
“คนเข้ามาทำงานกับบริษัทด้วยเหตุผลหลากหลาย แต่คนจะลาออกด้วยเหตุผลเพราะผู้นำ”
คำพูดนี้อาจเป็นสำนวนธรรมดา แต่มันสะท้อนความจริงที่บาดลึกกว่า เมื่อผู้นำไม่ได้มีอิทธิพลแค่ต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสำเร็จขององค์กร แม้กระทั่งมูลค่าหุ้นในตลาดทุน
โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเผชิญกับสายตาของนักลงทุนทุกวัน ผู้นำที่ขาดจริยธรรม ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดได้ในพริบตา
และนี่คือสิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ (Warren Buffet) นักลงทุนในตำนานแนว Value Investor ให้ความสำคัญมาตลอด และหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของเขากฟ้คือ เขามักจะใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์การสื่อสารของผู้นำอย่างละเอียด ด้วยการวิเคราะห์จดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ว่าเขียนอะไร และทำไมถึงเขียนเรื่องเหล่านั้นออกมา
ใครจะคิดว่าจดหมายที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเอกสารทางการ จะเป็นประตูที่เปิดให้เห็นถึงไส้ในของผู้นำและอนาคตขององค์กรได้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่พูดถึงในหนังสือ Investing between the Lines: How to Make Smarter Decisions by Decoding CEO Communications ซึ่งไม่เพียงเป็นคัมภีร์การเงินการลงทุนที่นักลงทุนควรเรียนรู้ แต่ยังเป็นคัมภีร์ที่ล้ำค่าต่อ HR และผู้นำทุกระดับด้วย
INVESTING BETWEEN THE LINES: อ่านใจผู้นำผ่านคำพูด
หนังสือ Investing Between the Lines (ชื่อภาษาไทยว่า เลือกหุ้นอย่างชาญฉลาด แค่อ่านใจซีอีโอ) เขียนขึ้น แอลเจ ริทเทนเฮาส์ (L.J. Rittenhouse) นักกลยุทธ์การเงิน โค้ช และเคยทำงานเป็นนักลงทุนธนาคาร (Investment Banker) ผู้จับประเด็นได้อย่างแหลมคมว่า บัฟเฟ็ตต์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารของผู้นำอย่างไรในการเลือกลงทุนมากเพียงใด
ริทเทนเฮาส์มักจะเข้าร่วมการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท Berkshire Hathaway ที่บัฟเฟ็ตต์เป็นผู้นำสูงสุด และพบว่าเขาเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เขามักใช้จดหมายถึงผู้ถือหุ้นเป็นพื้นที่ในการแบ่งปันแนวคิด บทเรียนจากประสบการณ์
และที่สำคัญที่สุด เขายังถ่ายทอดผิดพลาด และยังเอาเรื่องนี้มามองมุมกลับ คือใช้มองหาหาผู้นำเรียนรู้เรื่อวความผิดพลาดอย่างไร จากการสื่อสาร จากการใช้คำพูด และท่าทางของคนเป็นผู้นำองค์กร รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะไม่พูด
หลังใช้เวลาเขียนอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ในปี 2012 หนังสือฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์ se-ed เล่มนี้ (แปลไทยโดย คุณสิรภพ อู่โภคาทรัพย์) แม้จะหนาถึง 496 หน้า แต่ด้วยวิธีการเล่า การยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ก็ทำให้หนังสือที่มีความยาวกว่า 500 หน้ารู้สึกสั้นเหมือนอ่านเพียง 200 หน้าเท่านั้นเอง

บทเรียนจาก Investing Between the Lines ที่ HR และผู้นำควรรู้
Investing Between the Lines ไม่ได้เป็นคัมภีร์สำหรับนักลงทุนในการเลือกซื้อหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นคัมภีร์ชั้นดีสำหรับคนทำงาน ที่กำลังเลือกอยากทำงานในองค์กรที่มีคุณภาพ ไปจนถึงคัมภีร์การพัฒนาผู้นำที่ควรอ่านอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การสื่อสารภายในองค์กรและยกระดับความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ มันนำไปสู่การเติบโตขององค์กร และของคนทำงานทุกคน รวมถึง HR ได้มากเพียงใด
และนี่คือ 6 บทเรียนสำคัญที่ HR และผู้นำควรรู้จากหนังสือเล่มนี้
1. ความโปร่งใสของผู้นำ ทำให้เกิดความไว้วางใจ
ความไว้วางใจเป็นรากฐานของการทำงานร่วมกันที่แข็งแกร่ง หนังสือ Investing Between the Lines เน้นย้ำอยู่บ่อยครั้งว่า การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมาคือกุญแจสำคัญของการเติบโตขององค์กร
เมื่อ CEO สื่อสารด้วยความจริงใจและไม่พยายามปิดบังข้อมูลสำคัญ ไม่เล่นแร่แปรธาตุข้อมูลผลประกอบการ ไม่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจว่าจะมีการหลอกลวง นักลงทุนก็จะให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น ซึ่งหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลเช่นกัน
ผู้นำที่ดีจะแบ่งปันข้อมูลสำคัญกับทีมงานเสมอ ทั้งผลการดำเนินงาน ทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร รวมถึงความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญอย่างสม่ำเสมอ การสื่อสารอย่างโปร่งใสทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้นำให้ความเคารพ พวกเขามีความสำคัญ และมีคุณค่า ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในความสำเร็จไปด้วยกัน
2. ผู้นำต้องมีจริยธรรมในการสื่อสาร
จริยธรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การไม่พูดเท็จ แต่รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้วยความรับผิดชอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ฟัง หนังสือ Investing Between the Lines ตอกย้ำอยู่เสมอว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวมักมีผู้นำที่ยึดมั่นในการสื่อสารที่มีจริยธรรมสูง
สำหรับ HR และผู้นำองค์กร การนำหลักการนี้มาใช้หมายถึงการทำให้แน่ใจว่า ทุกการสื่อสารสะท้อนถึงค่านิยมหรือวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนโยบายใหม่ การให้ข้อมูลป้อนกลับแก่พนักงาน หรือการสื่อสารในช่วงวิกฤต การดำรงไว้ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมในการสื่อสารจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงที่ดีขององค์กรและความภาคภูมิใจของพนักงานที่มีต่อองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่
3. ผู้นำที่สื่อสารดี จะหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คลุมเครือและหลอกลวง
อีกบทเรียนที่พบในหนังสือก็คือ ผู้นำบางคนมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ชัดเจน และจะนำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจและความสับสน
ด้งนั้น วิธีเลี่ยงความสับสนได้ดีที่สุด ผู้นำควรหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางที่ซับซ้อนหรือคำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเมื่อสื่อสารเรื่องสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การประเมินผลการทำงาน หรือทิศทางใหม่ขององค์กร แต่ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและมีตัวอย่างประกอบที่เป็นรูปธรรม วิธีนี้จะจะช่วยให้พนักงานเข้าใจและปฏิบัติตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. มุ่งเน้นผลระยะยาวมากกว่าผลระยะสั้น
บริษัทที่มีผลประกอบการดีในระยะยาวมักมีผู้นำที่เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ระยะยาวด้วย แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ทันทีหรือระยะสั้น
สำหรับผู้นำองค์กร การนำหลักการนี้มาใช้หมายถึงการสื่อสารให้พนักงานเห็นภาพใหญ่และเข้าใจว่า การทำงานของพวกเขามีส่วนสำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จในระยะยาว การสื่อสารแบบนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่แท้จริง พร้อมลดแรงกดดันจากการคาดหวังผลลัพธ์ระยะสั้นที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม หรือการทำงานที่ขาดความยั่งยืนได้
5. เรียนรู้จากกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด
หนังสือนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากบริษัทต่าง ๆ และโดยเฉพาะการสื่อสารของ ‘ปู่บัฟเฟ็ตต์’ ที่เป็นตัวอย่างของการสื่อสารที่ชัดเจน ลึกซึ้ง และสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่องต่อผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway
ผู้นำและ HR สามารถนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยศึกษาวิเคราะห์การสื่อสารที่ประสบความสำเร็จภายในองค์กรหรือจากองค์กรอื่นที่เป็นแบบอย่างที่ดี การทำความเข้าใจรูปแบบ วิธีการ และเทคนิคที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพจะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองและสามารถถ่ายทอดให้กับทีมงานได้
นอกจากนี้ การสร้างคลังความรู้จากกรณีศึกษาการสื่อสารที่ดีภายในองค์กร ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ ไม่เพียงแค่ผู้นำเท่านั้นด้วย
6. การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
CEO ที่ประสบความสำเร็จมักสามารถสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังของผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และชุมชนด้วย
ผู้นำและ HR ควรมีความเข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาอาชีพ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน หรือแรงจูงใจในการทำงาน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องสะท้อนถึงความเข้าใจนี้ และแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน ขณะเดียวกันก็ต้องชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและเป้าหมายขององค์กร
พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ |
สรุป
จริง ๆ แล้ว 6 ข้อที่กล่าวไปข้างต้นเป็นบทเรียนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับจากการอ่าน Investing Between the Lines เพราะด้วยขนาดหนังสือที่หนาถึง 496 หน้า แน่นอนว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ HR และผู้นำควรรู้ แล้วนำไปปรับใช้มีอีกมากมาย
แม้หนังสือเล่มนี้จะเขียนขึ้นเพื่อช่วยนักลงทุนในการตัดสินใจเลือกบริษัทและหุันที่ดี มีคุณภาพ แต่บทเรียนที่ได้จากการวิเคราะห์การสื่อสารของผู้นำระดับโลกนั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาองค์กรและการเป็นผู้นำที่ดี
หลักการสำคัญที่ผู้นำและ HR ควรจดจำคือ การสื่อสารไม่ใช่เพียงแค่การถ่ายทอดข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของพนักงาน เมื่อผู้นำยึดมั่นในหลักการความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และการมุ่งเน้นที่เป้าหมายระยะยาว พวกเขาจะสามารถสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ปรารถนาของคนดีคนเก่ง
การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารตามหลักการเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาวขององค์กรและทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่ง
หาก HR กำลังมองหาตัวช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ (Leadership Development) เพื่อพัฒนาองค์กร แต่ไม่รู้จะเลือกอะไร หรือจะค้นหาผ่านทางไหน สามารถมาค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม HR Products & Services ของ HREX ได้เลย
หรือจะขอคำปรึกษาจาก HREX ได้เช่นกัน สามารถกรอกข้อมูลทางลิงก์นี้ได้เลย
