HIGHLIGHT
|

ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ได้ หากเป็นลูกจ้างที่อยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียน หักเงินสมทบจากค่าจ้าง และนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างตามกฎหมาย พนักงานไม่สามารถขอรับเงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนแทน หรือทำหนังสือยินยอมเพื่อสละสิทธิได้
อย่างไรก็ตาม คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พนักงานไม่เห็นความสำคัญของสวัสดิการเสมอไป หลายคนตั้งคำถามเพราะเข้าถึงสิทธิได้ยาก ไม่เข้าใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร หรือกังวลต่อข่าวการลงทุน การจัดซื้อ และธรรมาภิบาลของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น HR จึงต้องตอบให้ครบทั้งสองด้าน คือ สิ่งที่กฎหมายกำหนด และ เหตุผลที่ผู้ประกันตนเรียกร้องความโปร่งใส
บทความนี้อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อสรุปว่า ประกันสังคมมาตรา 33 หักเท่าไร นายจ้างต้องทำอะไร หากไม่ส่งมีผลอย่างไร สิทธิประโยชน์ล่าสุดมีอะไรบ้าง และควรมองสถานการณ์กองทุนในปัจจุบันอย่างไรโดยไม่ด่วนสรุปเกินหลักฐาน
Contents
- ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ?
- ประกันสังคมมาตรา 33 คืออะไร ใครต้องอยู่ในระบบ ?
- ประกันสังคมปี 2569 หักเท่าไร ?
- หน้าที่ของ HR และนายจ้างเกี่ยวกับประกันสังคม
- พนักงานไม่ยอมให้หักประกันสังคม ทำอย่างไร ?
- นายจ้างไม่ส่งประกันสังคม มีความผิดและผลกระทบอย่างไร ?
- สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 มีอะไรบ้างในปี 2569 ?
- อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ใช่ 1 ใน 7 กรณีนี้
- ทำไมผู้ประกันตนจึงตั้งคำถามต่อกองทุนประกันสังคม ?
- เงินสมทบคือ “ความไว้วางใจภาคบังคับ”
- ทำไมงบปฏิทิน เครื่องแต่งกาย หรือการลงทุนบางโครงการจึงถูกตั้งคำถาม ?
- ผลตอบแทน 6.16% เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
- คำถามสุดท้ายไม่ใช่แค่ “กองทุนกำไรหรือไม่” แต่คือ “ผู้ประกันตนอยู่ดีขึ้นหรือไม่”
- 6 คำถามที่ผู้ประกันตนควรถามต่อกองทุน
- ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้อย่างไร ?
- ใช้ประกันเอกชนแทนประกันสังคมได้ไหม ?
- Checklist สำหรับ HR ก่อนปิด Payroll ทุกเดือน
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งประกันสังคม
- สรุป
ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ?
คำตอบคือ ไม่ได้ หากลูกจ้างอยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปและอยู่ในข่ายบังคับ ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน จากนั้นหักเงินสมทบจากค่าจ้างและนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง
ประกันสังคมจึงต่างจากประกันสุขภาพเอกชนหรือสวัสดิการสมัครใจของบริษัท เพราะเป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับ การตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างว่า “ไม่ต้องหัก” หรือ “จ่ายเป็นเงินสดแทน” ไม่สามารถใช้ยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายได้ และทำให้นายจ้างยังคงเสี่ยงต่อเงินเพิ่ม โทษตามกฎหมาย และความรับผิดหากลูกจ้างเสียสิทธิ
ประกันสังคมมาตรา 33 คืออะไร ใครต้องอยู่ในระบบ ?
ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้างและได้รับค่าจ้าง โดยอยู่ในข่ายบังคับตามกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างออกจากงาน สถานะมาตรา 33 จะสิ้นสุดลง แต่สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกระยะหนึ่ง และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรักษาความคุ้มครองต่อได้
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ อาจสมัครมาตรา 40 ตามทางเลือกที่กำหนดได้ แต่การสมัครมาตรา 40 ไม่ใช่วิธีที่นายจ้างใช้แทนการขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่แท้จริงเป็นมาตรา 33 หากลักษณะการทำงานเป็นการจ้างแรงงาน การเรียกผู้ทำงานว่า “ฟรีแลนซ์” หรือ “ผู้รับเหมา” เพียงอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์การจ้าง
อ่านเพิ่มเติม: ลูกจ้างโดยพฤตินัยคืออะไร และองค์กรเสี่ยงอะไรเมื่อจัดประเภทคนทำงานผิด
ประกันสังคมปี 2569 หักเท่าไร ?
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับคำนวณเงินสมทบมาตรา 33 ปรับจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทต่อเดือน อัตราเงินสมทบของลูกจ้างและนายจ้างยังอยู่ที่ฝ่ายละ 5% จึงทำให้ผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ถูกหักสูงสุด 875 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบอีก 875 บาท
| ค่าจ้างต่อเดือน | ลูกจ้าง 5% | นายจ้าง 5% | รวมสองฝ่าย |
| 10,000 บาท | 500 บาท | 500 บาท | 1,000 บาท |
| 15,000 บาท | 750 บาท | 750 บาท | 1,500 บาท |
| 17,500 บาทขึ้นไป | 875 บาท | 875 บาท | 1,750 บาท |
ประกันสังคมหักจากฐานเงินเดือนหรือรายได้ ? หลักคือคำนวณจาก “ค่าจ้าง” ที่เข้าความหมายตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเงินทุกก้อนที่พนักงานได้รับจะต้องนำมารวมทั้งหมด HR ควรแยกเงินเดือน ค่าจ้าง และรายการจ่ายอื่นตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม ไม่ควรตัดสินจากชื่อรายการในสลิปเพียงอย่างเดียว

หน้าที่ของ HR และนายจ้างเกี่ยวกับประกันสังคม
- ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง โดยทั่วไปต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันที่เป็นลูกจ้าง
- หักเงินสมทบให้ถูกต้อง ตามค่าจ้างและเพดานที่ใช้ในงวดนั้น พร้อมแสดงรายการในสลิปเงินเดือนอย่างชัดเจน
- ยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบ ทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนของนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- แจ้งการเปลี่ยนแปลง เช่น ลูกจ้างเข้าใหม่ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงานให้ตรงข้อเท็จจริง เพราะมีผลต่อสิทธิว่างงาน
- เก็บหลักฐานและตรวจสอบยอด ทั้งแบบนำส่ง ใบเสร็จ และข้อมูลรายบุคคล เพื่อแก้ไขได้ทันเมื่อยอดไม่เข้าระบบหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน
- สื่อสารสิทธิให้พนักงานเข้าใจ ไม่ใช่แจ้งเพียงยอดหัก แต่ควรบอกช่องทางตรวจสอบเงินสมทบ เงื่อนไขการใช้สิทธิ และวิธีร้องเรียนเมื่อพบปัญหา
องค์กรที่มีพนักงานจำนวนมากควรเชื่อมขั้นตอนนี้กับระบบ Payroll และทำรายการตรวจสอบก่อนปิดงวดทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือ Payroll และการจัดทำเงินเดือนที่ HR ควรรู้
พนักงานไม่ยอมให้หักประกันสังคม ทำอย่างไร ?
HR ควรอธิบายให้ชัดว่าเงินสมทบไม่ใช่สวัสดิการที่เลือกเข้าหรือออกได้ และการลงนามยินยอมไม่รับสิทธิก็ไม่ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่ วิธีที่เหมาะสมคือแจ้งฐานกฎหมาย อัตราที่หัก สิทธิที่จะได้รับ และช่องทางตรวจสอบยอดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
หากพนักงานยังคัดค้าน HR ไม่ควรหยุดหักหรือคืนเงินสมทบโดยพลการ แต่ควรบันทึกการชี้แจงและประสานสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันแนวปฏิบัติในกรณีที่มีข้อเท็จจริงเฉพาะ เช่น สถานะการจ้างงาน สัญชาติ หรือสิทธิในระบบอื่น
นายจ้างไม่ส่งประกันสังคม มีความผิดและผลกระทบอย่างไร ?
ผลต่อนายจ้าง
- ส่งล่าช้าหรือส่งไม่ครบ ต้องชำระเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างหรือจ่ายขาด โดยคำนวณตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด
- ไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ โทษที่ใช้จริงขึ้นกับพฤติการณ์และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
- หักเงินลูกจ้างแล้วไม่นำส่ง ทำให้เกิดทั้งความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเสียหายต่อสิทธิพนักงาน และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นต่อองค์กร
- แจ้งเหตุออกจากงานไม่ตรงจริง อาจกระทบสิทธิว่างงานของลูกจ้างและนำไปสู่ข้อพิพาทภายหลัง
ผลต่อลูกจ้าง
ยอดเงินสมทบที่ไม่เข้าระบบอาจทำให้ลูกจ้างใช้สิทธิรักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร หรือชราภาพล่าช้าและต้องเสียเวลาแก้ไข แม้ความผิดจะเกิดจากนายจ้าง ลูกจ้างก็ควรเก็บสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง หนังสือรับรองการทำงาน และหลักฐานการหักเงินไว้
เมื่อพบว่านายจ้างไม่ส่งประกันสังคม ลูกจ้างสามารถตรวจสอบประวัติผ่านช่องทางของสำนักงานประกันสังคม ติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1506 พร้อมหลักฐานการจ้างและการหักเงิน ไม่ควรรอจนเกิดเหตุเจ็บป่วย ออกจากงาน หรือยื่นขอสิทธิจึงค่อยตรวจสอบ
สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 มีอะไรบ้างในปี 2569 ?
ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม 7 กรณี โดยแต่ละสิทธิมีเงื่อนไขจำนวนงวดเงินสมทบ เอกสาร และระยะเวลายื่นคำขอแตกต่างกัน ดังนี้
1. เจ็บป่วยหรือประสบอันตรายที่ไม่เกิดจากการทำงาน
ผู้ประกันตนใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลตามสิทธิ และอาจได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามเงื่อนไข ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณสิทธิเพิ่มเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินทดแทนสูงสุดในกรณีที่คิด 50% ของฐานค่าจ้างเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
สิทธิทันตกรรมตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 ยังมีวงเงินพื้นฐานถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน 900 บาทต่อปีสำหรับสถานพยาบาลเอกชนหรือคลินิก พร้อมเพิ่มวงเงินผ่าฟันคุดแยกต่างหากสูงสุด 1,500-2,500 บาทต่อซี่ตามความซับซ้อน ปรับวงเงินฟันปลอมถอดได้ และเพิ่มสิทธิรากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟันทั้งปากตามเกณฑ์
2. คลอดบุตร
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข มีสิทธิค่าตรวจและฝากครรภ์รวมไม่เกิน 1,500 บาท และค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง ส่วนผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามเกณฑ์ โดยเมื่อคำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุดใหม่ปี 2569 จะสูงสุด 26,250 บาทต่อครั้ง
3. ทุพพลภาพ
ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนการขาดรายได้ตามระดับและระยะเวลาของความทุพพลภาพ รวมถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ สิทธินี้ใช้กับเหตุที่ไม่เนื่องจากการทำงาน
4. เสียชีวิต
ผู้จัดการศพและผู้มีสิทธิอาจได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตตามจำนวนงวดที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ การปรับฐานค่าจ้างปี 2569 ทำให้เงินสงเคราะห์ส่วนที่อิงค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 35,000 บาทสำหรับผู้ส่ง 36-119 งวด และ 105,000 บาทสำหรับผู้ส่งตั้งแต่ 120 งวดขึ้นไปตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคม
5. สงเคราะห์บุตร
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไข มีสิทธิเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อคน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี คราวละไม่เกิน 3 คน
6. ชราภาพ
ผู้ประกันตนได้รับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบและเงื่อนไขของกฎหมาย การขยับเพดานค่าจ้างทำให้เงินที่สะสมในส่วนชราภาพของลูกจ้างและนายจ้างรวมกันสูงสุดเพิ่มเป็น 1,050 บาทต่อเดือน
ณ วันที่อัปเดตบทความนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงสูตรบำนาญ CARE (Career Average Revalued Earnings) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แต่ยังไม่ควรเขียนว่าใช้บังคับแล้ว เพราะกฎกระทรวงจะมีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพ้นระยะเวลา 180 วันตามที่กำหนด
7. ว่างงาน
- ถูกเลิกจ้าง ได้รับ 60% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน เมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569 จะสูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 63,000 บาทต่อครั้ง
- ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ได้รับ 30% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน สูงสุดรวม 15,750 บาทเมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569
ผู้ขอสิทธิต้องส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์ ขึ้นทะเบียนว่างงานภายในเวลาที่กำหนด และรายงานตัวตามระบบของกรมการจัดหางาน การระบุสาเหตุออกจากงานในระบบจึงเป็นข้อมูลที่ HR ต้องตรวจให้ตรงกับข้อเท็จจริง

อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ใช่ 1 ใน 7 กรณีนี้
จุดที่มักสับสนคือ เหตุเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เนื่องจากการทำงาน อยู่ภายใต้กองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่สิทธิ 7 กรณีของกองทุนประกันสังคม นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุจากการทำงานตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
ดังนั้น รายการสิทธิ 7 กรณีที่ถูกต้องควรมี “สงเคราะห์บุตร” และไม่ควรนำ “อุบัติเหตุจากการทำงาน” มานับแทน
ทำไมผู้ประกันตนจึงตั้งคำถามต่อกองทุนประกันสังคม ?
คำถามว่า “ทำไมต้องจ่าย” ไม่ได้เกิดจากคนที่อยากหนีหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากคนที่ถูกหักเงินจากค่าจ้างทุกเดือน และต้องฝากความมั่นคงในวันที่เจ็บป่วย ตกงาน พิการ หรือเกษียณไว้กับระบบนี้ เงินสมทบจึงไม่ใช่เงินช่วยเหลือที่รัฐหยิบยื่นให้ฝ่ายเดียว แต่เป็นเงินจากผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐที่ต้องถูกบริหารเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเงินที่ถูกหักวันนี้คือความหวังว่าในวันที่ชีวิตสะดุด ระบบจะช่วยทดแทนรายได้และทำให้คนทำงานยังใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงวัยเกษียณก็ควรช่วยให้เขามีหลักประกันที่เหมาะสม ผู้ประกันตนไม่ควรต้องใช้ชีวิตไปพร้อมกับความกังวลว่าเงินที่สะสมมาหลายสิบปีจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และปลอดภัยหรือไม่
เงินสมทบคือ “ความไว้วางใจภาคบังคับ”
ผู้ประกันตนมาตรา 33 ไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าระบบหรือไม่ เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องจ่าย มาตรฐานความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนจึงควรสูงกว่าระบบสมัครใจ ไม่ใช่ต่ำกว่า เพราะผู้ประกันตนไม่สามารถถอนตัวแล้วนำเงินไปบริหารเองได้อย่างอิสระ
หน้าที่ต้องจ่ายจึงไม่เท่ากับหน้าที่ต้องเงียบ ผู้ประกันตนควรมีสิทธิถามว่าเงินถูกนำไปใช้ที่ไหน ลงทุนภายใต้ความเสี่ยงเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการบริหารจำเป็นและคุ้มค่าหรือไม่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และหากการตัดสินใจผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ ความเป็นระบบภาคบังคับไม่ใช่ใบอนุญาตให้หน่วยงานขอความเชื่อใจโดยไม่ต้องเปิดข้อมูล แต่ควรทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบเข้มข้นยิ่งขึ้น
ทำไมงบปฏิทิน เครื่องแต่งกาย หรือการลงทุนบางโครงการจึงถูกตั้งคำถาม ?
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2569 มีการตั้งคำถามต่อสาธารณะเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บางโครงการ การใช้งบประมาณจัดทำปฏิทินและเครื่องแต่งกาย การรายงานผลตอบแทนการลงทุน ตลอดจนกติกาและกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม
ข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเหล่านี้ ยังไม่ควรถูกเขียนเหมือนเป็นคำวินิจฉัยว่ามีการทุจริตแล้วทุกกรณี แต่ก็ไม่ควรถูกลดทอนว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไม่สำคัญ เพราะเงินทุกบาทที่ใช้ไปกับการบริหารคือเงินที่ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนหรือพัฒนาสิทธิประโยชน์ หน่วยงานจึงมีหน้าที่อธิบายให้ได้ว่าโครงการนั้นจำเป็นอย่างไร ใช้เงินคุ้มค่าหรือไม่ ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบใด และประชาชนตรวจสอบรายละเอียดได้มากเพียงใด
การตั้งคำถามอย่างรับผิดชอบจึงต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือ ไม่กล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานเกินกว่าหลักฐาน และไม่ยอมให้คำว่า “ยังไม่มีข้อยุติ” กลายเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบอย่างอิสระ หรือการชี้แจงต่อเจ้าของเงิน
ผลตอบแทน 6.16% เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า ปี 2568 กองทุนมีผลตอบแทนรวมเมื่อวัดตามราคาตลาด 6.16% ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการลงทุน 168,177 ล้านบาท แบ่งเป็นกำไรที่รับรู้แล้ว 80,161 ล้านบาท และกำไรจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยังไม่ขาย 88,016 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลด้านบวกที่ควรนำเสนออย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม การบอกว่าผลตอบแทนเป็นบวกยังไม่ทำให้คำถามด้านธรรมาภิบาลสิ้นสุดลง ผู้ประกันตนควรรู้ด้วยว่าผลตอบแทนดังกล่าวสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงเพียงใด ใช้ความเสี่ยงระดับใด มีต้นทุนบริหารเท่าไร สินทรัพย์แต่ละประเภททำผลงานอย่างไร ส่วนใดเป็นกำไรที่เกิดขึ้นแล้วและส่วนใดยังผันผวนตามราคาตลาด รวมถึงมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร
กองทุนอาจมีผลตอบแทนเป็นบวก ขณะเดียวกันผู้ประกันตนก็ยังมีเหตุผลเต็มที่ที่จะขอข้อมูลระดับสินทรัพย์ เกณฑ์วัดผลงาน และรายละเอียดการใช้เงินที่ตรวจสอบได้ สองเรื่องนี้ไม่ขัดกัน การเปิดข้อมูลละเอียดขึ้นต่างหากที่จะช่วยให้ตัวเลขผลตอบแทนมีความหมายและสร้างความเชื่อมั่นได้จริง
คำถามสุดท้ายไม่ใช่แค่ “กองทุนกำไรหรือไม่” แต่คือ “ผู้ประกันตนอยู่ดีขึ้นหรือไม่”
ประสิทธิภาพของกองทุนไม่ควรวัดจากขนาดกองทุนหรืออัตราผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเพียงพอของสิทธิด้วย เงินทดแทนเมื่อว่างงานหรือเจ็บป่วยช่วยประคองครัวเรือนได้จริงหรือไม่ เงินสงเคราะห์บุตรทันกับค่าครองชีพหรือไม่ และบำนาญชราภาพเพียงพอให้ผู้ประกันตนสูงวัยดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่
หากเงินเดือน ค่าครองชีพ และเงินสมทบเพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์บางส่วนตามไม่ทัน ความไม่ไว้วางใจก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ต่อให้ไม่มีการทุจริต ความล่าช้า ความไม่คุ้มค่า หรือการออกแบบสิทธิที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงก็เป็นสิ่งที่สังคมมีสิทธิวิพากษ์เช่นกัน
6 คำถามที่ผู้ประกันตนควรถามต่อกองทุน
- เงินกองทุนเป็นของใคร และผู้ประกันตนมีอำนาจร่วมตัดสินใจมากเพียงใด ?
- ประชาชนตรวจสอบรายละเอียดการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างได้ครบถ้วนและรวดเร็วหรือไม่ ?
- ผลตอบแทนถูกเปรียบเทียบกับเกณฑ์ใด และต้องรับความเสี่ยงเท่าไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนนั้น ?
- กองทุนป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและเอาผิดผู้ตัดสินใจที่สร้างความเสียหายอย่างไร ?
- สิทธิประโยชน์และบำนาญเติบโตทันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความจำเป็นของผู้ประกันตนหรือไม่ ?
- การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีเสียงที่มีความหมายจริงเพียงใด ?
ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้อย่างไร ?
นอกจากติดตามรายงาน ขอข้อมูล และใช้สิทธิร้องเรียนแล้ว ผู้ประกันตนและนายจ้างยังมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้งตัวแทนในคณะกรรมการประกันสังคม สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ 27 กันยายน 2569 โดยปิดลงทะเบียนใช้สิทธิเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และมีกำหนดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิวันที่ 10 สิงหาคม 2569
การวิพากษ์ ตรวจสอบ และเลือกผู้แทนเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการหยุดส่งเงินสมทบ เพราะการไม่ส่งไม่ได้ทำให้กองทุนโปร่งใสขึ้น แต่กลับกระทบสิทธิของพนักงานและทำให้นายจ้างผิดกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม คำว่า “ต้องทำตามกฎหมาย” ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดบทสนทนา ผู้ประกันตนมีสิทธิทำตามหน้าที่ไปพร้อมกับเรียกร้องให้ระบบดีขึ้นได้
ใช้ประกันเอกชนแทนประกันสังคมได้ไหม ?
ไม่ได้ ประกันสุขภาพเอกชน ประกันกลุ่ม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการเสริมที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน องค์กรสามารถเพิ่มสวัสดิการเหล่านี้เพื่ออุดช่องว่างด้านวงเงิน โรงพยาบาล และความคุ้มครองได้ แต่ไม่สามารถนำมาแทนการขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบมาตรา 33
ในทางบริหาร HR ควรมองประกันสังคมเป็น “ฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย” แล้วออกแบบสวัสดิการอื่นต่อยอดตามความเสี่ยงและความต้องการของพนักงาน ไม่ควรสื่อสารว่าพนักงานต้องเลือกระหว่างประกันสังคมกับประกันเอกชน เพราะคนทำงานสามารถมีทั้งสองระบบพร้อมกันได้
Checklist สำหรับ HR ก่อนปิด Payroll ทุกเดือน
- ตรวจรายชื่อพนักงานเข้าใหม่ พนักงานออก และวันที่มีผลให้ตรงกับเอกสาร
- ตรวจฐานค่าจ้างและยอดหักเงินสมทบรายคน โดยใช้เพดานปี 2569 สูงสุด 17,500 บาท
- ตรวจว่ายอดลูกจ้างและยอดนายจ้างฝ่ายละ 5% ตรงกับแบบนำส่ง
- ยื่นแบบ สปส.1-10 และนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ดาวน์โหลดและจัดเก็บใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรายงานข้อผิดพลาดจากระบบ
- สุ่มตรวจประวัติเงินสมทบกับพนักงาน และมีช่องทางให้แจ้งเมื่อยอดไม่เข้า
- ทบทวนประกาศใหม่จากสำนักงานประกันสังคมก่อนเปลี่ยนอัตราหรือเงื่อนไขในระบบ Payroll

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งประกันสังคม
บริษัทมีพนักงานคนเดียว ต้องขึ้นประกันสังคมไหม ?
โดยทั่วไป หากเป็นนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายกฎหมาย แม้มีลูกจ้างเพียง 1 คนก็ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตนภายในเวลาที่กำหนด
พนักงานขอไม่เข้าประกันสังคมได้ไหม ?
ไม่ได้สำหรับผู้ที่อยู่ในข่ายมาตรา 33 การยินยอมของพนักงานไม่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างสิ้นสุด
นายจ้างหักประกันสังคม แต่ไม่ส่ง ต้องทำอย่างไร ?
ตรวจประวัติเงินสมทบ เก็บสลิปเงินเดือนและหลักฐานการจ้าง แล้วติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่หรือสายด่วน 1506 เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ยื่นประกันสังคมวันไหน ?
นายจ้างต้องยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง หากวันครบกำหนดหรือช่องทางชำระมีเงื่อนไขเฉพาะ ควรตรวจประกาศล่าสุดของสำนักงานประกันสังคม
ประกันสังคมปี 2569 หักกี่เปอร์เซ็นต์ ?
มาตรา 33 หักจากลูกจ้าง 5% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบ 5% เท่ากัน โดยฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท จึงหักสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน
ประกันสังคมลดหย่อนภาษีได้ไหม ?
เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้น HR ควรออกหนังสือรับรองการหักภาษีและแสดงยอดเงินสมทบให้ถูกต้อง ส่วนผู้ประกันตนควรตรวจเพดานลดหย่อนล่าสุดกับกรมสรรพากร
ลาออกแล้วใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้ไหม ?
สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกไม่เกิน 6 เดือนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับจากสิ้นสุดมาตรา 33 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนที่ HR ควรจัดการเมื่อพนักงานออกได้ที่ พนักงานลาออก HR ต้องทำอะไรบ้าง
สรุป
ไม่ส่งประกันสังคมไม่ได้ หากนายจ้างและลูกจ้างอยู่ในข่ายมาตรา 33 แต่หน้าที่ต้องจ่ายไม่ใช่เช็คเปล่าที่ให้กองทุนนำเงินไปบริหารโดยไม่ต้องตอบคำถาม ปี 2569 ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบฝ่ายละ 5% สูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับความคุ้มครอง 7 กรณี ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ไปจนถึงชราภาพ
ผู้ประกันตนควรได้รับทั้งสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอต่อชีวิตจริง และคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกลงทุนหรือใช้จ่ายอย่างไร การตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเสี่ยงของเงินเกษียณจึงไม่ใช่การต่อต้านประกันสังคม แต่เป็นการปกป้องระบบที่คนทำงานทุกคนถูกบังคับให้ฝากอนาคตไว้ด้วย
บทบาทของ HR จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การหักเงินและบอกพนักงานว่ากฎหมายบังคับ HR ต้องส่งเงินให้ถูกต้อง ตรวจยอด รักษาสิทธิ รับฟังข้อกังวลของพนักงาน และช่วยส่งต่อคำถามที่มีเหตุผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติตามกฎหมายกับการเรียกร้องธรรมาภิบาลไม่ใช่คนละทาง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้ประกันสังคมเป็นหลักประกันของคนทำงานจริง ๆ ไม่ใช่อีกหนึ่งความเสี่ยงที่พวกเขาต้องคอยกังวล
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย เงื่อนไขสิทธิ อัตราเงินสมทบ และกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจประกาศล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมหรือสอบถามสายด่วน 1506 เมื่อใช้กับกรณีเฉพาะ