<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>HR Management &#8211; HREX.asia</title>
	<atom:link href="https://th.hrnote.asia/category/personnel-management/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<description>HREX สนับสนุนการเติบโตขององค์กรโดย HR</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Aug 2026 09:13:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/favicon-96x96-1.png</url>
	<title>HR Management &#8211; HREX.asia</title>
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &#8220;เจ้าของงาน&#8221; อย่างแท้จริง ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/ownership-culture-employee-autonomy-260817/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/ownership-culture-employee-autonomy-260817/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 09:13:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Ownership Culture]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50997</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT นโยบาย Flexibility ให้เวลาทำงานยืดหยุ่น ให้ทำงานที่บ้าน (WFH) กำลังกลายเป็นสิ่งที่พนักงาน และผู้สมัครงานจำนวนมาก ความคาดหวังว่าทุกองค์กรต้องมี แม้จะมีนโยบายด้าน Flexibility ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าทุกขั้นตอนยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวด พวกเขาก็จะรู้สึกไม่มีอิสระอยู่ดี ระดับความผูกพันต่อองค์กร (Engagement) ที่ต่ำ อาจไม่ได้มาจากสวัสดิการที่ไม่ดี ทว่ามาจากโครงสร้างงานที่บีบให้พนักงานเป็นแค่ &#8220;คนรอรับคำสั่ง&#8221; HR จึงต้องช่วยออกแบบขอบเขตอำนาจการตัดสินใจให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ เพื่อให้พนักงานกล้าคิดและรับผิดชอบผลลัพธ์ด้วยตัวเอง หลายองค์กรพยายามรักษาคนเก่งไว้ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่น อนุญาตให้ทำงานจากบ้าน เลือกเวลาเข้าออฟฟิศได้ หรือให้พนักงานบริหารตารางชีวิตตัวเองมากขึ้น มาตรการเหล่านี้มีประโยชน์มากและช่วยให้คนทำงานจัดสมดุลชีวิตได้ดีขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรที่อนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาทำงานเองได้ แต่สุดท้ายพวกเขายังต้องขออนุมัติทุกเรื่อง เลือกเครื่องมือทำงานเองไม่ได้ เสนอวิธีทำงานใหม่ ๆ ก็ไม่ผ่าน นอกจากนั้นยังถูกตามจิกทุกขั้นตอน คำถามคือ แบบนี้เรียกว่าองค์กรมีความยืดหยุ่นจริงหรือไม่ ? บทความล่าสุดจาก HR Executive ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่จะช่วยรักษาคนเก่งได้ดีที่สุดคือ การให้เป็นอิสระ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจกำหนดวิธีทำงานและรับผิดชอบผลลัพธ์ได้ด้วยตัวเอง ประเด็นนี้บังคับให้ HR ต้องแยกความหมายของ 2 คำนี้ให้ออก คือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>นโยบาย Flexibility ให้เวลาทำงานยืดหยุ่น ให้ทำงานที่บ้าน (WFH) กำลังกลายเป็นสิ่งที่พนักงาน และผู้สมัครงานจำนวนมาก ความคาดหวังว่าทุกองค์กรต้องมี</li>
<li>แม้จะมีนโยบายด้าน Flexibility ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าทุกขั้นตอนยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวด พวกเขาก็จะรู้สึกไม่มีอิสระอยู่ดี</li>
<li>ระดับความผูกพันต่อองค์กร (Engagement) ที่ต่ำ อาจไม่ได้มาจากสวัสดิการที่ไม่ดี ทว่ามาจากโครงสร้างงานที่บีบให้พนักงานเป็นแค่ &#8220;คนรอรับคำสั่ง&#8221;</li>
<li>HR จึงต้องช่วยออกแบบขอบเขตอำนาจการตัดสินใจให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ เพื่อให้พนักงานกล้าคิดและรับผิดชอบผลลัพธ์ด้วยตัวเอง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50993" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/ownership-culture-employee-autonomy-hrex.webp" alt="ownership-culture-employee-autonomy-hrex" width="600" height="370" title="Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &quot;เจ้าของงาน&quot; อย่างแท้จริง ? 6" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/ownership-culture-employee-autonomy-hrex.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/ownership-culture-employee-autonomy-hrex-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><br />
หลายองค์กรพยายามรักษาคนเก่งไว้ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่น อนุญาตให้ทำงานจากบ้าน เลือกเวลาเข้าออฟฟิศได้ หรือให้พนักงานบริหารตารางชีวิตตัวเองมากขึ้น</p>
<p>มาตรการเหล่านี้มีประโยชน์มากและช่วยให้คนทำงานจัดสมดุลชีวิตได้ดีขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรที่อนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาทำงานเองได้ แต่สุดท้ายพวกเขายังต้องขออนุมัติทุกเรื่อง เลือกเครื่องมือทำงานเองไม่ได้ เสนอวิธีทำงานใหม่ ๆ ก็ไม่ผ่าน นอกจากนั้นยังถูกตามจิกทุกขั้นตอน</p>
<p>คำถามคือ แบบนี้เรียกว่าองค์กรมีความยืดหยุ่นจริงหรือไม่ ?</p>
<p>บทความล่าสุดจาก <a href="https://hrexecutive.com/how-to-build-an-ownership-culture-that-keeps-top-talent/" target="_blank" rel="noopener">HR Executive</a> ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่จะช่วยรักษาคนเก่งได้ดีที่สุดคือ<strong> การให้เป็นอิสระ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจกำหนดวิธีทำงานและรับผิดชอบผลลัพธ์ได้ด้วยตัวเอง</strong></p>
<p>ประเด็นนี้บังคับให้ HR ต้องแยกความหมายของ 2 คำนี้ให้ออก คือ</p>
<ul>
<li><strong>Flexibility (ความยืดหยุ่น):</strong> การให้อิสระว่า จะทำงานเมื่อไหร่ หรือที่ไหน</li>
<li><strong>Autonomy (อำนาจตัดสินใจ):</strong> การให้อิสระว่า จะทำงานอย่างไร ใช้ทรัพยากรแบบไหน และแก้ปัญหาด้วยวิธีใด ภายใต้เป้าหมายที่คุยกันไว้</li>
</ul>
<p>เพราะองค์กรของคุณอาจมี Flexibility สูงปรี๊ด แต่ Autonomy ติดลบก็ได้ นี่อาจเป็นคำตอบว่าทำไมพนักงานบางคนถึงหมดไฟและอยากลาออก ทั้งที่บริษัทก็มีนโยบาย Hybrid Work ที่ดูทันสมัยมากก็ตาม</p>

<h2>ทำงานจากบ้านได้ แต่ยังถูกตามจิก (Micromanage) เหมือนเดิม</h2>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50994" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-1.webp" alt="ownership-culture-employee-autonomy-hrex" width="600" height="370" title="Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &quot;เจ้าของงาน&quot; อย่างแท้จริง ? 7" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><br />
การอนุญาตให้พนักงานหอบแล็ปท็อปกลับไปทำที่บ้าน ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมการจ้องจับผิดหายไปโดยอัตโนมัติ</p>
<p>หลายทีมแค่เปลี่ยนรูปแบบจากการเดินตรวจตามโต๊ะทำงาน มาเป็นการเช็กสถานะออนไลน์ เปลี่ยนจากการถามว่า &#8220;ตอนนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะไหม&#8221; มาเป็นการตั้งคำถามว่า &#8220;ทำไมทักแชตไป 5 นาทีแล้วยังไม่ตอบ&#8221; หรือเปลี่ยนจากการเรียกคุยในห้องประชุม มาเป็นการนัดประชุมออนไลน์ติดกันทั้งวัน จนพนักงานไม่มีเวลาคิดหรือตัดสินใจเนื้องานด้วยตัวเอง</p>
<p>พนักงานกลุ่มนี้มีอิสระเรื่องสถานที่ทำงานก็จริง แต่พวกเขาไม่มีอิสระ (รวมถึงอำนาจ) ในการตัดสินใจ (Decision Flexibility) แม้แต่น้อย และจะไม่น่าแปลกใจหากพวกเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของงานชิ้นนั้นเต็มตัว</p>
<p><a href="https://www.apa.org/research-practice/conduct-research/self-determination-theory" target="_blank" rel="noopener">ตามทฤษฎีแรงจูงใจ (Self-Determination Theory) ของ เอ็ดเวิร์ด เดซี่ (Edward Deci) และ ริชาร์ด ไรอัน (Richard Ryan)</a> กล่าวไว้ว่า มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐาน 3 อย่างคือ การมีอำนาจควบคุมตัวเอง (Autonomy) ความรู้สึกว่าตัวเองเก่งและทำได้ (Competence) และความรู้สึกผูกพันกับเป้าหมายหรือคนรอบข้าง (Relatedness) เมื่อสภาพแวดล้อมสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ คนจะเกิดแรงจูงใจจากภายใน ทำงานอย่างมีความสุขและอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น</p>
<p>ตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมที่ควบคุมทุกฝีก้าวจะพุ่งตรงไปสร้างความเครียด ภาวะหมดไฟ และทำให้อัตราการลาออกพุ่งสูงขึ้น</p>
<p>ปัญหาที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่พนักงานเบื่องานที่ทำ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ออกแบบวิธีทำงานของตัวเองเลยต่างหาก</p>
<h2>คนเก่งต้องการอำนาจที่เหมาะสมภายใต้กรอบที่ชัดเจน</h2>
<p>พอพูดถึงการให้อำนาจตัดสินใจ (Autonomy) ผู้บริหารหลายคนมักเกิดความกังวลขึ้นมาทันที</p>
<p>ความกลัวที่พบบ่อยคือ กลัวว่าจะควบคุมการทำงานไม่อยู่ กลัวพนักงานตัดสินใจผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย กลัวว่าจะมีการใช้งบประมาณเกินความจำเป็น หรือแม้แต่กังวลว่าแต่ละทีมจะทำงานสะเปะสะปะไปคนละทิศคนละทางจนภาพรวมของธุรกิจเสียขบวน</p>
<p>แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ การให้อิสระไม่ได้แปลว่าการปล่อยปละละเลยให้ใครทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่มีขอบเขต หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการตีเส้นกรอบการทำงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทั้งการทำความเข้าใจร่วมกันว่าเป้าหมายหลักของงานคืออะไร ผลลัพธ์สุดท้ายที่องค์กรอยากเห็นมีหน้าตาเป็นแบบไหน รวมถึงการตกลงข้อจำกัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรอบเวลา งบประมาณที่มีให้ หรือเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ</p>
<p>นอกจากเป้าหมายและข้อจำกัดแล้ว สิ่งที่ต้องตกลงกันให้เคลียร์คือกติกาในการตัดสินใจ องค์กรต้องระบุให้ชัดเจนว่าเรื่องระดับไหนที่พนักงานสามารถเคาะและลงมือทำได้เองทันที เรื่องไหนที่สามารถทำได้แต่ต้องเดินมาขอคำปรึกษาก่อน และเรื่องสำคัญระดับไหนที่ต้องรอไฟเขียวจากหัวหน้างานเท่านั้น ความชัดเจนตรงนี้จะช่วยลดความสับสนและทำให้ทุกคนรู้ขอบเขตอำนาจของตัวเอง</p>
<p>เมื่อกรอบกติกาทุกอย่างขีดไว้อย่างชัดเจน พนักงานจะสามารถเลือกเส้นทางและวิธีการทำงานภายในพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมานั่งรอขออนุมัติในทุกย่างก้าวให้เสียเวลาและเสียความรู้สึก</p>
<p>ขณะเดียวกัน การได้รับอิสระเช่นนี้ก็หมายความว่า พวกเขาต้องพร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ปลายทางที่ตกลงกันไว้ นี่จึงจะเป็นการมอบอำนาจที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอย่างแท้จริง</p>
<h2>จาก จากคนรอรับคำสั่ง สู่การเป็นเจ้าของโปรเจกต์ (Project Ownership)</h2>
<p>เหตุผลคลาสสิกที่ทำให้พนักงานไม่รู้สึกอินกับงาน คือการที่องค์กรซอยงานออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกินไป</p>
<p>คนหนึ่งทำสไลด์ อีกคนหาข้อมูล คนที่สามคุยกับลูกค้า คนที่สี่คอยเซ็นอนุมัติ สุดท้ายทุกคนรู้แค่ว่าตัวเองต้องทำหน้าที่อะไร แต่ไม่มีใครเห็นเลยว่าภาพรวมของงานกำลังสร้างผลกระทบ (Impact) อะไรให้กับธุรกิจ</p>
<p>พวกเขาเห็นแค่ชิ้นงาน แต่ไม่เห็นคุณค่า</p>
<p>บทวิเคราะห์จาก <a href="https://hrexecutive.com/how-to-build-an-ownership-culture-that-keeps-top-talent/" target="_blank" rel="noopener">HR Executive</a> แนะนำว่า การจัดทีมขนาดเล็กแล้วมอบหมายให้ดูแลโครงการตั้งแต่ต้นจนจบ จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผูกพันกับผลลัพธ์มากกว่าการทำงานแบบแยกส่วนแบบเดิม</p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/">การเป็นเจ้าของโปรเจกต์ (Project Ownership)</a> หมายถึงการให้ทีมรับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนทำความเข้าใจโจทย์ ออกแบบแนวทาง วางแผน ประสานงาน ตัดสินใจใช้งบ ทดลองแก้ปัญหา ไปจนถึงส่งมอบผลงานและสรุปบทเรียน</p>
<p>เมื่อคนทำงานมองเห็นวงจรทั้งหมด เขาจะเข้าใจทันทีว่าการตัดสินใจของเขาส่งผลต่อคุณภาพงาน ความพึงพอใจของลูกค้า ต้นทุน หรือรายได้ของบริษัทอย่างไร ความรู้สึกเป็นเจ้าของจึงไม่ได้เกิดจากการที่หัวหน้าเดินมาบอกว่า <em>&#8220;งานนี้ของน้องนะ&#8221;</em> แต่เกิดจากการที่เขามีสิทธิ์เลือกเส้นทางและรับรู้ผลกระทบด้วยตัวเอง</p>
<h2>Engagement ตก อาจมาจากโครงสร้างงาน ไม่ใช่สวัสดิการ</h2>
<p>เวลาที่คะแนนความผูกพันต่อองค์กร (Engagement Score) ลดลง สิ่งแรกที่หลายบริษัทมักจะทำคือการอัดฉีดกิจกรรมหรือสวัสดิการเข้าไป เช่น จัดงานกินเลี้ยง เพิ่มโปรแกรมดูแลสุขภาพ เพิ่มวันลาพักร้อน หรือจัดทริป Team Building</p>
<p>มาตรการเหล่านี้ดีและช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น แต่ถ้าต้นตอของปัญหาคือพนักงานไม่มีอำนาจตัดสินใจในงานของตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะไม่ยั่งยืน</p>
<p>พนักงานอาจแฮปปี้ในวันที่ได้ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/event-based-wfh-260717/">Work From Home</a> แต่ก็เอือมระอากับระบบขออนุมัติ 5 ลำดับขั้น เขาอาจจะชอบสวัสดิการของบริษัท ถึงกระนั้นก็รู้สึกว่าเสนอไอเดียอะไรไปก็ไม่มีใครฟัง เขาอาจจะพอใจกับเงินเดือน แต่เหนื่อยหน่ายที่ต้องมานั่งแก้สไลด์ตามความชอบส่วนตัวของหัวหน้าในทุกหน้า</p>
<p>ถ้าเป็นเช่นนี้ Engagement ที่แท้จริงย่อมไม่เกิดขึ้น</p>
<p><strong>HR จึงควรประเมินเรื่อง Engagement ผ่านมุมมองของการออกแบบงาน (Job Design) ด้วย </strong>ลองตั้งคำถามว่า งานนี้เปิดพื้นที่ให้คนคิดไหม ? มีสิทธิ์เลือกเครื่องมือเองหรือเปล่า ? พวกเขาเห็นผลลัพธ์ปลายทางของงานไหม ? และได้รับความไว้วางใจให้ทำเรื่องนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่ ?</p>
<h2>ทำไม Manager เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด</h2>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50995" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-2.webp" alt="ownership-culture-employee-autonomy-hrex" width="600" height="370" title="Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &quot;เจ้าของงาน&quot; อย่างแท้จริง ? 8" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><br />
บริษัทอาจมีนโยบายให้อำนาจพนักงานอย่างสวยหรู แต่พนักงานจะได้รับประสบการณ์แบบนั้นจริงหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของหัวหน้างานโดยตรง</p>
<p>หัวหน้าบางคนเก่งเรื่องการกำหนดเป้าหมายแล้วถอยออกมาให้ลูกทีมหาวิธีลุยกันเอง แต่หัวหน้าบางคนปากบอกว่าให้อิสระ แต่ในทางปฏิบัติกลับ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220909-micromanagement/">Micromanage</a> และตัดสินใจแทนลูกทีมทุกเรื่อง</p>
<p>ทั้งนี้ หัวหน้าส่วนใหญ่อาจไม่ได้จ้องจะจับผิดเพราะอยากกลั่นแกล้งลูกน้อง หลายคนทำไปเพราะกลัวยอดไม่เข้าเป้า ไม่ไว้ใจทักษะของทีม เคยเติบโตมากับระบบที่ต้องรู้ทุกรายละเอียด หรือบางคนแค่ไม่มีข้อมูลอยู่ในมือเลยใช้วิธีตามจี้ถามบ่อยๆ เพื่อลดความกังวลของตัวเอง</p>
<p>การสร้างวัฒนธรรมการเป็นเจ้าของงาน จึงไม่ควรเริ่มจากการเดินไปบอกพนักงานให้ &#8220;กล้าๆ ตัดสินใจหน่อย&#8221; แต่ต้องเริ่มจากการฝึกอบรมและพัฒนาหัวหน้างานให้ทำ 4 เรื่องนี้ให้เป็น</p>
<ul>
<li>กำหนดผลลัพธ์ปลายทางให้ชัดเจน</li>
<li>มอบสิทธิ์ในการตัดสินใจให้เหมาะสม</li>
<li>โค้ชชิ่งและชี้แนะ โดยไม่แย่งงานกลับมาทำเอง</li>
<li>ประเมินผลงานที่ผลลัพธ์ มากกว่าการดูว่าวิธีทำงานเหมือนกับที่ตัวเองคิดไว้หรือไม่</li>
</ul>
<h2>สิทธิ์การตัดสินใจต้องชัดเจน (Decision Rights)</h2>
<p>หลายบริษัทชอบใช้คำว่า Empower หรือมอบอำนาจให้พนักงาน แต่ดันไม่เคยตกลงกันว่า Empower เรื่องอะไรบ้าง พนักงานจึงอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วตัวเองเคาะเรื่องไหนได้บ้าง</p>
<p>เมื่อขอบเขตคลุมเครือ สัญชาตญาณของมนุษย์จะเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือการกลับไปถามหัวหน้าทุกครั้ง</p>
<p>HR และผู้นำองค์กรจึงต้องช่วยกันตีกรอบอำนาจการตัดสินใจให้เป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่นำไปใช้ได้ง่ายคือหลักการ 4 ข้อนี้:</p>
<ul>
<li><strong>Decide:</strong> เรื่องที่พนักงานเคาะเองได้เลย</li>
<li><strong>Consult:</strong> เรื่องที่ต้องมาขอคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ</li>
<li><strong>Approve:</strong> เรื่องที่ต้องรอหัวหน้าเซ็นอนุมัติเท่านั้น</li>
<li><strong>Inform:</strong> เรื่องที่ทำได้เลย แค่ต้องแจ้งให้คนอื่นรับทราบไว้ด้วย</li>
</ul>
<p>กรอบกติกาแบบนี้จะช่วยสกัดกั้นพฤติกรรม Micromanagement และปิดความเสี่ยงจากการปล่อยให้อิสระแบบไม่มีทิศทางไปพร้อม ๆ กัน</p>
<h2>อยากได้ความเป็นเจ้าของงาน ต้องเลิกประเมินผลจากการทำตามคำสั่ง</h2>
<p>องค์กรไม่อาจเรียกร้องให้พนักงานลุกขึ้นมาทำตัวเป็นเจ้าของงานได้เลย หากเมื่อถึงรอบการประเมินผลประจำปีแล้วกลับยังคงให้คะแนนจากความสม่ำเสมอในการก้มหน้าทำตามคำสั่ง ความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่องค์กรคาดหวังกับเกณฑ์การวัดผลที่ใช้จริงนี้ จะทำให้พนักงานเลือกที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนทำงานย่อมเลือกทำในสิ่งที่ส่งผลบวกต่อการประเมินผลของตัวเองมากกว่าการกล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่</p>
<p>ระบบประเมินผลที่จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนมาตรวัดจากการดู &#8220;กิจกรรม&#8221; ไปสู่การวัดที่ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; อย่างแท้จริง แทนที่จะคอยนับว่าพนักงานคนนี้นัดประชุมบ่อยแค่ไหน ควรเปลี่ยนมาดูว่าปัญหาที่ค้างคาถูกแก้ไปได้หรือยัง แทนที่จะชื่นชมรายงานที่เขียนมายาวเหยียดหลายสิบหน้า ควรดูว่าข้อมูลเหล่านั้นช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่</p>
<p>หรือแทนที่จะคอยจับผิดว่าออนไลน์ตอบแชตไวแค่ไหน ก็ให้ไปวัดกันที่ตัวเนื้องานเลยว่าเสร็จตรงตามเวลาและได้คุณภาพตามที่ตกลงกันไว้หรือเปล่า</p>
<p>การนำเครื่องมือบริหารเป้าหมายยอดฮิตอย่าง OKR เข้ามาใช้ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้ก็มีจุดตายหากนำไปใช้ผิดวิธี หากเป้าหมายทั้งหมดถูกสั่งการลงมาจากผู้บริหารระดับบนเพียงทิศทางเดียวโดยที่คนทำงานไม่ได้มีส่วนร่วม หรือแย่กว่านั้นคือผู้บริหารสั่งเปลี่ยนเป้าหมายแทบทุกสัปดาห์ ต่อให้องค์กรจะลงทุนกับระบบที่ดีหรือแพงแค่ไหน เครื่องมือเหล่านั้นก็ไม่มีทางสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโปรเจกต์ให้เกิดขึ้นในใจพนักงานได้</p>
<p>หัวใจสำคัญของการประเมินผลที่กระตุ้นให้คนอยากรับผิดชอบงาน จึงอยู่ที่การเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการตั้งต้น พวกเขาสามารถตกลงร่วมกับหัวหน้างานตั้งแต่แรกว่า &#8220;ความสำเร็จ&#8221; ของงานชิ้นนี้ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร</p>
<p>เมื่อคนทำงานได้ร่วมกำหนดเป้าหมายด้วยตัวเอง พวกเขาจะเกิดความผูกพันและพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับงานนั้นอย่างเต็มใจโดยไม่ต้องรอให้ใครมาคอยสั่งการ</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/sense-of-ownership-for-leadership-250611/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/HREX-Cover-by-Para-2025-06-11T190342.373.webp" alt="สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training – Sense of Ownership for Leadership Effectiveness" width="600" height="370" title="Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &quot;เจ้าของงาน&quot; อย่างแท้จริง ? 9"></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/sense-of-ownership-for-leadership-250611/">สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training – Sense of Ownership for Leadership Effectiveness</a></strong></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR จะสร้าง Ownership Culture ได้อย่างไร</h2>
<h3>1. แยก ความยืดหยุ่น ออกจาก อำนาจตัดสินใจ</h3>
<p>HR ต้องเริ่มจากการสำรวจให้ชัดเจนว่า ปัจจุบันองค์กรมีความยืดหยุ่นแค่เรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน หรือได้มอบอำนาจการตัดสินใจในเนื้องานให้พนักงานด้วย</p>
<p>เราไม่ควรด่วนสรุปไปเองว่าคนทำงานมีอิสระแล้วเพียงเพราะบริษัทมีนโยบายให้สลับวันเข้าออฟฟิศได้ เพราะการทำงานที่บ้านไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะตัดสินใจเรื่องงานด้วยตัวเองเสมอไป</p>
<h3>2. วิเคราะห์การออกแบบงาน (Job Design Audit)</h3>
<p>ขั้นต่อมาคือการเจาะลึกวิเคราะห์โครงสร้างงานว่า มีกระบวนการไหนที่ถูกซอยย่อยมากเกินความจำเป็น มีขั้นตอนการขออนุมัติที่ซับซ้อนหลายชั้น หรือมีงานไหนบ้างที่พนักงานต้องแบกรับความรับผิดชอบเต็มตัวแต่กลับไม่มีสามารถเคาะอะไรเลย จุดที่ความรับผิดชอบสวนทางกับอำนาจในมือนี้เองที่เป็นระเบิดเวลา คอยสร้างความอึดอัดและบีบให้คนทำงานหมดไฟลงอย่างรวดเร็ว</p>
<h3>3. ออกแบบให้พนักงานเป็นเจ้าของโปรเจกต์</h3>
<p>ลองปรับวิธีทำงานด้วยการตั้งทีมขนาดเล็กขึ้นมา แล้วมอบหมายให้ดูแลโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงตอนส่งมอบงาน โดยต้องตกลงเป้าหมาย งบประมาณ และขอบเขตอำนาจการตัดสินใจให้ชัดเจนตั้งแต่แรก</p>
<p>ขณะเดียวกันก็ควรมีผู้บริหารคอยทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก ช่วยทลายอุปสรรคต่าง ๆ ระหว่างทาง มากกว่าจะลงมาจับผิดหรือควบคุมทุกฝีก้าว</p>
<h3>4. พัฒนาหัวหน้างานจากคนควบคุม เป็นผู้สนับสนุน</h3>
<p>การพัฒนาหัวหน้างานก็สำคัญไม่แพ้กัน บริษัทควรจัดอบรมเพื่อเปลี่ยนบทบาทหัวหน้าจากคนที่คอยตามคุมงานให้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนทีม เนื้อหาควรครอบคลุมตั้งแต่ทักษะการมอบหมายงาน การโค้ชชิ่ง การตั้งเป้าหมายที่ผลลัพธ์ การให้ฟีดแบ็ก ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน</p>
<p>สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวหน้ารู้วิธีบริหารความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องกลับไปใช้วิธีตามจิกพนักงานแบบเดิม</p>
<h3>5. เปิดเผยข้อมูลภาพใหญ่ของธุรกิจให้มากขึ้น</h3>
<p>พนักงานจะตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้เฉียบขาดก็ต่อเมื่อพวกเขามีข้อมูลอยู่ในมือ องค์กรจึงควรแชร์ข้อมูลภาพใหญ่อย่างเรื่องต้นทุน รายได้ ข้อมูลลูกค้า ความเสี่ยง หรือทิศทางความสำคัญของธุรกิจให้ทีมรับรู้ตามความเหมาะสม</p>
<p>เพราะเราไม่อาจคาดหวังให้คนทำงานคิดและทำเหมือนเจ้าของกิจการได้เลย หากบริษัทยังคงปิดบังข้อมูลสำคัญที่เจ้าของใช้ในการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา</p>
<h3>6. ชื่นชมคนที่กล้าตัดสินใจ แม้ผลลัพธ์อาจผิดพลาด</h3>
<p>การรับผิดชอบงานด้วยตัวเองย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง และบางโครงการอาจไม่สำเร็จตามแผนที่วางไว้ หากบริษัทเลือกที่จะลงโทษอย่างหนักกับทุกความผิดพลาด พนักงานจะเข็ดขยาดและกลับไปเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดนั่นคือการรอรับคำสั่ง</p>
<p>องค์กรจึงต้องแยกให้ออกระหว่างความผิดพลาดที่เกิดจากความสะเพร่า กับการทดลองทำสิ่งใหม่ที่มีเหตุผลรองรับ พร้อมทั้งชื่นชมคนที่กล้าตัดสินใจเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้</p>
<h3>7. เพิ่มคำถามเรื่องอำนาจตัดสินใจในแบบสำรวจพนักงาน</h3>
<p>ในการทำแบบสำรวจความผูกพันของพนักงานครั้งต่อไป นอกเหนือจากคำถามเรื่องความพึงพอใจทั่วไปแล้ว HR ควรเพิ่มคำถามที่เจาะลึกถึงเรื่องอำนาจการตัดสินใจเข้าไปด้วย ลองถามให้ชัดเจนว่าพนักงานมีอำนาจตัดสินใจในงานของตัวเองเพียงพอหรือไม่ รู้หรือเปล่าว่างานที่ทำไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายบริษัทอย่างไร หัวหน้าไว้ใจให้ทำงานแค่ไหน มีข้อมูลและเครื่องมือพอให้ทำงานได้ดีหรือไม่ รวมถึงพวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของผลลัพธ์ในงานที่ทำอยู่จริง ๆ หรือไม่</p>
<h2>บาลานซ์ความอิสระกับความเสี่ยง: ออกแบบการให้อำนาจตามระดับทักษะ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50996" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-3.webp" alt="ownership-culture-employee-autonomy-hrex" width="600" height="370" title="Flexibility อย่างเดียวไม่พอ: สร้าง Ownership Culture อย่างไร ให้พนักงานคนเก่งรู้สึกเป็น &quot;เจ้าของงาน&quot; อย่างแท้จริง ? 10" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-3.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Talent-Flexibility-Ownership-HREX-3-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><br />
อีกเรื่องที่ HR ต้องระวังให้ดีคือ การมอบอำนาจตัดสินใจหรือความเป็นเจ้าของงานนั้น ไม่ใช่นโยบายแบบเสื้อโหลที่จะจับทุกคนมาใส่ให้เท่ากันหมดได้ เพราะพนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ย่อมต้องการคำแนะนำและฟีดแบ็กอย่างใกล้ชิดเพื่อความอุ่นใจ ขณะที่ทีมงานเก๋าประสบการณ์สามารถรับผิดชอบและเคาะเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้มากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ยังต้องมองไปถึงสไตล์การทำงานด้วย เพราะพนักงานบางคนอาจชอบการทำงานตามคำสั่งที่ชัดเจนเป๊ะ ๆ มากกว่าการได้รับอิสระให้ไปคิดเองทำเอง</p>
<p>ลักษณะของเนื้องานก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องนำมาคิด งานบางประเภทมีความเสี่ยงสูงมาก เช่น งานด้านกฎหมาย ความปลอดภัย การเงินบัญชี หรือการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล งานกลุ่มนี้ไม่อาจปล่อยอิสระได้ 100% จำเป็นต้องมีเกราะป้องกันและขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่าปกติ การมอบอำนาจให้ใครสักคนจึงต้องนำปัจจัยเรื่องระดับทักษะ ความซับซ้อนของงาน ความเสี่ยง ประสบการณ์ และความพร้อมของแต่ละบุคคลหรือแต่ละทีมมาประเมินร่วมด้วยเสมอ</p>
<p>จุดหมายปลายทางของการให้อำนาจตัดสินใจ จึงไม่ใช่การพยายามปล่อยให้ทุกคนมีอิสระมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เป็นการมอบอำนาจในระดับที่พอเหมาะพอดี เพื่อให้คนทำงานสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้พร้อมกับเติบโตขึ้นจากความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย</p>
<h2>บทเรียน Flexibility ในบริบทของ HR ไทย</h2>
<p>ในบริบทการทำงานขององค์กรไทย การสร้างวัฒนธรรมความเป็นเจ้าของงานอาจมีความซับซ้อนและท้าทายกว่าปกติ</p>
<p>เนื่องจากเราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมลำดับขั้น พนักงานจำนวนมากถูกหล่อหลอมมาให้รอรับคำสั่งจากเบื้องบน ขณะที่หัวหน้าหลายคนก็มีความเชื่อลึก ๆ ว่าถ้าไม่ลงไปล้วงลูกตรวจงานทุกรายละเอียดจะแปลว่าบกพร่องต่อหน้าที่ การตัดสินใจแทบทุกเรื่องจึงมักถูกโยนขึ้นไปให้คนตำแหน่งสูงกว่าเป็นคนเคาะ แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยก็ตาม</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา คนที่กล้าคิดกล้าทำมักจะโดนตำหนิแรงกว่าคนที่นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วไม่ตัดสินใจอะไรเลย สภาพแวดล้อมการทำงานแบบนี้เป็นการสอนให้คนทำงานเรียนรู้โดยอัตโนมัติว่า ทางรอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตการทำงานคือการทำตามคำสั่ง และอย่าเสนอหน้าคิดอะไรเองให้มากเกินไป</p>
<p>การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของงานในองค์กรไทยจึงต้องออกแรงมากกว่าแค่การป่าวประกาศคำว่ามอบอำนาจ (Empowerment) HR และผู้บริหารต้องรื้อพฤติกรรมของหัวหน้างานใหม่ กำหนดสิทธิ์ในการตัดสินใจให้ชัดเจน ปรับระบบประเมินผล และเปลี่ยนวิธีรับมือกับความผิดพลาด หากอยากให้พนักงานลุกขึ้นมาคิดและทำตัวเหมือนเจ้าของกิจการ องค์กรก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่า พร้อมจะยืนหยัดสนับสนุนคนที่กล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แม้ว่าในบางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบก็ตาม</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>การอนุญาตให้ทำงานแบบยืดหยุ่นช่วยให้พนักงานบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ทว่าการมอบความเป็นเจ้าของงานจะช่วยให้พวกเขาควบคุมงานและมองเห็นคุณค่าในตัวเองได้อย่างแท้จริง สองเรื่องนี้มีความสำคัญควบคู่กันไป แต่มันคือคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง บริษัทอาจให้อิสระพนักงานหอบงานไปทำที่ร้านกาแฟหรือที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าหัวหน้ายังคอยตามตรวจทุกข้อความและตัดสินใจแทนในทุกจังหวะ ท้ายที่สุดพนักงานก็จะรู้สึกเป็นแค่คนคอยรับคำสั่งอยู่ดี</p>
<p>การรักษาคนเก่งสำหรับฝ่ายบุคคลจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องสวัสดิการที่ดึงดูดใจ หรือการมีนโยบายให้สลับวันเข้าออฟฟิศ ทว่าต้องถอยกลับมามองโครงสร้างเนื้องานอย่างละเอียด ต้องประเมินให้แน่ชัดว่าพนักงานมีอำนาจสมดุลกับความรับผิดชอบที่แบกรับไว้หรือไม่ พวกเขาเห็นผลกระทบจากสิ่งที่ทำหรือเปล่า ได้เป็นเจ้าของโปรเจกต์จริงไหม มีข้อมูลและเครื่องมือพร้อมแค่ไหน ไปจนถึงหัวหน้างานพร้อมที่จะปล่อยมือและไว้ใจทีมมากเพียงใด</p>
<p>บางครั้งอาการหมดไฟหรือระดับความผูกพันต่อองค์กรที่ลดลง อาจไม่ได้แปลว่าคนทำงานอยากได้เงินเพิ่มหรืออยากเรียกร้องสวัสดิการใหม่เสมอไป สิ่งที่คนเก่งต้องการมากที่สุดอาจเป็นแค่พื้นที่ให้พวกเขาได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้สร้างสรรค์ผลลัพธ์ และเกิดความภาคภูมิใจที่ได้บอกใครต่อใครว่าผลงานชิ้นนี้มีลายเซ็นของพวกเขาอยู่จริง</p>
<p>ในเมื่อสิ่งที่คนเก่งต้องการมากที่สุด อาจเป็นแค่พื้นที่ให้พวกเขาได้คิด ตัดสินใจ และสร้างสรรค์ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง <a href="https://bit.ly/4yCqHiP" target="_blank" rel="noopener">หากองค์กรกำลังมองหาวิธีรื้อโครงสร้างการทำงาน ปรับบทบาทหัวหน้างาน หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรเพื่อสร้าง Ownership Culture อย่างแท้จริง สามารถค้นหาผู้เชี่ยวชาญและ </a><a href="https://bit.ly/4yCqHiP" target="_blank" rel="noopener"><strong>ที่ปรึกษาเพื่อช่วยพัฒนาองค์กร (HR Consulting)</strong></a><a href="https://bit.ly/4yCqHiP" target="_blank" rel="noopener"> ที่ตอบโจทย์ผ่าน HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hrexecutive.com/how-to-build-an-ownership-culture-that-keeps-top-talent/" target="_blank" rel="noopener">HR Executive</a></li>
<li><a href="https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11200516/" target="_blank" rel="noopener">National Library of Medicine</a></li>
<li><a href="https://www.annualreviews.org/content/journals/10.1146/annurev-orgpsych-032516-113108" target="_blank" rel="noopener">Annual Review of Organizational Psychology</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/ownership-culture-employee-autonomy-260817/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-information-workforce-planning-260817/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-information-workforce-planning-260817/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 07:36:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Payroll]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50988</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT งาน Payroll กำลังเปลี่ยนผ่านจากแค่งานแอดมินที่เน้นจ่ายเงินให้เป๊ะ ไปเป็นแหล่งข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่ทั้ง HR และ Finance ขาดไม่ได้ ข้อมูล Payroll ช่วยให้บริษัทเห็นต้นทุนกำลังคนที่แท้จริง แยกย่อยได้ตามประเทศ หน่วยธุรกิจ โครงการ หรือแม้แต่ประเภทพนักงาน การพึ่งพาระบบเดิม ๆ หรือคนทำเงินเดือนเพียงไม่กี่คน มีความเสี่ยงมหาศาล ทั้งในแง่ความต่อเนื่องของธุรกิจและการตรวจสอบ การจ่ายเงินเดือนถูกต้อง ไม่ใช่แค่ KPI ของแผนก แต่กลายเป็นความไว้วางใจที่พนักงานมีต่อองค์กร และเป็นรากฐานสำคัญเวลาที่ธุรกิจต้องการขยายตัว หลายองค์กรยังติดภาพจำว่า งานทำเงินเดือน งาน Payroll คืองานหลังบ้าน สิ่งที่ HR ต้องทำมีแค่การคำนวณเงินเดือน หักภาษี จ่ายเงินให้ตรงเวลา แล้วออกสลิปให้จบ ๆ ไป แล้วทำซ้ำแบบนี้ทุก ๆ เดือน ขอแค่เงินเข้าตรงและครบก็จบ (แต่ลองโอนผิด หักผิด หรือโอนช้า&#8230; เรื่องนี้จะกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทำลายความเชื่อมั่นของพนักงานทันที !) แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่องค์กรมีความซับซ้อนขึ้น มีพนักงานหลายเจนเนอเรชั่น หลายรูปแบบการจ้างงาน และบางแห่งขยายสาขาไปต่างประเทศ งานทำเงินเดือน ทำ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>งาน Payroll กำลังเปลี่ยนผ่านจากแค่งานแอดมินที่เน้นจ่ายเงินให้เป๊ะ ไปเป็นแหล่งข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่ทั้ง HR และ Finance ขาดไม่ได้</li>
<li>ข้อมูล Payroll ช่วยให้บริษัทเห็นต้นทุนกำลังคนที่แท้จริง แยกย่อยได้ตามประเทศ หน่วยธุรกิจ โครงการ หรือแม้แต่ประเภทพนักงาน</li>
<li>การพึ่งพาระบบเดิม ๆ หรือคนทำเงินเดือนเพียงไม่กี่คน มีความเสี่ยงมหาศาล ทั้งในแง่ความต่อเนื่องของธุรกิจและการตรวจสอบ</li>
<li>การจ่ายเงินเดือนถูกต้อง ไม่ใช่แค่ KPI ของแผนก แต่กลายเป็นความไว้วางใจที่พนักงานมีต่อองค์กร และเป็นรากฐานสำคัญเวลาที่ธุรกิจต้องการขยายตัว</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50986" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Cover.webp" alt="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ? 15" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /><br />
หลายองค์กรยังติดภาพจำว่า งานทำเงินเดือน งาน Payroll คืองานหลังบ้าน สิ่งที่ HR ต้องทำมีแค่การคำนวณเงินเดือน หักภาษี จ่ายเงินให้ตรงเวลา แล้วออกสลิปให้จบ ๆ ไป แล้วทำซ้ำแบบนี้ทุก ๆ เดือน ขอแค่เงินเข้าตรงและครบก็จบ (แต่ลองโอนผิด หักผิด หรือโอนช้า&#8230; เรื่องนี้จะกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทำลายความเชื่อมั่นของพนักงานทันที !)</p>
<p>แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่องค์กรมีความซับซ้อนขึ้น มีพนักงานหลายเจนเนอเรชั่น หลายรูปแบบการจ้างงาน และบางแห่งขยายสาขาไปต่างประเทศ งานทำเงินเดือน ทำ Payroll จึงไม่ควรจบหน้าที่แค่การออกสลิปเงินเดือนอีกต่อไป เพราะแท้จริงแล้ว ข้อมูลเงินเดือนคือกระจกสะท้อนต้นทุนคนที่แม่นยำที่สุดขององค์กร</p>
<p>ทำไมประเด็นนี้จึงสำคัญต่อ HR หาคำตอบได้ในบทความนี้</p>

<h2>Payroll Information สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p>ข้อมูลเงินเดือนมีความสำคัญมากกว่าที่หลายองค์กรคิด เพราะตัวเลขที่เห็นในเงินเดือนไม่ได้บอกแค่ฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว หากเจาะลึกลงไปจะพบว่ามันครอบคลุมรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย</p>
<p>ทั้งค่าล่วงเวลา โบนัส เงินจูงใจ เบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชัน สวัสดิการที่เป็นเงิน การหักภาษี ประกันสังคม เงินสมทบกองทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ผูกกับแต่ละโปรเจกต์</p>
<p>และรายการทั้งหมดนี้รวมกันเป็นต้นทุนแรงงานที่แท้จริงของบริษัท</p>
<p>เมื่อนำข้อมูลก้อนนี้ไปเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ อย่าง HRIS ระบบลงเวลาทำงาน การเงินบัญชี หรือเครื่องมือวิเคราะห์กำลังคน ภาพรวมที่ได้จะช่วยไขข้อข้องใจทางธุรกิจได้ลึกซึ้งขึ้น ผู้บริหารจะมองเห็นจุดสังเกตสำคัญ เช่น หน่วยธุรกิจไหนเบิกค่าล่วงเวลาสูงผิดปกติ โครงการไหนใช้ต้นทุนคนเกินงบ หรือทีมไหนมีโครงสร้างค่าตอบแทนที่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง</p>
<p>นอกจากนี้ยังช่วยตอบคำถามเรื่องการบริหารจัดการได้ตรงจุด ทั้งความคุ้มค่าในการจ้างพนักงานสัญญาจ้างแทนพนักงานประจำ การเลือกประเทศที่เหมาะสมสำหรับการขยายทีม ไปจนถึงการประเมินผลกระทบของงบประมาณรวมเมื่อถึงรอบปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี</p>
<p>รายละเอียดเชิงลึกทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ HR และฝ่ายการเงินต้องนำมาใช้วางแผนร่วมกัน ปัญหาคือหลายองค์กรยังคงจัดการข้อมูลแบบกระจัดกระจาย บางแห่งใช้ระบบต่างกันตามประเทศ จ้างผู้ให้บริการคนละเจ้า หรือยังพึ่งพาการดึงข้อมูลมาปะติดปะต่อบนตารางสเปรดชีต การเก็บข้อมูลแยกส่วนแบบนี้ทำให้การหาคำตอบเพื่อนำไปใช้งานแต่ละครั้งล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมาก</p>
<h2>ปัญหาคลาสสิคของการทำ Payroll คือความกระจัดกระจาย</h2>
<p>องค์กรที่มีสาขาข้ามประเทศ น่าจะคุ้นเคยกับปัญหาข้างต้นนี้ดี เพราะแต่ละแห่งมักมีวิธีจัดการต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>เช่น ประเทศหนึ่งอาจจ้างผู้ให้บริการเจ้าหนึ่ง อีกประเทศไปใช้อีกเจ้า บางที่ใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นเอง หรือบางแห่งยังคงใช้โปรแกรม Excel ธรรมดา ซ้ำร้ายบางสาขามีระบบบริหารทรัพยากรบุคคลอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเงินเดือน และบางครั้งฝ่ายการเงินต้องเอาตารางข้อมูลมาตรวจเช็กตัวเลขด้วยมือซ้ำอีกรอบ</p>
<p>การทำงานแบบแยกส่วนเช่นนี้อาจทำให้แต่ละสาขาสามารถคำนวณและจ่ายเงินให้พนักงานของตัวเองได้ถูกต้องตามปกติ อย่างไรก็ตาม จุดบอดจะโผล่มาให้เห็นเมื่อผู้บริหารระดับสูงต้องการดูข้อมูลภาพรวม</p>
<p>หาก CFO ต้องการประเมินต้นทุนแรงงานทั้งหมดของภูมิภาค ขั้นตอนจะเริ่มวุ่นวาย เพราะต้องรอให้ทีมงานแต่ละประเทศดึงข้อมูล ส่งไฟล์ไปมา นำตัวเลขมารวมกัน นั่งแปลงสกุลเงิน และคอยตรวจทานความถูกต้องด้วยสายตามนุษย์</p>
<p>ทางฝั่ง HR เองก็เจอปัญหาหนักไม่ต่างกัน หากต้องการเจาะลึกว่าต้นทุนกำลังคนที่พุ่งสูงขึ้นนั้นมาจากจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ค่าล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยง หรือค่าใช้จ่ายด้านข้อบังคับทางกฎหมาย การหาคำตอบแต่ละครั้งต้องใช้เวลาจัดการข้อมูลนานมาก ความกระจัดกระจายของระบบจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้การทำงานล่าช้าไปหมด และบีบให้องค์กรต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญทางธุรกิจด้วยข้อมูลที่ช้ากว่าสถานการณ์จริงไปหลายก้าว</p>
<h2>Payroll Accuracy คือหัวใจสำคัญของความเชื่อใจของพนักงาน</h2>
<p>สำหรับพนักงานทั่วไป การทำเงินเดือนคือบททดสอบความไว้วางใจที่มีต่อองค์กรในทุก ๆ เดือน</p>
<p>คนทำงานส่วนใหญ่อาจไม่ได้สนใจว่าระบบ HR จะล้ำหน้าแค่ไหน หรือขั้นตอนทางการเงินเบื้องหลังจะซับซ้อนปวดหัวเพียงใด สิ่งที่พวกเขารับรู้และสัมผัสได้โดยตรงคือ เงินเดือนเข้าตรงเวลาหรือไม่ ยอดสุทธิถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ไหม ค่าล่วงเวลาถูกคิดคำนวณครบถ้วนหรือเปล่า การหักภาษีเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ ไปจนถึงยอดโบนัสและค่าคอมมิชชั่นต่าง ๆ ขาดหายไปไหม</p>
<p>หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นสักครั้ง พนักงานมักจะยังพอเข้าใจและให้อภัยได้ แต่หากความผิดพลาดลักษณะเดิมเกิดขึ้นซ้ำซาก หรือใช้เวลาแก้ไขเนิ่นนาน ความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทจะลดฮวบลงทันที</p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงินเดือนผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานอย่างแยกไม่ออก ตัวเลขที่คลาดเคลื่อนหรือล่าช้าหมายถึงผลกระทบต่อการจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่างวดรถ การดูแลครอบครัว การจัดการหนี้บัตรเครดิต ค่าเทอมลูก และรายจ่ายจิปาถะในชีวิตประจำวัน</p>
<p>ความแม่นยำในการทำเงินเดือนจึงมีความสำคัญมากไปกว่าการเป็นแค่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของแผนก ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลต่อประสบการณ์ของคนทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้ตรงเป๊ะ โปร่งใสตรวจสอบได้ และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยได้รวดเร็ว จะสามารถซื้อใจคนทำงานได้ดีกว่าบริษัทที่ปล่อยให้พนักงานต้องมาคอยทวงถามหรือตามสืบเรื่องเงินของตัวเองทุกสิ้นเดือน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41585" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499.webp" alt="5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ !" width="600" height="370" title="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ? 16" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-errors-240822/">5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ !</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>Payroll พื้นที่ทำงานร่วมกันของ HR, การเงิน และกฎหมาย</h2>
<p>ระบบเงินเดือนนับเป็นศูนย์รวมข้อมูลสำคัญที่ทั้งฝ่าย HR การเงิน และฝ่ายกฎหมาย ดูแลความถูกต้อง ต้องใช้งานร่วมกัน</p>
<p>ทว่าแต่ละทีมกลับมองตัวเลขชุดเดียวกันนี้ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันไป HR จะให้ความสำคัญกับข้อมูลพนักงาน ความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทน และประสบการณ์ที่คนทำงานจะได้รับ ฝ่ายการเงินจะมองตัวเลขเหล่านี้เป็นเรื่องของต้นทุน การปิดบัญชี การจัดสรรงบประมาณ และกระแสเงินสด ขณะที่ฝ่ายกฎหมาย ดูแลความถูกต้องย่อมเน้นไปที่การทำตามกฎหมาย ภาษี ประกันสังคม และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละพื้นที่</p>
<p>ความวุ่นวายมักเกิดขึ้นเมื่อทั้ง 3 ฝ่ายต่างคนต่างทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลคนละชุด ความเสี่ยงต่าง ๆ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อข้อมูลไม่ประสานเป็นเนื้อเดียว HR อาจเข้าใจว่าอัปเดตประวัติพนักงานเรียบร้อยแล้ว ขณะที่คนทำเงินเดือนยังคงดึงฐานข้อมูลเก่ามาคำนวณ ฝ่ายการเงินอาจเห็นยอดต้นทุนแรงงานก็ต่อเมื่อทำการปิดงบไปแล้ว ทั้งที่ HR ต้องการตัวเลขปัจจุบันทันด่วนเพื่อนำไปวางแผนอัตรากำลังคน</p>
<p>หรือฝ่ายกฎหมายอาจตรวจพบความผิดพลาด เรื่องการหักรายได้ที่ไม่ตรงกับกฎหมายแรงงานท้องถิ่นในภายหลัง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ซอฟต์แวร์จัดการเงินเดือนรุ่นใหม่จึงต้องถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ครอบคลุมมากกว่าการเป็นแค่เครื่องมือคำนวณรายรับรายจ่ายประจำเดือน ระบบที่ดีจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 3 ฝ่ายอย่างไร้รอยต่อ ให้ทุกคนสามารถดำเนินงานบนฐานข้อมูลก้อนเดียวกันได้อย่างราบรื่นและลดข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด</p>
<h2>ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในระบบทำเงินเดือนแบบเก่า</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50987" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Body-1.webp" alt="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ? 17" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Body-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/Payroll-Information-HREX-Body-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ระบบทำเงินเดือนแบบเก่าที่ใช้งานกันมานานมักจะดูเหมือนราบรื่นและไม่มีข้อบกพร่อง ตราบใดที่บริษัทยังสามารถจ่ายเงินพนักงานได้ถูกต้องทุกเดือน</p>
<p>แต่รู้หรือไม่ว่า พึ่งพาความรู้ที่ติดตัวพนักงานเพียงไม่กี่คนอาจมาพร้อมความเสี่ยงกว่าที่คิด องค์กรอาจมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เข้าใจสูตรการคำนวณทั้งหมด ทราบข้อยกเว้นของแต่ละพื้นที่ได้แม่นยำ หรือมีใครสักคนที่รู้ว่าต้องดึงข้อมูลไปปรับแก้ไขอย่างไรก่อนส่งต่อให้ฝ่ายบัญชี</p>
<p>แต่ทันทีที่บุคลากรหลักคนนี้เกิดลาป่วยกะทันหัน ย้ายแผนก หรือลาออกในช่วงเวลาสำคัญของการตัดรอบเงินเดือน บริษัทจะเผชิญกับภาวะชะงักงันในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น การผูกติดระบบไว้กับความชำนาญเฉพาะบุคคลยังสร้างปัญหาใหญ่เมื่อถึงเวลาตรวจสอบบัญชีประจำปี (Audit) การทำงานที่ทำกันด้วยความเคยชินมักขาดขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ไม่มีประวัติการแก้ไขข้อมูล ขาดลำดับการอนุมัติ และไม่มีเอกสารอ้างอิงที่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของตัวเลขแต่ละบรรทัดได้</p>
<p>เมื่อข้อบังคับทางกฎหมายเริ่มมีความซับซ้อนขึ้นและต้องการความรวดเร็วในการชี้แจงข้อมูล ระบบจัดการเงินเดือนแบบเก่าจึงก้าวข้ามจากการเป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย ไปสู่การเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ สิ่งนี้ถือเป็นภัยเงียบที่องค์กรหลายแห่งมักมองข้าม และส่วนใหญ่มักจะตระหนักถึงความร้ายแรงก็ต่อเมื่อความเสียหายได้ปะทุขึ้นมาแล้ว</p>
<h2>Payroll Information ช่วยตัดสินใจเรื่อง Workforce อย่างไร ?</h2>
<p>เมื่อปรับมุมมองให้ระบบทำเงินเดือนกลายเป็นคลังข้อมูลเชิงกลยุทธ์ HR และการเงินสามารถนำตัวเลขเหล่านี้มาช่วยตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ 5 ด้านหลัก ดังนี้</p>
<h3>1. วางแผนต้นทุนแรงงาน (Workforce Cost Planning)</h3>
<p>ข้อมูลเงินเดือนจะกางให้เห็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ตั้งแต่เงินเดือนพื้นฐาน ค่าล่วงเวลา โบนัส เบี้ยเลี้ยง ไปจนถึงสวัสดิการและเงินสมทบต่าง ๆ การเห็นภาพรวมที่ชัดเจนช่วยให้บริษัทตั้งงบประมาณได้แม่นยำ และประเมินได้ทันทีว่าการรับพนักงานเพิ่มแต่ละตำแหน่งจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายรวมมากน้อยเพียงใด</p>
<h3>2. จัดสรรกำลังคน (Workforce Allocation)</h3>
<p>สำหรับองค์กรที่มีหลายสาขาหรือหลายโครงการ ข้อมูลส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยชี้เป้าว่า กำลังคนถูกกระจายไปกับงานส่วนไหน โครงการใดกำลังแบกต้นทุนคนสูงเกินความจำเป็น หรือทีมไหนกำลังทำงานหนักเกินกำลัง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ HR มีน้ำหนักเวลาไปหารือกับผู้บริหาร เพราะเป็นการพูดคุยด้วยตัวเลขต้นทุนและประสิทธิภาพการทำงานจริง</p>
<h3>3. ดูแลความเท่าเทียมด้านค่าตอบแทน (Pay Equity)</h3>
<p>ระบบจะช่วยให้ HR ตรวจสอบความสอดคล้องของรายได้เมื่อเทียบกับตำแหน่ง ระดับงาน เพศ อายุ หรือหน่วยธุรกิจ หากพบความเหลื่อมล้ำที่ผิดสังเกต ทีมงานจะสามารถเข้าไปค้นหาสาเหตุได้รวดเร็ว ว่าช่องว่างของตัวเลขนั้นมาจากผลงานที่โดดเด่น ค่าตัวตามกลไกตลาด โครงสร้างเงินเดือนแบบดั้งเดิม หรือเกิดจากการจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม</p>
<h3>4. ควบคุมความเสี่ยงด้านข้อกฎหมาย (Compliance Risk Monitoring)</h3>
<p>ความผิดพลาดในงานทำเงินเดือนมักสร้างปัญหาตามมาทันที การหักภาษีคลาดเคลื่อน ส่งเงินสมทบผิดจำนวน คิดค่าล่วงเวลาไม่ครบ หรือทำรายงานตกหล่น ล้วนนำไปสู่ค่าปรับ ข้อพิพาทแรงงาน หรือความยุ่งยากตอนถูกตรวจสอบบัญชี ระบบจัดการเงินเดือนที่มีประสิทธิภาพจะคอยแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้า และมีข้อมูลที่พร้อมให้ตรวจสอบอยู่เสมอ</p>
<h3>5. การจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า (Scenario Planning)</h3>
<p>หากบริษัทต้องการปรับขึ้นเงินเดือน ลดค่าล่วงเวลา ย้ายทีมไปดูแลโปรเจกต์ใหม่ หรือเปลี่ยนโครงสร้างเงินจูงใจ ตัวเลขจากระบบจะฉายภาพผลกระทบด้านงบประมาณล่วงหน้าให้เห็นอย่างชัดเจน การนำข้อมูลมาใช้ในมุมนี้ช่วยเปลี่ยนระบบทำเงินเดือนให้กลายเป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจอย่างเต็มตัว</p>
<h2>Payroll ที่ดีต้องเชื่อมกับระบบอะไรบ้าง</h2>
<p>ข้อมูลเงินเดือนจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ถูกปล่อยให้ทำงานแบบโดดเดี่ยว การดึงศักยภาพสูงสุดของระบบนี้ออกมาจำเป็นต้องเชื่อมต่อการทำงานกับเครื่องมืออื่น ๆ ดังนี้</p>
<h3>1. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรบุคคล (HRIS)</h3>
<p>เพื่อซิงก์ข้อมูลพื้นฐานของพนักงาน ตำแหน่ง ระดับงาน สถานะการจ้างงาน และโครงสร้างองค์กรให้ถูกต้องตรงกันเสมอ</p>
<h3>2. ระบบบันทึกเวลาทำงาน (Time Attendance)</h3>
<p>เพื่อให้ข้อมูลการลงเวลา การทำโอที การสลับกะ และประวัติการลา ไหลเข้าสู่ขั้นตอนการคำนวณเงินเดือนโดยอัตโนมัติ โดยที่ทีมงานไม่ต้องมานั่งพิมพ์ตัวเลขใหม่เองทั้งหมด</p>
<h3>3. ระบบบริหารผลงาน (Performance Management)</h3>
<p>เพื่อนำผลการประเมินงานมาผูกเข้ากับการจ่ายโบนัส เงินจูงใจ หรือค่าตอบแทนตามผลงาน ทำให้การจ่ายเงินพิเศษเหล่านี้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและตรวจสอบย้อนหลังได้</p>
<h3>4. ระบบบัญชีและการเงิน (Finance / ERP)</h3>
<p>เพื่อส่งต่อข้อมูลต้นทุนแรงงาน การลงบัญชีแยกประเภท ค่าใช้จ่ายรายโปรเจกต์ และการควบคุมงบประมาณ ให้ฝ่ายการเงินนำไปจัดการต่อได้ทันที</p>
<h3>5. ระบบบริการตัวเองของพนักงาน (Employee Self-service)</h3>
<p>เพื่อเปิดช่องทางให้คนทำงานเข้ามาตรวจสอบสลิปเงินเดือน ขอเอกสารไปยื่นภาษี อัปเดตข้อมูลประวัติส่วนตัว หรือแจ้งปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง</p>
<h3>6. ระบบจัดการข้อกำหนดทางกฎหมาย (Compliance Management)</h3>
<p>เพื่อคอยอัปเดตเงื่อนไขกฎหมายแรงงาน อัตราภาษี ประกันสังคม และข้อบังคับยิบย่อยของแต่ละพื้นที่ให้ถูกต้องตามมาตรฐานปัจจุบันอยู่เสมอ</p>
<p>เมื่อเครื่องมือทั้งหมดนี้เชื่อมโยงถึงกัน องค์กรจะลดภาระงานที่ต้องทำด้วยมือ ลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำซ้อน หั่นโอกาสเกิดความผิดพลาดลงอย่างมหาศาล และช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลพร้อมสำหรับการตัดสินใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<h2>Payroll Information กับบทเรียนที่องค์กรไทยต้องรู้</h2>
<p>งานทำเงินเดือนในไทยเต็มไปด้วยรายละเอียดจุกจิก ทั้งเรื่องภาษี ประกันสังคม และสวัสดิการต่าง ๆ ปัญหาที่หลายบริษัทเจอกันประจำคือข้อมูลกระจัดกระจาย ประวัติพนักงานอยู่ระบบหนึ่ง การลงเวลาอยู่อีกโปรแกรม กว่าจะทำรายงานส่งฝ่ายบัญชีได้ก็ต้องดึงไฟล์มารวมกันให้วุ่นวาย</p>
<p>เวลาเลือกระบบหรือจ้างผู้ให้บริการทำเงินเดือน องค์กรจึงควรมองข้ามคำถามพื้นฐานอย่าง &#8220;คำนวณถูกไหม&#8221; แล้วใช้เกณฑ์เหล่านี้พิจารณาแทน</p>
<ul>
<li>เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลพนักงาน (HRIS) และระบบลงเวลาทำงานได้ราบรื่นหรือไม่</li>
<li>ออกรายงานให้ฝ่ายบัญชีนำไปใช้งานต่อได้ทันทีหรือเปล่า</li>
<li>แจกแจงต้นทุนแยกตามศูนย์ต้นทุน แผนก โครงการ หรือสาขาได้ไหม</li>
<li>ตามทันกฎหมายแรงงานและข้อบังคับใหม่ ๆ รวดเร็วเพียงใด</li>
<li>มีบันทึกประวัติการแก้ไขข้อมูลให้ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่</li>
<li>พนักงานกดดูสลิปเงินเดือนและข้อมูลส่วนตัวผ่านระบบได้เองหรือเปล่า</li>
<li>หากคนทำเงินเดือนหลักลางาน ระบบจะยังทำงานต่อไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่</li>
</ul>
<h2>HR ควรถามอะไรก่อนเลือก Payroll Solution</h2>
<p>ก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญาเลือกใช้ซอฟต์แวร์ หรือจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแลงานเงินเดือน HR อย่าลืมนำ 10 คำถามนี้ไปใช้ประเมินผู้ให้บริการก่อนเลือกใช้บริการเต็มตัว</p>
<ul>
<li>ระบบรองรับข้อบังคับและกฎหมายแรงงานของประเทศที่เราตั้งอยู่ครบถ้วนหรือไม่</li>
<li>เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลพนักงาน ระบบลงเวลา และโปรแกรมบัญชีเดิมที่มีอยู่ได้เนียนแค่ไหน</li>
<li>ช่วยลดงานที่ต้องคีย์ด้วยมือและการพึ่งพาตารางสเปรดชีตได้จริงหรือเปล่า</li>
<li>มีระบบบันทึกประวัติการแก้ไขข้อมูล (Audit Trail) และลำดับการอนุมัติที่ตรวจสอบได้ชัดเจนไหม</li>
<li>สามารถแจกแจงต้นทุนแรงงานแยกตามประเทศ แผนก โครงการ หรือศูนย์ต้นทุนได้หรือไม่</li>
<li>มีหน้าสรุปข้อมูล (Dashboard) ให้ฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีดึงไปวิเคราะห์ต่อได้ไหม</li>
<li>รองรับการทำเงินเดือนข้ามประเทศและการจัดการหลายสกุลเงินได้ดีแค่ไหน</li>
<li>พนักงานสามารถล็อกอินเข้ามาดูสลิปเงินเดือน เอกสารภาษี และอัปเดตข้อมูลส่วนตัวได้เองหรือไม่</li>
<li>จัดการกับเคสพิเศษ ข้อผิดพลาด หรือการจ่ายเงินนอกรอบ (Off-cycle) ได้ยืดหยุ่นแค่ไหน</li>
<li>หากเจ้าหน้าที่คนทำเงินเดือนหลักลางานกะทันหัน บริษัทจะยังรันงานนี้ต่อไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่</li>
</ul>
<p>การหาคำตอบให้กับข้อสงสัยเหล่านี้ จะช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมและตัดสินใจเลือกระบบที่ตอบโจทย์ทั้งมุมมองเชิงธุรกิจ และการทำงานจริงในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่าที่สุด</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35418" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover.webp" alt="19 บริการ Payroll Solution ช่วยหมดปัญหาการเงินองค์กร-พนักงาน" width="600" height="370" title="Payroll ไม่ควรจบที่ Payslip: ข้อมูลเงินเดือน (Payroll Information) ช่วยตัดสินใจเรื่องคนอย่างไร ? 18" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/payroll-solution-231019/">19 บริการ Payroll Solution ช่วยหมดปัญหาการเงินองค์กร-พนักงาน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>มาถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่างานทำเงินเดือนควรหลุดพ้นจากกรอบของการเป็นแค่งานโอนเงินให้ตรงวัน ข้อมูลชุดนี้คือตัวชี้วัดชั้นดีที่บอกให้รู้ถึงภาพรวมของต้นทุนกำลังคน ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความเชื่อใจที่พนักงานมีต่อบริษัท องค์กรที่ยังคงทนใช้ระบบกระจัดกระจาย จ้างผู้ให้บริการหลายเจ้า หรือพะรุงพะรังไปด้วยไฟล์ Excel อาจจะยังประคองการจ่ายเงินให้ตรงเป๊ะได้ทุกสิ้นเดือน ทว่าพอถึงคราวที่ผู้บริหารต้องการคำตอบเชิงลึก อย่างเรื่องสาเหตุที่ต้นทุนคนพุ่งสูง โครงการที่กำลังผลาญงบ หรือผลกระทบจากการขยายสาขา ระบบแบบเดิมจะตอบคำถามเหล่านี้แทบไม่ได้เลย</p>
<p>HR และการเงินจึงควรปรับมุมมองที่มีต่องานส่วนนี้เสียใหม่ ความถูกต้องของตัวเลขถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรักษาความเชื่อใจของคนทำงาน ขณะเดียวกัน ข้อมูลก้อนเดียวกันนี้ก็สามารถนำมาใช้เป็นเข็มทิศนำทางให้บริษัทตัดสินใจเรื่องการบริหารคน จัดการงบประมาณ และวางแผนขยายธุรกิจได้อย่างเฉียบขาด</p>
<p>งานทำเงินเดือนที่ทรงประสิทธิภาพจึงไม่ได้วัดความสำเร็จกันตอนที่กดพิมพ์สลิปออกมา แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรวางแผนอนาคตของกำลังคนได้อย่างแข็งแกร่ง</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/18">หากองค์กรของคุณกำลังมองหาตัวช่วยด้าน Payroll System สามารถเข้ามาค้นหาผู้ให้บริการที่ตอบโจทย์ผ่าน HREX ได้เลย</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hrsea.economictimes.indiatimes.com/news/hrtech/the-evolving-role-of-payroll-from-back-office-to-strategic-partner-for-hr-and-finance/132390819" target="_blank" rel="noopener">ET HRWorld Southeast Asia</a></li>
<li><a href="https://kpmg.com/us/en/articles/2026/global-payroll-survey-report.html" target="_blank" rel="noopener">KPMG</a></li>
<li><a href="https://worldatwork.org/publications/workspan-daily/errors-fraud-lost-dollars-what-s-the-state-of-payroll-management" target="_blank" rel="noopener">WorldatWork</a></li>
<li><a href="https://payroll.org/news-resources/news/news-detail/2026/02/24/global-payroll-more-complex-than-ever" target="_blank" rel="noopener">Payroll Org</a></li>
<li><a href="https://www.adp.com/resources/articles-and-insights/articles/g/global-payroll-survey.aspx" target="_blank" rel="noopener">ADP</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-information-workforce-planning-260817/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตขาดคนรุ่นใหม่นำทีม: รับมือ Conscious Unbossing อย่างไร เมื่อ Gen Z ปฏิเสธการเลื่อนขั้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/conscious-unbossing-gen-z-260811/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/conscious-unbossing-gen-z-260811/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 11:43:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Conscious Unbossing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50944</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Conscious Unbossing คือการที่พนักงานปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้า เพราะคำนวณแล้วว่างานที่เพิ่มขึ้นกับเงินที่ได้ ไม่คุ้มกับเวลาและพลังใจที่ต้องเสียไป ผลสำรวจ Gen Z ในสหราชอาณาจักรพบว่า 52% ไม่อยากเป็นผู้จัดการระดับกลาง 69% เห็นว่างานนี้เครียดสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ และ 72% อยากโตจากความเชี่ยวชาญของตัวเองมากกว่า คนรุ่นใหม่ยังอยากเติบโต แต่วัดความสำเร็จจากทักษะที่เก่งขึ้น รายได้ที่เพิ่มตามฝีมือ และการมีเวลาให้ชีวิตตัวเอง มากกว่าชื่อตำแหน่งและจำนวนลูกทีม องค์กรที่ให้เงินเดือนสูงขึ้นได้ทางเดียวคือการขึ้นเป็นหัวหน้า จะเสียผู้เชี่ยวชาญให้บริษัทอื่น และหาคนขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำได้ยากขึ้นทุกปี ทางแก้อยู่ที่การออกแบบงานของหัวหน้าให้ภาระสมเหตุสมผล มีคนช่วยจริงเมื่อเจอปัญหา และเปิดสายผู้เชี่ยวชาญให้โตได้เทียบเท่าสายบริหาร การได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าเคยเป็นภาพความสำเร็จที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ได้ชื่อตำแหน่งใหม่ เงินเดือนขึ้น มีอำนาจตัดสินใจ และมีทีมของตัวเอง หลายองค์กรจึงวางบันไดอาชีพให้การขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นก้าวต่อไปของพนักงานฝีมือดีแทบทุกคน แต่ภาพนี้เริ่มไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่บางกลุ่ม โดยเฉพาะ Gen Z เพราะงานที่มาพร้อมตำแหน่ง Manager คือการประชุมที่กินเวลาทำงานของตัวเอง การตามงานลูกทีม การเคลียร์ปัญหาระหว่างคน และการตอบผู้บริหารเมื่อผลงานทีมไม่เข้าเป้า ถ้างานเหล่านี้เพิ่มเข้ามาโดยที่เงินเดือนขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มีอำนาจตัดสินใจเพิ่ม และไม่มีคนช่วยแบ่งงาน ตำแหน่งที่ควรเป็นรางวัลก็กลายเป็นงานที่คนอยากเลี่ยง The Economic Times รายงานถึงแนวโน้ม &#8220;Conscious Unbossing&#8221; ที่พนักงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li class="font-claude-response-body whitespace-normal break-words pl-2" data-sourcepos="5:1-5:142;109-250">Conscious Unbossing คือการที่พนักงานปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้า เพราะคำนวณแล้วว่างานที่เพิ่มขึ้นกับเงินที่ได้ ไม่คุ้มกับเวลาและพลังใจที่ต้องเสียไป</li>
<li class="font-claude-response-body whitespace-normal break-words pl-2" data-sourcepos="6:1-6:162;251-412">ผลสำรวจ Gen Z ในสหราชอาณาจักรพบว่า 52% ไม่อยากเป็นผู้จัดการระดับกลาง 69% เห็นว่างานนี้เครียดสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ และ 72% อยากโตจากความเชี่ยวชาญของตัวเองมากกว่า</li>
<li class="font-claude-response-body whitespace-normal break-words pl-2" data-sourcepos="7:1-7:145;413-557">คนรุ่นใหม่ยังอยากเติบโต แต่วัดความสำเร็จจากทักษะที่เก่งขึ้น รายได้ที่เพิ่มตามฝีมือ และการมีเวลาให้ชีวิตตัวเอง มากกว่าชื่อตำแหน่งและจำนวนลูกทีม</li>
<li class="font-claude-response-body whitespace-normal break-words pl-2" data-sourcepos="8:1-8:139;558-696">องค์กรที่ให้เงินเดือนสูงขึ้นได้ทางเดียวคือการขึ้นเป็นหัวหน้า จะเสียผู้เชี่ยวชาญให้บริษัทอื่น และหาคนขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำได้ยากขึ้นทุกปี</li>
<li class="font-claude-response-body whitespace-normal break-words pl-2" data-sourcepos="9:1-9:130;697-826">ทางแก้อยู่ที่การออกแบบงานของหัวหน้าให้ภาระสมเหตุสมผล มีคนช่วยจริงเมื่อเจอปัญหา และเปิดสายผู้เชี่ยวชาญให้โตได้เทียบเท่าสายบริหาร</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50949" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160749.114.webp" alt="conscious-unbossing-gen-z" width="600" height="370" title="วิกฤตขาดคนรุ่นใหม่นำทีม: รับมือ Conscious Unbossing อย่างไร เมื่อ Gen Z ปฏิเสธการเลื่อนขั้น 22" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160749.114.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160749.114-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="11:1-11:221;828-1048">การได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าเคยเป็นภาพความสำเร็จที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ได้ชื่อตำแหน่งใหม่ เงินเดือนขึ้น มีอำนาจตัดสินใจ และมีทีมของตัวเอง หลายองค์กรจึงวางบันไดอาชีพให้การขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นก้าวต่อไปของพนักงานฝีมือดีแทบทุกคน</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="13:1-13:368;1050-1417">แต่ภาพนี้เริ่มไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่บางกลุ่ม โดยเฉพาะ Gen Z เพราะงานที่มาพร้อมตำแหน่ง Manager คือการประชุมที่กินเวลาทำงานของตัวเอง การตามงานลูกทีม การเคลียร์ปัญหาระหว่างคน และการตอบผู้บริหารเมื่อผลงานทีมไม่เข้าเป้า ถ้างานเหล่านี้เพิ่มเข้ามาโดยที่เงินเดือนขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มีอำนาจตัดสินใจเพิ่ม และไม่มีคนช่วยแบ่งงาน ตำแหน่งที่ควรเป็นรางวัลก็กลายเป็นงานที่คนอยากเลี่ยง</p>
<p><a href="https://economictimes.indiatimes.com/magazines/panache/gen-z-employees-are-turning-down-promotions-and-leadership-roles-what-is-the-conscious-unbossing-workplace-trend/articleshow/132310813.cms" target="_blank" rel="noopener">The Economic Times รายงานถึงแนวโน้ม &#8220;Conscious Unbossing&#8221; ที่พนักงาน Gen Z บางส่วนเลือกปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งหรือบทบาทผู้นำ เพราะให้ความสำคัญกับงานที่มีความหมาย ความยืดหยุ่น สุขภาวะ และสมดุลชีวิต มากกว่าการไต่ลำดับชั้นแบบเดิม</a></p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="17:1-17:309;1646-1954">เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ขาดความทะเยอทะยาน แต่พวกเขาวัดความก้าวหน้าด้วยอย่างอื่น คนรุ่นก่อนวัดจากชื่อตำแหน่งและจำนวนคนที่อยู่ในกำกับดูแล ส่วนคนรุ่นนี้วัดจากทักษะที่เก่งขึ้นจนตลาดต้องการตัว รายได้ที่เพิ่มตามฝีมือ สิทธิ์ในการเลือกว่าจะทำงานอะไรและทำอย่างไร และการเลิกงานได้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรู้สึกผิด</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="19:1-19:153;1956-2108">คำถามของ HR จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่าทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นหัวหน้า แต่ต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่าตำแหน่งหัวหน้าที่องค์กรมีอยู่ทุกวันนี้ น่าเป็นมากพอหรือยัง</p>

<h2>Conscious Unbossing คืออะไร</h2>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="25:1-25:180;2149-2328">Conscious Unbossing คือการที่พนักงานตัดสินใจไม่เดินตามบันไดอาชีพแบบเดิม ที่เริ่มจากพนักงานระดับปฏิบัติการ ขยับขึ้นเป็น Senior แล้วขึ้นเป็น Manager และไต่ต่อไปเป็นผู้บริหารระดับสูง</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="27:1-27:225;2330-2554">คำว่า Conscious ในที่นี้สำคัญ เพราะการปฏิเสธตำแหน่งไม่ได้เกิดจากความกลัวหรือความไม่มั่นใจ พนักงานกลุ่มนี้ดูมาแล้วว่าหัวหน้าในองค์กรทำงานกันแบบไหน ต้องรับผิดชอบอะไร ได้เงินเพิ่มเท่าไร แล้วสรุปว่าไม่คุ้มกับสิ่งที่ตัวเองต้องแลก</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="29:1-29:226;2556-2781">ผลสำรวจของบริษัทจัดหางาน Robert Walters พบว่า Gen Z ในสหราชอาณาจักร 52% ไม่ต้องการรับตำแหน่งผู้จัดการระดับกลาง 69% มองว่างานระดับนี้เครียดสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ และ 72% สนใจเส้นทางที่เปิดให้เติบโตจากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวมากกว่า</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="31:1-31:294;2783-3076">ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้บอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากโต แต่บอกว่าการขึ้นเป็นหัวหน้าไม่ใช่รูปแบบเดียวของการเติบโตในหน้าที่การงานอีกแล้ว บางคนอยากเก่งขึ้นจนคิดค่าตัวได้สูงกว่าเดิม บางคนอยากรับผิดชอบโครงการใหญ่โดยไม่ต้องประเมินผลงานใคร และบางคนอยากให้คนในองค์กรฟังเพราะเชื่อในความรู้ของตัวเอง ไม่ใช่เพราะตำแหน่งบังคับให้ต้องฟัง</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="33:1-33:220;3078-3297">องค์กรจึงต้องแยกให้ออกว่าการเติบโตในอาชีพกับการบริหารคนเป็นสองเรื่อง คนที่ทำงานเก่งไม่จำเป็นต้องอยากดูแลคน และการรับมือกับอารมณ์ของลูกทีม การแจ้งข่าวร้าย หรือการประเมินผลงานเพื่อนร่วมงาน ก็เป็นภาระที่ไม่ใช่ทุกคนพร้อมรับ</p>
<h2>ทำไมตำแหน่ง Manager จึงไม่น่าดึงดูดเท่าเดิม</h2>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50947" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160609.841.webp" alt="conscious-unbossing-gen-z" width="600" height="370" title="วิกฤตขาดคนรุ่นใหม่นำทีม: รับมือ Conscious Unbossing อย่างไร เมื่อ Gen Z ปฏิเสธการเลื่อนขั้น 23" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160609.841.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160609.841-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></h3>
<h3>1. ภาระเพิ่มเร็วกว่ารางวัล</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="39:1-39:333;3379-3711">พนักงานหลายคนเทียบแล้วว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไม่สมดุลกับงานที่ตามมา หัวหน้าต้องเข้าประชุมแทนทีม ตามงานให้เสร็จตามกำหนด เคลียร์ความขัดแย้งในทีม รับฟังปัญหาส่วนตัวของลูกทีม และอธิบายผลงานทีมให้ผู้บริหารฟัง งานเหล่านี้กินทั้งเวลาและพลังใจ ถ้าค่าตอบแทนขึ้นเพียงเล็กน้อย การเลื่อนตำแหน่งก็คือการรับงานเพิ่มโดยได้เงินที่ไม่ต่างจากเดิมมาก</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="41:1-41:174;3713-3886">ผลสำรวจของ Robert Walters ข้างต้นอธิบายมุมมองนี้ได้ดี เมื่อคนถึง 69% มองว่างานผู้จัดการระดับกลางเครียดสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ คำว่า Promotion จึงไม่ได้จูงใจทุกคนเหมือนเมื่อก่อน</p>
<h3>2. Manager รับแรงกดดันจากทุกด้าน</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="45:1-45:280;3926-4205">ผู้บริหารอยากเห็นผลลัพธ์ตามเป้า ลูกทีมอยากได้หัวหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาและปกป้องเวลาทำงานของพวกเขา ลูกค้าอยากได้งานเร็ว ขณะที่องค์กรอยากได้ทั้งประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นไปพร้อมกัน หัวหน้ายืนอยู่ตรงกลางความคาดหวังทั้งหมดนี้ และต้องรับผิดชอบผลลัพธ์หลายอย่างที่ตัวเองสั่งได้เพียงบางส่วน</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="47:1-47:195;4207-4401">ถ้าองค์กรไม่ให้อำนาจอนุมัติ ไม่ให้งบประมาณ ไม่ให้คนเพิ่ม และไม่ให้เวลา หัวหน้าก็เหลือหน้าที่เดียวคือรับแรงกดดันไว้แล้วส่งต่อให้ทีม งานลักษณะนี้ไม่มีเหตุผลให้คนที่หวงเวลาและสุขภาพของตัวเองอยากรับ</p>
<h3>3. คนรุ่นใหม่เห็นภาพหัวหน้าที่เหนื่อยเกินไป</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="51:1-51:238;4452-4689">Gen Z เข้ามาทำงานพร้อมกับเห็นหัวหน้าประชุมทั้งวันจนต้องกลับมาทำงานของตัวเองตอนเย็น ตอบแชตงานตอนกลางคืนและวันหยุด และรับปัญหาจากทั้งลูกทีมและผู้บริหารในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันมีน้ำหนักมากกว่าคำเชิญชวนเรื่องโอกาสเติบโตในสายผู้นำ</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="53:1-53:137;4691-4827">เมื่อตัวอย่างที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่งานล้นและไม่มีเวลาให้ตัวเอง การปฏิเสธตำแหน่งจึงเป็นการเลือกไม่เดินไปทางนั้น ไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบ</p>
<h3>4. ความสำเร็จไม่ได้มีทางเดียว</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="57:1-57:235;4864-5098">เพราะมีงานที่ใช้ความรู้เฉพาะทางทำให้คนมีชื่อในวงการ มีรายได้สูง และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องคุมทีม นอกจากนั้นคนรุ่นใหม่ยังเรียนทักษะใหม่ได้เองผ่านคอร์สออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์เสริม และสร้างชื่อผ่านช่องทางของตัวเองได้มากกว่าคนรุ่นก่อน</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="59:1-59:173;5100-5272">ถ้าองค์กรตั้งกติกาว่าคนเก่งต้องเป็นหัวหน้าเท่านั้นจึงจะได้เงินเดือนสูงขึ้น พนักงานที่ตั้งใจโตในสายผู้เชี่ยวชาญก็มีทางเลือกคือ ย้ายไปบริษัทที่จ่ายให้ฝีมือโดยไม่บังคับให้คุมคน</p>
<h2>ปัญหาอยู่ที่ Gen Z หรือการออกแบบงาน ?</h2>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="63:1-63:210;5316-5525">การสรุปว่า Gen Z ไม่อยากเป็นหัวหน้าเพราะอดทนน้อย ทำให้องค์กรมองไม่เห็นสาเหตุที่แก้ไขได้ หลายบริษัทเลื่อนคนที่ทำงานเก่งขึ้นมาคุมทีม แล้วปล่อยให้เรียนรู้วิธีดูแลคนด้วยตัวเอง ทั้งที่งานเดิมยังต้องทำอยู่ครบทุกชิ้น</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="65:1-65:240;5527-5766">หัวหน้าใหม่จึงต้องทำผลงานของตัวเองให้เข้าเป้า พร้อมกับให้ Feedback ลูกทีม เคลียร์ความขัดแย้ง โค้ชคนที่ทำงานไม่ทัน และรายงานผู้บริหาร โดยไม่มีใครสอนวิธีทำมาก่อน คนที่กำลังตัดสินใจว่าจะรับตำแหน่งหรือไม่ เห็นภาพนี้แล้วก็ประเมินว่าเสี่ยงเกินไป</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="67:1-67:238;5768-6005">เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ของการออกแบบโครงสร้างงาน (Organization Design) ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้นำ (Leadership Development) การอบรมให้พนักงานมองตำแหน่งหัวหน้าในแง่ดีไม่ช่วยอะไร ถ้าตำแหน่งนั้นยังต้องรับผิดชอบทุกเรื่องโดยไม่มีอำนาจและไม่มีคนช่วย</p>
<h2>หากคนรุ่นใหม่ไม่รับตำแหน่ง องค์กรเสี่ยงอะไร ?</h2>
<h3>Leadership Pipeline บางลง</h3>
<p>เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่สนใจบทบาทหัวหน้า องค์กรก็เหลือคนที่พร้อมขึ้นเป็นผู้นำระดับถัดไปน้อยลงทุกปี และจะเห็นผลชัดตอนที่ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งลาออก</p>
<h3>Succession Planning ยากขึ้น</h3>
<p>การมีคนเก่งอยู่ในองค์กรไม่ได้แปลว่ามีคนสืบทอดตำแหน่ง ถ้าคนเก่งเหล่านั้นตอบว่าไม่อยากดูแลคน</p>
<h3>Manager ปัจจุบันเหนื่อยกว่าเดิม</h3>
<p>เมื่อไม่มีใครขึ้นมาช่วยแบ่งทีม หัวหน้าที่มีอยู่ต้องดูแลลูกทีมมากขึ้นกว่าที่ควร และเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงหมดไฟจนลาออก</p>
<h3>องค์กรอาจเสียผู้เชี่ยวชาญ</h3>
<p>พนักงานที่อยากโตในสายผู้เชี่ยวชาญจะย้ายไปบริษัทที่มีตำแหน่งและเงินเดือนรองรับ ถ้าที่นี่ให้รางวัลเฉพาะคนที่ยอมคุมทีม</p>
<h3>คุณภาพการแต่งตั้งหัวหน้าลดลง</h3>
<p>เมื่อมีคนรับตำแหน่งน้อย องค์กรก็ต้องเลื่อนคนที่ยังไม่พร้อมขึ้นมาอุดช่องว่าง แล้วปัญหาการบริหารคนจะย้อนกลับไปที่ทีม</p>
<p>ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่แสดงผลในไตรมาสเดียว จึงถูกเลื่อนออกไปได้เรื่อย ๆ HR ควรเริ่มเก็บตัวเลขว่ามีพนักงานปฏิเสธตำแหน่งกี่คน ตำแหน่งสำคัญมีคนสืบทอดที่พร้อมจริงกี่ตำแหน่ง และหัวหน้าปัจจุบันดูแลคนมากเกินกว่าที่รับได้หรือยัง ก่อนจะถึงวันที่หาคนขึ้นมาแทนไม่ได้</p>
<h2>HR ต้องออกแบบ Manager Role ใหม่อย่างไร</h2>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50946" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160536.911.webp" alt="conscious-unbossing-gen-z" width="600" height="370" title="วิกฤตขาดคนรุ่นใหม่นำทีม: รับมือ Conscious Unbossing อย่างไร เมื่อ Gen Z ปฏิเสธการเลื่อนขั้น 24" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160536.911.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/08/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-08-11T160536.911-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></h3>
<h3>1. สร้าง Manager Track และ Expert Track ที่เติบโตได้จริง</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr">องค์กรควรมีเส้นทางเติบโต 2 สาย คือสายบริหารคนกับสายผู้เชี่ยวชาญ โดยสายผู้เชี่ยวชาญต้องมีระดับตำแหน่งที่ไต่ขึ้นได้จริง มีช่วงเงินเดือนที่สูงขึ้นตามระดับ มีอำนาจตัดสินใจในงานที่รับผิดชอบ และได้รับการยอมรับในองค์กรไม่ต่างจากหัวหน้าสายบริหาร ไม่ใช่ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมารองรับคนที่ไม่อยากคุมทีม พนักงานต้องตอบได้ว่าถ้าพัฒนาความเชี่ยวชาญต่อไป ปลายทางคือตำแหน่งอะไร และรายได้ไปถึงระดับไหน</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr">ปัญหาของหลายองค์กรคือมีเส้นทางเติบโตแค่สายบริหาร คนเก่งที่อยากได้เงินเดือนสูงขึ้นจึงต้องรับตำแหน่งหัวหน้า ทั้งที่บางคนไม่ถนัดงานดูแลคน เมื่อเปิดสายผู้เชี่ยวชาญให้โตได้เทียบเท่ากัน คนที่มาเป็นหัวหน้าจะเป็นคนที่เลือกเพราะอยากทำหน้าที่นี้จริง ไม่ใช่เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้รายได้เพิ่ม</p>
<h3>2. ลดงานที่ไม่จำเป็นออกจากบทบาท Manager</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="98:1-98:322;7863-8184">เริ่มจากให้หัวหน้าเก็บข้อมูลว่า ในหนึ่งสัปดาห์ใช้เวลาไปกับอะไร แล้วดูว่างานส่วนไหนที่ระบบหรือคนอื่นทำแทนได้ งานอนุมัติเอกสาร งานกรอกข้อมูลซ้ำ และการรวบรวมรายงานส่งผู้บริหาร มักลดได้ด้วย HRIS, ระบบอนุมัติอัตโนมัติ หรือทีม Shared Service ส่วนการประชุมควรมีคนรับผิดชอบและมีข้อสรุปทุกครั้ง ถ้าประชุมไหนไม่มีเรื่องต้องตัดสินใจก็ยกเลิกได้</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="100:1-100:190;8186-8375">เป้าหมายคือคืนเวลาให้หัวหน้าไปนั่งคุยกับลูกทีม พัฒนาคน วางแผนงาน และตัดสินใจเรื่องที่มีผลกับผลลัพธ์จริง ถ้างานเอกสารกินเวลาไปเกือบทั้งวัน พนักงานที่มองอยู่ก็ไม่เห็นว่าตำแหน่งนี้มีคุณค่าอะไร</p>
<h3>3. ให้รางวัลตามความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น</h3>
<p>ค่าตอบแทนของหัวหน้าควรสะท้อนงานที่เพิ่มขึ้นจริง ทั้งการดูแลอารมณ์และความรู้สึกของคนในทีม การรับมือความเสี่ยงเรื่องคน อย่างการลาออกพร้อมกันหรือความขัดแย้งที่บานปลาย และการรับผิดชอบผลงานของทีมทั้งทีม</p>
<p>องค์กรควรดูให้ครบทั้งเงินเดือน โบนัส สิทธิประโยชน์ อำนาจอนุมัติ งบประมาณ และคนช่วยงาน ถ้าเพิ่มแต่ชื่อตำแหน่งกับปริมาณงาน โดยที่อำนาจและเครื่องมือยังเท่าเดิม พนักงานจะอ่านเกมออกและปฏิเสธไปตั้งแต่ต้น</p>
<h3>4. เตรียม New Manager ก่อนเริ่มงานจริง</h3>
<p>การบริหารคนเป็นทักษะอีกชุดหนึ่งที่ Manager ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่รางวัลจากการทำงานในตำแหน่งเดิมได้ดี HR จึงควรมีระบบเตรียมความพร้อมสำหรับ Manager ใหม่ ตั้งแต่การให้และรับ Feedback การโค้ชทีม การจัดการความขัดแย้ง การพูดคุยเรื่องผลงาน การสร้างบรรยากาศที่คนกล้าพูดและกล้าแสดงความคิดเห็น ไปจนถึงการมอบหมายงานและวางแผนการทำงานของทีม</p>
<p>ในช่วงแรก Manager ควรมีทั้งพี่เลี้ยง กลุ่มเพื่อนที่อยู่ในบทบาทเดียวกัน และช่องทางสำหรับขอคำปรึกษาเมื่อเจอสถานการณ์ที่รับมือได้ยาก เพราะการอบรมเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการบริหารคน ซึ่งต้องเจอกับปัญหาและสถานการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>
<h3>5. ทำให้บทบาทหัวหน้ามีความหมายและมีขอบเขต</h3>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="116:1-116:260;9444-9703">พนักงานจะสนใจตำแหน่งนี้เมื่อเห็นว่าหัวหน้าได้สร้างคน ได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ และได้ผลักดันงานที่ตัวเองเชื่อ องค์กรต้องกำหนดให้ชัดว่าหัวหน้าหนึ่งคนดูแลคนได้กี่คน รับผิดชอบอะไร และเรื่องไหนไม่ใช่หน้าที่ พร้อมกับเลิกยกย่องคนที่ทำงานดึกว่าเป็นตัวอย่างของความทุ่มเท</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="118:1-118:186;9705-9890">หัวหน้าที่ลาพักร้อนได้โดยงานไม่พัง มีเวลาคิดเรื่องระยะยาว และขอความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น คือตัวอย่างที่ทำให้คนอื่นอยากขึ้นมาทำหน้าที่นี้ ต่างจากหัวหน้าที่ต้องตอบข้อความตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<h2>HR ควรถามอะไรกับคนรุ่นใหม่ในองค์กร</h2>
<p>ก่อนจะเลื่อนตำแหน่งพนักงาน HR ควรฟังเหตุผลจากพนักงานก่อนว่า อยากเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ ไม่ว่าจะฟังผ่านแบบสอบถาม การพูดคุยกลุ่มย่อย หรือการคุยเรื่องเส้นทางอาชีพแบบตัวต่อตัว โดยสามารถใช้คำถามที่เหล่านี้ได้</p>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>อะไรทำให้คุณอยากหรือไม่อยากเป็น Manager ?</li>
<li>คุณมองว่าหัวหน้าในองค์กรมีชีวิตการทำงานแบบใด ?</li>
<li>หากต้องการเติบโตโดยไม่บริหารคน คุณอยากไปในเส้นทางไหน ?</li>
<li>ภาระหรือความเสี่ยงข้อใดทำให้ตำแหน่ง Manager ดูไม่คุ้ม ?</li>
<li>อะไรต้องเปลี่ยน จึงจะทำให้คุณสนใจรับบทบาทหัวหน้า ?</li>
<li>คุณต้องการการสนับสนุนแบบใด หากรับบทบาทนี้ในอนาคต ?</li>
</ul>
<p>คำตอบที่ได้จะช่วยแยกว่า อุปสรรคหลักอยู่ที่ค่าตอบแทน ภาระงาน วัฒนธรรม หัวหน้าต้นแบบ เส้นทางอาชีพ หรือการขาดระบบสนับสนุน ซึ่งแต่ละองค์กรอาจมีต้นเหตุและลำดับความสำคัญต่างกัน ต้องตัดเย็บให้ลงตัวอีกที</p>
<h2>บทเรียนสำหรับองค์กรไทย</h2>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="135:1-135:207;10577-10783">คำว่า Conscious Unbossing อาจยังไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงในไทยเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเราจะเริ่มเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายองค์กรแล้ว เช่น พนักงานฝีมือดีบางคนปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้า บางคนขอเป็น Specialist ต่อไป และบางคนไม่ยอมแลกเวลาส่วนตัวกับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="137:1-137:260;10785-11044">องค์กรไทยยังคาดหวังให้หัวหน้าติดต่อได้ตลอดเวลา รับคำสั่งจากผู้บริหารมาทำต่อ แก้ปัญหาแทนลูกทีม และรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายไปพร้อมกัน ความคาดหวังเหล่านี้หนักขึ้นเมื่อองค์กรไม่มีการอบรมหรือขั้นตอนรองรับเรื่องคน หัวหน้าจึงต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="139:1-139:235;11046-11280">การจะแก้ปัญหานี้ได้ HR สามารถเริ่มจากการย้อนดูข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ปีที่ผ่านมามีพนักงานปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งกี่คน หัวหน้าใหม่ลาออกหรือขอย้ายกลับไปทำงานเดิมกี่คน หัวหน้าใช้เวลากับงานเอกสารสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง และตำแหน่งสำคัญมีคนสืบทอดที่พร้อมจริงกี่ตำแหน่ง</p>
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal" dir="ltr" data-sourcepos="141:1-141:128;11282-11409">ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นปัญหาก่อนที่จะขาดคน และใช้เป็นหลักฐานตอนเสนอผู้บริหารให้ปรับโครงสร้างตำแหน่ง ค่าตอบแทน และระบบพัฒนาหัวหน้า</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนรุ่นใหม่ยังต้องการความก้าวหน้า คำถามของพวกเขาคือความก้าวหน้าที่องค์กรเสนอคุ้มกับภาระและชีวิตที่เสียไปหรือไม่ หากตำแหน่ง Manager หมายถึงภาระงานล้น ความเครียดสูง ความรับผิดชอบมาก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ การปฏิเสธย่อมเป็นทางเลือกที่เข้าใจได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจึงควรทำให้การบริหารคนเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจและพร้อมรับบทบาท พร้อมเปิดเส้นทางให้ Expert, Specialist และ Project Leader เติบโตได้อย่างเท่าเทียม Manager Track ที่ดีต้องมีขอบเขตงานชัด ผลตอบแทนเหมาะสม การเตรียมความพร้อม และตัวช่วยที่ใช้ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานไม่ต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้ากับคุณภาพชีวิต องค์กรจะรักษาคนเก่งได้มากขึ้น และสร้างผู้นำจากคนที่อยากนำทีมจริง ไม่ใช่คนที่รับตำแหน่งเพราะไม่มีทางเลือกอื่น</span></p>
<p><a href="https://bit.ly/4vMxunv" target="_blank" rel="noopener">หากองค์กรของคุณกำลังเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ หรือมองหาระบบที่ช่วยให้ Manager พร้อมรับบทบาทมากขึ้น สามารถค้นหาโซลูชันด้าน Leadership Development ที่เหมาะกับองค์กรได้ผ่าน HREX</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://economictimes.indiatimes.com/magazines/panache/gen-z-employees-are-turning-down-promotions-and-leadership-roles-what-is-the-conscious-unbossing-workplace-trend/articleshow/132310813.cms" target="_blank" rel="noopener">The Economic Times — Gen Z employees are turning down promotions and leadership roles</a></li>
<li><a href="https://www.theguardian.com/money/2024/sep/25/conscious-unbossing-why-gen-z-are-refusing-to-become-managers" target="_blank" rel="noopener">The Guardian — Conscious unbossing: why Gen Z are refusing to become managers</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/conscious-unbossing-gen-z-260811/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เงินเดือนดี แต่ทำไมพนักงานยังไม่แฮปปี้ ? HR ต้องเข้าใจช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-fairness-pay-satisfaction-260721/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-fairness-pay-satisfaction-260721/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 07:04:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Pay Fairness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50780</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT งานวิจัยในฮ่องกงพบว่า 70% ของพนักงานมองว่าเงินเดือนของตัวเองยุติธรรม แต่มีเพียง 34% ที่รู้สึกพอใจกับเงินเดือนจริง ๆ พนักงานที่พอใจกับเงินเดือนมีแนวโน้มทุ่มเททำงานเกินความคาดหวังมากกว่าถึง 2.7 เท่า Salary Benchmark ช่วยให้องค์กรจ่ายได้เหมาะสมกับตลาด แต่ยังไม่สามารถสร้าง Pay Satisfaction ได้ด้วยตัวเอง HR ต้องทำให้พนักงานเข้าใจเกณฑ์ค่าตอบแทน เห็นเส้นทางการเติบโต และรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดคุยเรื่องเงินเดือน หลายองค์กรพยายามออกแบบระบบเงินเดือนให้ยุติธรรม มี Salary Structure มีข้อมูลเปรียบเทียบกับตลาด มีรอบปรับเงินเดือนประจำปี และใช้ผลงานเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา เมื่อทำทั้งหมดแล้ว องค์กรอาจมั่นใจว่าพนักงานได้รับค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผลแล้ว แต่ในทุกองค์กรก็ยังมีพนักงานจำนวนหนึ่งที่รู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าตัวเองได้รับน้อยเกินไป แล้วเริ่มมองหางานใหม่เพื่อเพิ่มรายได้อยู่ดี HR Forward Asia รายงานผลวิจัยจาก The Salary Pulse: Hong Kong Report ว่า แม้พนักงานในฮ่องกง 70% จะมองว่าเงินเดือนของตัวเองสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับงานและตลาด แต่มีเพียง 34% ที่รู้สึกพอใจกับจำนวนเงินที่ได้รับจริง ๆ ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นได้ เพราะพนักงานอาจยอมรับว่าเงินเดือนของตัวเองไม่ได้ต่ำหรือไม่เป็นธรรม แต่ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>งานวิจัยในฮ่องกงพบว่า 70% ของพนักงานมองว่าเงินเดือนของตัวเองยุติธรรม แต่มีเพียง 34% ที่รู้สึกพอใจกับเงินเดือนจริง ๆ</li>
<li>พนักงานที่พอใจกับเงินเดือนมีแนวโน้มทุ่มเททำงานเกินความคาดหวังมากกว่าถึง 2.7 เท่า</li>
<li>Salary Benchmark ช่วยให้องค์กรจ่ายได้เหมาะสมกับตลาด แต่ยังไม่สามารถสร้าง Pay Satisfaction ได้ด้วยตัวเอง</li>
<li>HR ต้องทำให้พนักงานเข้าใจเกณฑ์ค่าตอบแทน เห็นเส้นทางการเติบโต และรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดคุยเรื่องเงินเดือน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50783" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-15T100319.353.webp" alt="Pay Fairness &amp; Pay Satisfaction" width="600" height="370" title="เงินเดือนดี แต่ทำไมพนักงานยังไม่แฮปปี้ ? HR ต้องเข้าใจช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction 29" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-15T100319.353.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-15T100319.353-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หลายองค์กรพยายามออกแบบระบบเงินเดือนให้ยุติธรรม มี Salary Structure มีข้อมูลเปรียบเทียบกับตลาด มีรอบปรับเงินเดือนประจำปี และใช้ผลงานเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา</p>
<p>เมื่อทำทั้งหมดแล้ว องค์กรอาจมั่นใจว่าพนักงานได้รับค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผลแล้ว แต่ในทุกองค์กรก็ยังมีพนักงานจำนวนหนึ่งที่รู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าตัวเองได้รับน้อยเกินไป แล้วเริ่มมองหางานใหม่เพื่อเพิ่มรายได้อยู่ดี</p>
<p><a href="https://hrforwardasia.com/hong-kong-workers-feel-fairly-paid-but-most-still-arent-satisfied-new-research-shows/" target="_blank" rel="noopener">HR Forward Asia รายงานผลวิจัยจาก The Salary Pulse: Hong Kong Report</a> ว่า <strong>แม้พนักงานในฮ่องกง 70% จะมองว่าเงินเดือนของตัวเองสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับงานและตลาด แต่มีเพียง 34% ที่รู้สึกพอใจกับจำนวนเงินที่ได้รับจริง ๆ</strong></p>
<p>ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นได้ เพราะพนักงานอาจยอมรับว่าเงินเดือนของตัวเองไม่ได้ต่ำหรือไม่เป็นธรรม แต่ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ ไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ หรือไม่ช่วยให้มองเห็นความก้าวหน้าในอนาคต</p>
<p>ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญ เพราะเงินเดือนที่พนักงานมองว่า “พอรับได้” อาจยังไม่ใช่เงินเดือนที่ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มองเห็นอนาคต และอยากทุ่มเทให้กับองค์กรต่อไป</p>

<h2>Pay Fairness กับ Pay Satisfaction ต่างกันอย่างไร</h2>
<p><strong>Pay Fairness</strong> คือความรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้รับมีเหตุผลและสามารถอธิบายได้</p>
<p>พนักงานอาจมองว่าเงินเดือนของตัวเองยุติธรรม เพราะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาด สอดคล้องกับตำแหน่ง ประสบการณ์ และภาระงาน หรือเข้าใจได้ว่าเหตุใดองค์กรจึงกำหนดเงินเดือนในระดับนี้</p>
<p>ส่วน <strong>Pay Satisfaction</strong> คือความรู้สึกพอใจกับค่าตอบแทนที่ได้รับจริง โดยความพอใจจึงขึ้นอยู่กับหลายเรื่อง ทั้งภาระค่าใช้จ่าย ความคาดหวังส่วนตัว ผลงานที่ทำ การเปรียบเทียบกับผู้อื่น และโอกาสที่รายได้จะเติบโตในอนาคต</p>
<p>พนักงานคนหนึ่งอาจยอมรับว่าเงินเดือนของตัวเองไม่ได้ต่ำกว่าตลาด แต่ยังรู้สึกไม่พอใจ เพราะเห็นเพื่อนในสายงานเดียวกันย้ายงานแล้วได้รับเงินเดือนสูงขึ้น</p>
<p>บางคนรู้สึกว่าหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าตอบแทน ขณะที่บางคนไม่รู้ว่าต้องพัฒนาทักษะหรือสร้างผลงานแบบใด จึงจะได้รับการปรับเงินเดือนในรอบถัดไป</p>
<p>อีกกลุ่มอาจรู้สึกว่าการขึ้นเงินเดือนเกิดจากการปรับทั้งบริษัท มากกว่าการยอมรับผลงานของเขาโดยตรง<br />
ดังนั้น เงินเดือนเดียวกันอาจดูยุติธรรมจากมุมของโครงสร้างองค์กร แต่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันในหมู่พนักงานได้</p>
<h2>พนักงานไม่ได้มองแค่ตัวเลข แต่ยังมองความหมายของเงินเดือน</h2>
<p>สำหรับคนทำงาน เงินเดือนไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องรายได้ แต่เกี่ยวข้องกับคุณค่า สถานะ ความก้าวหน้า และการยอมรับจากองค์กรด้วย</p>
<p>แนวคิด Organizational Justice อธิบายว่า พนักงานจะพิจารณาทั้งผลลัพธ์ที่ตัวเองได้รับ กระบวนการตัดสินใจ วิธีสื่อสาร และวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อเขา</p>
<p>เมื่อพูดถึงเงินเดือน พนักงานจึงไม่ได้ถามเพียงว่า “ฉันได้เงินเท่าไร” แต่ยังมีคำถามอื่นตามมา เช่น ทำไมฉันจึงได้รับเงินเดือนเท่านี้ ? องค์กรใช้เกณฑ์อะไรในการปรับเงินเดือน ? ผลงานของฉันถูกมองเห็นจริงหรือไม่ ? หากต้องการเติบโต ฉันต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม ? หัวหน้าสามารถอธิบายเรื่องค่าตอบแทนได้ชัดเจนแค่ไหน ? และฉันสามารถพูดคุยเรื่องเงินเดือนโดยไม่ถูกมองในแง่ลบได้หรือไม่</p>
<p>หากองค์กรตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ต่อให้ตัวเลขเงินเดือนอยู่ในระดับที่แข่งขันกับตลาดได้ พนักงานก็อาจยังรู้สึกว่าระบบขาดความชัดเจน หรือไม่มั่นใจว่าองค์กรเห็นคุณค่าของตัวเองจริง</p>
<h2>ทำไมแค่มี Salary Benchmark อย่างเดียวจึงยังไม่พอ</h2>
<p>Salary Benchmark เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการบริหารค่าตอบแทน เพราะช่วยให้องค์กรเห็นว่าตลาดจ่ายเงินเดือนให้กับแต่ละตำแหน่งในระดับใด และช่วยลดความเสี่ยงจากการจ่ายต่ำหรือสูงเกินไปโดยไม่มีเหตุผลรองรับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Benchmark เป็นข้อมูลจากตลาดภายนอก ขณะที่ประสบการณ์ของพนักงานเกิดขึ้นภายในองค์กรทุกวัน</p>
<p>พนักงานอาจรู้ว่าเงินเดือนของตัวเองอยู่ในช่วงที่ตลาดยอมรับได้ แต่ยังไม่เข้าใจว่า Career Ladder ขององค์กรเป็นอย่างไร การขึ้นเงินเดือนเชื่อมโยงกับ Performance มากน้อยเพียงใด หรือการพัฒนาทักษะใหม่จะช่วยให้รายได้เติบโตขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>หากเส้นทางเหล่านี้ไม่ชัดเจน พนักงานจะเริ่มใช้ข้อมูลจากภายนอกมาเติมช่องว่างแทน</p>
<p>เขาอาจเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่เพิ่งย้ายงาน เปรียบเทียบกับ Salary Range ในประกาศรับสมัคร หรือเปรียบเทียบกับตัวเลขเงินเดือนที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย</p>
<p>เมื่อไม่มีคำอธิบายจากองค์กร การเปรียบเทียบอาจไม่ได้จบแค่ว่าเงินเดือนแฟร์หรือไม่ แต่อาจนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดตัวเองจึงยังรู้สึกว่าได้รับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>รายงานจากฮ่องกงจึงระบุว่า พนักงานต้องการทั้งความชัดเจน เส้นทางอาชีพ และผลตอบแทนรูปแบบอื่นนอกเหนือจากเงินเดือน ไม่ใช่ข้อมูล Benchmark เพียงอย่างเดียว</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50064" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="370" title="เงินเดือนดี แต่ทำไมพนักงานยังไม่แฮปปี้ ? HR ต้องเข้าใจช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction 30" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/">Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>Pay Satisfaction เชื่อมกับ Motivation และ Retention อย่างไร</h2>
<p>รายงานเดียวกันนี้พบว่า พนักงานที่รู้สึกพอใจกับเงินเดือนมีแนวโน้มทุ่มเททำงานเกินความคาดหวังมากกว่าพนักงานกลุ่มอื่นถึง 2.7 เท่า ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า ความรู้สึกต่อเงินเดือนเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการทำงานโดยตรง</p>
<p>เมื่อพนักงานรู้สึกว่าค่าตอบแทนสอดคล้องกับผลงาน ความรับผิดชอบ และโอกาสเติบโต เขามีแนวโน้มอยากมีส่วนร่วมกับความสำเร็จขององค์กรมากขึ้น</p>
<p>ในทางกลับกัน พนักงานที่มองว่าเงินเดือนยุติธรรมแต่ยังไม่พอใจ อาจเริ่มจำกัดความพยายามของตัวเองให้อยู่ในระดับที่รู้สึกว่าเหมาะกับสิ่งที่ได้รับ เช่น บางคนอาจคิดว่า ทำเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว และบางคนอาจมองว่าการย้ายงานเป็นเส้นทางเดียวที่ช่วยให้รายได้เติบโตขึ้นได้เร็วกว่าเดิม</p>
<p>ดังนั้น หากองค์กรต้องการรักษาคน การดูว่าเงินเดือนแข่งขันกับตลาดได้หรือไม่ยังไม่เพียงพอ HR ต้องเข้าใจด้วยว่าพนักงานมองระบบค่าตอบแทนขององค์กรอย่างไร และเชื่อหรือไม่ว่าความพยายามของตัวเองจะได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม</p>
<h2>กล้าขอกล้าให้: 77% ขอขึ้นเงินเดือนแล้วได้ขึ้น</h2>
<p>อีกตัวเลขที่น่าสนใจจากรายงานคือ มีพนักงานเพียง 30% ที่รู้สึกสบายใจในการขอขึ้นเงินเดือน แต่ในกลุ่มคนที่ตัดสินใจพูดคุยเรื่องนี้ มีถึง 77% ที่ได้รับการปรับเงินเดือน</p>
<p>ช่องว่างดังกล่าวอาจหมายความว่า หลายองค์กรยังมีพื้นที่หรือความเป็นไปได้ในการปรับเงินเดือนอยู่ เพียงแต่พนักงานไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดอย่างไร ไม่มั่นใจว่าหัวหน้าจะรับฟัง หรือกังวลว่าการถามเรื่องเงินเดือนจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตนเอง</p>
<p>นี่คือโจทย์ด้าน Pay Conversation ที่องค์กรต้องกลับมาพิจารณา</p>
<p>หากองค์กรไม่มีช่วงเวลาหรือกระบวนการสำหรับพูดคุยเรื่องค่าตอบแทนอย่างชัดเจน พนักงานอาจเลือกเก็บความไม่พอใจไว้เงียบ ๆ ไม่พูด และเริ่มถอยห่างจากงาน เริ่มมองหาตำแหน่งใหม่</p>
<p>สุดท้ายองค์กรอาจรับรู้ปัญหาอีกครั้งเมื่อพนักงานยื่นใบลาออก และข้อเสนอปรับเงินเดือนในวันนั้นอาจสายเกินไปแล้ว</p>
<p>HR จึงควรสร้างพื้นที่ให้พนักงานพูดคุยเรื่องค่าตอบแทนได้อย่างเป็นระบบ เช่น การกำหนดรอบ Pay Review ที่ชัดเจน การเตรียมแนวทางให้ Manager อธิบายเกณฑ์ค่าตอบแทน และการบอกพนักงานว่าต้องทำอย่างไร หากต้องการขอทบทวนเงินเดือนของตัวเอง</p>
<h2>สวัสดิการและโอกาสเติบโตสำคัญ แต่อาจทดแทนเงินเดือนไม่ได้</h2>
<p>เมื่อองค์กรไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้ทุกครั้ง HR มักหันมาพิจารณาผลตอบแทนรูปแบบอื่น เช่น การให้สวัสดิการที่หลากหลาย และน่าจะตอบโจทย์กับความต้องการของพนักงาน</p>
<p>องค์ประกอบเหล่านี้มีผลต่อประสบการณ์และการตัดสินใจอยู่กับองค์กรของพนักงานจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ซึ่งเรียกว่า Non-monetary Rewards ไม่ควรถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องเงินเดือน</p>
<p>หากพนักงานรู้สึกว่าค่าตอบแทนไม่เหมาะสม แต่ได้รับคำตอบเพียงว่าองค์กรมีวัฒนธรรมที่ดี มีโอกาสเรียนรู้ หรือมีบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่น เขาอาจยิ่งรู้สึกว่าองค์กรไม่รับฟังปัญหาที่กำลังเผชิญ</p>
<p>ผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงินจะทำงานได้ดี เมื่อเงินเดือนพื้นฐานอยู่ในระดับที่พนักงานยอมรับได้ และองค์กรอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งใดสามารถตอบแทนเป็นเงินได้ สิ่งใดเป็นประสบการณ์ในการทำงาน และพนักงานจะเติบโตต่อในองค์กรได้อย่างไร</p>
<p>Total Rewards จึงต้องเชื่อมองค์ประกอบหลายด้านเข้าด้วยกัน ทั้งเงินเดือน โบนัส สวัสดิการ ความยืดหยุ่น การยอมรับผลงาน การเรียนรู้ ความก้าวหน้า และคุณภาพของสภาพแวดล้อมในการทำงาน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50474" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377.webp" alt="cut-cost-employee-benefit" width="600" height="370" title="เงินเดือนดี แต่ทำไมพนักงานยังไม่แฮปปี้ ? HR ต้องเข้าใจช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction 31" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/cut-cost-employee-benefit-260707/">HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>องค์กรไทยกำลังเจอปัญหาเงินเดือนแบบเดียวกันไหม ?</h2>
<p>แม้ตัวเลขพนักงาน 70% ที่มองว่าเงินเดือนยุติธรรม แต่มีเพียง 34% ที่รู้สึกพอใจ จะเป็นข้อมูลจากฮ่องกง จึงอาจนำมาใช้อธิบายตลาดแรงงานไทยโดยตรงไม่ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลายด้านกำลังทำให้ช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction ก็มีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน</p>
<p>ปัจจัยแรกคือแรงกดดันจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน แม้พนักงานจะยอมรับว่าเงินเดือนของตัวเองสอดคล้องกับตำแหน่งหรือระดับตลาด แต่รายได้จำนวนดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อรายได้เติบโตไม่ทันต้นทุนชีวิต เงินเดือนที่ดูสมเหตุสมผลในมุมของโครงสร้างจึงอาจยังไม่สร้างความพึงพอใจในชีวิตจริง</p>
<p>ปัจจัยต่อมาคือการเติบโตของเศรษฐกิจและรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกอุตสาหกรรม บางกลุ่มงานอาจมีค่าตอบแทนและโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่พนักงานในอีกหลายสายงานยังรู้สึกว่ารายได้ติดอยู่ที่ระดับเดิม แม้หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความคาดหวังจากองค์กรจะเพิ่มขึ้นก็ตาม</p>
<p>ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานไทยกำลังมีการเปรียบเทียบเงินเดือนมากขึ้น พนักงานสามารถเห็น Salary Range จากประกาศรับสมัครงาน เห็นคนในสายงานเดียวกันย้ายบริษัทแล้วได้รับข้อเสนอที่สูงขึ้น และเห็นการพูดคุยเรื่องรายได้ผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ ข้อมูลจากภายนอกเหล่านี้ทำให้พนักงานประเมินคุณค่าของตัวเองจากตลาดได้ตลอดเวลา แม้องค์กรจะจ่ายเงินเดือนตามโครงสร้างภายในอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม</p>
<p>ดังนั้นสำหรับ HR ไทย ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า พนักงานเข้าใจหรือไม่ว่าความยุติธรรมของระบบเกิดจากอะไร เขามองเห็นเส้นทางที่จะเติบโตด้านตำแหน่งและรายได้หรือไม่ และเขามั่นใจเพียงใดว่าผลงานและความพยายามจะได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสม</p>
<h2>HR ต้องทำให้เรื่องใดให้ชัดเจน</h2>
<p>การสร้าง Pay Satisfaction ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องขึ้นเงินเดือนทุกครั้งที่พนักงานไม่พอใจ เพราะแต่ละองค์กรมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้าง และผลประกอบการต่างกัน</p>
<p>สิ่งที่ HR ทำได้คือทำให้ระบบค่าตอบแทนมีเหตุผล อธิบายได้ และเชื่อมกับอนาคตของพนักงานอย่างชัดเจน</p>
<h3>1. ต้องทำให้พนักงานเข้าใจเกณฑ์ค่าตอบแทน</h3>
<p>พนักงานควรรู้ว่าองค์กรพิจารณาเงินเดือนจากตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ทักษะ ประสบการณ์ ผลงาน และข้อมูลตลาดอย่างไร หากมี Salary Range ก็ควรอธิบายว่าแต่ละช่วงหมายถึงอะไร และพนักงานต้องทำอย่างไรจึงจะขยับไปยังระดับถัดไปได้</p>
<h3>2. ต้องเชื่อมค่าตอบแทนกับ Career Path</h3>
<p>หากพนักงานเห็นว่าในอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าตนเองสามารถเติบโตไปสู่ตำแหน่งใด ต้องพัฒนาทักษะอะไร และ Performance แบบใดจะนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนอาจลดลงได้ แม้เงินเดือนในวันนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในตลาด</p>
<h3>3. Manager ต้องพูดเรื่องเงินเดือนเป็น</h3>
<p>หลายองค์กรมีนโยบาย Compensation &amp; Benefits ที่เป็นระบบ แต่หัวหน้างานอธิบายไม่ได้ หลีกเลี่ยงการสนทนา หรือให้คำตอบที่ไม่ตรงกัน ความน่าเชื่อถือของระบบจึงลดลงทันที</p>
<p>HR ควรเตรียม Manager ให้เข้าใจโครงสร้างเงินเดือน รู้วิธีอธิบายการตัดสินใจ และสามารถรับฟังความกังวลของพนักงานโดยไม่ทำให้การพูดคุยกลายเป็นความขัดแย้ง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50069" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="370" title="เงินเดือนดี แต่ทำไมพนักงานยังไม่แฮปปี้ ? HR ต้องเข้าใจช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction 32" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-transparency-260529/">Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>4. ต้องออกแบบ Total Rewards ให้สัมพันธ์กัน</h3>
<p>เงินเดือน โบนัส สวัสดิการ ความยืดหยุ่น Recognition การเรียนรู้ และ Career Growth ควรถูกมองเป็นประสบการณ์เดียวกัน ไม่ใช่สวัสดิการหลายชิ้นที่แยกออกจากกันและพนักงานไม่รู้ว่ามีคุณค่าอย่างไร</p>
<h3>5. ต้องวัด Pay Sentiment ควบคู่กับ Pay Benchmark</h3>
<p>องค์กรอาจมีข้อมูลว่าจ่ายเงินเดือนอยู่ในระดับใดของตลาด แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้บอกว่าพนักงานรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับ</p>
<p>HR จึงควรสำรวจความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความพึงพอใจของพนักงานต่อระบบค่าตอบแทน เพื่อตรวจสอบว่าปัญหาอยู่ที่ตัวเงิน โครงสร้าง Career Path การสื่อสารของ Manager หรือความรู้สึกว่าองค์กรไม่เห็นคุณค่าของผลงาน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3>คำถามที่ HR ควรถามใน Employee Survey</h3>
<p>หาก HR ต้องการตรวจสอบว่าองค์กรมีช่องว่างระหว่าง Pay Fairness กับ Pay Satisfaction หรือไม่ สามารถเพิ่มคำถามเหล่านี้ใน Employee Engagement Survey ได้</p>
<ol>
<li>ฉันเข้าใจว่าเงินเดือนของฉันถูกกำหนดจากเกณฑ์อะไร</li>
<li>ฉันเชื่อว่าองค์กรจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมเมื่อเทียบกับบทบาทและผลงาน</li>
<li>ฉันเห็นเส้นทางชัดเจนว่าต้องพัฒนาอะไร เพื่อให้เติบโตด้านตำแหน่งและค่าตอบแทน</li>
<li>ฉันรู้สึกว่าผลงานและความพยายามของฉันได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสม</li>
<li>ฉันรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเรื่องค่าตอบแทนกับหัวหน้าหรือ HR</li>
<li>ฉันเข้าใจ Total Rewards ที่องค์กรมอบให้ทั้งหมด ไม่ได้มองเห็นเฉพาะเงินเดือน</li>
<li>ฉันรู้สึกว่าค่าตอบแทนและผลตอบแทนที่ได้รับสอดคล้องกับคุณค่าที่ฉันสร้างให้องค์กร</li>
</ol>
<p>คำตอบที่ได้มาจะช่วยให้ HR แยกได้ว่า ความไม่พอใจของพนักงานเกิดจากระดับเงินเดือน โครงสร้างที่ไม่ชัดเจน การสื่อสารของหัวหน้า โอกาสเติบโต หรือความรู้สึกว่าผลงานไม่ได้รับการยอมรับ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เมื่อข้อมูลเงินเดือนเข้าถึงง่ายขึ้น พนักงานจะเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองได้รับกับตลาดได้มากกว่าเดิม คำถามในอนาคตจึงอาจไม่ใช่แค่ว่าองค์กรจ่ายได้แข่งขันเพียงใด แต่พนักงานเข้าใจระบบ เชื่อมั่นในเกณฑ์ และเห็นโอกาสเติบโตของตัวเองชัดแค่ไหน</p>
<p>องค์กรอาจต้องกลับมาคิดด้วยว่า ควรรอให้พนักงานเป็นฝ่ายขอขึ้นเงินเดือนหรือยื่นใบลาออกก่อน จึงค่อยเริ่มพูดคุยเรื่องค่าตอบแทน หรือควรสร้างพื้นที่สนทนาที่ช่วยให้ความไม่พอใจถูกพูดถึงตั้งแต่ยังแก้ไขได้</p>
<p>สุดท้ายแล้ว องค์กรที่รักษาคนได้ดีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่จ่ายเงินเดือนสูงที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นองค์กรที่ทำให้พนักงานตอบได้ว่า เหตุใดตนเองจึงได้รับค่าตอบแทนเท่านี้ จะเติบโตต่อได้อย่างไร และความพยายามที่ทุ่มเทลงไปมีความหมายต่ออนาคตของตัวเองจริงหรือไม่</p>
<p>หากองค์กรของคุณต้องการ<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/18">ระบบการจ่ายเงินเดือน</a> รวมถึง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">สวัสดิการที่เหมาะสม</a>สามารถค้นหา HR Solution ที่เหมาะกับองค์กรผ่าน HREX ได้เลย</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hrforwardasia.com/hong-kong-workers-feel-fairly-paid-but-most-still-arent-satisfied-new-research-shows/" target="_blank" rel="noopener">HR Forward Asia</a></li>
<li><a href="https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-farm-debt-crisis-deepens-early-test-anutins-government-2026-06-10/" target="_blank" rel="noopener">Reuters</a></li>
<li><a href="https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-central-bank-holds-key-interest-rate-expected-2026-06-24/" target="_blank" rel="noopener">Reuters</a></li>
<li><a href="https://arxiv.org/pdf/2606.02503" target="_blank" rel="noopener">Arxiv</a></li>
<li><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Organizational_justice" target="_blank" rel="noopener">Organizational Justice</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-fairness-pay-satisfaction-260721/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Corporate Gift ช่วยเรื่อง Retention ได้อย่างไร เมื่อพนักงาน 72% มีแนวโน้มอยากอยู่ต่อ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/corporate-gift-260717/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/corporate-gift-260717/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 09:36:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Corporate Gift]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50729</guid>

					<description><![CDATA[หลายองค์กรมีนโยบายมอบของขวัญให้พนักงานในวาระสำคัญ เช่น วันเกิด วันแต่งงาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือวันครบรอบการทำงาน อย่างไรก็ตาม Corporate Gift มักถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ และอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน ผลสำรวจ Snappy’s 2026 Workforce Study ซึ่งเก็บข้อมูลจากพนักงานประจำ 1,500 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 72% ระบุว่า หากได้รับของขวัญวันครบรอบการทำงาน จะทำให้พวกเขามีแนวโน้มอยู่กับองค์กรมากขึ้น ขณะที่ 85% มองว่าของขวัญดังกล่าวจะทำให้รู้สึกได้รับการชื่นชมมากขึ้น นอกจากนี้ พนักงาน 88% ยังมองว่าของขวัญจากนายจ้างสามารถช่วยส่งเสริม Engagement และการทำงานร่วมกันภายในองค์กรได้ อย่างไรก็ตาม มีพนักงานเพียง 47% ที่เคยได้รับของขวัญวันครบรอบการทำงานจากนายจ้าง และมีเพียง 32% ที่มองว่าองค์กรของตนแสดงความชื่นชมพนักงานได้อย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญระหว่างสิ่งที่พนักงานต้องการกับสิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่ Corporate Gift มีความสำคัญต่อความรู้สึกผูกพันของพนักงานอย่างไร และองค์กรควรออกแบบการมอบของขวัญแบบไหนให้มีความหมาย หาคำตอบได้ในบทความนี้ Corporate Gift ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรเห็นคุณค่า Corporate Gift คือของขวัญที่องค์กรมอบให้พนักงานในโอกาสสำคัญหรือเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผลงานและความทุ่มเท โดยอาจอยู่ในรูปแบบของสิ่งของ บัตรกำนัล สิทธิพิเศษ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50730" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T110208.682.webp" alt="Corporate Gift" width="600" height="370" title="Corporate Gift ช่วยเรื่อง Retention ได้อย่างไร เมื่อพนักงาน 72% มีแนวโน้มอยากอยู่ต่อ 34" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T110208.682.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T110208.682-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หลายองค์กรมีนโยบายมอบของขวัญให้พนักงานในวาระสำคัญ เช่น วันเกิด วันแต่งงาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือวันครบรอบการทำงาน อย่างไรก็ตาม Corporate Gift มักถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ และอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน</p>
<p>ผลสำรวจ <a href="https://www.snappy.com/blog/the-state-of-employee-engagement-in-2026-insights-on-recognition-motivation-and-performance" target="_blank" rel="noopener">Snappy’s 2026 Workforce Study</a> ซึ่งเก็บข้อมูลจากพนักงานประจำ 1,500 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 72% ระบุว่า หากได้รับของขวัญวันครบรอบการทำงาน จะทำให้พวกเขามีแนวโน้มอยู่กับองค์กรมากขึ้น ขณะที่ 85% มองว่าของขวัญดังกล่าวจะทำให้รู้สึกได้รับการชื่นชมมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ พนักงาน 88% ยังมองว่าของขวัญจากนายจ้างสามารถช่วยส่งเสริม <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/">Engagement</a> และการทำงานร่วมกันภายในองค์กรได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มีพนักงานเพียง 47% ที่เคยได้รับของขวัญวันครบรอบการทำงานจากนายจ้าง และมีเพียง 32% ที่มองว่าองค์กรของตนแสดงความชื่นชมพนักงานได้อย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ</p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญระหว่างสิ่งที่พนักงานต้องการกับสิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่</p>
<p>Corporate Gift มีความสำคัญต่อความรู้สึกผูกพันของพนักงานอย่างไร และองค์กรควรออกแบบการมอบของขวัญแบบไหนให้มีความหมาย หาคำตอบได้ในบทความนี้</p>

<h2>Corporate Gift ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรเห็นคุณค่า</h2>
<p>Corporate Gift คือของขวัญที่องค์กรมอบให้พนักงานในโอกาสสำคัญหรือเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผลงานและความทุ่มเท โดยอาจอยู่ในรูปแบบของสิ่งของ บัตรกำนัล สิทธิพิเศษ หรือประสบการณ์ที่เหมาะกับผู้รับ</p>
<p>เมื่อพนักงานได้รับของขวัญในช่วงเวลาที่มีความหมาย พวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกดีจากมูลค่าของสิ่งที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ยังรู้สึกว่าองค์กรจดจำผลงานและมองเห็นความสำคัญของตนเองด้วย</p>
<p>ความรู้สึกว่า “องค์กรมองเห็นเรา” จึงช่วยเสริม Employee Engagement และทำให้พนักงานมีแนวโน้มอยากเติบโตไปพร้อมกับองค์กรมากขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การมอบของขวัญเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดการลาออกได้โดยตรง และไม่อาจทดแทนค่าตอบแทนที่เป็นธรรม หัวหน้างานที่ดี โอกาสในการเติบโต หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมได้</p>
<p>องค์กรจึงควรใช้ Corporate Gift เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Employee Recognition ที่มีความจริงใจ มีหลักเกณฑ์ชัดเจน และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<h2>ความหมายสำคัญกว่ามูลค่าของของขวัญ</h2>
<p>ในผลสำรวจ Snappy’s 2026 Workforce Study ยังพบว่า 73% ของพนักงานมองว่า Personalization เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การแสดงความชื่นชมมีความหมาย</p>
<p>นั่นหมายความว่า องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากของขวัญราคาแพงเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือการเลือกของขวัญให้เหมาะกับผู้รับและช่วงเวลาที่มอบ</p>
<p>องค์กรอาจเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกของขวัญที่ตรงกับความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ บัตรกำนัล กิจกรรม หรือประสบการณ์ต่าง ๆ</p>
<p>การแนบข้อความขอบคุณที่กล่าวถึงผลงานหรือคุณค่าที่พนักงานสร้างขึ้นโดยเฉพาะ ก็ช่วยให้ของขวัญมีความหมายมากกว่าข้อความมาตรฐานที่ส่งเหมือนกันทั้งองค์กร</p>
<p>ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนเพียงว่า “ขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก” หัวหน้าอาจระบุว่า พนักงานมีส่วนช่วยให้โครงการใดสำเร็จ แก้ไขปัญหาอะไรให้กับทีม หรือสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างไร</p>
<p>รายละเอียดเหล่านี้ทำให้พนักงานรู้ว่าองค์กรไม่ได้จดจำเพียงวันครบรอบหรือความสำเร็จ แต่รับรู้ถึงความทุ่มเทที่อยู่เบื้องหลังด้วย</p>
<h2>ก่อนให้ Corporate Gift องค์กรต้องรู้ว่าพนักงานอยากได้อะไร</h2>
<p>แม้ Corporate Gift จะช่วยสร้างความประทับใจและส่งเสริมความรู้สึกผูกพันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าของขวัญทุกประเภทจะตอบโจทย์พนักงานเหมือนกัน</p>
<p>หากองค์กรต้องการมอบปฏิทินให้กับพนักงาน แต่พนักงานส่วนใหญ่มองว่าไม่จำเป็น เพราะสามารถดูวันและเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้แล้ว ของขวัญดังกล่าวอาจไม่ได้สร้าง Engagement หรือความประทับใจตามที่องค์กรคาดหวัง</p>
<p>ยิ่งหากพนักงานเคยแสดงความคิดเห็นว่าไม่ต้องการของขวัญประเภทนั้น แต่องค์กรยังคงเลือกมอบแบบเดิม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ของ Employee Recognition</p>
<p>พนักงานอาจรู้สึกว่า แม้จะเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น แต่เสียงของพวกเขาไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจจริง</p>
<h2>Corporate Gift ที่ดีควรออกแบบอย่างไร</h2>
<p>การมอบ Corporate Gift ให้เกิดผล ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ปีนี้จะแจกอะไรดี” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ว่า องค์กรต้องการสื่อสารหรือขอบคุณพนักงานรูปแบบใด</p>
<p>หากเป็นของขวัญวันครบรอบการทำงาน องค์กรอาจต้องการขอบคุณสำหรับความทุ่มเทในระยะยาว หากเป็นของขวัญหลังจบโครงการ องค์กรอาจต้องการยอมรับความสำเร็จและการทำงานร่วมกันของทีม</p>
<p>เมื่อวัตถุประสงค์ชัดเจน HR จะสามารถเลือกช่วงเวลา รูปแบบ และข้อความประกอบของขวัญได้เหมาะสมขึ้น</p>
<p>องค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีทางเลือก อาจกำหนดงบประมาณแล้วให้เลือกจากหมวดของขวัญต่าง ๆ หรือเลือกได้ระหว่างสิ่งของ บัตรกำนัล วันหยุดพิเศษ และประสบการณ์ที่สนใจ</p>
<p>หลักเกณฑ์ในการมอบของขวัญควรมีความชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานรู้สึกว่าการได้รับการยอมรับขึ้นอยู่กับความสนิทสนมกับหัวหน้า หรือจำกัดอยู่เฉพาะบางตำแหน่งและบางทีมเท่านั้น</p>
<p>หลังจากมอบของขวัญแล้ว องค์กรควรเก็บ Feedback เพิ่มเติมว่า พนักงานพึงพอใจหรือไม่ ของขวัญถูกนำไปใช้จริงมากน้อยเพียงใด และมีสิ่งใดที่ควรปรับปรุงในการมอบครั้งต่อไป</p>
<p>เพราะการรับฟังหลังการมอบของขวัญ จะช่วยให้องค์กรพัฒนาระบบ Employee Recognition ให้ตอบโจทย์พนักงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>Corporate Gift ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงของแจกตามเทศกาล แต่ควรได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ Employee Recognition ที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงาน มีความหมาย และมีความต่อเนื่อง</p>
<p>ของขวัญที่ดีอาจไม่ใช่ของที่มีราคาสูงที่สุด แต่อาจเป็นสิ่งที่มอบถูกเวลา ตรงกับความต้องการ และมาพร้อมข้อความที่ทำให้พนักงานรู้ว่าองค์กรเห็นถึงความทุ่มเทของพวกเขา</p>
<p>เพราะท้ายที่สุด Corporate Gift ที่ดีไม่ได้ทำให้พนักงานจดจำเพียงว่า “ได้รับอะไร” แต่ทำให้พวกเขาจดจำว่า “องค์กรรับฟัง มองเห็น และให้คุณค่ากับพวกเขาอย่างไร”</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/75">หากคุณกำลังมองหา Corporate Gift ให้พนักงานในองค์กร สามารถมาค้นหาผ่าน HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.prnewswire.com/news-releases/72-of-employees-say-receiving-work-anniversary-gifts-would-make-them-more-likely-to-stay-reinforcing-the-strategic-value-of-employee-gifting-302772541.html" target="_blank" rel="noopener">PR Newswire</a></li>
<li><a href="https://www.rewordin.com/blog/corporate-gifting-statistics-2026" target="_blank" rel="noopener">Rewordin</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/corporate-gift-260717/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Event-based WFH เมื่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้องค์กรต้องปรับรูปแบบการเข้างาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/event-based-wfh-260717/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/event-based-wfh-260717/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 08:58:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[WFH]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50720</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Event-based WFH คือการเปิดให้พนักงานทำงานจากบ้านเป็นการชั่วคราว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบการเดินทาง ความปลอดภัย หรือความต่อเนื่องของงาน การแข่งขันฟุตบอลโลก World Cup 2026 เป็นหนึ่งในกรณีที่ทำให้องค์กรนำแนวทางนี้กลับมาพิจารณา เพราะส่งผลกระทบการทำงานแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ เช่น อังกฤษและประเทศในเอเชียเผชิญการแข่งขันช่วงดึก ส่วนเมืองเจ้าภาพในอเมริกาเหนือต้องรับมือรถติด การปิดถนน และระบบขนส่งที่หนาแน่น หน่วยงานรัฐบาลและบริษัทบางแห่งผ่อนกฎเข้าออฟฟิศชั่วคราว เพื่อช่วยให้พนักงานหลีกเลี่ยงปัญหาการเดินทางในวันแข่งขัน การมีนโยบาย WFH เฉพาะกิจสามารถนำมาใช้กับเหตุการณ์อื่น เช่น PM2.5 ฝนตกหนัก น้ำท่วม ระบบขนส่งขัดข้อง หรือสำนักงานไม่สามารถใช้งานได้ แต่การประกาศว่า “วันนี้ WFH ได้” อาจสร้างความสับสน หากองค์กรยังไม่มีเกณฑ์ตัดสินใจ ระบบลงเวลา ช่องทางสื่อสาร และแนวทางติดตามงานที่ชัดเจน HR ต้องดูแลความเป็นธรรมระหว่างพนักงานที่ทำงานจากบ้านได้กับพนักงานที่ยังต้องเข้าหน้างาน การแข่งขันฟุตบอลโลกอาจดูเป็นเรื่องที่อยู่ห่างจากนโยบาย HR แต่ฟุตบอลโลก 2026 กำลังทำให้หลายองค์กรกลับมาพิจารณาความยืดหยุ่นในการทำงานอีกครั้ง ที่อังกฤษ การแข่งขันบางคู่อาจไปจบที่เวลาประมาณ 04.00 น. ผลก็คือทำให้พนักงานไปทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพจนต้องขอลาหยุด ซึ่งจริง ๆ แล้วบริบทนี้มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยไม่น้อย เนื่องจากการแข่งขันจำนวนมากตรงกับช่วงกลางคืนต่อเนื่องถึงเช้าตามเวลาบ้านเรา ส่วนที่สหรัฐอเมริกา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Event-based WFH คือการเปิดให้พนักงานทำงานจากบ้านเป็นการชั่วคราว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบการเดินทาง ความปลอดภัย หรือความต่อเนื่องของงาน</li>
<li>การแข่งขันฟุตบอลโลก World Cup 2026 เป็นหนึ่งในกรณีที่ทำให้องค์กรนำแนวทางนี้กลับมาพิจารณา เพราะส่งผลกระทบการทำงานแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ เช่น อังกฤษและประเทศในเอเชียเผชิญการแข่งขันช่วงดึก ส่วนเมืองเจ้าภาพในอเมริกาเหนือต้องรับมือรถติด การปิดถนน และระบบขนส่งที่หนาแน่น</li>
<li>หน่วยงานรัฐบาลและบริษัทบางแห่งผ่อนกฎเข้าออฟฟิศชั่วคราว เพื่อช่วยให้พนักงานหลีกเลี่ยงปัญหาการเดินทางในวันแข่งขัน</li>
<li>การมีนโยบาย WFH เฉพาะกิจสามารถนำมาใช้กับเหตุการณ์อื่น เช่น PM2.5 ฝนตกหนัก น้ำท่วม ระบบขนส่งขัดข้อง หรือสำนักงานไม่สามารถใช้งานได้</li>
<li>แต่การประกาศว่า “วันนี้ WFH ได้” อาจสร้างความสับสน หากองค์กรยังไม่มีเกณฑ์ตัดสินใจ ระบบลงเวลา ช่องทางสื่อสาร และแนวทางติดตามงานที่ชัดเจน</li>
<li>HR ต้องดูแลความเป็นธรรมระหว่างพนักงานที่ทำงานจากบ้านได้กับพนักงานที่ยังต้องเข้าหน้างาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50721" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T154233.956.webp" alt="Event-based WFH" width="600" height="370" title="Event-based WFH เมื่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้องค์กรต้องปรับรูปแบบการเข้างาน 38" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T154233.956.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-17T154233.956-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การแข่งขันฟุตบอลโลกอาจดูเป็นเรื่องที่อยู่ห่างจากนโยบาย HR แต่ฟุตบอลโลก 2026 กำลังทำให้หลายองค์กรกลับมาพิจารณาความยืดหยุ่นในการทำงานอีกครั้ง</p>
<p>ที่อังกฤษ การแข่งขันบางคู่อาจไปจบที่เวลาประมาณ 04.00 น. ผลก็คือทำให้พนักงานไปทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพจนต้องขอลาหยุด ซึ่งจริง ๆ แล้วบริบทนี้มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยไม่น้อย เนื่องจากการแข่งขันจำนวนมากตรงกับช่วงกลางคืนต่อเนื่องถึงเช้าตามเวลาบ้านเรา</p>
<p>ส่วนที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กลับเผชิญปัญหาอีกแบบหนึ่ง เมื่อหลายแมตช์แข่งขันระหว่างวัน ขณะที่เมืองเจ้าภาพต้องรองรับผู้ชมจำนวนมาก การปิดถนน และความหนาแน่นของระบบขนส่ง บริษัทและหน่วยงานบางแห่งจึงผ่อนข้อกำหนดการเข้าออฟฟิศในวันแข่งขัน เพื่อลดเวลาที่พนักงานต้องเสียไปกับการเดินทาง</p>
<p>จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์เดียวกันอาจส่งผลต่อการทำงานแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และไม่จำเป็นต้องนำไปสู่มาตรการแบบเดียวกันในทุกองค์กร สิ่งที่ HR ต้องตระหนักคือ เมื่อเหตุการณ์ภายนอกเริ่มกระทบการเดินทาง ความปลอดภัย หรือประสิทธิภาพของพนักงาน องค์กรมีทางเลือกในการปรับรูปแบบการทำงานมากน้อยแค่ไหน รวมถึงมี<strong> มาตรการ WFH เฉพาะกิจ หรือ Event-based WFH และระบบที่พร้อมนำมาใช้ได้ทันทีหรือยัง</strong></p>

<h2>ฟุตบอลโลก World Cup 2026 กระทบการทำงานไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ</h2>
<p>ในอังกฤษ ผลกระทบหลักมาจากเวลาการแข่งขัน แม้บางคู่จะเริ่มตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ แต่ผู้ที่ติดตามหลายแมตช์อาจต้องดูต่อเนื่องจนถึงเช้ามืด การพักผ่อนไม่เพียงพออาจส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ และคุณภาพของงานในวันถัดไป</p>
<p>Business Insider รายงานมุมมองของคุณ นิโคลัส บลูม ว่าการแข่งขันช่วงดึก ประกอบกับค่าเดินทางที่สูงขึ้นและสภาพอากาศร้อน อาจทำให้การทำงานจากบ้านเพิ่มขึ้นในช่วงฟุตบอลโลก โดยเขามองว่าความยืดหยุ่นของ Hybrid Work ช่วยให้องค์กรประกาศวัน WFH เพิ่มเติมได้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การเดินทางหรือการเข้าออฟฟิศไม่เหมาะสม</p>
<p>บริบทของประเทศไทยใกล้เคียงกับอังกฤษ เพราะการแข่งขันในอเมริกาเหนือจำนวนมากตรงกับช่วงกลางคืนต่อเนื่องไปจนถึงเช้าตามเวลาไทย อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานดูฟุตบอลดึกไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องเปิดให้ WFH โดยอัตโนมัติ HR ยังต้องพิจารณาลักษณะงาน ผลกระทบต่อทีม และทางเลือกอื่น เช่น เวลาเริ่มงานที่ยืดหยุ่น การสลับกะ หรือการใช้วันลา</p>
<p>สถานการณ์ในเมืองเจ้าภาพของอเมริกาเหนือแตกต่างออกไป ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การนอนดึกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรถติด การปิดถนน ความหนาแน่นของระบบขนส่ง และการแข่งขันที่ตรงกับเวลาทำงาน</p>
<p><a href="https://www.opm.gov/chcoc/latest-memos/2026-fifa-world-cup.pdf" target="_blank" rel="noopener">สำนักงานบริหารงานบุคคลของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ OPM</a> แจ้งหน่วยงานรัฐบาลกลางในเมืองเจ้าภาพว่า สามารถอนุมัติการทำงานทางไกลแบบเฉพาะสถานการณ์ รวมถึงตารางเวลาทำงานทางเลือกหรือวันลาได้ตามความเหมาะสม โดยให้เหตุผลว่า เมืองเจ้าภาพอาจเผชิญการจราจรหนาแน่นและความล่าช้าในการเดินทาง นอกจากนี้ยังแนะนำให้หน่วยงานสื่อสารข้อมูลเรื่องการปิดถนน ข้อจำกัดในการเดินเท้า และการเปลี่ยนแปลงบริการขนส่งให้พนักงานรับทราบ</p>
<p>บริษัทเอกชนบางแห่งใช้แนวทางคล้ายกัน S&amp;P Global แจ้งให้พนักงานสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์กวางแผนทำงานจากบ้านในวันแข่งขันใกล้สนาม พร้อมยกเว้นข้อกำหนดที่ต้องเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละสองวัน ขณะที่ JPMorgan Chase, Goldman Sachs และบริษัทบางแห่งผ่อนกฎการเข้าออฟฟิศชั่วคราว ส่วน Amazon เลือกแนะนำให้พนักงานออกจากบ้านเร็วขึ้นและวางแผนเส้นทางล่วงหน้า</p>
<p>ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การ WFH เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่องค์กรสามารถเลือกใช้ ไม่ใช่มาตรการที่ต้องนำมาใช้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญอยู่ที่การเข้าใจปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แล้วเลือกวิธีจัดการที่ช่วยให้งานเดินต่อโดยสร้างผลกระทบต่อพนักงานให้น้อยที่สุด</p>
<h2>WFH เฉพาะกิจช่วยลดผลกระทบได้ แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับปัญหา</h2>
<p>มาตรการ WFH เฉพาะกิจ คือการอนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านหรือสถานที่อื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่กระทบการเดินทาง ความปลอดภัย หรือความต่อเนื่องของงาน แตกต่างจากนโยบาย Hybrid Work ตามปกติที่กำหนดวันทำงานจากบ้านไว้ล่วงหน้า<br />
ในกรณีฟุตบอลโลก เมืองเจ้าภาพอาจใช้ WFH เพื่อลดจำนวนคนบนท้องถนน ส่วนประเทศที่การแข่งขันตรงกับช่วงดึกอาจเลือกปรับเวลาเริ่มงาน เปิดให้ WFH บางวัน หรือให้หัวหน้าพิจารณาตามความเหมาะสมของทีม</p>
<p>หลักคิดนี้สามารถนำไปใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/too-hot-to-work-240405/">อากาศร้อนเกินไป</a> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220902-rain-productivity/">ฝนตกหนัก น้ำท่วม</a> <a href="https://th.hrnote.asia/tips/th-190118-whatshoulddoforpm25/">ระดับ PM 2.5</a> สูง <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220808-employees-commute/">ระบบขนส่งขัดข้อง</a> การปิดถนน เหตุฉุกเฉินภายในอาคาร หรือกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ทำให้การเดินทางเข้าเมืองยากกว่าปกติ</p>
<p>การให้พนักงานทำงานจากบ้านในสถานการณ์เหล่านี้ช่วยลดเวลาและพลังงานที่ต้องเสียไปกับการเดินทาง พนักงานจึงมีโอกาสรักษาสมาธิและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรก็สามารถดำเนินงานต่อได้โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของแต่ละเหตุการณ์อาจไม่ครอบคลุมพนักงานทุกคน ฝนตกหนักอาจทำให้บางพื้นที่เดินทางไม่ได้ ขณะที่อีกพื้นที่ยังเดินทางได้ตามปกติ การปิดถนนอาจกระทบเฉพาะผู้ที่ต้องผ่านเส้นทางใกล้สถานที่จัดงาน</p>
<p>องค์กรไม่จำเป็นต้องประกาศ WFH ให้พนักงานทุกคนพร้อมกันเสมอไป แต่อาจกำหนดมาตรการตามพื้นที่ ลักษณะงาน และระดับผลกระทบ โดยมีหลักเกณฑ์กลางรองรับ เพื่อไม่ให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้าแต่ละคน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49359" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/Work-From-Home-WFH-Remote-Working-HREX.webp" alt="Work From Home (WFH) Remote Working HREX" width="600" height="370" title="Event-based WFH เมื่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้องค์กรต้องปรับรูปแบบการเข้างาน 39" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/Work-From-Home-WFH-Remote-Working-HREX.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/Work-From-Home-WFH-Remote-Working-HREX-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/wfh-guide-for-manager/">How To บริหารทีมทางไกล (Remote Working) สำหรับหัวหน้าที่ต้องทำ Work From Home (WFH)</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ทำไมการประกาศว่า “วันนี้ WFH ได้” อาจยังไม่พอ</h2>
<p>หลายองค์กรอาจมองว่า WFH เฉพาะกิจจัดการได้ไม่ยาก เพียงส่งข้อความผ่านอีเมลหรือกลุ่มแชตว่า วันนี้พนักงานสามารถทำงานจากบ้านได้</p>
<p>แต่หลังจากประกาศออกไป คำถามจำนวนมากอาจตามมา เช่น พนักงานกลุ่มใดได้รับอนุญาตให้ WFH ตำแหน่งใดยังต้องเข้าหน้างาน เวลาทำงานยังเหมือนเดิมหรือไม่ ต้องลงเวลาผ่านระบบใด และการประชุมกับลูกค้ายังดำเนินตามกำหนดหรือเปล่า</p>
<p>หัวหน้างานอาจไม่แน่ใจว่าควรติดตามงานอย่างไร ต้องให้ลูกทีมออนไลน์ตลอดเวลาหรือไม่ และจะประเมินผลงานจากอะไรเมื่อไม่ได้ทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกัน</p>
<p>พนักงานเองอาจมีข้อจำกัดต่างกัน บางคนไม่มีอุปกรณ์ของบริษัท บางคนเข้าถึงเอกสารไม่ได้ หรือไม่มีพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม หากองค์กรไม่ได้เตรียมระบบไว้ การประกาศ WFH อาจเปลี่ยนปัญหาเรื่องการเดินทางให้กลายเป็นปัญหาเรื่องกระบวนการทำงานแทน</p>
<p>อีกประเด็นที่ต้องระวังคือความสม่ำเสมอ หากไม่มีแนวทางกลาง หัวหน้าแต่ละทีมอาจกำหนดเงื่อนไขต่างกัน พนักงานที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกันจึงอาจได้รับความยืดหยุ่นไม่เท่ากันโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน</p>
<p>WFH เฉพาะกิจจึงต้องมีทั้งกรอบการตัดสินใจ เครื่องมือ และวิธีสื่อสารรองรับ การประกาศเพียงประโยคเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำให้งานดำเนินต่ออย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h2>Hybrid Work ช่วยให้องค์กรทำงานต่อได้อย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน</h2>
<p>ทุกองค์กรย่อมต้องการให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถทำงานต่อได้แม้ต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด แนวคิดนี้เรียกว่า Business Continuity หรือการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ</p>
<p>ที่ผ่านมา Business Continuity มักถูกเชื่อมโยงกับการสำรองข้อมูล ระบบกู้คืนเมื่อเทคโนโลยีขัดข้อง แผนฉุกเฉิน หรือแนวทางดำเนินธุรกิจต่อเมื่อสำนักงานไม่สามารถใช้งานได้</p>
<p>ประสบการณ์จากช่วงโควิดทำให้องค์กรเห็นชัดขึ้นว่า รูปแบบการทำงานมีผลต่อความต่อเนื่องของธุรกิจเช่นกัน เมื่อพนักงานสามารถเข้าถึงระบบ เอกสาร และช่องทางสื่อสารจากสถานที่อื่นได้อย่างปลอดภัย งานก็ยังเดินต่อได้ แม้การเข้าออฟฟิศจะมีความเสี่ยงหรือทำได้ยาก</p>
<p>การเตรียมระบบล่วงหน้ายังช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้เร็วขึ้น ลดความสับสน และทำให้พนักงานเข้าใจว่าตัวเองต้องปฏิบัติอย่างไรเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32647" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-06T180240.159.webp" alt="Future of Hybrid Work อนาคตการทำงานแบบไฮบริดในไทยยังมีอยู่จริงไหม" width="600" height="370" title="Event-based WFH เมื่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้องค์กรต้องปรับรูปแบบการเข้างาน 40" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-06T180240.159.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-06T180240.159-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/future-of-hybrid-work-230907/">Future of Hybrid Work อนาคตการทำงานแบบไฮบริดในไทยยังมีอยู่จริงไหม</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR ต้องเตรียมอะไรไว้ก่อนประกาศ Event-based WFH เฉพาะกิจ</h2>
<h3>1. กำหนดเกณฑ์ตัดสินใจให้ชัดเจน</h3>
<p>องค์กรควรกำหนดล่วงหน้าว่า สถานการณ์ใดอาจนำไปสู่การประกาศ WFH เช่น ระดับ PM2.5 เกินเกณฑ์ น้ำท่วมในเส้นทางหลัก ระบบขนส่งหยุดให้บริการ อาคารไม่สามารถใช้งานได้ หรือมีคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐให้ลดการเดินทาง</p>
<p>หากเป็นเหตุการณ์ที่วางแผนล่วงหน้าได้ เช่น ฟุตบอลโลก งานประชุมขนาดใหญ่ หรือการปิดถนน องค์กรควรประเมินผลกระทบก่อนถึงวันจริง แทนที่จะรอให้พนักงานเผชิญปัญหาแล้วจึงตัดสินใจ</p>
<p>เกณฑ์ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรตายตัวทั้งหมด แต่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่าองค์กรใช้ข้อมูลอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจประกาศ และการตัดสินใจครอบคลุมพนักงานกลุ่มใด</p>
<h3>2. ระบุว่าตำแหน่งใดสามารถ WFH ได้</h3>
<p>งานแต่ละประเภทมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน พนักงานออฟฟิศบางกลุ่มสามารถทำงานจากระยะไกลได้เกือบทั้งหมด ขณะที่พนักงานฝ่ายปฏิบัติการ ร้านค้า โรงงาน โลจิสติกส์ งานบริการ หรือผู้ดูแลสถานที่ยังจำเป็นต้องเข้าหน้างาน</p>
<p>HR ควรจัดกลุ่มงานล่วงหน้าว่า ตำแหน่งใดสามารถทำงานจากระยะไกลได้ทั้งหมด ตำแหน่งใดทำได้บางส่วน และตำแหน่งใดต้องอยู่ในสถานที่จริง</p>
<p>การแบ่งกลุ่มควรอ้างอิงจากลักษณะงาน ความปลอดภัย และความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ควรใช้ระดับตำแหน่งหรือความสนิทกับหัวหน้างานเป็นเกณฑ์</p>
<h3>3. เตรียมทางเลือกอื่นนอกจาก WFH</h3>
<p>WFH อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ องค์กรควรมีทางเลือกอื่น เช่น เวลาเริ่มและเลิกงานที่ยืดหยุ่น การสลับกะ การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน การใช้วันลา หรือการให้หัวหน้าพิจารณาเป็นรายกรณี</p>
<p>ตัวอย่างเช่น หากปัญหาเกิดเฉพาะช่วงเช้าที่การจราจรหนาแน่น การเลื่อนเวลาเริ่มงานอาจตอบโจทย์กว่าการให้พนักงานทำงานจากบ้านตลอดวัน</p>
<p>การมีหลายทางเลือกช่วยให้องค์กรจัดการกับผลกระทบได้ตรงจุด และไม่ต้องใช้มาตรการเดียวกับพนักงานทุกกลุ่ม</p>
<h3>4. เตรียมระบบลงเวลาที่รองรับการทำงานนอกออฟฟิศ</h3>
<p>หากระบบลงเวลาผูกอยู่กับเครื่องสแกนหรือสำนักงานเพียงอย่างเดียว การประกาศ WFH จะสร้างภาระงานเอกสารให้ HR ทันที</p>
<p>ระบบควรรองรับการลงเวลาจากระยะไกล การขออนุมัติ การแก้ไขเวลา และการจัดทำรายงานที่ตรวจสอบได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ระบบติดตามไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือเฝ้าดูพนักงานตลอดเวลา เป้าหมายควรอยู่ที่ความชัดเจนของเวลาทำงาน ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ มากกว่าการตรวจว่าพนักงานออนไลน์หรือขยับเมาส์อยู่หรือไม่</p>
<h3>5. กำหนดช่องทางสื่อสารหลัก</h3>
<p>ประกาศ WFH เฉพาะกิจต้องส่งถึงพนักงานอย่างรวดเร็วและไม่คลุมเครือ องค์กรควรมีช่องทางหลักที่ทุกคนรู้จัก เช่น อีเมล ระบบ HRIS, Slack หรือ Microsoft Teams</p>
<p>ข้อความประกาศควรระบุว่า มีผลกับใครบ้าง เริ่มและสิ้นสุดเมื่อใด เวลาทำงานเปลี่ยนหรือไม่ ใครยังต้องเข้าหน้างาน การประชุมยังดำเนินตามปกติหรือเปล่า และพนักงานควรติดต่อใครหากมีข้อจำกัด</p>
<p>หากข้อมูลไม่ครบ หัวหน้าแต่ละทีมจะต้องอธิบายเพิ่มเติมด้วยตัวเอง และพนักงานอาจได้รับข้อมูลคนละชุด</p>
<h3>6. เตรียมระบบและเครื่องมือให้ใช้งานได้ก่อนเกิดเหตุ</h3>
<p>พนักงานต้องสามารถเข้าถึงเอกสาร ระบบอนุมัติ งานที่ได้รับมอบหมาย และช่องทางประชุมจากระยะไกล</p>
<p>องค์กรจึงควรมีพื้นที่จัดเก็บเอกสารร่วม Project Management Tool, Meeting Platform และระบบอนุมัติออนไลน์ที่พนักงานคุ้นเคยอยู่แล้ว</p>
<p>หากต้องเริ่มสร้างบัญชี ทดลองระบบ หรือสอนพนักงานใช้เครื่องมือในเช้าวันที่ประกาศ WFH แสดงว่าความพร้อมขององค์กรยังมีช่องว่าง</p>
<h3>7. วางแนวทางให้หัวหน้าบริหารทีมจากระยะไกล</h3>
<p>หัวหน้างานมีผลต่อประสบการณ์ WFH ของพนักงานอย่างมาก บางคนอาจปล่อยให้ทีมทำงานโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะที่บางคนเรียกประชุมตลอดวันหรือคาดหวังให้ลูกทีมตอบข้อความทันทีทุกครั้ง</p>
<p>HR ควรกำหนดแนวทางให้หัวหน้าเข้าใจว่า ต้องสื่อสารเป้าหมายอย่างไร ควรติดตามงานในระดับใด และจะประเมินผลงานจากผลลัพธ์ได้อย่างไร</p>
<p>การประชุมควรเกิดขึ้นเมื่อจำเป็น และพนักงานควรมีเวลาทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องคอยพิสูจน์ตลอดเวลาว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่</p>
<h3>8. ดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและอุปกรณ์</h3>
<p>การทำงานจากสถานที่อื่นทำให้ข้อมูลบริษัทถูกเข้าถึงผ่านเครือข่ายและอุปกรณ์ที่หลากหลายขึ้น</p>
<p>องค์กรควรกำหนดแนวทางเรื่อง VPN, Password, Device, Document Sharing และ Data Privacy รวมถึงระบุว่าข้อมูลประเภทใดห้ามดาวน์โหลดหรือจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ส่วนตัว</p>
<p>พนักงานควรรู้ด้วยว่า หากอุปกรณ์เสีย อินเทอร์เน็ตมีปัญหา หรือไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ ต้องติดต่อใครและมีวิธีทำงานสำรองอย่างไร</p>
<h3>9. ออกแบบความเป็นธรรมสำหรับพนักงานที่ WFH ไม่ได้</h3>
<p>พนักงานหน้างานอาจยังต้องเดินทางมาปฏิบัติงาน แม้พนักงานออฟฟิศจะได้รับอนุญาตให้ทำงานจากบ้าน</p>
<p>หากองค์กรให้ความยืดหยุ่นเฉพาะคนที่ทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่มีมาตรการดูแลคนที่ต้องเข้าหน้างาน ความรู้สึกว่า WFH เป็นสิทธิพิเศษของพนักงานบางประเภทอาจเกิดขึ้นได้</p>
<p>องค์กรอาจพิจารณาจัดรถรับส่ง เพิ่มค่าเดินทาง ปรับกะ เลื่อนเวลาเข้างาน จัดหาอุปกรณ์ป้องกัน หรือกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยตามระดับความเสี่ยง</p>
<p>ความเป็นธรรมไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนต้องได้รับสิ่งเดียวกัน แต่ทุกกลุ่มควรได้รับการดูแลตามข้อจำกัดที่ต้องเผชิญ</p>
<h2>บทสรุป Event-based WFH</h2>
<p>ฟุตบอลโลก World Cup 2026 ทำให้เห็นว่า เหตุการณ์เดียวกันสามารถสร้างผลกระทบต่อการทำงานแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ สำหรับพนักงานบางประเทศ ปัญหาอาจเกิดจากการแข่งขันช่วงดึก ส่วนเมืองเจ้าภาพต้องรับมือรถติด การปิดถนน และการเดินทางที่ล่าช้า องค์กรจึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ก่อนเลือกมาตรการที่เหมาะกับพนักงานและลักษณะงาน</p>
<p>แม้ฟุตบอลโลกจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว แต่หลักคิดเรื่อง มาตรการ WFH เฉพาะกิจ หรือ Event-based WFH สามารถนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 ฝนตกหนัก น้ำท่วม ระบบขนส่งขัดข้อง การปิดถนน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้สำนักงานไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ</p>
<p>องค์กรที่มีเกณฑ์ตัดสินใจ ระบบทำงาน และช่องทางสื่อสารพร้อมใช้งาน ย่อมสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าเมื่อเกิดเหตุจริง<br />
ความสำเร็จของ WFH เฉพาะกิจจึงควรวัดจากความสามารถในการรักษางาน ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของพนักงานไว้พร้อมกัน คำถามสำหรับ HR จึงอยู่ที่ หากต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในเวลาอันรวดเร็ว องค์กรพร้อมแค่ไหน และพนักงานทุกกลุ่มจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหรือยัง?</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/31">หากองค์กรของคุณต้องการให้การสื่อสารยังทั่วถึง รวดเร็ว และไม่ตกหล่น แม้พนักงานจะทำงานอยู่คนละสถานที่ สามารถค้นหาระบบ Internal Communication ที่เหมาะกับองค์กรผ่าน HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.businessinsider.com/world-cup-wfh-boost-stanford-professor-nicholas-bloom-2026-7" target="_blank" rel="noopener">Business Insider</a></li>
<li><a href="https://www.opm.gov/chcoc/latest-memos/2026-fifa-world-cup.pdf" target="_blank" rel="noopener">U.S. Office of Personnel Management</a></li>
<li><a href="https://news.bloomberglaw.com/daily-labor-report/federal-agencies-can-permit-telework-during-fifa-world-cup" target="_blank" rel="noopener">Bloomberg Law</a></li>
<li><a href="https://www.straitstimes.com/business/work-from-home-for-world-cup-even-jpmorgan-says-yes" target="_blank" rel="noopener">The Straits Times</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/event-based-wfh-260717/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Redeployment ย้ายตำแหน่ง หรือ Layoff แบบอ้อม ๆ ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/redeployment-or-layoff-260715/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/redeployment-or-layoff-260715/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 02:26:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Layoff]]></category>
		<category><![CDATA[Redeployment]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50622</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์เตือนว่า องค์กรไม่ควรใช้วิธีย้ายพนักงานไปทำตำแหน่งหรือบทบาทใหม่ (Redeployment) เพื่อหลีกเลี่ยงภาระและความรับผิดชอบจากกระบวนการเลิกจ้าง Redeployment ที่เหมาะสมควรรักษาความต่อเนื่องในการจ้างงาน อายุงาน เงื่อนไขการจ้าง และสิทธิประโยชน์เดิมของพนักงาน การย้ายพนักงานไปทำงานที่ไม่เหมาะกับทักษะ ไม่มีการฝึกอบรม หรือลดคุณค่าของตำแหน่ง อาจถูกมองว่าเป็นการบีบให้ลาออก HR ต้องอธิบายเหตุผลของการปรับโครงสร้าง เกณฑ์การเลือกพนักงาน เงื่อนไขของงานใหม่ และทางเลือกที่พนักงานมีให้ชัดเจน ความโปร่งใสช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ Employer Brand และความไว้วางใจของคนที่ยังทำงานอยู่ เมื่อองค์กรแจ้งพนักงานว่า “เราจะย้ายคุณไปทำตำแหน่งใหม่” ประโยคเดียวกันนี้อาจสร้างความรู้สึกได้ 2 แบบ พนักงานบางคนอาจมองว่านี่คือโอกาสใหม่ องค์กรยังเห็นคุณค่าและต้องการให้เขาเติบโตต่อในบทบาทที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจมากขึ้น อีกกลุ่มอาจสงสัยว่า องค์กรไม่ต้องการเลิกจ้างอย่างเปิดเผย จึงเลือกย้ายเขาไปทำงานที่ไม่ถนัด ลดบทบาท หรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ตัดสินใจลาออกเอง เส้นแบ่งระหว่างการให้โอกาสกับการผลักพนักงานออกจากองค์กรจึงค่อนข้างพร่าเลือน ต้องพิจารณาทั้งเหตุผลของการย้าย ความเหมาะสมของงานใหม่ สิทธิประโยชน์ที่พนักงานยังได้รับ และวิธีที่องค์กรสื่อสารตลอดกระบวนการ ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในสิงคโปร์ หลังสภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์ หรือ National Trades Union Congress (NTUC) เรียกร้องให้นายจ้างเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างและการย้ายพนักงานให้ชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าบางองค์กรอาจใช้การย้ายพนักงานไปทำตำแหน่งหรือบทบาทใหม่ (Redeployment) เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการเลิกจ้างจากตำแหน่งงานซ้ำซ้อน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ ข่าวนี้ยังชวนให้นึกถึงข้อถกเถียงบนโลกออนไลน์ของไทยก่อนหน้านี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์เตือนว่า องค์กรไม่ควรใช้วิธีย้ายพนักงานไปทำตำแหน่งหรือบทบาทใหม่ (Redeployment) เพื่อหลีกเลี่ยงภาระและความรับผิดชอบจากกระบวนการเลิกจ้าง</li>
<li>Redeployment ที่เหมาะสมควรรักษาความต่อเนื่องในการจ้างงาน อายุงาน เงื่อนไขการจ้าง และสิทธิประโยชน์เดิมของพนักงาน</li>
<li>การย้ายพนักงานไปทำงานที่ไม่เหมาะกับทักษะ ไม่มีการฝึกอบรม หรือลดคุณค่าของตำแหน่ง อาจถูกมองว่าเป็นการบีบให้ลาออก</li>
<li>HR ต้องอธิบายเหตุผลของการปรับโครงสร้าง เกณฑ์การเลือกพนักงาน เงื่อนไขของงานใหม่ และทางเลือกที่พนักงานมีให้ชัดเจน</li>
<li>ความโปร่งใสช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ Employer Brand และความไว้วางใจของคนที่ยังทำงานอยู่</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50626" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-14T151109.359.webp" alt="redeployment-or-layoff" width="600" height="370" title="Redeployment ย้ายตำแหน่ง หรือ Layoff แบบอ้อม ๆ ? 45" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-14T151109.359.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-14T151109.359-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เมื่อองค์กรแจ้งพนักงานว่า “เราจะย้ายคุณไปทำตำแหน่งใหม่” ประโยคเดียวกันนี้อาจสร้างความรู้สึกได้ 2 แบบ</p>
<ol>
<li>พนักงานบางคนอาจมองว่านี่คือโอกาสใหม่ องค์กรยังเห็นคุณค่าและต้องการให้เขาเติบโตต่อในบทบาทที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจมากขึ้น</li>
<li>อีกกลุ่มอาจสงสัยว่า องค์กรไม่ต้องการเลิกจ้างอย่างเปิดเผย จึงเลือกย้ายเขาไปทำงานที่ไม่ถนัด ลดบทบาท หรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ตัดสินใจลาออกเอง</li>
</ol>
<p>เส้นแบ่งระหว่างการให้โอกาสกับการผลักพนักงานออกจากองค์กรจึงค่อนข้างพร่าเลือน ต้องพิจารณาทั้งเหตุผลของการย้าย ความเหมาะสมของงานใหม่ สิทธิประโยชน์ที่พนักงานยังได้รับ และวิธีที่องค์กรสื่อสารตลอดกระบวนการ</p>
<p>ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในสิงคโปร์ หลัง<a href="https://www.ntuc.org.sg/uportal/news/Redeployment-or-retrenchment-How-to-tell-when-restructuring-crosses-the-line/?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์ หรือ National Trades Union Congress (NTUC)</a> เรียกร้องให้นายจ้างเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างและการย้ายพนักงานให้ชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่า<strong>บางองค์กรอาจใช้การย้ายพนักงานไปทำตำแหน่งหรือบทบาทใหม่ (Redeployment) เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการเลิกจ้างจากตำแหน่งงานซ้ำซ้อน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ</strong></p>
<p>ข่าวนี้ยังชวนให้นึกถึงข้อถกเถียงบนโลกออนไลน์ของไทยก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับกรณีพนักงานสายเทคถูกย้ายไปทำตำแหน่งอื่นว่า นี่คือการเปิดโอกาสให้ทำงานต่อ หรือเป็นการบีบให้ลาออกกันแน่</p>
<p>หากเป้าหมายที่แท้จริงคือทำให้พนักงานทนไม่ไหวและลาออกเอง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าการเลิกจ้างอย่างตรงไปตรงมาเสียอีก เพราะพนักงานต้องอยู่กับความไม่แน่นอน ถูกตั้งคำถามถึงความสามารถ และอาจเสียสิทธิที่ควรได้รับจากการสิ้นสุดการจ้างงานอย่างถูกต้อง</p>

<h2>AI ทำให้การปรับโครงสร้างเกิดขึ้นใกล้ตัวพนักงานมากขึ้น</h2>
<p>ที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างองค์กรมักเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ลดลง การควบรวมกิจการ หรือความจำเป็นในการควบคุมต้นทุน แต่ปัจจุบัน AI และ Automation เข้ามาเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์กรต้องกลับมาทบทวนรูปแบบงานและจำนวนคน</p>
<p>บางตำแหน่งมีขอบเขตงานลดลง เพราะ AI สามารถช่วยจัดการงานซ้ำ ๆ ได้มากขึ้น บางทีมต้องเปลี่ยนหน้าที่เมื่อองค์กรนำระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น ขณะที่หลายองค์กรยังไม่ลดคนทันที แต่เริ่มหยุดรับพนักงานใหม่ ปรับ Job Description รวมตำแหน่งที่มีงานทับซ้อน หรือย้ายพนักงานจากงานเดิมไปทำงานประเภทใหม่</p>
<p>Reuters รายงานว่าบริษัทหลายแห่งกำลังลดตำแหน่งงาน พร้อมโยกเงินลงทุนไปยังโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้าน AI ส่วน Starling Bank ของอังกฤษประกาศลดงานประมาณ 130 ตำแหน่ง ควบคู่กับการเพิ่มการลงทุนด้าน AI เพื่อลดต้นทุนและจัดการกับงานที่ซ้ำซ้อน</p>
<p>AI อาจไม่ได้นำไปสู่การ Layoff ทันทีเสมอไป แต่ทำให้องค์กรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า งานใดยังต้องใช้คน งานใดควรออกแบบใหม่ และพนักงานกลุ่มใดสามารถ Reskill หรือย้ายไปทำบทบาทอื่นได้ก่อนที่จะเลือกวิธีเลิกจ้าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50625" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-scaled.webp" alt="redeployment-or-layoff" width="600" height="401" title="Redeployment ย้ายตำแหน่ง หรือ Layoff แบบอ้อม ๆ ? 46" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/man-with-box-head-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Redeployment ควรรักษาคน แม้งานเดิมจะรักษาไว้ไม่ได้</h2>
<p>หลักคิดของการโยกย้ายตำแหน่ง หรือ Redeployment คือการพยายามรักษาการจ้างงานไว้ แม้ว่าตำแหน่งเดิมของพนักงานอาจหมดความจำเป็นแล้ว</p>
<p>องค์กรอาจย้ายพนักงานไปยังหน่วยงานอื่น ออกแบบหน้าที่ใหม่ หรือฝึกทักษะเพิ่มเติมเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานที่ธุรกิจยังต้องการได้ แนวทางนี้ช่วยรักษาความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในองค์กร ลดต้นทุนการสรรหาคนใหม่ และลดผลกระทบที่เกิดกับชีวิตของพนักงาน</p>
<p>กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุว่า การเลิกจ้างเนื่องจากตำแหน่งงานหมดความจำเป็นหรือมีงานซ้ำซ้อน (Redundancy) รวมถึงการเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ (Reorganisation) ต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดยนายจ้างควรพิจารณาทางเลือกอื่นก่อน พร้อมช่วยเหลือพนักงานในการหางานใหม่หรือเข้าถึงบริการ Outplacement เมื่อหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างไม่ได้</p>
<p>NTUC อธิบายว่า Redeployment ที่เหมาะสมไม่ควรเป็นการย้ายพนักงานจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งอย่างฉับพลัน แต่องค์กรควรประเมินล่วงหน้าว่างานใดมีแนวโน้มหมดความจำเป็น พนักงานคนใดสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ และตำแหน่งใดมีความเหมาะสมกับประสบการณ์ของเขา</p>
<p>พนักงานจึงควรได้รับเวลาปรับตัว การฝึกอบรม และการสนับสนุนที่เพียงพอ ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ในการจ้างงานต้องดำเนินต่อ อายุงานยังนับต่อ และสิทธิประโยชน์ที่สะสมไว้ไม่ควรหายไปเพราะการย้ายตำแหน่ง</p>
<p>Redeployment อาจฟังดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเลิกจ้าง แต่ปัญหาจะเริ่มขึ้นเมื่อองค์กรดำเนินการในลักษณะที่ทำให้พนักงานเสียเปรียบ เช่น ย้ายไปทำงานที่ไม่สัมพันธ์กับทักษะ ลดระดับตำแหน่ง เปลี่ยนรายได้หรือสวัสดิการให้แย่ลง หรือให้ลาออกจากบริษัทเดิมแล้วสมัครเข้าทำงานกับบริษัทในเครือใหม่ โดยไม่นับอายุงานต่อ</p>
<p>อีกกรณีหนึ่งคือองค์กรสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา แต่ไม่มีการฝึกอบรม ไม่มีผู้ดูแล และไม่มีเส้นทางเติบโตที่ชัดเจน พนักงานจึงแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในบทบาทนั้น</p>
<p>เมื่อการย้ายงานถูกออกแบบให้พนักงานล้มเหลวตั้งแต่ต้น การย้ายตำแหน่งลักษณะนี้จึงอาจกลายเป็น Layoff แบบอ้อม ๆ ได้</p>
<p>สำหรับองค์กรไทย การย้ายตำแหน่งยังต้องพิจารณาจากสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี โดยเฉพาะเมื่อบทบาทใหม่ทำให้รายได้ สวัสดิการ ระดับงาน สถานที่ทำงาน หรือเวลาทำงานเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ HR จึงควรตรวจสอบทั้งด้านกฎหมายและความเป็นธรรมก่อนดำเนินการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50627" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/images-3.webp" alt="redeployment-or-layoff" width="597" height="335" title="Redeployment ย้ายตำแหน่ง หรือ Layoff แบบอ้อม ๆ ? 47" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/images-3.webp 597w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/images-3-300x168.webp 300w" sizes="(max-width: 597px) 100vw, 597px" /></p>
<h2>สิ่งที่พนักงานกลัวที่สุดคือความไม่ชัดเจน</h2>
<p>ช่วงเวลาของการปรับโครงสร้างเต็มไปด้วยคำถามและข่าวลือ ตั้งแต่ตำแหน่งเดิมจะถูกยุบหรือไม่ งานใหม่มีหน้าที่อะไร งานใหม่มีหน้าที่อะไร เงินเดือนและสวัสดิการจะเปลี่ยนหรือเปล่า อายุงานยังนับต่อไหม ต้องเซ็นสัญญาใหม่หรือไม่ ถ้าปฏิเสธตำแหน่งใหม่จะถือว่าลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง และองค์กรใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกพนักงานแต่ละคน</p>
<p>เมื่อองค์กรไม่ตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา พนักงานย่อมพยายามหาคำอธิบายด้วยตัวเอง ข่าวลือจึงยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย และความกังวลจะกระจายไปถึงคนที่ไม่ได้ถูกย้ายตำแหน่งด้วย</p>
<p>พนักงานที่ยังอยู่จะเริ่มประเมินว่า หากวันหนึ่งงานของตัวเองได้รับผลกระทบจาก AI องค์กรจะดูแลเขาด้วยวิธีเดียวกันหรือไม่</p>
<p>การปรับโครงสร้างจึงเกี่ยวข้องกับการจัดการความไว้วางใจพอ ๆ กับการจัดการจำนวนคน เพราะต่อให้องค์กรสามารถลดต้นทุนได้ตามเป้าหมาย แต่หากคนที่เหลือไม่กล้าเสนอความคิดเห็น ไม่มั่นใจในอนาคต และเริ่มมองหางานใหม่ ผลเสียก็อาจตามมาในภายหลัง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44850" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831.webp" alt="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม" width="600" height="370" title="Redeployment ย้ายตำแหน่ง หรือ Layoff แบบอ้อม ๆ ? 48" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/4-labour-law-for-hr-250421/">4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR ต้องเปิดเผยอะไรระหว่างการปรับโครงสร้าง</h2>
<p>ความโปร่งใสไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจทุกอย่าง พนักงานควรได้รับข้อมูลเพียงพอที่จะเข้าใจว่าเหตุใดตำแหน่งเดิมจึงได้รับผลกระทบ เหตุใดเขาจึงถูกเลือกให้ย้ายไปทำงานใหม่ เงื่อนไขการจ้างส่วนใดจะเปลี่ยน และเขามีทางเลือกอะไรบ้าง</p>
<p>หาก AI หรือระบบอัตโนมัติเป็นเหตุผลของการปรับโครงสร้าง องค์กรควรอธิบายว่างานส่วนใดเปลี่ยนไป และเหตุใดบทบาทใหม่จึงเหมาะกับพนักงานคนนั้น พร้อมระบุเรื่องการฝึกอบรม ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และช่องทางขอคำปรึกษาหรือทบทวนการตัดสินใจให้ชัดเจน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3>Checklist สำหรับ HR ก่อน Redeployment</h3>
<p>ก่อนตัดสินใจย้ายพนักงานจากตำแหน่งเดิม HR ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้</p>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>ตำแหน่งเดิมหมดความจำเป็นจริง หรือองค์กรเพียงต้องการลดจำนวนคน</li>
<li>มีข้อมูลและเหตุผลทางธุรกิจรองรับการปรับโครงสร้างหรือไม่</li>
<li>งานใหม่สัมพันธ์กับทักษะ ประสบการณ์ หรือศักยภาพของพนักงานเพียงใด</li>
<li>พนักงานมีโอกาสประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่จริงหรือไม่</li>
<li>เงินเดือน รายได้รวม สวัสดิการ อายุงาน และสิทธิเดิมยังคงอยู่หรือเปล่า</li>
<li>หากเงื่อนไขเปลี่ยน พนักงานได้รับข้อมูลครบและให้ความยินยอมอย่างชัดเจนหรือไม่</li>
<li>มี <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/">Training</a>, <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/coaching-230817/">Coaching</a> หรือ Transition Support เพียงพอหรือเปล่า</li>
<li>เกณฑ์การเลือกพนักงานสามารถอธิบายและตรวจสอบได้หรือไม่</li>
<li>พนักงานมีช่องทางถาม ขอคำปรึกษา หรือทบทวนการตัดสินใจหรือเปล่า</li>
<li>หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ องค์กรยังสามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจนหรือไม่</li>
</ul>
<p>คำถามข้อสุดท้ายมีความสำคัญมาก เพราะประสบการณ์ของพนักงานไม่ได้หยุดอยู่ในห้องประชุมกับ HR อีกต่อไป การปรับโครงสร้างที่ขาดความโปร่งใสสามารถกลายเป็นประเด็นด้านชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ผู้สมัคร ลูกค้า รวมถึงพนักงานปัจจุบันกลับมาประเมินความน่าเชื่อถือขององค์กรใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เมื่อ AI ทำให้องค์กรปรับโครงสร้างได้เร็วขึ้น เส้นแบ่งระหว่าง “การรักษาคน” กับ “การผลักคนออก” อาจยิ่งมองเห็นยากกว่าเดิม คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าองค์กรเลือกใช้คำว่า Redeployment หรือ Layoff แต่พนักงานยังมีอำนาจต่อรอง มีเวลาตัดสินใจ และมีสิทธิถามเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด</p>
<p>ต่อไปองค์กรอาจต้องกลับมาคิดด้วยว่า ความสำเร็จของการปรับโครงสร้างควรวัดจากอะไร หากลดต้นทุนได้ตามเป้า แต่พนักงานที่เหลือไม่กล้าพูด ไม่ไว้ใจผู้บริหาร และเริ่มมองหาทางออกใหม่ กระบวนการนั้นยังถือว่าประสบความสำเร็จอยู่หรือไม่</p>
<p>ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนงานได้เร็วกว่าที่คนจะตั้งตัวทัน องค์กรจะเลือกมองพนักงานเป็นต้นทุนที่ต้องจัดการ หรือเป็นคนที่ควรได้รับโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน คำตอบของคำถามนี้อาจเป็นสิ่งที่กำหนดว่า หลังการปรับโครงสร้าง องค์กรจะเหลือเพียงคนทำงาน หรือยังเหลือคนที่เชื่อใจและอยากเติบโตไปด้วยกัน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8">หากองค์กรของคุณต้องการให้การย้ายพนักงานไปสู่บทบาทใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น มาค้นหาผู้ให้บริการด้าน Learning &amp; Development ที่เหมาะกับองค์กรได้ผ่าน HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul style="list-style-type: disc;">
<li><a href="https://www.ntuc.org.sg/uportal/news/Redeployment-or-retrenchment-How-to-tell-when-restructuring-crosses-the-line/" target="_blank" rel="noopener">NTUC</a></li>
<li><a href="https://www.mom.gov.sg/employment-practices/retrenchment/responsible-retrenchment" target="_blank" rel="noopener">Ministry of Manpower Singapore</a></li>
<li><a href="https://hrforwardasia.com/ntuc-calls-for-greater-transparency-in-redeployment-as-ai-driven-restructuring-intensifies" target="_blank" rel="noopener">HR Forward Asia</a></li>
<li><a href="https://www.reuters.com/business/world-at-work/companies-cutting-jobs-investments-shift-toward-ai-2026-07-06" target="_blank" rel="noopener">Reuters</a></li>
<li><a href="https://www.theguardian.com/business/2026/jul/03/starling-bank-cuts-130-jobs-boosts-ai-investment" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/redeployment-or-layoff-260715/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยิ่ง AI เก่งงาน เด็กจบใหม่ต้องเก่งเกินมาตรฐาน AI !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/new-grad-ai-standard-260713/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/new-grad-ai-standard-260713/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 06:52:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กจบใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50609</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT AI ทำให้งาน Entry-level เปลี่ยนจากงานพื้นฐานไปสู่งานที่ต้องใช้ Judgment มากขึ้น PwC พบว่า Junior Roles ที่โดน AI กระทบสูง มีแนวโน้มต้องการทักษะแบบ Senior มากขึ้นถึง 7 เท่า ทักษะอย่าง Leadership, Strategic Thinking, Creativity และ Stakeholder Management เริ่มถูกคาดหวังตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน Graduate Recruitment แบบเดิมอาจไม่พอ หากยังวัดแค่เกรด มหาวิทยาลัย หรือประสบการณ์ฝึกงาน HR ต้องออกแบบ Early Career Pathway ใหม่ ให้เด็กจบใหม่เติบโตเร็วขึ้น แต่ไม่ถูกคาดหวังเกินจริง ตำแหน่ง Entry-level หรือเด็กจบใหม่ในอดีต อาจพอมีพื้นที่สำหรับการเริ่มต้น การเรียนรู้ และการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ได้เรียนรู้งานพื้นฐาน ฝึกทำงานซ้ำ ๆ เข้าใจระบบ เข้าใจลูกค้า เข้าใจทีม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>AI ทำให้งาน Entry-level เปลี่ยนจากงานพื้นฐานไปสู่งานที่ต้องใช้ Judgment มากขึ้น</li>
<li>PwC พบว่า Junior Roles ที่โดน AI กระทบสูง มีแนวโน้มต้องการทักษะแบบ Senior มากขึ้นถึง 7 เท่า</li>
<li>ทักษะอย่าง Leadership, Strategic Thinking, Creativity และ Stakeholder Management เริ่มถูกคาดหวังตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน</li>
<li>Graduate Recruitment แบบเดิมอาจไม่พอ หากยังวัดแค่เกรด มหาวิทยาลัย หรือประสบการณ์ฝึกงาน</li>
<li>HR ต้องออกแบบ Early Career Pathway ใหม่ ให้เด็กจบใหม่เติบโตเร็วขึ้น แต่ไม่ถูกคาดหวังเกินจริง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50612" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-13T101307.831.webp" alt="new-grad-ai-standard" width="600" height="370" title="ยิ่ง AI เก่งงาน เด็กจบใหม่ต้องเก่งเกินมาตรฐาน AI ! 51" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-13T101307.831.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-13T101307.831-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ตำแหน่ง Entry-level หรือเด็กจบใหม่ในอดีต อาจพอมีพื้นที่สำหรับการเริ่มต้น การเรียนรู้ และการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ได้เรียนรู้งานพื้นฐาน ฝึกทำงานซ้ำ ๆ เข้าใจระบบ เข้าใจลูกค้า เข้าใจทีม แล้วค่อย ๆ เติบโตไปสู่บทบาทที่ซับซ้อนขึ้น</p>
<p>แต่เมื่อ AI เริ่มเข้ามาช่วยทำงานพื้นฐานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเด็กจบใหม่จะเริ่มต้นจากตรงไหน ?</p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www.pwc.com/gx/en/services/ai/ai-jobs-barometer.html" target="_blank" rel="noopener">PwC 2026 Global AI Jobs Barometer</a> วิเคราะห์ประกาศงาน Entry-level ประมาณ 2.4 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ พบว่างานระดับเริ่มต้นที่ได้รับผลกระทบจาก AI สูง มีแนวโน้มต้องการทักษะที่เดิมมักพบในตำแหน่งระดับ Senior มากกว่างานที่ได้รับผลกระทบน้อยถึง 7 เท่าและพบว่า AI กำลังทำให้ตลาดแรงงานแยกออกเป็น 2 ทาง ได้แก่</p>
<ol>
<li>กลุ่มงานที่ AI ทำให้งานง่ายขึ้น คนจำนวนมากเข้าถึงงานได้มากขึ้น</li>
<li>กลุ่มงานที่ AI ทำให้งาน “ยากขึ้น” ในเชิงความคาดหวัง เพราะงานพื้นฐานถูกลดบทบาทลง และมนุษย์ถูกดันให้ไปทำงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจมากขึ้น</li>
</ol>
<p>สิ่งที่น่าจับตาคือ ตำแหน่ง Junior ที่โดน AI กระทบสูง มีแนวโน้มต้องการทักษะระดับ Senior มากกว่างานที่โดน AI กระทบน้อยถึง 7 เท่า</p>
<p>นี่อาจเป็นสัญญาณว่า เด็กจบใหม่ในยุค AI อาจไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อทำงานพื้นฐานเหมือนเดิมอีกต่อไป</p>

<h2>AI กำลังบีบให้เด็กจบใหม่ต้องเก่งขึ้นตั้งแต่วันแรก</h2>
<p>คำว่า Entry-level เคยหมายถึงงานสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก</p>
<p>แต่ในโลกที่ AI ช่วยเขียน สรุป วิเคราะห์ ค้นข้อมูล ทำรายงาน หรือเตรียมเอกสารเบื้องต้นได้ งานพื้นฐานที่เคยเป็นสนามฝึกของพนักงานใหม่อาจลดลง</p>
<p>ผลคือองค์กรเริ่มคาดหวังให้คนใหม่ทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นเร็วกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ทำตามขั้นตอน แต่ต้องเข้าใจโจทย์ ตั้งคำถามกับข้อมูล ตรวจสอบคำตอบ เลือกใช้ AI อย่างเหมาะสม สื่อสารกับ Stakeholder และตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์</p>
<p>PwC เรียกสิ่งนี้ว่า AI กำลังเปลี่ยน Early Career Roles ให้ต้องการทักษะที่เคยอยู่ในระดับ Mid-level หรือ Senior มากขึ้น</p>
<h2>เมื่อ AI ทำงานพื้นฐานแทน แล้วเด็กจบใหม่จะสะสมประสบการณ์อย่างไร ?</h2>
<p>ประเด็นนี้ไม่ควรถูกตีความง่าย ๆ ว่า เด็กจบใหม่ต้องเก่งขึ้นเท่านั้น เพราะปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ ถ้าองค์กรใช้ AI แทนงานพื้นฐานมากขึ้น เด็กจบใหม่จะยังมีพื้นที่ฝึกฝนทักษะพื้นฐานอยู่หรือไม่</p>
<p>ในอดีต งานที่ดูเล็ก เช่น สรุปรายงาน ทำ Research จัดข้อมูล เขียน Draft แรก หรือเตรียมเอกสารประชุม อาจเป็นงานที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจธุรกิจ</p>
<p>แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเรียนรู้ว่าอะไรคือข้อมูลที่ดี อะไรคือ Insight ที่ใช้ได้จริง และงานที่ดีต้องผ่านการคิดแบบไหน</p>
<p>ถ้า AI เข้ามาทำงานเหล่านี้เร็วเกินไป โดยไม่มีระบบสอน คนรุ่นใหม่อาจถูกข้ามขั้น</p>
<p>องค์กรอาจคาดหวังให้เขาตัดสินใจได้ดี ทั้งที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์สะสมที่ทำให้ตัดสินใจได้ดี นี่คือโจทย์ใหม่ของ Talent Development ไม่ใช่แค่จะสอนพนักงานใช้ AI อย่างไร แต่ต้องออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ใหม่ เมื่อบันไดขั้นแรกของการทำงานเริ่มเปลี่ยนไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50613" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-scaled.webp" alt="new-grad-ai-standard" width="600" height="400" title="ยิ่ง AI เก่งงาน เด็กจบใหม่ต้องเก่งเกินมาตรฐาน AI ! 52" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/shutterstock_1149348212-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>โจทย์ใหม่ของ Graduate Recruitment ต้องหาเด็กจบใหม่ที่ปรับตัวและพัฒนาเร็ว</h2>
<p>สำหรับ HR ข่าวนี้มีผลโดยตรงต่อการสรรหาและคัดเลือกผู้สมัครที่เพิ่งจบการศึกษา (Graduate Recruitment)</p>
<p>เพราะการคัดเลือกเด็กจบใหม่แบบเดิมที่ดูจากมหาวิทยาลัย เกรด กิจกรรม ฝึกงาน หรือคำตอบสัมภาษณ์อาจยังสำคัญ แต่ไม่พอแล้ว องค์กรไม่ได้ต้องการแค่คนที่เริ่มต้นได้ แต่ต้องการคนที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเร็ว และยกระดับตัวเองเร็วในสภาพแวดล้อมที่ AI เปลี่ยนวิธีทำงานตลอดเวลา</p>
<p>สิ่งที่ควรวัดมากขึ้นคือ Learning Velocity หรือการวัดว่าผู้สมัครเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้เร็วแค่ไหน เข้าใจโจทย์ที่ไม่ชัดเจนได้หรือไม่ ใช้ AI ช่วยคิดโดยไม่ปล่อยให้ AI คิดแทนได้ไหม รับ Feedback แล้วปรับวิธีทำงานได้เร็วแค่ไหน สื่อสารเหตุผลของการตัดสินใจได้หรือไม่ และมีความรับผิดชอบต่อ Output ที่ตัวเองส่งออกไปแค่ไหน</p>
<p>นี่คือทักษะที่อาจสำคัญกว่า “เคยใช้ AI Tool อะไรบ้าง ?”</p>
<h2>Skills-based Hiring จะสำคัญขึ้นกว่าเดิม</h2>
<p>เมื่อ AI ทำให้งานเปลี่ยนเร็ว Job Description แบบเดิมอาจล้าหลังเร็วกว่าที่คิด</p>
<p>ตำแหน่ง Entry-level ที่เคยระบุว่า สามารถทำเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และประสานงานได้ อาจต้องเขียนใหม่ให้ชัดขึ้นว่า งานนี้ต้องใช้ทักษะอะไรจริง ๆ ตั้งแต่วันแรก เช่น</p>
<ul>
<li><strong>คิดเป็น</strong> ตั้งโจทย์ได้ แยกปัญหาออก วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล</li>
<li><strong>ใช้ AI เป็น</strong> เข้าใจว่า AI ช่วยงานตรงไหนได้บ้าง รู้จักตรวจสอบคำตอบ และปรับตัวกับเครื่องมือใหม่</li>
<li><strong>ทำงานกับคนเป็น</strong> สื่อสารชัด ประสานงานได้ เข้าใจผู้เกี่ยวข้อง และรู้ว่าต้องคุยกับใครเพื่อให้งานเดินต่อ</li>
<li><strong>คิดต่อยอดเป็น</strong> ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง แต่ช่วยเสนอไอเดีย มองเห็นทางเลือก และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงาน</li>
</ul>
<p>ความท้าทายคือ HR ต้องแยกให้ออกว่า ทักษะไหนจำเป็นตั้งแต่วันแรก และทักษะไหนองค์กรควรสร้างให้หลังจากเข้ามาทำงาน</p>
<p>เพราะถ้า JD เรียกร้องทุกอย่างมากเกินไป ตำแหน่ง Entry-level อาจกลายเป็นตำแหน่ง Senior ราคาถูก</p>
<p>แต่ถ้าไม่ปรับอะไรเลย องค์กรก็อาจได้คนที่ไม่พร้อมกับวิธีทำงานใหม่</p>
<h2>แล้ว HR ควรทำอะไรต่อ ?</h2>
<p>สิ่งแรกที่ HR ควรทำคือกลับมาทบทวนบทบาทงานระดับเริ่มต้นใหม่ ว่างานพื้นฐานส่วนใดถูก AI ช่วยทำไปแล้ว และงานส่วนใดควรเก็บไว้ให้พนักงานใหม่ได้ลองทำด้วยตัวเอง เพราะแม้งานบางอย่างจะใช้ AI ลดเวลาได้มาก แต่งานเหล่านั้นอาจยังมีคุณค่าในฐานะพื้นที่ฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ และทำความเข้าใจธุรกิจ</p>
<p>กระบวนการรับสมัครเด็กจบใหม่ก็ควรปรับตามไปด้วย จากเดิมที่ดูเกรด ประสบการณ์ หรือคำตอบในการสัมภาษณ์ องค์กรอาจเพิ่ม Work Simulation หรือ Case Study ที่เปิดให้ผู้สมัครใช้ AI แก้โจทย์จริง เพื่อดูว่าเขาตั้งคำถามอย่างไร ตรวจสอบคำตอบแบบไหน และตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้อย่างไร สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่วิธีคิด มากกว่าคำตอบสุดท้ายเพียงอย่างเดียว</p>
<p>เมื่อรับคนเข้ามาแล้ว การ <a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/onboarding-manual-03122021/">Onboarding</a> ควรช่วยให้เด็กจบใหม่พัฒนาทั้งทักษะการใช้ AI และทักษะที่ต้องอาศัยมนุษย์ เช่น การสื่อสาร การคิดเชิงวิพากษ์ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบต่องาน เพราะการใช้เครื่องมือได้เก่งไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจบริบทของงานหรือเลือกใช้ข้อมูลได้เหมาะสมเสมอไป</p>
<p>ระบบ Mentorship ก็ต้องชัดเจนขึ้นเช่นกัน หากองค์กรคาดหวังให้พนักงานใหม่ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ก็ควรมีคนคอยให้คำแนะนำ ช่วยทบทวนวิธีคิด และเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด การเร่งให้คนใหม่รับผิดชอบงานที่ยากขึ้น โดยไม่มีระบบสนับสนุน อาจทำให้เขาเผชิญแรงกดดันก่อนที่จะมีประสบการณ์มากพอ</p>
<p>สุดท้าย HR ควรทำ Skills Mapping สำหรับพนักงานช่วงเริ่มต้นอาชีพ เพื่อดูว่าแต่ละคนมีพื้นฐาน จุดแข็ง และช่องว่างด้านทักษะต่างกันอย่างไร แล้วจึงออกแบบเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม แทนการส่งทุกคนเข้าอบรมหลักสูตรเดียวกัน เพราะเมื่อเส้นทางการเติบโตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ระบบพัฒนาคนขององค์กรก็ต้องเปลี่ยนตาม</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>AI อาจไม่ได้ทำให้เด็กจบใหม่หมดโอกาสเสมอไป แต่กำลังเปลี่ยนความหมายของการเป็นเด็กจบใหม่</p>
<p>จากเดิมที่องค์กรจ้างคนเข้ามาเรียนรู้งานพื้นฐานก่อน แล้วค่อยเติบโตไปสู่บทบาทที่ใช้ความคิดซับซ้อน วันนี้ AI อาจทำให้งานพื้นฐานบางส่วนหายไปเร็วขึ้น และทำให้คนรุ่นใหม่ต้องมีทักษะด้านการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ เก่งการสื่อสาร และมีภาวะผู้นำที่สูงขึ้น เร็วขึ้นกว่าที่เคย</p>
<p>โจทย์ของ HR จึงไม่ใช่แค่การถามว่า “เด็กจบใหม่พร้อมใช้ AI หรือยัง” แต่ต้องถามว่า “องค์กรพร้อมสร้างเด็กจบใหม่ให้โตในยุค AI หรือยัง”</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8">หากองค์กรของคุณกำลังมองหา HR Solution ด้านการพัฒนาคน พัฒนาเด็กจบใหม่ให้เก่งเกินเด็กจบใหม่ ด้วย Skills Assessment, Talent Development และ AI Literacy Training เป็นต้น</a> <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8">สามารถค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/new-grad-ai-standard-260713/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/cut-cost-employee-benefit-260707/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/cut-cost-employee-benefit-260707/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 05:55:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Benefit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50472</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หลายองค์กรกำลังตัดสวัสดิการที่เคยมีให้พนักงานออกไป ด้วยเหตุผลว่าต้นทุนสูงขึ้น เพื่อนำงบนั้นไปลงทุนด้าน AI และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสวัสดิการโดยดูแค่ต้นทุนอาจทำให้องค์กรประหยัดเงินระยะสั้น แต่เสี่ยงเสียความไว้วางใจของพนักงาน และสูญเสีย Employer Branding ในระยะยาว โจทย์ของ HR ไม่ใช่แค่จะเพิ่มหรือตัดสวัสดิการอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่าสวัสดิการแต่ละรายการช่วยรักษาคน สร้าง Engagement และสนับสนุนเป้าหมายธุรกิจได้จริงหรือไม่ Flexible Benefits และ Total Rewards Strategy อาจเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสวัสดิการตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองมากขึ้น หลายปีมานี้ตลาดแรงงานทั่วโลกอยู่ในภาวะแย่งชิงคนทำงานอย่างหนัก หลายองค์กรใช้ สวัสดิการพนักงาน เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดและรักษาพนักงาน แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ต้นทุนด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้นทุกปี งบลงทุนด้าน AI กินสัดส่วนงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายบริษัทในสหรัฐฯ จึงเริ่มทบทวนและปรับลดสวัสดิการที่เคยให้เสียใหม่ โดย The Guardian รายงานว่า Deloitte และ Zoom ปรับลดสวัสดิการด้านครอบครัวและวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรลงบางส่วนแล้ว สัญญาณเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า หรือสวัสดิการกำลังเข้าสู่จุดปรับฐานอีกครั้ง และหากองค์กรจำเป็นต้องลดสวัสดิการบางรายการจริง ๆ จะทำอย่างไรให้พนักงานยังรู้สึกว่าองค์กรไม่ได้ลดคุณค่าของพวกเขาลงไปด้วย ? ทำไมบริษัทถึงเริ่มตัดสวัสดิการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>หลายองค์กรกำลังตัดสวัสดิการที่เคยมีให้พนักงานออกไป ด้วยเหตุผลว่าต้นทุนสูงขึ้น เพื่อนำงบนั้นไปลงทุนด้าน AI และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้น</li>
<li>อย่างไรก็ตาม การตัดสวัสดิการโดยดูแค่ต้นทุนอาจทำให้องค์กรประหยัดเงินระยะสั้น แต่เสี่ยงเสียความไว้วางใจของพนักงาน และสูญเสีย Employer Branding ในระยะยาว</li>
<li>โจทย์ของ HR ไม่ใช่แค่จะเพิ่มหรือตัดสวัสดิการอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่าสวัสดิการแต่ละรายการช่วยรักษาคน สร้าง Engagement และสนับสนุนเป้าหมายธุรกิจได้จริงหรือไม่</li>
<li>Flexible Benefits และ Total Rewards Strategy อาจเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสวัสดิการตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองมากขึ้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50474" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377.webp" alt="cut-cost-employee-benefit" width="600" height="370" title="HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ? 57" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T092530.377-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หลายปีมานี้ตลาดแรงงานทั่วโลกอยู่ในภาวะแย่งชิงคนทำงานอย่างหนัก หลายองค์กรใช้ <strong>สวัสดิการพนักงาน</strong> เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดและรักษาพนักงาน แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ต้นทุนด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้นทุกปี งบลงทุนด้าน AI กินสัดส่วนงบประมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายบริษัทในสหรัฐฯ จึงเริ่มทบทวนและปรับลดสวัสดิการที่เคยให้เสียใหม่ โดย <a href="https://www.theguardian.com/business/2026/apr/28/parental-benefits-slashed-deloitte-zoom-impact" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a> รายงานว่า Deloitte และ Zoom ปรับลดสวัสดิการด้านครอบครัวและวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรลงบางส่วนแล้ว</p>
<p>สัญญาณเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า หรือสวัสดิการกำลังเข้าสู่จุดปรับฐานอีกครั้ง และหากองค์กรจำเป็นต้องลดสวัสดิการบางรายการจริง ๆ จะทำอย่างไรให้พนักงานยังรู้สึกว่าองค์กรไม่ได้ลดคุณค่าของพวกเขาลงไปด้วย ?</p>

<h2>ทำไมบริษัทถึงเริ่มตัดสวัสดิการ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50477" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124030.031.webp" alt="cut-cost-employee-benefit" width="600" height="370" title="HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ? 58" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124030.031.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124030.031-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การลดสวัสดิการไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่มาจากแรงกดดันหลายด้านที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน</p>
<h3>ต้นทุนสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี</h3>
<p>สวัสดิการด้านสุขภาพ (Health Benefits) กำลังกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ผู้บริหารต้องนำกลับมาทบทวนอย่างจริงจังทุกปี</p>
<p><a href="https://time.com/7327333/health-insurance-costs-increasing-2026/" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูลจาก KFF ที่ Time</a> ระบุว่า ปี 2025 ค่าเบี้ยประกันสุขภาพเฉลี่ยของครอบครัวที่ทำผ่านนายจ้างในสหรัฐฯ อยู่ที่ 26,993 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 900,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 6% โดยพนักงานต้องควักจ่ายเองเฉลี่ย 6,850 ดอลลาร์ หรือประมาณ 228,000 บาท คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด</p>
<p>ฟากบริษัทที่ปรึกษา Mercer คาดการณ์ว่าต้นทุนสวัสดิการด้านสุขภาพต่อพนักงานของนายจ้างสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.5% ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นอัตราเพิ่มที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010</p>
<p>ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่คุณ <strong>กสิณ สุตันติวรคุณ Co-founder ของ XEL Group และ XenS Studio</strong> ในงาน <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/the-future-of-holistic-wellbeing-summit-2026-260520/#Mini_Workshop_Practical_Tools_for_Building_a_Flexible_Benefits_Model_82168217">The Future of Holistic Wellbeing Summit 2026</a> ที่ระบุว่า</p>
<p><em>“ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา อัตราค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12-15% ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่เร็วมากเมื่อเทียบกับต้นทุนประเภทอื่น หากองค์กรไม่ทำอะไรเลย ต้นทุนสวัสดิการจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และคุณค่าของสวัสดิการเดิมที่เคยมี ก็อาจถูกลดทอนลงตามต้นทุนที่แพงขึ้นในแต่ละปี”</em></p>
<h3>งบที่ต้องแบ่งไปลงทุนกับ AI</h3>
<p>อีกแรงกดดันหนึ่งมาจากทิศทางการลงทุนขององค์กรที่เปลี่ยนไป <a href="http://ResumeBuilder.com" target="_blank" rel="noopener">Axios อ้างผลสำรวจของ ResumeBuilder.com ที่พบว่าผู้บริหารธุรกิจในสหรัฐฯ</a> กว่า 54% ยอมรับว่ากำลังลดงบด้านสวัสดิการ เพื่อนำเงินส่วนนั้นไปสนับสนุนการลงทุนด้าน AI แทน</p>
<p>โดย<strong> สวัสดิการที่มีแนวโน้มจะโดนลดมากที่สุดคือ โบนัส (61%) รองลงมาคือการให้หุ้น (60%) การขึ้นเงินเดือน (59%) สวัสดิการพนักงาน (53%) และเงินเดือนฐาน (43%)</strong></p>
<h3>ตลาดแรงงานบางกลุ่มไม่ร้อนแรงเหมือนเดิม</h3>
<p>ในช่วงที่คนลาออกง่ายและบริษัทหาคนทดแทนยาก การแข่งขันด้วยแพ็กเกจสวัสดิการเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อภาพรวมตลาดแรงงานเปลี่ยน พนักงานบางกลุ่มมีตัวเลือกน้อยลง อำนาจต่อรองจึงขยับไปอยู่ฝั่งนายจ้างมากขึ้น สวัสดิการหลายรายการที่เคยถูกเพิ่มเข้ามาแบบไม่มีเงื่อนไขจึงเริ่มถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง</p>
<p>ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าการรักษาคนหมดความสำคัญลง เพียงแต่คำถามที่องค์กรถามเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่าจะเพิ่มสวัสดิการอะไรอีก กลายเป็นสวัสดิการแต่ละตัวช่วยรักษาคนได้จริงแค่ไหน และคุ้มกับต้นทุนที่จ่ายไปหรือไม่</p>
<h2>สวัสดิการที่ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าได้</h2>
<p>ในอดีต หลายองค์กรเพิ่มสวัสดิการด้วยตรรกะง่าย ๆ ว่าคู่แข่งมีเราก็ต้องมี แต่เมื่อทั้งต้นทุนและแรงกดดันทางธุรกิจสูงขึ้นพร้อมกัน ผู้บริหารเริ่มถามคำถามที่ละเอียดกว่าเดิม เช่น พนักงานใช้สวัสดิการตัวนี้จริงมากแค่ไหน ช่วยลดอัตราการลาออกได้หรือไม่ ดึงดูด Talent ที่องค์กรต้องการได้จริงหรือเปล่า พนักงานกลุ่มใดได้ประโยชน์มากที่สุด และหากต้องตัดออกจะกระทบความรู้สึกของคนในองค์กรมากน้อยเพียงใด</p>
<p>คำถามเหล่านี้ทำให้บทบาทของ HR ขยับออกจากการดูแลรายการสวัสดิการแบบเดิม ไปสู่การออกแบบ Total Rewards Strategy ที่ตอบโจทย์ทั้งฝั่งธุรกิจและฝั่งพนักงานไปพร้อมกัน</p>
<p>Total Rewards ในที่นี้หมายถึงภาพรวมทั้งหมดที่องค์กรมอบให้พนักงาน ทั้งค่าตอบแทน สวัสดิการ ความยืดหยุ่นในการทำงาน โอกาสเติบโต วัฒนธรรมองค์กร การยอมรับ และคุณค่าอื่น ๆ ที่พนักงานได้รับจากการทำงานร่วมกับองค์กร</p>
<p>เมื่อสวัสดิการที่ให้ต้องพิสูจน์ ROI ได้ว่าคุ้มค่ากับต้นทุน งานของ HR จึงไม่ใช่แค่จัดหาสวัสดิการให้ครบ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งที่องค์กรมอบให้พนักงานสร้างผลลัพธ์จริงต่อ Retention, Engagement, Productivity และ Employer Brand หรือเป็นเพียงรายการที่ดูดีบนหน้าประกาศรับสมัครงาน</p>
<h2>ตัดสวัสดิการผิดจังหวะ อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความไว้วางใจ</h2>
<p>การลดสวัสดิการช่วยประหยัดต้นทุนระยะสั้นได้จริง แต่ถ้าทำโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ หรือสื่อสารกับพนักงานไม่ดีพอ องค์กรอาจสูญเสียมากกว่าที่ประหยัดได้หลายเท่า</p>
<p>สาเหตุคือสวัสดิการหลายตัวผูกอยู่กับการวางแผนชีวิตของพนักงานโดยตรง เช่น Paid Parental Leave เกี่ยวข้องกับคนที่กำลังสร้างครอบครัว หรืออย่างโบนัสที่จะมีผลต่อความรู้สึกว่าองค์กรมองเห็นคุณค่าของผลงานมากน้อยแค่ไหน</p>
<p>เมื่อสวัสดิการเหล่านี้ถูกตัด ความรู้สึกของพนักงานจึงลึกกว่าเรื่องรายได้ที่หายไป หลายคนเริ่มรู้สึกว่าองค์กรที่ทำงานด้วยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความรู้สึกแบบนี้กระทบ EVP กับ <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hrex-webinar-data-driven-employer-branding-road-to-best-place-to-work-250905/">Employer Branding</a> โดยตรง เพราะพนักงานไม่ได้จดจำสวัสดิการในฐานะตัวเลขบนสลิปเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่จดจำในฐานะคำมั่นที่องค์กรเคยให้ไว้กับชีวิตการทำงานของพวกเขา</p>
<h2>โจทย์ของ HR เมื่อองค์กรต้องลดต้นทุนสวัสดิการ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50475" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T123956.279.webp" alt="cut-cost-employee-benefit" width="600" height="370" title="HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ? 59" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T123956.279.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T123956.279-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>สิ่งแรกที่ HR ควรทำคืออย่าเพิ่งคิดว่าสวัสดิการอะไรที่ตัดได้บ้าง ? แล้วเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ พนักงานกลุ่มไหนให้คุณค่ากับสวัสดิการอะไร และสวัสดิการตัวไหนเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจจริง ๆ ?</p>
<h3>พนักงานแต่ละกลุ่มให้คุณค่ากับสวัสดิการไม่เหมือนกัน</h3>
<p>พนักงานอายุน้อยมักให้ความสำคัญกับงบการเรียนรู้ การดูแลสุขภาพจิต ความยืดหยุ่นในการทำงาน และเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ<br />
พนักงานที่มีครอบครัวมักมองเรื่องประกันสุขภาพ วันลา และสวัสดิการบุตรเป็นหลัก ส่วนพนักงานระดับ Senior มักให้น้ำหนักกับกองทุน<a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/">สำรองเลี้ยงชีพ</a> โบนัส แรงจูงใจระยะยาว และความมั่นคงในการทำงาน</p>
<p>ขณะเดียวกันหากเป็นพนักงานโรงงานก็มักต้องการสวัสดิการที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ประกันสุขภาพ ค่าเดินทาง อาหาร <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/safety-training-221012/">ความปลอดภัยในการทำงาน</a> และตารางกะที่เป็นธรรม</p>
<p>หากองค์กรให้สวัสดิการชุดเดียวกันกับพนักงานทุกคนโดยไม่แยกความต้องการ ต้นทุนอาจสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความพึงพอใจของพนักงานกลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย งานของ HR จึงไม่ได้จบแค่การเพิ่มหรือลดสวัสดิการรายการใดรายการหนึ่ง แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ทั้งระบบ ว่าสวัสดิการใดควรรักษาไว้ สวัสดิการใดควรปรับรูปแบบ และสวัสดิการใดอาจไม่ตอบโจทย์ทั้งพนักงานและธุรกิจอีกต่อไป</p>
<h2>Flexible Benefits ทางเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องคุมต้นทุน</h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/">Flexible Benefits</a> ไม่ได้แปลว่าต้องเพิ่มสวัสดิการทุกอย่างให้พนักงานเลือกแบบไม่มีขีดจำกัด แนวคิดนี้เน้นเปิดให้พนักงานเลือกสวัสดิการที่ตรงกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น ภายใต้งบประมาณรวมที่องค์กรยังควบคุมได้</p>
<p>แทนที่จะให้สวัสดิการแบบเดียวกันกับทุกคน HR อาจออกแบบระบบแต้มสะสม งบสวัสดิการรายปี หรือเมนูสวัสดิการให้พนักงานเลือกเองตามความจำเป็นและความสำคัญ ใครใคร่ซื้อประกันสุขภาพก็ซื้อไป ใครอยากเลือกคอร์สเรียนรู้เพิ่มเติมก็เลือกไป บางคนอาจต้องการงบเพื่อเข้าฟิตเนส บางคนอาจต้องการงบตรวจสุขภาพ ฯลฯ</p>
<p>ข้อดีของแนวทางนี้คือองค์กรควบคุมต้นทุนรวมได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันพนักงานก็รู้สึกว่าสวัสดิการตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองมากขึ้นด้วย</p>
<h3>เงื่อนไขที่ทำให้ Flexible Benefits ใช้ได้จริง</h3>
<p>Flexible Benefits มีประโยชน์อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่การนำมาใช้จริงต้องมีระบบรองรับที่ดีพอสมควรด้วย</p>
<p>องค์กรต้องมีข้อมูลการใช้งานสวัสดิการของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ต้องสื่อสารรายละเอียดให้พนักงานเข้าใจง่าย ต้องคำนวณต้นทุนรวมและต้นทุนต่อคนให้ชัดเจน และต้องมั่นใจว่าพนักงานทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิ์ได้จริง รวมถึงกลุ่มที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศหรือไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัลมากนัก</p>
<p>หากออกแบบมาดี Flexible Benefits จะช่วยเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างองค์กรกับพนักงาน จากเรื่ององค์กรให้น้อยลง ไปเป็นองค์กรให้ตรงกับชีวิตมากขึ้น</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3>เช็กลิสต์ที่ HR ควรทำก่อนตัดสินใจปรับลดสวัสดิการ</h3>
<p>ก่อนตัดสินใจปรับลดสวัสดิการใด ๆ HR ควรมีข้อมูลรองรับอย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>สวัสดิการใดมีต้นทุนสูงที่สุด และมีแนวโน้มต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกแค่ไหนในปีต่อ ๆ ไป</li>
<li>สวัสดิการใดมีอัตราการใช้งานต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา</li>
<li>สวัสดิการใดที่พนักงานให้คุณค่าสูง แม้จะใช้งานไม่บ่อยนัก</li>
<li>สวัสดิการใดมีผลต่อการรักษา Talent สำคัญขององค์กรโดยตรง</li>
<li>สวัสดิการใดกระทบพนักงานกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มที่มีภาระครอบครัวเป็นพิเศษ</li>
<li>สวัสดิการใดเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายหรือข้อตกลงที่ทำไว้กับพนักงาน</li>
<li>สวัสดิการใดสามารถปรับจาก Fixed Benefits ไปเป็น Flexible Benefits ได้</li>
<li>หากต้องตัดจริง จะมีทางเลือกทดแทนหรือมาตรการดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างไร</li>
<li>จะสื่อสารกับพนักงานอย่างไรให้เข้าใจเหตุผล โดยไม่กระทบความไว้วางใจที่มีต่อองค์กร</li>
<li>หลังปรับเปลี่ยนแล้ว จะวัดผลอย่างไรทั้งด้านต้นทุน อัตราการใช้งาน Engagement และอัตราการลาออก</li>
</ul>
<p>สิ่งที่ควรเลี่ยงที่สุดคือการตัดสินใจโดยดูจากตัวเลขต้นทุนเพียงอย่างเดียว เพราะสวัสดิการบางตัวอาจมีต้นทุนสูงแต่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานอย่างมาก ขณะที่บางตัวอาจดูดีในแพ็กเกจ ทั้งที่แทบไม่มีใครใช้งานจริงและแทบไม่ช่วยรักษาคนไว้ได้เลย การตัดสวัสดิการที่ดีจึงไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการตัดสินใจ แต่วัดกันที่คุณภาพของข้อมูล เหตุผลที่อธิบายให้พนักงานเข้าใจได้ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับพนักงานที่ยังคงรักษาไว้ได้หลังการเปลี่ยนแปลง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50476" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124012.940.webp" alt="cut-cost-employee-benefit" width="600" height="370" title="HR จะรักษาคนอย่างไร เมื่อสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ถูกตัด ? 60" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124012.940.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-07T124012.940-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>แม้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ HR ไทยไม่ควรมองข้าม เพราะองค์กรในไทยเองก็เผชิญแรงกดดันที่คล้ายกันอยู่ไม่น้อย ทั้งค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ปรับขึ้นทุกปี ค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การแข่งขันแย่งชิง Talent เฉพาะทาง งบประมาณที่จำกัดมากขึ้น และความคาดหวังของพนักงานที่หลากหลายกว่าเดิม</p>
<p>หลายองค์กรไทยอาจยังไปไม่ถึงขั้นต้องตัดสวัสดิการ แต่กำลังอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าจะลงทุนกับอะไรต่อไป จะเพิ่มวงเงินประกันสุขภาพหรือเพิ่มงบการเรียนรู้ ? จะให้โบนัสก้อนใหญ่หรือเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ? จะขยายโปรแกรม Wellness หรือนำเงินก้อนนั้นไปปรับฐานเงินเดือน ?</p>
<p>และจะให้สวัสดิการชุดเดียวกันกับทุกคน หรือออกแบบให้ต่างกันตามชีวิตและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ?</p>
<p>คำถามเหล่านี้ทำให้งาน <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">Compensation and Benefits</a> กลายเป็นงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ HR ไทยควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้คือปรับมุมมองต่อสวัสดิการใหม่ จากการเป็นรายการที่องค์กรมอบให้ ไปสู่การเป็นระบบคุณค่าที่พนักงานสัมผัสได้จริงในชีวิตการทำงาน</p>
<p>เพราะเมื่อความต้องการของพนักงานหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่รักษาคนไว้ได้ดีมักเป็นองค์กรที่เข้าใจว่าคนแต่ละกลุ่มต้องการอะไรจริง ๆ และออกแบบ Total Rewards ให้ตอบโจทย์ทั้งชีวิตพนักงานและเป้าหมายทางธุรกิจไปพร้อมกัน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">หากองค์กรของคุณกำลังมองหา Solution ด้านนี้เพื่อยกระดับสวัสดิการขององค์กร สามารถค้นหา HR Solution ที่เกี่ยวข้องได้ผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.theguardian.com/business/2026/apr/28/parental-benefits-slashed-deloitte-zoom-impact" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a></li>
<li><a href="https://time.com/7327333/health-insurance-costs-increasing-2026/" target="_blank" rel="noopener">Time</a></li>
<li><a href="https://www.washingtonpost.com/business/2025/10/24/open-enrollment-health-insurance/" target="_blank" rel="noopener">The Washington Post</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/cut-cost-employee-benefit-260707/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ AI Agents กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Workforce &#8211; HR จะดูแลคนอย่างเดียวไม่พอแล้ว</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-ai-agents-digital-workforce-260702/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-ai-agents-digital-workforce-260702/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2026 02:51:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Workforce]]></category>
		<category><![CDATA[AI Agents]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50436</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กลายเป็นเพื่อนร่วมงานของเราเรียบร้อย HR จึงต้องเตรียมพร้อมดูแลทีมงานรูปแบบใหม่ที่มีทั้งคนและ AI ทำงานด้วยกัน งานของ HR จะครอบคลุมไปถึงการจัดการ AI ด้วย ตั้งแต่การรับเข้ามาทำงาน การกำหนดให้ AI มีพฤติกรรมที่เข้ากับองค์กร ไปจนถึงการถอดออกจากระบบเมื่อหมดความจำเป็น เมื่อพนักงานมี AI ช่วยงาน HR ต้องเปลี่ยนวิธีประเมินผลงานใหม่ ปรับโครงสร้างผลตอบแทนให้ยุติธรรม และตั้งกฎกติกาการใช้ AI ให้ชัดเจน หน้าที่สำคัญที่สุดของ HR คือการทำให้พนักงานสบายใจและเชื่อมั่นว่า AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยที่ทำให้งานดีขึ้น ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงานหรือลดคุณค่าของคนลง ที่ผ่านมา HR ถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่ดูแล “คน” ตั้งแต่การสรรหา การจ้างงาน การพัฒนา การประเมินผลงาน ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่เมื่อ AI Agents เริ่มเข้ามาทำงานร่วมกับพนักงานมากขึ้น คำถามใหม่จึงเกิดขึ้นว่า AI จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่ถือเป็นเพื่อนร่วมงานของมนุษย์ ช่วยสร้างผลลัพธ์ต่อธุรกิจอีกแรงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในยุค Digital Workforce [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กลายเป็นเพื่อนร่วมงานของเราเรียบร้อย HR จึงต้องเตรียมพร้อมดูแลทีมงานรูปแบบใหม่ที่มีทั้งคนและ AI ทำงานด้วยกัน</li>
<li>งานของ HR จะครอบคลุมไปถึงการจัดการ AI ด้วย ตั้งแต่การรับเข้ามาทำงาน การกำหนดให้ AI มีพฤติกรรมที่เข้ากับองค์กร ไปจนถึงการถอดออกจากระบบเมื่อหมดความจำเป็น</li>
<li>เมื่อพนักงานมี AI ช่วยงาน HR ต้องเปลี่ยนวิธีประเมินผลงานใหม่ ปรับโครงสร้างผลตอบแทนให้ยุติธรรม และตั้งกฎกติกาการใช้ AI ให้ชัดเจน</li>
<li>หน้าที่สำคัญที่สุดของ HR คือการทำให้พนักงานสบายใจและเชื่อมั่นว่า AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยที่ทำให้งานดีขึ้น ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงานหรือลดคุณค่าของคนลง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50440" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-02T094814.246.webp" alt="hr-ai-agents-digital-workforce" width="600" height="370" title="เมื่อ AI Agents กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Workforce - HR จะดูแลคนอย่างเดียวไม่พอแล้ว 63" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-02T094814.246.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/07/HREX-Cover-600-x-370-px-2026-07-02T094814.246-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ที่ผ่านมา HR ถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่ดูแล “คน” ตั้งแต่การสรรหา การจ้างงาน การพัฒนา การประเมินผลงาน ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร</p>
<p>แต่เมื่อ AI Agents เริ่มเข้ามาทำงานร่วมกับพนักงานมากขึ้น คำถามใหม่จึงเกิดขึ้นว่า AI จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่ถือเป็นเพื่อนร่วมงานของมนุษย์ ช่วยสร้างผลลัพธ์ต่อธุรกิจอีกแรงหนึ่ง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในยุค Digital Workforce หาก AI Agents ถูกมองเป็นเพื่อนร่วมงาน แล้วใครควรเป็นคนดูแล AI Agents เหล่านี้ ?</p>
<p>ล่าสุด Financial Times รายงานมุมมองจากผู้บริหาร Accenture ว่า HR Director ในอนาคตอาจต้องรับผิดชอบการบริหาร AI Agents ควบคู่กับพนักงานมนุษย์ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ HR จะต้องสู่ดูแล Hybrid Workforce ที่มีทั้งคนและ AI ทำงานร่วมกันทั้งระบบ</p>

<h2>ในยุค Digital Workforce: AI Agents กลายเป็น Digital Worker</h2>
<p>สิ่งที่ทำให้ AI Agents แตกต่างจาก Software ทั่วไป คือความสามารถในการทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ ไม่ได้รอให้มนุษย์กดสั่งทีละขั้นเหมือนระบบเดิมเสมอไป แต่สามารถรับโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูล เชื่อมต่อกับระบบอื่น แนะนำคำตอบ สร้างรายงาน ติดตามงาน หรือช่วยพนักงานตัดสินใจในบางขั้นตอนได้</p>
<p>ในบางองค์กร AI Agents อาจไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่อาจถูกกำหนดให้มีชื่อ มีหน้าที่เฉพาะ มีสิทธิ์เข้าถึงระบบบางส่วน และมีมนุษย์ทำหน้าที่ดูแล คล้ายกับการมี Digital Worker คนหนึ่งเข้ามาร่วมทีม Accenture ยังระบุด้วยว่า บางองค์กรเริ่มพูดถึงการ Onboard AI Agents และเริ่มมีสิ่งที่คล้ายกับ Agent Description ซึ่งทำหน้าที่ใกล้เคียงกับ <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/how-to-write-job-description-01142022/">Job Description</a> ของพนักงาน</p>
<p>แต่เมื่อ AI Agents เริ่มเข้ามาทำงานร่วมกับคนจริง ๆ คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้กำหนดขอบเขตงานของ Agent ? ใครสอนให้ Agent ทำงานตามมาตรฐานขององค์กร ? ใครตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ ? และใครเป็นผู้ประเมินว่า Agent ทำงานได้ดีพอหรือไม่ ?</p>
<p>และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ หาก AI Agent ทำงานผิดพลาด สร้างข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือตัดสินใจในทางที่ส่งผลเสียต่อธุรกิจ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ ?</p>
<h2>HR ต้องคิดเรื่อง AI Governance</h2>
<p>AI Governance ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องของ IT หรือ Legal เพียงฝ่ายเดียว เพราะความเสี่ยงของ AI Agents ไม่ได้อยู่แค่ระบบล่ม ข้อมูลรั่ว หรือการใช้งานผิดกฎหมายเท่านั้น แต่อยู่ที่วิธีที่ AI เข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงาน บทบาท และการตัดสินใจของคนในองค์กรด้วย</p>
<p>เมื่อ AI Agents เข้ามาทำงานร่วมกับพนักงาน คำถามสำคัญจึงมีมากกว่าเรื่องเทคนิค เช่น พนักงานพึ่งพา AI มากเกินไปหรือไม่ AI ให้คำแนะนำที่ทำให้เกิด Bias หรือไม่ คนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับคำตอบของ AI แค่ไหน งานของบางตำแหน่งถูกลดคุณค่าลงโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ และ Manager เข้าใจจริงหรือไม่ว่าเรื่องใดให้ AI ช่วยได้ เรื่องใดยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ HR ควรมีบทบาทใน AI Governance มากขึ้น เพราะ HR เข้าใจเรื่องงาน บทบาท ทักษะ พฤติกรรม วัฒนธรรมองค์กร และผลกระทบต่อพนักงานโดยตรง หาก AI Governance ถูกออกแบบจากมุมเทคโนโลยีอย่างเดียว องค์กรอาจได้ระบบที่ทำงานได้ในเชิงเทคนิค แต่ไม่สอดคล้องกับวิธีทำงานจริงของคน</p>
<p>การใช้ AI Agents ให้เกิดประโยชน์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรมีเทคโนโลยีดีแค่ไหนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรออกแบบกติกา ความรับผิดชอบ และขอบเขตการใช้งานให้คนเข้าใจและไว้ใจได้มากแค่ไหน เพราะถ้าคนไม่เชื่อใจ ไม่ใช้จริง หรือใช้ผิดวิธี AI ที่ดีแค่ไหนก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ</p>
<h2>Onboarding และ Training อาจไม่ได้มีไว้แค่คน แต่รวมถึง AI Agents</h2>
<p>ที่ผ่านมา Onboarding มักถูกใช้กับพนักงานใหม่ เพื่อช่วยให้เข้าใจบทบาท ทีม เครื่องมือ กฎระเบียบ และวัฒนธรรมองค์กร แต่เมื่อ AI Agents เริ่มเข้ามาทำงานจริงมากขึ้น คำว่า Onboarding อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับคนอีกต่อไป เพราะองค์กรอาจต้องมีขั้นตอนในการต้อนรับ และกำหนดกรอบการทำงานให้กับ AI Agents เช่นกัน</p>
<p>การ Onboard AI Agents จึงควรเริ่มจากการกำหนดให้ชัดว่า Agent นี้มีหน้าที่อะไร ทำงานเพื่อใคร ใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง เข้าถึงข้อมูลได้ระดับไหน ตัดสินใจเองได้มากแค่ไหน และต้องส่งต่อให้มนุษย์เมื่อไร รวมถึงต้องระบุข้อห้าม ผู้รับผิดชอบ เจ้าของ Agent ผู้ตรวจสอบ Output และรอบการ Review อย่างชัดเจน</p>
<p>ในขณะเดียวกัน Training ก็อาจต้องถูกมองใหม่เช่นกัน ไม่ใช่แค่พนักงานต้องเรียนรู้วิธีใช้ AI แต่ AI Agents เองก็ต้องถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจบริบทงาน มาตรฐานองค์กร น้ำเสียงในการสื่อสาร ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความปลอดภัยของข้อมูล และหลักจริยธรรมที่องค์กรยึดถือ</p>
<p>เมื่อ AI Agents กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการบริหารคน งาน ระบบ และความเสี่ยงไปพร้อมกัน HR จึงต้องทำงานใกล้ชิดกับ IT, Legal, Compliance และ Business Leader มากขึ้น เพื่อให้องค์กรใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้</p>
<h2>Performance Management จะซับซ้อนขึ้น</h2>
<p>เมื่อพนักงานเริ่มทำงานร่วมกับ AI Agents มากขึ้น การประเมินผลงานอาจไม่สามารถดูแค่ผลลัพธ์สุดท้ายได้เหมือนเดิม เพราะคำถามใหม่จะเกิดขึ้นทันทีว่า ถ้าผลงานดีขึ้น เป็นเพราะทักษะของพนักงาน หรือเพราะ AI ช่วยยกระดับการทำงาน</p>
<p>และถ้าผลงานแย่ลง เป็นเพราะพนักงานใช้ AI ไม่ดี หรือ AI Agent ให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสม</p>
<p>ความซับซ้อนจะยิ่งเพิ่มขึ้น หากพนักงานบางคนเข้าถึง AI Tools หรือ AI Agents ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะอาจทำให้การเปรียบเทียบผลงานไม่แฟร์เท่าเดิม HR จึงต้องกลับมาทบทวนว่า <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/49">Performance Management</a> ในยุคใหม่ควรประเมินอะไรบ้าง และควรแยกแยะอย่างไรระหว่างความสามารถของคน ผลลัพธ์จาก AI และบริบทของเครื่องมือที่แต่ละคนได้รับ</p>
<p>ในโลกที่คนและ AI ทำงานร่วมกัน HR อาจต้องวัดทั้ง Human Performance และ Human-AI Collaboration ไม่ใช่แค่ดูว่า Output ออกมาดีหรือเร็วแค่ไหน แต่ต้องดูด้วยว่าพนักงานใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณหรือไม่ ตรวจสอบคำตอบก่อนนำไปใช้หรือไม่ ตั้งคำถามกับผลลัพธ์ของ AI ได้หรือไม่ และยังรักษาคุณภาพของการตัดสินใจในฐานะมนุษย์ไว้ได้มากแค่ไหน</p>
<p>ขณะเดียวกัน AI Agents เองก็ต้องมีตัวชี้วัดผลงานเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Accuracy, Adoption, Error Rate, Escalation Rate, User Trust และ Business Impact เพราะเมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน องค์กรไม่ควรประเมินแค่คนที่ใช้ AI แต่ต้องประเมินด้วยว่า AI ที่องค์กรนำมาใช้ช่วยสร้างผลงานจริงหรือกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ให้กับทีม</p>
<h2>HR Operating Model ต้องเปลี่ยนอย่างไร</h2>
<p>หากองค์กรจริงจังกับการนำ AI Agents เข้ามาทำงานร่วมกับคน ดังนั้น HR Operating Model อาจต้องเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะบทบาทของ HR จะไม่ใช่แค่ดูแลพนักงานในฐานะ Workforce ขององค์กรเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่างานในอนาคตจะถูกแบ่งใหม่ระหว่างคน AI และการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย</p>
<h3>1. Workforce Design: ออกแบบงานใหม่ระหว่างคนกับ AI</h3>
<p>HR ต้องช่วยองค์กรออกแบบให้ชัดเจนว่างานใดควรเป็นของมนุษย์ งานใดควรให้ AI Agents เข้ามาช่วย และงานใดควรเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI เพราะเมื่อ AI เริ่มทำงานได้มากขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องจัดสรรงานให้เกิดประสิทธิภาพ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของคน</p>
<h3>2. Skills Strategy: เตรียมทักษะใหม่ให้พนักงาน</h3>
<p>การใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมืออย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทักษะของพนักงานด้วย HR จึงต้องวาง Skills Strategy ใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น AI Literacy และ Critical Thinking เพื่อให้พนักงานสามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ตรวจสอบผลลัพธ์ได้ และรู้ว่าเรื่องใดยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์</p>
<h3>3. Governance: วางกติกาการใช้ AI ให้ชัดเจน</h3>
<p>เมื่อ AI Agents เริ่มมีบทบาทในกระบวนการทำงานจริง องค์กรต้องมีนโยบายการใช้ AI ที่ชัดเจน ครอบคลุมเรื่องข้อมูล ความปลอดภัย ความรับผิดชอบ ขอบเขตการตัดสินใจ และการตรวจสอบผลลัพธ์ HR จึงควรมีส่วนร่วมในการออกแบบ AI Governance เพื่อให้การใช้ AI ไม่ใช่แค่ทำได้ในเชิงเทคนิค แต่ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้</p>
<h3>4. Change Management: พาคนปรับตัวกับวิธีทำงานใหม่</h3>
<p>การนำ AI Agents เข้ามาไม่ใช่แค่การติดตั้งระบบใหม่ แต่ยังเปลี่ยนวิธีทำงาน ความไว้วางใจ และบทบาทของคนในทีม HR จึงต้องช่วยสื่อสาร ทำความเข้าใจ และออกแบบกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้พนักงานเห็นว่า AI จะเข้ามาช่วยงานอย่างไร ส่งผลต่อบทบาทของพวกเขาแค่ไหน และพวกเขาควรปรับตัวอย่างไร</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46890" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp" alt="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่" width="600" height="370" title="เมื่อ AI Agents กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Workforce - HR จะดูแลคนอย่างเดียวไม่พอแล้ว 64" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/change-management-241120/">Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>5. Trust and Culture: สร้างความไว้วางใจต่อ AI</h3>
<p>องค์กรต้องทำให้พนักงานรู้ว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงเพื่อจับผิด ลดคน หรือเร่งงานโดยไม่สนใจคุณภาพชีวิต หากพนักงานไม่เชื่อใจ AI พวกเขาอาจไม่ใช้จริง ใช้แบบไม่เต็มที่ หรือใช้ผิดวิธี<br />
ดังนั้น HR ต้องช่วยสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนเข้าใจบทบาทของ AI ไว้ใจการใช้งาน และยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในองค์กร</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เมื่อ AI Agents เริ่มเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานจริง องค์กรอาจต้องเลิกมอง AI เป็นแค่เครื่องมือเสริม แล้วเริ่มมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่มีผลต่อคน ผลงาน และการตัดสินใจในแต่ละวัน</p>
<p>คำถามที่ HR ต้องช่วยองค์กรตอบจึงลึกกว่าเรื่องการเลือกใช้เทคโนโลยี เพราะต้องถามว่า งานแบบไหนยังควรเป็นพื้นที่ของมนุษย์ งานแบบไหนให้ AI ช่วยได้ และเราจะป้องกันอย่างไรไม่ให้คนค่อย ๆ สูญเสียทักษะ การตัดสินใจ หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของงานของตัวเอง</p>
<p>สุดท้าย ความพร้อมขององค์กรอาจไม่ได้วัดจากจำนวน AI Agents ที่นำมาใช้ แต่วัดจากความชัดเจนว่า AI เหล่านั้นถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับคนอย่างไร ใครกำกับมัน และพนักงานยังรู้สึกได้หรือไม่ว่าเทคโนโลยีเข้ามาเสริมคุณค่าของพวกเขา ไม่ใช่ลดทอนมันลง</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/">หากองค์กรของคุณกำลังมองหา HR Solution เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ Hybrid Workforce สามารถค้นหา HR Solution ที่เกี่ยวข้องได้ผ่าน HREX</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bankingblog.accenture.com/agentic-ai-impact-workforce-change" target="_blank" rel="noopener">Banking Blog</a></li>
<li><a href="https://www.ft.com/content/bbf57e46-51ef-4013-8f09-8391fb69e6f1" target="_blank" rel="noopener">Financial Times</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-ai-agents-digital-workforce-260702/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเปิดทางผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย โจทย์ใหม่ Workforce Planning คือการดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/thailand-myanmar-workforce-planning-260625/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/thailand-myanmar-workforce-planning-260625/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 06:35:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัยเมียนมา]]></category>
		<category><![CDATA[Workforce Plannng]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50370</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ไทยเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาสามารถทำงานถูกกฎหมายได้มากขึ้น มีผู้ลี้ภัยเมียนมากว่า 5,500 คนได้งานแล้ว และนโยบายนี้อาจเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยราว 80,000 คนเข้าสู่ระบบแรงงาน ปัญหาแรงงานขาดแคลนของไทยสะท้อนชัดในภาคเกษตร ก่อสร้าง โรงงาน บริการ และงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก สำหรับ HR ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ Workforce Planning, Legal Employment, Migrant Workforce, DEI และ ESG ด้านแรงงาน องค์กรที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือแรงงาน Outsource ต้องเริ่มตรวจสอบระบบจ้างงาน เอกสาร สวัสดิการ ความปลอดภัย และการสื่อสารภายในอย่างจริงจัง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานขาดแคลนกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของหลายองค์กรไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น โรงงาน เกษตร ก่อสร้าง โลจิสติกส์ โรงแรม ร้านอาหาร และภาคบริการ หลายองค์กรอาจรู้สึกว่าหาคนยากขึ้น แต่เบื้องหลังของปัญหานี้อาจลึกกว่านั้น เพราะตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานไทยบางกลุ่มไม่สนใจงานบางประเภทมากเท่าเดิม ความผันผวนของแรงงานข้ามชาติ และการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในภูมิภาค ล่าสุด Reuters รายงานว่า หลังไทยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการทำงานให้ผู้ลี้ภัยเมียนมา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>ไทยเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาสามารถทำงานถูกกฎหมายได้มากขึ้น</li>
<li>มีผู้ลี้ภัยเมียนมากว่า 5,500 คนได้งานแล้ว และนโยบายนี้อาจเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยราว 80,000 คนเข้าสู่ระบบแรงงาน</li>
<li>ปัญหาแรงงานขาดแคลนของไทยสะท้อนชัดในภาคเกษตร ก่อสร้าง โรงงาน บริการ และงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก</li>
<li>สำหรับ HR ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ Workforce Planning, Legal Employment, Migrant Workforce, DEI และ ESG ด้านแรงงาน</li>
<li>องค์กรที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือแรงงาน Outsource ต้องเริ่มตรวจสอบระบบจ้างงาน เอกสาร สวัสดิการ ความปลอดภัย และการสื่อสารภายในอย่างจริงจัง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50371" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-83.webp" alt="thailand-myanmar-workforce-planning" width="600" height="370" title="ไทยเปิดทางผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย โจทย์ใหม่ Workforce Planning คือการดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม 67" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-83.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-83-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานขาดแคลนกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของหลายองค์กรไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น โรงงาน เกษตร ก่อสร้าง โลจิสติกส์ โรงแรม ร้านอาหาร และภาคบริการ</p>
<p>หลายองค์กรอาจรู้สึกว่าหาคนยากขึ้น แต่เบื้องหลังของปัญหานี้อาจลึกกว่านั้น เพราะตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานไทยบางกลุ่มไม่สนใจงานบางประเภทมากเท่าเดิม ความผันผวนของแรงงานข้ามชาติ และการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในภูมิภาค</p>
<p>ล่าสุด <a href="https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-jobs-myanmar-refugees-could-show-way-forward-asian-nations-un-says-2026-06-09/" target="_blank" rel="noopener">Reuters</a> รายงานว่า หลังไทยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการทำงานให้ผู้ลี้ภัยเมียนมา มีผู้ลี้ภัยกว่า 5,500 คนได้งานแล้ว และนโยบายนี้อาจเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยราว 80,000 คนสามารถทำงานถูกกฎหมายได้</p>
<p>หากมองเพียงผิวเผิน ข่าวนี้อาจเป็นเรื่องของผู้ลี้ภัยหรือแรงงานต่างชาติ แต่ในมุม HR นี่คือสัญญาณว่า Workforce Planning ขององค์กรไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงแค่การนับจำนวนพนักงานให้เพียงพอ แต่ต้องคิดถึง<a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/labour-rights-and-termination-guide-250506/">กฎหมาย สิทธิแรงงาน</a> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/">ความหลากหลาย</a> ความเปราะบาง และความยั่งยืนของระบบแรงงานทั้งองค์กร</p>

<h2>ไทยขาดแรงงานจริงแค่ไหน</h2>
<p>คำตอบคือ ไทยขาดแรงงานจริง แต่ไม่ได้ขาดเท่ากันทุกอุตสาหกรรม และไม่ได้ขาดในทุกตำแหน่ง</p>
<p>แรงงานที่ขาดแคลนของไทยจะพบเจอเยอะในงานที่ต้องใช้แรงกาย งานที่ต้องทำเป็นกะ งานกลางแจ้ง งานโรงงาน งานก่อสร้าง งานเกษตร งานบริการ และงานที่ต้องการแรงงานจำนวนมากในเวลาเดียวกัน</p>
<p>ปัญหานี้ทำให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยมานาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานจากเมียนมา กัมพูชา ลาว หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค</p>
<p>มาถึงปี 2026 แรงงานต่างชาติไม่ได้เป็นเพียงแรงงานเสริม หรือ<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/">แรงงานนอกระบบ</a>ขององค์กรอีกต่อไป แต่ในหลายธุรกิจ พวกเขาคือส่วนหนึ่งของ Operating Model ที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้จริง</p>
<p>เมื่อแรงงานกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ความขัดแย้งชายแดน ปัญหาเอกสาร หรือการย้ายกลับประเทศ ธุรกิจก็อาจสะดุดทันที<br />
ดังนั้น HR ต้องเริ่มถามคำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า องค์กรของเราพึ่งพาแรงงานต่างชาติแค่ไหน ตำแหน่งใดเสี่ยงที่สุด และถ้าแรงงานกลุ่มนี้หายไปกะทันหัน ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร เพื่อจะได้ป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49762" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp" alt="informal-workers HREX" width="600" height="370" title="ไทยเปิดทางผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย โจทย์ใหม่ Workforce Planning คือการดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม 68" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/">แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>จากผู้ลี้ภัยเมียนมา สู่แรงงานในระบบ</h2>
<p>การเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมายเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะคนจำนวนมากในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนอยู่ในสถานะพึ่งพาความช่วยเหลือมานานหลายปี หรือบางครอบครัวอาจอยู่มานานหลายทศวรรษ</p>
<p>การเปิดให้ทำงานถูกกฎหมายจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มแรงงานเข้าสู่ตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะจากผู้พึ่งพิงความช่วยเหลือ ไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในมุมเศรษฐกิจ นี่อาจช่วยบรรเทาปัญหาแรงงานขาดแคลนบางส่วน ขณะที่ในมุมสังคม อาจช่วยให้แรงงานเปราะบางมีโอกาสสร้างรายได้ ดูแลครอบครัว และลดการพึ่งพาความช่วยเหลือระยะยาว</p>
<p>แต่ในมุม HR นี่คือโจทย์ที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เพราะแรงงานกลุ่มนี้อาจมีข้อจำกัดมากกว่าแรงงานทั่วไป เช่น ภาษา เอกสาร ประสบการณ์ทำงานนอกค่าย ความเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงาน การเดินทาง การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานไทย</p>
<p>ดังนั้น การจ้างแรงงานกลุ่มนี้ไม่ควรถูกมองเป็นแค่การเติมคนให้ครบ แต่ต้องออกแบบระบบดูแลให้พร้อมตั้งแต่วันแรก</p>
<h2>ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับ HR</h2>
<p>ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ HR อย่างน้อย 5 เรื่อง</p>
<h3>1. Workforce Planning ต้องคิดถึงความเสี่ยงของแรงงานข้ามชาติ</h3>
<p>HR ต้องรู้ว่าองค์กรใช้แรงงานต่างชาติในตำแหน่งใดบ้าง สัดส่วนเท่าไร อยู่ในแผนกใด จังหวัดใด และเกี่ยวข้องกับ Operation สำคัญแค่ไหน</p>
<p>หากองค์กรไม่มีข้อมูลนี้ การวางแผนกำลังคนจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงระยะยาว</p>
<h3>2. Legal Employment ต้องแม่นยำขึ้น</h3>
<p>การจ้างแรงงานต่างชาติหรือแรงงานเปราะบางต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องเอกสาร สิทธิการทำงาน สัญญาจ้าง ค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด ประกันสังคม หรือสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>ความผิดพลาดด้านเอกสารอาจไม่ใช่แค่ปัญหา HR แต่กลายเป็นความเสี่ยงด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นขององค์กร</p>
<h3>3. DEI ไม่ได้มีแค่เพศ อายุ หรือเจเนอเรชัน</h3>
<p>หลายองค์กรพูดถึง DEI ในมุมของเพศ อายุ ความหลากหลายทางความคิด หรือเจเนอเรชั่น</p>
<p>แต่ในองค์กรที่มีแรงงานต่างชาติ DEI ยังรวมถึงสัญชาติ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา สถานะทางสังคม และความเปราะบางของแรงงานด้วย</p>
<p>ถ้าองค์กรมีแรงงานหลากหลาย แต่ไม่มีระบบสื่อสารและดูแลที่เหมาะสม ความหลากหลายอาจกลายเป็นช่องว่างมากกว่าจุดแข็ง</p>
<h3>4. Employee Experience ต้องออกแบบให้เข้าถึงแรงงานทุกกลุ่ม</h3>
<p>แรงงานต่างชาติหรือผู้ลี้ภัยที่เข้าสู่ระบบการทำงานอาจต้องการ Onboarding ที่ต่างจากพนักงานทั่วไป</p>
<p>องค์กรอาจต้องมีคู่มือหลายภาษา จัดอบรมเรื่องสิทธิและหน้าที่ มีระบบบัดดี้ (Buddy System) ที่ช่วยประคับประคองกัน มีหัวหน้างานที่เข้าใจบริบทแรงงานข้ามชาติ และช่องทางแจ้งปัญหาที่แรงงานรู้สึกปลอดภัยจริง</p>
<p>Employee Experience ที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะกับพนักงานออฟฟิศ แต่ควรครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มที่ทำให้องค์กรเดินหน้าได้</p>
<h3>5. ESG ด้านแรงงานจะสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ</h3>
<p>ในยุคที่องค์กรถูกตรวจสอบเรื่องสิทธิมนุษยชนและห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น การดูแลแรงงานต่างชาติและแรงงานเปราะบางไม่ใช่เรื่อง CSR อีกต่อไป</p>
<p>แต่เป็นส่วนหนึ่งของ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230725-esg/">ESG</a>, Human Rights Due Diligence หรือการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และความรับผิดชอบขององค์กรต่อแรงงานในระบบทั้งหมด</p>
<p>โดยเฉพาะธุรกิจส่งออก โรงงาน อาหาร เกษตร ก่อสร้าง โลจิสติกส์ และองค์กรที่ใช้แรงงาน Outsource จำนวนมาก หากไม่มีระบบตรวจสอบแรงงานที่ดี อาจเกิดความเสี่ยงได้ทั้งต่อธุรกิจ ลูกค้า นักลงทุน และแบรนด์นายจ้าง</p>
<h2>HR ควรเตรียมระบบดูแลแรงงานต่างชาติ ผู้ลี้ภัยเมียนมา อย่างไร</h2>
<p><strong>สิ่งแรกที่ HR ควรทำคือ Workforce Risk Mapping</strong> ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรอบด้านและรู้ว่า แรงงานต่างชาติอยู่ตรงไหนของธุรกิจ มีจำนวนเท่าไร อยู่ในตำแหน่งใด ใครเป็นนายจ้างโดยตรง ใช้ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220106-hr-outsource/">Outsource</a> หรือไม่ และมีความเสี่ยงเรื่องเอกสาร ภาษา สวัสดิการ ความปลอดภัย หรือการปฏิบัติไม่เป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน</p>
<p><strong>ถัดมาคือการตรวจสอบระบบจ้างงานให้ถูกต้อง</strong> ตั้งแต่สัญญาจ้าง ค่าแรง วันหยุด ชั่วโมงการทำงาน การเข้าถึงสวัสดิการ เอกสารใบอนุญาตทำงาน และการต่ออายุเอกสารต่าง ๆ</p>
<p><strong>อีกเรื่องที่สำคัญคือการสื่อสาร</strong> องค์กรควรมีข้อมูลสำคัญหลายภาษา หรืออย่างน้อยต้องมีช่องทางสื่อสารที่แรงงานเข้าใจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นกฎความปลอดภัย ขั้นตอนลา การรับค่าจ้าง ช่องทางร้องเรียน หรือแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ</p>
<p><strong>นอกจากนี้ HR ควรอบรมหัวหน้างานให้เข้าใจวิธีบริหารทีมที่มีความต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม</strong> เพราะหัวหน้างานคือคนที่อยู่ใกล้แรงงานที่สุด และเป็นจุดที่ปัญหาหลายอย่างเริ่มต้นหรือถูกแก้ได้เร็วที่สุด</p>
<p><strong>สุดท้าย องค์กรควรเชื่อมเรื่องนี้เข้ากับ ESG และ Compliance</strong> ไม่ใช่มองเป็นงานเอกสารของ HR เพียงอย่างเดียว เพราะการจ้างแรงงานอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และปลอดภัย คือส่วนหนึ่งของความยั่งยืนทางธุรกิจ</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ข่าวไทยเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของตลาดแรงงานไทยยุคใหม่</p>
<p>ในวันที่แรงงานขาดแคลน สังคมสูงวัย และธุรกิจยังต้องการแรงงานจำนวนมาก การบริหารแรงงานต่างชาติและแรงงานเปราะบางจะกลายเป็นโจทย์สำคัญของ HR มากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>แต่การแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนไม่ควรจบแค่การหาแรงงานเพิ่ม คำถามที่สำคัญกว่าคือ องค์กรมีระบบจ้างงานที่ถูกต้องหรือไม่ ดูแลแรงงานทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และสามารถทำให้แรงงานที่มีความหลากหลายทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีหรือไม่</p>
<p><strong>เพราะองค์กรที่แข่งขันได้ในอนาคต คือองค์กรที่ดูแลแรงงานทุกกลุ่มได้ดีที่สุด ไม่ใช่องค์กรที่หาคนได้เร็วที่สุดเสมอไป</strong></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/">และหากองค์กรของคุณกำลังมองหาเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Recruitment, HR Outsourcing, Payroll, HR Compliance, HRIS, Workforce Management หรือระบบดูแลแรงงานต่างชาติ สามารถค้นหา HR Solution ที่เหมาะกับองค์กรผ่าน HREX ได้เลย</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-jobs-myanmar-refugees-could-show-way-forward-asian-nations-un-says-2026-06-09/" target="_blank" rel="noopener">Reuters</a></li>
<li><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Human_trafficking_in_Thailand" target="_blank" rel="noopener">Human_trafficking_in_Thailand</a></li>
<li><a href="https://www.theguardian.com/global-development/2025/oct/22/thailand-to-let-myanmar-refugees-work-aid-cuts-labour-shortages" target="_blank" rel="noopener">TheGuardian</a></li>
<li><a href="https://apnews.com/article/thailand-myanmar-online-scam-centers-repatriation-133efbf0529fafacf91a4aee27d48a87" target="_blank" rel="noopener">APnews</a></li>
<li><a href="https://www.wsj.com/economy/global/without-remedy-countries-with-aging-populations-are-set-for-weaker-income-growth-says-oecd-7ad9d2e7" target="_blank" rel="noopener">WSJ</a></li>
<li><a href="https://www.hrw.org/news/2025/08/27/thailand-allows-myanmar-refugees-in-camps-to-work-legally" target="_blank" rel="noopener">HRW</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/thailand-myanmar-workforce-planning-260625/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/tudor-revival-260615/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/tudor-revival-260615/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jun 2026 17:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Tudor]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50231</guid>

					<description><![CDATA[เวลาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรหรือภาพลักษณ์องค์กร เราอาจจะคิดว่าแค่เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ปรับโฉมไลน์สินค้าใหม่ ก็ทำให้คนมองเห็นความแตกต่าง และน่าจะจดจำทางทิศแบบใหม่ ๆ ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ แคมเปญใหม่ หรือสินค้าใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้วัฒนธรรมองค์กร ทำให้แนวคิดของคนในองค์กรเปลี่ยนไปตามนั้นได้จริง ๆ ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้ ต้องเริ่มจากผู้นำที่มองเห็นว่าองค์กรควรเดินไปทางไหน กล้าตัดสินใจเปลี่ยนสิ่งที่เคยคุ้น และพาคนทั้งองค์กรเชื่อในทิศทางเดียวกันได้ และรู้หรือไม่ว่า หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในโลกธุรกิจก็ว่าได้เกิดขึ้นกับ Tudor แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่เคยถูกมองว่าเป็นแบรนด์น้องของ Rolex ซึ่งเป็นนาฬิกาหรูที่เป็นที่ต้องการสูง ไม่แพ้ Patek Philippe, Audemars Piguet และ Omega เป็นต้น มานานหลายสิบปี แต่ Tudor กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสร้างตัวตนใหม่ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มีเสน่ห์ โฉบเฉี่ยว และได้รับการยอมรับจากคนรักนาฬิกาในฐานะแบรนด์ที่ยืนได้ด้วยขาตัวเอง และอาจจะน่าสนใจกว่า Rolex เสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้นำที่มีวิสัยทัศนและศักยภาพในการพาแบรนด์ก้าวออกจากเงาที่พาดทับมานานตั้งแต่ถือกำเนิด คำถามคือ Tudor ทำอย่างไรถึงออกจากเงาของ Rolex ได้อย่างสวยงาม และ HR ไทยเรียนรู้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้บ้าง จุดเริ่มต้นของ Tudor: นาฬิกาคุณภาพระดับ Rolex ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50235" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-48.webp" alt="HREX Tudor Leadership" width="600" height="370" title="Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex 74" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-48.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-48-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เวลาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรหรือภาพลักษณ์องค์กร เราอาจจะคิดว่าแค่เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ปรับโฉมไลน์สินค้าใหม่ ก็ทำให้คนมองเห็นความแตกต่าง และน่าจะจดจำทางทิศแบบใหม่ ๆ ได้แล้ว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ แคมเปญใหม่ หรือสินค้าใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้วัฒนธรรมองค์กร ทำให้แนวคิดของคนในองค์กรเปลี่ยนไปตามนั้นได้จริง ๆ ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้ ต้องเริ่มจากผู้นำที่มองเห็นว่าองค์กรควรเดินไปทางไหน กล้าตัดสินใจเปลี่ยนสิ่งที่เคยคุ้น และพาคนทั้งองค์กรเชื่อในทิศทางเดียวกันได้</p>
<p>และรู้หรือไม่ว่า หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในโลกธุรกิจก็ว่าได้เกิดขึ้นกับ <a href="https://www.tudorwatch.com/en" target="_blank" rel="noopener"><strong>Tudor</strong> แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์</a>ที่เคยถูกมองว่าเป็นแบรนด์น้องของ <a href="https://www.rolex.com/th-th" target="_blank" rel="noopener">Rolex</a> ซึ่งเป็นนาฬิกาหรูที่เป็นที่ต้องการสูง ไม่แพ้ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/patek-philippe-training-230106/">Patek Philippe</a>, <a href="https://www.audemarspiguet.com/com/en/home.html" target="_blank" rel="noopener">Audemars Piguet</a> และ <a href="https://www.omegawatches.com/" target="_blank" rel="noopener">Omega</a> เป็นต้น มานานหลายสิบปี</p>
<p>แต่ Tudor กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสร้างตัวตนใหม่ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มีเสน่ห์ โฉบเฉี่ยว และได้รับการยอมรับจากคนรักนาฬิกาในฐานะแบรนด์ที่ยืนได้ด้วยขาตัวเอง และอาจจะน่าสนใจกว่า Rolex เสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้นำที่มีวิสัยทัศนและศักยภาพในการพาแบรนด์ก้าวออกจากเงาที่พาดทับมานานตั้งแต่ถือกำเนิด</p>
<p>คำถามคือ Tudor ทำอย่างไรถึงออกจากเงาของ Rolex ได้อย่างสวยงาม และ HR ไทยเรียนรู้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้บ้าง</p>

<h2>จุดเริ่มต้นของ Tudor: นาฬิกาคุณภาพระดับ Rolex ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า</h2>
<p>Tudor ถือกำเนิดขึ้นในปี 1946 จากฝีมือและวิสัยทัศน์ของ <strong>ฮานส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ซึ่งก็คือบิดาผู้ให้กำเนิด Rolex</strong> นี่เอง และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Tudor ถึงมีรากฐานผูกพันกับ Rolex อย่างลึกซึ้ง</p>
<p>ความตั้งใจแรกของวิลส์ดอร์ฟคือการสร้างนาฬิกาอีกแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายกว่า และยังรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือแบบเดียวกันกับ Rolex ซึ่งได้รับความนิยมติดลมบนไปแล้วจากการมีนาฬิกาจุดขายอย่าง Rolex Oyster, Rolex Oyster Perpetual และ Rolex Datejust</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50236" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-scaled.webp" alt="HREX Tudor Leadership" width="600" height="450" title="Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex 75" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-300x225.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-1024x768.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-768x576.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-1536x1152.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2696467843-2048x1536.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ปัญหาคือ เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นเงาที่บดบังตัวตนของ Tudor เสียเอง</p>
<p>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะ Tudor มักใช้ชิ้นส่วน ใช้การออกแบบ ใช้ลูกเล่นหลายอย่างที่มีต้นฉบับจาก Rolex แม้จะปรับออกมาให้เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง และมีนาฬิกาที่น่าสนใจหลายรุ่น นำโดย Tool Watch อย่าง Submariner, Chronograph ซึ่งพวกเขาพยายามผลักดันให้เป็นรุ่นที่หน่วยงานมืออาชีพ ทั้งนักดำน้ำและกองทัพเรือ เอาไปใช้งานอย่างสมบุกสมบัน แต่ปัญหาสำคัญคือ แบรนด์ยังคงถูกจดจำผ่านความสัมพันธ์กับ Rolex มากกว่าจะถูกจดจำจากตัวตนของตัวเอง</p>
<p>และยิ่งไปกว่านั้น ในวงการนาฬิกาช่วงหนึ่ง Tudor ยังถูกมองด้วยสายตาที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่า นั่นคือการที่นักสะสมบางกลุ่มซื้อ Tudor เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับร้านตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้พวกเขาสามารถซื้อ Rolex ได้ในภายหลัง</p>
<p>พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าใครเป็นลูกค้าใหม่ ไม่เคยซื้อ Rolex มาก่อน คุณต้องไปซื้อ Tudor มาก่อน แล้วถ้าสะสมยอดได้มากพอ จึงจะมีสิทธิ์ซื้อ Rolex นั่นเอง</p>
<p>นั่นหมายความว่า เวลาคนซื้อ Tudor ไป พวกเขาไม่ได้ซื้อเพราะรัก แต่ซื้อเพราะจำใจมากกว่า</p>
<p>นี่คือโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ที่มีมรดกแข็งแรง แต่ยังไม่มีบุคลิกชัดพอ ซึ่งกำลังรอให้ใครสักคนลุกขึ้นมาปฏิวัติ และชำระล้างใหม่</p>
<h2>เมื่อผู้นำที่ใช่เข้ามาปลุกแบรนด์ที่หลับใหล</h2>
<p>หลังจากอยู่ใต้ร่มเงา Rolex มานานกว่า 40-50 ปี ก็ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของ Tudor เสียทีในปี 2009 เมื่อ <strong>ฟิลิปเป้ เพเวอเรลลี่ (Philippe Peverelli) เข้ามารับตำแหน่ง CEO โดยมี ดาวิเด้ เซอร์ราโต (Davide Cerrato) เข้ามาผู้รับผิดชอบด้าน Marketing, Design และ Product Development</strong></p>
<p>และพวกเขาคือหัวหอกสำคัญที่ประกาศชัดว่า <em>&#8220;แบรนด์ต้องกล้าส่องกระจก และยอมรับให้ได้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร&#8221;</em></p>
<p>และนั่นคือสิ่งที่เขาทำกับ Tudor จริง ๆ แล้วเป้าหมายในการ Transform องค์กรของเขา ไม่ใช่การหนีจากเงาของ Rolex และอันที่จริง Tudor ไม่ได้ต้องตัดขาดจาก Rolex อย่างสิ้นเชิง เป็นอีกแบรนด์ที่ไม่ได้อิงกับประวัติศาสตร์ของใด ๆ ของแบรนด์พี่ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาแค่ต้องย้อนมองกลับมาสำรวจตัวเองใหม่ แล้วดึงคุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์ออกมาเล่าให้ผู้คนมองเห็นอย่างเด่นชัด</p>
<p>เพเวอเรลลี่และเซอร์ราโตกลับไปขุดค้นรากเดิมของ Tudor แล้วตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เลือกหยิบสิ่งที่ดีที่สุดจากอดีตกลับมาเล่าใหม่ ทั้งความเป็นนาฬิกาใช้งานจริง ความแข็งแรงของ Tool Watch ดีไซน์วินเทจ และรายละเอียดเฉพาะตัวอย่าง <strong>Snowflake Hands</strong> หรือเข็มรูปทรงพิเศษที่กลายเป็นลายเซ็นของแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เซอร์ราโตอธิบายกระบวนการทำงานของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า เขามองหาบางสิ่งที่เป็นเหมือน &#8220;โครโมโซม&#8221; เพื่อนำมาสร้าง DNA ของแบรนด์ขึ้นใหม่ ไม่ได้ออกแบบนาฬิกาใหม่จากศูนย์ แต่กลับไปขุดประวัติศาสตร์ของแบรนด์ หาองค์ประกอบที่มีพลัง แล้วนำมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย</p>
<p>ผลที่ได้คือ ในปี 2010 Tudor เปิดตัว <strong>Heritage Chrono</strong> ซึ่งเป็นสัญญาณแรกของการกลับมาอย่างจริงจัง ตัวนาฬิกามาพร้อมความน่าสนใจ ก่อนที่ปี 2012 ที่ถือเป็นหลักไมล์สำคัญอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาเปิดตัวนาฬิกา <strong>Black Bay</strong> และ <strong>Pelagos</strong> ซึ่งกลายเป็น 2 รุ่นที่หลายคนในวงการนาฬิกาพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p><strong>Black Bay</strong> คือภาพแทนของ Tudor ยุคใหม่ที่หยิบแรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำวินเทจของแบรนด์มาผสมกับมาตรฐานการผลิตสมัยใหม่ กลายเป็นนาฬิกาที่ดูคลาสสิกแต่ไม่เชย มีรากเหง้าแต่ไม่ติดอยู่กับอดีต</p>
<p>ขณะที่ <strong>Pelagos</strong> คืออีกด้านหนึ่งของ Tudor ที่เน้นความเป็น Tool Watch เต็มตัว เท่ แข็งแรง ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงอย่างไม่อ้อมค้อม</p>
<p>ในเวลาเพียงไม่กี่ปี Tudor จึงเปลี่ยนจากแบรนด์ที่ถูกมองว่าน่าเบื่อหรือเดินตาม Rolex กลายเป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิกาเริ่มพูดถึงด้วยน้ำเสียงใหม่ บางคนถึงขั้นมองว่า Tudor บางรุ่นมีเสน่ห์และน่าสะสมกว่า Rolex บางรุ่นเสียอีก เพราะให้ทั้งดีไซน์ ประวัติศาสตร์ คุณภาพ และความรู้สึกจับต้องได้มากกว่า</p>
<h2>Tudor ไม่ได้แค่เปลี่ยนสินค้า แต่เปลี่ยนความหมายของแบรนด์</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50233" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-scaled.webp" alt="HREX Tudor Leadership" width="600" height="400" title="Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex 76" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_2375612043-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>สิ่งที่ทำให้ Tudor น่าสนใจไม่ใช่แค่การออกนาฬิกาดี ๆ หลายรุ่น แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนรับรู้ต่อแบรนด์ด้วย</p>
<p>จากเดิมที่ Tudor ถูกนิยามผ่าน Rolex แบรนด์ค่อย ๆ สร้างภาษาใหม่ของตัวเองผ่านคำว่า &#8220;Born to Dare&#8221; ซึ่งสะท้อนจุดยืนของแบรนด์ในฐานะนาฬิกาที่กล้าแตกต่าง กล้าทดลอง และกล้าเชื่อมอดีตเข้ากับอนาคต และเพื่อให้คำนี้มีน้ำหนักมากกว่าแค่สโลแกน Tudor เลือกหา Ambassador ที่ตัวตนจริงในชีวิตสอดคล้องกับ Born to Dare อย่างแท้จริง</p>
<p>และการเลือก <strong>เดวิด เบคแฮม (David Beckham)</strong> มาเป็นพรีเซนเตอร์คือคำตอบ</p>
<p>ผู้คนที่ประสบความสำเร็จจากการกล้าเสี่ยง กล้าแตกต่าง และกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม ที่น่าสนใจคือ เขาไม่ใช่แค่คนดังที่ถูกเลือกมาเป็นหน้าตาของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นคนรักนาฬิกาตัวยง มีทั้ง Rolex และ Tudor อยู่ในคอลเลกชั่นของตัวเองหลายเรือน</p>
<p>เบคแฮมเคยอธิบายว่าสิ่งที่ดึงดูดเขาให้สนใจ Tudor คือความพิถีพิถันในรายละเอียดของนาฬิกา รวมถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่ผูกพันกับการผจญภัย ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของการบุกเบิก</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การเลือกหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกมาร่วมแคมเปญจึงไม่ใช่แค่การจ้างพรีเซนเตอร์ทั่วไป แต่เป็นการเลือกคนที่มีภาพลักษณ์และความสนใจจริงสอดคล้องกับตัวตนใหม่ของ Tudor จนทำให้ความร่วมมือนี้ดูน่าเชื่อถือ และยังดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปีแล้ว</p>
<p>องค์กรจำนวนมากมักมองข้ามสิ่งนี้ เวลาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแบรนด์ หลายองค์กรเริ่มจากเปลี่ยนภาพ เปลี่ยนแคมเปญ หรือเปลี่ยนวิธีสื่อสาร แต่ Tudor แสดงให้เห็นว่า การรีแบรนด์ที่แข็งแรงต้องเริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า &#8220;เราเป็นใคร ?&#8221; และ &#8220;เราอยากให้คนจดจำเราแบบไหน ?&#8221;</p>
<p>เมื่อคำตอบชัด ทุกอย่างตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ การตลาด การสื่อสาร พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า ก็จะเดินไปในทิศทางเดียวกันเอง</p>
<h2>HR ไทยเรียนรู้อะไรจากกรณี Tudor ได้บ้าง</h2>
<h3>1. การเปลี่ยนแปลงองค์กรต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของผู้นำ</h3>
<p>Tudor ไม่ได้เปลี่ยนเพราะตลาดบังคับอย่างเดียว แต่เปลี่ยนเพราะผู้นำเห็นว่าแบรนด์มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียง &#8220;Rolex ราคาย่อมเยา&#8221; ซึ่งยิ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้นำยังไม่ชัดว่าองค์กรควรเป็นอะไร การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรก็มักกลายเป็นกิจกรรมระยะสั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน</p>
<h3>2. อย่าทิ้งรากเดิมขององค์กร แต่ต้องตีความใหม่ให้ทันยุค</h3>
<p>Tudor ไม่ได้หนีจากอดีตของตัวเอง แต่เลือกหยิบอดีตกลับมาใช้ให้ฉลาดกว่าเดิม องค์กรไทยหลายแห่งมีวัฒนธรรมที่ดี มีประวัติศาสตร์ที่แข็งแรง และมีคุณค่าบางอย่างที่พนักงานเชื่อมั่นอยู่แล้ว หน้าที่ของ HR และผู้นำจึงไม่ใช่การล้างทุกอย่างใหม่ แต่ต้องมองให้ออกว่าอะไรควรเก็บ อะไรควรปรับ และอะไรควรถูกเล่าใหม่</p>
<h3>3. การเปลี่ยนแบรนด์ภายนอกต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมภายใน</h3>
<p>Tudor ไม่ได้ขายภาพความกล้าแค่ในโฆษณา แต่ผลักดันให้มันผ่านออกมาทั้งในผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การเลือกพาร์ตเนอร์ และทิศทางธุรกิจจริง องค์กรไทยที่อยากทำ Employer Branding ก็ต้องระวังจุดนี้ เพราะถ้าภาพที่สื่อสารออกไปไม่ตรงกับประสบการณ์จริงของพนักงาน แบรนด์นายจ้างก็จะกลายเป็นเพียงคำโฆษณา</p>
<h3>4. ผู้นำต้องสร้างทีมที่แปลงวิสัยทัศน์ให้เป็นของจริงได้</h3>
<p>ความสำเร็จของ Tudor ไม่ได้มาจากผู้นำคนเดียว แต่เกิดจากทีมที่เข้าใจทั้งแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และตลาด ภาวะผู้นำที่ดีจึงไม่ใช่แค่การมีไอเดีย แต่ต้องสร้างระบบและทีมที่พาไอเดียนั้นไปสู่การลงมือทำได้จริง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47195" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex 77" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/how-to-choose-watches-for-hr-251011/">HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>เมื่อองค์กรต้องการเปลี่ยนเกม อาจต้องเริ่มจากการหาผู้นำที่ใช่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50234" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-scaled.webp" alt="HREX Tudor Leadership" width="600" height="400" title="Tudor บทเรียนภาวะผู้นำจากแบรนด์นาฬิกาที่พลิกตัวเองให้พ้นเงา Rolex 78" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/shutterstock_334183676-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>กรณีของ Tudor ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากผู้นำที่มองเห็นศักยภาพขององค์กรในมุมที่ต่างออกไป</p>
<p>ฟิลิปเป้ เพเวอเรลลี่ ไม่ได้เป็นผู้นำที่เติบโตจากวัฒนธรรมเดิมของ Tudor จนค่อย ๆ ขยับขึ้นมาภายในองค์กร แต่เขาเป็นผู้นำที่ก้าวเข้ามาในช่วงเวลาสำคัญ พร้อมภารกิจในการปลุกแบรนด์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้กรณีของ Tudor น่าสนใจมาก เพราะบางครั้งองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ เปลี่ยนวิสัยทัศน์ หรือออกจากกรอบเดิม อาจต้องการผู้นำจากภายนอกที่มีประสบการณ์ใหม่ มุมมองใหม่ และกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่องค์กรเคยทำมา</p>
<p>สำหรับ HR นี่คือบทเรียนสำคัญว่า การสรรหาผู้บริหารไม่ใช่แค่การหาคนที่มีประวัติการทำงานดี แต่ต้องหาคนที่เหมาะกับโจทย์การเปลี่ยนแปลงขององค์กร หากองค์กรกำลังอยู่ในช่วงต้องรีแบรนด์ ปรับกลยุทธ์ สร้างวัฒนธรรมใหม่ หรือพลิกธุรกิจจากภาวะนิ่งเฉยไปสู่การเติบโต การเลือกผู้นำผิดคนอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงหยุดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าเลือกผู้นำได้ถูกคน เขาคนนั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไร้ขีดจำกัด</p>
<p>หากองค์กรของคุณกำลังมองหาผู้บริหาร ผู้นำทีม หรือ Talent ระดับสูงที่สามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่รู้จะไปค้นหาจากไหน <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1">สามารถค้นหา Recruitment Agency และ Executive Search Firm เพื่อช่วยค้นหาคนที่เหมาะสม และเหมาะกับโจทย์ขององค์กรผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลย</a></p>
<h2>บทสรุป: สิ่งที่ Tudor ทิ้งไว้ ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือบทเรียนเรื่องการนำการเปลี่ยนแปลง</h2>
<p>วันนี้ Tudor ไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกพูดถึงในฐานะเงาของ Rolex แบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง มีคอลเลกชั่นสำคัญอย่าง Black Bay และ Pelagos มีโรงงานผลิตของตัวเอง มีมาตรฐานเทคนิคที่แข็งแรง และมีภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความกล้า ความเร็ว กีฬา และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย</p>
<p>แม้ปัจจุบัน ทั้งเพเวอเรลลี่และเซอร์ราโตจะออกจาก Tudor ไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาและทีมยุคนั้นทิ้งไว้ให้คือรากฐานที่ Tudor ยังยึดมั่นมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>แล้วองค์กรของ HR ทุกท่านล่ะ มีผู้นำที่มองเห็นอนาคต กล้าเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็น และพาคนทั้งองค์กรเดินไปทางเดียวกันได้แล้วหรือยัง ?</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://monochrome-watches.com/industry-news-new-ceo-tudor-watches-philippe-peverelli-move-rolex/" target="_blank" rel="noopener">Monochrome Watches</a></li>
<li><a href="https://www.watchaffinity.co.uk/blog/in-conversation-with-davide-cerrato/" target="_blank" rel="noopener">Watchaffinity</a></li>
<li><a href="https://www.hodinkee.com/articles/new-bremont-ceo-davide-cerrato" target="_blank" rel="noopener">Hodinkee</a></li>
<li><a href="https://www.wired.com/story/tudor-watch-factory/?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Wired</a></li>
<li><a href="https://youtu.be/DzSLfc-Ba8E?si=gBdgveC0tSpQinqx" target="_blank" rel="noopener">Youtube</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/tudor-revival-260615/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Uber ปลดทีม HR และ Recruiting: ถึงเวลา HR ต้องพิสูจน์ Business Value</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/uber-hr-recruitment-layoffs-business-value-260614/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/uber-hr-recruitment-layoffs-business-value-260614/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jun 2026 17:01:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Uber]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50225</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Uber ลดพนักงานในทีม People and Places ซึ่งรวม HR และ Recruitment เกือบ 1 ใน 4 ของทีม บริษัทระบุว่าการปรับลดครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง แต่เป็นเรื่องโครงสร้างที่ซับซ้อน งานซ้ำซ้อน และการทำงานที่ไม่เชื่อมกับธุรกิจมากพอ ข่าวนี้สะท้อนว่า HR เองก็กำลังถูกท้าทายให้พิสูจน์คุณค่าทางธุรกิจมากขึ้น ข่าวการเลิกจ้าง HR ออกมาเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้มีกรณีของ Bolt ปลดทีม HR ทั้งแผนก และข่าวล่าสุดของ Uber ที่มีการปลดคนอีก ทั้งพนักงานสายเทคนิค ฝ่ายปฏิบัติการ รวมถึงทีม People and Places ซึ่งครอบคลุมงาน HR และ Recruitment โดยตรง Uber ประกาศลดพนักงานในทีม People and Places 23% ขณะที่บริษัทชี้ว่า การปรับลดครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุจาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Uber ลดพนักงานในทีม People and Places ซึ่งรวม HR และ Recruitment เกือบ 1 ใน 4 ของทีม</li>
<li>บริษัทระบุว่าการปรับลดครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง แต่เป็นเรื่องโครงสร้างที่ซับซ้อน งานซ้ำซ้อน และการทำงานที่ไม่เชื่อมกับธุรกิจมากพอ</li>
<li>ข่าวนี้สะท้อนว่า HR เองก็กำลังถูกท้าทายให้พิสูจน์คุณค่าทางธุรกิจมากขึ้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50229" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-45.webp" alt="Uber HR Business Value" width="600" height="370" title="Uber ปลดทีม HR และ Recruiting: ถึงเวลา HR ต้องพิสูจน์ Business Value 82" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ข่าวการเลิกจ้าง HR ออกมาเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/bolt-dismiss-hr-260527/">มีกรณีของ Bolt ปลดทีม HR ทั้งแผนก</a> และข่าวล่าสุดของ Uber ที่มีการปลดคนอีก ทั้งพนักงานสายเทคนิค ฝ่ายปฏิบัติการ รวมถึงทีม People and Places ซึ่งครอบคลุมงาน HR และ Recruitment โดยตรง</p>
<p><a href="https://www.uber.com/" target="_blank" rel="noopener">Uber</a> ประกาศลดพนักงานในทีม People and Places 23% ขณะที่บริษัทชี้ว่า การปรับลดครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุจาก AI โดยตรง แต่เป็นผลจากโครงสร้างที่ซับซ้อน หน้าที่ซ้ำซ้อน และบางทีมที่ทำงานห่างจากความต้องการของธุรกิจมากเกินไป</p>
<p>ข่าวนี้สะท้อนอะไร HREX จะมาวิเคราะห์ให้อ่านกัน</p>

<h2>Uber ปลดทีม HR และ Recruiting เกือบ 1 ใน 4 เพราะอะไร ?</h2>
<p>Uber มีการปรับโครงสร้างทีม People and Places ซึ่งเป็นทีมที่ดูแลงานด้านบุคคล สถานที่ทำงาน HR และ Recruitment โดยการลดพนักงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทีมดังกล่าวเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนทีมทั้งหมด</p>
<p>แม้ในภาพรวม การลดพนักงานครั้งนี้จะกระทบพนักงานน้อยกว่า 1% ของพนักงาน Uber ทั่วโลกที่มีกว่า 34,000 คน แต่เมื่อมองเฉพาะทีม People and Places ถือว่าเป็นการปรับลดที่มีนัยสำคัญมากพอสมควร</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ Uber พยายามแยกข่าวนี้ออกจากประเด็น AI โดยระบุว่า <strong>การปรับลดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการนำ AI มาแทนที่ HR หรือ Recruiter โดยตรง แต่เกิดจากการทบทวนโครงสร้างองค์กรที่เริ่มซับซ้อน มีงานที่ทับซ้อนกัน และมีบางส่วนที่ไม่เชื่อมกับความต้องการของธุรกิจมากพอ</strong></p>
<p>ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาของ HR อาจจะอยู่ที่การออกแบบฟังก์ชันว่ายังตอบโจทย์ธุรกิจในวันที่องค์กรต้องการความเร็ว ความคล่องตัว และผลลัพธ์ที่ชัดเจนหรือไม่ เพราะหาก HR ไม่ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กร แผนกนี้ก็พร้อมเป็นตัวเลือกในการถูก <a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/">Layoff</a> อันดับแรก ๆ เสมอ</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32567" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า.png" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="Uber ปลดทีม HR และ Recruiting: ถึงเวลา HR ต้องพิสูจน์ Business Value 83" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-fire-230902/">วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>การ Layoff คือคำถามต่อ HR Function</h2>
<p>ในอดีต HR มักถูกมองว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่ดูแลเรื่องเอกสาร สวัสดิการ กฎระเบียบ การสรรหา การอบรม และการดูแลพนักงาน บทบาทเหล่านี้ยังจำเป็นอยู่ แต่ในโลกการทำงานปัจจุบัน องค์กรไม่ได้คาดหวังให้ HR ทำเพียงงานหลังบ้านอีกต่อไป</p>
<p>ธุรกิจต้องการ HR ที่เข้าใจว่าองค์กรกำลังโตทางไหน ต้องการคนแบบไหน ตำแหน่งใดคือจุดคอขวดของการเติบโต คนเก่งกลุ่มใดต้องรักษาไว้ และทีมไหนควรถูกพัฒนาให้สร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น</p>
<p>เมื่อองค์กรเข้าสู่ช่วงที่ต้องควบคุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทุกหน่วยงานจึงต้องตอบคำถามเดียวกันว่า “คุณช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นอย่างไร ?”</p>
<p>และ HR เองก็ได้รับโจทย์เดียวกัน</p>
<p>ถ้างาน HR ยังถูกมองว่าเป็นงานเชิงกระบวนการอย่างเดียว เช่น รับคำขอ เปิดตำแหน่ง นัดสัมภาษณ์ จัดอบรม หรือทำเอกสาร องค์กรอาจเริ่มตั้งคำถามว่างานเหล่านี้สามารถทำให้ง่ายขึ้น รวมศูนย์ขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วยมากขึ้น หรือแม้แต่ลดจำนวนคนทำงานลงได้หรือไม่</p>
<p>แต่ถ้า HR สามารถพิสูจน์ได้ว่า งานของตัวเองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเรื่องคนได้ดีขึ้น จ้างคนที่เหมาะสมขึ้น ลด Turnover ของคนสำคัญได้จริง เพิ่ม Productivity ของทีมได้จริง หรือช่วยให้ผู้นำตัดสินใจเรื่อง Workforce ได้แม่นขึ้น HR ก็จะไม่ได้เป็นแค่ Cost Center แต่เป็น <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/">Business Partner</a> ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตขององค์กร</p>
<h2>HR กับ Business Value</h2>
<p>คำว่า Business Value ของ HR ไม่ได้หมายความว่า HR ต้องกลายเป็นฝ่ายขาย หรือทำตัวเลขรายได้โดยตรงเสมอไปนะ แต่หมายถึง <strong>HR ต้องแสดงให้เห็นว่างานด้านคนส่งผลต่อเป้าหมายธุรกิจอย่างไร</strong></p>
<p>เช่น หากธุรกิจต้องการขยายตลาด แต่ HR ใช้เวลาสรรหาคนนานเกินไป ธุรกิจอาจเสียโอกาสทางการแข่งขัน หากองค์กรมีคนลาออกจากตำแหน่งสำคัญสูง ต้นทุนการสรรหาและการฝึกคนใหม่ก็สูงขึ้น หาก Manager ไม่มีทักษะในการบริหารทีม Productivity ของทั้งทีมก็ลดลง แม้บริษัทจะมีคนครบตามจำนวนก็ตาม</p>
<p>กล่าวคือ HR Business Value จึงอาจวัดได้จากหลายมิติ เช่น</p>
<ul>
<li>ลดระยะเวลาการสรรหาตำแหน่งสำคัญ</li>
<li>เพิ่มคุณภาพของการจ้างงาน</li>
<li>ลดการลาออกของพนักงานกลุ่ม Critical Talent</li>
<li>พัฒนาผู้นำให้บริหารทีมได้ดีขึ้น</li>
<li>ทำให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
<li>วางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ</li>
<li>ใช้ข้อมูลคนเพื่อช่วยผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น</li>
</ul>
<p>สิ่งเหล่านี้คือมิติที่ทำให้ HR ขยับจากการเป็นฝ่ายดูแลกระบวนการ ไปสู่การเป็นฟังก์ชันที่ช่วยออกแบบอนาคตขององค์กร</p>
<p>[ ล้อมกรอบ https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/ ]</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32693" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa.webp" alt="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="Uber ปลดทีม HR และ Recruiting: ถึงเวลา HR ต้องพิสูจน์ Business Value 84" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/">HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทเรียนสำหรับ HR จากข่าว Uber</h2>
<p>ข่าวนี้ให้บทเรียนสำคัญกับ HR อย่างน้อย 5 เรื่อง</p>
<h3>ข้อ 1: HR ต้องทบทวนงานของตัวเองว่าอะไรคือ Strategic Work และอะไรคือ Administrative Work</h3>
<p>งานเอกสาร งานประสานงาน และงาน Operation ยังจำเป็น แต่ไม่ควรกินเวลาจน HR ไม่มีพื้นที่ไปทำงานเชิงกลยุทธ์ ถ้างานเหล่านี้สามารถทำให้เป็นระบบ อัตโนมัติ หรือใช้เครื่องมือช่วยได้ HR ควรเริ่มปรับ</p>
<h3>ข้อ 2: HR ต้องมีตัวชี้วัดที่เชื่อมกับธุรกิจ ไม่ใช่ตัวชี้วัดกิจกรรมอย่างเดียว</h3>
<p>จำนวนคนเข้าอบรม จำนวนตำแหน่งที่เปิดรับ หรือจำนวนกิจกรรม Engagement อาจยังไม่พอ HR ต้องตอบให้ได้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นส่งผลต่อ Performance, Retention, Hiring Quality หรือ Productivity อย่างไร</p>
<h3>ข้อ 3: HR ต้องลดงานที่ซ้ำซ้อนและโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไป</h3>
<p>ถ้ามีหลายทีมทำงานใกล้เคียงกัน มีหลายขั้นตอนในการอนุมัติ หรือมีหลายระบบที่ไม่ได้เชื่อมกัน สุดท้าย HR จะกลายเป็นฟังก์ชันที่ช้า ทั้งที่ควรเป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้องค์กรเร็วขึ้น</p>
<h3>ข้อ 4: HR ต้องเข้าใจ Business Priority ก่อนออกแบบ People Priority</h3>
<p>ไม่ใช่ทุกโครงการ HR ที่ดีจะเป็นโครงการที่จำเป็นที่สุดในเวลานั้น HR ต้องเลือกทำสิ่งที่ตอบโจทย์ธุรกิจในช่วงเวลานั้นจริง ๆ</p>
<h3>ข้อ 5: HR ต้องใช้ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่แค่รายงานผลย้อนหลัง</h3>
<p>HR Data ที่ดีควรช่วยให้องค์กรคาดการณ์และป้องกันปัญหาได้ เช่น ทีมไหนเสี่ยงเสียคน ทีมไหนขาดทักษะสำคัญ ตำแหน่งใดต้องวาง Succession Plan หรือช่องทางใดให้คุณภาพผู้สมัครดีที่สุด</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>การที่ Uber ปรับลดทีม HR และ Recruiting ไม่ได้หมายความว่า <strong>HR กำลังหมดความสำคัญนะ แต่เรามองตรงกันข้าม ข่าวนี้อาจกำลังบอกว่า HR สำคัญมากขึ้น แต่ความสำคัญนั้นต้องถูกพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่เชื่อมกับธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม</strong></p>
<p>HR ต้องช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเรื่องคนได้ดีขึ้น จ้างคนได้เหมาะขึ้น รักษาคนสำคัญได้ดีขึ้น พัฒนาทักษะที่จำเป็นได้เร็วขึ้น และออกแบบโครงสร้างกำลังคนให้พร้อมกับอนาคต</p>
<p>เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามของ HR ยุคใหม่อาจไม่ใช่แค่ว่า “เราดูแลพนักงานดีแค่ไหน”</p>
<p>แต่คือ “งานของ HR ทำให้ธุรกิจดีขึ้นอย่างไร” นั่นเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.cnbc.com/2026/06/03/uber-layoffs-people-division-ai.html" target="_blank" rel="noopener">cnbc</a></li>
<li><a href="https://www.businessinsider.com/uber-layoffs-ai-dara-khosrowshahi-2026-6" target="_blank" rel="noopener">Businessinsider</a></li>
<li><a href="https://www.sfchronicle.com/tech/article/uber-hr-recruiting-layoffs-22290190.php" target="_blank" rel="noopener">sfchronicle</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/uber-hr-recruitment-layoffs-business-value-260614/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แรงงานไทย 8.7 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะโดน AI แทนที่ แล้ว HR ต้องรับมืออย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/risk-losing-jobs-to-ai-hr-260610/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/risk-losing-jobs-to-ai-hr-260610/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 01:47:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ตกงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50178</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT NESDC ส่งสัญญาณเตือนแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก Generative AI โดยตรง การว่างงานระยะยาว (นานกว่า 1 ปี) เพิ่มขึ้น 27% สะท้อนว่าคนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ายากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลข Unemployment Rate ที่ยังต่ำไม่ได้แปลว่าตลาดแรงงานแข็งแรง — HR ต้องอ่านลึกกว่านั้น โจทย์ใหม่ขององค์กรไทยไม่ใช่ &#8220;จ้างคนได้ไหม&#8221; แต่คือ &#8220;จ้างคนที่ถูกต้องในบริบทที่เปลี่ยนไปแล้วได้ไหม&#8221; เราเคยได้ยินกันมานานว่า &#8220;AI จะมาแย่งงาน&#8221; แต่ส่วนใหญ่มักฟังแล้วผ่านไป เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมโรงงาน หรือเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ตัวเลขที่ออกมาในสัปดาห์นี้บอกว่า อนาคตนั้นมาถึงแล้ว สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) รายงานว่า แรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก Generative AI และในไตรมาสแรกของปี 2026 อัตราว่างงานไทยปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือราว 390,000 คน พร้อมกับสัญญาณที่น่ากังวลกว่านั้น คือ การว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>NESDC ส่งสัญญาณเตือนแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก Generative AI โดยตรง</li>
<li>การว่างงานระยะยาว (นานกว่า 1 ปี) เพิ่มขึ้น 27% สะท้อนว่าคนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ายากขึ้นเรื่อย ๆ</li>
<li>ตัวเลข Unemployment Rate ที่ยังต่ำไม่ได้แปลว่าตลาดแรงงานแข็งแรง — HR ต้องอ่านลึกกว่านั้น</li>
<li>โจทย์ใหม่ขององค์กรไทยไม่ใช่ &#8220;จ้างคนได้ไหม&#8221; แต่คือ &#8220;จ้างคนที่ถูกต้องในบริบทที่เปลี่ยนไปแล้วได้ไหม&#8221;</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50180" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-41.webp" alt="risk-losing-jobs-to-ai-hr" width="600" height="370" title="แรงงานไทย 8.7 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะโดน AI แทนที่ แล้ว HR ต้องรับมืออย่างไร ? 88" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-41.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-41-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เราเคยได้ยินกันมานานว่า <em>&#8220;AI จะมาแย่งงาน&#8221;</em> แต่ส่วนใหญ่มักฟังแล้วผ่านไป เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมโรงงาน หรือเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง</p>
<p>แต่ตัวเลขที่ออกมาในสัปดาห์นี้บอกว่า อนาคตนั้นมาถึงแล้ว</p>
<p>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) รายงานว่า <strong>แรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก Generative AI</strong> และในไตรมาสแรกของปี 2026 อัตราว่างงานไทยปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือราว 390,000 คน พร้อมกับสัญญาณที่น่ากังวลกว่านั้น คือ <strong>การว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27%</strong></p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้อาจยังดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ แต่สำหรับ HR และผู้บริหารองค์กร นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม</p>

<h2>แรงงานไทย 8.7 ล้านคน เสี่ยงตกงานแค่ไหน ?</h2>
<p>ตัวเลขที่ประเมินไว้ว่าจะมีคนตกงาน 8.7 ล้านคน ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะตกงานทันทีใน 1-2 วันนี้ แต่หมายความว่า <strong>งานที่พวกเขาทำอยู่กำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน</strong></p>
<p>Generative AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงานเร็วขึ้น แต่กำลัง Redesign ว่างานบางประเภทจำเป็นต้องมีคนทำอยู่ไหม หรือต้องการคนในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>สายงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักไม่ใช่งาน Manual แต่กลับเป็นงาน <strong>Cognitive และ White-Collar</strong> เช่น</p>
<ul>
<li>งานด้านการประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์รายงาน</li>
<li>งาน Back-office ที่ต้องใช้ทักษะซ้ำ ๆ</li>
<li>งานด้านการเขียน สรุปเอกสาร แปลภาษา</li>
<li>บางส่วนของงาน Customer Service, HR Operations, Finance Operations</li>
</ul>
<p>สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายองค์กรไทยยังไม่ได้ประเมินว่า <strong>ใน Workforce ของตัวเองมีสัดส่วนงานประเภทนี้อยู่มากแค่ไหน และกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอีก 12–24 เดือนข้างหน้า</strong></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50157" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37.webp" alt="White-Collar Recession" width="600" height="370" title="แรงงานไทย 8.7 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะโดน AI แทนที่ แล้ว HR ต้องรับมืออย่างไร ? 89" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/white-collar-recession-260609/">White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ทำไมการว่างงานระยะยาวพุ่ง 27% จึงเป็นสัญญาณที่น่ากลัว ?</h2>
<p>จากตัวเลข Unemployment Rate หรืออัตราว่างงานของไทย อาจปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% ดูเผิน ๆ อาจเหมือนเลขต่ำ ไม่ได้น่าหวาดหวั่นเท่าใด</p>
<p>แต่เมื่อมองไปที่ตัวเลขการว่างงานระยะยาว (Long-term Unemployment) ที่เพิ่มขึ้น 27% ส่งสัญญาณเตือนว่า <strong>คนที่ออกจากงานแล้ว จะกลับเข้าสู่ระบบได้ยากขึ้นมาก</strong></p>
<p>ไม่ใช่เพราะขาดประสบการณ์ แต่เพราะทักษะที่มีอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการในยุคที่ AI เริ่มเข้ามาทำงานบางส่วนแทน และองค์กรหลายแห่งกำลังอยู่ในโหมด Redesign Role มากกว่าแค่ Hire to Replace</p>
<p>มันหมายความว่า คนที่เคยเก่งและดีพอเมื่อปี 2023 อาจไม่ได้ดีแบบเดิมอีกแล้วในปี 2026</p>
<h2>บทเรียนสำหรับ HR และผู้บริหารองค์กรไทย</h2>
<p>ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แค่บอกว่า &#8220;ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยน&#8221; แต่กำลังบอกว่า <strong>กลยุทธ์ HR ที่องค์กรใช้อยู่ อาจถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่กำลังหายไปแล้ว</strong></p>
<h3>1. Skills Mapping คือสิ่งที่ต้องทำทันที</h3>
<p>ก่อนที่ AI จะมา Disrupt จากนอกองค์กร ให้ถามตัวเองว่า คุณรู้ไหมว่าในองค์กรของคุณมีทักษะอะไรบ้าง ? ทักษะไหนที่กำลังจะล้าสมัย ? และทักษะอะไรที่องค์กรต้องการในอีก 2 ปีข้างหน้า ?</p>
<p>องค์กรที่ทำ Skills Mapping ได้ก่อนจะมีข้อได้เปรียบอย่างมาก ทั้งในการ Reskill คนเดิม และการ Hire คนใหม่ที่ตรงกับความต้องการจริง</p>
<h3>2. Internal Mobility ต้องไม่ใช่แค่นโยบาย</h3>
<p>แทนที่จะ Layoff คนที่ทักษะที่เคยมีไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป แล้วจ้างคนใหม่เข้ามาแทน องค์กรควรลงทุนกับ Internal Mobility อย่างจริงจัง ทั้งการ Reskill, Cross-functional Move และการสร้าง Career Path ใหม่สำหรับบทบาทที่ AI เข้ามาเสริม ไม่ใช่แทนที่ทั้งหมด</p>
<h3>3. Workforce Planning ต้องมองไกลกว่า Headcount</h3>
<p>HR ที่ยังวางแผนกำลังคนด้วยการนับจำนวนหัวและตำแหน่งงานว่างอยู่ กำลังวางแผนสำหรับโลกเก่า แต่ Workforce Planning ในยุคนี้ต้องตอบได้ว่า บทบาทไหนในองค์กรที่ AI จะเข้ามาเพิ่มคุณค่า ? บทบาทไหนที่ต้องออกแบบใหม่ ? และองค์กรต้องการ Human Capability ในรูปแบบใดเพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ?</p>
<h3>4. อย่าอ่านตลาดแรงงานแค่จากตัวเลข Unemployment</h3>
<p>ตัวเลขว่างงานต่ำไม่ได้แปลว่าคนหาง่าย หรือตลาดแรงงานแข็งแรง เพราะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือ Skills Mismatch หรือคนมีอยู่ แต่ทักษะไม่ตรง และคนที่มีทักษะที่ตลาดต้องการกำลังถูกแย่งตัวกันอย่างหนัก</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43335" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-27T200457.117.webp" alt="Strength-Based Recruitment สรรหาพนักงานโดยเน้นจุดแข็ง เพื่อองค์กรที่แข็งแกร่ง" width="600" height="370" title="แรงงานไทย 8.7 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะโดน AI แทนที่ แล้ว HR ต้องรับมืออย่างไร ? 90" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-27T200457.117.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-27T200457.117-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/strength-based-recruitment-250228/">Strength-Based Recruitment คืออะไร ? ทำไมควรให้ความสำคัญกับจุดแข็ง ?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>มุมมองจาก HREX</h2>
<p>การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทยไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ AI เป็นตัวเร่ง</p>
<p>องค์กรที่จะผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีเงินทุนมากที่สุด แต่คือ<strong>องค์กรที่เตรียมคนได้เร็วที่สุด และ HR คือแนวหน้าของการเตรียมนั้น</strong></p>
<p>คำถามที่ HREX อยากฝากให้คิดสำหรับสัปดาห์นี้ <em>&#8220;ถ้า GenAI เข้ามาทำงาน 30% ในองค์กรของคุณได้ในอีก 2 ปี HR ของคุณมีแผนสำหรับ 70% ที่เหลือแล้วหรือยัง ?&#8221;</em></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ความเสี่ยงที่แรงงานไทย 8.7 ล้านคนจะตกงานคือ <strong>สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีว่าถึงเวลาแล้วที่ HR ต้องก้าวจาก Operational Role ไปสู่ Strategic Role อย่างแท้จริง</strong></p>
<p>การว่างงานระยะยาวที่พุ่งขึ้น 27% บอกว่าตลาดไม่ได้ไม่มีคน แต่ระบบการพัฒนาทักษะและการออกแบบงานกำลังตามไม่ทัน AI ที่เดินหน้าต่อโดยไม่รอใคร</p>
<p>องค์กรที่เริ่ม Workforce Planning, Skills Mapping และ HR Transformation ตั้งแต่วันนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นมาถึงเต็มตัว</p>
<p>หากต้องการประเมินความพร้อมขององค์กรในการรับมือกับ AI Disruption? HREX ให้บริการ Free HR Assessment สำหรับองค์กรที่สนใจเริ่มต้น HR Transformation อย่างมีทิศทาง</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener">ติดต่อ HREX เพื่อนัด Free HR Consultation ได้เลยที่นี่</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2026/05/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C-Q1-69_26.06.04_Pub.pdf" target="_blank" rel="noopener">สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) — รายงานภาวะตลาดแรงงานไทย Q1/2026</a></li>
<li><a href="https://www.nationthailand.com/business/economy/40066648" target="_blank" rel="noopener">The Nation Thailand — Thailand&#8217;s labour market faces three shocks</a></li>
<li><a href="https://www.adp.com/resources/articles-and-insights/articles/h/hr-trends-guidebook-2026.aspx" target="_blank" rel="noopener">ADP 2026 HR Trends Guide</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/risk-losing-jobs-to-ai-hr-260610/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/white-collar-recession-260609/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/white-collar-recession-260609/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 03:07:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[White-Collar Recession]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50154</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT White-Collar Recession คือภาวะที่คนทำงานสายออฟฟิศเริ่มหางานยากขึ้น แม้มีประสบการณ์สูงก็ตาม แถมยังยอมลดเงินเดือนเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประเด็นนี้ทำให้ตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะ Low Hire, Low Fire คือไม่ปลดหนัก แต่ก็ไม่จ้างเพิ่มมาก ปัจจัยหลักคือ เทคโนโลยี AI, Hiring Freeze และเศรษฐกิจชะลอ กำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจกลับไปอยู่ฝั่งนายจ้างอีกครั้ง เราอาจคุ้นชินกับภาพของการเปลี่ยนงานในฐานะทางลัดสู่ความก้าวหน้า เช่น อัปเงินเดือน ขยับตำแหน่ง หรือหางานที่ให้คุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในสายงาน White-Collar หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ทว่าภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว องค์กรลดต้นทุน การจ้างงานใหม่ช้าลง และ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของงานหลายประเภท ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนงานเพื่อ “เติบโต” อีกต่อไป แต่กำลังยอมรับ “งานที่เงินเดือนต่ำลง” เพื่อให้ตัวเองกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง Business Insider สะท้อนปรากฏการณ์นี้ผ่านบทความชื่อ “Congratulations, here&#8217;s a pay cut” หรือแปลแบบตรงตัวว่า “ยินดีด้วย คุณได้งานใหม่…พร้อมเงินเดือนที่ลดลง” สะท้อนภาพของ White-Collar Recession [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>White-Collar Recession คือภาวะที่คนทำงานสายออฟฟิศเริ่มหางานยากขึ้น แม้มีประสบการณ์สูงก็ตาม แถมยังยอมลดเงินเดือนเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน</li>
<li>ประเด็นนี้ทำให้ตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะ Low Hire, Low Fire คือไม่ปลดหนัก แต่ก็ไม่จ้างเพิ่มมาก</li>
<li>ปัจจัยหลักคือ เทคโนโลยี AI, Hiring Freeze และเศรษฐกิจชะลอ กำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจกลับไปอยู่ฝั่งนายจ้างอีกครั้ง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50157" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37.webp" alt="White-Collar Recession" width="600" height="370" title="White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน 94" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-37-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เราอาจคุ้นชินกับภาพของการเปลี่ยนงานในฐานะทางลัดสู่ความก้าวหน้า เช่น อัปเงินเดือน ขยับตำแหน่ง หรือหางานที่ให้คุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในสายงาน White-Collar หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศ</p>
<p>ทว่าภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว องค์กรลดต้นทุน การจ้างงานใหม่ช้าลง และ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของงานหลายประเภท ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนงานเพื่อ “เติบโต” อีกต่อไป แต่กำลังยอมรับ “งานที่เงินเดือนต่ำลง” เพื่อให้ตัวเองกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง</p>
<p>Business Insider สะท้อนปรากฏการณ์นี้ผ่านบทความชื่อ “<em><a href="https://www.businessinsider.com/employees-taking-pay-cuts-huge-numbers-2026-3" target="_blank" rel="noopener">Congratulations, here&#8217;s a pay cut</a></em>” หรือแปลแบบตรงตัวว่า “<em>ยินดีด้วย คุณได้งานใหม่…พร้อมเงินเดือนที่ลดลง</em>” สะท้อนภาพของ White-Collar Recession หรือภาวะถดถอยของตลาดแรงงานได้อย่างชัดเจน</p>
<p>แล้ว White-Collar Recession คืออะไร ? ทำไมแม้แต่คนที่มีประสบการณ์สูงหรือปริญญาดีก็เริ่มหางานยากขึ้น และสิ่งนี้กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างไรบ้าง บทความนี้ HREX จะพาไปวิเคราะห์กัน</p>

<h2>White-Collar Recession คืออะไร ?</h2>
<p>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดแรงงานสาย White-Collar หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศเคยอยู่ในยุคที่คนเปลี่ยนงานเพื่อโอกาสที่ดีกว่าเดิม แต่ตอนนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จนหลายสื่อเริ่มใช้คำว่า <strong>White-Collar Recession หรือภาวะถดถอยของตลาดแรงงาน</strong> เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่คนทำงานออฟฟิศเริ่มหางานยากขึ้น ใช้เวลาว่างงานนานขึ้น และในหลายกรณีต้องยอมรับงานใหม่ที่เงินเดือนต่ำกว่าเดิม</p>
<p>จากบทความของ Business Insider เล่ากรณีของคนทำงานคนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้างตั้งแต่ปี 2023 สมัครงานไปกว่า 1,600 ตำแหน่ง สัมภาษณ์ 78 ครั้ง และสุดท้ายได้งานใหม่แบบสัญญาจ้าง 6 เดือน แถมเงินเดือนเหลือเพียงครึ่งเดียวจากเดิม</p>
<p>กล่าวคือ White-Collar Recession กำลังกลายเป็นการได้งานที่ต้องแลกทั้งการลดเงินเดือน ลดตำแหน่ง หรือแม้แต่ลดความคาดหวังต่อเส้นทางอาชีพของตัวเองลงไปแล้ว</p>
<h2>ตลาดแรงงานอาจไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิด</h2>
<p>หากดูแค่ตัวเลขอัตราว่างงาน (Unemployment Rate) ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจยังดูไม่ได้เลวร้ายมากนัก เพราะอัตราว่างงานในช่วงต้นปี 2026 ยังอยู่ราว 4% กว่า ๆ แต่ปัญหาคือ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อน “คุณภาพของการจ้างงาน” ทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่ถูกเลิกจ้างแล้วต้องใช้เวลาหางานนานขึ้น หรือสุดท้ายต้องยอมรับตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมและค่าตอบแทนน้อยลงเพื่อให้ตัวเองกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง</p>
<p>เช่นเดียวกับประเทศไทย แม้ตัวเลขอัตราว่างงานโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดย <a href="https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/2026/05/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AF%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA-4-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-68-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C.pdf" target="_blank" rel="noopener">สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO)</a> รายงานว่า อัตราว่างงานไทยช่วงปลายปี 2025 อยู่ต่ำกว่า 1% แต่ตลาดแรงงานไทยเองก็เริ่มมีสัญญาณคล้ายกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และสายงาน White-Collar ที่การแข่งขันสูงขึ้น ตำแหน่งเปิดใหม่โตช้าลง และหลายองค์กรเริ่มชะลอการจ้างงานจากแรงกดดันเศรษฐกิจ ต้นทุนธุรกิจ และการเข้ามาของ AI ในบางสายงาน</p>
<p>นอกจากนี้ ข้อมูลจาก <a href="https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/prachchat-chayawadee-jan26.html" target="_blank" rel="noopener">ธนาคารแห่งประเทศไทย</a> ยังสะท้อนว่า ธุรกิจจำนวนมากยังอยู่ในโหมดระวังตัวมากกว่าเร่งขยายคน ทำให้แม้ภาพรวมการว่างงานจะยังไม่สูง แต่ความรู้สึกของคนทำงานจำนวนมากกลับอยู่ในภาวะ “งานมีน้อยลง หายากขึ้น และเปลี่ยนงานยากกว่าเดิม” อย่างชัดเจน</p>
<p>สถานการณ์นี้เรียกว่า L<strong>ow Hire, Low Fire Market</strong> หรือภาวะที่องค์กรไม่ได้ปลดคนจำนวนมหาศาลพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้เปิดรับคนใหม่มากพอเช่นกัน ส่งผลให้คนที่หลุดออกจากงานแล้วกลับเข้าสู่ระบบได้ยากขึ้น ต้องแข่งขันสูงขึ้น และในหลายกรณีจำเป็นต้องลดความคาดหวังเรื่องเงินเดือน ตำแหน่ง หรือความมั่นคงของงานลง</p>
<h2>เปลี่ยนงานวันนี้ ไม่ได้แปลว่า “เงินเดือนเพิ่ม”</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50158" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/Cute_Eyes-1.webp" alt="White-Collar Recession" width="600" height="361" title="White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน 95" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/Cute_Eyes-1.webp 1200w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/Cute_Eyes-1-300x181.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/Cute_Eyes-1-1024x617.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/Cute_Eyes-1-768x463.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>อ้างอิงข้อมูลจาก <a href="https://www.reveliolabs.com/news/macro/why-switching-jobs-is-no-longer-paying-off/" target="_blank" rel="noopener">Revelio Labs</a> พบว่า สัดส่วนของคนที่เปลี่ยนงานแล้วได้เงินเดือนเพิ่มเกิน 10% ลดลงจากจุดสูงสุดราว 54% ในปี 2022 เหลือเพียงประมาณ 41% ในปี 2025 สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่ “นายจ้างมีอำนาจต่อรองมากขึ้น” ขณะที่ผู้สมัครมีทางเลือกน้อยลง</p>
<p>ผลที่ตามมาคือ <strong>คนจำนวนมากเริ่มยอมรับงานใหม่ที่จ่ายต่ำกว่าเดิม เพื่อแลกกับโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน</strong> โดยเฉพาะในกลุ่ม White-Collar Workers ที่เผชิญทั้ง <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/hiring-freeze-260514/">Hiring Freeze</a>, การปรับโครงสร้างองค์กร (Restructuring) และการแข่งขันจาก AI ในบางสายงาน</p>
<p>การลดเงินเดือนจึงไม่ใช่เรื่องของความสมัครใจเสมอไป แต่กลายเป็นทางรอดในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน</p>
<p>หากมองกลับมาที่ประเทศไทย แม้จะยังไม่มีข้อมูลประเด็นนี้แน่ชัด แต่ภาพของการยอมลดเงินเดือนเพื่อให้ได้งานเริ่มเกิดขึ้นมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานสายออฟฟิศ, คนอายุ 40+ หรือกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างจากองค์กรขนาดใหญ่</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="https://expth.hrnote.asia/products/197?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">JobsDB by SEEK</a> ก่อนหน้านี้ยังสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากกังวลเรื่องความมั่นคงของงานมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่หลายองค์กรเริ่มชะลอการขึ้นเงินเดือนและระมัดระวังการจ้างงานมากขึ้นหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้มองว่างานปัจจุบันเป็น Comfort Zone นั่นเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40676" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-26T143317.177-1.webp" alt="ผลสำรวจจาก Jobsdb by SEEK ชี้คนไทยมากกว่า 1 ใน 3 เผยว่าการหางานที่ใช่ ยากกว่าการหารักที่โดนใจ!" width="600" height="370" title="White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน 96" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-26T143317.177-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-26T143317.177-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/jobsdb-by-seek-survey-240929/">ผลสำรวจจาก Jobsdb by SEEK ชี้คนไทยมากกว่า 1 ใน 3 เผยว่าการหางานที่ใช่ ยากกว่าการหารักที่โดนใจ!</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทเรียนสำหรับ HR</h2>
<p>ในมุมของ HREX ข่าวนี้สะท้อนว่า HR อาจต้องเลิกอ่านตลาดแรงงานจากตัวเลขอัตราว่างงานเพียงอย่างเดียว เพราะแม้หลายประเทศจะยังมีตัวเลข Unemployment ไม่สูงมาก แต่คุณภาพของการจ้างงานกลับเริ่มเปลี่ยนไป</p>
<p>คนจำนวนมากมีงานทำก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ในงานที่เหมาะกับทักษะ รายได้ หรือเส้นทางอาชีพของตัวเองอีกต่อไป หลายคนยอมลดเงินเดือน ลดตำแหน่ง หรือรับงานสัญญาจ้าง เพียงเพื่อให้ตัวเองกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้อีกครั้ง</p>
<p><strong>ฉะนั้น HR ต้องมองลึกกว่าแค่การจ้างคนมาเติมตำแหน่ง แต่ต้องมองว่า องค์กรกำลังจ้างคนในบริบทแบบใด</strong></p>
<p>เพราะหากบริษัทรับคนที่เคยอยู่ระดับ Senior เข้ามาในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม โดยไม่มี <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/">Career Path</a> หรือการออกแบบบทบาทที่เหมาะสม คนกลุ่มนี้ก็อาจกลายเป็น Talent ที่อยู่ชั่วคราว มากกว่าจะเป็นกำลังหลักระยะยาวองค์กร เพราะพวกเขาอาจเพียงรอวันที่ตลาดแรงงานกลับมาดีขึ้น แล้วกลับไปหาโอกาสที่ใกล้เคียงศักยภาพเดิมของตัวเองอีกครั้ง</p>
<p>ขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องระวังไม่ใช้ภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนตัวเป็นเครื่องมือกดค่าตอบแทนมากเกินไป <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210930-job-evaluation/">Job Evaluation จึงต้องมีการประเมินค่างานที่สร้างค่าตอบแทนที่ยุติธรรม</a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>HR ในปี 2026 จึงต้องโฟกัสมากกว่า <a href="https://th.hrnote.asia/category/recruit/">Recruitment Process</a> แต่ต้องขยายไปถึงการทำ Skills Mapping, Internal Mobility และการ Redesign Career Path ให้ยืดหยุ่นขึ้น พร้อมกับการทำความเข้าใจสภาพจิตใจของคนที่ผ่าน Layoff มา</p>
<p>เพราะคนเหล่านี้เข้ามาด้วยความไม่มั่นใจ ความกังวล และบาดแผลจากตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปติดมาด้วยเช่นกัน</p>
<p>HR จึงต้องอ่านตลาดแรงงานให้ลึกกว่าเดิม เข้าใจคนทำงานว่ากำลังเผชิญแรงกดดันแบบไหน และองค์กรจะสร้างความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมกับ Talent ได้อย่างไร ?</p>
<p>ตลาดแรงงานที่แข็งแรงจริง อาจไม่ใช่ตลาดที่องค์กรจ้างคนเก่งได้ถูกที่สุด แต่คือระบบที่ทั้งคนและองค์กรยังเติบโตไปด้วยกันได้นั่นเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.businessinsider.com/employees-taking-pay-cuts-huge-numbers-2026-3" target="_blank" rel="noopener">Business Insider</a></li>
<li><a href="https://www.businessinsider.com/long-term-unemployment-job-search-advanced-degrees-mba-phd-ai-2025-2" target="_blank" rel="noopener">Business Insider</a></li>
<li><a href="https://www.bls.gov/news.release/jolts.nr0.htm" target="_blank" rel="noopener">U.S. Bureau of Labor Statistics</a></li>
<li><a href="https://www.shrm.org/topics-tools/news/talent-acquisition/bls-hr-jobs-unemployment-mar-2026" target="_blank" rel="noopener">SHRM</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/white-collar-recession-260609/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเครียดในที่ทำงาน ไม่ได้มาจาก “งานเยอะ” อย่างเดียว แต่อาจมาจาก “ไม่รู้ว่าหน้าที่ตัวเองคืออะไรแน่” (Role Ambiguity)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/role-ambiguity-260605/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/role-ambiguity-260605/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 03:41:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Role Ambiguity]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50112</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Role Ambiguity คือภาวะคนทำงานไม่ได้เครียดเพราะงานเยอะ แต่เครียดเพราะไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร ? Manager ยุคใหม่จึงต้องทำให้ทีมเข้าใจว่าอะไรคือ Priority และความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับ HR ที่ต้องเชื่อม Business Purpose กับ Human Purpose ให้ได้ ว่างานที่คนทำอยู่สร้าง Impact ต่อองค์กรอย่างไร Burnout น่าจะกลายเป็นปัญหาคลาสสิกของคนทำงานยุคใหม่ไปแล้ว หลายปีที่ผ่านมาองค์กรทั่วโลกพยายามหาวิธีรับมือ ทั้งเรื่อง Work-life Balance, Mental Health หรือ Wellbeing Program ต่าง ๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าความเครียดในที่ทำงานกำลังกระทบทั้ง Productivity, Engagement และคุณภาพชีวิตของพนักงานโดยตรง แต่ในความเป็นจริง Burnout ไม่ได้เกิดจาก “งานเยอะ” เพียงอย่างเดียว เพราะความเครียดของคนทำงานมีหลายปัจจัย ทั้งความกดดันจากองค์กร ความไม่แน่นอนของธุรกิจ ความสัมพันธ์ในทีม ไปจนถึงตัวงานเองที่อาจไม่ได้ถูกออกแบบอย่างชัดเจนพอ ล่าสุดมีอีกประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการ HR นั่นคือ Role Ambiguity หรือภาวะที่คนทำงานไม่แน่ใจว่าหน้าที่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Role Ambiguity คือภาวะคนทำงานไม่ได้เครียดเพราะงานเยอะ แต่เครียดเพราะไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร ?</li>
<li>Manager ยุคใหม่จึงต้องทำให้ทีมเข้าใจว่าอะไรคือ Priority และความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร</li>
<li>เช่นเดียวกับ HR ที่ต้องเชื่อม Business Purpose กับ Human Purpose ให้ได้ ว่างานที่คนทำอยู่สร้าง Impact ต่อองค์กรอย่างไร</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50114" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-38.webp" alt="Role Ambiguity" width="600" height="370" title="ความเครียดในที่ทำงาน ไม่ได้มาจาก “งานเยอะ” อย่างเดียว แต่อาจมาจาก “ไม่รู้ว่าหน้าที่ตัวเองคืออะไรแน่” (Role Ambiguity) 99" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-38.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/HREX-Cover-600-x-370-px-38-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/">Burnout</a> น่าจะกลายเป็นปัญหาคลาสสิกของคนทำงานยุคใหม่ไปแล้ว หลายปีที่ผ่านมาองค์กรทั่วโลกพยายามหาวิธีรับมือ ทั้งเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/">Work-life Balance</a>, <a href="https://th.hrnote.asia/tips/4-signs-mental-health-190817/">Mental Health</a> หรือ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190822-healthy-wellness-office/">Wellbeing Program</a> ต่าง ๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าความเครียดในที่ทำงานกำลังกระทบทั้ง Productivity, Engagement และคุณภาพชีวิตของพนักงานโดยตรง</p>
<p>แต่ในความเป็นจริง Burnout ไม่ได้เกิดจาก “งานเยอะ” เพียงอย่างเดียว เพราะความเครียดของคนทำงานมีหลายปัจจัย ทั้งความกดดันจากองค์กร ความไม่แน่นอนของธุรกิจ ความสัมพันธ์ในทีม ไปจนถึงตัวงานเองที่อาจไม่ได้ถูกออกแบบอย่างชัดเจนพอ</p>
<p>ล่าสุดมีอีกประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการ HR นั่นคือ <strong>Role Ambiguity</strong> หรือภาวะที่คนทำงานไม่แน่ใจว่าหน้าที่ ความรับผิดชอบ หรือความคาดหวังที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร ซึ่งสิ่งนี้แหละ ที่กำลังกัดกินใจพนักงานอยู่เงียบ ๆ</p>

<h2>Role Ambiguity คืออะไร ?</h2>
<p>มีงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน <a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S000187912600028X?via%3Dihub" target="_blank" rel="noopener">Journal of Vocational Behavior</a> ปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 515 งานวิจัย และกลุ่มตัวอย่างรวมเกือบ 800,000 คน ระหว่างปี 1964–2024 พบว่า <strong>Role Ambiguity หรือ ความไม่ชัดเจนของบทบาท</strong> คือหนึ่งในตัวสร้างความเครียดในที่ทำงานที่รุนแรงที่สุด มากกว่าทั้งภาวะงานล้นมือ (Role Overload) และความขัดแย้งของบทบาท (Role Conflict) ด้วยซ้ำ</p>
<p>โดย Role Ambiguity คือภาวะที่คนทำงานไม่แน่ใจว่าหน้าที่จริง ๆ ของตัวเองคืออะไร ? องค์กรคาดหวังอะไรจากตำแหน่งนี้ ? ใครเป็นคนตัดสินใจ ? หรือสุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าทำงานได้ดี ?</p>
<p>ปัญหาหลักของ Role Ambiguity คือความไม่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากงานที่มี Deadline ที่กดดันชัดเจน และเจ้าความไม่แน่นอนนั้นมันจะค่อย ๆ กัดกินพลังงานของคนทำงานผ่านความรู้สึกต้อง “เดา” อยู่ตลอดเวลา เช่น อะไรคือ priority ที่แท้จริง ? งานไหนสำคัญที่สุด ? ใครมีอำนาจในการตัดสินใจ ? หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ดีพอแล้วหรือยัง ?</p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรมีพนักงานที่ดูเหมือนยัง Perform ได้ ทำงานครบ ส่งงานทัน แต่ภายในกลับเริ่มหมดไฟ เงียบลง และค่อย ๆ ตัดตัวเองออกจากงานทีละนิดๆ</p>
<h2>ไม่ได้เครียดเพราะงานเยอะ แต่เครียดเพราะไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50115" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-scaled.webp" alt="Role Ambiguity" width="600" height="400" title="ความเครียดในที่ทำงาน ไม่ได้มาจาก “งานเยอะ” อย่างเดียว แต่อาจมาจาก “ไม่รู้ว่าหน้าที่ตัวเองคืออะไรแน่” (Role Ambiguity) 100" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/06/workplace-violence-taking-place-colleagues-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หนึ่งใน insight สำคัญของงานวิจัยนี้คือ <strong>ความเครียดของคนทำงานจำนวนมากไม่ได้เกิดจาก “ปริมาณงาน” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่ชัดเจนของบทบาท เมื่อคนไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของตัวเองจริง ๆ คืออะไร</strong></p>
<p>ความเครียดจะค่อย ๆ สะสมแบบเงียบ ๆ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าควรทุ่มพลังไปตรงไหน และไม่แน่ใจว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร</p>
<p>นักวิจัยอธิบายว่า Role Ambiguity ส่งผลให้คนทำงานสูญเสียความมั่นใจ ลดแรงจูงใจ และค่อย ๆ ลดพลังในการทำงานลงในระยะยาว</p>
<p>โดยปัญหานี้ยิ่งเกิดขึ้นง่ายในองค์กรยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการทำงานข้ามทีม, <a href="https://th.hrnote.asia/?s=Agile">Agile Workflow</a>, เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอยู่ตลอดเวลา หรือลงทุนใน Tech AI มากกว่าคน เพราะเมื่อทุกอย่างเคลื่อนเร็ว บทบาทของคนก็เริ่มพร่ามัวตามไปด้วย เช่น หลายคนมี JD นะ แต่ไม่รู้ว่า Priority จริงคืออะไร หรือบางครั้งต้องรับผิดชอบงานที่ซ้อนกันจนไม่แน่ใจว่าหน้าที่ตัวเองจบตรงไหน</p>
<p>นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังเชื่อมกับเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-recognition-meaningful-work-260323/">Meaningful Work</a> และ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/">Employee Engagement</a> โดยตรง เพราะเมื่อคนไม่เห็นว่างานของตัวเองเชื่อมกับเป้าหมายองค์กรอย่างไร ความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership) ก็จะค่อย ๆ หายไป</p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทบาทของ Manager สำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะความชัดเจนเกิดจากการสื่อสาร การตั้ง Priority การให้ Feedback และการทำให้คนเห็นว่างานของตัวเองสร้าง Impact กับคนอื่นอย่างไร ?</p>
<h2>HR ยุคใหม่ ต้องเชื่อม Business Purpose กับ Human Purpose ให้ได้</h2>
<p>ท้ายที่สุด ปัญหาเรื่อง Role Ambiguity เกี่ยวข้องกับ Purpose ขององค์กรโดยตรง เพราะเมื่อคนไม่เข้าใจว่างานที่ตัวเองทำสำคัญอย่างไร ? เชื่อมกับเป้าหมายธุรกิจตรงไหน ? และตัวเองเติบโตไปทางไหนได้บ้าง Engagement ก็จะลดลงโดยธรรมชาติ ต่อให้มีสวัสดิการดีหรือกิจกรรมในองค์กรเยอะแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>ดังนั้น HR ในปี 2026 อาจต้องทำมากกว่า “ดูแลคน” แต่ต้องช่วยองค์กรออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้คนเข้าใจบทบาทตัวเอง, เห็นคุณค่าของงานที่ทำ และเชื่อม Human Experience เข้ากับ Business Outcome ได้จริง</p>
<p>เพราะในวันที่โลกการทำงานเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง บางครั้งสิ่งที่ช่วยลดความเครียดของคนทำงานได้มากที่สุด อาจไม่ใช่การลดงานลงเสมอไป แต่คือการทำให้เขา “เห็นชัดขึ้น” ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพื่ออะไร และกำลังเติบโตไปทางไหนต่างหาก</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.hrdive.com/news/workplace-stress-60-years-data/820577/" target="_blank" rel="noopener">Hrdive</a></li>
<li><a href="https://sciencex.com/news/2026-05-years-reveal-biggest-source-workplace.html" target="_blank" rel="noopener">sciencex</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/role-ambiguity-260605/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-transparency-260529/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-transparency-260529/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 04:02:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Pay Transparency]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50076</guid>

					<description><![CDATA[ค่าตอบแทนเป็นเรื่องที่พนักงานทุกคนให้ความสำคัญ แต่ในหลายองค์กร เรื่องนี้กลับเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนไม่ค่อยอยากคุยกัน หรือมีวัฒนธรรมบางอย่างทำให้คนไม่กล้าคุย บางครั้ง พนักงานอยากรู้ว่าเงินเดือนของตัวเองเติบโตได้อีกแค่ไหน โบนัสคำนวณจากอะไร ทำไมบางคนได้เงินเดือนสูงกว่าอีกคน หรือถ้าอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นต้องพัฒนาตัวเองไปทางไหน แต่ก็หาคำตอบเองไม่ได้ ครั้นจะหันไปถาม HR บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอีก ขณะเดียวกัน องค์กรก็มีความกังวลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความกลัวว่าพนักงานจะเปรียบเทียบเงินเดือนกัน กลัวเกิดการต่อรอง กลัวความไม่พอใจ หรือกังวลว่าการพูดเรื่องค่าตอบแทนมากเกินไปจะสร้างปัญหาตามมา ความกังวลเหล่านี้เข้าใจได้ แต่การไม่พูดอะไรเลยไม่ใช่ทางออก และนั่นทำให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับ Pay Transparency หรือความโปร่งใสในการจ่ายค่าตอบแทนมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สำคัญไม่แพ้ Pay Philosophy หรือการจ่ายเงินเดือนให้ถูกต้องเลย จึงเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมา ซึ่งต่อยอดมาจากในงานเสวนา Outperform Through Uncertainty: Leading the Game Ahead ที่คุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร Managing Director จาก Think People Consulting บรรยายในหัวข้อ Pay Philosophy and Pay Transparency: What Modern Organizations Need [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50069" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="370" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 108" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ค่าตอบแทนเป็นเรื่องที่พนักงานทุกคนให้ความสำคัญ แต่ในหลายองค์กร เรื่องนี้กลับเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนไม่ค่อยอยากคุยกัน หรือมีวัฒนธรรมบางอย่างทำให้คนไม่กล้าคุย</p>
<p>บางครั้ง พนักงานอยากรู้ว่าเงินเดือนของตัวเองเติบโตได้อีกแค่ไหน โบนัสคำนวณจากอะไร ทำไมบางคนได้เงินเดือนสูงกว่าอีกคน หรือถ้าอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นต้องพัฒนาตัวเองไปทางไหน แต่ก็หาคำตอบเองไม่ได้ ครั้นจะหันไปถาม HR บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอีก</p>
<p>ขณะเดียวกัน องค์กรก็มีความกังวลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความกลัวว่าพนักงานจะเปรียบเทียบเงินเดือนกัน กลัวเกิดการต่อรอง กลัวความไม่พอใจ หรือกังวลว่าการพูดเรื่องค่าตอบแทนมากเกินไปจะสร้างปัญหาตามมา</p>
<p>ความกังวลเหล่านี้เข้าใจได้ แต่การไม่พูดอะไรเลยไม่ใช่ทางออก และนั่นทำให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับ <strong>Pay Transparency</strong> หรือความโปร่งใสในการจ่ายค่าตอบแทนมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สำคัญไม่แพ้ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/"><strong>Pay Philosophy</strong></a> หรือการจ่ายเงินเดือนให้ถูกต้องเลย</p>
<p>จึงเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมา ซึ่งต่อยอดมาจากในงานเสวนา <strong><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/outperform-through-uncertainty-260522/">Outperform Through Uncertainty: Leading the Game Ahead</a></strong> ที่คุณ <a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/prakal-hr-influencer-231106/"><strong>ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร Managing Director จาก Think People Consulting</strong></a> บรรยายในหัวข้อ<strong> Pay Philosophy and Pay Transparency: What Modern Organizations Need to Define</strong> โดยนอกจากจะชี้ให้เห็นว่า นโยบายการจ่ายค่าตอบแทนและปรัชญาการจ่ายค่าตอบแทน คือรากฐานสำคัญที่หลายองค์กรยังมองข้าม แต่ความโปร่งใสของการจ่ายค่าตอบแทนก็ยังมีผลโดยตรงต่อการดึงดูดคนเก่ง การรักษาพนักงาน และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวเช่นกัน</p>

<h2>Pay Transparency คืออะไร</h2>
<p>Pay Transparency หรือความโปร่งใสในการจ่ายค่าตอบแทน คือแนวทางการสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนให้พนักงานเข้าใจมากขึ้น ว่าองค์กรมีหลักการจ่ายอย่างไร เงินเดือน โบนัส สวัสดิการ หรือผลตอบแทนรูปแบบต่าง ๆ ถูกกำหนดจากปัจจัยใด และพนักงานสามารถเติบโตทางรายได้ได้อย่างไร</p>
<p>ความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางองค์กรอาจเริ่มจากการอธิบายหลักการขึ้นเงินเดือน บางองค์กรอาจสื่อสาร Salary Range ตาม Job Grade บางองค์กรอาจบอกโครงสร้างโบนัสให้ชัดขึ้น หรือบางองค์กรอาจเปิดเผยช่วงเงินเดือนในประกาศรับสมัครงาน</p>
<p>ระดับของความโปร่งใสจึงขึ้นอยู่กับบริบท ความพร้อม และวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร</p>
<p>ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่องค์กรเปิดข้อมูลมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ข้อมูลที่เปิดนั้นช่วยให้พนักงานเข้าใจระบบมากขึ้นหรือไม่ ถ้าองค์กรเปิดข้อมูลมากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน พนักงานอาจยิ่งสับสนกว่าเดิม แต่ถ้าองค์กรอธิบายหลักการได้ดี แม้ยังไม่ได้เปิดข้อมูลทั้งหมด ก็สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นได้มากขึ้น</p>
<h2>ทำไม Pay Transparency จึงสำคัญกับองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50071" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-scaled.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="400" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 109" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/top-view-payroll-concept-with-files-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>พนักงานอาจไม่ได้คาดหวังให้องค์กรจ่ายเงินเดือนสูงที่สุดเสมอไป แต่สิ่งที่หลายคนต้องการคือความชัดเจน เขาอยากรู้ว่าเงินเดือนของตัวเองอยู่ตรงไหนในโครงสร้างองค์กร รายได้ยังเติบโตได้อีกมากน้อยแค่ไหน การขึ้นเงินเดือนดูจากอะไร โบนัสเกี่ยวข้องกับผลงานอย่างไร และถ้าอยากก้าวหน้า ต้องพัฒนาทักษะหรือรับผิดชอบงานแบบใดเพิ่มขึ้น</p>
<p>สถิติ <a href="https://lattice.com/articles/pay-transparency-trends" target="_blank" rel="noopener">State of People Strategy 2024 ของ Lattice</a> ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องนี้มีผลจริงต่อองค์กร โดยบริษัทที่มีความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนสูงมี Employee Engagement อยู่ที่ 72% เทียบกับเพียง 39% ในบริษัทที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้</p>
<p>สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ข้อมูลจะชี้ชัดขนาดนี้ แต่ในองค์กรจำนวนมากก็ยังไม่ได้ทำอะไรยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก จากการสำรวจของ Lattice เช่นกัน พบว่ามีเพียง 32% ของพนักงานทั่วโลกที่รู้ว่า Pay Band ของตัวเอง หรือช่วงเงินเดือนที่องค์กรกำหนดไว้สำหรับตำแหน่ง งานระดับ หรือกลุ่มงานหนึ่ง ๆ มีค่าต่ำสุด-กลาง-สูงสุดในช่วงใด และมี HR Professional เพียง 8% ที่ประเมินว่าบริษัทตัวเองทำเรื่อง Pay Transparency ได้ดีในปี 2024 ลดลงจาก 22% ในปี 2022</p>
<p>เมื่อองค์กรให้ความโปร่งใสไม่ได้ พนักงานก็จะเริ่มตีความเองว่าระบบค่าตอบแทนไม่ยุติธรรม ผู้จัดการลำเอียง หรือองค์กรไม่เห็นคุณค่าของเขา แม้ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด</p>
<p>การมี Pay Transparency จึงช่วยลดพื้นที่ของการเดา ลดข่าวลือ และทำให้พนักงานเห็นว่าองค์กรมีหลักการในการตัดสินใจเรื่องค่าตอบแทน</p>
<h2>Pay Transparency ไม่ได้แปลว่าต้องเปิดเงินเดือนทุกคน</h2>
<p>หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ เมื่อพูดถึง Pay Transparency หลายคนมักนึกถึงการเปิดเผยเงินเดือนของพนักงานทุกคนในองค์กรให้รับรู้กันทั่ว ในความเป็นจริง องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจุดนั้น และหลายองค์กรก็อาจไม่เหมาะกับการเปิดข้อมูลระดับนั้นทันที</p>
<p>Pay Transparency สามารถเริ่มจากเรื่องพื้นฐานกว่านั้นได้ เช่น</p>
<ul>
<li>องค์กรมีโครงสร้างเงินเดือนอย่างไร</li>
<li>การขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากปัจจัยใด</li>
<li>โบนัสเชื่อมโยงกับผลงานส่วนบุคคล ทีม และผลประกอบการบริษัทอย่างไร</li>
<li>พนักงานจะเติบโตทางรายได้ได้อย่างไร</li>
<li>ตำแหน่งแต่ละระดับมีช่วงเงินเดือนประมาณไหน</li>
<li>ทักษะหรือผลงานแบบใดที่ทำให้พนักงานขยับไปสู่ระดับถัดไป</li>
</ul>
<p>การเปิดข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้บอกว่าใครได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ช่วยให้พนักงานเข้าใจระบบมากขึ้น และเห็นเส้นทางของตัวเองชัดขึ้น</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49997" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-26.webp" alt="Outperform Through Uncertainty" width="600" height="370" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 110" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-26.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-26-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/outperform-through-uncertainty-260522/">สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงาน Outperform Through Uncertainty: Leading the Game Ahead</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ก่อนโปร่งใส ต้องมี Pay Philosophy ที่ชัดเจน</h2>
<p>Pay Transparency จะไปได้ดีก็ต่อเมื่อองค์กรมีหลักคิดเรื่องค่าตอบแทนที่ชัดเจนก่อน</p>
<p>เพราะเมื่อองค์กรเริ่มสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนมากขึ้น พนักงานย่อมมีคำถามตามมา เช่น ทำไมตำแหน่งนี้มีช่วงเงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งนั้น ทำไมคนที่ทำงานมานานกว่าไม่ได้รายได้สูงกว่าเสมอไป ทำไมคนที่ผลงานดีจึงได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่า หรือทำไมบางทักษะจึงมีมูลค่าสูงกว่าในตลาดแรงงาน</p>
<p>คำถามเหล่านี้ตอบได้ยาก หากองค์กรยังไม่ชัดเจนว่าตัวเองจ่ายค่าตอบแทนด้วยหลักคิดอะไร</p>
<p>นี่คือจุดที่ Pay Philosophy เข้ามามีบทบาท การมีหลักในการจ่ายค่าตอบแทนช่วยให้องค์กรตอบได้ว่า จ่ายเพื่ออะไร ต้องการดึงดูดคนแบบไหน ต้องการให้รางวัลกับพฤติกรรมใด ต้องการแข่งขันกับตลาดแรงงานระดับไหน และมองความเป็นธรรมอย่างไร</p>
<p>ถ้าไม่มีหลักคิดเหล่านี้ Pay Transparency อาจกลายเป็นการเปิดข้อมูลโดยไม่มีคำอธิบายรองรับ และยิ่งทำให้พนักงานเห็นความไม่ชัดเจนของระบบมากขึ้น แต่หาก Pay Philosophy ชัด การสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนจะไม่ใช่การตอบคำถามเป็นกรณี ๆ ไป แต่เป็นการอธิบายด้วยหลักการเดียวกันทั้งองค์กร</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50064" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="370" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 111" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/">Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>Manager คือด่านแรกของ Pay Transparency</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50070" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-scaled.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="338" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 112" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/successful-executive-asia-young-businesswoman-smart-casual-wear-drawing-writing-using-pen-with-digital-tablet-computer-thinking-inspiration-search-ideas-working-process-modern-home-office-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><i>&#8220;Manager ต้องตอบคำถามลูกทีมโดยตรงว่า ทำไมเงินเดือนถึงขึ้นเท่านี้ โบนัสคิดจากอะไร และถ้าอยากเติบโตต่อควรทำอะไร&#8221; &#8211;</i> <a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/prakal-hr-influencer-231106/"><strong>ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร</strong></a></p>
<p>หลายองค์กรคิดว่าเรื่องค่าตอบแทนเป็นหน้าที่ของ HR แต่ในชีวิตการทำงานจริง คนที่พนักงานมักถามก่อนคือหัวหน้าของตัวเอง<br />
เมื่อถึงรอบปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัส พนักงานมักไม่ได้เดินไปถาม HR เป็นคนแรก แต่จะถาม Manager ว่า ทำไมปีนี้ขึ้นเงินเดือนเท่านี้ ทำไมโบนัสได้เท่านี้ ถ้าอยากเติบโตต้องทำอย่างไร หรือควรพัฒนาตัวเองด้านไหนเพื่อให้รายได้เพิ่มขึ้น</p>
<p>หาก Manager ตอบไม่ได้ ตอบไม่ตรงกัน หรือเลี่ยงคำถาม ความเชื่อมั่นของพนักงานจะลดลงทันที</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ Pay Transparency ไม่ใช่เรื่องของ HR เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำให้ Manager เข้าใจระบบค่าตอบแทนมากพอที่จะอธิบายกับทีมได้</p>
<p>องค์กรควรเตรียม Manager ให้พร้อมในเรื่องสำคัญ เช่น หลักการขึ้นเงินเดือน วิธีอธิบาย Salary Range ความเชื่อมโยงระหว่างผลงานกับค่าตอบแทน วิธีพูดถึงโบนัส และวิธีรับมือกับบทสนทนาที่ยาก เช่น Manager สามารถบอกได้ว่าช่วงเงินเดือนของตำแหน่งนี้อยู่ที่เท่าไหร่ และทักษะแบบไหนที่จะช่วยให้ขยับไปอยู่ระดับบนของโครงสร้างได้</p>
<p>เพราะการคุยเรื่องค่าตอบแทนไม่ใช่แค่การพูดเรื่องตัวเลข แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก คุณค่า และอนาคตของพนักงานในองค์กร</p>
<h2>องค์กรพร้อมแค่ไหนก่อนสื่อสารเรื่องค่าตอบแทน</h2>
<p>ก่อนเริ่มสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนอย่างจริงจัง องค์กรควรประเมินความพร้อมของตัวเองก่อน เพราะการเปิดข้อมูลมากขึ้นโดยที่ระบบยังไม่ชัด อาจสร้างความสับสนได้มากกว่าความเข้าใจ</p>
<p>องค์กรอาจเริ่มจากการถามตัวเองว่า</p>
<h3>1. Manager อธิบายหลักการขึ้นเงินเดือนให้ลูกทีมได้หรือไม่</h3>
<p>ถ้า Manager ยังตอบไม่ได้ว่าการขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากอะไร ใช้เกณฑ์ใด และพนักงานต้องทำอะไรเพื่อให้มีโอกาสเติบโต แปลว่าระบบการสื่อสารยังไม่พร้อมพอ</p>
<h3>2. พนักงานรู้หรือไม่ว่ารายได้ของตัวเองยังเติบโตได้อย่างไร</h3>
<p>พนักงานไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลทั้งหมดขององค์กร แต่ควรเข้าใจว่าในบทบาทของตัวเอง รายได้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกหรือไม่ และต้องพัฒนาตัวเองอย่างไรจึงจะไปต่อได้</p>
<h3>3. โครงสร้างเงินเดือนมีหลักการชัดเจนพอหรือยัง</h3>
<p>หากองค์กรยังไม่มี Salary Range, Job Grade หรือหลักเกณฑ์ที่อธิบายความแตกต่างของค่าตอบแทนได้ การสื่อสารเรื่องความโปร่งใสอาจทำได้ยาก</p>
<h3>4. โบนัสมีหลักการที่พนักงานเข้าใจหรือไม่</h3>
<p>โบนัสไม่ควรเป็นตัวเลขที่พนักงานได้รับโดยไม่รู้ที่มา เพราะเมื่อไม่เข้าใจ พนักงานอาจมองว่าการตัดสินใจขององค์กรไม่โปร่งใส แม้ภายในจะมีเหตุผลก็ตาม</p>
<h3>5. องค์กรมีคำอธิบายที่ตรงกันหรือไม่</h3>
<p>ถ้า HR อธิบายอย่างหนึ่ง ผู้บริหารพูดอีกอย่าง และ Manager สื่อสารอีกแบบ พนักงานจะยิ่งสับสน องค์กรจึงต้องทำให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจหลักการเดียวกันก่อน</p>
<p>หากองค์กรยังตอบคำถามเหล่านี้ได้ไม่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องรีบเปิดข้อมูลมากขึ้นทันที แต่ควรเริ่มจากการทำระบบให้ชัด ฝึกผู้จัดการให้พร้อม และเตรียมภาษาการสื่อสารให้ตรงกัน</p>
<h2>ความเสี่ยงของ Pay Transparency ที่ไม่มีระบบรองรับ</h2>
<p>Pay Transparency จะสร้างความเชื่อมั่นได้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่องค์กรพูดสอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรทำจริง ถ้าไม่ ความโปร่งใสอาจกลายเป็นดาบสองคม</p>
<p>งานวิจัยของ <a href="https://hbr.org/2022/08/research-the-unintended-consequences-of-pay-transparency" target="_blank" rel="noopener">Harvard Business Review</a> ชี้ว่า Pay Transparency มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง เพราะหากระบบบริหารผลงานและโครงสร้างค่าตอบแทนยังไม่แข็งแรง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อแรงจูงใจและพฤติกรรมการทำงานได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน <a href="https://www.aon.com/en/capabilities/talent-and-rewards/pay-transparency-consulting" target="_blank" rel="noopener">Aon</a> รายงานในปี 2024 ว่า 75% ของนายจ้างในสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมสำหรับกฎหมาย Pay Transparency และในกลุ่มที่ทำ Pay Equity Analysis แล้ว มีถึง 84% ที่พบช่องว่างในระบบ แต่มีเพียง 34% ที่จัดสรรงบเพื่อแก้ไขจริง</p>
<p>3 กรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้ หากพนักงานพบว่า สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำจริงไม่สอดคล้องกัน</p>
<h3>กรณีที่ 1: จ่ายตามผลงาน แต่ระบบ Performance ไม่สะท้อนสิ่งนั้น</h3>
<p>บริษัท Retail ขนาดกลางแห่งหนึ่งประกาศชัดเจนว่า &#8220;เราจ่ายตามผลงาน&#8221; แต่เมื่อถึงรอบขึ้นเงินเดือน พนักงานที่ทำ KPI ได้ 120% กับพนักงานที่ทำได้ 85% ได้รับการขึ้นเงินเดือนต่างกันเพียง 1–2%</p>
<p>พนักงานที่ทำผลงานดีเริ่มตั้งคำถามว่า &#8220;แล้วทำไมต้องพยายามมากกว่านี้&#8221; กลายเป็นว่าความโปร่งใสยิ่งทำให้เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ชัดกว่าเดิม</p>
<h3>กรณีที่ 2: บอกว่าสนับสนุนการเติบโต แต่ไม่มีเส้นทางให้เดิน</h3>
<p>จากการสำรวจของ <a href="https://www.brightmine.com/us/resources/hr-compliance/pay-transparency/attitudes-on-pay-transparency-and-equity-in-the-workplace/" target="_blank" rel="noopener">Brightmine</a> พบว่า 52% ของพนักงานต้องการให้องค์กรอธิบายอย่างละเอียดว่าเงินเดือนถูกกำหนดอย่างไร ขณะที่สัดส่วนองค์กรที่มีโครงสร้าง Pay Equity และ Pay Transparency ที่ชัดเจน ยังต่ำกว่าความคาดหวังของพนักงานมาก</p>
<p>หากองค์กรบอกพนักงานว่า “อยากเติบโตก็ทำให้ได้” แต่ไม่มี Creer Path ชัดเจน ไม่มี Salary Range ที่บอกได้ว่าระดับ Senior อยู่ในช่วงเงินเดือนใด เมื่อ HR เริ่มพูดเรื่อง Pay Transparency พนักงานก็ยิ่งตั้งคำถามว่า “แล้วเส้นทางที่ว่านั้นอยู่ตรงไหนจริง ๆ”</p>
<h3>กรณีที่ 3: บอกว่ารักษาคนเก่ง แต่ให้รางวัลเฉพาะตอนที่คนต่อรอง</h3>
<p>หากองค์กรไม่สามารถให้คำตอบชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างค่าตอบแทน และมีแนวโน้มให้พนักงานใช้ Offer จากบริษัทอื่นเป็นเครื่องมือเจรจาขึ้นเงินเดือน</p>
<p>ความโปร่งใสจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระบบให้ชัดเจนเสมอไป ตรงกันข้าม หากระบบยังไม่พร้อม การเปิดข้อมูลมากขึ้นอาจทำให้พนักงานเห็นปัญหาชัดกว่าเดิม</p>
<h2>องค์กรควรเริ่มทำ Pay Transparency อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50072" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-scaled.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="400" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 113" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/calculator-laptop-cup-coffee-dollar-bills-colored-background-flat-lay-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>องค์กรที่ต้องการเริ่มทำ Pay Transparency ควรเริ่มจากสิ่งที่มีผลต่อความเข้าใจของพนักงานมากที่สุดก่อน</p>
<h3>1. เริ่มจากการอธิบายหลักการ ไม่ใช่ตัวเลข</h3>
<p>องค์กรอาจเริ่มจากการสื่อสารว่าระบบค่าตอบแทนประกอบด้วยอะไรบ้าง เงินเดือน โบนัส สวัสดิการ หรือ Incentive มีหลักคิดอย่างไร และแต่ละส่วนเชื่อมโยงกับผลงานหรือเป้าหมายธุรกิจอย่างไร</p>
<h3>2. ทำให้ Manager พูดภาษาเดียวกัน</h3>
<p>ก่อนสื่อสารกับพนักงานทั้งองค์กร ควรทำให้ Manager เข้าใจหลักการเดียวกันก่อน เพราะ Manager คือคนที่ต้องรับคำถามโดยตรงจากพนักงาน</p>
<h3>3. อธิบายเส้นทางการเติบโตทางรายได้</h3>
<p>พนักงานควรรู้ว่าหากต้องการเติบโตต่อ ต้องพัฒนาทักษะอะไร รับผิดชอบงานระดับไหน หรือสร้างผลงานแบบใด การสื่อสารเรื่อง Career Path จึงควรเชื่อมกับการเติบโตของค่าตอบแทนด้วย</p>
<h3>4. ค่อย ๆ เพิ่มระดับความโปร่งใส</h3>
<p>บางองค์กรอาจเริ่มจากการอธิบายหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือน จากนั้นจึงค่อยเปิด Salary Range ตาม Job Grade หรืออธิบายโครงสร้างโบนัสอย่างละเอียดขึ้นเมื่อระบบพร้อม</p>
<h3>5. ทบทวนระบบอย่างต่อเนื่อง</h3>
<p>ค่าตอบแทนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตลาดแรงงาน และความคาดหวังของพนักงาน ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา องค์กรจึงควรทบทวนทั้งระบบและวิธีสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>การเริ่มทำ Pay Transparency จึงไม่ใช่การเปิดข้อมูลให้เร็วที่สุด แต่ค่อย ๆ ทำให้ระบบค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น และทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของตัวเองมากขึ้น</p>
<h2>อยากวางระบบ Pay Transparency ให้องค์กร เริ่มต้นได้เลยที่นี่</h2>
<p>การสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนให้โปร่งใสต้องอาศัยทั้งหลักคิดเรื่องค่าตอบแทน โครงสร้างเงินเดือนที่ชัดเจน การออกแบบ Career Path และการเตรียม Manager ให้พร้อมสำหรับบทสนทนาที่ยาก</p>
<p>หลายองค์กรจึงอาจต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประเมินระบบเดิม วางแนวทางการสื่อสาร และออกแบบระดับความโปร่งใสให้เหมาะกับบริบทขององค์กร</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13">HREX รวบรวม HR Consultant ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบค่าตอบแทน การวาง Pay Philosophy และการพัฒนาแนวทาง Pay Transparency ไว้ในแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services องค์กรสามารถค้นหาและเปรียบเทียบผู้ให้บริการที่ตรงกับความต้องการได้ที่นี่</a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50068" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-scaled.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="400" title="Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร 114" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/high-angle-payroll-frame-with-copy-space-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>Pay Transparency ไม่ได้วัดจากจำนวนข้อมูลค่าตอบแทนที่องค์กรเปิดเผย แต่วัดจากการที่พนักงานเข้าใจมากพอว่า รายได้ของตัวเองถูกกำหนดจากอะไร ยังเติบโตต่อได้ทางไหน และต้องพัฒนาตัวเองอย่างไรเพื่อไปถึงจุดนั้น</p>
<p>ก่อนสื่อสารเรื่องความโปร่งใส องค์กรจึงต้องกลับมาทำให้ระบบภายในอธิบายได้ก่อน เพราะถ้าระบบยังไม่ชัด เปิดข้อมูลมากขึ้นก็อาจไม่ได้ช่วยให้คนเชื่อใจมากขึ้น ตรงกันข้าม อาจทำให้ความสับสนและความไม่สอดคล้องในระบบเห็นชัดกว่าเดิม</p>
<p>แล้วองค์กรของคุณล่ะ ตอนนี้ Transparency เพียงพอแล้วหรือยัง ?</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 167px;">
<tbody>
<tr style="height: 167px;">
<td style="width: 100%; height: 167px;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.kornferry.com/insights/featured-topics/leadership-articles/pay-transparency-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener">Korn Ferry</a></li>
<li><a href="https://hrexecutive.com/what-is-pay-transparency/" target="_blank" rel="noopener">HR Executive</a></li>
<li><a href="https://www.robertwalters.co.th/insights/hiring-advice/e-guide/global-pay-transparency.html" target="_blank" rel="noopener">Robert Walters</a></li>
<li><a href="https://fortune.com/2026/05/20/pay-transparency-companies-cant-explain-salaries-syndio-salary-transparent-street/" target="_blank" rel="noopener">Fortune</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-transparency-260529/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 03:38:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Pay Philosophy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50063</guid>

					<description><![CDATA[ค่าตอบแทนเป็นหนึ่งในเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดของการบริหารคน เพราะเงินเดือนไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่โอนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรให้คุณค่ากับพนักงานแบบไหน ให้รางวัลกับพฤติกรรมใด และมองความเป็นธรรมในที่ทำงานอย่างไร ในงานเสวนา Outperform Through Uncertainty: Leading the Game Ahead คุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร Managing Director จาก Think People Consulting บรรยายในหัวข้อ Pay Philosophy and Pay Transparency: What Modern Organizations Need to Define โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายการจ่ายค่าตอบแทนและปรัชญาการจ่ายค่าตอบแทน คือรากฐานสำคัญที่หลายองค์กรยังมองข้าม ทั้งที่มีผลโดยตรงต่อการดึงดูดคนเก่ง การรักษาพนักงาน และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว HREX เห็นว่าเนื้อหาจากเวทีนี้มีประโยชน์ต่อองค์กรและคนทำงาน HR จึงนำมาต่อยอด ค้นคว้าเพิ่มเติม และเรียบเรียงเป็นบทความนี้ เพื่อชวนทุกองค์กรกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า ก่อนจะถามว่า “องค์กรควรจ่ายเท่าไหร่ ?” เราตอบได้หรือยังว่า “จ่ายเพื่ออะไร ?” Pay Philosophy [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50064" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="370" title="Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร 120" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-27-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ค่าตอบแทนเป็นหนึ่งในเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดของการบริหารคน เพราะเงินเดือนไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่โอนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรให้คุณค่ากับพนักงานแบบไหน ให้รางวัลกับพฤติกรรมใด และมองความเป็นธรรมในที่ทำงานอย่างไร</p>
<p>ในงานเสวนา <strong><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/outperform-through-uncertainty-260522/">Outperform Through Uncertainty: Leading the Game Ahead</a></strong> คุณ <a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/prakal-hr-influencer-231106/"><strong>ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร Managing Director จาก Think People Consulting</strong></a> บรรยายในหัวข้อ<strong> Pay Philosophy and Pay Transparency: What Modern Organizations Need to Define</strong> โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายการจ่ายค่าตอบแทนและปรัชญาการจ่ายค่าตอบแทน คือรากฐานสำคัญที่หลายองค์กรยังมองข้าม ทั้งที่มีผลโดยตรงต่อการดึงดูดคนเก่ง การรักษาพนักงาน และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว</p>
<p>HREX เห็นว่าเนื้อหาจากเวทีนี้มีประโยชน์ต่อองค์กรและคนทำงาน HR จึงนำมาต่อยอด ค้นคว้าเพิ่มเติม และเรียบเรียงเป็นบทความนี้ เพื่อชวนทุกองค์กรกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า ก่อนจะถามว่า <em>“องค์กรควรจ่ายเท่าไหร่ ?”</em> เราตอบได้หรือยังว่า <em>“จ่ายเพื่ออะไร ?”</em></p>

<h2>Pay Philosophy คืออะไร</h2>
<p><strong>Pay Philosophy</strong> หรือ <strong>Compensation Philosophy</strong> คือหลักคิดในการจ่ายค่าตอบแทนขององค์กร เป็นกรอบที่ช่วยให้องค์กรตอบได้ว่า จะจ้าง รักษา และให้รางวัลพนักงานอย่างไรให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ</p>
<p>พูดให้ง่ายขึ้น Pay Philosophy คือสิ่งที่สะท้อนว่า องค์กรต้องการดึงดูดคนแบบไหน ต้องการรักษาคนกลุ่มใดไว้ ต้องการให้รางวัลกับพฤติกรรมหรือผลงานแบบใด ต้องแข่งขันกับตลาดแรงงานระดับไหน และต้องการสร้างความเป็นธรรมเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร</p>
<p>หลายองค์กรมีระบบค่าตอบแทนครบถ้วน ทั้งโครงสร้างเงินเดือน <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/192028-bonus-evaluated/">โบนัส</a> <a href="https://th.hrnote.asia/tips/190709-kpi-for-hr/">KPI</a> ระบบประเมินผล และ<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/the-evolution-of-employee-benefits-260517/">สวัสดิการพนักงาน</a> แต่กลับยังอธิบายไม่ได้ว่า หลักคิดเบื้องหลังการให้สิ่งเหล่านี้คืออะไร</p>
<p>และเมื่อไม่มีหลักชัดเจน เวลาพนักงานถามว่าทำไมเงินเดือนขึ้นเท่านี้ โบนัสคำนวณจากอะไร หรือถ้าอยากมีรายได้เติบโตต้องทำอะไรต่อ หาก HR รวมถึง Manager ตอบได้เพียงว่า “บริษัทมีนโยบายแบบนี้” จะไม่ช่วยสร้างความเข้าใจหรือความไว้วางใจในระยะยาว</p>
<h2>ทำไมองค์กรต้องมี Pay Philosophy</h2>
<p>หลายองค์กรมักตั้งต้นด้วยการถามว่า “เราควรจ่ายเท่าไหร่ถึงจะแข่งกับตลาดได้” ซึ่งไม่ผิด แต่ยังไม่ควรเป็นคำถามแรก เพราะคำถามที่ควรมาก่อนคือ องค์กรกำลังจ่ายให้ใคร และจ่ายเพื่อพาองค์กรไปสู่เป้าหมายใด</p>
<p>ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>องค์กรที่ต้องการเติบโตด้วยนวัตกรรม อาจต้องให้ความสำคัญกับคนที่มีทักษะด้าน Product, Technology หรือ Data มากเป็นพิเศษ</li>
<li>องค์กรที่ต้องการขยายตลาด อาจต้องดูแลคนที่สร้างยอดขาย สร้างพันธมิตร หรือเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่</li>
<li>องค์กรที่ต้องการควบคุมต้นทุน อาจต้องให้คุณค่ากับคนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้งานเดินหน้าได้ดีขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง</li>
</ul>
<p>ถ้าองค์กรไม่รู้ว่าตัวเองต้องการชนะด้วยอะไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ระบบค่าตอบแทนอาจส่งสัญญาณผิด คนที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ขณะที่คนเก่งอาจรู้สึกว่าความพยายามของตัวเองไม่มีใครมองเห็น</p>
<p><strong>กรณีตัวอย่าง:</strong> บริษัท Fintech ขนาดกลางแห่งหนึ่งที่กำลังเร่งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพื่อสู้กับคู่แข่งต่างชาติ บริษัทมีนโยบายขึ้นเงินเดือนประจำปีแบบ Flat Rate คือทุกคนจะได้ขึ้น 4–6% เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Software Engineer ที่ตลาดแย่งตัวหนักหรือ HR Admin ที่ Turnover ต่ำมาก</p>
<p>ผลคือวิศวกรไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าพิเศษต่อบริษัท และอาจหันไปรับ Offer จากที่อื่น ในขณะที่บริษัทยังคิดว่าตัวเองจ่ายยุติธรรมอยู่<br />
ถ้าบริษัทนี้มี Pay Philosophy ที่ชัดว่า <em>&#8220;เราให้น้ำหนักเป็นพิเศษกับตำแหน่งที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ชิ้นเอกขององค์กร&#8221;</em> การออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนก็จะสะท้อนสิ่งนั้นตั้งแต่แรก แทนที่จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คนสำคัญลาออกไปแล้ว</p>
<h2>ยิ่งเจอความไม่แน่นอน ยิ่งต้องมี Pay Philosophy</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50065" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-scaled.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="400" title="Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร 121" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/farmers-market-hands-agriculture-concept-remixed-media-2048x1366.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>องค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้นทุนที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันแย่งคนเก่งในตลาดแรงงาน</p>
<p>เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ หลายองค์กรอาจใช้วิธีชะลอการขึ้นเงินเดือน เลื่อนการปรับโครงสร้างค่าตอบแทน หลีกเลี่ยงการคุยเรื่องค่าจ้างอย่างจริงจัง เพราะมองว่าเป็นเรื่องเสี่ยงและอ่อนไหว</p>
<p>แต่การไม่ทำอะไรเลยก็มีต้นทุนเช่นกัน</p>
<p>ระหว่างที่องค์กรยังไม่ชัดเจน พนักงานก็ประเมินตัวเองอยู่ตลอดว่า ค่าตอบแทนที่ได้รับยังเหมาะสมหรือไม่ ความพยายามของตัวเองยังถูกมองเห็นหรือเปล่า และมีโอกาสที่ดีกว่าอยู่ข้างนอกหรือไม่</p>
<p>สิ่งที่องค์กรควรทำจึงไม่ใช่การหยุดคุยเรื่องค่าตอบแทน แต่ควรทำให้หลักการจ่ายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เช่น การทบทวนว่าโครงสร้างเงินเดือนยังเหมาะกับตลาดหรือไม่ การขึ้นเงินเดือนอิงกับผลงานจริงหรือเปล่า โบนัสเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจแค่ไหน และคนที่สร้างผลกระทบสูงต่อองค์กรได้รับการดูแลมากพอหรือยัง</p>
<p>การบริหารค่าตอบแทนจึงเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อการรักษาคนเก่ง แรงจูงใจของพนักงาน และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรโดยตรง</p>
<h2>5 คำถามที่องค์กรควรตอบให้ได้ก่อนสร้าง Pay Philosophy</h2>
<p>การสร้าง Pay Philosophy ไม่ใช่การเขียนข้อความสวยงามลงในเอกสาร HR แล้วจบ แต่เป็นการนิยาม <strong>ความเชื่อในการจ่ายค่าตอบแทน</strong> ขององค์กรให้ชัดพอที่จะใช้ตัดสินใจ สื่อสาร และบริหารจริงได้</p>
<p>องค์กรที่ต้องการวาง Pay Philosophy ควรเริ่มจาก 5 คำถามต่อไปนี้</p>
<h3>1. เราจ่ายเพื่อสนับสนุนเป้าหมายธุรกิจอะไร</h3>
<p>Pay Philosophy ที่ดีต้องเริ่มจากกลยุทธ์ธุรกิจ องค์กรต้องตอบให้ได้ว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ธุรกิจต้องการเดินไปทางไหน และคนกลุ่มใดมีผลต่อความสำเร็จมากที่สุด เพราะค่าตอบแทนควรถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเหล่านั้น ไม่ใช่จ่ายตามความเคยชินหรือยึดโครงสร้างเดิมโดยไม่ตั้งคำถาม</p>
<h3>2. องค์กรต้องการให้รางวัลกับเรื่องอะไรจริง ๆ</h3>
<p>หลายองค์กรบอกว่าต้องการให้รางวัลกับคนที่ทำผลงานดี แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายจริง การขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสอาจยังอิงกับอายุงาน ความใกล้ชิด หรือความสามารถในการต่อรองมากกว่า</p>
<p>องค์กรจึงต้องตอบให้ชัดว่า จ่ายตามอะไร จ่ายตามค่างาน ผลงาน ทักษะ ศักยภาพ หรือบทบาทที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะระบบค่าตอบแทนจะบอกพนักงานเสมอว่า อะไรคือสิ่งที่องค์กรให้คุณค่าจริง</p>
<h3>3. เราต้องการแข่งขันกับตลาดไหน</h3>
<p>คำว่าจ่ายตามตลาด จะไม่มีความหมายเลย หากองค์กรยังไม่ชัดว่าตลาดที่อ้างถึงคือตลาดไหน</p>
<p>บางตำแหน่งอาจไม่ได้แข่งขันกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เช่น Data, Technology, Digital Marketing, Finance หรือ HR Specialist องค์กรจึงต้องนิยามให้ชัดว่า แต่ละตำแหน่งควรเทียบกับตลาดใด และต้องการวางค่าตอบแทนไว้ระดับไหนเมื่อเทียบกับตลาดนั้น</p>
<h3>4. ความเป็นธรรมหมายถึงอะไรในองค์กรเรา</h3>
<p>ความเป็นธรรมเรื่องค่าตอบแทนไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องได้เงินเท่ากัน แต่หมายถึงการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อธิบายได้ และใช้กับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>พนักงานอาจเข้าใจได้ว่าบทบาท ผลงาน หรือทักษะที่ต่างกันย่อมได้รับค่าตอบแทนต่างกัน แต่สิ่งที่องค์กรต้องมีคือคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่า ทำไมความแตกต่างนั้นจึงเกิดขึ้น</p>
<h3>5. เราจะทำให้หลักคิดนี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร</h3>
<p>Pay Philosophy จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้จริง ตั้งแต่การกำหนดเงินเดือนแรกเข้า การปรับเงินเดือนประจำปี การจ่ายโบนัส การเลื่อนตำแหน่ง ไปจนถึงการสื่อสารกับพนักงาน</p>
<p>องค์กรจึงต้องทำให้หลักคิดเรื่องค่าตอบแทนเชื่อมกับระบบจริง ไม่ใช่เขียนไว้สวยงาม แต่การตัดสินใจในแต่ละวันกลับเดินไปคนละทาง เพราะพนักงานจะเห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่องค์กรพูดกับสิ่งที่องค์กรทำได้ทันที</p>
<h2>Pay Philosophy คือรากฐานของ Pay Transparency</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50066" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-scaled.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="459" title="Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร 122" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-300x229.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-1024x783.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-768x587.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-1536x1174.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/front-view-women-thinking-about-new-ideas-work-project-2048x1565.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>อีกเหตุผลที่องค์กรควรมี Pay Philosophy ให้ชัดเจน เพราะหลักคิดเรื่องค่าตอบแทนคือรากฐานสำคัญของ Pay Transparency หรือความโปร่งใสด้านค่าตอบแทน</p>
<p>ความโปร่งใสไม่ได้เริ่มจากการเปิดเผยเงินเดือนของพนักงานทุกคน แต่เริ่มจากการที่องค์กรอธิบายได้ว่า ทำไมระบบค่าตอบแทนจึงถูกออกแบบมาแบบนี้ องค์กรจ่ายตามหลักอะไร ให้รางวัลกับเรื่องใด และพนักงานต้องเติบโตอย่างไร จึงจะมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น</p>
<p>หากองค์กรยังไม่มี Pay Philosophy ที่ชัด การพยายามสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนให้โปร่งใสอาจยิ่งสร้างคำถามมากกว่าเดิม เพราะเมื่อพนักงานถามว่า “ทำไมผมได้เงินเท่านี้” “ทำไมตำแหน่งนี้ได้มากกว่าตำแหน่งนั้น” หรือ “ถ้าอยากได้เงินเดือนสูงขึ้นต้องทำยังไง” องค์กรจะตอบได้ยาก หากไม่มีหลักคิดรองรับอยู่เบื้องหลัง</p>
<p>ในทางกลับกัน หากองค์กรมี Pay Philosophy ที่ชัดเจน การพูดเรื่องค่าตอบแทนจะไม่ใช่การอธิบายเป็นกรณี ๆ ไป แต่จะกลายเป็นการสื่อสารด้วยหลักการเดียวกันทั้งองค์กร ตั้งแต่ HR ผู้บริหาร ไปจนถึง Manager ที่ต้องคุยกับพนักงานโดยตรง</p>
<p>ดังนั้นก่อนที่องค์กรจะถามว่า ควรสื่อสารเรื่องค่าตอบแทนให้โปร่งใสแค่ไหน องค์กรควรถามตัวเองก่อนว่า มีหลักคิดเรื่องค่าตอบแทนที่ชัดพอจะอธิบายกับพนักงานแล้วหรือยัง เพราะหากรากฐานยังไม่ชัด การเปิดข้อมูลมากขึ้นอาจไม่ได้นำไปสู่ความเชื่อมั่น แต่อาจทำให้พนักงานเห็นความไม่สอดคล้องของระบบได้ชัดกว่าเดิม</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50069" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp" alt="Pay Transparency" width="600" height="370" title="Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร 123" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-28-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-transparency-260529/">Pay Transparency โปร่งใสเรื่องค่าตอบแทนอย่างไร โดยไม่สร้างความสับสนในองค์กร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>Checklist: ก่อนสื่อสารเรื่องค่าตอบแทน องค์กรพร้อมแค่ไหน</h2>
<p>เมื่อ Pay Philosophy ถูกกำหนดขึ้นแล้ว ภาระต่อมาตกอยู่ที่ HR และ Manager ซึ่งต้องเป็นคนแปลงหลักคิดนั้นให้พนักงานเข้าใจได้ในการสนทนาจริง</p>
<p>Checklist 5 ข้อนี้ช่วยประเมินว่าองค์กรพร้อมสำหรับขั้นตอนนั้นแล้วหรือยัง</p>
<h3>1. Manager อธิบายหลักการขึ้นเงินเดือนให้ลูกน้องได้หรือไม่</h3>
<p>ถ้ายังตอบไม่ได้ว่าการขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากอะไร ใช้เกณฑ์ใด และพนักงานต้องทำอะไรเพื่อให้มีโอกาสเติบโต แปลว่าระบบยังไม่พร้อมพอ</p>
<h3>2. พนักงานรู้หรือไม่ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของ Salary Range</h3>
<p>การรู้ตำแหน่งของตัวเองในช่วงเงินเดือนช่วยให้พนักงานเข้าใจว่ารายได้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากน้อยแค่ไหน และควรวางแผนพัฒนาตัวเองอย่างไร</p>
<h3>3. พนักงานรู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไรเพื่อเติบโตทางรายได้</h3>
<p>ถ้าพนักงานไม่รู้ว่าต้องเพิ่มทักษะอะไร ทำผลงานแบบไหน หรือรับบทบาทใดเพื่อให้รายได้เติบโต เขาอาจรู้สึกว่าการขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้</p>
<h3>4. โบนัสมีหลักการที่พนักงานเข้าใจหรือไม่</h3>
<p>โบนัสไม่ควรเป็นตัวเลขที่พนักงานได้รับโดยไม่รู้ที่มา เพราะเมื่อไม่เข้าใจ พนักงานอาจรู้สึกว่าองค์กรตัดสินใจแบบไม่โปร่งใส แม้ระบบภายในจะมีเหตุผลก็ตาม</p>
<h3>5. องค์กรเคยฝึก Manager ให้คุยเรื่องเงินเดือนอย่างมืออาชีพหรือไม่</h3>
<p>ผู้จัดการไม่ควรถูกปล่อยให้รับมือบทสนทนาเรื่องเงินเดือนด้วยตัวเอง เพราะถ้าสื่อสารผิด อาจกระทบทั้งความสัมพันธ์กับลูกทีมและแรงจูงใจในการทำงาน</p>
<p>หากองค์กรตอบว่ายังไม่พร้อมหลายข้อ นั่นคือสัญญาณว่าควรเริ่มทำให้ระบบค่าตอบแทนชัดเจนขึ้น โดยอาจวางแผนเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับความโปร่งใสให้เหมาะกับบริบทขององค์กร</p>
<h2>อยากวางรากฐาน Pay Philosophy ให้องค์กร เริ่มต้นได้เลยที่นี่</h2>
<p>Pay Philosophy ไม่ใช่เรื่องของ HR ฝ่ายเดียว แต่เป็นกลยุทธ์ระดับองค์กรที่ผู้บริหารต้องเห็นพ้องกันด้วย</p>
<p>การออกแบบ Pay Philosophy ให้ใช้ได้จริงต้องอาศัยทั้งความเข้าใจธุรกิจ ความรู้เรื่องตลาดแรงงาน และประสบการณ์ในการวางระบบค่าตอบแทน หลายองค์กรจึงอาจต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูภาพรวมและให้คำแนะนำที่เหมาะกับบริบทขององค์กรโดยเฉพาะ</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13">HREX รวบรวม HR Consulting ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบค่าตอบแทนและการวาง Pay Philosophy ไว้ในแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services องค์กรสามารถค้นหาและเปรียบเทียบผู้ให้บริการที่ตรงกับความต้องการได้ที่นี่</a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50067" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-scaled.webp" alt="Pay Philosophy" width="600" height="401" title="Pay Philosophy: ก่อนถามว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่าจ่ายเพื่ออะไร 124" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-1024x684.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/still-life-illustrating-ethics-concept-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่เรื่องตัวเลข งบประมาณ หรือการแข่งขันกับตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาษาที่องค์กรใช้บอกพนักงานว่า องค์กรให้คุณค่ากับใคร ให้รางวัลกับอะไร และมองความเป็นธรรมในการทำงานอย่างไร</p>
<p>หากองค์กรบอกว่าต้องการรักษาคนเก่ง แต่ระบบค่าตอบแทนไม่รองรับคุณค่าของคนเก่ง หรือบอกว่ายึดผลงานเป็นหลัก แต่พนักงานกลับไม่เข้าใจว่าผลงานเชื่อมโยงกับรายได้อย่างไร ความไม่ชัดเจนเหล่านี้อาจค่อย ๆ สะสมเป็นความไม่ไว้วางใจในระยะยาว</p>
<p>ดังนั้นคำถามสำคัญของ Pay Philosophy อาจไม่ใช่แค่ว่า วันนี้องค์กรจ่ายค่าตอบแทนมากพอหรือยัง แต่ต้องถามว่า ค่าตอบแทนที่องค์กรจ่ายอยู่ กำลังบอกอะไรกับพนักงาน และสิ่งนั้นตรงกับองค์กรที่เราอยากเป็นจริงหรือยัง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.hugessen.com/en/news/what-compensation-philosophy" target="_blank" rel="noopener">Hugessen</a></li>
<li><a href="https://prakal.com/2026/05/18/21511/" target="_blank" rel="noopener">Prakal</a></li>
<li><a href="https://carta.com/learn/startups/compensation/compensation-philosophy/" target="_blank" rel="noopener">Carta</a></li>
<li><a href="https://www.aihr.com/blog/compensation-philosophy-examples/" target="_blank" rel="noopener">AIHR</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/pay-philosophy-260529/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bolt ปลดทีม HR ทั้งแผนก สะท้อนคำถามใหญ่ของโลกการทำงานต่อทรัพยากรบุคคล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/bolt-dismiss-hr-260527/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/bolt-dismiss-hr-260527/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2026 06:46:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Bolt]]></category>
		<category><![CDATA[ไรอัน เบรสโลว์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=50030</guid>

					<description><![CDATA[หนึ่งในข่าวที่ร้อนที่สุดของวงการ HR และ Startup สัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ Bolt เมื่อ Fortune รายงานว่า ไรอัน เบรสโลว์ (Ryan Breslow) ซีอีโอหนุ่มของบริษัท ออกมาพูดบนเวที Workforce Innovation Summit ว่า “We got rid of our HR team.” (“เราโละทีม HR ออกไป”) คำพูดนี้กลายเป็นประเด็นทันที โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับบทบาทของ HR ในโลกธุรกิจปัจจุบัน HREX มองประเด็นนี้อย่างไรบ้าง เราวิเคราะห์มาให้ฟังกันแล้ว ย้อนประวัติ Bolt ต่อมุมมอง HR ฟังครั้งแรกอาจดูน่าตกใจกับการปลดพนักงาน HR ออก ทว่าแท้จริงแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้มีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน มุมมองของ Bolt เกิดขึ้นหลังบริษัทเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร จากบริษัท Fintech ที่เคยพุ่งสู่มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50032" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-29.webp" alt="Bolt Dismiss HR" width="600" height="370" title="Bolt ปลดทีม HR ทั้งแผนก สะท้อนคำถามใหญ่ของโลกการทำงานต่อทรัพยากรบุคคล 127" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-29.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-29-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หนึ่งในข่าวที่ร้อนที่สุดของวงการ HR และ Startup สัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ <a href="https://www.bolt.com/" target="_blank" rel="noopener">Bolt</a> เมื่อ Fortune รายงานว่า <a href="https://www.linkedin.com/in/ryanbreslow/" target="_blank" rel="noopener">ไรอัน เบรสโลว์ (Ryan Breslow)</a> ซีอีโอหนุ่มของบริษัท ออกมาพูดบนเวที Workforce Innovation Summit ว่า <em>“We got rid of our HR team.” (“เราโละทีม HR ออกไป”)</em></p>
<p>คำพูดนี้กลายเป็นประเด็นทันที โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับบทบาทของ HR ในโลกธุรกิจปัจจุบัน</p>
<p>HREX มองประเด็นนี้อย่างไรบ้าง เราวิเคราะห์มาให้ฟังกันแล้ว</p>

<h2>ย้อนประวัติ Bolt ต่อมุมมอง HR</h2>
<p>ฟังครั้งแรกอาจดูน่าตกใจกับการปลดพนักงาน HR ออก ทว่าแท้จริงแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้มีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน</p>
<p>มุมมองของ Bolt เกิดขึ้นหลังบริษัทเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร จากบริษัท Fintech ที่เคยพุ่งสู่มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 กลับต้องเผชิญกับการลดมูลค่าอย่างหนัก การ Restructuring หลายระลอก และการปลดพนักงานจำนวนมาก</p>
<p>จนล่าสุดมีการปลดพนักงานอีกราว 30% เพื่อพาบริษัทกลับเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Wartime Mode (โหมดสงคราม) หรือโหมดเอาตัวรอดแบบ StartUp อีกครั้ง</p>
<p>ในบริบทแบบนั้น CEO ไรอันพูดว่า <em>“ทีม HR สร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้นมา และปัญหาเหล่านั้นก็หายไปหลังจากผมปล่อยพวกเขาออก”</em></p>
<p>หากเจาะลึกเข้าไปจะพบว่า เขาไม่ได้กำลังบอกว่า HR People ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม เขากลับแยกคำว่า HR ออกจาก People Management อย่างชัดเจน โดยอธิบายว่า HR แบบดั้งเดิมในมุมของเขาเต็มไปด้วย Process การตัดสินใจที่ช้า และวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับองค์กรที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องการทีมที่ลงมือเร็ว ตัดสินใจเร็ว และขับเคลื่อนธุรกิจแบบ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/">Lean</a> มากที่สุด</p>
<p>Bolt จึงไม่ได้ตัดงาน HR ออกทั้งหมด 100% ไปทั้งหมด เพราะสุดท้ายบริษัทก็ยังคงมีทีม People Operations ขนาดเล็กไว้ดูแลเรื่อง <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8">Training</a> และ Employee Support บางส่วนอยู่</p>
<p>และนี่คือจุดที่วงการ HR ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า <em>“HR สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริงแค่ไหนต่างหาก”</em></p>
<h2>ปัญหาอาจไม่ใช่ “มี HR หรือไม่มี HR” แต่คือ HR เข้าใจธุรกิจจริงหรือเปล่า ?</h2>
<p>อันที่จริงมุมมองของ HREX ต่อข่าวนี้อาจไม่มีคำตอบตายตัวว่า Bolt เพราะทำ “ถูก” หรือ “ผิด” เพราะแต่ละองค์กรก็มีบริบทไม่เหมือนกัน บางบริษัทอยู่ในช่วงที่ต้องเอาตัวรอดจริง ต้องการความเร็ว ต้องลดต้นทุน และต้องการทีมที่ Execute ได้ทันที การทำองค์กรให้ Lean ลงจึงอาจเป็นสิ่งจำเป็นในมุมของผู้นำธุรกิจ</p>
<p>แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำตอบของไรอันสะท้อนว่า มีอีกหลายองค์กรทั่วโลกที่กำลังลงทุนเพิ่มในเรื่อง <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?filter%5Bcategory_id%5D=65">Leadership Development</a>, Workforce Planning, Manager Capability, <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/employee-experience-to-hope-250908/">Employee Experience</a> ไปจนถึง AI for HR เพราะมองว่าในยุคที่ธุรกิจเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเร่งแรงขึ้น และการแข่งขันด้าน Talent รุนแรงขึ้น การบริหาร “คน” กลับยิ่งสำคัญกว่าเดิม</p>
<p>กรณีนี้ทำให้โจทย์สำคัญไม่ใช่คำถามว่า <em>“องค์กรควรมี HR หรือไม่ ?”</em> แต่คือ HR สามารถสร้าง Impact ทางธุรกิจได้จริงแค่ไหนต่างหาก</p>
<p>เพราะถ้า HR ยังทำงานอยู่ในกรอบเดิมแบบที่ Bolt เจอ เช่น เน้น Process มากไป พยายามควบคุม Policy หรือทำงานห่างจาก Business Impact สุดท้ายก็ยากที่ผู้บริหารจะมองเห็นคุณค่าเชิงธุรกิจของ HR อย่างแท้จริง</p>
<p>ฉะนั้น People Strategy ที่ดี จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเชื่อมกับ Business Strategy ได้ด้วย</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42722" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR.webp" alt="Business x People สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน" width="600" height="370" title="Bolt ปลดทีม HR ทั้งแผนก สะท้อนคำถามใหญ่ของโลกการทำงานต่อทรัพยากรบุคคล 128" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/business-x-people-241024/">Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR Professional ยุคใหม่ ต้องเข้าใจ “งานจริง” มากกว่าเดิม</h2>
<p>ฉะนั้นหากคุณเป็น HR อย่าตื่นตะหนกไปกับข่าวดังกล่าวเลย และถึงเวลาแล้วที่เราเองจะต้องปรับตัว</p>
<p>บทบาท HR ยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องดูแลคนแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเข้าใจธุรกิจจริง เข้าใจว่างานแต่ละทีมสร้างคุณค่าอย่างไร องค์กรแข่งขันด้วยอะไร ผู้จัดการกำลังติด Pain point ตรงไหน และระบบคนจะช่วยผลักดัน Business Outcome ได้อย่างไร</p>
<p>เช่น ต้องอ่านงบการเงินเป็น เข้าใจ Productivity เข้าใจ Workflow ของทีม เข้าใจว่าธุรกิจทำเงินจากตรงไหน และมองออกว่าปัญหาคนแบบใดกำลังกระทบการเติบโตขององค์กรจริง</p>
<p>เพราะในท้ายที่สุด คุณค่าของ HR ไม่ได้วัดจากจำนวนกิจกรรมหรือ Policy ที่สร้างขึ้น แต่อยู่ที่ว่า HR สามารถช่วยให้องค์กรเติบโตได้ดีขึ้นผ่านการบริหารคนต่างหาก</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3>ลองถามคำถามว่า HR ตอบสิ่งเหล่านี้ได้ไหม ​?</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>ธุรกิจของเราทำเงินอย่างไร ?</li>
<li>ทีมงานสร้าง Productivity แบบไหน ?</li>
<li>อะไรคือ Pain Point ของกลุ่ม Manager ?</li>
<li>องค์กรกำลังแข่งขันด้วยทักษะอะไร ?</li>
<li>ระบบคนจะช่วย Business Outcome ได้ตรงไหน ?</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><strong>ข่าวของ Bolt ไม่ใช่สัญญาณว่า <em>“HR กำลังหมดความสำคัญ”</em> แต่เป็นสัญญาณว่า HR กำลังถูกคาดหวังให้ <em>“พิสูจน์คุณค่า”</em> มากกว่าเดิม</strong></p>
<p>ในวันที่ธุรกิจเผชิญทั้งการแข่งขัน ต้นทุน และความไม่แน่นอน HR ที่องค์กรต้องการมากขึ้น อาจไม่ใช่ HR ที่ทำกิจกรรมเก่งที่สุด แต่คือ HR ที่เข้าใจทั้ง “คน” และ “ธุรกิจ” พร้อมกัน</p>
<p><strong>เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่จะชนะในสงครามธุรกิจ คือการมีระบบคนที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้จริงต่างหาก</strong></p>
<p>สำหรับองค์กรที่ต้องการทำงานให้ Lean ขึ้น ลด Process ที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของทีม HR โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลดคนเสมอไป การเลือกใช้ HR Technology หรือ HR Product &amp; Service ที่เหมาะสม อาจเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการช่วยให้ HR ทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และสร้าง Impact ต่อธุรกิจได้มากขึ้น</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/2">ค้นหา HR Product &amp; Service ที่เหมาะกับองค์กรของคุณได้ผ่าน HREX แพลตฟอร์มที่รวบรวมโซลูชันด้าน HR หลากหลายประเภทไว้ในที่เดียว</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://fortune.com/2026/05/19/bolt-ceo-ryan-breslow-cut-hr-department-causing-problems-fintech-startup-turn-around/" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">fortune.com</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/bolt-dismiss-hr-260527/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/the-evolution-of-employee-benefits-260517/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/the-evolution-of-employee-benefits-260517/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 May 2026 15:01:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Benefits]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49931</guid>

					<description><![CDATA[ประกันสุขภาพ วันลาพักร้อน หรือโบนัสปลายปี คือสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ที่หลายคนอาจนึกถึงก่อนเป็นอันดับแรก บางคนมองว่ามันคือของแถมจากนายจ้าง บางคนมองว่าเป็นเครื่องมือดึงดูดคนเก่ง แต่ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์จริงจัง จะพบว่าสวัสดิการพนักงานเป็นภาพสะท้อนว่าแต่ละช่วงเวลา สังคมและองค์กรเข้าใจชีวิตคนทำงานลึกซึ้งระดับใด มิใช่แค่สินน้ำใจจากนายจ้างธรรมดา ในแต่ละยุคสมัย ความหมายของสวัสดิการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จากการช่วยเหลือกันเองในกลุ่มอาชีพ ขยับสู่การคุ้มครองแรงงานในโรงงาน การรับรองสิทธิขั้นต่ำโดยรัฐ สวัสดิการเพื่อรักษาคนขององค์กร และปัจจุบันก็ขยายขอบเขตถึงสุขภาพจิต สวัสดิการยืดหยุ่น ความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต หลายสิทธิที่คนทำงานคุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนมีที่มาจากการต่อสู้ การเรียกร้อง และบทเรียนเจ็บปวดจากสภาพการทำงานในอดีต HREX จึงอยากชวนทุกท่านย้อนกลับไปดูว่า วิวัฒนาการ ตั้งแต่ก่อนมีโรงงานอุตสาหกรรม จนถึงวันที่สวัสดิการกลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการบริหารคนนั้น ประวัติศาสตร์โลกการทำงานเปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร ก่อนอุตสาหกรรมเบ่งบาน: จุดเริ่มต้นของการประคองชีวิตคนทำงาน ย้อนกลับไปก่อนถึงอุตสาหกรรม โลกยังไม่มีสวัสดิการพนักงานตามความหมายปัจจุบัน ถึงกระนั้น คนทำงานก็ยังได้รับการดูแลในรูปแบบอื่น ยุโรปยุคกลาง กลุ่มช่างฝีมือจำนวนมากรวมตัวกันเป็นสมาคมหรือ Guild นอกจากทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพงาน สมาคมยังช่วยเหลือสมาชิกยามลำบาก ทั้งเวลาเจ็บป่วย ชรา ไปจนถึงเสียชีวิต บางครั้งครอบคลุมถึงการดูแลครอบครัวที่เหลืออยู่ด้วย แรงงานจำนวนมากยังได้รับค่าตอบแทนบางส่วนเป็นอาหาร ที่พัก หรือของใช้จำเป็น มากกว่าการรับเป็นเงินสดทั้งหมด สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ตรงตามมาตรฐานปัจจุบัน แต่ก็ถือเป็นต้นแบบของการดูแลแรงงานช่วงที่รัฐยังไม่เข้ามารับรองความมั่นคงขั้นพื้นฐาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49934" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-22.webp" alt="Evolution of Employee Benefits" width="600" height="370" title="วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits) 134" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-22.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-22-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ประกันสุขภาพ วันลาพักร้อน หรือโบนัสปลายปี คือสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) ที่หลายคนอาจนึกถึงก่อนเป็นอันดับแรก บางคนมองว่ามันคือของแถมจากนายจ้าง บางคนมองว่าเป็นเครื่องมือดึงดูดคนเก่ง แต่ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์จริงจัง จะพบว่าสวัสดิการพนักงานเป็นภาพสะท้อนว่าแต่ละช่วงเวลา สังคมและองค์กรเข้าใจชีวิตคนทำงานลึกซึ้งระดับใด มิใช่แค่สินน้ำใจจากนายจ้างธรรมดา</p>
<p>ในแต่ละยุคสมัย ความหมายของสวัสดิการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จากการช่วยเหลือกันเองในกลุ่มอาชีพ ขยับสู่การคุ้มครองแรงงานในโรงงาน การรับรองสิทธิขั้นต่ำโดยรัฐ สวัสดิการเพื่อรักษาคนขององค์กร และปัจจุบันก็ขยายขอบเขตถึงสุขภาพจิต สวัสดิการยืดหยุ่น ความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต</p>
<p>หลายสิทธิที่คนทำงานคุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนมีที่มาจากการต่อสู้ การเรียกร้อง และบทเรียนเจ็บปวดจากสภาพการทำงานในอดีต HREX จึงอยากชวนทุกท่านย้อนกลับไปดูว่า วิวัฒนาการ ตั้งแต่ก่อนมีโรงงานอุตสาหกรรม จนถึงวันที่สวัสดิการกลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการบริหารคนนั้น ประวัติศาสตร์โลกการทำงานเปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร</p>

<h2>ก่อนอุตสาหกรรมเบ่งบาน: จุดเริ่มต้นของการประคองชีวิตคนทำงาน</h2>
<p>ย้อนกลับไปก่อนถึงอุตสาหกรรม โลกยังไม่มีสวัสดิการพนักงานตามความหมายปัจจุบัน ถึงกระนั้น คนทำงานก็ยังได้รับการดูแลในรูปแบบอื่น</p>
<p>ยุโรปยุคกลาง กลุ่มช่างฝีมือจำนวนมากรวมตัวกันเป็นสมาคมหรือ Guild นอกจากทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพงาน สมาคมยังช่วยเหลือสมาชิกยามลำบาก ทั้งเวลาเจ็บป่วย ชรา ไปจนถึงเสียชีวิต บางครั้งครอบคลุมถึงการดูแลครอบครัวที่เหลืออยู่ด้วย แรงงานจำนวนมากยังได้รับค่าตอบแทนบางส่วนเป็นอาหาร ที่พัก หรือของใช้จำเป็น มากกว่าการรับเป็นเงินสดทั้งหมด</p>
<p>สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ตรงตามมาตรฐานปัจจุบัน แต่ก็ถือเป็นต้นแบบของการดูแลแรงงานช่วงที่รัฐยังไม่เข้ามารับรองความมั่นคงขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยให้คนทำงานรอดพ้นจากความไม่แน่นอนของชีวิต ทั้งยามเจ็บป่วย ชรา หรือสูญเสียเสาหลักของบ้าน ซึ่งนับเป็นรากฐานแรกเริ่มของสวัสดิการแรงงานอย่างแท้จริง</p>
<h2>ปฏิวัติอุตสาหกรรม: กฎหมายแรงงานเพื่อปกป้องชีวิต</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49936" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-scaled.webp" alt="Evolution of Employee Benefits" width="600" height="421" title="วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits) 135" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-300x210.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-1024x718.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-768x539.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-1536x1077.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/monochrome-portrait-retro-man-doing-housework-household-chores-2048x1436.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เมื่อการผลิตย้ายเข้าสู่โรงงานขนาดใหญ่ ปัญหาของแรงงานก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>แรงงานต้องเผชิญกับชั่วโมงทำงานที่ยาวนานขึ้น มากกว่าที่มนุษย์จะสามารถทนทำได้ แม้จะมีเครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรง แต่การทำงานร่วมกับเครื่องจักรก็มีความอันตราย ไหนจะสภาพโรงงานที่แออัด และยังมีการใช้แรงงานเด็กอย่างหนัก</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่แรงงานต้องการมากที่สุดคือการคุ้มครองขั้นพื้นฐานจากสภาพการทำงานที่บั่นทอนชีวิตนั่นเอง</p>
<p>กฎหมายแรงงานยุคแรกจึงมีลักษณะเป็นสวัสดิการเชิงป้องกัน เช่น การจำกัดชั่วโมงทำงาน การกำหนดอายุขั้นต่ำของแรงงานเด็ก การบังคับให้เด็กได้รับการศึกษา และเริ่มมีผู้ตรวจสอบโรงงานว่าทำผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่</p>
<p>ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพระราชบัญญัติโรงงานของสหราชอาณาจักรในปี 1833 ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีทำงานในโรงงาน กำหนดชั่วโมงทำงานสูงสุดของเด็กอายุ 9–13 ปีไว้ที่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>
<p>มองจากมาตรฐานปัจจุบันสิ่งเหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอ แต่ในช่วงนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทีเดียว เพราะเป็นช่วงแรกที่รัฐเริ่มประกาศชัดว่านายจ้างไม่สามารถใช้แรงงานตามใจชอบอย่างไร้ขอบเขต แนวคิดเรื่องการจำกัดเวลาทำงานค่อย ๆ ขยายไปสู่มาตรฐานสากล จนกลายเป็นพื้นฐานของกฎหมายแรงงานหลายประเทศในเวลาต่อมา</p>
<h2>พลังแรงงานรวมตัว: เมื่อรัฐก้าวเข้ารับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน</h2>
<p>หลังสังคมเริ่มเห็นปัญหาจากโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น สวัสดิการแรงงานก็ขยับจากการปกป้องขั้นต่ำไปสู่การรับรองสิทธิอย่างเป็นระบบ</p>
<p>คำถามสำคัญเปลี่ยนจาก &#8220;นายจ้างควรให้อะไรกับลูกจ้าง&#8221; ไปสู่ &#8220;สังคมควรรับรองความมั่นคงขั้นต่ำแบบใดให้คนทำงานทุกคน&#8221; ช่วงนี้จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการให้ค่าจ้างขั้นต่ำ การมีประกันสังคม การคุ้มครองจากอุบัติเหตุ การดูแลยามเจ็บป่วย การเกษียณอายุ และสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรอง</p>
<p>หมุดหมายสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่เยอรมนียุค ออตโต ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) รัฐบุรุษคนสำคัญ ซึ่งวางระบบประกันสังคมระดับชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ไปจนถึงประกันชราภาพและทุพพลภาพ นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เพราะการดูแลแรงงานเริ่มกลายเป็นระบบที่รัฐออกแบบและรับรอง แทนที่จะขึ้นอยู่กับความเมตตาของนายจ้างหรือการช่วยเหลือกันเองในกลุ่มอาชีพ</p>
<p>ด้านค่าจ้างขั้นต่ำก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในหลายประเทศ ทั้งนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร สะท้อนว่าสังคมยอมรับมากขึ้นว่าแรงงานควรได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ถูกกดต่ำจนเกินไป</p>
<p>สำหรับลูกจ้าง ความเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยปกป้องพวกเขาจากหลายสถานการณ์ เช่น หากเจ็บป่วยก็จะไม่ตกงานทันที หากเกิดอุบัติเหตุยังมีตัวช่วยรองรับ หรือถ้าแก่ตัวลงยังมีหลักประกันบางอย่างให้แน่ใจว่าพวกเขาจะอยู่รอดได้</p>
<p>สำหรับองค์กร การมีมาตรฐานส่วนกลางยังช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงลดการกดต้นทุนด้วยการบีบแรงงานอย่างไร้ขอบเขต</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47089" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96.webp" alt="History of Recruitment: ประวัติศาสตร์การจ้างงาน จากยุคทาสสู่ AI Recruitment" width="600" height="370" title="วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits) 136" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/history-of-recruitment-251002/">History of Recruitment: ประวัติศาสตร์การจ้างงาน จากยุคทาสสู่ AI Recruitment</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>หลังสงครามโลก: สวัสดิการในฐานะสัญญาใจ รั้งคนให้อยู่ยาว</h2>
<p>หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์กรขนาดใหญ่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสวัสดิการพนักงานมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการสร้างฐานแรงงานประจำที่มั่นคง อยู่กับองค์กรนาน และเติบโตไปพร้อมกัน</p>
<p>สวัสดิการกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มากกว่าแค่เรื่องสิทธิขั้นต่ำ บริษัทเสนอประกันสุขภาพ บำนาญ เงินเกษียณ สิทธิประโยชน์ครอบครัว และการฝึกอบรม เพื่อแลกกับความภักดีและความผูกพันของพนักงาน</p>
<p>สหรัฐอเมริกา ระบบประกันสุขภาพที่นายจ้างจัดให้เติบโตขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของสงครามและนโยบายภาษีที่ทำให้บริษัทหันมาใช้สวัสดิการเป็นวิธีดึงดูดและรักษาคน แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างโดยตรง</p>
<p>ที่ญี่ปุ่น บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากพัฒนาระบบการจ้างงานระยะยาว เช่น ปรับค่าจ้างตามอายุงาน และการฝึกบุคลากรภายในองค์กรจนเกิดภาพลักษณ์ของงานประจำที่มั่นคง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างคาดหวังความสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า หลายองค์กรยังมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่พนักงานที่อยู่มานาน เช่น มอบเข็มกลัดทองคำแท้หรือของมีค่า เพื่อเชิดชูความภักดีเมื่อปฏิบัติงานครบตามกำหนดเวลา</p>
<p>แนวคิดนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งอิทธิพลมาถึงวัฒนธรรมการแจกทอง ตามอายุงานของหลายบริษัทจวบจนปัจจุบัน และบ่งชี้ว่า สวัสดิการผูกชีวิตของพนักงานเข้ากับองค์กรอย่างแน่นแฟ้น พนักงานไม่ได้ฝากเวลาทำงานไว้กับบริษัทเพียงประการเดียว แต่ฝากอนาคตด้านสุขภาพ การเกษียณ และความก้าวหน้าในอาชีพไว้ด้วย</p>
<h2>โลกาภิวัตน์: เปลี่ยนสวัสดิการเป็นแม่เหล็กดึงดูด Talent</h2>
<p>เมื่อเศรษฐกิจขยับจากการผลิตในโรงงาน ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยี และบริการ คนเก่งเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี การเงิน และบริการ องค์กรจึงไม่ได้แข่งขันกันด้วยฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว</p>
<p>สวัสดิการถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งอย่างจริงจัง ตั้งแต่การให้หุ้นพนักงาน ให้โบนัสตามผลงาน ให้ค่าเล่าเรียน พัฒนาอาชีพ สนับสนุนการย้ายถิ่นฐาน ไปจนถึงโครงการดูแลสุขภาพและให้คำปรึกษาชีวิต</p>
<p>ยุคนี้บริษัทไม่ได้ขายแค่ตำแหน่งงาน แต่เสนอโอกาสเติบโต คุณภาพชีวิต เส้นทางอาชีพ และประสบการณ์การทำงานที่โดดเด่นด้วย</p>
<p>ตัวอย่างเช่น โครงการสนับสนุนค่าเล่าเรียนของ Starbucks หรือโครงการพัฒนาทักษะของ Amazon ที่ช่วยให้พนักงานมีโอกาสขยับขยายอาชีพ ไม่ว่าจะเติบโตต่อในบริษัทเดิมหรือย้ายออกไป สวัสดิการประเภทนี้มีความหมายมากสำหรับลูกจ้าง เพราะช่วยลดต้นทุนการเรียนรู้และเปิดทางให้ยกระดับความสามารถ ฝั่งองค์กรก็ได้ภาพลักษณ์นายจ้างที่แข็งแกร่ง และมีแต้มต่อในการชักชวนคนเก่งเข้ามาร่วมงาน จากเดิมที่เคยเป็นเพียงฐานความมั่นคง สวัสดิการเริ่มกลายเป็นอาวุธสำคัญสำหรับการแข่งขันในตลาดแรงงาน</p>
<h2>Perks สวัสดิการเสริมยอดนิยม ยุคบริษัทเทคและสตาร์ทอัพเฟื่องฟู</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49935" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-scaled.webp" alt="Evolution of Employee Benefits" width="600" height="400" title="วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits) 137" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/happy-colleagues-sitting-floor-eating-pizza-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ทำให้สวัสดิการอีกรูปแบบได้รับความสนใจมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า <strong>Perks (Perquisites) สวัสดิการเสริมหรือสิทธิพิเศษที่องค์กรจัดหาเพื่อสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ดีในการทำงาน</strong> ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟรีในออฟฟิศ ฟิตเนสส่วนตัว ส่วนลดสินค้า หรือทริปท่องเที่ยวประจำปี สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์ความมั่นคงของชีวิตโดยตรง แต่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุขและแรงจูงใจ</p>
<p>ในแวดวงสตาร์ทอัพ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดเด่นที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรของตนแตกต่างจากบริษัทรูปแบบดั้งเดิมอย่างไร<br />
<strong>Netflix เป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงบ่อยจากแนวคิด Freedom and Responsibility</strong> มอบอิสระในการทำงานสูง ไม่กำหนดตารางเวลาทำงานตายตัว และไม่จำกัดจำนวนวันลาพักร้อน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นโยบายประเภทนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าให้แล้วเกิดประโยชน์จริงไหม เพราะสิ่งที่ดูสวยหรูตอนประชาสัมพันธ์ ไม่ได้รับประกันว่าคุณภาพชีวิตของพนักงานจะดีเสมอไป บ่อยครั้งนโยบายวันลาไม่จำกัดอาจกลายเป็นสวัสดิการที่ไม่มีใครกล้าใช้ หากวัฒนธรรมองค์กรทำให้คนรู้สึกผิดเมื่อต้องพักผ่อน ชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่นอาจทำให้พนักงานต้องทำงานตลอดเวลา หากขาดขอบเขตที่ชัดเจน</p>
<p>Perks ไม่สามารถทดแทนโครงสร้างงานที่เหมาะสมได้ สวัสดิการที่แท้จริงต้องยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงาน ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงตกแต่งภาพลักษณ์องค์กรให้ดูทันสมัย</p>
<h2>วิกฤตโควิด-19: สวัสดิการคือโครงสร้างรองรับความสมดุล</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49937" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-scaled.webp" alt="Evolution of Employee Benefits" width="600" height="400" title="วิวัฒนาการสวัสดิการพนักงาน: จากสิทธิขั้นต่ำ สู่กุญแจสำคัญในการดูแลและดึงดูดพนักงาน (The Evolution of Employee Benefits) 138" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/carefree-happy-asian-girl-finish-working-looking-satisfied-sitting-home-with-laptop-computer-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า โรคโควิด-19 เปลี่ยนความหมายของสวัสดิการพนักงานไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ก่อนเกิดวิกฤตนี้ หลายองค์กรไม่เคยพิจารณาให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเลย พร้อมมองข้ามความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต และเห็นว่าสวัสดิการสำหรับคนในครอบครัวไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่โรคระบาดทำให้ตระหนักว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง พนักงานจำนวนมากต้องทำงานจากบ้าน แล้วต้องดูแลบุตรหลาน รวมถึงผู้สูงอายุไปพร้อมกัน พวกเขาจึงยิ่งเผชิญความเครียดและความไม่แน่นอน ขณะที่เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับชีวิตส่วนตัวก็ค่อย ๆ เลือนหายไป</p>
<p>สวัสดิการในช่วงนี้จึงไม่ได้แค่ให้ประกันสุขภาพหรือวันลา แต่ยังขยายไปสู่การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต การทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote Work การอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับเอาอุปกรณ์ออฟฟิศไปใช้ที่บ้าน การสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว ตลอดจนขีดเส้นแบ่งการทำงานชัดเจน ว่าพนักงานไม่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารเรื่องงานนอกเวลา</p>
<p>เมื่อความยืดหยุ่นได้รับนิยามใหม่ ไม่ได้หมายถึงแค่การปล่อยให้พนักงานจัดการทุกอย่างโดยไร้กฎเกณฑ์ แต่ออกแบบระบบงานใหม่ให้ผู้คนยังมีชีวิตส่วนตัว มีเวลาพักผ่อน และไม่ถูกงานรุกล้ำ</p>
<p>วิกฤตครั้งนี้ทำให้ชาว HR ตระหนักว่า สวัสดิการไม่ได้มีไว้ตอบคำถามว่า บริษัทให้อะไรกับพนักงาน เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า บริษัทออกแบบงานอย่างไรให้คนยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล</p>
<h2>ปัจจุบัน: สวัสดิการต้องยืดหยุ่น (Flexible Benefits)</h2>
<p>ในอดีต เวลาองค์กรมีสวัสดิการ จะจัดสรรให้ทุกคนได้เหมือนกันหมด <strong><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/">อย่างไรก็ตามปัจจุบันแนวคิดแบบ One Size Fits All อาจไม่เหมาะแล้ว แต่ต้องยืดหยุ่น เพราะแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกันไป</a></strong></p>
<p>เช่น พนักงานจบใหม่ เพิ่งเริ่มทำงานอาจให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และความยืดหยุ่น กลุ่มคนมีครอบครัวต้องการนโยบายที่เอื้อต่อการดูแลบุตร พนักงานที่ต้องดูแลบุพการีจะมองหาวันลาและความเข้าใจจากองค์กร ขณะที่ผู้ใกล้เกษียณมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพระยะยาว</p>
<p>ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-stress-impact-engagement-260429/">ความเครียดทางการเงิน (Financial Stress)</a> เมื่อภาระหนี้สิน เงินออมไม่พอ หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ส่งผลกระทบต่องานโดยตรง องค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การให้คำปรึกษาเรื่องหนี้สิน การช่วยวางแผนอนาคต รวมถึง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/33">การเสนอสวัสดิการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าเพื่อเสริมสภาพคล่อง</a></p>
<p>อีกความท้าทายสำคัญที่คนทำงาน HR กำลังเผชิญคือกลุ่ม <a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/">แรงงานอิสระ (Gig Worker หรือ Freelance)</a> ที่เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น องค์กรจึงเริ่มปรับตัวและคิดค้นรูปแบบสวัสดิการที่ครอบคลุมคนกลุ่มนี้ เช่น การเสนอประกันสุขภาพกลุ่มแบบจ่ายตามรอบคิวงาน หรือการให้สิทธิประโยชน์ที่ยืดหยุ่นตามชั่วโมงการทำงาน เพื่อดึงดูดบุคลากรฝีมือดีที่ไม่ต้องการผูกมัดกับงานประจำ</p>
<p>แกนสำคัญอีกเรื่องคือการพัฒนาทักษะ เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำงาน การ Upskill, Reskill และการมี AI Literacy กลายเป็นสวัสดิการรูปแบบใหม่ ช่วยให้พนักงานยังคงความสามารถในการแข่งขันบนตลาดแรงงานที่หมุนเร็ว</p>
<p>การเรียนรู้ทักษะใหม่อาจเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดของคนทำงาน สวัสดิการที่ดีจึงไม่ได้ดูแลแค่คุณภาพชีวิตวันนี้ แต่ต้องช่วยให้พนักงานมีเส้นทางอาชีพที่สดใสในวันหน้าด้วย</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง จะเห็นว่าสวัสดิการพนักงานไม่ได้พัฒนาแบบเส้นตรงจาก &#8220;ไม่มี&#8221; ไปสู่ &#8220;มีมากขึ้น&#8221; เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนความหมายไปตามบริบทปัญหาของแรงงานและสังคมในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p>วิวัฒนาการนี้ตอกย้ำว่าสวัสดิการพนักงานมิใช่ของแถม มิใช่รายจ่ายที่องค์กรประเคนให้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นกระจกสะท้อนว่าองค์กรมองคนทำงานในมุมมองใด</p>
<p>องค์กรที่มองพนักงานเป็นเพียงแรงงาน อาจออกแบบสวัสดิการเท่าที่กฎหมายบังคับ องค์กรที่มองพนักงานเป็นต้นทุน อาจจัดสรรให้เท่าที่จำเป็นต่อการรั้งตัวคนไว้ ทว่าองค์กรที่มองพนักงานเป็นเพื่อนมนุษย์ จะเข้าใจลึกซึ้งว่าสวัสดิการผูกพันกับชีวิต ความมั่นคง ศักยภาพ และอนาคตของบุคลากรโดยตรง</p>
<p>ตลาดแรงงานหมุนเร็ว ความต้องการของพนักงานทวีความหลากหลาย และเทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมทักษะการทำงานแทบทุกวงการ การออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริงจึงมิใช่ความใจดีของนายจ้าง หากเป็นกลไกสำคัญในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน <strong>รวมถึงเป็นมาตรวัดสำคัญว่าองค์กรพร้อมดูแลบุคลากรของตนเองดีระดับใดในระยะยาว</strong></p>
<p>สุดท้ายนี้ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">หากองค์กรไหนกำลังมองหาสวัสดิการดี ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน แต่ไม่รู้จะหาอะไรให้ดี สามารถมาค้หาตัวเลือกบริการด้าน Compensation &amp; Benefits เพื่อยกระดับประสบการณ์พนักงาน ดึงดูดและรักษาคนเก่ง พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและแรงจูงใจในการทำงานได้ผ่าน HREX ที่นี่เลย</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 287px;">
<tbody>
<tr style="height: 287px;">
<td style="width: 100%; height: 287px;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mercer.com/en-ca/insights/total-rewards/employee-benefits-strategy/personalized-benefits/" target="_blank" rel="noopener">mercer</a></li>
<li><a href="https://www.shrm.org/topics-tools/news/benefits-compensation/workers-look-employer-help-as-financial-well-being-dips" target="_blank" rel="noopener">shrm</a></li>
<li><a href="https://hbr.org/2007/04/the-war-for-talent-is-back" target="_blank" rel="noopener">hbr</a></li>
<li><a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0014498324000524" target="_blank" rel="noopener">sciencedirect</a></li>
<li><a href="https://www.parliament.uk/about/living-heritage/transformingsociety/livinglearning/19thcentury/overview/factoryact/" target="_blank" rel="noopener">parliament.uk</a></li>
<li><a href="https://www.ilo.org/resource/c1-hours-work-industry-convention-1919" target="_blank" rel="noopener">Ilo</a></li>
<li><a href="https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5803802/" target="_blank" rel="noopener">pmc.ncbi.nlm.nih.gov</a></li>
<li><a href="https://www.nber.org/bah/2009no2/employer-sponsored-health-insurance-and-health-reform?page=1&amp;perPage=50" target="_blank" rel="noopener">nber</a></li>
<li><a href="https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2023/03/teleworking-workplace-policies-and-trust_daed5097/64cd6e8e-en.pdf" target="_blank" rel="noopener">oecd</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/the-evolution-of-employee-benefits-260517/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 5 มิติ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-transformation-dave-ulrich-260511/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-transformation-dave-ulrich-260511/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2026 06:14:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Transformation]]></category>
		<category><![CDATA[Dave Ulrich]]></category>
		<category><![CDATA[เดฟ อูว์ริช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49870</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าองค์กรของคุณเพิ่งปรับโครงสร้าง HR ใหม่ ซื้อระบบ HR ใหม่ เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง HR Manager เป็น HR Business Partner แล้วประกาศว่าเราทำ HR Transformation เรียบร้อยแล้ว นั่นมันอาจไม่ใช่ HR Transformation อย่างที่คิด หากหลายองค์กรทุ่มงบและเวลาไปกับการทำ HR Transformation แบบนี้ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ทุกอย่างยังคงเดิม ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริช (Dave Ulrich) นักวิชาการด้าน HR บิดาแห่งแนวคิด HR สมัยใหม่ ฟันธงเลยว่า องค์กรกำลังเข้าใจคำว่า Transformation ผิดนั่นเอง แล้วสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ? หาคำตอบได้ในบทความนี้ HR มีอยู่เพื่ออะไรกันแน่ ? ก่อนไปถึงขั้นว่า HR Transformation คืออะไรกันแน่ ? อูว์ริชชวน HR ทุกท่านกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุด คือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49873" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Cover.webp" alt="HR Transformation Dave Ulrich 5 Dimensions" width="600" height="370" title="HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 5 มิติ 143" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ถ้าองค์กรของคุณเพิ่งปรับโครงสร้าง HR ใหม่ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/2">ซื้อระบบ HR ใหม่</a> เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง HR Manager เป็น <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/">HR Business Partner</a> แล้วประกาศว่าเราทำ HR Transformation เรียบร้อยแล้ว</p>
<p>นั่นมันอาจไม่ใช่ HR Transformation อย่างที่คิด</p>
<p>หากหลายองค์กรทุ่มงบและเวลาไปกับการทำ HR Transformation แบบนี้ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ทุกอย่างยังคงเดิม <a href="https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/"><strong>ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริช (Dave Ulrich)</strong> นักวิชาการด้าน HR บิดาแห่งแนวคิด HR สมัยใหม่</a> ฟันธงเลยว่า องค์กรกำลังเข้าใจคำว่า Transformation ผิดนั่นเอง<br />
แล้วสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ? หาคำตอบได้ในบทความนี้</p>

<h2>HR มีอยู่เพื่ออะไรกันแน่ ?</h2>
<p>ก่อนไปถึงขั้นว่า HR Transformation คืออะไรกันแน่ ? อูว์ริชชวน HR ทุกท่านกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุด คือ ฝ่าย HR มีอยู่เพื่ออะไร ? ซึ่งเป็นคำถามที่หลายองค์กรยังตอบไม่ได้อย่างชัดเจน</p>
<p>สำหรับเขา <strong>HR มีหน้าที่สร้างขีดความสามารถของบุคลากร</strong> ทั้งในระดับปัจเจก ได้แก่ คนเก่งและผู้นำที่ดี และในระดับองค์กร ได้แก่ วัฒนธรรม กระบวนการ และระบบ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งลูกค้า นักลงทุน และชุมชน ได้รับมูลค่าที่แท้จริงจากองค์กร</p>
<p>แนวคิดนี้เรียกว่า Stakeholder HR และมันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่จะตามมา</p>
<h2>HR Transformation แค่โครงสร้างถึงไม่พอ</h2>
<p>อูว์ริชอธิบายว่า <strong>รูปแบบการดำเนินงานของ HR ที่สมบูรณ์ต้องพัฒนา 5 มิติไปพร้อมกัน</strong> การทุ่มเทเฉพาะมิติใดมิติหนึ่งแล้งละเลยที่เหลือ ก็เหมือนกับออกกำลังกายแค่แขนซ้ายข้างเดียวแล้วหวังว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้นทั้งตัว</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://forms.gle/NXqzXAKdZTygAPnb9" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49784" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB.webp" alt="Roundtable Future of Transformation" width="600" height="400" title="HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 5 มิติ 144" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB.webp 1920w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/1920-x-1280-7-RTB-1536x1024.webp 1536w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://forms.gle/NXqzXAKdZTygAPnb9" target="_blank" rel="noopener">กลับมาอีกครั้งกับงานเสวนาสำหรับผู้นำ HR ! #7 Roundtable: CHRO &amp; HR Director Forum – Future of Transformation</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>มิติที่ 1: จุดประสงค์ (Purpose)</h3>
<p>ฝ่าย HR ต้องมีพันธกิจ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของตัวเอง ถ้า HR เองยังตอบไม่ได้ว่ามีคุณค่าอะไรต่อองค์กร ก็ยากจะโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อเช่นนั้นได้</p>
<h3>มิติที่ 2: แนวปฏิบัติ (Practices)</h3>
<p>กระบวนการและขั้นตอนการทำงานของ HR ต้องออกแบบอย่างใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI มาใช้ให้ถูกจุด ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<h3>มิติที่ 3: การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics)</h3>
<p>HR ต้องพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร ผ่านตัวชี้วัดที่ครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงาน การบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงผลลัพธ์ทางการเงิน ถ้ายังวัดผลงานตัวเองด้วยจำนวนโปรแกรมที่จัดหรือชั่วโมงอบรม ก็ถึงเวลาต้องทบทวนตัวเองใหม่แล้ว</p>
<h3>มิติที่ 4: บุคลากร HR (HR Professionals)</h3>
<p>คนทำงาน HR ต้องมีสมรรถนะและอุปนิสัยที่เหมาะสม กล่าวคือมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และจุดประกายแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย เพราะยากมากที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีได้ หากคนทำงาน HR เองยังไม่ได้คิด ทำ และเชื่อมั่นเช่นนั้นจริง ๆ</p>
<h3>มิติที่ 5: โครงสร้างและธรรมาภิบาล (Structure &amp; Governance)</h3>
<p>โครงสร้างองค์กรและหลักการทำงานร่วมกันต้องชัดเจน เพื่อให้ทุกส่วนของ HR ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นมิติที่อุว์ริชเน้นเป็นพิเศษในบทความนี้</p>
<h2>เก้าอี้ 4 ขา โครงสร้าง HR Transformation ที่ควรเป็น</h2>
<p>อูว์ริชเป็นที่รู้จักในฐานะผู้คิดค้น Ulrich Model หรือที่ HR ทั่วโลกเรียกกันว่า <strong>โมเดลเก้าอี้ HR 3 ขา</strong> ซึ่งประกอบด้วย Business Partners, Centers of Expertise และ Shared Services <strong>แต่ล่าสุดเขาเพิ่มขาที่ 4 เข้ามา</strong> พร้อมปรับรายละเอียดแต่ละส่วนให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน ดังนี้</p>
<h3>ขาที่ 1: ทีมผู้นำ HR ระดับองค์กร (Corporate HR Leadership Team)</h3>
<p>CHRO และทีมผู้นำ HR ต้องทำมากกว่าดูแลงาน HR ภายใน พวกเขาต้องออกไปทำความเข้าใจตลาด รับรู้ความต้องการของลูกค้า นักลงทุน และชุมชน แล้วนำมุมมองเหล่านั้นมาแปลงเป็นกลยุทธ์ด้านคนที่ขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง</p>
<p>พูดง่าย ๆ ก็คือผู้นำ HR ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกับผู้บริหารระดับสูงและมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของบริษัท ไม่ใช่เป็นฝ่ายรอรับนโยบายมาปฏิบัติอย่างเดียว</p>
<h3>ขาที่ 2: พันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partners)</h3>
<p>บทบาท HR Business Partner เดิมมักทำงาน 2 ขั้นตอนคือ รับโจทย์จากธุรกิจแล้วลงมือทำ อูว์ริชเสนอให้เพิ่มขั้นตอนที่ 3 เข้าไปนั่นคือ สร้างขีดความสามารถขององค์กร</p>
<p>หมายความว่า HRBP ต้องทำได้มากกว่าการตอบสนองความต้องการ ต้องร่วมวิเคราะห์ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้องค์กรโดดเด่นกว่าคู่แข่งในระยะยาว ออกแบบแผนเพื่อเสริมจุดแข็งนั้น และติดตามวัดผลว่าสิ่งที่ทำนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเงินได้จริงหรือไม่</p>
<h3>ขาที่ 3: ทีมพัฒนาขีดความสามารถ (Capability Teams)</h3>
<p>นี่คือจุดที่อูว์ริชเสนอให้ปรับโฉมมากที่สุด แทนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสายงานใน Centers of Expertise ทำงานแยกกัน ไม่ว่าจะเป็นทีม Compensation, L&amp;D หรือ Talent Acquisition เขาเสนอให้จัดตั้งทีมพัฒนาขีดความสามารถมนุษย์ ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญหลายสายมาทำงานร่วมกันเพื่อแก้โจทย์ธุรกิจชิ้นเดียวกัน</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ การมีทีมนวัตกรรมที่ไม่ได้มีแค่คนจาก L&amp;D แต่ดึงคนจากฝ่าย Compensation, Talent Acquisition และ Communications มาร่วมงานกัน เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมข้ามสายงานได้จริง แทนที่จะแก้ปัญหาแบบแยกส่วนแล้วได้คำตอบที่ขัดแย้งกันเอง</p>
<p>ทีมเหล่านี้ยังต้องผสานทักษะการวิเคราะห์และ AI เข้าไปด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เร็วและแม่นยำขึ้น</p>
<h3>ขาที่ 4: ฝ่ายสนับสนุนและเทคโนโลยี (HR Operations &amp; Technology)</h3>
<p>สำหรับงานธุรการและงานหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">เงินเดือน สวัสดิการ</a> <a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/topgolf-230922/">การปฐมนิเทศพนักงานใหม่</a> หรืองานกฎระเบียบ ดูเผิน ๆ อาจเหมือนงานรองของ HR แต่งานเหล่านี้ผิดพลาดขึ้นมาเมื่อไหร่ ความเสี่ยงระดับองค์กรตามมาทันที</p>
<p>งานส่วนนี้กำลังเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่มาสู่การใช้ AI โดยตรง สามารถเอา Generative AI เข้ามาช่วยตอบคำถามพนักงาน และสามารถใช้ Agentic AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่จัดการงานประจำวันแทนมนุษย์ได้แล้ว</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37193" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-Cover-5.webp" alt="สรุปเสวนา Harnessing the Past to Drive Future Value of Human Capability โดย Dave Ulrich" width="600" height="370" title="HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 5 มิติ 145" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-Cover-5.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-Cover-5-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/harnessing-the-past-to-drive-future-value-of-human-capability-240205/">สรุปเสวนา Harnessing the Past to Drive Future Value of Human Capability โดย Dave Ulrich</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ธรรมาภิบาล: กาวที่ประสานทั้ง 4 ขาเข้าหากัน</h2>
<p>การมีโครงสร้างที่ดียังไม่พอ ถ้าแต่ละส่วนยังคงทำงานแยกกันคนละทิศ อูว์ริชจึงเสนอหลักธรรมาภิบาล 4 ประการ หรือ 4As ซึ่งมีรากฐานมาจากงานวิจัยเรื่อง Positive Relationships ในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน การฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่แตกหัก ไปจนถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม</p>
<p>เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อภายในองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างกัน จะช่วยให้ HR จะส่งมอบมูลค่าที่ดีที่สุด ผลักดันองค์กรไปสู่ทิศทางที่ใช่ได้มากขึ้น ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>Agility</strong> ยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว ไม่ติดกับกระบวนการที่ล้าสมัย</li>
<li><strong>Accountability</strong> ทุกคนรู้บทบาทของตัวเองและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่รับผิดชอบต่อกระบวนการ</li>
<li><strong>Analytics</strong> ใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตัดสินใจ ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความเคยชิน</li>
<li><strong>Abilities</strong> พนักงาน HR มีสมรรถนะจริง พร้อมรับบทบาทที่คาดหวังในทุกระดับ</li>
</ul>
<h2>สรุป HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49874" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Dave-Ulrich-5-Dimensions.webp" alt="HR Transformation Dave Ulrich 5 Dimensions" width="600" height="370" title="HR Transformation ที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน 5 มิติ 146" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Dave-Ulrich-5-Dimensions.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HR-Transformation-Dave-Ulrich-5-Dimensions-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>HR Transformation ที่แท้จริง ไม่ได้จบลงแค่การซื้อระบบใหม่ ปรับโครงสร้างใหม่ หรือเปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ต้องยกระดับบทบาทของ HR ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้จริง</p>
<p>HR Transformation ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่การเปลี่ยนแปลงมีหลายขั้นตอน ใช้เวลาเยอะ และที่สำคัญ หาก HR ไม่เปลี่ยนบทบาทจากแค่การดูแลงานคน ไปสู่การสร้างขีดความสามารถให้องค์กรอย่างเป็นระบบ ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นเลย</p>
<p>แล้วองค์กรของคุณล่ะ เริ่มทำ HR Transformation ตามแนวทางนี้แล้วหรือยัง ?</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/transforming-hr-function-operating-model-purpose-practices-ulrich-xmivc/" target="_blank" rel="noopener">linkedin.com</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-transformation-dave-ulrich-260511/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/deemed-employee-260507/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/deemed-employee-260507/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 04:20:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49815</guid>

					<description><![CDATA[ระหว่างที่ HREX ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนบทความเรื่องแรงงานนอกระบบเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ เราพบว่ามีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเกี่ยวพันกับแรงงานนอกระบบโดยตรง นั่นคือเรื่อง &#8220;การจ้างงานแฝง&#8221; หรือ Deemed Employee ปัญหานี้เกิดขึ้นจริงในองค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานร่วมกับ Freelance และ Contractor เป็นประจำ แต่อาจยังไม่แม่นพอในเรื่องกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากปล่อยให้ดินพอกหางหมูก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ความเสียหายที่องค์กรต้องจ่ายก็จะยิ่งแพงกว่าเดิมหลายเท่า การจ้างงานแฝงส่งผลต่อองค์กรอย่างไร และ HR ต้องระวังอะไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้ การจ้างงานแฝง (Deemed Employee) คืออะไร การจ้างงานแฝง (Deemed Employee หรือ Disguised Employment) คือสถานการณ์ที่องค์กรจ้างพนักงานสัญญาจ้าง ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่กลับให้พวกเขามาทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นพนักงานประจำจริง ๆ แล้วเลี่ยงไม่ใช้คำว่าพนักงานประจำ โดยในสัญญาจะเขียนเป็นอย่างอื่น เช่น จ้างเหมาบริการ สิ่งที่ HR หลายคนเข้าใจผิดคือ ถ้าจะจ้างใครสักคนที่ไม่ใช่พนักงานประจำ แค่เขียนในสัญญาว่า &#8220;จ้างเหมาบริการ&#8221; แล้วจะใช้งานอย่างไรก็ได้ แต่ศาลแรงงานไทยจะดูที่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในการทำงาน โดยพิจารณาว่าองค์กรควบคุมเวลาการทำงานของพนักงานสัญญาจ้าง ควบคุมสถานที่ทำงานหรือไม่ รวมถึงควบคุมวิธีการทำงานด้วยหรือไม่ ไม่ได้ดูแค่ชื่อของสัญญาอย่างเดียว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49820" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15.webp" alt="Deemed Employee" width="600" height="370" title="ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง 152" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ระหว่างที่ HREX ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนบทความเรื่อง<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/">แรงงานนอกระบบเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ</a> เราพบว่ามีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเกี่ยวพันกับแรงงานนอกระบบโดยตรง นั่นคือเรื่อง &#8220;การจ้างงานแฝง&#8221; หรือ Deemed Employee</p>
<p>ปัญหานี้เกิดขึ้นจริงในองค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานร่วมกับ Freelance และ Contractor เป็นประจำ แต่อาจยังไม่แม่นพอในเรื่องกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากปล่อยให้ดินพอกหางหมูก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ความเสียหายที่องค์กรต้องจ่ายก็จะยิ่งแพงกว่าเดิมหลายเท่า</p>
<p>การจ้างงานแฝงส่งผลต่อองค์กรอย่างไร และ HR ต้องระวังอะไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้</p>

<h2>การจ้างงานแฝง (Deemed Employee) คืออะไร</h2>
<p>การจ้างงานแฝง (Deemed Employee หรือ Disguised Employment) คือสถานการณ์ที่องค์กรจ้างพนักงานสัญญาจ้าง ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่กลับให้พวกเขามาทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นพนักงานประจำจริง ๆ แล้วเลี่ยงไม่ใช้คำว่าพนักงานประจำ โดยในสัญญาจะเขียนเป็นอย่างอื่น เช่น จ้างเหมาบริการ</p>
<p>สิ่งที่ HR หลายคนเข้าใจผิดคือ ถ้าจะจ้างใครสักคนที่ไม่ใช่พนักงานประจำ แค่เขียนในสัญญาว่า &#8220;จ้างเหมาบริการ&#8221; แล้วจะใช้งานอย่างไรก็ได้ แต่ศาลแรงงานไทยจะดูที่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในการทำงาน โดยพิจารณาว่าองค์กรควบคุมเวลาการทำงานของพนักงานสัญญาจ้าง ควบคุมสถานที่ทำงานหรือไม่ รวมถึงควบคุมวิธีการทำงานด้วยหรือไม่ ไม่ได้ดูแค่ชื่อของสัญญาอย่างเดียว</p>
<p>และหาก HR องค์กรไหนทำแบบนี้ อาจผิดกฎหมายแรงงานไทยได้ อ้างอิงจากคำพิพากษาและตัวบทกฎหมาย &#8220;สัญญาจ้างแรงงาน&#8221; ตามมาตรา 575 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49762" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp" alt="informal-workers HREX" width="600" height="370" title="ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง 153" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/">แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>เรียนรู้กรณีศึกษาการจ้างงานแฝงที่เกิดขึ้นจริง</h2>
<h3>1.คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.349/2556</h3>
<p>คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างพนักงานขับรถ (ผู้ฟ้องคดี) กับสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งหน่วยงานรัฐมีนโยบายปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจาก &#8220;ลูกจ้างชั่วคราว&#8221; มาทำเป็น &#8220;สัญญาจ้างเหมาบริการ&#8221; (สัญญาจ้างทำของ) เพื่อประหยัดงบประมาณ และหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาจากการทำงานจริงแล้วพบว่า ผู้ฟ้องคดีต้องมาปฏิบัติงานตามวันและเวลาราชการ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้าหน่วยงาน และต้องรับมอบหมายงานจิปาถะอื่น ๆ เช่น งานค้นหาแฟ้ม ถ่ายเอกสาร และทำความสะอาดรถยนต์ โดยไม่มีการตรวจรับผลสำเร็จของงานตามที่ควรจะเป็นในสัญญาจ้างทำของ</p>
<p>ศาลจึงชี้ว่านิติสัมพันธ์ที่แท้จริงตามการปฏิบัติงานนี้คือ &#8220;สัญญาจ้างแรงงาน&#8221; ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของตามที่พยายามระบุไว้ในชื่อสัญญา<br />
การที่หน่วยงานของรัฐทำสัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนและไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมให้กับพนักงาน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงมีคำสั่งให้สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมในฐานะลูกจ้างให้ถูกต้อง โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด</p>
<p><a href="https://legal.moph.go.th/index.php?option=com_remository&amp;Itemid=814&amp;func=fileinfo&amp;id=1679" target="_blank" rel="noopener">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่</a></p>
<h3>2.คําพิพากษาฎีกาที่ 1468/2562</h3>
<p>คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ (โจทก์) กับบริษัทนายจ้าง (จำเลย) โดยนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์และปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยต่าง ๆ ตามกฎหมายแรงงาน โดยอ้างว่ารูปแบบการจ้างงานดังกล่าวเป็นเพียง &#8220;สัญญาจ้างทำของ&#8221; เพื่อควบคุมการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศให้ลูกค้าเป็นรายโครงการเท่านั้น</p>
<p>แต่เมื่อศาลพิจารณาพฤติการณ์จริง พบว่าโจทก์ได้รับเงินเดือนคงที่รายเดือนโดยไม่คำนึงถึงผลสำเร็จของงาน ได้รับสวัสดิการเหมือนพนักงานทั่วไป ไม่มีอิสระในการทำงาน และต้องขออนุญาตหยุดงานจากกรรมการบริษัทก่อน</p>
<p>ศาลฎีกาจึงตัดสินว่านิติสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ &#8220;สัญญาจ้างแรงงาน&#8221; และบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าว ค่าทำงานวันหยุด และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เต็มจำนวน</p>
<p><a href="https://www.advancedlaw9.com/2020/09/07/%E0%B8%84%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1468-2562-%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่</a></p>
<h2>Checklist ตรวจสอบความเสี่ยงการจ้างงานแฝงสำหรับ HR</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49819" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-scaled.webp" alt="Deemed Employee" width="600" height="400" title="ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง 154" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2769217807-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>จากกรณีศึกษาทั้ง 2 คดีข้างต้น มีจุดร่วมกันคือ องค์กรคิดว่าตัวเองปลอดภัยเพราะมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สิ่งที่ HR ควรทำคือ ตรวจสอบว่าองค์กรตัวเองอยู่ในโซนเสี่ยงจ้างงานแฝงหรือไม่</p>
<p>หากอยากรู้ว่าจะตรวจสอบยังไง ? สามารถนำรายชื่อ Freelance และ Contractor ทั้งหมดมาประเมินผ่าน Checklist นี้ โดยแต่ละหมวดมี 4-5 คำถามให้ตอบ และหาก HR ตอบว่า &#8220;ใช่&#8221; ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไปในหมวดเดียวกัน แสดงว่ามีความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว</p>
<p>และที่สำคัญ ถ้าตอบ &#8220;ใช่&#8221; หลายข้อกว่านั้น หากเรื่องถึงศาลก็มีแนวโน้มสูงที่ศาลจะตีความว่าบุคคลนั้นคือลูกจ้าง พนักงานประจำ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนว่าอะไรก็ตาม</p>
<h3>หมวด 1: การควบคุมเวลาและการทำงาน</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>องค์กรกำหนดเวลาเข้า-ออกงานให้บุคคลนี้หรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ต้องขออนุญาตก่อนหากจะไม่มาทำงานหรือลาหยุดหรือไม่</li>
<li>องค์กรติดตามหรือบันทึกชั่วโมงการทำงานของบุคคลนี้หรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ทำงานให้องค์กรโดยไม่รับงานที่อื่นหรือไม่</li>
<li>งานที่รับมีลักษณะต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่งานโปรเจกต์ที่มีจุดสิ้นสุดชัดเจนหรือไม่</li>
</ul>
<h3>หมวด 2: การควบคุมวิธีการทำงาน</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>องค์กรกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการทำงานให้บุคคลนี้ต้องปฏิบัติตามหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ต้องรายงานความคืบหน้าต่อหัวหน้างานในองค์กรเป็นประจำหรือไม่</li>
<li>องค์กรสั่งได้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่บอกว่าอยากได้ผลงานอะไรหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ต้องเข้าประชุมทีมหรือกิจกรรมองค์กรเป็นประจำหรือไม่</li>
<li>องค์กรมีอำนาจลงโทษหรือตักเตือนบุคคลนี้ได้โดยตรงหรือไม่</li>
</ul>
<h3>หมวด 3: เครื่องมือและทรัพยากร</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>องค์กรเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์หลักในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ให้หรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ใช้ email หรือระบบ IT ขององค์กรในการทำงานหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้มีบัตรพนักงาน บัตรผ่านประตู หรือสิทธิ์เข้าอาคารในฐานะคนขององค์กรหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ได้รับงบประมาณจากองค์กรเพื่อใช้ในการทำงานหรือไม่</li>
</ul>
<h3>หมวด 4: ลักษณะของค่าตอบแทน</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>ค่าตอบแทนจ่ายเป็นรายเดือนสม่ำเสมอ ไม่ว่างานจะเสร็จหรือไม่ก็ตามหรือไม่</li>
<li>ค่าตอบแทนคงที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงานหรือจำนวนงานที่ส่งหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่คล้ายพนักงาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง โบนัส หรือไม่</li>
<li>องค์กรแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำงานทั้งหมด บุคคลนี้ไม่ได้มีความเสี่ยงทางธุรกิจเองหรือไม่</li>
</ul>
<h3>หมวด 5: ลักษณะของสัญญาและเอกสาร</h3>
<ul style="list-style-type: circle;">
<li>สัญญาระบุชัดเจนว่าเป็นการจ้างเหมาบริการ และกำหนดชิ้นงาน เงื่อนไข และกำหนดส่งงานไว้อย่างชัดเจนหรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือออกใบกำกับภาษีเองได้หรือไม่</li>
<li>บุคคลนี้รับงานจากลูกค้าหรือองค์กรอื่นได้อย่างอิสระหรือไม่</li>
<li>HR มีบันทึกที่แสดงว่าความสัมพันธ์นี้เป็นการจ้างเหมา ไม่ใช่การจ้างงานหรือไม่</li>
</ul>
<h3>ผลการประเมิน</h3>
<ul>
<li>หากได้คะแนน 0–3 ข้อ ถือว่าความเสี่ยงต่ำ อย่าลืมทบทวนเอกสารสัญญาให้ครบถ้วน</li>
<li>หากได้คะแนน 4–7 ข้อ ถือว่าเสี่ยงปานกลาง ให้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน และทบทวนรูปแบบสัญญาอีกครั้ง</li>
<li>หากได้คะแนน 8 ข้อขึ้นไป สูง มีความเสี่ยงสูงที่ศาลจะตีความเป็นลูกจ้าง ควรปรับโครงสร้างความสัมพันธ์โดยเร็ว</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49818" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-scaled.webp" alt="Deemed Employee" width="600" height="400" title="ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง 155" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2178878335-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>แนวทางป้องกันการจ้างงานแฝงสำหรับ HR</h2>
<h3>1. ปรับสัญญาให้สะท้อนความเป็นจริง</h3>
<p>หากทำสัญญาจ้างแรงงานนอกระบบ ไม่ใช่พนักงานประจำ ทางที่ดีต้องระบุชิ้นงาน เงื่อนไข และกำหนดส่งงานที่ชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้นคือพฤติกรรมการทำงานจริงต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เขียนในสัญญา ถ้าสัญญาบอกว่าเป็นการจ้างเหมาแต่ในทางปฏิบัติมีการควบคุมเวลา สถานที่ และวิธีการทำงาน สัญญานั้นปกป้ององค์กรไม่ได้</p>
<h3>2. วางความสัมพันธ์ให้ชัดตั้งแต่วันแรก</h3>
<p>กำหนดให้ชัดว่า Freelance หรือ Contractor คนนี้ส่งมอบอะไร ภายในเมื่อไหร่ และวัดความสำเร็จจากอะไร หลีกเลี่ยงการสั่งงานรายวัน กำหนดเวลาเข้าออก หรือบังคับให้ใช้เครื่องมือขององค์กรโดยไม่จำเป็น เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สะสมและกลายเป็นหลักฐานได้</p>
<h3>3. ทบทวนความสัมพันธ์ทุก 6–12 เดือน</h3>
<p>ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นถูกต้องอาจค่อยๆ เลื่อนเข้าสู่โซนเสี่ยงโดยไม่มีใครตั้งใจ HR ควรนัด Review สัญญาและพฤติกรรมการทำงานจริงเป็นประจำ ไม่ใช่รอให้มีปัญหาก่อนค่อยตรวจสอบ</p>
<h3>4. ปรึกษานักกฎหมายแรงงานเมื่อพบความเสี่ยงสูง</h3>
<p>ถ้าผ่าน Checklist แล้วได้คะแนน 8 ข้อขึ้นไป ขั้นตอนที่ปลอดภัยที่สุดคือปรึกษานักกฎหมายแรงงานก่อนตัดสินใจปรับโครงสร้างใด ๆ เพราะการปรับที่ผิดวิธีอาจสร้างปัญหาใหม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49821" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-scaled.webp" alt="Deemed Employee" width="600" height="316" title="ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง 156" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-300x158.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-1024x540.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-768x405.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-1536x810.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2724166749-2048x1080.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>สรุป</h2>
<p>การจ้างงานแฝงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับองค์กรที่ตั้งใจเลี่ยงกฎหมาย หลายกรณีเกิดจากความไม่รู้ ความเคยชิน หรือแค่ไม่เคยตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ที่ทำอยู่นั้นมีความเสี่ยงหรือเปล่า</p>
<p>สัญญาที่เขียนดีแค่ไหนก็ปกป้ององค์กรไม่ได้ หากสัญญานั้นผิดประเภท</p>
<p>สิ่งที่ HR ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือหยิบ Checklist ข้างต้นขึ้นมา แล้วลองตรวจเช็คว่ามีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีความเสี่ยง การรู้เร็วและปรับเร็วย่อมดีกว่ารู้ตอนที่นั่งอยู่หน้าศาลแรงงานแล้ว</p>
<p>การบริหารแรงงานทั้งระบบให้ได้ผลจริงต้องการทั้งความเข้าใจที่ถูกต้องและเครื่องมือที่เหมาะสม สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาพนักงานภายนอก (Outsource) มาช่วยงาน อาทิ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/122">HR</a> และ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/24">Payroll</a> เป็นต้น สามารถค้นหาจากใน<a href="https://expth.hrnote.asia/">แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลย</a></p>
<p>หรือหากองค์กรไหนต้องการ Freelance Recruiter มาช่วยสรรหาพนักงาน แบ่งเบาภาระ HR Recruiter ในองค์กร HREX ขอแนะนำ Sourcedout แพลตฟอร์มที่รวบรวม Freelance Recruiter ไว้กว่า 2,000 คนเพื่อช่วยค้นหาคนที่ใช่ เสริมแกร่งให้องค์กร <a href="https://expth.hrnote.asia/products/1">ติดต่อขอใช้บริการได้เลยที่นี่</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/deemed-employee-260507/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 11:20:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานนอกระบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49760</guid>

					<description><![CDATA[เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ HREX ขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณพนักงานประจำ หรือแรงงานในระบบทุกคนที่ตอกบัตรเข้างานทุกเช้า แบกรับ KPI ทุกไตรมาส และยังคงมาทำงานแม้วันที่รู้สึกหมดแรง แต่ขณะเดียวกัน HREX ก็อยากขอบคุณพนักงานอีกกลุ่มหนึ่งด้วยนั่นคือ แรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถส่งของ, ช่างเทคนิคที่แก้ระบบล่มในยามวิกฤต, ฟรีแลนซ์ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อส่งงานให้ทัน Deadline รวมถึงกลุ่มคนขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของ หรือไรเดอร์ เป็นต้น (แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถือเป็นแรงงานในระบบ แต่ล่าสุดคุณ จุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้คำมั่นว่าจะนำไรเดอร์เข้าระบบประกันสังคมก่อนสิ้นปี 2026 นี้แน่นอน) แล้วรู้หรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้มีมากกว่าที่เราคิด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า ในบรรดาผู้มีงานทำ 39.9 ล้านคนในประเทศไทย มีถึง 20.9 ล้านคน หรือ 52.4% ที่เป็นแรงงานนอกระบบ พูดให้ชัดก็คือ นี่คือคนทำงานส่วนใหญ่ของประเทศนี้ และหากพวกเขาหายไปพร้อมกัน หลายองค์กรจะเจอปัญหาในทันที แรงงานนอกระบบคือใคร และเกี่ยวอะไรกับ HR ? แรงงานนอกระบบ ในบริบทของการบริหารองค์กรมีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่าที่หลายคนเข้าใจ ตามกฎหมาย แรงงานนอกระบบ คือผู้มีงานทำแต่ไม่ได้ทำงานภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีนายจ้างที่ชัดเจน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49762" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp" alt="informal-workers HREX" width="600" height="370" title="แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ 160" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HREX-Cover-600-x-370-px-9-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ HREX ขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณพนักงานประจำ หรือแรงงานในระบบทุกคนที่ตอกบัตรเข้างานทุกเช้า แบกรับ KPI ทุกไตรมาส และยังคงมาทำงานแม้วันที่รู้สึกหมดแรง</p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน HREX ก็อยากขอบคุณพนักงานอีกกลุ่มหนึ่งด้วยนั่นคือ แรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถส่งของ, ช่างเทคนิคที่แก้ระบบล่มในยามวิกฤต, ฟรีแลนซ์ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อส่งงานให้ทัน Deadline รวมถึงกลุ่มคนขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของ หรือไรเดอร์ เป็นต้น <em>(<a href="https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2026/20251126091907_74347.pdf" target="_blank" rel="noopener">แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถือเป็นแรงงานในระบบ แต่ล่าสุดคุณ จุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้คำมั่นว่าจะนำไรเดอร์เข้าระบบประกันสังคมก่อนสิ้นปี 2026 นี้แน่นอน</a>)</em></p>
<p>แล้วรู้หรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้มีมากกว่าที่เราคิด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า ในบรรดาผู้มีงานทำ 39.9 ล้านคนในประเทศไทย มีถึง 20.9 ล้านคน หรือ 52.4% ที่เป็นแรงงานนอกระบบ</p>
<p>พูดให้ชัดก็คือ นี่คือคนทำงานส่วนใหญ่ของประเทศนี้ และหากพวกเขาหายไปพร้อมกัน หลายองค์กรจะเจอปัญหาในทันที</p>

<h2>แรงงานนอกระบบคือใคร และเกี่ยวอะไรกับ HR ?</h2>
<p>แรงงานนอกระบบ ในบริบทของการบริหารองค์กรมีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่าที่หลายคนเข้าใจ</p>
<p>ตามกฎหมาย แรงงานนอกระบบ คือผู้มีงานทำแต่ไม่ได้ทำงานภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีนายจ้างที่ชัดเจน หรือไม่มีสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นเกษตรกร รับจ้างทั่วไป เป็นต้น</p>
<p>กลุ่มแรงงานนอกระบบ แรงงานนอกองค์กร หรือแรงงานทางเลือกที่ HR ต้องรู้จัก และควรประเมินว่าเข้าข่ายแรงงานนอกระบบหรือไม่ มีอยู่ 4 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่</p>
<ol>
<li><strong>Outsource และ Vendor</strong> บริษัทหรือทีมงานภายนอกที่รับงานทั้งก้อนไปทำ ตั้งแต่ทีม IT Support ไปจนถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยหน้าอาคาร กลุ่มนี้อาจไม่ใช่แรงงานนอกระบบเสมอไป หากพนักงานเหล่านั้นเป็นลูกจ้างในระบบของบริษัทผู้รับจ้าง แต่ HR ยังต้องบริหารความเสี่ยงด้านสัญญา ความปลอดภัย สิทธิแรงงาน และความต่อเนื่องทางธุรกิจ</li>
<li><strong>Freelance และ Contractor</strong> ผู้รับงานอิสระที่ทำงานโปรเจกต์ต่อโปรเจกต์ ตั้งแต่นักเขียน นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงที่ปรึกษาเฉพาะทาง หลายองค์กรพึ่งพาคนกลุ่มนี้ในงานสำคัญโดยที่ไม่เคยนับพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม กลุ่มนี้อาจเข้าข่ายแรงงานนอกระบบได้ หากไม่มีสถานะลูกจ้างและไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน</li>
<li><strong>Platform Worker</strong> แรงงานที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร คนขับรถรับจ้าง หรือผู้ให้บริการงานบ้านผ่านแอป กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ HR ควรจับตา เพราะเส้นแบ่งระหว่างแรงงานอิสระ ผู้รับจ้าง และลูกจ้างอาจไม่ชัดเจน</li>
<li><strong>Supply Chain Labor</strong> แรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่คนงานในโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงพนักงานคลังสินค้าของบริษัทโลจิสติกส์ที่รับจ้าง คนเหล่านี้อาจไม่เคยเข้าไปเหยียบสำนักงานใหญ่ แต่ถ้าพวกเขาหยุดงาน สายการผลิตก็หยุดตาม กลุ่มนี้อาจไม่ใช่แรงงานนอกระบบเสมอไป แต่เป็นแรงงานที่ HR ควรเข้าใจในมิติ Risk, Compliance, ESG และ Business Continuity</li>
</ol>
<p>คนกลุ่มนี้มักไม่มีหลักประกันทางสังคม (เช่น ไม่เข้าข่ายประกันสังคม ตามมาตรา 33) ขาดสวัสดิการเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และมีรายได้ไม่แน่นอน หากไม่ทำงานจะไม่มีรายได้</p>
<p>แต่ในทางปฏิบัติ คนกลุ่มนี้คือกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรอยู่ทุกวัน เช่นเดียวกับพนักงานประจำในระบบ</p>
<h2>Workforce Ecosystem: การบริหารแรงงานทั้งในและนอกระบบยุค Gig Economy</h2>
<p>Workforce Ecosystem คือแนวคิดที่มองว่าองค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยพนักงานในระบบเท่านั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศของคนทำงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะมีสัญญาจ้างงานหรือไม่ จะมีที่นั่งในออฟฟิศและทำงานจากทั่วทุกมุมโลก จะทำงานเต็มเวลาและรับงานเป็นครั้งคราวก็ตาม</p>
<p>แนวคิดเดิมที่ว่า HR มีหน้าที่ดูแลแค่พนักงานที่อยู่ในระบบการจ่ายเงินเดือนตามปกติเท่านั้น จึงอาจทำให้ HR ดูแลพนักงานอยู่เพียงครึ่งเดียว</p>
<p>เช่น ในบริษัท e-Commerce แห่งหนึ่ง มีพนักงานประจำรวมแล้ว 50 คน แต่ถ้านับรวม Freelance Content Creator ที่ผลิตคอนเทนต์ให้ทุกเดือน, นับทีม Outsource ที่ดูแลด้าน Customer Service, บริษัทโลจิสติกส์ที่รับส่งพัสดุ และอีกหลายตำแหน่งที่อาจไม่ได้กล่าวถึง จำนวนคนที่ขับเคลื่อนองค์กรนี้จริง ๆ อาจมีจำนวนสูงกว่า 100 คน</p>
<p>หาก HR ดูแลเฉพาะพนักงาน 50 คน แล้วปล่อยให้คนนอกระบบทำงานโดยไม่มีใครดูแลมาตรฐาน ผลที่ตามคือการเกิดช่องว่างทางวัฒนธรรมองค์กร ความเสี่ยงด้านคุณภาพงาน และความไม่สอดคล้องในประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ</p>
<h2>Top Talent ยุคใหม่ กำลังนิยามวิธีทำงานแบบใหม่</h2>
<p>แม้งานประจำจะมอบความมั่นคงให้กับผู้คนได้มากกว่าการเป็นฟรีแลนซ์ แต่สังเกตได้ว่าเราเริ่มเห็นเทรนด์คนเก่งจำนวนมากออกจากระบบแล้วไปเป็น Freelance เป็นมือปืนรับจ้างมากขึ้น</p>
<p>ไม่ใช่เพราะพวกเขาหางานประจำไม่ได้ แต่เพราะการทำงานแบบอิสระให้สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่านั่นคือ มีเวลาที่ยืดหยุ่น สามารถเลือกโปรเจกต์ที่สนใจได้ หากขยันหลายงาน รายได้อาจสูงกว่าเงินเดือนประจำเสียอีก และที่สำคัญคือ เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้านายของตัวเอง</p>
<p>ภาพนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายสายงาน ตั้งแต่งานครีเอทีฟ เทคโนโลยี ไปจนถึงงานที่ปรึกษาเฉพาะทาง</p>
<p>สิ่งที่น่าคิดต่อคือ องค์กรจะทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้อย่างไรให้เกิดคุณค่าจริง ?</p>
<p>ถ้าปรับมุมมองแบบนี้ บทบาทของ HR จะเปลี่ยนไปทันที จากเดิมที่โฟกัสการดูแลพนักงานในระบบ จะขยับไปสู่การจัดการความสัมพันธ์กับคนทำงานหลากหลายรูปแบบ หลายเรื่องที่เคยใช้กับพนักงานประจำ จะสามารถใช้กับคนกลุ่มนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>องค์กรที่ทำได้ดี มักไม่พยายามดึงทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้คนหลายรูปแบบเข้ามาทำงานร่วมกันได้ โดยยังรักษามาตรฐานเดียวกันเอาไว้</p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปิดกว้างรับคนนอกระบบมาทำงานด้วยนั้น ก็มีความเสี่ยงที่ HR ต้องเข้าใจให้ดีก่อนด้วยเช่นกัน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49820" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15.webp" alt="Deemed Employee" width="600" height="370" title="แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ 161" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-15-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/deemed-employee-260507/">ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>แนวทางปฏิบัติ: บริหารแรงงานทั้งระบบอย่างไรให้ไร้รอยต่อ</h2>
<p>การบริหารแรงงานในและนอกระบบให้ทำงานร่วมกันได้ดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนเกินไปถ้า HR มีกรอบที่ชัดเจน ดังนี้</p>
<h3>1.แบ่งระดับ Engagement กับ Non-Employee Workforce</h3>
<p>HR ควรจัดกลุ่มแรงงานนอกระบบตามระดับความสัมพันธ์กับองค์กร เพื่อให้รู้ว่าแต่ละกลุ่มต้องการการดูแลแบบไหน</p>
<p>ระดับ Core กลุ่มที่ทำงานร่วมกับทีมประจำอย่างใกล้ชิด เช่น Contractor ที่รับงานต่อเนื่อง หรือ Vendor หลักที่ดูแลระบบสำคัญ กลุ่มนี้ควรได้รับการ Onboard อย่างจริงจัง รู้จักวัฒนธรรมองค์กร และมีช่องทางสื่อสารที่ชัดเจนกับทีม HR</p>
<p>ระดับ Extended กลุ่มที่ทำงานเป็นโปรเจกต์หรือตามฤดูกาล เช่น Freelance ที่รับงานเป็นครั้งคราว หรือทีม Outsource ที่ดูแลงานเฉพาะส่วน กลุ่มนี้ต้องการ Briefing ที่ดีและการติดตามงานที่ชัดเจน</p>
<p>ระดับ Peripheral กลุ่มที่ความสัมพันธ์อาจไม่ได้ใกล้ชิดกันมาก เช่น แรงงานใน Supply chain หรือ Platform Worker กลุ่มนี้อาจไม่ได้ติดต่อกับ HR โดยตรง แต่ HR ต้องมั่นใจว่ามีมาตรฐานขั้นต่ำที่ชัดเจนในสัญญากับคู่ค้า</p>
<h3>2.Template Onboarding สำหรับ Vendor และ Contractor</h3>
<p>สิ่งที่ทำให้แรงงานนอกระบบทำงานได้ดีตั้งแต่ต้นคือการ Onboarding ที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องครอบคลุมสิ่งเหล่านี้</p>
<ul>
<li>Context ของงาน ต้องรู้ว่างานนี้สำคัญกับองค์กรอย่างไร ใครคือผู้รับผลงาน และความสำเร็จวัดจากอะไร</li>
<li>ช่องทางสื่อสาร ใช้ช่องทางไหน ติดต่อใครเมื่อติดปัญหา และมีการ check-in กันอย่างไร</li>
<li>มาตรฐานที่คาดหวัง ทั้งด้านคุณภาพงาน การตอบสนอง และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร</li>
<li>ข้อตกลงทางกฎหมายและการเงิน สัญญา เงื่อนไขการชำระเงิน และกระบวนการส่งงาน ควรชัดเจนตั้งแต่วันแรก</li>
</ul>
<h4>Checklist Onboarding สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันแรกของ Contractor และ Vendor</h4>
<ul>
<li>ส่งสัญญาและเงื่อนไขการชำระเงินให้ครบถ้วน พร้อมอธิบายกระบวนการส่งงานและการเบิกจ่าย</li>
<li>แจ้งว่าใครคือ Point of Contact หลักที่ติดต่อได้เมื่อมีปัญหา และช่องทางที่ใช้สื่อสาร</li>
<li>อธิบายบริบทของงานว่าโปรเจกต์นี้สำคัญกับองค์กรอย่างไร และผลงานจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร</li>
<li>กำหนดนัด check-in ครั้งแรกไว้ในปฏิทินทันที ไม่ปล่อยให้ลอยอยู่คนเดียว</li>
</ul>
<h4>คำถามที่ HR ควรถาม Contractor ในวันแรก</h4>
<ul>
<li>คุณเคยทำงานในลักษณะนี้กับองค์กรอื่นมาก่อนไหม มีอะไรที่อยากให้เราทำแตกต่างจากที่เคยเจอมาบ้าง</li>
<li>มีข้อมูล เครื่องมือ หรือการเข้าถึงระบบอะไรที่คุณต้องการและยังไม่ได้รับไหม</li>
<li>รูปแบบการสื่อสารแบบไหนที่คุณทำงานได้ดีที่สุด เช่น อีเมล แชท หรือประชุม</li>
<li>มีอะไรในสัญญาหรือขอบเขตงานที่ยังไม่ชัดเจนและอยากให้อธิบายเพิ่มเติมไหม</li>
<li>อะไรคือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกว่างานนี้ประสบความสำเร็จ</li>
</ul>
<h3>3.ประสานงานระหว่างพนักงานประจำและแรงงานนอกระบบ</h3>
<p>ปัญหาที่พบบ่อยคือพนักงานประจำรู้สึกไม่สะดวกใจกับแรงงานนอกระบบ ไม่รู้จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร ขณะที่คนนอกระบบก็รู้สึกตัวเองเป็นคนนอก ไม่กล้าถามเมื่อมีปัญหา</p>
<p>HR มีบทบาทสำคัญในการวางกติกาให้ชัดเจน เช่น กำหนดว่าใครคือ Point of Contact หรือผู้ประสานงานหลัก และวางระบบแชร์ข้อมูลที่จำเป็นโดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าองค์กรปฏิบัติกับทุกคนที่ทำงานให้ด้วยความเคารพเท่าเทียมกัน</p>
<h2>หาก HR ทำงานไม่ทัน ใช้ HR Outsource ช่วยเสริมทัพได้เลย</h2>
<p>สำหรับหลายองค์กร แรงงานนอกระบบไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นกำลังสำคัญที่เข้ามาเสริมเมื่อทรัพยากรภายในไม่เพียงพอ งาน HR ก็เช่นกัน เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการจ้างงาน การพึ่งพา HR Outsource จากภายนอกจึงเป็นเรื่องปกติ</p>
<p>การบริหารแรงงานทั้งระบบให้ได้ผลจริงต้องการทั้งความเข้าใจที่ถูกต้องและเครื่องมือที่เหมาะสม องค์กรที่กำลังมองหาผู้ให้บริการที่ไว้วางใจได้ HREX รวบรวมตัวเลือกด้าน HR Outsource ไว้ในแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services แล้ว มาค้นหาได้เลยที่นี่</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41591" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ?" width="600" height="370" title="แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ 162" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/">สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union)</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>สรุป</h2>
<p>ก่อนจบบทความนี้ HREX อยากขอบคุณแรงงานนอกระบบทุกคนอีกครั้ง</p>
<p>ขอบคุณที่ตื่นมาทำงานทุกวัน ขอบคุณที่ทำงานดีทุกครั้งแม้ไม่มีใครถามว่าเป็นยังไงบ้าง และขอบคุณที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อได้ แม้ระบบจะยังไม่ได้ดูแลคุณอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>สำหรับ HR และผู้บริหาร ขอฝากคำถามหนึ่งข้อไว้ก่อนจากกัน ถ้าวันพรุ่งนี้แรงงานนอกระบบทุกคนหายไปพร้อมกัน องค์กรของคุณจะยังทำงานได้ปกติไหม</p>
<p>ถ้าคำตอบคือไม่ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาสำคัญกับองค์กรมากพอที่จะได้รับการดูแลอย่างจริงจัง</p>
<p>วันแรงงานปีนี้ องค์กรของคุณมองเห็น &#8220;แรงงานที่มองไม่เห็น&#8221; แล้วหรือยัง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">Sources:</p>
<p><a href="https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2026/20251126091907_74347.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">nso.go.th</span></a></p>
<p><a href="https://www.thaipost.net/general-news/503592/" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">thaipost</span></a></p>
<p><a href="https://www.bangkokbank.com/th-TH/-/media/adc03b6edef84231bb2965e38df01694.ashx" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">bangkokbank</span></a></p>
<p><a href="https://www.wiego.org/research-library-publications/employment-thailand-2019-2024-crisis-recovery-informality/" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">wiego</span></a></p>
<p><a href="https://www.oecd.org/en/publications/oecd-economic-surveys-thailand-2025_426b9bc0-en/full-report/tackling-informality_4d6a6d0f.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">oecd</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/informal-workers-260430/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Financial Stress ความเครียดทางการเงินที่กำลังกระทบ Engagement ของพนักงานโดยตรง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-stress-impact-engagement-260429/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-stress-impact-engagement-260429/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 07:11:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49750</guid>

					<description><![CDATA[ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากพยายามยกระดับ Employee Experience, Engagement และ Wellbeing ผ่านกิจกรรมและสวัสดิการรูปแบบต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง มีตัวแปรหนึ่งที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบ ๆ และกำลังส่งผลกระทบต่อ Performance ของพนักงานหนัก นั่นคือ ความเครียดทางการเงิน (Financial Stress) ปัญหานี้อาจไม่ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยในที่ทำงาน แต่กลับเป็นแรงกดดันมหาศาลที่พนักงานจำนวนมากต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป เนื่องจากความเครียดนั้นเคลื่อนย้ายมาอยู่โต๊ะออฟฟิศเช่นเดียวกัน บทความนี้จะพาไปดูว่าปัญหา Financial Stress กำลังรุนแรงแค่ไหนในระดับโลกและประเทศไทย ส่งผลต่อองค์กรอย่างไร และ HR ควรรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร ? 59% ของพนักงานกังวลเรื่องเงิน และกำลังกระทบองค์กรโดยตรง ข้อมูลล่าสุดจาก Employee Financial Wellness Survey 2026 โดย PwC สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจนว่า ปัญหาการเงินกำลังกลายเป็นแรงกดดันหลักของคนทำงานในปัจจุบัน โดยผลสำรวจพบว่า 59% ของพนักงานกังวลเรื่องการเงิน 49% มองว่าค่าตอบแทนไม่ทันค่าครองชีพ มากกว่า 53% มีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49752" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX.webp" alt="Financial Stress HR HREX" width="600" height="370" title="Financial Stress ความเครียดทางการเงินที่กำลังกระทบ Engagement ของพนักงานโดยตรง 166" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากพยายามยกระดับ Employee Experience, Engagement และ Wellbeing ผ่านกิจกรรมและสวัสดิการรูปแบบต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง มีตัวแปรหนึ่งที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบ ๆ และกำลังส่งผลกระทบต่อ Performance ของพนักงานหนัก นั่นคือ <strong>ความเครียดทางการเงิน (Financial Stress)</strong></p>
<p>ปัญหานี้อาจไม่ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยในที่ทำงาน แต่กลับเป็นแรงกดดันมหาศาลที่พนักงานจำนวนมากต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป เนื่องจากความเครียดนั้นเคลื่อนย้ายมาอยู่โต๊ะออฟฟิศเช่นเดียวกัน</p>
<p>บทความนี้จะพาไปดูว่าปัญหา Financial Stress กำลังรุนแรงแค่ไหนในระดับโลกและประเทศไทย ส่งผลต่อองค์กรอย่างไร และ HR ควรรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร ?</p>

<h2>59% ของพนักงานกังวลเรื่องเงิน และกำลังกระทบองค์กรโดยตรง</h2>
<p>ข้อมูลล่าสุดจาก <a href="https://www.pwc.com/us/en/services/consulting/business-transformation/library/employee-financial-wellness-survey.html" target="_blank" rel="noopener">Employee Financial Wellness Survey 2026 โดย PwC</a> สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจนว่า ปัญหาการเงินกำลังกลายเป็นแรงกดดันหลักของคนทำงานในปัจจุบัน</p>
<p>โดยผลสำรวจพบว่า</p>
<ul>
<li>59% ของพนักงานกังวลเรื่องการเงิน</li>
<li>49% มองว่าค่าตอบแทนไม่ทันค่าครองชีพ</li>
<li>มากกว่า 53% มีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์</li>
<li>และ 30% มีเงินเก็บไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์</li>
</ul>
<p>ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่สถานะทางการเงินของพนักงาน แต่กำลังบอกว่า<a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/financial-problem-matter-220816/">ความไม่มั่นคงทางการเงินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานไปแล้ว</a> และกำลังส่งผลต่อทั้งสมาธิ ประสิทธิภาพ และความผูกพันกับองค์กรโดยตรง</p>
<h2>Financial Stress ไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่ตามมาที่ออฟฟิศ</h2>
<p>สิ่งที่น่ากังวลของความเครียดเรื่องการเงิน คือความเครียดนั้นกำลังไหลเข้ามาอยู่ในที่ทำงาน และส่งผลโดยตรงต่อ Productivity และ Engagement อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>รายงานชี้ให้เห็นว่า พนักงานจำนวนมากเริ่มมีพฤติกรรมที่สะท้อนแรงกดดันทางการเงินอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีสมาธิในการทำงาน ความกังวลเรื่องรายจ่ายระหว่างวัน ไปจนถึงการไม่กล้าขอคำแนะนำด้านการเงิน เพราะรู้สึกอายหรือไม่มั่นใจในสถานะของตัวเอง</p>
<p>ที่สำคัญคือ <strong>52% ของพนักงานรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการวางแผนการเงินระยะยาว</strong> ซึ่งสะท้อนว่า นอกจากสภาวะมีเงินไม่พอใช้ ยังลึกลงไปถึงการไม่รู้จะจัดการกับเงินที่มีอย่างไร</p>
<p>และความไม่มั่นใจนี้เอง ที่ค่อย ๆ บั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและพลังในการทำงานในระยะยาวนั่นเอง</p>
<h2>สถานการณ์ไทยหนี้พุ่ง ค่าครองชีพตึง และคนทำงานกำลังอยู่ในโหมด “เอาตัวรอด”</h2>
<p>หากมองสถานการณ์ล่าสุดของประเทศไทย ภาพของ financial Stress กลายเป็นความจริงที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>ผลสำรวจจาก <strong>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ก.พ. 2569)</strong> พบว่า คนไทยมีหนี้สินสูงถึง <strong>62.44% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 50.99% ในปี 2568</strong> โดยสาเหตุหลักมาจาก <strong>ค่าครองชีพและรายจ่ายประจำที่สูงขึ้น</strong></p>
<p>ที่น่าสนใจคือ ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มรายได้น้อย แต่กระจายไปทุกกลุ่ม</p>
<ul>
<li>กลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท กลับเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุด</li>
<li>กลุ่มอาชีพอย่าง พนักงานรัฐ เกษตรกร และผู้รับจ้างอิสระ มีภาระหนี้ในระดับสูง</li>
<li>ขณะที่คนรุ่นใหม่ (20–29 ปี) มีสัดส่วนกู้เงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สูงถึง 27.25%</li>
<li>และนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีการกู้ผ่านออนไลน์สูงที่สุดถึง 31.55%</li>
</ul>
<p>สาเหตุหนึ่งคือการการเข้าถึงเงินกู้ง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล ซึ่งเร่งให้ปัญหาหนี้เร็วขึ้นอีก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่อาจคิดเรื่องการเติบโตน้อยลง ทว่ากำลังใช้ชีวิตในโหมด รักษาสภาพคล่องทางการเงินให้รอดในแต่ละเดือนแทน</p>
<p>และนี่คือจุดที่สำคัญมากสำหรับ HR ที่ต้องเข้าใจพนักงาน (หรือบางครั้ง HR เองก็ตกอยู่ในสภาวะนี้เช่นเดียวกัน) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้ง Performance, Engagement และการตัดสินใจเรื่องงานในระยะยาวต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49753" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-Cover.webp" alt="Financial Stress HR HREX" width="600" height="370" title="Financial Stress ความเครียดทางการเงินที่กำลังกระทบ Engagement ของพนักงานโดยตรง 167" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>ปัญหาเรื่องเงินลดพลังในการทำงาน</h2>
<p>จากประสบการณ์ของ HREX ในงานสัมมนา <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/employee-financial-wellbeing-230824/">Employee Financial Wellbeing สิ้นเดือนไม่สิ้นใจ</a> มี insight ว่า เมื่อพนักงานมีปัญหาการเงิน เขาจะไม่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่</p>
<p>แน่นอนว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่กับตัวพนักงาน แต่ลามไปถึงประสิทธิภาพของทั้งองค์กรใน 3 มิติหลัก</p>
<ul>
<li><strong>หนึ่ง Performance ลดลง</strong> &#8211; พนักงานขาดสมาธิ มีความเครียดสะสม ลาป่วยบ่อย หรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ</li>
<li><strong>สอง Turnover เพิ่มขึ้น</strong> &#8211; บางคนลาออกเพราะความกดดันทางการเงิน บางคนลาออกเพื่อ “หนีปัญหา” มากกว่าจะวิ่งหาโอกาสใหม่</li>
<li><strong>สาม Risk ต่อองค์กรเพิ่มขึ้น</strong> &#8211; ในบางกรณี ความเครียดทางการเงินอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทุจริต หรือการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม</li>
</ul>
<p>และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ปัญหาเหล่านี้มักเกิดกับพนักงานที่องค์กรไว้ใจ เพราะคนกลุ่มนี้มักอยู่มานาน เข้าใจระบบงาน และมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรสำคัญขององค์กรมากกว่า</p>
<h2>HR ควรแก้ปลายทางหรือยังแตะไปที่ต้นเหตุเรื่องวินัยทางการเงิน ?</h2>
<p>คำถามสำคัญที่ HREX ตั้งข้อสงสัยว่า <em>“สิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่ แก้ปัญหานี้ได้จริงหรือไม่?”</em></p>
<p>เพราะในมุมหนึ่ง HR อาจมองว่า ปัญหาการเงินคือเรื่องของ “วินัยส่วนบุคคล” ซึ่งก็ไม่ผิดนะ เพราะหลายปัญหาเกิดจากการไม่วางแผนการเงิน การใช้เงินตามอารมณ์ หรือการขาดความรู้เรื่องหนี้ การออม และการลงทุน</p>
<p>แต่ในอีกมุมของพนักงานกลับตรงข้ามกัน ความจริงที่เขาเผชิญอยู่คือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่เติบโตไม่ทัน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ควบคุมไม่ได้</p>
<p>ดังนั้นความจริงของปัญหานี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “วินัย” ของคนทำงานอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ซ้อนทับกันอยู่</p>
<p>ถ้าองค์กรแก้แค่ปลายทาง เช่น เพิ่มสวัสดิการบางอย่าง แต่ไม่ช่วยให้พนักงานเข้าใจและจัดการเงินได้ดีขึ้น หรือในทางกลับกัน สอนเรื่องการเงินอย่างเดียว แต่ไม่ช่วยลดแรงกดดันในชีวิตจริง</p>
<p>สุดท้ายปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ แค่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น</p>
<h2>Total Rewards ต้องไปไกลกว่าเงินเดือน</h2>
<p>ในโลกที่องค์กรไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้อย่างอิสระเหมือนเดิม สิ่งที่เราชวนคิดคือ HR จะช่วยพนักงานรับมือกับความกดดันทางการเงินได้อย่างไร ?</p>
<p>ข้อมูลจาก PwC ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่มี <strong>Financial Wellness Program</strong> สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง โดย <strong>83% ของ Gen Z ใช้โปรแกรมเพื่อควบคุมการใช้จ่ายและลดหนี้</strong> และ <strong>79% ของ Millennials ใช้เพื่อเพิ่มเงินออมและวางแผนอนาคต</strong></p>
<p>การเพิ่มรายได้อาจเป็นช่องทางหนึ่ง แต่คือการเพิ่มความสามารถในการจัดการเงินให้พนักงาน เช่น การให้ความรู้ด้านการเงิน โปรแกรมช่วยจัดการหนี้ เครื่องมือวางแผนทางการเงิน หรือกระทั่งบริการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า</p>
<h2>บริการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า ทางออกใหม่ที่องค์กรควรพิจารณา</h2>
<p>หนึ่งในแนวทางที่เริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นในองค์กรยุคใหม่คือ <strong>Earned Wage Access (EWA)</strong> หรือ <strong>การเบิกเงินเดือนล่วงหน้า</strong></p>
<p>เป็นแนวคิดที่ให้พนักงานสามารถเข้าถึงเงินที่ตัวเองทำงานมาแล้วได้ก่อนวันเงินเดือนออก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันทางการเงินในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ พนักงานสามารถลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ มีสภาพคล่องในชีวิตประจำวันมากขึ้น และลดความเครียดที่สะสมจากปัญหาการเงินระหว่างเดือน</p>
<p>แม้เครื่องมือนี้จะไม่ได้แก้ “ต้นเหตุ” ของปัญหาทั้งหมด แต่ก็ทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วยพยุง” ในช่วงวิกฤติได้ดี โดยเฉพาะในโลกที่ความไม่แน่นอนทางการเงินกลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงานไปแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49754" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-scaled.webp" alt="Financial Stress HR HREX" width="600" height="600" title="Financial Stress ความเครียดทางการเงินที่กำลังกระทบ Engagement ของพนักงานโดยตรง 168" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-1536x1536.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/Financial-Stress-HR-HREX-2-1-2048x2048.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เพราะ Financial Stress ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวของพนักงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นต้นตอเงียบ ๆ ทางธุรกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้ง Performance, Engagement และ Retention</p>
<p>องค์กรที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อน จะช่วยพนักงานอยู่รอดท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้ แถมยังสามารถรักษาคนเก่งได้ดีกว่า สร้าง Productivity ได้มากกว่า และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่แข็งแรงกับพนักงานได้จริง</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27">ฉะนั้นหากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางเหล่านี้ สามารถเข้าไปค้นหาและเปรียบเทียบ HR Solutions ได้ที่ HREX ซึ่งรวบรวมโซลูชันด้าน HR ไว้ในที่เดียว</a> เพื่อช่วยให้องค์กรเลือกสิ่งที่เหมาะกับคนของคุณได้ดีที่สุด</p>
<p><strong>เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่แข็งแรง ไม่ได้มีแค่คนเก่ง แต่คือองค์กรที่ &#8220;คนทำงานมีแรงใช้ชีวิตต่อไปด้วย&#8221;</strong></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source:</strong></p>
<p><a href="https://www.hrdive.com/news/financial-stress-drags-employee-engagement-down/818415/" target="_blank" rel="noopener">hrdive</a></p>
<p><a href="https://www.thansettakij.com/economy/657805" target="_blank" rel="noopener">thansettakij</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-stress-impact-engagement-260429/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Trends 2026 : ยุค Agentic HR ที่ทักษะสำคัญกว่าปริญญา และเวลามีค่ากว่าเงินเดือน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-trends-2026/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-trends-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 02:59:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR 2026]]></category>
		<category><![CDATA[HR Trends]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=48281</guid>

					<description><![CDATA[โลก HR Trends 2026 กำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ เราจะเลิกพูดถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีแล้ว เพราะเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า มันกำลังทำสิ่งที่เคยดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้มากขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่ HR ควรให้ความสนใจมากที่สุดคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่างหาก ถ้าเคยตกอยู่ในฐานะหน่วยงานสนับสนุน ปี 2026 จะเป็นปีที่ HR ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนสภาวะอันวุ่นวาย (Flux) ให้กลายเป็นการทำงานที่ลื่นไหล (Flow) อย่างแท้จริง และนี่คือ 10 เทรนด์ที่คุณต้องรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปี 2026 HR Trends 2026 #1 &#8211; ยุคของ Agentic HR: เมื่อ AI ลงมือทำงานแทนเรา หมดยุคของ Chatbot ที่แค่คอยตอบคำถามแล้ว ในปี 2026 ทั้ง Gartner, Mercer และ McKinsey ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าคือจุดเริ่มต้นของยุค Agentic HR ยุคที่ AI Agents ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติอัจฉริยะสามารถรับรู้ ตัดสินใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48284" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-12-26T021403.775.webp" alt="HR Trends 2026" width="600" height="370" title="HR Trends 2026 : ยุค Agentic HR ที่ทักษะสำคัญกว่าปริญญา และเวลามีค่ากว่าเงินเดือน 172" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-12-26T021403.775.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-12-26T021403.775-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลก HR Trends 2026 กำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ เราจะเลิกพูดถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีแล้ว เพราะเราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า มันกำลังทำสิ่งที่เคยดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้มากขึ้นทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่ HR ควรให้ความสนใจมากที่สุดคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่างหาก ถ้าเคยตกอยู่ในฐานะหน่วยงานสนับสนุน ปี 2026 จะเป็นปีที่ HR ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนสภาวะอันวุ่นวาย (Flux) ให้กลายเป็นการทำงานที่ลื่นไหล (Flow) อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือ 10 เทรนด์ที่คุณต้องรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปี 2026</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>HR Trends 2026 #1 &#8211; ยุคของ Agentic HR: เมื่อ AI ลงมือทำงานแทนเรา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หมดยุคของ Chatbot ที่แค่คอยตอบคำถามแล้ว ในปี 2026 ทั้ง Gartner, Mercer และ McKinsey ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าคือจุดเริ่มต้นของยุค Agentic HR ยุคที่ AI Agents ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติอัจฉริยะสามารถรับรู้ ตัดสินใจ และดำเนินกระบวนการทำงาน HR ได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Deloitte คาดการณ์ว่าแอปพลิเคชันในองค์กรกว่า 1 ใน 3 จะรองรับการทำงานของ AI Agents ที่ขับเคลื่อนตัวเองได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแทรกแซง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นแรงงานดิจิทัล ดูแลตั้งแต่การคัดกรองผู้สมัคร, นัดหมายสัมภาษณ์, รันระบบทดสอบทักษะผ่านแชทหรือวิดีโอ ไปจนถึงการจัดเตรียมเอกสาร </span><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/onboarding-manual-03122021/"><span style="font-weight: 400;">Onboarding</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปคอยดูแลในทุกขั้นตอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น AI สามารถคืนเวลาให้พนักงานได้มากกว่า 120 ชั่วโมงต่อปี เพื่อนำไปใช้กับงานที่มีคุณค่าสูงกว่า และองค์กรชั้นนำที่นำ AI มาใช้ในงาน HR จะมี ROI สูงถึง 55% หรือมากกว่าด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #2 &#8211; เลิกคุยเรื่อง Hype แล้วถามหา ROI</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีองค์กร 72% มองว่าการลงทุนกับ HR Tech แล้ววัดผล ROI ไม่ได้ คืออุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา ผลสำรวจจาก Gartner ยังพบว่า 88% ของผู้นำ HR ยอมรับว่าองค์กรของพวกเขายังไม่เห็นมูลค่าทางธุรกิจจากการใช้เครื่องมือ AI เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้ในปี 2026 เป็นปีที่หมดยุคของการลองใช้ AI ตามกระแสแล้ว ผู้นำองค์กรจะเริ่มตั้งคำถามเข้มข้นขึ้น เช่น Amy Cappellanti-Wolf CPO ของบริษัท Dayforce ที่บอกว่าปี 2026 ทุกสิ่งที่เอามาใช้งานจะต้องวัดประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ได้จริง ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น AI ตัวนี้ช่วยลดเวลาทำงานได้เท่าไหร่ หรือมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนได้มากแค่ไหน และหากเครื่องมือใดวัดผลไม่ได้ เครื่องมือนั้นก็จะถูกถอดออกทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเลิกโชว์แค่กราฟสวย ๆ แต่ต้องโชว์ตัวเลขหรือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AI ช่วยคืนเวลาให้พนักงานได้เท่าไหร่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาในกระบวนการทำงาน เช่น การจ้างงาน ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก AI ช่วยให้ตัดสินใจเลือกคนที่ใช่มากขึ้นจนลดอัตราการลาออกได้จริงไหม แค่ไหน</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #3 &#8211; Skills-First ทักษะคือภาษาใหม่ขององค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ใบปริญญาบัตรกำลังจะกลายเป็นเพียงกระดาษธรรมดาใบหนึ่ง เมื่อองค์กรระดับโลกในปี 2026 จะใช้แนวทางการจ้างงานและวางแผนกำลังคนแบบ Skills-First หรือคัดคนโดยพิจารณาจากทักษะเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ใช้ Skills-First นำทางจะมีอัตราการรักษาพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190327-employee-keeping-retention/"><span style="font-weight: 400;">Employee Retention</span></a><span style="font-weight: 400;">) สูงขึ้นถึง 89% งานจะถูกแบ่งย่อยออกเป็น Tasks แทนที่จะผูกติดกับชื่อตำแหน่ง (Jobs) เพื่อให้คนเก่งไหลไปสู่จุดที่องค์กรต้องการมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Mastercard และ Genentech เป็นตัวอย่างเด่นอันดับต้น ๆ ที่นำ Skill-Firsts มาใช้แล้ว โดยผลสำรวจยังพบอีกว่าองค์กรที่คัดเลือกคนด้วยวิธีคิดนี้ จะจัดวางคนได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 107% และมีโอกาสรักษาพนักงานกลุ่ม High-Performers ได้มากขึ้น 98% นอกจากนี้ยังช่วยลดการจ้างงานผิดพลาดได้ถึง 88%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และด้วยผลลัพธ์ที่ออกมาสูงขนาดนี้ อย่าแปลกใจหากจะนำร่องให้หลายองค์กรเอาเป็นแบบอย่างในปี 2026</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49041" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/HR-Productivity-HREX.webp" alt="HR Productivity HREX" width="600" height="370" title="HR Trends 2026 : ยุค Agentic HR ที่ทักษะสำคัญกว่าปริญญา และเวลามีค่ากว่าเงินเดือน 173" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/HR-Productivity-HREX.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/HR-Productivity-HREX-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR Trends 2026 #4 &#8211; Internal Mobility &#8211; ตลาดแรงงานภายในองค์กร คือขุมทรัพย์ที่แท้จริง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สงครามแย่งชิงคนเก่งจะเปลี่ยนสมรภูมิจากการหาคนข้างนอกมาเป็นการขุดคน ผลักดันคนข้างในแทน โดย Gartner คาดการณ์ว่าในปี 2026 องค์กรจำนวนมากจะมุ่งเน้นการสรรหาภายในองค์กรถึง 1 ใน 3</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรกว่า 64% จะหันมาใช้ระบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/profinder-talent-marketplace-unlock-70-percent-talent-pool-251204/"><span style="font-weight: 400;">Talent Marketplace</span></a><span style="font-weight: 400;"> คัดคนภายใน โดยใช้ AI ช่วยจับคู่ทักษะและความปรารถนาของพนักงานเข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ในบริษัท เพราะพนักงานรุ่นใหม่จะลาออกทันทีหากรู้สึกว่าตัวเองหยุดนิ่ง ขาดความท้าทาย หรือไม่มีอะไรใหม่ ๆ ให้เรียนรู้อีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อีกสิ่งที่ต้องเจอด้วยแน่นอนก็คือ หัวหน้าทีมหรือ Manager ทำตัวหวงลูกน้องคนเก่ง (Lending Managers) ไม่ยอมปล่อยคนเก่งในทีมไปเติบโต ไปทำงานกับทีมอื่น ดังนั้น HR ต้องสื่อสารและสร้างวัฒนธรรมด้วยว่า การหมุนเวียนคนดีต่อทุกฝ่าย ดีต่อธุรกิจในภาพรวมอย่างไร และอย่าลืมออกแบบระบบค่าตอบแทนใหม่ให้รองรับการทำงานข้ามสายงานหลายโปรเจกต์ที่พนักงานคนเก่งจะต้องเหนื่อยมากขึ้นด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #5 &#8211; Confident Judgment: เมื่อข้อมูลมีทั่วไป แต่วิจารณญาณคือของหายาก</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">World Economic Forum รายงานว่าการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) คือทักษะเด่นที่นายจ้างในระดับโลกต้องการมากที่สุดในปี 2026</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลก็เพราะ AI อาจหาคำตอบให้เราได้ทุกอย่าง ถามอะไรปุ๊บตอบได้ปั๊บ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าเครื่องจักรกลคือการมีวิจารณญาณเฉียบคม (Confident Judgment) ดังนั้นทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจในสถานการณ์ที่คลุมเครือจึงเป็นทักษะที่นายจ้างต้องการสูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาเลิกสอนแค่วิธีใช้เครื่องมือให้พนักงาน แต่ต้องสอนให้รู้จักตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลกับคำตอบจาก AI ด้วย อย่าลืมว่า AI จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมนุษย์สร้างคำสั่ง (Prompt) ที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ AI (ยัง) ทำแทนเราไม่ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #6 &#8211; Well-being ที่ดีคือสิ่งที่บอร์ดบริหารต้องเร่งสร้าง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่มี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-burnout-healing-250117/"><span style="font-weight: 400;">อาการหมดไฟ (Burnout)</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะไม่ถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแออีกต่อไป แต่ประเด็นนี้จะถูกยกระดับเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ทุกองค์กรต้องตระหนัก และอาจถึงขั้นกลายเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในบางประเทศด้วย เช่น ในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย มีการบัญญัติความคุ้มครองสุขภาพจิตลงในกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน (OHS Act) อย่างเป็นทางการแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความเรื่อง AI in HR 2026: The Predictions That Will Redefine People Strategy, Leadership and Work &#8211; HRD ระบุว่า AI จะช่วยลดภาระงานที่น่าเบื่อได้ก็จริง แต่จะสำเร็จก็ต่อเมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัยในการทำงานและไม่รู้สึกว่า AI คือภัยคุกคาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรจะถูกวัดผลจากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาสร้างขึ้น หากผลออกมาว่าสภาพแวดล้อมการทำงานไม่ปลอดภัยต่อพนักงานทั้งทางร่างกายและจิตใจ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/"><span style="font-weight: 400;">Psychological Safety</span></a><span style="font-weight: 400;">) พนักงานจะเกิดอาการ Quiet Cracking หรือการส่งมอบงานได้ตามเป้าแต่ใจสลายและพร้อมลาออกทันที ลงเอยด้วยการกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น อีกบทบาทที่ HR ต้องทำในปี 2026 คือการเป็น Buffer หรือตัวกันกระแทกให้พนักงาน เพื่อเปลี่ยนความกังวลเหล่านี้ให้เป็นพลังในการเรียนรู้แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2><b>HR Trends 2026 #7 &#8211; เวลาคือสกุลเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยืดหยุ่นจะกลายเป็นความต้องการพื้นฐานในทุกองค์กร โดยพนักงาน 1 ใน 4 กล่าวว่านี่คือปัจจัยอันดับ 1 ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนงาน และการมีเวลาที่ยืดหยุ่นสำคัญกว่าเงินเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในรายงาน The Future of HR Report ของ KPMG ยกตัวอย่างว่าบริษัทรถบรรทุกไฟฟ้า Tevva พยายามชูเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานให้พนักงานสายผลิตด้วยการไม่กำหนดเวลาเข้า-ออกที่ตายตัวเกินไป เพื่อให้พนักงานสามารถไปร่วมกิจกรรมครอบครัวได้โดยไม่ต้องลาพักร้อน กำลังทลายความเชื่อเดิมว่างานโรงงานยืดหยุ่นไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งถ้าหากองค์กรแบบโรงงานทำได้ ทำไมองค์กรแบบอื่นจะทำไม่ได้ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสิ่งที่จะมีแนวโน้มได้รับความนิยมในปี 2026 คือการออกนโยบายทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ หรือการกำหนดช่วง Deep Work ที่ห้ามรบกวนกัน เพื่อคืนเวลาให้พนักงานไปพักผ่อนและเรียนรู้สิ่งใหม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #8 &#8211; ธรรมาภิบาล AI ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีส่วนในการประเมินผลและจ้างงาน ความเชื่อมั่นของพนักงานในความถูกต้องและความยุติธรรมจะยิ่งสำคัญมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องระวัง AI อาจทำให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นดูแนบเนียน (Polished errors) รวมถึงระวังการใช้ข้อมูลที่มีอคติมาป้อนให้ AI ตั้งแต่แรก ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจในเวลาต่อมา และหากไม่ตรวจสอบให้ดี อาจทำลายวัฒนธรรมหรือไปถึงขั้นทำลายองค์กรได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จะต้องเป็นผู้สร้าง AI Governance เพื่อให้พนักงานได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า AI ตัดสินใจเรื่องของพวกเขาอย่างไร และแน่ใจว่าอัลกอริทึมที่ใช้จะสร้างความโปร่งใส ยุติธรรม และไม่ลำเอียง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48288" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-scaled.webp" alt="HR Trends 2026" width="600" height="338" title="HR Trends 2026 : ยุค Agentic HR ที่ทักษะสำคัญกว่าปริญญา และเวลามีค่ากว่าเงินเดือน 174" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/designer-speaks-advisor-projected-hologram-office-area-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR Trends 2026 #9 &#8211; ข้อมูลพนักงาน (People Data) คือสินทรัพย์ทางกลยุทธ์</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต ระบบ HR อาจทำหน้าที่เพียงแค่ระบบเก็บบันทึกข้อมูลหรือเก็บประวัติพนักงาน แต่ในปี 2026 ข้อมูลคนจะถูกยกระดับเป็น Workforce Intelligence ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่าข้อมูลทางการเงิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากองค์กรต้องการความชัดเจนในการคาดการณ์เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านบุคลากร ต้องการรู้ช่องว่างทางทักษะของพนักงาน (Skill Gaps) ต้องรู้ว่าองค์กรมีความพร้อมในการทำ Succession Planning หรือไม่ และรูปแบบของผลิตภาพ (Productivity Patterns) เพื่อใช้ในการวางแผนธุรกิจเป็นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI จะเปลี่ยนรายงานแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็น Skills Map หรือแผนที่ความสามารถขององค์กรที่บอกได้แบบเรียลไทม์ว่าตอนนี้คนของเราขาดทักษะอะไร หรือใครกำลังมีความเสี่ยงจะลาออก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทบาทของผู้นำ HR เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องประชุมบอร์ดจะเป็นการก้าวเข้าไปในฐานะ Key Man ด้านการวางกลยุทธ์ เพราะมีข้อมูลที่จับต้องได้จริงในมือ ซึ่งสำคัญไม่แพ้ตำแหน่งอื่น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR Trends 2026 #10 &#8211; การทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross-functional HR)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ปี 2026 จะปรับกลยุทธ์การทำงานในรูปแบบ Agile Squads ที่รวมผู้เชี่ยวชาญหลายสาขามาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจเรื่องหนึ่งให้จบ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้นและพนักงานได้รับประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ เพราะการวางโครงสร้าง HR แบบเดิมที่แบ่งแยกตามหน้าที่ (เช่น สรรหา อบรม ประเมินผล) ถือว่าล้าสมัยไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยี AI &amp; HR สมัยใหม่ เช่น Workday และ Microsoft Copilot สามารถเชื่อมโยงข้อมูล กระบวนการทำงาน ตลอดจนวงจรชีวิตพนักงานเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นแบ่งของแต่ละแผนกพร่าเลือนลง </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/siloed-work-environment-10282021/"><span style="font-weight: 400;">การทำงานแบบ Silo</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่แต่ละแผนกทำงานเป็นเอกเทศจากกันจึงจะเริ่มหายไปตลอดปี 2026 เพราะไม่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรที่ต้องตัดสินใจรวดเร็วขึ้นและสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้พนักงานอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2026 จะเป็นปีที่ HR หลุดพ้นจากบทบาทเดิม ๆ แล้วกลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์ แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทั้งมนุษย์และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้ง 10 เทรนด์ที่เราพูดถึงล้วนชี้ไปที่จุดเดียวกันคือ HR ต้องกล้าตัดสินใจด้วยข้อมูล สร้างสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจคน และใช้เทคโนโลยีเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของทุกคนในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และ HR ที่พร้อมจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นความลื่นไหล เป็น HR ที่ไม่เพียงแค่ปรับตัวตาม แต่เป็นผู้ที่เดินนำหน้าและสร้างอนาคตของการทำงานด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอให้ปี 2026 คือปีทองของ HR ทุกท่านนะ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://www.hibob.com/guides/hr-trends-2026/" target="_blank" rel="noopener">hibob</a></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/10-predictions-hr-tech-2026-amber-grewal-mqigc/" target="_blank" rel="noopener">LinkedIn</a></p>
<p><a href="https://www.aihr.com/blog/hr-trends/" target="_blank" rel="noopener">Aihr</a></p>
<p><a href="https://jobs.globalcioforum.com/blog/gartner-identifies-four-trends-talent-management-leaders-should-prepare-for-in-2026" target="_blank" rel="noopener">Jobs Globalcioforum</a></p>
<p><a href="https://www.hrdconnect.com/2025/12/09/ai-predictions-in-hr-2026/" target="_blank" rel="noopener">Hrdconnect</a></p>
<p><a href="https://blog.radancy.com/2025/11/20/hr-trends-2026-whats-next-in-people-strategy-technology-and-talent-management/" target="_blank" rel="noopener">Radancy Management</a></p>
<p><a href="https://www.claro-mentor.com/post/the-10-hr-trends-that-will-define-2026-from-ai-adoption-to-agentic-transformation" target="_blank" rel="noopener">Claro-mentor</a></p>
<p><a href="https://kpmg.com/xx/en/our-insights.html" target="_blank" rel="noopener">KMPG</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="Technology for a Better Society วัฒนธรรมองค์กรที่เติบโตจากหัวใจของ กลุ่มบริษัทซีดีจี 7" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-trends-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &#038; Recognition</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/reward-recognition-employee-retention-251208/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/reward-recognition-employee-retention-251208/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 08:00:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Reward & Recognition]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=48160</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT 75% ของพนักงานพร้อมลาออก หากองค์กรลดหรือตัด Reward &#38; Recognition พนักงานที่ได้รับการชื่นชมรายสัปดาห์ มี Engagement สูงขึ้น 15 เท่า การให้ Recognition อย่างสม่ำเสมอ ลดความตั้งใจหางานใหม่ลงได้ 45% พนักงานที่รู้สึก “ถูกเห็นคุณค่า” มีแนวโน้มวางอนาคตในองค์กรสูงกว่า 17 เท่า มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการ “การยอมรับ” ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตส่วนตัวหรือในที่ทำงาน งานวิจัยด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ยืนยันตรงกันว่า การได้รับการชื่นชมเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เราอยากทุ่มเท ทำงานให้ดีขึ้น และรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ทำ แต่เมื่อองค์กรละเลยความต้องการพื้นฐานนี้ ผลลัพธ์ที่ตามมามักรุนแรงกว่าที่คิด สอดคล้องกับผลการศึกษาใหม่ของ Achievers Workforce Institute (AWI) ในรายงาน 2026 Engagement and Retention Report ที่บอกว่า องค์กรทั่วโลก รวมถึงภูมิภาค APAC กำลังเผชิญวิกฤต Engagement และ Retention ที่หนักที่สุดในรอบหลายปี โดยหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสูงสุดคือ การขาดระบบ Reward [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">75% ของพนักงานพร้อมลาออก หากองค์กรลดหรือตัด Reward &amp; Recognition</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ได้รับการชื่นชมรายสัปดาห์ มี Engagement สูงขึ้น 15 เท่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การให้ Recognition อย่างสม่ำเสมอ ลดความตั้งใจหางานใหม่ลงได้ 45%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่รู้สึก “ถูกเห็นคุณค่า” มีแนวโน้มวางอนาคตในองค์กรสูงกว่า 17 เท่า</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48164 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/shutterstock_2443308961-1024x683.webp" alt="Reward &amp; Recognition" width="800" height="534" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 182" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/shutterstock_2443308961-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/shutterstock_2443308961-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/shutterstock_2443308961-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/shutterstock_2443308961-1536x1024.webp 1536w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการ “การยอมรับ” ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตส่วนตัวหรือในที่ทำงาน งานวิจัยด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ยืนยันตรงกันว่า </span><b>การได้รับการชื่นชมเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เราอยากทุ่มเท ทำงานให้ดีขึ้น และรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ทำ</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เมื่อองค์กรละเลยความต้องการพื้นฐานนี้ ผลลัพธ์ที่ตามมามักรุนแรงกว่าที่คิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับผลการศึกษาใหม่ของ </span><a href="https://www.achievers.com/workforce-institute/" target="_blank" rel="noopener"><b>Achievers Workforce Institute (AWI)</b></a><span style="font-weight: 400;"> ในรายงาน </span><a href="https://www.achievers.com/resources/white-papers/2026-engagement-retention-awi-report/" target="_blank" rel="noopener"><b>2026 Engagement and Retention Report</b></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า องค์กรทั่วโลก รวมถึงภูมิภาค APAC กำลังเผชิญวิกฤต Engagement และ Retention ที่หนักที่สุดในรอบหลายปี โดยหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสูงสุดคือ การขาดระบบ Reward &amp; Recognition ที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอ ส่งผลให้ </span><b>75% ของพนักงานระบุว่า หากองค์กรลดหรือยกเลิก Reward &amp; Recognition พวกเขาจะพิจารณาลาออกทันที</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่ไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนจากพนักงานแต่เป็นภาพสะท้อนระดับภูมิภาคที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกลายเป็นวิกฤตทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่หากองค์กรยังไม่เร่งปรับตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>ภาพรวมวิกฤตความผูกพัน: เมื่อพนักงานไม่รู้สึกมีคุณค่า ความอยากอยู่ต่อก็จะจึงค่อย ๆ เลือนหายไป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกฤตด้าน <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/">Engagement</a> กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายองค์กรทั่วโลก เนื่องจากพนักงานจำนวนมากรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่าในสายตาองค์กร ความผูกพันต่อบทบาทและอนาคตในที่ทำงานก็ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานล่าสุดพบว่า พนักงานเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่รู้สึกว่าได้รับการชื่นชมอย่างจริงจัง และมีเพียง 26% ที่ยังรู้สึกมีส่วนร่วมกับงานในแต่ละวัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกขาดการมองเห็นนี้สะท้อนตรงไปยังความตั้งใจอยู่ต่อ (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/">Retention</a>) ของพนักงาน โดยมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่วางแผนจะอยู่กับองค์กรเดิมในระยะยาว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่สเกลระดับโลกเองก็เริ่มเห็นแนวโน้มการลาออกที่อาจสร้างภาระต้นทุนสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เอาเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายจากการสูญเสียคนเก่งในปีหน้าอาจพุ่งสูงถึง 1.3–5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำความจริงที่ว่า </span><b>เมื่อพนักงานรู้สึกว่าความพยายามของตนไม่มีคนเห็น คุณค่าของการอยู่ต่อในองค์กรก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว</b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48165 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-1024x683.webp" alt="Reward &amp; Recognition" width="800" height="534" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 183" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/two-businesswomen-working-cafe-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>APAC ภูมิภาคที่ความรู้สึกถูกมองเห็นต่ำที่สุด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานฉบับเดียวกันได้ทำการสำรวจเชิงลึกเฉพาะภูมิภาค </span><a href="https://www.achievers.com/resources/white-papers/2026-engagement-retention-apac-awi-report/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">APAC</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยเก็บข้อมูลจากพนักงาน 450 คน และผู้เชี่ยวชาญด้าน HR 325 คน ในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ผลที่ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า </span><b>ภูมิภาค APAC กำลังสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตัวเลขสำคัญชี้ให้เห็นว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีเพียง 18% ของพนักงานรู้สึกว่าได้รับการชื่นชมในงานที่ทำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เพียง 17% รู้สึกเชื่อมโยงกับค่านิยมขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">และเพียง 25% เท่านั้นที่มองว่างานของตนเองมีความหมายจริง ๆ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นเมื่อพนักงานไม่รู้สึกว่าองค์กรเห็นคุณค่า ไม่เข้าใจบทบาทของตน และไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า ความตั้งใจจะอยู่ต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้รายงานยังพบว่า </span><b>37% ของพนักงานใน APAC มีแผนเริ่มหางานใหม่ภายในปี 2026</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าความผูกพันกำลังลดลง ผ่านปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การไม่ได้รับการยอมรับจากผู้จัดการและองค์กร, ความรู้สึกขาดการสนับสนุนจากผู้นำ หรือกระทั่งการได้รับค่าแรงงานที่ไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับตลาดแรงงานและภาระชีวิตจริง</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48163 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-1024x683.webp" alt="Reward &amp; Recognition" width="800" height="534" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 184" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/hands-business-people-applauding-speaker-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>Recognition  ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ลดการลาออก</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาพนักงาน หลายคนอาจนึกถึงค่าตอบแทน สวัสดิการ หรือโอกาสเติบโต แต่รายงานวิจัยกลับชี้ให้เห็นว่า </span><b><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/">การได้รับการยอมรับ (Recognition)</a> คือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังยิ่งกว่า</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก Achievers Workforce Institute ยืนยันว่า </span><b>พนักงานที่ได้รับการชื่นชมอย่างสม่ำเสมอเพียงสัปดาห์ละครั้ง มีแนวโน้มรู้สึกว่าตนมีคุณค่าและมีส่วนร่วมมากขึ้นถึง 15 เท่า</b><span style="font-weight: 400;"> และเมื่อ Recognition เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจที่จะมองหางานใหม่ก็ลดลงได้มากถึง 45% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกถูกเห็นในองค์กรยังช่วยให้พนักงานมองเห็นเส้นทางอนาคตในองค์กรชัดเจนขึ้น โดยมีโอกาสวางแผนอาชีพระยะยาวกับองค์กรสูงกว่าเดิมถึง 17 เท่า ขณะที่พนักงานกว่า 85% พร้อมทำพฤติกรรมเชิงบวกซ้ำ หากได้รับการยอมรับในเวลาที่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กรกลับสวนทางกับสิ่งที่งานวิจัยแนะนำ เพราะมีพนักงานเพียง 23% เท่านั้นที่รู้สึกว่าได้รับ Recognition และแค่ 15% ที่ได้รับคำชื่นชมในระดับรายสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์ก็คือ ช่องว่างระหว่างพนักงานกับองค์กรก็จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และช่องว่างนี้แหละที่ผลักให้คนเก่ง (Talent) จำนวนมากเริ่มมองหางานใหม่ที่มีความหมายและสร้างคุณค่ามากกว่านั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-21490 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1.jpg" alt="people holding money spendings finance concept remix 1" width="1000" height="667" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 185" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1.jpg 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>Compensation สิ่งตอกย้ำวิกฤตความผูกพัน เมื่อค่าตอบแทนไร้ความเป็นธรรม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่า Recognition จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการรักษาพนักงาน แต่อีกหนึ่งรอยร้าวใหญ่ที่กำลังขยายตัวใน APAC คือ </span><b>ความรู้สึกว่าได้รับค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานเดียวกันระบุว่า พนักงานในภูมิภาค APAC มีเพียง 13% เท่านั้นที่เชื่อว่าตนได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม ขณะที่ระดับโลกก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก โดยมีเพียง 17% ที่รู้สึกว่าเงินเดือนและผลตอบแทนสะท้อนคุณค่าของงานที่ทำจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อความรู้สึกไม่เป็นธรรมด้านค่าตอบแทน มาผสานกับการขาด Recognition ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ พนักงานจำนวนมากเริ่มมองหาสภาพแวดล้อมใหม่ที่เห็นคุณค่าและตอบโจทย์ชีวิตการทำงานมากกว่า จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตัวเลขความเสี่ยงลาออกพุ่งสูงจนแตะระดับ</span><b> 75% หากองค์กรตัดลดหรือยกเลิกระบบ Reward &amp; Recognition</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สัญญาณนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า </span><b>Reward &amp; Recognition ไม่ใช่งบที่ลดได้ตามสถานการณ์</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะการตัดงบในวันนี้อาจนำไปสู่ต้นทุนการลาออก การสรรหา และการฝึกอบรมที่สูงกว่าอย่างมหาศาลในวันข้างหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มองเห็นคุณค่าของการตอบแทนอย่างเป็นธรรม และให้การยอมรับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นองค์กรที่มีแนวโน้มจะรักษาคนเก่งไว้ได้มากกว่านั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48161 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-1024x683.webp" alt="Reward &amp; Recognition" width="800" height="534" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 186" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/asian-men-joining-hands-together-showing-thumbs-up-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>กลยุทธ์ที่องค์กรลงมือได้ทันทีเพื่อยกระดับ Engagement และ Retention</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานดังกล่าวยังเสนอแนวทางปฏิบัติที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อสร้างความรู้สึกมีคุณค่า เพิ่ม <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/">Engagement</a> และกอบกู้ความเชื่อมั่นของพนักงานได้ ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. ปรับโปรแกรม Recognition ใหม่ให้ถี่ขึ้น ถูกจังหวะ และเชื่อมโยงกับค่านิยมองค์กร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ Recognition ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงการกล่าวคำชื่นชมตามพิธีการ แต่คือการสื่อสารที่จริงใจ ชัดเจน และเชื่อมโยงกับพฤติกรรมหรือผลงานที่พนักงานทำได้ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกแบบระบบ Recognition ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอจากทั้งผู้จัดการ เพื่อนร่วมงาน และผู้นำระดับสูง จะช่วยเสริมแรงจูงใจภายใน ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และสร้างความหมายในงานได้ลึกกว่าที่หลายองค์กรคาดคิด</span></p>
<h3><b>2. Upskill หัวหน้า เน้นบทบาท Coaching และการทำ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230531-1-on-1-meeting/">1:1</a> อย่างสม่ำเสมอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้กันว่า ผู้นำ (Leader) คือผู้สร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงานโดยตรง ฉะนั้นการเพิ่มทักษะด้านการโค้ช การรับฟัง และการสะท้อนผลงานอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกันนี้ การนัดคุยแบบ 1:1 อย่างสม่ำเสมอยังเป็นพื้นที่สำหรับให้ Recognition แบบเฉพาะบุคคล ตอบข้อสงสัย และสร้างความไว้ใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190327-employee-keeping-retention/">Retention</a> โดยตรง</span></p>
<h3><b>3. ทบทวนระบบ Reward &amp; Compensation ให้สอดคล้องตลาดและความคาดหวังของพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบริบทที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้นและตลาดแรงงานแข่งขันอย่างรุนแรง ระบบค่าตอบแทนที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เท่าทันสถานการณ์อาจผลักให้พนักงานเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ การทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนให้สะท้อนความเป็นธรรม การแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใส และการปรับกลยุทธ์ Reward ให้ทันกับความคาดหวังของแรงงานยุคใหม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดอัตราการลาออกได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h3><b>4. เปิดพื้นที่ Feedback ปัญหาอย่างโปร่งใส</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือการรับฟังปัญหาแล้ว องค์กรจำเป็นต้องลงมือแก้ไขตามข้อมูลที่ได้รับ เพื่อปิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่พนักงานต้องการ” กับ “สิ่งที่พนักงานรู้สึกจริง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีระบบ Feedback ที่ต่อเนื่อง โปร่งใส และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง จะช่วยสร้างความไว้วางใจ ซึ่งนี่เป็นรากฐานสำคัญของ Engagement และ Retention ในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48162 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/casual-business-meeting-asian-adult-businessman-consult-stretegy-with-female-project-founder-partner-startup-business-plan-cafe-restaurant-1024x683.webp" alt="Reward &amp; Recognition" width="800" height="534" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 187" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/casual-business-meeting-asian-adult-businessman-consult-stretegy-with-female-project-founder-partner-startup-business-plan-cafe-restaurant-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/casual-business-meeting-asian-adult-businessman-consult-stretegy-with-female-project-founder-partner-startup-business-plan-cafe-restaurant-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/casual-business-meeting-asian-adult-businessman-consult-stretegy-with-female-project-founder-partner-startup-business-plan-cafe-restaurant-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/12/casual-business-meeting-asian-adult-businessman-consult-stretegy-with-female-project-founder-partner-startup-business-plan-cafe-restaurant-1536x1025.webp 1536w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดเราจะเห็นว่า การฟื้นความผูกพันของพนักงานไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหญ่เสมอไป เพียงการมองเห็น ให้คุณค่า และสร้างระบบ Reward &amp; Recognition ที่มีความหมาย ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานของพนักงานได้แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากองค์กรต้องการผู้ช่วยในการออกแบบแนวทาง C&amp;B ที่ตรงจุด เพิ่มสวัสดิการ หรือหา HR Products &amp; Services ที่ตอบโจทย์ </span><b>HREX พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมต่อคุณกับผู้เชี่ยวชาญและโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ค้นหาโซลูชันที่ใช่สำหรับองค์กรของคุณ ได้ที่ <a href="https://expth.hrnote.asia/">HREX</a></p>
<p></span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="พนักงานเสี่ยงลาออก 75% หากองค์กรลด Reward &amp; Recognition 188" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.achievers.com/resources/white-papers/2026-engagement-retention-awi-report/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">achievers.com</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/reward-recognition-employee-retention-251208/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Omotenashi HR: ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก คือหัวใจของ HR ยุคใหม่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/omotenashi-hr-251124/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/omotenashi-hr-251124/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 02:57:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Omotenashi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=47764</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Omotenashi (おもてなし) คือศิลปะแห่งการใส่ใจจากผู้ให้โดยผู้รับไม่ต้องร้องขอ มีรากฐานจากพิธีชงชาญี่ปุ่นที่เน้นความละเอียดอ่อนและการคาดการณ์ล่วงหน้า เมื่อนำ Omotenashi มาใข้ในโลก HR ทำให้ HR กลายเป็นเจ้าบ้านที่ดูแลพนักงานอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จัดการเอกสาร แต่สร้างประสบการณ์การทำงานที่อบอุ่นทุก Touch Point หัวใจของ Omotenashi HR คือ Employee Voice ฟัง–วิเคราะห์–ลงมือทำ–สื่อสารกลับ ให้พนักงานรู้ว่าเสียงของเขามีคุณค่าและถูกนำไปใช้จริง และองค์กรไทยสามารถประยุกต์ได้ทันทีตั้งแต่สวัสดิการที่สอดคล้องกับชีวิตคนไทย ไปจนถึงพิธีการเล็ก ๆ ที่สะท้อนการใส่ใจ เช่น วันสำคัญ เทศกาล หรือการขอบคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ มองหา HR Solution ที่เข้าใจคุณก่อนแม้ไม่ต้องพูด ? HREX มีพาร์ทเนอร์ที่ยึดหลัก Omotenashi เช่น King of Time และ Reeracoen ที่มี DNA ญี่ปุ่นด้านความใส่ใจแบบต้นตำรับ วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ อย่าง Kaizen [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><strong>Omotenashi (おもてなし)</strong> คือศิลปะแห่งการใส่ใจจากผู้ให้โดยผู้รับไม่ต้องร้องขอ มีรากฐานจากพิธีชงชาญี่ปุ่นที่เน้นความละเอียดอ่อนและการคาดการณ์ล่วงหน้า</li>
<li>เมื่อนำ Omotenashi มาใข้ในโลก HR ทำให้ HR กลายเป็นเจ้าบ้านที่ดูแลพนักงานอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จัดการเอกสาร แต่สร้างประสบการณ์การทำงานที่อบอุ่นทุก Touch Point</li>
<li>หัวใจของ Omotenashi HR คือ Employee Voice ฟัง–วิเคราะห์–ลงมือทำ–สื่อสารกลับ ให้พนักงานรู้ว่าเสียงของเขามีคุณค่าและถูกนำไปใช้จริง และองค์กรไทยสามารถประยุกต์ได้ทันทีตั้งแต่สวัสดิการที่สอดคล้องกับชีวิตคนไทย ไปจนถึงพิธีการเล็ก ๆ ที่สะท้อนการใส่ใจ เช่น วันสำคัญ เทศกาล หรือการขอบคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ</li>
<li>มองหา HR Solution ที่เข้าใจคุณก่อนแม้ไม่ต้องพูด ? HREX มีพาร์ทเนอร์ที่ยึดหลัก Omotenashi เช่น King of Time และ Reeracoen ที่มี DNA ญี่ปุ่นด้านความใส่ใจแบบต้นตำรับ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47767" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-21T151014.005.webp" alt="Omotenashi HR" width="600" height="370" title="Omotenashi HR: ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก คือหัวใจของ HR ยุคใหม่ 193" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-21T151014.005.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-21T151014.005-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ อย่าง </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/"><span style="font-weight: 400;">Kaizen</span></a><span style="font-weight: 400;"> (改善) หรือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/210730-ikigai/"><span style="font-weight: 400;">Ikigai</span></a><span style="font-weight: 400;"> (生き甲斐) ที่กลายเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่วันนี้เรามีอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และกำลังได้รับความสนใจไม่น้อยในระยะหลัง นั่นคือ Omotenashi (おもてなし) หรือศิลปะแห่งการใส่ใจที่ลึกซึ้งกว่าการบริการทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Omotenashi สำคัญต่องาน HR อย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Omotenashi คืออะไร?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า </span><a href="https://www.bs-mobile.jp/th/blog/omotenashi/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Omotenashi</span></a><span style="font-weight: 400;"> แบ่งออกมาได้เป็นคำศัพท์ 2 คำคือ Omote ที่แปลว่าเบื้องหน้า หรือด้านนอก (สิ่งที่แสดงออกมา) กับคำว่า Nashi ที่แปลว่าไม่มี และเมื่อเอามารวมกัน ทำให้ความหมายของคำนี้ตีความได้ลึกซึ้งมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงการใส่ใจผู้อื่นอย่างจริงใจและลึกซึ้ง โดยคาดการณ์ความต้องการของเขาก่อนที่จะถูกขอ และทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากพิธีชงชาญี่ปุ่น (Sado) ที่พัฒนาโดย </span><a href="https://www.britannica.com/biography/Sen-Rikyu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Sen no Rikyu</span></a><span style="font-weight: 400;"> บิดาแห่งศิลปะการชงชา เนื่องจากในพิธีชงชา ทุกการเคลื่อนไหวและรายละเอียดต่าง ๆ ผ่านการเตรียมการอย่างดีและพิถีพิถัน เพื่อแสดงความเคารพและสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับแขกผู้มาเยือน และเพราะพวกเขาอาจจะได้รับประสบการณ์นี้เพียงครั้งเดียวก็ได้ ดังนั้นจึงยิ่งต้องใส่ใจ และทำพิธีนี้เพื่อชงชาออกมาให้ดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดการบริการแบบ Omotenashi แตกต่างจากแนวคิดการบริการแบบตะวันตก ที่มักทำเพื่อหวังค่าตอบแทนเพิ่มเติม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือในร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา ที่พนักงานจะตั้งใจบริการอย่างดีเพื่อให้ลูกค้าจ่ายทิป ซึ่งช่วงแรก ๆ พวกเขาอาจบริการอย่างเต็มที่ แต่อาจมีบางกรณีที่พนักงานรู้สึกไม่เต็มใจในการให้บริการที่มีมาตรฐาน แต่ก็ยังคาดหวังว่าลูกค้าจะให้ทิปเยอะอยู่ดี เพราะถือว่ามันเป็นวัฒนธรรมฝังลึก และเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่มอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แนวคิด Omotenashi ของญี่ปุ่นเน้นหนักที่การทำโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนเลย และเราสามารถพบ Omotenashi ได้ทั่วไปในสังคมญี่ปุ่น หรือในบริการของบริษัทญี่ปุ่น อาทิ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานร้านอาหารเสิร์ฟน้ำร้อนให้ลูกค้าทันทีที่เข้าร้านในวันที่อากาศหนาว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โรงแรมจัดชุดยูกาตะไว้ในห้องพักพร้อมขนาดพอดีตัวของแขก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานร้านเบเกอรี่ใส่ Ice Pack ไปกับเค้กที่คุณซื้อโดยอัตโนมัติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แคชเชียร์หมุนธนบัตรให้หันหน้าเข้าหาคุณเสมอเมื่อส่งเงินทอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การจัดรองเท้าแตะในโรงแรมให้วางหันหัวไปในทิศทางที่สะดวกสวมใส่ทันที</span></li>
</ul>
<h2><b>เมื่อ Omotenashi เข้ามาในโลกของ HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การจัดการเอกสาร กฎระเบียบ หรือการประเมินผลอีกต่อไป แต่ HR จะต้องใส่ใจพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้เกิดการเอาหลักคิด Omotenashi มาใช้ในเพื่อปลูกฝัง HR ให้ดูแลคนอย่างจริงใจและลึกซึ้งให้อยู่ในความคิดของ HR เพราะ HR ก็เหมือนเจ้าบ้านในองค์กรที่ต้องคอยดูแลให้พนักงานรู้สึกยินดีต้อนรับ รู้สึกปลอดภัย และมีคุณค่าตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พนักงานมาขอความช่วยเหลือก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แนวคิด Omotenashi จะมีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทขององค์กรไทยได้อย่างเหมาะสม เช่น การออกแบบสวัสดิการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย การแสดงความใส่ใจต่อพนักงานในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ หรือการมอบของขวัญวันเกิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสม่ำเสมอซึ่งไม่ได้ยึดโยงตามวันสำคัญทางศาสนาหรือของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดแบบนี้ไม่ได้ต้องใช้ทรัพยากรมากมาย แต่อยู่ที่ความใส่ใจและความตั้งใจของ HR ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานในทุกจังหวะของการทำงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-47768" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-scaled.webp" alt="Omotenashi HR" width="600" height="401" title="Omotenashi HR: ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก คือหัวใจของ HR ยุคใหม่ 194" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/cups-bottle-arrangement-high-angle-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ตัวอย่างการนำ Omotenashi มาใช้ในงาน HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประยุกต์ใช้ Omotenashi ในงาน HR ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ใหญ่โตหรือซับซ้อน แต่เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่มีความหมาย ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. คาดการณ์ความต้องการของพนักงานล่วงหน้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะแห่งการคาดการณ์ (</span><a href="https://japanintercultural.com/free-resources/articles/kikubari-the-japanese-art-of-paying-attention-to-others/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Kikubari &#8211; 気配り</span></a><span style="font-weight: 400;">) คือหนึ่งในหลักการสำคัญของ Omotenashi แทนที่จะรอให้พนักงานร้องขอ HR สามารถใช้ข้อมูลและการสังเกตเพื่อเตรียมสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ล่วงหน้า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เสนอจัดคอร์สอบรมและพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับเส้นทางอาชีพของพนักงานก่อนที่เขาจะขอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จัดวันพักผ่อนหรือกิจกรรมคลายเครียดในช่วงที่ทีมงานมีภาระงานสูง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เตรียมสถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและส่งเสริมสมดุลชีวิต เช่น ให้มีมุมพักผ่อนในออฟฟิศ หรืออนุญาตให้ทำงานแบบ Hybrid ได้</span></li>
</ul>
<h3><b>2. ออกแบบ Employee Experience ที่อบอุ่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์ที่ดีของพนักงาน ไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานที่ราบรื่นในแต่ละวัน แต่ต้องครอบคลุมทุก Touch Point ในการทำงาน อาทิ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Onboarding ด้วยความใส่ใจ จัดเตรียม Welcome Kit หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานให้พร้อม และแนะนำทีมงานอย่างเป็นกันเอง มีบัดดี้คอยช่วยเหลือและคำปรึกษา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่งข้อความแสดงความยินดีในวันสำคัญ ถามไถ่สุขภาพจิตใจโดยไม่บุกรุกความเป็นส่วนตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ มอบการแนะอย่างจริงใจและมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ไม่ใช่แค่ชี้ผิด</span></li>
</ul>
<h3><b>3. สื่อสารด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ข้อมูล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ที่ใช้หลัก Omotenashi จะไม่ส่งแค่อีเมลหรือ Memo ทั่วไป แต่จะเลือกถ้อยคำและวิธีการที่สื่อถึงความห่วงใย อาทิ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่งข้อความส่วนตัวเพื่อขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลังจบโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้ภาษาที่เข้าถึงและเป็นมิตร ไม่เป็นทางการจนเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อเข้าใจบริบทและสนับสนุนทีมได้อย่างตรงจุด</span></li>
</ul>
<h3><b>4. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนจะดูแลกันอย่างใกล้ชิด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Omotenashi หรือการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความใส่ใจโดยไม่ต้องร้องขอ จริง ๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่ของ HR คนเดียว แต่ควรทำให้มันเป็นวัฒนธรรมหลักขององค์กร</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่งเสริมให้ผู้นำและเพื่อนร่วมงานมี Mindset แบบใส่ใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้แบบประเมินความสุขของพนักงานเป็นระยะ และนำผลไปปรับปรุงจริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีช่องทางให้พนักงานแสดงความคิดเห็นและรับการดูแลอย่างจริงจัง</span></li>
</ul>
<h2><b>เสียงพนักงาน รากฐานสำคัญของ Omotenashi HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในหัวใจที่ทำให้ HR สามารถทำงานภายใต้แนวคิด Omotenashi ได้อย่างแท้จริง คือ </span><a href="https://www.cipd.org/en/views-and-insights/cipd-viewpoint/employee-voice" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">การรับฟังเสียงของพนักงานอย่างจริงจัง</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Employee Voice)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการใส่ใจและคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้านั้นไม่สามารถทำได้ด้วยการเดาเอาเอง แต่มาจากการฟัง การเข้าใจ และการเปิดรับฟีดแบ็กอย่างต่อเนื่อง จนรู้ว่าพนักงานจะอยากได้อะไร และควรทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเปลี่ยนแปลงไป พนักงานไม่อยากการทำงานให้นายจ้างที่กดขี่ข่มเหง ไม่รับฟังเสียงของพวกเขาอีกแล้ว ดังนั้นองค์กรควรสร้างกลยุทธ์การฟังที่แท้จริงและต่อเนื่อง โดยการฟังเสียงพนักงานไม่ใช่แค่การทำแบบสอบถามปีละครั้ง แต่สร้างวัฒนธรรมแห่งการสื่อสารสองทาง ที่พนักงานรู้สึกว่าความคิดเห็นของเขามีความหมายและได้รับการนำไปใช้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขาได้รับการรับฟัง ความผูกพันและประสิทธิภาพในการทำงานของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก </span><a href="https://www.forbes.com/sites/nazbeheshti/2019/01/16/10-timely-statistics-about-the-connection-between-employee-engagement-and-wellness/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่าพนักงานที่รู้สึกว่าความคิดเห็นของพวกเขามีค่า เสนอไปแล้วเบื้องบนรับฟังจริง ๆ จะมีแนวโน้มว่าจะทำผลงานที่ดีที่สุดออกมาสูงกว่าเดิมถึง 4.6 เท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ กลยุทธ์การฟังพนักงานที่มีประสิทธิภาพควรอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจ ความปลอดภัย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ประกอบด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-47769" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-scaled.webp" alt="Omotenashi HR" width="600" height="401" title="Omotenashi HR: ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก คือหัวใจของ HR ยุคใหม่ 195" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/evaluation-feedback-customer-smiley-response-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>1. สร้างช่องทางที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีช่องทางรับฟีดแบ็กที่มีโครงสร้างชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยให้พนักงานมีอำนาจในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขององค์กร ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Pulse Surveys:</b><span style="font-weight: 400;"> แบบสอบถามสั้น ๆ ที่ทำบ่อยเพื่อติดตามอารมณ์และความรู้สึก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230531-1-on-1-meeting/"><b>One-on-One Meeting</b></a><b>:</b><span style="font-weight: 400;"> การพูดคุยตัวต่อตัวระหว่างพนักงานและผู้จัดการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Anonymous Feedback:</b><span style="font-weight: 400;"> ช่องทางสำหรับแสดงความคิดเห็นแบบไม่ระบุตัวตน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/town-hall-meeting-employee-engagement-250609/"><b>Town Hall Meeting</b></a><b>:</b><span style="font-weight: 400;"> เวทีเปิดให้พนักงานพูดคุยกับผู้บริหาร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Digital Tools</b><span style="font-weight: 400;">: ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทันสมัยและใช้งานง่าย เป็นสื่อกลางในการรับฟังเสียงของพนักงานได้เช่นกัน</span></li>
</ul>
<h3><b>2. สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานมักไม่แสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/"><span style="font-weight: 400;">หากพวกเขากลัวการตอบโต้หรือถูกไล่ออก</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นองค์กรต้องเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ลงโทษต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ แต่อาจขัดใจ รวมถึงควรเปิดพื้นที่ให้พนักงานสามารถตั้งคำถาม หรือเสนอแนะได้อย่างปลอดภัย โดยไม่รู้สึกว่าตนเองจะถูกมองในแง่ลบ</span></p>
<h3><b>3. ฟัง-วิเคราะห์-ลงมือทำ-สื่อสารกลับ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับฟีดแบ็กจากพนักงานจะไม่มีความหมายหากไม่มีการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แสดงให้พนักงานเห็นว่าฟีดแบ็กของเขานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สื่อสารอย่างโปร่งใสเมื่อไม่สามารถดำเนินการได้และอธิบายเหตุผล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้เครดิตกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการปรับปรุง</span></li>
</ul>
<h3><b>4. ทำให้การฟังเป็นวัฒนธรรมที่ทำจริง ไม่ใช่แค่พิธี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่ทำให้การรับฟีดแบ็กเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่แค่พิธีกรรมชั่วคราวที่แค่ทำไปแบบผ่าน ๆ โดยผู้นำ และ HR ต้องเป็นแบบอย่างในการฟังและตอบสนองต่อพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อ HR ฟังเสียงพนักงานอย่างจริงจัง HR จะรู้ว่าพนักงานต้องการอะไร ก่อนที่เขาจะต้องมาขอ จะเข้าใจความท้าทาย ที่พนักงานกำลังเผชิญและช่วยแก้ไขได้ตรงจุด และป้องกันปัญหา ก่อนที่มันจะบานปลาย เช่น Burnout หรือการลาออก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้นการรับฟังไอเดียของคนในองค์กรจะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ และเสริมสร้างความไว้วางใจ ที่ว่าองค์กรใส่ใจและให้คุณค่ากับพนักงานจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฟังเสียงพนักงานจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการบริหารคน แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกพลังของ Omotenashi HR ให้เกิดขึ้นได้จริงในองค์กร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>มองหา HR Solution ที่เข้าใจคุณก่อนจะเอ่ยปาก? ติดต่อผ่าน HREX ได้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Omotenashi ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดในโลกของงานบริการเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นมาตรฐานของผู้ให้บริการ HR Solution ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ด้าน HR ที่ไม่เพียงให้เครื่องมือหรือระบบ แต่ยังเข้าใจความต้องการล่วงหน้า พร้อมสนับสนุนคุณด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง สามารถขอคำปรึกษาจาก HREX ได้เลยว่ามีบริการใดที่เข้าข่ายบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับตัวอย่างเบื้องต้นก็คือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/5-reasons-to-use-king-of-time-251118/"><span style="font-weight: 400;">King of Time</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้ให้บริการ</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/17"><span style="font-weight: 400;">ระบบบันทึกเวลาเข้าออกงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">อันดับ 1 ที่บริษัทญี่ปุ่นไว้วางใจ ซึ่งชูแนวคิดเรื่อง Omotenashi ในการให้บริการมาตั้งแต่เริ่ม หรือจะเป็นบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/4"><span style="font-weight: 400;">Recruitment Agency</span></a><span style="font-weight: 400;"> อย่าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/reeracoen-thailand-hr-tech-solution/"><span style="font-weight: 400;"> Reeracoen Thailand</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งก็มีรากฐานและ Mindset ที่แข็งแกร่งมาจากญี่ปุ่นก็เข้าข่ายเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าสนใจต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม อย่ารอช้า ติดต่อ HREX ได้เลย</span></p>
<h2><b>บทสรุป: Omotenashi HR คือหัวใจขององค์กรที่อยากเติบโตไปพร้อมกับคน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารคนในยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย ระบบ หรือ KPI แต่เริ่มจากความเข้าใจและความใส่ใจที่จริงใจ</span></p>
<p><b>Omotenashi คือสิ่งที่ย้ำเตือน HR</b> <b>ว่าเมื่อใส่ใจ ดูแลพวกเขา และรับฟังเสียงของพนักงานอย่างจริงใจ จะรากฐานในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนกับองค์กรด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจเขาโดยไม่ต้องพูด พวกเขาก็จะตอบแทนด้วยใจที่เต็มไปด้วยความร่วมมือ ความเชื่อมั่น และอยากสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ออกมาอย่างเต็มที่นั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://youtu.be/zb-mTkgddjY?si=beGoQM0G1ekYdBas" target="_blank" rel="noopener">HREX Webinar: KING OF TIME | KING OF TRUST – สร้างวินัยและความเชื่อใจในองค์กรด้วย</a> <a href="https://expth.hrnote.asia/products/196">KING OF TIME</a></p>
<p><a href="https://www.careervisaassessment.com/th/articles/omotenashi" target="_blank" rel="noopener">Careervisa Assessment</a></p>
<p><a href="https://ocha.in.th/blog/post/omotenashi" target="_blank" rel="noopener">Ocha.in.th</a></p>
<p><a href="https://www.japan.travel/en/au/experience/culture/omotenashi/" target="_blank" rel="noopener">Japan Travel</a></p>
<p><a href="https://workplaceintelligence.com/the-employee-voice-study/" target="_blank" rel="noopener">Workplace Intelligence</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/196?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-47772" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127.webp" alt="HREX HR Products and Services" width="600" height="600" title="Omotenashi HR: ใส่ใจโดยไม่ต้องบอก คือหัวใจของ HR ยุคใหม่ 196" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127.webp 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/127-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/omotenashi-hr-251124/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/jetstar-asia-employee-new-job-251009/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/jetstar-asia-employee-new-job-251009/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 07:31:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Jetstar Asia]]></category>
		<category><![CDATA[Jetstar]]></category>
		<category><![CDATA[ตกงาน]]></category>
		<category><![CDATA[หางานใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=47165</guid>

					<description><![CDATA[คำว่า ตกงาน, เลย์ออฟ หรือ ไล่ออก เวลาได้ยินคำเหล่านี้ทีไร หลายคนน่าจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพราะยิ่งโลกเผชิญความผันผวนจากทั้งปัญหาการเมือง สังคม และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คิด ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าตำแหน่งงานที่เรามีอยู่วันนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และการตกงานมักหมายถึงวิกฤต รายได้หดหาย ความมั่นคงพังทลาย แต่ในบางประเทศ การตกงานอาจไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะเมื่อระบบแรงงานแข็งแกร่งและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนจริงจัง การตกงานอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ที่นำไปสู่โอกาสใหม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นกรณีของ Jetstar Asia สายการบินต้นทุนต่ำที่ปิดกิจการในประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีสำคัญที่ HREX พบว่า คนตกงานล้มแล้วลุกขึ้นมายืนได้เร็วแค่ไหน เมื่อระบบรัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  Jetstar Asia ปิดตัว พนักงานกว่า 500 คนตกงาน วันที่ 31 กรกฎาคม 2025 เป็นวันสุดท้ายของ Jetstar Asia สายการบินต้นทุนต่ำที่ดำเนินงานในสิงคโปร์มากว่า 20 ปี  การตัดสินใจปิดกิจการครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าธรรมเนียมสนามบินที่แพงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเอเชีย ทำให้บริษัทไม่สามารถบินราคาถูกที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจได้อีกต่อไป ผลกระทบที่ตามมาคือ พนักงานมากกว่า 500 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47167" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-97.webp" alt="กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน" width="600" height="370" title="กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน 200" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-97.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-97-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า ตกงาน, เลย์ออฟ หรือ ไล่ออก เวลาได้ยินคำเหล่านี้ทีไร หลายคนน่าจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะยิ่งโลกเผชิญความผันผวนจากทั้งปัญหาการเมือง สังคม และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คิด ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าตำแหน่งงานที่เรามีอยู่วันนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และการตกงานมักหมายถึงวิกฤต รายได้หดหาย ความมั่นคงพังทลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในบางประเทศ การตกงานอาจไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะเมื่อระบบแรงงานแข็งแกร่งและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนจริงจัง การตกงานอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ที่นำไปสู่โอกาสใหม่ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเช่นกรณีของ </span><a href="https://hrsea.economictimes.indiatimes.com/news/industry/almost-90-of-former-jetstar-asia-employees-find-jobs-after-closure-key-partnerships-drive-success/123830411" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Jetstar Asia สายการบินต้นทุนต่ำที่ปิดกิจการในประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีสำคัญที่ HREX พบว่า คนตกงานล้มแล้วลุกขึ้นมายืนได้เร็วแค่ไหน เมื่อระบบรัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Jetstar Asia ปิดตัว พนักงานกว่า 500 คนตกงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 31 กรกฎาคม 2025 เป็นวันสุดท้ายของ </span><b>Jetstar Asia</b><span style="font-weight: 400;"> สายการบินต้นทุนต่ำที่ดำเนินงานในสิงคโปร์มากว่า 20 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตัดสินใจปิดกิจการครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าธรรมเนียมสนามบินที่แพงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเอเชีย ทำให้บริษัทไม่สามารถบินราคาถูกที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจได้อีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบที่ตามมาคือ พนักงานมากกว่า 500 คนทั้งนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน วิศวกรการบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นต้องตกงาน โดยหลายคนทำงานกับสายการบินนี้มาหลายปี บางคนเกือบทั้งอาชีพการงาน</span></p>
<h2><b>รัฐไม่ปล่อยให้พนักงาน Jetstar Asia ตกงานเดียวดาย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลัง Jetstar Asia ประกาศปิดกิจการล่วงหน้าไว้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2025 แล้ว พอปิดกิจการจริง ๆ กลับไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ว่า ระบบการช่วยเหลือและสนับสนุนคนทำงานที่แข็งแกร่งสามารถช่วยคนที่ตกงาน ให้กลับมาลุกยืนได้อย่างสมเกียรติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากสหภาพแห่งชาติในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและของรัฐ (National Trades Union Congress) และ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/"><span style="font-weight: 400;">สหภาพแรงงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Singapore Manual &amp; Mercantile Workers&#8217; Union) เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพนักงานทันที ไม่มีการปล่อยให้พวกเขาต้องเดินทางหางานด้วยตัวเองอย่างเดียวดาย ด้วยการจับคู่คนกับงาน (Job Matching Exercise) ช่วยหางานแบบเร่งด่วนในวันที่ 17-19 มิถุนายน 2025 โดยมีองค์กรเอกชนถึง 38 แห่ง ร่วมมือเสนองานกว่า 1,400 ตำแหน่งให้กับอดีตพนักงาน Jetstar Asia</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น สายการบิน </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/singapore-airlines-240605/"><span style="font-weight: 400;">Singapore Airlines</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เปิดรับนักบินและลูกเรือมากกว่า 300 ตำแหน่ง รวมไปถึง Marina Bay Sands รีสอร์ทและคาสิโนชั้นนำ SATS บริษัทบริการภาคพื้นสนามบิน และบริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจบริการอื่น ๆ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ NTUC ทำยังไม่ได้มีแค่การจัดงานจับคู่ แต่ยังมี Career Coach คอยให้คำแนะนำรายบุคคล ช่วยเตรียมตัวสัมภาษณ์ วางแผนอาชีพใหม่ และปรับทักษะตามตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42058 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18.webp" alt="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน" width="600" height="370" title="กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน 201" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/singapore-airlines-240605/">Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>อดีตพนักงาน Jetstar Asia กว่า 90% หางานใหม่ หรือเรียกสัมภาษณ์ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2025 นาย </span><b>อึ้ง จี เม้ง (Ng Chee Meng) เลขาธิการ NTUC</b><span style="font-weight: 400;"> เปิดเผยผลการจัดงานช่วยพนักงาน Jetstar Asia หางานว่า เกือบ 90% ของนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ได้งานใหม่หรือถูกเรียกไปสัมภาษณ์จากบริษัทต่าง ๆ ภายในเวลาประมาณ 3 เดือนหลังจากสายการบินปิดตัว (กรกฎาคม-กันยายน)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ มีหลายคนกลับไปทำงานในอุตสาหกรรมเดิม บางคนเปลี่ยนสายงานไปทำงานในธุรกิจบริการ หรือจัดการโลจิสติกส์ บางคนยังได้ตำแหน่งระดับผู้บริหาร ได้เงินเดือนสูงขึ้น และได้โอกาสก้าวหน้ามากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><b>มิเชล ลิม ลี้ (Michele Lim Ly)</b><span style="font-weight: 400;"> อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกปลดจาก Jetstar Asia ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานกับสายการบิน Scoot ซึ่งเป็นสายการบินในเครือของ Singapore Airlines และกำลังจะเริ่มต้นเส้นทางใหม่บนเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner โดยเธอกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ พร้อมยอมรับว่าการได้รับการสนับสนุนจาก NTUC และการที่มีบริษัทหลายแห่งเข้ามาช่วยเปิดโอกาสทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด</span></p>
<h2><b>ปัจจัยความสำเร็จ เมื่อทุกฝ่ายทำงานเป็นทีม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จในการหางานใหม่ของอดีตพนักงาน Jetstar Asia ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เป็นผลจากการที่สิงคโปร์วางระบบช่วยเหลือและเยียวยาไว้ล่วงหน้าแล้ว และทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. ความร่วมมือระหว่างรัฐ-สหภาพ-เอกชน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">NTUC ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) และภาคเอกชน ทำให้สามารถเชื่อมโยงแรงงานกับโอกาสใหม่ได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<h3><b>2. Job Matching ที่มีคุณภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่เปิดเว็บไซต์ให้ส่ง Resume แต่เป็นการคัดสรรตำแหน่งงานที่ตรงกับทักษะและประสบการณ์ของแต่ละคน พร้อมการเตรียมความพร้อมก่อนไปสัมภาษณ์</span></p>
<h3><b>3. Career Coach มืออาชีพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อดีตพนักงาน Jetstar Asia ได้รับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเขียน Resume วางแผนอาชีพ หรือพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก</span></p>
<h3><b>4. โปรแกรมฝึกอบรมและเงินสนับสนุน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เป็นแรงงานสามารถเข้ารับการอบรมเพิ่มทักษะโครงการ SkillsFuture และ Union Training Assistance Programme (UTAP) โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ</span></p>
<h3><b>5. แพ็กเกจเลิกจ้างที่เป็นธรรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">SMMWU ได้เจรจากับ Jetstar Asia เพื่อให้พนักงานได้รับค่าชำระเงินชดเชย (Retrenchment Benefits) อย่างเหมาะสม ทำให้มีเงินกันชนระหว่างหางานใหม่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47171" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-09T142611.961.webp" alt="กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน" width="600" height="370" title="กรณีศึกษา Jetstar Asia กับบทเรียนการหางานใหม่ เมื่อรัฐสนับสนุนคนตกงาน 202" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-09T142611.961.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-09T142611.961-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>บทเรียนสำหรับไทย เราทำได้แบบนั้นหรือไม่ ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเห็นกรณีศึกษาของ Jetstar Asia ได้เห็นความพยายามของหน่วยงานภาครัฐสิงคโปร์แล้ว คนไทยหลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นบ้าง ไทยเราทำแบบนี้ไหม ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือ ทำได้แน่ แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าระบบแรงงานไทยยังมีจุดอ่อนหลายประการ เพราะการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่ได้เป็นระบบที่ดี และถึงจะมีระบบที่ดีไม่ได้หมายความว่า แรงงานที่ตกงานไม่ต้องทำอะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอดีตพนักงาน Jetstar Asia ทุกคนต้องลงมือสมัครงานจริง ไม่ใช่รอให้ NTUC หางานมาส่งถึงมือ พวกเขาต้องเตรียมตัวสัมภาษณ์อย่างจริงจัง คุยกับ Career Coach แล้วเอาคำแนะนำไปใช้แล้วไม่หยุดพัฒนา อัปเดตทักษะตัวเอง ให้มีของตรงตามที่ตลาดงานต้องการ และที่สำคัญต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า หากต้องเปลี่ยนสายงานจริง ๆ ก็ต้องลดความคาดหวังเรื่องเงินเดือนชั่วคราว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบที่ดีคือบันไดที่ช่วยให้คุณปีนขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่คุณต้องเป็นคนปีนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนไทย แม้ระบบแรงงานไทยยังไม่พร้อมเท่าสิงคโปร์ และอาจไม่พร้อมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีระบบรองรับการช่วยเหลือเลย เพราะมี อาทิ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/social-securitiy-hr-250828/"><span style="font-weight: 400;">ประกันสังคม</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้สิทธิประโยชน์ช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 33 ทดแทนกรณีว่างงาน จะมีเงินทดแทนกรณีว่างงานให้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลิกจ้าง ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กรมการจัดหางาน ภายใต้กระทรวงแรงงาน</span><a href="https://e-service.doe.go.th/login.do" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> มีบริการขึ้นทะเบียนคนว่างงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> แม้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมก็ลงได้ เพื่อรับสิทธิการแนะนำงาน การฝึกอบรม หรือการเข้าร่วมโครงการจ้างงานภาครัฐ หรือบางช่วงมียังมีโครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้ว่างงานด้วย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีการช่วยเหลือ แต่เสียงของคนตกงานจำนวนมากกล่าวไปในทางเดียวกันว่า ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีสิทธิเหล่านี้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มากกว่านั้นใครที่อยู่เฉย ๆ ยิ่งเผชิญกับความเสี่ยง เพราะในขณะที่รอ คนอื่นกำลังสมัครงาน 10-20 ตำแหน่ง นอกจากนั้นตลาดงานก็เปลี่ยนเร็ว ตำแหน่งดี ๆ หายไปภายในไม่กี่วัน </span><b>ยิ่งว่างงานนาน ยิ่งยากที่จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ความช่วยเหลือจากรัฐอาจมาช้า หรือไม่ตรงความต้องการ งานที่เงินเดือนสูง มีคุณภาพ มักไม่ผ่านช่องทางราชการ ถ้าจะรอเงินชดเชยจากประกันสังคมก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขมากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้ คือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เผื่อใช้กรณีตกงาน หมั่นเรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดเวลา อย่ารอให้ตกงานค่อยมาอบรม ขยันสร้างเครือข่าย ทั้งในและนอกองค์กร อัปเดต Resume และ LinkedIn เสมอ แม้ยังไม่ตกงาน และติดตามตลาดงานในสายอาชีพด้วย ให้รู้ว่าตอนนี้ทักษะอะไรเป็นที่ต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเปลี่ยนสายงานอาจเป็นโอกาสที่ดีกว่าเดิมก็ได้</span></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของ Jetstar Asia เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า หากรัฐมีระบบช่วยเหลือที่เข้มแข็งและจริงจัง เพราะเมื่อโครงสร้างรองรับดี คนที่หลุดจากระบบก็สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ทำให้พนักงานกว่า 90% ของ Jetstar Asia ได้งานใหม่ ไม่ได้เกิดจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมาจากความพยายามของแรงงานเอง ที่ลุกขึ้นสู้และปรับตัวอย่างไม่ยอมแพ้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกธุรกิจนับวันยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็ว มีอุตสาหกรรมเกิดใหม่และหายไปตลอดเวลา ความมั่นคงในงานแบบเดิมอาจไม่มีอีกแล้ว ถ้ารัฐลงทุนสร้างระบบแรงงานที่แข็งแรง และคนทำงานเองพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว สร้างอนาคตของตัวเองที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตกงานจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38146 size-full" title="PDCA คืออะไร ? ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="CTA in Content Website With Number.png" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/jetstar-asia-employee-new-job-251009/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/voluntary-early-retirement-250915/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/voluntary-early-retirement-250915/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Sep 2025 06:53:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Voluntary Early Retirement]]></category>
		<category><![CDATA[สมัครใจลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[เกษียณก่อนกำหนด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46918</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าองค์กรเปิดโครงการสมัครใจลาออก พร้อมค่าชดเชยขั้นสูง คุณจะเข้าร่วมไหม ? ไม่ว่าจะตัดสินใจเข้าโครงการนี้ทันที หรือลังเลใจก็ตาม แต่นี่คือการตัดสินใจที่เดิมพันด้วยอนาคตทั้งชีวิต เพราะโครงการ Voluntary Early Retirement หรือ โครงการเกษียณก่อนกำหนดแบบสมัครใจ เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน สำหรับองค์กร โครงการนี้อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่เบื้องหลังคำว่าสมัครใจก็มีคำถามมากมายที่ต้องตอบพนักงานให้ชัด HREX จึงขอพาทุกท่านไปถอดรหัสโครงการนี้ ทั้งจากมุมมองของพนักงาน ฝ่ายบริหาร และ HR พร้อมข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะอยู่ต่อ หรือลาออกอย่างมีเงื่อนไข Voluntary Early Retirement คืออะไร ? แตกต่างจากการลาออกปกติอย่างไร ? Voluntary Early Retirement คือโครงการเกษียณก่อนกำหนด บางคนอาจเรียกว่าโครงการสมัครใจลาออก เป็นการเปิดให้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ซึ่งมักจะเป็นพนักงานที่มีอายุงาน/อายุตั้งแต่ระดับหนึ่งขึ้นไป ลาออกจากงานก่อนถึงวัยเกษียณตามปกติ โดยจะได้รับแพ็คเกจ หรือสิทธิประโยชน์พิเศษมากมายตามมา โครงการนี้ก็แตกต่างจากการลาออกทั่วไป การเกษียณตามปกติ รวมถึงการไล่พนักงานออกตรงที่ การลาออกทั่วไป เป็นการตัดสินใจของพนักงานเอง พอลาออกเอง จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานกำหนด เกษียณตามปกติ จะเกิดขึ้นเมื่อพนักงานครบอายุเกษียณตามนโยบายองค์กร ซึ่งหลายองค์กรจัดให้อยู่ที่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46920" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-53.webp" alt="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ?" width="600" height="370" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 208" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-53.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-53-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">ถ้าองค์กรเปิดโครงการสมัครใจลาออก พร้อมค่าชดเชยขั้นสูง คุณจะเข้าร่วมไหม ?</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะตัดสินใจเข้าโครงการนี้ทันที หรือลังเลใจก็ตาม แต่นี่คือการตัดสินใจที่เดิมพันด้วยอนาคตทั้งชีวิต เพราะโครงการ </span><b>Voluntary Early Retirement </b><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><b>โครงการเกษียณก่อนกำหนดแบบสมัครใจ </b><span style="font-weight: 400;">เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กร โครงการนี้อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่เบื้องหลังคำว่าสมัครใจก็มีคำถามมากมายที่ต้องตอบพนักงานให้ชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอพาทุกท่านไปถอดรหัสโครงการนี้ ทั้งจากมุมมองของพนักงาน ฝ่ายบริหาร และ HR พร้อมข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะอยู่ต่อ หรือลาออกอย่างมีเงื่อนไข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Voluntary Early Retirement คืออะไร ? แตกต่างจากการลาออกปกติอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Voluntary Early Retirement คือโครงการเกษียณก่อนกำหนด บางคนอาจเรียกว่าโครงการสมัครใจลาออก เป็นการเปิดให้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ซึ่งมักจะเป็นพนักงานที่มีอายุงาน/อายุตั้งแต่ระดับหนึ่งขึ้นไป ลาออกจากงานก่อนถึงวัยเกษียณตามปกติ โดยจะได้รับแพ็คเกจ หรือสิทธิประโยชน์พิเศษมากมายตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้ก็แตกต่างจากการลาออกทั่วไป การเกษียณตามปกติ รวมถึงการไล่พนักงานออกตรงที่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การลาออกทั่วไป</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นการตัดสินใจของพนักงานเอง พอลาออกเอง จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานกำหนด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เกษียณตามปกติ</b><span style="font-weight: 400;"> จะเกิดขึ้นเมื่อพนักงานครบอายุเกษียณตามนโยบายองค์กร ซึ่งหลายองค์กรจัดให้อยู่ที่ 55-60 ปี หรือบางที่อาจกำหนดวัยเกษียณไว้ที่ 65 ปี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การโดนไล่ออก</b><span style="font-weight: 400;"> แน่นอนว่าพนักงานย่อมไม่สมัครใจออกเอง นั่นทำให้จะ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/4-labour-law-for-hr-250421/"><span style="font-weight: 400;">ต้องมีการชดเชยตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้</span></a><span style="font-weight: 400;"> ขึ้นอยู่กับว่าทำงานมานานแค่ไหน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่วน </span><b>Voluntary Early Retirement</b><span style="font-weight: 400;"> จะเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมมาจูงใจให้พนักงานลาออก เช่น เงินชดเชยที่สูงกว่าปกติ โบนัสพิเศษ การคุ้มครองประกันสุขภาพต่อเนื่อง หรือบางองค์กรอาจมีโครงการพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในรูปแบบใหม่</span></li>
</ul>
<h2><b>ทำไมบริษัทต้องออกโครงการเกษียณก่อนกำหนด ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรต้องการปรับลดจำนวนพนักงาน โครงการเกษียณก่อนกำหนด หรือสมัครใจลาออก มักเป็นเครื่องมือที่หลายองค์กรชอบใช้ เพราะช่วยให้องค์กรจัดการกับปัญหาพนักงานส่วนเกินได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดแรงปะทะทางสังคม และไม่กระทบภาพลักษณ์ขององค์กรเหมือนการเลิกจ้างแบบเทกระจาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แรงจูงใจหลักของโครงการนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือการลดต้นทุนด้านคน เพราะพนักงานอาวุโสมักมีเงินเดือนสูง การเปิดโอกาสให้พวกเขาลาออกโดยสมัครใจ องค์กรจะลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้ทันที ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการเลิกจ้างตามกฎหมายซึ่งอาจมีความซับซ้อนหรือก่อให้เกิดข้อพิพาทอื่น ๆ ตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การให้พนักงานสมัครใจลาออก ยังทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในการเลือกอนาคตของตัวเองด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อคนเก่าสมัครใจลาออกไป ก็จะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ เลื่อนขั้นจากภายใน ปรับโครงสร้างให้กระชับ คล่องตัว ลดลำดับขั้นการบริหาร และเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ รวมถึงการรับคนสายเลือดใหม่เข้าสู่องค์กร พวกเขาเหล่านี้จะนำทักษะและแนวคิดที่ทันสมัย นับเป็นการสร้างองค์กรแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์กว่าแต่ก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://th.hrnote.asia/story/syntec-construction-digital-ai-transformation-240712/"><b>จุ้ย – สิทธิพร อร่ามวิทย์ Director of People &amp; Digital Solutions จาก SYNTEC Construction</b></a> <span style="font-weight: 400;">เคยให้สัมภาษณ์กับ HREX ไว้ว่า SYNTEC Construction ในยุคเปลี่ยนผ่าน Digital Transformation เคยใช้วิธีลดคนด้วยการเปิดโครงการให้ออกเองโดยสมัครใจ แต่ไม่ได้อนุญาตให้ใครก็ได้เข้าโครงการนี้ แล้วช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการเป็นองค์กรรุ่นเก่าที่เหมือนรถจักรไอน้ำ ให้กลายมาเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ไม่ได้บอกว่ารถจักรไอน้ำไม่ดีนะ มันเคยดีในระยะเวลาหนึ่ง เคยตอบสนองและช่วยองค์กรให้ดีขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง พนักงานเหล่านี้มีบุญคุณกับองค์กรในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เขาอาจไม่ตอบสนองต่ออนาคตแล้ว”</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ผมคิดว่าทุกคนรู้ตัวเองดี คนที่ไม่ได้ตอบสนองต่ออนาคตก็ยิ่งรู้ตัวเองดี ผมคุยกับทุกคนที่เข้าข่ายนะครับ บอกว่าผมเชื่อว่าทุกคนล้วนมีความฝันที่อยากทำ ลองไปทำตามความฝัน เอาเงินไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีไหม พอผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ หลายคนกลับมาขอบคุณด้วยซ้ำว่าเขาได้ทำตาม Passion ได้ทำสิ่งที่เขาอยากทำและอยากเป็นจริง ๆ แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากนะกับการที่ใครสักคนจะกล้าออกจาก Comfort Zone ในเมื่อชีวิตก็อยู่ดี”</span></i></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46923" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-scaled.webp" alt="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ?" width="600" height="331" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 209" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-300x165.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-1024x565.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-768x424.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-1536x847.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shutterstock_2180276645-2048x1130.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สรุปข้อดี-ข้อเสียของโครงการ Voluntary Early Retirement</b></h2>
<h3><b>ข้อดี จากมุมมององค์กร</b></h3>
<p><b>1.ลดต้นทุนบุคลากรอย่างมีศักดิ์ศรี</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; โครงการสมัครใจลาออก ช่วยให้องค์กรสามารถลดจำนวนพนักงานโดยไม่ต้องใช้วิธีการเลิกจ้างที่รุนแรง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของพนักงานที่เหลืออยู่</span></p>
<p><b>2.ลดความขัดแย้งในการจัดการพนักงานส่วนเกิน</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; แทนที่จะต้องเลือกว่าใครควรออกและใครควรอยู่ การให้พนักงานตัดสินใจเองช่วยลดความขัดแย้งและการร้องเรียน</span></p>
<p><b>3.เปิดโอกาสรีเฟรชทีม</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; การมีพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาจะนำเอาแนวคิดใหม่ ทักษะด้านเทคโนโลยี และพลังในการขับเคลื่อนองค์กร</span></p>
<p><b>4.รักษา Employer Branding</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; การยืนหยัด ให้คำมั่นว่าจะดูแลพนักงานให้ดีแม้ในช่วงที่ต้องลดขนาด สามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของตลาดแรงงานและสังคมได้</span></p>
<h3><b>ข้อดีจากมุมมองพนักงาน</b></h3>
<p><b>1.ได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าการลาออกปกติ</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; เงินชดเชยและโบนัสพิเศษที่ได้รับมักจะมากกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ ในกรณีที่ไล่พนักงานออกตามปกติ เป็นสิ่งที่จูงใจให้พนักงานอยากร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะสั้น</span></p>
<p><b>2.มีเวลาในการวางแผนอนาคต</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/"><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน อย่างน้อยพอพนักงานมีเงินก้อนให้ใช้หลังออกจากงานแบบสมัครใจ</span></a><span style="font-weight: 400;"> พนักงานจะมีเวลาในการเตรียมตัวและวางแผนก้าวต่อไป</span></p>
<p><b>3.หลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่อาจตึงเครียด</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; ไม่ต้องรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการทำงานแล้วต้องมากังวลว่า สถานะขององค์กรกำลังมั่นคงไหม</span></p>
<h3><b>ข้อเสียจากมุมมององค์กร</b></h3>
<p><b>1.สูญเสีย Talent และองค์ความรู้</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; พนักงานอาวุโสที่ออกไปมักเป็นคนที่มีประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมานาน การสูญเสียความรู้นี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร หากปราศจากการบริหารจัดการความรู้ ถ่ายทอดวิชาที่เหมาะสม</span></p>
<p><b>2.เสียสมดุลเชิงโครงสร้าง</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; หากเปิดโอกาสให้พนักงานอาวุโสออกกันมากเกินไป องค์กรอาจเผชิญปัญหาการขาดผู้นำระดับกลางหรือผู้เชี่ยวชาญในสายงานสำคัญ</span></p>
<p><b>3.ส่งสัญญาณลบต่อพนักงานที่เหลือ</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; พนักงานที่ยังอยู่อาจรู้สึกไม่มั่นคงในงาน กังวลว่าอนาคตองค์กรเข้มแข็งเพียงพอไหม และจะมีโครงการแบบนี้อีกหรือไม่ </span></p>
<p><b>4.ขาดแคลนทรัพยากรในช่วงเวลาสำคัญ</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; หากไม่วางแผนการถ่ายทอดงานให้ดี องค์กรอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังคนในช่วงที่สำคัญ</span></p>
<p><b>5.เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในระยะสั้น</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; การจ่ายเงินชดเชยและโบนัสพิเศษอาจกระทบต่อกระแสเงินสดขององค์กรในระยะสั้น ซึ่งหากบริหารเงินสดไม่ดี อาจทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46921" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-scaled.webp" alt="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ?" width="600" height="401" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 210" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/rolled-up-banknotes-piggybank-retirement-container-full-coins-white-backdrop-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>ข้อเสียจากมุมมองพนักงาน</b></h3>
<p><b>1.สูญเสียรายได้ประจำ</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; แม้จะได้เงินชดเชยในช่วงแรก แต่หากบริหารจัดการไม่ดีอาจสร้างความกดดันทางการเงินในระยะยาว</span></p>
<p><b>2.หางานใหม่ยากลำบาก</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; ยิ่งอายุเยอะ การหางานใหม่ที่มีเงินเดือนและสวัสดิการเทียบเท่าเดิมยิ่งยาก แม้ในต่างประเทศจะยังถือว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนมีของ มีความสามารถ เป็นขิงแก่ที่ยิ่งแก่ยิ่งเก่ง แต่ในเมืองไทยอาจไม่ได้มีแนวคิดแบบเดียวกันเสมอไป</span></p>
<p><b>3.ผลกระทบต่อสุขภาพจิต</b><span style="font-weight: 400;"> &#8211; การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างกะทันหันอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและการปรับตัว</span></p>
<p><b>4.การสูญเสีย Identity ที่เกี่ยวข้องกับงาน &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">หลายคนผูกพันกับอัตลักษณ์ทางอาชีพ การออกจากงานอาจทำให้รู้สึกสูญเสียตัวตน สูญเสียความมั่นใจ และความเป็นตัวเองได้</span></p>
<h2><b>เส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างสมัครใจลาออก กับถูกบีบให้ออก</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โครงการสมัครใจลาออก จะถูกออกแบบให้ดูเหมือนพนักงานสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะอยู่หรือไป แต่ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างความสมัครใจกับแรงกดดันค่อนข้างจะเบลอและบางเบาเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะโครงการลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในจังหวะที่องค์กรอยู่ระหว่างการควบคุมต้นทุน เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่รายได้ลดลง หรือเมื่อมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เช่น การควบรวมกิจการ การแยกสายธุรกิจ หรือการลดขนาดทีมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้องค์กรอาจต้องการลดพนักงานที่ไม่มีทักษะใหม่เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นบริบทที่ก่อให้เกิดแรงกดดันทางอ้อมต่อพนักงานให้ตัดสินใจลาออกก่อนสายเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า เมื่อเปิดโครงการนี้มา องค์กรย่อมเพ่งเล็งไว้อยู่แล้วว่าจะให้พนักงานคนไหนลาออกโดยสมัครใจได้หรือไม่ได้ แต่มีความเป็นไปได้ว่าพนักงานที่โดนเพ่งเล็งตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ แล้วพบว่าตัวเองถูกกันออกจากแผนพัฒนาสำหรับอนาคต ไม่มีการมอบหมายงานใหม่ให้ทำ หรืออยู่ในสถานะไม่แน่นอนจนสุดท้ายต้องลาออกอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเงียบ การเว้นวรรค การหยุดให้โอกาส หรือแม้แต่คำพูดแบบคลุมเครือจากผู้บริหาร ล้วนเป็นสัญญาณที่พนักงานสามารถรับรู้ได้ และเมื่อนำมารวมกับข้อเสนอชดเชยที่ดูน่าสนใจ การสมัครใจลาออกจึงกลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เลือกมากนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกแบบและดำเนินโครงการลาออกก่อนกำหนดจึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการบริหารกำลังคนเชิงตัวเลข แต่ต้องมองในมุมจิตวิทยาองค์กรและสิทธิมนุษยชนของพนักงานด้วย ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความจริงใจในการให้ข้อมูล และการยอมรับว่าทางเลือกนี้อาจไม่ได้สมัครใจอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน คือสิ่งที่องค์กรควรตระหนัก มิฉะนั้นโครงการที่ควรเป็นทางออกอย่างสง่างามของทุกฝ่าย อาจสร้างบาดแผลฝังลึกในความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับองค์กร แล้วเกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ตามมา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>เปิดกรณีศึกษา โครงการสมัครใจลาออก ใช้จริงแล้วผลเป็นอย่างไร ?</b></h2>
<h3><b>โครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” ของธนาคารกสิกรไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา </span><a href="https://www.matichon.co.th/economy/news_5328621" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดตัวโครงการลาออกก่อนเกษียณอายุแบบสมัครใจ ภายใต้ชื่อ “เกษียณก่อน เกษมสุข”</span></a><span style="font-weight: 400;"> โครงการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป มีไว้สำหรับพนักงานที่มีอายุตั้งแต่ 45-59 ปี ไม่จำกัดอายุงาน และผู้เข้าโครงการต้องไม่อยู่ในกลุ่มที่จะเกษียณอายุในสิ้นปี 2568 หรือมีสัญญาจ้างสิ้นสุดก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้เกิดขึ้นจากความเห็นชอบร่วมกันระหว่างธนาคารและสหภาพแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้พนักงานที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หยุดพัก หรือฟื้นฟูสุขภาพ มีทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับสิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เงินค่าชดเชยเกษียณอายุตามจำนวนปีที่ทำงาน (คำนวณจากเงินเดือนรวมค่าครองชีพ x จำนวนปีของอายุงาน โดยเศษปีที่เกินกว่า 6 เดือนให้นับเป็น 1 ปี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เงินช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุของพนักงาน ได้แก่ 8 เท่าของเงินเดือนสำหรับกลุ่มอายุ 45–49 ปี, 10 เท่าสำหรับอายุ 50–54 ปี และสูงสุด 12 เท่าสำหรับกลุ่มอายุ 55–59 ปี ถือเป็นแพ็กเกจที่ดึงดูดใจ และตั้งอยู่บนหลักการแบ่งชั้นอายุตามความเหมาะสม</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โครงการจะถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความสมัครใจและผลประโยชน์ของพนักงาน แต่ทันทีที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็สร้างกระแสการจับตามองอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจาก <a href="https://th.hrnote.asia/story/purposeful-and-practical-leader-kbank-240530/">KBank</a> เป็นธนาคารขนาดใหญ่ มีผลประกอบการดีต่อเนื่อง การประกาศโครงการลักษณะนี้จึงทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วองค์กรกำลังเผชิญกับแรงกดดันอะไรอยู่เบื้องหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสะท้อนถึงแนวโน้มความน่าจะเป็นต่อไปของภาคธุรกิจการเงิน ที่แม้จะยังมีกำไร แต่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้บริการจ่ายเงินออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่นแทนการใช้ธนบัตร นำมาสู่การลดบทบาทของธนาคารสาขาต่าง ๆ รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีและ AI ที่สามารถทดแทนแรงงานได้หลายส่วน การลดขนาดองค์กรจึงถูกมองว่าเป็นการเตรียมตัวสู่อนาคตที่ต้องใช้คนน้อยลงอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม คือการที่โครงการเปิดรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งแม้จะอยู่ในรูปแบบสมัครใจ แต่ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า อายุ 45+ ถูกพิจารณาว่าแก่เกินกว่าจะทำงานไหวแล้วใช่ไหม ? นำมาสู่ความวิตกกังวลของแรงงานในวัยกลางคนว่า หากองค์กรอื่นเริ่มนำแนวทางนี้ไปใช้เช่นกัน จะเกิดแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างอายุของแรงงาน และอาจซ้ำเติมปัญหาการว่างงานของคนวัย 40+ ที่ปัจจุบันก็ประสบกับความท้าทายในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่แล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<h4><span id="HR"><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 9" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" /></p>
<p><em><strong>Q: HR และพนักงานองค์กรอื่น ๆ ควรกังวลเรื่องการเกษียณอายุตอนอายุ 45 ปีไหม</strong></em></p>
<p><em>จากกรณีธนาคารแห่งหนึ่งให้พนักงานเข้าโปรแกรม Early Retirement เริ่มตั้งแต่อายุ 45 ปี HR มองประเด็นนี้ด้วยความคิด ความรู้สึกยังไงบ้าง แล้วจะวางแผนองค์กรอย่างไรกันต่อไป</em></p>
<p><em><strong>A: หากจะเปลี่ยนแปลง ให้ Early Retirement ลดลงมาอยู่ที่ 45 ปี เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นให้พนักงานรับทราบ ยอมรับในการเปลี่ยนแปลง และให้แจ้งเป็นหนังสือไปยัง สนง.สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ตามเขตพื้นที่ที่องค์กรนั้น ๆ สังกัดอยู่</strong></em></p>
<p><em>ประเด็นที่ต้องระมัดระวัง การเข้าโปรแกรม Early Retirement ต้องเป็นความสมัครใจของพนักงาน หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจจะเข้าข่ายการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แม้ว่าองค์กรจะจ่่ายค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับ ฯ ก็ตาม</em></p>
<p><em>อย่าลืมว่า การ Early Retirement เป็นการสิ้นสภาพการจ้าง นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ควรจะจากกันด้วยดี และด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายค่ะ</em></p>
<p><em>,,, (คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/2055?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 10" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" /></a></p></blockquote>
<h3></h3>
<h3><b>Harvard กับกลยุทธ์ลดต้นทุนผ่าน Early Retirement</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2020 ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก </span><a href="https://www.thecrimson.com/article/2021/10/14/nearly-700-take-buyout-incentive/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัวโครงการ </span><b>Voluntary Early Retirement Incentive Program</b></a><span style="font-weight: 400;"> หรือโครงการลาออกก่อนกำหนดแบบสมัครใจ โดยเสนอเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 1 ปี ให้กับพนักงานที่มีสิทธิเข้าร่วม นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์เกษียณปกติที่พนักงานจะได้รับอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนด้านบุคลากรโดยไม่ต้องดำเนินการปลดพนักงานแบบบังคับ และผลลัพธ์ก็น่าจับตา เพราะมีพนักงานมากถึง </span><b>693 คน หรือประมาณ 46% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด (1,506 คน)</b><span style="font-weight: 400;"> ตัดสินใจเข้าร่วม โดยหน่วยงานที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากที่สุดคือฝ่ายบริหารกลางของมหาวิทยาลัย จำนวน 311 คน ตามด้วยคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์อีก 154 คน และยังมีผู้เข้าร่วมจาก Harvard Medical School และ Harvard Business School อีกจำนวนหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ตำแหน่งที่ว่างลงจากโครงการนี้จะมีจำนวนมาก แต่ทางมหาวิทยาลัยกลับไม่ได้มีนโยบายเติมเต็มทั้งหมด โดยเปิดเผยว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับแต่ละคณะหรือหน่วยงาน ซึ่งอาจเลือกที่จะจ้างคนใหม่ในตำแหน่งเดิม ปรับบทบาทงาน หรือยกเลิกตำแหน่งไปเลย โดยค่าใช้จ่ายรวมของโครงการในปีงบประมาณ 2021 อยู่ที่ประมาณ </span><b>71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</b><span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เพื่อปรับโครงสร้างบุคลากรอย่างเป็นระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ฮาร์วาร์ดยังดำเนินมาตรการลดต้นทุนอื่นควบคู่กัน เช่น โครงการลดเวลาทำงานโดยสมัครใจ การระงับการจ้างงาน และการระงับการขึ้นเงินเดือน ทั้งยังมีผู้บริหารระดับสูง เช่น อธิการบดีและคณบดี ยอมลดเงินเดือนตัวเองลง 25% หรือร่วมบริจาคเข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังสะท้อนภาพขององค์กรที่แบ่งปันความเจ็บปวดร่วมกับพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของฮาร์วาร์ดจึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ Early Retirement เป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างมีชั้นเชิง และเป็นธรรมต่อพนักงาน โดยไม่ต้องใช้มาตรการบังคับหรือปลดคนแบบทันที ที่สำคัญคือยังเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานย่อยมีอิสระในการจัดการกำลังคนของตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์กรอื่น ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและบริการ อาจนำไปพิจารณาปรับใช้ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของการบริหารงานบุคคล</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>WHO เปิดโครงการ Early Retirement รับมือวิกฤตการเงินจากการถอนตัวของสหรัฐฯ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 15 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา </span><a href="https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/who-offers-early-retirement-cut-costs-ahead-us-exit-plan-bloomberg-news-reports-2025-03-07/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเปิดตัวโครงการ Voluntary Early Retirement สำหรับพนักงานที่มีอายุมากกว่า 55 ปี</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายเนื่องจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรกำลังแรงกดดันจากการที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด ประกาศแผนถอนตัวออกจาก WHO อย่างเป็นทางการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามรายงานของ Reuters และ Bloomberg News โครงการสมัครใจลาออกเปิดให้พนักงานจากทุกสถานีปฏิบัติงานทั่วโลกสามารถเข้าร่วมได้ โดย WHO ระบุว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับภาวะตึงตัวทางงบประมาณอย่างหนัก นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนตัวจาก WHO และระงับการจ่ายเงินสนับสนุน ส่งผลให้ WHO ต้องแช่แข็งการจ้างงานใหม่และเริ่มตัดลดงบประมาณในหลายโครงการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจากแผนงบประมาณปี 2024–2025 ชี้ว่า สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญต่อภารกิจหลักของ WHO โดยให้เงินสนับสนุนถึง 75% ของโครงการ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมากกว่าครึ่งของงบประมาณในการต่อสู้กับวัณโรค การถอนตัวของสหรัฐไม่เพียงกระทบต่อโครงสร้างการเงินขององค์กร แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภารกิจสาธารณสุขระดับโลกที่ WHO ดำเนินการอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่ทรัมป์ยังเปิดช่องว่ารัฐบาลสหรัฐอาจพิจารณากลับเข้าร่วม WHO อีกครั้ง แต่ผลกระทบจากการหยุดชะงักครั้งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่เฉพาะแต่กับองค์การอนามัยโลกเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรมนุษยธรรมทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านเงินทุนอย่างรุนแรง กรณีของ WHO จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่พึ่งพาเงินสนับสนุนจากผู้เล่นหลัก และความจำเป็นที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องมีแผนปรับตัวเชิงโครงสร้างเมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46922" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-scaled.webp" alt="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ?" width="600" height="400" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 211" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/golden-eggs-pension-savings-investments-retirement-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>เช็คลิสต์ขั้นตอนออกแบบโครงการสมัครใจลาออกที่ HR ควรทำ</b></h2>
<h3><b>1.ออกแบบโครงการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกที่ชัดเจน เช่น อายุงาน ตำแหน่ง หรือสายงานที่เหมาะสม พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้พนักงานทราบ ไม่ว่าจะเป็นแพ็คเกจค่าชดเชย กำหนดเวลาในการตัดสินใจ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่โปร่งใสจะช่วยลดข้อสงสัยและความกังวลของพนักงาน ทำให้พวกเขาสามารถประเมินทางเลือกได้อย่างมีข้อมูล โดยควรจัดให้มีช่องทางสื่อสารหลายรูปแบบ ทั้ง Town Hall Meeting การส่งอีเมลข้อมูล และการปรึกษาแบบตัวต่อตัว เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน</span></p>
<h3><b>2.ประเมินแรงกระเพื่อมที่จะเกิดกับทีมและองค์กรให้ดี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องทำหน้าที่เป็น Strategic Partner วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กรอย่างรอบด้าน การประเมินนี้ต้องครอบคลุมทั้งด้านความรู้ที่อาจสูญหาย (Knowledge Transfer) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีม และความสัมพันธ์ในการทำงาน รวมถึงวิเคราะห์ว่าตำแหน่งไหนจำเป็นต้องหาคนทดแทน หรือตำแหน่งไหนสามารถปรับโครงสร้างได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่คนรุ่นเก่าออกไปพร้อมกันจำนวนมาก อาจทำให้เกิดช่องว่างทางวัฒนธรรมองค์กรด้วย HR ต้องเตรียมแผนรองรับและแผนฟื้นฟูเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h3><b>3.พร้อมให้คำปรึกษาแบบ Personalized</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการสมัครใจลาออกเป็นทางเลือกที่ดีจริง HR ต้องเข้าใจสถานการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งด้านการเงิน ครอบครัว และแผนชีวิตในอนาคต การให้คำปรึกษาไม่ใช่แค่การอธิบายเงื่อนไขของโครงการ แต่ต้องช่วยวิเคราะห์ว่าโครงการนี้เหมาะสมกับแต่ละคนหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถจัดให้มี Career Counselor หรือ Financial Advisor มาช่วยให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อให้พนักงานสามารถวางแผนหลัง retirement ได้อย่างมั่นใจ</span></p>
<h3><b>4.ทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินและศึกษากฎหมายแรงงานให้ดี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความร่วมมือข้ามสายงานเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบโครงการสมัครใจลาออก HR ต้องทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายการเงินเพื่อให้มั่นใจว่า แพ็คเกจที่เสนอมีความเหมาะสมทั้งกับพนักงานและงบประมาณขององค์กร การคำนวณต้องรวมถึงต้นทุนระยะยาวด้วย เช่น การประหยัดจากเงินเดือนและสวัสดิการที่ไม่ต้องจ่าย เทียบกับต้นทุนในการหาคนใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านกฎหมายแรงงาน HR ต้องศึกษาให้ลึกซึ้งเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการไม่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมเอกสารสัญญาที่ครอบคลุมและชัดเจน การมีทีมกฎหมายร่วมตรวจสอบจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และทำให้ทั้งองค์กรและพนักงานมีความมั่นใจในกระบวนการ</span></p>
<h3><b>5.ดูแลพนักงานที่ยังอยู่ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวหรือกังวล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ยังคงอยู่ในองค์กรหลังจากนี้ มักจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในงาน และอาจเกิดความเครียดจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น HR ต้องมีแผนดูแลกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งการสื่อสารให้เข้าใจว่าองค์กรยังคงมั่นคงและมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถจัด Team Building Activities หรือโปรแกรมสร้างขวัญกำลังใจเพื่อช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว เปิดช่องทางให้พนักงานแสดงความกังวล แล้วช่วยให้พวกเขาปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น</span></p>
<h3><b>6.ต่อยอดการใช้งาน HR Tech เพื่อวางแผนระยะยาว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำเทคโนโลยีมาช่วยวางแผนและบริหารคน สำคัญสำหรับองค์กรที่กำลังดำเนินโครงการสมัครใจลาออกมาก ๆ เพราะ HR Tech จะช่วยให้ HR สามารถ </span><b>ประเมินผลกระทบจากโครงการได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างองค์กร ทักษะที่ขาดหายไป หรือภาระงานที่เหลืออยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบ HR Information System (HRIS) ที่ดีจะเป็นเครื่องมือหลักในการ </span><b>ติดตามผลลัพธ์ของโครงการ</b><span style="font-weight: 400;"> และเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงโครงการในอนาคต นอกจากนี้ การนำ </span><b>Predictive Analytics</b><span style="font-weight: 400;"> เข้ามาช่วย จะทำให้องค์กรสามารถ </span><b>คาดการณ์แนวโน้มความต้องการกำลังคนในระยะยาว</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-succession-planning-250228/"><span style="font-weight: 400;">เตรียมแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการขาดผู้มีความสามารถในตำแหน่งสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกข้อได้เปรียบของการใช้ HR Tech คือเมื่อพนักงานจำนวนมากออกจากองค์กร เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วย </span><b>ทุ่นแรง ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญ</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด HR ต้องรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเทรนด์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรของคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใช้ HR Solution แบบใด หรือต้องการคำแนะนำด้านการนำ HR Tech มาประยุกต์ใช้ </span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HREX พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำ HR Products and Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละองค์กรโดยเฉพาะ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">และหากกำลังมองหาโซลูชันที่เหมาะสม ก็สามารถค้นหาและเปรียบเทียบบริการต่าง ๆ ได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์มของเรา</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/u/2/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 212" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Voluntary Early Retirement โครงการเกษียณก่อนกำหนด หรือโครงการสมัครใจลาออก กำลังเป็นเครื่องมือที่องค์กรนำมาใช้เพื่อปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อพนักงานอาวุโสมีต้นทุนสูงและทักษะอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โครงการจะเสนอสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูดใจ เช่น เงินชดเชยสูง โบนัสพิเศษ หรือประกันสุขภาพ เพื่อจูงใจให้พนักงานตัดสินใจลาออกด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม ความสมัครใจนั้นอาจมีเส้นบาง ๆ กับแรงกดดันทางอ้อมที่ซ่อนอยู่ ซึ่งองค์กรต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทบาทของ HR จึงต้องไม่ใช่แค่ผู้ออกแบบ แต่ต้องเป็นทั้งผู้ประเมินผลกระทบ ผู้สื่อสารอย่างโปร่งใส ผู้ให้คำปรึกษาเชิงลึก และผู้วางแผนการจัดการคนระยะยาวร่วมกับเทคโนโลยี s เพื่อให้โครงการนี้ไม่เพียงแค่ลดคนออก แต่เป็นการพาองค์กรข้ามจุดเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ยั่งยืน และมีศักดิ์ศรี ทั้งต่อพนักงานที่ออกไป และพนักงานที่ยังอยู่ต่อไปในอนาคต</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<p><a href="https://www.opm.gov/policy-data-oversight/workforce-restructuring/voluntary-early-retirement-authority/vera_guide.pdf" target="_blank" rel="noopener">opm</a></p>
<p><a href="https://www.opm.gov/policy-data-oversight/workforce-restructuring/voluntary-early-retirement-authority/" target="_blank" rel="noopener">opm</a></p>
<p><a href="https://www.thecrimson.com/article/2021/10/14/nearly-700-take-buyout-incentive/" target="_blank" rel="noopener">thecrimson</a></p>
<p><a href="https://www.investopedia.com/articles/personal-finance/073114/pros-and-mostly-cons-early-retirement.asp" target="_blank" rel="noopener">investopedia</a></p>
<p><a href="https://hbr.org/2004/03/its-time-to-retire-retirement" target="_blank" rel="noopener">hbr</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/voluntary-early-retirement-250915/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/gamification-employee-engagement-250905/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/gamification-employee-engagement-250905/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 02:46:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Gamification]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46817</guid>

					<description><![CDATA[หลายองค์กรกำลังเจอกับความท้าทายสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายหรือผลประกอบการ แต่คือ การดึงดูดใจพนักงานให้อยู่กับงานได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อ Employee Engagement ตกต่ำ ผลกระทบที่ตามมาคือประสิทธิภาพที่ลดลง ความคิดสร้างสรรค์หายไป และอัตราการลาออกที่พุ่งไม่หยุด แต่จะทำอย่างไรให้งานไม่น่าเบื่อ และทำให้พนักงานรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในทุก ๆ วัน ? Gamification คือ หนึ่งในกลยุทธ์ที่ HR ทั่วโลกเริ่มหันมาจับตามอง เมื่อการใช้กลไกของเกมมาเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานให้สนุก มีเป้าหมาย และกระตุ้นแรงจูงใจได้มากกว่าที่ HR จะคาดคิด HREX จึงขอพา HR ทุกท่านไปเจาะลึกว่า Gamification คืออะไร ทำไมมันถึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ HR ยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม และ HR จะใช้อย่างไรให้เวิร์ก   Gamification คือ อะไร หลายคนอาจคิดว่า Gamification คือการจัดแข่งเกมกีฬา หรือกิจกรรมอะไรบางอย่าง แต่จริง ๆ แล้ว Gamification ไม่ใช่แค่การจัดเล่นเกม แต่ Gamification คือการนำเอาหลักการกลไก และองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ สร้างความสนุก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46820" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26.webp" alt="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม 218" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรกำลังเจอกับความท้าทายสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายหรือผลประกอบการ แต่คือ การดึงดูดใจพนักงานให้อยู่กับงานได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตกต่ำ ผลกระทบที่ตามมาคือประสิทธิภาพที่ลดลง ความคิดสร้างสรรค์หายไป และ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/turnover-rate-240712/"><span style="font-weight: 400;">อัตราการลาออกที่พุ่งไม่หยุด</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จะทำอย่างไรให้งานไม่น่าเบื่อ และทำให้พนักงานรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในทุก ๆ วัน ?</span></p>
<p><b>Gamification</b><span style="font-weight: 400;"> คือ หนึ่งในกลยุทธ์ที่ HR ทั่วโลกเริ่มหันมาจับตามอง เมื่อการใช้กลไกของเกมมาเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานให้สนุก มีเป้าหมาย และกระตุ้นแรงจูงใจได้มากกว่าที่ HR จะคาดคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอพา HR ทุกท่านไปเจาะลึกว่า Gamification คืออะไร ทำไมมันถึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ HR ยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม และ HR จะใช้อย่างไรให้เวิร์ก  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Gamification คือ อะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า Gamification คือการจัดแข่งเกมกีฬา หรือกิจกรรมอะไรบางอย่าง แต่จริง ๆ แล้ว Gamification ไม่ใช่แค่การจัดเล่นเกม แต่ Gamification คือการนำเอาหลักการกลไก และองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ สร้างความสนุก และกระตุ้น หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ</span><b> เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ CEO ของ </b><a href="https://expth.hrnote.asia/products/68"><b>BASE Playhouse</b></a> <span style="font-weight: 400;">เคยกล่าวไว้ใน</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hrex-roundtable-future-of-experience-250813/"><span style="font-weight: 400;">งาน #5 Roundtable: CHRO &amp; HR Director Forum &#8211; Future of Experience</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ HREX จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2025 ว่า Gamification คือเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ๆ ในการออกแบบ Employee Experience และสร้าง Employee Engagement ให้การทำงานนอกจากจะไม่น่าเบื่อ แต่ยังต่อยอดไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ เช่น ช่วยเพิ่มยอดขาย สร้างความสุขในการทำงาน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“หัวใจของการใช้ Gamification ให้ได้ผล คือต้องเข้าใจสมองมนุษย์ และใช้จิตวิทยาอารมณ์ควบคู่กับการออกแบบกระบวนการ เมื่อเข้าใจแล้ว เราจะสามารถสร้างกิจกรรมที่ตราตรึงในใจพนักงานจนจดจำได้ และนำไปปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งการบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน” </span></i><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณ เมธวินอธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของ </span><a href="https://financesonline.com/gamification-statistics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Finance Online</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า</span><b> พนักงานมากถึง 83% มีแรงจูงใจ และมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น เมื่อองค์กรนำแนวคิด Gamification หรือการประยุกต์ใช้กลไกของเกม มาใช้ในกระบวนการทำงาน</b></p>
<h2>กลไกหลักของ Gamification ประกอบด้วยอะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกลไกของ Gamification ที่นิยมใช้ในองค์กร มีหลากหลายอย่าง แต่โดยหลักแล้วมีดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คะแนนสะสม (Points System)</b><span style="font-weight: 400;"> การให้คะแนนเมื่อพนักงานทำภารกิจสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมอบรม การส่งงานตรงเวลา หรือการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ป้ายเกียรติยศ (Badges)</b><span style="font-weight: 400;"> สัญลักษณ์แสดงความสำเร็จในด้านต่าง ๆ เช่น Master Trainer สำหรับคนที่ผ่านการฝึกอบรมครบทุกคอร์ส หรือ Team Player สำหรับคนที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานบ่อยที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กระดานผู้นำ (Leaderboards)</b><span style="font-weight: 400;"> การจัดอันดับเพื่อสร้างการแข่งขันเชิงบวก ทั้งระดับบุคคลและทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภารกิจและเป้าหมาย (Missions &amp; Challenges)</b><span style="font-weight: 400;"> การแบ่งงานใหญ่ให้เป็นภารกิจเล็ก ๆ ที่มีความท้าทายและสนุก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การปลดล็อกเนื้อหา (Progressive Unlocking)</b><span style="font-weight: 400;"> การให้พนักงานเข้าถึงเนื้อหาหรือสิทธิพิเศษใหม่ ๆ เมื่อทำภารกิจครบตามเงื่อนไข</span></li>
</ul>
<h2>Gamification vs Gamifying เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้สองคำนี้จะฟังคล้ายกันและบางครั้งอาจดูเหมือนถูกใช้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้ว Gamification และ Gamifying มีความหมายแตกต่างกัน โดย HR ควรทำความเข้าใจก่อน เพื่อจะได้นำไปใช้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification คือแนวคิดหรือกลยุทธ์โดยรวม เป็นการมองภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น เพื่อเพิ่ม Employee Engagement การลดอัตราการลาออก การพัฒนาทักษะพนักงาน หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamifying คือการลงมือทำจริง เป็นการนำเอาองค์ประกอบของเกมมาใส่ในกิจกรรมหรือระบบต่างๆ เช่น การทำระบบแต้มสะสม การสร้าง Badge หรือการทำ Leaderboard</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้า HR เข้าใจเพียง Gamifying อาจจะไปโฟกัสที่การใส่เกมเข้าไปในกิจกรรมอย่างเดียว เช่น ทำระบบแต้มสะสมโดยไม่ได้คิดว่าแต้มนั้นจะนำไปสู่อะไร หรือทำ Leaderboard โดยไม่ได้วางแผนว่าจะใช้สร้างแรงจูงใจอย่างไร ผลที่ได้อาจจะเป็นเพียงการเพิ่มความซับซ้อนโดยไม่ได้สร้างคุณค่าที่แท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าเข้าใจ Gamification แบบองค์รวม จะมองเห็นเป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่มีเป้าหมายชัดเจน ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากต้องการเพิ่ม Engagement ก็จะออกแบบระบบที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานมีความหมาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากต้องการรักษาพนักงาน ก็จะสร้างเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนผ่านระบบ Level</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากต้องการพัฒนาทักษะพนักงาน ก็จะออกแบบ Learning Path ที่มีความท้าทายและให้รางวัลที่เหมาะสม</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46821" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-33.webp" alt="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม 219" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-33.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-33-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Gamification ใช้จริงในองค์กรได้ตอนไหนบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification สามารถนำมาใช้ในหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่ก่อนที่พนักงานจะเข้ามาในองค์กร ไปจนถึงวันสุดท้าย ดังนี้</span></p>
<h3>Gamification กับการรับสมัคร คัดเลือกพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นำหลักการออกแบบเกมมาใช้ในกระบวนการสรรหา ถือเป็นแนวทางสมัยใหม่ที่เปลี่ยนกระบวนการสรรหาแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่โต้ตอบได้และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์การใช้ Gamification ช่วยสรรหาอาจมีตั้งแต่การให้ทำแบบทดสอบออนไลน์ หรือจะจำลองสถานการณ์ผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality ให้ผู้สมัครเล่นเกมที่อิงกับหน้าที่ของงานที่จะได้รับมอบหมายจริง หากใครทำได้ตามเป้าจะสิทธิ์ผ่านเข้าไปในรอบต่อไป เป็นต้น</span></p>
<h3>Gamification กับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะเป็นการนั่งฟังบรรยายแบบเดิม ๆ องค์กรสามารถสร้าง Onboarding Quest ที่พนักงานใหม่ต้องทำภารกิจให้ผ่าน เช่น การทำ e-learning เกี่ยวกับวัฒนธรรมบริษัท การแนะนำตัวกับเพื่อนร่วมงาน หรือการเยี่ยมชมแผนกต่าง ๆ เมื่อทำครบแล้วจะได้ตรา New Explorer พร้อมปลดล็อกสิทธิพิเศษ เป็นต้น</span></p>
<h3>Gamification กับการพัฒนาทักษะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ออนไลน์อาจจะน่าเบื่อ แต่เมื่อมีระบบ Mission และ Achievement เข้ามาช่วย จะทำให้พนักงานอยากเรียนต่อเนื่อง เช่น ตั้งเป้าให้ต้องเรียนครบ 5 คอร์สในเวลา 1 อาทิตย์ และผ่านแบบทดสอบ หรือการมี Daily Challenge ที่ให้พนักงานไปลองใช้ทักษะใหม่ในงานจริง</span></p>
<h3>Gamification กับการประเมินผลงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินแบบเดิม ๆ มักออกมาเครียด ไม่สนุก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น Performance Journey ที่มีการเก็บคะแนนจากกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปี มีการตั้งเป้าส่วนตัว และมี Milestone ให้ Celebrate จะทำให้การประเมินเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์มากขึ้น</span></p>
<h3>Gamification กับการกระตุ้นพฤติกรรมที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น การร่วมกิจกรรม CSR สามารถสร้างเป็น Social Impact Challenge ที่ทีมต่าง ๆ แข่งขันกันดูว่าใครทำกิจกรรมเพื่อสังคมได้มากที่สุด หรือการแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่าน Innovation Tournament ที่ให้คนส่งไอเดียมาแข่งขันกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46822" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-34.webp" alt="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม 220" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-34.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-34-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Gamification ช่วย HR เพิ่ม Employee Engagement ในองค์กรอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละองค์กรสามารถนำ Gamification มาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ในการบริหารองค์กรได้หลายแบบ มาดูกันว่า Gamification ช่วยเสริมสร้าง Employee Engagement ในแง่มุมต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง</span></p>
<h3>Gamification สร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้พนักงานอยากมีส่วนร่วม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัญหาใหญ่ของพนักงานหลายคนคือ รู้สึกว่าความพยายามของพวกเขาไม่ได้รับการยอมรับอย่างเหมาะสม การมีกลไก Gamification เช่น ให้คะแนนสะสม รางวัล และ Badge ต่าง ๆ ช่วยให้พนักงานเห็นผลจากการทำงานอย่างชัดเจนและได้รับการยอมรับทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นจะทำให้ Engagement เกิดขึ้นเพราะพนักงานรู้สึกว่าการทำงานมีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่งานประจำที่ต้องทำให้เสร็จ แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ที่ได้รับการยอมรับ</span></p>
<h3>Gamification เปลี่ยนงานที่น่าเบื่อให้สนุกขึ้น (Fun &amp; Interactive)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม Upskill-Reskill ไปจนถึง Unlearn เสมอ แต่บ่อยครั้งองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ กลับถ่ายทอดออกมาได้ไม่ค่อยน่าสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification สามารถช่วยให้พนักงานเรียนรู้เพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น จากแต่ก่อนจัดให้พนักงานฟังบรรยาย 3 ชั่วโมงเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน แต่อาจเพิ่มความสนุกในการเรียนรู้ เช่น จัด Safety Hero Challenge ที่พนักงานต้องผ่านภารกิจต่าง ๆ เช่น การหา Hazard ที่ทำงาน การสอนเพื่อนเรื่องการใช้เครื่องมือปลอดภัย หรือการเสนอแนวทางปรับปรุงความปลอดภัย เมื่อทำครบจะได้เป็น Safety Champion ของแผนก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกแบบแบบนี้ทำให้พนักงานไม่เพียงแค่จำเนื้อหาได้ดีกว่า แต่ยังรู้สึกสนุกและอยากเข้าร่วมกิจกรรมองค์กรมากขึ้น</span></p>
<h3>Gamification ส่งเสริมการแข่งขันเชิงบวก (Healthy Competition)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากออกแบบอย่างถูกต้อง การแข่งขันในองค์กรสามารถสร้างแรงจูงใจที่ดีให้ทั้งทีมได้ สิ่งสำคัญคือ HR ต้องทำให้การแข่งขันไม่กลายเป็นความกดดัน แต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนในทีมพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น การมี Monthly Innovation Leaderboard ที่จัดอันดับจากจำนวนไอเดียใหม่ที่พนักงานเสนอ หรือ Customer Service Excellence Board ที่จัดอันดับจากคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้พนักงานพยายามมากขึ้น แต่ในแบบที่สร้างสรรค์</span></p>
<h3>Gamification กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในทีม (Collaboration)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification ไม่จำเป็นต้องมีแต่ให้พนักงานแข่งขันกันเอง แต่องค์กรสามารถออกแบบกิจกรรมที่เน้นการร่วมมือได้ เช่น Team Quest ที่ทุกคนในทีมต้องร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น การมี Knowledge Sharing Campaign ที่ทุกคนสามารถสะสมคะแนนได้จากการแบ่งปันความรู้ การตอบคำถามให้เพื่อนร่วมงาน หรือการสร้างเนื้อหาเพื่อการเรียนรู้ เมื่อทั้งองค์กรสะสมคะแนนครบ ทุกคนจะได้รับรางวัลร่วมกัน เช่น วันหยุดพิเศษ หรือปาร์ตี้เล็ก ๆ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมใหญ่ และสร้างความผูกพันกับองค์กรผ่านการร่วมมือที่มีความหมาย</span></p>
<h3>Gamification ให้ Feedback แบบ Real-time</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาใหญ่ของระบบการประเมินแบบดั้งเดิมคือ Feedback ที่มาช้าเกินไป พนักงานอาจต้องรอการประเมินรายปีกว่าจะรู้ว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบ Gamification จะช่วยให้ได้ Feedback รวดเร็วทันใจ การได้รับคะแนนหรือ Badge หลังจากทำงานสำเร็จ ทำให้พนักงานรู้ทันทีว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่าและถูกต้อง สิ่งนี้สร้างความรู้สึกที่ดีและแรงจูงใจในการทำงานต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การมี Progress Bar ที่แสดงความก้าวหน้าในการทำงาน หรือการมี Dashboard ที่แสดงผลงานแบบ Real-time ทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจและติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจำเพาะในช่วงเวลาประเมิน</span></p>
<h3>Gamification สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทันสมัยและน่าดึงดูด (Employer Branding)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่คนรุ่นใหม่เป็นส่วนใหญ่ในตลาดแรงงาน การมี Gamification ในองค์กรทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรมีวิธีการที่ทันสมัย นวัตกรรม และใส่ใจประสบการณ์พนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยในการรักษาพนักงานเก่า แต่ยังช่วยในการดึงดูดพนักงานใหม่ที่มีคุณภาพ เพราะองค์กรที่ใช้ Gamification มักจะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย และ Engagement ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เกิดแค่กับงาน แต่รวมถึงความรู้สึกเชิงบวกที่มีต่อองค์กรด้วย พนักงานรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กรที่มีวิธีการที่แตกต่างและน่าสนใจ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46866" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม 221" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gamification-training-250909/">Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ตัวอย่างองค์กรที่ใช้ Gamification ในองค์กรอย่างไรให้ช่วยเพิ่ม Employee Engagement</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรระดับโลกพิสูจน์แล้วว่า Gamification ไม่ใช่แค่แนวคิดทฤษฎีที่เอาไปใช้จริงไม่ได้ แต่มีการนำมาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการสร้างแรงจูงใจ การพัฒนาทักษะ และการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาดูกันว่าบริษัทชั้นนำดังต่อไปนี้ใช้ Gamification อย่างไรในการยกระดับ Employee Engagement อย่างไร</span></p>
<h3>ตัวอย่าง Gamification จาก Google</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Google ใช้ระบบ </span><a href="https://blogs.vorecol.com/blog-unconventional-recognition-methods-how-gamification-can-transform-workplace-atmosphere-199787" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">gThanks</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ให้พนักงานส่งการขอบคุณให้กันและกัน พร้อมกับการให้คะแนนในหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น Going the extra mile หรือ Helping others succeed ระบบนี้ไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกดีให้กับคนที่ได้รับคำขอบคุณ แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมการชื่นชมและการสนับสนุนซึ่งกันและกันในองค์กร</span></p>
<h3>ตัวอย่าง Gamification จาก Cisco</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Cisco องค์กรเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันสร้าง</span><a href="https://www.slideshare.net/slideshow/cisco-gamification-in-employee-engagement-manu-melwin-joy/73128292" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> Social Media Training Certification Program </span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้หลักการ Gamification แบ่งการเรียนรู้เป็น Level ต่าง ๆ มีการให้คะแนนจากการทำแบบทดสอบ และมี Badge พิเศษสำหรับคนที่ผ่านการรับรองในระดับสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โปรแกรมนี้ทำให้พนักงาน Cisco มีทักษะด้าน Social Media เพิ่มขึ้น และสามารถเป็นตัวแทนของบริษัทในการใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในการสร้าง Brand Awareness แต่ยังทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร</span></p>
<h3>ตัวอย่าง Gamification จาก Microsoft</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Microsoft ใช้ </span><a href="https://seriousgamesatwork.org/language-quality-game/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Language Quality Game</span></a><span style="font-weight: 400;"> ปรับปรุงคุณภาพการแปลภาษาของซอฟต์แวร์ พนักงานสามารถเข้าร่วมเกมที่ให้ตรวจสอบและปรับปรุงการแปลในภาษาต่างๆ โดยจะได้คะแนนจากความถูกต้องของการแก้ไข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกมนี้ไม่เพียงแค่ทำให้งานที่อาจจะน่าเบื่อกลายเป็นสนุก แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีส่วนในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้าทั่วโลก</span></p>
<h3>ตัวอย่าง Gamification จาก Target</h3>
<p><a href="https://www.grandtourismo.co.th/blog-detail.php?id=201904031235160&amp;data=%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-Target-%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88#:~:text=%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%20Target%20%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%20%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89,%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%20%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ห้างสรรพสินค้า Target ในอเมริกาใช้ระบบ Checkout Game</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฝึกพนักงานที่เคาน์เตอร์ให้ทำงานได้เร็วและถูกต้องมากขึ้น ระบบจะให้คะแนนจากความเร็วในการสแกนสินค้า ความแม่นยำ และการให้บริการลูกค้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานสามารถดูคะแนนของตนเองและเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน มีการแข่งขันระหว่างร้านในการได้คะแนนสูงสุด สิ่งนี้ทำให้งานที่อาจจะเป็นรูทีนและน่าเบื่อกลายเป็นความท้าทายที่สนุก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46823" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-35.webp" alt="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม 222" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-35.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-35-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>ข้อควรระวังและความท้าทายในการใช้ Gamification</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่า Gamification จะเป็นกลยุทธ์ที่หลายองค์กรนำมาใช้เพื่อสร้าง Employee Engagement ได้ผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกสถานการณ์ ก่อนจะนำไปปรับใช้จริง สิ่งที่ HR ต้องระวังมีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ไม่ใช่ทุกองค์กรจะใช้ Gamification แล้วได้ผลเสมอไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification อาจมีประโยชน์ต่อการเพิ่มความพึงพอใจให้พนักงาน แต่ Gamification ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ หากองค์กรมีปัญหาพื้นฐานในการบริหารจัดการ เช่น การสื่อสารที่ไม่ดี ระบบงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ การเพิ่ม Gamification เข้าไปอาจไม่ได้แก้ปัญหาได้แบบถอนรากถอนโคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบางองค์กรอาจจะพบว่าพนักงานไม่สนใจระบบ Gamification หรือมองว่าเป็นการเพิ่มงานให้ทำมากขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะถ้าระบบนั้นไม่ได้ถูกออกแบบให้เข้ากับลักษณะงานและวัฒนธรรมองค์กร</span></p>
<h3>2. ต้องเข้าใจบริบทของวัฒนธรรมองค์กรก่อนใช้ Gamification</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อความสำเร็จของ Gamification มาก องค์กรที่มีวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยมสูง อาจจะไม่เหมาะกับ Gamification แบบที่หวือหวา สนุกสนานเฮฮา หรือเข้าใจยากเกินไป เพราะคนในองค์กรอาจเป็นรุ่นใหญ่ หรือ Baby Boomers ที่ไม่ค่อยซื้อไอเดียการเอากลไกเกมมาประยุกต์ในการทำงาน เมื่อเทียบกับองค์กรที่มีพนักงานรุ่นใหม่ Gen-Z</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบ Start-up  อาจจะรับ Gamification แบบ Playful ได้ดีกว่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการทำให้งานจริงจังกลายเป็นเล่นๆ จนเกินไป</span></p>
<h3>3. อาจเกิดผลย้อนกลับถ้าใช้ระบบรางวัลมากเกินไปจนเกิดการแข่งขันที่ไม่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเน้นการแข่งขันมากเกินไป อาจจะทำให้องค์กรมีความ Toxic หรือมีวัฒนธรรมที่เป็นพิษ และพนักงานมุ่งแต่การทำลายกันและกัน หรือโกงระบบเพื่อให้ได้คะแนนสูง เช่น ขายโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของการบริการ ขอเน้นยอดพอ ไปจนถึงการส่งรายงานปลอม เพื่อให้ได้คะแนนแต่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับองค์กร</span></p>
<h3>4. ต้องออกแบบระบบ Gamification ให้ยั่งยืนและมีคุณค่าจริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบ Gamification ที่ดีต้องมีคุณค่าในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้พนักงานสนใจในช่วงแรกๆ เท่านั้น หลายองค์กรพบว่าหลังจากเริ่ม Gamification ได้ 3-6 เดือน ความสนใจของพนักงานเริ่มลดลงเพราะระบบกลายเป็นรูทีนที่น่าเบื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่ม Challenge ใหม่ ๆ และการทำให้รางวัลมีความหมายจริง ไม่ใช่เพียงแค่ของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีคุณค่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสิ่งสำคัญคือระบบต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน ถ้า Gamification ไม่ได้ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย ก็จะทำให้เสียเวลาและเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุ</span></p>
<h2>ค้นหาบริการ Gamification ช่วยยกระดับ Employee Engagement ได้ผ่าน HREX</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนใน Gamification ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อทำถูกวิธี ผลตอบแทนที่ได้คือ Employee Engagement ที่สูงขึ้น การลดลงของ Turnover Rate และความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรที่สนใจจะนำ Gamification มาใช้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถมาค้นหา HR Solution กลุ่มนี้จาก</span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services จาก HREX </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้เลย ที่นี่</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><span style="font-weight: 400;">รวมบริการที่ช่วยเพิ่ม Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไว้มากมาย สามารถมาค้นหาได้เลยในลิงก์นี้</span></p>
<h2>สรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification คือ กลยุทธ์ที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่ม Employee Engagement แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ดี การเข้าใจบริบทขององค์กร และการนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่จะประสบความสำเร็จกับ Gamification คือองค์กรที่เข้าใจว่ามันไม่ใช่เพียงการเพิ่มเกมเข้าไปในการทำงาน แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีแรงจูงใจ และอยากเติบโตไปกับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีการเพิ่ม Employee Engagement และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน Gamification อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังตามหา แต่อย่าลืมว่าการเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี การเข้าใจพนักงาน และการมีพันธมิตรที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จอย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="พลิกโฉมองค์กรสู่อนาคต: แนวทาง HR ของ เจทส์ฟิตเนส (Jetts Fitness) ฟิตเนสชั้นนำที่ได้รับรางวัล Best Companies To Work For in Asia 2024 และ Diversity Equity and Inclusion Award 2025 4" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<p><a href="https://www.techtarget.com/searchhrsoftware/definition/gamification" target="_blank" rel="noopener">techtarget</a></p>
<p><a href="https://www.gamify.com/what-is-gamification" target="_blank" rel="noopener">gamify</a></p>
<p><a href="https://www.baseplayhouse.co/blog/gamification-importance-of-game-mechanics-in-learning" target="_blank" rel="noopener">baseplayhouse</a></p>
<p><a href="https://www.growthengineering.co.uk/definition-of-gamification/" target="_blank" rel="noopener">growthengineering</a></p>
<p><a href="https://builtin.com/articles/gamification" target="_blank" rel="noopener">builtin</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/gamification-employee-engagement-250905/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/social-securitiy-hr-250828/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/social-securitiy-hr-250828/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Aug 2025 10:34:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันสังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46726</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ลูกจ้างและนายจ้างเลือกไม่ส่งประกันสังคมมาตรา 33 ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แม้พนักงานจะยินยอมไม่ให้หักเงิน ข้อตกลงนั้นก็ไม่ทำให้หน้าที่ของนายจ้างหมดไป ปี 2569 ลูกจ้างมาตรา 33 ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง สูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท และนายจ้างสมทบอีก 5% นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากล่าช้าหรือส่งไม่ครบ มีเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดที่ค้างหรือขาด ความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารกองทุนเป็นประเด็นที่ตรวจสอบและวิพากษ์ได้ แต่ไม่ใช่เหตุให้หยุดส่งเงินสมทบโดยพลการ HR ควรแยกข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติออกจากกัน ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ได้ หากเป็นลูกจ้างที่อยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียน หักเงินสมทบจากค่าจ้าง และนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างตามกฎหมาย พนักงานไม่สามารถขอรับเงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนแทน หรือทำหนังสือยินยอมเพื่อสละสิทธิได้ อย่างไรก็ตาม คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พนักงานไม่เห็นความสำคัญของสวัสดิการเสมอไป หลายคนตั้งคำถามเพราะเข้าถึงสิทธิได้ยาก ไม่เข้าใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">HIGHLIGHT</p>
<ul>
<li><strong>ลูกจ้างและนายจ้างเลือกไม่ส่งประกันสังคมมาตรา 33 ไม่ได้</strong> เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แม้พนักงานจะยินยอมไม่ให้หักเงิน ข้อตกลงนั้นก็ไม่ทำให้หน้าที่ของนายจ้างหมดไป</li>
<li><strong>ปี 2569 ลูกจ้างมาตรา 33 ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง สูงสุด 875 บาทต่อเดือน</strong> จากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท และนายจ้างสมทบอีก 5%</li>
<li><strong>นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป</strong> หากล่าช้าหรือส่งไม่ครบ มีเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดที่ค้างหรือขาด</li>
<li><strong>ความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารกองทุนเป็นประเด็นที่ตรวจสอบและวิพากษ์ได้</strong> แต่ไม่ใช่เหตุให้หยุดส่งเงินสมทบโดยพลการ HR ควรแยกข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติออกจากกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46729" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-23.webp" alt="ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน" width="600" height="370" title="ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569 227" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-23.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-23-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ได้</strong> หากเป็นลูกจ้างที่อยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียน หักเงินสมทบจากค่าจ้าง และนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างตามกฎหมาย พนักงานไม่สามารถขอรับเงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนแทน หรือทำหนังสือยินยอมเพื่อสละสิทธิได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พนักงานไม่เห็นความสำคัญของสวัสดิการเสมอไป หลายคนตั้งคำถามเพราะเข้าถึงสิทธิได้ยาก ไม่เข้าใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร หรือกังวลต่อข่าวการลงทุน การจัดซื้อ และธรรมาภิบาลของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น HR จึงต้องตอบให้ครบทั้งสองด้าน คือ <strong>สิ่งที่กฎหมายกำหนด</strong> และ <strong>เหตุผลที่ผู้ประกันตนเรียกร้องความโปร่งใส</strong></p>
<p>บทความนี้อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อสรุปว่า ประกันสังคมมาตรา 33 หักเท่าไร นายจ้างต้องทำอะไร หากไม่ส่งมีผลอย่างไร สิทธิประโยชน์ล่าสุดมีอะไรบ้าง และควรมองสถานการณ์กองทุนในปัจจุบันอย่างไรโดยไม่ด่วนสรุปเกินหลักฐาน</p>

<h2><strong>ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ?</strong></h2>
<p><strong>คำตอบคือ ไม่ได้ หากลูกจ้างอยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33</strong> พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปและอยู่ในข่ายบังคับ ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน จากนั้นหักเงินสมทบจากค่าจ้างและนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง</p>
<p>ประกันสังคมจึงต่างจากประกันสุขภาพเอกชนหรือสวัสดิการสมัครใจของบริษัท เพราะเป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับ การตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างว่า “ไม่ต้องหัก” หรือ “จ่ายเป็นเงินสดแทน” ไม่สามารถใช้ยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายได้ และทำให้นายจ้างยังคงเสี่ยงต่อเงินเพิ่ม โทษตามกฎหมาย และความรับผิดหากลูกจ้างเสียสิทธิ</p>
<h2><strong>ประกันสังคมมาตรา 33 คืออะไร ใครต้องอยู่ในระบบ ?</strong></h2>
<p>ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้างและได้รับค่าจ้าง โดยอยู่ในข่ายบังคับตามกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างออกจากงาน สถานะมาตรา 33 จะสิ้นสุดลง แต่สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกระยะหนึ่ง และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรักษาความคุ้มครองต่อได้</p>
<p>สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ อาจสมัครมาตรา 40 ตามทางเลือกที่กำหนดได้ แต่การสมัครมาตรา 40 ไม่ใช่วิธีที่นายจ้างใช้แทนการขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่แท้จริงเป็นมาตรา 33 หากลักษณะการทำงานเป็นการจ้างแรงงาน การเรียกผู้ทำงานว่า “ฟรีแลนซ์” หรือ “ผู้รับเหมา” เพียงอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์การจ้าง</p>
<p>อ่านเพิ่มเติม: <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/deemed-employee-260507/">ลูกจ้างโดยพฤตินัยคืออะไร และองค์กรเสี่ยงอะไรเมื่อจัดประเภทคนทำงานผิด</a></p>
<h2><strong>ประกันสังคมปี 2569 หักเท่าไร ?</strong></h2>
<p>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับคำนวณเงินสมทบมาตรา 33 ปรับจาก 15,000 บาทเป็น <strong>17,500 บาทต่อเดือน</strong> อัตราเงินสมทบของลูกจ้างและนายจ้างยังอยู่ที่ฝ่ายละ 5% จึงทำให้ผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ถูกหักสูงสุด <strong>875 บาทต่อเดือน</strong> และนายจ้างสมทบอีก 875 บาท</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 25%;"><strong>ค่าจ้างต่อเดือน</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>ลูกจ้าง 5%</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>นายจ้าง 5%</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>รวมสองฝ่าย</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">10,000 บาท</td>
<td style="width: 25%;">500 บาท</td>
<td style="width: 25%;">500 บาท</td>
<td style="width: 25%;">1,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">15,000 บาท</td>
<td style="width: 25%;">750 บาท</td>
<td style="width: 25%;">750 บาท</td>
<td style="width: 25%;">1,500 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">17,500 บาทขึ้นไป</td>
<td style="width: 25%;">875 บาท</td>
<td style="width: 25%;">875 บาท</td>
<td style="width: 25%;">1,750 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ประกันสังคมหักจากฐานเงินเดือนหรือรายได้ ?</strong> หลักคือคำนวณจาก “ค่าจ้าง” ที่เข้าความหมายตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเงินทุกก้อนที่พนักงานได้รับจะต้องนำมารวมทั้งหมด HR ควรแยกเงินเดือน ค่าจ้าง และรายการจ่ายอื่นตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม ไม่ควรตัดสินจากชื่อรายการในสลิปเพียงอย่างเดียว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/internet_banking-scaled.webp" alt="นายจ้างยื่นและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" title="ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569 228"></p>
<h2><strong>หน้าที่ของ HR และนายจ้างเกี่ยวกับประกันสังคม</strong></h2>
<ol>
<li><strong>ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง</strong> โดยทั่วไปต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันที่เป็นลูกจ้าง</li>
<li><strong>หักเงินสมทบให้ถูกต้อง</strong> ตามค่าจ้างและเพดานที่ใช้ในงวดนั้น พร้อมแสดงรายการในสลิปเงินเดือนอย่างชัดเจน</li>
<li><strong>ยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบ</strong> ทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนของนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป</li>
<li><strong>แจ้งการเปลี่ยนแปลง</strong> เช่น ลูกจ้างเข้าใหม่ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงานให้ตรงข้อเท็จจริง เพราะมีผลต่อสิทธิว่างงาน</li>
<li><strong>เก็บหลักฐานและตรวจสอบยอด</strong> ทั้งแบบนำส่ง ใบเสร็จ และข้อมูลรายบุคคล เพื่อแก้ไขได้ทันเมื่อยอดไม่เข้าระบบหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน</li>
<li><strong>สื่อสารสิทธิให้พนักงานเข้าใจ</strong> ไม่ใช่แจ้งเพียงยอดหัก แต่ควรบอกช่องทางตรวจสอบเงินสมทบ เงื่อนไขการใช้สิทธิ และวิธีร้องเรียนเมื่อพบปัญหา</li>
</ol>
<p>องค์กรที่มีพนักงานจำนวนมากควรเชื่อมขั้นตอนนี้กับระบบ Payroll และทำรายการตรวจสอบก่อนปิดงวดทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/understanding-payroll-and-salary-250307/">คู่มือ Payroll และการจัดทำเงินเดือนที่ HR ควรรู้</a></p>
<h2><strong>พนักงานไม่ยอมให้หักประกันสังคม ทำอย่างไร ?</strong></h2>
<p>HR ควรอธิบายให้ชัดว่าเงินสมทบไม่ใช่สวัสดิการที่เลือกเข้าหรือออกได้ และการลงนามยินยอมไม่รับสิทธิก็ไม่ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่ วิธีที่เหมาะสมคือแจ้งฐานกฎหมาย อัตราที่หัก สิทธิที่จะได้รับ และช่องทางตรวจสอบยอดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร</p>
<p>หากพนักงานยังคัดค้าน HR ไม่ควรหยุดหักหรือคืนเงินสมทบโดยพลการ แต่ควรบันทึกการชี้แจงและประสานสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันแนวปฏิบัติในกรณีที่มีข้อเท็จจริงเฉพาะ เช่น สถานะการจ้างงาน สัญชาติ หรือสิทธิในระบบอื่น</p>
<h2><strong>นายจ้างไม่ส่งประกันสังคม มีความผิดและผลกระทบอย่างไร ?</strong></h2>
<h3><strong>ผลต่อนายจ้าง</strong></h3>
<ul>
<li><strong>ส่งล่าช้าหรือส่งไม่ครบ</strong> ต้องชำระเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างหรือจ่ายขาด โดยคำนวณตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด</li>
<li><strong>ไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่</strong> อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ โทษที่ใช้จริงขึ้นกับพฤติการณ์และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>หักเงินลูกจ้างแล้วไม่นำส่ง</strong> ทำให้เกิดทั้งความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเสียหายต่อสิทธิพนักงาน และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นต่อองค์กร</li>
<li><strong>แจ้งเหตุออกจากงานไม่ตรงจริง</strong> อาจกระทบสิทธิว่างงานของลูกจ้างและนำไปสู่ข้อพิพาทภายหลัง</li>
</ul>
<h3><strong>ผลต่อลูกจ้าง</strong></h3>
<p>ยอดเงินสมทบที่ไม่เข้าระบบอาจทำให้ลูกจ้างใช้สิทธิรักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร หรือชราภาพล่าช้าและต้องเสียเวลาแก้ไข แม้ความผิดจะเกิดจากนายจ้าง ลูกจ้างก็ควรเก็บสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง หนังสือรับรองการทำงาน และหลักฐานการหักเงินไว้</p>
<p>เมื่อพบว่านายจ้างไม่ส่งประกันสังคม ลูกจ้างสามารถตรวจสอบประวัติผ่านช่องทางของสำนักงานประกันสังคม ติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1506 พร้อมหลักฐานการจ้างและการหักเงิน ไม่ควรรอจนเกิดเหตุเจ็บป่วย ออกจากงาน หรือยื่นขอสิทธิจึงค่อยตรวจสอบ</p>
<h2><strong>สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 มีอะไรบ้างในปี 2569 ?</strong></h2>
<p>ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม 7 กรณี โดยแต่ละสิทธิมีเงื่อนไขจำนวนงวดเงินสมทบ เอกสาร และระยะเวลายื่นคำขอแตกต่างกัน ดังนี้</p>
<h3><strong>1. เจ็บป่วยหรือประสบอันตรายที่ไม่เกิดจากการทำงาน</strong></h3>
<p>ผู้ประกันตนใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลตามสิทธิ และอาจได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามเงื่อนไข ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณสิทธิเพิ่มเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินทดแทนสูงสุดในกรณีที่คิด 50% ของฐานค่าจ้างเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน</p>
<p><strong>สิทธิทันตกรรมตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569</strong> ยังมีวงเงินพื้นฐานถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน 900 บาทต่อปีสำหรับสถานพยาบาลเอกชนหรือคลินิก พร้อมเพิ่มวงเงินผ่าฟันคุดแยกต่างหากสูงสุด 1,500-2,500 บาทต่อซี่ตามความซับซ้อน ปรับวงเงินฟันปลอมถอดได้ และเพิ่มสิทธิรากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟันทั้งปากตามเกณฑ์</p>
<h3><strong>2. คลอดบุตร</strong></h3>
<p>ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข มีสิทธิค่าตรวจและฝากครรภ์รวมไม่เกิน 1,500 บาท และค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง ส่วนผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามเกณฑ์ โดยเมื่อคำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุดใหม่ปี 2569 จะสูงสุด 26,250 บาทต่อครั้ง</p>
<h3><strong>3. ทุพพลภาพ</strong></h3>
<p>ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนการขาดรายได้ตามระดับและระยะเวลาของความทุพพลภาพ รวมถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ สิทธินี้ใช้กับเหตุที่ไม่เนื่องจากการทำงาน</p>
<h3><strong>4. เสียชีวิต</strong></h3>
<p>ผู้จัดการศพและผู้มีสิทธิอาจได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตตามจำนวนงวดที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ การปรับฐานค่าจ้างปี 2569 ทำให้เงินสงเคราะห์ส่วนที่อิงค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 35,000 บาทสำหรับผู้ส่ง 36-119 งวด และ 105,000 บาทสำหรับผู้ส่งตั้งแต่ 120 งวดขึ้นไปตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคม</p>
<h3><strong>5. สงเคราะห์บุตร</strong></h3>
<p>ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไข มีสิทธิเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อคน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี คราวละไม่เกิน 3 คน</p>
<h3><strong>6. ชราภาพ</strong></h3>
<p>ผู้ประกันตนได้รับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบและเงื่อนไขของกฎหมาย การขยับเพดานค่าจ้างทำให้เงินที่สะสมในส่วนชราภาพของลูกจ้างและนายจ้างรวมกันสูงสุดเพิ่มเป็น 1,050 บาทต่อเดือน</p>
<p>ณ วันที่อัปเดตบทความนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงสูตรบำนาญ <strong>CARE (Career Average Revalued Earnings)</strong> เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แต่ยังไม่ควรเขียนว่าใช้บังคับแล้ว เพราะกฎกระทรวงจะมีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพ้นระยะเวลา 180 วันตามที่กำหนด</p>
<h3><strong>7. ว่างงาน</strong></h3>
<ul>
<li><strong>ถูกเลิกจ้าง</strong> ได้รับ 60% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน เมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569 จะสูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 63,000 บาทต่อครั้ง</li>
<li><strong>ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง</strong> ได้รับ 30% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน สูงสุดรวม 15,750 บาทเมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569</li>
</ul>
<p>ผู้ขอสิทธิต้องส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์ ขึ้นทะเบียนว่างงานภายในเวลาที่กำหนด และรายงานตัวตามระบบของกรมการจัดหางาน การระบุสาเหตุออกจากงานในระบบจึงเป็นข้อมูลที่ HR ต้องตรวจให้ตรงกับข้อเท็จจริง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/lonely-accident-patients-injury-headache-woman-hospital-medical-concept-scaled.webp" alt="สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 กรณีเจ็บป่วยและขาดรายได้" title="ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569 229"></p>
<h2><strong>อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ใช่ 1 ใน 7 กรณีนี้</strong></h2>
<p>จุดที่มักสับสนคือ เหตุเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ <strong>เนื่องจากการทำงาน</strong> อยู่ภายใต้กองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่สิทธิ 7 กรณีของกองทุนประกันสังคม นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุจากการทำงานตามหลักเกณฑ์ของกองทุน</p>
<p>ดังนั้น รายการสิทธิ 7 กรณีที่ถูกต้องควรมี “สงเคราะห์บุตร” และไม่ควรนำ “อุบัติเหตุจากการทำงาน” มานับแทน</p>
<h2><strong>ทำไมผู้ประกันตนจึงตั้งคำถามต่อกองทุนประกันสังคม ?</strong></h2>
<p><strong>คำถามว่า “ทำไมต้องจ่าย” ไม่ได้เกิดจากคนที่อยากหนีหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากคนที่ถูกหักเงินจากค่าจ้างทุกเดือน และต้องฝากความมั่นคงในวันที่เจ็บป่วย ตกงาน พิการ หรือเกษียณไว้กับระบบนี้</strong> เงินสมทบจึงไม่ใช่เงินช่วยเหลือที่รัฐหยิบยื่นให้ฝ่ายเดียว แต่เป็นเงินจากผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐที่ต้องถูกบริหารเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง</p>
<p>เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเงินที่ถูกหักวันนี้คือความหวังว่าในวันที่ชีวิตสะดุด ระบบจะช่วยทดแทนรายได้และทำให้คนทำงานยังใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงวัยเกษียณก็ควรช่วยให้เขามีหลักประกันที่เหมาะสม <strong>ผู้ประกันตนไม่ควรต้องใช้ชีวิตไปพร้อมกับความกังวลว่าเงินที่สะสมมาหลายสิบปีจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และปลอดภัยหรือไม่</strong></p>
<h3><strong>เงินสมทบคือ “ความไว้วางใจภาคบังคับ”</strong></h3>
<p>ผู้ประกันตนมาตรา 33 ไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าระบบหรือไม่ เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องจ่าย มาตรฐานความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนจึงควรสูงกว่าระบบสมัครใจ ไม่ใช่ต่ำกว่า เพราะผู้ประกันตนไม่สามารถถอนตัวแล้วนำเงินไปบริหารเองได้อย่างอิสระ</p>
<p><strong>หน้าที่ต้องจ่ายจึงไม่เท่ากับหน้าที่ต้องเงียบ</strong> ผู้ประกันตนควรมีสิทธิถามว่าเงินถูกนำไปใช้ที่ไหน ลงทุนภายใต้ความเสี่ยงเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการบริหารจำเป็นและคุ้มค่าหรือไม่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และหากการตัดสินใจผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ ความเป็นระบบภาคบังคับไม่ใช่ใบอนุญาตให้หน่วยงานขอความเชื่อใจโดยไม่ต้องเปิดข้อมูล แต่ควรทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบเข้มข้นยิ่งขึ้น</p>
<h3><strong>ทำไมงบปฏิทิน เครื่องแต่งกาย หรือการลงทุนบางโครงการจึงถูกตั้งคำถาม ?</strong></h3>
<p>ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2569 มีการตั้งคำถามต่อสาธารณะเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บางโครงการ การใช้งบประมาณจัดทำปฏิทินและเครื่องแต่งกาย การรายงานผลตอบแทนการลงทุน ตลอดจนกติกาและกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม</p>
<p>ข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเหล่านี้ <strong>ยังไม่ควรถูกเขียนเหมือนเป็นคำวินิจฉัยว่ามีการทุจริตแล้วทุกกรณี</strong> แต่ก็ไม่ควรถูกลดทอนว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไม่สำคัญ เพราะเงินทุกบาทที่ใช้ไปกับการบริหารคือเงินที่ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนหรือพัฒนาสิทธิประโยชน์ หน่วยงานจึงมีหน้าที่อธิบายให้ได้ว่าโครงการนั้นจำเป็นอย่างไร ใช้เงินคุ้มค่าหรือไม่ ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบใด และประชาชนตรวจสอบรายละเอียดได้มากเพียงใด</p>
<p>การตั้งคำถามอย่างรับผิดชอบจึงต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือ ไม่กล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานเกินกว่าหลักฐาน และไม่ยอมให้คำว่า “ยังไม่มีข้อยุติ” กลายเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบอย่างอิสระ หรือการชี้แจงต่อเจ้าของเงิน</p>
<h3><strong>ผลตอบแทน 6.16% เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด</strong></h3>
<p>สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า ปี 2568 กองทุนมีผลตอบแทนรวมเมื่อวัดตามราคาตลาด 6.16% ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการลงทุน 168,177 ล้านบาท แบ่งเป็นกำไรที่รับรู้แล้ว 80,161 ล้านบาท และกำไรจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยังไม่ขาย 88,016 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลด้านบวกที่ควรนำเสนออย่างเป็นธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การบอกว่าผลตอบแทนเป็นบวกยังไม่ทำให้คำถามด้านธรรมาภิบาลสิ้นสุดลง ผู้ประกันตนควรรู้ด้วยว่าผลตอบแทนดังกล่าวสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงเพียงใด ใช้ความเสี่ยงระดับใด มีต้นทุนบริหารเท่าไร สินทรัพย์แต่ละประเภททำผลงานอย่างไร ส่วนใดเป็นกำไรที่เกิดขึ้นแล้วและส่วนใดยังผันผวนตามราคาตลาด รวมถึงมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร</p>
<p><strong>กองทุนอาจมีผลตอบแทนเป็นบวก ขณะเดียวกันผู้ประกันตนก็ยังมีเหตุผลเต็มที่ที่จะขอข้อมูลระดับสินทรัพย์ เกณฑ์วัดผลงาน และรายละเอียดการใช้เงินที่ตรวจสอบได้</strong> สองเรื่องนี้ไม่ขัดกัน การเปิดข้อมูลละเอียดขึ้นต่างหากที่จะช่วยให้ตัวเลขผลตอบแทนมีความหมายและสร้างความเชื่อมั่นได้จริง</p>
<h3><strong>คำถามสุดท้ายไม่ใช่แค่ “กองทุนกำไรหรือไม่” แต่คือ “ผู้ประกันตนอยู่ดีขึ้นหรือไม่”</strong></h3>
<p>ประสิทธิภาพของกองทุนไม่ควรวัดจากขนาดกองทุนหรืออัตราผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเพียงพอของสิทธิด้วย เงินทดแทนเมื่อว่างงานหรือเจ็บป่วยช่วยประคองครัวเรือนได้จริงหรือไม่ เงินสงเคราะห์บุตรทันกับค่าครองชีพหรือไม่ และบำนาญชราภาพเพียงพอให้ผู้ประกันตนสูงวัยดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่</p>
<p>หากเงินเดือน ค่าครองชีพ และเงินสมทบเพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์บางส่วนตามไม่ทัน ความไม่ไว้วางใจก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ต่อให้ไม่มีการทุจริต ความล่าช้า ความไม่คุ้มค่า หรือการออกแบบสิทธิที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงก็เป็นสิ่งที่สังคมมีสิทธิวิพากษ์เช่นกัน</p>
<h3><strong>6 คำถามที่ผู้ประกันตนควรถามต่อกองทุน</strong></h3>
<ol>
<li>เงินกองทุนเป็นของใคร และผู้ประกันตนมีอำนาจร่วมตัดสินใจมากเพียงใด ?</li>
<li>ประชาชนตรวจสอบรายละเอียดการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างได้ครบถ้วนและรวดเร็วหรือไม่ ?</li>
<li>ผลตอบแทนถูกเปรียบเทียบกับเกณฑ์ใด และต้องรับความเสี่ยงเท่าไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนนั้น ?</li>
<li>กองทุนป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและเอาผิดผู้ตัดสินใจที่สร้างความเสียหายอย่างไร ?</li>
<li>สิทธิประโยชน์และบำนาญเติบโตทันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความจำเป็นของผู้ประกันตนหรือไม่ ?</li>
<li>การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีเสียงที่มีความหมายจริงเพียงใด ?</li>
</ol>
<h3><strong>ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้อย่างไร ?</strong></h3>
<p>นอกจากติดตามรายงาน ขอข้อมูล และใช้สิทธิร้องเรียนแล้ว ผู้ประกันตนและนายจ้างยังมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้งตัวแทนในคณะกรรมการประกันสังคม สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ <strong>27 กันยายน 2569</strong> โดยปิดลงทะเบียนใช้สิทธิเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และมีกำหนดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิวันที่ 10 สิงหาคม 2569</p>
<p>การวิพากษ์ ตรวจสอบ และเลือกผู้แทนเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการหยุดส่งเงินสมทบ เพราะการไม่ส่งไม่ได้ทำให้กองทุนโปร่งใสขึ้น แต่กลับกระทบสิทธิของพนักงานและทำให้นายจ้างผิดกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม คำว่า “ต้องทำตามกฎหมาย” ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดบทสนทนา <strong>ผู้ประกันตนมีสิทธิทำตามหน้าที่ไปพร้อมกับเรียกร้องให้ระบบดีขึ้นได้</strong></p>
<h2><strong>ใช้ประกันเอกชนแทนประกันสังคมได้ไหม ?</strong></h2>
<p><strong>ไม่ได้</strong> ประกันสุขภาพเอกชน ประกันกลุ่ม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการเสริมที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน องค์กรสามารถเพิ่มสวัสดิการเหล่านี้เพื่ออุดช่องว่างด้านวงเงิน โรงพยาบาล และความคุ้มครองได้ แต่ไม่สามารถนำมาแทนการขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบมาตรา 33</p>
<p>ในทางบริหาร HR ควรมองประกันสังคมเป็น “ฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย” แล้วออกแบบสวัสดิการอื่นต่อยอดตามความเสี่ยงและความต้องการของพนักงาน ไม่ควรสื่อสารว่าพนักงานต้องเลือกระหว่างประกันสังคมกับประกันเอกชน เพราะคนทำงานสามารถมีทั้งสองระบบพร้อมกันได้</p>
<h2><strong>Checklist สำหรับ HR ก่อนปิด Payroll ทุกเดือน</strong></h2>
<ul>
<li>ตรวจรายชื่อพนักงานเข้าใหม่ พนักงานออก และวันที่มีผลให้ตรงกับเอกสาร</li>
<li>ตรวจฐานค่าจ้างและยอดหักเงินสมทบรายคน โดยใช้เพดานปี 2569 สูงสุด 17,500 บาท</li>
<li>ตรวจว่ายอดลูกจ้างและยอดนายจ้างฝ่ายละ 5% ตรงกับแบบนำส่ง</li>
<li>ยื่นแบบ สปส.1-10 และนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป</li>
<li>ดาวน์โหลดและจัดเก็บใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรายงานข้อผิดพลาดจากระบบ</li>
<li>สุ่มตรวจประวัติเงินสมทบกับพนักงาน และมีช่องทางให้แจ้งเมื่อยอดไม่เข้า</li>
<li>ทบทวนประกาศใหม่จากสำนักงานประกันสังคมก่อนเปลี่ยนอัตราหรือเงื่อนไขในระบบ Payroll</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/payroll-still-life-with-document-scaled.webp" alt="Checklist HR ตรวจการหักและยื่นประกันสังคมทุกเดือน" title="ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569 230"></p>
<h2><strong>FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งประกันสังคม</strong></h2>
<h3><strong>บริษัทมีพนักงานคนเดียว ต้องขึ้นประกันสังคมไหม ?</strong></h3>
<p>โดยทั่วไป หากเป็นนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายกฎหมาย แม้มีลูกจ้างเพียง 1 คนก็ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตนภายในเวลาที่กำหนด</p>
<h3><strong>พนักงานขอไม่เข้าประกันสังคมได้ไหม ?</strong></h3>
<p>ไม่ได้สำหรับผู้ที่อยู่ในข่ายมาตรา 33 การยินยอมของพนักงานไม่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างสิ้นสุด</p>
<h3><strong>นายจ้างหักประกันสังคม แต่ไม่ส่ง ต้องทำอย่างไร ?</strong></h3>
<p>ตรวจประวัติเงินสมทบ เก็บสลิปเงินเดือนและหลักฐานการจ้าง แล้วติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่หรือสายด่วน 1506 เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่</p>
<h3><strong>ยื่นประกันสังคมวันไหน ?</strong></h3>
<p>นายจ้างต้องยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง หากวันครบกำหนดหรือช่องทางชำระมีเงื่อนไขเฉพาะ ควรตรวจประกาศล่าสุดของสำนักงานประกันสังคม</p>
<h3><strong>ประกันสังคมปี 2569 หักกี่เปอร์เซ็นต์ ?</strong></h3>
<p>มาตรา 33 หักจากลูกจ้าง 5% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบ 5% เท่ากัน โดยฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท จึงหักสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน</p>
<h3><strong>ประกันสังคมลดหย่อนภาษีได้ไหม ?</strong></h3>
<p>เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้น HR ควรออกหนังสือรับรองการหักภาษีและแสดงยอดเงินสมทบให้ถูกต้อง ส่วนผู้ประกันตนควรตรวจเพดานลดหย่อนล่าสุดกับกรมสรรพากร</p>
<h3><strong>ลาออกแล้วใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้ไหม ?</strong></h3>
<p>สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกไม่เกิน 6 เดือนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับจากสิ้นสุดมาตรา 33 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนที่ HR ควรจัดการเมื่อพนักงานออกได้ที่ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211123-what-hr-do-when-employee-resigns/">พนักงานลาออก HR ต้องทำอะไรบ้าง</a></p>
<h2><strong>สรุป</strong></h2>
<p><strong>ไม่ส่งประกันสังคมไม่ได้ หากนายจ้างและลูกจ้างอยู่ในข่ายมาตรา 33 แต่หน้าที่ต้องจ่ายไม่ใช่เช็คเปล่าที่ให้กองทุนนำเงินไปบริหารโดยไม่ต้องตอบคำถาม</strong> ปี 2569 ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบฝ่ายละ 5% สูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับความคุ้มครอง 7 กรณี ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ไปจนถึงชราภาพ</p>
<p>ผู้ประกันตนควรได้รับทั้งสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอต่อชีวิตจริง และคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกลงทุนหรือใช้จ่ายอย่างไร การตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเสี่ยงของเงินเกษียณจึงไม่ใช่การต่อต้านประกันสังคม แต่เป็นการปกป้องระบบที่คนทำงานทุกคนถูกบังคับให้ฝากอนาคตไว้ด้วย</p>
<p><strong>บทบาทของ HR จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การหักเงินและบอกพนักงานว่ากฎหมายบังคับ</strong> HR ต้องส่งเงินให้ถูกต้อง ตรวจยอด รักษาสิทธิ รับฟังข้อกังวลของพนักงาน และช่วยส่งต่อคำถามที่มีเหตุผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติตามกฎหมายกับการเรียกร้องธรรมาภิบาลไม่ใช่คนละทาง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้ประกันสังคมเป็นหลักประกันของคนทำงานจริง ๆ ไม่ใช่อีกหนึ่งความเสี่ยงที่พวกเขาต้องคอยกังวล</p>
<p><em>หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย เงื่อนไขสิทธิ อัตราเงินสมทบ และกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจประกาศล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมหรือสอบถามสายด่วน 1506 เมื่อใช้กับกรณีเฉพาะ</em></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/2021/02/2-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A.%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.-2533.pdf" target="_blank" rel="noopener">พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533</a></li>
<li><a href="https://gcc.go.th/2026/01/24/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%81-68/" target="_blank" rel="noopener">กระทรวงยุติธรรม: หน้าที่และโทษกรณีนายจ้างไม่ยื่นประกันสังคม</a></li>
<li><a href="https://gcc.go.th/2026/01/16/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%9B%E0%B8%A3-3/" target="_blank" rel="noopener">สำนักงานประกันสังคม: ฐานค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ปี 2569</a></li>
<li><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/165971" target="_blank" rel="noopener">รัฐบาลไทย: สิทธิฝากครรภ์ คลอดบุตร และสงเคราะห์บุตร ปี 2569</a></li>
<li><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163637" target="_blank" rel="noopener">รัฐบาลไทย: สิทธิทันตกรรมประกันสังคมตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569</a></li>
<li><a href="https://www.mol.go.th/en/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99-2" target="_blank" rel="noopener">กระทรวงแรงงาน: กองทุนเงินทดแทนและเหตุเนื่องจากการทำงาน</a></li>
<li><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166391" target="_blank" rel="noopener">รัฐบาลไทย: สถานะร่างกฎกระทรวงสูตรบำนาญ CARE</a></li>
<li><a href="https://www.thaipbs.or.th/now/content/3616" target="_blank" rel="noopener">Thai PBS NOW: ประเด็นตรวจสอบกองทุนประกันสังคมปี 2569</a></li>
<li><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/501863" target="_blank" rel="noopener">Thai PBS: ผลตอบแทนการลงทุนกองทุนประกันสังคมปี 2568</a></li>
<li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-253" target="_blank" rel="noopener">Thai PBS Policy Watch: ข้อเสนอด้านมาตรฐานบัญชีและความโปร่งใสของกองทุน</a></li>
<li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-230" target="_blank" rel="noopener">Thai PBS Policy Watch: ธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมในกองทุนประกันสังคม</a></li>
<li><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/164903" target="_blank" rel="noopener">รัฐบาลไทย: กำหนดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมปี 2569</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/social-securitiy-hr-250828/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR 2026 &#038; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-2025-and-beyond-250825/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-2025-and-beyond-250825/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Aug 2025 01:46:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR 2025]]></category>
		<category><![CDATA[HR 2026]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46611</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HR 2026 &#38; Beyond ต้องเปลี่ยนจาก HR Admin → เป็น Strategic Partner ตัวจริง วางกลยุทธ์ด้านคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำงานเอกสารหรือกฎระเบียบเหมือนในอดีต บทบาทหลักของ HR ยุคใหม่คือขับเคลื่อนทั้ง Employee Lifecycle ตั้งแต่ดึงดูดคนเก่ง สร้าง Employee Experience ที่ดี ไปจนถึงพัฒนาทักษะและรักษาคนให้อยู่ในองค์กร HR ต้อง Data-Driven และใช้ HR Tech ให้เป็น ใช้ People Analytics เพื่อลดการใช้อารมณ์และอคติ พร้อมใช้ HRIS, Payroll, Recruitment Platform และ LMS เพื่อเพิ่ม Productivity สูงสุด ทักษะสำคัญของ HR ในปี 2026 คือ Business Acumen, Digital [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>HR 2026 &amp; Beyond ต้องเปลี่ยนจาก HR Admin → เป็น Strategic Partner ตัวจริง วางกลยุทธ์ด้านคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำงานเอกสารหรือกฎระเบียบเหมือนในอดีต</li>
<li>บทบาทหลักของ HR ยุคใหม่คือขับเคลื่อนทั้ง Employee Lifecycle ตั้งแต่ดึงดูดคนเก่ง สร้าง Employee Experience ที่ดี ไปจนถึงพัฒนาทักษะและรักษาคนให้อยู่ในองค์กร</li>
<li>HR ต้อง Data-Driven และใช้ HR Tech ให้เป็น ใช้ People Analytics เพื่อลดการใช้อารมณ์และอคติ พร้อมใช้ HRIS, Payroll, Recruitment Platform และ LMS เพื่อเพิ่ม Productivity สูงสุด</li>
<li>ทักษะสำคัญของ HR ในปี 2026 คือ Business Acumen, Digital Literacy และ Growth Mindset ต้องเข้าใจธุรกิจ รู้เท่าทันเทคโนโลยี และพร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม เป็นต้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46799" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp" alt="HR 2025 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน" width="600" height="370" title="HR 2026 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน 235" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้าสู่ปี 2026 แล้ว ปีที่ HR จะเผชิญความท้าทายจากทุกทิศทาง ทั้งจากสภาพการเมืองการปกครองในระดับโลกและระดับประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจ ไปจนถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีและ AI ที่เริ่มสั่นคลอนความเชื่อมั่นว่า คนยังเป็นทรัพยากรที่สำคัญอยู่จริงหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์เหล่านี้ทำให้หลายองค์กรกลับมาตั้งคำถามสำคัญด้วยว่า </span><b>HR แบบไหนกันที่มีความสำคัญต่อองค์กรในยุคนี้และยุคต่อไป ?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2025 เป็นต้นไป นิยามความหมายใหม่ของอาชีพ </span><b>HR คืออะไร ?</b><span style="font-weight: 400;"> โลกต้องการ </span><b>HR ยุคใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> แบบไหน ? หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>อดีตที่ผ่านมา HR คืออะไร ? ทำไมถึงควรลบภาพจำ HR แบบเดิมออก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46615" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-scaled.webp" alt="HR 2025 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน" width="600" height="338" title="HR 2026 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน 236" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>Human Resource หรือ HR </b><span style="font-weight: 400;">คือคนทำงานในฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร มีหน้าที่สำคัญในการบริหารจัดการและดูแลคนในองค์กรให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพจำที่หลายคนมักมีต่อ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-admin-230908/"><span style="font-weight: 400;">HR คือคนทำงานแอดมิน (HR Admin)</span></a><span style="font-weight: 400;"> คนทำงานเอกสาร คำนวณเงินเดือนพนักงาน และดูแลเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งบางครั้งการดูแลกฎระเบียบก็อาจมาพร้อมความเจ้ากี้เจ้าการ เจ้าระเบียบ ประหนึ่งเป็นครูฝ่ายปกครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลก็คือ พนักงานบางส่วนไม่ค่อยชอบ HR ทำให้โดนเหมารวมว่าคนทำงานนี้เป็นคนไม่น่าคบหา แถมยังถูกมองว่าเป็นสายสืบของผู้บริหาร ที่เป็นมิตรต่อหัวหน้างาน มากกว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันเอง</span></p>
<p><b>ทั้งที่จริงแล้ว HR ควรเป็นทั้งเพื่อนคู่คิดและมิตรคู่ยากของทั้งพนักงานและผู้นำ และเป็น Change Champion คนแรกที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กร</b></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48046" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330.webp" alt="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR)" width="600" height="370" title="HR 2026 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน 237" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/new-years-resolution-for-hr-2026-251125/">13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year’s Resolution for HR)</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>แล้วปี 2026 เป็นต้นไป HR ยุคใหม่คือ HR แบบไหน ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความอยู่รอดของทั้งวิชาชีพตัวเอง และขององค์กรนับจากนี้เป็นต้นไป </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2025-241225/"><span style="font-weight: 400;">เทรนด์ของ HR ในปี 2025</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้นไปล้วนชี้ไปในทางเดียวกันว่า HR จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อกลายเป็น </span><b>พาร์ทเนอร์คนสำคัญขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> และอยู่เคียงข้างผู้บริหารเสมอเมื่อคิดจะวางกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์อะไรก็ตาม</span></p>
<p><b>HR ไม่ได้อยู่หลังบ้านอีกต่อไป</b> <b>แต่ต้องออกมาอยู่หน้าเวที แล้วขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดแรงงาน ความต้องการพนักงานที่มีทักษะสูง และการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น องค์กรยุคใหม่รวมถึง </span><b>HR ยุคใหม่</b> <b>ยิ่งต้องมีความเข้าใจว่า คนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด</b><span style="font-weight: 400;"> และ HR คือผู้ที่ต้องทำให้สินทรัพย์นี้เติบโตและสร้างมูลค่าให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงาน และวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ผ่านงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>HR 2026 = Strategic HR วางกลยุทธ์ด้านคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ยุคใหม่ต้องเป็น Strategic Partner ที่แปลงเป้าหมายธุรกิจให้เป็นกลยุทธ์ด้านคน โดยวิเคราะห์ว่าองค์กรต้องการคนแบบไหน เมื่อไหร่ และจำนวนเท่าไหร่ ผ่านการใช้ข้อมูลและการคาดการณ์แนวโน้มอนาคต</span></p>
<h3>HR 2026 กับภารกิจ <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/talent-acquisition-240719/">Talent Acquisition</a> &amp; Retention หาคนให้ตรงและรักษาคนให้อยู่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง การหาคนที่เหมาะสมและการรักษาพนักงานที่มีคุณค่าไว้กับองค์กรเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก HR จะต้องไม่ใช่แค่ Recruiter แบบเดิม ๆ แต่ต้องพัฒนากลยุทธ์ในการดึงดูดและคัดเลือกคนที่มีทักษะและมายด์เซ็ตที่เหมาะสมกับองค์กร พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้พนักงานต้องการอยู่กับองค์กรในระยะยาว</span></p>
<h3>HR 2026 คือผู้สร้าง Employee Experience ของพนักงานที่ดีตั้งแต่วันแรกจนวันลาออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับองค์กรเป็นหน้าที่สำคัญของ HR ยุคใหม่ หรือจริง ๆ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/candidate-centric-recruitment-250729/"><span style="font-weight: 400;">ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนประกาศรับสมัครงานแล้ว</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไม่ต้องรอจนกว่าจะถึงช่วง Onboarding พนักงาน</span></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hrex-roundtable-future-of-experience-250813/#Employee_Experience"><span style="font-weight: 400;">ในงาน #5 Roundtable: CHRO &amp; HR Director Forum – Future of Experience</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรืองานล้อมวงสนทนากับผู้นำ HR ของ HREX เสียงของผู้นำทุกคนเห็นตรงกันว่า </span><b>หาก HR สร้างประสบการณ์ที่ดีให้พนักงานได้ พวกเขาก็จะพร้อมจะผลิตงานเกรด A ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เส้นชัย</b></p>
<h3><b>HR 2026 ต้องใช้ People Analytics ใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจลดการใช้อารมณ์และอคติ</b></h3>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/data-driven-culture-240307/"><span style="font-weight: 400;">HR ยุคใหม่ต้อง Data-Driven </span></a><span style="font-weight: 400;">หรือใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการลาออกของพนักงาน ระดับความผูกพันของพนักงาน ประสิทธิภาพการทำงาน หรือการพยากรณ์ความต้องการแรงงานในอนาคต การใช้ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/how-people-analytics-help-od-230105/"><span style="font-weight: 400;">People Analytics</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้ HR สามารถเสนอแนะกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กร</span></p>
<h3><b>HR 2026 ต้องออกแบบการ Learning &amp; Development ปั้นคนให้โตไวเท่าธุรกิจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ทักษะและความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หัวใจของ HR ยุคใหม่ ต้องทำหน้าที่เป็นสถาปนิกในการออกแบบระบบการเรียนรู้และพัฒนาพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีทักษะที่ทันสมัยและสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้</span></p>
<h3>HR 2026 ต้องไม่หยุดบริหาร Change Management</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกธุรกิจ HR ต้องเป็นผู้นำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/change-management-241120/"><span style="font-weight: 400;">บริหารการเปลี่ยนแปลง</span></a><span style="font-weight: 400;">โดยช่วยพนักงานเข้าใจและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งลดความต้านทานและสร้างการยอมรับในการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46614" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-scaled.webp" alt="HR 2025 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน" width="600" height="400" title="HR 2026 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน 238" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/153-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>อยากเป็น HR ยุคใหม่ที่องค์กรต้องการในปี 2026 ต้องมีทักษะอะไร ?</h2>
<h3>1. Business Acumen</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ยุคใหม่ ต้องมีความเข้าใจในธุรกิจที่ลึกซึ้งเหมือนกับผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ต้องรู้ว่าองค์กรทำเงินจากอะไร ใครคือคู่แข่ง แนวโน้มของอุตสาหกรรม และความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ เพื่อที่จะสามารถเสนอกลยุทธ์ด้านคนที่สนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ</span></p>
<h3>2. Digital Literacy</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคดิจิทัล HR นอกจากต้องสามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว เริ่มจากการใช้</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/what-is-hrms-250806/"><span style="font-weight: 400;">ระบบ HR อย่าง HRMS</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้เป็น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ยัง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230526-digital-literacy/"><span style="font-weight: 400;">ต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้ HR สามารถทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำ ถูกหลักจริยธรรม และจรรยาบรรณมากขึ้น</span></p>
<h3>3. Empathy &amp; Communication</h3>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/empathy-231030/"><span style="font-weight: 400;">HR ที่มีความเข้าอกเข้าใจ</span></a><span style="font-weight: 400;"> มี Emotional Intelligence สูง สามารถเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของพนักงานในระดับที่ลึกซึ้ง พร้อมทั้งสามารถสื่อสารกับคนในระดับต่างๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการหรือผู้บริหารระดับสูง</span></p>
<h3>4. Agility &amp; Adaptability</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งสถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแค่ไหน </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220520-agile-hr/"><span style="font-weight: 400;">HR ยิ่งต้องมีความยืดหยุ่น</span></a><span style="font-weight: 400;">และสามารถปรับตัวได้เร็ว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ต้องสามารถปรับกลยุทธ์และวิธีการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ได้ทันที</span></p>
<h3>5. Data-Driven Thinking</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ยุคใหม่ต้องสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจแทนการใช้ความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ต้องรู้วิธีเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่ผู้บริหารเข้าใจและสามารถตัดสินใจได้</span></p>
<h3>6. Growth Mindset</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลา HR เลิกคือการคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนคอยดูแลเรื่องเอกสารและสวัสดิการเท่านั้น แต่</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/"><span style="font-weight: 400;">ควรปรับเป็น Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> ใหม่ว่า HR คือตัวขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมีคุณค่า เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่สำคัญและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางขององค์กร การมีแนวคิดว่าเราสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัด จะยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของเราให้สูงขึ้นด้วย</span></p>
<h2>HR ยุคใหม่ ต้องหัดใช้ HR Tech ให้เป็น ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์ แต่ต้องใช้ให้เวิร์ก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า HR ยุคใหม่ ต้องหัดใช้ HR Tech ให้เป็นในที่นี้ ไม่ใช่แค่ใช้ตามเทรนด์ เห็นอะไรมาใหม่ก็ใช้ไปหมด แต่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Technology ทุกแบบช่วย HR เพิ่ม Productivity ประหยัดเวลา ลด Human Error และหากใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีเวลาดูแลคน เสริมสร้างมูลค่าต่อองค์กรได้มากขึ้นด้วย</span></p>
<h3><b>ตัวอย่าง HR Technology ที่ HR ยุคใหม่ควรรู้จักและใช้ให้เป็น</b></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/products/117"><span style="font-weight: 400;">ระบบ HRIS</span></a><span style="font-weight: 400;"> ช่วยจัดการข้อมูลพนักงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การสมัครงาน การบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว ไปจนถึงการประเมินผลงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/18"><span style="font-weight: 400;">Payroll Solution </span></a><span style="font-weight: 400;">ช่วยคำนวณเงินเดือน ภาษี และสวัสดิการต่างๆ อย่างอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาอย่างมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1"><span style="font-weight: 400;">Recruitment Platform</span></a><span style="font-weight: 400;"> ช่วยในการลงประกาศรับสมัครงาน คัดกรองใบสมัคร และจัดการกระบวนการสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/23"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement Tool</span></a><span style="font-weight: 400;"> ช่วยวัดและติดตามระดับความผูกพันของพนักงาน รวมถึงการส่งแบบสำรวจและรวบรวมความคิดเห็นจากพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/70"><span style="font-weight: 400;">Learning Management System (LMS)</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มสำหรับการจัดการการเรียนรู้และพัฒนาพนักงานแบบออนไลน์</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาบอกว่า HR ต้องเก่งเทคโนโลยี </span><b>ไม่ได้หมายความว่า HR ต้องเก่ง IT ชนิดคุยกับใครไม่รู้เรื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> ขอเพียงแค่เข้าใจว่าเทคโนโลยีไหนเหมาะสมกับงานประเภทไหน และจะช่วยแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพในด้านใด การเลือกใช้ HR Products &amp; Services ต้องอิงจากความต้องการจริงขององค์กร ไม่ใช่เลือกตามความนิยมหรือเทรนด์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ที่เหมาะสมกับองค์กร สามารถค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบโซลูชั่นต่าง ๆ ได้ที่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HREX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ HR Technology</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มี HR Tech ให้ค้นหาและใช้บริการมากกว่า 200 บริการแล้ว</span></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><b>HR 2026 &amp; Beyond</b><span style="font-weight: 400;"> จะต้องไม่ใช่แค่ฝ่ายบุคคลที่คอยดูแลเรื่องเอกสารและสวัสดิการอีกต่อไป แต่กลายเป็น </span><b>พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย</b> <b>HR ยุคใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องมีทักษะทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และการจัดการคน พร้อมทั้งใช้ข้อมูลในการตัดสินใจและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ที่ทุกองค์กรต้องการ คือ HR ที่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในอาชีพ HR ยุคใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมี HR ที่เข้าใจบทบาทใหม่และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว </span><b>คนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>HR คือผู้ที่ทำให้สินทรัพย์นี้เติบโตและสร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่อง</b></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="Q&amp;A of the Month: คำถามเด็ด HR ประจำเดือนมกราคม 2025 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<p><a href="https://www.oracle.com/ae/human-capital-management/hr/what-is-hr/" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">oracle</span></a></p>
<p><a href="https://www.tmi.org/blogs/the-10-most-important-hr-models-to-know-in-2025" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">tmi</span></a></p>
<p><a href="https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/hr-monitor-2025" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">mckinsey</span></a></p>
<p><a href="https://www.coursera.org/articles/what-is-hr" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">coursera</span></a></p>
<p><a href="https://www.sellickpartnership.co.uk/resources/blog/what-does-hr-do-exploring-the-role-of-hr-and-hr-jobs" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #333333;">sellickpartnership</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-2025-and-beyond-250825/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: 13 คำถามที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 11:13:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46411</guid>

					<description><![CDATA[อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจาก 1 ตุลาคม 2568 เป็น 1 ตุลาคม 2569 แล้ว บทความนี้จึงปรับใหม่ให้เป็น FAQ ฉบับปี 2569 สำหรับ HR ที่ต้องเตรียมระบบเงินเดือน สื่อสารกับพนักงาน และตรวจสอบว่าสถานประกอบการของตัวเองเข้าข่ายต้องดำเนินการหรือไม่ ถ้าต้องการอ่านภาพรวมตั้งแต่ต้น แนะนำอ่านบทความหลัก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? ก่อน ส่วนบทความนี้จะเก็บคำถามที่มักเกิดขึ้นหลังจากรู้หลักการแล้ว โดยเน้นคำตอบที่ HR เอาไปใช้ตรวจงานจริงได้ทันที FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: สรุปสั้นก่อนอ่าน วันเริ่มบังคับใช้ล่าสุด: 1 ตุลาคม 2569 อัตราเริ่มต้น: ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25% อัตราระยะถัดไป: ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ กลุ่มที่ต้องเช็ก: [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46413" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp" alt="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569" width="600" height="370" title="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: 13 คำถามที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569 242" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569:</strong> กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจาก 1 ตุลาคม 2568 เป็น <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> แล้ว บทความนี้จึงปรับใหม่ให้เป็น FAQ ฉบับปี 2569 สำหรับ HR ที่ต้องเตรียมระบบเงินเดือน สื่อสารกับพนักงาน และตรวจสอบว่าสถานประกอบการของตัวเองเข้าข่ายต้องดำเนินการหรือไม่</p>
<p>ถ้าต้องการอ่านภาพรวมตั้งแต่ต้น แนะนำอ่านบทความหลัก <a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?</a> ก่อน ส่วนบทความนี้จะเก็บคำถามที่มักเกิดขึ้นหลังจากรู้หลักการแล้ว โดยเน้นคำตอบที่ HR เอาไปใช้ตรวจงานจริงได้ทันที</p>

<h2>FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: สรุปสั้นก่อนอ่าน</h2>
<ul>
<li><strong>วันเริ่มบังคับใช้ล่าสุด:</strong> 1 ตุลาคม 2569</li>
<li><strong>อัตราเริ่มต้น:</strong> ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25%</li>
<li><strong>อัตราระยะถัดไป:</strong> ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้</li>
<li><strong>กลุ่มที่ต้องเช็ก:</strong> นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเฉพาะองค์กรที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการที่เข้าหลักเกณฑ์ยกเว้น</li>
<li><strong>สิ่งที่ HR ต้องจำ:</strong> กองทุนนี้ไม่ใช่เงินชดเชย ไม่ใช่ประกันสังคม และไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เป็นกองทุนตามกฎหมายแรงงานที่ต้องเตรียมแยกต่างหาก</li>
</ul>
<h2>FAQ #1 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?</h2>
<p><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong> หรือ Employee Welfare Fund คือกองทุนตามกฎหมายแรงงานที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างเงินสำรองให้ลูกจ้างในกรณีที่พ้นจากงาน หรือเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนด โดยเงินในกองทุนมาจาก 2 ฝั่ง คือเงินสะสมที่หักจากค่าจ้างของลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มเข้ากองทุน</p>
<p>มองแบบง่ายที่สุด กองทุนนี้คือกลไกขั้นต่ำที่รัฐต้องการให้ลูกจ้างมีเงินรองรับเมื่อความสัมพันธ์การจ้างสิ้นสุดลง โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการระยะยาวอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้เข้ามาแทนหน้าที่อื่นของนายจ้าง เช่น การจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินชดเชยตามอายุงาน ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือสิทธิอื่นตามกฎหมายแรงงาน สิทธิเหล่านั้นยังต้องพิจารณาแยกจากกัน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45051" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย" width="600" height="370" title="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: 13 คำถามที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569 243" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>FAQ #2 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?</h2>
<p>กำหนดเดิมที่หลายองค์กรจำกันได้คือ 1 ตุลาคม 2568 แต่ต่อมามีการประกาศเลื่อนกำหนดจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบออกไปเป็น <strong>1 ตุลาคม 2569</strong></p>
<p>ดังนั้นในมุม HR ปี 2569 คือช่วงเวลาที่ควรใช้ทบทวนข้อมูลพนักงาน ตรวจสอบระบบ payroll และเตรียมแผนสื่อสารภายในองค์กร เพราะเมื่อถึงวันที่เริ่มจัดเก็บจริง การหักเงินเดือนและการนำส่งเงินสมทบจะกลายเป็นงานประจำที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>
<h2>FAQ #3 ใครบ้างที่ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?</h2>
<p>กลุ่มที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษคือนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเฉพาะองค์กรที่ยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือยังไม่มีสวัสดิการอื่นที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย</p>
<p>ประเด็นสำคัญคือ HR ไม่ควรดูแค่จำนวนพนักงาน ณ วันที่อ่านบทความ แต่ควรดูแนวโน้มจำนวนพนักงานในปี 2569 ด้วย เช่น บริษัทที่ตอนนี้มีพนักงาน 8-9 คน แต่มีแผนรับเพิ่มก่อนเดือนตุลาคม 2569 ก็ควรเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า</p>
<p>สำหรับองค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบรายละเอียดว่าครอบคลุมลูกจ้างกลุ่มใดบ้าง และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะการมี PVD ไม่ได้แปลว่า HR จะไม่ต้องสนใจเรื่องนี้เลย</p>
<h2>FAQ #4 ลูกจ้างประเภทไหนต้องถูกนำมาคำนวณ?</h2>
<p>หลักคิดเบื้องต้นคือ หากบุคคลนั้นมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายแรงงาน และอยู่ในสถานประกอบการที่เข้าข่าย ก็ควรถูกนำมาพิจารณาในระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรายเดือน รายวัน หรือพนักงานทดลองงาน</p>
<p>ส่วนกรณีที่เป็นผู้รับจ้างอิสระ ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือสัญญาจ้างทำของ HR ควรตรวจจากลักษณะความสัมพันธ์จริง ไม่ใช่ดูจากชื่อสัญญาอย่างเดียว เพราะถ้ารูปแบบการทำงานมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน ก็อาจมีความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานตามมา</p>
<h2>FAQ #5 ต้องหักเงินเดือนพนักงานเท่าไหร่?</h2>
<p>ตามอัตราที่ประกาศไว้ ระยะแรกเริ่มจัดเก็บที่ <strong>0.25% ของค่าจ้างฝั่งลูกจ้าง และ 0.25% ฝั่งนายจ้าง</strong> ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2573 หลังจากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป จะปรับเป็นฝ่ายละ 0.5%</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 33.333%;"><strong>ช่วงเวลา</strong></td>
<td style="width: 33.333%;"><strong>เงินสะสมของลูกจ้าง</strong></td>
<td style="width: 33.333%;"><strong>เงินสมทบของนายจ้าง</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 33.333%;">1 ต.ค. 2569 &#8211; 30 ก.ย. 2573</td>
<td style="width: 33.333%;">0.25% ของค่าจ้าง</td>
<td style="width: 33.333%;">0.25% ของค่าจ้าง</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 33.333%;">ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2573 เป็นต้นไป</td>
<td style="width: 33.333%;">0.5% ของค่าจ้าง</td>
<td style="width: 33.333%;">0.5% ของค่าจ้าง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>FAQ #6 ถ้าเงินเดือน 15,000 / 30,000 / 50,000 บาท ต้องจ่ายเท่าไหร่?</h2>
<p>เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณในช่วงอัตราเริ่มต้น 0.25% ดังนี้</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 25%;"><strong>ค่าจ้างต่อเดือน</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>ลูกจ้างจ่าย 0.25%</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>นายจ้างสมทบ 0.25%</strong></td>
<td style="width: 25%;"><strong>รวมเข้ากองทุนต่อเดือน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">15,000 บาท</td>
<td style="width: 25%;">37.50 บาท</td>
<td style="width: 25%;">37.50 บาท</td>
<td style="width: 25%;">75 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">30,000 บาท</td>
<td style="width: 25%;">75 บาท</td>
<td style="width: 25%;">75 บาท</td>
<td style="width: 25%;">150 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">50,000 บาท</td>
<td style="width: 25%;">125 บาท</td>
<td style="width: 25%;">125 บาท</td>
<td style="width: 25%;">250 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อช่วยให้ HR สื่อสารกับพนักงานเข้าใจง่ายขึ้น เวลานำไปใช้จริงควรผูกกับฐานค่าจ้างและรอบเงินเดือนตามระบบ payroll ขององค์กร</p>
<h2>FAQ #7 เงินกองทุนนี้เป็นเงินของใคร?</h2>
<p>เงินสะสมที่หักจากค่าจ้างเป็นเงินของลูกจ้าง ส่วนเงินสมทบเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มให้ตามกฎหมาย เมื่อนำส่งเข้ากองทุนแล้ว เงินดังกล่าวจะถูกบริหารตามหลักเกณฑ์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</p>
<p>ในเชิงสื่อสารภายในองค์กร HR ควรอธิบายให้พนักงานเห็นว่าเงินที่ถูกหักไม่ได้หายไป แต่เป็นเงินสะสมที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เพียงแต่ไม่ใช่บัญชีออมทรัพย์ที่พนักงานจะถอนเมื่อไรก็ได้</p>
<h2>FAQ #8 ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเมื่อไหร่?</h2>
<p>โดยหลัก ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเมื่อพ้นจากงาน หรือเกิดกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น เสียชีวิต หรือเหตุอื่นตามหลักเกณฑ์ของกองทุน</p>
<p>สิ่งที่ HR ควรระวังคืออย่าสื่อสารว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินฉุกเฉินที่พนักงานเบิกใช้ระหว่างยังทำงานอยู่ เพราะจะทำให้พนักงานเข้าใจผิด จุดประสงค์ของกองทุนคือช่วยรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านเมื่อความสัมพันธ์การจ้างสิ้นสุดลงมากกว่า</p>
<h2>FAQ #9 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทนเงินชดเชยหรือไม่?</h2>
<p><strong>ไม่แทนกัน</strong> เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเงินสะสมและเงินสมทบที่อยู่ในระบบกองทุน</p>
<p>ดังนั้นหากเกิดกรณีเลิกจ้างจริง HR ต้องพิจารณาหลายส่วนพร้อมกัน เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินชดเชย วันลาพักร้อนคงเหลือ และสิทธิจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ควรนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปหักล้างกันโดยอัตโนมัติ</p>
<h2>FAQ #10 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร?</h2>
<p>ประกันสังคมเป็นระบบคุ้มครองหลายกรณี เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ หรือชราภาพ ขณะที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนตามกฎหมายแรงงานที่เน้นการสะสมเงินจากลูกจ้างและนายจ้างเพื่อช่วยเหลือเมื่อลูกจ้างพ้นจากงานหรือเกิดกรณีที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>พูดให้สั้นคือ พนักงานอาจเกี่ยวข้องกับทั้งสองระบบพร้อมกันได้ เพราะมีวัตถุประสงค์และกฎหมายคนละชุด HR จึงไม่ควรอธิบายกับพนักงานว่า “มีประกันสังคมแล้วจึงไม่ต้องมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”</p>
<h2>FAQ #11 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?</h2>
<p>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD เป็นสวัสดิการระยะยาวที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเพื่อการออม โดยมักเกี่ยวข้องกับเป้าหมายเกษียณและการลงทุน ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายแรงงานที่เน้นการคุ้มครองขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างในองค์กรที่เข้าข่าย</p>
<p>ถ้าต้องการอ่านรายละเอียดเชิงเปรียบเทียบ แนะนำอ่านบทความ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร?</a> เพราะจะช่วยให้ HR วางแผนสื่อสารกับผู้บริหารและพนักงานได้แม่นขึ้น</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46318" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ?" width="600" height="370" title="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: 13 คำถามที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569 244" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? อัปเดต 2569</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>FAQ #12 บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องทำอะไรอีกไหม?</h2>
<p>ยังควรตรวจสอบอยู่ดี เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “บริษัทมี PVD หรือไม่” แต่ต้องดูว่า PVD ครอบคลุมพนักงานกลุ่มไหน เงื่อนไขการเข้าร่วมเป็นอย่างไร และมีพนักงานบางกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบหรือไม่</p>
<p>หากบริษัทมี PVD ที่ครอบคลุมและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ก็อาจไม่ต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกับองค์กรที่ไม่มี PVD แต่ HR ควรเก็บเอกสาร เงื่อนไขกองทุน และรายชื่อสมาชิกให้ตรวจสอบได้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อมีการตรวจแรงงานหรือมีคำถามจากพนักงาน</p>
<h2>FAQ #13 HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อน 1 ต.ค. 2569?</h2>
<p>สิ่งที่ HR ควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือเปลี่ยนเรื่องนี้จาก “ข่าวกฎหมาย” ให้กลายเป็น “รายการเตรียมงานจริง” โดยอาจเริ่มจาก checklist ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ตรวจจำนวนลูกจ้างและแนวโน้มการจ้างงานก่อนเดือนตุลาคม 2569</li>
<li>ตรวจว่าบริษัทมี PVD หรือสวัสดิการอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วหรือไม่ และครอบคลุมพนักงานกลุ่มใด</li>
<li>คุยกับฝ่ายบัญชี/การเงิน/ผู้ให้บริการ payroll เรื่องการเพิ่มรายการหักเงินสะสมและเงินสมทบ</li>
<li>เตรียมข้อความสื่อสารกับพนักงานว่าเงินถูกหักเพื่ออะไร เริ่มเมื่อไหร่ และคิดอย่างไร</li>
<li>เตรียม FAQ ภายในองค์กร โดยแยกคำถามเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เงินชดเชย ประกันสังคม และ PVD ไม่ให้ปนกัน</li>
<li>ติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนวันเริ่มจริงอีกครั้ง</li>
</ul>
<h2>สรุป FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เรื่องใหม่ในเชิงกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ HR ต้องกลับมาเตรียมตัวจริงจังอีกครั้งหลังมีการเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเป็น <strong>1 ตุลาคม 2569</strong></p>
<p>ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ HR ต้องทำให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกันว่า กองทุนนี้คือระบบเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมายแรงงาน ไม่ใช่เงินชดเชย ไม่ใช่ประกันสังคม และไม่ใช่ PVD แต่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งสามเรื่องในเชิงการสื่อสารและการบริหารสวัสดิการพนักงาน</p>
<p>ยิ่งองค์กรเตรียมระบบเร็วเท่าไร โอกาสเกิดความสับสนในรอบเงินเดือนแรกที่เริ่มจัดเก็บจริงก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mol.go.th/employee/employee_fund" target="_blank" rel="noopener">กระทรวงแรงงาน: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
<li><a href="https://www.labour.go.th/attachments/article/71837/PR-131267-UPDATE.pdf" target="_blank" rel="noopener">กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: เอกสารประชาสัมพันธ์กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
<li><a href="https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/257016" target="_blank" rel="noopener">PPTVHD36: ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 69</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/town-hall-meeting-employee-engagement-250609/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/town-hall-meeting-employee-engagement-250609/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Jun 2025 02:39:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Town Hall Meeting]]></category>
		<category><![CDATA[Town Hall]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมทาวน์ฮอลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=45386</guid>

					<description><![CDATA[ลองจินตนาการภาพห้องประชุมใหญ่ ๆ เต็มไปด้วยพนักงานขององค์กรมาประชุมในเรื่องสำคัญ ๆ แต่ขณะประชุมไปกลับเห็นคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ บางคนนั่งเฉย ๆ รอให้ประชุมจบ บางคนหลับ บางคนแอบมองนาฬิกาทุก 5 นาที แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากเราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศนี้ในห้องประชุม ให้กลายเป็นเวทีที่พนักงานทุกคนกระตือรือร้น ตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กรได้ ? นี่คือจุดที่ Town Hall Meeting จะเข้ามามีบทบาท เพราะนี่ไม่ใช่แค่เวทีการประชุมแจ้งข่าวน่าเบื่อ แต่เป็นเวทีแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่สามารถเปลี่ยนพนักงานที่กำลังรู้สึกเฉยเมยต่องาน ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงขององค์กร แล้ว Town Hall Meeting คืออะไรกันแน่ ? ทำไมองค์กรชั้นนำทั่วโลกถึงใช้เครื่องมือนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Employee Engagement ? และที่สำคัญที่สุด HR รวมถึงผู้นำสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างไร? หาคำตอบได้เลยในบทความนี้  Townhall หรือ Town Hall Meeting คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement ถ้า CEO มีข่าวดี ข่าวใหญ่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45388" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/HREX-Cover-by-Para-2025-06-04T141043.364.webp" alt="Town Hall Meeting กับ Employee Engagement - ประชุมแค่ 1 วัน เปลี่ยนพนักงานให้มุ่งมั่นได้ตลอดปี" width="600" height="370" title="Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement 250" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/HREX-Cover-by-Para-2025-06-04T141043.364.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/HREX-Cover-by-Para-2025-06-04T141043.364-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองจินตนาการภาพห้องประชุมใหญ่ ๆ เต็มไปด้วยพนักงานขององค์กรมาประชุมในเรื่องสำคัญ ๆ แต่ขณะประชุมไปกลับเห็นคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ บางคนนั่งเฉย ๆ รอให้ประชุมจบ บางคนหลับ บางคนแอบมองนาฬิกาทุก 5 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากเราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศนี้ในห้องประชุม ให้กลายเป็นเวทีที่พนักงานทุกคนกระตือรือร้น ตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กรได้ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือจุดที่ Town Hall Meeting จะเข้ามามีบทบาท เพราะนี่ไม่ใช่แค่เวทีการประชุมแจ้งข่าวน่าเบื่อ แต่เป็นเวทีแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่สามารถเปลี่ยนพนักงานที่กำลังรู้สึกเฉยเมยต่องาน ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว Town Hall Meeting คืออะไรกันแน่ ? ทำไมองค์กรชั้นนำทั่วโลกถึงใช้เครื่องมือนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ? และที่สำคัญที่สุด HR รวมถึงผู้นำสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้อย่างไร? หาคำตอบได้เลยในบทความนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Townhall หรือ Town Hall Meeting คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้า CEO มีข่าวดี ข่าวใหญ่ อยากแบ่งปันกับพนักงานหลักร้อนคนขึ้นไปพร้อมกัน จะทำอย่างไร ? การส่งอีเมลแจ้งข่าวทีเดียวอาจเป็นหนึ่งในตัวเลือก แต่ความเสี่ยงก็คืออาจไม่มีใครเปิดอ่าน หรือถ้าจะเรียก</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230531-1-on-1-meeting/"><span style="font-weight: 400;">ประชุมแบบ 1-on-1</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือประชุมทีละแผนกก็ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะสื่อสารถึงทุกคน 100%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไหนกำลังเจอปัญหานี้ Town Hall Meeting หรือบางคนอาจเขียนว่า Townhall Meeting คือสิ่งที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นให้หมดไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting คือการประชุมรูปแบบพิเศษที่รวบรวมพนักงานทั้งองค์กรมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมใหญ่หรือหน้าจอออนไลน์ เพื่อสื่อสารข้อมูลสำคัญให้ทุกคนได้รับรู้พร้อมกัน แบบ Real-time</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจำนวนมากมักใช้ Town Hall Meeting ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เฉลิมฉลองความสำเร็จ &#8211; แชร์ผลประกอบการที่น่าภูมิใจ หรือไฮไลต์พนักงานดีเด่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แชร์วิสัยทัศน์อนาคต &#8211; เล่าเป้าหมายใหญ่และแผนการเติบโตที่จับต้องได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ประกาศการเปลี่ยนแปลง &#8211; ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการใหม่ นโยบายใหม่ หรือโครงการใหญ่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างความโปร่งใส &#8211; ตอบคำถามที่พนักงานสงสัย และรับฟังความคิดเห็นแบบเปิดใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Town Hall Meeting ไม่จำเป็นต้องเรียกตัวพนักงานมารวมตัวกันแบบ On-site อีกต่อไป เพราะยังสามารถจัดแบบ Virtual หรือการให้ทุกคนเข้าร่วมผ่านออนไลน์ได้ ซึ่งจะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย หรือจะจัดแบบ Hybrid ที่ผสมผสานทั้ง 2 รูปแบบ แล้วเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกรูปแบบที่สะดวกก็ได้เช่นกัน </span></p>
<h2><b>อย่าสับสน Townhall / Town Hall Meeting กับ All-Hands Meeting</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก Town Hall Meeting แล้วยังมีอีกสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั่นคือ All-Hands Meeting ซึ่งเป็นการประชุมที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมพนักงานทั้งหมดในองค์กรหรือทีมใหญ่ แล้วให้ข้อมูลสำคัญจากผู้นำหรือผู้บริหาร อาจมีการอัปเดตเกี่ยวกับสถานะของโปรเจ็กต์, ผลการดำเนินงาน, เป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือการเปลี่ยนแปลงในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting และ All-Hands Meeting อาจคล้ายคลึงกัน แต่หากดูดี ๆ แล้วมีความแตกต่างกันหลายแง่มุม ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. วัตถุประสงค์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting มีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างความโปร่งใส และชวนให้พนักงานทำความเข้าใจในเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ผู้บริหารมักใช้เวทีนี้สื่อสารทิศทางและวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัท รวมถึงเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถถามคำถามและแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน All-Hands Meeting มักรวมพนักงานทุกคนในองค์กรเพื่อให้ข้อมูลสำคัญหรือการอัปเดตเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ที่กำลังดำเนินการ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในองค์กร โดยอาจมีการนำเสนอแผนการทำงานจากแผนกต่าง ๆ ไม่ได้เน้นแค่การสื่อสารกลยุทธ์ระยะยาวแต่อย่างใด</span></p>
<h3><b>2. รูปแบบการประชุม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting มักใช้วิธีสื่อสารแบบสองทาง (Two-Way Communication) ที่ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรจะมาพูดคุยและตอบคำถามจากพนักงานโดยตรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน All-Hands Meeting จะเป็นการรายงานผลจากผู้นำหรือผู้บริหารฝ่ายเดียว โดยที่พนักงานมักจะฟังการอัปเดตจากแผนกต่าง ๆ หรือผู้นำ โดยมีการสื่อสารจากแผนกหรือฝ่ายต่าง ๆ ภายในบริษัท แม้จะมีช่วงเปิดโอกาสให้พนักงานถามได้บ้าง แต่การประชุมนี้มักเน้นการถ่ายทอดข้อมูลมากกว่า</span></p>
<h3><b>3. เนื้อหาที่นำเสนอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting เน้นสื่อสารเรื่องกลยุทธ์ขององค์กรในภาพใหญ่และกว้าง รวมถึงเป้าหมายระยะยาว การเปลี่ยนแปลงสำคัญในบริษัท และการตอบคำถามจากพนักงานเกี่ยวกับทิศทางขององค์กรหรือปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมหลักด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน All-Hands Meeting เน้นอัปเดตความคืบหน้าของแผนกต่าง ๆ เช่น ผลการดำเนินงานล่าสุด การอัปเดตโปรเจ็กต์ หรือข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประจำวัน ไม่ได้เน้นเรื่องกลยุทธ์ระยะยาวเท่าใดนัก</span></p>
<h3><b>4. ความถี่ในการจัด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting มักจัดขึ้นทุกไตรมาส ทุกครึ่งปี หรือจะจัดปีละ 1 ครั้งก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน All-Hands Meeting จัดได้ถี่กว่า เช่น ทุกเดือน เพื่อให้พนักงานรับข้อมูลอัปเดตและข้อมูลสำคัญจากองค์กรตลอดเวลา</span></p>
<h2><b>5 เหตุผลที่องค์กรควรให้ความสำคัญกับ Townhall / Town Hall Meeting</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบ Town Hall Meeting ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความโปร่งใส และความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting ถือเป็นเวทีที่ช่วยเชื่อมโยงหัวใจขององค์กรเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง และนี่คือเหตุผลหลักที่ HR และองค์กรควรพิจารณาจัดประชุมรูปแบบนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45390" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech.webp" alt="Town Hall Meeting กับ Employee Engagement - ประชุมแค่ 1 วัน เปลี่ยนพนักงานให้มุ่งมั่นได้ตลอดปี" width="600" height="400" title="Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement 251" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech.webp 8338w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/female-business-executive-giving-speech-1536x1024.webp 1536w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>1. สื่อสารภายในองค์กรให้ทุกคนเข้าใจตรงกันง่าย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting เปิดโอกาสให้ผู้บริหารถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ทิศทาง และเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจตรงกันระหว่างทุกระดับ ลดความคลุมเครือ และสร้างความรู้สึกว่าทุกคนเดินไปทางเดียวกัน ไม่มีใครทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง</span></p>
<h3><b>2. ลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารและพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเป็นโอกาสในการสื่อสารของผู้บริหาร Town Hall Meeting ยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้ตั้งคำถาม พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารโดยตรง เป็นการลดระยะห่างและสร้างความไว้ใจ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้บริหารเข้าถึงได้ง่าย และใส่ใจพวกเขาจริง</span></p>
<h3><b>3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง สร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting เป็นพื้นที่ในการสื่อสารค่านิยมหลักขององค์กร เช่น การยกย่องพนักงานดีเด่น เล่าเรื่องแรงบันดาลใจ หรือการแชร์ความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งล้วนส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรให้ชัดเจนและยั่งยืน สร้างพลังบวกให้ทั้งองค์กร พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง และมีกำลังใจในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h3><b>4. เสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหาร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ เช่น ผลประกอบการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือทิศทางในอนาคต เป็นการแสดงความโปร่งใส ช่วยลดข่าวลือ และสร้างความมั่นใจให้พนักงานว่าองค์กรมีความตรงไปตรงมา</span></p>
<h3><b>5. สนับสนุนการบริหารการเปลี่ยนแปลง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังปรับกลยุทธ์ ควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนโครงสร้าง Town Hall คือเวทีสำคัญในการชี้แจง บรรเทาความกังวล และสร้างความเข้าใจร่วมกัน ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างราบรื่น</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45249" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024.webp" alt="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร" width="600" height="370" title="Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement 252" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/investing-between-the-lines-leadership-250524/">INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ปัญหาของ Townhall / Town Hall Meeting ที่ HR ควรรู้เกี่ยวกับ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Town Hall Meeting</span> <span style="font-weight: 400;">จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสื่อสารภายในองค์กร แต่รู้หรือไม่ว่าหลายครั้งการประชุมนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ HR และผู้บริหารคาดหวัง ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.flowtrace.co/collaboration-blog/state-of-meetings-report" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Flowtrace</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า 64% ของการจัด Town Hall Meeting ไม่มีการเตรียมวาระการประชุมล่วงหน้า ทำให้ขาดโครงสร้างที่ชัดเจน พอถึงเวลาจริง การประชุมเหล่านี้จึงไม่มีประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง สิ้นเปลืองเวลาอย่างใช่เหตุ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://owllabs.com/state-of-hybrid-work/2024" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Owl Labs</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่าปัญหาทางเทคนิคที่พบเจอบ่อยในการจัด Town Hall Meeting หากเป็นการจัดในห้องประชุมมักเจอปัญหาไมโครโฟนไม่ดัง หรือจอโปรเจคเตอร์ใช้งานไม่ได้ ส่วนถ้าจัดแบบออนไลน์และแบบไฮบริด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันพนักงาน 70% ประสบปัญหามองไม่เห็นหน้าของผู้เข้าร่วม และอีก 70% มีปัญหาในการฟังผู้พูด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.gatheringeffect.com/insights/all-company-case-study-how-to-make-your-most-expensive-meeting-worth-it-nt87j" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LaunchDarkly</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่าเนื้อหาของการประชุม Town Hall Meeting 75% เป็นเพียงการอัปเดตจากแผนกต่าง ๆ แล้วถ้าผู้พูดแชร์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทีมของตัวเองเพียงทีมเดียว ขาดความเชื่อมโยงกับทีมอื่น ผู้ฟังที่เหลือก็จะเริ่มไม่ให้ความสนใจฟังต่อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.google.com.ph/books/edition/Line_of_Sight/yV7DEAAAQBAJ?hl=en&amp;gbpv=1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Line of Sight</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำรวจพบว่ามีองค์กร 30% ที่พนักงานประสบปัญหากับการทำความเข้าใจและปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับของผู้นำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เวลาจัด Town Hall Meeting ไปแล้ว พนักงาน 95% กลับไม่ทราบหรือไม่เข้าใจทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร</span></li>
</ul>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 23px;">
<tbody>
<tr style="height: 23px;">
<td style="width: 100%; height: 23px;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17706" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Cover-24-600x370-1.png" alt="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !" width="600" height="370" title="Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement 253" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Cover-24-600x370-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Cover-24-600x370-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221222-meeting-overload/"><span style="font-weight: 400;">MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>9 วิธีสร้าง Employee Engagement ผ่าน Townhall / Town Hall Meeting</b></h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/news/employee-engagement-survey-241108/"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement คือสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ขาดไม่ได้</span></a><span style="font-weight: 400;"> แต่จากการศึกษาของ </span><a href="https://www.gallup.com/workplace/654911/employee-engagement-sinks-year-low.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า การมีส่วนร่วมของพนักงานในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2024 ลดลงถึง 31% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลของแวดวง HR มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามหากจัดดี ๆ Town Hall Meeting สามารถช่วยให้พนักงานมีความมุ่งมั่นต่อการทำงานมากขึ้น และเพิ่ม Productivity ในองค์กรได้ถึง 21%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว HR ควรจัดงานอย่างไรจึงจะดีที่สุด HREX ขอแนะนำ 9 สิ่งที่ต้องทำดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. เชิญทุกคนเข้าร่วม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting ควรจัดเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน ก็อย่าลืมเชิญมาร่วมประชุมด้วย เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกันกับวิสัยทัศน์ขององค์กร</span></p>
<h3><b>2. วางแผนจัดประชุมล่วงหน้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัด Town Hall Meeting ไม่ควรเป็นการประชุมแบบปุบปับ ฉุกเฉิน แต่ควรวางแผนจัดล่วงหน้าแต่แรก เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยหากมีกำหนดการอยู่แล้วว่า จะช่วงใดของปี กี่ครั้งต่อปี ก็ควรยึดตามกำหนดนี้อย่างสม่ำเสมอ </span></p>
<h3><b>3. รวบรวมคำถามข้อสงสัยจากพนักงานไว้ล่วงหน้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บ่อยครั้งเวลาผู้บริหารเปิดโอกาสให้พนักงานถามคำถามใน Town Hall Meeting แต่กลับพบว่าพนักงานหลายคนกลับรู้สึกไม่สะดวกใจที่ต้องถามในที่สาธารณะ หรือถามแบบระบุตัวตน หากเปิดโอกาสให้พนักงานส่งคำถามล่วงหน้าได้ หรือมีโปรแกรมให้พนักงานสามารถถามคำถามโดยไม่เปิดเผยตัวตน จะช่วยสร้างความสะดวกใจ และทำให้พนักงานกล้าถามสิ่งที่มีความสำคัญจริง ๆ</span></p>
<h3><b>4. ก่อนเริ่มประชุมจริง อย่าลืมละลายพฤติกรรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเริ่มต้นการประชุมด้วยคำถามหรือกิจกรรมง่าย ๆ สามารถช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเริ่มการประชุมด้วยความสนุก เบาสมอง จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึม เป็นทางการ ให้ทุกคนเชื่อมสัมพันธ์ต่อกัน สนิทชิดเชื้อกัน จะช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น</span></p>
<h3><b>5. กำหนดวาระการประชุมไว้ล่วงหน้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจัดประชุม Town Hall Meeting แต่ละครั้ง ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการประชุม และแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าว่าจะประชุมเรื่องอะไรบ้าง พนักงานจะได้โฟกัสได้ชัดเจน และเตรียมตัวพร้อม</span></p>
<h3><b>6. สร้างความเข้าใจร่วมกัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting เป็นโอกาสที่ดีในการพูดถึงภารกิจ (Mission) วิสัยทัศน์ (Vision) และเป้าหมายขององค์กรในลักษณะที่ทำให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ควรแบ่งปันข้อมูลในรูปแบบที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนได้ยินข้อมูลเหมือนกันและสามารถถามคำถามเพื่อให้เข้าใจตรงกัน</span></p>
<h3><b>7. รักษาความยาวของการประชุม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยพบว่า</span><b> คนเราจะตั้งใจและมีสมาธิฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เฉลี่ยแค่ 10-18 นาทีเท่านั้น </b><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะเริ่มเบื่อหน่าย และหันเหความสนใจไปทำอย่างอื่น ดังนั้นควรรักษาความยาวของการประชุมให้อยู่ในระดับพอดี และหากพบว่าการประชุมเริ่มยาวเกินไปแล้ว ก็สามารถหยุดพักสั้นๆ เพื่อกระตุ้นสมองและให้พนักงานคงความสนใจได้</span></p>
<h3><b>8. นำค่านิยมหลักขององค์กรมาสู่ชีวิต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting ยังเป็นโอกาสในการนำค่านิยมหลักขององค์กรมาสื่อสารและชื่นชมพนักงานที่แสดงออกถึงค่านิยมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความคิดเห็นจากลูกค้า หรือการยกย่องความสำเร็จที่เกิดขึ้น</span></p>
<h3><b>9. ตอบคำถามอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความไว้วางใจ</b></h3>
<p><b>อย่าลืมว่า Town Hall Meeting ควรเป็นงานที่สร้างความรู้สึกโปร่งใสและเปิดกว้างให้กับพนักงาน</b><span style="font-weight: 400;"> ให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กรมากขึ้น หากผู้นำตอบคำถามทุกข้อของพนักงานอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้อาจมีบางเรื่องที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็ควรให้ความชัดเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรและทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ร่วมกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45389" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-scaled.webp" alt="Town Hall Meeting กับ Employee Engagement - ประชุมแค่ 1 วัน เปลี่ยนพนักงานให้มุ่งมั่นได้ตลอดปี" width="600" height="360" title="Town Hall Meeting ทำไมถึงสำคัญต่อการสร้าง Employee Engagement 254" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-300x180.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-1024x614.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-768x460.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-1536x921.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/06/diversity-people-seminar-learning-cityscape-concept-2048x1228.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ไม่ได้มีแค่ Townhall / Town Hall Meeting ค้นหาได้ผ่าน HREX </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพันที่แท้จริงระหว่างพนักงานและองค์กร แต่เพื่อให้ Employee Engagement เติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่หลากหลายและเสริมซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงคือระบบ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/32"><span style="font-weight: 400;">Reward and Recognition</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบบยกย่องและให้รางวัลพนักงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจและความผูกพันที่ยั่งยืน ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการให้โบนัสเมื่อสิ้นปี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถมองเห็นและชื่นชมความพยายามของพนักงานในทุก ๆ วัน เครื่องมือสมัยใหม่อย่าง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/132"><span style="font-weight: 400;">BEES’ Benefit</span></a> <span style="font-weight: 400;">จาก BUZZEBEES ผู้นำด้าน CRM และ Loyalty กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างแรงจูงใจในองค์กร ด้วยเครือข่ายรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในไทย ทำให้การยอมรับพนักงานไม่ใช่แค่คำชมเปล่าๆ แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้และสร้างความประทับใจอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรมักติดอยู่ในจุดที่รู้ว่าต้องพัฒนา Employee Engagement แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหน หรือควรใช้เครื่องมือใดที่เหมาะสมกับองค์กร </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">ในฐานะแพลตฟอร์มที่รวบรวม HR Products &amp; Services ที่ดีที่สุดไว้ในที่เดียว HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> พร้อมเป็นพันธมิตร ช่วยวิเคราะห์ความต้องการขององค์กร และหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กรอย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://forms.gle/VSvY18GjtkDY66zK9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สามารถขอคำปรึกษาจาก HREX เพื่อพบเจอ Solution ด้าน Engagement ที่ใช่ได้เลยทางลิงก์นี้</span></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Town Hall Meeting ไม่ใช่แค่เวทีสำหรับการสื่อสารจากผู้บริหารสู่พนักงาน แต่คือเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยสร้าง Engagement สร้างความเข้าใจร่วมกัน เสริมสร้างความโปร่งใส และปลุกพลังการมีส่วนร่วมในองค์กรได้อย่างแท้จริง หากออกแบบและดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและใส่ใจในรายละเอียด เช่น การเปิดโอกาสให้พนักงานถามคำถาม กำหนดวาระประชุมล่วงหน้า และสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ก็จะสามารถเปลี่ยนพนักงานที่แค่นั่งฟังเฉย ๆ ให้ลุกขึ้นมาร่วมผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ Employee Engagement เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กร การจัด Town Hall Meeting อย่างมีคุณภาพจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีค่า และพวกเขาคือส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ร่วมที่องค์กรกำลังสร้างขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะพัฒนาเรื่อง Employees Engagement อย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ HR Products &amp; Services จาก HREX.asia จะปัญหาเล็กหรือใหญ่ ก็รับรองว่าแก้ไขได้ง่าย ๆ แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="Q&amp;A of the Month: คำถามเด็ด HR ประจำเดือนมกราคม 2025 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://airfocus.com/glossary/what-is-town-hall-meeting/" target="_blank" rel="noopener">Airfocus</a></p>
<p><a href="https://www.indeed.com/recruitment/c/info/how-to-conduct-town-hall-meetings" target="_blank" rel="noopener">Indeed</a></p>
<p><a href="https://www.legislate.ai/blog/what-is-a-town-hall-meeting" target="_blank" rel="noopener">Legislate Ai</a></p>
<p><a href="https://uyc.thecenterforsalesstrategy.com/blog/how-to-make-your-townhall-meetings-more-engaging" target="_blank" rel="noopener">The Center for Sales Strategy</a></p>
<p><a href="https://blog.slido.com/what-is-an-all-hands-meeting-and-why-should-you-start-having-one/" target="_blank" rel="noopener">Blog Slido</a></p>
<p><a href="https://www.employee-engagement-trends.com/blog/how-town-hall-meetings-boost-employee-communication-and-engagement" target="_blank" rel="noopener">Employee Engagement Trends</a></p>
<p><a href="https://blog.pigeonholelive.com/5-agenda-templates-for-efficient-and-effective-town-hall-meetings" target="_blank" rel="noopener">Blog Pigeon Hole Live</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/town-hall-meeting-employee-engagement-250609/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/expense-reimbursement-data-for-hr-250428/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/expense-reimbursement-data-for-hr-250428/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Apr 2025 01:49:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการพนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลการเบิกจ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[Expense Reimbursement Data]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44964</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อโลกธุรกิจแข่งขันแย่งชิงพนักงานที่มีความสามารถรุนแรงขึ้นทุกวัน องค์กรต่าง ๆ พยายามใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ สวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงแค่ &#8220;ของแถม&#8221; ที่มีไว้ประดับองค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “อาวุธลับ” ในการผูกใจพนักงานอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่บางครั้งเลือกองค์กรเพราะสวัสดิการมากกว่าเงินเดือนเสียอีก ! ปัญหาคือ หลายองค์กรยังออกแบบสวัสดิการแบบเดิม ๆ ที่มาจากการฟังเสียงพนักงานแบบเดิม ๆ อาศัยเพียงแบบสอบถาม, Focus Group หรือการเทียบกับองค์กรอื่น แล้วจัดสรรงบประมาณแบบ &#8220;พอมีพอใช้&#8221; ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง แล้วข้อมูลอะไรที่จะสะท้อนความต้องการจริง ๆ ของพนักงานได้ดีที่สุด ?  คำตอบก็คือ ข้อมูลการเบิกจ่ายของพนักงาน (Expense Reimbursement Data) นั่นเอง ข้อมูลเบิกจ่าย คืออะไร ? (Expense Reimbursement Data) ข้อมูลเบิกจ่าย หรือ Expense Reimbursement Data คือข้อมูลค่าใช้จ่ายที่พนักงานขอเบิกคืนจากบริษัท ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอบรม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามนโยบายองค์กร ซึ่งมักถูกเก็บอยู่ในระบบของฝ่ายการเงินหรือบัญชี ข้อมูลชุดนี้เปรียบเสมือน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44966" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153457.921.webp" alt="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ" width="600" height="370" title="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ 260" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153457.921.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153457.921-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกธุรกิจแข่งขันแย่งชิงพนักงานที่มีความสามารถรุนแรงขึ้นทุกวัน องค์กรต่าง ๆ พยายามใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ สวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงแค่ &#8220;ของแถม&#8221; ที่มีไว้ประดับองค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “อาวุธลับ” ในการผูกใจพนักงานอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่บางครั้งเลือกองค์กรเพราะสวัสดิการมากกว่าเงินเดือนเสียอีก !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาคือ หลายองค์กรยังออกแบบสวัสดิการแบบเดิม ๆ ที่มาจากการฟังเสียงพนักงานแบบเดิม ๆ อาศัยเพียง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221223-how-to-survey/"><span style="font-weight: 400;">แบบสอบถาม</span></a><span style="font-weight: 400;">, Focus Group หรือการเทียบกับองค์กรอื่น แล้วจัดสรรงบประมาณแบบ &#8220;พอมีพอใช้&#8221; ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วข้อมูลอะไรที่จะสะท้อนความต้องการจริง ๆ ของพนักงานได้ดีที่สุด ? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือ </span><b>ข้อมูลการเบิกจ่ายของพนักงาน (Expense Reimbursement Data)</b><span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1><b>ข้อมูลเบิกจ่าย คืออะไร ? (Expense Reimbursement Data)</b></h1>
<p><b>ข้อมูลเบิกจ่าย</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ</span><b> Expense Reimbursement Data</b><span style="font-weight: 400;"> คือข้อมูลค่าใช้จ่ายที่พนักงานขอเบิกคืนจากบริษัท ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอบรม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามนโยบายองค์กร ซึ่งมักถูกเก็บอยู่ในระบบของฝ่ายการเงินหรือบัญชี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลชุดนี้เปรียบเสมือน &#8220;รอยเท้า&#8221; ที่สะท้อนให้เห็นว่าพนักงานใช้จ่ายกับอะไรภายใต้กรอบนโยบายที่มีอยู่ และบอกได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับอะไรจริง ๆ ต่างจากข้อมูลในแบบสอบถามที่อาจได้เพียงความคิดเห็นหรือความรู้สึกชั่วขณะ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR นำข้อมูลเบิกจ่ายมาวิเคราะห์อย่างถูกต้อง จะสามารถพลิกโฉมจากแค่การคืนเงินธรรมดา ให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลเชิงกลยุทธ์ในการออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ และใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง มีการลดค่าใช้จ่ายและตัดงบประมาณ การรู้ว่าพนักงานต้องการอะไรจริง ๆ อะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น จะช่วยให้องค์กรประหยัดงบได้อย่างชาญฉลาด และนำเงินที่ได้คืนมาไปสร้างประโยชน์ให้องค์กรมากกว่าเดิมหลายเท่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44968" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153729.032.webp" alt="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ" width="600" height="370" title="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ 261" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153729.032.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153729.032-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ข้อมูลการเบิกจ่าย (Expense Reimbursement Data) อะไรบ้างที่ HR ควรจับตา?</b></h2>
<h3><b>ค่ารักษาพยาบาล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลค่าใช้จ่ายนี้แสดงให้เห็นว่า พนักงานใช้สิทธิ์ด้านสุขภาพมากน้อยเพียงใด และในลักษณะใด เช่น เป็นผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) คลินิกเอกชน หรือโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพึงพอใจหรือช่องว่างในแผนประกันสุขภาพที่มีอยู่</span></p>
<h3><b>ค่าเดินทาง / ที่พัก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเหล่านี้เผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของพนักงาน เช่น การออกไปพบลูกค้า การเดินทางไปอบรม หรือภารกิจต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำไปพิจารณาความคุ้มค่าในการเดินทาง หรือปรับนโยบาย </span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/future-of-hybrid-work-230907/"><span style="font-weight: 400;">Hybrid Work</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้เหมาะสม</span></p>
<h3><b>ค่าอบรม / สัมมนา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่หมั่นพัฒนาฝีมือ หาความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอด สะท้อนให้เห็นความตั้งใจในการพัฒนาตัวเองเสมอ การรู้ว่าพนักงานลงเรียนคอร์สอะไร เช่น Data Skills, </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/71"><span style="font-weight: 400;">ภาษาอังกฤษ</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220711-soft-hard-skills/"><span style="font-weight: 400;">Soft Skills</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้ HR วางแผนพัฒนาบุคลากร (L&amp;D) ได้ตรงจุดยิ่งขึ้น</span></p>
<h3><b>ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น อุปกรณ์ทำงานจากที่บ้าน (WFH) ค่ารับรองลูกค้า ค่าสมาชิกสมาคมวิชาชีพ หรือค่าโทรศัพท์ แสดงถึงความต้องการสนับสนุนในมิติที่อาจถูกมองข้าม โดยเฉพาะในยุคการทำงานแบบยืดหยุ่น</span></p>
<h3><b>ข้อมูลประกอบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากรู้ว่าพนักงานขอเบิกค่าใช้จ่ายอะไร การรู้วันที่เบิก จำนวนเงิน สถานะการอนุมัติ หรือแผนกผู้เบิก ยังช่วยให้ HR วิเคราะห์เชิงลึกได้ง่ายขึ้นว่า การเบิกจ่ายมีความสม่ำเสมอหรือผิดปกติหรือไม่ และสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มพนักงานที่แตกต่างกัน เช่น ตำแหน่งหรือสายงาน เป็นต้น ได้ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44967" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153715.610.webp" alt="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ" width="600" height="370" title="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ 262" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153715.610.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153715.610-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR จะต่อยอดข้อมูลการเบิกจ่ายอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีข้อมูลอยู่ในมือ คำถามต่อมาคือจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรให้คุ้มค่า ? สำหรับ HR  ข้อมูลเบิกจ่ายสามารถนำมาต่อยอดเป็นสวัสดิการที่ตอบโจทย์องค์กรได้หลายวิธี ดังนี้</span></p>
<h3><b>วิเคราะห์สิทธิ์ที่พนักงานใช้มากที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งไหนมีคนใช้เยอะสุด แสดงว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสูง เป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงหรือขยายสิทธิ์แล้วเกิดผลทันทีทันควันที่สุด ซึ่งแต่ละองค์กรอาจแตกต่างกันไป รวมถึงแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัยด้วย</span></p>
<h3><b>จับแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากช่วงไหนการเบิกค่ารักษาโรคเครียดหรือสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าพนักงานกำลังเผชิญความเครียดสะสม ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนเชิงป้องกัน เช่น โครงการดูแลสุขภาพจิตเชิงรุก กรณีนี้นำไปปรับใช้ได้กับทุกเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้นได้เลย</span></p>
<h3><b>เชื่อมโยงพฤติกรรมการเบิกจ่ายกับกลุ่มพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สามารถวิเคราะห์ตามกลุ่ม เช่น Gen Y, ผู้บริหาร, พนักงานในสายงานเฉพาะทาง จะช่วยให้เข้าใจความต้องการในเชิงลึก และสามารถออกแบบสวัสดิการเฉพาะกลุ่มได้แม่นยำยิ่งขึ้น</span></p>
<h3><b>ตรวจสอบการใช้งานสวัสดิการที่มีอยู่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางสวัสดิการอาจถูกใช้น้อยมากหรือถูกลืม การวิเคราะห์นี้ช่วยให้ HR ทบทวนความคุ้มค่าของการลงทุน และเลือกตัดหรือพัฒนาต่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น</span></p>
<h2><b>ประโยชน์ที่ HR และองค์กรจะได้รับแบบจับต้องได้</b></h2>
<h3><b>1. ออกแบบสวัสดิการตรงใจ ไม่หลงทางกับกระแส</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยข้อมูลการใช้งานจริง HR สามารถออกแบบสวัสดิการที่สะท้อนพฤติกรรมและความต้องการจริงของพนักงาน แทนการเดาหรือเดินตามกระแสตลาดที่อาจไม่เหมาะกับบริบทขององค์กร</span></p>
<h3><b>2. ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิเคราะห์สวัสดิการที่ไม่ค่อยมีการใช้งาน เพื่อตัดหรือลดสัดส่วนงบประมาณในส่วนนั้น แล้วนำไปเพิ่มหรือลงทุนในสวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญจริงและมีการใช้งานสูง</span></p>
<h3><b>3. วัด ROI ของสวัสดิการได้อย่างเป็นรูปธรรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้เกิดขึ้นผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายกับผลลัพธ์ เช่น อัตราการลาป่วย การรักษาพนักงาน หรือคะแนนความผูกพันองค์กร จะช่วยให้สามารถวัดประสิทธิภาพของแต่ละสวัสดิการได้ชัดเจนขึ้น</span></p>
<h3><b>4. เสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้สึกว่าสวัสดิการที่ได้รับมาจากพฤติกรรมการใช้ของพวกเขา จะเกิดความรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจและรับฟังพวกเขาจริง ๆ ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจ รวมถึงความผูกพันอยากร่วมงานด้วยในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44970" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1.webp" alt="รีวิว HR Solution ได้แล้ว !" width="1600" height="250" title="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ 263" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1-300x47.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1-1024x160.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1-768x120.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Rating-Review-Banner-Email-1600-x-250-1-1536x240.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></p>
<h2><b>PDPA เรื่องสำคัญที่ต้องระวังเหนือทุกอย่าง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ข้อมูลเบิกจ่ายจะมีศักยภาพสูงในการพัฒนากลยุทธ์สวัสดิการ แต่สิ่งที่ HR ต้องไม่ลืมก็คือ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน และมีความอ่อนไหว อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/"><span style="font-weight: 400;">พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมาย PDPA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ทุกคนคุ้นเคยนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ก่อน HR จะนำมาวิเคราะห์ สิ่งที่ควรรู้และพิจารณาก่อน มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>ต้องรู้กฎหมายชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR ต้องการนำข้อมูลเบิกจ่ายไปใช้ในวัตถุประสงค์ใหม่ เช่น วิเคราะห์เพื่อออกแบบสวัสดิการ ซึ่งจะต่างจากวัตถุประสงค์เดิมอย่างการคืนเงินพนักงาน จะต้องพิจารณาเรื่องฐานกฎหมายให้ชัดเจน เพราะการนำข้อมูลมาใช้ในบริบทใหม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ตามนิยามของ PDPA</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการขอความยินยอมอย่างชัดแจ้ง (Explicit Consent) หากข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลสุขภาพจากใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล แต่ในกรณีที่ข้อมูลไม่ใช่ข้อมูลอ่อนไหว องค์กรอาจเลือกใช้ฐาน “ประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย” (Legitimate Interest) ได้ โดยต้องทำการประเมินผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล (DPIA) เพื่อแสดงเหตุผลความจำเป็นอย่างรอบคอบ</span></p>
<h3><b>หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลระบุตัวตนโดยไม่จำเป็น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรใช้ข้อมูลในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (Anonymized) หรือแบบสรุปรวม (Aggregated) เพื่อลดความเสี่ยงและยังสามารถวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ได้โดยไม่ละเมิดสิทธิพนักงาน</span></p>
<h3><b>วางนโยบายภายในให้ครอบคลุมและชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนเรื่องการเข้าถึง การจัดเก็บ และการใช้งานข้อมูล พร้อมกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะผู้ที่จำเป็น และดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ PDPA</span></p>
<h3><b>สื่อสารกับพนักงานอย่างโปร่งใส</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แจ้งให้พนักงานทราบอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการนำข้อมูลไปใช้ และมาตรการคุ้มครองที่องค์กรมี เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจร่วมกัน</span></p>
<h3><b>ตรวจสอบความเสี่ยงและเตรียมแผนป้องกัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเกิดการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/data-breach-231108/"><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลหลุดรั่วไหล (Data Breach)</span></a><span style="font-weight: 400;"> องค์กรอาจเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมถึงผลกระทบด้านชื่อเสียง ควรมีแผนตอบสนองฉุกเฉินและระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เข้มงวด</span></p>
<p><b>การใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรมและถูกกฎหมายไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กร และสะท้อนถึงความรับผิดชอบของ HR ในการดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน</b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44969" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153847.911.webp" alt="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ" width="600" height="370" title="Expense Reimbursement Data ข้อมูลการเบิกจ่ายพนักงาน ขุมทรัพย์ HR ยุคใหม่ปฏิวัติสวัสดิการ 264" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153847.911.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-25T153847.911-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>5 ขั้นตอนเริ่มต้นใช้ข้อมูลการเบิกจ่ายให้ได้ประโยชน์และถูกกฎหมาย</b></h2>
<h3><b>1. ตั้งคำถามให้ชัด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายว่า ต้องการใช้ข้อมูลนี้เพื่ออะไร จะลดต้นทุน เพิ่มการใช้สิทธิ์สวัสดิการ หรือออกแบบสิ่งใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมพนักงาน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้การวิเคราะห์ไม่หลงทิศทาง</span></p>
<h3><b>2. สำรวจระบบและข้อมูลที่มีอยู่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรวจสอบว่าองค์กรมีข้อมูลใดบ้างเกี่ยวกับการเบิกจ่าย อยู่ในระบบบัญชี, </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/2"><span style="font-weight: 400;">HRIS</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือเป็น </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/microsoft-excel-for-hr-241113/"><span style="font-weight: 400;">Excel</span></a><span style="font-weight: 400;"> แยกต่างหาก ? และข้อมูลนั้นมีความละเอียดเพียงพอหรือไม่ เช่น มีการระบุประเภทค่าใช้จ่าย วันที่ สถานะการอนุมัติ ฯลฯ</span></p>
<h3><b>3. วางกรอบ PDPA ให้มั่นคงก่อนเริ่ม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จัดทำแนวทางการใช้ข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ตั้งแต่ต้น ทั้งการกำหนดวัตถุประสงค์ใหม่ การขอความยินยอมหากจำเป็น และการวางนโยบายภายในควบคุมการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลอย่างเคร่งครัด</span></p>
<h3><b>4. วิเคราะห์ข้อมูลแบบรวมเพื่อมองภาพใหญ่ก่อน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากการวิเคราะห์แบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) และดูแนวโน้มโดยรวม เช่น หมวดค่าใช้จ่ายที่เบิกบ่อยที่สุด แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตามเวลา หรือการใช้สิทธิ์เทียบกับงบประมาณ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้าน PDPA และช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนเจาะลึก</span></p>
<h3><b>5. ทดลองปรับสวัสดิการในวงเล็กและวัดผลต่อเนื่อง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ข้อมูลเชิงลึกแล้ว ให้เริ่มจากการทดลองปรับสวัสดิการกับกลุ่มตัวอย่างนำร่องส่วนหนึ่งก่อน แล้วตรวจสอบว่าความพึงพอใจ การใช้งานจริง หรือผลกระทบต่อพฤติกรรมการลางานเป็นอย่างไร เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์ในวงกว้างได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น</span></p>
<h2><b>บทสรุป: ข้อมูลเบิกจ่ายไม่ใช่แค่ใบเสร็จ แต่คือแผนที่นำทาง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเบิกจ่ายไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือใบเสร็จที่รออนุมัติอีกต่อไป แต่เป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมจริงของพนักงานที่บอกว่า พวกเขาให้คุณค่ากับอะไร ต้องการการสนับสนุนแบบไหน และสวัสดิการอะไรขององค์กรที่ยังขาดไป การนำข้อมูลนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงช่วยออกแบบสวัสดิการที่ตรงใจ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน HR ต้องไม่ลืมว่า พลังของข้อมูลต้องมาคู่กับความรับผิดชอบ การใช้ข้อมูลเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบ PDPA และจริยธรรมอย่างเข้มงวด การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสรุปรวมและไม่ระบุตัวตน พร้อมการสื่อสารอย่างโปร่งใสกับพนักงาน คือหัวใจของการเปลี่ยนข้อมูลเบิกจ่ายให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางหรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการออกแบบ</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการที่สร้างความสุขให้พนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX Solutions พร้อมเป็นตัวช่วยในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีกว่า และนำพาองค์กรของคุณก้าวสู่การเป็น &#8220;นายจ้างที่น่าทำงานด้วย&#8221; อย่างแท้จริง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">มาค้นหาได้แล้วทางลิงก์นี้</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://tipalti.com/resources/learn/expense-reimbursement/" target="_blank" rel="noopener">Tipalt</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.omnihr.co/blog/expense-management-for-hr" target="_blank" rel="noopener">Omnihr</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.concur.be/blog/article/employee-reimbursement-guide-to-efficient-expense-management" target="_blank" rel="noopener">Concur</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="5 สูตร(ไม่)ลับ ยกระดับงาน HRM 2" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/expense-reimbursement-data-for-hr-250428/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/4-labour-law-for-hr-250421/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/4-labour-law-for-hr-250421/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Apr 2025 01:31:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกจ้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44847</guid>

					<description><![CDATA[การเลิกจ้าง เป็นกระบวนการที่ท้าทายทั้งสำหรับนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึง HR ที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรและสิทธิของพนักงานตามกฎหมาย การไม่เข้าใจกฎหมายอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ผลเสียต่าง ๆ ที่เกินกว่าจะคาดคิด ดังนั้นหาก HR มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน (Labour Law) ย่อมสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้มหาศาล 4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม ในบรรดากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนั้นมีอยู่มากมาย แต่ถ้าพูดถึงกฎหมายแรงงานไทยเกี่ยวกับการเลิกจ้างจะมี 4 ฉบับใหญ่ ๆ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง และทำไม HR จึงควรรู้กฎหมายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ของนายจ้าง และของพนักงาน 1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม) หมวด 11 ค่าชดเชย สาระสำคัญโดยคร่าว กฎหมายแรงงานไทยนี้กำหนดสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง โดยอัตราค่าชดเชยขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงาน เช่น ทำงาน 120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 30 วัน, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44850" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831.webp" alt="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม" width="600" height="370" title="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม 269" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141604.831-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>การเลิกจ้าง</strong> เป็นกระบวนการที่ท้าทายทั้งสำหรับนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึง HR ที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งรักษาความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ขององค์กรและสิทธิของพนักงานตามกฎหมาย การไม่เข้าใจกฎหมายอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ผลเสียต่าง ๆ ที่เกินกว่าจะคาดคิด</p>
<p>ดังนั้นหาก HR มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับ <strong>กฎหมายแรงงาน (Labour Law)</strong> ย่อมสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้มหาศาล</p>

<h2>4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม</h2>
<p>ในบรรดากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนั้นมีอยู่มากมาย แต่ถ้าพูดถึงกฎหมายแรงงานไทยเกี่ยวกับการเลิกจ้างจะมี 4 ฉบับใหญ่ ๆ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง และทำไม HR จึงควรรู้กฎหมายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ของนายจ้าง และของพนักงาน</p>
<h2>1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม) หมวด 11 ค่าชดเชย</h2>
<h3>สาระสำคัญโดยคร่าว</h3>
<p>กฎหมายแรงงานไทยนี้กำหนดสิทธิของลูกจ้างในการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง โดยอัตราค่าชดเชยขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงาน เช่น ทำงาน 120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 30 วัน, ทำงาน 1-3 ปี ได้รับค่าชดเชย 90 วัน, ถ้าทำงาน 3-6 ปี ได้รับค่าชดเชย 180 วัน ทำงาน 6-10 ปี ได้รับค่าชดเชย 240 วัน ทำงาน 10 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย  300 วัน และทำงานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จะได้รับค่าชดเชย 400 วัน (มาตรา 118)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม กฎหมายยกเว้นให้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่ลูกจ้างทุจริต จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับหลังได้รับการตักเตือน รวมถึงละทิ้งหน้าที่ 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผล หรือได้รับโทษจำคุก (มาตรา 119)</p>
<p>อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ กฎหมายคุ้มครองแรงงานลูกจ้างกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบการแล้วส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เช่น หากออฟฟิศอยู่ลาดพร้าว แล้วจะย้ายไปอยู่นนทบุรี โดยนายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หากลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานด้วย สามารถบอกเลิกสัญญาและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ (มาตรา 120)</p>
<p>หรือหากมีกรณีที่นายจ้างปรับโครงสร้างองค์กรหรือนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้จนต้องลดจำนวนพนักงาน นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า 60 วัน โดยหากลูกจ้างทำงานเกิน 6 ปี ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมอีกด้วย (มาตรา 121-122)</p>
<h3>ทำไม HR ต้องรู้กฎหมายแรงงานไทยนี้</h3>
<p>การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานไทยนี้อาจนำไปสู่การฟ้องร้องและค่าปรับที่มีมูลค่าสูง ส่งผลเสียทั้งด้านการเงินและชื่อเสียงขององค์กร <strong>การเข้าใจกฎหมายนี้จะช่วยให้ HR </strong><strong>สามารถวางแผนงบประมาณได้ถูกต้อง โดยเฉพาะในกรณีที่องค์กรจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหรือลดขนาดองค์กร</strong> เช่น การคำนวณค่าชดเชยและการแจ้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างราบรื่น</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>เมื่อ HR </strong><strong>รู้แล้วยังสามารถให้คำปรึกษาผู้บริหารเกี่ยวกับการจัดการพนักงานที่มีปัญหาหรือกระทำผิด ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างตามกระบวนการที่ถูกต้อง</strong> นั่นคือต้องมีการตักเตือนและเก็บหลักฐานให้เป็นระเบียบตามกฎหมายเพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต และปัญหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอาจจะตามมาได้ หากบริษัทมีแผนย้ายสถานประกอบการหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ HR ต้องรู้ขั้นตอนการแจ้งพนักงานและการคำนวณค่าชดเชยพิเศษที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>การมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานยังช่วยให้ HR จัดทำสัญญาจ้างและข้อบังคับที่สอดคล้องกับกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีความรับผิดชอบ และนำมาซึ่งการดึงดูดหนักงานมากความสามารถให้มาทำงานด้วย</p>
<p><strong>อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายนี้เพิ่มเติมที่:</strong> <a href="https://www.labour.go.th/attachments/article/71837/PR-131267-UPDATE.pdf" target="_blank" rel="noopener">พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141743.129.webp" alt="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม" width="600" height="370" title="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม 270" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141743.129.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-11T141743.129-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575-586 ว่าด้วยการจ้างงาน</h2>
<h3>สาระสำคัญโดยคร่าว</h3>
<p>การจ้างแรงงานตามกฎหมาย คือ สัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าตอบแทน ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน จากกฎหมายนี้ <strong>นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนดและไม่สามารถเลิกจ้างได้หากลูกจ้างขาดงานด้วยเหตุสมควร</strong></p>
<p>ส่วนฝั่งลูกจ้างเองก็ต้องทำงานตามที่ตกลง หากปฏิบัติผิดอย่างร้ายแรง นายจ้างสามารถไล่ออกได้ทันที แต่การยกเลิกสัญญาปกติต้องแจ้งล่วงหน้า และเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับใบรับรองการทำงานด้วย</p>
<p>ข้อกฎหมายยังคุ้มครองลูกจ้างในหลายด้าน เช่น หากไม่ได้ตกลงค่าจ้าง แต่งานนั้นไม่ใช่งานที่ทำฟรี ต้องถือว่ามีการตกลงค่าจ้างโดยปริยาย และหากลูกจ้างถูกจ้างจากต่างถิ่น นายจ้างต้องออกค่าเดินทางกลับให้เมื่อสิ้นสุดสัญญา</p>
<p>นอกจากนี้ หากสัญญาหมดอายุแต่ลูกจ้างยังทำงานต่อ จะถือเป็นการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ และนายจ้างจะโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ก็ต่อเมื่อลูกจ้างยินยอมเท่านั้น</p>
<h3>ทำไม HR ต้องรู้กฎหมายแรงงานไทยนี้</h3>
<p>กฎหมายแรงงานไทยฉบับนี้ และมาตราเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการสัญญาจ้างงานและการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของฝ่าย HR</p>
<p><strong>หาก HR </strong><strong>ไม่เข้าใจอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการจัดการสัญญา เช่น การจ่ายสินจ้างล่าช้า หรือการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายจากลูกจ้างได้</strong></p>
<p>นอกจากนี้ HR ยังต้องใช้ข้อกฎหมายเหล่านี้ในการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานที่ชัดเจน รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น การเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่ลูกจ้างทำผิดอย่างร้ายแรง หรือการจัดการในกรณีที่ลูกจ้างยังคงทำงานหลังจากสัญญาหมดอายุ ซึ่งหากไม่ดำเนินการตามกฎหมายจะอาจทำให้นายจ้างมีปัญหาในภายหลัง</p>
<p>ทั้งหมดทั้งมวลนี้ตอกย้ำว่า การมีความรู้ในกฎหมายข้อนี้จะช่วยให้ HR สามารถจัดการกระบวนการจ้างและเลิกจ้างได้ถูกต้อง ราบรื่น เป็นธรรม และปลอดภัยต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง</p>
<p><strong>อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายนี้เพิ่มเติมที่:</strong> <a href="https://jla.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/112/iid/121227" target="_blank" rel="noopener">ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31993" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/HREX-Cover-73-1.webp" alt="สัมภาษณ์ ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร เปิดเส้นทาง HR Expert ผู้มุ่งมั่นแบ่งปันความรู้ ยกระดับแวดวง HR" width="600" height="370" title="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม 271" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/HREX-Cover-73-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/HREX-Cover-73-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/hr-expert-interview-benjawan-230822/">สัมภาษณ์ ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร เปิดเส้นทาง HR Expert ผู้มุ่งมั่นแบ่งปันความรู้ ยกระดับแวดวง HR</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="text-align: left;">3. พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 9 การกระทำอันไม่เป็นธรรม</h2>
<h3>สาระสำคัญโดยคร่าว</h3>
<p>กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/">สหภาพแรงงาน</a>โดยตรง ว่าด้วยการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของนายจ้าง โดยห้ามนายจ้างเลิกจ้างหรือกดดันลูกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมาย เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือการเป็นพยานในคดีแรงงาน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังห้ามขัดขวางการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ห้ามแทรกแซงการดำเนินงานของสหภาพ และห้ามผู้ใดบังคับหรือขู่เข็ญให้ลูกจ้างเข้าหรือออกจากสหภาพ</p>
<p>กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ยังกำหนดข้อยกเว้นที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพได้ เช่น กรณีทุจริต จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่เกิน 3 วันโดยไม่มีเหตุผล หากมีการฝ่าฝืน ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วัน และคณะกรรมการต้องวินิจฉัยภายใน 90 วัน หากผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติตามคำสั่ง การดำเนินคดีอาญาจะระงับไป</p>
<h3>ทำไม HR ต้องรู้กฎหมายแรงงานไทยนี้</h3>
<p>การมีสหภาพแรงงานคือเรื่องใหญ่ <strong>HR </strong><strong>จำเป็นต้องรู้และเข้าใจกฎหมายนี้เพื่อป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม เพื่อจะได้บริหารความสัมพันธ์กับสหภาพแรงงาน และจัดการกรณีเลิกจ้างได้เหมาะสม</strong> ไม่เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต</p>
<p>HR ที่เข้าใจกฎหมายแรงงานจะป้องกันข้อพิพาทและการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยหลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย แต่ยังรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร รวมทั้งส่งเสริมขวัญกำลังใจของพนักงาน</p>
<p>การจัดทำระเบียบข้อบังคับการทำงานที่สอดคล้องกับกฎหมายก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือขัดขวางการใช้สิทธิของพนักงาน HR จึงต้องทำหน้าที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิลูกจ้างและการปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร ภายใต้กรอบกฎหมายแรงงานที่เป็นธรรม</p>
<p><strong>อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายนี้เพิ่มเติมที่:</strong> <a href="https://yasothon.labour.go.th/images/law/labour_relation_2518.pdf" target="_blank" rel="noopener">พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์</a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41591" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ?" width="600" height="370" title="4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม 272" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/">สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>4. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49</h2>
<h3>สาระสำคัญโดยคร่าว</h3>
<p>พรบ.ศาลแรงงานว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติอีกข้อที่<strong>คุ้มครองลูกจ้างกรณีถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานในการพิจารณาคดีการเลิกจ้าง</strong></p>
<p>หากศาลเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลมีทางเลือก 2 ประการ ทางแรกคือสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิมก่อนถูกเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการคืนตำแหน่งงานให้แก่ลูกจ้าง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าลูกจ้างและนายจ้างไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลจะใช้ทางเลือกที่ 1 คือกำหนดค่าเสียหายที่นายจ้างต้องชดใช้ให้แก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงาน โดยในการกำหนดค่าเสียหายนี้ ศาลจะพิจารณาปัจจัยหลายประการประกอบกัน ได้แก่ อายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนที่ลูกจ้างได้รับจากการถูกเลิกจ้าง สาเหตุของการเลิกจ้าง รวมถึงเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เป็นต้น</p>
<h3>ทำไม HR ต้องรู้กฎหมายแรงงานไทยนี้</h3>
<p>กฎหมายข้อนี้ทำให้ HR ต้องตระหนักว่าการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาลแล้วปัญหาจากเกิดขึ้นยาวนาน ดังนั้น HR จึงควรจัดทำระบบการประเมินผลงาน การตักเตือน และการเลิกจ้างที่โปร่งใส เป็นธรรม มีหลักฐานชัดเจน และเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong>ความเข้าใจในกฎหมายนี้ช่วยให้ HR </strong><strong>สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารเมื่อต้องตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน โดยชี้แจงถึงความเสี่ยงทางกฎหมายและภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น</strong> การวิเคราะห์ว่ากรณีใดอาจถูกมองว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเตรียมหลักฐานที่จำเป็นเพื่อแสดงความชอบธรรมในการเลิกจ้าง</p>
<p>นอกจากนี้ HR ยังสามารถพิจารณาทางเลือกอื่นนอกจากการเลิกจ้าง เช่น การโยกย้ายตำแหน่งงาน การฝึกอบรมเพิ่มเติม หรือการเจรจาเพื่อยุติการจ้างโดยความสมัครใจ ซึ่งอาจเป็นทางออกที่เป็นประโยชน์กับทั้งองค์กรและพนักงาน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องและผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นตามมาตรา 49 นี้</p>
<p><strong>อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายนี้เพิ่มเติมที่:</strong> <a href="https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/2021/02/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87.pdf" target="_blank" rel="noopener">พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน</a></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR"><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" title="รู้จักใบเตือนพนักงาน (Warning Letter) 7 สิ่งที่ HR ควรกระทำ และข้อควรระวังเมื่อต้องใช้ 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" /></p>
<p><strong>Q: กฎหมายแรงงานเกี่ยวกับการเลิกจ้าง</strong></p>
<p>ช่วยแชร์หน่อยค่ะว่ามีกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับการเลิกจ้างฉบับใดบ้าง เพราะมีปัญหาในเรื่องการเลิกจ้าง ที่คิดว่าต้องปรึกษากับ กรมสวัสดิการกฏหมายค่ะ</p>
<p><strong>A: ในกรณีที่ฝ่าย HR มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง จำนวนทั้งสิ้น 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p>
<p>1. พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 119<br />
2. ปพพ.มาตรา 575-586 ว่าด้วยการจ้างงาน<br />
3. พรบ.แรงงานสัมพันธ์ มาตรา 123<br />
4. พรบ.ศาลแรงงานว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 49</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1995?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" title="รู้จักใบเตือนพนักงาน (Warning Letter) 7 สิ่งที่ HR ควรกระทำ และข้อควรระวังเมื่อต้องใช้ 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" /></a></p></blockquote>
<h2>สรุป</h2>
<p>การเลิกจ้างพนักงานเป็นกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น HR ที่เข้าใจกฎหมายเหล่านี้จะสามารถจัดการกระบวนการเลิกจ้างได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการฟ้องร้อง และช่วยให้การบริหารงานในองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังสามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารในการจัดการพนักงานที่มีปัญหา และจัดทำสัญญาจ้างที่สอดคล้องกับกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น การเข้าใจกฎหมายแรงงานในภาพรวมทั้งหมดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทุกฝ่าย องค์กรจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงทางกฎหมาย สามารถวางแผนงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะนายจ้างที่มีความรับผิดชอบ เมื่อพนักงานได้รับความคุ้มครองตามสิทธิอันพึงมี จะเกิดความมั่นใจในความเป็นธรรมภายในองค์กร และมีขวัญกำลังใจในการทำงาน นำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/4-labour-law-for-hr-250421/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/understanding-payroll-and-salary-250307/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/understanding-payroll-and-salary-250307/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 05:46:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[Payroll]]></category>
		<category><![CDATA[Salary]]></category>
		<category><![CDATA[จ่ายเงินเดือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44191</guid>

					<description><![CDATA[HR หลายคนอาจมองว่า เงินเดือน ก็แค่ตัวเลขที่โอนเข้าบัญชีพนักงานทุกสิ้นเดือน เป็นเพียงภารกิจหนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละรอบบัญชี แต่เงินเดือนเป็นตัวเลขที่มีความหมายและมีผลอย่างยิ่งต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน รวมถึงเสถียรภาพขององค์กรอย่างยิ่ง หาก HR เข้าใจโครงสร้างและองค์ประกอบของ Payroll อย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงจะช่วยให้การจ่ายค่าตอบแทนถูกต้องและเป็นธรรม แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารคน สร้างแรงจูงใจ ดึงดูดคนเก่ง และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทสามารถจัดการงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะ Payroll ที่ดีไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นรากฐานขององค์กรที่แข็งแกร่ง HREX จึงขอพาทุกท่านมาเจาะลึกว่า Payroll คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และแตกต่างจาก Salary อย่างไร เพื่อให้ HR สามารถจัดการระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนได้อย่างมืออาชีพ ในบทความนี้ Payroll vs Salary ต่างกันอย่างไร ? หลายคนอาจคิดว่า Payroll และ Salary เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทั้งสองคำเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 แนวคิดนี้มีความหมายและขอบเขตที่แตกต่างกัน HR จึงต้องเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดการค่าตอบแทนของพนักงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ Salary คืออะไร ? [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44192" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092321.619.webp" alt="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน" width="600" height="370" title="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน 277" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092321.619.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092321.619-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR หลายคนอาจมองว่า </span><b>เงินเดือน</b><span style="font-weight: 400;"> ก็แค่ตัวเลขที่โอนเข้าบัญชีพนักงานทุกสิ้นเดือน เป็นเพียงภารกิจหนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละรอบบัญชี แต่เงินเดือนเป็นตัวเลขที่มีความหมายและมีผลอย่างยิ่งต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน รวมถึงเสถียรภาพขององค์กรอย่างยิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR เข้าใจโครงสร้างและองค์ประกอบของ Payroll อย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงจะช่วยให้การจ่ายค่าตอบแทนถูกต้องและเป็นธรรม แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารคน สร้างแรงจูงใจ ดึงดูดคนเก่ง และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทสามารถจัดการงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ Payroll ที่ดีไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นรากฐานขององค์กรที่แข็งแกร่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอพาทุกท่านมาเจาะลึกว่า Payroll คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และแตกต่างจาก Salary อย่างไร เพื่อให้ HR สามารถจัดการระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนได้อย่างมืออาชีพ ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>Payroll vs Salary ต่างกันอย่างไร ?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า Payroll และ Salary เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทั้งสองคำเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 แนวคิดนี้มีความหมายและขอบเขตที่แตกต่างกัน HR จึงต้องเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดการค่าตอบแทนของพนักงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3><b>Salary คืออะไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Salary (เงินเดือน) คือค่าตอบแทนรายเดือนที่พนักงานได้รับตามสัญญาจ้าง มักจ่ายให้พนักงานที่มีสัญญาจ้างประจำหรือระยะยาว โดยเป็นจำนวนเงินที่บริษัทตกลงจ่ายให้พนักงานเป็นประจำทุกเดือน เช่น 25,000 บาทต่อเดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไป Salary จะไม่รวมค่าตอบแทนเพิ่มเติม เช่น ค่าล่วงเวลา (OT) หรือค่าคอมมิชชั่น และมักเป็นรายได้ที่คงที่ เว้นแต่มีการปรับขึ้นเงินเดือนหรือเปลี่ยนตำแหน่งงาน</span></p>
<h3><b>Payroll คืออะไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Payroll (ระบบเงินเดือนหรือการจ่ายค่าจ้าง) คือ กระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณและจ่ายเงินให้พนักงาน ไม่ว่าจะเป็น Salary, ค่าล่วงเวลา, ค่าคอมมิชชั่น, โบนัส หรือค่าหักต่าง ๆ เช่น ภาษีและประกันสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Payroll เป็นกระบวนการที่ HR หรือฝ่ายบัญชีต้องเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าจ่ายเงินเดือนพนักงานถูกต้องและจ่ายตรงเวลา อย่าลืมว่ามันเกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาลได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุป </span><b>Salary คือค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับในแต่ละเดือน ส่วน Payroll คือกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณและจ่ายเงินเดือน</b><span style="font-weight: 400;"> หรือพูดอีกอย่างก็คือ Salary เป็นผลลัพธ์ ส่วน Payroll เป็นกระบวนการ ที่ช่วยให้พนักงานได้รับเงินเดือนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงต้องเข้าใจทั้งสองแนวคิดนี้ให้ดี เพื่อให้การบริหารค่าตอบแทนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44193" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092528.635.webp" alt="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน" width="600" height="370" title="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน 278" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092528.635.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092528.635-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>6 องค์ประกอบของ Payroll ที่ HR ต้องรู้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเข้าใจแล้วว่า Payroll ครอบคลุมมากกว่าแค่ Salary เรามาดูกันดีกว่าว่าองค์ประกอบของเงินเดือนที่ HR ต้องรู้มีอะไรบ้าง คำตอบก็คือ 6 องค์ประกอบดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. ฐานเงินเดือน (Base Salary)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เงินเดือนพื้นฐานที่พนักงานได้รับตามสัญญาจ้างงาน เป็นส่วนหลักของรายได้ประจำที่บริษัทกำหนดให้ตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และอัตราเงินเดือนในตลาดแรงงาน ฐานเงินเดือนนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ HR ใช้ในการคำนวณค่าตอบแทนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนดฐานเงินเดือนที่เหมาะสมสำคัญมาก เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลต่อแรงจูงใจของพนักงาน แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้ หาก HR กำหนดฐานเงินเดือนไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตลาด อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและอาจส่งผลต่ออัตราการลาออกของพนักงาน</span></p>
<h3><b>2. ค่าล่วงเวลา (OT – Overtime Pay)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่าตอบแทนสำหรับพนักงานที่ทำงานเกินเวลาปกติ ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องปฏิบัติตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ อัตราค่าล่วงเวลาอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาทำงาน เช่น หากทำงานนอกเวลาปกติ อาจได้รับ 1.5 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง หรือหากเป็นวันหยุด อาจได้รับ 2 เท่าหรือมากกว่าตามที่กฎหมายกำหนด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การคำนวณและจ่ายค่าล่วงเวลาต้องโปร่งใสและถูกต้องจึงสำคัญมาก และมักจะเกิดความผิดพลาดตรงการคิด OT อยู่หลายกรณี HR ต้องระวังว่าหากคำนวณผิดหรือจ่ายไม่ตรงเวลา อาจส่งผลให้พนักงานไม่พอใจ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านแรงงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในทางออกของปัญหานี้ คือการมีระบบบันทึกเวลาทำงานที่แม่นยำ และตรวจสอบอัตราการจ่ายให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายเสมอ ซึ่งหากไม่รู้จะหามาใช้จากแหล่งใด สามารถเข้ามาค้นหาบริการด้าน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/17"><span style="font-weight: 400;">Leave &amp; Attendance Management System</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผ่านแพลตฟอร์ม </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products and Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ HREX ได้เลยที่นี่ !</span></p>
<h3><b>3. ค่าคอมมิชชั่น (Commission)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับเพิ่มเติมจากฐานเงินเดือน ส่วนใหญ่มักใช้กับตำแหน่งที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ ซึ่งมักพบเจอบ่อยกับฝ่ายเซลส์ที่จะได้ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าตอบแทน หากทำยอดขายได้ หรือทำได้ตามเป้าหมายทำสำเร็จ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรออกแบบโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นให้ชัดเจนและยุติธรรม โดยต้องกำหนดเกณฑ์การคำนวณให้โปร่งใส ว่าเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชั่นต่อยอดขายควรเป็นเท่าไหร่ เพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3><b>4. โบนัส (Bonus)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่าตอบแทนเพิ่มเติมที่บริษัทมอบให้พนักงานเพื่อเป็นกำลังใจและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โบนัสมีหลายรูปแบบ เช่น โบนัสประจำปี โบนัสตามผลประกอบการของบริษัท โบนัสตามผลงานส่วนบุคคล โดยแต่ละองค์กรอาจมีเกณฑ์การให้โบนัสที่แตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องรู้ก็คือหากไม่จ่ายโบนัสให้พนักงานไม่ผิดกฎหมายแรงงาน เว้นแต่มีการแจ้งพนักงานเอาไว้ตั้งแต่แรก เช่น แจ้งตั้งแต่ก่อนรับเข้าทำงานว่าจะให้โบนัสเป็นจำนวนเท่าไหร่ จะจ่ายเมื่อไหร่ของปี เป็นต้น แต่โบนัสก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาพนักงานที่มีความสามารถ และสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพยายามทำงานให้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น HR ควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้โบนัส เพื่อให้พนักงานเข้าใจเงื่อนไขและสามารถตั้งเป้าหมายในการทำงานได้อย่างเหมาะสม</span></p>
<h3><b>5. ค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ (Allowances &amp; Benefits)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเงินเดือนหลัก บริษัทอาจมีค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติม เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ หรือค่าตำแหน่ง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงาน และเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรออกแบบค่าตอบแทนพิเศษให้เหมาะสมกับลักษณะงานและวัฒนธรรมองค์กร เช่น พนักงานที่ต้องเดินทางบ่อยอาจได้รับค่าเดินทางหรือค่าที่พักเพิ่มเติม พนักงานในระดับบริหารอาจได้รับค่าตำแหน่งเพื่อสะท้อนความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้พนักงานรู้สึกถึงความใส่ใจขององค์กรและมีความผูกพันกับบริษัทมากขึ้น</span></p>
<h3><b>6. การหักเงินที่จำเป็น (Deductions)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เงินเดือนที่พนักงานได้รับจริงหลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อาจแตกต่างจากตัวเลขฐานเงินเดือนที่ตกลงกันไว้ การหักเงินที่จำเป็นรวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งพนักงานต้องจ่ายตามอัตราภาษีที่กำหนด </span><a href="https://www.finnomena.com/finspace/social-security-fund-750thb/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประกันสังคมที่พนักงานต้องจ่ายในอัตรา 5% ของเงินเดือน</span></a><span style="font-weight: 400;"> (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับการออมระยะยาว ในกรณีที่ทำงานในบริษัทเองชน แต่ถ้าเป็นหน่วยงานราชการ จะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44194" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092634.632.webp" alt="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน" width="600" height="370" title="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน 279" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092634.632.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-07T092634.632-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>พนักงานทำผิด อยากหักเงินพนักงาน ทำได้แค่ไหน ?</b></h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190306-possibletodeductsalary/"><span style="font-weight: 400;">การหักเงินเดือน</span></a><span style="font-weight: 400;">พนักงานเป็นหนึ่งในประเด็นที่ HR ต้องระวัง เพราะแม้ในบางกรณี บริษัทอาจต้องการหักเงินพนักงาน เช่น ทำทรัพย์สินบริษัทเสียหาย ขาดงานโดยไม่มีเหตุผล หรือก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่การหักเงินเดือน ไม่สามารถทำได้โดยพลการ เนื่องจากกฎหมายแรงงานกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตาม </span><a href="https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/A/008/1.PDF" target="_blank" rel="noopener"><b>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541</b><span style="font-weight: 400;"> มาตรา 76</span></a> <b>นายจ้างสามารถหักเงินจากค่าจ้างหรือเงินเดือนของพนักงานได้ในกรณีต่อไปนี้เท่านั้น</b></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักภาษีและเงินที่กฎหมายกำหนด </span><b>ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</b><span style="font-weight: 400;"> (หัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย) </span><b>เงินสมทบประกันสังคม และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</b><span style="font-weight: 400;"> (หากบริษัทมีนโยบายนี้)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักเพื่อชำระหนี้ที่พนักงานทำสัญญากู้ไว้กับนายจ้าง เช่น พนักงานกู้เงินจากบริษัท และตกลงผ่อนชำระเป็นงวด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักเป็นเงินประกันตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหาย ที่พนักงานตกลงไว้ก่อนเริ่มงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักค่าผ่อนชำระสวัสดิการต่าง ๆ ของบริษัท เช่น หักเงินเดือนเพื่อผ่อนจ่ายค่าอาหารในโรงอาหารของบริษัท หรือสวัสดิการอื่น ๆ ที่พนักงานสมัครใจใช้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักค่าชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการทำงานของพนักงาน </span><b>แต่ต้องมีข้อตกลงล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น พนักงานทำของบริษัทเสียหาย และได้มีข้อตกลงตกลงร่วมกันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายบางส่วน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR หักเงินเดือนพนักงาน โดยไม่มีเหตุผลที่กฎหมายรับรอง อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่พนักงานร้องเรียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ทำให้บริษัทอาจถูกปรับหรือถูกฟ้องร้อง และส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน และทำให้เกิดปัญหาภายในองค์กรจนยากจะแก้ไขได้</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Payroll เป็นมากกว่าการจ่ายเงินเดือน แต่เป็นระบบที่ครอบคลุมกระบวนการคำนวณค่าตอบแทน ซึ่งส่งผลต่อความพึงพอใจของพนักงานโดยตรง HR จึงต้องเข้าใจโครงสร้าง Payroll อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถจัดการค่าตอบแทนได้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ Payroll มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถบริหารงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR องค์กรไหนสามารถบริหารจัดการเรื่องเงินเดือนได้ตามปกติ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่หาก HR องค์กรไหนกำลังกังวล และอยากหา Solution ช่วยทำ Payroll ได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด สามารถค้นหา </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/19"><span style="font-weight: 400;">Payroll Solution</span></a><span style="font-weight: 400;"> รวมถึง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/24"><span style="font-weight: 400;">Payroll Outsourcing</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้ที่ HREX แพลตฟอร์มที่รวบรวม HR Products &amp; Services ครบวงจรจำนวนมากที่สุดในประเทศไทยได้เลยที่นี่</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เข้าใจ Payroll และ Salary อย่างถูกต้อง: คู่มือสำหรับ HR เพื่อคุยกับฝ่ายการเงิน 280"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/understanding-payroll-and-salary-250307/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สูตร(ไม่)ลับ ยกระดับงาน HRM</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hrm-not-secret-formula-2502214/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hrm-not-secret-formula-2502214/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Feb 2025 10:16:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HRM]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=43226</guid>

					<description><![CDATA[งาน HR Management (HRM) หรือการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นงานที่สำคัญกว่าที่ใครคาดคิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การจ้างงานหรือดูแลพนักงานทั่วไป แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไม่เพียงพนักงานทำงานได้เต็มศักยภาพ แต่ยังทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน แล้ว HR จะบริหารงาน HRM ให้ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงอย่างไร ? HREX ขอแนะนำเคล็ด(ไม่ลับ) ดังต่อไปนี้ 1. วางแผน HRM ให้สอดคล้องกับองค์กร พื้นฐานสำคัญของงาน HRM คือการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและปรับให้เข้ากับโครงสร้างองค์กร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากเป็นการวางแผนในระยะสั้น HR ควรปรับอัตรากำลังให้เหมาะสมกับความต้องการของบริษัท และใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการสรรหาบุคลากร เพื่อให้ได้คนเก่งเข้ามาเสริมศักยภาพส่วนที่ขาดไป ส่วนการวางแผนในระยะยาว องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างระหว่าง Generation เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างพนักงานทุกช่วงวัย พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน และสร้าง Happy Workplace ที่ช่วยให้พนักงานมีความผูกพันและอยากเติบโตไปพร้อมกัน 2. ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและนโยบายให้ทันสมัย เพราะการทำงานในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เวลาทำงาน HRM จึงต้องมีความยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มใหม่ ๆ เช่น Hybrid Working การอนุญาตให้พนักงาน Work from Home [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43229" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-21T160521.972.webp" alt="5 สูตร(ไม่)ลับ ยกระดับงาน HRM" width="600" height="370" title="5 สูตร(ไม่)ลับ ยกระดับงาน HRM 283" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-21T160521.972.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-21T160521.972-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน </span><b>HR Management (HRM)</b><span style="font-weight: 400;"> หรือการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นงานที่สำคัญกว่าที่ใครคาดคิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การจ้างงานหรือดูแลพนักงานทั่วไป แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไม่เพียงพนักงานทำงานได้เต็มศักยภาพ แต่ยังทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว HR จะบริหารงาน HRM ให้ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงอย่างไร ? HREX ขอแนะนำเคล็ด(ไม่ลับ) ดังต่อไปนี้</span></p>

<h2>1. วางแผน HRM ให้สอดคล้องกับองค์กร</h2>
<p><b>พื้นฐานสำคัญของงาน HRM คือการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและปรับให้เข้ากับโครงสร้างองค์กร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นการวางแผนในระยะสั้น HR ควรปรับอัตรากำลังให้เหมาะสมกับความต้องการของบริษัท และใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการสรรหาบุคลากร เพื่อให้ได้คนเก่งเข้ามาเสริมศักยภาพส่วนที่ขาดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการวางแผนในระยะยาว องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างระหว่าง Generation เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างพนักงานทุกช่วงวัย พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน และสร้าง Happy Workplace ที่ช่วยให้พนักงานมีความผูกพันและอยากเติบโตไปพร้อมกัน</span></p>
<h2>2. ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและนโยบายให้ทันสมัย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการทำงานในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว </span><b>เวลาทำงาน HRM จึงต้องมีความยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มใหม่ ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น Hybrid Working การอนุญาตให้พนักงาน Work from Home หรือ Work from Anywhere ยังสามารถช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม HR ควรปรับปรุงช่องทางการสื่อสารให้กระชับและเข้าถึงง่าย เพื่อให้การทำงานราบรื่นขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากใช้วิธีหา </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220106-hr-outsource/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Outsource</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ Freelance เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/sourcedout-recruitment-230627/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Freelance Recruiter</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาช่วยงานในบางตำแหน่ง ก็จะช่วยลดต้นทุนด้านบุคลากรด้วย</span></p>
<h2>3. บริหารสวัสดิการและแรงจูงใจให้เหมาะกับแต่ละ Generation</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานในแต่ละ Generation มีความต้องการที่แตกต่างกัน องค์กรที่ต้องการให้ HRM ประสบความสำเร็จต้องออกแบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อตอบโจทย์พนักงานแต่ละกลุ่ม เช่น พนักงานรุ่นใหม่อาจให้ความสำคัญกับโอกาสในการเติบโตและการเรียนรู้ ในขณะที่พนักงานรุ่นเก่าอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและผลตอบแทนที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ แนวคิด Personalized Benefits หรือการออกแบบสวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคน จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับพวกเขาจริง ๆ การปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทนให้ทันสมัย ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจและลดอัตราการลาออกของพนักงานได้</span></p>
<h2>4. ผนึกกำลัง สร้างความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HRM จะประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแค่อยู่ที่ HR เท่านั้นแต่ยังอยู่ที่ความร่วมมือจากทุกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะผู้บริหารที่ต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายด้านบุคคลอย่างจริงจัง การมีช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็น จะช่วยให้เกิดการทำงานที่ราบรื่นและลดความขัดแย้งภายในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ </span><b>ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างพนักงานกับองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ</b><span style="font-weight: 400;"> หากพนักงานรู้สึกว่ามีคนให้ความสำคัญกับพวกเขา และมีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงาน พวกเขาจะมีความผูกพันและพร้อมทุ่มเทเพื่อบริษัทมากขึ้น</span></p>
<h2>5. ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับงาน HRM</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนา ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน HRM ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นเรื่องง่ายขึ้น ลดภาระงานที่ต้องใช้แรงงานคน และช่วยให้ HR สามารถโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่กลายเป็นตัวช่วยชั้นดีของ HR ในปัจจุบันมีมากมายไม่ว่าจะเป็น…</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AI และระบบ Automation เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของงานจำนวนมากได้ เช่น การคัดกรองเรซูเม่อัตโนมัติ, การใช้ Chatbot ตอบคำถามพนักงาน, และการประเมินผลพนักงานอัตโนมัติ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR Tech และ People Analytics สามารถช่วยให้ HR วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพนักงาน และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีระบบ HRM Software ช่วยให้การบริหารงานบุคคล เช่น Payroll, การจัดการสวัสดิการ และการฝึกอบรมพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
</ul>
<p><b>การนำเทคโนโลยีมาใช้ในงาน HRM ไม่ได้หมายความว่าบทบาทของ HR จะลดลง แต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ HR สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และช่วยให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน</b></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HRM จะประสบความสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยความยืดหยุ่น, ทันสมัย, ตอบโจทย์พนักงานทุกช่วงวัย และใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงได้รับ การสนับสนุนจากผู้บริหารและความร่วมมือจากพนักงาน จึงจะนำมาสู่องค์กรที่แข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในยุคปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX พร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณเข้าถึง HR Solution ด้าน HRM แล้ว ! เพียงค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ที่รวบรวมโซลูชั่นด้าน HR ครบวงจร ก็สามารถเจอบริการที่ตรงใจได้เลย หรือหากต้องการคำปรึกษาด้าน HR ก็สามารถติดต่อผ่าน HREX ได้เช่นกัน เราพร้อมช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลของคุณมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ยุคดิจิทัลแล้วทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/15?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 สูตร(ไม่)ลับ ยกระดับงาน HRM 284"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hrm-not-secret-formula-2502214/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-burnout-healing-250117/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-burnout-healing-250117/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 09:12:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Burnout]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42232</guid>

					<description><![CDATA[HR หรือ Human Resources เป็นตำแหน่งที่คอยดูแลสารทุกข์สุกดิบของพนักงาน มีส่วนสำคัญในการวางและสร้างนโยบายที่เหมาะสม ช่วยให้ทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้อย่างราบรื่น เวลามีอะไรไม่สบายใจ HR พร้อมเป็นเซฟโซน ช่วยแก้ปัญหา และให้คำแนะนำที่ดีเพื่อปลุกพลังกลับมา แต่เมื่อ HR ที่คอยเยียวยาทุกคน หาก HR เกิดเหนื่อยกาย ไม่สบายใจเอง ใครเล่าที่จะคอยช่วยเยียวยาพวกเขาบ้าง ? HREX จึงขอถือโอกาสนี้พาไปสำรวจกันว่า หาก HR ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เครียด หมดไฟ หมดแรงใจจะทำงานต่อ ควรเยียวยาตัวเองอย่างไรให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง สภาวะ Burnout สภาวะที่ HR เลี่ยงไม่ได้ (HR Burnout) อาการหมดไฟในการทำงาน คือสภาวะของความเครียดเรื้อรังที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจจนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางกายภาพและอารมณ์ ไม่เพียงเป็นความเครียดชั่วคราวหรือช่วงเวลาที่งานหนักเท่านั้น แต่เกิดจากการเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานอย่างต่อเนื่องจนสะสมและกลายเป็นภาวะนี้ในที่สุด ทั้งนี้อาการที่พบได้บ่อยเวลา Burnout ได้แก่ รู้สึกหมดพลัง เหนื่อยล้า รู้สึกไม่ได้รับการเห็นคุณค่า เครียดมากจนเกินไป มองสิ่งต่าง ๆ อย่างขมขื่นและไร้ความกระตือรือร้นในการทำงาน รวมถึงสิ้นหวังและความหงุดหงิดอย่างรุนแรง อาการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกถึงความสำเร็จในชีวิตการทำงาน และอาจปรากฏออกมาในรูปแบบของปัญหาสุขภาพ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42234" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50.webp" alt="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?" width="600" height="370" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 292" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>HR หรือ Human Resources</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นตำแหน่งที่คอยดูแลสารทุกข์สุกดิบของพนักงาน มีส่วนสำคัญในการวางและสร้างนโยบายที่เหมาะสม ช่วยให้ทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้อย่างราบรื่น เวลามีอะไรไม่สบายใจ HR พร้อมเป็นเซฟโซน ช่วยแก้ปัญหา และให้คำแนะนำที่ดีเพื่อปลุกพลังกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อ HR ที่คอยเยียวยาทุกคน หาก HR เกิดเหนื่อยกาย ไม่สบายใจเอง ใครเล่าที่จะคอยช่วยเยียวยาพวกเขาบ้าง ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้พาไปสำรวจกันว่า หาก HR ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เครียด หมดไฟ หมดแรงใจจะทำงานต่อ ควรเยียวยาตัวเองอย่างไรให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>สภาวะ Burnout สภาวะที่ HR เลี่ยงไม่ได้ (HR Burnout)</h1>
<p><b>อาการหมดไฟในการทำงาน คือสภาวะของความเครียดเรื้อรังที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจจนเกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางกายภาพและอารมณ์ </b><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงเป็นความเครียดชั่วคราวหรือช่วงเวลาที่งานหนักเท่านั้น แต่เกิดจากการเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานอย่างต่อเนื่องจนสะสมและกลายเป็นภาวะนี้ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้อาการที่พบได้บ่อยเวลา Burnout ได้แก่ รู้สึกหมดพลัง เหนื่อยล้า รู้สึกไม่ได้รับการเห็นคุณค่า เครียดมากจนเกินไป มองสิ่งต่าง ๆ อย่างขมขื่นและไร้ความกระตือรือร้นในการทำงาน รวมถึงสิ้นหวังและความหงุดหงิดอย่างรุนแรง อาการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกถึงความสำเร็จในชีวิตการทำงาน และอาจปรากฏออกมาในรูปแบบของปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ หรืออาการป่วยทางกายอื่น ๆ ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และ </span><b>ไม่มากไม่น้อย เราล้วนต้องเคยมีอาการ Burnout กันทุกคน</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึง HR ด้วย เพราะ HR เองก็เป็นมนุษย์ธรรมดา เป็นพนักงานคนหนึ่ง ที่สำคัญ HR ต้องรับมือ “คน” ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ทำให้คาดการณ์ไม่ได้เลยว่าคนที่จะเข้ามาปรึกษา หรือจะเอาปัญหามาให้ช่วยแก้นั้นจะเป็นเรื่องอะไร ทำให้ความเหนื่อยใจมากขึ้นไปอีกระดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตระหนักถึงภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และหาวิธีจัดการความเครียดอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและชีวิตการทำงานของเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42236" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-53.webp" alt="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?" width="600" height="370" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 293" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-53.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-53-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>5 ปีแห่งความท้าทาย กับความเครียดที่เพิ่มขึ้นของ HR (HR Burnout)</b></h2>
<p><b>แบรด เบลล์ (Brad Bell)</b><span style="font-weight: 400;"> ศาสตราจารย์ด้านทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Center for Advanced Human Resource Studies แห่ง Cornell University อธิบายว่า ความเครียดและแรงกดดันในสายงาน HR มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วงการระบาดของโควิด-19 ทีม HR ต้องจัดการการเปลี่ยนผ่านการทำงานจากในออฟฟิศไปสู่ระบบออนไลน์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นยังต้องวางแผนและดูแลกระบวนการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศอย่างปลอดภัย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต่อมาคือการจัดการกับการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เบลล์ยังเสริมอีกว่า การลาออกจำนวนมากในช่วง Great Resignation รวมถึงปรากฏการณ์ &#8220;Quiet Quitting&#8221; (ทำงานแบบพอผ่านไปวัน ๆ) เป็นปัจจัยที่ทำให้ทีม HR ต้องเผชิญความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากความกดดันในการดูแลพนักงานทั้งหมดแล้ว ทีม HR ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกลดทรัพยากรและบุคลากรในช่วงที่องค์กรมีการปลดพนักงานอีกด้วย ลาซโล บ็อค (Laszlo Bock) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ร่วมบริหาร Berkeley Transformative CHRO Academy อธิบายว่า เมื่อองค์กรต้องลดขนาดทีม หน่วยงานที่ถูกลดก่อนมักจะเป็นหน่วยงานสนับสนุน เช่น HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;</span><i><span style="font-weight: 400;">ทีมที่คอยดูแลพนักงานคนอื่น ๆ มักจะเป็นทีมแรกที่ได้รับผลกระทบ</span></i> <i><span style="font-weight: 400;">การสูญเสียทรัพยากรเหล่านี้ทำให้ทีม HR ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟในสายงานนี้” </span></i><span style="font-weight: 400;">บ็อคกล่าว</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46863" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/High-Functioning-Depression.png" alt="High Functioning Depression" width="600" height="370" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 294" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/High-Functioning-Depression.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/High-Functioning-Depression-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/">High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="text-align: left;"><b>สถิติน่าตกใจ ผู้นำ HR หมดไฟเยอะไม่แพ้ใคร (HR Leader Burnout)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึง HR เองก็มีปัญหาไม่ต่างกับคนอื่น คนอีกกลุ่มที่เราต้องพูดถึงด้วยก็คือ กลุ่มผู้นำ ผู้บริหาร ที่เปรียบเสมือนมันสมองขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา เราล้วนเคยได้ยินว่าคนในตำแหน่งผู้จัดการ (Manager) ที่ต้องเป็น </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220916-middlemanagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Middle Management</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะรับแรงกดดันจากคนที่อยู่ด้านบนและด้านล่าง จะเจอสภาวะนี้ได้ง่ายกว่าใคร แต่รู้หรือไม่ว่าผู้นำระดับสูงสุดก็เจอปัญหานี้มากไม่แพ้กันเลย</span></p>
<p><a href="https://peoplespheres.com/8-surprising-hr-burnout-statistics-in-2024/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Peoplespheres</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยสถิติที่ทั้งน่าสนใจและน่าตกใจเอาไว้แล้ว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>95%</b><span style="font-weight: 400;"> ของ HR Leader มองว่าการทำงาน HR เป็นงานที่หนักทีเดียว และมีความกดดันสูง เนื่องจากภาระงานมากเกินไป </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>84%</b><span style="font-weight: 400;"> ของผู้นำ HR ระบุว่าตัวเองมีความเครียดบ่อยครั้ง และ 81% ยอมรับเลยว่าเคยเจอสภาวะภาวะหมดไฟในการทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>91%</b><span style="font-weight: 400;"> ของผู้นำ HR ยอมรับว่าในช่วง 5 ปีมานี้ อาชีพ HR เจอความเปลี่ยนแปลงไปที่รวดเร็วมาก แต่กลับมีเพียง 32% เท่านั้นที่คาดการณ์และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงไว้แต่แรก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>90%</b><span style="font-weight: 400;"> ของผู้นำ HR ระบุว่าหนึ่งในความท้าทายสำคัญมาก ๆ ของการทำงานนี้คือข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะที่ 89% จะกังวลว่าทรัพยากรในการปฏิบัติงานไม่เพียงพอต่อการทำงานภายในทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มี HR เพียง </span><b>9% </b><span style="font-weight: 400;">เท่านั้นที่สามารถดำเนินงานได้อย่าง ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านประสิทธิภาพเชิงหน้าที่และความสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มี CHRO เพียง </span><b>19%</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่าพนักงานในองค์กรของพวกเขาสามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานตามที่สถานการณ์ต้องการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย มีผู้นำด้านกลยุทธ์ </span><b>28%</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่าองค์กรสามารถพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจได้ทันตามความจำเป็น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><b>สาเหตุที่</b><b>ผู้นำและผู้บริหารด้าน HR หมดไฟง่ายเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เพราะเป็นตำแหน่งใหญ่ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบและแรงกดดันที่มากกว่าใคร </b><span style="font-weight: 400;">การกังวลเรื่อง Turnover Rate สูง พนักงานที่เก่ง ๆ ลาออกเยอะ แต่พนักงานที่อาจไม่ได้เก่งมากกลับไม่ออก ไปจนถึงการปวดหัวกับเรื่องการคอนเนคชั่นใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นการปวดหัวคนละแบบกับพนักงานในระดับปฏิบัติการ</span></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR"><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ </strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 295"></p>
<p><strong>Q: คนเป็น HRBP หรือเป็นผู้บริหาร HR เคยรู้สึกเบิร์นเอาท์กันไหม</strong></p>
<p>HR ระดับบริหาร เคยรู้สึกเบิร์นเอาท์จากการทำงานกันไหม เคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ไม่รู้จะแก้ไขยังไงบ่อยๆ จนส่งผลต่อการทำงานไหมครับ แล้วถ้าเจอแล้ว หาวิธีดูแลตัวเอง เติมไฟในการทำงานของตัวเองกันยังไง</p>
<p><strong>A: สำหรับผู้ตอบเองในฐานะของนักบริหารงานบุคคลแนะนำเป็นไอเดียที่ใช้มาตลอดดังต่อไปนี้</strong></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">มองการณ์ไกล &#8211; มอง นึก คิด ออกไปถึงอนาคตอันไกลว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำงานนั้นมันส่งผลต่อตัวเราในทางบวกในอนาคต ทำวันนี้ให้ดีที่สุดจะได้ไม่เสียดายเวลาภายหลัง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หาต้นเหตุที่ทำให้เราทุกข์ &#8211; หาเจอก็แก้ทุกข์นั้น เช่นถ้าเราโดนตำหนิบ่อยๆทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเรา ให้เราบอกตัวเองว่า ฉันทำดีที่สุดแล้วตลอดมาฉันทำอะไรบ้างและจุดมุ่งหมายจริงๆฉันหวังให้เป็นแบบไหน แต่วันนี้มันอาจจะไปไม่ถึงไม่เป็นไร ฉันทำดีที่สุดแล้วและจะทำมันต่อไป จะปรับปรุงในส่วนที่ควรปรับปรุง จะพัฒนาตัวเอง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หาสิ่งที่ตัวเองสนใจ &#8211; หาสิ่งที่ตัวเองชอบเช่นอยากเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเองก็ทำ อยากพักผ่อนก็เคลียร์งานที่มีวางแผนพักผ่อน แล้วดึงใจกลับมาเริ่มต้นใหม่ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หาเพื่อนปรับทุกข์ &#8211; ไม่ได้หมายถึงเราต้องไปพูดหรือบ่นเรื่องงานให้ฟัง แต่อย่างน้อยการได้ออกไปเจอผู้คน ไปนั่งคุยกันถึงเรื่องต่างๆที่สนใจร่วมกันแชร์ไอเดียในอนาคตที่ต่างคนต่างมีมันก็จุดพลังไฟให้เราได้</span></li>
</ol>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8819" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 296"></p></blockquote>
<h2><b>อยากให้ HR มีสุขภาพใจดีต้องทำอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานเสวนา Webinar Online เรื่อง <a href="https://www.youtube.com/watch?v=vVwXxLMFQNI" target="_blank" rel="noopener">HR Wellness: Caring for Yourself to Empower Your Workplace</a> ที่จัดขึ้นโดย HREX </span><b>ดร. แทนปราง แต้ศิลปสาธิต</b><span style="font-weight: 400;"> ประธานกรรมการบริษัทและนักจิตวิทยาคลินิกจาก Ranchu Center อธิบายว่าการดูแลสุขภาพจิตของ HR เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก HR คือผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างพนักงานและผู้บริหาร คอยรับฟังและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กร โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตของพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบางครั้งพวกเขาก็ต้องรับภาระทั้งงานที่มีความรับผิดชอบสูงและความเครียดจากการจัดการกับคนในองค์กร การไม่สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเองอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนเกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาหลักที่ HR เผชิญในการทำงานคือความเครียดจากการทำงานหนัก การบริหารจัดการคนที่มีความหลากหลายทั้งในด้านอารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการต้องรับมือกับความคาดหวังสูงจากทั้งผู้บริหารและพนักงาน ความเครียดเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของ HR ได้ หากไม่รู้จักวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อป้องกันและบรรเทาความเครียด </span><b>HR ควรเริ่มจากการใส่ใจสุขภาพจิตของตนเอง โดยการถามตัวเองทุกวันว่า “</b><b><i>วันนี้ฉันรู้สึกยังไง?</i></b><b>”</b><span style="font-weight: 400;"> การสังเกตสัญญาณจากร่างกายและจิตใจเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยให้รู้ตัวว่าเรากำลังมีปัญหาหรือไม่ การไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเครียดเป็นสัญญาณที่อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาวได้ การให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกวิธีในการลดความเครียดคือการฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลาย </span><b>เทคนิคการหายใจลึก ๆ ช้า ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยลดความตึงเครียดในร่างกายและช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การฝึกการเชื่อมโยงกับตัวเองผ่านเทคนิค Grounding ซึ่งเป็นการมุ่งความสนใจไปที่สิ่งรอบตัว เช่น การมองหาสีต่าง ๆ หรือการโฟกัสแล้วสัมผัสสิ่งรอบตัว ช่วยให้ HR กลับมามีสติและลดความวิตกกังวลได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ทั้งในระดับปฏิบัติการ และระดับผู้นำสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเห็นผล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42235" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-54.webp" alt="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?" width="600" height="370" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 297" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-54.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-54-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ดูแลสุขภาพจิตง่าย ๆ ด้วย C.A.R.E. Framework</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.แทนปราง อธิบายอีกว่า มีเครื่องมืออีกชิ้นที่ช่วยให้ HR สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเองและพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นคือ </span><b>C.A.R.E. Framework</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและชัดเจนในการบริหารจัดการสุขภาพจิตในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้กรอบแนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการจัดการกับปัญหาจิตใจ แต่ยังช่วยในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนี้</span></p>
<h3><b>Connect (การเชื่อมโยง)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความไว้วางใจระหว่าง HR และพนักงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในกระบวนการดูแลสุขภาพจิต การฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินและการให้คำแนะนำอย่างเหมาะสมสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการพูดคุยเรื่องส่วนตัว ซึ่งจะช่วยให้ HR สามารถเข้าใจปัญหาของพนักงานได้ดีขึ้น</span></p>
<h3><b>Assess (การประเมินสถานการณ์)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินสถานการณ์ช่วยให้ HR ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรและในทีมได้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประเมินระดับความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าในพนักงาน การใช้แบบสอบถามหรือเครื่องมือทางจิตวิทยามาช่วยในการวัดระดับปัญหาจะทำให้การจัดการและตอบสนองต่อปัญหานั้นเป็นไปอย่างตรงจุด</span></p>
<h3><b>Respond (การตอบสนอง)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทราบถึงปัญหาของพนักงานแล้ว HR สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน การสลับกะการทำงานของทีม หรือการเสนอแนะวันหยุดพักผ่อน เพื่อให้พนักงานมีเวลาฟื้นฟูพลังทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การตอบสนองที่เหมาะสมจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้</span></p>
<h3><b>Empower (การสร้างพลังให้ฟื้นตัว)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างพลังให้กับพนักงานเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตของทีม HR ควรจัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างพลังใจ เช่น การจัดกิจกรรมให้พนักงานได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือการมีกิจกรรมที่กระตุ้นให้พนักงานทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ การสนับสนุนพนักงานให้รู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับจะช่วยให้พวกเขาฟื้นฟูพลังใจและกลับมามีความกระตือรือร้นในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำ CARE Framework มาใช้ในการดูแลสุขภาพจิตของ HR จะช่วยให้ไม่เพียงแต่สามารถจัดการกับปัญหาทางจิตใจของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อการพัฒนาองค์กรและการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใครที่นำแนวทางดังกล่าวไปใช้แล้วยังรู้สึกว่าไม่พอ อยากได้ตัวช่วยเพิ่มเติมอีก ก็สามารถค้นหา <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/28?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Health &amp; Wellness Provider Solution</a> และติดต่อขอใช้บริการ</span><span style="font-weight: 400;">ผ่านแพลตฟอร์ม </span><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span><span style="font-weight: 400;"> ของ HREX ได้เลย</span></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สุขภาพจิตที่ดีของ HR คือรากฐานสำคัญขององค์กร เพราะเมื่อผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและสนับสนุนพนักงานต้องเผชิญกับภาวะ Burnout หรือความเครียดสะสม ผลกระทบย่อมลามไปถึงประสิทธิภาพการทำงานและบรรยากาศขององค์กรโดยรวม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝีกหายใจ การใช้ C.A.R.E. Framework ร่วมกับการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ HR รักษาสมดุลทางจิตใจและขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง HREX หวังว่าบทความนี้จะช่วยเสริม เติมพลัง และเติมเชื้อไฟในใจ HR กลับมาได้ขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 298"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-burnout-healing-250117/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/marriage-equality-act-250114/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/marriage-equality-act-250114/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jan 2025 07:47:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[สมรสเท่าเทียม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42202</guid>

					<description><![CDATA[ข่าวดีเปิดปี 2568 เมื่อการบังคับใช้ พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) จะมีผลในวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ ตามหลัก DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) อย่างแท้จริง สำหรับองค์กรธุรกิจในประเทศไทย จำเป็นอย่างมากที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรม แต่ยังเปิดโอกาสในการเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและขยายฐานลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำธุรกิจในระดับโลกด้วย HREX จึงขอพาไปสำรวจแนวทางในการปรับปรุงนโยบายภายในองค์กร เพื่อรองรับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ว่า องค์กรควรปรับปรุงแนวทางและนโยบายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้อย่างไร ให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์องค์กร แนวทางการเปลี่ยนองค์กรสู่ความเท่าเทียม เริ่มต้นที่การปรับปรุงนโยบายและสิทธิของพนักงาน 1. ยกระดับสิทธิและสวัสดิการสู่ความครอบคลุม องค์กรควรปรับปรุงระเบียบภายในให้ครอบคลุมสิทธิของคู่สมรสทุกเพศตาม พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิ์การลาเพื่อสมรส การลาเพื่อดูแลคู่สมรส และสิทธิ์ทางการแพทย์ให้แก่คู่สมรสเพศเดียวกัน เช่น การประกันสุขภาพและชีวิต รวมถึงสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับบุตรบุญธรรมที่อยู่ในการปกครองของคู่รักเพศหลากหลาย 2. สร้างมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรม การจ้างงานที่ดี ไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของรสนิยมทางเพศ หรือสถานภาพสมรส ตาม มาตรา 15 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42204" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-47.webp" alt="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร" width="600" height="370" title="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร 303" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-47.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-47-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวดีเปิดปี 2568 เมื่อการบังคับใช้ </span><b>พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act)</b><span style="font-weight: 400;"> จะมีผลในวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ ตามหลัก </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">DEI (Diversity, Equity, and Inclusion)</span></a><span style="font-weight: 400;"> อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรธุรกิจในประเทศไทย จำเป็นอย่างมากที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรม แต่ยังเปิดโอกาสในการเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและขยายฐานลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำธุรกิจในระดับโลกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอพาไปสำรวจแนวทางในการปรับปรุงนโยบายภายในองค์กร เพื่อรองรับ </span><b>พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม</b><span style="font-weight: 400;"> ว่า องค์กรควรปรับปรุงแนวทางและนโยบายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้อย่างไร ให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์องค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1><b>แนวทางการเปลี่ยนองค์กรสู่ความเท่าเทียม เริ่มต้นที่การปรับปรุงนโยบายและสิทธิของพนักงาน</b></h1>
<h3><b>1. ยกระดับสิทธิและสวัสดิการสู่ความครอบคลุม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรปรับปรุงระเบียบภายในให้ครอบคลุมสิทธิของคู่สมรสทุกเพศตาม พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิ์การลาเพื่อสมรส การลาเพื่อดูแลคู่สมรส และสิทธิ์ทางการแพทย์ให้แก่คู่สมรสเพศเดียวกัน เช่น การประกันสุขภาพและชีวิต รวมถึงสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับบุตรบุญธรรมที่อยู่ในการปกครองของคู่รักเพศหลากหลาย</span></p>
<h3><b>2. สร้างมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้างงานที่ดี ไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของรสนิยมทางเพศ หรือสถานภาพสมรส ตาม </span><a href="https://www.boi.go.th/upload/content/16122559_%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_58199.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มาตรา 15 ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ </span><a href="https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/018/17.PDF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มาตรา 17 ของ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบุในเอกสารนโยบายพนักงานว่า</span><b> บริษัทสนับสนุนความเท่าเทียมและยอมรับคู่สมรสทุกเพศอย่างเท่าเทียม</b><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับ DEI</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42206" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-49.webp" alt="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร" width="600" height="370" title="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร 304" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-49.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-49-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ปฏิรูป HR ปฏิรูปองค์กรสู่ความหลากหลาย</b></h2>
<h3><b>1. เสริมพลังผู้นำผ่านการอบรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมพนักงานเกี่ยวกับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม และความสำคัญของ DEI จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในองค์กรเกี่ยวกับการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะการอบรมผู้นำและผู้จัดการให้มีบทบาทในการส่งเสริมความเท่าเทียมในองค์กร</span></p>
<h3><b>2. ปรับภาษาสู่ความครอบคลุม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรปรับปรุงแบบฟอร์มต่าง ๆ เช่น แบบฟอร์มสมัครงาน แบบประเมิน และแบบฟอร์มสวัสดิการ เพื่อรองรับคู่สมรสทุกเพศ เช่น การใช้คำว่า &#8220;คู่สมรส (Spouse)&#8221; แทน &#8220;สามี/ภรรยา&#8221; และอนุญาตให้พนักงานสามารถระบุสถานภาพสมรสและคู่สมรสตามกฎหมายได้</span></p>
<h2><b>สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างด้านความหลากหลาย</b></h2>
<h3><b>1. สื่อสารอย่างมีพลัง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรใช้ช่องทางการสื่อสารภายใน เช่น อีเมล จดหมายข่าว หรือการประชุมพนักงาน เพื่อประกาศสนับสนุน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม และสร้างความมั่นใจให้พนักงานว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม</span></p>
<h3><b>2. แค่พูดไม่พอ แต่ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถสนับสนุนกิจกรรมหรือแคมเปญที่ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ เช่น การสนับสนุน Pride Month หรือการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42205" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-48.webp" alt="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร" width="600" height="370" title="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร 305" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-48.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-48-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>มีกฎหมายแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด</b></h2>
<h3><b>1. วางระบบตรวจสอบที่โปร่งใส</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจนและโปร่งใสในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยการแต่งตั้งทีมงานหรือตัวแทนฝ่ายกฎหมายที่รับผิดชอบในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าในด้านนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับความปฏิบัติตามกฎหมายและความคืบหน้าของการสนับสนุนความเท่าเทียมในองค์กรจะช่วยให้การดำเนินการมีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทั้งพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าองค์กรมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเท่าเทียมอย่างแท้จริง</span></p>
<h3><b>2. สร้างช่องทางรับฟังเสียงสะท้อน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถแจ้งปัญหาหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการรับประกันความเท่าเทียมในองค์กร ช่องทางเหล่านี้ควรได้รับการออกแบบเพื่อให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และมั่นใจว่าการร้องเรียนจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนยังช่วยให้องค์กรสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสร้างวัฒนธรรมที่เคารพในความแตกต่างและหลากหลาย โดยไม่ละเลยหรือปล่อยปัญหาความไม่เท่าเทียมให้ค้างคา</span></p>
<h2><b>ทำไมธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวตาม พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินการตาม </span><b>พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม </b><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังมีผลดีต่อธุรกิจในหลายมิติ ดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความหลากหลายคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม</b><span style="font-weight: 400;">: ความหลากหลายทางความคิดสามารถผลักดันนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะสร้างความได้เปรียบในตลาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณค่า</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานที่รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการยอมรับในองค์กรมักจะมีความผูกพันและภักดีสูง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่มีจริยธรรม</b><span style="font-weight: 400;">: การสนับสนุนความเท่าเทียมช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เป็นมิตรและมีจริยธรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขยายโอกาสในตลาด LGBTQIAN+</b><span style="font-weight: 400;">: การตอบสนองความต้องการของกลุ่ม LGBTQIAN+ เปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวขององค์กรให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความยั่งยืนในด้านธุรกิจ สังคม และเศรษฐกิจในระยะยาว หากองค์กรของคุณต้องการเติบโตและขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม การดำเนินการตามกฎหมายนี้คือทางเลือกที่ชาญฉลาดและควรได้รับการดำเนินการอย่างเร่งด่วน</span></p>
<p><b>แล้วธุรกิจของคุณพร้อมที่จะเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้หรือยัง ?</b></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/share/p/18TLrdjwEw/" target="_blank" rel="noopener">ทรานส์ทาเลนท์</a></p>
<p><a href="https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/88411" target="_blank" rel="noopener">Thaigov</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ถึงเวลา พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality Act) กับแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในองค์กร 306"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/marriage-equality-act-250114/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/stress-leave-241217/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/stress-leave-241217/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 11:09:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Stress Leave]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41931</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Stress Leave หรือ Mental Health Leave คือการให้พนักงานลาหยุดไปพักฟื้นสุขภาพจิตใจ แก้ไขปัญหาความเครียด หากรู้สึกว่าปัญหาสุขภาพจิตผลกระทบกับงานเกินกว่าจะรับมือได้ พนักงานมีความจำเป็นต้องใช้ Stress Leave หรือไม่ อาจดูอาการเบื้องต้นได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลงจากประเด็นเหล่านี้ เช่น แสดงอาการเหนื่อยล้า เจ็บป่วยบ่อย หงุดหงิดง่าย มาทำงานสายประจำ ขอกลับก่อนเวลา เป็นต้น Stress Leave เป็นสิ่งที่องค์กรมีไว้ถือว่าดี แต่หากต้องการแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงแค่มีนโยบายไว้ให้ดูดีเท่านั้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข เกิดความสมดุลระหว่างชีวิต หน้าที่การงาน หากองค์กรพบว่าพนักงานมีความเครียดสูง ปกติแล้วสิ่งที่องค์กรควรทำคือการเข้าไปสอบถามถึงต้นตอของความเครียด และหาทางช่วยเหลือ ฟื้นฟู เพื่อให้พนักงานสามารถตั้งหลัก แล้วกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ YesMadam แพลตฟอร์มด้านความสวยความงามและการดูแลสุขภาพในประเทศอินเดีย กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตำรา HR ทุกเล่มพร่ำสอน เพราะสิ่งที่ YesMadam ทำคือการไล่พนักงานมากกว่า 100 คนที่ให้ข้อมูลว่าพวกเขามีความเครียดสูงออกแทน หลังจากให้ทำแบบสอบถามเพื่อขอข้อมูลว่า ความเครียดของพวกเขาอยู่ในระดับไหน เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการถกเถียงเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทจัดการกับความเครียดของพนักงานที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ไม่เพียงแค่ในอินเดีย แต่ลุกลามไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Stress Leave หรือ Mental Health Leave คือการให้พนักงานลาหยุดไปพักฟื้นสุขภาพจิตใจ แก้ไขปัญหาความเครียด หากรู้สึกว่าปัญหาสุขภาพจิตผลกระทบกับงานเกินกว่าจะรับมือได้</li>
<li aria-level="1">พนักงานมีความจำเป็นต้องใช้ Stress Leave หรือไม่ อาจดูอาการเบื้องต้นได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลงจากประเด็นเหล่านี้ เช่น แสดงอาการเหนื่อยล้า เจ็บป่วยบ่อย หงุดหงิดง่าย มาทำงานสายประจำ ขอกลับก่อนเวลา เป็นต้น</li>
<li aria-level="1">Stress Leave เป็นสิ่งที่องค์กรมีไว้ถือว่าดี แต่หากต้องการแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงแค่มีนโยบายไว้ให้ดูดีเท่านั้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข เกิดความสมดุลระหว่างชีวิต หน้าที่การงาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41933" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-17.webp" alt="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน 311" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-17.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-17-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรพบว่าพนักงานมีความเครียดสูง ปกติแล้วสิ่งที่องค์กรควรทำคือการเข้าไปสอบถามถึงต้นตอของความเครียด และหาทางช่วยเหลือ ฟื้นฟู เพื่อให้พนักงานสามารถตั้งหลัก แล้วกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ YesMadam แพลตฟอร์มด้านความสวยความงามและการดูแลสุขภาพในประเทศอินเดีย กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตำรา HR ทุกเล่มพร่ำสอน เพราะสิ่งที่ YesMadam ทำคือการไล่พนักงานมากกว่า 100 คนที่ให้ข้อมูลว่าพวกเขามีความเครียดสูงออกแทน หลังจากให้ทำแบบสอบถามเพื่อขอข้อมูลว่า ความเครียดของพวกเขาอยู่ในระดับไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการถกเถียงเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทจัดการกับความเครียดของพนักงานที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ไม่เพียงแค่ในอินเดีย แต่ลุกลามไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม YesMadam ออกมาชี้แจงว่า องค์กรไม่ได้เลิกจ้างพนักงาน เพียงแต่บริษัทให้โอกาสพวกเขาไปพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายเท่านั้นตามนโยบายที่ชื่อว่า De-Stress Leave Policy และเมื่อพวกเขาพร้อม ก็จะกลับมาทำงานอีกที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นแคมเปญของบริษัทที่ต้องการเน้นย้ำให้ผู้คนตระหนักว่า ปัญหาความเครียดในองค์กรนั้นสำคัญเพียงใด นอกจากนั้นยังสื่อว่าบริษัทให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และดูแลพนักงานทุกคนเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวจริง ๆ </span></p>
<h2><b>จับสัญญาณเตือน ใครเข้าข่ายอยากได้ Stress Leave </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Stress Leave หรือ Mental Health Leave คือการให้พนักงานลาไปพักฟื้น<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/">สุขภาพจิต</a> แก้ไขปัญหาความเครียด สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถือเป็นสวัสดิการ หรือนโยบายเพื่อดูแลพนักงานที่หลายองค์กรมีมานานแล้ว เพื่อให้ตอบโจทย์พนักงานหยุดพักจากการทำงานหากมีความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือมีปัญหาสุขภาพจิตด้านอื่น ๆ เกินกว่าจะรับมือได้ จนมันเริ่มส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานมีความจำเป็นต้องใช้ Stress Leave จริง ๆ อาจดูอาการเบื้องต้นได้ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1.สัญญาณเตือนทางร่างกายและอารมณ์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นทางกาย อาจมองเห็นได้จากการแสดงอาการเหนื่อยล้า เจ็บป่วยบ่อยของพนักงาน หรือมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ส่วนสัญญาณทางอารมณ์อาจรวมถึงความหงุดหงิดง่าย การหลีกเลี่ยงไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในทีม หรือมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<h3><b>2.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครเริ่มมาทำงานสายเป็นประจำ ขอกลับก่อนเวลา หรือขอลาป่วยบ่อยเกินปกติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งชี้ว่าพนักงานเริ่มไม่ปกติแล้ว ความเครียดเรื้อรังยังอาจทำให้สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงานเสียไป ส่งผลให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม</span></p>
<h3><b>3.เสียงจากเพื่อนร่วมงานผู้ใกล้ชิด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บ่อยครั้งเพื่อนร่วมงานมักสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมหรือผลงานได้เร็วกว่าผู้บริหารและ HR หากองค์กรไหนมีพนักงานแบบนี้ บ่งชี้ว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41934" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-18.webp" alt="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน 312" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-18.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-18-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>เมื่อพนักงานมาขอ Stress Leave ควรทำอย่างไรต่อ</b></h2>
<h3><b>เปิดใจรับฟังอย่างจริงใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการพูดคุยเรื่องความเครียดหรือปัญหาสุขภาพจิต โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อพนักงานเข้ามาพูดคุยกับฝ่าย HR หรือผู้บริหาร จงรับฟังอย่างเข้าใจและใส่ใจในความรู้สึกของพวกเขา</span></p>
<h3><b>เก็บรักษาความลับ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โปรดเคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงาน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตหรือคำขอลาพักงานควรถูกเก็บไว้เป็นความลับ และไม่ควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ</span></p>
<h3><b>เข้าใจต้นตอของปัญหา แล้วแก้ปัญหาในองค์กรให้ดีขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังรับฟังและเก็บรักษาความลับแล้ว โปรดพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเครียดด้วย ซึ่งอาจมาจากปัญหาส่วนตัวหรือปัจจัยในที่ทำงาน เช่น งานที่มากเกินไปหรือความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล การรู้ที่มาของปัญหาจะช่วยให้คุณสามารถหาวิธีสนับสนุนและแก้ไขได้อย่างตรงจุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41935" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-19.webp" alt="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน 313" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-19.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-19-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>Stress Leave ลาได้นานแค่ไหน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเครียดของแต่ละคน ใช้เวลาช้าเร็วไม่เท่ากันในการกำจัด HR ในหลายองค์กรอาจเกิดคำถามตามมาว่า แล้วควรให้พนักงาน Stress Leave นานแค่ไหนดี ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดระยะเวลาการลาประเภทนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะเวลาการลาพักงานเนื่องจากความเครียดควรพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ ความจำเป็นในการฟื้นฟูสุขภาพจิต และความพร้อมของพนักงานในการกลับมาทำงาน การปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจช่วยในการประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากองค์กรไหนที่ยังไม่มี Stress Leave อย่างเป็นทางการ ก็อาจเริ่มจากการให้ใช้วันลาประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น วันลาป่วยหรือวันลาพักร้อน ตามกฎหมายแรงงานไทย พนักงานมีสิทธิ์ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และลาพักร้อนได้อย่างน้อย 6 วันต่อปี เมื่อทำงานครบหนึ่งปี เป็นหลักในการพิจารณาเบื้องต้นก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหนืออื่นใด องค์กรควรมีนโยบายที่ยืดหยุ่นและเอื้อเฟื้อต่อการดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในระยะยาว</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Stress Leave จะเป็นสวัสดิการที่ช่วยให้พนักงานได้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ แต่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ความเครียดสะสมจนถึงจุดวิกฤต องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงแค่มีนโยบายไว้ให้ดูดีเท่านั้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข เกิดความสมดุลระหว่างชีวิต และหน้าที่การงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อองค์กรสามารถลดความเครียดในที่ทำงานได้จริง ประสิทธิภาพในการทำงานจะดีขึ้น พนักงานจะมีความสุข และท้ายที่สุดองค์กรก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน </span><b>เพราะคนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรไหนที่อยากสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพนักงาน และต้องการหาสวัสดิการที่ช่วยสร้างความสุขให้กับพนักงานได้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากอะไร อาจเริ่มจากการมาค้นหา HR Solution ผู้ให้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a><span style="font-weight: 400;">ได้เลย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sourced</b></p>
<p><a href="https://www.shiftbase.com/glossary/stress-leave-from-work" target="_blank" rel="noopener">shiftbase</a></p>
<p><a href="https://www.business-standard.com/companies/news/yesmadam-s-fired-for-stress-stunt-explodes-company-faces-backlash-124121000690_1.html" target="_blank" rel="noopener">business-standard</a></p>
<p><a href="https://factorialhr.com/blog/stress-leave-from-work/" target="_blank" rel="noopener">factorialhr</a></p>
<p><a href="https://www.bbc.com/news/articles/cd0en3nrxpyo" target="_blank" rel="noopener">bbc</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Stress Leave ทางออกสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพนักงานจากความเครียดในที่ทำงาน 314"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/stress-leave-241217/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/change-management-241120/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/change-management-241120/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2024 10:49:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Change Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41645</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Change Management คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงช่วยให้องค์กรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความล้มเหลว และส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว บทบาทของ HR ใน Change Management มีความสำคัญอย่างยิ่ง HR ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อผู้บริหารกับพนักงาน ช่วยสื่อสารวิสัยทัศน์ สร้างแรงจูงใจ พัฒนาทักษะใหม่ และเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โมเดล Change Management ที่มีประสิทธิภาพช่วยผลักดันความสำเร็จ แนวทางอย่าง Lewin’s Model, Kotter’s 8-Step Model, ADKAR Model และ McKinsey 7-S Model เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกและสามารถปรับใช้ได้ในหลากหลายบริบทขององค์กร Change Management ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการทำงานของ HR เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร พร้อมด้วยระบบที่เหมาะสมและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกธุรกิจ องค์กรที่ยึดติดวิธีการทำงานแบบเดิม ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะยิ่งเผชิญความเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง จนกว่าจะรู้ตัวแล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ก็ก้าวตามใครไม่ทันแล้ว Change Management จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอดขององค์กรยุคใหม่ โดยมี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Change Management คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงช่วยให้องค์กรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความล้มเหลว และส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว</li>
<li aria-level="1">บทบาทของ HR ใน Change Management มีความสำคัญอย่างยิ่ง HR ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อผู้บริหารกับพนักงาน ช่วยสื่อสารวิสัยทัศน์ สร้างแรงจูงใจ พัฒนาทักษะใหม่ และเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง</li>
<li aria-level="1">โมเดล Change Management ที่มีประสิทธิภาพช่วยผลักดันความสำเร็จ แนวทางอย่าง Lewin’s Model, Kotter’s 8-Step Model, ADKAR Model และ McKinsey 7-S Model เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกและสามารถปรับใช้ได้ในหลากหลายบริบทขององค์กร</li>
<li aria-level="1">Change Management ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการทำงานของ HR เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร พร้อมด้วยระบบที่เหมาะสมและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46890" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp" alt="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่" width="600" height="370" title="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ 319" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกธุรกิจ องค์กรที่ยึดติดวิธีการทำงานแบบเดิม ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะยิ่งเผชิญความเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง จนกว่าจะรู้ตัวแล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ก็ก้าวตามใครไม่ทันแล้ว</span></p>
<p><b>Change Management</b><span style="font-weight: 400;"> จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอดขององค์กรยุคใหม่ โดยมี HR เปรียบเสมือนตัวกลางในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR เกี่ยวข้องอะไรกับกระบวนการ Change Management ? ทำไมกระบวนการนี้จึงสำคัญต่อองค์กร ? HREX ขอพาไปสำรวจอย่างลึกซึ้ง ถ้าพร้อมแล้ว ไปติดตามกันได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Change Management คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อองค์กร</h2>
<p><b>Change Management คือกระบวนการวางแผน ดำเนินการ และจัดการเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างราบรื่น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อพนักงานและโครงสร้างขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> กระบวนการนี้สามารถเป็นการเปลี่ยนแปลงได้หลายด้าน เช่น การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การปรับโครงสร้างองค์กร ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมกระบวนการ Change Management ถึงสำคัญ ? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะในยุคที่การแข่งขันสูง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อทุ่นแรงคนมากมาย องค์กรไหนที่ไม่ปรับตัว ไม่พิจารณาตัวเลือกใหม่ ๆ ที่มีอยู่เต็มท้องตลาด จะเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง หมั่นลองผิดลองถูก และมองหาลูกเล่นใหม่ ๆ มาใช้เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายหลักของ Change Management คือการช่วยให้องค์กรและพนักงานปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่อยู่ ๆ ทุกคนจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ การใช้ Change Management จะช่วยลดความเสี่ยง ลดความกังวลให้พนักงาน ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้พนักงานพร้อมสนับสนุนองค์กรต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และองค์กรที่บริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดี มีแนวโน้มจะปรับตัวและเติบโตในระยะยาวได้ดีกว่าองค์กรที่ขาดกระบวนการนี้ หรือมีแต่ขาดระบบการจัดการที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวในบั้นปลาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41651" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145029105-673dbe46c756c.webp" alt="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่" width="600" height="370" title="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ 320" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145029105-673dbe46c756c.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145029105-673dbe46c756c-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Change Management เกี่ยวกับ HR อย่างไร ?</h2>
<p><b>Change Management เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย HR อย่างเลี่ยงไม่ได้</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากหน้าที่ของ HR คือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นจึงถือเป็นผู้ที่ต้องมีความเข้าใจพนักงานอย่างลึกซึ้งกว่าใคร และรู้ถึงขั้นว่าจะนำความเปลี่ยนแปลงเข้าไปแทรกซึมตรงไหน เพื่อสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มีบทบาทสำคัญหลายประการ แต่หลัก ๆ แล้วสรุปได้ดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ด้วยการสื่อสารวิสัยทัศน์และเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ยังต้องประเมินและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลง ผ่านการฝึกอบรมและการให้คำปรึกษาแก่พนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR มีหน้าที่สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยการรับฟังความคิดเห็น จัดการความกังวล ดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจของพนักงานตลอดกระบวนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง รวมถึงการปรับปรุงนโยบายและระบบการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ขององค์กร</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">Change Management เป็นโอกาสให้ HR ได้สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง</span></p>
<h2>ประโยชน์ของ Change Management</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน องค์กรที่รับมือและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จได้มากกว่าใคร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย มักมาพร้อมความท้าทายที่หลากหลาย ทั้งการต่อต้านจากพนักงาน ความซับซ้อนในกระบวนการ และความเสี่ยงต่อผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน แต่หากทำได้ จะเกิดผลดีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Change Management ช่วยให้องค์กรปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการที่ดีทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงที่อาจทำให้โครงการสำคัญต้องสะดุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Change Management ยังช่วยลดความขัดแย้งในช่วงเปลี่ยนแปลง ทำให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นด้วย</span></p>
<h3>2.เสริมสร้างความพึงพอใจของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง พนักงานมักเผชิญกับความไม่แน่นอนหรือความเครียด ซึ่งอาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน การมีระบบ Change Management ที่ดีจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทบาทสำคัญของ HR คือการให้ข้อมูลที่โปร่งใส รับฟังความคิดเห็น และช่วยลดความกังวลของพนักงาน นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ให้พนักงานสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ยังช่วยสร้างความพึงพอใจในงาน และทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในความสำเร็จขององค์กร</span></p>
<h3>3.สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าเชื่อถือ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกภาพว่าองค์กรที่มีภาพลักษณ์เก่า ๆ หากลุกขึ้นมาปรับตัวให้ทันสมัยขึ้น จะได้รับเสียงตอบรับจากคนภายนอกมากเพียงใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่บริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมืออาชีพ มักได้รับการยอมรับจากทั้งพนักงานและพันธมิตรทางธุรกิจ ว่ามีความสามารถในการรับมือกับความท้าทาย สามารถปรับตัวในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่สูง สะท้อนถึงความทันสมัยและความพร้อมในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม นำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและน่าสนใจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกค้า นักลงทุน และผู้สมัครงานในอนาคต</span></p>
<h2>Change Management มีกี่รูปแบบ อย่างไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการ Change Management มีหลากหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีประสิทธิภาพแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่รูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับโลก เพราะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเชิงประจักษ์เป็นหลักฐาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ขอยกตัวอย่างโมเดลจำนวนหนึ่งที่เป็นที่นิยม และใช้งานจริงในองค์กรต่าง ๆ มาให้คุณได้รู้จัก เป็นตัวเลือกให้ HR นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมที่สุดกับการจัดการการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ดังนี้</span></p>
<h3>Lewin’s Change Management Model</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในแนวคิดด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง พัฒนาขึ้นโดย </span><b>เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin)</b><span style="font-weight: 400;"> นักจิตวิทยาสังคมผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่องพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงในองค์กร โมเดลนี้ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับองค์กรที่ต้องการโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ได้ในหลากหลายบริบท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลของ เลวิน แบ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้ </span></p>
<ol>
<li><b> Unfreeze</b></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นแรกคือการละลายพฤติกรรม HR จะสื่อสารเพื่อเปลี่ยนความเชื่อเดิม ๆ ให้องค์กรและพนักงานเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายที่กำลังจะมาถึง จากการทำงานในลักษณะที่แปลกใหม่ แตกต่าง ไม่คุ้นชิน</span></p>
<ol start="2">
<li><b> Change </b></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">พอพนักงานเรียนรู้วิธีการทำงานรูปแบบใหม่ไประยะหนึ่ง ก็จะเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง HR จะนำพนักงานเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นสูงขึ้น อาจมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขั้นนี้ HR จะต้องดำเนินการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนพนักงานให้สามารถทำงานวิถีใหม่ได้ประสบความสำเร็จ อาจจัดเทรนนิ่งเพิ่มทักษะใหม่ สร้างระบบสนับสนุน ไปจนถึงการรับฟังและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<ol start="3">
<li><b> Refreeze </b></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานเริ่มคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการ &#8220;ตรึง&#8221; โครงสร้างให้คงที่ จนเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างถาวร หรือจนกว่าจะเกิดกระบวนการ Change Management ระลอกใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานของ HR ในขั้นตอนนี้คือการประเมินผลเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน และที่สำคัญอย่าลืมให้รางวัลพนักงานที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่ความสำเร็จด้วย</span></p>
<h3>Kotter’s 8-Step Model</h3>
<p><b>จอห์น พี คอตเตอร์ (John P. Kotter)</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นเจ้าของต้นกำเนิดแนวคิดนี้ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่ามีประสิทธิภาพอันดับต้น ๆ ในการนำพาองค์กรเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จ เพราะเน้นการสร้างแรงผลักดัน และการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ 8 ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่ คอตเตอร์ เสนอ มีดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Create a Sense of Urgency</b><span style="font-weight: 400;"> สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง ให้ทุกคนในองค์กรรับรู้ถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Build a Guiding Coalition</b><span style="font-weight: 400;">  คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากทุกระดับในองค์กร มาสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนทีมด้วยเครื่องมือที่จำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Develop a Vision and Strategy</b><span style="font-weight: 400;">  HR ต้องพัฒนาวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ แปลงสิ่งที่เป็นนามธรรม ให้เป็นแผนที่ชัดเจน จับต้องได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Communicate the Vision</b><span style="font-weight: 400;"> สื่อสารวิสัยทัศน์และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงให้พนักงานทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันผ่านช่องทางต่าง ๆ และทำอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน โปร่งใส</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Empower Broad-Based Action</b><span style="font-weight: 400;"> ลดอุปสรรค ลดข้อจำกัดที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Generate Short-Term Wins</b><span style="font-weight: 400;"> การเปลี่ยนแปลงที่มีผลระยะยาวอาจใช้เวลานาน ดังนั้นอย่าลืมสร้าง Small Wins หรือความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างทางด้วย เพราะจะช่วยกระตุ้นขวัญกำลังใจและเพิ่มความมั่นใจให้กับทีมงานจนก้าวเดิมไปถึงเส้นชัยในระยะยาวได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Consolidate Gains and Produce More Change</b><span style="font-weight: 400;"> หากทำอะไรจนประสบความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว อย่าหยุดเพียงแค่นั้น แต่ต้องต่อยอดความสำเร็จ กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง และขยายผลไปยังส่วนอื่น ๆ ในองค์กรด้วย </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Anchor New Approaches in the Culture</b><span style="font-weight: 400;"> ตรึงการเปลี่ยนแปลงให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร</span></li>
</ol>
<h3>ADKAR Model</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งโมเดลที่ขึ้นชื่อลือชา พัฒนาขึ้นโดย </span><b>เจฟฟ์ เฮียตต์ (Jeff Hiatt)</b><span style="font-weight: 400;"> โดยให้ความสำคัญกับการจัดการความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล (individual change) เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กรประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลนี้เน้นที่ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; มากกว่า &#8220;กิจกรรม&#8221; โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บุคคลในองค์กรสามารถปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายละเอียดของ ADKAR สามารถแยกเนื้อหาออกมาเป็นตัวอักษรแต่ละตัวได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>A &#8211; Awareness</b><span style="font-weight: 400;"> สร้างความตระหนักว่าทำไมถึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง  หากสื่อสารอย่างต่อเนื่องจะช่วยแรงเสียดทานจากพนักงานที่ไม่เข้าใจเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง เพื่อสลดสิ่งขัดขวางที่อาจทำให้กระบวนการนี้ล่มก่อนกำหนด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>D &#8211; Desire</b><span style="font-weight: 400;"> สร้างแรงจูงใจ ให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง อาจมีการมอบรางวัล เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้พนักงานมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับหากกล้าเผชิญการเปลี่ยนแปลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>K &#8211; Knowledge</b><span style="font-weight: 400;"> การให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการปรับตัวของพนักงาน เช่น จัดอบรมเกี่ยวกับระบบใหม่ จัดอบรมให้ความรู้แนวทางการทำงานที่เปลี่ยนไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>A &#8211; Ability</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อมีความรู้แล้ว ก็ต้องนำไปใช้จริงให้ได้ด้วย เปิดโอกาสให้พนักงานทดลองและฝึกฝน จนสามารถทำงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงจนสำเร็จได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>R &#8211; Reinforcement</b><span style="font-weight: 400;"> การเสริมสร้างให้คงอยู่ เสริมสร้างและสนับสนุนให้การเปลี่ยนแปลงนั้นคงอยู่ในระยะยาว โดยการยืนยันถึงความสำเร็จของพนักงานและองค์กร รวมถึงการติดตามผลและปรับปรุงหากมีปัญหา</span></li>
</ul>
<h3>McKinsey 7-S Change Model</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลนี้เน้นการวิเคราะห์และการจัดการ 7 องค์ประกอบสำคัญในองค์กร ซึ่งทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบหนึ่งจะส่งผลต่ออีกองค์ประกอบหนึ่ง ทำให้โมเดลนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมและเป็นระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">7 องค์ประกอบใน McKinsey 7-S Model สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ Hard Elements 3 ขั้น และ Soft Elements 4 ขั้นดังต่อไปนี้</span></p>
<p><b>Hard Elements #1 &#8211; Strategy</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แผนระยะยาวที่องค์กรใช้เพื่อบรรลุเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จต้องเริ่มจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนและเหมาะสม บทบาทของ HR คือการช่วยแปลงกลยุทธ์เป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับพนักงาน พร้อมสนับสนุนการสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายขององค์กร</span></p>
<p><b>Hard Elements #2 &#8211; Structure (โครงสร้างองค์กร)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ ต้องมีการจัดการลำดับชั้นและหน้าที่ในองค์กรใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ HR มีหน้าที่ประเมินและจัดการผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่อพนักงาน</span></p>
<p><b>Hard Elements #3 &#8211; Systems (ระบบและกระบวนการ)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้หมายถึงกระบวนการทำงาน เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จมักเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหรือพัฒนาระบบเหล่านี้</span></p>
<p><b>Soft Elements #1 &#8211; Shared Values (ค่านิยมร่วม)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR เป็นผู้นำในการสร้างและสื่อสารค่านิยมใหม่ที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร หรือความเชื่อที่ทุกคนในองค์กรยึดถือร่วมกัน</span></p>
<p><b>Soft Elements #2 &#8211; Style (สไตล์การบริหาร)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการที่ผู้บริหารใช้ในการนำองค์กรและสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลง โดย HR สามารถช่วยพัฒนาทักษะผู้นำในองค์กร เช่น การอบรมผู้นำให้สามารถสนับสนุนพนักงานในช่วงเปลี่ยนแปลงได้</span></p>
<p><b>Soft Elements #3 &#8211; Staff (พนักงาน)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กรเสมอ หน้าที่ของ HR คือการหาคนที่ใช่มาช่วยเปลี่ยนผ่านองค์กร และดูแลจิตใจของพนักงานให้สามารถข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแข็งแกร่ง</span></p>
<p><b>Soft Elements #4 &#8211; Skills (ทักษะ)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้ใกล้เคียงและสอดคล้องกับข้อข้างต้น เมื่อมีคนที่ใช่แล้ว ก็ต้องอย่าลืมจัดทำแผนพัฒนาให้พนักงาน หาวิธี Reskill และ Upskill ให้พวกเขาด้วย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41652" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145307042-673dbe46c82a5.webp" alt="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่" width="600" height="370" title="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ 321" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145307042-673dbe46c82a5.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/11/hrex-cover-by-para-2024-11-20t145307042-673dbe46c82a5-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<div dir="auto"></div>
<h2 dir="auto"><strong>เลือกระบบ HR อย่างไร ให้รองรับกระบวนการ Change Management</strong></h2>
<p dir="auto">ถ้าคุณกำลังวางแผนเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ปรับโครงสร้าง ขยายทีม หรือเปลี่ยนวิธีทำงาน อาจเริ่มต้นได้จากการมีระบบ HRIS (Human Resource Information System) ที่ดีจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นระบบและลดแรงต้านจากพนักงาน</p>
<p dir="auto">แต่การเลือก HRIS มาใช้ ควรพิจารณาอะไรให้ตอบโจทย์การเติบโตขององค์กรบ้าง HREX ขอแนะนำข้อพิจารณา 4 ข้อดังนี้</p>
<h3 dir="auto">1.ต้องใช้งานง่าย และเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์</h3>
<p dir="auto">เพราะระบบ HR ควรเป็น User-Friendly ใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ เพื่อให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน</p>
<h3 dir="auto">2.ต้องรองรับการวิเคราะห์และวางแผนการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p dir="auto">ระบบที่ดีต้องมี HR Analytics เพื่อติดตามผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับตัวของพนักงาน หรืออัตราการลาออกหลังการเปลี่ยนแปลง</p>
<h3 dir="auto">3. ต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นในองค์กรได้ด้วย</h3>
<p dir="auto">ระบบ HR ที่ดีควรทำงานร่วมกับ ERP, Payroll, Learning System หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ได้อย่างราบรื่น เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและทำให้การบริหารทรัพยากรง่ายขึ้น</p>
<h3 dir="auto">4. ต้องมีความปลอดภัย และคำนึงถึง Data Privacy</h3>
<p dir="auto">ในยุคที่ข้อมูลพนักงานหลุดไปสู่สาธารณชนได้ง่าย ๆ การเลือกระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption), การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง (Access Control) และเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น PDPA หรือ GDPR จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัว และปกป้องการโดนหลอกลวงของพนักงานจากภัยร้ายที่คาดไม่ถึงได้ด้วย</p>
<h2>เปลี่ยนผ่านองค์กรคนเดียวไม่ไหว มาค้นหา HR Solution ผ่าน HREX ได้นะ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเริ่มต้นจากการบริหารจัดการที่เป็นระบบ อย่างไรก็ตาม HR อาจไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องพึ่งพา HR Solution ช่วยแบ่งเบาภาระและเสริมศักยภาพให้ HR สามารถจัดการทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR ต้องการเครื่องมือทุ่นแรงที่ช่วยให้ Change Management ราบรื่น สามารถมาค้นหา HR Solution ผ่านแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX ได้เลย ที่นี่มี HR Tech ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์องค์กรทุกขนาดให้ค้นหาและนำไปใช้งาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านกลยุทธ์การบริหารพนักงาน การจัดอบรมเพื่อ Reskill หรือ Upskill การพัฒนาเครื่องมือในการสื่อสารภายในองค์กร หรือแม้กระทั่งการช่วยประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สามารถมาค้นหาได้แล้วทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><b>Change Management คือกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันสูงและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ HR ยิ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์ การพัฒนาทักษะใหม่ให้พนักงาน หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ HR เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานทุกระดับ รวมถึงการมีระบบที่เหมาะสมและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และจะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" alt="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่" width="1600" height="500" title="Change Management: บทบาทของ HR สำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ 322"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3><b>Sources:</b></h3>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://whatfix.com/change-management/" target="_blank" rel="noopener">Whatfix</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.qualtrics.com/en-gb/experience-management/employee/change-management-hr/" target="_blank" rel="noopener">Qualtrics</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://technologyadvice.com/blog/human-resources/how-hr-can-craft-a-change-management-strategy/" target="_blank" rel="noopener">Technologyadvice</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.ibm.com/topics/change-management" target="_blank" rel="noopener">IBM</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.teamraderie.com/insights/change-management-in-hr-best-practices/" target="_blank" rel="noopener">Teamraderie</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.personio.com/hr-lexicon/change-management-models/" target="_blank" rel="noopener">Personio</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/change-management-241120/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/business-x-people-241024/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/business-x-people-241024/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Oct 2024 06:32:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41146</guid>

					<description><![CDATA[ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คอนเทนต์พัฒนาธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง ทำให้หลายองค์กรโฟกัสไปที่การเติบโตของธุรกิจ (Business) เป็นหลักอย่างเต็มกำลัง ทว่าหลายครั้งกลับมองข้ามเรื่องบุคลากร (People) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ  ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการเกิดปัญหาที่อาจคาดไม่ถึง ทั้งอัตราการลาออกสูง ความผูกพันของพนักงานกับองค์กรที่ลดลง รวมถึงบรรยากาศการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ในบทความนี้ เราจะใช้กราฟ 2&#215;2 ที่แบ่งแกนระหว่าง Business และ People เพื่อชี้ให้เห็นว่าแต่ละสภาวะขององค์กรส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนในระยะยาวอย่างไรบ้าง  4 Box: Business และ People ในกราฟนี้ เราแบ่งองค์กรออกเป็น 4 กลุ่มตามแกน Business และ People: Business ดี People ดี (Success Zone) Business ดี People แย่ (Danger Zone) Business แย่ People ดี (Failure Zone) Business แย่ People แย่ (Disaster Zone) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42722" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR.webp" alt="Business x People สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน" width="600" height="370" title="Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน 327" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน-HR-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คอนเทนต์พัฒนาธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง ทำให้หลายองค์กรโฟกัสไปที่การเติบโตของธุรกิจ (Business) เป็นหลักอย่างเต็มกำลัง ทว่าหลายครั้งกลับมองข้ามเรื่องบุคลากร (People) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการเกิดปัญหาที่อาจคาดไม่ถึง ทั้งอัตราการลาออกสูง ความผูกพันของพนักงานกับองค์กรที่ลดลง รวมถึงบรรยากาศการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ เราจะใช้กราฟ 2&#215;2 ที่แบ่งแกนระหว่าง Business และ People เพื่อชี้ให้เห็นว่าแต่ละสภาวะขององค์กรส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนในระยะยาวอย่างไรบ้าง </span></p>

<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41149 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-1024x1024.webp" alt="Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน" width="1024" height="1024" title="Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน 328" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/Business-x-People.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>4 Box: Business และ People</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกราฟนี้ เราแบ่งองค์กรออกเป็น 4 กลุ่มตามแกน Business และ People:</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Business ดี People ดี (Success Zone)</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Business ดี People แย่ (Danger Zone)</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Business แย่ People ดี (Failure Zone)</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Business แย่ People แย่ (Disaster Zone)</b></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะมาเจาะลึกแต่ละกรณีและดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับองค์กรกันดีกว่า</span></p>
<h3><b>1. High Business + High People = Success Zone</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีนี้ องค์กรมีผลประกอบการที่ดีและพนักงานมีความสุข เป็นสภาพแวดล้อมในฝันที่ดีที่สุดและเป็นภาพของ </span><b>&#8220;องค์กรที่ยั่งยืน&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">อย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถรักษาความสำเร็จได้ทั้งในแง่ธุรกิจและความพึงพอใจของพนักงาน คนทำงานมีแรงจูงใจ ช่วยให้องค์กรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนในทีมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ซึ่งทำให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างองค์กรในกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญทั้งเรื่องนวัตกรรมทางธุรกิจและความเป็นอยู่ของพนักงาน มีโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ มีสวัสดิการที่ดี ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานอย่างสร้างสรรค์และเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เสมอ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>สิ่งสำคัญที่องค์กรควรทำเพื่อเข้าสู่ Success Zone:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลงทุนในบุคลากรและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มอบโอกาสในการพัฒนาและสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนให้กับพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและสนับสนุนความเป็นทีม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>2. High Business + Low People = Danger Zone</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์คลาสสิกที่หลาย ๆ องค์กรพบบ่อย คือการมุ่งเน้นแต่การเพิ่มผลกำไร โดยลืมดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เป็น </span><b>“เขตอันตราย”</b><span style="font-weight: 400;"> มาก ๆ ในมุม HR เพราะธุรกิจที่อาจดูเติบโตในช่วงต้น แต่จะเจอปัญหาด้านการรักษาพนักงานในระยะยาว ไม่แปลกที่องค์กรจะเต็มไปด้วยพนักงานที่ทำงานหนัก แต่ขาดความผูกพันกับองค์กร ไร้แรงจูงใจ ไปจนถึงหมดไฟ ส่งผลให้เกิดการลาออกสูง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบหลักแน่ ๆ ก็คือค่าใช้จ่ายในการหาคนใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรลดลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรในเขตแดนนี้ที่จะมีผลประกอบการสูง แต่ต้องเผชิญปัญหาการเปลี่ยนงานของพนักงานอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีรายได้ดี แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะทีมงานขาดความมั่นคงและไม่พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>แนวทางป้องกันการตกอยู่ใน Danger Zone:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานเทียบเท่ากับการพัฒนาธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฟังเสียงของพนักงานและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานตามที่เหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและมีความผูกพันกับองค์กร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>3. Low Business + High People = Failure Zone</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างจากกลุ่มที่แล้ว ที่หลาย ๆ องค์กรก็กำลังตกอยู่ในสภาวะนี้ เมื่อพนักงานทุกคนล้วนมีความสุขกับการทำงาน บรรยากาศภายในองค์กรก็ดีแสนดี แต่ธุรกิจไม่มีความเติบโตและไม่มีรายได้มากพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจเรียกว่าเป็น </span><b>“องค์กรการกุศล”</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคนในองค์กรมีความสุขแต่ตัวองค์กรกลับไม่มีความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่ปรับปรุง ผลลัพธ์ที่แน่นอนคือความล้มเหลวขององค์กรที่รออยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น องค์กรที่มีวัฒนธรรมที่ดีแต่ขาดแคลนนวัตกรรมหรือแผนธุรกิจที่ชัดเจน แม้จะรักษาพนักงานไว้ได้ แต่หากไม่มีรายได้ที่เพียงพอในที่สุดก็จะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการได้นั่นเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>วิธีหลีกเลี่ยง Failure Zone:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนและเพิ่มการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผสมผสานความสุขของพนักงานกับนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>4. Low Business + Low People = Disaster Zone</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอเรียกว่า </span><b>&#8220;เขตหายนะ&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> เลย เพราะธุรกิจไม่เติบโต แถมบุคลากรก็ไม่มีความสุข องค์กรในกลุ่มนี้พังพินาศแน่นอน เพราะการทำงานในบรรยากาศที่ไม่น่าทำงานและไร้ซึ่งประสิทธิภาพ จะทำให้ทุกองค์ประกอบไม่มีโอกาสพัฒนาและเติบโต องค์กรเหล่านี้จะไม่เหลือพนักงาน หรือกระทั่งชื่ออีกต่อไป</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>สิ่งที่องค์กรควรทำหากตกอยู่ใน Disaster Zone:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทำการปรับปรุงเชิงกลยุทธ์ทั้งในเรื่องคนและธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แก้ไขวัฒนธรรมองค์กรและสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความร่วมมือ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อนำองค์กรออกจากวิกฤติ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41151 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/DALL·E-2024-10-24-13.12.09-An-illustration-in-the-style-of-The-New-Yorker-magazine-showing-a-group-of-exhausted-and-unhappy-office-workers-sitting-at-their-desks.-They-appear-ov.webp" alt="DALL·E 2024 10 24 13.12.09 An illustration in the style of The New Yorker magazine showing a group of exhausted and unhappy office workers sitting at their desks. They appear ov" width="1024" height="1024" title="Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน 329" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/DALL·E-2024-10-24-13.12.09-An-illustration-in-the-style-of-The-New-Yorker-magazine-showing-a-group-of-exhausted-and-unhappy-office-workers-sitting-at-their-desks.-They-appear-ov.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/DALL·E-2024-10-24-13.12.09-An-illustration-in-the-style-of-The-New-Yorker-magazine-showing-a-group-of-exhausted-and-unhappy-office-workers-sitting-at-their-desks.-They-appear-ov-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/DALL·E-2024-10-24-13.12.09-An-illustration-in-the-style-of-The-New-Yorker-magazine-showing-a-group-of-exhausted-and-unhappy-office-workers-sitting-at-their-desks.-They-appear-ov-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/DALL·E-2024-10-24-13.12.09-An-illustration-in-the-style-of-The-New-Yorker-magazine-showing-a-group-of-exhausted-and-unhappy-office-workers-sitting-at-their-desks.-They-appear-ov-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>People: กุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยง Danger Zone</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าการเติบโตทางธุรกิจจะเป็นเป้าหมายหลักขององค์กรส่วนใหญ่ แต่การละเลยคนทำงานในองค์กรจะนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนในระยะยาว ซึ่งการลงทุนในพนักงานไม่ได้หมายถึงเพียงการให้สวัสดิการที่ดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนา การฟังเสียงและความต้องการของพวกเขา และทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าในบทบาทของตัวเองในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอยู่ใน Success Zone คือการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาธุรกิจและการดูแลบุคลากรอย่างเหมาะสม การเข้าใจและให้ความสำคัญกับทั้งสองด้านนี้จะช่วยสร้างความยั่งยืนในองค์กร และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจสรุปได้ว่า People เองก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะหากองค์กรต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาคนควรเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักเสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด พนักงานที่มีความสุขก็จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลังนั่นเอง</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Business x People: สูตรลับการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน 330" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/business-x-people-241024/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/toxic-evil-boss-241017/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/toxic-evil-boss-241017/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2024 03:16:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[บอสตัวร้าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41029</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า หัวหน้าที่มีพฤติกรรมเชิงลบ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่พอใจ ขาดแรงจูงใจ และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของทีม แม้บอสตัวร้ายจะมีพฤติกรรมเป็นพิษ แต่หัวหน้าอาจรักษาตำแหน่งไว้ได้ผ่านเครือข่ายและการสนับสนุนจากองค์กรได้ รวมไปถึงลูกน้องบางคนเองก็อาจมีส่วนร่วมในการสนับสนุนพฤติกรรมหัวหน้าโดยตรงหรือโดยอ้อม ทำให้หัวหน้าคงสถานะตัวร้ายได้ สุดท้ายแล้ว คนที่ช่วยให้หัวหน้าตัวร้ายมีอำนาจอยู่ต่อ อาจไม่ใช่ตัวหัวหน้าเอง แต่เป็นลูกน้องนั่นแหละที่เลือกจะสนับสนุนต่อ ในโลกของการทำงาน บทบาทของหัวหน้า ผู้นำ หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า “บอส” (Leader) เป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมาก เพราะหัวหน้าเป็นผู้กำหนดทิศทาง และบรรยากาศการทำงานของทีม  แต่บางครั้งหัวหน้าอาจกลายเป็น &#8220;บอสตัวร้าย&#8221; (Toxic Boss) ในสายตาของลูกน้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด หรือแม้แต่การเอาเปรียบคนในทีม คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อหัวหน้ากลายเป็นตัวร้ายเช่นนี้ เขาจะยังคงมีอำนาจและสถานะเป็นหัวหน้าได้ต่อไปหรือไม่ ? นิยามของ &#8220;บอสตัวร้าย&#8221; ในที่ทำงาน นิยามความดี ความร้ายเป็นสิ่งที่นามธรรมมาก แต่เอาที่คนทั่วไปเห็นพ้องต้องกันก็คือ หัวหน้าที่ถูกมองว่าเป็น &#8220;บอสตัวร้าย&#8221; คือผู้ที่ใช้ตำแหน่งอำนาจในทางที่ผิดและมีพฤติกรรมที่ทำให้บรรยากาศการทำงานเป็นพิษ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้อำนาจข่มขู่ การไม่ยุติธรรมในการปฏิบัติต่อพนักงาน การสื่อสารเชิงลบ การไม่สนับสนุนลูกน้อง หรือแม้กระทั่งการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว  พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน แต่ยังสร้างความตึงเครียด ทำลายความไว้วางใจ และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า หัวหน้าที่มีพฤติกรรมเชิงลบ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่พอใจ ขาดแรงจูงใจ และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แม้บอสตัวร้ายจะมีพฤติกรรมเป็นพิษ แต่หัวหน้าอาจรักษาตำแหน่งไว้ได้ผ่านเครือข่ายและการสนับสนุนจากองค์กรได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รวมไปถึงลูกน้องบางคนเองก็อาจมีส่วนร่วมในการสนับสนุนพฤติกรรมหัวหน้าโดยตรงหรือโดยอ้อม ทำให้หัวหน้าคงสถานะตัวร้ายได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายแล้ว คนที่ช่วยให้หัวหน้าตัวร้ายมีอำนาจอยู่ต่อ อาจไม่ใช่ตัวหัวหน้าเอง แต่เป็นลูกน้องนั่นแหละที่เลือกจะสนับสนุนต่อ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42725" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/ถ้าบอสเป็นตัวร้าย-เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่-Toxic-Boss-HR.webp" alt="ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss)" width="600" height="370" title="ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss) 335" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/ถ้าบอสเป็นตัวร้าย-เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่-Toxic-Boss-HR.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/ถ้าบอสเป็นตัวร้าย-เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่-Toxic-Boss-HR-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของการทำงาน บทบาทของหัวหน้า ผู้นำ หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า “บอส” (Leader) เป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมาก เพราะหัวหน้าเป็นผู้กำหนดทิศทาง และบรรยากาศการทำงานของทีม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่บางครั้งหัวหน้าอาจกลายเป็น </span><b>&#8220;บอสตัวร้าย&#8221; (Toxic Boss)</b><span style="font-weight: 400;"> ในสายตาของลูกน้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด หรือแม้แต่การเอาเปรียบคนในทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อหัวหน้ากลายเป็นตัวร้ายเช่นนี้ เขาจะยังคงมีอำนาจและสถานะเป็นหัวหน้าได้ต่อไปหรือไม่ ?</span></p>

<h2><b>นิยามของ &#8220;บอสตัวร้าย&#8221; ในที่ทำงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นิยามความดี ความร้ายเป็นสิ่งที่นามธรรมมาก แต่เอาที่คนทั่วไปเห็นพ้องต้องกันก็คือ หัวหน้าที่ถูกมองว่าเป็น </span><b>&#8220;บอสตัวร้าย&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">คือผู้ที่ใช้ตำแหน่งอำนาจในทางที่ผิดและมีพฤติกรรมที่ทำให้บรรยากาศการทำงานเป็นพิษ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้อำนาจข่มขู่ การไม่ยุติธรรมในการปฏิบัติต่อพนักงาน การสื่อสารเชิงลบ การไม่สนับสนุนลูกน้อง หรือแม้กระทั่งการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน แต่ยังสร้างความตึงเครียด ทำลายความไว้วางใจ และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บอสตัวร้ายกับความท้าทายที่เกิดขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของหัวหน้าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานของทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาทิ งานวิจัยจาก </span><a href="https://www.lifemeetswork.com/insights-archive/toxic-leadership/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Life Meets Work</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า 56% ของพนักงานชาวอเมริกันมองว่าหัวหน้าของพวกเขามีลักษณะเป็นพิษ ขณะที่ผลสำรวจจาก </span><a href="https://www.hoganassessments.com/wp-content/uploads/2014/08/Stress_Health_eBook_Final.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">American Psychological Association</span></a><span style="font-weight: 400;"> ชี้ว่า 75% ของชาวอเมริกันบอกว่า &#8220;หัวหน้าเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุดในวันทำงาน&#8221; และงานวิจัยจาก </span><a href="https://www.gallup.com/services/182216/state-american-manager-report.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ยังพบว่า 1 ใน 2 ของพนักงานลาออกเพื่อหนีจากหัวหน้าในบางช่วงของการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะงานวิจัยจาก </span><a href="https://www.alliancembs.manchester.ac.uk/original-thinking-applied/original-thinkers/toxic-bosses-in-the-workplace/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Abigail Phillips</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักวิจัยด้านจิตวิทยาองค์กร แสดงให้เห็นว่าหัวหน้าที่มีลักษณะนิสัยเชิงลบหรือ &#8220;ลักษณะด้านมืด&#8221; เช่น ความเป็นโรคจิตเภท (Psychopathy) และความหลงตัวเอง (Narcissism) สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพนักงานและองค์กรได้ โดยหัวหน้าที่มีลักษณะเหล่านี้มักจะขาดความเห็นอกเห็นใจ ใช้อำนาจในทางที่ผิด เอาเปรียบผู้อื่น และสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาในพนักงานมากกว่า 1,200 คนในหลายอุตสาหกรรมพบว่า พนักงานที่ทำงานภายใต้หัวหน้าที่มีความเป็นโรคจิตเภทและหลงตัวเอง มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน มีความไม่พึงพอใจในงานสูงขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความเครียดทางจิตใจมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจคือ </span><b>การกลั่นแกล้งในที่ทำงานไม่ได้เกิดจากหัวหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานเองด้วย เมื่อหัวหน้าแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ ลูกน้องมักจะตอบโต้ด้วยการกลั่นแกล้งซึ่งกันและกัน หรือแสดงพฤติกรรมเชิงลบต่อองค์กรด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การระมัดระวังในการคัดเลือกหัวหน้าและการวางแผนป้องกันการกลั่นแกล้งในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ทำลายทั้งขวัญกำลังใจของพนักงานและประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-22355" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1.jpg" alt="shutterstock 304390607 1" width="500" height="334" title="ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss) 336" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>ทำไมบอสตัวร้ายยังคงมีอำนาจ ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้หัวหน้าบางคนจะมีพฤติกรรมเป็นตัวร้าย แต่ก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งได้ หนึ่งเหตุผลสำคัญหนึ่งคือการรับรู้ในเชิงอำนาจและการเมืองภายในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะหัวหน้าที่มีเครือข่ายการสนับสนุนจากผู้อื่นในองค์กร อาจได้รับการปกป้องและไม่ถูกตัดสินจากการกระทำที่ผิดพลาดของเขาเอง ในกรณีเช่นนี้ หัวหน้ามักจะถูกมองในมุมที่เป็นประโยชน์กับผู้มีอำนาจสูงสุด หรืออาจมีผลงานที่ทำให้ถูกมองข้ามข้อบกพร่องทางพฤติกรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง งานวิจัยจาก </span><a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0148296323004022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Journal of Business Ethics</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้อธิบายว่าหัวหน้าที่มีพฤติกรรมเชิงลบหรือบอสตัวร้าย สามารถคงอยู่ในตำแหน่งได้ด้วยกลไกที่เรียกว่า “ระบบการสนับสนุนจากลูกน้อง” (subordinate reinforcement system) กล่าวคือ </span><b>หัวหน้าอาจใช้วิธีการสร้างพันธมิตรกับพนักงานบางกลุ่ม ทำให้เกิดการสนับสนุนทางอ้อมในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้เขายังคงมีอำนาจต่อไป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะหากไม่มีลูกน้องที่คอยสนับสนุนพฤติกรรมหรือเลือกที่จะไม่ต่อต้าน หัวหน้าคงไม่สามารถสร้างสภาวะแห่งความไม่เป็นธรรมขึ้นได้ง่าย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่สะท้อนถึงแนวคิดจากงานวิจัยในด้านจิตวิทยาองค์กรที่แสดงให้เห็นว่า </span><b>คนที่อยู่ในตำแหน่งอำนาจมักจะขึ้นอยู่กับระบบความสัมพันธ์ทางสังคม หากระบบนั้นสนับสนุนพฤติกรรมเชิงลบ พฤติกรรมนั้นก็จะยังคงดำเนินต่อไปนั่นเอง</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ทำไมเราควรต่อต้านบอสตัวร้ายในโลกการทำงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าพนักงานโดยทั่วไปยินยอมที่จะทำงานกับบอสตัวร้ายนานกว่าบอสปกติเฉลี่ย 2 ปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางจิตวิทยา ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ หรือความสัมพันธ์ที่มีกับเพื่อนร่วมงาน แม้การเปลี่ยนงานอาจดูเป็นเรื่องยากและไม่มั่นคง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้การให้อภัยหรือการมองข้ามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของหัวหน้า ก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาใด ๆ อะไรเลย แต่กลับทำให้หัวหน้ายังคงใช้พฤติกรรมก้าวร้าวซ้ำ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นสิ่งที่ HR หรือกระทั่งพนักงานเองควรทำคือไม่ใช่การปล่อยผ่าน แต่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและหาทางป้องกันการละเมิดในอนาคต </span><b>เพราะหากเราเลือกที่จะทน หรือหาเหตุผลมาแก้ตัวให้หัวหน้า เราก็อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคุณสามารถเริ่มด้วยวิธีต่อไปนี้:</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา:</b><span style="font-weight: 400;"> หากเป็นไปได้ ลองพูดคุยกับหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ควรเลือกเวลาที่เหมาะสมและเตรียมคำพูดให้ชัดเจนและเป็นมืออาชีพ โดยไม่ต้องพุ่งเป้าไปที่การตำหนิ แต่ควรเน้นไปที่การหาทางแก้ไขร่วมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างเครือข่ายสนับสนุน: </b><span style="font-weight: 400;">หันไปพึ่งเพื่อนร่วมงานที่คุณไว้ใจ หรือหากมีโอกาส ให้ปรึกษาฝ่าย HR เพื่อหาทางออก หากองค์กรมีวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหานี้ HR อาจช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ดูแลสุขภาพกายและใจ: </b><span style="font-weight: 400;">การทำงานในสภาวะกดดันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและร่างกาย ดังนั้นควรหาทางผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับเพียงพอ หรือการทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบนอกเวลางาน เพื่อให้จิตใจแข็งแรงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พิจารณาโอกาสอื่นในองค์กร: </b><span style="font-weight: 400;">หากการเผชิญหน้ากับหัวหน้าไม่ได้ผล ลองมองหาตำแหน่งหรือโอกาสใหม่ๆ ในองค์กร อาจมีทีมอื่นหรือโปรเจกต์ที่เหมาะสมกับคุณมากกว่า</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าทุกอย่างไม่ได้ผล และปัญหานี้ยังคงมีผลกระทบต่อชีวิตคุณ </span><b>การลาออกอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่สมเหตุสมผล </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24864 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-1024x683.jpg" alt="rear view sad woman window" width="1024" height="683" title="ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss) 337" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-1024x683.jpg 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-768x512.jpg 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-1536x1024.jpg 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อหัวหน้าเป็นตัวร้าย เขาอาจยังคงมีตำแหน่งและอำนาจอยู่ต่อได้หากมีปัจจัยที่สนับสนุน ทั้งจากลูกน้องและระบบการทำงานที่ทำให้หัวหน้าสามารถใช้อำนาจในเชิงลบได้ต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การรักษาสภาวะเช่นนี้ไว้ก็ขึ้นอยู่กับลูกน้องด้วย เพราะแท้จริงแล้ว คนที่ร้ายที่สุดอาจไม่ใช่หัวหน้า แต่เป็นเหล่าลูกน้องที่เลือกจะสนับสนุนให้หัวหน้าตัวร้ายสามารถทำงานในลักษณะนี้ต่อไปมากกว่านั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ถ้าบอสเป็นตัวร้าย เขาจะยังเป็นหัวหน้าอยู่หรือไม่ ? (Toxic Boss) 338" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://hbr.org/2018/09/what-to-do-when-you-have-a-bad-boss" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hbr.org</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://hbr.org/2021/01/stop-making-excuses-for-toxic-bosses" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hbr.org</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/toxic-evil-boss-241017/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/chiang-mai-low-wage-240919/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/chiang-mai-low-wage-240919/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 17:05:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40577</guid>

					<description><![CDATA[เชียงใหม่ เป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย มีประชากรทั้งสิ้น 1,797,707 คน (อ้างอิงจากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) เดือนสิงหาคม 2024) มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจหลายประการ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอยากมาเยือน ตลอดปี 2023 มีรายงานว่าเชียงใหม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 150,000 ราย ทำให้เงินสะพัด คิดเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า แรงงานเชียงใหม่ได้ค่าตอบแทนค่อนข้างถูกถึงถูกมาก ไม่ว่าจะค่าตอบแทนของแรงงานรายวัน หรือแม้กระทั่งค่าจ้างของพนักงานบริษัทเองก็ตาม ในขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเงินเฟ้อ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจเกิดปัญหาว่านอกจากแรงงานจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ องค์กรต่าง ๆ ที่เป็นนายจ้างก็อาจดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไม่ได้ด้วย HREX จึงถือโอกาสค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ “ค่าแรง” ของชาวเชียงใหม่ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และทางออกของปัญหานี้ควรเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้ เงินเดือนน้อย ปัญหาที่กัดกินคนทำงานเชียงใหม่มานานเกิน 10 ปี สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงใหม่ เคยสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 2 ระหว่างเดือนเมษายน &#8211; มิถุนายน 2566 พบว่า เชียงใหม่มีผู้อายุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41617" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180157.128.webp" alt="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่" width="600" height="370" title="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่ 344" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180157.128.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180157.128-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>เชียงใหม่ </b><span style="font-weight: 400;">เป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย มีประชากรทั้งสิ้น 1,797,707 คน (อ้างอิงจาก</span><a href="https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/view" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน)</span></a><span style="font-weight: 400;"> เดือนสิงหาคม 2024) มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจหลายประการ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอยากมาเยือน ตลอดปี 2023 มี</span><a href="https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1106373" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">รายงานว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">เชียงใหม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 150,000 ราย ทำให้เงินสะพัด คิดเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่า แรงงานเชียงใหม่ได้ค่าตอบแทนค่อนข้างถูกถึงถูกมาก ไม่ว่าจะค่าตอบแทนของแรงงานรายวัน หรือแม้กระทั่งค่าจ้างของพนักงานบริษัทเองก็ตาม ในขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเงินเฟ้อ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจเกิดปัญหาว่านอกจากแรงงานจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ องค์กรต่าง ๆ ที่เป็นนายจ้างก็อาจดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไม่ได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>HREX</strong> จึงถือโอกาสค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ<strong> “ค่าแรง” ของชาวเชียงใหม่</strong> สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และทางออกของปัญหานี้ควรเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40580" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-18T235849.114.webp" alt="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่" width="600" height="370" title="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่ 345" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-18T235849.114.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-18T235849.114-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>เงินเดือนน้อย ปัญหาที่กัดกินคนทำงานเชียงใหม่มานานเกิน 10 ปี</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงใหม่ เคยสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาสที่ 2 ระหว่างเดือนเมษายน &#8211; มิถุนายน 2566 พบว่า เชียงใหม่มีผู้อายุ 15 ปีขึ้นไป 1,523,777 คน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 1,041,450 คน คิดเป็นร้อยละ 68.3 และเป็นผู้ที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 482,327 คน คิดเป็นร้อยละ 31.7</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้มีงานทำในสาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ ร้อยละ 35 รองลงมาคือค้าขายทั้งค้าส่งและค้าปลีก ร้อยละ 17.7 สาขาการผลิต มีร้อยละ 10.2 สาขากิจกรรมโรงแรม และอาหาร คิดเป็นร้อยละ 8.9 และส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาอื่น ๆ ซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากดูรายได้ของคนเชียงใหม่จะพบว่าค่าแรงขั้นต่ำตามประกาศของเชียงใหม่อยู่ที่ 350 บาทต่อวัน ส่วนงานออฟฟิศ หากดูจากประกาศรับสมัครงานในหลาย ๆ ที่ ทั้งประกาศโดยตรงของหลายองค์กร ไปจนถึงตาม Job Board ต่าง ๆ จะพบว่าค่าเฉลี่ยในภาพรวม อาชีพพนักงานออฟฟิศของนักศึกษาจบใหม่ มีค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนให้ตั้งแต่ 12,000 บาท บางแห่งอาจให้ 18,000 บาท แต่ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาระดับหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็มีหลายแห่งที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับนักศึกษาจบใหม่แค่ 9,000 บาทเท่านั้น ซึ่งหากเอามาเทียบกันแล้วยังน้อยกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 350 บาทต่อวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อน่าสังเกตก็คือ หากสืบค้นข้อมูลย้อนหลังจะพบว่าในโลก Social Media มีการพูดถึงประเด็นเงินเดือนในจังหวัดเชียงใหม่ที่น้อยอยู่แล้วมานานเป็น 10 ปีหรือมากกว่านั้น บางแห่งนอกจากให้เงินเดือนน้อย ก็มีเงื่อนไขเพิ่มว่าต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ด้วยซึ่งอาจไม่ได้ส่งเสริมให้คนทำงานมีสุขภาวะในการทำงานที่ดีเท่าที่ควร</span></p>
<h2><b>เชียงใหม่ ตลาดที่นายจ้างมีอำนาจต่อรองกว่าลูกจ้าง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สืบเนื่องจากประเด็นนี้ HREX จึงสัมภาษณ์ </span><strong><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/hr-expert-interview-benjawan-230822/">ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร</a> HR Expert Partner </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ประจำภาคเหนือ</strong> เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทำไมลูกจ้างในเชียงใหม่ถึงมีรายได้ค่อนข้างน้อย โดยได้คำตอบว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่ มีประชากรเยอะมากก็จริง แต่เป็นตลาดที่นายจ้างมีอำนาจมากกว่า ไม่ใช่ตลาดที่ลูกจ้างมีอำนาจในการต่อรอง เพราะศักยภาพของแรงงานในเชียงใหม่เองยังไม่เทียบเท่าจังหวัดอื่น ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง เชียงใหม่เป็นเมืองที่ชูจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว ก็ทำให้นักท่องเที่ยวจะมาเฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น เช่นช่วงปลายปี ไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมที่จะมีแรงงานพลุกพล่าน คึกคักตลอดทั้งปี แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแรงงานในจังหวัดลำพูนซึ่งอยู่ติดกันที่ได้ค่าจ้างสูงกว่ามาก</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ลำพูนเป็นนิคมอุตสาหกรรม มีบริษัทต่างชาติมาเปิดโรงงานการผลิตเยอะ หากบริษัทหรือโรงงานไหนมีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ฯลฯ บางบริษัทอาจให้ค่าจ้างสูงกว่ากรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ หากเทียบแล้วมีองค์กรแค่ประมาณ 10% ในเชียงใหม่ที่ให้เงินเดือนเยอะ ๆ ได้</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญให้คนเชียงใหม่ที่มีฝีมือย้ายไปอยู่ลำพูนเยอะ เมื่อมีการแข่งขันกันเพื่อเข้าไปทำงาน จนไม่น่าแปลกใจหากเงินเดือนของลำพูนเยอะกว่า”</span></i></p>
<h2><b>ทำงานบริษัทใหญ่ โอกาสย่อมดีกว่าทำงานองค์กรเล็ก </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.เบ็ญจวรรณ ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อพูดถึงค่าจ้างของแรงงานภาคเหนือ ต้องแบ่งเป็น 2 แบบคือ ค่าแรงของแรงงานรายวัน และพนักงานออฟฟิศที่ได้เงินรายเดือน ซึ่งแน่นอนว่าค่าจ้างของพนักงานออฟฟิศมักจะได้เยอะกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และจากการทำงานเป็นที่ปรึกษา เข้าไปดูเรื่องโครงสร้างเงินเดือนในบริษัทจำนวนมาก ก็ยังมีการแบ่งเรตอีกว่า บริษัทขนาดเล็กและกลางหรือ SMEs จะไม่สามารถให้ค่าแรงพนักงานได้เยอะ เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพ เช่น Central, True, AIS, Toyota เป็นต้น</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“บริษัทใหญ่เหล่านี้ให้ค่าจ้างสูงเมื่อเทียบกับบริษัทห้างร้านเล็ก ๆ เพราะเงินเดือนจะใช้เรตตามกรุงเทพ ซึ่งอาจไม่ได้เท่ากัน 100% แต่จะต่ำกว่าไม่เกิน 15-20% พิจารณาตามบริบทของท้องที่ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของประชาชนที่อาจไม่ได้สูงเท่ากรุงเทพ หากเป็นองค์กร SMEs จะแทบไม่จ้าง HR มาทำงานเลย เจ้าของจะทำหน้าที่เป็น HR เอง หรือหากจ้าง ก็จะจ้างด้วยเงินที่ไม่สูงมาก</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“เงินเดือนเริ่มต้นของ HR Admin ในเชียงใหม่อยู่ที่ 12,000 บาท ขณะที่ลำพูนเริ่มต้นที่ 15,000  บาทโดยเฉลี่ย จากที่เคยเจอมา HR Manager ในลำพูนมีทักษะดีกว่าในเชียงใหม่เยอะ นายจ้างสามารถจ้างคนระดับซีเนียร์ด้วยเงินเดือน 50,000-70,000 บาทได้ ยิ่งใครมีพื้นเพอยู่ในบริษัทใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมาก่อน หากย้ายภูมิลำเนากลับไปสมัครงานที่เชียงใหม่ก็จะได้เงินเดือนเยอะตามไปด้วย เพราะถือว่าผ่านสนาม มีประสบการณ์จากกรุงเทพฯ มาก่อนค่ะ”</span></i><span style="font-weight: 400;"> HR Expert Partner ของ HREX แจกแจง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40581" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000141.183.webp" alt="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่" width="600" height="370" title="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่ 346" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000141.183.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000141.183-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สโลว์ไลฟ์เกินไป ทำคนเชียงใหม่ขาดความกระตือรือร้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สืบเนื่องจากประเด็นศักยภาพของแรงงานเชียงใหม่ยังเทียบเท่ากรุงเทพ หรือแม้กระทั่งลำพูนไม่ได้ HREX ได้สอบถามชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่ง นามสมมติว่า <strong>ชาย ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> แต่เมื่อเรียนจบ เขาตัดสินใจไปหางานด้านการออกแบบกราฟิกในเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ถึงสาเหตุที่เขาเลือกจะไปทำงานที่เมืองหลวง และมุมมองที่มีต่อการทำงานในเชียงใหม่ด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาย เล่าว่าสาเหตุที่เขาเลือกมาทำงานที่กรุงเทพ เพราะเชียงใหม่ไม่มีตำแหน่งงานที่ตรงกับความต้องการของเขา หรือหากมีก็ให้เงินเดือนน้อย โดยเรตเงินเดือนต่ำสุดในสายงานที่เคยเจอคือ 9,000 บาท </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“หากจะทำงานในเอเจนซี่โฆษณา ส่วนใหญ่งานนี้จะอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ก็เลยต้องย้ายมาทำงานที่นี่ เมื่อสัก 10 ปีก่อนเราต้องเข้าออฟฟิศ สถานการณ์ไม่เหมือนตอนนี้ที่สามารถทำงานผ่านออนไลน์ได้ การมากรุงเทพฯ คือสิ่งที่จำเป็น” </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เขายอมรับว่าการทำงานในกรุงเทพมาพร้อมความเครียด มีการแข่งขันและความกดดันสูง พอทำงานได้ 1 ปีจึงตัดสินใจย้ายกลับไปทำงานเป็นฟรีแลนซ์ที่เชียงใหม่แทน พอย้ายกลับมา สิ่งที่พบก็คือบรรยากาศการทำงานที่มีความ “สบาย ๆ” จังหวะการใช้ชีวิตช้าลง การแข่งขันไม่สูงมาก และเวลาคุยงานกับผู้ประกอบการจะไม่ได้เคี่ยวและเข้มเหมือนกรุงเทพ</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“วัฒนธรรมในการทำงานของคนเชียงใหม่จะติดสบาย ช้า แต่ทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกันไม่ค่อยได้ อาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนี้ แต่แตกต่างกับคนกรุงเทพฯ ต้องทำอะไรเยอะแยะพร้อมกัน แข่งขันกันสูงกันทุกวินาที คนที่ทำงานเชียงใหม่ อาจชอบสภาพการทำงานที่ไม่ต้องดิ้นรนมาก ไม่อยากเจอความวุ่นวายมากเท่าในกรุงเทพฯ”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ชายก็พบว่าพออยู่เชียงใหม่นานเกินไป ก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ เริ่มรู้สึก ‘สโลว์ไลฟ์’ ตามคนอื่นไปด้วย แล้วพอทำงานในเชียงใหม่ รายได้ก็อาจไม่สูง เพราะเขาก็รู้ว่านายจ้างจ่ายไม่ไหว ทำให้เขากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะทำงานแบบนี้ไปตลอดชีวิตจริงเหรอ จึงย้ายกลับมากรุงเทพอีกรอบ เพราะต้องการทำงานและใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์กคนในเมืองใหญ่</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“นายจ้างเชียงใหม่คาดหวังอยากได้มาตรฐานกรุงเทพ ภายใต้เงินเดือนเชียงใหม่ แต่ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายในเชียงใหม่เทียบเท่ากรุงเทพฯ ไปแล้ว แต่ค่าจ้างยังเท่าเดิมอยู่เลย แล้วที่กรุงเทพฯ รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้หมด ซึ่งเชียงใหม่มันไม่มี สุดท้ายก็เลยตัดสินใจย้ายกลับมากรุงเทพอีกครั้งจนถึงปัจจุบันครับ</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“อย่าลืมว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่การทำงาน แต่มันต้องมีไลฟ์สไตล์ มีการใช้ชีวิตด้วย”</span></i><span style="font-weight: 400;"> ชายทิ้งท้าย</span></p>
<h2><b>เสียงของนายจ้างยืนยัน แรงงานเชียงใหม่ยังขาดศักยภาพ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังฟังเสียงของ HR และเสียงของประชาชนเชียงใหม่ในฐานะลูกจ้างไปแล้ว HREX จึงถือโอกาสนี้สัมภาษณ์คุณ <strong>ปิยะภรณ์ ธรรมปัญญา เจ้าของร้านอาหารเหนือ <a href="https://www.facebook.com/Kinlumkindee/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noopener">กิ๋นลำกิ๋นดี</a></strong> ที่ตั้งอยู่ในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ด้วย เพื่อขอมุมมองของผู้ประกอบการเรื่องการทำธุรกิจ และการจ้างพนักงานตามประเด็นที่กล่าวมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณปิยะภรณ์เล่าว่าจากประสบการณ์ที่เปิดร้านมาประมาณ 6-7 ปี เธอไม่ค่อยเจอคนเชียงใหม่มาสมัครงานเป็นลูกจ้างในร้านอาหาร แต่มักจะเป็นชาวไทใหญ่เสียมากกว่า และเนื่องจากร้านของเธออาจไม่ใช่ร้าน Fine Dining ไม่ได้ขายอาหารที่ต้องอาศัยฝีมือการผลิตขั้นสูง เช่น การอบขนมปัง เลยไม่จำเป็นต้องใช้คนทักษะเยอะตั้งแต่แรก</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ที่ผ่านมาร้านจ่ายค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ย สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำตลอดค่ะ พนักงานจะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 12,000-15,000 บาท และจะปรับเงินเดือนเพิ่มเรื่อย ๆ มีสวัสดิการคือเบี้ยขยัน ประกันสังคม วันหยุด หากเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานพาร์ทไทม์ จะมีอาหารให้รับประทานฟรี 2 มื้อ เลือกได้เลยว่าจะกินอะไรในเมนูร้าน”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะจ่ายเยอะกว่าค่าเฉลี่ย แต่เจ้าของร้าน กิ๋นลำกิ๋นดี ก็ยังยืนยันว่าหากจ้างแรงงานในกรุงเทพด้วยเงินเดือนที่เท่ากัน อาจจะได้คนที่มีทักษะขั้นสูงกว่า เช่น พนักงานเสิร์ฟที่สามารถพูดคุยสื่อสารภาษาอังกฤษกับลูกค้าชาวต่างชาติได้ ซึ่งปัจจุบันในเชียงใหม่แทบจะไม่มีแรงงานรายวันที่พูดภาษาอังกฤษได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เธอก็พิจารณาด้วยว่า เมื่อหักลบกลบหนี้กันแล้ว ธุรกิจร้านอาหารมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ วันไหนที่ไม่มีลูกค้า วันนั้นพนักงานก็จะว่างไปเลย และถึงไม่มีลูกค้าก็จะจ่ายค่าจ้างให้เสมอ จะช่วงที่ลูกค้าเยอะจริง ๆ แค่ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น ทำให้เธอยิ่งต้องบริหารจัดการด้านการเงินของร้านอย่างเข้มงวด เพื่อที่ช่วง Low Season จะยังสามารถเปิดร้าน และดูแลพนักงานทุกคนได้ตลอดรอดฝั่ง</span></p>
<h2><b>ค่าแรงขั้นต่ำบีบนายจ้าง แม้ไม่พร้อมก็ต้องยอมขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการ และแรงงานต่างจับตาก็คือ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศ ซึ่งมีข่าวว่าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ประกอบการหาวิธีรับมืออย่างเร่งด่วน แม้จะยังไม่มีการออกกฎหมายอย่างเป็นทางการว่าจะขึ้นค่าแรงแน่นอนก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.เบ็ญวรรณ เล่าว่าจากการเข้าร่วมประชุมกับสภาอุตสาหกรรม และพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายเจ้าโดยตรง แทบทุกรายยืนยันว่าไม่พร้อมขึ้นราคา เพราะสภาพเศรษฐกิจในเชียงใหม่ไม่ได้ดีอย่างที่ทุกคนคิด</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ขนาดย่านนิมมานเหมินท์เป็นย่านนักท่องเที่ยว ก็ยังเงียบ ๆ เลย ในระยะหลังนักท่องเที่ยวหายไปด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน กำลังซื้อในภาพรวม การใช้จ่ายเมื่อเทียบกับปีก่อนโควิดถือว่าไม่ดีเลย ขนาดองค์กรใหญ่ยังบริหารเหนื่อย สิ่งไหนประหยัดได้ก็ต้องประหยัด อย่างเงินเดือนที่เป็น Fixed Cost อยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่อยากขยับเยอะ”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณปิยะภรณ์ ก็กังวลเช่นกัน ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านมาจนถึงวันนี้ของทุกอย่างขึ้นหมดเลย สวนทางกับรายได้ที่ทรงตัว และเธอยอมรับว่าหากต้องขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาทต่อวันจริง ๆ ก็ต้องหาทางออกด้วยการขึ้นราคาค่าอาหาร แม้ร้านของเธออาจไม่ได้ขายแพงมากเมื่อเทียบกับร้านอาหารเหนือร้านอื่น ๆ แต่ก็ต้องพิจารณาทางเลือกนี้ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40582" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000359.629.webp" alt="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่" width="600" height="370" title="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่ 347" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000359.629.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-19T000359.629-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>แก้ปัญหาค่าจ้างต่ำ แนวทางสร้างสรรค์เพื่อยกระดับแรงงานเชียงใหม่</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสัมภาษณ์แรงงาน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ในจังหวัดเชียงใหม่ มีแนวทางแก้ไขสำคัญที่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพของแรงงานในเชียงใหม่ พร้อมทั้งส่งผลให้องค์กรมีรายได้สูงขึ้นจนสามารถจ้างแรงงานในราคาที่สูงขึ้นได้ HREX ประมวลผลแล้วพบว่า ทางออกของปัญหาที่น่าจะช่วยให้ทุกฝ่าย วิน-วิน มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. ลดช่องว่างระหว่างกรุงเทพและเชียงใหม่ในแง่ของวัฒนธรรมการทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความสอดคล้องในวัฒนธรรมการทำงานระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกันมาใช้ในทั้งสองเมือง เช่น พัฒนาทักษะการทำงานแบบ &#8220;Multi-Task&#8221; และการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้แรงงานในเชียงใหม่สามารถพัฒนาตนเองได้มากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองต่อความต้องการของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ต่าง ๆ การจัดตั้งพื้นที่ทำงานร่วม (co-working spaces) ก็จะทำให้การทำงานในเชียงใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดการเดินทางที่อาจเป็นอุปสรรคในการทำงานข้ามจังหวัด และช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือความแออัดที่ทุกคนต้องมุ่งหน้าไปทำงานในกรุงเทพลงได้ ไม่มากก็น้อย</span></p>
<h3><b>2. ปรับปรุงระบบการศึกษาและการผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาหลักที่ส่งผลต่อศักยภาพของแรงงานในเชียงใหม่คือระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เชียงใหม่มีสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาชั้นแนวหน้ามากมาย นำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่หลักสูตรการเรียนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาท้องถิ่นยังไม่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีทักษะเพียงพอที่จะรองรับงานที่มีความซับซ้อนสูงได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อสังเกตคือ แต่ละสถาบันสนับสนุนให้นักศึกษาไปฝึกงาน เพื่อเก็บประสบการณ์ในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ แต่บ่อยครั้งจะเจอปัญหาว่าพอฝึกงานเสร็จแล้ว จะต้องกลับไปเรียนต่ออีกเทอมก่อนจะจบการศึกษา พอไม่พร้อมทำงานทันที ก็ทำให้ทั้งบริษัทและนักศึกษาต้องเสียเวลาเพิ่ม หากปรับเปลี่ยนหลักสูตร ให้พร้อมเริ่มงานได้ทันที น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้นต่อทั้งนายจ้างและนักศึกษาจบใหม่เอง</span></p>
<h3><b>3. การปรับตัวของผู้ประกอบการในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การยกระดับศักยภาพของแรงงานในเชียงใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การปรับปรุงวัฒนธรรมการทำงานและการศึกษา แต่ยังต้องพึ่งพาการปรับตัวของทั้งผู้ประกอบการและการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ประกอบการในเชียงใหม่จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนากระบวนการทำงานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ทำให้สามารถจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร ซึ่งจะช่วยให้นายจ้างสามารถให้เงินเดือนที่สูงขึ้นกับพนักงานที่มีศักยภาพได้​</span></p>
<h3><b>4. การพัฒนาทักษะและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำระบบ HR Solution ด้านการพัฒนาและฝึกอบรมเข้ามาใช้ในองค์กรจะช่วยให้พนักงานได้รับทักษะใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่รู้จะค้นหา HR Solution จากไหน ต้องพิจารณาเรื่องใดประกอบบ้าง สามารถมาค้นหาผ่าน HREX ได้เลย เรารวบรวม HR Solution โดยเฉพาะเครื่องมือ Training &amp; Coaching สำหรับ Upskill-Reskill พนักงานไว้มากมายให้ค้นหาและเลือกใช้บริการไว้แล้ว</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">ทางลิงก์นี้</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หลายองค์กรอาจมีความกังวลว่าบริการ Training &amp; Coaching อาจต้องใช้เงินเยอะ จึงจะตอบโจทย์ แต่จริง ๆ แล้วการ Upskill-Reskill พนักงานนั้นมีหลายราคาให้แต่ละองค์กรค้นหา หากไม่รู้จะมองหาจากไหน สามารถมาขอคำปรึกษาจาก HREX ได้เลย ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาได้</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ทางลิงก์นี้</span></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาการจ้างงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่ค่าตอบแทนของพนักงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่าง ศักยภาพของแรงงาน ระบบการศึกษา และการปรับตัวของผู้ประกอบการ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุกฝ่ายสามารถดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้ได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมขึ้น แต่ยังส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ต้องการความร่วมมือและความเข้าใจจากทั้งแรงงาน นายจ้าง สถาบันการศึกษา และภาครัฐ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับเชียงใหม่ และเป็นแบบอย่างให้กับจังหวัดอื่น ๆ ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการจ้างงานอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="วิกฤติค่าจ้างต่ำ: ภัย(ไม่)เงียบบ่อนทำลายเศรษฐกิจเชียงใหม่ 348"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/chiang-mai-low-wage-240919/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-errors-240822/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-errors-240822/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Aug 2024 09:56:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Payroll Errors]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40226</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หาก HR จ่ายเงินเดือนพนักงานผิด (Payroll Errors) ไม่ว่าจะจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายเงินเกินก็ตาม ถ้าเกิดปัญหานี้บ่อยหลายเดือน ปัญหาจะตามมาหลอกหลอนพนักงาน HR และองค์กรหลายอย่างทีเดียว เช่น พนักงานจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในองค์กร ขาดความมั่นใจในตัวของ HR ผู้ทำเงินเดือนว่ามีศักยภาพหรือไม่ การขาดความไว้วางใจนี้จะส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการทำงาน ทำให้พนักงานไม่มั่นใจด้วยว่า ยังสามารถพึ่งพาองค์กรนี้ได้หรือไม่ หาก HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) โดยจ่ายเยอะกว่าที่ตกลงกันไว้ แน่นอนว่าไม่ใช่ข้อดี เพราะพนักงานสามารถโดนเรียกเงินคืนย้อนหลังได้ แต่ในเมื่อใช้เงินไปแล้ว การจ่ายคืนย่อมเป็นไปได้ยาก และอาจเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายตามมา หากพนักงานลาออก เพราะ HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) แล้วนำประสบการณ์ที่เคยเจอนี้ไปบอกต่อ ไม่ว่าจะบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเชิงลบนี้จะส่งผลให้คนที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วยต้องคิดใหม่ และอาจเป็นปัจจัยให้เขาไม่ขอร่วมงานด้วยในท้ายที่สุด เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ เมื่อพนักงานและองค์กรตกลงเรื่องเงินเดือนกันได้แล้วว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ จ่ายเท่าไหร่ จะรวมค่าล่วงเวลา โบนัส หรือค่าคอมมิสชั่นด้วยหรือไม่ พนักงานย่อมคาดหวังว่าจะได้รับเงินก้อนนั้นตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ผิดแม้แต่สตางค์เดียว   แต่หาก HR จ่ายเงินเดือนพนักงานผิด ไม่ว่าจะจ่ายช้า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">หาก HR จ่ายเงินเดือนพนักงานผิด (Payroll Errors) ไม่ว่าจะจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายเงินเกินก็ตาม ถ้าเกิดปัญหานี้บ่อยหลายเดือน ปัญหาจะตามมาหลอกหลอนพนักงาน HR และองค์กรหลายอย่างทีเดียว</li>
<li aria-level="1">เช่น พนักงานจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในองค์กร ขาดความมั่นใจในตัวของ HR ผู้ทำเงินเดือนว่ามีศักยภาพหรือไม่ การขาดความไว้วางใจนี้จะส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการทำงาน ทำให้พนักงานไม่มั่นใจด้วยว่า ยังสามารถพึ่งพาองค์กรนี้ได้หรือไม่</li>
<li aria-level="1">หาก HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) โดยจ่ายเยอะกว่าที่ตกลงกันไว้ แน่นอนว่าไม่ใช่ข้อดี เพราะพนักงานสามารถโดนเรียกเงินคืนย้อนหลังได้ แต่ในเมื่อใช้เงินไปแล้ว การจ่ายคืนย่อมเป็นไปได้ยาก และอาจเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายตามมา</li>
<li aria-level="1">หากพนักงานลาออก เพราะ HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) แล้วนำประสบการณ์ที่เคยเจอนี้ไปบอกต่อ ไม่ว่าจะบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเชิงลบนี้จะส่งผลให้คนที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วยต้องคิดใหม่ และอาจเป็นปัจจัยให้เขาไม่ขอร่วมงานด้วยในท้ายที่สุด</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41585" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499.webp" alt="5 สัญญาณเตือนภัย! HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ !" width="600" height="370" title="5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ ! 352" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112915.499-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ เมื่อพนักงานและองค์กรตกลงเรื่องเงินเดือนกันได้แล้วว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ จ่ายเท่าไหร่ จะรวมค่าล่วงเวลา โบนัส หรือค่าคอมมิสชั่นด้วยหรือไม่ พนักงานย่อมคาดหวังว่าจะได้รับเงินก้อนนั้นตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ผิดแม้แต่สตางค์เดียว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่<strong>หาก HR จ่ายเงินเดือนพนักงานผิด ไม่ว่าจะจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายเงินเกิน</strong>ก็ตาม ถ้าเกิดปัญหานี้บ่อยหลายเดือนล่ะก็ ความวุ่นวายจะตามมาหลอกหลอนพนักงาน HR และองค์กรหลายประการด้วยกัน มีอะไรบ้าง ไปหาคำตอบกับ HREX ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำพนักงานหมดความไว้วางใจในองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันทีที่พนักงานได้เงินเดือนที่ผิด พนักงานจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในองค์กร และขาดความมั่นใจในตัวของ HR ผู้ทำเงินเดือนว่ามีศักยภาพหรือไม่ การขาดความไว้วางใจนี้จะส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการทำงาน ทำให้พนักงานไม่รู้สึกมั่นใจในอนาคตของตัวในองค์กรด้วยว่า ยังสามารถพึ่งพาองค์กรนี้ได้หรือไม่  </span></p>
<h2><b>จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) เสี่ยงทำให้พนักงานบริหารการเงินส่วนบุคคลผิดพลาด </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายกันทั้งนั้น การจ่ายเงินเดือนผิดพลาดอาจทำให้พนักงานประสบปัญหาทางการเงินส่วนตัวโดยไม่จำเป็น ต้องจ่ายหนี้ล่าช้า ต้องเผชิญกับปัญหาการเงินและความเครียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหาก HR จ่ายเงินเดือนผิด โดยจ่ายเยอะกว่าที่ตกลงกันไว้ แน่นอนว่าไม่ใช่ข้อดี เพราะพนักงานสามารถโดนเรียกเงินคืนย้อนหลังได้ แต่ในเมื่อใช้เงินไปแล้ว การจ่ายคืนย่อมเป็นไปได้ยาก แล้วพอไม่ยอมจ่ายคืน อาจเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายตามมาอีก </span></p>
<h2><b>จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) เสี่ยงสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้สัมพันธ์กับข้อที่ 1 หากองค์กรและ HR ปล่อยให้ปัญหาการจ่ายเงินเดือนผิดพลาด พนักงานที่มีความสามารถอาจตัดสินใจลาออกเพื่อไปหางานในองค์กรที่มีความมั่นคงกว่า สามารถจ่ายเงินเดือนได้ตรงเวลากว่า ไม่เพียงสูญเสียพนักงานทรงคุณค่า แต่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการสรรหาพนักงานใหม่เข้ามาทดแทนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40235" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-22T162954.180.webp" alt="5 สัญญาณเตือนภัย! HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ ! (Payroll Errors)" width="600" height="370" title="5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ ! 353" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-22T162954.180.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-22T162954.180-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) ทำชื่อเสียงขององค์กรเสื่อมเสีย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ่ายเงินเดือนผิดพลาดบ่อย ๆ อาจทำให้พนักงานกังวลว่าองค์กรมีปัญหาทางการเงินที่ไม่รู้หรือไม่ หากพนักงานลาออกแล้วนำประสบการณ์ที่เคยเจอนี้ไปบอกต่อ ไม่ว่าจะบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเชิงลบนี้จะส่งผลให้คนที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วยต้องคิดใหม่ และอาจเป็นปัจจัยให้เขาไม่ขอร่วมงานด้วยในท้ายที่สุด  </span></p>
<h2><b>จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาโดยไม่จำเป็น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ่ายเงินเดือนผิดพลาดทำให้องค์กรต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลเงินเดือน การแก้ไขยอดเงินที่ผิดพลาด หรือการให้คำปรึกษาและชี้แจงกับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ แทนที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกิจกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้สูงสุด  </span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ่ายเงินเดือนผิดพลาดไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับพนักงานในระดับส่วนบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อองค์กรทั้งหมด ทั้งในด้านความเชื่อมั่นจากพนักงาน การสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า และการเสียชื่อเสียงขององค์กรในตลาดแรงงาน การลงทุนในระบบและบริการที่ช่วยจัดการเงินเดือนอย่างถูกต้องและแม่นยำเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างความมั่นใจและความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR องค์กรไหนสามารถบริหารจัดการเรื่องเงินเดือนได้ตามปกติ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่หาก HR องค์กรไหนกำลังกังวล และอยากหา Solution ช่วยทำเงินเดือนอย่างถูกต้อง ไม่มีตกหล่น สามารถมาค้นหา </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/18?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Payroll Solution</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้ที่ HREX แพลตฟอร์มที่รวบรวม HR Products &amp; Services ครบวงจรจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย  </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 สัญญาณเตือนภัย HR จ่ายเงินเดือนผิดพลาด (Payroll Errors) อาจทำบริษัทถึงคราววิกฤติ ! 354"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3><b>Sources:</b></h3>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.gov.uk/payroll-errors" target="_blank" rel="noopener">Gov.uk </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.bamboohr.com/blog/how-payroll-errors-cost-you-twice" target="_blank" rel="noopener">Bamboo HR</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://tax.thomsonreuters.com/blog/payroll-errors-and-how-to-avoid-them/" target="_blank" rel="noopener">Thomson Reuters </a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/payroll-errors-240822/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ขั้นตอนในการสร้าง HR Strategy อย่างมีประสิทธิภาพจาก Gartner</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/5-hr-strategy-240809/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/5-hr-strategy-240809/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 10:30:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Strategy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40076</guid>

					<description><![CDATA[เพื่อน ๆ เคยประสบปัญหากับการวางแผนกลยุทธ์ HR ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่? หรือบางครั้งคุณอาจจะคิดแผนมาแล้ว แต่ก็พบว่ามันไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กร?  ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงคนเดียว  เมื่อการสำรวจพบว่า มีผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลเพียง 32% เท่านั้นที่สามารถประยุกต์ใช้ HR Strategy ของตนเข้ากับการวางแผนธุรกิจขององค์กรได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เราจึงขอแนะนำวิธีการสร้าง HR Strategy ที่แข็งแกร่งโดยอิงตามแนวทางของ Gartner ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ HR ทุกคน สามารถพัฒนากลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร เราเคยได้ยินบทบาท HR ในฐานะ Business Partner มานานแล้ว ทำให้พื้นฐานสำคัญของ HR Strategy คือการเข้าใจพันธกิจ วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กรที่ตัวเอง เพราะยิ่งเราเข้าใจเป้าหมายขององค์กรมากเท่าไหร่ เราก็จะวางแผนกลยุทธ์ได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นผู้นำ HR ควรร่วมมือกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อยืนยันว่าลำดับความสำคัญทางธุรกิจสำหรับฟังก์ชัน HR เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย เคล็ดลับในการทำให้กลยุทธ์ HR สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ: พูดคุยกับ CEO อย่างสม่ำเสมอ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42738" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/5-ขั้นตอนในการสร้าง-HR-Strategy-อย่างมีประสิทธิภาพจาก-Gartner.webp" alt="5 ขั้นตอนในการสร้าง HR Strategy อย่างมีประสิทธิภาพจาก Gartner" width="600" height="370" title="5 ขั้นตอนในการสร้าง HR Strategy อย่างมีประสิทธิภาพจาก Gartner 358" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/5-ขั้นตอนในการสร้าง-HR-Strategy-อย่างมีประสิทธิภาพจาก-Gartner.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/5-ขั้นตอนในการสร้าง-HR-Strategy-อย่างมีประสิทธิภาพจาก-Gartner-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อน ๆ เคยประสบปัญหากับการวางแผนกลยุทธ์ HR ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่? หรือบางครั้งคุณอาจจะคิดแผนมาแล้ว แต่ก็พบว่ามันไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กร? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงคนเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการสำรวจพบว่า มีผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลเพียง 32% เท่านั้นที่สามารถประยุกต์ใช้ HR Strategy ของตนเข้ากับการวางแผนธุรกิจขององค์กรได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เราจึงขอแนะนำวิธีการสร้าง HR Strategy ที่แข็งแกร่งโดยอิงตามแนวทางของ <a href="https://www.gartner.com/en/documents/3984762" target="_blank" rel="noopener">Gartner</a> ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ HR ทุกคน สามารถพัฒนากลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร</span></p>

<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40078 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HR-Strategy-1-1024x709.webp" alt="5 HR Strategy " width="1024" height="709" title="5 ขั้นตอนในการสร้าง HR Strategy อย่างมีประสิทธิภาพจาก Gartner 359" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HR-Strategy-1-1024x709.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HR-Strategy-1-300x208.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HR-Strategy-1-768x532.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HR-Strategy-1.webp 1207w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเคยได้ยินบทบาท HR ในฐานะ Business Partner มานานแล้ว ทำให้พื้นฐานสำคัญของ HR Strategy คือการเข้าใจพันธกิจ วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กรที่ตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะยิ่งเราเข้าใจเป้าหมายขององค์กรมากเท่าไหร่ เราก็จะวางแผนกลยุทธ์ได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นผู้นำ HR ควรร่วมมือกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อยืนยันว่าลำดับความสำคัญทางธุรกิจสำหรับฟังก์ชัน HR เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย</span></p>
<h3><b>เคล็ดลับในการทำให้กลยุทธ์ HR สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ:</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พูดคุยกับ CEO อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อหารือเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและกลยุทธ์ทางธุรกิจในปัจจุบันขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ร่วมมือกับ CFO โดยทบทวนข้อมูลการเงินและงบกำไรขาดทุนเป็นประจำ อาจเข้าร่วมการประชุมทางธุรกิจเพื่อหารือเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและแนวทางในการใช้เงินขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พยายามเช็ครายงานการวิเคราะห์ตลาดรายไตรมาส หรือหารือเกี่ยวกับผลการวิจัยตลาดที่กระทบต่อความสำคัญทางธุรกิจ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ขั้นตอนที่ 2: ระบุขีดความสามารถ (Capabilities) และทักษะ (Skill) ที่จำเป็นสำหรับอนาคต</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรพบปะกับผู้จัดการในแต่ละหน่วยธุรกิจโดยเฉพาะ Middle Manager เพื่อทำความเข้าใจว่า เป้าหมายขององค์กรมีผลกระทบต่อพนักงานของหน่วยงานนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน ? เช่น การปรับตัว AI Transformations จะกระทบการทำงานของหน่วยใดบ้าง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นในขั้นตอนนี้ HR ควรพูดคุยกับหัวหน้าของแต่ละฟังก์ชัน เพื่อทำความเข้าใจว่ากลยุทธ์ที่คิดมาจะส่งผลต่อแต่ละส่วนอย่างไร และพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจาก HR บ้างในอนาคต</span></p>
<h3><b>คำถามตัวอย่างในการพูดคุยกับ Middle Manager :</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทักษะอะไรที่จำเป็นต้องมี เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความเชี่ยวชาญใดที่จะเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายหรือเพิ่มความสามารถขององค์กรจนประสบความสำเร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณาความเสี่ยง (เช่น คู่แข่ง) อะไรคือผลกระทบและความเป็นไปได้ที่จะทำให้เราสูญเสียพนักงานคนเก่งไป ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อะไรคือปัญหาเร่งด่วนที่หัวหน้าและผู้นำเห็นพ้องต้องการว่าต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จ?</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ขั้นตอนที่ 3: ประเมินขีดสามารถ (Capabilities) และ ทักษะ (Skill) ในปัจจุบัน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวางขีดความสามารถและทักษะในอนาคตแล้ว อย่าลืมประเมินขีดความสามารถและทักษะในปัจจุบันขององค์กรด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้จะช่วยให้ HR เข้าใจผลกระทบของกลยุทธ์ และสามารถระบุช่องว่างระหว่างปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งควรดึงผู้บริหารจากฝ่ายต่าง ๆ มาพูดคุยด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตัวอย่างการประเมิน:</b></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>เป้าหมายขององค์กร</b></td>
<td><b>เรามีทักษะที่จำเป็นหรือไม่? (ใช่/ไม่)</b></td>
<td><b>เรามีทรัพยากรที่จำเป็นหรือไม่? (ใช่/ไม่)</b></td>
<td><b>ถ้าไม่, ต้องการทักษะและ/หรือทรัพยากรอะไร?</b></td>
<td><b>งบประมาณที่เกี่ยวข้อง</b></td>
<td><b>ต้องการกรณีธุรกิจหรือไม่?</b></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ขยายตลาดในเอเชีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">จ้างงานและ/หรือย้ายที่ตั้งพนักงาน 200 คน เพื่อดูแลสำนักงานในเอเชีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">แพคเกจค่าตอบแทนและสวัสดิการ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ขั้นตอนที่ 4: กำหนดเป้าหมายและเกณฑ์ความสำเร็จของ HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อเอื้อให้กลยุทธ์ HR ประสบความสำเร็จมากขึ้น เราต้องเริ่มจากการพัฒนาวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และกำหนดเกณฑ์ในการวัดผล เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งเป้าหมายควรพิจารณาว่า อะไรคือความสำเร็จในระยะยาวสำหรับฟังก์ชัน HR โดยสามารถระบุตัวชี้วัดที่สำคัญสัก 4-7 ตัว ที่มีความเฉพาะเจาะจง วัดผลได้ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ตัวอย่างขั้นตอนสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ HR:</b></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของ HR โดยอิงจากเป้าหมายทางธุรกิจ</b><b><br />
</b><span style="font-weight: 400;">เช่น การสนับสนุนการขยายตลาดผ่านการเข้าซื้อกิจการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ระบุวัตถุประสงค์ด้านบุคลากรที่เป็นไปได้</b><b><br />
</b><span style="font-weight: 400;">เช่น การหาพนักงานใหม่ หรือการย้ายพนักงานปัจจุบัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ระดมความคิดเกี่ยวกับขั้นตอนที่ HR ต้องดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านบุคลากร</b><b><br />
</b><span style="font-weight: 400;">เช่น การสรรหาพนักงานในพื้นที่ การรับพนักงานจากบริษัทที่ถูกเข้าซื้อ หรือการพัฒนาชุดการย้ายถิ่นฐานสำหรับพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กำหนดการมีส่วนร่วมของส่วนย่อยต่างๆ</b><b><br />
</b><span style="font-weight: 400;">เช่น ฝ่ายการสรรหาพนักงาน ฝ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการ หรือฝ่ายการพัฒนาและฝึกอบรม</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ขั้นตอนที่ 5: สื่อสารกลยุทธ์ HR ของคุณ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องสื่อสารกลยุทธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียงอย่างชัดเจนและกระชับ เน้นที่ใจความสำคัญของกลยุทธ์ และสรุปวัตถุประสงค์หลักที่องค์กรกำลังจะมุ่งไปในปีหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เราสามารถปรับแต่งเทคนิคการสื่อสารให้เหมาะกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในบางเรื่องได้</span></p>
<h3><b>เคล็ดลับในการสื่อสารกลยุทธ์กับทุกคน:</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สำหรับ C-Suite และคณะกรรมการบริหาร: </b><span style="font-weight: 400;">ให้พูดถึงภาพรวมระดับสูงของกลยุทธ์ว่าสอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สำหรับหัวหน้าฝ่าย:</b><span style="font-weight: 400;"> แสดงประโยชน์ของกลยุทธ์ HR ที่จะสอดคล้องกับแต่ละหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของหัวหน้า HR:</b><span style="font-weight: 400;"> หาตัวแทน HR ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกสามารถสร้างผลกระทบและสนับสนุนแผนกลยุทธ์ HR ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สำหรับผู้จัดการ HR และพนักงาน: </b><span style="font-weight: 400;">อธิบายว่ากลยุทธ์มีความเกี่ยวข้องกับแผนธุรกิจและทิศทางขององค์กรอย่างไร และจะส่งผลต่อการทำงานประจำวันของพวกเขาอย่างไร</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาHR Strategy ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมกับการเป็น <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/">HR Business Partner</a> อย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 ขั้นตอนในการสร้าง HR Strategy อย่างมีประสิทธิภาพจาก Gartner 360" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/5-hr-strategy-240809/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/turnover-rate-240712/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/turnover-rate-240712/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jul 2024 09:05:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Turnover Rate]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39540</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Turnover Rate หมายถึงอัตราการลาออกของพนักงานในแต่ละปี แบ่งได้ 2 หมวดหมู่หลัก ๆ คือ การที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจ และการโดนไล่ออก หรือโดนยกเลิกสัญญา ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เป็นภารกิจของ HR ที่ต้องหาคำตอบว่า ทำไมพนักงานถึงลาออก และจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร Turnover Rate ที่สูง ส่งผลให้องค์กรเสียเงินในการตามหาพนักงานใหม่ เสียเวลาฝึกพนักงานให้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ นอกจากนั้นยังทำให้ Productivity ลดน้อยลง เพราะพนักงานที่เหลืออยู่ต้องแบกภาระงานเพิ่มขึ้น ทำให้ขวัญและกำลังใจที่เคยมีเหลือน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Turnover Rate ต่ำนั้นจะเป็นผลดีต่อองค์กรเสมอไป เพราะมันหมายความว่าพนักงานจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทการทำงานใหม่ ๆ พอทำงานมานานจะรู้สึกอิ่มตัว ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงด้วย เวลา HR รับพนักงานเข้ามาแต่ละครั้ง ย่อมอยากให้พนักงานอยู่ร่วมพัฒนาองค์กรไปนาน ๆ แต่บ่อยครั้งเรามักจะพบว่า พนักงานกลับไม่ได้อยู่นานอย่างที่คิด บางคนเพิ่งทำงานผ่านโปรไม่ทันไร ก็ยื่นใบลาออก หรือบางคนแม้จะทำงานมาหลายปี มีสัญญาณว่าจะอยู่จนเกษียณ แต่จู่ ๆ กลับลาออกดื้อ ๆ ได้เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่มีพนักงานลาออก HR อย่าชะล่าใจเด็ดขาด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Turnover Rate หมายถึงอัตราการลาออกของพนักงานในแต่ละปี แบ่งได้ 2 หมวดหมู่หลัก ๆ คือ การที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจ และการโดนไล่ออก หรือโดนยกเลิกสัญญา ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เป็นภารกิจของ HR ที่ต้องหาคำตอบว่า ทำไมพนักงานถึงลาออก และจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร</li>
<li>Turnover Rate ที่สูง ส่งผลให้องค์กรเสียเงินในการตามหาพนักงานใหม่ เสียเวลาฝึกพนักงานให้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ นอกจากนั้นยังทำให้ Productivity ลดน้อยลง เพราะพนักงานที่เหลืออยู่ต้องแบกภาระงานเพิ่มขึ้น ทำให้ขวัญและกำลังใจที่เคยมีเหลือน้อยลงกว่าเดิม</li>
<li>แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Turnover Rate ต่ำนั้นจะเป็นผลดีต่อองค์กรเสมอไป เพราะมันหมายความว่าพนักงานจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทการทำงานใหม่ ๆ พอทำงานมานานจะรู้สึกอิ่มตัว ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงด้วย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41583" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112717.607.webp" alt="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร" width="600" height="370" title="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร 365" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112717.607.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112717.607-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เวลา HR รับพนักงานเข้ามาแต่ละครั้ง ย่อมอยากให้พนักงานอยู่ร่วมพัฒนาองค์กรไปนาน ๆ แต่บ่อยครั้งเรามักจะพบว่า พนักงานกลับไม่ได้อยู่นานอย่างที่คิด บางคนเพิ่งทำงานผ่านโปรไม่ทันไร ก็ยื่นใบลาออก หรือบางคนแม้จะทำงานมาหลายปี มีสัญญาณว่าจะอยู่จนเกษียณ แต่จู่ ๆ กลับลาออกดื้อ ๆ ได้เหมือนกัน</p>
<p>แต่ทุกครั้งที่มีพนักงานลาออก HR อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะมันอาจเป็นสัญญาณอันตรายบางอย่าง ที่จะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวตามมาได้</p>
<p>HREX จึงขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจกันว่า สิ่งที่เรียกว่า “อัตราการลาออกของพนักงาน” หรือ Turnover Rate นั้นสำคัญอย่างไรต่อองค์กร หากมีเยอะ บ่งบอกว่าองค์กรกำลังเผชิญสถานการณ์ใดบ้าง แล้วขณะเดียวกันหากมีน้อย ถือเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วไปหาคำตอบในบทความกันได้เลย</p>

<h2>Turnover Rate คืออะไร ทำไมถึงมีผลต่อความสำเร็จขององค์กร</h2>
<p>หากใครเป็นคอกีฬา เช่น บาสเกตบอล ล่ะก็ น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Turnover ดี เพราะในการแข่งขัน นอกจากจะได้ดูว่านักกีฬาทำแต้มได้เท่าไหร่ รีบาวนด์บอลได้กี่ครั้ง ลงแข่งในสนามนานแค่ไหน ตอนอยู่ในสนามมีส่วนให้ทีมทำแต้มได้เยอะหรือน้อยอย่างไร ฯลฯ อีกสิ่งที่ต้องดูด้วยก็คือ นักกีฬาและทีมทำบอลเสียเอง หรือ Turnover กี่ครั้ง</p>
<p>เช่น บางทีจ่ายบอลดีแล้วแต่เพื่อนรับไม่ได้จนออกนอกสนาม หรือจ่ายบอลพลาด โดนคู่แข่งขโมย เป็นต้น ค่า Turnover เหล่านี้บ่งบอกถึงความผิดพลาดจากน้ำมือตัวเอง ซึ่งหากนักกีฬาทีมไหนมี Turnover สูง มันอาจเปลี่ยนผลให้ทีมที่มีแต้มนำอยู่ กลายเป็นฝ่ายตามหลังและแพ้ได้ในที่สุด</p>
<p>หากเทียบกับนิยามนี้ในการทำงานล่ะก็ Turnover Rate ก็หมายถึงอัตราการลาออกของพนักงานในแต่ละปี หรือบางคนอาจเรียกว่าอัตราการหมุนเวียนของพนักงานก็ได้ เมื่อเราต้องเสียพนักงานไปให้กับองค์กรอื่นไปจากหลายสาเหตุ และเป็นภารกิจของ HR ที่ต้องหาคำตอบว่า ทำไมพนักงานถึงลาออก และจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร</p>
<h2>Voluntary Turnover vs Involuntary Turnover</h2>
<p>เมื่อพูดถึง Turnover Rate จะมีคำศัพท์ 2 คำที่ HR น่าจะได้ยินกันบ่อย ๆ คือ <strong>Voluntary Turnover</strong> และ <strong>Involuntary Turnover</strong> ทั้ง 2 คำมีความหมายดังต่อไปนี้</p>
<h3>Voluntary Turnover</h3>
<p>หมายถึง การที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พนักงานรู้สึกไม่ภาคภูมิใจกับงานที่ทำ หมดความท้าทาย ไม่ชอบบรรยากาศการทำงาน ไม่มีโอกาสการเติบโตใน Career Path จึงขอย้ายไปทำงานที่อื่นเพื่อจะได้เฉิดฉายมากกว่า</p>
<p>นอกจากนั้นยังมีเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อพนักงานอาจได้รับข้อเสนอที่เย้ายวนใจจากองค์กรอื่น เช่น ได้เงินเดือนสูงกว่า มีสวัสดิการครอบคลุมกว่า หรือเปิดโอกาสให้ Work from Home ได้มากกว่า หรือบางครั้งการลาออกอาจเป็นเพราะปัญหาส่วนตัว เช่น ลาออกเพื่อย้ายกลับถิ่นฐานไปดูแลครอบครัว เป็นต้น</p>
<h3>Involuntary Turnover</h3>
<p>หมายถึงการลาออกเองโดยไม่สมัครใจ หรือพูดง่าย ๆ คือโดนไล่ออก / โดนยกเลิกสัญญานั่นเอง ซึ่งจะนับรวมอยู่ใน Turnover Rate ด้วย</p>
<p>กรณีที่พนักงานจะโดนไล่ออกมีหลายรูปแบบ เช่น พนักงานทำงานผิดพลาด ได้ผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่สมกับความคาดหวังของบริษัทบ่อยครั้ง หรือมีปัญหาด้านวินัย มาสายบ่อย ขาดงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และมีปัญหากับพนักงานคนอื่นในองค์กรบ่อยครั้ง ไปจนถึงโดนจับได้ว่าทำเรื่องทุจริตผิดกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่า HR ไม่สามารถเก็บคนแบบนี้เอาไว้ในองค์กรต่อได้</p>
<p>ทั้งนี้ การโดนไล่ออกยังมีเหตุผลมาจากการปรับโครงสร้างขององค์กร เมื่อบริษัทต้องการลดจำนวนพนักงานหรือตัดสินใจปิดแผนกบางส่วน ซึ่งบ่อยครั้งยังเกี่ยวพันกับปัญหาทางการเงิน หรือสภาพคล่อง เป็นเหตุให้ต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวนพนักงานนั่นเอง</p>
<h3>Turnover Rate กับผลกระทบที่ตามมา</h3>
<p>ทุกการลาออกของพนักงานย่อมส่งผลกระทบต่อองค์กรเสมอ มาดูกันดีกว่าว่า ผลกระทบที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อพนักงานลาออก มีอะไรบ้าง</p>
<p>1. เสียเงิน เสียเวลาและทรัพยากร เพื่อรับสมัครพนักงานใหม่ แล้วกระบวนการรับสมัครนั้นก็มีหลายขั้นตอน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้พนักงานมาช่วยเติมเต็มองค์กร ไม่เพียงแค่นั้นยังเสียเงินและเสียเวลาฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจเป้าหมายของงานที่ทำ และทำให้เขาเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรด้วย กลายเป็นว่าแทนที่องค์กรจะโฟกัสกับการหารายได้เต็มที่ กลับต้องเจอรายจ่ายระหว่างทางมาบดบังผลกำไรแทน</p>
<p>หากเป็นกรณีไล่ออก บริษัทยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายหรือสัญญาจ้าง ไม่อย่างนั้นแล้วก็ต้องเสียค่าจ้างทนาย สู้คดีหรือดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย</p>
<p>2. สูญเสีย Productivity ขาดความต่อเนื่องในการทำงาน บางครั้งหาคนไม่ได้ ก็ทำให้พนักงานในทีมต้องรับงานหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าผลิตผลที่ได้จะน้อยลงหรือได้ช้ากว่าเดิมนั่นเอง</p>
<p>3. การลาออกของพนักงานสักคน ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานที่ยังอยู่ไม่มากก็น้อย อาจนำไปสู่กำลังใจในการทำงานที่ลดลง ประสิทธิภาพการทำงานน้อยลง จนสุดท้ายเกิดการลาออกเพิ่มขึ้น</p>
<p>4. การลาออกหรือไล่คนออกยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์บริษัท ทำให้บุคคลภายนอกตั้งคำถามถึงสถานะความมั่นคงขององค์กร อาจทำให้พนักงานที่เหลือรู้สึกไม่มั่นคงในชะตาของตัวเอง นำมาสู่ความเครียดที่มากขึ้นด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39544" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618.jpeg" alt="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร" width="600" height="400" title="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร 366" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618.jpeg 2000w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618-300x200.jpeg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618-1024x682.jpeg 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618-768x512.jpeg 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/IMG_4618-1536x1024.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Turnover Rate ต่ำ ดีจริงหรือไม่</h2>
<p>จากผลกระทบด้านบนจะเห็นว่า Turnover Rate ที่สูงนั้นมีแต่เรื่องแย่ ๆ ทั้งนั้น จนอาจคิดว่าการมี Turnover Rate ต่ำน่าจะเป็นเรื่องดีเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามเหรียญทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ Turnover Rate ที่ต่ำไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป โดยเราสามารถสรุปออกมาคร่าว ๆ ได้ดังนี้</p>
<h3>ข้อดีของ Turnover Rate ต่ำ</h3>
<ol>
<li>ช่วยรักษาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ทำให้ความรู้และทักษะไม่ได้สูญหายไป</li>
<li>ช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงาน ไม่มีการหยุดชะงักเนื่องจากการลาออกของพนักงาน</li>
<li>ลูกค้าจะรู้สึกมีความพึงพอใจมากขึ้น เมื่อพนักงานที่ให้บริการหรือทำงานร่วมกันเป็นคนเดิม</li>
<li>องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาพนักงานใหม่และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ได้มหาศาล</li>
</ol>
<h3>ข้อเสียของ Turnover Rate ต่ำ</h3>
<ol>
<li>พนักงานที่อยู่มานานอาจไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทการทำงานใหม่ ๆ ไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ดีเมื่อเทียบกับพนักงานใหม่</li>
<li>พนักงานอาจรู้สึกอิ่มตัวกับการทำงานแบบเดิม ๆ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงด้วย</li>
<li>ขาดความท้าทายและการพัฒนา เพราะอยู่ในตำแหน่งเดิมนาน จนไม่รู้สึกว่าต้องพัฒนาทักษะใหม่ ๆ</li>
</ol>
<h2>คำนวณ Turnover Rate คิดอย่างไร</h2>
<p>เวลาเราพูดกันว่า ยอด Turnover Rate มากหรือน้อย HR ไม่ได้จู่ ๆ จะนั่งเทียนตัวเลขขึ้นมาเอง แต่มันมาจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ซึ่งมีวิธีคำนวณของมันอยู่หลากหลายรูปแบบ ดังนี้</p>
<h3>1. คำนวณแบบพื้นฐาน (Basic Turnover Rate)</h3>
<p>Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ลาออกในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกัน) x 100</p>
<p><strong>ตัวอย่าง :</strong></p>
<p>ถ้าในช่วงเวลาหนึ่งปี มีพนักงานลาออก 20 คน และจำนวนพนักงานเฉลี่ยในปีนั้นคือ 200 คน</p>
<p>Turnover Rate = (20÷200) x 100 = 10%</p>
<h3>2. คำนวณแบบแยกประเภทการลาออก (Voluntary และ Involuntary Turnover Rate)</h3>
<p>Voluntary Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ลาออกในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกัน) x 100</p>
<p>Involuntary Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ถูกปลด ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกัน) x 100</p>
<p><strong>ตัวอย่าง :</strong></p>
<p>ถ้าในปีนั้น มีพนักงานลาออกโดยสมัครใจ 15 คน และถูกปลดออก 5 คน จากพนักงานเฉลี่ย 200 คน จะคำนวณได้ดังนี้</p>
<p>ดังนั้น Voluntary Turnover Rate = (15÷200) x 100 = 7.5%</p>
<p>และ Involuntary Turnover Rate: = (5÷200) x 100 = 2.5%</p>
<h3>3. คำนวณแบบรายเดือน (Monthly Turnover Rate)</h3>
<p>Monthly Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ลาออกในเดือนนั้น ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในเดือนนั้น) x 100</p>
<p><strong>ตัวอย่าง :</strong></p>
<p>เดือนมิถุนายน 2024 มีพนักงานลาออก 3 คน และจำนวนพนักงานเฉลี่ยในเดือนนั้นคือ 150 คน</p>
<p>Monthly Turnover Rate ประจำเดือนมิถุนายน 2024 = (3÷150) x 100 = 2%</p>
<h3>4. คำนวณแบบ Rolling Turnover Rate</h3>
<p>Rolling Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ลาออกในช่วงเวลาที่กำหนด ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด) x 100</p>
<p>วิธีนี้ใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ยของ Turnover Rate ในช่วงเวลาหลาย ๆ เดือนหรือหลาย ๆ ปี เพื่อให้เห็นแนวโน้ม</p>
<p><strong>ตัวอย่าง :</strong></p>
<p>ถ้าในช่วงเวลา 12 เดือน หรือ 1 ปีที่ผ่านมา มีพนักงานลาออก 30 คน จากจำนวนพนักงานเฉลี่ย 250 คน</p>
<p>ดังนั้น 1 ปีที่ผ่านมา Rolling Turnover Rate ขององค์กร = (30÷250) x 100 = 12%</p>
<h3>5. คำนวณแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Turnover Rates)</h3>
<p>การคำนวณ Turnover Rate สำหรับกลุ่มพนักงานเฉพาะเจาะจง เช่น พนักงานในแผนกใดแผนกหนึ่ง หรือพนักงานในระดับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง</p>
<p>Specific Turnover Rate = (จำนวนพนักงานที่ลาออกในกลุ่มเฉพาะ ÷ จำนวนพนักงานเฉลี่ยในกลุ่มเฉพาะ) x 100</p>
<p><strong>ตัวอย่าง :</strong></p>
<p>ในฝ่าย HR มีพนักงานลาออก 5 คน จากจำนวนพนักงานเฉลี่ยในแผนก 50 คน</p>
<p>Specific Turnover Rate = (5÷50) x 100 = 10%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39545" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-1.png" alt="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร" width="600" height="370" title="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร 367" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Turnover Rate ปี 2023 อุตสาหกรรมไหน ใครมาก ใครน้อย</h2>
<p>จากการคำนวณตามสูตรทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแม้สูตรคำนวณ Turnover Rate จะเป็นสูตรเดียวกัน แต่หากตัวแปรแตกต่างกัน ค่าที่ได้ก็จะไม่เท่ากันด้วย ดังนั้นพอ HR รู้แล้วว่า Turnover Rate นั้นอยู่ที่เท่าไหร่ ก็ต้องลองเปรียบเทียบตัวเลขกับองค์กรอื่น ๆ ด้วย จึงจะทราบว่าค่าที่ออกมาสูงหรือต่ำกว่าที่อื่น</p>
<p>แต่หากไม่รู้จะไปหาตัวเปรียบมาจากไหน <a href="https://www.imercer.com/articleinsights/workforce-turnover-trends" target="_blank" rel="noopener">imercer.com</a> รวบรวมค่าเฉลี่ย Turnover Rate จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2023 มาให้แล้ว โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>สายผู้บริหาร = 5.1%</li>
<li>สายงานการสื่อสาร = 4.8%</li>
<li>สายสื่อ สายครีเอทีฟ = 3.1%</li>
<li>สาย Customer Service = 8.9%</li>
<li>สายงาน Data Analytics = 4.0%</li>
<li>สายงานการเงินการบัญชี = 8.3%</li>
<li>สายงาน HR = 8.4%</li>
<li>สายงาน Information Technology = 6.5%</li>
<li>สายงานการตลาด เซลส์  = 10.0%</li>
<li>สายงานขนส่ง = 8.4%</li>
</ol>
<p>จากการสัมภาษณ์คุณทิพย์สุคนธ์ นาควงศ์ Office Manager จาก Reeracoen Thailand บริษัท Recruitment Agency ชื่อดังของไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เวลาจะเปรียบเทียบว่า Turnover Rate สูงหรือต่ำ นอกจากจะเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นในอุตสาหกรรมแล้ว ยังสามารถเปรียบเทียบกับช่วงปีอื่น ๆ ขององค์กรได้ด้วย จะทำให้เห็นแนวโน้มว่า ยอดคนออกจากองค์กรนั้นมากขึ้น น้อยลง หรือทรงตัว</p>
<p>เช่น หากปีก่อนยอดคนลาออกอยู่ที่ 10% ขณะที่ยอดปีนี้มีคนลาออกเพียงแค่ 5% ก็แสดงว่า Turnover Rate น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน หากยอดปีที่ผ่านมามีคนลาออกทั้งปี 10% แล้วปรากฏว่าในเวลาแค่ 6 เดือน ยอดคนลาออกกลับมากกว่ายอดทั้งปีที่ผ่านมาแล้ว ก็แสดงว่า Turnover Rate กำลังสูงขึ้นมาก แล้วถ้าเป็นยอดลาออกที่ไม่ได้คาดคิดด้วย ก็จะยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม ก็ต้องหากลยุทธ์เพื่อรับมือให้ได้</p>
<p>คุณทิพย์สุคนธ์ ยังกล่าวอีกว่า Turnover Rate ที่สูงนั้นยังขึ้นอยู่กับลักษณะอาชีพที่แตกต่างกันไป เช่น หากทำงานเป็นเซลส์ มักจะมียอด Turnover Rate สูงกว่าอาชีพอื่น เพราะบางบริษัทอาจคาดหวังให้ทำงานที่เดิมแค่ 2-3 ปีจากนั้นจะเปลี่ยนถ่ายเอาคนใหม่มาทำงาน ดังนั้นถ้าเกิดพนักงานที่เป็นเซลส์ตัดสินใจเปลี่ยนงานในช่วงนั้นพอดี จะถือว่าเป็นสิ่งที่ HR คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว</p>
<p>นอกจากนั้นวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น บริษัทในสหรัฐอเมริกาอาจไม่อยากให้พนักงานอยู่กับองค์กรนานเกินไป แต่หากเป็นบริษัทญี่ปุ่น ก็จะมีวัฒนธรรมองค์กรอีกแบบ ที่อยากให้พนักงานอยู่กับองค์กรไปนาน ๆ หากมี Turnover Rate ต่ำก็อาจจะถือเป็นเรื่องปกติได้เช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39546" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2.png" alt="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร" width="600" height="370" title="Turnover Rate อัตราการลาออกของพนักงาน สำคัญไฉนต่อองค์กร 368" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/HREX-Cover-by-Para-2-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<div dir="auto">
<h2>Turnover Rate ปี 2024 แนวโน้มที่น่าสนใจว่าพนักงานในอเมริกาลาออกน้อยลง</h2>
</div>
<p dir="auto">เว็บไซต์ <a href="https://www.imercer.com/articleinsights/workforce-turnover-trends" target="_blank" rel="noopener">iMercer</a> เปิดเผยข้อมูล Turnover Rate ในสหรัฐอเมริกา และในอเมริกาเหนือของปี 2024 แสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจ ว่าโดยรวมแล้วยอด Turnover Rate อยู่ที่ 13.5% ซึ่งลดลงจาก 17.3% ในปี 2023 และ 24.7% ในปี 2022 ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจว่าพนักงานมีอัตราการลาออกน้อยลง</p>
<p dir="auto">แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจวิเคราะห์ได้ด้วยว่า พนักงานตัดสินใจย้ายงานยากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนมากมาย จนไม่กล้าเสี่ยงลาออกและเปลี่ยนงานใหม่ แต่เลือกที่จะรักษางานเดิมที่ทำเอาไว้ให้นานที่สุดนั่นเอง</p>
<p dir="auto">ส่วนเว็บไซต์ <a href="https://www.rewardgateway.com/blog/employee-turnover-rates-by-industry" target="_blank" rel="noopener">Reward Gateway</a> ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละอุตสาหกรรมที่ค่า Turnover Rate สูงอย่างมีนัยสำคัญอันดับต้น ๆ โดย 5 อันดับแรกมีดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li dir="auto">ธุรกิจเทคโนโลยี 60%</li>
<li dir="auto">ธุรกิจการผลิต 28.6%</li>
<li dir="auto">ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง 32.9%</li>
<li dir="auto">ธุรกิจการเงิน/ธนาคาร 19.8%</li>
<li dir="auto">ธุรกิจสายสุขภาพ แบ่งได้ 3 หมวด ได้แก่</li>
</ol>
<ul>
<li style="list-style-type: none;">
<ul>
<li>โรงพยาบาล 22.7%</li>
<li>บ้านพักสำหรับดูแลผู้สูงอายุ 53.3%</li>
<li>บริการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่บ้าน 31.1%</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p dir="auto">ถึงแม้ตัวเลขนี้จะมาจากฝั่งสหรัฐฯ ที่อาจมีวัฒนธรรมการทำงาน หรือบริบทที่แตกต่างกับประเทศไทยไม่น้อย แต่มันก็มีนัยนะที่ส่งผลถึงประเทศไทยในหลายมิติ อาทิ</p>
<p dir="auto"><strong>ผลกระทบต่อบริษัทข้ามชาติ:</strong> บริษัทในไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่โลกต้องเตรียมปรับตัว</p>
<p dir="auto"><strong>แนวโน้มการย้ายงานในไทย:</strong> หาก Turnover ลดลงในระดับโลก บริษัทไทยอาจต้องยกระดับกลยุทธ์ด้านการรักษาพนักงานเพิ่มขึ้น</p>
<p dir="auto"><strong>ผลกระทบต่อ Recruitment Agency:</strong> ในสถานการณ์ที่คนย้ายงานน้อยลง <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/recruitment-agency-240705/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Recruitment Agency</a> ต้องเผชิญกับความท้าทายในการตอบสนองความต้องการของผู้สมัครงานที่มีความคาดหวังสูงขึ้น เช่น ค่าตอบแทนที่ดีกว่า สวัสดิการที่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งโอกาสก้าวหน้าในงาน ซึ่งทำให้ยากที่จะหาพนักงานที่ตอบโจทย์กับลูกค้าได้</p>
<p dir="auto"><strong>บทเรียนจากอุตสาหกรรม:</strong> อุตสาหกรรมค้าปลีกและเทคโนโลยีในไทยควรจับตา เพราะมีแนวโน้ม Turnover คล้ายกับอเมริกา</p>
<p dir="auto">Turnover Rate ไม่ใช่แค่ตัวเลขในองค์กร แต่สะท้อนถึง สุขภาพของตลาดแรงงาน และทิศทางการทำงานในอนาคต การจับตามองและเรียนรู้จากเทรนด์เหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่องค์กรไทยต้องใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อก้าวทันโลก</p>
<h2>HR ควรใช้กลยุทธ์อะไร เพื่อแก้ปัญหา Turnover Rate ในองค์กรสูง</h2>
<p>การลาออกของพนักงานเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจู่ ๆ พนักงานจะลาออกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ความคิดอยากลาออกนั้นมักเกิดขึ้นนานแล้ว เมื่อพบเจอปัญหาหลายอย่างรุมเร้าทับถม จนสุดท้ายก็มีฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่า ไม่อยากอยู่ในองค์กรอีกต่อไป</p>
<p>ทั้งนี้ หากไม่อยากให้พนักงานลาออก HR สามารถใช้กลยุทธ์เหล่านี้ตั้งแต่แรกเริ่มได้ อย่างน้อยก็จะลดปัญหาที่เร่งปฏิกิริยาให้คนอยากลาออกเร็วขึ้นและเพิ่มขึ้นในทุกวัน ดังนี้</p>
<h3>1. ปรับปรุงกระบวนการจ้างงาน</h3>
<p>งานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่า องค์กรที่มีกระบวนการจ้างงานที่ดี สรรหาพนักงานรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เป็นด่านแรกที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้นถึง 82%</p>
<p>และหากมีกระบวนการ Onboarding ที่ช่วยให้พนักงานปรับตัวเข้ากับการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างรวดเร็ว จะยิ่งช่วยให้พนักงานมีความสุขที่จะทำงาน ได้ยกระดับองค์กรอีกนานขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<h3>2. ให้เงินเดือน สวัสดิการที่สมเหตุสมผลและสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้</h3>
<p>องค์กรไหนที่ให้เงินเดือนพนักงานเยอะกว่าที่อื่น มีการขึ้นเงินเดือนให้เป็นประจำ จะเป็นแต้มต่อในการยื้อพนักงานคนเก่าให้อยู่กับองค์กรต่อ และดึงดูดพนักงานใหม่ให้เข้ามาร่วมผลักดันองค์กรต่อไปได้มากกว่าองค์กรที่ให้เงินเดือนน้อย เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แถมยังไม่มอบสวัสดิการที่เหมาะสมให้พนักงานอีก</p>
<h3>3. สนับสนุนการเติบโตในเส้นทางอาชีพ ช่วยให้พนักงานเป็นคนที่เก่งขึ้น</h3>
<p>หากพนักงานรับรู้ว่า การทำงานในองค์กรนี้จะนำไปสู่เส้นทางใดต่อไป เช่น มีโอกาสได้เติบโต เลื่อนขั้น มีโอกาสได้ทำงานที่ท้าทายความสามารถเพื่อเพิ่มทักษะ และเพิ่มเงินเดือน จะทำให้พนักงานถึง 94% อยากอยู่กับองค์กรต่อ</p>
<p>แต่ทั้งนี้ องค์กรก็ต้องลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพพนักงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าเมื่อโอกาสมาถึงมือ พวกเขาจะสามารถทำงานนั้นจนประสบความสำเร็จได้ตามเป้า แล้วเติบโตต่อไปตาม Career Path ที่วางไว้</p>
<h3>4. ให้ความชื่นชมคนเก่งและทีมที่ประสบความสำเร็จ</h3>
<p>หากใครทำงานได้ดี ก็ควรได้รับคำชื่นชม องค์กรก็ควรชื่นชมพนักงานที่ทำงานดี เพื่อทำให้พนักงานคนอื่นได้เห็นเป็นแบบอย่างว่า แล้วอยากทำงานให้ดีขึ้น เพื่อรับคำชื่นชมต่อหน้าสาธารณชนเช่นนั้นบ้าง</p>
<h3>5. อย่าลืมฝึกฝนผู้จัดการด้วย</h3>
<p>เมื่อฝึกฝนพนักงานแล้ว อย่าลืมฝึกฝน<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220916-middlemanagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ผู้จัดการ</a> หรือผู้นำในตำแหน่งต่าง ๆ ขององค์กรด้วย เพราะตำแหน่งผู้จัดการ หัวหัวหน้างาน คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับพนักงานในกำกับมากที่สุด มากกว่า HR เองเสียอีก และบ่อยครั้งการที่พนักงานตัดสินใจลาออกก็มาจากผู้นำเช่นกัน</p>
<p>การมีผู้นำที่ดี สื่อสารกับพนักงานชัดเจน สร้างความผูกพันที่เหนียวแน่นกับทีมได้ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานทำงานที่รักได้อย่างราบรื่นและมีความสุข</p>
<h3>6. วิเคราะห์ข้อมูลของพนักงาน ป้องกันการลาออกในอนาคต</h3>
<p>องค์กรย่อมอยากให้พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงาน แต่เคยสอบถามหรือไม่ว่าพนักงานพึงพอใจเรื่องอะไร เคยให้พนักงานทำแบบสอบถาม เคยคุยตัวต่อตัวกับพนักงานบ้างหรือไม่ สิ่งนี้ HR รวมไปถึงคนเป็นหัวหน้าต้องรู้และทำการบ้าน</p>
<p>โลกทุกวันนี้แข่งขันกันที่ข้อมูล การลาออกของพนักงานแต่ละครั้ง หากมีการเก็บสถิติ เก็บข้อมูลว่าลาออกเพราะอะไร จะช่วยให้ HR สามารถนำมาวิเคราะห์อัตราการลาออกในอดีตเพื่อทำนายแนวโน้มในอนาคต แล้ววางแผนรับมือก่อนพนักงานจะลาออกก่อนได้</p>
<p>และเมื่อรู้แล้วจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาให้เป็นจุดแข็ง ปรับแก้จุดอ่อน และรักษามาตรฐานที่ดีต่อไป</p>
<p>ทั้งนี้ หาก HR ไม่รู้ว่าจะหาเครื่องมือใดมาช่วยให้กลยุทธ์ที่วางไว้สำเร็จด้วยดี สามารถค้นหา HR Solution จากแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX มาใช้ได้เลย เรารวบรวมเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับยกระดับงานด้าน HR ไว้มากมาย</p>
<p>เช่น เครื่องมือ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Engagement</a> สำหรับสร้างความผูกพันให้พนักงาน, เครื่องมือการ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Training &amp; Coaching</a> เพื่อฝึกฝนพนักงานให้เก่งขึ้น หรือหากองค์กรไหนประสบปัญหาหาคนได้ไม่เร็วเท่าที่ใจต้องการ ก็สามารถใช้บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Recruitment Solution</a> จากในแพลตฟอร์มได้เช่นกัน</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>การลาออกของพนักงานเป็นเรื่องน่าปวดหัวที่ HR ต้องรับมือด้วยเสมอ เพราะอย่างไรเสีย เมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องมีพนักงานลาออกเสมอ แต่ขอเพียงแค่องค์กรวางแผนทุกอย่างรัดหกุม เมื่อนั้นการจะลาออกหรือไม่ของพนักงาน จะไม่ใช่สิ่งที่มาขัดขวางการเติบโตและความสำเร็จขององค์กร</p>
<p>ทั้งนี้ การเดินทางสายกลาง การหาสมดุลระหว่าง Turnover Rate ที่เหมาะสม แล้วสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี หาโอกาสให้พนักงานพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับที่พนักงานควรได้รับ จะรักษาพนักงานที่มีความสามารถและดึงดูดพนักงานใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาองค์กรต่อไป</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hubstaff.com/blog/employee-turnover-statistics/" target="_blank" rel="noopener">Hub Stuff</a></li>
<li><a href="https://www.bamboohr.com/resources/hr-glossary/employee-turnover" target="_blank" rel="noopener">Bamboo HR</a></li>
<li><a href="https://www.indeed.com/recruitment/c/info/how-to-calculate-turnover-rates" target="_blank" rel="noopener">Indeed </a></li>
<li><a href="https://www.award.co/blog/employee-turnover-rates" target="_blank" rel="noopener">Award.co</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/turnover-rate-240712/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/piranha-line-man-wongnai-240628/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/piranha-line-man-wongnai-240628/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jun 2024 07:45:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[LINE MAN Wongnai]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39322</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT คุณรุตม์ อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ ได้พัฒนาแนวคิดการประเมินคนด้วยเมทริกซ์ 3×3 เพื่อจัดกลุ่มพนักงานตาม Performance และ Value/Cultural Fit เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาพนักงานได้อย่างเหมาะสม การประเมินและการคัดเลือกคนในองค์กรแบบฉบับ LINE MAN Wongnai จะพิจารณาทั้งทักษะ (Performance) และทัศนคติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Fit) เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ การเก็บพนักงานที่มีทักษะสูงแต่มีทัศนคติแย่ (ปิรันยา) อาจทำให้เกิดปัญหาต่อวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงาน ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งทักษะและทัศนคติของพนักงานอย่างรอบคอบเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการประเมินและการคัดเลือกคนในองค์กร เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ การเลือกคนที่เหมาะสมกับองค์กร ไม่เพียงจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน คุณ รุตม์ &#8211; อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ VP of People จาก LINE MAN Wongnai เป็นอีกคนหนึ่งในวงการทรัพยากรบุคคลที่พูดถึงเรื่องของการประเมินพนักงานโดยประยุกต์ใช้หลักการของ 9-Box Grid มาพัฒนาเป็นการประเมินคนที่มีความเฉียบขาดและเน้นที่คุณค่าทางวัฒนธรรมองค์กรตามแบบฉบับของ LINE MAN Wongnai วันนี้ HREX จะมาอธิบายถึงแนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คุณรุตม์ อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ ได้พัฒนาแนวคิดการประเมินคนด้วยเมทริกซ์ 3×3 เพื่อจัดกลุ่มพนักงานตาม Performance และ Value/Cultural Fit เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาพนักงานได้อย่างเหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การประเมินและการคัดเลือกคนในองค์กรแบบฉบับ LINE MAN Wongnai จะพิจารณาทั้งทักษะ (Performance) และทัศนคติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Fit) เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเก็บพนักงานที่มีทักษะสูงแต่มีทัศนคติแย่ (ปิรันยา) อาจทำให้เกิดปัญหาต่อวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงาน ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งทักษะและทัศนคติของพนักงานอย่างรอบคอบเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42741" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ-แนวคิดการประเมินคนของ-LINE-MAN-Wongnai.webp" alt="อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai" width="600" height="370" title="อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai 373" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ-แนวคิดการประเมินคนของ-LINE-MAN-Wongnai.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ-แนวคิดการประเมินคนของ-LINE-MAN-Wongnai-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการประเมินและการคัดเลือกคนในองค์กร เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ การเลือกคนที่เหมาะสมกับองค์กร ไม่เพียงจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><b>รุตม์ &#8211; อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ </b><span style="font-weight: 400;">VP of People จาก </span><a href="https://lmwn.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LINE MAN Wongnai</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นอีกคนหนึ่งในวงการทรัพยากรบุคคลที่พูดถึงเรื่องของการประเมินพนักงานโดยประยุกต์ใช้หลักการของ 9-Box Grid มาพัฒนาเป็นการประเมินคนที่มีความเฉียบขาดและเน้นที่คุณค่าทางวัฒนธรรมองค์กรตามแบบฉบับของ LINE MAN Wongnai</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จะมาอธิบายถึงแนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai ว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนมีความสามารถ ที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง</span></p>

<h2><b>หลักการประเมินผลที่ประยุกต์จาก 9-Box Grid</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้วแนวทางการประเมินของ LINE MAN Wongnai เป็นการประยุกต์ใช้จาก </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/9-box-grid-240611/"><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid</span></a><span style="font-weight: 400;"> หนึ่งในเครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่มีชื่อเสียงมาก โดยใช้ระบบเมทริกซ์ 3×3 ในการจัดกลุ่มพนักงานออกเป็น 2 มิติ คือ แนวนอน – วัด Performance และ แนวตั้ง – วัด Potential เมื่อตัดกันก็จะแบ่งออกเป็น 9 ช่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่คุณรุตม์มีการปรับเปลี่ยนหลักการประเมินผลแบบสองมิติ คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><strong>แนวนอน &#8211; Value/Cultural Fit</strong> วัดทัศนคติและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><strong>แนวตั้ง &#8211; Performance</strong> วัดผลลัพธ์และความสำเร็จในการทำงาน</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39537 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja-1024x1024.webp" alt="ปิรันย่า" width="1024" height="1024" title="อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai 374" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/FB-Boymangja.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>แนวทางการประเมินตามแบบฉบับ LINE MAN Wongnai</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราได้ตารางแล้ว ทาง HR ก็จะให้หัวหน้าทีมประเมินลูกน้อง โดยมีการแบ่งวิธีการให้คะแนนดังนี้</span></p>
<p><b>แนวตั้ง : Performance</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินจะใช้เกณฑ์ 0, 1, 2, 3 เรียงลำดับตามนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>0:</b><span style="font-weight: 400;"> ผลงานไม่เป็นตามเป้าหมาย ยังขาดทักษะและความสามารถ ต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>1:</b><span style="font-weight: 400;"> มีทักษะและความสามารถ มีความรับผิดชอบตามเป้าหมายพอดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>2:</b><span style="font-weight: 400;"> มีผลงานที่โดดเด่นมากกว่าที่คาดหวังไว้ และสร้างผลกระทบทางบวกอย่างชัดเจนให้กับบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>3:</b><span style="font-weight: 400;"> มีผลงานโดดเด่นมากในระดับ Top 10% ของบริษัท</span></li>
</ul>
<p><b>แนวนอน : Value/Cultural Fit</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินจะใช้เกณฑ์ A, B, C เรียงลำดับตามนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>C:</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร มีทัศนคติเชิงลบ และปล่อยพลังงานด้านลบออกมาอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>B:</b><span style="font-weight: 400;"> เข้าใจและมีทัศนคติสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>A:</b><span style="font-weight: 400;"> เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร มีทัศนคติที่ดี และปล่อยพลังงานด้านบวกออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่น</span></li>
</ul>
<h3><span style="font-weight: 400;">ต่อมาเมื่อมีการประเมินแล้ว คะแนนจะประกอบกันเป็นเลขและตัวอักษรที่สะท้อนถึงคนคนนั้น เช่น</span></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><strong>0C</strong> เป็นกลุ่มที่ไม่มีศักยภาพและไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><strong>1B</strong> เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในออฟฟิศที่ทำงานได้ตามเป้าหมาย และมีทัศนคติที่ดี ซึ่งคุณรุตม์เทียบเคียงว่าเป็นปลาการ์ตูน “นีโม่” ในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><strong>3A</strong> เป็นกลุ่มคนที่ทำงานได้ดีมาก ส่งพลังบวกตลอดเวลา มีจำนวนไม่ถึง 10% ของออฟฟิศ เปรียบได้กับ “โลมา” ที่เป็น Star/Talent</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หรือ <strong>3C เ</strong>ป็นกลุ่มคนที่ทำงานได้ดีมาก ทว่ามีทัศนคติที่แย่ ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร เปรียบได้กับปลา “ปิรันยา” หรือเรียกง่าย ๆ ว่ากลุ่มคน Toxic ที่พร้อมจะทำร้ายคนอื่นเสมอ</span></li>
</ul>
<h2><b>ทำไมไม่ควรเก็บปิรันยาในออฟฟิศ ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><b>รุตม์ &#8211; อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ </b><span style="font-weight: 400;">VP of People, LINE MAN Wongnai เน้นว่า การเก็บพนักงาน 3C หรือปิรันยานั้น แม้จะมีความสามารถสูง แต่มีทัศนคติแย่จะทำให้องค์กรเกิดปัญหาในระยะยาว ปิรันยาเหล่านี้อาจทำลายบรรยากาศการทำงาน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการร่วมมือกันของทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการที่องค์กรจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ ต้องไม่เพียงแค่มีคนที่ทำงานเก่ง แต่ต้องมีคนที่สามารถร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมกันและกันในเชิงบวก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การคัดเลือกพนักงานใน LINE MAN Wongnai จะพิจารณาทั้งด้านทักษะและทัศนคติอย่างรอบคอบ พนักงานที่มีคะแนน Performance ในระดับ 0-1 หรือได้คะแนน Value/Cultural Fit ระดับ C จะได้รับการตักเตือนพร้อมเสนอแนวทางแก้ไข โดยอาจจะให้เวลา 3-6 เดือนในการปรับตัวขึ้นอยู่กับกรณี และหากไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจต้องแยกทางกันในที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงกันข้าม กลุ่มพนักงานที่ได้คะแนน 3A หรือปลาโลมา ก็จะเป็นกลุ่มที่ต้องรักษาไว้อย่างดีที่สุดนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21875" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/99de39c965834a19cd3bbc917e8ec3bf.jpg" alt="99de39c965834a19cd3bbc917e8ec3bf" width="500" height="207" title="อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai 375" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/99de39c965834a19cd3bbc917e8ec3bf.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/99de39c965834a19cd3bbc917e8ec3bf-300x124.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินคนในองค์กรไม่ใช่แค่การดูผลงานที่ผ่านมา แต่ยังต้องพิจารณาทัศนคติและความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเก็บปิรันยาในที่ทำงานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการประเมินคนในองค์กรควรทำอย่างรอบคอบและเน้นที่การสร้างทีมที่มีความสมดุลทั้งทักษะและทัศนคติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานร่วมกันและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="อย่าเก็บปิรันยาในออฟฟิศ: แนวคิดการประเมินคนของ LINE MAN Wongnai 376" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1357886004415973&amp;id=215052905365961&amp;set=a.215431685328083" target="_blank" rel="noopener">Mission to the Moon</a></li>
<li><a href="https://creativetalkconference.com/line-man-wongnai/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">creativetalkconference.com</span></a></li>
<li><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-of-the-future-class-3-hr-in-tech-tech-in-hr-20230925/"><span style="font-weight: 400;">th.hrnote.asia</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/piranha-line-man-wongnai-240628/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/nvidia-240614/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/nvidia-240614/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 09:56:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[NVIDIA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39140</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT NVIDIA เป็นบริษัทผลิตการ์ดแสดงผลกราฟิกสำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือการ์ดจอที่มีคุณภาพ มีผลสำคัญต่อการพัฒนาวงการเกม รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์อย่าง Generative AI จนปัจจุบันบริษัท NVIDIA เติบโตในตลาดหุ้นสูง ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 7 นางฟ้าที่แบกตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเอาไว้เป็นบวก พนักงาน 97% บอกว่านี่คือองค์กรชั้นเลิศที่น่าร่วมงานด้วย (Great Place to Work) ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยขององค์กรในสหรัฐอเมริกา ที่ได้คะแนนแค่ 57% เท่านั้น พนักงานของ NVIDIA มีดีเอ็นเอเดียวกันนั่นคือ “We Are Agile Without Fear” มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่กลัวความล้มเหลว และตื่นเต้นที่จะได้สร้างสรรค์ผลงานที่ไปช่วยยกระดับงานของผู้อื่นต่ออีกที สวัสดิการที่ NVIDIA มอบให้พนักงานมีมากมายหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และครอบครัว พอดูแลพนักงานอย่างดี พนักงานก็รู้สึกภาคภูมิใจ อยากบอกต่อให้คนภายนอกได้รับรู้ และเมื่อนั้น NVIDIA ก็ไม่ต้องออกแรงมองหาพนักงานอีกต่อไป เพราะทุกคนจะเป็นฝ่ายเข้ามายื่นใบสมัครงานกับพวกเขาเอง เสียงของพนักงานมีความสำคัญต่อองค์กรเสมอ หากองค์กรไหนสำรวจความพึงพอใจแล้วได้คะแนนน้อย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">NVIDIA เป็นบริษัทผลิตการ์ดแสดงผลกราฟิกสำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือการ์ดจอที่มีคุณภาพ มีผลสำคัญต่อการพัฒนาวงการเกม รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์อย่าง Generative AI จนปัจจุบันบริษัท NVIDIA เติบโตในตลาดหุ้นสูง ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 7 นางฟ้าที่แบกตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเอาไว้เป็นบวก</li>
<li aria-level="1">พนักงาน 97% บอกว่านี่คือองค์กรชั้นเลิศที่น่าร่วมงานด้วย (Great Place to Work) ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยขององค์กรในสหรัฐอเมริกา ที่ได้คะแนนแค่ 57% เท่านั้น</li>
<li aria-level="1">พนักงานของ NVIDIA มีดีเอ็นเอเดียวกันนั่นคือ “We Are Agile Without Fear” มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่กลัวความล้มเหลว และตื่นเต้นที่จะได้สร้างสรรค์ผลงานที่ไปช่วยยกระดับงานของผู้อื่นต่ออีกที</li>
<li aria-level="1">สวัสดิการที่ NVIDIA มอบให้พนักงานมีมากมายหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และครอบครัว พอดูแลพนักงานอย่างดี พนักงานก็รู้สึกภาคภูมิใจ อยากบอกต่อให้คนภายนอกได้รับรู้ และเมื่อนั้น NVIDIA ก็ไม่ต้องออกแรงมองหาพนักงานอีกต่อไป เพราะทุกคนจะเป็นฝ่ายเข้ามายื่นใบสมัครงานกับพวกเขาเอง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41621" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180229.151.webp" alt="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย
" width="600" height="370" title="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย 381" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180229.151.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180229.151-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงของพนักงานมีความสำคัญต่อองค์กรเสมอ หากองค์กรไหนสำรวจความพึงพอใจแล้วได้คะแนนน้อย บ่งชี้ได้ว่าอาจมีปัญหาบางอย่าง หรือหลายอย่างกวนใจพนักงาน ที่หากปล่อยไว้นานเข้า ไม่เพียงจะส่งผลถึงผลประกอบการ แต่จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ และจะไม่มีใครอยากทำงานด้วยอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีองค์กรหนึ่งที่ได้คะแนนความพึงพอใจจากพนักงานสูงปรี๊ด นั่นคือ </span><b>NVIDIA</b><span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง โดยพนักงานมากกว่า 97% ยืนยันว่านี่คือองค์กรชั้นเลิศที่น่าร่วมงานด้วย (Great Place to Work) แตกต่างกับค่าเฉลี่ยโดยรวมขององค์กรในสหรัฐอเมริกาที่ได้ไปแค่ 57 เท่านั้น !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเหตุใด</span><b> NVIDIA</b><span style="font-weight: 400;"> ถึงได้รับการยอมรับจากพนักงานมากเพียงนี้ มาติดตามได้เลยในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>เปิดประวัติ NVIDIA มีวันนี้เพราะการ์ดจอทรงประสิทธิภาพ</b></h2>
<p><a href="https://www.nvidia.com/en-us/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NVIDIA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก่อตั้งในปี 1993 โดย เจนเซน ฮวง (Jensen Huang), คริส มาลาชาวสกี้ (Chris Malachowsky) และ เคอร์ติส พรีเอม (Curtis Priem) ในเมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ดแสดงผลกราฟิกสำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการ์ดจอนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 1999 ถือเป็นปีแห่งการเติบโตครั้งสำคัญ เมื่อ NVIDIA เปิดตัวการ์ดจอ GeForce 256 ซึ่งเป็น GPU (Graphics Processing Unit) ตัวแรกของโลก และมันปฏิวัติการวงการเกมทันที การ์ดจอตัวนี้มีศักยภาพการประมวลผลกราฟิกที่สูง ค่อย ๆ เปลี่ยนภาพของเกมที่ดูไม่ค่อยสวยงาม ให้กลายเป็นภาพที่มีความสมจริงขึ้น เล่นเกมลื่นไหลและสนุกขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">NVIDIA ไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้าของตัวเอง หากลองไปดูการแข่งขันในแวดวงเกมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเกมในคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือเกมคอนโซล ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการ์ดจออันทรงพลังของ NVIDIA ทั้งสิ้น ไม่เพียงแค่นั้นยังขยายอิทธิพลไปยังหลายอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงช่วงที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ๆ หลายคนไม่สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ ก็ถือโอกาสนี้กว้านซื้อการ์ดจอของ NVIDIA เพื่อนำมาใช้ขุดเหมืองบิทคอยน์์ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือแวดวง GenAI ในปัจจุบัน สาเหตุที่เติบโตรวดเร็วก็เพราะ NVIDIA ขยายธุรกิจไปพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการใช้ AI และ Machine Learning ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งที่ทำให้ GenAI แต่ละเจ้าทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันได้อย่างรวดเร็จจน Disrupt แวดวงการทำงานทั้งโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยดังกล่าวนี้ส่งผลให้ตั้งแต่ปลายปี 2023 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ NVIDIA (NVDA) พุ่งทะยานบนกระดาน NASDAQ หลายสิบเด้ง กลายเป็นหุ้น 1 ใน 7 นางฟ้า (ประกอบด้วย Apple, Microsoft, Google, Tesla, Meta และ Amazon) ที่คอยแบกความเติบโตของหุ้นสหรัฐอเมริกาให้ยังเป็นบวกสูงนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนับถึงช่วงกลางปี 2024 ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความร้อนแรงลงเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39144" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/smart-microchip-background-motherboard-closeup-technology-remix.webp" alt="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย" width="600" height="400" title="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย 382" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/smart-microchip-background-motherboard-closeup-technology-remix.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/smart-microchip-background-motherboard-closeup-technology-remix-300x200.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>NVIDIA บริษัทที่ไม่เคยหยุดให้ความสำคัญกับเสียงของพนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า NVIDIA เติบโตในตลาดหุ้นได้เพราะการมาถึงของ GenAI แต่จริง ๆ แล้ว NVIDIA ใช้เวลานานมากกว่าจะสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ พวกเขาสร้างองค์กรที่พนักงานอยากร่วมงานด้วย อยากทำงานอย่างมีความสุข </span><span style="font-weight: 400;">จากการสำรวจของเว็บไซต์ Great Place to Work ยังพบว่า พนักงานของ NVIDIA พูดถึงองค์กรในด้านบวกไว้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">98% ภูมิใจที่จะบอกคนข้างนอกว่าทำงานที่นี่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">97% บอกว่าผู้บริหารมีความจริงใจ และมีจริยธรรมในการทำธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">96% เชื่อมั่นว่าผู้บริหารขององค์กรมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และสร้างองค์กรให้เติบโต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">98% เชื่อว่าองค์กรจะเลย์ออฟพนักงานเป็นมาตรการสุดท้าย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">NVIDIA ยังได้อันดับที่ 2 Fortune Best Workplaces in the Bay Area 2024 และอันดับ 3 ในสาขา Fortune 100 Best Companies to Work For 2024 ไปครองอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">NVIDIA สร้างแบรนดิ้งที่ดี สร้างองค์กรให้เป็นบริษัทที่ใคร ๆ ก็อยากมาร่วมงานด้วยมาอย่างน้อยก็ปี 2016 แล้ว เมื่อได้รับการประเมินว่าเป็นบริษัทที่น่าร่วมงานด้วยอันดับสูง ๆ ในหลายหมวด เช่น Best Workplaces for Parents อันดับที่ 17 หรืออันดับที่ 2 ในหมวด  Best Workplaces for Diversity 2016 (Asian Americans) เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าที่ได้ทำงาน และเกิดความผูกพันกับองค์กรจนยากจะตัดขาดได้มาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<h2><b>NVIDIA องค์กรที่ยืดหยุ่น ปราศจากความกลัว</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากรายงานของหนังสือพิมพ์ </span><a href="https://www.wsj.com/lifestyle/careers/booming-stock-and-sky-high-pay-nvidia-is-silicon-valleys-hot-employer-e4fb6c20?mod=hp_lead_pos1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Wall Street Journal </span></a><span style="font-weight: 400;">พบว่า พนักงานของ NVIDIA นั้นมีดีเอ็นเอเดียวกันนั่นคือ มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน และตื่นเต้นที่จะได้สร้างสรรค์ผลงานที่ไปช่วยยกระดับงานของผู้อื่นต่ออีกที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขายังเปรียบเหมือนกับหนูที่ติดอยู่ในเขาวงกต ที่ชอบวิ่งไปตามเส้นทางต่าง ๆ เรื่อย ๆ เพื่อค้นหาชีสให้เจอ และหากใครที่มีดีเอ็นเอแบบนี้อยู่ในตัวล่ะก็ มั่นใจได้ว่าจะทำงานกับ NVIDIA ได้แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานในองค์กรนั้นก็มีความเคร่งเครียดอยู่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยวัฒนธรรมองค์กรของ NVIDIA ก็มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และเปิดโอกาสให้พนักงานลองผิดลองถูกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลแย่ต่อองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในหน้าเว็บเพจขององค์กรที่ชูคำคมของพนักงานในฝ่าย Hardware Infrastructure เลยว่า “We Are Agile Without Fear”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39145" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/Screenshot-2024-06-14-145820.webp" alt="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย" width="1517" height="562" title="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย 383" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/Screenshot-2024-06-14-145820.webp 1517w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/Screenshot-2024-06-14-145820-300x111.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/Screenshot-2024-06-14-145820-1024x379.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/Screenshot-2024-06-14-145820-768x285.webp 768w" sizes="(max-width: 1517px) 100vw, 1517px" /></p>
<h2><b>NVIDIA กับสวัสดิการเพื่อพนักงานตัวท็อป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้งานของพนักงานจะหนัก แต่ NVIDIA ก็ไม่ใช่องค์กรหน้าเลือดที่ใช้งานพนักงานจนหมดพลัง องค์กรเองทำหลายอย่างให้องค์กรมีความน่าอยู่ ทำให้พนักงานมีแรงฮึดสู้ นำโดยการหาสวัสดิการเพื่อพนักงานตัวท็อป ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการด้านสุขภาพ เช่น การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของพนักงาน หากพนักงานเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล หรือรับการรักษาแม้เพียงเล็กน้อยล่ะก็ NVIDIA จะออกค่าใช้จ่ายให้ 100% </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการด้านครอบครัว เช่น การให้สิทธิ์พนักงานลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยได้ หรือหากต้องเลี้ยงลูกด้วย ก็จะมอบเงินให้มากสุด 5,000 ดอลลาร์ในการดูแลลูกหรือผู้สูงวัยที่บ้าน เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการด้านการเงิน เช่น มีกองทุนลักษณะเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเมืองไทย และยังให้พนักงานสามารถซื้อหุ้นขององค์กรในราคาที่ถูกกว่าตลาดซื้อขาย (Employee Stock Purchase Plan (ESPP)) เป็นการออมเพื่อการเกษียณ หากใครทำงานมานานแล้วซื้อเก็บสะสมไว้เรื่อย ๆ ล่ะก็ มั่นใจได้ว่าช่วงนี้พอร์ตน่าจะเติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการเพื่อนักศึกษาจบใหม่ เช่น หากพนักงานคนไหนเพิ่งเรียนจบมาไม่เกิน 3 ปี และต้องกู้เรียน NVIDIA จะช่วยจ่ายค่าเล่าเรียนย้อนหลังให้เดือนละ 350 ดอลลาร์ รวมแล้วสูงสุดที่ 30,000 ดอลลาร์</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่ว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของสวัสดิการทั้งหมดที่ NVIDIA มอบให้พนักงาน หากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากในเว็บของ </span><a href="https://www.nvidia.com/en-us/benefits/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NVIDIA</span></a><span style="font-weight: 400;"> เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อ NVIDIA มอบแต่สิ่งดี ๆ ให้พนักงาน ผลก็คือพนักงานก็จะบอกต่อสิ่งที่ดีให้ผู้คนได้รับรู้ด้วย และเมื่อนั้น NVIDIA ก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงมากในการมองหาพนักงานใหม่อีกแล้ว เพราะจากนี้ไป ทุกคนจะเดินหน้าเข้ามาสมัครงานเองถึงที่ แล้วยกระดับองค์กรให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยกัน</span></p>
<h2><b>อยากให้องค์กรเติบโตแบบ NVIDIA ควรใช้ HR Solution อะไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ NVIDIA ให้ความสำคัญมาก ๆ เรื่องการสร้าง Employee Engagement ที่ส่งผลให้ Employer Branding ออกไปในด้านบวก ซึ่งไม่ใช่การสร้างภาพ เพราะทุกคนสัมผัสได้ว่า สิ่งที่โฆษณาเป็นอย่างไร และของจริงก็เป็นเช่นนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไหนต้องการสร้างความผูกพันให้พนักงานในองค์กรเช่นกัน สามารถมาค้นหา HR Solution ด้าน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/40"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผ่าน HREX ได้เลย หรือหากอยากหา HR Solution ด้านอื่น ๆ ก็ได้เช่นกัน เรารวบรวมบริการที่เหมาะสมกับทุกองค์กรเอาไว้แล้วมากกว่า 160 บริการ ให้ค้นหาฟรี ๆ ได้เลยทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="NVIDIA บริษัทที่พนักงานกว่า 97% ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย 384" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">NVIDIA ถือเป็นบริษัทที่มาแรงที่สุดในเวลานี้ ไม่เพียงแค่ผลประกอบการดี แต่ความพึงพอใจของพนักงานในองค์กรก็ยังสูงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">NVIDIA วางรากฐานมายาวนานทั้งการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ดึงดูดพนักงานมากความสามารถให้อยากมาทำงานด้วย สร้างวัฒนธรรมการทำงานดีที่ดี และมอบสวัสดิการที่มีคุณค่าให้กับทุกคน ทุกอย่างรวมกันจึงทำให้ NVIDIA ระเบิดความเป็นเลิศออกมาให้ผู้คนทั่วโลกได้มองเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของ NVIDIA คือตัวอย่างชั้นดีทีเดียวที่ทุกองค์กรสามารถนำไปใช้เป็นเยี่ยงอย่างได้ การจะทำองค์กรของเราประสบความสำเร็จได้ต้องใช้เวลา ทุกอย่างไม่มีคำว่าทางลัดหรือฉาบฉวย เพื่อความสำเร็จในระยะยาว ถึงเวลาลองกลับมาสำรวจองค์กรของเราเองแล้วว่า เรามุ่งมั่น และให้ความสำคัญกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วรอให้มันเติบใหญ่อย่างแข็งแกร่งแล้วหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ายังล่ะก็ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ได้เลย ไม่มีคำว่าสายเกินไปในการสร้างองค์กรที่ดี ที่พนักงานรักและผูกพัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.greatplacetowork.com/?view=article&amp;catid=64&amp;id=1339" target="_blank" rel="noopener">Great Place to Work </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.ragan.com/employer-comms-nvidia-messaging/" target="_blank" rel="noopener">Ragan </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.nvidia.com/en-us/about-nvidia/careers/life-at-nvidia/" target="_blank" rel="noopener">NVIDIA</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://sloanreview.mit.edu/culture500/company/c462/Nvidia" target="_blank" rel="noopener">Sloan Review</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/nvidia-240614/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/9-box-grid-240611/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/9-box-grid-240611/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jun 2024 06:44:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[9-Box Grid]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39034</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT 9-Box Grid เป็นเครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการนำเสนอครั้งแรกในปี 1970 โดยบริษัท McKinsey &#38; Company โดยเป็นเครื่องมือสำหรับประเมินศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน 9-Box Grid สามารถช่วยระบุพนักงานที่มีศักยภาพสูง (Star Talent) และกลุ่มที่ต้องพัฒนา ทำให้องค์กรสามารถวางแผนการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างตรงจุด นอกจากนี้ 9-Box Grid ยังช่วยในการระบุพนักงานที่พร้อมจะสืบทอดตำแหน่งสำคัญในอนาคต สร้างความมั่นใจว่าองค์กรจะมีบุคลากรที่มีความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง ในวงการ HR เครื่องมืออย่าง 9-Box Grid นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะเป็นกลยุทธ์การจัดการบุคลากรที่ใช้งานง่ายและประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่การสรรหา Talent, การวางแผนพัฒนาบุคลากร หรือกระทั่งการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่ง 9-Box Grid จึงเป็นเครื่องมือแรก ๆ ที่ HR ในหลายองค์กร จะหยิบมาใช้เป็นเครื่องแรก ๆ ในทุกสถานการณ์เสมอ วันนี้ HREX จะพาไปรู้จัก 9-Box Grid กันอีกครั้ง และดูว่าเราสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากเครื่องมือนี้ได้บ้าง 9-Box Grid [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid เป็นเครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการนำเสนอครั้งแรกในปี 1970 โดยบริษัท McKinsey &amp; Company โดยเป็นเครื่องมือสำหรับประเมินศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid สามารถช่วยระบุพนักงานที่มีศักยภาพสูง (Star Talent) และกลุ่มที่ต้องพัฒนา ทำให้องค์กรสามารถวางแผนการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างตรงจุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ 9-Box Grid ยังช่วยในการระบุพนักงานที่พร้อมจะสืบทอดตำแหน่งสำคัญในอนาคต สร้างความมั่นใจว่าองค์กรจะมีบุคลากรที่มีความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43382" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/9-Box-Grid-เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร-ๆ-ก็รู้จัก-.webp" alt="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก " width="600" height="370" title="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  390" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/9-Box-Grid-เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร-ๆ-ก็รู้จัก-.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/9-Box-Grid-เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร-ๆ-ก็รู้จัก--300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวงการ HR เครื่องมืออย่าง</span><b> 9-Box Grid</b><span style="font-weight: 400;"> นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะเป็นกลยุทธ์การจัดการบุคลากรที่ใช้งานง่ายและประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่การสรรหา Talent, การวางแผนพัฒนาบุคลากร หรือกระทั่งการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่ง</span></p>
<p><b>9-Box Grid</b><span style="font-weight: 400;"> จึงเป็นเครื่องมือแรก ๆ ที่ HR ในหลายองค์กร จะหยิบมาใช้เป็นเครื่องแรก ๆ ในทุกสถานการณ์เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จะพาไปรู้จัก </span><b>9-Box Grid</b><span style="font-weight: 400;"> กันอีกครั้ง และดูว่าเราสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากเครื่องมือนี้ได้บ้าง</span></p>

<h2><b>9-Box Grid คืออะไร</b></h2>
<p><b>9-Box Grid </b><span style="font-weight: 400;">เป็นเครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการนำเสนอครั้งแรกในปี 1970 โดยบริษัท McKinsey &amp; Company โดยเป็นเครื่องมือสำหรับประเมินศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนับตั้งแต่นั้นมา เครื่องมือนี้ก็ได้รับความนิยมและถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid ใช้ระบบเมทริกซ์ 3&#215;3 ในการจัดกลุ่มพนักงานออกเป็น 2 มิติ คือ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แนวนอน &#8211; ผลการปฏิบัติงาน (Performance):</b><span style="font-weight: 400;"> วัดจากผลลัพธ์และความสำเร็จในการทำงานตามเป้าหมายที่กำหนด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แนวตั้ง &#8211; ศักยภาพ (Potential): </b><span style="font-weight: 400;">วัดจากความสามารถในการพัฒนาทักษะและความสามารถในการรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เมทริกซ์ขนาด 3&#215;3 เมื่อตัดกันก็จะแบ่งออกเป็น 9 ช่อง โดยทั้งแนวนอนและแนวตั้ง จะไล่เลียงลำดับต่ำ กลาง และสูง เท่า ๆ กัน เกิดเป็นช่อง 9 ช่องนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39037 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/shutterstock_2043170918.png" alt="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก " width="16650" height="16650" title="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  391"></p>
<h2><b>ส่วนประกอบของ 9-Box Grid และความหมายทั้ง 9 ช่อง</b></h2>
<p><b>1) Low Performance/Low Potential = Risk: </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานในกลุ่มนี้ต้องการปรับปรุงหรือเปลี่ยนตำแหน่งงานใหม่ นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจไม่เหมาะกับองค์กรต่อไป</span></p>
<p><b>2) Low Performance/Medium Potential = Inconsistent Player:  </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานในกลุ่มนี้ต้องการการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น</span></p>
<p><b>3) Low Performance/High Potential = Potential Gem: </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานในกลุ่มนี้มีศักยภาพในการเติบโต แต่ต้องการการฝึกอบรมและการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อขัดเกลาให้เฉิดฉายในอนาคต</span></p>
<p><b>4) Medium Performance/Low Potential = Average Performer : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานในกลุ่มนี้มีผลการปฏิบัติงานที่ดี แต่ขาดศักยภาพในการพัฒนา ซึ่งหากทิ้งไว้ระยะยาวอาจกลายเป็น Deadwood ได้</span></p>
<p><b>5) Medium Performance/Medium Potential = Core Player :</b><span style="font-weight: 400;"> พนักงานกลุ่มหลักในองค์กรที่มีความสามารถในการพัฒนา สร้างสรรค์ผลงาน และเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กรได้</span></p>
<p><b>6) Medium Performance/High Potential = High Potential: </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานกลุ่มที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำโดยรอการโปรโมทในอนาคต </span></p>
<p><b>7) High Performance/Low Potential = Solid Performer : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดี แต่ขาดศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มเติม ส่วนมากจะเป็น Specialist ในด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ</span></p>
<p><b>8) High Performance/Medium Potential = High Performer : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานกลุ่มที่มีความสามารถในการพัฒนาเพิ่มเติม ทำงานได้ดีมาก และสามารถเป็นผู้นำในอนาคต</span></p>
<p><b>9) High Performance/High Potential = Stars : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานในกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีทั้งผลการปฏิบัติงานที่ดีและมีศักยภาพในการเติบโตสูง หรือก็คือ Star Talent นั่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ขั้นตอนการใช้ 9-Box Grid ในองค์กร</b></h2>
<h3><b>ขั้นตอนที่ 1: การประเมินผลการปฏิบัติงานและศักยภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรร่วมกันประเมินผลการปฏิบัติงานและศักยภาพของพนักงานแต่ละคน โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินผลงานและการสัมภาษณ์เชิงลึก</span></p>
<h3><b>ขั้นตอนที่ 2: การวางตำแหน่งพนักงานใน 9-Box Grid</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นำข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาวางตำแหน่งพนักงานใน 9-Box Grid เพื่อดูภาพรวมของสถานะของพนักงานในองค์กร</span></p>
<h3><b>ขั้นตอนที่ 3: การวางแผนการพัฒนาและการจัดการ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช้ผลลัพธ์จาก 9-Box Grid ในการวางแผนการพัฒนาและการจัดการพนักงาน เช่น การฝึกอบรม การหมุนเวียนตำแหน่งงาน และการจัดการผลงาน</span></p>
<h3><b>ขั้นตอนที่ 4: การติดตามและประเมินผล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ติดตามผลการดำเนินงานและปรับปรุงแผนการพัฒนาและการจัดการตามความเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39035 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-1024x576.webp" alt="physics optics ray refraction cubic prism" width="1024" height="576" title="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  392" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/physics-optics-ray-refraction-cubic-prism-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>การประยุกต์ใช้ 9-Box Grid ในงาน HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากประเมินพนักงานตามหลัก 9-Box Grid แล้ว เราสามารถประยุกต์ใช้ในกระบวนการจัดการบุคลากรหลาย ๆ ด้าน รวมถึงการเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพ การพัฒนา การวางแผนการสืบทอดตำแหน่ง และการจัดการผลการปฏิบัติงาน ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. การหาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Identification)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid สามารถช่วยระบุพนักงานที่มีศักยภาพสูง หรือที่เรียกว่า Star Talent หรือผู้ที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ (Promotable) ซึ่งเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำและบทบาทสำคัญ โดยองค์กรสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาพนักงานกลุ่มนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สูงสุด</span></p>
<h3><b>2. การพัฒนาบุคลากรเพิ่มเติม (Development)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid สามารถช่วยให้องค์กรมองเห็นว่า ‘ใคร’ เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนขององค์กร โดยเราสามารถวางแผนทำเส้นทางการฝึกอบรม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/"><span style="font-weight: 400;">Training Roadmap</span></a><span style="font-weight: 400;">) แก่กลุ่มที่ตกอยู่ใน Low Performance หรือ Low Potential</span></p>
<h3><b>3. การวางแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid สามารถช่วยองค์กรในการวางแผนการสืบทอดตำแหน่งในอนาคต โดยการระบุพนักงานที่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมสำหรับบทบาทผู้นำ High Performance หรือ High Potential โดยการวางแผนการสืบทอดตำแหน่งจะช่วยให้องค์กรมีบุคลากรที่มีความสามารถพร้อมรับบทบาทสำคัญในอนาคต</span></p>
<h3><b>4. การจัดการผลการปฏิบัติงาน (Performance Management)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid สามารถช่วยผู้จัดการในการให้ข้อเสนอแนะและการโค้ชชิ้งที่ตรงจุดแก่พนักงาน เช่น พนักงานในกลุ่มดาวรุ่งและผู้ที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ อาจต้องการรงานที่ท้าทายและโครงการสำคัญ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพสูงสุด ขณะที่พนักงานในกลุ่มผลงานต่ำหรือต้องพัฒนา อาจต้องได้รับข้อเสนอแนะ หรือหากไปต่อไม่ได้จริง ๆ ก็อาจต้องเข้าโปรแผนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211014-performance-improvement-plan/"><span style="font-weight: 400;">(PIP)</span></a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21513" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/shutterstock_1115751182-1.jpg" alt="shutterstock 1115751182 1" width="500" height="357" title="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  393" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/shutterstock_1115751182-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/shutterstock_1115751182-1-300x214.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">9-Box Grid จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการบุคลากรในองค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้บริหารสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานะของพนักงานและวางแผนการพัฒนาที่เหมาะสมเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรในอนาคตแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="9-Box Grid เครื่องมือการบริหารจัดการบุคลากรที่ใคร ๆ ก็รู้จัก  394" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/introduction-9-box-grid-talent-management-ehab-mostafa-/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">linkedin</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.aihr.com/blog/9-box-grid/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">aihr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.empeo.com/blog/hrm/manage-talent-with-9-box-grid/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">empeo</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.personio.com/hr-lexicon/using-the-9-box-grid/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Personio</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.sigmaassessmentsystems.com/9-box-grid/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">sigmaassessmentsystems</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/9-box-grid-240611/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/garden-leave-240520/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/garden-leave-240520/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 May 2024 02:26:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Garden Leave]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38714</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Garden Leave สามารถแปลตรงตัวได้ว่า “การลาเพื่อไปทำสวน” แต่จริง ๆ แล้วหมายถึงการที่องค์กรบอกให้พนักงานไม่ต้องมาทำงานให้บริษัทเต็มเวลาอีกแล้ว แต่เขาก็จะไม่สามารถไปทำงานที่อื่น โดยเฉพาะองค์กรคู่แข่งหรือองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย ข้อดีของ Garden Leave ช่วยป้องกันความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น หากพนักงานไปทำงานให้คู่แข่งทันที ช่วยรักษาความลับทางการค้า แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เพราะหากต้องการเก็บพนักงานเอาไว้ให้นานขึ้น ก็ต้องใช้เงินเยอะขึ้นเพื่อยื้อพนักงานเอาไว้ และสุ่มเสี่ยงจะทำให้ความสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กรมีปัญหา ก่อนจะให้พนักงานสักคน Garden Leave สิ่งที่ HR และผู้บริหารจำเป็นต้องทำคือ ศึกษาสัญญาจ้างงานของพนักงานคนนั้นให้ดีก่อน ศึกษากฎหมายแรงงาน พิจารณาความจำเป็นของการ Garden Leave ดูงบประมาณว่าเพียงพอหรือไม่ และอย่าลืมวางแผนการสื่อสารภายในเพื่อแจ้งพนักงานให้รับทราบร่วมกันด้วย หากอยากได้ความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้พนักงานที่เก่งกาจสมน้ำสมเนื้อกับที่เสียไป มาลองค้นหา Recruitment Agency หรือบริการ Recruitment Solution จากแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX ได้เลย หากองค์กรไหนมีพนักงานชั้นยอดที่สามารถยกระดับองค์กรได้มหาศาล เขาคนนั้นย่อมมีชื่อเสียงดังไกลไปถึงหูคู่แข่ง ซึ่งเชื่อได้ว่า คู่แข่งต่าง ๆ ย่อมพยายามทำทุกอย่างเพื่อดึงตัวคนเก่งคนนี้ไปร่วมงานด้วยให้ได้ แต่มีหรือที่ต้นสังกัดจะยอมปล่อยตัวไปง่าย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Garden Leave สามารถแปลตรงตัวได้ว่า “การลาเพื่อไปทำสวน” แต่จริง ๆ แล้วหมายถึงการที่องค์กรบอกให้พนักงานไม่ต้องมาทำงานให้บริษัทเต็มเวลาอีกแล้ว แต่เขาก็จะไม่สามารถไปทำงานที่อื่น โดยเฉพาะองค์กรคู่แข่งหรือองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย</li>
<li aria-level="1">ข้อดีของ Garden Leave ช่วยป้องกันความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น หากพนักงานไปทำงานให้คู่แข่งทันที ช่วยรักษาความลับทางการค้า แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เพราะหากต้องการเก็บพนักงานเอาไว้ให้นานขึ้น ก็ต้องใช้เงินเยอะขึ้นเพื่อยื้อพนักงานเอาไว้ และสุ่มเสี่ยงจะทำให้ความสัมพันธ์ของพนักงานและองค์กรมีปัญหา</li>
<li aria-level="1">ก่อนจะให้พนักงานสักคน Garden Leave สิ่งที่ HR และผู้บริหารจำเป็นต้องทำคือ ศึกษาสัญญาจ้างงานของพนักงานคนนั้นให้ดีก่อน ศึกษากฎหมายแรงงาน พิจารณาความจำเป็นของการ Garden Leave ดูงบประมาณว่าเพียงพอหรือไม่ และอย่าลืมวางแผนการสื่อสารภายในเพื่อแจ้งพนักงานให้รับทราบร่วมกันด้วย</li>
<li aria-level="1">หากอยากได้ความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้พนักงานที่เก่งกาจสมน้ำสมเนื้อกับที่เสียไป มาลองค้นหา Recruitment Agency หรือบริการ Recruitment Solution จากแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX ได้เลย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48013" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T131006.322.webp" alt="Garden Leave" width="600" height="370" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 402" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T131006.322.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T131006.322-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไหนมีพนักงานชั้นยอดที่สามารถยกระดับองค์กรได้มหาศาล เขาคนนั้นย่อมมีชื่อเสียงดังไกลไปถึงหูคู่แข่ง ซึ่งเชื่อได้ว่า คู่แข่งต่าง ๆ ย่อมพยายามทำทุกอย่างเพื่อ</span><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/220215-war-of-talent-and-talent-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ดึงตัวคนเก่ง</span></a><span style="font-weight: 400;">คนนี้ไปร่วมงานด้วยให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มีหรือที่ต้นสังกัดจะยอมปล่อยตัวไปง่าย ๆ แน่นอนว่าต้องยื้อยุดฉุดกระชาก เพื่อรักษาพนักงานคนเก่งเอาไว้สุดฤทธิ์ แต่หากยื้อไม่ไหว ยังไงก็ต้องเสียเขาไปอยู่ดีแน่ ๆ หลายบริษัทก็อาจงัดมาตรการที่ชื่อว่า </span><b>Garden Leave </b><span style="font-weight: 400;">มาใช้เป็นท่าไม้ตาย เพื่อถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ไปร่วมงานกับที่อื่นช้าลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไม </span><b>Garden Leave</b><span style="font-weight: 400;"> ถึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญต่อองค์กร ข้อดีข้อเสียของมันเป็นอย่างไร และก่อนใช้ HR รวมถึงผู้บริหารควรต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Garden Leave คืออะไร ทำไมหลายองค์กรถึงใช้กัน</b></h2>
<p><b>Garden Leave </b><span style="font-weight: 400;">หรือบางคนอาจเรียกว่า </span><b>Gardening Leave</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถแปลตรงตัวได้ว่า “การลาเพื่อไปทำสวน” แต่แน่นอนว่าในทางปฏิบัติจริงไม่ได้หมายความตรงตัวอย่างนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38718" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-92.webp" alt="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด" width="600" height="370" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 403" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-92.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-92-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ Garden Leave หมายถึงการที่องค์กรจ้างให้พนักงานคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมาทำงานให้บริษัทเต็มเวลาอีกแล้ว ทว่าเขาก็จะไม่สามารถไปทำงานที่อื่น โดยเฉพาะองค์กรคู่แข่งหรือองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย จนกว่าจะหมดช่วงที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา นั่นทำให้หลายคนนิยามว่า พนักงานจะมีเวลาว่างมาทำสวนแก้เบื่อไปพลาง ๆ นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Garden Leave ยังทับซ้อนกับ Non-Compete Agreement หรือสัญญาห้ามแข่งขันกัน ซึ่งเป็นสัญญาที่ผูกมัดพนักงานไม่ให้ไปทำงานให้กับคู่แข่งขององค์กร หรือไม่ดำเนินธุรกิจที่แข่งขันกับนายจ้างเดิม ภายในระยะเวลาและขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ระบุไว้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างจะอยู่ที่ Non-Compete Agreement เป็นสิ่งที่ใช้หลังจากพนักงานออกจากงานแล้ว ส่วน Garden Leave จะแช่แข็งพนักงานไว้ในองค์กรจนกว่าจะหมดสัญญา แต่หลายคนก็มองว่ามันแทบจะไม่ต่างกันแต่อย่างใด เพราะใจความสำคัญนั้นเหมือนกันนั่นคือ</span><b> ห้ามไม่ให้เปิดเผยความลับทางการค้าต่อคู่แข่งจนกว่าจะผ่านระยะเวลาหนึ่งไป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้ว Garden Leave สามารถใช้กับพนักงานคนไหนก็ได้ แต่คนที่จะได้รับสิทธิ์นี้มากที่สุดเห็นจะเป็นพนักงานอาวุโสระดับซีเนียร์ หรือพนักงานที่เป็นทาเลนต์ คนที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างประเมินค่ามิได้มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุก็เพราะพนักงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการค้า กลยุทธ์การตลาดที่เป็นความลับไว้เยอะกว่าใคร องค์กรจึงต้องป้องกันไม่ให้พวกเขาเอาความลับไปเผยแพร่กับที่ใหม่ จนสุดท้ายตัวเองโดนแก้เกม แก้กลยุทธ์จนแผนแตก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกวิธีหนึ่งในการใช้ Garden Leave เกิดขึ้นหากพนักงานประพฤติตัวผิดกฎ แต่องค์กรตระหนักว่าเขายังมีค่ามหาศาล จึงยังไม่อยากสูญเสียเขาไป ก็จะให้พนักงานได้ลาไปทำสวนแทน จนกว่าจะมีการไต่สวนเรื่องการกระทำผิดจนเสร็จสิ้นก็มี</span></p>
<h2><b>ข้อดีและข้อเสียของการทำ Garden Leave</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Garden Leave ถือเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทใหญ่ ๆ มักทำกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำกันตลอดเวลา เพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องพึงระวัง มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38723" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95.webp" alt="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด" width="600" height="370" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 404" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>ข้อดี</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยป้องกันความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น หากพนักงานไปทำงานให้คู่แข่งทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยรักษาความลับของบริษัท ที่อาจรั่วไหลไปสู่องค์กรคู่แข่งให้รั่วได้ช้าลง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านและส่งมอบงานมีความราบรื่น พนักงานในฝ่ายจะมีเวลาปรับตัวในการทำงาน และพร้อมส่งมอบให้คนใหม่เข้ามารับช่วงต่อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้โอกาสพนักงานได้พักผ่อน ชาร์จพลัง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานใหม่</span></li>
</ul>
<h3><b>ข้อเสีย</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เพราะหากต้องการเก็บพนักงานเอาไว้ให้นานขึ้น ก็ต้อง </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/why-hr-counteroffer/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Counteroffer</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือใช้เงินเยอะขึ้นเพื่อยื้อพนักงานเอาไว้ ในระหว่างที่ยังมีสถานะเป็นพนักงานอยู่ นอกจากจ่ายเงินเดือนเพิ่มแล้ว องค์กรก็ต้องทำเรื่องประกันสังคม สวัสดิการต่าง ๆ ให้เช่นเดิมด้วย หรือตามแต่จะตกลงกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและพนักงานอาจมีปัญหา เพราะพนักงานอาจรู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจที่จะต้องห่างจากงานที่รัก หากพนักงานคนไหนยอมรับชะตากรรมแล้วทำตามสัญญาก็ดีไป แต่หากคันไม้คันมือแล้วหนีไปทำงานกับคู่แข่งทันที ก็จะกลายเป็นกรณีพิพาทตามมา ต้องเสียเวลาทำเรื่องฟ้องร้องทางกฎหมายทั้ง 2 ฝ่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลายคนมักมองว่า การทำ Garden Leave เป็นเพียงคำพูดสละสลวยเอาไว้หลอกพนักงานว่า ไม่ได้โดนไล่ออก บางทีองค์กรก็อาจหลอกตัวเองด้วยซ้ำว่า ทำแบบนี้แล้วจะเก็บพนักงานเอาไว้ได้ ซึ่งน้อยครั้งมากที่สุดท้ายจะยื้อใครสักคนเอาไว้ได้จริง ๆ</span></li>
</ul>
<h2><b>ต่างพื้นที่ ต่างวัฒนธรรม Garden Leave แตกต่างกัน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Garden Leave พบเจอได้บ่อยในแวดวงการทำงาน และใจความสำคัญก็คือการห้ามพนักงานไปร่วมงานกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่ว่าในแต่ละประเทศ แต่ละพื้นที่นั้นให้คุณค่ากับวัฒนธรรมการ Garden Leave แตกต่างกันด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ดังนี้</span></p>
<h3><b>อังกฤษ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมืองผู้ดีถือเป็นประเทศต้นแบบของการให้พนักงานออกไปทำสวนฆ่าเวลา โดยมักใช้กันในธุรกิจด้านการเงิน และในแวดวงกีฬาอย่างเช่นฟุตบอล และจะมีกรอบการทำ Garden Leave ตามปกติอยู่ที่ 6 เดือนถึง 1 ปี</span></p>
<h3><b>สหรัฐอเมริกา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Garden Leave จะเป็นที่นิยมในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้สนใจการกลยุทธ์นี้ขนาดนั้น มีข้อมูลว่าในสหรัฐอเมริกาจะเรียก Garden Leave ว่า Administrative Leave และแรกเริ่มเดิมทีไมไ่ด้มีกฎหมายรองรับมาตรการนี้ จนถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่จะเน้นใช้ Non-Compete Agreement มากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนกระทั่งในปี 2018 ที่มีการผ่านกฎหมายว่าด้วยการ Garden Leave เริ่มจากในรัฐรัฐแมสซาชูเซตส์ทำให้เริ่มใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ปัจจุบันก็กฎหมายนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้กรอบเวลาจะค่อนข้างสั้นกว่าอังกฤษ เพียง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน แต่บางที่ก็ระบุว่า 30-90 วัน</span></p>
<h3><b>ออสเตรเลีย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร การทำ Garden Leave ที่ออสเตรเลียมักใช้ในแวดวงธุรกิจการเงิน</span></p>
<h3><b>สิงคโปร์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Garden Leave ในสิงคโปร์ มักจะมีข้อกำหนดไว้ในสัญญาเลยว่า จะใช้เฉพาะพนักงานที่มีความอาวุโสเป็นหลัก</span></p>
<h2><b>กรณีตัวอย่างของการทำ Garden Leave</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลาย 10 ปีที่ผ่านมา มีกรณีของการทำ Garden Leave ที่น่าสนใจมากมาย แต่เราขอนำเสนอกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ 2 กรณีด้วยกัน ดังนี้</span></p>
<h3><b>กรณีที่ 1 : IBM vs ปฐมา จันทรักษ์</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38719" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-93.webp" alt="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด" width="600" height="370" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 405" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-93.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-93-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในกรณีที่โด่งดังที่ไม่เพียงเพราะเกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่ระดับโลกอย่าง IBM แต่ยังเกี่ยวพันกับคนไทยด้วย กรณีนี้เกิดขึ้นกับ</span><a href="https://thestandard.co/ibm-prosecute-prama-chantharak/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">คุณปฐมา จันทรักษ์</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้บริหารหญิงเก่งในสาย IT ที่ปัจจุบันทำงานเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก Accenture สาขาประเทศไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดที่ทำให้เธอมีปัญหาก็คือ ก่อนหน้าจะมาร่วมงานกับที่นี่ คุณปฐมาเพิ่งลาออกจาก IBM เพียงแค่เดือนเดียว ซึ่ง IBM มองว่าระยะเวลาในการเริ่มงานใหม่ของเธอสั้นไป จนตัดสินใจยื่นฟ้องคุณปฐมา ต่อศาลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ข้อหาละเมิดสัญญาที่ตกลง Gardening Leave ว่าจะไม่ให้เปิดเผยข้อมูลของบริษัท และไม่ทำงานกับคู่แข่งในระยะเวลาที่กำหนด (จากการสืบค้นข้อมูล ไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่ากำหนดระยะเวลาไว้นานเพียงใด) แล้วเรียกคืนเงินโบนัส 4.7 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 15.9 ล้านบาทจากเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันคดีนี้ยังอยู่ในชั้นศาล แต่คุณปฐมาก็เคยเปิดเผยใน LinkedIn ของเธอว่า สถานการณ์นี้ทำให้เธอถูกตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์ของเธอ ซึ่งเธอก็หวังว่าเวลาจะพิสูจน์ความจริงออกมาเอง</span></p>
<h3><b>กรณีที่ 2 : Red Bull Racing vs เอเดรี้ยน นิวอี้</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38720" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-94.webp" alt="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด" width="600" height="370" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 406" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-94.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-94-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายน 2024 ในแวดวงการแข่งรถสูตร 1 หรือ Formula 1 เมื่อทีมแข่งรถ Red Bull Racing ตัดสินใจให้ Garden Leave กับ </span><a href="https://www.planetf1.com/news/adrian-newey-gardening-leave-red-bull-contract" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เอเดรี้ยน นิวอี้</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Adrian Newey) วิศวกรสมองเพชรที่ทำงานกับทีมมานาน หลังจากมีข่าวว่าทีม Ferrari พยายามจีบ นิวอี้ เต็มที่ให้ไปร่วมงานด้วย ซึ่งเขาก็สนใจอยากย้ายทีมเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นวิศวกรคนอื่น อาจไม่มีปัญหาอะไร แต่เพราะ นิวอี้ เป็นคนที่เก่งกาจในระดับที่ไปอยู่ทีมไหน ก็มักจะช่วยสร้างรถแข่งชั้นยอด ช่วยให้ทีมได้แชมป์หลายต่อหลายครั้ง ทั้งช่วงที่อยู่กับทีม Williams Racing, ทีม McLaren รวมถึง Red Bull เอง Red Bull ก็ยังไม่อยากเสียเขาไป จึงถือโอกาสนี้ใช้มาตรการ Garden Leave เสียเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการเปิดเผยมีรายละเอียดว่า นิวอี้ ไม่จำเป็นต้องมาทำงานแบบ Full Time กับทีมแล้ว และจะได้อิสระในการไปร่วมงานกับทีมไหนในแวดวง F1 ก็ได้จนกว่าจะหมดไตรมาสแรกของปี 2025 ซึ่งแม้จะมีข่าวว่า Ferrari น่าจะเป็นตัวเต็งที่จะได้เขาไปครอง แต่หลายทีมเช่น Mercedes และ Williams Racing ก็มีข่าวว่าพยายามจีบวิศวกรคนเก่งสุดฤทธิ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า ใครกัน จะได้ร่วมงานกับวิศวกรระดับตำนานรายนี้</span></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR">HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="300" height="300" alt="Questions pana" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 407"></p>
<p><strong>Q: เคยมีองค์กรไหนให้ Garden Leave แก่พนักงานไหม</strong></p>
<p>ผมเป็นผู้จัดการตั้งแต่ อายุ 26 ผมเคยแต่ทำตัวเลขทำยอด ปิดเป้าบริษัท ตลอด ผมกลับบริหารให้ลูกน้องรักไม่ได้ ผมควรทำไงให้ลูกน้องเข้าใจ และไว้วางใจเราครับ</p>
<p><strong>A: ยังไม่เคยเห็นตัวอย่างองค์กรในประเทศไทยที่ให้พนักงาน Garden Leave ได้</strong></p>
<p>ละยังไม่มีระบุในกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างที่ให้พนักงานสามารถใช้ Garden Leave เมื่อมีความจำเป็น<br />
Garden Leave นิยมใช้กับการจ้างงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ตำแหน่งงานที่เข้าถึงความลับทางการค้าและเทคโนโลยีสำคัญ<br />
ของบริษัท และเป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวด้านข้อมูลซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ เช่น ธุรกิจการเงินการธนาคาร ธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา&#8230;</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1827?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="375" height="81" title="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด 408"></a></p></blockquote>
<h2><b>ก่อนให้พนักงาน Garden Leave องค์กรและ HR ต้องคำนึงเรื่องอะไรบ้าง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจะให้พนักงานสักคนได้ Garden Leave มีหลายเรื่องที่ HR และผู้บริหารต้องคิดและตัดสินใจให้ถี่ถ้วนก่อนลงมือ โดยมี 6 ประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ศึกษาสัญญาจ้างงานอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัญญาจ้างงานของพนักงานคนนั้นมีข้อกำหนดรองรับการใช้ Garden Leave รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พิจารณาความจำเป็นทางธุรกิจให้ดี ว่าพนักงานคนนั้นสำคัญต่อธุรกิจมากน้อยเพียงใด มีโอกาสนำข้อมูลสำคัญไปเปิดเผยกับคู่แข่งหรือไม่ บางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องให้ Garden Leave เลยก็ได้ ถ้าประเมินแล้วพบว่า การสูญเสียพนักงานไป อาจไม่ส่งผลกระทบอย่างที่คิด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ต้นทุนค่าใช้จ่ายคุ้มค่าหรือไม่ อย่าลืมว่าการจ่ายค่าจ้างช่วง Garden Leave นั้นจะมีราคาสูงกว่าปกติ เพราะฉะนั้นอย่าลืมประเมินผลกระทบด้านการเงินของบริษัทด้วยว่าพร้อมหรือไม่ บางทีเงินที่เสียไปอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้านกว่าที่คิด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> กำหนดระยะเวลา Garden Leave ให้เหมาะสม ไม่ควรสั้นหรือยาวเกินไป โดยอาจพิจารณาจากลักษณะงานและข้อมูลที่พนักงานรับผิดชอบว่าเข้าถึงความลับขององค์กรมากน้อยแค่ไหน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อย่าลืมศึกษากฎหมายแรงงาน และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้การใช้ Garden Leave ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องระวังไม่ให้ไปกระทบหรือละเมิดสิทธิ์ของพนักงานทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องระยะเวลาที่สามารถให้พนักงานลาไปทำสวนได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> วางแผนการสื่อสารให้ดีและรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารภายในองค์กรเกี่ยวกับสถานะของพนักงานที่อยู่ใน Garden Leave เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่า เขายังทำงานอยู่ในองค์กรหรือไม่</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้อย่างรอบคอบและรอบด้านก่อนใช้ มั่นใจได้ว่าจะช่วยให้การใช้ Garden Leave มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ</span></p>
<h2><b>สรรหาทาเลนต์มากความสามารถตั้งแต่วันนี้ หมดปัญหาไร้คนทำงานเพราะ Garden Leave</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อให้ทาเลนต์ได้ Garden Leave หมายความว่าองค์กรจะต้องสูญเสียพนักงานที่มีค่าไปแน่นอน และจะทำให้การทำงานติดขัดหรือล่าช้าตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในช่วงที่พนักงานคนเก่งหายไป องค์กรก็ต้องถือโอกาสนี้มองหาพนักงานใหม่ที่มีความสามารถไม่แพ้กันเข้ามาเติมเต็มด้วย อาจเริ่มจากการโปรโมทคนข้างในขึ้นมาแทน หรือมองหาพนักงานจากองค์กรภายนอกก็เป็นอีกทางเลือกเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากอยากได้ความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้พนักงานที่เก่งกาจสมน้ำสมเนื้อกับที่เสียไป มาลองค้นหา Recruitment Agency หรือบริการ Recruitment Solution จากแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX ได้เลย ที่นี่รวบรวมบริษัทจัดหางานที่จะตามหาพนักงานชั้นเลิศมาช่วยเติมเต็มองค์กรทุกรูปแบบ ทั้งพนักงานระดับปฏิบัติการ ไปจนถึงระดับผู้บริหาร ซึ่งช่วยให้เกิดความอุ่นใจได้ว่า พนักงานใหม่ที่จะเข้ามานั้น น่าจะเข้ามาเติมเต็มองค์กรได้ไม่มากก็น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาลองค้นหาบริการที่โดนใจได้เลยทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่พนักงานอยากย้ายงาน ไม่อยากอยู่กับองค์กรเดิมอีกต่อไปถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากบริษัทจะยื้อพนักงานเอาไว้ทุกวิถีทาง ก็สามารถทำได้เช่นกัน และ Garden Leave ก็คือกลยุทธ์ที่หลายองค์กรมักจะใช้เป็นท่าไม้ตาย หากไม่อยากสูญเสียคนเก่งไปให้คู่แข่งจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ก่อนหงายไพ่ตายใบนี้ อย่าลืมพิจารณาว่าการทำ Garden Leave นั้นคุ้มหรือไม่ มิฉะนั้นไม่เพียงจะสร้างความชอกช้ำให้กับพนักงาน แต่ยังทำให้บริษัทติดหล่มเสียเองด้วย จนสุดท้ายผู้ชนะตัวจริงคือคู่แข่งที่ไม่ต้องออกแรงมากมาย ก็ได้ทุกอย่างไปครอง ทั้งความเป็นเจ้าตลาด และพนักงานหัวกะทิ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.investopedia.com/terms/g/gardening-leave.asp" target="_blank" rel="noopener">nvestopedia.com</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.davidsonmorris.com/garden-leave/" target="_blank" rel="noopener">davidsonmorris.com</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://resources.workable.com/hr-terms/what-is-garden-leave" target="_blank" rel="noopener">resources.workable.com</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.prachachat.net/columns/news-1205053" target="_blank" rel="noopener">prachachat.net</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.personio.com/hr-lexicon/garden-leave-uk/" target="_blank" rel="noopener">personio.com</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.employmentlawworldview.com/uk-high-court-imposes-12-months-garden-leave-on-implausible-and-opportunistic-stockbroker/" target="_blank" rel="noopener">employmentlawworldview.com</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38146 size-full" title="PDCA คืออะไร ? ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="CTA in Content Website With Number.png" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/garden-leave-240520/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 04:31:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38475</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Labor Union หรือ สหภาพแรงงาน คือการรวมกลุ่มกันของพนักงานในองค์กร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกจ้างจากการทำงาน ช่วยดูแลให้มั่นใจว่าพนักงานจะได้ค่าจ้างที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น และได้รับการปฏิบัติอย่างมีความยุติธรรม หน้าที่ของ HR นั้น ไม่เพียงแค่ดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แต่ยังต้องดูแลความเป็นอยู่ขององค์กร และบ่อยครั้งที่ต้องทำหน้าที่เพื่อนคู่คิดที่ดีของผู้บริหารด้วย ทำให้สหภาพแรงงาน (Labor Union) มักจะมองว่า HR ไม่ใช่พวกเดียวกัน และอยู่ฝั่งที่เป็นปรปักษ์กับแรงงาน อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่สามารถสรุปอย่างนั้นได้เสียทีเดียวว่า HR คือศัตรูของสหภาพแรงงาน (Labor Union) เพราะ HR เองก็คือพนักงานคนหนึ่งเช่นกัน และหาก สหภาพแรงงาน HR และนายจ้างสามารถหาจุดที่ลงตัวกันด้านผลประโยชน์ได้ล่ะก็ จะยิ่งช่วยให้องค์กรดำเนินไปถึงฝั่งฝันแน่นอน ทุกวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีคือ วันแรงงานแห่งชาติ (National Labor Day) เป็นวันหยุดงานที่ทุกคนแทบทั้งโลก ไม่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น จะได้ระลึกถึงความเหนื่อยยากของผู้ใช้แรงงาน และการต่อสู้อันยากลำบาก  และวันนี้ไม่ใช่แค่การระลึกถึงแรงงานคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่การรวมตัวกันที่แข็งแกร่ง เกิดเป็นสหภาพแรงงาน (Labor Union) เพื่อผลักดันให้พนักงานได้รับผลประโยชน์ที่พวกเขาควรได้รับ สมกับสิ่งที่พวกเขาลงมือลงแรงลงไป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Labor Union หรือ สหภาพแรงงาน คือการรวมกลุ่มกันของพนักงานในองค์กร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกจ้างจากการทำงาน ช่วยดูแลให้มั่นใจว่าพนักงานจะได้ค่าจ้างที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น และได้รับการปฏิบัติอย่างมีความยุติธรรม</li>
<li aria-level="1">หน้าที่ของ HR นั้น ไม่เพียงแค่ดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แต่ยังต้องดูแลความเป็นอยู่ขององค์กร และบ่อยครั้งที่ต้องทำหน้าที่เพื่อนคู่คิดที่ดีของผู้บริหารด้วย ทำให้สหภาพแรงงาน (Labor Union) มักจะมองว่า HR ไม่ใช่พวกเดียวกัน และอยู่ฝั่งที่เป็นปรปักษ์กับแรงงาน</li>
<li aria-level="1">อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่สามารถสรุปอย่างนั้นได้เสียทีเดียวว่า HR คือศัตรูของสหภาพแรงงาน (Labor Union) เพราะ HR เองก็คือพนักงานคนหนึ่งเช่นกัน และหาก สหภาพแรงงาน HR และนายจ้างสามารถหาจุดที่ลงตัวกันด้านผลประโยชน์ได้ล่ะก็ จะยิ่งช่วยให้องค์กรดำเนินไปถึงฝั่งฝันแน่นอน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41591" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ?" width="600" height="370" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 415" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113231.432-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีคือ </span><b>วันแรงงานแห่งชาติ (National Labor Day)</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นวันหยุดงานที่ทุกคนแทบทั้งโลก ไม่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น จะได้ระลึกถึงความเหนื่อยยากของผู้ใช้แรงงาน และการต่อสู้อันยากลำบาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และวันนี้ไม่ใช่แค่การระลึกถึงแรงงานคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่การรวมตัวกันที่แข็งแกร่ง เกิดเป็น</span><b>สหภาพแรงงาน (Labor Union) </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อผลักดันให้พนักงานได้รับผลประโยชน์ที่พวกเขาควรได้รับ สมกับสิ่งที่พวกเขาลงมือลงแรงลงไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้สหภาพแรงงานกลายเป็นของแสลงที่ผู้บริหารองค์กรทั้งหลายไม่ค่อยปลื้ม และทำให้ HR เองก็อยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกันว่าควรทำอย่างไรดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้นำท่านผู้อ่าน ซึ่งจำนวนมากเป็น HR ไปลองไล่เรียงกันดูเริ่มจากนิยามของแรงงานว่าหมายถึงอะไร การมีสหภาพแรงงานสำคัญอย่างไรต่อองค์กร แล้วถ้าไม่มีสหภาพล่ะ ถือเป็นเรื่องดีหรือแย่ และ HR คือศัตรูของสหภาพแรงงานจริงอย่างที่หลายคนคิดหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1><b>นิยามความหมายชัด ๆ แรงงาน คืออะไร ?</b></h1>
<p><span style="font-weight: 400;">พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2545 ให้ความหมายของคำว่า แรงงานไว้ 2 แบบด้วยกัน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">(๑) น. คนงาน, ผู้ใช้แรงในการทำงาน, เช่น การพัฒนาชนบทต้องอาศัยแรงงานจากท้องถิ่น งานก่อสร้างต้องการแรงงานเพิ่ม, ประชากรในวัยทำงาน ไม่รวมถึงคนพิการ คนวิกลจริต นักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน นักบวช ทหาร ผู้ต้องขัง และผู้ประกอบกิจการเพื่อหากำไร เช่น วันแรงงาน, แรงที่ใช้ในการทำงาน เช่น ถนนนี้สร้างสำเร็จด้วยแรงงานของชาวบ้าน</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">(๒) น. ความสามารถในการทำงานเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ, กิจการที่คนงานทำในการผลิตเศรษฐทรัพย์.</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนสำนักงานราชบัณฑิตยสภา กล่าวไว้ว่า ตามแนวคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ แรงงานเป็นคำรวม หมายถึง ความพยายามของมนุษย์หรือการออกแรง ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผู้ที่ดำเนินการจะได้รับค่าตอบแทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่</span><b> อ.ปฤณ เทพนรินทร์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </b><span style="font-weight: 400;">นิยามความหมายแรงงานไว้ว่าสามารถมองได้ 2 แบบ โดยแรงงานแบบแรกคือแรงงานที่ชีวิตอาจไม่มีราคาค่างวดสูงมากนัก ต้องใช้แรงกำลังมาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนมูลค่า เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ซึ่งหากกล่าวให้เห็นภาพที่สุด ก็คือคนที่ยังชีพด้วยค่าแรงขั้นต่ำนั่นเอง และผู้คนจะนึกภาพของคนกลุ่มนี้มากที่สุด เมื่อพูดถึงคำว่าแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน แรงงานแบบที่ 2 นั้นครอบคลุมถึงทุกคนที่มีการเอาแรงที่มีในชีวิต แปรเปลี่ยนออกมาเป็นมูลค่า เป็นนิยามใหม่ที่กำลังมาแรงในระยะหลัง เพื่อเน้นย้ำว่าคนทุกคนถือเป็นแรงงานเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นกรรมกร คนทำงานบริการ พนักงานออฟฟิศ หรือผู้บริหารระดับสูง หรือผู้เป็นนายจ้างก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ภายใต้ระบอบการปกครองที่เชิดชูเสรีภาพในการแสดงออก อ้างอิงจากหมวด 3 มาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ในการรวมตัวกัน และเข้าเป็นสมาชิกชมรม กลุ่ม หรือสหภาพได้ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดที่ทำให้คนที่เป็นแรงงานได้รวมตัวกัน เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหนึ่งในนั้นก็คือการก่อตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมา เพื่อปกป้องและเรียกร้องสิทธิ์ที่พวกเขาควรได้รับจากการทำงานแลกเปลี่ยนมูลค่า ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่บัญญัติไว้ใน</span><a href="https://library.fes.de/pdf-files/bueros/thailand/07973.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อนุสัญญา ILO ฉบับ ที่ 87 และ 98</span></a><span style="font-weight: 400;"> ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38478" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-50.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร" width="600" height="370" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 416" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-50.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-50-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สหภาพแรงงาน คืออะไร </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ของกระทรวงแรงงาน ให้นิยามความหมายของ </span><b>สหภาพแรงงาน</b><span style="font-weight: 400;"> คือ </span><b>องค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> (พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518) เพื่อสร้างประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อหลักดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลา ทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกจ้างด้วยกัน </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทรวงแรงงานยังระบุไว้ด้วยอีกว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“นายจ้างต้องเปิดโอกาสให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมในการคิด ป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์อันดี นำไปสู่ความเข้าใจและการร่วมแรงร่วมใจเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากถามว่า ประโยชน์ของการมีสหภาพแรงงานคืออะไรบ้าง สามารถสรุปโดยคร่าว ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. ช่วยให้พนักงานได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีสหภาพแรงงาน จะช่วยให้แรงงานรวมตัวกันเจรจากับนายจ้างเพื่อให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น และมีสวัสดิการด้านต่าง ๆ ที่ดีขึ้น โดยจากข้อมูลของ </span><a href="https://www.afscme.org/blog/the-union-difference-in-wages-18-higher-pay-if-you-belong-to-a-union" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">American Federation of State, County and Municipal Employees (AFSCME)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา คนที่ทำงานในองค์กรที่มีสหภาพแรงงาน จะมีรายได้สูงกว่าคนในองค์กรที่ไม่มีสหภาพแรงงานถึง 18% และยังรวมถึงการมีสวัสดิการที่ดีกว่าด้วย </span></p>
<h3><b>2. ช่วยสร้างสภาพการทำงานที่ปลอดภัยต่อพนักงานมากขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสหภาพแรงงานรวมตัวพนักงานอย่างเหนียวแน่น ก็จะช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อแรงงาน ปกป้องภัยที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ มากขึ้น เช่น เกิดการคุ้มครองแรงงาน ช่วยวางมาตรการการทำงานที่ลดอันตราย ลดอุบัติเหตุ ป้องกันปัญหาบาดเจ็บหรือล้มป่วยจากการทำงานได้ รวมไปถึงความปลอดภัยทางจิตใจด้วยเช่นกัน</span></p>
<h3><b>3. สหภาพแรงงานสร้างความเป็นปึกแผ่น และเพิ่มความมั่นคงในการทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งของสหภาพแรงงาน ช่วยปกป้องสิทธิเสรีภาพ และอำนาจของพนักงานด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า ประชาธิปไตยในที่ทำงาน (Workplace Democracy) เกิดเป็นระเบียบแบบแผนในการทำงาน ที่ป้องกันไม่ให้นายจ้างสามารถไล่คนออกจากงานโดยปราศจากเหตุผลอันควร นำมาซึ่งความมั่นคงในอาชีพ และหากพบว่านายจ้างประพฤติโดยมิชอบ ก็สามารถเรียกร้องและโต้แย้งได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38479" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-53.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร" width="600" height="370" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 417" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-53.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-53-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>จัดตั้งสหภาพแรงงาน (Labor Union) ต้องทำอย่างไร </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพนักงานองค์กรไหนต้องการรวมตัวกันเพื่อก่อตั้งสหภาพแรงงาน จะมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย</span><a href="https://www.drthawip.com/laborlaw/068" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518</span></a><span style="font-weight: 400;">  ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จัดตั้งคณะผู้ก่อการ ประกอบด้วยลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการเดียวกันอย่างน้อย 10 คน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จัดทำข้อบังคับของสหภาพแรงงาน โดยระบุวัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงาน วิธีการรับสมาชิก สิทธิหน้าที่ของสมาชิก เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จัดประชุมชี้แจงและรับรองร่างข้อบังคับ โดยต้องมีจำนวนลูกจ้างเข้าร่วมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานต่อนายทะเบียนแรงงานจังหวัด โดยยื่นคำขอพร้อมหลักฐานต่างๆ เช่น รายชื่อสมาชิก ข้อบังคับที่ได้รับรองแล้ว ฯลฯ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว สหภาพแรงงานจึงจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล และสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสหภาพแรงงานในประเทศไทย นั้นมีหลายฉบับ โดยกฎหมายที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งจะระบุรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดตั้ง การบริหารจัดการ รวมถึงสิทธิและหน้าที่ของสหภาพแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นอกจากนั้นยังมี พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการจัดตั้งสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ, พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. 2559 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สหภาพแรงงาน เช่น ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง ซึ่งสหภาพแรงงานมีบทบาทในการเจรจาและผลักดันให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้</span></p>
<h2><b>สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูตัวฉกาจของนายจ้าง ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สหภาพแรงงานดูจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนเป็นพนักงาน แต่รู้หรือไม่ว่าจำนวนของคนที่เข้าร่วมสหภาพแรงงานนั้นกลับมีน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เป็นแรงงานในระบบทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก<a href="https://prachatai.com/journal/2024/05/109044" target="_blank" rel="noopener">สำนักข่าวประชาไท</a>รายงานจากสำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พบว่า ช่วง 5 ปี (2562-2566) จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในกิจการเอกชนเคยพุ่งขึ้นสูงถึง 509,020 คน ในปี 2565 กลับลดจำนวนลงมาต่ำสุดที่ 388,059 คน ในปี 2566</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ถ้าสหภาพแรงงานมีการรวมตัวกันที่แข็งแกร่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับแรงงานที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นบรรดานายจ้าง ผู้บริหารองค์กร นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เฮนรี่ บล็อดเก็ต Co-Founder ของ Business Insider เขียนบทความใน LinkedIn อธิบายว่า เขาเองเกลียดความคิดที่ว่าจะต้องมีสหภาพแรงงานด้วยหลายเหตุผล แต่ว่าสหภาพแรงงานก็อาจจำเป็นต้องมี เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สหภาพแรงงานสร้างแนวคิดที่เรียกว่า “พวกเรา vs พวกเขา” เป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในองค์กร แทนที่จะทำให้ทุกคนเกิดความเป็นปึกแผ่นกันจริง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การมีสหภาพแรงงาน ลดทอนความยืดหยุ่นในการทำงาน และลงเอยด้วยการทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่นลดน้อยลง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สหภาพแรงงานบังคับให้ต้องปฏิบัติกับพนักงานในสหภาพอย่างเท่าเทียมเกินไป ถึงแม้ทักษะในการทำงาน และคุณค่าที่พนักงานแต่ละคนมอบให้กับองค์กรจะไม่เท่ากัน และนั่นจะส่งผลให้คนที่ทำงานได้ดีได้รับผลกระทบไปด้วย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเขาพบว่า นับวันสหรัฐอเมริกายิ่งเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทหลายแห่งที่มีกำไรสูง กลับไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรมต่อพนักงาน ซึ่งไม่เพียงส่งผลเสียต่อพนักงาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงลึกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นว่า ประโยชน์ของการมีสหภาพแรงงานนั้น จะช่วยเรียกร้องค่าจ้างที่พนักงานควรได้ ช่วยให้คนที่เป็นแรงงานได้มีความมั่งคั่งจากการทำงานอย่างหนักที่มากขึ้น ได้สมน้ำสมเนื้อกับแรงที่พวกเขาลงไปมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเก็บสถิติของ European Economic and Social Committee ยืนยันตรงกันว่า </span><b>ประเทศที่มีสถิติ Union Density หรือจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานสูง เช่น สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ล้วนเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มีความเหลื่อมล้ำต่ำ รัฐมีความโปร่งใส-เป็นประชาธิปไตยสูง และที่สำคัญประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากด้วย </b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38480" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-52.webp" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร" width="600" height="370" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 418" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-52.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-52-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR คือศัตรูของสหภาพแรงงาน (Labor Union) จริงหรือไม่</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นายจ้าง / ผู้บริหารองค์กรเท่านั้นที่ถูกมองเป็นปฏิปักษ์กับแรงงาน แต่ HR เองก็ถือเป็นศัตรูรายสำคัญของสหภาพแรงงานด้วยเช่นกัน แม้หากว่ากันตามตรงแล้ว HR ก็เป็นแรงงานคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปอยู่ในสหภาพแรงงาน เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองจากองค์กร เช่นเดียวกับพนักงานกลุ่มอื่น ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เนื่องจากหน้าที่ของ HR นั้น ไม่เพียงแค่ดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แต่ยังมีอีกด้านที่ต้องดูแลความเป็นอยู่ขององค์กร และบ่อยครั้งที่ต้องขึ้นตรง ทำหน้าที่เพื่อนคู่คิดที่ดีของผู้บริหาร ทำให้หลายคนมักจะมองว่า HR ไม่ใช่พวกเดียวกัน และอยู่ฝั่งที่เป็นปรปักษ์กับแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่สามารถสรุปอย่างนั้นได้เสียทีเดียวว่า HR คือศัตรูของสหภาพแรงงาน แต่จริงอยู่ว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายค่อนข้างซับซ้อน เพราะบทบาทหลักของ HR คือการบริหารจัดการและสนับสนุนพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กร ขณะที่บทบาทของสหภาพแรงงาน คือการเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกคนงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เมื่อผลประโยชน์ขององค์กรและผลประโยชน์ของพนักงานแตกต่างกัน แต่ </span><b>ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร HR Expert Partner ของ HREX ให้มุมมองว่า HR ที่ดีควรจะเป็นตัวกลาง ประสานงานร่วมกับสหภาพแรงงานและนายจ้างเพื่อหาจุดพบกลางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหาก HR และสหภาพแรงงานมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร </span></p>
<h2><b>กรณีศึกษา ไทยฮอนด้า “สหภาพแรงงาน ต้องทำงานร่วมกับทุกส่วนขององค์กร”</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ได้พูดคุยกับคุณ </span><b>ไตรภพ จันทร์งาม ผู้จัดการฝ่ายพนักงานสัมพันธ์ บริษัท ไทย ฮอนด้า จำกัด </b><span style="font-weight: 400;">ผู้ทำหน้าที่คนกลาง ต้องอยู่ระหว่างสหภาพแรงงานกับองค์กร และคอยประสานงานให้ความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายดำเนินไปอย่างราบรื่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณไตรภาพ เล่าย้อนความว่า สหภาพแรงงานของ ไทย ฮอนด้า ก่อตั้งมานานกว่า 48 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นอาจคล้ายคลึงกับสหภาพแรงงานแห่งอื่นๆ ก็คือ ลูกจ้างขององค์กรต้องการรวมตัวกันเพื่อต่อรองเรื่องผลประโยชน์และความเป็นอยู่ในบริษัท </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“สหภาพแรงงานเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพนักงาน ตัวแทนของลูกจ้าง คอยพูดคุยกับนายจ้างเพื่อนำประเด็นปัญหาต่าง ๆ มาหารือเพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นในแต่ละยุคสมัย สหภาพแรงงานจะช่วยสะท้อนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นว่า สภาพแวดล้อมตรงไหนที่ยังไม่ดีพอ หรืออยากจะพัฒนา สวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับควรต้องเป็นอย่างไร และเป็นอีกช่องทางให้บริษัทสามารถสื่อสารโดยตรงไปถึงพนักงานได้ครับ”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้จัดการฝ่ายพนักงานสัมพันธ์ ไทย ฮอนด้า ยืนยันว่าจากประสบการณ์ที่ทำงานมา สหภาพแรงงานของ ไทย ฮอนด้า ไม่ได้มีปัญหากระทบกระทั่งร้ายแรง แต่บางครั้งลูกจ้างอาจมีข้อสงสัย มีความเข้าใจไม่ถูกต้อง แล้วไม่รู้จะเข้าไปพูดคุยหรือสอบถามหัวหน้า ผู้บริหาร และ HR อย่างไร ก็สามารถมาพูดคุยกับสหภาพแรงงานแทนได้ แล้วสหภาพแรงงานก็จะเอาประเด็นที่คาใจนั้นไปสะท้อนต่อได้ว่า เพื่อร่วมกันแก้ไขและช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“คนในสหภาพแรงงานก็คือพนักงานขององค์กรนั่นแหละครับ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำงานร่วมกับองค์กร ใช้ชีวิตอยู่ในองค์กร สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องช่วยเหลือกันและกันเพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และถึงเป้าหมาย เราต้องเป็นพาร์ทเนอร์ของกันและกัน สนับสนุนกันและกันครับ”</span></i><span style="font-weight: 400;"> คุณไตรภพ ทิ้งท้าย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38481" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-51.png" alt="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร" width="600" height="370" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 419" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-51.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-51-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย แหล่งรวมประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดน้ำตา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ของแรงงานไทย ประวัติศาสตร์สหภาพแรงงานไทย มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชมกันนั่นคือ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย พิพิธภัณฑ์เพียงไม่กี่แห่งในแถบอาเซียน ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนที่เป็นแรงงานทั้งปวงไว้อย่างครบครัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีการจัดนิทรรศการแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ 7 โซน เริ่มจากการไล่เรียงประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสมัยที่แรงงานยังเป็นเพียงทาส ไม่เคยได้รับค่าจ้าง มาจนถึงยุคแรกจริง ๆ ที่มีแรงงานได้ค่าจ้างนั่นคือคนจีนอพยพ และไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ ต้องผ่านการต่อสู้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ทั้งวันหยุด วันลา สิทธิ์ในการทำงานอย่างปลอดภัย เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแน่นอนว่า กว่าจะได้สิ่งเหล่านี้มา ไม่เคยมีคำว่าง่าย มันเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา รวมถึงการเสียเลือดเสียเนื้ออันน่าเศร้าด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ที่สนใจอยากมาพิพิธภัณฑ์แรงงาน สามารถเดินทางมาได้ตามที่อยู่นี้ 503/20 นิคมมักกะสัน ถนนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพ โดยพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมฟรีวันพุธ &#8211; อาทิตย์ เวลา 10.30 น. ถึง 16.30 น. และมีเจ้าหน้าที่คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงานทุกคน</span></p>
<h2><b>สรุป </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สหภาพแรงงานดูเผิน ๆ จะเป็นศัตรูกับนายจ้าง ผู้บริหาร และ HR แต่จริง ๆ แล้วทุกฝ่ายเหล่านี้เมื่ออยู่ในรั้วขององค์กรเดียวกัน ต่างก็เป็นฟันเฟืองที่ช่วยกันสอดประสาน และนำพาองค์กรไปสู่ความก้าวหน้าเหมือนกันทั้งสิ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR เองมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องทำงานร่วมกับสหภาพแรงงาน อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่ในสหภาพแรงงานก็เป็นพนักงานขององค์กรเหมือนกัน และหากประสานความสัมพันธ์กันได้ ก็มั่นใจเลยว่าจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดหมายได้อย่างแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หาก HR ต้องการดูแลกายและใจพนักงานให้ดี สร้างแรงจูงใจด้านบวกไปพร้อมกัน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถมาค้นหา HR Solutions ประเภท Employee Engagement, Health &amp; Wellness, Training &amp; Coaching เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตพนักงานในด้านต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="สหภาพแรงงาน คืออะไร ? ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? (Labor Union) 420"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li>คุณชลิต รัษฐปานะ อาสาสมัครพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย</li>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/20130807154551-462880-i-hate-labor-unions-but-maybe-we-need-them/" target="_blank" rel="noopener">linkedin</a></li>
<li><a href="https://publicintegrity.org/inside-publici/newsletters/watchdog-newsletter/low-paid-workers-are-unionizing/#:~:text=The%20most%20common%20reason%20companies,for%20the%20lowest%2Dpaid%20workers" target="_blank" rel="noopener">publicintegrity</a></li>
<li><a href="https://lb.mol.go.th/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" target="_blank" rel="noopener">lb.mol.go.th</a></li>
<li><a href="https://www.hrexchangenetwork.com/hr-compensation-benefits/articles/pros-and-cons-of-labor-unions" target="_blank" rel="noopener">hrexchangenetwork</a></li>
<li><a href="https://www.thairath.co.th/lifestyle/calendar/1832869" target="_blank" rel="noopener">thairath</a></li>
<li><a href="http://legacy.orst.go.th/?knowledges=%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99#:~:text=%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3,%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%20%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.%E2%80%9D" target="_blank" rel="noopener">legacy.orst.go.th</a></li>
<li><a href="https://www.eesc.europa.eu/en/news-media/news/press-release-stronger-unions-more-equality-how-income-inequality-linked-trade-union-density" target="_blank" rel="noopener">eesc</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/labor-union-hate-hr-240426/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Apr 2024 16:53:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[เกษียณสำราญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38373</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ใคร ๆ ก็อยาก Retire Rich เกษียณสำราญ อยากรวย อยากมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตแต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการวางแผนการเงินที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเกษียณอายุการทำงานที่มั่นคง มีเงินเหลือกินเหลือใช้ต่อไป หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนไม่วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณสำราญ เพราะไม่ได้คำนึงถึงอนาคต แต่เน้นการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างเต็มที่ ทำให้บ่อยครั้งต้องยืมเงินจากอนาคตมาใช้ก่อน รู้ตัวอีกทีกลับกลายเป็นหนี้จำนวนมาก จนยากจะแก้ไขได้ หากไม่รู้จะเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอย่างไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นตัวเลือกที่ดีที่เดียว นี่คือสวัสดิการขององค์กรที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเก็บออมเงินได้ทันทีที่เงินเดือนออก การันตีว่าจะไม่ได้ใช้จนหมดแน่นอนตั้งแต่เงินมาถึงตัว  HR เองก็สามารถช่วยให้พนักงานวางแผนทางการเงินได้ แม้บางครั้ง HR เองจะไม่ได้มีความรู้ทางการเงิน แต่ก็สามารถจ้างคนที่มีความรู้ทางการเงินมาช่วยให้ความรู้พนักงานได้ หรือหากไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็สามารถมาค้นหา Financial Benefit ที่จะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของพนักงานได้เลยผ่านแพลตฟอร์มของ HREX ใคร ๆ ก็อยากรวย อยากมีเงินมีทองใช้ทั้งชีวิตกันทั้งนั้น แต่กว่าจะรวยได้ไม่ง่ายเลย บางคนทำงานทั้งชีวิตยังไม่พอกินพอใช้ในแต่ละวัน บางคนแม้จะมีเงินมากมายเหมือนจะรวยจริง แต่กลับเป็นหนี้ก้อนโต ไม่เคยมีเหลือเก็บ ขณะที่บางคนแม้จะไม่ได้มีเงินเดือนมากมาย แต่เก็บหอมรอมริบ และเอาเงินไปออมหรือลงทุนถูกที่จนเงินงอกเงย เพียงพอที่จะ เกษียณสำราญ (Retire Rich) ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีความมั่งคั่ง สามารถเอาตัวรอดได้ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร อยู่ที่การวางแผนการเงินที่ดีนั่นเอง และหาก HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใคร ๆ ก็อยาก Retire Rich เกษียณสำราญ อยากรวย อยากมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตแต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการวางแผนการเงินที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเกษียณอายุการทำงานที่มั่นคง มีเงินเหลือกินเหลือใช้ต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนไม่วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณสำราญ เพราะไม่ได้คำนึงถึงอนาคต แต่เน้นการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างเต็มที่ ทำให้บ่อยครั้งต้องยืมเงินจากอนาคตมาใช้ก่อน รู้ตัวอีกทีกลับกลายเป็นหนี้จำนวนมาก จนยากจะแก้ไขได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากไม่รู้จะเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอย่างไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นตัวเลือกที่ดีที่เดียว นี่คือสวัสดิการขององค์กรที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเก็บออมเงินได้ทันทีที่เงินเดือนออก การันตีว่าจะไม่ได้ใช้จนหมดแน่นอนตั้งแต่เงินมาถึงตัว </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR เองก็สามารถช่วยให้พนักงานวางแผนทางการเงินได้ แม้บางครั้ง HR เองจะไม่ได้มีความรู้ทางการเงิน แต่ก็สามารถจ้างคนที่มีความรู้ทางการเงินมาช่วยให้ความรู้พนักงานได้ หรือหากไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็สามารถมาค้นหา Financial Benefit ที่จะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของพนักงานได้เลยผ่านแพลตฟอร์มของ HREX</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41597" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 427" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใคร ๆ ก็อยากรวย อยากมีเงินมีทองใช้ทั้งชีวิตกันทั้งนั้น แต่กว่าจะรวยได้ไม่ง่ายเลย บางคนทำงานทั้งชีวิตยังไม่พอกินพอใช้ในแต่ละวัน บางคนแม้จะมีเงินมากมายเหมือนจะรวยจริง แต่กลับเป็นหนี้ก้อนโต ไม่เคยมีเหลือเก็บ ขณะที่บางคนแม้จะไม่ได้มีเงินเดือนมากมาย แต่เก็บหอมรอมริบ และเอาเงินไปออมหรือลงทุนถูกที่จนเงินงอกเงย เพียงพอที่จะ</span><b> เกษียณสำราญ (Retire Rich)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีความมั่งคั่ง สามารถเอาตัวรอดได้ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร อยู่ที่การวางแผนการเงินที่ดีนั่นเอง และหาก HR สามารถช่วยเหลือพนักงานวางแผนการเงินอย่างถูกต้อง ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อองค์กรตามมาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้พามาสำรวจกันดีกว่าว่า ทำไมการวางแผนทางการเงิน จึงช่วยให้สามารถเกษียณอย่างสำราญ และ HR จะสามารถช่วยเหลือพนักงานอย่างไรได้บ้าง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้เงินยามแก่เถ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>วางแผนการเงินคืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการเกษียณสำราญในวันหน้า (Retire Rich)</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38380 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-41.png" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 428" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-41.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-41-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคาร CIMB Thai นิยามความหมายของการวางแผนการเงินไว้ว่า หมายถึง </span><i><span style="font-weight: 400;">“กระบวนการที่จะช่วยให้เรารู้จักสภาพการเงินของตนเอง ผ่านการกำหนดเป้าหมายทางการเงิน กำหนดแนวทางการใช้จ่ายและการลงทุน บริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การวางแผนการเงินคือวิธีที่ช่วยให้เรารู้ว่า เราควรใช้จ่ายอย่างไร เมื่อเทียบกับเงินที่ได้รับในแต่ละเดือน เราจะรู้ว่าที่ผ่านมาเราฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งไหน และควรต้องลดรายจ่ายเรื่องอะไร ไปจนถึงการตั้งเป้าหมายเก็บออมเงิน หรือนำไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยมากขึ้นในอนาคต เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวางแผนการเงินสำคัญถึงขนาดที่ว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ระบุไว้เลยว่า การไม่วางแผนทางการคือ 1 ใน 10 นิสัยยอดแย่ทางการเงินที่เราต้องรีบแก้ไขด้วย </span></p>
<h3><b>แล้วเราต้องคิดเรื่องวางแผนการเงินตั้งแต่เมื่อไหร่ ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายคน เช่น </span><b>โค้ชหนุ่ม &#8211; จักรพงษ์ เมฆพันธุ์ หรือ The Money Coach </b><span style="font-weight: 400;">พูดบ่อย ๆ ในพอดแคสต์และในคลิปทาง YouTube: The Money Coach ว่า เราควรวางแผนการเงินตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มวางแผนตอนเหลืออีกไม่กี่ปีจะเกษียณอายุแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่คุณ<strong>ปั้น &#8211;</strong> </span><b>จิตรกร แสงวิสุทธิ์ ARTISAN MONEY</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เสริมว่าคนที่ไม่ได้วางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณ อาจไม่สามารถเกษียณอย่างสมบูรณ์ได้ เพราะหากเกษียณก็เท่ากับว่าไม่มีรายได้เข้ามาเลย ทำให้ยังจำเป็นต้องทำงานหาเงินอยู่เหมือนเดิม แต่ในช่วงนั้น สภาพร่างกายของเราจะเสื่อมลง สมรรถภาพก็เสื่อมถอยลง ไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเก่า จริงอยู่ว่าบางคนอายุเยอะแล้วยังสามารถบริหารงานต่อได้ดี แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแบบนั้นได้</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“การเกษียณแบบมีอิสรภาพทางการเงิน หมายความว่า เรามีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย เรามีรายได้จากการที่สินทรัพย์ที่เราออมหรือลงทุนไว้สร้างกระแสเงินสดให้ แล้วมีมูลค่าเยอะกว่าค่าใช้จ่ายปัจจุบันในแต่ละเดือน ทำให้บางครั้งเราอาจสามารถเกษียณก่อนเวลา แล้วมีกินมีใช้จากรายได้เหล่านี้ได้เลย”</span></i></p>
<h3><b>แล้วควรเริ่มอย่างไรจึงจะรวย มีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณอย่างสำราญ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำก็คือ เราต้องรู้และวางแผนก่อนว่า เราจะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่ตอนนั้น จะได้ใช้เวลาตอนนี้ทำงานอยู่หาเงินให้พร้อมใช้ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เราสามารถออมเงิน หรือลงทุนจากเงินจำนวนไม่กี่ร้อยบาท หรืออาจเริ่มจากหลักสิบบาทก็ได้ ไม่ต้องรอมีเงินก้อนใหญ่แล้วค่อยเอามาลงทุนทีเดียว เพราะหากมัวแต่รอให้มีเงินก้อนใหญ่ สุดท้ายก็จะไม่ได้เริ่มออมเสียที จนเสียโอกาสที่เงินจะงอกเงยในบั้นปลาย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190514-financial-problem-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22267" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/1-1.png" alt="ปัญหาการเงินของพนักงาน (Financial Problem of Employee) เรื่องชวนปวดหัวที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="338" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 429" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/1-1.png 1280w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/1-1-300x169.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/1-1-1024x576.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/1-1-768x432.png 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190514-financial-problem-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ปัญหาการเงินของพนักงาน (Financial Problem of Employee) เรื่องชวนปวดหัวที่ HR ไม่ควรมองข้าม</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>วางแผนทางการเงินตั้งแต่วันนี้ ป้องกันปัญหาในอนาคต</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้คนมักคิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะกับคนที่มีอายุเยอะ ๆ แต่อย่างที่ The Money Coach และคุณปั้น Artisan กล่าวไว้ว่า ยิ่งตระหนักรู้เรื่องนี้ตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ จะยิ่งได้เปรียบกว่าใคร เพราะจะมีเวลาเยอะกว่าผู้อื่นในการเก็บเงิน และถ้าวางแผนช้าเกินไป เราอาจไม่สามารถเกษียณอย่างมีอิสรภาพได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเหตุผลมากมายว่าทำไมเราถึงต้องวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน หรืออย่างน้อยก็ต้องเริ่มรู้เรื่องนี้บ้าง ดังนี้</span></p>
<h3><b>1. เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้หน้าที่การงานของเราจะมั่นคงในวันนี้ เราอาจได้รับเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน แต่ไม่มีใครรู้ว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า หรืออีก 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในแง่ร้ายที่สุด เราอาจถูกไล่ออกจากงาน หรือมีเหตุให้ต้องลาออกโดยไม่คาดคิดมาก่อน และต้องใช้เวลาหางานใหม่ ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่า เราจะได้งานทันทีที่ออกจากที่เก่า ซึ่งหมายความว่ารายได้ที่เคยมีจะขาดตอนทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า อย่างน้อยใช้จ่ายอย่างประหยัด และมีเงินสำรองฉุกเฉินเหลือพอใช้ไปอย่างน้อย 3-6 เดือน จะช่วยให้ในช่วงที่ว่างงาน เราจะยังพอมีเวลา พอตั้งสติ แล้วเริ่มต้นหางานและหาเงินใหม่ โดยไม่เพิ่มระดับความเครียดให้ชีวิตเกินขีดเกินไป</span></p>
<h3><b>2. วางแผนการเงิน ช่วยวางแผนสุขภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาเราพูดถึงการมีสุขภาพที่ดี เรามักจะคิดถึงแต่สุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมีสุขภาพการเงินที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน และเผลอ ๆ คือปัจจัยที่ช่วยให้สุขภาพกายและใจแข็งแรงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอย่างที่กล่าวไป การมีสุขภาพการเงินที่ดี จะทำให้ไม่วิตกกังวลเรื่องการเงิน ไม่เครียดเพราะไม่มีเงินใช้ และเราจะสามารถใช้เงินซื้อเวลา ซื้อความสุขทางกายและใจให้ตัวเองได้มากกว่าคนที่ไม่มีเงิน หรือบริหารจัดการเงินผิดพลาด</span></p>
<h3><b>3. ป้องกันปัญหาเสียภาษีผิดพลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวางแผนการเงินที่ดี ช่วยให้พนักงานทั้งหลายไม่มีปัญหาตอนจ่ายภาษี การรู้ว่าฐานเงินเดือนเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่ หากรู้ว่าต้องเสียภาษีเท่านี้ ต้องทำอย่างไรจึงจะลดหย่อนภาษีได้ จะเป็นแต้มต่อมากกว่าคนที่ไม่รู้และไม่เคยศึกษาอย่างจริงจัง และช่วยให้ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลังว่าต้องเสียภาษีเพิ่ม เพราะจ่ายผิด</span></p>
<h3><b>4. ช่วยวางแผนอาชีพในอนาคตได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำกล่าวว่า ผู้คนจำนวนมากชอบใช้วิธีลาออก แล้วเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ (Job Hopper) เพราะวิธีนี้จะช่วยเพิ่มเงินเดือนได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่มันไม่มีความยั่งยืน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่กระโดดขึ้นไปรับเงินเดือนจนถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ความสามารถของตัวเราเองไม่เพิ่มสูงขึ้นตาม ไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับเงินจำนวนนั้น สุดท้ายก็จะชนเพดาน และก็ต้องกลับมารับเงินเดือนที่น้อยลง ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าจะบริหารจัดการไม่ได้ เพราะไลฟ์สไตล์ในการใช้เงินไม่ได้ลดลงตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่มีความรู้ทางการเงิน การวางแผนการเงินที่ดี จะช่วยให้เรามีสมาธิ และมุ่งมั่นกับการทำงานให้ดีที่สุด เสริมแกร่งหน้าที่การงาน จนควรค่าแก่การได้เงินเดือนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางที่ช่วยให้เกิดการเติบโตทางอาชีพได้มั่นคงที่สุด และนำมาซึ่งการเติบโตทางการเงินที่มั่นคงตามไปด้วย</span></p>
<h3><b>5. เกษียณสำราญก่อนเวลาได้อย่างไร้ปัญหา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่วางแผนทางการเงินดี แม้จะไม่ได้รวยเร็ว แต่อย่างน้อยก็จะรวย และมีอิสรภาพทางการเงินแน่นอน พอวางแผนการเงินดี ก็จะช่วยให้เกษียณก่อนเวลาได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงอายุ 60 ปีก็ได้</span></p>
<h3><b>6. ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อผู้คนบริหารจัดการเงินไม่มีประสิทธิภาพคือ ต้องไปขอยืมเงินคนอื่นมาใช้ สำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะขอยืมเงินลูกหลาน ซึ่งก็ไปสร้างผลกระทบให้พวกเขาไม่สามารถใช้เงินที่เป็นของพวกเขาเองได้อย่างเต็มที่ เกิดเป็นปัญหาในการบริหารจัดการเงินอีกต่อ และบางรายอาจฝากความหวังไว้อีกว่า คนรุ่นลูกรุ่นหลานจะต้องเป็น “เดอะแบก” คนคอยเลี้ยงดูพวกเขายามเกษียณฝ่ายเดียว จนสุดท้ายเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ ไม่สามารถแบกกันไปได้รอด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราวางแผนการเงินตั้งแต่ตอนนี้ เราก็จะเป็นภาระของผู้อื่นน้อยลง ไม่เพียงเราจะอยู่ได้อย่างมั่นคง แต่ลูกหลานของเราก็จะสามารถตั้งหลักในอาชีพ ตั้งหลักทางการเงินได้ด้วยตัวเองเช่นกัน </span></p>
<h2><b>“หนี้” ปัญหาสำคัญที่ทำให้การเกษียณไม่สำราญ</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38377 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-39.png" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 430" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-39.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-39-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แต่ละคนไม่มีเงินพอกินพอใช้ยามเกษียณ นอกจากไม่มีความรู้เรื่องการเงินที่ถูกต้อง ไม่วางแผนการเงินแล้ว ยังรวมถึงการเป็นหนี้ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นปัญหาที่ผูกโยงมาจากการไม่มีความรู้ทางการเงิน และการไม่วางแผนทางการเงินนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะพอไม่วางแผนการใช้เงิน ก็จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เมื่อรู้ตัวอีกทีก็จะมีเงินเหลือไม่พอใช้ ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินมาหมุนเงินให้พออยู่รอดในแต่ละวันหรือแต่ละเดือน แล้วพอทำเช่นนั้นบ่อย ๆ ก็เกิดดินพอกหางหมู และกว่าจะแก้ปัญหาได้ก็อาจสายเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Money Coach เคยให้ขอบเขตของการเป็นหนี้ต่อเดือนไว้ว่า เราควรมีหนี้ไม่เกิน 40% ของการใช้จ่ายในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าควรเป็นหนี้จนเต็มที่ขนาดนั้น อย่างน้อยยังต้องเผื่อพื้นที่เพื่อให้มีสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละวันด้วย จนกว่าจะมีเงินเข้ามาในเดือนต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีหนี้คือการหยิบยืมเงินในอนาคตมาใช้จ่ายก่อนในวันนี้ โดยหนี้ที่ผู้คนมักเป็นอยู่บ่อย ๆ ก็คือหนี้บัตรเครดิต การเป็นหนี้คือด้านตรงข้ามของการออมเงินที่เราจะออมเงินในวันนี้ เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในอนาคต หนี้ก้อนนี้อาจไม่ใช่ปัญหาอะไร หากรูดบัตรเครดิตแล้วจ่ายคืนเต็มจำนวนในเดือนต่อไป แต่ปัญหาคือหลายคนมักจ่ายค่าบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำเท่านั้น มันเหมือนจะช่วยให้ผ่อนจ่ายต่อเดือนไม่เยอะ แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ จะเสียดอกเบี้ยสูงถึง 16% ทบต้นไปเรื่อย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสถานการณ์ของบางคนอาจหนักยิ่งกว่าตรงที่ไปกู้นอกระบบมาเพิ่ม ทำให้ปัญหายิ่งบานปลาย เพราะการต้องจ่ายดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบนั้น รวม ๆ กันแล้วอาจแพงกว่าเงินต้นที่เสียไปเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี 2565 ระบุว่า </span><b>คนไทยมีหนี้สูงถึง 37% หรือคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของประชากรไทย แถมสัดส่วนคนที่มีหนี้ก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย โดย 57% ของคนไทยที่เป็นหนี้ มีหนี้เกิน 100,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่ากลัวทีเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ เมื่อเดือนเมษายน 2566 ยังพบอีกว่ามีคนที่อยู่ในวัยเกษียณเป็นหนี้ สูงและหนี้นาน ถึง 20% โดยค่าเฉลี่ยของหนี้ที่มีอยู่ที่ประมาณ 128,384 บาทต่อราย ซึ่งนั่นหมายความว่า คนที่เป็นหนี้ด้วยตัวเลขขนาดนี้ แทบจะบอกลาการเกษียณอย่างสำราญไปได้เลย</span></p>
<h2><b>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการสำคัญ ช่วยพนักงานมีเงินเหลือใช้ยามเกษียณ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาคนเราได้เงินเดือนมา คนจำนวนมากมักจะเอาไปใช้ทันทีโดยไม่ได้เก็บไว้ออมก่อน ทำให้สุดท้ายไม่มีเงินเหลือเก็บ ขณะเดียวกันบางคนอาจคิดว่า ไว้มีเงินเหลือในแต่ละเดือนเท่าไหร่ ค่อยเอาไปออมแทน แต่มีกี่คนกันที่จะเหลือใช้ไปจนถึงปลายเดือน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่ได้เงินเดือนมาแล้วใช้จนหมด ไม่มีเหลือเก็บ การที่องค์กรมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นสวัสดิการ ถือเป็นเครื่องมือชั้นดีทีเดียวที่ช่วยให้พนักงานเก็บเงินได้อยู่ และสามารถเข้าใกล้การเกษียณอย่างปลอดภัยมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วยให้พนักงานสามารถออมเงินได้ทันทีที่เงินเดือนออก โดยจะหักออกไปตั้งแต่ตอนที่ได้เงินเดือนมา พร้อม ๆ กับการหักเงินส่วนของประกันสังคมนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหลายองค์กร พนักงานจะมีสิทธิ์สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลักผ่านโปร ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำเต็มตัวไปแล้ว โดยพนักงานจะสามารถเลือกได้ว่าจะหักเงินเพื่อไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองไหน เป็นจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ซึ่งสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 3%, 5%, 10% ไปจนถึง 15% โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปลงทุนให้งอกเงยต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น องค์กรจะช่วยสมทบเงินให้อีกด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละองค์กรจะสมทบเท่าไหร่ บางองค์กรสมทบแค่ 3% บางองค์กรสมทบในอัตราเดียวกับที่พนักงานหักออกมาจากกองทุน นั่นหมายความว่า พนักงานจะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกนอกจากได้เงินเดือนเป็นประจำอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็มีกติกาเหมือนกันว่า พนักงานจะได้เงินที่องค์กรสมทบให้หลังทำงานไปแล้วกี่ปี เช่น พนักงานจะได้เงินสมทบจากองค์กร 10% หลังทำงานไปแล้ว 1 ปี และจะได้ครบ 100% หลังทำงานครบ 5 ปี บางองค์กรอาจต้องรอถึง 3 ปีกว่าที่พนักงานจะได้เงินสมทบ 10% และจะได้ครบ 100% หากทำงานครบ 7 ปี เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม พนักงานจะตัดสินใจไม่หักเงินไปลงในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลยก็ได้เช่นกัน หากพบว่าเขาสามารถเก็บเงิน ลงทุนในช่องทางอื่นแล้วได้เหมาะสมกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรที่เป็นหน่วยงานราชการอาจไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก็จะมีกองทุน กบข. หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งใช้หลักการใกล้เคียงกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ อาจไม่ใช่ทุกองค์กรที่มองเห็นความสำคัญของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่เป็น Startup องค์กรเทคโนโลยี ที่พนักงานอาจเข้า ๆ ออก ๆ เป็นประจำ จนมี Turnover Rate สูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความคิดของคุณปั้น Artisan Money มองกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าเป็นสวัสดิการที่มีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนเป็นพนักงานประจำ ซึ่งทำให้คนที่เป็นฟรีแลนซ์แบบเขาอิจฉามาก ๆ ที่มีบริการช่วยเก็บเงินให้ตั้งแต่แรกแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ได้ศึกษาต่อว่า เราควรเลือกลงทุนแบบไหนดี แผนความเสี่ยงที่รับได้ควรเป็นเช่นไร ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนทางการเงินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาต่อมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจได้หากฝั่งขององค์กรจะไม่ได้มีสวัสดิการเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน เพราะองค์กรจะมองว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่องค์กรต้องจ่ายเพิ่ม และหากองค์กรไหนวางแผนการเงินไม่ดีก็อาจมีปัญหาตามมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก็ยังเชื่อมั่นว่า นี่คือสวัสดิการที่ดึงดูดและยังจำเป็นต้องมีอยู่ดี หากต้องการดึงดูดพนักงานมากความสามารถให้มาร่วมงานกับองค์กร เพราะอย่าลืมว่า</span><b> ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีคนเข้าออกอยู่บ่อย ๆ ยังมีคนอีกมากที่อยากทำงานอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งแล้วเกษียณอายุไปพร้อมกับองค์กรนั้นเลย</b><span style="font-weight: 400;"> กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้สามารถเกษียณได้อย่างสำราญแน่นอน</span></p>
<h2><b>อยากรวย มีเงินเก็บเพียงพอหลังเกษียณ เก็บเงินผ่านช่องทางใดได้บ้าง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว เรายังสามารถออมเงิน เก็บเงิน หรือเอาเงินไปลงทุนในอีกหลายช่องทางเพื่อให้เงินเติบโตเพียงพอกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ HREX จะขอแนะนำเครื่องมือพื้นฐานคร่าว ๆ ให้ได้ลองไปพิจารณากัน ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38378 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-_40_.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 431" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-_40_.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-_40_-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>1. กองทุน RMF</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่รู้จะเริ่มออมเงินผ่านช่องทางไหน การออมเงินในกองทุนคือวิธีที่ง่ายที่สุด และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีทีเดียว เพราะการซื้อกองทุนคือการซื้อทรัพย์สินหลายอย่างด้วยเงินก้อนเดียว ไม่เหมือนการซื้อสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น หุ้น ที่จะได้เพียงรายตัวเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกองทุนที่เหมาะสมกับการออมเพื่อเกษียณนั้น หนีไม่พ้นการซื้อกองทุน RMF หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) ความพิเศษของกองทุนนี้คือ เมื่อซื้อแล้วจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จนกว่าอายุ 55 ปี ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า เงินที่ลงทุนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เราจะไม่นำเอามากินมาใช้ก่อนจนหมดแน่นอน ที่สำคัญ เรายังเอาเงินที่ใส่เข้าไปมาลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ไม่ใช่ว่าจะเลือกกองทุน RMF กองไหนก็ได้นะ ต้องดูด้วยว่ากองทุนนั้นซื้อสินทรัพย์อะไร หากเลือกกองทุนที่ดี มีศักยภาพในการเติบโต มั่นใจได้ว่าเงินต้นที่ออมและลงทุนไว้จะค่อย ๆ งอกเงย ไม่ติดลบเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เงินก้อนนี้จริง ๆ</span></p>
<h3><b>2. ประกันบำนาญ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ RMF หากใครไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. ก็สามารถมาซื้อประกันบำนาญ หรือประกันที่จะจ่ายเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนดจนถึงอายุ 55 หรือ 60 ปี ซึ่งจะจ่ายคืนให้ผู้ทำประกันในรูปแบบของบำนาญหลังเกษียณอายุ โดยสามารถปรับเลือกได้ว่า จะซื้อกี่ปี จะให้เอาเงินออกมาในปีไหน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประกันบำนาญไม่เพียงช่วยในเรื่องการออม แต่จะทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อยามเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล จะมีเงินมาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แน่นอน</span></p>
<h3><b>3. ทองคำ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทอง ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกักเก็บความมั่งคั่ง (Store of Value) ที่ผ่านการพิสูจน์มายาวนานหลายพันปีว่าเชื่อถือได้ เพราะนับวันมูลค่าของทองคำจะเพิ่มสูงขึ้น แตกต่างจากการเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร ที่นับวันก็จะยิ่งด้อยมูลค่าไปเรื่อย ๆ เพราะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยราคาทองคำ 1 บาทตีเป็นเงินบาทในปัจจุบัน มีมูลค่าเทียบเท่าเงินสด 41,000 บาทแล้ว ขณะที่เมื่อ 30 ปีก่อน หากซื้อทองคำ 1 บาท จะใช้เงินแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออมทองในปัจจุบันยังทำได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องมีเงินก้อนในการซื้อทองคำรวดเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีร้านทองหลายแห่ง เปิดให้สามารถออมทองผ่านแอปพลิเคชั่น หรือผ่านบล็อกเชน (Blockchain) ได้ทำให้สามารถซื้อสะสมทองคำได้เรื่อย ๆ มี 100 บาทก็ออมได้ ขอเพียงเลือกร้านที่จะออมในร้านที่เชื่อถือได้ ก็มั่นใจได้ว่าเงินที่ออมไว้จะไม่หายไปไหนแน่นอน</span></p>
<h3><b>4.หุ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนมักมีความคิดว่า การลงทุนในหุ้นคือการเก็งกำไร การพนัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะทำให้เสียเงินไปอย่างน่าเสียดาย แต่จริง ๆ แล้ว เราสามารถซื้อหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาว แล้วให้มันสร้างความมั่งคั่งยั่งยืนแทนเราได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><b>กวี ชูกิจเกษม</b><span style="font-weight: 400;"> นักสร้างอิสรภาพทางการเงิน ผู้เขียนหนังสือ เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน อธิบายไว้ว่า การลงทุนในหุ้นเปรียบเหมือนกับการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปบริหารเอง แต่มีมืออาชีพที่คอยบริหารและทำงานให้ และเมื่อบริษัทที่เราลงทุนเติบโต มีผลประกอบการดี เราก็จะได้เงินปันผลเป็นการตอบแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของตัวเราเองที่จะต้องมองหาหุ้นพื้นฐานดี หาองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง สามารถเติบโตได้ในระยะยาว หากิจการที่สามารถฝ่าฟันวิกฤติมาได้เสมอ จะยิ่งเป็นแต้มโตให้เงินงอกเงย และมีเงินกินใช้ไปอีกนานแสนนาน</span></p>
<h3><b>5. บิทคอยน์ (Bitcoin)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ดิจิทัล อาจดูเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับการเก็บเงินในระยะยาว ซึ่งบิทคอยน์ ก็ถูกมองว่าเป็นเช่นกัน เพราะความผันผวนของราคาที่พร้อมจะขึ้นและลงได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าการออมเงินในบิทคอยน์ คือแหล่งกักเก็บความมั่งคั่ง (Store of Value) ที่ดีที่สุด และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้ สาเหตุสำคัญก็เพราะบิทคอยน์มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญฯ และเป็นจำนวนที่ไม่สามารถเพิ่มได้ เมื่อเทียบกับเงินสด หรือเงินเฟียตที่สามารถเพิ่มจำนวนได้เรื่อย ๆ จนทำให้เงินเสื่อมค่าลงในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้บิทคอยน์มีสถานะไม่ต่างอะไรจากทองคำนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายนี้ การเก็บเงิน หรือการลงทุนในแหล่งต่าง ๆ มาพร้อมความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป สิ่งที่แต่ละคนจำเป็นต้องทำต่อจากนี้ คือการศึกษาเครื่องมือในการออม การลงทุนให้ถี่ถ้วนก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าลงทุนและเก็บออมไว้ในทรัพย์สินที่เติบโตได้ และที่สำคัญต้องอาศัยวินัยในการเก็บออมอย่างสม่ำเสมอด้วย มิฉะนั้น เมล็ดพันธุ์ที่โปรยไปในวันนี้ จะไม่สามารถผลิดอกออกผลและสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้เลย</span></p>
<h2><b>HR ต้องมีความรู้ทางการเงินหรือไม่ เพื่อช่วยเหลือพนักงานในองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนรู้ว่าการออมเงิน และการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเกษียณในอนาคต แต่บ่อยครั้งหลายคนไม่ได้มองไกลไปขนาดนั้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ HR ในการทำให้พนักงานในองค์กรเข้าใจความสำคัญของการวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อการเกษียณในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ได้พูดคุยกับ </span><b>มาดามฟินนี่ (MadamFinney) </b><span style="font-weight: 400;">นักวางแผนทางการเงินและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินว่า สิ่งที่ HR สามารถช่วยพนักงานได้มีดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR สามารถช่วยเสนอแนะนโยบายและสวัสดิการเพิ่มเติมที่เอื้อต่อการออมเงินของพนักงาน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น  </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR สามารถเสนอจัดอบรมหรือให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อการเกษียณแก่พนักงาน เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนเกษียณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR สามารถสร้างแรงจูงใจให้พนักงานใส่ใจเรื่องการออมผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงมีช่องทางให้คำปรึกษาพนักงานที่มีปัญหาการเงินหรือมีหนี้สิน </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจแย้งว่า ลำพัง HR เองก็ไม่ได้มีความรู้ถึงขั้นสามารถไปให้คำแนะนำทางการเงินให้ใครได้เหมือนกันนะ ประเด็นนี้คุณปั้น Artisan Money เสริมว่า HR อาจไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเงินถึงขั้นไปสอนพนักงานเองก็ได้ </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“การวางแผนเกษียณ มันคือการสะกิดให้เขารู้ว่า ต้องทำเพื่อตัวเองในอนาคตอย่างไรบ้าง ทำให้เขาเข้าใจการวางแผนตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อย HR ก็ต้องพยายามจัดหาคนที่มีความรู้เรื่องการเงิน มาให้ความรู้และสอนพนักงานให้เข้าใจในประเด็นดังกล่าวด้วย ต้องลองพยายามสื่อสารไปให้ถึงทุกคนก่อนครับ ส่วนจากนั้นเขาจะนำไปปรับใช้ต่อยอดอย่างไร ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลของเขาแล้ว”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกวิธีที่สามารถช่วยเหลือพนักงานได้ก็คือการหาบริการ Financial Benefit หรือสวัสดิการด้านการเงินมาใช้ในองค์กร เพื่อช่วยเหลือพนักงานในด้านต่าง ๆ โดยหาก HR องค์กรไหน ยังไม่มีบริการดังกล่าวให้กับพนักงานล่ะก็ สามารถมาค้นหา </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/33?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Financial Benefit</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผ่าน HREX ได้เลยทางลิงก์นี้</span></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และการซื้อความสุขในวันนี้ให้กับตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด หากใครจะไม่เก็บเงินเพื่ออนาคตก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน แต่อย่างน้อยการวางแผนทางการเงินไว้ให้พร้อมสำหรับยามเกษียณ ก็เป็นการป้องกันภัยที่คาดไม่ถึง และอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตที่ไร้ความแน่นอน ซึ่งการมีเงินไว้สำรอง ย่อมดีกว่าการไม่มีเงินแม้แต่นิดเดียว ขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วว่า อยากให้เส้นทางในอนาคตของเราเป็นเช่นไร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<p>คุณจิตรกร Artisan Money</p>
<p>มาดามฟินนี่</p>
<p><a href="https://www.aihr.com/blog/hr-finance/" target="_blank" rel="noopener">aihr</a></p>
<p><a href="https://elitebusinessmagazine.co.uk/people/item/looking-long-term-how-you-can-help-employees-plan-for-their-financial-future-while-managing-short-term-obligations" target="_blank" rel="noopener">elitebusinessmagazinemanaging</a></p>
<p><a href="https://www.shrm.org/topics-tools/news/employee-relations/how-to-help-employees-ease-retirement" target="_blank" rel="noopener">shrm</a></p>
<p><a href="https://www.principal.th/en/whyweshouldhavepvd" target="_blank" rel="noopener">principal</a></p>
<p><a href="https://www.setinvestnow.com/th/financialplanning/retirement-planning" target="_blank" rel="noopener">setinvestnow</a></p>
<p><a href="https://projects.pier.or.th/household-debt/" target="_blank" rel="noopener">projects pier</a></p>
<p><a href="https://www.prachachat.net/finance/news-1272590" target="_blank" rel="noopener">prachachat</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="1600" height="500" title="ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานวางแผนการเงินเพื่อเกษียณสำราญ 432" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/too-hot-to-work-240405/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/too-hot-to-work-240405/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 02:57:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38244</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Too Hot to Work คุณคิดว่าอากาศวันนี้ของเมืองไทยร้อนเกินไปหรือไม่ ขอยืนยันว่าคุณคิดถูกแล้ว เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 73 ปีเลยทีเดียว ถึงอุณหภูมิร้อนจน Too Hot to Work แต่ผู้คนก็ยังต้องทำงานกันต่ออยู่ดี อย่างไรก็ตาม พึงระวังไว้ว่าการทำงานกลางอากาศร้อน มีข้อเสียหลายประการ นอกจากจะทำให้ป่วยง่าย เป็นลม ขาดน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลต่อการทำงาน (Too Hot to Work) เป็นปัญหาที่พบเจอกันทั่วโลก หลายองค์กรจึงมี Heat Safety หรือแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับอากาศร้อนระอุ เพื่อให้พนักงานปลอดภัยจากการทำงาน หากอยากเห็นองค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ HR ก็ต้องดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ ผ่านบริการดูแลสุขภาพพนักงาน (Health &#38; Wellness Solution) แต่หากไม่รู้ใช้บริการอะไร สามารถมาค้นหาผ่าน HREX ได้เลย อากาศวันนี้มันร้อนเกินไปแล้ว คุณรู้สึกอย่างนั้นหรือไม่ ?  ถ้าคิดอย่างนั้นล่ะก็ คุณคิดถูกต้องแล้ว ! เพราะนับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Too Hot to Work คุณคิดว่าอากาศวันนี้ของเมืองไทยร้อนเกินไปหรือไม่ ขอยืนยันว่าคุณคิดถูกแล้ว เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 73 ปีเลยทีเดียว</li>
<li aria-level="1">ถึงอุณหภูมิร้อนจน Too Hot to Work แต่ผู้คนก็ยังต้องทำงานกันต่ออยู่ดี อย่างไรก็ตาม พึงระวังไว้ว่าการทำงานกลางอากาศร้อน มีข้อเสียหลายประการ นอกจากจะทำให้ป่วยง่าย เป็นลม ขาดน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต</li>
<li aria-level="1">ปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลต่อการทำงาน (Too Hot to Work) เป็นปัญหาที่พบเจอกันทั่วโลก หลายองค์กรจึงมี Heat Safety หรือแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับอากาศร้อนระอุ เพื่อให้พนักงานปลอดภัยจากการทำงาน</li>
<li aria-level="1">หากอยากเห็นองค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ HR ก็ต้องดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ ผ่านบริการดูแลสุขภาพพนักงาน (Health &amp; Wellness Solution) แต่หากไม่รู้ใช้บริการอะไร สามารถมาค้นหาผ่าน HREX ได้เลย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41589" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113309.980.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="370" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 442" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113309.980.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113309.980-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>อากาศวันนี้มันร้อนเกินไปแล้ว </b><span style="font-weight: 400;">คุณรู้สึกอย่างนั้นหรือไม่ ? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคิดอย่างนั้นล่ะก็ คุณคิดถูกต้องแล้ว ! เพราะนับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ อุณหภูมิของประเทศก็ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มว่าจะพุ่งสูงขึ้นอีก ชนิดที่ประวัติศาสตร์แห่งความร้อนต้องบันทึกไว้เลยทีเดียว ! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่อย่างใด เพราะยิ่งอากาศร้อน มันยิ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของประชาชนทุกคนตามไปด้วย ในช่วงเวลาแบบนี้ HR ผู้มีหน้าที่ดูแลพนักงานโดยตรง จึงควรทำทุกอย่างเพื่อดูแลพนักงาน และช่วยเหลือพวกเขาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบาย </span><b>Heat Safety</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถทำอย่างไรได้บ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ภาพรวมประเทศไทย อากาศร้อนเกินไปแล้ว</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38252" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-scaled.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="401" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 443" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/business-woman-stressed-while-using-laptop-sits-steps-business-people-concept-1-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" />ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยทั่วไป โดยค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 28.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี (2534-2563) 0.7 องศาเซลเซียส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น นี่ยังเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งนับถอยหลังกลับไปตั้งแต่ปี 2494 ทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า แค่อุณหภูมิเฉลี่ย 28.1 องศา ก็ดูไม่แย่เท่าไหร่ แต่หากเจาะเฉพาะตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด ในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะในภาคกลางจะร้อนจัด มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 42 องศา และยังคาดการณ์อีกว่า อุณหภูมิสูงสุดหน้าร้อนไทยปีนี้ สามารถสูงถึง 44.5 องศาได้เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อากาศร้อนรุนแรงมาก ก็เพราะเกิดไฟป่าตามธรรมชาติ รวมทั้งยังมีการเผาป่าในหลายพื้นที่ ทำให้อากาศที่ว่าร้อนอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกเหมือนตกนรกมากขึ้น แถมยังเกิดฝุ่น PM2.5 ปกคลุมในหลายภูมิภาค ยิ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า อากาศประเทศไทยร้อนเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่เพราะนี่คือปัญหาโลกร้อน ที่พบเจอกันได้แทบทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่มีใครสามารถหนีพ้น อย่างประเทศสิงคโปร์ มีรายงานว่าตั้งแต่ปี 2556-2565 นี่คือช่วงเวลา 1 ทศวรรษที่ร้อนที่สุดของดินแดนเมอร์ไลออนทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสำนักข่าว </span><a href="https://www.channelnewsasia.com/singapore/very-hot-days-more-frequent-dry-spells-rainfall-extreme-weather-national-climate-change-study-4021261" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของสิงคโปร์ยังรายงานด้วยว่า มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะทะลุจุดแตกเกิน 40 องศาภายในเดือนพฤษภาคม 2567 กลายเป็นสถิติใหม่ของอีกประเทศเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนในยุโรป ซึ่งมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว ก็มีรายงานว่าอากาศร้อนขึ้นอย่างสังเกตเห็นได้ </span><a href="https://www.euronews.com/green/2023/10/09/october-heatwave-expected-in-parts-of-europe-after-countries-record-hottest-ever-september" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Euronews</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าเมื่อเดือนกันยายน 2566 หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับปัญหาคลื่นความร้อน หรือ Heat Wave ที่ร้อนระอุเกินต้าน ทำให้เกิดการพูดคุยกันอีกครั้งว่า หากไม่รีบแก้ไขหรือหามาตรการป้องกันและบรรเทาความร้อนตั้งแต่ตอนนี้ อาจเกิดความเสียหายตามมาในอนาคตซึ่งหนักหนากว่าที่ใครจะคาดคิด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38248" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-scaled.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="358" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 444" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-300x179.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-1024x611.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-768x458.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-1536x916.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-skitterphoto-1019472-2048x1221.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>เมื่ออากาศร้อนเกินไป ส่งผลเสียอย่างไรในการทำงาน (Too Hot to Work)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แสงแดดและความร้อนมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายสถานการณ์ของชีวิต เช่น มอบวิตามินดีให้ร่างกาย ซึ่งช่วยให้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นั่นอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า เราควรรับแสงแดดแบบพอดีและไม่มากเกินไป แตกต่างจากการออกไปทำงานกลางแดดทั้งวัน ที่ยิ่งอากาศร้อนมาก มันก็ยิ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต รวมถึงการทำงานตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับข้อเสียของการทำงานกลางอากาศร้อน ๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ทำให้ร่างกายล้มป่วยง่าย โดนรุมเร้าด้วยหลายโรคภัย เริ่มจากการเป็นไข้ เป็นลม ร่างกายขาดน้ำ ไปจนถึงการเกิดภาวะความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ป่วยเป็นโรคลมร้อน (Heat Illness / Heat Stroke) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะมันสามารถทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว ต้องเสียเงินค่ารักษา ค่าปฐมพยาบาลด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากพนักงานต้องทำงานในสภาพนี้ทั้งวันล่ะก็ ยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุตามมาอีกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องทำงานในโรงงาน ทำงานกลางแจ้ง หรืออยู่ในจุดที่ไม่มีอากาศไหลเวียนที่ดี บางครั้งอุบัติเหตุยังเกิดขึ้นจากความเสียหายของอุปกรณ์การทำงาน ที่เจอความร้อนจนสภาพเสียหายก่อนเวลาอันควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การทำงานในที่ร่ม การทำงานในออฟฟิศจะปลอดภัยกว่า แต่มันก็มีต้นทุนที่องค์กรต้องรองรับ เช่น ค่าไฟที่จะแพงขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา และก็ต้องภาวนาว่าอย่าให้เครื่องปรับอากาศมีปัญหาด้วย มิฉะนั้นก็ต้องเสียค่าซ่อมบำรุงเพิ่มเติม และอาจต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียว กว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38249" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-scaled.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="400" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 445" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/beautiful-architecture-building-taipei-city-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>ตัวอย่าง 3 กรณีอันตราย ทำงานกลางอากาศร้อนที่ไม่ปลอดภัย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการทำงานกลางอากาศร้อน อุณหภูมิสูงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่ละองค์กรจำเป็นต้องมีมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อปกป้องและดูแลพนักงานจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสหรัฐอเมริกา มีหน่วยงานชื่อว่า สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ  (Occupational Safety and Health Administration : OSHA) ซึ่งระบุว่า แทบทุกธุรกิจในสหรัฐฯ ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยหลากหลายรูปแบบ รวมถึงความปลอดภัยเมื่อพนักงานต้องทำงานกลางอากาศร้อน ๆ ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะทำได้เช่นนั้น และนั่นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินขึ้น HREX ค้นพบว่า OSHA เคยรายงานถึง 3 กรณีการทำงานกลางอากาศร้อนอย่างไม่ปลอดภัย ที่เราควรศึกษาไว้ และไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(OSHA ไม่เปิดเผยชื่อและองค์กรของผู้ประสบภัยในแต่ละกรณี ด้วยเหตุผลว่าเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของพนักงาน)</span></p>
<h3><b>1. ช่างมุงหลังคาเผชิญโรคลมแดด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีแรกเป็นเรื่องของช่างมุงหลังคาอายุ 42 ปีที่ล้มป่วยเป็นลมแดดใน 3 วันแรกของการทำงาน ช่วง 2 วันแรก เขาไม่รู้สึกว่ามีปัญหาแต่อย่างใด ก่อนที่ในวันสุดท้ายจะรู้สึกร้อนและไม่สบายตัวขึ้นเรื่อย ๆ จึงลงมาจากหลังคา (แต่ยังมานั่งพักกลางแดด ไม่เข้าที่ร่ม) ผลก็คือเขาป่วยเป็นโรคลมแดดค่อนข้างร้ายแรง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ทันท่วงทีเพราะสุดท้าย พนักงานคนนี้เสียชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีรายงานว่า นายจ้างจัดหาน้ำดื่ม น้ำแข็ง และน้ำเกลือแร่จัดไว้เพียงพอในบริเวณที่ทำงาน แต่นายจ้างไม่ได้มีแผนการที่รัดกุมเพียงพอ ไม่ได้สังเกตเห็นอาการอย่างรวดเร็ว และปล่อยให้พนักงานอยู่คนเดียวนานเกินไป เป็นผลให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงขึ้นในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อถึงวันที่สามซึ่งมี โดยมีอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 30 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์ 57 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นดัชนีความร้อนถึง 32 องศาเซลเซียส ในช่วงบ่ายเขาจึงบอกกับเพื่อนร่วมงานว่ร้ายแรงในตัวเขา</span></p>
<h3><b>2. ทำงานรับส่งของขาดน้ำ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้เกิดขึ้นกับพนักงานส่งพัสดุวัย 50 ปี ที่ทำงานนี้มา 6 ปีแล้ว หน้าที่ของเขาคือการส่งพัสดุด้วยวิธีการรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถหรือการเดินส่งจดหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งปลายเดือนพฤษภาคมปีหนึ่ง สภาพอากาศกลับร้อนอบอ้าวกะทันหัน เขาเริ่มประสบอาการกล้ามเนื้อเกร็งจากความร้อน และหน้ามืดจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 วัน ผลการรักษาพบว่า เขามีอาการไตวายเฉียบพลันเพราะขาดน้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคราะห์ยังดีว่า อาการของเขาดีขึ้นหลังได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงไม่มีการเสียชีวิตขึ้น</span></p>
<h3><b>3. ทำงานบริเวณเตาหลอม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง เจอแสงแดดจัง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะความร้อนสามารถมาได้หลากหลายรูปแบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์ในข้อนี้เกิดขึ้นในโรงงานโลหะแห่งหนึ่ง เมื่อพนักงานชายวัย 35 ปีเสียชีวิตเพราะได้รับความร้อนสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ จากการทำงานใกล้กับเตาหลอม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">OSHA รายงานว่า วันหนึ่งพนักงานคนนี้ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณเตาหลอมที่มีความร้อนสูง ถึงแม้เขาจะสวมชุดป้องกันความร้อนระหว่างทำงานอย่างดี แต่เพราะต้องทำงานในสภาพร้อนอบอ้าวหลายชั่วโมง ทำให้ร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดจนล้มลง หมดสติ และสิ้นชีวิตในเวลาต่อมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้ง 3 กรณีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงภัยของการทำงานกลางความร้อนที่ขาดมาตรการดูแลที่ดีเท่าที่ควร และเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า ทำไมแต่ละองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันความร้อน เพื่อจะได้ไม่สูญเสียพนักงานที่มีค่าโดยใช่เหตุ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38250" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-scaled.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="400" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 446" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/pexels-kateryna-babaieva-3361230-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>รู้จักหลักการ Heat Safety อยากทำงานหน้าร้อนให้ปลอดภัย ต้องตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการทำงานท่ามกลางอากาศร้อน ๆ ไม่เป็นผลดีต่อใคร หากใครเป็น HR ที่มีหน้าที่ดูแลพนักงานในองค์กร ก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้ ต้องหาวิธีช่วยเหลือพนักงานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นำมาสู่การออกแบบหลักการที่ชื่อว่า </span><b>Heat Safety</b><span style="font-weight: 400;"> หรือแนวทางการทำงานที่ช่วยให้พนักงานทำงานกลางอากาศร้อนระอุได้อย่างปลอดภัย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ แต่ละองค์กรจะมีมาตรการ Heat Safety แตกต่างกันไป แต่หลักใหญ่ใจความแล้วมีอยู่ 7 สิ่งที่พบเจอบ่อย ๆ โดย HREX ขอรวบรวมออกมาเป็นแนวทางโดยรวมดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> หลีกเลี่ยงการเผชิญความร้อนโดยไม่จำเป็น</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น การเปลี่ยนเวลาทำงาน ช่วยให้พนักงานเลี่ยงความร้อนระอุที่สุดของวันได้ อย่างไรก็ตาม อาจไม่ใช่ทุกองค์กรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาการทำงาน แต่หนึ่งในสิ่งที่ช่วยได้คือการอนุมัติให้พนักงาน Work From Home ช่วยให้ผู้คนออกจากบ้านเพื่อมาทำงานน้อยที่สุด</span></li>
<li><b> ส่งเสริมให้แต่งกายสบาย ๆ </b><span style="font-weight: 400;">แต่ละองค์กรอาจคาดหวังว่าการแต่งตัวดี แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย และมีความมิดชิดบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพในการทำงาน แต่ในยุคสมัยใหม่ หลายองค์กรตระหนักแล้วว่าไม่จำเป็นต้องให้พนักงานแต่งตัวเต็มยศก็ได้ เพราะประสิทธิภาพของการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแต่งกายแต่อย่างใด </span>อย่างไรก็ตาม หากงานไหนจำเป็นต้องสวมใส่ชุดแต่งกายที่มิดชิดเพื่อทำงาน เช่น ทำงานในโรงงาน ก็ยังจำเป็นต้องคงไว้เช่นนั้นนะ</li>
</ol>
<ol start="3">
<li><b> จัดหาน้ำดื่มให้พร้อม </b><span style="font-weight: 400;">ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต แทบทุกองค์กรล้วนมีตู้กดน้ำให้พนักงานอยู่แล้ว แต่ต้องดูแลให้มั่นใจว่า สามารถจัดสรรน้ำดื่มที่เพียงพอต่อจำนวนพนักงานได้ทุกคน ไม่ให้ใครต้องขาดน้ำแม้แต่คนเดียว </span></li>
<li><b> ห้ามดื่มของมึนเมา</b><span style="font-weight: 400;"> แต่ละองค์กรน่าจะมีกฎว่าห้ามดื่มแอลกอฮอล์ขณะปฏิบัติงานอยู่แล้ว เพราะทำให้สติสัมปชัญญะลดน้อยลง อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น โดย</span>จากข้อมูลของ<a href="https://www.thaipbs.or.th/now/infographic/130" target="_blank" rel="noopener"> ThaiPBS</a> ระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ช่วงหน้าร้อน เพราะความร้อนจัดจะทำให้แอลกอฮอล์ซึมเข้าเลือดเร็วขึ้น เพิ่มแรงดันเลือดให้สูงขึ้น ร่างกายจะขับเหงื่อ และปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่อาการช็อกหมดสติ และเสียชีวิตได้</li>
</ol>
<ol start="5">
<li><b> อบรมเรื่องความปลอดภัย</b><span style="font-weight: 400;"> แต่ละบริษัทต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการอบรมความปลอดภัยให้กับพนักงานมากขึ้น ให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า ควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ พื้นที่ไหนที่เข้าไปแล้วต้องสวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบ เครื่องมือแบบใดที่ห้ามพนักงานที่ยังไม่ผ่านการฝึกใช้เด็ดขาด </span>ไปจนถึงการตรวจตราว่า เครื่องมือที่ใช้งานเสื่อมสภาพเพราะอากาศร้อนหรือไม่ จะช่วยป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้</li>
</ol>
<ol start="6">
<li><b> หาเวลาให้พนักงานอยู่ในร่มมากขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> หากพนักงานต้องทำงานกลางแจ้ง นายจ้างต้องดูแลและจัดสรรพื้นที่ร่มให้พนักงานได้พักผ่อน ปกป้องร่างกายจากแสงแดดที่จัดจ้านเกินไป และอย่าลืมตรวจสอบด้วยว่า เครื่องปรับอากาศในองค์กรทำงานตามประสิทธิภาพของมันหรือไม่ หากมีปัญหาจะได้ซ่อมแซมได้รวดเร็ว</span></li>
<li><b> มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนในองค์กรให้มากขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> วิกฤติโลกร้อนเป็นปัญหาที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญ และกำลังร่วมกันหาทางแก้ไข เพราะทุกคนตระหนักแล้วว่า จะสนใจแต่ผลประกอบการ ไม่สนใจความเป็นอยู่ของพนักงาน ไม่ได้อีกต่อไปดังนั้น ดังนั้นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อให้ทุกชีวิตเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยเริ่มจากในองค์กรตัวเองตั้งแต่วันนี้</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไหนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สามารถยึดหลัก SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ และหลักแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ESG (Environment, Social, Governance) ได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<div class="__title">
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28807" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/หน้าที่ของ-HR-กับการสร้างความยั่งยืน-Sustainability.jpg" alt="หน้าที่ของ HR กับการสร้างความยั่งยืน Sustainability" width="600" height="370" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 447" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/หน้าที่ของ-HR-กับการสร้างความยั่งยืน-Sustainability.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/หน้าที่ของ-HR-กับการสร้างความยั่งยืน-Sustainability-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/">หน้าที่ของ HR กับการสร้างความยั่งยืน Sustainability</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ไทยฮอนด้า (Thai Honda) ดูแลพนักงานอย่างไร เมื่อต้องทำงานกลางความร้อน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ </span><b>นวรัตน์ มรุธาวานิช ผู้จัดการฝ่ายบุคคล บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อสอบถามว่า <strong>ไทย ฮอนด้า</strong> มีแนวทางในการทำงาน และดูแลพนักงานที่ต้องทำงานกลางอากาศร้อน ๆ อย่างไรบ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38276" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-29.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="370" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 448" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-29.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-29-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณนวรัตน์ อธิบายว่า นโยบายการทำงานของไทยฮอนด้า จะไม่มีการมอบหมายให้พนักงานต้องไปทำงานกลางอากาศร้อน ๆ กลางแจ้ง ทั้งนี้จะมีหน่วยงานหนึ่งที่ต้องทำงานบริเวณเตาหลอมซึ่งมีความร้อนสูง แต่พนักงานจะได้รับการอบรมความปลอดภัยตั้งแต่ก่อนเริ่มงานว่า เมื่อต้องทำงานในจุดนี้ จะต้องสวมใส่ชุดป้องกันที่ได้มาตรฐาน และมีเวลาทำงาน 2 ชั่วโมงต่อ 1 กะ รวมแล้ว 3 กะต่อวัน ไม่มากไปกว่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเมื่อถึงเวลาพัก พนักงานก็จะได้พักผ่อนในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ และมีน้ำดื่มเย็น ๆ ที่พนักงานสามารถดื่มเพื่อเติมพลัง เติมความชุ่มชื่นในร่างกายได้ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ไทยฮอนด้า หากพนักงานพบว่ามีอาการไม่สบายเพราะความร้อน ก็สามารถมาปฐมพยาบาลที่ห้องพยาบาลได้เลย โดยจะมีแพทย์และพยาบาลพร้อมปฐมพยาบาลกู้ชีพเบื้องต้นประจำการตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีรถพยาบาลพร้อมรับส่งพนักงานไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอย่างทันท่วงทีด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไทยฮอนด้า ดูแลความปลอดภัยของพนักงานอย่างดี เพราะเราตระหนักว่าพนักงานทุกชีวิตสำคัญต่อองค์กรทั้งสิ้นค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ไทยฮอนด้า ยืนยัน</span></p>
<h2>บริษัทก่อสร้าง SYNTEC Construction ดูแลพนักงานกลางอากาศร้อนอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38278" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-30.webp" alt="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง" width="600" height="370" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 449" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-30.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-30-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เรามาดูตัวอย่างของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง <strong>SYNTEC Construction</strong> กันบ้างดีกว่า HREX มีโอกาสพูดคุยกับคุณ <strong><a href="https://th.hrnote.asia/story/syntec-construction-digital-ai-transformation-240712/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สิทธิพร อร่ามวิทย์</a> Director of People &amp; Digital Solutions</strong> ถึงการดูแลพนักงานขององค์กรที่ต้องทำงานก่อสร้างกลางอากาศร้อน ๆ ว่า ด้วยอากาศประเทศไทยที่ร้อนขึ้นเสมอ ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการที่ดูแลพนักงานให้ดีมาก ทั้งพนักงานขององค์กรเองรวมถึงพนักงาน Subcontract จากองค์กรอื่นที่ต้องทำงานร่วมกัน</p>
<p>คุณสิทธิพร เล่าว่า ในแต่ละวันองค์กรจะเช็คพยากรณ์อากาศก่อนเสมอว่า สภาพอากาศเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำมาตรการที่มีมาปรับใช้ตามสภาพอากาศที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของคนทำงานทุกคน โดย HR จะแบ่งกะทำงานกลางแจ้งของพนักงานอย่างชัดเจนว่า พนักงานจะทำงานกลางแจ้ง 1-2 ชั่วโมงต่อ 1 กะ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นแดดร้อนเพียงใด จากนั้นจะให้เข้ามาพักในที่ร่ม ก่อนส่งไม้ต่อให้พนักงานอีกทีมเข้ามาทำงานต่อ เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนจบวัน</p>
<p>นอกจากนั้น องค์กรจะติดตั้งแทงค์น้ำดื่มและน้ำสำหรับล้างตัวไว้ใกล้ ๆ กับจุดที่ทำงานเสมอ และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมให้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมที่ไม่เพียงช่วยกันแดดได้ แต่ยังระบายความร้อน ระบายเหงื่อได้ดีแบบเดียวกับที่นักกีฬามืออาชีพใช้ และมีหมวกกันน็อคที่ช่วยป้องกันแสง UV ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า พนักงานจะไม่เป็นอันตรายหากทำงานกลางแจ้ง</p>
<p>SYNTEC Construction ยังจัดเทรนนิ่งพนักงานเสมอ เพื่อให้พนักงานรับรู้ถึงวิธีการทำงานกลางแดดร้อนอย่างปลอดภัย ให้พวกเขารู้จักสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างว่า มีอาการป่วยเป็นโรคลมแดดหรือโรคอื่นใดหรือไม่ ผลของการทำงานที่ผ่านมา คุณสิทธิภาคภูมิใจว่า SYNTEC Construction สามารถช่วยป้องกันพนักงานจากการล้มป่วยกลางแดดได้แบบ 100%</p>
<h2>ใช้บริการ Health &amp; Wellness Solution ดูแลพนักงานที่ทำงานกลางอากาศร้อน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งอากาศร้อน HR ยิ่งต้องดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ เพราะอย่าลืมว่า พนักงานคือคนสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตไปสู่เป้าหมายได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นอกเหนือจากการออกนโยบาย Heat Safety ให้พนักงานทำงานอย่างปลอดภัย อีกวิธีที่สามารถช่วยเหลือพนักงานได้คือการหาบริการ Health &amp; Wellness สวัสดิการที่ช่วยดูแลพนักงานด้านสุขภาพกาย (Physical) และสุขภาพจิต (Mental) ช่วยดูแลสุขภาพของพนักงานอย่างรอบด้าน ให้มั่นใจว่าจะช่วยป้องกันพนักงานจากการล้มป่วยเพราะทำงานกลางแจ้ง และช่วยรักษาพนักงานหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยหาก HR องค์กรไหน ยังไม่มีบริการดังกล่าวให้กับพนักงานล่ะก็ สามารถมาค้นหา Health &amp; Wellness Solution ได้ผ่าน HREX ทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/28?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a><span style="font-weight: 400;">ได้เลย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อากาศร้อนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นับวันอุณหภูมิจะยิ่งร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ร้อนแล้ว ร้อนอยู่ ร้อนต่อ เป็นปัญหาระยะยาวที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขกันทั้งสังคม รวมไปถึงทั้งโลก ธุรกิจต่าง ๆ และ HR ขององค์กรถึงเวลาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้ว หากไม่รีบเข้ามาช่วยดูแลพนักงานตั้งแต่วันนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน และไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.indeed.com/career-advice/career-development/heat-safety-tips" target="_blank" rel="noopener">Indeed.com</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.ishn.com/articles/113405-the-heats-coming-and-heres-what-employers-should-do" target="_blank" rel="noopener">ISHN</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.scientificamerican.com/article/working-in-extreme-heat-is-dangerous-we-must-make-it-safer/" target="_blank" rel="noopener">Scientific American</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.haspod.com/blog/health/dangers-working-outside-hot-weather" target="_blank" rel="noopener">Haspod</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.highspeedtraining.co.uk/hub/working-in-hot-weather/" target="_blank" rel="noopener">High Speed Training</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.safework.nsw.gov.au/resource-library/heat-and-environment/working-in-extreme-heat-the-facts" target="_blank" rel="noopener">Safework</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.osha.gov/heat-exposure/case-studies" target="_blank" rel="noopener">OSHA</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Too Hot to Work อากาศวันนี้ร้อนเกินไปแล้ว HR ดูแลพนักงานอย่างไรได้บ้าง 450"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/too-hot-to-work-240405/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Starbucks Experience ร้านกาแฟที่มองพนักงานเป็นเพื่อนคู่คิด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/starbucks-experience-240329/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/starbucks-experience-240329/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Mar 2024 06:52:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38064</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Starbucks มองว่าตนไม่ได้เป็นแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่รวมตัวให้คนมาสานสัมพันธ์เหมือนกับสภากาแฟ อยากให้คนที่เข้ามาใช้บริการรับรู้ได้ถึงพลังบวกเสมอ Starbucks มีแบรนด์ที่แข็งแรง โดยผู้สมัคร 25% มาจากคำแนะนำแบบปากต่อปาก เคล็ดลับคือสตาร์บัคส์มักพูดถึงข้อดีของบริษัทลงโซเชียลมีเดีย แก่นของ Starbucks ประกอบด้วย Courage ทุกอย่างคือความท้าทาย, Result ผลักดันตัวเองจนถึงเป้าหมาย, Belonging ต้องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร, Joy ต้องมีความสุข, Craft ต้องใส่ใจรายละเอียด Starbucks เคยยอมขาดทุน 6 ล้านดอลลาร์ในหนึ่งวันจากการปิดร้าน 3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฝึกพนักงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นจริง Starbucks เรียกพนักงานว่า “เพื่อนคู่คิด” (Partners) แทนคำว่าพนักงาน (Employees) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียม ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ Starbucks คือร้านกาแฟที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะแม้จะมีราคาแพง แต่ก็แลกมาด้วยงานบริการที่ยอดเยี่ยม จึงไม่แปลกหากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนมากมายทั่วโลก วันนี้ HREX จะพาไปหาคำตอบว่า กว่าพนักงานจะให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดนี้ พวกเขาได้รับการดูแลมาอย่างไร และหากองค์กรของคุณอยากเลียนแบบบ้าง จะต้องยึดถือแก่น (Core) แบบไหนไว้เป็นหลักกันแน่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Starbucks มองว่าตนไม่ได้เป็นแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่รวมตัวให้คนมาสานสัมพันธ์เหมือนกับสภากาแฟ อยากให้คนที่เข้ามาใช้บริการรับรู้ได้ถึงพลังบวกเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Starbucks มีแบรนด์ที่แข็งแรง โดยผู้สมัคร 25% มาจากคำแนะนำแบบปากต่อปาก เคล็ดลับคือสตาร์บัคส์มักพูดถึงข้อดีของบริษัทลงโซเชียลมีเดีย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แก่นของ Starbucks ประกอบด้วย Courage ทุกอย่างคือความท้าทาย, Result ผลักดันตัวเองจนถึงเป้าหมาย, Belonging ต้องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร, Joy ต้องมีความสุข, Craft ต้องใส่ใจรายละเอียด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Starbucks เคยยอมขาดทุน 6 ล้านดอลลาร์ในหนึ่งวันจากการปิดร้าน 3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฝึกพนักงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นจริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Starbucks เรียกพนักงานว่า “เพื่อนคู่คิด” (Partners) แทนคำว่าพนักงาน (Employees) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียม ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38065" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ffgggg.png" alt="Starbucks Experience ร้านกาแฟที่มองพนักงานเป็นเพื่อนคู่คิด" width="600" height="370" title="Starbucks Experience ร้านกาแฟที่มองพนักงานเป็นเพื่อนคู่คิด 454" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ffgggg.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ffgggg-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>Starbucks</b><span style="font-weight: 400;"> คือร้านกาแฟที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะแม้จะมีราคาแพง แต่ก็แลกมาด้วยงานบริการที่ยอดเยี่ยม จึงไม่แปลกหากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนมากมายทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จะพาไปหาคำตอบว่า กว่าพนักงานจะให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดนี้ พวกเขาได้รับการดูแลมาอย่างไร และหากองค์กรของคุณอยากเลียนแบบบ้าง จะต้องยึดถือแก่น (Core) แบบไหนไว้เป็นหลักกันแน่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>แก่นองค์กร (Core Value) ของสตาร์บัคส์ (Starbucks) คืออะไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><span style="font-weight: 400;">Celestina Lee อดีต Partner Resources Director ที่ Starbucks Coffee Singapore กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าไปทำงานกับ Starbucks เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก และช่วยส่งเสริมการเติบโตทางอาชีพในฐานะของ HR ได้เป็นอย่างดี เพราะ Starbucks ให้ความสำคัญกับพนักงานมาก และเอาความเห็นไปเป็นรากฐานในการวางกลยุทธ์เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอบอกว่าสิ่งที่สตาร์บัคส์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Engaging), ความร่วมมือของพนักงาน (Collaborating), การรับฟังความเห็น (Feedback) ทั้งนี้บริษัท จะกล้าลงทุนเสมอหากมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้ประสบการณ์ของพนักงานและลูกค้าดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยในขั้นตอน Recruiting นั้น มีข้อมูลว่าผู้สมัคร 25% จะสมัครเข้ามาเพราะคำแนะนำแบบปากต่อปาก ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูง และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ Starbucks มักมีการเล่าเรื่องบรรยากาศในที่ทำงานลงบนแพลตฟอร์มโซเชียล จึงทำให้ผู้สมัครรู้ว่าว่าเมื่อเขาเข้ามาทำงานแล้ว จะพบเจอกับวัฒนธรรมองค์กรแบบใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Starbucks มองว่าพวกเขาต้องให้ลูกค้ามากกว่ากาแฟ (More Than a Coffee Mindset) เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือการเป็นตัวกลางในการสานสัมพันธ์ ต้องการให้พื้นที่ร้านเป็นศูนย์รวมเหมือนสภากาแฟ ที่ช่วยให้ผู้คนเจอกันง่ายขึ้นในบรรยากาศที่เหมาะสม Starbucks พยายามทำให้ทุกการ ตัดสินใจตั้งอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรม และเชื่อว่าความสัมพันธ์แบบนี้ จะนำไปสู่ความเป็นไปได้อะไรขีดจำกัด (Limitless Opportunity of Human Connection)</span></p>
<p><b><i>แก่นของสตาร์บัคส์ประกอบด้วย</i></b></p>
<p><b>Craft :</b><span style="font-weight: 400;"> ทุกการทำงานที่นี่จะต้องใส่ใจรายละเอียด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม นี่คือรากฐานที่จะทำให้เกิดพัฒนาการที่ดีขึ้น Starbucks จะสอนให้ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่นในทุกอย่างที่ทำอยู่ กล้าคิดนอกกรอบ ไม่อยู่แต่ใน Safe Zone</span></p>
<p><b>Courage : </b><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างคือความท้าทาย พนักงานของสตาร์บัคส์จะถูกสอนให้สร้างบทสนทนาที่ดี ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม</span></p>
<p><b>Result : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานต้องรู้จักวางเป้าหมาย ต้องโฟกัส และมีแรงผลักดันจนกว่าเป้าหมายนั้นจะสำเร็จ พนักงานทุกคนจะถูกสอนให้มีแนวคิดนวัตกรรม เพื่อให้ก้าวนำผู้อื่นเสมอ และเพื่อสร้างความประทับใจทำให้มากกว่าที่พวกเขาคาดหวัง</span></p>
<p><b>Belonging :</b><span style="font-weight: 400;"> พนักงานทุกคนต้องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ผู้บริหารต้องทำภารกิจด้วยความโปร่งใส พนักงานของ Starbucks จะถูกสอนเรื่องการให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าจะมีตำแหน่งแตกต่างกันแค่ไหน ความใส่ใจตรงนี้จะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถึงคุณค่าของตนมากขึ้น</span></p>
<p><b>Joy : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนต้องทำงานด้วยความภาคภูมิใจและสนุกสนาน ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร บรรยากาศทำงานที่ดีเหล่านี้ คือรากฐานที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างแสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างดี</span></p>
<h2><b>สตาร์บัคส์ (Starbucks) มีสวัสดิการพนักงานอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่สตาร์บัคส์ต้องการ คือการผลักดัน (Empowered) ให้คุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมงานดีขึ้น ภายใต้แนวคิดว่าความสำเร็จจะมีความหมายที่สุดเมื่อได้แบ่งปัน Starbucks ขึ้นชื่อว่ามีสวัสดิการพนักงานระดับโลก และพนักงานมีสิทธิ์เลือกได้เองอย่างยืดหยุ่น (Flexible Benefits) โดยครอบคลุมในหัวข้อเหล่านี้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38066" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Screenshot-2567-03-29-at-13.50.10.png" alt="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/" width="600" height="367" title="Starbucks Experience ร้านกาแฟที่มองพนักงานเป็นเพื่อนคู่คิด 455" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Screenshot-2567-03-29-at-13.50.10.png 1014w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Screenshot-2567-03-29-at-13.50.10-300x183.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Screenshot-2567-03-29-at-13.50.10-768x470.png 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์เอาใจพนักงานปี 2024 </span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b>สวัสดิการด้านสุขภาพ : </b><span style="font-weight: 400;">สตาร์บัคส์จะมอบสวัสดิการด้านสุขภาพที่หลากหลายให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะจะเป็นในเรื่องของทันตกรรม, ปัญหาสายตา ตลอดจนประกันชีวิตในกรณีที่ต้องกลายเป็นคนพิการ, อุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต</span></p>
<p><b>ลางานได้เงิน (Paid Time Off) : </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นพนักงานส่วนที่อยู่ในออฟฟิศ หรือคนที่อยู่หน้าร้าน ทุกคนจะได้สิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นการลาในกรณีที่มีอาการป่วยไข้เท่านั้น แต่สามารถเป็นการลาเพื่อท่องเที่ยวได้เลย Starbucks จะให้สิทธิ์ลาแบบนี้ 7 ครั้งต่อปี ซึ่งทำให้พนักงานมีโอกาสทำสิ่งที่ต้องสนใจได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย</span></p>
<p><b>สิทธิ์สำหรับลาคลอด :</b><span style="font-weight: 400;">ในกรณีนี้หมายรวมถึงการลาคลอดของฝ่ายหญิง และการลาเพื่อไป ช่วยภรรยาเลี้ยงลูกช่วงแรกก็ได้ ที่สำคัญสตาร์บัคส์ ยังสนับสนุนเรื่องของความเท่าเทียม โดยมีงบประมาณสนับสนุนสูงถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้พนักงานที่ต้องการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญมาก สำหรับโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายอย่างในปัจจุบัน</span></p>
<p><b>งบประมาณสนับสนุนเรื่องการศึกษา</b><span style="font-weight: 400;"> : </span><span style="font-weight: 400;">Starbucks เปิดโอกาสให้พนักงานขอทุนสำหรับการศึกษาได้ 100% ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อเรียนในระดับปริญญาตรี และมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาอย่าง Arizona State University เพื่อออก</span><a href="http://starbucks.asu.edu/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์ม</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้พนักงานสามารถเรียนออนไลน์ได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ดูแลทางการเงินมาให้ให้คำปรึกษาเรื่องการกู้เงินเรียน ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้นกว่าการทำด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้สตาร์บัคส์ยังมีสวัสดิการที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่นการสนับสนุนพนักงานอย่างเต็มที่หากมีโอกาสได้เข้าแข่งกีฬาในระดับนานาชาติ, การสมัคร Spotify Premium ให้กับพนักงานทุกคน, การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้ายิม รวมถึงได้ส่วนลด 30% สำหรับซื้อของภายในสตาร์บัคส์ เป็นต้น</span></p>
<h2><b>สตาร์บัคส์ (Starbucks) มีวิธีพัฒนาทักษะให้พนักงานอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2008 นั้น Starbucks มีรายได้ลดลงมากถึง 28% ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรกาแฟระดับโลกแห่งนี้ เพราะนอกจากจะไม่สามารถโน้มน้าวฐานลูกค้าเดิมได้แล้ว ยังมีแบรนด์กาแฟใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ แถมยังมีราคาถูกกว่า จึงไม่แปลกที่ผู้บริหารของ Starbucks จะต้องรีบวางแผนใหม่ทันทีเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด โดยคุณ Howard Schultz ได้เข้ามาเป็น CEO ในเดือนมกราคม 2008 และตัดสินใจสร้างสิ่งที่เรียกว่า &#8220;ประสบการแห่งสตาร์บัคส์” (Starbucks Experience) ขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและถูกพูดถึงจนปัจจุบัน ก็คือเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 เมื่อสตาร์บัคตัดสินใจปิดบริการร้านทั้ง 7,100 สาขาในอเมริกาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้พนักงานกลับมาศึกษาและทบทวนวิธีผลิตกาแฟที่มีคุณภาพอีกครั้ง ซึ่งทำให้องค์กรต้องเสียเงิน 6 ล้านดอลล่าร์ไปทันที แต่สุดท้ายวิธีนี้ก็ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกกับพวกเขาจริง จนสามารถกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการได้อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการสอนของ Starbucks นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะเป็นรายบุคคล ตามความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ขององค์กร, วัฒนธรรมองค์กร และความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ Starbucks ไม่รีรอที่จะจ้างคนเก่งหรือลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มทักษะของพนักงาน และยังยินดีส่งพนักงานไปแข่งขันทำกาแฟเพื่อคว้าใบประกาศอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Starbucks ลงทุนกับพนักงานถึง 1 หมื่นล้านบาทในปี 2022 โดยคุณ Schultz กล่าวว่าการลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะต้องการมอบประสบการณ์ใหม่ และดึงคนออกจากช่วงเวลาที่หยุดชะงักของโควิด-19 ซึ่ง Starbucks ต้องการทำให้ลูกค้าเห็นว่าการมาอยู่ที่ร้านไม่ใช่เรื่องอันตรายอีกต่อไป Starbucks อยากทำให้คนมีความสุขอีกครั้ง มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หายในช่วงที่โรคระบาดรุนแรง ทั้งนี้สถานการณ์ โควิด-19 ได้ทำให้คนมีมุมมองและทัศนคติที่แตกต่างกันมากขึ้น พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็น เพื่อนำแนวคิดของพนักงานทุกคนมาปรับปรุงเป็นสวัสดิการ และรูปแบบการอบรมที่ดีที่สุดในลำดับต่อไป</span></p>
<h2><b>สตาร์บัคส์ (Starbucks) เรียกพนักงานว่าเพื่อนคู่คิด (Partner) เพราะอะไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Starbucks ไม่ได้เรียกพนักงานว่าลูกจ้างเหมือนกับองค์กรอื่น แต่พวกเขาจะเรียกพนักงานว่าเพื่อนคู่คิด (Partner) เพราะต้องการเน้นย้ำเรื่องของความเท่าเทียม ที่พนักงานทุกฝ่ายควรร่วมมือกันได้แบบไร้รอยต่อ โดยมีความสำเร็จขององค์กรเป็นที่ตั้ง ซึ่งพอพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าใคร ก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง สามารถปฏิบัติกับลูกค้าด้วยความรู้สึกที่ให้ให้เกียรติ ไม่มองตัวเองเหนือหรือต่ำกว่าตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการทำงานที่มีความสุข ซึ่งพนักงานของสตาร์บัคส์เอง ก็มีหน้าที่ถ่ายทอดรอยยิ้มนั้น ๆ ออกไปสู่ผู้มาเยือนทุกคน</span></p>
<h3><b>การเรียกพนักงานว่าเพื่อนคู่คิดของ Starbucks ช่วยเน้นย้ำวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานเข้าใจศัพท์เฉพาะ (Terminology) ก็จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) คือเรื่องที่องค์กรทั่วโลก เริ่มหันมาให้ความสำคัญ เพราะถือเป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานรู้สึกรักและหวงแหนในสิ่งที่ที่ตนทำอยู่ ทำให้มีผลงานที่ดีขึ้น Starbucks เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยการเรียกพนักงานว่าเพื่อนคู่คิดนั้น นอกจากจะช่วยเรื่องความความเท่าเทียมอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนแตกต่างจากองค์กรอื่น รู้สึกว่าตนมีศัพท์เฉพาะที่ใช้กันแค่ในชุมชน หรือกลุ่มองค์กรของตน นำไปสู่ความคิดเชิงจิตวิทยาที่ทำให้รู้สึกพิเศษ การเลือกใช้คำดังกล่าวได้ทำให้พนักงานรู้สึกจงรักภักดี (Sense of Loyalty) เพราะเห็นว่าองค์กรใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องสรรพนาม ไม่ได้เรียกแบบองค์กรทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อสรรพนามพื้นฐานในการเรียกคนอื่นคือคำว่าเพื่อนคู่คิด ก็เหมือนกับองค์กรได้กระตุ้นกลาย ๆ ให้พนักงานตั้งคำถามว่าเราเข้าใจเพื่อร่วมงานดีพอจนสามารถใช้คำว่า Partner แล้วหรือไม่ และเมื่อพนักงานพิจารณาเรื่องนี้เป็นระยะ ก็จะรู้สึกว่าตนต้องให้เกียรติผู้อื่น ต้องพัฒนาตัวเองให้ตามทันผู้อื่น มิฉะนั้นเราก็จะไม่ใช่พันธมิตรหรือเพื่อนคู่คิดที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเมื่อวัฒนธรรมองค์กรของสตาร์บัคส์แข็งแรงจนพนักงานทุกคนอยากทำตาม ความตั้งใจเหล่านี้ก็จะส่งผลไปถึงการบริการลูกค้า (Customer Services) ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Starbucks Experiences ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างบรรยากาศการทำงานเชิงบวก เพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยากยกระดับตัวเอง และสามารถส่งมอบสิ่งที่มีความหมายกลับไปสู่สังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น Starbucks จะใส่ใจเรื่องของความเป็นกลุ่มก้อน (Sense of Community) มาก ๆ สัมผัสได้ชัดเจนเวลาเราเข้าร้านในฐานะลูกค้า พนักงานทุกคนจะต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มที่แตกต่างจากร้านอื่น แถมบางครั้งพวกเขายังสามารถจำชื่อของเราได้โดยไม่ต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ การนำอีกฝ่ายรู้สึกว่าเราต่างเป็นคนสำคัญต่อกันคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบการณ์จากสตาร์บัคส์ โดดเด่นและทำให้ธุรกิจเติบโตจนปัจจุบันปัจจุบัน</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าแม้แต่ร้านกาแฟที่เราเห็นผ่านตาอยู่ทุกวัน ก็ต้องดำเนินด้วยระบบบริหารจัดการคนที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากคนต้องทำงานบริการโดยไม่เคยมีประสบการณ์ที่ดีมาก่อน เราก็จะไม่รู้ว่าควรดูแลผู้อื่นกลับไปด้วยวิธีการอย่างไร ซึ่งสตาร์บัคส์ทำสิ่งนี้ได้อย่างดี จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันในร้านกาแฟแห่งนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราต้องมองย้อนกลับไปที่องค์กรของเรา และตั้งคำถามดูว่านอกเหนือจากพันธกิจที่องค์กรต้องทำตามปกติแล้ว องค์กรมีส่วนใดอีกบ้างที่สามารถมอบให้กับพนักงานและสังคม หรือมีวิธีการใดที่ทำให้เรามองผู้อื่นด้วยสายตาที่เห็นคุณค่ามากขึ้น แค่นี้ แม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร องค์กรของคุณก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20219 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png" alt="CTA HR Products &amp; Services" width="1600" height="500" title="Starbucks Experience ร้านกาแฟที่มองพนักงานเป็นเพื่อนคู่คิด 456" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/bdf9dxfb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/bdf9dxfb</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/2utwhuwz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/2utwhuwz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://tinyurl.com/mvpu4hb6" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/mvpu4hb6</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/starbucks-experience-240329/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Leadership Words ผู้นำพูดเก่งไม่พอ แต่ต้องพูดเป็นด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-words-240320/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-words-240320/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Mar 2024 11:43:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Leadership]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37931</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Leadership Words คำพูดของผู้นำมีพลังมาก ผู้นำจะพูดเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรู้ว่าควรพูดอะไร ในเวลาไหน และต้องรู้จักใช้คำให้กระชับ ชัดเจน สื่อสารครบถ้วนในเวลาที่เหมาะสม กล่าวคือ​ “คำพูดของผู้นำต้องศักดิ์สิทธิ์” John Baldoni นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำกล่าวว่า สิ่งที่ผู้นำต้องสื่อสารให้เป็น คือการบอกว่าเขาต้องการอะไร, เชื่ออะไร และต้องเป็นคนพูดแทนลูกทีมในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา  ผู้ตามมักอยากรู้ว่าผู้นำทำสิ่งต่าง ๆ ได้เพราะอะไร ผู้นำจึงต้องมีทักษะในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่านวาทะศิลป์จนผู้ฟังอยากทำตาม ไม่ควรพูดโม้หรือโอ้อวดความสำเร็จจนเกินงาม หัวข้อที่ผู้นำควรพูดได้แก่จุดเริ่มต้น, วิสัยทัศน์, อุปสรรค, ลูกค้า และผลกระทบต่อโลก การเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้จะทำให้พนักงานเห้นคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่ รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจว่าหากผู้นำทำได้ เขาก็อาจทำได้เช่นกัน เวลาเราได้ยินคำว่า “ผู้นำต้องพูดเก่ง”​ เราเคยสงสัยไหมว่าพูดเก่งในที่นี้หมายถึงการพูดเรื่องอะไร เพราะด้วยเวลาที่มีจำกัดในแต่ละวัน การเสียเวลาพูดเรื่องที่เปล่าประโยชน์ คงเป็นเรื่องเสียเวลาของทุกฝ่าย ดังนั้นบทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าผู้นำต้องพูดเรื่องไหน ถึงจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงคุณค่าของการทำงาน และเกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าจนยึดถือเป็นแบบอย่าง (Role Model) เพราะหากสมาชิกในทีมสัมผัสถึงการเรียนรู้ระหว่างกันได้ บรรยากาศของงานก็จะเป็นบวก นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ที่โดดเด่นกว่าองค์กรที่ไม่มีแรงผลักดันในเรื่องนี้ Leadership Words ส่งผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมกับ HREX ได้เลย Leadership [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Leadership Words คำพูดของผู้นำมีพลังมาก ผู้นำจะพูดเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรู้ว่าควรพูดอะไร ในเวลาไหน และต้องรู้จักใช้คำให้กระชับ ชัดเจน สื่อสารครบถ้วนในเวลาที่เหมาะสม กล่าวคือ​ “คำพูดของผู้นำต้องศักดิ์สิทธิ์”</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">John Baldoni นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำกล่าวว่า สิ่งที่ผู้นำต้องสื่อสารให้เป็น คือการบอกว่าเขาต้องการอะไร, เชื่ออะไร และต้องเป็นคนพูดแทนลูกทีมในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้ตามมักอยากรู้ว่าผู้นำทำสิ่งต่าง ๆ ได้เพราะอะไร ผู้นำจึงต้องมีทักษะในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่านวาทะศิลป์จนผู้ฟังอยากทำตาม ไม่ควรพูดโม้หรือโอ้อวดความสำเร็จจนเกินงาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หัวข้อที่ผู้นำควรพูดได้แก่จุดเริ่มต้น, วิสัยทัศน์, อุปสรรค, ลูกค้า และผลกระทบต่อโลก การเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้จะทำให้พนักงานเห้นคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่ รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจว่าหากผู้นำทำได้ เขาก็อาจทำได้เช่นกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48746" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-02-09T144548.474.webp" alt="leadership words" width="600" height="370" title="Leadership Words ผู้นำพูดเก่งไม่พอ แต่ต้องพูดเป็นด้วย 460" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-02-09T144548.474.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-02-09T144548.474-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาเราได้ยินคำว่า </span><b>“ผู้นำต้องพูดเก่ง”​</b><span style="font-weight: 400;"> เราเคยสงสัยไหมว่าพูดเก่งในที่นี้หมายถึงการพูดเรื่องอะไร เพราะด้วยเวลาที่มีจำกัดในแต่ละวัน การเสียเวลาพูดเรื่องที่เปล่าประโยชน์ คงเป็นเรื่องเสียเวลาของทุกฝ่าย ดังนั้นบทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าผู้นำต้องพูดเรื่องไหน ถึงจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงคุณค่าของการทำงาน และเกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าจนยึดถือเป็นแบบอย่าง (Role Model) เพราะหากสมาชิกในทีมสัมผัสถึงการเรียนรู้ระหว่างกันได้ บรรยากาศของงานก็จะเป็นบวก นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ที่โดดเด่นกว่าองค์กรที่ไม่มีแรงผลักดันในเรื่องนี้</span></p>
<p><b>Leadership Words</b><span style="font-weight: 400;"> ส่งผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมกับ HREX ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Leadership Words สำคัญกับผู้นำอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้คำให้ถูกต้อง เป็นรากฐานความสำเร็จของผู้นำในทุกสายงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าว, การปฎิเสธ หรือการออกคำสั่งแบบใดก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมีวาทะศิลป์เพื่อสื่อสารทั้งสิ้น ผู้นำจะไม่สามารถพูดตามใจ ไม่ว่าสิ่งที่พูดจะเป็นเรื่องถูกก็ตาม เพราะหากเราเอ่ยปากโดยไม่คำนึงผู้ฟังแล้ว ก็อาจเกิดผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่หวัง จนส่งผลต่อการบริหารทีม หรือเกิดปัญหาต่อบริบทของงานในภาพรวมได้เลย เหตุนี้หากคุณก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับทักษะการบริหาร คือการหาคำตอบว่าทักษะสื่อสารของตนมีปัญหาหรือไม่ และจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">John Baldoni นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำกล่าวว่า สิ่งที่ผู้นำต้องสื่อสารให้เป็น คือการบอกว่าเขาต้องการอะไร, เชื่ออะไร และต้องเป็นคนพูดแทนลูกทีมในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา โดยอธิบายภาพรวมของการพูดให้เห็นดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คำพูดมีพลังในการสอน และบอกว่าเราต้องเรียนเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คำพูดมีพลังในการสร้างบาดแผลให้กับผู้ฟัง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คำพูดสามารถช่วยเยียวยาคนจากความทุกข์เศร้า และทำให้ความเจ็บปวดหายไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คำพูดมีพลังในการออกคำสั่ง และทำให้ทุกคนหันไปในทิศทางเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คำพูดสามารถหลอมรวมมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จากมุมมองข้างต้น เราสามารถพูดได้ว่าในฐานะผู้นำ เราต้องทำให้ทุกคำพูดออกมามีความหมาย สะท้อนออกมาได้ว่าเราคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรและจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร ภาษาของผู้นำเปรียบเสมือนเครื่องดนตรีที่คอยบรรเลงออกมาให้ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ฟัง ผู้นำมีสิทธิ์ใช้คำพูดเพื่อแสดงอำนาจ เพื่อผลักดันคนในทีมไปสู่เป้าหมายที่ต้องรับผิดชอบได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความเข้าอกเข้าใจ ไม่หลงผิด หรือเอาแต่เล่าเรื่องตัวเองโดยไม่สนใจคนอื่น เพราะคำพูดที่ผู้นำเอ่ยออกไปแต่ผู้ฟังไม่อยากทำตาม จะยิ่งทำให้ภาวะผู้นำถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ ยิ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวโมโห คำพูดของผู้นำก็จะผิดประเด็น (Mislead) และไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้กับใครได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คำพูดผู้นำต้องศักดิ์สิทธิ์” คือคำที่ไม่เกินจริงแต่อย่างใด หากเราเป็นผู้นำที่ไม่มีคนตาม เราต้องตั้งคำถามแล้วว่าวิธีสื่อสารที่ทำมาตลอดมีข้อผิดพลาดหรือไม่ เพราะท้ายสุดแล้ว ผู้นำมีหน้าที่เป็นแบบอย่าง (Lead by Example) ที่จะช่วยให้การสื่อสารของคนในทีมดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<h2><b>Leadership Words ช่วยสร้าง Role Model ได้อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะไปดูว่าผู้นำควรใช้คำและควรพูดเรื่องอะไรบ้าง </span><a href="http://fluencyleadership.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Fluency Leadership</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์ม ด้านการพัฒนาผู้นำกล่าวว่า เมื่อเราก้าวมาอยู่ในจุดที่มีผู้ตามแล้วvคนเหล่านั้นจะจับตาดูเราเสมอ เปรียบดั่งมีกล้องส่องมาที่ตัวตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ระบุไว้ใน Job Description แต่เป็นเรื่องที่ผู้นำทุกคนต้องเจอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องตระหนักว่าเราอาจเป็นตัวอย่างในด้านดีหรือไม่ดีก็ได้ เช่นหากหากเราเป็นคนที่ชอบส่งงานให้ลูกทีมในช่วงห้าทุ่ม เราก็จะเป็นแบบอย่างในด้านลบ แต่หากเราเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจ คอยสนับสนุนการทำงานของลูกทีมเสมอ เราก็จะเป็นแบบอย่างในด้านบวก ทำให้ลูกทีมอยากส่งมอบความสุขไปยังผู้อื่นต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้วการเป็นแบบอย่างของผู้นำนั้น มักเกิดขึ้นจากการอ้างถึงผลงานความสำเร็จในอดีต ผู้นำต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้ตามอยากเห็น ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่งเงินเดือน หรือภาพรวมว่าผู้นำกำลังทำอะไร (What they did) แต่คือการรู้ว่าเขาทำสิ่งนั้นได้อย่างไรต่างหาก (How they did) นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้นำที่ดีต้องรู้จักเล่าเรื่องของตัวเองออกมาในแง่มุมที่เหมาะสม ไม่โอ้อวด หรือทำให้อีกฝ่ายหมันไส้มากกว่าอยากทำตาม</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37936" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ืนะำ.webp" alt="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง " width="600" height="370" title="Leadership Words ผู้นำพูดเก่งไม่พอ แต่ต้องพูดเป็นด้วย 461" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ืนะำ.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ืนะำ-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/"><i><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง </span></i></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>5 เรื่องที่ผู้นำควรพูดให้ลูกทีมฟัง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน นอกจากจะต้องทำให้ลูกทีมเห็นถึง &#8220;แก่น&#8221; (Core) ของการทำงานแล้ว ยังทำให้พนักงานเห็นคุณค่าขององค์กรมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นรากฐาน (Foundation) ของการเป็นแบบอย่างที่ดีคือการที่ผู้นำต้องมีทักษะของการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่้อทำให้พนักงานสัมผัสถึงแนวคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (Deeper Level) มีประสบการณ์ทำงานที่ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ ก็คือทำให้ผู้ฟังรู้ว่าพวกเขาควรอยู่ตรงจุดไหนของบทสนทนา และคำพูดของเราต้องสะท้อนความเป็นผู้นำออกมาให้ชัดเจน ต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ ต้องเด็ดขาด โดยผู้นำต้องไม่พูดเยอะ แต่สามารถเลือกใช้คำได้เหมาะสม สามารถถ่ายทอดทุกความต้องการออกมา ไม่ปล่อยให้ใครตีความผิดพลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เรียกว่า Executive Voice หมายถึงความเข้าใจในบริบทของเนื้อหาที่กำลังพูดคุย และมีความสามารถในการอ่านสถานการณ์จนรู้ว่าต้องใช้วาทะศิลป์อย่างไร โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องพูดเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร นี่คือทักษะสำคัญของผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leader) ซึ่งเป็นรูปแบบของผู้นำแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องมี</span></p>
<p><b><i>หัวข้อที่ผู้นำควรพูดให้พนักงานฟังมีดังนี้</i></b></p>
<h3><b>เล่าจุดเริ่มต้น (The Origin Story)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำทุกคนย่อมมีจุดเริ่มต้นเหมือนพนักงานทั่วไปทั้งสิ้น ยิ่งถ้าเราสามารถเล่าเรื่องที่ส่วนตัวละเอียดลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้พนักงานเห็นถึงการเปิดใจ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่คนมักนำมาพูดถึงก็คือเรื่องของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ที่พัฒนามาจากการทำโปรเจ็คในหอพัก จนกลายมาเป็นผู้นำด้านโซเชียลมีเดียระดับโลก กล่าวคือแนวคิดแบบ &#8220;From Zero to Hero&#8221; คือวิธีพูดแบบหนึ่งที่จะทำให้คนประทับใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเล่าเรื่องส่วนตัวให้พนักงานฟัง ยังเป็นดั่งการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในโลกของเรามากขึ้น พนักงานจะรู้สึกว่าคนที่เป็นหัวหน้าตอนนี้ก็เคยอยู่ในจุดเดียวกัน เคยผ่านสถานการณ์คล้าย ๆ กัน ซึ่งหากเรื่องที่เราเล่าตรงกับปัญหาที่กำลังเผชิญ พวกเขาก็จะกล้าเข้ามาปรึกษาเราในฐานะของผู้มีประสบการณ์ร่วม ยิ่งหากเราได้สะท้อนถึงความเสี่ยง (Risk), ความยากลำบาก (Struggles) และความน่าจะเป็นอื่น ๆ ที่พนักงานยังไม่รู้ตัว คำพูดของผู้นำแบบนี้ก็จะยิ่งมีความหมาย เป็นประโยชน์ นำไปสู่ความเชื่อใจ (Trust) และจงรักภักดี (Loyalty)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเล่าเรื่องที่ดีจะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับผู้นำ (Relatability) จึงเห็น Career Path ชัดเจนขึ้น และพอพนักงานคนหนึ่งมีความคิดแบบนี้ คนอื่นก็จะเชื่อมั่นต่อยอดกันไปเรื่อย ๆ</span></p>
<h3><b>เล่าเรื่องวิสัยทัศน์ (Vision Story)</b></h3>
<p><a href="https://www.gallup.com/workplace/512519/what-leaders-are-asking.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำวิจัยและพบว่ามีพนักงานเพียง 20% เท่านั้นที่บอกว่าผู้นำของตนสามารถอธิบายเรื่องวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ความแน่วแน่ของเป้าหมายถือเป็นตัวนำทาง (North Star) ที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้พนักงานรู้ว่าต้องพยายามเพื่ออะไร เป็นผลดีต่อผู้รับอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างผู้นำที่เล่าเรื่องวิสัยทัศน์ออกมาได้ดีที่สุดก็เช่น Steve Jobs ผู้นำแห่งอาณาจักร Apple ที่การปรากฎตัวแต่ละครั้ง มักจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอันใหญ่หลวงต่อโลกธุรกิจเสมอ ด้วยแนวคิดที่มุ่งไปสู่อนาคต (Future-Centric) ควบคู่ไปกับการนำเสนอนวัตกรรมที่ทันสมัย สามารถเปลี่ยนเรื่องที่เคยอยู่แต่ในจินตนาการให้กลายเป็นความจริง วิสัยทัศน์แบบนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกประทับใจ อยากติดตามไปเรื่อย ๆ เพราะต้องการเรียนรู้จากคนเก่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งท้ายสุดแล้วจะทำให้เกิด &#8220;ความฝันร่วมกัน&#8221; (Shared Dream) อันถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการผลักดันให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership)</span></p>
<h3><b>เล่าเรื่องอุปสรรคที่เคยเจอ (Obstacle Story)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะธุรกิจใดก็ต้องพบเจอกับปัญหา ดังนั้นหากผู้นำสามารถนำประสบการณ์มาแชร์ได้ว่าเขาเคยเจอปัญหาเล็ก &#8211; ใหญ่อย่างไรบ้าง และสามารถผ่านมาได้อย่างไร ก็จะยิ่งทำให้มีคนอยากฟังมากขึ้น การเล่าเรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้พนักงานเห็นวิธีแก้ปัญหา (Solution) ที่ดีแล้ว ยังทำให้ผู้นำได้เน้นย้ำถึงลักษณะนิสัย (Character) ที่โดดเด่นของตน ไม่ว่าจะเรื่องของความอดทนอดกลั้น (Resilience), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หรือแม้แต่เรื่องของการทำงานเป็นทีม (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Teamwork</a>)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างกรณีของ Jeff Bezos ผู้นำของอาณาจักร Amazon ที่เคยเผชิญภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอม (Dotcom Bubble) ที่เป็นภาวะเก็งกำไรเกินควรของตลาดหลักทรัพย์ภาคเทคโนโลยีในช่วงปี 1995-2000 ทำให้ Amazon ขาดทุนกว่า 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เขาก็สามารถออกกลยุทธ์ที่หนักแน่นหลายข้อ เช่นการปิดกิจการที่ไม่ทำกำไรทันที และพยายามนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาต่ำที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนสุดท้ายก็ทำให้ Amazon มีเงินสดในมือมากมาย ธุรกิจเติบโตจากเดิมกว่า 100 เท่า นี่คือตัวอย่างเรื่องราวที่เราควรนำมาประยุกต์เข้ากับบริบทของบริษัท เพื่อทำให้พนักงานเห็นภาพว่าแม้จะเจอความยากลำบากแค่ไหน แต่เราก็จะผ่านไปได้ “เหมือนกับที่ผู้นำของเราเคยผ่านมาก่อน” นั่นเอง</span></p>
<h3><b>เล่าเรื่องของลูกค้า (Customer Story)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของธุรกิจเกือบทุกประเภท คือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค การเล่าเรื่องของลูกค้าที่แตกต่างกัน คือภาพสะท้อนว่าผู้นำของเรามีประสบการณ์ที่กว้างขวาง ไม่ใช่คนโลกแคบ นอกจากนี้เรายังสามารถนำลักษณะของลูกค้าแต่ละประเภท มาอ้างอิง เพื่อเทียบกับลักษณะของลูกค้าที่เจอในปัจจุบันได้เลย ว่าควรรับมือกับคนเหล่านั้นด้วยวิธีไหน ขณะเดียวกัน การเล่าให้พนักงานเห็นว่าลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไปใช้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็จะยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่าความพยายามของตนไม่สูญเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่ Forbes ยกขึ้นมาก็คือกรณีของ Bill Gates จาก Microsoft ที่เคยออกมาเล่าว่าการทำให้คนเข้าถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้เปลี่ยนโลกของการศึกษาให้ดีขึ้นได้อย่างไร, เทคโนโลยีได้ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างไร เป็นต้น เมื่อพนักงานได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ ก็จะรู้สึกว่ามีแรงใจ (Motivation) ได้รับรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าองค์กรของเราคงอยู่เพื่ออะไร</span></p>
<h3><b>เล่าเรื่องผลกระทบต่อโลก (Impact Story)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องสุดท้ายที่สำคัญก็คือการเล่าว่าสิ่งที่องค์กรทำได้สร้างความเปลี่ยนต่อโลกใบนี้อย่างไร ซึ่งเป็นการสรุปรวมเรื่องของวิสัยทัศน์, ค่านิยม, และกระบวนการทำงาน ตัวอย่างที่โดดเด่นก็คือเรื่องของ Elon Musk ที่ไม่ว่าเราจะชอบหรือเกลียดเขา แต่สิ่งที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาคิดค้นขึ้นมานั้น ได้เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโครงการพามนุษย์ออกไปท่องอวกาศอย่าง SpaceX หรือการให้กำเนิดรถไฟฟ้าอย่าง Tesla หากองค์กรของคุณมีเรื่องลักษณะนี้ (ไม่จำเป็นต้องใหญ่เท่า) ก็อย่าลืมแชร์ให้คนอื่นได้รับรู้ด้วยล่ะ !</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37937" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ฟกดฟด.webp" alt="90% ของชีวิตเราถูกกำหนดโดย “เสียง” และ “การพูด” จริงหรือไม่?  " width="600" height="370" title="Leadership Words ผู้นำพูดเก่งไม่พอ แต่ต้องพูดเป็นด้วย 462" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ฟกดฟด.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ฟกดฟด-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190513-howtospeak/"><span style="font-weight: 400;">90% ของชีวิตเราถูกกำหนดโดย “เสียง” และ “การพูด” จริงหรือไม่? </span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะของการเล่าเรื่องที่ดีไม่ได้แค่ช่วยยกระดับการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างแรงบันดาลใจ, สร้างแพสชั่น รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมให้ลึกซึ้งแนบแน่นขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าองค์กรของเราจะเติบโตแค่ไหน สิ่งที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องของการสื่อสารระหว่างคนในทีม ผู้นำต้องกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทั้งในทีมของเราเอง ตลอดจนคนที่อยู่ต่างแผนก ขณะเดียวกันก็ควรมีการสื่อสารจากบนลงล่าง และล่างขึ้นบนอย่างสบายใจ นอกจากนี้ยังต้องมีวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความเห็น (Feedback Culture) รวมถึงรู้จักใช้ช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย (Multi-Communication Tools) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราสรุปได้ว่าผู้นำที่ดี ไม่ใช่คนที่ “พูดเก่ง” แต่ต้องเป็นคนที่รู้ว่าควร “พูดอะไร” และจะ “พูดไปทำไม” ต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะอบรมทักษะของผู้นำให้สามารถเล่าเรื่อง (Storytelling) ดีขึ้นได้อย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">Training &amp; Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะฝึกฝนหัวหน้า หรือยกระดับพนักงานแบบไหน ที่นี่มีทุกตัวช่วยให้คุณ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38146 size-full" title="Cloud-based System สิ่งได้ไปต่อกับ HR ยุค 2026 4" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="list-style-type: none">
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/4j2rccj4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/4j2rccj4</span></a></li>
</ul>
</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-words-240320/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/unlocking-hidden-potential-240315/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/unlocking-hidden-potential-240315/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Mar 2024 02:40:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Adam grant]]></category>
		<category><![CDATA[unlocking hidden potential]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37819</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT โลกยุคนี้เปิดโอกาสให้คนหาความรู้ได้ง่ายกว่าเดิม สามารถทดลองทำเรื่องต่าง ๆ นอกห้องเรียนกับนอกออฟฟิศได้เสมอ จึงมีคำกล่าวว่ามนุษย์ในปัจจุบันมีทักษะแฝง (Hidden Potential) อยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น HR จึงมีหน้าที่ดึงศักยภาพ ปลดล็อคมันออกมา Adam Grant ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Hidden Potential กล่าวว่า “ความเข้าใจเรื่องศักยภาพที่ซ่อนอยู่” (Unlocking Hidden Potential) จะทำให้เรากล้ายกระดับตัวเองขึ้นมา และกล้าคาดหวังในสิ่งที่สูงจนเคยไม่กล้าฝัน (Unexpected Heights) ไม่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยในโลกที่ทุกคนต่างเชิดชูคนเก่ง วิธีปลดล็อคศักยภาพที่ง่ายที่สุดคือการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง ซึ่งหากพนักงานเห็นว่า “คนเก่งในองค์กร” มีวิธีคิด, วิธีทำงานอย่างไร ก็จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดย HR สามารถจัดเตรียมกลยุทธ์และเครื่องมือพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของพนักงานได้เลย หลัก 3 ข้อในการปลดล็อคศักยภาพของคนคือการเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น, เลือกใช้งานคนให้เหมาะกับความสามารถ และองค์กรต้องกล้าลงทุนเพื่อให้กระบวนการ L&#38;D มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ยิ่งพนักงานมีความรู้ ก็จะยิ่งปลดล็อคศักยภาพออกมาได้ง่ายขึ้น จึงควรสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) แนวทางนี้จะพาเราไปสู่การเป็น Future Ready Organization ได้แน่นอน เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าโลกธุรกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โลกยุคนี้เปิดโอกาสให้คนหาความรู้ได้ง่ายกว่าเดิม สามารถทดลองทำเรื่องต่าง ๆ นอกห้องเรียนกับนอกออฟฟิศได้เสมอ จึงมีคำกล่าวว่ามนุษย์ในปัจจุบันมีทักษะแฝง (</span><b>Hidden Potential</b><span style="font-weight: 400;">) อยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น HR จึงมีหน้าที่ดึงศักยภาพ ปลดล็อคมันออกมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Adam Grant ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Hidden Potential กล่าวว่า “ความเข้าใจเรื่องศักยภาพที่ซ่อนอยู่” <strong>(Unlocking Hidden Potential)</strong> จะทำให้เรากล้ายกระดับตัวเองขึ้นมา และกล้าคาดหวังในสิ่งที่สูงจนเคยไม่กล้าฝัน (Unexpected Heights) ไม่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยในโลกที่ทุกคนต่างเชิดชูคนเก่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วิธีปลดล็อคศักยภาพที่ง่ายที่สุดคือการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง ซึ่งหากพนักงานเห็นว่า “คนเก่งในองค์กร” มีวิธีคิด, วิธีทำงานอย่างไร ก็จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดย HR สามารถจัดเตรียมกลยุทธ์และเครื่องมือพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของพนักงานได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลัก 3 ข้อในการปลดล็อคศักยภาพของคนคือการเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น, เลือกใช้งานคนให้เหมาะกับความสามารถ และองค์กรต้องกล้าลงทุนเพื่อให้กระบวนการ L&amp;D มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ยิ่งพนักงานมีความรู้ ก็จะยิ่งปลดล็อคศักยภาพออกมาได้ง่ายขึ้น จึงควรสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) แนวทางนี้จะพาเราไปสู่การเป็น Future Ready Organization ได้แน่นอน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37820" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Hidden.png" alt="Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน" width="600" height="370" title="Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน 467" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Hidden.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/Hidden-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าโลกธุรกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ืทั้งด้วยอัตราเร่งจากพัฒนาการของเทคโนโลยี และค่านิยมที่มีความหลากหลายมากขึ้น การเตรียมเครื่องมือและคนจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ควรทำ แต่เป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” ไม่ว่าองค์กรจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทรัพยากรมนุษย์” คือรากฐานของความสำเร็จ เราจึงต้องตั้งคำถามว่าพนักงานที่เรามีอยู่แข็งแรงพอไหม, องค์กรมีเครื่องมือให้พวกเขาใช้มากพอหรือเปล่า ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาด้วยว่าระบบสวัสดิการและค่าตอบแทน ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้อยู่ร่วมสมัยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมุ่งพัฒนาตัวเองแบบไม่รู้จบ (Continuous Learning)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปลายทางที่ HR ควรคาดหวัง จึงเป็นการหาคำตอบว่าเราจะสนับสนุนการเติบโตของบุคลากรได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้แล้ว ยังมีเรื่องของการ </span><b>“ปลดล็อคศักยภาพ” (Unlocking Hidden Potential)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่เปรียบดั่งการเจียระไนเพชรให้มีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งจะทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และช่วยกันดูแลจนเพชรเม็ดนั้นออกมาสมบูรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวพนักงานได้อย่างไร และคนเก่ง (High Potential Employee) ที่องค์กรควรมองหาต้องมีลักษณะแบบไหน หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>ทำไมเราถึงต้องปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน ? (Unlocking Hidden Potential)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเริ่มบทความ เราอยากให้ผู้อ่านเริ่มต้นทำความเข้าใจกับศักยภาพที่ซ่อนเร้นของตนเอง (Hidden Potential) ด้วย</span><a href="https://adamgrant.net/hidden-potential-quiz/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">การทำแบบสำรวจนี้</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคำตอบที่ได้ จะสะท้อนให้เห็นว่าเราต่างมีศักยภาพบางอย่างซ่อนอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้นหากเราดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ องค์กรของเราก็จะได้ประโยชน์กว่าการมองหาพนักงานใหม่ ส่วนตัวพนักงานเอง ก็จะภูมิใจไปกับการเห็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Adam Grant ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Hidden Potential กล่าวว่า “ความเข้าใจเรื่องศักยภาพที่ซ่อนอยู่” จะทำให้เรากล้ายกระดับตัวเองขึ้นมา และกล้าคาดหวังในสิ่งที่สูงจนเคยไม่กล้าฝัน (Unexpected Heights) ทั้งนี้เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่คนหมกมุ่นอยู่กับคนเก่ง (Talents) ไม่ว่าจะเป็นแนวทางสรรหาขององค์กร, โรงเรียน ที่มักมีห้องสำหรับคนเก่งโดยเฉพาะ (Gifted Student) หรือแม้แต่แวดวงดนตรีและกีฬา ที่มักให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ (Prodigies) แนวคิดเหล่านี้จะทำให้คนที่ไม่ถูกเลือกมองตัวเองเป็นคนที่ไร้ความสามารถทันที ทั้งที่อาจมีความเก่งบางอย่างซ่อนอยู่ก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพซ่อนอยู่จะทำให้เราดูถูกตัวเอง ประเมินตัวเองต่ำ (Underestimated) ไม่เชื่อว่าตนสามารถเรียนรู้ในเรื่องยาก ๆ และพัฒนาจนประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นหน้าที่ของ HR และองค์กรทุกแห่ง คือการหันมาหากลุ่มคนเหล่านี้ และเริ่มสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้รับโอกาสมากพอในการค้นหาศักยภาพของตน นี่คือความท้าทายที่โลกยุคใหม่ต้องเจอ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ องค์กรของเราก็จะไม่มีคนที่ถูกมองข้าม (Overlooked) ทุกฝ่ายจะสัมผัสถึงคุณค่าซึ่งกันและกัน ทำให้มีแรงใจมากพอในการผลักดันเป้าหมายขององค์กรจนสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปคือเคล็ดลับในการปลดล็อคศักยภาพพนักงาน คือการเปลี่ยน &#8220;มาตรวัดความสำเร็จ&#8221; จากการดูว่าใครอยู่บนจุดที่สูงกว่า ไปเป็นการดูว่าแต่ละคนผ่านอะไรมาบ้าง และเราจะดึงประสบการณ์เหล่านั้นออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดอย่างไรต่างหาก</span></p>
<h2><b>พนักงานที่มีศักยภาพสูง (High Potential Employee) มีลักษณะ (Character) อย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องต่อมาที่เราต้องเข้าใจก็คือทักษะของคนเก่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนปฏิบัติตามไม่ได้ HR สามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งทำได้จากการเน้นย้ำให้เห็นว่าคุณลักษณะแบบใดเป็นสิ่งที่ผู้บริหารให้คุณค่า อาจด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่าง (Role Model) หรือเอามาตรวัดทางธุรกิจมาเป็นตัวอย่างได้เลย ว่ามีเรื่องใดบ้างที่ทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง เพราะบางทีพนักงานที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ อาจไม่ถูกเจียระไนเพราะไม่มีความรู้เพียงพอก็ได้ เราจึงต้องหมั่นให้ข้อมูลตรงส่วนนี้</span></p>
<p><b><i>ลักษณะ (Character) พื้นฐานของ High Potential Employee มีดังนี้</i></b></p>
<h3><b>ไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลเป็นพิเศษ (Little Direction Needed)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีศักยภาพจะเข้าใจงานได้ โดยไม่ต้องผ่านการอธิบายหลายครั้ง เพราะมีการเตรียมตัวและเข้าใจสิ่งที่หัวหน้าหรือลูกค้าต้องการดีอยู่แล้ว อนึ่งเมื่อคนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะเลือกใช้ทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง (Problem-Solving Skills) ก่อนหันมาหาหัวหน้าหรือคนในระดับสูงกว่า องค์กรที่มีคนลักษณะนี้เยอะจะทำงานได้คล่องตัว เพราะไม่เสียกำลังคน (Manpower) ไปกับการช่วยเหลือคนอื่นจนเกินจำเป็น</span></p>
<h3><b>ผลิตงานได้มีคุณภาพ (High Quality)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีศักยภาพจะทำงานได้ไวและละเอียด จะรู้จักตรวจทานและแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของอีกฝ่ายมากที่สุด ที่สำคัญเมื่องานของตนเสร็จแล้ว ก็จะไม่รีรอในการช่วยเหลือคนอื่นในทีม พวกเขาจะมองภาพรวมของงานเป็นความท้าทาย สามารถเปลี่ยนความกดดันเป็นพลังได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแค่ไหนก็ตาม</span></p>
<h3><b>เป็นผู้นำได้ (Leadership Skill)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีศักยภาพจะยินดีเป็นผู้นำทันทีที่มีโอกาส คนกลุ่มนี้จะรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) ต่อชิ้นงานเสมอ และต่อให้ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถเป็นหัวหน้าทีมโดยตรง พวกเขาก็จะพยายามหาโอกาสฝึกฝนความเป็นผู้นำอยู่เสมอ</span></p>
<h3><b>มีความคิดริเริ่ม (Initiative)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณลักษณะที่สำคัญของคนเก่งคือมีความสามารถในการคาดเดาสิ่งที่องค์กรต้องการ สามารถทำงานที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องมีคนสั่ง พร้อมลงมือทันทีหากเห็นว่าสิ่งที่ทำจะเกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้และเชื่อมั่นตัวเองมากพอ เพราะการทำงานเพื่อคนอื่นโดยปราศจากการวางแผน หากเกิดข้อผิดพลาด ก็จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่โตจนรับผิดชอบคนเดียวไม่ไหว</span></p>
<h3><b>มองเห็นเป้าหมายขององค์กรเป็นเป้าหมายของตัวเอง (Invested in Company&#8217;s Goals)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนกลุ่มนี้จะมองว่ายิ่งตัวเองประสบความสำเร็จ องค์กรก็จะยิ่งประสบความสำเร็จ จึงตระหนักดีถึงความสำคัญของการหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ผู้บริหารตั้งไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">High Potential Employee จะรู้วิธีบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพราะเมื่อพวกเขามองความสำเร็จของตนเองและองค์กรเป็นเรื่องเดียวกัน ก็จะเตรียมกลไกป้องกันตัวไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<h3><b>พร้อมปรับตัว (Highly Adaptable)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งจะรู้ว่าในสถานการณ์แบบไหนควรใช้กลยุทธ์แบบไหน ควรวางตัวแบบไหน ควรสื่อสารแบบไหน จะไม่ตื่นตระหนกและพร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับองค์กรทุกเวลา นอกจากนี้พวกเขายังพร้อมทำงานเป็นทีม และยินดีช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวงความรู้ คนที่เก่งจริง ๆ จะอยากให้คนรอบตัวเก่งตามไปด้วย จึงให้ความสำคัญกับทัศนคติเพื่อการแข่งขัน (Competitive Attitude) ซึ่งเป็นทักษะที่มีเป็นประโยชน์ในการเอาตัวรอดของคนยุคนี้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37823" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/kpdfm.webp" alt="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง " width="600" height="370" title="Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน 468" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/kpdfm.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/kpdfm-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง </span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>วิธีปลดล็อคศักยภาพ (Unlocking Hidden Potential) ของพนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นผู้นำส่วนใหญ่จะเริ่มบริหารทีมด้วยการพิจารณาว่าคนของเรานั้นมีศักยภาพอยู่ที่จุดไหน และเริ่มวางแผนงานโดยอ้างอิงจากศักยภาพที่เห็นตรงนั้น โดยลืมคิดไปว่าเราก็มีหน้าที่ดึงศักยภาพอื่น ๆ หรือเปิดโอกาสให้พนักงานค้นหาความเก่งของตัวเองเช่นกัน เราต้องคิดว่าหากทำได้ การนำทีมของเราก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณกำลังหาวิธีเค้นพลังที่ซ่อนอยู่ของพนักงาน ก็สามารถทำตาม 3 ขั้นตอนที่ Forbes แนะนำได้ ดังนี้</span></p>
<h3><b>การรับฟังพนักงาน (Start by Listening)</b></h3>
<p><a href="https://www.ukg.com/about-us/newsroom/silenced-workforce-four-five-employees-feel-colleagues-arent-heard-equally-says" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Workforce Institute</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงาน 63% หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ขององค์กรมองว่าผู้บริหารระดับสูงไม่พยายามรับฟังความเห็นของพวกเขาเพียงพอ ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่าควรอยู่กับองค์กรต่อไปหรือไม่ ความละเลยตรงนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า และกำลังถูกบีบให้ออกจากงาน จึงไม่รู้ว่าจะหาความรู้ความรู้ให้ตัวเองเพิ่มไปทำไม เพราะสุดท้ายก็ต้องออกจากงานอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องไม่บีบพนักงานทุกคนให้เป็นไปในแบบที่ต้องการอย่างเดียว ต้องเข้าใจว่าในการบรรลุเป้าหมายแต่ละอย่างนั้น สามารถทำได้ด้วยวิธีการที่ต่างกัน หากองค์กรไม่มีวัฒนธรรมของการสื่อสารและรับฟังที่ดี นี่คือเรื่องแรกที่ต้องให้ความสำคัญ และต้องปรับปรุงตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง เรื่อยมาจนถึงพนักงานระดับล่างสุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่าหากพนักงานไม่กล้าแลกเปลี่ยนความเห็น หรือมีพื้นที่ให้ทดลองทำงานตามความเชื่อของตน พนักงานก็จะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ จะอยู่แค่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ซึ่งเป็นทัศนคติที่ขัดขวางการเติบโตโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นผู้นำต้องเริ่มจากการตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อ ได้แก่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.) สิ่งที่คุณรักเกี่ยวกับองค์กรนี้คืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.) คุณอยากเห็นอะไรที่องค์กรในอีก 5 &#8211; 10 ปีข้างหน้า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้คำตอบแล้ว เราก็นำมาคิดต่อได้เลยว่าสิ่งที่พนักงานต้องการคืออะไร และองค์กรมีส่วนใดที่ยังไม่พร้อมบ้าง โดยเปิดรับคำแนะนำจากพนักงานอย่างเต็มที่ การนำแนวทางของพนักงานมาปรับใช้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นภายในทีม และอาจทำให้เราได้พบกับวิธีแก้ปัญหาที่ต่างจากเดิม ที่สำคัญ ยิ่งเราเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งได้พนักงานที่เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานปลดล็อคศักยภาพของตนออกมา</span></p>
<h3><b>การเลือกใช้คนให้เหมาะกับตำแหน่ง (Right Roles)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดตามง่าย ๆ ว่าสมัยที่เราเป็นนักศึกษา เราคงไม่เรียนวิชาภาษาอังกฤษกับครูสอนวิทยาศาสตร์, หรือเรียนเรื่องกฎหมายกับครูสอนร้องเพลงเป็นอันขาด เพราะแม้คนเหล่านั้นจะเก่งในภาควิชาของตนเอง แต่ก็ไม่สามารถให้ความรู้ในด้านอื่นได้เทียบเท่ากับคนที่ชำนาญในด้านนั้นโดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรก็เช่นกัน เราต้องเริ่มจากการให้พนักงานทำในส่วนที่เขามั่นใจและมีประสบการณ์ก่อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การให้พนักงานทดลองทำสิ่งใหม่จะเป็นวิธีพื้นฐานสำหรับการปลดล็อคศักยภาพ แต่เราก็ต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริง เช่นหากเราต้องการพนักงานที่ว่ายน้ำเป็น เราก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าใครมีทักษะของการว่ายน้ำบ้าง ไม่ใช่จับพนักงานทุกคนโยนน้ำไปพร้อมกัน เพราะการบีบบังคับจะไปลดทอนความเชื่อมั่นจนพนักงานไม่อยากพัฒนาตัวเองอีกเลย</span></p>
<h3><b>การลงทุนเพื่อพนักงาน (Employee Investment)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งจะมองว่าการลงทุนเพื่อพนักงานคือรายจ่าย แต่ความจริงแล้วมันคือการลงทุนที่คุ้มค่า และส่งผลสำคัญต่อพัฒนาการในอนาคตของบริษัท</span></p>
<p><a href="https://www.gallup.com/workplace/391922/employee-engagement-slump-continues.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าหากองค์กรให้ความสำคัญกับการดึงศักยภาพของพนักงาน พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมและอยู่โยงกับองค์กรนานขึ้น เพราะมองว่าตนเองมีคุณค่า และยิ่ง HR เป็นผู้แนะนำได้ว่าหลักสูตรแบบไหนที่เหมาะกับการเติบโต หลักสูตรแบบไหนที่เป็นประโยชน์ทั้งกับพนักงานและองค์กร ผู้เรียนก็จะยิ่งสัมผัสถึงความใส่ใจมากขึ้นอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการอบรมตามเนื้อหาที่ทันสมัยแล้ว องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พนักงานลองเป็นผู้นำ (Opportunity to Lead) การนำคนจะทำให้พนักงานหยิบทักษะทุกอย่างที่มีมาใช้ ซึ่งอาจทำให้พนักงานเห็นว่าตัวเองมีทักษะที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้ และพอพนักงานสัมผัสถึงความรู้สึกตรงนั้น องค์กรก็ควรมีหลักสูตรที่พร้อมต่อยอดให้พนักงานทันที หากองค์ประกอบเหล่านี้พร้อม พนักงานของคุณก็จะเติบโตได้อย่างดีแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานเปรียบดั่ง DNA ของบริษัท คือกลุ่มคนที่ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียม หรือเหนือกว่าคู่แข่ง หากคุณอยากยกระดับองค์กรไปอีกระดับ เราแนะนำให้ลองเริ่มจากการลงทุนกับพวกเขา เพราะบางที “เพชรเม็ดงาม” อาจกำลังหลบซ่อนอยู่ข้าง ๆ คุณ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37824" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/useuse.webp" alt="70:20:10 สูตรเพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยโมเดลการเรียนรู้และพัฒนาคน  " width="600" height="370" title="Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน 469" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/useuse.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/useuse-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190620-model-70-20-10/"><span style="font-weight: 400;">70:20:10 สูตรเพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยโมเดลการเรียนรู้และพัฒนาคน </span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่เราต่างพูดถึงการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Transformation) ให้ทันยุคสมัย ควบคู่ไปไปกับการจ้างงานแบบ Skill-Based Recruiting เราจะพบว่าพนักงานบางคนที่อาจอยู่ในระดับต่ำกว่า สามารถทำงานระดับสูงที่องค์องค์กรต้องการได้ คำว่าทักษะความสามารถ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประสบการณ์และระยะเวลาทำงานอีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครจะรู้ว่าบางทีทักษะเล่นเกมของบางคน อาจตรงกับวิธีใช้เครื่องมือในกระบวนการผลิตสินค้าก็ได้ ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าพนักงานทำสิ่งเหล่านี้ได้ หากไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ทดลอง หรือทำความรู้จักกับหน่วยงานอื่นภายใต้ชายคาเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยการเสียสละและต้องมีวินัย แถมยังใช้เวลานาน แต่ก็เป็นสิ่งที่องค์กรจะหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการพัฒนาไปเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainability) เพราะหากเราสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เราก็จะพบกับทักษะและความเป็นไปได้อีกมากมายตลอดเส้นทางดังกล่าว ยิ่งเรามีทักษะใหม่ ๆ จากพนักงานมากขึ้น องค์กรของเราก็จะสร้างสรรค์ผลงานได้ไวกว่า หากเทียบกับองค์กรที่เอาแต่โฟกัสกับวิธีการทำงานและเลือกใช้พนักงานแบบเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อเราปลดล็อคศักยภาพของพนักงานออกมาได้สำเร็จ องค์กรก็ไม่จำเป็นต้องเสียทรัพยากรเพื่อหาคนเก่งจากข้างนอก แถมความมั่นใจที่เกิดขึ้นก็จะเป็นรากฐานให้พวกเขาบริหารจัดการส่วนอื่นได้ดีขึ้นด้วย เรียกว่าพอทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน องค์กรของเราก็จะเป็น Future Ready Organization ได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="1600" height="500" title="Unlocking Hidden Potential วิธีปลดล็อคศักยภาพของพนักงาน 470"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/5cpbztyu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/5cpbztyu</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/mrwvx8w7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/mrwvx8w7</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/e96dvuhr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/e96dvuhr</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/unlocking-hidden-potential-240315/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยาก Remote Working ให้ราบรื่นต้องทำอย่างไร​ ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/remote-working-2024-240115/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/remote-working-2024-240115/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2024 03:28:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Remote Working]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36825</guid>

					<description><![CDATA[นับตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด การ Remote Working เช่น การ Work From Home ก็กลายเป็นเรื่องแพร่หลาย เพราะมีประโยชน์ตรงที่ ต่อให้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น หลายองค์กรก็ยกเลิกมาตรการ Remote Working และชักจูงพนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่เสียอย่างนั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของพนักงานจำนวนมาก และปัจจุบันเมื่อเข้าสู่ปี 2024 กันแล้ว เทรนด์ของการ Remote Working จะยังเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้ เมื่อพนักงานต้องการ Remote Working องค์กรย่อมไม่สามารถสวนกระแสได้  จ็อบ แวน เดอ วูร์ท (Job van der Voort) CEO และ Co-Founder จาก Remote บริษัทที่ให้บริการสรรหาพนักงาน ที่ชูจุดขายว่า สามารถเติมเต็มพนักงานที่เก่งกาจให้แต่ละองค์กรได้จากทั่วทุกมุมโลก กล่าวไว้กับเว็บไซต์ ETHRWorld.com ว่า แม้ปัจจุบันหลายองค์กรจะพยายามดึงพนักงานกลับออฟฟิศ แต่สุดท้ายแล้ว โลกของการทำงานในอนาคตจะไม่มีทางเลี่ยงการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36832" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/HREX-Cover-2024-01-12T174210.248.webp" alt="อยาก Remote Working ให้ราบรื่นในปี 2024 ต้องทำอย่างไร​ ?" width="600" height="370" title="อยาก Remote Working ให้ราบรื่นต้องทำอย่างไร​ ? 474" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/HREX-Cover-2024-01-12T174210.248.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/HREX-Cover-2024-01-12T174210.248-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด การ Remote Working เช่น การ Work From Home ก็กลายเป็นเรื่องแพร่หลาย เพราะมีประโยชน์ตรงที่ ต่อให้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ทันทีที่โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น หลายองค์กรก็ยกเลิกมาตรการ Remote Working และชักจูงพนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่เสียอย่างนั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของพนักงานจำนวนมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และปัจจุบันเมื่อเข้าสู่ปี 2024 กันแล้ว เทรนด์ของการ Remote Working จะยังเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้</span></p>
<h2><b>เมื่อพนักงานต้องการ Remote Working องค์กรย่อมไม่สามารถสวนกระแสได้ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จ็อบ แวน เดอ วูร์ท (Job van der Voort) CEO และ Co-Founder จาก Remote บริษัทที่ให้บริการสรรหาพนักงาน ที่ชูจุดขายว่า สามารถเติมเต็มพนักงานที่เก่งกาจให้แต่ละองค์กรได้จากทั่วทุกมุมโลก กล่าวไว้กับเว็บไซต์ </span><a href="https://hrsea.economictimes.indiatimes.com/news/workplace/navigating-the-remote-work-landscape-a-2023-retrospective-and-predictions-for-2024/106614712" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ETHRWorld.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่า แม้ปัจจุบันหลายองค์กรจะพยายามดึงพนักงานกลับออฟฟิศ แต่สุดท้ายแล้ว โลกของการทำงานในอนาคตจะไม่มีทางเลี่ยงการ Remote Working ไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอย่าลืมว่า คนทำงานทั่วโลกได้เห็นประโยชน์ของการ Remote Working ไปแล้วว่า การทำงานจากที่ไหนก็ได้มีความยืดหยุ่นกว่า เอื้อต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ทำให้แต่ละคนบริหารจัดการเวลาและตารางงานได้ง่ายกว่า และที่สำคัญ ช่วยสร้าง Work Life-Balance ได้ง่ายกว่าด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เขาจึงยืนกรานว่า ในปี 2024 จะเป็นปีแห่งโลกการทำงานที่ไร้พรมแดน และจะมีหลายองค์กรหันมาโอบรับวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นเช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดึงดูดพนักงานมากความสามารถให้อยากมาร่วมงานด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากพนักงานมีฝีมือในยุคนี้ล้วนต้องการอิสระในการเลือก ว่าจะทำงานในองค์กรที่ให้อิสระพวกเขาในการทำงานที่บ้าน หรือที่ไหนก็ตามได้มากเพียงพอต่อความต้องการ และการได้พนักงานมากความสามารถก็จะช่วยผลักดันการเติบโตขององค์กร เพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจในระดับประเทศและระดับโลกได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผลสำรวจ Remote Workforce Report ในปี 2023 ก็ออกมาสอดคล้องกันว่า คนทำงานที่อยู่ในวัย </span><b>Gen Z จำนวน 42% กล่าวว่า พวกเขายอมลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพื่อไปทำงานใหม่ที่เปิดโอกาสให้เขาทำงานจากที่ไหนก็ได้ แทนการต้องอยู่แต่ในออฟฟิศด้วย</b></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/wfh-guide-for-manager/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18007 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/5c156e4fdf063b9ea5aa813a101ee548-600x370-1.jpg" alt="How To บริหารทีมทางไกลสำหรับหัวหน้าที่ต้องทำ Work From Home เป็นครั้งแรก" width="600" height="370" title="อยาก Remote Working ให้ราบรื่นต้องทำอย่างไร​ ? 475" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/5c156e4fdf063b9ea5aa813a101ee548-600x370-1.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/5c156e4fdf063b9ea5aa813a101ee548-600x370-1-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/wfh-guide-for-manager/">How To บริหารทีมทางไกลสำหรับหัวหน้าที่ต้องทำ Work From Home เป็นครั้งแรก</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>เหตุผลที่ไม่ให้ Remote Working เพราะองค์กรขาดเครื่องมือที่ใช่</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงของพนักงานอาจสะท้อนความต้องการได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับกัน ผลสำรวจเมื่อปี 2023 ของ IDC InfoBrief ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Remote เรื่อง Bridging the Talent Gap: The Future of Hiring in the Asia/Pacific Region ที่สำรวจองค์กรธุรกิจมากกว่า 400 แห่งในประเทศสิงคโปร์, อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พบว่า มีองค์กรในแถบเอเชียแปซิฟิกถึง 42% เลยทีเดียวที่ไม่อยากให้พนักงาน Work From Home </span></p>
<p><b>สาเหตุสำคัญมาจากการที่องค์กรเหล่านั้นไม่มี HR Tools หรือเครื่องมือที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพพอในการบริหารจัดการพนักงานที่ทำงานกันจากต่างพื้นที่ และจะต้องใช้ HR System โดยเฉลี่ยมากถึง 16 ระบบเพื่อจะบริหารงานให้ราบรื่น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหานี้ได้ HR Manager ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาเครื่องมือทันสมัย เพื่อมาใช้งานให้เหมาะสมกับระบบขององค์กรมาใช้ให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่เพียงจะช่วยเติมเต็มความต้องการของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote ไม่ว่าพนักงานจะเป็นพนักงานประจำ หรือพนักงานสัญญาจ้าง ในโปรเจ็กต์สั้น ๆ แต่ยังยกระดับองค์กรได้อย่างเต็มพิกัดด้วย</span></p>
<h2><b>เปิดโผ 20 อันดับ องค์กรระดับโลกพร้อมให้พนักงาน Remote Working เต็มพิกัด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะมีองค์กรไม่น้อย แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีองค์กรระดับโลกอีกมากมาย โดย FlexJobs ได้สำรวจและจัดอันดับ 100 องค์กรที่พร้อมให้พนักงานทำงานแบบ Remote Working อย่างไร้ข้อแม้ และน่าร่วมงานด้วยในปี 2024 โดย HREX ขอยกตัวอย่าง 20 อันดับแรกมาให้ได้ดูก่อนคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้ </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> Working Solutions</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Liveops</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> CVS Health</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Robert Half International</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Williams-Sonoma</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Thermo Fisher Scientific</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ModSquad</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> BELAY</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Cactus Communications</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Transcom</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Sutherland</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> BCD Travel</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Kelly</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> UnitedHealth Group</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> LHH – Lee Hecht Harrison</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Randstad</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Creative Financial Staffing – CFS</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Kforce</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Aston Carter</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Aquent</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่อยากรู้ว่าอีก 80 องค์กรที่แนะนำนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละองค์กรมีรายละเอียดอย่างไร สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง</span><a href="https://www.flexjobs.com/blog/post/100-top-companies-with-remote-jobs-in-2024/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้ </span></a></p>
<h2><b>มาค้นหา HR Tools ช่วยให้ Remote Working ราบรื่น ได้แล้วผ่านแพลตฟอร์ม HR Products and Services</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรไหนในไทยวางแผนผลักดันมาตรการ Remote Working เต็มรูปแบบ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นใช้เครื่องมือใดดีที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราขอแนะนำให้มาค้นหาบริการ HR Products &amp; Services จาก HREX แพลตฟอร์มที่รวบรวมตัวช่วย HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย HR จากแต่ละองค์กรสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Human Resource Management System เพื่อหาระบบซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถ Remote Working อย่างมีประสิทธิภาพได้แล้ว ค้นหาได้เลยทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/15?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<div></div>
<div><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="อยาก Remote Working ให้ราบรื่นต้องทำอย่างไร​ ? 476" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/remote-working-2024-240115/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-polycrisis-231124/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-polycrisis-231124/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Nov 2023 09:53:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Polycrisis]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36038</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Polycrisis คือวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่เหตุการณ์ความไม่สงบจากทั่วโลกสามารถส่งผลกระทบแบบทับซ้อนมาถึงองค์กรของเราได้ ยิ่งเราเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นเท่านั้น The Cascade Institute กล่าวว่าเมื่อวิกฤตการณ์ในระดับโลกส่งผลกับการทำงานขององค์กรทั่วไปแล้ว เราก็ต้องพยายามเข้าใจบริบททุกอย่างที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด เราต้องรู้ว่าวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร และผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศอื่น ๆ มีวิธีรับมือกับปัญหาเหล่านั้นแบบไหน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของเราให้มีประสิทธิภาพที่สุด Mcgregor Boyall กล่าวว่าองค์กรในปัจจุบันต้องคิดถึงเรื่อง Risk Management และ Crisis Management อยู่ตลอดเวลา เพราะรูปแบบการทำงานของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถหาพนักงานจากมุมไหนของโลกก็ได้ (Gig Workers) นั่นแปลว่าเราไม่สามารถสนใจเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศของเราอีกต่อไป แต่เราต้องรู้ว่าจะวางแผนสวัสดิการและนโยบายอย่างไรให้ดึงดูดคนที่มีฝีมือจากทั่วโลกได้ด้วย Polycrisis ไม่ได้หมายถึงปัญหาทั่วไป แต่เรากำลังพูดถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าและเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เป็นวิกฤติที่อยู่ในระดับมหภาค เช่นปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ, ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจถดถอย, ปัญหาเรื่องโลกร้อน, ปัญหาเรื่องสงครามที่มีผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน เป็นต้น ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในเรื่องธุรกิจหรือการใช้ชีวิตของมนุษย์ทั่วไป ก็ต่างต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยมองเพียงเรื่องของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะเราจะถูกกำหนดทิศทางด้วยบริบทอื่น ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ, สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ทัศนคติของผู้คนตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประเด็นนี้นำไปสู่แนวคิดว่าเราจะต้องเอาตัวรอดอย่างไรหากต้องเผชิญหน้ากับองค์ประกอบทางสังคมที่หลากหลาย หรือต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เราไม่ได้เป็นผู้สร้างตั้งแต่ต้น สิ่งนี้เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤติหรือ Polycrisis จะส่งผลต่อการทำงานของเราอย่างไร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Polycrisis คือวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่เหตุการณ์ความไม่สงบจากทั่วโลกสามารถส่งผลกระทบแบบทับซ้อนมาถึงองค์กรของเราได้ ยิ่งเราเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://cascadeinstitute.org/technical-paper/what-is-a-global-polycrisis/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Cascade Institute</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าเมื่อวิกฤตการณ์ในระดับโลกส่งผลกับการทำงานขององค์กรทั่วไปแล้ว เราก็ต้องพยายามเข้าใจบริบททุกอย่างที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด เราต้องรู้ว่าวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร และผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศอื่น ๆ มีวิธีรับมือกับปัญหาเหล่านั้นแบบไหน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของเราให้มีประสิทธิภาพที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.mcgregor-boyall.com/resources/blog/what-is-a-polycrisis-how-could-it-affect-your-business/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mcgregor Boyall</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าองค์กรในปัจจุบันต้องคิดถึงเรื่อง Risk Management และ Crisis Management อยู่ตลอดเวลา เพราะรูปแบบการทำงานของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถหาพนักงานจากมุมไหนของโลกก็ได้ (Gig Workers) นั่นแปลว่าเราไม่สามารถสนใจเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศของเราอีกต่อไป แต่เราต้องรู้ว่าจะวางแผนสวัสดิการและนโยบายอย่างไรให้ดึงดูดคนที่มีฝีมือจากทั่วโลกได้ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Polycrisis ไม่ได้หมายถึงปัญหาทั่วไป แต่เรากำลังพูดถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าและเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เป็นวิกฤติที่อยู่ในระดับมหภาค เช่นปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ, ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจถดถอย, ปัญหาเรื่องโลกร้อน, ปัญหาเรื่องสงครามที่มีผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน เป็นต้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46389" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-46.webp" alt="Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร" width="600" height="370" title="Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร 481" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-46.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-46-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในเรื่องธุรกิจหรือการใช้ชีวิตของมนุษย์ทั่วไป ก็ต่างต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยมองเพียงเรื่องของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะเราจะถูกกำหนดทิศทางด้วยบริบทอื่น ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ, สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ทัศนคติของผู้คนตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้นำไปสู่แนวคิดว่าเราจะต้องเอาตัวรอดอย่างไรหากต้องเผชิญหน้ากับองค์ประกอบทางสังคมที่หลากหลาย หรือต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เราไม่ได้เป็นผู้สร้างตั้งแต่ต้น สิ่งนี้เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤติหรือ </span><b>Polycrisis </b><span style="font-weight: 400;">จะส่งผลต่อการทำงานของเราอย่างไร HR จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่ HREX.asia</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>วิกฤตซ้อนวิกฤต หรือ Polycrisis คืออะไร</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของโลกในปัจจุบันก็คือความวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่ทุกแห่ง และต่างมีผลกระทบต่อกันไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา HR จึงต้องรู้จักปรับตัวหากไม่ต้องการให้คู่แข่งทิ้งห่าง หรือจมอยู่กับความไม่แน่นอนจนไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำว่า Polycrisis เราไม่ได้หมายถึงปัญหาทั่วไป แต่เรากำลังพูดถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าและเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน (Emergency) เป็นวิกฤติที่อยู่ในระดับมหภาค เช่น ปัญหาการเข้าสู่</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190613-aging-society-working/"><span style="font-weight: 400;">สังคมผู้สูงอายุ</span></a><span style="font-weight: 400;">, ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจถดถอย, ปัญหาเรื่องโลกร้อน, ปัญหาเรื่องสงครามที่มีผู้คนล้มตายไม่ถ้วน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้คือวิกฤตการณ์ที่ทับซ้อนอยู่กับปัญหาย่อยที่ฝ่ายบุคคลต้องเจอในแต่ละวัน และจำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนหากต้องการดูแลพนักงานให้ได้อย่างดีที่สุด</span></p>
<p><a href="https://cascadeinstitute.org/technical-paper/what-is-a-global-polycrisis/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Cascade Institute</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าเมื่อวิกฤตการณ์ในระดับโลกส่งผลกับการทำงานขององค์กรทั่วไปแล้ว วิธีการรับมือกับปัญหาก็คือการพยายามเข้าใจบริบททุกอย่างที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด เราต้องรู้ว่าวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร และผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศอื่นหรือในสายงานธุรกิจอื่นมีวิธีรับมือกับปัญหาเหล่านั้นแบบไหน เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เมื่อสถานการณ์ในระดับมหภาคเต็มไปด้วยวิกฤต องค์กรต้องคอยบริหารจัดการตัวเองให้มีความแข็งแรงที่สุดต้องหาสวัสดิการดี ๆ ให้พนักงาน ต้องวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสมถึงขนาดที่พอมีสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราจะได้มีฐานที่แข็งแรงเพียงพอในการรับมือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36043 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/aaxxHREX-Cover.png" alt="HR Polycrisis เมื่อโลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร" width="600" height="370" title="Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร 482" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/aaxxHREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/aaxxHREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>ทำไม HR จึงควรให้ความสำคัญกับ Polycrisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งอาจคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไกลตัวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรามากนัก และหากจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น การเอาตัวเองให้อยู่ไกลเข้าไว้ก็คือวิธีการหนีปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ โดย </span><a href="https://www.mcgregor-boyall.com/resources/blog/what-is-a-polycrisis-how-could-it-affect-your-business/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mcgregor Boyall</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าองค์กรในปัจจุบันต้องคิดถึงเรื่อง Risk Management และ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220506-crisis-management/"><span style="font-weight: 400;">Crisis Management</span></a><span style="font-weight: 400;"> อยู่ตลอดเวลา เพราะรูปแบบการทำงานของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว เช่นในอดีตเวลาเราหาบุคลากรไม่ได้ องค์กรก็จะเคร่งเครียดและพยายามลดความต้องการลงเพื่อหาคนที่พอจะทำงานได้แทน แต่ปัจจุบันเราสามารถหาพนักงานจากมุมไหนของโลกก็ได้ เพราะโลกมีการเปิดกว้างมากขึ้น และเราสามารถทำงานได้ตลอดเวลา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/"><span style="font-weight: 400;">Gig Workers</span></a><span style="font-weight: 400;">) นั่นแปลว่าเราไม่สามารถสนใจเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศของเราอีกต่อไป แต่เราต้องรู้ว่าจะวางแผนสวัสดิการและนโยบายอย่างไรให้ดึงดูดคนที่มีฝีมือจากทั่วโลกได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นให้เราลองพิจารณาต่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากมุมต่าง ๆ ของโลกไม่ส่งผลกับองค์กรของเราจริงหรือไม่ เช่นหากเกิดภาวะโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยมีอากาศร้อนขึ้น แล้วพนักงานส่วนใหญ่ขององค์กรต้องเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ การมาทำงานท่ามกลางอากาศร้อนทุกวันก็จะส่งผลถึงความเครียดจนไม่มีอารมณ์ทำงานอย่างเต็มที่, ภาวะสงครามก็สามารถทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลง เกิดอัตราเงินเฟ้อในมุมใดมุมหนึ่งของโลกจนส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ข้าวของแพงขึ้น พนักงานก็อยากมีเงินเดือนมากขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นความกดดันกลับมาที่ HR ซึ่งหากเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ เราก็อาจเสียพนักงานคนนั้นไป หรือในอีกมุมหนึ่งคือเราก็จะไม่สามารถดึงดูดคนที่มีฝีมือจากที่อื่นได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้การที่เราใส่ใจเรื่อง Polycrisis จะทำให้เรารู้ว่าองค์กรมีจุดอ่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารสามารถนำจุดอ่อนเหล่านั้นไปเป็นแนวทางในการจัดอบรมเพื่อยกระดับองค์กรให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ภาษา การเปิดรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตลอดจนความเห็นอกเห็นใจต่อคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และต้องใช้การตัดสินใจที่ละเอียดอ่อนกว่าเดิม</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36040" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sazzz.png" alt="sazzz" width="600" height="370" title="Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร 483" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sazzz.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sazzz-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220506-crisis-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำความรู้จัก Crisis Management ในวันที่โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR จะมีวิธีรับมือกับ Polycrisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤตได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับมือกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในฐานะของคนทำงานแล้ว โลกในปัจจุบันไม่ได้เปิดโอกาสให้เรามองหาสิ่งที่ง่ายตลอดไป กลับกันเราต้องหาทางเอาตัวรอดอย่างดีที่สุดไม่ว่าต้องเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ซึ่งปัญหาเรื่องวิกฤตซ้อนวิกฤตก็เป็นสิ่งที่เราต้องเค้นพลังทุกอย่างมารับมือ เพราะสิ่งที่เราเคยเชื่อมั่นมาก่อนอาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ก็ได้ หรือสิ่งที่เราเคยมองว่าไร้ความหมายมาก่อนก็อาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นความเข้าใจเรื่อง Polycrisis จึงเป็นสิ่งที่เราต้องอบรมพนักงานอีกครั้ง เพื่อดูว่าบุคลากรของเรามีความพร้อมมากหรือน้อยเพียงใด</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">HR สามารถรับมือกับ Polycrisis ได้ด้วยวิธีเหล่านี้</span></i></p>
<p><b>1. สำรวจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร (Choose what to focus first)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้คือการเริ่มต้นจาก What If ? Scenario เพื่อคาดการณ์ว่าหากเกิดปัญหาอย่างหนึ่งขึ้น องค์กรจะต้องเตรียมทรัพยากรเพื่อรับมืออย่างไร และเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น สิ่งที่องค์กรต้องทำเป็นอย่างแรกคืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเข้าใจตรงนี้จะทำให้เราวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง ไม่ลงทุนกับขั้นตอนที่เปล่าประโยชน์และสิ้นเปลือง ขณะเดียวกันก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่ากระบวนการทำงานขององค์กรมีความเป็นสากลมากพอหรือไม่ เพราะในปัจจุบันเราไม่ได้ทำการตลาดโดยมีคู่แข่งแค่ในประเทศอีกต่อไป แต่มีคู่แข่งปะปนอยู่ทั่วโลก การที่เราไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ จะทำให้เราก้าวช้ากว่าจนปรับตัวเข้ากับวิกฤติไม่ได้อีกต่อไป</span></p>
<p><b>2. หาจุดอ่อนที่เคยถูกมองข้ามให้เจอ (Finding the Blind Spot)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราเห็นจุดอ่อนขององค์กรแล้ว เราต้องลองมองลึกใหม่อีกครั้งว่ายังมีจุดไหนที่เรามองข้ามไปหรือไม่ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ส่วนขององค์กรเท่านั้น แต่ควรมองจากสายตาของลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจด้วย ปกติแล้วองค์กรจะมองข้ามในขั้นตอนเหล่านี้เพราะต้องการให้ความสนใจในภาพรวมแบบกว้าง ๆ มากกว่าจึงมองว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยมากจนเกินไปทั้งที่ข้อแตกต่างตรงนี้จะเป็นจุดตัดสินความอยู่รอดขององค์กรได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องคิดว่ายิ่งเราเห็นจุดอ่อนขององค์กรมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งวางแผนกลยุทธ์ที่ละเอียดได้มากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองสถานการณ์โลกให้กว้างที่สุด โดยเอาองค์ประกอบขององค์กรไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่าง ๆ และคิดตามมาว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อเราในแง่มุมไหนได้บ้าง เมื่อเรามีความเข้าใจแล้วเราจะมีความอดทนอดกลััน (Resilience) มากกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36044 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/crisispoly.png" alt="HR Polycrisis เมื่อโลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร" width="600" height="370" title="Polycrisis คืออะไร เมื่อเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต HR ควรทำอย่างไร 484" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/crisispoly.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/crisispoly-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>AI จะช่วยให้เรารับมือกับ Polycrisis ได้อย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.ibm.com/downloads/cas/GVAGA3JP" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">IBM</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าธุรกิจทั่วโลกในปัจจุบันราว 42% มีการนำ AI มาใช้แก้ไขปัญหามากขึ้น โดยมีการเกิดขึ้นของโควิด-19 เป็นตัวเร่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์นี้เองคือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในภาคธุรกิจโดยเฉพาะเรื่องของ Generative AI ที่เราเริ่มคุ้นชื่อกันอย่าง ChatGPT ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและพบเห็นได้มากขึ้นทางสื่อโซเชียล นี่คือข้อพิสูจน์ว่า AI จะมีส่วนในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อมีวิกฤติซ้อนวิกฤต การนำ AI มาใช้อย่างมีแบบแผนจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI สามารถช่วยเหลือองค์กรในเรื่องของการทำงานได้มากมาย เช่นการทำงาน Routine แทนบุคลากรเดิม เพื่อให้มนุษย์สามารถเอาเวลาไปคิดค้นนวัตกรรมและวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้มากขึ้น หรือสามารถนำข้อมูลจำนวนมากมาประมวลผลเพื่อประเมินความน่าจะเป็นในอนาคตเพื่อหาทางรับมือได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้น นอกจากนี้ AI ในปัจจุบันสามารถช่วยคัดเลือกผู้สมัครได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การบริหารจัดการภาพรวมเป็นไปอย่างคล่องตัว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนกับการใช้แรงงานมนุษย์ ทำให้กระบวนการทำงานในหลายภาคส่วนสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้รวดเร็วกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งความรวดเร็วนี้เองที่ถือเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับ Polycrisis โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้าน</span><a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2019-09-05-gartner-says-cost-effective-legal-departments-invest-" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กฎหมาย</span></a><span style="font-weight: 400;">ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามการใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะช่วยรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤต กลับกัน AI ที่มีประสิทธิภาพต้องมาพร้อมกับการควบคุมดูแลอย่างมีหลักการของมนุษย์ เพื่อให้การตัดสินใจยังมีความเห็นอกเห็นใจและมีความครอบคลุม โดยไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะการรับมือกับปัญหาแม้จะมีข้อมูลที่เพียบพร้อมขนาดไหน แต่เราก็ต้องอาศัยบริบทอีกมากมายซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่มีความรู้ลึกซึ้งเพียงพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับมือกับ Polycrisis ที่ดี จึงเกิดเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อองค์กรทำ Digital Transformation ในเชิงโครงสร้างเรียบร้อยแล้วเท่านั้น เพราะคงไม่ดีแน่หากองค์กรของเราต้องเจอวิกฤตโดยที่พนักงานไม่มีความพร้อมอะไรเลย กรณีนี้ไม่ว่าจะมีปัญญาประดิษฐ์ที่สมบูรณ์แบบแค่ไหน ก็ไม่สามารถนำมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดใดได้เลย</span></p>
<h2>ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน HR Consultant จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่ดีจึงต้องมีที่ปรึกษาที่ดีด้วย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีความเป็นสากลคือองค์กรที่มีองค์ความรู้มากมายจนสามารถปรับตัวและมีความยืดหยุ่น (Flexible) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่เราจะหาความรู้ทั้งหมดด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ ได้การร่วมงานกับที่ปรึกษาดี ๆ จึงเป็นแนวทางที่บริษัทชั้นนำของโลกเลือกใช้ เพราะเมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เราอาจต้องใช้แรงงานคน (Manpower) ไปกับการคิดค้นนวัตกรรมและสร้างสรรค์กลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นจนไม่มีเวลามาโฟกัสเรื่องการหาความรู้อย่างลึกซึ้งได้ด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ การมี HR Consultant ดี ๆ คือเคล็ดลับที่จะทำให้เราเอาชนะ Polycrisis ได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หา HR Consultant ที่คุณต้องการได้ทาง HR Products &amp; Services แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Polycrisis ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัวเราอีกต่อไป HR ในปัจจุบันจึงต้องหมั่นศึกษาภาพรวมของสถานการณ์โลกว่าจะมีประเด็นใดบ้างที่อาจส่งผลกระทบมาถึงองค์กรฝ่ายบุคคลในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องรู้จักตั้งคำถามถึงรากฐานขององค์กรเสมอว่าเรามีความพร้อมมากพอหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นหรือไม่ เพราะเมื่อปัญหากำลังซ้อนปัญหาและวิกฤตกำลังซ้อนวิกฤต หากเรารับมือกับวิกฤตแรกไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาต่อเนื่องไปถึงเรื่องอื่น ๆ แบบโดมิโน่ จนอาจทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกและองค์กรไม่สามารถเอาตัวรอดในตลาดได้อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่สามารถทำให้องค์กรล่มสลายได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Polycrisis ยังสามารถก้าวไปสู่ Polyparadox ซึ่งหมายถึงความย้อนแย้งที่ทับซ้อนกันไปเรื่อย ๆ เป็น 4 มิติคือความย้อนแย้งด้านเทคโนโลยี (Paradox of Digitalisation), ปัญหาเรื่องคนหางานไม่ได้ และงานหาคนไม่ได้เช่นกัน (Paradox of Work), ความย้อนแย้งด้านความยั่งยืน (Paradox of Sustainability) และ Paradox of Global Order เช่นสงครามจากที่อื่นแต่ส่งผลกระทบมาถึงเมืองไทย เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) จึงเป็นหัวข้อสำคัญอีกอย่างที่เราต้องมีหากต้องการผลักดันองค์กร (Business Driver) ให้ไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 7" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/2exjru32" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/2exjru32</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/sa6hhshr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/sa6hhshr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3e2tdm3w" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3e2tdm3w</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-polycrisis-231124/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-at-all-levels-2311114/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-at-all-levels-2311114/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Nov 2023 01:32:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35730</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Leadership at all Levels คือแนวคิดการสร้าง “ภาวะผู้นำในทุกระดับองค์กร” ที่ช่วยให้พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบ ตัดสินใจได้ และขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรร่วมกัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่หมายความว่าพนักงานทุกคนควรมีความเป็นเจ้าของ และรู้สึกอยากยกระดับสิ่งที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุด ทักษะที่ Leadership at all Levels ควรมีได้แก่ความรู้สึกมีอำนาจ, ทักษะในการมีส่วนร่วม, ความรับผิดชอบ, ความสามารถในการปรับตัว และการมีพัฒนาการอยู่เสมอ Leadership at all Levels ควรเริ่มจากการฝึกภาวะผู้นำในหลาย ๆ รูปแบบ ได้แก่ภาวะผู้นำเพื่อตัวเอง, ภาวะผู้นำเพื่อคนอื่น และภาวะผู้นำเพื่อองค์กร Leadership at all Levels จะช่วยให้พนักงานตัดสินใจได้ดีขึ้น, ทำให้องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรมได้ดีขึ้น, ช่วยให้พนักงานมีส่วนร่ววมกับงานมากขึ้น, ช่วยให้การหาผู้สืบทอดง่ายขึ้น และทำให้ลูกค้าพอใจยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิด Leadership at all Levels องค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้เ็นผู้นำในโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ดูบ้าง เพื่อให้เกิดการตัดสินใจในสถานการณ์จริง หรือหากไม่มีดอกาสให้ทำจริง ๆ ก็สามารถสร้างความคุ้นเคยผ่านการอบรมและเวิร์คช็อปก็ได้เช่นกัน ถ้าถามว่ากระบวนการสร้างผู้นำในปัจจุบันเป็นอย่างไร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Leadership at all Levels คือแนวคิดการสร้าง “ภาวะผู้นำในทุกระดับองค์กร” ที่ช่วยให้พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบ ตัดสินใจได้ และขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรร่วมกัน <span style="font-weight: 400;">ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่หมายความว่าพนักงานทุกคนควรมีความเป็นเจ้าของ และรู้สึกอยากยกระดับสิ่งที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทักษะที่ Leadership at all Levels ควรมีได้แก่ความรู้สึกมีอำนาจ, ทักษะในการมีส่วนร่วม, ความรับผิดชอบ, ความสามารถในการปรับตัว และการมีพัฒนาการอยู่เสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Leadership at all Levels ควรเริ่มจากการฝึกภาวะผู้นำในหลาย ๆ รูปแบบ ได้แก่ภาวะผู้นำเพื่อตัวเอง, ภาวะผู้นำเพื่อคนอื่น และภาวะผู้นำเพื่อองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Leadership at all Levels จะช่วยให้พนักงานตัดสินใจได้ดีขึ้น, ทำให้องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรมได้ดีขึ้น, ช่วยให้พนักงานมีส่วนร่ววมกับงานมากขึ้น, ช่วยให้การหาผู้สืบทอดง่ายขึ้น และทำให้ลูกค้าพอใจยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เกิด Leadership at all Levels องค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้เ็นผู้นำในโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ดูบ้าง เพื่อให้เกิดการตัดสินใจในสถานการณ์จริง หรือหากไม่มีดอกาสให้ทำจริง ๆ ก็สามารถสร้างความคุ้นเคยผ่านการอบรมและเวิร์คช็อปก็ได้เช่นกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48806" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Leadership-at-all-Levels.webp" alt="Leadership at all Levels" width="600" height="370" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 492" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Leadership-at-all-Levels.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/Leadership-at-all-Levels-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามว่ากระบวนการสร้างผู้นำในปัจจุบันเป็นอย่างไร </span><a href="https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/ca/Documents/audit/ca-audit-abm-scotia-high-impact-leadership.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Deloitte</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการวิจัยและพบว่าคนยุคมิลเลนเนียลถึง 63% มองว่าตนไม่ได้รับการสอนเรื่องความเป็นผู้นำจากองค์พรมากพอ ขณะเดียวกันก็พบว่าการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เป็นความท้าทายสำคัญของเหล่า CEO ถึง 55% จากทั่วโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือข้อพิสูจน์เบื้องต้นว่าการเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำยังไม่ใช่สิ่งที่แพร่หลายนักกับพนักงานในวงกว้าง ทั้งที่ความรู้เรื่องนี้จะช่วยให้การวางแผนงานในอนาคตง่ายขึ้น อ้างอิงจากการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน (Sustainable Organization) ดังนั้นถ้าคุณอยากยกระดับองค์กรให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ก็ได้เวลาแล้วที่จะเปลี่ยนพนักงานทุกคนให้กลายเป็นผู้นำระดับย่อม ๆ สักที</span></p>
<p><b>Leadership at all Levels</b><span style="font-weight: 400;"> คืออะไร มีความสำคัญกับโลกธุรกิจในปัจุจับอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่ HREX.asia </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Leadership at all Levels หมายถึงอะไร ?</h2>
<p>Leadership at all Levels คือแนวคิดในการสร้างภาวะผู้นำในทุกระดับองค์กร ที่ช่วยให้พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบ ตัดสินใจได้ และขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรร่วมกัน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่หมายความว่าพนักงานทุกคนควรมีความเป็นเจ้าของ และรู้สึกอยากยกระดับสิ่งที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุดโดยอาศัยภาวะผู้นำ พนักงานต้องสามารถตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ได้และรู้ว่าควรแก้ปัญหาอย่างไรหากเกิดข้อผิดพลาด โดยเราสามารถระบุแง่มุมด้านความเป็นผู้นำที่พนักงานทุกคนต้องมีได้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b>การให้อำนาจ (Empowering) :</b><span style="font-weight: 400;"> พนักงานทุกคนต้องรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในชิ้นงานที่กำลังทำอยู่ (Sense of Belonging) ไม่ใช่เอาแต่พึ่งพาคำแนะนำหรือการตัดสินใจของหัวหน้าเท่านั้น</span></li>
<li><b>ทักษะในการมีส่วนร่วม (Collaboration) : </b><span style="font-weight: 400;">เราต้องทำให้เห็นว่าสมาชิกทุกคนในทีมมีการเตรียมตัวที่ดีพอ เพื่อให้สามารถร่วมงานกับอีกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในที่นี้จำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี (Communication Skill) ควบคู่กันไปด้วย</span></li>
<li><b>มีความรับผิดชอบ (Accountability) : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในทุกการกระทำของตน และต้องยอมรับผลที่ตามมาเสมอไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม  </span></li>
<li><b>ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) : </b><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญของพนักงานทุกคนคือความสามารถในการปรับตัว พวกเขาต้องรู้ว่าตนขาดทักษะด้านใดอยู่ และหาทางเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถ การปรับตัวที่ดียังหมายถึงการรับฟังผู้อื่นและนำมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย</span></li>
<li><b>มีพัฒนาการเสมอ (Development) : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานต้องเรียนรู้เสมอตามแนวคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ความเป็นผู้นำในวันนี้ไม่ได้แปลว่าจะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ดังนั้นเราต้องรู้ว่าภาวะผู้นำที่ภาคธุรกิจต้องการในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร ละพัฒนาตัวเองให้มีทักษะเพียงพอกับสถานการณ์นั้น ๆ</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิด Leadership at all Levels เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการให้พนักงานทุกคนกล้าลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง และมีความมั่นใจในความคิดเห็นของตน ผ่านระบวนกระบวนการพิจารณา โดยเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง นี่คือกลไกที่บริษัทชั้นนำของโลกมี เพราะเมื่อทุกคนมีภาวะผู้นำแล้ว องค์กรก็จะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35735" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web03-1.webp" alt="web03 1" width="600" height="370" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 493" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web03-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web03-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Leadership at all Levels ควรให้ความสำคัญกับการนำเรื่องอะไรบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีแนวคิดของผู้นำนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพนักงานบางคนไม่มีทักษะของความเป็นผู้นำอยู่เลย ตั้งใจแค่มาทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไปวัน ๆ เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีพนักงานที่มีทักษะความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยม แต่ไม่ได้รู้สึกว่าอยากเป็นผู้นำใครเลยสักนิด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแทนที่เราจะคาดหวังให้พนักงานทุกคนมีความเป็นเจ้าของกับทุกโปรเจ็กต์ที่ทำอยู่  เราควรแบ่งรูปแบบของภาวะผู้นำออกเป็นหลาย ๆ ประเภท เพื่อให้พนักงานได้ฝึกเรียนรู้ทักษะตามความสบายใจของแต่ละคนแบบทีละขั้น โดยเราสามารถแบ่งภาวะผู้นำออกได้เป็น 3 รูปแบบหลักดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>การมีภาวะผู้นำเพื่อตัวเอง (Leading The Self)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือการนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ส่วนตัว (Personal Emotional Awareness) ความผู้นำในเรื่องนี้คือการพิจารณาสิ่งที่ทำอยู่โดยเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง มีความรักตัวเอง และตระหนักเสมอว่าแม้เราจะมีหน้าที่ทำให้เป้าหมายขององค์กรสัมฤทธิ์ผล แต่เราก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไปไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องคิดว่าการทำงานคือสิ่งที่กำหนดคุณค่าของชีวิต เนื่องจากเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่กับการศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้เป็นหลัก ดังนั้นยิ่งเราจริงใจกับตัวเองและตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบ เราก็จะมีรากฐานที่แข็งแรงมากพอในการก้าวไปนำในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น</span></p>
<h3>มีภาวะผู้นำเพื่อคนอื่น (Leading the Others)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราคิดถึงเรื่องตัวเองและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นแล้ว เราก็ต้องยกระดับการเป็นผู้นำด้วยการคิดถึงเรื่องของผู้อื่นมากขึ้น เราต้องกล้าทิ้งความคิดบางอย่างของตัวเองหากรู้สึกว่าความเห็นของคนรอบข้างมีประสิทธิภาพมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรู้จักรับฟังและตัดสินใจเกี่ยวกับความคิดเห็นของคนอื่นโดยใช้องค์ความรู้ของเราเอง คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำในระดับที่ใหญ่ขึ้น ตรงจุดนี้บุคลากรควรมีความรู้มากพอ เพื่อให้การแนะนำคนอื่น อ้างอิงอยู่บนความถูกต้อง เราต้องใช้ชุดข้อมูลเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แนะนำตามอารมณ์ความรู้สึกซึ่งไม่สามารถการันตีผลลัพธ์อะไรได้เลย</span></p>
<h3>มีภาวะผู้นำเพื่อองค์กร (Leading the Organization)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือภาวะผู้นำในจุดที่สูงที่สุด (Senior Level) คือเราต้องมีภาวะผู้นำเพื่อตัวเองและเพื่อคนรอบข้างอย่างดีก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรให้ได้ เราต้องรู้จักศึกษาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ความคิดของเราคมที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35736" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web02.webp" alt="web02" width="600" height="370" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 494" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web02.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web02-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Leadership at all Levels มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้ยินประโยชน์ของการมีผู้นำที่ดีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เราลืมนึกไปไหมว่าหากทุกคนมีความเป็นผู้นำพร้อม ๆ กันหมด สามารถร่วมงานกับแต่ละฝ่ายได้อย่างคล่องตัวทั้งหมด ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณไปอีกกี่เท่า ดังนั้นเราขออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการมีผู้นำอยู่ในทุกองค์ประกอบมีประโยชน์อย่างไร</span></p>
<h3>ช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น (Improve Decision Making)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานทุกคนมีความผู้นำแล้วพวกเขาก็จะหาข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลของตนเองอย่างดีที่สุดช่วยให้การตัดสินใจมีความจริงจังมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็ผ่านการพิจารณาอย่างดี ไม่มีการใช้เหตุผลแบบขอไปทีหรือขาดความรับผิดชอบแน่นอน</span></p>
<h3>เสริมสร้างนวัตกรรม (Enhance Information)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเป็นผู้นำทำให้พนักงานทุกคนอยากให้องค์กรก้าวไปอยู่ในจุดที่แข็งแรงขึ้น จะมีการนำไอเดียและวิธีแก้ปัญหา (Solution) มาแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา การพูดคุยด้วยเหตุและผลที่มากเป็นพิเศษจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ได้ดีกว่าองค์กรที่ทำงานด้วยความคิดแบบเดิมตลอดมา</span></p>
<h3>เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Increase Employee Engagement)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่าและได้รับความไว้วางใจจากองค์กรในการเป็นผู้นำ พวกเขาก็จะรู้สึกภูมิใจ อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานและการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าเดิม (Cultural Alignment)</span></p>
<h3><b>ช่วยให้การสานต่อตำแหน่งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (Succession Planning) </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานมีความเข้าใจเรื่องภาวะผู้นำดีอยู่แล้ว การเลื่อนตำแหน่งพวกเขามาเป็นหัวหน้าอย่างเป็นทางการก็ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณมาจัดอบรมตั้งแต่กลไกขั้นพื้นฐาน กล่าวได้ว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจะคล่องตัวขึ้น (Smooth Transition)</span></p>
<h3><b>ช่วยสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า (Customer Satisfaction) </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าความเป็นผู้นำมักมาพร้อมกับความเป็นเจ้าของ ซึ่งทักษะตรงนี้จะทำให้เรามองธุรกิจแบบรอบด้านขึ้น และความพอใจของลูกค้าก็นับเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ เสมอ ดังนั้นยิ่งมีภาวะผู้นำ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้ามีความสุข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปคือองค์กรที่ทุกคนมีความเป็นผู้นำจะช่วยให้พนักงานปรับตัวให้ดีขึ้น มีนวัตกรรมที่ดีขึ้น  ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้มากกว่าองค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35737" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web04.webp" alt="web04" width="600" height="370" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 495" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web04.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web04-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>วิธีสร้าง Leadership at all Levels ในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของ HR นั้น เรามีหน้าที่มองหากลยุทธ์เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจเรื่องภาวะผู้นำมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทำแบบหุนหันพลันแล่น แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเพิ่มสิทธิ์และโอกาสในการตัดสินใจจนเริ่มคุ้นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจของพนักงานอาจเกิดข้อผิดพลาด หากเราด่วนตัดสินว่าคนนั้นไม่มีศักยภาพ พนักงานก็จะไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องอื่นอีกจนยุติการพัฒนาภาวะผู้นำไปโดยปริยาย  ดังนั้นฝ่ายบุคคลต้องมีความอดทน จนกว่าพนักงานจะเริ่มเดินไปบนทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เราสามารถสร้างภาวะผู้นำให้กับพนักงานทุกระดับได้โดยวิธีการเหล่านี้</span></i></p>
<h3>HR ต้องช่วยให้พนักงานเห็นภาพรวมของการทำงานมากขึ้น (Bigger Purpose)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำในระดับผู้บริหารควรทำให้พนักงานเห็นว่าองค์กรมีเป้าหมายใหญ่ที่สุดอย่างไร และพยายามอธิบายให้พนักงานเห็นว่าความตั้งใจของพวกเขามีความสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนั้น  พนักงานทุกคนมีคุณค่าและองค์กรจะเติบโตได้ดีขึ้นหากทุกคนทำงานอย่างตั้งใจ นี่คือแนวคิดเดียวกันกับการสร้างความเป็นเจ้าของ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานมองเห็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่า พนักงานก็จะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีส่วนร่วมกับงานมากขึ้น และเมื่อเป้าหมาย ประสบความสำเร็จ พนักงานก็จะมีแรงบันดาลใจ (Motivation) ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกันการตัดสินใจที่เคยได้ผลไปแล้ว ก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์ยาก ๆ ได้ง่ายขึ้นในอนาคต</span></p>
<h3>HR ต้องสอนให้พนักงานเชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมทีม (Trust Yourself and Your Team Members)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความเชื่อ ถ้าพนักงานเชื่อว่าตนสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ พวกเขาก็จะทำได้ ! ดังนั้นหากหัวหน้าแสดงความเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าการมอบหมายงานต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเชื่อมั่นในฝีมือ  พนักงานก็จะรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความไว้วางใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความเชื่อมั่นแล้ว องค์กรก็ต้องวางรากฐานในการพัฒนาตัวเองให้พนักงานด้วย เช่นการจัดอบรมหรือการไม่ขัด หากมีการตัดสินใจจากพนักงานที่ขัดแย้งกับมุมมองของเรา ให้รอดูก่อนว่าการตัดสินใจของพนักงานนำพาความสำเร็จมาให้หรือไม่ หากทำได้จริง ก็ให้ชื่นชมอย่างเต็มที่ แต่หากทำไม่ได้ก็ให้ช่วยกันแก้ปัญหาและสอนอย่างถูกวิธี เพื่อให้พวกเขายังกล้าตัดสินใจในโอกาสต่อไป</span></p>
<h3><strong>เปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองเป็นผู้นำดูบ้าง (Offer Opportunities to Lead)</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจะไม่มีการยกระดับมาเป็นผู้นำได้เลยหากไม่เคยตัดสินใจในสถานการณ์จริง ดังนั้นองค์กรควรมอบโอกาสเหล่านี้รู้บ้างโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ เช่นเปิดโอกาสให้พนักงานระดับกลางลองบริหารทีมขนาดเล็กลงมา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาบางอย่างโดยสามารถเริ่มจากการเวิร์คช็อปได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการนี้จะช่วยให้พนักงานรู้ว่าการตัดสินใจไหนที่ได้ผลการ ตัดสินใจอันไหนที่ไม่ได้ผล  จนเมื่อมีโอกาสตัดสินใจในประเด็นที่ใหญ่ขึ้น มุมมองของพวกเขาจะมีความเฉียบคมมากกว่าเดิม</span></p>
<h3>HR ต้องยกระดับการสื่อสารภายในองค์กร (Develop Great Communication)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาพูดถึงการยกระดับการสื่อสารที่ดี เรามักมองไปถึงการสื่อสารระหว่างผู้บริหารและคนในระดับรองลงมา แต่ความจริงแล้วการสื่อสารในชีวิตประจำวันระหว่างคนในทีมก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เรารู้จักกันมากขึ้น รู้ว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร แล้วรู้ว่ากระบวนการทำงานตามรูปแบบของแต่ละคนเป็นอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความจริงแล้วพนักงานแต่ละคนมีมุมมองและความสามารถพิเศษต่างกัน ยิ่งเราพูดคุยกันมากขึ้น ได้รู้จักกันในเชิงลึกมากขึ้น เราก็จะได้เห็นวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ ได้รู้ว่าความคิดของคนในระดับล่างกว่าและสูงกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่แรงบันดาลใจบางอย่างให้เรากลายเป็นคนที่เก่งขึ้น</span></p>
<h3>HR ต้องกระตุ้นให้พนักงานได้คิดค้นอะไรใหม่ ๆ (Courage and Innovation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าเราจะเป็นผู้นำแบบไหน หรือมีเป้าหมายขององค์กรอย่างไร สิ่งที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือการสอนให้พนักงานกล้าคิดนอกกรอบ อย่าเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้งตราบใดที่มุมมองของพนักงานไม่ได้ส่งผลเสียต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องทำให้พนักงานเห็นว่าแม้แต่แนวคิดที่ดูไร้สาระสุด ๆ เราก็จะพิจารณาถึงเรื่องนั้นอย่างจริงจัง และนำไปบูรณาการต่อว่าจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ในที่นี้การคิดโดยปราศความเครียดโดยเชื่อว่าองค์กรพร้อมยืดหยุ่นให้กับแนวคิดของพวกเขาเสมอ (Flexability) คือสิ่งที่จะช่วยให้ภาวะผู้นำค่อย ๆ เติบโตอย่างแข็งแรง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35739" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web05-1.webp" alt="web05 1" width="600" height="370" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 496" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web05-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/web05-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>การอบรมภาวะผู้นำ (Leadership Courses) สำคัญกับการวางแผนอนาคตองค์กรอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span><a href="https://www.researchgate.net/publication/318737359_Leadership_Training_Design_Delivery_and_Implementation_A_Meta-Analysis" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">เรื่อง Leadership Training Design, Delivery and Implementation โดย Journal of Applied Psychology กล่าวว่าการเสริมสร้างทักษะผู้นำจะช่วยให้เรามีความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 25% แลช่วยให้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นราว 20% โดยการฝึกภาวะผู้นำที่ดีต้องไม่จำกัดแค่การเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่าข้อมูลเหล่านั้นจะนำไปประยุคใช้ในการทำงานจริงอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น HR ในปัจจุบันจำเป็นต้องศึกษาความต้องการของท้องตลาด และพิจารณาว่าการอบรมแบบไหนที่เหมาะกับระดับของบุคลากรมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเลือกแต่หลักสูตรราคาแพงเท่านั้น และท้ายสุดคือ HR ก็ต้องรู้จักหาความรู้ให้ตัวเองด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ไปอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณกำลังมองหาการอบรมดี ๆ อยู่ เราขอแนะนำให้เลือกผ่าน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะทำงานตำแหน่งไหน ในภาคธุรกิจแบบใด ก็ใช้งานได้ไม่มีข้อจำกัดและผูกมัดใด ๆ แน่นอน</span></p>
<h3><em>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</em></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 497"></p>
<blockquote><p><strong>Q: ภาวะผู้นำหมายถึงอะไร</strong></p>
<p>หากต้องการพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กร จะพัฒนาด้านใด รูปแบบใด ตามแนวคิดหรือทฤษฎีของใคร</p>
<p><strong>A: ภาวะผู้นำ หรือ leadership skills เป็นทักษะที่เป็นที่ต้องการของทุกองค์กร </strong></p>
<p>การสร้างภาวะผู้นำ นั้น ไม่มีทฤษฎีของใครที่ชัดเจนว่าเป็นที่นิยม แต่ละองค์กรที่ประสบความสำเร็จต่างมีการผสมผสานของภาวะผู้นำที่แตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆแล้ว ภาวะผู้นำ ก็คือ ทักษะจำเป็นข้างต้นที่ประกอบกันแล้วทำให้บุคคลผู้หนึ่งสามารถพาทีมหรือผู้อื่นในองค์กร (leading others) ไปสู่เป้าหมายขององค์กร (business goals) หรือไปสู่พฤติกรรมที่ต้องการ (desirable behaviors) ได้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p></blockquote>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/205?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Leadership at all Levels ถ้าทุกคนเป็นผู้นำ องค์กรจะเปลี่ยนแค่ไหน? 498"></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที ยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง หากเราเอาแต่รอให้พนักงานพร้อมหรือคุ้มค่ากับการลงทุน (Worthy of Investment) เราก็จะไม่มีวันได้พนักงานที่แข็งแกร่งมากพอในวันที่ต้องการ ทั้งนี้เราสามารถเริ่มจากเนื้องานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมของการเป็นผู้นำ (Leadership Culture) ภายในองค์กร เพื่อใช้เป็นรากฐานในการก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในบริบทที่ใหญ่ขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Leadership at all Levels จะช่วยลดภาระของ HR ด้วย เพราะเมื่อพนักงานมีความเป็นผู้นำแล้ว พนักงานก็จะมีความรับผิดชอบ ไม่ประพฤติตนให้ขัดแย้งกับแนวทางขององค์กร เพราะรู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น (Lead by Example) ซึ่งพอทุกคนมีทัศนคติในแง่บวกแบบนี้ เราก็จะก้าวนำคู่แข่งและประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="มากกว่าการบริหารคน HR คือการบริหารประสบการณ์: บทสัมภาษณ์ จิตติยา ธรรมสรณ์ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/ybh4b9jz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/ybh4b9jz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3aum589b" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3aum589b</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3yynvr95" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3yynvr95</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/mr48pcms" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/mr48pcms</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/leadership-at-all-levels-2311114/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/culture-champion-231108/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/culture-champion-231108/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Nov 2023 03:13:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35655</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Culture Champion หรือ ‘แชมป์เปี้ยนด้านวัฒนธรรม‘ คือคนที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรมองค์กรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขามีคุณค่า และอยากทุ่มเทชีวิตเพื่องานอย่างแท้จริง LSA Global กล่าวว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ดีส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยคิดเป็นอัตราส่วนถึง 40% กล่าวโดยละเอียดคือวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะทำให้เราได้ผู้นำที่มีความรับผิดชอบ, ได้ลูกทีมที่มีความจงรักภักดี และได้ทีมงานที่หัวก้าวหน้า เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ Culture Champion ต้องมีคุณลักษณะที่ดี 4 ประการ เรียกว่า 4C ได้แก่ Clarity, Conviction, Consistency และ Courage เราสามารถมีหลายวัฒนธรรมในองค์กรเดียว Culture Champion ควรมีความสามารถในการเน้นย้ำวัฒนธรรมที่เหมาะสม และบังคับใช้ได้กับพนักงานทุกคน เวลาเราพูดถึงการยกระดับองค์กร เรามักพูดถึงการสร้างผลประกอบการให้ได้มากที่สุด เช่น การหานโยบายใหม่ ๆ มาสร้างความสุขให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ, การอบรม หรือแม้แต่การสรรหาบุคลากรยุคใหม่เข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ก้าวทันโลกยิ่งขึ้น และนอกเหนือจากการยกระดับทางธุรกิจแล้ว สิ่งที่เราต้องยกระดับให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไปก็คือเรื่องของการสร้าง วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ให้แข็งแรง ไม่ตกยุค และเป็นวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจน ซึ่งอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายบนเนื้อผ้า แต่ในความเป็นจริงนั้น นี่คืองานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของ HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Culture Champion หรือ ‘แชมป์เปี้ยนด้านวัฒนธรรม‘ คือคนที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรมองค์กรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขามีคุณค่า และอยากทุ่มเทชีวิตเพื่องานอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://lsaglobal.com/insights/proprietary-methodology/lsa-3x-organizational-alignment-model/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LSA Global</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ดีส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยคิดเป็นอัตราส่วนถึง 40% กล่าวโดยละเอียดคือวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะทำให้เราได้ผู้นำที่มีความรับผิดชอบ, ได้ลูกทีมที่มีความจงรักภักดี และได้ทีมงานที่หัวก้าวหน้า เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Culture Champion ต้องมีคุณลักษณะที่ดี 4 ประการ เรียกว่า 4C ได้แก่ Clarity, Conviction, Consistency และ Courage</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เราสามารถมีหลายวัฒนธรรมในองค์กรเดียว Culture Champion ควรมีความสามารถในการเน้นย้ำวัฒนธรรมที่เหมาะสม และบังคับใช้ได้กับพนักงานทุกคน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35659" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7369.png" alt="IMG 7369" width="600" height="370" title="Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย 504" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7369.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7369-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาเราพูดถึงการยกระดับองค์กร เรามักพูดถึงการสร้างผลประกอบการให้ได้มากที่สุด เช่น การหานโยบายใหม่ ๆ มาสร้างความสุขให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ, การอบรม หรือแม้แต่การสรรหาบุคลากรยุคใหม่เข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ก้าวทันโลกยิ่งขึ้น และนอกเหนือจากการยกระดับทางธุรกิจแล้ว สิ่งที่เราต้องยกระดับให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไปก็คือเรื่องของการสร้าง </span><b>วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) </b><span style="font-weight: 400;">ให้แข็งแรง ไม่ตกยุค และเป็นวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจน ซึ่งอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายบนเนื้อผ้า แต่ในความเป็นจริงนั้น นี่คืองานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของ HR เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Culture Champion สำคัญอย่างไร และ HR จะสร้างขึ้นในองค์กรได้ด้วยวิธีไหน หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่ HREX.asia</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">Culture Champion คืออะไร</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">‘แชมป์เปี้ยนด้านวัฒนธรรม‘ คือการทำให้คนเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรมองค์กรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขามีคุณค่า และอยากทุ่มเทชีวิตเพื่อองค์กรอย่างแท้จริง โดยบุคคลดังกล่าวจะกลายเป็นผู้นำในการสร้างความเชื่อมั่นด้านวัฒนธรรมต่อพนักงานคนอื่น ซึ่งหากเราสร้างบุคลากรที่มีทัศนคติแบบนี้ได้ ก็จะทำให้เรามีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง</span></p>
<p><a href="https://lsaglobal.com/insights/proprietary-methodology/lsa-3x-organizational-alignment-model/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LSA Global</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการศึกษาและพบว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ดีส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยคิดเป็นอัตราส่วนได้ถึง 40% กล่าวโดยละเอียดคือวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะทำให้เราได้ผู้นำที่มีความรับผิดชอบ ได้ลูกทีมที่มีความจงรักภักดี ได้ทีมงานที่หัวก้าวหน้า และเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ซึ่งการมี Culture Champion จะเป็นเหมือนการมีผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในองค์กร ซึ่งจะช่วยชี้ทางให้พนักงานก้าวไปในทางที่ถูกต้องด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการทำงานแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความอ่อนแอของวัฒนธรรมองค์กรซึ่งมักเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะยุคนี้ถือเป็นยุคที่โลกธุรกิจมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจนบุคลากรบางส่วนปรับตัวไม่ทัน Culture Champion จึงเป็นอีกปัจจัยด้านการอบรมพนักงานและการพัฒนาบุคลากรให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรควรประกอบด้วยปัจจัยปัจจัยเหล่านี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถสร้างความเชื่อมั่นในองค์กรให้กับพนักงานคนอื่น ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปฏิบัติตัวอย่างชาญฉลาดมีกาลเทศะ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถช่วยให้เพื่อนร่วมงานก้าวผ่านอุปสรรคได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถสร้างความเชื่อมั่น และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถทำตามเป้าประสงค์ขององค์กรได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีทักษะและความรู้มากพอในการบรรลุเป้าหมาย</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปคือ Culture Champion หมายถึงการสร้างบุคลากร หรือเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้นำให้มีความตระหนักถึงวัฒนธรรมองค์กรอย่างเต็มเปี่ยม และอยากถ่ายทอดมุมมองแบบนั้นไปสู่ผู้อื่น นี่คือเรื่องสำคัญมากในปัจจุบันที่หลายองค์กรไม่ได้อยู่ร่วมกันในออฟฟิศอย่างเดิม ไม่ได้มีความใกล้ชิดอย่างในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ดังนั้นกระบวนการใดก็ตามที่ทำให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงขึ้นเป็นสิ่งที่ HR ต้องให้ความสำคัญ จะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้อีกแล้ว</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35660" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/01s.webp" alt="01s" width="600" height="370" title="Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย 505" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/01s.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/01s-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>วั<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><span style="font-weight: 400;">เราจะสร้าง Culture Champion ได้อย่างไร</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราได้บุคลากรที่มีคุณลักษณะตรงกับการเป็น Culture Champion แล้ว ให้เราฝึกฝนบุคคลดังกล่าวให้มีทักษะที่เรียกว่า 4C ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>มีความเชื่อมั่น (Conviction) </b><span style="font-weight: 400;">: ในฐานะของ Culture Champion เราต้องเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าวัฒนธรรมองค์กรคือจุดตัดสินที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้จริง สามารถทำให้คนอยู่กับองค์กรหรือลาออกได้จริง ความเชื่อมั่นตรงนี้จะเป็นภาพสะท้อนให้บุคลากรคนอื่นทำตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>มีความกล้าหาญ (Courage) : </b><span style="font-weight: 400;">การทำให้พนักงานคนอื่นปรับตัวหรือเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น Champion Culture ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจ ทั้งเรื่องง่าย เรื่องยาก และเรื่องที่มีความสำคัญต่อเพื่อนร่วมงาน การ Lead by Example จึงถือเป็นแนวทางทำงานที่ดีที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>มีความเด็ดขาดชัดเจน (Clarity) :</b><span style="font-weight: 400;"> มีงาน</span><a href="https://lsaglobal.com/insights/proprietary-methodology/lsa-3x-organizational-alignment-model/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">เผยว่า นโยบายที่เด็ดขาดชัดเจนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 31% คนที่เป็น Culture Champion จึงต้องอธิบายให้ได้อย่างเด็ดขาดว่าทำไมองค์กรจึงควรเปลี่ยนหรือให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ดีมากขึ้น พวกเขาต้องเน้นย้ำว่าวัฒนธรรมที่ดีไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากรอีกด้วย ดังนั้น Culture Champion จะมีงานหนักเป็นพิเศษเพราะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรให้กับพนักงานด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความต่อเนื่อง (Consistency) : </b><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการวางกลยุทธ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็คือองค์กรมักทำเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วพอกระแสเริ่มเจือจางก็จะหันไปใส่ใจกับการพัฒนาด้านอื่นแทน ดังนั้น Culture Champion ต้องเป็นคนที่คอยเน้นย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ ต้องคอยสังเกตว่าคนในองค์กรยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่หรือไม่ และคอยหาทางปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องอีกครั้ง</span></li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35663" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sszzs.webp" alt="sszzs" width="600" height="370" title="Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย 506" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sszzs.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/sszzs-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">Culture Champion ควรให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมแบบใดบ้าง</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเข้าใจเรื่องคุณค่าของวัฒนธรรมองค์กรจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าวัฒนธรรมองค์กรคืออะไร มีกี่ประเภท และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้</span></p>
<p><b>1. วัฒนธรรมของการเป็นกลุ่มก้อน (Clan Culture) </b>: วัฒนธรรมประเภทนี้หมายถึงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นกับบุคลากร หรือใครก็ตามที่ทำงานร่วมกับองค์กรของเรา วัฒนธรรมรูปแบบนี้จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเป็นทีมเวิร์คของเพื่อนร่วมงานเป็นพิเศษ กล่าวได้ว่าหัวหน้าจะต้องคอยตรวจสอบถึงคุณภาพของงานเสมอ และหาคำตอบให้ได้ว่าจะยกระดับทุกคนไปพร้อมพ ๆ กันได้อย่างไร กระบวนการอบรมหรือสั่งสอน (Mentoring) ภายใต้แนวคิดว่า ‘ความสุขของพนักงานต้องมาก่อน‘ จึงเป็นรากฐานที่สำคัญขององค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นหลัก จะส่งพลังงานพลังงานในแง่บวกออกไปสู่ลูกค้าด้วย เพราะเมื่อพนักงานมีความสุข พวกเขาก็จะทำงานได้อย่างเต็มที่ สามารถเอาเวลาไปใส่ใจผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ทำให้คนที่ทำงานด้วยรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ อยากร่วมมือและช่วยเหลือต่อไปในอนาคต อนึ่งวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้เหมาะอย่างยิ่งกับบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่กำลังเติบโต  แต่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เพราะไม่สามารถสอดส่องดูแลพนักงานทุกคนได้อย่างทั่วถึง</span></p>
<p><b>2. วัฒนธรรมให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอก มากกว่าภายใน (Adhocracy Culture) </b><span style="font-weight: 400;">: วัฒนธรรมองค์กรในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างสูงในกลุ่มพนักงานเพราะองค์กรจะให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ มากที่สุด ซึ่งการจะคิดค้นได้นั้นจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงและความกล้าตัดสินใจเป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรไม่มีผู้นำที่แข็งแกร่งเพียงพอ วัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำลายองค์กรได้ แต่ในทางกลับกันหากเรามั่นใจว่าผู้นำและบุคลากรมี High Risk Management ที่ดี องค์กรของเราก็จะมีโอกาสแซงคนอื่นได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<p><b>3. วัฒนธรรมที่เน้นการสร้างผลลัพธ์และกำไร (Market Culture) </b><span style="font-weight: 400;">: นี่คือวัฒนธรรมที่เหมาะกับองค์กรใหญ่ ๆ ซึ่งตั้งเป้าจะเป็น Market Leader ในสายงานของตนเอง  วัฒนธรรมองค์กรในลักษณะนี้นั้น หัวหน้างานจะใส่ใจพนักงานเป็นพิเศษ มีการวัดผลที่ดีเป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้องค์กรยังต้องมีความสามารถในการปรับตัวให้ทันกระแสโลก ซึ่งจะทำให้บุคลากรแต่ละคนต้องทำงานหนักกว่าการมีวัฒนธรรมในรูปแบบอื่น ซึ่งหากเราบริหารจัดการไม่ดี มีสวัสดิการที่ไม่เหมาะสม ก็จะนำไปสู่การหมดไฟจนเกิดการลาออกได้ เคล็ดลับสำคัญก็คือการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม เช่นการให้รางวัลเมื่อทำเป้าหมายแต่ละขั้นสำเร็จ เป็นต้น</span></p>
<p><b>4. วัฒนธรรมที่เน้นการควบคุมและการมีลำดับขั้น (Hierarchy Culture)</b><span style="font-weight: 400;"> : นี่คือพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่มีกรอบการทำงานในแต่ละวันอย่างชัดเจน (Day to Day) มีลำดับขั้น มีระบบบังคับบัญชาอย่างเป็นรูปธรรม  วัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จะช่วยให้พนักงานรักษามาตรฐานง่ายขึ้น แต่ก็ปิดกั้นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะไม่ต้องการหลุดจากกรอบเดิมที่วางแผนไว้ วัฒนธรรมองค์กรแบบนี้มักเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐหรือบริษัทที่มีสาขาอยู่มาก และจำเป็นต้องกำหนดทิศทางให้ทุกฝ่ายหันไปในทิศทางเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้องค์กรหนึ่งอาจไม่ได้มีวัฒนธรรมเพียงแบบเดียวก็ได้ แผนกแต่ละแผนกสามารถมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันซึ่งหากเป็นแบบนั้น องค์กรก็ต้องมีวัฒนธรรมที่เป็นแก่น (Core Value) เพื่อให้แน่ใจว่าหากมีสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจะสามารถพาทุกคนกลับมาสู่แนวทางที่ถูกที่ควรได้เร็วที่สุด ซึ่ง Culture Champion จะเป็นคนสำคัญที่ช่วยให้กลไกนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35662" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/021s.webp" alt="021s" width="600" height="370" title="Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย 507" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/021s.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/021s-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-culture-each-country-10212021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><span style="font-weight: 400;">ยิ่งวัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงก็ยิ่งรักษาพนักงานได้ง่ายขึ้น เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ต้องกลัวใคร</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญอย่างไร เราขอให้ข้อมูลจากการวิจัยของ </span><a href="https://fortune.com/2021/08/26/pandemic-burnout-career-changes-great-resignation-adobe/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Adobe</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกล่าวว่าอัตราการหมดไฟของคนยุคมิลเลนเนียลและ Gen Z ได้พุ่งสูงขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการมองว่างานซ้ำซากจำเจ (58%) เหนื่อยเกินไป (65%) และที่สำคัญคือรู้สึกว่าตนตกอยู่ในความกดดันตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกใช้วัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะกับกระบวนการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะว่าวัฒนธรรมที่ดีจะทำให้คนอยากมาทำงานรู้สึกว่าคนมีคุณค่า เนื่องจากสิ่งที่ทำในแต่ละวันได้สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผลประกอบการ, นวัตกรรมใหม่ ๆ หรือภาพแสดงที่ทำให้เห็นว่าการทำงานหนักของเราได้สร้างความสุขให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น องค์กรที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรจึงจะได้เปรียบบริษัทที่ไม่ใส่ใจเรื่องนี้ เพราะหากมีสถานการณ์สำคัญเกิดขึ้น องค์กรที่มีวัฒนธรรมแข็งแรงจะสามารถปรับเข้าสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Culture Champion แม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างขึ้นมา เราขอแนะนำให้คุณปรึกษา HR Consultant ทันทีหากรู้สึกว่าพนักงานมีส่วนร่วมน้อย หรือให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรน้อยเกินไป HR ควรเริ่มตั้งคำถามได้แล้วว่าหากต้องการยกระดับผู้นำขององค์กรให้เข้าใจเรื่องนี้จะต้องใช้การอบรมรูปแบบไหนบ้าง ซึ่งหากคุณไม่รู้ว่าจะหาคำตอบที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้แพลตฟอร์ม <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/29?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะเป็นงานแบบไหน ที่นี่มีครบ !</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">บทสรุป</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Culture Champion คือบุคคลที่สำคัญกับโลกธุรกิจยุคใหม่ และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญโดยไม่หลงผิดไปคิดว่าพวกเขาไม่มีส่วนสำคัญในการเติบโตขององค์กร เพราะปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับคนที่ดูแลเรื่องความแตกต่างในองค์กร (Cheif Diversity Officer) ซึ่งเป็นพนักงานกลุ่มแรกที่มักถูกไล่ออกเมื่อมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะองค์กรมักมองว่าพวกเขามีความสำคัญน้อยที่สุดกับผลประกอบการหากเทียบกับสายงานอื่น ๆ แต่ความจริงแล้วการมีคนดูแลในเรื่องที่เป็นรายละเอียดแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้องค์กรของเราแตกต่าง, มีโครงสร้างแข็งแรง และสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว ลองถามตัวเองดูว่าองค์กรของคุณมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งเพียงพอแล้วหรือไม่ และหากคำตอบเป็นในแง่ลบ คุณมีแผนงานอื่นมารองรับหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งคำถามนี้อยู่เสมอจะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น และสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/29?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32966" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png" alt="hrtech" width="1600" height="500" title="Culture Champion ชนะเรื่องธุรกิจยังไม่พอ HR ต้องชนะเรื่องวัฒนธรรมด้วย 508" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/mr49nund" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/mr49nund</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/bdesp5jm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/bdesp5jm</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3tzdys5b" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3tzdys5b</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/culture-champion-231108/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>DEI Revival กู้คืนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย HR</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/dei-revival-231101/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/dei-revival-231101/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Nov 2023 14:36:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[DEI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35601</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT กระแส DEI ความหลากหลาย ความเท่าเทียม ถูกลดความสำคัญลงมาก และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องนี้มักเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกองค์กรไล่ออก เพราะมองว่าไม่มีผลกับการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน ปัญหาสำคัญของเรื่อง DEI ในตอนนี้คือคนให้ความสำคัญกับคนผิวสี, คนพิการ และเพศทางเลือกเป็นหลักโดยหลงลืมคนขาวไปเลย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางหน้าที่การงาน นอกจากนี้เหล่าคนขาวยังถูกมองเป็นตัวร้านในบางครั้ง ผ่านการอบรมด้าน DEI ในองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่สม่ำเสมอเพียงพอ DEI Revival เป็นเรื่องที่องค์กรต้องขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ไม่ใช่เรื่องของแผนกใดแผนกหนึ่งอีกต่อไป เป็นกระแสในโลกกันอยู่ช่วงหนึ่งสำหรับเรื่อง “ความเท่าเทียม” เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะเห็นแต่คนพูดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ โดยคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็จะเป็นพวก Diversity บ้าง DEI บ้าง หรือ DEI&#38;B บ้าง แต่ทุกวันนี้หลายคนคงลืมไปแล้วว่าคำศัพท์พวกนี้คืออะไร เพราะเรื่องของความเท่าเทียมได้ถูกลดความสำคัญลงอย่างมาก โดยเฉพาะความเท่าเทียมในองค์กร แต่ต้นตอของมันเกิดจากอะไร และสถานการณ์ในปัจจุบันน่าเป็นห่วงขนาดไหน บทความนี้จะมาให้คำตอบกับ HR ทุกคน DEI Revival คืออะไร สำคัญอย่างไร ? สถานการณ์ของ DEI ในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เพราะมีแนวโน้มที่คนจะให้ความสำคัญกับมันลดลงเรื่อย ๆ และแม้ว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กระแส DEI ความหลากหลาย ความเท่าเทียม ถูกลดความสำคัญลงมาก และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องนี้มักเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกองค์กรไล่ออก เพราะมองว่าไม่มีผลกับการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสำคัญของเรื่อง DEI ในตอนนี้คือคนให้ความสำคัญกับคนผิวสี, คนพิการ และเพศทางเลือกเป็นหลักโดยหลงลืมคนขาวไปเลย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางหน้าที่การงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เหล่าคนขาวยังถูกมองเป็นตัวร้านในบางครั้ง ผ่านการอบรมด้าน DEI ในองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่สม่ำเสมอเพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DEI Revival เป็นเรื่องที่องค์กรต้องขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ไม่ใช่เรื่องของแผนกใดแผนกหนึ่งอีกต่อไป</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35602 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7012.png" alt="DEI Revival กู้คืนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย HR" width="600" height="370" title="DEI Revival กู้คืนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย HR 512" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7012.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/IMG_7012-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นกระแสในโลกกันอยู่ช่วงหนึ่งสำหรับเรื่อง “ความเท่าเทียม” เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะเห็นแต่คนพูดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ โดยคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็จะเป็นพวก Diversity บ้าง DEI บ้าง หรือ DEI&amp;B บ้าง แต่ทุกวันนี้หลายคนคงลืมไปแล้วว่าคำศัพท์พวกนี้คืออะไร เพราะเรื่องของความเท่าเทียมได้ถูกลดความสำคัญลงอย่างมาก โดยเฉพาะความเท่าเทียมในองค์กร </span>แต่ต้นตอของมันเกิดจากอะไร และสถานการณ์ในปัจจุบันน่าเป็นห่วงขนาดไหน บทความนี้จะมาให้คำตอบกับ HR ทุกคน</p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>DEI Revival คืออะไร สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ของ DEI ในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เพราะมีแนวโน้มที่คนจะให้ความสำคัญกับมันลดลงเรื่อย ๆ และแม้ว่า DEI จะมีส่วนทำให้องค์กรประสบความสำเร็จก็จริง แต่ในระยะนี้ Linkedin มีการสำรวจพบว่า องค์กรมีอัตราว่าจ้างหัวหน้าผู้ดูแลเรื่องความเท่าเทียมน้อยลงเรื่อย ๆ คิดเป็นอัตราเกือบ 5% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เราเห็นว่า คนที่มีตำแหน่งดูแลด้านความเท่าเทียมในองค์กรมักเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้าง เพราะผู้บริหารมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการขององค์กรแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“DEI กลายเป็นเรื่องทางการเมืองมากขึ้น และทำให้คนที่ตั้งใจจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกลับต้องแยกออกจากกัน”</em> Tulika Mehrotra ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Peterson Tech Partners กล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่น่าสนใจต่อมาก็คือเวลาพูดถึงคำว่าความเท่าเทียม เรามักนึกถึงคนผิวสีหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นหลัก แต่ลืมไปว่าเหล่า “คนขาว” ก็กำลังถูกละเลยจากสังคมทำงานเช่นกัน ในที่นี้ </span><a href="https://www.whitemensleadershipstudy.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">White Men&#8217;s Leadership Study</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำแบบสำรวจและพบว่าคนขาวถึง 70% รู้สึกว่าตนถูกลดความสำคัญลงจนเกิดความรู้สึกไม่ดีตามมา โดย Forbes ได้ให้ข้อมูลเป็นกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีผู้นำที่เป็นคนขาวต้องเสียโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง เพราะองค์กรตัดสินใจให้โอกาสกับคนผิวสีและผู้หญิงก่อน โดยไม่มีเหตุผลรองรับ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนขาวบางคนถูกมองว่าเป็นตัวร้าย ผ่านกระบวนการอบรมเกี่ยวกับ DEI ในองค์กร ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความสัมพันธ์ของบุคลากรในทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีกลุ่มผู้บริหารที่ถูกบังคับให้เลื่อนตำแหน่งเฉพาะคนที่ที่มีความหลากหลาย ไม่ให้เลื่อนตำแหน่งกับคนปกติ แม้ว่าจะมีทักษะพร้อมกว่าก็ตาม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ เราจึงต้องมาพิจารณาว่าแม้องค์กรจะให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และพร้อมปรับตัวเข้าหาความหลากหลายใหม่ ๆ อยู่เสมอ แต่หากเราไม่มีความรู้มากพอหรือไม่รู้จักสอบถามความพึงพอใจของพนักงานแบบองค์รวม ก็เป็นไปได้ว่าความหวังดีของเราจะกลายเป็นผลเสียที่ทำลายองค์กรโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น<a href="https://www.twinkl.co.th/blog/dei-and-workfoce-in-organization" target="_blank" rel="noopener">องค์กรจึงต้องรับมือกับความหลากหลายในที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ </a></span></p>
<blockquote>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 438px;">
<tbody>
<tr style="height: 438px;">
<td style="width: 100%; height: 438px;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35603" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/adfadfa.webp" alt="adfadfa" width="600" height="370" title="DEI Revival กู้คืนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย HR 513" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/adfadfa.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/adfadfa-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: center;">
</blockquote>
<h2>DEI Revival มีกระบวนการอย่างไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเรื่องความเท่าเทียมในองค์กรจะถูกลดความสำคัญลง และตำแหน่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน DEI ในแต่ละองค์กรก็เริ่มทยอยถูกเลิกจ้าง แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเรื่องของความเท่าเทียมนั้นเป็นรากฐานสำคัญของสังคม และส่งผลถึงโลกแห่งการทำงานในยุคปัจจุบัน เราจึงไม่ควรปล่อยให้เรื่อง ‘ความเท่าเทียม’ ถูกลดความสำคัญลง ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญได้คิดวิธีที่จะช่วยทำให้ความเท่าเทียมในองค์กรเดินหน้าต่อไปได้ ดังนี้</span></p>
<h3>ทำให้เป็นหน้าที่ของทุกคน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริง เราไม่ควรสร้างแผนกใหม่ที่เกี่ยวกับ DEI โดยตรงขึ้นมา เพราะสุดท้ายแล้วก็จะมีพนักงานเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ดำเนินการในส่วนนี้ แต่ควรจะทำให้เป็น community ที่ทุกคนช่วยกันดูแล และพัฒนาเรื่องความเท่าเทียมในองค์กรไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<h3>จริงจังกับการวัดผล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องมีการกำหนดเป้าหมายว่าเราอยากจะได้อะไรจากการทำโครงการนี้ และที่สำคัญคือควรปรับให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารเริ่มเห็นความสำคัญของการมีหน่วยงานดูแลที่ชัดเจน</span></p>
<h3>สร้างเครือข่ายภายในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็นต้องให้ HR คอยดูแลโครงการเกี่ยวกับ DEI ทั้งหมดก็ได้ แต่เราต้องมีวิธีในการทำให้คนในองค์กรช่วยกันส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมอย่างถูกวิธี เช่น จัดปาร์ตี้เฉลิมฉลองความหลากหลาย ทำให้พนักงานเห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพนักงานจากภูมิหลัง ประสบการณ์ และมุมมอง และองค์กรต้องการให้พนักงานแบ่งปันความคิดเหล่านี้ให้คนอื่น ๆ ด้วย</span></p>
<h3>สนับสนุนเรื่องความหลากหลายในชุมชน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องมีการสนับสนุนชุมชนต่าง ๆ ที่สนับสนุน DEI เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะช่วยบริษัทในเรื่องของการสรรหาแรงงานหรือการจ้างงานที่หลากหลายมากขึ้น</span></p>
<h3>มีกระบวนการจ้างงานที่แตกต่าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิจัยพบว่าวิธีที่จะขจัดอคติในการจ้างงาน คือการจ้างหลายตำแหน่งในคราวเดียว เมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจจ้างคนหลายคนพร้อมกัน พวกเขาจะเลือกบุคลากรด้วยความหลากหลายมากกว่าเดิม</span></p>
<h3>สร้างโปรแกรมให้คำปรึกษา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถสร้างความยั่งยืนและความสมดุลของ DEI ได้ด้วยโปรแกรมการให้คำปรึกษา เพื่อเชื่อมต่อกับผู้นำที่มีประสบการณ์กับพนักงานรุ่นใหม่ ส่งเสริมการเติบโตและการเรียนรู้ระหว่างกัน</span></p>
<h3>กำหนดให้มีการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่มีโครงการริเริ่ม DEI เพิ่มมากขึ้น บริษัทส่วนใหญ่มีการจัดฝึกอบรมเพียงแค่ครั้งเดียว ทั้งกับทุกคนในองค์กรและพนักงานใหม่ ซึ่งทำให้ไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ดีขนาดนั้น เพื่อให้ความเท่าเทียมในองค์กรยังคงอยู่ต่อไป ควรจัดการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับอคติโดยไม่รู้ตัว ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมที่ไม่แบ่งแยก</span></p>
<h3>คงความโปร่งใสและความจริงใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าองค์กรอยากรักษา DEI ให้คงอยู่ต่อไป ก็ควรจะทำให้พนักงานทั้งองค์กรเห็นว่าเรายังคงสนันสนุนความเท่าเทียมอยู่เสมอ และทำให้พนักงานเห็นว่า ทุก ๆ คนถูกมองเห็นและมีคุณค่า</span></p>
<h3>เปลี่ยนทัศนคติ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงแรก พยายามอย่าคิดถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจนมากจนเกินไป ผลลัพธ์จะแสดงให้เห็นเองถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอจนเห็นผลขึ้นมาจริงๆ และจะแสดงให้ทั้งองค์กรเห็นว่าความพยายามที่เราลงทุนไปกับเรื่องของ DEI นั้นคุ้มค่าแค่ไหน</span></p>
<h2>DEI Revival ช่วยเหลือองค์กรในยุคที่ AI เติบโตได้อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Non Bias Recruiting หรือการตัดสินคนโดยปราศจากอคติเป็นคำสำคัญที่เราจะได้ยินบ่อยขึ้นนับจากนี้ เพราะปัญหาของเรื่อง DEI ในช่วงที่ผ่านมาคือการให้ความสำคัญกับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเจตนาดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการกลับมาให้ความสำคัญกับ DEI แบบรอบด้าน จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบนโยบายและสร้างสรรค์นวัตกรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเข้าใจในประเด็นนี้ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาคัดเลือกบุคลากร ก็จะมีความโปร่งใสและเท่าเทียมมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าแม้ระบบ AI จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเดิมจนเป็น Generative AI แต่ฐานข้อมูลเริ่มต้นก็ย่อมมาจากการให้ข้อมูลของมนุษย์อยู่ดี เพราะมีสถิติมากมายที่ระบุว่าเหล่าปัญญาประดิษฐ์มักตัดสินใจตามอัลกอริทึม ซึ่งอ้างอิงจากการตัดสินใจของมนุษย์ ดังนั้นกระบวนการที่ถูกต้อง จึงเป็นการทำงานคู่กันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีโดยกำหนดให้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยกลยุทธ์นี้หากมนุษย์เข้าใจเรื่องความเท่าเทียมอย่างถูกต้อง เราก็จะใช้ประโยชน์จาก AI ได้มากที่สุด ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทำให้ขั้นตอนสรรหาบุคลากรของคุณมีประสิทธิภาพ เข้าหาคนเก่งได้ง่ายกว่าเดิมแน่นอน </span></p>
<h2>เมื่อคิดสวัสดิการที่ดีได้แล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีรักษาคุณค่าของมันด้วย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางสิ่งบางอย่างในโลกใบนี้ที่เกิดขึ้นมาเป็นกระแสและหายไปนั้น แปลว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของมันจริง ๆ เช่นเดียวกับเรื่องของ DEI แต่เรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมในองค์กรเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราจึงไม่ควรปล่อยให้ความสำคัญของมันลดลงแบบที่กำลังเป็นอยู่ เพื่อให้โอกาสทั้งตัวบุคคลและตลาดแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จึงสามารถยกระดับตัวเองเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้จริง ๆ ไม่ใช่องค์กรที่พัฒนาอย่างฉาบฉวย เกาะกระแสที่ได้รับความนิยมในระยะเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีแก่น (Core Value) ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราไม่รู้ว่าจะหาแนวทางการออกแบบนโยบายด้านสวัสดิการให้ดีที่สุดได้อย่างไร เราขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก HR Products &amp; Services แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จะเป็นสวัสดิการแบบไหน กับแนวทางธุรกิจแบบไหน ที่นี่ก็พร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลากหลาย (Diversity) มีพัฒนาการอยู่เสมอ และปัจจุบันไม่ได้กำหนดอยู่แค่เรื่องของเพศสภาพเท่านั้น แต่ยังมีความแตกต่างทางระบบประสาท (Neurodiversity) ที่จะพาเราไปแง่มุมหนึ่งของความแตกต่าง และโอกาสในตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการบริหารความหลากหลายก็คือการทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งหากองค์กรของคุณมีปัญหาในเรื่องนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไข บุคลากรทุกคนจะได้โฟกัสไปที่เป้าหมายขององค์กร ไม่ใช่มานั่งกังวลว่าจะใช้ชีวิตในออฟฟิศไปวัน ๆ ให้มีความสุขได้อย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34269 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp" alt="CTA Employee Benefit" width="1600" height="500" title="DEI Revival กู้คืนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย HR 514" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/yrxfpr6e" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/yrxfpr6e</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/mrxap378" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/mrxap378</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3ut7e5st" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3ut7e5st</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/dei-revival-231101/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/trauma-informed-workplace-231021/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/trauma-informed-workplace-231021/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Oct 2023 15:43:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Trauma Informed Workplace]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35468</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Trauma Informed Workplace คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เพื่อยกระดับความใส่ใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ (Well-being) ของพนักงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยใหัความสำคัญกับบาดแผลทางใจ (Trauma) เป็นหลัก Trauma Informed Workplace คือองค์กรที่พนักงานทุกคนสัมผัสได้ว่านโยบายนีู้กสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาจริง ๆ ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาตามเทรนด์ที่ใส่ใจแค่เปลือกนอกเท่านั้น Trauma Informed Workplace สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะ Harvard Business Review กล่าวว่าพนักงานผู้ชาย 6 ใน 10 และผู้หญิง 5 ใน 10 ต่างก็มีแผลใจอย่างน้อยคนละ 1 เรื่อง ขณะที่มนุษย์ทั่วไปจำนวน 6% มีโอกาสเป็น PTSD กับอย่างน้อย 1 เรื่องในชีวิต คุณ Jennifer Freyd นักจิตวิทยาจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าเมื่อเราเจอกับปัญหาใหญ่ในชีวิต (Crisis) สิ่งที่เกิดโดยอัตโนมัติคือการหวังว่าสถาบันหรือโครงสร้างที่เราเป็นส่วนหนึ่งจะเข้ามาปกป้องให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นั้นไปได้แต่หากสถาบันดังกล่าวไม่มีศักยภาพเพียงพอ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ขาดความเชื่อมั่น และอาจกลับไปไว้ใจไม่ได้อีกเลย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เพื่อยกระดับความใส่ใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ (Well-being) ของพนักงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยใหัความสำคัญกับบาดแผลทางใจ (Trauma) เป็นหลัก</span></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace คือองค์กรที่พนักงานทุกคนสัมผัสได้ว่านโยบายนีู้กสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาจริง ๆ ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาตามเทรนด์ที่ใส่ใจแค่เปลือกนอกเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะ </span><a href="https://hbr.org/2022/03/we-need-trauma-informed-workplaces" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงานผู้ชาย 6 ใน 10 และผู้หญิง 5 ใน 10 ต่างก็มีแผลใจอย่างน้อยคนละ 1 เรื่อง ขณะที่มนุษย์ทั่วไปจำนวน 6% มีโอกาสเป็น PTSD กับอย่างน้อย 1 เรื่องในชีวิต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://www.jjfreyd.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Jennifer Freyd</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักจิตวิทยาจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าเมื่อเราเจอกับปัญหาใหญ่ในชีวิต (Crisis) สิ่งที่เกิดโดยอัตโนมัติคือการหวังว่าสถาบันหรือโครงสร้างที่เราเป็นส่วนหนึ่งจะเข้ามาปกป้องให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นั้นไปได้แต่หากสถาบันดังกล่าวไม่มีศักยภาพเพียงพอ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ขาดความเชื่อมั่น และอาจกลับไปไว้ใจไม่ได้อีกเลย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35470 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/tifHREX-Cover.png" alt="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน" width="600" height="370" title="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน 519" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/tifHREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/tifHREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราดูสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าสังคมในตอนนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราได้เห็นอุบัติเหตุที่อันตราย, ได้เห็นภาวะสงคราม ได้เห็นการก่อการร้ายที่เดิมเคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็เริ่มเข้ามาใกล้เราขึ้นเรื่อย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจึงต้องตั้งคำถามเราว่า หากผู้เคราะห์ร้ายหรือเหยื่อของสถานการณ์เป็นบุคลากรในองค์กร หรือเป็นญาติมิตรของพวกเขา องค์กรจะช่วยเยียวยา สร้างความเข้าใจ และทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้หรือไม่ เพราะความล้มเหลวตรงนี้อาจทำให้เราต้องเสียพนักงานที่มีฝีมือ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace ถือเป็นคำสำคัญที่เราจะได้ยินมากขึ้นในโลกของ HR นับจากนี้ เราควรรู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง หาคำตอบได้ที่ HREX.asia</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Trauma Informed Workplace คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อยกระดับความใส่ใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/well-being-create-culture-organization-11012021/"><span style="font-weight: 400;">Well-being</span></a><span style="font-weight: 400;">) ของพนักงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยใหัความสำคัญกับบาดแผลทางใจ (Trauma) เป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างวัฒนธรรมที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจและพร้อมสนับสนุนกันให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมีทัศนคติตรงกัน และร่วมกันป้องกันไม่ให้เพื่อนร่วมงานเจอสิ่งกระตุ้น (Triggers) หรือเจอพาหะแห่งความเครียด (Stressors) ที่อาจนำไปสู่ความรู้สึกเชิงลบที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace ที่ดี คือองค์กรที่พนักงานทุกคนสัมผัสได้ว่านโยบายนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาจริง ๆ ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาตามเทรนด์ที่ใส่ใจแค่เปลือกนอก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระแสของการเคารพความแตกต่าง (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/"><span style="font-weight: 400;">Diversity</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่กำลังถูกละเลยมากขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประเด็นนี้บุคลากรที่มีปัญหาทางใจต่างหวังว่า HR จะช่วยสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดีระหว่าวงกันจนกล้าเปิดเผยเรื่องในใจออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องถูกบังคับฝืนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานกับหัวหน้าทุกคนจะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด หากทำได้ องค์กรนั้น ๆ ก็จะมีผลกระกอบการดีขึ้น, รักษาพนักงานที่มีฝีมือเอาไว้ได้ง่ายขึ้น เพราะรากฐานของการทำงานทุกอย่าง คือการก้าวไปสู่องค์กรที่ยั่งยืน ซึ่งล้วนเกิดจากความรู้สึกปลอดภัย (Feel Safe), รู้สึกมีคุณค่า (Valued) และการถูกยอมรับให้สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา (Bring Their Whole Selves to Work)</span></p>
<p><a href="https://hbr.org/2022/03/we-need-trauma-informed-workplaces" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงานผู้ชาย 6 ใน 10 และผู้หญิง 5 ใน 10 ต่างก็มีแผลใจอย่างน้อยคนละ 1 เรื่อง ขณะที่มนุษย์ทั่วไปจำนวน 6% มีโอกาสเป็น PTSD กับอย่างน้อย 1 เรื่องในชีวิต นั่นแปลว่าในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนไปไวกว่าที่เคย เราไม่มีทางรู้เลยว่าสถานการณ์อย่างโควิด-19 จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ หรือแม้แต่กระแสการกราดยิง, เหตุไม่คาดฝันทางสังคมการเมืองจะเข้ามามีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของบุคลากรหรือไม่ การเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ (Well-Prepared) จึงเป็นปัจจัยสำคัญของทุกองค์กรนับจากนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองถามตัวเองดูสิว่าองค์กรของคุณเป็น Trauma Informed Workplace แล้วหรือยัง ?</span></p>
<h2>Trauma Informed Workplace สำคัญกับการเติบโตขององค์กรอย่างไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แผลใจเป็นเรื่องที่ทุกคนมี และบางครั้งเราก็อาจเสียศูนย์ไปเลยหากแผลดังกล่าวถูกกระตุ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งหากเรามองในภาพรวม การทำงานในออฟฟิศนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย มีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้นหากทุกคนพูดโดยเอามุมมองของตนเป็นที่ตั้ง ไม่ระมัดระวังความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็อาจจะนำไปสู่ความขุ่นข้องหมองใจ ซ้ำร้ายคืออาจไปกระตุ้นอาการ PTSD ของคนที่ผ่านสถานการณ์น่ากลัวมาโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งที่ HR ต้องทำ นอกเหนือจากการดูแลทางกายแล้วเราก็ต้องดูแลทางใจด้วย เพราะความรู้สึกปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/"><span style="font-weight: 400;">Psychology Safe</span></a><span style="font-weight: 400;">) คือสิ่งสำคัญที่คนยุคนี้มองหาอย่างแท้จริง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35469" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/googlesafety.jpg" alt="googlesafety" width="600" height="370" title="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน 520" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/googlesafety.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/googlesafety-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Psychological Safety – หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://www.jjfreyd.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Jennifer Freyd</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักจิตวิทยาจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าเมื่อเราเจอกับปัญหาใหญ่ในชีวิต (Crisis) สิ่งที่เราต้องการโดยอัตโนมัติคือการหวังว่าสถาบันหรือโครงสร้างที่เราเป็นส่วนหนึ่งจะเข้ามาปกป้องให้เราผ่านพ้นไปได้ แต่หากสถาบันดังกล่าวไม่มีศักยภาพเพียงพอ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ขาดความเชื่อมั่น และอาจกลับไปไว้ใจไม่ได้อีกเลย เรียกว่า Institution Betrayal</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ </span><a href="https://www.nytimes.com/2016/02/28/magazine/what-google-learned-from-its-quest-to-build-the-perfect-team.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Google</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็ได้ทำการวิจัยและพบว่าการสร้าง Psychology Safe ที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการทำให้ลูกทีมรักกัน สนับสนุนกัน และมีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace ที่ดี ต้องเริ่มจากการให้ความสำคัญกับ 3 บริบทนี้</span></p>
<h3>1. Trust : ความเชื่อมั่นว่าเราจะถูกปฏิบัติอย่างเป็นธรรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดคือองค์กรต้องทำให้พนักงานเชื่อว่านโยบายที่ออกมาเพื่อพวกเขา เป็นสิ่งที่จะถูกนำไปใช้อย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ทำมาเพื่อภาพลักษณ์ แต่ไม่มีแก่นสาร หลอกลวง และมีใครได้ประโยชน์ ดังนั้นเวลาที่เราออกนโยบายแต่ละครั้ง เราต้องทำให้พนักงานเห็นว่านโยบายนั้นมีการนำไปอบรมให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ประพฤติตัวเหมือนกัน ได้เห็นว่าหัวหน้ายินดีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มีความโปร่งใสว่าเราไม่ได้มองพนักงานเป็นเพียงเครื่องจักรที่ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายพร้อมลงมือลงแรงเต็มที่เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราทำให้พนักงานเชื่อมั่นได้ว่าพวกเขาจะถูกดูแลอย่างดีไม่ว่าอนาคตจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกหรือไม่พนักงานก็จะไม่กังวลรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในที่ปลอดภัย และเกิดความเชื่อมั่นในองค์กรมากกว่าเดิม</span></p>
<h3><strong>2. Support : เชื่อมั่นว่าเราจะได้รับความช่วยเหลือที่ต้องการ</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสนับสนุนและการช่วยเหลือในสถานการณ์ต่าง ๆ นั้นมีความแตกต่างกัน และยังมีรายละเอียดปลีกย่อยไปตามใจของบุคลากรแต่ละคน องค์กรควรเริ่มจากการสร้างบรรยากาศที่ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างตรงไปตรงมา มีรากฐานของความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตที่ดีก่อน แล้วค่อยเลือกว่าใครที่เหมาะสมในการเข้าไปพูดคุยกับบุคลากรที่กำลังเจอปัญหานี้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าการสนับสนุนในบริบทนี้ ไม่ได้หมายรวมถึงการเยียวยาใจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่นค่าจัดงานศพหากมีญาติของพนักงานสูญเสียในเหตุไม่คาดฝัน, การมอบเงินช่วยเหลือหากพนักงานที่ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว หรืออะไรก็ได้ที่แสดงออกถึงความเข้าใจว่าองค์กรไม่ได้ทำแบบขอไปที แต่ผ่านการพิจารณาแล้วว่าความช่วยเหลือนั้นสอดคล้องกับความต้องการของบุคลากร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องลืมไปก่อนว่านิสัยของเราเป็นอย่างไร แต่เราต้องคิดว่าในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้น พนักงานต้องการรับฟังคำพูดแบบไหน และเราสามารถมอบให้ได้หรือเปล่า</span></p>
<h3><strong>3. Acknowledgment : ความมั่นใจว่าเรื่องราวของพวกเขาจะมีคนรับฟัง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน</span><a href="https://www.amazon.com/Empathetic-Workplace-Compassionate-Confident-Response/dp/1400220025/ref=tmm_pap_swatch_0?_encoding=UTF8&amp;qid=1648240309&amp;sr=8-3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">หนังสือ</span></a><span style="font-weight: 400;">เรื่อง The Empathetic Workplace มีข้อความที่ระบุว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่ได้ผลที่สุดคือการอนุญาตให้พนักงานได้พูดเรื่องราวเหล่านั้นออกมา ขณะเดียวกันก็ต้องขอให้พนักงานคนอื่นทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องรู้จักใช้คำ เช่นการพูดว่า “ขอบคุณที่เล่าเรื่องเหล่านั้นให้ฟังนะ” ต้องไม่รับฟังเฉย ๆ โดยปล่อยให้คนที่เล่ารู้สึกว่าเรื่องของตนไร้ค่า เพราะการพูดเรื่องแผลใจนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความกล้าอย่างมาก องค์กรที่มีความเข้าใจเรื่องนี้จะสามารถเปลี่ยนมลภาวะทางความคิด (Toxic) ให้กลายเป็นพลังงานเชิงบวก (Positively) ได้ทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32690 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02.webp" alt="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน" width="600" height="370" title="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน 521" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>กระบวนการสร้าง Trauma Informed Workplace เป็นอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าองค์กรในปัจจุบันยืนอยู่ตรงกลางของความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด พนักงานหลายคนคุ้นเคยกับการทำงานแบบตัวคนเดียว รู้จักพึ่งพาและรู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ที่มีพนักงานออกจากระบบมากกว่าที่เคย ดังนั้นหากองค์กรไม่สามารถแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมดูแลพนักงานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ, ทั้งเรื่องจริงจังและเรื่องละเอียดอ่อน ก็มีโอกาสสูงมากที่องค์กรจะสูญเสียพนักงานเหล่านั้น เพราะมองว่าโครงสร้างที่คอยปกป้องพวกเขาไม่แข็งแรงมากพอให้สามารถใช้ชีวิตอย่างอยู่รอดปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้องค์กรเป็น Trauma Informed Workplace ที่สมบูรณ์ขึ้น เราขอแนะนำวิธีที่ HR ควรนำมาใช้ ดังนี้</span></p>
<h3>1. คนที่เป็นหัวหน้าต้องรับมือกับปัญหานี้ให้เร็วที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สิ่งแรกที่คนเป็นหัวหน้าต้องต้องทำก็คือการติดต่อสื่อสารไปยังพนักงานทันที ไม่ว่าจะโดยโทรศัพท์, อีเมล หรือการเดินทางไปเจอหน้าตามความเหมาะสม เพื่อแสดงถึงความห่วงใย และความตั้งใจในการร่วมแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดว่าหัวหน้าเป็นคนที่ต้องออกตัวเรื่องนี้ก่อนเป็นคนแรกไม่ว่าจะถูกร้องขอหรือไม่ก็ตาม ในที่นี้ต้องระมัดระวังการแสดงออกที่ผิดพลาด เช่นผู้บริหารส่วนใหญ่จะมองว่าการทำให้คนรู้สึกดีคือการพูดเอาใจในแง่มุมที่เขาต้องการได้ยิน แต่ความจริงแล้วหัวหน้าต้องพูดให้เห็นเรื่องราวแบบรอบด้าน (Overall) เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงการแก้ปัญหาและสถานการณ์ตามความเป็นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจบอกว่าการเข้าไปถามโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอถือเป็นการบังคับและกดดันหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเราสามารถเสนอความช่วยเหลือไปได้เลย แต่อย่าบังคับให้อีกฝ่ายต้องรับ เพราะแค่การทำให้เห็นว่าเราพร้อมอยู่เคียงข้างเขา ก็มีพลังมากพอที่จะช่วยเยียวยาจิตใจคนอื่นแล้ว</span></p>
<h3>2. หากหัวหน้ามีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในแง่มุมไหนก็สามารถแชร์กับพนักงานได้เลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน หรือเคยมีคนรู้จัก, สมาชิกในครอบครัวที่ผ่านสถานการณ์ใกล้เคียงกันมาก่อน เราสามารถเล่าให้พนักงานที่มีแผลใจฟังได้เลย เพราะการถอดหัวโขนจากการเป็นหัวหน้าและเพิ่มความเป็นมนุษย์ (Humanize) เข้าไป จะทำให้เราสัมผัสถึงความเห็นอกเห็นใจกันง่ายขึ้น</span></p>
<h3>3. จัดเตรียมความช่วยเหลือ และพร้อมปรับนโยบายให้เหมาะสมกับพนักงานทันที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีนโยบายองค์กรที่ยืดหยุ่นคืออีกกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาต่ผ่านพ้นไปได้ง่ายขึ้น เพราะหากเราบังคับใช้นโยบายอย่างแข็งทื่อเกินไป พนักงานก็จะรู้สึกกดดัน กลับกันหากเราเจอพนักงานที่มีปัญหา และเราเสนอนโยบายใหม่เข้าไป เช่นการเพิ่มความยืดหยุ่นในเวลาเข้างาน, การจัดทำสถานที่พิเศษให้พนักงานสามารถพักผ่อนหรือคลายความเครียดได้ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าแม้องค์กรจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่คุ้มค่ากว่าการสูญเสียพนักงานออกไป ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว</span></p>
<h2>องค์กรที่ดีต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคมและความเปลี่ยนแปลงของโลกเสมอ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวให้ดีคือข้อพิสูจน์ว่าองค์กรของเราพร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนหรือไม่ ? เราต้องคิดเสมอว่านโยบายรูปแบบใดเพียงรูปแบบหนึ่งไม่สามารถใช้งานกับทุกสถานการณ์ได้ต่อไป เราต้องทำความรู้จักพนักงานมากขึ้น ต้องทำความรู้จักสภาพแวดล้อมมากขึ้น ต้องทำความรู้จักเป้าหมายขององค์กรมากขึ้น ซึ่งกลไกเหล่านี้จะย้อนกลับไปสู่ความจริงที่ว่า HR ที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันและอนาคต คือ HR ที่หมั่นหาความรู้อยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น HR ต้องหาหลักสูตรอบรมให้ตัวเองนอกเหนือจากการหาให้กับบุคลากร ต้องรู้จักมองว่าคู่แข่งของเรามีนโยบายแบบไหน และนโยบายที่เราใช้อยู่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญขององค์กรคือรากฐาน (Foundation) ที่ดี หากเราให้ความสำคัญกับจุดนี้ ไม่ว่าองค์กรจะต้องเจอกับสถานการณ์แบบไหน หรือมีสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกกี่ครั้ง พนักงานทุกคนก็จะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น รู้สึกว่าสถาบันกับโครงสร้างที่พวกเขาสังกัดอยู่จะเป็นดังเกราะป้องกันที่แข็งแรง และช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างไปได้แบบไม่ต้องเกรงกลัว และหากคุณไม่รู้ว่าจะหาตัวช่วยดี ๆ แบบนี้ได้ที่ไหน เราขอแนะนำให้ลองปรึกษาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่มากมายใน <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย  จะเป็นตัวช่วยขององค์กรขนาดไหน ที่นี่มีครบ </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Trauma Informed Workplace คืออีกกระบวนการหนึ่งของ Crisis Management ที่เราต้องแก้ไขให้ได้ ลองนึกตามดูว่าหากตึกที่เราต้องมาทำงานทุกวันเกิดเหตุอันตรายขึ้นเราจะโน้มน้าวพนักงานให้กลับมาทำงานได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นั่นแปลว่านอกจากจะต้องรู้จักวิธีการพูดเพื่อปลอบประโลมคนแล้ว HR ยังต้องรู้จักโครงสร้างของงานที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่าสามารถยืดหยุ่นอะไรได้บ้าง และสามารถขอความช่วยเหลือใครได้บ้างตามโครงสร้างขององค์กร หรือจากสถานที่ตั้งของออฟฟิศ เช่น รปภ. ส่วนกลาง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องตระหนักว่ายิ่งเราเข้าใจในรายละเอียดมากขึ้น เราก็จะยิ่งดูแลคนของเราได้มากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ทำให้องค์กรของคุณมีพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Trauma Informed Workplace เมื่อ HR ยุคใหม่ ต้องระวังแผลใจให้พนักงาน 522" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/4czby2uj" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/4czby2uj</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/bdf3vzr4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/bdf3vzr4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/mrhyxs8t" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/mrhyxs8t</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/trauma-informed-workplace-231021/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/neurodiversity-231018/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/neurodiversity-231018/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Oct 2023 02:24:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Neurodiversity]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35396</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Harvard Health Publishing ได้นิยามความหมายของ Neurodiversity ว่า “Neurodiversity คือความคิดที่บอกว่าผู้คนเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวของพวกเขาในแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีหนทางไหนที่ถูกต้องที่สุด ทั้งด้านความคิด การเรียนรู้ ความประพฤติ และความแตกต่าง สิ่งเหล่านั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ” ถ้าองค์กรสนับสนุนความหลากหลายทางระบบประสาทในที่ทำงาน ก็จะทำให้องค์กรแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากได้รวบรวมคนที่มีความสามารถเฉพาะทางในหลาย ๆ ด้านเข้ามาทำงานร่วมกัน HR ควรเข้าใจก่อนว่า Neurodiversity หรือคนที่เป็นออทิสติก มีปัญหาทางการอ่าน หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกหรือแตกต่าง เราสามารถพูดคุยถึงเรื่องนี้ หรือกับคนที่มีความแตกต่างได้อย่างปกติ Diversity ถือเป็นคำที่มาแรงมากในยุคนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ บทความในเว็บไซต์ ป้ายโฆษณา หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ เราก็จะเห็นคำว่า Diversity อยู่เสมอ โดยปกติแล้ว Diversity ที่แปลว่า ‘ความหลากหลาย’ นี้ คนส่วนใหญ่จะมองเป็นเรื่องของความหลากหลายทางเพศสภาพ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรืออะไรก็ตาม แต่ Diversity ที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ นั่นคือ ‘Neurodiversity‘ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Harvard Health Publishing ได้นิยามความหมายของ Neurodiversity ว่า “Neurodiversity คือความคิดที่บอกว่าผู้คนเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวของพวกเขาในแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีหนทางไหนที่ถูกต้องที่สุด ทั้งด้านความคิด การเรียนรู้ ความประพฤติ และความแตกต่าง สิ่งเหล่านั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ”</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">ถ้าองค์กรสนับสนุนความหลากหลายทางระบบประสาทในที่ทำงาน ก็จะทำให้องค์กรแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากได้รวบรวมคนที่มีความสามารถเฉพาะทางในหลาย ๆ ด้านเข้ามาทำงานร่วมกัน</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">HR ควรเข้าใจก่อนว่า Neurodiversity หรือคนที่เป็นออทิสติก มีปัญหาทางการอ่าน หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกหรือแตกต่าง เราสามารถพูดคุยถึงเรื่องนี้ หรือกับคนที่มีความแตกต่างได้อย่างปกติ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35397 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy-2.png" alt="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท" width="600" height="370" title="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท 527" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy-2.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy-2-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/">Diversity</a> ถือเป็นคำที่มาแรงมากในยุคนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ บทความในเว็บไซต์ ป้ายโฆษณา หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ เราก็จะเห็นคำว่า Diversity อยู่เสมอ โดยปกติแล้ว Diversity ที่แปลว่า ‘ความหลากหลาย’ นี้ คนส่วนใหญ่จะมองเป็นเรื่องของความหลากหลายทางเพศสภาพ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรืออะไรก็ตาม</p>
<p>แต่ Diversity ที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ นั่นคือ ‘Neurodiversity‘ ซึ่งหมายถึงความแตกต่างทางระบบประสาท เราเรียนรู้ในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง เชิญหาคำตอบไปพร้อมกันที่ HREX</p>

<h2>Neurodiversity คืออะไร ?</h2>
<p>หลายคนเคยได้ยินคำนี้มาก่อน และเข้าใจความหมายของมัน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จัก เราอาจแปลออกมาเป็นภาษาไทยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า ‘ความหลากหลายทางระบบประสาท’</p>
<p>Harvard Health Publishing ได้นิยามความหมายของ Neurodiversity ว่า “Neurodiversity คือ ความคิดที่ว่าผู้คนเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวของพวกเขาในแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีหนทางไหนที่ถูกต้องเสมอไปในความคิด การเรียนรู้ และความประพฤติ และความแตกต่างเหล่านั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ”</p>
<p>ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนที่เป็นออทิสติก ก็เป็นหนึ่งในความหลากหลายทางระบบประสาทที่พวกเราค่อนข้างคุ้นเคยและได้ประสบพบเจอกันมาอย่างน้อยก็คนหนึ่งในชีวิต นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคนที่เป็นโรค Dyslexia หรือภาวะผิดปกติทางการอ่าน Dyspraxia หรือความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหว เป็นต้น</p>
<p>คุณ Max Simpson ซึ่งเป็น Chief Executive Officer จาก Steps Community กล่าวว่าองค์กรที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย เพราะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เป็นตัวของตัวเองในการทำงาน จึงรู้สึกมีความสุข อยากทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น ซึ่งพอเป็นแบบนี้ก็จะ ทำให้โครงสร้างตั้งแต่ล่างไปจนถึงบนสุดมีความแข็งแรง โดย Steps มองว่าสิ่งที่เราควรทำคือการให้ความรู้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน, หัวหน้า, ลูกค้า เรื่อยไปจนถึงผู้คนในสังคม</p>
<p>หน่วยงาน <a href="https://stepscommunity.com/neurodiversity-at-work-research-centre/" target="_blank" rel="noopener">NWRC</a> ได้ทำแบบสำรวจกับผู้ร่วมงาน Thailand HR Tech 2023 และได้ข้อสรุปว่าคนที่มีความต่างด้านระบบประสาท มักจะถูกมองข้ามในกระบวนการทำงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 61% มองว่าพวกเขายินดีรับคนที่มีความผิดปกติเข้าทำงาน ขณะที่ 59% บอกว่าพวกเขายังไม่ตระหนักถึงการให้ความสำคัญจากภาครัฐมากเท่าที่ควร</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35398" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/Screenshot-2566.png" alt="Screenshot 2566" width="523" height="321" title="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท 528" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/Screenshot-2566.png 900w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/Screenshot-2566-300x184.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/Screenshot-2566-768x471.png 768w" sizes="(max-width: 523px) 100vw, 523px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>Neurodiversity สร้างประโยชน์ให้องค์กรอย่างไร ?</h2>
<p>ความจริงแล้วในโลกใบนี้อาจไม่มีใครมีความปกติทางระบบประสาทเลย เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็มีความพิการ, เป็นโรคทางระบบประสาท หรือมีภาวะอื่น ๆ ซ่อนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น</p>
<p>เหตุนี้การสร้างนโยบายองค์กรที่สนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานทุกคนจึงสามารถช่วยดูแลความเป็นอยู่และจิตใจของพนักงาน ถ้าองค์กรสนับสนุนความหลากหลายทางระบบประสาทในที่ทำงาน ก็จะทำให้องค์กรแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากได้รวบรวมคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านในหลาย ๆ ส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน</p>
<h3>Neurodiversity สามารถสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้ในหลายๆ เช่น</h3>
<p><strong><span style="font-size: 16px;">1. มีความจำหรือความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น</span></strong></p>
<p>Harvard Business Review ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ความหลากหลายทางระบบประสาทในรูปแบบต่าง ๆ อาจจะทำให้เกิดทักษะพิเศษในการจดจำเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องคณิตศาสตร์ได้ดีกว่า และเมื่อมาอยู่ในตลาดการจ้างงาน คนที่เป็นออทิสติกก็มักจะความสามารถหรือประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เหนือกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีระบบประสาทแบบคนปกติทั่วไป</p>
<p><strong>2. สร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ</strong></p>
<p>การเป็นคนที่มีความแตกต่างทางระบบประสาทไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาทจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในที่ทำงาน แต่รู้ไหมว่ากลุ่มคนพวกนี้สามารถดึงจุดแข็งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาใช้ในการทำงานได้ พนักงานที่เป็นออทิสติกหรือมีความหลากหลายทางระบบประสาทในรูปแบบต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะนำเสนอมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ ข้อมูลเชิงลึกที่มีสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย</p>
<p><strong>3. ได้กลุ่มผู้มีความสามารถที่กว้างขึ้นมาร่วมงาน</strong></p>
<p>ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง องค์กรไม่ควรจะมองข้ามกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท เพื่อไม่ให้พลาดการนำคนที่มีศักยภาพ (potential) มากที่สุดเข้ามาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคที่มีแรงงานในตลาดน้อยกว่าเดิม</p>
<p><strong>4. ทำให้องค์กรมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น</strong></p>
<p>การจ้างงานที่มีความหลากหลายทางระบบประสาทถือเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะปัญหาการขาดแคลนทักษะที่ส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่นการที่สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานไอทีถึง 800,000 คน ซึ่งเป็นแรงงานที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และเป็นส่วนที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-35401 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ne.webp" alt="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท" width="600" height="370" title="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท 529" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ne.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ne-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>Neurodiversity และ Inclusive Workplace สร้างได้อย่างไร ?</h2>
<p>อันดับแรกเราต้องปลูกฝังความเข้าใจของ HR ก่อนว่า Neurodiversity หรือคนที่เป็นออทิสติก มีปัญหาทางการอ่าน หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกหรือแตกต่าง และเราสามารถพูดคุยถึงเรื่องนี้กับคนที่มีความแตกต่างได้อย่างปกติ หัวหน้างานและพนักงานก็สามารถคุยถกปัญหา หรือความต้องการของแต่ละฝ่ายได้อย่างเปิดเผย นี่คือรากฐานที่ต้องทำให้เสร็จ ก่อนที่จะนำไปต่อยอดเป็นนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการสนับสนุนพนักงานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นการให้พื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงบ มีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลา เซ็ตโปรแกรมช่วยเหลือ หรือการที่หัวหน้างานมีการสอนงานหรือพูดคุยกับพนักงานแบบตัวต่อตัว ทุกคนต้องกล้าพูดถึงความต้องการในการทำงานในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง เช่น การเปิด Dark Mode บนหน้าจอและแอปต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดในการมองเห็น หรือการจัดหาเทคโนโลยีพิเศษเพื่อปรับวิธีการอ่านให้ดียิ่งขึ้น</p>
<h2>HR มีวิธีบริหารจัดการพนักงาน และ Neurodiversity ในองค์กรอย่างไร ?</h2>
<p>HR ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการบริหารจัดการพนักงาน ทั้งผู้บริหารองค์กร ระดับหัวหน้างาน, พนักงานทั่วไป ตลอดจนพนักงานที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท ให้เห็นถึงความสำคัญที่องค์กรควรเปิดรับคนที่เป็นออทิสติก หรือคนที่มีภาวะผิดปกติในการอ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรดังที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น สร้าง Awareness ให้พนักงานทุกระดับได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปว่า Neurodiversity คืออะไร และเหตุผลที่องค์กรต้องสร้าง Neurodiversity-Inclusive Workplace ให้เกิดขึ้นจริง</p>
<p>นอกจากนี้ยังรวมถึงการสร้างโปรแกรมหรือนโยบายบริษัทที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของกลุ่มพนักงานที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท ให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ  ในองค์กรได้อย่างมีความสุข</p>
<h2>การมีตัวเลือกมากขึ้นในการหาพนักงานดีอย่างไร</h2>
<p>การเกิด The Great Resignation ในปัจจุบัน ทำให้กำลังคนที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรมการทำงานประเภทต่าง ๆ นั้นหายากกว่าที่เคย เราจึงต้องมีการเปิดรับคนในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาเพื่อเป็นตัวเลือกให้โลกของการทำงานยุคใหม่ ดูฝีมือและความสามารถเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่สภาพร่างกาย หรืออายุ (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220923-stage-not-age/">Stage Not Age</a>) การเปิดรับแรงงานประเภทใหม่ ๆ นี้ หากแผ่ขยายไปในหลายองค์กร ก็อาจทำให้โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนไปทั้งใบได้เลยเช่นกัน</p>
<p>ดังนั้น หากผู้ประกอบการอยากจะลองมองหาแรงงานประเภทใหม่เข้ามาสร้างการพัฒนาในองค์กร การนำ HR Tech มาใช้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถใช้บริการ Recruitment Solution ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้องในการสรรหาพนักงาน ทาง HREX มี HR Products &amp; Services ที่จะทำให้การสรรหาของคุณง่ายขึ้นและเป็นไปตามต้องการได้อย่างแน่นอน</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ในอดีตเราอาจเคยมองว่าคนที่ผิดปกติทั้งทางร่างกายหรือระบบประสาทนั้น ไม่เหมาะกับการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของการทำงาน อาจด้วยเพราะเราจินตนาการไปแล้วว่ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีความสามารถมากพอหรือเทียบเท่ากับคนปกติได้</p>
<p>แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมมีการเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากการรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาทจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการทำงานในรูปแบบต่าง ๆ หรือสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้แล้ว ยังเป็นการให้โอกาสกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้แสดงความสามารถเฉพาะตัว เกิดการสร้างคุณค่าในตัวเอง และทำให้พวกเขาไม่รู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยวอย่างที่ผ่านมา</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="Neurodiversity ยกระดับองค์กรด้วยความเท่าเทียมทางระบบประสาท 530" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/55y878ah" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/55y878ah</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/hzfma742" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/hzfma742</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/yh7tmmhn" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/yh7tmmhn</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/neurodiversity-231018/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/car-allowance-091423/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/car-allowance-091423/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Sep 2023 02:34:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Car Allowance]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32766</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Car Allowance หมายถึงเงินหรืองบประมาณที่องค์กรจ่ายให้กับพนักงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้รถส่วนตัวเพื่อทำงานขององค์กร (Work-Related Purpose) เช่นการรับส่งเพื่อนร่วมงาน, ใช้ขนของเวลาไปทำงานนอกสถานที่ หรือการเดินทางไปต่างจังหวัด Car Allowance ช่วยให้เราบริหารเงินได้ดีขึ้น เพราะปกติองค์กรจะจ่ายเงินนี้เป็นรายเดือนในอัตราคงที่  เราจึงรู้ว่าควรเตรียมงบประมาณไว้แค่ไหน ต่างจากระบบตั้งเบิกแบบเดิมอย่างชัดเจน Car Allowance ควรมีข้อกำหนดที่ชัดเจน เช่นเรื่องสภาพรถ, ระยะไมล์ ตลอดจนรุ่นและยี่ห้อ  เพื่อให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ขององค์กร Car Allowance เป็นนโยบายที่ใช้เงินน้อยกว่าการซื้อรถประจำตำแหน่ง  แต่ก็ต้องระวังเรื่องเส้นแบ่งระหว่างโลกการทำงานและโลกส่วนตัว สิทธิ์ Car Allowance ต้องระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน เผื่อกรณีที่มีการสิ้นสุดสถานะพนักงาน  รถยนต์ดังกล่าวต้องไม่ใช่ข้อผูกมัดให้เกิดการเอาเปรียบกันเด็ดขาด ในยุคสมัยที่ค่าครองชีพ พุ่งทะยานขึ้นทั่วทุกมุมโลก องค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตรวจสอบว่าเราให้สวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับพนักงานดีแล้วหรือไม่ เพราะรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แม้จะเคยถูกยอมรับในอดีต ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกจากองค์กร หรือเอาไปพูดต่อว่าเราใช้งานพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้ ปัญหานี้นอกจากจะทำให้เราต้องเสียทรัพยากรเพื่อหาพนักงานใหม่แล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์เสียหายโดยไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือการที่องค์กรให้พนักงานใช้รถส่วนตัวเพื่อทำงานบางอย่าง  ซึ่งโดยปกติแล้วเราอาจเคยทำได้เพราะมองเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันเพื่อความเติบโตขององค์กร แต่อย่าลืมว่าแม้แต่ค่าน้ำมันในปัจจุบันกับเมื่อ 2 &#8211; 3 ปีก่อนก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  หากเราเอาแต่ขอความช่วยเหลือโดยไม่พิจารณาถึงสภาพสังคมที่แท้จริง  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Car Allowance หมายถึงเงินหรืองบประมาณที่องค์กรจ่ายให้กับพนักงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้รถส่วนตัวเพื่อทำงานขององค์กร (Work-Related Purpose) เช่นการรับส่งเพื่อนร่วมงาน, ใช้ขนของเวลาไปทำงานนอกสถานที่ หรือการเดินทางไปต่างจังหวัด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Car Allowance ช่วยให้เราบริหารเงินได้ดีขึ้น เพราะปกติองค์กรจะจ่ายเงินนี้เป็นรายเดือนในอัตราคงที่  เราจึงรู้ว่าควรเตรียมงบประมาณไว้แค่ไหน ต่างจากระบบตั้งเบิกแบบเดิมอย่างชัดเจน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Car Allowance ควรมีข้อกำหนดที่ชัดเจน เช่นเรื่องสภาพรถ, ระยะไมล์ ตลอดจนรุ่นและยี่ห้อ  เพื่อให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Car Allowance เป็นนโยบายที่ใช้เงินน้อยกว่าการซื้อรถประจำตำแหน่ง  แต่ก็ต้องระวังเรื่องเส้นแบ่งระหว่างโลกการทำงานและโลกส่วนตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สิทธิ์ Car Allowance ต้องระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน เผื่อกรณีที่มีการสิ้นสุดสถานะพนักงาน  รถยนต์ดังกล่าวต้องไม่ใช่ข้อผูกมัดให้เกิดการเอาเปรียบกันเด็ดขาด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42055" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-by-Para-17.webp" alt="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 538" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-by-Para-17.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-by-Para-17-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคสมัยที่ค่าครองชีพ พุ่งทะยานขึ้นทั่วทุกมุมโลก องค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตรวจสอบว่าเราให้สวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับพนักงานดีแล้วหรือไม่ เพราะรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แม้จะเคยถูกยอมรับในอดีต ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกจากองค์กร หรือเอาไปพูดต่อว่าเราใช้งานพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้นอกจากจะทำให้เราต้องเสียทรัพยากรเพื่อหาพนักงานใหม่แล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์เสียหายโดยไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือการที่องค์กรให้พนักงานใช้รถส่วนตัวเพื่อทำงานบางอย่าง  ซึ่งโดยปกติแล้วเราอาจเคยทำได้เพราะมองเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันเพื่อความเติบโตขององค์กร แต่อย่าลืมว่าแม้แต่ค่าน้ำมันในปัจจุบันกับเมื่อ 2 &#8211; 3 ปีก่อนก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  หากเราเอาแต่ขอความช่วยเหลือโดยไม่พิจารณาถึงสภาพสังคมที่แท้จริง  ก็อาจถูกมองว่าเราให้ความสำคัญกับความสำเร็จของเป้าหมาย มากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเรื่อง Car Allowance ที่ HR ต้องรู้มีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ที่ HREX</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Car Allowance นโยบายที่ HR ให้พนักงานใช้รถส่วนตัวทำงานคืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32773" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/71.png" alt="71" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 539" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/71.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/71-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span><span style="font-weight: 400;">Car Allowance หมายถึงเงินหรืองบประมาณที่องค์กรจ่ายให้กับพนักงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้รถส่วนตัวเพื่อทำงานขององค์กร (Work-Related Purpose) เช่นการรับส่งเพื่อนร่วมงาน, ใช้ขนของเวลาไปทำงานนอกสถานที่ หรือการเดินทางไปต่างจังหวัด เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Car Allowance ขั้นพื้นฐาน จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงรักษาตามสมควร  ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน, ค่าประกันอุบัติเหตุ, ค่าช่วยเหลือหากเกิดกรณีเฉี่ยวชนเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเสื่อมสภาพตามระยะเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อน (Wear &amp; Tear) นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรต้องมีกระบวนการพิจารณาอย่างเหมาะสม  เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างเป็นธรรม กับทั้งงบประมาณขององค์กร และความพึงพอใจของพนักงานผู้ใช้รถเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนด Car Allowance ควรอ้างอิงกับอะไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับบริบทขององค์กรแต่ละแห่ง เราไม่สามารถใช้กฎเดียวแล้วบังคับใช้กับพนักงานทุกระดับ เพราะความจำเป็นในการใช้รถของงานแต่ละแบบ ล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ในที่นี้ HR สามารถพิจารณาโดยให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>1. ตรวจสอบดูว่าพนักงานอยู่ไกลจากที่ทำงานหรือไม่ (Location of Employee) :</strong> หากบ้านของพนักงานกับออฟฟิศไม่ได้ห่างไกลกันมาก ค่าซ่อมบำรุงก็ไม่จำเป็นต้องแพง แต่หากบ้านของพนักงานอยู่ชานเมืองแต่ออฟฟิศอยู่ที่ใจกลางสุขุมวิท ค่าบำรุงก็ต้องแพงกว่าในอัตราที่เหมาะสม ในที่นี้ HR ควรพิจารณาถึงสวัสดิการด้านเวลาเข้างานด้วย (Flexible Hours) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>2. ตรวจสอบดูว่ารถดังกล่างจะถูกใช้ในพื้นที่ห่างไกลเป็นพิเศษหรือไม่ (Remote Area) :</strong> หากรถถูกใช้ในพื้นที่ห่างไกล ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้น เช่นค่าน้ำมันก็จะแพงกว่าในเมืองอย่างเห็นได้ชัด หรือค่าบำรุงรักษาก็จำเป็นต้องจ้างคนที่มีฝีมือจากในเมืองเข้าไปซ่อมแซม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>3. ตรวจสอบดูว่ารถส่วนตัวเรานั้น เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของพนักงานในแต่ละตำแหน่งหรือไม่ (Images of Employees) :</strong> ความประทับใจและความรู้สึกในด้านบวก (First Impression) เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับพนักงานขาย (Field Sales) ดังนั้นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการไม่ล้างรถ ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทันที นี่คือค่าใช้จ่ายที่องค์กรต้องพิจารณาเพิ่มเติม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราต้องให้ความสำคัญกับระดับของรถ (Grade of Car) ด้วย เพราะหากผู้บริหารเกิดอยากใช้รถคันเก่าของตนที่ปราศจากการดูแล จนดูไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องประชุมกับบุคคลสำคัญจากที่อื่น หากเป็นแบบนี้ HR ก็ต้องลองหารถคันอื่น หรือพิจารณาเรื่องการใช้รถประจำตำแหน่ง (Company Car) แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเวลา HR จะขอให้พนักงานเอารถส่วนตัวมาใช้ เราต้องสามารถอธิบายนโยบายและค่าตอบแทนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเอาประเด็นนี้มาต่อว่าในภายหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่าหากเราตกลงใช้รถของพนักงาน รถคันนั้นจะมีสถานะเป็นตัวแทนขององค์กรทันที บริษัทจึงมีหน้าที่รับผิดชอบให้รถคันนั้นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องคำนึงด้วยว่าหากรถคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุ รถคันสำรองขององค์กรคือรถคันไหน และได้รับการดูแลปรับสภาพให้เหมาะสมมากพอแล้วหรือยัง</span></p>
<h3>ข้อดีของ Car Allowance มีอะไรบ้าง ?</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32774" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/72.png" alt="72" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 540" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/72.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/72-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-size: 16px;"><strong>1. ให้ความคล่องตัวและสิทธิ์ในการเลือกของพนักงาน (Flexibility) :</strong> นโยบายนี้จะช่วยเพิ่มอิสระให้กับพนักงานในการเลือกยานพาหนะประจำตัว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น เพราะพนักงานจะได้เลือกรถส่วนตัวที่มีความคุ้นเคยมากกว่า เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของตนมากกว่า สามารถประหยัดน้ำมันได้มากกว่า เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ได้รับนโยบายนี้บางส่วนจะรู้สึกว่าคุ้มค่า เพราะสามารถใช้รถกับทั้งการทำงานและชีวิตประจำวันได้เลย แถมยังมีงบประมาณมาช่วยบำรุงรักษา ซึ่งถือเป็นการตอบแทนที่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้รถขอบตัวเองจะดีกว่ารถประจำตำแหน่งตรงที่บางองค์กรจะไม่อนุญาตให้นำรถประจำตำแหน่งไปใช้ในเรื่องส่วนตัวได้เลย</span></p>
<p><strong>2. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย (Cost Coverage) :</strong> ในมุมมองของพนักงาน พวกเขาจะสามารถเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองในราคาที่สูงขึ้น เพราะรู้ว่าการบำรุงรักษาต่าง ๆ จะได้รับการดูแลโดยองค์กร ขณะที่ทางบริษัทเอง ค่าบำรุงรักษาย่อมถูกกว่าการซื้อรถประจำตำแหน่งสักคันอยู่แล้ว วิธีนี้เหมาะมากกับองค์กรขนาดเล็กที่ยังไม่มีงบประมาณมากพอในการซื้อรถเพิ่มขึ้นมา</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>3. ช่วยให้เราบริหารจัดการงบประมาณได้ง่ายขึ้น (Budget Prediction) :</strong> เมื่อเรากำหนดเรื่องเงินตอบแทนเป็นนโยบาย เราก็จะได้ค่าใช้จ่ายมาก้อนหนึ่ง ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่พิจารณาจากองค์ประกอบทุกอย่างแบบรัดกุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วรายจ่ายในลักษณะนี้จะมีให้เป็นรายเดือน และการให้เงินรายเดือนแบบนี้ จะทำให้องค์กรรู้ว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นมีอยู่เท่าไร ต้องเตรียมตัวมากน้อยแค่ไหน ต่างจากรูปแบบเดิมที่ให้พนักงานเป็นคนตั้งเบิกอย่างเห็นได้ชัด เพราะวิธีเดิมทำให้องค์กรต้องมีเงินสำรอง เพราะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยแค่ไหน อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>4. สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับพนักงาน (Employee Ownership) :</strong> เราพูดเสมอว่าเป้าหมายของการทำงานทุกชนิด คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่า, มีความหมายกับองค์กร และได้เป็นเจ้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการทำงาน ซึ่งการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่บริษัทใช้นั้น จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าสิ่งที่ตนครอบครองอยู่มีความหมายมากกว่าเดิม เพราะได้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับของใช้ส่วนตัวของเขามากขึ้น แม้จะด้วยเหตุผลของการเป็นเครื่องมือในการทำงานก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานอาจรู้สึกภูมิใจเมื่อเห็นว่ารถของต้นทุนครับเลือกนึกว่ารถหกล้อดำไงคนอื่นในที่นี้ การมีรถส่วนตัวยังช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้นและถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่หลายองค์กรให้ใช้พิจารณาเมื่อรับพนักงานใหม่เขาสู่องค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>5. ช่วยดึงดูดพนักงานใหม่ และรักษาพลังงานเดิม (Attraction and Retention) :</strong> องค์กรที่มีนโยบายนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารมีแนวคิดที่ให้เกียรติพนักงาน ไม่เอาเปรียบ เพราะองค์กรที่ให้พนักงานใช้รถส่วนตัวมักมาพร้อมกับการขอความช่วยเหลือ หรือคำพูดประมาณว่า ‘ให้พนักงานช่วยด้วยใจ’ ไม่มีของตอบแทนนอกจากนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญนโยบายด้านค่าตอบแทนในการใช้รถส่วนตัว ยังถือเป็นนโยบายที่ทันสมัย และเป็นการให้เกียรติพนักงาน ซึ่งหากผู้สมัครกำลังเลือกองค์กรเพื่อร่วมงานโดยดูจากสวัสดิการของเรากับบริษัทคู่แข่งแล้ว สวัสดิการนี้จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นแน่นอน </span></p>
<h3>ข้อเสียของ Car Allowance มีอะไรบ้าง ?</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32776" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/74.png" alt="74" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 541" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/74.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/74-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-size: 16px;"><strong>1. ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกของงานกับโลกส่วนตัวพังทลายลง (Blurry Boundary) :</strong> อย่างที่กล่าวไปว่า เมื่อรถส่วนตัวถูกนำมาใช้เป็นรถขององค์กรภายใต้นโยบาย Car Allowance แล้ว รถดังกล่าวจะต้องถูกใช้เพื่อการทำงานทันที ซึ่งไม่ได้หมายถึงงานที่ทำตามตารางปกติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกรณีฉุกเฉินด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แปลว่าหากองค์กรมีความจำเป็นต้องใช้รถ เราอาจต้องเสียเวลาส่วนตัวกับครอบครัวไปเลยเพราะต้องเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง หากบริษัทหรือ HR ไม่สามารถตกลงกับบุคลากรได้ ก็จะนำไปสู่ความขุ่นข้องหมองใจ ดังนั้สให้คิดว่านโยบายนี้ต้องมาพร้อมกับความเสียสละอันใหญ่หลวงเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>2. พนักงานมองว่าค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอกับการทำงาน :</strong> คำอธิบายนี้ง่ายมาก เพราะแม้การวางแผนเงินชดเชยเป็นรายเดือนจะถูกพิจารณาอย่างรัดกุมในทุกแง่มุมแล้ว แต่อย่าลืว่าตัวแปรของเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย ทั้งเรื่องของราคาน้ำมัน หรือเรื่องของอุบัติเหตุที่มีความผันผวนและต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเป็นพนักงานที่เอารถส่วนตัวมาใช้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ปัญหานี้ก็คงไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่หากเราเป็นพนักงานระดับสูงหรือเป็นฝ่ายขายที่ต้องพบปะลูกค้าตลอดเวลา องค์กรต้องถามตัวเองเสมอว่าสามารถปรับสวัสดิการให้สอดรับกับความผันผวนได้ดีแล้วหรือยัง </span></p>
<h2>HR มีวิธีคิดนโยบายเรื่อง Car Allowance อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การคิดค้นนโยบายเรื่องนี้ เราต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของการทำงานภายในองค์กรเสมอ อย่างแรกเราต้องดูว่า บริษัทจำเป็นต้องใช้รถยนต์เพื่อการทำงานจริงหรือไม่ เพราะหากเราเป็นองค์กรที่อยู่กลางใจเมือง และสามารถเดินทางไปหาลูกค้าได้สะดวกผ่านระบบขนส่งสาธารณะโดยไม่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ เราก็สามารถรอให้มีงบประมาณด้านนี้อย่างครอบคลุมเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจใช้รถยนต์ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งหารถมาเพื่อเพิ่มรายจ่ายให้องค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากคุณพิจารณาดีแล้วว่ารถยนต์มีความจำเป็นต่อการทำงาน ส่งผลดีทางธุรกิจ คุณก็สามารถออกนโยบายขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลได้เลย โดยเน้นไปที่ประเด็นเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>1. นโยบายที่ดีต้องมีการเกริ่นนำ เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างละเอียด (Introduction) :</strong> HR ต้องทำให้พนักงานเห็นโครงสร้างว่าองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง และคาดหวังอะไรกับการใช้รถยนต์ส่วนตัวของพนักงาน รวมถึงมีรูปแบบการบริหารจัดการอย่างไรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดว่าโครงสร้างของนโยบายต้องครอบคลุมถึงรายละเอียดปลีกย่อย เพราะเรากำลังเปลี่ยนทรัพย์สินของพนักงานมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เราจึงต้องปกป้องสิทธิประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายตามสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>2. อธิบายให้เห็นภาพว่าใครมีสิทธิ์ตรงนี้บ้าง (Eligibility) :</strong> ต้องกล่าวก่อนว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะได้สิทธิ์ตรงนี้ องค์กรไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกพนักงานทุกคนที่มีรถมารับสิทธิ์ดังกล่าว กลับกันองค์กรต้องมีคำอธิบายว่าพนักงานตำแหน่งไหนบ้างที่จำเป็นต้องใช้รถ และรถยนต์ในลักษณะไหนบ้างที่องค์กรจะนำมาพิจารณา รถแบบไหนที่ไม่เสียภาพลักษณ์ขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องระบุให้ชัดไปเลย เช่นรถยนต์ที่จะนำมาใช้ต้องไม่เคยผ่านการชนหนักมาก่อน ไม่เคยผ่านการจมน้ำมาก่อน และต้องมีเลขไมล์ไม่สูงนัก ในที่นี้องค์กรสามารถกำหนดขอบเขตของค่าใช้จ่ายที่จะมอบให้กับรถแต่ละระดับได้ด้วย เพื่อให้พนักงานนำไปพิจารณาว่าอยากให้รถของตนเข้าร่วมกับโครงการดังกล่าวหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>3. การปรับเปลี่ยนสัญญาว่าจ้าง (Change of Contract) :</strong> นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดขององค์กร เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้การใช้รถของพนักงานเป็นข้อผูกมัดที่ทำให้เราไม่สามารถไล่พนักงานออกได้ ดังนั้นหากเราตัดสินใจใช้รถของพนักงานท่านใดท่านหนึ่ง เราต้องกำหนดด้วยว่าจะมีทางออกอย่างไรหากพนักงานคนดังกล่าวลาออกหรือถูกไล่ออกจากองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องระบุลงไปในสัญญาให้ชัดเจน ห้ามตกลงกันแบบปากเปล่า หรือปล่อยให้กลายเป็นช่องทางเพื่อนำมากดดัน HR ในภายหลังเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>4. ระบุมาตรการความปลอดภัย และการรักษาภาพลักษณ์ (Duty of Care and Safety) :</strong> องค์กรต้องระบุขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ใช้รถลงไปอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรถดังกล่าวให้มีสภาพดี สะอาดเหมาะกับการใช้งาน โดยไม่คิดว่าเรากำลังใช้รถของตนเองอยู่ เนื่องจากพอองค์กรจ่ายเงินบำรุงรักษา และมีการวางนโยบายอย่างละเอียดแล้ว รถดังกล่าวก็มีสถานะเป็นเหมือนรถประจำองค์กรทันที ต้องนึกถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา</span><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32775" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/73.png" alt="73" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 542" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/73.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/73-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>Car Allowance vs Company Car รถส่วนตัวกับรถประจำตำแหน่งแตกต่างกันอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงตั้งคำถามว่าการให้พนักงานเอารถส่วนตัวมาใช้เพื่อทำงาน จะมีข้อแตกต่างกับการใช้รถประจำตำแหน่งอย่างไร ? เราขออธิบายดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้รถประจำตำแหน่งจะทำให้พนักงานภูมิใจมากขึ้น (Improve Moral) เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าหากเราทำงานในองค์กรและได้รับรถประจำตำแหน่ง เราจะดีใจมาก เพราะถือว่าการทำงานหนักของเราได้รับผลตอบแทนเป็นสวัสดิการสุดยิ่งใหญ่ที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับว่าไม่ใช่องค์กรทุกแห่งที่จะมีศักยภาพในการซื้อรถประจำตำแหน่ง ดังนั้นการให้ Car Allowance จึงเป็นการตอบแทนพนักงานในระดับที่ใกล้เคียงกันและมีความเป็นธรรมมากที่สุด องค์กรต้องทำให้แน่ใจว่าสวัสดิการตรงนี้จะมีค่าเทียบเท่า และทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจไม่ต่างจากการให้รถประจำตำแหน่งเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้รถประจำตำแหน่งส่วนใหญ่จะมีการระบุเจ้าของว่าเป็นรถขององค์กร ต่างจาก Car Allowance ที่เป็นรถส่วนตัวในชื่อของพนักงาน ในที่นี้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาหรือมีการทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม การใช้รถประจำตำแหน่งจะส่งผลเสียกลับมาหาองค์กรอย่างรวดเร็ว (Backfire) ทั้งนี้บริษัทสามารถพิจารณาคามความเหมาะสมได้เลย</span></p>
<h2>สวัสดิการพนักงานที่ดี ต้องปรับตัวให้ทันยุค ทันเหตุการณ์</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32779" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/75.png" alt="75" width="600" height="370" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 543" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/75.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/75-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span><a href="https://www.pwc.com/gx/en/about/pwc-asia-pacific/ceo-survey.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ผู้นำในเอเชีย-แปซิฟิกประจำปี 2023 มีข้อสรุปที่น่าสนใจว่าพนักงาน 39% กลัวว่าบริษัทของตนจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ดีพอ เพราะกระแสการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคนถึง 44% </span><a href="https://www.marsh.com/th/en/services/employee-health-benefits/insights/health-on-demand.html?utm_source=google-adwords&amp;utm_medium=paid-search&amp;utm_campaign=always-on-asia&amp;utm_content=mmb-HOD-ad&amp;gclid=EAIaIQobChMIx6CP_J6igQMVeiSDAx2B2A4sEAAYASAAEgKT1PD_BwE" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ใช้ชีวิตด้วยความเครียด</span></a><span style="font-weight: 400;">ตลอดเวลา ดังนั้นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน และสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการที่เหมาะสม จะเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืน เป็นเป้าหมายของพนักงานทั้งปัจจุบัน และคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้ามาเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการที่เคยได้ผลในอดีต กำลังกายเป็นสวัสดิการที่ล้าหลัง องค์กรที่ดีต้องคอยหาสวัสดิการใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาสามารถใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในแต่ละวัน กับองค์กรที่จะช่วยให้ชีวิตของเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข ไม่ใช่เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายโดยหลงลืมสิ่งรอบข้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้รถในองค์กรก็เป็นเรื่องที่บริษัทมากมายหลงลืม และนำไปสู่ความขุ่นข้องหมองใจว่าพนักงานกำลังถูกหัวหน้าเอาเปรียบ ที่สำคัญค่าน้ำมันเพียงไม่กี่บาทก็กลายเป็นสิ่งที่พนักงานไม่กล้าทวง และองค์กรก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อสะสมเป็นจำนวนที่มากเข้า ความไม่พอใจก็จะยิ่งทวีคูณ เกิดเป็นวัฏจักรที่ลดทอนศักยภาพการทำงานขององค์กรไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ย้ำเสมอว่า HR ที่ดี คือคนที่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา ฝ่ายบุคคลต้องรู้ว่าโลกหมุนไปอยู่ตรงไหน พนักงานต้องการอะไร และตนมีจุดอ่อนอะไรบ้าง ซึ่งหากคุณไม่รู้ว่าจะหาการอบรมดี ๆ ที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะเห็นจุดอ่อนของตัวเองอย่างไร ที่นี่พร้อมเปลี่ยนมันเป็นจุดแข็งให้คุณในเวลาอันรวดเร็ว </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a><span style="font-weight: 400;"> !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Car Allowance คือนโยบายที่ต้องการตอบคำถามว่า การให้สวัสดิการที่เป็นธรรมต่อพนักงานต้องทำอย่างไร ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าองค์กรมีความพร้อมในการบริหารจัดการรถยนต์ประจำตำแหน่งหรือไม่ เพราะหากองค์กรไม่สามารถบริหารจัดการสวัสดิการนี้ ก็ไม่มีทางที่จะซื้อรถประจำตำแหน่งมาให้พนักงาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณและการดูแลที่ครอบคลุมกว่าได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากคุณเป็นองค์กรที่ต้องการขยับขยายไปข้างหน้า และรู้สึกว่ารถยนต์เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการติดต่องาน  เราอยากให้เริ่มด้วยการมีนโยบายด้าน Car Allowance ที่ดีก่อน รับรองว่าหากรากฐานตรงนี้แข็งแรง องค์กรก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Car Allowance รถส่วนตัวหรือรถประจำตำแหน่ง ? การตัดสินใจที่ HR ต้องรู้ 544"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/ioNW4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/ioNW4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/ilFM1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/ilFM1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/EHLT0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/EHLT0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/sxEJ1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/sxEJ1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/hixQ8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/hixQ8</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/car-allowance-091423/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-admin-230908/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-admin-230908/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Sep 2023 13:58:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Admin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32673</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หากไม่มี HR Admin คอยทำงานเอกสาร ทำงานหลังบ้านให้เกิดความเป็นระบบระเบียบ องค์กรนั้น ๆ น่าจะเจอสภาวะยุ่งเหยิงวุ่นวาย เพราะพนักงานจะต้องเสียเวลาอันมีค่า มาทำงานเอกสารจนไม่มีเวลาทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ HR Admin อยู่เคียงข้างพนักงานและองค์กรตลอดเวลา แม้บางองค์กรอาจไม่มีตำแหน่งนี้ แต่อาจมาในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เช่น Administrative Director, Administrative Manager, Administrative Services Manager, Office Administrator รวมถึงแค่ Admin อย่างเดียวก็ได้ เป็นต้น คนเป็น HR Admin จำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี เข้ากับพนักงานได้ทุกคน เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ รวมถึงมีความเถรตรง ซื่อสัตย์ งานนี้ต้องดูแลเอกสารสำคัญ และเข้าถึงเงินจำนวนมาก หาก HR Admin ไม่มีความซื่อสัตย์ก็อาจเกิดปัญหาต่อองค์กรได้ มีการคาดการณ์เทรนด์ในอนาคตไว้ว่า HR Admin จะต้องปรับตัวให้กลายเป็น HR Business Partner เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์กร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li aria-level="1">หากไม่มี HR Admin คอยทำงานเอกสาร ทำงานหลังบ้านให้เกิดความเป็นระบบระเบียบ องค์กรนั้น ๆ น่าจะเจอสภาวะยุ่งเหยิงวุ่นวาย เพราะพนักงานจะต้องเสียเวลาอันมีค่า มาทำงานเอกสารจนไม่มีเวลาทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li aria-level="1">HR Admin อยู่เคียงข้างพนักงานและองค์กรตลอดเวลา แม้บางองค์กรอาจไม่มีตำแหน่งนี้ แต่อาจมาในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เช่น Administrative Director, Administrative Manager, Administrative Services Manager, Office Administrator รวมถึงแค่ Admin อย่างเดียวก็ได้ เป็นต้น</li>
<li aria-level="1">คนเป็น HR Admin จำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี เข้ากับพนักงานได้ทุกคน เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ รวมถึงมีความเถรตรง ซื่อสัตย์ งานนี้ต้องดูแลเอกสารสำคัญ และเข้าถึงเงินจำนวนมาก หาก HR Admin ไม่มีความซื่อสัตย์ก็อาจเกิดปัญหาต่อองค์กรได้</li>
<li aria-level="1">มีการคาดการณ์เทรนด์ในอนาคตไว้ว่า HR Admin จะต้องปรับตัวให้กลายเป็น HR Business Partner เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์กร แต่มันก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป HR ต้องดูด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงานนั้น สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ มีทักษะการทำงาน มีประสบการณ์ในการเป็น HRBP เพียงพอรึยัง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32676" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160244.580.webp" alt="เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป HR Admin ยังสำคัญต่อองค์กรหรือไม่ ?" width="600" height="370" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 551" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160244.580.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160244.580-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกงานทุกอาชีพย่อมต้องเจอเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป ในยุคที่ AI จำนวนมากสามารถเข้ามาแทนที่การทำงานของคนได้หลายตำแหน่ง งาน HR ก็ถูกคาดการณ์ว่าเสี่ยงจะตกงานตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในสาย </span><b>HR Admin </b><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><b>HR Administrator </b><span style="font-weight: 400;">ที่เน้นการทำงานเอกสารเป็นหลัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจึงเกิดการผลักดันให้ HR Admin จำเป็นต้องพัฒนาตัวเอง เลิกเป็น HR ยุคเก่า ทำแต่งานเอกสาร แล้วพัฒนากลายเป็น HR Business Partner เพื่อนคู่คิดของผู้บริหาร ต้องรู้เรื่องการตลาด รู้เทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วยวางกลยุทธ์ไปสู่ความสำเร็จ เพื่อความอยู่รอดของทั้งตัวเองและองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เทรนด์ดังกล่าวที่ออกมาก็นำไปสู่ข้อสงสัยว่า ปัจจุบันงาน HR Admin ยังสำคัญอยู่หรือไม่ แล้วการเป็น HRBP คือทางรอดของ HR Admin จริง ๆ เหรอ เรื่องนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งสามารถติดตามได้จากบทความนี้ </span></p>

<h2>HR Admin คือผู้ปิดทองหลังพระ ช่วยองค์กรเดินหน้าจากเบื้องหลัง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดภาพดูว่าจะเป็นอย่างไร หากพนักงานในองค์กรต้องคอยเดินเอกสารสำคัญต่าง ๆ เอง ทั้งเอกสารวันลา เอกสารภาษี เอกสารเงินเดือน รวมถึงยื่นเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง หากเป็นพนักงานต่างประเทศ ก็ต้องเสียเวลามาเดินเรื่องทำวีซ่าเองอีก ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคงจะวุ่นวาย และยุ่งเหยิงมากพอตัวเลยว่าไหม และส่งผลให้พนักงานจะต้องเสียเวลาการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดายด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และคนที่จะช่วยพนักงานเหล่านี้ได้ ก็คือ HR Admin หรือ HR Administrator นั่นเองที่มีความสำคัญมาก ๆ ต่อองค์กร เพราะนี่คือผู้ดูแลงานเอกสาร จัดการด้านข้อมูลต่าง ๆ ของพนักงานและองค์กรในภาพรวมให้มีระบบระเบียบ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานทุกฝ่ายสามารถดำเนินงานได้ตามที่ควรจะเป็น ไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลังจนทำให้เสียงานเสียการโดยใช่เหตุ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ แต่ละองค์กรวางบทบาทหน้าที่ HR Admin แตกต่างกันไป องค์กรเล็ก ๆ มักมองหา HR Admin ที่สามารถทำงานได้หลายอย่างในคนเดียว คอยดูแลเอกสารทุกประเภท มีบทบาทเกี่ยวข้องในทุกกระบวนการทำงานด้าน HR เนื่องจากงบประมาณอาจมีจำกัดจึงไม่สามารถจ้างคนได้มากนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนองค์กรใหญ่อาจมีแต้มต่อตรงที่สามารถจ้าง HR Admin ได้หลายคนเพื่อมาดูแลงานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะไปเลย แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือ ความเชี่ยวชาญของเขาผู้นั้นจะจำกัดเฉพาะส่วนจริง ๆ และอาจไม่สามารถปรับตัวได้ง่ายนักในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว (แต่ผู้เชี่ยวชาญบางสายก็อาจแย้งว่า ไม่ว่าจะองค์กรใหหญ่หรือเล็ก HR ก็ปรับตัวได้ช้าไม่ต่างกันนั่นแล)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น บางองค์กรอาจไม่มีพนักงานทำตำแหน่ง HR Admin แต่จะใช้ชื่ออื่นแทน เช่น  Administrative Director, Administrative Manager, Administrative Services Manager, Office Administrator, Administrative Services Officer, Administrator และ Office Manager เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หากใครดูแผนผังองค์กรแล้วมองไม่เห็นแผนก HR หรือตำแหน่ง HR Admin อยู่ในนั้น ก็อย่าเพิ่งตกใจไป ถึงจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ HR Admin อยู่เคียงข้างพนักงานและองค์กรตลอดเวลา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32681" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160305.345.webp" alt="เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป HR Admin ยังสำคัญต่อองค์กรหรือไม่ ?" width="600" height="370" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 552" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160305.345.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T160305.345-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>รู้จักหน้าที่ของ HR Admin ไม่มีเขา เราต้องทำงานอย่างนี้</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนน่าจะพอรู้กันว่า งาน HR Admin อาจมีหน้าที่หลักคือการทำงานเอกสาร แต่นั่นเป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก มาดูกันดีกว่าว่า งานเอกสารที่รอคอย HR Admin อยู่จริง ๆ มีอะไรบ้าง</span></p>
<ol>
<li>จัดระบบฐานข้อมูลของ HR และอัปเดตข้อมูลที่จำเป็นเข้าไปเป็นระยะ ๆ เช่น ประวัติการทำงานของพนักงาน ข้อมูลการลาหยุดของพนักงาน ฐานข้อมูลเรื่องเงินเดือน โบนัส เป็นต้น</li>
<li><span style="font-weight: 400;">ปรับปรุงนโยบายด้าน HR ขององค์กรให้ทันสมัย ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเสมอ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คอยตอบข้อสงสัยพนักงาน เป็นที่รับฟังเวลาพนักงานมีปัญหา และมอบทางออกที่ดีที่สุด เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงานให้ดีขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แจ้งตารางกิจกรรมการทำงาน เช่น วันหยุดตามกฎหมาย การตรวจสุขภาพ รวมทั้งแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อองค์กรและพนักงานเมื่อจำเป็นให้พนักงานได้รับทราบ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สร้างสรรค์และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ว่าง ช่วยรีครูทเตอร์หาแคนดิเดตที่ใช่เข้าสู่องค์กร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จัดปฐมนิเทศพนักงาน จัดเทรนนิ่ง Upskill-Reskill</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">รายงานความคืบหน้าเรื่องที่จำเป็นให้กับ HR Executive </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ของงานที่รอคอย HR Admin ให้มาดำเนินการที่หลังบ้าน บางองค์กรอาจมอบหมายงานต่าง ๆ เพิ่มเติมแตกต่างกันไป ซึ่งหากใครเคยต้องทำงานอื่น ๆ นอกเหนือจากในลิสต์นี้ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้เลย</span></p>
<h2>HR Admin กับทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบันและอนาคต</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจมองว่างาน HR Admin น่าเบื่อ บางคนอาจมองว่างาน HR Admin เป็นงานง่าย ๆ สบาย ๆ แต่อย่าดูแคลนเด็ดขาด เพราะถ้าคิดจะทำงานนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดล่ะก็ จะขาดคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เลย</span></p>
<h3>1. ทักษะด้านการสื่อสารต้องดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HR Admin ต้องพูดคุยประสานงานกับผู้อื่นเสมอ ทั้งในและนอกองค์กร ดังนั้นหากมีทักษะในการเข้าหาผู้อื่น รู้วิธีการสื่อสารกับทุกคน ไม่ว่าจะการสื่อสารแบบตัวต่อตัว การสื่อสารผ่านตัวอักษร การพูด การเขียนอีเมล รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดีย จะเป็นแต้มต่อที่สำคัญทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น ยังต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย เพราะอย่าลืมว่าหน้าที่สำคัญของ HR Admin คือการรับฟังปัญหาของเพื่อนพนักงาน ดังนั้นหากทำให้เพื่อนพนักงานฝ่ายอื่น ๆ กล้าเข้าหาเพื่อเปิดใจ ขอคำปรึกษาดี ๆ ได้ล่ะก็ จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นทีเดียว</span></p>
<h3>2. ก้าวทันเทคโนโลยี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR Admin ต้องวุ่นวายกับการทำเอกสารต่าง ๆ ดังนั้นจึงต้องเชี่ยวชาญโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต่อการทำเอกสารด้วย มิเช่นนั้นงานอาจผิดพลาดหรือล่าช้าได้ ไม่เพียงแค่นั้น ยังต้องเชี่ยวชาญการใช้ฐานข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตลอดเวลา วันนี้อาจใช้ฐานข้อมูลบนโปรแกรมนี้ แต่อนาคตอาจต้องเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมใหม่ที่สะดวกกว่าเดิมได้ หากปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยี ก็อาจทำให้งานล่าช้าและมีปัญหาตามมาได้</span></p>
<h3>3. ต้องกล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นข้อที่พ่วงมากับข้อก่อนหน้า แต่การจะตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ HR จะต้องพึ่งข้อมูลที่อัปเดตต่อเนื่อง และไม่คิดเองเออเองไปคนเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น หากข้อมูลในระบบระบุว่า พนักงานกำลังขาดทักษะหรือความเชี่ยวชาญในเรื่องใด ก็ต้องจัดเทรนนิ่งพนักงานในเรื่องนั้น ๆ หรือองค์กรกำลังขาดพนักงานในตำแหน่งนี้ ก็จำเป็นต้องรีบจ้างงานตำแหน่งไหนเข้ามาเพิ่มเติมโดยด่วน เป็นต้น </span></p>
<h3>4. ซื่อสัตย์ เถรตรง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Admin ต้องทำงานเกี่ยวกับเอกสารสำคัญขององค์กร และเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการ รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงเงินมหาศาลได้ หาก HR Admin มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต องค์กรนั้นย่อมดำเนินงานต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นกว่าองค์กรที่มี HR ปลอมแปลงเอกสาร และงุบงิบเงินขององค์กรไปใช้ผิดวัตถุประสงค์</span></p>
<h3>5. มือโปรด้านการขจัดปัญหาความขัดแย้ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งคนในองค์กรเยอะ ความขัดแย้งก็มักเกิดขึ้นเยอะตามไปด้วย HR Admin จะมัวแต่ทำงานเอกสารอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลาง ประสานทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว และหาทางแก้ไขความขัดแย้งในองค์กรให้จบลงอย่างราบรื่นด้วยดีเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติข้อนี้ อาจสรุปได้จากคำกล่าวของคุณเอื้อมพร วรรณยิ่ง Administration Manager ของบริษัท Reeracoen Tech ที่อธิบายถึงงานนี้ไว้ว่า “จะดีเสียกว่าถ้าผู้ที่ทำงานในสายงาน HR เป็นบุคคลที่สามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม และสามารถช่วยเหลือพนักงานให้มีความสุขในการทำงาน เพื่อทำไปสู่เป้าหมายและยกระดับขององค์กรได้” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32679" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155645.437.webp" alt="เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป HR Admin ยังสำคัญต่อองค์กรหรือไม่ ?" width="600" height="370" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 553" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155645.437.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155645.437-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>จำเป็นหรือไม่ที่ HR Admin ต้องพัฒนาตัวเอง กลายเป็น HR Business Partner</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มี HR จำนวนไม่น้อยเชื่อมั่นว่า HR ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HR Admin ต้องผันตัวมาเป็น HR Business Partner เพื่อความอยู่รอดขององค์กร และอนาคตของอาชีพ HR เอง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถือเป็นเทรนด์ที่ HR จำนวนมากต่างพูดถึงเรื่องนี้ และชูเป็นประเด็นสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/story/hr-siampiwat-interview-230523/?utm_source=Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คุณณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร</span></a><span style="font-weight: 400;"> รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เคยให้สัมภาษณ์กับ HREX ไว้ว่า</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“HR ต้องยอมรับว่าบริบทการทำงานของ HR เปลี่ยนไปแล้ว อย่างที่บอกว่าเปลี่ยนจาก Supporter เป็น Partner หรือ Co-pilot ทำให้ทุกวันนี้ HR ต้องทำงานเป็น Business Partner ที่ต้องมองธุรกิจได้เหมือนผู้บริหาร เข้าใจให้ได้ว่าผู้บริหารต้องการอะไร เราต้องถามตัวเองว่าเรากล้าไปนั่งเคียงข้างผู้บริหาร เคียงข้าง Line Manager แล้วรึยัง เรากล้าปลดแอกงานที่เราเคยทำมาแต่เดิม แล้วมองภาพรวมของธุรกิจให้ออกรึยัง เรากล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ให้คนและองค์กรรึยัง”</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สุดท้ายแล้ว HR Admin จำเป็นต้องผันตัวมาเป็น HRBP หรือไม่ ? ก็ไม่ถึงกับเป็นกฎหมายข้อบังคับตายตัวเสียทีเดียว เพราะในการปฏิบัติจริงแต่ละคน รวมถึงองค์กรต่างมีข้อจำกัดและความจำเป็นที่แตกต่างกันไป แถมบางครั้ง HR Admin เองก็ไม่สามารถกำหนดได้ด้วย ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. การเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานของ HR Admin มักเป็นสายปฏิบัติ ส่วนงานของ HRBP เป็นเหมือนที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารขององค์กร ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยวัยวุฒิ และคุณวุฒิเพื่อก้าวมาสู่จุดนี้ เพื่อให้สามารถวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อให้องค์กรเดินไปถึงเป้าหมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR Admin จะเดินทางสายนี้จริง ๆ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เป้าหมายของตัวเองที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกคืออะไร ความสนใจของตัว HR เองเป็นอย่างไร รวมถึงการประเมินว่าองค์กรกำลังเติบโตอยู่ในขั้นไหน มองเห็นภาพเดียวกันหรือไม่ ถ้าพบว่าเป้าหมาย เส้นทางอาชีพตรงกัน แถมองค์กรสนับสนุนด้วย การพัฒนาตัวเองในอีกสายทางหนึ่งย่อมเป็นทางเลือกที่น่าจับตา</span></p>
<h3>2. ทักษะในการทำงาน พร้อมกับการเป็น HRBP แล้วรึยัง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานของ HRBP จำเป็นต้องมีทักษะเรื่องการคิด การวางกลยุทธ์ การสื่อสารภายในตัวเอง ต้องเข้าใจธุรกิจแบบแผนขององค์กร ถ้าต้องการส่งเสริม HR Admin ให้เป็น HRBP จริง ๆ ล่ะก็ ต้องมาดูว่ามีทักษะต่าง ๆ พร้อมกับงานที่รอคอยอยู่รึยัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถ้ายัง องค์กรจะสามารถสนับสนุนอย่างไรเพื่อเติมเต็มได้บ้าง</span></p>
<h3>3. องค์กรต้องการ HRBP จริง ๆ หรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกภายนอกบอกว่างาน HRBP ทวีความสำคัญกับองค์กรมากกว่างาน Admin ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูจากตัวองค์กรของตัวเองก่อนว่า ความต้องการเป็นอย่างไร องค์กรต้องการ HR แบบไหน วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรพิจารณาแล้วพบว่า แนวทางการทำงานขององค์กรต้องการ HR Admin มากกว่า HRBP เพราะยังต้องการคนที่คอยดูแลเอกสาร ไม่เชื่อมั่นว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาจัดการได้อย่างเฉียบคม งาน HR Admin ก็เป็นสิ่งที่ยังต้องมี และต้องพิจารณา</span></p>
<h3>4. ประสบการณ์เพียงพอหรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การบอกให้ HR Admin เปลี่ยนมาเป็น HRBP ดูเหมือนง่าย แต่ในการปฏิบัติจริงอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะไม่ใช่ HR Admin ทุกคนจะสามารถเป็น HRBP ที่มีคุณภาพได้ในเวลาอันสั้น ของอย่างนี้ต้องผ่านการสั่งสมประสบการณณ์อย่างน้อยก็เป็นปี ซึ่งหากองค์กรจะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปเป็น HRBP ก็ดีไป แต่หากไม่ได้สนับสนุนมากขนาดนั้นล่ะก็ ต้องมารื้อและวางแผนการเปลี่ยนผ่านกันใหม่ ซึ่งไม่ได้การันตีเสมอไปว่าจะออกมาราบรื่น</span></p>
<h3>5. มีตำแหน่งเปิดว่างเพียงพอหรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะบอกให้ HR Admin ปรับตัวไปเป็น HRBP แต่หากสมัครงานเข้าไปในองค์กรที่ไม่มีตำแหน่งงานนี้ให้ ก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน หาก HR Admin กำลังหาลู่ทางเติบโตทั้งหลายก็อย่าลืมสำรวจดูด้วยว่า องค์กรแห่งไหนที่มีตำแหน่งให้อย่างที่ต้องการด้วย</span></p>
<blockquote>
<h4><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ </strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 554"></p>
<p><strong>Q: ผิดไหม ถ้า HR Admin ไม่อยากเติบโตไปเป็น HR Business Partner</strong></p>
<p>หลายคนพูดกันว่า HR Admin ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็น HR Business Partner ไม่ทำแต่งานเอกสาร หรืองานแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ถ้า HR Admin ไม่อยากพัฒนาไปอยู่ในจุดนั้น จะถือว่าเป็น HR ที่แย่ไหม</p>
<p><strong>A: ขออนุญาตแนะนำแบบรุ่นพี่แนะนำรุ่นน้อง HR เพื่อความเติบโตในหน้าที่การงานตามเส้นทางอาชีพ HR ครับ</strong></p>
<p>แนวทางที่ 1 พอใจในงาน HR Admin ที่ทำอยู่แล้ว ไม่ผิดครับ แต่การปรับเงินขึ้นประจำปี ก็จะปรับไปเรื่อย ๆ จนเกษียณอายุ เพราะตำแหน่งงานด้าน HR Admin มีปริมาณมากในตลาดแรงงาน การสร้างความแตกต่างทำได้ยาก เพราะค่างานไม่แตกต่างกันมากนัก</p>
<p>แนวทางที่ 2 เมื่อถึงเวลาจะเติบโตต่อ ลองดูงานในฟังก์ชั่นอื่นๆ ของ HR ได้ เช่น ชอบด้านการคำนวณ และเก่งมากเลย อาจเป็น HR Compensation and benefit ก็ได้ ดูแลด้านนั้นไป คนทำงานด้านนี้ยังมีไม่มาก หรือชอบการสรรหาว่าจ้าง ก็เป็น HR Recruit ก่อนแล้วค่อยดูว่า ชอบด้านไหน</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1668?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8819" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 555"></a></p></blockquote>
<h2>ค้นหา HR Outsources ช่วยเหลืองาน HR Admin ได้ผ่านแพลตฟอร์มของ HREX</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ AI จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กร ถึงขั้นว่าสามารถใช้ AI ดูแลงานเอกสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่ HR Admin ต้องดูแลอยู่แล้ว แต่ปฏิเสธไมไ่ด้ว่ายังมีหลายองค์กรยังไม่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีดังกล่าวว่าจะสามารถทดแทนคนได้จริงในอนาคตอันใกล้ และกลัวเรื่องของความลับรั่วไหลได้ง่ายกว่าการมีคนคอยทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในขณะเดียวกัน การจะหาคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีดูแลด้านนี้ได้โดยตรงก็ทำได้ยากเสียเหลือเกิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR องค์กรไหนไม่เชี่ยวชาญเรื่องงานเอกสาร หรือต้องการความช่วยเหลือด้านใดด้านหนึ่งล่ะก็ สามารถมาค้นหา HR Outsources ผ่านแพลตฟอร์มของ HREX ได้ ซึ่งจะช่วยเข้ามาอุดช่องว่าง และช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความมั่นคงแข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สามารถมาค้นหาได้แล้ว</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 7" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Admin ถือเป็นตำแหน่งงานที่สำคัญต่อองค์กร หากขาดคนทำหน้าที่ HR Admin ไปจะกระทบงานหลายภาคส่วนแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้จะมีความพยายามผลักดันให้คนเป็น HR Admin ต้องก้าวขึ้นมาเป็น HR Business Partner แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แต่ละองค์กรยังจำเป็นต้องมีคนทำงานเอกสารอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั้น ไม่สามารถช่วยเติมเต็มงานที่มนุษย์ทำได้ 100%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานของ HR Admin จากนี้จะต้องไม่ย่ำอยู่กับที่ จริงอยู่ว่าความต้องการขององค์กรยังมี แต่หาก HR ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป และยึดติดอยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองรู้ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย นั่นจะกลายเป็นจุดจบของงาน HR Admin และอาจเป็นจุดจบขององค์กรด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็น HR ด้านไหน ก็สามารถช่วยยกระดับองค์กรได้ ขอเพียงมีความสามารถ มีความมุ่งมั่น วางเป้าที่ชัดเจน ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นกับตัวเองและกับองค์กรอย่างแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32678" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155558.725.webp" alt="เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป HR Admin ยังสำคัญต่อองค์กรหรือไม่ ?" width="600" height="370" title="HR Admin คืออะไร เมื่อโลก HR เปลี่ยนไป ยังสำคัญไหมต่อองค์กร ? 556" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155558.725.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-08T155558.725-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<p><a href="https://www.abmcollege.com/blog/5-must-have-skills-for-a-human-resources-administrator" target="_blank" rel="noopener">Abm College</a></p>
<p><a href="https://hr.university/career/human-resources-administrator/#:~:text=An%20HR%20administrator%20handles%20the,technical%20knowledge%20of%20human%20resources." target="_blank" rel="noopener">HR University</a></p>
<p><a href="https://uk.indeed.com/career-advice/cvs-cover-letters/hr-administrator-skills" target="_blank" rel="noopener">UK Indeed</a></p>
<p><a href="https://th.jobsdb.com/career-advice/article/how-ai-is-shaping-the-future-of-hr-and-admin-roles" target="_blank" rel="noopener">JobsDB</a></p>
<p><a href="https://www.monster.co.th/career-advice/hr-admin-officer-job-description/" target="_blank" rel="noopener">Monster</a></p>
<p><a href="https://www.monster.com/career-advice/article/what-it-takes-to-move-into-hr" target="_blank" rel="noopener">Monster</a></p>
<p><a href="https://climbtheladder.com/hr-manager-vs-hr-administrator/" target="_blank" rel="noopener">Climb the Ladder</a></p>
<p><a href="https://www.techtarget.com/searchhrsoftware/tip/The-role-of-the-HR-system-administrator-on-an-HR-team" target="_blank" rel="noopener">Tech Target</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-admin-230908/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-etiquette-230904/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-etiquette-230904/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Sep 2023 02:46:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Etiquette]]></category>
		<category><![CDATA[มารยาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32574</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มารยาท (Business Etiquette) คือสิ่งสำคัญที่พนักงานทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อจะได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างราบรื่น ประเด็นสำคัญของโลกการทำงานในปัจจุบันคือมารยาทและการปรับตัวของคนแต่ละรูปแบบให้มีประสิทธิภาพโดยมีสถิติที่น่าสนใจจากการสำรวจพนักงานระดับ Manager จำนวน 1,300 คนที่ระบุว่าพวกเขามีอัดตราการไล่คน Gen Z ออกจากงานสูงถึง 1 ใน 8 เพราะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Gen Z ก็ถือเป็นอนาคตของโลกธุรกิจ พวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะแห่งอนาคตมากกว่า องค์กรที่ดีจึงต้องสนับสนุนให้พวกเขามีมารยาทในการอยู่ร่วมกับบุคลากรดั้งเดิมให้ได้ ไม่ใช่ตัดพวกเขาออกไปโดยปราศจากความเข้าใจ หลังเหตุการณ์โควิด-19 จบลง โลกของเรามีอัตราเร่งที่สูงเป็นประวัติการณ์ คำว่ามารยาทที่เราเคยเข้าใจ ก็มีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลกการทำงาน ทั้งเรื่องของการสื่อสาร, เครื่องแต่งกาย, ทัศนคติ หากเราตัดสินผู้อื่นด้วยแนวคิดที่ตกยุค บุคลากรของเราก็อาจไม่พอใจจนต้องออกจากงานในที่สุด ในอดีต เมื่อพูดถึงคำว่ามารยาทในที่ทำงาน เราจะนึกถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ แต่ในปัจจุบันที่โลกการทำงานย้ายไปเป็นแบบไฮบริด มารยาทในที่ทำงานได้พัฒนาไปเป็นแนวคิดว่าพนักงานคือตัวแทนของบริษัท ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็แล้วแต่ พวกเขาต้องรู้จักวางตัวให้ถูกทั้งในและนอกทั้งในและนอกออฟฟิศ มารยาทในที่ทำงานที่สำคัญที่สุด คือมารยาทในการพูดและฟัง ควบคู่กับความสุภาพและการรู้สึกขอบคุณเสมอ เคยไหมที่คุณรู้สึกว่าการปรับตัวในแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับเทคโนโลยี, การปรับตัวเข้ากับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการปรับตัวเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่ต่างจากเดิม ? คำถามนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในปี 2023 และจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นต่อโลกการทำงานนับจากนี้ องค์กรที่ไม่รู้จักปรับตัวจะไม่มีทางอยู่รอดได้เลย แต่นอกเหนือจากการปรับตัวที่ดีแล้ว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">มารยาท (Business Etiquette) คือสิ่งสำคัญที่พนักงานทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อจะได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างราบรื่น</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ประเด็นสำคัญของโลกการทำงานในปัจจุบันคือมารยาทและการปรับตัวของคนแต่ละรูปแบบให้มีประสิทธิภาพโดยมีสถิติที่น่าสนใจจากการสำรวจพนักงานระดับ Manager จำนวน 1,300 คนที่ระบุว่าพวกเขามีอัดตราการไล่คน Gen Z ออกจากงานสูงถึง 1 ใน 8 เพราะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Gen Z ก็ถือเป็นอนาคตของโลกธุรกิจ พวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะแห่งอนาคตมากกว่า องค์กรที่ดีจึงต้องสนับสนุนให้พวกเขามีมารยาทในการอยู่ร่วมกับบุคลากรดั้งเดิมให้ได้ ไม่ใช่ตัดพวกเขาออกไปโดยปราศจากความเข้าใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลังเหตุการณ์โควิด-19 จบลง โลกของเรามีอัตราเร่งที่สูงเป็นประวัติการณ์ คำว่ามารยาทที่เราเคยเข้าใจ ก็มีความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของโลกการทำงาน ทั้งเรื่องของการสื่อสาร, เครื่องแต่งกาย, ทัศนคติ หากเราตัดสินผู้อื่นด้วยแนวคิดที่ตกยุค บุคลากรของเราก็อาจไม่พอใจจนต้องออกจากงานในที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในอดีต เมื่อพูดถึงคำว่ามารยาทในที่ทำงาน เราจะนึกถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ แต่ในปัจจุบันที่โลกการทำงานย้ายไปเป็นแบบไฮบริด มารยาทในที่ทำงานได้พัฒนาไปเป็นแนวคิดว่าพนักงานคือตัวแทนของบริษัท ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็แล้วแต่ พวกเขาต้องรู้จักวางตัวให้ถูกทั้งในและนอกทั้งในและนอกออฟฟิศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มารยาทในที่ทำงานที่สำคัญที่สุด คือมารยาทในการพูดและฟัง ควบคู่กับความสุภาพและการรู้สึกขอบคุณเสมอ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32575" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/new-business.png" alt="new business" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 564" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/new-business.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/new-business-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่คุณรู้สึกว่าการปรับตัวในแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับเทคโนโลยี, การปรับตัวเข้ากับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการปรับตัวเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่ต่างจากเดิม ? คำถามนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในปี 2023 และจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นต่อโลกการทำงานนับจากนี้ องค์กรที่ไม่รู้จักปรับตัวจะไม่มีทางอยู่รอดได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นอกเหนือจากการปรับตัวที่ดีแล้ว “การวางตัวและมีมารยาทที่ดี” ก็เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่สามารถเป็นคนที่พุ่งเข้าหาเป้าหมายได้โดยปราศจากการใส่ใจคนรอบข้าง เพราะความสามารถในการร่วมมือก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ยิ่งตอนนี้การระดมความคิด (Brainstorming) มีความสำคัญมาก เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่ทำงานโดยข้อมูล ยิ่งเราได้ความเห็นจากคนหมู่มาก เราก็จะยิ่งได้มุมมองที่เกิดประโยชน์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารยาทในที่ทำงานจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเต็มไปด้วยความสบายใจ ซึ่งปัจจุบันรูปแบบของคำว่ามารยาทมีมุมมองที่แตกต่างจากในอดีต โดยเฉพาะการเข้ามาของ Gen Z ที่จะกลายเป็นบุคลากรส่วนใหญ่ของบริษัทในอนาคตอันใกล้  HREX.asia จึงต้องการชี้ให้เห็นว่า หากคุณจะก้าวไปเป็นองค์กรที่แข็งแรง คุณต้องมีมุมมองต่อมารยาททางธุรกิจอย่างไรบ้าง ผู้ที่สนใจสามารถหาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>มารยาทในที่ทำงาน (Business Etiquette) คืออะไร สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32577" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h03.webp" alt="h03" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 565" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h03.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h03-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารยาทสำคัญมาก โดยผู้เชี่ยวชาญจาก </span><a href="https://www.entrepreneur.com/business-news/business-etiquette-classes-are-the-latest-workplace-trend/456005" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Entrepreneur</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าสถานการณ์โลกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาทำให้คนปลีกวิเวกออกจากสังคมมากขึ้น เช่นการทำงานแบบ Hybrid Workplace หรือ Work From Home ที่ทำให้คนหันมาสนใจผลลัพธ์ มากกว่ากระบวนการทำงานแบบดั้งเดิมที่ทุกฝ่ายสามารถไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ เมื่อนานเข้า รูปแบบการทำงานดังกล่าวก็กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในโลกธุรกิจที่จริงจัง ถึงขนาดว่าพนักงานบางคนตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนงานทันทีหากต้องกลับไปทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อการทำงานคนเดียวเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ มารยาทในการเข้าสังคมของพนักงานก็เริ่มเกิดปัญหา โดยเฉพาะในองค์กรที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากการทำงานอยู่บ้าน ให้กลับมาอยู่ในออฟฟิศแบบเต็มเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Mike Chappell ซึ่งเป็น CEO จากบริษัท </span><a href="https://formspal.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">FormsPal</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวกับ </span><a href="https://www.resumebuilder.com/half-of-companies-give-office-etiquette-classes-as-workers-struggle-with-appropriate-conversation-dress/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Resume Builder</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่า “การสอนเรื่องมารยาทในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญมากของออฟฟิศยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่กับพนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนทุกเพศทุกวัยในองค์กร” เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนไปมากหลังโควิด-19 การปรับจูนทุกคนให้มีมุมมองตรงกันจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้การสื่อสารคล่องตัวขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัด หรือทำให้คนรู้สึกว่าการกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เขายังกล่าวว่าปัญหาสำคัญของคนรุ่นใหม่คือพวกเขาอยู่คนเดียวจนเคยชิน หรือบางคนแม้จะทำงานในบริษัทมานานแล้ว แต่ก็เพิ่งมีโอกาสได้มาอยู่ในออฟฟิศเป็นครั้งแรก จึงไม่รู้ว่ามารยาทที่ควรทำในพื้นที่สาธารณะเป็นอย่างไร บางคนก็พูดจาแบบไม่เป็นมิตร บางคนก็แต่งตัวตามสบายเกินไปจนดูไม่เป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะในวันที่มีลูกค้าเข้ามาเยี่ยม ซึ่งปัญหาเหล่านี้นำไปสู่การเพิ่มภาระให้กับ HR เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างมีมุมมองเป็นของตัวเอง ก็จะมองว่าเพื่อนร่วมงานมีปัญหา, มีส่วนที่อยากให้ฝ่ายบุคคลช่วยแก้ไขอยู่เต็มไปหมด ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความเครียดแล้ว ยังไปทำลายความสัมพันธ์ในองค์กรโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Resume Builder ได้สำรวจกับองค์กรในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,548 แห่ง และพบว่ามีอยู่ 45% ที่ได้จัดอบรมในลักษณะนี้ไปแล้ว และมีอีก 16% ที่วางแผนจัดอบรมลักษณะเดียวกันภายในสิ้นปี 2024 ในที่นี้ จากการสำรวจกับบริษัทที่จัดอบรมเรื่องมารยาท พบว่าองค์กร 2 ใน 3 มองว่าสามารถเห็นประโยชน์จากการอบรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากและเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดอบรมในลักษณะนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างแท้จริง</span></p>
<h2>มารยาทในที่ทำงาน (Business Etiquette) ของ HR ปี 2024 ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32578" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h05.webp" alt="h05" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 566" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h05.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h05-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://www.rd.com/article/business-etiquette/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Reader’s Digest</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่ามารยาททางธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามลักษณะสังคมในแต่ละยุค โดยอ้างอิงคำพูดของคุณ </span><span style="font-weight: 400;">Lisa Grotts ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาทในที่ทำงาน ซึ่งเธอแสดงทรรศนะอย่างน่าสนใจว่า “การเป็นคนมารยาทดีไม่มีต้นทุน แต่การเป็นคนมารยาทแย่ มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก” ดังนั้นเราขอนำเสนอมารยาทในที่ทำงานซึ่ง HR ในปี 2024 ต้องรู้ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ต้องมีมารยาทในการสื่อสาร (Communication Skills) : องค์กรที่ดีต้องมีการสื่อสารที่มีคุณภาพหลีกเลี่ยงการพูดจาที่ทำร้ายจิตใจผู้อื่นหรือขัดแย้งต่อค่านิยมความเชื่อ ในที่นี้ต้องมองข้ามเรื่องของวัยวุฒิ เราต้องคิดเสมอว่าสังคมในตอนนี้เป็นยุคเปิดกว้าง พฤติกรรมและคำพูดที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ถูกฟ้องร้อง เกิดเป็นปัญหาทั้งในแง่ปัจเจกบุคคลและในแง่ภาพรวมขององค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีไม่ใช่แค่การพูดเพราะอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกใช้น้ำเสียง ตลอดจนการใช้คำ คนทำงานที่ดีต้องมีคลังคำศัพท์อยู่ในหัวมากเป็นพิเศษ เพื่อให้รู้ว่าควรใช้คำแบบไหนในสถานการณ์แบบใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. มีทักษะของการเป็นผู้ฟังที่ดี (Good Listener) : ทักษะเรื่องการฟังเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุคที่เราประชุมออนไลน์กันเป็นหลัก เพราะการประชุมแบบนี้มีสิ่งที่หันเหความสนใจ (Distraction) ของคนอยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่จึงมักโฟกัสไปกับสิ่งที่ตนจะพูดในที่ประชุม มากกว่าการรับฟังคนอื่นให้ชัดเจนและมีมารยาทที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องหลีกเลี่ยงการขัดผู้อื่น (Interrupting) ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่นกรณีที่รู้ว่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี เราก็ต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นปัจจัยในการคิดก่อนจะพูดออกไปด้วย เพราะจังหวะที่เสียไปในที่ประชุมมีผลต่อธุรกิจทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. เป็นคนตรงต่อเวลา (Be Punctual) : การตรงต่อเวลาคือรากฐานสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ในที่นี้ให้คิดว่าทักษะการบริหารเวลา (Time Management) คือการรู้ว่าเวลาของเราไม่ได้สำคัญที่สุดเพราะทุกคนก็มีภาระหน้าที่ในแต่ละวันไม่ต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. แต่งตัวให้เหมาะสม (Dress Properly) : องค์กรควรมี Dress Code Policy ที่เหมาะสมเช่น หากองค์กรของคุณยินดีให้พนักงานแต่งตัวตามสบาย องค์กรก็ต้องพิจารณาด้วยว่าควรมีข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษอะไรหรือไม่ เช่นในวันที่มีลูกค้าเข้ามา พนักงานก็ควรแต่งตัวดีเป็นพิเศษ เพราะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์รวมถึงการประชุมออนไลน์ที่องค์กรต้องระบุให้ชัดเจนว่าห้ามแต่งตัวไม่สุภาพ หรือชุดที่ไม่ให้เกียรติกับการทำงาน เช่นชุดนอน, ชุดอาบน้ำ หรือแม้แต่การเปลือยท่อนบน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ให้รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านรอยสักด้วย เพราะแม้สังคมจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าลูกค้าหรือคนที่มีผลกับงานจะคิดอย่างไร องค์กรต้องทำให้พนักงานเข้าใจว่าการสั่งห้ามในบางครั้ง ไม่ใช่การดูถูกหรือต่อว่า แต่เป็นการตัดสินใจโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. รู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหาร (Table Manner) : การรู้จักวิธีทานอาหารแบบถูกวิธี จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับเรา ในที่นี้ต้องรวมถึงมารยาทในการให้ทิปพนักงานไม่ให้มากหรือน้อยเกินไปอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6. ขอบคุณคนอื่นเสมอ (Send Thank You Note) : แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ข้อความที่เป็นตัวอักษรก็ยังสำคัญเสมอ เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เพราะนอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์แล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกว่าเราใส่ใจทุกกระบวนการทำงาน</span></p>
<h2>มารยาทในที่ทำงาน (Business Etiquette) สร้างประโยชน์ให้องค์กรอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32579" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h04.webp" alt="h04" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 567" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h04.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h04-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากเราเข้าไปสำรวจในโลกโซเชียลของคนยุคใหม่ เราก็จะพบว่าคนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล และให้ค่ากับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการระหว่างทาง การฝึกฝนเรื่องมารยาทในองค์กร ไม่ว่าจะด้วยตัวเองหรือผ่านการอบรม คือการเรียนรู้ทางอ้อมให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่รู้จักปรับตัว รู้จักรับมือกับสถานการณ์ และรู้ว่าจะใช้ชีวิตในฐานะพนักงานบริษัทให้สมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถสรุปประโยชน์ของการศึกษาเรื่องมารยาทในออฟฟิศได้ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ช่วยให้สภาพแวดล้อมในที่ทำงานเป็นมืออาชีพมากขึ้น : หัวข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด อธิบายให้เห็นภาพว่าเวลาเราพูดถึงองค์กรระดับโลก เช่นองค์กรใน Silicon Valley เราจะตื่นตาตื่นใจกับสวัสดิการชั้นยอดที่พวกเขาสรรหาให้พนักงาน เช่นการแต่งตัวตามสบาย, การนำสัตว์เลี้ยงมาที่ออฟฟิศ, การดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน, การให้สิทธิ์ลาคลอดที่นานเป็นพิเศษ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเขาไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมของความเป็นมืออาชีพให้กับพนักงาน เพราะลองคิดดูสิว่าหากเราอนุญาตให้พนักงานดื่มเหล้า แต่พนักงานไม่สามารถบริหารจัดการตัวเอง เอาเหล้าไปดื่มในเวลางานจนเมา หรือสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ นโยบายดังกล่าวก็คงไม่โดดเด่นจนเรานำมาพูดถึงในวงกว้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การทำให้ทุกคนเป็นมืออาชีพยังช่วยปรับมุมมองให้บุคลากรเข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานแต่ละคนมีพื้นฐานที่ต่างกัน เราไม่สามารถเอาความคาดหวังของตนไปใส่ผู้อื่นได้ตราบใดที่อีกฝ่ายยังคงปฏิบัติตามครรลองของบริษัทที่วางไว้ วิธีนี้จะทำให้พนักงานตัดสินใจทุกอย่างโดยเอาภาพรวมขององค์กรเป็นที่ตั้ง ไม่คาใจหากได้ข้อสรุปที่ต่างจากมุมมองของตน นี่คือรากฐานที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. ช่วยให้เราก้าวข้ามความขัดแย้ง : อย่างที่กล่าวไปว่าการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้ทำให้เกิดการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) จนมีแรงงานเหลืออยู่ในระบบน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นการสอนให้พนักงานอยู่ร่วมกันได้โดยไม่รู้สึกว่าความเป็นปัจเจกของตนถูกล่วงละเมิด จึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้พนักงานอยู่ร่วมกันได้ องค์กรที่คนเกลียดกันสามารถทำงานร่วมกันได้คือองค์กรที่แข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. ช่วยให้การสื่อสารระหว่างคนในองค์กรแข็งแรงขึ้น  : การสื่อสารในองค์กรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ข้อจำกัดทางอายุถูกทำลายลงไป เราได้เห็นผู้บริหารที่มีอายุน้อย และได้เห็นบุคคลในตำแหน่งล่าง ๆ เป็นผู้สูงอายุ การที่เราใส่ใจเรื่องความสามารถพิเศษแบบนี้อาจทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจของคนที่คิดว่าถูกข้ามหน้าข้ามตา การสื่อสารที่ดีจึงเปรียบดั่งกระดูกสันหลัง (Backbone) ที่ช่วยให้องค์กรแข็งแรง</span></p>
<p><a href="https://yourbusiness.azcentral.com/importance-business-etiquette-1222.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">AZ Central</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า “องค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องมารยาททางธุรกิจจะไม่มีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจกันเพราะพนักงานแต่ละฝ่ายจะสื่อสารกันอย่างมืออาชีพ ถ้าพนักงานเข้าใจว่าหัวหน้าทำทุกอย่างด้วยความหวังดี อยากให้องค์กรและบุคลากรประสบความสำเร็จ แต่หากหัวหน้าเอาแต่เล่น ไม่รู้จักเวลา พนักงานก็จะรู้สึกว่าหัวหน้าไม่มืออาชีพ รู้สึกว่าการพูดคุยในแต่ละครั้งเหมือนการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ในที่นี้การสื่อสารที่ดียังช่วยลดปัญหาการล่วงละเมิด (Harrassment) ได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. ช่วยลดปัญหาเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture Shock) : ปัจจุบันองค์กรแต่ละแห่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงานในประเทศนั้น ๆ แต่รวมถึงพนักงานจากต่างชาติที่ล้วนถูกว่าจ้างเข้ามาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นการทำให้พนักงานในแต่ละเชื้อชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น ไม่มีข้อผิดพลาดหรือรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ, ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนกระบวนความคิด (Attitude) ล้วนมีความแตกต่างกัน หากเรารู้จักภาพรวมเหล่านี้ เราก็จะไม่คาดหวังในสิ่งที่ขัดแย้งกับลักษณะนิสัยของคนรอบตัวมากเกินไป ประเด็นนี้สำคัญมากกับพนักงานที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร (Improve Business Image) : โดยเฉพาะธุรกิจแบบ B2B ที่ต้องเจอลูกค้าตลอดเวลา การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจะช่วยให้เรามี First Impression ในแง่บวก ประเด็นนี้หมายรวมถึงวิธีการกินข้าวในที่ทำงาน, วิธีการให้นามบัตร, วิธีการใช้ภาษากาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญจาก </span><a href="https://smallbusiness.chron.com/benefits-professional-business-etiquette-68902.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Chron</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Lead by Example) ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนเป็นผู้นำ หรือหากคุณเป็นผู้นำมือใหม่ ก็ควรศึกษาดูวิธีวางตัวของคนในตำแหน่งเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลเอาไว้ด้วย</span></p>
<h2>HR ยุคใหม่ต้องอบรมพนักงานให้ก้าวทันโลก มีมารยาท และรู้จักวิธีคิดของคนรุ่นใหม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32580" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h02.webp" alt="h02" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 568" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h02.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h02-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีรายงานจาก </span><a href="https://nypost.com/2023/04/25/employers-reveal-why-gen-z-is-hardest-generation-to-work-with/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">New York Times</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่ากลุ่ม Gen Z คือกลุ่มที่ทำงานด้วยยากที่สุดโดยมี</span><a href="https://www.resumebuilder.com/3-in-4-managers-find-it-difficult-to-work-with-genz/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">กับเมเนเจอร์จำนวน 1,300 คน ที่บอกว่าเคยไล่พนักงานช่วงอายุนี้ออก โดนมีถึง 1 ใน 8 คนที่เคยไล่ Gen Z ออก โดยปัญหาหลักคือคนกลุ่มนี้</span><a href="https://nypost.com/2023/02/17/new-gen-z-workers-already-burnt-out-and-disconnected/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไม่มีความสนใจในเนื้องาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Concentrate) มากเท่าที่ควร ดังนั้น HR จึงต้องหันมาใส่ใจและรู้ว่าควรปรับตัวเข้าหาคนกลุ่มดังกล่าวอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแม้สถิติดังกล่าวจะดูน่าเป็นห่วง แต่ </span><a href="https://www.businessinsider.com/gen-z-workers-ai-boost-productivity-chatgpt-2023-7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Business Insider</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็บอกว่าคน Gen Z ก็ถือเป็นอนาคตขององค์กร และมีทักษะที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำ AI มาปรับใช้ ซึ่งเป็น เรื่องที่คนยุคเก่าทำไม่ได้ สอดคล้องกับกระบวนการ Digital Transformation ที่องค์กรทั่วโลกต้องเตรียมตัว ตามที่สื่อพูดตรงกันว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทั่วโลกแบบ 100% ภายในปี 2025</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าคนทุกเพศทุกวัยมีจุดแข็งแตกต่างกัน ตามคำพูดที่เรียกว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220923-stage-not-age/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Stage (Not Age)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้น HR ควรจัดอบรมเรื่องมารยาททางธุรกิจเพื่อทำให้คนในองค์กรอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข มีความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะมีทัศนคติที่ขัดแย้งกันในบางเรื่องก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะตราบใดที่ทุกคนใช้ชีวิตในออฟฟิศด้วยการเอาเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง เราก็จะมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งหากคุณไม่รู้ว่าจะหาการอบรมที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณที่ไหน เราแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญจากบริการ <a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> โดย HREX.asia จะเป็นการอบรมแบบไหนที่นี่มีครบ !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32581" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h01.webp" alt="h01" width="600" height="370" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 569" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h01.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/h01-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://lisagrotts.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Lisa Grotts</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก The International Society of Protocol and Etiquette Professionals กล่าวว่าแก่นของมารยาทในที่ทำงานคือความสุภาพ (Polite) และความเคารพต่อผู้อื่น (Respectful)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองอย่างนี้จะนำไปสู่การร่วมมือร่วมใจ (Collaboration) และความเชื่อใจ (Trust) ที่มากกว่าเดิม  ซึ่งท้ายสุดแล้วสิ่งที่เราควรตระหนักตลอดเวลาก็คือไม่ว่าจะทำอะไรออกไป เราควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในทุกการกระทำ อย่าตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น เพราะผลเสียที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือไหว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นมารยาทที่ไม่ได้ก่อประโยชน์แค่ในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่รักของผู้อื่น กล่าวโดยสรุปว่ายิ่งเราฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ เราก็จะเป็นคนดีของสังคม กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="New Business Etiquette HR ควรสอนมารยาทพนักงานอย่างไรในปี 2023 570"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/akLM5" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/akLM5</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/kLVW0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/kLVW0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/bduK2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/bduK2</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-etiquette-230904/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประชุมแบบ Walk and Talk Meeting : เมื่อคนเดิน องค์กรก็เดิน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230731-walk-and-talk/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230731-walk-and-talk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Jul 2023 08:09:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Walk and Talk Meeting]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=30455</guid>

					<description><![CDATA[การประชุมแบบ Walk and Talk ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม และเป็นสิ่งที่เหล่า CEO ชั้นนำใช้อยู่เสมอ มันคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li aria-level="1">Walk and Talk คือการประชุมระหว่างเดิน หรืออีกความหมายหนึ่งคือการที่ผู้บริหารเป็นฝ่ายเดินมาคุยกับพนักงานโดยตรง ในที่นี้จะเป็นการเดินไปร้านอาหาร, การเดินขึ้นบันไดตึก หรืออะไรก็ได้ที่กินเวลาประมาณ 30 นาที</li>
<li aria-level="1">การประชุมที่มากเกินไป และการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ คือปัญหาสำคัญของหลายองค์กร จึงมีการคิดค้นวิธีการประชุมแบบ Walk and Talk ที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพ และช่วยให้ผู้เข้าร่วมผ่อนคลายกว่าเดิม</li>
<li aria-level="1">Walk and Talk เหมาะกับการพูดคุยเพื่อหาแนวคิดใหม่ ๆ หรือแก้ไขปัญหาบางอย่างมากกว่า ไม่เหมาะกับการคุยเรื่องเอกสาร, ตัวเลข หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ควรใช้หน้าจอ</li>
<li aria-level="1">อย่าสับสน Walk and Talk กับคำว่า Walk The Talk ที่หมายความว่าผู้บริหารต้องทำในสิ่งที่พูดเอาไว้ให้ได้ ซึ่งแม้จะเป็นทักษะของผู้บริหารเช่นกัน แต่ก็ต้องแยกเป็นคนละประเด็น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30456" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-24-at-10.10.35-300x183.png" alt="Screenshot 2566 07 24 at 10.10.35" width="600" height="366" title="ประชุมแบบ Walk and Talk Meeting : เมื่อคนเดิน องค์กรก็เดิน 571" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-24-at-10.10.35-300x183.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-24-at-10.10.35-1024x624.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-24-at-10.10.35-768x468.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-24-at-10.10.35.png 1536w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการทำงานที่สำคัญยังดูภายในองค์กรคือการระดมความคิด (Brainstorming) หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคนในทีม, หัวหน้ากับลูกน้อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถูกทำผ่านการประชุม ไม่ว่าจะเป็นแบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา รูปแบบการประชุมมีการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อสภาพสังคม และไม่ส่งผลกระทบต่อบริบทของการทำงานในภาพรวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้องค์กรจึงต้องรู้ว่าการประชุมแบบไหนที่เหมาะกับ Hybrid Workplace, การประชุมแบบไหนที่เหมาะกับพนักงานที่มีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ (Mental Health) หรือการประชุมแบบไหนที่จะสามารถเค้นข้อมูลที่ต้องการออกมาได้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบ <strong>Walk and Talk</strong> ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม และเป็นสิ่งที่เหล่า CEO ชั้นนำใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs หรือ Mark Zuckerberg มันคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่</span></p>
<h2>Walk and Talk Meeting คืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าปัญหาของการประชุมในปัจจุบัน คือองค์กรไม่สามารถบริหารจัดการประชุมให้เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นได้ ทั้งเรื่องของการประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) ในหมู่ผู้บริหาร, การสั่งให้พนักงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปรวมอยู่ในห้องประชุมโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงการประชุมที่พนักงานไม่กล้าออกความเห็น เพราะรู้สึกถึงระยะห่างระหว่างตนและหัวหน้า มองว่าแม้จะพูดอะไรออกไปก็คงไม่ถูกนำไปประยุกต์ใช้อยู่ดี การประชุมที่ไม่แข็งแรงแบบนี้ เปรียบเหมือนองค์กรมีรากฐานที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถเกิดการระดมความคิดให้นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่ HR ต้องตั้งคำถามก็คือเราจะจัดการประชุมภายในองค์กรอย่างไรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะการประชุมแต่ละครั้งหมายความว่าพนักงานต้องเสียสละเวลาทำงานออกมา ดังนั้นการประชุมจึงควรเป็นกลไกที่สามารถตัดสินอนาคตขององค์กร หรืออย่างน้อยก็ต้องส่งผลกระทบต่อตัวของพวกเขาเองจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้นำไปสู่รูปแบบการประชุมอีกมากมาย เช่น 1 : 1 Meeting ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว เหมาะกับการคุยเรื่องละเอียดอ่อนอย่าง Stay Interview และ Exit Interview แนวคิดของเรื่องนี้คือการประชุมที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย จะช่วยให้พนักงานกล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจมากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบ Walk and Talk สามารถเป็นการเดินไปคุยไปก็ได้ หรือเป็นการที่ผู้บริหารเป็นฝ่ายเดินมาหาพนักงานที่โต๊ะเพื่อพูดคุยในเรื่องบางอย่างแบบจริงจัง แต่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศที่กดดันเกินไปวิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร ลดช่องว่างระหว่างตำแหน่ง (Hierarchy) เกิดวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความเห็น (Feedback Culture) ซึ่งช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามสิ่งที่ฟังดูคล้ายกันและถูกพูดถึงบ่อยไม่แพ้กันคือสำนวน </span>Walk The Talk<span style="font-weight: 400;"> ที่แปลว่า “พูดแล้วทำ” ไม่ใช่เดินไปคุยไปที่แปลแบบตรงตัว จุดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะของผู้นำที่ต้องทำให้ได้ หากต้องการให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและถูกยอมรับจากพนักงาน</span></p>
<h2>Walk and Talk Meeting มีประโยชน์อย่างไร ?</h2>
<p><strong>1. ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) :</strong> <span style="font-weight: 400;">มี</span><a href="http://www.apa.org/pubs/journals/releases/xlm-a0036577.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่บอกว่าคนเดินไปประชุมไป จะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนที่ไม่เคยทำถึง 5.25% เพราะเมื่อเรามีโอกาสได้พูดคุยกับหัวหน้าโดยตรง เราก็จะสามารถแสดงความเห็นออกไปอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวสายตาคนอื่น ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นมุมมองของแต่ละคนอย่างเด่นชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจะรู้ว่าผู้ที่บริหารคิดอย่างไรกับเรา ขณะที่ผู้บริหารก็จะรู้ว่าพนักงานแต่ละคนมีจุดเด่นในด้านใด ทำให้การสั่งงานในอนาคตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></p>
<p><strong>2. ช่วยเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานกับองค์กร (Engagement) :</strong> <span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยเดียวกันยังกล่าวว่าการประชุมแบบนี้ จะทำให้พนักงานมีส่วนร่วมกับงานมากขึ้น 8.5% เพราะการประชุมแบบทั่วไปจะเป็นเหมือนการพูดคุยระหว่างผู้บริหารและผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น แม้พนักงานบางคนจะมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ แต่ก็อาจไม่มีสิทธิ์พูด หรือไม่สามารถทำให้ใครตระหนักถึงความสำคัญได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดคุยแบบเดินไปคุยไป จะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เราสามารถพูดอะไรออกไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีหลักการเท่ากับการประชุมในห้องใหญ่ ๆ ดังนั้นพนักงานจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ได้ให้ข้อมูลกับองค์กรมากกว่า ซึ่งจะเสริมสร้างความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร (Sense of Belonging)</span></p>
<p><strong>3. ช่วยเรื่องสุขภาพ (Health Benefit) :</strong><span style="font-weight: 400;"> อย่างที่เรารู้กันว่าการเดินประมาณ </span><a href="https://www.medicalnewstoday.com/articles/how-many-steps-should-you-take-a-day#:~:text=For%20general%20fitness%2C%20most%20adults,Control%20and%20Prevention%20(CDC)%20." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">10,000 ก้าวต่อวัน</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้สุขภาพของเราดีชึ้น และจะช่วยลดความวิตกกังวล (Anxiety) และความเครียด (Stressful) ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของคนทำงานในปัจจุบัน</span></p>
<p><strong>4. ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายด้วยความไม่เป็นทางการ (Informal Stage) :</strong> <span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นการพูดคุยในเรื่องที่เราสนใจ แต่หากต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะได้ข้อสรุป การประชุมที่ยาวนานก็น่าจะไม่เกิดประโยชน์เท่าไรนัก แต่เมื่อเราเปลี่ยนไปพูดคุยระหว่างการเดิน ก็จะเปรียบเหมือนพนักงานได้พักไปในตัว ซึ่งการพูดคุยด้วยสมองที่ปลอดโปร่งจะช่วยให้เราใช้ความคิดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่สามารถเหมารวมการประชุมแบบนี้ว่าเป็นเวลาพักของพนักงาน เพราะแม้จะมีความคล้ายคลึง แต่ก็ถือเป็นการทำงานอยู่ดี พนักงานทุกคนควรได้สิทธิ์พักผ่อนเพิ่มเติมตามสิทธิ์อันสมควร</span></p>
<p><strong>5. ช่วยสร้างความสนิทสนมระหว่างคนในทีม (Team Bonding) :</strong> <span style="font-weight: 400;">หากเรามีทีมที่ไม่มีความสนิทกันเลย การประสานงานแต่ละอย่างก็จะยาก ซึ่งไม่ได้หมายถึงพนักงานในทีมเดียวกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานในแผนกหรือส่วนที่มีโอกาสทำงานร่วมกันด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดคุยระหว่างเดินอาจใช้เมื่อตอนไปทานข้าวกลางวัน หรือเมื่อหัวหน้าสามารถพาลูกทีมจากสองแผนกมาพูดคุยพร้อมกันได้ วิธีนี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างพูดคุยด้วยเนื้อหาที่เรียบง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องงานอย่างเดียวเหมือนตอนที่ถูกบรรยากาศในห้องประชุมพาไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราพูดคุยกับพนักงานแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็จะมีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน (Empathy) หากมีปัญหาใดระหว่างการทำงานเกิดขึ้น ก็จะช่วยกันรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้ใครต้องก้าวข้ามปัญหาอย่างเดียวดาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-22246 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_535820260-300x202.jpg" alt="shutterstock 535820260" width="460" height="310" title="ประชุมแบบ Walk and Talk Meeting : เมื่อคนเดิน องค์กรก็เดิน 572" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_535820260-300x202.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_535820260.jpg 500w" sizes="(max-width: 460px) 100vw, 460px" /></p>
<h2>Walk and Talk Meeting มีวิธีการอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะใช้วิธีการประชุมแบบนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าวิธีพูดคุยแบบเดินไปคุยไป ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับการประชุมทุกประเภท เพราะลองนึกดูว่าหากเราคุยเรื่องความเป็นความตายขององค์กรโดยการเดินไปทานข้าวกลางวัน หรือตอนพักกินขนมในคาเฟ่ บรรยากาศในการพูดคุยก็จะไม่มีความซีเรียสจริงจังมากพอ หรือหากผู้บริหารเดินมาคุยเรื่องผลประเมินที่โต๊ะพนักงาน ก็อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ใส่ใจ ไม่ยอมไปคุยเรื่องละเอียดอ่อนในพื้นที่ส่วนตัวก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราต้องวางแผนก่อนว่าการประชุมแต่ละอย่างเหมาะกับการใช้พื้นที่แบบไหน ในกรณีของการประชุมแบบ Walk and Talk จะเหมาะกับการพูดคุยแบบมีคนประมาณ 2-3 คน และไม่จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลผ่านหน้าจอ หรืออาจทำได้เพียงนิดหน่อยผ่านโทรศัพท์มือถือหากมีกระบวนการที่ยุ่งยากกว่านี้ก็ควรหาที่นั่งเพื่อพูดคุยมากกว่า นอกจากนี้ยังไม่ควรเป็นการประชุมที่จำเป็นต้องจดบันทึกแต่ให้อยู่ในแง่ของการช่วยกันคิดข้อมูลเพราะการประชุมแบบนี้จะเน้นไปที่ความต่อเนื่องเพื่อเขียนข้อมูลที่อยู่ในใจของอีกฝ่ายออกมาให้มากที่สุด</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเราสามารถทำ Walk and Talk Meeting ได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้</span></i></p>
<p><strong>1.การวางแผน (Planning) :</strong><span style="font-weight: 400;"> การประชุมแบบนี้เหมาะสำหรับการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ หรือแก้ไขปัญหาบางอย่าง แต่ไม่เหมาะกับการพูดคุยเรื่องแผนงบประมาณ หรือประเด็นที่ต้องอาศัยความเข้มข้นในการตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้หัวข้อแล้ว ก็ค่อยวางแผนว่าจะไปพูดคุยกันที่ไหน , ตรวจสอบว่าเส้นทางเดินของเรามีความปลอดภัย หรือมีสิ่งที่จะดึงดูดความสนใจหรือไม่ อีกกรณีหนึ่งหากเป็นฝ่ายผู้บริหารเดินเข้าไปหาพนักงานเอง ก็ให้ตรวจสอบด้วยว่าพื้นที่ตรงโต๊ะพนักงานมีความเป็นส่วนตัวเพียงพอสำหรับการพูดคุยในประเด็นที่ตั้งใจไว้หรือไม่ อย่าประชุมแบบนี้โดยปราศจากการวางแผนเด็ดขาด เพราะจะเสียเวลากันทุกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเราต้องคำนึงด้วยว่าสภาพร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน หากเราทำให้พนักงานเหนื่อยเกินไป การประชุมแบบนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แต่หากพิจารณาดูแล้วพบว่ากลยุทธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่สุด ก็แค่หาเส้นทางที่เหมาะสม เช่นหากพนักงานเพิ่งประสบอุบัติเหตุมา ก็ควรหาเส้นทางที่เดินได้ง่าย ไม่เดินผ่านแหล่งชุมชนที่ต้องคอยสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบตลอดเวลา</span></p>
<p><strong>2. แจ้งให้อีกฝ่ายทราบก่อนทำการประชุมเสมอ :</strong> <span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นการประชุมที่ดูไม่ทางการ แต่อย่าลืมว่าเมื่อเป็นการพบปะเพื่อตัดสินใจบางอย่างร่วมกันแล้ว ทุกคนจำเป็นต้องเตรียมตัวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด วิธีการที่ถูกต้องคือการส่งข้อความแจ้งเตือนไปในช่องทางที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะได้รับแน่ ๆ อย่าส่งเพียงแค่ช่องทางเดียวและอ้างว่าได้ทำการแจ้งล่วงหน้าแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญนอกเหนือจากหัวข้อในการสนทนาแล้ว พนักงานยังต้องจัดเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อให้เหมาะกับการเดินทางอีกด้วย</span></p>
<p><strong>3. ทำให้สั้นกระชับ (Direct to the Point) :</strong> เพื่อให้แน่ใจว่าการเดินของเราจะไม่ถูกหันเหความสนใจจากองค์ประกอบที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายควรหมั่นโฟกัสกับประเด็นที่ตั้งใจพูดคุยเสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องปรับความเร็วในการเดินให้เหมาะสม ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป และควรวางแผนจุดแวะพักระหว่างทางเบื้องต้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรู้สึกว่าการพูดคุยไม่ออกมาเป็นดังที่ตั้งใจ จุดสังเกตในเรื่องนี้ก็คือเราควรเลือกจุดพัก โดยคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก เพราะการประชุมแบบนี้สามารถทำได้ทีละไม่กี่คน   คนที่เป็นผู้นำอาจต้องเดินในเส้นทางเดิมหลายครั้ง ซึ่งหากเราเลือกแต่เส้นทางที่มีของกินแบบแคลอรีสูง ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><strong>4. ประเมินผลเสมอ :</strong><span style="font-weight: 400;"> เช่นเดียวกับการทำงานในรูปแบบอื่น ๆ เมื่อทำเสร็จแล้ว เราต้องประเมินผลเพื่อดูว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเป็นวิธีที่ถูกต้องดีแล้วหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใช่ ก็สามารถทำต่อไป หรือหากไม่ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าควรแก้ไขให้ดีขึ้น หรือควรปรับไปใช้วิธีใดแทน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-21547 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/4366579e74c78cb86dbf007c52ed1f19-300x200.jpg" alt="4366579e74c78cb86dbf007c52ed1f19" width="420" height="280" title="ประชุมแบบ Walk and Talk Meeting : เมื่อคนเดิน องค์กรก็เดิน 573" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/4366579e74c78cb86dbf007c52ed1f19-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/4366579e74c78cb86dbf007c52ed1f19.jpg 500w" sizes="(max-width: 420px) 100vw, 420px" /></p>
<h2>หาสวัสดิการพนักงานได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงสองสามปีก่ออย่างเห็นได้ชัด สวัสดิการและกลยุทธ์บางอย่างไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป พฤติกรรมของคนบนโลกออนไลน์ทั้งเรื่องของการอ่าน, การดูคลิปวิดีโอ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลก็มีความเปลี่ยนแปลงจนทำให้องค์กรต้องเปิดรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะด้านเชื้อชาติ, ช่วงวัย และทัศนคติมากขึ้น เพื่อให้สามารถระดมสมองจนเกิดเป็นแนวทางใหม่ ๆ ได้อย่างครอบคลุม และตอบโจทย์ทุกฝ่ายให้มากที่สุด</span></p>
<p>หากท่านไม่รู้ว่าจะหาสวัสดิการพนักงานใหม่ ๆ จากที่ไหน เราขอแนะนำบริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=text">HR Products &amp; Services</a> แพล็ตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะคุณจะมองหาสิ่งไหนอยู่ ที่นี่มีครบ</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><a href="https://www.mindtools.com/a812c33/11-ways-to-get-more-exercise" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">US Office of Disease Protection</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่าหากเราเดินวันละ 30 นาทีทุกวัน เราก็จะมีสุขภาพดีขึ้น และหากเราเอาแนวคิดนี้มาใช้กับพนักงาน เราก็จะได้พนักงานที่แข็งแรง มีสวัสดิการที่เพียบพร้อม และมีพลังกายใจที่แข็งแรง พอจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้ โดยมีผล</span><a href="https://www.apa.org/pubs/journals/releases/xlm-a0036577.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ส่งเสริมว่า การประชุมแบบนี้อาจเริ่มจากความไม่เป็นทางการก็ได้ เช่นการขึ้นรถไฟฟ้าพร้อมหัวหน้า และเดินจากสถานีมาถึงที่ออฟฟิศทุกวัน หรือแม้แต่การเดินขึ้นบันไดสำนักงาน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายนี้ต้องเน้นย้ำว่าการประชุมแต่ละรูปแบบให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน องค์กรต้องรู้ว่าหัวข้อที่ทำอยู่เหมาะกับกลยุทธ์แบบไหน ที่สำคัญสถานการณ์ทางธุรกิจก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องเอามาพิจารณาเป็นระยะด้วย เพราะกลยุทธ์ที่ใช่ได้ดีในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นการทดลองและประเมินผล ตลอดจนการสอบถามจากพนักงานเป็นประจำ จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้เราเข้าถึงความต้องการของพนักงาน และสามารถออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการได้จริง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30457 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1024" height="320" title="ประชุมแบบ Walk and Talk Meeting : เมื่อคนเดิน องค์กรก็เดิน 574" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">Sources</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/tKY46" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/tKY46</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/kCRX3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/kCRX3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/qY019" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/qY019</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230731-walk-and-talk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230725-esg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jul 2023 02:41:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230725-esg/</guid>

					<description><![CDATA[ESG คือแนวทางพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืน สำคัญอย่างไร และมีองค์ประกอบใดบ้างที่ HR ควรศึกษา หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ESG คือแนวทางพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนโดยอ้างอิงอยู่บนองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม </span><span style="font-weight: 400;">(Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจังจะส่งผลดีกับธุรกิจมาก โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ (Branding), ความน่าเชื่อถือ (Trustworthy), การดึงดูด (Attraction) และการรักษาพนักงาน (Retention) ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ง่ายขึ้น </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.mckinsey.com/capabilities/sustainability/our-insights/the-esg-premium-new-perspectives-on-value-and-performance" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นถึง 83% จะเลือกทำงานกับองค์กรที่มีคะแนน ESG ดี มากกว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สนใจเรื่อง ESG เลย ขณะที่พนักงานเอง นอกจากจะคาดหวังให้องค์กรมี ESG แล้ว ก็หวังให้องค์กรร่วมงานเฉพาะกับพันธมิตรที่ใส่ใจเรื่อง ESG เป็นหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Generative AI คือเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้กระบวนการ ESG ขององค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ (Analytic), การคาดเดา (Prediction) ถึงความน่าจะเป็น เพื่อหาแนวทางรับมือเบื้องต้น ทำให้บริหารความเสี่ยง (Risk Management) ง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ESG คือสิ่งที่จะขับเคลื่อนองค์กรนับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป องค์กรที่เติบโตอย่างฉาบฉวยจะค่อย ๆ หายไปจากโลกธุรกิจ เราจึงต้องปรับตัวทันทีหากต้องการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันให้คงอยู่ต่อไป</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16217 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-25-at-09.22.02.jpg" alt="Screenshot 2566 07 25 at 09.22.02" width="600" height="370" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 575"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าเราจะไปฟังเสวนาหรือหาข้อมูลทางด้าน HR จากที่ไหนในตอนนี้ คำว่า ESG คงเป็นสิ่งที่ผ่านหูผ่านตากันอยู่บ่อย ๆ แน่นอน โดย ESG คือกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืน (Sustainability) โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากกับโลกยุคปัจจุบันที่เพิ่งเจอกับปัญหาการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) และมีแรงงานในระบบน้อยกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มีหน้าที่ทำให้พนักงานรู้สึกถึง “คุณค่า” (Value) ของการทำงาน และต้องตอบให้ได้ว่าทำไมพนักงานต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อการอยู่กับองค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ESG สำคัญอย่างไร และมีองค์ประกอบใดบ้างที่ HR ควรศึกษา หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่</span></p>
<h2>ESG คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13946 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-akil-mazumder-1072824-1110x740-1-1.jpg" alt="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/" width="652" height="434" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 576"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ESG หมายถึงนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ถือเป็นแนวคิดเพื่อความยั่งยืนขององค์กร (Sustainability) เป็นการทำงานที่ไม่ได้เน้นถึงผลกำไรที่เป็นเม็ดเงินอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในภาพรวมอีกด้วย ซึ่งการบริหารธุรกิจด้วยหลัก ESG อย่างจริงจังจะส่งผลดีกับองค์กร โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ (Branding), ความน่าเชื่อถือ (Trustworthy) ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้องค์กรที่ใช้หลัก ESG จะให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคล มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน ตรวจสอบได้ง่าย วิธีทำงานแบบนี้ทำให้เราสามารถรักษาพนักงานเดิม และดึงดูดคนที่มีฝีมือมาสู่องค์กรได้พร้อม ๆ กัน ESG จึงนับเป็นกลยุทธ์ทางนโยบายที่องค์กรยุคใหม่จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำคัญของ ESG ไม่ได้อยู่แค่ส่วนขององค์กรเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเลือกลงทุนหรือร่วมมือกับบริษัทที่มีแนวคิดแบบเดียวกันด้วย ดังนั้นองค์กรที่ไม่ใส่ใจเรื่อง ESG และความยั่งยืน ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<h2>ESG มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำธุรกิจให้ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าเราแค่ฉกฉวยเพียงโอกาสระยะสั้นที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็พอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ HR ที่จะสร้างค่านิยม (Value) ปรับทัศนคติ (Mindset) และสร้างวัฒนธรรม (Culture) ให้บุคลากรเห็นความสำคัญใน 3 หัวข้อหลักดังต่อไปนี้</span></p>
<p><strong>1. สิ่งแวดล้อม (Environment)</strong> : <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการพิจารณาว่าสิ่งที่องค์กรนั้น ๆ ทำส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมหรือไม่ เช่น การลดปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยอ้างอิงตามข้อตกลงปารีสของสหประชาชาติ (UN&#8217;s Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายให้ประเทศที่ลงนามระมัดระวังเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้น และในส่วนของประเทศไทย ได้มีการตั้งเป้าว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20–25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ตาม Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021–2030</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการใช้พลังงานในด้านต่าง ๆ เช่น ทรัพยากรน้ำ, การรีไซเคิลข้าวของเครื่องใช้ในสำนักงานอย่างคุ้มค่า, การกำจัดขยะจำพวกพลาสติก, การเลือกใช้สารเคมีอันตราย เป็นต้น เรียกว่าอะไรที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม องค์กรก็ต้องให้ความสำคัญทั้งสิ้น</span></p>
<p><strong>2. สังคม (Social)</strong> : <span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังอยู่ในปัจจุบัน, คนที่เคยอยู่ (Alumni), คนที่อาจมาอยู่กับเราในอนาคต (Candidate) หรือแม้แต่ลูกค้า (Customers) และชุมชนโดยรอบ (Community) ประเด็นด้านสังคมเป็นส่วนที่ต้องจับตามองอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นยุคที่สังคมเปิดกว้าง ผู้คนกล้าแสดงออกทางความคิดมากกว่าที่เคย องค์กรจึงต้องแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับความหลากหลาย (Diverse), ความเสมอภาค (Equity), การผนวกรวม (Inclusion) ความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน (Belonging) </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรมีสิ่งเหล่านี้ เราก็จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทำงานแบบไฮบริดที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กระบวนการทำงานแบบนี้ แม้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสมดุลชีวิต (Work Life Balance) และลดความเครียดจากการเดินทาง (Office Commute) ได้ แต่ในทางกลับกันก็ทำให้พนักงานรู้สึกโดดเดี่ยว (Tolerate) ขาดความเชื่อมโยงกับชุมชน และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิต (Mental Health)</span></p>
<p><strong>3. ธรรมาภิบาล (Governance)</strong> : <span style="font-weight: 400;">องค์กรของเราต้องทำให้คนเห็นว่ามีความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เช่น มีช่องทางให้พนักงานแสดงความคิดเห็น หรือแจ้งเบาะแสการทุจริตภายในองค์กร โดยสามารถทำแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) ก็ได้ เพื่อให้พนักงานกล้าแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมายิ่งขึ้น นอกจากนี้ทุกสิ่งที่ผู้บริหารทำต้องมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ไม่มีอคติ (Bias) หรือเส้นสายที่อาจทำให้องค์กรต้องสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์</span></p>
<h2>ESG สร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9002 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/25dd48fc17fe39fe45ef0c4f0191a3cb-1.jpg" alt="การพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืน (Sustainable Organization)" width="500" height="334" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 577"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับ ESG จะส่งผลดีต่อองค์กรในแง่มุมต่อไปนี้</span></p>
<p><strong>1. เพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee&#8217;s Engegament)</strong> : <a href="https://www.marshmclennan.com/content/dam/mmc-web/insights/publications/2020/may/ESG-as-a-workforce-strategy_Part%20I.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Marsh &amp; McLennan Advantage</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการศึกษาและค้นพบว่าธุรกิจที่พนักงานมีส่วนร่วมกับองค์กรสูง จะมีระดับความพึงพอใจในการทำงานสูงขึ้น แถมยังมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotionnal Intelligence) มากกว่าพนักงานที่มาจากองค์กรซึ่งไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG อย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><strong>2. ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (Increase Productivity)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> มีการเปิดเผยจาก </span><a href="https://l.workplace.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fblogs.lse.ac.uk%2Fbusinessreview%2F2019%2F07%2F15%2Fhappy-employees-and-their-impact-on-firm-performance&amp;h=AT2YZ_3pKcSWtqwkH7Ncfa7NIAQug4odmyLePw7ohYI60AilmQIIUN0fYpiDsW_NDEXMaC5Qdd3ndOSjQb0VP-LxdpFOiw6STZGxxzwt0TW48A9ub6noqJokj1eqOLmnpCp4vnkiYngnzhHebMOWExObA2EkfrDUeXgEF9cpVQ4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">London School of Economics</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าบริษัทที่พนักงานมีความสุขและพึงพอใจสูง  จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากกว่าธุรกิจที่พนักงานไม่มีความสุข สอดคล้องกับผลวิจัยจาก </span><a href="https://l.workplace.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.stern.nyu.edu%2Fsites%2Fdefault%2Ffiles%2Fassets%2Fdocuments%2FNYU-RAM_ESG-Paper_2021%2520Rev_0.pdf&amp;h=AT1Ka85MbaPgABaF5fn6r6vvXgOIfuzpjUvHuVZR8vccgLZdQMZjn0wgoNIbApo6SHX9nKQ53_jpyZrMtWuiX747zwif_OVyw0-kZ_MxMgilvkSxLh9fTz3cozA8bsubbtbVs6DPNNsPCFTy1eOTUrjhGh-mGUYIaTjp4uL_g4A" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Stern Center for Sustainable Business</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งระบุว่าองค์กรที่มีคะแนน ESG ดี  จะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีตามไปด้วย</span></p>
<p><strong>3. ทำให้องค์กรมีภาพลักษณ์ดีขึ้น (Branding)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรมีภาพจำต่อสาธารณะว่าให้ความสำคัญกับสังคม  สิ่งแวดล้อม, ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานและชุมชนรอบข้าง เราก็จะได้รับความเชื่อมั่น มีแต่คนอยากทำงานด้วย แต่หากเราแสดงด้านลบออกไปสู่สาธารณะ กระบวนการนี้ก็จะเป็นดาบสองคม ที่กลับมาทำลายชื่อเสียงขององค์กรทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผล</span><a href="https://www.morganlovell.co.uk/inspiration/insights/esg-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่าเวลาคนจะเลือกซื้อสินค้าบางอย่าง พวกเขาจะไม่ได้สนใจแค่เรื่องของราคาและคุณภาพเท่านั้น แต่ยังดูด้วยว่าองค์กรมีภาพลักษณ์และความใส่ใจต่อสังคมอย่างไร เราจึงได้เห็นผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มียอดขายตกลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเจ้าของประพฤติตนในลักษณะของการเหยียดเพศ, ทำร้ายร่างกาย หรือปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ </span><a href="https://www.mckinsey.com/capabilities/sustainability/our-insights/the-esg-premium-new-perspectives-on-value-and-performance" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> ยังระบุว่าผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นถึง 83% จะเลือกทำงานกับองค์กรที่มีคะแนน ESG ดี มากกว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สนใจเรื่อง ESG เลย เพราะมองว่าองค์กรที่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง จะมีความอดทนอดกลั้น และเป็นมืออาชีพมากกว่า</span></p>
<p><strong>4. สร้างคุณค่าให้กับการทำงาน (Sense of Purpose)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> โลกการทำงานในปัจจุบัน เป็นโลกที่ผู้คนมองหาคุณค่าและความหมายของการใช้ชีวิตมากกว่าที่เคย เหตุนี้การทำงานซึ่งถือเป็นช่วงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นต้องตอบสนองค่านิยมที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  นอกจากนี้ เรายังต้องนึกถึงเรื่องของ Sense of Personal Involvement เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าการทำงานของเขามีอิทธิพลต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากผู้บริหารทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาได้รับเกินกว่าที่คาดหวัง ก็จะช่วยให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข</span></p>
<p><strong>5. ช่วยรักษาและดึงดูดพนักงานที่มีฝีมือเข้ามาสู่องค์กร (Recruiting &amp; Retention)</strong> : <a href="https://www.nytimes.com/2021/11/13/business/dealbook/business-schools-esg.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">New York Times</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า นักศึกษาที่จบใหม่ส่วนใหญ่ยินดีรับเงินเดือนน้อยกว่า หากได้ทำงานในองค์กรที่ใส่ใจเรื่อง ESG โดย</span><a href="https://www.morganlovell.co.uk/inspiration/insights/esg-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่สุดก็คือพนักงานถึง 95% มองว่านอกจากองค์กรจะต้องใส่ใจพนักงานของตนแล้ว ยังต้องรู้จักเลือกพันธมิตรหรือบริษัทคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากดูตามสถิติที่บอกว่าชาว Gen Z จะกลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อโลกธุรกิจภายในปี 2029 ก็แปลว่าองค์กรที่จะอยู่รอดได้จนถึงวันนั้น ต้องเริ่มใส่ใจเรื่อง ESG โดยเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ยังช่วยให้เราเอาชนะกระแสการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เพราะในขณะที่มีคนลาออกมากเป็นประวัติการณ์ ก็ยังมีพนักงานอีกหลายกลุ่มที่แสวงหาความมั่นคง ทั้งในแง่ของภาระหน้าที่และการรักษาสภาพจิตใจให้สมบูรณ์ ซึ่งองค์กรที่เน้นเรื่อง ESG จะตอบโจทย์ตรงนี้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12668 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-this-is-zun-1116302-1-scaled.jpg" alt="pexels this is zun 1116302 1 scaled" width="586" height="390" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 578"></p>
<h3>ESG สำคัญกับการทำงานของ HR อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีรายละเอียดให้ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กลายเป็นข้อพิสูจน์ว่าองค์กรใดที่เป็นองค์กรแห่งอนาคต และองค์กรใดที่มีรูปแบบบริหารจัดการที่ไม่แข็งแรง พนักงานทั้งที่มีอยู่เดิม และผู้สมัครที่อาจเข้ามาในอนาคตจึงเริ่มหันมามองว่าการเข้าร่วมงานกับองค์กรสักแห่ง จะสามารถเป็นการร่วมงานในระยะยาวได้หรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง ESG ในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขตั้งแต่แก่น (Core Value) ต้องเป็นแผนงานระยะยาว ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสเพื่อปรับภาพลักษณ์เท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคม หรือการปรับปรุงวัฒนธรรมและสวัสดิการให้สอดคล้องกับสภาพสังคม องค์กรก็ต้องทำเรื่อย ๆ ควบคู่ไปกับการอบรมผู้นำให้มีความพร้อม และเข้าใจว่าควรจะบริหารลูกทีมให้มองไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คีย์เวิร์ดที่น่าสนใจสำหรับการทำ ESG ในองค์กรคือเรื่องห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่หมายถึงภาพรวมของกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนจัดหาวัตถุดิบ เรื่อยไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย หรือการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยเราสามารถนำรายละเอียดการทำงานในแต่ละขั้นตอนออกมาตีแผ่ และวิเคราะห์เปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่ง ว่ากระบวนการทำงานของเราในแต่ละช่วงมีความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าอย่างไร การเก็บข้อมูลตรงนี้อย่างละเอียดจะช่วยให้เราสร้างคุณค่าให้กับการทำงานได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<h3>องค์กรสามารถสนับสนุนการเติบโตของ ESG ได้ด้วยแนวทางเหล่านี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจน โดยต้องสอดคล้องกับแผนงานในระยะยาวขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพิจารณาองค์ประกอบแต่ละอย่าง เพื่อดูว่าเรามีจุดที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเราควรเปิดโอกาสให้ทางพนักงานเก่าและใหม่มีส่วนร่วม เพราะจะทำให้มีไอเดียที่หลากหลายขึ้น ในที่นี้เราสามารถให้คู่ค้ามีส่วนร่วมด้วยก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. เมื่อการดำเนินงานเริ่มต้นขึ้นแล้ว ต้องมีการตรวจสอบวัดผล และรายงานความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องใช้วิธีสื่อสารที่หลากหลาย เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. ประเด็นสำคัญคือต้องไม่หลอกตัวเองว่าองค์กรมีคุณสมบัติของ ESG เรียบร้อยแล้ว ให้พิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. จัดอบรมพนักงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและการให้ความเป็นธรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรมอันดีงามในองค์กร ซึ่งหัวหน้าอาจทำเป็นตัวอย่างก็ได้ (Lead by Example) เพราะจะทำให้เห็นถึงความจริงจังมากขึ้น</span></p>
<h3>บทบาทของ HR ในการสร้าง ESG ภายในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักพูดกันว่า HR ทำหน้าที่เป็นดั่งเพื่อนคู่คิดของผู้บริหาร และในปัจจุบันก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยังยืน สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง สิ่งเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายบุคคลมีความรู้และมีความสามารถในการเลือกหลักสูตรอบรม รู้จักสื่อสารเพื่อให้พนักงานเห็นความสำคัญ และพร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Leader คือบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้แนวทาง ESG ถูกบังคับใช้ได้อย่างครอบคลุม เราต้องทำให้คนในองค์กรรู้สึกเป็นเจ้าของและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า (Sense of Belonging) คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นผู้เริ่มพูดคุยกับผู้บริหาร ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นทางด้านจึดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อให้เริ่มปรับปรุงได้อย่างตรงจุดและไม่ใช้ทรัพยากรโดยสิ้นเปลือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดว่ายิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะแก้ปัญหาและพัฒนาได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะนำไปสู่การว่าจ้างคนที่มีความสามารถเพิ่มเติม หรือแม้แต่การนำพนักงานเดิมมาสร้างเป็นทีมใหม่ เพื่อเพิ่มมุมมองในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้โดดเด่น และผ่านการพิจารณาจากกลุ่มคนที่หลากหลายยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่ง Forbes ให้ความเห็นว่าหากเราต้องเริ่มโฟกัสเพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน ให้เน้นไปที่เรื่องสังคม (Social) เพราะมีผลสำรวจที่ระบุว่าคน 47% เน้นเรื่องนี้มากที่สุด ที่สำคัญ เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่าคิดว่าความสำเร็จในวันนี้คือตัวแทนความสำเร็จในภายภาคหน้า เพราะหากเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสที่เราจะตกยุค ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทันที</span></p>
<h2>Generative AI สามารถช่วยเรื่อง ESG ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/marius-masalar-CyFBmFEsytU-unsplash-1-1.jpg" alt="HR in Digital Age" width="640" height="427" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 579"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตของเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นไปอย่างก้าวกระโดดมากขึ้นโดยมีการคาดคะเนว่าองค์กรทั่วโลกจะมี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายในปี 2025 ดังนั้นหากเราไม่มีความรู้ความเข้าใจไม่รู้จักพัฒนาศักยภาพของพนักงานองค์กรของเราก็จะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันบนโลกธุรกิจทันที เพราะนอกจากปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นแล้วยังช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยให้คนทุกฝ่ายร่วมงานกันได้โดยเอาทักษะความรู้เป็นที่ตั้งเท่านั้น</span></p>
<p><em>Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองคือสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานโดยสิ้นเชิงโดยมันสามารถช่วยเรื่อง ESG ได้ในแง่มุมต่อไปนี้</em></p>
<p><strong>1. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Impact)</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Generative AI สามารถประเมินและควบคุมการใช้พลังงานภายในองค์กรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและคุ้มค่าได้ โดยวัดจากรูปแบบการทำงานของบุคลากรในช่วงเวลาที่กำหนด ถือเป็นการทำ Resources Management ที่ AI มีหน้าที่ให้ความเห็น ควรใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร มีแผนกใดบ้างที่ใช้พลังงานเกินจำเป็น และมีแผนกใดบ้างที่ควรเพิ่มอัตราการใช้พลังงานเข้าไปอีกหน่อย เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยยังคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดี นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Sustainable Product Design) ที่เกิดจากการเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการคำนวนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่เท่าเทียมหรือดีขึ้น ตลอดจนการนำของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น</span></li>
</ul>
<p><strong>2. ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) </strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากเราให้ input ที่ดี Generative AI ก็จะช่วยให้เราคัดเลือกผู้สมัครได้ง่ายขึ้น และจะเป็นการเลือกโดยเอาทักษะและเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง ปราศจากการตัดสินอย่างอคติด้วยการมองสีผิว, เชื้อชาติ หรืออายุ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปตรวจสอบว่าสวัสดิการขององค์กรแต่ละอย่าง ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและผลลัพธ์ในการทำงานอย่างไร ควรปรับปรุงเป็นรายบุคคลโดยกลยุทธ์แบบไหน ในส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยได้ดีมาก ซึ่งพอเราได้ข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว เราก็ยังสามารถใช้ Generative AI เพื่อออกแบบหลักสูตรอบรมได้เลย</span></li>
</ul>
<p><strong>3. ผลกระทบด้านธรรมาภิบาล (Governance Impact)</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Generative AI จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีแบบแผน และอ้างอิงอยู่บนความถูกต้อง (Ethical Decision) นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสิ่งผิดปกติ (Frauds Detection) ระหว่างการทำงานได้ด้วย และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยเรื่องของการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เช่นเมื่อเกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้นในองค์กรแล้ว เราสามารถเก็บข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ได้เลย เพื่อวางแผนป้องกันเหตุไม่คาดฝันในอนาคต เรียกว่าเมื่อเราเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างทั้งขององค์กรและข้อมูลอื่น ๆ ในธุรกิจเดียวกัน เราก็จะดำเนินงานได้อย่างรัดกุม เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในภาพรวม</span></li>
</ul>
<h2>หาการอบรมที่ใช่และเหมาะกับองค์กรได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตเราอาจมองเรื่องการพัฒนาอย่างยังยืนเป็นเรื่อง ไกลตัว เพราะพนักงานแต่ละคนก็สามารถทำงานรับเงินเดือนไปวัน ๆ แล้วเอาเวลาว่างไปทำงานส่วนตัวกันก็ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเราเริ่มมีแรงงานในระบบน้อยลงเรื่อยเรื่อยดังนั้นหน้าที่ขององค์กรคือการสร้างคุณค่าให้กับงาน และทำให้ทุกคนรู้สึกผูกพัน มอไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการฝึกอบรมไม่ว่าจะเลือกโดยการทำแบบสอบถามโดยตรงหรือใช้การวิเคราะห์ผ่านปัญญาประดิษฐ์ก็ตามคือสิ่งที่องค์กรต้องทำหากต้องการอยู่รอดในธุรกิจ สามารถรักษาพนักงานและดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้ามาเป็นระยะ เรียกว่าหากเราต้องการให้ ESG แข็งแรง ก็เริ่มต้นจากการพัฒนาภายในองค์กรได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เข้มแข็งในองค์กร ก็คือเรื่องของการสื่อสาร (Communication) แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราสามารถสร้าง HR จาก AI ที่สามารถปรับวิธีสื่อสารตามสภาพอารมณ์ของพนักงานได้เลย ไม่ว่าจะต้องการคุยกับคนที่แข็งกร้าว คนที่อ่อนโยน หรือคนที่บ้าข้อมูล ระบบปัญญาประดิษฐ์ก็ได้ก้าวไปถึงจุดนั้นเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือหนึ่งในเหตุผลเล็ก ๆ ที่บอกว่าทำไมการก้าวไปสู่องค์กรที่ยังยืน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยเข้าใจอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณไม่รู้ว่าจะหาการอบรมดี ๆ และเหมาะกับองค์กรได้อย่างไร เราขอแนะนำบริการ <a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">HR Products &amp; Services</a> จาก HREX.asia ไม่ว่าความยั่งยืนในมุมมองของคุณจะเป็นแบบไหน ก็ร่วมก้าวไปด้วยกันได้ที่เว็บไซต์นี้แบบคลิกเดียวจบ</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2022-11-14-gartner-survey-finds-87-percent-of-business-leaders-expect-to-increase-sustainability-investment-over-the-next-two-years" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gartner</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า ESG คือสิ่งที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม เพราะคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนงานบ่อย ๆ หรือเห็นว่าองค์กรที่ทำอยู่ได้เปลี่ยนจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จไปเป็นองค์กรที่ตกยุค ดังนั้นเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขัน (Competitive Advantage) บนโลกธุรกิจ หากองค์กรของคุณยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ก็ได้เวลาที่จะหันมาใส่ใจสิ่งรอบตัว และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนโดยเร็วที่สุด</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16220" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/e90fb2977eac9858e6474dce5e0d3cf0.jpg" alt="e90fb2977eac9858e6474dce5e0d3cf0" width="760" height="238" title="ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 580"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Olhbvl" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Olhbvl</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3pWj9ZK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3pWj9ZK</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3DqB2Tq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3DqB2Tq</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Dlrt8r" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Dlrt8r</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/coaching-230817/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jul 2023 10:21:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Coaching]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/personnel-management/coaching-230817/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Coaching คือ การช่วยสนับสนุนให้บุคคลคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปในแบบหรือทิศทางที่พวกเขาต้องการจะเป็น หรือไปในเส้นทางที่พวกเขาอยากจะดำเนินไป สร้างความตระหนักให้เกิดเพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โค้ชเปรียบได้กับ เพื่อนร่วมทางที่ใช้ทักษะเฉพาะของโค้ช ให้ผู้รับการโค้ชเกิดกระบวนการภายในที่จะปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ค้นหาคำตอบ และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง โดยโค้ชจะมีหน้าที่ ค้นหาในสิ่งที่ผู้รับการโค้ชต้องการทำให้สัมฤทธิผล กระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเกิดการค้นหาภายในตัวเอง ทักษะการโค้ชที่สำคัญที่ผู้ทำการโค้ชจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาทักษะของพนักงานหรือผู้รับการโค้ช ได้แก่ ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Rapport Building), ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening), ทักษะการถาม (Questioning skill), ทักษะการสะท้อน (Feedback) ถ้าพูดถึง Coaching (การโค้ช) เชื่อว่าหลายๆ คนคงนึกถึงเรื่องกีฬามาเป็นอันดับแรก ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่า นักกีฬาระดับแนวหน้าทุกคนล้วนมีโค้ชเป็นของตนเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Coaching ได้มีบทบาทอย่างมากนอกเหนือจากวงการกีฬา อย่างเช่นในวงการธุรกิจ หรืออื่นๆ Coaching นั้นเปรียบเสมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่สามารถช่วยดึงศักยภาพและประสิทธิภาพของพนักงานออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้พนักงานสามารถทำงานสำเร็จลุล่วง ตามที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้ได้ แต่การ Coaching ที่มีประสิทธิภาพนั้นควรทำอย่างไร มีปัจจัยและขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพราะอะไรที่ทำให้ Coaching ได้แผ่ขยายไปในทุกๆ วงการ ร่วมหาคำตอบไปด้วยกันเลย ความหมายของ Coaching [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--has-title"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><strong>HIGHLIGHT</strong></div>
<div>
<ul>
<li>Coaching คือ การช่วยสนับสนุนให้บุคคลคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปในแบบหรือทิศทางที่พวกเขาต้องการจะเป็น หรือไปในเส้นทางที่พวกเขาอยากจะดำเนินไป สร้างความตระหนักให้เกิดเพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง</li>
<li>โค้ชเปรียบได้กับ เพื่อนร่วมทางที่ใช้ทักษะเฉพาะของโค้ช ให้ผู้รับการโค้ชเกิดกระบวนการภายในที่จะปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ค้นหาคำตอบ และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง โดยโค้ชจะมีหน้าที่ ค้นหาในสิ่งที่ผู้รับการโค้ชต้องการทำให้สัมฤทธิผล กระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเกิดการค้นหาภายในตัวเอง</li>
<li>ทักษะการโค้ชที่สำคัญที่ผู้ทำการโค้ชจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาทักษะของพนักงานหรือผู้รับการโค้ช ได้แก่ ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Rapport Building), ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening), ทักษะการถาม (Questioning skill), ทักษะการสะท้อน (Feedback)</li>
</ul>
</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31596 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching-Cover.webp" alt="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching" width="600" height="370" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 587" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ถ้าพูดถึง Coaching (การโค้ช) เชื่อว่าหลายๆ คนคงนึกถึงเรื่องกีฬามาเป็นอันดับแรก ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่า นักกีฬาระดับแนวหน้าทุกคนล้วนมีโค้ชเป็นของตนเอง</p>
<p>แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Coaching ได้มีบทบาทอย่างมากนอกเหนือจากวงการกีฬา อย่างเช่นในวงการธุรกิจ หรืออื่นๆ</p>
<p>Coaching นั้นเปรียบเสมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่สามารถช่วยดึงศักยภาพและประสิทธิภาพของพนักงานออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้พนักงานสามารถทำงานสำเร็จลุล่วง ตามที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้ได้</p>
<p>แต่การ Coaching ที่มีประสิทธิภาพนั้นควรทำอย่างไร มีปัจจัยและขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพราะอะไรที่ทำให้ Coaching ได้แผ่ขยายไปในทุกๆ วงการ ร่วมหาคำตอบไปด้วยกันเลย</p>
<h2><span id="i">ความหมายของ Coaching</span></h2>
<p>หลายๆ คน นิยามความหมายของ Coaching ไว้ดังนี้</p>
<blockquote><p>Coaching เป็น กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ ชวนคิด หรือปลดล๊อคบางอย่างในตัวผู้รับการโค้ช (Coachee อ่านว่า โค้ชชี่) มีศักยภาพสูงขึ้น หรือมีความสุขอย่างที่เขาต้องการ</p>
<p>ผ่านวิธีการและเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ผู้รับการโค้ช ได้เรียนรู้ ตระหนักในตัวเองและเปลี่ยนแปลง และลงมือทำด้วยความคิด ความถนัด ความสามารถตัวเอง การโค้ช จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง โค้ช(Coach) และผู้รับการโค้ช (Coachee) ให้ถึงจุดหมายที่โค้ชชี่ต้องการ</p></blockquote>
<p>ดังนั้น Coaching คือ การช่วยสนับสนุนให้บุคคลคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปในแบบหรือทิศทางที่พวกเขาต้องการจะเป็น หรือไปในเส้นทางที่พวกเขาอยากจะดำเนินไป สร้างความตระหนักให้เกิดเพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง</p>
<p>เป็นการปลดล็อคศักยภาพของบุคคลคนนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเขา และยังช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าการสอนทั่วไป</p>
<h2><span id="i-2">วัตถุประสงค์ของ Coaching</span></h2>
<p>วัตถุประสงค์ของโค้ช นั้นไม่ใช่เพื่อรับฟังปัญหาของผู้รับการโค้ช หรือหาคำตอบของปัญหานั้น แต่เป็นการ เป็นการช่วยสนับสนุน ผลักดัน หรือดึงให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง</p>
<p>โค้ชเปรียบเสมือนกับ เพื่อนร่วมทางที่ใช้ทักษะเฉพาะของโค้ช ให้ผู้รับการโค้ชเกิดกระบวนการภายในที่จะปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ค้นหาคำตอบ และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง โดยโค้ชจะเชื่อมั่นว่าผู้รับการโค้ชมีความสามารถซ่อนอยู่ภายในและพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง</p>
<p>โดยโค้ชจะมีหน้าที่ ค้นหาในสิ่งที่ผู้รับการโค้ชต้องการทำให้สัมฤทธิผล กระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเกิดการค้นหาภายในตัวเอง เมื่อเขาค้นพบแนวทางหรือวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายได้แล้ว โค้ชจะทบทวนว่าแนวทางหรือวิธีการนั้นดีจริงๆ หรือไม่ พร้อมกับผลักดันให้ผู้รับการโค้ชรับผิดชอบและเดินตามวิธีการของตัวเองจนบรรลุเป้าหมาย</p>
<p>ดังนั้น โค้ชจะมีหน้าที่รับผิดชอบในกระบวนการและเป็นผู้ที่จะดึงเอาความคิดต่างๆ ของผู้รับการโค้ชออกมาให้ได้มากที่สุดนั้นเอง</p>
<h3><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">ทักษะการโค้ช</span></h3>
<p>ทักษะการโค้ชที่สำคัญที่ผู้ทำการโค้ชจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาทักษะของพนักงานหรือผู้รับการโค้ช หลักๆ จะมีดังนี้</p>
<p><strong class="cyan-highlighter">&#8211; ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Rapport Building)</strong></p>
<p>ถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญเพราะเป็นกระบวนการแรกที่จะทำให้ผู้รับการโค้ชไว้วางใจโค้ช แล้วเกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการสร้างความสัมพันธ์คือ สร้างความไว้วางใจให้กับผู้รับการโค้ช เพื่อให้เขาเปิดใจให้ความร่วมมือในการพูดคุยเพื่อนำไปสู่การหาแนวทาง ให้บรรลุเป้าหมายที่ผู้รับการโค้ชตั้งเอาไว้</p>
<p>ในองค์กรนั้น มีพนักงานที่มาจากหลากหลายช่วงอายุ การศึกษา การใช้ชีวิต รวมไปถึงสไตล์ในการทำงาน ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด ดังนั้นเพื่อให้คนเหล่านี้สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างราบรื่น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อให้พวกเขาต่างเปิดใจ ไว้ใจซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็น</p>
<p><strong class="cyan-highlighter">&#8211; ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)</strong></p>
<p>การฟังเป็นอีกการสื่อสารหนึ่งที่สำคัญมากในการทำงานหรือแม้แต่การใช้ชีวิต ในกระบวนการโค้ชการฟังจึงเป็นทักษะที่สำคัญมากอีกทักษะหนึ่ง เพราะโค้ชจะใช้เวลามากกว่าครึ่งไปกับการฟังนั้นเอง ซึ่งการฟังแบบโค้ชจะมีความแตกต่างจากการฟังทั่วๆ ไป</p>
<p>การฟังแบบโค้ชนั้นจะต้องฟังให้รับรู้ถึงความรู้สึก ความคิด จับประเด็น สังเกตในสิ่งที่ผู้รับการโค้ชไม่ได้พูดออกมา อย่างเช่น ภาษากาย สีหน้า อารมณ์ ราวกับเป็นกระจกสะท้อนผู้รับการโค้ช นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องฝึกสมาธิเพื่อให้อยู่กับผู้รับการโค้ชตลอดเวลา ต้องฟังอย่างไม่มีอคติ ไม่เอาความคิดของตัวเองเข้าไปปะปนกับเรื่องราวของผู้รับการโค้ช</p>
<p><strong class="cyan-highlighter">&#8211; ทักษะการถาม (Questioning skill)</strong></p>
<p>การถามเปรียบเสมือนการกระตุ้นความคิดของผู้ที่ถูกถามทำให้พวกเขาเกิดการตระหนักรู้ เป็นสิ่งที่ผู้เป็นโค้ชต้องฝึกให้ดี เพราะการตั้งคำถามที่ทรงพลัง (Powerful question)จะทำให้สามารถรับรู้ประเด็นและทำให้ผู้ถูกถามได้คิด ไตร่ตรอง จนสามารถหาแนวทางในการไปยังจุดหมายด้วยตัวเอง ช่วยดึงศักยภาพและความสามารถของผู้รับการโค้ชออกมา คำถามที่โค้ชควรใช้จะมีดังนี้ คือ</p>
<p>คำถามที่สะท้อนมาจากการฟัง ยกคำหรือประโยคของผู้รับการโค้ชมาถาม เช่น อยากให้ช่วยอธิบายความหมายของคำว่า การจัดการ ในมุมมองของคุณ<br />
คำถามที่กระตุ้นให้คิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เช่น ถ้ามีคนถามคุณว่า &#8230;.. คุณจะตอบว่าอย่างไร<br />
คำถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้ถูกถามได้แสดงความคิดเห็นออกมา เช่น คุณรู้สึกอย่างไรกับการทำงานร่วมกับทีมนี้<br />
คำถามที่จะพาผู้รับการโค้ชไปหาเป้าหมาย เช่น คุณคิดว่าปัจจัยของความสำเร็จคืออะไร</p>
<p>นอกจากนี้ ไม่ควรถามคำถามที่ใช้คำว่า &#8220;ทำไม&#8221; ถามผู้รับการโค้ช เช่น ทำไมงานถึงไม่ประสบความสำเร็จ</p>
<p>หรือใช้คำถามชี้นำ เช่น ผมเคยทำงานนี้มาก่อน ลองทำวิธีนี้ดูสิ</p>
<p>และควรเลี่ยงการถามที่เจาะถึงปัญหาและอารมณ์ เช่น คุณวาดภาพผลลัพธ์ในความคิดของคุณไว้อย่างไร</p>
<p><strong class="cyan-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">&#8211; </strong>ทักษะการสะท้อน (Feedback)</strong></p>
<p>ทักษะการสะท้อน หรือการให้ Feedback ไม่ใช่การด่าทอต่อว่า หรือบ่น แต่เป็นการให้ข้อมูลกับผู้รับการโค้ช เพื่อให้พวกเขามีการปรับปรุงแก้ไข เพื่อนำไปสู่เป้าหมายและผลลัทธ์ที่ดีขึ้น โดยการสะท้อนจะมีส่วนประกอบ ดังนี้<br />
ส่วนของพฤติกรรม ส่วนของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และส่วนที่ต้องการให้เกิดการแก้ไขหรือปรับปรุง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31597 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching4.webp" alt="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching" width="600" height="370" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 588" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching4.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching4-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><span id="i-3">ขั้นตอนการโค้ช</span></h2>
<p>ในการโค้ชนั้นจะมีเทคนิคและโมเดลต่างๆ มากมาย อาทิเช่น G.R.O.W, Matching &amp; Mirroring, lotus, Pace Pace lead ฯลฯ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับทักษะที่ได้กล่าวมาข้างต้นอย่าง ทักษะการฟัง ถาม และการสะท้อนเพื่อให้การโค้ชดำเนินไปได้อย่างราบรื่น  แต่โดยทั่วไปการโค้ชจะมีขั้นตอน ดังนี้</p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li>ก่อนเริ่ม โค้ชจะอธิบาย ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับกฏ กติกาของการโค้ช รวมถึงคอยสร้างความสัมพันธ์ ความคุ้นเคยกับผู้รับการโค้ช</li>
<li>เมื่อเริ่มการโค้ช โค้ชถามถึงเป้าหมายของผู้รับการโค้ช และฟังผู้รับการโค้ชเล่าเรื่องราวต่างๆ ออกมา</li>
<li>จากนั้นพยายามค้นหาระยะห่างระหว่างความจริงในปัจจุบันกับเป้าหมายที่เขาตั้งเอาไว้ว่ายังห่างกันแค่ไหน และคอยกระตุ้นเขาให้สามารถหาปัจจัย ที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้</li>
<li>ค้นหาวิธีการหรือแผนการดำเนินงาน โดยอาจถามเขาว่าคุณมีทางเลือกที่เหมาะสมในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไร ฯลฯ</li>
<li>เมื่อเขาตัดสินใจที่จะเลือกวิธีการหรือแผนการได้แล้ว ให้ค้นหาความมุ่งมั่นที่จะทำของเขา เช่น คุณมั่นใจในแนวทางนี้มากแค่ไหน คุณรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจในครั้งนี้ ฯลฯ เมื่อผู้รับการโค้ชตัดสินใจแน่วแน่แล้ว อย่าลืมให้กำลังใจ หรือสนับสนุนเขา</li>
</ul>
</div>
<p>สิ่งสำคัญสำหรับขั้นตอนในการโค้ชคือ ความชัดเจนของการพูดคุย การโค้ชถือว่าเป็นเรื่องของผู้รับการโค้ช ดังนั้นผู้ทำหน้าที่โค้ชอย่าพยายามเอาอคติหรือความคิดของตัวเองเข้าไปชี้นำความคิดของผู้รับการโค้ช</p>
<h2><span id="i-4">ความแตกต่างของ Coaching กับวิธีการอื่นๆ</span></h2>
<p>เชื่อว่าหลายๆ คนคงเกิดความสับสนระหว่าง Coaching และวิธีการอื่นๆ อย่าง Teaching, Consulting และ Counseling ดังนั้นเราจะมาเปรียบเทียบให้ทุกคนได้เห็นถึงความแตกต่างและความหมายของแต่ละวิธีการกัน</p>
<h3>Coaching และ Teaching</h3>
<p>Teaching คือ การสอนหรือบอกวิชาความรู้ แสดงให้เข้าใจโดยวิธีบอกหรือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นการส่งผ่านความรู้จากผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ไปสู่ผู้เรียนที่อาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน หรือมีแต่น้อย เช่น ครูสอนหนังสือนักเรียน และยังเป็นการสื่อสารทางเดียว ซึ่งจะแตกต่างจาก Coaching ที่มีการสื่อสารระหว่างกัน</p>
<h3>Coaching และ Consulting</h3>
<p>Consulting คือ การให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้ลูกค้าในเรื่องต่างๆ โดยจะชี้แนะให้ลูกค้า เห็นถึงปัญหาและให้คำแนะนำในการแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น องค์กรหนึ่งต้องการเปลี่ยนระบบไอทีที่ใช้ในองค์กรใหม่ เพราะระบบเก่าล้าสมัยทำให้การดำเนินงานต่างๆ ในองค์กรช้า</p>
<p>ทาง Consult จึงเข้าไปดูเพื่อหาแนวทางในการแก้ไข ซึ่งสาเหตุของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบไอที แต่อยู่ที่กระบวนการการทำงาน ดังนั้น Consult จึงให้คำแนะนำแก่องค์กรนั้นว่า ควรแก้ที่กระบวนการการทำงานไม่ใช่ที่ระบบ เป็นต้น</p>
<p>ซึ่งจะแตกต่างจาก Coaching ตรงที่ ผู้รับการโค้ชจะเป็นผู้คิดหาวิธีทางแก้ไขด้วยตัวเอง</p>
<h3>Coaching และ Counseling</h3>
<p>Counseling คือ การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีปัญหารบกวนจิตใจ อารมณ์และความรู้สึก ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ไม่สามารถหยุดคิด หรือส่งผลกระทบไปยังการดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิต โดยไม่สามารถหาหนทางแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยตนเอง</p>
<p>ซึ่งจะคล้ายกับการ Coaching แต่ Coaching คือการดึงเอาความคิด หรือปลดล๊อคบางอย่างในตัวผู้รับให้มีศักยภาพสูงขึ้น ไม่ได้แก้ไขปัญหารบกวนจิตใจ และเป้าหมายของการ Coaching คือการทำให้ผู้รับหาแนวทางมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ได้ ส่วนเป้าหมายของ Counseling คือ การให้คำปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่รบกวนจิตใจ</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230417-coaching-vs-mentoring/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14960" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-10.04.39.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 10.04.39" width="600" height="370" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 589"></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230417-coaching-vs-mentoring/">Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><span id="4">คีย์สำคัญของ Coaching</span></h2>
<p>ต่อไปเราจะกล่าวถึงคีย์สำคัญในการ Coaching มีดังนี้</p>
<h3>ต้องมีการสื่อสารระหว่างกัน</h3>
<p>หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและผู้ใต้บังคับบัญชา โดยส่วนมากหัวหน้าจะพูดคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงฝ่ายเดียวโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น นั่นทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชากำลังคิดอะไรอยู่</p>
<p>เพื่อที่จะได้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีการสื่อสารระหว่างกันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง</p>
<h3><span id="i-6">ต้องเป็นการพูดคุยแบบ 1 ต่อ 1</span></h3>
<p>บุคคลแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพชีวิต การศึกษา การใช้ชีวิต ฯลฯ ความสามารถในการเรียนรู้ การปรับตัวต่อสิ่งต่างๆ ก็เช่นกัน</p>
<p>ก็เหมือนกับวิธีการจัดการในองค์กร หากใช้วิธีการเดียวคอยจัดการ บริหารคนจำนวนมาก ก็ย่อมต้องมีทั้งคนที่เหมาะกับการจัดการแบบนั้น และคนที่ไม่เหมาะสม</p>
<p>ในการโค้ชเองก็เช่นกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรจัดเป็นการพูดคุยแบบ 1 ต่อ 1 และควรใช้วิธีการพูดคุยที่ปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล</p>
<h3><span id="i-7">ควรทำอย่างต่อเนื่อง</span></h3>
<p>หลายๆ คนน่าจะเคยมีประสบการณ์ ลงมือทำอะไรสักอย่าง แล้วไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ รู้สึกว่ามันยากที่จะทำต่อไป เพราะความเบื่อหรือหมดกำลังใจที่จะทำต่อ</p>
<p>หากคุณรู้สึกแบบนั้นกับการโค้ช คุณอาจต้องมีการปรับตัว เพราะการโค้ชนั้นควรทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ</p>
<h3><span id="i-8">ไม่ใช้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ทำหน้าที่โค้ชมาตัดสิน</span></h3>
<p>การไม่ใช้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ทำหน้าที่โค้ชมาตัดสินเรื่องราวของผู้รับการโค้ช คือสิ่งที่สำคัญที่สุด</p>
<p>สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ทำการโค้ชคือ ถามคำถามแบบคำถามปลายปิด เพราะจะทำให้ผู้รับการโค้ช ไม่สามารถหาแนวทางหรือไอเดียใหม่ๆ เพื่อการเพิ่มศักยภาพให้ตัวเองได้ หรือการถามเพื่อนำเสนอทางออกโดยอิงจากความคิดของโค้ช</p>
<p>หรือการถามโดยใช้อคติและความรู้สึกของโค้ชเข้าไปตัดสินหลังจากฟังเรื่องราวจากผู้รับการโค้ช ถึงแม้ผู้ทำการโค้ชจะเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำงานมากแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>แต่ถึงกระนั้น หากผู้รับการโค้ชหาทางให้ตัวเองไม่ได้จริงๆ การให้คำแนะนำจากประสบการณ์ของโค้ชก็ถือได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นที่จะทำให้เขาค้นหาแนวทางที่ดีให้ตัวเองได้ เพียงแค่อย่าลืมว่าจุดประสงค์ที่สำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้รับการโค้ชหาแนวทางไปสู่เป้าหมายให้ได้ด้วยความคิดของเขาเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31599 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching6.webp" alt="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching6" width="600" height="370" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 590" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching6.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching6-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><span id="i-9">ข้อดี และข้อควรระวังของ Coaching</span></h2>
<p>เราพูดถึงวัตถุประสงค์ ความแตกต่างจากวิธีการอื่นๆ หรือ คีย์สำคัญของ Coaching กันไปแล้ว ต่อไปเราลองมาดูข้อดีและข้อควรระวังในการ Coaching กัน</p>
<h3><span id="i-10">ข้อดี พร้อมทั้งตัวอย่าง</span></h3>
<h4>ความนึกคิดจะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ</h4>
<p>การโค้ชจะทำให้ความคิดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเหมือนกับเป็นการฝึกคิดไปพร้อมกับการหาคำตอบ ทำให้พนักงานหลายๆ คนจากที่ต้องคอยฟังคำพูดของหัวหน้าอยู่ตลอด สามารถคิดหรือตัดสินใจด้วยตัวเองได้</p>
<div class="focused-block">
<h4><strong>ในการประชุม</strong></h4>
<p>เมื่อก่อนมักจะมีผู้ที่แสดงความคิดเห็นเพียงไม่กี่คน หรือเป็นคนเดิมๆ แต่หลังจากการโค้ช ผู้เข้าร่วมประชุมหลายๆ คนเริ่มที่จะกล้าแสดงความเห็นของตัวเองกันมากขึ้น ทำให้การพูดคุยในที่ประชุม เป็นไปในทางที่ดีขึ้น</p>
</div>
<div class="section-3">
<div class="l-wrap">
<h4>ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น</h4>
<p>ถึงแม้จะทำงานอยู่ในทีมเดียวกัน ใช่ว่าจะมีการประสานงานที่ดีตลอดเวลา บางครั้งอาจเกิดปัญหาโดยที่เราไม่รู้ หรือการดำเนินงานมีการติดขัดในบางขั้นตอน</p>
<p>ด้วยการโค้ชจะทำให้การทำงานราบรื่นมากขึ้นเพราะ ด้วยการสื่อสารระหว่างกัน จะทำให้คนในทีมเข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่ายได้มากขึ้น ขั้นตอนในการทำงานจะลดลงเพราะมีการแบ่งงานที่เข้ากับสไตล์การทำงานของแต่ละคนมากขึ้น นำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวม</p>
<div class="focused-block">
<h4><strong>ความเข้าใจในการทำงานเพิ่มขึ้น และลดชั่วโมงการทำงานลง</strong></h4>
<p>เมื่อก่อนการทำงานในทีมไม่ค่อยราบรื่นเพราะ คนในทีมแต่ละคนต่างคนต่างทำงานของตัวเอง การประสานงานร่วมกัน การพูดคุยกันน้อย แต่ด้วยการโค้ช ทำให้การพูดคุยกันในทีมกลับมาอีกครั้ง และช่วยลดเวลาและขั้นตอนในการทำงานลงอย่างมาก</p>
</div>
<h4>รู้ถึงความเหมาะสม</h4>
<p>การโค้ชจะทำให้แต่ละคนสามารถดึงความคิดออกมา เห็นความคิดในการทำงานของแต่ละคนมากขึ้น ทำให้สามารถมอบหมายงานได้ตามความเหมาะสม ความถนัดและความสามารถของคนในทีมแต่ละคนได้มากขึ้น</p>
<div class="focused-block">
<h4><strong>การโค้ชช่วยทำให้การสัมภาษณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น</strong></h4>
<p>การโค้ชไม่เพียงส่งผลดีต่อการสื่อสารภายในทีม ยังช่วยในการสัมภาษณ์รับบุคลากรเข้าทำงานอีกด้วย เพราะทำให้สามารถคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งและบริษัทเข้ามาทำงานได้</p>
</div>
<h3><span id="i-11">ข้อควรระวัง</span></h3>
<h4>กระบวนการใช้เวลานาน</h4>
<p>อย่างที่ได้กล่าวถึงเรื่องทักษะไว้ข้างต้น ผู้ที่จะมาทำหน้าที่การโค้ชนั้นต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆ เพื่อการโค้ชโดยเฉพาะ และยังต้องมีความรู้ในเรื่องจิตวิทยาด้วย</p>
<p>ดังนั้นหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชโดยเฉพาะ บริษัทอาจต้องใช้เวลานานกับการฝึกผู้ที่ทำหน้าที่โค้ช และยังต้องใช้เวลาในการโค้ชให้กับพนักงานอีก กว่าที่จะเห็นผลลัพธ์บริษัทอาจต้องใช้เวลานานเลยทีเดียว</p>
<h4>เป้าหมายของผู้รับการโค้ชอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม</h4>
<p>ผลลัพธ์ของการโค้ชนั้นไม่ได้แสดงออกมาด้วยตัวเลขได้ การจะบอกได้ว่ากระบวนการโค้ชที่ทำอยู่มีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น อาจดูได้จากผู้รับการโค้ช สามารถหาแนวทางหรือวิธีการเข้าใกล้เป้าหมายของเขาได้มากน้อยแค่ไหน บางครั้งกว่าจะถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ผู้รับการโค้ชอาจเปลี่ยนใจ หรือล้มเลิกกลางคันก็เป็นได้</p>
<p>ดังนั้น การตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างแน่วแน่จึงมีความสำคัญ และผู้ทำหน้าที่โค้ชเองอย่าลืมที่จะคอยช่วยสนับสนุน ให้ผู้รับการโค้ชยังคงมีแรงจูงใจที่จะทำตามเป้าหมายต่อไป แต่ก็อย่าผลักดันเขาจนเกิดความเครียดความกังวล พยายามให้อยู่ในสภาวะกลางๆ จะดีที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31598 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching5.webp" alt="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching" width="600" height="370" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 591" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching5.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย-Coaching5-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2 id="dokuryou"><span id="i-12">สรุป</span></h2>
<p>เราได้ทำความเข้าใจกับการโค้ชกันไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้บุคคลหาหนทางไปสู่เป้าหมายของเขาได้ แต่ถ้ามีความตั้งใจจริง บวกกับการช่วยเหลือสนับสนุนจากโค้ช เชื่อว่าเป้าหมายนั้นคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน</p>
<p>นอกจากนั้นแล้วการนำการโค้ชไปปรับใช้ในองค์กร ก็คงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>หวังว่าบทความในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อย</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32585 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1600" height="500" title="พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นด้วย Coaching 592" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230711-workplace-nepotism/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2023 05:27:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Workplace Nepotism]]></category>
		<category><![CDATA[อุปภัมภ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230711-workplace-nepotism/</guid>

					<description><![CDATA[Workplace Nepotism เกี่ยวข้องกับการเติบโตขององค์กรอย่างไร และทำไมเราต้องรีบแก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ทาง HREX.asia]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Nepotism หมายถึงการที่หัวหน้า ผู้บริหาร หรือผู้นำองค์กรมีความเอนเอียงเป็นพิเศษ เช่น การเลือกจ้างสมาชิกในครอบครัวมาทำงาน แม้จะมีทักษะความสามารถน้อยกว่าผู้สมัครรายอื่นก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราสามารถแบ่งการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรได้ 2 แบบ คือ Nepotism (เครือญาตินิยม) และ Cronyism (พวกพ้องนิยม)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Nepotism ไม่ได้เกิดจากการเข้าข้างครอบครัวหรือพวกพ้องเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันอย่างออกนอกหน้า เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานบางอย่างในอนาคต</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Nepotism ต่างจาก Referrals เพราะอย่างหลังเป็นการแนะนำเฉพาะคนที่มีทักษะคู่ควรเท่านั้น ไม่ใช่เลือกแบบขอไปทีเพียงเพราะเป็นคนใกล้ตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Anti Workplace Nepotism Policy เป็นเรื่องสำคัญและต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทุกฝ่าย ซึ่งพอวางแผนเสร็จแล้ว HR ก็ต้องสื่อสารให้ชัดเจน โดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของพนักงานทุกระดับ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42380" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/HREX-Cover-by-Para-95.webp" alt="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง
" width="600" height="370" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 593" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/HREX-Cover-by-Para-95.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/HREX-Cover-by-Para-95-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของกระบวนการทำงาน,​ สวัสดิการ ตลอดจนวัฒนธรรมความเชื่อ ที่ทำให้องค์กรต้องปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสภาพสังคม จะหยุดนิ่งและใช้กลยุทธ์แบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไปหากต้องการประสบความสำเร็จและอยู่รอดในตลาดที่มีความเข้มข้นมากกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้เราจะพูดถึงปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงาน ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงโควิด-19 นั่นคือเรื่องของการเลือกที่รักมักที่ชัง, ความลำเอียง หรืออาจเรียกว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้เส้นสายในทางที่ไม่ถูกต้อง นำไปสู่การอุปถัมภ์บางอย่างที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี สิ่งนี้เรียกว่า Workplace Nepotism หรือการให้สิทธิประโยชน์บางอย่างที่เอื้อประโยชต์ต่อญาติมิตร, คนใกล้ตัว และพวกพ้องของตนเป็นพิเศษนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>Workplace Nepotism</strong> เกี่ยวข้องกับการเติบโตขององค์กรอย่างไร และทำไมเราต้องรีบแก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ทาง </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></p>
<h2>Workplace Nepotism หรือการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรคืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-16051 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-11-at-12.23.55.jpg" alt="Screenshot 2566 07 11 at 12.23.55" width="578" height="404" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 594"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Workplace Nepotism หมายถึงการที่หัวหน้า ผู้บริหาร หรือผู้นำองค์กรมีความเอนเอียง เลือกที่รักมักที่ชังเป็นพิเศษ เช่นการเลือจ้างสมาชิกในครอบครัวมาทำงาน แม้จะมีทักษะความสามารถน้อยกว่าผู้สมัครรายอื่น หรือแม้แต่การให้สิทธิพิเศษกับพนักงานบางคนอย่างออกนอกหน้า เช่น การมองข้ามข้อผิดพลาด, ไม่ยอมลงโทษแม้จะสร้างความเสียหายให้องค์กร ตลอดจนการมอบหมายงานที่น้อยกว่าคนอื่นในตำแหน่งเดียวกัน เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องแยกประเภทของการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรออกมาก่อน โดยเราสามารถแบ่งเป็นก้อนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<p><i><strong>&#8211; Nepotism</strong> : </i><span style="font-weight: 400;">เกิดจากการให้ด้วยความสนิทสนมส่วนตัว (Personal Connection) แบบเครือญาตินิยม ซึ่งจะเป็นการให้เปล่า (Entitlement Nepotism) หรือให้โดยหวังว่าจะเกิดการตอบแทนบางอย่างในอนาคตก็ได้ (Reciprocal Nepotism)</span></p>
<p><i><strong>&#8211; Cronyism</strong> : </i><span style="font-weight: 400;">หมายถึงพวกพ้องนิยม คือการที่ผู้นำเห็นว่าเพื่อนหรือลูกน้องคนสนิทมีแนวโน้มที่จะสร้างผลประโยชน์ให้เรามากกว่าคนอื่น เลยเลือกเอาใจไว้ก่อน จะได้เอื้อประโยชน์กันในภายหลัง</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่าองค์กรของเรามี Workplace Nepotism หรือไม่ ? ให้เริ่มจากการถามคำถามเหล่านี้</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; องค์กรของเรามีการว่าจ้างญาติหรือคนรู้จักของหัวหน้าที่มีทักษะน้อย และไม่ตรงกับความต้องการของตำแหน่งงานหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; องค์ของเรามีการว่าจ้างญาติหรือคนรู้จักของหัวหน้าที่มีระดับการศึกษาน้อยกว่าที่กำหนดในใบสมัครหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; องค์กรของเรามีการว่าจ้างญาติหรือคนรู้จักของหัวหน้าที่มีทัศนคติ (Mindset) ขัดแย้งกับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคำตอบคือ ‘ใช่’ ก็แปลว่าองค์กรของคุณมีความเสี่ยง HR จำเป็นต้องเข้ามาบริหารจัดการบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเชิญออกเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการจัดอบรมเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มทักษะให้การว่าจ้างดังกล่าวไม่ส่งผลเสียต่อองค์กรมากเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Workplace Nepotism ยังถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้องค์กรตกยุค กลายเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นเก่า (Old Boys Network) ที่ผู้มีอำนาจเดิมจะเลือกสนับสนุนเฉพาะคนที่อยู่ในเครือข่ายของตนเท่านั้น ไม่ใช่การสนับสนุนคนตามความสามารถ (Meritocracy) จึงไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมภายในองค์กร ไม่เกิดการต่อยอดองค์ความรู้มากเท่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ Workplace Nepotism ก็มีข้อดีเช่นกัน โดยมักเกิดขึ้นในองค์กรที่ทำธุรกิจแบบครอบครัว (Family Business) ซึ่งเป็นการวางระบบเพื่อปกป้องภาพรวมทางประวัติศาสตร์ (Legacy) ซึ่ฝคนในตระกูลก็อาจมีทักษะหรือแนวคิดบางอย่างที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นข้อมูลลับเฉพาะ (Confidential) ที่หลุดไปสู่สาธารณะไม่ได้ แต่ท้ายสุดแล้ว ไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องใดก็ตาม ผู้นำควรพิจารณาจากผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้งเสมอ หากทำได้ ปัญหาของ Workplace Nepotism ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2>Workplace Nepotism หรือการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9564 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1170951868-1.jpg" alt="ความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) สำคัญต่อองค์กรขนาดไหน  " width="500" height="334" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 595"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Workplace Nepotism ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกธุรกิจมานานแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น และมีคนเริ่มถูกให้ออกจากงานมากเป็นประวัติการณ์ ความคิดเรื่องการช่วยเหลือเครือญาติหรือคนสนิทก็เกิดขึ้นตามมา อาจด้วยค่านิยมทางด้านศีลธรรม หรือการพึ่งพาอาศัยกันตามขนมธรรมเนียมก็ได้ แต่ตราบใดที่เราตัดสินใจด้วยความลำเอียง และมองว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เราห่วงอยู่รอด” สำคัญกว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้องค์กรอยู่รอด” ก็ไม่มีทางเลยที่เราจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพ และสามารถช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดที่ดีกว่าได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่ทำให้เกิด Workplace Nepotism มีดังนี้</span></i></p>
<p><strong>1. ต้องการความสบายใจผ่านสายสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Connections and Trust)</strong> : <span style="font-weight: 400;">การเลือกที่รักมักที่ชังมักเกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องการความรู้สึกปลอดภัย (Sense of Security) ซึ่งการว่าจ้างคนใกล้ตัวสามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมั่นที่เกิดจากการเห็นผลงานในอดีตมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกันแล้ว ก็คิดว่าการว่าจ้างคนเหล่านี้ดีกว่าการว่าจ้างคนเก่งที่ตนไม่รู้จักเลย</span></p>
<p><strong>2. ความลำเอียงเพื่อช่วยคนในครอบครัว (Familiarity Bias)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในเชิงจิตวิทยา มนุษย์ย่อมรู้สึกสนิทสนมและสบายใจกว่าเมื่อได้อยู่ร่วมกับคนที่รู้จัก ในโลกการทำงานก็เช่นเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ไม่มืออาชีพมากพอ จะไม่สามารถแยกแยะระหว่างครอบครัวกับหน้าที่การงาน หรืออาจทำได้บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าการเอาคนใกล้ตัวเข้ามาสักคนคงไม่ส่งผลเสียอะไรมากมายนัก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนรับเข้ามาเท่านั้นสามารถต่อยอดไปถึงตอนประเมินผล, เลื่อนตำแหน่ง หรือกระทั่งตอนปรับเงินเดือน</span></p>
<p><strong>3. ความเชื่อ, ทัศนคติหรือผลประโยชน์ทับซ้อนบางอย่าง (Shared Values and Loyalty)</strong> : <span style="font-weight: 400;">บางครั้งผู้นำก็ตัดสินใจเลือกคนที่มีมุมมองตรงกับตน มากกว่าคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการขององค์กร ซึ่งคนในครอบครัวสามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้หากเรามีกลุ่มเพื่อนสนิทหรือคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันบางอย่าง เช่นคนที่จะมีส่วนในการยกมือสนับสนุนโครงการของเราในอนาคต เราก็อาจให้ความสำคัญกับบุคคลท่านนั้นเป็นพิเศษ เพราะเกรงว่าหากทำให้ไม่พอใจแล้ว จะส่งผลกระทบต่อแผนงานที่วางเอาไว้ เป็นต้น</span></p>
<p><strong>4. ต้องการต่อยอดธุรกิจไปสู่คนรุ่นต่อไป (Legacy and Succession Planning)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในธุรกิจที่ดำเนินงานกันแบบครอบครัว การเป็น Workplace Nepotism มักเกิดขึ้นเพราะไม่อยากให้ธุรกิจตกไปอยู่ในมือของคนนอกเมื่อตนวางมือไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้ผู้บริหารจะไม่สนเลยว่าคนในครอบครัวที่เลือกมานั้นมีความสามารถเทียบเท่ากับคนอื่นในตลาดเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากคนรุ่นใหม่ใฝ่รู้ มีทักษะมากพอก็ดีไป แต่หากความสามารถไม่ถึง ก็อาจต้องไปว่าจ้างคนนอกอยู่ดี หรือร้ายสุดก็คือต้องปิดกิจการไปเลย</span></p>
<h3>ข้อแตกต่างระหว่าง Nepotism กับการแนะนำแบบปากต่อปาก (Referrals)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจคิดว่าการเลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้ต่างอะไรกับการเลือกคนแบบปากต่อปาก (Referrals) เพราะเป็นการแนะนำคนใกล้ตัวอยู่ดี แต่ความจริงทั้งสองอย่างนี้ต่างกันมาก เพราะ Nepotism คือการเลือกคนโดยเอาความสนิทสนมและความเอนเอียงเป็นที่ตั้ง ขณะที่การแนะนำแบบปากต่อปากคือการมองคนรอบตัวที่มีความสามารถและประสบการณ์ตรงกับที่องค์กรกำลังมองหา คนที่ไม่มีทักษะครบถ้วนเหมาะสม ก็จะไม่ถูกนำไปแนะนำอยู่ดี จึงไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถเปรียบการแนะนำแบบปากต่อปากว่าเป็นการ “ช่วยเปิดประตู” ให้คนเข้ามาสู่องค์กรง่ายขึ้นเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความสามารถที่มี แต่ในทางกลับกัน Nepotism คือการที่ผู้บริหารรับคนใกล้ตัวเข้ามาโดยมองข้ามเรื่องทักษะไปเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14190 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Reference-Checks-HR-NOTE-1-600x370-1.jpg" alt="Reference Checks แบบมืออาชีพ พร้อม 17 ตัวอย่างคำถามที่นำไปใช้ได้จริง" width="506" height="313" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 596"></p>
<h3>ตัวอย่างเรื่อง Workplace Nepotism ภายในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเคยแต่งตั้งลูกสาวอย่างอิวองก้า ทรัมป์ (Ivanka Trump) มาเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีในขณะที่เธอมีอายุ 35 ปี ซึ่งถือเป็นลูกสาวของประธานาธิบดีคนแรกที่เข้ามาทำงานในลักษณะนี้ โดยเธอจะทำหน้าที่โดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าการที่ประธานาธิบดีไม่มอบตำแหน่งให้อย่างชัดเจนถือเป็นการเลี่ยงบาลีเพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องทางกฎหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตัดสินใจนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย เพราะมองว่าประธานาธิบดีไม่ควรเลือกคนในครอบครัว หรือคนที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาทำงาน ซึ่งในกรณีนี้โดนัลด์ ทรัมป์มีธุรกิจส่วนตัวคือ “ทรัมป์ เอ็นเตอร์ไพรส์” คนจึงตั้งคำถามว่าจะมีการใช้กลไกของภาครัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนไหม และเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ที่ประธานาธิบดีจะให้คนในครอบครัวเข้าถึงข้อมูลที่ควรเป็นความลับของราชการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณอแมนดา คาร์เพนเตอร์ (Amanda Carpenter) อดีตผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของ เท็ด ครูซ (Ted Cruz) คู่แข่งของทรัมป์ ได้กล่าวผ่าน </span><a href="https://www.cosmopolitan.com/politics/a9161907/ivanka-trump-white-house-office-insult/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cosmopolitan</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าการที่อิวองก้าได้รับตำแหน่งนี้เป็นเพราะพ่ออนุญาตเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากความสามารถ ไม่จำเป็นต้องไปชื่นชมอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้สำนักข่าว </span><a href="https://www.propublica.org/article/meet-hundreds-of-officials-trump-has-quietly-installed-across-government?utm_campaign=sprout&amp;utm_medium=social&amp;utm_source=twitter&amp;utm_content=1489008101" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ProPublica</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่ารัฐบาลของทรัมป์มีอัตราผู้หญิงอยู่เพียง 27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และการที่อิวองก้านั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็หมายความว่าอาจมีผู้หญิงบางคนที่ถูกปฏิเสธเพื่อเอาตำแหน่งมาให้ลูกสาวประธานาธิบดี ซึ่งอาจเป็นคนที่มีทักษะเหมาะกับการทำงานในตำแหน่งดังกล่าวมากกว่าด้วยซ้ำ</span></p>
<h2>Workplace Nepotism หรือการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรส่งผลเสียอย่างไร ?</h2>
<p><strong>1. ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) , สร้างความรู้สึกในแง่ลบ (Morale) และลดการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Engagement)</strong> : <span style="font-weight: 400;">การเลือกที่รักมักที่ชังจะทำให้องค์กรได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพน้อยลง เพราะไม่มีพนักงานที่มีทักษะมากพอ มีแต่คนที่ฝีมือไม่ถึง (Unqualified Employees) โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การว่าจ้างบุคลากรแต่ละครั้งจำเป็นต้องเลือกคนที่ทำงานได้หลายอย่าง, มีประสบการณ์ และพร้อมปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่ฝการคัดเลือกพนักงานที่เกิดจาก Nepotism นั้น จะให้ผลตรงกันข้ามทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่องค์กรไม่เลือกผู้สมัครมีฝีมือ แต่ไปเลือกคนใกล้ตัวเพราะความสนิมสนม จะเปิดโอกาสให้บริษัทคู่แข่งได้พนักงานคนนั้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเรา ยิ่งเมื่อเรื่องไปถึงหูพนักงานคนอื่น ๆ ก็จะยิ่งไปลดทอนความเชื่อมั่น สะท้อนให้พนักงานเห็นว่าองค์กรใส่ใจเรื่องส่วนตัวมากกว่าความสำเร็จขององค์กรโดยรวม</span></p>
<p><strong>2. ทำให้พนักงานเห็นถึงความไม่เท่าเทียมของสวัสดิการ (Benefits)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรเลือกที่รักมักที่ชัง พนักงานที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าก็จะรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าองค์กรไม่มีธรรมาภิบาล เพราะเชื่อมั่นว่าตนก็ทำงานหนัก มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไม่ต่างจากคนใกล้ตัวของหัวหน้า ปัญหานี้หากทิ้งไว้นานก็จะยิ่งสร้างความบาดหมางและห่างเหินระหว่างบุคลากร ทำให้ทุกฝ่ายไม่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นหรือระดมสมอง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานหนักแต่ถูกมองข้ามเพราะไม่มีเส้นสายก็จะยิ่งหมดแรงบันดาลใจ เพราะคิดว่าต่อให้ตนพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางก้าวข้ามญาติหรือเพื่อนสนิทของหัวหน้าไปได้ รู้สึกว่าเส้นทางอาชีพ (Career Path) ในองค์กรแห่งนี้จบสิ้นลงแล้ว จึงไม่อยากไปอบรมหาความรู้ใหม่ ๆ ทั้งด้าน Soft Skills และ Hard Skills ประเด็นนี้จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะปัจจุบันเป็นโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การหยุดเรียนรู้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามมีแต่จะทำให้องค์กรตกยุคและถูกทิ้งห่างทันที</span></p>
<p><strong>3. เพิ่มอัตราการลาออก (Turnover Rate)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการเลือกที่รักมักที่ชังคือสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การลาออก เพราะเมื่อพนักงานเห็นว่าตนหมดอนาคตในองค์กร ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทนอยู่ต่อไปอย่างมีข้อจำกัด เกิดความรู้สึกว่าแม้องค์กรแห่งนี้จะเคยทำให้ตนประสบความสำเร็จ แต่การออกไปเสี่ยงในองค์กรที่มีโอกาสเติบโตก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เหตุนี้เพราะการทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า (Valued) คือปัจจัยหลักที่ทำให้คนอยากอยู่กับองค์กรต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการลาออกเป็นปัญหาใหญ่ในปี 2023 เพราะสถานการณ์โควิด-19 ได้ทำให้คนออกจากระบบตลาดแรงงานและหันไปทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่าที่เคย การหาพนักงานใหม่จึงมีต้นทุนสูง ซึ่งหากมีพนักงานลาออกหลายคน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านงบประมาณครั้งใหญ่ได้เลย</span></p>
<p><strong>4. มีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่แข็งแรง</strong> : <span style="font-weight: 400;">Nepotism คือองค์ประกอบขององค์กรที่มีวัฒนธรรมอ่อนแอ น่ารำคาญ (Toxic Environment) ซึ่งองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมแบบนี้จะไม่สามารถเติบโตไปเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จได้เลย เพราะอย่าลืมว่าบุคลากรแต่ละคนต้องใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่า 1 ใน 3 ของวัน ตลอดระยะเวลาหลายปี การส่งต่อพลังลบซึ่งกันและกันจึงมีแต่จะกระตุ้นให้คนทำงานไปวัน ๆ รอรับเงินเดือน และกลับบ้านไปพักผ่อนเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกปัญหาที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาคือเรื่องของความหลากหลาย (Diversity) เพราะการเลือกคนจากครอบครัวหรือคนสนิท จะได้คนที่มีพื้นเพ (Background) เหมือนกัน มีทัศนคติและมุมมองคล้ายกัน จึงไม่เกิดวิธีแก้ปัญหา (Solution) ใหม่ ๆ ไม่สอดคล้องกับ</span><a href="https://www.peoplemanagement.co.uk/article/1742040/diversity-drives-better-decisions#:~:text=Researchers%20found%20that%20when%20diverse,cent%20improvement%20on%20decision%2Dmaking." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่บอกว่าองค์กรที่พนักงานมีความหลากหลายจะตัดสินใจในเรื่องสำคัญได้ดีกว่าถึง 87%</span></p>
<p><strong>5. องค์กรไม่โปร่งใส (Lack of Transparency)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นธรรมดาที่พนักงานบางคนจะรู้สึกว่าองค์กรมีความลำเอียง โดยเฉพาะเมื่อพนักงานที่ผู้บริหารรับมาเป็นญาติ และมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานอย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเกิดกรณีที่ญาติคนดังกล่าวต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ ก็มีโอกาสที่พนักงานคนอื่นจะมองว่าผู้บริหารเลือกรับฟังมากกว่าเพราะความสนิทสนมส่วนตัวเรียกว่ามีปัญหาทั้งขึ้นทั้งร่อง หรือพนักงานบางคนก็อาจ รู้สึกว่าผู้บริหารและพนักงานคนดังกล่าวสามารถแอบไปคุยกันส่วนตัวนอกเวลางาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่พนักงานคนอื่นไม่สามารถทำได้ จึงอาจนำไปสู่การพูดคุยที่ไม่โปร่งใส หรือเกิดการโน้มน้าวให้เกิดความลำเอียงมากกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากองค์กรต้องการรับญาติหรือคนสนิทมาร่วมงานจริง ๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาให้ชัดเจนที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-16052 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-11-at-12.25.34.jpg" alt="Screenshot 2566 07 11 at 12.25.34" width="557" height="382" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 597"></p>
<h2>เราหลีกเลี่ยงปัญหา Workplace Nepotism หรือการเลือกที่รักมักที่ชังในองค์กรได้อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องการเลือกที่รักมักที่ชัง อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยข้อจำกัดของธุรกิจ หรือความสัมพันธ์บางอย่างที่จำเป็นต้องต่อยอดโดยบริบทนี้จริง ๆ แต่วิธีที่ถูกก็คือเมื่อรู้ว่าเป้าหมายในอนาคตขององค์กรเป็นแบบไหน เราก็ควรจะเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้คนที่เราวางตัวเอาไว้มีความรู้ความสามารถมากพอในการดำรงตำแหน่งสืบไป ไม่ใช่เอาโอกาสที่ควรให้คนที่เก่งกว่ามาโยนทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมบางอย่างไว้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-15345 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/33.jpg" alt="33" width="505" height="312" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 598"></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณรู้สึกว่าองค์กรมีโอกาสเกิด Workplace Nepotism ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้</span></i></p>
<p><strong>1. ออกแบบนโยบายเพื่อต่อต้านปัญหานี้โดยตรง (Anti Nepotism Policy)</strong> : <span style="font-weight: 400;">องค์กรควรทำความเข้าใจกับพนักงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง อาจด้วยการจัดอบรมเป็นหมู่คณะ หรือการทำแบบสำรวจเพื่อหาแนวทางของการออกนโยบายให้ตรงกับความต้องการของบุคลากรหมู่มาก  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ก็ต้องถ่ายทอดข้อมูลออกไปเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือสื่อสาร (Communication) ที่หลากหลาย และเหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานของคนในองค์กร</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างกฎที่ควรระบุนโยบายเช่น</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การห้ามไม่ให้คนในตระกูลเดียวกันทำงานในแผนกเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การห้ามไม่ให้หัวหน้าทีม เป็นคนที่มาจากครอบครัวเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; องค์กรต้องมีความโปร่งใส และไม่ยินยอมให้บุคคลในครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนงาน, การปรับปรุงเงินเดือน หรือการเลื่อนตำแหน่งโดยเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-size: calc(14.5833px + 0.111111vw);"><strong>1. องค์กรต้องมีระบบพัฒนาทักษะผู้นำ (Leadership Program)</strong> : </span><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">ไม่ว่าปัญหาใดก็ควรแก้ปัญหาด้วยการตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งเรื่องของ Workplace Nepotism ก็เช่นกัน องค์กรต้องอบรมให้ผู้นำรู้สึกว่าผลประโยชน์ขององค์กรเป็นเรื่องสำคัญกว่า และเราสามารถช่วยเหลือญาติมิตรด้วยวิธีอื่น ๆ แทนก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องกระตุ้นให้ผู้นำในองค์กรตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยมองเป้าหมายเป็นที่ตั้ง (Objective Factor) และกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมของการแสดงความเห็น (Feedback Culture) เพื่อให้ผู้นำรู้จักหลีกเลี่ยง และมีความกล้าที่จะรายงานปัญหานี้หากพบเห็นในที่ทำงาน</span></p>
<p><strong>2. ว่าจ้างคนด้วยความโปร่งใสเสมอ หลีกเลี่ยงขั้นตอนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยเด็ดขาด</strong> :<span style="font-weight: 400;"> บางครั้งความไม่สบายใจของพนักงานก็เกิดจากการที่เราโปร่งใสไม่พอ ดังนั้นเราจึงควรทำขั้นตอนว่าจ้างให้ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ มีเหตุและผลรองรับ หรือเปิดโอกาสให้ผู้ที่สงสัยถามคำถามได้เลย ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายบุคคล ขณะเดียวกันเราก็สามารถเพิ่มขั้นตอนในการรับเข้าทำงานเข้าไปอีกขั้น เช่น ให้หัวหน้างานรับรองอีกครั้ง หรือให้มีส่วนในการคัดเลือกบ้าง ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นมืออาชีพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากรในภาพรวมได้เป็นอย่างดี</span></p>
<h2>ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร หลีกเลี่ยงทุกความไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน</h2>
<p><a href="https://moneyzine.com/careers-resources/company-culture-statistics/#:~:text=Good%20company%20culture%20helped%20nearly,their%20performance%20defines%20company%20culture." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญ</span></a><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรดีเยี่ยม จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าองค์กรที่มีวัฒนธรรมล้มเหลวถึง 70% ดังนั้นเราต้องหันมาสำรวจตัวเองให้ชัดเจนว่าองค์กรของเรามีวัฒนธรรมที่ร่วมสมัย หรือมีส่วนใดที่ต้องปรับปรุงหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เพราะโลกในปัจจุบันเป็นโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ, เทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการของลูกค้าในท้องตลาด เราต้องคิดเสมอว่าความรู้ในยุคนี้หมดอายุเร็วมาก หากเราไม่รู้จักศึกษาเพิ่มเติมก็จะถูกคู่แข่งแซงโดยไม่ทันตั้งตัว องค์กรที่เน้นย้ำกับพนักงานว่าเราต้องยอมทิ้งความรู้บางอย่างหรือยอมรับว่าสิ่งที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป จะถือเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างแข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ เพื่อปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กร เราขอแนะนำให้คุณเริ่มจากการตั้งเป้าหมายและหาคำตอบว่าเราต้องการให้ภาพรวมขององค์กรเป็นแบบใด หรือมีเรื่องอะไรที่อยากทิ้งออกไปเลยบ้าง เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็ให้ลองศึกษาทุกองค์ประกอบให้ชัดเจนอีกครั้ง หรือหาตัวช่วยจากบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services </span></a><span style="font-weight: 400;">โดย HREX.asia ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณกำลังมองหาข้อมูลแบบไหน ที่นี่ก็มีครบจบ ในเว็บไซต์เดียว รับรองว่าโลก HR ของคุณจะง่ายกว่าที่เคย </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a><span style="font-weight: 400;"> !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปได้ว่าปัญหา Workplace Nepotism ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและไม่ความเสมอภาคในองค์กร เพราะจะไปทำลายความมั่นใจ และจำกัดโอกาสในการเติบโตทางอาชีพของพนักงาน ซึ่งแม้บางคนจะอ้างว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น แต่หากเป็นการคัดเลือกโดยอ้างความสนิทสนมมากกว่าผลลัพธ์ที่ดีขององค์กร แค่ความสบายใจดังกล่าวก็ถือว่าไม่คุ้มกับการเสี่ยงเลยแม้แต่นิดเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้องค์กรจึงต้องให้ความรู้กับผู้นำ และสร้างนโยบายที่ชัดเจนเพื่อยับยั้งปัญหาดังกล่าว เพราะการแก้ไขปัญหา Workplace Nepotism คือความจำเป็นทางกลยุทธ์ที่องค์กรทุกแห่งในปัจจุบันต้องทำ หากต้องการเป็นองค์กรที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และสามารถเติบโตไปสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Workplace Nepotism เมื่อผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง อุปถัมภ์แค่คนของตัวเอง 599"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/jrMP8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/jrMP8</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/qCNPQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/qCNPQ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/sBJT0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/sBJT0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/mOW19" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/mOW19</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230531-1-on-1-meeting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 May 2023 06:25:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Engagement]]></category>
		<category><![CDATA[1 on 1]]></category>
		<category><![CDATA[Meeting]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230531-1-on-1-meeting/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การประชุมส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นการประชุมที่ไม่มีประโยชน์ โดยอัตราประชุมที่เหมาะสมจริง ๆ นั้นคือราว 20% ของเวลาทำงาน หรือราว 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) จะทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่ถูกตัดขาดจากเนื้อหาเหมือนการประชุมแบบวงกว้างที่มักทำได้แค่นั่งฟัง ไม่สามารถออกความเห็น จนรู้สึกไม่มีส่วนร่วมและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี คือการทำ Stay Interview ซึ่งมักเป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานเปิดใจ และเล่าเรื่องต่าง ๆ แบบตรงไปตรงมา เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาอย่างตรงจุดที่สุด การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) มีความเป็นส่วนตัวกว่าการประชุมทั่วไป พนักงานจึงสามารถให้ข้อมูลที่เป็นความลับ และนำเสนอเรื่องที่ละเอียดอ่อนตามความรู้สึกจริงได้เลย โดยผู้ร่วมประชุมก็ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้ใจด้วยเช่นกัน การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) คือรูปแบบการประชุมที่องค์กรระดับโลกอย่าง Google และ Facebook เลือกใช้ โดยกำหนดให้มีการพูดคุยประมาณ 30 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นการประชุมที่ไม่มีประโยชน์ โดยอัตราประชุมที่เหมาะสมจริง ๆ นั้นคือราว 20% ของเวลาทำงาน หรือราว 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) จะทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่ถูกตัดขาดจากเนื้อหาเหมือนการประชุมแบบวงกว้างที่มักทำได้แค่นั่งฟัง ไม่สามารถออกความเห็น จนรู้สึกไม่มีส่วนร่วมและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี คือการทำ Stay Interview ซึ่งมักเป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานเปิดใจ และเล่าเรื่องต่าง ๆ แบบตรงไปตรงมา เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาอย่างตรงจุดที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) มีความเป็นส่วนตัวกว่าการประชุมทั่วไป พนักงานจึงสามารถให้ข้อมูลที่เป็นความลับ และนำเสนอเรื่องที่ละเอียดอ่อนตามความรู้สึกจริงได้เลย โดยผู้ร่วมประชุมก็ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้ใจด้วยเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) คือรูปแบบการประชุมที่องค์กรระดับโลกอย่าง Google และ Facebook เลือกใช้ โดยกำหนดให้มีการพูดคุยประมาณ 30 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เด็ดขาด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44743" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-by-Para-2025-04-10T200505.988.webp" alt="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 609" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-by-Para-2025-04-10T200505.988.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-by-Para-2025-04-10T200505.988-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของคนทำงาน เราเชื่อว่าคงมีหลายครั้งที่คุณต้องเข้าไปอยู่ในห้องประชุมโดยไม่รู้สึกว่าตนมีประโยชน์อะไร หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องก็ได้ จนท้ายสุดก็เกิดความรู้สึกว่าการประชุมในองค์กรเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ทำงานเก่งขึ้น ยังจะไปกินเวลาทำงานอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นคงจะดีกว่ามาก หากองค์กรรู้จักวิธีประชุมแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพ และทำให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมมากกว่า เพราะรู้ไหมว่าการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น มีแต่จะทำให้ความรู้สึกของพนักงานย่ำแย่ลง จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานแบบองค์รวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้หากถามว่าวิธีการประชุมที่ได้ผลและคุ้มค่าที่สุดคือการประชุมแบบไหน ? คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่บอกก็คือ </span>การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting หรือ one on one meeting) <span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายถึงการประชุมแบบเผชิญหน้าโดยไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง การประชุมแบบนี้จะมีความเป็นทางการน้อยกว่าการประชุมแบบหมู่คณะ ทำให้สามารถพูดคุยได้ทั้งเรื่องกว้าง ๆ หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวที่ไม่สามารถพูดในพื้นที่สาธารณะ นำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าเดิม</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับของการประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) มีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></i></p>

<h2>คำถามสำหรับ HR ก่อนคิดเรื่องการประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบไหนดีที่สุด อาจไม่มีคำตอบตายตัว แต่การประชุมแบบตัวต่อตัวเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทุกฝ่ายสามารถสื่อสารกันได้อย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่วิธีเดียวที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เราต้องรู้ว่าวิธีใดเหมาะสมกับองค์กรที่สุดแล้วค่อยเลือกใช้วิธีนั้นต่างหาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15469 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/37-2.jpg" alt="37 2" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 610"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อหาคำตอบว่าการประชุมแบบตัวต่อตัวคือวิธีการที่คุณกำลังมองหาหรือไม่ เราแนะนำให้ให้เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองดังนี้</span></p>
<h3>ปกติแล้วเราประชุมแบบตัวต่อตัวกับพนักงานบ่อยแค่ไหน<span style="font-weight: 400;"> ?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าองค์กรของคุณมีการจัดประชุมแบบตัวต่อตัวอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลดีอย่างที่คนอื่นเคยพูดเอาไว้ ก็ให้พิจารณาว่าการประชุมแบบตัวต่อตัวของเรามีจุดอ่อนอะไร เช่นมีความถี่น้อยเกินไปไหม มีเนื้อหาที่กว้างเกินไปไหม หรือแม้แต่เราสั่งงานมากเกินไป จนพนักงานรู้สึกไม่อยากมาประชุมให้เสียเวลาหรือไม่ เป็นต้น</span></p>
<h3>ปกติแล้วองค์กรใช้วิธีใดในการหาจุดแข็งของพนักงาน ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การรู้จุดแข็งของพนักงานคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถมอบหมายงานได้อย่างถูกต้อง ไม่เสียเวลาไปกับพนักงานที่ไม่ชำนาญ ซึ่งจะทำให้องค์กรต้องสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ หากองค์กรยังไม่มีวิธีการหาจุดแข็งของพนักงานอย่างครอบคลุม เจาะลึก และชัดเจน การประชุมแบบตัวต่อตั ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ</span></p>
<h3>ปกติแล้วมีคำถามอะไรที่เราไม่กล้าถามพนักงานหรือไม่ ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราเจอปัญหาในการทำงาน แต่รู้สึกไม่กล้าถามพนักงาน หรือมองว่าการถามออกไปจะสร้างบรรยากาศเชิงลบในองค์กร ก็ถือว่าเราอยู่ในจุดที่ควรจัดประชุมแบบตัวต่อตัวแล้งว เพราะการพูดคุยในพื้นที่ส่วนตัว จะช่วยให้เราสามารถถามคำถามที่ละเอียดอ่อนได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<h3>ปกติแล้วองค์กรมีวิธีช่วยให้พนักงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในปัจจุบันที่มีแรงงานในระบบน้อยลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำ ก็คือการพัฒนาพนักงานให้มีทักษะมากขึ้น และพร้อมอยู่กับองค์กรในระยะยาว องค์กรที่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ จะมีโอกาสเคลียร์พนักงานไปให้กับองค์กรที่พร้อมให้ความสำคัญ และสร้างคุณค่าให้กับพนักงานมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเพื่อให้พนักงานเติบโตได้อย่างที่มุ่งหวังเอาไว้ และช่วยให้องค์กรได้คนที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์มากขึ้น เราสามารถถามพนักงานโดยตรงได้เลยว่าพอใจกับรูปแบบการอบรมในองค์กรหรือไม่ ? สวัสดิการด้านการเรียนรู้ที่เตรียมเอาไว้ สามารถสนองความต้องการได้ดีหรือเปล่า ? ซึ่งคำถามเหล่านี้ สามารถคุยกันในที่ประชุมแบบตัวต่อตัวได้เลย</span></p>
<h2>การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) มีข้อดีอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15470 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/36-1.jpg" alt="36 1" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 611"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรของคุณมีพนักงานลาออกอยู่เรื่อย ๆ หรือรู้สึกว่าระบบพัฒนาบุคลากรไม่ออกดอกออกผลอย่างที่คาดไว้ ก็เป็นไปได้ว่าองค์กรของคุณมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและบริหารงาน จนไม่สามารถเข้าถึงปัญหาได้อย่างตรงจุด ซึ่งรู้ไหมว่าการพูดคุยแบบตัวต่อตัวคือหนึ่งในแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุด โดยวิธีที่เราได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ก็คือการทำ Stay Interview นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างองค์กรระดับโลกอย่าง Google ที่เคยสำรวจข้อมูลผ่านโครงการ </span><a href="https://rework.withgoogle.com/guides/managers-coach-managers-to-coach/steps/hold-effective-1-1-meetings/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Project Oxygen</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อหาคำตอบว่าปัจจัยสำคัญในการเป็นผู้นำที่ดีที่สุด (Perfect Manager) คืออะไร และหนึ่งในคำตอบที่ได้ก็คือคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีนั้น จำเป็นต้องจัดการประชุมแบบตัวต่อตัวกับลูกทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลามากกว่าการประชุมแบบปกติอยู่มาก แต่ก็มั่นใจได้ว่าการประชุมทุกครั้งจะได้คำตอบที่มีประโยชน์มากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับการวิจัยของ </span><a href="https://www.gallup.com/workplace/285674/improve-employee-engagement-workplace.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่กล่าวว่าพนักกว่า 70% มองว่าการมีผู้นำที่ใส่ใจ (Caring Manager) คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วมกับองค์กรมากที่สุด ดังนั้นองค์กรที่ปราศจากแนวคิดนี้จะไม่มีทางก้าวไปสู่จุดที่ใหญ่ขึ้นได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia ได้มีโอกาสพูดคุยกับ </span>คุณแนตตี้ – กัญญาณัฐ Country Manager Tinder Thailand<span style="font-weight: 400;"> ผู้ที่เคยทำงานใน Tech Company หลายแห่ง เธอกล่าวว่าบริษัทระดับโลกอย่าง Google และ Facebook จะมีการทำ 1 on 1 Meeting ทุกสัปดาห์อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นการคุยอย่างจริงจัง ไม่มีใครสามารถยกเลิกได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแนตตี้กล่าวเสริมว่าคอนเซปต์ของการทำ 1 on 1 Meeting คือการพูดคุยเพื่อทำให้เกิด One Team Attitude เพราะการรู้จักคน ๆ หนึ่ง ต้องไม่ใช่แค่การรู้จักตัวตนในการทำงาน แต่ต้องรู้จักตัวตนนอกงานด้วย เนื่องจากเราอยู่ด้วยกันมากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเยอะกว่าเวลาตอนที่อยู่กับแฟนหรือครอบครัวด้วยซ้ำ การแลกเปลี่ยนความคิดกันจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 394px;">
<tbody>
<tr style="height: 394px;">
<td style="width: 100%; height: 394px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/tech-compay-culture-230410/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14807 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/bfcbdf11d20183dfc9fb46a0997a9142.jpg" alt="ทำไมวัฒนธรรม Tech Company ถึงครองใจพนักงานรุ่นใหม่ ? สัมภาษณ์ กัญญาณัฐ ปิติเจริญ Country Manager Tinder Thailand" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 612"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/tech-compay-culture-230410/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำไมวัฒนธรรม Tech Company ถึงครองใจพนักงานรุ่นใหม่ ?</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เราสามารถสรุปข้อดีของการประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) ได้ดังนี้</span></i></p>
<h3>ช่วยติดตามงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมกับพนักงานทุกครึ่งปีหรือปีละครั้ง (Annual Meeting) ไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะความต้องการของตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงเครื่องมือในการทำงานก็มีพัฒนาการอยู่เสมอ ดังนั้นการคุยให้ถี่ขึ้นจะนำไปสู่ทางออกและวิธีสร้างสรรค์งานที่ครอบคลุม สะดวกสบายกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญการมีข้อมูลใหม่ ๆ เสมอ ยังทำให้แน่ใจได้ว่าองค์กรจะเข้าไปแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้พนักงานต้องแก้ไขเองจนเกิดข้อผิดพลาด ในที่นี้การประชุมแบบตัวต่อตัวยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในทีมให้แข็งแรงขึ้นได้ด้วย</span></p>
<h3>ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะของพนักงาน</h3>
<p><a href="https://www.gallup.com/workplace/236438/millennials-jobs-development-opportunities.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มีวิจัยระบุว่าคน Gen Y </span></a><span style="font-weight: 400;">ถึง 87% ให้คุณค่ากับการเติบโตทางหน้าที่การงานมากที่สุด และการประชุมแบบตัวต่อตัว คือโอกาสดีที่เขาจะได้คุยกับหัวหน้าในเรื่องส่วนตัว เพื่อนำเสนอแนวคิดว่ารูปแบบการฝึกฝน หรือรูปแบบการทำงานแบบไหนที่น่าจะช่วยให้ตนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งคนที่เป็นผู้นำก็ควรใช้เวลานี้เพื่อรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ว่าวิธีการดังกล่าวจะทำได้จริงหรือไม่ก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้เกิดวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความเห็น (Feedback Culture) ขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนนี้องค์กรสามารถนำข้อมูลมาออกแบบสวัสดิการให้พนักงานได้เช่นกัน ซึ่งการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเราใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะช่วยให้พนักงานทำงานหนักขึ้น และอยู่กับองค์กรของเราได้นานกว่าที่เคย</span></p>
<h3>ช่วยสร้างความเชื่อใจระหว่างผู้นำและพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัวจะทำให้พนักงานรู้สึกโล่งใจ เพราะไม่มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง พนักงานสามารถสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาได้เลย โดยตัวหัวหน้าเองก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้พนักงานเชื่อใจ ว่าสิ่งที่พูดในห้องประชุมจะไม่ถูกนำออกไปสู่สาธารณะเด็ดขาด ซึ่งหากทำได้ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจ ทำให้พนักงานกล้าพูดในสิ่งที่คิดกับเรามากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างในอนาคต</span></p>
<h3>ช่วยให้มอบหมายงานได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วเมื่อถึงเวลาประชุมเพื่อมอบหมายงาน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานจะได้รับหน้าที่ตามความถนัด โดยมองจากสายตาของผู้นำเป็นหลัก ซึ่งสายตาดังกล่าวอาจออกมาผิดหรือถูกก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัวจึงเป็นโอกาสสำคัญในการหาจุดเด่นของพนักงาน และรับทราบถึงจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้หัวหน้ามอบหมายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย</span></p>
<h2>วิธีการเตรียมตัวก่อนการประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15471 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/34.jpg" alt="34" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 613"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่สนใจจัดประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) ควรเตรียมตัวด้วย 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>กำหนดตารางเวลาประชุมให้ทุกคนเข้าใจ (Regular Meeting Time)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมที่ดีคือการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เตรียมตัว ไม่ควรเป็นประชุมที่จัดขึ้นแบบขอไปที หรือเกิดขึ้นมาโดยที่ไม่มีโอกาสให้เตรียมตัว เราต้องทำให้พนักงานเข้าใจตรงกันว่าเราจะมีประชุมกันทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกสองเดือนเป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการประชุมแบบตัวต่อตัวนั้น ควรจัดขึ้นทุกหนึ่งสัปดาห์ หรืออย่างน้อยทุกสองสัปดาห์ โดยใช้เวลาครั้งละ 30 ถึง 60 นาที ซึ่งก่อนประชุมควรทำแจ้งเตือนให้ชัดเจน ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าสู่ห้องประชุมด้วยความพร้อมที่สุด</span></p>
<h3>กำหนดสถานที่ให้ชัดเจนและมีความเป็นส่วนตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกดูว่าหากหัวหน้าของคุณเปลี่ยนที่ประชุมไป ๆ มา ๆ เราคงรู้สึกวุ่นวาย และคิดว่าการประชุมดังกล่าวไม่มีการวางแผนที่ดีพอ ดูไม่น่าเชื่อถือ รไม่อยากเสียเวลาเข้าประชุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเราไม่ควรไปจัดประชุมแบบตัวต่อตัวในห้องประชุมทั่วไป (Conference Room) เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นทางการจนเกร็ง ไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกมาทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกัน เราควรจัดประชุมแบบตัวต่อตัวในบริเวณที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เช่นสวนสาธารณะ ร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ได้ง่าย ๆ เพราะเป้าหมายของการประชุมแบบตัวต่อตัว คือการสร้างการสนทนาที่ไม่เป็นทางการ (Informal Conversation) เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกวางใจในการเล่าเรื่องส่วนตัวออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถขอให้พนักงานแนะนำสถานที่กับเราก็ได้ เพราะจะทำให้พนักงานได้เลือกพื้นที่ที่ปลอดภัยกับเขาที่สุด หรือหากเป็นการประชุมตัวต่อตัวแบบออนไลน์ เราก็ต้องพิจารณาให้พนักงานสามารถเข้าประชุมด้วยความผ่อนคลายได้เลย ไม่จำเป็นต้องกำหนดให้พนักงานแต่งตัวเรียบร้อย หรือใช้คำสุภาพมากนัก ทางที่ดีควรปล่อยให้พนักงานปิดกล้องก็ได้ หากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกว่าเดิม</span></p>
<h3>เตรียมหัวข้อการประชุมให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าการประชุมแบบตัวต่อตัวควรใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 ถึง 60 นาทีเท่านั้น เราจึงไม่ควรเสียเวลาไปแบบเปล่าประโยชน์โดยไม่รู้ว่าจะพูดคุยเรื่องอะไร เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกไม่เชื่อมั่น และไม่อยากเข้าประชุมในครั้งต่อไป</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราควรวางแผน เพื่อคิดหัวข้อโดยให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้</span></em></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สอบถามถึงสถานะของงานที่ได้รับมอบหมาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สอบถามถึงภาพรวมขององค์กรว่ามีความสุขดีหรือไม่ มีส่วนใดที่อยากให้แก้ไขหรือเปล่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หรือมีจุดที่อยากให้เราช่วยพูดหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีส่วนใดที่องค์กรสามารถช่วยเหลือ เพื่อให้พนักงานได้พัฒนาตัวเองตามที่วางแผน Career Path หรือไม่</span></li>
</ul>
<h3>เตรียมคำพูดและวิธีการสื่อสารเอาไว้ล่วงหน้า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะตอนที่ต้องประชุมในเรื่องที่เคร่งเครียด และส่งผลต่อสภาพจิตใจของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเตรียมคำพูดล่วงหน้า ต้องหาเหตุและผล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะสามารถรับฟังได้อย่างสบายใจ ต้องไม่ใช้คำที่ทำให้อีกฝ่ายโกรธ หรือรู้สึกว่าถูกก้าวล่วงความเป็นส่วนตัว จนไม่กล้าเปิดเผยเรื่องต่าง ๆ ให้เราฟังอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการแสดงความจริงใจออกไป ก่อน เช่นเริ่มต้นด้วยการพูดเรื่องส่วนตัวของเรา เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าเราก็เปิดใจให้กับพวกเขาเช่นกัน วิธีนี้จะส่งผลทางจิตวิทยา ไม่ให้พนักงานรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายพูดเรื่องส่วนตัวอยู่ข้างเดียว และมองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม จึงพร้อมเล่าเรื่องส่วนตัวออกมาเหมือนกัน</span></p>
<h2>การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) มีวิธีการอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15472 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/33-2.jpg" alt="33 2" width="600" height="370" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 614"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเตรียมตัวตามขั้นตอนข้างต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อช่วยให้การประชุมแบบตัวต่อตัวมีประสิทธิภาพมากที่สุด</span></p>
<h3>1. เริ่มประชุมให้ตรงเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อการประชุมถูกกำหนดเวลาเอาไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วเราก็ไม่ควรที่จะมาสาย การตรงต่อเวลาจะแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับพวกเขา ไม่มองว่าเวลาทำงานของตนเองสำคัญกว่า เพราะอย่าลืมว่าพนักงานก็ต้องสละเวลาทำงานมาเข้าประชุมกับเราเช่นกัน</span></p>
<h3>2. เริ่มประชุมด้วยการใช้คำถามง่าย ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ควรเปิดประชุมด้วยคำถามที่เคร่งเครียดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความกดดันระหว่างกัน ดังนั้นเราควรเริ่มจากการถามสารทุกข์สุกดิบ หรือถามในหัวข้อที่มีความสนใจร่วมกัน หากเราจะพูดคุยเรื่องปัญหาการทำงาน เราก็ควรแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา (Solutions) มากกว่าการต่อว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้คำแนะนำทุกอย่างควรเป็นคำแนะนำที่ผ่านการคิดมาแล้ว ไม่ควรตอบแบบขอไปที ให้ถือว่าคำพูดของเราในห้องประชุมต้องเป็นคำพูดที่น่าเชื่อถือ พนักงานสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้เลย สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่จะทำให้พนักงานรู้สึกเชื่อใจและผ่อนคลาย</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">3. </span>อ้างอิงถึงการประชุมครั้งที่ผ่านมาเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องดีที่เราจะกล่าวถึงการประชุมครั้งที่ผ่านมา ทั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่กลับไปคุยในเรื่องที่เคยคุยไปแล้ว และเพื่อรายงานความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่เคยรับปากพนักงานเอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การย้อนกลับไปพูดคุยเรื่องราวในอดีตจะแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจ และไม่ปล่อยให้การพูดคุยบางอย่างถูกมองข้ามไปตามกาลเวลา ในที่นี้หากเป็นการประชุมครั้งแรก เราสามารถพูดถึงหัวข้อที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกันก็ได้ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นร่วมกันได้ดี</span></p>
<h3>4. พูดคุยเรื่องพัฒนาการของพนักงานหรือความท้าทายที่กำลังเผชิญ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถถามพนักงานได้เลยว่ คิดอย่างไรกับพัฒนาการของตนเองในปัจจุบัน และมองเห็นภาพตัวเองเป็นแบบไหนในอนาคต ซึ่งหากพนักงานรู้สึกกระตือรือร้นกับงานที่เรามอบหมาย ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าพนักงานรู้สึกว่าตนมีพัฒนาการที่ช้าไม่ตรงกับที่ตั้งเป้าเอาไว้ เราก็สามารถถามต่อได้เลยว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร และมีสิ่งใดบ้างที่องค์กรสามารถช่วยเหลือได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ต้องฟังอย่างเป็นกลางและเปิดใจ เพราะบางทีอาจไม่ใช่ปัญหาจากกระบวนการทำงานก็ได้ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากสภาพจิตใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10138 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/businessmen-shaking-hands-during-meeting.jpg" alt="5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource" width="581" height="387" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 615"></p>
<h3>5. สอบถามเรื่องสภาพจิตใจของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดคุยเรื่องนี้จะมีความเป็นส่วนตัว และต้องใช้ความเชื่อใจมากกว่าการพูดคุยในหัวข้ออื่น ๆ องค์กรที่พนักงานสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างสบายใจ จะมีอัตราการลาออกที่ต่ำ เพราะพนักงสนรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ไม่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ละเอียดอ่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถใช้วิธีถามแบบอ้อม ๆ เพื่อให้พนักงานรู้สึกสบายใจที่จะตอบก็ได้ เช่นแทนที่จะถามว่าพนักงานรู้สึกอย่างไรกับพนักงานใหม่โดยระบุเป็นชื่อแบบเฉพาะเจาะจง เราก็สามารถเปลี่ยนไปถามว่าทีมใหม่ที่เข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นดีหรือไม่ ? สิ่งนี้คือความสามารถในการใช้วาทศิลป์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องมี</span></p>
<h3>6. ชื่นชมพนักงานให้เป็น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัวไม่จำเป็นต้องพูดในเรื่องของการทำงานหรือช่วยกันแก้ปัญหาเท่านั้น โดยหากพนักงานสามารถทำผลงานได้เกินกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ หรือมีจุดที่ควรชื่นชม เราก็สามารถใช้เวลาประชุมเพื่อแสดงความยินดี มอบรางวัล หรือชวนไปเลี้ยงข้าวได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่เรามองเห็นความสำเร็จของพนักงาน จะช่วยให้สภาพจิตใจของพนักงานดีขึ้น และทำให้พวกเขาอยากร่วมงานกับองค์กรต่อไปในระยะยาว</span></p>
<h2>ยิ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employees Engagement) องค์กรก็ยิ่งแข็งแกร่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน โดยมี</span><a href="https://hbr.org/2017/07/stop-the-meeting-madness" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยจากปี ค.ศ. 2017</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ได้สำรวจผู้บริหารจำนวน 182 คน และมีถึง 83% ที่มองว่าการประชุมของตนไม่มีประโยชน์ รู้สึกว่าควรเอาเวลาไปทำงานของตนเองดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ </span><a href="https://www.forbes.com/sites/georgedeeb/2022/08/03/too-many-meetings-suffocate-morale--productivity/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าการประชุมควรจำกัดไม่เกิน 20% ต่อเวลาทำงาน หรือราว 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น หากมากกว่านี้ก็อาจทำให้พนักงานรู้สึกหมดไฟ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้โดยไม่รู้ตัว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221222-meeting-overload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13505 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Cover-24.png" alt="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !" width="643" height="361" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 616"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221222-meeting-overload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมที่ดีคือการประชุมที่พนักงานรู้สึกอยากมีส่วนร่วม (</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22"><span style="font-weight: 400;">Employees Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) มีลักษณะคล้ายกับการทำแบบสอบถามที่พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย และกลายเป็นปัญหาของแทบทุกองค์กร เพราะไม่สามารถนำแบบสอบถามไปใช้ประโยชน์ได้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ องค์กรไม่เคยนำความเห็นในแบบสอบถามไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม หรือถามในประเด็นที่ละเอียดอ่อนจนพนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะตอบตามความเป็นจริง เมื่อเป็นแบบนี้หลายครั้งเข้า พนักงานก็จะตอบแบบขอไปที ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานมาก ๆ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นนอกจากการทำงานดูบ้าง เช่นจัดกินเลี้ยงในวันเกิดพนักงาน มีการชื่นชมยินดีเวลาทีมทำงานสำเร็จ และสำคัญที่สุดคือต้องทำให้พนักงานเห็นว่าการให้ข้อมูล (Input) ของพนักงานสร้างคุณค่าต่อองค์กรได้จริง ๆ เราต้องให้เครดิตพวกเขา หากมีการนำความคิดเหล่านั้นไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พนักงานก็จะเกิดความเชื่อมั่น และค่อย ๆ กลับมามีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้นเองตามลำดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะพัฒนาเรื่อง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employees Engagemen</span></a><span style="font-weight: 400;">t อย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะปัญหาเล็กหรือใหญ่ ก็รับรองว่าแก้ไขได้ง่าย ๆ แน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัว (1 on 1 Meeting) คือรูปแบบการประชุมที่องค์กรระดับโลกเลือกใช้ เพราะจะทำให้ทุกคนสามารถสื่อสารกันได้ครอบคลุม และมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด อย่างไรก็ตามการประชุมในลักษณะนี้ถือเป็นดาบสองคม เพราะหากเราเตรียมตัวได้ดี พนักงานก็จะได้รับประโยชน์จากการประชุมอย่างเต็มที่ แต่หากเราเตรียมตัวไม่ดี พนักงานก็จะเห็นจุดอ่อนและความไม่เป็นมืออาชีพของเราอย่างชัดเจนโดยไม่มีอะไรปกป้อง ซึ่งจะไปบั่นทอนความเชื่อมั่นให้ลดน้อยลงไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีประชุมแบบตัวต่อตัวหรือไม่ สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาดก็คือการวางแผนงานอย่างจริงจัง จริงใจ และโปร่งใส (Transparency) ซึ่งนอกจากจะเป็นรากฐานของการสร้างบุคลากรที่ดีแล้ว ยังถือเป็นรากฐานของการสร้างองค์กรที่ดีด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมแบบตัวต่อตัวจึงเป็นสิ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองนำไปใช้ และหากคุณต้องการข้อมูลส่วนใดเพิ่มเติมสามารถเข้ามาอ่านที่ </span><a href="http://th.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="1 on 1 Meeting เพิ่ม Employee Engagement ด้วยการประชุมแบบตัวต่อตัว 617"></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OKnMjJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OKnMjJ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OKliSd" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OKliSd</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/42kWbc4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/42kWbc4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3qifVj5" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3qifVj5</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/42gYtIW" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/42gYtIW</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230511-job-demotion/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 May 2023 03:32:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Job Demotion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230511-job-demotion/</guid>

					<description><![CDATA[การปรับหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) เป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่ว่าจะเกิดขึ้นในแง่บวกหรือแง่ลบ เพราะท้ายสุดแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการให้ความสำคัญกับจิตใจของพนักงาน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Job Demotion คือการปลดหรือลดตำแหน่งพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุเดิม ๆ อย่างความผิดพลาดของพนักงานอีกต่อไป แต่อาจเกิดจากการร้องขอของพนักงานเอง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมากในสังคมปัจจุบัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.skynova.com/blog/effects-of-company-contraction" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Skynova</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้วิจัยกับองค์กรกว่า 1,000 แห่งและพบว่ามีพนักงานถึง 18% ที่ถูก Job Demotion หรือลดตำแหน่งโดยแบ่งเป็นผู้นำระดับสูง (Senior Management) 38% ผู้นำระดับกลาง (Middle Management) 20% และผู้บริหาร (Executive) 28%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Job Demotion หรือการลดตำแหน่งพนักงานต้องทำอย่างโปร่งใส พนักงานต้องรู้ว่าสาเหตุคืออะไร และสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยวิธีใด ขณะเดียวกัน HR ก็ต้องเน้นย้ำว่า องค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นมากกว่าการยกเลิกสัญญาอย่างทิ้งขว้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนที่ถูก Job Demotion ปรับลดตำแหน่งต้องหันมามองความเป็นจริง และยอมรับให้ได้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน จากนั้นให้จัดการอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ใช้อารมณ์เข้าแลกจนเสียงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่หากพนักงานรู้สึกว่า Job Demotion การถูกปรับหรือลดตำแหน่งเกิดจากความไม่เป็นธรรมและโปร่งใส พนักงานสามารถพิจารณาเรื่องการหางานใหม่ได้เลย ไม่จำเป็นต้องสู้ในบริษัทที่ไม่มีใครเห็นค่า เพราะมีแต่จะทำลายความมั่นใจของเราลงโดยไม่รู้ตัว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-15243 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-9.png" alt="HREX Cover 9" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 618"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตหากเราได้ยินคำว่า </span><strong>การปรับหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion)</strong> <span style="font-weight: 400;">เราคงรู้สึกว่าพนักงานคนนั้นต้องเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือธุรกิจขององค์กรกำลังอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วง แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น การลดตำแหน่งกลับเกิดขึ้นด้วยมิติที่ต่างออกไป เช่น พนักงานบางคนที่เคยทดลองทำธุรกิจเป็นของตัวเองในช่วงที่ต้องทำงานอยู่บ้าน ก็อาจมองว่าตนสามารถหารายได้จากช่องทางอื่นได้เช่นกัน จึงไม่อยากทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลาอีกต่อไป นำไปสู่การเป็นฝ่ายขอลดตำแหน่งเพื่อลดภาระรับผิดชอบ และเปิดโอกาสให้องค์กรได้เลือกคนที่เหมาะสมเข้ามาแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) จึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่ว่าจะเกิดขึ้นในแง่บวกหรือแง่ลบ เพราะท้ายสุดแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการให้ความสำคัญกับจิตใจของพนักงาน เราต้องรู้จักวิธีสื่อสารและเยียวยา หากมีการลดตำแหน่งหรือปลดพนักงาน ต้องไม่ทำแบบขอไปที เพราะจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แย่จนไม่สามารถกลับมาร่วมงานกันได้อีกเลยในอนาคต ขณะเดียวกัน HR ก็ต้องมีแนวทางให้ผู้ที่ถูกลดตำแหน่งรู้ว่าควรปรับปรุงแก้ไขตัวเองอย่างไร เพื่อให้สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกครั้ง โดย HR ต้องคิดเสมอว่าองค์กรที่ดีคือองค์กรที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องการปรับหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) ได้บ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันที่ </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></p>
<h2>การปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15244 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-8.jpg" alt="HREX Cover 8" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 619"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลดตำแหน่ง (Demotion) หมายถึงการที่พนักงานคนใดคนหนึ่งถูกปรับลงจากตำแหน่งที่ถูกวางเอาไว้ หรือถูกปลดจากการเป็นหัวหน้า (Leader) ของงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ได้ เช่นความผิดพลาดของพนักงานที่ไม่สามารถสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างที่ตั้งใจไว้ หรือเกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรที่ไม่ต้องการดำเนินแผนดังกล่าวอีกต่อไป หรือร้ายที่สุดคือการบีบให้บุคลากรคนใดคนหนึ่งลาออกโดยสมัครใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามหากมองในแง่บวกแล้ว การถูกลดตำแหน่งอาจเกิดขึ้นเพื่อรักษาบรรยากาศในภาพรวม และเปิดโอกาสให้เรากลับมาทบทวนความสามารถ เพื่อตรวจสอบตัวเองอีกครั้งว่ามีหัวข้อใดบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข องค์กรที่ดีจะอธิบายเหตุผลเหล่านี้อย่างชัดเจน และพร้อมให้โอกาสอีกครั้งเมื่อพนักงานมีทักษะที่ระบุไว้ครบถ้วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามปกติแล้วการลดตำแหน่งจะทำให้มีรายได้น้อยลง แต่ก็แลกมาด้วยเวลาพักผ่อนที่มากขึ้นและความกดดันที่น้อยลง ซึ่งเหมาะมากกับคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต รวมถึงคนที่มีความจำเป็นบางอย่าง จนไม่สามารถรับผิดชอบกับตำแหน่งเดิมได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป</span></p>
<p><a href="https://www.skynova.com/blog/effects-of-company-contraction" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Skynova</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้วิจัยกับองค์กรกว่า 1,000 แห่ง และพบว่ามีพนักงานถึง 18% ที่ถูกลดตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นผู้นำระดับสูง (Senior Management) 38% ผู้นำระดับกลาง (Middle Management) 20% และผู้บริหาร (Executive) 28% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีพนักงานถึง 3% ที่ถูกลดเงินเดือน แต่ต้องทำงานมากกว่าเดิม เพื่อชดเชยในส่วนของพนักงานที่ลาออกหรือถูกไล่ออกไป จึงไม่แปลกหากโลกการทำงานในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความเครียด ที่สามารถพัฒนาไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นหากไม่ถูกบริหารจัดการโดยเร็ว</span></p>
<h2>สาเหตุของการปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15245 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-10.png" alt="HREX Cover 10" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 620"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปลดหรือลดตำแหน่งพนักงานเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นตอนที่องค์กรมีผลประกอบการดี หรือมีแผนขยายกิจการในอนาคต และมองเห็นว่าพนักงานคนดังกล่าวมีทักษะเหมาะสมคู่ควร สามารถพัฒนาไปเป็นผู้นำที่ดีได้ ในทางกลับกันหากผลประกอบการขององค์กรติดลบ หรือมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กร การปรับลดตำแหน่งพนักงานก็เป็นเรื่องที่มักถูกนำมาพูดถึงควบคู่กันไปเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวได้ว่าการปลดหรือลดตำแหน่งพนักงานแต่ละครั้งมีรายละเอียดที่เราต้องให้ความสำคัญ อยู่มากมาย เราต้องบริหารจัดการอย่างมีสติ และทำความเข้าใจโดยไม่ใช้อารมณ์นำเด็ดขาด</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">สาเหตุของการปลดหรือรถตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) มีดังนี้</span></i></p>
<h3>1. พนักงานทำผลงานได้แย่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากหัวหน้างานมองว่าพนักงานไม่สามารถทำผลงานได้อย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ ก็สามารถพิจารณาเรื่องการลดตำแหน่งหรือปรับให้ไปทำงานในส่วนอื่นแทนได้เลย โดยเฉพาะพนักงานที่มีตำแหน่งสูงและเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ปัญหากระจายตัวไปในวงกว้างจนควบคุมไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้นอกจากจะชี้แจงว่าพนักงานมีจุดอ่อนในการทำงานอย่างไร HR ก็ต้องสอบถามถึงปัญหาระหว่างการทำงานเพื่อความเป็นธรรมด้วย แต่หากพนักงานรู้สึกว่าตนไม่อยากอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป HR ก็สามารถปรับรถตำแหน่งหรือเคลื่อนย้ายตามสมควรได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211014-performance-improvement-plan/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9473 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1892760982-1.jpg" alt="Performance Improvement Plan คืออะไร บทลงโทษ การสนับสนุน หรือโอกาสให้พนักงานปรับปรุงตัว" width="500" height="334" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 621"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211014-performance-improvement-plan/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Performance Improvement Plan (PIP) คืออะไร บทลงโทษ การสนับสนุน หรือโอกาสให้พนักงานปรับปรุงตัว</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3 style="text-align: left;">2. พนักงานมีปัญหาขัดแย้งกับนโยบายของบริษัท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพนักงานทำผิดกฎของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้างานไม่ตรงเวลา หรือแต่งกายไม่เหมาะสมชนิดที่ HR เตือนกี่ครั้งก็ไม่ได้รับการแก้ไข องค์กรก็สามารถพิจารณาเรื่องการปรับลดตำแหน่งได้เลย เพราะหากเรามีพนักงานในตำแหน่งหัวหน้าแต่ไม่ใส่ใจเรื่องการแต่งกาย หรือไม่มีมารยาทการพูดจาในที่สาธารณะ ก็เป็นข้อพิสูจน์เบื้องต้นว่าบุคคลดังกล่าวไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำอีกต่อไป</span></p>
<h3>3. การลดงบประมาณ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรทุกแห่งมีโอกาสเจอกับการปรับงบทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ทำทำให้ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายของพนักงานบางคน เพื่อดำรงสถานะทางการเงินให้คงอยู่ต่อไป ทั้งนี้อาจเป็นการปรับลดตำแหน่งเพียงชั่วคราวจนกว่าองค์กรจะวางแผนงานใหม่เสร็จสิ้นก็ได้</span></p>
<h3>4. HR เห็นว่าพนักงานมีทักษะไม่เพียงพอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR พบว่าพนักงานไม่สามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่ง หรือมีทักษะไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย HR ก็สามารถพูดคุยเพื่อเสนอทางเลือกให้พัฒนาตัวเอง หรือลดตำแหน่งได้เลย การอธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าตนฝีมือไม่ถึงเป็นเรื่องยาก แต่ก็จำเป็นต้องทำโดยอาศัยกลยุทธ์การสื่อสารที่ดี</span></p>
<h3>5. พนักงานอยากลดหน้าที่ตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การลดตำแหน่งสามารถเกิดจากความยินยอมของของตัวพนักงานเองเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หรือเป็นตัวตัดสินว่าพนักงานใจไม่สู้ ไม่เหมาะกับการเลื่อนตำแหน่งในอนาคตแต่อย่างใด ทางที่ดีคือหาก HR มีคำถามที่ค้างคาใจ ก็ควรพูดคุยกับพนักงานโดยตรงเพื่อหาสาเหตุร่วมกัน</span></p>
<h2>HR มีวิธีปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน (Job Demotion) อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15246 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-11.png" alt="HREX Cover 11" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 622"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับหรือลดตำแหน่งพนักงานนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้จะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของพนักงานเองก็ตาม HR จึงต้องรู้จักวิธีสื่อสารเพื่อแจ้งข่าวร้าย โดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของผู้ฟัง เพราะสิ่งสำคัญของการปรับหรือลดตำแหน่งพนักงานก็คือการหาคนที่เหมาะสมเข้ามาโดยที่ยังรักษาพนักงานเดิมเอาไว้กับองค์กร HR จึงต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่าอยู่ แม้จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งเดิมได้ก็ตาม</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">HR สามารถปลดหรือลดตำแหน่งพนักงานได้ด้วยวิธีเหล่านี้</span></i></p>
<h3>1. แจ้งข่าวอย่างมืออาชีพ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแจ้งข่าวเรื่องการปรับลดตำแหน่งพนักงานต้องทำอย่างมืออาชีพ ต้องรู้จักเลือกใช้ภาษาที่สร้างสรรค์และชี้แจงด้วยเหตุผล ห้ามใส่อารมณ์เด็ดขาด ที่สำคัญผู้แจ้งต้องเปิดโอกาสให้พนักงานสอบถามในประเด็นที่สงสัย เพราะการถูกปรับลดตำแหน่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพนักงานโดยตรง ในที่นี้ ต้องทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส (Transparent) เพื่อให้ทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ไม่ทำลายบรรยากาศในภาพรวม</span></p>
<h3>2. ชี้แจงสาเหตุและวิธีแก้ไขเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจำเป็นต้องรู้ว่าตนมีข้อผิดพลาดตรงไหน เพราะมีความเป็นไปได้เช่นกันที่พนักงานไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะไม่รู้จริงๆว่าควรทำอย่างไร การปรับลดตำแหน่งลงมาจึงเป็นกลยุทธ์เพื่อช่วยให้พนักงานได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง เพื่อดูว่าปัญหาคืออะไร และจะพัฒนาแก้ไขให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ได้มากแค่ไหน ซึ่ง HR สามารถพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้แก้ปัญหาอย่างถูกจุดได้เลย</span></p>
<h3>3. เน้นย้ำว่าเราให้ความสำคัญกับการรักษาพนักงาน จึงเลือกปรับลดตำแหน่งมากกว่ายกเลิกสัญญา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะทุกคนย่อมกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน ดังนั้นการยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความหวังดี และจะช่วยให้มีฝีมือดีขึ้นได้จริง ๆ ไม่ได้ทำเพื่อทิ้งขว้างหรือเพื่อไล่ออกในอนาคตแต่อย่างใด วิธีนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ดีกว่าปล่อยให้ผู้ที่ถูกปรับลดตำแหน่งคิดมากไปเอง</span></p>
<h3>4. ให้รายละเอียดของตำแหน่งใหม่อย่างชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานต้องไม่คิดว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่มาก่อนแต่ถูกลดภาระหน้าที่ลงมา จะต้องทำงานนั้นได้อย่างคล่องแคล่วทันที เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา สิ่งที่เคยทำได้ผลในอดีต ก็อาจไม่ได้ผลในปัจจุบัน ดังนั้นองค์กรมีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นว่าความคาดหวังของตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในระยะสั้นและยาวแบบไหน เพื่อให้พนักงานสามารถโฟกัสอย่างถูกจุด ซึ่งการประเมินผลต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน</span></p>
<h2>พนักงานควรทำอย่างไรหากถูกปลดหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15247 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-12.jpg" alt="HREX Cover 12" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 623"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถูกปลดหรือลดตำแหน่งจะทำให้เรารู้สึกแย่ในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องของเงินเดือนที่หายไป และศักดิ์ศรีที่ถูกข้ามหน้าข้ามตา นอกจากนี้เราอาจต้องเสียใจที่คนเข้ามาแทนกลายเป็นเด็กหนุ่มที่เราเคยสอนมากับมือ หรือต้องเห็นว่าลูกค้าเลือกเด็กรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนโดยไม่บอกเหตุผล ดังนั้นหากคุณกำลังสับสน และไม่รู้ว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงได้อย่างไร HREX.asia มีคำตอบมาให้คุณ ดังนี้</span></p>
<h3>1. รับมือกับการปรับหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion) อย่างสุภาพและถ่อมตน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ถูกปรับหรือลดตำแหน่งมักอยู่ในอาการตื่นตระหนก และกังวลถึงเสถียรภาพในการทำงานของตนเอง เพราะถือเป็นการยืนยันว่าตำแหน่งของเราสามารถถูกทดแทนได้โดยง่าย และองค์กรสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือคนที่ขึ้นมาแทนอาจมีความสามารถมากกว่าเราจริง ๆ จึงไม่ควรอิจฉาตาร้อน แต่ควรมาพิจารณาดูว่าสิ่งที่ตนเองขาดคืออะไร เป็นอย่างที่คนอื่นพูดหรือไม่ ซึ่งพอถึงจุดนี้แล้ว เราต้องวางอีโก้ทุกอย่างลง ต้องทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ว่าความจริงที่ออกมาจากปากหัวหน้าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม เพราะสิ่งนั้นคือมุมมองที่เราต้องแก้ไขให้ได้ หากต้องการกลับไปอยู่ในจุดที่เคยอยู่อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความถ่อมตัวของเราจะทำให้ผู้อื่นมองว่าเรายังคงถูกสอนได้ (Teachable) ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญของคนที่จะอยู่กับองค์กรในระยะยาว</span></p>
<h3>2. รับมือกับการปรับหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion) ด้วยการควบคุมอารมณ์ให้ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเอง มักเกิดขึ้นในสมองของคนที่ถูกปรับหรือลดตำแหน่ง แต่สิ่งที่ต้องคิดก็คือเราไม่ได้มีสิทธิ์ในการแสดงความเห็น หรือดำเนินงานต่าง ๆ เท่าเดิมแล้ว การพยายามพิสูจน์ตัวเองของเราจึงมีแต่จะทำให้บรรยากาศย่ำแย่ แถมยังแสดงถึงความเอาแต่ใจ ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งหากเราเผลอแสดงความฉุนเฉียวออกไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้กลับไปอยู่ในจุดเดิมก็ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้น</span></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/jeffschmitt/2013/01/15/8-ways-to-rebound-from-a-demotion/?sh=7253db4521f2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> เสนอว่าแทนที่เราจะไปโฟกัสกับความโกรธที่สูญเสียตำแหน่ง หรือรู้สึกอายที่ถูกมองข้าม เราควรแสดงให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราพร้อมกลับมาพัฒนาตัวเองอีกครั้ง แสดงให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเรากลายเป็นคนใหม่ ไม่จำเป็นต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ชอบ และหากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ลืมหาสิ่งกระตุ้นเพื่อโน้มน้าวใจให้เราอยากทำงานอย่างเต็มที่ ให้คิดเสมอว่าการมีสติคือรากฐานของความสำเร็จจริง ๆ</span></p>
<h3>3. รับมือกับการปรับหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion) ด้วยการเป็นผู้ชมที่ดี และสังเกตว่าคนที่เข้าไปแทนเราเป็นอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองเปรียบการทำงานให้เหมือนกับการเล่นกีฬา มุมมองของคนที่อยู่ในสนามจะเน้นไปที่การแข่งขันตรงหน้าเท่านั้น แต่คนที่ดูอยู่ข้างสนามหรือผ่านจอโทรทัศน์จะเห็นในภาพรวมว่าแต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างไร คู่ต่อสู้ใช้กลยุทธ์แบบไหน หรือทีมของเราเองมีจุดอ่อนอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถูกปลดหรือ ลดตำแหน่งก็เช่นกัน นี่คือโอกาสที่จะทำให้เราได้ถอยออกมามองภาพรวมของงานมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจว่าปัญหาของตนคืออะไร และทำไมองค์กรถึงตัดสินใจลดตำแหน่ง ความเข้าใจตรงส่วนนี้จะช่วยวางรากฐานและปรับมุมมองให้เรา ในกรณีที่ได้รับเลือกกลับไปทำตำแหน่งเดิมในอนาคต </span></p>
<h3>4. รับมือกับการปรับหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion) ด้วยการทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อหรือไม่ว่าพฤติกรรมของเราหลังจากถูกปรับลดตำแหน่ง จะเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าอนาคตในการทำงานของเราจะออกมาในรูปแบบไหน เหตุนี้คนที่ไม่อยากให้เรากลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม จะคอยหาโอกาสหยิบยกเอาพฤติกรรมของเราไปขยายความต่อ เพื่อลดทอนความเชื่อมั่นจากคนรอบข้างไปให้มากที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือการทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่าเราอยู่ในตำแหน่งไหน มีอำนาจหรือมีสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน จากนั้นให้ยึดตัวเองอยู่กับจุดนั้นอย่างแน่วแน่ ไม่ก้าวก่ายคนอื่น และคอยให้ความช่วยเหลือคนรอบข้างเท่าที่จะทำได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรายังคงสร้างบรรยากาศในเชิงบวกได้ ก็จะทำให้เรากลายเป็นที่รักของคนรอบข้าง เรียกว่ายิ่งเราเป็นมืออาชีพมาเท่าไหร่ ก็จะไม่มีใครก้าวล่วงเราได้มากเท่านั้น</span></p>
<h3>5. รับมือกับการปรับหรือลดตำแหน่ง (Job Demotion) ด้วยการหางานใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะฟังแล้วดูน่าเสียดาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าการ ปรับลดตำแหน่งไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความเป็นธรรมเสมอไป ทั้งด้วยเรื่องเด็กเส้น คำสั่งจากลูกค้า หรืออะไรก็ได้ที่จะขัดขวางให้เราไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีก แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นแทนที่เราจะพยายามพิสูจน์ตัวเองกับคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่า เราก็ควรมองหาลู่ทางสำหรับการย้ายไปเติบโตในองค์กรใหม่ เพราะอย่าลืมว่าการทำงานถือเป็นเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต การทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดมีแต่จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งส่งผลกระทบทั้งกับ ตนเองและคนรอบข้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณมีอายุพอสมควรแล้ว ก็ควรใช้เวลาว่างที่เกิดจากการถูกปรับลดตำแหน่งไปหากิจกรรมอื่นทำดูบ้าง เพื่อเป็นการเปิดโลก ปรับมุมมอง และถือเป็นการวางแผนสำหรับการเกษียณอายุงานไปในตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากกลยุทธ์ 5 ข้อในข้างต้นนั้น สิ่งสำคัญที่ลืมไปไม่ได้เด็ดขาดก็คือความอดทน เราต้องเลิกความคิดแบบ </span>What If ? หรือ “ถ้าหากตอนนั้น…” <span style="font-weight: 400;">เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองแล้ว ยังทำให้ความอดทนของเราต่ำลง เราคิดไปเองว่ารู้วิธีแก้ปัญหาแล้ว โดยไม่ได้พิสูจน์เลยว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องหรือไม่ การดันทุรังของเราจึงมีแต่จะสร้างความวุ่นวายตามมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นอะไรที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามความจริง ขอแค่เราพยายามหาด้านบวกของสิ่งที่ต้องเจอื รับรองว่าจะช่วยให้เรามีกำลังใจพอในการสู้ต่อบนโลกแห่งการทำงานแน่นอน</span></p>
<h2>หาการอบรมที่ใช่และเหมาะกับองค์กรได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15248 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-13.jpg" alt="HREX Cover 13" width="600" height="370" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 624"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ไม่มีทางที่พนักงานจะเรียนรู้ทั้งหมดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ HR ที่ต้องช่วยจัดสรรข้อมูล และหาความรู้ว่าพนักงานควรให้เวลากับการอบรมในเรื่องใดที่สุด เพื่อให้มีความพร้อมต่อการทำงาน และช่วยพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ผู้นำต้องรู้จักเครื่องมือสื่อสาร (Communication Tools) ที่คนรุ่นใหม่ใช้ ต้องรู้จักสอนพนักงานให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล (Digital Transformation) และต้องรู้จักทำ Roadmap ให้พนักงานเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องไม่หยุดหาข้อมูลใหม่ ๆ เด็ดขาด และหากคุณไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลที่ทันสมัยได้จากที่ไหน เราขอแนะนำบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก HREX.asia แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณกำลังมองหาอะไร </span><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span><span style="font-weight: 400;">คือคำตอบ !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นเรื่องการลดตำแหน่งพนักงานในปัจจุบัน เป็นอีกข้อสังเกตหนึ่งว่าโลกการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่ HR ต้องลำบากใจกับการหาเหตุผลเพื่อบอกว่าทำไมพนักงานควรออกจากตำแหน่ง ก็อาจกลายเป็นฝ่าย HR เองที่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายว่าทำไมพนักงานจึงควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป ซึ่งกระแส The Great Resignation คือรากฐานสำคัญของปัญหานี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องยอมรับว่าไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไปเท่านั้นที่จำเป็นต้องปรับตัวเองเพื่อเอาตัวรอด แต่เป็นทุกแง่มุม ทุกคนทุกฝ่ายของบริษัท ที่จำเป็นต้องเติบโตควบคู่สอดคล้องกันไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ที่ปรับตัวไม่ทันจะไม่สามารถรักษาพนักงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ ที่สำคัญ HR ที่ไม่มีฝีมือ จะไม่มีทางทำให้พนักงานเข้าใจเลยว่าการปรับลดตำแหน่งเกิดขึ้นเพราะความหวังดี ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความโกรธ ความผิดหวัง หรือความอยากให้พนักงานหายไปจากองค์กรแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะปรับหรือลดตำแหน่งพนักงาน อย่าลืมตั้งคำถามว่า HR ของบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการดีพอแล้วหรือยัง ?</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="Job Demotion HR ทำอย่างไรถ้าต้องปลดหรือลดตำแหน่งพนักงาน 625" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3VHUsf7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3VHUsf7</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3M6Aqru" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3M6Aqru</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3plW2ap" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3plW2ap</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3NMMPSF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3NMMPSF</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/41dAxWw" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/41dAxWw</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230417-coaching-vs-mentoring/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Apr 2023 03:13:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Mentoring]]></category>
		<category><![CDATA[Coaching]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230417-coaching-vs-mentoring/</guid>

					<description><![CDATA[การ Coaching และ Mentoring ถือเป็นกลยุทธ์พัฒนาศักยภาพที่ได้รับความนิยมสูงสุด HR จะเลือกและนำไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมที่สุดได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่บทความนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">เมื่อพูดถึงการอบรมพนักงาน เราต้องนึกถึงเรื่องของการ Coaching และ Mentoring แต่รู้ไหมว่าแม้ทั้งสองวิธีจะมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะเหมือนกัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่าง ซึ่ง HR ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะเลือกใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Coaching จะเน้นไปที่การฟังและถามเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน ขณะที่การ Mentoring จะอยู่ในลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยง เพื่อช่วยกระตุ้น โน้มน้าว และสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายออกมาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Coaching ควรมีใบอนุญาตหรือใบรับรองการผ่านหลักสูตรในหัวข้อนั้น ๆ แต่ Mentoring ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรอง ขอแค่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่กำลังพูดออกมาจริง และมีทักษะในการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่ดีก็พอ</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">การ Coaching และ Mentoring จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับพัฒนาการของพวกเขา และช่วยเติมเต็มโอกาสตาม Career Path ที่วางไว้ เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ก็จะมีอัตราการลาออกน้อยลง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14960" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-10.04.39.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 10.04.39" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 626"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากแบบนี้ การเตรียมพนักงานให้พร้อมรับมือกับทุกเหตุการณ์เป็นสิ่งที่องค์กรหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ทั้งการอบรมแบบกลุ่ม การอบรมแบบเดี่ยว หรือแม้แต่การเลือกช่องทางสื่อสารให้ถูกต้องเพื่อเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย นี่คือสาเหตุที่ HR ต้องหาความรู้เสมอ เพราะถ้าเราเอาแต่เลือกโดยปราศจากการตีความหรือค้นคว้าที่ถูกต้อง แม้พนักงานจะมีทักษะบางอย่างเพิ่มขึ้นจริง แต่ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน ทำให้องค์กรต้องเสียทั้งทรัพยากรเงินและเวลาไปอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ <strong>Coaching</strong> และ <strong>Mentoring</strong> ถือเป็นกลยุทธ์พัฒนาศักยภาพที่ได้รับความนิยมสูงสุด HR จะเลือกและนำไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมที่สุดได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่บทความนี้</span></p>
<h2>Coaching และ Mentoring แตกต่างกันอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-12729" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/boss-businessman-holding-papers-hands-smiling-young-team-coworkers-making-great-business-discussion-modern-coworking-office.jpg" alt="โค้ชชิ่ง (Coaching) ช่วยยกระดับผลงาน ได้อย่างไร" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 627"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยง่ายว่าการ Coaching จะเน้นไปที่การฟังและถามเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน ขณะที่การ Mentoring จะอยู่ในลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยง เพื่อช่วยกระตุ้น โน้มน้าว และสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายออกมาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไข เรียกว่าเป็นแนวทางที่เน้นการสร้างความชำนาญให้พนักงานมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถอธิบายความแตกต่างในหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<h3>วัตถุประสงค์ (Purpose)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13521" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/cheerful-mood-group-people-business-conference-modern-classroom-daytime.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 628"></p>
<h3>วัตถุประสงค์ของ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการ Coaching คือการเปลี่ยนหรือพัฒนาวิธีทำงานของพนักงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้วยการวางกลยุทธ์ ตลอดจนการทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าพนักงานมีความมุ่งมั่น (Passion) และตั้งใจบรรลุเป้าหมายอย่างดีที่สุดจริง ๆ</span></p>
<h3>วัตถุประสงค์ของ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่การ Mentoring จะอยู่ในลักษณะของพี่เลี้ยง เน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ (Bond) อย่างมืออาชีพ เช่นการดูแลระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยคนที่เป็นพี่เลี้ยงจะต้องทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะต้องจับมือทำ หรืออาศัยประสบการณ์มาเป็นตัวอย่าง (Case Study) เพื่อให้คนที่ตนดูแลสามารถทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<h3>วิธีการ (Activities)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13520" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-football-wife-1618044-scaled.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 629"></p>
<h3>วิธีการของ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Coaching จะเน้นไปที่การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง และรู้ว่าเรามีคุณค่าต่อองค์กรอย่างไร นอกจากนี้การ Coaching ยังให้ความสำคัญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อช่วยแก้ไขพฤติกรรมหรือข้อผิดพลาดให้ดีขึ้น</span></p>
<h3>วิธีการของ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การ Mentoring แม้จะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและแนวคิด (Mindset) ของพนักงานเช่นกัน แต่จะมีความไม่เป็นทางการ (Informal) แฝงอยู่ เช่นการพูดคุยแนะนำบนรถระหว่างเดินทาง หรือการพูดคุยระหว่างมื้ออาหาร เป็นต้น</span></p>
<h3>วิธีสื่อสาร (Communication)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13522" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-264337-scaled.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 630"></p>
<h3>วิธีสื่อสารของการ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Coaching จะไม่ใช้วิธีสื่อสารที่รวดเร็วฉับไว หรือสื่อสารกันโดยตรง (Direct Communication) แต่จะเป็นการส่งคำถามให้พนักงาน แล้วปล่อยให้ใช้เวลาตกตะกอน (Reflection) เพื่อหาคำตอบที่แท้จริงมากกว่า วิธีนี้จะทำให้ผู้ตอบได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น แต่ละคนอาจค้นพบวิธีการเพื่อนำไปสู่คำตอบที่แตกต่างกัน รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างคนในทีมมากเป็นพิเศษ</span></p>
<h3>วิธีสื่อสารของการ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่การ Mentoring จะมีการสื่อสารที่ตรงและรวดเร็วมากกว่า เพราะคนที่เป็นพี่เลี้ยงจะต้องใช้วิธีถ่ายทอดประสบการณ์, วิธีการทำงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เรียนนำไปใช้ต่อได้อย่างชัดเจน ครบถ้วน ไม่ใช้การพูดกว้าง ๆ แล้วเปิดโอกาสให้ตกตะกอน พนักงานจึงมีโอกาสคิดและค้นหาวิธีการของตนเองน้อยกว่าการเรียนแบบ Coaching</span></p>
<h3>โครงสร้าง (Structure)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8932" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 631"></p>
<h3>โครงสร้างของการ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนแบบ Coaching จะมีรูปแบบที่ชัดเจนตายตัวกว่า เพราะองค์กรมักจัดอบรมในเวลาที่กำหนดไว้แล้ว และเกิดขึ้นในช่วงที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ไปสู่พนักงาน เช่นเมื่อต้องให้ความรู้กับคนที่กลายมาเป็นผู้นำครั้งแรก, การสอนเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการทำงานให้พนักงานใหม่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปรับแนวคิดของพนักงานให้สอดคล้องกับภาพรวมขององค์กร</span></p>
<h3>โครงสร้างของการ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการ Mentoring จะมีความสบาย ๆ และมีความเป็นส่วนตัว (Individual) มากกว่า เช่นเกิดขึ้นเมื่อพนักงานมีเรื่องที่ทำไม่ได้ และผู้นำทีมเห็นว่ามีรุ่นพี่หรือพนักงานเก่าที่เป็นประโยชน์หากเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้โดยตรง จึงค่อยนำไปสู่การนัดหมาย กลายเป็นการอบรมแบบไม่เป็นทางการ (Informal) ในท้ายที่สุด </span></p>
<h3>คุณสมบัติ (Qualification)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-10632" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/joao-ferrao-4YzrcDNcRVg-unsplash-scaled.jpg" alt="joao ferrao 4YzrcDNcRVg unsplash scaled" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 632"></p>
<h3>ความเหมาะสมของคนที่ทำ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่จะเป็นโค้ชได้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรระดับสูง หรือผ่านการอบรมในหัวข้อที่จะมาสอนคนอื่นอย่างเป็นทางการ น่าเชื่อถือ และพิสูจน์ได้ </span></p>
<h3>ความเหมาะสมของคนที่ทำ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นพี่เลี้ยงไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองอะไรเป็นพิเศษ สามารถเป็นแค่รุ่นพี่หรือพนักงานเก่าที่ทำงานเก่ง และมีองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นก็พอ</span></p>
<h3>จุดที่ต้องให้ความสำคัญ (Focus)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8318" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/c37a49f5f179eb6cff802d6f72bec495-1.jpg" alt="การสรรหาบุคลากรภายในองค์กร Internal Recruitment HR NOTE" width="500" height="250" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 633"></p>
<h3>จุดที่ต้องให้ความสำคัญของการ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Coaching ให้ความสำคัญกับการพัฒนาในภาพรวม (Overall) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เน้นไปที่การเสริมทักษะ เสริมความคิด สร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าการทำงานให้เสร็จนั้นดีอย่างไร จำเป็นต้องมีมุมมองและค่านิยมแบบไหน ถือเป็น Performance-Driven Method หมายถึงการเรียนการสอนเพื่อให้พนักงานเข้าใจคุณค่าของงานและมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด </span></p>
<h3>จุดที่ต้องให้ความสำคัญของการ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การ Mentoring ถือเป็น Professional Development Method หมายถึงการพัฒนาทักษะอย่างเฉพาะเจาะจงเฉพาะในหัวข้อที่พนักงานต้องการรู้ เพื่อให้พนักงานกลายเป็นคนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น สามารถทำงานได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปคือ Coaching เน้นไปที่การเพิ่มทักษะ (Upskill) ที่จำเป็น แต่ Mentoring คือการบอกว่าทักษะที่มีนั้นต้องเอาไปใช้อย่างไร (Guidance) ถึงจะเหมาะกับงานที่ถืออยู่ที่สุด</span></p>
<h3>ระยะเวลา (Timeline)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11263" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/shutterstock_554803219-3-scaled.jpg" alt="shutterstock 554803219 3 scaled" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 634"></p>
<h3>ระยะเวลาของการ Coaching</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Coaching ใช้เวลาไม่นานนักเพราะเป็นเพียงการพูดถึงภาพรวมของสิ่งที่ทำอยู่ เมื่อพนักงานทำตามเป้าหมายได้สำเร็จแล้ว การเรียนการสอนก็จะจบลงตรงนั้น เพราะ Coaching มักกำหนดเป็นหัวข้อเรียนรู้ที่ตายตัว</span></p>
<h3>ระยะเวลาของการ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การ Mentoring คือการวางแผนในระยะยาว เมื่อพนักงานประสบความสำเร็จในหัวข้อหนึ่ง ประสบการณ์ของพี่เลี้ยงก็จะบอกต่อได้ว่าสิ่งที่พนักงานจะต้องเจอต่อไปคืออะไรและมีวิธีรับมืออย่างไร การ Mentoring ที่ดีจะทำให้เกิดมิตรภาพ (Friendship) ที่ก่อประโยชน์นอกเวลางานอีกด้วย</span></p>
<h3>รูปแบบความสัมพันธ์ (Relationship)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-7898" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1245379747-1.jpg" alt="CRM Candidate Relationship Management HR Note" width="500" height="317" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 635"></p>
<h3>รูปแบบความสัมพันธ์ของการ Coaching และรูปแบบความสัมพันธ์ของการ Mentoring</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Coaching มักทำเป็นหมู่คณะ และพูดในประเด็นที่กว้าง ทำให้ความสัมพันธ์ของโค้ชและผู้เรียนไม่ใกล้ชิดเท่าความสัมพันธ์ของพี่เลี้ยงกับผู้เรียน ที่มักร่วมงานกันแบบตัวต่อตัวและคุยในประเด็นที่เฉพาะเจาะจงกว่า</span></p>
<h2>ทักษะที่จำเป็นสำหรับการ Coaching และ Mentoring</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13162" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/main-qimg-967d580d60f831ca9791709cad467671-pjlq.jpeg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="600" height="339" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 636"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านมาถึงตอนนี้หลายคนคงอยากลองทำงานด้าน Coaching และ Mentoring ดูบ้าง ดังนั้นเราไปหาคำตอบกันดีกว่าคนที่ทำงานในสายเหล่านี้ต้องมีทักษะด้านใดเป็นพิเศษ</span></p>
<h3>ทักษะที่จำเป็นสำหรับการ Coaching</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โค้ชต้องผ่านการรับรองอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ หรือเป็นที่ยอมรับในสายงานที่กำลังสอนอยู่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องมีทักษะในการเข้าหาผู้อื่น เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเป็นคนเก่งแต่ไม่สามารถทำให้พนักงานหยุดฟังได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องสามารถวางแผนกลยุทธ์ที่ดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด (Maximize Resources)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องกล้าชนกับปัญหา และแสดงให้คนอื่นเห็นว่าปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปรับทัศนคติให้ผู้เรียนทำตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่สอนสามารถนำไปใช้ได้จริง (Make It Real)</span></li>
</ul>
<h3>ทักษะที่จำเป็นสำหรับการ Mentoring</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องมีความอยากสอนผู้อื่นเสมอ ไม่เลือกเฉพาะคนที่ถูกใจ ต้องอยากสอนทุกคนตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเท่าเทียมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและมีความรู้ในเรื่องที่ให้คำแนะนำออกไป และคำแนะนำทั้งหมดต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องวิเคราะห์ต่อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกไร้ค่า แต่ควรทำให้รู้สึกสบายใจในการทำงาน มีความมั่นใจมากขึ้นจากคำแนะนำของเรา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พร้อมที่จะให้คำแนะนำในระยะยาว เป็นผู้ฟังที่ดี พร้อมแก้ไขปัญหา และมองเป้าหมายเป็นที่ตั้งเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องหาความรู้ตลอดเวลา เพราะไม่มีทางที่เราจะเข้าใจปัญหาและเป้าหมายของพนักงานที่เราดูแลได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นหากต้องการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์จริง พี่เลี้ยงต้องศึกษาภาพรวมให้ดีก่อนพูดอะไรออกไป</span></li>
</ul>
<h2>ประโยชน์ของการสอนพนักงานด้วยวิธี Coaching และ Mentoring</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13165" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/process-improvement-concept-above-human-hand-levitating-190268666.jpg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="600" height="370" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 637"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถอธิบายประโยชน์ของการพัฒนาทักษะพนักงานในรูปแบบใดก็ตามได้ดังนี้</span></p>
<h3>ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Engagement)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่พนักงานมีส่วนร่วมอยู่เสมอจะมี ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และมีอัตราการลาออกที่ต่ำลง เพราะเป้าหมายของการทำงานคือการทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่าและรู้สึกว่าตนเป็นคนที่ดีขึ้นมี ฝีมือมากขึ้น ซึ่งการอบรมพนักงานทุกรูปแบบจะทำให้พนักงานเห็นว่าองค์กรใส่ใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของตน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนสามารถกลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้จากการทำงานร่วมกับองค์กรนี้ ยิ่งเมื่อการวัดผลออกมาในแง่บวก พนักงานก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับการอบรมในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกรูปแบบอบรมที่เหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งคนไกลสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรมีความแข็งแรง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทุกประเภท</span></p>
<h3>สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี (Work Environment)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ในองค์กรจะทำให้สมาชิกแต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยเหลือกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทั้งระหว่างการเรียนตลอดจนเมื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง การจัดอบรมในองค์กรยังเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานแต่ละแผนกได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ช่วยให้การติดต่อสื่อสารคล่องตัวกว่าที่เคย ซึ่งภาพรวมทั้งหมดเหล่านี้คือรากฐาน (Foundation) ขององค์กรที่ดี</span></p>
<h3>ช่วยสร้างความมั่นใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงาน คนที่มีความสามารถ แต่ไม่มั่นใจตัวเองจะไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดี เพราะไม่สามารถตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่อองค์กรได้ ดังนั้นการเรียนทั้งแบบกลุ่มและแบบส่วนตัวจะช่วยให้พนักงานมีความมั่นใจมากขึ้น รู้จักวิธีแก้ปัญหาแบบเป็นขั้นตอน มีความสมเหตุสมผล สามารถนำประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดเพื่ออ้างอิงในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้จากคนที่เคยอยู่ในตำแหน่งเดียวกันมาก่อน จะทำให้พนักงานเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนขึ้น ทำให้คาดเดาได้ว่าเขาจะต้องเจออะไรบ้างในอนาคต เกิดการเตรียมตัวล่วงหน้า ทำให้การเปลี่ยนผ่านหรือต่อยอดง่ายกว่าเดิม ขณะเดียวกันหากเรามีรูปแบบพี่เลี้ยงหรือการอบรมตั้งแต่ทำงานวันแรก (Onboarding Process) ก็จะช่วยให้พนักงานใหม่มั่นใจในศักยภาพขององค์กรเช่นกัน</span></p>
<h2>หาการอบรมที่ใช่และเหมาะกับองค์กรได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9014" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="500" height="210" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 638"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมพนักงานไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำแบบขอไปที เพราะองค์กรต้องเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลา หากไม่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนหรือไม่สามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้ การอบรมดังกล่าวก็จะเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการ Coaching หรือ Mentoring ด้านของ HR ควรตั้งเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ โดยที่การวางแผนตรงนี้จะนำไปสู่การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดได้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าองค์กรของคุณเหมาะกับ</span><span style="font-weight: 400;">วิธีเรียนรู้แบบไหน</span><span style="font-weight: 400;"> เราขอแนะนำให้ใช้ที่ปรึกษา </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Consulting</span></a><span style="font-weight: 400;"> และลองค้นหาการอบรมที่ใช่ผ่านบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><a href="https://th.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย รับรองว่าจะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นแน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นการ Coaching หรือ Mentoring สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องหาแนวทางเพื่อช่วยให้พนักงานมีฝีมือมากขึ้น โดยไม่ใช่แค่เพื่อผลประโยชน์ขององค์กร แต่เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าการทุ่มเทเวลาให้กับองค์กรมีความหมาย และพวกเขาสามารถกลายเป็นคนที่มีฝีมือมากขึ้น ทำงานที่ถูกมอบหมายได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการวางแผนอนาคตในหน้าที่การงาน (Career Path) มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ละเลยเรื่องนี้และทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนนิ่งอยู่กับที่ จะมีโอกาสเสียพนักงานไปให้กับองค์กรที่มีสวัสดิการดีกว่าโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญ นอกจากจะต้องเสียเวลาหาพนักงานใหม่แล้ว องค์กรยังไม่มีศักยภาพมากพอในการเติบโต หรือร้ายที่สุดคือไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจนต้องล้มหายไปจากโลกธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้จักเลือกรูปแบบการสอนที่เหมาะกับองค์กร ต้องเข้าใจว่าวิธีสื่อสารแบบไหนที่เหมาะกับพนักงาน หรือหัวข้อใดบ้างที่ยังคงขาดหาย และจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาโดยด่วน หากเราวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง ก็รับรองได้เลยว่าความสำเร็จรออยู่ไม่ไกล</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14961 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/ad254b25579bdbad67cc08296b42e313.jpg" alt="ad254b25579bdbad67cc08296b42e313" width="1600" height="500" title="Coaching vs Mentoring สอนอย่างไรให้พนักงานอยากเรียน 639"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/40XyvKq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/40XyvKq</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://indeedhi.re/43njDXQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/43njDXQ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/2KRrB34" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2KRrB34</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230417-lonely-at-the-top/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Apr 2023 02:05:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Lonely at the Top]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230417-lonely-at-the-top/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ไม่ว่าจะทำงานอะไร ทุกคนย่อมมีเป้าหมายในการพัฒนาไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น แต่รู้ไหมว่ามีหลายคนที่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจแล้ว แต่กลับเจอสภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาวที่เรียกว่า “ความเหงาในกลุ่มผู้นำ” (Love at The Top) ปัญหานี้ขยายตัวมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่พนักงานอยู่ห่างไกลและมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง นิยมทำงานแบบตัวคนเดียวมากขึ้น จึงไม่แปลกที่คนจะรู้สึกเหงา โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีใครสามารถให้คำแนะนำได้ University of Pennsylvania กล่าวว่า แม้คนในปัจจุบันจะเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น แต่การเอาแต่พร่ำบ่นถึงความเหงาและความเหน็ดเหนื่อยทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ และเมื่อปล่อยเอาไว้นาน ก็จะกระทบกับความมั่นคงและอาชีพการงานได้ การแก้ไขปัญหา Lonely at The Top ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่องค์กรควรช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจภายในทีมและวัดผลให้ถี่ขึ้น รวมถึงการร่วมกันหานโยบายใหม่ ๆ ให้ทันเหตุการณ์เพื่อสนับสนุนให้พนักงานมีทักษะที่จำเป็น เราคงเคยได้ยินประโยคว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวกันอยู่บ่อยครั้ง (Love at The Top)  เพราะยิ่งอยู่ในตำแหน่งใหญ่เท่าไร เราก็ต้องมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น อย่างน้อยก็ต้องมีทักษะของความเป็นผู้นำ ซึ่งมีความเด็ดขาดมากขึ้น  จนอาจไม่เป็นที่ถูกใจของพนักงานบางคน ที่เคยเห็นเราอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่ายและสบายใจมากกว่า หากสังเกตจะเห็นว่าองค์กรที่มีปัญหาลักษณะนี้ มักเป็นองค์กรที่มีปัญหาในด้านการสื่อสาร และมีการแบ่งลำดับขั้นของพนักงานอย่างจริงจัง จนไม่เกิดสภาวะของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ไม่เกิดการพูดคุย นำไปสู่ความอึดอัดและยากที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร เป็นผู้นำแล้วจะเหงาขึ้นจริงไหม ? อะไรคือสาเหตุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">ไม่ว่าจะทำงานอะไร ทุกคนย่อมมีเป้าหมายในการพัฒนาไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น แต่รู้ไหมว่ามีหลายคนที่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจแล้ว แต่กลับเจอสภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาวที่เรียกว่า “ความเหงาในกลุ่มผู้นำ” (Love at The Top)</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">ปัญหานี้ขยายตัวมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่พนักงานอยู่ห่างไกลและมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง นิยมทำงานแบบตัวคนเดียวมากขึ้น จึงไม่แปลกที่คนจะรู้สึกเหงา โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีใครสามารถให้คำแนะนำได้</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">University of Pennsylvania กล่าวว่า แม้คนในปัจจุบันจะเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น แต่การเอาแต่พร่ำบ่นถึงความเหงาและความเหน็ดเหนื่อยทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ และเมื่อปล่อยเอาไว้นาน ก็จะกระทบกับความมั่นคงและอาชีพการงานได้</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">การแก้ไขปัญหา Lonely at The Top ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่องค์กรควรช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจภายในทีมและวัดผลให้ถี่ขึ้น รวมถึงการร่วมกันหานโยบายใหม่ ๆ ให้ทันเหตุการณ์เพื่อสนับสนุนให้พนักงานมีทักษะที่จำเป็น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14921" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-08.42.08.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 08.42.08" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 649"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคงเคยได้ยินประโยคว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวกันอยู่บ่อยครั้ง (Love at The Top)  เพราะยิ่งอยู่ในตำแหน่งใหญ่เท่าไร เราก็ต้องมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น อย่างน้อยก็ต้องมีทักษะของความเป็นผู้นำ ซึ่งมีความเด็ดขาดมากขึ้น  จนอาจไม่เป็นที่ถูกใจของพนักงานบางคน ที่เคยเห็นเราอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่ายและสบายใจมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสังเกตจะเห็นว่าองค์กรที่มีปัญหาลักษณะนี้ มักเป็นองค์กรที่มีปัญหาในด้านการสื่อสาร และมีการแบ่งลำดับขั้นของพนักงานอย่างจริงจัง จนไม่เกิดสภาวะของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ไม่เกิดการพูดคุย นำไปสู่ความอึดอัดและยากที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นผู้นำแล้วจะเหงาขึ้นจริงไหม ? อะไรคือสาเหตุ และความเหงาส่งผลกับการทำงานอย่างไรบ้าง </span><a href="http://th.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะพาทุกคนไปหาคำตอบผมพร้อม ๆ กัน</span></p>
<h2>ทำไมเราถึงต้องใส่ใจภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว Lonely at the Top หรือความเหงาของผู้นำ ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14926" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-08.56.28.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 08.56.28" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 650"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น ระดับความสัมพันธ์ของคนในองค์กรก็ลดลง แน่นอนว่าทุกคนสามารถทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานที่พัฒนาให้สอดคล้องกับการทำงานอยู่บ้านมากยิ่งขึ้น แต่แม้จะประชุมออนไลน์หรือสื่อสารกับคนอื่นได้ง่ายแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันต่อหน้า และแก้ไขปัญหาแบบหยิบจับได้เป็นรูปธรรม ดังนั้นคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ครั้งแรกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จึงต้องเจอความเครียดและกดดันมากกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจของ </span><a href="https://hbr.org/2012/02/its-time-to-acknowledge-ceo-lo" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">RHR International</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าผู้นำกว่าครึ่งมีอาการเหงา (Lonely at The Top) ขณะดำรงตำแหน่งนี้ และมี 61% ที่มองว่าความเหงาดังกล่าวส่งผลเสียต่อการทำงาน  ที่สำคัญความเหงายังไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้ แต่เป็นความรู้สึกว่าตนกำลังถูกตัดขาดจากสังคม (Isolate) ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่กว่า และทำให้เกิดความเครียด แม้ตนจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือมีอำนาจกว่าเดิมก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้แม้เกิดกับผู้นำเพียงคนเดียว แต่ก็มีรากฐานมาจากโครงสร้างทั้งหมดขององค์กร เช่น หากองค์กรมีวัฒนธรรมด้านความเห็นอกเห็นใจที่แข็งแรง มีวัฒนธรรมของการสื่อสารที่แข็งแรง ทุกฝ่ายก็จะเข้าใจว่านโยบายหรือคำสั่งของผู้นำนั้นเต็มไปด้วยความหวังดีทั้งกับตนและกับผลประโยชน์ขององค์กร ขณะที่ HR เอง ก็ต้องหากลยุทธ์ใดก็ได้มาช่วยพัฒนาทัศนคติของผู้นำ ให้เข้าใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในบริบทและเงื่อนไขใด เรียกว่าทุกฝ่ายต้องเติบโตไปด้วยกัน องค์กรที่แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้จะไม่มีทางก้าวไปสู่จุดที่ยิ่งใหญ่กว่าได้เลย</span></p>
<h2>สาเหตุของภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว Lonely at the Top ความเหงาของผู้นำคืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14927" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-08.57.05.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 08.57.05" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 651"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพมากขึ้นว่าภาวะความเหงาของผู้นำจุดปะทะจากเรื่องใดได้บ้าง  เราขอนำข้อมูลจาก </span><a href="https://www.wsj.com/articles/BL-SOURCEB-22878" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Wall Street Journal</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาอ้างอิง ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">WSJ เล่าว่าคนที่มีภาวะ Lonely at the Top มักตั้งข้อสงสัยกับความหวังดีของผู้อื่น  ในเชิงจิตวิทยาแล้วเมื่อมีคนทำดีกับเรา สมองของเราจะสั่งการให้ตั้งคำถามทันทีว่าคนเหล่านั้นหวังดีกับเราเพราะอะไร มีความต้องการใดแอบแฝงหรือเปล่า ซึ่งหากเราเป็นเพียงพนักงานทั่วไปหรือในสถานการณ์อื่นตามปกติ เราก็จะหาเหตุผลมาอธิบายได้ไม่ยาก เช่น “เพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกันเราจึงได้รับของขวัญวันเกิด” เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำจะทำให้เรามีทัศนคติบางอย่างเปลี่ยนไป เช่น หากมีลูกค้าเข้าหาบ่อย ๆ พร้อมของฝาก จากการรู้สึกดีในตอนแรก เราก็จะตั้งคำถามขึ้นมาในหัวทันที ว่าคนเหล่านี้ทำดีกับเราเพราะหวังผลประโยชน์จากตำแหน่งของเราเท่านั้น เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้น จะทำให้เรามองทุกอย่างในแง่ลบทันที จนรู้สึกว่าคนรอบตัวไม่สามารถไว้ใจได้ เป็นการปฏิเสธตัวเองออกจากสังคม ทำให้เกิดระยะห่างและมีลำดับขั้นที่ชัดเจนขึ้น จนนำไปสู่สภาวะ Lonely at The Top ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะเห็นว่าคนที่เป็นผู้นำมักเริ่มมีปัญหากับการกระทำของผู้อื่น แม้จะมาในรูปแบบของความหวังดีก็ตาม ประเด็นนี้พูดได้โดยสรุปว่าคนที่เป็นผู้นำเริ่มไว้ใจคนอื่นน้อยลง และตั้งธงว่าคนที่เราจะเชื่อมั่นได้ต้องเป็นคนที่ทำตามแผนงานที่วางเอาไว้ หรือทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดเท่านั้น WSJ กล่าวต่อว่าปัญหาคือคนที่เป็นผู้นำมักหาเหตุผลที่จะไม่เชื่อใจคนอื่น เป็นกลไกป้องกันตัวเหมือนการสรรหา Worst Case Scenario</span> <span style="font-weight: 400;">ทั้งที่ความจริงไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรือทำถูกใจเราไปเสียทุกเรื่อง ความไม่พอใจตรงนี้จะทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวคล้ายกับคนอกหัก และไม่อยากเชื่อใจใครอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะ Lonely at The Top มักเกิดจากความไม่เชื่อมั่นลึก ๆ ในหัวสมองจนไม่กล้าหันไปหาคนรอบตัว เพื่อปรึกษาขอความช่วยเหลือ แม้แต่ในวันที่เราอ่อนแอ เพราะกลัวว่าจะลดทอนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของตน จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นหน้าที่ของ HR ที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้โดยตรง</span></p>
<h2>ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว Lonely at the Top ความเหงาของผู้นำส่งผลกับการทำงานอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14928" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-08.57.54.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 08.57.54" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 652"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ปัจจุบันจะเป็นยุคที่เราให้ความสำคัญกับความรู้สึกและสภาพจิตใจผู้อื่นมากขึ้น แต่วิจัยจาก </span><a href="https://knowledge.wharton.upenn.edu/podcast/knowledge-at-wharton-podcast/no-employee-is-an-island/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">University of Pennsylvania</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า แม้การบอกความรู้สึกเหงาไปสู่คนอื่นจะนำพาซึ่งการพูดคุยและความเข้าอกเข้าใจ แต่การบ่นว่าเหงามากเกินไปจะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนรู้สึกว่าเราอ่อนแอ ไม่สามารถจัดการอารมณ์และเนื้องานตามหน้าที่ของตนได้ ดังนั้นหากคุณอยู่ในภาวะ Lonely at The Top นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ</span></p>
<h3>เลิกโทษตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกเหงานำมาซึ่งความเครียด และความเครียดอาจทำให้คนเริ่มหันไปโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนตีตัวออกห่าง เราจะเริ่มตั้งคำถามว่าเรามารยาทแย่ไปไหม หรือทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงานน้อยไปหรือไม่ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นมากในกลุ่มผู้นำหน้าใหม่ที่ก้าวไปอยู่ในที่สูง แต่รู้สึกว่ายังไม่ถูกยอมรับเท่าที่ควร ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่คุณต้องทำคือการเข้าใจว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร และไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจ แม้คนนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวในตำแหน่งเดียวกันมาก่อนก็ตาม เพราะสุดท้ายองค์กรก็มีกฎระเบียบให้ทำตามครอบคลุมพนักงานทุกคนอยู่แล้ว หากเราทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ที่เราทำได้ตามสมควร</span></p>
<h3>ทำตัวน่ารักกับคนอื่นบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าคิดว่าการอยู่ในจุดที่สูง แล้วทุกคนจะอยากเข้าหาเรา ให้นึกถึงตัวเองตอนเป็นพนักงานก็ได้ ว่ามีกี่ครั้งที่เราอยากจะเดินไปพูดคุยกับผู้บริหารแบบตัวต่อตัว ดังนั้นเราต้องทำให้พนักงานรู้สึกถึงความจริงใจ เริ่มง่าย ๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์ในแง่บวก เช่น การชมคนใกล้ตัวว่าแต่งตัวสวยจัง, แต่งตัวทำงานเก่งจัง, มารยาทดีจัง หรือแม้แต่การชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อให้พวกเขาเห็นเราในแง่มุมที่ต่างออกไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราสามารถให้ขนมและของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมอบน้ำใจในโอกาสที่พนักงานต้องการความช่วยเหลือ หากเราทำให้อีกฝ่ายเห็นถึงความใส่ใจ ก็จะมีคนกล้าเข้าหาเรามากขึ้น ช่วยแก้ไขเรื่องความเหงาในการทำงานได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14929" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-08.59.55.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 08.59.55" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 653"></p>
<h3>ถามตัวเองว่าเรามีลักษณะที่แปลกแยกกับคนรอบข้างหรือไม่ ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้วมนุษย์จะไม่คุยกับคนที่รู้สึกว่าพูดคนละภาษา (Inclusive Language) ลองสังเกตุดูว่าตัวตนของเรามีอะไรที่แตกต่างจากกลุ่มคนอื่น ๆ หรือไม่ เช่นลักษณะการแต่งกาย สิ่งที่สนใจ หรือแม้แต่หัวข้อสนทนา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องสังเกตว่าเมื่ออยู่กับผู้อื่น เราเป็นคนที่พูดเรื่องงานมากเกินไปหรือไม่ ? เราเป็นคนที่พูดเรื่องการเมืองมากไปหรือไม่ ?​ หรือเราเป็นคนที่ชอบพูดจาลามกหรือไม่ ? การสังเกตุตรงนี้จะทำให้เราเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น นำไปสู่การวางแนวทางปรับตัวให้เป็นที่รักของผู้อื่นมากกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกมุมหนึ่งคือการสำรวจว่าเราถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองในออฟฟิศหรือไม่ ? หากเราดูเป็นคนที่เลือกข้าง ก็เป็นเรื่องยากที่ผู้อื่นจะไว้ใจ รู้ไหมว่าเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ต่างมีผลที่ทำให้เกิดภาวะ Lonely at The Top ทั้งสิ้น</span></p>
<h3>สังเกตผู้นำคนอื่นในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีทางที่ผู้นำทุกคนในองค์กรจะประสบกับสภาวะนี้ เพราะหากเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีทางเลยที่องค์กรจะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ หรือสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ แปลว่า ภายใต้ความกดดันที่เกิดขึ้น มีทั้งคนที่ไม่รู้สึกเหงา และคนที่รู้สึกเหงาแต่จัดการความรู้สึกได้ ดังนั้นเราสามารถเข้าไปสอบถามได้เลย วิธีนี้อาจได้ผลดีกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลด้วยซ้ำ เพราะพนักงานภายในเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรมากกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14930" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.00.33.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.00.33" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 654"></p>
<h3>ลาออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการทำงาน คือการพัฒนาไปเป็นคนที่มีฝีมือยิ่งขึ้น ดังนั้นหากการเป็นผู้นำในที่หนึ่งสร้างความรู้สึก Lonely at The Top เกิดความเหงา ความไม่สบายใจขึ้นมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตในองค์กรอื่นได้ ให้คิดเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองขนาดนั้น สามารถถอยออกมาและหาทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลย วิธีนี้จะทำให้เราได้เห็นโลกใหม่ ๆ และอาจพาเราไปพบกับกระบวนการทำงานที่ตรงกับค่านิยมยิ่งขึ้น</span></p>
<h2>HR สามารถเอาชนะภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว Lonely at the Top ความเหงาของผู้นำได้อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวจนสามารถทำให้องค์กรล่มสลายได้ แต่ก็เป็นภาวะที่อาจทำให้คนรอบตัวรู้สึกไม่สบายใจ กลายเป็นบรรยากาศเชิงลบ และนำไปสู่การลาออกของพนักงานบางคนได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย  เราสามารถแก้ไขและพัฒนาองค์กรไปในทิศทางที่ดีได้ด้วยวิธีเหล่านี้</span></p>
<h3>จัดอบรมทัศนคติของผู้นำ (Mindset Coach)</h3>
<p><a href="https://www.nytimes.com/2015/07/26/opinion/not-lonely-at-the-top.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า ในกลุ่มผู้นำที่ไม่รู้สึกเหงานั้นมีความคิดเห็นร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมองว่าการมีอำนาจคือสิทธิ์ในการกำหนดโชคชะตา (Fate) ของตนเอง ดังนั้นหากผู้นำ รู้จักนำอำนาจที่มีไปบริหารจัดการให้ดี ความสัมพันธ์ของคนในทีมก็จะใกล้ชิด เกิดวัฒนธรรมของการสื่อสาร (Communication Culture) แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กันได้ทั้งจากบนลงล่าง, จากล่างขึ้นบน และจากระนาบเดียวกัน การทำงานก็จะคล่องตัว ไม่รู้สึกเหงาแม้จะมีเนื้องานที่หนักขึ้น</span></p>
<h3>สร้างระบบสนับสนุน (Support System)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องความเหงาของคนที่เป็นผู้นำ มักเกิดจากความเชื่อใจ  ลองนึกภาพตามว่าเรากำลังปีนอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง และเราประสบความสำเร็จ ได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดคน บางคนจะคิดว่าเรามาถึงจุด นี้ได้ด้วยการสนับสนุนจากคนอื่น ขณะที่บางคนจะรู้สึกว่าเราก้าวขึ้นมาได้ตัวเอง หันซ้ายหันขวาไปก็ไม่เจอใคร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทัศนคติที่แตกต่างกันนี้ทำให้ผู้นำ บางคนรู้สึกว่าแม้จะมีปัญหาแค่ไหนก็ไม่สามารถคุยกับคนรอบตัวได้ เพราะเราเป็นคนที่เหนือกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า แถมหากปรึกษาในประเด็นที่ไร้สาระก็อาจจะถูกมองว่าไม่มีความสามารถ ไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำ เราแก้ไขเรื่องนี้ได้ด้วยการแต่งตั้งคนที่ผู้นำไว้ใจมาเป็นคู่หูคอยแชร์ไอเดีย (Idea Bouncing) แค่นี้กระบวนการทำงานก็จะผ่อนคลายยิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14931" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.01.19.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.01.19" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 655"></p>
<h3>HR ต้องช่วยบอกกับพนักงานว่าหัวหน้าของเราก็คนธรรมดา ยิ่งชื่นชมมาก ก็เสี่ยงต่อการผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น (Admire = Isolation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่พนักงานมองตัวผู้นำยอดเยี่ยมเกินไป ในขณะที่ยังไม่เคยร่วมงานกัน บางคนอาจมองว่าหัวหน้าคนนั้นมีความสามารถมาก เป็นเหมือนฮีโร่ต้นแบบที่อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นได้บ้าง โดยลืมไปว่าเราอาจได้เห็นผู้นำคนดังกล่าวเพียงด้านเดียว เช่นในห้องประชุมรวม หรือเมื่อเป็นผู้รับสารเพียงเท่านั้น เหตุนี้จึงไม่แปลกหากพนักงานจะรู้สึกแย่เมื่อได้ร่วมงานกับหัวหน้าที่เคยเป็นฮีโร่  แต่มีฝีมือไม่ตรงกับที่วาดฝันเอาไว้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความไม่เชื่อมั่นตรงนี้เองที่ทำให้พนักงานรู้สึกอยากตีตัวออกห่าง เมื่อผู้นำสั่งงานก็รู้สึกผิดหวัง และคิดว่าเป็นคำสั่งที่ไม่มีประสิทธิภาพโดยไม่สนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ อารมณ์ว่ายิ่งคาดหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก</span></p>
<h2>ความลำบากของการเป็นผู้นำ คือสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตขึ้น</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14932" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.02.30.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.02.30" width="600" height="370" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 656"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทวิจัยเรื่อง </span><a href="https://www.igi-global.com/chapter/stress-and-its-relationship-to-leadership-and-a-healthy-workplace-culture/240305" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">“ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและสภาวะผู้นำ”</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดย David B. Ross, Julie A. Exposito และ Tom Kennedy กล่าวว่า “เมื่อผู้นำอยู่ในความเครียด ระบบประสาทจะสั่งการอย่างฉับพลัน ให้สามารถจดจ่อกับงานและมีปฏิกิริยากับเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่หากปล่อยให้อยู่ในความเครียดนานเกินไป ก็จะเปลี่ยนไปเป็นปัญหาแทน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อสรุปนี้ทำให้เห็นว่าหากเราบริหารจัดการความเครียดได้ดี เราก็สามารถสร้างประโยชน์จากสถานการณ์รอบตัวได้ นอกจากนี้การฝึกให้ผู้นำและพนักงานเข้าใจกับสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามครรลองของหน้าที่ ก็จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่แน่ใจว่าองค์กรของคุณควรปรับตัวอย่างไร หรือใช้ทักษะการอบรมแบบไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้านทรัพยากรบุคคลที่มากที่สุดในเมืองไทย จะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ไม่ต้องกังวล</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าความรู้สึกในการเป็นผู้นำจะเป็นอย่างไร จะตกอยู่ในกลุ่ม Lonely at The Top มากแค่ไหน แต่บุคคลดังกล่าวต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความเหงาในกลุ่มผู้นำเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดไป เพราะเนื้อหาบางอย่างก็เป็นความลับในกลุ่มผู้บริหารที่แชร์ได้เฉพาะกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ต้องปิดบังแม้กระทั่งคนในครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแทนที่จะโฟกัสเพียงการแก้ไขปัจจัยภายนอก หรือรอความช่วยเหลือจากคนอื่น ตัวผู้นำเองก็จำเป็นต้องใช้เวลากับการหาแนวทางแก้ไขด้วยตนเองด้วย  รับรองว่าแม้จะต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการสร้างรากฐานให้คุณก้าวไปเป็นผู้นำได้อย่างเป็นมืออาชีพ และประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าเดิมแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14923 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/b78d10c65f6d56d0a3d0979620a40ae0.jpg" alt="b78d10c65f6d56d0a3d0979620a40ae0" width="1600" height="500" title="เป็นผู้นำมันเหงา ! ภาวะยิ่งสูงยิ่งหนาว (Lonely at the Top) เป็นอย่างไร ? 657"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://whr.tn/3Jooy1d" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://whr.tn/3Jooy1d</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/42lzbur" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/42lzbur</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/42jiSOY" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/42jiSOY</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3yKNPOy" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yKNPOy</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://on.wsj.com/406R4v2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://on.wsj.com/406R4v2</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230410-office-safety/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2023 11:56:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ขโมย]]></category>
		<category><![CDATA[โจร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230410-office-safety/</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ HREX.asia จะอธิบายให้เข้าใจว่าคุณควรทำอย่างไร หากพบว่าสิ่งของในที่ทำงานหายอยู่บ่อยครั้ง หรือเกิดข้อสงสัยว่าพนักงานของคุณกำลังกลายเป็นหัวขโมย !]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block">
<p><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องขโมยในออฟฟิศถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลง หลังการระบาดของโรคโควิด-19</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สถิติระบุว่าองค์กรทั่วโลกต้องเสียเงินให้กับการขโมยในที่ทำงานรวมกันกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และพนักงานทุก ๆ 75 คนจะมี 1 คนที่เคยขโมยทรัพย์สินของบริษัทหรือเพื่อนร่วมงานมาแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การขโมยในที่ทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องของทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโจรกรรมข้อมูลหรือความลับองค์กร ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่กว่าการขโมยสิ่งของด้วยซ้ำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การสอบสวนพนักงานที่ต้องสงสัย ต้องทำอย่างให้เกียรติ เพราะหากเราตัดสินใจโดยปราศจากหลักฐาน และผลออกมาว่าพนักงานไม่ได้ทำผิด ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งของพนักงานและเพื่อนร่วมทีมโดยตรง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะมองว่าพนักงานมีปัญหา องค์กรสามารถเริ่มปรับปรุงที่ตัวเองก่อน โดยการตรวจสอบว่าสวัสดิการที่องค์กรมอบให้มีความเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ เพราะหากพนักงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเสี่ยงขโมยของซึ่งถือเป็นอาชญากรรม</span></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11695" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/iris-scanner-man-using-biometrics-unlock-door.jpg" alt="รู้ทันคนอื่นด้วยการอ่านภาษากาย และการใช้ Nonverbal Communication" width="600" height="370" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 658"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าอะไรที่ทำให้พนักงานออฟฟิศทั่วไปต้องกลายเป็นขโมย ? คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของจริยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรของเรากำลังมีปัญหา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจดูแลพวกเขาได้ไม่ดีพอ ให้สวัสดิการไม่ตรงกับสถานการณ์โลก หรือไม่ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับศีลธรรมมากพอ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ พฤติกรรมนี้ถือเป็นอาชญากรรมที่ต้องรีบจัดการและปล่อยผ่านไม่ได้อยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX.asia จะอธิบายให้เข้าใจว่าคุณควรทำอย่างไร หากพบว่าสิ่งของในที่ทำงานหายอยู่บ่อยครั้ง หรือเกิดข้อสงสัยว่าพนักงานของคุณกำลังกลายเป็นหัวขโมย !</span></p>
<h2>ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการจับโจรในที่ทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขโมยในที่ทำงาน ? ฟังแล้วอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วนี่คือปัญหาสำคัญที่องค์กรทั่วโลกกำลังหาทางแก้ไข เพราะประเด็นนี้มีองค์ประกอบหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจหลังเกิดโควิด-19 อ ตลอดจนการตั้งคำถามกับสวัสดิการขององค์กร ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของบุคลากรได้ดีพอแล้วหรือไม่ ? หาก HR ไม่สามารถตอบคำถามข้อนี้ได้อย่างชัดเจน ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารคน ซึ่งการขโมยในออฟฟิศก็เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพนักงานในบริษัทของเราไม่ได้กินดีอยู่ดีจนต้องหันมาขโมยสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้เราก็ต้องเสียทั้งภาพลักษณ์และทรัพยากรโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จาก</span><a href="https://matchr.com/hr-resources/employment-law/common-methods-of-employee-theft-and-how-to-handle-it/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สถิติ</span></a><span style="font-weight: 400;">พบว่าการขโมยของในออฟฟิศเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยแต่ละปีธุรกิจต้องเสียเงินให้กับการขโมยไม่ว่าจะแง่มุมไหนก็ตามสูงถึง </span><a href="https://www.sheerid.com/25-jaw-dropping-stats-about-employee-fraud/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">5 หมื่นล้านดอลลาร์</span></a><span style="font-weight: 400;"> แถมในพนักงานทุก ๆ 75 คน จะต้องมี 1 คนที่เคยขโมยของในออฟฟิศมาแล้ว ดังนั้นจะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ของคุณถูกขโมย, ความลับบริษัทถูกนำไปขายต่อให้บริษัทคู่แข่ง ฯลฯ การปล่อยผ่านเรื่องนี้จึงส่งผลเสียมากกว่าที่คิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไม่รวมถึงสถานการณ์ด้านการพนันออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทและได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน หลังจากที่มนุษย์ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ในช่วง Work From Home  การใช้อุปกรณ์ไอทีของบริษัทเพื่อเข้าไปใช้บริการแพลตฟอร์มการพนัน ถือเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลขององค์กรง่ายขึ้น จนเปรียบได้ว่าออฟฟิศทุกแห่งในโลกกำลังมีโจรรายล้อม และจ้องจะเล่นคุณอยู่</span></p>
<h2>ประเภทของขโมยในที่ทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14837" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-18.55.09.jpg" alt="Screenshot 2566 04 10 at 18.55.09" width="600" height="370" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 659"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจรในที่ทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องเล็ก ๆ อย่างการขโมยปากกา หรือของในตู้เย็นเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วโจรสามารถขโมยสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งอาจเป็นความลับของบริษัท และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคง รวมถึงกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ทำให้ฝ่ายบุคคลต้องหาทางรับมือและแก้ไขให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะบานปลาย จนไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป โดยเราได้แบ่งประเภทของการขโมยในออฟฟิศออกมาดังนี้</span></p>
<h3>1. การขโมยผลิตภัณฑ์ (Inventory)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขโมยประเภทนี้ หมายถึงการขโมยผลิตภัณฑ์ขององค์กร หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน จำพวกปากกา, ที่เย็บกระดาษ หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัวอย่างทิชชูในห้องน้ำ  ไม่ว่าจะต้องการนำสิ่งของเหล่านี้ไปใช้เอง ใช้กับครอบครัวหรือนำไปขายก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้อาจเกิดจากความไม่ตั้งใจก็ได้ เช่น พนักงานรู้สึกว่าของในออฟฟิศเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถหยิบใช้ได้อย่างไม่จำกัด จึงนำกลับไปใช้ที่บ้านเพื่อหวังลดค่าใช้จ่ายของตนเอง หากเป็นในลักษณะนี้ แปลว่าองค์กรให้การอบรมเรื่องจริยธรรมและทักษะเคารพส่วนรวมแก่พนักงานไม่เพียงพอ หรืออีกกรณีหนึ่งคือองค์กรไม่สามารถให้ค่าจ้างที่เหมาะสมกับความต้องการของพนักงาน จนทำให้พนักงานต้องขโมยข้าวของเพื่อความอยู่รอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดที่น่ากังวลที่สุดก็คือสินค้าบางตัวอาจเป็นเพียงสินค้าตัวอย่าง ซึ่งจำเป็นต้องปิดเป็นความลับ หรือยังไม่สามารถใช้งานอย่างสมบูรณ์ การหยิบไปโดยไม่บอกกล่าวนอกจากจะทำให้บริษัทต้องสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจนำไปสู่อันตรายได้อีกด้วย</span></p>
<h3>2. การขโมยบริการ (Services)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วออฟฟิศจะมีสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับพนักงาน ซึ่งสวัสดิการบางส่วนอาจเป็นสิทธิ์ที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถใช้บริการของบริษัทได้ฟรีในจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตามอาจมีประเด็นที่พนักงานสังเกตว่าระบบบันทึกข้อมูลขององค์กรมีข้อผิดพลาด และตั้ง ใจใช้ประโยชน์จากจุดนั้นเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้บริการได้มากยิ่งขึ้น เกินกว่าสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ กรณีนี้จะทำให้องค์กรต้องเสียงบประมาณ แถมยังทำให้พนักงานบางส่วนต้องปฏิบัติหน้าทีเกินความจำเป็นเพื่อตอบสนองการใช้สิทธิ์ที่เกินจากแผนที่วางไว้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14830" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-18.47.31.jpg" alt="Screenshot 2566 04 10 at 18.47.31" width="600" height="370" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 660"></p>
<h3>3. การขโมยข้อมูล (Data)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขโมยประเภทนี้คือสิ่งที่ส่งผลเสียต่อการทำงานมาก และสามารถมีมูลค่าความเสียหายสูงเป็นประวัติการณ์ แถมยังทำให้ความเชื่อมั่นของคู่ค้าและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลดลง</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ประเภทของการโจรกรรมข้อมูลประกอบด้วย</span></i></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขโมยสิ่งที่เป็นความลับทางธุรกิจ (Trade Secret) เช่น สูตรน้ำจิ้มสุกี้เจ้าดัง, ส่วนผสมเครื่องดื่มน้ำดำระดับโลก หรือสูตรทอดไก่ในตำนาน เป็นต้น ข้อมูลเหง่านี้หากหลุดออกไป อาจทำให้เกิดการลอกเลียนแบบทางธุรกิจ จนทำให้คู่แข่งแข็งแรงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขโมยข้อมูลส่วนตัว (Personal Data) คงไม่มีใครชอบเมื่อต้องรับสายโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จักเพื่อเสนอขายบริการ ปัญหาของเรื่องนี้คือมีการนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปขาย หรือถูกขโมยไปโดยปราศจากความยินยอม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีแก้ปัญหานี้คือการนำระบบป้องกันข้อมูล (Data Security) มาใช้ หรือเพิ่มมาตรการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยตามสมควร โดยคำนึงถึงความสบายใจของทุกฝ่ายเป็นหลัก ไม่ใช้สนแต่ผลประโยชน์ขององค์กรเพียงอย่างเดียว</span></p>
<h3>4. การขโมยเงิน (Money)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขโมยในส่วนนี้เกิดขึ้นได้มากในกลุ่มธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินโดยตรง เช่น ธุรกิจค้าขายสินค้า หรือคนที่ทำหน้าทีเกี่ยวข้องกับบัญชี โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การขโมยเงินในสัดส่วนที่ใหญ่ เช่น จากตู้เซฟ จากห้องเก็บของ หรือจากตู้แคชเชียร์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การขโมยเงินด้วยการกินส่วนต่าง เช่น การคิดเงินลูกค้าแพงขึ้น และเก็บเงินทอนเอาไว้กับตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การรับเงินแต่ไม่ลงข้อมูลเอาไว้ในระบบ และเอาเงินส่วนนั้นไปเป็นของตัวเอง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้สามารถแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการแจ้งบทลงโทษให้ชัดเจน ทั้งในแง่กฎขององค์กร และกฎหมายในสังคม อย่างน้อยก็เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และองค์กร “เอาจริง”</span></p>
<h3>5. การขโมยเวลา (Time)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากฟังดูในเบื้องต้น อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องนามธรรม แต่หากเรามองในสายตาของธุรกิจแล้ว เวลาทุกวินาทีมีความหมาย แปลเปลี่ยนเป็นทั้งเงินและผลประโยชน์ที่องค์กรควรจะได้รับ การขโมยเวลาสามารถอธิบายได้สองประเภทคือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การจงใจ กดเวลาเข้างานในระบบออนไลน์แบบหลอก ๆ ให้ HR เห็นว่าตนทำงานเกินเวลาเพื่อรับเงินโอที ทั้งที่ความจริงไม่ได้ทำงานนานขนาดนั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การใช้เวลาพักกลางวันนานเกินไป เพื่อให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่รับเงินเท่ากับคนที่ทำงานหนักเพื่อองค์กร</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่ฟังมาทั้งหมดจะเห็นว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการที่องค์กรมีระบบไม่แข็งแรงพอ เมื่อควบคู่กับพนักงานที่จริยธรรมน้อยแล้ว ก็กลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้คนใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ดังนั้นก่อนที่จะโฟกัสในส่วนของพนักงาน องค์กรสามารถพิจารณาถึงวิธีแก้ไขในงานบริหารได้เลย รับรองว่าจะช่วยให้สถานการณ์ขโมยในออฟฟิศดีขึ้นแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14831" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-18.48.39.jpg" alt="Screenshot 2566 04 10 at 18.48.39" width="600" height="370" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 661"></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีขโมยในที่ทำงาน ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราเจอพนักงานที่ต้องสงสัยว่าขโมยสิ่งของในที่ทำงาน เราไม่สามารถเข้าไปสอบถามโดยปราศจากศิลปะในการพูด เพราะจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นและสร้างบรรยากาศในแง่ลบ หากผลสรุปในตอนสุดท้ายปรากฏว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ทุจริตอย่างที่ถูกตั้งแง่ในตอนต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเพื่อให้สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปในแง่บวก และสามารถค้นหาผู้ร้ายที่แท้จริงได้ เราขอแนะนำให้ใช้กลยุทธ์เหล่านี้</span></p>
<h3>หาหลักฐานให้ได้มากที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะต้องการให้เรื่องถึงตำรวจหรือไม่ แต่การหาหลักฐานให้ได้มากที่สุดจะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย HR สามารถทำแบบสอบถามออนไลน์แบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้พนักงานสามารถแสดงความเห็นและชี้แจงประเด็นได้อย่างเป็นความลับ ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลที่ให้จะส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตในภายหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> การหาหลักฐานยังเป็นการแสดงความเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัย เพราะอย่าลืมว่าทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีหลักฐานที่มัดตัว และได้รับการตัดสินอย่างเป็นทางการ ในที่นี้ให้หลีกเลี่ยงการกล่าวโทษ โดยปราศจากหลักฐานในทุกกรณี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสอบสวนพนักงานต้องคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ถูกสงสัยจะต้องได้รับการเชิญอย่างให้เกียรติ สุภาพ ไม่ใช้อารมณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ถูกสงสัยจะต้องได้รับการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการสอบสวน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ถูกสงสัยสามารถพาผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมการสอบสวนได้  หากคิดว่าจะสร้างความเป็นธรรมกับเจ้าตัวได้มากขึ้น</span></li>
</ul>
<h3>HR สามารถพักงานพนักงานได้ตามสมควร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย ว่าหากมีพนักงานต้องสงสัยว่าเป็นโจรหรือขโมยของในออฟฟิศ เราสามารถสั่งพักงานได้หรือไม่ ? ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรพิจารณาเป็นกรณี เช่น หากการต้องสงสัยทำให้เกิดบรรยากาศในแง่ลบแ ละเป็นที่ไม่ไว้วางใจของเพื่อนร่วมงาน ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของธุรกิจในภาพรวม การสั่งพักงานจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกันถ้าเพื่อนร่วมงานหรือคนในทีมรู้สึกว่าข้อสงสัยนี้เป็นเรื่องผิดพลาด และต้องการให้กำลังใจ การปล่อยให้ทำงานตามปกติขณะที่มีการสอบสวนก็ถือเป็นเรื่องที่ทำได้เช่นกัน  ทั้งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร องค์กรต้องจ่ายเงินเดือนตามปกติ และทำให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมในฐานะลูกจ้างของบริษัทต่อไป จนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น</span></p>
<h3>HR ต้องเป็นมืออาชีพ ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจเด็ดขาด</h3>
<p><a href="https://au.linkedin.com/in/isaac-chan-807255145" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Isaac Chan</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบุคคลกล่าวว่า เมื่อผลการสอบสวนออกมาว่าพนักงานที่ต้องสงสัยมีความผิดจริง HR ต้องรีบมองข้ามเรื่องความโกรธแค้นไปก่อน และให้ความสำคัญกับการนำทรัพย์สินของบริษัทกลับคืนมา ในที่นี้ให้พูดคุยอย่างเป็นมืออาชีพ สอบถามว่าทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ที่ใด และหากไม่สามารถนำมาคืนได้ เช่น กรณีที่ได้ใช้เงินซึ่งขโมยมาทั้งหมดแล้ว พนักงานจะสามารถนำเงินจำนวนเท่ากันมาคืนได้เมื่อใด ? ซึ่งหากพนักงานไม่สามารถนำมาคืน เราสามารถดำเนินการทางกฎหมายตามสิทธิ์ได้เลย โดยคิดเสมอว่าองค์กรที่เป็นผู้เสียเปรียบไม่ควรอยู่ในสถานะของผู้ร้ายเด็ดขาด ต้องพูดคุยโดยมีจริยธรรมของฝ่ายบุคคลเป็นที่ตั้ง ให้คิดถึงภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14832 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-18.50.26.jpg" alt="Screenshot 2566 04 10 at 18.50.26" width="606" height="393" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 662"></p>
<h2>HR สามารถป้องกันขโมยและในที่ทำงานได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คงไม่มีวิธีการใดที่สามารถจัดการปัญหาขโมยในออฟฟิศได้อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์แบบ  แต่ก็คงดีกว่าหากเราแสดงให้พนักงานคนอื่นเห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่อง ความปลอดภัยของพนักงานเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ ในฐานะที่ต้องอยู่ในออฟฟิศมากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">HR สามารถรับมือกับปัญหาขโมยในออฟฟิศด้วยกลยุทธ์เหล่านี้</span></i></p>
<h3>1. คัดเลือกพนักงานด้วยความระมัดระวัง มีข้อมูลรอบด้าน (Hire Carefully)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องตรวจสอบพื้นเพของพนักงานให้ละเอียด ว่าเป็นคนที่มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่  อย่าเชื่อเพียงแค่เรซูเม่ห รือภาพแสดงที่เกิดขึ้นในวันสัมภาษณ์งานเด็ดขาด ในที่นี้แม้จะเคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน แต่หากองค์กร เห็นว่ามีทักษะที่จำเป็นกับแผนงาน ก็สามารถว่าจ้างได้โดยมีมาตรการดูแลอย่างเหมาะสมไ ม่อคติและทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีปมติดตัวแม้จะไม่ได้ทำการทุจริตอะไรเลยก็ตาม</span></p>
<h3>2. ให้สวัสดิการที่ดีกว่าเดิม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่พนักงานต้องขโมยอาจมีสาเหตุมาจากองค์กรของเราดูแลเขาได้ไม่ดีพอ เช่นมีเงินเดือนไม่สอดคล้องกับสภาวะเงินเฟ้อ, มีสวัสดิการไม่ครอบคลุมการใช้ชีวิตนอกที่ทำงานโดยเฉพาะในปัจจุบันที่องค์กรทั่วโลกไม่ได้จำกัดสวัสดิการอยู่แค่พนักงานเท่านั้นแต่ยังหมายรวมไปถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวอีกด้วยดังนั้นหากเราอยู่ปรับปรุงตรงส่วนนี้ก็อาจทำให้พนักงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่จำเป็นต้องมาหยิบสิ่งของภายในออฟฟิศกลับไปที่บ้านเพราะบางคนอาจหยิบไปด้วยความจำเป็นไม่ได้ตั้งใจจะขโมยด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9027" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_776701864-1.jpg" alt="Feedback" width="500" height="334" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 663"></p>
<h3>3. ยกระดับมาตรการความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้การขโมยเกิดขึ้น ก็คือผู้ขโมยพบว่ากระบวนการทำงานขององค์กรมีช่องโหว่ และเปิดโอกาสให้ขโมยได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ  ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น  ต้องจัดอบรมพนักงานให้เข้าใจว่าความละหลวมของตนส่งผลเสียต่อองค์กรอย่างไร  ขณะที่องค์กรเองก็ต้องยกระดับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ตลอดจนอุปกรณ์พื้นฐานให้ครอบคลุมจุดเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน ตลอดจนวางรากฐานที่ดีให้กับองค์กรในระยะยาว เมื่อทำแบนี้ ทุกคนก็สามารถโฟกัสกับหน้าที่ของตนได้โดยปราศจากความกังวล</span></p>
<h3>4. ตั้งกฎและมีบทลงโทษที่ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งอาจคิดว่าการตั้งกฎแบบยิบย่อยจะทำให้องค์กรดูไม่มืออาชีพ ดูคิดมากเกินกว่าเหตุ เหมือนจับผิดพนักงานอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงหากองค์กรของคุณมีความเสี่ยงต่อการขโมย หรือเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เข้าแล้ว การทำให้พนักงานทุกคนเห็นว่าองค์กรมีกฎอย่างไรและมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นแค่ไหน จะเป็นการข่มขู่ขโมยไปในตัว  เราอาจใช้วิธีจัดประชุมทาวน์ฮอลล์ขนาดใหญ่, การติดบอร์ด, การส่งอีเมล หรือช่องทางสื่อสารแบบไหนก็ได้ ให้เข้าถึงบุคลากรในองค์กรมากที่สุด ไม่ให้ใครสามารถพูดได้ว่าเขาไม่รู้กดข้อบังคับเหล่านี้ขององค์กร อย่าคิดว่ารายละเอียดบางอย่างเป็นเรื่องที่พนักงานต้องรู้อยู่แกใจ เพราะสามารถถูกนำมาอ้างได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้หากสังเกตพบว่าวัสดุอุปกรณ์สำหรับงานชิ้นใดหายบ่อยเป็นพิเศษ องค์กรอาจใช้วิธีแจกสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นรูปธรรมเลยก็ได้ แล้วค่อยสังเกตดูว่าอัตราการขโมยลดน้อยลงหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องชี้ให้เห็นว่าการขโมยไม่ใช่ปัญหาภายในองค์กรเท่านั้น แต่เป็นอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายของประเทศเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14833" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-18.51.29.jpg" alt="Screenshot 2566 04 10 at 18.51.29" width="600" height="370" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 664"></p>
<h3>5.จัดอบรมจริยธรรมในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้อาจดูอุดมคติไปเสียหน่อย แต่เป็นวิธีที่ได้ผลจริง โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีลำดับขั้นของพนักงานหลากหลาย ลองนึกดูว่าการขโมยบางอย่างอาจเกิดจากความไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือไม่รู้สึกว่าการขโมยของเพียงเล็กน้อยจะทำให้องค์กรประสบปัญหาได้อย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรมในเรื่องนี้ คือการเพิ่มความรู้ให้คนเห็นว่าการอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมีทักษะใดบ้าง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบใดบ้าง เพราะการขโมยเพียงเล็กน้อยคือจุดเริ่มต้นของความทุจริตจนนำไปสู่การขโมยในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า การตัดไฟแต่ต้นลมจึงสำคัญ และสามารถทำได้โดยการจัดอบรมอย่างจริงใจ  พร้อมประเมินผลว่าพนักงานมีความเข้าใจดีแล้วหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์นี้จะทำให้องค์กรได้รับฟังความคิดเห็นของพนักงานกลับมา และสามารถนำไปประยุกต์กลายเป็นนโยบายหรือสวัสดิการใหม่ ๆ ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกว่าเดิม</span></p>
<h2>ยกระดับการสัมมนาเพิ่มทักษะพนักงาน เปลี่ยนทุกคนให้เป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเกิดขโมยในที่ทำงานมีสาเหตุจากหลายปัจจัย  ไม่ใช่แค่ปัญหาของพนักงานเพียงอย่างเดียว ทุกคนในองค์กรต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพราะหากทุกฝ่ายมีความใกล้ชิดสนิทสนม มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ความรู้สึกผิดเมื่อต้องทำร้ายกันจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายความว่านอกจากการอบรมเรื่องจริยธรรมพนักงานแล้ว เรายังต้องอบรมเรื่องวิธีการสื่อสาร (Communication Tools), ภาวะผู้นำ ตลอดจนแนวทางการออกนโยบายและยกเลิกบางอย่าง เช่น ระบบการรับของขวัญในองค์กร ซึ่งถูกมองเป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทุจริตในองค์กร เป็นต้น เหตุนี้การเลือกหัวข้ออบรมให้เหมาะสม จึงเป็นแนวทางที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งหากคุณไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลที่ไหนเราขอแนะนำบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก HREX.asia แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การขโมยในออฟฟิศไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากปัญหานี้แพร่กระจายออกไป คงเป็นเรื่องยากที่ลูกค้าจะกล้าฝากข้อมูลส่วนตัวเอาไว้  หรือทำให้ลูกค้าเชื่อใจเมื่อต้องแชร์ความลับทางธุรกิจกับเรา นี่คือประเด็นที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความผันผวนทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมสูงกว่าที่เคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดคือการนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่ทำในสิ่งที่เราไม่อยากได้รับจากอีกฝ่าย และหมั่นสื่อสารกันภายในทีมอยู่เรื่อย ๆ เพราะหากคุณต้องการเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างแข็งแรง นี่คือหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องจัดการให้ได้ หากไม่ต้องการมีปมที่คอยฉุดรั้งพัฒนาการตลอดไป ซึ่งบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด</span> <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14827 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/afdbf2e1fe714de727d3da6064d5cc8a.jpg" alt="afdbf2e1fe714de727d3da6064d5cc8a" width="1600" height="500" title="ออฟฟิศนี้ไม่มีโจร ! HR ควรรับมือกับปัญหาขโมยในที่ทำงานอย่างไร ? 665"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/407Img9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/407Img9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Ji0tJx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Ji0tJx</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3LoGU4P" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3LoGU4P</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3yFzyCI" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yFzyCI</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3ZPht0L" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ZPht0L</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230126-new-resignation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 02:23:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230126-new-resignation/</guid>

					<description><![CDATA[บทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าเคล็ดลับของการลาออกที่ดีคืออะไร, สิ่งที่แผนกทรัพยากรบุคคลทำได้มีอะไรบ้าง และเราจะเปลี่ยนองค์กรไม่ให้พนักงานอยากลาออกได้อย่างไร หากคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ มาหาทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่เลย !]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจในปีที่ ค.ศ. 2022 โดย Monster ระบุว่าพนักงานบริษัทถึง 96% กำลังมองหางานใหม่ โดยมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจในสวัสดิการและค่าตอบแทน สืบเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงทั่วโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนรุ่นใหม่เริ่มมองความอยากเปลี่ยนงานเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับการอยากลดน้ำหนักหรือการอยากไปเที่ยวต่างประเทศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การหางานใหม่ขณะทำงานประจำเป็นเรื่องปกติ โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนที่ทำงานอยู่จะมีเสน่ห์ดึงดูดต่อองค์กรอื่น ๆ มากกว่าคนที่ตกงาน เพราะเรื่องของความน่าเชื่อถือและคอนเนคชั่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากถูกจับได้ว่าแอบสัมภาษณ์งานก็ควรยอมรับกับองค์กรโดยตรง และร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อทุกฝ่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ควรวางแผนรับมือทันทีหากรู้ว่าพนักงานมีแนวโน้มลาออกหรือกำลังหางานใหม่ เพื่อให้การสานต่องานราบรื่นที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราไม่จำเป็นต้องรั้งทุกคนให้อยู่กับองค์กร HR สามารถชั่งใจได้เลยว่า การมีอยู่ของพนักงานคนดังกล่าวมีค่าเพียงพอให้ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะการปล่อยให้พนักงานที่หมดใจไปแล้วจากกันด้วยดีแล้วเอางบประมาณไปพัฒนาบุคลากรคนอื่นขึ้นมา ก็เป็นทางเลือกที่ส่งผลดีไม่แพ้กัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14330 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-26-at-09.04.20.png" alt="Screenshot 2566 01 26 at 09.04.20" width="548" height="340" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 666"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมพนักงานในปัจจุบันถึงลาออกอยู่เรื่อย ๆ และมีวิธีใดบ้างที่จะรักษาพนักงานเหล่านั้นเอาไว้ ที่สำคัญควรทำอย่างไรหากพนักงานที่กำลังหางานใหม่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น แอบมาสัมภาษณ์ในเวลาทำงาน หรือเกิดแรงกระเพื่อมให้พนักงานคนอื่นอยากลาออกตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าเคล็ดลับของการลาออกที่ดีคืออะไร, สิ่งที่แผนกทรัพยากรบุคคลทำได้มีอะไรบ้าง และเราจะเปลี่ยนองค์กรไม่ให้พนักงานอยากลาออกได้อย่างไร หากคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ มาหาทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่เลย !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>สถิติเผยพนักงานบริษัทในปัจจุบันส่วนใหญ่กำลังมองหางานใหม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14197 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-yan-krukau-7640816-scaled.jpg" alt="hr-bad-mouth-employee-230111" width="483" height="322" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 667"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่แม้จะได้เจอสังคมทำงานที่ดีแล้ว แต่ทุกคนก็ยังพยายามมองหาความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงไม่แปลกที่การเปลี่ยนงานจะเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต อย่างผลสำรวจจาก </span><a href="https://www.forbes.com/sites/jackkelly/2023/01/17/monster-survey-96-of-workers-are-on-the-job-hunt/?sh=46546288548f" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Monster</span></a><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเดือนธันวาคมปี ค.ศ.2022 ที่ผ่านมาก็เพิ่งบอกว่ามีพนักงานถึง 96% ที่กำลังมองหางานใหม่แม้จะมีงานประจำอยู่แล้วก็ตาม</span></p>
<p><i>เหตุผลในการหางานใหม่ประกอบด้วย</i></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 40% ต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 66% มองว่างานเดิมหมดความท้าทาย จึงต้องการเปลี่ยนงานเพื่อกระตุ้นไฟในตัวอีกครั้ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 10% อยากเปลี่ยนงานเพราะถูกลดค่าจ้างจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนงานในช่วงหลังโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในปี ค.ศ.2021 ที่มีอัตราการลาออกสูงถึง </span><a href="https://www.edsmart.org/the-great-resignation-statistics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">48 ล้านคน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.forbes.com/sites/jackkelly/2021/12/27/heres-a-worthwhile-new-years-resolution-try-to-be-happier-in-2022/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียวกันยังเผยว่าการเปลี่ยนงานได้กลายเป็นเทรนด์ “เป้าหมายประจำปีใหม่” แบบเดียวกับการตั้งความหวังว่า “ฉันจะต้องผอมให้ได้” หรือ “ฉันจะต้องไปเที่ยวที่นั่นให้ได้” ดังนั้นหากองค์กรไม่รู้จักปรับตัวและทำให้พนักงานรู้สึกว่าการอยู่กับองค์กรจะช่วยให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะหันไปหาทางเลือกอื่นมากกว่า นี่คือโจทย์ที่ HR ต้องแก้โดยเร็ว</span></p>
<h2>พนักงานควรทำอย่างไรหากต้องการหางานใหม่ขณะที่มีงานประจำอยู่แล้ว</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9984 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/unrecognizable-man-standing-office-using-smartphone-with-personal-belongings-box.jpg" alt="COVID Aftermath EP.3: After Earth เมื่อโลกการทำงานที่คุ้นเคย ไม่เป็นมิตรกับ HR อีกต่อไป" width="422" height="282" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 668"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอนดี้ ทีช (Andy Teach) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง From Graduation to Corporation: The Practical Guide to Climbing the Corporate Ladder One Rung at a Time</span> <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่เราจะดูน่าดึงดูดเป็นพิเศษขณะที่มีงานประจำ เพราะเราจะได้ติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ในสายงานเดียวกัน และเราจะยิ่งโดดเด่นมากขึ้นหากสามารถสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพหรือเป็นกระแสในวงกว้างได้ ต่างจากการหางานใหม่ขณะที่ตกงาน ซึ่งอาจทำให้บางส่วนตั้งคำถามว่าหากเรามีฝีมือจริง ทำไมถึงยังไม่มีงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้การหางานใหม่ขณะที่มีงานประจำจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยังคงละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องถูกบริหารจัดการให้ดี </span></p>
<h3>สิ่งที่เราควรทำขณะหางานใหม่ดังนี้</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ควรบอกเพื่อนร่วมงานว่าเรากำลังหางานใหม่ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เรื่องจะหลุดรอดไปถึงคนอื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่พูดในแง่ร้ายถึงองค์กรหรือเพื่อนร่วมงานเด็ดขาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่าเอาคนในองค์กรเดียวกันเป็นแหล่งอ้างอิงถ้ารู้ว่าจะเกิดปัญหาเมื่อถูกจับได้ว่ากำลังหางานใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ควรโกหกหากถูกจับได้แต่ให้พูดความจริง อย่างตรงไปตรงมา</span></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แจ้งให้บริษัทใหม่ทราบว่าเราต้องการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ จนกว่าจะมีการตกลงรับเข้าทำงานอย่างสมบูรณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช้อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารขององค์กร เช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ หรืออีเมลบริษัทในการหางานใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ประกาศว่าตนเองกำลังหางานใหม่บนโซเชียล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ยุติการหางานใหม่ หากรู้สึกว่าองค์กรได้ตอบแทนหรือมีข้อเสนอที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว เพราะหากองค์กรยินดีทำตามข้อเรียกร้องของเรา แต่เรายังคงหางานใหม่ ก็จะเป็นการลดความเชื่อมั่น และเกิดความรู้สึกที่แย่ต่อกัน</span></li>
</ul>
<h2>สัมภาษณ์งานใหม่อย่างไรหากปลีกตัวจากงานปัจจุบันไม่ได้</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8515 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/nternational-Learning-Platforms.jpg" alt="International Learning Platforms" width="500" height="282" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 669"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานไม่สามารถการันตีได้เลยว่าเราจะได้งาน เราจึงไม่ควรเทงานปัจจุบัน จนพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการถูกไล่ออก เพราะท้ายสุดแล้ว จะกลายเป็นเราคนเดียวที่ต้องดิ้นรนหางานทำในยุคที่งานดี ๆ หายากกว่าที่เคย ดังนั้นหากคุณมีแพลนต้องสัมภาษณ์งานกับที่ใหม่ แต่กลับใช้วันลาหมดไปแล้ว เราควรทำอย่างไรเพื่อให้เกียรติทุกฝ่ายที่สุด ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญอย่างแรกคือเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เพราะมีเหตุผลมากมายที่เราสามารถเปลี่ยนงานได้เพื่อสิ่งที่ดีกว่า แต่หากกังวลมากจริง ๆ เรามีวิธีให้คุณสามารถทำตาม โดยไม่ต้องให้ใครมารู้สึกไม่ดีกับการหายไปของเรา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 670"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>แจ้งกับผู้สัมภาษณ์งานโดยตรง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับตำแหน่งงานบางประเภทที่ต้องทำงานหนักจนไม่สามารถปลีกเวลามาสัมภาษณ์อย่างสะดวกสบายได้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการบอกกับผู้สัมภาษณ์โดยตรงว่าเราไม่สามารถพูดคุยเป็นเวลานาน เพราะเวลาว่างเดียวที่มีอาจเป็นช่วงพักกลางวันที่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างให้จบก่อนที่จะเข้าไปทำงานในช่วงบ่ายตามปกติ  การชี้แจงแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราให้เกียรติที่ทำงานเดิม เป็นคนมีมารยาท และจะช่วยหาตารางเวลาอื่นที่ดีขึ้นหากเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยก็จะได้หาทางออกอื่นร่วมกัน ไม่ปล่อยให้เราแบกความรับผิดชอบไว้คนเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้แม้เราจะไม่สามารถคาดการณ์จำนวนงานล่วงหน้าในแต่ละวันได้ แต่หากเรามีสิทธิ์เลือกวันเอง ก็ควรใช้วิธีประเมินจากสถานการณ์ในอดีต เพื่อเลือกเวลาสัมภาษณ์ที่น่าจะวุ่นวายน้อยที่สุด ห้ามตอบตกลงสัมภาษณ์โดยลืมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเด็ดขาด</span></p>
<h3>แจ้งว่ามีธุระอย่างตรงไปตรงมา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่ได้มีการประชุมใหญ่แต่เราแค่ต้องหายไปจากโต๊ะทำงาน ให้แจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่ามีธุระด่วนต้องจัดการ โดยเขียนโน้ตติดเอาไว้บนโต๊ะเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเราหายไปไหน หรือทำข้อความตอบกลับอัตโนมัติในอีเมลเพื่อให้ยังมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นขณะที่เราออกไปสัมภาษณ์งาน ห้ามหายจากโต๊ะไปโดยไม่บอกกล่าวจนคนอื่นตั้งคำถามเด็ดขาด</span></p>
<h3>เตรียมตัวล่วงหน้าให้มากที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไรหากเรามีเวลาว่างแค่นิดเดียว แต่ต้องมาเตรียมตัวใหม่ตั้งแต่การใส่เครื่องแต่ง, กายการเซ็ตผม หรือการใส่เครื่องประดับ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เวลาต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เราสามารถแต่งตัวอย่างสุภาพมาตั้งแต่เช้าได้เลย ไม่ต้องสนใจว่าจะมีคนแซว เพราะเป้าหมายสำคัญคือการสัมภาษณ์งานให้เรียบร้อยดีมากกว่า  แต่หากกังวลจริง ๆ ก็ให้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนที่ทำงาน โดยอาจใช้กระเป๋าแบบเดียวกันก่อนประมาณหนึ่งสัปดาห์เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต จนกระตุ้นให้คนอื่นรู้สึกว่าเราต้องแอบไปสัมภาษณ์งานแน่นอน</span></p>
<h3>สัมภาษณ์ให้ดีและรีบกลับมาทำงานให้เร็วที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสัมภาษณ์งานเสร็จแล้ว เราต้องกลับมาทำงานให้เร็วที่สุด หากยังไม่ได้ทานข้าว ก็ควรนำมาทานระหว่างเดินทาง หรือเลือกกินของง่าย ๆ เพื่อประหยัดเวลาให้มากที่สุด จากนั้น เมื่อเข้ามาถึงออฟฟิศ ก็ให้ทำตัวเหมือนเราเพิ่งออกไปทำธุระบางอย่างมาไม่ต้องรู้สึกผิดหรือทำตัวเลิ่กลั่กแต่อย่างใด</span></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรถ้ารู้ว่าพนักงานกำลังมองหางานใหม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14193 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-andrea-piacquadio-3760778-scaled.jpg" alt="ทำไม HR ถึงไม่ควรรับผู้สมัครงานที่ด่าบริษัทเก่าเข้าทำงาน" width="612" height="408" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 671"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของ HR เราต่างรู้ดีว่าการลาออกของพนักงานสักคนหนึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ตามมา ดังนั้นหากเรารู้แล้วว่ามีพนักงานกำลังจะลาออก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำจาก </span><a href="http://forbescoachescouncil.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes Young Entrepreneur Council</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>วางแผนรับมือฉุกเฉิน (Contingency Plan) ทันที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนคนที่หมดใจให้กลับมาสนใจองค์กรเท่าเดิม ดังนั้นหากเราคิดว่าการปรับเงินเดือนหรือขึ้นตำแหน่งไม่ใช่สิ่งที่แก้ปัญหาได้ในระยะยาว เราก็ต้องวางแผนเลยว่าจะทำอย่างไรหากพนักงานคนดังกล่าวออกจากองค์กร เพื่อให้งานมีความต่อเนื่อง และบรรยากาศภายในทีมไม่เสียหาย ในที่นี้อาจเป็นการหาฟรีแลนซ์, เด็กฝึกงาน หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานจากแผนกอื่นก็ได้ ให้คิดว่าเราไม่จำเปฺนต้องทุ่มเทเพื่อรักษาพนักงานทุกคน เลือกเฉพาะคนที่สมควรได้รับจริง ๆ ดีกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Succession-Planning.jpg" alt="Succession Planning การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง " width="500" height="333" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 672"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Succession Planning: 6 ปัจจัยการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>หาคำตอบว่าทำไมพนักงานถึงอยากลาออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะรั้งพนักงานไว้ไม่ได้ แต่เราก็สามารถรั้งไม่ให้พนักงานคนอื่นอยากลาออกตามกันไปได้ ดังนั้นเราควรหาคำตอบให้ชัดเจนว่ามีสิ่งใดบ้างที่องค์กรสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่ากลัวที่สุดขององค์กรคือการลาออกครั้งใหญ่ (Mass Resignation) ซึ่งอาจทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจไปเลย โดยแผนกบุคคลสามารถจัดทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/"><span style="font-weight: 400;">Stay Interview</span></a><span style="font-weight: 400;"> แบบไม่เป็นทางการเพื่อให้พนักงานทุกคนนำเสนอความเห็นได้อย่างสบายใจ อย่างน้อยก็เพื่อให้มีข้อมูลจริงอยู่ในมือ</span></p>
<h3>ช่วยให้พนักงานเติบโตทางสายอาชีพมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งเมื่อรู้ว่าพนักงานจะลาออก จะฝืนไปก็เหนื่อยเปล่า กลับกัน พวกเขาจะเข้าไปหาทางสนับสนุนทันที แนวคิดของเรื่องนี้คือแม้กำลังจะแยกจากกัน แต่หากเราส่งเสริมพนักงานให้ก้าวไปสู่จุดที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้ด้วยทางใดทางหนึ่ง ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าและมิตรภาพขององค์กร เป็นเรื่องดีสำหรับสถานการณ์ Boomerang Employees ที่เราจะกลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ ทันทีหากเขาต้องการย้ายงานอีกครั้ง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11863 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/shutterstock_2070980558.jpg" alt="Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง" width="600" height="370" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 673"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">การสนับสนุนแบบนี้อาจเป็นข้อดีในระยะยาว มากกว่าการรั้งให้เขาอยู่กับองค์กรต่อไปก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่คนรุ่นใหม่เชื่อว่าการเปลี่ยนงานจะทำให้เติบโตได้ง่ายกว่าการอยู่กับองค์กรเดิม สิ่งสำคัญของการทำงาน HR คือศึกษาเรียนรู้และปรับตัว เพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานได้อย่างมีความสุขที่สุดนั่นเอง</span></p>
<h2>พนักงานควรทำอย่างไรหากถูกจับได้ว่ากำลังหางานใหม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14194 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-yan-krukau-7640484-scaled.jpg" alt="pexels yan krukau 7640484 scaled" width="540" height="360" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 674"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีวิธีหลบเลี่ยงมากแค่ไหน แต่การถูกจับได้ว่าเราไปแอบสัมภาษณ์งานที่บริษัทใหม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการที่ผู้สัมภาษณ์ของที่ใหม่โทรศัพท์มาสอบถามเพื่อขออ้างอิงตัวตน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/reference-checks-210625/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Reference Check</span></a><span style="font-weight: 400;">) ดังนั้นถ้าเรากลัวว่าจะเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น ก็ให้แจ้งกับผู้สัมภาษณ์ก่อนเลยว่าหากต้องการโทรมาที่บริษัท ให้โทรมาในวันที่มั่นใจว่าจะรับเราเป็นพนักงานแล้วแน่ ๆ ไม่ใช่ในขั้นตอนพิจารณาที่อาจทำให้เราต้องสูญเสียงานทั้งสองฝั่งไปพร้อมกัน</span></p>
<p>หากเราถูกจับได้ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้</p>
<h3>ซื่อสัตย์กับบริษัทตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือห้ามโกหกเด็ดขาด เพราะแม้เราจะปฏิเสธตอนนี้ แต่ในอนาคตอันใกล้เราก็ต้องออกจากงานไปที่บริษัทใหม่อยู่ดี ทำให้คำพูดที่เราโกหกออกไปกลายเป็นสิ่งมัดตัวเมื่อบริษัทใหม่ต้องการขออ้างอิง หรือเมื่อต้องการกลับมาสู่บริษัทเดิมในอนาคต ดังนั้นเราควรจากกันให้ดีและพูดคุยกันเพื่อให้มีความเข้าใจมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดอ้อม ๆ แบบ “ใช่ครับ ผมลองมอง ๆ ดูงานใหม่บ้างเหมือนกัน” เป็นวิธีที่ดีกว่าการปฏิเสธอย่างสุดตัว</span></p>
<h3>ตอบให้ได้ว่าหางานใหม่ทำไม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อบริษัททราบแล้วว่าเราต้องการจะออกจากองค์กร สิ่งสำคัญก็คือการอธิบายให้ได้ว่าเราแสวงหาอะไรที่บริษัทเดิมไม่มี ถึงจุดนี้ให้เปรียบเทียบว่ามันคือ Exit Interview ที่สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการได้อย่างตรงไปตรงมา ตราบใดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยกระดับองค์กรให้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถพูดได้เลยว่าระบบสวัสดิการหรือค่าตอบแทนขององค์กรมีปัญหา ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งได้อีกต่อไป หรือแม้แต่องค์กรไม่มีระบบพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็ง จนรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า หรือไม่สามารถเป็นคนที่เก่งขึ้นไปกว่านี้เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้องค์กรเห็นว่าเรามีความใส่ใจในรายละเอียดทั้งของตัวเองและของผู้อื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาว่าองค์กรอยากจะเก็บเราเอาไว้หรือไม่ หากใช่ เราก็อาจได้ข้อเสนอจากองค์กรเพื่อรั้งตัวเอาไว้</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 675"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: จะทำ Exit interview ยังไงให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงกับคนที่จะลาออก</span></p>
<p>องค์กรมีอัตราลาออกต่อปีค่อนข้างสูง เลยคิดว่าจะทำ Exit Interview เพื่อหาคำตอบที่แท้จริงว่าปัญหาขององค์กรคือเรื่องใด เราจะสอบถามพนักงานอย่างไรดีคะ ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การทำ Exit Interview มักไม่ค่อยได้ข้อมูลที่ถูกต้องนัก แต่ปัญหานี้มีวิธีแก้ 2 ทาง คือ</span></p>
<p>1. แก้ระยะสั้นแต่ตรงจุดคือ ทำ Exit Interview เหมือนเดิม แต่เลือกทำกับคนที่ออกไปแล้ว 6 เดือน เพราะคนเหล่านี้พร้อมจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วย โดยเราสามารถทำเองหรือให้บริษัทภายนอกทำให้เพื่อความสบายใจของผู้ตอบ</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/601?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 676"></a></p></blockquote>
<h3>พิสูจน์ตัวเองว่าเรายังคงทำงานได้อย่างเต็มที่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อหัวหน้ารู้แล้วว่าเรากำลังก้าวขาออกจากองค์กร ก็ไม่แปลกหากจะถูกตั้งคำถามว่าเรายังคงใส่ใจกับงานที่ได้รับมอบหมายอยู่เต็มที่หรือไม่ ดังนั้นเราต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นด้วยการมาทำงานให้เร็ว ออกจากงานให้ช้า และเตรียมตัวทำงานให้ดี เพื่อให้การประชุมของเรามีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้จะทำให้คนเข้าใจว่าแม้จะเตรียมก้าวออกจากองค์กร แต่เราก็ยังเป็นมืออาชีพถึงขีดสุด ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากทุกคนที่พบเห็น เป็นผลดีทั้งกับตนเองและองค์กร ทั้งนี้ถ้ามีการสัมภาษณ์งานอื่นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ให้หลีกเลี่ยงไปก่อน จนกว่าบรรยากาศในที่ทำงานจะดีขึ้น</span></p>
<h2>กลยุทธ์การใช้สวัสดิการ Employee Benefit พนักงานพอใจ ไม่มีใครลาออก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 677"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากกระแส The Great Resignation เรื่อยมาจนถึง Boomerang Employees สิ่งสำคัญที่องค์กรต้องใส่ใจมากขึ้นคือการสร้างความประทับใจระหว่างกัน สวัสดิการในตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนรอบตัวพนักงานด้วย เช่นสวัสดิการเพื่อการสร้างครอบครัว, สวัสดิการเพื่อผู้สูง, อายุสวัสดิการด้านการเข้าอบรมในคลาสราคาแพง, สวัสดิการในการลางานเมื่อสูญเสียคนรักเป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสามารถในการคิดค้นสวัสดิการใหม่ ๆ มาตอบโจทย์ตามกระแสสังคม คือสิ่งที่ทำให้องค์กรแต่ละแห่งแตกต่างกัน องค์กรไหนที่แสดงถึงความใส่ใจพนักงานได้มากกว่า ก็จะมีโอกาสรักษาพนักงาน (Retention) ได้มากกว่าเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะหาแนวทางจัดทำสวัสดิการอย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการของ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services </span></a><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารพนักงานไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หรือต้องการสวัสดิการในรูปแบบไหน ก็หาตัวช่วยได้ที่นี่แบบ</span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">คลิกเดียวจบ</span></a><span style="font-weight: 400;"> !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ? 678" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออ่านจบแล้ว เราจะเห็นตรงกันว่าสิ่งสำคัญคือการตรวจสอบพนักงานอยู่ตลอดเวลา ว่ามีความสุขดีกับการทำงานหรือไม่ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานได้อย่างคล่องตัวมากกว่าการรอให้เกิดการลาออกและคอยโน้มน้าวให้บางคนอยู่ต่อ เพราะนอกจากจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเหนือกว่าแล้ว ยังทำให้องค์กรต้องเสียทรัพยากรเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ควรในบางครั้งอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกแง่มุมหนึ่งคือเราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยื้อพนักงานอย่างที่เคย เพราะกระแสโลกพิสูจน์แล้วว่ามีโอกาสที่พนักงานคนเดิมจะกลับมาสู่องค์กรในอนาคต ขณะที่พนักงานในปัจจุบันหรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นคนที่สามารถเติมเต็มหน้าที่ของพนักงานเดิมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเปลี่ยนงานในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างที่คิดหากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สรุปง่าย ๆ ว่าการให้ความสำคัญกับพนักงานในทุกแง่มุมคือรากฐานของการแก้ทุกปัญหา และจะช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแรงได้จริง</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3XD6jer" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3XD6jer</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3j3HN7f" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3j3HN7f</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3wsME4Z" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3wsME4Z</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3JvzFaH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3JvzFaH</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3DANOzB" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3DANOzB</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/230119-farewell-message/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2023 10:51:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Farewell Message]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230119-farewell-message/</guid>

					<description><![CDATA[Farewell Message หรือข้อความบอกลาที่ดีควรเป็นอย่างไร HR หาคำตอบที่คุณต้องการได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การบอกลา (Farewell Message) ให้ประทับใจคือสิ่งที่ถูกมองว่าง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าสถานะของพนักงานจบลงในวันสิ้นสุดสัญญา แต่ในยุคที่มีกระแส Boomerang Employee แบบนี้ การสร้างความสัมพันธ์อันดีในระยะยาวเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับโอกาสทางอาชีพในอนาคต </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ข้อความบอกลาไม่จำเป็นต้องยาว แต่ควรสั้นและกระชับ ครอบคลุมเนื้อหาในแง่บวกเป็นหลักเพื่อทำให้อีกฝ่ายประทับใจ ตลอดจนรู้สึกว่าตนมีคุณค่ามากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีนัก แต่ก็ควรส่งข้อความให้อยู่ดี และหากมีประเด็นที่ไม่พอใจใด ๆ ก็ควรนำไปพูดคุยกับ HR ใน Exit Interview มากกว่า ไม่ใช่นำมาเขียนโจมตีในข้อความบอกลา เพราะคิดอีกฝ่ายจะไม่มีสิทธิ์ตอบโต้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากเป็นองค์กรขนาดเล็กที่ทุกคนรู้จักเราดี เราควรส่งข้อความบอกลาให้ทุกคน แต่หากเป็นองค์กรมหาชนขนาดใหญ่ เราจะแค่เลือกส่งให้เฉพาะคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันก็ได้ ทั้งนี้การบอกลาไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของอีเมลหรือจดหมายเท่านั้น สามารถเป็นข้อความเสียงทางโทรศัพท์, การ์ดสั้น ๆ แนบไปกับของขวัญ หรืออะไรก็ได้ที่อีกฝ่ายสามารถเก็บไว้เพื่อนึกถึงเราเสมอ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14311 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/shutterstock_2156669181-1-scaled.jpg" alt="shutterstock 2156669181 1 scaled" width="455" height="376" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 679"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วคุณทำอย่างไรเวลาออกจากงาน ? จัดปาร์ตี้เลี้ยงส่ง, ซื้อของขวัญให้เพื่อนสนิท, เขียนการ์ดให้หัวหน้า หรือแค่เดินออกมาเฉย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันจะจบลงแค่วันที่เก็บของออกจากออฟฟิศ คุณคิดผิด ! เพราะโลกธุรกิจได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกสิ่งที่คุณทำจะส่งผลต่ออนาคตการทำงานแน่ ๆ ดังนั้นคุณควรเขียนข้อความบอกลาสักนิดหนึ่ง เพราะเพียงย่อหน้าสั้น ๆ ก็สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าที่คิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>Farewell Message</strong> หรือข้อความบอกลาที่ดีควรเป็นอย่างไร หาคำตอบที่คุณต้องการได้ที่นี่</span></p>

<h1>ทำไมเราถึงควรมีข้อความบอกลา (Farewell Message) เมื่อลาออกจากงาน</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9257 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1186128958.jpg" alt="Workation ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย" width="500" height="334" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 680"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าใครก็อยากรู้สึกมีความหมาย คนที่ลาออกก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ตนทำมาตลอดมีความหมายกับองค์กรหรือไม่ ขณะที่ลึก ๆ แล้วเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็อยากรู้เช่นกันว่าการช่วยเหลือสนับสนุนตลอดเวลาที่ผ่านมามีความหมายกับพนักงานที่กำลังออกไปหรือไม่ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมและแสวงหาความหมายในการคงอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการบอกลาอย่างมีคุณภาพจะเปิดโอกาสให้เราได้แลกเปลี่ยนความเห็นครั้งสุดท้าย หรือจนกว่าจะได้กลับมาพบกันใหม่ในอนาคต จึงถือว่าการบอกลาที่ดี (Off Boarding Process) เป็นหนึ่งในการแยกย้ายที่มีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><a href="https://www.apa.org/pubs/highlights/spotlight/issue-135" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ยังพบว่าคนที่ได้รับข้อความบอกลาจะสามารถเปลี่ยนงานได้อย่างราบรื่น มากกว่าคนที่มีผู้นำหรือเพื่อนร่วมงานออกจากองค์กรไปโดยไม่บอกกล่าว ในที่นี้การบอกลาไม่จำเป็นต้องมาในรูปของข้อความก็ได้แต่อาจเป็นการจัดปาร์ตี้เลี้ยงส่งเล็ก ๆ น้อย ๆ การมอบของขวัญพร้อมการ์ด หรือแม้การยกหูโทรศัพท์ในกรณีที่อยู่ห่างไกลกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220620-howtobuy-corporategift/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11642 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_536398408-3-scaled.jpg" alt="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน" width="600" height="370" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 681"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220620-howtobuy-corporategift/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดเสมอว่าไม่มีการบอกลาอย่างจริงใจครั้งใดที่ไร้ความหมาย ผู้ที่ได้รับข้อความจากเราย่อมรู้สึกมีความสุขและเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง, รับรู้ถึงความใส่ใจ สอดคล้องกับ</span><a href="https://www.betterup.com/blog/what-makes-a-good-friendship?hsLang=en" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">การศึกษา</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่กล่าวว่าเพื่อนร่วมงานที่ดีมีอิทธิพลอย่างสูงต่อคุณภาพชีวิตในวัยทำงาน ความสุขตรงนี้นอกจากจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นแล้ว ยังกลายเป็นแบบอย่างของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ซึ่งพนักงานคนอื่นจะเรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้เมื่อถึงกรณีของตัวเองในอนาคต </span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20217 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png" alt="CTA HR Community" width="1600" height="500" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 682" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>ประโยชน์ของการเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) เมื่อลาออก</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9866 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/annie-spratt-QckxruozjRg-unsplash.jpg" alt="COVID Aftermath EP.2: Peninsula ถอดบทเรียน HR ทางรอดแบบคนรอดตาย ที่ไม่กลายเป็นซอมบี้" width="462" height="308" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 683"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าไปลามาไหว้เป็นมารยาทพื้นฐานของสังคมไทยที่นอกจากจะช่วยให้จากกันด้วยดี ไม่มีอะไรค้างคาแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติและบริบทอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเขียนข้อความบอกลามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง ?</span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) แสดงถึงการใส่ใจและมารยาทที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราทำงานในองค์กรใดก็ตาม จะเป็นเวลาน้อยหรือมาก ก็ย่อมมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานแน่นอน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวล้วนเป็นคนที่เคยช่วยเหลือ ผ่านร้อนผ่านหนาว และทุ่มเทเพื่อจุดหมายเดียวกันมาก่อน ดังนั้นเมื่อเราจะต้องแยกจากพวกเขาไป การแสดงความขอบคุณพร้อมให้ช่องทางติดต่อจะเป็นการยืนยันถึงมิตรภาพ และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของกันจริง ๆ ไม่ได้คิดว่าเพื่อนร่วมงานเป็นเพียงแค่คนที่ช่วยให้ทำงานบรรลุเป้าหมายเท่านั้น</span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ช่วยให้เรารักษาเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Connection) ได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจากกันด้วยดีเป็นเรื่องสำคัญในการต่อยอดอาชีพ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายในปัจจุบันจะกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตของเราในอนาคตหรือไม่ ดังนั้นการมีความสัมพันธ์ที่ดีในเครือข่ายของตนจะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น เพราะมีคนคอยช่วยเหลือหนุนหลังอยู่ตลอดเวลา แถมกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจนึกถึงความสามารถของเราจนนำไปแนะนำให้กับบริษัทอื่น ๆ หรืออาจเป็นคนชวนไปร่วมงานด้วยกัน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/employee-referrals-210624/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Referral</span></a><span style="font-weight: 400;">) เองก็ได้</span><span style="font-weight: 400;">  </span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) คือการสรุปว่าคนในทีมต้องทำอะไรต่อบ้าง (Transition Plan)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9919 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/multiracial-group-young-creative-people-smart-casual-wear-discussing-business-brainstorming-meeting-ideas-mobile-application-software-design-project-modern-office-coworker-teamwork-concept.jpg" alt="ประสบการณ์ทำงานยังสำคัญอยู่ไหม เมื่อคนรุ่นใหม่ทำงานไม่กี่ปีก็ลาออก" width="518" height="292" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 684"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราออกจากงาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือองค์กรต้องมอบหมายให้พนักงานคนอื่นทำงานในส่วนที่เป็นของเราแทน กรณีนี้หากเราเป็นพนักงานทั่วไป การเปลี่ยนผ่านอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก แต่หากเราเป็นพนักงานในฝ่ายบริหาร การเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งย่อมเกิดผลกระทบในวงกว้างอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นข้อความบอกลาของเราสามารถประกอบด้วยส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัวและส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่นอธิบายว่าเรามีเรื่องใดที่ทำไปแล้วบ้าง, ทำถึงขั้นตอนไหน และคนที่เข้ามาสานต่อต้องทำโดยใช้วิธีการอย่างไร เป็นต้น วิธีนี้จะช่วยให้คนที่อยู่ไม่รู้สึกว่าเราทิ้งปัญหาอะไรไว้ให้ ไม่เกิดความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 685"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ขั้นตอนเขียนข้อความบอกลา​ (Farewell Message) ตอนลาออก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9237 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/shutterstock_1854649186-1.jpg" alt="how to บริหารทีมทางไกล Work From Home" width="500" height="334" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 686"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้แล้วว่าการเขียนข้อความบอกลามีความสำคัญกับอาชีพการงานมาก เราก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่หากไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรก็ให้ปฎิบัติตาม 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>เขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ด้วยเนื้อหาที่เหมาะกับผู้รับแต่ละคน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเขียนจดหมายลาไม่ได้เป็นเรื่องของเรากับผู้บังคับบัญชา หรือคนสนิทเท่านั้น แต่ควรเขียนให้พนักงานทุกคนในองค์กรทราบ ซึ่งอาจใช้วิธีเขียนอีเมล เพราะนอกจากจะส่งหาใครก็ได้แล้ว ยังสามารถส่งหาคนหมู่มากได้ในคลิกเดียว ทั้งนี้การเขียนเนื้อหาให้เหมาะกับคนแต่ละกลุ่มจะทำให้ผู้รับรู้สึกเข้าถึงเนื้อหาได้มากกว่าการเขียนกว้าง ๆ แล้วส่งให้คนทุกระดับพร้อมกัน อนึ่งการใช้ภาษาในแต่ละข้อความนั้นสามารถแตกต่างกันตามระดับความสัมพันธ์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาทางการจนรู้สึกเคร่งเครียดหรือห่างเหินจนเกินไป</span></p>
<h3>เขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ด้วยความความแง่บวก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการส่งข้อความในลักษณะนี้ คือการแสดงความขอบคุณและเคารพทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่ควรมีข้อความในแง่ลบมาปะปนอยู่ เพราะจะทำให้บรรยากาศในการอำลาเสียหาย ทั้งนี้หากมีเรื่องไม่สบายใจที่ต้องการแจ้งให้ ทราบสามารถแยกไปพูดกับฝ่ายบุคคลโดยตรง หรือรอขั้นตอน </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/"><span style="font-weight: 400;">Exit Interview</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากกว่า ให้คิดเสมอว่าการเขียนข้อความบอกลาเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราสามารถสร้างความประทับใจได้  ดังนั้นควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<h3>เขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) โดยแทรกช่องทางติดต่อใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลายองค์กรที่ปิดอีเมลพนักงานทันทีที่ลาออก หรือประมาณ 1 สัปดาห์ล่วงหน้า หากไม่ได้เป็นสายงานที่ต้องสื่อสารผ่านโลกออนไลน์โดยตรง จนอาจทำให้ข้อความของเราไม่สามารถส่งถึงอีกฝ่ายได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นหากเช็คนโยบายของบริษัทแล้วพบว่าเราสามารถแทรกอีเมลส่วนตัวเข้าไปในจดหมายลาได้ ก็ให้แทรกเอาไว้เสมอ แต่หากทำไม่ได้ ก็ให้เขียนช่องทางติดต่อใหม่เข้าไปในเนื้อหาโดยตรงเพื่อเพิ่มโอกาสในการสื่อสารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอีเมล, เบอร์โทรศัพท์ หรือสื่อโซเชียล เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนร่วมงานในองค์กรจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสร้างประโยชน์ให้กับเราในอนาคตหรือไม่ วิธีนี้ใช้ได้ในการเขียนจดหมาย หรือแม้แต่การ์ดแนบของขวัญก็ตาม</span></p>
<h3>เขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ให้กระชับ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อความบอกลาไม่ควรเขียนยาวเกินไป ทางที่ดีให้จำกัดอยู่ราว 1-2 ย่อหน้าเท่านั้น เน้นแค่การขอบคุณกับรายละเอียดงานที่ต้องฝากให้ผู้อื่นสานต่อเป็นหลัก โดยสามารถใช้ภาษากึ่งทางการเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและแฝงความจริงจังไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<h3>ส่งข้อความบอกลา (Farewell Message) ก่อนการทำงานวันสุดท้าย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรส่งข้อความบอกลาอย่างช้าสุดประมาณ 2-3 วัน ก่อนการทำงานวันสุดท้ายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถตอบกลับข้อความเหล่านั้น เพราะพนักงานบางส่วนอาจมีคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับการสานต่องาน หรือมีคำถามเพิ่มเติมที่อยากจัดการให้เสร็จก่อนแยกจากกันไป ที่สำคัญการทำงานวันสุดท้ายมักมีกิจกรรมอื่นที่ทำให้ยุ่งเป็นพิเศษ การส่งข้อความบอกลาในวันสุดท้ายจึงแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9471 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1080870482.jpg" alt="shutterstock 1080870482" width="500" height="334" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 687"></p>
<h3>เราควรส่งข้อความบอกลา (Farewell Message) ไปถึงใครบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราทำงานในบริษัทขนาดเล็กหรือกลาง และเคยมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานแผนกอื่นอยู่บ้างการส่งข้อความหาทุกคนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากเราทำงานในบริษัทมหาชนที่มีพนักงานหลายร้อยคน ข้อความของเราก็คงไม่ได้มีผลกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ดังนั้นคนที่ควรได้รับข้อความของเราจึงเป็นคนที่เคยร่วมงานกันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งเป็นหลัก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 337px;">
<tbody>
<tr style="height: 337px;">
<td style="width: 100%; height: 337px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190524-human-relation-factors/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9033 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/42da49176d3fbb146508e4b2981623e6.jpg" alt="Human Relation Factors การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในองค์กร" width="500" height="313" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 688"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190524-human-relation-factors/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ปัจจัยสำคัญในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในองค์กร (Human Relation Factors)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ตัวอย่างการเขียนข้อความบอกลาออกถึงคนแต่ละกลุ่ม (Farewell Message)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีปฏิสัมพันธ์กับคนแต่ละรูปแบบ จำเป็นต้องใช้โครงสร้างของภาษาที่แตกต่างกัน สามารถอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นได้ดังนี้</span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ให้เพื่อนร่วมองค์กรทั่วไป</h3>
<p><strong>หัวข้อ</strong> : <span style="font-weight: 400;">การออกจากงาน</span></p>
<p><strong>เนื้อหา</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ถึงเพื่อนร่วมงานทุกคนที่บริษัท xxx</span></p>
<p style="text-align: left; padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ผมได้ตัดสินใจออกจากงานเพื่อกลับไปทำธุรกิจส่วนตัวและมองหาโอกาสใหม่ ๆ การทำงานวันสุดท้ายของผมคือวันพรุ่งนี้ (แจ้งวันที่) ผมรู้สึกสนุกและเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับคนเก่ง ๆ ได้เจอมิตรภาพที่ดีมากมาย หวังว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกในภายหลัง</span></p>
<p style="text-align: left; padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">หากมีคำถามเกี่ยวกับงาน สามารถติดต่อคุณ xxx ซึ่งจะช่วยดูแลในส่วนของผมจนกว่าพนักงานใหม่จะเข้ามาทดแทนในวันที่ xxx</span></p>
<p style="text-align: left; padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">คุณสามารถติดต่อผมได้ทางอีเมลส่วนตัว </span><span style="font-weight: 400;">xxx@xxx.com</span><span style="font-weight: 400;"> ขอขอบคุณอีกครั้งและขอให้ทุกคนโชคดี</span></p>
<p style="padding-left: 800px;"><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเคารพ</span></p>
<p style="padding-left: 800px;"><span style="font-weight: 400;">       (ลงชื่อ) </span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ให้เพื่อนร่วมทีม</h3>
<p><strong>หัวข้อ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ขอบคุณมาก</span></p>
<p><strong>เนื้อหา</strong> : <span style="font-weight: 400;">สวัสดีเพื่อนร่วมทีม xxx ทุกคน</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ขอแจ้งให้ทราบว่าผมได้ตัดสินใจออกจากงานเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ ๆ โดยจะทำงานถึงวันศุกร์หน้าเท่านั้น ในโอกาสนี้ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ร่วมคิด ร่วมฝ่าฟัน และช่วยสอนเรื่องที่เป็นประโยชน์มากมาย ผมไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้เลยถ้าไม่มีทุกคนคอยสนับสนุน ประสบการณ์ทั้งหมดจะคอยผลักดันผมตลอดไปนับจากนี้</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ผมจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ดังนั้นเราควรไปเลี้ยงกันสักรอบก่อนผมเดินทาง แต่ถ้าตารางงานของทุกคนไม่สะดวก สามารถติดต่อผมที่อีเมลส่วนตัวทาง xxx </span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ขอบคุณครับ</span></p>
<p style="padding-left: 800px;"><span style="font-weight: 400;">xxx</span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) หัวหน้างาน</h3>
<p><strong>หัวข้อ</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง</span></p>
<p><strong>เนื้อหา</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ถึงคุณ (หัวหน้า)</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">อย่างที่คุณทราบดีว่าผมจะออกจากงานในสิ้นเดือนนี้ ผมจึงอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกสิ่งที่คุณมอบให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเติบโตขึ้นมากภายใต้การบริหารและแนะนำของคุณ ดังนั้นแม้ผมจะออกจากองค์กรไปแล้ว แต่ความทรงจำที่นี่จะเป็นประโยชน์และมีแง่มุมดี ๆ ให้ผมจะไปปรับใช้แน่นอน</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">สามารถติดต่อหาผมได้ตลอดเวลาหากมีเรื่องที่ผมสามารถช่วยเหลือได้ อีเมลส่วนตัวของผมคือ </span><span style="font-weight: 400;">xxx@xxx.com</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเคารพ</span></p>
<p style="padding-left: 920px;"><span style="font-weight: 400;">xxx</span></p>
<h3>การเขียนข้อความบอกลา (Farewell Message) ลูกค้า</h3>
<p><strong>หัวข้อ</strong> <span style="font-weight: 400;">: ช่องทางติดต่อใหม่</span></p>
<p><strong>เนื้อหา</strong> : <span style="font-weight: 400;">ถึงคุณลูกค้าที่เคารพ (หรือชื่อองค์กร ขึ้นอยู่กับความสนิทสนม)</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ผมขอแจ้งให้ทราบว่าจะทำงานในตำแหน่งนี้ถึงวันที่ xxx ผมรู้สึกสนุกและได้เรียนรู้มากมายตลอดเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับคุณ ขอบคุณมากสำหรับประสบการณ์และมิตรภาพที่มอบให้ครับ</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">หลังจากผมออกไป คุณสามารถติดต่อบริษัทของเราได้ที่ xxx ซึ่งผมได้ cc’d มาในอีเมลนี้ด้วย เขาจะติดต่อเพื่อแนะนำตัวกับคุณอย่างเป็นทางอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่ผมเองจะคอยสอนงานอย่างละเอียดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านคล่องตัวมากที่สุด ทั้งนี้ก่อนที่ผมจะออกจากงานอย่างเป็นทางการ คุณสามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลาหากมีคำถามหรือข้อกังวลใด ๆ ก็ตาม</span></p>
<p style="padding-left: 40px;"><span style="font-weight: 400;">ขอบพระคุณอย่างสูง</span></p>
<p style="padding-left: 920px;"><span style="font-weight: 400;">xxx</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9334 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_715776997-1.jpg" alt="12 สวัสดิการยุคใหม่ที่ดึงดูดใจให้พนักงานมีสุข" width="500" height="334" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 689"></p>
<h2>เตรียมพร้อมกับ Boomerang Employees เพราะความเป็นพนักงานไม่ได้จบลงในวันที่ออกจากบริษัท</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อนเราอาจคิดว่าหน้าที่ขององค์กรกับพนักงานจะจบลงหลังจากการทำงานวันสุดท้าย แต่ความจริงแล้วโลกได้เปลี่ยนไปมาก ในช่วงที่ โควิด-19 ระบาดหนักคนเริ่มรู้จักกระแสการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ซึ่งกระแสดังกล่าวได้ต่อยอดมาสู่เรื่อง Boomerang Employees ที่พนักงานเก่าต่างทยอยกลับมาสู่ที่ทำงานเดิม  เหตุผลนี้เองที่ทำให้หลายองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพนักงานเก่า (Alumni) โดยตั้งเป้าว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ดีจะช่วยให้พนักงานซึ่งอาจมีฝีมือมากขึ้นตามกาลเวลาอยากกลับมาร่วมงานกันอีกในอนาคต หรืออย่างน้อยก็ช่วยพูดถึงองค์กรในแง่บวก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้กระบวนการสรรหาบุคลากรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8932 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 690"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์ของการพัฒนาบุคคลเปลี่ยนไปเสมอ คนที่รู้ทันก่อนก็จะสามารถปรับตัวและวางแผนสำหรับอนาคตได้ง่ายขึ้นซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ องค์กรทุกแห่งจึงควรมีที่ปรึกษาที่ดี เพราะจะช่วยให้วางแผนได้ถูกต้อง ไม่สูญเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลาโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงเราขอแนะนำให้ใช้บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13">HR Consulting</a> บน HR Explore แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR มากกว่า 100 อย่าง ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ! อยากรู้เรื่องอะไรหรืออยากได้ตัวช่วยแบบไหน <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13">ที่นี่</a>มีครบ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11863 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/shutterstock_2070980558.jpg" alt="Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง" width="600" height="370" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 691"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะทิ้งท้ายอย่างไรให้เหตุการณ์ดังกล่าวมีประโยชน์สูงสุดทั้งกับผู้ที่ออกไปและผู้ที่ยังคงอยู่ในองค์กรคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ การใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อเขียนข้อความบอกลาจึงถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยส่งเสริมเรื่องนี้ และทำให้องค์กรมีอำนาจแข่งขันมากขึ้นหากต้องแย่งชิงพนักงานคนดังกล่าวกับคู่แข่งในอนาคต เพราะต่างมีความทรงจำที่ดีต่อกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แคทเธอรีน บรามแคมป์ (Catherine Bramcamp) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Don’t Write Like You Talk; a Smart Girl’s Guide to Writing and Editing กล่าวสรุปอย่างน่าสนใจว่า “อย่าทำให้ข้อความอำลาดูเป็นเรื่องเล็กเกินไป เศร้าเกินไป หรือน่าสงสารเกินไป เพราะสุดท้ายเราควรจากกันด้วยดี เราต้องมั่นใจตัวเอง และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียดายลึก ๆ ที่ไม่สามารถรักษาเราเอาไว้” เปรียบได้ว่าข้อความอำลาถือเป็นนิยามของคำว่าน้อยแต่มากที่ทุกคนทำตามได้เลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Farewell Message บอกลาออกอย่างไรให้ประทับใจและจากกันด้วยดี 692"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3kw57Lu" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3kw57Lu</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3QY3diH" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QY3diH</a></li>
<li><a href="https://indeedhi.re/3GKANnu" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3GKANnu</a></li>
<li><a href="https://indeedhi.re/3GS7G1V" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3GS7G1V</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เกม Kahoot คืออะไร? วิธีสร้างและใช้ฝึกอบรมพนักงานให้สนุก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/kahoot-hr-game-230106/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2023 07:45:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Kahoot]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/kahoot-hr-game-230106/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เกม Kahoot! คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบใช้เกม ซึ่งเปิดให้ผู้สร้างทำแบบทดสอบ โพล และกิจกรรมโต้ตอบ แล้วให้ผู้เข้าร่วมตอบผ่านโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ HR สามารถใช้ Kahoot! กับการฝึกอบรมพนักงาน การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ การทบทวนนโยบาย กิจกรรมละลายพฤติกรรม และการสำรวจความคิดเห็น การสร้าง Kahoot! เริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์ สร้างชุดคำถาม เลือกรูปแบบการเล่น แล้วส่ง PIN หรือลิงก์ให้ผู้เข้าร่วม โดยทำได้ทั้งกิจกรรมสดและแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าร่วมสามารถเล่น Kahoot! ได้โดยไม่ต้องมีบัญชี ส่วนฟีเจอร์สำหรับผู้สร้าง จำนวนผู้เข้าร่วม รายงาน และเครื่องมือขั้นสูงจะแตกต่างกันตามประเภทบัญชีและแผนบริการ คะแนนจากเกมควรใช้เพื่อทบทวนความรู้และชวนพูดคุย ไม่ควรนำไปตัดสินผลงานพนักงานโดยลำพัง เพราะความเร็ว อุปกรณ์ และคุณภาพอินเทอร์เน็ตล้วนส่งผลต่อคะแนน การเห็นพนักงานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาระหว่างการอบรมอาจทำให้วิทยากรกังวลว่าทุกคนกำลังเสียสมาธิ แต่ถ้าโทรศัพท์เหล่านั้นกำลังใช้ตอบคำถามใน เกม Kahoot! ภาพที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม เพราะพนักงานกำลังมีส่วนร่วม ทบทวนความรู้ และเห็นผลคำตอบพร้อมกันทั้งห้อง Kahoot! ไม่ได้เป็นเพียงเกมในห้องเรียนอีกต่อไป องค์กรสามารถใช้กับการอบรม การประชุม การทำ Onboarding และกิจกรรม Employee [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>เกม Kahoot! คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบใช้เกม ซึ่งเปิดให้ผู้สร้างทำแบบทดสอบ โพล และกิจกรรมโต้ตอบ แล้วให้ผู้เข้าร่วมตอบผ่านโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์</li>
<li>HR สามารถใช้ Kahoot! กับการฝึกอบรมพนักงาน การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ การทบทวนนโยบาย กิจกรรมละลายพฤติกรรม และการสำรวจความคิดเห็น</li>
<li>การสร้าง Kahoot! เริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์ สร้างชุดคำถาม เลือกรูปแบบการเล่น แล้วส่ง PIN หรือลิงก์ให้ผู้เข้าร่วม โดยทำได้ทั้งกิจกรรมสดและแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง</li>
<li>ผู้เข้าร่วมสามารถเล่น Kahoot! ได้โดยไม่ต้องมีบัญชี ส่วนฟีเจอร์สำหรับผู้สร้าง จำนวนผู้เข้าร่วม รายงาน และเครื่องมือขั้นสูงจะแตกต่างกันตามประเภทบัญชีและแผนบริการ</li>
<li>คะแนนจากเกมควรใช้เพื่อทบทวนความรู้และชวนพูดคุย ไม่ควรนำไปตัดสินผลงานพนักงานโดยลำพัง เพราะความเร็ว อุปกรณ์ และคุณภาพอินเทอร์เน็ตล้วนส่งผลต่อคะแนน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41959" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2.webp" alt="เกม Kahoot สำหรับฝึกอบรมพนักงานและสร้างวัฒนธรรมองค์กร" width="600" height="370" title="เกม Kahoot คืออะไร? วิธีสร้างและใช้ฝึกอบรมพนักงานให้สนุก 696" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การเห็นพนักงานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาระหว่างการอบรมอาจทำให้วิทยากรกังวลว่าทุกคนกำลังเสียสมาธิ แต่ถ้าโทรศัพท์เหล่านั้นกำลังใช้ตอบคำถามใน <strong>เกม Kahoot!</strong> ภาพที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม เพราะพนักงานกำลังมีส่วนร่วม ทบทวนความรู้ และเห็นผลคำตอบพร้อมกันทั้งห้อง</p>
<p>Kahoot! ไม่ได้เป็นเพียงเกมในห้องเรียนอีกต่อไป องค์กรสามารถใช้กับการอบรม การประชุม การทำ Onboarding และกิจกรรม Employee Engagement ได้ทั้งในสำนักงาน ออนไลน์ และรูปแบบ Hybrid บทความนี้จึงจะพาไปรู้จักว่า Kahoot คืออะไร วิธีสร้าง Kahoot ทำอย่างไร และ HR ควรออกแบบเกมแบบไหนจึงจะสนุกโดยไม่ทิ้งเป้าหมายขององค์กร</p>
<h2>เกม Kahoot คืออะไร และทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-14115 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-ylanite-koppens-776657-scaled.jpg" alt="เกม Kahoot คืออะไรและนำมาใช้กับ HR อย่างไร" width="1111" height="740" title="เกม Kahoot คืออะไร? วิธีสร้างและใช้ฝึกอบรมพนักงานให้สนุก 697"></p>
<p><a href="https://kahoot.com/th/" target="_blank" rel="noopener">Kahoot!</a> (คาฮูต) คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบใช้เกม หรือ Game-based Learning ผู้สร้างสามารถทำชุดคำถาม แบบทดสอบ โพล และเนื้อหาโต้ตอบ ส่วนผู้เข้าร่วมใช้รหัส PIN หรือลิงก์เพื่อเข้าร่วมผ่านเว็บหรือแอปพลิเคชัน</p>
<p>รูปแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือการเล่นสด ผู้ดำเนินกิจกรรมแสดงคำถามบนจอ ผู้เล่นเลือกคำตอบจากอุปกรณ์ของตน ระบบจะแสดงผลและอันดับเพื่อสร้างความตื่นเต้น นอกจากนี้ยังสามารถมอบหมายกิจกรรมให้ผู้เรียนทำด้วยตนเองภายในเวลาที่กำหนดได้ จึงนำไปใช้ได้ทั้งกับทีมที่อยู่ในสถานที่เดียวกันและทีมที่ทำงานจากหลายพื้นที่</p>
<p>ในปัจจุบัน Kahoot! มีมากกว่าคำถามแบบปรนัย เช่น โพล คำถามปลายเปิด Word Cloud สไลด์ หลักสูตร และรายงานผล รวมถึงเครื่องมือ AI ที่ช่วยเตรียมเนื้อหาในบางแผน อย่างไรก็ตาม ประเภทคำถาม จำนวนผู้เข้าร่วม รายงาน และฟีเจอร์ที่เปิดใช้จะแตกต่างกันตามบัญชีและแผนบริการ HR จึงควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนจัดกิจกรรมขนาดใหญ่</p>
<h3>Kahoot เล่นฟรีหรือไม่</h3>
<p>ผู้เข้าร่วมเกมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องสร้างบัญชี เพียงเปิด <a href="https://kahoot.it/" target="_blank" rel="noopener">kahoot.it</a> หรือแอป แล้วใส่ PIN ที่ผู้จัดกิจกรรมส่งให้ ส่วนผู้สร้างสามารถเริ่มต้นด้วยบัญชีฟรีได้ แต่จะมีข้อจำกัดบางอย่าง ขณะที่ฟีเจอร์สำหรับธุรกิจ การรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก การสร้างรายงานเชิงลึก และเครื่องมือขั้นสูงอาจอยู่ในแผนชำระเงิน</p>
<p>Kahoot! พัฒนาขึ้นจากแนวคิด Lecture Quiz ของ Professor Alf Inge Wang ก่อนที่ Johan Brand, Jamie Brooker และ Morten Versvik จะร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มจนเปิดให้ใช้งานในปี 2013 จากเครื่องมือในแวดวงการศึกษา จึงค่อย ๆ ขยายมาเป็นเครื่องมือสำหรับการนำเสนอ การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43107" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-14T174107.364.webp" alt="สัมภาษณ์พิเศษ Kahoot กับอนาคตของ HR" width="600" height="370" title="เกม Kahoot คืออะไร? วิธีสร้างและใช้ฝึกอบรมพนักงานให้สนุก 698" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-14T174107.364.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HREX-Cover-by-Para-2025-02-14T174107.364-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/kahoot-interview-ahteram-uddin-250214/">สัมภาษณ์พิเศษ Kahoot! กับอนาคตของ HR: ใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้ไม่ลืมความเป็นมนุษย์</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>วิธีสร้าง Kahoot แบบทีละขั้นตอน</h2>
<p>ผู้ที่ค้นหาว่า <strong>สร้าง Kahoot อย่างไร</strong> สามารถเริ่มต้นตามขั้นตอนพื้นฐานต่อไปนี้ เมนูและฟีเจอร์บางส่วนอาจแตกต่างกันตามประเภทบัญชีและการอัปเดตของแพลตฟอร์ม</p>
<ol>
<li><strong>กำหนดวัตถุประสงค์</strong> ระบุก่อนว่าเกมมีไว้ละลายพฤติกรรม ทบทวนบทเรียน ตรวจความเข้าใจ หรือรับฟังความคิดเห็น เพราะวัตถุประสงค์จะกำหนดทั้งรูปแบบและระดับความยากของคำถาม</li>
<li><strong>สมัครหรือเข้าสู่ระบบ</strong> เข้าเว็บไซต์ Kahoot! แล้วเลือกประเภทบัญชีให้ตรงกับการใช้งาน สำหรับองค์กรควรตรวจสอบเงื่อนไขของบัญชี Professional หรือ Business ให้เหมาะกับจำนวนผู้เข้าร่วม</li>
<li><strong>กดสร้างกิจกรรมใหม่</strong> ตั้งชื่อและคำอธิบายให้ชัดเจน จากนั้นเลือกสร้างใหม่ ใช้เทมเพลต หรือนำเนื้อหาที่มีอยู่มาปรับตามฟีเจอร์ที่บัญชีรองรับ</li>
<li><strong>ใส่คำถามและคำตอบ</strong> เขียนคำถามให้สั้น อ่านง่าย กำหนดคำตอบที่ถูกต้อง และตั้งเวลาให้เหมาะสม สามารถเพิ่มภาพ วิดีโอ หรือสไลด์เพื่อช่วยอธิบายบริบทได้</li>
<li><strong>ตรวจสอบก่อนเล่นจริง</strong> ทดลองเล่นเพื่อเช็กคำผิด ความถูกต้องของคำตอบ ลิงก์ รูปภาพ และระยะเวลา หากเป็นเรื่องนโยบายหรือกฎหมายควรให้ผู้รับผิดชอบเนื้อหาตรวจอีกครั้ง</li>
<li><strong>เลือกวิธีเผยแพร่</strong> เลือกจัดเกมแบบสด หรือมอบหมายให้ทำด้วยตนเอง จากนั้นแชร์ PIN, QR Code หรือลิงก์ให้ผู้เข้าร่วมตามรูปแบบที่ระบบมีให้</li>
</ol>
<h2>วิธีเล่น Kahoot และเข้าร่วมเกม</h2>
<ol>
<li>ผู้จัดกิจกรรมเปิดชุดคำถามและเลือกโหมดการเล่น</li>
<li>ระบบจะแสดง PIN, QR Code หรือลิงก์สำหรับเข้าร่วม</li>
<li>ผู้เล่นเปิด kahoot.it หรือแอป Kahoot! แล้วใส่ PIN</li>
<li>ตั้งชื่อเล่นตามกติกาที่องค์กรกำหนด โดยไม่ควรใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น</li>
<li>เมื่อทุกคนพร้อม ผู้ดำเนินกิจกรรมเริ่มเกมและเว้นเวลาหลังแต่ละข้อเพื่ออธิบายคำตอบ</li>
<li>หลังจบเกม ผู้จัดกิจกรรมทบทวนประเด็นสำคัญและดูรายงานผลเท่าที่แผนบริการรองรับ</li>
</ol>
<p>จุดสำคัญไม่ใช่แค่การหาผู้ชนะ แต่คือการใช้คำตอบเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนา โดยเฉพาะข้อที่คนตอบผิดจำนวนมาก เพราะอาจสะท้อนว่าเนื้อหาอบรมไม่ชัด คำถามกำกวม หรือองค์กรยังสื่อสารเรื่องนั้นไม่ทั่วถึง</p>
<h2>HR ใช้เกม Kahoot กับงานอะไรได้บ้าง</h2>
<h3>1. Onboarding พนักงานใหม่</h3>
<p>HR สามารถใช้ Kahoot! แนะนำประวัติองค์กร ค่านิยม โครงสร้างทีม สิทธิประโยชน์ ช่องทางติดต่อ และนโยบายพื้นฐาน ช่วยให้การ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190805-whatisonbarding/">Onboarding</a> ไม่กลายเป็นการอ่านสไลด์ทางเดียวตลอดทั้งวัน</p>
<h3>2. ฝึกอบรมและทบทวนความรู้</h3>
<p>ใช้ถามก่อนเรียนเพื่อสำรวจความรู้เดิม แทรกระหว่างการอบรมเพื่อเรียกสมาธิ หรือใช้หลังเรียนเพื่อตรวจความเข้าใจ เหมาะกับการอบรมผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล จรรยาบรรณ และขั้นตอนการทำงาน ทั้งยังต่อยอดแนวคิด <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gamification-training-250909/">Gamification ในการ Training พนักงาน</a> ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<h3>3. Employee Engagement และ Town Hall</h3>
<p>โพลหรือคำถามสั้น ๆ ช่วยเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมระหว่างประชุมใหญ่ สำรวจความเข้าใจต่อทิศทางบริษัท หรือรวบรวมความคิดเห็นเบื้องต้นได้ แต่หากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ควรใช้เครื่องมือสำรวจที่รับรองการไม่เปิดเผยตัวตนและมีมาตรการดูแลข้อมูลที่เหมาะสมกว่า</p>
<h3>4. Ice Breaking และ Team Building</h3>
<p>เกมทายข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีม วัฒนธรรมองค์กร หรือเหตุการณ์สำคัญช่วยให้คนเริ่มบทสนทนาได้ง่ายขึ้น เหมาะกับทีมใหม่หรือกิจกรรมข้ามแผนก โดยควรหลีกเลี่ยงคำถามที่แตะข้อมูลส่วนตัว สุขภาพ ความเชื่อ หรือเรื่องที่อาจทำให้ผู้เล่นอึดอัด</p>
<h3>5. การสื่อสารนโยบายและการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p>เมื่อองค์กรประกาศนโยบายหรือระบบใหม่ HR สามารถใช้เกมตรวจว่าพนักงานเข้าใจประเด็นสำคัญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เกมควรเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทนคู่มือ ช่องทางสอบถาม และการสื่อสารอย่างเป็นทางการ</p>
<h2>ตัวอย่างคำถาม Kahoot สำหรับ HR</h2>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;" border="1">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 24%;"><strong>กิจกรรม</strong></td>
<td style="width: 38%;"><strong>ตัวอย่างคำถาม</strong></td>
<td style="width: 38%;"><strong>จุดประสงค์</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>Onboarding</td>
<td>หากต้องการขออนุมัติวันลา พนักงานต้องดำเนินการผ่านช่องทางใด</td>
<td>ทบทวนขั้นตอนที่พนักงานใหม่ต้องใช้จริง</td>
</tr>
<tr>
<td>Training</td>
<td>เมื่อพบอีเมลต้องสงสัย สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร</td>
<td>ตรวจความเข้าใจเรื่องความปลอดภัย</td>
</tr>
<tr>
<td>Town Hall</td>
<td>เป้าหมายสำคัญขององค์กรในไตรมาสนี้คือข้อใด</td>
<td>ทบทวนทิศทางและเป้าหมายร่วมกัน</td>
</tr>
<tr>
<td>Team Building</td>
<td>ข้อใดคือสิ่งที่สมาชิกในทีมอยากเรียนรู้ร่วมกันมากที่สุด</td>
<td>เปิดบทสนทนาและหาเรื่องที่ทีมสนใจ</td>
</tr>
<tr>
<td>สำรวจความคิดเห็น</td>
<td>กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบใดช่วยให้คุณนำไปใช้กับงานได้มากที่สุด</td>
<td>นำ Feedback ไปออกแบบกิจกรรมครั้งต่อไป</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>7 เทคนิคออกแบบเกม Kahoot ให้พนักงานอยากมีส่วนร่วม</h2>
<h3>1. เริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการ</h3>
<p>อย่าเริ่มจากคำถามว่าอยากให้เกมสนุกแค่ไหน แต่ให้เริ่มจากสิ่งที่พนักงานควรรู้ ควรจำ หรือควรนำไปทำหลังจบกิจกรรม แล้วจึงเลือกคำถามและรูปแบบเกมให้สอดคล้องกัน</p>
<h3>2. ใช้คำถามสั้นและมีคำตอบชัดเจน</h3>
<p>คำถามที่ยาวหรือมีเงื่อนไขซ้อนกันทำให้เกมกลายเป็นการแข่งอ่านเร็ว หลีกเลี่ยงคำปฏิเสธหลายชั้นและตัวเลือกที่ตีความได้มากกว่าหนึ่งแบบ</p>
<h3>3. ผสมคำถามง่ายและยาก</h3>
<p>เริ่มจากคำถามที่คนส่วนใหญ่ตอบได้เพื่อสร้างความมั่นใจ แล้วค่อยเพิ่มระดับความท้าทาย หากทุกข้อตอบง่ายหรือยากเกินไป เกมจะไม่ช่วยทั้งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม</p>
<h3>4. ใช้ภาพ วิดีโอ และสถานการณ์จำลอง</h3>
<p>ภาพหรือกรณีตัวอย่างช่วยให้คำถามใกล้กับงานจริงมากขึ้น แต่ควรตรวจลิขสิทธิ์และหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลลูกค้า เอกสารลับ หรือภาพของพนักงานมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต</p>
<h3>5. เว้นเวลาอธิบายคำตอบ</h3>
<p>หลังจบแต่ละข้อควรเฉลยว่าเหตุใดคำตอบจึงถูก และชวนคุยในข้อที่คนตอบผิดมาก การเรียนรู้เกิดขึ้นตรงการอธิบายและแลกเปลี่ยน ไม่ได้เกิดจากตารางอันดับเพียงอย่างเดียว</p>
<h3>6. ทำให้การแข่งขันเป็นมิตร</h3>
<p>เปิดให้เล่นเป็นทีม ใช้ชื่อเล่น หรือมอบรางวัลเล็ก ๆ ที่ไม่กดดัน ไม่ควรเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ได้คะแนนต่ำ และไม่ควรทำให้การไม่ชนะกลายเป็นเรื่องน่าอาย</p>
<h3>7. ใช้ผลลัพธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้</h3>
<p>ดูว่าคำถามใดมีอัตราตอบผิดสูง แล้วนำไปปรับเนื้อหา วิธีสื่อสาร หรือการอบรมครั้งถัดไป คะแนนจึงควรทำหน้าที่เป็นสัญญาณเพื่อพัฒนา มากกว่าจะเป็นคำตัดสินความสามารถของบุคคล</p>
<h2>ข้อดีและข้อจำกัดของ Kahoot ที่ HR ควรรู้</h2>
<h3>ข้อดี</h3>
<ul>
<li>เริ่มใช้งานได้รวดเร็วและผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องสร้างบัญชี</li>
<li>ช่วยเปลี่ยนการสื่อสารทางเดียวให้เป็นกิจกรรมที่ทุกคนตอบสนองได้</li>
<li>ใช้ได้ทั้งในสถานที่จริง ออนไลน์ และ Hybrid</li>
<li>เหมาะกับการทบทวนความรู้และมองหาหัวข้อที่ยังสื่อสารไม่ชัด</li>
<li>นำกลับมาใช้ซ้ำและปรับคำถามให้เข้ากับกลุ่มผู้เรียนได้</li>
</ul>
<h3>ข้อจำกัดและข้อควรระวัง</h3>
<ul>
<li>ต้องพึ่งอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต คะแนนจึงอาจสะท้อนความเร็วของระบบมากกว่าความรู้จริง</li>
<li>รูปแบบแข่งขันและจับเวลาอาจทำให้บางคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหายากหรือเกี่ยวข้องกับการประเมินงาน</li>
<li>ฟีเจอร์ จำนวนผู้เข้าร่วม และรายงานบางประเภทขึ้นอยู่กับแผนบริการ</li>
<li>เกมสั้น ๆ ไม่สามารถวัดการนำความรู้ไปใช้จริงหรือทดแทนการประเมินการเรียนรู้ทั้งหมด</li>
<li>HR ต้องระวังข้อมูลส่วนบุคคล เนื้อหาภายใน และสิทธิของสื่อที่นำมาใช้</li>
</ul>
<h2>FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกม Kahoot</h2>
<h3>Kahoot คืออะไร</h3>
<p>Kahoot คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบใช้เกม ผู้สร้างทำแบบทดสอบ โพล หรือกิจกรรมโต้ตอบ แล้วให้ผู้เข้าร่วมตอบผ่านอุปกรณ์ของตน สามารถใช้ได้ทั้งการศึกษา การฝึกอบรม และกิจกรรมในองค์กร</p>
<h3>ผู้เล่นต้องสมัครบัญชี Kahoot หรือไม่</h3>
<p>โดยทั่วไปผู้เข้าร่วมเกมสดไม่ต้องมีบัญชี เพียงใช้ PIN, QR Code หรือลิงก์จากผู้จัดกิจกรรม ส่วนผู้ที่ต้องการสร้างและจัดเกมจำเป็นต้องมีบัญชี</p>
<h3>Kahoot เล่นได้กี่คน</h3>
<p>จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีและแผนบริการ เนื่องจากเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง องค์กรควรตรวจสอบหน้าแผนบริการของ Kahoot! ก่อนจัดกิจกรรม</p>
<h3>Kahoot ใช้กับการอบรมออนไลน์ได้หรือไม่</h3>
<p>ได้ ผู้จัดกิจกรรมสามารถแชร์หน้าจอผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์และให้ผู้เล่นตอบผ่านอุปกรณ์ของตน หรือมอบหมายกิจกรรมแบบเรียนรู้ด้วยตนเองตามฟีเจอร์ที่บัญชีรองรับ</p>
<h3>ควรใช้คะแนน Kahoot ประเมินพนักงานหรือไม่</h3>
<p>ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินผลงานเพียงอย่างเดียว เพราะคะแนนได้รับผลจากความเร็ว อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และความคุ้นเคยกับเกม ควรใช้เพื่อทบทวนความรู้ หา Learning Gap และประกอบการประเมินด้วยวิธีอื่น</p>
<h2>นอกจากเกม Kahoot HR จะใช้เครื่องมือใดพัฒนาองค์กรได้อีกบ้าง</h2>
<p>Kahoot! เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้กิจกรรมการเรียนรู้และ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/gamification-employee-engagement-250905/">Employee Engagement</a> มีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น แต่เครื่องมือไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ด้วยตัวเอง HR ยังต้องออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับคน เป้าหมาย และบริบทขององค์กร</p>
<p>ผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือด้าน Employee Engagement, Training &amp; Coaching หรือ Learning &amp; Development สามารถสำรวจผู้ให้บริการที่เหมาะกับองค์กรผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้จาก <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลิงก์นี้</a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เกม Kahoot ช่วยให้การอบรมและกิจกรรม HR มีชีวิตขึ้น เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงนั่งฟัง แต่ได้ตอบคำถาม เห็นผล และแลกเปลี่ยนความคิดในช่วงเวลาเดียวกัน จุดแข็งนี้ทำให้ Kahoot! ใช้ได้ตั้งแต่ Onboarding การทบทวนนโยบาย ไปจนถึง Team Building และ Employee Engagement</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความสนุกไม่ควรกลบเป้าหมายการเรียนรู้ HR ต้องออกแบบคำถามให้ถูกต้อง ให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรมได้อย่างเป็นธรรม และใช้ผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงการสื่อสาร ไม่ใช่สร้างแรงกดดันหรือจัดอันดับคุณค่าของพนักงาน เมื่อใช้ด้วยหลักคิดเช่นนี้ Kahoot! จึงจะเป็นมากกว่าเกม และกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนเรียนรู้และเชื่อมโยงกันได้จริง</p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://kahoot.com/th/" target="_blank" rel="noopener">Kahoot! ภาษาไทย</a></li>
<li><a href="https://kahoot.com/features/how-it-works/" target="_blank" rel="noopener">How to use Kahoot! at work</a></li>
<li><a href="https://kahoot.com/use-cases/onboarding/" target="_blank" rel="noopener">Employee onboarding with Kahoot! 360</a></li>
<li><a href="https://kahoot.com/features/courses/" target="_blank" rel="noopener">Kahoot! courses</a></li>
<li><a href="https://kahoot.com/solutions/company-culture/" target="_blank" rel="noopener">Kahoot! 360 for company culture</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/patek-philippe-training-230106/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2023 06:40:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Patek Philippe]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนพนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/patek-philippe-training-230106/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Patek Philippe คือแบรนด์นาฬิกาหรู ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1839 จุดเด่นของแบรนด์นาฬิกานี้ อยู่ที่ความสวยงาม งดงามราวกับผลงานศิลปะ จนเป็นที่หมายปองของผู้คนทั่วโลก Patek Philippe ต้องการพนักงานไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ที่มีไฟลุกโชนมองเห็นได้อยู่ในดวงตา และมีแรงปรารถนาที่จะมอบสุนทรียะอันสวยงามของนาฬิกาของแบรนด์ ส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Patek Philippe อาจค่อนข้างยาก แต่รู้หรือไม่ว่า อัตราการลาออกของพนักงานในแบรนด์นาฬิกาแห่งนี้ถือว่าน้อยทีเดียว ขณะเดียวกันพนักงานก็มีความพึงพอใจในการทำงานที่สูงมากด้วย ช่างทำนาฬิกา Patek Philippe เปรียบเสมือนร็อคสตาร์ของวงการงานฝีมือ ช่างทุกคนต้องผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก ต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 6-8 ปีกว่าจะสำเร็จการศึกษา  สาเหตุที่ต้องพิถีพิถันในการปั้นคนตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพราะแบรนด์นาฬิกา Patek Philippe ให้ความสำคัญกับความงดงามเลอค่า องค์กรจึงต้องแน่ใจว่าคนที่จะมาผลิตนาฬิกาต้องเป็นมือดีที่สุดเท่านั้น ในบรรดานาฬิกาแบรนด์ดังทั้งหมด อาจเรียกได้ว่า Patek Philippe คือแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มีชื่อเสียงของการผลิตแต่นาฬิกาคุณภาพเยี่ยม และงดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะ เช่น Patek Philippe Aquanaut และ Patek Philippe Nautilus ทำให้มีผู้คนจำนวนมากอยากจับจองเป็นเจ้าของเพื่อประดับบารมี โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหาร คนมีชื่อเสียง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Patek Philippe คือแบรนด์นาฬิกาหรู ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1839 จุดเด่นของแบรนด์นาฬิกานี้ อยู่ที่ความสวยงาม งดงามราวกับผลงานศิลปะ จนเป็นที่หมายปองของผู้คนทั่วโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Patek Philippe ต้องการพนักงานไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ที่มีไฟลุกโชนมองเห็นได้อยู่ในดวงตา และมีแรงปรารถนาที่จะมอบสุนทรียะอันสวยงามของนาฬิกาของแบรนด์ ส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Patek Philippe อาจค่อนข้างยาก แต่รู้หรือไม่ว่า อัตราการลาออกของพนักงานในแบรนด์นาฬิกาแห่งนี้ถือว่าน้อยทีเดียว ขณะเดียวกันพนักงานก็มีความพึงพอใจในการทำงานที่สูงมากด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่างทำนาฬิกา Patek Philippe เปรียบเสมือนร็อคสตาร์ของวงการงานฝีมือ ช่างทุกคนต้องผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก ต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 6-8 ปีกว่าจะสำเร็จการศึกษา </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่ต้องพิถีพิถันในการปั้นคนตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพราะแบรนด์นาฬิกา Patek Philippe ให้ความสำคัญกับความงดงามเลอค่า องค์กรจึงต้องแน่ใจว่าคนที่จะมาผลิตนาฬิกาต้องเป็นมือดีที่สุดเท่านั้น</span></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43280" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2025-02-25T094112.363.webp" alt="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น" width="600" height="370" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 709" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2025-02-25T094112.363.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/HREX-Cover-by-Para-2025-02-25T094112.363-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดานาฬิกาแบรนด์ดังทั้งหมด อาจเรียกได้ว่า </span><a href="https://www.patek.com/en/home" target="_blank" rel="noopener">Patek Philippe</a><span style="font-weight: 400;"> คือแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มีชื่อเสียงของการผลิตแต่นาฬิกาคุณภาพเยี่ยม และงดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะ เช่น Patek Philippe Aquanaut และ Patek Philippe Nautilus ทำให้มีผู้คนจำนวนมากอยากจับจองเป็นเจ้าของเพื่อประดับบารมี โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหาร คนมีชื่อเสียง และคนใหญ่คนโตในระดับประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่า </span>Patek Philippe<span style="font-weight: 400;"> ยังถือเป็นสวรรค์ที่ช่างทำนาฬิกาทั่วโลกอยากร่วมงานด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าแบรนด์หรูระดับโลก มันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และเผลอ ๆ การเป็นช่างทำนาฬิกาขั้นเทพอาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานหลายปี จนอาจยากยิ่งกว่าการซื้อนาฬิกามาครองเสียอีก แต่เมื่อได้ชื่อว่าจบจากสถาบันการฝึกสอนโรงเรียน Patek Philippe แล้วล่ะก็ เหมือนพวกเขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตไปแล้วก็ไม่ผิดแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ในหลายองค์กรทั่วโลก สามารถนำการเทรนพนักงานของ Patek Philippe รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นาฬิกานี้ มาปรับใช้ในองค์กรของตัวเองได้อย่างไรบ้าง นี่คือบทความที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</span></p>

<h2>Patek Philippe คืออะไร ทำไมถึงเป็นแบรนด์นาฬิการะดับโลก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของ Patek Philippe ต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1839 เมื่อ อันตวน นอร์เบิร์ต เดอ ปาเต๊ก (Antoine Norbert de Patek) อดีตนายทหารชาวโปแลนด์ แรกเริ่มเดิมที จับมือกับ ฟรังซัวร์ ซาเพ็ค (François Czapek) ช่างทำนาฬิกาที่มากความสามารถ เปิดร้านทำนาฬิกาใช้ชื่อว่า Patek, Czapek &amp; Cie </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่แบรนด์ที่ชื่อว่า Patek Philippe ตั้งแต่แรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนกระทั่งในปี 1844 ปาเต๊ก ได้ไปรู้จักกับ ฌอง ฟิลิปป์ (Jean Philippe) ช่างนาฬิกามือฉมังที่สามารถคิดค้นนาฬิกาพก โดยไม่ต้องไขลาน ปาเต๊ก ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในนวัตกรรมนี้ คิดถี่ถ้วนแล้วจึงผละจากพาร์ทเนอร์คนเก่ามาจับมือกับ ฟิลิปป์ ถือกำเนิดเป็น Patek Philippe อย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอกลักษณ์เด่นของนาฬิกาแบรนด์ Patek Philippe ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือนาฬิกาที่มีความหรูหรา ออกแบบอย่างสวยงาม ถือเป็นงานศิลปะล้ำค่าเหนือกาลเวลา แม้จะมีราคาชัดเจนว่าขายเรือนละเท่าไหร่ แต่หลายคนกลับมองว่ามันงดงามและมีค่ากว่านั้นมาก จนอาจไม่สามารถประเมินค่าจริง ๆ ได้ด้วยซ้ำ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำให้ Patek Philippe กลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกต่างต้องการสวมใส่ หรือมีครอบครองสักครั้งหนึ่งในชีวิต โดยมีรุ่น Nautirus และ Aquanaut ที่ถือเป็น 2 รุ่นยอดนิยม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน Patek Philippe ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในการบริหารงานของตระกูล สเติร์น โดยมี เธียร์รี่ สเติร์น (Thierry Stern) ขึ้นเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุด อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตำแหน่งผู้บริหารจะเปลี่ยนไปเพียงใด แต่วิสัยทัศน์ของ Patek Philippe ที่ต้องการสื่อไปหาลูกค้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ </span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“คุณไม่ได้ครอบครอง Patek Philippe แต่คุณแค่ได้ดูแลมันเพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปก็เท่านั้น”</span></em></p>
<h2>Patek Philippe ต้องการพนักงานช่างทำนาฬิกาแบบไหนมาช่วยขับเคลื่อนแบรนด์นาฬิการะดับโลก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-14071 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-artonthefilm-11528456-scaled.jpg" alt="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น" width="1110" height="740" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 710"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Patek Philippe เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มุ่งสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นยอด เดินได้เที่ยงตรง มีความสวยงาม และไม่มีตำหนิ จึงเป็นที่หมายปองของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารองค์กรใหญ่โต ดังนั้น Patek Philippe จึงให้ความสำคัญมาก ๆ กับขั้นตอนการเลือกคนมาร่วมงานที่ต้องเลือกคน และฝึกฝนคนอย่างพิถีพิถันที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้ไม่ใช่ช่างนาฬิกาทุกคน จะทำงานเป็นช่างทำนาฬิกากับ Patek Philippe ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คนที่ Patek Philippe ต้องการ ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม คุณสมบัติแรกที่ต้องมีก่อน คือต้องเป็นคนที่มองเห็นเป้าหมายแบบเดียวกันกับองค์กร มีแรงปรานาในการทำนาฬิกา มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานในแวดวงนาฬิกาหรู เพื่อมอบสุนทรียะอันสวยงาม ขับเน้นความโดดเด่นออกมา และที่สำคัญ ต้องมีใจรัก ชนิดที่แค่มองตาก็ต้องเห็นไฟนั้นลุกโชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การจะหาที่ตรงกับความต้องการก็ถือเป็นเรื่องที่ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่เพียงแค่ช่างทำนาฬิกา แต่ยังรวมถึงพนักงานฝ่ายอื่น ๆ ทั้งฝ่ายการตลาด ฝ่ายโลจิสติกส์ และฝ่ายสนับสนุนด้านอื่น ๆ อีกมากมาย Patek Philippe จึงจะใช้บริการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">บริษัทสรรหาพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> รวมถึง </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/recruiter-vs-headhunter-20221215/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Headhunter</span></a><span style="font-weight: 400;"> แล้วจะให้รายละเอียดถี่ถ้วนว่า ต้องการคนแบบไหนมาสัมภาษณ์ และมาร่วมงานด้วย เพื่อดึงเอาคนที่มีศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ออกมาให้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แดเนียล โรแชต (Daniel Rochat) HR ของ Patek Philippe ผู้เคยเป็นช่างทำนาฬิกาของ Patek Philippe มาก่อน อธิบายว่า ความท้าทายของ HR แบรนด์นาฬิกานี้ คือการหาคนที่มี Passion หรือความปรารถนาที่จะมอบสิ่งล้ำค่าให้กับลูกค้าทุกคน มันเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีกันทุกคน แต่กลับไม่ใช่ทุกคนที่มี</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“ขั้นตอนการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/221210-who-interview-method/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สัมภาษณ์งาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ Patek Philippe อาจไม่มีคำถามตามสูตร หรือเทคนิคการสัมภาษณ์ที่พิเศษกว่าที่อื่น แต่เราต้องการค้นหาว่าไฟในดวงตาของผู้สัมภาษณ์ว่าลุกโชนเพียงใด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีครับ” </span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหาก โรแชต มองเห็นมันจากในตาของผู้สัมภาษณ์ ก็ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยากร่วมงานด้วยแล้ว และเขามั่นใจว่า คน ๆ นั้นพร้อมจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อมกัน นำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกัน และนำพา</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมขององค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ให้เติบโต</span></p>
<h2>Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาที่พนักงานและช่างทำนาฬิกาอยู่กันแบบครอบครัว</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-14072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-antony-trivet-9978926-scaled.jpg" alt="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น" width="1110" height="740" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 711"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาสัมภาษณ์ว่าที่พนักงานใหม่ เชื่อหรือไม่ว่า คำพูดของ HR ที่มักทำให้ผู้สัมภาษณ์กลัวก็คือ “ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะกว่าร้อยละ 90 ที่พูดแบบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามักเป็นการบริหารงานที่เอารัดเอาเปรียบ และกดขี่ จนคนทำงานอดคิดไม่ได้ว่า ครอบครัวจริง ๆ ของ HR ก็เป็นแบบนี้ใช่ไหมนะ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ครอบครัวในพจนานุกรมของ Patek Philippe นั้น คือการให้ความสำคัญกับพนักงานราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจริง ๆ HR จะดูแลและปฏิบัติกับทุกคนด้วยความรักความห่วงใย ถึงขั้นที่ว่า HR จะเข้าไปพูดคุยและดูแลในระดับรายบุคคลเลยว่า แต่ละคนทำงานอย่างมีความสุขเพียงใด มีเรื่องอะไรที่ควรต้องปรับปรุงเพื่อให้องค์กรดีขึ้นบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“เราให้คุณค่ากับปฏิสัมพันธ์กันต่อหน้าระหว่างพูดคุยกัน เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้เราได้เข้าอกเข้าใจถึงคนที่มีคุณสมบัติตรงกับที่เราต้องการ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า อะไรที่กระตุ้นพวกเขา เป็นแรงผลักดันให้พวกเขา และพวกเขาจะพร้อมฝึกฝนเป็นเวลานานหลายปีหรือไม่”</em> แดเนียล โรแชต อธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะเป็นองค์กรที่เข้ายาก แต่ โรแชต เคลมว่า Patek Philippe อัตราของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/prevent-the-great-resignation-in-thailand-221021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ลาออก</span></a><span style="font-weight: 400;">กลับน้อยกว่าที่คิดทีเดียว ในขณะเดียวกัน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190724-employee-satifaction/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">พนักงานก็มีความพึงพอใจที่สูงมาก</span></a><span style="font-weight: 400;">ด้วย ซึ่ง โรแชต ให้เหตุผลว่าน่าจะเป็นเพราะ HR พยายามดูแลทุกคนอย่างทั่วถึงจริง ๆ ทำให้ไฟในการทำงานไม่มอดดับลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานที่นี่นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ทำให้หากนับเฉพาะแบรนด์นาฬิกาทั้งหมดแล้ว Patek Philippe จึงเป็นองค์กรที่มีคนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ Swatch และอันดับที่ 3 คือ Rolex </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220718-not-family/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14082 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/ftaaaa-600x370-1.png" alt="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล" width="600" height="370" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 712"></a><a style="font-size: calc(15px + (1vw - 3.75px) * 0.111111);" href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220718-not-family/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>พนักงานช่างทำนาฬิกา ร็อคสตาร์ผู้ยกระดับ Patek Philippe สู่แบรนด์ระดับโลก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14074 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pexels-tima-miroshnichenko-8327542-scaled.jpg" alt="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น" width="600" height="370" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 713"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละปีมีนาฬิกาถูกผลิตออกมา รวมทุกแบรนด์บนโลกนี้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านเรือน บางแบรนด์อย่างเช่น Casio หรือ Seiko ขึ้นชื่อเรื่องการทำนาฬิกาที่เข้าถึงคนหมู่มาก ดังนั้นการผลิตนาฬิกาออกมาจึงเยอะตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เนื่องจาก Patek Philippe เป็นแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาจำนวนจำกัดเพียงหลักหมื่นเรือนต่อปีเท่านั้นเพราะขั้นตอนการผลิตต้องทำมือด้วยความประณีต สินค้าที่ออกมาจุงอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าของนาฬิกา Patek Philippe ทุกรุ่นมีราคาสูงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำมาขายต่อในตลาดมือ 2 ซึ่งอาจโดนบวกราคาเพิ่มเข้าไป 2-3 เท่าได้เลยทีเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะนาฬิกาแต่ละเรือนมาพร้อมขึ้นตอนที่ซับซ้อนในการออกแบบ จึงจำเป็นต้องผ่านมือของช่างทำนาฬิกาที่มีความสามารถชั้นยอดอย่างเดียวเท่านั้นด้วย ผู้ที่ทำงานเป็นช่างนาฬิกาที่ Patek Philippe จึงจะได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือ เป็นกระบี่มือหนึ่ง เป็นร็อคสตาร์แห่งวงการนาฬิกา และวงการออกแบบเลยทีเดียว ถือเป็นเกียรติที่ช่างทำนาฬิกาสักคนอยากทำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นช่างทำนาฬิกาที่มีคุณภาพของ Patek Philippe ได้เสมอไป เพราะการทำงานเป็นช่างนาฬิกาให้ Patek Philippe มาพร้อมกับความท้าทาย มีอุปสรรคคอยทดสอบมากมาย ทำให้กว่าจะได้ลองทำนาฬิกา Patek Philippe ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ อาจต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 4 ปีเลยทีเดียว และ 4 ปีที่ว่ามานี้อาจเป็นกรณีที่เร็วที่สุดแล้วด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“ไม่ง่ายเลยที่จะบอกเรื่องนี้กับช่างทำนาฬิกาที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นว่า คุณต้องมีประสบการณ์ 15 ปีถึงจะมีความช่ำชองพร้อมจะทำนาฬิกาของเรา”</em> เธียร์รี่ สเติร์น ประธานของ Patek Philippe กล่าว</span></p>
<h2>ศูนย์ฝึกพนักงาน Patek Philippe เทรนช่างทำนาฬิกาอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-14073 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/shutterstock_1425571901-scaled.jpg" alt="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น" width="987" height="740" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 714"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากประเทศไทยเคยมีเวที Academy Fantasia และ The Star เป็นแหล่งเก็บตัว ให้ผู้มีความสนใจอยากเป็นนักร้อง เป็นดารา ได้เรียนรู้ศาสตร์การทำงานในวงการบันเทิง เพื่อเจิดจรัสมาประดับวงการ แบรนด์นาฬิกาหรูจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์จาก Patek Philippe ก็มีวิธีการบ่มเพาะ ปลูกฝังช่างทำนาฬิการุ่นใหม่ขึ้นมาป้อนองค์กรของตัวเองด้วยเหมือนกัน โดยมีศูนย์ฝึกฝนพนักงานและช่างทำนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดกระจายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละปี จะมีช่างทำนาฬิกาสมัครเข้ามาร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 400 คน แต่จะมีผู้ได้อบรมจริงเพียง 300 กว่าคนเท่านั้น แต่ในท้ายที่สุด จะเหลืออยู่เพียง 5-6 คนโดยเฉลี่ยเท่านั้น ที่จะกลายมาเป็นช่างทำนาฬิกามือฉมังให้กับ Patek Philippe เพราะในช่วงเวลาฝึกอบรม อาจมีบางคนหรือหลายคนที่ล้มเลิกความตั้งใจไปกลางคันไม่น้อยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับหลักสูตรโดยคร่าว ๆ ที่จัดฝึกฝนในสถาบันของ Patek Philippe จะแบ่งเป็น 3 ระดับใหญ่ ๆ ให้ได้ไต่เต้าไปเรื่อย ๆ จนจบการศึกษา ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>ระดับที่ 1<span style="font-weight: 400;"> เลเวลพื้นฐานที่ไม่พื้นฐาน ช่างทำนาฬิกาฝึกหัดจะต้องใช้เวลาอันยาวนานหัดเรียนรู้วิธีการทำนาฬิกาในสไตล์ของ Patek Philippe ต่อให้ใครจะเคยมีประสบการณ์จากที่ไหนมาก็ตาม แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ จะต้องเริ่มต้นใหม่หมด บทเรียนที่พวกเขาต้องเจอมีทั้ง การฝึกทำอุปกรณ์งานช่างของตัวเอง การฝึกค้นหาตำหนิบนอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยสายตาที่ดี ต้องการความละเอียดลออ เรียนรู้กลไกการเคลื่อนไหวของนาฬิกา ว่าอุปกรณ์แต่ละส่วนทำงานอย่างไร เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อพูดถึงความยาวนาน บอกได้เลยว่า 7 เดือนแรกของการเรียน จะไม่มีช่างฝึกหัดคนไหนได้แตะต้องนาฬิกาของ Patek Philippe หรือนาฬิกาแบรนด์ใด ๆ เลย (เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะบอกกล่าวไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครเรียนแล้ว) และกว่าครึ่ง จะยกธงขาวตั้งแต่ขั้นตอนนี้</span></p>
<p>ระดับที่ 2 <span style="font-weight: 400;">หากผ่านขั้นแรกมาได้ ช่างทำนาฬิกาจะได้เรียนรู้เรื่องของการซ่อมแซมนาฬิกาขั้นสูงขึ้น ต้องสามารถซ่อมแซมนาฬิกาควอตซ์ (Quartz Watch) หรือนาฬิกาที่ใช้ถ่าน จากการเสียหายหลากหลายรูปแบบที่ไม่คาดคิดได้ </span></p>
<p>ระดับที่ 3<span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นเลเวลขั้นสูง หากเปรียบแล้ว ผู้ที่มาถึงขั้นนี้ก็คือนักกีฬาเทควันโดสายดำ ช่างทำนาฬิการะดับนี้จะได้ทำนาฬิกาด้วยตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่าคิดว่านักเรียนในหลักสูตรทุกคนจะฝ่าฟันมาถึงด่านนี้ได้ เพราะถึงแม้ทุกคนจะมีความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ช่างที่ขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี และจาก 300 กว่าคนที่ได้เข้าอบรมในวันแรก อาจเหลือเพียง 4 คนเท่านั้นที่รอดชีวิตจนเป็นอรหันต์ได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14079 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 715"></a><a style="text-align: center;" href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 716"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: การ Training พนักงานนี่มันทำให้สนุกได้ไหมครับ</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบการฝึกอบรมแบบ classroom ที่บริษัทไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จากแบบประเมินการเข้าร่วมพบว่า มีหลายคนให้ comment ว่าค่อนข้างน่าเบื่อ เลยอยากถามคนทำงานสาย corporate/in-house HRD ว่า มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร</span></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: แนะนำว่า ควรทำการประเมินลักษณะการเรียนรู้ของพนักงานว่าชอบแนวทางการเรียนรู้และถนัดการพัฒนารูปแบบไหน</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการเรียนรู้ของคนเรามี 3 ประเภท คือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1) Visual learner กลุ่มนี้ชอบการเรียนรู้ และถนัดการรับรู้ผ่านการดูมองภาพ Video สื่อต่างๆ กลุ่มนี้ ควรจัดการเรียนรู้แบบให้ดูภาพ หรือคลิป Video เช่นกระบวนการทำงานของ Functional งานนั้นๆ การจัดหา Clip จาก Youtube หรือซื่อเป็นชุดจากบริษัทที่ทำ E learning เฉพาะด้าน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2) Auditory learner กลุ่มที่ถนัดการรับรู้ข้อมูลผ่านเสียง การฟัง การพูด สามารถจัดเรื่อง Podcast Podbean จัดสื่อหนังสือเสียงให้พนักงาน หาฟัง โดยทำเป็น Audio Library แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3) Kinesthetic learner กลุ่มที่รับรู้ผ่านการสัมผัสและเคลื่อนไหว ได้จับต้อง ลงมือปฏิบัติ กลุ่มนี้เหมาะกับการทำ workshop โดยลองลงมือปฏิบัติจริง เพราะจะสามารถเรียนรู้ได้ดี ไม่เบื่อง่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองจัดข้างต้น แล้วประเมินผลว่า การเรียนรู้ดีขึ้นกว่าที่เราทำ เฉพาะ Training Classroom หรือไม่</span></p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/347?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 717"></a></span></p></blockquote>
<h2>สำรวจเครื่องมือด้าน Training &amp; Coaching ใน HREX ยกระดับองค์กรอย่างไรให้เทียบชั้นแบรนด์นาฬิกา Patek Philippe</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Patek Philippe เป็นองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคี่ยวเข็ญช่างทำนาฬิกาให้เป็นกระบี่มือหนึ่ง เพราะหากปล่อยให้ช่างที่ความสามารถยังไม่สุกงอมจับงานยาก ๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพสินค้า นำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่เสียหาย ไม่เป็นผลดีต่อทั้งตัวองค์กรและพนักงานเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงาน โดยเฉพาะช่างทำนาฬิกาของ Patek Philippe จึงโหดขนาดนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับบริษัทหลาย ๆ แห่ง หากคิดจะนำแนวทางของ Patek Philippe มาปรับใช้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบทุกกระบวนการของ Patek Philippe ก็ได้ แต่เลือกสรรเฉพาะวิธีการเทรนพนักงานที่เหมาะสม ลงตัว และเข้ากับบริบทของบริษัทน่าจะดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่รู้ว่าควรเริ่มอย่างไรดี HREX แพลตฟอร์มเดียวในประเทศไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Training &amp; Coaching ให้ HR ได้สำรวจและค้นหาเครื่องมือช่วยขัดเกลาฝีมือของพนักงาน และช่วยผลักดันองค์กรให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง มาใช้งานจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครอยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการการฝึกอบรมและการโค้ช แต่ละผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้าง และเหมาะสมกับการนำมาปรับใช้ในองค์กรได้อย่างไร สามารถสำรวจเครื่องมือแต่ละอย่างได้เลยทาง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลิงก์นี้</a></span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าแบรนด์นาฬิการะดับโลกอย่าง Patek Philippe ไม่น่าแปลกใจหากจะมีวิธีการทำงานที่เป็นมืออาชีพและเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้สามารถเข้าถึง และยังคงความสมบูรณ์แบบ ดังที่แบรนด์พยายามคงเอกลักษณ์นี้ไว้มาตั้งแต่วันแรก ๆ ของการก่อตั้งบริษัท เพื่อให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถนำแนวคิดวิธีการบริหารคน บริหารงานของ Patek Philippe มาปรับใช้ในองค์กรไได้ อาจไม่ต้องนำมาใช้ตรง ๆ ทั้งหมด แต่ควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งใดที่น่าจะสามารถนำมาปรับใช้แล้วเกิดผลดีที่สุดต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และต้องไม่ลืมด้วยว่า ต่อให้เป็นแบรนด์ที่ขายสินค้าให้กับลูกค้าแล้ว ก็อย่าหลงลืมการดูแล เอาใจใส่พนักงาน เพราะพนักงานเองก็เปรียบเสมือนคนสำคัญในองค์กรคนหนึ่ง ไม่แพ้ผู้บริหารระดับสูง และหากใครคนใดคนหนึ่งไป ก็อาจทำให้องค์กรไปไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการก็เป็นได้</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 718"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p><strong>Sources:</strong></p>
<p><a href="https://www.patek.com/en/home" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Patek Philippe</span></a></p>
<p><a href="https://www.randstad.com/workforce-insights/employer-branding/case-study-employer-branding-patek-philippe/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Randstad</span></a></p>
<p><a href="https://www.gq.com/story/inside-patek-philippe-watch-school" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">GQ</span></a></p>
<p><a href="https://moneyinc.com/patek-philippe-watchmaker/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Money inc.</span></a></p>
<p><a href="https://medium.com/trends-watch/rising-demand-for-a-declining-watchmaking-trade-270bc0af2fab" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Medium</span></a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-in-winter-with-happiness-221229/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2022 16:08:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Winter is Coming]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าหนาว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/work-in-winter-with-happiness-221229/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การทำงานหน้าหนาว รู้หรือไม่ว่าอากาศหนาวเย็นไม่ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ตรงกันข้าม การทำงานหน้าหนาว (Winter) ที่อากาศเย็น ยิ่งทำให้พนักงานทำงานดีขึ้นเสียอีก สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา แนะนำว่า การปรับอุณหภูมิสถานที่ทำงานให้อยู่ระหว่าง 68-76 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20-25 องศาเซลเซียส ที่มีอากาศหนาวเย็นกำลังดี เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการทำงานที่สุด ในช่วงหน้าหนาว (Winter) การทำงานอากาศหนาว HR ต้องเน้นย้ำพนักงานให้ทำงานด้วยความปลอดภัย และเตรียมมาตรการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ป้องกันปัญหาหากพนักงานเกิดป่วยขึ้นมาสักคน งานต่าง ๆ จะได้เดินหน้าต่อไปได้ หลายองค์กรมีการจับผิดการลาป่วยของพนักงานช่วงหน้าหนาว (Winter) ว่าป่วยจริงหรือไม่ แต่บางองค์กรให้อิสระในการลา ขอเพียงรับผิดชอบงานครบถ้วน บางองค์กรอาจอนุญาตให้ Work From Home ช่วงอากาศหนาวได้ ทั้งนี้ HR ต้องพิจารณาว่า แนวทางใดเหมาะสมกับการทำงานและทำให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดกว่ากัน ฝน ฟ้า อากาศของประเทศโซนอากาศร้อนอย่างไทยมีเอกลักษณ์สำคัญที่มักจะร้อนมากกว่าหนาว หลาย ๆ คนมักจะอิจฉาต่างประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นสบายไปจนถึงขั้นหิมะตก เพราะช่วงเวลาเหล่านี้เกิดขึ้นไม่บ่อย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีการระบุตายตัวว่า หน้านาว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การทำงานหน้าหนาว รู้หรือไม่ว่าอากาศหนาวเย็นไม่ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ตรงกันข้าม การทำงานหน้าหนาว (Winter) ที่อากาศเย็น ยิ่งทำให้พนักงานทำงานดีขึ้นเสียอีก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา แนะนำว่า การปรับอุณหภูมิสถานที่ทำงานให้อยู่ระหว่าง 68-76 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20-25 องศาเซลเซียส ที่มีอากาศหนาวเย็นกำลังดี เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการทำงานที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในช่วงหน้าหนาว (Winter) การทำงานอากาศหนาว HR ต้องเน้นย้ำพนักงานให้ทำงานด้วยความปลอดภัย และเตรียมมาตรการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ป้องกันปัญหาหากพนักงานเกิดป่วยขึ้นมาสักคน งานต่าง ๆ จะได้เดินหน้าต่อไปได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรมีการจับผิดการลาป่วยของพนักงานช่วงหน้าหนาว (Winter) ว่าป่วยจริงหรือไม่ แต่บางองค์กรให้อิสระในการลา ขอเพียงรับผิดชอบงานครบถ้วน บางองค์กรอาจอนุญาตให้ Work From Home ช่วงอากาศหนาวได้ ทั้งนี้ HR ต้องพิจารณาว่า แนวทางใดเหมาะสมกับการทำงานและทำให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดกว่ากัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46106" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-6.webp" alt="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming)" width="600" height="370" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 730" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-6.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-6-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝน ฟ้า อากาศของประเทศโซนอากาศร้อนอย่างไทยมีเอกลักษณ์สำคัญที่มักจะร้อนมากกว่าหนาว หลาย ๆ คนมักจะอิจฉาต่างประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นสบายไปจนถึงขั้นหิมะตก เพราะช่วงเวลาเหล่านี้เกิดขึ้นไม่บ่อย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีการระบุตายตัวว่า หน้านาว เดือนไหน ดังนั้นถ้าพยากรณ์อากาศบอกว่า จะมีอุณหภูมิเย็นลงที่ 24-25 องศา เพียง 20 วันต่อปี แล้วหนาวจริงแค่ครึ่งเดียวก็ถือว่าหรูแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่า พออากาศหนาวเย็นขึ้นมาจริง ๆ มันกลับเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานมากทีเดียว ไม่ว่าตอนที่อ่านบทความนี้อยู่ จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นสบาย หรืออากาศร้อนระอุแล้วก็ตาม แต่ HREX.asia ขอเชิญชวนให้ดูว่า เมื่อหน้าหนาวมาเยือน HR ควรทำอย่างไรถึงจะส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุขที่สุด</span></p>
<h2>อากาศหนาวในหน้าหนาว (Winter)ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจริงหรือไม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13918" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-andrea-piacquadio-3766227-scaled.jpg" alt="Winter is Coming เมื่ออากาศวันนี้เป็นใจ ทำงานหน้าหนาวอย่างไรให้มีความสุข" width="1110" height="740" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 731"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยหรือไม่ เวลาตื่นมาแล้วอากาศหนาว รู้สึกไม่ค่อยอยากไปทำงาน ไม่อยากแม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ แต่อยากนอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าอุ่น ๆ จนหมดวันแทน ความรู้สึกเหล่านั้นต่อให้อากาศไม่หนาวก็เกิดขึ้นบ่อยอยู่แล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อากาศหนาวเย็นผิดปกติ หลายคนก็มักจะถือโอกาสนี้อู้งาน และมองว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมากทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยพบว่า จริงอยู่ว่าคนอาจขี้เกียจตื่นเช้า เพราะอยากนอนสัมผัสอากาศเย็น ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยิ่งอากาศเย็น ยิ่งทำให้พนักงานทำงานดีมากขึ้นเสียอย่างนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Harvard Business School พบว่า การทำงานท่ามกลางสภาพอากาศแย่ ๆ  (ฝนตก, หิมะตก) จะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อสภาพอากาศไม่เป็นใจ สมองจะเล่นเกมจิตวิทยา ว่าในเมื่อเราไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกได้ ก็ให้หันมาจดจ่อกับงานตรงหน้ามากกว่าแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับ </span><a href="https://www.shrm.org/hr-today/news/hr-news/pages/toohottoocold.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CareerBuilder</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เก็บข้อมูลจากพนักงานประจำในสหรัฐอเมริกา 4,285 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 22% ตอบตรงกันว่า การทำงานในที่ทำงานร้อน ๆ จะทำให้พนักงานมีสมาธิทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานในสภาพอากาศหนาวเย็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220902-rain-productivity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13917 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/shutterstock_1301653144-600x370-1.jpg" alt="พลังหน้าฝน : สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 732"></a><a style="font-family: inherit; font-size: inherit;" href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220902-rain-productivity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">พลังหน้าฝน : สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>อากาศหนาว (Winter) หรือร้อนดีกว่ากัน? ปรับอุณหภูมิที่ใช่ให้เหมาะกับการทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13922" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-riccardo-789380-scaled.jpg" alt="Winter is Coming เมื่ออากาศวันนี้เป็นใจ ทำงานหน้าหนาวอย่างไรให้มีความสุข" width="1110" height="740" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 733"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อากาศหนาวเกินไป พนักงานไม่ชอบ แต่พออากาศร้อนเกินไป คนทำงานทั้งหลายก็ไม่ชอบอีก แล้วอุณหภูมิเท่าไหร่กันแน่ ถึงจะเหมาะกับการทำงานของมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยึดตาม </span><a href="https://www.businessnewsdaily.com/10964-office-temperature-debate.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">U.S. Occupational Safety and Health Administration (OSHA)</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ที่ให้ขอบเขตกว้างๆ ไว้ว่า การปรับอุณหภูมิสถานที่ทำงานให้อยู่ระหว่าง 68-76 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20-25 องศาเซลเซียส เหมาะสมต่อการทำงานมากที่สุดแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าออฟฟิศใหญ่ ๆ ทั่วโลก จะตั้งอุณหภูมิในออฟฟิศตามนี้เป๊ะ ๆ มาดูกันดีกว่าว่า ผู้บริหารใหญ่ของหลายบริษัทกำหนดอุณหภูมิในออฟฟิศไว้ที่เท่าไหร่กันบ้าง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก บอกว่า เขาตั้งอุณหภูมิในออฟฟิศของ Meta ไว้ที่ 59 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 15 องศาเซลเซียส</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล บริกกส์ ผู้ก่อตั้ง Briggs Acquisitions เล่าว่าที่ออฟฟิศ เขาตั้งใจตั้งอุณหภูมิให้อยู่ที่ 65 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 18.3 องศาเซลเซียส ด้วยความคิดว่าอุณหภูมิเท่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฌอน พัวร์ ผู้ก่อตั้ง SellMax ก็เห็นด้วยว่า การตั้งอุณหภูมิในออฟฟิศให้เย็นเข้าไว้ จะช่วยให้พนักงานมีโฟกัสในการทำงานมากกว่าให้ทำงานในอุณหภูมิร้อน ๆ โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 69 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 21-22 องศาเซลเซียส</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">จาเร็ด ไวต์ซ CEO ของ United Capital Source เล่าว่า ที่สำนักงานของเขากำหนดอุณหภูมิที่ 73 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งอาจดูสูงกว่าใคร แต่จริง ๆ แล้วคิดเป็น 22 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยหากใครคิดว่าหนาวเกินไปก็สามารถเอาเสื้อกันหนาวมาใส่ได้ หรือหากใครรู้สึกว่าร้อนเกิน ก็อาจเอาพัดลมมาตั้งไว้ให้อากาศรอบตัวเย็นลงก็ไม่ว่ากัน</span></li>
</ul>
<h2>เน้นย้ำมาตรการความปลอดภัย ช่วยให้ทำงานหน้าหนาว (Winter) มีความสุข</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13919" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-nishant-aneja-2385532-scaled.jpg" alt="Winter is Coming เมื่ออากาศวันนี้เป็นใจ ทำงานหน้าหนาวอย่างไรให้มีความสุข" width="1110" height="740" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 734"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศ การทำงานหน้าหนาวแม้จะมาพร้อมความสุข แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายทั้งจากหิมะตก และจากแรงลมที่พัดแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากต้องทำงานในโรงงาน ทำงานกับเครื่องจักร หรือทำงานกับสารเคมีที่อันตรายอยู่แล้ว ก็จะยิ่งทวีความอันตรายมากขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้จริง ๆ HR สามารถยึดตามมารตรการเหล่านี้เป็นคัมภีร์โดยคร่าว ได้ เพื่อให้พนักงานในองค์กรทำงานอย่างปลอดภัย และมีความสุขมากยิ่งขึ้น</span></p>
<h3>1. เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานอย่างปลอดภัย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะทำงานตอนไหน ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ แต่ยิ่งอากาศหนาว ที่จะส่งผลให้ร่างกายหนาวสั่น มีอาการป่วยไข้ได้ง่ายกว่า และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร ทำงานในโรงงาน ทำงานกับสารเคมี เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จำเป็นต้องเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานอย่างปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม และในช่วงนี้อาจสามารถจัด</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/safety-training-221012/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">อบรมความปลอดภัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ให้พนักงานในองค์กรได้เช่นกัน</span></p>
<h3>2. ปรับแก้กฎการทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานจริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎของบริษัทมีหลายข้อ แต่ไม่ใช่ทุกข้อจะสามารถบังคับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ในช่วงที่อากาศหนาวเย็น HR ควรถือโอกาสนี้ปรับแก้กฎข้อบังคับในการทำงานเสียใหม่ ดูว่ามีอะไรที่สามารถทำได้ในช่วงอากาศหนาว ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นตามมา </span></p>
<h3>3. แจ้งพนักงานให้รับมืออากาศที่เปลี่ยนแปลงก่อนเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การพยากรณ์อากาศอาจให้ผลไม่ตรงกับความเป็นจริง และบ่อยครั้งที่มีการพยากรณ์ว่า อากาศจะหนาวในช่วงนั้นช่วงนี้ กลับไม่ได้หนาวอย่างที่ทำนาย แต่ก็เป็นหน้าที่ของ HR ที่จำเป็นต้องแจ้งพนักงาน หรือเน้นย้ำเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเสมอ ไม่เพียงแค่ในตอนหน้าหนาวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าร้อน หน้าฝน และในช่วงช่วงที่อาจมีภัยพิบัติอื่น ๆ เกิดขึ้น เช่น การกลับมาของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/th-190118-whatshoulddoforpm25/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ฝุ่น PM2.5</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น </span><span style="font-weight: 400;">อย่างน้อยการเตือนของ HR จะช่วยให้พนักงานเตรียมตัวได้เร็วขึ้น และถือว่า HR ไม่ได้หละหลวมหรือละเลยต่อหน้าที่แต่อย่างใด</span></p>
<h3>4. จัดหาอาหารหรือดื่มน้ำที่อุ่น ๆ ให้พนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถจัดเตรียมอุปกรณ์ในการอุปโภคบริโภคในองค์กรได้ เช่น หากที่บริษัทมีโซนร้านอาหารอยู่ ก็อาจสามารถประสานงานกับร้านค้าเหล่านั้น เพื่อเตรียมอาหารที่รับประทานแล้วช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เป็นต้น </span></p>
<h3>5. เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรู้สึกว่า ในออฟฟิศอากาศหนาวเกินไป พนักงานเองอาจสามารถนำเสื้อกันหนาวมาใส่ในออฟฟิศได้ หากรู้สึกว่าอุณหภูมินั้นหนาวเย็นเกินไป หรือหาก HR จะจัดหาเสื้อกันหนาวให้ ก็จะช่วยซื้อใจพนักงานได้เช่นกัน เช่น Briggs Acquisitions ที่แจกเสื้อกันหนาวแบรนด์ของบริษัทให้พนักงานใส่ทำงานอย่างมีความสุขได้เลย และไม่ต้องลำบากเอามาจากที่บ้านเพิ่มเติม </span></p>
<h3>6. เตรียมรับมือกับอาการป่วยอื่น ๆ ที่ตามมาจากความหนาว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อให้ทำงานอย่างปลอดภัย แต่เมื่อเข้าหน้าหนาว ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสจะป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น เช่น โรคหวัด หรือแม้กระทั่งโรคโควิด-19 ที่ชอบแพร่เชื้อในฤดูนี้มากเป็นพิเศษ HR ควรใช้โอกาสนี้วางมาตรการรับมืออาการป่วยไข้ดังกล่าว เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมหากเกิดการป่วยที่ไม่คาดคิดขึ้นมาจริง ๆ</span></p>
<h2>เมื่อพนักงานอยากลางานเลี่ยงอากาศหนาวช่วงหน้าหนาว (Winter) HR ควรทำอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13920" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-vlada-karpovich-4050406-scaled.jpg" alt="Winter is Coming เมื่ออากาศวันนี้เป็นใจ ทำงานหน้าหนาวอย่างไรให้มีความสุข" width="1110" height="740" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 735"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครบ้างไม่เคยขอลางานเพราะอากาศหนาว ยกมือ! ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติหากหลายคนจะอยากลางาน เพราะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ แต่ถ้าเกิดเอาเหตุผลนี้มาลางานจริง ๆ เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นในความคิดของ HR หรือไม่ อาจต้องแจกแจงดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ถ้าป่วยจริง ก็ลาเลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการป่วยไข้เป็นเรื่องที่เราห้ามกันไม่ได้ หากป่วยจริง ไม่สบายจริงล่ะก็ทุกคนในองค์กรย่อมเข้าใจอยู่แล้ว และจะเป็นกำลังใจให้กลับมาทำงานอย่างแข็งแรงอีกครั้ง ดีกว่าการที่พนักงานป่วย แต่ยังต้องบังคับให้มาทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพมหาศาล</span></p>
<h3>2. อนุญาตให้ลา แต่อย่ามากเกินไปจนผิดสังเกต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกองค์กรมีวันให้ลาให้พนักงานเพียงพออยู่แล้ว หากลาในกรอบที่กำหนดไว้ก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เพียงแค่แน่ใจว่าพนักงานไม่เลือกใช้วันลาผิดประเภทช่วงหน้าหนาว เช่น พอตื่นมาเจออากาศหนาว ๆ ก็เลยขอลาป่วยเสียเลย หากลาแบบนี้ 1-2 ครั้งก็อาจไม่ผิดสังเกตอะไร แต่ถ้าอ้างบ่อย ๆ อาจโดนหัวหน้าซักถามได้ว่าป่วยจริงหรือไม่ หรือแค่ไม่อยากมาทำงาน หากพบว่าไม่ได้ป่วยจริงล่ะก็ อาจมีปัญหาตามมาได้ เช่น อาจโดนใบตักเตือน หรือโดนโทษที่หนักขึ้นตามกฎข้อบังคับของบริษัท </span><span style="font-weight: 400;">หากพบว่าไม่ได้ป่วยจริงล่ะก็ อาจมีปัญหาตามมาได้ เช่น อาจโดน</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211029-warning-letter/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ใบตักเตือน</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือโดนโทษที่หนักขึ้นตามกฎข้อบังคับของบริษัท</span></p>
<h3>3. ลาแบบไหนก็ลาไปเลย ขอเพียงรับผิดชอบในหน้าที่เรียบร้อย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพนักงานลาโดยที่งานไม่ค้างคา ทุกคนสามารถทำหน้าที่ของตัวเอง ประสานงานได้อย่างไหลลื่น แสดงว่าองค์กรมีระบบงานที่แข็งแรง และมีวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นในความรับผิดชอบของพนักงาน ว่าในเมื่ออยู่ในวัยทำงานนั้นโต ๆ กันแล้ว ทุกคนต่างมีความรับผิดชอบกันทั้งนั้น ดังนั้นขอเพียงการลาไม่กระทบกับงานที่ทำ และงานสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อย หรือหาวิธีอื่นที่จะจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่มีปัญหาใดตามมา</span></p>
<h3>4. ยืดหยุ่นให้ Work From Home ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคสมัยของการทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ การยังบังคับให้พนักงานต้องเข้าออฟฟิศไปทำงานอยู่ อาจเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้ว การยืดหยุ่นให้พนักงาน Work From Home ทำงานจากที่บ้านแทนได้ เป็นวิธีลดปัญหาพนักงานไม่อยากลุกขึ้นมาทำงานที่ออฟฟิศอย่างได้ผลดีทีเดียว และอย่างน้อย พนักงานก็ไม่ต้องเสียวันลา อีกทั้งยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น องค์กรต้องประเมินด้วยว่า บริษัทควรเลือกมาตรการไหนมาบังคับใช้หากพนักงานขอลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลาแบบกระทันหัน และหากเป็นเช่นนั้นบ่อย ๆ จะส่งผลกระทบต่องานหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ HR จำเป็นต้องประเมินให้ดีเช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13915 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/03/shutterstock_618703736-1.jpg" alt="เหตุผล 14 ข้อที่ควรให้สิทธิพนักงาน Work From Home ได้" width="500" height="334" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 736"></a><a style="font-family: inherit; font-size: inherit;" href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เหตุผล 14 ข้อที่ควรให้สิทธิพนักงาน Work From Home ได้</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 737"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q:</span><span style="font-size: 14pt;">พนักงานลาป่วยบ่อย (แต่ยังไม่เกินสิทธิ์) และมีใบรับรองแพทย์ในกรณีป่วยเกิน 3 วัน จะสามารถออกใบเตือนได้ไหมคะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องด้วยภายในระยะเวลา 6 เดือน ม.ค.65-มิ.ย.65 พนักงานท่านนี้ใช้สิทธิ์ลาป่วยไปแล้ว12วัน กรณีแบบนี้สามารถออกใบเตือนหรือกนังสือแจ้งเตือนการลาป่วยบ่อยและให้พนักงานเซ็นชื่อรับรองการได้รับหนังสือแจ้งเตือนได้หรือไม่คะ</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ให้สอบถามสาเหตุการลาป่วย เป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวร้ายแรงโดยให้แพทย์รับรอง หากป่วยบ่อย จะมีผลถึงประสิทธิภาพการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรเจรจาพูดคุยกับพนักงาน ใช้หลักการแรงงานสัมพันธ์</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ให้โอกาสปรับปรุงตัว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พิจารณาเลิกจ้าง โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากสภาพร่างกายไม่สามารถปฏิบัติงานได้และหย่อนประสิทธิภาพในการทำงาน</span></li>
</ol>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1239?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8819" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 738"></a></span></p></blockquote>
<h2>สำรวจเครื่องมือด้าน Leave &amp; Attendance Management ลดปัญหาเข้างานช้าช่วงหน้าหนาว (Winter)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากอากาศหนาวเกินไป เป็นผลให้พนักงานลางานบ่อย ส่งผลให้การทำงานของหลายฝ่ายยากขึ้น รวมทั้ง HR ก็จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วย เพื่อให้ไม่พลาดหากมีพนักงานลากระทันหัน จะได้ทำให้องค์กรดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ HR สามารถค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Leave &amp; Attendance Management หรือผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกงาน ที่จะช่วยบันทึกการลาของพนักงานได้อย่างรวดเร็ว ฉับไวได้ ผ่านทางเว็บไซต์ </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> ปัจจุบัน มีเครื่องมือให้ค้นหาและเลือกใช้หลายอย่าง ที่สามารถใช้งานได้ง่าย ทั้งฝั่งของพนักงานในการลงเวลาเข้าออกงาน ลงเวลาลางาน ไปจนถึง HR ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่าระบบที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลิตภัณฑ์ด้าน Leave &amp; Attendance Management ตอบโจทย์กับความต้องการขององค์กรได้จริง มีอะไรบ้าง สามารถค้นหาและลองใช้บริการได้แล้วทาง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลิงก์นี้</a></span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34270 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp" alt="CTA Leave &amp; Attendance" width="1600" height="500" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 739" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานหน้าหนาว หรือกลางอากาศหนาว แม้จะมีงานวิจัยชี้ว่าเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเวลาอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุง่ายกว่าเช่นกัน ดังนั้น HR ผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรบุคคลในองค์กรโดยเฉพาะ ต้องเป็นด่านหน้าในการรณรงค์เรื่องความปลอดภัย จะทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข มีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหาก HR ช่วยให้องค์กรฝ่าฟันช่วงเวลาแห่งความหนาวเหน็บไปได้อย่างราบรื่น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่สุดตามมาด้วย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำงานช่วงหน้าหนาว / อากาศหนาวอย่างไรให้มีความสุข ? (Winter is Coming) 740" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li style="list-style-type: none">
<ul>
<li><a href="https://hrdailyadvisor.blr.com/2019/01/24/how-to-circumvent-a-decrease-in-productivity-during-the-winter/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Daily Advisor </span></a></li>
<li><a href="https://www.indeed.com/career-advice/career-development/working-in-cold-weather" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Indeed</span></a></li>
<li><a href="https://stratus.hr/resources/winter-work-safety" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Stratus</span></a></li>
</ul>
</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221223-how-to-survey/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2022 07:32:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[Survey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221223-how-to-survey/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT แบบสอบถาม (Survey) คือวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยให้องค์กรนำไปใช้ออกแบบนโยบาย และสร้างสรรค์สวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของพนักงานที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องให้คนทำแบบสอบถามก็คือการตอบแบบขอไปทีจนไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้จริง วิธีการทำแบบสอบถาม (How to Survey) ต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และต้องให้คนมีส่วนร่วมได้ง่ายที่สุด การทำแบบสอบถามคือการสร้างวัฒนธรรมการออกความเห็น (Culture of Feedback) ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นทักษะสำคัญในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบปัจจุบัน แบบสำรวจที่สำคัญต่อองค์กรแบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่เรื่องประสิทธิภาพการทำงาน, ประสบการณ์ทำงาน และพัฒนาการของพนักงาน ยิ่งเราทำแบบสอบถามกับคนมากขึ้น เราก็จะยิ่งเข้าใจความต่างในโลกการทำงาน ซึ่งความเข้าใจตรงนี้คือรากฐานสำคัญเมื่อต้องขยายองค์กร หรือติดต่องานกับคนต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมต่างจากเรา เคยไหมที่พอฝ่ายทรัพยากรบุคคลทำ การสำรวจ (Survey) โดยใช้แบบสอบถาม มาให้ทำและเราก็ทำแบบขอไปที กดตัวเลือกไปโดยไม่ได้อ่านหรือพิมพ์คำตอบที่ไม่ทันได้กลั่นกรองลงไป พฤติกรรมนี้แม้จะขึ้นชื่อว่าเราได้ตอบแบบสอบถามแล้ว แต่ก็ถือเป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เลย หารู้ไม่ว่าข้อมูลจากการทำแบบสอบถามคือวัตถุดิบชั้นดีที่องค์กรจะนำไปประยุกต์เข้ากับการออกแบบนโยบายและสร้างสรรค์สวัสดิการให้ตรงกับความต้องการที่สุด ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมในเรื่องนี้จะช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นแน่นอน การทำแบบสอบถามหรือการทำแบบสำรวจสำคัญกับองค์กรอย่างไร และเราจะเพิ่มอัตราการตอบแบบสอบถามได้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้ ทำไม HR ต้องทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจ (Survey) เป้าหมายของการพัฒนาบุคลากร คือการทำให้ทุกคนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ซึ่งทักษะตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานตั้งไจเรียนรู้และได้รับการสนับสนุนจาก HR ผ่านการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงาน โดยการปรับนี้จำเป็นต้องได้รับข้อมูลเชิงลึก (Insight) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">แบบสอบถาม (Survey) คือวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยให้องค์กรนำไปใช้ออกแบบนโยบาย และสร้างสรรค์สวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของพนักงานที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้องให้คนทำแบบสอบถามก็คือการตอบแบบขอไปทีจนไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการทำแบบสอบถาม (How to Survey) ต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และต้องให้คนมีส่วนร่วมได้ง่ายที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การทำแบบสอบถามคือการสร้างวัฒนธรรมการออกความเห็น (Culture of Feedback) ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นทักษะสำคัญในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบปัจจุบัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แบบสำรวจที่สำคัญต่อองค์กรแบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่เรื่องประสิทธิภาพการทำงาน, ประสบการณ์ทำงาน และพัฒนาการของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเราทำแบบสอบถามกับคนมากขึ้น เราก็จะยิ่งเข้าใจความต่างในโลกการทำงาน ซึ่งความเข้าใจตรงนี้คือรากฐานสำคัญเมื่อต้องขยายองค์กร หรือติดต่องานกับคนต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมต่างจากเรา</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13766 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/shutterstock_1016383906-4-scaled.jpg" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="567" height="378" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 754"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่พอฝ่ายทรัพยากรบุคคลทำ </span>การสำรวจ (Survey)<span style="font-weight: 400;"> โดยใช้แบบสอบถาม มาให้ทำและเราก็ทำแบบขอไปที กดตัวเลือกไปโดยไม่ได้อ่านหรือพิมพ์คำตอบที่ไม่ทันได้กลั่นกรองลงไป พฤติกรรมนี้แม้จะขึ้นชื่อว่าเราได้ตอบแบบสอบถามแล้ว แต่ก็ถือเป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หารู้ไม่ว่าข้อมูลจากการทำแบบสอบถามคือวัตถุดิบชั้นดีที่องค์กรจะนำไปประยุกต์เข้ากับการออกแบบนโยบายและสร้างสรรค์สวัสดิการให้ตรงกับความต้องการที่สุด ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมในเรื่องนี้จะช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำแบบสอบถามหรือการทำแบบสำรวจสำคัญกับองค์กรอย่างไร และเราจะเพิ่มอัตราการตอบแบบสอบถามได้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ทำไม HR ต้องทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจ (Survey)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการพัฒนาบุคลากร คือการทำให้ทุกคนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ซึ่งทักษะตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานตั้งไจเรียนรู้และได้รับการสนับสนุนจาก HR ผ่านการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงาน โดยการปรับนี้จำเป็นต้องได้รับข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้มากที่สุด และข้อมูลเหล่านี้มักแปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทั้งด้วยกระแสนิยม วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนความเชื่อส่วนบุคคลที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการทำแบบสอบถามในความถี่ที่เหมาะสมจึงนับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจหัวอกของพนักงานอย่างแท้จริง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8940 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1536465644-1.jpg" alt="360-degree Feedbackการประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา" width="500" height="334" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 755"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา (360-degree Feedback)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ประเภทของแบบสอบถามเพื่อสำรวจ (Survey) มีอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำแบบสอบถามหรือแบบสำรวจใด ๆ ก็ตามล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อขอความคิดเห็นจากพนักงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ เพื่อตรวจสอบดูว่าขั้นตอนการทำงานหรือวัฒนธรรมองค์กรมีปัญหาหรือไม่ ทั้งนี้ HR สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้เป็นรากฐานในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์พนักงานมากขึ้น องค์กรที่ใส่ใจเรื่องนี้จะทำให้พนักงานมีความสุข ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13542 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.05.31.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="517" height="305" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 756"></p>
<p><i>การทำแบบสอบถามมักมุ่งเน้นใน 3 หัวข้อสำคัญต่อไปนี้</i></p>
<h3>แบบสอบถามการสำรวจเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีส่วนร่วมของพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานและองค์กร คำตอบจากแบบสำรวจเหล่านี้จะบอกว่าทีมของเรายินดีทุ่มเทเพื่องานมากขนาดไหน เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเลือกใช้งานบุคลากรให้เหมาะกับชิ้นงานที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญของการทำแบบสำรวจเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานคือการเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปทำสรุป (Report) ให้ครอบคลุมทุกด้าน ข้อมูลตรงนี้นอกเหนือจากการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายใหม่ ๆ แล้ว ยังสามารถนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งหนือเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่เคยเก็บสถิติไว้ในอดีต เพื่อดูว่าพนักงานของเรามีโอกาสย้ายไปหาบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ในสายงานเดียวกันหรือไม่ อนึ่งการสรุปแบบสอบถามต้องตีความได้ว่าองค์ประกอบใดบ้างที่ส่งผลในแง่บวก และองค์ประกอบใดบ้างที่ส่งผลในแง่ลบ  เพื่อที่จะได้เพิ่มหรือตัดนโยบายบางอย่างได้ถูกต้อง ไม่เสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 757"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: อยากทราบแนวทางการทำ Employee Engagement Survey ที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ</span></p>
<p>อยากได้เป็นแบบคำถามปลายเปิด เพราะคิดว่าเหมาะสมกับองค์กรที่สุด ควรทำอย่างไรดี ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การทำแบบสำรวจปลายเปิด ควรเริ่มมาจากการทำแบบสอบถามปลายปิดก่อน</span></p>
<p>สามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้</p>
<ol>
<li>เป้าหมายในการทำงานของพนักงาาน</li>
<li>สิ่งที่อยากเห็นในบริษัท (สิ่งที่อยากให้บริษัทเปลี่ยนแปลง)</li>
<li>สิ่งที่อยากเห็นในผู้บริหาร (สิ่งที่อยากให้ผู้บริหารทำ)</li>
<li>สิ่งที่ไม่อยากเห็นในบริษัท (สิ่งที่อยากให้บริษัทยกเลิก)</li>
<li>สิ่งที่ไม่อยากเห็นในผู้บริหาร (สิ่งที่ไม่อยากให้ผู้บริหารทำ)</li>
</ol>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1032?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 758"></span></a></p></blockquote>
<h3>แบบสอบถามการสำรวจเรื่องประสบการณ์ทำงาน (Employee Experiences Survey)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นแบบระยะสั้นหรือระยะยาว โดยแบบสำรวจสามารถแบ่งเป็นสัดส่วนได้ตามหัวข้อดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li><strong>การสำรวจขณะเป็นผู้สมัครงาน (Candidate Survey)</strong> : <span style="font-weight: 400;">การสำรวจความพอใจไม่ได้เกิดขึ้นกับพนักงานในสังกัดเราเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความพอใจตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งานเลยด้วยซ้ำ ข้อมูลตรงนี้จะทำให้เรารู้ว่าใบประชาสัมพันธ์รับสมัครพนักงานของเราน่าสนใจไหม, Job Description ดึงดูดมากพอหรือไม่ และขั้นตอนสัมภาษณ์มีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ขั้นตอนสรรหา (Recruitment) มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม</span></li>
<li><strong>การสำรวจพนักงานใหม่ (Onboarding Survey)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ความประทับใจแรก (First Impression) เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเมื่อเรารับพนักงานใหม่เข้ามา เราควรทำแบบสอบถามควบคู่กันไปทันทีเพื่อดูว่าการทำงานจริงนั้นตรงกับสิ่งที่เขาคาดหวังหรือไม่รวมถึงมีกระบวนการทำงานที่ขัดต่อรูปแบบที่คุ้นเคยหรือเปล่า ข้อมูลดังกล่าวจะทำให้องค์กรเตรียมตัวสำหรับการรับพนักงานคนต่อไปได้ดีขึ้น ขั้นตอนนี้สามารถทำแบบรายบุคคลระหว่างพนักงานกับหัวหน้าได้เลยในสถานการณ์ที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องรอตามไตรมาสหรือตามวาระสำคัญเท่านั้น นอกจากนี้ยังควรทำการสำรวจความพอใจของการเป็นพนักงาน (Stay Interview) เป็นระยะ เพราะความคิดของพนักงานสามารถเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>การสำรวจพนักงานที่ลาออก (Exit Survey)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> หากเรารู้</span><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่พนักงานลาออก</span><span style="font-weight: 400;"> เราก็จะได้นำปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากพนักงานคนดังกล่าวตัดสินใจย้ายไปซบบริษัทคู่แข่ง เราก็ควรเข้าใจว่าฝั่งตรงข้ามมีสวัสดิการหรือจุดเด่นใดที่สามารถโน้มน้าวจิตใจพนักงานได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานคนอื่น ๆ ตัดสินใจลาออกตามไปในภายหลัง อนึ่งการสำรวจในบริบทนี้มีความละเอียดอ่อน ผู้สำรวจต้องมีทักษะในการอ่านสถานการณ์, เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถปรับคำถามให้เหมาะกับบริบทที่แตกต่างกันได้อย่างดี</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11787 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/notebook-phone-tablet-black-white-office-desk-11-scaled.jpg" alt="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ" width="600" height="370" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 759"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>แบบสอบถามการสำรวจเรื่องประสิทธิภาพของพนักงาน (Employee Effectiveness Survey)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสำรวจประสิทธิภาพการทำงานคือการให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการสื่อสารสองฝ่าย คือพนักงานสามารถแสดงความเห็นต่อหัวหน้า และหัวหน้าก็สามารถแสดงความคิดเห็นต่อพนักงาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างผลประกอบการที่ดีเยี่ยมภายใต้การทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเราสามารถแยกย่อยออกมาได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong>การสำรวจความคิดเห็นต่อหัวหน้างาน (Manager Feedback Survey)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในแบบสำรวจนี้ พนักงานจะได้รับโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหัวหน้าเป็นรายบุคคลเพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปพิจารณาจัดอบรมหรือจับคู่หัวหน้ากับพนักงานเพื่อสอนงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การรู้ว่าผู้นำในสายตาของคนอื่นเป็นอย่างไร จะช่วยให้เรารู้ว่าองค์กรพร้อมเติบโตแล้วหรือยัง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>การสำรวจความคิดเห็นด้านพัฒนาการของพนักงาน (Employee Development Survey)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ในทางกลับกัน องค์กรก็ต้องสอบถามหัวหน้างานเพื่อดูว่าพนักงานในสังกัดมีพัฒนาการสอดคล้องกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หรือความคุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับหรือไม่  การสำรวจแบบนี้ไม่ใช่การพิจารณาสถานภาพของพนักงาน แต่เป็นการช่วยหาอีกหนึ่งวิธีเพื่อให้พนักงานสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างที่ตั้งใจ</span></li>
</ul>
<h2>การตอบสนองต่อแบบสอบถาม (Survey Response Rate) คืออะไร สำคัญอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13543 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.05.40.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="564" height="364" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 760"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเห็นของผู้ทำแบบสำรวจทุกคนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ เพราะเป็นข้อมูลที่จำกัดเฉพาะบุคลากรในองค์กรนั้น ๆ จึงมีความเฉพาะเจาะจง เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจน ซึ่งแก้ไขได้ง่ายกว่าการพยายามยกระดับองค์กรโดยไม่มีข้อมูลวงใน (Insight) อะไรเลย   การสำรวจดูว่ามีพนักงานทำแบบสอบถามกี่คนส่งผลดีกับการทำงานดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong>เข้าใจว่าพนักงานให้ความสำคัญกับองค์กรมากแค่ไหน</strong> :<span style="font-weight: 400;"> จำนวนผู้ทำแบบสอบถามคือภาพสะท้อนว่าพนักงานใส่ใจกับพัฒนาการขององค์กรมากแค่ไหน และอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าหัวข้อที่เราถามนั้นมีความสำคัญกับพนักงานมากพอหรือไม่ เช่น หากเป็นเรื่องเงินเดือนก็ไม่แปลกที่พนักงานจะทำแบบสอบถามกันเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของแผนกอื่น หรืองานที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็เป็นธรรมดาที่จะได้รับความร่วมมือน้อยกว่า ดังนั้นหากต้องการถามความเห็นกับคนหมู่มาก ก็ควรอธิบายด้วยว่าแบบสอบถามดังกล่าวจะช่วยให้ชีวิตของผู้ตอบดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</strong> : <span style="font-weight: 400;">จุดสำคัญของทุกการสื่อสารคือการเลือกหัวข้อที่อีกฝ่ายสนใจและรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนสามารถนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็สร้างความรู้สึกดี ไม่ทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจ ดังนั้นการเก็บสถิติว่าคำถามแบบใดมีผู้ตอบมากที่สุด หรือการเลือกใช้คำพูดแบบใดสามารถโน้มน้าวให้คนมีส่วนร่วมกับแบบสอบถามมากขึ้น  จะช่วยฝึกให้เรารู้ว่าควรเลือกหัวข้อสำหรับสื่อสารภายในองค์กรอย่างไร ทำให้เกิดแบบสอบถามที่เป็นประโยชน์กับองค์กรมากกว่าแค่การตั้งคำถามและรอให้คนตอบแบบตามมีตามเกิดเท่านั้น</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10781 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="600" height="370" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 761"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เปิดทริคเด็ด! วิธีเอาใจพนักงานจนรักองค์กรยิ่งชีพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>วิธีเพิ่มอัตราการทำแบบสอบถามในการสำรวจ (How to Survey) ให้ได้ผลที่สุด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำแบบสอบถามเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ทุกองค์กรนำมาใช้ แต่ต้องทำอย่างไรถึงจะโน้มน้าวให้คนตอบคำถามมากขึ้น ถ้าคุณประสบปัญหานี้อยู่มาหาวิธีแก้ได้ที่นี่เลย !</span></p>
<h3>วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะส่งแบบสอบถามออกไปทุกครั้ง เราต้องพิจารณาจนแน่ใจว่าคำตอบของคนกลุ่มนั้นมีความสำคัญกับการตัดสินใจจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องหว่านแบบสอบถามไปหาพนักงานทุกคนในองค์กร เพราะความคิดเห็นบางอย่างอาจทำให้เราหวั่นไหว แต่คนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำลังทำอยู่มากนัก ทั้งนี้การเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแสดงความเห็น แต่องค์กรไม่เคยนำไปปฏิบัติตามเลยจะยิ่งทำให้วัฒนธรรมการแสดงความเห็นตกต่ำลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนท้ายที่สุดก็ จะไม่มีใครที่อยากให้ข้อมูลอีกเลย</span></p>
<h3>ทำแบบสอบถามให้ง่ายขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13548 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.08.34.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="495" height="315" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 762"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ามันคงดีกว่าหากพนักงานจะให้เวลากับการทำแบบสอบถามอย่างเต็มที่และเขียนบรรยายออกมาเป็นข้อ ๆ ให้ฝ่ายบุคคลสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้น การทำแบบสอบถามเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวันทำงานเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักให้เวลากับการทำงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าทำแบบสอบถามยาว ๆ ที่รู้สึกกินเวลาโดยเปล่าประโยชน์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากรู้ว่าวัฒนธรรมการแสดงความเห็นในองค์กรยังไม่แข็งแรงนัก เราสามารถเริ่มต้นด้วยการทำแบบสอบถามโดยใช้วิธีเลือกคำตอบแบบปรนัยโดยไม่ต้องสนใจว่าจะได้เพียงข้อมูลตื้น ๆ  เพราะหากมีประเด็นใดที่น่าสนใจจริง ๆ เราก็อาจเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามาพูดคุยด้วยกันแบบตัวต่อตัว</span></p>
<h3>ตั้งหัวข้อที่ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของวัยทำงานนั้น ทุกคนล้วนอยากมีตัวตนในออฟฟิศอยากรู้สึกมีคุณค่าและคิดว่าความเห็นของตนสามารถยกระดับชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นแทนที่จะทำแบบสอบถามด้วยการตั้งคำถามธรรมดา ๆ แบบเรียบง่าย เราก็อาจใช้วิธีตั้งคำถามเชิงรุก เช่น </span><i><span style="font-weight: 400;">“คุณอยากจะช่วยองค์กรอย่างไร” </span></i><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><i><span style="font-weight: 400;">“คุณกำลังโกรธเกลียดอะไรอยู่หรือเปล่า ! แอบมาบอกเราได้เลยรับรองไม่หลุดแน่นอน !” </span></i><span style="font-weight: 400;">เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้กลยุทธ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร ฝ่ายบุคคลสามารถสำรวจและเลือกแนวทางที่ดีที่สุดได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220714-kindness-in-workplace/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51.jpeg" alt="f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51" width="600" height="370" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 763"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220714-kindness-in-workplace/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>แสดงความขอบคุณเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อให้พนักงานทำแบบสอบถาม เราควรตอกย้ำให้พวกเขาเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับทุกคำตอบจริง ๆ และคำตอบเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสวัสดิการใหม่ที่ทำให้ทุกคนมีความสุขกว่าเดิม คำขอบคุณจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรพร้อมรับฟังจริง ๆ ช่วยในเรื่องของการรักษาพนักงาน (Retention) ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน</span></p>
<h3>ทำให้คนเห็นถึงความเร่งด่วน (Sense of Urgency)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่าความเห็นของพวกเขามีคุณค่า โดยเฉพาะในเวลาที่องค์กรต้องตัดสินใจในประเด็นสำคัญโดยไม่มีเวลาให้เตรียมตัวมากนัก วิธีนี้หากองค์กรนำความเห็นของพนักงานไปใช้จริง ก็จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ความสัมพันธ์ภายในทีมดีกว่าเดิม</span></p>
<h3>ให้ของรางวัลตอบแทน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นแบบสอบถามที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากพนักงานจริง ๆ องค์กรสามารถพิจารณามอบของที่ระลึกเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งแม้จะทำให้องค์กรต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมไปบ้าง แต่ก็ช่วยประหยัดต้นทุนเวลาให้เราสามารถทำงานง่ายขึ้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าเราทำแบบสำรวจบ่อยเกินไปไหม เพราะหากถี่มากเป็นพิเศษ จะให้ของตอบแทนแบบใดก็ดูเป็นการรบกวนพนักงานอยู่ดี</span></p>
<h2>อัตราการตอบสนองแบบสอบถามในการสำรวจ (Survey) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13544 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.06.17.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="541" height="341" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 764"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายหลักของการทำแบบสอบถามคือการได้ข้อมูลจากพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้องค์กรสามารถนำไปพัฒนาเป็นนโยบายหรืออ้อสวัสดิการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของพนักงานได้อย่างเป็นรูปธรรมดังนั้นยิ่งเราได้ข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้การวางแผนครอบคลุมมากขึ้นเท่านั้นโดยเราสามารถอธิบายประโยชน์ของการมีผู้ทำแบบสอบถามมากขึ้นได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ช่วยให้เราเข้าใจความหลากหลายมากขึ้น</strong> : <span style="font-weight: 400;">ยิ่งเราได้รับความเห็นจากคนมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสเข้าใจผู้คนหลากหลายรูปแบบมากขึ้น มุมมองเหล่านี้จะช่วยให้เราออกนโยบายที่อ้างอิงอยู่กับความเป็นธรรมและเห็นอกเห็นใจ ไม่ออกนโยบายโดยมองข้ามความรู้สึกของคนอื่นทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ช่วยประหยัดเวลา</strong> : <span style="font-weight: 400;">แบบสอบถามบางอันอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกคน แต่ก็มีแบบสำรวจบางชนิดที่ต้องการให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมดังนั้นถ้าเรามีวัฒนธรรมของการแสดงความเห็น เราก็จะไม่ต้องเสียเวลามาติดตามผล ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญในบริษัทขนาดใหญ่ ที่พนักงานควรเอาเวลาไปโฟกัสกับการทำงานอื่นที่สำคัญมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ปฎิเสธไม่ได้ว่าแม้บางคนจะทำแบบสอบถามเสร็จก็จริงแ ต่ก็เป็นการทำแบบขอไปที เช่น กดปุ่มเดิมรัว ๆ แล้วกดส่ง อย่างไรก็ตามถ้าเราสร้างวัฒนธรรมของการออกความเห็นควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมาย เราก็จะได้คำตอบที่กว้างขึ้นจนเห็นสถิติในภาพรวมว่าพนักงานส่วนใหญ่มีความต้องการอย่างไร  หากความต้องการบางอย่างตรงกันในเปอร์เซ็นต์ที่สูง ก็แปลว่าคำตอบนั้นคือความต้องการที่ควร เอามาปรับเป็นนโยบาย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปสนใจคนที่ยังอคติหรือให้คำตอบแบบไม่เป็นมืออาชีพอีกเลย</span></li>
</ul>
<h2>การสร้าง Employee Engagement ให้คนกล้าแสดงความเห็น และมีส่วนร่วมกับองค์กร คือเคล็ดลับของความสำเร็จ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13545 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.06.53.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="512" height="328" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 765"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนคือกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแรง หากผู้บริหารมีไอเดียมากมายในหัวแต่ไม่มีลูกทีมที่พร้อมลงมือช่วยเหลือ  ไอเดียดังกล่าวก็จะเป็นได้แค่จินตนาการเท่านั้น เหตุนี้การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้  โดยเฉพาะในโลกหลังโควิด-19 ที่หลายองค์กรปรับไปเป็นแบบไฮบริดเต็มตัว (Hybrid Workplace) จนพนักงานไม่สามารถเจอหน้ากันได้บ่อยอย่างที่เคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแน่ใจว่าทุกคนยังคงสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนร่วมเป็นเพื่อนคู่คิดกันเหมือนเดิม คือสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าองค์กรของคุณแข็งแรงพอรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจแล้วหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะพัฒนาเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการ </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> ที่มีหมวด </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยตรง  ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ จะมีวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน ก็สามารถเลือกบริการที่ตรงใจที่สุดได้บน</span><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์ม</span><span style="font-weight: 400;">นี้ ที่เรากล้าการันตีว่าใหญ่ที่สุดในเมืองไทย </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38146 size-full" title="Patek Philippe เทรนพนักงานช่างทำนาฬิกาอย่างไร เพื่อส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น 10" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13546 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.07.41.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="465" height="284" title="เปิดเคล็ดลับ How to Survey ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม 766"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดแล้ว การทำแบบสอบถามก็คือภาพสะท้อนของทักษะการสื่อสารภายในองค์กร หากพนักงานเชื่อมั่นว่าทุกคำพูดที่เอ่ยออกมาจะได้รับการใส่ใจหรือถูกนำไปคิดวิเคราะห์เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา อัตราการทำแบบสอบถามก็จะเพิ่มขึ้นตามไปโดยปริยาย กลับกันหากพวกเขารู้สึกว่าองค์กรไม่เคยใส่ใจความคิดเห็นของตนเลย อัตราการตอบก็จะน้อยลงไปตามลำดับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะรู้สึกแย่และตั้งคำถามว่าทำไมพนักงานจึงไม่มีส่วนร่วมกับการทำแบบสอบถาม เราควรกลับมามองตัวเองก่อนว่าเราได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอม น่าเคารพเชื่อถือ หรือเปิดโอกาสให้ทุกคนออกความเห็นได้อย่างเท่าเทียมแล้วหรือยัง</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3BXdzco" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3BXdzco</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3GbvzSK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3GbvzSK</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2pbeFvA" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2pbeFvA</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/bad-coaching-221222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Dec 2022 09:23:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Coaching]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/bad-coaching-221222/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หากจะหาใครในบริษัทที่มีหน้าที่คล้ายกับโค้ชกีฬามากที่สุด ก็ต้องเป็น HR นั่นเอง เพราะ HR มีภารกิจสำคัญคือต้องโค้ชชิ่ง (Coaching) หรือจัดฝึกอบรมพนักงาน เพื่อเติมทักษะ ความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมรับมือการทำงานในอนาคตนั่นเอง แต่ในบางครั้งอาจมอบหมายให้หัวหน้างานในแต่ละฝ่ายเป็นโค้ช หรือเป็นพี่เลี้ยงฝึกอบรบก็ได้เช่นกัน การโค้ช (Coaching) ในทีมกีฬาที่ดี นอกจากต้องมีความกระหายในชัยชนะ ยังต้องมีความรักในการแข่งขัน รู้วิธีสื่อสารกับลูกทีมอย่างถูกต้อง เพื่อดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมา มีความคิดเปิดกว้าง ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นตัวอย่างที่ดี ไปจนถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อผลักดันนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จ และได้ชัยชนะกลับมา แต่รู้หรือไม่ว่า บ่อยครั้งที่นักกีฬาอาชีพที่เก่ง ๆ จำนวนมาก เมื่อผันตัวไปเป็นโค้ช (Coaching) กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลับกันนักกีฬาที่แข่งจริงไม่เก่ง แต่เมื่อคุมทีมอยู่ข้างสนามแล้วกลับประสบความสำเร็จมากกว่า ทั้งนักวิชาการและนักกีฬาเองยังมีความเห็นตรงกันว่า นักกีฬาเก่ง ๆ แต่เป็นโค้ชที่แย่ มักขาดทักษะด้านการโค้ช (Coaching) โดยเฉพาะการสื่อสาร ซึ่งจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่กลับเป็นสิ่งที่นักกีฬาเก่ง ๆ ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชมี  ตัวอย่างของนักกีฬาที่เก่ง แต่โค้ช (Coaching) ไม่ได้เรื่อง หากเป็นกีฬาฟุตบอล หลายคนจะนึกถึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากจะหาใครในบริษัทที่มีหน้าที่คล้ายกับโค้ชกีฬามากที่สุด ก็ต้องเป็น HR นั่นเอง เพราะ HR มีภารกิจสำคัญคือต้องโค้ชชิ่ง (Coaching) หรือจัดฝึกอบรมพนักงาน เพื่อเติมทักษะ ความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมรับมือการทำงานในอนาคตนั่นเอง แต่ในบางครั้งอาจมอบหมายให้หัวหน้างานในแต่ละฝ่ายเป็นโค้ช หรือเป็นพี่เลี้ยงฝึกอบรบก็ได้เช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การโค้ช (Coaching) ในทีมกีฬาที่ดี นอกจากต้องมีความกระหายในชัยชนะ ยังต้องมีความรักในการแข่งขัน รู้วิธีสื่อสารกับลูกทีมอย่างถูกต้อง เพื่อดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมา มีความคิดเปิดกว้าง ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นตัวอย่างที่ดี ไปจนถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อผลักดันนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จ และได้ชัยชนะกลับมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่า บ่อยครั้งที่นักกีฬาอาชีพที่เก่ง ๆ จำนวนมาก เมื่อผันตัวไปเป็นโค้ช (Coaching) กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลับกันนักกีฬาที่แข่งจริงไม่เก่ง แต่เมื่อคุมทีมอยู่ข้างสนามแล้วกลับประสบความสำเร็จมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทั้งนักวิชาการและนักกีฬาเองยังมีความเห็นตรงกันว่า นักกีฬาเก่ง ๆ แต่เป็นโค้ชที่แย่ มักขาดทักษะด้านการโค้ช (Coaching) โดยเฉพาะการสื่อสาร ซึ่งจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่กลับเป็นสิ่งที่นักกีฬาเก่ง ๆ ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชมี </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างของนักกีฬาที่เก่ง แต่โค้ช (Coaching) ไม่ได้เรื่อง หากเป็นกีฬาฟุตบอล หลายคนจะนึกถึง ดิเอโก้ มาราโดน่า และ แกรี่ เนวิลล์ เป็นต้น ส่วนตัวอย่างของนักกีฬาที่ตอนแข่งจริงไม่เก่ง แต่พอเป็นโค้ชแล้วเทพมาก ๆ ก็คือ อาร์แซน เวนเกอร์, บิล เบลิเช็ค (อเมริกันฟุตบอล NFL) และ แพท ไรลี่ย์ (บาสเกตบอล NBA) เป็นต้น </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37000" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T173138.316.webp" alt="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่" width="600" height="370" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 777" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T173138.316.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T173138.316-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีมกีฬาที่ประสบความสำเร็จต้องมีหลายองค์ประกอบอยู่ในทีมเดียวกัน ทั้งนักกีฬาที่เก่ง ทำงานกันเป็นทีม และอาจรวมถึงโชคด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่าหากมีนักกีฬาที่ดี แต่ขาดโค้ชที่มีวิธี</span><span style="font-weight: 400;">การโค้ช (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/coaching-performance-management-221020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่ดี</span><span style="font-weight: 400;"> ทีมกีฬาทั่วโลกย่อมไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะโค้ชไม่ต่างกับครู เป็นหัวเรือใหญ่คอยคุมทีม คุมการซ้อม มอบแผนการเล่นสุดล้ำ และมีความเป็นผู้นำ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Leadership</span></a><span style="font-weight: 400;">) ขั้นสูง เพื่อฝึก สอนและนำนักกีฬาไปถึงชัยชนะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีหลายทีมในหลายลีคกีฬาที่พบว่า มีนักกีฬาฝีมือเก่งกาจจำนวนมาก กลับเป็นโค้ชที่แย่ กลับกัน นักกีฬาที่ตอนแข่งจริงอาจไม่เก่งมาก แต่พอคุมทีมอยู่ข้างสนามแล้วกลับประสบความสำเร็จอย่างสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเหตุใด นักกีฬาที่ดีถึงเป็นโค้ชที่แย่ และ HR จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการโค้ชชิ่งไปทำไม สำคัญอย่างไร HREX.asia จะพามาหาคำตอบกันในบทความนี้</span></p>
<h2>HR กับบทบาทที่คล้ายโค้ชกีฬา (Coaching) ในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13520 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-football-wife-1618044-scaled.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ " width="1110" height="740" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 778"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะหาใครในบริษัทที่มีหน้าที่คล้ายกับโค้ชกีฬามากที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ต้องเป็น HR นั่นเอง เพราะ HR มีภารกิจสำคัญคือต้องเป็นผู้จัดเทรนนิ่ง (Training) และโค้ชชิ่ง (Coaching) หรือจัดฝึกอบรมพนักงาน เพื่อเติมทักษะ ความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมรับมือการทำงานในอนาคตนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบางงาน บางองค์กรอาจให้พนักงานในแผนกนั้น ๆ จัดฝึกเทรนนิ่งและโค้ชชิ่งกันเอง โดยให้พนักงานที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า หรือหัวหน้างานเป็นผู้ฝึกพนักงานในฝ่าย โดยเฉพาะพนักงานใหม่ เนื่องจากถือว่าหัวหน้างานเป็นผู้ที่ทำงานมาก่อน จึงมีความรอบรู้ในสายงานที่ทำมากกว่าการให้ HR มาเป็นผู้โค้ชชิ่งแทน ทำให้บางครั้งก็อาจเรียกว่าเป็นการฝึกสอนงานในระบบ พี่เลี้ยง (Mentoring) ก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การ Mentoring กับการโค้ชชิ่งมีเส้นแบ่งบาง ๆ อยู่ที่ การ Mentoring จะมุ่งไปที่ระบบงานหรือองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วและให้พนักงานหรือบุคลากรปฏิบัติตาม เช่น การแนะนำการทำงานจะต้องทำตามลำดับหรือวิธีที่พี่เลี้ยงนำเสนอ ส่วนการโค้ชชิ่งจะให้พนักงานสร้างสรรค์วิธีการเป็นของตัวเองมากกว่า เป็นต้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220815-3a-coaching/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13526 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/coaching-webcover-600x370-1.png" alt="Coaching พนักงานแบบ 3A ได้ผลทันตาเห็น!" width="600" height="370" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 779"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220815-3a-coaching/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Coaching พนักงานแบบ 3A ได้ผลทันตาเห็น!</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>เรียนรู้จากโค้ชกีฬา (Coaching) HR ที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13521 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/cheerful-mood-group-people-business-conference-modern-classroom-daytime.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ " width="1110" height="740" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 780"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โค้ชในทีมกีฬา จริง ๆ แล้วศักดิ์ศรีก็ไม่ต่างจากหัวหน้างานในบริบทของการทำงานบริษัททั่ว ๆ ไป ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นโค้ชหรือหัวหน้าที่ดีได้ แต่หัวหน้าหรือโค้ชที่ดี จะต้องมีคุณสมบัติด้านความเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำ</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Leadership) หลายประการ นอกจากความกระหายในชัยชนะ ซึ่งควรต้องมีอยู่แล้ว (มิฉะนั้น จะแข่งขันไปทำไม จริงไหม) หากโค้ชคนไหนมีองค์ประกอบเหล่านี้ในการ Coaching จะช่วยขับเคลื่อนทีมหรือองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน</span></p>
<p><strong>1. มีความรักในการแข่งขัน</strong><span style="font-weight: 400;"> หากโค้ชที่มีหน้าที่ฝึกสอนนักกีฬาให้รู้จักชัยชนะ ไม่มีแรงปรารถนาที่จะชนะเสียเอง ย่อมเป็นเรื่องที่เสียเกียรติมาก ๆ ความรักและความกระหายในชัยชนะ อาจสามารถแสดงออกมาได้ทั้งจากคำพูด การกระทำ ไปจนถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220624-bodylanguage/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ภาษากาย</span></a><span style="font-weight: 400;"> ความกระตือรือร้นที่ออกมาจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้คนในทีมพร้อมจะเล่นถึงเป็นถึงตายเพื่อโค้ช เพื่อทีม และเพื่อความรักในกีฬาชนิดนั้น ๆ เช่นกัน</span></p>
<p><strong>2. รู้วิธีสื่อสารกับลูกทีม</strong><span style="font-weight: 400;"> โค้ชที่ดีควรรู้ว่ากำลังสื่อสาร พูดคุยอยู่กับใคร และรู้ว่าจะสื่อสารอย่างไรเพื่อเติมเชื้อไฟให้ลูกทีมกระหายในชัยชนะ หากโค้ชอยู่ในทีมกีฬาที่เต็มไปด้วยนักกีฬาอายุ 30 ปี วิธีการโค้ช วิธีการพูดคุยย่อมแตกต่างกับทีมกีฬาที่เต็มไปด้วยเด็กมัธยม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-leader-not-control/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็นต้องทำให้นักกีฬากลัว</span></a><span style="font-weight: 400;">เหมือนเด็ก แต่ทำให้เข้าใจถึงความเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันโค้ชที่อยู่ในทีมกีฬาอาชีพ และทีมกีฬาสมัครเล่น ก็จะมีวิธีการเข้าถึงลุกทีมที่แตกต่างกันไปด้วย หายนะมักจะเกิดขึ้นเสมอหากโค้ชเลือกใช้วิธีสื่อสารกับลูกทีมผิดวิธี</span></p>
<p><strong>3. ไม่หยุดเรียนรู้</strong><span style="font-weight: 400;"> โค้ชที่ดีจะไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะบางครั้งวิธีการเพื่อให้ได้ชัยชนะ อาจไม่ได้มีวิธีเดียว หากยึดติดอยู่กับวิธีเดิมๆ อาจเปลี่ยนให้โค้ชที่ชนะบ่อย ๆ กลายเป็นโค้ชที่แพ้บ่อยเสียแทน</span></p>
<p><strong>4. มีใจเปิดกว้าง</strong> <span style="font-weight: 400;">กีฬาจำนวนมาก ไม่ใช่กีฬาที่แข่งคนเดียว เล่นคนเดียว แต่ในกีฬาที่เล่นเป็นทีม จำเป็นต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีของทุกคนในทีม แม้กระทั่งโค้ชเองก็อาจไม่ได้มีคนเดียว องค์ความรู้ก็ไม่ได้มีแบบเดียว โค้ชที่ดีต้องรู้จักยอมรับว่า ใครรู้อะไร ใครไม่รู้อะไร เพื่อจะได้หาคนที่ใช่ไปช่วยเติมเต็มจนประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><strong>5. เป็นตัวอย่างที่ดี</strong><span style="font-weight: 400;"> ในฐานะของคนที่ฝึกสอนนักกีฬา ทำให้คนเป็นโค้ช จะต้องมีความเป็นผู้นำมากกว่านักกีฬา ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักกีฬาได้ทำตาม เช่น หากโค้ชเองพูดอย่างทำอย่าง ปากบอกว่ายึดมั่นเรื่องการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181210-thsuccessofattendance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ตรงต่อเวลา</span></a><span style="font-weight: 400;"> แต่กลับมาสายเสียเอง  ย่อมทำให้นักกีฬาไม่เชื่อฟัง และหมดความน่าเชื่อถือในทันที</span></p>
<p><strong>6. ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด</strong><span style="font-weight: 400;"> ในทุกการแข่งขัน รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถเปลี่ยนให้ทีมแพ้หรือชนะได้ง่าย ๆ ต่อให้โค้ชจะสนใจในภาพรวมมากกว่า แต่อย่าลืมพิจารณารายละเอียดเล็กน้อยที่แฝงอยู่ด้วย เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่นำพาทีมไปู่ชัยชนะครั้งสุดท้ายของการแข่งขัน</span></p>
<p><strong>7. หาข้อดีของนักกีฬาให้เจอ</strong> แล้วผลักดันไปจนสุดทาง<span style="font-weight: 400;"> คนเป็นโค้ชต้องดูให้ออกว่า นอกจากภาพรวมของทีมมีความเก่งกาจเรื่องใด ยังต้องมองลงไปให้ออกว่า ลูกทีมแต่ละคนมีจุดดีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้สามารถดึงศักยภาพที่แฝงอยู่ออกมาอย่างเต็มที่ และการใช้งานนักกีฬาอย่างถูกวิธี จะเป็นตัวสร้างความแตกต่างให้ทีมชนะได้ไม่ยาก</span></p>
<p><strong>8. เรียนรู้จากการพ่ายแพ้ให้มากกว่าเรียนรู้จากชัยชนะ</strong><span style="font-weight: 400;"> ไม่มีนักกีฬา หรือแม้แต่โค้ชคนไหนที่อยากแพ้มากกว่าชนะ แต่เมื่อแพ้แล้ว ใจความสำคัญอยู่ที่ได้เรียนรู้อะไรมากกว่า โค้ชที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อน ช่องโหว่จากความพ่ายแพ้ในแต่ละครั้ง จะช่วยให้ทีมกลับมาเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง และไม่พลาดในจุดเดิมอีกต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 600px;">
<tbody>
<tr style="height: 600px;">
<td style="width: 100%; height: 600px;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13514 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/top-view-mug-with-boss-sticker-768x576-1.jpg" alt="SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม" width="768" height="576" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 781"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) ที่แย่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13522 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-264337-scaled.jpg" alt="เรียนรู้ศาสตร์ความเป็นผู้นำจากกีฬา ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ " width="740" height="740" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 782"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสิ่งที่โค้ชทีมกีฬาทุกคนควรจะมีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อนักกีฬาที่ผันตัวมาเป็นโค้ชต้องการประสบความสำเร็จ ต่อให้จะมีหลายองค์ประกอบที่ว่ามาแต่ขาดทักษะด้านการสื่อสารล่ะก็ จะเป็นจุดชี้ขาดเลยว่า จะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน</span></p>
<p><a href="https://www.psychologytoday.com/intl/blog/choke/201008/the-best-players-rarely-make-the-best-coaches" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไซอัน เบย์ล็อค</span></a><span style="font-weight: 400;"> ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ วิจัยพบว่า นักกีฬาเก่ง ๆ มักจะตกม้าตายเวลาเป็นโค้ชอยู่ข้างสนาม เพราะไม่อาจบอกหรือสั่งลูกทีมได้ว่า ทำไมถึงควรทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้สามารถคว้าชัยชนะได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อค้นพบดังกล่าวมาจากการสัมภาษณ์ เธอรีส บริสสัน อดีตนักกีฬาฮ็อคกี้น้ำแข็ง ผู้พาทีมชาติแคนาดาได้แชมป์โลกฮ็อคกี้น้ำแข็ง เมื่อเธอบอกว่า ในกีฬาฮ็อคกี้ช่วงหลัง ๆ นักกีฬาที่เลิกแข่งหลังมีอาชีพที่สุดยอด มักจะเป็นโค้ชในอุดมคติที่แย่ “พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่รู้จะสื่อสารไปถึงนักกีฬายังไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แถมหากต้องให้เธอเลือกระหว่าง การเอานักกีฬาเก่ง ๆ มาโค้ช กับการหาโค้ชบ้าน ๆ มาโค้ช คนที่เธอจะเลือกอย่างไม่ลังเลเลยก็คือฝ่ายหลังนั่นเอง เพราะส่วนมากจะเป็นโค้ชที่อาศัยประสบการณ์จากการโค้ช (coaching experience) รู้จิตวิทยาในการสื่อสาร รู้วิธีการกระตุ้นทีม ไม่ได้เอาประสบการณ์จากการแข่ง (playing experience) ของตัวเองมาใช้แบบที่นักกีฬาเก่ง ๆ ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชจะชอบใช้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “Those who can, do; those who can’t, teach.” หรือ “คนที่ปฏิบัติไม่เก่ง ก็สามารถสอนคนได้” อีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13513 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/TAI-1-600x370-1.png" alt="SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม" width="600" height="370" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 783"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">P-E-O-P-L-E Framework การสื่อสารเชิงบวกที่ช่วยให้การทำงานราบรื่น ทรงพลัง และทีมแข็งแกร่ง</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>5 ตัวอย่างนักกีฬาที่เก่ง แต่เป็นโค้ชยอดแย่ (Bad Coaching)</h2>
<h3>1. นักกีฬาฟุตบอล/ผู้จัดการทีมฟุตบอล ดิเอโก้ มาราโดน่า (Diego Maradona)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเอ่ยชื่อ ดิเอโก้ มาราโดน่า ต่อให้คนที่เล่นฟุตบอลไม่เป็นก็ต้องเคยได้ยินว่า เขาคือสุดยอดนักฟุตบอลร่างเล็กที่เก่งกาจในระดับ Top 4 ของโลก มีหนึ่งในผลงานชิ้นเอกคือการพาทีมชาติอาร์เจนติน่า ไปได้แชมป์โลก World Cup เมื่อปี 1986 อันลือลั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คนจำนวนมากกลับไม่ค่อยคิดถึงเขาในฐานะโค้ช หรือผู้จัดการทีมเสียเท่าไหร่ เพราะผลงานของเขาแย่กว่าเวลาลงเตะเองเยอะไม่น้อย ทั้งการพาทีม Hurracan ทีมในดิวิชั่น 1 ของประเทศบ้านเกิดแพ้บ่อยจนตกชั้นตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่รับงาน ไปจนถึงการทำผลงานใน World Cup ปี 2010 ที่ไม่น่าจดจำเท่าที่ควร แม้จะพาทีมหลุดไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ฟอร์มของทีมที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ไม่คงเส้นคงวา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงเป็นเรื่องธรรมกา หากไม่ค่อยมีใครอยากยกย่องเขาว่าเป็นโค้ชที่เก่ง เมื่อเทียบกับการเป็นนักกีฬาระดับพระเจ้า</span></p>
<h3>2. นักกีฬาฟุตบอล/ผู้จัดการทีมฟุตบอล แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจัดอันดับนักฟุตบอลที่แฟนทีม Manchester United รักที่สุด ชื่อของ แกรี่ เนวิลล์ สุดยอดกองหลังของทีมผีแดงจะต้องติดอันดับแน่นอน เพราะอดีตกัปตันทีมอย่างเขาคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แมนยูฯ ในยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) ได้แชมป์หลายสมัย และครองความยิ่งใหญ่ทั้งในยุค 90s มาจนถึง 2000s</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม พอเขาตัดสินใจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมดูบ้าง กับทีม Valencia สถิติกลับไม่สวยเท่าไหร่ เมื่อพาทีมชนะ 10 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้ถึง 11 นัด เขาคุมทีมอยู่ได้เพียงปีเดียวก็ตัดสินใจลาออก แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้เขาติดอันดับนักกีฬายอดเยี่ยมที่เป็นโค้ชยอดแย่ไปโดยปริยาย</span></p>
<h3>3. นักกีฬาฮ็อคกี้น้ำแข็ง/หัวหน้าโค้ชฮ็อคกี้น้ำแข็ง เวย์น เกร็ทซ์กี้ (Wayne Gretzky)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะหาสุดยอดนักกีฬาที่เอาชื่อมาทิ้งในฐานะโค้ชแบบน่าเกลียดที่สุด เห็นจะไม่มีใครเละเทะเกินกว่า เวย์น เกร็ตซ์กี้ อีกแล้ว เขาคือตำนานนักฮ็อคกี้น้ำแข็งลีค NHL ประจำทีม Edmonton Oilers ที่ครองสถิติทุกอย่างที่คน ๆ หนึ่งจะครองได้ ทั้งการทำแต้มมากที่สุด จ่ายให้เพื่อนทำแต้มได้มากที่สุด และได้แชมป์กับ Oilers ถึง 4 สมัย จนได้ฉายาว่า The Great One มาครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2005 เกร็ตซ์กี้ ผู้ยิ่งใหญ่ตัดสินใจรับงานเป็นเฮดโค้ชของทีม Phoenix Coyotes ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Arizona Coyotes ทีมหมูน้อยประจำลีค NHL ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย และ 4 ฤดูกาลที่เขาคุมทีม ผลที่ออกมาก็คือ ทีมไม่เคยมีสถิติชนะมากกว่าแพ้เลยสักฤดูกาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หลายคนพยายามมองอย่างเป็นกลางว่า ทีม Coyotes เป็นทีมที่แย่มาก่อน เกร็ตซ์กี้ จะเข้ามาทำงานแล้ว ต่อให้ได้โค้ชเก่งกว่านี้มาก็ยากจะไปได้ไกล แต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนที่มองว่า เกร็ตซ์กี้ คือสุดยอดนักกีฬาที่โค้ชไมไ่ด้เรื่องไปได้</span></p>
<h3>4. นักกีฬาบาสเก็ตบอล/หัวหน้าโค้ชบาสเก็ตบอล แมจิค จอห์นสัน (Magic Johnson)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดยอดตำนานนักบาสเก็ตบอล NBA แห่งทีม Los Angeles Lakers จุดเด่นของ เออร์วิน จอห์นสัน อยู่ที่แม้ตัวจะใหญ่มาก แต่เขามีทักษะในการเลี้ยงบอล คุมบอลไม่แพ้นักบาสเก็ตบอลตัวเล็ก ๆ มือของเขามีเวทมนต์ในการควบคุมบอลเหนือกว่าที่ใครคาดคิด ทำให้ได้สมญานามว่า Magic จอมเวทย์มาครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาสามารถพา Lakers ได้แชมป์ตั้งแต่ปีแรกที่เขาแข่ง NBA ก่อนปิดอาชีพด้วยการคว้าแชมป์ไปครองถึง 5 สมัย ก่อนตัดสินใจเลิกเล่นกระทันหันในช่วงที่พีคขั้นสุด เนื่องจากป่วยเป็นโรคเอดส์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากนั้นไม่นาน แมจิค ก็กลับมารับงานโค้ชทีม Lakers ในฤดูกาล 1993-94 แต่นำทีมอยู่ได้เพียงแค่ 16 เกม ก็ประกาศออกจากตำแหน่ง ด้วยสถิติทีมที่ย่ำแย่ ชนะเพียง 5 นัด แต่แพ้ 11 นัด และถึงแม้เขาจะไมไ่ด้กลับมาคุมทีมอีกเลย เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่เก่งด้านนี้แต่อย่างใด แต่ผลงานเพียงเท่านั้นก็ทำให้เขาขึ้นชื่อว่าเป็นนักกีฬาขั้นยอด แต่เป็นโค้ชที่แย่ ในทุกสำนักที่มีการจัดอันดับ</span></p>
<h3>5. นักกีฬาบาสเก็ตบอล/หัวหน้าโค้ชบาสเก็ตบอล สตีฟ แนช (Steve Nash)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งนักบาสเก็ตบอล NBA ระดับตำนาน การ์ดจ่าย (Point Gard) เจ้าของตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP &#8211; Most Valuation Player) 2 สมัยซ้อน เป็นเจ้าของสถิติทำ แอสซิสต์ (Assist) หรือจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำแต้มได้ถึง 10,335 ครั้ง (เฉลี่ยเกมละ 8.5 ครั้งซึ่งสูงไม่น้อย) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังเลิกเล่น เขาก็เอาชื่อเสียงดี ๆ มาทิ้งด้วยการเป็นหัวหน้าโค้ชทีม Brooklyn Nets เมื่อปี 2020 และเป็นโค้ชที่ไม่เคยมีประสบการณ์โค้ชให้กับทีมไหนมาก่อนด้วย ผลก็คือ แม้ Nets จะมีนักกีฬาเกรด A หมุนเวียนกันเข้าทีมตลอด แต่ก็ไม่เคยทะลุไปถึงรอบชิงเลย แถมฤดูกาล 2022-2023 แนช ยังคุมทีมได้น่าผิดหวัง พาทีมชนะเพียง 2 นัด แพ้ 5 นัด ไม่เพียงแแค่นั้นยังมีปัญหากับผู้เล่นในทีมบ่อยครั้ง ก่อนสุดท้ายจะตัดสินใจออกจากทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังแนชลาออก ผลปรากฏว่า นับถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2022 ทีม Nets ปีนกลับมามีสถิติชนะ 19 นัด แพ้ 11 นัด ภายใต้การนำทีมของเฮดโค้ชชั่วคราว </span><a href="https://www.nba.com/stats/player/1521/career" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ฌัค วอนส์</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Jacque Vaughn) ซึ่งเคยเป็นอดีตนักกีฬาบาสเก็ตบอล NBA ที่ตอนยังแข่งอยู่ทำแต้มเฉลี่ยแค่ 4.5 แต้มต่อเกมเท่านั้น เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำอย่างดีว่า โค้ชที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 784"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: การโค้ชคืออะไร การโค้ชสามารถช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานจริงหรือ</span></p>
<p>จากที่ผมได้ยินมามีคนบอกว่าการโค้ชสามารถช่วยดึงศักยภาพของคนนั้นมาใช้ในการทำงานได้ดีขึ้น  แล้วมีวิธีการอย่างไร ลองมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ผู้บริหารหลายๆคนไม่ค่อยชอบการโค้ช เพราะคิดว่าเป็นการหลอกลวงและไม่จำเป็นและเป็นรายจ่ายที่สิ้นเปลืองสำหรับบริษัทหรือองค์กร</span></p>
<p>แต่จริงๆแล้วการโค้ชที่ได้ผลสามารถเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลหรือพนักงานให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นจริง เช่น พนักงานที่มาสายหรือไม่ค่อยกระตือรือร้นในการทำงาน การโค้ชที่ดีจะสามารถชี้ให้เห็นว่าการที่คุณมาทำงานก่อนคนอื่นนั้นมันมีข้อดีมากมายเช่น สามารถสำรวจหน้างานหรือตรวจงานที่คั่งค้างและยังเป็นหูเป็นตาให้กับบริษัทได้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/643?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 785"></a></span></p></blockquote>
<h2>4 ตัวอย่างนักกีฬาที่ไม่เก่ง แต่เป็นโค้ชชั้นยอด (Good Coaching)</h2>
<h3>1. นักกีฬาฟุตบอล/ผู้จัดการทีมฟุตบอล อาร์แซน เวนเกอร์ (Arsène Wenger)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยเป็นนักกีฬา อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นนักฟุตบอลที่ค่อนข้างโนเนม บางคนอาจไม่รู้เลยว่าเขาเคยค้าแข้งมาก่อน แต่ด้วยโชคชะตาและความสามารถผสมผสานกัน เขากลับประสบความสำเร็จมหาศาลในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอล Arsenal FC จากการคุมทีมช่วงปี 1996-2018 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงกลางยุค 2000s ที่ทำให้สโมสรปืนใหญ่แทบจะไร้เทียมทาน ได้แชมป์แทบทุกแชมป์ และพร้อมชนกับทุกทีมที่ขวางหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรัชญาการทำงานของ เวนเกอร์ อยู่ที่การเรียนรู้จากความผิดพลาด พยายามคิดนอกกรอบ และคิดบวก ที่สำคัญ เขาพยายามคัดเลือกคนที่ใช่เข้ามาในองค์กรเพื่อขับเคลื่อนทีมไปสู่เป้าหมายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักเตะรุ่นเยาว์ นักเตะรุ่นใหญ่ ไปจนถึงตำแหน่งอื่น ๆ ด้วยความคิดว่าหากเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน ก็จะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้นั่นเอง</span></p>
<h3>2. นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล/หัวหน้าโค้ชอเมริกันฟุตบอล บิล เบลิเช็ค (Bill Belichick)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากถามว่าใครคือเฮดโค้ช หรือหัวหน้าโค้ชทีมอเมริกันฟุตบอล NFL ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คำตอบจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก บิล เบลิเช็ค ผู้พาทีม New England Patriots ที่มีควอเตอร์แบ็คสุดยอดตลอดกาลอย่าง ทอม เบรดี้ (Tom Brady) ได้แชมป์ Super Bowl ไปครองถึง 6 สมัยช่วงปี 2001-2019 โดยในช่วงเวลานั้นไม่มีปีไหนที่ทีมมีสถิติแพ้มากกว่าชนะเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้ว เบลิเช็ค ไม่ได้เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลมืออาชีพ เขาเคยแข่งในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น และเลือกจะเล่นกีฬาลาครอสเป็นกีฬาอาชีพมากกว่า แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจเรียนรู้เรื่องการโค้ชอเมริกันฟุตบอล ค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากตำแหน่งเล็กสุด เรียนรู้จากยอดโค้ชจอมเฮี้ยบอย่าง บิล พาร์เซลล์ (Bill Parcells) ในทีม New York Giants และสร้างชื่อเสียงจนได้ชื่อว่าเป็นกูรูเกมรับ (Defense) อันดับต้น ๆ ของ NFL</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนที่ เบลิเช็ค จะโค้ชทีม Patriots เขาเคยขึ้นมาเป็นหัวหน้าโค้ชครั้งแรกกับทีม Cleveland Browns แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนกระทั่งพอจับคู่กับ เบรดี้ ความไร้เทียมทานก็เกิดขึ้น ภายใต้ปรัชญาการทำงานที่ว่า “Do Your Job” ที่ เบลิเช็ค จะเน้นย้ำให้นักกีฬาแต่ละคน รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ที่สุดเสมอ ซึ่งเป็นปรัชญาแห่งความสำเร็จที่เขายังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<h3>3. นักกีฬาบาสเก็ตบอล/หัวหน้าโค้ชบาสเก็ตบอล แพท ไรลี่ย์ (Pat Riley)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก LA Lakers คือสุดยอดทีมภายใต้การจ่ายบอลและการเล่นอันชาญฉลาดของ แมจิค จอห์นสัน อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Lakers กลายเป็นทีมสุดหวือหวาก็มาจากการคุมทีมโดย แพท ไรลี่ย์ นี่เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้วสมัยที่ ไรลี่ย์ เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ เขาเคยได้แชมป์กับทีม Lakers เมื่อปี 1972 ด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะเป็นตัวสำรองเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไรลี่ย์ สนใจเรื่องการโค้ช และเรียนรู้ศาสตร์การโค้ชจาก บิล ชาร์แมน (Bill Sharman) โค้ชของเขาที่ Lakers นั่นเองที่สามารถคุมความประพฤติลูกทีมที่มีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง ให้สามารถปล่อยของในสนามแข่งอย่างสุดยอด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทเรียนนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถคุมทีม Lakers ที่มีสตาร์ดังในทีมมากมาย ทั้ง แมจิค จอห์นสัน, คารีม อับดุล-จับบาร์ (Kareem Abdul-Jabbar), ไมเคิล คูเปอร์ (Michael Cooper), เจมส์ เวิร์ธตี้ (James Worthy) และอีกหลายคน ที่ต่างมีเอกลักษณ์ส่วนตัวคนละทาง แต่เมื่ออยู่ในสนามแข่งแล้ว ไรลี่ย์ ประสานพวกเขาให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนยากที่ใครจะต้านทานได้</span></p>
<h3>4. นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล/หัวหน้าโค้ชอเมริกันฟุตบอล ชัค โนลล์ (Chuck Noll)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในยุค 1970s หลายปีก่อนที่ บิล เบลิเช็ค จะเป็นเฮดโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดใน NFL ชัค โนลล์ เคยเป็นสุดยอดเฮดโค้ชหัวเห็ดที่พาทีม Pittsburgh Steelers ได้แชมป์ Super Bowl ไปครองถึง 4 สมัยในช่วงปี 1974-1979</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โนลล์ เคยลงแข่งอเมริกันฟุตบอลในตำแหน่ง การ์ด (Guard) และ ไลน์แบ็คเกอร์ (Linebacker) ให้กับทีม Cleveland Browns อยู่หลายปี เขาเคยได้แชมป์ NFL Champions ในปี 1954 และ 1955 ด้วย แต่ไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญมากเท่าไหร่บนสนาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ โนลล์ เมื่อทำหน้าที่หัวหน้าโค้ช เกิดจากการให้ความสำคัญกับพื้นฐานที่ดีของนักกีฬา ไม่จำเป็นต้องเล่นหวือหวาก็เอาชนะได้ และคอยสร้างแรงบันดาลใจ เติมไฟในการแข่งขันให้กับลูกทีม ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากการพูดกระตุ้น แต่ผ่านการกระทำจริงที่เห็นผล </span></p>
<h2>สำรวจเครื่องมือการโค้ชชั้นยอด (Coaching) เรียนรู้จากกีฬา ช่วยองค์กรเติบโตอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การโค้ชมีความสำคัญต่อทุกองค์กร ต่อให้จะไม่ใช่องค์กรด้านกีฬาก็ตาม เพราะการโค้ชจะช่วยฝึกฝนให้พนักงานในองค์กรมีความสามารถเพิ่มขึ้น และช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากบริษัทไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการโค้ชอย่างไร ให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ตามที่ต้องการ สามารถค้นหาและสำรวจเครื่องมือด้าน Coaching หรือ ผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการการฝึกอบรมผ่านการโค้ชได้ผ่านแพลตฟอร์ม HREX.asia แพลตฟอร์มเดียวในประเทศไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ด้าน HR ที่จะช่วยขัดเกลาฝีมือของพนักงาน และช่วยผลักดันองค์กรให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Coaching ใน HREX.asia มีหลายผลิตภัณฑ์ให้สำรวจและเลือกใช้ หากใครอยากรู้ว่าแต่ละผลิตภัณฑ์จะเหมาะสมกับการนำมาปรับใช้ในองค์กรได้อย่างไร สามารถสำรวจเครื่องมือแต่ละอย่างได้ทาง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/12?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลิงก์นี้</a></span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ในแต่ละองค์กรน่าจะรู้ เข้าใจ และมองเห็นความสำคัญของการโค้ชชิ่ง ฝึกอบรมพนักงาน แล้วว่าจะทำให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ใหม่ ทันสมัยไปปรับใช้ในองค์กร และช่วยพาองค์กรไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไร การพาองค์กรประสบความสำเร็จก็ไม่ต่างกับการพาทีมกีฬาได้ชัยชนะครั้งสุดท้ายของฤดูกาล และได้แชมป์มาครองแต่อย่างใดด้วย</span></p>
<p>ทั้งนี้ ถึงแม้นักกีฬาที่เก่งกาจอาจถูกมองว่าเป็นโค้ชที่แย่อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ต้องตระหนักด้วยว่ามันไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนเสมอไป เพราะไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จและล้มเหลวไปได้ทุกครั้งไป หากนักกีฬาที่เก่งกาจแต่เป็นโค้ชที่ล้มเหลวเหล่านั้นมีใจเปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้ที่จะปรับตัว ไม่ยึดติดกับความสำเร็จ ไม่ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็สามารถช่วยให้กลับมาเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จ ได้ใจลูกทีม และได้ชัยชนะกลับมาอย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20219 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png" alt="CTA HR Products &amp; Services" width="1600" height="500" title="บทเรียนความเป็นผู้นำ ทำไมนักกีฬาที่เก่ง ถึงเป็นโค้ช (Coaching) และครูฝึกสอนที่แย่ 786" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p><strong>Sources:</strong></p>
<p><a href="https://www.coachesguild.net/articles/understanding-your-role/the-difference-between-a-good-bad-sports-coach/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Coachesguild</span></a></p>
<p><a href="https://www.grunge.com/133613/awesome-athletes-who-were-bad-coaches/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Grunge</span></a></p>
<p><a href="https://www.thesportster.com/entertainment/top-15-horrible-athletes-who-made-great-coaches/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Sportster</span></a></p>
<p><a href="https://coachesinsider.com/track-x-country/what-makes-a-bad-coach-7/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Coachesinsider</span></a></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/why-great-players-rarely-make-coaches-michael-burke/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin</span></a></p>
<p><a href="https://www.signupgenius.com/sports/signs-of-good-coach.cfm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Signupgenius</span></a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221222-meeting-overload/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Dec 2022 05:51:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุม]]></category>
		<category><![CDATA[MEETING OVERLOAD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221222-meeting-overload/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การประชุมไม่ใช่คำตอบของการทำงานเสมอไปเพราะมีผลวิจัยระบุว่าผู้บริหารถึง 83% มองว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์ อัตราการประชุมที่เหมาะสมควรอยู่ที่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือราว 20% ของเวลาทำงานทั้งหมด อย่างไรก็ตามเวลาประชุมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับธุรกิจแต่ละประเภท พนักงานสามารถสังเกตได้โดยดูว่าจำนวนประชุมที่มีทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าหรือลดทอนประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่ สาเหตุหนึ่งของการจัดประชุมมากเกินไปคือความไม่มั่นใจตัวเองและกลัวว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม เกิดขึ้นมากในกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่และกลุ่มที่ได้รับตำแหน่งขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเคย ท้ายสุดแล้วการประชุมจำเป็นต้องใช้ทักษะของการสื่อสาร หากองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้พนักงานก็จะสรุปเนื้อหาต่าง ๆ ง่ายขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหญ่เพียงเพื่อบังคับให้ทุกคนมารวมตัวโดยไม่เกิดประโยชน์อีกต่อไป แม้การประชุม (Meeting) จะเป็นรากฐานของความสำเร็จ แต่รู้ไหมว่าการประชุมที่มากเกินไปมีแต่จะนำมาซึ่งผลเสียต่อองค์กร เพราะจะทำให้พนักงานไม่มีเวลาเหลือไปให้ความสำคัญกับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ สนใจเพียงแค่การเข้าประชุมแล้วทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายไปวัน ๆ ไม่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตยิ่งขึ้น การประชุมแบบไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป มีข้อควรระวังแบบไหนบ้างที่องค์กรต้องนำไปใช้หากไม่ต้องการให้การประชุมกลายเป็นการใช้เวลาโดยสูญเปล่า การประชุมมากเกินไป หรือ Meeting Overload คือปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันหลังโควิด-19 สาเหตุและวิธีรับมือของเรื่องนี้คืออะไร หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้เลย การประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) คืออะไร การประชุมมากเกินไปคือการประชุมที่จับใจความไม่ได้ ใช้เวลานานเกินไป หรือมีความถี่มากจนทำให้พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและการจัดสมดุลชีวิต ทั้งนี้มีผลวิจัยจากปี ค.ศ. 2017 ระบุว่าจากการสำรวจผู้บริหารจำนวน 182 คน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประชุมไม่ใช่คำตอบของการทำงานเสมอไปเพราะมีผลวิจัยระบุว่าผู้บริหารถึง 83% มองว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อัตราการประชุมที่เหมาะสมควรอยู่ที่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือราว 20% ของเวลาทำงานทั้งหมด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเวลาประชุมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับธุรกิจแต่ละประเภท พนักงานสามารถสังเกตได้โดยดูว่าจำนวนประชุมที่มีทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าหรือลดทอนประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหนึ่งของการจัดประชุมมากเกินไปคือความไม่มั่นใจตัวเองและกลัวว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม เกิดขึ้นมากในกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่และกลุ่มที่ได้รับตำแหน่งขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเคย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดแล้วการประชุมจำเป็นต้องใช้ทักษะของการสื่อสาร หากองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้พนักงานก็จะสรุปเนื้อหาต่าง ๆ ง่ายขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหญ่เพียงเพื่อบังคับให้ทุกคนมารวมตัวโดยไม่เกิดประโยชน์อีกต่อไป</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13504 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/shutterstock_1924868891-1-scaled.jpg" alt="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน !" width="606" height="497" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 801"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การ</span>ประชุม (Meeting) <span style="font-weight: 400;">จะเป็นรากฐานของความสำเร็จ แต่รู้ไหมว่าการประชุมที่มากเกินไปมีแต่จะนำมาซึ่งผลเสียต่อองค์กร เพราะจะทำให้พนักงานไม่มีเวลาเหลือไปให้ความสำคัญกับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ สนใจเพียงแค่การเข้าประชุมแล้วทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายไปวัน ๆ ไม่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตยิ่งขึ้น การประชุมแบบไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป มีข้อควรระวังแบบไหนบ้างที่องค์กรต้องนำไปใช้หากไม่ต้องการให้การประชุมกลายเป็นการใช้เวลาโดยสูญเปล่า</span></p>
<p>การประชุมมากเกินไป หรือ Meeting Overload <span style="font-weight: 400;">คือปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันหลังโควิด-19 สาเหตุและวิธีรับมือของเรื่องนี้คืออะไร หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8015 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/c9862814e2ce3782ebc2a9b8379eca72.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management" width="500" height="334" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 802"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมมากเกินไปคือการประชุมที่จับใจความไม่ได้ ใช้เวลานานเกินไป หรือมีความถี่มากจนทำให้พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและการจัดสมดุลชีวิต ทั้งนี้มี</span><a href="https://hbr.org/2017/07/stop-the-meeting-madness" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยจากปี ค.ศ. 2017</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าจากการสำรวจผู้บริหารจำนวน 182 คน มีถึง 83% ที่มองว่าการประชุมของตนไม่มีประโยชน์ เสียเวลาเปล่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแทนที่จะได้เอาเวลาไปทำงานที่ตนรับผิดชอบ กลับต้องมานั่งฟังเรื่องที่ตนไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นการบริหารจัดการเรื่องประชุม ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างแข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาจากการประชุมที่มากเกินไปเด่นชัดขึ้นอีกในยุคที่ทุกคนทำงานแบบไฮบริดจากที่บ้าน (Work From Home) เพราะทุกคนสามารถเข้าร่วมประชุมได้ด้วยปลายนิ้ว จนหลาย ๆ องค์กรเลือกจัดประชุมทันทีที่มีโอกาสเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ หรือแอบคิดไปเองว่าการประชุมออนไลน์มีขั้นตอนง่ายกว่าการประชุมทั่วไปจึงไม่น่ากระทบกับงานมากนัก ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญการประชุมออนไลน์ที่มากเกินจะทำให้พนักงานเริ่มทำงานแบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/121118-multi-skills/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Multi Tasking</span></a><span style="font-weight: 400;"> หมายถึงการหยิบงานที่ตนรับผิดชอบออกมาทำขณะที่ประชุมอยู่ด้วย วิธีนี้แม้จะช่วยให้งานเสร็จทัน แต่หากพนักงานมีทักษะไม่มากพอ ก็จะเป็นการทำงานแบบ “ขอไปที” แค่ให้เสร็จทันเวลา ไม่ทำให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 412px;">
<tbody>
<tr style="height: 412px;">
<td style="width: 100%; height: 412px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-from-home-in-2023-221121/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13184 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-andrea-piacquadio-3791136-1-scaled.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="582" height="388" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 803"></a><a style="text-align: center; font-family: inherit; font-size: inherit;" href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-from-home-in-2023-221121/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>ผลกระทบของการประชุมมากเกินไป (Meeting Overload)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานที่บ้านเป็นเรื่องที่หลายองค์กรยังปรับตัวไม่ทัน  ซ้ำร้ายที่ผู้บริหารบางคนมีความกลัวว่าพนักงานจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการทำงานให้องค์กร จึงเลือกใช้การประชุมออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งสำหรับเช็คชื่อแบบเนียน ๆ โดยมี</span><a href="https://www.iza.org/de/publications/dp/14336/work-from-home-productivity-evidence-from-personnel-analytics-data-on-it-professionals" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าการประชุมในช่วงที่โควิดระบาดนั้นทำให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้นถึง 30% เนื่องจากต้องเอาเวลาส่วนตัวบางส่วนไปทำงานให้เสร็จตามกำหนด ไม่มีเวลาไปสังสรรค์,​ สร้างความสัมพันธ์ (Networking), หรือสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Communication</span></a><span style="font-weight: 400;">) จนประสิทธิภาพการทำงานลดลงถึง 20% เลยทีเดียว</span></p>
<p><i>การประชุมที่มากเกินไปมีข้อเสียดังนี้</i></p>
<h3>การประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) ทำให้เกิดผลกระทบด้านการเงิน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดดูว่าเมื่อเราจ่ายเงินจ้างพนักงานมาสักคนหนึ่ง สิ่งที่เราคาดหวังก็คือพนักงานคนนั้นจะเอาทักษะที่มีมาตอบแทนความเชื่อใจขององค์กรอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ขณะที่องค์กรก็จะมอบสวัสดิการที่เหมาะสมกับความสามารถเช่นกัน อย่างไรก็ตามถ้าพนักงานดังกล่าวต้องมาประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เป็นดั่งการปิดโอกาสในการทำงาน องค์กรก็ต้องจ่ายเงินเดือนโดยไม่มีผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมกลับมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผล</span><a href="https://20067454.fs1.hubspotusercontent-na1.net/hubfs/20067454/Report_The%20Cost%20of%20Unnecessary%20Meeting%20Attendance.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าองค์กรขนาดใหญ่เสียเงินรวมกันกว่า 100 ล้านดอลลาร์เพราะปัญหาจากการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ  คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเปล่าราว 25,000 ดอลลาร์ต่อพนักงาน 1 คน และมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสำคัญของตำแหน่งงาน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-health-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-12650 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/4651230.png" alt="สุขภาพการเงินของพนักงานที่ HR ควรรู้" width="600" height="370" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 804"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-health-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สุขภาพการเงินของพนักงานที่ HR ควรรู้</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) ทำให้พนักงานไม่มีความสุข</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผลวิจัยจาก </span><a href="https://20067454.fs1.hubspotusercontent-na1.net/hubfs/20067454/Report_The%20Cost%20of%20Unnecessary%20Meeting%20Attendance.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Otter.ai</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่าการประชุมส่วนใหญ่นั้นมีคนประมาณ 31% ที่อยากตอบปฏิเสธแต่ไม่กล้า เพราะการประชุมที่มากเกินไปนั้นมีแต่จะทำให้เกิดความผิดพลาด, ขุ่นข้องหมองใจ แถมไม่ได้ผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล ไม่สามารถนำผลการประชุมไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้จริง โดยผลวิจัยเดียวกันยังระบุว่ามีพนักงานถึง 45% ที่แค่เข้าร่วมประชุมเฉย ๆ แต่เลือกปิดกล้อง, ปิดไมค์ หรือแม้แต่ปิดเสียงแล้วหันไปทำงานอย่างอื่นแทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยยังเผยว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะจะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นถึง 86% ดังนั้นลองกลับมาถามตัวเองดูสิว่าการประชุมในองค์กรถูกจัดสรรค์เวลาอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง</span></p>
<h2>วิธีสังเกตว่าออฟฟิศของคุณประชุมเยอะเกินไป (Meeting Overload) ไหม</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9469 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_280366535.jpg" alt="shutterstock 280366535" width="500" height="334" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 805"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมมากเกินไปอาจสังเกตได้ยากเพราะพนักงานบางส่วนอาจมีไฟในการทำงานจนรู้สึกไม่เหนื่อยอย่างที่คิด  แต่ถ้าคุณเคยมีอาการเหล่านี้ก็แปลว่าคุณเคยมีอาการหมดไฟ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;">) เพราะการประชุมที่มากเกินไปเรียบร้อยแล้ว </span></p>
<h3>คุณมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายเป็นพิเศษ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหงุดหงิดเป็นผลข้างเคียงที่ชัดเจนที่สุดเมื่อคุณมีความเครียดหรือหมดความอดทน ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังถืองานอยู่ในมือมากเกินไป วิธีสังเกตว่าเรามีความเครียดอยู่หรือไม่ คือการรอจนถึงจังหวะที่เราอยู่คนเดียว ไม่ได้พูดคุยกับใคร แล้วสำรวจดูว่าความเครียดจากงานหายไปหรือไม่ หากความรู้สึกแย่ยังคงอยู่ก็แปลว่าเราควรงดเนื้องานบางอย่างลงไป หรือจัดสรรเวลาให้ดีขึ้น อนึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการรักษาโดยเร็วก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตในภายหลัง</span></p>
<h3>คุณโฟกัสกับงานไม่ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวัยทำงานมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการโฟกัสกับหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบหรือสิ่งที่ตนสนใจอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคุณไม่สามารถโฟกัสกับงานที่เคยทำได้อย่างเต็มที่ ก็แปลว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับการทำงานของคุณ เช่น เมื่อเราต้องให้ความสำคัญกับการเขียนหนังสือให้เสร็จ แต่ใจกลับไปคิดว่ามีประชุมเหลืออีกกี่ครั้งในสัปดาห์นี้และว้าวุ่นกับการเตรียมตัวประชุมจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะทำให้รู้สึกว่าการประชุมที่เป็นเรื่องของคนอื่นสำคัญกว่างานที่ต้องทำตามหน้าที่ของตน</span></p>
<h3>คุณพยายามปัดความรับผิดชอบ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณเคยเป็นคนที่ทำงานเก่งแต่เริ่มรู้สึกว่าอยากตัดงานบางอย่างเพราะกลัวว่าจะมีการประชุมมากขึ้น ก็แปลว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณแล้วล่ะ ! </span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 806"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">หัวหน้านัดประชุมวันหยุด สามารถปฏิเสธได้ไหม ?</span></strong></p>
<p>หัวหน้านัชอบดประชุมโดยไม่บอกล่วงหน้า และเป็นวันหยุดซึ่งมีธุระอื่น ๆ อยู่แล้ว เราสามารถปฏิเสธหรือไม่ไปโดยไม่บอกล่วงหน้าได้หรือไม่ ?</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: ตามปกติแล้ว การจัดประชุมควรนัดหมายล่วงหน้า</span></strong></p>
<p>แต่หากเป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งมีความจำเป็นต่องานต่อบริษัท หัวหน้าอาจเรียกประชุมได้ ถ้าติดธุระสำคัญจริง ๆ ก็ควรชี้แจงตามความเป็นจริง และองค์กรต้องพิจารณาถึงค่าจ้างสำหรับทำงานล่วงเวลาด้วยเช่นกัน</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1397?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 807"></a></p></blockquote>
<h2>การประชุมมากเกินไป (Meeting Overload) เกิดจากอะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10047 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/business-analysis-meeting-training-team-1.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="524" height="350" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 808"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยจาก </span>Ascend <a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0148296322000364?via%3Dihub" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เผยว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่มีอัตราการเรียกประชุมสูงกว่าผู้นำที่มีประสบการณ์ถึง 29% และยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อคนหันไปประชุมออนไลน์ที่สั่งการได้เพียงปลายนิ้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุสาเหตุได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ขาดทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานโดยเฉพาะกลุ่มผู้นำที่ได้ดำรงตำแหน่งระหว่างที่เกิดโรคระบาดและไม่สามารถเจอหน้าพนักงานได้แบบตัวต่อตัว ความรู้สึกไม่เชื่อมต่อกันนี้ทำให้รู้สึกระแวงจนอยากจัดประชุมให้รู้จักกันมากกว่าเดิม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้รู้สึกมีตัวตนในทีม (FOMO &#8211; Fear of Missing Out)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำหลายคนรู้สึกว่าการประชุมออนไลน์สะดวกมาก สามารถสลับจากการประชุมหนึ่งไปที่อีกการประชุมหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถจัดประชุมต่อเนื่องกันแบบไม่หยุดพักได้ แถมยังมีความสบายมากกว่าการประชุมแบบเห็นหน้าที่จำเป็นต้องรักษาบุคลิกตลอดเวลา ประเด็นนี้ทำให้พนักงานเกิดสภาวะ </span><a href="https://www.psychiatrictimes.com/view/psychological-exploration-zoom-fatigue" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Zoom Fatigue</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ทำให้เกลียดการประชุมออนไลน์ไปเลย สรุปได้ว่าการประชุมมากเกินไปไม่ส่งผลดีทั้งกับทีมและตัวพนักงาน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความเห็นแก่ตัวโดยเอาความสบายของหัวหน้าเป็นที่ตั้ง (Selfish Urgency) หมายถึงการที่ผู้นำบางคนรู้สึกดีเมื่อเห็นพนักงานต้องละทิ้งภารกิจส่วนตนเพื่อทำตามสิ่งที่ตนตั้งเป้าเอาไว้ หัวหน้าที่มีทัศนคติผิดพลาดจะสั่งให้มีการประชุมโดยไม่สนเลยว่าตารางงานของพนักงานเป็นอย่างไร หรืออาจสน แต่ก็มองว่าภารกิจของตนสำคัญกว่าโดยมักเอาความเร่งด่วนเป็นข้ออ้าง วิธีการแก้เรื่องนี้คือการพูดถึงค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่ผู้เกี่ยวข้องควรชี้ให้เห็นว่าการจัดประชุมและใช้ทรัพยากรคนโดยไม่จำเป็นทำให้องค์กรเสียผลประโยชน์อย่างไร เพราะหากทุกคนมาทำงานเพื่อผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องต่อต้าน หรือไม่พยายามหาทางเลือกที่ช่วยให้ทุกคนสะดวกสบายกว่าเดิม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การประชุมที่มากเกินไปอาจเกิดจากการไม่รู้จักวางแผนจนไม่มีใครจำได้ว่าประเด็นที่อีกฝ่ายต้องการนำเสนอคืออะไร จึงต้องจัดประชุมใหม่เพื่ออธิบายอยู่เรื่อย ๆ  ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุปแล้ว พื้นฐานของการทำงานที่ดีคือการ “เป็นมืออาชีพ” ให้มากที่สุดนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10034 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/tired-businesswoman-covering-her-eyes-with-drawn-eyes-paper-1.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 809"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิตัลคืออะไร​ ? แล้วเราจะช่วยพนักงานได้อย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะแก้อย่างไรถ้าออฟฟิศของคุณประชุมมากเกินไป (Meeting Overload)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าประชุมมากเกินไปไม่สามารถระบุชัดเจนเป็นจำนวนชั่วโมงได้ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทจำเป็นต้องมีเวลาทำงานที่แตกต่างกันไป แต่หากมองในภาพรวมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญ</span><a href="http://forbes.com/sites/georgedeeb/2022/08/03/too-many-meetings-suffocate-morale--productivity/?sh=4fa92148133c" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">การประชุมควรจำกัดที่ไม่เกิน 20% ต่อเวลาทำงาน หรือราว 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นถ้าองค์กรของคุณใช้เวลาประชุมมากไปกว่านั้น ควรแก้ไขด้วยแนวทางเหล่านี้</span></p>
<h3>ระบุให้ได้ว่าการประชุมแบบไหนที่ไร้ประโยชน์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดอ่อนของการประชุมในหลายองค์กรคือการกำหนดให้พนักงานเข้าร่วมมากเกินจำเป็นโดยที่พนักงานบางส่วนไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ประชุมด้วยซ้ำ ดังนั้นหากเราสามารถระบุได้ว่าการประชุมใดเหมาะกับพนักงานแบบไหนก็จะเปิดโอกาสให้พนักงานที่เหลือเอาเวลาไปโฟกัสกับงานที่ตนรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบุว่าการประชุมเหมาะกับพนักงานแบบไหนจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าพนักงานแต่ละคนถืองานแบบใดอยู่ในมือบ้าง  องค์กรที่แบ่งงานไม่ชัดเจนจะทำให้พนักงานหนึ่งคนทำงานหลายอย่าง แยกพนักงานออกจากกันยากขึ้น เพราะแต่ละคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องนิด ๆ หน่อย ๆ ทำให้การตัดใครคนหนึ่งออกไปส่งผลกระทบต่องานในภาพรวม ความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างให้องค์กรมีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงขึ้นในลำดับต่อไป</span></p>
<h3>สื่อสารกับทีมให้มากขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8932 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 810"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้สึกว่าการทำงานติดขัดเพราะมีประชุมมากเกินไป สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารกับทีมให้รับทราบถึงปัญหานี้ เพราะปัญหาที่ไม่ถูกแก้ไขหรือสื่อสารให้ทราบจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา นำไปสู่ความเคยชินที่แก้ไขได้ยากขึ้นในภายหลัง ทั้งนี้การอธิบายกับทีมจำเป็นต้องอธิบายในหลักของเหตุผล พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขที่คิดว่าเหมาะสมกับการทำงานที่สุด เพราะการประชุมยังคงเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อองค์กร หากตัดการประชุมทีมไปก็จะไม่เกิดการระดมสมอง (Brainstorming) ส่งผลเสียต่อการทำงานเช่นเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนนี้ฝ่ายบุคคลควรให้ค่ากับวัฒนธรรมด้านการสื่อสาร (Communication Culture) พนักงานต้องรู้สึกว่าสามารถพูดคุยกับคนในทีมได้ทั้งในเรื่องบวกและลบ รวมถึงให้ความเห็นถ้าคิดว่าแนวทางที่องค์กรตั้งไว้ไม่ถูกต้อง องค์กรที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเอาชนะในโลกธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม</span></p>
<h3>ชี้แจงวันว่างของพนักงานแต่ละคนให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการประชุมมากเกินควรคือการที่ผู้ออกคำสั่งไม่รู้ว่าพนักงานมีวิธีทำงาน (Framework) อย่างไร ดังนั้นฝ่ายบุคคลสามารถออกนโยบาย ให้พนักงานกำหนดวันทำงานของตัวเองลงไปในปฏิทินออนไลน์ได้เลย โดยวันทำงานเหล่านี้สามารถอ้างอิงตามรูปแบบที่พนักงานมองว่าจะช่วยให้ทำงานที่รับผิดชอบได้ดีที่สุด จากนั้นให้ฝ่ายบุคคลระบุว่าในหนึ่งสัปดาห์จำเป็นต้องมีการประชุมกี่ครั้ง แล้วหาเวลาตรงกลางที่ทุกคนสามารถเตรียมตัวและเข้าร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน</span></p>
<h3>การประชุมไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10286 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/european-employee-got-fired-he-drinks-alcohol-from-bottle.jpg" alt="9 สิ่งที่ HR ไม่ควรทำ เมื่อต้องเลิกจ้างพนักงานหรือไล่ออก" width="494" height="330" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 811"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องเข้าใจว่าการคุยงานไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องประชุมเท่านั้น เราควรหันกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าการสรุปงานบางอย่างสามารถใช้วิธีส่งอีเมล์แทนได้หรือไม่ เป็นต้น เพราะหากมองในแง่ปฏิบัติแล้ว ก็ถือเป็นขั้นตอนที่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกัน การวางแผนตรงนี้ให้รัดกุมจะช่วยลดเวลาที่ไม่จำเป็นได้มาก  ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการประชุมบางอย่างสามารถสรุปจบได้ในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การเดินไปคุยที่โต๊ะของพนักงานแต่ละท่านแบบตัวต่อตัว ดังนั้นหากเรามองข้ามรูปแบบทำงานเดิม ๆ ก็อาจจะค้นพบวิธีใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายก็ได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220331-flexible-working-more-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10990 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/woman-trying-work-laptop-from-home-while-her-children-are-running-around-1.jpg" alt="เมื่อระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working) ยิ่งทำให้การทำงานหนักและนานขึ้น?" width="600" height="370" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 812"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220331-flexible-working-more-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เจาะลึกการทำงานแบบยืดหยุ่น ดีจริง หรือทำให้การทำงานยากขึ้น ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ถึงไม่มีประชุมที่มากเกินไป (Meeting Overload) แต่ทีมก็ต้องสื่อสารกัน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นอย่างแรกคือการพิจารณาว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนสามารถสื่อสารกันได้อย่างคล่องตัวดีแล้วหรือไม่ หากคำตอบตรงนี้ยังไม่ชัดเจน องค์กรก็ควรเอาเวลาไปพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้ดีขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปใช้กับการเพิ่มจำนวนประชุม เพราะการประชุมที่ทุกคนสื่อสารกันอย่างติดขัดไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาทักษะสื่อสารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปโดยเฉพาะในยุคหลังโควิด-19 ที่ HR Tech มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในนั้นคือการยกระดับ “เครื่องมือสื่อสารภายในองค์กร” (</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/30?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Communication Tools</span></a><span style="font-weight: 400;">) ให้สะดวกสบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำจดหมายข่าว, อีเมล, วีดีโอ, พอดแคสต์, โซเชียล, Gamification ฯลฯ ทั้งนี้ HR ก็ต้องหาข้อมูลด้วยว่าองค์กรของตนเหมาะกับวิธีสื่อสารแบบใด ไม่ใช่เอาแต่เลือกเครื่องมือใหม่ ๆ โดยไม่สนใจบริบทอื่นเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะเลือกบริการ Communication Tools แบบใด เราแนะนำให้หาข้อมูลจาก HR Explore แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย คุณจะสบายใจได้ในคลิกเดียว !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9084 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/c49dc08c50c4f767089bc5146f78020e.jpg" alt="การจัดวางคนให้เหมาะกับงาน" width="500" height="334" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 813"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีคือรากฐานของความสำเร็จ ทั้งในแง่ของการขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษา ตลอดจนการเอ่ยปากปฏิเสธว่าคำสั่งที่ได้รับมาไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การรู้จักปกป้องตัวเองแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและทำให้รู้ว่าองค์กรมีวัฒนธรรมของการสื่อสารที่เป็นธรรม ซึ่งช่วยให้พนักงานทุกระดับกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อหัวหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเปลี่ยนการประชุมในหัวข้อเล็ก ๆ ให้กลายเป็นบทสนทนาหรือข้อความตัวอักษรที่ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกัน การประชุมทีมก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุดก็ได้ หรือบางครั้งหากเราแค่พบว่าองค์กรติดการประชุมจนเป็นนิสัย แต่ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ก็อาจค่อย ๆ ยกเลิกประชุมไปทีละนิดจนพบอัตราส่วนที่เหมาะสม แบบที่องค์กรได้ประโยชน์และพนักงานสามารถรักษาสมดุลย์ชีวิตไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 814"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3GdPdOg" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3GdPdOg</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3WCEuSF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3WCEuSF</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3PIpLDy" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3PIpLDy</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3jb4JB9" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3jb4JB9</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/empowering-women-221121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 20:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำหญิง]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering Women]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/empowering-women-221121/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ผู้คนอาจมีภาพจำว่าผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ต้องเป็นหัวหน้า และมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าผู้หญิงเสมอ แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไป จำนวนของผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (Empowering Women) หลายบริษัทเชื่อว่า แนวคิดและมุมมองของผู้หญิง การส่งเสริมผู้หญิงเป็นผู้นำ (Empowering Women) จะช่วยสร้างความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายทางเพศ และความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตไปยังทิศทางใหม่ ๆ พาบริษัทหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยได้ ถึงแม้ผู้หญิงจะได้รับการชื่นชมในความสามารถ ส่งเสริมให้เป็นผู้นำ (Empowering Women) มากขึ้น อคติทางเพศเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นก็ยังมีอยู่ เกิดการเหยียดเพศ และคุกคามทางเพศ เพราะผู้ชายจำนวนมากยังยึดติดว่าผู้หญิงที่สวยมักไม่ฉลาด และเป็นได้เพียงวัตถุทางเพศเท่านั้น บริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้ผู้หญิงสามารถทำงานอย่างมีความสุข (Empowering Women) โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องต่าง ๆ ได้ และหากทำเช่นนั้น มีโอกาสอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จ ตามเป้าและวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนอาจมีภาพจำว่าผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ต้องเป็นหัวหน้า และมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าผู้หญิง และคิดเพียงว่าผู้หญิงเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” เสมอ แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไป จำนวนของผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกแม้ในภาพรวม ผู้ชายจะยังครองตำแหน่งใหญ่อยู่ในองค์กรทั่วทุกมุมโลกมากกว่าก็ตาม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ผู้คนอาจมีภาพจำว่าผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ต้องเป็นหัวหน้า และมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าผู้หญิงเสมอ แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไป จำนวนของผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (Empowering Women)</li>
<li style="font-weight: 400;">หลายบริษัทเชื่อว่า แนวคิดและมุมมองของผู้หญิง การส่งเสริมผู้หญิงเป็นผู้นำ (Empowering Women) จะช่วยสร้างความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายทางเพศ และความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตไปยังทิศทางใหม่ ๆ พาบริษัทหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยได้</li>
<li style="font-weight: 400;">ถึงแม้ผู้หญิงจะได้รับการชื่นชมในความสามารถ ส่งเสริมให้เป็นผู้นำ (Empowering Women) มากขึ้น อคติทางเพศเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นก็ยังมีอยู่ เกิดการเหยียดเพศ และคุกคามทางเพศ เพราะผู้ชายจำนวนมากยังยึดติดว่าผู้หญิงที่สวยมักไม่ฉลาด และเป็นได้เพียงวัตถุทางเพศเท่านั้น</li>
<li style="font-weight: 400;">บริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้ผู้หญิงสามารถทำงานอย่างมีความสุข (Empowering Women) โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องต่าง ๆ ได้ และหากทำเช่นนั้น มีโอกาสอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จ ตามเป้าและวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13194 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-august-de-richelieu-4427430-scaled.jpg" alt="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร" width="1109" height="740" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 821"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนอาจมีภาพจำว่าผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ต้องเป็นหัวหน้า และมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าผู้หญิง และคิดเพียงว่าผู้หญิงเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” เสมอ แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไป จำนวนของผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกแม้ในภาพรวม ผู้ชายจะยังครองตำแหน่งใหญ่อยู่ในองค์กรทั่วทุกมุมโลกมากกว่าก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">คำถามที่ว่าเพศไหนมีความเป็นผู้นำที่ดีกว่ากัน เป็นประเด็นที่ผ่านการถกเถียงและสร้างดราม่าน่าปวดหัวมานักต่อนัก และยากจะฟันธงได้แน่ชัดว่า ผู้นำเพศไหนเป็นผู้นำที่ดีกว่ากันแน่</strong> แต่ในขณะเดียวกันก็น่าสำรวจว่า เพราะเหตุใดบริษัทจำนวนมากถึงส่งเสริมให้ผู้หญิงขึ้นเป็นใหญ่ในองค์กร เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การมีผู้หญิงเป็นผู้นำมีข้อดีและความน่าสนใจอย่างไร บทความนี้จะขอนำทุกท่านไปสำรวจกัน</span></p>
<h2>ทำไมทั่วโลกถึงให้ความสนใจ ผลักดันผู้หญิงขึ้นเป็นผู้นำ (Empowering Women)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13193" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-fauxels-3184405-scaled.jpg" alt="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร" width="1110" height="740" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 822"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 </span><a href="https://www.linkedin.com/pulse/7-ways-empower-women-workplace-rica-jankulovski" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">International Labor Organization and Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;">  เปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับมุมมองของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ต่อการทำงานของผู้หญิง โดยมีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 149,000 คนจาก 142 ประเทศ และผลที่ออกมาน่าสนใจเมื่อพบว่า มีผู้หญิง 70% ที่ชื่นชอบเวลาเห็นผู้หญิงด้วยกันเองทำงานที่ได้รับค่าจ้าง และในคำตอบเดียวกันก็มีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายจำนวนถึง 68% ตอบว่าชื่นชอบมากเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สถิติที่น่าเศร้าคือมีผู้หญิงเพียง 48.7% เท่านั้นที่มีงานทำ เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีงานทำถึง 75.2%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อัตราการจ้างงานผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แถม<strong>การเลือกผู้หญิงเป็นผู้นำ ก็กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ</strong> สาเหตุหนึ่งเพราะความเชื่อมั่นว่า แนวคิดและมุมมองของผู้หญิงจะช่วยสร้างความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตไปยังทิศทางใหม่ ๆ พาบริษัทหลุดออกจากกรอบที่ทุกคนคุ้นเคยได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีสภาพการทำงานที่มีความหลากหลาย ยังนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้นำหญิงในองค์กรช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทกับลูกค้าได้มากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการมีผู้นำหญิงมากเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ โดยมีสัดส่วนของผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งในระดับหัวหน้ามากกว่า 40% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในสหรัฐอเมริกา แม้จะมีผู้บริการหญิงเก่ง ๆ หลายคน แต่ในภาพรวมกลับมีผู้บริหารใหญ่ที่เป็นผู้หญิงอยู่เพียง 10% เท่านั้น และมีผู้บริหารในระดับ CEO เพียง 5% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงแม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่เยอะมาก ก็ยังถือว่าเยอะกว่าในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่เป็น 2 ประเทศที่อาจเปิดรับผู้หญิงว่ามีความสามารถน้อยกว่าที่ควร เมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ ๆ ที่พัฒนาแล้ว</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28891 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity.jpg" alt="ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)" width="600" height="370" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 823" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>4 คุณสมบัติเด่น ที่ทำให้ผู้นำหญิงเป็นที่นิยม (Empowering Women)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13195" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-christina-morillo-1181533-scaled.jpg" alt="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร" width="1109" height="740" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 824"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซื่อสัตย์ จริงใจ ฉลาด มีความสามารถ สื่อสารเก่ง มีความยืดหยุ่น มีความเด็ดขาด มีวิสัยทัศน์ มีความแตกต่าง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/"><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้นำ</span></a><span style="font-weight: 400;">ทั้งสิ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสำรวจของ </span><a href="https://www.ssbm.ch/blog/women-or-men-who-is-a-better-leader/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SSBM</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า เมื่อเปรียบเทียบเรื่องภาวะผู้นำระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผู้หญิงกลับมีคะแนนในแต่ละด้านมากกว่าผู้ชายแทบทั้งสิ้น ซึ่งแม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ก็เป็นสถิติที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสสูงมาก หากผู้หญิงได้รับโอกาสเป็นผู้นำแล้ว จะไม่ทำให้ผิดพลาดอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ มี 4 คุณสมบัติที่ผู้หญิงมีความโดดเด่น และหากขึ้นมาเป็นผู้นำจะนำพาบริษัทไปสู่ทิศทางที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ผู้นำหญิง พร้อมเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อก่อน นาน ๆ ทีจะเจอผู้นำที่เป็นผู้หญิง ดังนั้นเมื่อมีสักคนก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่น ๆ ให้อยากทำงานดีขึ้น เก่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้หญิงด้วยกัน และยังเป็นตัวกลางที่ทำให้พนักงานมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ผู้หญิงที่เก่งการบริหารยังมีแนวโน้มจะรวบรวมเอาคนเก่ง คนมีความสามารถจริง ๆ เข้ามาในองค์กร ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าได้มากขึ้นตามมา </span></p>
<h3>2. ยิ่งอายุเยอะ ผู้หญิงยิ่งมีความเป็นผู้นำ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาของ Business Insider พบว่า ยิ่งมีประสบการณ์และอายุการทำงานมากขึ้น ผู้หญิงจะมีความสามารถในการนำคนมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ชาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในช่วงอายุ 36-40 ผู้ชายอาจเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ผู้หญิงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่ออายุมากกว่า 40 ปี และเป็นเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง 60 ปี</span></p>
<h3>3. ผู้หญิงมีความเห็นอกเห็นใจมากกว่า</h3>
<p>ความเห็นอกเห็นใจกัน (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Empathy</a>) เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมีและควรทำให้กัน แต่จากการศึกษาพบว่า ความเห็นอกเห็นใจกัน คือคุณสมบัติเก่นที่มักพบเจอในผู้หญิงจำนวนมาก โดยผลการสำรวจของ Pew Research Center พบว่า ชาวอเมริกัน 61% เชื่อว่าผู้นำหญิงในองค์กรเอกชนต่าง ๆ มีความเห็นอกเห็นใจต่อกันมากกว่าผู้ชาย</p>
<p>ทั้งนี้ ความเห็นอกเห็นใจกัน จะนำมาซึ่งการเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป โดยปราศจากการตัดสินอย่างมีอคติ และทำให้สามารถเปิดใจพูดคุยกับผู้คนที่อยู่รอบข้างได้มากขึ้น รวมถึงช่วยให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งหากผู้นำสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ในการสร้างความสมัครสมานสามัคคีภายในทีม จะถือเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้</p>
<h3>4. ผู้หญิงอาจรับมือกับวิกฤติได้ดีกว่า</h3>
<p>อีกคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำ ยังรวมถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหา และวิกฤติที่ใหญ่เกินตัว ผู้นำที่ดีย่อมต้องหาทางฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ออกไปได้ โดยถึงแม้คุณสมบัติข้อนี้อาจมีอยู่ในตัวของทุกคนอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงอาจถือว่ามีมากกว่าผู้ชายอยู่หน่อย</p>
<p>เนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นแม่คน จะมีทักษะของการเลี้ยงดูเด็ก หรือดูแลบุคคลอื่น พร้อมอยู่เคียงข้างในขณะที่เรียนรู้ และสามารถเป็นต้นแบบในการเติบโตให้ผู้คนรอบข้างเอาเยี่ยงเอาอย่างได้ และบ่อยครั้ง หากผู้นำหญิงพบว่าประเด็นใดคือเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ แสดงว่าเรื่องนั้นมักจะเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ</p>
<h2>อุปสรรคสำคัญ ขวางกั้นไม่ให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จ</h2>
<p>แม้ผู้หญิงจะได้รับการยอมรับมากขึ้น ว่ามีความเป็นผู้นำสูง และมีความสามารถมาก  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเติบโตและเฉิดฉายได้ในทุกที่ หนำซ้ำอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จเกินตัว ยังส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะ<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/quiet-firing-221111/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลาออก</a> เพื่อไปหาบริษัทใหม่ที่ไม่มีปัญหาเหล่านั้นแทน</p>
<p>ปัญหาใดบ้างที่รบกวนการทำงานของผู้หญิงมานาน อาจสรุปได้ดังต่อไปนี้</p>
<h3>1. ปัญหาการเหยียดเพศ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ผู้หญิงจะได้รับการชื่นชมในความสามารถมากขึ้น แต่อคติทางเพศเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นก็ยังมีอยู่ในหลายสังคม ปฏิเสธไมไ่ด้ว่าผู้ชายจำนวนมากยัง ยึดติดว่า ผู้หญิงที่สวย มักไม่ฉลาด และเป็นได้เพียงวัตถุทางเพศเท่านั้น ซึ่งเป็นมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นผ่านสื่อมาตั้งแต่ก่อนยุคที่ มาริลิน มอนโร จะขึ้นเป็นนักแสดงระดับโลกเสียอีก </span></p>
<h3>2. การคุกคามทางเพศ</h3>
<p>ปัญหาการเหยียดเพศนั้นนำไปสู่อีกหลายปัญหาตามมา หนึ่งในนั้นคือ<a href="https://th.hrnote.asia/tips/210915-sexual-harassment-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การคุกคามทางเพศ</a> หรือ Sexual Harassment ทำให้หลายคนทำงานยากขึ้น จนบ่อยครั้งเกิดเรื่องฟ้องร้องในบริษัท นำไปสู่การเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย และถึงแม้เธออาจชนะในชั้นศาล แต่บรรยากาศการทำงานในองค์กรนั้นก็อาจไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม นำไปสู่การตัดสินใจลาออกในท้ายที่สุด</p>
<h3>3. โดนแย่งผลงานไปเป็นของตัวเอง</h3>
<p>ผู้ชายมีความทะเยอทะยานในการประสบความสำเร็จ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อไขว่คว้ามันมาครองให้จงได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งการแย่งผลงานของผู้หญิงไปเป็นผลงานของตัวเอง</p>
<h3>4. โดนโยนภาระงานให้มากกว่าที่ควร</h3>
<p>การเป็นคนเก่งเกินไป ก็นำภัยมาถึงตัว ในกรณีที่ผู้หญิงเก่งยังต้องทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าผู้ชาย อาจมีแนวโน้มที่จะโดนกดดันให้รับภาระงานมากขึ้น ในแง่หนึ่งก็เป็นการบีบพนักงานคนนั้นให้ออกจากงานได้เช่นกัน</p>
<h2>บริษัทควรทำอย่างไรจึงจะช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ขึ้นเป็นผู้นำได้ (Empowering Women)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13196" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-rodnae-productions-6170862-scaled.jpg" alt="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร" width="1110" height="740" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 825"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปแบบนี้ แต่ละองค์กรก็ควรปรับตัวเพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างสะดวกใจ และเมื่อพนักงานทุกคนทำงานอย่างมีความสุข ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งหนึ่งที่แต่ละบริษัทสาให้ความสำคัญกับความสามารถของผู้หญิง ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทชู</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่มีความเท่าเทียมเท่าเทียมทางเพศ สามารถเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโต เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้ผู้หญิงสามารถทำงานอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องต่าง ๆ แล้วจะทำให้ผลลัพธ์ของการทำงานผลิดอกออกผลตามมา</span></p>
<h3>2. ปรับเงินเดือนของผู้หญิงให้เท่าเทียมกับผู้ชาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาของ United Nations พบว่า รายได้ของผู้ชายกับผู้หญิง โดยเฉลี่ยแล้วห่างกันอยู่ถึง 16% หลายองค์กรจึงพยายามหาทางแก้ไขเพื่อให้ช่องว่างดังกล่าวลดลง แม้อาจยังไม่สามารถลดได้มากเท่าที่คาดหวัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในอนาคต หากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป จะยิ่งเปิดโอกาสให้อาชีพการงานของพนักงาน โดยเฉพาะผู้หญิงเติบโตมากขึ้น และจะทำให้ได้ประสิทธิภาพในการทำงานมากวก่าด้วย</span></p>
<h3>3. ให้ความสำคัญกับเสียงของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะความคิดเห็นของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ หากบริษัทให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของพนักงานจริง ๆ ต้องทำให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคน ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม สามารถแสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ได้ในทุกสถานการณ์ และไม่เกิดการขโมยความคิดเห็นไปเป็นของตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ บริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อทำให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างสบายใจ โดยไม่รู้สึกว่าแสดงความคิดเห็นไปก็ไม่สำคัญ สิ่งนี้ไม่เพียงมีประโบชน์ต่อพนักงานหญิง แต่ยังรวมถึงพนักงานเพศอื่น ๆ ในบริษัทด้วย</span></p>
<h3>4. เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้มีพี่เลี้ยงสอนงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจำนวนมากเป็นคนมีของ มีความสามารถ แต่อาจขาดการให้คำแนะนำ และการฝึกสอนงานที่ดี ทำให้กว่าจะได้พัฒนาความสามารถของตัวเองต้องใช้เวลานานเกินควร หากพนักงานผู้หญิงที่มีประสบการณ์ได้สอนงานพนักงานผู้หญิงรุ่นน้อง จะช่วยให้สามารถทำงานได้ไวขึ้น ไม่เพียงแค่นั้นยังสร้างความไว้วางใจ สร้างความเชื่อมั่นให้กันและกันซึ่งจะทำให้การทำงานต่อไปในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น และส่งผลดีต่อบริษัทมากขึ้นตามมา</span></p>
<p>หากคุณไม่รู้ว่าจะหารูปแบบการอบรมที่เหมาะกับองค์กรอย่างไร หรือไม่รู้ว่าตัวช่วยต่าง ๆ ที่เห็นตามท้องตลาดนั้นมีความคุ้มค่ากับธุรกิจหรือไม่ คุณสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้ที่ <a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากกว่า 100 อย่าง ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ! ไม่ว่าคุณจะหาตัวช่วยในด้านไหน ที่นี่มีให้ครบแบบเว็บเดียวจบ !</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วิถีการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากในอดีตมากมายหลายประการ ความเท่าเทียมทางเพศ การได้รับการยอมรับว่าผู้หญิงมีความเป็นผู้นำ สามารถทำงานได้ดีไม่แพ้ผู้ชาย ก็เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผู้หญิงได้พื้นที่ในการแสดงความสามารถมากขึ้น หากบริษัทใดสามารถดึงศักยภาพของผู้หญิงออกมาได้มากที่สุด อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้เต็มประสิทธิภาพก็เป็นได้</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" title="Empowering Women ทำไมถึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ 826"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">Sources:</strong></b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.naturalhr.com/2021/03/23/10-reasons-why-the-world-needs-more-women-in-leadership-roles/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NaturalHR</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2022/09/12/why-the-world-needs-more-women-in-leadership/?sh=3ec258751e2e" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/avivahwittenbergcox/2021/03/06/data-shows-women-make-better-leaders-who-cares/?sh=2fcbdece46be" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/meghanbiro/2022/10/24/why-women-are-leaving-the-workplace/?sh=6f85ef044ea1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://womeninsport.org/research-and-advice/our-publications/beyond-30-report/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Women in Sport</span></a></li>
<li><a href="https://edition.cnn.com/2022/10/18/success/women-leaders-workplace-mckinsey-lean-in/index.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNN</span></a></li>
<li><a href="https://www.workplace.com/blog/women-in-leadership" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Workplace</span></a></li>
<li><a href="https://www.workplace.com/blog/empowering-women" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Workplace</span></a></li>
<li><a href="https://energyresourcing.com/blog/empower-women-in-your-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Energy Resourcing</span></a></li>
<li><a href="https://www.cnbc.com/2022/10/18/women-leaders-are-leaving-companies-at-highest-rate-ever-leanin-mckinsey-co-report.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.usatoday.com/story/money/2022/10/19/women-leaders-leave-company-higher-rate/10532453002/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">USA Today</span></a></li>
<li><a href="https://community.themomproject.com/the-study/empowering-women-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Mom Project</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-from-home-in-2023-221121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2022 02:50:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Work from Home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/work-from-home-in-2023-221121/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT นับตั้งแต่โรคโควิด-19 แพร่ระบาด การทำงานวิวัฒนาการมาสู่การ Work From Home ซึ่งกลายเป็นวิธีการทำงานที่ตอบโจทย์พนักงานทั่วโลก เพราะช่วยให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว สามารถมีสมาธิ และทำงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างเต็มที่ แต่หลังจากโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กระแสการ Work From Home ก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง ฝ่ายของพนักงานมองว่าแม้ Work From Home จะมีข้อดีอยู่มาก แม้จะไม่ป่วยเป็นออฟฟิสซินโดรม แต่ก็ทำให้งานเดินหน้ามากกว่าเดิม และยิ่งทำนานก็ยิ่งทำให้หมดไฟ ขณะที่หัวหน้างาน รวมถึง HR เองก็ไม่ได้ชื่นชอบการ Work From Home  เพราะจะต้องสูญเสียอำนาจในการสั่งการ อีกทั้งต้องทำงานนานขึ้น และพอพนักงานทำงานที่บ้าน ก็ทำให้ไม่ได้ใช้พื้นที่ในบริษัทให้เกิดประโยชน์ เป็นการเสียเงินค่าเช่าสถานที่โดยเปล่าประโยชน์ ในปี 2023 จึงถือเป็นปีที่ท้าทายว่า Work From Home จะยังได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่หรือไม่ ในเมื่อผู้คนจำนวนมากกำลังกลับไปทำงานที่ออฟฟิศตามนโยบายของบริษัท หรือจะกลายเป็นบทส่งท้ายของการ Work From Home อย่างเป็นทางการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่โรคโควิด-19 แพร่ระบาด การทำงานวิวัฒนาการมาสู่การ Work From Home ซึ่งกลายเป็นวิธีการทำงานที่ตอบโจทย์พนักงานทั่วโลก เพราะช่วยให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว สามารถมีสมาธิ และทำงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างเต็มที่</li>
<li style="font-weight: 400;">แต่หลังจากโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กระแสการ Work From Home ก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง ฝ่ายของพนักงานมองว่าแม้ Work From Home จะมีข้อดีอยู่มาก แม้จะไม่ป่วยเป็นออฟฟิสซินโดรม แต่ก็ทำให้งานเดินหน้ามากกว่าเดิม และยิ่งทำนานก็ยิ่งทำให้หมดไฟ</li>
<li style="font-weight: 400;">ขณะที่หัวหน้างาน รวมถึง HR เองก็ไม่ได้ชื่นชอบการ Work From Home  เพราะจะต้องสูญเสียอำนาจในการสั่งการ อีกทั้งต้องทำงานนานขึ้น และพอพนักงานทำงานที่บ้าน ก็ทำให้ไม่ได้ใช้พื้นที่ในบริษัทให้เกิดประโยชน์ เป็นการเสียเงินค่าเช่าสถานที่โดยเปล่าประโยชน์</li>
<li style="font-weight: 400;">ในปี 2023 จึงถือเป็นปีที่ท้าทายว่า Work From Home จะยังได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่หรือไม่ ในเมื่อผู้คนจำนวนมากกำลังกลับไปทำงานที่ออฟฟิศตามนโยบายของบริษัท หรือจะกลายเป็นบทส่งท้ายของการ Work From Home อย่างเป็นทางการ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13184" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-andrea-piacquadio-3791136-1-scaled.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="1110" height="740" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 833"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่โรคโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก 3 ปีแล้ว จนเกิดเทรนด์การใช้ชีวิตและการทำงานแบบ New Normal หรือที่บริษัททั่วโลกเรียกว่า Work From Home ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่ออฟฟิศเพื่อเลี่ยงโรคร้าย และมีหลายบริษัทที่ให้ทางเลือกพนักงานว่าจะทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพนักงาน ซึ่งมีหลายคนทีเดียวที่ชื่นชอบระบบการทำงานแบบนี้ จนไม่อยากกลับไปทำงานแบบเดิมอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย ผู้คนก็เริ่มย้อนกลับไปสู่วิถีการทำงานแบบเดิม ๆ มากขึ้น ภาพของการเบียดเสียดกันบนรถประจำทางสาธารณะทั้งตอนเช้าและตอนเย็นบ่งชี้ว่า การทำงานแบบ Work From Home อาจไม่จำเป็นอีกแล้ว และบางทีในปี 2023 ก็อาจจะไม่มีใครทำงานที่บ้านกันอีกแล้วด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Work From Home จะสิ้นสุดเพียงแค่นี้จริงหรือไม่ บทความนี้จะขอนำทุกท่านไปสำรวจกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ฟังความ 2 ด้าน ผู้คนคิดยังไงเรื่องการ Work From Home</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยที่การ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work From Home</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้รับความนิยมใหม่ ๆ มีผลสำรวจจากบริษัทวิจัยหลายเจ้าพบว่าผู้คนจำนวนมากชื่นชอบการ Work From Home มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศเยอะทีเดียว พร้อมหาเหตุผลมาอธิบายว่า การทำงานที่บ้านดีกว่าออฟฟิศอย่างไรบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Owl Labs พบว่า 70% ของคนที่ Work From Home บอกว่า ที่ชอบทำงานที่บ้าน เพราะการประชุมงานทางออนไลน์สร้างความเครียดน้อยกว่าการประชุมงานที่ออฟฟิศ การทำงานที่บ้านไม่ทำให้เป็นออฟฟิศซินโดรม และมีกลุ่มตัวอย่าง 64% ชื่นชอบระบบการทำงานแบบไฮบริด หรือการไปทำงานทั้งที่ออฟฟิศ และทำงานที่บ้านก็ได้ เพราะมีความสะดวก และให้อิสระพนักงานในการเลือกวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังระบุอีกว่า เวลาทำงานที่บ้านจะเกิด Productivity หรือสามารถทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 47% และการทำงานที่บ้านในแต่ละวัน จะทำให้เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ช่วยให้ Productivity เพียง 10 นาทีต่อวันเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้นคือการสำรวจของ PwC พบว่า พนักงานชาวอเมริกัน 11% อยากทำงานประจำเต็มเวลาในออฟฟิศ และ 62% ระบุว่า อย่างน้อยก็ขอมีสักช่วงเวลาหนึ่งที่ได้เข้าออฟฟิศก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน Buffer State of Remote Work พบว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มตัวอย่างมากถึง 97% ตอบว่าชื่นชอบการทำงาน Work From Home และจะแนะนำคนรอบข้างให้ทำงานวิธีนี้ รวมถึงจะทำงานแบบนี้ไปจนกว่าจะเกษียณด้วย แถมบางคนยังระบุอีกว่า ถ้าให้เลือกระหว่าง Work From Home กับการได้ขึ้นเงินเดือน พวกเขาจะเลือกข้อแรกก่อนอย่างไม่ต้องคิดมากเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะมีผู้คนไม่น้อยชื่นชอบการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศอย่างเดียว แต่นานวันเข้า กระแสของคนที่อยากกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ มากกว่าการทำงานที่บ้านตัวเอง ก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ผ่านผลวิจัยและผลสำรวจจากหลายสถาบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้น คือผลการสำรวจของ Monster ระบุว่า 61% ของคนที่ Work From Home จะเจอสภาวะจนหมดไฟในการทำงาน เพราะทำงานหนักเกินไป ไม่เพียงแค่นั้น 80% ของพนักงานที่ทำงานที่บ้าน ยังคิดถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในออฟฟิศ และ 68% คิดถึงการทำกิจกรรมร่วมกับคนในออฟฟิศด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13185" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-anna-shvets-4226140-scaled.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="1110" height="740" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 834"></p>
<h2>ข้อเสียของการ Work From Home</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้คนมักพูดถึงข้อดีของการ Work From Home หลายประการ HREX เองก็เคยนำเสนอไว้หลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/dont-do-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ข้อเสียของการ Work From Home</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็มีหลายข้อเช่นกัน และเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2023 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.ทำงานจนหมดไฟ<span style="font-weight: 400;"> เมื่อไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศแล้ว พนักงานทุกคนจึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่ามันคือข้อดี แต่ในทางกลับกัน หลายคนก็มองว่ามันเป็นข้อเสียได้ เพราะการ Work From Home ผู้คนมักใช้เวลาในการทำงานต่อวันนานกว่าทำงานที่ออฟฟิศ ดังนั้นเมื่อทำงานนาน ๆ ก็จะยิ่งทำให้สภาพร่างกายและจิตใจแห้งเหี่ยวลง จนรู้สึก</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">หมดไฟ</span></a><span style="font-weight: 400;">ในการทำงานและการใช้ชีวิตโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p>2.งานบางรูปแบบไม่สามารถทำที่บ้านได้<span style="font-weight: 400;"> งานบางอย่างสามารถทำที่ไหนก็ได้ แต่งานบางประเภทไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ หรือทำได้ แต่ไม่เกิดผลที่ดีอย่างที่ต้องการ เช่น งานที่ต้องใช้กำลัง งานการควบคุมดูแลเครื่องจักร งานที่อาจไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีเท่าที่ควร รวมไปถึงงานราชการในประเทศไทยที่นโยบาย Paperless รณรงค์ให้ลดการใช้กระดาษ อาจยังไมไ่ด้ปรับใช้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ทำให้พนักงานจำเป็นต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ และใช้เอกสารกระดาษเป็นหลักฐานในการทำงานรูปแบบต่าง ๆ แทน</span></p>
<p>3.ขาดการพบปะกับผู้คนในโลกแห่งความเป็นจริง<span style="font-weight: 400;"> ดังที่กล่าวไปว่า เวลาการทำงานที่บ้าน ผู้คนมักจะใช้เวลาในการทำงานนานกว่าที่ออฟฟิศ เพราะเมื่อตื่นเช้ามาก็สามารถทำงานได้เลย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทาง ฝ่าฝูงชนเพื่อไปตอกบัตรทำงานแล้ว และเมื่อสามารถนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมได้เลยตั้งแต่เช้า ก็อาจทำให้ยาว ๆ ไม่ต้องลุกไปไหน ไม่ได้ออกไปดูโลกภายนอก อาจส่งผลให้ทักษะการเข้าสังคมน้อยลงโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p>4.มีสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นอื่นๆ มาทำให้ไม่ได้งาน<span style="font-weight: 400;"> กรณีนี้อาจพบเจอได้ในบ้านของพนักงานที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ในครอบครัวที่มีลูก เป็นต้น ทำให้อาจไม่สามารถใช้สมาธิได้เต็มที่ ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการทำงานได้เท่าที่ควร รวมไปถึงความไม่พร้อมของอุปกรณ์ในการทำงานที่บ้าน เช่น ไม่มีทำงาน ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมพนักงานถึงต้องใช้เวลานานเหลือเกิน กว่างานจะเสร็จสมบูรณ์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13186" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-fox-1595385-scaled.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="1110" height="740" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 835"></p>
<h2>ทำไมหลายองค์กรถึงไม่อยาก Work From Home</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกฝ่ายที่อาจไม่ชอบการ Work From Home และเผลอๆ อาจไม่ชอบมากกว่าพนักงานเสียอีก ก็คือฝั่งของบริษัทเอง และหากมีโอกาสเมื่อไหร่ องค์กรก็พร้อมจะเรียกคนให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศตลอดเวลา โดยเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้นอาจสรุปออกมาได้ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.คิดถึงรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ<span style="font-weight: 400;"> รูปแบบการทำงานดังกล่าวคือการมีปฏิสัมพันธ์กันในที่ทำงาน การได้เจอหน้าเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง รวมไปถึงหัวหน้า โดยผู้ที่เป็นหัวหน้า ย่อมอยากเห็นความเป็นไปในออฟฟิศที่พวกเขาสามารถสอดส่องได้ รวมถึงได้เห็นกับตาตัวเองว่า ผู้คนกำลังทำงานจริง ๆ </span></p>
<p>2.ออฟฟิศคืออำนาจ<span style="font-weight: 400;"> การทำงานอยู่ในออฟฟิศกันหลาย ๆ คน จะทำให้คนที่เป็นหัวหน้ารู้สึกมีอำนาจ มีบทบาทมากกว่า และพิสูจน์ได้ง่ายว่า พนักงานทำหน้าที่สมกับค่าจ้างที่จ่ายจริง ๆ ซึ่งจะพิสูจน์ได้ยากหาก Work From Home </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้นการ Work From Home ยังทำให้หัวหน้างานในระดับเหล่านี้สูญเสียความมั่นใจว่า จริง ๆ แล้ว พวกเขาอาจไม่จำเป็นต่อการทำงานนี้ก็ได้ ในเมื่อพนักงานส่วนอื่น ๆ สามารถเดินหน้างานของตัวเองโดยไม่มีเขาคอยจ้ำจี้จ้ำไช</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับการสำรวจของ </span><a href="https://www.resumebuilder.com/9-in-10-companies-will-require-employees-to-work-from-office-in-2023/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Resume Builder</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่พบว่า มีหัวหน้างานถึง 21% ประกาศว่า หากพนักงานคนไหนไม่ยอมกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ จะโดนไล่ออก แต่พนักงานก็ไม่ได้ยอมให้โดนกดขี่เพียงฝ่ายเดียว เพราะมีถึง</span><a href="https://www.hrdive.com/news/monster-two-thirds-workers-would-quit-forced-back-to-office/632690/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> 2 ใน 3</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า ถ้าบังคับกลับมาทำงานที่ออฟฟิศจริง ๆ ล่ะก็ พวกเขาก็จะลาออกเองแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13187" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-jonathan-borba-3285203-scaled.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="1110" height="740" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 836"></p>
<p>3.อยากให้ใช้งานออฟฟิศให้คุ้มค่า<span style="font-weight: 400;"> หากมีออฟฟิศ มีที่บัญชาการเป็นหลักเป็นแหล่งกันอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้งานให้เต็มที่ก็เท่ากับว่าบริษัทเสียเงินค่าเช่าที่ไปแบบฟรี ๆ ไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป ดังนั้นการอยากให้พนักงานกลับมาออฟฟิศ จึงจะช่วยให้ไม่เสียค่าเช่าที่แบบเสียเปล่านั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสิ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือ หลายบริษัทไม่จ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากการ Work From Home ให้พนักงาน เช่น ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพื่อบีบให้พนักงานอยากมาทำงานที่ออฟฟิศมากกว่า และรู้หรือไม่ว่ามีบริษัทที่ทำแบบนี้มีถึง 10% เลยทีเดียว </span></p>
<p>4.เพราะการ Work From Home ใช้เวลาเยอะกว่าทำงานในออฟฟิศ<span style="font-weight: 400;"> จากการศึกษาของ  </span><a href="https://www.shrm.org/about-shrm/press-room/press-releases/pages/-shrm-research-reveals-negative-perceptions-of-remote-work.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Society for Human Resource Management </span></a><span style="font-weight: 400;">พบว่าคนระดับหัวหน้า ไม่ชอบการทำงานที่บ้านเพราะต้องใช้เวลาเยอะกว่าการทำงานในออฟฟิศ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่น้อยลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีสถิติพบว่า เกือบ 70% ของพนักงานที่ทำงานที่บ้าน คือคนที่บริษัทสามารถหาคนมาทำงานแทนได้ง่ายกว่าพนักงานที่ทำงานที่ออฟฟิศ และมีหัวหน้างาน 67% บอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลาในการควบคุม ดูแลงานของพนักงาที่ทำงานที่บ้าน มากกว่าพนักงานที่มาทำงานที่ออฟฟิศ ไปจนถึงขั้นว่า มีหัวหน้างาน 42% ที่ลืมนึกถึงพนักงานที่ทำงานที่บ้าน ตอนจะมอบหมายงานแต่ละครั้งในการประชุมด้วยซ้ำ</span></p>
<h2>บริษัทควรหาทางออกให้คนที่อยาก WFH และไม่อยาก WFH อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาคนไม่อยาก Work From Home อาจเจอน้อยกว่าคนที่อยาก Work From Home แต่ไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาชีพที่จริงๆ แล้วสามารถทำงานจากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทและ HR สามารถช่วยหาทางแก้ไขให้กับปัญหานี้ได้อย่างไร เพื่อทำให้การทำงานในปี 2023 เป็นต้นไปมีคุณภาพมากขึ้น อาจพิจารณาได้จากตัวเลือกดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.ฟังเสียงของพนักงาน<span style="font-weight: 400;"> ก่อนจะออกมาตรการหรือนโยบายใดๆ ของบริษัทออกมา ผู้ออกนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัท หรือ HR จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถามความเห็นของพนักงานในองค์กรก่อน การบังคับให้เลิก Work From Home ก็เช่นกัน เพราะการออกกฎบังคับใด ๆ โดยที่พนักงานไม่เห็นด้วย อาจนำไปสู่หลายปัญหาตามมาได้ รวมถึงการลาออกไปหาบริษัทที่มีวิถีการทำงานตอบโจทย์มากกว่า</span></p>
<p>2.ให้เหตุผลที่ฟังขึ้น โต้แย้งไม่ได้<span style="font-weight: 400;"> หากต้องการให้พนักงานกลับมาออฟฟิศจริง ๆ บริษัทต้องสามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นได้ว่า การทำงานที่ออฟฟิศมีข้อดีอย่างไร และการทำงาน Work From Home ที่ผ่านมามีข้อเสียอย่างไร ตำแหน่งหน้าที่ไหนที่ยังไงก็ให้ Work From Home ไม่ได้ ผ่านผลการดำเนินงานที่มองเห็นหลักฐานอันเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทเหตุผลที่ฟังขึ้น เข้าใจได้จริง จะช่วยซื้อใจพนักงาน ทำให้พนักงานอยากร่วมมือและร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อมกัน แต่หากบริษัทไม่สามารถให้เหตุผลเพียงพอ จะกลายเป็นการทำให้พนักงานขุ่นเคืองใจ และเกิดปัญหาต่าง ๆ ในขั้นตอนปฏิบัติงานตามมา</span></p>
<p>3.ไม่บังคับ ให้ทางเลือกและความสมัครใจ<span style="font-weight: 400;"> มนุษย์ทุกคนล้วนอยากมีตัวเลือกในการใช้ชีวิต รวมถึงในการทำงาน ไม่มีใครอยากโดนบังคับให้ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ หากการ Work From Home เป็นสิ่งที่พนักงานต้องการ และข้อมูลที่บริษัทมีอยู่ในมือแสดงให้เห็นว่า การ Work From Home ช่วยบริษัทเติบโตได้ การบังคับให้เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศอาจเป็นการชักใบให้เรือเสีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทเองต้องกลับมาสำรวจวิธีการประเมินผลพนักงานด้วยเช่นกันว่า วิธีการประเมินผลพนักงานควรดูจากอะไร ดูจากผลของงานที่ออกมา หรือดูจากการเข้าออกงานตรงเวลา อะไรคือสิ่งที่สำคัญต่อความอยู่รอดของบริษัทมากกว่ากัน</span></p>
<p>4.หาวิธีเทรนด์พนักงานให้พร้อมรับมือกับการทำงาน<span style="font-weight: 400;"> แทนที่จะมัวแต่กีดกันไม่ให้พนักงาน Work From Home จะดีกว่าหรือไม่ หากบริษัทใช้โอกาสนี้ช่วยพนักงานให้สามารถทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเวลาที่ไม่ต่างกับการทำงานที่ออฟฟิศ ลดปัญหาด้านการสื่อสาร ไปจนถึงลดปัญหาความเครียดจากการทำงานจนหมดไฟ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการใช้ HR Technology ทั้งโปรแกรม e-Learning โปรแกรม e-Training และอื่น ๆ อีกมากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง สร้างจุดมุ่งหมายแบบเดียวกัน และสร้างความกลมกลืนให้เกิดขึ้นด้วย ซึ่งไม่เพียงช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่ามากขึ้นด้วย  </span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/story/pomelo-fashion-hybrid-workplace-220531/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13216 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Pomelo-600x370-1.png" alt="“ไม่ใช่แค่ Hybrid ต้องมี Dynamic ด้วย” Pomelo Fashion ออกแบบ Dynamic Hybrid Workplace อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ" width="600" height="370" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 837"></a></p>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/pomelo-fashion-hybrid-workplace-220531/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">“ไม่ใช่แค่ Hybrid ต้องมี Dynamic ด้วย” Pomelo Fashion ออกแบบ Dynamic Hybrid Workplace อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ</span></a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบการ Work From Home ก็ตาม การหยุดยั้งพนักงานไม่ให้ Work From Home แล้วบังคับพนักงานเข้าออฟฟิศเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีเทคโนโลยีมากมายช่วยให้การทำงานของมนุษย์ดีขึ้น ประสบความสำเร็จง่ายขึ้น เพราะเราไม่สามารถ One Size Fit All ได้แล้ว แต่ต้องปรับให้เกิดความ Dynamic กับความต้องการของพนักงาน และตอบโจทย์ทางธุรกิจ</p>
<p>ดังนั้นหากบริษัทและพนักงานหากสามารถหาพื้นที่ตรงกลางได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยให้ไม่เพียงปี 2023 เป็นปีทองของการทำงาน แต่ยังรวมไปถึงปีต่อ ๆ ไปด้วย</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้? 838" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/jackkelly/2021/08/17/the-real-reasons-why-companies-dont-want-you-to-work-remotely/?sh=23a7cdac7fb3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/benjaminlaker/2020/08/24/working-from-home-is-disliked-by-and-bad-for-most-employees/?sh=48fad8026734" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/jackkelly/2022/09/20/bosses-are-winning-the-battle-to-get-workers-back-to-the-office/?sh=479d927f783e" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.bbc.com/worklife/article/20220616-the-people-who-hate-working-from-home" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.bbc.com/worklife/article/20220718-the-five-big-things-we-know-about-return-to-office-so-far" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.makeuseof.com/why-you-hate-working-remotely-make-it-better/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Make Use of</span></a></li>
<li><a href="https://www.betterup.com/blog/believe-it-or-not-not-everyone-wants-to-work-from-home.-heres-why" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Better Up</span></a></li>
<li><a href="https://www.cnbc.com/2022/02/18/people-are-working-from-home-out-of-preference-not-just-necessity.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.strongdm.com/blog/remote-work-statistics" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Strongdm</span></a></li>
<li><a href="https://www.pwc.com/gx/en/about/pwc-asia-pacific/hopes-and-fears-2022.html?gclid=Cj0KCQiA1NebBhDDARIsAANiDD096WvOKpEDso7tsoklVf0lDoeWenueNdLoo9j2lv_5O9v0RldwIV8aAo0vEALw_wcB" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PWC</span></a></li>
<li><a href="https://hbr.org/2021/05/dont-let-employees-pick-their-wfh-days" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HBR</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221118-asking-for-help/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2022 07:49:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Asking For Help]]></category>
		<category><![CDATA[ขอความช่วยเหลือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221118-asking-for-help/</guid>

					<description><![CDATA[คนเก่งที่แท้จริงไม่ใช่คนที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เป็นคนที่รู้ว่าขีดจำกัดของตนอยู่ตรงไหน และควรหันไปขอความช่วยเหลือจากใครเพื่อให้งานประสบความสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างหาก แล้ว HR จะสร้างวัฒนธรรม การขอความช่วยเหลือ (Asking For Help Culture) ได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือ (Asking for Help !) เป็นเรื่องธรรมดาในโลกการทำงาน แต่กลับเป็นสิ่งที่พนักงานไม่กล้าทำเพราะกลัวถูกปฏิเสธหรือถูกมองว่าตนไม่มีศักยภาพเพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีรายงานว่าคนทำงานจำนวนมากเลือกดันทุรังจนประสบความสำเร็จด้วยตัวคนเดียวมากกว่าหันไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การเอาเปรียบ ผู้ขอต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดงานเบื้องต้น และสามารถชี้แจงได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาแบบใดบ้างที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาคำตอบที่ดีที่สุดต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในเวลาปกติที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเราสามารถเป็นฝ่ายแสดงความช่วยเหลือคนอื่นก่อนเพื่อสร้างสังคมแห่งมิตรภาพให้ทุกคนพร้อมสนับสนุนกันเมื่อถึงคราวจำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เราต้องเลือกขอความช่วยเหลือจากคนที่มีทักษะตรงกับวัตถุประสงค์ของงาน อย่าสนใจแค่ตำแหน่งหน้าที่และคิดไปเองว่าเขามีความรู้มากกว่าเราเด็ดขาด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13174 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-18-at-14.30.34.png" alt="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร" width="572" height="369" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 839"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใคร ๆ ก็อยากเป็นคนเก่งที่เพื่อนร่วมงานยอมรับ แต่รู้ไหมว่าคนเก่งที่แท้จริงไม่ใช่คนที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เป็นคนที่รู้ว่าขีดจำกัดของตนอยู่ตรงไหน และควรหันไปขอความช่วยเหลือจากใครเพื่อให้งานประสบความสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนกล้าขอความช่วยเหลือกันยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรมีสุขภาพดี (Healthy Organization) เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทักษะของการอยู่ร่วมในสังคมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร (Communication), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ตลอดจนความเข้าใจในวิสัยทัศน์ของบริษัทอย่างแน่ชัด กล่าวได้ว่าความกล้าที่จะขอความช่วยเหลือคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะสร้างวัฒนธรรม <strong>การขอความช่วยเหลือ (Asking For Help Culture)</strong> ได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ใช่ภาพแสดงของความอ่อนแอหรือขาดประสบการณ์ แต่เป็นภาพสะท้อนว่าเรารู้เท่าทันศักยภาพของตนเอง ไม่ฝืนจนทีมเสียโอกาส แถมมีความเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมงานที่ต่างทำหน้าที่โดยเอาเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง ดังนั้นการรู้วิธีขอความช่วยเหลืออย่างถูกต้องจะช่วยให้เราบริหารจัดการทุกอย่างได้ดีขึ้น นำไปสู่ความสมดุล (Work Life Balance) ที่หลายคนตามหา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221104-healthy-boundary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13007 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg" sizes="(max-width: 785px) 100vw, 785px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg 1200w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg 768w" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="785" height="441" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 840"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221104-healthy-boundary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><em><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่แน่ใจว่าการขอความช่วยเหลือมีประโยชน์อย่างไรบ้าง สามารถดูตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้</span></em></p>
<h3>การขอความช่วยเหลือในองค์กรช่วยสร้างสังคมของความร่วมมือกัน (Collaborative Environment)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เห็นว่าพนักงานอาจมีทักษะอื่นที่ทำได้นอกเหนือจากทักษะตามตำแหน่ง นอกจากนี้เวลาเราเห็นเพื่อนร่วมงานทำเต็มที่โดยมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะส่งผลทางจิตวิทยาให้ความสัมพันธ์ภายในทีมแข็งแรง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์</span></p>
<h3>การขอความช่วยเหลือในองค์กรช่วยให้เราได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ (Learn New Skill)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือจะทำให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานซึ่งมักนำไปสู่องค์ความรู้และวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งเป็นมุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนตอนที่แก้ปัญหาคนเดียว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/kanban-board-220526/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-18721 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Kanban_webcover-600x370-1.png" alt="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ" width="600" height="370" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 841" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Kanban_webcover-600x370-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Kanban_webcover-600x370-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/kanban-board-220526/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การขอความช่วยเหลือในองค์กรช่วยให้เราบริหารจัดการงานได้ดีขึ้น (Workload Management)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบมีมารยาทจะบังคับให้เราต้องมาจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาว่างานแบบใดบ้างที่เราทำเองได้ไม่ดีพอ รวมถึงตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่างานที่เราถืออยู่นั้นมากเกินไปหรือไม่ การขอความช่วยเหลือยังอาจทำให้เราได้เห็นวิธีทำงานของคนอื่นที่สามารถจัดตารางงาน (Scheduling) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่นและช่วยยกระดับกระบวนการทำงานได้ในภาพรวม</span></p>
<h3>การขอความช่วยเหลือในองค์กรช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับคนในทีมได้ด้วยการชื่นชมความสามารถของอีกฝ่าย โดยเฉพาะคนที่นำเอาทักษะเด่น ๆ มาช่วยเหลือเรา ความรู้สึกอยากขอบคุณจะทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน, เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และร่วมกันทำงานที่ยากขึ้นได้อย่างสามัคคีกว่าเดิม</span></p>
<h3>การขอความช่วยเหลือในองค์กรช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 842"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเพื่อนร่วมงานรู้ว่าขีดจำกัด (Boundary) ของเราอยู่ตรงไหน การทำงานในอนาคตก็ง่ายขึ้น เพราะจะมีการจัดสรร (Organized) ตามทักษะที่แต่ละคนถนัด งานจึงเสร็จได้อย่างรวดเร็ว แถมทุกคนยังทำงานได้อย่างมีความสุขเพราะได้อยู่ในทีมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้การขอความช่วยเหลือยังทำให้เราได้เห็นทัศนคติ (Mindset) ของอีกฝ่ายว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อวิสัยทัศน์องค์กรที่ทำอยู่ ซึ่งมุมมองตรงนี้จะทำให้เรามองชิ้นงานอย่างมีมิติยิ่งขึ้น</span></p>
<h3>ทำไมเราถึงรู้สึกแย่เมื่อต้องขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) จากคนอื่น</h3>
<p>คุณโนรา โบชาร์ด (Nora Bouchard)<span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้นำและเจ้าของหนังสือเรื่อง </span>Mayday! Asking for Help in Times of Need<span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มักต้องการดูดีต่อหน้าคนอื่น ซึ่งการขอความช่วยเหลือเป็นภาพสะท้อนที่แสดงถึงการยอมแพ้และถูกด้อยค่า ที่สำคัญมนุษย์ยังกลัวถูกปฏิเสธ โดย </span><a href="http://www.forbes.com/colleges/harvard-university/harvard-business-school/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าคนที่ทำธุรกิจ Startups ถึง 25% เลือกที่จะโกหกว่าทำได้และดันทุรังจนทำสำเร็จ (Fake it ‘til you make it) แม้สถิติจะพบว่าคนส่วนใหญ่ยินดีช่วยเหลืออีกฝ่ายเมื่อถูกร้องขอเสมอ อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่าความเกรงใจของมนุษย์เพิ่มมากขึ้นหลังเกิดโควิด-19 เพราะคิดว่าอีกฝ่ายมีเรื่องให้เครียดอยู่แล้ว การขอความช่วยเหลือจึงเป็นการเพิ่มภาระให้โดยไม่จำเป็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221027-the-art-of-rejection/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12836 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_2182216421.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="600" height="370" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 843"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221027-the-art-of-rejection/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ โดยการเล่าปัญหาที่เจอให้อีกฝ่ายฟัง และสอบถามความเห็นโดยยังไม่ต้องขอความช่วยเหลืออะไรก็ได้ เพื่อค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นในใจว่าคนรอบตัวมีความห่วงใยให้กับเราจริง ๆ และไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรถ้าจะขอความช่วยเหลือในเวลาจำเป็น</span></p>
<h2>5 วิธีขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) แบบมีชั้นเชิง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเข้าใจดีว่าแม้บทความจะอธิบายถึงประโยชน์ของการขอความช่วยเหลือเอาไว้มากมาย แต่การเปลี่ยนคน ๆ หนึ่งให้กล้าเอ่ยปากขอใครสักคนถือเป็นเรื่องยากและจำเป็นต้องมีขั้นตอนอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนั้นใครที่อยากเริ่ม Asking For Help ก็สามารถทำตามวิธีเหล่านี้ได้เลย !</span></p>
<h3>1. อธิบายว่าเคยทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีใดมาบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือควรเกิดขึ้นหลังจากที่ลองพยายามด้วยวิธีของตัวเองบ้างแล้ว ไม่ใช่ขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดความกังวล การระบุรายละเอียดให้ชัดเจนจะช่วยให้อีกฝ่ายไม่เสียเวลาทำในสิ่งที่เราเคยพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ได้ผล </span></p>
<h3>2. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นงานที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เราควรชีัแจงให้อีกฝ่ายทราบตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยเลยตามเลยแล้วไปเร่งในช่วงท้ายเด็ดขาด เพราะทุกคนล้วนมีภาระหน้าที่หลักที่ต้องดูแล ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากไม่ใช่เรื่องด่วนจริง ๆ ให้ติดตามงานผ่านทางอีเมล เพราะเป็นการให้เกียรติและไม่ลบกวนพื้นที่ส่วนตัวจนเกินไป</span></p>
<h3>3. เลือกคนที่จะขอความช่วยเหลือให้ถูกต้องเหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องไม่เลือกคนโดยดูจากตำแหน่งอย่างเดียว แต่ให้เลือกคนโดยอ้างอิงจากทักษะที่เราเห็นเชิงประจักษ์แล้วว่าสามารถช่วยให้งานเราสำเร็จได้จริง ซึ่งการขอความช่วยเหลือทุกครั้งควรเริ่มเข้าหาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน อธิบายให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราชื่นชมในความรู้ที่เขามีอย่างไรบ้าง และสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือโดยเคารพตารางงานหลักของอีกฝ่าย ให้คิดว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามควรเริ่มต้นจากการให้เกียรติเสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8953 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1450820657-1.jpg" alt="shutterstock 1450820657 1" width="500" height="307" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 844"></p>
<h3>4. กำหนดวัตถุประสงค์ของการขอความช่วยเหลือให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาที่คนเราเกรงใจ เรามักพูดแบบชักแม่น้ำทั้ง 5 มาเพื่อหว่านล้อมให้อีกฝ่ายเห็นใจจนยอมช่วยเหลือ แต่จริง ๆ การพูดแบบตรงไปตรงมาต่างหากที่เป็นประโยชน์กับทุกคนมากที่สุด เพราะคนที่ช่วยจะได้รู้ว่าควรเริ่มต้นจากจุดไหน และเป้าหมายที่ต้องการคืออะไร หากเป้าหมายชัดเจน และตรงกับสิ่งที่เคยทำสำเร็จาแล้วในอดีต เราก็สามารถนำประสบการณ์นั้นมาใช้แก้ปัญหาได้เลย ต่างจากการพูดแบบอ้อม ๆ ที่มักแก้ปัญหาได้แค่ปลายเหตุเท่านั้น</span></p>
<h3>5. ให้คิดว่าการขอความช่วยเหลือคือการร่วมมือ (Collaboration) ไม่ใช่การโยนงานให้อีกฝ่าย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะในการร่วมงานกับคนอื่น (Collaborative Mindset) คือสิ่งจำเป็นสำหรับการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพราะบางคนอาจคิดว่าเมื่อตนทำงานไม่ได้ การขอความช่วยเหลือคือการโยนงานนั้น ๆ ไปให้คนอื่นทำจนบรรลุเป้าหมาย แต่ความจริงนั้นเราควรมีส่วนร่วมกับทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ และเพื่อเป็นการเรียนรู้วิธีทำงานของคนอื่นซึ่งนับเป็นวิธีเรียนรู้ที่ได้ผลจริง</span></p>
<h2>เราควรขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) จากใคร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9557 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 845"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะการเลือกคนให้ถูกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คนส่วนใหญ่มักเลือกคนที่ตำแหน่งสูงหรือคนที่รู้สึกว่าสามารถพูดคุยด้วยง่าย โดยลืมคิดไปว่าคนเหล่านั้นเหมาะสำหรับแก้ปัญหาจริงหรือเปล่า ถ้าบังเอิญเลือกถูกก็โชคดีไป แต่หากเลือกผิดก็จะเสียโอกาสและเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรเลือกขอความช่วยเหลือจากใครบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<h3>ผู้นำ (Leader)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือจากผู้นำหรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเราโดยตรงเป็นพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร เพราะผู้นำมีความเข้าใจในรูปแบบการทำงานรวมถึงบริบทอื่น ๆ เช่นสภาพจิตใจของเรามากที่สุด นี่คือกลุ่มคนแรกที่เราต้องกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น</span></p>
<h3>คนที่เราชื่นชม (Heroes)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วคำแนะนำจากคนที่เราชื่นชมจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเรามากเป็นพิเศษหากเทียบกับคำแนะนำเดียวกันแต่ออกมาจากปากของคนอื่น คนที่เราชื่นชมไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนร่วมงานก็ได้ แต่สามารถเป็นผู้บริหารจากบริษัทอื่นหรือนักวิชาการในสายงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้น ๆ คำแนะนำที่ได้จากคนที่เราชื่นชมจะทำให้เราอยากปฏิบัติตามและเรียนรู้จากประสบการณ์มากกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9334 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_715776997-1.jpg" alt="12 สวัสดิการยุคใหม่ที่ดึงดูดใจให้พนักงานมีสุข" width="500" height="334" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 846"></p>
<h3>เพื่อน หรือเพื่อนของเพื่อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับการขอความช่วยเหลือจากหัวหน้างาน เพื่อนสนิทคือคนที่รู้จักเราดีที่สุด คนเหล่านี้จะเข้าใจว่าปัญหาที่เราเจอนั้นส่งผลกระทบอย่างไร และทำไมเราถึงไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากลักษณะนิสัยส่วนตัวที่คนอื่นไม่มีทางเข้าใจ ทั้งนี้หากเพื่อนไม่สามารถช่วยเหลือ เราก็มีสิทธิ์ถามว่าเขารู้จักใครที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้บ้าง อย่ากลัวที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ถ้าเราอยากก้าวหน้าในโลกธุรกิจ</span></p>
<h3>หากองค์กรไม่มีวัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) เราควรดูแลตัวเองอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกันและกันจะมีความโอบอ้อมอารีซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการสร้างองค์กรที่คนอยากทำงานด้วย (The Best Place To Work) แต่ในโลกความจริงนั้น ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีวัฒนธรรมนี้ จึงเกิดคำถามตามมาว่าเราควรเอาตัวรอดอย่างไร หากต้องอยู่ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการสู้คนเดียวมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าถ้าเราไม่รู้ว่าจะหันไปขอความช่วยเหลือจากใคร สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการให้กำลังใจตัวเองก่อน คนทำงานที่ดีต้องรู้ว่าสิ่งกระทบใจของเรามีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง และหยิบสิ่งนั้นมาใช้เพื่อส่งเสริมกำลังใจ หรือหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ลง เราต้องมีความใส่ใจตัวเอง (Self Awareness) คอยสำรวจเสมอว่างานทุกอย่างที่ลงมือทำนั้นมีข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ และเก็บเอาประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานไว้อ้างอิงกับการทำงานอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต</span></p>
<h2>เราสามารถสนับสนุนเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร (Offering Help)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราต้องการให้คนอื่นปฏิบัติกับเราอย่างไร เราก็ต้องทำนิสัยแบบนั้นออกไปก่อน การขอความช่วยเหลือก็เช่นกัน หากเราเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่เคยให้ความสำคัญกับคนอื่น ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกละเลย ไม่มีใครอยากช่วยแก้ปัญหาตามที่ร้องขอ ดังนั้นในขณะที่เรายังไม่มีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือ ก็ให้ลองกลับมาสังเกตตัวเองดูบ้างว่าเคยมีคนขอให้เราช่วยบ้างไหม เพราะอะไร รวมถึงคอยสังเกตสถานการณ์รอบตัวว่ามีสิ่งใดที่จะสนับสนุนเพื่อนร่วมงานได้ แม้ไม่มีใครร้องขอก็ตาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9756 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1032685285.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="500" height="334" title="Asking For Help ! วัฒนธรรมการขอความช่วยเหลือในองค์กร 847"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานทำให้เกิดประโยชน์ดังนี้</span></p>
<ul>
<li><strong>ด้านจิตใจ (Morale)</strong> : <span style="font-weight: 400;">คือการแสดงมิตรภาพเชิงบวกกับคนในทีม ผู้ที่ได้รับจะมีสภาพจิตใจที่สดใสขึ้น</span></li>
<li><strong>ด้านการตอบแทนกัน</strong> : <span style="font-weight: 400;">คนที่ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำก็จะสามารถขอความช่วยเหลือกลับมาในง่ายขึ้นเมื่อถึงคราวจำเป็น ต่างจากคนที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงานเลย</span></li>
<li><strong>ด้านการเป็นผู้นำ</strong> : <span style="font-weight: 400;">การช่วยเหลือคนอื่นทำให้ทักษะการวิเคราะห์แยกแยะของเราดีขึ้น ทักษะนี้ส่งใครอย่างยิ่งต่อการสร้างภาวะผู้นำที่ดี</span></li>
<li><strong>ด้านสุขภาพและสาธารณสุข</strong> : <span style="font-weight: 400;">การช่วยเหลือจะทำให้บรรยากาศภายในองค์กรดีขึ้น ทำให้ทุกคนอยากมาทำงาน มีความเชื่อมั่น ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างแข็งแรง  แถมยังทำให้พนักงานจัดสมดุลชีวิตได้ ไม่มีใครเจ็บป่วยเพราะทำงานหนักอีกต่อไป</span></li>
<li><strong>ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อทุกคนช่วยเหลือกันเป้าหมายจะยากแค่ไหนก็สามารถผ่านไปได้ง่ายขึ้นทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อันนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ใหม่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการขององค์กร</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจเพื่อนร่วมงานมากขึ้น เราสามารถนำข้อมูลที่ได้รับมาพิจารณาว่ามีวิธีใดบ้างที่เราจะช่วยให้งานดีขึ้นโดยอาศัยทักษะของเรา หรือมีทักษะใดของเพื่อนที่จะช่วยให้งานที่เราถืออยู่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น การช่วยเหลือตรงนี้ล้วนตั้งอยู่บนบริบทของความเสียสละและรับผิดชอบร่วมกัน มากกว่าการเอาเปรียบหรือใช้แรงงานใครเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองเพียงอย่างเดียว</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) ภายในทีมคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าองค์กรของเรามีระบบการทำงานที่แข็งแรง องค์กรที่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารจะเต็มไปด้วยพนักงานที่อยากทำงานแบบตัวใครตัวมันเพราะรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องยากลำบาก จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ฝ่ายบริหารตั้งเอาไว้ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะพื้นฐานแบบนี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทักษะแห่งอนาคตที่ HR พูดถึงนับครั้งไม่ถ้วน กล่าวโดยสรุปได้ว่าองค์กรจะเติบโตง่ายขึ้นหากพนักงานสามารถบูรณาการความรู้ทั้งเก่าและใหม่ได้พร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยการแนะนำ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเพราะรวบรวมตัวช่วยเอาไว้กว่า 100 บริษัท ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ก็สามารถมาค้นหาตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดได้แบบครบวงจรในเว็บเดียว </span><span style="font-weight: 400;">ลองเลย</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ผิดหวังแน่นอน !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 14" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://cnb.cx/3UNdEH0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://cnb.cx/3UNdEH0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://indeedhi.re/3GrHf4r" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3GrHf4r</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3GqQHoP" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3GqQHoP</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221109-cleverness-curse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 06:54:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Cleverness Curse]]></category>
		<category><![CDATA[คำสาป]]></category>
		<category><![CDATA[คนเก่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221109-cleverness-curse/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่ง หมายถึง การที่คนเก่งคาดหวังว่าคนอื่นจะมีความรู้เท่ากับตน จึงไม่พอใจเมื่ออีกฝ่ายไม่เข้าใจข้อมูลที่พยายามบอก โดยลืมคิดไปว่าวิธีสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ของตนถูกต้องดีแล้วหรือไม่ ขณะที่องค์กรพยายามหาช่องทางพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ดีขึ้น ก็มีคำถามตามมาว่าองค์กรมีวิธีรับมือและบริหารจัดการ “คนที่เก่งขึ้น” แล้วหรือไม่ หากคนเก่งไม่เข้าใจว่ารูปแบบการทำงานที่ดีเป็นอย่างไร ก็จะใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่มีได้ไม่มาก เพราะติดปัญหาเรื่องการสื่อสารที่หากปล่อยเอาไว้นานก็จะไปทำลายความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคนเก่งมักมีความมั่นใจมากเป็นพิเศษ แต่ความมั่นใจนั้นมักขัดแย้งกับความเป็นจริงหลายเท่าตัว นำไปสู่การวางแผนงานที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ วิธีการถอนคำสาปนี้ เริ่มต้นง่าย ๆ เพียงแค่ยอมรับว่าเรายังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและเคารพในศักยภาพของคนรอบตัว  หากเราไปฟังงานเสวนาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลในปัจจุบัน ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญมักอ้างถึงโดยอ้างอิงกับโลกหลังเกิดโควิด-19 ก็คือความจำเป็นของการหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง เราจึงคุ้นเคยกับคำว่า Reskill, Upskill, Unlearn, Relearn ตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับเพื่อจัดระเบียบชีวิตและการทำงานอีกนับไม่ถ้วน โดยแนวคิดเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับพนักงานให้มีศักยภาพมากขึ้นท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ค่านิยมที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่คำถามตามมาว่าองค์กรมีวิธีบริหารจัดการ “คนที่เก่งขึ้น” อย่างไร เนื่องจากมีการวิเคราะห์ออกมาว่าคนเก่งในปัจจุบันไม่ได้มีปัญหาแค่เพราะคิดว่าคนอื่นด้อยกว่าเท่านั้น แต่ได้ยกระดับไปเป็นการคิดว่าทำไมคนเก่งคนอื่นถึงมีทักษะน้อยกว่าตน นำไปสู่การไม่เชื่อมั่นในทีม เกิดปัญหาด้านการสื่อสาร จนทำให้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง สิ่งนี้เรียกว่าคำสาปของคนเก่งหรือ Cleverness Curse วิธีถอนคำสาปของคนเก่งเป็นอย่างไร เชิญหาคำตอบและร่ายคาถาไปด้วยกันที่นี่ ! Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่งคืออะไร ? เราอาจเคยคิดว่าคำสาปของคนเก่งคือการคิดว่าคนอื่นต่ำต้อยหรือมีความรู้น้อยกว่า แต่ความจริงแล้วคำสาปของคนเก่งคือการคิดไปเองว่าอีกฝ่ายมีความรู้เท่ากันหรือมากกว่าตนต่างหาก ปัญหานี้ทำให้คนเก่งหลายคนเลือกอธิบายน้อยกว่าความจำเป็น หรือบางคนก็เลือกใช้คำศัพท์ที่ยากมาอธิบายเรื่องปกติธรรมดาเพื่อโชว์ภูมิ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่ง หมายถึง การที่คนเก่งคาดหวังว่าคนอื่นจะมีความรู้เท่ากับตน จึงไม่พอใจเมื่ออีกฝ่ายไม่เข้าใจข้อมูลที่พยายามบอก โดยลืมคิดไปว่าวิธีสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ของตนถูกต้องดีแล้วหรือไม่</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ขณะที่องค์กรพยายามหาช่องทางพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ดีขึ้น ก็มีคำถามตามมาว่าองค์กรมีวิธีรับมือและบริหารจัดการ “คนที่เก่งขึ้น” แล้วหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากคนเก่งไม่เข้าใจว่ารูปแบบการทำงานที่ดีเป็นอย่างไร ก็จะใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่มีได้ไม่มาก เพราะติดปัญหาเรื่องการสื่อสารที่หากปล่อยเอาไว้นานก็จะไปทำลายความสัมพันธ์ของคนในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคนเก่งมักมีความมั่นใจมากเป็นพิเศษ แต่ความมั่นใจนั้นมักขัดแย้งกับความเป็นจริงหลายเท่าตัว นำไปสู่การวางแผนงานที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการถอนคำสาปนี้ เริ่มต้นง่าย ๆ เพียงแค่ยอมรับว่าเรายังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและเคารพในศักยภาพของคนรอบตัว </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13051 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-09-at-13.36.55.png" alt="กำลังหาข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR อยู่หรือเปล่า? HR Explore แพลตฟอร์มแรกในไทยที่รวบรวม HR Products &amp; Services มากที่สุด มาพร้อมระบบเปรียบเทียบราคาเพื่อช่วยตัดสินใจ จะเป็น SMEs หรือธุรกิจใหญ่ ที่นี่มีครบ !" width="600" height="370" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 855"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราไปฟังงานเสวนาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลในปัจจุบัน ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญมักอ้างถึงโดยอ้างอิงกับโลกหลังเกิดโควิด-19 ก็คือความจำเป็นของการหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง เราจึงคุ้นเคยกับคำว่า Reskill, Upskill, Unlearn, Relearn ตลอดจนกลเม็ดเคล็ดลับเพื่อจัดระเบียบชีวิตและการทำงานอีกนับไม่ถ้วน โดยแนวคิดเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับพนักงานให้มีศักยภาพมากขึ้นท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ค่านิยมที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่คำถามตามมาว่าองค์กรมีวิธีบริหารจัดการ “คนที่เก่งขึ้น” อย่างไร เนื่องจากมีการวิเคราะห์ออกมาว่าคนเก่งในปัจจุบันไม่ได้มีปัญหาแค่เพราะคิดว่าคนอื่นด้อยกว่าเท่านั้น แต่ได้ยกระดับไปเป็นการคิดว่า</span>ทำไมคนเก่งคนอื่นถึงมีทักษะน้อยกว่าตน <span style="font-weight: 400;">นำไปสู่การไม่เชื่อมั่นในทีม เกิดปัญหาด้านการสื่อสาร จนทำให้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง สิ่งนี้เรียกว่าคำสาปของคนเก่งหรือ </span>Cleverness Curse</p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีถอนคำสาปของคนเก่งเป็นอย่างไร เชิญหาคำตอบและร่ายคาถาไปด้วยกันที่นี่ !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่งคืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจเคยคิดว่าคำสาปของคนเก่งคือการคิดว่าคนอื่นต่ำต้อยหรือมีความรู้น้อยกว่า แต่ความจริงแล้วคำสาปของคนเก่งคือการคิดไปเองว่าอีกฝ่ายมีความรู้เท่ากันหรือมากกว่าตนต่างหาก ปัญหานี้ทำให้คนเก่งหลายคนเลือกอธิบายน้อยกว่าความจำเป็น หรือบางคนก็เลือกใช้คำศัพท์ที่ยากมาอธิบายเรื่องปกติธรรมดาเพื่อโชว์ภูมิ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้กระบวนการทำงานยุ่งยากขึ้นโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของเรื่องนี้จะเห็นชัดเจนในกลุ่มผู้นำที่ต้องถ่ายทอดความรู้ไปให้คนอื่น รวมถึงการสร้างผู้สืบทอด (Succession Planning) เพราะจะทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่อ้างอิงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคำสาปของคนเก่งแบบนี้จะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เข้าใจง่ายมากกว่าที่เคย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-8092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Succession-Planning.jpg" alt="Succession Planning การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง " width="500" height="333" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 856"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Succession Planning: 6 ปัจจัยการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ พาเมล่า ฮินส์ (Pamela Hinds) ศาสตราจารย์จาก Stanford University เคยทำวิจัยกับพนักงานฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยให้คาดการณ์ว่าพนักทั่วไปที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มาก่อน จะฝึกใช้สินค้าจนชำนาญได้ในเวลากี่นาที ฝ่ายขายตอบว่า ‘13 นาที’ แต่เมื่อลองปฏิบัติจริงแล้วกลับต้องใช้เวลาถึง ‘30 นาที’ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นลองคิดดูว่าหากเราคาดการณ์ไปเองโดยไม่หาข้อมูลว่าลูกทีมของเรามีศักยภาพจริงอยู่ที่จุดไหน เราก็อาจสั่งงานจนทำให้ทีมขาดสมดุลชีวิต (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;">) นานเข้าก็เกิดการหมดไฟ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout Syndrome</span></a><span style="font-weight: 400;">) จนนำไปสู่การลาออกในท้ายที่สุด คำสาปของคนเก่ง (Cleverness Curse) จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญโดยเร็ว ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานในระดับใดก็ตาม</span></p>
<h2>สาเหตุของการเกิด Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่งคืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะไปหาวิธีแก้ไขเรื่องคำสาปของคนเก่ง เราต้องเข้าใจก่อนว่าสาเหตุทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ที่ทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นคืออะไร โดยเราสามารถอธิบายออกมาได้ดังนี้</span></p>
<h3>บริบทของโลกที่เปลี่ยนไป (Global Context)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกในปัจจุบันหมุนไปเร็วมากทั้งในเรื่องของรูปแบบการทำงาน, ทัศนคติทางด้านธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ที่มนุษย์เปลี่ยนความสนใจได้ตลอดเวลา ปัญหานี้สอดคล้องกับวิธีรับความรู้ของคนเช่นกัน เพราะคนเก่งบางคนจะเลือกยุติการอธิบายกับคนที่ฟังไม่รู้เรื่อง และไปให้ความสำคัญกับคนที่ตอบสนองคำพูดของตนมากกว่า คนแบบนี้จะไม่รู้ว่าตัวเองมีวิธีสื่อสารที่ผิดพลาด มองปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องของคนอื่นเท่านั้น เหตุนี้คนที่เป็นผู้นำจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าคำสั่งและคำอธิบายที่พูดสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง</span></p>
<h3>ความมีอัตตา (Ego)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งมักอยากดูดีต่อหน้าคนอื่น ขณะที่ลูกน้องก็กลัวจะดูแย่ต่อหน้าผู้นำและเพื่อนร่วมงาน ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้นำพูดไม่รู้เรื่องแต่พนักงานกลับพยักหน้าเหมือนเข้าใจ พฤติกรรมเหล่านี้จะยิ่งทำให้คำสาปของคนเก่งมีพลังจนทำลายโครงสร้างการทำงานขององค์กรลงได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/ego-in-workplace-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10312 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/141107911_685784462092019_3330301145968317850_n.jpg" alt="141107911 685784462092019 3330301145968317850 n" width="495" height="495" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 857"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/ego-in-workplace-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">EGO ในที่ทำงาน ปัญหาเรื้อรังขององค์กรและวิธีรับมือ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>อคติ (Bias)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้อาจเกิดจากพลังในแง่ลบก็ได้  เช่น เมื่อผู้นำคนหนึ่งไม่ชอบผู้นำอีกคนหนึ่งจึงพยายามใช้วิธีอธิบายที่ยากภายใต้แนวคิดว่าหากอีกฝ่ายมีความรู้เหมือนตนก็จะไม่ลำบากกับสิ่งที่พูดออกไป แต่หากมีฝีมือด้อยกว่าก็จะแพ้ภัยตัวเอง ไม่เหมาะกับการเป็นหัวหน้าที่ควรมีความรู้ในระดับเดียวกัน กรณีนี้เรียกเป็นภาษาพูดง่าย ๆ ว่า ‘ลองของ’ นั่นเอง</span></p>
<h3>ความมั่นใจเกินไป (Overconfidence)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผลวิจัยจาก </span><a href="https://creatorsvancouver.com/wp-content/uploads/2016/06/rocky-road-from-actions-to-intentions.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Elizabeth Newton</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าคนเก่งส่วนใหญ่มั่นใจในทักษะการสื่อสารของตนมากเกินความจริง โดยทดลองให้ผู้พูดใช้โทนเสียงปกติที่คนอื่นคุ้นเคยและทายว่าจะมีคนจำได้หรือไม่ คำตอบที่ได้จากกลุ่มคนเก่งคือการเชื่อว่าจะมีคนถึง 50% ที่จำได้ แต่ความจริงแล้วมีคนที่จำได้เพียง 2.5% เท่านั่น !</span></p>
<h3>ความคิดไปเอง (Illusion &amp; Simplicity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งบางคนคิดว่าการพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุดจะต้องมีคนเข้าใจแน่นอน แต่ความจริงคือเขาอาจยังไม่เคยพิสูจน์ก็ได้ว่าวิธีอธิบายดังกล่าวง่ายจริงหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าจะให้ความรู้แก่ใครก็ตาม ให้ศึกษาวิธีการถ่ายทอดที่ถูกต้อง ห้ามคิดไปเองเด็ดขาด</span></p>
<h2>Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่งเป็นปัญหาต่อองค์กรอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งที่ไม่รู้ว่าจะจัดการตัวเองอย่างไรจะส่งปัญหาทั้งด้านพัฒนาการส่วนบุคคล และทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ในองค์กรตามมา โดยเราสามารถอธิบายออกมาเป็นหัวข้อได้ดังนี้</span></p>
<h3>เกิดความเสี่ยงต่อการคล้อยตามสิ่งที่ผิดพลาด (Conformity Risk)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานมักมาคู่กับเรื่องลำดับขั้น (Hierarchy) ซึ่งแน่นอนว่าวิธีสื่อสาร (Communication Tools) ของคนแต่ละแบบย่อมแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นคนเก่งที่เอาแต่สื่อสารโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อรวมกับกลไกของการแบ่งระดับในองค์กรที่ลูกทีมอาจไม่กล้าปฏิเสธหรือแสดงด้านไม่รู้ออกมา ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดการเห็นชอบตาม ๆ กันไปโดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทำให้ผลลัพธ์ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรเป็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 355px;">
<tbody>
<tr style="height: 355px;">
<td style="width: 100%; height: 355px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 858"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เกิดความคาดหวังที่มากเกินไป (Over-Expectation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ผู้นำที่ประสบการณ์สูงก็สามารถประเมินลูกทีมผิดได้ เพราะคิดว่า </span>การทำงานร่วมกันจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบเดียวกัน<span style="font-weight: 400;"> ทั้งที่ไม่มีอะไรสามารถรับรองได้เลย ปัญหานี้จะทำให้องค์กรตั้ง OKRs ผิดพลาด และสูญเสียทรัพยากรเพราะลงมือทำในสิ่งที่ไม่พร้อม</span></p>
<h3>ขัดขวางการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ (Stifled Innovation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการสื่อสารในทีมไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะไม่สามารถออกคำสั่งและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Feedback</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่เกิดประโยชน์ ดังนั้นการสร้างสิ่งใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือเป็นพิเศษจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย</span></p>
<h3>ทำให้พลาดโอกาสในการทำงาน (Missed Opportunity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งหลายคนเมื่อถูกเชิญไปสัมภาษณ์งานก็มักคิดว่าองค์กรจะตรวจดู CV เรียบร้อยแล้ว เพราะคิดว่าตนสำคัญจนถูกดึงตัวมาร่วมงาน เลยเลือกที่จะอธิบายจุดเด่นของตนแค่พอสังเขปเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว HR หรือผู้สัมภาษณ์อาจยังไม่ได้อ่านเลยก็ได้ การมั่นใจตัวเองแบบนี้จึงอาจทำให้เสียโอกาสได้เลย</span></p>
<h3>ทำให้คนอื่นเชื่อมั่นในตัวเราน้อยลง (Personal Consequences)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อคนเก่งทำงานอย่างดีอยู่คนเดียว แต่สื่อสารออกมาไม่ได้เรื่องจนลูกทีมทำงานพลาดและโดนต่อว่า เมื่อนานไปบรรยากาศในทีมก็เสียหาย คนอื่นก็มองว่าเราเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาถูกต่อว่า พอเกิดประเด็นนี้ขึ้น การร่วมมือ (Collaboration) ก็ไม่เกิดขึ้นจนไปลดทอนคุณค่าของงานในภาพรวม</span></p>
<h2>10 วิธีป้องกัน Cleverness Curse หรือคำสาปของคนเก่ง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13056 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/voodoo.jpg" alt="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร" width="500" height="362" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 859"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีป้องกันคำสาปของคนเก่งคือการดึงเขากลับมาสู่โลกของความเป็นจริง และทำให้เข้าใจว่ามนุษย์เรายังต้องเรียนรู้อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับใดก็ตาม ที่สำคัญต้องทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรว่าความเก่งจะไม่มีประโยชน์เลยหากถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว กลับกันความเก่งที่มีค่าคือความเก่งที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนในทีมเติบโตไปพร้อมกันได้ต่างหาก</span></p>
<p>เราสามารถป้องกันคำสาปของคนเก่งได้โดยวิธีการเหล่านี้</p>
<h3>อธิบายเรื่องต่าง ๆ โดยใช้คำที่ง่ายที่สุด (Simplify Communication)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็ตาม ให้คิดเสมอว่ามีโอกาสที่อีกฝ่ายจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูด โดยเฉพาะในสายงานที่มีศัพท์เฉพาะเยอะ ๆ และนั่นเป็นเพราะทุกคนมีประสบการณ์แตกต่างกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความฉลาดแต่อย่างใด </span></p>
<h3>ใช้วิธีเล่าเรื่อง (Tell a Story) เป็นหลัก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ข้อมูลใหม่ ๆ มักเป็นเรื่องยากในการทำความเข้าใจเพราะอาจมีคำศัพท์หรือรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องอาศัยการเรียนรู้แบบเฉพาะเจาะจง ดังนั้นแทนที่เราจะอธิบายแค่ข้อมูลส่วนนั้น เราสามารถใช้วิธีเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพกว้างว่าข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างไร การฝึกคิดให้เป็นเรื่องยังช่วยให้เรารู้จักเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นระบบซึ่งเป็นการฝึกตัวคนเก่งเองให้มีศักยภาพในการสื่อสารมากขึ้นด้วย</span></p>
<h3>ให้ความสำคัญกับคำว่าทำไม (Why?)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการคำอธิบาย (Explanation-Seeking Creature) ดังนั้นเราต้องอธิบายให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำหรือออกคำสั่งไปนั้นมีเหตุผลรองรับหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจเรามากกว่าเดิม หรืออย่างน้อยก็รู้ว่างานที่ทำอยู่ควรไปในทิศทางใด</span></p>
<h3>อย่าเข้าข้างตัวเอง (Rationalize)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้คำสาปของคนเก่งคือการคิดว่าคนอื่นจะรู้เหมือนตน แต่โดยพื้นฐานแล้วความรู้สึกว่าคนอื่นมีความรู้น้อยกว่าก็ยังคงหลบซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งอยู่ดีหากความรู้ที่เกิดขึ้นไม่ได้ผ่านการบริหารจัดการทางพฤติกรรมศาสตร์อย่างเหมาะสม ดังนั้นเราต้องไม่เข้าข้างตัวเองอย่างเดียวแม้ความคิดนั้น ๆ จะมีเหตุผลรองรับก็ตาม เพราะการทำงานทุกอย่างล้วนมีวิธีอื่นที่ช่วยให้บรรลุผลแบบเดียวกันเสมอ</span></p>
<h3>ให้เวลาสำหรับทำความเข้าใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาบางอย่างแม้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนที่สุด ดังนั้นเมื่อคนเก่งสื่อสารก็ต้องไม่ลืมเปิดโอกาสให้คนอื่นตั้งคำถาม, แลกเปลี่ยนความเห็น และต้องไม่บ่นหากต้องพูดซ้ำในเรื่องเดิม เพราะนี่คือกลยุทธ์ที่จะช่วยผลักดันให้แต่ละฝ่ายความรู้ทัดเทียมกัน </span></p>
<h3>เปิดรับความเห็นในแง่ลบ (Negative Feedback)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งต้องให้ความสำคัญกับคำต่อว่ามากกว่าคำสรรเสริญเยินยอ ดังนั้นหากคุณเป็นผู้นำก็สามารถจัดประชุมทีมเพื่อสอบถามความเห็นจากพนักงานอย่างตรงไปตรงมาได้เลย </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9027 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_776701864-1.jpg" alt="Feedback" width="500" height="334" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 860"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เคารพความแตกต่าง (Diversity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำสาปของคนเก่งคือการคิดว่าคนในระดับเดียวกันจะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ในแบบเดียวกัน และอาจคิดไปว่าคนในระดับต่ำกว่าจะไม่สามารถมอบประโยชน์ใด ๆ กลับมาได้ แต่ความจริงมีการพิสูจน์แล้วว่าความรู้ในปัจจุบัน</span>ไม่ได้มาจากบนลงล่าง<span style="font-weight: 400;">เสมอ แต่สามารถมาได้จากทุกแง่มุม ดังนั้นหากเราเคารพความแตกต่างแล้วเชื่อมั่นว่าแม้คำพูดจากพนักงานหน้าใหม่หรือคนที่อยู่นอกองคาพยพของงานก็มีประโยชน์ เราก็จะได้ความรู้อีกมากมายที่สามารถนำมาบูรณาการเข้ากับวิธีทำงานของเรา</span></p>
<h3>ยอมรับว่าเราถูกสาป ! (Accepted the Curse)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนทิศทางที่ไม่ถูกต้องและเริ่มกลายเป็นคนเก่งที่ไม่น่ารัก สิ่งสำคัญคือการยอมรับว่าเรากำลังมีปัญหา ควรรีบแก้ไขด้วยการปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า, นักจิตวิทยา หรือแม้แต่ลูกทีมที่อาจให้แง่มุมในแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน</span></p>
<h3>มองโลกให้กว้าง และศึกษาวิธีสื่อสารกับคนเหล่านั้น (External Advice)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเก่งที่ดีต้องรู้ว่ามีคนอื่นที่เก่งกว่าเสมอ ดังนั้นการมองทุกอย่างให้รอบด้าน (Different Perspective) จึงเป็นหน้าที่ที่คนเก่งต้องทำให้ได้ โดยกลยุทธ์ที่ทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาคือการใช้วิธี </span>‘สื่อสารให้มากไว้ก่อน’ (Over-Communication) <span style="font-weight: 400;">เพราะแทนที่เราจะมากังวลว่าสื่อสารน้อยเกินไปหรือไม่ ก็ใช้วิธีพูดจนมั่นใจว่าสื่อสารครบทุกแง่มุมแล้วจริง ๆ ดีกว่า</span></p>
<h3>หมั่นซ้อมสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เป็น (Knowledge Transfer Experiment)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกสาปหรือไม่ ก็ให้ลองทดสอบดูกับทีมเลยว่าวิธีสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน และคอยฝึกซ้อมให้มากเพื่อแก้ไขจุดอ่อนที่ฉุดเราเอาไว้ หากทำได้ก็รับรองว่าจะถอนคำสาปได้แน่นอน !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าท้ายสุดแล้วคำสาปของคนเก่ง (Cleverness Curse) ก็คือปัญหาด้านทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) ที่เกิดจากทัศนคติ (Mindset) อันผิดพลาดบางอย่างซึ่งส่งผลให้ทักษะความรู้ของคนเก่งไม่เกิดประโยชน์กับงานอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากมองตามหลักของการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Sustainability</span></a><span style="font-weight: 400;">) นี่คือประเด็นที่ต้องแก้ไขโดยด่วนหากต้องการให้องค์กรพร้อมรับมือกับการแข่งขันในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถอนคำสาปนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่เกี่ยวข้องที่จะแสดงให้เห็นว่าพลังของการทำงานเป็นทีมสามารถนำไปสู่ความเป็นไปได้อีกมากมาย ดังนั้นลองถอยออกมาก้าวหนึ่งและหันไปมองเพื่อนร่วมงานรอบตัวด้วยสายตาที่เป็นมิตร แล้วคุณจะเข้าใจว่าการเป็นคนเก่งที่อยู่ตัวคนเดียว ย่อมมีโอกาสถูกแซงโดยคนธรรมดาที่เปิดใจรับฟังความเห็นและได้รับการสนับสนุนตามความเหมาะสมจากคนอื่นจริง ๆ </span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Cleverness Curse : คำสาปของคนเก่ง ภัยร้ายทำลายองค์กร 861" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3GhNHLt" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3GhNHLt</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3WYZjsH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3WYZjsH</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Eel5RK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Eel5RK</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/onlyfans-employee-hr-221101/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Nov 2022 09:20:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[OnlyFans]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/onlyfans-employee-hr-221101/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT OnlyFans คือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคอนเทนต์เชิงวาบหวิว ที่ได้รับความนิยมสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมา นับรวมทั่วโลก OnlyFans มี Content Creator ทำ Sexual Content ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน และมีโอกาสไม่น้อยที่คนที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานอาจเป็นหนึ่งใน Content Creator โดยที่เราเองไม่รู้ตัว  Content Creator ใน OnlyFans จำนวนมากเลือกปกปิดตัวตน เพื่อป้องกันการโดน Sexual Harassment จากคนรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในที่ทำงาน ไม่เพียงแค่นั้นยังอาจมีปัญหากับข้อบังคับของบริษัท ไปจนถึงข้อกฎหมายของประเทศด้วย หาก HR รู้ตัวตนของ Content Creator เพราะคลิปหลุดจาก OnlyFans สิ่งที่ HR สามารถทำได้มีหลายวิธี ตั้งแต่ไม่ทำอะไรเลย ไปจนถึงการลงโทษขั้นเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม HR ต้องคิดให้ดีว่าวิธีที่ใช้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อตัวบริษัทมากกว่ากัน เพราะหากลงโทษสถานหนักแล้วทำให้คนเก่งมีความสามารถต้องออกจากบริษัท ก็อาจไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้มา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">OnlyFans คือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคอนเทนต์เชิงวาบหวิว ที่ได้รับความนิยมสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นับรวมทั่วโลก OnlyFans มี Content Creator ทำ Sexual Content ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน และมีโอกาสไม่น้อยที่คนที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานอาจเป็นหนึ่งใน Content Creator โดยที่เราเองไม่รู้ตัว </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Content Creator ใน OnlyFans จำนวนมากเลือกปกปิดตัวตน เพื่อป้องกันการโดน Sexual Harassment จากคนรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในที่ทำงาน ไม่เพียงแค่นั้นยังอาจมีปัญหากับข้อบังคับของบริษัท ไปจนถึงข้อกฎหมายของประเทศด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หาก HR รู้ตัวตนของ Content Creator เพราะคลิปหลุดจาก OnlyFans สิ่งที่ HR สามารถทำได้มีหลายวิธี ตั้งแต่ไม่ทำอะไรเลย ไปจนถึงการลงโทษขั้นเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม HR ต้องคิดให้ดีว่าวิธีที่ใช้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อตัวบริษัทมากกว่ากัน เพราะหากลงโทษสถานหนักแล้วทำให้คนเก่งมีความสามารถต้องออกจากบริษัท ก็อาจไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้มา</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46235" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-25.webp" alt="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร" width="600" height="370" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 870" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-25.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-25-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออยู่ในเวลาทำงาน พนักงานก็ต้องทำงานให้เต็มที่ จากนั้นเมื่อเลิกงานแล้วจะไปทำอะไรก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าเกิดพนักงานเอาเวลานอกงานไปทำคอนเทนต์วาบหวิวลงเว็บไซต์ OnlyFans.com แล้วเพื่อนพนักงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลรู้เข้าล่ะ เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่มีความอ่อนไหวพอสมควร หากจัดการไม่ดีก็สุ่มเสี่ยงจะเกิด Sexual Harassment คือการคุกคามทางเพศได้ง่าย แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ HR สามารถรับมือได้ง่ายกว่าที่คิด โดยทำอย่างไรได้บ้าง ติดตามได้จากบทความนี้เลย</span></p>
<h1>OnlyFans คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยม</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-12933" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/OnlyFans-Logo-1200.png" alt="พนักงานทำ OnlyFans HR ต้องปฏิบัติอย่างไร?" width="1200" height="630" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 871"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">OnlyFans คือแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียลักษณะเดียวกับ Facebook, Youtube และ Twitter แต่เอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากแพลตฟอร์มอื่นๆ อยู่ที่ เนื้อหาส่วนใหญ่ในแพลตฟอร์มจะเป็นคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องเพศ (Sex) การมีเพศสัมพันธ์ มีความโป๊เปลือย วาบหวิว ทั้งอาร์ตและไม่อาร์ต ทั้งอยู่ในรูปแบบของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งสามารถเข้าถึงได้แบบฟรี ๆ และแบบเสียเงิน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยจะมี Sex Creator หรือ Content Creator สายวาบหวามเป็นผู้ผลิตผลงานออกมาให้ </span><i><span style="font-weight: 400;">‘แฟน ๆ’</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้เข้าถึงเนื้อหาสุดพิเศษ ที่จะมีเฉพาะผู้ติดตามเท่านั้น ถึงจะสามารถรับชมได้ สมกับที่ OnlyFans แปลว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">‘เฉพาะแฟน ๆ’</span></i><span style="font-weight: 400;"> เท่านั้นแบบตรงตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์ม OnlyFans กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อผู้คนจำนวนมากตกงานจากโรคร้าย หลายคนจึงหันมาขายเรือนร่างของตัวเองบนแพลตฟอร์มนี้ ทำให้ OnlyFans กลายเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดรายได้และความนิยมของแพลตฟอร์มอาจเรียกได้ว่าแซงหน้า Pornhub ไปแล้วก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม OnlyFans ไม่ได้มีแต่คอนเทนต์โป๊เปลือยเท่านั้น เพราะมีหลายคนใช้เพื่อนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจและแตกต่างออกไป เช่น ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย ไปจนถึงการเล่นดนตรี เป็นต้น และยังมีดาราและศิลปินชื่อดังใช้เป็นช่องทางในการให้ </span><i><span style="font-weight: 400;">‘แฟน ๆ’</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้ติดตามผลงานสุดพิเศษด้วย เช่น Cardi B และ DJ Khaled เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ในช่วงหลัง OnlyFans จะพยายามเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เพื่อหลุดพ้นจากภาพจำว่ามีแต่ Sexual Content แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังติดภาพลักษณ์เดิม ๆ รวมถึง Content Creator หลายคนก็ยังผลิตเนื้อหาเชิงวาบหวามออกมาให้มิตรรักแฟนเพลงได้รับชมเช่นเคย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-12939" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-tofroscom-674337-scaled.jpg" alt="พนักงานทำ OnlyFans HR ต้องปฏิบัติอย่างไร?" width="1110" height="740" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 872"></p>
<h2>ทำ OnlyFans เสี่ยงเจอปัญหาในที่ทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-12936" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-rodnae-productions-6003572-scaled.jpg" alt="พนักงานทำ OnlyFans HR ต้องปฏิบัติอย่างไร?" width="1110" height="740" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 873"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากนับถึงเดือนสิงหาคม 2022 มีสถิติระบุว่า เว็บไซต์ OnlyFans.com มียอดผู้ใช้งานต่อเดือนมากถึง 278 ล้านคน กลายเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอันดับที่ 116 ของโลก โดยจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านคนจากการสำรวจในเดือนสิงหาคม 2021 เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากนับเฉพาะผู้ที่เป็น Content Creator จะมีไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคนทั่วโลก และตัวเลขนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวันเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขนี้บ่งชี้อะไรได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ เป็นไปได้สูงว่า 1 ใน Content Creator ของแพลตฟอร์ม อาจเป็นคนที่ตัวเราเองรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว รวมไปถึงเพื่อนที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่เดียวกันก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายคนที่ทำ OnlyFans เลือกปกปิดตัวตน ไม่ต้องการให้คนใกล้ชิดรู้ว่าทำคอนเทนต์ด้านเพศโจ๋งครึ่ม เพราะกลัวการเกิดคลิปหลุดจาก OnlyFans จนอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ทั้งการคุกคามทางเพศ หรือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210915-sexual-harassment-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Sexual Harassment</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในที่ทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคนนั้นเป็นพนักงานบริษัท ก็จะยิ่งมีปัญหาน่าปวดหัวตามมาได้ง่าย ขึ้นอยู่กับว่านโยบายของบริษัทเป็นอย่างไร มีความหัวเก่าหรือไม่ ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์บริษัท และความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากแค่ไหน ไปจนถึงขั้นว่าบางบริษัทอาจพิจารณาว่าการทำ OnlyFans เป็นการทำงานเสริมหลังเลิกงาน ผิดกฎขององค์กรที่ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามทำงานอื่นใดนอกจากงานหลัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ทำ OnlyFans มีความเสี่ยงให้โดนลงโทษตามกฎของบริษัทได้ทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มี Content Creator ไม่น้อยทีเดียวที่ตัดสินใจเปิดเผยตัวตน ประกาศชัดเจนว่าทำคอนเทนต์ลงแพลตฟอร์มนี้อยู่ เพราะสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมาได้รวมทั้งพิจารณาแล้วว่าบริษัทไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะทำอะไรนอกงาน ขอเพียงรับผิดชอบงานได้อย่างดีก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงกระนั้นไม่ได้หมายความว่าพอเปิดเผยด้วยความมั่นใจแล้ว จะไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ตามมา เพราะก็อาจเจอคนที่มารยาททางสังคมต่ำเข้ามาทักทาย พูดคุย และสร้างความกระอักกระอ่วนได้เหมือนกัน จนสุดท้ายก็หลีกหนีไม่พ้น Sexual Harassment ในที่ทำงานไม่พ้น </span></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR"><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 874"></p>
<p><strong>Q: พบว่าพนักงาน ทำ OnlyFans บริษัทต้องทำอย่างไร</strong></p>
<p>ถ้าพบว่าพนักงานในออฟฟิศ ทำคอนเทนต์วาบหวิวลงแพลตฟอร์ม OnlyFans บริษัทควรดำเนินการอย่างไรกับเคสนี้ดี</p>
<p><strong>A: เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องปิดสำหรับสังคมเราอยู่</strong></p>
<p>แนวทางนิติศาสตร์ กางระเบียบข้อบังคับของที่ทำงานมาดูว่า มีข้อไหนระบุหรือใกล้เคียงบ้าง รวมถึงระเบียบเรื่องการประพฤติเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน สารพัดงัดมาให้หมด ถ้าไม่มีถือว่าไม่ผิดตามแนวทางนิติศาสตร์</p>
<p>แนวทางรัฐศาสตร์ ถ้าหัวหน้ารู้สึกไม่โอเค เพื่อนร่่วมงานรู้สึกไม่โอเค ในฐานะ HR ควรเรียกมาพูดคุยเพื่อช่วยพนักงานหาหนทาง เพื่อให้การทำงานต่อไปมีความสุขทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่่วมงาน รวมถึงตัวพนักงานเองด้วย</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1390?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 875"></a></p></blockquote>
<h2>OnlyFans กับปัญหาทางข้อกฎหมาย</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-12937" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/sad-woman-crying-her-therapist-1-scaled.jpg" alt="พนักงานทำ OnlyFans HR ต้องปฏิบัติอย่างไร?" width="1110" height="740" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 876"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อให้ Content Creator ใน OnlyFans ที่เปิดเผยตัวตน จะประเมินความเสี่ยงดีแล้วว่าพร้อมรับมือกับนโยบายที่น่าปวดหัวของบริษัท อีกสิ่งที่ต้องคำนึงด้วยเช่นกันก็คือ การทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาทางเพศ ยังสุ่มเสี่ยงจะผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอันดีงามได้อีก เช่น ในประเทศสิงคโปร์ รวมถึงในประเทศไทย เป็นต้น เพราะมีหลายกรณีที่มี Content Creator เจอปัญหาด้านกฎหมายจริง ๆ ในข้อหาทำสื่อลามกอนาจาร</span></p>
<p><a href="https://www.bbc.com/thai/articles/c0d9wv2v8lno" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไททัส โหลว</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็น Content Creator ชาวสิงคโปร์คนแรกที่โดนตำรวจดำเนินคดีในข้อหาแพร่สื่อลามกอนาจารเพราะทำ OnlyFans เมื่อปี 2021 ก่อนที่เดือนตุลาคม 2022 ที่ผ่านมา เขาจะโดนตำรวจจับอีกรอบเพราะทำผิดซ้ำในข้อหาเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนในประเทศไทยเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเคยออกหมายเรียกและจับกุม Content Creator ใน OnlyFans นามว่า “</span><a href="https://www.thairath.co.th/news/society/2198986" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไข่เน่า</span></a><span style="font-weight: 400;">” และแฟนหนุ่ม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือ </span><a href="http://sql.ldd.go.th/intraaccount/Information_Law/File/Law-10.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์</span></a><span style="font-weight: 400;"> และความผิดตาม</span><a href="https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2%20%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%20287.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 </span></a><span style="font-weight: 400;">เรื่องการชักชวนให้ผู้อื่นกระทำอนาจาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น ยูทูบเบอร์ชื่อดัง &#8220;</span><a href="https://www.tnnthailand.com/news/trueinside/103726/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เดียร์ลอง</span></a><span style="font-weight: 400;">&#8221; หรือ &#8220;กวาง เดียร์ลอง&#8221; ที่เปิด OnlyFans ในชื่อ Deerlong ยังเป็นอีกคนที่มีปัญหาหัวพันกับทางการ เนื่องจากมีคนนำคลิปที่เธอทำออรัลเซ็กซ์กับแฟนหนุ่มใน OnlyFans มาปล่อยในแพลตฟอร์มอื่น ๆ จนเกิดดราม่าจำนวนมากตามมา หนึ่งในนั้นคือการทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้า ทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ ซึ่งสิ่งอื่นใดอันลามก เช่นเดียวกับกรณีของไข่เน่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครคิดจะทำ OnlyFans ต้องพิจารณาให้ดีด้วยว่าสามารถรับความเสี่ยงต่อการผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เสี่ยงต่อการทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียง เสี่ยงต่อการเสียเวลาไปกับการจัดการด้านกฎหมายได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็อาจต้องมองหาการทำคอนเทนต์ หรือการหางานนอกรูปแบบอื่นที่ปลอดภัยและสบายใจมากกว่าแทน</span></p>
<h2>3 แนวทางที่ HR ทำได้ เมื่อรู้ว่าพนักงานในบริษัททำ OnlyFans</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแก้ปัญหาพนักงานทำ OnlyFans เป็นประเด็นอ่อนไหว มีผลต่อภาพลักษณ์ และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเรื่องราวบานปลายได้ไม่ยาก HR จะต้องประเมินสถานการณ์ให้ดีว่า วิธีปฏิบัติแบบไหนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเกิดความเสียหายต่อบริษัท รวมถึงเกิดความเสียหายต่อพนักงานน้อยที่สุดด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ มีวิธีรับมือที่ HR สามารถนำไปปรับใช้ได้ 3 แนวทางดังต่อไปนี้</span></p>
<p><strong>แนวทางที่ 1:</strong> ไม่ถือโทษโกรธกัน<span style="font-weight: 400;"> HR หัวสมัยใหม่หลายคนมองว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะพิจารณาแล้วว่า สิ่งที่พนักงานทำนอกเวลางาน ย่อมถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานเอง ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ตราบใดที่พนักงานยังคงมีผลงานที่น่าประทับใจ ไม่ลดต่ำกว่ามาตรฐาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้รู้หรือไม่ว่า Content Creator สายนี้ มักเป็นผู้ที่มีความกล้า มั่นใจ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการนำเสนอเพื่อให้โดนใจผู้คนจำนวนมากด้วย ซึ่งเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/10-future-skills-conicle/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติที่ดีต่อการทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ไม่น้อย HR อาจถือโอกาสนี้ส่งเสริมให้ทุกคนปล่อยของ และนำความสามารถมาใช้เพื่อขับเคลื่อนงานของบริษัทให้บรรลุเป้าหมายแทนก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีสิ่งที่พึงระวังสำหรับพนักงานก็คือ ต้องไม่ใช้เวลาทำงานไปทำ OnlyFans หรือนำทรัพยากรของบริษัทไปใช้ทำ OnlyFans มิฉะนั้นคดีอาจจะพลิกไปจากหน้ามือไปหลังมือทันที</span></p>
<p><strong>แนวทางที่ 2:</strong> บอกให้พนักงานเก็บเป็นความลับ <span style="font-weight: 400;">หากบริษัทมีนโยบายเรื่องภาพลักษณ์ล่ะก็ คงเป็นเรื่องไม่ดีเท่าไหร่หากคนภายนอก หรือแม้กระทั่งคนในรู้ว่า พนักงานคนนี้ทำคอนเทนต์ลงแพลตฟอร์ม OnlyFans หาก HR ดันไปรู้เรื่องนี้เข้าด้วยวิธีการใดก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทำได้คือการกำชับพนักงานคนนั้นว่า อย่าบอกใครในบริษัทเรื่องมี OnlyFans หรือถ้าเกิดมีคนรู้จริง ๆ ก็ต้องกำชับให้ทำเหมือนว่าการทำ OnlyFans ของเขาหรือเธอ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัวตามมา</span></p>
<p><strong>แนวทางที่ 3:</strong> ลงโทษให้ถึงที่สุด<span style="font-weight: 400;"> หากนโยบายของบริษัทให้ความสำคัญกับความภาพลักษณ์ และความเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ๆ HR ในบริษัทนั้นต้องประเมินว่า การทำ OnlyFans ผิดกฎของบริษัทอย่างไร และการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211014-performance-improvement-plan/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลงโทษแบบไหน</span></a><span style="font-weight: 400;">จึงจะเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แนวทางนี้อาจไม่ใช่แนวทางที่ HR ทุกคนอยากทำ เพราะสุ่มเสี่ยงให้</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190322-solve-resigning-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คนเก่งและมีความสามารถลาออก</span></a><span style="font-weight: 400;">จากบริษัทไปอยู่กับบริษัทอื่นที่มีความเปิดกว้างกว่า ซึ่งบริษัทนั้นอาจจะเป็นบริษัทคู่แข่งก็เป็นได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ในประเทศไทยอาจยังถือว่าการทำสื่อเหล่านี้เป็นเรื่องลามก อนาจาร ผิดกฎหมาย แต่มันคุ้มค่าหรือไม่กับการต้องเสียเวลา เสียทรัพยากรไปกับการต่อสู้ทางกฎหมาย เป็นประเด็นที่ HR ต้องประเมินให้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกแนวทางไหนก็ตาม</span> สิ่งที่ HR จำเป็นต้องทำก็คือความเสมอภาค และความสม่ำเสมอ <span style="font-weight: 400;">หมายถึงปฏิบัติกับพนักงานที่ทำ OnlyFans ทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกันจริง ๆ ไม่มีการยกเว้นให้คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะปล่อยเบลอ ไม่ถือโทษก็ต้องไม่ถือโทษทุกคน และถ้าจะลงโทษก็ต้องลงโทษทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาตามมาว่า ทำไมคนนี้ถึงโดนทำโทษคนเดียว ทั้งที่คนนี้ก็ทำ OnlyFans แต่กลับไม่โดนอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะหากเกิด 2 มาตรฐานขึ้นมาเมื่อไหร่ จะทำให้พนักงานไม่เชื่อถือการบังคับใช้กฎของบริษัท และจะไม่มีใครฟังความคิดเห็นของ HR อีกต่อไป รวมทั้งอาจส่งผลให้พนักงานที่ไม่ได้ทำ OnlyFans เลือกลาออกไปอยู่บริษัทอื่นด้วย เพราะตระหนักแล้วว่า การบังคับใช้กฎของบริษัทไม่มีความเสมอภาค และสักวันอาจเป็นตัวเองที่โดนทำโทษอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้  </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-12938" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-w-r-1450155-scaled.jpg" alt="พนักงานทำ OnlyFans HR ต้องปฏิบัติอย่างไร?" width="1110" height="740" title="OnlyFans คืออะไร ? หากพนักงานคลิปหลุด HR ต้องทำอย่างไร 877"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจกรรมทางเพศถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ และน่าเขินอายแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เปิดกว้างเรื่องนี้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ และการทำ OnlyFans ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องพิจารณาและประเมินให้ดีว่า วิธีการใดคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด และเมื่อประเมินแล้วก็ต้องบังคับใช้อย่างเสมอภาคด้วย หากไม่อยากให้บริษัทเกิดปัญหาวุ่นวายตามมา และในฐานะของคนที่ต้องการให้องค์กรขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างสวยงาม HR คงไม่อยากเป็นคนชักใบให้เรือเสียเองหรอกนะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ? 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221015-maternity-leave/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Oct 2022 08:05:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Maternity Leave]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221015-maternity-leave/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การลาคลอด (Maternity Leave) เป็นสิทธิ์ของพนักงานทุกคน แต่สิ่งที่องค์กรต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษก็คือเมื่อพนักงานกลับมาจากวันลา เพราะพนักงานจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านทัศนคติ, อารมณ์ ตลอดจนองค์ความรู้ที่หยุดนิ่งระหว่างการลานั้น  ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหากพนักงานที่กลับจากลาคลอดมีอาการผิดปกตินานกว่า 2 สัปดาห์ ให้รีบสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ทันที การสร้างชุมชนของคุณแม่ (หรือชมรมผู้ปกครอง) คือแนวทางที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้ เพื่ออาศัยประสบการณ์จากพนักงานคนอื่น ๆ มาเป็นกลไกเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม การพาลูกมาที่ทำงานถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่องค์กรต้องเจอหลังจากการลาคลอดของพนักงาน หากองค์กรวางแผนได้ดี ก็จะช่วยให้พนักงานรักองค์กรมากขึ้น แต่ถ้าวางแผนไม่ดี ตัวเด็กก็จะกลายเป็นภาระไปเสียแทน องค์กรทั่วไปต้องมีนโยบายสำหรับการ ลาคลอด (Maternity leave) เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่แท้จริงสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายละเอียดของการลาเท่านั้น แต่หมายถึงการบริหารให้ทุกฝ่ายสามารถสานต่องานได้อย่างราบรื่น และต่อยอดงานได้ทันทีเมื่อวันลาหมดลง หน้าที่ของฝ่ายบุคคลไม่ใช่การสนับสนุนเพียงองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งอาจหมายรวมไปถึงครอบครัวของพนักงานแต่ละคนด้วย ดังนั้นการดูแลพนักงานที่กลับจากลาคลอดก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับองค์กรของคุณให้เป็นองค์กรที่พนักงานรัก (The Best Place to Work) อย่างแท้จริง เช็คกฎหมายลาคลอด (Maternity Leave) ในไทย เขียนไว้ว่าอะไรบ้าง ในปัจจุบันลูกจ้างหญิงสามารถลาคลอดได้ 98 วัน โดยนับรวมการลาเพื่อตรวจครรภ์เข้าไปด้วย ซึ่งพนักงานก็จะได้รับค่าจ้างในช่วงที่ลา จำนวน 45 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 3pt;"><span style="font-family: georgia, palatino, serif; font-size: 12pt;"><strong><span style="background-color: transparent; font-style: normal; vertical-align: baseline;">HIGHLIGHT</span></strong></span></p>
<ul>
<li style="line-height: 1.38;"><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif; background-color: transparent; font-weight: 400; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">การลาคลอด (Maternity Leave) เป็นสิทธิ์ของพนักงานทุกคน แต่สิ่งที่องค์กรต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษก็คือเมื่อพนักงานกลับมาจากวันลา เพราะพนักงานจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านทัศนคติ, อารมณ์ ตลอดจนองค์ความรู้ที่หยุดนิ่งระหว่างการลานั้น </span></li>
<li style="line-height: 1.38;"><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif; background-color: transparent; font-weight: 400; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหากพนักงานที่กลับจากลาคลอดมีอาการผิดปกตินานกว่า 2 สัปดาห์ ให้รีบสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ทันที</span></li>
<li style="line-height: 1.38;"><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif; background-color: transparent; font-weight: 400; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">การสร้างชุมชนของคุณแม่ (หรือชมรมผู้ปกครอง) คือแนวทางที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้ เพื่ออาศัยประสบการณ์จากพนักงานคนอื่น ๆ มาเป็นกลไกเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม</span></li>
<li style="line-height: 1.38;"><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif; background-color: transparent; font-weight: 400; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">การพาลูกมาที่ทำงานถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่องค์กรต้องเจอหลังจากการลาคลอดของพนักงาน หากองค์กรวางแผนได้ดี ก็จะช่วยให้พนักงานรักองค์กรมากขึ้น แต่ถ้าวางแผนไม่ดี ตัวเด็กก็จะกลายเป็นภาระไปเสียแทน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p dir="ltr"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12698 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-15-at-14.56.47.png" alt=" กลับมาหลังลาคลอด (Maternity leave)" width="565" height="364" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 887"></p>
<p dir="ltr">องค์กรทั่วไปต้องมีนโยบายสำหรับการ ลาคลอด (Maternity leave) เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่แท้จริงสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายละเอียดของการลาเท่านั้น แต่หมายถึงการบริหารให้ทุกฝ่ายสามารถสานต่องานได้อย่างราบรื่น และต่อยอดงานได้ทันทีเมื่อวันลาหมดลง</p>
<p dir="ltr">หน้าที่ของฝ่ายบุคคลไม่ใช่การสนับสนุนเพียงองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งอาจหมายรวมไปถึงครอบครัวของพนักงานแต่ละคนด้วย ดังนั้นการดูแลพนักงานที่กลับจากลาคลอดก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับองค์กรของคุณให้เป็นองค์กรที่พนักงานรัก (The Best Place to Work) อย่างแท้จริง</p>
<p dir="ltr"></p>
<h2 style="line-height: 1.38; margin-top: 18pt; margin-bottom: 6pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">เช็คกฎหมายลาคลอด (Maternity Leave) ในไทย เขียนไว้ว่าอะไรบ้าง</span></h2>
<p dir="ltr">ในปัจจุบันลูกจ้างหญิงสามารถลาคลอดได้ 98 วัน โดยนับรวมการลาเพื่อตรวจครรภ์เข้าไปด้วย ซึ่งพนักงานก็จะได้รับค่าจ้างในช่วงที่ลา จำนวน 45 วัน เช่นเดิม</p>
<p dir="ltr">ทั้งนี้กฎหมายมาตรา 41 ระบุไว้ว่า การนับวันลาคลอดต้องนับรวมวันหยุดด้วย ซึ่งอ้างอิงตามวันหยุดในมาตรา 56 ประกอบไปด้วยวันหยุดประจำสัปดาห์, วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี หมายความว่าทันทีที่พนักงานตกลงกับบริษัทได้ว่าจะเริ่มลาคลอดวันไหน ก็ให้นับรวดเดียวจากวันนั้นจนครบ 90 วันนั่นเอง</p>
<h2 style="line-height: 1.38; margin-top: 18pt; margin-bottom: 6pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">รู้จักภาวะซึมเศร้าหลังลาคลอด (Maternity Leave) โรคอันตรายที่ทุกองค์กรต้องรู้ </span></h2>
<p dir="ltr"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-10942 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-scaled.jpg" alt="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR" width="1110" height="740" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 888"></p>
<p dir="ltr">ปกติแล้วหลังคลอดผู้หญิงจะมีอาการอ่อนเพลีย อารมณ์เสียง่าย เกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังคลอด ทำให้คุณแม่มีอาการซึมเศร้า เสียใจ หดหู่โดยไม่มีสาเหตุ อาการเหล่านี้จะคงอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่หากมีอาการนานกว่านั้น ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ที่จำเป็นต้องเข้ารักษาอย่างถูกวิธีโดยเร็ว</p>
<p dir="ltr">ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจะทำให้ร่างกายของคุณแม่ทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลเสียกับทั้งตนเองและพัฒนาการของลูก รวมถึงมีผลกับความสัมพันธ์ต่อเพื่อนและคนในครอบครัว</p>
<p dir="ltr">ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมีความอันตรายและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ด้วยซ้ำ การดูแลพนักงานที่กลับจากลาคลอดจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกอันไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ภาพแสดงตรงส่วนนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าที่ทำงานของคุณไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมและมิตรภาพที่ดี ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ</p>
<h2>องค์กรสามารถสนับสนุนผู้ปกครองที่กลับมาหลังลาคลอด (Maternity Leave) ได้อย่างไร ?</h2>
<p dir="ltr"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12700 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/GettyImages-567613083-9a1fa71f13c84783b8b8045e00cc4a99.jpeg" alt=" กลับมาหลังลาคลอด (Maternity leave)" width="986" height="740" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 889"></p>
<p dir="ltr">ต้องอธิบายก่อนว่าความกังวลหลัก ๆ ขององค์กรเกี่ยวกับพนักงานที่มีครอบครัวก็คือเกรงว่าพนักงานจะเอาเวลาไปโฟกัสกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องงาน อ้างอิงจาก<a href="https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0190657" target="_blank" rel="noopener">ผลวิจัย</a>จากสหรัฐอเมริกาในปี 2018 ที่บอกว่าองค์กรส่วนใหญ่เชื่อว่าปัญหาจากการดูแลครอบครัวส่งผลกระทบกับงานได้จริง</p>
<p dir="ltr">อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะแท้จริง<a href="https://womenintheworkplace.com/" target="_blank" rel="noopener">พนักงานบริษัทถึง 41% มีครอบครัวแล้ว</a> แถมยังมีอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ <a href="https://www.brighthorizons.com/newsroom/modern-family-index-2018" target="_blank" rel="noopener">Modern Family Index</a> ได้ทำการสำรวจกับพนักงานบริษัทกว่า 2,000 คน และได้ข้อสรุปว่ามีพนักงานถึง 91% ที่เห็นว่าพนักงานที่มีครอบครัวสามารถนำทักษะความรู้และแนวทางแก้ปัญหาใหม่ ๆ มาสู่องค์กร แถมยังมีทักษะผู้นำ (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Leadership Skill</a>) มากขึ้น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับความคิด และมองว่าการมีครอบครัวหรือการมีลูกเป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งกับตัวพนักงานและกับองค์กร</p>
<h3 style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;">องค์กรที่ดีควรวางแผนเบื้องต้นเพื่อรองรับการกลับมาของพนักงานหลังลาคลอดดังนี้</h3>
<p dir="ltr"><strong>1. สร้างพื้นที่เพื่อคุณแม่</strong> : การให้นมบุตรเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วง 1 ปีแรก อย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ต้องการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเตรียมให้นมหรือปั้มนม ซึ่งทำไม่ได้ในออฟฟิศทั่วไปเพราะมีความวุ่นวายและมีเรื่องมาหันเหความสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะถือเป็นองค์กรที่ทันสมัยและกล้าปรับตัวเข้าหาความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง</p>
<p dir="ltr">ผล<a href="https://www.womenshealth.gov/files/documents/bcfb_business-case-for-breastfeeding-for-business-managers.pdf" target="_blank" rel="noopener">สำรวจระบุว่า</a>องค์กรที่จัดทำพื้นที่เพื่อคุณแม่จะช่วยให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กร (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Retention</a>) มากขึ้นถึง 94.2% เพราะทำให้พนักงานท่านอื่นมองว่าองค์กรใส่ใจในทุกรายละเอียด และนอกจากเรื่องการให้นมบุตรแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่องค์กรจะมีสวัสดิการด้านอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนพนักงานให้มีความสุขยิ่งขึ้นอีกด้วย สรุปได้ว่าการลงทุนในเรื่องนี้แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงในทีแรก แต่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน</p>
<p dir="ltr"><strong>2. สร้างชุมชนสำหรับคนที่มีครอบครัวภายในองค์กร</strong> : องค์กรต้องทำให้เห็นว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องดี ซึ่งความคิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพเท่าเดิม หรืออย่างน้อยหากมีข้อจำกัดตามครรลองของการมีครอบครัว ข้อจำกัดนั้นก็จะไม่ส่งผลในแง่ลบต่อองค์กรจนเกินไป เหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าองค์กรควรสร้างชุมชน (Community) สำหรับคนที่มีครอบครัวเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งในแง่ของการเลี้ยงลูก ตลอดจนการจัดสรรเวลาและรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ จากประสบการณ์ของคนที่เคยกลับจากการลาคลอดมาก่อน วิธีนี้จะทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่ใช้งานได้จริง แถมยังทำให้คุณพ่อ-คุณแม่มือใหม่รู้สึกว่าตนไม่ได้พยายามอยู่คนเดียว</p>
<p dir="ltr">อีกกลยุทธที่น่าสนใจก็คือการจัดอบรมเรื่องการมีครอบครัว (Parenting Education) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่<a href="https://workforce.com/news/parenting-education-helps-employees-focus-on-work" target="_blank" rel="noopener">องค์กรในสหรัฐอเมริกากว่า 60%</a> เริ่มทำกันแล้ว อนึ่งการอบรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่มีครอบครัวเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานทุกคน เพราะจะช่วยให้มีทักษะจำเป็นสำหรับอนาคต แถมยังช่วยให้เรามีพฤติกรรมต่อเพื่อนร่วมงานที่มีครอบครัวอย่างเหมาะสม เช่นผู้นำก็จะรู้ว่าไม่ควรสั่งงานล่วงเวลาในช่วงที่ต้องให้นมบุตร หรือมีความเห็นอกเห็นใจ (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Empathy</a>) มากขึ้นหากลูกทีมต้องลางานเพื่อพาลูกไปโรงพยาบาล ฯลฯ เท่ากับว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้พนักงานเข้าใจวิธีทำงานและเข้าใจความเป็นมนุษย์ไปพร้อม ๆ กัน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11366 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 890"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a style="text-decoration: none;" href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ </a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. องค์กรต้องช่วยวางแผนให้กับพนักงานที่เพิ่งกลับจากลาคลอดใหม่อีกครั้ง</strong> : ให้เราเปรียบง่าย ๆ ว่าเวลาเรารับพนักงานใหม่เข้ามา เราจะมีทั้งการปฐมนิเทศ มีการวางแผนพี่เลี้ยงเพื่อสอนงาน และมีอีกมากมายที่ช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้เร็วที่สุด แต่เคยคิดไหมว่า<a href="https://hbr.org/2018/09/how-companies-can-ensure-maternity-leave-doesnt-hurt-womens-careers" target="_blank" rel="noopener">เราไม่เคยมีแผนงานแบบเดียวกันสำหรับพนักงานที่เพิ่งกลับจากลาคลอดเลย</a> ดังนั้นองค์กรสามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีเหล่านี้</p>
<ul>
<li role="presentation"><em>ก่อนจะถึงวันเริ่มลาคลอด : สอบถามถึงชิ้นงานที่ค้าง, ความกังวลใจ, สิ่งที่องค์กรสามารถช่วยเหลือได้ ตลอดจนช่องทางสื่อสารเมื่อถึงคราวจำเป็น เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ผู้ที่ลาจะทำงานบางอย่างไม่ได้ แต่ก็ควรรู้ถึงความเป็นไปของงานเรื่อย ๆ  เพื่อให้กลับมาต่อติดง่ายขึ้นเมื่อถึงเวลา</em></li>
<li role="presentation"><em>ปรับเวลาทำงานให้น้อยลงกว่าเดิมในช่วง 6 เดือนแรกหลังกลับจากลาคลอด ซึ่งบริษัทโทรคมนาคมระดับโลกอย่าง <a href="https://www.parents.com/parenting/work/parent-friendly-companies/?slide=slide_a0258a28-7a0b-410c-9d11-2bcefa1574e6#slide_a0258a28-7a0b-410c-9d11-2bcefa1574e6" target="_blank" rel="noopener">Vodafone</a> เลือกใช้กลยุทธ์นี้และพบว่าพนักงานสามารถทำงานได้อย่างไร้กังวลเพราะมั่นใจว่าจะมีเวลาไปดูแลลูก ๆ ตามสมควรเช่นกัน</em></li>
<li role="presentation"><em>จัดปฐมนิเทศพื้นฐาน (กรณีที่มีคนลาคลอดพร้อมกันหลายราย) หรือจัดประชุมเล็ก ๆ เพื่อให้ข้อมูลสำคัญที่เกิดขึ้นในองค์กรขณะใช้วันลา พร้อมเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามคลายข้อสงสัยอย่างจริงใจ</em></li>
</ul>
<p dir="ltr">การสนใจเรื่องประสิทธิภาพของงานตามวิสัยทัศน์องค์กรเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่ากลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนทุกความตั้งใจไปได้ก็คือทรัพยากรคน และการมีครอบครัวก็คือเป้าหมายใหญ่ของมนุษย์ที่ใคร ๆ ก็อยากให้อบอวลไปด้วยความสุข ดังนั้นการบริหารจัดการที่ดีจะกลายเป็นรากฐานที่ทำให้การลาคลอด (Paternity Leave) เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง</p>
<h2>ปัญหาที่เกิดจากการกลับมาหลังลาคลอด (Maternity leave) คืออะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร</h2>
<p dir="ltr"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9564 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1170951868-1.jpg" alt="ความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) สำคัญต่อองค์กรขนาดไหน  " width="500" height="334" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 891"></p>
<p dir="ltr">การมีครอบครัวและการมีลูกถือเป็นเรื่องวิเศษ แต่ในมุมเชิงจิตวิทยา นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันที่ทำให้เราต้องใช้เวลาตลอดวันเพื่อเรียนรู้ นั่นหมายความว่าหากต้องการทำงานให้เต็มที่ไปพร้อมกัน ก็จำเป็นต้องเหนื่อยมากขึ้นเป็นสองเท่า และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างสมบูรณ์รอบด้านจริง ๆ</p>
<p dir="ltr">สถิติที่ <a href="https://www.betterup.com/blog/going-back-to-work-after-maternity-leave" target="_blank" rel="noopener">BetterUp</a> รายงานระบุว่าเป็นเรื่องยากมากที่พนักงานจะกลับไปทำผลงานได้ดีเท่าเดิมหลังกลับมาจากลาคลอด แถมพนักงานส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าตนไม่พร้อมสำหรับการกลับมาทำงานด้วยซ้ำ</p>
<p dir="ltr">ผลวิจัยสรุปว่าคน 84% ไม่ลาคลอดให้นานขึ้นตามสิทธิ์เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย, 35% กังวลว่าจะเสียหน้าที่การงานถ้าใช้วันลามากเกินไป, 15% กลัวว่าการลางานนาน ๆ จะไปขัดขวางความก้าวหน้า และ 11% กลัวว่าตนจะตามความเปลี่ยนแปลงของงานไม่ทันอีกต่อไป</p>
<p dir="ltr">ความกังวลใจข้างต้นจะสะท้อนออกมาผ่านความรู้สึกโดยตรง ดังนั้นพนักงานที่กลับจากลาคลอด<a href="https://www.betterup.com/en-us/resources/blog/what-is-self-awareness-and-why-is-it-important?hsLang=en" target="_blank" rel="noopener">ต้องรู้เท่าทันความรู้สึก</a>ของตนเอง ก่อนที่มันจะกลายร่างเป็นอันตรายอื่น ๆ ที่รับมือได้ยากขึ้น</p>
<h3 style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;">ปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ประกอบไปด้วย</h3>
<p dir="ltr"><strong>1. โรควิตกกังวล (Anxiety)</strong> : เป็นธรรมดาที่พ่อแม่มือใหม่จะรู้สึกกังวลเมื่อต้องฝากลูกไว้กับคนอื่น ดังนั้นองค์กรอาจออกนโยบายให้พนักงานสามารถออกไปโทรเช็คสถานการณ์กับพี่เลี้ยงเด็กเป็นระยะ เพื่อคลายกังวลใจและให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานได้อย่างชัดเจน</p>
<p dir="ltr"><strong>2. ความรู้สึกผิด (Guilt)</strong> : การกลับไปทำงานตามหน้าที่กับการเลี้ยงลูกอยู่บ้านจะเป็นสิ่งที่ตัดสินใจได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีความรู้สึกผิดแอบซ่อนอยู่ลึก ๆ เสมอ ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าให้เรา<a href="https://learning.betterup.com/for-individuals/?utm_source=subnav&amp;utm_campaign=website&amp;hsLang=en" target="_blank" rel="noopener">ทำตามที่ใจคิดว่าดีที่สุด</a>ไปเลย แต่ต้องอยู่ให้ห่างจากคนที่ชอบตัดสินหรือบอกว่าเราควรทำอะไร รู้สึกอย่างไร</p>
<p dir="ltr"><strong>3. รู้สึกโกรธ (Anger)</strong> : อารมณ์ฉุนเฉียวหลังคลอดถือเป็นเรื่องปกติ บางคนก็คิดไปว่านโยบายขององค์กรไม่เป็นธรรมและตนถูกบังคับให้กลับมาทำงานเร็วเกิน ซึ่งความรู้สึกนี้อาจเกิดจากฮอร์โมนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการกระทำของใครเลยแม้แต่น้อย</p>
<p dir="ltr">นี่คือสาเหตุหนึ่งที่องค์กรสมัยใหม่ควรมีนักจิตวิทยาคอยดูแลหรืออย่างน้อยก็ต้องมีห้องทำสมาธิเพื่อดึงความรู้สึกของพนักงานออกมาจากความเครียด และสร้างความผ่อนคลายให้พร้อมกลับมาทำงานอย่างมีศักยภาพมากขึ้น</p>
<p dir="ltr"><strong>4. ความเศร้า (Sadness)</strong> : ความเศร้าของคนที่เพิ่งคลอดเป็นความเศร้าที่เกิดจากการสะสมความรู้สึกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งความเครียดจากการทำงาน การร้องไห้ของลูกที่หาสาเหตุไม่เจอ หรือแม้แต่ความเหนื่อยที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า <a href="https://www.betterup.com/en-us/resources/blog/how-are-you-really?hsLang=en" target="_blank" rel="noopener">การปล่อยให้ตัวเองได้พักเบรคบ้างสักนิด</a> ส่งผลดีกว่าการดันทุรังทำงานจนเสร็จ แนวคิดเหล่านี้จำเป็นต้องปรึกษากับฝ่ายบุคคลเพื่อวางแผนให้เหมาะสมในลำดับต่อไป</p>
<p dir="ltr"><strong>5. ความตื่นเต้น (Excitement)</strong> : การมีลูกย่อมนำมาซึ่งความตื่นเต้นเพราะถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต และความตื่นเต้นแบบเดียวกันยังเกิดขึ้นจากความไม่รู้ว่า<a href="https://www.betterup.com/en-us/resources/blog/are-parents-happier-(at-work)?hsLang=en" target="_blank" rel="noopener">สายงานของเรามีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างขณะที่เราไม่อยู่</a> ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิดมุมมองว่าเราต้องทำงานหนักเพื่อตามทีมให้ทัน และหากทำสำเร็จก็จะต่อยอดมาเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีต่อครอบครัวในลำดับต่อไป</p>
<h2>ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อพนักงานหลังลาคลอด (Maternity leave) ต้องการพาลูกมาที่ทำงานคืออะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร</h2>
<p dir="ltr"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12701 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/going-back-to-work-after-maternity-leave-blog-image-1.png" alt=" กลับมาหลังลาคลอด (Maternity leave)" width="1000" height="500" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 892"></p>
<p dir="ltr">ว่ากันว่าองค์กรที่ดีคือองค์กรที่รู้จักขีดเส้น (Set Boundaries) ว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันว่าสิ่งใดที่ก้าวข้ามเหนือไปกว่าบริบทนั้นถือเป็นสิ่งต้องห้ามแม้จะรู้สึกมีส่วนร่วมมากแค่ไหนก็ตาม และในกรณีของการกลับมาทำงานหลังลาคลอดนั้น ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดก็คือการพาลูกมาที่ทำงานซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะแม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจถึงความจำเป็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้พฤติกรรมของเด็กทำให้เกิดความวุ่นวายในที่ทำงานได้จริง แถมอาจ<a href="https://www.inc.com/springboard/4-tips-on-how-to-own-your-parenthood-at-work.html?cid=search" target="_blank" rel="noopener">สร้างภาพจำผิด ๆ ต่อลูกค้า</a>ที่มีโอกาสพบเจออีกด้วย เหตุนี้ฝ่าย HR จึงต้องกำหนดขอตกลงอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยสามารถใช้แนวทางดังต่อไปนี้</p>
<p dir="ltr"><strong>1. ปฏิเสธโดยตรง (Just Say No)</strong> : ปกติแล้วพนักงานจะไม่พาเด็กมาโดยพลการ แต่จะต้องโทรมาติดต่อสอบถามพร้อมแจ้งเหตุจำเป็นก่อนตามมารยาท นี่คือจังหวะที่เหมาะสำหรับการปฏิเสธที่สุด ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแม้การปฏิเสธทั้งที่รู้ความจำเป็นของเพื่อนร่วมงานถือเป็นเรื่องยาก แต่หน้าที่ของ HR คือการสร้างประสิทธิผลต่อองค์กรให้มากที่สุด การปฏิเสธตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นดั่งการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้พนักงานคนอื่นเห็นว่าอีกคนทำได้ และพาเอาลูกหลานของตนมาที่ออฟฟิศเหมือนกัน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-disagree-at-work-12162021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9894 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1216.1.jpg" alt="1216.1" width="709" height="372" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 893"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a style="text-decoration: none;" href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-disagree-at-work-12162021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ไม่เห็นด้วยอย่างไรให้คนเห็นด้วย : 8 วิธีเห็นต่างอย่างเข้าใจบนพื้นฐานของเหตุผล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>2. นำเรื่องกฎหมายมาอ้าง</strong> : บางครั้งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธความจำเป็นของพนักงานได้จริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าองค์กรต้องรู้จักปกป้องตัวเองด้วย เช่นกำหนดพื้นที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะเพื่อไม่ให้รบกวนพนักงานท่านอื่น และสร้างข้อตกลงอย่างชัดเจนว่าองค์กรจะไม่รับผิดชอบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในทุกกรณี</p>
<p dir="ltr"><strong>3. ปรับปรุงนโยบายขององค์กรใหม่</strong> : องค์กรขนาดเล็กหลายแห่งที่เริ่มทำกันตั้งแต่วัยเด็ก และค่อย ๆ ผ่ายพ้นช่วงวัยแห่งการเติบโตจนเริ่มมีครอบครัวในเวลาใกล้เคียงกัน องค์กรแบบนี้ต้องหันมาทบทวนเรื่องนโยบาย (Office Policy) อย่างจริงจัง โดยออกเป็นเอกสารบังคับใช้โดยทั่วถึง และเอกสารนี้ต้องครอบคลุมไปถึงสวัสดิการพิเศษที่คนเป็นพ่อ-แม่ควรได้รับในฐานะพนักงานคนหนึ่งเช่นกัน</p>
<p dir="ltr"><strong>4. ยินยอมให้พาลูกมาที่ทำงานไปเลย</strong> : มีการ<a href="https://greatergood.berkeley.edu/article/item/which_workplace_policies_help_parents_the_most" target="_blank" rel="noopener">วิจัยใน 22 ประเทศ</a> ที่ระบุว่าองค์กรที่ดูแลไปถึงครอบครัวพนักงานจะช่วยเพิ่มความสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านเวลาทำงาน (Flexible Hour) ไปจนถึงการยินยอมให้พาลูกมาที่ออฟฟิศ ทั้งนี้ต้องย้อนกลับไปที่หัวข้อก่อนหน้าว่าคำยินยอมนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวางแผนรับมือที่ดีเท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าเราอาจเริ่มด้วยการกำหนด “วันพิเศษ” ที่พนักงานสามารถเอาลูกมาที่ทำงานได้เพื่อศึกษาวิธีอยู่ร่วมอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่นกำหนดให้เป็นทุกวันพุธหรือวันศุกร์ แต่ให้เลี่ยงวันจันทร์เพราะถือเป็นวันแห่งการประชุมที่ทุกคนต้องใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ</p>
<p dir="ltr">จากขั้นตอนเหล่านี้ HR และผู้บริหารต้องประชุมเพื่อหานโยบายที่เหมาะสมที่สุดต่อองค์กร อาจเริ่มจากการทำแบบสอบถาม และทดลองว่าพนักงานสามารถแสดงความรับผิดชอบได้อย่างที่พูด หรือการนำเด็กเข้ามาที่ออฟฟิศจะไม่สร้างผลกระทบในแง่ลบกับงานจริงหรือไม่ หากหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากจะเปิดรับนโยบายนี้ แต่หากเกิดปัญหามากกว่า ก็คงต้องกลับมาทบทวนใหม่โดยเอาเป้าหมายหลักขององค์กรเป็นที่ตั้ง และตัดสิ่งที่ขัดกับเป้าหมายออกไปทันที พร้อมหาทางสนับสนุนด้วยวิธีอื่นแทน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12667 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-akil-mazumder-1072824-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="1110" height="740" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 894"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a style="text-decoration: none;" href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2 style="line-height: 1.38; margin-top: 18pt; margin-bottom: 6pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">บทสรุป</span></h2>
<p dir="ltr">ความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วสวยงามเสมอ อย่างไรก็ตามบริบทของความรักไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่คนสองคนเท่านั้นโดยเฉพาะความรักในวัยทำงาน ที่ต้องมีความรับผิดชอบด้านอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการบริหารจัดการที่ดีจึงเป็นรากฐานที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตัวคู่รักและเพื่อนร่วมงานทุกคน</p>
<p dir="ltr">การฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่จะมองข้ามไปไม่ได้ เพราะในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สักวันเราก็ต้องมีความรักเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น การเตรียมพร้อมล่วงหน้าและศึกษาจากประสบการณ์จึงเป็นแนวทางรับมือที่ดีและทำให้องค์กรของคุณอยู่ร่วมกับทุกความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นระบบที่สุด</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Maternity Leave : HR ต้องทำอย่างไรเมื่อพนักงานกลับมาหลังจากลาคลอด 895"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"><strong><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: none; vertical-align: baseline;">Sources</span></strong></p>
<ul>
<li style="line-height: 1.38;"><a style="text-decoration: none;" href="https://bit.ly/3s1DI4d" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: underline; vertical-align: baseline;">https://bit.ly/3s1DI4d</span></a></li>
<li><a style="text-decoration: none;" href="https://bit.ly/2M19j3k" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: underline; vertical-align: baseline;">https://bit.ly/2M19j3k</span></a></li>
<li><a style="text-decoration: none;" href="https://bit.ly/3yHSp06" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: underline; vertical-align: baseline;">https://bit.ly/3yHSp06</span></a></li>
<li><a style="text-decoration: none;" href="https://bit.ly/3Cx1EkT" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: underline; vertical-align: baseline;">https://bit.ly/3Cx1EkT</span></a></li>
<li><a style="text-decoration: none;" href="https://bit.ly/3TkrPlB" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 11pt; font-family: Sarabun, sans-serif; background-color: transparent; font-style: normal; text-decoration: underline; vertical-align: baseline;">https://bit.ly/3TkrPlB</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Oct 2022 02:36:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Dress Code]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งตัว]]></category>
		<category><![CDATA[Dress Code Policy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221008-dresscode-policy/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT  Dress Code Policy คือการเขียนนโยบายด้านการแต่งกายสำหรับใช้ในองค์กรเพื่อสร้างระเบียบและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงาน การแต่งกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความเป็นมืออาชีพโดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องเจอลูกค้าเป็นประจำ นโยบายด้านการแต่งกายที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติ ถูกกาลเทศะ ไม่สร้างความลำบากใจต่อผู้ที่พบเห็น และควรเปิดรับความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด การออกนโยบายเรื่องรอยสักถือเป็นมิติใหม่ของ Dress Code Policy เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเช่นกัน การแต่งกายที่ดีจะสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ให้กับผู้ที่พบเห็น ซึ่งแม้บางสายอาชีพจะไม่บังคับให้ใส่เครื่องแบบอย่างจริงจัง แต่การมีกฎเบื้องต้นเป็นกรอบให้พนักงานปฏิบัติตาม ก็จะช่วยให้การแต่งกายอยู่ในบริบทที่เหมาะสม ไม่ฉูดฉาด หรือสร้างความไม่สบายใจจนอาจส่งผลเสียกับงาน นอกจากเรื่องของความเหมาะสมแล้ว การออกแบบนโยบายเครื่องแต่งกายยังต้องอ้างอิงอยู่กับความเข้าใจด้านเพศสภาพ, ค่านิยมของยุคสมัย รวมถึงความสวยงามที่ทุกคนสวมใส่ได้ นโยบายเครื่องแบบที่ดีจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม, เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร โดยมีผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง Dress Code Policy คืออะไร นโยบายด้านการแต่งกายคือเอกสารชิ้นหนึ่งที่ระบุรูปแบบการแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรภายในบริษัท ทั้งนี้รูปแบบการแต่งกายในแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม (Cultures) รูปแบบของงาน (Industry Type) และความจำเป็น เช่น อาชีพอย่างแพทย์หรือวิศวกรก็จะมีเครื่องแบบเฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยกันดี อย่างไรก็ตามการปล่อยให้พนักงานเลือกใส่เสื้อผ้ากันเองโดยไม่มีกฎเกณฑ์รองรับอาจนำมาซึ่งการใส่เครื่องแบบตามใจโดยปราศจากการควบคุม ที่แม้จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็อาจขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ควรจะเป็นจนส่งผลเสียกับงาน ดังนั้นไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ และอยู่ในสายงานแบบไหน ก็ควรมีนโยบายพื้นฐานเอาไว้ควบคุมการแต่งกายของพนักงานตามสมควร การออกนโยบายเครื่องแต่งกายไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดเดียวไว้บังคับใช้กับทุกคน แต่สามารถแยกส่วนตามความเหมาะสมได้ เช่น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT </strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Dress Code Policy คือการเขียนนโยบายด้านการแต่งกายสำหรับใช้ในองค์กรเพื่อสร้างระเบียบและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การแต่งกายที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความเป็นมืออาชีพโดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องเจอลูกค้าเป็นประจำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นโยบายด้านการแต่งกายที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติ ถูกกาลเทศะ ไม่สร้างความลำบากใจต่อผู้ที่พบเห็น และควรเปิดรับความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การออกนโยบายเรื่องรอยสักถือเป็นมิติใหม่ของ Dress Code Policy เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเช่นกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12585 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_569094367.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="462" height="285" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 902"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแต่งกายที่ดีจะสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ให้กับผู้ที่พบเห็น ซึ่งแม้บางสายอาชีพจะไม่บังคับให้ใส่เครื่องแบบอย่างจริงจัง แต่การมีกฎเบื้องต้นเป็นกรอบให้พนักงานปฏิบัติตาม ก็จะช่วยให้การแต่งกายอยู่ในบริบทที่เหมาะสม ไม่ฉูดฉาด หรือสร้างความไม่สบายใจจนอาจส่งผลเสียกับงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องของความเหมาะสมแล้ว การออกแบบนโยบายเครื่องแต่งกายยังต้องอ้างอิงอยู่กับความเข้าใจด้านเพศสภาพ, ค่านิยมของยุคสมัย รวมถึงความสวยงามที่ทุกคนสวมใส่ได้ นโยบายเครื่องแบบที่ดีจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม, เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร โดยมีผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Dress Code Policy คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12584 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/20181115200641-GettyImages-599110444.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="501" height="309" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 903"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายด้านการแต่งกายคือเอกสารชิ้นหนึ่งที่ระบุรูปแบบการแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรภายในบริษัท ทั้งนี้รูปแบบการแต่งกายในแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Cultures</span></a><span style="font-weight: 400;">) รูปแบบของงาน (Industry Type) และความจำเป็น เช่น อาชีพอย่างแพทย์หรือวิศวกรก็จะมีเครื่องแบบเฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยกันดี อย่างไรก็ตามการปล่อยให้พนักงานเลือกใส่เสื้อผ้ากันเองโดยไม่มีกฎเกณฑ์รองรับอาจนำมาซึ่งการใส่เครื่องแบบตามใจโดยปราศจากการควบคุม ที่แม้จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็อาจขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ควรจะเป็นจนส่งผลเสียกับงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ และอยู่ในสายงานแบบไหน ก็ควรมีนโยบายพื้นฐานเอาไว้ควบคุมการแต่งกายของพนักงานตามสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกนโยบายเครื่องแต่งกายไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดเดียวไว้บังคับใช้กับทุกคน แต่สามารถแยกส่วนตามความเหมาะสมได้ เช่น พนักงานสายครีเอทีฟสามารถแต่งตัวตามอารมณ์ได้หากไม่จำเป็นต้องพบเจอลูกค้า แต่ต้องแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อยหากมีการประชุม หรือกำหนดให้พนักงานที่ต้องใช้เครื่องจักรแต่งตัวรัดกุม ไม่มีสายระโยงระยาง รวมถึงใส่เครื่องป้องกันให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นจะเห็นว่านโยบายการแต่งกายไม่ได้ส่งผลต่อด้านภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรงอีกด้วย</span></p>
<h2>Dress Code Policy หรือการมีเครื่องแบบมีผลกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12583 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-photo-3184398.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="538" height="332" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 904"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการถกเถียงเรื่องประโยชน์ของเครื่องแบบอยู่เสมอ เช่นมีผล</span><a href="https://www.recruitment-international.co.uk/blog/2017/01/61-percent-of-employees-more-productive-when-dress-code-is-relaxed-study-finds" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าพนักงานบริษัท 61% มองว่าการแต่งตัวตามสบายช่วยให้ทำงานดีขี้น ขณะที่ผล</span><a href="https://central.edu/writing-anthology/2019/06/04/dress-codes-in-the-workplace-effects-on-organizational-culture/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">อีกชิ้นจาก Central College Iowa สหรัฐอเมริกาที่สำรวจจากฝ่ายบุคคลมากกว่า 1,000 คนกล่าวว่าการแต่งตัวตามสบายจะนำไปสู่ความไม่มีระเบียบ, เกิดการขาดงาน และทำให้เกิดเรื่อง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/office-romance-220510/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ชู้สาวภายในองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทั้งนี้ยังมีข้อสรุปอีกว่าเครื่องแบบที่สุภาพเรียบร้อยจะสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับจากคนรอบตัวมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราควรสนใจจึงไม่ใช่ว่าการแต่งตัวแบบไหนที่เกิดประโยชน์มากกว่า เพราะมันขึ้นอยู่กับรูปแบบงาน, รสนิยม รวมถึงวิสัยทัศน์องค์กร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Company’s Vision</span></a><span style="font-weight: 400;">) เราแค่ต้องเปิดใจเพื่อให้สัมผัสถึงคุณค่าของการแต่งกายอย่างแท้จริง</span></p>
<p>ประโยชน์ของ Dress Code Policy มีดังนี้</p>
<p><strong>1. หมดห่วงเรื่องการแต่งกายของพนักงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้อาจไม่เห็นภาพมากนักในองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีกฎชัดเจน แต่เป็นปัญหาสำคัญโดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเติบโต และมีพนักงานที่แต่งตัวตามสบาย ไม่เหมาะกับการคุยงานที่จริงจังขึ้น ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการวางข้อบังคับอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องแบบประจำก็ได้ แต่สามารถเป็นลักษณะของการขอความร่วมมือ</span></p>
<p><strong>2. สร้างความประทับใจให้ลูกค้า</strong> : <span style="font-weight: 400;">หากเราทำธุรกิจที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ การแต่งกายที่ดีคือภาพสะท้อนถึงคุณภาพขององค์กร หากพนักงานของเราแต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะหรือไม่สะอาดเรียบร้อยก็จะลดทอนความเชื่อมั่นของอีกฝ่ายลงทันที อนึ่ง องค์กรสามารถมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือหากพนักงานไม่มีทักษะในการแต่งกาย</span></p>
<p><strong>3. สร้างความเท่าเทียมในองค์กร</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผลโดยอ้อมของเรื่องนี้คือการสร้างความเท่าเทียมโดยเฉพาะในองค์กรที่มีความหลากหลายสูง เครื่องแบบจะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในสถานะใกล้เคียงกันซึ่งส่งผลให้การร่วมงานง่ายขึ้นตามไปด้วย เพราะหากต่างฝ่ายต่างแต่งตัวตามใจก็อาจเกิดข้อเปรียบเทียบที่ทำให้ความแตกต่างเด่นชัดขึ้น</span></p>
<h3>Dress Code Policy ที่ดีต้องมีองค์ประกอบใดบ้าง</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12582 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/GettyImages-177245742-591cbb243df78cf5fafbade1.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="444" height="296" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 905"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วผู้บริหารสามารถกำหนดลักษณะของเครื่องแบบได้เลย โดยอาจอ้างอิงจากอัตลักษณ์ขององค์กร (CI &#8211; Corporate Identity) ขององค์กร หรือความเหมาะสมของสายงาน อย่างไรก็ตามการออกนโยบายแต่ละครั้งควรตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน, ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และเปิดกว้างกับรสนิยมของพนักงานตามสมควร ทั้งนี้ HR สามารถทำแบบสอบถามก่อนเริ่มวางแผนนโยบายเพื่อให้มีข้อมูลครอบคลุมที่สุด จากนั้นให้อธิบายแนวคิดและสาเหตุของการออกนโยบายดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้แลกเปลี่ยนความเห็นหากรู้สึกว่านโยบายที่องค์กรนำเสนอมีจุดที่ยังไม่พอใจ</span></p>
<p>องค์ประกอบพื้นฐานของนโบยายเครื่องแบบมีดังนี้</p>
<p><strong>&#8211; คำอธิบาย</strong> : <span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องอธิบายเบื้องต้นว่าภาพลักษณ์ที่อยากให้พนักงานเป็นมีลักษณะอย่างไร มีสาเหตุจากอะไร เพื่อทำให้พนักงานเข้าใจว่าทำไมต้องทำตาม</span></p>
<p><strong>&#8211; กลุ่มเป้าหมาย</strong> : <span style="font-weight: 400;">นโยบายต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีผลบังคับใช้กับบุคลากรกลุ่มใดบ้าง ห้ามปล่อยให้พนักงานคิดไปเองว่าตนได้ข้อยกเว้นและแต่งตัวตามอำเภอใจ</span></p>
<p><strong>&#8211; ข้อกำหนดเบื้องต้น</strong> :<span style="font-weight: 400;"> เขียนข้อห้ามต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น สีที่ห้าม, ประเภทของชุดที่ห้าม, ประเภทของเครื่องประดับที่ห้าม รวมถึงข้อกำหนดเรื่องรอยสัก</span></p>
<p><strong>&#8211; รูปแบบเครื่องแต่งกายพื้นฐานขององค์กร</strong> : <span style="font-weight: 400;">หากองค์กรมีเครื่องแบบเฉพาะ ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ต้องใส่วันไหน คู่กับเครื่องแต่งกายอื่น ๆ อย่างไร </span></p>
<p><strong>&#8211; หมายเหตุ</strong> : <span style="font-weight: 400;">เพื่อป้องกันความไม่พอใจที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายขององค์กร HR ควรชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่าพนักงานมีสิทธิ์ออกความเห็นได้เลย เพราะนโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำงานของบุคลากรมากกว่าการสร้างภาระโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 399px;">
<tbody>
<tr style="height: 399px;">
<td style="width: 100%; height: 399px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11662 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2108951951-5-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 906"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ตัวอย่างของ Dress Code Policy</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของคำอธิบายนั้น องค์กรควรแยกเป็นหัวข้อว่าพนักงานควรใส่ชุดแบบไหน ในสถานการณ์ไหน และมีข้อยกเว้นอย่างไร โดยแยกเป็นรูปแบบดังนี้</span></p>
<p><strong>&#8211; การใส่ชุดแบบเป็นทางการ (Business Formal)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เนื่องด้วยองค์กรของเราต้องพันธมิตรและลูกค้าอยู่เสมอ เราจึงต้องออกข้อกำหนดให้พนักงานแต่งตัวด้วยชุดสำหรับธุรกิจ (Business Atttire) โดยใส่สูทหรือเสื้อคลุม คู่กับกางเกงหรือกระโปรงตามความเหมาะสม ซึ่งพนักงานสามารถตัดสินใจเลือกชุดเองได้เลย</span></p>
<p><strong>&#8211; การใส่ชุดแบบกึ่งทางการ (Business Casual)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เนื่องด้วยองค์กรของเราต้องพบเจอกับลูกค้าอยู่เป็นระยะ และการแต่งตัวที่ดีจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพออกมา ดังนั้นเราจึงอยากให้ทุกคนใส่ชุดสุภาพ ถูกกาลเทศะ เช่นเสื้อคอปก, กางเกงขายาว, เสื้อคลุม หรือชุดเดรส โดยพนักงานสามารถเลือกเองตามความเหมาะสมได้เลย</span></p>
<p><strong>&#8211; การใส่ชุดแบบไม่เป็นทางการ (Casual)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เนื่องด้วยบริษัทของเรามีนโยบายให้พนักงานแต่งตัวตามสบาย ดังนั้นเราขอให้พนักงานเลือกชุดให้ถูกกาลเทศะ ไม่เลือกชุดที่อาจสร้างความลำบากใจให้เพื่อนร่วมงานท่านอื่น ไม่สวมใส่ชุดที่มีภาพหรือถ้อยคำหยาบคาย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามกับทีม HR ได้เลย</span></p>
<h2>Dress Code Policy หรือการมีเครื่องแบบสำคัญกับการทำงานแบบไฮบริดอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทั่วไปอาจคิดว่าการใส่เครื่องแบบเหมาะสำหรับการทำงานที่ออฟฟิศหรือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่นเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการใส่เครื่องแบบสามารถใส่ได้แม้เป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) เพราะจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและคอยเตือนสติให้เรารู้ว่ายังคงอยู่ในสถานะของการทำงาน แม้จะไม่มีคนคอยควบคุมอยู่ใกล้ ๆ อย่างไรก็ตามการออกนโยบายนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรกำลังละเมิดพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้น HR ควรศึกษาพฤติกรรมและมุมมองของพนักงานอย่างละเอียดก่อนบังคับใช้นโยบายอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนจากชุดนอนมาเป็นชุดที่เป็นทางการขึ้นเกิดประโยชน์อย่างไร หรืออย่างน้อยก็กำหนดให้มีเครื่องแบบสำหรับการประชุมออนไลน์ เป็นต้น</span></p>
<h3>ประโยชน์ของนโยบายการแต่งกายสำหรับทำงานอยู่บ้านมีดังนี้</h3>
<p><strong>1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานจะแยกเวลาพักผ่อนกับเวลาทำงานไม่ออกเมื่อต้องทำงานอยู่บ้าน เพราะเส้นดังกล่าวได้ลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องทำคือหาแนวทางให้พนักงานรู้สึกว่าต้องจริงจังกับงานเหมือนเดิม และการเปลี่ยนชุดให้เหมาะสมก็เป็นแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ​โดยพนักงานสามารถใส่ในเวลาทำงาน และถอดเมื่อถึงเวลาเลิกงาน ซึ่งแม้บางคนจะเถียงว่าการแต่งตัวสบาย ๆ เป็นความสุขอย่างหนึ่งของการทำงานที่บ้าน แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะไม่สามารถโน้มน้าวใจของพนักงานบางคนให้จดจ่ออยู่กับงานตลอดวันได้เลย</span></p>
<p><strong>2. สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในทีม</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ปัญหาใหญ่ของการทำงานอยู่บ้านก็คือต่างฝ่ายต่างทำงานแบบตัวคนเดียว ขาดการมีส่วนร่วมภายในทีมซึ่งหากปล่อยไว้นานไปก็จะลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Teamwork Skill</span></a><span style="font-weight: 400;">) ยิ่งบางบริษัทที่มีการรับพนักงานใหม่เข้ามาขณะที่นโยบายทำงานแบบไฮบริดยังคงอยู่ซึ่งทำให้บางคนต้องทำงานโดยที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเพื่อน ๆ เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเพื่อสร้างมิติของความเป็นทีมอีกครั้ง HR สามารถกำหนดให้พนักงานใส่เสื้อทีมขณะประชุมได้เลย วิธีนี้แม้จะขัดใจไปบ้าง แต่ก็จะทำให้พนักงานตระหนักว่าทุกคนมีจุดร่วมเดียวกัน จำเป็นต้องช่วยเหลือกันจนกว่างานจะผ่านไปได้ด้วยดี</span></p>
<p><strong>3. ช่วยรักษาความเป็นมืออาชีพของพนักงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อทุกคนทำงานอยู่บ้าน รูปแบบการทำงานของแต่ละคนจะเปลี่ยนไป เช่น บางคนเลือกแต่งตัวแค่เฉพาะท่อนบนที่ต้องออกหน้ากล้องเท่านั้น หรือเลือกใส่ชุดนอนและทำงานบนเตียงตลอดวัน ซึ่งแม้จะได้ชิ้นงานออกมาเหมือนกัน แต่สิ่งที่ขาดหายไปก็คือความเป็นมืออาชีพที่เคยได้จากการทำงานในออฟฟิศ ดังนั้นการบังคับตัวเองให้ตื่นมาเปลี่ยนชุดนั่งทำงานในองค์ประกอบที่เหมาะสมจะช่วยให้เรารักษาความเป็นมืออาชีพและพร้อมสำหรับการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศในอนาคต</span></p>
<h2>Tattoo Policy หรือนโยบายรอยสักคืออะไรและมีความสำคัญกับองค์กรอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12581 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/istockphoto-1209749812-612x612-600x370-1.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="446" height="275" title="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ? 907"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองถึงเป้าหมายของการออกนโยบายเครื่องแต่งกายแล้ว จะเห็นว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของพนักงานซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนขององค์กร ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับนโยบายรอยสักที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นอ้างอิงจาก</span><a href="http://belltower.mtaloy.edu/2016/11/will-you-get-that-job-with-tattoos" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่บอกว่านายจ้างถึง 3 ใน 4 ยินดีรับคนที่มีรอยสักเข้าทำงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าลูกค้าของเรามีความเห็นเชิงบวกกับประเด็นนี้ด้วยหรือเปล่า เพราะยังถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน</span></p>
<h3>ข้อสังเกตเรื่องนโยบายรอยสักภายในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่งานทุกประเภทที่เหมาะกับการมีรอยสัก ดังนั้น HR ต้องออกนโยบายตามความเหมาะสม ไม่ขวางโลกหรือเอาแต่ใจเด็ดขาดเพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกับงานโดยตรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดจากการยินยอมให้มีรอยสักในองค์กรคือการแสดงให้สังคมเห็นว่าเราเป็นบริษัทสมัยใหม่ที่เปิดรับเรื่องสิทธิ์ของพนักงาน รอยสักที่ดีสามารถสะท้อนถึงตัวตนของพนักงานในแง่มุมที่เครื่องแต่งกายทั่วไปทำไม่ได้ แถมยังช่วยให้มีตัวเลือกในตลาดแรงงานมากขึ้นเพราะยังมีองค์กรอีกมากที่หลีกเลี่ยงพนักงานในลักษณะนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การยินยอมให้พนักงานมีรอยสักอาจนำมาซึ่งการเรียกร้องในหัวข้ออื่น ๆ เช่นการใส่เครื่องประดับแปลก ๆ หรือการทำสีผมฉูดฉาด ดังนั้นองค์กรต้องตอบให้ได้ว่านโยบายต่าง ๆ เกิดขึ้นด้วยบริบทใด  มีเป้าหมายอย่างไร และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจได้อย่างไร</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแต่งกายที่ดีคือรากฐานของทุกความสำเร็จ เป็นการให้เกียรติสถานที่ ผู้คน และชิ้นงานที่กำลังทำอยู่ ดังนั้นอย่ามองเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยและปล่อยผ่านจนเกิดเป็นวัฒนธรรมผิด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อองค์กร ให้คิดเสมอว่ายิ่ง HR ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีข้อแตกต่างที่ได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นเท่านั้น “นโยบายการแต่งกาย” (Dress Code Policy) จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะยกระดับการทำงานได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="MEETING OVERLOAD ประชุมมากไป หมดไฟได้เหมือนกัน ! 14" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3RNDXdM" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3RNDXdM</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3Cfelkj" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3Cfelkj</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Cj1E7U" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Cj1E7U</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3SJbbMR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3SJbbMR</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3SHsGwJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3SHsGwJ</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 02:38:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[DEPRESSION]]></category>
		<category><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220929-high-functioning-depression/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็วไม่ได้ทำให้เกิดข้อดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือปัญหาสุขภาพจิตที่ว่ากันว่ารุนแรงกว่าเดิมถึงกว่าเท่าตัว คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตใจปัจจุบันเริ่มใช้วิธีปกปิดความอ่อนแอด้วยการทำงานให้หนักขึ้น ทำตัวให้สดใสขึ้น เพื่อหลอกตัวเองและผู้อื่นว่ายังสบายดีทั้งที่ภายในก็เจ็บปวดไม่ต่างจากคนที่เป็นซึมเศร้า หากผู้นำไม่สังเกตความผิดปกติของลูกทีม ก็อาจสั่งงานเพิ่มขึ้นจนเกิดความเครียดเกินไป หรือหากองค์กรไม่มีวัฒนธรรมด้านการสื่อสารที่ดี ลูกทีมก็จะไม่กล้าเผยความเจ็บปวดออกมาอยู่ดี นี่คือปัจจัยสำคัญที่ HR ต้องเฝ้าระวัง คนที่เป็นโรคซึมเศร้า 53% มีภาวะวิตกกังวล ดังนั้นหากเราแก้ไขปัญหาเรื่องความวิตกกังวลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้ ผู้นำต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถเข้าใจได้ทุกเรื่อง เป้าหมายของการสังเกตโรคซึมเศร้า High Functioning Depression คือการเห็นภาพรวมของพนักงานและองค์กร ก่อนที่จะส่งต่อให้แพทย์ดูแล สภาพแวดล้อมที่ดีคือรากฐานของทุกอย่าง องค์กรต้องคิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะคิดเรื่องความเติบโตหรือการขยายทีม บริษัทวิจัยด้านการตลาดระดับโลกอย่าง Mintel ระบุว่าคนไทย 8 ใน 10 คนมีปัญหาสุขภาพจิต แบ่งเป็นปัญหาด้านความเครียด 46% นอนไม่หลับ 32% และวิตกกังวล 28% โดยเป็นผลโดยตรงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 ที่่ทำให้เกิดความหงุดหงิด หมองหม่น ท้อแท้ สวนทางกับการให้ความรู้และบริการด้านสุขภาพจิตที่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้นการทำความเข้าใจบริบทเบื้องต้นด้วยตัวเองจึงเป็นรากฐานที่เป็นไปได้ที่สุดหากองค์กรต้องการดูแลพนักงานในสังกัดให้มีความสุขและพร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป High Functioning Depression ส่งผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่ High Functioning [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็วไม่ได้ทำให้เกิดข้อดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือปัญหาสุขภาพจิตที่ว่ากันว่ารุนแรงกว่าเดิมถึงกว่าเท่าตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตใจปัจจุบันเริ่มใช้วิธีปกปิดความอ่อนแอด้วยการทำงานให้หนักขึ้น ทำตัวให้สดใสขึ้น เพื่อหลอกตัวเองและผู้อื่นว่ายังสบายดีทั้งที่ภายในก็เจ็บปวดไม่ต่างจากคนที่เป็นซึมเศร้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากผู้นำไม่สังเกตความผิดปกติของลูกทีม ก็อาจสั่งงานเพิ่มขึ้นจนเกิดความเครียดเกินไป หรือหากองค์กรไม่มีวัฒนธรรมด้านการสื่อสารที่ดี ลูกทีมก็จะไม่กล้าเผยความเจ็บปวดออกมาอยู่ดี นี่คือปัจจัยสำคัญที่ HR ต้องเฝ้าระวัง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นโรคซึมเศร้า 53% มีภาวะวิตกกังวล ดังนั้นหากเราแก้ไขปัญหาเรื่องความวิตกกังวลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถเข้าใจได้ทุกเรื่อง เป้าหมายของการสังเกตโรคซึมเศร้า High Functioning Depression คือการเห็นภาพรวมของพนักงานและองค์กร ก่อนที่จะส่งต่อให้แพทย์ดูแล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สภาพแวดล้อมที่ดีคือรากฐานของทุกอย่าง องค์กรต้องคิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะคิดเรื่องความเติบโตหรือการขยายทีม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12526 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/man-white-shirt-wearing-glasses-pointing-with-index-fingers-his-fake-smile-sitting-table-with-laptop-office-folders-blue-wall-working-office_141793-127949.jpeg" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="600" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 923"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทวิจัยด้านการตลาดระดับโลกอย่าง Mintel </span><a href="https://store.mintel.com/report/attitudes-towards-mental-health-thai-consumer-2022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ระบุ</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าคนไทย 8 ใน 10 คนมีปัญหาสุขภาพจิต แบ่งเป็นปัญหาด้านความเครียด 46% นอนไม่หลับ 32% และวิตกกังวล 28% โดยเป็นผลโดยตรงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 ที่่ทำให้เกิดความหงุดหงิด หมองหม่น ท้อแท้ สวนทางกับการให้ความรู้และบริการด้านสุขภาพจิตที่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้นการทำความเข้าใจบริบทเบื้องต้นด้วยตัวเองจึงเป็นรากฐานที่เป็นไปได้ที่สุดหากองค์กรต้องการดูแลพนักงานในสังกัดให้มีความสุขและพร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป</span></p>
<p>High Functioning Depression<span style="font-weight: 400;"> ส่งผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>High Functioning Depression คืออะไร ส่งผลกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8218 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416.jpg" alt="หมด Passion ในการทำงาน HR NOTE" width="600" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 924"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">High Functioning Depression หมายถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่ยังสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีเหมือนเดิม หรืออาจดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการปกปิดปัญหาจากผู้อื่น ไม่ต้องการให้คนเป็นห่วง รวมถึงเป็นการบอกตัวเองทางอ้อมว่าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ทั้งที่ความจริงก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณจาเมกา วูดดี้ คูเปอร์ (Jameca Woody Cooper) นักจิตวิทยาจาก Webster University สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกประเภท ทั้งครูในโรงเรียน, แพทย์ พยาบาล, พนักงานก่อสร้าง หรือใครก็ตามที่ต้องทำงาน คนเหล่านี้จะมีภาวะของความรับผิดชอบ (Accountability) ที่ยิ่่งรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้าแค่ไหน ก็ยิ่งต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการแสดงออกว่า “สบายดี” ดังนั้นสิ่งแรกที่สังคมต้องเข้าใจก็คือ “คนที่ป่วยซึมเศร้า” ไม่จำเป็นต้องดูหมองหม่น, ร้องไห้, หมดอาลัยตายอยาก หรือมีแต่พลังลบตามภาพแสดงที่เราเห็นตามสื่อร่วมสมัยแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอย้ำอีกว่าความเข้าใจเรื่อง High Functioning Depression เป็นประโยชน์มาก เพราะแท้จริง </span>“โรคซึมเศร้าก็คือโรคซึมเศร้า”<span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าคนที่อยู่กับมันจะแสดงออกในแง่บวกหรือลบ ปัญหาด้านในก็ยังคงกัดกินหัวใจของพวกเขา ดังนั้นหากหัวหน้าทีมไม่เข้าใจ และคิดอย่างเรียบง่ายว่าพนักงานคนนั้นจู่ ๆ ก็ทำงานเก่งขึ้นและสั่งงานมากขึ้นอีกโดยไม่ตั้งคำถามว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นมีสาเหตุจากอะไร ก็อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต ความรู้ในเรื่องนี้จึงช่วยให้เราช่างสังเกตและ</span>มองเห็นความผิดปกติในความปกติธรรมดา<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับสภาวะนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12527 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Screen-Shot-2565-09-29-at-16.24.55.png" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="1116" height="740" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 925"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานจากประเทศอังกฤษระบุว่าคนเข้าไปหาข้อมูลเรื่องสุขภาพจิตบน Google มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการค้นหาคำว่า “ความยากลำบากจากการทำงานในสภาวะซึมเศร้า” สูงขึ้น 250%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการค้นหาคำว่า “สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็น Functioning Depression” สูงขึ้น 200%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการค้นหาคำว่า “High Functioning Depression” สูงขึ้น 50%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จากสถิติข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการเกิดโควิด-19 ที่มนุษย์ต้องหันมา</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220331-flexible-working-more-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำงานแบบไฮบริด</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งการทำงานแบบนี้มักปราศจากความเป็นระบบ หรือหากมี ก็เป็นระบบที่ยังไม่แข็งแรงเท่ากับการทำงานแบบเผชิญหน้าที่สามารถสังเกต, บริหาร และสั่งการได้โดยตรง โดยสาเหตุหลักก็คือการที่</span>หัวหน้างานไม่รู้ว่าพนักงานทำงานอย่างไร <span style="font-weight: 400;">ใช้วิธีไหนการทำงาน (Execute) ที่สำคัญคือไม่รู้ว่างานที่สั่งไปมากเกินไปหรือไม่ จึงมีหลายครั้งที่คนพูดว่าการทำงานอยู่บ้านสะดวกสบายขึ้นก็จริง แต่กลับมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">High Functioning Depression มักถูกมองเป็นปัญหาสุขภาพจิตระดับล่างที่สามารถแก้ไขได้ ตรงข้ามกับปัญหาสุขภาพจิตที่ผู้คนเริ่มทำร้ายตัวเองและเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายมากกว่า อย่างไรก็ตามหากปล่อยให้ High Functioning Depression อยู่กับเราไปนาน ๆ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นเชิงลบที่สามารถพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าได้อยู่ดี ดังนั้นองค์กรจึงควรเน้นย้ำกับทุกฝ่ายให้สนใจประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากผลลัพธ์ของงานดูบ้าง เพราะบางทีผู้ป่วยก็ไม่กล้าทิ้งงานที่ตนรับผิดชอบเพราะมองว่าจะเกิดปัญหากับทีม ด้งนั้นถ้าทีมพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความกลมเกลียว ทุกคนพร้อมช่วยเหลือกัน ผู้ป่วยก็จะกล้าแสดงความรู้สึกออกมามากกว่าเดิม เรียกว่าวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือการสร้างความแข็งแรงภายในทีมนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-11765 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/DSC02933-scaled.jpg" alt="คุยเคล็ดลับการสร้างความสุขในที่ทำงาน กับ หมอเอิ้น พิยะดา Unlocking Happiness" width="600" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 926"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220705-interview-unlocking-workplace/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">คุยเคล็ดลับการสร้างความสุขในที่ทำงาน กับ หมอเอิ้น พิยะดา Unlocking Happiness</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>รู้จัก High Functioning Anxiety จุดเริ่มต้นก่อนเป็นโรคซึมเศร้าเพราะงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10942 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-scaled.jpg" alt="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR" width="600" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 927"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">High Functioning Anxiety เป็นประเภทของโรควิตกกังวลที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ทั่วไปทางการแพทย์ แต่เป็นศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมที่คนยังสามารถทำงานได้ดีหรืออาจดีกว่าเดิม ในลักษณะเดียวกับ High Functioning Depression ทั้งสองอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะสามารถพัฒนาเป็นโรควิตกกังวล ขณะที่คนวิตกกังวลก็สามารถพัฒนาเป็นคนซึมเศร้าได้เช่นกันกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณซาช่า ฮัมดานี่ (Sasha Hamdani) นักจิตวิทยาการแพทย์จาก Psychiatry Associates of Kansas City เล่าว่าคนที่เป็นโรคนี้จะยังทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีความวิตกกังวลควบคู่ไปด้วยเสมอ โดยสามารถอธิบายอาการเบื้องต้นได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิตกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ มากเป็นพิเศษ ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รู้สึกไม่อยากพักผ่อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับเรื่องต่าง ๆ ได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เหนื่อย และหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีปัญหาเรื่องการนอน และกล้ามเนื้อหดเกร็ง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">High Functioning Anxiety เกิดขึ้นได้กับคนที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรควิตกกังวล, ดื่มแอลกอฮอล์มากไป หรือแม้แต่คนที่เคยเจอเหตุการณ์กระทบใจมาก่อน และที่น่าสนใจก็คือปัญหานี้มักเกิดขึ้นกับคนที่ “คิดว่าตัวเองยังพยายามไม่มากพอ” เช่นเมื่อได้รับคำชมเกี่ยวกับงาน แต่ก็คิดว่าตนยังไม่ได้ลงแรงมากขนาดนั้น, คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วแต่รู้สึกว่าตนไม่ได้เหนื่อยมากไปกว่าคนอื่น ฯลฯ ความไม่มั่นใจตรงนี้จะนำไปสู่ความวิตกกังวลที่อันตรายมากขึ้นได้ในอนาคต </span></p>
<p>ผลวิจัยจาก The Sequenced Treatment Alternatives to Relieve Depression (STAR*D) <span style="font-weight: 400;">ระบุว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า 53% มีอาการวิตกกังวลรวมอยู่ด้วย และคนส่วนใหญ่ก็จะเริ่มพบแพทย์เมื่อมันพัฒนาจนเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ดังนั้นหากเรามองเห็นความวิตกกังวลของคนรอบตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยแก้ไขได้ก่อนที่มันจะพัฒนาไปจนเกิดอันตราย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11037 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/istockphoto-1355668305-170667a.jpeg" alt="istockphoto 1355668305 170667a" width="509" height="339" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 928"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>สัญญาณเตือนว่าพนักงานกำลังเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง (High Functioning Depression) คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9564 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1170951868-1.jpg" alt="ความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction) สำคัญต่อองค์กรขนาดไหน  " width="500" height="334" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 929"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการที่แสดงออกถึง High Functioning Depression ของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมที่ใกล้เคียงกันอยู่ ได้แก่การไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องที่เคยทำได้ดี, ประสิทธิภาพการทำงานตกต่ำลง และที่น่ากลัวที่สุดก็คือการเป็นคนที่โทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณรีเบ็คก้า เบร็นเดล (Rebecca Brendel) จาก The American Psychiatric Association กล่าวว่าเราอาจจับสัญญาณเตือนเกี่ยวกับคนเป็นโรคนี้ได้ยาก เพราะยิ่งพวกเขามีอาการมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพยายามปกปิดมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราต้องสังเกตจากการดูความเปลี่ยนของแต่ละคนอย่างละเอียดที่สุดไม่ว่าจะเป็นจุดใหญ่ ๆ ที่สังเกตเห็นได้ง่าย หรือจุดเล็ก ๆ ที่ต้องเฝ้าดูเป็นพิเศษ เช่นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ว่ามีความสุขง่ายเกินไปหรืออารมณ์เสียง่ายไปหรือไม่, มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับหรือไม่, ต่อว่าตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่ หากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คงอยู่มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ถือว่ามีแนวโน้มต่อความผิดปกติ เข้าไปพูดคุยสอบถามตามสมควรได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า High Functioning Depression เป็นส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าเรื้องรัง (Persistent Depressive Disorder &#8211; PDD) ที่ผู้ป่วยได้สร้างกลไกป้องกันตัวขึ้นมาปิดกั้นความอ่อนแอของตนเอาไว้ ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้าไปช่วยต้องรู้จักใช้คำพูดให้ถูกต้อง ไม่จี้ไปที่ปัญหาโดยตรงเพราะจะไปเพิ่มความกดดันจนทำให้อีกฝ่ายเปิดใจยากกว่าเดิม เช่นใช้การพูดแบบอ้อม ๆ ว่า “ตอนที่เราไปกินข้าวด้วยกันคราวก่อนนายดูเงียบกว่าเดิมนะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า” โดยไม่ต้องคำนึงว่าอีกฝ่ายจะให้คำตอบออกมาหรือไม่ เพราะถือว่าเราได้แสดงถึงความห่วงใยไปแล้ว ทั้งนี้ยังสามารถเล่าประสบการณ์อื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยเพื่อให้เห็นว่าเราอาจมีทัศนคติบางอย่างตรงกันซึ่งพอถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เกิดการสนทนาที่มีคุณภาพขึ้นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9718 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/1101.jpg" alt="1101" width="797" height="418" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 930"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/well-being-create-culture-organization-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Well – Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR หรือผู้นำจะช่วยพนักงานที่เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง (High Functioning Depression) ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9092 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/Team-Building-Process-1.jpg" alt="Team Building Process" width="500" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 931"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ผู้นำต้องทำคือการตั้งคำถามว่าทีมของเรามีวัฒนธรรมการทำงานอย่างไร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Team’s Culture</span></a><span style="font-weight: 400;">) ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องงานและจัดสมดุลชีวิตได้ดีแล้วหรือไม่, ลำบากใจไหมหากต้องส่งอีเมลนอกเวลางาน เป็นต้น เพราะบางครั้งเราสร้างทีมโดยใช้ทัศนคติว่า “งานเป็นใหญ่” จนทำให้ทุกคนต้องอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ซึ่งหากทีมของเรามีแนวทางทำงานแบบนี้ ผู้นำต้องรีบปรับปรุงเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกทีมเห็นว่าเราพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้วจริง ๆ อนึ่งแนวคิด </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นรากฐานของทุกอย่าง ทั้งด้านการมีส่วนร่วม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employees Engagement)</span></a><span style="font-weight: 400;">, การรักษาพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employees Retention</span></a><span style="font-weight: 400;">) และการหมดไฟ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;">) ของคนในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากแก้ปัญหาข้างต้นเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือการสื่อสาร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/"><span style="font-weight: 400;">Communication</span></a><span style="font-weight: 400;">) อย่างระมัดระวังที่สุด โดยใช้แนวทางดังต่อไปนี้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42234" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50.webp" alt="HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?" width="600" height="370" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 932" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/HREX-Cover-by-Para-50-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-burnout-healing-250117/">HR Burnout เมื่อ HR มีปัญหาสุขภาพใจ แล้วใครจะดูแล HR ?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>1. ผู้นำต้องคำนึงถึงความเหมาะสมก่อนเริ่มสื่อสารเสมอ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ให้ตรวจสอบก่อนว่าคนที่เราจะคุยด้วยมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบไหน เราต้องเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับลักษณะนิสัยนั้น ๆ เช่น บางคนเหมาะกับการพูดคุยแบบสบาย ๆ ที่ร้านกาแฟ หรือบางคนเหมาะกับการพูดคุยอย่างจริงจังในห้องประชุมแบบตัวต่อตัว </span></p>
<p><strong>2. ผู้นำต้องเคารพการตัดสินใจของลูกทีมเสมอ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องคำนึงว่าการพูดคุยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกทีมให้สภาพจิตใจดีขึ้น อย่าคุยด้วยมุมมองว่า “ฉันยอมมาคุยด้วยตัวเองแล้ว เธอต้องเล่าให้ฉันฟังแล้วล่ะ !” เด็ดขาด  หากการพูดคุยครั้งแรกไม่เกิดประโยชน์อะไร ก็ให้ทดลองใหม่ในภายหลัง </span></p>
<p><strong>3. ผู้นำต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเพื่อพูดถึงความกังวลใจให้เร็วที่สุด</strong> :<span style="font-weight: 400;"> หากมีจังหวะที่เหมาะสม ผู้นำต้องแสดงให้เห็นทันทีว่าการประชุมครั้งนี้เต็มไปด้วยความจริงใจและอยากช่วยแก้ปัญหาจริง ๆ หากลูกทีมเริ่มเปิดใจ ผู้นำต้องอธิบายว่าองค์กรพร้อมสนับสนุนอย่างไร และตัวทีมเองมีความห่วงใยต่อกันมากเพียงใด ก่อนทิ้งท้ายว่าเราอยากแก้ปัญหานี้ให้เร็วก่อนที่สภาพจิตใจจะย่ำแย่ลงไปอีก </span></p>
<p><strong>4. ผู้นำต้องใช้คำง่าย ๆ จริงใจ และตรงประเด็น</strong> : <span style="font-weight: 400;">ความเกรงใจมักนำให้เราเลือกใช้คำอ้อม ๆ เพื่อวนเข้าประเด็นในภายหลัง แต่สำหรับการพูดคุยกับผู้ที่มีอาการ High Functioning Depression ผู้นำต้องพูดตรงประเด็นไปเลย เพราะในมุมหนึ่งตัวผู้ป่วยเองก็อยากทำงานให้ดี การแตะเรื่องผลงานในจุดที่พอรับได้จะทำให้เขาคิดว่าตนต้องเข้ารับการรักษาโดยเร็ว อนึ่งขั้นตอนนี้ต้องมาควบคู่กับวัฒนธรรมองค์กร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Company Cultures</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่ทุกฝ่ายกล้าออกความเห็นอย่างสบายใจ เพราะหากภาพแสดงที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความเผด็จการ (Dictatorship) และจู้จี้จุกจิกจากหัวหน้า (Micromanagement) ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะกล้าพูดความอ่อนแอของตนออกมาโดยไม่กังวลว่าจะส่งผลกระทบกับงาน ให้คิดว่าการช่วยเหลือกันเป็นหน้าที่ของทุกคนในทีม ไม่ใช่แค่หัวหน้ากับตัวผู้ป่วยโดยตรงเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9039 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1879352014.jpg" alt="การสร้างมนุษยสัมพันธ์ในองค์กร" width="500" height="334" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 933"></p>
<p><strong>5. ผู้นำต้องให้เวลาสำหรับเยียวยาจิตใจ</strong> : <span style="font-weight: 400;">การเร่งเอาคำตอบ หรือตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่หายเสียที คือความกดดันที่ยิ่งทำให้มีกำแพงระหว่างกันมากขึ้น และอาจทำให้ผู้ป่วยแจ้งข้อมูลปลอม ๆ เพื่อตัดปัญหาแทน </span></p>
<p><strong>6. ผู้นำต้องมีความอ่อนโยน และเข้าอกเข้าใจ</strong> :<span style="font-weight: 400;"> นิสัยใจคอของมนุษย์ล้วนต่างกัน ผู้นำต้องไม่ใช้ประโยคจำพวก “ฉันเคยผ่านมาก่อน” … “เพื่อนฉันเคยเป็นแบบนี้นะ เขาทำแบบนั้นแล้วหายนะ” ฯลฯ ประโยคเหล่านี้จะยิ่งสร้างความกดดันมาก ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ ผู้นำต้องให้เวลาสำหรับระบายความรู้สึก อย่างน้อยก็เพื่อให้เห็นว่ามีคนพร้อมอยู่ในเวลาที่อ่อนแอไปด้วยกัน</span></p>
<p><strong>7. ผู้นำต้องมองเห็นภาพรวมของเรื่องราว</strong> :<span style="font-weight: 400;"> เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผู้นำต้องนำสถานการณ์ทั้งหมดไปพิจารณาว่าจะช่วยเหลือพนักงานได้อย่างไร มีส่วนใดที่ต้องขอความร่วมมือจากฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กรหรือไม่ อย่าเริ่มคิดด้วยคำว่ามีสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ให้คิดว่ามีส่วนใดที่พอจะทำให้ดีขึ้นได้บนพื้นฐานของความเป็นจริง หากไม่สามารถปรับปรุงได้จริง ๆ ก็ให้สื่อสารกันอย่างจริงใจ หรือแนะนำให้ไปพบแพทย์ เพราะการพาผู้ป่วยไปหาผู้เชี่ยวชาญคือขั้นตอนสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 934"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">เรามีวิธีเลือกพนักงานที่จิตใจดีอย่างไร ?</span></p>
<p>องค์กรกำลังเปิดรับพนักงานใหม่ในตำแหน่งฝ่ายขาย จึงอยากได้พนักงานที่มีจิตใจดี รักบริการ มี Soft Skills ที่ดี คำถามคือเรื่องพวกนี้วัดค่อนข้างยาก การสัมภาษณ์หรือคัดกรองแบบปกติอาจจะใช้ไม่ได้ผล จึงอยากได้แนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การวัดระดับจิตใจจากการสัมภาษณ์เป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังพอทำได้ครับ</span></p>
<p>องค์กรสามารถใช้เครื่องมือพื้นฐานเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นก่อน เพราะไม่มีทางที่เราจะเข้าใจคนได้แบบ 100% ตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน โดย HR Recruiter สามารถพิจารณาผู้สมัครที่มีใบประกาศเกียรติคุณด้านคุณธรรม จริยธรรม หรือการทำงานสังคม, ตรวจสอบสื่อออนไลน์ (ตามหลัก PDPA ที่เจ้าตัวยินดีเผยแพร่เท่านั้น), เลือกพนักงานที่ถูกแนะนำ (Referal) จากคนที่ไว้ใจได้ เป็นต้น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/621"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 935"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10424 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/beautiful-girl-hiding-carton-with-smiley-grey-wall-1.jpg" alt="5 องค์ประกอบเสริมสร้าง Emotional Intelligence ในตัวผู้นำ" width="353" height="236" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 936"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลง (Transformation) ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปลี่ยนแปลงในด้านบวกอย่างเช่นการเกิดนวัตกรรมหรือธุรกิจแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในแง่ลบที่มนุษย์ต้องพบเจอกับปัญหากระทบใจมากกว่าที่เคย ดังนั้นหากเราอยากเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เราก็ต้องกลายเป็นคนที่พร้อมดูแลตัวเองตัวเองและคนรอบตัวให้มากขึ้นด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">High Functioning Depression จะกลายเป็นประเด็นที่เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมตราบใดที่ “ความอ่อนแอ” ยังไม่ถูกทำให้ดูปกติธรรมดา ซึ่งทัศนคตินี้สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ง่าย ๆ ที่ตัวคุณเอง หากเราเปลี่ยนองค์กรให้มีพื้นที่สำหรับความเห็นอกเห็นใจ ช่วงเวลาในที่ทำงานก็จะเกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของการพัฒนาตัวเอง ตลอดจนการเป็นความสบายใจให้ทุกฝ่ายเติบโตขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="High Functioning Depression : เหมือนไม่เป็นไร แต่ใจพัง ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล 937" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources </strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3CsnPdv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CsnPdv</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3dUEaxZ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3dUEaxZ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3UI5gZT" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3UI5gZT</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://wapo.st/3fsIEwe" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://wapo.st/3fsIEwe</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3dQUtvD" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3dQUtvD</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2022 06:43:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Sense of Ownership]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220928-sense-of-ownership/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Sense of Ownership คือการที่พนักงานรู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อผลักดันให้เป้าหมายขององค์กรสำเร็จด้วยดี ไม่ปล่อยปะละเลยหรือเพียงทำไปวัน ๆ แล้วคอยรับเงินเดือนตามกำหนดเท่านั้น ความเป็นเจ้าของจะทำให้พนักงานอยากยกระดับงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด นำไปสู่การเรียนรู้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Upskill, Reskill รวมถึงการมีความรับผิดชอบต่อทุกผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ทำ  ความเป็นเจ้าของมีรากฐานจากความเชื่อมั่น (Trust) และการสื่อสารภายในทีม (Communication) เพราะองค์ประกอบของการทำงานที่ดีก็คือสภาพแวดล้อมที่ดี เราจะโฟกัสกับงานที่ถืออยู่ได้เต็มที่เมื่อรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาตลอดเวลา หากทีมปราศจากความเป็นเจ้าของ ทุกคนก็จะทำเพียงหน้าที่ของตน ไม่ช่วยกันแก้ปัญหา เกิดการโยนงานเพราะถือว่าส่วนที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองไม่มีความหมาย แนวคิดนี้จะลดทอนความสัมพันธ์และศักยภาพการแข่งขันขององค์กร ความเป็นเจ้าของสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการทำให้ทุกคนรู้สึกภูมิใจ (Branding), แจ้งเป้าหมายให้ชัดเจน (End Goal), อธิบายให้เห็นภาพว่าหากงานนี้สำเร็จ องค์กรจะได้อะไร หรือหากไม่สำเร็จ สิ่งที่เราได้เรียนรู้ระหว่างทางมีประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นคุณค่า (Value) ของการทำงานจากทุกแง่มุม ในฐานะของ HR ที่ต้องเจอคนหลากหลายรูปแบบ เคยไหมที่เห็นพนักงานบางคนทำหน้าที่ไปวัน ๆ ไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากความรับผิดชอบ ไม่รู้สึกดีใจเมื่องานประสบความสำเร็จ และไม่รู้สึกเสียใจหากงานล้มเหลว ซึ่งแม้บางคนจะทำงานที่ถูกมอบหมายได้ดี แต่ก็ไม่มีทางพัฒนาไปจากจุดนั้น แถมทัศนคติดังกล่าวยังไปลดทอนความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อีกด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะพนักงานขาด ความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Sense of Ownership คือการที่พนักงานรู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อผลักดันให้เป้าหมายขององค์กรสำเร็จด้วยดี ไม่ปล่อยปะละเลยหรือเพียงทำไปวัน ๆ แล้วคอยรับเงินเดือนตามกำหนดเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความเป็นเจ้าของจะทำให้พนักงานอยากยกระดับงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด นำไปสู่การเรียนรู้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Upskill, Reskill รวมถึงการมีความรับผิดชอบต่อทุกผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ทำ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความเป็นเจ้าของมีรากฐานจากความเชื่อมั่น (Trust) และการสื่อสารภายในทีม (Communication) เพราะองค์ประกอบของการทำงานที่ดีก็คือสภาพแวดล้อมที่ดี เราจะโฟกัสกับงานที่ถืออยู่ได้เต็มที่เมื่อรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาตลอดเวลา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากทีมปราศจากความเป็นเจ้าของ ทุกคนก็จะทำเพียงหน้าที่ของตน ไม่ช่วยกันแก้ปัญหา เกิดการโยนงานเพราะถือว่าส่วนที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองไม่มีความหมาย แนวคิดนี้จะลดทอนความสัมพันธ์และศักยภาพการแข่งขันขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความเป็นเจ้าของสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการทำให้ทุกคนรู้สึกภูมิใจ (Branding), แจ้งเป้าหมายให้ชัดเจน (End Goal), อธิบายให้เห็นภาพว่าหากงานนี้สำเร็จ องค์กรจะได้อะไร หรือหากไม่สำเร็จ สิ่งที่เราได้เรียนรู้ระหว่างทางมีประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นคุณค่า (Value) ของการทำงานจากทุกแง่มุม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48101" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164454.280.webp" alt="Sense of Ownership" width="600" height="370" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 949" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164454.280.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164454.280-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของ HR ที่ต้องเจอคนหลากหลายรูปแบบ เคยไหมที่เห็นพนักงานบางคนทำหน้าที่ไปวัน ๆ ไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากความรับผิดชอบ ไม่รู้สึกดีใจเมื่องานประสบความสำเร็จ และไม่รู้สึกเสียใจหากงานล้มเหลว ซึ่งแม้บางคนจะทำงานที่ถูกมอบหมายได้ดี แต่ก็ไม่มีทางพัฒนาไปจากจุดนั้น แถมทัศนคติดังกล่าวยังไปลดทอนความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะพนักงานขาด<strong> ความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership)</strong> ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ และเป็นปัจจัยที่ผู้บริหารมักนำมาตัดสินว่าพนักงานคนใดมีศักยภาพในการต่อยอดมากกว่ากัน และหากองค์กรไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็จะไม่สามารถเติบโตอย่างแข็งแรงได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>Sense of Ownership</strong> สร้างได้อย่างไร หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>Sense of Ownership คืออะไร ? การเป็นเจ้าของร่วม คืออะไร ?</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9553 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1494210347-1.jpg" alt="ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)" width="500" height="282" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 950"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sense of Ownership คือการที่พนักงานรู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อผลักดันให้เป้าหมายขององค์กรสำเร็จด้วยดี ไม่ปล่อยปะละเลยหรือเพียงทำไปวัน ๆ แล้วคอยรับเงินเดือนตามกำหนดเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปรียบเหมือนตอนที่เราได้เป็นเจ้าของโทรศัพท์เครื่องโปรด, แผ่นเสียงสุดรัก หรืออะไรก็ตามที่เราอยากดูแลให้ดีที่สุด เราต้องสร้างความรู้สึกแบบเดียวกันขณะทำงานให้ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งเพื่อนร่วมงาน, หัวหน้าทีม และฝ่ายบุคคล (HR)</span></p>
<h2>Sense of Ownership สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นเจ้าของร่วมไม่ได้หมายความว่าพนักงานต้องทำงานเพิ่ม หรือสร้างภาระให้ใครมากขึ้น นี่คือมุมมองแรกที่ผู้นำต้องปลูกฝังให้กับลูกทีม ซึ่งเราเริ่มสร้างทัศนคตินี้ได้จากจุดง่าย ๆ อย่างการตรวจเช็คเนื้อหาทุกอย่างอีกครั้งก่อนเผยแพร่, คิดล่วงหน้าหนึ่งขั้นว่างานที่ทำอยู่มีแนวโน้มว่าจะส่งผลลัพธ์แบบใด และมีแนวทางรับมืออย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถอธิบายถึงประโยชน์ของ Sense of Ownership ได้ดังนี้ </span></p>
<h3>1. Sense of Ownership ช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกที่อยากให้งานออกมาดีที่สุดจะไปกระตุ้นให้เราอยากเรียนรู้มากขึ้น (Upskill) กล้าถามข้อมูลมากขึ้น (Research) เพื่อหาวิธีการใหม่ ๆ มายกระดับการทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอรับคำสั่งจากหัวหน้าฝ่ายเดียวอีกต่อไป</span></p>
<h3>2. Sense of Ownership ช่วยให้เราทำงานตรงกับวัตถุประสงค์ขององค์กรมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิสัยทัศน์องค์กร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Company Vision</span></a><span style="font-weight: 400;">) คือกลไกที่ขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการเป็นเจ้าของงานจะส่งเสริมเรื่องนี้ได้มากโดยเฉพาะตอนประชุมทีมที่ทุกฝ่ายช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด การสื่อสารตรงนี้จะทำให้กระบวนการทำงานของทุกคนตรงกัน ไม่มีใครหลุดกรอบ หรือเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์</span></p>
<h3>3. Sense of Ownership ช่วยให้ความสัมพันธ์ภายในทีมดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับของการสร้างความเป็นเจ้าของงานก็คือความรับผิดชอบและการทำงานเป็นทีม แปลว่าทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสาร ว่าทำอย่างไรถึงจะขอความช่วยเหลือได้, ทำอย่างไรถึงจะไม่ทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว, ทำอย่างไรถึงจะปลอบประโลม, ทำอย่างไรถึงจะให้กำลังใจ ฯลฯ ลักษณะของการเป็นผู้ให้ &#8211; ผู้รับที่ดีจะเป็นรากฐานให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 951"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">องค์กรสามารถสร้างการสื่อสารในเชิงบวกได้อย่างไร ?</span></p>
<p>องค์กรเจอปัญหาเรื่องการสื่อสารภายในทีมอยู่บ่อย ๆ จนเกิดปัญหาอื่นตามมามากมาย จึงอยากได้แนวทางสื่อสารเชิงบวกเพื่อกระตุ้นจิตใจ สร้างแรงฮึดให้คนทำงาน เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ต้องดูเรื่องวัตถุประสงค์ของการสื่อสารเป็นสำคัญ</span></p>
<p>เคล็ดลับของการสื่อสารคือฟังให้มาก และพูดให้ตรงประเด็น เลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับคนที่สื่อสารด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้คำยากเพื่อให้ตัวเองดูมีความรู้ นักสื่อสารที่ดีคือคนที่พูดได้ชัดเจน ไม่ใช่คนที่มีข้อมูลแต่ไม่มีใครเอาไปใช้ประโยชน์ได้ หากเข้าใจพื้นฐานนี้ การสื่อสารก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/808"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 952"></span></a></p></blockquote>
<h3>4. Sense of Ownership ช่วยให้เราเก่งขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกนี้ยังช่วยให้เราหันมาตรวจสอบตัวเองว่าเรามีศักยภาพมากพอที่จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ทำให้เราได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งทักษะที่อยู่นอกเหนือจากบริบททั่วไปนี้เอง คือสิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นกว่าพนักงานคนอื่น เราสามารถใช้ทักษะเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำหรับการต่อยอดตามเป้าหมายอาชีพ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้เลย </span></p>
<h3>5. Sense of Ownership ช่วยรักษาพนักงาน (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Retention</a>) และดึงดูดพนักงานใหม่ (<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Recruiting)</a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดดูว่าหากเราเห็นเพื่อนร่วมงานที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ตลอดเวลา เราย่อมเกิดคำถามตามมาว่าองค์กรนั้นมีอะไรดีจึงสร้างทัศนคติดังกล่าวภายในทีมได้ กลายเป็นจุดขาย (Selling Point) และทำให้เกิดความเชื่อมั่น พนักงานเดิมก็ไม่อยากลาออก คนทั่วไปก็อยากเข้า เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย</span></p>
<h2>การไม่มี Sense of Ownership หรือการเป็นเจ้าของร่วมส่งผลเสียกับงานอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9471 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1080870482.jpg" alt="shutterstock 1080870482" width="500" height="334" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 953"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับตัวงานเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการเป็นเจ้าของทีม, เจ้าของความสัมพันธ์, เจ้าขององค์กร ฯลฯ ทัศนคตินี้จะทำให้เกิดความหวงแหนและอยากดูแลจนแข็งแรงอย่างที่ตั้งใจ กลับกันหากพนักงานไม่รู้สึกเป็นเจ้าของงาน กระบวนการต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นแบบขอไปทีจนอาจนำไปสู่ผลเสียในระยะยาว โดยข้อเสียของการขาด Sense of Ownership ประกอบด้วย </span></p>
<h3>1. การไม่มี Sense of Ownership ทำให้การทำงานติดขัด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คิดภาพตามดูว่าหากพนักงานทุกคนพอใจกับการเป็นผู้ตาม ไม่มีความอยากผลักดันแผนงานใด ๆ ให้ก้าวไปข้างหน้า กระบวนการทำงานนั้น ๆ ก็จะเฉื่อยชา ติดขัด ตามโลกไม่ทันโดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลง (Transform) ได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<h3>2. การไม่มี Sense of Ownership ทำให้เกิดปัญหาภายในทีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสถานการณ์ปกติ เราจะไม่เห็นปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่นเวลาเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ทีมที่พนักงานปราศจากความเป็นเจ้าของจะเริ่มโทษกันเอง และอาจไม่คิดว่าตนมีหน้าที่แก้ปัญหานั้นด้วยซ้ำเพราะทำในส่วนที่ถูกมอบหมายอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ทีมอ่อนแอ</span></p>
<h3>3. การไม่มี Sense of Ownership อาจทำให้พนักงานมีหน้าที่ซ้ำซ้อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานทำหน้าที่แค่รับฟังคำสั่งและแยกย้ายกันไปทำงานโดยปราศจากการติดตามงานภายในทีม ปัญหาที่จะตามมาก็คือแต่ละคนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ จึงอาจมีคนที่ทำงานซ้ำซ้อนจนเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ความเป็นเจ้าของงานจะช่วยให้ทีมรู้จักแบ่งงาน บ้างไปหาข้อมูล (Researching) บ้างนำไปต่อยอด (Developing) เป็นต้น</span></p>
<h3>4. การไม่มี Sense of Ownership ทำให้ขาดความเชื่อมั่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณวอร์เรน แทนเนอร์ (Warren Tanner) จาก Modern Manager </span><a href="https://medium.com/@warrentanner/heres-how-you-get-employees-to-take-ownership-over-their-work-ebe1f7ebf508" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของก็คือความเชื่อมั่นว่าเพื่อนร่วมงานจะช่วยเหลือกันจนบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าเราไม่มีความรู้สึกนี้ เราก็จะไม่มีกลไกที่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหากับทีมแล้ว ยังทำให้เราไม่เชื่อว่างานที่ทำอยู่มีคุณค่าต่อชีวิตได้จริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9018 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1.jpg" alt="ผู้นำที่ดี Leader" width="500" height="334" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 954"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ดี อย่างที่ทุกองค์กรต้องการ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>5. การไม่มี Sense of Ownership ทำให้ทีมขาดผู้นำ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">The Dottino Consulting Group </span><a href="http://www.dottinoconsulting.com/a-lack-of-ownership-and-accountability/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">ทีมที่พนักงานไม่มีความเป็นเจ้าของจะมีโอกาสเกิด</span><i>การกล่าวโทษหัวหน้า</i><span style="font-weight: 400;"> ที่พนักงานให้ค่ากับความตั้งใจของตนมากที่สุดแล้ววิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงหากหัวหน้าไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตนทำไว้ได้อย่างน่าพอใจ สถานการณ์นี้จะทำให้ผู้นำคนปัจจุบันรู้สึกเหนื่อย (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220815-manager-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Manager Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;">) และทำให้พนักงานคนอื่นรู้สึกกลัวที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าการขาดความเป็นเจ้าของร่วมคือจุดเริ่มต้นที่ต่อยอดไปเป็นปัญหาอีกมากมายในภายหลัง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้คนที่ตั้งใจรู้สึกหมดไฟ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;">) ตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณเห็นว่าองค์กรกำลังเจอปัญหานี้ ก็ควรแก้ไขให้เสร็จก่อนคิดถึงการขยายทีม เพราะความสำเร็จของธุรกิจต้องเริ่มจากทีมที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ทีมที่มีคนเยอะขึ้นเท่านั้น</span></p>
<h2><strong>สัญญาณเตือนว่าลูกทีมของคุณไม่มี Sense of Ownership หรือการเป็นเจ้าของร่วมคืออะไร</strong></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 955"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่องานจบแล้ว พนักงานทั่วไปจะนึกถึงผลลัพธ์ ขณะที่พนักงานที่มีความเป็นเจ้าของจะนึกถึงผลที่ตามมา (Outcomes) พวกเขาจะไม่ทิ้งงานเดิมไปหางานใหม่ทันทีที่งานจบลง แต่จะตรวจสอบจนแน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องบรรลุวัตถุประสงค์จากชิ้นงานดังกล่าวแล้วจริง ๆ จากนั้นก็จะคอยติดตามข่าวสารเป็นระยะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต พนักงานที่ไม่มีความเป็นเจ้าของ (Lack of Ownership Mindset) สามารถแก้ไขได้หากสังเกตเห็นได้เร็ว โดยมีสัญญาณเตือน 3 ข้อดังนี้</span></p>
<h3>เมื่อพนักงานเอาแต่สนใจเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้พนักงานจะทำงานที่ถูกมอบหมายได้สำเร็จ แต่หากพนักงานดังกล่าวไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำออกมามีประโยชน์อย่างไร, เหมาะกับใคร, มีข้อเสียหรือไม่ ก็สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ เพราะความเป็นเจ้าของงานที่ดีเริ่มต้นจากการเข้าใจเนื้องานแบบองค์รวม</span></p>
<h3>เมื่อพนักงานเห็นปัญหาแต่คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากงานที่ทำเกิดปัญหาขึ้น คนที่มีความเป็นเจ้าของจะพยายามหาทางแก้ไขไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่คนที่ไม่มีแนวคิดนี้จะมองข้ามทันทีแม้เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้าเพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่นมากกว่า สุดท้ายปัญหาก็จะถูกพอกเอาไว้จนสูญเสียทั้งความสัมพันธ์และชื่อเสียงขององค์กร</span></p>
<h3>เมื่อพนักงานปฏิบัติหน้าที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานไม่รู้สึกว่าตนมีส่วนได้ส่วนเสียกับงาน ก็จะไม่รู้สึกว่าตนต้องทุ่มเทอะไรมากกว่าการทำงานให้เสร็จตามเวลาและส่งต่อให้ฝ่ายอื่นจัดการต่อ ทัศนคติแบบนี้จะทำให้พนักงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้, ขาดแรงกระตุ้น (Motivation) และไม่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ (Innovation) ซึ่งจำเป็นต่อธุรกิจทุกประเภท </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9122 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/5d6a1625a19251a0116554cb9417be26.jpg" alt="Motivation ารสร้างแรงจูงใจในการทำงาน" width="500" height="298" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 956"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/whyimportantmotivation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สิ่งสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานคืออะไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>องค์กรสามารถสร้าง Sense of Ownership หรือการเป็นเจ้าของร่วมได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12506 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/wooden-hand-holding-love-arrow-table-scaled.jpg" alt="SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม" width="600" height="370" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 957"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง Sense of Ownership ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดและไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดประโยชน์ต่อเมื่อการเรียนรู้สัมฤทธิ์ผลเท่านั้น เพราะแค่การค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของก็ส่งผลดีกับการทำงานได้แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR หรือหัวหน้าทีมท่านใดที่กำลังหาแนวทางพัฒนาในเรื่องนี้อยู่ สามารถเริ่มต้นด้วยแนวทางนี้</span></p>
<h3>1. องค์กรต้องทำให้พนักงานเข้าใจว่าความสำเร็จเป็นอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของก็คือการบอกเป้าหมายอย่างชัดเจน และอธิบายให้เห็นภาพว่าหากงานดังกล่าวสำเร็จแล้วจะส่งผลดีในด้านใดบ้างโดยที่ไม่บีบบังคับหรือทำตัวเผด็จการจนเกินไป วิธีนี้จะทำให้พนักงานเห็นว่าตัวผู้นำเองก็มีความเป็นเจ้าของงานอยู่เต็มเปี่ยมและรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานนั้นไปให้ไกลที่สุด </span></p>
<h3>2. องค์กรต้องทำให้เห็นว่างานที่พนักงานทำอยู่มีความสำคัญอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการบอกว่าหน้าที่ของพนักงานคืออะไร (What) สิ่งที่องค์กรต้องตอบให้ได้ก็คือพนักงานทำสิ่งนั้นไปทำไม (Why) เพราะปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้พนักงานหมดไฟก็คือการไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่มีคุณค่ากับใครบ้างหรือไม่ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าเราควรเน้นย้ำถึงคุณค่าตรงนี้เป็นระยะ เพื่อแสดงความขอบคุณและโน้มน้าวให้พนักงานเห็นว่าความพยายามของเขามีความหมาย นี่คือแนวทางเบื้องต้นที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงาน</span></p>
<h3>3. องค์กรต้องไม่บริหารงานแบบจู้จี้จุกจิก (Micromanagement)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกดูว่าหากคุณได้รับมอบหมายให้ทำงานจนประสบความสำเร็จ แต่งานนั้นถูกหัวหน้าเข้ามาวุ่นวายตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งแรกที่คุณจะนึกถึงก็คือความ “โล่งใจ” ที่มันจบลงเสียที และอีกแง่หนึ่งก็คือความ “ไม่ภูมิใจ” เพราะแม้ตนจะเป็นผู้ทำงานดังกล่าวจริง  ๆ แต่การถูกจ้ำจี้จ้ำไชโดยคนที่มีอำนาจสูงกว่าก็ทำให้รู้สึกว่าตนไม่สามารถตัดสินใจบางเรื่องตามความต้องการได้ ยิ่งหากเกิดกรณีที่หัวหน้าเคลมงานขึ้น พนักงานคนดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนเป็นคนที่คิดว่า “จะพยายามไปทำไม” เพราะท้ายสุดก็มีคนที่เตรียมเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเล็ก ๆ ตรงนี้คือชนวนสำคัญที่ไปลดทอนความเป็นเจ้าของในกระบวนการทำงาน ดังนั้นหากผู้นำมีความกังวลใจ และคิดว่าควรยื่นมือเข้าไปในงานนี้จริง ๆ ก็ควรเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้เป็นคนคิดและตัดสินใจควบคู่ไปด้วย เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม (Engagement) มากกว่าปล่อยให้มีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12304 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_1976333117.jpg" alt="MICRO MANAGEMENT การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร" width="600" height="370" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 958"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220909-micromanagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">MICRO MANAGEMENT : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>4. องค์กรต้องแสดงถึงการเป็นผู้ฟังที่ดี (Good Listener Skill)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานที่ดีต้องเริ่มต้นจากการสื่อสารที่ดี และการสื่อสารที่ดีต้องเกิดจากคนสองคน (2-Way Communication) ดังนั้นถ้าเราอยากสร้างบรรยากาศของความเป็นเจ้าของงานภายในองค์กร เราก็ต้องทำให้มีวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนกล้าแสดงความเห็นออกมาอย่างสบายใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ</span><span style="font-weight: 400;">ธิบายก่อนว่าการเป็นเจ้าของงานไม่ได้แปลว่าต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่รับผิดชอบงานของตนและไม่ไปก้าวก่ายงานของคนอื่นเด็ดขาด แต่หมายถึงการที่ทุกคนคิดถึงการหาข้อดี &#8211; ข้อเสียของงานที่ถืออยู่ และหาแนวทางพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ต้องเข้าใจเช่นกันว่าพนักงานแต่ละคนมีความรู้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมในโปรเจ็คนั้น ๆ แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลจะทำให้เราได้เห็นแง่มุมแบบองค์รวม  ช่วยให้ทีมเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น และอาจนำไปสู่การค้นพบวิธีทำงานแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม </span></p>
<h3>5. องค์กรต้องทำให้เห็นว่าเมื่อเกิดปัญหา ทุกคนพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเข้าใจผิดของหลาย ๆ องค์กรที่ต้องการนำเสนอเรื่องความเป็นเจ้าของร่วมก็คือการแบ่งพนักงานออกเป็นส่วน ๆ เพื่อแยกหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจน แต่วิธีนี้จะเกิดปัญหาตามมาในกรณีที่งานไม่เป็นตามแผนที่วางเอาไว้ เพราะพนักงานบางส่วนจะคิดว่า</span> “งานของใคร คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ” <span style="font-weight: 400;">และปล่อยให้เพื่อนร่วมงานแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแท้จริงไม่ว่างานที่ได้รับมอบหมายจะเป็นแบบใดหรืออยู่ในระดับใด สิ่งเหล่านั้นล้วนอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์องค์กร แปลว่าทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบเป้าหมายที่ผู้บริหารวางเอาไว้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้น ผู้นำต้องเป็นคนที่พร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทันทีแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับชิ้นงานนั้น ๆ เลยก็ตาม</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10230 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/happy-woman-glasses-makes-winning-gesture-sincerely-rejoices-lady-with-red-lipstick-dressed-gray-sweater-looking-laptop-1.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Sense of Ownership คืออะไร ? ทำไมผู้นำต้องให้ความสำคัญ ? 959"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงวัยหนึ่ง มนุษย์จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับการทำงานเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นคือสิ่งที่จะประกอบร่างให้กับเราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรม, ทัศนคติ, องค์ความรู้ ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sense of Ownership ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับการทำงานเท่านั้น แต่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต ลองถามตัวเองดูสิว่าในฐานะคนรัก เราทำหน้าที่ได้ดีไหม, ในฐานะเจ้าของสัตว์เลี้ยง เราดูแลมันได้ดีพอหรือไม่ หากเราตั้งคำถามแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เราก็จะมีความตระหนักรู้และสามารถรับมือกับทุกเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพโดยแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ 2" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3UOetj5" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3UOetj5</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2T8hhI1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2T8hhI1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3SjnKOD" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3SjnKOD</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3UMtodC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3UMtodC</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3fpQiHI" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3fpQiHI</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3LMJzn6" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3LMJzn6</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220923-stage-not-age/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Sep 2022 04:33:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[อายุ]]></category>
		<category><![CDATA[Age]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220923-stage-not-age/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT แต่เดิมมนุษย์มักใช้ชีวิตตามวัฏจักรที่คุ้นเคย คือเข้าเรียน, ทำงาน, แต่งงาน, มีลูก และตายไป โดยมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เท่านั้น แต่ในโลกธุรกิจ การรู้ทักษะแห่งอนาคตล่วงหน้าได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่องค์กรระดับโลกนำมาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำให้พนักงานมีระยะเวลาใช้งานนานขึ้น การรู้จักระยะของชีวิตในมุมมองทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ จะทำให้เรารู้ว่าตนมีสิ่งที่จำเป็น (Stage Needs) สำหรับช่วงต่าง ๆ มากพอหรือยัง และเปิดโอกาสให้เติมเต็มสิ่งที่ขาดได้ง่ายขึ้น ต่างจากวิถีปกติที่ทุกคนพยายามหาคำตอบด้วยตนเอง การรู้จักลำดับขั้นของการทำงาน (Career Stage) ก็เช่นกัน หากเรารู้ว่าสิ่งสำคัญของการทำงานแต่ละช่วงคืออะไร เราก็สามารถวางแผนล่วงหน้า หรือแม้แต่เร่งหาความรู้เหล่านั้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่การประสบความสำเร็จนั้น ยิ่งสำเร็จเร็ว ก็ยิ่งต้องศึกษาวิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้มากขึ้น ต้องรู้จักเปิดใจ, รับฟังความเห็น และให้ค่ากับมุมมองของผู้ที่อาวุโสกว่าเสมอ เพราะท้ายสุดการเก่งขึ้นด้วยตัวคนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจใดได้ เราจำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมงานไม่มากก็น้อยอยู่ดี เราอาจเคยใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ตามครรลองของมัน และเป็นฝ่ายเฝ้ารอโอกาสเสมอ แต่ปัจจุบันรูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไปมาก เราเห็นคนอายุน้อยประสบความสำเร็จในระดับโลก และเห็นคนรุ่นเก่าที่ล้มเหลวมานับไม่ถ้วน นั่นแปลว่าแท้จริงแล้ว “อายุ” ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินความสำเร็จของมนุษย์เสมอไป แต่เป็น “ทักษะ” ต่างหากที่จะบอกว่าเราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยากเย็นขึ้นหรือไม่  ดังนั้นผู้คนในแวดวงธุรกิจจึงหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องระยะของชีวิต (Stage of Life) และ ลำดับขั้นของการทำงาน (Career [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่เดิมมนุษย์มักใช้ชีวิตตามวัฏจักรที่คุ้นเคย คือเข้าเรียน, ทำงาน, แต่งงาน, มีลูก และตายไป โดยมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เท่านั้น แต่ในโลกธุรกิจ การรู้ทักษะแห่งอนาคตล่วงหน้าได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่องค์กรระดับโลกนำมาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำให้พนักงานมีระยะเวลาใช้งานนานขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การรู้จักระยะของชีวิตในมุมมองทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ จะทำให้เรารู้ว่าตนมีสิ่งที่จำเป็น (Stage Needs) สำหรับช่วงต่าง ๆ มากพอหรือยัง และเปิดโอกาสให้เติมเต็มสิ่งที่ขาดได้ง่ายขึ้น ต่างจากวิถีปกติที่ทุกคนพยายามหาคำตอบด้วยตนเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การรู้จักลำดับขั้นของการทำงาน (Career Stage) ก็เช่นกัน หากเรารู้ว่าสิ่งสำคัญของการทำงานแต่ละช่วงคืออะไร เราก็สามารถวางแผนล่วงหน้า หรือแม้แต่เร่งหาความรู้เหล่านั้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่การประสบความสำเร็จนั้น ยิ่งสำเร็จเร็ว ก็ยิ่งต้องศึกษาวิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้มากขึ้น ต้องรู้จักเปิดใจ, รับฟังความเห็น และให้ค่ากับมุมมองของผู้ที่อาวุโสกว่าเสมอ เพราะท้ายสุดการเก่งขึ้นด้วยตัวคนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจใดได้ เราจำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมงานไม่มากก็น้อยอยู่ดี</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48104" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164922.297.webp" alt="Stage (not Age)" width="600" height="370" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 968" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164922.297.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-27T164922.297-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจเคยใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ตามครรลองของมัน และเป็นฝ่ายเฝ้ารอโอกาสเสมอ แต่ปัจจุบันรูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไปมาก เราเห็นคนอายุน้อยประสบความสำเร็จในระดับโลก และเห็นคนรุ่นเก่าที่ล้มเหลวมานับไม่ถ้วน นั่นแปลว่าแท้จริงแล้ว “อายุ” ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินความสำเร็จของมนุษย์เสมอไป แต่เป็น “ทักษะ” ต่างหากที่จะบอกว่าเราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยากเย็นขึ้นหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นผู้คนในแวดวงธุรกิจจึงหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องระยะของชีวิต (Stage of Life) และ ลำดับขั้นของการทำงาน (Career Stage) กันมากขึ้น เพื่อหาคำตอบว่ามีวิธีใดบ้างที่จะช่วยร่นเวลาให้ทักษะบางอย่างที่เคยแปรผันตามอายุ กลายมาเป็นทักษะที่ใคร ๆ ก็ฝึกได้เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพให้พนักงานกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้ทำให้เกิดมุมมองใหม่ทางวิชาการว่า Stage (Not Age) หรือ “อายุเป็นเพียงตัวเลข” คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ยังไม่รู้จักปรับตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระยะของชีวิตมีผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ระยะของชีวิต หรือ Stage of Life คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12417 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/metamorphosis-butterfly-stalk_488145-1217.jpg" alt=" STAGE (NOT AGE) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข" width="702" height="468" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 969"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระยะของชีวิตคือช่วงเวลาที่ทุกคนจะต้องก้าวผ่าน โดยแต่ละช่วงจะมีจุดร่วมบางอย่างเหมือนกัน เช่นพฤติกรรม, สิ่งที่สนใจ หรือทัศนคติ เป็นต้น ทั้งนี้เราสามารถแบ่งระยะของชีวิตเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่วัยเด็ก (Childhood) วัยกลางคน (Adulthood) และวัยชรา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/th-payadvanceservice-181031/https://th.hrnote.asia/personnel-management/th-payadvanceservice-181031/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Old Age</span></a><span style="font-weight: 400;">) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเหตุผลของการเปลี่ยนระยะ (Transitional) ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอายุเท่านั้น แต่มาจากบริบทอื่น ๆ เช่นประสบการณ์ที่พบเจอ, ความรู้ที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกถึงการเติบโตของคนรอบตัวเมื่อพวกเขาเรียนจบ, แต่งงาน, มีลูก เพราะมันเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดว่าชีวิตหลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เราขอยกตัวอย่างจากแนวคิดของ </span>อีริค อีริคสัน (Erik Erikson) <span style="font-weight: 400;">นักจิตวิเคราะห์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ที่แบ่งจังหวะชีวิตออกเป็น 8 ช่วง ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. เด็กทารก (Infancy Stage)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> เด็กในวัยนี้จะถามตัวเองเสมอว่าตนสามารถไว้ใจใครได้บ้าง เป็นช่วงวางรากฐานของชีวิต กล่าวคือถ้าพบกับความเชื่อใจ ก็จะเป็นคนที่กล้าไว้ใจคนอื่นในอนาคต แต่ถ้าพบกับความไม่เชื่อใจ ก็จะพัฒนาเป็นคนที่หวาดระแวง ขี้กลัวไปแทน</span></p>
<p><strong>2. เด็กเล็ก (Toddlerhood Stage)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> นี่คือช่วงแห่งความขี้สงสัยและความมั่นใจตัวเอง หากเขาถูกผู้อื่นต่อว่าอย่างแรงเขาก็จะกลายเป็นคนไม่มั่นใจตัวเองทันที ดังนั้นจึงควรได้รับอนุญาตให้เล่นและได้ตั้งคำถามอย่างเต็มที่โดยมีคนกำกับดูแลอย่างถูกต้อง จริงใจ และให้เกียรติ</span></p>
<p><strong>3. วัยอนุบาล (Pre School Stage)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> เป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มตั้งคำถามและอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง หากได้รับการส่งเสริม ทักษะที่ค้นพบก็จะติดตัวและพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ แต่หากถูกต่อต้าน เด็กก็จะเติบโตโดยไม่กล้าลองอะไรใหม่ ๆ เพราะมีความคิดว่าตนเคยล้มเหลวอยู่ในใจเสมอ</span></p>
<p><strong>4. วัยเรียน (Early School Stage)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นช่วงที่คนพยายามทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น และอยากให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่ตนทำอยู่มีความหมาย หากได้รับการสนับสนุน เขาก็จะพัฒนาเป็นคนขยันหมั่นเพียร ประสบความสำเร็จง่ายขึ้น แต่หากถูกต่อต้าน ก็จะรู้สึกว่าตนเป็นคนไม่เก่ง หมดกำลังใจ และอาจกลายเป็นคนขี้เกียจ ไม่อยากเรียนรู้ไปเลยเช่นกัน</span></p>
<p><strong>5. วัยรุ่น (Adolescence Stage)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> เป็นช่วงที่คนเริ่มเข้าใจเรื่อง “บทบาททางสังคม” ว่าตนไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังเป็นทั้งลูก, เพื่อน, ญาติ, พลเมือง ฯลฯ ของคนอื่น ๆ วัยรุ่นมักเรียกร้องการยอมรับจากกลุ่มคนเหล่านั้น (ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งรู้จากตามทฤษฎี) หากได้รับการยินยอมให้ไปค้นหาตัวเอง ก็จะมีโอกาสเจอสิ่งที่ชอบจริง ๆ ได้สูง ช่วยให้วางแผนสำหรับอนาคตได้ง่ายขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากถูกตีกรอบจนทำอะไรไม่ได้ เขาก็จะต้องเห็นคนอื่นก้าวผ่านไปเรื่อย ๆ ซึ่งแม้จะพัฒนาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แต่ก็มักเป็นความสำเร็จที่ยังไม่รู้ว่าความต้องการจริง ๆ ของตนเป็นอย่างไร</span></p>
<p><strong>6. วัยเริ่มเป็นผู้ใหญ่ (Young Adulthood Stage)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นวัยที่เราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น และจะเริ่มปฏิเสธความสัมพันธ์บางอย่างที่เคยสร้างเอาไว้เพียงเพราะอยากเป็นที่ยอมรับในสังคม การมีความรักหรือความสัมพันธ์ระยะยาวคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นวัยที่สับสน จึงต้องหัดเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ให้หนีปัญหาและจมอยู่กับความทุกข์เพียงคนเดียว</span></p>
<p><strong>7. วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (Middle Adulthood Stage)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นวัยที่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ไปสู่คนอื่น สังเกตได้ว่าคนในวัยนี้หากไม่กลายเป็นเครียดที่นึกถึงแต่ตัวเอง ก็จะเป็นคนที่ชอบทำงานเพื่อผู้อื่นไปเลย เรียกว่าลักษณะนิสัยของคนในวัยนี้คือข้อสรุปเบื้องต้นว่าตนใช้ชีวิตในช่วงที่ผ่านมาดีหรือร้ายอย่างไร</span></p>
<p><strong>8. วัยผู้ใหญ่ตอนท้าย (Late Adulthood Stage)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เป็นวัยที่เรียกร้องหาความสมบูรณ์ และรู้สึกถึงความสิ้นหวัง เพราะเป็นช่วงท้ายก่อนเสียชีวิต มนุษย์มักใช้เวลานี้เพื่อสะท้อนถึงเรื่องราวในอดีตของตน หากคำตอบคือดี เราก็จะรู้สึกถึงความสุข แต่หากคำตอบคือไม่ดี เราก็จะรู้สึกท้อแท้ โศกเศร้า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถนำความรู้ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ โดยการสังเกตว่าตนอยู่ในระยะของชีวิตแบบไหน และมีจุดใดบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นพิเศษ พัฒนาการตรงนี้จะทำให้เราเติบโตขึ้น รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสภาวะทางจิตวิทยาที่เป็นรากฐานสำคัญในการทำงานทุกประเภท</span></p>
<h2>ลำดับขั้นของการทำงาน หรือ Career Stage มีอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับระยะของชีวิต (Stage of Life) ลำดับขั้นของการทำงานจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่พนักงานแต่ละคนพบเจอตลอดชีวิตการทำงาน แต่ภายใต้ความแตกต่างนั้น จะมีบางส่วนที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายที่ต้องเจอ, ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางพัฒนาทักษะให้เหมาะกับความต้องการในช่วงเวลานั้น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวข้อนี้จะแสดงให้เห็นลำดับขั้นของการทำงานที่อ้างอิงจากอายุ พร้อมอธิบายว่าเราจะประสบความสำเร็จในแต่ละขั้นได้อย่างไร ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะหากเข้าใจว่า Stage ต่อไปจำเป็นต้องมีความพร้อมใดบ้าง ก็จะก้าวนำคนอื่นไปทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12419 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/proff.jpg" alt=" STAGE (NOT AGE) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข" width="592" height="318" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 970"></p>
<h3>5 ลำดับขั้นของการทำงาน (Career Stage) มีดังนี้</h3>
<p><strong>1. ช่วงเวลาแห่งการค้นหา (Exploration Stage)</strong> : <span style="font-weight: 400;">คือช่วงแรกของการทำงานที่คนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร และการทำงานประจำอย่างมืออาชีพต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องใดบ้าง การทดลองทำหลาย ๆ อย่างจะช่วยให้เราโฟกัสในสิ่งที่สนใจที่สุด และค่อย ๆ ปัดตกไอเดียที่เราไม่ได้สนใจออกไปจนประกอบร่างเป็น “เป้าหมาย” (Career Goal) ที่ทำให้เราเติบโตในโลกการทำงานได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p>เคล็ดลับของช่วงเวลาแห่งการค้นหา คือการหาความรู้ให้มากที่สุด ทั้งด้านการฝึกงาน (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220908-intern-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Internship</a>), ทำงานเสริม (<a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Part-Time Job</a>) และการเป็นอาสาสมัครตามหน่วยงานต่าง ๆ (Volunteer) จากนั้นให้เข้าคอร์สเสริมความรู้เพื่อปิดทักษะที่เรายังขาด พร้อมคิดเสมอว่าจะนำทักษะที่มีไปต่อยอดอย่างไร ผ่านช่องทาง (Connection) แบบใด</p>
<p><strong>2. ช่วงเวลาแห่งการสร้างตัวตน (Establish Stage)</strong> : หลังจากที่เราได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่าเป้าหมายที่อยากเป็นในอนาคตคืออะไร และสิ่งที่สนใจที่สุดในขณะนั้นคืออะไร ก็ได้เวลาที่เราต้องมองหา “งานประจำ” (Full Time Job) โดยมีเป้าหมายเพื่ออยู่กับองค์กรในระยะยาว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่คนต้องเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือ “การมองทุกอย่างตามความเป็นจริง”​ หากเราสามารถยอมรับตรงนี้ได้ ไม่มองว่างานในฝันเป็นสิ่งที่สวยหรูไร้มลทิน เราก็จะรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นมืออาชีพกว่าคนที่แค่สมัครงานเข้ามาแต่ไม่มีหลักการรองรับเลย</span></p>
<p>เคล็ดลับของช่วงเวลาแห่งการสร้างตัวตน คือการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และลงมือให้มากเพื่อสร้างการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน นี่คือช่วงเวลาที่มนุษย์จะสัมผัสกับความสมหวังและผิดหวังในโลกการทำงานเป็นครั้งแรก ดังนั้นต้องรู้จักทำงานเป็นทีม, กล้าขอคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า, ประเมินผลงานตัวเองให้มาก และควรคว้าใบรับรอง (Certificated) หรือเครื่องยืนยันบางอย่างในสายงานว่าเรามีศักยภาพโดดเด่นกว่าคนอื่นจริง ๆ</p>
<p><strong>3. ช่วงเวลาแห่งความมั่นคง (Stability Stage)</strong> : เราเรียกช่วงนี้ว่าเป็นช่วงกลางของวัยทำงาน (Mid Career) พนักงานจะเห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่ตนทำมากว่าสิบปีได้ประกอบร่างออกมาเป็นอย่างไร และมองเห็นอนาคตของการทำงาน (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Career Path</a>) ล่วงหน้าได้ว่าศักยภาพที่ตนมีจะต่อยอดไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดบ้าง ความเชื่อมั่นตรงนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ จึงไม่แปลกหากบางคนจะมองว่าช่วงนี้คือ “จุดพีค” ของชีวิตการทำงาน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าตนสามารถรับงานที่ใหญ่ขึ้นและก้าวไปเป็นผู้นำ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Leader</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้จริง ๆ รวมถึงต้องเป็นแบบอย่างทั้งในแง่ของวิธีการทำงาน และการจัดสมดุลชีวิต (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;">) </span></p>
<p>เคล็ดลับของช่วงเวลาแห่งความมั่นคง คือการสอบถามผู้บริหารและหาคำตอบให้ชัดเจนว่าหน้าที่การงานของเราจะโตขึ้นได้อย่างไร ไม่ควรทำงานไปวัน ๆ แบบรอโอกาสที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด ที่สำคัญคือต้องกล้าเผชิญกับงานที่ท้าทายและกล้าเปลี่ยนงานหากพบว่าองค์กรไม่มีแผนอะไรให้เราอีกแล้ว แม้จะมีความผูกพันกันมากแค่ไหนก็ตาม</p>
<p><strong>4. ช่วงท้ายของการทำงาน (Late Career Stage)</strong> : หลังจากที่ทำงานหนักตามลำดับขั้นมานานกว่า 20 ปี ในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงท้ายของการทำงาน เมื่อถึงจุดนี้อาชีพการงานของเราจะมั่นคงขึ้น โอกาสในการพัฒนาไปสู่จุดที่ใหญ่กว่าจะน้อยลง และต้องใช้เวลาเพื่อส่งต่อความรู้ให้พนักงานรุ่นใหม่มากกว่า อย่างไรก็ตามมีคนมากมายที่เพิ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงนี้เช่นกัน</p>
<p>เคล็ดลับในช่วงท้ายของการทำงานคือการเปลี่ยนตัวเองให้มีทักษะการถ่ายทอดความรู้ และควรให้ความสำคัญกับบริบทอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำงาน เช่นงานอดิเรก, การวางแผนการเงิน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกจากงาน (Retirement)</p>
<p><strong>5. ช่วงหลังวัยทำงาน (Declining State)</strong> : นี่คือช่วงที่เราควรใช้เวลาเพื่อตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมาด้วยการอยู่กับครอบครัว, คนรัก และทำกิจกรรมที่ตนเคยพลาดขณะทำงานหนัก โดยเราสามารถหารายได้เสริมทั้งด้วยการรับงานจ้างจิปาถะ, งานที่ปรึกษา หรือแม้แต่การหางานประจำที่รับผู้อาวุโสซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนักในสังคมปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับทักษะมากกว่าช่วงวัย</p>
<p><span style="font-family: arial, helvetica, sans-serif;">เคล็ดลับของช่วงหลังการทำงานคือการทำตัวเองให้แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงคอยพัฒนาความรู้ให้แหลมคมอยู่เสมอ เพราะคงไม่ดีแน่หากเราเป็นคนเก่งแต่เจ็บป่วยบ่อยจนทำให้งานขาดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังควรรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ทั้งในระดับส่วนตัว ไปจนถึงระบบพนักงานเก่า (Alumni Section) ขององค์กร เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือร้ายล้วนมีความหมายและคุ้มค่ากับการใช้เป็นแรงผลักดันของชีวิต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/new-generation-workforce-1004/"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9367 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/150789934_697516987585433_6159562787536212859_n.jpg" alt="150789934 697516987585433 6159562787536212859 n" width="505" height="505" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 971"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/new-generation-workforce-1004/">ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Stage (Not Age) อายุเป็นเพียงตัวเลข เมื่อการรู้จักระยะของชีวิตคือเทรนด์ใหม่ของการทำงาน</h2>
<p>คุณซูซาน วิลเนอร์ โกลเดน (Susan Wilner Golden) <span style="font-weight: 400;">นักวิจัยด้านชีวิตอันยืนยาว (Longetivity Researcher) จาก Stanford University กล่าวว่าสังคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ, องค์ความรู้ รวมถึงวิสัยทัศน์ของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นเร็วมาก สังคมจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โกลเดนมองว่าผู้สูงอายุนั้น (ในที่นี้คือคนอายุหลัง 60 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นวัยเกษียณ) ถูกมองด้วยสายตาที่ผิดพลาดมาเสมอ เธอย้ำกับทุกคนว่า “ห้ามคิดว่าเราเป็นเหมือนคนแก่ในอดีตเด็ดขาด” เพราะนวัตกรรมทางการแพทย์ได้ฟื้นฟูขึ้นมาก สมมติเราอยู่ได้นานถึงร้อยปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราต้องคิดตามมาก็คือเราจะหาเงินมาดูแลตัวเองได้อย่างไรหากมาตรฐานเดิมคือการหยุดทำงานตอนอายุ 60 ดังนั้นเราควรกลับมาคิดทบทวนใหม่ว่าแท้จริงช่วงวัยดังกล่าวเหมาะกับการเลิกทำงานจริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่ไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่คนมักมองว่าวัยหลัง 60 เป็นช่วงท้ายของชีวิตเป็นเพราะค่าเฉลี่ยการเสียชีวิตในอดีตอยู่ที่ราว 80 ปี การหยุดทำงานจึงเป็นเหมือนการให้รางวัลและปลดปลงหัวใจ แต่แท้จริงมันทำให้ชีวิตต้องสูญเสียโอกาสที่ดีอีกมาก โกลเดนอธิบายให้เห็นภาพว่าคนอายุ 50 กับคนอายุ 75 ที่มีความต่างถึง 25 ปีอาจอยู่ในระยะของชีวิตเดียวกัน สนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการวิธีดูแลแบบเดียวกัน เราจึงเป็นได้ทั้งคนอายุน้อยที่หมดไฟ และเป็นคนอายุมากที่ไฟแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการหาคำตอบว่าแท้จริงเราอยู่ในระยะของชีวิตแบบไหน หรืออยู่ในลำดับขั้นของการทำงานแบบใดโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอายุ เพราะหากเราจำกัดตัวเองด้วยความอาวุโสไปแล้ว จิตใต้สำนึกจะสั่งการทันทีว่า “เราแก่ เรา</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/"><span style="font-weight: 400;">หมดไฟ</span></a><span style="font-weight: 400;"> เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จริง ๆ เราควรเปรียบชีวิตเป็นสิ่งที่ฟื้นฟูและพัฒนาได้เสมอ (Renaissance period) แน่นอนว่าการเข้าใจเรื่องระยะต่าง ๆ ในชีวิตจะทำให้เราเตรียมตัวได้ดีขึ้น แต่หากมันทำให้เราว้าวุ่นใจ สิ่งที่เธอแนะนำคือการเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา (Continuous Learner) วิธีนี้จะทำให้เราทันสมัยและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดี </span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 972"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">บริษัทลืมเกษียณพนักงาน และพนักงานยังคงมาทำงานได้ สามารถดำเนินการจ้างหลังจากนี้อย่างไรได้บ้าง</span></p>
<p>ปัจจุบันมีพนักงานอายุ 65 ปีที่ทำงานอยู่ เพราะบริษัทลืมให้เกษียนตอนอายุ 60 ปี ทุกวันนี้ยังทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้นบริษัทสามารถดำเนินการจ้างงานต่อไปได้อย่างไรบ้าง ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้มี 2 แนวทางให้ปฏิบัติครับ</span></p>
<div>&#8211; แนวทางแรก คือบริษัททำการเลิกจ้าง เนื่องจากเกษียณอายุและจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอายุงาน และทำการว่าจ้างกันใหม่ในรูปแบบที่ปรึกษา โดยอาจจะระบุการจ้างเป็นรูปแบบปีต่อปี</div>
<div>&#8211; แนวทางที่ 2 คือทำการจ้างต่อไปตามเดิม จนถึงวันที่นายจ้างเห็นว่าลูกจ้างไม่อาจจะทำงานต่อไปได้ หากเลือกวิธีการนี้ นายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าจ้างโดยคำนวณอายุงานตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำงานจนถึงวันที่เลิกจ้าง</div>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/69?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 973"></a></p></blockquote>
<p>Stage (Not Age) ทำงานอย่างไร ? <span style="font-weight: 400;">หลักการง่าย ๆ คือการรู้จักเริ่มต้นใหม่ (Restart) เธอมองว่าแนวคิดเดิมที่มองว่ามนุษย์จะเข้าสู่ช่วงท้าย (Retirement Stage) ตอนอายุ 60 เป็นเรื่องล้าสมัย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะหากคนสามารถอายุยืนได้ถึงร้อยปี ทำไมเราจึงต้องให้เวลากับช่วงนี้ถึง 40 ปีซึ่งมากกว่ากระบวนการเรียนรู้ในช่วงต้นชีวิตด้วยซ้ำ เราจึงควรบริหารจัดการชีวิตกันใหม่ (Reinvent Period) เพื่อกลับไปใช้ประโยชน์จากระยะของชีวิตแต่ละช่วงกันอีกครั้ง จนกล่าวได้ว่าประโยค “อายุเป็นเพียงตัวเลข” มีความหมายชัดเจนขึ้นมากในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอทิ้งท้ายว่าเมื่อเรามองข้ามเรื่องอายุ และให้ความสำคัญกับระยะของชีวิตแทน เราจะกล้าเปลี่ยนมุมมอง (Mindset) มากขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถเกิดในช่วงใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนแก่เท่านั้น</span></p>
<h2>ผู้นำอายุน้อยจะบริหารจัดการลูกทีมที่อาวุโสกว่าได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12421 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/7777.jpg" alt=" STAGE (NOT AGE) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข" width="600" height="370" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 974"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเชิงทฤษฏีนั้นองค์กรสามารถแต่งตั้งคนอายุเท่าใดมาเป็นผู้นำก็ได้ตราบใดที่เห็นว่ามีความสามารถมากพอ ขณะเดียวกันก็สามารถจ้างพนักงานได้ตามใจแม้จะมีอายุมากกว่าผู้นำหลายปีก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้ามองในเชิงปฏิบัติแล้ว จะเห็นว่าการควบคุมคนที่อาวุโสกว่าได้กลายเป็นปัญหาหลัก (Pain Point) ของกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ เพราะมักถูกนำเรื่องประสบการณ์มาอ้างอิง หรือเกิดความไม่พอใจที่เห็นคนอายุน้อยประสบความสำเร็จมากกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศแง่ลบภายในองค์กร ส่งผลให้การทำงานไม่คล่องตัวอย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<p>คุณริเทช อการ์วาล (Ritesh Agarwal) ผู้บริหารโรงแรมเครือ OYO<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งประสบความสำเร็จระดับโลกตั้งแต่อายุยังน้อยกล่าวว่าสิ่งที่คนรุ่นเก่ากังวลที่สุดก็คือการรู้สึกว่าตนหมดคุณค่า ไม่เป็นที่ต้องการขององค์กร ซึ่งภาพนี้จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเวลาที่เห็นคนรุ่นใหม่ข้ามหน้าข้ามตา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราต้องทำทุกวิถีทางให้พวกเขารู้สึกมีความหมาย หากทำได้ คนรุ่นเก่าก็จะพร้อมก้าวเดินไปกับเรา เขาย้ำเสมอว่าพนักงานทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด เล็กหรือใหญ่ ก็ล้วนต้องการความเคารพจากเพื่อนร่วมงาน และพวกเขาก็สมควรจะได้รับสิ่งเหล่านั้นด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากผู้นำที่อายุน้อยรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการเคารพมากเท่าที่ควร ก็ต้องเตรียมพร้อมกับการทำงานให้หนักขึ้น อย่าคิดว่าการใช้ชีวิตแบบเดิมจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ผู้นำต้องแสดงให้คนรุ่นเก่าเห็นว่าความคิดของคนรุ่นใหม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะสำหรับบางคน ความคิดเห็นที่ยังไม่ถูกพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพจะถือเป็นเพียงเรื่องไร้สาระเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้คุณริเทชจึงมักใช้เวลาในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดเพื่อเตรียมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการประชุมใหญ่ทุกวันจันทร์ อย่างน้อยก็เพื่อให้ตนสื่อสารได้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นได้ดีกว่าการเข้าประชุมตามหน้าที่โดยไม่มีความพร้อมอะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะสำคัญอีกอย่างที่ผู้นำต้องมีก็คือทักษะการฟัง (Listening Skills) ห้ามคิดว่าตนเหนือกว่าใครเพียงเพราะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ต้องคิดว่ามีเรื่องราวในโลกธุรกิจอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ดังนั้นประสบการณ์ของพนักงานรุ่นเก่าจึงเป็นข้อมูลอันล้ำค่าที่ต้องให้ความสำคัญ  เป็นสมบัติขององค์กรที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นผู้ฟังที่ดีจะทำให้ผู้พูดรู้สึกมีความหมายและมองข้ามความแตกต่างของอายุ เป็นเหมือนตัวกลางที่ทำให้เห็นว่าคนต่างไวสามารถร่วมงานกันได้จริง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-young-leader/"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-thumbnail wp-image-10398 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/young-beautiful-girl-sitting-working-place-office.jpg" alt="อายุน้อยก็เป็นผู้บริหารได้ ถ้าคุณเป็นผู้นำครั้งแรก ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?" width="600" height="370" title="Stage (not Age) : เราเติบโตขึ้นเพราะความรู้ ไม่ใช่ความแก่ และอายุเป็นเพียงตัวเลข 975"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-young-leader/">อายุน้อยก็เป็นผู้บริหารได้ ถ้าคุณเป็นผู้นำครั้งแรก ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Stage (Not Age) เป็นคำใหม่ที่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่าแท้จริงสิ่งที่ทุกองค์กรค้นหาคือความอาวุโส หรือทักษะที่แต่เดิมเชื่อว่าจะพัฒนาไปตามช่วงวัยกันแน่ ? เพราะหากเราสนใจทักษะเป็นหลัก  พนักงานที่มีความพร้อมก็สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสนเรื่องอายุเลยด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราสามารถยกระดับคนในทีมให้มีทักษะแบบเดียวกับคนที่อยู่ในลำดับขั้นของการทำงาน (Career Stage) ที่สูงกว่า เพราะนอกจากจะได้พนักงานที่เก่งแล้ว ยังได้พนักงานที่มีอายุการใช้งานนานขึ้นอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่บอกว่าโลกการทำงานเปลี่ยนไปตลอดเวลา ความเชื่อบางอย่างที่เราเคยรู้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ควรแก้ไข และการปรับตัวให้ทัน (Transformation) ทั้งด้านทัศนคติและวิสัยทัศน์องค์กรก็กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ หากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังและพ่ายแพ้ในการทำธุรกิจ </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ 2" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://mck.co/3qYGxm9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://mck.co/3qYGxm9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3fcHWTL" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3fcHWTL</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3dzIYsg" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3dzIYsg</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3S6mmyF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3S6mmyF</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220916-disability-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2022 03:57:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[DISABILITY]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้พิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220916-disability-management/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Disability Management หรือการบริหารจัดการคนพิการในประเทศไทยกำลังมีปัญหา ด้วยจำนวนผู้พิการอยู่ราว 2.1 ล้านคน แต่มีอีกมากกว่า 50% ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐเพราะระบบพิจารณาคนพิการของเมืองไทยไม่สอดคล้องกับหลักสากล ทำให้เกิดคนพิการที่ตกหล่นจำนวนมาก ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับการว่าจ้างคนพิการมากขึ้น เพราะมีวิจัยระบุแล้วว่าคนพิการส่วนใหญ่สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับคนทั่วไปหากวางแผนอย่างเหมาะสม และความพิการบางอย่างยังทำให้เกิดจุดเด่นที่หาไม่ได้จากคนทั่วไป เช่นผู้ที่มีอาการออทิสติกจะจำข้อมูลที่เป็นตัวเลขได้ดี เป็นต้น การสัมภาษณ์คนพิการเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยพิจารณาว่าความพิการของบุคคลนั้น ๆ มีจุดใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทั้งนี้ HR ต้องศึกษาวิธีสัมภาษณ์คนพิการโดยเฉพาะเพื่อเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม และเพื่อให้โฟกัสอยู่กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานจริง ๆ  ความพิการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หาก HR พิจารณาแล้วว่าพนักงานในองค์กรยังไม่พร้อมกับการรับคนพิการเข้ามา ก็ไม่ควรดันทุรังเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศเชิงลบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม ในโลกที่คนเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น การรับคนพิการเข้ามาสู่องค์กรเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อประโยชน์ในแง่ของภาพลักษณ์ ตลอดจนองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่คนพิการถ่ายทอดมาสู่ทีม เพราะประสบการณ์ชีวิตของคนพิการย่อมหาไม่ได้จากคนอื่น ซึ่งบางครั้งมันนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกว่าเดิม  เราอยากให้บทความนี้เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้องค์กรของคุณเปิดใจ และพิจารณาว่าจ้างคนพิการแบบที่เห็นคุณค่าของพวกเขาจริง ๆ สถานการณ์ของคนพิการในเมืองไทยเป็นอย่างไร รายงานจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 กล่าวว่าเมืองไทยมีคนพิการอยู่ทั้งสิ้นราว 2.1 ล้านคน แบ่งเป็นคนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (15 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Disability Management หรือการบริหารจัดการคนพิการในประเทศไทยกำลังมีปัญหา ด้วยจำนวนผู้พิการอยู่ราว 2.1 ล้านคน แต่มีอีกมากกว่า 50% ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐเพราะระบบพิจารณาคนพิการของเมืองไทยไม่สอดคล้องกับหลักสากล ทำให้เกิดคนพิการที่ตกหล่นจำนวนมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับการว่าจ้างคนพิการมากขึ้น เพราะมีวิจัยระบุแล้วว่าคนพิการส่วนใหญ่สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับคนทั่วไปหากวางแผนอย่างเหมาะสม และความพิการบางอย่างยังทำให้เกิดจุดเด่นที่หาไม่ได้จากคนทั่วไป เช่นผู้ที่มีอาการออทิสติกจะจำข้อมูลที่เป็นตัวเลขได้ดี เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์คนพิการเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยพิจารณาว่าความพิการของบุคคลนั้น ๆ มีจุดใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทั้งนี้ HR ต้องศึกษาวิธีสัมภาษณ์คนพิการโดยเฉพาะเพื่อเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม และเพื่อให้โฟกัสอยู่กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานจริง ๆ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความพิการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หาก HR พิจารณาแล้วว่าพนักงานในองค์กรยังไม่พร้อมกับการรับคนพิการเข้ามา ก็ไม่ควรดันทุรังเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศเชิงลบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12352 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/555.jpg" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="627" height="418" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 987"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่คนเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น การรับคนพิการเข้ามาสู่องค์กรเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อประโยชน์ในแง่ของภาพลักษณ์ ตลอดจนองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่คนพิการถ่ายทอดมาสู่ทีม เพราะประสบการณ์ชีวิตของคนพิการย่อมหาไม่ได้จากคนอื่น ซึ่งบางครั้งมันนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยากให้บทความนี้เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้องค์กรของคุณเปิดใจ และพิจารณาว่าจ้างคนพิการแบบที่เห็นคุณค่าของพวกเขาจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>สถานการณ์ของคนพิการในเมืองไทยเป็นอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12354 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/3d-silhouette-female-wheelchair-with-her-arms-raised-against-sunset-ocean-1-scaled.jpg" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 988"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 กล่าวว่าเมืองไทยมีคนพิการอยู่ทั้งสิ้นราว 2.1 ล้านคน แบ่งเป็นคนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (15 &#8211; 59 ปี) อยู่ที่ 850,000 คน แต่ในจำนวนนี้มีอยู่ถึง 10% ที่ว่างงานแม้จะเป็นคนพิการที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานได้ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานยังเผยอีกว่าผู้พิการที่มีงานทำนั้นส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม ตามมาด้วยการรับจ้างทั่วไป และแม้ภาครัฐจะออกกฎหมายสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐว่าจ้างคนพิการ แต่สัดส่วนคนพิการที่รับราชการหรือทำงานกับรัฐวิสาหกิจก็มีอยู่เพียง 1.18% เท่านั้น หมายความว่าสิทธิ์ของคนพิการในเมืองไทยยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอีกมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของคนพิการในเมืองไทยคือเรื่องของ “คนพิการที่ตกหล่น” โดย </span>คุณภาคภูมิ จตุพิธพรจันทร์<span style="font-weight: 400;"> นักวิจัยนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง อธิบายว่าคนที่จะขึ้นทะเบียนคนพิการได้ต้องเป็นผู้พิการอย่างใดอย่างหนึ่งจาก 7 กลุ่มความพิการตามกฎหมาย ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านการมองเห็น</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านการได้ยิน</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านจิตใจ</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านพฤติกรรม</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านสติปัญญา</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านการเรียนรู้</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/neurodiversity-231018/"><em><span style="font-weight: 400;">ความพิการด้านออทิสติก</span></em></a></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามหลักพิจารณาความพิการของไทยนั้นไม่สอดคล้องกับหลักสากล เช่นคำว่าผู้พิการด้านการมองเห็นหมายความว่าต้องพิการสายตาทั้งสองข้างเท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนคนพิการได้แม้จะมีปัญหาในการดำเนินชีวิตอย่างไรก็ตาม เหตุนี้จึงมีผู้พิการอีกมากกว่า 50% ในประเทศที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาล </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220714-kindness-in-workplace/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51.jpeg" alt="f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 989"></a><a style="text-align: center;" href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220714-kindness-in-workplace/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">หลักแห่งความเมตตาในที่ทำงาน</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>การบริหารจัดการคนพิการ (Disability Management) ด้วยการจ้างคนพิการมีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเป็นยุคที่สังคมสนับสนุนความเท่าเทียม และเรียกร้องให้องค์กรเปิดโอกาสให้กับผู้พิการมากขึ้น องค์กรมากมายจากทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการว่าจ้างคนพิการไม่ได้ทำให้องค์กรเกิดปัญหา กลับกันยังทำให้เกิดทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยต่อยอดให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงยิ่งขึ้น </span></p>
<p>เราสามารถสรุปประโยชน์ของการว่าจ้างคนพิการออกมาได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. การว่าจ้างคนพิการช่วยให้องค์กรเข้าถึงพนักงานที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น</strong> :<span style="font-weight: 400;"> มี</span><a href="https://hbr.org/2017/05/neurodiversity-as-a-competitive-advantage" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ระบุว่า คนที่มีอาการออทิสติกจะสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขและความจำได้ดีกว่าคนทั่วไปซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากในสายงานวิศวกรรม นอกจากนี้การวิจัยจาก Institute for Corporate Productivity ยังเผยว่าพนักงานที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Developmental Disability) จะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ, มีอัตราการลางานที่ต่ำกว่าพนักงานทั่วไป แถมยังช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่บางครั้งนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อีกด้วย</span></p>
<p><strong>2. การว่าจ้างคนพิการช่วยแก้ปัญหาการลาออกได้</strong> : <span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเป็นยุคที่เกิดการลาออกครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Resignation) และการกลับไปทำงานในบริษัทเดิม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Boomerang Employees</span></a><span style="font-weight: 400;">) หมายความว่าการเปลี่ยนงานกลายเป็นเรื่องปกติในแวดวงธุรกิจไปแล้ว อย่างไรก็ตามการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้งทำให้องค์กรต้องเสียทรัพยากรทั้งด้านเม็ดเงินและเวลา ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเรามีพนักงานที่มั่นใจในฝีมือและจะไม่ลาออกในอนาคตอันใกล้ การว่าจ้างคนพิการจึงเป็นคำตอบที่ดี เพราะคนพิการส่วนใหญ่ต้องการงานที่มั่นคงและทำไปนาน ๆ เป็นงานที่สร้างคุณค่าให้ชีวิตมากกว่างานที่เน้นการเติบโตด้านค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><strong>3. การว่าจ้างคนพิการช่วยให้ลูกทีมเข้าใจความแตกต่าง (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/">Diversity</a>) มากขึ้น</strong> : <span style="font-weight: 400;">หัวข้อหนึ่งที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญเมื่อจัดอบรมแต่ละครั้งก็คือการทำให้พนักงานมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันและมีวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่น ซึ่งการว่าจ้างคนพิการก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพนักงาน โดย </span>Deloitte<span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการ</span><a href="https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/au/Documents/human-capital/deloitte-au-hc-diversity-inclusion-soup-0513.pdf#page=8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">และพบว่าพนักงานถึง 80% จะรู้สึกว่างานของตนมีคุณค่ามากขึ้นหากองค์กรสนับสนุนความหลากหลาย ไม่ว่าจะด้านเชื้อชาติ,​ เพศสภาพ ตลอดจนความพิการ แถมยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรพร้อมปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ช่วยกระตุ้นให้พนักงานอยากเป็นคนที่ดีขึ้นไปอีกขั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12355 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/group-adult-workers-office-together-scaled.jpg" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 990"></p>
<p><strong>4. การว่าจ้างคนพิการช่วยด้านภาพลักษณ์และการเปิดตลาดใหม่</strong> : <span style="font-weight: 400;">ตลาดคนพิการถือเป็นตลาดใหญ่ในแวดวงธุรกิจ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีหากเรามุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจหรือการยอมรับ ดังนั้นการรับคนพิการเข้ามาจะช่วยเรื่องภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ที่พบเห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริง ๆ ยิ่งถ้ามีสวัสดิการที่คิดค้นเพื่อคนพิการเป็นพิเศษ ก็จะยิ่งทำให้เราโดดเด่นกว่าธุรกิจอื่น ๆ ในท้องตลาดทันที</span></p>
<p><strong>5. การว่าจ้างคนพิการช่วยเรื่องงบประมาณและภาษี :</strong> <span style="font-weight: 400;">พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของประเทศไทยระบุว่าองค์กรจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากให้ความสำคัญกับคนพิการ กล่าวคือหากจ้างคนพิการตามมาตรา 33 จะหักภาษีได้ 2 เท่า, หากจ้างคนพิการมากกว่า 60% ของลูกจ้าง จะหักภาษีได้ 3 เท่า และถ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนคนพิการตามมาตรา 34 สามารถหักภาษีได้ 1 เท่า</span></p>
<h2>เราควรสัมภาษณ์ผู้สมัครที่เป็นคนพิการอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์เป็นขั้นตอนสำคัญในการว่าจ้างพนักงานเพราะจะช่วยให้เรารู้จักผู้สมัครในเชิงลึกและเป็นการตรวจสอบขั้นสุดท้ายว่ามีความเข้าใจหรือทัศนคติที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรหรือไม่ ซึ่งแม้แต่การว่าจ้างคนพิการก็ไม่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ อย่างไรก็ตามผู้สัมภาษณ์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องความแตกต่าง, ความเห็นอกเห็นใจ ตลอดจนทักษะด้านการสื่อสารที่ดีเพื่อไม่ให้การสัมภาษณ์งานกลายเป็นการจี้ปมโดยไม่ตั้งใจ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11510 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_653429179-4-scaled.jpg" alt="shutterstock 653429179 4 scaled" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 991"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรยุคใหม่เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงแห่งความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>HR Recruiter ควรสัมภาษณ์ผู้พิการด้วยวิธีดังต่อไปนี้</h3>
<p><strong>1. HR ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีอคติหรือระแวงเรื่องความพิการหรือไม่</strong> :<span style="font-weight: 400;"> นี่คือปัจจัยแรกที่จะทำให้การสัมภาษณ์งานเป็นธรรม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าทัศนคติที่ถูกต้องไม่ใช่การถามตัวเองว่าจะเลือกใช้คำพูดให้ถนอมน้ำใจคนพิการอย่างไร แต่เป็นการถามว่าผู้สัมภาษณ์ทุกคนจะได้สิทธิ์เท่าเทียมกันได้อย่างไรต่างหาก ทั้งนี้ผู้สัมภาษณ์ควรทำการบ้านเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาหากคิดว่าตนไม่สามารถเป็นผู้สัมภาษณ์ที่ดี อนึ่งหากมีกรณีนี้เกิดขึ้น HR ควรพิจารณาจัดอบรมเรื่องความแตกต่างเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อถึงเวลาที่รับคนพิการเข้ามาจริง ๆ</span></p>
<p><strong>2. HR ต้องตั้งความหวังบนพื้นฐานของความเป็นจริง</strong> : <span style="font-weight: 400;">ปกติเวลาเราสัมภาษณ์พนักงาน เราย่อมคาดหวังว่าผู้สมัครจะมีทักษะพื้นฐานเบื้องต้น เช่นวิธีจับมือ, วิธีพูด, วิธีนั่ง รวมถึงภาษากายต่าง ๆ แต่เมื่อเป็นการสัมภาษณ์คนพิการที่มักมีทักษะทางสังคมไม่เทียบเท่า HR Recruiter ต้องเข้าใจบริบทตรงนี้ก่อนเพื่อไม่ให้เผลไปตั้งความหวังเกินควรและตัดสินไปว่าผู้สมัครไม่ให้เกียรติองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเช็คทักษะทางสังคมมีประโยชน์ก็จริง แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าไม่ใช่ทุกสายงานที่จำเป็นต้องมีทักษะนี้ เราจึงลดความคาดหวังในการสัมภาษณ์คนพิการได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อองค์กร ผู้สัมภาษณ์ควรพิจารณาคัดเลือกจากทักษะหลัก ๆ ที่ต้องใช้ในการทำงานดีกว่า</span></p>
<p><strong>3. HR ต้องเตรียมพื้นที่สัมภาษณ์งานอย่างเหมาะสม</strong> : <span style="font-weight: 400;">แม้จะรู้เบื้องต้นว่าผู้สมัครพิการในส่วนใด แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าผู้สมัครมีปัญหาในการใช้ชีวิตอย่างไรอีกบ้าง ดังนั้น HR ต้องเตรียมสถานที่สัมภาษณ์เพื่อรองรับความหลากหลายตรงนี้ เช่นตรวจสอบว่ามีพื้นที่เพียงพอสำหรับรถเข็นวีลแชร์หรือไม่, มีเสียงรบกวนมากเกินไปจนทำให้เสียสมาธิหรือไม่ แต่หากสถานที่ไม่อำนวยจริง ๆ ก็ให้ชี้แจงและสอบถามกับผู้สมัครโดยตรงเลยว่ามีส่วนใดที่สามารถแก้ไขหรือต้องการเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะความรู้ตรงนี้จะเป็นรากฐานให้เราปรับพื้นที่ใช้สอยในออฟฟิศให้เหมาะกับการทำงานของคนทุกรูปแบบต่อไปในอนาคต</span></p>
<h2>Sudden Disability ทำอย่างไรหากจู่ ๆ พนักงานก็กลายเป็นคนพิการ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12356 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/s.png" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 992"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ และบางครั้งก็เป็นอุบัติเหตุรุนแรงที่ทำให้เราบาดเจ็บทั้งกายใจ ไปจนถึงสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานขององค์กร ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือเผื่อกรณีที่มีเหตุไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญและฝึกอบรมอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ</span>บาร์บาร่า เทรเดอร์ (Barbara Trader)<span style="font-weight: 400;"> จากบริษัท TASH ที่ปรึกษาด้านการทำงานของคนพิการกล่าวว่าความพิการกระทันหันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือพิการระยะสั้น เช่นกระดูกหักที่รักษาหาย แต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน กับพิการถาวรคือสูญเสียอวัยวะไปเลย ซึ่งเธอมองว่าความพิการทั้งสองประเภทหากเกิดขึ้นกับใคร บุคคลดังกล่าวก็ต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งนั้นกว่าจะกลับเข้ามาสู่กระบวนการทำงานตามปกติได้อีกครั้ง และขั้นตอนนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของเพื่อนร่วมงานและผู้บริหารในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรักษาอาการเบื้องต้นจนใกล้กลับมาทำงานได้แล้ว สิ่งที่องค์กรต้องทำทันทีก็คือพูดคุยสอบถามว่ามีส่วนใดที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือไม่ จากนั้นให้พิจารณาตามจริงว่าความพิการที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับแผนงานจากเดิมหรือไม่ และหากพนักงานไม่สามารถทำงานในระดับเดิมจนส่งผลเสียต่อองค์กรจริง ๆ หัวหน้าทีมและ HR ก็ต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายให้เร็วที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านองค์กรเองหากตัดสินใจให้พนักงานที่กลายเป็นคนพิการทำงานต่อไป ก็ต้องตระหนักรู้ว่าบางอย่างในตัวของพนักงานไม่มีวันเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว หัวหน้าทีมต้องช่างสังเกตและคิดล่วงหน้าว่าจะปรับรูปแบบการทำงานให้ลงตัวได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ผู้พิการฝืนอยู่ในบริบทเดิม ๆ จนส่งผลเสียกับงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่าเราทำหน้าที่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร และความพิการอาจเป็นปัญหากับงานในบางตำแหน่งจริง ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่นพนักงานขับรถ, พนักงานขนของที่ต้องใช้ร่างกายทำงานเป็นหลัก ดังนั้นองค์กรต้องมีความเด็ดขาดหากต้องตัดสินในเชิญพนักงานออก แต่ให้พิจารณาอย่างมีจริยธรรม,​ คิดเรื่องสวัสดิการตอบแทนให้เหมาะสม และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้การจากลาเป็นไปในแง่บวกมากที่สุด</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 993"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">มีวิธีไล่พนักงานออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิดไปด้วย</span></p>
<p>บริษัทอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และต้องไล่พนักงานบางส่วนที่ทำผลงานไม่ถึงเป้าออก ทั้งนี้มีการเตรียมสวัสดิการชดเชยไว้ให้แล้วมากกว่าที่กฎหมายกำหนดพร้อมเหตุผลอย่างชัดเจน แต่ HR กับหัวหน้าทีมก็รู้สึกผิดอยู่ดี ควรทำอย่างไรเพื่อรักษาบรรยากาศในที่ทำงาน</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: HR ต้องตระหนักเสมอว่าเราแค่ทำหน้าที่ของตนเอง</span></p>
<p>การที่บริษัทจ่ายเงินชดเชยต่าง ๆ เป็นการทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การเลิกจ้างเป็นแค่การสิ้นสุดความสัมพันธ์ในสถานะลูกจ้าง แต่ยังมีความเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ครับ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ที่สำคัญเขาเหล่านั้นก็อาจจะมีเส้นทางชีวิตที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1288?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 994"></a></p></blockquote>
<h2>เราจะเปลี่ยนที่ทำงานให้เข้าถึงคนพิการมากขึ้นได้อย่างไร (Disabilities Friendly Workplace)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12357 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/w.jpg" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 995"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความพิการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเมื่อองค์กรตัดสินใจรับพนักงานที่เป็นคนพิการเข้ามาแล้ว องค์กรต้องแน่ใจว่ามีความพร้อมทั้งในแง่ของสถานที่และพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไม่แน่ใจในเรื่องนี้ ก็ควรเอาเวลาไปอบรมพนักงานเพิ่มเติมหรือทำแบบสำรวจภาพรวมทั้งหมดก่อนตัดสินใจรับคนพิการเข้ามา อย่ามองผ่านขั้นตอนนี้แล้วไปหวังเอาดาบหน้า เพราะองค์กรที่พนักงานไม่ยอมรับความแตกต่างจะมีแต่พลังลบจนส่งผลเสียในภาพรวมอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p>การเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะกับคนพิการมีขั้นตอนดังนี้</p>
<p><strong>1. HR ต้องให้ความรู้กับพนักงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ต้องทำให้พนักงานเข้าใจก่อนมีอยู่ 3 ประเด็น ได้เแก่ความละเอียดอ่อน (Sensitive), ความตระหนักรู้ (Awareness) และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Empathy</span></a><span style="font-weight: 400;">) หากพนักงานขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็หมายความว่าองค์กรของคุณยังไม่พร้อมกับการว่าจ้างคนพิการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถจัดอบรมโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานกับคนพิการมาเล่าภาพรวมให้พนักงานเข้าใจว่าพวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ใดบ้างในอนาคต ซึ่งการอบรมในลักษณะนี้ต้องทำต่อเนื่องเป็นระยะแล้ววัดผลเสมอ ไม่ใช่ทำเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคิดไปเองว่าทุกคนเข้าใจ ทั้งนี้ HR ต้องชี้แจงให้พนักงานเดิมทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในองค์กร อย่าทำให้พนักงานเดิมรู้สึกว่าถูกมองข้ามหรือมีความสำคัญน้อยกว่าคนพิการเด็ดขาด</span></p>
<p><strong>2. HR ต้องจัดตั้งกลุ่มคนไว้ช่วยเหลือคนพิการโดยเฉพาะ (Support Group)</strong> : <span style="font-weight: 400;">วัยทำงานทุกคนล้วนอยากทำงานในองค์ประกอบและบรรยากาศที่ตรงกับรสนิยมของตนเอง ดังนั้นหากองค์กรทำแบบสำรวจกับพนักงานและพบว่ามีคนที่พร้อมปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับคนพิการ เราก็ควรรวบรวมคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มก้อนเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ข้อดีก็คือคนกลุ่มนี้จะมีประสบการณ์ทำงานกับคนพิการโดยตรง และสามารถเป็นผู้อบรมหรือให้คำแนะนำกับพนักงานคนอื่น ๆ ในองค์กรได้เลย</span></p>
<p><strong>3. HR ต้องคุยกับผู้บริหารเพื่อจัดระเบียบออฟฟิศใหม่</strong> : <span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าออฟฟิศของเราในปัจจุบันพร้อมรับมือกับคนพิการหรือไม่ ?​ หากคำตอบของคุณคือไม่ เพราะเต็มไปด้วยกองเอกสาร และมีคนยัดเยียดอยู่ในทางเดินแคบ ๆ ตลอดเวลา สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือการหาคำตอบว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานหรือจัดระเบียบที่ทำงานใหม่อย่างไร ทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลาง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากไม่รู้ว่าจะออกแบบออฟฟิศให้เหมาะสมอย่างไร องค์กรก็ควรจ้างนักออกแบบภายในมาบริหารจัดการโดยตรง เพราะแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็เป็นการลงทุนครั้งเดียว แถมการออกแบบให้</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-hygiene-220525/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ออฟฟิศสะอาด</span></a><span style="font-weight: 400;">, เข้าถึงง่าย ก็เป็นประโยชน์กับพนักงานทุกคน ไม่ใช่แค่กับคนพิการเท่านั้น</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12359 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/7s.jpg" alt="DISABILITY MANAGEMENT : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ?" width="600" height="370" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 996"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองตั้งคำถามดูสิว่าหากพนักงานที่เก่งที่สุดขององค์กร หรือพนักงานที่เราสนิทสนมที่สุดเกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนพิการ เรามีวิธีรับมือที่ดีแล้วพอหรือไม่ ? โดยที่คำตอบตรงนี้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ผลประโยชน์ขององค์กร แต่ต้องรวมถึงการรักษาสภาพจิตใจของคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบากอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาความรู้ตรงนี้จะช่วยให้เราอ่อนโยนขึ้น, เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น และช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างขององค์กรมากขึ้นผ่านการเรียนรู้เรื่องความหลากหลายและยอมรับว่ามนุษย์ทุกรูปแบบสามารถเกื้อหนุนกันได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมจึงนับเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดที่องค์กรของคุณจะนำมาเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน แต่หากไม่รู้ว่าต้องเลือกวิธีอบรมแบบไหน เราแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญใน </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX </span></a><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนพิการ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับการทำงาน ก็หาคำตอบได้ที่นี่แบบคลิกเดียวจบ !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Disability Management : องค์กรควรบริหารจัดการคนพิการอย่างไร ? 997" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3qFFeZl" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3qFFeZl</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3SdeWcP" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3SdeWcP</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bbc.in/3BiS7gX" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bbc.in/3BiS7gX</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3xpP2dJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3xpP2dJ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://u.org/3U7jgMt"><span style="font-weight: 400;">https://u.org/3U7jgMt</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220916-middlemanagement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2022 02:34:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Middle Manager]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหาระดับกลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220916-middlemanagement/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) คือคนกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน เป็นตำแหน่งที่มักถูกมองข้าม แต่จริง ๆ เป็นดั่งกระดูกสันหลังที่ทุกองค์กรจะขาดไปไม่ได้ ผู้บริหารระดับกลางในปัจจุบันมีภาระหน้าที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่า 50% ดังนั้น HR ต้องเข้ามาบริหารจัดการให้ดีหากต้องการใช้ประโยชน์จากผู้บริหารระดับกลางโดยไม่เกิดภาวะหมดไฟในผู้นำ (Manager Burnout) ผู้บริหารระดับกลางต้องกล้าปกป้องลูกทีมหากมองว่าคำสั่งของผู้บริหารระดับสูงไม่สมเหตุสมผล หรือไม่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของทีม ห้ามเป็นคนที่ตอบตกลงเสมอโดยไม่พิจารณาจากความเป็นจริงเด็ดขาด ผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหารระดับกลาง ขณะที่ผู้บริหารระดับกลางก็มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหารระดับล่าง รวมถึงประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานท่านอื่น ๆ ด้วย มีวิจัยเผยว่าผู้บริหารระดับกลางมีผลกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employees Engagement) โดยตรง หากผู้นำเครียด ลูกทีมก็จะเครียด แต่หากผู้นำกระตือรือร้น ลูกทีมก็จะมีไฟทำงาน “ผู้บริหารระดับกลาง” (Middle Manager) ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน ตำแหน่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นดั่งกระดูกสันหลังขององค์กรและมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้บริหารระดับสูง เพราะต้องคอยประสานงานให้การสื่อสารของทุกฝ่ายมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นให้พนักงานทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่องค์กรตั้งไว้ จึงไม่แปลกหากการเป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) จะมีความท้าทายและเคร่งเครียดไปพร้อม ๆ กัน ผู้บริหารระดับกลาง หรือ Middle Manager มีความสำคัญกับองค์กรอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่ ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) คือคนกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน เป็นตำแหน่งที่มักถูกมองข้าม แต่จริง ๆ เป็นดั่งกระดูกสันหลังที่ทุกองค์กรจะขาดไปไม่ได้</li>
<li style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางในปัจจุบันมีภาระหน้าที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่า 50% ดังนั้น HR ต้องเข้ามาบริหารจัดการให้ดีหากต้องการใช้ประโยชน์จากผู้บริหารระดับกลางโดยไม่เกิดภาวะหมดไฟในผู้นำ (Manager Burnout)</li>
<li style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางต้องกล้าปกป้องลูกทีมหากมองว่าคำสั่งของผู้บริหารระดับสูงไม่สมเหตุสมผล หรือไม่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของทีม ห้ามเป็นคนที่ตอบตกลงเสมอโดยไม่พิจารณาจากความเป็นจริงเด็ดขาด</li>
<li style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหารระดับกลาง ขณะที่ผู้บริหารระดับกลางก็มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหารระดับล่าง รวมถึงประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานท่านอื่น ๆ ด้วย</li>
<li style="font-weight: 400;">มีวิจัยเผยว่าผู้บริหารระดับกลางมีผลกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employees Engagement) โดยตรง หากผู้นำเครียด ลูกทีมก็จะเครียด แต่หากผู้นำกระตือรือร้น ลูกทีมก็จะมีไฟทำงาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12345 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_144127747.jpg" alt="MIDDLE MANAGER : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1012"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผู้บริหารระดับกลาง” (Middle Manager) ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน ตำแหน่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นดั่งกระดูกสันหลังขององค์กรและมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้บริหารระดับสูง เพราะต้องคอยประสานงานให้การสื่อสารของทุกฝ่ายมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นให้พนักงานทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่องค์กรตั้งไว้ จึงไม่แปลกหากการเป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) จะมีความท้าทายและเคร่งเครียดไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลาง หรือ Middle Manager มีความสำคัญกับองค์กรอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้บริหารระดับสูง (Top Manager), ผู้บริหารระดับต้น (First &#8211; Line Manager) และพนักงานทั่วไป (Employees) ช่วยดูแลเรื่องการมีส่วนร่วม (Employee Engagement), การพัฒนาทักษะ (Improvement), การปรับตัว (Adaptation) รวมถึงการควบคุมประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ ให้ทำตามนโยบายและแผนงานที่องค์กรกำหนดไว้ ก่อนจะสรุปผลมารายงานต่อผู้บริหารในภายหลัง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11990 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_1043108527.jpeg" alt="shutterstock 1043108527" width="500" height="334" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1013"></p>
<h3>ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager มีหน้าที่อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางต้องทำหน้าที่หลายส่วน ตั้งแต่ติดตามผลปฏิบัติงานของลูกทีม, ดูแลงบประมาณ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ต้องควบคุมให้เป็นไปตามแผนงานในแต่ละวัน หน้าที่ของผู้บริหารระดับกลางจะแตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร โดยสามารถสรุปหน้าที่เบื้องต้นออกมาได้ ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ผู้บริหารระดับกลางคือนักประสานงานขององค์กร</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อผู้บริหารระดับสูงต้องการแจ้งข่าวสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน, การเปลี่ยน</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วิสัยทัศน์</span></a><span style="font-weight: 400;">, การปรับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฯลฯ ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ต้องกระจายข้อมูลไปสู่ผู้บริหารระดับล่าง รวมถึงตรวจสอบว่าทุกฝ่ายเข้าใจเนื้อหาที่แจ้งมาอย่างครบถ้วน บังคับใช้ได้จริง ผู้บริหารระดับกลางจึงมีหน้าที่อธิบายหรือทำให้ดูเป็นตัวอย่างเมื่อถึงคราวจำเป็น</span></p>
<p><strong>2. ผู้บริหารระดับกลางคือคนวางเป้าหมายให้กับทีม</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อรับคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงมาแล้ว ผู้บริหารระดับกลางต้องมาวางแผนต่อว่าลูกทีมแต่ละคนควรทำงานอย่างไรจึงจะบรรลุ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมาย</span></a><span style="font-weight: 400;">ดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ใช่การวางแผนโดยเอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจตลอดจนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย เนื่องจากการรับคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงโดยตรงแปลว่าตัวผู้นำระดับกลางก็มีส่วนในชิ้นงานนั้น ๆ จึงต้องช่วยอบรมพัฒนาทักษะของลูกทีมและสนับสนุนจนกว่างานจะเสร็จตามที่มุ่งหวังตั้งใจ</span></p>
<p><strong>3. ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ต้องสื่อสารกับลูกทีมเสมอ</strong> : <span style="font-weight: 400;">การทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับพนักงานหมายความว่าผู้บริหารระดับกลางจะต้องมีส่วนร่วมกับพนักงานมากเป็นพิเศษ เพราะต้องทำหน้าที่สนับสนุนเป้าหมายขององค์กร ตลอดจนช่วยปรับความเข้าใจกับพนักงานหากเกิดความไม่พอใจใด ๆ นอกจากนี้ผู้นำระดับกลางมีหน้าที่ตรวจสอบความพอใจของพนักงานเป็นระยะ เช่น การทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Stay Interview</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน และประสานงานกับฝ่ายบุคคล (HR) หากเห็นว่ามีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ผู้นำระดับกลางต้องทำให้คนรอบตัวรู้สึกได้ว่าเราไม่ได้สนใจแค่ผลลัพธ์ของงานเท่านั้น แต่การทำงานอย่างมีความสุขก็สำคัญไม่แพ้กัน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10585 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/TAI-1.png" alt="TAI 1" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1014"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">P-E-O-P-L-E Framework การสื่อสารเชิงบวกที่ช่วยให้การทำงานราบรื่น ทรงพลัง และทีมแข็งแกร่ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>4. ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ช่วยให้ลูกทีมเก่งขึ้น</strong> : <span style="font-weight: 400;">หน้าที่หนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือการช่วยพัฒนาทักษะลูกทีมเพื่อให้สามารถต่อยอดมาอยู่ในจุดเดียวกับเราได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเราเห็นปัญหาในการทำงาน หรือเจอวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ ผู้บริหารระดับกลางมีหน้าที่พูดคุยกับ HR เพื่อหาความเป็นไปได้ในการนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นคนที่เก่งกว่าเดิม ผู้นำที่รู้ว่าจุดแข็ง &#8211; จุดอ่อนของลูกทีมคืออะไร จะรู้ว่าต้องมอบหมายงานแบบใด กับพนักงานท่านใด ถึงจะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น</span></p>
<p><strong>5. ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ต้องรับและไล่พนักงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">หากทีมที่มีอยู่ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร ผู้บริหารระดับกลางคือคนที่ต้องคิดว่าทีมของเรามีจุดอ่อนอย่างไร และจะหาพนักงานแบบใดมาเพิ่มเติม  ผู้บริหารระดับกลางจะต้องช่วยเขียน </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-howtomakejobdes-190116/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Job Description</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำหรับประกาศรับสมัครงาน, ช่วยในขั้นตอนสัมภาษณ์ และที่ยากที่สุดคือต้องเป็นคน</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220715-firing-no-guilty/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เชิญพนักงานออก</span></a><span style="font-weight: 400;"> หากเห็นว่าก่อปัญหาให้ทีมจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางยังต้องคอยจัดงบประมาณที่ได้รับมาอย่างเหมาะสม, คอยตรวจสอบว่าลูกทีมของเรามีเครื่องมือและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานครบถ้วนดีแล้วหรือไม่ และต้องเตรียมพร้อมตลอดทั้งวันหากลูกทีมเกิดปัญหาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม</span></p>
<h2>ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager ต้องมีทักษะอะไรบ้าง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10665 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-excited-best-friends-giving-high-five-together-cafe-meeting.jpg" alt="diverse excited best friends giving high five together cafe meeting" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1015"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกสายงานมีช่องทางให้เติบโตเสมอ ผู้บริหารระดับกลางเองก็คือตำแหน่งที่ต้องก้าวไปเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือรับผิดชอบงานที่สำคัญกว่าเดิมในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถสรุปทักษะที่ผู้บริหารระดับกลางจำเป็นต้องมีได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ผู้บริหารระดับกลางต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี (Communication Skills)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ทักษะการสื่อสารคือทักษะที่ผู้บริหารทุกระดับต้องมี ทั้งในแง่ของการสื่อสารภายในองค์กร ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ท้องตลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำระดับกลางควรตั้งคำถามกับลูกทีมเพื่อหาคำตอบว่าลูกทีมแต่ละคนมีจุดเด่นอะไร และมีจุดใดที่ไม่มั่นใจบ้าง การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้เราเข้าถึงปัญหาเร็วขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1016"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: พนักงานมักมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ไม่ว่าจะสั่งงานไปแบบไหน ก็เหมือนไม่ค่อยเข้าใจ</span></p>
<p>เวลาสั่งงานแต่ละครั้งจะได้งานมาแบบไม่ตรงโจทย์ ไม่ได้ดั่งใจ มีวิธีพัฒนาการสื่อสารในทีมอย่างไรบ้างครับ ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ผู้นำต้องเริ่มต้นจากการทบทวนตัวเองก่อนว่าสั่งงานได้ชัดเจนแล้วจริงหรือไม่</span></p>
<p>เช่นหากเป็นงานแบบใหม่ เราก็ควรอธิบายให้ละเอียดและอาจวาดภาพประกอบเพื่อให้ลูกน้องเข้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องชี้แจงว่าเราคาดหวังจะเห็นอะไร ทั้งนี้เราควรเปิดใจรับฟังความเห็นของลูกทีมเช่นกัน เพราะบางทีเราอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับมาก็เป็นได้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/728?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1017"></span></a></p></blockquote>
<p><strong>2. ผู้บริหารระดับกลางต้องมีความรับผิดชอบ (Accountability Skills)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำระดับกลางต้องเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงาน รับผิดชอบ และถ่ายทอด</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220204-8-attitude-of-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทัศนคติ</span></a><span style="font-weight: 400;">นี้ไปสู่คนรอบตัวให้ได้ เช่นหากเราเห็นว่าการทำงานของลูกทีมมีปัญหา ผู้นำต้องเข้าไปช่วยเหลือทันทีตามความเหมาะสมโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกควบคุมเกินจำเป็น การสนับสนุนจากผู้นำจะทำให้ลูกทีมเห็นว่าความรับผิดชอบเป็นอย่างไร ทั้งนี้ต้องไม่มีการโยนปัญหาไปให้คนใดคนหนึ่งและกลับมาเอาหน้าเมื่องานสำเร็จ หรือหลีกหนีปัญหาหากเกิดข้อผิดพลาด ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) ในชิ้นงาน</span></p>
<p><strong>3. ผู้บริหารระดับกลางต้องรู้จักบริหารเวลา (Time and Energy <span style="font-size: 15.8949px;">Management</span>)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ทำงานหนักแบบลืมวันลืมคืน แต่ผู้นำที่ดีต้องตระหนักเสมอว่าหากทำงานหนักได้ ก็ต้องหาเวลาพักผ่อนให้ได้เช่นกัน วิธีการง่าย ๆ คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่างานแบบใดที่ทำแล้วรู้สึกว่าต้องใช้พลังงานมากที่สุด, งานแบบใดที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจ สามารถทำได้เรื่อย ๆ, งานแบบใดที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นต้น จากนั้นให้เอาคำตอบที่ได้มาบูรณาการเป็นกิจกรรมที่เราควรทำในแต่ละวัน </span><span style="font-weight: 400;">ให้คิดเสมอว่าผู้บริหารระดับกลางต้องทำหน้าที่หลายอย่างด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่สามารถตัดสินใจแบบขอไปทีเพราะส่งผลต่อรูปแบบการทำงาน รวมถึงผลประโยชน์ขององค์กร </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10231 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/male-female-business-people-working-tablet-office.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1018"></p>
<p><strong>4. ผู้บริหารระดับกลางต้องสามารถทิ้งทักษะบางอย่างเป็น (Unlearning Skills)</strong> : <span style="font-weight: 400;">ทักษะข้อนี้ถือเป็นเรื่องยากที่สุด กล่าวคือเมื่อพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่จนประสบความสำเร็จและได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้นำ สาเหตุสำคัญย่อมมาจากทักษะและประสบการณ์ที่เรียนรู้ผ่านวันเวลา ดังนั้นการบอกว่าทักษะบางอย่างอาจใช้ไม่ได้เมื่อมาเป็นผู้บริหารระดับกลางจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจมากเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าสิ่งแรกที่ผู้บริหารระดับกลางต้องเข้าใจก็คือเราไม่ได้เป็นเพียงพนักงานหรือผู้บริหารระดับล่างที่มีสิทธิ์มีเสียงไม่มากอีกแล้ว การทำงานแบบถวายหัวในฐานะผู้รับคำสั่งโดยปราศจากการวางแผนจึงเป็นเรื่องต้องห้ามที่สุด กลับกันผู้บริหารระดับกลางต้องตระหนักว่าตำแหน่งนี้ตามมาด้วยความรับผิดชอบมากมาย เราต้องทำตัวเองให้พร้อมรับมือกับคำสั่ง และรู้จักวิธีถ่ายทอดอย่างมีชั้นเชิง การทิ้งตัวตนเดิมและเข้าใจว่าเราอยู่ในจุดที่โตขึ้นแล้วจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเป็นผู้นำที่ดี</span></p>
<p><strong>5. ผู้บริหารระดับกลางต้องมองเห็นภาพรวมของงานได้ (Big Picture Thinking Skills)</strong> : <span style="font-weight: 400;">การเป็นผู้นำ แปลได้แบบตรงตัวคือ “คนที่มีผู้ตาม” ดังนั้นผู้บริหารระดับกลางต้องตอบให้ได้ว่าตนรู้จักผู้ตามในองค์กรดีพอหรือไม่ ความเข้าใจตรงนี้จะช่วยให้สามารถแบ่งหน้าที่รับผิดชอบได้ตามความชำนาญ ให้พนักงานได้ดึงศักยภาพของตนออกมามากที่สุด อนึ่งหากผู้บริหารระดับกลางไม่รู้จักพนักงานดีพอ การสั่งงานก็อาจมีประโยชน์แค่ด้านจำนวนคน (Manpower) ที่เพียงพอเท่านั้น แต่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<h3>อยากเป็นผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager ที่ประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10230 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/happy-woman-glasses-makes-winning-gesture-sincerely-rejoices-lady-with-red-lipstick-dressed-gray-sweater-looking-laptop-1.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1019"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามสายงานและขนาดขององค์กร อย่างไรก็ตามหน้าที่เบื้องต้นมีจุดร่วมอยู่ที่</span>ความรับผิดชอบ, ความเป็นมืออาชีพ และความตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ <span style="font-weight: 400;">โดยผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำสำหรับผู้บริหารระดับกลางที่อยากประสบความสำเร็จดังนี้ </span></p>
<p><strong>1. ผู้บริหารระดับกลางต้องคอยตรวจสอบลูกทีม</strong> : <span style="font-weight: 400;">ให้นึกเสมอว่าสภาพจิตใจของคนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และทุกคนสามารถมีปัจจัยส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงานได้ทั้งนั้น เหตุนี้ผู้นำต้องคอยสอบถามลูกทีมว่ามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นในแต่ละช่วงหรือไม่, มีสิ่งใดที่อยากปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้การพูดคุยกับลูกทีมควรทำในเวลาที่ทุกคนมีโอกาสเตรียมตัว เช่น แจ้งนัดหมายล่วงหน้า หรือทำให้ทุกคนรู้ว่าจะมีการประชุมก่อนและหลังเริ่มโปรเจ็กต์เสมอ ความชัดเจนตรงนี้จะทำให้พนักงานเชื่อมั่นว่าแม้จะเจอความยากลำบากแค่ไหน แต่พวกเขาก็จะมีช่วงเวลาที่สามารถพูดคุยกับผู้บริหารโดยตรงได้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเครียดหรือหาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองคนเดียว</span></p>
<p><strong>2. ผู้บริหารระดับกลางต้องแสดงความเชื่อมั่นต่อลูกทีม</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำในสมัยก่อนอาจให้ความสำคัญกับเรื่องลำดับขั้นและเปรียบตัวเองเป็นคนออกคำสั่งขณะที่ลูกทีมมีหน้าที่ปฏิบัติตามเท่านั้น แต่ปัจจุบันยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ลูกทีมแต่ละคนสามารถออกความเห็นได้ตามสมควรและมีหลายครั้งที่มันทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสพนักงาน คอยสนับสนุน และกระตุ้นให้กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ความเชื่อมั่นตรงนี้จะทำให้ลูกทีมอยากทำงานกับเรา ช่วยให้ความสัมพันธ์ภายในทีมแข็งแรงขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/how-to-lead-and-management-01202022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10283 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/001.jpg" alt="001" width="516" height="516" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1020"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/how-to-lead-and-management-01202022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ศิลปะในการมอบหมายงานที่ทำให้ลูกน้องไม่รู้สึกว่าต้องฝืนทำเพราะนายสั่ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. ผู้บริหารระดับกลางต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่ดี</strong> : <span style="font-weight: 400;">องค์กรย่อมเจอปัญหาหากผู้บริหารระดับกลางหากไม่สามารถสร้างงานให้เสร็จตามเป้า แต่ผู้บริหารระดับกลางก็ต้องคิดเสมอว่างานทุกอย่างจะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากความร่วมมือของพนักงาน ดังนั้นไม่ว่าจะได้งานเล็กหรือใหญ่มาก็แล้วแต่ คนที่เป็นผู้นำต้องวางแผนโดยคำนึงถึงจิตใจและผลลัพธ์ไปพร้อม ๆ กัน โดยสามารถจัดประชุมทีมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดได้เลย</span></p>
<p><strong>4. ผู้บริหารระดับกลางต้องมีทักษะในการเลือกพนักงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">การรับพนักงานใหม่แต่ละคนสะท้อนถึงความก้าวหน้าและบอกได้ว่าทิศทางขององค์กรจะก้าวไปในลักษณะใด ผู้นำต้องจ้างคนโดยเอาวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง แล้วค่อยดูว่าหากจะบรรลุเป้าหมายนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะ, ทัศนคติ และค่านิยมแบบใดบ้าง ก่อนที่จะนำข้อมูลทั้งหมดไปประยุกต์ออกมาเป็นคำถามไว้สัมภาษณ์งานในลำดับต่อไป</span></p>
<p><strong>5. ผู้บริหารระดับกลางต้องให้เกียรติลูกทีมเสมอ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางบางคนจะมองว่าตนมีหน้าที่รับใช้ผู้บริหารระดับสูงโดยไม่มีข้อแม้ และตัดสินใจรับงานทุกอย่างโดยไม่คิดว่าลูกทีมในมือจะทำไหวหรือไม่ ดังนั้นผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักประมาณการและเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ นอกจากนี้ต้องไม่ใช้งานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น หรือพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้คิดว่าการช่วยสร้างคุณภาพชีวิตดี ๆ ให้กับลูกทีมก็เป็นหน้าที่หนึ่งเหมือนกัน</span></p>
<h2>ปัญหาของผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager มีอะไรบ้าง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10035 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1021"></p>
<p>Columbia University <span style="font-weight: 400;">สหรัฐอเมริกาได้เผย</span><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/employee-relations/pages/middle-managers-are-miserable-.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำระดับกลางถึง 12% มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า และ Gallup ก็ได้ตอกย้ำข้อมูลดังกล่าวด้วยการ</span><a href="https://www.gallup.com/workplace/257501/charge-work-stress-starting-managers.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เผยว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางมักมีแนวโน้ม “หมดไฟ”​​ (Manager Burnout) สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัญหาด้านการจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) และสภาพจิตใจจากการทำงานหนักเพื่อองค์กร เหตุนี้เราจึงรวบรวมปัญหายอดนิยมของผู้บริหารระดับกลางมาเพื่อให้เห็นว่าหากคุณกำลังเจอสถานการณ์แบบนี้ ถึงเวลาที่จะต้องรีบจัดการชีวิตได้แล้วล่ะ !</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220815-manager-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12013 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_1921834727.jpg" alt="Manager Burnout ถ้าผู้นำหมดไฟแล้วใครจะดูแลองค์กร" width="600" height="370" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1022"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220815-manager-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Manager Burnout ถ้าผู้นำหมดไฟแล้วใครจะดูแลองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>1. ผู้บริหารระดับกลางต้องทำงานธุรการมากเกินไป</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในบางองค์กรที่บริหารไม่เป็นระบบ คนที่เป็นผู้บริหารระดับกลางต้องทำทั้งงานส่วนตัว, ควบคุมลูกทีม รวมถึงจัดการเอกสารต่าง ๆ ที่เกิดจากการประชุมอันหลากหลาย และยังต้องคอยดูแลภาพรวมของงานจนแทบไม่ได้พัก ยิ่งถ้าต้องกลับบ้านโดยที่ยังมีงานค้างอยู่ ก็จะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้รู้สึกว่าตนทำงานผิดพลาด หากปล่อยไว้นานก็จะทำให้หมดไฟโดยง่ายดาย ดังนั้น HR ต้องทำให้ผู้นำระดับกลางเห็นว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว ต้องมีสวัสดิการและผลตอบแทนที่เหมาะสมกลับไปเช่นกัน</span></p>
<p><strong>2. ผู้บริหารระดับกลางต้องเข้าประชุมมากเกินไป</strong> : <span style="font-weight: 400;">เพราะต้องเข้าใจงานในภาพรวมให้มากที่สุด จึงไม่แปลกหากผู้บริหารระดับกลางจะต้องเข้าประชุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยสถิติระบุว่าพวกเขาต้องเข้าประชุมถึงราว 35% ของเวลาทำงานจนแทบไม่มีเวลาไปโฟกัสกับงานส่วนตัวเท่าที่ควร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ในโลกยุคหลังโควิด-19 ที่การทำงานแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติ การนั่งประชุมกับหน้าจอทั้งวันทำให้เกิดผลเสียทั้งกับร่างกายและจิตใจ องค์กรที่ดีจึงต้องบริหารเวลาประชุมให้เหมาะสมหากต้องการให้ทุกคนทำงานได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><strong>3. ผู้บริหารระดับกลางบางคนถูกละเลยโดยองค์กร</strong> : <span style="font-weight: 400;">ประเด็นเรื่องความไม่มืออาชีพขององค์กรสามารถแยกได้เป็น 2 ประเด็นใหญ่ ๆ อย่างแรกคือเมื่อองค์กรไม่ได้มีแผนไว้รองรับการเติบโตของผู้บริหารระดับกลางอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาก็จะต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร เมื่อนานเข้าก็อยู่ในสถานะแบบ “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” เพราะแม้จะมีตำแหน่งสูงกว่าพนักงานทั่วไป แต่ก็ไม่สามารถก้าวไปเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่ดี เพราะทีมบริหารเดิมยังคงเกาะตำแหน่งอย่างเหนียวแน่นไม่ออกไปไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่สองคือองค์กรไม่ได้มีแผนพัฒนาผู้บริหารระดับกลางอย่างเหมาะสม เพราะอย่าลืมว่าแม้ผู้นำจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้เอง แต่การปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจจำเป็นต้องได้รับองค์ความรู้ที่เหมาะสม การให้ความรู้กับผู้บริหารระดับกลางคือการเตรียมพร้อมให้สามารถยกระดับไปทำงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น หรืออย่างน้อยองค์กรก็ต้องบริหารจัดการให้ผู้บริหารระดับกลางมีเวลาไปเรียนรู้เพิ่มเติมในหัวข้อที่สนใจ  มิฉะนั้นผู้บริหารระดับกลางก็จะทำหน้าที่เป็นแค่ตัวแทน มากกว่าคนที่บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ </span></p>
<p><strong>4. ผู้บริหารระดับกลางมักถูกมองข้าม (Undervalued)</strong> : <span style="font-weight: 400;">วัยทำงานทุกคนย่อมอยากได้รับคำชมหรืออย่างน้อยก็ต้องรู้สึกว่าตนมีคุณค่ากับการเติบโตขององค์กร ปัญหาเรื่องความภูมิใจตัวเองจึงมักเกิดกับผู้บริหารระดับกลาง เพราะคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ต้องรับหน้าที่หลายตั้งแต่ระดับสั่งการเรื่อยมาจนถึงระดับปฏิบัติการ ซึ่งบางครั้งเป็นงานปลีกย่อยทีละนิดทีละหน่อย และพอเป็นงานจิปาถะ ก็เป็นเรื่องง่ายที่คนจะมองข้ามความตั้งใจของเรา หรือมองว่าการช่วยเหลือตรงนี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับกลางอยู่แล้ว องค์กรจึงควรชื่นชมพนักงานเป็นระยะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาสำเร็จหรือไม่ก็ตาม </span></p>
<p><a href="https://www.betterup.com/blog/how-to-build-resilience-why-resilience-is-a-top-skill-for-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Betterup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการวิจัยและพบว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญมากในเรื่องของประสบการณ์ทำงานของลูกทีม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;">) หากผู้นำมีความเครียดหรือซึมเศร้า ลูกทีมก็จะมีแนวโน้มหมดไฟมากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันหากผู้นำเป็นคนมองโลกในแง่บวก อดทนอดกลั้น ลูกทีมก็จะกลายเป็นคนกระตือรือร้น, มีความคิดสร้างสรรค์ และมีอัตราหมดไฟที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ สรุปโดยง่ายได้ว่าหากผู้บริหารระดับกลางต้องการบรรยากาศทีมที่ดี ก็ต้องเริ่มจากการสร้างคุณค่าตัวเองให้เป็นแบบอย่างเสียก่อน</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<h2>HR สามารถบริหารจัดการผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1023"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันทักษะด้านการปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนแปลง (Transformation) เป็นสิ่งจำเป็นในทุกสายงาน โดยเฉพาะการเป็นผู้บริหารระดับกลางที่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ คือปัจจัยสำคัญในการสร้างทีมที่แข็งแรงซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากฝ่าย HR โดยสามารถแยกองค์ประกอบออกมาได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. HR ต้องเลือกผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager จากตัวเลือกที่เหมาะสมจริง ๆ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะลงไปในเชิงรายละเอียดของแต่ละบุคคล สิ่งแรกที่ HR ต้องทำก็คือการประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อเลือกคนที่เหมาะกับตำแหน่งที่สุดทั้งในแง่ของผลงาน, ภาวะผู้นำ, ตลอดจนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ควรเลื่อนตำแหน่งให้คนเพียงเพราะว่าอยู่มานานโดยมองข้ามทักษะการบริหารคนเด็ดขาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทักษะที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษประกอบด้วยทักษะการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า, การสื่อสาร, </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น</span></a><span style="font-weight: 400;">, ความใฝ่รู้ และหากคุณเป็นองค์กรขนาดเล็กและยังไม่มีพนักงานที่มีคุณสมบัติรอบด้านแบบนี้ ก็ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อเลือกคนที่มีศักยภาพสูงสุดแล้วค่อยจัดอบรมเพิ่มทักษะให้แทน</span></p>
<p><strong>2. HR ต้องจัดอบรมให้กับผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager ทั้งในด้านการทำงานและการสร้างภาวะผู้นำ</strong> : <span style="font-weight: 400;">มีการวิเคราะห์ว่าปัจจุบันผู้บริหารระดับกลางต้องทำหน้าที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่า 50% การเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างเดียวจึงไม่พอ ที่สำคัญองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดการวางแผนผู้สืบทอด (Succession Planning) และมักตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งแบบกระทันหันเมื่อผู้บริหารเดิมวางมือ HR จึงควรจัดอบรมเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลางเฉียบคมขึ้น ก้าวทันโลกมากขึ้น และเด็ดขาดมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางมีภาระหน้าที่ค่อนข้างมาก HR จึงควรหารูปแบบอบรมที่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือสอดคล้องกับรูปแบบทำงานอย่างกลมกลืนที่สุด เพราะไม่ว่าหลักสูตรจะดีแค่ไหน แต่หากต้องทำด้วยความเครียดและความกดดันก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Succession-Planning.jpg" alt="Succession Planning การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง " width="500" height="333" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1024"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Succession Planning: 6 ปัจจัยการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. HR ควรจับคู่ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager กับผู้บริหารระดับสูงหรือ Top Tier Manager เพื่อศึกษาวิธีการทำงานโดยตรง</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางเป็นคนที่มีอำนาจอยู่ในมือพอสมควรและเป็นคนที่สื่อสารกับพนักงานในองค์กรโดยตรง ดังนั้น HR ต้องแน่ใจว่าผู้นำเหล่านี้มีทักษะในการถ่ายทอดวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เพื่อสังเกตวิธีเจรจา, วิธีแก้ปัญหา, วิธีรับมือความกดดัน ตลอดจนวิธีหว่านล้อมต่าง ๆ จากคนที่มีประสบการณ์มาก่อน สิ่งเหล่านี้คือความรู้ที่หาไม่ได้จากห้องเรียนหรือการอบรมทั่วไป เพราะผู้บริหารระดับสูงคือคนที่คลุกคลีกับทุกฝ่ายแบบลึกซึ้งไปอีกขั้น แถมยังมีความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร (Company Cultures) เป็นอย่างดี  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุด HR ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางนั้นมีเป้าหมายเพื่ออะไร และสามารถต่อยอดไปสู่การทำงานในรูปแบบใดบ้าง อย่าปล่อยให้ใครต้องรู้สึกว่าตนทำงานหนักไปวัน ๆ อย่างไร้ความหมายเพราะทุกคนย่อมคาดหวังถึงความเจริญก้าวหน้าในสายงานที่สนใจ ฝ่ายบุคคลต้องคิดเสมอว่าแม้บุคคลดังกล่าวจะเป็นผู้บริหารที่มีฐานะเป็น “ผู้นำ” ก็จริง แต่ท้ายสุดเขาก็คือกลไกหนึ่งขององค์กรที่ต้องได้รับการดูแลตามสิทธิ์เช่นเดียวกัน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับกลางหรือ Middle Manager คือตำแหน่งที่เหนื่อยที่สุดอย่างหนึ่งในองค์กร เพราะต้องรองรับทุกความกดดันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มโดยคาดหวังว่าทุกสิ่งจะออกมาตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้ </span>คำว่าผู้บริหารระดับกลางที่ดี <span style="font-weight: 400;">จึงไม่ได้หมายถึงคนที่กำกับดูแลลูกทีมหรือรับคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงได้ดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้นำที่สามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนเป็นแบบอย่างให้กับพนักงานคนอื่น ๆ ได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในฐานะของคนทำงาน HR เราต้องให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้บริหารระดับกลางมากเป็นพิเศษ เพื่อที่องค์กรของเราจะได้มีรากฐานอันแข็งแรงไว้ต่อสู้ในโลกของการทำงานต่อไปตราบนานเท่านาน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Middle Manager : ผู้บริหารระดับกลาง คนกลางระหว่างผู้นำและพนักงาน 1025" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3DkBDY4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3DkBDY4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3xjIwVH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3xjIwVH</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3eJXvSu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3eJXvSu</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Lc8Re0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Lc8Re0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3xkoA5g" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3xkoA5g</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220909-micromanagement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Sep 2022 04:03:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Micro Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220909-micromanagement/</guid>

					<description><![CDATA[Micro Management คือการบริหารคนที่ผู้นำเข้าไปอยู่ในทุกรายละเอียดแบบจู้จี้จุกจิกมากเกินความจำเป็นโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจนทำให้บรรยากาศภายในทีมแย่ลง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Micro Management คือการบริหารคนที่ผู้นำเข้าไปอยู่ในทุกรายละเอียดแบบจู้จี้จุกจิกมากเกินความจำเป็นโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจนทำให้บรรยากาศภายในทีมแย่ลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องทำหน้าที่ให้คำแนะนำ (Coaching) มากกว่าการออกคำสั่งแบบเผด็จการ (Dictatorship) โดยต้องยอมรับว่าพนักงานทุกคนมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกันได้ตราบใดที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Micro Management มักเกิดขึ้นกับคนที่เป็นผู้นำครั้งแรก ความไร้ประสบการณ์ตรงนี้จะทำให้อยากเข้าไปดูแลรายละเอียดทุกจุดเพราะกลัวว่าหากปล่อยให้คนอื่นทำแล้วจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลิกทำ Micro Management ไม่ใช่เรื่องยาก ผู้นำต้องเข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และสิ่งสำคัญในฐานะหัวหน้าที่มีผู้ตามก็คือการยกระดับทุกคนขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่บังคับให้คนอื่นทำตามวิธีการของตนเพียงเพราะมีอำนาจและตำแหน่งสูงกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Micro Management จะทำให้เกิดความเครียด, ความกดดัน, ทำให้คนไม่กล้าแสดงออกและนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ องค์กรจึงไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ กลายเป็นเพียงหน่วยงานที่จ่ายเงินเดือนไปวัน ๆ แถมยังเสี่ยงต่อการลาออกของพนักงานอีกด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12304 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_1976333117.jpg" alt="MICRO MANAGEMENT การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร" width="600" height="370" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1026"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Micro Management ไม่ใช่คำใหม่ในแวดวงธุรกิจ เพราะการเข้าไปบริหารจัดการตั้งแต่ในระดับตั้งต้นอย่างครบวงจรนั้นเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ง่ายขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว Micro Management มักตามมาด้วยความจู้จี้จุกจิก เป็นการเข้าไปควบคุมโดยไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น มีการใช้อำนาจเพื่อต่อต้านรูปแบบการทำงานของคนที่อยู่ต่ำกว่า ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดความบาดหมางขึ้นในทีม และหากปล่อยไว้นาน ๆ ก็อาจนำไปสู่การลาออกครั้งใหญ่ที่ทำให้องค์กรต้องเสียทรัพยากรไปโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะบริหารจัดการคนในองค์กรให้ดีขึ้นได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิก หรือ Micro Management คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8919 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_682694722.jpg" alt="หลักการบริหารจัดการยุคคลาสสิก POSDC คือกระบวนการบริหารจัดการองค์กรที่ประกอบไปด้วยปัจจัย 5 แบบ ได้แก่ P-Planning &gt; การวางแผน, O-Organizing &gt; การจัดการองค์กร, S-Staffing &gt; การจัดสรรและบริหารบุคลากร, D-Directing &gt; การอำนวยการ และ C-Controlling &gt; การควบคุม" width="500" height="334" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1027"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Micro Management คือรูปแบบการบริหารที่ผู้นำลงไปใส่ใจรายละเอียดมากเป็นพิเศษแทบทุกแง่มุม ทั้งในแง่ของผลงานและวิธีการทำงานของลูกทีมแต่ละคน วิธีนี้เป็นดาบสองคมมาก เพราะหัวหน้าทีมควรเอาเวลามาสนใจประเด็นใหญ่ ๆ ที่มีผลกับองค์กรในภาพรวมมากกว่ามาใส่ใจประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรปล่อยให้ทีมทำตามกรอบงานที่ถูกกำหนดเอาไว้อย่างเรียบง่ายแล้วค่อยติดตามผลงานตามความเหมาะสม อย่างที่สองคือการที่องค์กรมีเรื่อง Micro Management มากเกินไป จะทำให้หัวหน้าทีมสนใจเรื่องข้อผิดพลาดในจุดเล็ก ๆ มากกว่าการชื่นชมยินดีความสำเร็จของทีมซึ่งอาจทำร้ายบรรยากาศของทีมในภาพรวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Micro Management มีรากฐานจากการไม่ต่างจากการติดตามงานของหัวหน้าโดยทั่วไป เช่น การตั้งเดดไลน์, ตรวจเช็คความผิดพลาด, กำหนดทิศทางของเนื้อหา เป็นต้น แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือวิธีนำเสนอพฤติกรรมเหล่านี้ที่มีความจู้จี้จุกจิกเกินควร ที่สำคัญการเข้าไปมีส่วนร่วมกับพนักงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจะทำให้ความคิดของการเป็นเจ้าของผลงาน (Sense of Ownership) ลดลง ซึ่งแนวคิดนี้คือสิ่งสำคัญหากต้องการให้พนักงานมีส่วนร่วมและภูมิใจกับทุกผลงานที่ทำ</span></p>
<p><a href="https://www.gallup.com/workplace/315530/ultimate-guide-micromanagers-signs-causes-solutions.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้คำอธิบายถึง Micro Management ว่าหมายถึงการที่ผู้นำต้องการกำกับดูแลให้ได้งานอย่างที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้แต่ให้คำแนะนำหรือการสนับสนุนน้อยจนไม่ก่อประโยชน์อะไร แถมยังทำให้พนักงานรู้สึกลำบากใจที่ต้องร่วมงานด้วย ยกตัวอย่างกรณีของการทำสไลด์นำเสนองาน หัวหน้าที่มีแนวทาง Micro Management จะทำเพียงแค่บอกว่า “ฉันต้องการให้งานเสร็จภายในสุดสัปดาห์นี้” แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเลยว่าต้องการความสั้น-ยาวแค่ไหน, กลุ่มเป้าหมายคือใคร, ทำเป็นไฟล์ .ppt หรือ .pdf ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อพนักงานทำเสร็จแล้วเกิดข้อผิดพลาด หัวหน้าคนเดิมก็จะมาต่อว่าและชี้ให้เห็นปัญหาเป็นข้อ ๆ ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่ว่ามานั้นสามารถแก้ไขได้หากเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกระบวนการทำงาน เราจึงสรุปปัญหาของ Micro Management ได้ง่าย ๆ ว่ามันทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเสียเวลา, ได้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220204-8-attitude-of-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-thumbnail wp-image-10413 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/businessman-suit-using-his-white-king-chess-piece-among-dark-chess-pieces-table.jpg" alt="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ" width="600" height="370" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1028"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220204-8-attitude-of-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทัศนคติการบริหารที่ทำให้งานดีขึ้นจนน่าตกใจ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>สัญญาณเตือนว่าองค์กรของคุณกำลังมี Micro Management</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สัญญาณของการ Micro Management สังเกตได้จากภาพรวมของบรรยากาศในที่ทำงาน เช่น หากเรามีการประชุมและหัวหน้าทีมมีพฤติกรรมเชิงกดขี่กับพนักงานและตัดสินใจโดยอาศัยความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำคนนั้นให้ความสำคัญกับความต้องการของตนมากกว่าวัตถุประสงค์ขององค์กร ดังนั้นหาก HR หรือผู้บริหารระดับสูงกว่าสังเกตเห็นเรื่องนี้ ก็จะสามารถหยุดและเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้นได้ </span></p>
<p><i>นี่คือสัญญาณเบื้องต้น 5 ข้อที่กำลังบอกว่าองค์กรของคุณมี Micro Management</i></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำละเลยการช่วยเหลือลูกทีม ปล่อยให้ทุกคนจัดการปัญหากันเองโดยปราศจากองค์ความรู้ที่ถูกต้อง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำแสดงความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับงานจนลูกทีมรู้สึกว่าผู้นำไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานตั้งแต่แรก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำไม่ชื่นชมลูกทีมในที่สาธารณะอย่างที่ควรจะเป็น แม้จะสร้างผลงานในแง่บวกให้กับองค์กรก็ตาม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำแทรกแซงการตัดสินใจที่ควรเป็นหน้าที่ของคนอื่น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำมักต่อว่าพนักงานเมื่อทำผิดมากกว่าช่วยหาแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาให้ลูกทีมเป็นคนเก่งชึ้น</span></li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8932 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1029"></p>
<h3>หัวหน้าต้องทำหน้าที่สอนไม่ใช่ควบคุม (Be a Coach)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำหลายคนลืมไปว่าการพื้นฐานของการเป็นหัวหน้าทีม (Leader) แปลตรงตัวแบบง่าย ๆ ว่า “การมีผู้ตาม” ดังนั้นการดูแลผู้ตามที่ดีคือการให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพของลูกทีมไปพร้อม ๆ กันตามเป้าประสงค์ที่องค์กรวางเอาไว้ในลักษณะของการสั่งสอนอย่างเป็นระบบ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220815-3a-coaching/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;">) อย่างไรก็ตามบางคนกลับคิดไปว่าการที่ตนถูกเลื่อนขั้นมาเป็นผู้นำแปลว่าวิธีการที่ตนเคยใช้ถูกต้อง และพยายามเปลี่ยนลูกทีมให้ใช้กระบวนการทำงานแบบเดียวกัน พฤติกรรมแบบนี้ของหัวหน้าจะทำให้ลูกทีมหมดไฟ, ไม่สร้างสรรค์ และไม่อยากออกความเห็นเพื่อช่วยเหลือทีมอีกต่อไปเพราะไม่อยากถูกปฏิเสธอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ใช้ Micro Management จะมีแนวคิดว่า “ทุกคนต้องทำเหมือนฉันนะ” และจู้จี้จุกจิกในทุกขั้นตอน ทุกครั้งที่ลูกทีมใช้วิธีการที่ต่างออกไป แม้จะให้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่เขาก็จะมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ เรียกได้ว่าทุกอย่างที่เขาคิดจะวนเวียนอยู่ในเรื่องเดิม ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเราเป็นผู้นำและรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่บนทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ก็ควรรีบปรับมาใช้วิธีการ Coaching แทน เริ่มจากการให้คำอธิบายเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง, ช่วยแนะนำเรื่องงานอย่างจริงใจตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกับรับฟังทุกความเห็นของพนักงานเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะกับงาน และท้ายสุดคือการมีแนวคิดว่าแม้งานแบบเดิมจะมีวิธีที่องค์กรใช้เพื่อบรรลุผลอยู่แล้ว แต่มันอาจมีวิธีที่ง่ายกว่าเสมอ หน้าที่ของผู้นำและทีมคือการค้นหาวิธีนั้น ซึ่งจะย้อนกลับมาสู่การระดมสมอง (Brainstroming) ที่อาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในทีม แปลว่าหากเราหลีกเลี่ยง Micro Management ได้ ความสัมพันธ์ในทีมก็จะแน่นแฟ้นขึ้นนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210127-change-leader/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10343 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/c5a2a2136768065d9388cb07a15ce0c4.png" alt="ในโลกยุคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ครั้นจะให้ผู้บริหารเหล่านี้ต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อรับกับสถานการณ์โลกให้ทัน ก็คงจะเป็นสิ่งที่ HR อย่างเราใฝ่ฝัน ผมจึงขอแนะนำจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองของผู้นำ โดยขออนุญาตนำมารวบรวมและสรุปเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผู้นำ" width="600" height="370" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1030"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210127-change-leader/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">จงเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำแบบใหม่ ไม่ใช่นายจ้าง ไม่สั่งการ ไม่ควบคุม ไม่แก้ปัญหาไปวัน ๆ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Micro Management หรือการบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกมีสาเหตุจากอะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Micro Management คือ </span>“ความเชื่อใจ” <span style="font-weight: 400;">เพราะความเชื่อใจไม่ใช่สิ่งที่สามารถสั่งให้มีกันได้ง่าย ๆ แต่เกิดจากประสบการณ์ทำงานร่วมกัน ดังนั้นผู้นำที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานตั้งแต่ต้น เมื่อถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าพนักงานคนอื่น ๆ มีรูปแบบการทำงานอย่างไร เคยประสบความสำเร็จมาบ้างหรือไม่ การสั่งให้ทุกคนทำตามแบบฉบับตัวเองจึงเป็นความสบายใจที่มักเผลอไปทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเราสามารถอธิบายสาเหตุของการเกิด Micro Management อย่างละเอียดได้ดังนี้</span></p>
<h3>Micro Management เกิดจากความกลัวข้อผิดพลาด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นผู้นำ โดยเฉพาะการดำรงตำแหน่งครั้งแรกมีโอกาสเกิด Micro Management มากที่สุด เพราะเมื่อไม่มีประสบการณ์และข้อมูลที่ถูกต้อง การเจาะรายละเอียดทุกอย่างจึงเป็นวิธีที่น่าจะช่วยป้องกันความผิดพลาดได้ดี แต่พอจุกจิกมากเกินไป ก็เกิดผลเสียทั้งกับองค์กรและพนักงานเป็นรายบุคคล</span></p>
<h3>Micro Management เกิดจากความไม่เชื่อใจเพื่อนร่วมงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากผู้นำไม่เชื่อมั่นว่าลูกทีมมีศักยภาพมากพอ ก็จะเกิดความคิดเชิงเปรียบเทียบว่าตนมีประสบการณ์มากกว่า อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า การทำตามวิธีของตนคือทางลัดที่จะช่วยให้พนักงานผู้ไร้ฝีมือพัฒนาจนตอบโจทย์ที่องค์กรต้องการได้ง่ายที่สุด แม้ฟังดูเหมือนดี แต่ผู้นำที่ใช้ Micro Management จะมองว่าหากได้ผลลัพธ์ต่างจากที่คิดเอาไว้ นั่นคือปัญหาของคน (ลูกทีม) มากกว่าเป็นปัญหาด้านกระบวนการทำงานอยู่ดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1031"></p>
<h3>Micro Management เกิดจากความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงข้ามกับหัวข้อที่แล้ว แต่ Micro Management ก็เกิดขึ้นกับคนที่เชื่อมั่นในทีมสูงได้เช่นกัน เพราะเมื่อเราคิดว่าลูกทีมทำได้แต่ผลออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด ทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม คือเกิดความเครียดและพยายามเข้าไปควบคุมลูกทีมทุกขั้นตอนเพื่อหวังให้เกิดการพัฒนา แต่ท้ายสุดก็จะนำไปสู่ความล้มเหลวอยู่ดี</span></p>
<h3>Micro Management เกิดจากความกลัวในสิ่งที่คิดว่าอาจเกิดขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ยังไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น แต่คนที่ติดอยู่กับ Micro Management จะมีแนวคิดว่าการจู้จี้จุกจิกคือวิธีการ “เตรียมรับมือ” หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต โดยเฉพาะปัจจุบันที่โลกหลังโควิด-19 เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ความวิตกกังวล (Panic) จึงเกิดขึ้นได้เสมอหากผู้นำไม่มีความรู้ด้านการบริหารมากพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Micro Management เกิดขึ้นกับผู้นำที่กลัวปัญหา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Conflict</span></a><span style="font-weight: 400;">) เช่นกัน เช่นเมื่อได้ยินความเห็นลอย ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเขา เป็นธรรมดาที่ผู้นำดังกล่าวจะพยายามสร้างผลงานที่ดีขึ้น แต่พอไม่ได้คลุกคลีอยู่กับงานตั้งแต่ต้น การเข้ามาจู้จี้จุกจิกกลางคันจึงมีแต่ข้อเสียตามมาจนลดทอนความน่าเชื่อถือลงไปอีก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 366px;">
<tbody>
<tr style="height: 366px;">
<td style="width: 100%; height: 366px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8013 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8f79a2df4a6fe5330547fb1a4c572f05.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management " width="500" height="342" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1032"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) 5 รูปแบบ เมื่อพนักงานมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Micro Management ยังเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษกับผู้นำที่จมอยู่กับอำนาจและอยากเป็นผู้ออกคำสั่งก่อนที่จะเคลมผลงานของลูกทีมในภายหลัง นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเมื่อเกิดการบริหารจัดการลักษณะนี้ภายในองค์กร</span></p>
<h2>ทำไมหัวหน้าทีมถึงควรหลีกเลี่ยงการ Micro Management</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจพูดว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะบริหารจัดการแบบจู้จี้จุกจิก แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปเพราะลักษณะนิสัยส่วนตัว (</span><span style="font-weight: 400;">Personality</span><span style="font-weight: 400;">) คำอธิบายนี้แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เพราะหน้าที่ของผู้นำคือการรู้จักปรับตัว (Adaptation Skill) ไม่ใช่แค่ให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการก้าวทันรูปแบบการทำงานของพนักงานคนอื่นด้วย พูดให้ชัดก็คือไม่ว่าผู้นำจะเก่งแค่ไหน แต่หากไม่สามารถซื้อใจลูกทีมได้ ก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จเช่นกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12305 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/305474386_1510552429374178_9112426722175708343_n.jpg" alt="MICRO MANAGEMENT การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร" width="600" height="370" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1033"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าในองค์กรเล็กหรือใหญ่ คุณต้องหลีกเลี่ยง Micro Management ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยเราอธิบายข้อเสียอื่น ๆ ของการ Micro Management ได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ทำให้พนักงานเครียดและไม่อยากมาทำงาน</strong> : <span style="font-weight: 400;">การทำให้พนักงานอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวันถือเป็นทัศนคติในฝันที่ทุกองค์กรอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรามีผู้นำที่เอาแต่สร้างความเครียดให้กับทีม แถมเมื่อพนักงานต้องอยู่ภายใต้ความกดดันและรู้สึกว่าถูกควบคุม พนักงานดังกล่าวก็จะยิ่งรู้สึกว่าตนเป็นขั้วตรงข้ามของผู้บริหารจนอาจทำให้อยากลาออกจากองค์กรในอนาคตอันใกล้ ส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัท</span></p>
<p><strong>2. ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน</strong> :<span style="font-weight: 400;"> การเข้ามากำกับดูแลแบบจุกจิกของหัวหน้าจะไปจำกัดความกล้าแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับองค์กร การ Micro Management มีแต่จะทำให้เราได้พนักงานที่ทำงานไปวัน ๆ (Routine) ไม่คิดจะออกความเห็นอะไรเพิ่มเติมเพราะกลัวจะถูกต่อว่าเมื่อได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจ</span></p>
<p><strong>3. ทำลายบรรยากาศภายในทีม</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำหลายคนมักคิดว่าหากทำ Micro Management แล้วได้ผลลัพธ์ออกมาดี ลูกทีมก็จะยอมรับและให้อภัยในความจู้จี้จุกจิกทันที แต่คำตอบนี้เป็นสิ่งที่ผิด เพราะเมื่อพนักงานไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงาน ไม่ว่ามันจะประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ไม่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ดี พนักงานจะหันไปโฟกัสว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกหัวหน้าด่ามากกว่าการสนใจว่าต้องทำอย่างไรองค์กรถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจนราวกับว่าความเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างทำงานคือเรื่องสูญเปล่าโดยปริยาย</span></p>
<h2>เราเลิกเป็นคนที่ Micro Management หรือบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9557 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1034">ไม่ว่าการบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากแค่ไหน แต่ให้เชื่อไว้เสมอว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็น “</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-leader-not-control/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่น่ารัก</span></a><span style="font-weight: 400;">” ของพนักงานทุกคน หากไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้</span></p>
<p><strong>1. สนใจผลลัพธ์ให้มากกว่าวิธีการ</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพนักงานต้องทำอะไรผิดจริยธรรมทางธุรกิจ แต่หมายความว่าผู้นำต้องยอมรับว่าโลกของการทำงานมีรายละเอียดอีกมาก และทุกคนสามารถเลือกวิธีทำงานที่เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง ตราบใดที่สามารถสร้างผลงานตามที่องค์กรคาดหวัง ผู้นำสามารถให้คำแนะนำเท่าที่จำเป็นหากเห็นว่ามีวิธีการที่ดีกว่า แต่ต้องรู้จักใช้คำพูดที่ไม่หักหาญน้ำใจซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><strong>2. เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำส่วนใหญ่คิดว่าความผิดพลาดของทีมเป็นความผิดพลาดของตนและรู้สึกเหมือนโลกถล่ม ฟ้าทลาย แต่ความจริงแล้วแม้เราจะพยายามกับงานแค่ไหน โอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดก็มีขึ้นได้เสมอ ให้สังเกตว่ามีงานไหนที่พนักงานสามารถแก้ไขด้วยตนเองได้บ้าง เพื่อฝึกให้รู้จักเรียนรู้แง่มุมต่าง ๆ ในสายงานมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะออกความคิดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานั้นในอนาคต</span></p>
<p><strong>3. ตั้งเป้าหมายและความคาดหวังให้ชัดเจน</strong> : <span style="font-weight: 400;">การที่ผู้นำให้รายละเอียดไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้นและค่อย ๆ เพิ่มข้อมูลทีละนิดอาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนถูกคุกคามได้เช่นกัน ดังนั้น Micro Management อาจแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าประชุมให้ดีขึ้น และชี้แจงให้ชัดเจนเลยว่าระยะของการทำงานเป็นอย่างไร,​ จะติดตามความคืบหน้าในช่วงไหน รวมถึงแจ้งพนักงานล่วงหน้าเสมอหากมีการประชุมกระทันหัน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลมากพอให้แลกเปลี่ยนกันอย่างดีที่สุด</span></p>
<p><strong>4. ยอมรับการตัดสินใจของลูกทีม</strong> : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องคิดเสมอว่าไม่มีใครในโลกที่ทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง และงานบางอย่างก็ควรปล่อยให้พนักงานลองทำบ้าง เพราะถึงจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด แต่หากอยู่ในระดับที่พัฒนาได้ ไม่มีข้อผิดพลาด ทางผู้นำก็ควรปล่อยให้มันเกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานท่านนั้นศึกษาผลลัพธ์ของงานอย่างรอบด้านไม่ว่าจะออกมาในแง่บวกหรือลบก็ตาม วิธีนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างกัน และพร้อมรับฟังเมื่อผู้นำมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับทีมจริง ๆ </span></p>
<p><strong>5. ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของลูกทีม และอธิบายว่าสามารถพัฒนาได้อย่างไร</strong> : <span style="font-weight: 400;">จะมีประโยชน์อะไรหากหัวหน้าทีมเอาแต่บอกให้ทุกคนเชื่อตนเองเพราะมีประสบการณ์มากกว่าและมีตำแหน่งสูงกว่า กลับกันถ้าหัวหน้าทีมสอนว่าลูกทีมจะเพิ่มทักษะขึ้นมาได้อย่างไร จะพูดภาษาธุรกิจแบบเดียวกัน (Common Language) ได้อย่างไร และพากันไปเข้าอบรมจนยกระดับเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้น ก็จะเกิดประโยชน์กับการทำงาน โดยไม่ต้องเสียเวลามาจู้จี้จุกจิกเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1035"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">อยากได้ไอเดียที่จะทำให้องค์กรเต็มไปด้วยคนที่เก่งมากและเก่งขึ้นในทุกวัน ต้องทำอย่างไร </span></p>
<p>ในบริษัทของผมจะมีการทำ Knowledge sharing กันทุกสัปดาห์ ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร เช่นบางทีเพื่อนในทีมไปฟัง Podcast ของต่างประเทศที่เอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ก็เอามาเล่าต่อแลกเปลี่ยนกัน หรือบางคนก็เล่าสิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ เป็นต้น อยากรู้ว่าบริษัทอื่น ๆ มีวิธีอย่างไรบ้างครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: บางบริษัทจะมีการทำ &#8220;พื้นที่พิเศษ&#8221; ให้พนักงานหาความรู้นอกเหนือจากเวลางาน</span></p>
<p>ลักษณะจะเป็นเหมือนห้องเรียนพิเศษหลังเลิกงาน ที่ให้พนักงานนำเสนอไอเดียที่ไม่จำกัดเฉพาะในสายงานที่ตนทำอยู่กับผู้บริหาร เพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา ทำให้พนักงานได้ฝึกฝน, พัฒนาทักษะ, เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) ซึ่งนอกจากจะเป็นการฝึกฝนเสริมความเก่งแล้ว ยังสร้าง Employee Engagement ให้เกิดขึ้นด้วย</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/377?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1036"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Micro Management คือสิ่งที่ผู้นำหลายคนทำไปโดยไม่รู้ตัวและเกิดขึ้นได้กับทุกสายงาน พฤติกรรมนี้แม้ตั้งอยู่บนรากฐานของความใส่ใจ แต่ก็เป็นความใส่ใจที่มีภาพของลูกทีมอยู่ในหัวไม่มากพอ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ สิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นลำดับแรกก็คือการถอยออกมาก้าวหนึ่งและมองย้อนกลับมาว่าหากเราเป็นลูกทีมของตัวเอง เราจะอยากทำเต็มที่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นหรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่” เราก็ต้องรีบเปลี่ยนบรรยากาศในทีมให้ดีขึ้นทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR เห็นว่าบุคลากรของตนยังไม่มีความเป็นผู้นำมากพอ การจัดอบรมก็ถือเป็นทางเลือกที่ควรนำมาใช้ เพราะทักษะผู้นำคือองค์ประกอบสำคัญของการทำงานทุกประเภท องค์กรใดที่พนักงานมีทักษะผู้นำสูง ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าองค์กรที่พนักงานปราศจากทักษะตรงส่วนนี้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเลือกหลักสูตรอบรมให้ตรงกับความต้องการขององค์กรได้อย่างไร เราแนะนำให้สอบถามจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีให้เลือกมากมายใน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของไทยที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้แบบครบวงจร เชื่อสิว่าโอกาสในการพัฒนาคนอยู่ที่ปลายนิ้วของคุณแล้ว !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Micro Management : การบริหารคนแบบจู้จี้จุกจิกทำร้ายองค์กรอย่างไร 1037" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources </strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3KYJFb1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3KYJFb1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3RCQf9g" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RCQf9g</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3x6wG1d" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3x6wG1d</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/personnel-management/220908-intern-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2022 14:22:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[Intern Management]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220908-intern-management/</guid>

					<description><![CDATA[การบริหารจัดการ เด็กฝึกงาน หรือ Intern Management มีวิธีการอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเด็กฝึกงานไม่ได้จำกัดหน้าที่อยู่แค่การทำงานเอกสารหรืองานง่าย ๆ อีกต่อไป เพราะองค์กรที่วางแผนได้ดีจะดูแลเด็กฝึกงานอย่างเต็มที่ และให้ลองทำงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนเด็กฝึกงานเหล่านั้นให้กลายเป็นพนักงานประจำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนเด็กฝึกงานเป็นพนักงานประจำช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก แถมยังลดระยะเวลาในการปรับตัว เนื่องจากเด็กฝึกงานจะมีความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการทำงานดีอยู่แล้ว สามารถสานต่องานได้ทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การคัดเลือกเด็กฝึกงานที่ดีต้องดูจากความใส่ใจต่อองค์กรและสายงานที่สมัครมากกว่าตัวเกรด เพราะผลการเรียนแม้จะดีแค่ไหนก็เทียบไม่ได้เลยกับการมีประสบการณ์ทำงานจริง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้การไม่จ่ายค่าจ้างให้เด็กฝึกงานจะถือเป็นเรื่องปกติขององค์กรส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องไม่ลืมจริยธรรมทางธุรกิจเด็ดขาด องค์กรต้องให้เด็กฝึกงานทำตามหน้าที่ที่ถูกระบุไว้ล่วงหน้า และพูดคุยเรื่องผลตอบแทนอีกครั้งหากสิ่งที่ถูกมอบหมายอยุ่นอกเหนือจากเรื่องที่ตกลงร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12299 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_1902728494.jpg" alt="INTERN MANAGEMENT : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร" width="612" height="408" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1038"></p>
<p>“เด็กฝึกงาน”<span style="font-weight: 400;"> คือสิ่งที่องค์กรชั้นนำส่วนใหญ่ต้องพบเจอ เพราะหากคุณเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการ ก็ไม่แปลกที่จะกลายเป็นเป้าหมายของเหล่านักศึกษาที่อยากมาหาประสบการณ์เพื่อต่อยอดให้กับอนาคตดูบ้าง แต่รู้ไหมว่าการฝึกงานนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของเหล่านักเรียนนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ดังนั้น HR ควรศึกษาวิธีรับมือกับเด็กฝึกงานเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผิดจริยธรรมทางธุรกิจ ตลอดจนร่วมสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดีระหว่างกัน</span></p>
<p><strong>การบริหารจัดการ เด็กฝึกงาน หรือ Intern Management</strong> มีวิธีการอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>HR จะสรรหาเด็กฝึกงานที่ฝีมือได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การหาเด็กฝึกงานสักคนจะไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับการเลือกพนักงานประจำ แต่องค์กรไม่ควรปล่อยให้การรับเด็กฝึกงานกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า เพราะเด็กฝึกงานที่ดีสามารถต่อยอดเป็นพนักงานประจำได้ดีต่อองค์กรมากกว่าการว่าจ้างพนักงานใหม่จากที่อื่นเพราะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมองค์กรดีอยู่แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้เด็กฝึกงานมีหน้าที่พื้นฐานแค่ชงกาแฟหรือจัดการเอกสารแล้วเซ็นใบรับรองกลับไปที่มหาวิทยาลัย องค์กรควรใช้โอกาสนี้เพื่อโชว์ศักยภาพทีม (Branding) ให้เด็กฝึกงานประทับใจและนำไปพูดต่อในด้านบวก ซึ่งการหาเด็กฝึกงานที่ดีสามารถทำได้ตามขั้นตอนเหล่านี้</span></p>
<p><strong>1. เลือกเด็กฝึกงานที่ศึกษาเรื่ององค์กรมาก่อน</strong> : <span style="font-weight: 400;">HR ทุกคนรู้ดีว่าหนึ่งในการอบรมที่ต้องทำมากที่สุดก็คือการสอนพนักงานเรื่องวัฒนธรรมองค์กร (Company Culture) ดังนั้นเราไม่ควรเสียทรัพยากรแบบเดียวกันไปกับเด็กฝึกงานอีกครั้ง องค์กรจึงควรเลือกเด็กฝึกงานที่เข้าใจรูปแบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรเบื้องต้นมาบ้างจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ </span></p>
<p>คุณจอร์ดาน่า โคเฮ็น (Jordana Cohen) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ MTV <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าสิ่งแรกที่เธอจะทำคือการพิสูจน์ว่าเด็กฝึกงานที่มาสัมภาษณ์รู้จักองค์กรดีแค่ไหน และบ่อยครั้งที่เธอพบว่าผู้สมัครแต่ละคนไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอแนะนำอีกว่าเมื่อได้ผู้สมัครฝึกงานที่รู้เรื่ององค์กรในระดับที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการสังเกตว่ามีคนไหนบ้างที่กล้าออกความเห็นอย่างมีเหตุมีผลโดยอ้างอิงจากข้อมูลของบริษัทตามความเป็นจริง องค์กรสามารถให้การบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสังเกตวิธีการทำงาน ตลอดจนทักษะการระดมสมอง (Brainstroming) ขณะร่วมงานกับคนอื่น วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นผู้สมัครแบบรอบด้านมากขึ้น ทั้งนี้ให้มองข้ามคนที่พูดเก่งแต่ไม่มีสาระและไม่เกิดประโยชน์กับการทำงานไปเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11990 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_1043108527.jpeg" alt="shutterstock 1043108527" width="500" height="334" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1039"></p>
<p><strong>2. เลือกคนที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจริง ๆ</strong> : <span style="font-weight: 400;">หากผู้สมัครทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรในระดับที่ใกล้เคียงกัน สิ่งที่ HR ต้องวิเคราะห์ต่อก็คือการหาคำตอบว่ามีใครบ้างที่เคยใช้งานผลิตภัณฑ์จริง ๆ เพราะแม้จะศึกษาเรื่องราวจากอินเตอร์เน็ตหรืออะไรก็ตามมามากแค่ไหน แต่หากไม่เคยใช้จริงก็ไม่มีทางเข้าใจอย่างถ่องแท้แน่นอน </span></p>
<p>คุณดอริส ท็อง (Doris Tong) Intern Manager จาก LinkedIn Group <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าการแยกระหว่างคนที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จริง ๆ กับคนที่ไม่เคยใช้แต่พยายามพูดให้สวยหรูเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ โดย HR สามารถสังเกตได้จากการที่ผู้สมัครแต่ละคนพูดข้อมูลเชิงลึกขององค์กรออกมาอย่างไร อย่างกรณีของ LinkedIn เธอมองว่าผู้สมัครที่ดีควรบอกได้ว่าประสบการณ์ของตนกับ LinkedIn เป็นอย่างไร, เคยได้ประโยชน์จากมันหรือไม่ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เธอเน้นย้ำว่าแม้ผู้สมัครดังกล่าวจะมีประสบการณ์มามากแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับการบอกได้ว่าจุดอ่อนขององค์กรคืออะไร, มีด้านใดบ้างที่อยากให้ปรับปรุง และแม้คำแนะนำบางอย่างจะไม่ได้มีประโยชน์มากด้วยเหตุผลด้านประสบการณ์และฝีมือ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่เหมาะกับการต่อยอดเพราะแม้จะเป็นเด็กฝึกงาน สุดท้ายหากองค์กรรับเข้ามา ก็จะได้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเท่ากับพนักงานประจำอยู่ดี</span></p>
<p><strong>3. ความมุ่งมั่นสำคัญกว่าเกรด</strong> : <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่องค์กรต้องมองหาจากเด็กฝึกงานก็คือคนที่พร้อมทำงานโดยอาจได้ค่าจ้างไม่เทียบเท่ากับพนักงานประจำ ดังนั้นจึงต้องมองหาคนที่มีแพสชั่นกับงานมากที่สุด แต่จะรู้ได้อย่างไร ? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตจากใบสมัครงานว่าผู้สมัครแต่ละคนใช้เวลาว่างอย่างไร ส่งเสริมกับสายงานที่สมัครมาหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น หากมีเด็กฝึกงานเข้ามาสมัครเป็นผู้พัฒนาโปรแกรม ให้ HR ดูว่าเขาเคยลองออกแบบโปรแกรมเป็นของตัวเองบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่คนที่ผ่านการเข้าคลาสเรียนเป็นหลัก เพราะการเป็นผู้เรียนไม่ว่าจะจบมากี่หลักสูตร ก็ไม่ได้แสดงถึงแพสชั่นของการทำงานมากเท่ากับคนที่ลงมือเองจริง ๆ มาก่อน ทั้งนี้ HR สามารถเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เล่าเรื่องหากไม่ปรากฏข้อมูลดังกล่าวในเอกสารสมัครงาน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9252 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_574157812.jpg" alt="เหตุผลที่ต้องสร้าง Career Path ให้พนักงานในองค์กร" width="558" height="335" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1040"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เหตุผลที่ต้องสร้าง Career Path ให้กับพนักงานในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เด็กฝึกงานมีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้างเด็กฝึกงานเกิดขึ้นได้กับองค์กรทุกรูปแบบไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ซึ่งหากองค์กรมีกระบวนการเลือกเด็กฝึกงานที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่น มีประสิทธิภาพจากกำลังคนที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม การลงทุนกับเด็กฝึกงานยังถือเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตที่เปิดโอกาสให้องค์กรเข้าถึงคนที่ฝีมือได้ดีกว่าการเป็นผู้รอหรือไปแข่งขันในตลาดแรงงาน นอกจากนี้เด็กฝึกงานยังช่วยเรื่องการนำมุมมองที่สดใหม่มาปรับใช้ แถมยังเปิดโอกาสให้เหล่าพนักงานประจำมีเวลามาโฟกัสกับงานมากชึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11667 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1155939973-7-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="564" height="376" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1041"></p>
<p><strong>เราสามารถอธิบายประโยชน์ของเด็กฝึกงานได้ดังนี้</strong></p>
<p><strong>1. เด็กฝึกงานช่วยให้องค์กรมีกำลังคนมากขึ้น</strong> : <span style="font-weight: 400;">แม้หน้าที่ของเด็กฝึกงานจะไม่ได้เป็นงานที่ยากเท่ากับพนักงานประจำ แต่การแบ่งงานบางส่วนออกไปจะทำให้ทีมมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือนำเวลาไปฝึกอบรมพัฒนาทักษะให้มากขึ้น การบริหารจัดการเด็กฝึกงานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับงานได้จริง</span></p>
<p><strong>2. เด็กฝึกงานช่วยให้ทีมฝึกฝนการเป็นผู้นำ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งขององค์กรคือการเลื่อนตำแหน่งให้กับพนักงานแต่พนักงานดังกล่าวกลับไม่มีทักษะการเป็นผู้นำมากพอ ดังนั้นการมีเด็กฝึกงานจึงเปิดโอกาสให้ทีมเรียนรู้วิธีนำคนและรู้จักถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กรออกไปก่อนจะถึงเวลาทึ่ได้เลื่อนได้ตำแหน่งจริง ๆ นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศที่ทุกคนพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันคือรากฐานที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของพนักงานแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10316 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/164098195_714250572578741_1101026581311700004_n.jpg" alt="164098195 714250572578741 1101026581311700004 n" width="535" height="535" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1042"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Visionary Leadership รู้จักปัจจัยที่ช่วยสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. เด็กฝึกงานช่วยให้องค์กรได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ทางธุรกิจ</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในบางองค์กรที่งานหนักมากจนพนักงานไม่มีเวลาไปเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ การรับเด็กฝึกงานเข้ามาจะทำให้เห็นมุมมองของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นคนที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทมาก่อน มุมมองเหล่านี้สามารถนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาที่ต่างออกไป หรือนำไปสู่สินค้าใหม่ที่ต่อยอดมาจากความต้องการของผู้ใช้จริง ที่สำคัญเด็กฝึกงานรุ่นใหม่มักมาพร้อมกับทักษะด้านเทคโนโลยีที่ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาของบางองค์กร เรียกได้ว่าการมีเด็กฝึกงานที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนางานได้แบบรอบด้านเลยทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8958 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1035824698-1.jpg" alt="สมรรถนะ (Competency)" width="741" height="243" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1043"></p>
<p><strong>4. เด็กฝึกงานช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร</strong> : <span style="font-weight: 400;">ในการทำธุรกิจนั้น การสร้างแบรนด์ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้ดีขึ้น การรับเด็กฝึกงานพร้อมกับดูแลให้ความรู้อย่างดีที่สุดจึงเป็นวิธีสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร เด็กฝึกงานที่มีประสบการณ์เชิงบวกกับองค์กรจะนำเรื่องราวไปเล่าต่อให้กับกลุ่มเพื่อนและชุมชนของตัวเองซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ HR ใช้เพื่อหาพนักงานรุ่นใหม่ ความน่าเชื่อถือตรงนี้ยังช่วยให้องค์กรหาลูกค้าง่ายขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><strong>5. เด็กฝึกงานทำให้องค์กรมีตัวเลือกในการหาพนักงานมากขึ้น (Candidate Pool)</strong> : <span style="font-weight: 400;">เมื่อหัวหน้าทีมเจอเด็กฝึกงานที่ตรงกับความต้องการ การประสานให้ HR สอบถามความเป็นไปได้ในการว่าจ้างเป็นพนักงานประจำในอนาคตถือเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้องค์กรสามารถนำเด็กฝึกงานเข้าร่วมการฝึกอบรม, สัมมนา หรืออื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมและสร้างความเข้าใจด้านวัฒนธรรมองค์กรล่วงหน้าได้เลย</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1044"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">บริษัทต้องการรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน ควรเริ่มต้นอย่างไรดี</span></p>
<p>ในการหาเด็กฝึกงานแต่ละครั้งควรวางแผนเงินเดือนและสวัสดิการอย่างไร หรือมีจุดไหนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ต้องพิจารณาก่อนว่าองค์กรต้องการตัวช่วยในส่วนใดเป็นพิเศษ</span></p>
<p>จากนั้นสามารถติดต่อโดยตรงไปที่มหาวิทยาลัยที่มีคณะหรือหลักสูตรนั้น ๆ ได้โดยตรง และชี้แจงรายละเอียดฝึกงาน, ระยะเวลา, ค่าตอบ เป็นต้น เมื่อคุยเรียบร้อยแล้วมหาวิทยาลัยจะทำหนังสือส่งตัวให้องค์กรทราบอย่างละเอียดอีกครั้ง</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1200?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1045"></span></a></p></blockquote>
<h2>HR ควรสัมภาษณ์พนักงานด้วยคำถามแบบใด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับเด็กฝึกงานสักคนหนึ่งถือเป็นดาบสองคม หากได้เด็กฝึกงานที่ดี องค์กรก็จะมีกำลังคนมากพอให้พนักงานประจำหันไปสนใจเนื้องานอื่น ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้องค์กรมากขึ้น แต่หากได้เด็กฝึกงานที่ไม่เหมาะสม นอกเหนือจากบรรยากาศในแง่ลบแล้ว องค์กรยังต้องใช้เวลาเพิ่มเติมสำหรับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะเด็กฝึกงาน หากไม่ต้องการให้พวกเขามีหน้าที่เพียงงานจิปาถะแบบผ่านไปวัน ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์เด็กฝึกงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญไม่ต่างจากการสัมภาษณ์พนักงานประจำแต่อาจลดความเข้มข้นลงมาบ้าง ทั้งนี้หัวข้อที่หัวหน้าทีมและ HR ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษสามารถแยกย่อยออกมาได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8930 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_446643151-1.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="582" height="328" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1046"></p>
<h3>คำถามสัมภาษณ์เมื่อคุณต้องการตรวจสอบฝีมือของเด็กฝึกงาน</h3>
<p><strong>1. รบกวนช่วยเล่าเกี่ยวกับสายที่เรียนมาหน่อย คิดว่าสิ่งที่เรียนมาตลอดเกี่ยวข้องกับงานที่สมัครเข้ามาอย่างไร</strong> : HR ต้องรับฟังข้อมูลของเด็กฝึกงานให้ครบถ้วน ไม่จำกัดอยู่แค่ว่าเด็กฝึกงานสมัครมาทำงานตรงกับสายที่เรียนหรือไม่ เพราะการเรียนรู้ในปัจจุบันเป็นแบบบูรณาการที่ผู้เรียนสามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อหาแบบโดยตรง (Direct) และทางอ้อม (Indirect) เสมอ ดังนั้นตราบใดที่ผู้สมัครสามารถตอบคำถามได้อย่างมีเหตุมีผล ทีม HR ก็สามารถพิจารณาได้เลย</p>
<p><strong>2. รบกวนเล่าถึงประสบการณ์ทำงานให้ฟังหน่อย</strong> :<span style="font-weight: 400;"> ประสบการณ์ทำงานจริงเป็นเรื่องสำคัญมาก และอาจสำคัญกว่าการเรียนรู้แค่ตัวหนังสือด้วยซ้ำ ทั้งนี้ประสบการณ์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่หรูหราหรือมาจากบริษัทใหญ่ อาจเป็นเพียงกิจกรรมชมรมในมหาวิทยาลัยก็ได้ ขอเพียงให้มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและสามารถอธิบายประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวได้ก็พอ</span></p>
<p><strong>3. รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณคาดหวังอะไรกับการฝึกงานครั้งนี้ และคุณคิดว่าตัวเองจะช่วยองค์กรได้อย่างไรบ้าง</strong> : <span style="font-weight: 400;">บางครั้งการถามตรง ๆ ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะไม่ใช่เด็กฝึกงานทุกคนที่จะมีประสบการณ์ทำงานหรือเข้าคลาสเพิ่มทักษะใด ๆ มาก่อน ดังนั้นหากสิ่งที่ผู้สมัครตอบอ้างอิงอยู่กับความเป็นจริง และทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงความตั้งใจได้ ก็ถือเป็นคำตอบที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้สมัครได้เช่นกัน</span></p>
<h3>คำถามสัมภาษณ์เมื่อคุณต้องการรู้ว่าทำไมผู้สมัครถึงอยากฝึกงานกับองค์กร</h3>
<p><strong>1. รบกวนอธิบายเหตุผลที่คุณอยากมาฝึกงานที่นี่</strong> : <span style="font-weight: 400;">บางครั้งนักศึกษาแค่อยากหาสถานที่ฝึกงานสักแห่งตามหลักสูตรโดยไม่ได้สนใจเนื้อหาของการฝึกงานเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นหากเราต้องการเด็กฝึกงานที่มีประสิทธิภาพ นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้สมัครต้องแสดงถึงความต้องการอย่างชัดเจนที่สุด ยิ่งหากสามารถอธิบายได้เป็นฉาก ๆ ว่าการฝึกงานที่นี่จะต่อยอดให้กับสิ่งที่สนใจอย่างไร ก็ถือเป็นเด็กฝึกงานชั้นยอดที่จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<p><strong>2. รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่ารู้จักองค์กรของเราในด้านใดบ้าง และมีเรื่องอะไรที่อยากแนะนำหรือไม่</strong> : <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นเด็กฝึกงานหรือการหาพนักงานประจำ ทุกองค์กรย่อมต้องการพนักงานที่มีความรู้เกี่ยวกับองค์กรมากกว่าคนที่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบายใหม่ตั้งแต่ต้น คำถามนี้จะช่วยพิสูจน์อีกขั้นว่าผู้สมัครเข้าใจองค์กรในเชิงลึกจริง ๆ หรือเป็นเพียงคนที่ท่องจำข้อมูลทั่วไปมาเป็นอย่างดีเท่านั้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8791 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/shutterstock_1555510919-min-scaled.jpg" alt="shutterstock 1555510919 min scaled" width="695" height="391" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1047"></p>
<h3>คำถามสัมภาษณ์เมื่อคุณต้องการรู้ว่าเด็กฝึกงานมีทัศนคติเหมาะกับองค์กรหรือไม่</h3>
<p><strong>1. รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณรู้จักอะไรเกี่ยวกับสายงานนี้บ้าง</strong> : <span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นเด็กฝึกงาน แต่เมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแล้ว การพบเจอกับลูกค้าหรือผู้บริหารจากหน่วยงานอื่น ๆ เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นนอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับองค์กรที่ตนสังกัดอยู่แล้ว การเข้าใจบริบทของสายงานนั้น ๆ จะยิ่งทำให้เด็กฝึกงานสามารถตอบคำถามที่ชาญฉลาด ทำให้ผู้อื่นเห็นว่าองค์กรของเรามีรากฐานที่แข็งแรง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านการบริหารธุรกิจได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><strong>2. รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณมีแผนงานเกี่ยวกับอนาคตหลังเป็นเด็กฝึกงานอย่างไร</strong> : <span style="font-weight: 400;">การเข้าใจเด็กฝึกงานเบื้องต้นว่าเขาวาง Career Path ของการทำงานไว้อย่างไรจะช่วยให้ HR และหัวหน้าทีมรู้ว่าควรรับมือและโน้มน้าวจิตใจแบบใดเมื่อถึงคราวจำเป็น เช่นหากผู้สมัครบอกว่าเมื่อฝึกงานจบแล้วอยากไปทำงานในบริษัทระดับประเทศขณะที่คุณเป็นเพียงบริษัทขนาดกลาง เราก็จะรู้ได้ว่าทันทีว่าการเปลี่ยนบุคคลดังกล่าวจากเด็กฝึกงานให้เป็นพนักงานประจำไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน</span></p>
<h2>HR และหัวหน้าทีมมีวิธีดูแลเด็กฝึกงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะเรื่อง Intern Management เป็นทักษะที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ เพราะเด็กฝึกงานไม่ใช่คนที่เหมาะกับการทำหน้าที่พื้นฐานเช่นงานเอกสารหรือคอยชงกาแฟให้ผู้บริหารอีกต่อไป เราควรปฏิบัติกับเด็กฝึกงานเหมือนพนักงานประจำ ต้องให้สวัสดิการตามความเหมาะสมเพื่อร่วมกันสร้างประสบการณ์ดี ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยทีม HR สามารถเริ่มดูแลเด็กฝึกงานที่ผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีเหล่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7786 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Employee-Referrals-HR-NOTE-2.jpg" alt="Employee Referrals HR NOTE" width="539" height="360" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1048"></p>
<h3>HR ต้องให้ข้อมูลกับเด็กฝึกงานอย่างครบถ้วน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่การฝึกงานจะเริ่มต้นขึ้น HR ควรส่งอีเมลแจ้งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเด็กฝึกงาน เช่นพื้นที่จอดรถ, วิธีเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงรายละเอียดงานเบื้องต้นของการทำงานช่วงแรก การวางแผนตรงนี้จะช่วยให้องค์กรวัดผลง่ายขึ้นว่าเด็กฝึกงานสามารถทำตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้หรือไม่</span></p>
<h3>HR ต้องจัดการฝึกอบรมที่จำเป็นให้กับเด็กฝึกงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมสามารถจัดขึ้นภายในทีมที่เด็กฝึกงานสังกัดอยู่ก็ได้ โดยวัตถุประสงค์คือให้เด็กฝึกงานเข้าใจรูปแบบการทำงานขององค์กรให้ครอบคลุมที่สุดภายใต้แนวคิดว่ายิ่งเด็กฝึกงานมีความรู้ตรงนี้มากเท่าไหร่ การตั้งคำถามและปฏิบัติงานก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น การอบรมนี้ต้องทำตั้งแต่ช่วงแรกก่อนที่เด็กฝึกงานจะคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานแบบอื่น ซึ่งแม้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การทำงานให้สอดคล้องกับคนอื่น ๆ จะช่วยให้งานราบรื่นมากกว่า</span></p>
<h3>HR ต้องประสานงานกับหัวหน้าทีมเพื่อแนะนำเด็กฝึกงานกับคนอื่น ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแนะนำเด็กฝึกงานต้องทำกับทุกแผนก ไม่ใช่แค่เฉพาะกับทีมที่สังกัดเท่านั้น เพราะเมื่อถึงเวลาแล้วเด็กฝึกงานก็ต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นกัน วิธีนี้จะทำให้เด็กฝึกงานรู้ว่าหัวข้องานแต่ละประเภทต้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานท่านไหน แถมยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีของคนในองค์กรอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12084 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/dd.png" alt="dd" width="606" height="318" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1049"></p>
<h3>ทีมต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับเด็กฝึกงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้องค์กรจะไม่จำเป็นต้องคาดหวังกับเด็กฝึกงานเท่ากับพนักงานประจำที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่อย่างน้อยทีมต้องตั้งเป้าหมายเพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กฝึกงานมีหน้าที่ตามความเหมาะสม โดยอาจแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 30 วัน, 60 วัน, 90 วัน จากนั้นก็ให้ติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ พร้อมให้ความเห็นอย่างจริงใจ อย่ากลัวที่จะถ่ายทอดงานที่ยาก ตราบใดที่เล็งเห็นถึงศักยภาพและมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด</span></p>
<h3>HR ต้องประเมินผลงานของเด็กฝึกงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งจะเลือกปล่อยให้เด็กฝึกงานทำหน้าที่ไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่สถานศึกษากำหนด และประเมินผลงานเพียงครั้งเดียวก่อนที่ช่วงเวลาดังกล่าวจะหมดลง วิธีนี้ไม่ถูกต้องเพราะองค์กรจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเด็กฝึกงานได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเด็กฝึกงานก็จะไม่ได้ประโยชน์จากการฝึกงานอย่างที่เขาควรจะได้รับ ดังนั้นเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด องค์กรควรประเมินผลงานของเด็กฝึกงานโดยอ้างอิงจากประเด็นสำคัญเหล่านี้</span></p>
<ul>
<li><strong>คุณภาพของงาน (Quality)</strong> : <span style="font-weight: 400;">หัวหน้าทีมต้องดูว่าเด็กฝึกงานสามารถทำงานได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ หากไม่ได้ ต้องอธิบายและช่วยเหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น</span></li>
<li><strong>ความแม่นยำ (Accuracy)</strong> : <span style="font-weight: 400;">นอกจากทำงานเสร็จตามเวลาแล้ว เด็กฝึกงานยังจำเป็นต้องทำงานให้ผิดพลาดน้อยที่สุดด้วย เพราะหากงานเสร็จเร็วแต่ไม่สามารถใช้งานได้จริงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ก็ถือว่าเป็นงานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เช่นกัน</span></li>
</ul>
<h3>HR ควรติดตามข่าวคราวของเด็กฝึกงานหลังออกจากองค์กรไปแล้ว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วองค์กรทั่วไปจะมีระบบดูแลพนักงานเก่า (Alumni Management) ซึ่งระบบนี้ควรนำมาใช้กับเด็กฝึกงานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากเด็กฝึกงานดังกล่าวมีศักยภาพมาก องค์กรสามารถชวนมาทำงานเป็นพนักงานประจำเมื่อเรียนจบ หรือแม้แต่ช่วยเขียนหนังสือแนะนำตัวหากเด็กฝึกงานอยากลองไปหาโอกาสจากที่อื่นก่อน ให้คิดเสมอว่าองค์กับเด็กฝึกงานต้องจากกันด้วยดี เพราะในโลกของการทำงานนั้น จะช้าหรือเร็วก็มีโอกาสกลับมาเกี่ยวข้องกันแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11215 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1.jpg" alt="ข้อดีของบริการจ่ายเงินล่วงหน้า บริการที่จะทำให้พนักงานของคุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น" width="582" height="388" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1050"></p>
<h3>เด็กฝึกงานควรได้รับค่าจ้างหรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือปัญหาที่เกิดข้อถกเถียงกันมาตลอด เพราะแม้การฝึกงานที่ไม่มีการจ่ายค่าจ้างจะถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะการฝึกงานที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา แต่ก็มีคำถามตามมาว่าองค์กรควรจะมีสวัสดิการบางอย่างมาทดแทนตามความเหมาะสมเพื่อตอบสนองกับความตั้งใจของเด็กฝึกงานหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสั่งงานอย่างไม่เหมาะสมของบางองค์กรที่เลือกเอาประเด็น “จบการศึกษา” มาเป็นตัวประกันไว้ใช้งานอย่างไม่เป็นธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าก่อนที่จะมองเรื่องสวัสดิการอื่น ๆ ตัวบริษัทและเด็กฝึกงานต้องสร้างการรับรู้ร่วมกันก่อนว่าการฝึกงานครั้งนี้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและมีการตอบแทนอย่างไร และถ้าองค์กรต้องการให้เด็กฝึกงานทำหน้าที่นอกเหนือจากนั้น ก็จำเป็นต้องแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการสอบถามความสมัครใจและพิจารณาเรื่องสิ่งตอบแทนกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหากองค์กรไม่มีนโยบายเรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้จริง ๆ ก็สามารถปรับเป็นสวัสดิการด้านอื่น ๆ เช่นให้สิทธิ์ในการฝึกอบรม, เลี้ยงอาหาร, ช่วยเหลือค่าเดินทาง เป็นต้น ทั้งนี้องค์กรสามารถพิจารณาการให้ค่าจ้างเป็นรายกรณีหากเห็นว่าเด็กฝึกงานมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการต่อยอดในอนาคตจริง ๆ</span></p>
<h2>องค์กรสามารถเปลี่ยนเด็กฝึกงานให้กลายเป็นพนักงานประจำได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายก่อนว่าการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้ง องค์กรต้องใช้งบประมาณมากขึ้นจากฐานเงินเดือนพนักงานทั่วไปถึงราว 200% เพราะต้องลงทุนเพื่อประกาศรับสมัครงาน,​ สัมภาษณ์ผู้สมัคร, ฝึกอบรมเพื่อช่วยปรับตัวให้เข้ากับองค์กร และต้องเสี่ยงต่อการลาออก (ยิ่งปัจจุบันที่ต่อยอดมาจากช่วง The Great Resignation) ดังนั้นการเปลี่ยนเด็กฝึกงานมาเป็นพนักงานประจำจะช่วยประหยัดทรัพยากรตรงส่วนนี้ได้เป็นอย่างด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำเมื่อรับเด็กฝึกงานและตั้งเป้าว่าอยากเปลี่ยนเด็กฝึกงานคนดังกล่าวให้กลายเป็นพนักงานประจำก็คือการทำให้มั่นใจได้ว่าเด็กฝึกงานมีประสบการณ์ในด้านดีกับองค์กรจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน, โอกาสในการเรียนรู้และต่อยอดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงโอกาสในการเพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ ให้เป็นคนที่เก่งขึ้น ดังนั้นองค์กรเองก็ต้องให้เด็กฝึกงานแบกภาระที่ยากลำบากดูบ้าง เพื่อพิสูจน์ทักษะการแก้ปัญหาและบริหารจัดการชีวิต การเพิ่มพูนทักษะตรงนี้เรื่อย ๆ จะช่วยให้เด็กฝึกงานมีความพร้อมเมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงจริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8940 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1536465644-1.jpg" alt="360-degree Feedbackการประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา" width="606" height="405" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1051"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การประเมินแบบ 360 องศา (360-Degree Feedback)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรแน่ใจแล้วว่าเด็กฝึกงานที่รับมาดีพอสำหรับการเปลี่ยนเป็นพนักงานประจำจริง ๆ สิ่งที่ HR ต้องทำก็คือการร่าง Job Description ใหม่เพื่อชี้แจงว่างานที่ทำจะเปลี่ยนจากโหมดฝึกงานมาเป็นโหมดทำงานจริง ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่เหมือนเดิมแต่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น และควรทำการสัมภาษณ์แบบ 360 องศาโดยสอบถามจากทั้งตัวเด็กฝึกงานและพนักงานคนอื่นที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกัน หากมีข้อกังวลใจใด ๆ ก็ให้สอบถามกันตามตรงว่าสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ห้ามมองข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้องค์กรยังจำเป็นต้องศึกษาข้อเสนอ (Offer) ของบริษัทคู่แข่งในสายงานเดียวกันด้วยว่ามีแนวทางด้านการรับพนักงานใหม่อย่างไร และข้อเสนอขององค์กรแข็งแรงพอต่อสู้กับคู่แข่งรายอื่น ๆ หรือไม่ เราไม่สามารถโน้มน้าวให้คนเซ็นสัญญากับองค์กรโดยอ้างอิงกับความดีความชอบและชื่อเสียงเก่า ๆ ขององค์กรเด็ดขาด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10781 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="637" height="425" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1052"></p>
<h2>บทสรุป Intern Management</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นเด็กฝึกงานหรือพนักงานประจำ สิ่งที่องค์กรต้องทำคือการบริหารจัดการบุคคลเหล่านั้นอย่างมืออาชีพตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ ไม่คิดเอาเปรียบเด็กฝึกงานโดยคิดว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า เพราะปัจจุบันโลกของการทำงานเปลี่ยนไปตามแนวคิด “การเรียนรู้ไร้พรมแดน”​ (Learning is Boundaryless) ความรู้ของคนรุ่นเก่าอาจไร้ประโยชน์ และความคิดของคนรุ่นใหม่อาจกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยกระดับองค์กรให้ก้าวไกลไปอีกขั้นได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การคัดเลือกเด็กฝึกงานเป็นหน้าที่ใหญ่อีกอย่างหนึ่งของ HR Recruitment ดังนั้นหากองค์กรของคุณต้องการคนมาดูแลตรงนี้แต่ไม่รู้จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ไหน เราขอแนะนำบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของเมืองไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้มากที่สุดในประเทศ ไม่ว่าคุณจะต้องการพนักงานแบบไหน ก็ครบจบปิดงานได้ใน</span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิก</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Intern Management : องค์กรที่ดีบริหารจัดการเด็กฝึกงานอย่างไร 1053" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3Qn7j1O" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Qn7j1O</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3Qn7o5C" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Qn7o5C</a></li>
<li><a href="https://indeedhi.re/3QrJTZg" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3QrJTZg</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3evzPkL" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3evzPkL</a></li>
<li><a href="https://indeedhi.re/3qffp20" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3qffp20</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="focused-block"></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
