
ระหว่าง HR ที่เก่งทำงานในมือให้เสร็จ แต่ไม่ถนัดเข้าหา หรือปฏิสัมพันธ์กับคนในองค์กรเลย กับ HR ที่อาจไม่ได้เป็นยอดฝีมือที่สุดขนาดนั้น แต่รู้จักคนเยอะ รู้จักถูกคน และรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ยาวนาน ? คุณคิดว่า HR แบบไหนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรได้ดีที่สุด เชื่อว่าทุกคนน่าจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ต้องเป็น HR ที่รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับคนเป็นแน่นอน
เพราะสายงาน HR การรู้จักคนเก่งก่อนคนอื่น การมีเพื่อนร่วมวงการที่แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ หรือแม้แต่การที่คนอื่นนึกถึงชื่อเราตอนมีโอกาสดี ๆ ล้วนเป็นแต้มต่อในการทำงานทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากทักษะที่เรียกว่าการ Networking
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า HR Networking สำคัญแค่ไหน และมีวิธีใดทำให้ได้ผลจริงอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนเข้างาน Event ไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์ในระยะยาว
Contents
- ความหมายของ Networking ในบริบท HR
- Networking เกี่ยวข้องกับบทบาท HR อย่างไร
- องค์ประกอบของ HR ที่ Networking ได้ผล มีอะไรบ้าง
- เทคนิค Networking ที่ HR ต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวเข้าหาคน
- วิธี Networking สำหรับ HR ในงาน Event ให้ได้ผล
- ประโยชน์ของ HR Networking ต่อองค์กรและตัว HR
- อุปสรรคที่ทำให้ HR หลายคนไม่อยากไป Networking
- HR อยาก Networking ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มางาน Event ของ HREX ได้เลย
- สรุป
ความหมายของ Networking ในบริบท HR

เวลาพูดถึงงาน Networking หลายคนนึกภาพคนยื่นนามบัตรให้กันในงาน Cocktail Party แล้วพอแลกเสร็จก็ไม่ได้พบเจอ พูดคุย หรือติดต่อกันอีกเลย
หากคุณเคยอยู่ในสถานการณ์นั้น ขอให้รู้ว่า นั่นไม่ใช่งาน Networking ที่แท้จริง เพราะงาน Networking ไม่ใช่การขายของ ไม่ใช่การไปหาประโยชน์จากคนอื่น และไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนชอบตัวเองด้วย แต่มันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่คนทั้ง 2 ฝ่ายรู้สึกว่าได้อะไรจากการรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ มุมมอง แรงบันดาลใจ หรือโอกาสที่เหมาะกับทั้งคู่
ในบริบท HR การ Networking ไม่ต่างจากการลงทุนระยะยาว เพราะคุณไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วยวันนี้จะมีประโยชน์ต่อกันในรูปแบบไหนและเมื่อไหร่ แต่ถ้าความสัมพันธ์นั้นสร้างขึ้นมาอย่างจริงใจ มันมักจะคืนกลับมาในเวลาที่คุณไม่ได้คาดไว้เสมอ
Networking เกี่ยวข้องกับบทบาท HR อย่างไร
ดังที่กล่าวไปว่า HR คือฝ่ายที่ต้องทำงาน บริหารจัดการคนโดยตรง และ HR ไม่เพียงแค่ต้องรักษาสายสัมพันธ์ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องรู้จักสานสัมพันธ์กับคนภายนอกด้วยเช่นกัน โดยคนภายนอกที่ว่านั้นหมายความได้ถึงผู้สมัครงาน, HR จากองค์กรอื่น, Freelance Recruiter, ไปจนถึง Vendor ผู้ให้บริการด้าน HR Tech ต่าง ๆ เป็นต้น
ดังนั้น HR ที่ Networking เก่ง เข้าหาคนเก่ง สร้างและรักษาความสัมพันธ์เก่งจะได้เปรียบ HR ที่เข้าถึงคนไม่เก่งใน 3 ด้านหลัก ๆ ดังนี้
- เจอคนเก่งได้ก่อนใคร เพราะผู้สมัครระดับท็อปมักหางานผ่านสายสัมพันธ์ ไม่ใช่ผ่านโฆษณาสมัครงานทั่วไป HR ที่มีเครือข่ายกว้างจะรู้ก่อนว่าใครกำลังจะย้ายงาน หรือใครพร้อมรับโอกาสใหม่
- เข้าใจเทรนด์ตลาดแรงงานแบบที่อ่านจากบทความไม่ได้ บ่อยครั้งการสนทนากับ HR คนอื่นในวงการมักทำให้เรารับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดและเป็นปัจจุบันกว่ารายงานใด ๆ แถมบ่อยครั้งสิ่งที่พูดคุยกันอาจไม่เปิดเผยที่ไหนง่าย ๆ เช่น อัตราเงินเดือน สิทธิประโยชน์ที่บริษัทคู่แข่งใช้ดึงดูดพนักงาน หรือปัญหาที่ทุกองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกันกำลังเผชิญ
- เสริมสร้าง Employer Branding ที่ดีให้องค์กร HR ที่คนรู้จักและเชื่อถือคือหน้าตาขององค์กรในสายตาคนนอก เวลา HR ของบริษัทดูน่าคุย น่าไว้ใจ และมีตัวตนชัดเจนในวงการ คนมักมองบริษัทนั้นในแง่บวกด้วยโดยอัตโนมัติ
และสุดท้าย HR ที่มี Soft Skills ดีและสานสัมพันธ์เป็นจะได้เปรียบกว่า HR ที่เก่งแค่การทำงานเอกสาร หรือวางกลยุทธ์ เพราะในการสรรหาคน การอบรม หรือการแก้ปัญหาคนในองค์กร สิ่งที่ทำให้งานลื่นไหลคือความไว้ใจ และความไว้ใจสร้างได้จากการมีทักษะด้านคนเท่านั้น
องค์ประกอบของ HR ที่ Networking ได้ผล มีอะไรบ้าง
ก่อนจะพูดถึงเทคนิค สิ่งที่สำคัญกว่าคือรากฐานที่ทำให้ Networking ได้ผลจริง โดยคุณ เจ – กฤต บัวประเสริฐ CEO ของ Social Success โค้ชด้านการพูดเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ และผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker ได้แบ่งออกมาเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
1.Character – ตัวตนที่ชัด
คนที่ Networking ได้ดีมักไม่ใช่คนที่พยายามทำให้ทุกคนชอบ แต่คือคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มีมุมมองอย่างไร และยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้
ตัวตนที่ชัดเจนทำให้คนจดจำได้ง่ายกว่า และทำให้คนที่มีความเชื่อหรือเป้าหมายคล้ายกันอยากเข้ามาหาเองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องตามง้อหรือพยายามเกินตัว
2.Communication – สื่อสารให้คนเข้าใจและจดจำได้
การพูดเก่งไม่ได้หมายความว่าสื่อสารดีเสมอไป เพราะการสื่อสารดีในบริบทของการทำ Networking คือการพูดในสิ่งที่คนฟังอยากรู้ ตั้งคำถามที่เปิดบทสนทนาให้ลึกขึ้น และนำเสนอตัวเองได้กระชับ ชัดเจน ตรงประเด็น โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าถูกพูดใส่จนล้นเกิน
3.Connection – คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ
การรู้จักคนเยอะไม่เท่ากับมี Connection ที่มีคุณค่า การรู้จักกันแบบผิวเผินร้อยคน อาจสู้การรู้จักกันจริง ๆ 10 คนไม่ได้ HR ที่ Networking ดีจะเลือกคนที่เหมาะกับเป้าหมาย ทั้งของตัวเองและขององค์กร แล้วลงทุนเวลาและพลังงานให้กับความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง
เทคนิค Networking ที่ HR ต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวเข้าหาคน

การ Networking ที่ดีไม่ได้เริ่มตอนเดินเข้างาน แต่เริ่มก่อนหน้านั้นมาก โดย CEO ของ Social Success แจกแนวทางที่ HR ควรเตรียมตัวเอาไว้ดังนี้
1.ถามตัวเอง และตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะไปงานนี้ทำไม (Goal Setting)
ก่อนไปงาน Event หรือสัมมนาใด ๆ ลองถามตัวเองว่าอยากได้อะไรกลับมา อยากเจอ Recruiter ในอุตสาหกรรมที่สนใจ? อยากแลกเปลี่ยนวิธีทำ Onboarding กับ HR จากองค์กรอื่น ? อยากรู้จัก Speaker ที่จะพูดในงาน?
เมื่อเป้าหมายชัด การเลือกว่าจะคุยกับใคร ใช้เวลาแค่ไหน และจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ก็จะง่ายขึ้นมาก แทนที่จะเดินเข้างานแล้วรอให้อะไรเกิดขึ้นเอง
2.หาข้อมูลเกี่ยวกับงานก่อนไปร่วมงาน
ถ้างานนั้นเป็นงานสัมมนาที่มี Speaker และมีผู้เข้าร่วมมากมาย ลองหาข้อมูลก่อนล่วงหน้า ว่าแต่ละคนทำงานด้านไหน มีมุมมองที่น่าสนใจอะไรบ้าง หรือเคยพูดถึงเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่เราสนใจหรือเปล่า
การเตรียมข้อมูลมาล่วงหน้าช่วยให้บทสนทนาแรกลื่นกว่ามาก และยังแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับการพูดคุยครั้งนี้จริง ๆ
3.เตรียมภาพจำที่อยากให้คนในงานจดจำเกี่ยวกับเราได้
การทำให้คนอื่นจดจำได้ เริ่มจากการแนะนำตัวให้น่าสนใจ เคยไหมเวลาเราแนะนำตัวกันจะแนะนำแค่ว่า “ชื่ออะไร” “ทำงานที่ไหน” ซึ่งธรรมดาเกินไป และเราพร้อมจะลืมกันทันทีหลังจบงาน
สิ่งที่เราต้องทำ ไม่ได้หมายความว่าต้องโม้หรือขายตัวเอง แต่หมายถึงการรู้จักตัวเองดีพอที่จะเล่าได้ว่าเราคือใคร ทำอะไร และสนใจอะไร ภายในเวลาสั้น ๆ อย่างน่าฟัง
จะดีกว่าไหม หากก่อนเข้างาน เราวาดภาพอยากให้คนจำตัวเองได้ แล้วสร้างเรื่องราวประกอบการแนะนำตัวให้โดดเด่น แตกต่าง เช่น “ผมเป็น HR ที่เคยทำงานหนักจนปวดหลังแทบเดินไม่ได้ เลยปฏิญาณว่าจะหันมาดูแลตัวเอง และพนักงานไม่ให้เจอปัญหาสุขภาพแบบเดียวกัน”
การหามุมมาเล่า มาอธิบายแบบนี้ น่าสนใจกว่าแค่แนะนำว่าเราชื่ออะไร ทำงานอะไรเท่านั้น ว่าไหม ?
วิธี Networking สำหรับ HR ในงาน Event ให้ได้ผล
เมื่อเตรียมตัวมาดีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการลงมือจริงในงาน ซึ่งการจะทำให้ได้ผล ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ดังนี้
1.เลือกคุยกับคนที่ใช่
งาน Event ใหญ่ ๆ มีคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่มีใครพูดคุยได้ครบทุกคนแน่นอน ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าหาทุกคนด้วย แต่เลือกโฟกัสในการคุยกับคนสัก 3–5 คนที่ตรงกับเป้าหมายของเรา แล้วพูดคุยกันอย่างมีคุณภาพก็พอ วิธีนี้ดีกว่าการยื่นนามบัตรให้คนทั้งห้อง ซึ่งจะลงเอยด้วยการไม่มีใครจำเราได้จริง
2.เปิดบทสนทนาอย่างมืออาชีพ
นอกจากแนะนำตัวให้น่าจดจำแล้ว การหาเรื่องคุยอย่างจริงใจและตรงไปตรงมาก็สำคัญไม่แพ้กัน บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องชวนคุยเรื่องงานในทันที แต่ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปก่อนก็ได้ บางครั้งอาจพูดถึงสิ่งที่สะดุดตาที่สุดของผู้สนทนา ซึ่งหากเป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่เช่นกันยิ่งดี เช่น เสื้อและรองเท้าที่สวมใส่ เครื่องดื่มในมือ เป็นต้น จะนำไปสู่การสร้างบทสนทนาแบบ Deep Talk ได้ดีทีเดียว
การเปิดบทสนทนาด้วยความสนใจจริง ๆ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ทันทีว่าเราไม่ได้มาเพื่อขายอะไรหรือเปลืองเวลาเขา
3.สร้างบทสนทนาแบบ Deep Talk
หลีกเลี่ยงการถามคู่สนทนาที่คำตอบจะออกได้แค่ 2 หน้าคือ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เช่น “คุณทำ HR อยู่ใช่ไหม ?” หากอยากถามเรื่องนี้จริง ๆ ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่เชิญให้อีกฝ่ายได้เล่ามากขึ้น เช่น “ทีม HR ของคุณโฟกัสด้านไหนมากที่สุดตอนนี้ครับ ?” หรือ “ปัญหาด้านคนที่ยากที่สุดที่เจอในช่วงนี้คืออะไรครับ ?”
คำถามเปิดกว้างนำไปสู่บทสนทนาที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราสนใจเขาจริง ๆ และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Connection ที่มีคุณภาพ
4.ฟังอย่างตั้งใจและมีคุณภาพ (Active Listening)
การฟังเป็นทักษะที่ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยาก เพราะหลายคนฟังโดยรอจังหวะพูดมากกว่าฟังเพื่อเข้าใจคู่สนทนาจริง ๆ
Active Listening คือการฟังแบบที่สมองทำงานอยู่กับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หัวพยักหน้า ตาสบตา ถามต่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่แค่รอช่องเพื่อพูดแทรก
และเมื่อคนรู้สึกว่าถูกฟังจริง พวกเขามักจะเปิดใจมากขึ้น พูดมากขึ้น และจำการสนทนาครั้งนั้นได้นานกว่า
5.สร้างเสน่ห์ระหว่างการพูดคุย
เสน่ห์ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องพูดเก่ง มีอารมณ์ขัน หรือดูดี แต่เสน่ห์เกิดจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในบทสนทนานี้ วิธีง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริงคือการจำชื่อและเรียกชื่อเขาให้ถูกต้อง การหาจุดร่วมระหว่างกัน และการไม่แย่งพื้นที่พูดทั้งหมด เหมือนว่าทุกคนต้องฟังที่ฉันพูดคนเดียวเท่านั้น
6.สานต่อความสัมพันธ์หลัง Networking จบ
Networking เกินกว่าครึ่งล้มเหลว เพราะขาดการสานสัมพันธ์อันดีต่อกันหลังจากนั้น ช่วงเวลาที่ถือว่าสำคัญมาก ๆ คือ ภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังพบเจอกัน ควรต้องทักทาย ติดต่อกลับไป อาจเป็นการส่งข้อความผ่าน LinkedIn หรืออีเมลสั้น ๆ เพื่อทักทายและย้ำสิ่งที่คุยกันไว้ เช่น “ขอบคุณที่เมื่อวานนี้ได้มาแบ่งปันเรื่อง OKR ในงานเมื่อวานนะครับ คุยแล้วได้มุมมองใหม่มากเลย”
การส่งข้อความสั้น ๆ แบบนี้ช่วยเพิ่มความประทับใจได้ง่าย ๆ และทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นมาทันที
ประโยชน์ของ HR Networking ต่อองค์กรและตัว HR

การทำ HR Networking ไม่ได้แค่ทำให้ตัว HR เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ส่งผลต่อทั้งองค์กรและตัว HR เองในหลายมิติ ดังนี้
1.เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการทำงาน
การมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งช่วยเปิดประตูได้หลายบาน ทั้งการได้รับการแนะนำตัวผู้สมัครคุณภาพ การรู้จัก Vendor ที่ไว้วางใจได้ หรือการมีคนแนะนำเราให้กับโอกาสทางอาชีพที่ดีกว่าเดิม HR ที่มีชื่อในวงการมักได้รับโอกาสดี ๆ โดยที่ไม่ต้องวิ่งหาเอง
2.เสริม Employer Branding ขององค์กร
ทุกครั้งที่ HR ออกไปปรากฏตัวในงานสัมมนา พูดคุยกับคนในวงการ หรือแชร์ความรู้ในพื้นที่สาธารณะ นั่นคือการทำ Employer Branding ให้องค์กรโดยอัตโนมัติ คนจะเริ่มเชื่อมโยงว่าองค์กรนั้นมี HR ที่น่าสนใจ และยิ่งถ้า HR คนนั้นสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรออกมาได้ดี ก็ยิ่งดึงดูดคนเก่งให้อยากมาร่วมงานด้วย
3.ช่วยให้ HR พัฒนาทักษะและมุมมองใหม่
การพูดคุยกับ HR จากหลากหลายองค์กรและอุตสาหกรรมเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีในตำรา ได้เห็นว่าคนอื่นแก้ปัญหาเดียวกันอย่างไร ได้รับ Feedback ที่ตรงไปตรงมาจากคนนอกองค์กร หรือได้แนวคิดใหม่ ๆ ที่นำกลับมาปรับใช้จริงได้
HR ที่ Networking อยู่เสมอจะพัฒนาได้เร็วกว่าคนที่อยู่แต่ในกรอบเดิม ไม่ออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพราะมุมมองของตัวเองขยายกว้างขึ้นตลอดเวลา
อุปสรรคที่ทำให้ HR หลายคนไม่อยากไป Networking
ในเมื่อ Networking มีข้อดีขนาดนี้ แต่ก็ยังมี HR หลายคนไม่ค่อยอยากเข้าร่วมงานเท่าไหร่
บางครั้งอุปสรรคของการ Networking อาจไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่มาจากความกลัว ความเชื่อบางอย่างที่ฝังอยู่ในหัว และบางทีก็มาจากการที่ยังไม่เคยเห็นว่ามันให้ผลจริงได้ยังไง
1.กลัวการเข้าหาคนแปลกหน้า
อุปสรรคอันดับต้น ๆ ที่ HR จำนวนมากยอมรับตรง ๆ HR กังวลว่าเวลาจะเดินไปคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้จักแล้วเขาจะมองว่าเราแปลก ไม่อยากคุย หรือกังวลว่าตัวเองจะพูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น
แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ในงาน Event ก็รู้สึกแบบเดียวกัน ทุกคนต่างรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาก่อนทั้งนั้น ฉะนั้นคนที่กล้าเดินเข้าไปก่อนมักได้รับการตอบรับดีกว่าที่กลัวไว้เสมอ
2.เป็น Introvert และรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการ Networking
หลายคนติดภาพว่า Networking คือของคนที่ชอบเข้าสังคม พูดเก่ง ยิ้มง่าย และรู้สึกมีพลังงานทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่ความจริงคือ Introvert มักเป็นนักสนทนาที่ดีกว่าที่คิด เพราะคนเหล่านี้จะชอบฟัง แล้วคิดก่อนพูด ทำให้มักสร้างบทสนทนาที่ลึกกว่าคนที่พูดเก่งแต่ฟังไม่เป็น
Introvert อาจไม่ถนัดการวนคุยกับคนทีละห้านาทีตลอดทั้งงาน แต่ถ้าได้คุยกับคนสักหนึ่งหรือสองคนอย่างจริงจัง นั่นคือ Networking ที่มีคุณภาพสูงกว่าอยู่แล้ว ไม่ต้องแข่งกับ Extrovert ในเกมที่ไม่ใช่ของตัวเอง
3.มองว่าไม่ใช่งานของตัวเอง
HR บางคนรู้สึกว่าการออกไปงาน Networking เป็นเรื่องของฝ่าย Sales หรือฝ่ายธุรกิจ ไม่ใช่หน้าที่ HR ที่ต้องทำ แต่ถ้ามองให้ดี HR ทำงานกับคนทุกวัน ทั้ง Candidate ที่ต้องโน้มน้าวให้มาร่วมงาน พนักงานที่ต้องดูแลความสัมพันธ์ ผู้บริหารที่ต้องสื่อสารด้วย และ Vendor ที่ต้องบริหารจัดการ
Networking จึงเป็นส่วนขยายของสิ่งที่ HR ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ขยายออกไปนอกกำแพงองค์กร
4.รู้สึกว่าไปแล้วเสียเวลาเปล่า
อุปสรรคนี้มักมาจากประสบการณ์ที่เคยไปงาน Networking แล้วไม่ได้อะไรกลับมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน ไม่รู้ว่าอยากได้อะไร เลยรู้สึกว่า 2 ชั่วโมงที่ผ่านไปไม่มีค่า
Networking ที่ไม่มีทิศทางก็เหมือนเดินช็อปปิ้งโดยไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร บางครั้งอาจกลับมาพร้อมกับซื้อของที่ไม่จำเป็น เกิดเป็นความรู้สึกว่าเสียเงินเปล่า แต่ถ้าเราเตรียมมาดี รู้ว่าอยากเจอใครและอยากได้อะไร ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
HR อยาก Networking ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มางาน Event ของ HREX ได้เลย

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วทำให้ HR ทุกท่านเริ่มอยากลองออกไปเปิดโลกกว้าง แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากงานไหน สามารถมางาน Event ที่ HREX จัดขึ้นได้เลย
ตามปกติแล้ว HREX จัดงานรวมตัว HR แบบออฟไลน์อย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง นำโดยการจัดงานล้อมวงเสวนาระหว่างผู้นำ HR ชื่องานว่า Roundtable: CHRO & HR Director Forumเพื่อให้ HR เพื่อให้ผู้นำองค์กรได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้าง Connection กันแบบตัวต่อตัว
และในวันที่ 2 กันยายนที่จะถึงนี้ HREX จะร่วมกับ Future Trends จัดงาน WorkTech Expo 2026: Human Forward คราวนี้เป็นงานมหกรรมใหญ่ที่รวม HR, ผู้บริหาร และทีม Transformation ไว้ในที่เดียว เพื่อเชื่อม “People + Technology” ให้เกิด Impact ทางธุรกิจอย่างแท้จริง
แต่สำหรับคนที่อยากติดตามความรู้และมุมมองใหม่ ๆ ในวงการ HR แล้วอยู่ไกล ไม่สามารถเดินทางมาได้จริง ๆ HREX ยังจัดงาน Webinar เสวนาออนไลน์ในทุกเดือน ซึ่งสามารถเลือกเข้าฟังตามหัวข้อที่สนใจได้เลย
เพราะ HREX จะจัดงานดี ๆ ตลอดปีแน่นอน อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก HREX อย่างใกล้ชิดกันนะ
สรุป
HR Networking ไม่ใช่ทักษะเสริมที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการทำงาน HR ให้ครบมิติ เพราะงาน HR คืองานที่ต้องพึ่งพาคนตลอดเวลา และในระยะยาว ขีดความสามารถของ HR ไม่ได้วัดแค่ที่ทักษะในมือ แต่วัดที่ว่ารู้จักคนที่ใช่ได้มากแค่ไหนด้วย
ทักษะ Networking ไม่ได้ต้องการคนที่พูดเก่งหรือชอบเข้าสังคมเท่านั้น แต่ต้องการคนที่รู้จักตัวเอง เตรียมตัวมาดี และสนใจคนอื่นอย่างจริงใจ สิ่งเหล่านี้ฝึกได้ทั้งนั้น และยิ่งฝึกก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่าลืมว่าในโลกการทำงาน เราไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว การมีหรือรู้จัก Connection ที่ดี แม้เพียงแค่ 10 คนก็มีค่ากว่าการมีนามบัตรพันใบ และทุก Connection ที่ดีล้วนเริ่มต้นจากบทสนทนาเดียว ขอแค่กล้าเริ่มก่อนเท่านั้นเป็นพอ
| Sources:
เนื้อหาจากคอร์สเรียน Real Life Influencer โดยเจ – กฤต บัวประเสริฐ CEO ของ Social Success |