
เคยสงสัยไหมว่า History of Recruitment หรือประวัติศาสตร์การจ้างงาน สมัครงาน สรรหาพนักงาน กว่าที่ทุกวันนี้ HR จะต้องอ่านเรซูเม่หลายร้อยหลายพันชิ้น กว่าที่ HR จะได้สัมภาษณ์คนมากมาย หรือแม้กระทั่งใช้ AI ช่วยคัดเลือกผู้สมัคร ในอดีตเขาหาคน หางานกันอย่างไร ? กว่าจะมาถึงจุดที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ?
หากศึกษาประวัติศาสตร์กันดี ๆ จะพบว่า ยุคสมัยของการสรรหาบุคลากรเริ่มต้นมาหลายพันปีแล้ว !
เมื่อการหาคนทำงานเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อร่างสร้างสังคมมนุษย์ ทุกช่วงเวลา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนคือต้นทุนสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนอารยธรรมให้เจริญรุ่งเรือง และที่สำคัญงาน Recruitment ไม่เคยหยุดนิ่งเลย มีแต่ความท้าทาย ต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเสมอ
บทความนี้จะขอพาท่านผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปดูเส้นทางที่ผ่านมาว่า ประวัติศาสตร์การจ้างงานนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วมันทำให้แวดวงการจ้างงานวิวัฒนามาถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร
Contents
History of Recruitment ประวัติศาสตร์การจ้างงานในอารยธรรมโบราณ
เมโสโปเตเมีย
อาจเรียกได้ว่า ประวัติศาสตร์การสรรหาบุคลากร เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย หรือเมื่อประมาณ 2-3,000 ปีก่อนคริสตกาล รัฐโบราณในดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรติสใช้ระบบที่เรียกว่า Corvée Labor หรือแรงงานเกณฑ์ตามฤดูกาล บังคับให้ประชาชนต้องออกมาทำงานสาธารณะในช่วงเวลาที่กำหนด
จากข้อมูลค้นพบว่า ระบบนี้ไม่ได้เป็นแค่การบังคับใช้แรงงาน แต่มีการวางแผนและการจัดการที่ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มจากรัฐจะประเมินจำนวนคนที่ต้องการใช้งาน กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม และแบ่งหน้าที่ตามความสามารถ โดยงานที่ต้องการแรงงานมากมาย ได้แก่ งานสร้างเขื่อนกั้นน้ำ การขุดคลองชลประทาน การสร้างถนนเชื่อมต่อเมืองต่าง ๆ และงานก่อสร้างสิ่ง ซิกกุรัต สิ่งก่อสร้างคล้ายพีระมิดแบบขั้นบันได แต่ไม่ได้สร้างจนเป็นยอดแหลมเหมือนพีระมิด
ผลตอบแทนที่แรงงานจะได้ไม่ใช่เงินตรา แต่เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ข้าว น้ำมัน เกลือ เครื่องปั้นดินเผา หรือบางครั้งอาจได้รับการยกเว้นภาษีในปีถัดไป นอกจากนี้รัฐยังจัดหาที่พักและอาหารให้ในระหว่างที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นต้นแบบการจัดหา Employee Benefits ก็ว่าได้

อียิปต์โบราณ
ในยุคนี้ อารยธรรมอียิปต์โบราณพัฒนาระบบการจ้างงานให้ซับซ้อน และมีระบบมากกว่าเมโสโปเตเมีย
หลายคนอาจเข้าใจว่าพีระมิดของอียิปต์สร้างขึ้นด้วยแรงงานทาส แต่หลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารโบราณค้นพบว่า ผู้ที่สร้างพีระมิดส่วนใหญ่เป็นชาวนาในฤดูน้ำท่วม ที่ไม่สามารถทำนาได้ รัฐอียิปต์จึงให้พวกเขามาก่อสร้างแทน
ค่าตอบแทนของแรงงานคืออาหาร 3 มื้อต่อวันที่จัดเต็มทีเดียว ได้แก่ ขนมปัง เนื้อสัตว์ ผัก และเบียร์ นอกจากนั้นยังมีที่พักสะอาด มีระบบการระบายน้ำและการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ มีแพทย์คอยดูแลสุขภาพของแรงงานด้วย แสดงให้เห็นว่าอียิปต์โบราณให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะ รวมถึงความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจัง
นอกจากงานก่อสร้างอียิปต์ยังมีระบบการเกณฑ์ทหารที่แบ่งกองทัพเป็นหน่วยตามอาวุธและความเชี่ยวชาญ เช่น หน่วยธนู หน่วยรถรบ หน่วยม้า และหน่วยราบ แต่ละหน่วยมีการฝึกอบรมเฉพาะทาง มีการกำหนดตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน มีระบบการเลื่อนตำแหน่งตามผลงาน
และหากทหารคนใดมีความสามารถขั้นสูง จะได้รับการยกย่องและได้รางวัลเป็นที่ดิน ทาส หรือตำแหน่งในราชการ เป็นต้น
กรีกโบราณ
อารยธรรมกรีกโบราณเต็มไปด้วยความท้าทายในการสรรหาคน เนื่องจากเป็นสังคมของนครรัฐขนาดเล็กหลายแห่งที่มีประชากรจำกัด นำมาสู่ปัญหาและการรบระหว่างรัฐบ่อย ๆ ในขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องทำงานประจำเพื่อเลี้ยงชีพไปด้วย
ดังนั้นกรีกจึงหันมาใช้ระบบทหารรับจ้าง (Mercenary) มากขึ้น โดยแต่ละนครจะเสนอเงิน ที่ดิน หรือส่วนแบ่งจากการปล้นสะดมเพื่อดึงดูดนักรบที่มีความสามารถให้มาทำงานด้วย และในขณะเดียวกันนักรบก็เลือกได้ว่าอยากทำงานให้ใคร โดยพิจารณาจากผลตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานคุ้มค่าหรือไม่
กรีกยังมีระบบการศึกษา มีโรงเรียนปรัชญาของนักคิดคนสำคัญอย่าง เพลโต และอาริสโตเติล ทำหน้าที่ผลิตผู้นำทางการเมือง ผู้นำความคิด และทหารออกไปสู่สังคมกรีกและดินแดนอื่น ๆ ที่กรีกไปตั้งอาณานิคม

โรมัน
หลังสิ้นสุดยุคกรีกโบราณ กลายเป็นช่วงเวลาของจักรวรรดิโรมัน มีการขยายแนวคิดของกรีกไปอีกขั้น โดยสร้างกองทัพอาชีพหรือ Professional Army ที่มีระบบการจ้างงานแบบสมัยใหม่อย่างแท้จริง
กล่าวคือทหารโรมันได้รับเงินเดือนประจำเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำคัญของยุคนั้น
นอกจากนี้ยังมีระบบโบนัสจากการรบ ผ่านการแบ่งปันทรัพย์สินที่ได้จากการยึดครอง รวมถึงการได้รับที่ดินเมื่อปลดประจำการด้วย
โรมันยังมีการให้บำนาญชราภาพแก่ทหารผ่านศึก เมื่อรับราชการครบ 25 ปี พวกเขาจะได้รับสถานะเป็นพลเมืองโรมัน (หากยังไม่ได้เป็น) พร้อมกับที่ดินและเงินก้อนสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่ ระบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามารับราชการทหาร แต่ยังสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวของทหาร
History of Recruitment ประวัติศาสตร์การจ้างงานยุคกลาง ระบบศักดินา สมาคม และศาสนา
ระบบศักดินา
หลังจักรวรรดิโรมันสิ้นสุดลง ก็เข้าสู่ยุคกลาง ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจมหาศาล
ระบบศักดินาเกิดขึ้นในยุคนี้ ทำให้การสรรหาแรงงานกลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เมื่อกษัตริย์อยู่บนสุดของพีระมิด มีอำนาจเรียกขุนนางและเจ้าขุนมูลนายให้นำกองกำลังมารับราชการ ขุนนางเหล่านี้จะเกณฑ์ชาวบ้านและชาวไร่ในที่ดินของตัวเองมาเป็นทหาร
การสมัครงานในยุคนี้ไม่เหมือนในปัจจุบัน เพราะผู้คนเกิดมาพร้อมกับหน้าที่และพันธะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด อาทิ ลูกของชาวไร่ก็ต้องโตมาทำไร่ ลูกทหารก็ต้องเป็นทหารตามพ่อ ลูกของช่างฝีมือก็ต้องสืบทอดงานช่างฝีมือ แต่ข้อดีก็คือเกิดการถ่ายทอดความรู้และทักษะจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละงาน
แต่ระบบศักดินาก็มีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง หากใครมีความสามารถพิเศษหรือโชคดี ก็สามารถเปลี่ยนสถานะได้เหมือนกัน เช่น ทหารกล้า ผู้เจนการรบ อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน นักวิชาการสมองเพชรอาจได้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางหรือโบสถ์ รวมถึงพ่อค้าที่ต่อรองเจรจาธุรกิจเก่ง อาจถึงขั้นซื้อตำแหน่งหรือที่ดินเพื่อยกระดับสถานะทางสังคมได้
ระบบกิลด์ (Guild)
ยุคนี้เกิดระบบการจัดการแรงงานที่น่าสนใจคือ ระบบกิลด์ (Guild) หรือสมาคมช่างฝีมือ ทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมคุณภาพสินค้า การกำหนดราคา การฝึกอบรมแรงงาน และการดูแลสวัสดิการของสมาชิก
การพัฒนาคนของสมาคมมีความเป็นระบบ โดยเริ่มต้นพัฒนาคนตั้งแต่ระดับ Apprentice หรือเด็กฝึกงาน ซึ่งมักเป็นเด็กอายุ 12-16 ปี ที่ถูกส่งมาฝึกงานกับช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ การฝึกงานอาจกินเวลานานตั้งแต่ 3-7 ปี และพวกเขาจะได้รับที่พัก อาหาร เสื้อผ้า องค์ความรู้ การฝึกอบรม และการปฏิบัติจริง แต่ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับคือความรู้และทักษะที่ประเมินแล้วมีค่ามากกว่าเงิน
หลังผ่านการฝึกงานแล้ว Apprentice จะกลายเป็น Journeyman หรือช่างรับจ้าง สามารถนำความรู้ไปทำงานให้ช่างฝีมือคนอื่น ๆ หรือย้ายไปทำงานในเมืองอื่นได้ คราวนี้ Journeyman จะได้รับค่าจ้างเป็นเงินและมีอิสระในการเลือกงาน แต่ยังไม่สามารถเปิดร้านของตัวเอง หรือรับ Apprentice ได้ ต้องใช้เวลา 2-5 ปีสั่งสมประสบการณ์และสร้างเครือข่ายก่อน
และนั่นจะนำมาสู่ขั้นสูงสุดของคือ Master Craftsman หรือช่างผู้เชี่ยวชาญ การจะไต่มาถึงระดับนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ เมื่อ Journeyman ต้องสร้าง Masterpiece หรือผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นว่าเขามีความชำนาญขั้นสูงสุด แล้วเสนอต่อคณะกรรมการสมาคม หากผ่านการพิจารณา พวกเขาจึงจะได้รับสิทธิ์เปิดร้าน รับ Apprentice ได้ และเป็นสมาชิกเต็มตัว
อาจกล่าวได้ว่า ระบบนี้เป็นต้นแบบของ Career Development Program และ On-the-Job Training ที่บริษัทยุคใหม่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
สถาบันศาสนา
ในยุคที่การศึกษายังไม่แพร่หลาย โบสถ์และวัดทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาหลักของสังคม ไม่เพียงเป็นที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมองค์ความรู้ บำรุงรักษาเอกสาร และผลิตบุคลากรที่มีความสามารถออกไปสู่สังคม
การสรรหาบุคลากรเข้าสู่สถาบันศาสนาทำได้หลายแบบ บางครั้งครอบครัวจะส่งลูกชายคนรอง หรือคนเล็กมาเป็นนักบวช เพื่อให้ได้รับการศึกษาและมีอนาคตที่มั่นคง บางครั้งโบสถ์ท้องถิ่นอาจรับเด็กยากจนแต่มีความสามารถมาฝึกฝน และบางครั้งก็จะเลือกจากผู้ที่แสดงความสนใจมารับการศึกษาและรับใช้ศาสนา
โดยนอกจากศึกษาคัมภีร์และศาสนศาสตร์แล้ว นักบวชยังต้องเรียนคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์ ดนตรี และศิลปะ เป็นต้น หลายแห่งยังสอนความรู้ด้านการจัดการและการบริหารด้วย เพราะวัดและโบสถ์มักเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และมีธุรกิจหลายแขนง
สิ่งที่น่าสนใจคือสถาบันศาสนายังทำหน้าที่เป็น Talent Pipeline ส่งบุคลากรที่มีคุณภาพออกไปยังสังคม นักบวชที่ผ่านการฝึกจะกลายเป็นครู แพทย์ นักเขียน ที่ปรึกษา และแม้แต่นักการเมือง พวกเขานำความรู้และวินัยที่ได้รับจากสถาบันศาสนาไปใช้ในการพัฒนาสังคม สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และสถาบันการกุศลต่าง ๆ
นอกจากนี้ สถาบันศาสนายังเป็น Network ที่เชื่อมโยงคนดีคนเก่งจากทั่วยุโรป เกิดการแลกเปลี่ยนนักบวชระหว่างวัดต่าง ๆ มีการจัดประชุม สัมมนา และถ่ายทอดความรู้ แนวคิดใหม่ ๆ ข้ามพรมแดน ข้ามวัฒนธรรม ระบบนี้ยังเปรียบเหมือนสมาคมศิษย์เก่า รวบรวมเครือข่ายศิษย์เก่าที่ช่วยสร้างโอกาสในการทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพให้กันและกัน
History of Recruitment ประวัติศาสตร์การจ้างงานยุคใหม่ตอนต้น อาณานิคมและอุตสาหกรรม
ยุคล่าอาณานิคม
ศตวรรษที่ 16-18 เป็นยุคที่ชาติตะวันตก โดยเฉพาะสเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส เริ่มขยายอิทธิพลไปยังทวีปอื่น ๆ ผ่านการล่าอาณานิคม
ยุคนี้เกิดการสรรหาแรงงานแบบใหม่ที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากคือ Indentured Servants หรือแรงงานผูกมัด ระบบนี้เกิดขึ้นจากความต้องการแรงงานในอาณานิคมใหม่ โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา ขณะเดียวกันก็มีคนยากจนในยุโรปจำนวนมากต้องการโอกาสในการเริ่มชีวิตใหม่ แต่ไม่มีเงินสำหรับค่าขนส่งข้ามมหาสมุทร
การเป็นแรงงานผูกมัดคือการทำสัญญาที่กินเวลานาน 4-7 ปี แรงงานเหล่านี้จะได้อาหาร ที่พัก และเสื้อผ้า แต่ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน เมื่อครบสัญญาแล้ว พวกเขาจะถึงจะได้รับ Freedom Dues อาจมาในรูปของเงิน เสื้อผ้า เครื่องมือทำงาน หรือที่ดินเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะพลเมืองเสรี
ระบบ Indentured Servants มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเปิดโอกาสให้คนยากจนได้ตั้งตัว มั่งคั่งมีได้ในอนาคต แรงงานผูกมัดหลายคนสามารถสะสมทรัพย์สินและกลายเป็นเจ้าของที่ดินหรือธุรกิจได้ในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือระหว่างช่วงสัญญา แรงงานจะไม่มีอิสรภาพ ไม่สามารถเลิกงานหรือเปลี่ยนนายจ้างได้ และหากฝ่าฝืนสัญญาอาจโดนขยายระยะเวลาการทำงานให้ยาวขึ้น
ขณะเดียวกัน การสร้างกองทัพก็มาพร้อมความท้าทาย ชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์หลากหลายเพื่อเกณฑ์ทหารมาล่าอาณานิคม บางครั้งจะเกณฑ์ทหารจากแผ่นดินใหญ่ไปประจำการในอาณานิคม บางครั้งจะจ้างทหารรับจ้าง หรือที่พบบ่อยคือการสรรหาทหารพื้นเมือง มีการฝึกอบรม การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ และสร้างโครงสร้างการบังคับบัญชาที่เป็นระบบ
การสรรหาทหารพื้นเมืองมีประโยชน์หลายประการ เริ่มจากพวกเขาจะรู้จักภูมิประเทศ สภาพอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นดีกว่าใคร การดูแลก็ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องส่งเสบียงจากแผ่นดินใหญ่ และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
แต่ก็มีความเสี่ยงคือ หากพวกเขาไม่พอใจเจ้าอาณานิคม ก็อาจเกิดแรงต่อต้านหันไปต่อต้านขึ้นได้
ปฏิวัติอุตสาหกรรม
ปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 เปลี่ยนโฉมหน้าของการสรรหาแรงงานอย่างสิ้นเชิง เมื่อเครื่องจักรไอน้ำ เครื่องทอผ้า และเครื่องจักรการผลิตต่าง ๆ ทำให้เกิดโรงงานขนาดใหญ่ นำมาสู่ความต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล เกิดเป็นความท้าทายของเจ้าของโรงงาน ว่าจะหาคนมาทำงานในจำนวนมากและในเวลาที่รวดเร็วได้อย่างไร
และนั่นทำให้นายจ้างต้องประชาสัมพันธ์เพื่อจ้างงานผ่านสื่อ โดยในยุคนั้นใช้วิธีการตีพิมพ์โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ เนื้อหาในโฆษณาจะระบุตำแหน่งงาน ค่าจ้าง ลักษณะงาน เงื่อนไขการทำงาน และสวัสดิการที่จะได้รับ
นอกจากนั้นยังมีการก่อตั้ง Employment Office หรือบริษัทจัดหางาน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนายจ้างกับผู้หางาน จับคู่ผู้สมัครงานที่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง โดยบริษัทจะเก็บค่าธรรมเนียมหลังการจับคู่คนกับงานได้สำเร็จเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาเทคนิคในการประเมินผู้สมัคร การสัมภาษณ์งาน และการตรวจสอบประวัติ พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลและการติดตามผลการทำงานของผู้ที่ได้รับการจัดหางานตามมา
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือการเกิด Company Town หรือเมืองโรงงาน เมื่อเจ้าของโรงงานบางรายพยายามสร้างชุมชนขึ้นมาอยู่รอบโรงงาน ทั้งสร้างบ้านพัก สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อดึงดูดแรงงานให้อยากมาทำงานในเมือง และไม่ได้มาแค่คนเดียวแต่สามารถพาทั้งครอบครัวมาอยู่ด้วยได้เลย การันตีว่าอยู่แล้วได้ความสะดวกสบาย แน่นอน
อย่างไรก็ตาม ปฏิวัติอุตสาหกรรมก็สร้างปัญหาใหม่มากมาย เพราะสภาพการทำงานในโรงงานส่วนใหญ่ค่อนข้างแย่ ทั้งมีเสียงดัง มีฝุ่นละออง ไหนจะอันตรายจากเครื่องจักรกล ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน มีการใช้แรงงานเด็ก แถมค่าจ้างก็ต่ำมาก
สภาพการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาระบบ HR ในภายหลัง

History of Recruitment ประวัติศาสตร์การจ้างงานศตวรรษที่ 20 กำเนิด HR สมัยใหม่
สงครามโลกและ Mass Recruitment
ศตวรรษที่ 20 เปิดตัวด้วยเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของแวดวง Recruitment นั่นคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
สงครามเหล่านี้ต้องการกำลังพลจำนวนมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อไปออกรบสู้ศึกใหญ่ ทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ต้องพัฒนาเทคนิคการสรรหาที่เรียกว่า Mass Recruitment โดยมี
หนึ่งในเครื่องมือที่ดึงคนให้มาเข้าร่วมรบมากที่สุด ก็คือการใช้ Propaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อ จูงใจด้วยความรักชาติ ความภาคภูมิใจ ไปจนถึงความกลัว และแรงกดดันทางสังคม
ภาพโปสเตอร์ “Lord Kitchener Wants You” ที่ลอร์ดคิทช์เนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของอังกฤษ จูงใจคนให้มาสมัครรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 และภาพเวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกา ที่ “ลุงแซม” ชี้นิ้วออกมาจากภาพและบอกว่า “I Want You for US Army” ทำให้ชายฉกรรจ์จำนวนมากสมัครมาร่วมรบมหาศาล
และเมื่อผู้ชายส่วนใหญ่ไปรบ นั่นหมายความว่าองค์กรต่าง ๆ จะขาดแคลนแรงงานไปโดยปริยาย นั่นทำให้ต้องเปิดรับสมัครผู้หญิงให้มาทำงานเป็นครั้งแรก โดยหากฝ่ายชายถูกกระตุ้นด้วยภาพชี้นิ้วสั่ง ฝั่งผู้หญิงก็มีภาพ “Rosie the Riveter” หรือภาพ “We Can Do It” ปลุกใจให้หญิงชาวอเมริกันอยากเข้ามาทำงานในโรงงานเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กับผู้หญิง จากที่มีหน้าที่เป็นแค่แม่บ้าน ให้เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาทของเพศจนถึงปัจจุบัน

หลังสงคราม: ยุคทองของ HR
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โลกเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Golden Age of Capitalism เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู การบริโภคเพิ่มขึ้น และบริษัทต่าง ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมีคนมาทำงานเยอะ ก็มากคนมากความ เลยต้องมีฝ่าย Human Resources Department ขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารจัดการคนอย่างจริงจัง
ฝ่าย HR จะได้รับรับผิดชอบหน้าที่มากมาย ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา การฝึกอบรม การประเมินผลการทำงาน การจ่ายค่าตอบแทน การดูแลสวัสดิการ และการรักษาความสัมพันธ์กับพนักงาน
กระบวนการสรรหาในยุคนี้เริ่มมีมาตรฐานและเป็นระบบมากขึ้น มีการเขียน Job Description ให้รายละเอียดและความชัดเจนเกี่ยวกับงาน มีการตรวจสอบประวัติและเอกสารต่าง ๆ รวมถึงเริ่มใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา แบบทดสอบความสามารถมาใช้ประกอบการสัมภาษณ์ แถมหลังสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องมีโครงสร้างและมาตรฐานในการประเมินเป็นขั้นเป็นตอนด้วย
ในช่วงเดียวกันนี้เองยังเกิดธุรกิจ Executive Search หรือ Head Hunter บริษัทเหล่านี้จะพุ่งเป้าสรรหาผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น เพราะเมื่อผู้บริหารใหญ่ย้ายงาน จะทำให้นักล่าค่าหัวจะได้เงินสูงกว่าปกติ เพราะค่าใช้จ่ายในการล่าค่าหัวคนตำแหน่งสูง ๆ ย่อมมากกว่าสรรหาพนักงานระดับธรรมดานั่นเอง
ยุคโลกาภิวัตน์: Global Talent Pool
ปลายศตวรรษที่ 20 โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ธุรกิจขยายตัวข้ามชาติข้ามทวีปง่ายขึ้น และทำให้แรงงานย้ายไปทำงานต่างประเทศง่ายขึ้นด้วย
องค์กรข้ามชาติจะเริ่มมองหาบุคลากรจากทั่วทุกที่ ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศตัวเองอีกต่อไป อาจเรียกได้ว่า Recruiter มี Talent Pool ให้ค้นหาเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้การสรรหา และการดูแลคนเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ที่ HR อาจไม่เคยตระหนักมาก่อน
เช่น การให้ความรู้เรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม การเรียนรู้ภาษาใหม่เพื่อการสื่อสาร รวมถึงการจัดการ Immigration และ Work Permit เป็นต้น
History of Recruitment ประวัติศาสตร์การจ้างงานศตวรรษที่ 21 ยุคแห่ง Digital Recruitment และ AI Recruitment
Internet Era: การปฏิวัติครั้งใหญ่
ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนา ยิ่งกลายเป็นของเล่นใหม่ให้ HR และ Recruiter ทั้งหลายนำมาปรับใช้ในการทำงาน
ความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตในช่วงทศวรรษ 1990s ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงได้พร้อม ๆ กันจากทั่วโลก จนเกิดการปฏิวัติในวิธีการหางานและการหาคนรูปแบบใหม่ เช่น เกิด Online Job Boards โดยมีเว็บไซต์ Monster.com เป็นผู้บุกเบิกบริการการประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ก่อนจะตามมาด้วย CareerBuilder, Hotjobs และ Indeed เป็นต้น
เว็บไซต์เหล่านี้ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป จากที่เวลาหางาน เปลี่ยนงานใหม่ ต้องซื้อหนังสือพิมพ์มาดูคอลัมน์สมัครงาน เป็นการค้นหางานผ่านคอมพิวเตอร์ได้เลย และสมัครงานได้ทุกที่ทุกเวลา
นอกจากนั้น นายจ้างยังสามารถเข้าถึงผู้สมัครจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว สามารถประกาศงานได้ทันที และได้รับใบสมัครอย่างรวดเร็ว ต้นทุนในการประชาสัมพันธ์ก็ลดลงตามไปด้วย ส่วนผู้หางานก็สามารถค้นหางานจากหลายบริษัทในเวลาเดียวกัน สมัครงานได้หลายตำแหน่งพร้อมกัน และติดตามสถานะการสมัครงานได้เร็วขึ้น
Social Recruiting: ยุคของ Personal Branding
หลังเกิด Online Job Board ก็เป็นยุคของการสรรหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีตัวเปลี่ยนเกมคือ LinkedIn แพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้คนสามารถสร้างโปรไฟล์ออนไลน์ แล้วแชร์ประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับการทำงาน รวมถึงค้นหาโอกาสในการได้งานใหม่ เปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่อง Networking จากการพบปะกันแบบ Face-to-Face เป็นการสร้างเครือข่ายออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากและรักษาความสัมพันธ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของ LinkedIn ทำให้เกิดกระแส Social Recruiting บริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้ LinkedIn ไม่เพียงแต่เพื่อประกาศรับสมัครงาน แต่ยังเพื่อค้นหาและติดต่อผู้สมัครที่มีศักยภาพโดยตรง นั่นทำให้ Recruiter ต้องพัฒนาเทคนิคการพูดคุย และจูงใจคนให้อยากมาสมัครงานด้วย
หลังจากนั้นการใช้ Social Media เพื่อรับสมัครงานก็แพร่กระจายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Facebook, Twitter ก็เริ่มแพร่หลาย และปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Media ช่วยให้นายจ้างสามารถรับรู้ข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร ได้รู้จักบุคลิกภาพ ความสนใจ ค่านิยม และไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากขค้น ช่วยให้ประเมินได้ว่าเมื่อรับเขาเข้ามาแล้วจะฟิตกับวัฒนธรรมองค์กรไหม
นั่นทำให้ผู้หางานเองต้องเรียนรู้วิธีสร้าง Personal Brand ที่ดี รู้จักวิธีวางตัวให้มีความเป็นมืออาชีพในสายตาคนนอกมากขึ้น ขณะเดียวกันนายจ้างจะให้ผู้สมัครเป็นฝ่ายสร้างแบรนด์ฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงเกิดเทรนด์สร้าง Employer Branding ขึ้นด้วย เพื่อให้ผู้คนเห็นว่าการมาทำงานในองค์กรแห่งนี้ จะได้รับสิ่งดี ๆ กลับไปอย่างไรบ้าง
เพราะหากไม่สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ก็อาจเจอเสียงวิจารณ์ด้านลบใน Social Media ได้ แทนที่จะดึงดูดคนที่เป็น Talent ให้อยากร่วมงานด้วย กลับจะเป็นการผลักไสคนเก่งให้ออกไปแทน
COVID-19 และ Remote Work Revolution
หลังโรคระบาดร้ายแพร่ระบาดไปทั่วโลกช่วงต้นปี 2020 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกการทำงาน เมื่อโลกล็อคดาวน์ คนไม่ออกมาทำงานหรือออกมาใช้ชีวิตข้างนอก และต้องเว้นระยะห่างระหว่างกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้มีหลายอย่าง ทั้งการปลดคนออกเพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัท เพราะการค้าขาย การทำธุรกิจน่าจะต้อง Shut Down นาน กำไรในหลายอุตสาหกรรมหดหาย นอกจากนั้นยังเกิดการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) เมื่อพนักงานจำนวนมากกลับเป็นฝ่ายชิงยื่นใบลาออกก่อนแทนด้วย
อีกสิ่งที่หลายคนน่าจะจำได้คือ เกิดเทรนด์การทำงานจากที่บ้านหรือ Remote Work ซึ่งเคยเป็นสิทธิพิเศษของพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของคนทั่วโลก
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อการสรรหาคนด้วย จากที่ผู้สมัครต้องถ่อไปสัมภาษณ์ที่ออฟฟิศ แต่ทุกวันนี้สามารถสัมภาษณ์ผ่านโปรแกรมออนไลน์อย่าง Zoom, Microsoft Teams หรือ Google Meet ได้แล้ว และทำให้หลังโรคระบาดทุเลาลง องค์กรไหนที่ไม่มีนโยบาย Work From Home หรือ Work From Anywhere อาจไม่ใช่องค์กรที่เซ็กซี่ และน่าร่วมงานด้วยเสียเท่าไหร่
เมื่อให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ การ Onboarding ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย การต้อนรับพนักงานใหม่ การแนะนำเพื่อนร่วมงาน การฝึกอบรม และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม ทั้งหมดนี้ต้องทำผ่านออนไลน์แทน บริษัทต่าง ๆ ต้องพัฒนาระบบและกระบวนการใหม่เพื่อให้พนักงานใหม่รู้สึกได้รับการต้อนรับและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI Recruitment: อนาคตที่มาถึงแล้ว
หลังจากโรคโควิด-19 เริ่มซาลง คนเริ่มกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศมากขึ้นในช่วงปลายปี 2022 ข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการก็คือ เทคโนโลยี Generative AI สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก หลังจากมีการเปิดให้เห็นและทดลองใช้ ChatGPT จนพบว่า มันสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบมาก ๆ และทำให้หากใครยังไม่เริ่มเอา AI มาประยุกต์กับการทำงาน อาจหมายถึงการต้องตกงานในที่สุด
สำหรับ Recruiter แล้ว AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยสรรหาพนักงานที่น่าจับตา หากใครเคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน AI สามารถจัดการงานที่ซ้ำซาก เช่น การอ่านเรซูเม่หรือการกรองผู้สมัครขั้นต้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
ในแวดวง HR Tech ทั้งหลายเริ่มเอา AI มาจับกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ มากขึ้น เราจะเห็น AI ช่วยสแกนและวิเคราะห์ CV โดยระบบจะค้นหาคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับ JD ของตำแหน่งงาน พร้อมทั้งวิเคราะห์รูปแบบประสบการณ์และทักษะที่ผู้สมัครมี เทียบกับความต้องการขององค์กร สิ่งนี้ช่วยลดความผิดพลาดจากการอ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้ Recruiter ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเปิดไฟล์ทีละใบเหมือนในอดีต
อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เข้ามาทำ Pre-interview โดยการตั้งคำถามอัตโนมัติ วิเคราะห์คำตอบ โทนเสียง สีหน้า และภาษากาย เพื่อประเมินทักษะด้านการสื่อสารและความเหมาะสมเบื้องต้น
นอกจากนั้น AI ยังช่วยการจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้สมัครกับตำแหน่งงาน โดยใช้ข้อมูลทั้งด้านทักษะ ประสบการณ์ ไปจนถึงความสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร และยังมี AI Chatbot ที่เข้ามาดูแลประสบการณ์ของผู้สมัคร (Candidate Experience) คอยตอบคำถามและอัปเดตสถานะการสมัครงานแบบเรียลไทม์
ทั้งหมดนี้ทำให้ Recruiter สามารถใช้เวลาและพลังงานไปกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เช่น การสร้างความสัมพันธ์กับผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง หรือการวางแผนการสรรหาในระยะยาว
แม้ตอนนี้จะเริ่มมีการเอา AI มาประยุกต์กับงานสรรหา จ้างงานบ่อยขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ช่วงลองผิดลองถูก เป็นช่วงที่ไม่แค่เพียง Recruiter เท่านั้นที่ต้องปรับตัว แต่รวมถึงผู้สมัครงานที่ต้องปรับตัวกับรูปแบบการสมัครงานแบบใหม่ด้วย เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าในอนาคต AI จะพัฒนาต่อจนกลายเป็นบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อะไรอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ มันกำลังช่วยยกระดับวงการ HR และการสรรหาคน ให้ก้าวไปไกลกว่าที่เคยเป็นมา
สรุป
เมื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์การจ้างงานตั้งแต่ยุคอารยธรรมโบราณจนถึงยุค AI ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่างานสรรหาคนไม่เคยหยุดนิ่ง แต่มีวิวัฒนาการไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจอยู่เสมอ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวและหาวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาเดิม นั่นคือการหาคนที่เหมาะสมที่สุดมาอยู่ในองค์กร
ไม่ว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปถึงไหน ไม่ว่า AI จะฉลาดและมีความสามารถเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หัวใจของการสรรหาบุคลากรยังคงเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงคนที่ใช่เข้ากับองค์กรที่ใช่ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ความสามารถอย่างเต็มที่และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและโลกต่อไป
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และผู้ที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถปรับตัวได้เร็วและดี HR Recruiter ที่เข้าใจบทเรียนจากอดีต ยอมรับความจริงของปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต จะเป็นผู้ที่สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในโลกที่ไม่หยุดเปลี่ยนแปลง
| Sources |
