Search
Close this search box.

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดตกำหนดจัดเก็บและสิ่งที่ HR ต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย

อัปเดต 20 ตุลาคม 2569: รัฐบาลแจ้งเลื่อนจัดเก็บเป็น 1 มกราคม 2570

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 รัฐบาลแจ้งเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระจากภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวเป็นความคืบหน้าของร่างกฎหมาย HR จึงควรตรวจฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันมีผลใช้บังคับ และแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ก่อนเปลี่ยนการหักหรือนำส่งเงิน

ที่มา: รัฐบาลไทย — กสร. แจ้งกำหนดจัดเก็บใหม่

ความมั่นคงทางการเงินยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนกังวลมากที่สุด จากข้อมูลของ Mercer พบว่า มีคนไทยเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ถูกเลิกจ้าง ลาออกกะทันหัน หรืออยู่ระหว่างรองานใหม่ แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงไม่มีเงินสำรองพอประคองชีวิต

นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐผลักดัน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือ Employee Welfare Fund ให้เป็นอีกหนึ่งกลไกคุ้มครองแรงงาน โดยให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าในกองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมส่วนหนึ่งกลับมาใช้เมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต

บทความนี้สรุปภาพรวมล่าสุดของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในปี 2569 ทั้งความหมาย วันเริ่มบังคับใช้ ใครต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม วิธีคำนวณ ความแตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม รวมถึงสิ่งที่ HR ควรเตรียมเมื่อมีข่าวเลื่อนกำหนดจัดเก็บ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร? (What is Employee Welfare Fund)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน เสียชีวิต หรือกรณีอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด โดยอยู่ภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน

แนวคิดหลักของกองทุนนี้คือการสร้างหลักประกันทางการเงินขั้นพื้นฐานให้ลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงานก็ยังมีเงินสะสมและเงินสมทบส่วนหนึ่งกลับมาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทันที

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะมีฐานกฎหมายมาตั้งแต่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126 หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง โดยกำหนดตามกฎหมายปี 2568 คือวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และล่าสุดรัฐบาลแจ้งกำหนดใหม่เป็น 1 มกราคม 2570 ตามรายละเอียดด้านบน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?

รัฐบาลแจ้งกำหนดใหม่เป็น 1 มกราคม 2570 จากเดิม 1 ตุลาคม 2569 ตามข่าววันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยต้องตรวจการประกาศกฎหมายและวันมีผลใช้บังคับตามหมายเหตุอัปเดตด้านบน

เดิมรัฐบาลกำหนดให้เริ่มจัดเก็บวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 โดยให้เลื่อนเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจผันผวนและชะลอตัว จึงต้องการลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ประเด็น ข้อมูลล่าสุด
กำหนดเดิม 1 ตุลาคม 2568
กำหนดตามกฎหมายปี 2568 1 ตุลาคม 2569
กำหนดใหม่ตามข่าวรัฐบาล 14 ตุลาคม 2569 1 มกราคม 2570 — ต้องตรวจฉบับประกาศใช้และวันมีผลทางกฎหมาย
อัตราเริ่มต้น ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
อัตราระยะถัดไป ฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง โดยต้องตรวจช่วงเวลาตามกฎหมายฉบับที่ใช้บังคับ

ใครบ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?

หลักสำคัญที่ HR ต้องตรวจสอบคือสถานประกอบการและรายชื่อลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย โดยทั่วไปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กลุ่มที่ HR ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่

  • พนักงานประจำและลูกจ้างรายเดือน
  • ลูกจ้างรายวัน
  • พนักงานทดลองงานที่ยังไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • พนักงานพาร์ทไทม์หรือลูกจ้างสัญญาจ้างที่มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน
  • ลูกจ้างที่ปฏิเสธหรือยังไม่ได้สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท

ถ้าองค์กรมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าจะหมดหน้าที่ทันที เพราะ HR ต้องตรวจรายบุคคลว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว และใครยังไม่ได้เข้า หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้า ก็อาจต้องถูกนำมาพิจารณาในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

กรณีที่ไม่แน่ใจ เช่น ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน หรือผู้รับจ้างรายโปรเจกต์ HR ควรพิจารณาจากสถานะความเป็นลูกจ้างจริง ไม่ใช่ดูจากชื่อตำแหน่งหรือชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก คือ

  • ช่วงอัตราเริ่มต้น: ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25%
  • ช่วงอัตราระยะถัดไป: ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.5%

กำหนดเริ่มและช่วงเวลาที่ใช้อัตราแต่ละช่วงต้องตรวจตามกฎหมายฉบับที่ใช้บังคับ ไม่ควรเลื่อนวันที่ในระบบตามข่าวโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างการคำนวณในช่วงอัตรา 0.25% มีดังนี้

ค่าจ้างต่อเดือน เงินสะสมลูกจ้าง 0.25% เงินสมทบนายจ้าง 0.25% รวมเข้ากองทุนต่อเดือน
12,000 บาท 30 บาท 30 บาท 60 บาท
15,000 บาท 37.50 บาท 37.50 บาท 75 บาท
20,000 บาท 50 บาท 50 บาท 100 บาท
30,000 บาท 75 บาท 75 บาท 150 บาท

สิ่งที่ HR ต้องระวังคือ “ค่าจ้าง” ที่นำมาคำนวณต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะเงินบางประเภทอาจเป็นค่าจ้างประจำที่ต้องนำมาคำนวณ แต่เงินบางประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำงานหรือเงินพิเศษตามเงื่อนไข อาจไม่ต้องนำมารวม ทั้งนี้ควรตรวจรายละเอียดกับประกาศและคู่มือของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนเริ่มใช้งานจริง

ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่?

โดยหลัก ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง เช่น ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยในกรณีเสียชีวิต ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถยื่นขอรับเงินแทนได้

จุดนี้ทำให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากสวัสดิการบางประเภทที่ต้องรออายุครบตามเงื่อนไข เพราะกองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเงินสำรองระยะสั้นในช่วงที่ลูกจ้างออกจากงานและต้องตั้งหลักใหม่

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

วางแผนการเงิน คืออะไร ? ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานเกษียณสำราญ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีหน้าตาคล้ายกันตรงที่ลูกจ้างและนายจ้างต่างร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่เป้าหมายและเงื่อนไขต่างกันพอสมควร

ประเด็น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เป้าหมายหลัก เงินสำรองระยะสั้นเมื่อออกจากงาน เงินออมระยะยาวเพื่อเกษียณ
ลักษณะการเข้าร่วม เป็นหน้าที่ตามกฎหมายสำหรับกิจการ/ลูกจ้างที่อยู่ในบังคับ เป็นสวัสดิการที่ลูกจ้างเข้าร่วมโดยสมัครใจตามเงื่อนไขกองทุน
อัตราเริ่มต้น ลูกจ้าง 0.25% นายจ้าง 0.25% มักอยู่ในช่วง 2-15% ตามข้อบังคับกองทุน
การลงทุน เน้นการสงเคราะห์และหลักประกันพื้นฐาน มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว
ภาษี ยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

พูดง่าย ๆ คือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นตาข่ายรองรับเมื่อต้องออกจากงาน ส่วน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเครื่องมือสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคตระยะยาว องค์กรที่มีทั้งสองระบบจึงต้องจัดการข้อมูลรายบุคคลให้แม่น เพื่อไม่ให้หักเงินซ้ำหรือปล่อยให้ลูกจ้างบางกลุ่มตกหล่น

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและประกันสังคมต่างช่วยสร้างความมั่นคงให้แรงงาน แต่มีคนละวัตถุประสงค์

ประกันสังคม คุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน โดยมีลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐร่วมจ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มุ่งสร้างเงินสำรองให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน ไม่มีส่วนสมทบจากรัฐบาลในรูปแบบเดียวกับประกันสังคม

ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้มาแทนประกันสังคม และประกันสังคมก็ไม่ได้ทำให้หน้าที่เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหมดไป ทั้งสองระบบทำงานคนละมิติ และ HR ต้องบริหารให้สอดคล้องกัน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย

HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อมีข่าวเลื่อนจัดเก็บ?

แม้รัฐบาลแจ้งกำหนดใหม่เป็น 1 มกราคม 2570 HR ก็ควรเตรียมข้อมูลต่อไป และแยกการเตรียมระบบออกจากการเปลี่ยนวิธีหักหรือนำส่งเงินจริง เพราะงานนี้เกี่ยวข้องกับ Payroll ข้อมูลพนักงาน ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการสื่อสารภายในองค์กรโดยตรง

Checklist ที่ควรเริ่มทำมีดังนี้

  • ตรวจจำนวนลูกจ้าง: รวมลูกจ้างทุกประเภท ทุกสาขา และทุกไซต์งาน เพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้าร่วมหรือไม่
  • แยกสถานะรายบุคคล: ตรวจว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ใครยังไม่เข้า ใครอยู่ระหว่างทดลองงาน และใครมีสถานะพิเศษ
  • ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง: แยกเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าตำแหน่ง ค่าใช้จ่าย และเงินพิเศษให้ชัด เพื่อเตรียมคำนวณ 0.25% อย่างถูกต้อง
  • ปรับระบบ Payroll: เตรียมระบบให้รองรับการหักเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง พร้อมรายงานนำส่งที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
  • เตรียมแบบฟอร์มและเอกสาร: ศึกษาแบบ สกล. และช่องทาง E-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้พร้อมก่อนเริ่มใช้งานจริง
  • สื่อสารกับพนักงาน: อธิบายให้ชัดว่าการหักเงินนี้คืออะไร เริ่มเมื่อไหร่ หักเท่าไหร่ และลูกจ้างจะได้รับเงินคืนในกรณีใด

โดยแนวปฏิบัติที่ HR ควรเตรียมคือการนำส่งข้อมูลและเงินผ่านช่องทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดภายในรอบเวลาที่กฎหมายระบุ โดยควรตรวจคู่มือราชการฉบับล่าสุดอีกครั้งก่อนเริ่มจัดเก็บจริง เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนด้านแบบฟอร์ม วันนำส่ง และเอกสารประกอบ

FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัปเดต 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเมื่อไหร่?

รัฐบาลแจ้งกำหนดใหม่เป็น 1 มกราคม 2570 จากเดิม 1 ตุลาคม 2569 ตามข่าววันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยต้องตรวจการประกาศกฎหมายและวันมีผลใช้บังคับตามหมายเหตุอัปเดตด้านบน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเงินเดือนเท่าไหร่?

อัตราเริ่มต้นคือฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และอัตราระยะถัดไปคือฝ่ายละ 0.5% โดยต้องตรวจช่วงเวลาที่ใช้อัตราแต่ละช่วงตามกฎหมายฉบับที่ใช้บังคับ

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วยังต้องสนใจกองทุนนี้ไหม?

ยังต้องสนใจ เพราะต้องตรวจรายบุคคลว่าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือไม่ หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้า เช่น พนักงานทดลองงานหรือคนที่ไม่สมัคร PVD อาจยังต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างลดหย่อนภาษีได้ไหม?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จุดประสงค์หลักคือการสร้างหลักประกันทางการเงินเมื่อลูกจ้างออกจากงาน

ถ้า HR ยังไม่พร้อมควรเริ่มจากอะไร?

ควรเริ่มจากการตรวจรายชื่อพนักงานทั้งหมด แยกสถานะการเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง และคุยกับผู้ให้บริการ Payroll เพื่อเตรียมระบบ พร้อมตรวจหน้าที่ตามกฎหมายให้ทันรอบเงินเดือนที่เกี่ยวข้อง

FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2568 เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง

FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง

สรุป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ช่วยสร้างหลักประกันให้แรงงานไทย โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้รัฐบาลแจ้งเลื่อนกำหนดจัดเก็บเป็น 1 มกราคม 2570 แต่ HR และนายจ้างไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะการเตรียมข้อมูลพนักงาน ระบบ Payroll และการสื่อสารภายในต้องใช้เวลา

สิ่งที่ต้องตรวจให้ชัดก่อนปรับยอดเงินจริงคือ กฎหมายฉบับใดมีผลกับงวดค่าจ้างนั้น และหน่วยงานกำหนดวิธีปฏิบัติไว้อย่างไร โดยเฉพาะองค์กรที่หักเงินไปแล้ว ไม่ควรคืนเงินหรือหยุดนำส่งจากข่าวเพียงอย่างเดียว

สำหรับองค์กรที่ยังไม่มั่นใจเรื่องระบบเงินเดือนหรือการจัดการสวัสดิการพนักงาน สามารถมองหาโซลูชันด้าน Payroll และ HR Services ผ่าน แพลตฟอร์ม HR Products & Services ของ HREX หรือดูหมวดบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่ ลิงก์นี้

หาก HR ต้องการตรวจสอบข้อมูลทางการเพิ่มเติม สามารถติดตามประกาศจาก Facebook ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือเว็บไซต์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อยืนยันแบบฟอร์ม ขั้นตอน และกำหนดนำส่งล่าสุดก่อนเริ่มบังคับใช้จริง

Sources:

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้