Search
Close this search box.

ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม? หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน ปี 2569

HIGHLIGHT

  • ลูกจ้างและนายจ้างเลือกไม่ส่งประกันสังคมมาตรา 33 ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แม้พนักงานจะยินยอมไม่ให้หักเงิน ข้อตกลงนั้นก็ไม่ทำให้หน้าที่ของนายจ้างหมดไป
  • ปี 2569 ลูกจ้างมาตรา 33 ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง สูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท และนายจ้างสมทบอีก 5%
  • นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากล่าช้าหรือส่งไม่ครบ มีเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดที่ค้างหรือขาด
  • ความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารกองทุนเป็นประเด็นที่ตรวจสอบและวิพากษ์ได้ แต่ไม่ใช่เหตุให้หยุดส่งเงินสมทบโดยพลการ HR ควรแยกข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีข้อยุติออกจากกัน

ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม หน้าที่ HR นายจ้าง และสิทธิพนักงาน

ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ได้ หากเป็นลูกจ้างที่อยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียน หักเงินสมทบจากค่าจ้าง และนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างตามกฎหมาย พนักงานไม่สามารถขอรับเงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนแทน หรือทำหนังสือยินยอมเพื่อสละสิทธิได้

อย่างไรก็ตาม คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พนักงานไม่เห็นความสำคัญของสวัสดิการเสมอไป หลายคนตั้งคำถามเพราะเข้าถึงสิทธิได้ยาก ไม่เข้าใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร หรือกังวลต่อข่าวการลงทุน การจัดซื้อ และธรรมาภิบาลของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น HR จึงต้องตอบให้ครบทั้งสองด้าน คือ สิ่งที่กฎหมายกำหนด และ เหตุผลที่ผู้ประกันตนเรียกร้องความโปร่งใส

บทความนี้อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อสรุปว่า ประกันสังคมมาตรา 33 หักเท่าไร นายจ้างต้องทำอะไร หากไม่ส่งมีผลอย่างไร สิทธิประโยชน์ล่าสุดมีอะไรบ้าง และควรมองสถานการณ์กองทุนในปัจจุบันอย่างไรโดยไม่ด่วนสรุปเกินหลักฐาน

ไม่ส่งประกันสังคมได้ไหม ?

คำตอบคือ ไม่ได้ หากลูกจ้างอยู่ในข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปและอยู่ในข่ายบังคับ ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน จากนั้นหักเงินสมทบจากค่าจ้างและนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง

ประกันสังคมจึงต่างจากประกันสุขภาพเอกชนหรือสวัสดิการสมัครใจของบริษัท เพราะเป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับ การตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างว่า “ไม่ต้องหัก” หรือ “จ่ายเป็นเงินสดแทน” ไม่สามารถใช้ยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมายได้ และทำให้นายจ้างยังคงเสี่ยงต่อเงินเพิ่ม โทษตามกฎหมาย และความรับผิดหากลูกจ้างเสียสิทธิ

ประกันสังคมมาตรา 33 คืออะไร ใครต้องอยู่ในระบบ ?

ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้างและได้รับค่าจ้าง โดยอยู่ในข่ายบังคับตามกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างออกจากงาน สถานะมาตรา 33 จะสิ้นสุดลง แต่สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกระยะหนึ่ง และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรักษาความคุ้มครองต่อได้

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ อาจสมัครมาตรา 40 ตามทางเลือกที่กำหนดได้ แต่การสมัครมาตรา 40 ไม่ใช่วิธีที่นายจ้างใช้แทนการขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่แท้จริงเป็นมาตรา 33 หากลักษณะการทำงานเป็นการจ้างแรงงาน การเรียกผู้ทำงานว่า “ฟรีแลนซ์” หรือ “ผู้รับเหมา” เพียงอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์การจ้าง

อ่านเพิ่มเติม: ลูกจ้างโดยพฤตินัยคืออะไร และองค์กรเสี่ยงอะไรเมื่อจัดประเภทคนทำงานผิด

ประกันสังคมปี 2569 หักเท่าไร ?

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับคำนวณเงินสมทบมาตรา 33 ปรับจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทต่อเดือน อัตราเงินสมทบของลูกจ้างและนายจ้างยังอยู่ที่ฝ่ายละ 5% จึงทำให้ผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ถูกหักสูงสุด 875 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบอีก 875 บาท

ค่าจ้างต่อเดือน ลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% รวมสองฝ่าย
10,000 บาท 500 บาท 500 บาท 1,000 บาท
15,000 บาท 750 บาท 750 บาท 1,500 บาท
17,500 บาทขึ้นไป 875 บาท 875 บาท 1,750 บาท

ประกันสังคมหักจากฐานเงินเดือนหรือรายได้ ? หลักคือคำนวณจาก “ค่าจ้าง” ที่เข้าความหมายตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเงินทุกก้อนที่พนักงานได้รับจะต้องนำมารวมทั้งหมด HR ควรแยกเงินเดือน ค่าจ้าง และรายการจ่ายอื่นตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม ไม่ควรตัดสินจากชื่อรายการในสลิปเพียงอย่างเดียว

นายจ้างยื่นและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หน้าที่ของ HR และนายจ้างเกี่ยวกับประกันสังคม

  1. ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง โดยทั่วไปต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันที่เป็นลูกจ้าง
  2. หักเงินสมทบให้ถูกต้อง ตามค่าจ้างและเพดานที่ใช้ในงวดนั้น พร้อมแสดงรายการในสลิปเงินเดือนอย่างชัดเจน
  3. ยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบ ทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนของนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  4. แจ้งการเปลี่ยนแปลง เช่น ลูกจ้างเข้าใหม่ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงานให้ตรงข้อเท็จจริง เพราะมีผลต่อสิทธิว่างงาน
  5. เก็บหลักฐานและตรวจสอบยอด ทั้งแบบนำส่ง ใบเสร็จ และข้อมูลรายบุคคล เพื่อแก้ไขได้ทันเมื่อยอดไม่เข้าระบบหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน
  6. สื่อสารสิทธิให้พนักงานเข้าใจ ไม่ใช่แจ้งเพียงยอดหัก แต่ควรบอกช่องทางตรวจสอบเงินสมทบ เงื่อนไขการใช้สิทธิ และวิธีร้องเรียนเมื่อพบปัญหา

องค์กรที่มีพนักงานจำนวนมากควรเชื่อมขั้นตอนนี้กับระบบ Payroll และทำรายการตรวจสอบก่อนปิดงวดทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือ Payroll และการจัดทำเงินเดือนที่ HR ควรรู้

พนักงานไม่ยอมให้หักประกันสังคม ทำอย่างไร ?

HR ควรอธิบายให้ชัดว่าเงินสมทบไม่ใช่สวัสดิการที่เลือกเข้าหรือออกได้ และการลงนามยินยอมไม่รับสิทธิก็ไม่ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่ วิธีที่เหมาะสมคือแจ้งฐานกฎหมาย อัตราที่หัก สิทธิที่จะได้รับ และช่องทางตรวจสอบยอดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

หากพนักงานยังคัดค้าน HR ไม่ควรหยุดหักหรือคืนเงินสมทบโดยพลการ แต่ควรบันทึกการชี้แจงและประสานสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันแนวปฏิบัติในกรณีที่มีข้อเท็จจริงเฉพาะ เช่น สถานะการจ้างงาน สัญชาติ หรือสิทธิในระบบอื่น

นายจ้างไม่ส่งประกันสังคม มีความผิดและผลกระทบอย่างไร ?

ผลต่อนายจ้าง

  • ส่งล่าช้าหรือส่งไม่ครบ ต้องชำระเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างหรือจ่ายขาด โดยคำนวณตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • ไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ โทษที่ใช้จริงขึ้นกับพฤติการณ์และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
  • หักเงินลูกจ้างแล้วไม่นำส่ง ทำให้เกิดทั้งความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเสียหายต่อสิทธิพนักงาน และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นต่อองค์กร
  • แจ้งเหตุออกจากงานไม่ตรงจริง อาจกระทบสิทธิว่างงานของลูกจ้างและนำไปสู่ข้อพิพาทภายหลัง

ผลต่อลูกจ้าง

ยอดเงินสมทบที่ไม่เข้าระบบอาจทำให้ลูกจ้างใช้สิทธิรักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร หรือชราภาพล่าช้าและต้องเสียเวลาแก้ไข แม้ความผิดจะเกิดจากนายจ้าง ลูกจ้างก็ควรเก็บสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง หนังสือรับรองการทำงาน และหลักฐานการหักเงินไว้

เมื่อพบว่านายจ้างไม่ส่งประกันสังคม ลูกจ้างสามารถตรวจสอบประวัติผ่านช่องทางของสำนักงานประกันสังคม ติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1506 พร้อมหลักฐานการจ้างและการหักเงิน ไม่ควรรอจนเกิดเหตุเจ็บป่วย ออกจากงาน หรือยื่นขอสิทธิจึงค่อยตรวจสอบ

สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 มีอะไรบ้างในปี 2569 ?

ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม 7 กรณี โดยแต่ละสิทธิมีเงื่อนไขจำนวนงวดเงินสมทบ เอกสาร และระยะเวลายื่นคำขอแตกต่างกัน ดังนี้

1. เจ็บป่วยหรือประสบอันตรายที่ไม่เกิดจากการทำงาน

ผู้ประกันตนใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลตามสิทธิ และอาจได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามเงื่อนไข ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณสิทธิเพิ่มเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินทดแทนสูงสุดในกรณีที่คิด 50% ของฐานค่าจ้างเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน

สิทธิทันตกรรมตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 ยังมีวงเงินพื้นฐานถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน 900 บาทต่อปีสำหรับสถานพยาบาลเอกชนหรือคลินิก พร้อมเพิ่มวงเงินผ่าฟันคุดแยกต่างหากสูงสุด 1,500-2,500 บาทต่อซี่ตามความซับซ้อน ปรับวงเงินฟันปลอมถอดได้ และเพิ่มสิทธิรากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟันทั้งปากตามเกณฑ์

2. คลอดบุตร

ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข มีสิทธิค่าตรวจและฝากครรภ์รวมไม่เกิน 1,500 บาท และค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง ส่วนผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามเกณฑ์ โดยเมื่อคำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุดใหม่ปี 2569 จะสูงสุด 26,250 บาทต่อครั้ง

3. ทุพพลภาพ

ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนการขาดรายได้ตามระดับและระยะเวลาของความทุพพลภาพ รวมถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ สิทธินี้ใช้กับเหตุที่ไม่เนื่องจากการทำงาน

4. เสียชีวิต

ผู้จัดการศพและผู้มีสิทธิอาจได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตตามจำนวนงวดที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ การปรับฐานค่าจ้างปี 2569 ทำให้เงินสงเคราะห์ส่วนที่อิงค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 35,000 บาทสำหรับผู้ส่ง 36-119 งวด และ 105,000 บาทสำหรับผู้ส่งตั้งแต่ 120 งวดขึ้นไปตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคม

5. สงเคราะห์บุตร

ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไข มีสิทธิเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อคน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี คราวละไม่เกิน 3 คน

6. ชราภาพ

ผู้ประกันตนได้รับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบและเงื่อนไขของกฎหมาย การขยับเพดานค่าจ้างทำให้เงินที่สะสมในส่วนชราภาพของลูกจ้างและนายจ้างรวมกันสูงสุดเพิ่มเป็น 1,050 บาทต่อเดือน

ณ วันที่อัปเดตบทความนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงสูตรบำนาญ CARE (Career Average Revalued Earnings) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แต่ยังไม่ควรเขียนว่าใช้บังคับแล้ว เพราะกฎกระทรวงจะมีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพ้นระยะเวลา 180 วันตามที่กำหนด

7. ว่างงาน

  • ถูกเลิกจ้าง ได้รับ 60% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน เมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569 จะสูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 63,000 บาทต่อครั้ง
  • ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ได้รับ 30% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน สูงสุดรวม 15,750 บาทเมื่อคำนวณจากฐานสูงสุดปี 2569

ผู้ขอสิทธิต้องส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์ ขึ้นทะเบียนว่างงานภายในเวลาที่กำหนด และรายงานตัวตามระบบของกรมการจัดหางาน การระบุสาเหตุออกจากงานในระบบจึงเป็นข้อมูลที่ HR ต้องตรวจให้ตรงกับข้อเท็จจริง

สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 กรณีเจ็บป่วยและขาดรายได้

อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ใช่ 1 ใน 7 กรณีนี้

จุดที่มักสับสนคือ เหตุเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เนื่องจากการทำงาน อยู่ภายใต้กองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่สิทธิ 7 กรณีของกองทุนประกันสังคม นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุจากการทำงานตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

ดังนั้น รายการสิทธิ 7 กรณีที่ถูกต้องควรมี “สงเคราะห์บุตร” และไม่ควรนำ “อุบัติเหตุจากการทำงาน” มานับแทน

ทำไมผู้ประกันตนจึงตั้งคำถามต่อกองทุนประกันสังคม ?

คำถามว่า “ทำไมต้องจ่าย” ไม่ได้เกิดจากคนที่อยากหนีหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากคนที่ถูกหักเงินจากค่าจ้างทุกเดือน และต้องฝากความมั่นคงในวันที่เจ็บป่วย ตกงาน พิการ หรือเกษียณไว้กับระบบนี้ เงินสมทบจึงไม่ใช่เงินช่วยเหลือที่รัฐหยิบยื่นให้ฝ่ายเดียว แต่เป็นเงินจากผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐที่ต้องถูกบริหารเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเงินที่ถูกหักวันนี้คือความหวังว่าในวันที่ชีวิตสะดุด ระบบจะช่วยทดแทนรายได้และทำให้คนทำงานยังใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงวัยเกษียณก็ควรช่วยให้เขามีหลักประกันที่เหมาะสม ผู้ประกันตนไม่ควรต้องใช้ชีวิตไปพร้อมกับความกังวลว่าเงินที่สะสมมาหลายสิบปีจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และปลอดภัยหรือไม่

เงินสมทบคือ “ความไว้วางใจภาคบังคับ”

ผู้ประกันตนมาตรา 33 ไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าระบบหรือไม่ เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องจ่าย มาตรฐานความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุนจึงควรสูงกว่าระบบสมัครใจ ไม่ใช่ต่ำกว่า เพราะผู้ประกันตนไม่สามารถถอนตัวแล้วนำเงินไปบริหารเองได้อย่างอิสระ

หน้าที่ต้องจ่ายจึงไม่เท่ากับหน้าที่ต้องเงียบ ผู้ประกันตนควรมีสิทธิถามว่าเงินถูกนำไปใช้ที่ไหน ลงทุนภายใต้ความเสี่ยงเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการบริหารจำเป็นและคุ้มค่าหรือไม่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และหากการตัดสินใจผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ ความเป็นระบบภาคบังคับไม่ใช่ใบอนุญาตให้หน่วยงานขอความเชื่อใจโดยไม่ต้องเปิดข้อมูล แต่ควรทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบเข้มข้นยิ่งขึ้น

ทำไมงบปฏิทิน เครื่องแต่งกาย หรือการลงทุนบางโครงการจึงถูกตั้งคำถาม ?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2569 มีการตั้งคำถามต่อสาธารณะเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บางโครงการ การใช้งบประมาณจัดทำปฏิทินและเครื่องแต่งกาย การรายงานผลตอบแทนการลงทุน ตลอดจนกติกาและกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม

ข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเหล่านี้ ยังไม่ควรถูกเขียนเหมือนเป็นคำวินิจฉัยว่ามีการทุจริตแล้วทุกกรณี แต่ก็ไม่ควรถูกลดทอนว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไม่สำคัญ เพราะเงินทุกบาทที่ใช้ไปกับการบริหารคือเงินที่ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนหรือพัฒนาสิทธิประโยชน์ หน่วยงานจึงมีหน้าที่อธิบายให้ได้ว่าโครงการนั้นจำเป็นอย่างไร ใช้เงินคุ้มค่าหรือไม่ ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบใด และประชาชนตรวจสอบรายละเอียดได้มากเพียงใด

การตั้งคำถามอย่างรับผิดชอบจึงต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือ ไม่กล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานเกินกว่าหลักฐาน และไม่ยอมให้คำว่า “ยังไม่มีข้อยุติ” กลายเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบอย่างอิสระ หรือการชี้แจงต่อเจ้าของเงิน

ผลตอบแทน 6.16% เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า ปี 2568 กองทุนมีผลตอบแทนรวมเมื่อวัดตามราคาตลาด 6.16% ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการลงทุน 168,177 ล้านบาท แบ่งเป็นกำไรที่รับรู้แล้ว 80,161 ล้านบาท และกำไรจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยังไม่ขาย 88,016 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลด้านบวกที่ควรนำเสนออย่างเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การบอกว่าผลตอบแทนเป็นบวกยังไม่ทำให้คำถามด้านธรรมาภิบาลสิ้นสุดลง ผู้ประกันตนควรรู้ด้วยว่าผลตอบแทนดังกล่าวสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงเพียงใด ใช้ความเสี่ยงระดับใด มีต้นทุนบริหารเท่าไร สินทรัพย์แต่ละประเภททำผลงานอย่างไร ส่วนใดเป็นกำไรที่เกิดขึ้นแล้วและส่วนใดยังผันผวนตามราคาตลาด รวมถึงมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร

กองทุนอาจมีผลตอบแทนเป็นบวก ขณะเดียวกันผู้ประกันตนก็ยังมีเหตุผลเต็มที่ที่จะขอข้อมูลระดับสินทรัพย์ เกณฑ์วัดผลงาน และรายละเอียดการใช้เงินที่ตรวจสอบได้ สองเรื่องนี้ไม่ขัดกัน การเปิดข้อมูลละเอียดขึ้นต่างหากที่จะช่วยให้ตัวเลขผลตอบแทนมีความหมายและสร้างความเชื่อมั่นได้จริง

คำถามสุดท้ายไม่ใช่แค่ “กองทุนกำไรหรือไม่” แต่คือ “ผู้ประกันตนอยู่ดีขึ้นหรือไม่”

ประสิทธิภาพของกองทุนไม่ควรวัดจากขนาดกองทุนหรืออัตราผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเพียงพอของสิทธิด้วย เงินทดแทนเมื่อว่างงานหรือเจ็บป่วยช่วยประคองครัวเรือนได้จริงหรือไม่ เงินสงเคราะห์บุตรทันกับค่าครองชีพหรือไม่ และบำนาญชราภาพเพียงพอให้ผู้ประกันตนสูงวัยดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่

หากเงินเดือน ค่าครองชีพ และเงินสมทบเพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์บางส่วนตามไม่ทัน ความไม่ไว้วางใจก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ต่อให้ไม่มีการทุจริต ความล่าช้า ความไม่คุ้มค่า หรือการออกแบบสิทธิที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงก็เป็นสิ่งที่สังคมมีสิทธิวิพากษ์เช่นกัน

6 คำถามที่ผู้ประกันตนควรถามต่อกองทุน

  1. เงินกองทุนเป็นของใคร และผู้ประกันตนมีอำนาจร่วมตัดสินใจมากเพียงใด ?
  2. ประชาชนตรวจสอบรายละเอียดการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างได้ครบถ้วนและรวดเร็วหรือไม่ ?
  3. ผลตอบแทนถูกเปรียบเทียบกับเกณฑ์ใด และต้องรับความเสี่ยงเท่าไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนนั้น ?
  4. กองทุนป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและเอาผิดผู้ตัดสินใจที่สร้างความเสียหายอย่างไร ?
  5. สิทธิประโยชน์และบำนาญเติบโตทันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความจำเป็นของผู้ประกันตนหรือไม่ ?
  6. การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีเสียงที่มีความหมายจริงเพียงใด ?

ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้อย่างไร ?

นอกจากติดตามรายงาน ขอข้อมูล และใช้สิทธิร้องเรียนแล้ว ผู้ประกันตนและนายจ้างยังมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้งตัวแทนในคณะกรรมการประกันสังคม สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันเลือกตั้งไว้วันที่ 27 กันยายน 2569 โดยปิดลงทะเบียนใช้สิทธิเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และมีกำหนดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิวันที่ 10 สิงหาคม 2569

การวิพากษ์ ตรวจสอบ และเลือกผู้แทนเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการหยุดส่งเงินสมทบ เพราะการไม่ส่งไม่ได้ทำให้กองทุนโปร่งใสขึ้น แต่กลับกระทบสิทธิของพนักงานและทำให้นายจ้างผิดกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม คำว่า “ต้องทำตามกฎหมาย” ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดบทสนทนา ผู้ประกันตนมีสิทธิทำตามหน้าที่ไปพร้อมกับเรียกร้องให้ระบบดีขึ้นได้

ใช้ประกันเอกชนแทนประกันสังคมได้ไหม ?

ไม่ได้ ประกันสุขภาพเอกชน ประกันกลุ่ม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการเสริมที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน องค์กรสามารถเพิ่มสวัสดิการเหล่านี้เพื่ออุดช่องว่างด้านวงเงิน โรงพยาบาล และความคุ้มครองได้ แต่ไม่สามารถนำมาแทนการขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบมาตรา 33

ในทางบริหาร HR ควรมองประกันสังคมเป็น “ฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย” แล้วออกแบบสวัสดิการอื่นต่อยอดตามความเสี่ยงและความต้องการของพนักงาน ไม่ควรสื่อสารว่าพนักงานต้องเลือกระหว่างประกันสังคมกับประกันเอกชน เพราะคนทำงานสามารถมีทั้งสองระบบพร้อมกันได้

Checklist สำหรับ HR ก่อนปิด Payroll ทุกเดือน

  • ตรวจรายชื่อพนักงานเข้าใหม่ พนักงานออก และวันที่มีผลให้ตรงกับเอกสาร
  • ตรวจฐานค่าจ้างและยอดหักเงินสมทบรายคน โดยใช้เพดานปี 2569 สูงสุด 17,500 บาท
  • ตรวจว่ายอดลูกจ้างและยอดนายจ้างฝ่ายละ 5% ตรงกับแบบนำส่ง
  • ยื่นแบบ สปส.1-10 และนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • ดาวน์โหลดและจัดเก็บใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรายงานข้อผิดพลาดจากระบบ
  • สุ่มตรวจประวัติเงินสมทบกับพนักงาน และมีช่องทางให้แจ้งเมื่อยอดไม่เข้า
  • ทบทวนประกาศใหม่จากสำนักงานประกันสังคมก่อนเปลี่ยนอัตราหรือเงื่อนไขในระบบ Payroll

Checklist HR ตรวจการหักและยื่นประกันสังคมทุกเดือน

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งประกันสังคม

บริษัทมีพนักงานคนเดียว ต้องขึ้นประกันสังคมไหม ?

โดยทั่วไป หากเป็นนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายกฎหมาย แม้มีลูกจ้างเพียง 1 คนก็ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตนภายในเวลาที่กำหนด

พนักงานขอไม่เข้าประกันสังคมได้ไหม ?

ไม่ได้สำหรับผู้ที่อยู่ในข่ายมาตรา 33 การยินยอมของพนักงานไม่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างสิ้นสุด

นายจ้างหักประกันสังคม แต่ไม่ส่ง ต้องทำอย่างไร ?

ตรวจประวัติเงินสมทบ เก็บสลิปเงินเดือนและหลักฐานการจ้าง แล้วติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่หรือสายด่วน 1506 เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ยื่นประกันสังคมวันไหน ?

นายจ้างต้องยื่นแบบและนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง หากวันครบกำหนดหรือช่องทางชำระมีเงื่อนไขเฉพาะ ควรตรวจประกาศล่าสุดของสำนักงานประกันสังคม

ประกันสังคมปี 2569 หักกี่เปอร์เซ็นต์ ?

มาตรา 33 หักจากลูกจ้าง 5% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบ 5% เท่ากัน โดยฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท จึงหักสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน

ประกันสังคมลดหย่อนภาษีได้ไหม ?

เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้น HR ควรออกหนังสือรับรองการหักภาษีและแสดงยอดเงินสมทบให้ถูกต้อง ส่วนผู้ประกันตนควรตรวจเพดานลดหย่อนล่าสุดกับกรมสรรพากร

ลาออกแล้วใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้ไหม ?

สิทธิบางกรณียังคุ้มครองต่ออีกไม่เกิน 6 เดือนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และผู้ที่ส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขอาจสมัครมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับจากสิ้นสุดมาตรา 33 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนที่ HR ควรจัดการเมื่อพนักงานออกได้ที่ พนักงานลาออก HR ต้องทำอะไรบ้าง

สรุป

ไม่ส่งประกันสังคมไม่ได้ หากนายจ้างและลูกจ้างอยู่ในข่ายมาตรา 33 แต่หน้าที่ต้องจ่ายไม่ใช่เช็คเปล่าที่ให้กองทุนนำเงินไปบริหารโดยไม่ต้องตอบคำถาม ปี 2569 ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบฝ่ายละ 5% สูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับความคุ้มครอง 7 กรณี ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ไปจนถึงชราภาพ

ผู้ประกันตนควรได้รับทั้งสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอต่อชีวิตจริง และคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกลงทุนหรือใช้จ่ายอย่างไร การตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเสี่ยงของเงินเกษียณจึงไม่ใช่การต่อต้านประกันสังคม แต่เป็นการปกป้องระบบที่คนทำงานทุกคนถูกบังคับให้ฝากอนาคตไว้ด้วย

บทบาทของ HR จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การหักเงินและบอกพนักงานว่ากฎหมายบังคับ HR ต้องส่งเงินให้ถูกต้อง ตรวจยอด รักษาสิทธิ รับฟังข้อกังวลของพนักงาน และช่วยส่งต่อคำถามที่มีเหตุผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติตามกฎหมายกับการเรียกร้องธรรมาภิบาลไม่ใช่คนละทาง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้ประกันสังคมเป็นหลักประกันของคนทำงานจริง ๆ ไม่ใช่อีกหนึ่งความเสี่ยงที่พวกเขาต้องคอยกังวล

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย เงื่อนไขสิทธิ อัตราเงินสมทบ และกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจประกาศล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมหรือสอบถามสายด่วน 1506 เมื่อใช้กับกรณีเฉพาะ

Sources

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้