Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training – Sense of Ownership for Leadership Effectiveness 

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training - Sense of Ownership for Leadership Effectiveness 

คนเราจะเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ ความสามารถคือปัจจัยสำคัญ แต่ความสามารถอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่พาเราเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะสิ่งที่องค์กรจำนวนมากกำลังมองหาและขาดแคลนไม่ใช่แค่คนเก่ง แต่คือคนที่มีความเป็นเจ้าของในงานที่ทำ ไม่ได้แค่ทำงานตามคำสั่ง แต่ทำด้วยความตั้งใจ เห็นคุณค่าของงานเหมือนเป็นของตัวเอง และกล้าที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทั้งดีร้ายที่จะเกิดขึ้น

เราเรียกสิ่งนี้ว่า Sense of Ownership 

ในคลาสเรียน Public Training – Sense of Ownership for Leadership Effectiveness ซึ่งจัดขึ้นโดย beyond global ที่ปรึกษาทางด้าน HR เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบบุคลากร ดร. ผาณิต ถิรวงศ์ชัยพันธุ์ พาผู้เรียนไปสำรวจถึงแง่มุมด้านความรับผิดชอบ และความเป็นเจ้าของผลงาน พร้อมทั้งชวนตั้งคำถามสำคัญว่า เราเองมีทัศนคติแบบ “เจ้าของงาน” มากแค่ไหน และจะพัฒนาความเป็นเจ้าของนี้ให้กลายเป็นพลังที่ช่วยให้เราเติบโตทั้งในฐานะมืออาชีพและในฐานะมนุษย์ 

Sense of Ownership สิ่งที่ได้มายาก แต่เปี่ยมด้วยคุณค่า

ดร.ผาณิต ได้เปิดคลาสเรียนด้วยการตั้งคำถามเรียบง่ายแต่ชวนคิดว่า “ความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) คืออะไร?” พร้อมเล่าตัวอย่างประกอบว่า

นายแพทย์คนหนึ่งกำลังนำเสนองานสำคัญแก่บรรดานักลงทุน แต่พบว่าเอกสารที่ใช้มีความผิดพลาด เขาเลือกไม่ปัดความรับผิดชอบ ไม่กล่าวโทษใคร แต่ยืดอกยอมรับความผิดและแก้ไขสถานการณ์ร่วมกับผู้ช่วยทันที ซึ่งฝ่ายผู้ช่วยก็แสดงความเป็นเจ้าของร่วม ด้วยการเตรียมเอกสารที่ถูกต้องไว้ล่วงหน้าและแจกจ่ายให้นักลงทุนอย่างทันท่วงที

สิ่งที่ ดร.ผานิต เล่ามานี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความเป็นเจ้าของงานไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ให้เสร็จ แต่คือการใส่ใจ ตั้งใจ และรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือผิดพลาด ความรับผิดชอบระดับนี้คือขั้นถัดไปจากการทำตามหน้าที่ธรรมดา มันคือการเห็นว่าสิ่งที่เราทำมีความหมาย เป็นของเรา และเราพร้อมดูแลมันให้ดีที่สุด

วิทยากรยังชวนให้ผู้เข้าอบรมย้อนมองตัวเองว่า ในชีวิตของเราเคยรู้สึกเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างอย่างแท้จริงไหม ? ถ้ากว่าจะได้บางสิ่งมาต้องเจอแต่ความยากลำบาก และเมื่อได้มาแล้ว เรารู้สึกภูมิใจและหวงแหนในสิ่งนั้น นั่นแหละคือแก่นแท้ของ Sense of Ownership

และหากเอามาใช้กับการทำงาน เมื่องานที่เรารับผิดชอบอย่างจริงใจ จะส่งผลกลับในรูปของรายได้ที่มั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตทางอาชีพ การได้ร่วมงานกับคนเก่ง และการสร้างอนาคตที่น่าภาคภูมิใจ

Sense of Ownership ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือหัวใจของความสำเร็จ

ในโลกของการทำงาน เราอาจคุ้นชินกับคำว่ารับผิดชอบ (Responsibility) แต่ในมุมมองของการพัฒนาภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้งานเปล่งประกายอยู่ที่ความเป็นเจ้าของ (Ownership) และความผูกพันต่อภาระหน้าที่ (Accountability) 

ซึ่งทั้ง 3 คำนี้มีความเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้งและส่งผลโดยตรงต่อผลงานและการเติบโตทั้งของบุคคลและองค์กร

  • Responsibility คือการรับมอบหมายงานแล้วเราทำเสร็จสิ้น ครบถ้วนตามขอบเขตที่ได้รับ และสามารถถ่ายโอนไปยังผู้อื่นได้เมื่อจำเป็น
  • Ownership คือการใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน เห็นคุณค่างานเหมือนเป็นของตัวเอง และไม่สามารถถ่ายโอนให้ใครได้ เพราะมันคือทัศนคติภายในที่สะท้อนตัวตนของผู้ทำ
  • Accountability คือระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้น คือความผูกพันกับผลลัพธ์ กล้ารับผิดชอบต่อผลกระทบทั้งดีและร้าย พร้อมทั้งปรารถนาให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด

เมื่อเรามี Sense of Ownership เราจะไม่หยุดแค่ทำงานให้เสร็จตามหน้าที่ แต่จะเริ่มคิดต่อยอด ทำเชิงรุก หาทางป้องกันปัญหา คิดสร้างสรรค์ หาทางออกใหม่ ๆ อย่างเต็มใจ ความรู้สึกนี้จะหล่อเลี้ยงการทำงานให้น่าภาคภูมิใจ อยากทำให้ดีที่สุด และเมื่อมี Accountability เข้ามาเสริม ความมุ่งมั่นก็จะชัดเจนขึ้น กลายเป็นพลังในการ Empower ตัวเองและทีมโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

แน่นอนว่า ความเป็นเจ้าของก็มีอุปสรรค เช่น ความลังเลของหัวหน้างานเมื่อต้องให้ลูกน้องทำงานล่วงเวลา แต่หากมองผ่านเลนส์ Ownership เราจะไม่หยุดแค่ความลังเล แต่จะคิดต่อว่า “แล้วเราจะทำอะไรต่อไปเพื่อให้สถานการณ์นี้เกิดผลดีที่สุดกับทุกฝ่าย ?” นี่คือทัศนคติของผู้นำที่แท้จริง ที่มองไกลกว่าความรู้สึกชั่วคราว และยืนอยู่บนพื้นฐานของความใส่ใจต่อทั้งคนและผลงาน

อีกมิติที่น่าสนใจคือ Commitment หรือความมุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งอาจเริ่มจากการทำเพื่อตัวเอง แต่ Ownership คือขั้นถัดไปที่เราทำเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จร่วมกัน เห็นเป้าหมายขององค์กรเป็นของเรา และอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ ไปให้คนอื่นด้วย เมื่อทุกคนในทีมมี Ownership องค์กรก็จะมีไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ ทีมงานจะร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น ล้มแล้วลุกไว พร้อมก้าวต่อไปด้วยคุณภาพและพลังที่ยั่งยืน

ความเป็นเจ้าของไม่ได้ดีแค่กับองค์กร แต่ดีต่อตัวเราด้วย เพราะมันสร้างคุณค่าในตัวเอง ทำให้เราเป็นคนที่น่าเชื่อถือ เติบโตอย่างมั่นคง และภูมิใจในทุกผลงานที่เราลงมือทำ มันจะไม่ใช่แค่งานที่ต้องทำอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่เราเลือกจะทำให้ดีที่สุดเพื่อคนอื่น เพื่อองค์กร และเพื่ออนาคตของเราเอง

CTA in Content Website 1600 x 500

Sense of Ownership ท่ามกลางอุปสรรคและความท้าทาย

ใน Session ถัดไป ดร.ผาณิต ชวนผู้เรียนทำกิจกรรมกลุ่มผ่านเกมที่ต้องใช้ความร่วมมืออย่างจริงจัง จุดประสงค์ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ผู้นำสามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ เมื่อทีมต้องการเป้าหมายร่วมกัน ผู้นำที่ลุกขึ้นมานำทีม ไม่เพียงแบกรับหน้าที่ แต่ยังมีความรับผิดและความรับชอบในการผลักดันให้ภารกิจเดินหน้าไปด้วยกัน

บทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนี้คือ พลังของการสื่อสารอย่างมีเป้าหมาย ความมุ่งมั่นของแต่ละคนที่พร้อมลงมือทำ แม้อาจผิดพลาด แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พร้อมรับฟัง ฟังความคิดเห็น และให้ฟีดแบ็คอย่างสร้างสรรค์ ทุกคนในทีมมีส่วนร่วม ไม่วิจารณ์กันอย่างทำร้าย แต่กลับให้คำแนะนำที่ช่วยกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมั่นคงและอบอุ่นใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกองค์กรจะสามารถรักษาโมเมนตัมเช่นนี้ไว้ได้ตลอด ความท้าทายหลายอย่างสามารถขัดขวางวัฒนธรรมแห่งความเป็นเจ้าของได้ ไม่ว่าจะเป็น การ Micromanagement ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่มีอิสระในการตัดสินใจ, Blame Culture องค์กรที่มีวัฒนธรรมกล่าวโทษกัน หรือแม้แต่ Lack of Trust ที่ก่อให้เกิดความระแวง ซุบซิบนินทา และความกลัวที่ไม่มีใครกล้าแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

อีกอุปสรรคที่มักซ่อนอยู่ในองค์กรคือการ ไม่ให้การยอมรับหรือชื่นชม (No Recognition) เมื่อพนักงานรู้สึกว่าความทุ่มเทของตนไม่เป็นที่รับรู้ หรือการสื่อสารภายในทีมขาดความชัดเจน ขาดใจความ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ความเป็นเจ้าของในงานเริ่มถดถอย โดยเฉพาะเมื่อรวมกับความกลัวที่จะล้มเหลว (Fear of Failure) ยิ่งทำให้หลายคนไม่กล้าทดลอง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ

ความกลัวความล้มเหลว กลายเป็นจุดสนใจของผู้เรียนหลายคนที่ได้แลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และแนวทางว่าควรทำอย่างไรจึงจะก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ และยังได้รับคำแนะนำ กำลังใจที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวนั้นกลายเป็นอุปสรรคในการเติบโต เพราะในท้ายที่สุด ไม่มีใครสามารถควบคุมทุกอย่างได้ 100% แต่เราสามารถควบคุมทัศนคติและวิธีฟื้นตัวของตัวเองได้เสมอ

เพื่อสนับสนุนให้ Sense of Ownership เติบโตได้อย่างมั่นคง ทักษะสำคัญที่ควรมีไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบ แต่รวมถึง Self Leadership การบริหารเวลาและลำดับความสำคัญ ความฉลาดทางอารมณ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และที่ขาดไม่ได้คือ Communication & Collaboration ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา (Critical Conversation) การให้ฟีดแบ็คอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) ไปจนถึงการโน้มน้าวอย่างมีจริยธรรม (Convincing)

เพราะผู้นำที่ดี ไม่ใช่แค่คนที่พูดเก่ง แต่คือคนที่เข้าใจผู้อื่น กล้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกเสียงมีความหมาย และทำให้ทุกคนเกิด Sense of Ownership ด้วยตัวเอง

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training - Sense of Ownership for Leadership Effectiveness 

พูดดีสร้างมิตร พูดค้านรักษามิตร: ศิลปะการสื่อสารเพื่อสร้าง Sense of Ownership

อีกบทเรียนที่ ดร.ผาณิต ชวนให้ผู้เรียนโฟกัสคือทักษะสำคัญอย่างการสื่อสาร ซึ่งหลายคนมักคิดว่าแค่พูดเก่งก็เพียงพอ แต่แท้จริงแล้ว การสื่อสารที่ทรงพลังประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ทั้งคำพูด น้ำเสียง สีหน้า และท่าทาง โดยภาษากาย (อวัจนภาษา) ไม่ว่าจะเป็นการสบตา การเคลื่อนไหวของมือ หรือสีหน้าที่แสดงออกจะยิ่งมีผลต่อการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ เพราะหากเราพูดเรื่องจริงจังแต่ท่าทางไม่จริงจัง ความน่าเชื่อถือก็จะหายไปทันที

หัวใจของการสื่อสารอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่การพูดให้ชนะ แต่คือการพูดให้เชื่อมโยง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความคิดเห็นต่าง วิธี “พูดค้านแต่รักษามิตร” จึงสำคัญมาก ซึ่งประกอบด้วยสูตร 3 ช คือ ชม ชู แชร์

  • ชม ในสิ่งที่อีกฝ่ายทำได้ดีหรือมีมุมมองน่าสนใจ 
  • ชู จุดแข็งหรือสิ่งที่เราสนับสนุน
  • แชร์ ความเห็นของเราที่อาจแตกต่างออกไป ด้วยเจตนาที่สร้างสรรค์และจริงใจ

การแชร์สิ่งที่ไม่เห็นด้วย ควรตัดคำว่า “แต่” ออกไปจากบทสนทนา เพราะคำนี้มักทำให้คู่สนทนารู้สึกถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนมาใช้คำพูดเชิงบวก เช่น “ในอีกมุมหนึ่ง” หรือ “ถ้าเราลองคิดแบบนี้เพิ่มเข้าไป จะเป็นอย่างไร” จะช่วยให้การโต้แย้งกลายเป็นการขยายมุมมอง แทนที่จะเป็นการปะทะ

นอกจากนี้ วิธีให้ฟีดแบ็คที่ดีควรยึดหลัก 3 คีย์เวิร์ด ได้แก่

  • What went well? – อะไรที่ทำได้ดี จุดแข็งคืออะไร
  • Even better if… – จะดียิ่งขึ้นถ้าอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้
  • Commitment – เสริมแรงใจ สร้างความมั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การให้ฟีดแบ็คไม่ใช่คำวิจารณ์ แต่เป็นแรงสนับสนุนที่ทำให้ทุกคนอยากพัฒนา แม้ว่าการพูดให้ใครสักคนเปลี่ยนความคิดอาจไม่ง่าย แต่ถ้าเราพูดเพื่อเปิดใจ โอกาสในการเชื่อมโยงใจคนฟังย่อมเกิดขึ้น และนั่นคือพลังที่แท้จริงของผู้นำในทุกระดับ

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก Public Training - Sense of Ownership for Leadership Effectiveness 

4A Convincing Technique: ศิลปะแห่งการโน้มน้าวใจด้วยความเข้าใจ

บทเรียนสุดท้ายของคลาสนี้ ดร.ผาณิต ชร้ให้เห็นศิลปะของการโน้มน้าวใจ ว่ามันไม่ใช่แค่การพูดให้ใครคล้อยตาม แต่เราต้องสร้างแรงจูงใจร่วมที่วางอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีด้วย

เทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจคือ 4A Convincing Technique ซึ่งเน้นการอ่านสถานการณ์ และใช้จังหวะการสื่อสารอย่างชาญฉลาด โดยไม่เสียสมดุลความสัมพันธ์ ประกอบด้วย

Accept – การยอมรับในบางสถานการณ์อาจเป็นหนทางสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า บางครั้งการยอมถอย ยอมเสียบางอย่าง อาจเปิดประตูให้ได้สิ่งที่ใหญ่กว่ากลับคืนมา

Avoid – เมื่อยังไม่แน่ใจว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง การเว้นจังหวะก็เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะการพุ่งชนแบบไม่ประเมินอาจทำให้เสียหายมากกว่าที่คิด

Assertive – ความมั่นคงในจุดยืน เป็นการยืนกรานอย่างมีเหตุผล โดยต้องรู้ก่อนว่าขอบเขตของเราคืออะไร อะไรคือสิ่งที่ยอมได้ หรือยอมไม่ได้ ก่อนเข้าสู่เวทีเจรจา

Attracting – การดึงดูดให้เห็นประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องการ แต่คือการชวนให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาได้อะไร หากตัดสินใจร่วมมือกับเรา

นอกจากนี้ เทคนิคการจูงใจยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของเรา เช่น

  • Authority ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พูด
  • Being การมีตัวตนที่จริงใจและสม่ำเสมอ
  • Consensus การใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นแรงสนับสนุน
  • Do and Get การชี้ให้เห็นว่าหากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะได้รับอะไรตอบแทน
  • Feel Equal คือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขามีคุณค่าเท่าเทียม ได้รับเกียรติ ชื่นชม และความร่วมมืออย่างจริงใจ

สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญของการโน้มน้าวใจที่ได้ผล คือความสัมพันธ์ที่สร้างมาก่อนหน้านี้ หากเราไม่เคยแสดงน้ำใจ ไม่เคยแบ่งปัน หรือไม่เคยให้เกียรติใครเลย การจะโน้มน้าวใจใครสักคนก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะแรงจูงใจไม่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปราศจากความไว้วางใจ ดังนั้นทุกการพูดจูงใจต้องเริ่มจาก การรับฟัง การเข้าใจ และ การให้เกียรติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้การสื่อสารกลายเป็นการร่วมคิด ไม่ใช่แค่การชี้นำ

อย่าลืมว่า การโน้มน้าวใจที่แท้จริงไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการเชื่อมโยงจุดยืนของเรากับความต้องการของอีกฝ่าย หาจุดร่วมของผลประโยชน์ และใช้ข้อเท็จจริงเป็นสะพานเชื่อมโยง หากเราทำได้เช่นนี้ การโน้มน้าวจะไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่จะกลายเป็นศิลปะของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้