<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>HR Tips &#8211; HREX.asia</title>
	<atom:link href="https://th.hrnote.asia/category/tips/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<description>HREX สนับสนุนการเติบโตขององค์กรโดย HR</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Jul 2026 07:27:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/favicon-96x96-1.png</url>
	<title>HR Tips &#8211; HREX.asia</title>
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>HR Event Planning &#8211; 7 เรื่องที่ HR ต้องคิด ก่อนจัด Event ที่พนักงานอยากมีส่วนร่วม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-event-planning-260727/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-event-planning-260727/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 08:25:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Event]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49698</guid>

					<description><![CDATA[หลายคนอาจไม่ได้มองว่า “การจัดอีเวนต์” คือหน้าที่ของ HR แต่ในความเป็นจริง HR แทบทุกคนล้วนต้องจัดงานบางอย่างให้องค์กรอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานปฐมนิเทศพนักงานใหม่, Townhall, Training / Workshop ไปจนถึง Team Building หรือแม้แต่งานเลี้ยงประจำปี เวลาจัดงานเหล่านี้ ไม่ได้แค่ต้องเลือกสถานที่หรือสร้างบรรยากาศให้สนุกเท่านั้น แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ของพนักงานให้ส่งผลต่อความรู้สึก ความผูกพัน และภาพขององค์กรโดยตรง เพราะในอีกมุมหนึ่ง HR คือ Architecture หรือสถาปนิก ผู้ออกแบบประสบการณ์การทำงานที่ดี ค่อย ๆ สร้างองค์กรให้เป็นที่ที่พนักงานอยากทำงานด้วย และเพราะงานอีเวนต์ของ HR คือหนึ่งในไม่กี่โมเมนต์ ที่ทำให้คนทั้งองค์กรรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ก่อนจัดงานครั้งต่อไป HR ควรคิดให้ครบในประเด็นสำคัญเหล่านี้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงเป้า ไม่ใช่แค่จัดให้จบไปหนึ่งงาน 1. วัตถุประสงค์ของงานต้องชัด HR ต้องรู้ว่าจะจัดงานนี้เพื่ออะไร ? เช่น เพื่อสร้าง Engagement, เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี, เพื่อให้ผู้บริหารสื่อสารเรื่องสำคัญ หรือแค่งานเลี้ยงประจำปี เพราะวัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างตั้งแต่รูปแบบงาน งบประมาณ ไปจนถึงตัวชี้วัดความสำเร็จ นอกจากนั้นต้องรู้ว่าจะจัดให้ใคร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49702" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-Cover.webp" alt="HR Event Planning" width="600" height="370" title="HR Event Planning - 7 เรื่องที่ HR ต้องคิด ก่อนจัด Event ที่พนักงานอยากมีส่วนร่วม 5" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หลายคนอาจไม่ได้มองว่า “การจัดอีเวนต์” คือหน้าที่ของ HR แต่ในความเป็นจริง HR แทบทุกคนล้วนต้องจัดงานบางอย่างให้องค์กรอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานปฐมนิเทศพนักงานใหม่, <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/town-hall-meeting-employee-engagement-250609/">Townhall</a>, <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/">Training / Workshop</a> ไปจนถึง <a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/topgolf-230922/">Team Building</a> หรือแม้แต่งานเลี้ยงประจำปี</p>
<p>เวลาจัดงานเหล่านี้ ไม่ได้แค่ต้องเลือกสถานที่หรือสร้างบรรยากาศให้สนุกเท่านั้น แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ของพนักงานให้ส่งผลต่อความรู้สึก ความผูกพัน และภาพขององค์กรโดยตรง</p>
<p>เพราะในอีกมุมหนึ่ง HR คือ Architecture หรือสถาปนิก ผู้ออกแบบประสบการณ์การทำงานที่ดี ค่อย ๆ สร้างองค์กรให้เป็นที่ที่พนักงานอยากทำงานด้วย</p>
<p>และเพราะงานอีเวนต์ของ HR คือหนึ่งในไม่กี่โมเมนต์ ที่ทำให้คนทั้งองค์กรรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ก่อนจัดงานครั้งต่อไป HR ควรคิดให้ครบในประเด็นสำคัญเหล่านี้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงเป้า ไม่ใช่แค่จัดให้จบไปหนึ่งงาน</p>

<h2>1. วัตถุประสงค์ของงานต้องชัด</h2>
<p>HR ต้องรู้ว่าจะจัดงานนี้เพื่ออะไร ? เช่น เพื่อสร้าง Engagement, เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี, เพื่อให้ผู้บริหารสื่อสารเรื่องสำคัญ หรือแค่งานเลี้ยงประจำปี เพราะวัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างตั้งแต่รูปแบบงาน งบประมาณ ไปจนถึงตัวชี้วัดความสำเร็จ</p>
<p>นอกจากนั้นต้องรู้ว่าจะจัดให้ใคร เช่น งานนี้เป็นงานของพนักงานทุกคน หรือแค่พนักงานใหม่ หรือแค่ผู้บริหาร การรู้กลุ่มเป้าหมายจะส่งผลต่อภาษา กิจกรรม อาหาร เวลา และระดับความเป็นทางการของงานโดยตรง</p>
<h2>2. งบประมาณต้องคิดเผื่อ ไม่ใช่คิดพอดี</h2>
<p>ค่าใช้จ่ายคือเรื่องใหญ่ เมื่อคิดจะจัดแล้ว ควรคำนวณให้ครอบคลุมตั้งแต่ค่าสถานที่ อาหาร ของรางวัล ไปจนถึงงบฉุกเฉิน พร้อมกำหนดขั้นตอนอนุมัติให้ชัด เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลาย</p>
<p>สิ่งที่ HR มักพลาดกันบ่อยไม่ใช่การใช้เงินเกินงบ แต่ลืมคิดต้นทุนบางส่วนตั้งแต่แรก เช่น ค่าเดินทาง ค่าล่วงเวลา หรือค่าใช้จ่ายยิบย่อยหน้างาน ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นงบแฝงที่ควบคุมยากกว่าที่คิด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-49704" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-2.webp" alt="HR Event Planning" width="600" height="400" title="HR Event Planning - 7 เรื่องที่ HR ต้องคิด ก่อนจัด Event ที่พนักงานอยากมีส่วนร่วม 6" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-2.webp 8688w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-2-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-2-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-2-768x512.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>3. เวลาและสถานที่ต้องเหมาะสม ไม่ใช่แค่เวลาไหนที่ว่างก็จัดเลย</h2>
<p>เพื่อให้พนักงานอยากมาจากใจจริง ไม่ใช่มาเพราะจำเป็น ก็ต้องเลือกวันเวลาจัดงานให้สอดคล้องกับ Workload และความสะดวกของพนักงานด้วย</p>
<p>ดังนั้น HR ควรสื่อสารรายละเอียดให้ชัดตั้งแต่ต้น เช่น วันเวลา สถานที่ Dress Code Agenda วิธีเดินทาง และช่องทางติดต่อผู้ประสานงาน<br />
หากเป็นการจัดนอกเวลางาน อย่าลืมพิจารณาเรื่องค่าตอบแทน และความสมัครใจในการเข้าร่วมให้เหมาะสมด้วย</p>
<h2>4. ออกแบบงานให้ทุกคนเข้าถึงได้</h2>
<p>HR ต้องมีข้อมูลก่อน จึงจะออกแบบงานที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง ๆ เช่น เรื่องอาหารการกิน ที่ต้องรู้ว่าใครแพ้อาหารอะไร หรือใครไม่ทานอะไรด้วยเหตุผลเรื่องศาสนา, สถานที่จัดงานเหมาะสำหรับพนักงานผู้พิการไหม ไปจนถึงกิจกรรมที่มีในงานจะต้องไม่ละเมิดความเชื่อ วัฒนธรรม หรือทำให้ใครรู้สึกอับอาย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-49706" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-scaled.webp" alt="HR Event Planning" width="600" height="400" title="HR Event Planning - 7 เรื่องที่ HR ต้องคิด ก่อนจัด Event ที่พนักงานอยากมีส่วนร่วม 7" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-1-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>5. บริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย พฤติกรรม และข้อมูลส่วนบุคคล</h2>
<p>เตรียมแผนฉุกเฉิน จุดปฐมพยาบาล และผู้ประสานงานให้พร้อม และกำหนดพฤติกรรมที่ควรหรือไม่ควรทำ เช่น หากงานนั้นมีแอลกอฮอล์ ก็ควรสื่อสารถึงการไม่เมามายจนคุกคามผู้อื่น รวมถึงขอความยินยอมหากมีการถ่ายภาพหรือ<a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/">ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)</a> จากพนักงานด้วย</p>
<h2>6. สัญญาจัดซื้อจัดจ้างต้องรอบคอบ</h2>
<p>เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ ควรตรวจสอบใบเสนอราคา เงื่อนไขการยกเลิก ความรับผิดชอบ ประกันภัย และความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการทุกครั้ง<br />
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากการเลือก Vendor ผิด แต่เกิดจากรายละเอียดในสัญญาที่ไม่ชัดตั้งแต่ต้น เช่น ขอบเขตงานไม่ครบ หรือเงื่อนไขรับผิดชอบไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะไปโผล่เป็นปัญหาในวันงานจริง</p>
<h2>7. จัดงานเสร็จแล้ว อย่าลืมวัดผลด้วย</h2>
<p>HR ไม่ใช่แค่จัดเสร็จก็จบไป แต่หลังงานอย่าลืมวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานว่ามาครบหรือไม่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หากมีแบบประเมินความพึงพอใจให้พนักงานให้ Feedback สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับปรุงในครั้งถัดไปด้วยยิ่งดี หรือมีวิธีอื่นที่จะช่วยประเมินผลได้อีกบ้าง หากในกรณีที่กิจกรรมนั้นอาจไม่เหมาะกับการให้พนักงานทำแบบประเมินตรง ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49705" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-scaled.webp" alt="HR Event Planning" width="600" height="400" title="HR Event Planning - 7 เรื่องที่ HR ต้องคิด ก่อนจัด Event ที่พนักงานอยากมีส่วนร่วม 8" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Event-Planning-3-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>HREX แหล่งรวมเครื่องมือสร้าง Employee Experience ที่เดียว ครบวงจร</h2>
<p>หาก HR ต้องดูแลงานอีเวนต์หลายอย่างพร้อมกัน แล้วรู้สึกว่าทำเองทั้งหมดอาจไม่ไหว</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22">การมีตัวช่วยที่เชี่ยวชาญเข้ามาเสริม อาจทำให้งานออกมาดีขึ้นทั้งในแง่ประสบการณ์ของพนักงานและความเรียบร้อยของงาน</a></p>
<p>HREX รวบรวมบริการ HR Solution ที่ช่วยให้งานอีเวนต์ขององค์กรเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น</p>
<ul>
<li><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/66">MICE Venue สถานที่จัดประชุม อีเวนต์ และกิจกรรมองค์กร พร้อมบริการครบวงจร</a></li>
<li><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/82">Catering บริการอาหารสำหรับองค์กร ที่ยืดหยุ่นและจัดการได้สะดวก</a></li>
<li><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/75">Corporate Gift ของขวัญสำหรับองค์กรในหลากหลายรูปแบบ</a></li>
<li>และอื่น ๆ อีกมากมาย</li>
</ul>
<p>สามารถเข้าไปเลือกดูและเปรียบเทียบผู้ให้บริการที่เหมาะกับองค์กรของคุณใน<a href="https://expth.hrnote.asia/">แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX</a> ได้เลย</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>งานอีเวนต์ที่ HR จัดขึ้น เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยออกแบบประสบการณ์ของพนักงาน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ในวันงาน ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงาน และภาพขององค์กรในสายตาคนทำงาน</p>
<p>อีเวนต์ที่ดีต้องทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่องค์กรต้องการสื่อ รู้สึกมีส่วนร่วม และเกิดความผูกพันมากขึ้น</p>
<p>สำหรับ HR การวางแผนให้รอบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้งานออกมาเรียบร้อย และสร้างคุณค่าให้ทั้งพนักงานและองค์กรในระยะยาว<br />
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ HR จัด ไม่ได้จบแค่ในวันงาน แต่จะยังอยู่ในความรู้สึกของพนักงานไปอีกนาน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<p><a href="https://www.cvent.com/en/blog/events/corporate-events-guide-hr-professionals" target="_blank" rel="noopener">cvent</a></p>
<p><a href="https://www.2020onsite.com/blog/your-hr-conference-checklist-25-things-to-do-before-during-and-after" target="_blank" rel="noopener">2020onsite</a></p>
<p><a href="https://www.staffany.com/blog/hr-events-hr-event-calendar-manage/" target="_blank" rel="noopener">staffany</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-event-planning-260727/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Job Hugging ภาวะกอดงานแน่น ๆ แต่ไม่ได้รักงาน แค่กลัวความไม่แน่นอน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/job-hugging-employee-retention-trend-260408/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/job-hugging-employee-retention-trend-260408/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 05:39:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Job Hugging]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49519</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Job Hugging คือภาวะที่พนักงานเลือกอยู่ต่อ ไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะกลัวความไม่แน่นอนในการลาออก Job Hugging สะท้อนว่า คนทำงานกำลังเลือก “ความมั่นคงในปัจจุบัน” มากกว่า “โอกาสในอนาคต” โดยมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจ การเลย์ออฟ และ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับ HR ตัวเลขลาออกที่ลดลง อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป เพราะมันอาจกำลังซ่อนภาวะ Disengagement และ Burnout เอาไว้โดยไม่รู้ตัว สัญญาณสำคัญคือ พนักงานจะไม่ค่อยอยากเติบโต ไม่รับความท้าทายใหม่ และให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าความก้าวหน้าในอาชีพ HR อาจคุ้นชินกับคำว่า Job Hopping หรือการเปลี่ยนงานบ่อยเพื่อโอกาสที่ดีกว่า แต่ตอนนี้เริ่มมีอีกคำที่ HR ควรจับตาไม่แพ้กัน นั่นคือ Job Hugging หรือภาวะที่คนเลือกอยู่กับงานเดิมต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อินกับงานหรือเห็นอนาคตที่ชัดเจน แต่กอดงานเพราะรู้สึกว่า “ลาออกไปตอนนี้เสี่ยงเกินไป”  ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนทำงานรักองค์กรขึ้น แต่เป็นผลจากความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน ทั้งข่าวการเลย์ออฟ การชะลอการจ้างงาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้ความมั่นคงสำคัญกว่าโอกาสใหม่ Job Hugging คืออะไร ? [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li data-section-id="1qtlp0x" data-start="43" data-end="225">Job Hugging คือภาวะที่พนักงานเลือกอยู่ต่อ ไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะกลัวความไม่แน่นอนในการลาออก</li>
<li data-section-id="1qtlp0x" data-start="43" data-end="225">Job Hugging สะท้อนว่า คนทำงานกำลังเลือก “ความมั่นคงในปัจจุบัน” มากกว่า “โอกาสในอนาคต” โดยมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจ การเลย์ออฟ และ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง</li>
<li data-section-id="12zq06" data-start="421" data-end="552">สำหรับ HR ตัวเลขลาออกที่ลดลง อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป เพราะมันอาจกำลังซ่อนภาวะ Disengagement และ Burnout เอาไว้โดยไม่รู้ตัว</li>
<li data-section-id="1awsnus" data-start="554" data-end="677">สัญญาณสำคัญคือ พนักงานจะไม่ค่อยอยากเติบโต ไม่รับความท้าทายใหม่ และให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าความก้าวหน้าในอาชีพ</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49520" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/job-hugging-employee-retention-trend.png" alt="job-hugging-employee-retention-trend" width="600" height="370" title="Job Hugging ภาวะกอดงานแน่น ๆ แต่ไม่ได้รักงาน แค่กลัวความไม่แน่นอน 12" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/job-hugging-employee-retention-trend.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/job-hugging-employee-retention-trend-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR อาจคุ้นชินกับคำว่า Job Hopping หรือการเปลี่ยนงานบ่อยเพื่อโอกาสที่ดีกว่า แต่ตอนนี้เริ่มมีอีกคำที่ HR ควรจับตาไม่แพ้กัน นั่นคือ </span><b>Job Hugging</b><span style="font-weight: 400;"> หรือภาวะที่คนเลือกอยู่กับงานเดิมต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อินกับงานหรือเห็นอนาคตที่ชัดเจน แต่กอดงานเพราะรู้สึกว่า “ลาออกไปตอนนี้เสี่ยงเกินไป” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนทำงานรักองค์กรขึ้น แต่เป็นผลจากความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน ทั้งข่าวการเลย์ออฟ การชะลอการจ้างงาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้ความมั่นคงสำคัญกว่าโอกาสใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Job Hugging คืออะไร ? อ่านได้จากบทความนี้</span></p>

<h2><b>Job Hugging เมื่อคนทำงานอยู่ต่อ ไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะกลัวความไม่แน่นอน</b></h2>
<p><strong>Job Hugging คือภาวะที่พนักงานเลือกอยู่กับงานเดิมต่อไป แม้จะไม่ได้รู้สึกพึงพอใจหรือเห็นโอกาสเติบโต แต่ตัดสินใจไม่ขยับตัวเพราะมองว่า การเปลี่ยนงานในช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่างจาก Job Hopping ที่เน้นการเปลี่ยนงานเพื่อโอกาสที่ดีกว่า Job Hugging สะท้อนทัศนคติที่คนทำงานเริ่มระมัดระวังในการหางานมากขึ้น เมื่อพวกเขาต้องเลือกแลกระหว่าง “โอกาสเติบโต” กับ “ความมั่นคง” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ การชะลอการจ้างงาน หรือกระทั่งการมาถึงของ AI</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ความไม่แน่นอนทางจิตใจกลายเป็นแรงผลักให้คน “กอดงาน”</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะ Job hugging มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางจิตใจของพนักงานโดยตรง ซึ่งสมาคมจิตวิทยาอเมริกันรายงานว่า ความไม่มั่นคงในงานกำลังเป็นแหล่งความเครียดสำคัญของคนทำงาน และในกลุ่มวัย 26–43 ปี มีถึง 65% ที่บอกว่า Job Insecurity เป็นแรงกดดันหลัก ขณะที่ WHO ก็ย้ำว่า Job Insecurity และรายได้ที่ไม่มั่นคง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพจิตในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ ความที่คนรู้สึกว่าโลกข้างนอกไม่แน่นอน การกอดงานจึงเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ มันคือการเลือก “ความปลอดภัยตอนนี้” แทน “ความหวังในอนาคตที่ยังไม่แน่อน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาก็คือ การตัดสินใจแบบนี้อาจทำให้องค์กรมีพนักงานที่ยังไม่ลาออก ทว่าเริ่มหมดพลังกับงานไปทีละน้อย ซึ่งนั่นอันตรายกว่าการลาออกตรง ๆ ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงานยังพบว่า Job Insecurity เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในงานที่ลดลง, ความไว้วางใจต่อองค์กรที่น้อยลง, สุขภาวะที่ถดถอย และประสิทธิภาพการทำงานที่หายไป นั่นแปลว่า ถ้าคนอยู่ต่อเพราะกลัว องค์กรอาจไม่ได้แข็งแรงจริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24456" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1854695014-1.jpg" alt="shutterstock 1854695014 1" width="500" height="334" title="Job Hugging ภาวะกอดงานแน่น ๆ แต่ไม่ได้รักงาน แค่กลัวความไม่แน่นอน 13" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1854695014-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1854695014-1-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>ทำไม Job Hugging จึงน่ากังวลสำหรับ HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเสี่ยงใหญ่ของ Job Hugging คือทำให้ HR อ่านสัญญาณของพนักงานผิดได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข Turnover ที่ลดลง อาจไม่ได้สะท้อน Engagement ที่แท้จริง </span></p>
<p><a href="https://www.humanresourcesonline.net/workers-are-holding-on-to-their-jobs-while-layoff-pressures-persist-is-job-hugging-the-new-threat-to-hr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Human Resources Online</span></a><span style="font-weight: 400;"> เตือนชัดว่า การลาออกที่น้อยลงอาจปกปิดสภาวะ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/">Disengagement</a> และ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/">Burnou</a>t เอาไว้ และเมื่อความเชื่อมั่นในตลาดแรงงานกลับมา คนกลุ่มนี้ก็อาจพร้อมลาออกเป็นระลอกใหญ่ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเหตุผลที่ Retention ในยุคนี้ควรวัด “ความอยากเติบโต” ถ้าพนักงานอยู่เพราะกลัว ไม่ได้อยู่เพราะเห็นคุณค่าในงานหรือเชื่อในทิศทางองค์กร สุดท้ายบริษัทจะได้ทีมที่ทำงานแค่ประคองตัว ไม่ค่อยเสี่ยง ไม่นำเสนอไอเดียใหม่ และไม่ค่อยเหลือพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาวนั่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ตลาดแรงงานไทยกำลังส่งสัญญาณ Job Hugging</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ามองบริบทไทย ภาวะ “กอดงาน” มีเหตุผลรองรับมากขึ้นหลายประการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ตัวเลขว่างงานไทยยังต่ำ แต่ภาพตลาดแรงงานไม่ได้สวยทั้งหมด </span><a href="https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2026/02/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1-PressEN_26.02.21-SL-_-BT.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำนักงานสภาพัฒน์</span></a><span style="font-weight: 400;">รายงานว่า </span><b>การจ้างงานไตรมาส 4 ปี 2025 ลดลง 0.9% เหลือ 39.8 ล้านคน</b><span style="font-weight: 400;"> ขณะที่</span><a href="https://www.bot.or.th/en/thai-economy.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ธนาคารแห่งประเทศไทย</span></a><span style="font-weight: 400;">รายงานว่าอัตราว่างงานไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ราว </span><b>0.76%</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีการว่างงานต่ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น </span><a href="https://thainews.prd.go.th/nbtworld/news/view/1888076/?bid=1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">หน่วยงานรัฐไท</span></a><span style="font-weight: 400;">ยเองประเมินว่าในปี 2026 การเลิกจ้างอาจยังอยู่ในระดับสูง </span><b>ไม่น้อยกว่า 40,000 คนต่อเดือน</b><span style="font-weight: 400;"> และข้อมูลแรงงานประกันสังคมมาตรา 33 ที่ออกจากงานสะสม ณ สิ้นปี 2025 อยู่ที่ </span><b>531,779 ราย</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ถูกพูดถึงมีทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอ การแข่งขันรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการใช้ระบบอัตโนมัติ AI ที่มากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49162" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age.webp" alt="aging-workforce-retirement-age" width="600" height="370" title="Job Hugging ภาวะกอดงานแน่น ๆ แต่ไม่ได้รักงาน แค่กลัวความไม่แน่นอน 14" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>คนรุ่นใหม่และคนวัย 40+ ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองในการกอดงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนรุ่นใหม่ในตลาดแรงงานไทยยังมีสัญญาณที่ทำให้ลังเลต่อการย้ายงาน มี</span><a href="https://tradingeconomics.com/thailand/youth-unemployment-rate" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลทางการ</span></a><span style="font-weight: 400;">ชี้ว่า อัตราว่างงานเยาวชนไทยลดลงในปี 2025 แต่ก็ยังสูงกว่ากลุ่มผู้ใหญ่อย่างชัดเจน กสะท้อนความเปราะบางของคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพหรือมีประสบการณ์ยังไม่มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน คนวัย 30 ปลายถึง 40+ ก็มีความกังวลอีกแบบ เพราะตลาดไทยยังมีวัฒนธรรมการรับสมัครที่ผูกกับอายุอยู่ไม่น้อย เช่น มีประกาศงานในไทยจำนวนหนึ่งยัง</span><a href="https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2903979" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">จำกัดอายุ</span></a><span style="font-weight: 400;">อย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะวัย 30 และ 40 ขึ้นไป รู้สึกว่าการเปลี่ยนงานยากขึ้นและต้องคิดหนักกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น ถ้าคนวัย 40+ จะเลือกกอดงานไว้แน่นขึ้นในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>สัญญาณอะไรที่บอกว่าพนักงานกำลังกอดงาน Job Hugging</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการของ Job hugging ไม่ได้ชัดเหมือนการลาออก แต่จะค่อย ๆ ปรากฏในรูปแบบที่ดู <em>“ยังโอเคนะ… แต่ไม่ไหวแล้ว” </em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องจับสังเกตให้เป็น เช่น พนักงานยังส่งงาน ยังอยู่ในระบบ แถมยังไม่สร้างปัญหาใหญ่ด้วย แต่พวกเขาเริ่มไม่รับงานท้าทาย ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมองค์กร หรือไม่ได้มี Engagement ใด ๆ กับบริษัท อีกจุดที่จับสังเกตได้ชัดมาก ๆ คือ </span><b>การที่พวกเขาไม่ค่อยอยากคุยเรื่องการเติบโต แต่จะโล่งใจหรือมากกว่าตื่นเต้นเมื่อพูดถึงความมั่นคง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเหล่านี้สำคัญเพราะถ้าองค์กรปล่อยผ่าน สิ่งที่อาจสะสมเงียบ ๆ แล้วกัดกินนวัตกรรม ความกล้าตัดสินใจ และพลังของทีมทั้งระบบได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะ Job hugging กำลังบอกกับ HR ว่า คนจำนวนมากไม่ได้รักงาน แต่กำลังใช้ความมั่นคงเป็นกลไกเอาตัวรอดในโลกที่ไม่แน่นอนขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือสัญญาณว่า Retention ยุคใหม่ ต้องอ่านให้ลึกกว่าตัวเลขลาออกอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะองค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่องค์กรที่คน “ยังไม่ไป” อย่างเดียว แต่คือองค์กรที่คน “ยังอยากโตไปด้วย” ต่างหาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source </b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.apa.org/monitor/2026/01-02/trends-work-uncertainty" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">apa.org</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.frontiersin.org" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">frontiersin.org</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://sea.peoplemattersglobal.com/news/economy-policy/thailand-faces-rising-job-losses-amid-global-uncertainty-government-expands-employment-support-48948" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">sea.peoplemattersglobal.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2026/20260223141532_13518.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">www.nso.go.th</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/job-hugging-employee-retention-trend-260408/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-networking-260403/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-networking-260403/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:46:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Networking]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49497</guid>

					<description><![CDATA[ระหว่าง HR ที่เก่งทำงานในมือให้เสร็จ แต่ไม่ถนัดเข้าหา หรือปฏิสัมพันธ์กับคนในองค์กรเลย กับ HR ที่อาจไม่ได้เป็นยอดฝีมือที่สุดขนาดนั้น แต่รู้จักคนเยอะ รู้จักถูกคน และรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ยาวนาน ? คุณคิดว่า HR แบบไหนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรได้ดีที่สุด เชื่อว่าทุกคนน่าจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ต้องเป็น HR ที่รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับคนเป็นแน่นอน เพราะสายงาน HR การรู้จักคนเก่งก่อนคนอื่น การมีเพื่อนร่วมวงการที่แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ หรือแม้แต่การที่คนอื่นนึกถึงชื่อเราตอนมีโอกาสดี ๆ ล้วนเป็นแต้มต่อในการทำงานทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากทักษะที่เรียกว่าการ Networking บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า HR Networking สำคัญแค่ไหน และมีวิธีใดทำให้ได้ผลจริงอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนเข้างาน Event ไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์ในระยะยาว ความหมายของ Networking ในบริบท HR เวลาพูดถึงงาน Networking หลายคนนึกภาพคนยื่นนามบัตรให้กันในงาน Cocktail Party แล้วพอแลกเสร็จก็ไม่ได้พบเจอ พูดคุย หรือติดต่อกันอีกเลย หากคุณเคยอยู่ในสถานการณ์นั้น ขอให้รู้ว่า นั่นไม่ใช่งาน Networking ที่แท้จริง เพราะงาน Networking [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49499" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking.webp" alt="HR Networking" width="600" height="370" title="HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน 20" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ระหว่าง HR ที่เก่งทำงานในมือให้เสร็จ แต่ไม่ถนัดเข้าหา หรือปฏิสัมพันธ์กับคนในองค์กรเลย กับ HR ที่อาจไม่ได้เป็นยอดฝีมือที่สุดขนาดนั้น แต่รู้จักคนเยอะ รู้จักถูกคน และรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ยาวนาน ? คุณคิดว่า HR แบบไหนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรได้ดีที่สุด เชื่อว่าทุกคนน่าจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ต้องเป็น HR ที่รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับคนเป็นแน่นอน</p>
<p>เพราะสายงาน HR การรู้จักคนเก่งก่อนคนอื่น การมีเพื่อนร่วมวงการที่แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ หรือแม้แต่การที่คนอื่นนึกถึงชื่อเราตอนมีโอกาสดี ๆ ล้วนเป็นแต้มต่อในการทำงานทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากทักษะที่เรียกว่าการ Networking</p>
<p>บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า HR Networking สำคัญแค่ไหน และมีวิธีใดทำให้ได้ผลจริงอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนเข้างาน Event ไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์ในระยะยาว</p>

<h2>ความหมายของ Networking ในบริบท HR</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49500" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-scaled.webp" alt="HR Networking" width="600" height="401" title="HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน 21" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-1024x684.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-2-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เวลาพูดถึงงาน Networking หลายคนนึกภาพคนยื่นนามบัตรให้กันในงาน Cocktail Party แล้วพอแลกเสร็จก็ไม่ได้พบเจอ พูดคุย หรือติดต่อกันอีกเลย</p>
<p>หากคุณเคยอยู่ในสถานการณ์นั้น ขอให้รู้ว่า นั่นไม่ใช่งาน Networking ที่แท้จริง เพราะงาน Networking ไม่ใช่การขายของ ไม่ใช่การไปหาประโยชน์จากคนอื่น และไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนชอบตัวเองด้วย แต่มันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่คนทั้ง 2 ฝ่ายรู้สึกว่าได้อะไรจากการรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ มุมมอง แรงบันดาลใจ หรือโอกาสที่เหมาะกับทั้งคู่</p>
<p>ในบริบท HR การ Networking ไม่ต่างจากการลงทุนระยะยาว เพราะคุณไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วยวันนี้จะมีประโยชน์ต่อกันในรูปแบบไหนและเมื่อไหร่ แต่ถ้าความสัมพันธ์นั้นสร้างขึ้นมาอย่างจริงใจ มันมักจะคืนกลับมาในเวลาที่คุณไม่ได้คาดไว้เสมอ</p>
<h2>Networking เกี่ยวข้องกับบทบาท HR อย่างไร</h2>
<p>ดังที่กล่าวไปว่า HR คือฝ่ายที่ต้องทำงาน บริหารจัดการคนโดยตรง และ HR ไม่เพียงแค่ต้องรักษาสายสัมพันธ์ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องรู้จักสานสัมพันธ์กับคนภายนอกด้วยเช่นกัน โดยคนภายนอกที่ว่านั้นหมายความได้ถึงผู้สมัครงาน, HR จากองค์กรอื่น, Freelance Recruiter, ไปจนถึง Vendor ผู้ให้บริการด้าน HR Tech ต่าง ๆ เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น HR ที่ Networking เก่ง เข้าหาคนเก่ง สร้างและรักษาความสัมพันธ์เก่งจะได้เปรียบ HR ที่เข้าถึงคนไม่เก่งใน 3 ด้านหลัก ๆ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>เจอคนเก่งได้ก่อนใคร</strong> เพราะผู้สมัครระดับท็อปมักหางานผ่านสายสัมพันธ์ ไม่ใช่ผ่านโฆษณาสมัครงานทั่วไป HR ที่มีเครือข่ายกว้างจะรู้ก่อนว่าใครกำลังจะย้ายงาน หรือใครพร้อมรับโอกาสใหม่</li>
<li><strong>เข้าใจเทรนด์ตลาดแรงงานแบบที่อ่านจากบทความไม่ได้</strong> บ่อยครั้งการสนทนากับ HR คนอื่นในวงการมักทำให้เรารับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดและเป็นปัจจุบันกว่ารายงานใด ๆ แถมบ่อยครั้งสิ่งที่พูดคุยกันอาจไม่เปิดเผยที่ไหนง่าย ๆ เช่น อัตราเงินเดือน สิทธิประโยชน์ที่บริษัทคู่แข่งใช้ดึงดูดพนักงาน หรือปัญหาที่ทุกองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกันกำลังเผชิญ</li>
<li><strong>เสริมสร้าง Employer Branding ที่ดีให้องค์กร</strong> HR ที่คนรู้จักและเชื่อถือคือหน้าตาขององค์กรในสายตาคนนอก เวลา HR ของบริษัทดูน่าคุย น่าไว้ใจ และมีตัวตนชัดเจนในวงการ คนมักมองบริษัทนั้นในแง่บวกด้วยโดยอัตโนมัติ</li>
</ol>
<p>และสุดท้าย HR ที่มี Soft Skills ดีและสานสัมพันธ์เป็นจะได้เปรียบกว่า HR ที่เก่งแค่การทำงานเอกสาร หรือวางกลยุทธ์ เพราะในการสรรหาคน การอบรม หรือการแก้ปัญหาคนในองค์กร สิ่งที่ทำให้งานลื่นไหลคือความไว้ใจ และความไว้ใจสร้างได้จากการมีทักษะด้านคนเท่านั้น</p>
<h2>องค์ประกอบของ HR ที่ Networking ได้ผล มีอะไรบ้าง</h2>
<p>ก่อนจะพูดถึงเทคนิค สิ่งที่สำคัญกว่าคือรากฐานที่ทำให้ Networking ได้ผลจริง โดยคุณ <strong>เจ &#8211; กฤต บัวประเสริฐ CEO ของ Social Success โค้ชด้านการพูดเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ และผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker</strong> ได้แบ่งออกมาเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้</p>
<h3>1.Character &#8211; ตัวตนที่ชัด</h3>
<p>คนที่ Networking ได้ดีมักไม่ใช่คนที่พยายามทำให้ทุกคนชอบ แต่คือคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มีมุมมองอย่างไร และยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้</p>
<p>ตัวตนที่ชัดเจนทำให้คนจดจำได้ง่ายกว่า และทำให้คนที่มีความเชื่อหรือเป้าหมายคล้ายกันอยากเข้ามาหาเองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องตามง้อหรือพยายามเกินตัว</p>
<h3>2.Communication &#8211; สื่อสารให้คนเข้าใจและจดจำได้</h3>
<p>การพูดเก่งไม่ได้หมายความว่าสื่อสารดีเสมอไป เพราะการสื่อสารดีในบริบทของการทำ Networking คือการพูดในสิ่งที่คนฟังอยากรู้ ตั้งคำถามที่เปิดบทสนทนาให้ลึกขึ้น และนำเสนอตัวเองได้กระชับ ชัดเจน ตรงประเด็น โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าถูกพูดใส่จนล้นเกิน</p>
<h3>3.Connection – คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ</h3>
<p>การรู้จักคนเยอะไม่เท่ากับมี Connection ที่มีคุณค่า การรู้จักกันแบบผิวเผินร้อยคน อาจสู้การรู้จักกันจริง ๆ 10 คนไม่ได้ HR ที่ Networking ดีจะเลือกคนที่เหมาะกับเป้าหมาย ทั้งของตัวเองและขององค์กร แล้วลงทุนเวลาและพลังงานให้กับความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง</p>
<h2>เทคนิค Networking ที่ HR ต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวเข้าหาคน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49502" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-scaled.webp" alt="HR Networking" width="600" height="399" title="HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน 22" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-1024x681.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-768x511.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-1536x1022.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-3-2048x1362.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การ Networking ที่ดีไม่ได้เริ่มตอนเดินเข้างาน แต่เริ่มก่อนหน้านั้นมาก โดย CEO ของ Social Success แจกแนวทางที่ HR ควรเตรียมตัวเอาไว้ดังนี้</p>
<h3>1.ถามตัวเอง และตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะไปงานนี้ทำไม (Goal Setting)</h3>
<p>ก่อนไปงาน Event หรือสัมมนาใด ๆ ลองถามตัวเองว่าอยากได้อะไรกลับมา อยากเจอ Recruiter ในอุตสาหกรรมที่สนใจ? อยากแลกเปลี่ยน<a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/onboarding-manual-03122021/">วิธีทำ Onboarding</a> กับ HR จากองค์กรอื่น ? อยากรู้จัก Speaker ที่จะพูดในงาน?</p>
<p>เมื่อเป้าหมายชัด การเลือกว่าจะคุยกับใคร ใช้เวลาแค่ไหน และจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ก็จะง่ายขึ้นมาก แทนที่จะเดินเข้างานแล้วรอให้อะไรเกิดขึ้นเอง</p>
<h3>2.หาข้อมูลเกี่ยวกับงานก่อนไปร่วมงาน</h3>
<p>ถ้างานนั้นเป็นงานสัมมนาที่มี Speaker และมีผู้เข้าร่วมมากมาย ลองหาข้อมูลก่อนล่วงหน้า ว่าแต่ละคนทำงานด้านไหน มีมุมมองที่น่าสนใจอะไรบ้าง หรือเคยพูดถึงเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่เราสนใจหรือเปล่า</p>
<p>การเตรียมข้อมูลมาล่วงหน้าช่วยให้บทสนทนาแรกลื่นกว่ามาก และยังแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับการพูดคุยครั้งนี้จริง ๆ</p>
<h3>3.เตรียมภาพจำที่อยากให้คนในงานจดจำเกี่ยวกับเราได้</h3>
<p>การทำให้คนอื่นจดจำได้ เริ่มจากการแนะนำตัวให้น่าสนใจ เคยไหมเวลาเราแนะนำตัวกันจะแนะนำแค่ว่า “ชื่ออะไร” “ทำงานที่ไหน” ซึ่งธรรมดาเกินไป และเราพร้อมจะลืมกันทันทีหลังจบงาน</p>
<p>สิ่งที่เราต้องทำ ไม่ได้หมายความว่าต้องโม้หรือขายตัวเอง แต่หมายถึงการรู้จักตัวเองดีพอที่จะเล่าได้ว่าเราคือใคร ทำอะไร และสนใจอะไร ภายในเวลาสั้น ๆ อย่างน่าฟัง</p>
<p>จะดีกว่าไหม หากก่อนเข้างาน เราวาดภาพอยากให้คนจำตัวเองได้ แล้วสร้างเรื่องราวประกอบการแนะนำตัวให้โดดเด่น แตกต่าง เช่น “ผมเป็น HR ที่เคยทำงานหนักจนปวดหลังแทบเดินไม่ได้ เลยปฏิญาณว่าจะหันมาดูแลตัวเอง และพนักงานไม่ให้เจอปัญหาสุขภาพแบบเดียวกัน”<br />
การหามุมมาเล่า มาอธิบายแบบนี้ น่าสนใจกว่าแค่แนะนำว่าเราชื่ออะไร ทำงานอะไรเท่านั้น ว่าไหม ?</p>
<h2>วิธี Networking สำหรับ HR ในงาน Event ให้ได้ผล</h2>
<p>เมื่อเตรียมตัวมาดีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการลงมือจริงในงาน ซึ่งการจะทำให้ได้ผล ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ดังนี้</p>
<h3>1.เลือกคุยกับคนที่ใช่</h3>
<p>งาน Event ใหญ่ ๆ มีคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่มีใครพูดคุยได้ครบทุกคนแน่นอน ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าหาทุกคนด้วย แต่เลือกโฟกัสในการคุยกับคนสัก 3–5 คนที่ตรงกับเป้าหมายของเรา แล้วพูดคุยกันอย่างมีคุณภาพก็พอ วิธีนี้ดีกว่าการยื่นนามบัตรให้คนทั้งห้อง ซึ่งจะลงเอยด้วยการไม่มีใครจำเราได้จริง</p>
<h3>2.เปิดบทสนทนาอย่างมืออาชีพ</h3>
<p>นอกจากแนะนำตัวให้น่าจดจำแล้ว การหาเรื่องคุยอย่างจริงใจและตรงไปตรงมาก็สำคัญไม่แพ้กัน บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องชวนคุยเรื่องงานในทันที แต่ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปก่อนก็ได้ บางครั้งอาจพูดถึงสิ่งที่สะดุดตาที่สุดของผู้สนทนา ซึ่งหากเป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่เช่นกันยิ่งดี เช่น เสื้อและรองเท้าที่สวมใส่ เครื่องดื่มในมือ เป็นต้น จะนำไปสู่การสร้างบทสนทนาแบบ Deep Talk ได้ดีทีเดียว</p>
<p>การเปิดบทสนทนาด้วยความสนใจจริง ๆ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ทันทีว่าเราไม่ได้มาเพื่อขายอะไรหรือเปลืองเวลาเขา</p>
<h3>3.สร้างบทสนทนาแบบ Deep Talk</h3>
<p>หลีกเลี่ยงการถามคู่สนทนาที่คำตอบจะออกได้แค่ 2 หน้าคือ &#8220;ใช่&#8221; หรือ &#8220;ไม่ใช่&#8221; เช่น &#8220;คุณทำ HR อยู่ใช่ไหม ?&#8221; หากอยากถามเรื่องนี้จริง ๆ ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่เชิญให้อีกฝ่ายได้เล่ามากขึ้น เช่น &#8220;ทีม HR ของคุณโฟกัสด้านไหนมากที่สุดตอนนี้ครับ ?&#8221; หรือ &#8220;ปัญหาด้านคนที่ยากที่สุดที่เจอในช่วงนี้คืออะไรครับ ?&#8221;</p>
<p>คำถามเปิดกว้างนำไปสู่บทสนทนาที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราสนใจเขาจริง ๆ และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Connection ที่มีคุณภาพ</p>
<h3>4.ฟังอย่างตั้งใจและมีคุณภาพ (Active Listening)</h3>
<p>การฟังเป็นทักษะที่ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยาก เพราะหลายคนฟังโดยรอจังหวะพูดมากกว่าฟังเพื่อเข้าใจคู่สนทนาจริง ๆ</p>
<p>Active Listening คือการฟังแบบที่สมองทำงานอยู่กับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หัวพยักหน้า ตาสบตา ถามต่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่แค่รอช่องเพื่อพูดแทรก</p>
<p>และเมื่อคนรู้สึกว่าถูกฟังจริง พวกเขามักจะเปิดใจมากขึ้น พูดมากขึ้น และจำการสนทนาครั้งนั้นได้นานกว่า</p>
<h3>5.สร้างเสน่ห์ระหว่างการพูดคุย</h3>
<p>เสน่ห์ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องพูดเก่ง มีอารมณ์ขัน หรือดูดี แต่เสน่ห์เกิดจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในบทสนทนานี้ วิธีง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริงคือการจำชื่อและเรียกชื่อเขาให้ถูกต้อง การหาจุดร่วมระหว่างกัน และการไม่แย่งพื้นที่พูดทั้งหมด เหมือนว่าทุกคนต้องฟังที่ฉันพูดคนเดียวเท่านั้น</p>
<h3>6.สานต่อความสัมพันธ์หลัง Networking จบ</h3>
<p>Networking เกินกว่าครึ่งล้มเหลว เพราะขาดการสานสัมพันธ์อันดีต่อกันหลังจากนั้น ช่วงเวลาที่ถือว่าสำคัญมาก ๆ คือ ภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังพบเจอกัน ควรต้องทักทาย ติดต่อกลับไป อาจเป็นการส่งข้อความผ่าน LinkedIn หรืออีเมลสั้น ๆ เพื่อทักทายและย้ำสิ่งที่คุยกันไว้ เช่น &#8220;ขอบคุณที่เมื่อวานนี้ได้มาแบ่งปันเรื่อง OKR ในงานเมื่อวานนะครับ คุยแล้วได้มุมมองใหม่มากเลย&#8221;</p>
<p>การส่งข้อความสั้น ๆ แบบนี้ช่วยเพิ่มความประทับใจได้ง่าย ๆ และทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นมาทันที</p>
<h2>ประโยชน์ของ HR Networking ต่อองค์กรและตัว HR</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49501" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-scaled.webp" alt="HR Networking" width="600" height="434" title="HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน 23" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-300x217.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-1024x741.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-768x555.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-1536x1111.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-ๅ-2048x1481.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การทำ HR Networking ไม่ได้แค่ทำให้ตัว HR เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ส่งผลต่อทั้งองค์กรและตัว HR เองในหลายมิติ ดังนี้</p>
<h3>1.เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการทำงาน</h3>
<p>การมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งช่วยเปิดประตูได้หลายบาน ทั้งการได้รับการแนะนำตัวผู้สมัครคุณภาพ การรู้จัก Vendor ที่ไว้วางใจได้ หรือการมีคนแนะนำเราให้กับโอกาสทางอาชีพที่ดีกว่าเดิม HR ที่มีชื่อในวงการมักได้รับโอกาสดี ๆ โดยที่ไม่ต้องวิ่งหาเอง</p>
<h3>2.เสริม Employer Branding ขององค์กร</h3>
<p>ทุกครั้งที่ HR ออกไปปรากฏตัวในงานสัมมนา พูดคุยกับคนในวงการ หรือแชร์ความรู้ในพื้นที่สาธารณะ นั่นคือการทำ <a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/220215-how-to-do-employer-branding/">Employer Branding</a> ให้องค์กรโดยอัตโนมัติ คนจะเริ่มเชื่อมโยงว่าองค์กรนั้นมี HR ที่น่าสนใจ และยิ่งถ้า HR คนนั้นสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรออกมาได้ดี ก็ยิ่งดึงดูดคนเก่งให้อยากมาร่วมงานด้วย</p>
<h3>3.ช่วยให้ HR พัฒนาทักษะและมุมมองใหม่</h3>
<p>การพูดคุยกับ HR จากหลากหลายองค์กรและอุตสาหกรรมเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีในตำรา ได้เห็นว่าคนอื่นแก้ปัญหาเดียวกันอย่างไร ได้รับ Feedback ที่ตรงไปตรงมาจากคนนอกองค์กร หรือได้แนวคิดใหม่ ๆ ที่นำกลับมาปรับใช้จริงได้</p>
<p>HR ที่ Networking อยู่เสมอจะพัฒนาได้เร็วกว่าคนที่อยู่แต่ในกรอบเดิม ไม่ออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพราะมุมมองของตัวเองขยายกว้างขึ้นตลอดเวลา</p>
<h2>อุปสรรคที่ทำให้ HR หลายคนไม่อยากไป Networking</h2>
<p>ในเมื่อ Networking มีข้อดีขนาดนี้ แต่ก็ยังมี HR หลายคนไม่ค่อยอยากเข้าร่วมงานเท่าไหร่</p>
<p>บางครั้งอุปสรรคของการ Networking อาจไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่มาจากความกลัว ความเชื่อบางอย่างที่ฝังอยู่ในหัว และบางทีก็มาจากการที่ยังไม่เคยเห็นว่ามันให้ผลจริงได้ยังไง</p>
<h3>1.กลัวการเข้าหาคนแปลกหน้า</h3>
<p>อุปสรรคอันดับต้น ๆ ที่ HR จำนวนมากยอมรับตรง ๆ HR กังวลว่าเวลาจะเดินไปคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้จักแล้วเขาจะมองว่าเราแปลก ไม่อยากคุย หรือกังวลว่าตัวเองจะพูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น</p>
<p>แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ในงาน Event ก็รู้สึกแบบเดียวกัน ทุกคนต่างรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาก่อนทั้งนั้น ฉะนั้นคนที่กล้าเดินเข้าไปก่อนมักได้รับการตอบรับดีกว่าที่กลัวไว้เสมอ</p>
<h3>2.เป็น Introvert และรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการ Networking</h3>
<p>หลายคนติดภาพว่า Networking คือของคนที่ชอบเข้าสังคม พูดเก่ง ยิ้มง่าย และรู้สึกมีพลังงานทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่ความจริงคือ Introvert มักเป็นนักสนทนาที่ดีกว่าที่คิด เพราะคนเหล่านี้จะชอบฟัง แล้วคิดก่อนพูด ทำให้มักสร้างบทสนทนาที่ลึกกว่าคนที่พูดเก่งแต่ฟังไม่เป็น</p>
<p>Introvert อาจไม่ถนัดการวนคุยกับคนทีละห้านาทีตลอดทั้งงาน แต่ถ้าได้คุยกับคนสักหนึ่งหรือสองคนอย่างจริงจัง นั่นคือ Networking ที่มีคุณภาพสูงกว่าอยู่แล้ว ไม่ต้องแข่งกับ Extrovert ในเกมที่ไม่ใช่ของตัวเอง</p>
<h3>3.มองว่าไม่ใช่งานของตัวเอง</h3>
<p>HR บางคนรู้สึกว่าการออกไปงาน Networking เป็นเรื่องของฝ่าย Sales หรือฝ่ายธุรกิจ ไม่ใช่หน้าที่ HR ที่ต้องทำ แต่ถ้ามองให้ดี HR ทำงานกับคนทุกวัน ทั้ง Candidate ที่ต้องโน้มน้าวให้มาร่วมงาน พนักงานที่ต้องดูแลความสัมพันธ์ ผู้บริหารที่ต้องสื่อสารด้วย และ Vendor ที่ต้องบริหารจัดการ</p>
<p>Networking จึงเป็นส่วนขยายของสิ่งที่ HR ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ขยายออกไปนอกกำแพงองค์กร</p>
<h3>4.รู้สึกว่าไปแล้วเสียเวลาเปล่า</h3>
<p>อุปสรรคนี้มักมาจากประสบการณ์ที่เคยไปงาน Networking แล้วไม่ได้อะไรกลับมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน ไม่รู้ว่าอยากได้อะไร เลยรู้สึกว่า 2 ชั่วโมงที่ผ่านไปไม่มีค่า</p>
<p>Networking ที่ไม่มีทิศทางก็เหมือนเดินช็อปปิ้งโดยไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร บางครั้งอาจกลับมาพร้อมกับซื้อของที่ไม่จำเป็น เกิดเป็นความรู้สึกว่าเสียเงินเปล่า แต่ถ้าเราเตรียมมาดี รู้ว่าอยากเจอใครและอยากได้อะไร ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ</p>
<h2>HR อยาก Networking ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มางาน Event ของ HREX ได้เลย</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49503" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-scaled.webp" alt="HR Networking" width="600" height="338" title="HR Networking ต้องทำยังไง ? วิธีสร้าง Connection ให้ได้ผลจริงในงาน Event และชีวิตการทำงาน 24" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/HR-Networking-4-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ถ้าอ่านบทความนี้แล้วทำให้ HR ทุกท่านเริ่มอยากลองออกไปเปิดโลกกว้าง แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากงานไหน สามารถมางาน Event ที่ HREX จัดขึ้นได้เลย</p>
<p>ตามปกติแล้ว HREX จัดงานรวมตัว HR แบบออฟไลน์อย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง นำโดยการจัดงานล้อมวงเสวนาระหว่างผู้นำ HR ชื่องานว่า Roundtable: CHRO &amp; HR Director Forumเพื่อให้ HR เพื่อให้ผู้นำองค์กรได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้าง Connection กันแบบตัวต่อตัว</p>
<p>และในวันที่ 2 กันยายนที่จะถึงนี้ HREX จะร่วมกับ Future Trends จัดงาน <a href="https://th.hrnote.asia/news/worktech-expo-2026-251211/">WorkTech Expo 2026: Human Forward</a> คราวนี้เป็นงานมหกรรมใหญ่ที่รวม HR, ผู้บริหาร และทีม Transformation ไว้ในที่เดียว เพื่อเชื่อม “People + Technology” ให้เกิด Impact ทางธุรกิจอย่างแท้จริง</p>
<p>แต่สำหรับคนที่อยากติดตามความรู้และมุมมองใหม่ ๆ ในวงการ HR แล้วอยู่ไกล ไม่สามารถเดินทางมาได้จริง ๆ HREX ยังจัดงาน Webinar เสวนาออนไลน์ในทุกเดือน ซึ่งสามารถเลือกเข้าฟังตามหัวข้อที่สนใจได้เลย</p>
<p>เพราะ HREX จะจัดงานดี ๆ ตลอดปีแน่นอน อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก HREX อย่างใกล้ชิดกันนะ</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>HR Networking ไม่ใช่ทักษะเสริมที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการทำงาน HR ให้ครบมิติ เพราะงาน HR คืองานที่ต้องพึ่งพาคนตลอดเวลา และในระยะยาว ขีดความสามารถของ HR ไม่ได้วัดแค่ที่ทักษะในมือ แต่วัดที่ว่ารู้จักคนที่ใช่ได้มากแค่ไหนด้วย</p>
<p>ทักษะ Networking ไม่ได้ต้องการคนที่พูดเก่งหรือชอบเข้าสังคมเท่านั้น แต่ต้องการคนที่รู้จักตัวเอง เตรียมตัวมาดี และสนใจคนอื่นอย่างจริงใจ สิ่งเหล่านี้ฝึกได้ทั้งนั้น และยิ่งฝึกก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>อย่าลืมว่าในโลกการทำงาน เราไม่ได้ทำงานตัวคนเดียว การมีหรือรู้จัก Connection ที่ดี แม้เพียงแค่ 10 คนก็มีค่ากว่าการมีนามบัตรพันใบ และทุก Connection ที่ดีล้วนเริ่มต้นจากบทสนทนาเดียว ขอแค่กล้าเริ่มก่อนเท่านั้นเป็นพอ</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาจากคอร์สเรียน Real Life Influencer โดยเจ &#8211; กฤต บัวประเสริฐ CEO ของ Social Success </span></p>
<p><a href="https://folksrh.com/en/blog/hr-networking/" target="_blank" rel="noopener">Folksrh</a></p>
<p><a href="https://www.reed.com/learning/article/hr-networking:-developing-authentic-relationships" target="_blank" rel="noopener">Reed</a></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/why-its-important-hr-build-network-sweta-singh-rihkc/" target="_blank" rel="noopener">Linkedin</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-networking-260403/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/employee-recognition-meaningful-work-260323/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/employee-recognition-meaningful-work-260323/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 10:40:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Meaningful Work]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Recognition]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49370</guid>

					<description><![CDATA[ในเวลาที่องค์กรจำนวนมากยังพูดเรื่องการรักษาคนเก่งผ่านเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการเป็นหลัก มีข้อมูลชุดใหม่ที่ชวนให้ HR เข้าใจกันเสียทีว่า ความสุขของคนทำงานไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลจาก Ipsos Happiness Report 2026 ระบุว่า (Feeling Appreciated/Loved) กลายเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของความสุขมากกว่าที่หลายองค์กรคาดไว้ แม้จะดูเป็นผลสำรวจทั่วไป แต่สำหรับ HREX เรามองว่ากระทบงาน HR โดยตรง เพราะนี่กำลังบอกว่า Employee Experience ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญด้วย  หากองค์กรยังออกแบบประสบการณ์คนทำงานโดยยึดเพียง Compensation และ Benefits เป็นแกนหลักอย่างเดียว ก็อาจไม่ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่อีกต่อไปฃ เงินยังสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อ้างอิงจากผลสำรวจ Ipsos Happiness Report 2026 กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจจาก APAC พบว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากที่สุดคือ ความรู้สึกได้รับการเห็นคุณค่า/ได้รับความรัก 39%, รองลงมาคือ ครอบครัวและลูก 32%, ความรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้ 27%, และ ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย 27% ตามลำดับ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49373" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-Cover.webp" alt="employee-recognition-meaningful-work Cover" width="600" height="370" title="คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย  30" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลาที่องค์กรจำนวนมากยังพูดเรื่องการรักษาคนเก่งผ่านเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการเป็นหลัก มีข้อมูลชุดใหม่ที่ชวนให้ HR เข้าใจกันเสียทีว่า ความสุขของคนทำงานไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลจาก </span><a href="https://www.ipsos.com/sites/default/files/ct/news/documents/2026-03/ipsos-happiness-index-2026-survey-report.pdf" target="_blank" rel="noopener"><b>Ipsos Happiness Report 2026</b></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่า </span><b>(Feeling Appreciated/Loved) </b><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของความสุขมากกว่าที่หลายองค์กรคาดไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะดูเป็นผลสำรวจทั่วไป แต่สำหรับ HREX เรามองว่ากระทบงาน HR โดยตรง เพราะนี่กำลังบอกว่า </span><b>Employee Experience ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองสำคัญด้วย</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรยังออกแบบประสบการณ์คนทำงานโดยยึดเพียง Compensation และ Benefits เป็นแกนหลักอย่างเดียว ก็อาจไม่ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่อีกต่อไปฃ</span></p>

<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49371" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-1.webp" alt="employee-recognition-meaningful-work 1" width="854" height="714" title="คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย  31" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-1.webp 854w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-1-300x251.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-1-768x642.webp 768w" sizes="(max-width: 854px) 100vw, 854px" /></p>
<h2><b>เงินยังสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจากผลสำรวจ Ipsos Happiness Report 2026 กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจจาก APAC พบว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากที่สุดคือ</span><b> ความรู้สึกได้รับการเห็นคุณค่า/ได้รับความรัก 39%</b><span style="font-weight: 400;">, รองลงมาคือ </span><b>ครอบครัวและลูก 32%</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>ความรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้ 27%</b><span style="font-weight: 400;">, และ </span><b>ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย 27%</b><span style="font-weight: 400;"> ตามลำดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้เรื่องเงินยังเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจ ทว่ารายงานของ Ipsos กลับพบว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีความสุข </span><b>ปัจจัยอันดับหนึ่งที่ผลักให้คนไม่มีความสุขคือ สถานะทางการเงิน</b><span style="font-weight: 400;"> อยู่ที่ 57% ในค่าเฉลี่ย 29 ประเทศ และใน APAC ตัวเลขนี้สูงถึง 62% ขณะที่ในกลุ่มรายได้น้อยเองก็พบว่า 61% การเงินคือเหตุสำคัญของความไม่มีความสุข </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ นั่นหมายความว่าเงินไม่สำคัญ เพราะอันนี้จริงปัจจัยเรื่องการเงินยังสำคัญ โดยเฉพาะกับคนที่กำลังเผชิญแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ (เช่น ประเทศไทย) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า </span><b>สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขไม่ใช่ค่าตอบแทนเสมอไป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ช่วยเพิ่มความสุขในระยะยาวอาจเป็นเรื่องของ </span><b>คุณค่า ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิต</b><span style="font-weight: 400;"> มากกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49372" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-2.webp" alt="employee recognition meaningful work 2" width="957" height="714" title="คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย  32" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-2.webp 957w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-2-300x224.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/employee-recognition-meaningful-work-2-768x573.webp 768w" sizes="(max-width: 957px) 100vw, 957px" /><br />
<b>คนไม่ได้ลาออกเพราะเงินอย่างเดียว แต่ออกจากที่ที่ทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามีตัวตน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองย้อนกลับมาในมุม HR เวลาเราพูดเรื่อง Retention หลายองค์กรมองในมุมแค่การขึ้นเงินเดือน โบนัส หรือสวัสดิการก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงคนจำนวนมากออกจากงานเพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกมองเห็น ไม่ได้รับการยอมรับ หรือไม่เห็นว่างานที่ทำมีความหมายอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับสิ่งที่ </span><a href="https://news.gallup.com/poll/697403/purposeful-work-boosts-engagement-few-experience.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่า </span><b>งานที่มีความหมายจะช่วยเพิ่ม Engagement</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ดี และคนจะเข้าใจคำว่า เป้าหมาย (Purpose) มากขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นว่าสิ่งที่ทำสร้างความแตกต่างได้จริง เช่น การช่วยลูกค้า, ช่วยเพื่อนร่วมงาน, ปรับปรุงกระบวนการ หรือมีส่วนต่อผลลัพธ์สำคัญบางอย่างขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน Gallup ยังชี้ว่า </span><b>การได้รับ Recognition ในที่ทำงานก็ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า เพิ่ม Engagement และส่งผลต่อความภักดีและการรักษาคน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเอาข้อมูลนี้มาเทียบเคียงกับ Ipsos จึงชัดเจนมากขึ้นว่า คนทำงานไม่ได้ต้องการแค่ผลตอบแทน แต่ยังต้องการความรู้สึกว่า </span><b>ฉันมีความหมายต่อทีม ต่อองค์กร และต่อชีวิตของตัวเอง</b><span style="font-weight: 400;"> ด้วยนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24761" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1.jpeg" alt="Well,Done,,Card,Feedback,,Employee,Recognition,Concept.,Happy,Emoticon,On" width="500" height="334" title="คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย  33" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1.jpeg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>HR จะวัดคุณค่าพนักงานได้อย่างไร ?</b><b><br />
</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรยังปฏิบัติต่อเรื่อง Recognition, Belonging หรือ Meaningful Work เหมือนประเด็นรองที่พูดแล้วดูดี ทว่าไม่ใช่หัวใจของธุรกิจ ทั้งที่ในความจริง สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับ Engagement, Retention และ Performance อย่างใกล้ชิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><a href="https://www.deloitte.com/us/en/insights/topics/talent/employee-wellbeing.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Deloitte</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็เคยเสนอในทิศทางคล้ายกันว่า </span><b>Well-being ของคนทำงานไม่ได้ขึ้นกับสวัสดิการอย่างเดียว แต่ขึ้นกับพฤติกรรมผู้นำ การออกแบบงาน และวิธีการทำงานขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งหมายความว่า หากอยากให้คนรู้สึกดีขึ้น องค์กรต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่แค่เพิ่มกิจกรรมดูแลใจเป็นครั้งคราว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเชิงปฏิบัติ HR ควรเริ่มจากการออกแบบ 4 เรื่องนี้อย่างจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างแรกคือ </span><b><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/">Recognition</a> ในชีวิตประจำวัน</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่ Recognition แบบพิธีการปีละไม่กี่ครั้ง แต่คือการทำให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมีภาษาที่ใช้เห็นคุณค่ากันได้จริง เช่น การขอบคุณที่เฉพาะเจาะจง การชื่นชมที่โยงกับผลลัพธ์ และการสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เขาทำมีผลต่อทีมอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่สองคือ </span><b><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/">Feedback</a> ในทุกสถานการณ์ </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ Feedback เฉพาะตอนผิดพลาด เพราะถ้าคนได้รับ Feedback เฉพาะเวลามีปัญหา เขาจะเชื่อมคำว่า Feedback เข้ากับความล้มเหลว แต่ถ้า Feedback ถูกใช้เพื่อสะท้อนจุดแข็ง ความคืบหน้า และคุณค่าที่เขาสร้างได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่สามคือ </span><b>การเชื่อมโยงการทำงานกับวิสัยทัศน์ขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> คนจำนวนมากต้องการเห็นให้ชัดว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอบโจทย์ลูกค้า ทีม หรือเป้าหมายองค์กรตรงไหน Gallup เรียกสิ่งนี้ว่า การทำให้คนเห็นว่าความพยายามของเขา “make a difference” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ <a href="https://th.hrnote.asia/story/purposeful-and-practical-leader-kbank-240530/">Purposeful Work</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างสุดท้ายคือ </span><b>การใช้ข้อมูล (<a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/data-driven-culture-240307/">Data</a>) เพื่อเข้าใจว่าความรู้สึกจริง</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะถ้าองค์กรวัดแต่ Engagement Score แบบกว้าง ๆ แต่อ่านไม่ออกว่าคนรู้สึกมีตัวตนไหม รู้สึกได้รับการยอมรับหรือไม่ หรือเห็นความหมายของงานแค่ไหน ก็ยากที่จะออกแบบประสบการณ์คนทำงานให้แม่นยำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>บทสรุป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่การแข่งขันแย่งชิงคนเก่งยังสูง องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่แค่ที่จ่ายมากกว่า แต่คือที่ที่ทำให้คนรู้สึกว่า </span><b>ตัวเองมีคุณค่า มีตัวตน และมีความหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสุดท้ายแล้ว คนทำงานไม่ได้ต้องการแค่เงินตรา แต่ต้องการเหตุผลบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ตื่นมาทำทุกวันนั้น “สำคัญ” จริง ๆ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="คนไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย  34" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.humanresourcesonline.net/close-to-4-in-10-people-surveyed-in-apac-feel-genuinely-appreciated-and-loved-a-key-driver-of-happiness" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">humanresourcesonline</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.ipsos.com/sites/default/files/ct/news/documents/2026-03/ipsos-happiness-index-2026-survey-report.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ipsos</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://news.gallup.com/poll/697403/purposeful-work-boosts-engagement-few-experience.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.deloitte.com/us/en/insights/topics/talent/employee-wellbeing.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Deloitte</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/employee-recognition-meaningful-work-260323/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Leader as a Kid ผู้นำที่ดี ไม่เคยทิ้งความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก ๆ </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/the-leader-as-a-kid-260108/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/the-leader-as-a-kid-260108/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Jan 2026 04:07:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=48425</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เนื่องในโอกาสวันเด็ก 2569 นี่คือแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้นำจากเด็ก ที่ผู้นำยุคใหม่สามารถนำไปเรียนรู้และปรับใช้ได้ ผู้นำที่ดีจะถาม “ทำไม?” บ่อย ๆ เหมือนเด็ก เพราะเด็กไม่ยอมรับคำตอบที่ไม่มีเหตุผล ผู้นำที่ไม่หยุดสงสัยจะช่วยให้ทีมหลุดจากกรอบเดิม ๆ ค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการทำงาน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ผู้นำที่ดี จะกล้าตั้งสมมติฐานและคิดนอกกรอบแบบเด็ก ๆ เด็กใช้จินตนาการเป็นเครื่องมือสำคัญ ผู้นำควรฝึกตั้งคำถามเชิง “What if ?” อยู่เสมอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมกล้าคิด กล้าฝัน และกล้านำเสนอไอเดียที่แตกต่าง ผู้นำที่ดีให้ความไว้ใจและความจริงใจแบบไม่มีเงื่อนไข เด็กสร้างความสัมพันธ์จากความเชื่อใจ ผู้นำที่มองทีมด้วยความหวังดีและยอมรับในตัวตนของแต่ละคน จะสร้างทีมที่แข็งแรงและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ผู้นำที่ดี คือคนที่กล้าล้ม เรียนรู้ และพร้อมลุกขึ้นใหม่เสมอ เพราะเด็กไม่กลัวความล้มเหลว ผู้นำที่กล้าลองผิดลองถูก มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน จะช่วยให้ทีมมีวัฒนธรรมที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตอนที่เรายังเด็ก โลกทั้งใบคือห้องทดลองขนาดใหญ่ เราสงสัยทุกอย่าง ถามคำถามว่า ทำไม ? ได้ทั้งวัน และไม่เคยกลัวที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ และจากทารกตัวน้อยที่ทำอะไรไม่ได้ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นเด็กที่เดินคล่อง ช่างเจรจา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">เนื่องในโอกาสวันเด็ก 2569 นี่คือแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้นำจากเด็ก ที่ผู้นำยุคใหม่สามารถนำไปเรียนรู้และปรับใช้ได้</li>
<li aria-level="1">ผู้นำที่ดีจะถาม “ทำไม?” บ่อย ๆ เหมือนเด็ก เพราะเด็กไม่ยอมรับคำตอบที่ไม่มีเหตุผล ผู้นำที่ไม่หยุดสงสัยจะช่วยให้ทีมหลุดจากกรอบเดิม ๆ ค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการทำงาน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น</li>
<li aria-level="1">ผู้นำที่ดี จะกล้าตั้งสมมติฐานและคิดนอกกรอบแบบเด็ก ๆ เด็กใช้จินตนาการเป็นเครื่องมือสำคัญ ผู้นำควรฝึกตั้งคำถามเชิง “What if ?” อยู่เสมอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมกล้าคิด กล้าฝัน และกล้านำเสนอไอเดียที่แตกต่าง</li>
<li aria-level="1">ผู้นำที่ดีให้ความไว้ใจและความจริงใจแบบไม่มีเงื่อนไข เด็กสร้างความสัมพันธ์จากความเชื่อใจ ผู้นำที่มองทีมด้วยความหวังดีและยอมรับในตัวตนของแต่ละคน จะสร้างทีมที่แข็งแรงและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน</li>
<li aria-level="1">ผู้นำที่ดี คือคนที่กล้าล้ม เรียนรู้ และพร้อมลุกขึ้นใหม่เสมอ เพราะเด็กไม่กลัวความล้มเหลว ผู้นำที่กล้าลองผิดลองถูก มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน จะช่วยให้ทีมมีวัฒนธรรมที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48427" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T095531.372.webp" alt="The Leader as a Kid" width="600" height="370" title="The Leader as a Kid ผู้นำที่ดี ไม่เคยทิ้งความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก ๆ  36" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T095531.372.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T095531.372-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่เรายังเด็ก โลกทั้งใบคือห้องทดลองขนาดใหญ่ เราสงสัยทุกอย่าง ถามคำถามว่า ทำไม ? ได้ทั้งวัน และไม่เคยกลัวที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และจากทารกตัวน้อยที่ทำอะไรไม่ได้ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นเด็กที่เดินคล่อง ช่างเจรจา และเริ่มใช้เหตุผลเป็น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเด็กมีสัญชาตญาณการเรียนรู้ที่ทรงพลัง ช่างสังเกต เลียนแบบ และที่สำคัญ พวกเขาไม่ยอมแพ้ เพื่อที่จะเติบโตและอยู่รอดได้ในโลกที่กว้างใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ทำงานแล้วเติบใหญ่ขึ้นมาอยู่ในบทบาทผู้นำ ภาระหน้าที่อันหนักอึ้งอาจทำให้หลายคนเผลอทิ้งสัญชาตญาณเหล่านั้นไป เหลือเพียงกรอบความเคยชินและความกลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันเด็ก 2569 นี้ HREX จึงอยากชวนผู้นำทุกท่านทำ 5 สิ่งดังต่อไปนี้ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของความเป็นเด็กน้อยในตัวคุณ ให้ตื่นจากการหลับใหลอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>The Leader as a Kid ต้องฝึกถาม ทำไม ? ให้บ่อยขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เด็กจะไม่ยอมรับคำพูดว่า &#8220;ก็เพราะมันเป็นแบบนี้มานานแล้ว&#8221; ว่าเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น ผู้นำที่เปี่ยมด้วยความสงสัยจะช่วยให้ทีมหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ เมื่อเจอขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น ลองหมั่นถามทีมว่า &#8220;ทำไมเราถึงทำแบบนี้ ?&#8221; หรือ &#8220;มีวิธีที่สนุกและง่ายกว่านี้ไหม ?&#8221; การถามจะเปิดประตูสู่ทางออกใหม่ ๆ ที่เราอาจมองข้ามไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>The Leader as a Kid ต้องฝึกตั้งสมมติฐาน สมมติว่า&#8230; ทลายกำแพงแห่งคำว่า เป็นไปไม่ได้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จินตนาการของเด็กไม่มีขีดจำกัด ผู้นำที่ดีควรฝึกมองโลกผ่านเลนส์ของ What If ? ลองจัดช่วงเวลา Brainstorm ที่ไม่มีคำว่าผิด ให้ทีมได้ลองเสนอไอเดียแบบหลุดโลกดูบ้าง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้จินตนาการได้ทำงาน คือการสร้างนวัตกรรมที่แท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">.</span></p>
<h2><b>The Leader as a Kid คือคนที่ให้ใจแบบไม่มีเงื่อนไข</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรักและความจริงใจคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อาจไม่ต้องถึงขั้นกอดกันในออฟฟิศขอแค่มองคนในทีมด้วยความหวังดีและยอมรับในตัวตนของเขาจริง ๆ เมื่อพื้นฐานคือความเชื่อใจ ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจะตามมาเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>The Leader as a Kid ต้องกล้าที่จะทำเลอะ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมมักเกิดจากความไม่เป็นระเบียบ การตีกรอบที่เนี้ยบเกินไปอาจขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ ลองปล่อยให้การประชุม Brainstorm เละเทะดูบ้าง เปิดรับไอเดียที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือโครงการที่ดูบ้าบอ เพราะในความยุ่งเหยิงนั้นมักมี Big Thing ซ่อนอยู่เสมอ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>The Leader as a Kid คือคนที่ล้มแล้วลุก และสนุกกับการเป็นนักสำรวจ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เด็ก ๆ เรียนรู้การเดินแล้วล้มแล้วลุกครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาไม่เคยมองว่าล้มคือความล้มเหลว ดังนั้นถึงเวลาผู้นำเปลี่ยนจากคำว่าผิดพลาด เป็นข้อมูลใหม่ที่ได้เรียนรู้ เมื่อผู้นำกล้าที่จะลองผิดลองถูกและไม่หยุดเรียนรู้ ทีมก็จะกล้าก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ยังมีความเป็นเด็ก ไม่หยุดสงสัย ไม่หยุดตั้งคำถาม ไม่หยุดลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จะเป็นผู้นำที่ไม่เพียงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังนำองค์กรเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากปลุกไฟแห่งความสร้างสรรค์และปูทางสู่การเป็นผู้นำที่ช่างสงสัยในองค์กรของคุณ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ? </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/65"><span style="font-weight: 400;">HREX พร้อมเป็นเข็มทิศช่วยคุณค้นหาโปรแกรมพัฒนาผู้นำ Leadership Development ที่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ มาค้นหาได้เลยที่นี่</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="Technology for a Better Society วัฒนธรรมองค์กรที่เติบโตจากหัวใจของ กลุ่มบริษัทซีดีจี 7" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/erikaandersen/2014/01/29/want-to-be-a-strong-leader-act-like-a-4-year-old/" target="_blank" rel="noopener">Forbes</a></p>
<p><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-game-changers/201908/what-does-leader-look-in-childhood" target="_blank" rel="noopener">Psychology Today</a></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/little-kid-who-became-leader-remembering-story-made-you-golden-igvrc/" target="_blank" rel="noopener">Linkedin</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/the-leader-as-a-kid-260108/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#8217;s Resolution for HR)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/new-years-resolution-for-hr-2026-251125/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/new-years-resolution-for-hr-2026-251125/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Nov 2025 09:22:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำ]]></category>
		<category><![CDATA[HR 2026]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=48043</guid>

					<description><![CDATA[อีกไม่ถึง 1 เดือน ปี 2025 กำลังจะผ่านไป และปี 2026 กำลังจะมาถึง พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยช้าลงเลยแม้แต่นาทีเดียว 3 ปีที่ผ่านมา โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเร็วจนแทบตามไม่ทัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI เข้ามาปรับวิธีการทำงานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเครื่องมือ แต่เปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ แต่ในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า องค์กรจำนวนมากกลับยังติดอยู่กับการทำงานแบบเดิม ๆ ใช้กระบวนการที่ตกทอดกันมาโดยไม่ตั้งคำถามว่าทำไปทำไม ชอบจัดพิธีกรรมหรือกิจกรรมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต แต่มาถึงตอนนี้กลับไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าเราอยากสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น แข็งแรง และดึงดูดคนเก่งในยุคใหม่ได้จริง ในปี 2026 ที่จะถึงนี้ HR และผู้นำต้องกล้าเลิกทำบางอย่างที่เคยชิน แล้วเริ่มต้นสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างแท้จริง และการเลิกทำ 13 เรื่องนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตที่องค์กรกำลังต้องการ 1. หยุดวัดค่าของพนักงานจากเวลาที่ใช้ แล้วหันมาโฟกัสที่ผลกระทบของงาน การทำงานตรงเวลาทุกวันไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะไม่สำคัญว่าคุณนั่งหน้าจอวันละ 10 ชั่วโมงหรือไม่ ถ้าผลงานที่ออกมาไม่สร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร โลกยุคใหม่ต้องการการวัดผลงานจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า คนที่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้ทีม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48046" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330.webp" alt="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR)" width="600" height="370" title="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR) 42" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T113450.330-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกไม่ถึง 1 เดือน ปี 2025 กำลังจะผ่านไป และปี 2026 กำลังจะมาถึง พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยช้าลงเลยแม้แต่นาทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3 ปีที่ผ่านมา โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเร็วจนแทบตามไม่ทัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI เข้ามาปรับวิธีการทำงานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเครื่องมือ แต่เปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า องค์กรจำนวนมากกลับยังติดอยู่กับการทำงานแบบเดิม ๆ ใช้กระบวนการที่ตกทอดกันมาโดยไม่ตั้งคำถามว่าทำไปทำไม ชอบจัดพิธีกรรมหรือกิจกรรมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต แต่มาถึงตอนนี้กลับไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และอื่น ๆ อีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราอยากสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น แข็งแรง และดึงดูดคนเก่งในยุคใหม่ได้จริง ในปี 2026 ที่จะถึงนี้ HR และผู้นำต้องกล้าเลิกทำบางอย่างที่เคยชิน แล้วเริ่มต้นสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และการเลิกทำ 13 เรื่องนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตที่องค์กรกำลังต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>1. หยุดวัดค่าของพนักงานจากเวลาที่ใช้ แล้วหันมาโฟกัสที่ผลกระทบของงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานตรงเวลาทุกวันไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะไม่สำคัญว่าคุณนั่งหน้าจอวันละ 10 ชั่วโมงหรือไม่ ถ้าผลงานที่ออกมาไม่สร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกยุคใหม่ต้องการการวัดผลงานจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า คนที่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้ทีม อาจมีค่ามากกว่าคนที่ยุ่งทั้งวันแต่ไม่ได้ขยับอะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเรายังยึดติดกับการวัดชั่วโมงทำงาน เราก็จะได้แค่คนที่ทำเป็นว่าทำงาน มากกว่าคนที่ทำให้เกิดงานจริง ๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>2. ยกเลิกการประเมินผลแบบรายปี แล้วสร้างระบบ Feedback ที่ต่อเนื่องและทันเวลา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินผลปีละครั้งคือระบบที่ล้าสมัยไปแล้วในโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกไตรมาส เพราะ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/"><span style="font-weight: 400;">Feedback</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มาช้าเกินไป มักไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาอะไรอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานอาจทำงานหนักมาตลอด แต่กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ตรงกับเป้าหมายองค์กร ก็เมื่อครบปีซึ่งสายเกินไป ในทางกลับกัน การพูดคุยแบบสั้น ๆ รายเดือนหรือรายสัปดาห์ ช่วยให้หัวหน้าเข้าใจทีมได้ลึกขึ้น ปรับเป้าหมายให้ตรงกัน และสนับสนุนได้ทันก่อนจะสาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบประเมินผลที่ดี ควรเป็นระบบที่เปิดให้พูดกันตลอด ไม่ใช่รอถึงสิ้นปีแล้วค่อยสรุป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48048" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-scaled.webp" alt="New Year&#039;s Resolution for HR" width="600" height="401" title="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR) 43" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/feedback-survey-response-advice-suggestions-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>3. เลิกใช้ Engagement Survey แค่ปีละครั้ง แล้วฟังเสียงพนักงานแบบเรียลไทม์</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจำนวนมากลาออกไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสุขตลอดทั้งปี แต่เพราะมีบางอย่างเปลี่ยนไปในไม่กี่สัปดาห์ก่อนตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221223-how-to-survey/"><span style="font-weight: 400;">Survey</span></a><span style="font-weight: 400;"> ปีละครั้งจึงไม่เพียงพออีกต่อไปองค์กรต้องสร้างระบบที่ฟังเสียงพนักงานอย่างต่อเนื่อง เช่น Check-in รายสัปดาห์ หรือ Pulse Survey รายเดือน ไม่ต้องยาว แต่ต้องบ่อย และนำผลไปปรับใช้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่ารอให้ไฟไหม้บ้านทั้งหลัง แล้วค่อยถามหาสัญญาณเตือน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>4. หยุดมองหาคนที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร แล้วเริ่มมองหาคนที่ เสริมวัฒนธรรมให้ดียิ่งขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การบอกว่าพนักงานบางคนไม่ Fit กับวัฒนธรรมองค์กร อาจดูไม่มีปัญหาอะไร แต่จริง ๆ แล้วมันคือการบอกเป็นนัยว่า เขาไม่เหมือนพวกเรา และเป็นการกันเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่องค์กรที่มีแต่คนคิดเหมือนกัน จะไม่มีทางเติบโตได้ไกล เพราะนวัตกรรมเกิดจากคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และกล้าท้าทายวิธีการเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะถามว่า เขาเข้ากับเราไหม ? ลองถามว่า เขาเข้ามาแล้วมาเสริมสิ่งที่เรายังขาดอยู่หรือเปล่า ? น่าจะเป็นผลดีมากกว่า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>5. หยุดออกแบบเส้นทางอาชีพแบบเส้นตรง แล้ววางแผนการเติบโตที่หลากหลาย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต เส้นทางการเติบโตในองค์กรถูกกำหนดไว้ชัดเจน ทำงานครบ 3 ปี เลื่อนเป็น Senior อีก 2 ปีเป็น Manager </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ความจริงคือ ชีวิตคนทำงานไม่ใช่เส้นตรง บางคนอยากเปลี่ยนสายงาน บางคนอยากลดบทบาทชั่วคราวเพื่อดูแลครอบครัว บางคนอยากลงลึกเฉพาะด้านโดยไม่อยากเป็นหัวหน้า HR ต้องเปิดทางเลือกให้พนักงานได้ออกแบบเส้นทางของตัวเอง พร้อมสนับสนุนให้พวกเขาเติบโตในแบบที่เหมาะกับเขาที่สุด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46799" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp" alt="HR 2025 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน" width="600" height="370" title="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR) 44" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-2025-and-beyond-250825/">HR 2025 &amp; Beyond นิยามความหมาย HR คืออะไร HR ยุคใหม่ที่โลกต้องการเป็นแบบไหน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>6. เลิกการฝึกอบรมแบบ One Size Fits All แล้วให้คนเลือกวิธีเรียนรู้ของตัวเอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีเรียนรู้ของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านคู่มือหนาๆ บางคนชอบดูวิดีโอ บางคนชอบลงมือทำและเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่บ่อยครั้งการฝึกอบรมส่วนใหญ่ในองค์กรกลับบังคับให้ทุกคนนั่งฟังบรรยายแบบเดียวกันยาว 3 ชั่วโมง โดยไม่สนว่าใครรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เป็นผลให้บางคนงงเพราะไม่เข้าใจ บางคนหลับเพราะไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ให้คนเลือกได้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีไหน คือการเคารพในความแตกต่างของมนุษย์ และทำให้พวกเขาได้เติบโตเป็นตัวเองอย่างแท้จริง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>7. หยุดแต่งตั้งหัวหน้าทีมจากผลงานส่วนตัว แล้วเริ่มต้นคนหาที่มีทักษะความเป็นผู้นำ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่เก่งในสายงาน ไม่ได้แปลว่าเป็นหัวหน้าที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างคลาสสิกคือ พนักงานขายที่เก่งมาก พอโปรโมตเป็นผู้จัดการทีมกลับทำให้ทีมพัง เพราะไม่มีทักษะในการฟัง การให้ Feedback  หรือการสร้างแรงจูงใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนเลื่อนตำแหน่งใคร สิ่งที่ต้องถามก็คือ พนักงานที่เก่งคนนี้มีทักษะความเป็นผู้นำแค่ไหน มีส่วนไหนที่ขาดหายไป และเราจะช่วยพัฒนาได้อย่างไร ? ดังนั้นอย่าลืมหาระบบที่ช่วยประเมินความพร้อมในการเป็นผู้นำด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>8. หยุดใช้ภาวะผู้นำแบบสั่งการ แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้นำที่ตั้งคำถาม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ดีในศตวรรษนี้ไม่ใช่คนที่มีคำตอบเสมอไป แต่เป็นคนที่กล้าถามคำถามดี ๆ เพื่อเปิดให้ทีมคิดและเติบโต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสั่งให้ทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิ อาจใช้ได้ดีในงานที่ไม่ต้องคิดมาก แต่กับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราต้องถามว่า คุณคิดว่าเราควรทำอย่างไร ? หรือมีวิธีไหนที่เรายังไม่เคยลอง ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อเปิดโอกาสให้คนได้คิด ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และออกแบบวิธีการทำงานของตัวเอง พวกเขาจะทำงานด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน ไม่ทำแบบส่ง ๆ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>9. หยุดเขียน Job Description ที่หลุดโลกความเป็นจริง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ตำแหน่งงานในวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-howtomakejobdes-190116/"><span style="font-weight: 400;">Job Description</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เขียนไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้วอาจไม่สะท้อนสิ่งที่ทีมต้องการในปัจจุบัน เช่น เขียนใน JD ว่าต้องการคนมีประสบการณ์ใช้ภาษา Python 5 ปี แต่ในเมื่อวันนี้ AI เขียนโค้ดให้ได้ นอกจากการได้คนที่เขียนเป็น เข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์เป็น ยังต้องการคนที่รู้และเข้าใจการใช้ AI เพื่อช่วยตรวจสอบการเขียนโค้ดอย่างถูกต้องด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องเขียน JD ใหม่ โดยเน้นผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่รายการคุณสมบัติที่อิงจากอดีต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48047" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-scaled.webp" alt="New Year&#039;s Resolution for HR" width="600" height="400" title="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR) 45" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/crop-man-reading-book-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>10. หยุดออกแบบนโยบาย HR ที่เข้าใจยาก แล้วเขียนด้วยภาษามนุษย์</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยลองให้พนักงานใหม่อ่าน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190705-employee-handbook/"><span style="font-weight: 400;">Employee Handbook</span></a><span style="font-weight: 400;"> แล้วถามว่าเข้าใจไหม ? ถ้าให้เขาอ่านแล้วไม่เข้าใจใน 5 นาที นั่นหมายความว่ายังเขียนไม่ดีพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องเข้าใจง่าย และใช้ภาษาที่เป็นมิตร อย่าเขียนเหมือนร่างกฎหมาย อย่าซับซ้อนเหมือนคู่มือใช้จรวด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากให้คนทำตามนโยบาย ก็ต้องทำให้นโยบายเข้าใจง่ายก่อน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>11. หยุดประชุมแบบอัดแน่น แล้วเลือกประชุมเท่าที่จำเป็น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้ไม่มีเวลา แต่เรากำลังสูญเสียเวลาไปกับการประชุมที่ไม่มีประโยชน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรประชุมติดกันทั้งวัน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายคืออะไร บางเรื่องส่งอีเมลก็จบ บางการประชุมควรใช้เวลา 30 นาที ไม่ใช่ 90 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ก่อนเข้าประชุมครั้งหน้า อย่าลืมถาม 3 ข้อนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จำเป็นไหม ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เราเข้าแล้วจะมีประโยชน์หรือแค่ต้องเข้า ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สรุปได้ภายใน 30 นาทีหรือเปล่า ?</span></li>
</ol>
<h2><b>12. หยุดพูดว่า เราทำแบบนี้มาตลอด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่เราทำมานาน ไม่ได้แปลว่ามันถูก เพราะหลายสิ่งเคยใช้ได้ในอดีต แต่ไม่ตอบโจทย์ปัจจุบันอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าเราเริ่มต้นใหม่วันนี้ เรายังจะทำแบบเดิมหรือเปล่า ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทั้งองค์กรได้แล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>13. หยุดกลัวการใช้ HR Tech แล้วเริ่มใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้แทน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจำนวนมากยังลังเลที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยงาน HR เพราะกลัวว่าระบบจะซับซ้อน ใช้ยาก หรืออาจทำให้บทบาทของ HR ลดความสำคัญลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ความจริงแล้วเทคโนโลยีไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ หากใช้ถูกวิธี มันจะกลายเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังที่สุดของทีม HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ HR ยังต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ ด้วยมือ ไล่ตามแบบฟอร์มอนุมัติ นั่งสรุปผลประเมินประจำปีทีละคน และหาข้อมูลคนเก่งแบบกระจัดกระจาย งานเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่กำลังเบียดเวลาจากการทำงานที่สำคัญกว่า เช่น การออกแบบประสบการณ์พนักงาน วางแผนการเติบโต หรือสนับสนุนผู้นำในช่วงเวลาสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Tech หรือ HR Solution ที่ออกแบบมาอย่างดีจะช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเปิดให้ HR มีเวลาไปทำงานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อลดคน แต่เพื่อคืนศักยภาพของคนกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มใช้ HR Tech แบบไหนดี หรือยังไม่รู้ว่าควรมองหา HR Solution แบบไหนให้เหมาะกับองค์กร </span><a href="https://docs.google.com/forms/u/2/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><b>สามารถติดต่อทีมของ HREX เพื่อขอคำปรึกษาผ่านลิงก์นี้ได้เลย เรายินดีช่วยคุณวางระบบที่ตอบโจทย์จริงและใช้ได้จริง</b></a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48049" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-scaled.webp" alt="New Year&#039;s Resolution for HR" width="600" height="400" title="13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งในอนาคต (New Year&#039;s Resolution for HR) 46" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/shutterstock_1987215533-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สรุป 13 สิ่งที่ HR ต้องเลิกทำในปี 2026 </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น HR หรือผู้นำในยุคที่โลกหมุนเร็วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรับมือกับความคาดหวังจากทุกทิศ ปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรายเดือน และยังต้องรักษาหัวใจของความเป็นมนุษย์ในองค์กรไว้ให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลิกทำบางอย่างที่เคยชิน อาจไม่ใช่เรื่องเบาใจ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ใหม่ ให้สิ่งที่ดีกว่าได้เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องเปลี่ยนให้ครบทั้ง 13 ข้อภายในคืนเดียว แค่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กที่สุดที่คุณควบคุมได้ในวันนี้ เชื่อเถอะว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ </span><b>ล้วนเริ่มจากคนธรรมดาคนหนึ่ง&#8230; ที่กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ต่างออกไป</b></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/u/2/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="ทำความรู้จัก Crisis Management ในวันที่โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/new-years-resolution-for-hr-2026-251125/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? อัปเดต 2569</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Jul 2025 11:20:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46315</guid>

					<description><![CDATA[อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569: หลังมีการเลื่อนกำหนดจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไปเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่ HR ต้องกลับมาเช็กอีกครั้งคือ กองทุนนี้ต่างจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร และถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ยังต้องเตรียมอะไรเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกหรือไม่ บทความนี้จะสรุปความต่างแบบใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เทียบชื่อกองทุน เพราะแม้ทั้งสองกองทุนจะเกี่ยวกับเงินของลูกจ้างและนายจ้างเหมือนกัน แต่มีที่มา วัตถุประสงค์ เงื่อนไข และผลต่อการทำงานของ HR คนละแบบ สรุปเร็ว: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? ถ้าต้องอธิบายให้ผู้บริหารหรือพนักงานเข้าใจใน 1 นาที ให้จำง่าย ๆ ว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือระบบคุ้มครองขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน ส่วน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือสวัสดิการออมเงินระยะยาวเพื่ออนาคตและเกษียณ ประเด็นเปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สถานะของกองทุน กองทุนตามกฎหมายแรงงานที่สถานประกอบการเข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม สวัสดิการ/ระบบออมเงินที่นายจ้างจัดตั้งตามกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป้าหมายหลัก ช่วยให้ลูกจ้างมีเงินรองรับเมื่อพ้นจากงานหรือเกิดกรณีที่กฎหมายกำหนด สร้างเงินออมและผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะเป้าหมายเกษียณ อัตราเงินนำส่ง เริ่ม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46318" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร อัปเดต 2569" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? อัปเดต 2569 50" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569:</strong> หลังมีการเลื่อนกำหนดจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a> ไปเริ่มวันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> คำถามที่ HR ต้องกลับมาเช็กอีกครั้งคือ กองทุนนี้ต่างจาก <strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong> อย่างไร และถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ยังต้องเตรียมอะไรเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกหรือไม่</p>
<p>บทความนี้จะสรุปความต่างแบบใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เทียบชื่อกองทุน เพราะแม้ทั้งสองกองทุนจะเกี่ยวกับเงินของลูกจ้างและนายจ้างเหมือนกัน แต่มีที่มา วัตถุประสงค์ เงื่อนไข และผลต่อการทำงานของ HR คนละแบบ</p>

<h2>สรุปเร็ว: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร?</h2>
<p>ถ้าต้องอธิบายให้ผู้บริหารหรือพนักงานเข้าใจใน 1 นาที ให้จำง่าย ๆ ว่า <strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือระบบคุ้มครองขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน</strong> ส่วน <strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือสวัสดิการออมเงินระยะยาวเพื่ออนาคตและเกษียณ</strong></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 25%;"><strong>ประเด็นเปรียบเทียบ</strong></td>
<td style="width: 37.5%;"><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong></td>
<td style="width: 37.5%;"><strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">สถานะของกองทุน</td>
<td style="width: 37.5%;">กองทุนตามกฎหมายแรงงานที่สถานประกอบการเข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม</td>
<td style="width: 37.5%;">สวัสดิการ/ระบบออมเงินที่นายจ้างจัดตั้งตามกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">เป้าหมายหลัก</td>
<td style="width: 37.5%;">ช่วยให้ลูกจ้างมีเงินรองรับเมื่อพ้นจากงานหรือเกิดกรณีที่กฎหมายกำหนด</td>
<td style="width: 37.5%;">สร้างเงินออมและผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะเป้าหมายเกษียณ</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">อัตราเงินนำส่ง</td>
<td style="width: 37.5%;">เริ่ม 1 ต.ค. 2569 ลูกจ้าง 0.25% + นายจ้าง 0.25% และปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2573</td>
<td style="width: 37.5%;">ขึ้นกับข้อบังคับกองทุนและแผนสวัสดิการของบริษัท ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">การเข้าร่วม</td>
<td style="width: 37.5%;">ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น จำนวนลูกจ้างและการมีสวัสดิการที่เข้าหลักเกณฑ์</td>
<td style="width: 37.5%;">ขึ้นกับนโยบายบริษัท ข้อบังคับกองทุน และเงื่อนไขการเป็นสมาชิก</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">การลงทุน</td>
<td style="width: 37.5%;">บริหารตามระบบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</td>
<td style="width: 37.5%;">มักมีนโยบายลงทุนหรือแผนลงทุนให้สมาชิกเลือกตามกองทุนที่บริษัทจัดไว้</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 25%;">ผลต่อ HR</td>
<td style="width: 37.5%;">ต้องเตรียม payroll การนำส่งเงิน และการสื่อสารตามกฎหมายแรงงาน</td>
<td style="width: 37.5%;">ต้องบริหารสมาชิก กองทุน แผนสมทบ การเปลี่ยนแผน และการสื่อสารสวัสดิการระยะยาว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?</h2>
<p><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong> หรือ Employee Welfare Fund คือกองทุนที่มีเป้าหมายช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อพ้นจากงาน เสียชีวิต หรือเกิดกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเงินในกองทุนมาจากสองส่วนคือเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง</p>
<p>สำหรับกำหนดการล่าสุด กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบในวันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> โดยช่วงแรกคิดฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไปจะปรับเป็นฝ่ายละ 0.5%</p>
<p>ประเด็นที่ HR ต้องจำคือ กองทุนนี้ไม่ใช่สวัสดิการที่องค์กรเลือกทำหรือไม่ทำตามความสมัครใจเหมือนหลาย ๆ benefit แต่เป็นเรื่องตามกฎหมายแรงงานที่องค์กรเข้าข่ายต้องเตรียมระบบรองรับให้ถูกต้อง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45051" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? อัปเดต 2569 51" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/">กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร?</h2>
<p><strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong> หรือ Provident Fund คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเพื่อเป็นสวัสดิการระยะยาวให้พนักงาน โดยทั่วไปลูกจ้างจ่ายเงินสะสม และนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไขในข้อบังคับกองทุน</p>
<p>จุดเด่นของ PVD คือช่วยสร้างวินัยทางการเงินและเงินก้อนระยะยาวให้พนักงาน โดยเงินในกองทุนจะถูกนำไปลงทุนตามนโยบายหรือแผนลงทุนที่กองทุนกำหนด พนักงานบางองค์กรสามารถเลือกแผนลงทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายชีวิตของตัวเองได้</p>
<p>ดังนั้น PVD จึงมักถูกใช้เป็นสวัสดิการเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงาน โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการสร้าง employee benefit ที่มองไกลกว่าแค่รายได้รายเดือน</p>
<h2>ต่างกันที่ 1: “บังคับตามกฎหมาย” กับ “สวัสดิการที่องค์กรจัดให้”</h2>
<p>ความต่างข้อแรกคือสถานะของกองทุน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเรื่องตามกฎหมายแรงงานที่สถานประกอบการเข้าข่ายต้องปฏิบัติ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายเฉพาะของ PVD</p>
<p>พูดให้เห็นภาพคือ ถ้าบริษัทไม่มี PVD หรือไม่มีสวัสดิการที่เข้าเงื่อนไข กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอาจกลายเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ขณะที่ PVD เป็นเครื่องมือด้านสวัสดิการและการออมระยะยาวที่บริษัทใช้แข่งขันในตลาดแรงงานได้</p>
<h2>ต่างกันที่ 2: เป้าหมายของเงินคนละแบบ</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเน้นการคุ้มครองขั้นต่ำเมื่อลูกจ้างพ้นจากงานหรือเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนด จึงใกล้กับแนวคิดเรื่อง social safety net ในโลกการทำงาน</p>
<p>ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเน้นการสะสมทรัพย์สินระยะยาว เงินก้อนใน PVD จึงมักถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินเพื่อเกษียณหรือเป้าหมายอนาคตของพนักงาน</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ HR ไม่ควรสื่อสารกับพนักงานว่า “สองกองทุนนี้เหมือนกัน” เพราะแม้จะมีการหักเงินเดือนและนายจ้างสมทบเหมือนกัน แต่คำตอบว่าเงินนี้มีไว้เพื่ออะไรต่างกันอย่างมาก</p>
<h2>ต่างกันที่ 3: อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ</h2>
<p>สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัตราเริ่มต้นถูกกำหนดค่อนข้างชัดเจน คือ 0.25% ฝั่งลูกจ้าง และ 0.25% ฝั่งนายจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 จากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไปจะเป็นฝ่ายละ 0.5%</p>
<p>แต่ PVD จะขึ้นกับข้อบังคับกองทุนและแผนของบริษัท เช่น อัตราที่ลูกจ้างเลือกสะสม อัตราที่นายจ้างสมทบ เงื่อนไขอายุงาน และเงื่อนไขการได้รับเงินสมทบเต็มจำนวน ซึ่งแต่ละองค์กรอาจออกแบบต่างกันได้</p>
<p>ดังนั้นในเชิง payroll HR ต้องแยก logic ของสองกองทุนนี้ให้ชัด เพราะไม่ใช่รายการหักเงินประเภทเดียวกัน และไม่ควรใช้สูตรเดียวกันโดยอัตโนมัติ</p>
<h2>ต่างกันที่ 4: พนักงานมีสิทธิเลือกมากน้อยไม่เท่ากัน</h2>
<p>PVD มักมีมิติของการเลือกมากกว่า เช่น สมัครเป็นสมาชิก เลือกอัตราสะสม หรือเลือกแผนลงทุน ตามข้อบังคับของกองทุนที่บริษัทจัดไว้</p>
<p>แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเรื่องที่ต้องดูเงื่อนไขตามกฎหมายเป็นหลัก เมื่อองค์กรเข้าข่ายและลูกจ้างอยู่ในกลุ่มที่ต้องนำส่ง HR ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานเลือกว่าจะเข้าหรือไม่เข้าตามความสมัครใจแบบ benefit ทั่วไป</p>
<h2>มี PVD แล้ว ยังต้องสนใจกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม?</h2>
<p><strong>ยังต้องสนใจ</strong> เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าบริษัท “มี PVD” หรือ “ไม่มี PVD” แต่ต้องดูว่า PVD ครอบคลุมพนักงานทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเพียงพอหรือเปล่า</p>
<p>ตัวอย่างประเด็นที่ HR ควรตรวจ ได้แก่</p>
<ul>
<li>PVD เปิดให้เฉพาะพนักงานประจำรายเดือนหรือครอบคลุมพนักงานรายวันด้วยหรือไม่</li>
<li>พนักงานทดลองงานต้องรอกี่เดือนจึงสมัคร PVD ได้ และช่วงรอนั้นถือว่าอยู่ในระบบใด</li>
<li>พนักงานบางคนเลือกไม่สมัคร PVD ได้หรือไม่ และถ้าเลือกไม่สมัคร บริษัทมีวิธีจัดการความเสี่ยงอย่างไร</li>
<li>ข้อบังคับกองทุนและเอกสารสมาชิกอัปเดตครบหรือไม่ หากมีการตรวจสอบในอนาคต</li>
</ul>
<p>นี่คือจุดที่หลายองค์กรอาจเข้าใจผิด เพราะคิดว่าการมี PVD เพียงชื่อเดียวเพียงพอแล้ว ทั้งที่ในทางปฏิบัติ HR ยังต้องตรวจ coverage และเงื่อนไขของพนักงานแต่ละกลุ่มให้ละเอียด</p>
<h2>ตัวอย่างสถานการณ์ที่ HR ควรเช็ก</h2>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 35%;"><strong>สถานการณ์</strong></td>
<td style="width: 65%;"><strong>สิ่งที่ HR ควรทำ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 35%;">บริษัทมีลูกจ้างเกิน 10 คน แต่ยังไม่มี PVD</td>
<td style="width: 65%;">เตรียมระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้พร้อมก่อน 1 ต.ค. 2569 และสื่อสารกับพนักงานล่วงหน้า</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 35%;">บริษัทมี PVD แต่สมาชิกบางกลุ่มยังสมัครไม่ได้</td>
<td style="width: 65%;">ตรวจว่ากลุ่มที่อยู่นอก PVD ต้องถูกนำมาพิจารณาภายใต้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 35%;">บริษัทมี PVD แบบสมัครใจ พนักงานบางคนไม่สมัคร</td>
<td style="width: 65%;">ตรวจข้อบังคับและแนวทางกฎหมายเพิ่มเติม ไม่ควรสรุปเองว่าพนักงานที่ไม่สมัครไม่มีประเด็น</td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 35%;">บริษัทกำลังโตจาก 8 คนเป็น 12 คน</td>
<td style="width: 65%;">เริ่มเตรียม payroll และนโยบายสวัสดิการไว้ก่อน เพราะเมื่อเข้าเงื่อนไขแล้วการเตรียมแบบเร่งด่วนมักผิดพลาดง่าย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR ควรเลือกทำ PVD แทนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม?</h2>
<p>คำตอบขึ้นกับเป้าหมายขององค์กร หากต้องการเพียงทำตามหน้าที่ขั้นต่ำตามกฎหมาย HR ต้องเข้าใจและเตรียมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ถูกต้อง แต่ถ้าต้องการสร้างสวัสดิการระยะยาวที่ช่วยดึงดูดและรักษาพนักงาน PVD ยังเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า</p>
<p>ในหลายองค์กร คำถามที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ “จะเลือกกองทุนไหนดี” แต่คือ “องค์กรควรออกแบบสวัสดิการอย่างไรให้ถูกกฎหมายและตอบโจทย์พนักงานด้วย”</p>
<p>ถ้าบริษัทมีงบและต้องการยกระดับ employee benefit การมี PVD ที่ครอบคลุมและออกแบบดีอาจช่วยลดความกังวลเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในบางมิติได้ แต่ยังต้องตรวจเงื่อนไขให้รอบคอบอยู่ดี</p>
<h2>Checklist สำหรับ HR ก่อน 1 ตุลาคม 2569</h2>
<ul>
<li>ตรวจจำนวนลูกจ้างและกลุ่มพนักงานทั้งหมดในองค์กร</li>
<li>ตรวจว่าบริษัทมี PVD หรือสวัสดิการอื่นที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่</li>
<li>ตรวจ coverage ของ PVD ว่าครอบคลุมพนักงานทุกกลุ่มหรือมีช่องว่าง</li>
<li>คุยกับ payroll ว่าต้องเพิ่มรายการหักเงินสะสมและเงินสมทบแบบใด</li>
<li>เตรียม FAQ สำหรับพนักงาน แยกคำว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง, PVD, ประกันสังคม และเงินชดเชย ให้ชัด</li>
<li>ติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนเริ่มใช้งานจริง</li>
</ul>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46413" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp" alt="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2568 เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร? อัปเดต 2569 52" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/">FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: 13 คำถามที่ HR ต้องรู้ก่อน 1 ต.ค. 2569</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>FAQ: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</h2>
<h3>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับ PVD เป็นกองทุนเดียวกันไหม?</h3>
<p>ไม่ใช่กองทุนเดียวกัน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนตามกฎหมายแรงงาน ส่วน PVD เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นายจ้างจัดตั้งเป็นสวัสดิการตามกฎหมายเฉพาะ</p>
<h3>มี PVD แล้วไม่ต้องทำกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลยใช่ไหม?</h3>
<p>ยังไม่ควรสรุปแบบนั้น HR ต้องตรวจว่า PVD ครอบคลุมพนักงานกลุ่มใด และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีมีพนักงานบางกลุ่มอยู่นอกระบบ PVD</p>
<h3>พนักงานจะโดนหักเงินสองกองทุนพร้อมกันไหม?</h3>
<p>ขึ้นกับโครงสร้างสวัสดิการและการเข้าข่ายของบริษัท ถ้ามีพนักงานอยู่ใน PVD อยู่แล้ว HR ต้องตรวจเงื่อนไขว่าต้องดำเนินการกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่มเติมหรือไม่ ไม่ควรใช้คำตอบเดียวกับทุกองค์กร</p>
<h3>กองทุนไหนดีกว่ากัน?</h3>
<p>ตอบคนละมุม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือกลไกคุ้มครองขั้นต่ำตามกฎหมาย ส่วน PVD คือสวัสดิการระยะยาวที่ช่วยสร้างเงินออมและความผูกพันกับองค์กร หากออกแบบได้ดี ทั้งสองเรื่องสามารถอยู่ในแผนสวัสดิการของ HR ได้อย่างเป็นระบบ</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจดูคล้ายกัน เพราะต่างก็มีเงินจากลูกจ้างและนายจ้างเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จริง ๆ แล้วมีคนละบทบาท กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือหน้าที่ตามกฎหมายแรงงานสำหรับองค์กรที่เข้าข่าย ส่วน PVD คือสวัสดิการออมเงินระยะยาวที่องค์กรใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานได้</p>
<p>ในปี 2569 สิ่งที่ HR ต้องทำไม่ใช่แค่จำวันเริ่ม 1 ตุลาคม 2569 แต่ต้องกลับไปตรวจระบบขององค์กรว่า มี PVD อยู่แล้วหรือไม่ ครอบคลุมใครบ้าง payroll พร้อมหรือยัง และพนักงานเข้าใจความต่างของกองทุนทั้งสองแบบหรือไม่</p>
<p>ถ้าต้องการอ่านต่อแบบถามตอบทีละประเด็น สามารถดูบทความ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/">FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569</a> ได้เพิ่มเติม</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mol.go.th/employee/employee_fund" target="_blank" rel="noopener">กระทรวงแรงงาน: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
<li><a href="https://www.labour.go.th/attachments/article/71837/PR-131267-UPDATE.pdf" target="_blank" rel="noopener">กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: เอกสารประชาสัมพันธ์กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
<li><a href="https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/257016" target="_blank" rel="noopener">PPTVHD36: ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 69</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-connect-hrex-platform-250717/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-connect-hrex-platform-250717/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2025 11:43:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Connect]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46178</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อว่าคนทำงาน HR ต้องรับบทบาทมากกว่าการดูแลพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี การพัฒนาองค์กร หรือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยั่งยืน สิ่งที่ HR หลายคนต้องการไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ การเชื่อมโยง (Connect) กับสิ่งที่ “ใช่” และ “ช่วยให้ทำงานดีขึ้น” และนี่คือเหตุผลที่ HREX พยายาม Connect HR People to The Best HR Solution เพื่อเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งให้คุณเข้าถึงความรู้ สินค้า บริการ และผู้เชี่ยวชาญในวงการ HR ได้อย่างง่ายดาย ลองมาดูกันว่า ถ้าคุณเป็น HR แล้วมา Connect กับเรา จะเจออะไรบ้าง? Connect HR People to the Best HR Solution คือ Mission ของเรา ที่ HREX เราเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเริ่มต้นจาก “คน” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46179" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-1.png" alt="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ?" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 60" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าคนทำงาน HR ต้องรับบทบาทมากกว่าการดูแลพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี การพัฒนาองค์กร หรือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยั่งยืน สิ่งที่ HR หลายคนต้องการไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ </span><b>การเชื่อมโยง (Connect)</b><span style="font-weight: 400;"> กับสิ่งที่ “ใช่” และ “ช่วยให้ทำงานดีขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือเหตุผลที่ </span><a href="https://th.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> พยายาม Connect HR People to The Best HR Solution เพื่อเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งให้คุณเข้าถึงความรู้ สินค้า บริการ และผู้เชี่ยวชาญในวงการ HR ได้อย่างง่ายดาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองมาดูกันว่า ถ้าคุณเป็น HR แล้วมา Connect กับเรา จะเจออะไรบ้าง?</span></p>

<h2><b>Connect HR People to the Best HR Solution คือ Mission ของเรา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ HREX เราเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเริ่มต้นจาก “คน” และการบริหารคนที่ดีต้องมีเครื่องมือ ความรู้ และเครือข่ายที่พร้อมสนับสนุน นี่คือเหตุผลที่เรามุ่งมั่นในการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้าน HR กับโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด ผ่านพันธกิจของเราที่อยาก </span><b>Connect HR People to the Best HR Solution</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็น HR Tech, บริการพัฒนาบุคลากร, ระบบสวัสดิการ หรือบทความที่ช่วยให้เข้าใจแนวโน้มของโลกการทำงาน HREX รวบรวมทุกอย่างไว้เพื่อให้ HR ได้เข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะเราเข้าใจดีว่า HR ไม่ควรต้องเสียเวลาค้นหา แต่ควรได้ “คำตอบที่ใช่” อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พันธกิจของ HREX จึงไม่ใช่แค่การเป็นแหล่งข้อมูล แต่คือการเป็น “ตัวกลาง” ที่เชื่อม HR กับสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ในเวลาที่ต้องการ และในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46176" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4.webp" alt="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 61" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR มา Connect กับบทความ HR: อัปเดตองค์ความรู้จากคลังบทความกว่า 1,500 เรื่อง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในจุดแข็งของ HREX คือการเป็นแหล่งรวบรวม </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/hrex-hr-articles-250717/"><b>บทความ HR ที่ใหญ่ที่สุดในไทย </b></a><span style="font-weight: 400;">เรามีบทความมากกว่า 1,500 เรื่อง ครอบคลุมทุกประเด็น ตั้งแต่กลยุทธ์การบริหารคน เทคโนโลยี HR ไปจนถึงมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบทความเหล่านี้ได้ง่ายและรวดเร็ว ค้นหาตามหมวดหมู่ ความสนใจ หรือคำสำคัญ พร้อมระบบแนะนำบทความที่ตรงกับพฤติกรรมการอ่านของแต่ละคน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46180" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-2.png" alt="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ?" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 62" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-2.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-2-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR มา Connect กับ Q&amp;A Webboard ชุมชน HR ที่ถาม-ตอบได้จริง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญคือ </span><a href="https://qath.hrnote.asia/"><b>HR Community </b></a><span style="font-weight: 400;">บน Webboard ของ HREX</span> <span style="font-weight: 400;">พื้นที่ที่ HR จากหลากหลายองค์กรเข้ามาตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันหาคำตอบในประเด็นที่ท้าทาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสามารถสร้างกระทู้ถามในเรื่องที่กำลังสงสัย ติดตามคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อน HR หรือค้นหาประเด็นที่เคยถูกพูดถึงแล้วในชุมชนแบบง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายแรงงาน การสร้าง KPI หรือปัญหาการลาออกแบบกระทันหัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Webboard นี้คือที่ที่ HR ไม่ต้องคิดคนเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46181" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-3.png" alt="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ?" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 63" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-3.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-3-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR มา Connect กับ HR Products &amp; Services: เครื่องมือที่เหมาะกับองค์กรคุณ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ไม่ใช่เพียงแค่คลังบทความหรือพื้นที่ชุมชน แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง HR กับผู้ให้บริการโซลูชันมากมาย ผ่านระบบ Inquiry </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยคุณสามารถพบผู้ให้บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/">HR Products &amp; Services</a> ในหลากหลายหมวดหมู่ เช่น ซอฟต์แวร์ HR เช่น HRIS, ATS, Payroll, บริการฝึกอบรมพนักงาน, ที่ปรึกษาด้านองค์กร, เครื่องมือสร้างแบบประเมิน ระบบสวัสดิการพนักงาน และอื่นๆ อีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกบริการได้รับการคัดเลือกโดยทีมงาน HREX พร้อมข้อมูลครบถ้วน ช่วยให้ HR ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และมั่นใจในคุณภาพของโซลูชัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46182" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-4.png" alt="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ?" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 64" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-4.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/HR-Connect-กับ-HREX-จะเจออะไรบ้าง-4-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>แล้ว HR Connect กับ HR Products &amp; Services ยังไงได้บ้าง ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นใช้งานได้ง่ายๆ เพียง</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://expth.hrnote.asia/users/sign_in"><strong>สมัครสมาชิก</strong></a><span style="font-weight: 400;"> บนเว็บไซต์ HREX (ฟรี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เข้าไปยังหน้าโซลูชันที่สนใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คลิกที่ปุ่ม Inquiry เพื่อส่งคำถามหาผู้ให้บริการหรือทีมงาน HREX</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รอรับการติดต่อกลับภายในเวลาอันรวดเร็ว — ทุกอย่างอยู่ในระบบเดียว ไม่ต้องวิ่งหาหลายช่องทาง</span></li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46147" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12.webp" alt="LinkedIn คืออะไร ? สื่อสังคมออนไลน์ที่พิเศษต่อคนทำงาน" width="600" height="370" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 65" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR มา Connect กับเราผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้เช่นกัน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้คุณไม่พลาดข่าวสารสำคัญ บทความใหม่ และโซลูชันที่น่าสนใจ เรายังเปิดช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ให้คุณสามารถติดตามเราได้ตลอดเวลา</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.facebook.com/th.hrnote.asia/">Facebook</a> – ติดตามข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ ทุกวัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.linkedin.com/company/hrex-asia/" target="_blank" rel="noopener">LinkedIn</a> – สำหรับมืออาชีพสาย HR ที่ต้องการอัปเดตเชิงกลยุทธ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://line.me/R/ti/p/%40540mpnhr" target="_blank" rel="noopener">LINE Official Account</a> – รับบทความและกิจกรรมล่าสุดผ่านมือถือ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HREX Connect กับ HR ทุกคน จุดเชื่อมที่ทรัพยากรบุคคลไม่ควรมองข้าม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่งาน HR ไม่ได้มีแค่ “งานบุคคล” แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span> <b>HR Connect คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณไม่ต้องทำงานคนเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารวบรวมทุกอย่างที่ HR ต้องการไว้ในที่เดียว — เพื่อให้คุณทำงานได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้เร็วขึ้น และพาองค์กรเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HR Connect กับ HREX จะเจออะไรบ้าง ? 66" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-connect-hrex-platform-250717/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hrex-hr-articles-250717/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hrex-hr-articles-250717/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2025 09:12:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46172</guid>

					<description><![CDATA[แต่ละวัน HR ต้องรับมือกับทั้งงานประจำ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการบริหารคน เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือกฎหมายแรงงานที่อัปเดตอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่ HR ต้องการคือ บทความ HR ที่ตอบโจทย์จริง — บทความที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย มีมุมมองที่ลึก และนำไปใช้ได้ในงานจริง หลายคนพยายามค้นหาแหล่งความรู้ดี ๆ แต่กลับไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน และบทความ HR ที่พบเจอก็อาจกระจัดกระจายหรือไม่อัปเดต หากคุณกำลังมองหาแหล่งอ่านบทความ HR ที่ครบถ้วนที่สุด HREX คือหนึ่งในแพลตฟอร์มที่คนในวงการ HR ให้ความไว้วางใจมากที่สุด จากการเริ่มต้นในชื่อเดิม HR NOTE ที่เน้นการเผยแพร่บทความความรู้ HR เชิงลึก HREX ได้เติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่รวมทั้ง HR Products &#38; Services ไว้ครบวงจร พร้อมกับคงจุดเด่นเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง เพราะเราเชื่อว่าความรู้คือรากฐานของการบริหารคนที่ยั่งยืน และบทความ HR ที่ดีต้องตอบโจทย์คนทำงานจริง บทความ HR ที่น่าสนใจควรเป็นอย่างไร ? เพราะบทความ HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46173" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-1.webp" alt="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล" width="600" height="370" title="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล 72" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละวัน HR ต้องรับมือกับทั้งงานประจำ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการบริหารคน เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือกฎหมายแรงงานที่อัปเดตอยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งหนึ่งที่ HR ต้องการคือ</span><b> บทความ HR </b><span style="font-weight: 400;">ที่ตอบโจทย์จริง</span> <span style="font-weight: 400;">— บทความที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย มีมุมมองที่ลึก และนำไปใช้ได้ในงานจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนพยายามค้นหาแหล่งความรู้ดี ๆ แต่กลับไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน และบทความ HR ที่พบเจอก็อาจกระจัดกระจายหรือไม่อัปเดต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังมองหาแหล่งอ่านบทความ HR ที่ครบถ้วนที่สุด HREX คือหนึ่งในแพลตฟอร์มที่คนในวงการ HR ให้ความไว้วางใจมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการเริ่มต้นในชื่อเดิม HR NOTE ที่เน้นการเผยแพร่บทความความรู้ HR เชิงลึก HREX ได้เติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่รวมทั้ง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><b>HR Products &amp; Services</b></a><span style="font-weight: 400;"> ไว้ครบวงจร พร้อมกับคงจุดเด่นเดิมเอาไว้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเราเชื่อว่าความรู้คือรากฐานของการบริหารคนที่ยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบทความ HR ที่ดีต้องตอบโจทย์คนทำงานจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>บทความ HR ที่น่าสนใจควรเป็นอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะบทความ HR ในปัจจุบันมีจำนวนมาก แต่ใช่ว่าทุกบทความจะตอบโจทย์คนทำงาน HR จริง ๆ </span></p>
<p><b>บทความ HR ที่มีคุณภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> ควรมีมากกว่าแค่เนื้อหาทั่วไปหรือคำแนะนำพื้นฐาน สิ่งสำคัญคือต้องเชื่อถือได้ ปรับใช้ได้ และอยู่บนฐานของประสบการณ์จริง ซึ่งองค์ประกอบหลักของบทความ HR ที่น่าสนใจและมีคุณภาพ ควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. อิงจากประสบการณ์จริงของคนในแวดวง HR</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาบทความควรมาจากคนที่อยู่ในงาน HR จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือเจ้าของประสบการณ์ตรง เช่น การสัมภาษณ์ผู้นำฝ่าย HR หรือการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ในองค์กร เพราะบทความที่เขียนจากคนจริง ย่อมสะท้อนความท้าทายและแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริง</span></p>
<h3><b>2. มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความ HR ที่ดีควรมีพื้นฐานจากข้อมูลที่ผ่านการวิจัย หรือได้รับการยอมรับจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น งานวิจัยระดับสากล ผลสำรวจพฤติกรรมพนักงาน หรือบทวิเคราะห์จากองค์กรชั้นนำ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้อ่าน และทำให้เนื้อหามีน้ำหนักในเชิงวิชาการมากขึ้น</span></p>
<h3><b>3. สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในองค์กร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความควรเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริงในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ แนวคิด หรือกระบวนการ เช่น เทคนิคการสร้าง Employee Engagement, วิธีการออกแบบโครงสร้างองค์กร, กระบวนการคัดเลือกบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น</span></p>
<h3><b>4. อัปเดตและสอดคล้องกับเทรนด์ HR ปัจจุบัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกของ HR กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทความที่น่าสนใจจึงควรสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้น เช่น การทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote, การใช้ AI และ HR Tech ในกระบวนการต่างๆ หรือเทรนด์ Diversity, Equity &amp; Inclusion (DEI) กระทั่งการบริหารแบบยั่งยืน (Sustainability in HR) ฯลฯ การอัปเดตเทรนด์เหล่านี้ช่วยให้ HR ไม่ตกยุค และสามารถวางกลยุทธ์เชิงรุกได้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46176" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4.webp" alt="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล " width="600" height="370" title="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล 73" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-4-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>แล้ว HREX มีบทความ HR หมวดหมู่อะไรบ้าง ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ HR ทุกระดับสามารถเลือกอ่านบทความที่เหมาะกับความสนใจและหน้าที่ของตนเอง HREX จึงจัดหมวดหมู่เนื้อหาไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/news/"><b>1. บทความ HR News</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อัปเดตข่าวสารแวดวง HR ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกิจกรรม งานสัมมนา และความเคลื่อนไหวสำคัญในอุตสาหกรรม</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/story/"><b>2. บทความ HR Success Story</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้นำองค์กร ที่แบ่งปันแนวคิดการบริหารคนให้ประสบความสำเร็จ มีตัวอย่างจากองค์กรหลากหลายขนาดและอุตสาหกรรม</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/hrpeople/"><b>3. HR People</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของคนทำงาน HR ตัวจริง เสียงจริง ตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่จนถึงผู้บริหาร รวมถึงบทบาทที่เกี่ยวข้อง เช่น HR Finance, HRBP, HR Analyst ฯลฯ</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/hr-survey/"><b>4. บทความ HR Survey</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปผลสำรวจและงานวิจัยเชิงปริมาณในแวดวง HR ให้กลายเป็นบทความอ่านง่าย พร้อมอินไซต์ที่นำไปใช้จริงได้</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/hrinsight/"><b>5. บทความ HR Insight</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เจาะลึกเวทีสัมมนา การประชุม และงานอีเวนต์ด้าน HR ทั่วประเทศ พร้อมสรุปสาระสำคัญให้เข้าใจง่ายภายในบทความเดียว</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/hrtech/"><b>6. บทความ HR Tech</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ติดตามเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ HR เช่น HRIS, ATS, AI Recruitment, Employee Experience Tools และแนวโน้มอนาคตของ HR Tech</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/recruit/"><b>7. บทความ HR Recruit</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิด วิธีการ และกลยุทธ์ในการสรรหาคนเก่ง ตั้งแต่การเขียน JD ให้โดน ไปจนถึงการสร้าง Candidate Experience ที่ดี</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/orgdevelopment/"><b>8. บทความ HR OD</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร เช่น Culture Transformation, Change Management, Talent Development</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/personnel-management/"><b>9. บทความ HR Management</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักการบริหารงานบุคคล เช่น โครงสร้างองค์กร, Performance Management, Policy Design ฯลฯ</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/tips/"><b>10. บทความ HR Tips</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เกร็ดความรู้สั้นๆ ที่นำไปใช้ได้ทันที เช่น การบริหารเวลาในงาน HR, การตั้งคำถามสัมภาษณ์ หรือเทคนิคการเขียน Exit Interview</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/hr-lifestyle/"><b>11. บทความ HR Lifestyle</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความเชิงไลฟ์สไตล์สำหรับคนทำงาน HR เช่น Work-Life Balance, Mental Health, Career Path</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/expert-content/"><b>12. บทความ HR Expert Content</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความจากผู้เชี่ยวชาญด้าน HR และองค์กร เช่น CEO, HR Director, Consultant ที่ให้มุมมองลึกซึ้งจากประสบการณ์จริง</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/partner-content/"><b>13. บทความ HR Partner Content</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาที่สร้างร่วมกับแบรนด์ HR Tech หรือ Service Provider เพื่อให้ความรู้ควบคู่กับแนะนำเครื่องมือหรือบริการที่น่าสนใจ</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/category/qaarticle/"><b>14. บทความ HR Q&amp;A</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมคำถามคำตอบจาก HR Community จริง ทั้งเรื่องกฎหมายแรงงาน ระบบ HR หรือสถานการณ์เฉพาะที่ HR เจอจริงในองค์กร</span></p>
<h3><a href="https://th.hrnote.asia/hrexchannel/"><b>15. HREX Channel</b></a></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปสาระสำคัญจากวิดีโอใน YouTube Channel ของเรา เช่น การสัมภาษณ์,และบันทึกเว็บบิน่าต่าง ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46174" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-2.webp" alt="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล" width="600" height="370" title="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล 74" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>มีที่ไหนอีกบ้าง ที่มีบทความ HR น่าอ่าน ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่า </span><b>HREX</b><span style="font-weight: 400;"> จะเป็นแหล่งรวม </span><b>บทความ HR</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย ทั้งด้านเนื้อหา ความหลากหลาย และการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ แต่ในฐานะคนทำงาน HR ที่ต้องเปิดรับมุมมองจากต่างประเทศ การติดตามแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมในต่างประเทศก็ถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อไปนี้คือเว็บไซต์ระดับสากลที่มีบทความ HR คุณภาพ ซึ่งน่าสนใจและควรค่าแก่การติดตาม:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://shrm.org" target="_blank" rel="noopener"><b>SHRM.org</b></a><span style="font-weight: 400;"> – เว็บไซต์จากสมาคมทรัพยากรบุคคลแห่งสหรัฐฯ (Society for Human Resource Management) ที่เน้นเนื้อหาด้านกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติ HR ระดับโลก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเดตมาตรฐานวิชาชีพอย่างเป็นระบบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://hbr.org/" target="_blank" rel="noopener"><b>Harvard Business Review</b></a><span style="font-weight: 400;"> – แม้ไม่ใช่เว็บไซต์ด้าน HR โดยตรง แต่มีบทความเกี่ยวกับภาวะผู้นำ การบริหารองค์กร และกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลที่ลึกซึ้งและใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับผู้บริหารและ HR ที่ต้องการมุมมองเชิงกลยุทธ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://blog.workday.com/en-us/homepage.html" target="_blank" rel="noopener"><b>Workday Blog</b></a><span style="font-weight: 400;"> – เน้นบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอนาคตของงาน HR เช่น AI, ระบบ HRIS, Data-driven HR เหมาะสำหรับ HR ที่ต้องการอยู่เหนือเส้นโค้งของการเปลี่ยนแปลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://hrmasia.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>HRM Asia</b></a><span style="font-weight: 400;"> – ครอบคลุมข่าวสารและบทวิเคราะห์ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบทสัมภาษณ์และกรณีศึกษาจากบริษัทชั้นนำในหลายประเทศ ช่วยให้เข้าใจแนวโน้มของตลาดแรงงานในระดับภูมิภาค</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://futurehr.club" target="_blank" rel="noopener"><b>Future HR</b></a><span style="font-weight: 400;"> – แพลตฟอร์มที่เน้นการสร้างบทความ HR ที่ตอบโจทย์การทำงานในยุคหลายเจนเนอเรชัน พร้อมแนะนำวิธีใช้จุดแข็งของแต่ละเจเนอเรชัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สมดุลและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับ HR ที่กำลังมองหาแนวคิดใหม่ๆ ในการออกแบบวัฒนธรรมองค์กรและบริหารทีมข้ามเจน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แหล่งเหล่านี้อาจไม่ได้นำเสนอเนื้อหาในบริบทของไทยโดยตรง แต่สามารถช่วยเติมเต็มความรู้และสร้างกรอบความคิดใหม่ ๆ ให้กับคนทำงาน HR ในทุกระดับได้นะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46175" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-3.webp" alt="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล" width="600" height="370" title="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล 75" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-3.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/บทความ-HR-อ่านได้ที่-HREX-แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล-3-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>อยากอ่านบทความ HR เริ่มที่ HREX</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็น HR มือใหม่ หรือ HR Director ที่ต้องการแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการบริหารคน HREX พร้อมเป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเชื่อถือได้เสมอ ด้วยบทความหลากหลายหมวดหมู่ที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของงาน HR ในยุคใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการเป็น HR ที่ดี เริ่มจากการเป็น HR ที่ไม่หยุดเรียนรู้นั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="บทความ HR อ่านได้ที่ HREX แหล่งรวมความรู้สำหรับคนทำงานด้านทรัพยากรบุคคล 76" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hrex-hr-articles-250717/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/investing-between-the-lines-leadership-250524/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/investing-between-the-lines-leadership-250524/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 May 2025 17:15:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[INVESTING BETWEEN THE LINES]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=45246</guid>

					<description><![CDATA[&#8220;คนเข้ามาทำงานกับบริษัทด้วยเหตุผลหลากหลาย แต่คนจะลาออกด้วยเหตุผลเพราะผู้นำ&#8221; คำพูดนี้อาจเป็นสำนวนธรรมดา แต่มันสะท้อนความจริงที่บาดลึกกว่า เมื่อผู้นำไม่ได้มีอิทธิพลแค่ต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสำเร็จขององค์กร แม้กระทั่งมูลค่าหุ้นในตลาดทุน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเผชิญกับสายตาของนักลงทุนทุกวัน ผู้นำที่ขาดจริยธรรม ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดได้ในพริบตา และนี่คือสิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ (Warren Buffet) นักลงทุนในตำนานแนว Value Investor ให้ความสำคัญมาตลอด และหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของเขากฟ้คือ เขามักจะใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์การสื่อสารของผู้นำอย่างละเอียด ด้วยการวิเคราะห์จดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ว่าเขียนอะไร และทำไมถึงเขียนเรื่องเหล่านั้นออกมา ใครจะคิดว่าจดหมายที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเอกสารทางการ จะเป็นประตูที่เปิดให้เห็นถึงไส้ในของผู้นำและอนาคตขององค์กรได้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่พูดถึงในหนังสือ Investing between the Lines: How to Make Smarter Decisions by Decoding CEO Communications ซึ่งไม่เพียงเป็นคัมภีร์การเงินการลงทุนที่นักลงทุนควรเรียนรู้ แต่ยังเป็นคัมภีร์ที่ล้ำค่าต่อ HR และผู้นำทุกระดับด้วย INVESTING BETWEEN THE LINES: อ่านใจผู้นำผ่านคำพูด หนังสือ Investing Between the [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45249" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024.webp" alt="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร" width="600" height="370" title="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร 80" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-24T001002.024-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนเข้ามาทำงานกับบริษัทด้วยเหตุผลหลากหลาย แต่คนจะลาออกด้วยเหตุผลเพราะผู้นำ&#8221;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำพูดนี้อาจเป็นสำนวนธรรมดา แต่มันสะท้อนความจริงที่บาดลึกกว่า เมื่อผู้นำไม่ได้มีอิทธิพลแค่ต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสำเร็จขององค์กร แม้กระทั่งมูลค่าหุ้นในตลาดทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเผชิญกับสายตาของนักลงทุนทุกวัน ผู้นำที่ขาดจริยธรรม ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดได้ในพริบตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือสิ่งที่ </span><b>วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์</b><span style="font-weight: 400;"> (Warren Buffet) นักลงทุนในตำนานแนว Value Investor ให้ความสำคัญมาตลอด และหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของเขากฟ้คือ เขามักจะใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์การสื่อสารของผู้นำอย่างละเอียด ด้วยการวิเคราะห์จดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ว่าเขียนอะไร และทำไมถึงเขียนเรื่องเหล่านั้นออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครจะคิดว่าจดหมายที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเอกสารทางการ จะเป็นประตูที่เปิดให้เห็นถึงไส้ในของผู้นำและอนาคตขององค์กรได้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่พูดถึงในหนังสือ </span><a href="https://www.amazon.com/Investing-Between-Lines-Communications-Rittenhouse/dp/B012HU95UG" target="_blank" rel="noopener"><b>Investing between the Lines: How to Make Smarter Decisions by Decoding CEO Communications</b></a> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งไม่เพียงเป็นคัมภีร์การเงินการลงทุนที่นักลงทุนควรเรียนรู้ แต่ยังเป็นคัมภีร์ที่ล้ำค่าต่อ HR และผู้นำทุกระดับด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>INVESTING BETWEEN THE LINES: อ่านใจผู้นำผ่านคำพูด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Investing Between the Lines </span><i><span style="font-weight: 400;">(ชื่อภาษาไทยว่า เลือกหุ้นอย่างชาญฉลาด แค่อ่านใจซีอีโอ</span></i><span style="font-weight: 400;">) เขียนขึ้น </span><b>แอลเจ ริทเทนเฮาส์</b><span style="font-weight: 400;"> (L.J. Rittenhouse) นักกลยุทธ์การเงิน โค้ช และเคยทำงานเป็นนักลงทุนธนาคาร (Investment Banker) ผู้จับประเด็นได้อย่างแหลมคมว่า บัฟเฟ็ตต์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารของผู้นำอย่างไรในการเลือกลงทุนมากเพียงใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ริทเทนเฮาส์มักจะเข้าร่วมการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท Berkshire Hathaway ที่บัฟเฟ็ตต์เป็นผู้นำสูงสุด และพบว่าเขาเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เขามักใช้จดหมายถึงผู้ถือหุ้นเป็นพื้นที่ในการแบ่งปันแนวคิด บทเรียนจากประสบการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญที่สุด เขายังถ่ายทอดผิดพลาด และยังเอาเรื่องนี้มามองมุมกลับ คือใช้มองหาหาผู้นำเรียนรู้เรื่อวความผิดพลาดอย่างไร จากการสื่อสาร จากการใช้คำพูด และท่าทางของคนเป็นผู้นำองค์กร รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะไม่พูด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังใช้เวลาเขียนอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ในปี 2012 </span><a href="https://www.se-ed.com/physical/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94-%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD-:-Investing-Between-The-Lines-6haenmheupyyuk9xpusy" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">หนังสือฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์ se-ed เล่มนี้</span></a><span style="font-weight: 400;"> (แปลไทยโดย </span><b>คุณสิรภพ อู่โภคาทรัพย์</b><span style="font-weight: 400;">) แม้จะหนาถึง 496 หน้า แต่ด้วยวิธีการเล่า การยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ก็ทำให้หนังสือที่มีความยาวกว่า 500 หน้ารู้สึกสั้นเหมือนอ่านเพียง 200 หน้าเท่านั้นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45248" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/71VksROJkuL._SY522_.webp" alt="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร" width="353" height="522" title="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร 81" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/71VksROJkuL._SY522_.webp 353w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/71VksROJkuL._SY522_-203x300.webp 203w" sizes="(max-width: 353px) 100vw, 353px" /></span></p>
<h2><b>บทเรียนจาก Investing Between the Lines ที่ HR และผู้นำควรรู้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Investing Between the Lines ไม่ได้เป็นคัมภีร์สำหรับนักลงทุนในการเลือกซื้อหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นคัมภีร์ชั้นดีสำหรับคนทำงาน ที่กำลังเลือกอยากทำงานในองค์กรที่มีคุณภาพ ไปจนถึงคัมภีร์การพัฒนาผู้นำที่ควรอ่านอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การสื่อสารภายในองค์กรและยกระดับความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ มันนำไปสู่การเติบโตขององค์กร และของคนทำงานทุกคน รวมถึง HR ได้มากเพียงใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือ 6 บทเรียนสำคัญที่ HR และผู้นำควรรู้จากหนังสือเล่มนี้ </span></p>
<h3><b>1. ความโปร่งใสของผู้นำ ทำให้เกิดความไว้วางใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความไว้วางใจเป็นรากฐานของการทำงานร่วมกันที่แข็งแกร่ง หนังสือ Investing Between the Lines เน้นย้ำอยู่บ่อยครั้งว่า การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมาคือกุญแจสำคัญของการเติบโตขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ CEO สื่อสารด้วยความจริงใจและไม่พยายามปิดบังข้อมูลสำคัญ ไม่เล่นแร่แปรธาตุข้อมูลผลประกอบการ ไม่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจว่าจะมีการหลอกลวง นักลงทุนก็จะให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น ซึ่งหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ดีจะแบ่งปันข้อมูลสำคัญกับทีมงานเสมอ ทั้งผลการดำเนินงาน ทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร รวมถึงความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญอย่างสม่ำเสมอ การสื่อสารอย่างโปร่งใสทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้นำให้ความเคารพ พวกเขามีความสำคัญ และมีคุณค่า ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในความสำเร็จไปด้วยกัน</span></p>
<h3><b>2. ผู้นำต้องมีจริยธรรมในการสื่อสาร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จริยธรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การไม่พูดเท็จ แต่รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้วยความรับผิดชอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ฟัง หนังสือ Investing Between the Lines ตอกย้ำอยู่เสมอว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวมักมีผู้นำที่ยึดมั่นในการสื่อสารที่มีจริยธรรมสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR และผู้นำองค์กร การนำหลักการนี้มาใช้หมายถึงการทำให้แน่ใจว่า ทุกการสื่อสารสะท้อนถึงค่านิยมหรือวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนโยบายใหม่ การให้ข้อมูลป้อนกลับแก่พนักงาน หรือการสื่อสารในช่วงวิกฤต การดำรงไว้ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมในการสื่อสารจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงที่ดีขององค์กรและความภาคภูมิใจของพนักงานที่มีต่อองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่</span></p>
<h3><b>3. ผู้นำที่สื่อสารดี จะหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คลุมเครือและหลอกลวง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกบทเรียนที่พบในหนังสือก็คือ ผู้นำบางคนมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ชัดเจน และจะนำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจและความสับสน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้งนั้น วิธีเลี่ยงความสับสนได้ดีที่สุด ผู้นำควรหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางที่ซับซ้อนหรือคำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเมื่อสื่อสารเรื่องสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การประเมินผลการทำงาน หรือทิศทางใหม่ขององค์กร แต่ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและมีตัวอย่างประกอบที่เป็นรูปธรรม วิธีนี้จะจะช่วยให้พนักงานเข้าใจและปฏิบัติตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3><b>4. มุ่งเน้นผลระยะยาวมากกว่าผลระยะสั้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่มีผลประกอบการดีในระยะยาวมักมีผู้นำที่เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ระยะยาวด้วย แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ทันทีหรือระยะสั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้นำองค์กร การนำหลักการนี้มาใช้หมายถึงการสื่อสารให้พนักงานเห็นภาพใหญ่และเข้าใจว่า การทำงานของพวกเขามีส่วนสำคัญอย่างไรต่อความสำเร็จในระยะยาว การสื่อสารแบบนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่แท้จริง พร้อมลดแรงกดดันจากการคาดหวังผลลัพธ์ระยะสั้นที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม หรือการทำงานที่ขาดความยั่งยืนได้</span></p>
<h3><b>5. เรียนรู้จากกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากบริษัทต่าง ๆ และโดยเฉพาะการสื่อสารของ ‘ปู่บัฟเฟ็ตต์’ ที่เป็นตัวอย่างของการสื่อสารที่ชัดเจน ลึกซึ้ง และสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่องต่อผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำและ HR สามารถนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยศึกษาวิเคราะห์การสื่อสารที่ประสบความสำเร็จภายในองค์กรหรือจากองค์กรอื่นที่เป็นแบบอย่างที่ดี การทำความเข้าใจรูปแบบ วิธีการ และเทคนิคที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพจะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองและสามารถถ่ายทอดให้กับทีมงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การสร้างคลังความรู้จากกรณีศึกษาการสื่อสารที่ดีภายในองค์กร ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ ไม่เพียงแค่ผู้นำเท่านั้นด้วย</span></p>
<h3><b>6. การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CEO ที่ประสบความสำเร็จมักสามารถสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังของผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และชุมชนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำและ HR ควรมีความเข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาอาชีพ ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน หรือแรงจูงใจในการทำงาน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องสะท้อนถึงความเข้าใจนี้ และแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน ขณะเดียวกันก็ต้องชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและเป้าหมายขององค์กร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41597" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="INVESTING BETWEEN THE LINES อยากรู้ว่าผู้นำเป็นอย่างไร ให้ดูวิธีการสื่อสาร 82" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/">พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="text-align: left;"><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้ว 6 ข้อที่กล่าวไปข้างต้นเป็นบทเรียนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับจากการอ่าน  Investing Between the Lines เพราะด้วยขนาดหนังสือที่หนาถึง 496 หน้า แน่นอนว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ HR และผู้นำควรรู้ แล้วนำไปปรับใช้มีอีกมากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้หนังสือเล่มนี้จะเขียนขึ้นเพื่อช่วยนักลงทุนในการตัดสินใจเลือกบริษัทและหุันที่ดี มีคุณภาพ แต่บทเรียนที่ได้จากการวิเคราะห์การสื่อสารของผู้นำระดับโลกนั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาองค์กรและการเป็นผู้นำที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักการสำคัญที่ผู้นำและ HR ควรจดจำคือ การสื่อสารไม่ใช่เพียงแค่การถ่ายทอดข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของพนักงาน เมื่อผู้นำยึดมั่นในหลักการความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และการมุ่งเน้นที่เป้าหมายระยะยาว พวกเขาจะสามารถสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ปรารถนาของคนดีคนเก่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารตามหลักการเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาวขององค์กรและทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR กำลังมองหาตัวช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ (</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/65"><span style="font-weight: 400;">Leadership Development</span></a><span style="font-weight: 400;">) เพื่อพัฒนาองค์กร แต่ไม่รู้จะเลือกอะไร หรือจะค้นหาผ่านทางไหน สามารถมาค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services ของ HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือจะ</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ขอคำปรึกษาจาก HREX ได้เช่นกัน สามารถกรอกข้อมูลทางลิงก์นี้ได้เลย</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="สหภาพแรงงาน (Labor Union) ศัตรูของ HR หรือพันธมิตรองค์กร ? 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/investing-between-the-lines-leadership-250524/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 May 2025 08:53:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Welfare Fund]]></category>
		<category><![CDATA[ออมเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=45049</guid>

					<description><![CDATA[อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ดังนั้น HR และนายจ้างยังมีเวลาปรับระบบ Payroll ทบทวนรายชื่อพนักงาน และสื่อสารกับลูกจ้างก่อนเริ่มบังคับใช้จริง เพื่อความถูกต้องทางกฎหมายแรงงาน ความมั่นคงทางการเงินยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนกังวลมากที่สุด จากข้อมูลของ Mercer พบว่า มีคนไทยเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ถูกเลิกจ้าง ลาออกกะทันหัน หรืออยู่ระหว่างรองานใหม่ แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงไม่มีเงินสำรองพอประคองชีวิต นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐผลักดัน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือ Employee Welfare Fund ให้เป็นอีกหนึ่งกลไกคุ้มครองแรงงาน โดยให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าในกองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมส่วนหนึ่งกลับมาใช้เมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต บทความนี้สรุปภาพรวมล่าสุดของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในปี 2569 ทั้งความหมาย วันเริ่มบังคับใช้ ใครต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45051" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 89" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T150635.035-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569</strong></p>
<ul>
<li>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> ตามพระราชกฤษฎีกาที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568</li>
<li>ดังนั้น HR และนายจ้างยังมีเวลาปรับระบบ Payroll ทบทวนรายชื่อพนักงาน และสื่อสารกับลูกจ้างก่อนเริ่มบังคับใช้จริง เพื่อความถูกต้องทางกฎหมายแรงงาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ความมั่นคงทางการเงินยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนกังวลมากที่สุด จากข้อมูลของ <a href="https://drive.google.com/file/d/1XSYtD6J6le2aFgSssHVl1idZ25WTs0bq/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">Mercer</a> พบว่า <strong>มีคนไทยเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือน</strong> เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ถูกเลิกจ้าง ลาออกกะทันหัน หรืออยู่ระหว่างรองานใหม่ แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงไม่มีเงินสำรองพอประคองชีวิต</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐผลักดัน <strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong> หรือ <strong>Employee Welfare Fund</strong> ให้เป็นอีกหนึ่งกลไกคุ้มครองแรงงาน โดยให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าในกองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมส่วนหนึ่งกลับมาใช้เมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต</p>
<p>บทความนี้สรุปภาพรวมล่าสุดของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในปี 2569 ทั้งความหมาย วันเริ่มบังคับใช้ ใครต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม วิธีคำนวณ ความแตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม รวมถึงสิ่งที่ HR ควรเตรียมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569</p>

<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร? (What is Employee Welfare Fund)</h2>
<p><a href="https://www.mol.go.th/employee/employee_fund" target="_blank" rel="noopener"><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong></a> คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน เสียชีวิต หรือกรณีอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด โดยอยู่ภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p>แนวคิดหลักของกองทุนนี้คือการสร้างหลักประกันทางการเงินขั้นพื้นฐานให้ลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงานก็ยังมีเงินสะสมและเงินสมทบส่วนหนึ่งกลับมาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทันที</p>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะมีฐานกฎหมายมาตั้งแต่ <a href="https://www.labour.go.th/attachments/article/71837/PR-131267-UPDATE.pdf" target="_blank" rel="noopener">พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126</a> หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง จนล่าสุดกำหนดให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45053" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151012.986.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 90" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151012.986.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151012.986-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?</h2>
<p>คำตอบล่าสุดคือ <strong>เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</strong></p>
<p>เดิมรัฐบาลกำหนดให้เริ่มจัดเก็บวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 โดยให้เลื่อนเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจผันผวนและชะลอตัว จึงต้องการลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ประเด็น</strong></td>
<td><strong>ข้อมูลล่าสุด</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>กำหนดเดิม</td>
<td>1 ตุลาคม 2568</td>
</tr>
<tr>
<td>กำหนดใหม่</td>
<td><strong>1 ตุลาคม 2569</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราเริ่มต้น</td>
<td>ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราระยะถัดไป</td>
<td>ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ใครบ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?</h2>
<p>หลักสำคัญที่ HR ต้องตรวจสอบคือสถานประกอบการและรายชื่อลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย โดยทั่วไปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับ <strong>นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป</strong> และลูกจ้างที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</p>
<p>กลุ่มที่ HR ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่</p>
<ul>
<li>พนักงานประจำและลูกจ้างรายเดือน</li>
<li>ลูกจ้างรายวัน</li>
<li>พนักงานทดลองงานที่ยังไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</li>
<li>พนักงานพาร์ทไทม์หรือลูกจ้างสัญญาจ้างที่มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน</li>
<li>ลูกจ้างที่ปฏิเสธหรือยังไม่ได้สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท</li>
</ul>
<p>ถ้าองค์กรมี <strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong> อยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าจะหมดหน้าที่ทันที เพราะ HR ต้องตรวจรายบุคคลว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว และใครยังไม่ได้เข้า หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้า ก็อาจต้องถูกนำมาพิจารณาในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>กรณีที่ไม่แน่ใจ เช่น ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน หรือผู้รับจ้างรายโปรเจกต์ HR ควรพิจารณาจากสถานะความเป็นลูกจ้างจริง ไม่ใช่ดูจากชื่อตำแหน่งหรือชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว</p>
<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?</h2>
<p>อัตราเงินสะสมและเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก คือ</p>
<ul>
<li><strong>1 ตุลาคม 2569 &#8211; 30 กันยายน 2573:</strong> ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25%</li>
<li><strong>ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป:</strong> ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.5%</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างการคำนวณในช่วงอัตรา 0.25% มีดังนี้</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ค่าจ้างต่อเดือน</strong></td>
<td><strong>เงินสะสมลูกจ้าง 0.25%</strong></td>
<td><strong>เงินสมทบนายจ้าง 0.25%</strong></td>
<td><strong>รวมเข้ากองทุนต่อเดือน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>12,000 บาท</td>
<td>30 บาท</td>
<td>30 บาท</td>
<td>60 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>15,000 บาท</td>
<td>37.50 บาท</td>
<td>37.50 บาท</td>
<td>75 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>20,000 บาท</td>
<td>50 บาท</td>
<td>50 บาท</td>
<td>100 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>30,000 บาท</td>
<td>75 บาท</td>
<td>75 บาท</td>
<td>150 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สิ่งที่ HR ต้องระวังคือ “ค่าจ้าง” ที่นำมาคำนวณต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะเงินบางประเภทอาจเป็นค่าจ้างประจำที่ต้องนำมาคำนวณ แต่เงินบางประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำงานหรือเงินพิเศษตามเงื่อนไข อาจไม่ต้องนำมารวม ทั้งนี้ควรตรวจรายละเอียดกับประกาศและคู่มือของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนเริ่มใช้งานจริง</p>
<h2>ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่?</h2>
<p>โดยหลัก ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง เช่น ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยในกรณีเสียชีวิต ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถยื่นขอรับเงินแทนได้</p>
<p>จุดนี้ทำให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากสวัสดิการบางประเภทที่ต้องรออายุครบตามเงื่อนไข เพราะกองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเงินสำรองระยะสั้นในช่วงที่ลูกจ้างออกจากงานและต้องตั้งหลักใหม่</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41597" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 91" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/04/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T113323.852-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/retire-rich-240418/"><strong>วางแผนการเงิน คืออะไร ? ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานเกษียณสำราญ</strong></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีหน้าตาคล้ายกันตรงที่ลูกจ้างและนายจ้างต่างร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่เป้าหมายและเงื่อนไขต่างกันพอสมควร</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ประเด็น</strong></td>
<td><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong></td>
<td><strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>เป้าหมายหลัก</td>
<td>เงินสำรองระยะสั้นเมื่อออกจากงาน</td>
<td>เงินออมระยะยาวเพื่อเกษียณ</td>
</tr>
<tr>
<td>ลักษณะการเข้าร่วม</td>
<td>เป็นหน้าที่ตามกฎหมายสำหรับกิจการ/ลูกจ้างที่อยู่ในบังคับ</td>
<td>เป็นสวัสดิการที่ลูกจ้างเข้าร่วมโดยสมัครใจตามเงื่อนไขกองทุน</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราเริ่มต้น</td>
<td>ลูกจ้าง 0.25% นายจ้าง 0.25%</td>
<td>มักอยู่ในช่วง 2-15% ตามข้อบังคับกองทุน</td>
</tr>
<tr>
<td>การลงทุน</td>
<td>เน้นการสงเคราะห์และหลักประกันพื้นฐาน</td>
<td>มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว</td>
</tr>
<tr>
<td>ภาษี</td>
<td>ยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</td>
<td>ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>พูดง่าย ๆ คือ <strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong> เป็นตาข่ายรองรับเมื่อต้องออกจากงาน ส่วน <strong>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong> เป็นเครื่องมือสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคตระยะยาว องค์กรที่มีทั้งสองระบบจึงต้องจัดการข้อมูลรายบุคคลให้แม่น เพื่อไม่ให้หักเงินซ้ำหรือปล่อยให้ลูกจ้างบางกลุ่มตกหล่น</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46318" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ?" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 92" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-31-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-vs-provident-fund-250729/"><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ?</strong></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร?</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและประกันสังคมต่างช่วยสร้างความมั่นคงให้แรงงาน แต่มีคนละวัตถุประสงค์</p>
<p><strong>ประกันสังคม</strong> คุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน โดยมีลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐร่วมจ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม</p>
<p><strong>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</strong> มุ่งสร้างเงินสำรองให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน ไม่มีส่วนสมทบจากรัฐบาลในรูปแบบเดียวกับประกันสังคม</p>
<p>ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้มาแทนประกันสังคม และประกันสังคมก็ไม่ได้ทำให้หน้าที่เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหมดไป ทั้งสองระบบทำงานคนละมิติ และ HR ต้องบริหารให้สอดคล้องกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45052" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151004.140.webp" alt="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เครื่องมือช่วยออมชิ้นใหม่ ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเงินของแรงงานไทย" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 93" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151004.140.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/05/HREX-Cover-by-Para-2025-05-02T151004.140-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อน 1 ตุลาคม 2569?</h2>
<p>แม้วันเริ่มจัดเก็บจะเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ HR ไม่ควรรอจนใกล้ถึงกำหนด เพราะงานนี้เกี่ยวข้องกับ Payroll ข้อมูลพนักงาน ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการสื่อสารภายในองค์กรโดยตรง</p>
<p>Checklist ที่ควรเริ่มทำมีดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ตรวจจำนวนลูกจ้าง:</strong> รวมลูกจ้างทุกประเภท ทุกสาขา และทุกไซต์งาน เพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้าร่วมหรือไม่</li>
<li><strong>แยกสถานะรายบุคคล:</strong> ตรวจว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ใครยังไม่เข้า ใครอยู่ระหว่างทดลองงาน และใครมีสถานะพิเศษ</li>
<li><strong>ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง:</strong> แยกเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าตำแหน่ง ค่าใช้จ่าย และเงินพิเศษให้ชัด เพื่อเตรียมคำนวณ 0.25% อย่างถูกต้อง</li>
<li><strong>ปรับระบบ Payroll:</strong> เตรียมระบบให้รองรับการหักเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง พร้อมรายงานนำส่งที่ตรวจสอบย้อนหลังได้</li>
<li><strong>เตรียมแบบฟอร์มและเอกสาร:</strong> ศึกษาแบบ สกล. และช่องทาง E-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้พร้อมก่อนเริ่มใช้งานจริง</li>
<li><strong>สื่อสารกับพนักงาน:</strong> อธิบายให้ชัดว่าการหักเงินนี้คืออะไร เริ่มเมื่อไหร่ หักเท่าไหร่ และลูกจ้างจะได้รับเงินคืนในกรณีใด</li>
</ul>
<p>โดยแนวปฏิบัติที่ HR ควรเตรียมคือการนำส่งข้อมูลและเงินผ่านช่องทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดภายในรอบเวลาที่กฎหมายระบุ โดยควรตรวจคู่มือราชการฉบับล่าสุดอีกครั้งก่อนเริ่มจัดเก็บจริง เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนด้านแบบฟอร์ม วันนำส่ง และเอกสารประกอบ</p>
<h2>FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัปเดต 2569</h2>
<h3>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเมื่อไหร่?</h3>
<p>เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> เป็นต้นไป หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2568</p>
<h3>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเงินเดือนเท่าไหร่?</h3>
<p>ช่วงแรกหักเงินสะสมจากลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบอีก 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2573 จากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5%</p>
<h3>บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วยังต้องสนใจกองทุนนี้ไหม?</h3>
<p>ยังต้องสนใจ เพราะต้องตรวจรายบุคคลว่าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือไม่ หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้า เช่น พนักงานทดลองงานหรือคนที่ไม่สมัคร PVD อาจยังต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</p>
<h3>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างลดหย่อนภาษีได้ไหม?</h3>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จุดประสงค์หลักคือการสร้างหลักประกันทางการเงินเมื่อลูกจ้างออกจากงาน</p>
<h3>ถ้า HR ยังไม่พร้อมควรเริ่มจากอะไร?</h3>
<p>ควรเริ่มจากการตรวจรายชื่อพนักงานทั้งหมด แยกสถานะการเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง และคุยกับผู้ให้บริการ Payroll เพื่อเตรียมระบบก่อนรอบเงินเดือนตุลาคม 2569</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46413" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp" alt="FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2568 เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง" width="600" height="370" title="กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? อัปเดต 2569 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 94" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/08/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-45-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/faq-employee-welfare-fund-250806/"><strong>FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง</strong></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>สรุป</h2>
<p>กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ช่วยสร้างหลักประกันให้แรงงานไทย โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้กำหนดเริ่มจัดเก็บจะเลื่อนจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ HR และนายจ้างไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะการเตรียมข้อมูลพนักงาน ระบบ Payroll และการสื่อสารภายในต้องใช้เวลา</p>
<p>สิ่งที่ต้องจำให้ชัดคือ ตั้งแต่วันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างต้องสมทบอีก 0.25% ในอัตราเดียวกัน ก่อนจะปรับเป็น 0.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป</p>
<p>สำหรับองค์กรที่ยังไม่มั่นใจเรื่องระบบเงินเดือนหรือการจัดการสวัสดิการพนักงาน สามารถมองหาโซลูชันด้าน Payroll และ HR Services ผ่าน <a href="https://expth.hrnote.asia/"><strong>แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX</strong></a> หรือดูหมวดบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><strong>ลิงก์นี้</strong></a></p>
<p>หาก HR ต้องการตรวจสอบข้อมูลทางการเพิ่มเติม สามารถติดตามประกาศจาก <a href="https://www.facebook.com/prdlpw" target="_blank" rel="noopener">Facebook ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน</a> หรือเว็บไซต์ <a href="https://www.labour.go.th/" target="_blank" rel="noopener">กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน</a> เพื่อยืนยันแบบฟอร์ม ขั้นตอน และกำหนดนำส่งล่าสุดก่อนเริ่มบังคับใช้จริง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h3>Sources:</h3>
<ul>
<li><a href="https://www.mol.go.th/employee/employee_fund" target="_blank" rel="noopener">กระทรวงแรงงาน: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
<li><a href="https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/257016" target="_blank" rel="noopener">ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 69</a></li>
<li><a href="https://www.labour.go.th/attachments/article/71837/PR-131267-UPDATE.pdf" target="_blank" rel="noopener">กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: เอกสารประชาสัมพันธ์กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/employee-welfare-fund-250504/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-influencers-linkedin-250421/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-influencers-linkedin-250421/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Apr 2025 09:57:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[LinkedIn]]></category>
		<category><![CDATA[HR Influencers]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44863</guid>

					<description><![CDATA[เวลาพูดถึง LinkedIn หลายคนอาจนึกภาพว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการหางาน ส่งเรซูเม่ หรือสร้างโปรไฟล์ไว้ให้นายจ้างเห็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว LinkedIn คือขุมทรัพย์แห่งองค์ความรู้ เมื่อจะมีเหล่า HR Influencers มากประสบการณ์ จากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์จริง มุมมองเฉียบคม และกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร การบริหารทีม การจัดการวัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในโลกของคนทำงานให้ได้อ่านกันอยู่เสมอ จนเรียกได้ว่า ถ้าอยากพัฒนาแนวคิดของตัวเองให้ทันโลก HR ที่เปลี่ยนไป LinkedIn คือตลาดความรู้ที่คุณไม่ควรมองข้าม HREX จึงถือโอกาสนี้รวบรวมรายชื่อ HR Influencers ทั้งในระดับโลกและไทย ที่มีผลงานน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์ หรือผู้นำที่เปลี่ยนแปลงองค์กรได้จริง โดยเชื่อว่า หากได้ลองติดตามพวกเขาเหล่านี้แล้ว จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของคุณอย่างแน่นอน LinkedIn คืออะไร ? สื่อสังคมออนไลน์ที่พิเศษต่อคนทำงาน รายชื่อ HR Influencers ใน LinkedIn ที่น่าสนใจมีใครบ้าง ไปติดตามกันเลย เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) &#160; ศาสตราจารย์จาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45002" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-27T170647.968.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 117" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-27T170647.968.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-27T170647.968-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาพูดถึง </span><a href="https://www.linkedin.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LinkedIn</span></a><span style="font-weight: 400;"> หลายคนอาจนึกภาพว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการหางาน ส่งเรซูเม่ หรือสร้างโปรไฟล์ไว้ให้นายจ้างเห็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/181123-linkedinhowtouse/"><span style="font-weight: 400;"> LinkedIn</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือขุมทรัพย์แห่งองค์ความรู้ เมื่อจะมีเหล่า HR Influencers มากประสบการณ์ จากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์จริง มุมมองเฉียบคม และกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร การบริหารทีม การจัดการวัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในโลกของคนทำงานให้ได้อ่านกันอยู่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนเรียกได้ว่า <strong>ถ้าอยากพัฒนาแนวคิดของตัวเองให้ทันโลก HR ที่เปลี่ยนไป LinkedIn คือตลาดความรู้ที่คุณไม่ควรมองข้าม</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงถือโอกาสนี้รวบรวมรายชื่อ HR Influencers ทั้งในระดับโลกและไทย ที่มีผลงานน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์ หรือผู้นำที่เปลี่ยนแปลงองค์กรได้จริง โดยเชื่อว่า หากได้ลองติดตามพวกเขาเหล่านี้แล้ว จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของคุณอย่างแน่นอน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46147" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12.webp" alt="LinkedIn คืออะไร ? สื่อสังคมออนไลน์ที่พิเศษต่อคนทำงาน" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 118" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-12-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/what-is-linkedin-250716/">LinkedIn คืออะไร ? สื่อสังคมออนไลน์ที่พิเศษต่อคนทำงาน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h1>รายชื่อ HR Influencers ใน LinkedIn ที่น่าสนใจมีใครบ้าง ไปติดตามกันเลย</h1>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich)</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44883" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1690709342965.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn " width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 119" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1690709342965.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1690709342965-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1690709342965-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1690709342965-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์จาก University of Michigan นักเขียนระดับโลก และผู้ร่วมก่อตั้ง <a href="https://www.rbl.net/" target="_blank" rel="noopener">The RBL Group</a> ผู้ที่ทำให้โลกเห็นว่า HR ไม่ใช่แค่หน่วยสนับสนุนหรือ Admin แต่ต้องเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ช่วยออกแบบกรอบความคิดใหม่ให้กับวิชาชีพ HR </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn ของเขามักนำเสนอแนวคิดเชิงลึกเรื่องบทบาทของ HR ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนา Leadership หรือการออกแบบองค์กรให้ยืดหยุ่นกับการเปลี่ยนแปลง เดฟ อูว์ริค จะไม่ได้พูดในสิ่งที่ HR ควรทำ แต่เขาจะอธิบายว่าเพราะอะไร HR ถึงต้องมีบทบาทเหล่านั้น และจะทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/daveulrichpro/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/daveulrichpro/</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36519" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover.png" alt="ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 120" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/"><span style="font-weight: 400;">รู้จัก ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่</span></a><span style="font-weight: 400;">]</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>ชุติมา สีบำรุงศาสน์</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44881" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-2.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn " width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 121" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในผู้นำ HR มากประสบการณ์หลากหลาย และเข้าใจการบริหารคนจากทั้งมุมกลยุทธ์และภาคปฏิบัติจริงอย่างลึกซึ้ง พี่ชุ ของ HR จำนวนมากเริ่มต้นเส้นทางการทำงานจาก HR Operation แล้วค่อย ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กร ที่ไม่เพียงบริหารองค์กรได้ดี แต่ยังเดินสายให้ความรู้ให้ HR จำนวนมาก ทั้งตามงานอีเวนต์, ใน YouTube, Podcast รวมถึงใน LinkedIn ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอเชื่อว่า HR ไม่เพียงต้องมองภาพใหญ่ขององค์กรให้ออก แต่ยังลงลึกในรายละเอียดของ “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับองค์กร” ด้วย เสียงของเธอช่วยให้ HR เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการเข้าใจพนักงาน และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายของคนกับเป้าหมายของธุรกิจ</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/chutima-sribumrungsart-292a3322/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/chutima-sribumrungsart-292a3322/</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38980" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-Cover.webp" alt="งานของ HR คือการทำธุรกิจผ่านคน: เปิดมุมมองจากพี่ชุ ชุติมา สีบำรุงสาสน์" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 122" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/พี่ชุ-ชุติมา-สีบำรุงสาสน์-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/chutima-sribumrungsart-240606/">งานของ HR คือการทำธุรกิจผ่านคน: เปิดมุมมองจากพี่ชุ ชุติมา สีบำรุงสาสน์</a>]</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>จอช เบอร์ซิน (Josh Bersin)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44884" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1697557754253.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 123" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1697557754253.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1697557754253-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1697557754253-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1697557754253-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์มากประสบการณ์และผู้ก่อตั้ง <a href="https://joshbersin.com/" target="_blank" rel="noopener">The Josh Bersin Company</a> ผู้นำความคิดที่ “กำหนดทิศทาง” ของวงการนี้ เขาช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าโลกของงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีอย่างไร และควรลงทุนกับคนในรูปแบบไหนเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn ของเขามีบทวิเคราะห์ที่เจาะลึก ตั้งแต่แนวโน้ม HR แห่งอนาคต ผลกระทบของ AI ในองค์กร ไปจนถึงแนวทางวางกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ และทุกโพสต์ของเขายึดโยงกับงานวิจัย ข้อมูลจริง และประสบการณ์ตรงจากองค์กรระดับโลก ทำให้เสียงของเขาน่าเชื่อถือ และน่ารับฟังอย่างยิ่ง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/bersin/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/bersin/</span></a></p>
<h2><b>ลาซโล บล็อค (Laszlo Bock)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44886" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1734906007002.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 124" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1734906007002.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1734906007002-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1734906007002-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1734906007002-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อดีต SVP of People Operations ของ Google และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Humu เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำหลักฐานเชิงข้อมูลมาใช้ในการบริหารคน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในที่ทำงานแบบจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขามักแชร์แนวคิดที่ผสมผสานระหว่าง “ข้อมูล” กับ “มนุษย์” ได้อย่างลงตัว ว่าจะเอามาสร้างองค์กรที่พนักงานมีความสุข ไปจนถึงการใช้แรงกระตุ้นเล็ก ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกในองค์กร เขาพยายามเปลี่ยนความเชื่อเดิม ๆ ว่าองค์กรจะมีประสิทธิภาพได้ ต้องแลกมากับความเข้มงวด เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพและความสุข สามารถเดินไปด้วยกันได้จริง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/laszlobock/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/laszlobock/</span></a></p>
<h2><b>อดัม แกรนท์ (Adam Grant)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44887" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1629123595757.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 125" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1629123595757.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1629123595757-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1629123595757-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1629123595757-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์จาก Wharton School นักจิตวิทยาองค์กร ผู้เขียนหนังสือ <a href="https://www.naiin.com/product/detail/542375" target="_blank" rel="noopener">Think Again</a> ที่ขายดีทั่วโลก และเจ้าของ Podcast: WorkLife และ Re:Thinking ที่นำงานวิจัยมาสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจ การทำงานเป็นทีม และนวัตกรรมในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn เขามักจะโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารคน และยังเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้ากับ จิตวิทยาพฤติกรรม และ การเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน ได้อย่างเฉียบแหลม ผ่านมุมมองที่ทันสมัย สนุก และชวนให้คิดต่อ เสียงของเขาช่วยให้เรา “คิดใหม่” ในสิ่งที่เคยเชื่อ และเปิดมุมใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาคนในที่ทำงาน</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/adammgrant/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/adammgrant/</span></a></p>
<h2><b>ดร.เอกพล ณ สงขลา</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44885" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/5-1.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="370" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 126" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/5-1.webp 370w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/5-1-185x300.webp 185w" sizes="(max-width: 370px) 100vw, 370px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนักคิด นักพัฒนาองค์กร และผู้นำด้าน HR ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พี่เอกกี้ มีมุมมองที่ลึกซึ้งและเปี่ยมกลยุทธ์ เขาเคยดำรงตำแหน่ง </span><b>Chief People Officer ของ ThaiBev</b><span style="font-weight: 400;"> และเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรขนาดใหญ่ให้มุ่งสู่เป้าหมาย “เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาคน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ปัจจุบันเขาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่ ThaiBev แล้ว แต่แนวคิด วิธีคิด และบทสนทนาที่เขาเคยสื่อสารผ่าน LinkedIn และเวทีต่าง ๆ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับ HR และผู้นำองค์กรในไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/agapol-na-songkhla-2b22ba28/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/agapol-na-songkhla-2b22ba28/</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37661" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/3-2.png" alt="“โอกาสที่ไร้ขีดจำกัด คือแก่นของการพัฒนาคน” คุยกับ ดร. เอกพล ณ สงขลา Chief People Officer จาก ไทยเบฟ (Thaibev)" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 127" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/3-2.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/3-2-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/thaibev-230306/"><span style="font-weight: 400;">“โอกาสที่ไร้ขีดจำกัด คือแก่นของการพัฒนาคน” คุยกับ ดร. เอกพล ณ สงขลา</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>เมแกน เอ็ม บิโร (Meghan M.Biro)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44896" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1704989264177.webp" alt="HREX จึงถือโอกาสนี้รวบรวมรายชื่อ HR Influencers ทั้งในระดับโลกและไทย ที่มีผลงานน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์ หรือผู้นำที่เปลี่ยนแปลงองค์กรได้จริง โดยเชื่อว่า หากได้ลองติดตามพวกเขาเหล่านี้แล้ว จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของคุณอย่างแน่นอน" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 128" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1704989264177.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1704989264177-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1704989264177-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1704989264177-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" />นักวิเคราะห์ นักเขียน และผู้ก่อตั้ง TalentCulture ชุมชนที่สร้างบทสนทนาใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรและประสบการณ์ของพนักงาน โดยเฉพาะประเด็น Employer Branding และ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190114-th-talentmanagement/">Talent Management</a> ในยุคดิจิทัล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn รวมถึง Twitter ของเธอมักย้ำเตือนว่า “วัฒนธรรม” และ “ความร่วมมือ” คือหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนขององค์กร เน้นการออกแบบองค์กรจากมุมมองของ “มนุษย์” มากกว่าแค่ “ระบบ” และย้ำว่าแบรนด์ขององค์กรไม่ได้เกิดจากแค่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่คือประสบการณ์ที่พนักงานสัมผัสจริง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/meghanmbiro/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/meghanmbiro/</span></a></p>
<h2><b>เดวิด กรีน (David Green)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44897" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1625386753564.webp" alt="HREX จึงถือโอกาสนี้รวบรวมรายชื่อ HR Influencers ทั้งในระดับโลกและไทย ที่มีผลงานน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์ หรือผู้นำที่เปลี่ยนแปลงองค์กรได้จริง โดยเชื่อว่า หากได้ลองติดตามพวกเขาเหล่านี้แล้ว จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของคุณอย่างแน่นอน" width="500" height="500" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 129" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1625386753564.webp 251w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1625386753564-150x150.webp 150w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญด้าน People Analytics เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจใน HR อย่างเป็นระบบ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Insight222 แพลตฟอร์ม Data-Driven ด้าน HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn ของเขาจะแชร์บทเรียนจากองค์กรชั้นนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของบทบาท HR ที่ต้องใช้ “ข้อมูล” ไม่ใช่แค่ “ประสบการณ์” ในการตัดสินใจ กล่าวคือ เขาเป็นผู้ผลักดันให้ HR ยกระดับความสามารถจากการทำสิ่งต่าง ๆ เพียงเพราะรู้สึกว่ามันใช่ ไปสู่การลงมือทำเพราะ “พิสูจน์ด้วยข้อมูลแล้ว”</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/davidrgreen/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/davidrgreen/</span></a></p>
<h2><b>จอห์นนี่ ซี เทเลอร์ จูเนียร์ (Johnny C. Taylor Jr.)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44892" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1631127943860.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 130" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1631127943860.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1631127943860-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1631127943860-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1631127943860-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ HR ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องคนในองค์กร แต่ต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ แรงงาน และการเปลี่ยนแปลงของสังคม เขาคือประธานและ CEO ของ <a href="https://www.shrm.org/home" target="_blank" rel="noopener">SHRM (Society for Human Resource Management</a>) สมาคมวิชาชีพด้านทรัพยากรบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขามักใช้พื้นที่บน LinkedIn กล่าวถึงและผลักดันนโยบายแรงงานที่ทันสมัย เช่น DEI (Diversity, Equity, Inclusion), Work Flexibility, และการ Upskill-Reskill เป็นทั้งตัวแทนของ HR และพนักงานยุคใหม่ในโลกที่ต้องการความเข้าใจที่ลึกและรอบด้านยิ่งขึ้น</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/johnnyctaylorjr/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/johnnyctaylorjr/</span></a></p>
<h2><b>ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35643" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/2.webp" alt="คุยกับ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร HR Influencer ผู้ยึดมั่นการเผยแพร่ความรู้ เพื่อยกระดับแวดวง HR" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 131" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยประสบการณ์การทำงานในสาย HR มากกว่า 30 ปี ทั้งในระดับผู้บริหารและที่ปรึกษาให้กับองค์กรชั้นนำ คุณประคัลภ์เข้าใจ “คน” ในที่ทำงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในเชิงทฤษฎี แต่จาก “ของจริง” ที่ได้พบเจอและแก้ไขมากับมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้ว บทบาท HR Influencer ของเขาเริ่มต้นขึ้นมานานแล้ว เขาเขียนทั้งบทความและอัดเสียงลง Podcast ในเว็บไซต์ส่วนตัว (Prakal.com) เป็นประจำทุกวัน แล้วนำเผยแพร่ทาง LinkedIn ด้วย คำแนะนำของเขาเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ตรงประเด็น และที่สำคัญนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง แรงจูงใจ วัฒนธรรมองค์กร หรือการวางระบบ HR อย่างมีประสิทธิภาพ เสียงของเขาช่วยให้ HR เห็นปัญหาได้ลึกขึ้น เข้าใจบริบทของไทย และรู้ว่าจะช่วยพา HR เดินต่อไปอย่างไรโดยไม่หลงทาง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/prakal-pantapalangkura-12257126/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/prakal-pantapalangkura-12257126/</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 91px;">
<tbody>
<tr style="height: 91px;">
<td style="width: 100%; height: 91px;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35642" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover.webp" alt="คุยกับ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร HR Influencer ผู้ยึดมั่นการเผยแพร่ความรู้ เพื่อยกระดับแวดวง HR" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 132" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/prakal-hr-influencer-231106/"><span style="font-weight: 400;">คุยกับ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร HR Influencer ผู้ยึดมั่นการเผยแพร่ความรู้ ยกระดับแวดวง HR</span></a><span style="font-weight: 400;">]</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>วิทนี่ย์ จอห์นสัน (Whitney Johnson)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44888" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1663341928721.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 133" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1663341928721.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1663341928721-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1663341928721-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1663341928721-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักคิดที่ช่วยให้ HR เข้าใจวงจรของการเติบโตได้อย่างลึกซึ้งว่า การเติบโตเป็นเรื่องที่สามารถ ออกแบบได้ ผ่านแนวคิด S-Curve อันเป็นเอกลักษณ์ เธอดำรงตำแหน่ง CEO ของ Disruption Advisors และเป็นหนึ่งในนักคิดด้านการจัดการจาก Thinkers50 ที่มักนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาผู้นำและทีมงานในแบบที่ใช้ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอแชร์แนวคิดใน LinkedIn ที่ผสมผสานพลังของการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ และการ Disrupt ตัวเองเพื่อเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/whitneyjohnson/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/whitneyjohnson/</span></a></p>
<h2><b>เจนนิเฟอร์ แม็คเคลอร์ (Jennifer McClure)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44889 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1527906488059.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="500" height="500" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 134" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1527906488059.webp 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1527906488059-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1527906488059-150x150.webp 150w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาด้าน HR วิทยากร และอดีตผู้บริหาร HR ที่มีประสบการณ์ทำงานในสนามจริงมาอย่างโชกโชน เป็นตัวอย่างของ HR ที่เข้าใจธุรกิจ และเข้าใจคนอย่างแท้จริง แล้วนำบทเรียนเหล่านั้นมาแปลงเป็นแนวคิด กลยุทธ์ และคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง ปัจจุบันเธอคือ CEO ของ </span><b>Unbridled Talent</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วยองค์กรทุกขนาดออกแบบแนวทางการบริหารคนอย่างมีกลยุทธ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอมักให้คำแนะนำที่ไม่ซับซ้อนแต่ลึกซึ้งบน LinkedIn พร้อมมุมมองที่มีทั้งความเป็นมืออาชีพและความเป็นมนุษย์ </span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/jennifermcclure/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/jennifermcclure/</span></a></p>
<h2><b>จิราทรัพย์ กิจการสังวร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44894" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1740457776089.webp" alt="HREX จึงถือโอกาสนี้รวบรวมรายชื่อ HR Influencers ทั้งในระดับโลกและไทย ที่มีผลงานน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์เชิงลึก นักคิดเชิงกลยุทธ์ หรือผู้นำที่เปลี่ยนแปลงองค์กรได้จริง โดยเชื่อว่า หากได้ลองติดตามพวกเขาเหล่านี้แล้ว จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของคุณอย่างแน่นอน" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 135" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1740457776089.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1740457776089-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1740457776089-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1740457776089-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ก่อตั้ง HR THAILAND Community ที่ครอบคลุมทั้ง Facebook, TikTok, Blockdit, Instagram และ Line OpenChat เขาคือผู้สร้าง “พื้นที่กลาง” ที่คนทำงาน HR จากทุกวงการสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาตัวเอง และเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมีพลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของเขา เต็มไปด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และไม่ทิ้งสาระ ตั้งแต่เรื่องการสรรหา การบริหารค่าตอบแทน ไปจนถึงการเป็น HR Business Partner อย่างแท้จริง เสียงของเขาช่วยให้ HR ที่เพิ่งเริ่มต้นได้มองเห็นทิศทางที่ถูกต้อง และช่วยให้ HR มืออาชีพได้กลับมาทบทวนบทบาทของตัวเองให้เท่าทันโลก</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b> <a href="https://www.linkedin.com/in/jirasap/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.linkedin.com/in/jirasap/</span></a></p>
<h2><b>ลีน่า แนร์ (Leena Nair)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44893" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1673353261787.webp" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn" width="600" height="600" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 136" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1673353261787.webp 675w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1673353261787-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/1673353261787-150x150.webp 150w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จาก </span><b>CHRO ของ Unilever</b><span style="font-weight: 400;"> สู่ตำแหน่ง CEO ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก </span><b>Chanel</b><span style="font-weight: 400;"> เส้นทางของ </span><b>เธอเติบโตมาไกลเพราะมี</b><span style="font-weight: 400;">ความเข้าใจในคนอย่างแท้จริง ว่าสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไรได้บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บน LinkedIn ของเธอจะสะท้อนแนวคิด </span><b>Human-Centered Leadership</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ใส่ใจความหลากหลาย (D&amp;I), ความเท่าเทียม, และคุณค่าของมนุษย์ในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบาย แต่ในระดับที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/nairleena/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/nairleena/</span></a></p>
<h2><b>ภัทรเสฏฐ หนุนภักดี</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44882" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/4-6.jpg" alt="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn " width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 137" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/4-6.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/4-6-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้แนะนำ HR Influencer ระดับโลกและชาวไทยไปแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า ยังมีคนไทยที่ทำงานอยู่ที่ LinkedIn และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาคนนั้นคือ คุณน็อตตี้ – ภัทรเสฏฐ หนุนภักดี, Thailand Country Team Lead ที่ LinkedIn ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารทีม และการผลักดันการเติบโตทางรายได้ในตลาดภูมิภาคเอเชียมานานหลายปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านการวางแผนกลยุทธ์และการขับเคลื่อนผลลัพธ์ธุรกิจ คุณน็อตตี้ เชื่อมั่นในพลังของ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการช่วยให้บุคคลและองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน แม้กระทั่งในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เสียงของเขาคือการเชื่อมโยงระหว่างความเข้าใจด้าน การบริหารองค์กรกับการพัฒนาบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกัน</span></p>
<p><b>ติดตามได้ที่นี่:</b><a href="https://www.linkedin.com/in/phattharaset-notty-n-95a25458/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.linkedin.com/in/phattharaset-notty-n-95a25458/</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42763" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/คุยกับ-ภัทรเสฏฐ-หนุนภักดี-จาก-LinkedIn-Thailand-แพลตฟอร์มแห่งโอกาส-ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคนหางาน.webp" alt="คุยกับ ภัทรเสฏฐ หนุนภักดี จาก LinkedIn Thailand แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคนหางาน" width="600" height="370" title="HR Influencers ที่ HR ควรติดตามใน LinkedIn 138" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/คุยกับ-ภัทรเสฏฐ-หนุนภักดี-จาก-LinkedIn-Thailand-แพลตฟอร์มแห่งโอกาส-ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคนหางาน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/คุยกับ-ภัทรเสฏฐ-หนุนภักดี-จาก-LinkedIn-Thailand-แพลตฟอร์มแห่งโอกาส-ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคนหางาน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/linkedin-thailand-interview-240723/"><span style="font-weight: 400;">คุยกับ ภัทรเสฏฐ หนุนภักดี จาก LinkedIn Thailand แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคนหางาน</span></a><span style="font-weight: 400;">]</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป HR Influencers</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง การที่ HR จะอยู่รอดและเติบโตได้ ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามเทรนด์ แต่คือการเลือกฟังเสียงที่ใช่ และเรียนรู้จากผู้ที่เดินมาก่อน จะได้ไม่เดินหน้าไปผิดทาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายชื่อ HR Influencer ที่เราได้แนะนำตลอดบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลกหรือชาวไทย ล้วนมีจุดเด่นต่างกันออกไป บางคนเชี่ยวชาญด้านข้อมูล บางคนเน้นการพัฒนาผู้นำ บางคนสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์จริง ลองเลือกติดตามและเลือกรับฟังข้อมู,ได้ตามใจชอบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังมองหาอะไร เพื่อเติมเต็มบทบาทของตัวเองในฐานะ HR หรือผู้นำคนในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น HR Influencer ยังมีอีกมากมาย ทั้งบน LinkedIn เองและแพลตฟอร์มอื่น ๆ ลองเปิดใจ ค้นหา และเลือกติดตามในแบบที่คุณชอบ บางทีแนวคิดดี ๆที่จะเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณ อาจอยู่แค่โพสต์เดียวถัดไปก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถ้าคุณกำลังมองหาแหล่งรวมความรู้ด้าน HR ภาษาไทย ที่อัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ บทสัมภาษณ์คนในวงการ และเนื้อหาเข้าใจง่าย ใช้ได้จริง อย่าลืมกดติดตาม</span><a href="https://www.linkedin.com/company/hrex-asia/" target="_blank" rel="noopener"> <b>HREX บน LinkedIn</b></a><span style="font-weight: 400;"> อีกหนึ่งคอมมูนิตี้สำหรับคนทำงานสาย HR และคนที่สนใจเรื่อง “คน” ในโลกของการทำงานยุคใหม่</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="มากกว่าการบริหารคน HR คือการบริหารประสบการณ์: บทสัมภาษณ์ จิตติยา ธรรมสรณ์ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-influencers-linkedin-250421/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/basic-flexi-benefits-250331/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/basic-flexi-benefits-250331/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Mar 2025 08:15:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Tech]]></category>
		<category><![CDATA[Flexi Benefits]]></category>
		<category><![CDATA[Flexible Benefits]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44607</guid>

					<description><![CDATA[การบริหารจัดการสวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพในองค์กร สวัสดิการที่ดีสามารถเพิ่มความพึงพอใจและสร้างความผูกพันให้พนักงาน แต่ในปัจจุบันที่ทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน การให้พนักงานเลือกสวัสดิการตามความต้องการของตนเองผ่านระบบ Flexible Benefits / Flexi Benefits ถือเป็นทางเลือกที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น HREX จึงขอพาทุกท่านไปดูกันว่าหากต้องการหา Flexi Benefits ให้พนักงานในองค์กรล่ะก็ แล้วสวัสดิการที่ควรมีเป็นพื้นฐาน ควรต้องมีอะไรบ้างเพื่อให้ยืดหยุ่นและตอบสนองทั้งความต้องการของพนักงานและประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร Flexi Benefits #1. สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพกายและใจ สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือใจล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถรับมือกับความเครียดและความท้าทายในชีวิตการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรสามารถเสนอโปรแกรมและบริการที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี เช่น Mental Wellness Program: เสนอโปรแกรมที่ช่วยให้พนักงานดูแลสุขภาพจิต เช่น การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ (Employee Assistance Program) การสนับสนุนทางจิตใจและการทำสมาธิ: เช่น การฝึกสมาธิ หรือโปรแกรมที่ช่วยให้พนักงานผ่อนคลายจากความเครียด ฟิตเนส / กิจกรรมเพื่อสุขภาพ: ให้พนักงานเลือกใช้สิทธิประโยชน์ในการเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือกิจกรรมการดูแลสุขภาพอื่นๆ ตัวอย่าง HR Solution ด้านสุขภาพ ได้แก่ RLAX: บริการนวดสำหรับองค์กร เป็นบริการนวดถึงที่ทำงานและงานอีเว้นท์ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับพนักงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44609" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T093233.696.png" alt="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน" width="600" height="370" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 155" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T093233.696.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T093233.696-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารจัดการสวัสดิการพนักงาน </span><b>(Employee Benefits) </b><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพในองค์กร สวัสดิการที่ดีสามารถเพิ่มความพึงพอใจและสร้างความผูกพันให้พนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในปัจจุบันที่ทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน การให้พนักงานเลือกสวัสดิการตามความต้องการของตนเองผ่านระบบ Flexible Benefits / Flexi Benefits ถือเป็นทางเลือกที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอพาทุกท่านไปดูกันว่าหากต้องการหา Flexi Benefits ให้พนักงานในองค์กรล่ะก็ แล้วสวัสดิการที่ควรมีเป็นพื้นฐาน ควรต้องมีอะไรบ้างเพื่อให้ยืดหยุ่นและตอบสนองทั้งความต้องการของพนักงานและประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Flexi Benefits #1. สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพกายและใจ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือใจล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถรับมือกับความเครียดและความท้าทายในชีวิตการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรสามารถเสนอโปรแกรมและบริการที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Mental Wellness Program</b><span style="font-weight: 400;">: เสนอโปรแกรมที่ช่วยให้พนักงานดูแลสุขภาพจิต เช่น การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ (Employee Assistance Program)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การสนับสนุนทางจิตใจและการทำสมาธิ</b><span style="font-weight: 400;">: เช่น การฝึกสมาธิ หรือโปรแกรมที่ช่วยให้พนักงานผ่อนคลายจากความเครียด</span></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ฟิตเนส / กิจกรรมเพื่อสุขภาพ</b><span style="font-weight: 400;">: ให้พนักงานเลือกใช้สิทธิประโยชน์ในการเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือกิจกรรมการดูแลสุขภาพอื่นๆ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง HR Solution ด้านสุขภาพ ได้แก่</span></p>
<p><b>RLAX:</b><span style="font-weight: 400;"> บริการนวดสำหรับองค์กร เป็นบริการนวดถึงที่ทำงานและงานอีเว้นท์ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับพนักงาน พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการดูแลใส่ใจสุขภาพของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/74"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/74</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/74?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36624" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/71-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 156"></a></p>
<p><b>iSTRONG:</b><span style="font-weight: 400;"> ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและครอบครัว บริการให้คำปรึกษาโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงแบ่งปันความรู้และคุณค่าผ่านบทความจิตวิทยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/126"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/126</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/126?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39716" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1.webp" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1.webp 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-4-1-768x768.webp 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 157"></a></p>
<h2><b>Flexi Benefits #2. สวัสดิการด้านประกันสุขภาพ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าการมีสวัสดิการที่คอยดูแลสุขภาพกายและใจตั้งแต่แรกย่อมถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่บางครั้งพนักงานอาจเกิดเหตุฉุกเฉิน เจอสถานการณ์ด้านสุขภาพที่ไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ การมีสวัสดิการด้านประกัน ให้พนักงานสามารถเลือกประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองเป็นตัวป้องกันปัญหาไว้อีกขั้น ย่อมช่วยให้พนักงานรู้สึกอุ่นใจได้มากกว่า เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ประกันสุขภาพแบบเลือกแผนได้</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น แผนค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หรือแผนที่ครอบคลุมครอบครัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกวงเงินความคุ้มครองที่ต้องการตามความเหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ค่าทันตกรรม / ค่ารักษาสายตา</b><span style="font-weight: 400;">: เพิ่มความหลากหลายของสวัสดิการด้านสุขภาพที่พนักงานสามารถเลือกได้ตามความต้องการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพที่ตรงกับช่วงอายุและสุขภาพของตนเอง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง HR Solution ที่มอบบริการด้านสุขภาพและประกัน ได้แก่</span></p>
<p><b>DYM International Clinic:</b><span style="font-weight: 400;"> สถานพยาบาลแห่งแรกที่บริหารจัดการโดยบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานญี่ปุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/191"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/191</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/191?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36675" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/122-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 158"></a></p>
<p><b>BlueVenture TPA:</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ให้บริการระบบบริหารการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและหรือสิทธิสวัสดิการอื่นภายใต้แผนสวัสดิการพนักงานของบริษัทและองค์กรทั่วไป รองรับความยืดหยุ่น ความหลากหลายของการให้สิทธิ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/41"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/41</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/41?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36594" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/41-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 159"></a></p>
<h2><b>Flexi Benefits #3. สวัสดิการด้านการเงิน การออม และการลงทุน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ การให้พนักงานมีตัวเลือกในการบริหารจัดการเงินและการออมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรมีความใส่ใจในความเป็นอยู่ของพวกเขา โดยสามารถเลือกรับสวัสดิการที่ตอบสนองความต้องการทางการเงิน เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)</b><span style="font-weight: 400;">: องค์กรสามารถออกแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานเลือกอัตราการออมที่ต้องการ หรือเพิ่มเงินสะสมได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โบนัสพิเศษ หรือ Employee Stock Ownership Plan (ESOP)</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกรับโบนัสพิเศษ หรือเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน</b><span style="font-weight: 400;">: สำหรับพนักงานที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (Transport Allowance)</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกรับค่ารถสาธารณะ ค่าจอดรถ หรือค่ารถรับส่งตามความสะดวกของตนเอง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง HR Solution ที่มอบบริการด้านการเงิน ได้แก่</span></p>
<p><b>EMPLOYYIM: </b><span style="font-weight: 400;">บริการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าสำหรับพนักงาน พร้อมระบบใช้งานผ่าน LINE Application ที่สะดวกและใช้งานง่าย เพื่อให้พนักงานของคุณสามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและป้องกันการก่อหนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/148"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/148</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/148?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36664" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/111-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 160"></a></p>
<p><b>Salary Hero:</b><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มทางการเงินสำหรับพนักงานที่สามารถขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้ หรือเรียกว่า Earned Wage Access (การเบิกจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า) ตามชั่วโมง หรือวันทำงานจริง ได้ก่อนวันจ่ายเงินเดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/67"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/67</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/67?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36617" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/64-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 161"></a></p>
<p><b>Rabbit Cash:</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงานกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยพิเศษไม่เกิน 15% ต่อปี แบบลดต้นลดดอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/198"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/198</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/198?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36682" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/129-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 162"></a></p>
<h2><b>Flexi Benefits #4. สวัสดิการด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้พนักงานสามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพของตนเอง องค์กรควรมีสวัสดิการด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>งบเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</b><span style="font-weight: 400;">: พนักงานสามารถเลือกใช้สวัสดิการนี้ในการเข้าคอร์สออนไลน์หรืออบรมเพื่อเพิ่มทักษะใหม่ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร</b><span style="font-weight: 400;">: เป็นทางเลือกสำหรับพนักงานที่มีครอบครัว และต้องการสนับสนุนการศึกษาของบุตร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โปรแกรมฝึกอบรมเฉพาะทาง</b><span style="font-weight: 400;">: เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยี หรือภาษาต่างประเทศ เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสามารถในการทำงานที่สูงขึ้น</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง HR Solution ที่มอบบริการด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพ ได้แก่</span></p>
<p><b>Conicle:</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้นำโซลูชันด้านการเรียนรู้ “Learning Experience Solutions” ตอบโจทย์องค์กรด้าน &#8220;Learning &amp; Development&#8221; ที่จะช่วย Upskills Reskills บุคลากรของคุณผ่านกระบวนการการเรียนรู้ 70:20:10</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/11"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/11</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/11?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36564" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/11-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 163"></a></p>
<p><b>Globish Academia:</b><span style="font-weight: 400;"> สถาบันสอนภาษาอังกฤษสำหรับองค์กร ที่กว่า 300+ บริษัทชั้นนำไว้วางใจ ตอบโจทย์ ทุกจุดประสงค์การพัฒนาพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/99"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/99</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/99?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36647" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/94-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 164"></a></p>
<p><b>Busuu by EdusoftX: </b><span style="font-weight: 400;">Hybrid Platform ทางด้านภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ อีก 14 ภาษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/56"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/56</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/56?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36607" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/54-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 165"></a></p>
<p><b>FutureSkill For Business:</b><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์ม e-Learning Platform ที่มีคอร์สเรียนมากกว่า 200+ คอร์ส สมัครครั้งเดียวเรียนซ้ำได้ไม่จำกัด พร้อมคอร์สอัพเดตใหม่ทุกเดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/50"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/50</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/50?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36601" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/48-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 166"></a></p>
<h2><b>Flexi Benefits #5. สวัสดิการด้านไลฟ์สไตล์</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบายในชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่พนักงานหลายคนมองหา โดย Flexible Benefits สามารถให้ตัวเลือกในการดูแลด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและความพึงพอใจของพนักงาน องค์กรสามารถเพิ่มสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับรางวัลและค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่น เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ฟิตเนส / กิจกรรมเพื่อสุขภาพ</b><span style="font-weight: 400;">: ให้พนักงานเลือกใช้สิทธิประโยชน์ในการเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือกิจกรรมการดูแลสุขภาพอื่นๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>บัตรกำนัลร้านค้าและร้านอาหาร</b><span style="font-weight: 400;">: ให้พนักงานเลือกใช้สิทธิ์เพื่อไปช้อปปิ้ง หรือรับประทานอาหารในร้านที่กำหนด</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง HR Solution ด้านไลฟ์สไตล์ ได้แก่</span></p>
<p><b>BEES REWARDS</b><span style="font-weight: 400;">: แพลตฟอร์มแลกของรางวัล สามารถให้พนักงานเลือกช้อปได้เองง่าย ๆ ผ่าน Bees Rewards แค็ตตาล็อกของรางวัลออนไลน์ที่มีให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/210"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/210</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/210?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36694" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/141-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 167"></a></p>
<p><b>BEES&#8217; Benefit</b><span style="font-weight: 400;">: ระบบแจกรางวัลและเพิ่ม Engagement ของพนักงาน เป็นเครื่องมือการสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การทำกิจกรรม การให้รางวัลรวมถึงสวัสดิการพนักงานง่ายและสนุกขึ้นสำหรับ HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่</span> <a href="https://expth.hrnote.asia/products/132?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">https://expth.hrnote.asia/products/132</a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/132?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39847" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1.webp" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1.webp 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/152-3-1-1-768x768.webp 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 168"></a></p>
<p><b>WellExp:</b><span style="font-weight: 400;"> อ่านแพลตฟอร์มสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ให้พนักงานสนุกกับการทำงานในทุก ๆ วัน เปลี่ยนการทำงานเป็นภารกิจที่มีรางวัลด้วย Gamification พร้อมรับ Flexible Benefits!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/64"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia/products/64</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/64?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36615" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62.png" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62.png 1080w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62-300x300.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62-1024x1024.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62-150x150.png 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/62-768x768.png 768w" alt="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ" width="600" height="600" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 169"></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าสวัสดิการ 5 ประเภทที่กล่าวมา จะเป็นรากฐานสำคัญของการออกแบบ Flexible Benefits ที่ดี แต่ความเป็นจริงแล้ว สวัสดิการที่องค์กรสามารถมอบให้พนักงานได้นั้นมีความหลากหลายมากกว่านั้นอีกมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ สวัสดิการช่วยเหลือคุณแม่และครอบครัว, ค่าใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Allowance), วันหยุดเพิ่มเติม (Extra Leave Days), ไปจนถึง Work from Home / Hybrid Work Allowance และชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ล้วนเป็นทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมในหลายองค์กรทั่วโลก เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกันของพนักงานในยุคปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวดีคือ สวัสดิการหลายอย่างสามารถเริ่มต้นได้ทันที ไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร ขอเพียงมีความตั้งใจในการฟังเสียงของพนักงาน และพร้อมปรับให้เข้ากับบริบทขององค์กรอย่างชาญฉลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สวัสดิการไม่ใช่เพียงต้นทุน แต่คือการลงทุนใน &#8220;คน&#8221; ที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ตัวอย่างสวัสดิการ 5 แบบที่ควรมีเป็นพื้นฐาน หากต้องการมอบ Flexi Benefits เพื่อพนักงาน 170"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/basic-flexi-benefits-250331/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Presenteeism ภาวะฝืนทำงาน: ตัวร้ายทำลายประสิทธิภาพองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/presenteeism-mental-health-250327/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/presenteeism-mental-health-250327/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Mar 2025 11:07:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Presenteeism]]></category>
		<category><![CDATA[Presenteeism คือ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิตในที่ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะฝืนทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ประสิทธิภาพพนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44585</guid>

					<description><![CDATA[สุขภาพจิตในที่ทำงาน (Workplace Mental Health) กลายเป็นประเด็นที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องของสวัสดิภาพพนักงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของธุรกิจ ล่าสุดจากรายงาน Workplace Wellbeing 360 Report 2025 โดย Intellect ที่รวบรวมข้อมูลจากพนักงานกว่า 50,000 คนใน 182 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดเผยแนวโน้มที่สะท้อนชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สุขภาพจิต” ในที่ทำงานกับ “ประสิทธิภาพการทำงาน” หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ การเพิ่มขึ้นของ Presenteeism หรือการที่พนักงานมาทำงานทั้งที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่พร้อม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8% ภายในปีเดียว ขณะที่ทักษะในการจัดการความเครียดของพนักงานกลับลดลง 2%  แนวโน้มเหล่านี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง Presenteeism: ภัยเงียบที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เป็นกันไหม​? ถึงแม้องค์กรของคุณจะมีสถิติการลาของพนักงานที่น้อยลง แต่กลับมีสัญญาณของ Presenteeism หรือ ภาวะฝืนทำงาน คือการมาทำงานโดยที่พนักงานไม่มีสมาธิและขาดพลัง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ  จากรายงานเป็นเรื่องน่าตกใจว่า อัตรา Presenteeism เพิ่มขึ้นจาก 38.2% ในปี 2023 เป็น 41.2% ในปี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44587" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-1.webp" alt="Presenteeism คืออะไร? รู้จักภัยเงียบที่ลดประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร" width="600" height="370" title="Presenteeism ภาวะฝืนทำงาน: ตัวร้ายทำลายประสิทธิภาพองค์กร 175" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>สุขภาพจิตในที่ทำงาน (Workplace Mental Health)</b><span style="font-weight: 400;"> กลายเป็นประเด็นที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องของสวัสดิภาพพนักงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุดจากรายงาน </span><a href="https://intellect.co/workplace-wellbeing-360-report-2025/" target="_blank" rel="noopener">Workplace Wellbeing 360 Report 2025 โดย Intellect</a><span style="font-weight: 400;"> ที่รวบรวมข้อมูลจากพนักงานกว่า 50,000 คนใน 182 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดเผยแนวโน้มที่สะท้อนชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สุขภาพจิต” ในที่ทำงานกับ “ประสิทธิภาพการทำงาน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ การเพิ่มขึ้นของ Presenteeism หรือการที่พนักงานมาทำงานทั้งที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่พร้อม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8% ภายในปีเดียว ขณะที่ทักษะในการจัดการความเครียดของพนักงานกลับลดลง 2% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวโน้มเหล่านี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง</span></p>

<h2><b>Presenteeism: ภัยเงียบที่องค์กรไม่ควรมองข้าม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นกันไหม​? ถึงแม้องค์กรของคุณจะมีสถิติการลาของพนักงานที่น้อยลง แต่กลับมีสัญญาณของ </span><b>Presenteeism หรือ ภาวะฝืนทำงาน </b><span style="font-weight: 400;">คือการมาทำงานโดยที่พนักงานไม่มีสมาธิและขาดพลัง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากรายงานเป็นเรื่องน่าตกใจว่า </span><b>อัตรา Presenteeism เพิ่มขึ้นจาก 38.2% ในปี 2023 เป็น 41.2% ในปี 2024</b><span style="font-weight: 400;"> โดย Presenteeism มีต้นทุนแฝงที่สูงกว่าการขาดงานถึง 3 เท่า ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นปัญหาที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39310" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-27T153915.445.webp" alt="5 ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาคน (Human Developmental Psychology) : ปฏิวัติการฝึกอบรมในองค์กรเพื่อความสำเร็จที่เหนือกว่าใคร" width="600" height="370" title="Presenteeism ภาวะฝืนทำงาน: ตัวร้ายทำลายประสิทธิภาพองค์กร 176" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-27T153915.445.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-27T153915.445-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สุขภาพจิต: ปัจจัยขับเคลื่อนประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งที่สุด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในผลการศึกษาเดียวกันยืนยันว่า</span><b> สุขภาพจิตของพนักงานเป็นตัวขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานที่สำคัญที่สุด</b><span style="font-weight: 400;"> มากกว่าปัจจัยที่เคยให้ความสำคัญกัน เช่น Growth Mindset หรือเป้าหมายการทำงาน (Goal Orientation) ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นก็เพราะการลงทุนในสุขภาพจิต ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพลังให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความผูกพัน และเพิ่มความสามารถในการผลิตของทีมในภาพรวมอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ทักษะการจัดการความเครียดลดลง ทักษะที่องค์กรควรมี</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะเห็นว่า ทักษะเรื่องอื่น ๆ เช่น ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง (self-efficacy), เป้าหมายในชีวิต และการมองโลกในแง่ดี กลายเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รายงานกลับพบว่า</span><b> ทักษะในการจัดการความเครียดของพนักงานทั่วโลกลดลง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มีอัตราการลดลงถึง 2% จาก 60% ในปี 2023 เหลือเพียง 58% ในปี 2024</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลดลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและความเครียดอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้นำองค์กรคือ</span><b> การเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัว มาเป็นหนึ่งใน กลยุทธ์หลัก</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะการลงทุน ได้แก่:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โครงการสุขภาพจิตในที่ทำงาน</span>&nbsp;</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระบบสนับสนุนภายในองค์กร</span>&nbsp;</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โปรแกรมพัฒนาทักษะการจัดการความเครียด</span>&nbsp;</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีพลังในการทำงาน และเพิ่มผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงทั้งในด้านการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24220" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416.jpg" alt="shutterstock 1289636416" width="1000" height="667" title="Presenteeism ภาวะฝืนทำงาน: ตัวร้ายทำลายประสิทธิภาพองค์กร 177" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416.jpg 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>บทสรุป: สุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานขององค์กรที่ยั่งยืน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสุขภาพจิตส่งผลโดยตรงต่อทั้ง Productivity และ Engagement ของพนักงาน เหตุไฉนองค์กรจึงยังมองข้ามสัญญาณอันตรายเยี่ยงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น Presenteeism จะทำให้พนักงานมาทำงานโดยที่ไม่มีแรงใจ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรที่เปิดอยู่แต่ไม่ทำงาน ท้ายที่สุดแล้วส่งผลเสียต่อองค์กรในแบบที่มองไม่เห็นแต่หนักหนากว่าที่คิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “กลยุทธ์หลัก” ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาพนักงาน สร้างทีมที่เข้มแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในระยะยาว</span></p>
<p><b>มาหาโซลูชันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตในองค์กรของคุณ ได้ที่ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?filter%5Bcategory_id%5D=28">HREX.asia </a><br />
<a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Presenteeism ภาวะฝืนทำงาน: ตัวร้ายทำลายประสิทธิภาพองค์กร 178" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a><br />
</b></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/presenteeism-mental-health-250327/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้นำที่ดี คืออะไร ? 4 ทัศนคติ-ทักษะที่ผู้นำ Gen Y ควรมี</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/4-mindset-for-gen-y-leaders-250312/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/4-mindset-for-gen-y-leaders-250312/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Mar 2025 06:39:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ Gen Y]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44259</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อ 5-10 ปีก่อน คน Gen Y อาจเพิ่งเข้าสู่โลกของการทำงาน เป็นพนักงานรุ่นใหม่ที่ต้องเรียนรู้จากเจ้านาย Gen X หรือ Baby Boomers แต่ทุกวันนี้ คน Gen Y ไม่ใช่เด็กน้อยในที่ทำงานอีกต่อไป แต่หลายคนก้าวขึ้นมาเป็น &#8216;ผู้นำ&#8217; และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต แน่นอนว่าการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ ต้องมีประสบการณ์ มีผลงาน และความสามารถในการทำงาน แต่สิ่งที่เป็นตัวแบ่งแยกระหว่าง ‘ผู้นำทั่วไป’ กับ ‘ผู้นำที่ดีและประสบความสำเร็จ’ ก็คือ Mindset หรือแนวคิดในการนำทีมด้วย ถ้าผู้นำ Gen Y คนไหน อยากพาทีมไปข้างหน้าและปรับตัวเข้ากับโลกธุรกิจยุคใหม่ได้ นี่คือ 4 Mindset สำคัญที่คุณต้องรู้และมี ดังนี้ ! 4 คุณสมบัติของผู้นำที่ดี คืออะไร ? โดยเฉพาะผู้นำ Gen Y &#8220;คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่พร้อมเรียนรู้เสมอ&#8221; และนี่คือ 4 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44262" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-12T125140.977.webp" alt="4 ทัศนคติที่ผู้นำ Gen Y ควรมี เปลี่ยน &quot;ผู้นำทั่วไป&quot; ให้เป็น &quot;ผู้นำที่ดีและประสบความสำเร็จ&quot;" width="600" height="370" title="ผู้นำที่ดี คืออะไร ? 4 ทัศนคติ-ทักษะที่ผู้นำ Gen Y ควรมี 183" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-12T125140.977.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-12T125140.977-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ 5-10 ปีก่อน คน</span><b> Gen Y</b><span style="font-weight: 400;"> อาจเพิ่งเข้าสู่โลกของการทำงาน เป็นพนักงานรุ่นใหม่ที่ต้องเรียนรู้จากเจ้านาย Gen X หรือ Baby Boomers แต่ทุกวันนี้ คน Gen Y ไม่ใช่เด็กน้อยในที่ทำงานอีกต่อไป แต่หลายคนก้าวขึ้นมาเป็น &#8216;ผู้นำ&#8217; และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ ต้องมีประสบการณ์ มีผลงาน และความสามารถในการทำงาน แต่สิ่งที่เป็นตัวแบ่งแยกระหว่าง ‘ผู้นำทั่วไป’ กับ ‘ผู้นำที่ดีและประสบความสำเร็จ’ ก็คือ Mindset หรือแนวคิดในการนำทีมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าผู้นำ</span><b> Gen Y </b><span style="font-weight: 400;">คนไหน อยากพาทีมไปข้างหน้าและปรับตัวเข้ากับโลกธุรกิจยุคใหม่ได้ นี่คือ 4 Mindset สำคัญที่คุณต้องรู้และมี ดังนี้ !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>4 คุณสมบัติของผู้นำที่ดี คืออะไร ? โดยเฉพาะผู้นำ Gen Y</h1>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่พร้อมเรียนรู้เสมอ&#8221;</span></i></p>
<p>และนี่คือ 4 คุณสมบัติ 4 แนวคิด (Mindset) ที่ผู้นำควรมี ดังต่อไปนี้</p>
<h2><b>1. Growth Mindset – ผู้นำ Gen Y ต้องคิดแบบนักเติบโต</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำ Gen Y ที่ดีต้องมี <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Growth Mindset</a> หรือแนวคิดที่เชื่อว่าคนเราสามารถพัฒนาได้เสมอ ไม่ว่าวันนี้คุณจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณหยุดพัฒนาตัวเอง โลกก็จะเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่คุณตามทัน โดย 3 สิ่งที่ผู้นำทำได้คือ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เปิดรับคำติชมและ Feedback</b><span style="font-weight: 400;"> – ไม่กลัวที่จะถูกวิจารณ์ เพราะรู้ว่ามันช่วยให้คุณเติบโต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>มองความล้มเหลวเป็นบทเรียน</b><span style="font-weight: 400;"> – ทุกข้อผิดพลาดคือโอกาสเรียนรู้ ไม่ใช่จุดจบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> – พร้อมก้าวออกจาก Comfort Zone และลองสิ่งใหม่ ๆ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) CEO ของ Microsoft คือผู้ที่โอบรับ Growth Mindset มาใช้เปลี่ยนแนวคิดว่า</span><i><span style="font-weight: 400;"> &#8220;คนที่ฉลาดที่สุดคือคนที่ถูกเสมอ&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็น </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนที่พร้อมเรียนรู้คือคนที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้า&#8221; </span></i><span style="font-weight: 400;">แล้วทำให้ Microsoft พุ่งทะยานในปัจจุบัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42239" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-55.webp" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?" width="600" height="370" title="ผู้นำที่ดี คืออะไร ? 4 ทัศนคติ-ทักษะที่ผู้นำ Gen Y ควรมี 184" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-55.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-55-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>2.Resilient Mindset – ผู้นำ Gen Y ต้องคิดแบบนักสู้ ไม่ยอมแพ้</b></h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้าม ไม่ใช่ให้ถอดใจ&#8221;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานยุคนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มีทั้งเศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว และการแข่งขันที่รุนแรง ผู้นำ Gen Y ที่จะอยู่รอดและพาทีมไปต่อได้ ต้องแกร่งและพร้อมปรับตัว ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รับมือกับปัญหาและความกดดันได้ดี</b><span style="font-weight: 400;"> – ไม่ปล่อยให้ความเครียดมาทำให้ไขว้เขว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ใช้ความล้มเหลวเป็นแรงผลักดัน</b><span style="font-weight: 400;"> – ทุกความผิดพลาดคือบทเรียนที่ทำให้แกร่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้าง Mental Toughness</b><span style="font-weight: 400;"> – ฝึกใจให้แข็งแกร่ง พร้อมลุกขึ้นสู้ทุกครั้งที่ล้ม</span></li>
</ul>
<h2><b>3.Collaborative Mindset – ผู้นำ Gen Y ต้องคิดแบบนักทำงานเป็นทีม</b></h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผู้นำที่ดี ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในทีม แต่คือคนที่ทำให้คนรอบตัวเก่งขึ้นต่างหาก&#8221;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมดยุคผู้นำที่เอาแต่สั่งแล้ว เพราะนิยามของผู้นำที่ดีในยุคใหม่ คือคนที่สร้างความร่วมมือ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมเดินไปข้างหน้าด้วยกัน สิ่งที่ผู้นำควรต้องรู้และตระหนักคือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผู้นำยุคนี้ต้องเป็น Coach ที่ช่วยให้ทีมพัฒนาไปร่วมกัน &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่แค่ Boss ที่คอยสั่งงานอยู่บนบัลลังก์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รับฟังความคิดเห็นของทีม</b><span style="font-weight: 400;"> – เปิดพื้นที่ให้ลูกทีมแสดงความคิดเห็น เพราะไอเดียดี ๆ อาจมาจากทุกคน ไม่ใช่แค่จากหัวหน้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>บริหารทีมด้วย Empathy </b><span style="font-weight: 400;">– เข้าใจความต้องการของลูกทีม และสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคนอยากทำงาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครสงสัยว่าจะส่งเสริมให้ทำงานเป้นทีมกันได้อย่างไร สามารถดูจากสไตล์การบริหารของ Google หรือ Airbnb ได้ ทั้ง 2 บริษัทเน้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความเป็นทีมสูง จนเติบโตอย่างก้าวกระโดด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42065" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/08/HREX-Cover-by-Para-20.webp" alt="HR กับการสร้างการทำงานแบบ Collaborative Working Team เพื่อฝ่าทุกวิกฤตสถานการณ์ [พร้อม Case study]" width="600" height="370" title="ผู้นำที่ดี คืออะไร ? 4 ทัศนคติ-ทักษะที่ผู้นำ Gen Y ควรมี 185" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2020/08/HREX-Cover-by-Para-20.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2020/08/HREX-Cover-by-Para-20-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/collaborative-working-team/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR กับการสร้างการทำงานแบบ Collaborative Working Team เพื่อฝ่าทุกวิกฤตสถานการณ์ [พร้อม Case study]</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>4.Adaptability Mindset – ผู้นำ Gen Y ต้องคิดแบบคนพร้อมเปลี่ยนแปลง</b></h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;โลกเปลี่ยนเร็ว ผู้นำต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า!&#8221;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกอย่าง องค์กรที่ไม่ปรับตัวมักถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้นำ Gen Y มีจุดเด่นตรงที่เติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว แต่แค่เร็วอย่างเดียวไม่พอ ต้องปรับตัวอย่างมีกลยุทธ์ด้วย ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และนวัตกรรม</b><span style="font-weight: 400;"> – ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่าเทรนด์ไหนมาแรง และนำมันมาปรับใช้กับองค์กรได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กล้าทดลองสิ่งใหม่ แม้จะมีความเสี่ยง</b><span style="font-weight: 400;"> – การลองผิดลองถูกคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ยืดหยุ่นและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไป</b><span style="font-weight: 400;"> – ไม่ยึดติดกับวิธีเดิม ๆ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Netflix จากที่เคยเป็นแค่บริษัทให้เช่า DVD แต่เพราะพวกเขามี Adaptability Mindset จึงสามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของโลก</span></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของอำนาจหรือคำสั่ง แต่คือความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Mindset เหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่แยกความแตกต่างระหว่างผู้นำทั่วไปกับผู้นำที่ประสบความสำเร็จ หากผู้นำ Gen Y สามารถหลอมรวมทั้ง 4 อย่างนี้เข้าด้วยกัน พวกเขาจะกลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต และสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR องค์กรไหนต้องการเสริมสร้างแนวคิดการพัฒนาผู้นำ ให้มี MIndset เหล่านี้แล้วสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อย่างยั่งยืน แต่ยังต้องการตัวช่วย สามารถมาค้นหาบริการ Coaching เพื่อสร้างความเป็นผู้นำเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลยทางลิงก์นี้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://hbr.org/2016/01/what-having-a-growth-mindset-actually-means" target="_blank" rel="noopener">hbr.org</a></p>
<p><a href="https://resiliencei.com/blog/resilient-mindset/" target="_blank" rel="noopener">resiliencei</a></p>
<p><a href="https://www.azeusconvene.com/articles/how-to-promote-collaborative-mindset-in-workplace" target="_blank" rel="noopener">azeusconvene</a></p>
<p><a href="https://www.thnk.org/blog/an-adaptable-mindset-is-a-prerequisite-for-innovation/" target="_blank" rel="noopener">thnk.org</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ผู้นำที่ดี คืออะไร ? 4 ทัศนคติ-ทักษะที่ผู้นำ Gen Y ควรมี 186"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/4-mindset-for-gen-y-leaders-250312/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Mar 2025 06:58:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Personality Test]]></category>
		<category><![CDATA[แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[StrengthsFinder]]></category>
		<category><![CDATA[MBTI]]></category>
		<category><![CDATA[DISC]]></category>
		<category><![CDATA[Enneagram]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44239</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องเคยทำ แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ (Personality Test) และ แบบทดสอบวัดจุดแข็ง (Strength Test) กันบ้าง 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ถือเป็นเรื่องปกติในยุคที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น การใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น การเลือกอาชีพที่ใช่ ไปจนถึงการพัฒนาความเป็นผู้นำ เป็นต้น แต่ท่ามกลางเครื่องมือทดสอบมากมายเต็มไปหมด เครื่องมือไหนบ้างที่ได้รับความนิยม และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายที่สุด HREX คัดเลือกมาให้แล้ว 8 อย่างด้วยกัน ซึ่งเชื่อได้เลยว่า HR ทุกคนน่าจะต้องเคยให้พนักงานในองค์กรลองทำอย่างแน่นอน Personality Test คือ อะไร ? ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่าแบบทดสอบ Personality Test นั้นมีอะไรบ้าง HREX ขออนุญาตปูพื้นให้เข้าใจกันก่อนว่า Personality Test หรือแบบทดสอบบุคลิกภาพ คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และจำแนกบุคลิกภาพของบุคคลผ่านคำถามที่ออกแบบมาเพื่อวัด ลักษณะนิสัย, พฤติกรรม, จุดแข็ง, จุดอ่อน และแนวโน้มทางจิตวิทยา เพราะแบบทดสอบเหล่านี้มักพัฒนาโดยอิงจาก ทฤษฎีทางจิตวิทยาและงานวิจัย เพื่อช่วยให้บุคคลเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีการนำ Personality Test ไปใช้ค่อนข้างแพร่หลายในหลากหลายบริบท เช่น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44241" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png" alt="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 195" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องเคยทำ </span><b>แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ (Personality Test) </b><span style="font-weight: 400;">และ </span><b>แบบทดสอบวัดจุดแข็ง (Strength Test)</b><span style="font-weight: 400;"> กันบ้าง 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ถือเป็นเรื่องปกติในยุคที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น การใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น การเลือกอาชีพที่ใช่ ไปจนถึงการพัฒนาความเป็นผู้นำ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ท่ามกลางเครื่องมือทดสอบมากมายเต็มไปหมด เครื่องมือไหนบ้างที่ได้รับความนิยม และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายที่สุด HREX คัดเลือกมาให้แล้ว 8 อย่างด้วยกัน ซึ่งเชื่อได้เลยว่า HR ทุกคนน่าจะต้องเคยให้พนักงานในองค์กรลองทำอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Personality Test คือ อะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44245" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T135634.220.webp" alt="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 196" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T135634.220.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T135634.220-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่าแบบทดสอบ Personality Test นั้นมีอะไรบ้าง HREX ขออนุญาตปูพื้นให้เข้าใจกันก่อนว่า Personality Test หรือแบบทดสอบบุคลิกภาพ คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และจำแนกบุคลิกภาพของบุคคลผ่านคำถามที่ออกแบบมาเพื่อวัด ลักษณะนิสัย, พฤติกรรม, จุดแข็ง, จุดอ่อน และแนวโน้มทางจิตวิทยา เพราะแบบทดสอบเหล่านี้มักพัฒนาโดยอิงจาก ทฤษฎีทางจิตวิทยาและงานวิจัย เพื่อช่วยให้บุคคลเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันมีการนำ Personality Test ไปใช้ค่อนข้างแพร่หลายในหลากหลายบริบท เช่น การพัฒนาตัวเอง (Self-Development), การแนะแนวอาชีพ (Career Guidance), การคัดเลือกบุคลากร (Recruitment &amp; Selection), การพัฒนาทีม (Team Development), และการพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership Development) เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR และองค์กรทั่วโลกนิยมใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อให้เข้าใจลักษณะการทำงานของพนักงาน และช่วยให้การบริหารจัดการทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสิ่งที่ต้องรู้ก็คือ Personality Test มีหลายประเภท บางแบบเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับ แรงจูงใจและค่านิยม บางแบบเน้นจำแนกบุคลิกภาพเพื่อการทำงานเป็นทีมและการพัฒนาความสัมพันธ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย การเลือกใช้แบบทดสอบที่เหมาะสมจะช่วยให้เราสามารถใช้ข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการทำงานและพัฒนาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของ Personality Test ที่คนไทยน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี…</span></p>
<h2>1. Personality Test MBTI (Myers-Briggs Type Indicator)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบทดสอบบุคลิกภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ พัฒนาโดย Isabel Briggs Myers และ Katharine Cook Briggs โดยใช้พื้นฐานจากทฤษฎีจิตวิทยาของ Carl Jung ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มทางบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน และสามารถจัดกลุ่มตามลักษณะเฉพาะของพวกเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">MBTI ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แต่ละคนเข้าใจตัวเองมากขึ้น โดยเน้นไปที่วิธีรับรู้ข้อมูล, วิธีตัดสินใจ และมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก แบบทดสอบจะแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 16 ประเภท และจะวัดบุคลิกภาพผ่าน 4 มิติหลัก ซึ่งแต่ละมิติจะมี 2 ขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Extraversion (E) vs. Introversion (I) – เป็นคนชอบเข้าสังคมหรือเก็บตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Sensing (S) vs. Intuition (N) – รับรู้จากประสาทสัมผัสหรือสัญชาตญาณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Thinking (T) vs. Feeling (F) – ตัดสินใจด้วยเหตุผลหรืออารมณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Judging (J) vs. Perceiving (P) – ชอบวางแผนหรือยืดหยุ่น</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สามารถเข้าไปทดสอบบุคลิกภาพได้ที่:  </span><a href="https://www.16personalities.com/th" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.16personalities.com/th</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/16-personalities-mbti-10122021/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42067 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21.webp" alt="https://th.hrnote.asia/tips/16-personalities-mbti-10122021/" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 197" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/16-personalities-mbti-10122021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">16 MBTI Personalities : มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน ของบุคลิกภาพทั้ง 16 แบบกัน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>2. Personality Test Clifton Strengths Finder / StrengthsFinder</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบทดสอบที่พัฒนาโดย Gallup มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เราค้นพบจุดแข็งตามธรรมชาติของตัวเอง แทนที่จะโฟกัสจุดอ่อน แบบทดสอบนี้จำแนกจุดแข็งของแต่ละคนได้ถึง 34 จุดแข็งหลัก แบ่งเป็น 4 ด้านหรือ 4 สีหลัก) ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Execution (สีม่วง) เป็นนักปฏิบัติ พูดไม่เยอะ หากได้รับผิดชอบงานอะไร จะลงมือปฏิบัติจนเกิดผลงานที่จับต้องได้ นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Influencing (สีส้ม) จุดแข็งคือการเป็นคนพูดเก่ง กล้าแสดงออก มีพลังงานเหลือล้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Relationship Building (สีน้ำเงิน) ชอบสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น เข้ากับคนอื่นได้เก่ง มีความเป็นน้ำที่ช่วยทำให้คนรอบข้างเกิดความชุ่มชื้นหัวใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Strategic Thinking (สีเขียว) นักคิด นักกลยุทธ์ นักมองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์สูง </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: <a href="https://login.gallup.com/Registration/Register" target="_blank" rel="noopener">https://login.gallup.com/Registration/Register</a></span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35823" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover-2023-11-16T125654.678.webp" alt="สรุปคลาสเรียน Manager of the Future #3 สร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วย StrengthsFinder รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 198" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover-2023-11-16T125654.678.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/HREX-Cover-2023-11-16T125654.678-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/manager-of-the-future-strengsthfinder-231116/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สรุปคลาสเรียน Manager of the Future #3 สร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วย StrengthsFinder รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>3. Personality Test DISC</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบทดสอบบุคลิกภาพที่เน้นสำรวจด้านการทำงาน การอยู่กับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงจุดเด่นและจุดด้อยของคนแต่ละประเภทในการงาน โดยจะมี 4 ลักษณะใหญ่ ๆ ซึ่งทุกคนอาจมี 1 ลักษณะหรือหลายลักษณะอยู่ในตัวเองก็ได้ แต่จะมีอย่างเดียวที่ปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าเป็นจุดเด่นของเรานั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์ประกอบ 4 อย่างหลักมีดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">D (Dominance) – มีความเป็นผู้นำและการตัดสินใจ กล้าตัดสินใจ มุ่งมั่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">I (Influence) – เป็นนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ชอบพูดคุย มีเสน่ห์ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้บ่อย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">S (Steadiness) – นักสนับสนุน ผู้ใจเย็น, มีความอดทน, ชอบช่วยเหลือผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">C (Conscientiousness) – นักวิเคราะห์ชั้นยอด จะให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและข้อมูลที่แม่นยำ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: </span><a href="https://www.quotev.com/quiz/2239883/What-Is-Your-DISC-Style" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.quotev.com/quiz/2239883/What-Is-Your-DISC-Style</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42383" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-96.webp" alt="สำรวจพฤติกรรมการทำงาน กับคน 4 ประเภท ไปกับ DISC Model" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 199" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-96.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-96-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220521-disc-model?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สำรวจพฤติกรรมการทำงาน กับคน 4 ประเภท ไปกับ DISC Model</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>4. Personality Test Big Five Personality Traits / OCEAN Model</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบจำลองบุคลิกภาพที่ได้รับการยอมรับในทางจิตวิทยา เชื่อว่าบุคลิกภาพของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็น 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Openness to Experience – เปิดรับประสบการณ์ใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Conscientiousness – มีระเบียบวินัย รับผิดชอบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Extraversion – ชอบเข้าสังคม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Agreeableness – เป็นมิตร ใส่ใจผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Neuroticism – อ่อนไหวต่ออารมณ์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Big Five มีจุดแข็งคือความยืดหยุ่น เพราะไม่แบ่งคนออกเป็นประเภทตายตัวเหมือน MBTI หรือ DISC แต่ใช้การวัดระดับของแต่ละปัจจัย สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้ตามประสบการณ์ชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: <a href="https://bigfive-test.com/th" target="_blank" rel="noopener">https://bigfive-test.com/th</a></span></p>
<h2>5. Personality Test Enneagram</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบจำลองบุคลิกภาพที่มีชื่อไทยว่า </span><b>นพลักษณ์</b><span style="font-weight: 400;"> ที่จะแบ่งคนออกเป็น 9 ประเภท เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจรากฐานของพฤติกรรม ช่วยให้เข้าใจ “ทำไม” คนเราถึงคิดและทำสิ่งต่าง ๆ ในแบบของตนเอง และเรียนรู้วิธีพัฒนาตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บุคลิกภาพทั้ง 9 ประเภทของ Enneagram มีดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักปฏิรูป – ยึดมั่นในอุดมคติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้ช่วยเหลือ – ชอบดูแลผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักสร้างความสำเร็จ – มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักสร้างสรรค์ – อ่อนไหวและมีเอกลักษณ์ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักสังเกตการณ์ – ช่างวิเคราะห์และรักความรู้ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักภักดี – ไว้วางใจได้และรอบคอบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักผจญภัย – มองโลกในแง่ดีและรักอิสระ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำ – มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นักไกล่เกลี่ย – รักความสงบและสมดุล</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: </span><a href="https://www.idrlabs.com/th/enneagram/test.php" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.idrlabs.com/th/enneagram/test.php</span></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44247" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T140640.793.webp" alt="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 200" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T140640.793.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T140640.793-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/enneagram-hr-220526/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>6. Personality Test HEXACO</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบจำลองบุคลิกภาพที่พัฒนาต่อยอดจาก Big Five ด้วยการเพิ่มมิติใหม่เรียกว่า Honesty-Humility หรือความซื่อสัตย์และความอ่อนน้อมถ่อมตัว เพื่อจะได้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น โดยมี 6 ด้านหลักดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Honesty-Humility – ความซื่อสัตย์ ถ่อมตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Emotionality – ความอ่อนไหวต่ออารมณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Extraversion – ความเปิดเผย ชอบสังคม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Agreeableness – ความเป็นมิตร ใส่ใจผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Conscientiousness – ความรับผิดชอบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Openness to Experience – ความคิดสร้างสรรค์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: <a href="https://www.idrlabs.com/hexaco/test.php" target="_blank" rel="noopener">https://www.idrlabs.com/hexaco/test.php</a></span></p>
<h2>7. Hogan Assessment</h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/succession-planning-hogan-assessments-251114/">เครื่องมือวิเคราะห์จุดแข็งและพฤติกรรมที่มักพบเห็น หรือแสดงออกในที่ทำงานบ่อย ๆ รวมถึงหาพฤติกรรมที่ซุกซ่อนไว้ แต่ยังไม่ปรากฏออกมา</a> นอกจากนั้นยังค้นหาหาแรงขับภายใน เช่น เป้าหมายส่วนตัว ค่านิยม และแรงจูงใจของพนักงาน เป็นต้น เพราะให้มองเห็นว่าหากใช้งานอย่างไม่สมดุลจะกลายเป็นปัญหาได้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: <a href="https://www.iprep.online/courses/hogan-assessment-test" target="_blank" rel="noopener">https://www.iprep.online/courses/hogan-assessment-test</a></span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47562" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-14T154309.379.png" alt="succession-planning-hogan-assessments" width="600" height="370" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 201" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-14T154309.379.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-14T154309.379-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/succession-planning-hogan-assessments-251114/">สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Getting Succession Right With Hogan Assessments</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="text-align: left;"><b>8. Personality Test Gallup Q12 Employee Engagement Survey</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบสำรวจนี้พัฒนาโดย Gallup เพื่อวัดระดับความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ในองค์กร ช่วยประเมินว่าพนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับงาน ทีม และองค์กรมากน้อยแค่ไหนผ่าน 12 คำถามหลัก ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฉันรู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่คาดหวังจากตัวเองในการทำงาน ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฉันได้ทำสิ่งที่ฉันถนัดในงานทุกวันหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">7 วันที่ผ่านมา ฉันได้รับคำชมหรือได้รับการยอมรับในผลงานหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานสนใจและใส่ใจฉันในฐานะมนุษย์หรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีคนที่ที่ทำงานที่กระตุ้นให้ฉันพัฒนาตัวเองเสมอหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความคิดเห็นของฉันได้รับการพิจารณาในที่ทำงานหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พันธกิจหรือเป้าหมายขององค์กรทำให้ฉันรู้สึกว่า งานของฉันมีความสำคัญหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เพื่อนร่วมงานของฉันมุ่งมั่นทำงานอย่างมีคุณภาพหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงานหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีคนพูดคุยกับฉันถึงความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">1 ปีที่ผ่านมา ฉันได้โอกาสเรียนรู้และเติบโตในงานของฉันหรือไม่ ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฉันรู้สึกว่าฉันได้พัฒนาตัวเองและมีความก้าวหน้าเวลาอยู่ในองค์กรนี้ ใช่หรือไม่ ?</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และลองทำแบบทดสอบได้ที่นี่: <a href="https://www.gallup.com/q12/" target="_blank" rel="noopener">https://www.gallup.com/q12/</a></span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เครื่องมือวัดบุคลิกภาพและจุดแข็งทั้ง 8 อย่างที่กล่าวมาถือเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ HR และคนเป็นผู้นำเข้าใจพนักงานในสังกัดได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะพฤติกรรมการทำงาน, ความถนัด, และลักษณะนิสัยที่มีผลต่อการทำงานในทีมและการพัฒนาทักษะต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เครื่องมือเหล่านี้จะช่วย HR มองเห็นภาพชัดขึ้นว่าควรช่วยพัฒนาพนักงานอย่างไร แล้วทำให้เป็นองค์กรที่เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล ไม่เพียงมีแค่ช่วยให้องค์กรมีผลประกอบการดี แต่ยังปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กร ลดอัตราการลาออกและเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เมื่อ HR พอจะรู้ลักษณะคร่าว ๆ ของพนักงานในองค์กรแล้ว แต่ยังไม่รู้จะหาเครื่องมืออะไรมาช่วยยกระดับพวกเขาให้เป็น “เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง” สามารถมาค้นหา HR Solution ด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">Training &amp; Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;">, บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><span style="font-weight: 400;">Employee Benefit</span></a><span style="font-weight: 400;"> และอื่น ๆ อีกมากมายผ่านแพลตฟอร์ม </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products and Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ HREX ที่นี่เรารวบรวมบริการที่จะช่วยยกระดับองค์กรไว้มากกว่า 190 ผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว มาค้นหาได้เลยที่นี่ !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก 202"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 หลักการตั้งเป้าหมายให้พนักงานมีความหมาย สร้างแรงจูงใจและความสำเร็จในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-purpose-of-work-250203/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-purpose-of-work-250203/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Feb 2025 08:40:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42602</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ในยุคที่พนักงานเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำงานไปเพื่ออะไร?” HR จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างเป้าหมายที่มีความหมาย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน และช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีอนาคตในองค์กร เป้าหมายที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การกำหนด KPI หรือ OKRs แต่คือการทำให้พนักงานเข้าใจว่า งานของพวกเขาส่งผลต่อองค์กรและสังคมอย่างไร ซึ่งจะช่วยลดภาวะหมดไฟ (Burnout) และสร้างความผูกพันระยะยาวกับองค์กร เมื่อพนักงานรู้ว่างานของตนเองมีความหมาย พวกเขาจะทุ่มเท เติบโต และก้าวไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน คุณเชื่อ พลังของเป้าหมายที่มีความหมายต่อชีวิตและการทำงาน ไหม ? เพราะในโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหมายสามารถช่วยให้พนักงานรู้สึกมีแรงบันดาลใจและมุ่งมั่นกับงานของตนเองได้มากขึ้น สำหรับ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลนั้น บทบาทสำคัญไม่ได้อยู่แค่การสรรหาหรือดูแลสวัสดิการพนักงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการช่วยให้พนักงานค้นหา &#8220;ความหมาย&#8221; ในงานที่ทำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน ประสิทธิภาพ และความผูกพันกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน บทความนี้ HREX จะสำรวจหลักการสำคัญในการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายและวิธีที่ HR สามารถนำมาปรับใช้เพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเติบโตของพนักงานในระยะยาว ทำไมเป้าหมายที่มีความหมายจึงสำคัญต่อพนักงาน ? จะบอกว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่ลิตส์รายการสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น แต่เป็น &#8220;แนวทาง&#8221; ที่ช่วยให้พนักงานเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำงานไปเพื่ออะไร และมีผลกระทบต่อองค์กรและสังคมอย่างไร  งานที่มีความหมายจะช่วยให้พนักงานมีแรงบันดาลใจ มีความกระตือรือร้น และมีความสุขมากขึ้น ทั้งนี้ ประโยชน์ของเป้าหมายที่มีความหมายในที่ทำงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่พนักงานเริ่มตั้งคำถามว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ทำงานไปเพื่ออะไร?”</span></i><span style="font-weight: 400;"> HR จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างเป้าหมายที่มีความหมาย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน และช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีอนาคตในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การกำหนด KPI หรือ OKRs แต่คือการทำให้พนักงานเข้าใจว่า งานของพวกเขาส่งผลต่อองค์กรและสังคมอย่างไร ซึ่งจะช่วยลดภาวะหมดไฟ (Burnout) และสร้างความผูกพันระยะยาวกับองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้ว่างานของตนเองมีความหมาย พวกเขาจะทุ่มเท เติบโต และก้าวไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42604" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HR-กับการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายพนักงาน.webp" alt="HR กับการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายพนักงาน" width="600" height="370" title="7 หลักการตั้งเป้าหมายให้พนักงานมีความหมาย สร้างแรงจูงใจและความสำเร็จในองค์กร 207" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HR-กับการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายพนักงาน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/HR-กับการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายพนักงาน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเชื่อ </span><b>พลังของเป้าหมายที่มีความหมายต่อชีวิตและการทำงาน </b><span style="font-weight: 400;">ไหม ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะในโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหมายสามารถช่วยให้พนักงานรู้สึกมีแรงบันดาลใจและมุ่งมั่นกับงานของตนเองได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลนั้น บทบาทสำคัญไม่ได้อยู่แค่การสรรหาหรือดูแลสวัสดิการพนักงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการช่วยให้พนักงานค้นหา &#8220;ความหมาย&#8221; ในงานที่ทำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน ประสิทธิภาพ และความผูกพันกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ HREX จะสำรวจหลักการสำคัญในการตั้งเป้าหมายที่มีความหมายและวิธีที่ HR สามารถนำมาปรับใช้เพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเติบโตของพนักงานในระยะยาว</span></p>

<h2><b>ทำไมเป้าหมายที่มีความหมายจึงสำคัญต่อพนักงาน ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะบอกว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่ลิตส์รายการสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น แต่เป็น &#8220;แนวทาง&#8221; ที่ช่วยให้พนักงานเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำงานไปเพื่ออะไร และมีผลกระทบต่อองค์กรและสังคมอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานที่มีความหมายจะช่วยให้พนักงานมีแรงบันดาลใจ มีความกระตือรือร้น และมีความสุขมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ประโยชน์ของเป้าหมายที่มีความหมายในที่ทำงาน มีดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"> </span><b>เพิ่มแรงจูงใจ</b><span style="font-weight: 400;"> – เมื่อพนักงานเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ พวกเขาจะทุ่มเทกับงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"> </span><b>สร้างความผูกพันกับองค์กร</b><span style="font-weight: 400;"> – พนักงานที่รู้สึกว่างานของตนสำคัญจะมีแนวโน้มอยู่กับองค์กรในระยะยาว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ช่วยลดภาวะหมดไฟ (Burnout)</b><span style="font-weight: 400;"> – งานที่มีความหมายช่วยให้พนักงานมีพลังใจในการทำงาน แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก</b><span style="font-weight: 400;"> – องค์กรที่ส่งเสริมเป้าหมายที่มีความหมายมักจะมีสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและสนับสนุนกัน</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-22953" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_320549678-1.jpg" alt="shutterstock 320549678 1" width="500" height="330" title="7 หลักการตั้งเป้าหมายให้พนักงานมีความหมาย สร้างแรงจูงใจและความสำเร็จในองค์กร 208" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_320549678-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_320549678-1-300x198.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>7 หลักการที่ HR สามารถสร้างเป้าหมายที่มีความหมายสำหรับพนักงาน</b></h2>
<h3><b>1. ช่วยพนักงานค้นหา &#8220;ความหมาย&#8221; ของงานที่ทำ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานมองเห็นว่างานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในระดับองค์กรและสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพคือการจัดเวิร์กช็อป หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/tidlor-purpose-driving-business-250131/"><b>Purpose-Driven</b></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้พนักงานได้เชื่อมโยงระหว่างงานที่ทำกับผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อผู้อื่น สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีคุณค่าในบทบาทของตนเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบริษัทเทคโนโลยี ทีมพัฒนาโปรแกรมอาจมองว่างานของพวกเขาเป็นเพียงการเขียนโค้ด แต่หาก HR ช่วยให้พวกเขาเห็นภาพว่า</span><b> สิ่งที่พวกเขากำลังพัฒนาจะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงของลูกค้าได้</b><span style="font-weight: 400;"> ก็จะทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจและทุ่มเทกับงานมากขึ้น</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>2. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน (Clear Goals) และสามารถวัดผลได้ (Measurable Goals) ช่วยให้พนักงานมองเห็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ ซึ่ง HR สามารถใช้หลักการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190910-smart-organization-goal/"><b>SMART Goals</b></a><span style="font-weight: 400;"> ได้แก่ Specific (เฉพาะเจาะจง), Measurable (วัดผลได้), Achievable (ทำได้จริง), Relevant (เกี่ยวข้องกับองค์กร) และ Time-bound (มีระยะเวลาที่แน่นอน) เพื่อช่วยให้พนักงานตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b><b><br />
</b></p>
<ul>
<li><b>เป้าหมายกว้าง: </b><span style="font-weight: 400;">อยากพัฒนาทักษะการบริหารทีม</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><b>เป้าหมายที่ชัดเจน:</b><span style="font-weight: 400;"> ภายใน 6 เดือน จะเข้าร่วมหลักสูตรการเป็นผู้นำ และนำความรู้มาจัดอบรมภายในทีม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>3. แบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นตอนย่อย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรช่วยให้พนักงานมองเห็นเส้นทางสู่เป้าหมายของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนให้พนักงานแบ่งเป้าหมายออกเป็น </span><b>&#8220;เป้าหมายระยะสั้น&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>&#8220;เป้าหมายระยะยาว&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ลดความรู้สึกท้อแท้ และเพิ่มแรงจูงใจเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายย่อยได้สำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถช่วยพนักงานกำหนดเป้าหมายเหล่านี้ร่วมกันผ่าน </span><b>Individual Development Plan (IDP)</b><span style="font-weight: 400;"> หรือการให้คำแนะนำเชิงโค้ชชิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละขั้นตอนมีความชัดเจนและนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b><b><br />
</b><b>เป้าหมายระยะยาว:</b><span style="font-weight: 400;"> เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการภายใน 2 ปี</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><b>เป้าหมายระยะสั้น:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภายใน 6 เดือน</b><span style="font-weight: 400;">: เข้าร่วมหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภายใน 12 เดือน</b><span style="font-weight: 400;">: รับผิดชอบโครงการสำคัญเพื่อแสดงศักยภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภายใน 18 เดือน</b><span style="font-weight: 400;">: ขอคำแนะนำจากผู้บริหารและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>4. ติดตามความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งเป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ </span><b>HR ควรสนับสนุนให้พนักงานจดบันทึกและติดตามความก้าวหน้าของตนเอง</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้พวกเขาเห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นและสามารถปรับปรุงแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสม </span><span style="font-weight: 400;">การติดตามความก้าวหน้าช่วยให้พนักงานสามารถประเมินตนเองได้ว่าอยู่จุดไหนของเส้นทางสู่ความสำเร็จ และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือพัฒนาเพิ่มเติม</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทอาจใช้เครื่องมืออย่าง Trello, Asana หรือ Notion เพื่อช่วยพนักงานติดตามเป้าหมายของตนเองได้</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>5. สนับสนุนวัฒนธรรมที่ให้กำลังใจและยืดหยุ่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า เส้นทางสู่เป้าหมายไม่ได้ราบรื่นเสมอไป พนักงานอาจพบกับอุปสรรค เช่น แรงกดดันจากงาน ความท้าทายในการเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือปัญหาส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจ สนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การให้คำปรึกษา หรือการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การมีวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นช่วยให้พนักงานสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้เมื่อจำเป็น</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b></p>
<ul>
<li><b>สร้างระบบให้คำปรึกษา (</b><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230417-coaching-vs-mentoring/"><b>Coaching &amp; Mentoring</b></a><b>)</b><span style="font-weight: 400;"> – จับคู่พนักงานกับผู้จัดการหรือเมนเทอร์ที่สามารถให้คำแนะนำเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทาย</span></li>
<li><b>เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์</b><span style="font-weight: 400;"> – จัด Sharing Sessions เพื่อให้พนักงานสามารถพูดคุยถึงอุปสรรคที่เจอ และรับฟังแนวทางแก้ปัญหาจากเพื่อนร่วมงาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>6. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกว่าได้ </span><b>มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดเส้นทางของตนเอง</b><span style="font-weight: 400;"> การมีเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่สนับสนุนกันช่วยให้เป้าหมายมีความหมายมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีบทบาทสำคัญ พวกเขาจะมีแรงจูงใจและความผูกพันกับงานมากขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้พวกเขาเติบโต และพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 50%;"><b>ตัวอย่าง:</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดโครงการ &#8220;Mentorship Program&#8221; หรือ &#8220;Buddy System&#8221; ที่ให้พนักงานมีโอกาสเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า</span></td>
<td style="width: 50%;"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>7. เฉลิมฉลองความสำเร็จและปรับเป้าหมายให้เหมาะสม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรมีแนวทางในการยอมรับและเฉลิมฉลองความสำเร็จของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการให้รางวัล คำชมเชย หรือการจัดอีเวนต์เพื่อขอบคุณพนักงาน การเฉลิมฉลองเหล่านี้ช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจ และกระตุ้นให้พนักงานตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสำเร็จหนึ่งครั้ง แต่ควรใช้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ตัวอย่าง:</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<ul>
<li><b>ให้รางวัลและคำชมเชยอย่างเหมาะสม</b><span style="font-weight: 400;"> – การให้รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไป การกล่าวขอบคุณ คำชื่นชมจากหัวหน้า หรือการยกย่องในที่ประชุมทีมสามารถสร้างพลังบวกได้มาก</span></li>
<li><b>จัดอีเวนต์หรือกิจกรรมเฉลิมฉลอง</b><span style="font-weight: 400;"> – เช่น Employee Appreciation Day หรือ Success Stories Sharing ที่เปิดโอกาสให้พนักงานแชร์ประสบการณ์และเรียนรู้จากกันและกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-22639" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8a783600293848ac87e37f317814c608.jpg" alt="8a783600293848ac87e37f317814c608" width="500" height="334" title="7 หลักการตั้งเป้าหมายให้พนักงานมีความหมาย สร้างแรงจูงใจและความสำเร็จในองค์กร 209" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8a783600293848ac87e37f317814c608.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8a783600293848ac87e37f317814c608-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>HR ตัวแปรสำคัญในการสร้างเป้าหมายที่มีความหมายให้พนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR มีบทบาทสำคัญในการช่วยพนักงานค้นหาเป้าหมายที่มีความหมายในงานที่ทำ การสนับสนุนให้พนักงานมีเป้าหมายที่ชัดเจน ช่วยให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและมีแรงบันดาลใจในการทำงาน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร</span></p>
<p><b>เมื่อพนักงานรู้สึกว่างานของตนเองมีความหมาย พวกเขาจะมุ่งมั่น ทุ่มเท และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาแล้วที่ HR จะเป็นตัวกลางในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมการเติบโตของพนักงานและนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="7 หลักการตั้งเป้าหมายให้พนักงานมีความหมาย สร้างแรงจูงใจและความสำเร็จในองค์กร 210" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-purpose-of-work-250203/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/holiday-renew-and-recharge-dave-ulrich-241225/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/holiday-renew-and-recharge-dave-ulrich-241225/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 07:33:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Dave Ulrich]]></category>
		<category><![CDATA[Renew and Recharge]]></category>
		<category><![CDATA[วันหยุด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42036</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อถึงช่วงวันหยุดยาวทีไร หลายคนต่างวางแผนที่จะใช้เวลาพักผ่อนและเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ บ้างหลีกเลี่ยงผู้คน เก็บตัวพักผ่อนอยู่ที่บ้าน บ้างออกเดินทางท่องเที่ยว และก็มีบ้างที่ถือโอกาสนี้จัดการงานค้างให้เสร็จสิ้น แม้จะไม่มีกฎตายตัวว่าควรใช้วันหยุดยาวอย่างไร แต่ศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริช (Dave Ulrich) ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ระดับโลก ได้แบ่งปันมุมมองน่าสนใจผ่านบทความที่รวบรวมประสบการณ์จากการโค้ชผู้คนมากมายเกี่ยวกับการใช้เวลาพักผ่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่เพียงแค่ใช้ได้กับช่วงวันหยุดสิ้นปี แต่ใช้ได้กับทุกช่วง รวมถึงวันสงกรานต์ด้วย คำแนะนำของเขามีทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งน่าจะช่วยให้ทุกท่านเติบโตทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงานหลังหยุดยาวอย่างสดใสและเต็มเปี่ยมด้วยพลังไม่มากก็น้อย ดังนี้ 1. เติมพลังและฟื้นฟูตัวเอง (Renew and Recharge) ในยุคที่เราต้องทำงานท่ามกลางความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่มากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การหยุดพักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูพลังงานของเราให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง นี่คือวิธีการเติมพลังที่สามารถเลือกทำได้ ใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนฝูง สร้างความทรงจำดีๆ และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ออกเดินทางสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ หรือใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อให้จิตใจได้พักผ่อนและเติมพลังให้ตัวเอง หันมาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกเก่าที่ห่างหายไป หรือลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำมานาน แบ่งปันความสุขผ่านการให้ ทั้งการให้ของขวัญหรือการทำบุญ ซึ่งนอกจากจะสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับแล้ว ยังทำให้ผู้ให้รู้สึกอิ่มเอมใจ ใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกาย ทั้งการออกกำลังกายและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ลดการใช้โซเชียลมีเดียและหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนต่างๆ เพื่อให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42039" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-9-1.webp" alt="Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich" width="600" height="370" title="Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich 214" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-9-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-9-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงช่วงวันหยุดยาวทีไร หลายคนต่างวางแผนที่จะใช้เวลาพักผ่อนและเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ บ้างหลีกเลี่ยงผู้คน เก็บตัวพักผ่อนอยู่ที่บ้าน บ้างออกเดินทางท่องเที่ยว และก็มีบ้างที่ถือโอกาสนี้จัดการงานค้างให้เสร็จสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่มีกฎตายตัวว่าควรใช้วันหยุดยาวอย่างไร แต่</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริช (Dave Ulrich)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ระดับโลก ได้แบ่งปันมุมมองน่าสนใจผ่านบทความที่รวบรวมประสบการณ์จากการโค้ชผู้คนมากมายเกี่ยวกับการใช้เวลาพักผ่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่เพียงแค่ใช้ได้กับช่วงวันหยุดสิ้นปี แต่ใช้ได้กับทุกช่วง รวมถึงวันสงกรานต์ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำของเขามีทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งน่าจะช่วยให้ทุกท่านเติบโตทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงานหลังหยุดยาวอย่างสดใสและเต็มเปี่ยมด้วยพลังไม่มากก็น้อย ดังนี้</span></p>
<h2><b>1. เติมพลังและฟื้นฟูตัวเอง (Renew and Recharge)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่เราต้องทำงานท่ามกลางความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่มากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การหยุดพักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูพลังงานของเราให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือวิธีการเติมพลังที่สามารถเลือกทำได้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนฝูง สร้างความทรงจำดีๆ และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ออกเดินทางสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ หรือใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อให้จิตใจได้พักผ่อนและเติมพลังให้ตัวเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หันมาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกเก่าที่ห่างหายไป หรือลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำมานาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แบ่งปันความสุขผ่านการให้ ทั้งการให้ของขวัญหรือการทำบุญ ซึ่งนอกจากจะสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับแล้ว ยังทำให้ผู้ให้รู้สึกอิ่มเอมใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกาย ทั้งการออกกำลังกายและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลดการใช้โซเชียลมีเดียและหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนต่างๆ เพื่อให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มจิตใจ เช่น การอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ หรือการใช้เวลาส่วนตัวในแบบที่ชอบ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เวลาทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงานช่วยให้เราได้พักสมองจากภาระประจำ และเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง เราจะมีทั้งมุมมองใหม่ ๆ และพลังงานที่สดชื่นพร้อมรับมือกับความท้าทายที่รออยู่</span></p>
<h2><b>2. ทบทวนและเรียนรู้จากอดีต (Reflect and Learn From the Past)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราไม่เคยหยุดมองย้อนกลับไปมองอดีต มันมักจะกลายเป็นกรอบที่จำกัดอนาคตของเรา แต่เมื่อใดที่เรากล้าเผชิญหน้ากับมัน แล้วใช้เวลาทบทวนอย่างใคร่ครวญ อดีตจะเปลี่ยนเป็นบทเรียนล้ำค่าที่จะนำพาเราไปสู่การพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงส่งท้ายปีเก่าหรือวันหยุดยาวจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้นั่งลงและตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง ดังนี้</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>มองหาความสำเร็จและจุดแข็ง: </b><span style="font-weight: 400;">อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีในปีที่ผ่านมา และปัจจัยใดที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น?</span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>เรียนรู้จากความท้าทาย: </b><span style="font-weight: 400;">อะไรคือสิ่งที่เราอยากทำให้ดีกว่านี้ และมีปัจจัยใดบ้างที่ขัดขวางไม่ให้เราทำได้ดีเท่าที่ควร?</span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>มองหาโอกาสในการพัฒนา: </b><span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราได้ค้นพบทักษะใหม่ๆ หรือเงื่อนไขแห่งความสำเร็จอะไรบ้างที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต?</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เวลาว่างทบทวนตนเองและวิเคราะห์ผลงานอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้เราเติบโตและก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักใช้อดีตเป็นบทเรียน แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นเพียงความทรงจำ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว</span></p>
<h2><b>3. ตระหนักและเสริมสร้างค่านิยมหลัก (Recognize and Reinforce Core Values)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลง ค่านิยมหลัก (Core Values) ของเราคือหลักยึดที่จะช่วยนำทางและสร้างความหมายให้กับชีวิต ช่วงเวลาพักผ่อนจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทบทวนและตอกย้ำค่านิยมเหล่านี้</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>อะไรคือสิ่งที่เราให้คุณค่าและปรารถนามากที่สุดในชีวิต?</b></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>ความสำเร็จที่แท้จริงในความหมายของเราคืออะไร?</b></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>เราต้องการให้ผู้อื่นจดจำเราในแบบใด ทั้งในแง่ตัวตนและภาพลักษณ์?</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราระบุค่านิยมหลักได้ชัดเจนและนำมาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มันจะกลายเป็นเสาหลักที่มั่นคงในชีวิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น ศ.เดฟ อูว์ริค บอกว่าเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้ผู้อื่น โดยไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ค่านิยมนี้ก็ยังคงเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตของเขาเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บ่อยครั้งที่เราจะเห็นค่านิยมและจุดแข็งที่แท้จริงของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด เมื่อมีอิสระในการเลือกทำสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากข้อจำกัดจากหน้าที่การงาน และเมื่อกลับเข้าสู่โลกของการทำงาน การผสานค่านิยมส่วนตัวเข้ากับค่านิยมขององค์กรจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มประสิทธิภาพ และนำไปสู่การเติบโตในหน้าที่การงานอย่างมีความหมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42040" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-10-1.webp" alt="Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich" width="600" height="370" title="Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich 215" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-10-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-10-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>4. เคารพและชื่นชมผู้อื่น (Respect and Appreciate Others’ Core Values and Strengths)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เวลาว่างเพื่อฟื้นฟูพลังกาย พลังใจ ทบทวนตนเอง และทำความเข้าใจค่านิยมของตัวเองนั้น ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตัวเอง แต่ยังช่วยเปิดมุมมองให้เราเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราหยุดจากการทำงานประจำ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรม การเยี่ยมชมสถานที่แปลกตา หรือการพบปะผู้คนนอกวงการ มักทำให้เรามองเห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น และเข้าใจความหลากหลายของผู้คนมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยจาก Gallup ชี้ให้เห็นว่า การมีเพื่อนสนิทในที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน แต่การใช้เวลาในวันหยุดกับเพื่อนนอกออฟฟิศก็มีคุณค่าไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะช่วยเติมเต็มชีวิตให้สมดุลแล้ว ประสบการณ์เหล่านี้ยังช่วยให้เรากลับมาทำงานด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง และเข้าใจเพื่อนร่วมงานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น</span></p>
<h2><b>5. ก้าวข้ามขีดจำกัด สร้างสรรค์อนาคตใหม่ (Reinvent for the Future)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับนักกีฬาระดับโลกที่ไม่เคยหยุดพัฒนาฝีมือแม้ในช่วงปิดฤดูกาล มืออาชีพในทุกสายงานก็ควรใช้ช่วงเวลาพักผ่อนให้เป็นโอกาสในการต่อยอดและพัฒนาตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างสรรค์ตัวเองใหม่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป แต่เป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพักผ่อนฟื้นฟู การทบทวนตนเอง การตระหนักรู้ในคุณค่า และการเปิดใจยอมรับผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรานำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในการตั้งเป้าหมายใหม่และสร้างนิสัยที่ดี แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในความคิดหรือพฤติกรรม ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างน่าประหลาดใจเมื่อเรากลับมาทำงานอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการพัฒนาตัวเองไม่มีวันสิ้นสุด และทุก ๆ ช่วงเวลาพักผ่อนคือโอกาสที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิด 5 ข้อเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เราใช้เวลาพักผ่อนได้อย่างมีความหมาย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เรากลับมาทำงานด้วยพลังกาย พลังใจที่เต็มเปี่ยม มีมุมมองใหม่ ๆ และพร้อมที่จะเติบโตทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงาน การใช้วันหยุดอย่างชาญฉลาดจึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านนั่นเอง</span></p>
<p><b>HREX หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน แล้วทำให้เป็นกิจกรรมในวันหยุดที่มีค่าที่สุดนะ</b></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sourced:</b></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/happy-holiday-how-time-away-from-work-can-well-spent-dave-ulrich-ow2sf/" target="_blank" rel="noopener">Dave Ulrich</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Renew and Recharge วันหยุดมีค่า ใช้เวลาห่างจากงานอย่างไรให้คุ้ม ตามแนวคิดของ Dave Ulrich 216"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/holiday-renew-and-recharge-dave-ulrich-241225/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2025-241225/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2025-241225/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 06:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Trend 2025]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42029</guid>

					<description><![CDATA[ปี 2025 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโลกของการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ไม่ใช่แค่เพราะ “ความท้าทาย” ที่เทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมการทำงานกำลังหยิบยื่นมาให้ แต่มันเป็น “โอกาส” สำคัญที่องค์กรจะได้ตั้งเข็มทิศใหม่ ปรับตัวให้ทัน และสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จระยะยาวอย่างมั่นคง ในฐานะที่ HREX.asia ติดตามเทรนด์ HR อย่างใกล้ชิด เราไม่พลาดที่จะรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งทั้งในและต่างประเทศ วิเคราะห์ประเด็นสำคัญและทิศทางใหม่ ๆ เพื่อสรุปออกมาเป็นแนวทางที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ?  มาดูกันเลยว่า HR Trends 2025 มีอะไรที่องค์กรของคุณต้องรู้บ้าง 1. เติมทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking): กุญแจสู่การบริหารองค์กรในภาพรวม ในยุคที่ HR ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน แต่กลายมาเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) จึงเป็นทักษะที่ HR ไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป  ทักษะนี้ช่วยให้ HR เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในองค์กร ตั้งแต่พนักงาน กระบวนการทำงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับสังคมภายนอก โดย HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42033" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HR-Trends-2025-ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง.webp" alt="HR Trends 2025 ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง" width="600" height="370" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 228" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HR-Trends-2025-ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HR-Trends-2025-ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2025 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโลกของการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ไม่ใช่แค่เพราะ “ความท้าทาย” ที่เทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมการทำงานกำลังหยิบยื่นมาให้ แต่มันเป็น “โอกาส” สำคัญที่องค์กรจะได้ตั้งเข็มทิศใหม่ ปรับตัวให้ทัน และสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จระยะยาวอย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะที่ HREX.asia ติดตามเทรนด์ HR อย่างใกล้ชิด เราไม่พลาดที่จะรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งทั้งในและต่างประเทศ วิเคราะห์ประเด็นสำคัญและทิศทางใหม่ ๆ เพื่อสรุปออกมาเป็นแนวทางที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ? </span></p>
<h1>มาดูกันเลยว่า HR Trends 2025 มีอะไรที่องค์กรของคุณต้องรู้บ้าง</h1>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42031 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-1024x683.webp" alt="HR Trends 2025 ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง" width="1024" height="683" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 229" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/high-angle-chart-statistics-presentation-with-hand-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>1. เติมทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking): กุญแจสู่การบริหารองค์กรในภาพรวม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ HR ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน แต่กลายมาเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-of-the-future-class-3-hr-in-tech-tech-in-hr-20230925/"><b>การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)</b></a><span style="font-weight: 400;"> จึงเป็นทักษะที่ HR ไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้ช่วยให้ HR เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในองค์กร ตั้งแต่พนักงาน กระบวนการทำงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับสังคมภายนอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย HR ที่มีมุมมองเชิงระบบสามารถมองเห็นภาพใหญ่ขององค์กรได้ชัดเจนขึ้น เช่น การเชื่อมโยง “เป้าหมายของพนักงาน” กับ “เป้าหมายองค์กร” ซึ่งช่วยสร้างความสมดุลระหว่างความสำเร็จส่วนบุคคลและความสำเร็จรวมของทีมด้วย</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรเริ่มพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบผ่านการจัดอบรมหรือพัฒนาโครงการที่ช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ในองค์กร เช่น การใช้ System Maps เพื่อระบุผลกระทบของการตัดสินใจในแต่ละด้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ HR ควรมีเครื่องมือสำหรับรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลพนักงาน การประเมินผล และความพึงพอใจ เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละปัจจัยส่งผลต่อองค์กรอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ HR สามารถออกแบบนโยบายแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร และตอบสนองความต้องการของพนักงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41846 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/image2-1024x683.webp" alt="AI และ MACHINE LEARNING: ตัวเปลี่ยนเกมในภาคการเรียนรู้และพัฒนา (L&amp;D)" width="1024" height="683" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 230" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/image2-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/image2-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/image2-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/image2.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>2. ผสานคนและ AI ในการขับเคลื่อนองค์กร (AI-Powered People)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าเพิ่งเบื่อกับคำว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/ai-centric-organization-231218/"><b>AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์</b></a><b> เ</b><span style="font-weight: 400;">พราะเราอาจต้องพึ่งพามันอีกนาน เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่กลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับการทำงานในทุกมิติ โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการบริหารทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทีมงานเพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อน รวมถึงกำหนดบทบาทที่เหมาะสมกับความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน นอกจากนี้ AI ยังลดเวลาและข้อผิดพลาดในกระบวนการสำคัญ เช่น การสรรหาบุคลากร การจัดการงานซ้ำซาก และการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วย AI HR สามารถปลดล็อกศักยภาพใหม่ ๆ ในการทำงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนากลยุทธ์และสร้างคุณค่าให้กับองค์กร มากกว่าการจมอยู่กับงานประจำเดิม ๆ</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับทั้ง </span><b>ความสามารถ และ ข้อจำกัด ของ AI</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน การประเมินผล หรือแม้กระทั่งการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การเพิ่มทักษะด้านการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) จะช่วยให้ HR สามารถประเมินข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและเชื่อมโยงผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ต้องคำนึงถึง </span><b>ความเป็นธรรม</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>ความโปร่งใส</b><span style="font-weight: 400;"> ในการประมวลผลข้อมูล HR ต้องตรวจสอบระบบอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การละเมิดความเป็นส่วนตัวของพนักงาน หรือความอคติที่อาจแฝงอยู่ในอัลกอริธึม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพิจารณาด้านจริยธรรมจะช่วยให้องค์กรใช้ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือในระยะยาวนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42003" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/The-New-Collar-Workforce.webp" alt="The New-Collar Workforce: การพลิกโฉม HR ด้วยแนวคิดทักษะสำคัญกว่าใบปริญญา" width="600" height="370" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 231" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/The-New-Collar-Workforce.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/The-New-Collar-Workforce-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>3. หมดยุคใบปริญญา เมื่อการจ้างงานเน้นที่ทักษะมากกว่าแล้ว (Skills-Based Hiring) </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวโน้มการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ “ทักษะ” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญมากกว่า “ใบปริญญา” และกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม ตัวอย่างที่ชัดเจน คือองค์กรชั้นนำอย่าง Google และ Unilever ได้ปรับแนวทางการสรรหาบุคลากรมาเน้นที่ความสามารถมากกว่าคุณวุฒิทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่การเฟ้นหาคนที่เหมาะสมกับงานเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอุปสรรคด้านการเข้าถึงโอกาสการทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่ไม่มีโอกาสจบการศึกษาสูง หรือที่เรียกว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/the-new-collar-workforce-241223/"><b>New-Collar Workers</b></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การจ้างงานที่เน้นทักษะจะสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากรที่มีศักยภาพจริง ๆ โดยไม่จำกัดที่ฉลากทางการศึกษาอีกต่อไป</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดแค่การปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาอย่างเดียว แต่ HR ยังต้องวางแผนในระยะยาวเพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานปัจจุบันด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ วิเคราะห์ช่องว่างของทักษะ (Skills Gap Analysis) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุจุดอ่อนและความต้องการในองค์กร ช่วยให้ HR วางแผนการพัฒนาได้อย่างแม่นยำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้น HR ควรสร้างโครงการ Up-skill &amp; Re-skill เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้กับพนักงาน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขายังคงเป็นที่ต้องการในตลาดงาน และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้างงานที่เน้นทักษะ ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในองค์กร โดยลดอคติที่เกิดจากคุณวุฒิหรือพื้นหลังทางการศึกษา สร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24526" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1680539317.jpg" alt="shutterstock 1680539317" width="500" height="334" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 232" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1680539317.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1680539317-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>4. เน้นความยืดหยุ่นในการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work)</b></h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/future-of-hybrid-work-230907/"><span style="font-weight: 400;">การทำงานแบบไฮบริด</span></a><span style="font-weight: 400;"> กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่หลายองค์กรยอมรับและปรับใช้อย่างแพร่หลาย พนักงานยุคปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่หรือเวลาทำงาน ส่งผลให้องค์กรต้องพัฒนานโยบายที่รองรับรูปแบบการทำงานนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่ตอบสนองต่อการทำงานแบบไฮบริด จะช่วยรักษาประสิทธิภาพของพนักงาน และส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถในยุคปัจจุบัน</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย </span><b>Work from Home</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><b>Work from Anywhere</b><span style="font-weight: 400;"> ความท้าทายสำคัญคือการสร้าง </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/"><b>วัฒนธรรมองค์กร</b></a><span style="font-weight: 400;"> ที่รองรับทั้งพนักงานในออฟฟิศและพนักงานที่ทำงานจากระยะไกล (Remote Work)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ ระบบจัดการโปรเจกต์ และเครื่องมือติดตามผลลัพธ์การทำงาน การมีเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหล ลดปัญหา Work Flow สะดุดที่อาจทำให้พนักงานรู้สึกไม่พอใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพนักงานที่ยังเลือกทำงานที่ออฟฟิศ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/people-driven-success-240731/"><span style="font-weight: 400;">การปรับปรุงพื้นที่สำนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้เหมาะสมกับการทำงานแบบไฮบริดก็สำคัญเช่นกัน เช่น การจัดโต๊ะทำงานแบบ Hot-Desk ที่ใช้ร่วมกันได้ และพื้นที่ประชุมที่ยืดหยุ่น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้การทำงานแบบไฮบริดตอบโจทย์พนักงานทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21651" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/1df5b4f898cd73d487d1841a4b361263.jpg" alt="1df5b4f898cd73d487d1841a4b361263" width="500" height="334" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 233" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/1df5b4f898cd73d487d1841a4b361263.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/1df5b4f898cd73d487d1841a4b361263-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>5. หยุดปัญหาสมองไหล ด้วยการเร่งวางกลยุทธ์รักษาบุคลากร (Employee Retention Strategies)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน (Talent Shortage) ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง สงคราม Talent War ยิ่งทำให้การแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถเข้มข้นขึ้นทุกวัน ในสถานการณ์เช่นนี้ หากองค์กรของคุณมี </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hrex-roundtable-future-talent-241212/"><span style="font-weight: 400;">Talent</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ใช่ การรักษาไว้ให้ได้อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสี่ยงสูญเสียไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าการรักษาพนักงานที่มีศักยภาพไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเงินเดือนเพียงอย่างเดียว องค์กรจำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์ที่ครอบคลุม เช่น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้เกิดความผูกพัน และสนับสนุนความพึงพอใจของพนักงานในระยะยาว ซึ่งอาจรวมถึงการส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาทักษะ การจัดสวัสดิการที่เหมาะสม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในความสำเร็จขององค์กรด้วย</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรกลับมาตรวจสอบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><b>กลยุทธ์การรักษาพนักงาน (Employee Retention Strategy)</b></a><span style="font-weight: 400;"> ขององค์กร ว่ายังเข้มแข็งและตอบโจทย์พนักงานเพียงพอหรือไม่ หรือมีแนวทางใหม่ที่สามารถเพิ่มความผูกพันของพนักงานได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/designing-21st-century-well-being-organizations-240923/"><b>เทรนด์ Employee Wellbeing</b></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกำลังกลายเป็นวาระสำคัญในหลายองค์กร การมีสวัสดิการที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ สิทธิการลาพักผ่อนเพิ่มเติม หรือการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต จะช่วยให้องค์กรกลายเป็นที่รักของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ HR ต้องให้ความสำคัญกับการ </span><b>วัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของพนักงาน วิธีนี้ไม่เพียงช่วยรักษาบุคลากรที่มีคุณค่า แต่ยังสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24356" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1659621910-1.jpg" alt="shutterstock 1659621910 1" width="500" height="250" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 234" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1659621910-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1659621910-1-300x150.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>6. Rise of Gig Economy พนักงานประจำยังจำเป็นไหม ?</b></h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/"><span style="font-weight: 400;">การจ้างงานแบบอิสระ (Gig Economy)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่กลุ่มฟรีแลนซ์และพนักงานสัญญาจ้างมักจำกัดอยู่ในสายงานสร้างสรรค์และเทคโนโลยี แต่ในอนาคต แนวโน้มนี้จะเริ่มขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในเกือบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตของ Gig Economy ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการแรงงานที่มีความยืดหยุ่น แต่ยังเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะได้ง่ายขึ้น ทำให้องค์กรต้องพิจารณาใหม่ว่า การพึ่งพาพนักงานประจำเพียงอย่างเดียวจะยังเป็นคำตอบที่ดีที่สุดหรือไม่ ?</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จำเป็นต้องปรับตัวให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของ Gig Economy โดยการพัฒนาระบบจัดการที่ตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานร่วมกับฟรีแลนซ์ การออกแบบนโยบายที่เหมาะสมสำหรับพนักงานอัตราจ้าง หรือการจัดทำแผน </span><b>Compensation &amp; Benefits</b><span style="font-weight: 400;"> ที่โปร่งใสและยืดหยุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ HR ยังต้องเรียนรู้วิธีรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานประจำและแรงงานอิสระ ผ่านการส่งเสริม </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building/"><b>Team Building</b></a><span style="font-weight: 400;"> ที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างสองกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างเครือข่ายภายในองค์กรที่ช่วยเชื่อมโยงฟรีแลนซ์และทีมงานหลักเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณภาพและตอบสนองเป้าหมายองค์กรได้ดีที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21533" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/training.jpeg" alt="training" width="600" height="400" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 235" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/training.jpeg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/training-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>7. ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Continuous Learning)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะที่เคยมีอาจหมดอายุได้ในชั่วข้ามวัน การ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/learning-agility-culture-10182021/"><b>เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</b></a><span style="font-weight: 400;"> จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกระดับ (ย้ำว่าทุกระดับจริง ๆ) กำลังเผชิญกับความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของงานในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่สามารถส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ได้ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้กับทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/in-house-training-list-231012/"><b>Up-skill และ Re-skill</b></a><span style="font-weight: 400;"> ยังเป็นกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า พนักงานแต่ละคนและแต่ละระดับต้องการการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การนำเทคนิค </span><b>Personalized Learning</b><span style="font-weight: 400;"> มาใช้ จะช่วยออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระยะยาวนั้น องค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะช่วยพัฒนาทักษะของทีมงานที่มีอยู่ และดึงดูดผู้มีความสามารถให้เข้ามาร่วมงาน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32392 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/young-beautiful-girl-sitting-working-place-office-1.webp" alt="young beautiful girl sitting working place office 1" width="1000" height="667" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 236" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/young-beautiful-girl-sitting-working-place-office-1.webp 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/young-beautiful-girl-sitting-working-place-office-1-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/young-beautiful-girl-sitting-working-place-office-1-768x512.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>8. เข้าใจและรับมือการบริหารคนรุ่นใหม่ (Managing New Generations)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเจเนอเรชันในที่ทำงาน โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดแรงงานของ </span><a href="https://th.hrnote.asia/news/221214-geny-genz/"><b>Gen Z</b></a><span style="font-weight: 400;"> กำลังสร้างผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างชัดเจน คนรุ่นนี้แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับ </span><b>คุณค่าของการทำงาน ความยั่งยืน</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>บทบาทที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม</b><span style="font-weight: 400;"> มากกว่าเรื่องความมั่นคงหรือผลประโยชน์ทางการเงินเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่แค่การดึงดูดพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ยังต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง </span><b>ความผูกพันในระยะยาว</b><span style="font-weight: 400;"> ด้วย เพราะ Gen Z มีแนวโน้มที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ และพร้อมผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต</span></p>
<h3><b>HR ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าใจความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง และปรับกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ เช่น พัฒนากลยุทธ์ </span><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/csr-engagement-corporation-omnigive-12042020/"><span style="font-weight: 400;">CSR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มีความหมาย สนับสนุนโครงการที่พนักงานสามารถมีส่วนร่วมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ส่งเสริมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมด้านความยั่งยืน เช่น การลดขยะ การใช้พลังงานสะอาด และเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวให้เหมาะสมกับ Gen Z ไม่เพียงช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อแนวโน้มในตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กลายเป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากเข้าร่วม พร้อมเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม HR ควรเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190805-generation-alpha/"><b>Gen Alpha</b></a><span style="font-weight: 400;"> ที่กำลังต่อคิวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42032 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/social-media-concept-composition-1024x819.webp" alt="HR Trends 2025 ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง" width="1024" height="819" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 237" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/social-media-concept-composition-1024x819.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/social-media-concept-composition-300x240.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/social-media-concept-composition-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เทรนด์ HR ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่โอกาส แต่ยังเป็นความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ การเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมการทำงาน กำลังผลักดันให้องค์กรต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเหล่านี้ จะช่วยให้องค์กรก้าวทันความเปลี่ยนแปลง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ </span><b>การลงทุนในด้าน HR</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะ การสร้างวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยั่งยืนกับบุคลากร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากองค์กรของคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้าน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><b>HR Product &amp; Service</b></a><span style="font-weight: 400;"> ในหลากหลายด้าน HREX.asia ได้รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของ HR ไว้ให้แล้ว พร้อมช่วยให้องค์กรของคุณก้าวทันทุกเทรนด์และพร้อมเผชิญอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HR Trends 2025: ฝ่ายบุคคลต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 238" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.top-employers.com/blog/world-of-work-trends-2025-the-collective-workforce/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Top-employers</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.personnelconsultant.co.th/en/column/2024/12/2285/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Personnelconsultant</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://huntscanlon.com/2025-hiring-trends-how-strategic-hr-management-is-shaping-the-future-of-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Huntscanlon</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.mercer.com/en-au/insights/talent-and-transformation/attracting-and-retaining-talent/hr-trends-2025-embracing-ai-flexibility-and-a-skills-powered-future/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mercer</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.sqorus.com/en/8-hr-trends-2025/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Sqorus</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.shrm.org/mena/topics-tools/news/hr-magazine/hr-2025-7-critical-strategies-to-prepare-future-hr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Shrm</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://cezannehr.com/hr-blog/2024/12/the-6-hr-trends-to-look-out-for-in-2025/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cezannehr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/posts/milapascual_gartner-top-5-priorities-of-hr-leaders-in-activity-7267084677448949760-uwnH/?utm_source=share&amp;utm_medium=member_desktop" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LinkedIn</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2025-241225/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/fainting-on-public-transport-240909/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/fainting-on-public-transport-240909/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Sep 2024 09:57:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นลม]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40422</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การเป็นลมระหว่างเดินทางหรือในที่ทำงานไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ ๆเพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาด้านสุขภาพ ฉะนั้น HR ควรสังเกตและรับมือกับสัญญาณนี้่อย่างใกล้ชิด สาเหตุพนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้ามีได้หลายประการ เช่น ความเครียดสะสมจากงานและการเดินทาง, การพักผ่อนไม่เพียงพอจากการทำงานหนัก ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง หรือกระทั่งการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือไม่ถูกสุขลักษณะ บทบาทของ HR ในการดูแลสุขภาพพนักงาน จึงต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน Wellness เช่น การออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เหมาะสม จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและป้องกัน Burnout เสนอโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี แนวทางที่ HR ควรดำเนินการคือกำหนดช่วงเวลาหยุดพักระหว่างวัน การให้สิทธิวันหยุดพักร้อนอย่างเพียงพอ และสนับสนุนการหยุดพักเมื่อตรวจพบอาการเหนื่อยล้าหรือป่วย เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการพักผ่อน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายบริษัทเริ่มลดการทำงานแบบ Hybrid Work กันแล้ว พร้อมเรียกพนักงานกลับมาเข้าออฟฟิศมากขึ้น ทำให้การเดินทางมาทำงานตอนเช้ากลายความท้าทายอีกครั้ง โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าในสภาพแออัด แน่นขนัดและเบียดเสียดในช่วงเวลาเร่งด่วน นำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม  หนึ่งในเหตุการณ์ที่พบเห็นบ่อยครั้งคือ พนักงาน “เป็นลม” ระหว่างเดินทางมาทำงาน เนื่องจากการไม่ได้ดูแลตัวเองอย่างเพียงพอ บางคนอาจไม่ได้ทานอาหารเช้า หรืออาจพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้ว่าเหตุการณ์พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้าอาจไม่มีสถิติที่ชัดเจน แต่กลับเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในโซเชียลมีเดีย ทำให้ HR และผู้บริหารองค์กรควรตระหนักถึงปัญหานี้  เพราะปัญหาเช่นนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงานโดยตรง แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการดูแล Wellness [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 240px;">
<tbody>
<tr style="height: 240px;">
<td style="width: 100%; height: 240px;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเป็นลมระหว่างเดินทางหรือในที่ทำงานไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ ๆเพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาด้านสุขภาพ ฉะนั้น HR ควรสังเกตและรับมือกับสัญญาณนี้่อย่างใกล้ชิด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุพนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้ามีได้หลายประการ เช่น ความเครียดสะสมจากงานและการเดินทาง, การพักผ่อนไม่เพียงพอจากการทำงานหนัก ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง หรือกระทั่งการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือไม่ถูกสุขลักษณะ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บทบาทของ HR ในการดูแลสุขภาพพนักงาน จึงต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน Wellness เช่น การออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เหมาะสม จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและป้องกัน Burnout เสนอโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แนวทางที่ HR ควรดำเนินการคือกำหนดช่วงเวลาหยุดพักระหว่างวัน การให้สิทธิวันหยุดพักร้อนอย่างเพียงพอ และสนับสนุนการหยุดพักเมื่อตรวจพบอาการเหนื่อยล้าหรือป่วย เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการพักผ่อน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42748" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า-สัญญาณอันตรายเรื่อง-Wellness-ที่-HR-ต้องรู้.webp" alt="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้ 244" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า-สัญญาณอันตรายเรื่อง-Wellness-ที่-HR-ต้องรู้.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า-สัญญาณอันตรายเรื่อง-Wellness-ที่-HR-ต้องรู้-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายบริษัทเริ่มลดการทำงานแบบ Hybrid Work กันแล้ว พร้อมเรียกพนักงานกลับมาเข้าออฟฟิศมากขึ้น ทำให้การเดินทางมาทำงานตอนเช้ากลายความท้าทายอีกครั้ง โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าในสภาพแออัด แน่นขนัดและเบียดเสียดในช่วงเวลาเร่งด่วน นำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเหตุการณ์ที่พบเห็นบ่อยครั้งคือ พนักงาน “<a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2" target="_blank" rel="noopener">เป็นลม</a>” ระหว่างเดินทางมาทำงาน เนื่องจากการไม่ได้ดูแลตัวเองอย่างเพียงพอ บางคนอาจไม่ได้ทานอาหารเช้า หรืออาจพักผ่อนไม่เพียงพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเหตุการณ์พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้าอาจไม่มีสถิติที่ชัดเจน แต่กลับเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในโซเชียลมีเดีย ทำให้ HR และผู้บริหารองค์กรควรตระหนักถึงปัญหานี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะปัญหาเช่นนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงานโดยตรง แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการดูแล <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190822-healthy-wellness-office/">Wellness</a> ของพนักงานอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะที่ HR มีบทบาทสำคัญในการดูแลพนักงาน จะมีการรับมือและป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างไรบ้าง ? อ่านได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Wellness กับบทบาทของ HR: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR เป็นด่านแรกที่ต้องสังเกตและรับมือกับสัญญาณเหล่านี้ การที่พนักงานเป็นลมรพอะหว่างเดินทางหรือแม้แต่ในที่ทำงานควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ทีมบริหารหันกลับมาประเมินว่าสุขภางค์รวมของพนักงานนั้นดีพอไหม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเหล่านี้ได้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สภาวะ Burnout: </b><span style="font-weight: 400;">Burnout คือภาวะหมดไฟที่เกิดจากความเครียดสะสม ทั้งจากงานที่ล้นมือหรือขาดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) HR ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการติดตามสภาพจิตใจของพนักงาน เช่น การทำแบบสำรวจความพึงพอใจ หรือเปิดช่องทางให้พนักงานสามารถร้องขอความช่วยเหลือหรือแสดงความคิดเห็นได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การส่งเสริมสุขภาพทางกายและจิต: </b><span style="font-weight: 400;">การจัดโปรแกรม Wellness ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่ควรรวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการพักผ่อน อาหารที่มีประโยชน์ และการบริหารจัดการความเครียด การให้พนักงานเข้าร่วมการฝึกสติ (Mindfulness) หรือกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด เช่น โยคะ หรือการฝึกหายใจ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตและกาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สนับสนุนการทำงานแบบยืดหยุ่น:</b><span style="font-weight: 400;"> การปรับเวลาทำงานให้ยืดหยุ่น หรือการอนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านในบางวัน จะช่วยลดความเครียดจากการเดินทางและช่วยให้พนักงานมีเวลาในการดูแลตัวเองมากขึ้น HR ควรส่งเสริมและให้การสนับสนุนการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน</span></li>
</ol>
<h2><b>สาเหตุที่ทำให้พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า</b></h2>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความเครียดสะสม: </b><span style="font-weight: 400;">การทำงานหนักหรือต้องทำงานล่วงเวลาบ่อย ๆ สามารถนำไปสู่ความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การพักผ่อนไม่เพียงพอ:</b><span style="font-weight: 400;"> ในยุคที่เทคโนโลยีและการทำงานจากที่บ้านทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ตลอดเวลา หลายคนจึงประสบปัญหา Burnout จากการที่ไม่สามารถพักผ่อนอย่างเต็มที่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สภาพร่างกายที่อ่อนแอ:</b><span style="font-weight: 400;"> พนักงานที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะโลหิตจาง มักมีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการเป็นลมเมื่อร่างกายรับแรงกดดันจากความเครียดหรือการเดินทางที่ยาวนาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม: </b><span style="font-weight: 400;">การที่พนักงานบางคนขาดการทานอาหารเช้า หรือเลือกบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาจทำให้ร่างกายขาดพลังงานและเกิดอาการวิงเวียนหรือเป็นลมได้</span></li>
</ol>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://x.com/BTS_SkyTrain/status/1807625256145916372/photo/1"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40424 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-1024x1024.webp" alt="fainting on public transport" width="1024" height="1024" title="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้ 245" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-1536x1536.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/GRX3xQlbEAAPWPc-2048x2048.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางรถไฟฟ้า <a href="https://www.facebook.com/watch/?v=492703058608734" target="_blank" rel="noopener">BTS SkyTrain</a> เคยเขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลของตัวเองว่า หากมีอาการหน้ามืดเวียนหัว คล้ายจะเป็นลม บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่ต้องกังวลไป รถไฟฟ้าบีทีเอสมีห้องปฐมพยาบาลให้บริการทุกสถานี</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ภายในสถานีหรือชั้นจำหน่ายตั๋ว แจ้งเจ้าหน้าที่ หรือ รปภ.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บนชั้นชานชาลา ให้ผู้ป่วยถอยออกจากเส้นเหลือง หรือนั่งลงกับพื้น แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในขบวนรถไฟฟ้า กด&#8221;ปุ่มกระดิ่ง&#8221; แจ้งเจ้าหน้าที่ควบคุมรถไฟฟ้าผ่านทางชุดอุปกรณ์สื่อสาร จะมีเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือในสถานีถัดไป</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้บีทีเอสมีการอบรมพนักงานในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้การปฐมพยาบาล และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน สามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยให้พ้นจากอันตรายได้อย่างถูกต้อง</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40425 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/DALL·E-2024-09-09-16.33.24-Inside-a-BTS-train-in-Bangkok-a-woman-appears-to-be-feeling-faint-gripping-a-pole-as-she-is-about-to-pass-out.-She-looks-pale-with-her-eyes-half-cl.webp" alt="fainting on public transport" width="1024" height="1024" title="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้ 246" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/DALL·E-2024-09-09-16.33.24-Inside-a-BTS-train-in-Bangkok-a-woman-appears-to-be-feeling-faint-gripping-a-pole-as-she-is-about-to-pass-out.-She-looks-pale-with-her-eyes-half-cl.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/DALL·E-2024-09-09-16.33.24-Inside-a-BTS-train-in-Bangkok-a-woman-appears-to-be-feeling-faint-gripping-a-pole-as-she-is-about-to-pass-out.-She-looks-pale-with-her-eyes-half-cl-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/DALL·E-2024-09-09-16.33.24-Inside-a-BTS-train-in-Bangkok-a-woman-appears-to-be-feeling-faint-gripping-a-pole-as-she-is-about-to-pass-out.-She-looks-pale-with-her-eyes-half-cl-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/DALL·E-2024-09-09-16.33.24-Inside-a-BTS-train-in-Bangkok-a-woman-appears-to-be-feeling-faint-gripping-a-pole-as-she-is-about-to-pass-out.-She-looks-pale-with-her-eyes-half-cl-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>บทบาทของ HR ในการสนับสนุนด้าน Wellness ของพนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ Wellness หรือสุขภาพองค์รวมของพนักงานกลายเป็นประเด็นสำคัญในที่ทำงาน HR ต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและผลักดันเรื่องสุขภาพองค์รวมของพนักงาน ผ่านการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้น Wellness:</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรควรเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย หรือการให้เวลาพนักงานพักผ่อนเพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การให้ข้อมูลและการอบรมเกี่ยวกับสุขภาพ:</b><span style="font-weight: 400;"> HR สามารถจัดอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การเลือกทานอาหาร การจัดการความเครียด และวิธีป้องกัน Burnout</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โปรแกรมสุขภาพเชิงรุก: </b><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรมีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี และส่งเสริมให้พนักงานดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น การจัดกิจกรรมเดินวิ่งในองค์กร การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการออกกำลังกาย หรือการมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านโภชนาการ</span></li>
</ul>
<h2><b>HR ควรให้พนักงานหยุดพักไหม ? คำตอบคือ &#8220;ควร&#8221; เป็นอย่างยิ่ง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากการหยุดพักเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและจิตใจของพนักงาน ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นในระยะยาว</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไมการหยุดพักถึงสำคัญ?</span></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ป้องกันการเกิด Burnout:</b><span style="font-weight: 400;"> การทำงานต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพักสามารถนำไปสู่ภาวะ Burnout หรือการหมดไฟในการทำงานได้ การให้พนักงานหยุดพักจะช่วยให้พวกเขาฟื้นฟูพลังงาน ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและส่งเสริมความยั่งยืนในงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: </b><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่า การหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างการทำงานช่วยให้พนักงานกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้สมองล้าและประสิทธิภาพการคิดลดลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม: </b><span style="font-weight: 400;">การหยุดพักช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือปัญหาด้านสุขภาพจิต พนักงานที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะมีสุขภาพกายและจิตที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้นตามมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance):</b><span style="font-weight: 400;"> การให้เวลาหยุดพักหรือพักร้อนจะช่วยให้พนักงานมีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ลดความเครียดและความกดดันในการทำงาน รวมถึงช่วยรักษาความสุขในชีวิตส่วนตัวและการทำงานไปพร้อม ๆ กัน</span></li>
</ol>
<h2><b>แนวทางที่ HR ควรดำเนิน หากต้องการให้พนักงานหยุดพัก</b></h2>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กำหนดช่วงเวลาหยุดพักระหว่างวัน:</b><span style="font-weight: 400;"> การสนับสนุนให้พนักงานหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างวัน เช่น การพักช่วงกลางวัน หรือการให้มีช่วงเบรกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้พนักงานผ่อนคลายและกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ให้สิทธิวันหยุดพักร้อนและการลาหยุดที่เพียงพอ:</b><span style="font-weight: 400;"> HR ควรจัดให้มีสิทธิวันหยุดพักร้อนอย่างน้อยปีละ 10-15 วัน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เพื่อให้พนักงานสามารถวางแผนการพักผ่อนได้ตามความต้องการของตนเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สนับสนุนการหยุดพักเมื่อพนักงานมีอาการป่วยหรือเหนื่อยล้า:</b><span style="font-weight: 400;"> หากพบว่าพนักงานมีสัญญาณของการเหนื่อยล้าหรือสุขภาพไม่ดี HR ควรสนับสนุนให้พนักงานหยุดพักหรือลางานเพื่อรักษาสุขภาพ ไม่ควรกดดันให้พนักงานทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการพักผ่อน: </b><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่ไม่เน้นการทำงานหนักเกินไป แต่เน้นการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเหมาะสม เช่น การจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพ การฝึกโยคะ หรือการสร้างพื้นที่พักผ่อนภายในสำนักงาน</span></li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24761" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1.jpeg" alt="shutterstock 298205393 1" width="500" height="334" title="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้ 247" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1.jpeg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>เพราะ Wellness เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นลมของพนักงานบนรถไฟฟ้าเป็นมากกว่าปัญหาสุขภาพเฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาด้าน Wellness ที่ HR ต้องเร่งมือในการจัดการ เพราะเมื่อสุขภาพของพนักงานได้รับการดูแลที่ดี ทั้งสุขภาพจิตและกาย ผลงานและประสิทธิภาพการทำงานจะตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ใส่ใจสุขภาพพนักงานได้ดี จะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาพนักงานที่มีคุณภาพและป้องกันปัญหาด้านสุขภาพที่อาจนำไปสู่การขาดงานหรือประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR ต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้วย Wellness สามารถเข้ามาค้นหาได้ที่ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/28">HREX</a></span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="พนักงานเป็นลมบนรถไฟฟ้า: สัญญาณอันตรายเรื่อง Wellness ที่ HR ต้องรู้ 248" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/fainting-on-public-transport-240909/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/5-new-way-of-outing-240905/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/5-new-way-of-outing-240905/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Sep 2024 09:12:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Outing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40397</guid>

					<description><![CDATA[การพาพนักงานไป Outing ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการหลัก ๆ ที่หลายองค์กรมี เพื่อดึงดูดพนักงานทั้งภายในและภายนอกให้อยากมาร่วมงานกันด้วย โดยวัตถุประสงค์หลักของการไป Outing ก็เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี และเพื่อตอบแทนพนักงาน ให้ได้ผ่อนคลายจากการทำงานประจำวันอันตึงเครียดมายาวนาน โดยที่บริษัทจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พนักงานไม่น้อยอาจรู้สึกว่าการ Outing เป็นเรื่องน่าเบื่อ จึงไม่ได้ต้องการไปร่วมกิจกรรมคนตั้งแต่แรก หรือพร้อมจะหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ไปงานนี้ หาก HR ต้องการเปลี่ยนการ Outing น่าเบื่อแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของทุกคนให้แน่นแฟ้นขึ้น และสร้างผลผลิตต่อองค์กรมากขึ้น ก็ต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการด้วย แต่จะสามารถทำอย่างไรบ้าง 5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน 1.ฟังเสียงพนักงานก่อนจัด Outing หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Outing ไม่ได้ใจพนักงานเท่าที่ควรคือ พนักงานไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือออกความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่จัดขึ้นว่าควรไปที่ไหน ควรมีกิจกรรมอะไร ดังนั้นหากต้องการให้งานราบรื่น ควรเริ่มจากการสอบถามความต้องการของพนักงาน ว่าพวกเขาอยากไปที่ไหน อยากทำกิจกรรมแบบใด เพื่อให้ได้แนวทางในการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและตอบโจทย์ของทุกคน 2. มีตัวเลือกให้พนักงานเลือกเยอะ ๆ ดังที่กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบกิจกรรมแบบเดียวกัน การจัดกิจกรรม Outing ที่ดีควรให้พนักงานมีตัวเลือกในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41623" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180218.824.webp" alt="5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน" width="600" height="370" title="5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน 252" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180218.824.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T180218.824-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพาพนักงานไป Outing ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการหลัก ๆ ที่หลายองค์กรมี เพื่อดึงดูดพนักงานทั้งภายในและภายนอกให้อยากมาร่วมงานกันด้วย โดยวัตถุประสงค์หลักของการไป Outing ก็เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี และเพื่อตอบแทนพนักงาน ให้ได้ผ่อนคลายจากการทำงานประจำวันอันตึงเครียดมายาวนาน โดยที่บริษัทจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม พนักงานไม่น้อยอาจรู้สึกว่าการ Outing เป็นเรื่องน่าเบื่อ จึงไม่ได้ต้องการไปร่วมกิจกรรมคนตั้งแต่แรก หรือพร้อมจะหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ไปงานนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR ต้องการเปลี่ยนการ Outing น่าเบื่อแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของทุกคนให้แน่นแฟ้นขึ้น และสร้างผลผลิตต่อองค์กรมากขึ้น ก็ต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการด้วย แต่จะสามารถทำอย่างไรบ้าง</span></p>
<h1>5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน</h1>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>1.ฟังเสียงพนักงานก่อนจัด Outing</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Outing ไม่ได้ใจพนักงานเท่าที่ควรคือ พนักงานไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือออกความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่จัดขึ้นว่าควรไปที่ไหน ควรมีกิจกรรมอะไร ดังนั้นหากต้องการให้งานราบรื่น ควรเริ่มจากการสอบถามความต้องการของพนักงาน ว่าพวกเขาอยากไปที่ไหน อยากทำกิจกรรมแบบใด เพื่อให้ได้แนวทางในการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและตอบโจทย์ของทุกคน</span></p>
<h2><b>2. มีตัวเลือกให้พนักงานเลือกเยอะ ๆ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบกิจกรรมแบบเดียวกัน การจัดกิจกรรม Outing ที่ดีควรให้พนักงานมีตัวเลือกในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมหลายรูปแบบในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเชิงกีฬาหรือกิจกรรมผ่อนคลาย เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกได้ตามความสนใจของตนเอง หรือสามารถเลือกได้แม้กระทั่งว่า จะพักผ่อนตามอัธยาสัย ไม่สุงสิงกับใครก็ได้ สิ่งนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขามีอิสระและอย่างน้อยก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40400" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-05T160922.836.webp" alt="5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน" width="600" height="370" title="5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน 253" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-05T160922.836.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/09/HREX-Cover-by-Para-2024-09-05T160922.836-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>3. เลือกสถานที่ เปลี่ยนบรรยากาศให้แปลกใหม่ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การไปเที่ยวสถานที่เดิม ๆ หลายปีติดต่อกันอาจทำให้พนักงานเบื่อหน่าย ดังนั้นองค์กรควรเลือกสถานที่ที่แปลกใหม่ หรือสร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าได้ออกจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือที่ที่มีแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจ เช่น ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ หรือสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้พนักงาน</span></p>
<h2><b>4.เปลี่ยนจากจัด Outing เป็นการเพิ่มวันหยุดให้พนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พอกิจกรรมและตัวเลือกที่พนักงานต้องการมีเยอะขึ้น แน่นอนว่างานของ HR จะต้องเยอะขึ้นตามไปด้วย รวมถึงต้นทุนการจัด Outing ที่อาจจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นอีกวิธีที่ทำได้สำหรับองค์กรที่ยังไม่พร้อมจัด Outing ก็คือการเพิ่มวันหยุดยาวให้กับพนักงานแทน อย่างน้อยพนักงานจะได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ แล้วเอาเวลานั้นไปทำในสิ่งที่จะช่วยชาร์จพลังให้ตัวเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ไม่น้อย</span></p>
<h2><b>5.ไม่ต้องจัด Outing แต่จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์หลังเลิกงานแทน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไม่มีงบประมาณในการจัด Outings ภายนอกบริษัท อาจลองเปลี่ยนมาจัดกิจกรรม Team Building กันในองค์กรก็ได้ ซึ่งบางทีก็ไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก ขอแค่เลิกงานแล้วนั่งจับกลุ่มเล่นบอร์ดเกมด้วยกัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พนักงานรู้สึกผูกพัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยอาจไม่จำเป็นต้องขนกันออกไปนอกออฟฟิศหลายวันติด</span></p>
<h2><b>ค้นหา HR Solution ช่วยเปลี่ยน Outing ธรรมดา ให้ Outstanding ผ่าน HREX ได้เลย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Outing ให้ดี ไม่ใช่งานง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยแรงกายและแรงใจของ HR ไม่น้อย เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมที่สอดรับกับความต้องการของพนักงานที่แตกต่างกันได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากภารกิจนี้เริ่มเกินมือที่ HR จะทำไหว แล้วอยากหาตัวช่วยให้การจัด Outing ขององค์กรเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถมาค้นหา Employee Engagement ผ่านแพลตฟอร์ม HR Products and Services ของ HREX ได้เลย เรารวบรวม HR Solution ไว้มากมายที่จะช่วยยกระดับองค์กรของคุณและสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในหมู่พนักงาน ให้ได้มาค้นหาแล้ว</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27"><span style="font-weight: 400;">ทางลิงก์นี้</span></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการและความสนใจของพนักงานเป็นสำคัญ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัด Outing ที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การท่องเที่ยว แต่ควรเป็นการสร้างสัมพันธ์และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาวต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 วิธีเปลี่ยน Outing ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ใจพนักงาน 254"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/5-new-way-of-outing-240905/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 04:56:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40306</guid>

					<description><![CDATA[วันศุกร์สุดท้ายของเดือนทีไร นอกจากจะเป็นวันที่พนักงานต่างมีความสุขที่เงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันสุดท้ายในการทำงานของใครหลาย ๆ คนด้วยที่ตัดสินใจลาออกเพื่อก้าวไปยังเส้นทางใหม่ด้วย ซึ่งบ่อยครั้งคนเราจะไม่รู้เลยว่าใครลาออกบ้าง จนกระทั่งเห็นเขากล่าวอำลาผ่านอีเมลขององค์กร รวมถึงในกลุ่ม LINE เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจับสัญญาณได้นะ ว่าใครมีแนวโน้มจะลาออกหรือไม่ โดยดูจากการแชร์บทความ แชร์รูปคำคม รวมไปถึงการแชร์ เพลงลาออก ต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน  HREX จึงขอถือโอกาสนี้รวบรวมเพลงที่ส่งสัญญาณดังเตือนมาแต่ไกล ว่าหากเห็นพนักงานคนไหนแชร์ 5 บทเพลงนี้ล่ะก็ แนวโน้มที่พนักงานจะไปมีสูงแน่นอน มีเพลงไหนที่ตราตรึงบ้าง มาติดตามกันได้เลย !  เพลงที่ 1 ลาออก โดย บิลลี่ โอแกน เพลงเกี่ยวกับการลาออกที่ยอดฮิตที่สุดก็ว่าได้  เหมาะสำหรับคนที่อยากระบายความอัดอั้นตันใจที่ต้องทำงานท่ามกลางความทุกข์ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ด้วยความสุขแทน แต่หากใครจะแชร์ก็ระวังดี ๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดร้อน และอาจสร้างความบาดหมางเป็นการทิ้งทวนได้ (ฮา) ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa เพลงที่ 2 ไม่ไล่ก็ออก โดย คาราบาว การแชร์เพลง ลาออก ของ บิลลี่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46159" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 262" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันศุกร์สุดท้ายของเดือนทีไร นอกจากจะเป็นวันที่พนักงานต่างมีความสุขที่เงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันสุดท้ายในการทำงานของใครหลาย ๆ คนด้วยที่ตัดสินใจลาออกเพื่อก้าวไปยังเส้นทางใหม่ด้วย ซึ่งบ่อยครั้งคนเราจะไม่รู้เลยว่าใครลาออกบ้าง จนกระทั่งเห็นเขากล่าวอำลาผ่านอีเมลขององค์กร รวมถึงในกลุ่ม LINE เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจับสัญญาณได้นะ ว่าใครมีแนวโน้มจะลาออกหรือไม่ โดยดูจากการแชร์บทความ แชร์รูปคำคม รวมไปถึงการแชร์ <strong>เพลงลาออก</strong> ต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้รวบรวมเพลงที่ส่งสัญญาณดังเตือนมาแต่ไกล ว่าหากเห็นพนักงานคนไหนแชร์ 5 บทเพลงนี้ล่ะก็ แนวโน้มที่พนักงานจะไปมีสูงแน่นอน มีเพลงไหนที่ตราตรึงบ้าง มาติดตามกันได้เลย ! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>เพลงที่ 1 ลาออก โดย บิลลี่ โอแกน</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40308" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 263" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงเกี่ยวกับการลาออกที่ยอดฮิตที่สุดก็ว่าได้  เหมาะสำหรับคนที่อยากระบายความอัดอั้นตันใจที่ต้องทำงานท่ามกลางความทุกข์ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ด้วยความสุขแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใครจะแชร์ก็ระวังดี ๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดร้อน และอาจสร้างความบาดหมางเป็นการทิ้งทวนได้ (ฮา)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 2 ไม่ไล่ก็ออก โดย คาราบาว</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40309" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 264" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแชร์เพลง ลาออก ของ บิลลี่ โอแกน อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ดุเดือดเกินไป แต่ถ้าใครเปลี่ยนมาใช้เพลงเพื่อชีวิตเพลงนี้ของวงคาราบาวล่ะก็ แม้ความรู้สึกจะซอฟต์ลงสัก 30% แต่ HR เห็นแล้วก็อาจไม่รอดอยู่ดีนะ !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/-Y04RGXiWJ8?si=FN8_ONTco6wAOUrT" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/-Y04RGXiWJ8?si=FN8_ONTco6wAOUrT</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 3 ลาเธอได้สักที โดย YourMOOD</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40310" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 265" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาของเพลงอาจไม่ได้เกี่ยวกับการลาออกจากงานเสียทีเดียว แต่มันพูดถึงการลาจากคนที่เคยรัก ซึ่งฟังแล้วชวนให้น้ำตาไหลเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครเคยไถฟีด TikTok ผ่าน ๆ ล่ะก็คงจะพบว่า มีหลายคนเอาเนื้อเพลงนี้ไปบิดใหม่ โดยเฉพาะท่อน “ลาเธอได้สักที ลาก่อน” เป็น “ลาเธอได้สักที ลาออก” หาก HR เห็นใครแชร์เพลงนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณว่าพนักงานกำลังบอกอะไรพวกเขาทางอ้อมอยู่ก็ได้นะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/TRrVrSznG7Y?si=Ho5jzZ2oSL0fyv9r" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/TRrVrSznG7Y?si=Ho5jzZ2oSL0fyv9r</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 4 คงต้องบอกลาแล้ว โดย Dept</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40311" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 266" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงรักขม ๆ ที่มีเนื้อหาเศร้า ๆ สื่อถึงการจากลากันที่อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ หาก HR เห็นใครแชร์เพลงนี้ล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเขาคนนั้นกำลังจะลาออกได้เช่นกัน แต่สัญญาณนั้นอาจจะซอฟต์ ๆ หน่อย อย่างน้อยก็มีแนวโน้มจะจากกันไปด้วยดีนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/ryyPJ8jdPbI?si=4u2KJdeBiDFiCQxo" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/ryyPJ8jdPbI?si=4u2KJdeBiDFiCQxo</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 5 เพลงสุดท้าย โดย Clash</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40312" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 267" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงสุดท้ายจากวง Clash วงร็อคในตำนานของไทย ที่เคยใช้เพลงนี้เป็นเพลงอำลาแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานกันมานาน มักถูกใช้เป็นสัญญะสื่อว่าจะลาออกก็ได้เช่นกัน แต่อย่างน้อยหากเห็นพนักงานแชร์เพลงนี้ ก็พอจะตีความได้ว่า เขาคงผูกพันกับองค์กรมาก และอยากจากกันด้วยดีมากกว่าจากไปแบบไม่เผาผีนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/pjrhVxBXJyE?si=cfOdYUnKhYWf7mrn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/pjrhVxBXJyE?si=cfOdYUnKhYWf7mrn</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 268"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/gold-medal-mindset-240807/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/gold-medal-mindset-240807/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Aug 2024 03:06:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Gold Medal Mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40014</guid>

					<description><![CDATA[การทำธุรกิจก็ไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันโอลิมปิกที่ไม่มีวันสิ้นสุด “พนักงาน” จึงเปรียบเสมือน “นักกีฬา”​ที่ต้องแสดงศักยภาพในการทำงานให้ได้มากที่สุด ทว่าในการทำงาน บางครั้งเราก็ต้องพบเจอกับความเหนื่อยล้า ผิดหวัง หรืออุปสรรคที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ แต่ทุกการแข่งขันเราจะเห็นนักกีฬาทุกคนยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย และคว้าชัยชนะกลับบ้านในที่สุด เวลานี้จึงเป็นโอกาสดี ที่เราจะเรียนรู้ทัศนคติจากผู้ชนะว่า พวกเขามีทัศนคติในการแข่งขันอย่างไร เผื่อว่า HR จะสามารถนำไปปลูกฝังให้กับพนักงานของตนเองได้  ไปเรียนรู้ทัศนคติที่ดีจากนักกีฬาเจ้าของเหรียญทอง (Gold Medal Mindset) และนำมาประยุกต์ใช้ในงาน HR กันเถอะ ตั้งเป้าหมายให้ชัด (Goal setting) นักกีฬาคงไม่ได้มาแข่ง “เล่น ๆ” ในสนามโอลิมปิกหรอก ทุกคนเดินทางข้ามประเทศเพื่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น การเป็นตัวแทนประเทศ การสร้างชื่อเสียง การสั่งสมประสบการณ์ หรือกระทั่งชัยชนะ  เหมือนที่ ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) นักกีฬาว่ายน้ำเจ้าของสถิติ 28 เหรียญโอลิมปิก ที่เคยเขียนบันทึกไว้ตั้งแต่ 8 ขวบว่า “เขาอยากมาแข่งขันโอลิมปิก” แต่ไม่ว่าเป้าหมายของนักกีฬาคนนั้นคืออะไร เมื่ออยู่สนามแล้ว พวกเขาล้วนอุทิศตนเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นเสมอ HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ?  ที่สำคัญ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42751" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Gold-Medal-Mindset-เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง-.webp" alt="Gold Medal Mindset เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ?" width="600" height="370" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 282" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Gold-Medal-Mindset-เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง-.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Gold-Medal-Mindset-เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง--300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำธุรกิจก็ไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันโอลิมปิกที่ไม่มีวันสิ้นสุด “พนักงาน” จึงเปรียบเสมือน “นักกีฬา”​ที่ต้องแสดงศักยภาพในการทำงานให้ได้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าในการทำงาน บางครั้งเราก็ต้องพบเจอกับความเหนื่อยล้า ผิดหวัง หรืออุปสรรคที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ แต่ทุกการแข่งขันเราจะเห็นนักกีฬาทุกคนยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย และคว้าชัยชนะกลับบ้านในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลานี้จึงเป็นโอกาสดี ที่เราจะเรียนรู้ทัศนคติจากผู้ชนะว่า พวกเขามีทัศนคติในการแข่งขันอย่างไร เผื่อว่า HR จะสามารถนำไปปลูกฝังให้กับพนักงานของตนเองได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปเรียนรู้ทัศนคติที่ดีจากนักกีฬาเจ้าของเหรียญทอง (Gold Medal Mindset) และนำมาประยุกต์ใช้ในงาน HR กันเถอะ</span></p>

<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40018 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 283" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/hhfs9tf9mck02d8ilnqq-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>ตั้งเป้าหมายให้ชัด (Goal setting)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกีฬาคงไม่ได้มาแข่ง “เล่น ๆ” ในสนามโอลิมปิกหรอก ทุกคนเดินทางข้ามประเทศเพื่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น การเป็นตัวแทนประเทศ การสร้างชื่อเสียง การสั่งสมประสบการณ์ หรือกระทั่งชัยชนะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/michael-phelps-ii" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps)</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักกีฬาว่ายน้ำเจ้าของสถิติ 28 เหรียญโอลิมปิก ที่เคยเขียน</span><a href="https://www.yourswimlog.com/michael-phelps-goal-setting/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">บันทึก</span></a><span style="font-weight: 400;">ไว้ตั้งแต่ 8 ขวบว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“เขาอยากมาแข่งขันโอลิมปิก”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ไม่ว่าเป้าหมายของนักกีฬาคนนั้นคืออะไร เมื่ออยู่สนามแล้ว พวกเขาล้วนอุทิศตนเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นเสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40024" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Michael-Phelps-Goal-Setting.jpg" alt="Gold Medal Mindset" width="620" height="552" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 284" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Michael-Phelps-Goal-Setting.jpg 620w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Michael-Phelps-Goal-Setting-300x267.jpg 300w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ “เป้าหมายขององค์กร” กับ “เป้าหมายส่วนตัวของพนักงาน” ต้องสอดคล้องกัน ทีม HR ต้องทำงานร่วมกับหัวหน้างานและพนักงานเพื่อกำหนดเป้าหมาย แผนพัฒนา และกระบวนการประเมินผลการทำงาน โดยการนำหลักการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190910-smart-organization-goal/"><span style="font-weight: 400;">SMART</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาตั้งเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40019 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/n0rzhdq5lp0d09td622b.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="760" height="428" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 285" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/n0rzhdq5lp0d09td622b.webp 760w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/n0rzhdq5lp0d09td622b-300x169.webp 300w" sizes="(max-width: 760px) 100vw, 760px" /></p>
<h2><b>ความมีวินัย (Discipline)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่เกิดมามีพรสวรรค์ แต่ “ความเก่ง” ล้วนแล้วเกิดจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อดึงศักยภาพตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด ตารางฝึกซ้อมที่เข้มงวดและการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง ตารางฝึกซ้อมของ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/alexandra-raisman" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อาลี เรสแมน (Aly Raisman)</span></a><span style="font-weight: 400;"> อดีตนักยิมนาสติก 6 เหรียญจากทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่เคยระบุถึง</span><a href="https://owaves.com/day-plan/day-life-aly-raisman/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กิจวัตรประจำวัน</span></a><span style="font-weight: 400;">ของเธอในการฝึกซ้อม ดังนี้:</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40026 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Screenshot-2567-08-06-at-13.38.19-1024x617.png" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="617" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 286" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Screenshot-2567-08-06-at-13.38.19-1024x617.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Screenshot-2567-08-06-at-13.38.19-300x181.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Screenshot-2567-08-06-at-13.38.19-768x463.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/Screenshot-2567-08-06-at-13.38.19.png 1172w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง ​? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งกฎระเบียบมีความจำเป็นในการควบคุมพนักงาน HR ต้องเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติตามนโยบายและขั้นตอนของบริษัท ทั้งยังสามารถวางแผนการพัฒนาศักยภาพพนักงานผ่าน </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/"><span style="font-weight: 400;">Training Roadmap</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้</span></p>
<h2><b>การทำงานร่วมกันเป็นทีม (Teamwork &amp; Collaboration)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กีฬาหลายประเภทในโอลิมปิกแข่งขันเป็นทีม การทำงานร่วมกันและการสนับสนุนซึ่งกันและกันจึงมีความสำคัญ แม้แต่กีฬาที่แข่งขันคนเดียว ชัยชนะนั้นก็ไม่ได้เกิดจากตัวนักกีฬาเพียงคนเดียว แต่คือทีมงานเบื้องหลังหลาย ๆ ฝ่าย เช่น โค้ช คู่ซ้อม หรือนักกายภาพบำบัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/michael-jordan" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล จอร์แดน (M</span><span style="font-weight: 400;">ichael Jordan)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตำนานนักกีฬาบาสเก็บบอลที่พาทีมชาติสหรัฐฯ คว้า 2 เหรียญทองมาได้ เคยให้</span><a href="https://teachdifferent.com/podcast/talent-wins-games-but-teamwork-and-intelligence-win-championships-teach-different-with-michael-jordan-teamwork/#:~:text=%E2%80%9CTalent%20wins%20games%2C%20but%20teamwork,coaches%20as%20an%20indispensable%20skill." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สัมภาษณ์</span></a><span style="font-weight: 400;">ไว้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ความสามารถทำให้คุณชนะในเกม แต่ทีมเวิร์กและสติปัญญาจะทำให้คุณคว้าแชมป์”</span></i></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40021" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/villfaqc4ejpwlnjblrl.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="760" height="428" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 287" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/villfaqc4ejpwlnjblrl.webp 760w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/villfaqc4ejpwlnjblrl-300x169.webp 300w" sizes="(max-width: 760px) 100vw, 760px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานแบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/"><span style="font-weight: 400;">Teamwork</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานแบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/siloed-work-environment-10282021/"><span style="font-weight: 400;">Silo</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นไปได้ทั้งกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ เพื่อสร้างการสื่อสารที่จริงใจระหว่างแผนกต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะบางครั้งปัญหาขององค์กร ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยพนักงานจากแผนกเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40016 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 288" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/acdxvovfzg319gl488a8-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อลงสนามแข่งขัน สถานการณ์และเงื่อนไขย่อมแตกต่างไปจากสนามซ้อมอย่างสิ้นเชิง นักกีฬาผู้ชนะมักสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับเทคนิคให้สอดคล้องไปกับสถานการณ์ตรงหน้านั้น ๆ หรือกระทั่งปรับทัศนคติตัวเองเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/viktor-axelsen" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิคเตอร์ อเซลเซ่น (Viktor Axelsen)</span></a><span style="font-weight: 400;"> เจ้าของเหรียญทองแบตมินตันโอลิมปิก 2 ปีซ้อน และเพิ่งเอาชนะนักกีฬาขวัญใจชาวไทยอย่าง วิว &#8211; กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ไปได้ ซึ่งถึงแม้เขาจะเป็นชาวเดนมาร์ก แต่ก็ปรับตัวเรียนรู้ภาษาจีนจนพูดคล่อง ทำให้เขาได้เรียนรู้กลยุทธ์ใหม่ ๆ จากนักจบลูกขนไก่ชาวจีนเช่นกัน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;ผมไม่รู้ว่าภาษาจีนกลางช่วยผมในสนามได้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้พูดคุยกับผู้เล่นหลาย ๆ คน โดยเฉพาะนักแบตชาวจีน มันทำให้ผมได้รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร” </span></i><span style="font-weight: 400;">เขาให้</span><a href="https://olympics.com/en/news/viktor-axelsen-a-danish-badminton-player-s-passion-for-mandarin" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สัมภาษณ์</span></a><span style="font-weight: 400;">​ “</span><i><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้คุณรู้ว่า สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นถูกต้อง คุณสามารถเรียนรู้บางอย่างจากผู้เล่นชาวจีนได้&#8221;</span></i></p>
<blockquote class="instagram-media" style="background: #FFF; border: 0; border-radius: 3px; box-shadow: 0 0 1px 0 rgba(0,0,0,0.5),0 1px 10px 0 rgba(0,0,0,0.15); margin: 1px; max-width: 540px; min-width: 326px; padding: 0; width: calc(100% - 2px);" data-instgrm-captioned="" data-instgrm-permalink="https://www.instagram.com/p/B-cKD6SpqNT/?utm_source=ig_embed&amp;utm_campaign=loading" data-instgrm-version="14">
<div style="padding: 16px;">
<p>&nbsp;</p>
<div style="display: flex; flex-direction: row; align-items: center;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; flex-grow: 0; height: 40px; margin-right: 14px; width: 40px;"></div>
<div style="display: flex; flex-direction: column; flex-grow: 1; justify-content: center;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; margin-bottom: 6px; width: 100px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; width: 60px;"></div>
</div>
</div>
<div style="padding: 19% 0;"></div>
<div style="display: block; height: 50px; margin: 0 auto 12px; width: 50px;"></div>
<div style="padding-top: 8px;">
<div style="color: #3897f0; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-weight: 550; line-height: 18px;">View this post on Instagram</div>
</div>
<div style="padding: 12.5% 0;"></div>
<div style="display: flex; flex-direction: row; margin-bottom: 14px; align-items: center;">
<div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; height: 12.5px; width: 12.5px; transform: translateX(0px) translateY(7px);"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; height: 12.5px; transform: rotate(-45deg) translateX(3px) translateY(1px); width: 12.5px; flex-grow: 0; margin-right: 14px; margin-left: 2px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; height: 12.5px; width: 12.5px; transform: translateX(9px) translateY(-18px);"></div>
</div>
<div style="margin-left: 8px;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 50%; flex-grow: 0; height: 20px; width: 20px;"></div>
<div style="width: 0; height: 0; border-top: 2px solid transparent; border-left: 6px solid #f4f4f4; border-bottom: 2px solid transparent; transform: translateX(16px) translateY(-4px) rotate(30deg);"></div>
</div>
<div style="margin-left: auto;">
<div style="width: 0px; border-top: 8px solid #F4F4F4; border-right: 8px solid transparent; transform: translateY(16px);"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; flex-grow: 0; height: 12px; width: 16px; transform: translateY(-4px);"></div>
<div style="width: 0; height: 0; border-top: 8px solid #F4F4F4; border-left: 8px solid transparent; transform: translateY(-4px) translateX(8px);"></div>
</div>
</div>
<div style="display: flex; flex-direction: column; flex-grow: 1; justify-content: center; margin-bottom: 24px;">
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; margin-bottom: 6px; width: 224px;"></div>
<div style="background-color: #f4f4f4; border-radius: 4px; flex-grow: 0; height: 14px; width: 144px;"></div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p style="color: #c9c8cd; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; line-height: 17px; margin-bottom: 0; margin-top: 8px; overflow: hidden; padding: 8px 0 7px; text-align: center; text-overflow: ellipsis; white-space: nowrap;"><a style="color: #c9c8cd; font-family: Arial,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-weight: normal; line-height: 17px; text-decoration: none;" href="https://www.instagram.com/p/B-cKD6SpqNT/?utm_source=ig_embed&amp;utm_campaign=loading" target="_blank" rel="noopener">A post shared by Viktor Axelsen (@viktoraxelsen)</a></p>
</div>
</blockquote>
<p><script async src="//www.instagram.com/embed.js"></script></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกธุรกิจ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/vuca-for-leader-in-future-work-03032021/"><span style="font-weight: 400;">เปลี่ยนแปลง</span></a><span style="font-weight: 400;">อยู่เสมอ ทั้งด้านเทคโนโลยีใหม่ กฎหมาย และแนวโน้มของพนักงาน HR ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ พร้อมที่จะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ปรับปรุงนโยบายองค์กรที่ล้าสมัย และตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงขององค์กร</span></p>
<h2><b>ความทรหด (Grit)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อุปสรรคและความท้าทายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นักกีฬาผู้ชนะจะมีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ทำให้พวกเขายังคงพยายามต่อไป การยืนหยัดอดทนแม้ในยามยากลำบากเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้น </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/remco-evenepoel" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เรมโค เอเวนเนโพล (Remco Evenepoel)</span></a><span style="font-weight: 400;"> กับการคว้าทองให้เบลเยียมจากการแข่งปั่นจักรยาน ประเภทโรดเรซ One-Day Tour ด้วยระยะทางกว่า 273 กิโลเมตร ใช้เวลาปั่นนานกว่า 6 ชั่วโมง 19 นาที และ 34 วินาที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40017 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 289" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/fdky7ngqkdsgovshfyjn-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีความทรหดหรือ Grit ในบริบทของงาน HR นั้นสำคัญมาก HR มักเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคหลายประการ HR เองต้องพยายามสื่อสาร</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/new-generation-workforce-1004/"><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้</span></a><span style="font-weight: 400;">กับพนักงานเสมอ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการเผชิญกับความท้าทายและพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว</span></p>
<h2><b>ความยืดหยุ่น (Resilience)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้านักรบย่อมมีบาดแผย นักกีฬาก็ย่อมมีวันพ่ายแพ้ ล้มเหลว หรือบาดเจ็บ แต่ทุกครั้งที่ล้ม พวกเขามักเยียวยาร่างกายและจิตใจจนกลับมาแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะความยืดหยุ่นทางจิตใจที่จะช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากอุปสรรค และเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายของตัวเองอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/saya-sakakibara" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ซายะ ซากากิบาระ (Saya Sakakibara)</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักปั่นจักรยาน BMX สาวชาวออสเตรเลีย ที่เธอประสบอุบัติเหตุในการแข่งขันครั้งที่แล้ว ซ้ำรอยพี่ชายของเธอที่เคยประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน ทว่าในปีนี้ 2024 ที่ปารีส เธอรักษาตัวและพลิกฟื้นร่างกายอีกครั้งจนคว้าเหรียญทองแรกได้สำเร็จ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40025 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/MixCollage-03-Aug-2024-06-49-AM-3416-1-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 290" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/MixCollage-03-Aug-2024-06-49-AM-3416-1-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/MixCollage-03-Aug-2024-06-49-AM-3416-1-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/MixCollage-03-Aug-2024-06-49-AM-3416-1-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/MixCollage-03-Aug-2024-06-49-AM-3416-1.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HR ต้องเผชิญกับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/trauma-informed-workplace-231021/"><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ที่เลวร้าย</span></a><span style="font-weight: 400;"> เช่น การบริหารความขัดแย้ง การปลดพนักงาน หรือการเปลี่ยนนโยบายบริษัท HR ต้องแสดงความยืดหยุ่นในการจัดการปัญหา และรักษาทัศนคติที่ดี เพื่อส่งผลต่อขวัญกำลังใจขององค์กร</span></p>
<h2><b>น้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าผลลัพธ์การแข่งขันจะออกมาอย่างไร แต่จิตวิญญาณของการแข่งขันคือการเคารพคู่แข่งเสมอ นักกีฬามักสอนเราถึงความมีคุณธรรม ความเคารพ และการรักษาทัศนคติที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์เมื่อสาวนักตบลูกขนไก่จีน </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/bingjiao-he" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เหอ ปิง เจียว (He Bingjiao)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ถือพินธงชาติสเปนขึ้นรับเหรียญรางวัล เพื่อเป็นเกียรติให้กับ คาโรลินา มาริน (Carolina Marin) คู่แข่งรอบรองชนะเลิศที่ถอดตัวจากอาการบาดเจ็บ นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์กินใจในการการแข่งขันปีนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40027 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/he-bing-jiao-1440x810-1-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 291" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/he-bing-jiao-1440x810-1-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/he-bing-jiao-1440x810-1-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/he-bing-jiao-1440x810-1-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/he-bing-jiao-1440x810-1.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรักษาความเป็นกลาง ยุติธรรม และเท่าเทียมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การสรรหาบุคลากร การเลื่อนตำแหน่ง ไปจนถึงการปลดพนักงาน โดยรักษามาตรฐานทางจริยธรรมและส่งเสริมวัฒนธรรมของความเคารพในที่ทำงาน</span></p>
<h2><b>ความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mental Toughness)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ชื่อของ </span><a href="https://olympics.com/en/athletes/simone-biles" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ซิโมน ไบลส์ (Simone Biles) </span></a><span style="font-weight: 400;">นักนิมนาสติกชาวสหรัฐฯ ต้องเป็นชื่อที่ใครหลายคนนึกถึง เพราะเธอเคยการถอนตัวจากการแข่งขันในโอลิมปิกโตเกียว 2020 จากความกดดันมหาศาลที่นักกีฬาต้องเผชิญ และกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของสุขภาพจิตขึ้นมา</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ฉันต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของฉัน”</span></i><span style="font-weight: 400;"> เธอให้สัมภาษณ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">“มันแย่มากเมื่อคุณต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเอง”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นก็เพราะสภาพจิตใจมีส่วนสำคัญต่อการแข่งขัน นักกีฬาจึงต้องพร้อมลงแข่งด้วยความสงบและมีสมาธิภายใต้ความกดดันให้ได้ ไม่ใช่มองแค่ความแข็งแรงทางร่างกายเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในปี 2024 ที่ปารีส ก็กลับมาคว้า 4 เหรียญจากโอลิมปิกได้สำเร็จ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40023 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/download-1024x715.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="715" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 292" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/download-1024x715.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/download-300x210.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/download-768x536.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/download.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประสบสถานการณ์ที่ตึงเครียด น่าวิตกกังวัล หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220418-choke-under-pressure/"><span style="font-weight: 400;">กดดัน</span></a><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สิ่งที่ HR ต้องมีความแข็งแกร่งในจิตใจ เพื่อจัดการกับปัญหาตรงนี้ โดยเฉพาะการตัดสินใจในเลือกที่ลำบาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น HR เอง ก็ต้องสนับสนุนพนักงานด้วย ไม่ให้พวกเขาสูญเสียสมาธิและขวัญกำลังใจในการทำงานเช่นกัน</span></p>
<h2><b>ความหลงใหล (Passion)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายด้วยสิ่งสำคัญมาก ๆ อย่าง Passion เพราะนี่คือ “ความรู้สึกที่อยากประสบควมสำเร็จ” ในเรื่องกีฬานั้น ๆ มันคือความสุขและความหลงใหลที่นักกีฬามีต่อกีฬาของพวกเขา และเป็นคอยย้ำเตือนใจว่าส การรักในสิ่งที่ทำ สามารถขับเคลื่อนให้เราให้ประสบความสำเร็จได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่านักกีฬาทุกคนย่อมมี Passion ในการกีฬาของตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ “ผู้ชนะ” ทุกคนบนเวทีโอลิมบิกนี้นี่เอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-40020 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo-1024x576.webp" alt="Gold Medal Mindset" width="1024" height="576" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 293" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/qhrykxhykh2nnqvxmplo.webp 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>HR ประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง​ ? </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลงใหลจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในองค์กรเสมอ สิ่งนี้จะเห็นได้จากความกระตือรือร้น ความผูกพัน และพลังที่ส่งผ่านวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการดูกีฬาอาจไม่ได้แค่ความสนุก แต่คือการเรียนรู้ สังเกต และนำทัศนคติของผู้ชนะมาปรับใช้กับตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะ HR ที่ต้องจัดการบุคลากรและการดำเนินธุรกิจโดยรวม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ HR สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และมีพลังมากขึ้น เพื่อสร้างความสำเร็จและการเติบโตขององค์กรของคุณต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Gold Medal Mindset: เราเรียนรู้อะไรจากทัศนคติผู้ชนะของนักกีฬาได้บ้าง ? 294" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.humanresourcesonline.net/gold-medal-mindset-10-values-athletes-can-teach-us-at-the-workplace?utm_source=newsletter_4967&amp;utm_medium=email&amp;utm_campaign=20240801_regional_daily_hr_bulletin" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Humanresourcesonline</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/what-i-learned-from-olympic-goal-medalist-setting-mindset-amit-rawal/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=neknohyaXgo" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Youtube</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.forbes.com/sites/davidcarlin/2020/01/10/why-olympic-athletes-are-smarter-than-you/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://owaves.com/what-i-learned-from-researching-50-olympians/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Owaves</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://ideascale.com/blog/olympic-methods-teamwork/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Ideascale</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.theguardian.com/sport/article/2024/aug/03/paris-olympics-bmx-racing-saya-sakakibara-blitzes-field-to-win-gold-for-australia" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Theguardian</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.scmp.com/sport/paris-olympics-2024/china/article/3273306/chinas-he-praised-holding-spanish-flag-olympic-podium-injured-opponents-honour" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SCMP</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://edition.cnn.com/2021/07/27/sport/simone-biles-tokyo-2020-olympics/index.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNN</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/gold-medal-mindset-240807/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 กลยุทธ์ HR ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี 2024</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/six-strategic-trends-for-hr-240710/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/six-strategic-trends-for-hr-240710/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jul 2024 10:44:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[trend hr]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39508</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและบทบาทของพนักงานไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง HR สามารถใช้งาน AI ในการตัดสินใจและการวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญของพนักงานได้ การสร้างประสบการณ์พนักงาน (Employee Experience) ให้เชื่อมโยงกับองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น การตัดสินใจด้วยข้อมูลต้องเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นการบริหารข้อมูลพนักงานต้องมีความโปร่งใส และเสริมสร้างความเป็นเจ้าของข้อมูลให้แก่พนักงานด้วย การใช้แรงงานข้ามพรมแดนจะเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นประเด็นเวลาทำงาน เขตเวลา ภาษา สกุลเงิน และวัฒนธรรม จะทำให้ HR ต้องพัฒนากลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นได้ทั่วโลก ปี 2024 การบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 ที่บังคับให้องค์กรต้องปรับตัวแบบทันที รวมไปถึงเทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วอย่าง Generative AI ก็กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน และบทบาทของพนักงานไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในปี 2024 HR Leader จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวโน้มกลยุทธ์ที่สำคัญ 6 ประการ ดังนี้ 1. รับมือคลื่นลูกใหม่ของ AI กลายเป็นเทรนด์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วกับ Generative AI เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ล้ำหน้าไปมากจนกำลังเปลี่ยนแปลงบทบาทการทำงานในหลายด้าน โดยเฉพาะงาน HR ที่สามารถช่วยทำงานที่ซ้ำซากพร้อมสร้างสรรค์งานเนื้อหาใหม่ได้  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและบทบาทของพนักงานไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง HR สามารถใช้งาน AI ในการตัดสินใจและการวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญของพนักงานได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การสร้างประสบการณ์พนักงาน (Employee Experience) ให้เชื่อมโยงกับองค์กรจะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การตัดสินใจด้วยข้อมูลต้องเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นการบริหารข้อมูลพนักงานต้องมีความโปร่งใส และเสริมสร้างความเป็นเจ้าของข้อมูลให้แก่พนักงานด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การใช้แรงงานข้ามพรมแดนจะเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นประเด็นเวลาทำงาน เขตเวลา ภาษา สกุลเงิน และวัฒนธรรม จะทำให้ HR ต้องพัฒนากลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นได้ทั่วโลก</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42755" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/6-กลยุทธ์-HR-ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี-2024.webp" alt="6 กลยุทธ์ HR ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี 2024" width="600" height="370" title="6 กลยุทธ์ HR ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี 2024 297" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/6-กลยุทธ์-HR-ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี-2024.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/07/6-กลยุทธ์-HR-ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี-2024-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 การบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 ที่บังคับให้องค์กรต้องปรับตัวแบบทันที รวมไปถึงเทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วอย่าง Generative AI ก็กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน และบทบาทของพนักงานไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในปี 2024 HR Leader จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแนวโน้มกลยุทธ์ที่สำคัญ 6 ประการ ดังนี้</span></p>

<h2><b>1. รับมือคลื่นลูกใหม่ของ AI</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นเทรนด์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วกับ Generative AI เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ล้ำหน้าไปมากจนกำลังเปลี่ยนแปลงบทบาทการทำงานในหลายด้าน โดยเฉพาะงาน HR ที่สามารถช่วยทำงานที่ซ้ำซากพร้อมสร้างสรรค์งานเนื้อหาใหม่ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยการเปิดตัว ChatGPT 3.5 ในปลายปี 2022 ทำให้เกิดกระแสการนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างรวดเร็ว และมีผู้ใช้มากกว่า 2 ล้านคนที่ลงทะเบียนใช้ ChatGPT ภายในสองเดือนแรก และยิ่งการมาถึงของ GPT-4o ที่มีความสามารถในการประมวลผลและตอบสนองต่อข้อมูลทั้งรูปแบบเสียง ภาพ และข้อความแบบเรียลไทม์ ยิ่งตอบโจทย์การใช้งานให้หลาย ๆ องค์กรเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถใช้งาน AI ได้หลายทิศทาง ยกตัวอย่างที่ง่ายสุด คือการใช้ GenAI ในการตอบคำถามพื้นฐานและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของพนักงาน จำพวกวันลาหรือกฎระเบียบ ซึ่งทำให้พนักงานสามารถนำเวลาไปทำงาน หรือแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือล้ำไปกว่านั้นคือการใช้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของ HR เช่น การคัดกรองพนักงาน การวิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน หรือกระทั่งการวางแผนโครงสร้างองค์กรได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มาก แต่ก็ยังมีความท้าทายในการจัดการ เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล, การป้องกันความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นการพัฒนาแนวปฏิบัติและนโยบายที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric) จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/ai-solutions-240405/">9 AI Solutions เครื่องมือแห่งอนาคต ช่วย HR ทำงานสะดวก</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>2. ต้องยกระดับประสบการณ์ของพนักงา</b><strong>น (Employee Experience)</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์พนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/"><span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;">) คือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและมีส่วนร่วมกับองค์กร โดยแนวคิดนี้เน้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นและการตอบสนองความต้องการของพนักงานที่หลากหลาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้การวิจัยของ </span><a href="https://wfhresearch.com/wp-content/uploads/2023/06/GSWA-2023.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">WFH Research</span></a><span style="font-weight: 400;"> แสดงให้เห็นว่าพนักงานโดยเฉลี่ยใน 34 ประเทศทำงานจากที่บ้านประมาณ 1 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งการทำงานที่ยืดหยุ่นนี้เพิ่มความท้าทายให้กับ HR ในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณภาพสำหรับพนักงานทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ช่วยให้พนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับองค์กร และสร้างความเป็นเจ้าของให้พนักงาน หรือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/"><span style="font-weight: 400;">Sense of Ownership</span></a><span style="font-weight: 400;"> เช่น </span><a href="https://expth.hrnote.asia/products/203?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Teamlink</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มีลักษณะเป็น Corporate Hub ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานให้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการสร้างประสบการณ์พนักงานที่ดี มักจะเน้นที่การสร้างความผูกพันและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนองค์กร การสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกว่ามีคุณค่าและสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/">8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>3. การตัดสินใจด้วยข้อมูลที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric)</b></h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/tips/9-benefits-hr-big-data/"><span style="font-weight: 400;">Data is New Oil</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นประโยคคลาสิกที่ได้มานานแล้ว ปัจจุบันการใช้ Data เพื่อตัดสินใจจึงเป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ ทว่าการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจนั้น ต้องมีความโปร่งใสและให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดวิธีใช้ข้อมูล ภายใต้กฎหมาย </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/"><span style="font-weight: 400;">PDPA </span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน การบริหารข้อมูลพนักงานต้องมีการสร้างกรอบการทำงานที่ป้องกันความเสี่ยงและรับประกันความเป็นธรรมจากอคติทาง AI ตัวอย่างเช่น </span><a href="https://www.reuters.com/article/world/insight-amazon-scraps-secret-ai-recruiting-tool-that-showed-bias-against-women-idUSKCN1MK0AG/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Amazon</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้พัฒนาระบบสรรหาพนักงานที่ใช้ AI แต่พบว่ามีความลำเอียงต่อเพศหญิงเพราะข้อมูลที่ใช้ในการฝึกระบบมาจากการปฏิบัติในอดีตที่มีอคติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนิยามใหม่เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการใช้ข้อมูลพนักงานในบริบทของการตัดสินใจที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางจะเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ฉะนั้น HR ต้องสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานในการใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสนั่นเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230707-ai-bias/">AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>4. ทักษะสำคัญกว่าปริญญา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะในอดีตการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรมักมองแค่ใบปริญญา การศึกษา หรือประสบการณ์เป็นหลัก ซึ่งทำให้การจ้างงานล่าช้าและอาจสร้างความไม่เท่าเทียมในการจ้างงานได้ ทว่าแนวคิดใหม่คือการจ้างงานที่เน้นมองทักษะมากขึ้น (Skill-base)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Ginny Rometty อดีตซีอีโอของ IBM ได้ริเริ่มโครงการ SkillsFirst เพิ่มการจ้างงานผู้สมัครที่ไม่มีปริญญา โดยประกาศว่า กว่า 50% ของตำแหน่งงานที่เปิดรับไม่ต้องการปริญญาโดยใช้คำว่า &#8220;</span><a href="https://hbr.org/2023/03/the-new-collar-workforce" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">New Collar</span></a><span style="font-weight: 400;">&#8221;  แนวทางนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้จัดการการจ้างงาน ให้ออกแบบงานตามปัญหาที่ต้องแก้ไขพร้อมทักษะที่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น HR ที่เน้นทักษะ (Skills-centric) จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถวิเคราะห์ทักษะและฐานข้อมูลที่มี เพื่อให้องค์กรจับคู่ทักษะกับบทบาทงานได้อย่างตรงจุด ไปจนถึงกลยุทธ์การคิดโครงการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโตและประสบความสำเร็จได้ในอนาคต</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/121118-multi-skills/">Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>5. สร้างวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงในองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างวัฒนธรรมให้พนักงานทุกคนรู้จักการจัดการความเสี่ยงในองค์กร (Risk Management) จะช่วยลดการละเมิดความปลอดภัย และลดการกระทำที่เสี่ยงต่อทั้งภาพลักษณ์ ทรัพย์สิน รวมไปถึงข้อมูลองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้งานวิจัยของ </span><a href="https://www.techtarget.com/searchsecurity/opinion/Research-points-to-5-ways-to-improve-cybersecurity-culture" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ESG/ISSA</span></a><span style="font-weight: 400;"> แสดงให้เห็นว่า พนักงานส่วนใหญ่ยอมรับว่าพวกเขาจะไม่ปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ หากนโยบายนั้นขัดขวางกระบวนการทำงานของพวกเขาโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น HR จึงต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ในพนักงานในเรื่องนี้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการปฏิบัติที่ปลอดภัยและการมีส่วนร่วมของพนักงานในการปกป้องทรัพยากรขององค์กร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/">การประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา (360-degree Feedback)</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b>6. HR ในฐานะบริการระดับโลก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะคนรุ่นใหม่มองตัวเองเป็น Global Citizen หรือพลเมืองโลกกันแล้ว การเป็นแรงงานข้ามพรมแดนจึงเป็นเรื่องปกติในสายตาพวกเขา ฉะนั้นประเด็นเรื่องเวลาทำงาน เขตเวลา ภาษา สกุลเงิน และวัฒนธรรม ฯลฯ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ HR ต้องตระหนักถึง เพื่อพัฒนานโยบายที่ยืดหยุ่นทั่วโลก ยกตัวอย่าง หากมีระบบคลาวด์ในการจัดการข้อมูลพนักงานและการสื่อสาร ก็จะทำให้พนักงานทำงานร่วมกันข้ามโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้จึงมักจะเน้นที่กลยุทธ์ที่สนับสนุนการทำงานในระดับโลก พัฒนาระบบและนโยบายที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่ One size fits all นอกจากนี้ HR ยังต้องมีความสามารถในการจัดการกับความซับซ้อนของการจ้างงานข้ามพรมแดน และเข้าใจการบริหารทรัพยากรบุคคลในหลาย ๆ ประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ HR สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยให้พนักงานพึงพอใจและมอบประสิทธิผลในงานของตนเองมากขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/multicultural-organization-231115/">ภาษาอังกฤษช่วยสร้าง Multicultural Organization เปิดโลกความเป็นสากลสู่องค์กร</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b>บทสรุป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่า HR จะตามทันการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่ เพราะกลยุทธ์ทั้ง 6 นี้ จะช่วยให้ HR สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง<br />
<a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="6 กลยุทธ์ HR ที่ผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลต้องรู้ในปี 2024 298" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a><br />
</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.peoplematters.digital/Campaign-six-strategic-trends-for-hr-leaders-in-2024" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">E-Book ServiceNow &amp;  EY titled</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/six-strategic-trends-for-hr-240710/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>QuitTok คืออะไร ? ทำงาน HR ถึงควรพนักงานให้ดี ป้องกันการโดนแฉ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/quittok-240621/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/quittok-240621/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 04:07:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[QuitTok]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Z]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39190</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT QuitTok คือการที่พนักงานวัย Gen Z อัดคลิปวิดีโอประกาศลาออกแล้วนำมาโพสต์ลงใน TikTok เพราะมีแนวคิดว่าทำไมต้องอดทนทำงานที่ไม่ชอบ และเจอพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจด้วย สู้ลาออกแล้วไปหางานใหม่ หรือพักผ่อนจะดีเสียกว่า กระแส QuitTok ยังเกิดขึ้นคนจำนวนมากชอบสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ต้องทำคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดวิว ยอดไลก์ ยอดแชร์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน TikTok เพราะมันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง เผลอ ๆ หากทำคอนเทนต์ออกมาได้น่าสนใจ เงินที่จะได้รับก็อาจจะมากกว่าการทำงานประจำเสียอีก แต่หากใครอัดคลิป QuitTok แฉองค์กรล่ะก็ อย่าลืมว่าการทำแบบนี้อาจทำให้หลายองค์กรไม่กล้ารับพวกเขาเข้ามาทำงานด้วย เพราะกังวลว่า ‘ทัศนคติ’ แบบนี้จะเป็นปัญหา และทำให้เกิดความวุ่นวายในองค์กรตามมา แม้พวกเขาอาจไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาจริง ๆ ก็ตาม หาก HR เห็นว่าพนักงานอัดคลิป QuitTok สิ่งที่ควรทำก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองนึกว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้างถึงตัดสินใจทำแบบนี้ ควรพูดคุยและรับฟังเรื่องราวในมุมมองของเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ และหาวิธีแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเรื่องนี้อีกในอนาคต จึงจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง คำศัพท์ในแวดวงการทำงานและ HR เมื่อก่อนก็เยอะมากอยู่แล้ว แต่หลังจากโรคโควิด-19 แพร่ระบาด ก็เกิดคำศัพท์ขึ้นมาอีกมากมาย และหลายคำในนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของการลาออก (Quit) เช่น Quiet [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">QuitTok คือการที่พนักงานวัย Gen Z อัดคลิปวิดีโอประกาศลาออกแล้วนำมาโพสต์ลงใน TikTok เพราะมีแนวคิดว่าทำไมต้องอดทนทำงานที่ไม่ชอบ และเจอพฤติกรรมที่ไม่ถูกใจด้วย สู้ลาออกแล้วไปหางานใหม่ หรือพักผ่อนจะดีเสียกว่า</li>
<li aria-level="1">กระแส QuitTok ยังเกิดขึ้นคนจำนวนมากชอบสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ต้องทำคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดวิว ยอดไลก์ ยอดแชร์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน TikTok เพราะมันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง เผลอ ๆ หากทำคอนเทนต์ออกมาได้น่าสนใจ เงินที่จะได้รับก็อาจจะมากกว่าการทำงานประจำเสียอีก</li>
<li aria-level="1">แต่หากใครอัดคลิป QuitTok แฉองค์กรล่ะก็ อย่าลืมว่าการทำแบบนี้อาจทำให้หลายองค์กรไม่กล้ารับพวกเขาเข้ามาทำงานด้วย เพราะกังวลว่า ‘ทัศนคติ’ แบบนี้จะเป็นปัญหา และทำให้เกิดความวุ่นวายในองค์กรตามมา แม้พวกเขาอาจไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาจริง ๆ ก็ตาม</li>
<li aria-level="1">หาก HR เห็นว่าพนักงานอัดคลิป QuitTok สิ่งที่ควรทำก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองนึกว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้างถึงตัดสินใจทำแบบนี้ ควรพูดคุยและรับฟังเรื่องราวในมุมมองของเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ และหาวิธีแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเรื่องนี้อีกในอนาคต จึงจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39193" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105800.092.webp" alt="Quittok ไม่ดูแลพนักงานดี ๆ ระวังโดน Gen Z แฉคืน !" width="600" height="370" title="QuitTok คืออะไร ? ทำงาน HR ถึงควรพนักงานให้ดี ป้องกันการโดนแฉ 303" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105800.092.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105800.092-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำศัพท์ในแวดวงการทำงานและ HR เมื่อก่อนก็เยอะมากอยู่แล้ว แต่หลังจากโรคโควิด-19 แพร่ระบาด ก็เกิดคำศัพท์ขึ้นมาอีกมากมาย และหลายคำในนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของการลาออก (Quit) เช่น Quiet Quitting และ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/quiet-firing-221111/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Quiet Firing</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด ยังมีคำศัพท์ตระกูล Quit เพิ่มขึ้นมาอีกนั่นคือ </span><b>QuitTok (หรือ Quit-Tok) </b><span style="font-weight: 400;">แถมยังเป็นเทรนด์มาแรงที่ทำให้หลายองค์กรต้องกลับมาสำรวจตัวเองใหม่เสียด้วย เพราะเหตุใดพนักงานถึงทำแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">QuitTok คืออะไร และ HR ควรทำอย่างไรกับปรากฏการณ์ดังกล่าวบ้าง ติดตามได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>QuitTok คืออะไร ? ปฏิกิริยาเมื่อพนักงานไม่ขออดทนอีกต่อไป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทั่วไปเวลาจะบอก</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230126-new-resignation/"><span style="font-weight: 400;">ลาออก</span></a><span style="font-weight: 400;"> วิธีปกติจะทำกันก็คือเข้าไปแจ้งหัวหน้าแบบตัวต่อตัว บางครั้งอาจเดินไปพร้อมยื่นจดหมายลาออก บางครั้งอาจส่งอีเมลลาออกก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ตั้งแต่ปี 2020 กลับเกิดปรากฏการณ์ชื่อว่า </span><b>QuitTok คือการที่พนักงานอัดคลิปวิดีโอตัวเองขณะประกาศลาออกแล้วนำมาโพสต์ลงใน TikTok</b><span style="font-weight: 400;"> กลายเป็นกระแสขึ้นมาให้หลายคนทำตามเป็นขบวน โดยผู้ถ่ายคลิปหลายคนซึ่งอยู่ในวัย Gen Z มีแนวคิดว่าทำไมต้องอดทนทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจด้วย สู้ลาออกแล้วไปหางานใหม่ หรือพักผ่อนจะดีเสียกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และจะลาออกอย่างเดียวมันก็ธรรมดาไป ต้องถ่ายคลิปเอาลงสื่อโซเชี่ยลมีเดีย ป่าวประกาศให้สาธารณชนรับทราบร่วมกันด้วย เรียกอีกชื่อได้ว่า ‘Loud Quitting’ นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากไล่ย้อนดูคลิป QuitTok ที่ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านคลิปจะพบวิธีการลาออกที่แตกต่างกันไป บางคนแค่ออกมาถ่ายคลิปเพื่อบอกว่า เขาเพิ่งไปขอลาออกกับหัวหน้ามา บางคนอัดคลิปขณะตัวเองกำลังประชุมออนไลน์ แล้วประกาศบอกลาออกกลางที่ประชุมด้วย บางคนถึงขั้นไลฟ์สดขณะลาออกเลยก็มี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม QuitTok ไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่เฉพาะกับพนักงาน Gen Z หรือ TikTok Generation อย่างเดียว แต่หากไล่ย้อนดูคลิปจะพบคนแทบทุกวัย และแทบทุกอาชีพด้วยประกาศลาออก ไม่ได้มีแค่ Gen Z เท่านั้นที่ไม่สมาทานแนวคิด ‘จะอดทนไปเพื่ออะไร’ หากทำงานไปแล้วต้องเจอแต่เรื่องบั่นทอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39194" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105914.727.webp" alt="Quittok ไม่ดูแลพนักงานดี ๆ ระวังโดน Gen Z แฉคืน !" width="600" height="370" title="QuitTok คืออะไร ? ทำงาน HR ถึงควรพนักงานให้ดี ป้องกันการโดนแฉ 304" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105914.727.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105914.727-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ทำไม QuitTok คือประเด็นที่องค์กรไม่ควรมองข้าม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลัก ๆ ที่พนักงานลาออกมักเกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินเดือน การหมดความท้าทายในงาน และการทนทำงานกับคนอื่นในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ไม่ได้ และมีผลสำรวจหลายชิ้นที่ระบุว่า คนเป็นหัวหน้ามักจะเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้พนักงานลาออกถึง 70% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใครเคยยื่นใบลาออก จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังและความกล้าเยอะมาก ๆ การที่จู่ ๆ ผู้คนอดทนไม่ไหวถึงขั้นทำคลิป QuitTok แสดงว่าพวกเขาต้องเหลืออดจริง ๆ จนต้องเอาด้านไม่ดีที่ซุกซ่อนอยู่ในพรมขององค์กรมาแฉ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในแง่หนึ่ง มันคือการที่พนักงานได้แสดงออกว่า พวกเขาไม่โอเคกับพฤติกรรมของหัวหน้า HR หรือแม้กระทั่ง CEO และองค์กรจำเป็นต้องฟังเสียงของพนักงานบ้าง ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสาเหตุที่เกิดกระแส QuitTok เพราะปัจจุบัน </span><b>คนจำนวนมากชอบสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ สนแต่การทำคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดวิว ยอดไลก์ ยอดแชร์บนโซเชียลมีเดีย</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะมันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง เผลอ ๆ หากทำคอนเทนต์ออกมาได้น่าสนใจ เงินที่จะได้รับก็อาจจะมากกว่าการทำงานประจำเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น Content Creator หรือ TikToker ไปด้วย จึงช่วยให้พนักงานหลายคนรู้สึกอุ่นใจว่า ถึงจะลาออก พวกเขาก็จะไม่สิ้นไร้ไม้ตอกในเส้นทางชีวิตแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39195" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105849.787.webp" alt="QuitTok ไม่ดูแลพนักงานดี ๆ ระวังโดน Gen Z แฉคืน !" width="600" height="370" title="QuitTok คืออะไร ? ทำงาน HR ถึงควรพนักงานให้ดี ป้องกันการโดนแฉ 305" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105849.787.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-21T105849.787-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>QuitTok คือสนุกชั่วครู่ แลกกับความทุกข์ที่ไม่ชั่วคราว</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่า </span><b>ปรากฏการณ์ QuitTok ส่งผลต่อองค์กรหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ขณะเดียวกัน พนักงานที่โพสต์คลิปประจาน แม้จะได้ความสะใจ แม้จะได้คอนเทนต์มาเพิ่มยอดวิว หรือเพิ่มยอดผู้ติดตาม ก็จะได้ผลกระทบด้านลบกลับมาด้วย หลายคนที่ดูคลิปอาจเกิดคำถามว่า นี่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเผยแพร่บนสื่อหรือไม่ แล้วหากเรื่องดังกล่าวไม่มีมูล ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อการหางานของพวกเขาเองตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอย่าลืมว่าโลกของคนในแวดวง HR นั้นแคบกว่าที่คิด หลายองค์กรอาจไม่กล้าที่จะรับพนักงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้เข้ามา เพราะกังวลว่า ‘ทัศนคติ’ ของพวกเขา การชอบ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/hr-bad-mouth-employee-230111/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ด่าองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">เก่าจะสร้างปัญหาให้ แม้ที่นั่นพวกเขาอาจไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในยุคที่การหางานยากขึ้นเรื่อย ๆ </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/digital-footprint-210630/"><span style="font-weight: 400;">Digital Footprint</span></a><span style="font-weight: 400;"> เหล่านี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญให้พวกเขาไม่ได้งานที่อยากทำ แม้เวลาจะผ่านไปเป็น 10 ปีก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Fox News เคยสัมภาษณ์ TikToker ที่ชื่อว่า Paige วัย 24 ปีที่เคยโพสต์คลิปวิจารณ์การหัวหน้าในทางเสีย ๆ หาย ๆ แล้วสุดท้ายประกาศลาออก ว่าเธอรู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเอง แม้วันแรกที่ทำ เธอจะรู้สึกสนุก รู้สึกมีอำนาจ แต่สุดท้ายแล้วต้องมานั่งเสียใจทีหลังกับการกระทำที่โง่เง่าที่ส่งผลต่ออาชีพของเธอเอง</span></p>
<h2><b>HR ควรทำอย่างไร หากเจอคลิป QuitTok ของพนักงาน</b></h2>
<p><b>การที่พนักงานลาออกถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ลาออกแล้ว ป่าวประกาศให้คนภายนอกรับรู้ด้วย ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเจอสถานการณ์แบบนี้ HR ในฐานะที่เป็นเพื่อนคู่คิด มิตรของเพื่อนพนักงานต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรเอาไว้ และอย่างน้อยก็เพื่อเตือนสติให้ได้รู้ว่า ว่าการกระทำนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อตัวของพวกเขาเองด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หลายคนอาจคิดว่า HR จะต้องแจก</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211029-warning-letter/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ใบเตือน</span></a><span style="font-weight: 400;"> พร้อมกับประกาศลงดาบพนักงานที่จะออกจากงานเป็นการสั่งลา หรือแม้กระทั่งการสั่งห้ามไม่ให้พนักงานลงคลิปเรื่องงานใน TikTok แต่จริง ๆ แล้วมีทางออกที่ดีกว่านั้น และน่าจะมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในระยะยาว ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบพนักงานบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร ลองคิดในมุมกลับว่าเพราะอะไรที่ทำให้พนักงานเหลืออด ต้องประกาศลาออกแบบนั้นออกมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หันกลับมาสำรวจองค์กรว่า มีปัญหาอย่างที่พนักงานระบุไว้ในคลิปหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หาโอกาสพูดคุยกับพนักงานคนนั้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ และเพื่อค้นหายังมีปัญหาอะไรที่ควรแก้อีกบ้าง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นำฟีดแบ็คที่ได้ ไปหาทางปรับแก้องค์กรให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันปัญหาการลาออกในอนาคต ทำให้พนักงานมั่นใจว่าจะไม่เกิดเรื่องนี้ซ้ำกับพนักงานคนใดอีก</span></li>
</ol>
<h2><b>ฝึกฝนความเป็นผู้นำ ทางออกสำคัญช่วยลดปัญหา Quittok  </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานจำนวนมากลาออกเพราะคนเป็นหัวหน้า ซึ่งสอดคล้องกับคนทำคลิปแนว QuiTtok อีกไม่น้อยที่ลาออกด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR พิจารณาแล้วพบว่าจำเป็นต้องเทรนคนเป็นผู้นำเสียใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกของพนักงาน แล้วแฉหัวหน้าและแฉองค์กรล่ะก็ มาลองค้นหา HR Solutions หมวด Leadership Development Provider ที่จะช่วยพัฒนา และฝึกภาวะผู้นำเพิ่มเติมได้ผ่าน HREX </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/65?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทางลิงก์นี้</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และ HR ยังถือโอกาสนี้สร้างความผูกพัน ให้พนักงานรู้สึกดีกับองค์กรได้เช่นกัน สามารถมาค้นหาเครื่องมือ Employee Engagement เพื่อใช้งานได้แล้วทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="QuitTok คืออะไร ? ทำงาน HR ถึงควรพนักงานให้ดี ป้องกันการโดนแฉ 306" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ QuitTok ดูจะเป็นเรื่องด้านลบมากกว่าด้านบวกต่อองค์กร แต่อย่างน้อย ปรากฏการณ์นี้ก็น่าจะทำให้องค์กรได้กลับมาหวนคิดว่า สิ่งที่องค์กรทำอยู่นั้นส่งผลดีต่อพนักงานหรือไม่ มีปัญหาอะไรต้องแก้ไขบ้างหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากฟังเสียงสะท้อนของพนักงานแล้วนำไปปรับปรุงองค์กรล่ะก็ มั่นใจได้ว่าองค์กรจะเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ และใคร ๆ ก็อยากมาร่วมงานยิ่งขึ้น ไม่มากก็น้อย </span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.ndtv.com/feature/what-is-quit-tok-the-viral-trend-where-workers-live-quit-on-tiktok-5507632" target="_blank" rel="noopener">NDTV</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.ft.com/content/fd270cb1-8d14-4639-a152-7f2dad453480" target="_blank" rel="noopener">FT</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.hr-brew.com/stories/2024/04/01/what-hr-should-know-about-the-tiktok-workplace-trend-quittok" target="_blank" rel="noopener">HR Brew</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.forbes.com/sites/forbestechcouncil/2024/04/30/quit-tok-might-empower-you-to-get-what-you-want-quitting-wont/" target="_blank" rel="noopener">Forbes</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/what-quittok-trina-w-edwards/" target="_blank" rel="noopener">LinkedIn</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/quittok-240621/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/why-hr-why-240620/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/why-hr-why-240620/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 11:09:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=39182</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ความที่บทบาทของ HR ในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่งานแอดมินเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาองค์กร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ HR ต้องประสานงานกับทุกฝ่าย หนึ่งในเหตุผลที่ทุกฝ่ายไม่รู้จัก HR คือการสื่อสารที่ไม่เพียงพอ  ในการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันฝ่ายอื่น ตัว HR อย่ารอให้คนอื่นเข้าหา แต่เราต้องออกไปหาทุกฝ่ายก่อน การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสื่อสารภายในองค์กรเป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน ถึงแม้ทุกวันนี้ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลในหลายองค์กรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและประสานงานกับทุกฝ่ายแล้ว อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ HR ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายรู้จักงานทุกคน แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือเข้าใจบทบาทของ HR อย่างแท้จริง  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?  บทความนี้จะพาไปสำรวจเหตุผล พร้อมวิธีแก้ไขเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่าง HR กับฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร เหตุผลที่ทุกคนต้องรู้จัก HR ในองค์กรตัวเอง พูดกันอยู่บ่อยครั้งว่า HR ต้องไม่ใช่ครูปกครองหรือแม่บ้านหลังบ้านขององค์กรอีกต่อไป เพราะบทบาทของ HR ในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงทำงานแต่เกี่ยวกับการจัดการบุคลากรและการบริหารงานทั่วไปอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การพัฒนาและรักษาของพนักงาน หรือกระทั่งการสร้างความสุขในที่ทำงานอีกด้วย  ความที่บทบาทของ HR ในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่งานเดิม ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ HR ต้องประสานงานกับทุกฝ่าย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความที่บทบาทของ HR ในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่งานแอดมินเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาองค์กร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ HR ต้องประสานงานกับทุกฝ่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเหตุผลที่ทุกฝ่ายไม่รู้จัก HR คือการสื่อสารที่ไม่เพียงพอ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันฝ่ายอื่น ตัว HR อย่ารอให้คนอื่นเข้าหา แต่เราต้องออกไปหาทุกฝ่ายก่อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสื่อสารภายในองค์กรเป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42765" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/ทำไม-HR-รู้จักงานทุกคน-แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน-HR-1-1.webp" alt="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ?" width="600" height="370" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 313" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/ทำไม-HR-รู้จักงานทุกคน-แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน-HR-1-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/ทำไม-HR-รู้จักงานทุกคน-แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน-HR-1-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ทุกวันนี้ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลในหลายองค์กรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและประสานงานกับทุกฝ่ายแล้ว อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ HR ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายรู้จักงานทุกคน แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือเข้าใจบทบาทของ HR อย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะพาไปสำรวจเหตุผล พร้อมวิธีแก้ไขเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่าง HR กับฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร</span></p>

<h2><b>เหตุผลที่ทุกคนต้องรู้จัก HR ในองค์กรตัวเอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดกันอยู่บ่อยครั้งว่า HR ต้องไม่ใช่ครูปกครองหรือแม่บ้านหลังบ้านขององค์กรอีกต่อไป เพราะบทบาทของ HR ในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงทำงานแต่เกี่ยวกับการจัดการบุคลากรและการบริหารงานทั่วไปอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การพัฒนาและรักษาของพนักงาน หรือกระทั่งการสร้างความสุขในที่ทำงานอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความที่บทบาทของ HR ในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่งานเดิม ๆ </span><b>นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ HR ต้องประสานงานกับทุกฝ่าย </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความร่วมมือกับทุกฝ่ายเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทบาทที่เปลี่ยนไปนี้ จึงมีความสำคัญต่อการเติบโตและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32687" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/02-HREX-Cover.png" alt="ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 314" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/02-HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/02-HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/"><span style="font-family: inherit; font-size: inherit;">ยุค</span><span style="font-family: inherit; font-size: inherit;">ใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>การสื่อสารที่ไม่เพียงพอ เหตุผลที่ทุกฝ่ายไม่รู้จักงาน HR </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับ HR มักจะสื่อสารกับฝ่ายอื่น ๆ ผ่านการประชุม อีเมล หรือการใช้เครื่องมือสื่อสารภายในองค์กร อย่างไรก็ตามการสื่อสารเหล่านี้อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคลากรเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของ HR อย่างแท้จริง และอาจทำให้พนักงานไม่เห็นความสำคัญของงานที่ HR ทำด้วย</span></p>
<p><b>หนึ่งในเหตุผลที่ทุกฝ่ายไม่รู้จัก HR คือการสื่อสารที่ไม่เพียงพอ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่สะท้อนได้ดีคือ ปัญหาภาพลักษณ์ที่พนักงานบางคนยังมองว่า HR เป็นแค่ฝ่ายที่จัดการเอกสารและสวัสดิการเท่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจบทบาทและความสำคัญของ HR ในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24322" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/90920b64305178d5c85942e5a19fcab8.jpg" alt="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร" width="720" height="405" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 315" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/90920b64305178d5c85942e5a19fcab8.jpg 720w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/90920b64305178d5c85942e5a19fcab8-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>HR ต้องโปร่งใสกับทุกฝ่ายก่อน</b></h2>
<p><b>ในการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันฝ่ายอื่น ตัว HR อย่ารอให้คนอื่นเข้าหา แต่เราต้องออกไปหาทุกฝ่ายก่อน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรใช้เวลาพูดคุยและรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถทำได้ผ่านหลายเครื่องมือ เช่น การจัดกิจกรรมร่วมกัน การฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือการสันทนาการ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างฝ่าย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การมีแนวทางในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ HR สามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดและเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีและสนับสนุนการพัฒนาองค์กรในทุกด้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในองค์กร พวกเขาจะมีความมุ่งมั่นและมีแรงจูงใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้องค์กรมีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38723" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95.webp" alt="Garden Leave กลยุทธ์รักษาความลับทางธุรกิจ ถ่วงเวลาทาเลนต์ให้ร่วมงานคู่แข่งช้ากว่ากำหนด" width="600" height="370" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 316" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/05/HREX-Cover-by-Para-95-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>แนวทางในการเสริมสร้างบทบาทของ HR</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ <a href="https://th.hrnote.asia/category/hrtech/">HR Tech</a> เทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับพนักงานทุกระดับ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำนวนมากที่ HR สามารถเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสื่อสารภายในองค์กรเป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน เช่น การใช้แอปพลิเคชันสำหรับการแจ้งเตือนข่าวสารและประกาศ การใช้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/2">HRIS</a>) ที่สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานได้อย่างครบถ้วน ทำให้ HR สามารถติดตามประสิทธิภาพการทำงานและความพึงพอใจของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/30">เครื่องมือสื่อสาร </a></span><span style="font-weight: 400;">หรือการใช้เครื่องมือสำรวจออนไลน์ เช่น แบบสอบถามความพึงพอใจหรือการรับฟังข้อเสนอแนะ จะช่วยให้ HR รับรู้และเข้าใจความต้องการและปัญหาของพนักงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหาได้ใน <a href="https://expth.hrnote.asia/">HR Products &amp; Services</a> ของ HREX โดยมีผู้บริการให้เลือกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการรับข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่องและการปรับปรุงกระบวนการทำงานตามข้อมูลที่ได้รับจะช่วยให้ HR สามารถเพิ่มการมองเห็นและบทบาทในองค์กรได้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของพนักงาน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ HR สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28229 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-1024x683.jpg" alt="shutterstock 1212195505 26" width="1024" height="683" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 317" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-1024x683.jpg 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-768x512.jpg 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-1536x1024.jpg 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ได้สำรวจเหตุผลที่ทำให้ HR รู้จักทุกฝ่าย แต่ทุกฝ่ายไม่รู้จัก HR รวมถึงวิธีการเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่าง HR กับฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีและความโปร่งใสของ HR จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำไม HR รู้จักงานทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักงาน HR ? 318" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Source:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.quora.com/What-are-some-common-misconceptions-about-HRs-role-in-handling-management-problems-and-how-can-they-be-addressed" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">quora</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://folksrh.com/en/blog/hr-myths-and-stereotypes-and-how-to-debunk-them/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">folksrh</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.forbes.com/sites/forbeshumanresourcescouncil/2023/11/14/rethinking-the-role-of-hr-in-the-modern-workforce/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">forbes</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.thehrdirector.com/features/hr-in-business/hr-can-gain-increased-visibility-greater-influence/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">thehrdirector</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bethechangehr.com/heart-of-hr-building-strong-employee-relationships/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bethechangehr</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/why-hr-why-240620/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-april-fools-day-240329/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-april-fools-day-240329/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Mar 2024 08:10:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[April Fool’s Day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38069</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT April Fool’s Day หรือ วันเมษาหน้าโง่ ตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ผู้คนนิยมเล่นมุขตลก โกหก หรือแกล้งเพื่อนฝูงและครอบครัวอย่างสนุกสนาน โดยไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง  แม้ว่า April Fool&#8217;s Day อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงบางประการในสถานที่ทำงาน แต่ก็มีข้อดีหลายประการที่ HR ควรเข้าใจและพิจารณาด้วย เช่น สร้างความผ่อนคลาย สร้างจินตนาการ หรือสร้างวัฒนธรรมที่ผ่อนคลาย แต่การเล่นมุก April Fools Day ในออฟฟิศ อาจมีความเสี่ยงผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมุกที่เล่นนั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น  วันที่ 1 เมษายน April Fool&#8217;s Day หรือที่คนไทยรู้จักในนาม วันเมษาหน้าโง่ เป็นวันที่คนทั่วโลกรอคอยที่จะเล่นตลกหลอกล้อกัน ทำให้เป็นวันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ไม่เว้นแม้แต่ในสถานที่ทำงาน ซึ่งพนักงานจำนวนไม่น้อยมักจะหาโอกาสเล่นตลกและวางแผนการหลอกล้อเพื่อนร่วมงานกันบ้าง อย่างไรก็ตาม มุกตลกของบางคนอาจไม่ใช่เรื่องตลกของคนอีกคน จนบางครั้งอาจนำไปสู่ผลเสียมากกว่าความสนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ต้องรักษามารยาทและมีข้อจำกัดบางประการ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR จึงมักเป็นหน่วยงานที่ต้องคอยระวังและจัดการกับเหตุการณ์การเล่นตลกที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อองค์กร ทั้งความเสียหายหรือผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน รวมไปถึงการทำลายบรรยากาศที่ดีระหว่างพนักงาน ในบทความนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">April Fool’s Day หรือ วันเมษาหน้าโง่ ตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ผู้คนนิยมเล่นมุขตลก โกหก หรือแกล้งเพื่อนฝูงและครอบครัวอย่างสนุกสนาน โดยไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แม้ว่า April Fool&#8217;s Day อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงบางประการในสถานที่ทำงาน แต่ก็มีข้อดีหลายประการที่ HR ควรเข้าใจและพิจารณาด้วย เช่น สร้างความผ่อนคลาย สร้างจินตนาการ หรือสร้างวัฒนธรรมที่ผ่อนคลาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แต่การเล่นมุก April Fools Day ในออฟฟิศ อาจมีความเสี่ยงผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมุกที่เล่นนั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42769" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-1.webp" alt="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย" width="600" height="370" title="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย 323" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ </span><b>1 เมษายน</b> <b>April Fool&#8217;s Day </b><span style="font-weight: 400;">หรือที่คนไทยรู้จักในนาม </span><b>วันเมษาหน้าโง่</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นวันที่คนทั่วโลกรอคอยที่จะเล่นตลกหลอกล้อกัน ทำให้เป็นวันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ไม่เว้นแม้แต่ในสถานที่ทำงาน ซึ่งพนักงานจำนวนไม่น้อยมักจะหาโอกาสเล่นตลกและวางแผนการหลอกล้อเพื่อนร่วมงานกันบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มุกตลกของบางคนอาจไม่ใช่เรื่องตลกของคนอีกคน จนบางครั้งอาจนำไปสู่ผลเสียมากกว่าความสนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ต้องรักษามารยาทและมีข้อจำกัดบางประการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR จึงมักเป็นหน่วยงานที่ต้องคอยระวังและจัดการกับเหตุการณ์การเล่นตลกที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อองค์กร ทั้งความเสียหายหรือผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน รวมไปถึงการทำลายบรรยากาศที่ดีระหว่างพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ เราจะมาพิจารณากันว่าการหลอกล้อแบบไหนบ้างที่ HR อาจมองว่าเป็นเกินความจำเป็น ไม่ตลก และอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่โต เพื่อพนักงานทุกคนจะได้นำไปเป็นข้อควรระวังในการจัดกิจกรรมวันตลกแห่งปี</span></p>

<h2><b>April Fool’s Day คืออะไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">April Fool’s Day หรือ วันเมษาหน้าโง่ ตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ผู้คนนิยมเล่นมุขตลก โกหก หรือแกล้งเพื่อนฝูงและครอบครัวอย่างสนุกสนาน โดยไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มาของประเพณีวันนี้มีหลายทฤษฎีแตกต่างกัน แต่ที่นิยมเชื่อกันมากที่สุดคือ มาจากการเปลี่ยนแปลงปฏิทินในศตวรรษที่ 16 จากปฏิทินจูเลียนเป็นปฏิทินเกรกอเรียน ทำให้วันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนจากวันที่ 25 มีนาคมเป็น 1 มกราคม บางคนไม่ทราบข่าวจึงยังเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในช่วงเดือนเมษา จนกลายเป็นที่มาของการหลอกล้อในวันที่ 1 เมษา นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ วัฒนธรรมการหลอกล้อกันในวันนี้มีให้เห็นในหลากหลายสังคมทั่วโลก ตั้งแต่การวางแผนการหลอกล้อระดับกันเอง เพื่อนสนิท ครอบครัว ไปจนถึงระดับสังคม ส่วนมากลักษณะของการหลอกล้ออาจเป็นการแกล้งทำเป็นเรื่องราวผิดปกติ หรือการบอกกล่าวข้อมูลเท็จ เพื่อสร้างความตกใจและความขบขันในที่สุด อย่างไรก็ดี ต้องระมัดระวังไม่ให้เกินขอบเขตจนก่อให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบในทางลบ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38072 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย3-.webp" alt="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย" width="1000" height="751" title="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย 324" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย3-.webp 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย3--300x225.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย3--768x577.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>ข้อดีของการเล่น </b><b>April Fool’s Day ในออฟฟิศ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่า April Fool&#8217;s Day อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงบางประการในสถานที่ทำงาน แต่ก็มีข้อดีหลายประการที่ HR ควรเข้าใจและพิจารณาด้วย ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างบรรยากาศผ่อนคลายในที่ทำงาน</b><span style="font-weight: 400;"> : การมีกิจกรรมหลอกล้อที่เหมาะสมในวันนี้ช่วยคลายความตึงเครียดจากการทำงานประจำ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร :</b><span style="font-weight: 400;"> การแชร์เรื่องตลกร่วมกันเป็นวิธีสร้างความสนิทสนมและความรู้สึกผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดบรรยากาศที่ราบรื่นและทีมงานที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ :</b><span style="font-weight: 400;"> การวางแผนการหลอกล้อต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการทำงาน การฝึกฝนมุกตลกเป็นการกระตุ้นศักยภาพของพนักงานได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างช่วงเวลาพักผ่อนจากงาน : </b><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การมีส่วนร่วมในเทศกาลวันนี้ก็ช่วยให้พนักงานได้พักผ่อนจากกิจวัตรประจำวัน เพิ่มแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นในการทำงานได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดี :</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ร่วมกัน ก็จะดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถและมีส่วนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หากการจัดกิจกรรมในวันนี้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและความบันเทิง ก็จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีได้</span></p>
<h2><b>สิ่งที่ HR ควระวัง หากต้องการเล่น April Fool’s Day ในที่ทำงาน</b></h2>
<h3><b>1) อย่ามองข้ามวัฒนธรรมองค์กร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาวัฒนธรรมขององค์กร เพราะหากองค์กรของคุณปกติไม่มีอารมณ์ขันหรือเล่นตลกกันและกันเลย การเล่นมุกเมษาหน้าโง่อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนะ เพราะจะทำให้เสียความน่าเชื่อถือได้</span></p>
<h3><b>2) อย่าเล่นตลกที่ทำร้ายร่างกายกัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรหลีกเลี่ยงมุกตลกหรือการแกล้งที่อาจทำให้พนักงานได้รับอันตราย แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการใส่กาวตราช้างบนเครื่องเขียนของเพื่อนร่วมงาน หรือการใช้อุปกรณ์ที่อาจทำอันตรายต่อร่างกายได้</span></p>
<h3><b>3) อย่าเล่นมุกที่ไม่เหมาะสม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นคือเรื่องกาลเทศะล้วน ๆ เราคงไม่เล่นมุกตลกระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์กับลูกค้า เล่ยมุกที่มีคำพูดล่อแหลมทางเพศ หรือการแกล้งที่ขัดขวางการทำงานของพนักงานคนอื่นในการทำงาน </span></p>
<h3><b>4) อย่าแกล้งจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทของคุณ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุผลบางประการ หลาย ๆ บริษัทชอบสร้างข่าวปลอมหรือประกาศข่าวปลอมในวันโกหก ซึ่งเราแนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะคุณไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจะเชื่อข่าวนั้นหรือไม่</span></p>
<h3><b>5) อย่าแกล้งลูกค้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พยายามจำกัดการเล่นมุกเมษาหน้าโง่เฉพาะเพื่อนร่วมงานเท่านั้น อย่าเล่นกับลูกค้าเป็นอันขาด !</span></p>
<h3><b>6) อย่าสับสนระหว่างการแกล้งกับการคุกคาม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนมาก ๆ โดยเฉพาะมุกตลกล้อเลียนพนักงานเรื่องเชื้อชาติ, เพศ, ศาสนา ฯลฯ ในเมื่อองค์กรพยายามโอบรัด <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/dei-revival-231101/">DEI &amp; B</a> กันแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2><b>ตัวอย่างการเล่น April Fool’s Day ในที่ทำงาน ที่ HR ไม่ปลื้ม</b></h2>
<p><a href="https://www.hrgrapevine.com/content/article/2022-04-01-office-pranks-gone-wrong-what-hr-can-do-about-them" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Grapevine</span></a><span style="font-weight: 400;"> รวบรวม 5 การเล่นมุกแย่ ๆ ของเมษาหน้าโง่ที่เคยเกิดขึ้นในออฟฟิศดังนี้</span></p>
<p><b>โบนัสปลอม :</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยการระดับสูงคิดมุกตลกว่าจะแจกโบนัส ทำให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานไม่พอใจกระทั่งเธอต้องลาออกจากธุรกิจไป</span></p>
<p><b>ภูเขาไฟระเบิด :</b><span style="font-weight: 400;"> มีผู้ผลิตข่าวรายงานว่าภูเขาไฟกำลังจะระเบิด ทำให้ผู้ชมละแวกนั้นตื่นตะหนก ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง</span></p>
<p><b>แกล้งท้องกับเพื่อนร่วมงาน :</b><span style="font-weight: 400;"> มีนักศึกษาเล่นมุกตลกกับทีมงานว่าเธอตั้งครรภ์ นำไปสู่การสืบสวนความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับ ๆ ในที่ทำงานจนทำให้เธอต้องออกจากงาน</span></p>
<p><b>ปลูกผักเครส : </b><span style="font-weight: 400;">เย็นวันศุกร์พนักงานคนหนึ่งนั่งกินแซนวิสไข่กับผักเครสที่โต๊ะทำงาน แต่เขากับเล่นตลกใส่น้ำและผักเครสเข้าไปในคีย์บอร์ด เช้าสัปดาห์ถัดไปเมื่อกลับเข้ามาออฟฟิศพบว่า ต้นเครสกำลังเติบโตไปทั่วคีย์บอร์ดทั้งหมด นำไปสู่ข้อห้ามการนั่งกินอาหารบนโต๊ะ</span></p>
<p><b>ห่อของขวัญให้ : </b><span style="font-weight: 400;">เมื่อหัวหน้าลาป่วย พนักงานคนหนึ่งนำกระดาษห่อของขวัญมาห่อทุกอย่างตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ กระทั่งปากกาและดินสอบ แต่ดูเหมือนหัวหน้าจะไม่ปลื้มเท่าไหร่ </span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>เล่นมุก April Fool’s Day ในที่ทำงานเสี่ยงผิดกฎหมายได้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่า​ การเล่นมุก April Fools Day ในออฟฟิศ อาจมีความเสี่ยงผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมุกที่เล่นนั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การเล่นมุกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทหรือของเพื่อนร่วมงาน : </b><span style="font-weight: 400;">อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การเล่นมุกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทหรือของเพื่อนร่วมงาน : </b><span style="font-weight: 400;"> อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การเล่นมุกที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงาน : </b><span style="font-weight: 400;">อาจเข้าข่ายความผิดฐานกระทำการโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ยังไม่นับการโพสต์ข้อความ ข่าวสารที่เป็นเท็จ หรือแชร์ข่าวปลอมทางโซเชียลมีเดียวที่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ 2560 มาตรา 14 อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เราแนะนำให้เล่นมุก April Fools Day ในออฟฟิศด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเล่นมุกที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อผู้อื่นหรือต่อบริษัทดีกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38070" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-2.webp" alt="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย" width="1000" height="667" title="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย 325" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-2.webp 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-2-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/April-Fools-Day-ในออฟฟิศ-มุกตลกที่-HR-อาจไม่ตลกด้วย-2-768x512.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ </span><b>1 เมษายน </b><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><b>April Fool&#8217;s Day </b><span style="font-weight: 400;">เป็นวันที่หลายคนรอคอยที่จะเล่นตลกหลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน  อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาสู่สถานที่ทำงาน การหลอกล้อบางอย่างอาจไม่ได้ตลกเลย และกลายเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำให้ HR ต้องเข้ามาจัดการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหลอกล้อเพื่อความสนุกสนานเป็นเรื่องที่ดี แต่ในฐานะ HR ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าอะไรเหมาะสมและปลอดภัย การออกแบบกิจกรรมที่ให้ความบันเทิงแต่ไม่ก้าวล่วงหรือรบกวนผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อวันหยุดแห่งความสนุกสนานจะไม่กลายเป็นวันแห่งความเครียดและปวดหัวให้แก่ HR เช่นกัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="April Fool’s Day ในออฟฟิศ มุกตลกที่ HR อาจไม่ตลกด้วย 326"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.hrresolutions.com/blog/5-ways-april-fools-day-office/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrresolutions.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://integrityhr.com/hrblog/april-fools-day-office-pranks-dos-donts/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">integrityhr.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://blog.stargarden.com/how-to-keep-april-fools-pranks-from-being-hr-disasters" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">blog.stargarden.com</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-april-fools-day-240329/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jan 2024 02:57:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Feedback Loop]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37046</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Feedback Loop หมายถึงการรับข้อมูลหรือความคิดเห็นมาอย่างหนึ่งจากวงจรนั้น ๆ โดยความเห็นดังกล่าวจะสะท้อนไปมาแบบไม่มีจุดจบ หากเป็นในแง่บวก เราก็ต้องหาทางรักษาข้อดีเหล่านั้นไว้ แต่หากเป็นในแง่ลบ เราก็ต้องรีบแก้ไขก่อนที่ความเห็นดังกล่าวจะขยายตัวไปเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในแง่ของงาน HR นั้น Feedback Loop คือกระบวนการที่ความคิดเห็นของผู้บริหาร, พนักงาน และผู้ถือหุ้นถูกรวบรวม แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น   ควบคู่กับการติดตามผล, การประเมินผลลัพธ์ และการออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับกระบวนการในแต่ละขั้น  Feedback Loop ใช้ได้กับทั้งการทำงาน, ความสัมพันธ์ และความรัก ให้คิดว่ายิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเท่านั้น รากฐานของ Feedback Loop คือวัฒนธรรมด้านการสื่อสารที่ดี ผู้นำต้องมีความโปร่งใส และรับฟังผู้อื่น ต้องทำให้พนักงานรู้สึกกล้าออกความเห็น มิฉะนั้นเราก็จะได้ความเห็นที่ไม่เป็นจริงจนทำให้เกิด Negative Feedback Loop ในหมู่พนักงานโดยไม่รู้ตัว ในโลกการทำงานที่มีพัฒนาการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งสำคัญของคนทำงานทุกประเภทก็คือความสามารถในการรับฟังความเห็น และนำความเห็นเหล่านั้นมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแนวคิดนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าวงจรของความคิดเห็น หรือ Feedback Loop ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อน, ความรักกับคู่ครอง, การตลาด, การดำเนินธุรกิจ, การสื่อสาร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Feedback Loop หมายถึงการรับข้อมูลหรือความคิดเห็นมาอย่างหนึ่งจากวงจรนั้น ๆ โดยความเห็นดังกล่าวจะสะท้อนไปมาแบบไม่มีจุดจบ หากเป็นในแง่บวก เราก็ต้องหาทางรักษาข้อดีเหล่านั้นไว้ แต่หากเป็นในแง่ลบ เราก็ต้องรีบแก้ไขก่อนที่ความเห็นดังกล่าวจะขยายตัวไปเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของงาน HR นั้น Feedback Loop คือกระบวนการที่ความคิดเห็นของผู้บริหาร, พนักงาน และผู้ถือหุ้นถูกรวบรวม แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น   ควบคู่กับการติดตามผล, การประเมินผลลัพธ์ และการออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับกระบวนการในแต่ละขั้น </span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Feedback Loop ใช้ได้กับทั้งการทำงาน, ความสัมพันธ์ และความรัก ให้คิดว่ายิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเท่านั้น</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รากฐานของ Feedback Loop คือวัฒนธรรมด้านการสื่อสารที่ดี ผู้นำต้องมีความโปร่งใส และรับฟังผู้อื่น ต้องทำให้พนักงานรู้สึกกล้าออกความเห็น มิฉะนั้นเราก็จะได้ความเห็นที่ไม่เป็นจริงจนทำให้เกิด Negative Feedback Loop ในหมู่พนักงานโดยไม่รู้ตัว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37047" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Feedback-Loop.png" alt="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง" width="600" height="370" title="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 332" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Feedback-Loop.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Feedback-Loop-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกการทำงานที่มีพัฒนาการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งสำคัญของคนทำงานทุกประเภทก็คือความสามารถในการรับฟังความเห็น และนำความเห็นเหล่านั้นมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแนวคิดนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าวงจรของความคิดเห็น หรือ Feedback Loop ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อน, ความรักกับคู่ครอง, การตลาด, การดำเนินธุรกิจ, การสื่อสาร เป็นต้น</span></p>
<p><b>Feedback Loop </b><span style="font-weight: 400;">มีประโยชน์กับชาว HR อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>วงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) คืออะไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Feedback Loop หมายถึง การรับข้อมูลหรือความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจเป็นแง่บวกหรือลบก็ได้ โดยความคิดเห็นดังกล่าวจะถูกนำไปใช้แบบไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ มันสามารถเป็นความเห็นที่กลับมาตอกย้ำเรื่องเดิมก็ได้ หรือเป็นความเห็นที่นำไปสู่วงจรใหม่ ๆ ก็ได้ เช่นความคิดเห็นของเราที่เป็นไปในแง่ลบ อาจถูกตอกย้ำด้วยความคิดเห็นของลูกค้าที่ออกมาในแง่ลบเช่นเดียวกัน หรือความคิดเห็นแง่ลบบางอย่างก็อาจถูกนำไปประยุกต์เป็นนวัตกรรมหรือแนวคิดที่เกิดประโยชน์ ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการถกเถียงเพื่อออกความเห็นต่อบริบทนั้นในลำดับต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างบรรยากาศในองค์กรให้ทุกคนกล้าออกความเห็นเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนระหว่างพนักงานและหัวหน้าทีม โดย </span><a href="https://news.gallup.com/businessjournal/182792/managers-account-variance-employee-engagement.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองฝ่ายนี้ส่งผลต่อ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากถึง 70%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของงาน HR นั้น Feedback Loop คือกระบวนการที่ความคิดเห็นของผู้บริหาร, พนักงาน และผู้ถือหุ้นถูกรวบรวม แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งวงจรที่จะตามมาหลังจากนั้นก็คือนำความคิดเห็นไปแก้ไขข้อผิดพลาดให้ดีขึ้น, มีการติดตามผล, มีการประเมินผลลัพธ์ และมีการออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับกระบวนการแต่ละขั้น การตรวจสอบกระบวนการทีละขั้นจะช่วยให้ HR ปรับตัวง่ายขึ้น เกิดความโปร่งใสในการทำงาน (Transparency) เพราะทุกคนมีโอกาสได้ออกความเห็นและนำเสนอแง่มุมที่ตัวเองต้องการเพื่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้องค์กร เรียกว่า Feedback Loop ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรของคุณมี Feedback Culture ที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่ง Feedback Loop ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกิดจากการพูดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลกระทบออกมาเป็นวงจรต่อเนื่องตามไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของเครื่องจักร หรือแม้แต่การวางแผนงานในแต่ละครั้งขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีตัวอย่างหนึ่งคือในแง่ของความสัมพันธ์ คู่รักสามารถทำ Feedback Loop ได้เลยผ่านการทำแบบสอบถามซึ่งกันและกันรายสัปดาห์ เพื่อคอยให้คะแนน และดูว่าสถานการณ์ที่เราได้พบเจอแต่ช่วงนั้นได้สร้างความสุขหรือสร้างความทุกข์ให้กับชีวิตคู่อย่างไร มีสิ่งใดที่ต้องปรับเปลี่ยนไหม ซึ่งแม้การทำเรื่องโรแมนติกให้กลายเป็นเรื่องของข้อมูลที่ซีเรียสจะดูเป็นเรื่องที่แปลกไปหน่อย แต่หากมองกันตามตรง การคาดเดาโดยปราศจากข้อมูลก็ได้สร้างปัญหาให้กับชีวิตคู่มาแล้วนับไม่ถ้วน ดังนั้น Feedback Loop กับความรักจึงถือเป็นเรื่องที่นำมาประยุกต์ใช้ได้เลย รับรองว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันจะดีขึ้นได้แน่นอน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37048" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/s.webp" alt="การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร " width="600" height="370" title="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 333" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/s.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/s-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>วงจรความคิดเห็น (Feedback Loop) แบบเชิงบวก (Positive) และเชิงลบ (Negative) มีความแตกต่างกันอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Feedback Loop มีหลัก ๆ อยู่สองประเภท ก็คือความคิดเห็นในเชิงบวกและความคิดเห็นในเชิงลบ โดยเราสามารถอธิบายได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>Feedback Loop ในแง่บวก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงความเห็นที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่นในงาน HR เราสามารถยกตัวอย่างการทำ Employee Recognition Program หรือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญขององค์กร ในกระบวนการนี้ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้าทีมต้องแสดงความชื่นชมในความพยายามของพนักงาน รู้จักโน้มน้าวให้พนักงานอยากลงใจลงแรงให้ผลลัพธ์ขององค์กรดีขึ้น ผู้บริหารต้องรู้จักรับฟังปัญหาของพนักงานเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องศึกษาว่าพนักงานมีจุดอ่อนตรงไหน และจะมีหลักสูตรใดบ้างที่ช่วยให้พวกเขาเก่งขึ้น ในทางกลับกันเมื่อฝ่ายบุคคลสามารถสร้างพนักงานและบริหารคนให้เก่งขึ้นได้จริงแล้ว พวกเขาก็จะได้รับความชื่นชมจากพนักงาน กลับมาช่วยสร้างชื่อเสียงให้องค์กรมีภาพลักษณ์ดีขึ้น จนสุดท้าย Feedback Loop เหล่านี้ก็จะช่วยให้องค์กรของคุณน่าทำงานขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<h3><b>Feedback Loop ในแง่ลบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึง ความเห็นที่ทำให้กระบวนการทำงานช้าลง หรือมีความติดขัด ยกตัวอย่างเช่นองค์กรบางแห่งอาจมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจและความสับสนในหมู่พนักงาน ความผิดพลาดเหล่านี้จะทำให้ทุกฝ่ายไม่มีความสุขในการทำงาน รู้สึกว่าตนไม่มีความหมาย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็เต็มไปด้วยความผิดพลาด สิ่งเหล่านี้จะถูกตอกย้ำด้วยความคิดเห็นในแง่ลบ ที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ หากไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการดึงคนออกจาก Feedback Loop ในแง่ลบ คือการศึกษาว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้พนักงานมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากวงจรของความฉุนเฉียว (Frustration Loop) หากเราแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ วงจรในแง่ลบก็จะขยายวงกว้างขึ้นจนอาจควบคุมไม่ได้เลย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37049" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sdaf.webp" alt="การประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา (360-degree Feedback) " width="600" height="370" title="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 334" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sdaf.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sdaf-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">การประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา (360-degree Feedback) </a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>ตัวอย่างของวงจรความคิดเห็น (Feedback Loop)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นเราสามารถยกตัวอย่าง Feedback Loop ออกมาใน 3 หัวข้อ ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> ความคิดเห็นจากลูกค้า (Customer Feedback Loop) :</b><span style="font-weight: 400;"> ความคิดเห็นจากลูกค้าสามารถทำให้เราได้กระบวนการทำงานใหม่ ๆ ได้รู้ว่าสิ่งใดควรเก็บไว้ และสิ่งใดควรเปลี่ยนแปลง ซึ่งการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพนักงานจะนำไปสู่การออกความเห็นในหัวข้อเดิมที่เราเพิ่งแก้ไข กับความคิดเห็นในสิ่งใหม่ที่อ้างอิงจากผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงที่เราเพิ่งลงมือทำเป็นต้น นั่นหมายความว่าแม้เราจะพยายามปรับตัวหรือยืดหยุ่นมากแค่ไหน ก็มีโอกาสที่เราจะได้ Feedback Loop ทั้งแง่บวกและลบอยู่ดี ทักษะสำคัญที่ควรมีควบคู่กันจึงเป็นความกล้าที่จะรับฟังความคิดเห็นและรู้ว่านำไปปรับปรุงอย่างไรต่างหาก</span></li>
<li><b> ความคิดเห็นจากพนักงาน (Employee Feedback System) :</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรหลายแห่งมีนโยบายที่ออกแบบเอาไว้อย่างหรูหราจริง และเคยถ่ายทอดนโยบายเหล่านั้นออกไปให้พนักงานฟังเมื่ออยู่ในขั้นตอนของ Onboarding Process อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป องค์กรกลับไม่มีกระบวนการตรวจสอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงนั้น สอดคล้องกับนโยบายที่เคยแจ้งเอาไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ดังนั้นองค์กรต้องรู้จักเก็บข้อมูล เช่นทำแบบสำรวจหรือทำ Stay Interview เป็นระยะ เพื่อตรวจดูว่า Feedback Loop ในแต่ละช่วงมีพัฒนาการไปในแง่บวกหรือลบอย่างไร </span>เราควรลดลำดับขั้นในองค์กรลงมาเมื่ออยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ต้องทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการให้ข้อมูลที่แท้จริงออกมา มิฉะนั้นปัญหาก็จะไม่ได้ถูกแก้ไข และ Feedback Loop ในแง่ลบก็จะเกิดขึ้นในหมู่พนักงาน จนอาจนำไปสู่การลาออกในภายหลัง</li>
<li><b> การรับฟังความเห็นในแง่ของสินค้าและผลิตภัณฑ์ (Product Development Cycles) :</b><span style="font-weight: 400;"> ยกตัวอย่างสินค้าบางประเภท เช่นเกมหรือชุดกีฬา ที่จะออกจำหน่ายรุ่นใหม่ในเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกปี สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าเกิดข้อเปรียบเทียบได้ง่าย สามารถนำความคิดเห็นของแต่ละปีมาพิจารณาร่วมกันอย่างชัดเจน ซึ่งหากเป็นในแง่ลบก็จะทำให้เกิด Feedback Loop ที่อันตราย ดังนั้นองค์กรต้องรู้จักเก็บข้อมูลและทำให้เกิดความแตกต่างให้เกิดความคุ้มค่า มิฉะนั้นก็จะส่งผลกับยอดขายโดยตรง อนึ่ง เราสามารถทำ Market Research ได้เลยเพื่อดูว่าโรคธุรกิจในปัจจุบันกับช่วงที่ผ่านมามีความแตกต่างอย่างไรบ้าง และกำหนดสินค้าหรือรูปแบบดีไซน์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ วิธีนี้จะช่วยให้สินค้าของเราร่วมสมัยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและน่าดึงดูดมากกว่าเดิม</span></li>
</ol>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37050" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/adz.webp" alt="เจ้านายและลูกน้องควรมีวิธีการเสนอแนะ (Feedback) แก่กันอย่างไร " width="600" height="370" title="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 335" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/adz.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/adz-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190528-feedback-boss-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">เจ้านายและลูกน้องควรมีวิธีการเสนอแนะ (Feedback) แก่กันอย่างไร </a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถกล่าวได้ว่ารากฐานของความสำเร็จและการทำงานในปัจจุบันนั้นจำเป็นต้องอาศัยความคิดเห็นของทุกคนในองคาพยพ (Ecosystem) เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความเห็นที่เคยเป็นประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งก็อาจกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน แต่ขณะเดียวกันความเห็นในแง่ลบ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรเก็บมาคิดจนกลายเป็นเรื่องฝังใจจนกลายเป็นวงจรที่กลับมาทำร้ายเราในเชิงจิตวิทยาในภายหลัง (Feedback Loop From Hell) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเจอความคิดเห็นในเชิงลบ ไม่ว่าจะจากตัวเราเองหรือจากคนรอบข้าง สิ่งที่เราควรทำคือหาทางแก้ไข ไม่ใช่ตอกย้ำตัวเองด้วยความเห็นที่เลวร้ายลงไปอีก เช่นหากเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เราก็ไม่ควรไปคิดต่อว่าการเป็นโรคซึมเศร้านั้นจะนำไปสู่ผลเสียที่ตามมามากแค่ไหน แต่ควรเอาเวลาไปคิดหาทางทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด ภายใต้บริบทที่ควบคุมได้ มิฉะนั้นเราก็จะไม่เหลือกำลังใจให้ตัวเอง และโดนตอกย้ำด้วยวงจรความคิดเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์ จนไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราขอแนะนำให้ใช้บริการตัวช่วยอย่าง HR Consultant ผ่านบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเจอ Feedback มาแบบไหน ก็ผ่านไปได้แบบสบาย ๆ แน่นอน !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20219 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png" alt="CTA HR Products &amp; Services" width="1600" height="500" title="HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 336" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/55ceza9h" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/55ceza9h</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/2c75nwv7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/2c75nwv7</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/7yjmzyrk" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/7yjmzyrk</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานเป็นคนแบบไหน ดูได้จากวิธีระบายสี เคล็ดลับพัฒนาองค์กรด้วย Coloring Book</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/coloring-books-240115/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/coloring-books-240115/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2024 03:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Coloring Book]]></category>
		<category><![CDATA[ระบายสี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36837</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การทำงานในปัจจุบันต้องอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา ดังนั้นกิจกรรมที่ช่วยลด Screen Time และเสริมสร้างทักษะให้พนักงานไปพร้อม ๆ กันจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเรื่องที่คนแนะนำคือการระบายสีด้วย Coloring Book การระบายสีเพียง 5 นาทีก่อนนอน จะช่วยให้เราผ่อนคลาย, ลดความเครียด, เพิ่มความความคิดสร้างสรรค์, ช่วยให้เราพร้อมสำหรับการทำงานและพักผ่อนมากขึ้น รูปแบบการระบายสีของพนักงานแต่ละคนสามารถบ่งบอกถึงมุมมอง ค่านิยม และทัศนคติได้ ซึ่งหาก HR เรียนรู้และออกแบบนโยบายตามนิสัยของแต่ละคน การดำเนินงานต่าง ๆ ก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้น คนที่เป็นผู้นำจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่านคน และอ่านสถานการณ์ ต้องมีความรู้เรื่องภาษากายหรือ Non Verbal Communication ซึ่งการให้พนักงานระบายสีก็เป็นวิธีศึกษาลูกทีมที่ได้ผล ไม่น้อยไปกว่าการทำแบบสำรวจหรือพูดคุยแบบตัวต่อตัว การประเมินผลจากการระบายสี เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่ช่วยเสริมในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีบริบทภายนอกอีกมากที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าทีมและตัว HR  ในยุคที่คนหันไปหาโลกดิจิตอลและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด องค์กรหลายแห่งต้องประสบปัญหาอันเนื่องมาจากสุขภาพของพนักงาน จึงไม่แปลกที่ HR จะมีคำถามว่าเราสามารถลด Screen Time ของพนักงานได้อย่างไร และจะมีวิธีไหนบ้างที่จะพัฒนาทักษะโดยหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอได้บ้าง โดยวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบก็คือการให้พนักงานฝึกระบายสี ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายความเครียดและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์แล้ว การสังเกตุวิธีระบายสีของแต่ละคนยังช่วยให้เราเข้าใจลักษณะนิสัยของพวกเขามากขึ้นด้วย เคล็ดลับดี ๆ และประโยชน์ของ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การทำงานในปัจจุบันต้องอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา ดังนั้นกิจกรรมที่ช่วยลด Screen Time และเสริมสร้างทักษะให้พนักงานไปพร้อม ๆ กันจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเรื่องที่คนแนะนำคือการระบายสีด้วย Coloring Book</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การระบายสีเพียง 5 นาทีก่อนนอน จะช่วยให้เราผ่อนคลาย, ลดความเครียด, เพิ่มความความคิดสร้างสรรค์, ช่วยให้เราพร้อมสำหรับการทำงานและพักผ่อนมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการระบายสีของพนักงานแต่ละคนสามารถบ่งบอกถึงมุมมอง ค่านิยม และทัศนคติได้ ซึ่งหาก HR เรียนรู้และออกแบบนโยบายตามนิสัยของแต่ละคน การดำเนินงานต่าง ๆ ก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นผู้นำจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่านคน และอ่านสถานการณ์ ต้องมีความรู้เรื่องภาษากายหรือ Non Verbal Communication ซึ่งการให้พนักงานระบายสีก็เป็นวิธีศึกษาลูกทีมที่ได้ผล ไม่น้อยไปกว่าการทำแบบสำรวจหรือพูดคุยแบบตัวต่อตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การประเมินผลจากการระบายสี เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่ช่วยเสริมในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีบริบทภายนอกอีกมากที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าทีมและตัว HR </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36838" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Website.png" alt="Website" width="600" height="370" title="พนักงานเป็นคนแบบไหน ดูได้จากวิธีระบายสี เคล็ดลับพัฒนาองค์กรด้วย Coloring Book 340" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Website.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/Website-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่คนหันไปหาโลกดิจิตอลและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด องค์กรหลายแห่งต้องประสบปัญหาอันเนื่องมาจากสุขภาพของพนักงาน จึงไม่แปลกที่ HR จะมีคำถามว่าเราสามารถลด Screen Time ของพนักงานได้อย่างไร และจะมีวิธีไหนบ้างที่จะพัฒนาทักษะโดยหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอได้บ้าง โดยวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบก็คือการให้พนักงานฝึกระบายสี ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายความเครียดและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์แล้ว การสังเกตุวิธีระบายสีของแต่ละคนยังช่วยให้เราเข้าใจลักษณะนิสัยของพวกเขามากขึ้นด้วย เคล็ดลับดี ๆ และประโยชน์ของ<strong> Coloring Book</strong> ได้ที่นี่ไปกับ HREX.asia</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Coloring Book และการระบายสีมีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียด การระบายสีถูกมองเป็นกลยุทธ์ในการสร้างสมาธิที่เรียบง่ายและได้ผลที่สุด  อ้างอิงจากประสบการณ์ของเราเอง ที่หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ก็คงผูกพันกับการระบายสีหรือเลือกซื้อสมุดระบายสีจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ขณะเดียวกัน การระบายสียังถูกใช้เพื่อลดความเครียดของผู้ป่วยด้านจิตเวชมานานกว่า 100 ปีอีกด้วย ดังนั้นการระบายสีจึงถือเป็นโซลูชั่นที่เหมาะกับพนักงานทุกเพศทุกวัย ไม่ต้องสนใจเรื่องความต่างของอายุ (Generational) เหมือนวิธีแก้ปัญหาอื่น ๆ การนำสมุดระบายสีไปวางไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของออฟฟิศจึงจะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทคุณดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เราสามารถอธิบายถึงประโยชน์ของการใช้ Color Therapy ได้ดังนี้</span></i></p>
<ol>
<li><b> ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล (Reduce Stress &amp; Anxiety) : </b><span style="font-weight: 400;">การระบายสีจะทำให้สมองในส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับความกลัวและความเครียดผ่อนคลายลง ซึ่งมีการ</span><a href="https://www.klearminds.com/issues/anxiety-counselling/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าการระบายสีก่อนนอนประมาณ 5 นาทีจะช่วยให้เราหลับสบายขึ้น</span></li>
<li><b> ช่วยให้เราจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น (Concentration) : </b><span style="font-weight: 400;">จากเดิมที่คนมองว่าการระบายสีเป็นเรื่องของเด็ก แต่ความจริงแล้วมีหนังสือระบายสีที่ทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นสมองสมองของคนวัยทำงานอยู่มากมายนับไม่ถ้วน การระบายสีเหมาะมากกับคนที่ทำงานแบบความเครียดสูง (High Stress Work) การระบายสีจะทำให้โลกทัศน์ของเรากว้างขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหาไม่ได้จากการทำงานโดยทั่วไปที่เต็มไปด้วยความกดดัน</span></li>
<li><b> ช่วยให้สมองได้พักผ่อน (Calm/Midfulness) : </b><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการพักผ่อนคือพอเราเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง หัวสมองของเราจะไปโฟกัสกับสิ่งใหม่ทันที เช่นหากเราเล่นเกม เราอาจไปโฟกัสกับการเล่นเกมให้ชนะจนบางครั้งก็ทำให้ลืมความผ่อนคลายไปเสียสนิท แต่การระบายสีจะช่วยให้เราลืมความเครียดไปเลย (Switch-off) แถมยังเป็นกิจกรรมที่ทำได้อย่างสบาย ควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่น เช่นฟังเพลงหรือเปิดทีวีคลอไปเรื่อย ๆ ได้ด้วน จึงทำให้เรารู้สึกโล่งกว่าการผ่อนคลายด้วยวิธีอื่น</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">มีองค์กรมากมายในโลกที่ใช้การระบายสีเป็นหนึ่งในหลักสูตรเวิร์กช็อป มีการจ้างศิลปินมาวาดลายเส้นเพื่อให้พนักงานลงสีในเนื้อหาที่ตรงกับความชอบส่วนตัว เพื่อโน้มน้าวให้พนักงานอยากทำกิจกรรมนี้มากขึ้น (Increase Engagement) และบางแห่งก็ทำกิจกรรมเป็นแบบกลุ่มให้พนักงานช่วยกันระบายสีในแผ่นภาพขนาดใหญ่ วิธีนี้จะช่วยในเรื่องของ Team Building ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของคนในทีมดีขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">พนักงานของเราเป็นแบบไหน ดูได้จากการระบายสี</span></h2>
<p><a href="https://www.entrepreneur.com/growing-a-business/true-colors-what-your-team-members-reveal-by-coloring/292315" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Entrepreneurs</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าทักษะสำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำคือความสามารถในการอ่านคน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนแต่ละรูปแบบเหมาะกับวิธีเข้าหาแบบไหน, ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่รู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แน่นอนว่าเราสามารถทำแบบสำรวจหรือจัดการพูดคุยแบบตัวต่อตัวได้เป็นระยะ แต่จะดีกว่าไหมหากเรามีวิธีสังเกตด้วยตนเอง เพราะการดูแลที่ดีโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายบอกก่แนคือการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ  สามารถทำให้อีกฝ่ายประทับใจได้มากกว่า </span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจากมุมมองทางจิตวิทยา รูปแบบการระบายสีสามารถมองถึงตัวตนของพนักงานได้ดังนี้ </span></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คนที่ระบายสีตามแนวทางที่ควรจะเป็น :</b><span style="font-weight: 400;"> พนักงานในลักษณะนี้คือพวกที่ทำทุกอย่างตามแบบแผน ตามข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ดีแล้ว ไม่ชอบทำอะไรนอกเหนือจากกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง เราสามารถคาดหวังได้ว่าพนักงานที่ระบายสีแบบนี้จะทำงานตรงต่อเวลา เอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง (Result Driven) ไม่เอาแต่ใจจนเสียงานเสียการแน่นอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คนที่เปลี่ยนสีตามใจต้องการ : </b><span style="font-weight: 400;">เช่นแทนที่จะระบายสีท้องฟ้าตามปกติ ก็เลือกระบายเป็นสีเขียวหรือสีชมพูแทน คนเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าทำนอกกรอบ ไม่ยึดติดอยู่กับขนบธรรมเนียมแบบเดิม เราสามารถมอบหมายให้คนเหล่านี้ทำงานด้านการออกแบบได้เลย โดยสามารถฝึกฝนเรื่องของตรรกศาสตร์ (Logical Thinking) เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อให้การออกแบบแต่ละอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้  คนที่ระบายสีแบบนี้สามารถเป็นหัวหน้าโปรเจ็คที่เกี่ยวกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม ๆ ได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คนเลือกตัดขอบก่อนลงสี : </b><span style="font-weight: 400;">แม้ลายเส้นจะเขียนไว้ชัดอยู่แล้ว แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ชอบลงสีทับลายเส้นนั้นก่อน แล้วค่อยระบายทีหลัง คนเหล่านี้เป็นพวกที่ชอบความแน่นอน ชอบทำงานที่ถูกวางโครงสร้างเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว  เราสามารถให้คนที่ลงสีในลักษณะนี้ทำงานที่มีกระบวนการซับซ้อน หรือช่วยดูแลการทำงานของคนในทีมได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คนที่ระบายสีไม่เสร็จ : </b><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้ให้แยกตามพฤติกรรมก่อน หากพนักงานระบายสีไม่เสร็จเพราะไม่ใส่ใจ ให้ถือว่าบุคคลนี้ไม่ตั้งใจในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมขององค์กร แต่หากพนักงานเอาเวลาไปสนใจการลงสีของคนอื่นมากกว่า  เพราะสนุกสนานกับการสร้างบทสนทนาและชื่นชมผลงานของคนอื่น คนเหล่านี้เหมาะกับการเป็นเซลล์หรือผู้ช่วยด้านการประสานงาน เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจคนอื่น เช่น Community Management</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คนที่ระบายสีออกนอกกรอบ :</b><span style="font-weight: 400;"> คนที่ทำงานในลักษณะนี้ เหมาะกับการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ไม่ต้องการหยุดอยู่กับที่ เพราะพวกเขาเป็นคนที่มองเห็นภาพกว้างกว่า ไม่คิดว่าการลงสีแบบทั่วไปคือสิ่งที่ตนชื่นชอบและมีความสุข หากพิสูจน์ดูแล้วว่าการลงสีแบบนี้ทำด้วยเหตุผลอะไร (ต้องไม่ใช่ความสะเปะสะปะ) ก็ถือว่ามีมุมมองที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว</span></li>
</ol>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36839" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/body.webp" alt="body" width="600" height="370" title="พนักงานเป็นคนแบบไหน ดูได้จากวิธีระบายสี เคล็ดลับพัฒนาองค์กรด้วย Coloring Book 341" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/body.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/body-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220624-bodylanguage/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">รู้ทันคนอื่นด้วยการอ่านภาษากาย และการใช้ Nonverbal Communication </a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปในช่วงต้นว่าการระบายสีคือกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ช่วยในการผ่อนคลาย และทำให้พนักงานกลับมาโฟกัสกับภาระหน้าที่ได้ดีขึ้น เราไม่ควรเอาผลลัพธ์จากการระบายสีเป็นการตัดสินว่าพนักงานดังกล่าวเป็นคนที่มีศักยภาพหรือไม่ แต่สามารถใช้เป็นภาพแสดงอย่างหนึ่งเพื่อช่วยในการพิจารณาทำความรู้จักซึ่งกันและกันมากขึ้น  เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบการระบายสี และอาจมีพฤติกรรมต่อต้านบางอย่างโดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถและความตั้งใจในการทำตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมายเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวอีกมุมหนึ่งก็คือการทำงานในปัจจุบันนั้น ผู้นำต้องมีทักษะในการอ่านคนและอ่านบรรยากาศ (Read The Room) โดยกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมนอกเหนือจากการทำกิจกรรมก็คือการอ่านภาษากาย (Body Language) ที่ถือเป็น Non-Verbal Communication ที่ได้รับความนิยม และถือเป็นกลไกสำคัญในการสืบสวนของ FBI ดังนั้น เราสามารถสรุปได้ว่าในโลกธุรกิจ เราไม่สามารถโฟกัสแค่เรื่องของการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใส่ใจรายละเอียดในภาพรวมให้มากที่สุด หากทำได้ เราก็จะโดดเด่นกว่าบริษัทคู่แข่งทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะวางแผนอย่างไรเราขอแนะนำให้ใช้บริการ HR Consultant จาก </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลเอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ หรือกำลังมองหาตัวช่วยแบบไหน ที่นี่มีคำตอบให้คุณแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="พนักงานเป็นคนแบบไหน ดูได้จากวิธีระบายสี เคล็ดลับพัฒนาองค์กรด้วย Coloring Book 342"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/5n98d4z2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/5n98d4z2</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/3syjpuru" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/3syjpuru</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/y4r8sfu6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/y4r8sfu6</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/coloring-books-240115/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าแรงปรับขึ้น แล้ว HR ต้องปรับตัวอย่างไร หลังค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/minimum-wage-240110/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/minimum-wage-240110/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jan 2024 03:09:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรง]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36770</guid>

					<description><![CDATA[ปีใหม่ 2567 เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่หนึ่งในข่าวใหญ่ และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ที่นาย ไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้างได้ประชุมพิจารณากำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2567 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 375 บาทต่อวัน และล่าสุดเมื่อวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. 2567 นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ในทุกกิจการ ทุกอาชีพ ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ในปี 2567 โดยจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันในวันที่ 1 ต.ค. 2567 ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเงินของบริษัทโดยตรง ดังนั้น HR ต้องรู้จักปรับตัวหากต้องการให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเดิม ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้เลยที่ HREX รายละเอียดการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด (**อัพเดทล่าสุด 10/1/2567) 1) จังหวัดภูเก็ต อัตราค่าจ้าง 370 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36771" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/a.webp" alt="a" width="600" height="370" title="ค่าแรงปรับขึ้น แล้ว HR ต้องปรับตัวอย่างไร หลังค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 347" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/a.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/a-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีใหม่ 2567 เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่หนึ่งในข่าวใหญ่ และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ที่นาย </span><b>ไพโรจน์ โชติกเสถียร</b><span style="font-weight: 400;"> ปลัดกระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้างได้ประชุมพิจารณากำหนด </span><b>อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2567</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 375 บาทต่อวัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และล่าสุดเมื่อวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. 2567 นาย <strong>พิพัฒน์ รัชกิจประการ</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ในทุกกิจการ ทุกอาชีพ ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ในปี 2567 โดยจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันในวันที่ 1 ต.ค. 2567 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเงินของบริษัทโดยตรง ดังนั้น HR ต้องรู้จักปรับตัวหากต้องการให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเดิม ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้เลยที่ HREX</span></p>
<h3><b>รายละเอียดการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด <em>(**อัพเดทล่าสุด 10/1/2567)</em></b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">1) จังหวัดภูเก็ต อัตราค่าจ้าง 370 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">2) กลุ่มจังหวัดภาคกลางและปริมณฑล (รวมกรุงเทพมหานคร) มี 6 จังหวัด อัตราค่าจ้าง 363 บาท ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">3) จังหวัดชลบุรี และระยอง อัตราค่าจ้าง 361 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">4) จังหวัดนครราชสีมา อัตราค่าจ้าง 352 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">5) จังหวัดสมุทรสงคราม อัตราค่าจ้าง 351 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">6) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ อัตราค่าจ้าง 350 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">7) จังหวัดลพบุรี อัตราค่าจ้าง 349 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">8) จังหวัดสุพรรณบุรี นครนายก และหนองคาย อัตราค่าจ้าง 348 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">9) จังหวัดกระบี่ และตราด อัตราค่าจ้าง 347 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">10) จังหวัดกาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สงขลา พังงา จันทบุรี สระแก้ว นครพนม มุกดาหาร สกลนคร บุรีรัมย์ อุบลราชธานี เชียงราย ตาก พิษณุโลก อัตราค่าจ้าง 345 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">11) จังหวัดเพชรบุรี ชุมพร สุรินทร์ อัตราค่าจ้าง 344 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">12) จังหวัดยโสธร ลำพูน นครสวรรค์ อัตราค่าจ้าง 343 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">13) จังหวัดนครศรีธรรมราช บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และเพชรบูรณ์ อัตราค่าจ้าง 342 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">14) จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี พัทลุง ชัยภูมิ และอ่างทอง อัตราค่าจ้าง 341 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">15) จังหวัดระนอง สตูล เลย  หนองบัวลำภู  อุดรธานี  มหาสารคาม ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ลำปาง  สุโขทัย  อุตรดิตถ์  กำแพงเพชร   พิจิตร  อุทัยธานี และราชบุรี  อัตราค่าจ้าง 340 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">16) จังหวัดตรัง น่าน พะเยา   แพร่  อัตราค่าจ้าง 338 บาท</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">17) จังหวัดนราธิวาส  ปัตตานี และยะลา  อัตราค่าจ้าง  330  บาท</span></p>
<h2><b>HR ควรปรับตัวกับค่าแรงงานขั้นต่ำที่สูงขึ้นอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า HR ในฐานะมือขวาของผู้บริหาร และเป็นเพื่อนคู่คิดที่ต้องผลักดันธุรกิจ (Business Driven) ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็คือสิ่งที่องค์กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะมาจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย, ผู้คน หรือแม้แต่การเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพ ในที่นี้การปรับขึ้นเงินเดือนต้องไม่ใช่แค่เฉพาะกับพนักงานใหม่เท่านั้น แต่พนักงานเก่าก็ควรได้รับการพิจารณาเช่นกัน</span></p>
<p><b>สิ่งที่ HR ต้องทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกมีดังนี้</b></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR ต้องปรับค่าจ้างรายวันให้ไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เตรียมนำเสนองบประมาณให้ชัดเจน ซึ่งหากต้องการให้แข่งขันได้ในตลาดแรงงาน ก็ควรปรับให้มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 4-6 % ขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค และให้พิจารณาความสามารถในการจ่ายของนายจ้างด้วย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะกระทบกับพนักงานเก่าทั้งประเภทการจ้างแบบรายวัน และรายเดือน ซึ่งมีอัตราค่าจ้างใกล้เคียงกับพนักงานที่รับใหม่  </span>ดังนั้น HR ต้องทบทวนโครงสร้างเงินเดือน (โครงสร้างค่าตอบแทน) ให้เหมาะสมกับแต่ละ Job Level , Job Position และ Job Grade</li>
</ol>
<p><strong>ขั้นตอนการดำเนินงานของ HR มีลำดับดังนี้</strong></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เสนอแนวทาง สรุปนโยบาย กรอบงบประมาณในการปรับ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สรุปข้อมูลค่าใช้จ่ายในมิติต่าง ๆ แล้วเทียบกับรายได้องค์กรก่อนการปรับ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จะลองตัวเลขการปรับทั้งแบบรายบุคคลและในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นำเสนอผู้บริหารเพื่อขออนุมัติ</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องสามารถแยกเงินเดือน, ค่าใช้จ่าย Fix Cost และเปรียบเทียบรายได้กับหน่วยงานอื่น ๆ ในสายงานเดียวกันให้ชัดเจน รวมถึงการสรุปตำแหน่งกับขอบเขตที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น โดยคิดว่ายิ่งสามารถแยกหมวดหมู่ให้ละเอียดมากขึ่้นเท่าใด เราก็จะยิ่งวิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดของการปรับคือเงินเดือนน้อย ปรับมาก, เงินเดือนสูงขึ้น ปรับน้อยลง และเงินเดือนอยู่จุดสิ้นสุดการปรับ จะไม่มีการปรับ ซึ่งหากมีจุดที่ HR มองว่าทำแล้วส่งผลเสียต่อโครงสร้างขององค์กรในอนาคต ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นด้านอื่น ๆ ออกไป เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว</span></p>
<blockquote>
<h4><em>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</em></h4>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1593?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="ค่าแรงปรับขึ้น แล้ว HR ต้องปรับตัวอย่างไร หลังค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 348"></a></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: การปรับค่าแรงขั้นต่ำมีผลกับพนักงานอย่างไรบ้าง ?</span></p>
<p>หากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจริงตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อน ๆ HR คิดว่าจะส่งผลดี หรือมีผลกระทบอย่างไรต่อการทำงานของพนักงาน และการบริหารงานขององค์กรบ้างคะ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ในแง่พนักงานนั้นมีผลน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีผลเลย</span></p>
<p>ถ้าพูดถึงการทำงานของพนักงาน ผมว่ามีผลน้อยหรือไม่น่ามีเลยครับ เหตุผลเพราะการขึ้นลักษณะนี้เป็นการขึ้นทั้งกระดานมันไม่ได้เป็นการสร้าง incentiveให้ผู้ปฏิบัติงานเลย ผมกลัวผลกระทบทางออ้มมากกว่าเพราะที่ผ่านมาค่าแรงขึ้นทีไร ค่าของและค่าครองชึพจะขึ้นในอัตราส่วนที่มากกว่า สุดท้ายเงินไม่พอใช้เหมือนเดิมครับ ส่วนเรื่องการบริหารองค์กรอันนี้มีผลกระทบแรงแต่นอนครับ หลายอุตสาหกรรมยังไม่มีเครื่องจักรทบแทน เช่นพวกก่อสร้าง และอุตสหกรรมต้นน้ำ เมื่อต้นทุนค่าแรงขึ้นขนาดนี้down sizingคงจะมีให้เห็นเยอะ สุดท้ายก็จะมีแรงงานตกงานเยอะครับ หรือไม่บริษัทที่ปรับตัวไม่ทัน(ผมว่าเยอะเพราะขึ้นราคาสินค้าไม่ได้เนื่องจากตลาดโลกมีทางเลือกอื่นเยอะ)อาจจะต้องปิดกิจการหากไม่มีมาตรการช่วย</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1593?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="ค่าแรงปรับขึ้น แล้ว HR ต้องปรับตัวอย่างไร หลังค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 349"></a></p></blockquote>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ค่าแรงปรับขึ้น แล้ว HR ต้องปรับตัวอย่างไร หลังค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 350" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/minimum-wage-240110/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Dave Ulrich คือใคร ? (เดฟ อุว์ริค) ศาสตราจารย์-บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Dec 2023 02:02:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Dave Ulrich]]></category>
		<category><![CDATA[เดฟ อูว์ริค]]></category>
		<category><![CDATA[HRBP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36518</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เดฟ อูว์ริค / Dave Ulrich คือชื่อที่คนทำงาน HR ทุกคนต้องเคยได้ยิน เขาคือศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและทรัพยากรบุคคลจาก Ross School of Business มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) โดยเขามีชื่อเสียงจากการสอน และงานวิจัยเพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถสร้างองค์กรที่มีคุณค่าได้อย่างไร ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค คือผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเร็วในการทำงาน (Speed), การสร้างสรรค์คนเก่ง (Talents), การร่วมมือระหว่างคนในทีม (Engagement &#38; Collaboration) และสำคัญที่สุดคือการสร้างผู้นำ (Leadership)  ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค ได้รับรางวัล #1 Management Educator &#38; Guru จาก BusinessWeek , รางวัล 10 Most Innovative and Creative Leaders จาก Fast Company [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เดฟ อูว์ริค / Dave Ulrich คือชื่อที่คนทำงาน HR ทุกคนต้องเคยได้ยิน เขาคือ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและทรัพยากรบุคคลจาก Ross School of Business มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) โดยเขามีชื่อเสียงจากการสอน และงานวิจัยเพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถสร้างองค์กรที่มีคุณค่าได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค คือผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเร็วในการทำงาน (Speed), การสร้างสรรค์คนเก่ง (Talents), การร่วมมือระหว่างคนในทีม (Engagement &amp; Collaboration) และสำคัญที่สุดคือการสร้างผู้นำ (Leadership) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค ได้รับรางวัล #1 Management Educator &amp; Guru จาก BusinessWeek , รางวัล 10 Most Innovative and Creative Leaders จาก Fast Company รวมถึงรางวัล The Most Influential Person in HR จาก HR Magazine หลายสมัย </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค เขียนหนังสือกว่า 30 เล่ม เช่น Leadership including Tomorrow&#8217;s (HR) Management, Human Resource Champions, Results Based Leadership, The Leadership Code and HR Transformation: Building Human Resources from the Outside In เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค ขึ้นชื่อเรื่องการสรุปเนื้อหายาก ๆ ให้ออกมาเข้าใจง่าย และการได้รับเชิญไปบรรยายทั่วโลก ก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจบริบทของาน HR ในแต่ละพื้นที่มากขึ้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36519 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover.png" alt="ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่" width="600" height="370" title="Dave Ulrich คือใคร ? (เดฟ อุว์ริค) ศาสตราจารย์-บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่ 353" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/dave-HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://daveulrich.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) </b></a><span style="font-weight: 400;">คือชื่อที่คนทำงาน HR ทุกคนต้องเคยได้ยิน เพราะเป็นคนที่ถูกนำชื่อมาอ้างอิงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Ulrich Model หรือมุมมองของเขาที่มีต่ออนาคตของงานบริหารทรัพยากรบุคคล เรียกได้ว่าเขาคือผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้านการบริหารคน ที่ไม่ว่าจะพูดหรือพิมพ์อะไร ก็จะมีคนฟัง และนำไปปรับใช้แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้ทำให้ HREX.asia อยากพาผู้อ่านทุกท่านไปเจาะลึกให้มากขึ้นว่าศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริคคือใคร, มีทัศนคติอย่างไร และมีมุมมองที่เราสามารถเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ในแง่มุมไหนบ้าง เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในโลก HR จะเป็นรากฐาน (Foundation) สำคัญที่ทำให้เราองค์กรของเราเดินไปถูกทาง  โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแทบตลอดเวลาแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสามารถรู้จักศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริค </span><b>(Dave Ulrich)</b><span style="font-weight: 400;"> ได้มากขึ้นจากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>David Ulrich คือใคร ?</h1>
<p><b>ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich)</b><span style="font-weight: 400;"> คือศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและทรัพยากรบุคคลจาก Ross School of Business มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) โดยเขามีชื่อเสียงจากการสอนและงานวิจัยเพื่อหาคำตอบว่าเราสามารถสร้างองค์กรที่มีคุณค่าต่อลูกค้า (Customers) ได้อย่างไร โดยเขาศึกษาทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์กร (Transformation), พัฒนาการด้านการเรียนรู้, การลบล้างเส้นแบ่งระหว่างบุคลากรแต่ละฝ่าย ตลอดจนการสร้างสรรค์งานบุคคลในโลก HR ให้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริคยังให้ความสำคัญกับความเร็วในการทำงาน (Speed), การสร้างสรรค์คนเก่ง (Talents), การร่วมมือระหว่างคนในทีม (Engagement &amp; Collaboration) และสำคัญที่สุดคือการสร้างผู้นำ (Leadership) ซึ่งความเข้าใจแบบองค์รวมนี้ทำให้เขาได้รับเชิญจากหลายหน่วยงาน เพื่อไปช่วยวางกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติให้กับองค์กรที่มีชื่อเสียงมากมายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ เดฟ อูว์ริค ได้รับรางวัล #1 Management Educator &amp; Guru จาก BusinessWeek , รางวัล 10 Most Innovative and Creative Leaders จาก Fast Company รวมถึงรางวัล The Most Influential Person in HR จาก HR Magazine หลายสมัย เขายังเขียนหนังสือมากมายกว่า 30 เล่ม ซึ่งพอเวลาผ่านไปก็กลายเป็นหนังสือสำคัญสำหรับ HR ทุกคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น Leadership including Tomorrow&#8217;s (HR) Management, Human Resource Champions, Results Based Leadership, The Leadership Code and HR Transformation: Building Human Resources from the Outside In เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้การบรรยายของเขายังมักถูกสรุปออกมาเป็นเนื้อหาที่ HR ทั่วโลกนำไปต่อยอดในการพัฒนาได้อยู่เสมอ เพราะเนื้อหาที่เขาบรรยายแต่ละครั้ง ขึ้นเชื่อเรื่องการย่อยเนื้อหายาก ๆ ให้ออกมาเข้าใจง่าย และความที่เขาได้รับเชิญไปบรรยายทั่วโลก ก็ทำให้เขายิ่งเข้าใจบริบทของงาน HR ในแต่ละพื้นที่มากเป็นพิเศษ และไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ เขาก็จะมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมมาเป็นแนวทางให้เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าคนที่ได้พูดคุยกับศาตราจารย์เดฟ อูว์ริค จะได้ประโยชน์กลับไปอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริคให้ความสำคัญกับการยกระดับ HR ให้ก้าวสู่ยุคใหม่ได้อย่างสวยงาม เขาจึงทำการวิจัยกับคนมากกว่า 125,000 คนเพื่อหาคำตอบว่าสิ่งที่ HR ควรทำประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสอดคล้องกับแนวทางของแต่ละองค์กรอย่างแท้จริง ไม่ใช่ข้อมูลที่ฟังดูดีบนหน้ากระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริค ร่วมมือกับคุณนอร์ม สมอลวูด (Norm Smallwood) เพื่อสร้างบริษัท The RBL Group ในปี 1999 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการสร้างภาวะผู้นำภายในองค์กร ภายใต้แนวคิดว่าการมีผู้นำที่ดีจะช่วยให้องค์กรมีผลประกอบการณ์ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่อยากประสบความสำเร็จจะต้องมีผู้นำที่ภาพลักษณ์ดี (Leadership Brand) และสามารถสร้างสรรค์งานโดยใช้สายตาและมุมมองของผู้ว่าจ้างหรือผู้ลงทุน (Investors) การให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มุมมองของเรากว้างขึ้น สามารถปรับตัวเข้าหาทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม</span></p>
<h2>แนวคิดด้าน HR สมัยใหม่ของ Dave Ulrich คืออะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการการเข้าสู่โลกดิจิทัลเป็นเรื่องที่องค์กรทั่วโลกกังวล เพราะ Digital Fluency เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้โดยเร็วหากไม่ต้องการถูกแย่งงานหรือแทรกแซงโดย AI ดังนั้น HR ควรทำตัวเองให้สามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบคม เป็นเพื่อนคู่คิดที่สามารถผลักดันธุรกิจไปข้างหน้าได้ (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/">HR Business Driver</a>) โดยศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริคได้มองภาพของ HR ในอนาคตเอาไว้แบบนี้</span></p>
<p><b>&#8211; HR ต้องเป็นผู้วางกลยุทธ์ (Strategic Partner) :</b><span style="font-weight: 400;"> HR ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนในองค์กร แต่ควรเป็นคู่คิดที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><b>&#8211; HR เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) : </b><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเป็นผู้ริเริ่มและสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้</span></p>
<p><b>&#8211; HR เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ (Administrative Expert) : </b><span style="font-weight: 400;">HR ต้องมีทักษะและความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลเพื่อสนับสนุนกระบวนการทำงานขององค์กร</span></p>
<p><b>&#8211; HR ต้องเป็นปากเสียงแทนพนักงาน (Employee Champion) : </b><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเป็นตัวแทนของพนักงานและปกป้องสิทธิของพนักงาน ไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ แต่ก็สอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรวางเอาไว้</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ความรู้ของศาสตราจารย์เดฟ อูว์ริค (Dave Ulrich) ทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของโลก HR มากขึ้น เพราะคำพูดแต่ละครั้งของศาสตราจารย์ได้ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ ผ่านประสบการณ์ที่เราอาจเข้าไม่ถึงด้วยตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจถึงแก่นก่อนว่าการหาความรู้ตลอดเวลา ตามวิธีแบบ Lifelong Learning คือเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเนื้อหาของศาสตราจารย์เท่านั้น แต่เป็นองค์ความรู้ทุกรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีองค์กร, สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะการเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่งคือบริบทสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวทันโลก และมีศักยภาพในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ตลอดไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Dave Ulrich คือใคร ? (เดฟ อุว์ริค) ศาสตราจารย์-บิดาแห่งวงการ HR ยุคใหม่ 354"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/yn9jjp44" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/yn9jjp44</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/4e7npzjj" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/4e7npzjj</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/mtu8urep" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/mtu8urep</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/know-about-hrex-231208/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/know-about-hrex-231208/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 08:16:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HREX]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36352</guid>

					<description><![CDATA[สำหรับท่านผู้อ่านขาประจำ น่าจะรู้จัก HREX กันเป็นอย่างดีว่านี่คือแพลตฟอร์มสำหรับ HR ที่เชื่อในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อพัฒนาองค์กร และพร้อมสนับสนุนการบริหารงานบุคคลของ HR ทุกคนแบบครบวงจรด้วย Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ  แต่ถ้าใครยังไม่รู้จัก HREX ล่ะก็ บทความนี้จะพาไปพบกับ 9 เรื่องที่ต้องรู้หากใช้บริการแพลตฟอร์มนี้ เพราะหากไม่รู้ล่ะก็ ระวังจะพูดคุยกับเพื่อน HR ในวงการไม่รู้เรื่อง ! 1. แพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อ HR ที่มีรากฐานจาก HR NOTE  ก่อนใช้ชื่อ HREX อย่างในทุกวันนี้ ชื่อที่ HR จำนวนมากน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือชื่อ HR NOTE แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารในแวดวงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ปี 2019  จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2023 เราได้ตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่ในชื่อว่า HREX เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการบริหารงานบุคคลครบวงจร ภายใต้สโลแกน “Connect People to the Best HR Solution” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36353" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/HREX-Cover-2023-12-07T142941.913.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย" width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  367" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/HREX-Cover-2023-12-07T142941.913.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/HREX-Cover-2023-12-07T142941.913-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับท่านผู้อ่านขาประจำ น่าจะรู้จัก HREX กันเป็นอย่างดีว่านี่คือแพลตฟอร์มสำหรับ HR ที่เชื่อในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อพัฒนาองค์กร และพร้อมสนับสนุนการบริหารงานบุคคลของ HR ทุกคนแบบครบวงจรด้วย Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าใครยังไม่รู้จัก HREX ล่ะก็ บทความนี้จะพาไปพบกับ 9 เรื่องที่ต้องรู้หากใช้บริการแพลตฟอร์มนี้ เพราะหากไม่รู้ล่ะก็ ระวังจะพูดคุยกับเพื่อน HR ในวงการไม่รู้เรื่อง !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>1. แพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อ HR ที่มีรากฐานจาก HR NOTE </b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36363" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/108.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  368" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/108.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/108-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนใช้ชื่อ HREX อย่างในทุกวันนี้ ชื่อที่ HR จำนวนมากน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือชื่อ HR NOTE แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารในแวดวงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ปี 2019 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2023 เราได้ตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่ในชื่อว่า HREX เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการบริหารงานบุคคลครบวงจร ภายใต้สโลแกน “Connect People to the Best HR Solution”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะคราวนี้ HREX จะไม่เพียงแค่นำเสนอคอนเทนต์เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะยกระดับแวดวง HR ด้วยบริการที่รอบด้านยิ่งขึ้น และหากใครยังคุ้นเคยกับชื่อเดิมอยู่ ถึงเวลาทำความรู้จักชื่อใหม่ให้ติดหูแล้ว</span></p>
<h2><b>2. อยากรู้เรื่องอะไร ค้นหาได้ใน HR Content</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36364" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/109.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  369" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/109.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/109-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอกลักษณ์สำคัญของเราคือ การนำเสนอบทความ สาระน่ารู้ในแวดวง HR ที่น่าสนใจ และผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลมาอย่างแน่นปึ้ก รับประกันว่าเนื้อหาในแต่ละบทความ แต่ละคอนเทนต์จะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อยกระดับแต่ละองค์กรเพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเอกลักษณ์ดังกล่าวก็ยังสืบทอดมาถึง HREX เวอร์ชั่นปัจจุบันด้วย ดังนั้นมั่นใจได้ว่า หากใครต้องการอ่านข่าวสารที่เกิดขึ้นในแวดวง HR อ่านบทสัมภาษณ์คนในวงการ HR อ่านสรุปเสวนาที่น่าสนใจจากเวทีสำคัญ ๆ ไปจนถึงการอ่านเกร็ดเกี่ยวกับการสรรหาพนักงาน การดูแลและบริหารจัดการพนักงานให้เกิด Productivity ที่ดีต่อองค์กรล่ะก็ HR Content ของ HREX ยังพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนเสมอ</span></p>
<h2><b>3. สร้างชุมชน HR Community ชวนแลกเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36366" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/110.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  370" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/110.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/110-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวไว้ว่า การรีแบรนด์มาเป็น HREX นั้น เพราะทีมงานต้องการขยับขยายแพลตฟอร์มให้มีความครบวงจรขึ้น นอกจากนำเสนอบทความ นำเสนอคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริการใหม่ที่ HREX เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือเว็บบอร์ด HR Community หรือพื้นที่ให้ผู้คนในแวดวง HR ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวที่มีประโยชน์ต่อกันและกัน เพียง Log-in ด้วยอีเมล ก็จะสามารถเข้าไปตั้งกระทู้ชวน HR จำนวนมากพูดคุยในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงไล่อ่านข้อคิดเห็นของ HR แต่ละคนได้แล้ว</span></p>
<h2><b>4. บอกลาทุกปัญหา ด้วยทัศนะของ HR Expert</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36367" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/111.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  371" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/111.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/111-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน HR Community ไม่เพียงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ HR มาถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้วย หากใครมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมายแรงงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นในองค์กร ฯลฯ เพียงตั้งกระทู้ถาม ก็จะมี HR Expert ผู้มากประสบการณ์ รีบมาให้คำตอบที่มีประโยชน์เพื่อนำไปปรับใช้ในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยที่ผ่านมา มีจำนวนกระทู้ถึง 93% ที่ HR Expert เข้าไปตอบคำถาม ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งถือว่าสูงทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากใครคิดว่ามีประสบการณ์ ชอบแบ่งปันเรื่องดี ๆ ให้คนรอบข้าง สามารถเป็น HR Expert ได้ล่ะก็ ลองมาสมัครเพื่อยกระดับวงการไปพร้อมกันได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeh62azDrXAtiIzd1wwOBWPkNP_a-qlTowsfmadhZTySp4GLA/viewform" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeh62azDrXAtiIzd1wwOBWPkNP_a-qlTowsfmadhZTySp4GLA/viewform</span></a></p>
<h2><b>5. ค้นหาบริการที่ใช่ได้ง่าย ๆ ได้ที่ HR Products and Service</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36368" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/112.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  372" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/112.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/112-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากความรู้ที่ HR อยากได้แล้ว ผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ก็เป็นอีกสิ่งที่ผู้คนมองหาเยอะมากเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาจากที่ไหน แถมบางทีพอหาเจอแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าเครื่องมือนั้นจะยกระดับองค์กรได้ตอบโจทย์ที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงสร้างแพลตฟอร์มใหม่ชื่อว่า HR Products &amp; Services เป็นแพลตฟอร์มเดียวในประเทศไทยที่รวบรวม HR Solutions ให้เลือกสรรมากกว่า 150 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ที่ HR ต้องการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resources Software) โปรแกรมบริหารจัดการเวลาเข้างาน (Leave &amp; Attendance Management) โปรแกรมบริหารจัดการเงินเดือน (Payroll Solution) และโปรแกรมช่วยว่าจ้างพนักงาน (Recruitment Solutions) เป็นต้น</span></p>
<h2><b>6. เจอบริการที่น่าสนใจ ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่าย ๆ ผ่าน HREX</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36369" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/113.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  373" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/113.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/113-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX มุ่งมั่นเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่าง ‘ผู้ต้องการใช้บริการ’ และ ‘ผู้ให้บริการ’ ให้ได้มาเจอกันผ่านช่องทาง HR Products &amp; Services หาก HR ท่านใดค้นหาข้อมูลจนเจอผลิตภัณฑ์และบริการที่คิดว่าใช่ สามารถนำไปใช้เพื่อตอบโจทย์องค์กรได้แน่นอนแล้ว สามารถกดปุ่ม “สนใจใช้บริการนี้” เพื่อติดต่อซื้อบริการ สอบถามข้อมูล หรือข้อคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการได้โดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นฝากข้อความให้ละเอียดชัดเจน สามารถระบุถึงบริบท วัตถุประสงค์ งบประมาณ รวมไปถึงรูปแบบบริการที่ต้องการได้ เพื่อให้พาร์ทเนอร์นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น แล้วพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในด้านบวกขององค์กรได้เลย</span></p>
<h2><b>7. ใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36370" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/114.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  374" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/114.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/114-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่า ทุกบริการของ HREX ทั้งการอ่านบทความ การถามตอบใน HR Community นั้น สามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด รวมถึงการค้นหา HR Products &amp; Services ด้วยเช่นเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้นหากบริษัทใดต้องการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อนำผลิตภัณฑ์และบริการมาขึ้นบนเว็บไซต์ให้ค้นหา ก็สามารถทำได้แบบฟรี ๆ เช่นกัน โดยติดต่อได้ทางอีเมล์นี้ </span><a href="mailto:contact@hrnote.asia"><span style="font-weight: 400;">contact@hrnote.asia</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX หวังว่าจะได้ร่วมมือกับ HR Solutions ทั่วประเทศเพื่อช่วยยกระดับแวดวงการทำงานอย่างมีความสุขไปพร้อมกัน</span></p>
<h2><b>8. เชื่อมชุมชน HR เข้าถึงกัน ผ่านอีเวนต์ ออนไลน์/ออฟไลน์</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36371" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/115.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  375" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/115.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/115-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1 ปีที่ผ่านมา อีกช่องทางที่ HREX ใช้เพื่อพบปะ พูดคุยกับ HR จำนวนมากในประเทศก็คือการจัดงานอีเวนต์ขึ้นนั่นเอง โดยอีเวนต์แรก ประเดิมด้วยงานเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า HREX: What’s the Ex ? หรืองานที่จัดขึ้นเพื่อประกาศคิกออฟการรีแบรนด์อย่างเป็นทางการ เพื่อพาวงการ HR ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น HREX ยังทำอีเวนต์เป็นงานเสวนาออนไลน์ เพื่อชวนพูดคุย ถกเถียงในประเด็นที่ HR ต้องรู้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละเดือนหลังจากนี้ HREX จะจัดอีเวนต์อะไรอีกบ้าง โปรดติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด !</span></p>
<h2><b>9. สายภาพเคลื่อนไหวเฮ แพลตฟอร์มใหม่ HREX มาแล้ว !</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36372" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/116.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  376" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/116.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/116-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผู้ติดตาม HREX ส่งเสียงเรียกร้องมานานว่า เมื่อไหร่จะมีแพลตฟอร์มเพื่อนำเสนอเนื้อหาผ่านภาพเคลื่อนไหวด้วย ? ข่าวดีสำหรับทุกท่านที่กำลังรอคอยก็คือ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา HREX เปิดช่อง YouTube แล้ว ! ไปติดตามกันได้ทาง <a href="https://www.youtube.com/@HREXChannel" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/@HREXChannel</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในอนาคตเราจะขยายไปยังแพลตฟอร์ม TikTok ต่อไป</span></p>
<h2><b>ติดตามทุกช่องทางของ HREX ไม่พลาดข่าวสารและบริการดี ๆ </b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36373" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/117.webp" alt="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย " width="600" height="370" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  377" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/117.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/117-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ทุกท่านพร้อมผลักดันวงการ HR ไปพร้อมกับ HREX.asia แล้วรึยัง ? ถ้าพร้อมแล้ว สามารถติดตาม HREX ผ่านทุกช่องทางดังต่อไปนี้ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Content:</span> <a href="https://th.hrnote.asia"><span style="font-weight: 400;">https://th.hrnote.asia</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Community:</span><a href="https://qath.hrnote.asia/?fbclid=IwAR05tgqCcpDmn97by2rNRzYkWPdiNbISxmIhdXUDSxoHDAY2Ac1sSQw509c"><span style="font-weight: 400;"> https://qath.hrnote.asia</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span> <a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">https://expth.hrnote.asia</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Facebook: <a href="https://www.facebook.com/th.hrnote.asia">https://www.facebook.com/th.hrnote.asia</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Linkedin: <a href="https://www.linkedin.com/company/hr-note-thailand" target="_blank" rel="noopener">https://www.linkedin.com/company/hr-note-thailand</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">YouTube: <a href="https://www.youtube.com/@HREXChannel" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/@HREXChannel</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LINE: <a href="https://line.me/R/ti/p/%40540mpnhr" target="_blank" rel="noopener">https://line.me/R/ti/p/%40540mpnhr</a></span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="9 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ HREX แพลตฟอร์มข้อมูลด้าน HR ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  378"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/know-about-hrex-231208/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/casual-collision-231009/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/casual-collision-231009/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Oct 2023 02:20:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[บังเอิญ]]></category>
		<category><![CDATA[Casual Collision]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=34736</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Casual Collision คือศัพท์ที่บริษัทชั้นนำใน Silicon Valley ใช้ หมายถึงการพบเจอกันระหว่างคนในองค์กรจนเกิดการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ อันนำไปสู่แนวคิดนวัตกรรม และเกิดคุณค่าบางอย่างที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวบุคลากรและองค์กร Casual Collision แม้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ HR ก็สามารถสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นได้ ผ่านการวางโครงสร้างองค์กรเป็นกรณีพิเศษ เช่นกันการจัดพื้นที่ส่วนกลางใหม่ หรือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนมีโอกาสเผชิญหน้ากันมากขึ้น Casual Collision จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิต ลดความรู้สึกเหงา และทำให้เกิดวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะได้เห็นว่าเพื่อนร่วมงานมีนิสัยอย่างไร และกำลังทำโปรเจ็คชิ้นใดขององค์กรอยู่ การได้เห็นว่าแต่ละคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้เราอยากยกระดับตัวเองเพื่อให้มีส่วนในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวด้วย Casual Collision แม้จะเป็นการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ก็สามารถต่อยอดเป็นเนื้อหาที่ใหญ่ขึ้น มีความสำคัญมากขึ้น มีความลึกซึ้งขึ้น อย่างไรก็ตามหัวข้อสนทนาควรเป็นเรื่องในแง่บวก ไม่ใช่การซุบซิบนินทา เพราะจะเกิดผลเสียต่อองค์กรมากกว่า Casual Collision ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการลาออก เพราะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมความรู้สึกดีในการทำงาน ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต้องมี ในฐานะของคนทำงาน HR เราจะได้ยินคำว่า Casual Collision [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision คือศัพท์ที่บริษัทชั้นนำใน Silicon Valley ใช้ หมายถึงการพบเจอกันระหว่างคนในองค์กรจนเกิดการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ อันนำไปสู่แนวคิดนวัตกรรม และเกิดคุณค่าบางอย่างที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวบุคลากรและองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision แม้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ HR ก็สามารถสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นได้ ผ่านการวางโครงสร้างองค์กรเป็นกรณีพิเศษ เช่นกันการจัดพื้นที่ส่วนกลางใหม่ หรือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนมีโอกาสเผชิญหน้ากันมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิต ลดความรู้สึกเหงา และทำให้เกิดวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะได้เห็นว่าเพื่อนร่วมงานมีนิสัยอย่างไร และกำลังทำโปรเจ็คชิ้นใดขององค์กรอยู่ การได้เห็นว่าแต่ละคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้เราอยากยกระดับตัวเองเพื่อให้มีส่วนในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision แม้จะเป็นการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ก็สามารถต่อยอดเป็นเนื้อหาที่ใหญ่ขึ้น มีความสำคัญมากขึ้น มีความลึกซึ้งขึ้น อย่างไรก็ตามหัวข้อสนทนาควรเป็นเรื่องในแง่บวก ไม่ใช่การซุบซิบนินทา เพราะจะเกิดผลเสียต่อองค์กรมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการลาออก เพราะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมความรู้สึกดีในการทำงาน ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต้องมี</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34737 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/thumbnail.png" alt="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ" width="600" height="370" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 385" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/thumbnail.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/thumbnail-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของคนทำงาน HR เราจะได้ยินคำว่า Casual Collision บ่อยขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์โลกได้บังคับให้คนต้องทำงานแบบตัวคนเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศแบบเดิม ๅ ที่ทุกคนได้สื่อสารกันในออฟฟิศต้องหายไปอย่างฉับพลัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระดมสมองต่าง ๆ แม้จะทำได้ผ่านเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่กันมาแต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตามสถานการณ์ปกติ ดังนั้นเพื่อดึงพนักงานทุกคนออกจากความเหงาและเพื่อให้พนักงานทุกแผนกมีความสนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้น Casual Collision จึงเป็นสิ่งที่ HR ต้องร่วมสร้างให้เกิดภายในองค์กรไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม</span></p>
<p><a href="https://www.vanityfair.com/news/tech/2013/02/exclusive-preview-googleplex" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Casual Collision</span></a><span style="font-weight: 400;"> คืออะไร มีประโยชน์กับการทำงานมากแค่ไหน อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่</span></p>

<h2>Casual Collision หรือการเจอกันโดยบังเอิญของพนักงานคืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34558" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax.webp" alt="" width="600" height="370" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 386" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Mirit Cohen ซึ่งเป็น Senior Manager of Global Workplace Experience Programs จาก Adobe </span><a href="https://www.linkedin.com/pulse/part-3-how-design-experiences-help-people-live-work-mirit-cohen/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;"> Casual Collision เป็นคำที่ใช้กันใน Silicon Valley อธิบายโดยง่ายว่ามันหมายถึงการเผชิญหน้าของพนักงาน เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อพูดถึงคำว่าเผชิญหน้าของพนักงาน เราไม่ได้หมายความถึงการต่อสู้หรือการถกเถียงกันแต่อย่างใด เพราะเรากำลังหมายถึงการที่พนักงานสามารถเจอกันโดยบังเอิญตามจุดต่าง ๆ ภายในออฟฟิศ ซึ่งการพบเจอเหล่านี้จะทำให้เกิดการพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน เรื่อยไปจนถึงเรื่องงาน ซึ่งรู้ไหมว่าการพูดคุยที่เกิดขึ้นในบริบทนี้ จะช่วยพนักงานได้ทั้งเรื่องของสุขภาพกายใจ  ตลอดจนนำไปสู่แนวคิดนวัตกรรมที่จะผลักดันองค์กรให้ก้าวไปอีกขั้นได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ถูกพูดถึงกันมากขึ้นในโลกหลังโควิด-19 เพราะอย่าลืมว่ามุมมองของคนที่มีต่อออฟฟิศได้เปลี่ยนไปมากอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีทั้งคนที่มองว่าการทำงานอยู่คนเดียวมันเปลี่ยวเหงา รวมถึงคนที่รู้สึกว่าการทำงานอยู่คนเดียวมีความคล่องตัวสะดวกสบายมากกว่า แต่ไม้ว่าจะรู้สึกอย่างไร การได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นก็จะ</span><a href="https://www.carsondesign.com/2017/12/how-your-office-environment-affects-your-employees-and-ways-to-make-it-healthier/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ช่วยลดความเหงา และทำให้เกิดความแน่นแฟ้นระหว่างคน</span></a><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละแผนกมากกว่าเดิม ไม่ปล่อยให้เราต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อการเจอกันของพนักงานเป็นเรื่องดีขนาดนี้ เหล่า HR จึงเกิดแนวคิดว่าทำไมเราไม่สร้างบรรยากาศในออฟฟิศให้เหมาะสม และกระตุ้นให้เกิดการพบปะกันของพนักงานมากกว่าเดิมไปเลยล่ะ ? เพราะอย่าลืมว่ารากฐานของการพูดคุยแบบสบายใจย่อมมาจากการพบเจอที่ไม่ได้ถูกบังคับ สิ่งที่ได้จาก Casual Collision จึงแตกต่างจากการจับพนักงานมานั่งอยู่ในห้องประชุม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากเราจะได้พูดคุยกันสบาย ๆ ได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันตามความเชื่อที่มีอยู่โดยปราศจากข้อบังคับ เรียกว่าเป็นความเห็นที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าตอนที่มีกฎเกณฑ์ครอบอยู่อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2>เราจะสร้าง Casual Collision หรือการบังเอิญเจอกันของพนักงานได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการที่ง่ายที่สุดและมักถูกนำมาพูดถึงคือการจัดสรรพื้นที่ภายในออฟฟิศใหม่ โดยเราสามารถอธิบายถึงกระบวนการที่ทำให้เกิด Casual Collision ได้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>ออกแบบพื้นที่ในออฟฟิศใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะไม่ได้สร้างกำแพงเอาไว้ แต่การออกแบบออฟฟิศที่ไร้ระเบียบ ก็เปรียบเสมือนการตั้งกำแพงล่องหนเอาไว้เพื่อแยกพนักงานออกจากกัน ดังนั้นเราต้องตรวจสอบดูว่าลักษณะการตกแต่งออฟฟิศมีความผ่อนคลายหรือไม่ และการจัดสรรพื้นที่มีความเหมาะสมหรือวางไปโดยที่ไม่ถูกวางแผน เราต้องมีพื้นที่ส่วนกลางให้คนมีโอกาสได้พบเจอกันด้วย เช่นการจัดพื้นที่ให้แคบลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินสวนของพนักงานซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้ากัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/221216-office-lifestyle-newgen/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34738" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟฟฟผผ.jpg" alt="ฟฟฟผผ" width="600" height="370" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 387" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟฟฟผผ.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟฟฟผผ-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/221216-office-lifestyle-newgen/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Office สมัยนี้ตอบโจทย์กับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่รึยัง ?</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>จัดสรรพื้นที่ของจุดกดน้ำใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดกดน้ำหรือห้องครัว เป็นพื้นที่ส่วนกลางยอดนิยมที่มักนำมาใช้เพื่อสร้าง Casual Collision ดังนั้นแทนที่จะมีจุดกดน้ำจุดเดียว เราอาจใช้วิธีเพิ่มจุดกดน้ำไปในบริเวณที่ครอบคลุมมากขึ้น หรือพิจารณาแล้วว่าจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าของคนแต่ละแผนกได้ดีดีกว่าเดิม จุดกดน้ำเป็นเพียงสื่อหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเท่านั้น หาก HR พิจารณาแล้วว่ามีอุปกรณ์ส่วนกลางอื่น ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมลักษณะเดียวกันได้ ก็สามารถใช้สิ่งนั้นแทนได้เลย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230111-la-marzocco/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34739" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ผปlm.webp" alt="ผปlm" width="600" height="370" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 388" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ผปlm.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ผปlm-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230111-la-marzocco/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>หาพื้นที่ภายในออฟฟิศเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถใช้วิธีพื้นฐาน เช่น การเพิ่มบอร์ดเข้าไปในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง โดยข้อมูลบนนั้นคือเรื่องราวส่วนบุคคลของพนักงานในแต่ละแผนกนอกเหนือจากเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น เพลงที่ชอบ, ภาพยนตร์ที่ชอบ หรืออื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรเห็นว่ายังมีพนักงานอีกหลายท่านที่มีรสนิยมแบบเดียวกันและสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่รู้สึกเขิน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ไม่รู้สึกกดดันหากต้องเผชิญหน้ากับคนอื่น เหมือนในกรณีที่เราไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเขาเลย</span></p>
<h3>จัดกิจกรรมเฉพาะของแต่ละแผนก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากวิธีสร้างบรรยากาศไม่ได้ผล HR ก็สามารถกำหนดให้แต่ละแผนกจัดกิจกรรมขึ้นมาได้เลย เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานจากแผนกอื่นได้สอบถามทุกเรื่องที่สนใจ และสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ หรือขอให้ไปเป็นพี่เลี้ยงได้ตามความเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราควรเข้าไปกำกับดูแลเพียงหลวม ๆ เท่านั้น อย่าให้พนักงานรู้สึกกดดันจนไม่กล้าเอ่ยปากถามเด็ดขาด</span></p>
<h3>จัดอีเวนท์สนุก ๆ ในออฟฟิศ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Team Building ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร ในที่นี้เราควรจัดอีเวนท์ที่ไม่ได้อ้างอิงกับงานมากเกินไปนัก เช่นการเลี้ยงเครื่องดื่มพนักงานฟรี, การเลี้ยงอาหารกลางวันฟรี เป็นต้น และภายใต้กระบวนการนี้ หากเราแทรกกิจกรรมบางอย่างเข้าไปเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วม พนักงานก็จะไม่รู้สึกกดดันหรือรู้สึกเครียด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเน้นย้ำให้เห็นว่าการกิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสบายใจ อย่าทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรมีวาระแอบแฝงเสมอ เพราะจะทำให้หมดสนุกและไม่ยอมเปิดใจอีกเลย</span></p>
<h2>ประโยชน์ของ Casual Collision มีอะไรบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณมีคำถามว่าทำไม HR จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบองค์กรใหม่เพื่อให้เกิดการพบกันโดยบังเอิญ เราสามารถอธิบายถึงประโยชน์ของมันได้ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยเรื่อง </span><a href="https://www.rutgers.edu/news/heres-something-you-never-thought-youd-miss-office-small-talk" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Office Chit-Chat as a Social Ritual</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าการได้พูดคุยกับคนอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันจะช่วยให้เรามีทักษะในการเข้าสังคมมากขึ้น รู้จักวางตัวมากขึ้น และทำให้อารมณ์ดีขึ้น ขณะเดียวกันการได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเป็นระยะจะทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไม่ได้แปลกแยกหรืออยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป สรุปเป็นคำพูดง่าย ๆ ว่าการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในออฟฟิศสามารถแปลผันเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อธุรกิจได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าแม้เราจะทำงานได้ดีด้วยตัวคนเดียว แต่การอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยวเหงาถือเป็นผลดีต่อการทำงานจริง ๆ หรือไม่ ? แม้เราจะไม่มีคำตอบที่ฟันธงได้อย่างชัดเจน แต่ก็มี</span><a href="https://journals.aom.org/doi/abs/10.5465/amj.2015.1066" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ทำขึ้นในปี 2018 ระบุว่าความความโดดเดี่ยวมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลสำรวจนี้ได้</span><a href="https://www.atlassian.com/blog/teamwork/the-united-states-surgeon-general-cares-about-your-relationships-at-work" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เก็บข้อมูล</span></a><span style="font-weight: 400;">จากบุคลากรจำนวน 15,000 คน และพบว่าพนักงานที่มีเพื่อนสนิทในออฟฟิศสามารถทำงานได้ดีกว่าคนที่ชอบอยู่คนเดียวถึง 33% และรู้สึกว่าอยากทำงานกับองค์กรต่อไปมากกว่าพนักงานที่ชอบอยู่คนเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><span style="font-weight: 400;">Retention</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตรงนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกธุรกิจในปัจจุบัน อันเป็นช่วงที่มีแรงงานในระบบน้อยกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ David Burkus ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Leading From Anywhere: The Essential Guide to Managing Remote Teams กล่าวว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“Casual Collision คือสิ่งที่คนทำงานขาดหายไปในช่วงที่เราต้องทำงานอยู่บนโลกออนไลน์ (Virtual) เพราะในโลกที่ทุกอย่างต้องทำผ่านเครื่องมือ เราจะไม่ได้เจอกับสิ่งที่ปราศจากโครงสร้าง (Unstructured) อย่างการบังเอิญเจอเพื่อนร่วมงานใส่เสื้อฟุตบอลทีมโปรด และได้พูดคุยถึงบนการแข่งขันเมื่อคืนที่ผ่านมา”</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมงานนอกเหนือจากในบริบททางธุรกิจ เราก็จะรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น (Bonding) กลไกนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกออนไลน์ เพราะพนักงานแต่ละคนต่างมีโลกของตัวเอง เรามักใช้เวลานอกเหนือจากการทำงานพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่สนิทหรือรู้จักกันอยู่แล้ว และค่อยเปิดงานขึ้นมาทำในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้คืออะไร ? คำตอบคือการพูดคุยแบบนี้เคยถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาในช่วงที่สถานการณ์โลกยังเป็นปกติ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนนึกถึงและตีค่าว่าเป็นประโยชน์เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป แปลว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย มีแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องอธิบายก่อนว่าการพูดคุย ในลักษณะของ Casual Collision ต้องไม่ใช่การซุบซิบนินทาเพราะถือเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมในองค์กรเอสอาร์ทีนอกเหนือจากการสร้างบรรยากาศให้คนสามารถพบปะกันได้ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการสื่อสารภายในองค์กรด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34286" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้.webp" alt="ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น หน้าที่ 6 หลักของ HR มีดังนี้" width="600" height="370" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 389" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Mirit Cohen จาก Adobe ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมถึงประโยชน์ของ Casual Collision ดังนี้</span></p>
<p><b>1. ในแง่การทำงาน (Functional) : </b><span style="font-weight: 400;">การพบเจอกับผู้อื่นโดยบังเอิญจะทำให้เกิดการพูดคุยที่หลากหลาย ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่จะนำไปพลิกแพลงกับการทำงานได้ ลองนึกดูว่าหากคุณพบเจอแต่คนเดิม ๆ วิสัยทัศน์แบบเดิม ๆ ความรู้แบบเดิม ๆ คุณก็จะได้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม แต่หากคุณได้เจอกับคนใหม่ ได้เห็นแนวคิดใหม่ เราก็อาจพบเจอวิธีการแก้ไขปัญหาแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่าก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยจะทำให้กระบวนการทำงานของเราเร็วขึ้นได้จริง นอกจากนี้การได้รู้ว่าเพื่อนร่วมงานกำลังทำอะไรอยู่ก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจ และทำให้เรารู้สึกว่าองค์กรมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ การได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเหล่านั้นเป็นเรื่องที่มีคุณค่า นำไปสู่ความรู้สึกรักในองค์กร และอยากร่วมกันพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป</span></p>
<p><b>2. ในแง่ส่วนบุคคล (Personally) :</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร (Sense of Belonging) โดยมีพนักงานของ Adobe กล่าวว่าการได้ร่วมกินข้าวบนโต๊ะอาหารส่วนกลางทำให้เขาได้พบเจอกับคนใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น แถมยังรู้สึกมีส่วนร่วม (Feeling Include) มากกว่าเดิม เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถในการเข้าหาผู้อื่น ยังไม่ต้องหมายถึงคนที่เป็น Introvert ก็ได้ แต่สามารถหมายถึงคนที่เป็นพนักงานใหม่ หรือเริ่มทำงานในช่วงที่ยังไม่ต้องเข้าออฟฟิศเป็นประจำก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><b>3. ในแง่ของความเชื่อและวัฒนธรรม (Cultural) :</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเราได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย และต่างฝ่ายต่างมีเรื่องมาแลกเปลี่ยนกันตลอด ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะอยากเก่งขึ้น และอยากเป็นคนฉลาดในหมู่คนเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้เมื่อวัฒนธรรมองค์กรค่อย ๆ เปลี่ยนไป พนักงานก็จะหมั่นหาความรู้เพื่อให้ตัวเองดูดี และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นพอ Casual Collision เริ่มได้ประโยชน์มากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งเห็นความสำคัญของการพบเจอแบบนี้มากขึ้นเท่านั้น ถือเป็นอีกกลไกที่เสริมพลังให้องค์กรนอกเหนือจากการประชุมตามวาระทั่วไป</span></p>
<h2>HR ยุคใหม่ต้องไม่หยุดเรียนรู้ ยิ่งค้นคว้า องค์กรก็ยิ่งเติบโตขึ้น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักได้ยินอยู่เสมอว่าเทรนด์ HR ประจำปี 2024 คือการเปลี่ยนฝ่ายบุคคลจากผู้สนับสนุน (Supporter) ไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/"><span style="font-weight: 400;">Business Driver</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่จะคอยผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า หมายความว่า HR ในอดีตอาจกลายเป็น HR ที่ตกยุคโดยไม่รู้ตัว หากไม่รู้จักหาความรู้เพิ่มเติม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเรามีเทคโนโลยีที่เติบโตมากขึ้น มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ของคนที่เปลี่ยนไปมากขึ้น HR จึงต้องศึกษาและเก็บข้อมูลว่า พนักงานของเรามีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจต้องทำแบบสำรวจบ่อยขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรู้ว่าสภาพกายและใจของพวกเขาอยู่ในสถานะที่พร้อมทำงานอย่างเต็มที่หรือเปล่า แล้วจึงจัดสรรโครงสร้างขององค์กรให้สอดคล้องกับบริบทเหล่านั้น โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Casual Collision เป็นเพียงอีกกลยุทธ์หนึ่งที่บริษัทชั้นนำของโลกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิด Engagement ภายในองค์กรผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของพนักงาน แต่ยังมีอีกหลายวิธีมากที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามลักษณะการทำงานและสไตล์ของบุคลากร ส่วนองค์กรของคุณจะเหมาะกับรูปแบบไหน HR มีหน้าที่หาให้เจอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสามารถหาตัวช่วยได้ง่าย ๆ ที่ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> แฟลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR มากที่สุดในเมืองไทย รับรองว่าแค่คลิกเข้ามา งานของคุณก็จะง่ายขึ้นแน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จของ Casual Collision ที่ทำให้องค์กรชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ คือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าการร่วมแรงร่วมใจ (Collaboration) คือเรื่องสำคัญในองค์กรเสมอแม้เทคโนโลยีจะเติบโตขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์คือกลไกที่ช่วยให้คนหลุดพ้นจากความเหงา รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกตามดูว่าหากเราคิดค้นไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาแต่ไม่รู้จะแชร์กับใคร ไม่รู้ว่าความคิดดังกล่าวจะนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ด้วยวิธีไหน ไอเดียดังกล่าวคงเป็นเพียงแนวคิดที่ไม่มีความหมายเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่เรากำลังปรับตัวใหม่พร้อมกันทั่วโลก การเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของคนรอบข้าง จึงเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มามารถสร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ และ HR ควรให้ความสำคัญโดยเร็ว หากยังต้องการให้เกิดแนวคิดนวัตกรรม มีพลังสร้างสรรค์ และทำให้องค์กรสามารถก้าวสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Casual Collision การบังเอิญเจอที่ HR ไม่อยากให้บังเอิญ 390"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/usj6cxme" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/usj6cxme</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/4n625csy" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/4n625csy</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://tinyurl.com/3jk5bhfd" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/3jk5bhfd</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/casual-collision-231009/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2024-231003/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2024-231003/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Oct 2023 12:03:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Trend]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=34555</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HR Trends 2024 ปีนี้เป็นปีที่ HR ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องมีทักษะการวางกลยุทธ์ และเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้สนับสนุน ไปสู่ผู้ผลักดันองค์กร ปี 2024 จะมีเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมมาก ๆ HR ต้องไม่มองเป็นศัตรู แต่ต้องรู้ว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ปี 2024 มีบริบท 3 ประการที่ HR ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.) HR ต้องรู้ว่าจะพัฒนาองค์กรให้เป็น Modern Workplace ได้อย่างไร 2.) HR ต้องปรับกระบวนการทำงานเพื่อโฟกัสและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของตน 3.) HR ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับโลกผ่านการทำงาน ปี 2024 จะมีแรงงานอยู่ในระบบน้อยมาก เราต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และหันไปหาแรงงานที่มีฝีมือจากที่อื่น เช่นคนที่รีไทร์ไปแล้ว หรือคนที่ไม่มีใบปริญญาแต่สามารถทำงานได้จริง ปี 2024 เป็นปีที่ HR ต้องหมั่นหาความรู้และกล้าปรับตัว องค์กรที่หยุดนิ่งจะไม่มีทางเติบโตอย่างยั่งยืนได้เลย ในปี 2024 HR ทั่วโลกต้องยกระดับการทำงานขึ้นมาอีกขั้นเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องให้ความสำคัญกับบริบทพื้นฐาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR Trends 2024 ปีนี้เป็นปีที่ HR ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องมีทักษะการวางกลยุทธ์ และเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้สนับสนุน ไปสู่ผู้ผลักดันองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 จะมีเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมมาก ๆ HR ต้องไม่มองเป็นศัตรู แต่ต้องรู้ว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 มีบริบท 3 ประการที่ HR ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.) HR ต้องรู้ว่าจะพัฒนาองค์กรให้เป็น Modern Workplace ได้อย่างไร 2.) HR ต้องปรับกระบวนการทำงานเพื่อโฟกัสและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของตน 3.) HR ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับโลกผ่านการทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 จะมีแรงงานอยู่ในระบบน้อยมาก เราต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และหันไปหาแรงงานที่มีฝีมือจากที่อื่น เช่นคนที่รีไทร์ไปแล้ว หรือคนที่ไม่มีใบปริญญาแต่สามารถทำงานได้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 เป็นปีที่ HR ต้องหมั่นหาความรู้และกล้าปรับตัว องค์กรที่หยุดนิ่งจะไม่มีทางเติบโตอย่างยั่งยืนได้เลย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34556 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover.png" alt="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง" width="600" height="370" title="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 396" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2024 HR ทั่วโลกต้องยกระดับการทำงานขึ้นมาอีกขั้นเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องให้ความสำคัญกับบริบทพื้นฐาน 3 ประการที่นำไปสู่เทรนด์ HR ประจำปี 2024 อย่างแรก HR ต้องรู้ว่าจะพัฒนาองค์กรให้เป็น Modern Workplace ได้อย่างไร, อย่างที่สอง HR ต้องปรับกระบวนการทำงานเพื่อโฟกัสและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของตน และอย่างสุดท้าย HR ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับโลกผ่านการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามีความเข้าใจในเรื่องนี้ เราก็จะพร้อมคว้าทุกโอกาส พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย และสามารถเป็นศูนย์กลางในการเติบโตขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><b>HR Trends 2024</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องรู้อะไรบ้าง ? เราขอแยกประเด็นตามบริบทเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>HR Trends 2024 บริบทที่ 1 : HR ต้องรู้ว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรคืออะไร (Realigning Priorities)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการทำงานเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด หน้าที่ของฝ่ายบุคคลจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เราต้องเข้าใจก่อนว่ารูปแบบการทำงานแบบเดิมไม่สามารถใช้ได้กับทุกเครื่องอีกต่อไป โดยมีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการเข้ามาของเทคโนโลยีซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำมาทดแทนบุคลากรบางส่วนได้ และหากเรานำมาใช้อย่างถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะช่วยให้องค์กรเติบโตก้าวไปอีกขั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นองค์กรที่เอาแต่ย่ำอยู่กับที่ไม่ยอมแสวงหาอะไรใหม่ ๆ จะไม่มีทางเอาตัวรอดในอนาคตได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งในหัวข้อนี้ประกอบไปด้วยเทรนด์ HR 4 ประการ ได้แก่</span></p>
<h3>1.แก้ปัญหาเรื่อง Productivity Paradox</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฌลกยุคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและมีเทคโนโลยีที่เติบโตเป็นประวัติการ องค์กรทั่วโลกพยายามหาประสบการณ์ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/"><span style="font-weight: 400;">Experiences</span></a><span style="font-weight: 400;">) และสวัสดิการ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/th-employeebenefit-190108/"><span style="font-weight: 400;">Benefits</span></a><span style="font-weight: 400;">) ใหม่ ๆ มาให้กับพนักงาน ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมและความพอใจ จนมีรายงานระบุว่าพนักงานในสหรัฐอเมริกามีความสุขมากที่สุดในรอบ 36 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190507-team-productivity/"><span style="font-weight: 400;">Productivity</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่สวนทางกับผลวิจัยดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น HR จึงต้องหาคำตอบให้ได้ว่าในเมื่อบริบทด้านอื่นเติบโต เราจะประยุกต์เอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้เกิดเป็นผลิตผลที่ดีได้อย่างไร</span></p>
<h3>2. ให้ความสำคัญกับแรงงานที่เคยถูกมองข้าม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานในปัจจุบันมีแรงงานในระบบน้อยกว่าที่เคย ดังนั้นแทนที่เราจะต้องเสี่ยงกับการขาดกำลังคน เราควรหันไปหาแรงงานอื่น ๆ บ้างเช่นคนที่รีไทร์ไปแล้ว, คนที่มีสภาวะพิการบางอย่างแต่ยังทำงานได้ดี, คนที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ตลอดจนคนที่เรียนไม่จบปริญญา แต่มีความสามารถที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเปิดกว้างในการรับคนมากขึ้น และหากเรามีวิธีคัดเลือกอย่างเหมาะสม องค์กรของเราก็จะเติบโตได้กว่าเดิม</span></p>
<h3>3. ให้ความสำคัญกับความแตกต่างมากกว่าเดิม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด แต่ปี 2024 เป็นปีที่เราต้องยกระดับเรื่องความแตกต่างไปอีกขั้น เพราะยังมีหลายคนที่มองว่าแผนการขององค์กรแม้จะเต็มไปด้วยความตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้เกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h3>4. ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราพูดถึงความยั่งยืนในปัจจุบัน เราก็ต้องพูดถึงอนาคตที่สดใส ต้องคำนึงถึงภาวะโลกร้อน (Climate Change) และต้องมั่นใจว่าทุกอย่างที่องค์กรทำเป็นมิตรต่อธรรมชาตินี่คือเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องสร้างวิสัยทัศน์แบบนี้ให้กับพนักงาน เริ่มต้นง่าย ๆ เช่นการประหยัดน้ำและการทิ้งขยะในองค์กร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230725-esg/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34557" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟๅ.webp" alt="ฟๅ" width="600" height="370" title="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 397" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟๅ.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ฟๅ-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230725-esg/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ESG สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR Trends 2024 บริบทที่ 2 : รูปแบบการทำงานของจะเปลี่ยนไป (Operating Model Change)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปแบบทำงานของ HR มีความคล้ายเดิมมาตลอด 2 ทศวรรษ แต่เมื่อโลกเจอความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ผู้คนต้องทยอยแก้ปัญหากันเป็นระยะ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง กระบวนการทำงานก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ HR จึงต้องอยู่กับความวุ่นวายเหล่านั้นอย่างแข็งแรง ต้องรู้ว่าวิธีแก้ปัญหาแบบไหนที่จะผลักดันองค์กรไปข้างหน้าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น HR ต้องรู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ ต้องรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมีหลักฐานอะไรรองรับ, มีข้อมูลอะไรรองรับ และควรใช้เทคโนโลยีแบบไหนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราต้องคิดว่าในปี 2024 HR จะไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุน (Supporter) แต่เป็นผู้ผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งกว่าเดิม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/"><span style="font-weight: 400;">Business Driven</span></a><span style="font-weight: 400;">) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริบทนี้นำไปสู่เทรนด์ HR จำนวน 3 ประการ ได้แก่</span></p>
<h3>5. HR ต้องรู้ว่าจะหาวิธีแก้ปัญหา (Solution) สำหรับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงสร้างทางธุรกิจจะพัฒนาขึ้นมากด้วยการเติบโตของสื่อดิจิตอล ซึ่งช่วยให้เราปรับตัวเข้าหาสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนความต้องการของลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม การทำงานแบบตัวคนเดียว ไม่พึ่งพาคนอื่นจะค่อย ๆ หายไป กลายเป็นการทำงานที่ต่างฝ่ายต่างมีส่วนร่วมกันมากขึ้น</span></p>
<h3>6. HR ต้องเป็นนักวางกลยุทธ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานของ HR ไม่ได้ระบุเป็นหน้าที่ตายตัวอีกต่อไป พวกเราจะไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่มีหน้าที่ในการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กร เราจึงต้องรู้จักวางกลยุทธ์ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/stragetichr-181225/"><span style="font-weight: 400;">Strategic Planner</span></a><span style="font-weight: 400;">) เราต้องไม่กำหนดงาน HR ให้อยู่แค่ในเรื่องของแอดมิน วิธีนี้จะช่วยสร้างความภูมิใจในฐานะของพนักงานฝ่ายบุคคลเช่นกัน</span></p>
<h3>7. HR ต้องรู้วิธี PR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันพนักงานเริ่มพูดถึงงานบนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรหรือเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหา HR ต้องรู้จักวิธีสื่อสารให้เหมาะสม ต้องประสานงานร่วมกับฝ่ายการตลาด (Marketing) เพราะหากเราแสดงออกผิดพลาด ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาตามมาผ่านการใช้สื่อโซเชียลของพนักงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34286 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้.webp" alt="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง" width="600" height="370" title="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 398" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/ไม่เพียงแค่การสรรหาบุคลากรและเรื่องการทํางานเท่านั่น-หน้าที่-6-หลักของ-HR-มีดังนี้-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>HR Trends 2024 บริบทที่ 3 : HR คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผลักดันองค์กรไปในทางที่ดี (Forefront of Positive Change)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ต่างคนต่างใช้สิทธิ์ของตัวเองอย่างเต็มที่ HR ต้องรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องที่สุดคือะไร เป้าหมายขององค์กรคืออะไร เราต้องทำให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของงานได้ ไม่ปล่อยให้คนทำงานไปวัน ๆ อย่างไร้ประโยชน์ (Meaningless) เด็ดขาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเช่นการเติบโตของ Generative Ai ที่หากเรานำมาใช้อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์กับงาน แต่ถ้าเราใช้โดยไม่สนใจคนอื่น สิ่งนี้ก็อาจมาทดแทนการทำงานของบุคลากรบางส่วนโดยปราศจากการช่วยเหลือดูแลกันก็ได้ ดังนั้นกระบวนการที่จะทำให้องค์กรเติบโต คือการยกระดับการทำงานไปพร้อม ๆ กับการดูแลพนักงานอย่างถูกวิธี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ในปัจจุบันจะไม่ได้สนใจแต่การหาพนักงานใหม่เท่านั้น แต่ยังสนใจการยกระดับพนักงานเดิมในองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้น สามารถเลื่อนขั้นภายในองค์กรได้มากขึ้น ช่วยให้พวกเขามีสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น สรรหาสวัสดิการที่ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริบทนี้นำไปสู่เทรนด์ HR 4 ข้อสุดท้าย ดังนี้</span></p>
<h3>8. HR ต้องนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Generative AI อย่าง ChatGPT ได้รับความนิยมมากขึ้นในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน ยิ่งหากเรามองให้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าองค์กรทั่วโลกจะมีปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานภายในปี 2025 นั่นหมายความว่าองค์กรต้องเริ่มขยับตัวตั้งแต่ปี 2024 แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการทำงานในปัจจุบันจะพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีจะค่อย ๆ หายไป เราต้องไม่คิดว่า AI เป็นศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตไดยั่งยืนกว่าเดิม</span></p>
<h3>9. HR ต้องเปลี่ยนจาก Work Life Balance เป็น Work Life Fit</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตเรามักพูดถึงการจัดสมดุลชีวิตให้พนักงานใช้เวลาทำงานและเวลาว่างอย่างลงตัว อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น มนุษย์มีความเป็นปัจเจกและคุ้นเคยกับการทำงานแบบตัวคนเดียว สามารถจัดสรรเวลาได้ตามใจ เพราะไม่ได้มีการควบคุมเหมือนตอนอยู่ในออฟฟิศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เรามี</span><a href="https://www.washingtonpost.com/wellness/2023/02/21/four-day-work-week-results-uk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่ามีพนักงานราว 15% ที่ยืนยันว่าจะไม่กลับไปทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลาอีกต่อไป ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างมากขึ้นเท่าไหร่ก็ตาม นั่นแปลว่าสมดุลชีวิตไม่ใช่สิ่งที่พนักงานมองหา แต่เป็นหน้าที่ขององค์กรที่ต้องคิดค้นวิธีทำงานใหม่ ๆ ให้พนักงานพอใจ และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้องค์กรได้มากที่สุดต่างหาก</span></p>
<h3>10. พนักงานจะเลิกทำงานที่ไร้คุณค่า (Meaningless)</h3>
<p><a href="https://www.washingtonpost.com/wellness/2023/02/21/four-day-work-week-results-uk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">AIHR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำแบบสำรวจในประเทศอังกฤษ และพบว่ามีพนักงานถึง 37% ที่มองว่างานของตนไม่มีความหมายและน่าภูมิใจ สอดคล้องกับ</span><a href="https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2023.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ต่อมาที่ระบุว่าในอนาคต จะมีงานมากมายที่หายไป และจะมีตำแหน่งงานว่างขึ้นถึง 69 ล้านตำแหน่งทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยอัตราตัวเลขที่สูงนี้เองทำให้พนักงานมีโอกาสเลือกงานที่เหมาะกับความต้องการของตนมากขึ้น ต้องการหางานที่รู้สึกว่าตนมีความหมายกับพัฒนาการของมันมากขึ้น ไม่ทำงานแบบขอให้ผ่านไปวัน ๆ อีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากฝ่ายบุคคลหรือ HR บริหารจัดการโครงสร้างและสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ดี บริษัทของเราก็จะได้ประโยชน์จากค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้แน่นอน</span></p>
<h3>11. HR ต้องหาทางเข้าถึงและดึงดูดผู้สมัครให้มากขึ้น (Talent Access)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่เราย้ำเสมอว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันมีคนอยู่ในระบบน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นองค์กรต้องหันมาใส่ใจว่าเราจะสามารถดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาสมัครงานกับองค์กรได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผู้เชี่ยวชาญระบุสิ่งที่องค์กรต้องมีและเป็นที่มองหาของพนักงานดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โอกาสในการเรียนรู้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การได้ทำงานที่ตรงกับความต้องการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง</span></li>
</ul>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190617-recruitment-marketing/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34558" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax.webp" alt="" width="600" height="370" title="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 399" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/ax-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190617-recruitment-marketing/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การตลาดเพื่อคัดการสรรบุคลากร (Recruitment Marketing) กลยุทธ์คัดหัวกะทิร่วมงานกับองค์กร</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2024 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรต้องเริ่มกระบวนการอย่างจริงจัง ถือเป็นปีที่องค์กรไม่สามารถรอช้าได้ เพราะหากหยุดพัฒนาเมื่อใด ก็มีโอกาสถูกคู่แข่งแซงขึ้นไปเร็วขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากเรามองในมุมกลับ แม้เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่หากเราทำได้ เราก็จะก้าวข้ามองค์กรที่ไม่ยอมปรับตัวทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายนี้เราต้องย้ำว่าเทรนด์ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นเพียงการคาดการณ์ และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจเท่านั้น HR มีหน้าที่หาข้อมูลเพื่อให้รู้ว่ากระบวนการทำงานแบบไหนที่เหมาะกับโครงสร้างขององค์กร ต้องรู้จัดประยุกต์เอาทุกความรู้ที่มีมาใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์แต่ละประเภท หากเรามีวิสัยทัศน์แบบนี้ จะเจอความท้าทายแบบไหนก็เอาชนะได้อย่างง่ายดายแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1-CATE-3.png" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" alt="%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1 CATE 3" width="1600" height="500" title="HR Trends 2024 เมื่อเทรนด์ฝ่ายบุคคลต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 400"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/32prh84u" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/32prh84u</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/hr-trends-2024-231003/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-fire-230902/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-fire-230902/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Sep 2023 08:18:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[ไล่ออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32563</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพนักงานใหม่จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี กว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และต้องใช้งบราว 20% ของเงินเดือนในการพัฒนาทักษะ ดังนั้นการไล่ออกจึงส่งผลกับภาพรวมขององค์กรอย่างเลี่ยงไม่ได้ การไล่ออกในอนาคตจะไม่ได้อ้างอิงที่ผลงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีปัจจัยด้านการเติบโตของเทคโนโลยีด้วย เพราะแม้พนักงานจะทำงานได้ดี แต่หากมีเทคโนโลยีที่แข็งแรงมากพอ องค์กรก็อาจเลือกไล่พนักงานออก และไปลงทุนกับเครื่องมือที่มีคุ้มค่ากว่าแทน ไม่ว่าจะไล่พนักงานออกด้วยสาเหตุใดก็ตาม องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พวกเขากลับตัว เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานที่สามารถเปลี่ยนตัวเองกลับมาร่วมงานกันอีกในอนาคต เราคงคุ้นเคยกับคำว่า “จ้างให้ช้า ไล่ออกให้เร็ว” เพื่อให้องค์กรรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทัน แต่ในอนาคต เราจะต้อง “เลือกให้ช้าและไล่ออกให้ช้า” เพราะการไล่ออกมีแง่มุมที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังมากกว่าเดิม AI เริ่มถูกนำมาช่วยไล่คนออก ซึ่งยังมีข้อถูกเถียงว่าปัญญาประดิษฐ์มีความเป็นธรรมมากพอแล้วหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดในปัจจุบัน การ ไล่ออก แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นขององค์กรทุกรูปแบบไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพราะการไล่ออกคือการรักษาเสถียรภาพของบริษัทในภาพรวมเอาไว้ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในที่ทำงาน หรือส่งผลเสียต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้ จึงจำเป็นต้องเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง อ้างอิงอยู่บนความถูกต้องและโปร่งใส การไล่ออกที่ดีคือเรื่องสำคัญ หากเราทำให้พนักงานเก่า (Alumni) เห็นว่าเขาผิดอย่างไรจึงโดนไล่ออก คนเหล่านั้นก็จะไม่นำองค์กรไปพูดถึงแบบเสีย ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เกิดการไล่ออกเพราะการเติบโตของ AI จึงไม่แปลกหากพนักงานบางส่วนจะรู้สึกไม่พอใจ เพราะคิดว่าแม้เทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน แต่เมื่อตนยังไม่ได้มีข้อผิดพลาด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพนักงานใหม่จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี กว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และต้องใช้งบราว 20% ของเงินเดือนในการพัฒนาทักษะ ดังนั้นการไล่ออกจึงส่งผลกับภาพรวมขององค์กรอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การไล่ออกในอนาคตจะไม่ได้อ้างอิงที่ผลงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีปัจจัยด้านการเติบโตของเทคโนโลยีด้วย เพราะแม้พนักงานจะทำงานได้ดี แต่หากมีเทคโนโลยีที่แข็งแรงมากพอ องค์กรก็อาจเลือกไล่พนักงานออก และไปลงทุนกับเครื่องมือที่มีคุ้มค่ากว่าแทน</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะไล่พนักงานออกด้วยสาเหตุใดก็ตาม องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พวกเขากลับตัว เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานที่สามารถเปลี่ยนตัวเองกลับมาร่วมงานกันอีกในอนาคต</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เราคงคุ้นเคยกับคำว่า “จ้างให้ช้า ไล่ออกให้เร็ว” เพื่อให้องค์กรรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทัน แต่ในอนาคต เราจะต้อง “เลือกให้ช้าและไล่ออกให้ช้า” เพราะการไล่ออกมีแง่มุมที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังมากกว่าเดิม</span></li>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AI เริ่มถูกนำมาช่วยไล่คนออก ซึ่งยังมีข้อถูกเถียงว่าปัญญาประดิษฐ์มีความเป็นธรรมมากพอแล้วหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดในปัจจุบัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32567 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า.png" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  407" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Thumbnail-แก้เปน-webp-ก่อนลงจ้า-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span> ไล่ออก<span style="font-weight: 400;"> แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นขององค์กรทุกรูปแบบไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพราะการไล่ออกคือการรักษาเสถียรภาพของบริษัทในภาพรวมเอาไว้ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในที่ทำงาน หรือส่งผลเสียต่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้ จึงจำเป็นต้องเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง อ้างอิงอยู่บนความถูกต้องและโปร่งใส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่ออกที่ดีคือเรื่องสำคัญ หากเราทำให้พนักงานเก่า (Alumni) เห็นว่าเขาผิดอย่างไรจึงโดนไล่ออก คนเหล่านั้นก็จะไม่นำองค์กรไปพูดถึงแบบเสีย ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เกิดการไล่ออกเพราะการเติบโตของ AI จึงไม่แปลกหากพนักงานบางส่วนจะรู้สึกไม่พอใจ เพราะคิดว่าแม้เทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน แต่เมื่อตนยังไม่ได้มีข้อผิดพลาด ก็ไม่น่าจะถูกปล่อยทิ้งขว้างเช่นกัน “ทักษะการไล่ออกที่ถูกต้อง” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวโน้มการไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เริ่มเข้ามาแทนที่มนุษย์ หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่</span></p>

<h2>สัญญาณเตือน HR ได้เวลาไล่ออก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32568 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr03.webp" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  408" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr03.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr03-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่ออกไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำแบบกระทันหัน แต่ควรผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะการไล่ออกแต่ละครั้งส่งผลในแง่ของงบประมาณและกระบวนการทำงานอย่างมาก  โดย</span><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://hire.trakstar.com/author/riia" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Riia O’ Donnell</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เขียนเกี่ยวกับ</span><a href="https://hire.trakstar.com/blog/when-and-how-to-fire-an-employee" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เรื่อง</span></a><span style="font-weight: 400;">นี้อย่างน่าสนใจว่า พนักงานใหม่จะต้องใช้เวลาประมาณสองปีกว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ (Full Productivity) และต้องใช้งบประมาณราว 20% ของเงินเดือนในการพัฒนาทักษะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการลาออกจึงไม่ใช่จุดจบหรือจุดเริ่มต้น แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่องค์กรต้องเตรียมตัวเสมอ เช่นหากคุณรู้ว่าจะไล่พนักงานคนหนึ่งออก เราก็ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อวางแผน ไม่ใช่ค่อยไปเริ่มในตอนที่ไล่พนักงานออกแล้ว มิฉะนั้นเราก็อาจมีศักยภาพในการรับมือที่ไม่แข็งแรงพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่แน่ใจว่าพนักงานคนดังกล่าวสมควรถูกไล่ออกหรือไม่ สามารถพิจารณาเพิ่มเติมจากข้อมูลเหล่านี้</span></p>
<p><strong>1. สังเกตว่าพนักงานคนดังกล่าวปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองดีแล้วหรือไม่</strong> : HR ต้องเน้นย้ำให้เห็นว่ากฏ (Rules) ภายในองค์กรไม่ใช่ข้อเสนอแนะ (Suggestions) มันคือสิ่งที่พนักงานต้องทำให้ได้ เป็นเงื่อนไขในการอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบที่บริษัทวางเอาไว้ ดังนั้นหากพนักงานมีข้อผิดพลาดและได้โอกาสแก้ตัว แต่ยังปล่อยปัญหาเอาไว้แบบเดิม ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเก็บคนแบบนี้เอาไว้ เพราะแม้จะทำงานได้ดีแค่ไหน แต่ก็จะเอาแต่สร้างพลังลบอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>2. สังเกตว่าพนักงานคนดังกล่าวได้ทำให้บรรยากาศและความรู้สึกของผู้อื่นเสียไปหรือเปล่า (Morale Issue)</strong> : ปัญหาพื้นฐานภายในองค์กร คือเรื่องการกลั่นแกล้ง (Bully) และเรื่องการล่วงละเมิด (Harassment) ไม่ว่าจะทางกาย, วาจา และใจ หากเราเห็นว่ามีพนักงานที่ทำให้บรรยากาศในออฟฟิศย่ำแย่ลง เราก็ควรเข้าไปจัดการทันที แต่หากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยถูกแก้ไข เราก็ควรพิจารณาแล้วว่าการมีพนักงานคนดังกล่าวเกิดประโยชน์กับองค์กรจริง ๆ หรือไม่ คุ้มค่ากับการเสียพนักงานคนอื่นไปหรือไม่</p>
<p><strong>3. สังเกตว่าพนักงานคนดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพในการสร้างงานลดลงหรือไม่</strong> : คงไม่ดีแน่หากเราอยู่ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังแบบนี้โดยมีเพียงแรงงานคุณภาพต่ำ ไม่มีพลังสร้างสรรค์หรือคิดค้นนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้ ปัญหานี้จะชัดเจนมากขึ้นหากพนักงานบางส่วนทำงานอย่างดีแล้ว แต่ติดขัดอยู่ที่พนักงานเพียงคนหนึ่งที่ไม่ตั้งใจจนทำให้ระบบรวนไปหมด ดังนั้นหากเราเกิดปัญหาในลักษณะนี้และไม่รู้สึกถึงการปรับปรุงแก้ไข เราก็ควรไล่พนักงานคนดังกล่าวออกไปดีกว่า</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าพนักงานมีแพสชั่นกับงานหรือไม่ หากไม่มี เราก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เอาเวลาไปโฟกัสกับคนที่พร้อมทำเพื่อองค์กรดีกว่า</span></p>
<p><strong>4. ตรวจสอบดูว่าข้อมูลในใบสมัครงานของพนักงานมีคำโกหกหรือไม่</strong> : <a href="https://www.businessnewsdaily.com/7969-employee-firing-tips.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Checkster</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าผู้สมัครกว่า 73% ให้ข้อมูลในใบสมัครงานที่เป็นเท็จ ซึ่งหากองค์กรรับได้ และเห็นว่าพนักงานมีพัฒนาการไปในทางบวก สามารถทำอย่างที่พูดเอาไว้ได้จริง เราก็อาจมองผ่านเรื่องนี้ได้ แต่หากพนักงานมีทักษะขัดแย้งกับสิ่งที่ระบุในใบสมัครอย่างชัดเจน และองค์กรตรวจสอบในประเด็นใหญ่ ๆ ได้ เช่นไม่ได้จบในมหาวิทยาลัยตามที่แจ้ง หรือไม่ได้มีวุฒิการศึกษาในระดับที่อ้างถึง องค์กรก็มีสิทธิ์ไล่ออกได้เลย</span></p>
<p><strong>5. สังเกตว่าพนักงานปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ (Cultural Fit)</strong> : <span style="font-weight: 400;">การปรับตัวตามวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อการทำงาน หากเราเน้นแต่เรื่องของปัจเจกบุคคล ไม่ยอมปรับตัวเข้าหาคนอื่น ก็จะทำงานร่วมกับคนในแผนกที่ต่างออกไปได้ยากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องของการแต่งกายและทัศนคติเช่น หากองค์กรกำหนดให้ใส่ชุดสุภาพ แต่พนักงานมองว่าตนมีสิทธิ์ในร่างกายของตัวเอง และแต่งตัวตามแต่ใจต้องการ องค์กรก็จะขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้บุคคลภายนอกเห็นว่าผู้บริหารไม่สามารถควบคุมบุคลากรได้ เกิดผลเสียในภาพรวม</span></p>
<p><strong>6. การลดขนาดองค์กร (Downsizing)</strong> :<span style="font-weight: 400;"> การไล่พนักงานออกไม่ได้เกิดจากปัญหาของตัวพนักงานเท่านั้น แต่อาจมาจากการดำเนินธุรกิจขององค์กรก็ได้ คำว่าลดขนาดไม่ได้หมายถึงความล้มเหลวอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงยุคสมัยที่องค์กรนำเทคโนโลยีมาทดแทนบุคลากรมากขึ้น จนไม่จำเป็นต้องว่าจ้างคนมากเท่าเดิมอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นกรณีนี้ องค์กรต้องตรวจสอบสิทธิ์ของพนักงานอย่างถูกต้อง และให้ค่าชดเชยที่เหมาะสม เพื่อเป็นการให้เกียรติพนักงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในกรณีที่อยากกลับมาร่วมงานกันอีกในอนาคต</span></p>
<h2>HR ในอนาคต ควรไล่พนักงานออกอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32569 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr02.webp" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  409" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr02.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr02-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราพูดเสมอว่าโลกการทำงานเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกหากเราจะต้องปรับตัวตามยุคสมัย เพื่อให้แน่ใจว่าวิธีการสื่อสารขององค์กรกับพนักงานจะเป็นไปในแง่บวก และสอดคล้องกับค่านิยมในปัจจุบันได้จริง เพราะอย่าลืมว่าในยุคสมัยที่แตกต่างกัน สิ่งที่เคยถูก ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ผิด หรือสิ่งที่ผิดก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราตัดสินคน ๆ หนึ่งโดยมาตรฐานที่ล้าสมัย การตัดสินใจนั้นก็อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง กลายเป็นปัญหาใหญ่โตที่ดึงความสนใจของเราออกจากงานอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่ออกนับจากนี้จึงมีบริบทที่หลากหลายมากกว่าเดิม เพราะในบางประเทศก็เริ่มมีการนำ AI มาใช้เพื่อพิจารณาคุณภาพของพนักงาน ผ่านการวัดผลในรูปแบบใหม่ ๆ HR จึงต้องแน่ใจว่าสามารถไล่พนักงานออกอย่างมีจริยธรรมมากขึ้น โดย SHRM ได้ให้คำแนะนำเอาไว้ดังนี้</span></p>
<h3>1. สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเพื่อแจ้งเหตุผลที่แท้จริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><span style="font-weight: 400;">Martha Boyd ทนายความชาวสหรัฐอเมริกากล่าวว่า  หัวหน้าส่วนใหญ่มักไม่กล้าบอกพนักงานถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมพวกเขาถูกให้ออก เพราะต้องการหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยาก (Tough Conversation)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำในลักษณะนี้จะเลือกใช้คำที่กว้าง ๆ เช่นบอกว่าแผนกของคุณต้องลดขนาดลง หรือแนวทางของบริษัทได้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งที่ความจริงพนักงานคนดังกล่าวถูกไล่ออกเพราะทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานจนเกิดความเสียหายต่อองค์กร พฤติกรรมแบบนี้ถือเป็นเรื่องผิดมาก เพราะผู้นำเองก็ต้องมีทักษะในเรื่องของความเด็ดขาด ต้องกล้าพูดกล้าจาในสถานการณ์ที่เหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่พนักงานเองก็มีสิทธิ์รู้ว่าข้อเสียของตนอยู่ตรงไหน ควรแก้ไขอย่างไร และต้องมีข้อมูลเพื่อนำไปพิจารณาว่าการไล่ออกขององค์กรเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากหัวหน้างานไล่ออกและเหตุผลหนึ่งแต่ไปอธิบายในชั้นศาลด้วยอีกเหตุผลหนึ่งก็จะเกิดความวุ่นวาย ไม่สามารถนำคำพูดจากการไล่ออกมาใช้อ้างอิงอะไรได้เลย</span></p>
<h3>2. มีบุคลากรผู้แจ้งข่าวมากกว่าสองคนเสมอเวลาต้องการไล่พนักงานออก</h3>
<p>ปัจจุบันการไล่พนักงานไม่ควรทำผ่านอีเมล โทรศัพท์ หรือการแจ้งข้อมูลเพียงสั้น ๆ แต่ควรนัดหมายอย่างเป็นทางการเพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าเหตุผลในการไล่ออกนั้นฟังขึ้น ไม่ใช่การเอาเปรียบหรือตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม เพราะในยุคที่งานหายากและคนเก่งในตลาดแรงงานก็หายาก การรักษาสภาพจิตใจซึ่งกันและกันเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์ของงาน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหลังจากที่หัวหน้าทีมแจ้งข่าวเรื่องการไล่ออกแล้ว HR ก็ควรเข้ามาแจ้งรายละเอียดอื่น ๆ ที่พนักงานต้องรู้ เช่นจะได้เงินเดือนก้อนสุดท้ายเมื่อไหร่ ต้องคืนทรัพย์สินขององค์กรอย่างไร ในกรณีที่ทำงานจากที่บ้าน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการประชุมเพื่อไล่พนักงานออกควรมีระยะเวลาอยู่ระหว่าง 5 ถึง 10 นาทีเท่านั้น เพราะเป้าหมายของการสนทนาเกิดขึ้นเพื่อแจ้งข่าวและแจ้งสิทธิ์ตามเหมาะสม ซึ่งคงไม่มีเหตุการณ์ในแง่บวกเกิดขึ้นระหว่างบทสนทนานี้อยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการพูดคุยเรื่องอื่นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก เพราะในจังหวะนี้พนักงานย่อมหาทางอธิบาย และหาข้อแก้ตัวเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก ซึ่งฝ่ายบุคคลสามารถตอบกลับไปได้เลยว่าการพูดคุยหาทางออกเป็นสิ่งที่ HR ทำมาตลอด แต่พนักงานดันไม่ปรับปรุงตัว และการละเลยดังกล่าวคือสาเหตุหลักที่ทำให้เขาถูกไล่ออก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าการบอกสาเหตุให้ชัดเจนจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหากถูกฟ้องร้อง ดังนั้นผู้นำต้องแยกให้ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แม้พนักงานที่กำลังไล่ออกจะเป็นเพื่อนสนิท หรือทำงานด้วยกันมาเป็นเวลานานก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือแม้เราจะต้องให้เหตุผลอย่างชัดเจน และต้องมีความเห็นอกเห็นใจในการสื่อสารมากเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ และไม่ควรขอโทษเด็ดขาด เราต้องเน้นย้ำว่าเจตนาในการไล่ออกเกิดขึ้นจากผลประโยชน์ขององค์กรในฐานะของพนักงานและลูกจ้างเป็นที่ตั้ง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมิตรภาพระหว่างบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราอ่อนแอ ไม่กล้าสื่อสารในประเด็นเหล่านี้ เราก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ต้องมานั่งเครียดเองโดยไม่จำเป็น เพราะอย่าลืมว่าการไล่พนักงานออกจะมาด้วยเหตุผลที่ละเอียดอ่อนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราต้องเอาใจไปให้กับการไล่ออกทุกครั้ง เราก็จะเป็นฝ่ายหมดไฟจนอาจถูกไล่ออกซะเอง เราต้องบอกตัวเองว่าเรากำลังทำหน้าที่เท่านั้น ไม่ต่างจากหน้าที่ของบุคลากรในตำแหน่งอื่นเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปง่าย ๆ ว่าความตรงไปตรงมาแบบ “เจ็บแต่จบ” คือรากฐานของเรื่องนี้</span></p>
<h3>3. ไล่ออกช้าๆ (Hire Slow, Fire Slow)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเรามักคุ้นเคยกับประโยคว่า “เซ็นสัญญาให้ช้า ไล่ออกให้เร็ว” ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องคัดเลือกคนด้วยความรัดกุมและกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อหาคนที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไป เราได้เห็นแล้วว่าแม้จะคัดเลือกพนักงานด้วยความระมัดระวังแค่ไหน เราก็ยังเจอพนักงานที่ไร้ประสิทธิภาพจนต้องไล่ออกเสมอดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราประเมินทุกอย่างตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่รีบตัดสินเพียงเพราะค่านิยมหรือผลลัพธ์ในระยะสั้น เช่นหากเราเห็นพนักงานที่ทำงานไม่ดี แต่รู้สึกว่าเขาอาจมีประโยชน์ หรือสามารถไปเรียนรู้บางอย่างเพิ่มเติมได้ในอนาคต เราก็ไม่จำเป็นต้องรีบไล่พวกเขาออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ควรหาวิธีอื่น ๆ เช่นการย้ายงาน การลดตำแหน่ง หรือไล่ออกอย่างเข้าใจ ไม่ให้เกิดความขุ่นเคืองระหว่างกัน เพื่อหวังว่าเขาจะมาเป็น Boomerang Employee ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตัดสินใจไล่พนักงานออกอย่างรวดเร็ว แม้จะด้วยความโกรธที่พนักงานสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อองค์กร ก็ถือเป็นเรื่องผิด เพราะอาจทำให้เราหยุดรอดเรื่องสำคัญที่นำไปสู่การฟ้องร้องได้ ซึ่งความผิดพลาดดังกล่าวสามารถนำไปสู่กระแสในแง่ลบจากการวิพากษ์วิจารณ์แบบปากต่อปาก จนภาพลักษณ์องค์กรเสื่อมเสีย ไม่สามารถว่าจ้างพนักงานที่มีฝีมืออีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับที่น่าสนใจก็คือเราไม่ควรไล่พนักงานออกในวันจันทร์และวันศุกร์ เพราะวันจันทร์เป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ที่พนักงานถืองานในมืออยู่เต็มไปหมด หากถูกไล่ออกในวันดังกล่าว ก็จะมีความเครียดมากขึ้นจนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทหรือการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในส่วนของวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนหมดสัปดาห์  หากเราไล่ออกในวันดังกล่าว พนักงานก็จะไม่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็นในแง่อื่น ๆ กับเรา ไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่คอยปลอบประโลมเพราะติดวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งในแง่ของการทำงาน HR นั้น การยื่นเอกสารต่าง ๆ ก็จะเกิดความติดขัดตามวันหยุดไปด้วย สรุปได้ว่าการไล่ออกในวันจันทร์และศุกร์ จะทำให้ความเครียดในใจของผู้ที่ถูกไล่ออกเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ เราต้องคำนึงถึงการแจ้งข่าวกับเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้คนรู้สึกแย่ต่อกันเมื่อเราไล่พนักงานออกไป</span></p>
<h2>ความสัมพันธ์ของ HR , AI และการไล่ออก</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32570 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr01.webp" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  410" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr01.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hr01-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตของ AI นำไปสู่คำถามว่า HR สามารถนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยตัดสินใจในการไล่พนักงานออกหรือไม่ ? ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้ก็เป็นไปทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับว่าบุคลากรของแต่ละองค์กรจะมอง AI ด้วยแง่มุมอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัท </span><a href="https://www.capterra.ca/blog/4090/use-of-ai-in-hr-study#One-in-five-SMEs-in-Canada-are-already-using-AI-in-HR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Capterra</span></a><span style="font-weight: 400;"> จากแคนาดา ได้ทำการสำรวจพนักงานจำนวน 1,002 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 &#8211; 65 ปี และพบว่ามีองค์กร 8% ที่ใหั AI ช่วยตัดสินใจเรื่องการไล่พนักงาน ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงนัก แต่ก็คิดว่าจะเพิ่มอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวข้อที่องค์กรใช้ AI มาช่วย HR มากที่สุดคือขั้นตอนวางแผน (Planning), การจัดกระบวนการเรียนรู้ (Learning), การแก้ปัญหา (Problem-Solving) โดยเป้าหมายสูงสุดในการใช้ AI คือการนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลเพื่อคาดเดา (Predicting) อนาคต และมีถึง 66% ที่มองว่าการนำ AI มาตัดสินชะตาของทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาดังกล่าวระบุว่าผู้ทำแบบสอบถาม 30% รู้สึก “ไม่สบายใจมาก” หากจะนำ AI มาใช้ตัดสินอนาคตของพนักงาน เพราะกังวลเรื่องของความอคติ (Bias) ขณะที่ 39% มองว่าหาก AI ตัดสินโดยมีมนุษย์คอยกำกับดูแล ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พอรับได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่ง คำว่า “AI ไม่มีชีวิตจิตใจ” ก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรต่อต้านเสมอไป เพราะการตัดสินใจโดยมองผลลัพธ์เป็นที่ตั้งไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายหากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง และต้องให้ความสำคัญกับการเอาชนะคู่ต่อสู้ตลอดเวลา การใช้ AI มาช่วยจะทำให้เรามองเห็นข้อมูลทุกอย่างโดยละเอียด และสามารถคาดเดาได้ว่าพฤติกรรมที่พนักงานคนหนึ่งทำนั้น สามารถนำไปสู่ความน่าจะเป็นแบบใดได้บ้างซึ่งช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับอนาคตได้ง่ายขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากพฤติกรรมบางอย่างมีแนวโน้มว่าจะทำให้พนักงานลาออก ก็คงดีกว่าหากเราตัดไฟแต่ต้นลมไปเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานยังระบุด้วยว่าพนักงาน 65% จะรู้สึกเครียดมากขึ้นทันทีหากองค์กรประกาศว่าจะใช้ AI ประเมินผลและไล่พนักงานที่ไม่มีความสามารถออก เพราะมองว่าตนต้องปรับตัวกับวิธีประเมินผลแบบใหม่ ซึ่งการใช้ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้พวกเขาไม่สามารถแก้ตัวหรืออธิบายด้วยเหตุผลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ทุกอย่างจะดูแข็งกร้าวขึ้นจนบรรยากาศขององค์กรเปลี่ยนตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันความกดดันดังกล่าวก็จะทำให้พนักงานบางส่วนที่สภาพจิตใจแข็งแรงเลือกพัฒนาตัวเองเพื่อต่อสู้กับวิธีประเมินผลแบบใหม่อย่างตื่นเต้น ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ การทำงานของ HR ก็มีลักษณะเป็นเหมือนเหรียญสองด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันด้วยสายตาแบบไหน และประยุกต์ใช้ผลลัพธ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรต่างหาก</span></p>
<h2>โลกการทำงานเปลี่ยนไป การสรรหาบุคลากรของ HR ก็ต้องเล่นใหญ่กว่าเดิม</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31614 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development4.webp" alt="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ " width="600" height="370" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  411" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development4.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development4-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราทราบกันดีว่าสถานการณ์ของโลกธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในโลกหลัง โควิด-19 ดังนั้นการสรรหาพนักงานจำเป็นต้องมองในทุกแง่มุม หากเราไล่พนักงานออก เราก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าจะรักษาความสัมพันธ์หลังจากนั้นอย่างไร เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีกลไกในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น และการถูกไล่ออกอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตให้พนักงานคนดังกล่าวกลับมาดูแลตัวเอง หมั่นหาความรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดจนกลายเป็นคนที่มีฝีมือก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการดูแลพนักงานเก่า (Alumni Management) จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ HR สามารถเข้าถึงแรงงานที่มีฝีมือได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปแย่งกับบริษัทอื่นในตลาดแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Recruiter สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ได้ เช่นการใส่ข้อมูลว่ารูปแบบการทำงานขององค์กรที่เป็นอยู่นั้นเหมาะกับพนักงานแบบไหน หรือแนวโน้มของผู้สมัครแบบไหนที่น่าจะก้าวไปเป็นผู้นำในอนาคต เราไม่จำเป็นต้องเลือกพนักงานโดยไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยอีกแล้ว ซึ่งหากเรามอง HR Recruiter ในอนาคตแบบนี้ องค์กรของเราก็จะมีทรัพยากรบุคคลที่แข็งแรงกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะไปหาตัวช่วยดี ๆ จากที่ไหน เราขอแนะนำบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้าน HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะหาบุคลากรแบบไหน ที่นี่มีคำตอบให้คุณ</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่ออกในอนาคต ไม่ได้มีปัจจัยเพียงแค่พนักงานกับองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Digital Transformation) ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องไล่พนักงานออกได้เช่นกัน ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างองค์กรของเราเป็นแบบไหน และ HR มีศักยภาพมากพอในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้อย่างเหมาะสมดีแล้วหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นหากเราต้องไล่พนักงานออกเป็นหมู่มาก (Mass Layoff) การเก็บสถิติและสำรวจความน่าจะเป็นด้วย AI ก็จะช่วยให้องค์กรคัดเลือกคนออกอย่างมีหลักการและเป็นธรรมมากขึ้น แต่หากเรานำไปใช้กับพนักงานเป็นรายบุคคล และพึ่งพาแต่เทคโนโลยีจนมองข้ามเรื่องมนุษยธรรมไปจนหมดสิ้น การใช้ AI ดังกล่าว ก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการไล่ออกในอนาคตจึงเป็นยุคที่ต้องไล่ออกอย่างรัดกุม มีข้อมูลรอบด้าน และมองถึงความสัมพันธ์ในระยะยาวกับบุคลากรทุกคน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="วิธีไล่ออกในอนาคตเป็นอย่างไร เมื่อ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์  412"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/kHJW5" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/kHJW5</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/gnwQ6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/gnwQ6</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/acLR9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/acLR9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/amuz9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/amuz9</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-fire-230902/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/15-hr-awards-230901/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/15-hr-awards-230901/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Sep 2023 07:51:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Awards]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32525</guid>

					<description><![CDATA[&#160; หากรางวัลออสการ์ (Oscars / Academy Awards) คือตัวบ่งชี้ว่าภาพยนตร์เรื่องไหนดี น่าชื่นชม เช่นเดียวกัน เวลาพิจารณาว่าองค์กรใดน่าร่วมงานด้วย สิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นมาตรวัดได้เลยก็คือ การดูว่า องค์กรนั้นได้รางวัลด้านการทำงาน โดยเฉพาะรางวัลด้าน HR Awards มากแค่ไหน ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน แม้บางครั้งรางวัลอาจไม่สามารถสะท้อนคุณภาพออกมาได้ทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลต่อการดึงดูดให้คนสนใจ อยากมาร่วมงานด้วยเยอะทีเดียว จริง ๆ แล้ว ทุกปีมีการแจกรางวัลด้าน HR หลายร้อยรางวัลทั่วโลก แต่ในบทความนี้จะขอพามาดูรางวัลสำคัญ ๆ ในประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นว่า เวทีมอบรางวัล HR เด่น ๆ มีความน่าเชื่อถือนั้นประกอบด้วยที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ติดตามในบทความนี้ได้เลย 1. HR Asia Best Companies to Work for in Asia รางวัลแรกมาจาก HR Asia เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรในแต่ละประเทศของเอเชีย ที่ได้รับการประเมินว่าผ่านเกณฑ์การเป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย และกำลังจะมีการมอบรางวัลของปี 2023 ช่วงปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32549" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T145746.393.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า" width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  430" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T145746.393.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T145746.393-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หากรางวัลออสการ์ (Oscars / Academy Awards) คือตัวบ่งชี้ว่าภาพยนตร์เรื่องไหนดี น่าชื่นชม เช่นเดียวกัน <span style="font-weight: 400;">เวลาพิจารณาว่าองค์กรใดน่าร่วมงานด้วย สิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นมาตรวัดได้เลยก็คือ การดูว่า องค์กรนั้นได้รางวัลด้านการทำงาน โดยเฉพาะรางวัลด้าน HR Awards มากแค่ไหน ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้บางครั้งรางวัลอาจไม่สามารถสะท้อนคุณภาพออกมาได้ทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลต่อการดึงดูดให้คนสนใจ อยากมาร่วมงานด้วยเยอะทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้ว ทุกปีมีการแจกรางวัลด้าน HR หลายร้อยรางวัลทั่วโลก แต่ในบทความนี้จะขอพามาดูรางวัลสำคัญ ๆ ในประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นว่า เวทีมอบรางวัล HR เด่น ๆ มีความน่าเชื่อถือนั้นประกอบด้วยที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ติดตามในบทความนี้ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. HR Asia Best Companies to Work for in Asia</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32534" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142156.201.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  431" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142156.201.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142156.201-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลแรกมาจาก HR Asia เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรในแต่ละประเทศของเอเชีย ที่ได้รับการประเมินว่าผ่านเกณฑ์การเป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย และกำลังจะมีการมอบรางวัลของปี 2023 ช่วงปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากรางวัลนี้ HR Asia ยังมอบรางวัลเด่น ๆ อีกหลายรางวัล ไม่ว่าจะเป็นรางวัล Diversity, Equity &amp; Inclusion Awards, Digital Transformation Awards รวมถึง Most Caring Company Awards อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทางได้ที่: </span><a href="https://hr.asia/awards/home/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://hr.asia/awards/home/</span></a></p>
<h2>2. PMAT: People Management Award</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32536" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142307.288.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  432" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142307.288.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142307.288-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลต่อมาจัดขึ้นโดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย หรือ PMAT ที่จะมอบให้กับ “สุดยอดองค์กรบริหารคนดีเด่น&#8221; เพื่อแสดงถึงภาพลักษณ์และมาตรฐานของการบริหารงานบุคคลในองค์กร ส่งเสริม สนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารคน พร้อมกับการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: <a href="http://www.pmat.or.th/pmat/index2.asp?r=Products%20%20Services/1732/People%20Management%20Award%20of%20Thailand/20602/viewlink1/" target="_blank" rel="noopener">http://www.pmat.or.th/pmat/index2.asp?r=Products%20%20Services/1732/People%20Management%20Award%20of%20Thailand/20602/viewlink1/</a></span></p>
<h2>3. PMAT: Thailand HR Innovation Award</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32537" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142344.144.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  433" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142344.144.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142344.144-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกรางวัลเด่นของ PMAT เป็นรางวัลนวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โฟกัสที่การหาองค์กรผู้ริเริ่มนวัตกรรมด้าน HR ใหม่ ๆ จับต้องและทำจริงได้ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรให้เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ </span><a href="http://www.pmat.or.th/Products%20%20Services/1732/HR%20Innovation%20Award/20708/viewbranch1/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://www.pmat.or.th/Products%20%20Services/1732/HR%20Innovation%20Award/20708/viewbranch1/</span></a></p>
<h2>4. Kincentric Best Employers Thailand Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35528" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-10-26T134816.960.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  434" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-10-26T134816.960.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-10-26T134816.960-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>รางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย มอบโดย Kincentric หรือ บริษัท คินเซนทริค (ประเทศไทย) จำกัด ผลรางวัลตัดสินจากความเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์องค์กร ประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรบุคคล นโยบายจากผู้นำองค์กร รวมถึงประสิทธิภาพของการบริหารองค์กร จากการสำรวจเสียงสะท้อนเรื่องความผูกพันและความคิดเห็นของพนักงานถือเป็นรางวัลด้าน HR ที่เก่าแก่มากของไทย</p>
<p>รางวัลนี้มอบให้กับองค์กรเด่นทั่วฟ้าเมืองไทยมาแล้ว 22 ครั้ง และจะมอบรางวัลครั้งที่ 23 ของปีนี้ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 อย่างแน่นอน</p>
<p>คินเซนทริค พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ หรือองค์กรที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อยกระดับแวดวง HR ไปพร้อมกัน มาร่วมงานของปีนี้ได้เลย</p>
<p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:<br />
<a class="c-link" href="https://www.facebook.com/kincentricthailand" target="_blank" rel="noopener noreferrer" data-stringify-link="https://www.facebook.com/kincentricthailand" data-sk="tooltip_parent">https://www.facebook.com/kincentricthailand</a><br />
<a class="c-link" href="https://www.kincentric.com/bestemployers" target="_blank" rel="noopener noreferrer" data-stringify-link="https://www.kincentric.com/bestemployers" data-sk="tooltip_parent">https://www.kincentric.com/bestemployers</a></p>
<h2>5. WorkVenture Top 50 Employers in Thailand</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32539" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142454.746.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  435" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142454.746.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142454.746-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลที่มอบให้กับ 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดในประเทศไทย รางวัลนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผู้มีอายุ 20-35 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 10,000 คน ถือเป็นอีกรางวัลที่ได้รับเสียงตอบรับด้านบวกว่า น่าเชื่อถือไม่น้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: </span><a href="https://www.workventure.com/en/top50-companies-2023" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.workventure.com/en/top50-companies-2023</span></a></p>
<h2>6. Thailand Corporate Excellence Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32541" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142522.544.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  436" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142522.544.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142522.544-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลนี้มอบโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับ สถาบัน บัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานประกาศผลและมอบรางวัล พระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยหนึ่งในรางวัลที่มอบให้มีรางวัล ความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence) ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: </span><a href="https://thcorpexcellence.org/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://thcorpexcellence.org/</span></a></p>
<h2>7. HR Excellence Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32542" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142547.567.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  437" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142547.567.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142547.567-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลใหญ่ในระดับภูมิภาค จัดขึ้นโดย Human Resources Online สื่อด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจากประเทศสิงคโปร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกย่ององค์กรและบริษัทชั้นนำที่บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม ครอบคลุมทั้งด้านการสรรหาบุคลากร การพัฒนาพนักงานและผู้นำองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะจัดขึ้นโดยสื่อของประเทศสิงคโปร์ แต่ที่นี่มอบรางวัลให้กับองค์กรเด่นทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วยนะ และรางวัลนี้เป็น 1 ในหลายรางวัลด้าน HR ของ Human Resources Online เพราะยังมีรางวัลเด่น ๆ อีก 2 รางวัลนั่นคือ HR Vendors of the Year และรางวัล Employee Experience Awards ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: </span><a href="https://awards.humanresourcesonline.net/southeast-asia/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://awards.humanresourcesonline.net/southeast-asia/</span></a></p>
<h2>8. Singapore Human Resources Institute (SHRI) Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32545" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373-1.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  438" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรางวัลก่อนจัดขึ้นโดยองค์กรของประเทศสิงคโปร์ แล้วมอบให้กับหลายองค์กรในแถบภูมิภาคเดียวกัน รางวัล Singapore Human Resources Institute (SHRI) Awards ก็จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลเชิดชูองค์กรที่ทำงานอย่างประสบความสำเร็จในสิงคโปร์โดยเฉพาะ ล่าสุดกำลังจะประกาศผลรางวัลครั้งที่ 16 แล้ว ในวันที่ 25 ตุลาคม 2023 ที่จะถึงนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: </span><a href="https://shri.org.sg/the16thsingaporehrawards" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shri.org.sg/the16thsingaporehrawards</span></a></p>
<h2>9. Asia HRD Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32544" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142631.852.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  439" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142631.852.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142631.852-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นเพื่อยกย่อง HR รายบุคคล และระดับองค์กรในเอเชียที่มีความโดดเด่นด้าน Human Resource Development เป็นหลัก มอบรางวัลมาแล้วตั้งแต่ปี 2003 และจากรางวัลเล็ก ๆ ที่มอบให้แค่ 2 ประเทศเท่านั้น ปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำถึง 22 ประเทศที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://asiahrdawards.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://asiahrdawards.com/</span></a></p>
<h2>10. Asia-Pacific Stevie Award</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32543" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142653.694.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  440" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142653.694.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142653.694-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Stevie Awards ถือเป็นหนึ่งในรางวัลใหญ่ระดับโลกมาตั้งแต่ปี 2002 ที่ต้องการมอบรางวัลให้กับองค์กรระดับธุรกิจขั้นสุดยอด ที่โดดเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ไม่เพียงมอบรางวัลให้กับองค์กรทั่วทั้งโลก แต่ยังมีรางวัลที่มอบให้เฉพาะกลุ่มประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกด้วย ชื่อว่า Asia-Pacific Stevie Award</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://asia.stevieawards.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://asia.stevieawards.com/</span></a></p>
<h2>11. Asian Management Excellence Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32532" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142714.963.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  441" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142714.963.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142714.963-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลใหญ่นี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จขององค์กรธุรกิจที่น่าจับตาในเอเชีย ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับเรื่องการบริหารคน การสร้างความผูกพันในองค์กร และการส่งเสริมความหลากหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Asian Management Excellence Awards มีหลายรางวัลเด่นมอบให้องค์กรที่โดดเด่นจำนวนมาก ประกอบด้วย Executive of the Year, Innovator of the Year, Team of the Year, Employee Engagement of the Year, Diversity and Inclusion Initiative of the Year และ Health and Wellness Initiative of the Year</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานประกาศผลรางวัลครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2023</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://asianbusinessreview.com/event/asian-management-excellence-awards?gclid=CjwKCAjwloynBhBbEiwAGY25dPpsOBVwFD2Fv5V0YaNpo9VAZWG2DTN7MUSJWPZI_llVzw93NJ9tORoC6r0QAvD_BwE" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://asianbusinessreview.com/event/asian-management-excellence-awards</span></a></p>
<h2>12. Asia Leadership Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32531" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  442" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142737.373-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลที่มอบให้กับผู้นำองค์กรระดับดีเยี่ยมในเอเชีย ที่ไม่เพียงมีความสามารถในการนำคน บริหารคน แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคด้วย รางวัลนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 และกำลังจะจัดงานปีล่าสุดในวันที่ 11 ตุลาคม 2023 ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://www.asianleadershipawards.com/index.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.asianleadershipawards.com/index.html</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>13. Asia&#8217;s Best Employer Brand Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32530" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142803.317.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  443" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142803.317.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142803.317-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กร / นายจ้างในเอเชียที่โดดเด่นด้านการทำแบรนดิ้ง การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร และสามารถจูงใจให้คนอยากมาร่วมงานด้วย ไม่เพียงแค่นั้นยังสามารถรักษาพนักงานที่เก่งกาจเอาไว้ในองค์กร ให้ทำงานอย่างมีความสุขได้เป็นระยะยาวนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://www.employerbrandingawards.com/asia_best.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.employerbrandingawards.com/asia_best.html</span></a></p>
<h2>14. THE Awards Asia</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32529" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142824.693.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  444" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142824.693.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142824.693-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รางวัลที่เริ่มต้นจากฝั่งยุโรปช่วงปี 2009-2010 ก่อนจะขยายอิทธิพลมายังฝั่งเอเชียด้วยในปี 2019 รางวัลนี้มอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นด้านความเป็นผู้นำ มีรางวัล Leadership and Management Team of the Year นอกจากนั้นยังเชิดชูองค์กรที่พัฒนาด้านการศึกษาระดับสูงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">THE Awards Asia ครั้งล่าสุดเพิ่งประกาศรางวัลไปเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2023 ที่ฮ่องกง และตอนนี้สถาบันก็เบนเป้าไปยังการมอบรางวัลในปี 2024 แล้วด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://theawardsasia.com/2024/en/page/home" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://theawardsasia.com/2024/en/page/home</span></a></p>
<h2>15. HRM Asia Readers’ Choice Awards</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32528" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142908.267.webp" alt="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัล HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไว่คว้า " width="600" height="370" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  445" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142908.267.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/HREX-Cover-2023-09-01T142908.267-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRM Asia คือเว็บไซต์สื่อด้าน HR ที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของโลก จัดรางวัลอันทรงเกียรติ HRM Asia Readers’ Choice Awards เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เป็น HR มืออาชีพทั้งหลายที่เป็นผู้อ่านคอนเทนต์ของเว็บไซต์อยู่แล้ว ได้โหวตยกย่ององค์กรเจ้าของ HR Solution มากคุณภาพ ที่เมื่อนำมาใช้งานจริงแล้ว สามารถช่วยยกระดับแต่ละองค์กรได้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: </span><a href="https://hrmasia.com/rca-2022-winners/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://hrmasia.com/rca-2022-winners/</span></a></p>
<h2>บทสรุป HR Awards</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">15 รางวัลด้าน HR ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของ HR Awards ที่มีชื่อเสียง และได้รับการยกย่องในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากองค์กรไหน HR ช่วยผลักดันจนได้รับการยกย่องล่ะก็ แสดงว่าเป็นองค์กรที่น่าสนใจ และน่าร่วมงานด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่างที่กล่าวไปว่ายังมีสถาบันที่จัดงานประกาศรางวัลเชิดชูผลงานด้าน HR อีกมากมายในระดับโลก ไว้ถ้ามีโอกาส HREX จะนำมารายงานเพิ่มเติมว่า มีสถาบันสำคัญที่ไหนอีกบ้าง ที่ HR ควรรู้จัก และตั้งเป้าเพื่อไปให้ถึงนะ</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="15 HR Awards รวมลิสต์รางวัลด้าน HR ที่ทุกองค์กรในเอเชียใฝ่ฝันไขว่คว้า  446" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/15-hr-awards-230901/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230807-small-wins/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/230807-small-wins/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Aug 2023 09:51:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Small Wins]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=30777</guid>

					<description><![CDATA[เทคนิค Small Wins ชัยชนะเล็กๆ ที่สามารถใช้สร้างแรงบันดาลใจองค์กร เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายอยากทำงานต่ออย่างมีความหมาย และสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Small Wins เรียกอีกอย่างว่า Micro Wins หมายถึงการที่เรามีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างกระบวนการทำงาน ไม่ว่าสิ่งที่รออยู่ปลายทางจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวก็ตาม แนวคิดนี้จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">คุณ Mehrnaz Bassiri กล่าวใน TED Talk ว่า Small Wins มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง (Transformation Power) หากเราสร้างชัยชนะขนาดเล็กไปเรื่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ (Big Wins) ได้เอง</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">มีงานวิจัยที่ระบุว่าการแบ่งงานออกเป็นกลุ่มย่อย (Incremental Model) จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้พนักงานโดยตรง เพราะพนักงานจะได้เห็นความสำเร็จเป็นระยะ ไม่ใช่ทำงานไปโดยไม่รู้เลยว่าผลงานของตนมีคุณค่าหรือไม่</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Small Wins ไม่ได้เริ่มจากกลไกภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการมองโลกในแง่บวกด้วย ทางที่ดีคือเราควรจดบันทึกความสุขในแต่ละวันเสมอ เพราะเมื่อนำมาทบทวนในภายหลัง ก็จะเห็นว่าเราสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับโลกได้มากกว่าที่คิด</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">HR และหัวหน้างานต้องใส่ใจ Small Wins ทั้งในแง่ของการทำงาน และในแง่ของการใช้ชีวิต เช่นการแสดงความยินดีเมื่อพนักงานแต่งงาน, มีลูก หรืออื่น ๆ ที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30840 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/58.png" alt="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 447" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/58.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/58-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่สามารถยึดติดกับความสำเร็จบางอย่างได้เป็นเวลานาน และในทางกลับกัน เราก็ไม่สามารถยึดติดกับความล้มเหลวจนเครียดเกินไปเช่นกัน แต่เราจะโน้มน้าวตัวเองอย่างไรให้มีความสุข และจะบริหารจัดการพนักงานอย่างไรให้รู้สึกว่าพวกเขายังคงมีคุณค่า ไม่ว่าจะต้องทำงานที่ซ้ำเดิมอยู่เรื่อย ๆ หรือประสบความล้มเหลวทั้งที่พยายามอย่างหนักหน่วงแล้วก็ตาม</p>
<p>การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายอยากทำงานต่อไป จึงเป็นต้นกำเนิดของชัยชนะเล็ก ๆ หรือ Small Wins  อันเป็นกลยุทธ์ที่ต้องการบอกเราว่าทุกก้าวเดินในชีวิตนั้นมีความหมาย และไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ต่างเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งสิ้น</p>
<p>องค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Small Wins จะมีพนักงานที่กระตือรือร้น กล้ายอมรับความผิดพลาด เพราะรู้ว่าตนยังคงได้เรียนรู้อะไรบางอย่างระหว่างทาง และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต</p>
<p>เราจะสร้างความเข้าใจเรื่อง ชัยชนะเล็ก ๆ หรือ Small Wins ได้อย่างไร อ่านทุกเรื่องที่คุณควรรู้ได้ที่ HREX</p>

<h2>Small Wins หรือชัยชนะเล็ก ๆ คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30841 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/55.png" alt="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 448" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/55.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/55-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>Small Wins เรียกอีกอย่างว่า Micro Wins หมายถึงการที่เรามีความสุขกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสำเร็จที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นเรื่องการทำงาน, ชีวิตประจำวัน หรือความเข้าใจที่เกิดขึ้นกับแนวคิดบางอย่างขณะทำงานก็ได้ อย่างกรณีของคุณทอมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักประดิษฐ์ชื่อดังชาวสหรัฐอเมริกา ที่ทำการทดลองกว่า 10,000 ครั้งกว่าจะสร้างหลอดไฟได้สำเร็จ กรณีนี้แทนที่เขาจะมองว่าตนล้มเหลวหมื่นครั้ง เขากลับเลือกปรับทัศนคติ และบอกว่านั่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เขาได้เรียนรู้ตั้ง 10,000 วิธีที่ไม่สำเร็จ จึงสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ไม่จำเป็นได้ง่ายกว่าใคร</p>
<p>ตัวอย่างข้างต้นแปลว่า หากเราเปลี่ยนมุมมองเพียงนิดเดียว เราก็จะพบกับชัยชนะในสิ่งที่เคยมองข้ามได้เอง</p>
<p>Small Wins มักถูกมองข้าม เพราะเราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในท้ายที่สุดมากกว่า อย่างไรก็ตามการคิดถึงชัยชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เรามีกำลังใจในการบรรลุผลที่ใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อเราทำงานยาก ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกท้อแท้ หมดแรง และไม่รู้ว่าจะพยายามต่อไปทำไม</p>
<p>การพบเจอชัยชนะระหว่างทาง จึงเป็นเหมือนความสุขที่คอยย้ำเตือนให้เราเห็นว่าแผนงานดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับความผิดหวังในอนาคตได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ตีค่าความล้มเหลวเป็นผลเสียจนไม่กล้าคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกต่อไป</p>
<p>Small Wins ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีม เช่นการทำให้พนักงานรู้สึกถึงความสำเร็จร่วม (Share Accomplishment) ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประโยชน์มากกับธุรกิจแบบ Start Up ที่ต้องอาศัยการร่วมมือร่วมใจมากเป็นพิเศษ</p>
<p>Small Wins ยังช่วยให้เราเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้น ไม่มองข้ามช็อตไปข้างหน้าอย่างเดียว โดยผู้นำสามารถกำหนด ‘เป้าหมายประจำวัน’ (Daily Task) ครอบคลุมทุกเนื้อหาที่จำเป็นได้เลย และเมื่อพนักงานทำตาม Task List จนครบถ้วนไปเรื่อย ๆ รากฐาน (Foundation) ของแผนการนั้น ๆ ก็จะแข็งแรงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>คุณ Mehrnaz Bassiri ได้กล่าวใน TED Talk หัวข้อ <a href="https://www.youtube-nocookie.com/watch?v=qxGapZbbI38" target="_blank" rel="noopener">To Achieve Success, Start Detecting Your Small Wins</a> ว่า ‘ชัยชนะเล็ก ๆ มีพลังของความเปลี่ยนแปลง (Transformation Power)  Small Wins ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จะแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะที่ใหญ่ขึ้น (Big Wins) ได้จริง’</p>
<h2>ทำไมเราถึงควรให้ความสำคัญกับ Small Wins หรือชัยชนะเล็ก ๆ ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30842" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/57.png" alt="57" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 449" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/57.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/57-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://www.onepoll.us/" target="_blank" rel="noopener">OnePoll</a> ได้ทำการสำรวจชาวอเมริกันกว่า 2,000 คน และได้คำตอบที่น่าสนใจว่ามีถึง 87% พี่ยอมรับว่าชัยชนะเล็ก ๆ มีผลต่อความสุขในแต่ละวัน ซึ่งอัตรานี้มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น หลังจากที่โลกต้องผ่านสถานการณ์ โควิด-19 เพราะมนุษย์ต้องใช้ชีวิตโดยเต็มไปด้วยข้อจำกัดหลายอย่างการใส่ใจสิ่งรอบข้างและพยายามทำให้ดีที่สุดจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้มีความสุขยิ่งขึ้น Small Wins จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิต (Mental Health) และช่วยให้เรามองโลกในแง่บวกมากขึ้น (Positive Thinking)</p>
<p>ความดีใจเมื่อทำงานสำเร็จเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งเป็นงานยาก ๆ เราก็คงดีใจมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มีคุณค่าในตัวของมัน และไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวัน ดังนั้นหากเราต้องทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เลยว่าความสำเร็จที่รออยู่จะมาถึงหรือไม่ เราก็อาจจะหยุดกลางคัน ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้น ก็จะส่งผลเสียทั้งกับองค์กรและตัวพนักงานเอง</p>
<p>ผลลัพธ์ของ Small Wins ยังสอดคล้องกับการวิจัยของ <a href="https://thriveglobal.com/stories/use-small-wins-power-productivity/" target="_blank" rel="noopener">Teresa และ Steven Kramer</a> ในปี 2019 ที่ระบุว่าชัยชนะเล็ก ๆ ส่งผลต่อการสร้างแรงจูงใจของพนักงานโดยตรง ในที่นี้กลไกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Motivation คือกลยุทธ์ที่เรียกว่าโมเดลแบบก้าวหน้า (Incremental Model) คือการแบ่งระบบงานออกเป็นกลุ่มย่อย (Mini Project) เพื่อให้ส่วนสำคัญที่เป็นหลักของเรื่องนั้น ๆ สมบูรณ์ที่สุดก่อน แล้วค่อยเจาะรายละเอียดให้ตรงกับที่ต้องการในลำดับต่อไป</p>
<p>การวิจัยนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าหากเราทำเรื่องเล็ก ๆ รอบตัวให้มีความหมาย และมีคุณภาพที่สุด เราก็จะสามารถทำงานในระดับที่สูงกว่าได้ง่ายขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>กล่าวได้ว่าการเปลี่ยนมุมมอง (Mindset) ที่พนักงานมีต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ให้ดีขึ้น (Change the idea of win) คืออีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เราทำงานอย่างมีความสุข  และสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งรอบข้างมาเป็นพลังใจได้ดีกว่าเดิม   หากทุกคนในองค์กรตั้งแต่ระดับล่างสุดจนถึงผู้บริหารมีทัศนคติแบบนี้ องค์กรของคุณก็จะรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างแข็งแรง และสามารถเติบโตสู่ความยั่งยืน (Sustainable) ได้แน่นอน</p>
<h2>เราจะมีความสุขกับ Small Wins หรือชัยชนะเล็ก ๆ ได้อย่างไร ?</h2>
<p>ก่อนอื่นเราต้องคิดว่าการมีเป้าหมายใหญ่ ๆ ก็เปรียบเสมือนเรากำลังปีนขึ้นยอดเขาหรือน้ำตกที่สูงชัน และการให้ความสำคัญกับชัยชนะเล็กๆ ก็เหมือนการมีจุดพักเป็นคาเฟ่น่ารัก ๆ ให้เราได้แวะชมพร้อมกินของอร่อยตลอดทาง หากเรามองแบบนี้ เราก็จะคิดว่าการเดินต่อไปเป็นเรื่องคุ้มค่า เพราะมีทั้งของอร่อยให้กิน และมีเป้าหมายสูงสุดคือยอดเขารออยู่ตรงปลายทาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30843" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/56.png" alt="56" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 450" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/56.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/56-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เมื่อเรามองภาพรวมออก เราก็จะพบว่าองค์ประกอบสำคัญของการทำงาน คือการมีความสุข อ้างอิงจากผลวิจัยของ <a href="http://www2.warwick.ac.uk/fac/soc/economics/staff/eproto/workingpapers/happinessproductivity.pdf" target="_blank" rel="noopener">University of Warwick</a> ที่ระบุว่าคนมีความสุขจะทำงานได้ดีกว่าคนอื่นถึง 12% และ<a href="http://www.nytimes.com/2011/09/04/opinion/sunday/do-happier-people-work-harder.html?_r=0" target="_blank" rel="noopener">มีความคิดสร้างสรรค์</a>มากขึ้นจริง ดังนั้นได้เวลาแล้วที่เราจะหันมามีความสุขกับ Small Wins ในแต่ละวัน โดยใช้ขั้นตอนดังต่อไปนี้</p>
<h3>1. จดบันทึกทุกความสำเร็จในแต่ละวัน</h3>
<p>จะเป็นสมุดเล็ก ๆ หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ก็ได้ แต่เราควรจดบันทึกทุกความสำเร็จหรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับงานเสมอไป แต่เป็นเรื่องความพึงพอใจส่วนตัวก็ได้ เช่นวันนี้เราได้เดินตามจำนวนก้าวที่ต้องการ, ได้ออกกำลังกายตามที่หวังไว้, ได้คุยกับคนที่ชอบมากเป็นพิเศษ หรือแม้แต่การตื่นมาทำงานไวกว่าปกติ</p>
<p>การจดบันทึกจะทำให้เราเห็นว่าตลอดวันที่ผ่านมาเราได้ทำเป้าหมายเสร็จไปแล้วกี่อย่าง และเมื่อเรารู้สึกว่าเรื่องเล็กน้อยก็สามารถทำให้มีความสุขได้เช่นกัน เราก็จะไม่เอาแต่คาดหวังกับความสำเร็จที่ใหญ่และต้องใช้เวลาเพียงอย่างเดียว</p>
<h3>2. หลีกเลี่ยงการมองตัวเองในแง่ลบ</h3>
<p>ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงที่เกิดปัญหาเท่านั้น แต่บางคนอาจไม่พอใจในตัวเอง (Lack of Confidence) ตั้งแต่ต้น และเมื่อเจอข้อผิดพลาดก็เอาแต่กล่าวโทษ และมองว่าเราไม่สามารถกลับมามีความสุขได้อีกต่อไป ดังนั้นก่อนที่เราจะหา Small Wins เจอ เราต้องเริ่มจากการแก้ไขเรื่องทัศนคติเชิงลบ (Negative Mindset) เพื่อทำให้จิตใจเราแข็งแรงที่สุด (Mental High-Fives) เพราะเมื่อเราอารมณ์ดีเราก็จะมองทุกอย่างในแง่บวกมากขึ้น</p>
<h3>3. เปลี่ยนมุมมองต่อคำว่าชัยชนะเสียใหม่</h3>
<p>เราต้องเข้าใจว่า ‘ชัยชนะ’ ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป และยิ่งเรามีตำแหน่งสูงขึ้น เราก็ยิ่งต้องแก้ปัญหานี้เพราะหากเราปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อย ๆ เราก็จะมีความสุขเฉพาะกับความสำเร็จขนาดใหญ่เท่านั้น ในที่นี้หากเรารู้สึกว่ารูปแบบการทำงานในองค์กรไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ก็สามารถพูดคุยกับหัวหน้าหรือฝ่ายบุคคล เพื่อหารูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ซึ่งไม่ใช่การลดปริมาณงาน แต่อาจเป็นการซอยย่อย หรือเปลี่ยนวิธีวัดผลเพื่อให้พนักงานมีพลังใจต่อเนื่องไปจนจบโปรเจ็คนั่นเอง</p>
<p>ในที่นี้<a href="https://www.lifehack.org/396379/how-celebrate-small-wins-achieve-big-goals#2-reward-yourself" target="_blank" rel="noopener">ผู้เชี่ยวชาญ</a>แนะนำว่าเราควรหาคำตอบให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขที่สุด แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นรางวัล (Reward) ในทุกครั้งที่เราเจอ Small Wins</p>
<h2>HR จะสร้างวัฒนธรรม Small Wins ภายในองค์กรได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30845" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/54.png" alt="54" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 451" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/54.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/54-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกถึงความสำคัญของชัยชนะเล็ก ๆ ต้องเริ่มจากการใส่ใจของผู้บริหาร เช่นรู้จักชมพนักงานบ่อย ๆ หรือมีการเลี้ยงฉลองเป็นระยะ แม้จะเป็นเรื่องที่เล็กนิดเดียว สิ่งเหล่านี้จะทำให้พนักงานกล้าหันไปชื่นชมคนข้าง ๆ โดยไม่รู้สึกแปลกแยก หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าตนมองโลกในแง่ดีเกินไป</p>
<p>วัฒนธรรมนี้จะกลายเป็นรากฐานที่ช่วยให้ทุกคนเติบโตอย่างมีความสุข มีกำลังใจในการทำงานไม่ว่าจะเจอกับบททดสอบที่ยากแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>หากคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนใส่ใจ Small Wins อย่างไร เรามีคำแนะนำดังต่อไปนี้</p>
<h3>1. องค์กรต้องชี้แจงเป้าหมายและกลยุทธ์ในการทำงานให้ชัดเจน (Strategic Plan)</h3>
<p>ปัญหาขององค์กรบางแห่งคือการจ้างพนักงานมาทำเพียงแค่หน้าที่ของตนเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่าวิสัยทัศน์ของตนจะมีปลายทางใดรออยู่ หรือความสามารถของตนจะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับองค์กรหรือคนรอบข้างได้อย่างไร</p>
<p>หากเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีทางที่พนักงานจะรู้สึกดีไปกว่าการนั่งทำงานไปวัน ๆ และรอรับเงินเดือน แต่หากเราบอกพนักงานเลยว่าสิ่งที่เราทำอยู่มีความหมายอย่างไร และการพยายามอย่างเต็มที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้มากขึ้นแค่ไหน พนักงานก็จะมีแรงจูงใจในการทำงานมากกว่าเดิม</p>
<p>นอกจากนี้หัวหน้าทีมต้องไม่กลัวที่จะชี้แจงให้พนักงานฟังหากเป้าหมายเดิมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานทุกประเภทคือการรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร (Right Direction) และจะดียิ่งขึ้นหากหัวหน้ามีทักษะในการแบ่งกระบวนการทำงานเป็นปลีกย่อยเพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีหลักชัย (Milestones) เพื่อบรรลุเป้าหมายไปทีละขั้น นี่คือสิ่งสำคัญด่านแรกที่หัวหน้า (Leader) ทีมต้องสร้างให้ได้</p>
<h3>2. ตรวจดูว่าแก่นขององค์กร (Core Value) คืออะไร และแสดงความชื่นชมยินดีโดยอ้างอิงจากเรื่องนั้น</h3>
<p>อย่างที่บอกว่าชัยชนะเล็ก ๆ นอกจากจะช่วยทำให้พนักงานมีความสุขแล้ว ยังทำให้พนักงานมีความเชื่อมั่นในกลยุทธ์ที่กำลังลงมือทำอยู่มากขึ้น ดังนั้นเราต้องใช้เรื่องนี้เพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยากทำหน้าที่ให้ดีกว่าเดิม ไม่ออกนอกลู่นอกทาง หรือใช้สมาธิไปกับเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับงานเพียงเพื่อต้องการได้รับคำชม เพราะท้ายสุดแล้ว สิ่งสำคัญก็คือการทำให้พนักช่วยผลักดันธุรกิจให้ไปไกลที่สุดนั่นเอง</p>
<p>ตัวอย่างเช่นหากองค์กรของเราตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้รับคะแนนรีวิว 5 ดาวจำนวน 20 ครั้งภายในหนึ่งเดือน หัวหน้าทีมก็ควรชื่นชมพนักงานและจัดเฉลิมฉลองเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นพาไปเลี้ยงข้าวเมื่อเราได้รับคะแนนห้าดาวหนึ่งครั้ง และทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ครบตามเป้าหมาย แล้วค่อยจัดฉลองครั้งใหญ่เป็นพิเศษ</p>
<h3>3. ชื่นชมพนักงานที่มีผลงานดีเป็นพิเศษ (Outstanding Employee)</h3>
<p>การเห็นคนที่ทำงานเก่งได้รับรางวัล จะไปกระตุ้นให้ พนักงานคนอื่นอยากผลักดันตัวเองขึ้นมาให้อยู่ในจุดดังกล่าวบ้าง ซี่งแนวคิดนี้จะช่วยให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น เราจะได้พนักงานที่อยากยกระดับตัวเองให้ก้าวทันโลกอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นองค์กรที่ทุกคนแข่งกันเพื่อเป็นคนที่ดีขึ้น ในที่นี้เราสามารถให้พนักงานเป็นฝ่ายเสนอชื่อกันเองก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม</p>
<h3>4. นำเสนอคำวิพากษ์วิจารณ์จากลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาแบบมีชั้นเชิง</h3>
<p>อย่างที่ย้ำมาตลอดว่าการให้ทุกคนมีความสุขกับชัยชนะเล็ก ๆ ไม่ใช่การโลกสวย ดังนั้นเราต้องทำให้พนักงานรู้ตามความเป็นจริงว่าผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร</p>
<p>อย่างไรก็ตามเราสามารถบริหารจัดการคำวิจารณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นแง่บวกได้ เช่นการนำผลลัพธ์ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดยิ่งขึ้น หรือเอาข้อมูลนั้นไปพิจารณาเลือกหลักสูตรอบรมที่ตรงโจทย์กว่าเดิม</p>
<p><a href="https://hbr.org/2013/03/the-ideal-praise-to-criticism" target="_blank" rel="noopener">ผู้เชี่ยวชาญ</a>จาก Harvard Business Review กล่าวว่า อัตราที่จะทำให้พนักงานรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีความสุขคือ 6 ต่อ 1 หมายความว่าเมื่อได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบ 1 ครั้ง เราต้องใช้คำวิจารณ์ในแง่บวกถึง 6 ครั้งเพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกดีขึ้น</p>
<p>นี่คือกลยุทธ์เบื้องต้นที่ช่วยให้หัวหน้าทีมเตรียมการประชุมได้อย่างรัดกุม และแน่ใจว่าการรายงานผลประกอบการแต่ละครั้ง จะไม่ทำให้พนักงานรู้สึกแย่จนหมดไฟง่าย ๆ แน่นอน</p>
<h3>5. สร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนพร้อมช่วยเหลือกัน (Culture of Support)</h3>
<p>การช่วยเหลือและสนับสนุนกันไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในเรื่องงาน หัวหน้าควรให้ความสำคัญกับทุกความสำเร็จของลูกทีม เช่นเมื่อภรรยาคลอดลูก, การขึ้นบ้านใหม่, การแต่งงาน หรืองานมงคล พฤติกรรมแบบนี้จะทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าองค์กรของเราสนับสนุนกัน ซึ่งความรู้สึกโล่งใจตรงนี้ก็ถือเป็น Small Wins ที่น่ายินดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30846" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/53.png" alt="53" width="600" height="370" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 452" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/53.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/53-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>HR ต้องสร้างมุมมองใหม่ ๆ ในการทำงาน และอย่าลืมตัวช่วยอย่าง HR Products &amp; Services</h2>
<p>เมื่อกระแส The Great Resignation ระบาดหนักไปทั่วโลก จนเรามีคนอยู่ในระบบน้อยเป็นประวัติการณ์ HR ก็ต้องให้ความสำคัญกับทั้งการสรรหาพนักงาน (Recruiting) และการรักษาพนักงานเดิม (Retention) ซึ่งการทำให้พนักงานมีความสุขถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ องค์กรที่ดีจึงต้องใส่ใจเรื่องสวัสดิการ (Benefits) และรู้จักวิธีเพิ่มทักษะพนักงานให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่า (Personal Values) ของตัวเองมากกว่าเดิม</p>
<p>HR จึงต้องกลับมาดูเรื่องแนวทางของการตั้ง KPI ไม่คอยวัดผลที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว เราต้องมีทักษะในการเลือกคนให้เหมาะสมกับตำแหน่ง และรู้ว่าควรหาการอบรมแบบใดมาเพิ่ม เพื่อให้พนักงานมีความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างทันท่วงที</p>
<p>หากเราใส่ใจตรงจุดนี้ พนักงานก็จะรู้สึกถึงแรงสนับสนุนจากองค์กร สามารถทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีศักยภาพ ไม่ตกยุค สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา รวมถึงกล้าออกความคิดสร้างสรรค์ แม้งานบางอย่างจะไม่สำเร็จก็ตาม</p>
<p>HR ต้องตระหนักว่าความสำเร็จบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป สิ่งที่เคยล้มเหลวในอดีตอาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องในปัจจุบัน หรือสิ่งที่เคยสร้างชื่อเมื่อก่อนก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในตอนนี้ก็ได้ เราต้องหมั่นหาความรู้ และเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดกับพนักงาน แค่นี้ ไม่ว่าจะปรับนโยบายและวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร  ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแน่นอน</p>
<p>หาตัวช่วยดี ๆ ได้ทุกวัน ที่บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> จาก HREX.asia แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ ก็มีเครื่องมือให้เลือกใช้อย่างครบครัน อย่ารอช้า <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">คลิกเลย</a> !</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ขณะที่เราต่างพูดถึงการสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน  คนส่วนใหญ่มักพูดไปถึงการใช้เครื่องมือ หรือนำเทคโนโลยี ใหม่ ๆ มาใช้ เช่นเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น</p>
<p>แต่ความจริงแล้ว การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนคือการใช้กลยุทธ์ใดก็ได้ที่พนักงานทุกฝ่ายสามารถทำตามได้พร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานทั่วไป หรือระดับผู้บริหาร เพราะทุกคนต่างจำเป็นต้องใช้เวลาในแต่ละวันด้วยความสุข โดยที่ยังสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ในแง่ธุรกิจได้ดังเดิม</p>
<p>Small Wins หรือชัยชนะเล็ก ๆ ในแต่ละวันจึงเป็นกลไกที่สอนให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นหาความสุขรอบตัว โดยเริ่มจากการยกระดับความคิดและจิตใจตัวเองให้เป็นไปในแง่บวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัว HR เอง ก็ควรนำแนวคิดนี้มาใช้ในการสร้างสรรค์สวัสดิการ หรือการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร (Branding) เพื่อให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า แม้เป้าหมายสูงสุดขององค์กรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันสร้าง แต่เราก็ควรให้ความสำคัญกับการเดินทางไปสู่ความสำเร็จเช่นกัน</p>
<p>พนักงานทุกคนต้องกินดีอยู่ดี ต้องรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต และต้องรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ลองถามตัวเองดูว่าองค์กรของคุณมีกลไกที่ช่วยให้พนักงานเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นหรือไม่ ชื่นชมพนักงานมากพอหรือเปล่า เพราะหากคุณยังขาดสิ่งเหล่านี้ คุณก็อาจสูญเสียคนเก่งไปให้กับคู่แข่งโดยไม่ทันรู้ตัว</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Small Wins ให้ค่ากับชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าขององค์กร 453"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/44JzkJ3" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/44JzkJ3</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/47euuoR" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/47euuoR</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/44QB5UY" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/44QB5UY</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Yjybp4" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Yjybp4</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/44SfV8G" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/44SfV8G</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/230807-small-wins/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230714-password-hygiene/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 16:27:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Password]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230714-password-hygiene/</guid>

					<description><![CDATA[Password Hygiene คือการตั้งรหัสผ่านปลอดภัย ไม่ใช่แค่สิ่งที่ HR ควรรู้ แต่เป็นเรื่องทที่ ‘ต้องรู้’ ให้เร็วที่สุด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p><b><strong class="pink-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR คืออาชีพที่มีพฤติกรรมการตั้งรหัสผ่านอ่อนแอที่สุดในโลกธุรกิจ แม้จะทำหน้าที่เป็นทั้งตัวแทนของพนักงานและผู้บริหารก็ตาม ซึ่งความหละหลวมตรงนี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้องค์กรเกิดความเสี่ยง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของข้อมูล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องรหัสผ่านมีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือพนักงานเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มองว่าปัญหาขององค์กรไม่สำคัญเท่าเรื่องของตัวเอง หากมีข้อมูลหลุดไปบ้างโดยไม่ส่งผลกระทบกลับมาหาตน ก็ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอะไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การวิจัยในเดือนเมษายน 2023 ระบุว่าโปรแกรม PassGAN ซึ่งเป็น Deep Learning AI สามารถเจาะรหัสผ่านได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที และมีแนวโน้มว่าจะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของเทคโนโลยี</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รหัสผ่านที่เอาชนะ AI ได้ควรมีความยาวอย่างน้อย 18 ตัว ประกอบด้วยตัวเลข, ตัวอักษรพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่รวม 2 ตัว และสัญลักษณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การให้ความรู้พนักงานเรื่อง Password Hygiene จะช่วยสร้างวัฒนธรรมของการเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) เกิดประโยชน์ทั้งด้านความปลอดภัยและการสร้างสรรค์งานอื่น ๆ ขององค์กร</span></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16075 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-14-at-23.12.48.jpg" alt="Screenshot 2566 07 14 at 23.12.48" width="600" height="370" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 454"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่เทคโนโลยีถูกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายเราต่างคุ้นเคยกับการใส่รหัสผ่านให้กับเครื่องมือหรือสื่อออนไลน์กันเป็นอย่างดี ทั้งเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบริษัท ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหากคน ๆ หนึ่งจะต้องจำรหัสผ่านมากกว่าหนึ่งอย่าง แต่ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้เกิดประเด็นน่าสนใจขึ้นมาหลายอย่าง เช่นการตั้งรหัสผ่านให้จำง่ายเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการใช้งาน, การเกิดขึ้นของเครื่องมือบริหารจัดการรหัสผ่าน (Password Management) หรือแม้แต่ในด้านลบอย่างกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่พยายามเจาะข้อมูลขององค์กรที่ตั้งรหัสผ่านไม่แข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะ HR เราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลขององค์กรปลอดภัย ยิ่งเมื่อเอกสารส่วนใหญ่ถูกนำไปไว้ในระบบคลาวด์ (Cloud Storage) ความหละหลวมทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจสามารถนำมาซึ่งความเสียหายอันใหญ่หลวงได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น </span><b>Password Hygiene</b><span style="font-weight: 400;"> จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ HR ควรรู้ แต่เป็นเรื่องทที่ ‘ต้องรู้’ ให้เร็วที่สุด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป</span></p>
<h2>Password Hygiene คืออะไร สำคัญกับองค์กรยุคปัจจุบันอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16076 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-14-at-23.23.50.jpg" alt="Screenshot 2566 07 14 at 23.23.50" width="600" height="370" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 455"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแชด ฮัมมอนด์ (Chad Hammond) ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยออนไลน์จากบริษัท </span><a href="http://nordpass.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NordPass</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า “หน้าที่หลักของบริษัทและบุคลากรทุกคนคือการปกป้องข้อมูลของลูกค้าให้ดีที่สุด ความหละหลวมของพนักงานเพียงคนเดียวอาจ เปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีนำไปต่อยอดจนกลายเป็นปัญหาในวงกว้าง” หมายความว่าการทำงานให้ชุดปัจจุบันนอกจากจะต้องสร้างสรรค์ข้อมูลและนวัตกรรมออกมาให้ดีที่สุดแล้วก็ต้องรู้ด้วยว่าจะรักษาสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุดได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Password Hygiene จึงหมายถึงกระบวนการเลือก (Selecting), บริหารจัดการ (Managing) และการดูแลรักษา (Maintaining) รหัสผ่าน เพื่อให้ปลอดภัยจากการโจรกรรมออนไลน์ โดนครอบคลุมในปัจจัยเบื้องต้น 4 ข้อดังต่อไปนี้</span></p>
<p><b>&#8211; การสร้างรหัสผ่าน : </b><span style="font-weight: 400;">ต้องทำให้มั่นใจว่ารหัสผ่านในองค์กรมีประสิทธิภาพ, ไม่ธรรมดา (Common) เกินไป หรือจัดอยู่ในหมวดหมู่ที่ง่ายต่อการเข้าถึง (Hacking) ข้อมูล</span></p>
<p><b>&#8211; ความหลากหลาย (Variation) : </b><span style="font-weight: 400;">ต้องทำให้มั่นใจว่ารหัสผ่านในองค์กรมีความแตกต่างหลากหลาย  และมีประสิทธิภาพทั้งหมด</span></p>
<p><b>&#8211; ความมืออาชีพ :</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องทำให้มั่นใจว่าบุคลากรจะไม่เขียน หรือบอกรหัสผ่านกับผู้อื่นเพื่อความสะดวก  โดยไม่สนใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชิ้นงาน</span></p>
<p><b>&#8211; การสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนเห็นข้อมูลเป็นสำคัญ : </b><span style="font-weight: 400;">หัวข้อนี้เป็นเรื่องพื้นฐานแต่ส่งผลเสียต่อองค์กรอย่างร้ายแรง ซึ่งผล</span><a href="https://techrseries.com/mobile/new-study-uncovers-device-usage-and-views-of-security-by-education-employees-could-lead-to-cyber-risks/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">พบว่ามีพนักงานมากมายที่เลือกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเสมอ กล่าวคือมี 73% ที่มองว่าข้อมูลส่วนตัวสำคัญกว่าข้อมูลขององค์กร จึงไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายมากนัก หากข้อมูลที่หลุดไปไม่ได้ส่งผลกระทบกลับมาหาตนอย่างร้ายแรง, 26% ยินดีให้คนในครอบครัวใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่อาจมีความลับขององค์กรอยู่ และ 67% ยอมรับว่าตนเลือกใช้รหัสผ่านที่ง่ายไว้ก่อนเพราะง่ายต่อการจดจำ โดยมองข้ามเรื่องของความปลอดภัยไปเลย การทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ (Ownership) จึงเป็นเรื่องจำเป็นไม่แพ้กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องรหัสผ่านที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกรหัสที่คาดเดาได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจงใจไม่ใส่รหัสโดยคิดว่าระบบในภาพรวมปลอดภัยดีแล้ว โดยกรณีที่น่าสนใจและเชื่อว่าหลายคนเป็นก็คือการใช้ฟังก์ชัน ‘ทุกคนที่มีลิงก์’ (Anyone with link) บน Google Drive เมื่อต้องการแชร์ไฟล์ให้คนในทีมหรือลูกค้า เพราะคิดว่าแม้ทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่หากเราจำกัดผู้รับ ข้อมูลก็คงไม่น่าหลุดไปได้ง่ายนัก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด และถือว่าผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นองค์กรต้องรู้จักสำรวจเพื่อหาภาพรวมว่าสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีในบริษัทเป็นอย่างไร เพื่อจะได้จัดอบรมให้ตรงจุด ไม่สูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น และทำให้ระบบความปลอดภัยขององค์กรน่าเชื่อถือกว่าที่เคย</span></p>
<h3>10 รหัสผ่าน (Password) ยอดแย่ของชาว HR</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16077 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-14-at-23.12.58.jpg" alt="Screenshot 2566 07 14 at 23.12.58" width="600" height="370" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 456"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณราเชล ราโนซ่า (Rachel Ranosa) กล่าวผ่าน </span><a href="https://www.hcamag.com/ca/specialization/hr-technology/hr-has-the-worst-password-habits/253654" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Human Resource Director</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าแผนกทรัพยากรบุคคลหรือ HR มีพฤติกรรมการตั้งรหัสผ่านที่แย่ที่สุด สอดคล้องกับที่ </span><a href="https://nordpass.com/fortune-500-password-study/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Nordpass</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้วิจัยจากชุดข้อมูล 15.6 ล้านชิ้น 17 สายงาน จากรายชื่อของ Fortune 500 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้ในระดับต้น ๆ และได้ข้อสรุปว่า HR มีรูปแบบการใช้รหัสผ่านที่เหมือนกันอยู่มาก โดยเรียงลำดับได้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">password</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Kenzie14</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ชื่อบริษัท123</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ชื่อบริษัท1234</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">welcome1</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">123456</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ชื่อบริษัท</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">linkedin</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">scooter</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Password (ตัว P สะกดด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทของคุณยังตั้งรหัสผ่านในรูปแบบข้างต้น ก็ควรเปลี่ยนให้เร็วที่สุด เพราะนอกจากจะง่ายต่อการคาดเดาโดยมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังง่ายต่อระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เติบโตขึ้นทุกวัน หากปล่อยไว้นานก็ทำให้องค์กรต้องเสียผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวงได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีกรณีตัวอย่างซึ่งรายงานโดย</span><a href="https://www.reuters.com/article/global-cyber-solarwinds/hackers-at-center-of-sprawling-spy-campaign-turned-solarwinds-dominance-against-it-idUSKBN28P2N8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) </span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าบริษัทไอที SolarWinds จากสหรัฐอเมริกาได้ทำข้อมูลกว่าสามหมื่นชิ้นหลุดออกไป คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมหาศาล โดยมีสาเหตุหลักจากการตั้งรหัสความปลอดภัยในองค์กรง่าย ๆ ว่า solarwinds123 นั่นเอง</span></p>
<h2>ปัญหาสำคัญหากองค์กรไม่มี Password Hygiene</h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขี้น เราสามารถอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากองค์กรไม่มี Password Hygiene ดังนี้</span></i></p>
<p><b>1. เพิ่มความเสี่ยงในการถูกเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่รู้จัก (Unauthorized Access) : </b><span style="font-weight: 400;">รหัสที่คาดเดาได้ง่ายคือเป้าหมายแรกที่นักโจรกรรมข้อมูลมองหา หากเราไม่วางระบบให้ครอบคลุมปลอดภัย ข้อมูลทุกอย่าง เช่น เอกสาร, ใบสมัครงาน, แผนงานระยาว หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนต่าง ๆ ก็อาจหลุดไปถึงคู่แข่ง ทำให้องค์กรสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) โดยปริยาย</span></p>
<p><b>2. ทำให้ข้อมูลหลุดสู้สาธารณะ (Data Breach) :</b><span style="font-weight: 400;"> การรักษาข้อมูลไม่ได้หมายถึงเรื่องขององค์กรเท่านั้น แต่หมายรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าอีกด้วย เราคงเคยเห็นสถานการณ์ที่ข้อมูลจากธนาคารหลุดไปสู่สาธารณะ เปิดโอกาสให้เหล่ามิจฉาชีพนำมาต่อยอด สร้างความเสียหายจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ นอกจากนี้หากเราทำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของลูกค้าหลุดออกไปก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ทำให้คนไม่กล้าใช้งานองค์กรของเราเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย</span></p>
<p><b>3. การโจมตีด้วยระบบอัตโนมัติ (Credential Stuffing Attack) :</b><span style="font-weight: 400;"> ตามปกติแล้วคนมักตั้งรหัสผ่านในแต่ละแพลตฟอร์มเหมือนหรือใกล้เคียงกัน ดังนั้นข้อมูลที่หลุดหนึ่งยาก็สามารถนำไปคำนวนความน่าจะเป็นของรหัสผ่านอื่น ๆ ได้เลย ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือโจรกรรมอัตโนมัติที่ช่วยให้มิจฉาชีพมีฐานข้อมูลมาอ้างอิงเพื่อทำให้การคาดเดามีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><b>4. อาจเกิดการติดมัลแวร์ (Malware) หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ :</b><span style="font-weight: 400;"> รหัสผ่านที่ไม่แข็งแรงอาจเปิดโอกาสให้ศัตรูนำไวรัสมาใส่ในแพลตฟอร์มของเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไวรัสที่น่ากังวลและเติบโตขึ้นมากในปี 2023 คือไวรัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่ง </span><a href="https://cyberint.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cyberint</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้ให้บริการด้าน Cyber Security ระดับโลกกล่าวว่าไวรัสเรียกค่าไถ่ในปี 2023 เติบโตขึ้นจากปี 2022 ถึงเกือบเท่าต้ว โดยสายงานที่เป็นเป้าหมาย 5 อันดับแรกคือองค์กรภาคเอกชน, ธุรกิจค้าปลีก (Retail), ธุรกิจโรงงานหรือฝ่ายผลิต (Manufacturing), หน่วยงานด้านการเงิน (Financial) และสถานศึกษา (Educational) ตามลำดับ</span></p>
<p><b>5. การถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย (Legal Issue) :</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นธรรมดาที่ถูกธุรกิจจะมีการวางแผนงานเพื่ออนาคต ซึ่งอาจเป็นความลับสุดยอด ไม่สามารถให้ใครรับรู้ได้ กรณีนี้หมายรวมถึงชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อลับระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ หรืออะไรก็ตามที่มีสัญญาปกปิดข้อมูล (Confidential Agreement) บันทึกเอาไว้ หากมีข้อมูลหลุดรอดออกไป ก็สามารถทำให้องค์กรหรือพนักงานถูกฟ้องร้องจนหมดตัวได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16078 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-14-at-23.12.30.jpg" alt="Screenshot 2566 07 14 at 23.12.30" width="600" height="370" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 457"></p>
<h3>รหัสผ่านที่ซับซ้อน (Complex Password) ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราอธิบายว่ารหัสผ่านที่ง่ายเกินไปคือสาเหตุหลักที่ทำให้องค์กรมีปัญหาเรื่อง Password Hygiene แต่รู้ไหมว่าพาสเวิร์ดที่ซับซ้อนหรือยากเกินไป ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นรหัสผ่านที่แข็งแรง (Strong Password) เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสมองของมนุษย์มีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถจำรหัสผ่านทุกอย่างได้ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจหลากหลาย ปัญหานี้ทำให้บางคนเลือกที่จะจดรหัสผ่านและแปะเอาไว้บนโต๊ะทำงาน หรืออาจใช้วิธีบันทึกบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจเป็นแค่โปรแกรมบันทึกข้อความ ไม่ได้เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดเก็บรหัสผ่านโดยเฉพาะ เพราะคิดไปเองว่าโทรศัพท์ที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวและมีรหัสผ่านเข้าเครื่องปลอดภัยพอแล้ว ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลืมรหัสผ่านยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เพราะเราต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำการกู้คืนข้อมูล (Reset Password) ซึ่งแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เป็นเรื่องเสียเวลา ที่สำคัญปัญหานี้สามารถเกิดซ้ำได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ส่งผลเสียในระยะยาว</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">อนึ่งหากคุณต้องการสร้างรหัสผ่านที่ตอบโจทย์การใช้งานโดยอ้างอิงจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ คุณสามารถใช้บริการ Password Generator ผ่านแพลตฟอร์ม PassGAN </span></i><strong><a href="https://passgenai.com/" target="_blank" rel="noopener"><i>ที่นี่</i></a></strong><i><span style="font-weight: 400;"> โดยสามารถระบุรายละเอียดปลีกย่อยเช่น จำนวนตัวอักษร, คำเฉพาะ หรือความซับซ้อนได้เลย</span></i></p>
<h2>ความสัมพันธ์ระหว่าง HR Tech, AI และ Password Hygiene</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกธุรกิจในปัจจุบัน เราขอพูดถึงผลวิจัยและการทดลองที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการออกแบบรหัสผ่านแล้วจริง ๆ เพราะตอนนี้มีเครื่องมือมากมายที่สามารถเจาะข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น หากเราไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีก็มีโอกาสสูงที่เราจะกลายเป็นเหยื่อในเร็ววัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัท Home Security Hero จากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ทดลองนำโปรแกรม </span><a href="https://arxiv.org/abs/1709.00440" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PassGAN</span></a><span style="font-weight: 400;"> เครื่องมือถอดรหัสพาสเวิร์ดด้วย Deep Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวจำนวน 15,680,000 ชิ้น จากฐานข้อมูลจริงของ RockYou Dataset ที่หลุดมาสู่สาธารณะ ก่อนจะได้ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรมว่าสิ่งที่เราควรถามไม่ใช่ “AI สามารถเจาะข้อมูลของเราได้ไหม” แต่เป็น “AI เจาะข้อมูลเราได้แน่ ๆ แต่จะใช้เวลานานเท่าใด” ต่างหาก</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">สถิติที่ HSH ค้นพบมีดังนี้</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; 51% ของพาสเวิร์ดแบบทั่วไป (Common Password) เช่น 12345, ชื่อจริง, วันเดือนปีเกิด สามารถเจาะได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; 65% ของพาสเวิร์ดแบบทั่วไป สามารถเจาะได้ในเวลาน้อยกว่า 60 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; 71% ของพาสเวิร์ดแบบทั่วไป สามารถเจาะได้ในเวลาน้อยกว่า 1 วัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; 81% ของพาสเวิร์ดแบบทั่วไป สามารถเจาะได้ในเวลาน้อยกว่า 1 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลข้างต้น ตัวแทนของ SNS กล่าวว่าโปรแกรมอย่าง PassGan คือตัวอย่างของเครื่องมือเจาะรหัสผ่านยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเรียกว่า Generative Adversarial Network (GAN) เพื่อศึกษาข้อมูลของรหัสผ่านที่ถูกป้อนเข้าไปหลายล้านชิ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถเรียนรู้ต่อยอดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีสิทธิ์ และจำเป็นต้องใช้ไฟล์ที่ไม่รู้รหัสผ่านจริง ๆ แต่หากมองในแง่ภาพรวมแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ (Cyber Security) โดยตรง</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลน่าสนใจอื่น ๆ ที่ PassGAN หาคำตอบเจอ มีดังนี้</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; รหัสผ่านที่มี 7 ตัวอักษร แม้จะมีตัวเลข, ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่, ตัวอักษรพิมพ์เล็ก ก็ถือว่าไม่ปลอดภัย ระบบสามารถเจาะได้ในเวลาไม่ถึง 6 นาทีเท่านั้น ซึ่งหากเพิ่มเป็น 8 ตัวอักษร การเจาะข้อมูลจะยากกว่าเดิม แต่ก็เพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 7 ชั่วโมง ถึง 2 สัปดาห์เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; แต่หากรหัสผ่านมีจำนวนตัวอักษร 18 ตัว จะต้องใช้เวลาเจาะ 10 เดือน หากมีแต่ตัวเลข และแทบเป็นไปไม่ได้เลยหากมีตัวอักษรประกอบด้วย (รายงานใช้คำว่าหลักล้านปี)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม HR ต้องหมั่นหาข้อมูลในเรื่องนี้ตลอดเวลาเพราะเมื่อเทคโนโลยีเติบโตขึ้น สิ่งที่เราเคยคิดว่าต้องใช้เวลาหลายปี ก็อาจลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น หากเรามัวแต่นิ่งนอนใจ ไม่หาทางพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร ก็ถือว่าเรากำลังยืนอยู่บนจุดเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-16081 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/How-long-would-it-take-for-AI-based-tools-to-crack-passwords.jpg" alt="How long would it take for AI based tools to crack passwords" width="587" height="331" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 458"></p>
<h3>เราสามารถตั้งรหัสผ่านเผื่อเอาชนะ Generative AI ได้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">1. รหัสผ่านควรมีอย่างน้อย 15 ตัวอักษร โดยประกอบด้วยตัวเลข, ตัวอักษรอย่างน้อย 2 ตัว (พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก) และสัญลักษณ์ แต่หากทำได้ก็ควรเพิ่มไปให้ถึง 18 ตัวอักษร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. ไม่ใช้พาสเวิร์ดที่เป็นรูปแบบตายตัว เช่น ชื่อคน+วันเกิด หรือชื่อบริษัท+12345 </span></p>
<p>3. ตั้งรหัสผ่านของแต่ละบัญชีให้ต่างกันและแยกออกจากกัน ไม่ใช่บัญชีแรกตั้งว่า abc01 และอีกบัญชีตั้งว่า abc02 พาสเวิร์ดแบบนี้คาดเดาได้ง่ายมาก ไม่มีประโยชน์ในปัจจุบัน</p>
<p>4. ตรวจสอบเสมอว่าข้อมูลของเราเคยหลุดออกไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ เพราะหาก AI ค้นเจอข้อมูลของเราใน Database บัญชีของเราก็จะถูกเข้าถึงได้ทันทีหากยังใช้รหัสเดิม และหากรหัสผ่านใหม่ไม่รัดกุมมากพอ AI ก็สามารถใช้ข้อมูลเดิมเพื่อศึกษาความน่าจะเป็นซึ่งนำไปสู่รหัสผ่านใหม่ได้เลย เราจึงควรตั้งรหัสผ่านใหม่ตามแนวทางที่ระบุไว้ในบทความนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. เราควรใช้เครื่องมือจัดเก็บรหัสผ่านในองค์กร ควบคู่กับการยืนยันตัวตนที่หลากหลาย (Multi Factor Authentication) </span></p>
<h3>ผู้เชี่ยวชาญในโลกธุรกิจมองปัญหา Workplace Hygiene อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างรหัสผ่านที่ดีเป็นเรื่องระดับสากล เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราขอยกความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีระดับโลกมาอ้างอืง เพื่อสร้างความเจ้าใจและเพิ่มมุมให้กับผู้อ่านดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณฟราน รอสช์ (Fran Rosch) CEO จาก ForgeRock บริษัทด้านความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกากล่าวว่าบริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันกำลังประมาทและประเมินความอันตรายของการมีรหัสผ่านที่อ่อนแอ (Weak Password) ต่ำเกินไป เพราะข้อมูลที่สามารถตัดสินความเป็นความตายของบริษัทล้วนถูกปกป้องด้วยชุดตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว ดังนั้น HR ควรมอบหมายให้ฝ่ายไอทีตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล และพฤติกรรมการใช้รหัสผ่าน (เช่น มีการใช้เครื่องมือช่วยเหลือไหม หรือมีการใช้ฟังก์ชันลืมรหัสผ่านถี่แค่ไหน) หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำงานแบบไร้รหัสผ่าน ไปเลย (Passwordless) เช่น การตรวจสอบทางกายภาพ (Biometric) อย่างการตรวจจับใบหน้าด้วย AI, การตรวจจับม่านตา หรือการตรวจจับลายนิ้วมือ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่คุณรีเบ็คก้า ลอว์ (Rebecca Law) จากบริษัท Check Point Software Technologies ประเทศสิงคโปร์กล่าวว่าปัญหาเรื่อง Phishing หรือการโจรกรรมข้อมูลด้วยการจำลองแพลตฟอร์มปลอมเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยสถิติในสิงคโปร์ช่วงเดือนเมษายน 2023 ระบุว่ามีการโจมตีในลักษณะนี้สูงถึงประมาณ 1,246 ครั้งต่อสัปดาห์ ดังนั้นก่อนที่จะกรอกข้อมูลส่วนตัวในแต่ละครั้ง เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบมีความปลอดภัยมากพอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16079 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-14-at-23.13.06.jpg" alt="Screenshot 2566 07 14 at 23.13.06" width="600" height="370" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 459"></p>
<h2>Cyber Security เรื่องสำคัญที่ HR ต้องใส่ใจ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Cyber Security มีบทบาทสำคัญในการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับประกันความปลอดภัยโดยรวมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขององค์กร (Digital Infrastructure) เพราะปัจจุบันที่ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์มากขึ้นและมีทักษะการเจาะข้อมูลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด มาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการละเมิดข้อมูล, การสูญเสียทางการเงิน, ความเสียหายต่อชื่อเสียง และความรับผิดชอบทางกฎหมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แผนกทรัพยากรบุคคล (HR) มีบทบาทสำคัญในการรับรองความปลอดภัยภายในองค์กร ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดี ต้องกล้าว่าจ้างและฝึกอบรมพนักงานรวมถึงการให้ความรู้แก่พวกเขาเพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติที่ดี สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยขององค์กรเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณต้องการตัวช่วยเพื่อให้การรักษาข้อมูลของคุณมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น เราขอแนะนำบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services จาก HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ครอบคลุมทุกเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อชาว HR ใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราไปงานเสวนาด้าน HR Tech ในปัจจุบัน สิ่งที่เราได้ยินบ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นการเน้นย้ำว่า AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากเราไม่ปรับตัว เราก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเพื่อให้สามารถอยู่รอดในโลกธุรกิจ และมีมีศักยภาพในการแข่งขัน HR ที่ดีต้องหมั่นหาความรู้ และเข้าใจว่าจะนำข้อมูลดังกล่าวมาสื่อสารและปรับใช้ในองค์กรอย่างไร องค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะถือว่าเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Password Hygiene จึงนับเป็นกลไกของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านทรัพยากรบุคคล (HR Infrastructure) พนักงานชึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะรู้สึกเป็นเจ้าของชิ้นงาน อยากดูแลให้ครบทั้งกระบวนการ ไม่ใช่แค่อยากสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาเท่านั้น การเน้นย้ำเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนโลกออนไลน์จะทำให้ระบบต่าง ๆ มีความมั่นคง เกิดความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้า สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว และประสบความสำเร็จได้มากกว่าเดิมแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16072" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/9d8f797b92a364fba6d5e4df4805eae2.jpg" alt="9d8f797b92a364fba6d5e4df4805eae2" width="795" height="249" title="Password Hygiene : ตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้ปลอดภัย อันตรายแฝงที่ HR ไม่รู้ 460"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/agwK9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/agwK9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/nJPQ7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/nJPQ7</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/iwQZ3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/iwQZ3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/pxWZ5" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/pxWZ5</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/mwFI6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/mwFI6</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230519-the-great-attraction/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 May 2023 02:18:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[The Great Attraction]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230519-the-great-attraction/</guid>

					<description><![CDATA[The Great Attraction เป็นสิ่งที่จะช่วยตอบคำถามที่เกิดขึ้นในหมู่พนักงานว่างานที่กำลังทำอยู่ หรืองานที่กำลังกลับไปทำ จะช่วยให้เรากลายเป็นคนที่เก่งขึ้นได้จริงไหม สามารถรับมือกับอนาคตและดูแลครอบครัวคนรักได้หรือไม่ ?]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction เป็นผลสืบเนื่องมาจาก The Great Resignation ที่คนพากันออกไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือลองหาแนวทางใหม่ ๆ จนแรงงานที่มีฝีมือในระบบลดน้อยลงไปมาก </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction คือการที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแรงดึงดูดหรือแรงจูงใจ เพื่อให้พนักงานเดิมอยากอยู่กับองค์กรต่อไป และสามารถโน้มน้าวคนที่มีฝีมือให้เข้ามาสู่องค์กร </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction จึงหมายถึงการหาสิ่งที่ตรงใจพนักงานที่สุด รวมถึงต้องทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า เช่นหากองค์กรต้องการสร้างวิถีแห่งการเรียนรู้ในหมู่พนักงาน เราก็ต้องชี้ให้เห็นว่าการที่พนักงานมีความรู้มากขึ้นจะทำให้พวกเขาต่อยอดทางอาชีพได้ง่ายกว่าเดิมอย่างไร </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction ไม่ได้มีไว้ดึงดูดคนรุ่นใหม่อย่างเดียว เพราะคนรุ่นเก่าที่ใฝ่รู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรได้เช่นกัน HR จึงต้องคิดสวัสดิการเพื่อดึงดูดคนทุกเพศทุกวัยให้ครอบคลุมที่สุด ไม่ควรใช้สวัสดิการแบบ One Size Fit All เด็ดขาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction จำเป็นต้องมาพร้อมกับความรอบรู้ สิ่งที่เคยได้ผลในอดีตอาจไร้ค่าในสังคมปัจจุบัน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยากขึ้นแต่ก็ต้องทำ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-15343 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/IMG_7687.jpg" alt="IMG 7687" width="770" height="399" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 461"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>The Great Attraction</strong> คือคำใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกหลัง โควิด-19 ที่ความต้องการของคนทำงานได้เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด และไม่มีแนวโน้มที่จะย้อนกลับไปเป็นเหมือนในอดีต ปัญหาการแข่งขันด้านแรงงานได้เปลี่ยนจากการแย่งตัวคนเก่งไปเป็นการรักษาพนักงานเดิมให้อยู่กับองค์กร เพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนพนักงานที่มีคนอยู่ในระบบไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะกระแสเรื่อง <strong>การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation)</strong> ได้ทำให้คนตัดสินใจสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น หรือบางส่วนก็เลือกทำฟรีแลนซ์เพื่อให้เวลากับงานอดิเรกของตนมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่านไปซักระยะหนึ่ง เราได้เห็นทั้งคนที่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นธุรกิจรายย่อยที่สร้างรายได้ดีกว่าตอนเป็นพนักงาน ขณะเดียวกันก็ได้เห็นพนักงานที่ไม่ประสบความสำเร็จ และย้อนกลับเข้ามาสู่องค์กรในสถานะของ Boomerang Employees แต่ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหน สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างถาวรก็คือทัศนคติของผู้คนที่อยากได้รับสิ่งที่ดีกว่าเสมอ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11863 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/shutterstock_2070980558.jpg" alt="Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง" width="755" height="503" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 462"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Boomerang Employees คืออะไร ทำไมถึงควรจ้างอดีตพนักงานและคนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยตอบคำถามที่เกิดขึ้นในหมู่พนักงานว่างานที่กำลังทำอยู่ หรืองานที่กำลังกลับไปทำ จะช่วยให้เรากลายเป็นคนที่เก่งขึ้นได้จริงไหม สามารถรับมือกับอนาคตและดูแลครอบครัวคนรักได้หรือไม่ ? นี่คือประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องเรียนรู้เพื่อดึงดูดพนักงานหน้าใหม่ และยึดโยงพนักงานเก่าที่มีฝีมือเอาไว้พร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างแรงดึงดูดเพื่อจูงใจผู้คน จึงยกระดับจากการสร้างภาพลักษณ์หรือแบรนด์ดิ้งแบบทั่วไป กลายเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทุกอย่างเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร, นโยบาย ตลอดจนการกำหนดทักษะที่จำเป็นของบุคลากรแต่ละตำแหน่งขึ้นใหม่เพื่อสร้าง The Great Attraction ที่ช่วยโน้มน้าวคนได้อย่างดีที่สุด โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากฝ่ายบุคคลไม่เรียนรู้ และหาวิธีการใหม่ ๆ มาให้กับพนักงาน</span></p>
<p><b>The Great Attraction</b><span style="font-weight: 400;"> คืออะไร และจะช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไรบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่ </span><a href="http://th.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a></p>
<h2>สาเหตุที่ทำให้เกิด The Great Attraction</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15344 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/30.jpg" alt="30" width="600" height="370" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 463"></p>
<p><a href="https://amazingworkplaces.co/turning-great-attrition-to-great-attraction-employee-initiatives-that-help-in-closing-the-skill-gap-amidst-great-resignations/" target="_blank" rel="noopener">SHRM</a> กล่าวว่า HR ถึง 83% มีอุปสรรคในการหาพนักงานใหม่ที่มีคุณสมบัติตรงกับที่ต้องการ โดยมีถึง 75% ที่คิดว่า การหาคนเก่งในตลาดแรงงานเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อมีคนออกจากระบบมากกว่าคนที่เข้าสู่ระบบ การพัฒนาคนจากภายในจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9742 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1538481887.jpg" alt="HR ต้องทำอะไรบ้าง เมื่อรู้ว่าพนักงานลาออกแน่นอน" width="500" height="334" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 464"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230126-new-resignation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เปิดผลวิจัย ทำไมพนักงานถึงลาออกหรือหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ แล้ว HR ควรทำอย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>เราคงเคยคิดว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์ดังส่วนใหญ่มีความแข็งแรงดีอยู่แล้ว สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ และดึงดูดพนักงานที่มีฝีมือจากที่อื่นมาได้ไม่ยากนัก แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ผู้คนมีสิ่งที่สนใจมากขึ้นจนเริ่มออกจากระบบของตลาดแรงงานไปเรื่อย ๆ การอาศัยภาพลักษณ์และวิธีทำงานแบบเดิมก็ไม่เพียงพอ เราต้องสรรหาสิ่งที่น่าสนใจและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น เพื่อโน้มน้าวให้คนเห็นว่าการมาอยู่กับเรา ดีกว่าการใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างไร</p>
<p><i>เราสามารถสรุปสาเหตุที่เราต้องมี The Great Attraction ได้ดังนี้</i></p>
<h3>การเกิดขึ้นของ The Great Resignation</h3>
<p>การลาออกครั้งใหญ่เกิดจากการที่มนุษย์มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่สนใจมากขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่พนักงานเริ่มมีข้อเปรียบเทียบระหว่างงานที่ตนชอบและสร้างขึ้นมาเอง กับงานที่ตนทำอยู่เป็นประจำ ความคิดนี้ช่วยเร่งสภาวะหมดไฟ (<a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Burnout Syndrome</a>) ทำให้พนักงานรู้สึกไม่พอใจหรือรู้สึกไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่องค์กรมอบให้ง่ายกว่าเดิม</p>
<p>สิ่งสำคัญต่อมาก็คือเมื่อพนักงานมีโอกาสได้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา ก็จะรู้สึกว่าตนมีโอกาสได้เรียนรู้มากกว่าการทำตามหน้าที่แบบซ้ำเดิมในองค์กรไปวัน ๆ ยิ่งพนักงานบางคนที่มีโอกาสได้เรียนรู้จนได้ทักษะใหม่ ๆ ก็จะยิ่งรู้สึกว่าตนอยากใช้ทักษะนั้นให้เป็นประโยชน์ มากกว่าการทำงานประจำที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้นั้นเลย</p>
<p>องค์กรที่หาคำตอบไม่ได้ว่าจะทำให้พนักงานรู้สึกคุ้มค่ากับการเสียเวลาได้อย่างไร จะทำให้พนักงานรู้สึกอยากลาออกตามมาทันที</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9743 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_2022335198.jpg" alt="HR ต้องทำอะไรบ้าง เมื่อรู้ว่าพนักงานลาออกแน่นอน" width="500" height="334" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 465"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/the-great-resignation-thailand-230116/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The Great Resignation เทรนด์ที่ไทยยังมองข้าม</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายของบริษัทขนาดเล็ก</h3>
<p>มีบริษัทขนาดเล็กที่เกิดในช่วงโควิด-19 และประสบความสำเร็จอยู่มากมาย บริษัทเหล่านี้จะมีโครงสร้างแตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่เพราะใช้พนักงานไม่มากและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้นำเสนอความรู้อย่างเต็มที่ ไม่ได้แบ่งเป็นลำดับขั้นอย่างในองค์กรทั่วไป จนทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนถูกปิดโอกาสในการเติบโต</p>
<p>บริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นข้อเปรียบเทียบสำคัญอีกอย่างที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าจะอยู่ในระบบต่อไปทำไม ในเมื่อมีบริษัทที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของตนมากกว่า แต่ข้อเสียคือองค์กรขนาดเล็กอาจไม่ได้มีสวัสดิการครอบคลุมเท่ากับบริษัทใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของเราจะไม่ถูกดึงความสนใจ (Distraction) เราต้องศึกษาวิเคราะห์องค์กรขนาดเล็กรอบตัวด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดไม่ล้าหลังหรือด้อยไปกว่าธุรกิจอื่นในตลาดเดียวกัน</p>
<h3>ความต้องการของคนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย</h3>
<p>หากเราต้องการดึงดูดพนักงานที่เคยลาออกจากบริษัทในช่วง The Great Resignation เราก็ต้องรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นลาออกเพราะเรื่องอะไร และต้องหลีกเลี่ยงการทำพลาดในรูปแบบเดิมเพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าจะไม่เจอเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก</p>
<p>สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นทุกข้อ สามารถใช้งานได้เลยไม่ว่าคุณจะต้องการดึงดูดพนักงาน หรือสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ให้คิดเสมอว่าการลงทุนจ้างพนักงานใหม่แต่ละครั้งมีต้นทุนมหาศาล หากเรายกระดับพนักงานเดิมให้ดีขึ้น ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณ แถมยังสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12634 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/creating-culture-of-inclusion.jpeg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="624" height="400" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 466"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>The Great Attraction สร้างได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15345 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/33.jpg" alt="33" width="600" height="370" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 467"></p>
<p><a href="https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/great-attrition-or-great-attraction-the-choice-is-yours" target="_blank" rel="noopener">McKinsey</a> กล่าวว่า เราไม่มีทางแก้ไขปัญหาเรื่อง The Great Resignation และสร้าง The Great Attraction ได้ หากไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะแก้ (You can’t fix what you don’t understand) เพราะมีผลวิจัยที่อธิบายว่าคนเรามัก “คิดไปเอง” ว่าพนักงานลาออกเพราะอะไร ทำให้เราพลาดเป้าเวลาวางแผนงาน</p>
<p>การสำรวจพบว่าผู้นำส่วนใหญ่จะคิดว่าพนักงานลาออกเพราะต้องการเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้น, สุขภาพไม่แข็งแรง หรือต้องการหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งแม้จะมีพนักงานมากมายที่ลาออกด้วยสาเหตุดังกล่าว แต่หากมองอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะพบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ต่างออกไป</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13351 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Rebranding20Why20is20it20important.jpg" alt="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร" width="713" height="332" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 468"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>พนักงาน 54% บอกว่าพวกเขาลาออกเพราะรู้สึกไม่มีคุณค่าที่บริษัท และ 51% บอกว่าเขารู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นในองค์กร ไม่มี Sense of Belonging ดังนั้นต้นตอของปัญหาอาจเป็นการสื่อสารที่ไม่เพียงพอระหว่างนายจ้างและลูกจ้างต่างหาก</p>
<p><i>McKinsey ได้ให้แนวทางสำหรับสร้าง The Great Attraction เอาไว้ดังนี้</i></p>
<h3>การตรวจสอบดูว่าผู้นำของเรามีปัญหาหรือไม่ (Toxic Leader)</h3>
<p>หากเรามีหัวหน้าที่เอาแต่ต่อว่าพนักงานและสร้างบรรยากาศในเชิงลบ ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกสงสัยในการมีอยู่ของตนเอง รู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร นำไปสู่ความคิดที่จะลาออกไม่ว่าจะมีงานรองรับอยู่หรือไม่ก็ตาม</p>
<p>ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่าผู้นำในองค์กรไม่มีคุณสมบัตินี้ หรือเคยได้ยินคำบอกเล่าและข้อเรียกร้องจากพนักงานมาก่อน ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนผู้นำ เพราะนี่คือขั้นตอนแรกที่จะบอกว่าองค์กรของคุณจะไปต่อได้หรือไม่</p>
<h3>การเลือกใช้คนเก่งให้ถูกกับตำแหน่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">McKinsey บอกว่าบางองค์กรมีพนักงานที่มีฝีมืออยู่ในครอบครอง แต่กลับเลือกใช้งานผิดประเภท ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญมากในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ผู้บริหารกลับลืมคิดไปว่าหัวหน้างานเดิมนั้นมีความรู้เกี่ยวกับสื่อยุคใหม่บ้างหรือเปล่า จึงเผลอปล่อยให้ทำงานโดยลืมคิดไปว่าผู้นำคนดังกล่าวไม่สามารถออกความเห็นที่ทันสมัยได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ดีจึงต้องหมั่นตรวจสอบและหาทางออกร่วมกันว่าจะเลือกใช้บุคลากรที่มีให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไรเพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้พนักงานแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของงานที่ออกมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15346 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/31.jpg" alt="31" width="600" height="370" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 469"></p>
<h3>การตรวจเช็ควัฒนธรรมองค์กรอีกครั้ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องตั้งคำถามว่าวัฒนธรรมองค์กรในช่วงก่อนโควิด-19 เป็นอย่างไร ทุกคนมีความใกล้ชิดกันดีแล้วหรือไม่ หรือมีอะไรที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขในตอนนี้หรือเปล่า ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเช่นการวางแผนปรับนโยบายทำงานจากที่บ้านให้กลับมาสู่ออฟฟิศ เราตอบตัวเองได้หรือยังว่านโยบายนี้ถูกสั่งเพราะจะช่วยให้การทำงานดีขึ้นและเป็นประโยชน์กับทุกคนจริง ๆ หรือแค่กลัวว่ายิ่งปล่อยให้คนอยู่ห่างกันนานเกินไปจะทำให้ความเสถียรภาพขององค์กรลดลง เพราะหากเป็นแบบหลัง ก็แปลว่าองค์กรของเรา มีจุดเปราะบางและจำเป็นต้องได้รับการดูแล</span></p>
<h3>ตรวจดูว่าสวัสดิการของเราตอบโจทย์หรือไม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นในอดีต สวัสดิการยอดฮิตขั้นพื้นฐานคงจะเป็นพงกสิทธิ์การจอดรถฟรี, การให้เงินสำหรับคนที่อยู่กับองค์กรนานกว่า 5 ปี หรือการให้งบประมาณสำหรับซื้อขนม ชา กาแฟ แต่จากสถิติล่าสุด McKinsey พบว่าผู้คนเริ่มต้องการสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวมากขึ้น อยากจะทำงานที่รู้สึกว่าคุณค่าของตนสามารถส่งผ่านไปถึงคนที่รักได้ เราจึงได้เห็นสวัสดิการเพื่อคนมีบุตรอย่าง Fertility Benefit ที่เริ่มได้รับความนิยมไปทั่วโลก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14095 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-06-at-13.49.56.png" alt="Screenshot 2566 01 06 at 13.49.56" width="621" height="362" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 470"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230106-fertility-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนนี้หากองค์กรไม่รู้ว่าควรออกมาโยบายแบบไหน ก็สามารถทำแบบสอบถามกับพนักงานไปเลย แต่ขณะเดียวกันองค์กรก็ต้องมองไปถึงโอกาสในการเติบโตของพนักงานด้วย เพราะหากให้ความสำคัญกับสวัสดิการแต่ไม่สนใจความก้าวหน้าของอาชีพ ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคิดเป็นอย่างแรก ก่อนที่จะไปสนใจว่าควรอบรมพนักงานอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะหากไม่มีคนอยากอยู่กับองค์กร แม้จะมีครูสอนที่เก่งแค่ไหน หรือจะเตรียมแผนงานได้ดีอย่างไร ก็คงไม่สามารถสร้างพนักงานที่เก่งขึ้นตามแนวทางที่ตั้งใจได้เลย</span></p>
<h2>สวัสดิการที่ดึงดูดพนักงานได้ คือสวัสดิการที่ทำเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายสำคัญในการทำงานนอกเหนือจากรายได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อสังคม และสามารถดูแลคนที่พวกเขารักได้อย่างเต็มที่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการขององค์กรจึงต้องเปลี่ยนไปตลอดเวลาให้เหมาะสมกับยุคสมัย เพราะพอพอสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป นโยบายและสวัสดิการบางอย่างที่คงถูกปฏิเสธแน่แน่ในสองสามปีก่อน ก็กลายมาเป็นนโยบายที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่นนโยบายด้านรอยสัก หรือการปล่อยให้พนักงานรับทำฟรีแลนซ์ควบคู่กับงานประจำ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกนโยบายให้ตรงกับความต้องการของพนักงานที่สุด จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายที่จะตัดสินว่าพนักงานทั้งเก่าและใหม่ควรทำงานกับองค์กรของเราหรือไม่ เราต้องหา The Great Attraction ให้เจอก่อนคู่แข่ง แต่หากยังไม่พบหรือไม่รู้จะหาจากแหล่งไหน เราขอแนะนำบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจแบบไหน ที่นี่มีตัวช่วยให้ทุกคน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ปัจจุบันคือโลกใหม่สำหรับทุกคน ทักษะเดิมที่เราเคยมีอยู่ทั้งในส่วนของบุคลากรและในส่วนของโครงสร้างองค์กรไม่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืนอีกต่อไป เราต้องมีทัศนคติของความหยั่งรู้ เพื่อคอยกระตุ้นให้เราคอยศึกษาวิจัยอยู่เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Great Attraction ขององค์กรคุณคืออะไร ? หวังว่าคุณจะหามันเจอได้ง่ายขึ้นหลังอ่านบทความนี้จบลง</span></p>
<p><a href="http://expth.hrnote.asia?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15347 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/39bf05f01a25150c760fa981ade207e2.jpg" alt="39bf05f01a25150c760fa981ade207e2" width="1200" height="375" title="The Great Attraction ถ้าองค์กรถูกใจ คนในก็ไม่ออก คนนอกก็อยากเข้า ! 471"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OoYJCi" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OoYJCi</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/454yuqT" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/454yuqT</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3pPAR0q" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3pPAR0q</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://mck.co/3WcmSy2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://mck.co/3WcmSy2</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230424-business-card/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Apr 2023 08:50:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Business Card]]></category>
		<category><![CDATA[นามบัตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230424-business-card/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT แม้เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด มี HR Tech มากมาย แต่นามบัตร (Business Card) ก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย จนเหมือนกับว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ได้ทำให้ความนิยมของนามบัตรลดลงเลย มีการวิเคราะห์ว่าการมอบนามบัตร (Business Card) ที่ดีนั้นมีขั้นตอนมากมายก็จริง แต่หากเราศึกษาและสามารถยื่นนามบัตรแบบมีคุณภาพออกไปได้ 2,000 ชิ้น ก็จะช่วยให้องค์กรมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นได้ถึง 25% นามบัตรที่ดี (Business Card) เปรียบเสมือนช่องทางทำการตลาดแรกที่ช่วยโน้มน้าวให้ผู้คนอยากเข้ามาติดต่อ แสดงถึงรสนิยม ค่านิยมของเจ้าของบัตร การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงแบบนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้โลกดิจิทัลไม่สามารถเข้ามาแทนที่นามบัตรแบบดั้งเดิมได้ นามบัตรที่ดี (Business Card) ต้องสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ ต้องสะกดชื่อคนและตำแหน่งให้ถูก และออกแบบโดยอ้างอิงตามอัตลักษณ์ขององค์กร ไม่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เกินไปจนมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับบริบทของสังคม องค์กรที่ดีจึงไม่ใช่องค์กรที่มุ่งแต่พัฒนาทักษะด้านวิชาการอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงทักษะการเข้าสังคม ทักษะการสื่อสาร และความรู้รอบตัว ให้พนักงานสามารถอยู่ร่วมในโลกธุรกิจอย่างโดดเด่น มีศักยภาพเพียงพอในการเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่ยังยืน แม้โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลและมีการนำเทคโนโลยีมากมายมาใช้กับการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางสื่อสาร กระบวนการทำงาน ตลอดจนวิธีเรียนรู้และประเมินผล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตามยุคสมัยก็คือการใช้ นามบัตร (Business Card) ซึ่งเป็นดั่งธรรมเนียมเบื้องต้นในการเข้าหากลุ่มคนใหม่ ๆ และถือเป็นกลไกสำคัญที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ การออกแบบนามบัตรให้น่าดึงดูดและเรียนรู้มารยาทการใช้นามบัตรเบื้องต้น ได้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนต้องฝึกฝนหากต้องการประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li>แม้เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด มี HR Tech มากมาย แต่นามบัตร (Business Card) ก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย จนเหมือนกับว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ได้ทำให้ความนิยมของนามบัตรลดลงเลย</li>
<li>มีการวิเคราะห์ว่าการมอบนามบัตร (Business Card) ที่ดีนั้นมีขั้นตอนมากมายก็จริง แต่หากเราศึกษาและสามารถยื่นนามบัตรแบบมีคุณภาพออกไปได้ 2,000 ชิ้น ก็จะช่วยให้องค์กรมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นได้ถึง 25%</li>
<li>นามบัตรที่ดี (Business Card) เปรียบเสมือนช่องทางทำการตลาดแรกที่ช่วยโน้มน้าวให้ผู้คนอยากเข้ามาติดต่อ แสดงถึงรสนิยม ค่านิยมของเจ้าของบัตร การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงแบบนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้โลกดิจิทัลไม่สามารถเข้ามาแทนที่นามบัตรแบบดั้งเดิมได้</li>
<li>นามบัตรที่ดี (Business Card) ต้องสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ ต้องสะกดชื่อคนและตำแหน่งให้ถูก และออกแบบโดยอ้างอิงตามอัตลักษณ์ขององค์กร ไม่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เกินไปจนมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับบริบทของสังคม</li>
<li>องค์กรที่ดีจึงไม่ใช่องค์กรที่มุ่งแต่พัฒนาทักษะด้านวิชาการอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงทักษะการเข้าสังคม ทักษะการสื่อสาร และความรู้รอบตัว ให้พนักงานสามารถอยู่ร่วมในโลกธุรกิจอย่างโดดเด่น มีศักยภาพเพียงพอในการเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่ยังยืน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15021 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-24-at-15.40.47.jpg" alt="Screenshot 2566 04 24 at 15.40.47" width="523" height="326" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 479"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลและมีการนำเทคโนโลยีมากมายมาใช้กับการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางสื่อสาร กระบวนการทำงาน ตลอดจนวิธีเรียนรู้และประเมินผล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปตามยุคสมัยก็คือการใช้ </span><b>นามบัตร (Business Card) </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นดั่งธรรมเนียมเบื้องต้นในการเข้าหากลุ่มคนใหม่ ๆ และถือเป็นกลไกสำคัญที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกแบบนามบัตรให้น่าดึงดูดและเรียนรู้มารยาทการใช้นามบัตรเบื้องต้น ได้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนต้องฝึกฝนหากต้องการประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ คนที่ไม่รู้จักขั้นตอนนี้อาจถูกมองว่าไม่มีมารยาท เกิดเป็นข้อเปรียบเทียบให้คู่ค้าตัดสินใจเลือกบริษัทคู่แข่งที่มีความพร้อมมากกว่าได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมนามบัตรถึงอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา และเราจะใช้ประโยชน์จากนามบัตรให้มากที่สุดได้อย่างไร หาทุกคำตอบที่คุณควรรู้ได้ที่ </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></p>
<h2>ยุคนี้ Business Card &#8211; นามบัตร ยังจำเป็นไหม ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-15024 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/IMG_6625.jpg" alt="IMG 6625" width="585" height="334" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 480"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการ</span><a href="https://www.graphicszoo.com/article/15-business-card-facts-and-statistics-every-business-owner-must-know" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่านามบัตรถูกใช้มานานกว่า 600 ปีโดยเริ่มต้นจากประเทศจีน และมีสถิติที่น่าสนใจว่า การให้นามบัตร 2,000 ครั้งจะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นถึงราว 25% ตัวเลขนี้ดูแล้วเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ลองคิดดูสิว่าการ ให้นามบัตรแบบตัวต่อตัวจะทำให้เรามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าโดยตรง เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักกันง่ายขึ้น การมอบนามบัตรจะทำให้เราเข้าใจเบื้องต้นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สามารถช่วยอะไรเราได้บ้าง ช่วยร่นเวลาทำความรู้จักกันโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีคนเยอะเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นามบัตรจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นกับโลกธุรกิจชนิดที่ไม่มีวันถูกกลืนกินด้วยเทคโนโลยี เพราะแม้ระบบดิจิทัลจะทำให้เราเก็บข้อมูลติดต่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกอยากค้นหาอีกฝ่ายเท่ากับการให้นามบัตรแบบเป็นกระดาษ </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เราสามารถอธิบายความจำเป็นของนามบัตรในปัจจุบันได้ดังนี้</span></i></p>
<h3>การมอบนามบัตรจะช่วยให้เราใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การใช้นามบัตรแบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เราแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เร็วขึ้น แต่การให้นามบัตรแบบดั้งเดิมจะทำให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ได้ทดลองพูดคุยกันในเบื้องต้น ได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีทัศนคติหรือบุคลิกภาพตรงกับที่เราสนใจหรือไม่ นอกจากนี้ยังทำให้เราได้เห็นรสนิยมที่ถือเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ การให้นามบัตรแบบปกติจึงทำให้เราสามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า</span></p>
<h3>นามบัตรที่ดีจะช่วยสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ให้กับผู้ที่พบเห็น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกตามดูว่า ถ้าเราเจอคนรุ่นใหม่หรือใครก็ตามที่รู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย ใจของเราก็คงคิดถึงวิธีการที่จะดึงดูดความสนใจ และโน้มน้าวให้เขาอยากมาทำงานร่วมกับเราให้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเราต้องการให้คนเห็นว่าองค์กรใส่ใจในทุกรายละเอียด เราก็ต้องนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ เช่นการจ้างดีไซน์เนอร์มาออกแบบให้พนักงานแต่ละคนโดยตรง ซึ่งจะทำให้เหล่าพนักงานรู้สึกภูมิใจ อยากส่งต่อนามบัตรที่สวยงามของเราออกไปสู่วงกว้างมากขึ้น ช่วยทั้งในแง่ของการตลาด (Marketing) และในแง่ของการสร้างแบรนด์ (Branding) เพื่อสรรหาพนักงานใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกันหากนามบัตรของเราเป็นเพียงกระดาษพร้อมข้อมูลธรรมดา ก็คงสร้างความประทับใจให้ใครไม่ได้นอกเหนือจากว่าเราเป็นคนที่มีชื่อเสียงแบบสุด ๆ ดังนั้นอย่าพลาดโอกาสสำคัญนี้เด็ดขาด รับรองว่าจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่าการแลกข้อมูลติดต่อแบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวแน่นอน</span></p>
<h2>เคล็ดลับการออกแบบนามบัตร (Business Card) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-15025 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/IMG_6624.jpg" alt="IMG 6624" width="528" height="352" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 481"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกแบบนามบัตรไม่ใช่แค่มีเพื่อการแนะนำตัวเท่านั้น ลองนึกดูว่าหากเราไปงานสัมมนาหรืองานประชุมนานาชาติที่เต็มไปด้วยนักธุรกิจในกลุ่มตลาดเดียวกัน แต่นามบัตรของเราไม่มีอะไรดึงดูด หรือสะท้อนความเป็นตัวตนให้คู่ค้าคนอื่นอยากเข้ามาทำความรู้จัก เราก็จะพลาดโอกาสทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นการทำนามบัตรให้ดีก็เป็นเหมือนการประชาสัมพันธ์เบื้องต้น เป็นความประทับใจแรกที่จะเปิดเส้นทางให้เราได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">การสร้างนามบัตรที่ดีต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้</span></i></p>
<h3>เลือกขนาดและรูปทรงให้เหมาะสมกับธุรกิจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วขนาดนามบัตรจะอยู่ที่ 9 x 5.5 เซนติเมตร และมักทำเป็นแนวนอน อย่างไรก็ตามเราสามารถทำเป็นแนวตั้งก็ได้หากยังใส่ข้อมูลที่ต้องการได้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังสามารถทำเป็นรูปทรงตามธุรกิจที่ดำเนินอยู่ เช่นหากทำคาเฟ่ ก็อาจทำนามบัตรเป็นรูปแก้วกาแฟ หากทำธุรกิจกีฬา ก็อาจทำนามบัตรเป็นรูปลูกฟุตบอล เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องคำนึงว่านามบัตรสามารถจัดเก็บได้ง่ายหรือไม่ เพราะหากนามบัตรมีข้อมูลครบถ้วน สวยงาม แต่ไม่สามารถพกพาได้สะดวก ก็มีโอกาสที่นามบัตรนั้นจะถูกทิ้ง</span></p>
<h3>เลือกใช้โลโก้และสีสันตามอัตลักษณ์ของบริษัท (Corporate Identity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นามบัตรที่ดีควรใส่โลโก้ของบริษัทให้เรียบร้อย และเลือกใช้สีตามอัตลักษณ์ของบริษัท ไม่ใช่จ้างคนออกแบบโลโก้มาสวยงาม แต่ไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงไปถึงองค์กรเลย นามบัตรที่ดีควรทำหน้าที่เป็นเหมือนประชาสัมพันธ์ที่แค่หยิบมาก็เห็นบริบทเบื้องต้นขององค์กรได้แล้ว</span></p>
<h3>ใส่ข้อมูลติดต่อและตำแหน่งให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นามบัตรที่ดีต้องมีชื่อบริษัทและข้อมูลของเจ้าของบัตรที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงผู้รับเป็นหลัก เช่นหากเราพบเจอกับแขกต่างชาติ ก็ควรให้นามบัตรที่ผู้รับสามารถเข้าใจได้ อย่าคิดแค่ว่ามีอีเมล และชื่อเขียนบนนามบัตรก็เพียงพอแล้ว ในที่นี้หากเจ้าของบัตรมีชื่อเรียกอื่นที่คนในวงการคุ้นเคยซึ่งไม่ใช่ชื่อจริงตามบัตรประชาชน ก็สามารถเขียนไปบนนามบัตรได้เลย เรียกว่านามบัตรที่ดีต้องทำให้ผู้รับเข้าใจและสื่อสารกับเราได้ง่ายที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันนั้น นอกจากนามบัตรจะต้องใส่รายละเอียดให้ครอบคลุมที่สุด ยังควรเพิ่มช่องทางสื่อโซเชียลต่าง ๆ ที่เจ้าของบัตรมี โดยสามารถใช้วิธีแปะคิวอาร์โค้ดให้ผู้รับบัตรสแกนเองในกรณีที่จำเป็นต้องอ้างอิงหลายอัน</span></p>
<h2>ข้อผิดพลาดของการออกแบบนามบัตร (Business Card)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-15026 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/IMG_6623.jpg" alt="IMG 6623" width="519" height="346" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 482"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้การออกแบบนามบัตรขององค์กรคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด เราขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้</span></p>
<h3>นามบัตรที่ให้ข้อมูลผิด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความผิดพลาดในส่วนนี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่การสะกดชื่ออีเมลกับชื่อบุคคลผิดพลาด หรือให้ข้อมูลผิดเป็นอีเมลเก่าซึ่งไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ผู้ผลิตต้องพิสูจน์อักษรให้ชัดเจนก่อนพิมพ์ และหากนามบัตรเดิมหมดจริง ๆ ต้องนำนามบัตรเก่ามาใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรแก้ไขข้อมูลตามความเหมาะสม เช่นใช้ปากกาลบหรือเขียนฆ่า แต่ต้องอธิบายสถานการณ์ให้ผู้รับได้ฟังอย่างเข้าใจ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องสำคัญมาก เพราะบางคนเลือกให้นามบัตรแบบขอไปที เนื่องจากคิดว่าจะไม่มีใครติดต่อกลับมา ทั้งที่ความจริงแล้วข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นมืออาชีพ ห้ามละเลยเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันหากเป็นนามบัตรภาษาต่างประเทศ ก็ต้องตรวจเช็คแกรมม่าให้ถูกต้อง ไม่ใช้เครื่องมือแปลภาษาเพียงอย่างเดียว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แน่ใจว่าเราสื่อสารออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ให้คิดว่ายิ่งเป็นมืออาชีพเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดโอกาสทางธุรกิจให้เรามากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<h3>นามบัตรที่ออกแบบเลอะเทอะไร้ชั้นเชิงเกินไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกหากคุณต้องการออกแบบนามบัตรให้โดดเด่นที่สุด แต่อย่าลืมว่านามบัตรคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของผู้ให้ หากเราดีไซน์อย่างไร้ระเบียบ ก็จะสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่มีศักยภาพในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แถมอะไรก็ตามที่มากเกินไปมักออกมาเละเทะมากกว่าสวยงาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นามบัตรที่ดีจึงต้องออกแบบตามความเหมาะสม สะท้อนถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของบริษัท โดยไม่ลืมว่าเป้าหมายสำคัญของมันคือการให้ข้อมูลติดต่อที่ละเอียดและชัดเจน เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ในที่นี้การเลือกรูปแบบตัวอักษร (font) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการเลือกสีหรือรูปทรงด้วยซ้ำ</span></p>
<h3>นามบัตรที่ให้ข้อมูลมากเกินไป<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกดูว่าหากคุณได้นามบัตรมาสักใบหนึ่ง และนามบัตรนั้นเต็มไปด้วยตัวหนังสือ ไม่รู้ว่าจุดที่ต้องโฟกัสที่สุดคืออะไร ก็มีโอกาสที่ผู้อ่านจะทิ้ง และหันไปสนใจนามบัตรอื่นที่มีโอกาสมากกว่า กรณีนี้หากเกิดขณะที่คู่แข่งยื่นนามบัตรมาเหมือนกัน ก็มีโอกาสสูงมากที่เราจะถูกมองข้ามเพราะไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นให้คิดว่าการสรุปทุกอย่างให้อยู่ในนามบัตรอย่างกระชับที่สุด ถือเป็นทักษะหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือของคนทำงานเช่นกัน</span></p>
<h3>นามบัตรที่มีข้อมูลน้อยเกินไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน นามบัตรที่มีข้อมูลน้อยเกินไปก็ไม่เกิดประโยชน์ บางองค์กรอาจให้ความสำคัญกับรูปร่างของนามบัตรหรือการออกแบบจนเกินไป เหมือนกับลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อคืออะไร เราสามารถถามความเห็นจากคนจำนวนมากก็ได้ว่านามบัตรที่ออกแบบนั้นให้ข้อมูลที่ครบถ้วนดีแล้วหรือไม่ เมื่อได้คำตอบที่พอใจจึงค่อยสั่งผลิต</span></p>
<h3>นามบัตรที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องครีเอทีฟ อาจพยายามหาแนวทางสร้างสรรค์นามบัตรที่โดดเด่นน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด โดยลืมคิดไปว่านามบัตรนั้นมีความหยาบคาย ไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมหรือไม่ องค์กรที่ดีต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ในภาพรวมเสมอ ต้องทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจที่ได้ส่งมอบนามบัตรออกไป และทำให้ผู้รับรู้สึกเป็นเกียรติไปพร้อม ๆ กัน ต้องคิดเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจหรือรู้จักเรามาก่อน ดังนั้นในการออกแบบนามบัตรทุกครั้ง ให้คิดถึงบรรทัดฐานของสังคมเสมอ</span></p>
<h3>นามบัตรที่ถูกมอบผิดเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงมาจากไหน แต่การให้นามบัตรในเวลาที่ไม่เหมาะสมมีแต่จะสร้างความรำคาญ หรือหากอีกฝ่ายรับ ก็รับเพราะเสียไม่ได้ หรือตามมารยาทมากกว่า ตัวอย่างเวลาที่ไม่เหมาะสมเช่นตอนที่อีกฝ่ายกำลังพูดคุยกับคนอื่น, ตอนที่กำลังประชุมกับลูกค้ารายอื่น หรือในเวลาส่วนตัวที่เราเข้าไปแทรกกลางอย่างพร่ำเพรื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาที่เหมาะกับการให้นามบัตรคือหลังการพูดคุยที่ได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้นแล้ว หรือในช่วงก่อนเข้าร่วมประชุม วิธีคิดคือมันควรเป็นเวลาว่างที่ทุกฝ่ายสามารถให้เวลาในการพูดคุยได้บ้าง ไม่ใช่เวลาที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบจนไม่มีใครให้ความสำคัญกับการแลกนามบัตร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การยื่นผิดเวลาจะส่งผลก็ความน่าเชื่อถือ ทำให้องค์กรต้องเจอกับความเสียหายทางธุรกิจได้เลย</span></p>
<h3>นามบัตรที่ใช้กระดาษผิดประเภท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องที่หลายคนมองข้ามเช่นกัน เพราะนอกจากเนื้อหาที่สมบูรณ์และดีไซน์ที่สวยงามแล้ว การเลือกกระดาษที่เหมาะสม เก็บรักษาไว้ได้นานก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้ เพราะหากนามบัตรของเราฉีกขาด หรือตัวหนังสือเลือนหายในเวลาที่ลูกค้าต้องการ เราก็จะพลาดโอกาสทางธุรกิจตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากเราทำธุรกิจกับบริษัทที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและเลือกใช้กระดาษที่ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ ก็จะช่วยแสดงออกถึงความใส่ใจ น่าเชื่อถือ และช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับเราได้เช่นกัน</span></p>
<h2>เคล็ดลับการให้นามบัตร (Business Card) ที่พนักงานต้องรู้</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-15027 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/IMG_6622.jpg" alt="IMG 6622" width="522" height="348" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 483"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละพื้นที่มีธรรมเนียมเกี่ยวกับนามบัตรแตกต่างกันไป แต่เบื้องต้นก็คือการรับ &#8211; ส่งนามบัตรด้วยสองมือ ไม่ลืมอ่านชื่อของผู้มอบนามบัตร เป็นต้น ผู้ที่สนใจสามารถดูเคล็ดลับอื่น ๆ ได้ที่นี่</span></p>
<h3><b>พกนามบัตรติดตัวเสมอและนำเผื่อไปด้วยทุกครั้ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่มีทางรู้เลยว่านอกเหนือจากคนที่นัดหมายแล้ว จะมีโอกาสเจอคนอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจอีกหรือไม่  แนวคิดของเรื่องนี้คือการมองว่าคนในแบบที่เราต้องการ ซึ่งเป็นคนแบบเดียวกับเรา ย่อมมีโอกาสอยู่ในที่ ๆ เราจะไปเสมอ ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยโอกาสให้หลุดลอยเพียงเพราะว่าเราลืมเอานามบัตรไป บอกเลยว่าจะไปกินข้าว ไปเล่นกีฬา ไป Shopping หรือแม้แต่ไปต่างประเทศ การมีนามบัตรติดตัวจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ !</span></p>
<h3><b>ให้นามบัตรกับคนที่สนใจเราเป็นหลัก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นามบัตรไม่ใช่สิ่งที่ควรมอบให้ทุกคนอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะนามบัตรทุกใบมีต้นทุน การให้กับคนที่ไม่น่าจะติดต่อกลับมาแน่ ๆ เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรของบริษัทโดยใช่เหตุ  ห้ามคิดแค่ว่ายิ่งมอบนามบัตรออกไป ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้องค์กรได้เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้นเด็ดขาด เพราะหากเราให้นามบัตรไปกับคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราเลย ก็มีโอกาสน้อยมากที่เขาจะติดต่อกลับมา ไม่คุ้มค่าต่องบประมาณและเวลาที่เราเสียไป ในที่นี้ต้องอ้างอิงตามความเหมาะสมและการมีมารยาทที่ดี</span></p>
<h3><b>ติดตามผลของการแลกนามบัตรเสมอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรามอบนามบัตรให้กับคนที่มีท่าทีสนใจ อย่าลืมขอนามบัตรของเขากลับมาเช่นกัน จากนั้นให้เราติดต่อกลับไปสอบถามถึงสินค้าของพวกเขา วิธีนี้เป็นเหมือนการสอบถามทางอ้อมว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรต่อผลิตภัณฑ์ของเรา  </span></p>
<h2><b>หาการอบรมที่ใช่และเหมาะกับองค์กรได้ที่ HR Products &amp; Services</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 484"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแลกนามบัตรเป็นเพียงอีกเรื่องหนึ่ง ที่พนักงานควรศึกษาวิธีให้ถูกต้อง เป็นความรู้รอบตัวที่จะช่วยให้เราได้เปรียบในการทำงาน ถือเป็นสกิลติดตัวที่จำเป็น ไม่ต่างจากความรู้เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร (Table Manners) ซึ่งจำเป็นมากในยุคที่คนทั่วโลกใกล้ชิดกันได้ง่ายกว่าที่เคย เพราะคงไม่ดีแน่หากเราไปญี่ปุ่นและลืมเอานามบัตรไป หรือไปคุยกับลูกค้าชาวฝรั่งเศสที่ร้านอาหาร แต่ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวมีหน้าที่อะไรบ้าง เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหน้าที่ของ HR จึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือให้พนักงานมีทักษะทางวิชาการเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงทักษะการเข้าสังคม, ทักษะการสื่อสาร ตลอดจนการวางตัวต่อหน้าคนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยคุณสามารถหาได้จากบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าคุณต้องการวิธีอบรมในด้านไหน ที่นี่มีครบ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การคงอยู่ของนามบัตร คือข้อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างเสมอไป แต่เป็นทักษะของคนในการประยุกต์และเลือกใช้สิ่งที่จำเป็นกับงานมากที่สุดต่างหาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกที่ดีนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายบุคคลมีความรู้มากพอ และสามารถดึงประโยชน์จากทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการใช้นามบัตรแบบดิจิทัลก็ไม่ได้เป็นข้อเสียอะไร ตราบใดที่ตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่นในช่วงที่เกิดโควิด-19 ที่การแลกเปลี่ยนของส่วนตัวเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่ทุกคนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น และสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการได้เพียงปลายนิ้ว สิ่งที่จะตัดสินและสร้างความแตกต่างระหว่างธุรกิจแต่ละแห่งก็คือเรื่องของรายละเอียดและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งความรู้ในเรื่องนามบัตรที่ถูกต้อง ถือเป็นแง่มุมสำคัญที่จะช่วยให้เรามีความโดดเด่นและสะท้อนตัวตนในด้านบวกออกไปสู่สาธารณะ เรื่องเล็กน้อยแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ หากต้องการเป็นองค์กรที่พัฒนาได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Business Card แนะนำตัวด้วยนามบัตรอย่างมืออาชีพ เคล็ดลับที่ไม่มีวันตกยุค 485"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<p><a href="https://www.entrepreneur.com/starting-a-business/5-reasons-business-cards-still-matter/244406" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-family: inherit; font-size: inherit;">entrepreneur</span></a></p>
<p><a href="https://www.indeed.com/career-advice/career-development/business-card-mistakes-to-avoid" target="_blank" rel="noopener">indeed</a></p>
<p><a href="https://www.indeed.com/recruitment/c/info/business-cards-to-print" target="_blank" rel="noopener">indeed</a></p>
<p><a href="https://www.graphicszoo.com/article/15-business-card-facts-and-statistics-every-business-owner-must-know" target="_blank" rel="noopener">graphicszoo</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230417-tatt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Apr 2023 02:26:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[คิดถึงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230417-tatt/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การจัดเวลาทำงานให้ดีถือเป็นรากฐานสำคัญที่ HR ต้องวางแผนให้กับพนักงานในองค์กรเพราะการพักผ่อนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำงาน หากพนักงานพักผ่อนไม่เต็มอิ่ม ก็ไม่มีทางที่จะทำงานได้ดี การพักผ่อนไม่เต็มอิ่มส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะคิดถึงงานตลอดเวลา โดยมีสถิติเผยว่าพนักงานออฟฟิศถึง 49% ตอบอีเมลนอกเวลางาน และมองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น การคิดถึงงานตลอดเวลาเป็นปัญหาทางจิตเวช ที่อาจทำให้พนักงานรับความกดดันไม่ไหวจนลาออกจากงาน หรือร้ายที่สุดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตจากความวิตกกังวล (Anxiety) และซึมเศร้า (Depression) วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดคือการพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมแบบเดิม และทดลองทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อบอกตัวเองว่าโลกใบนี้มีอะไรให้ทำมากกว่างาน หรืออีกมุมหนึ่งเราต้องถามตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต และให้เวลากับการวางรากฐานชีวิตหลังเกษียณมากพอหรือยัง หากคำตอบคือไม่ เราก็ควรทิ้งเรื่องงานและหันไปสนใจเรื่องเหล่านั้นได้แล้ว องค์กรที่พนักงานมีภาวะคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลา ต้องสำรวจให้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของพนักงานจริง ๆ หรือเป็นผลมาจากความไม่สมบูรณ์ของระบบภายในองค์กรที่ไม่สามารถเกื้อหนุนพนักงานได้มากพอจนต้องเอางานไปทำต่อที่บ้าน หากไม่แก้ไขปัญหานี้ให้เร็ว องค์กรก็จะพัฒนาขึ้นไม่ได้เลย เคยไหมที่คุณตัดสินใจใช้วันหยุดและวันลาพักร้อน โดยตั้งเป้าว่าจะออกไปใช้เวลากับเพื่อนฝูงหรือคนรักให้สนุกสุดเหวี่ยง ไม่ต้องคิดเรื่องเงินสักนิด แต่เอาเข้าจริงสมองของคุณกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องงานตลอดเวลาเสียอย่างนั้น นี่คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงานทั่วโลก และถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระแส The Great Resignation เมื่อคนต้องแบกรับความเครียดและความกดดันจนรู้สึกไม่สบายใจหากต้องอยู่เฉย ๆ การคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลามีข้อเสียอย่างไร และเราสามารถแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ผลที่สุดด้วยวิธีไหน หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่ ภาพรวมของสภาวะ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา” เป็นอย่างไร ? การ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา”​ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก โดย OneCareerBuilder [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">การจัดเวลาทำงานให้ดีถือเป็นรากฐานสำคัญที่ HR ต้องวางแผนให้กับพนักงานในองค์กรเพราะการพักผ่อนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำงาน หากพนักงานพักผ่อนไม่เต็มอิ่ม ก็ไม่มีทางที่จะทำงานได้ดี</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">การพักผ่อนไม่เต็มอิ่มส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะคิดถึงงานตลอดเวลา โดยมีสถิติเผยว่าพนักงานออฟฟิศถึง 49% ตอบอีเมลนอกเวลางาน และมองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">การคิดถึงงานตลอดเวลาเป็นปัญหาทางจิตเวช ที่อาจทำให้พนักงานรับความกดดันไม่ไหวจนลาออกจากงาน หรือร้ายที่สุดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตจากความวิตกกังวล (Anxiety) และซึมเศร้า (Depression)</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดคือการพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมแบบเดิม และทดลองทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อบอกตัวเองว่าโลกใบนี้มีอะไรให้ทำมากกว่างาน หรืออีกมุมหนึ่งเราต้องถามตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต และให้เวลากับการวางรากฐานชีวิตหลังเกษียณมากพอหรือยัง หากคำตอบคือไม่ เราก็ควรทิ้งเรื่องงานและหันไปสนใจเรื่องเหล่านั้นได้แล้ว</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">องค์กรที่พนักงานมีภาวะคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลา ต้องสำรวจให้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของพนักงานจริง ๆ หรือเป็นผลมาจากความไม่สมบูรณ์ของระบบภายในองค์กรที่ไม่สามารถเกื้อหนุนพนักงานได้มากพอจนต้องเอางานไปทำต่อที่บ้าน หากไม่แก้ไขปัญหานี้ให้เร็ว องค์กรก็จะพัฒนาขึ้นไม่ได้เลย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14940" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.09.30.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.09.30" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 496"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่คุณตัดสินใจใช้วันหยุดและวันลาพักร้อน โดยตั้งเป้าว่าจะออกไปใช้เวลากับเพื่อนฝูงหรือคนรักให้สนุกสุดเหวี่ยง ไม่ต้องคิดเรื่องเงินสักนิด แต่เอาเข้าจริงสมองของคุณกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องงานตลอดเวลาเสียอย่างนั้น นี่คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงานทั่วโลก และถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระแส The Great Resignation เมื่อคนต้องแบกรับความเครียดและความกดดันจนรู้สึกไม่สบายใจหากต้องอยู่เฉย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลามีข้อเสียอย่างไร และเราสามารถแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ผลที่สุดด้วยวิธีไหน หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่</span></p>
<h2>ภาพรวมของสภาวะ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา” เป็นอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14941" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.20.00.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.20.00" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 497"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา”​ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก โดย </span><a href="https://www.careerbuilder.com/share/aboutus/pressreleasesdetail.aspx?ed=12/31/2016&amp;id=pr959&amp;sd=7/21/2016" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">OneCareerBuilder</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เผยผลสำรวจว่ามีคนวัยทำงานถึง 45% ที่ทำงานนอกเวลา และ 49% ที่ตอบอีเมลนอกเวลางานจนเป็นเรื่องปกติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิตินี้แสดงให้เห็นว่าวัยทำงานทั่วโลกกำลังมีปัญหาเรื่องการจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) ที่จำเป็นต้องทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการทำงานเพื่อการเอาตัวรอด ภายใต้ความเครียดในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อ้างอิงจาก</span><a href="https://www.globenewswire.com/news-release/2013/04/09/536945/10027728/en/Workplace-Stress-on-the-Rise-With-83-of-Americans-Frazzled-by-Something-at-Work.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจาก Everest College</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่าคนทำงานถึง 83% กำลังเจอกับความเครียดจากการทำงาน ซึ่งมากกว่าทศวรรษที่ผ่านมาถึง 10% แถมมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกหากไม่ถูกจัดการอย่างมีกิจจะลักษณะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพักผ่อน และเปิดพื้นที่ให้สมองได้ใช้งานกับเรื่องอื่นดูบ้าง เพราะการดูแลสุขภาพจิตควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการทำงาน คือแ</span><a href="https://psycnet.apa.org/record/2010-16971-001" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">นวทางหลัก</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่จะช่วยให้จัดสมดุลชีวิตได้ดีขึ้น เราจึงได้เห็นองค์กรระดับโลกหันมาให้สวัสดิการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงมากขึ้น เช่นการจัดห้องทำสมาธิ, การจัด Company Outing ให้บ่อยขึ้น หรือแม้แต่การเปิดคลาสออกกำลังกาย ทั้งฟิตเนสและโยคะในที่ทำงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พนักงานรู้สึก </span><b>“ชอบอะไรสักอย่าง”</b><span style="font-weight: 400;"> และนำสิ่งนั้นไปเป็นแก่นสำหรับการใช้ชีวิตนอกเวลางานในลำดับต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกนี้สามารถอธิบายด้วยคำว่า </span><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/here-there-and-everywhere/201403/why-we-hate-not-finishing-what-we-start" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Zeigarnik Effect</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งนักวิชาการชาวลิทัวเนียชื่อคุณบลูม่า เซย์การ์นิค (Bluma Zeigarnik) กล่าวว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะคิดและจดจำเรื่องที่ทำค้างไว้มากกว่าสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้ว และวิธีการเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือการกลับไปทำเรื่องนั้นให้เสร็จ เหตุนี้คนที่ต้องทิ้งงานค้างเอาไว้แล้วกลับบ้านจึงรู้สึกวิตกกังวล และไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองพักผ่อนอย่างมีความสุข </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้เราสามารถใช้วิธีแบ่งซอยงานเป็นบริบทย่อย ๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้สมองเข้าใจว่าเราทำงานในส่วนของวันนั้นเสร็จแล้ว และค่อยเริ่มใหม่อีกครั้งในวันต่อไป</span></p>
<h2>ปัญหาของสภาวะ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา” คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14942" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.20.53.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.20.53" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 498"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การคิดเรื่องงานตลอดเวลามีแต่จะทำให้ชีวิตยากขึ้น เพราะหากเก็บไว้กับตัวเองมากไป ก็สามารถทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า (Depression) และวิตกกังวล (Anxiety) แต่หากไปพูดคุยกับเพื่อนในสภาวะที่ความเครียดจุกแน่นอยู่เต็มอก ก็อาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด (Failed Communication) กลายเป็นความน่ารำคาญที่อีกฝ่ายเลือกตีตัวออกห่าง เกิดความขุ่นข้องหมองใจในทีม ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการทำงานในภาพรวม</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการเป็นคนคิดเรื่องงานตลอดเวลามีอะไรอีกบ้าง</span></i></p>
<h3>คนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลามีแนวโน้มเสียชีวิตเร็ว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มี</span><a href="https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(15)60295-1/fulltext" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าคนที่มีความเครียดและคิดเรื่องงานตลอดเวลามีโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) ซึ่งเป็น</span><a href="https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(15)60295-1/fulltext" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุการเสียชีวิต</span></a><span style="font-weight: 400;">ลำดับต้น ๆ ของคนไทย ที่จะมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้โดยเฉลี่ยถึง 54,530 คนต่อปี นับเป็นจำนวนที่มากกว่าการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียด้วยซ้ำ </span></p>
<h3>คนที่คิดเรื่องงานมากไป จะเสี่ยงต่อการ Burnout และมีโอกาสออกจากงานสูง</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-12013" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_1921834727.jpg" alt="Manager Burnout ถ้าผู้นำหมดไฟแล้วใครจะดูแลองค์กร" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 499"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจคิดว่าคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลาจะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลากลับมีโอกาสออกจากงานมากกว่า เพราะการคิดเรื่องงานโดยไม่เอาเวลาไปสนใจเรื่องอื่นจะทำให้เราไม่ทันเหตุการณ์ ไม่มีเวลาไปสนใจว่าโลกของเรามีนวัตกรรมใหม่แบบใดเกิดขึ้นบ้าง ที่สามารถนำมาช่วยให้งานประสบความสำเร็จง่ายขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจดจ่อกับงานโดยอาศัยแต่ความมุ่งมั่นกับวิธีการเดิม ๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจนคิดว่างานที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับตนอีกต่อไป ดังข้อมูลจาก </span><a href="https://www.gallup.com/workplace/237059/employee-burnout-part-main-causes.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เผยว่าคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลามีแนวโน้มหมดไฟ (Burnout) สูงขึ้นมาก แบ่งเป็นคนที่รู้สึกหมดไฟตลอดเวลา 23% และคนที่รู้สึกหมดไฟเป็นบางครั้ง 44% รวมแล้วเป็นจำนวนสูงถึงกว่า 70% เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงนี้กระแส The Great Resignation ยังคงเข้มข้นแบบนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ HR ก็ต้องปวดหัวกับการหาพนักงานใหม่แน่นอน</span></p>
<h2>ประโยชน์ของการหยุดคิดงานตลอดเวลาคืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคงไม่สามารถดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ได้ หากไม่มีแม้แต่เวลาให้พักผ่อน ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีแรงกระตุ้นมากขึ้นว่าทำไมต้องหันมาจัดตารางชีวิตให้ดี เราขอนำเสนอประโยชน์ของการหยุดคิดงานให้เห็นภาพชัดเจนกว่าเดิม ดังนี้</span></p>
<h3>ช่วยลดความเครียด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเครียดกับการทำงานเป็นของคู่กันอยู่แล้ว การบริหารจัดการเวลาให้ดีจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านแต่ละวันไปได้อย่างดียิ่งขึ้น เพราะตามปกติ เมื่อเราคิดเรื่องงานแล้ว ความคิดส่วนใหญ่มักเป็นในเรื่องเครียด และเป็นพลังลบ การก้าวข้ามเรื่องนี้ได้จึงช่วยให้เราผ่อนคลายกว่าเดิม </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-10424" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/beautiful-girl-hiding-carton-with-smiley-grey-wall-1.jpg" alt="5 องค์ประกอบเสริมสร้าง Emotional Intelligence ในตัวผู้นำ" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 500"></p>
<h3>ช่วยจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตของเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของมิตรสหาย เรื่องของครอบครัว หรือแม้แต่เป้าหมายในอนาคต เหตุนี้การใส่ใจเรื่องงานมากเกินไปจะทำให้เราไม่สามารถใช้เวลากับเรื่องอื่น หรือหาความชอบเพื่อวางรากฐานให้ได้เลย ดังนั้นการเปลี่ยนวันหยุดให้กลายเป็นวันหยุดจริง ๆ หรือ พาตัวเองไปทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ในวันทำงาน จะช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น แถมยังช่วยให้เรามีความพร้อมสำหรับการทำงานในสัปดาห์ต่อไป</span></p>
<h3>ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การคิดเรื่องงานมากเกินไปจะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เช่นตอนที่เราทำข้อสอบ เราคงเคยได้ยินคนที่บอกว่าให้เชื่อจิตสำนึกแรกไปเลย ไม่ต้องคิดมากจนไปกาคำตอบที่ผิด การทำงานก็เช่นกัน เราควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่เหมาะสม หากเราทำงานอย่างเต็มที่จนถึงวันหยุดแล้ว ก็ควรใช้วันหยุดตามสิทธิ์เพื่อชาร์ตพลังให้กับตนเอง จะได้กลับไปทำงานในสัปดาห์ใหม่อย่างสดชื่น วิธีนี้จะทำให้ สมองมีเวลาฟื้นฟู ทำให้เราเกิดแนวคิดใหม่ ๆ หรือวิธีแก้ปัญหาที่ต่างจากเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14943" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.22.11.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.22.11" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 501"></p>
<h3>ช่วยสร้างสมาธิในการใช้ชีวิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การคิดเรื่องงานหรือมีเป้าหมายในการประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา จะยิ่งทำให้เราสนใจผลลัพธ์โดยไม่คำนึงว่าวิธีการทำงานจะนำไปสู่ข้อเสียอะไรบ้าง ดังนั้นการเลิกเป็นคนคิดเรื่องงานตลอดเวลาจะช่วยให้เราอยู่กับตัวเองได้อย่างมีสมาธิ และหาข้อสรุปอย่างจริงจังว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดของตนคืออะไร การตกผลึกตรงนี้จะช่วยเราวางแผนชีวิตง่ายขึ้น ไม่ฉาบฉวย และมองเห็นความเป็นตัวเองในแง่มุมที่ผ่อนปรนยิ่งขึ้น (Self-Empathy)</span></p>
<h2>วิธีหยุดคิดงานตลอดเวลา ทำได้อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์</span>อาร์ต มาร์กแมน (Art Markman)<span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอธิบายใน </span><a href="https://hbr.org/2017/08/how-to-forget-about-work-when-youre-not-working" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าการที่เราหยุดคิดเรื่องงานไม่ได้จะทำให้เราเข้าใจความหมายของเวลา (The Value of Time) น้อยลง ซึ่งหากเราไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้พนักงานก่อน จะคิดสวัสดิการออกมาดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น หรือใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้รับมากเท่าที่ควร โดยเขาได้ให้แนวทางแก้ไขสำหรับคนที่หยุดคิดเรื่องงานตลอดเวลาไม่ได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14945" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-17-at-09.23.07.jpg" alt="Screenshot 2566 04 17 at 09.23.07" width="600" height="370" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 502"></p>
<h3>ให้คิดว่าเมื่อมีเวลาว่างหรือหยุดพักจากงานแล้ว ต้องทำอะไรต่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้เวลาว่างหรือหยุดคิดเรื่องงานได้ เป็นเพราะไม่มีกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ถูกต้อง เขากล่าวว่าหากเรามัวแต่ไปบอกว่า “ห้ามทำ” อะไรหลังเลิกงาน สมองด้านพฤติกรรม (Habit System) จะไม่เชื่อฟังเท่าไหร่ เพราะสมองจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเมื่อเราบอกว่า “ต้องทำ” อะไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเหตุผลข้างต้น วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการกำหนดไปเลยว่าเมื่อเลิกงานแล้วต้องทำอะไร เช่น ไปกินข้าวกับเพื่อน, ไปดูภาพยนตร์, ไปเล่นเกม ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แค่การพูดกว้าง ๆ ว่า “ฉันต้องหยุดพักได้แล้วนะ” แล้วก็เดินทางกลับบ้านไปนั่งเครียดอยู่คนเดียวเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการใช้เวลาว่างในบางครั้ง จำเป็นต้องเตรียมตัวเผื่อมีงานเข้ามาในกรณีฉุกเฉิน หากเป็นแบบนี้ เขาแนะนำให้ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่สมองยังทำงานอยู่ เช่นการโทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อน, การเล่นเกมไขปริศนา หรือการอ่านหนังสือ เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากคุณรู้สึกว่าเวลาว่างดังกล่าวเป็นเวลาที่คุณอยากตัดขาดทุกอย่างออกไปเลย วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือการทำกิจกรรมที่ชอบโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น และเอาสมุดพกไว้ใกล้ตัวสักเล่ม จากนั้นให้คิดว่าคนที่มีมารยาทก็จะเคารพวันหยุดของเรา หน้าที่ของเราจึงมีแค่การจดสิ่งที่ต้องทำในวันทำงานครั้งต่อไปลงบนสมุด และเปิดอ่านอีกทีในเวลาที่เหมาะสม วิธีนี้จะช่วยให้เราดึงข้อมูลบางส่วนจากสมองไปใส่ไว้ที่สมุด ไม่ต้องเก็บมาคิดเองคนเดียวจนปวดหัวอีกต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9341" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1434031928.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 503"></p>
<h3>ค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัวให้เอื้อต่อการพักผ่อนยิ่งขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีคนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่คนไหนที่ยังคงซื้อบุหรี่ติดเอาไว้เต็มบ้าน การหยุดคิดเรื่องงานก็เหมือนกัน ไม่มีใครสามารถทำได้หากยังคงเปิดโทรศัพท์ทิ้ง หรือตั้งแจ้งเตือนอีเมลให้แสดงผลตลอดเวลา เพราะหากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็ไม่มีทางที่เราจะเปลี่ยนความสนใจในแต่ละวันไปได้ ดังนั้นก่อนที่จะคิดเรื่องการเปลี่ยนวิถีปฏิบัติใด ๆ เราต้องปรับสิ่งรอบตัวให้เหมาะสมเสียก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสามารถให้เบอร์พิเศษกับหัวหน้างานหรือเพื่อนบางคน เพื่อเป็นทางเลือกในกรณีฉุกเฉิน ว่าหากโทรศัพท์เครื่องนี้ดังขึ้น ให้แปลว่ามีเรื่องด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเท่านั้น หรือในกรณีที่ง่ายที่สุดก็คือการถามตัวเองทุกครั้ง ที่กำลังจะไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาว่าการเปิดโทรศัพท์ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างไร หากตอบไม่ได้ ก็ให้รีบเอากลับไปวางที่เดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันเราสามารถใช้วิธีจัดพื้นที่พิเศษในบ้านหรือที่ทำงาน และตั้งกฎว่าห้ามทำงานและใช้เครื่องมือสื่อสารในบริเวณนั้นเด็ดขาด และเมื่อทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดความคุ้นชิน หัวสมองของคนก็จะห่างจากเรื่องงานไปทีละนิดเอง</span></p>
<h3>ให้ (พยายาม) คิดเสมอว่าถึงขาดเราไป งานก็ไม่พัง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ไม่กล้าวางงานหรือเอางานออกจากหัว มักเป็นคนที่รู้สึกว่าการขาดตนไปจะทำให้ทีมเกิดปัญหา ไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย มองเห็นทุกวินาทีมีค่าและอยากใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด แต่จริง ๆ แล้วการมุ่งมั่นทำงานโดยไม่หยุดพักมีแต่จะทำให้ได้งานที่ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ ตามความเหนื่อยล้าของสภาพร่างกาย ดังนั้นหากเราต้องการได้งานที่ดีจริง ๆ เราควรหันมาใส่ใจสุขภาพกายใจของตนเองมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้ไหมว่าการบอกตัวเองให้เผชิญหน้ากับปัญหา คือสิ่งที่จะช่วยให้เราลืมเรื่องงานได้ง่ายที่สุด โดยมี</span><a href="http://psycnet.apa.org/record/2004-95166-008" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">บอกว่าวิธีลดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) คือการปล่อยให้ปัญหาเกิดไปเลย และเห็นกับตาตัวเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คิด ที่สำคัญผลวิจัยยังกล่าวอีกว่า เมื่อเราปล่อยให้คนอื่นเห็นว่าเราจะไม่ทำงานในวันหยุดนอกเหนือจากกรณีฉุกเฉิน เราก็จะพบว่าคนที่เคยขอความช่วยเหลือเรานั้น จริง ๆ แล้วอาจทำงานดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง !</span></p>
<h3>หากต้องการให้ทำงานหนัก HR ก็ต้องจัดวิธีพักให้พนักงานด้วย</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9340" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1028899078-1.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 504"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยได้ผลในอดีตอาจไม่ได้ผลอีกแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สภาพสังคม ตลอดจนวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดหลังเกิดเหตุการณ์ โควิด-19 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวพร้อมรับทุกสถานการณ์ HR จำเป็นต้องมีทักษะแห่งการเรียนรู้ และพร้อมเปิดรับทุกความเป็นไปได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในองค์กร สอดคล้องไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมองค์กรที่สร้างคุณค่าได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาสวัสดิการที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งโน้มน้าวใจ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ว่าชีวิตยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากนอกเหนือจากการทำงาน จึงไม่แปลกที่องค์กรระดับโลกจะเริ่มนำสวัสดิการใหม่ ๆ เข้ามา โดยเริ่มแนวคิดจากความต้องการของพนักงานเป็นหลัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งการปรับเวลาทำงานให้น้อยลง, การดื่มเหล้าในที่ทำงาน หรือแม้แต่องค์กรบางแห่งที่ไปสุดโต่งด้วยการเปิดห้องช่วยตัวเองให้พนักงานได้ผ่อนคลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้หากตัดสินใจปฏิเสธโดยปราศจากความรู้ ก็จะทำให้องค์กรพลาดโอกาสยกระดับ สวัสดิการไปโดยปริยาย เพราะมีผลสำรวจแล้วว่าสวัสดิการมากมายที่เคยเชื่อว่าไม่ดีนั้น กลับช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้ ดังนั้นการหาความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการให้มากที่สุด จึงเป็นเคล็ดลับที่จะช่วยแก้ไขปัญหาน้อยใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะศึกษาเรื่องสวัสดิการพนักงานใหม่ ๆ ได้ที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> รับรองว่ามีทุกอย่างที่คุณตามหาเลือกดูได้ตั้งใจอ่านง่ายและใช้งานได้จริงแน่นอนคลิกเลย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตัวพนักงานและ HR คือการเข้าใจว่าธุรกิจทุกชนิดล้วนขับเคลื่อนด้วยคน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม หากเราใช้ทรัพยากรชิ้นนี้อย่างหนักหน่วงเกินไป สิ่งที่ตามมาก็คือการขาดสมดุลชีวิต ส่งผลเสียต่อเนื่องไปถึงประสิทธิภาพในการทำงานด้านอื่น ๆ ซึ่งสรุปโดยง่ายว่าพนักงานทุกคน แม้จะมีสถานะเป็นลูกจ้างขององค์กร แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างสบายใจ สามารถดูแลครอบครัว สามารถทำสิ่งที่ชอบ และสามารถวางแผนอนาคตตามที่ต้องการได้เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจึงควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีเวลาค้นหาตัวเองด้วย หากพนักงานทำไม่ได้ หรือ HR รู้ตัวว่าตนเป็น องค์กรที่ใช้งานพนักงานหนักเกินไป ยังไม่สายที่จะเริ่มปรับปรุงและหาทางออกร่วมกับพนักงานว่าจะมีแนวทางใดบ้างที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายมีสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการคิดเรื่องงานตลอดเวล า เทียบไม่ได้เลยกับการคิดถึงความสุขตัวเองให้มากกว่า เพราะสิ่งนั้นคือรากฐานแห่งความสุขที่แท้จริง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34269 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp" alt="CTA Employee Benefit" width="1600" height="500" title="คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง 505" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/2Ld4sZt" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2Ld4sZt</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/42pYITv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/42pYITv</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Tyo7pM" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Tyo7pM</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3JYB5Kn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3JYB5Kn</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3FHdIT2" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3FHdIT2</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230410-gambling-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2023 06:56:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[พนัน]]></category>
		<category><![CDATA[Gambling Policy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230410-gambling-policy/</guid>

					<description><![CDATA[ในฐานะ HR เราเองต้องวางแผน นโยบายด้านการพนัน (Gambling Policy) ให้รัดกุมที่สุด ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">HR ต้องช่วยวาง Gambling Policy หรือแผนนโยบายป้องกันและปราบปรามโดยเร็ว เพราะการเล่นพนันออนไลน์จึงเป็นปัญหาหลักที่กัดกินองค์กรจากภายใน ทั้งเพื่อปกป้องสิทธิ์ประโยชน์ขององค์กร รวมถึงเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานไม่ให้จมเข้าสู่เส้นทางที่ผิดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพและบรรยากาศงานในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเล่นพนันได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ถูกพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายบนสมาร์ทโฟนหรือเว็บไซต์ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและใช้งานได้ทั้งวัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สถิติในออสเตรเลียระบุว่ามีคนเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้นถึง 46% หลังเกิดโควิด-19 ส่วนวัยทำงานในอังกฤษมีคนเล่นพนันสูงถึง 80% ขณะที่วงการพนันออนไลน์ในเมืองไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างน้อย 20,152 ล้านบาท</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเกิดโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้การเล่นพนันเติบโตขึ้น เพราะเมื่อคนไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ ก็ต้องใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR บางคนอาจคิดว่าหากเจอพนักงานที่เล่นพนันก็แค่ไล่ออกไป แต่จริง ๆ แล้ววิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะการไล่พนักงานออกแต่ละครั้งทำให้องค์กรต้องเสียทั้งงบประมาณและเวลาในการสรรหา (Recruiting Process) การเฝ้าสังเกตและช่วยตัดไฟแต่ต้นลมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14793 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-13.54.33.jpg" alt="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 506"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคงได้เห็น ข่าวคราวเกี่ยวกับการเติบโตของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งพนันบอล พนันไพ่ พนันบาคาร่า หลายคนน่าจะรู้สึกว่าการเล่นพนันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันสามารถเข้าถึงลูกหลาน, มิตรสหาย หรือแม้แต่พนักงานขององค์กรได้ในทุกโอกาส ซึ่งหากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ถือเป็นดั่งระเบิดเวลาที่รอสร้างความหายนะให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ HREX.asia จึงขอนำเสนอบทความที่จะสะท้อนให้เห็นว่าทำไมเราควรแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว หรืออย่างน้อยก็ต้องมีแนวทางรับมือเผื่อเอาไว้  เพราะคงไม่ทันแน่หากเราจะเริ่มทุกอย่างในวันที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว  อย่าลืมว่าการพนันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่ง แต่จะส่งผลเสียในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเราเองในฐานะ HR จึงต้องวางแผน <strong>นโยบายด้านการพนัน (Gambling Policy)</strong> ให้รัดกุมที่สุด ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<h2>สถานการณ์ด้านการพนันออนไลน์ในปัจจุบัน (Gambling) เป็นอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะไปพูดถึงผลกระทบของการพนันต่อองค์กร เราขอชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ในภาพรวมกันก่อน ปัญหาเรื่องการพนันเติบโตขึ้นมากทั่วโลก โดย</span><a href="https://responsiblegambling.vic.gov.au/about-us/news-and-media/latest-edition-australian-gambling-statistics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สถาบันสถิติแห่งชาติของออสเตรเลีย</span></a><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าคนออสเตรเลียเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้นถึง 46% ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ขณะที่คนวัยทำงานในอังกฤษ 80% </span><a href="https://www.reedinpartnership.co.uk/admin/resources/reed-in-partnership-gambling-and-employment-report.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พูดเป็นเสียงเดียวกัน</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าการพนันที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นส่งผลต่อการทำงานจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลสำคัญที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องการพนันออนไลน์ในประเทศไทยที่</span><a href="https://www.gamblingstudy-th.org/document_book/169/1/3/cgs-national-survey-2564/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน</span></a><span style="font-weight: 400;">เผยว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 20,152 ล้านบาท และเชื่อว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกมาก ยิ่งเมื่อรวมกับ</span><a href="https://hrnews.co.uk/workplace-gambling-the-new-hr-risk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">รายงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าในทุก นๆ 100 คน จะมีคนที่เล่นการพนันอยู่ 1 คน ก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมเราต้องรีบแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถาบันอาชญวิทยาแห่งออสเตรเลีย (AIC) </span><a href="https://aic.gov.au/publications/sb/sb25" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ทำให้คนใช้งานโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ประจวบเหมาะกับปัญหารายรับรายจ่ายและการปรับตัวของเว็บพนันที่เข้าถึงง่ายขี้นจึงไม่แปลกที่จะทำให้คนอยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง ทั้งนี้มี</span><a href="https://gamblinghelp.nsw.gov.au/wp-content/uploads/Problem-Gambling-and-the-Workplace.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ยืนยันว่าคนติดพนันจะมีศักยภาพในการทำงานหรือเรียนหนังสือลดลงราว 25% และมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีปัจจัยเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง</span></p>
<p>ทั้งนี้ กระแสเรื่องการพนันยังจะเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นช่วงที่มีการแข่งขันกีฬ่อีเวนต์พิเศษ เช่น ฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร โอลิมปิค เป็นต้น เป็นสิ่งที่ต้องระแวดระวังอย่างใกล้ชิด</p>
<h2>พนักงานติดพนันออนไลน์ (Gambling) ส่งผลเสียต่อองค์กรอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14583" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/shutterstock_1968117601-3-scaled.jpg" alt="shutterstock 1968117601 3 scaled" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 507"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนรู้เรื่องการสร้างสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขที่สุด อย่างไรก็ตามหากพนักงานติดพนัน ก็เหมือนกับเอาชีวิตไปวางอยู่บนเส้นด้ายที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะทำงานได้อย่างราบรื่น ปราศจากความกังวลใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกเชิงลบแบบนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานโดยตรง  และไม่ว่าองค์กรจะสร้างสรรค์สวัสดิการที่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางตอบสนองความต้องการของพนักงานได้อย่างเพียงพอ  สรุปได้ว่าพนักงานที่ติดการพนันจะทำให้บรรยากาศขององค์กรแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h3>พนักงานที่ติดพนันส่งผลเสียต่อองค์กรดังนี้</h3>
<p><b>&#8211; ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน : </b><span style="font-weight: 400;">เมื่อการพนันออนไลน์เติบโตขึ้นพนักงานก็สามารถ ทำงานกับเล่นพนันได้ในเครื่องมือเดียวกันไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กหรือโทรศัพท์มือถือที่การเข้าถึงที่ง่ายนี้เองที่ทำให้พนักงานหันไปจดจ่ออยู่กับการเล่นพนันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากกว่าการทำงานที่ได้รับมอบหมาย เรียกว่าพนักงานไม่สามารถให้เวลากับการทำงานได้อย่างที่ควร</span></p>
<p><b>&#8211; เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล : </b><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักมีอุปกรณ์ให้พนักงานนำกลับไปใช้ซึ่ง บางองค์กรจะกำหนดให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กรผ่านคอมพิวเตอร์ที่ลงทะเบียนกับบริษัทเอาไว้เท่านั้นอย่างไรก็ตามหากพนักงานเอาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งมักมีมัลแวร์หรือไวรัสแฝงตัวอยู่ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ทันตั้งตัว</span></p>
<p><b>&#8211; สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมืออาชีพ </b><span style="font-weight: 400;">: องค์กรทุกแห่งต้องการพนักงานที่ทำผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเคารพกฎข้อบังคับขององค์กร เพราะการควบคุมพนักงานให้อยู่ในระบบที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแรงอย่างไรก็ตามพนักงานที่เล่นการพนันมักจะแอบเอาเวลาทำงานออกไปพักหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามแต่เจ้ามือกำหนด โดยไม่สามารถควบคุมเวลาเล่นได้เอง ทำให้เกิดภาวะทับซ้อนในเวลางาน หมายรวมถึงการแอบเนียนพักเที่ยงให้นานยิ่งขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่แย่ต่อผู้พบเห็น แถมยังนำไปสู่การตั้งคำถามจากเพื่อนร่วมงานว่าทำไมองค์กรถึงต้องเก็บคนที่ไม่ตั้งไจทำงานเอาไว้ ซึ่งหากพนักงานดังกล่าวมีตำแหน่งสูง ก็จะส่งผลต่อเนื่องทางความคิด ให้คนรู้สึกว่าเราไม่ต้องตั้งไจทำงานก็ได้ เพราะองค์กรเองก็เลือกคนที่ไม่ได้เรื่องมาเป็นผู้นำเช่นกัน</span></p>
<p><b>&#8211; ทำให้เกิดขโมยในออฟฟิศ :</b><span style="font-weight: 400;"> การพนันกับหนี้สินเป็นของคู่กัน  หากปล่อยไว้นานวันก็ยิ่งอาจทำให้เกิดการขโมยข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่ทรัพย์สินทั้งขององค์กรและของเพื่อนร่วมงานเพื่อไปใช้หนี้พนัน หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็จะลดทอนความเชื่อมั่นของทุกฝ่ายจนบรรยากาศภายในทีมเสียหายและยากที่จะกู้คืน</span></p>
<p><b>&#8211; ทำให้เกิดการลาออกแบบไม่ทันตั้งตัว : </b><span style="font-weight: 400;">ปัญหาพนักงานลาออกเป็นเรื่องใหญ่มากในปัจจุบันตามกระแส </span><i><span style="font-weight: 400;">The Great Resignation</span></i><span style="font-weight: 400;"> แต่การลาออกเพราะเหตุผลด้านการพนันจะเลวร้ายไปอีกขั้น เพราะมักเริ่มจากการที่พนักงานไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย ส่งผลเสียกับองค์กรในภาพรวม โดยบางกรณีพนักงานอาจหายไปโดยไม่บอกกล่าว ทั้งเพราะมีความเครียด (Depression) ถูกกดดันจากปัญหาการเงิน หรือแม้แต่การหนีหนี้พนันที่จำเป็นต้องหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> เราทราบกันดีว่าการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้งมีต้นทุนสูงมากแถมยังทำให้กระบวนการทำงานขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นหากเราต้องการให้องค์กรเติบโตขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขาวสะอาดก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รากฐานขององค์กรแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20217 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png" alt="CTA HR Community" width="1600" height="500" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 508" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>HR มีวิธีสังเกตพนักงานที่ติดพนัน (Gambling) ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13080" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/millennial-young-chinese-businesswoman-working-late-night-stress-out-with-project-research-problem-laptop-meeting-room-small-modern-office-asia-people-occupational-burnout-syndrome-concept-600x370.jpg" alt="ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานเล่นหุ้นในเวลางาน" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 509"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การติดพนันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันสังเกตเพื่อหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ปล่อยให้ลุกลามบานปลายเด็ดขาด เพราะการพนันเป็นเหมือนยาเสพติดที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในที่นี้ฝ่ายบุคคลต้องมองสถานการณ์อย่างเป็นกลางหากพบว่าพนักงานมีแนวโน้มติดการพนัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็ควรเข้าหาอย่างมี จริยธรรมและเป็นมืออาชีพ เพื่อให้พนักงานยอมเปิดใจรับความช่วยเหลือ และเข้าใจสาเหตุอย่างชัดเจนว่าทำไมจึงต้องเลิกพฤติกรรมดังกล่าว</span></p>
<p><strong>HR สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าพนักงานมีความเสี่ยงต่อการติดพนันหรือไม่ โดยสังเกตจากสิ่งเหล่านี้</strong></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานพูดเรื่องการพนันหรือเสี่ยงดวงมากเป็นพิเศษ หรือมีการเชิญชวนเพื่อนร่วมงานให้ร่วมเล่นพนันไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานมีปัญหาเกี่ยวกับเวลาเข้างาน เช่นมาสายบ่อย ๆ ลางานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแอบกลับบ้านเร็วกว่าปกติ รวมถึงมีพฤติกรรมหลบหนีอะไรบางอย่างตลอดเวลา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวไม่เคยมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันมาก่อน ให้คิดไว้เลยว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทได้รับโทรศัพท์ติดตามเงินโดยอ้างถึงชื่อของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานยื่นคำร้องขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าบ่อยครั้ง หรือได้รับการร้องเรียนจากเพื่อนร่วมงานว่าถูกยืมเงิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานปิดหรือเปลี่ยนหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์แบบกระทันหันทันทีที่มีคนเดินผ่าน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมข้างต้นเป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งหากพบว่าพฤติกรรมของพนักงานคนใดเข้าข่ายที่น่าเป็นห่วง ก็ควรเรียกพูดคุยทันที ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแต่อย่างใด</span></p>
<h2>HR สามารถรับมือและช่วยเหลือพนักงานที่ติดพนันออนไลน์ (Gambling) ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8064" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-2.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 510"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การพนันจะเติบโตขึ้นมาก แต่รู้ไหมว่ามีองค์กรราว 25% เท่านั้นที่มีการวางมาตรการรับมือและป้องกันอย่างจริงจัง โดยคุณโธมัส บรอฟแมน (Thomas Broffman) ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์จาก Eastern Connecticut State University กล่าวว่า “ การพนันได้รับการยอมรับมากขึ้นในช่วง 20 ถึง 30 ที่ผ่านมา แต่แม้จะมีระบบป้องกันแน่นหนาแค่ไหน  การพนันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสถิติที่น่าสนใจก็คือชาวอเมริกันในปัจจุบัน เสียเงินให้กับการเล่นพนันมากกว่าเสียเงินให้สื่อบันเทิงอื่น ๆ อย่างการดูภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ตด้วยซ้ำ” นี่คือเหตุผลที่เขามองว่า การช่วยเหลือพนักงานที่ติดพนันมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการช่วยเหลือพนักงานที่ติดเแอลกอฮอล์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขายังเสริมอีกว่าการติดพนัน (Addiction) ไม่ใช่ความพิการหรือสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ (Disability) กลับกันองค์กรสามารถเป็นกลไกที่ช่วยให้พนักงานหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม ดังนั้น HR ควรเริ่มต้นจากการจัดอบรมกลุ่มผู้นำให้มีความเข้าใจ (Understanding) และเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มากเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้คุณคีธ ไวท์ (Keith Whyte) จากสภาแห่งชาติสหรัฐอเมริกาที่ดูแลเรื่องปัญหาการพนันโดยตรงกล่าวว่าองค์กรที่ไม่เคยรับมือกับปัญหามักคิดว่าสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยแนวคิด “เจอคนเล่นพนัน ทำผิดกฎ ก็แค่ไล่ออกไป” แต่ความจริงแล้วการติดพนันสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับล่าง ระดับกลาง เรื่อยไปจนถึงระดับผู้บริหารที่สำคัญกับองค์กรมาก ๆ จึงเป็นเรื่องดีกว่าหากเราเข้าไปช่วยเหลือเพื่อดึงพวกเขาออกมาจากความหลงผิด เพราะนอกจากจะช่วยรักษาพนักงานเอาไว้ (Retention) ยังทำให้ได้คนดีกลับคืนสู่สังคม แถมยังทำให้พนักงานรักองค์กร (Loyalty) มากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<h3>HR ควรฝึกฝนพนักงานในหัวข้อเหล่านี้เพื่อรับมือกับปัญหาการพนัน</h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานเปิดใจกับบทสนทนาทุกรูปแบบ ทุกหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไป หรือเรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกแปลก ๆ  (Awkward Conversation) ต้องเข้าใจว่าปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกัน การเป็นพื้นที่ปลอดภัยจะช่วยให้พนักงานกล้าปรึกษาในประเด็นยาก ๆ ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องพนันและเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในใจ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานพูดคุยบนหลักของความเป็นจริง ไม่ใส่อารมณ์ ไม่ตัดสิน และไม่ต่อว่ากัน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน คิดว่าการช่วยให้คนรอบตัวดีขึ้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่โยนให้เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานรับฟังปัญหาอย่างมีสมาธิ จดจ่อ และจริงจัง เพื่อให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพจนนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อ</span></li>
<li><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">สอนให้พนักงานรับมือกับแรงปะทะทางอารมณ์ (Emotional Damage) ของผู้พูด ที่อาจเต็มไปด้วยความอ่อนไหวและพลังลบมากมาย เราต้องมองข้ามตรงนั้นและจับประเด็นให้ได้ว่าแก่นของปัญหาคืออะไร</span></li>
</ol>
<h2>Gambling Policy นโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันทั่วไป และการพนันออนไลน์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กฎเกณฑ์ทางสังคมจะระบุอย่างชัดเจนว่าการเล่นพนันเป็นสื่งที่ผิด และทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่าหากมีเพื่อนร่วมงานเล่นพนัน ไม่วันใดวันหนึ่งปัญหาก็ต้องเกิดกับพนักงานคนนั้นแน่ ๆ เหตุนี้นโยบายด้านการพนันจึงไม่สามารถอยู่ในรูปของ Unwritten Rules แต่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรที่ทุกฝ่ายเห็นได้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันต้องปกป้องทั้งส่วนของพนักงานและผลประโยชน์ขององค์กร โดยสามารถเริ่มจากการกำหนดให้พนักงานไม่สามารถใช้ทรัพย์สินขององค์กรในการเข้าถึงหรือติดตั้งแพลตฟอร์มเล่นพนัน ในที่นี้องค์กรสามารถติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบประวัติการใช้งานตามความเหมาะสมเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าองค์กรทุกแห่งมีหน้าที่สร้างสังคมทำงานที่ปลอดภัยให้กับพนักงาน ซึ่งหากแผนก HR ของคุณไม่มีแนวคิดด้านนโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันมาก่อน สามารถเริ่มต้นได้ด้วยประเด็นเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องคอยให้ความรู้กับพนักงานว่าการเล่นพนันในปัจจุบันเติบโตขึ้นอย่างไร และมาด้วยกลยุทธ์ใดบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องจัดอบรมเพื่อให้พนักงานสามารถสังเกตกันเองว่ามีใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ในที่นี้ต้องเป็นการอบรมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งวิธีสื่อสาร, วิธีโน้มน้าว ตลอดจนแนวทางรับมือหากอีกฝ่ายเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR สามารถเพิ่มสวัสดิการอื่น ๆ เข้าไปเพื่อให้พนักงานใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องชี้แจงให้พนักงานทราบว่าหากมีปัญหาเรื่องการพนันเกิดขึ้น ต้องติดต่อขอความช่วยเหลือจากใครหรือหน่วยงานใด สำหรับประเทศไทยนั้น สามารถโทรศัพท์ขอข้อมูลและเข้ารับการปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 : ปรึกษาปัญหาพนัน หรือทาง </span><a href="https://www.facebook.com/helpline1323" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Facebook 1323 ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตลอด 24 ชั่วโมง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9757" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1075401638.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="500" height="334" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 511"></p>
<h2>สังคมเปลี่ยน นโยบายองค์กรก็ต้องเปลี่ยน รับมือกับทุกปัญหาได้ที่ HREX.asia<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงงาน HR ในอุดมคติ เราย่อมนึกถึงคนที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดใหม่ ๆ กลยุทธ์ใหม่ ๆ และนโยบายใหม่ ๆ ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์และการค้นคว้ารอบด้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริษัทเติบโตไปได้ไกลกว่าใคร องค์กรที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอจึงย่อมเติบโตไปได้ไกลกว่าองค์กรที่เอาแต่ยึดมั่นในวิถีปฏิบัติแบบเดิมอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะหนึ่งที่ HR ต้องมีก็คือเรื่องของการเป็นผู้นำ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Leadership Behavior</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่เดิมมักถูกมองเป็นทักษะของผู้บริหารหรือคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ เท่านั้น แต่ความเป็นจริงคือ HR ต้องมีศักยภาพมากพอในการโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำตามแนวทางที่ตนวิเคราะห์เอาไว้ ตลอดจนสามารถนำปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรมาพิจารณา ประยุกต์เป็นนโยบายและบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด การค้นคว้าด้วยตัวเองอาจไม่ทันการณ์อีกต่อไป HR จึงควรหาตัวช่วยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่นบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> ที่ครอบคลุมทุกบริบทของ HR จะงานเล็ก งานใหญ่ หรือต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน ก็เริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงได้</span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่แวดวงการพนันเติบโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้วตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่แปลกที่องค์กรทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะพนักงานที่ติดพนันจะไปลดทอนพลังสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนเข้าไปทำลายชื่อเสียงหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในองค์กร นำไปสู่ผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่จะยิ่งกระจายไปสู่วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีแนวทางรับมือหรือแก้ไขปัญหาโดยเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวเพื่อรับมือกับการพนันภายในองค์กรเป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องที่ HR ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังมีประเด็นอีกมากมายที่น่าเป็นห่วง เช่นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ, การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการและรูปแบบทำงาน ตลอดจนทัศนคติของพนักงานที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความคิดของตนเองมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ HR ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเรื่องใดสำคัญกว่า แต่ต้องคิดว่าเมื่อเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ขององค์กรและวามรู้สึกของพนักงานแล้ว เรื่องเหล่านั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 512"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230410-nap-at-work/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2023 05:59:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Nap]]></category>
		<category><![CDATA[งีบหลับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230410-nap-at-work/</guid>

					<description><![CDATA[การงีบหลีบในที่ทำงาน (Nap at Work) มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และการอนุญาตให้พนักงานพักผ่อนจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์อะไรบ้าง HR หาคำตอบได้เลยที่บทความนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วัยทำงานส่วนใหญ่นอนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น มีวิจัยพบว่าคนไทยถึง 61% มีอัตราการนอนน้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การนอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงานจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อ HR เห็นพนักงานงีบหลับในที่ทำงาน อย่าพึ่งเข้าไปต่อว่า แต่ให้รีบพูดคุยและถามก่อนเลยว่าสาเหตุของการงีบหลับคืออะไร มีส่วนใดที่เป็นข้อผิดพลาดขององค์กรหรือไม่ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงนโยบายและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของทุกฝ่าย ต้องคิดเสมอว่าการรับผิดชอบเรื่องสมดุลชีวิตของพนักงานเป็นหน้าที่ขององค์กรเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรหลายแห่งเริ่มอนุญาตให้พนักงานงีบหลับในที่ทำงานแล้ว แต่ต้องไม่รบกวนคนอื่น ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และเรื่องเสียงรบกวน โดยระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 20 นาทีต่อวัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรระดับโลกมีการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการนอน (Sleep Consultant) และมองว่าที่ปรึกษาด้านนี้มีราคาถูกกว่าที่ปรึกษาทางธุรกิจอื่น ๆ แต่สามารถทำให้พนักงานทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องลบความเชื่อเดิม ๆ และเปิดรับทุกความเป็นไปได้ เพื่อหาสวัสดิการที่เหมาะสมกับพนักงาน และสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14760" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/exhausted-tired-businesswoman-sleeping-desk-table-startup-business-office-copy.jpg" alt="exhausted tired businesswoman sleeping desk table startup business office copy" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 513"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักได้ยินคนที่ประสบความสำเร็จบอกว่าการนอนหลับเยอะเกินไป เป็นรากฐานของความล้มเหลว ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็อย่าลืมว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะนำปัญหาตามมาเช่นกัน และอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพแล้ว ยังไม่มีทางเลยที่คนง่วงนอนจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้ทำให้องค์กรหลายแห่งเลือกที่จะสร้างห้องพักผ่อนขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้พนักงานได้มีพื้นที่สำหรับผ่อนคลายจากความเครียดและความเหนื่อยล้าในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานที่หนักขึ้นต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>การงีบหลีบในที่ทำงาน (Nap at Work)</strong> มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และการอนุญาตให้พนักงานพักผ่อนจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์อะไรบ้าง HR หาคำตอบได้เลยที่บทความนี้</span></p>
<h2>ทำไมเราถึงควรนอนหรืองีบหลับในออฟฟิศ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นรากฐานของทุกเรื่อง เพราะการตื่นเช้ามาอย่างสดใส พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ตรงหน้า จะช่วยให้เราเรียนรู้และเกิดพัฒนาการได้มากกว่าวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าและอยากจะนอนต่อ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกวันที่เราจะนอนหลับได้อย่างเต็มที่ อาจด้วยปัจจัยภายในอย่างเรื่องสภาพร่างกาย ความเจ็บป่วย ความเครียด  หรือปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องงานที่หนักเกินไปจนต้องทำงานจนดึกดื่น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจของทุกองค์กรคือมนุษย์ ดังนั้นทุกคนต้องการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลชีวิต และช่วยให้ทั้งตนเองและองค์กรได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้องค์กรชั้นนำระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับห้องพักผ่อนมากขึ้น  เพราะหากดูจาก</span><a href="https://d.dailynews.co.th/it/571950/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ล่าสุดที่ออกมาแล้ว จะพบว่าคนส่วนใหญ่ในวัยทำงานมีระดับการนอนต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น ในประเทศอังกฤษเมื่ออัตราการนอนอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 49 นาที ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 31 นาที ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 22 นาที และในเมืองไทยมีคนกว่า 61% ที่มีอัตราการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนจึงควรมีโอกาสพักผ่อนให้มากขึ้น เพราะความง่วงไม่ใช่หลักฐานที่บอกว่าพนักงานเอาเวลาไปเที่ยวเล่นตอนดึก หรือไม่ดูแลตัวเองให้เหมาะสมกับหน้าที่ แต่ความง่วงอาจเกิดจากความเหนื่อยล้าหลังการประชุมอย่างหนักหน่วงในช่วงกลางวัน ซึ่งหากได้งีบหลับ พักสายตาสัก 20 นาที ก็จะทำให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ผลดีกว่าการมุ่งทำงานทั้งวันโดยไม่ยอมพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 424px;">
<tbody>
<tr style="height: 424px;">
<td style="width: 100%; height: 424px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-10012" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/mohamed-nohassi-odxB5oIG_iA-unsplash.jpg" alt="20 เคล็ดลับกับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance)" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 514"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/">20 เคล็ดลับกับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การนอนน้อยส่งผลต่อการทำงานอย่างไร ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การนอนน้อยเป็นพื้นฐานสำคัญของปัญหาสุขภาพที่ต่อยอดไปเป็นอันตรายอื่น ๆ อีกมากมาย ในเบื้องต้นหากคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง, ปัญหาหัวใจ และเสียสุขภาพจิตจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้  อีกอย่างเมื่อร่างกายไม่พร้อม ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะสมองไม่สามารถสั่งงานได้ในระดับปกติ ยิ่งหากคุณทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้คุณมีโอกาสเจออุบัติเหตุซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของพัฒนาการ การนอนน้อยจะทำให้คุณไม่สามารถจำเนื้อหาที่กำลังศึกษาได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถนึกในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำได้ โดยมี</span><a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0191886903003325" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เปรียบการทำงานเหมือนกับการเรียนหนังสือในโรงเรียน และพบว่าคนที่นอนน้อยมีผลการเรียน รวมถึงพัฒนาการน้อยกว่าคนที่นอนเต็มอิ่ม ขณะที่การงีบหลับเพียงไม่กี่นาทีจะช่วยให้ร่างกายของเราพร้อมรับมือกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น โดยผลวิจัยเดียวกันได้ทดลองให้คุณครูเลื่อนคลาสเรียนออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้คนที่ตื่นเช้าได้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ก่อนพบว่าช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพดีขึ้นจริง</span></p>
<p><a href="https://news.gallup.com/poll/390797/poor-sleep-linked-billion-lost-productivity.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่า คนที่นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ มีโอกาสขาดงานโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้าในอัตรา 2.29 วันต่อเดือน ขณะที่พนักงานทั่วไปจะมีอัตราอยู่ที่ 0.9 วันต่อเดือนเท่านั้น ที่สำคัญพนักงานที่นอนน้อยจะเกิดความเครียดเป็นพิเศษ ซึ่งจากจุดนี้อาจทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนงานได้เลย </span></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรหากเห็นพนักงานงีบหลับในออฟฟิศ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11675" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1211071168-7-scaled.jpg" alt="shutterstock 1211071168 7 scaled" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 515"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การงีบหลับจะยังเป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร แต่หากเราพบเห็นพนักงานมีพฤติกรรมแบบนี้ ก่อนที่จะรู้สึกว่าพนักงานทำไม่ถูกต้อง หน้าที่ของเราคือการหาคำตอบให้ได้ว่าสาเหตุของการงีบหลับคืออะไร เพราะบางทีมันอาจเกิดจากการวางแผนงานที่ไม่รัดกุมขององค์กรเองก็ได้ ดังนั้นหากเรามองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่เป็นกลาง ก็อาจทำให้เราสามารถคิดค้นนโยบายใหม่ ๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของพนักงานได้ดีกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8063" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 516"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือกลยุทธ์เบื้องต้นเมื่อเห็นพนักงานงีบหลับในออฟฟิศผู้อ่านสามารถนำไปทำตามได้เลย</span></p>
<h3>พยายามหาสาเหตุด้วยความเป็นกลางที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะพอคาดการณ์ได้ว่าพนักงานงีบหลับเพราะอะไร แต่สิ่งสำคัญในฐานะของคนบริหารงานบุคคลคือการไม่ด่วนสรุปเด็ดขาด เพราะหากพนักงานไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด นอกจากจะทำให้เราวางแผนงานผิดพลาดแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกแย่กับความไม่เป็นธรรมอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในที่ทำงานอาจสะท้อนให้เห็นว่าพนักงานมีปัญหาครอบครัวที่บ้าน, มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง, เจอกับสภาวะเครียดบางอย่างจนนอนไม่หลับในเวลาปกติ หรือเป็นไปได้ไหมว่าพนักงานกำลังเจอสภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) จากงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งคำถามแบบนี้จะทำให้เราย้อนกลับมาสังเกตุวิธีทำงานของตนเอง เพราะหากค้นพบว่าองค์กรมีปัญหา การรีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้พนักงานคนอื่นไม่ต้องรู้สึกแย่ตามกันไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้องค์กรจึงต้องมีวัฒนธรรมของการสื่อสาร เพื่อให้พนักงานสามารถพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสบายใจ และการรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วนชัดเจนนั้นจะทำให้เราหาแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายได้โดยแท้จริง</span></p>
<h3>อย่ารีบต่อว่าหรือให้บทลงโทษโดยทันที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถส่งใบเตือนได้หากเป็นความผิดครั้งแรก และร่วมพูดคุยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ให้คิดเสมอว่าหากเราทราบเหตุผลจากพนักงานแล้ว องค์กรควรจะเข้าไปสนับสนุนและช่วยหาทางออกเท่าที่ทำได้ โดยไม่เสียระบบการทำงาน เพราะหากทราบเหตุผลแล้ว แต่ไม่คิดจะแก้ไข จะทำให้พนักงานไม่เชื่อมั่น และไม่กล้าบอกความรู้สึกอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์นี้จะช่วยให้พนักงานมีความสุขและเคารพทีมมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่ว่าปัญหาคืออะไร แต่พฤติกรรมทั้งหมดของพนักงานก็ต้องสอดคล้องกับความรับผิดชอบ หากพนักงานทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่า องค์กรก็สามารถพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมได้เลย</span></p>
<h2>วิธีงีบหลับในเวลางานแบบมีมารยาท ไม่รบกวนคนอื่น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราทราบกันแล้วว่าการพักผ่อนให้เพียงพอและการงีบหลับระหว่างวันจะช่วยให้เรามีทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะเปิดรับ หรือพร้อมปรับตัวกับการงีบหลับในที่ทำงาน พนักงานจึงต้องศึกษาวิธีที่จะทำให้ตนได้พักผ่อนแต่ไม่เสียมารยาทหรือรบกวนคนอื่นเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหาก HR โอเคกับการงีบหลับ HREX.asia ขอเสนอสถานที่ง่าย ๆ เหมาะ ๆ ดังนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11685" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/Sleeping-with-phone-1.jpg" alt="Sleeping with phone 1" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 517"></p>
<h3>งีบหลับในรถยนต์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในรถเป็นวิธีพื้นฐานที่มีความเป็นส่วนตัวและเป็นบริเวณที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย เนื่องจากมีความคุ้นเคยคล้ายกับบ้าน ในที่นี้ต้องแน่ใจว่ารถได้จอดอยู่ในบริเวณที่ไม่พลุกพล่าน หรือเป็นที่สังเกตของพนักงานคนอื่น ต้องตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยกับการตั้งนาฬิกาปลุกให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ออกจากออฟฟิศมานานเกินไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความชัวร์ คุณสามารถเขียนโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้บนโต๊ะทำงานว่า “ไปธุระ หากมีเรื่องด่วนให้ติดต่อ (เบอร์โทรศัพท์)” แค่นี้ก็สามารถงีบหลับได้อย่างสบายใจแล้ว </span></p>
<h3>งีบหลับในห้องประชุม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องประชุมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูง ยิ่งบางออฟฟิศจะมีห้องประชุมย่อย ๆ ให้พนักงานใช้อยู่เต็มไปหมด เราสามารถเลือกสักห้องหนึ่งเพื่องีบหลับได้เลย ในที่นี้แนะนำให้งีบใกล้กับประตู เวลามีคนเผลอเปิดหรือเคาะจะได้รู้ตัว ไม่หลับเพลินจนเสียงานเสียการ ที่สำคัญอย่าลืมเช็คตารางก่อนว่ามีพนักงานคนอื่นต้องใช้ห้องประชุมหรือไม่ หากมีก็ให้เปลี่ยนไปงีบหลับที่อื่น อย่าทำให้เพื่อนร่วมงานลำบากเด็ดขาด</span></p>
<h3>งีบหลับในห้องน้ำ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากห้องน้ำในออฟฟิศของคุณมีขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานของพนักงานหมู่มากได้ การงีบในห้องน้ำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่การงีบหลับในนี้ต้องกังวลเรื่องกลิ่น และไม่เหมาะกับคนที่นอนกรน เพราะห้องน้ำส่วนใหญ่มักมีประตูปิดเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าคอนเซปต์ของเรื่องนี้ คือเราควรหาที่งีบหลับที่เป็นส่วนตัว ให้เราสามารถใช้เวลาอันสั้นเพื่อพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องแน่ใจว่าเป็นช่วงที่ไม่มีงานอื่นซ้อนทับ และต้องเตรียมตัวเสมอหากมีเรื่องด่วนที่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไข เพราะถือว่าเป็นการพักผ่อนในเวลางาน ไม่ใช่การลาหยุดแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากองค์กรของคุณให้ความสำคัญกับการให้สวัสดิการเพื่อพักผ่อนจริง ๆ ก็สามารถนำ Nap Pod อุปกรณ์ที่ช่วยให้การงีบหลับในที่ทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้นมาใช้เหมือนเหล่าแบรนด์ระดับโลก หรือใช้วิธีที่ง่ายกว่าอย่างการจัดทำห้องสำหรับพักผ่อนโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 424px;">
<tbody>
<tr style="height: 424px;">
<td style="width: 100%; height: 424px;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-11366 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 518"></a><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>Nap Pod อุปกรณ์มาแรงที่องค์กรต้องมี (ถ้าซื้อไหว)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อุปกรณ์เครื่องนี้เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ขนาดยักษ์ที่ให้พนักงานล้มตัวลงนอนได้ในบรรยากาศที่เหมาะสม ทั้งเรื่องของแสงสว่าง, อุณหภูมิ และความเงียบ ข้อดีของมันคือจะช่วยให้พนักงานนอนหลับอย่างเต็มอิ่มในระยะเวลาที่เหมาะสม แถมในสายงานบางประเภทที่พนักงานต้องทำงานล่วงเวลา การได้นอนแบบสบาย ๆ จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง มีพลังสร้างสรรค์ แถมยังช่วยให้มีสติ ไม่เกิดอันตรายขณะทำงานอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Nap Pod ยังมีระบบตั้งเวลาปลุกที่ดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าการใช้นาฬิกาเตือนเสียงดัง ที่อาจนำให้ตกใจ ไม่ทันตั้งตัว โดยเครื่องนี้จะใช้วิธีการสั่น หรือใช้เสียงเพลงที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าจะช่วยให้คนตื่นอย่างช้า ๆ ซึ่งเสียงเพลงตรงนี้จะช่วยให้คนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะคงไม่ดีแน่หากเรามีเวลาว่างประมาณ 30 นาทีแต่ได้นอนจริง ๆ เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ใช้เครื่องมือนี้ เช่น Google, Facebook หรือแม้แต่ The National Health Service (NHS) จากสหราชอาณาจักรก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท ดังนั้นหากองค์กรอยากเริ่มมีสวัสดิการเพื่อการพักผ่อนโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือราคาสูง แต่สามารถเริ่มจากการสร้างสถานที่ง่าย ๆ ขึ้นมาให้พนักงานได้ใช้ โดยสามารถดูตัวอย่างได้จากบริษัทเหล่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14764" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/1488893762-nap-pod.jpg" alt="1488893762 nap pod" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 519"></p>
<h2>องค์กรระดับโลกที่มีนโยบายให้พนักงานสามารถงีบหลับระหว่างวัน (Nap Time Benefit)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่แน่ใจว่าการปล่อยให้พนักงานงีบหลับในที่ทำงานจะมีผลดีจริงหรือไม่ เราขอแนะนำเรื่องราวจากห้าองค์กรที่มีชื่อเสียงด้านสวัสดิการเพื่อการพักผ่อน รับรองว่าเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักกันดีแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะมีบริษัทไหนบ้าง ไปดูกันเลย !</span></p>
<h3>Google</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือองค์กรที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าน่าทำงานที่สุดในโลก เพราะนอกจากจะมีสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกให้พนักงานไว้ออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับมื้ออาหารแสนอร่อย และสวัสดิการอีกมากมายนับไม่ถ้วน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดอีกอย่างก็คือการงีบหลับและการพักผ่อนของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดวิด แรดคลิฟฟ์ (David Radcliffe) ซึ่งเป็น VP of Real Estate and Workplace Services ของ Google กล่าวว่า “ออฟฟิศที่ดีจะสมบูรณ์ไปไม่ได้เลยหากปราศจากสถานที่พักผ่อนให้พนักงาน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Google มีอุปกรณ์ชื่อว่า EnergyPod ที่ออกแบบโดยวิศวกรเฉพาะทางให้พนักงานสามารถใช้เวลา 20 นาทีเพื่อนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมีห้องทำสมาธิ และนิทรรศการศิลปะย่อม ๆ ให้ทุกคนได้พักผ่อนหย่อนใจเมื่อถึงเวลาที่ต้องการอีกด้วย</span></p>
<h3>Ben &amp; Jerry’s<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แบรนด์ไอศครีมชื่อดังที่มีสาขาในเมืองไทยก็ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากเช่นกัน พวกเขาอาจไม่ได้มีอุปกรณ์ทันสมัยแบบบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก แต่พวกเขาก็ได้สร้างห้องขึ้นมาเพื่อให้พนักงานพักผ่อนอย่างสบายที่สุด  โดยตัวแทนขององค์กรให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาต้องการให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เอาแต่ทำงานจนเสียสุขภาพ และเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องปกป้องพนักงานให้อยู่ไกลจากความเจ็บไข้ได้ป่วยทุกกรณี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการให้ที่นอนแล้ว พวกเขายังมีคลาสออกกำลังกาย, คลาสโยคะ และพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงของพนักงาน ให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายเหมือนทำงานอยู่ที่บ้าน กลยุทธ์นี้เป็นหนึ่งในรากฐานที่ทำให้พวกเขากลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก</span></p>
<h3>Nike</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์กีฬา ก็ต้องสนับสนุนให้พนักงานแข็งแรงกว่าที่อื่น และที่สาขาใหญ่ของ Nike นี่มีโรงยิมขนาดใหญ่ถึง 60,000 ตารางฟุตตั้งอยู่ ไม่ว่าคุณจะอยากเล่นกีฬาแบบไหน ที่นี่ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยสอน และมีอุปกรณ์ให้ใช้งานอย่างครบครันชนิดที่ว่ามาทำงานตัวเปล่าก็สามารถเดินเข้าไปเล่นกีฬาที่ต้องการได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการงีบหลับ พวกเขามีห้องเรียกว่า Quiet Room ที่เตรียมไว้ให้พนักงานใช้พักผ่อนได้เลยโดยไม่ได้จำกัดเวลา ตราบใดที่ยังสามารถรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม</span></p>
<h3>Cisco<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทเครือข่ายและไอทีระดับโลกได้ร่วมมือกับบริษัท MetroNap เพื่อออกแบบเครื่องมือสำหรับงีบหลับ โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึงตัวละ 13,000 ดอลลาร์ ซึ่งโครงการนี้มี “ที่ปรึกษาด้านการนอน” (Sleep Consultant) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การซื้อเครื่องมือจะต้องใช้ต้นทุนสูงมาก แต่พวกเขามองว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีราคาถูกกว่าการจ้างที่ปรึกษาในด้านอื่นด้วยซ้ำ แถมการปล่อยให้พนักงานพักผ่อนด้วยการงีบหลับจะ ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีความสุขในการทำงาน และรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากขึ้น จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h3>Aetna</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทผู้นำด้านการวางแผนประกันสุขภาพอย่างเอ็ทน่า ถือเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการนอนเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะมีที่พักให้พนักงานสามารถงีบหลับในสำนักงานใหญ่ได้แล้ว CEO อย่างคุณมาร์ก เบอร์โตลินี่ (Mark Bertolini) ยังได้ออกนโยบาย “จ่ายให้หลับ” คือถ้าพนักงานสามารถพิสูจน์ได้ว่านอนมากกว่าวันละ 7 ชั่วโมง ต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยมีหลักฐานวัดผลได้จริง (เช่นใช้ Smart Watch หรือการรับรองจากแพทย์) บริษัทจะให้เงินโบนัสวันละ 25 ดอลลาร์ สูงสุดไม่เกิน 500 ดอลลาร์ต่อปี !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าองค์กรแต่ละแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับการนอน  และคิดว่าการงีบหลับในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องผิด กลับกันสวัสดิการเพื่อการงีบหลับอาจดูเป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะหากพนักงานมีอาการง่วงตลอดเวลา ก็อาจสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีปัญหากับการจัดสมดุลย์ชีวิต ดังนั้นเราต้องกลับมาทบทวนภาพรวมอีกครั้ง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดต่อทุกฝ่าย </span></p>
<h2>ซื้อใจพนักงานด้วย Employee Benefits สวัสดิการใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขยิ่งขึ้น</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8953" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1450820657-1.jpg" alt="shutterstock 1450820657 1" width="500" height="307" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 520"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาสวัสดิการใหม่ ๆ คือวิธีที่ช่วยให้พนักงานมีความสุขและอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พนักงานมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าที่เคย พวกเขาก็ย่อมอยากให้องค์กรใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของตนมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน เหตุนี้หากเราเอาแต่ให้สวัสดิการแบบเดียวกับที่เคยให้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน Employee Benefits ขององค์กรเราก็คงไม่น่าดึงดูดมากพอ ทั้งกับพนักงานปัจจุบัน และพนักงานใหม่ที่ต้องโน้มน้าวใจให้เข้ามาอยู่กับองค์กรในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราจึงอยากพาทุกคนไปดูว่าสวัสดิการเพื่อการพักผ่อนที่น่าสนใจในโลกนี้ มีอะไรแปลก ๆ สนุก ๆ อีกบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการที่เราอยากนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องของบริษัทจากสวีเดนชื่อ Erika Lust Films ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหนังผู้ใหญ่ที่มีนโยบายอยากให้พนักงานพักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีอยู่วันหนึ่ง ผู้บริหารเห็นว่าพนักงานดูเครียด ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงาน จึงไปปรึกษากับทีมแพทย์ว่ามีวิธีใดที่จะช่วยได้บ้าง จนได้ข้อสรุปว่าควรจัดทำห้องสำหรับ “ช่วยตัวเอง” เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายถึงขีดสุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีใช้งานคือพนักงานจะมีเวลา 30 นาทีต่อครั้ง ในห้องที่เต็มไปด้วยสื่อกระตุ้น โดยวิธีที่ดูแปลกประหลาดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้พนักงานกลับมาทำงานอย่างกระตือรือร้นได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่บริษัทนี้อย่างเดียว แต่ยังมีบริษัท Stripchat จากไซปรัสที่ติดตั้งแคปซูลสำหรับช่วยตัวเองในที่ทำงานโดยเฉพาะ แถมยังเปิดโอกาสให้องค์กรอื่นเช่าไปใช้งานอีกด้วย  ซึ่งไม่ว่าจะฟังแล้วดูประหลาดหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีดังกล่าวได้ช่วยให้พนักงานในองค์กรมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Employee Benefits คือสิ่งชี้วัความพึงพอใจของพนักงานในปัจจุบัน ดังนั้นหากคุณไม่รู้ว่าควรออกแบบสวัสดิการอย่างไร เราแนะนำให้ค้นหาไอเดียจาก <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มค้นหาบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หรือกำลังมองหาตัวช่วยแบบไหน ที่นี่มีครบ !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือความเชื่อบางอย่างที่เราเคยมองว่าไม่ถูกต้อง สามารถกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตเราคงมองว่าพนักงานที่งีบหลับในเวลางานเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่หากเรามองเจาะลึกลงไป การงีบหลับตรงนั้นอาจสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดขององค์กรก็ได้ ดังนั้นแทนที่เราจะตัดสินคนอย่างรวดเร็ว เราควรปรึกษาพูดคุย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้นอกจากจะทำให้พนักงานมีความพร้อมในการสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ ๆ แล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงนโยบายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เรียกว่าแค่เราลองเปิดใจ องค์กรของเราก็จะก้าวไปอีกขั้นได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในออฟฟิศเป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งในการพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น เราสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการในรูปแบบอื่นได้ด้วย เช่นการปรับเวลาทำงานให้ยึดหยุ่นในช่วงที่พนักงานต้องทำงานเยอะเป็นพิเศษเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ไม่ยึดถือเอากฎเดียวเป็นที่ตั้ง และบังคับให้ทุกคนต้องอยู่ในกรอบเดียวกัน แนวทางแบบนี้ก็จะช่วยให้ทุกคนจัดสรรตารางชีวิตได้ง่ายขึ้น และทำให้การพักผ่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 521"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://yhoo.it/3x9V1ml" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://yhoo.it/3x9V1ml</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YF0Q6Y" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YF0Q6Y</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YxyJ9M" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YxyJ9M</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3RLGVkx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RLGVkx</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3RTonPC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RTonPC</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/050323-office-not-safezone/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Mar 2023 02:06:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Safe Zone]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/050323-office-not-safezone/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เมื่อสถานการณ์ โควิด-19 ดีขึ้น องค์กรส่วนใหญ่เริ่มยกเลิกนโยบาย Work From Home จึงเป็นเรื่องยากทั้งกับพนักงานเก่าที่คุ้นเคยกับการทำงานจากบ้าน และพนักงานใหม่ที่ไม่เคยทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลามาก่อน ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าปี ค.ศ. 2023 จะเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน เพราะคนที่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวจะต้องรับมือกับพฤติกรรมของคนอื่นในสังคมอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญให้เราก็ได้ เช่น การซุบซิบนินทา, การเปิดเพลงดังเกินไป, ปัญหากลิ่นตัวของเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ขององค์กรที่จะมาบังคับใช้กับชีวิตของเราอีกครั้ง HR ต้องตระหนักว่าโลกการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้ว กฎเกณฑ์ที่เคยได้ผลในอดีตไม่สามารถบังคับใช้ได้ในปัจจุบันอีกต่อไป เราต้องรู้จักปรับตัวโดยอาจเริ่มจากการทำแบบสำรวจกับพนักงาน และนำมาปรับใช้เพื่อสร้างกฎใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของพนักงานมากที่สุด อีกกลไกที่สำคัญมากคือขั้นตอนรับมือกับพนักงานที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ หรือพนักงานเก่าที่ทำงานมาแล้ว 2-3 ปี แต่เริ่มงานในช่วงที่เกิดโรคระบาดจนเพิ่งมีโอกาสได้กลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ฝ่ายบุคคลต้องคอยสนับสนุนให้ทุกฝ่ายปรับตัวได้ง่ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานเป็นพิเศษ เพื่อให้พวกเขารู้สึกคล้ายกับการอยู่บ้านมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องยึดถือค่านิยมขององค์กร ไม่ปล่อยให้พนักงานเอาแต่ใจเกินควร เพราะท้ายสุดแล้วการเน้นย้ำวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแรงก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันดีขึ้นมาก ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาดนี้ขึ้น และองค์กรส่วนใหญ่ก็เริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลา หรือในอัตราที่มากกว่า 2-3 ปีก่อนอย่างก้าวกระโดด เหตุการณ์นี้แม้จะทำให้การดำเนินงานคล่องตัวขึ้น แต่ก็ทำให้พนักงานต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ต่างจากช่วงที่เปลี่ยนมาเป็น Hybrid Working แถมยังมีพนักงานรุ่นใหม่อีกจำนวนหนึ่งที่เพิ่งได้เข้าทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ดังนั้นการทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตแบบใหม่ถือเป็นเรื่อง “จำเป็นอย่างยิ่ง” ที่ HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="cyan-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อสถานการณ์ โควิด-19 ดีขึ้น องค์กรส่วนใหญ่เริ่มยกเลิกนโยบาย Work From Home จึงเป็นเรื่องยากทั้งกับพนักงานเก่าที่คุ้นเคยกับการทำงานจากบ้าน และพนักงานใหม่ที่ไม่เคยทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลามาก่อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าปี ค.ศ. 2023 จะเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน เพราะคนที่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวจะต้องรับมือกับพฤติกรรมของคนอื่นในสังคมอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญให้เราก็ได้ เช่น การซุบซิบนินทา, การเปิดเพลงดังเกินไป, ปัญหากลิ่นตัวของเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ขององค์กรที่จะมาบังคับใช้กับชีวิตของเราอีกครั้ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องตระหนักว่าโลกการทำงานได้เปลี่ยนไปแล้ว กฎเกณฑ์ที่เคยได้ผลในอดีตไม่สามารถบังคับใช้ได้ในปัจจุบันอีกต่อไป เราต้องรู้จักปรับตัวโดยอาจเริ่มจากการทำแบบสำรวจกับพนักงาน และนำมาปรับใช้เพื่อสร้างกฎใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของพนักงานมากที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อีกกลไกที่สำคัญมากคือขั้นตอนรับมือกับพนักงานที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ หรือพนักงานเก่าที่ทำงานมาแล้ว 2-3 ปี แต่เริ่มงานในช่วงที่เกิดโรคระบาดจนเพิ่งมีโอกาสได้กลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ฝ่ายบุคคลต้องคอยสนับสนุนให้ทุกฝ่ายปรับตัวได้ง่ายที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานเป็นพิเศษ เพื่อให้พวกเขารู้สึกคล้ายกับการอยู่บ้านมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องยึดถือค่านิยมขององค์กร ไม่ปล่อยให้พนักงานเอาแต่ใจเกินควร เพราะท้ายสุดแล้วการเน้นย้ำวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแรงก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14583 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/shutterstock_1968117601-2-scaled.jpg" alt="shutterstock 1968117601 2 scaled" width="600" height="370" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 534"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันดีขึ้นมาก ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาดนี้ขึ้น และองค์กรส่วนใหญ่ก็เริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลา หรือในอัตราที่มากกว่า 2-3 ปีก่อนอย่างก้าวกระโดด เหตุการณ์นี้แม้จะทำให้การดำเนินงานคล่องตัวขึ้น แต่ก็ทำให้พนักงานต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ต่างจากช่วงที่เปลี่ยนมาเป็น Hybrid Working แถมยังมีพนักงานรุ่นใหม่อีกจำนวนหนึ่งที่เพิ่งได้เข้าทำงานในออฟฟิศเป็นครั้งแรก ดังนั้นการทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตแบบใหม่ถือเป็นเรื่อง “จำเป็นอย่างยิ่ง” ที่ HR จะต้องรีบบริหารจัดการหากต้องการให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2023 จึงเป็นยุคสมัยที่เปรียบดั่งการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของคนทำงาน เรากำลังจะได้พบกับมิตรภาพที่คุ้นเคย,​ ความสนุกสนานที่คุ้นเคย, ปัญหาที่คุ้นเคย และความรำคาญที่คุ้นเคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองถามตัวเองดูสิว่าพร้อมหรือยัง ? หากยังตอบไม่ได้ ลองอ่านบทความนี้ และเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมกับ HREX.asia ได้เลย !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ทำไมปี ค.ศ. 2023 จึงเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุด ?​</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดตามว่าหากเราเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว และมั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าเมื่อได้อยู่ในห้องเงียบ ๆ แต่หัวหน้าเพิ่งสั่งว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เราจะต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศที่ขาดความเป็นส่วนตัวอีกครั้ง เราจะสามารถคิดงานได้เหมือนเดิม หรือมีความกังวลเรื่องการเข้าสังคมหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2023 และปัญหานี้อาจนำไปสู่การลาออกของพนักงานได้ อ้างอิงจากผลสำรวจของ </span><a href="https://www.qualitylogoproducts.com/blog/most-annoying-coworker-habits/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Quality Logo Products</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตามรายงานของ </span><a href="https://www.cnbc.com/2022/03/19/new-survey-says-these-are-the-3-most-annoying-co-worker-habits.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNBC</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่ามีคนถึง 57% ที่คิดเรื่องลาออกเมื่อต้องเจอเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การทำงานแบบไฮบริดก็มีโอกาสเกิดปัญหาแบบเดียวกัน แต่การกลับมาทำงานในออฟฟิศจะให้ความรู้สึกที่เข้มข้นไปอีกขั้น ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสาเหตุสำคัญคือพนักงานบางคนลืมไปแล้วว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่นในออฟฟิศต้องทำตัวอย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14108 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1250649805-1.jpg" alt="รวมแหล่งเรียนออนไลน์เพื่อการพัฒนาศักยภาพ (Online Learning for Developing Yourself)" width="500" height="334" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 535"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเด็กจบใหม่หลายคนที่ต้องทำงานผ่านโลกออนไลน์ตลอดระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา และคุ้นเคยกับการทำงานโดยไม่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เป็นการทำงานภายใต้แนวคิดว่าขอให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ถูกมอบหมายก็พอ เนื่องจากการทำงานที่บ้านนั้น ต่างคนต่างตั้งกฎและจัดสมดุลชีวิตได้เอง จะทำงานตรงไหนก็ได้ จะเปิดเพลงเสียงดังแค่ไหนก็ได้ จะออกไปธุระข้างนอกแล้วกลับมาคิดงานตอนค่ำก็ได้ แต่พอกลับมาทำงานในออฟฟิศ ทุกคนต้องทำงานให้เสร็จในเวลาที่กำหนด (Office Hours) เท่านั้นหาก ต้องการเอาเวลาว่างไปทำอย่างอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ทำให้คนต้องการปัจจัยโดยรอบที่ตอบสนองวิถีชีวิตของตนเช่นกัน จึงคาดหวังว่า HR จะเป็นตัวกลางที่คอยแก้ปัญหาให้อย่างทันท่วงทีหากมีเหตุที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จะต้องทำหน้าที่หลายส่วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของพนักงาน เช่น ปัญหาถังขยะล้น, ของในตู้เย็นหาย หรือเอกสารตกหล่น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสัตตยา สมิธ (Sathya Smith) CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท </span><a href="https://techround.co.uk/interviews/meet-sathya-smith-piper/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Piper</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้ความเห็นว่าพนักงานในปัจจุบันเป็นกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสุขในการทำงานและการจัดสมดุลย์ชีวิตมาก พวกเขาจะแสดงออกทันทีหากต้องเจอกับความไม่ถูกต้องในที่ทำงาน (Toxic Workplace Culture) ทั้งนี้ควรปรับรากฐานขององค์กรให้ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นได้อย่างสุภาพ ครบทุกแง่มุม ซึ่ง HR ต้องชี้แจงถึงวิธีแก้ปัญหาให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน การคุยกันลับหลังนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในองค์กร จนทำให้บางคนคิดว่าออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone อีกต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8218 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416.jpg" alt="หมด Passion ในการทำงาน HR NOTE" width="600" height="370" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 536"></a><a style="text-align: center;" href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้การกลับมาทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องน่ารำคาญ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถอธิบายถึงปัญหาที่จะเกิดเมื่อต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศดังนี้</span></p>
<h3>ปัญหาเรื่องการใช้ของส่วนรวม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ของส่วนรวมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ประจำในที่ทำงาน เช่น คนที่หยิบเอากรรไกร, ดินสอ, ปากกาส่วนกลางไปใช้แล้วไม่นำกลับมาคืนที่เดิม ตลอดจนปัญหาสุดอมตะอย่างการแช่ของในตู้เย็นแล้วมีบางคนหยิบไปโดยไม่บอกกล่าว ฯลฯ บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่การใช้ทรัพยากรในที่ทำงานอย่างปลอดภัยก็เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรจะได้รับ</span></p>
<h3>ปัญหาเรื่องการแต่งกาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกที่การทำงานอยู่บ้านจะให้ความสะดวกสบายมากกว่า เพราะเราสามารถแต่งตัวตามต้องการ หรืออย่างน้อยก็ใส่แค่ท่อนบนเมื่อต้องเข้าประชุมออนไลน์ แต่พอกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ เราไม่สามารถใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะได้อีกต่อไป แต่เราต้องกลับมาใส่รองเท้าหุ้มข้อ ใส่ถุงเท้า และใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว ตามความเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความไม่คุ้นเคยของพนักงานหลายคน โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถใส่ชุดทำงานตัวเดิมได้อีกแล้ว การลงทุนซื้อเครื่องแต่งกายใหม่ทั้งหมด หรือแม้แต่การลดน้ำหนักให้กลับมาใส่ชุดเดิมได้ ถือเป็นเรื่องที่แค่ฟังก็ดูน่าหงุดหงิดและน่ารำคาญแล้ว !</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12585 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_569094367.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="462" height="285" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 537"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ปัญหาเรื่องเสียงรบกวน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานออฟฟิศที่อยู่บ้านคนเดียวจะเคยชินกับการคิดงานเงียบ ๆ เพราะมีสมาธิและได้จดจ่ออยู่กับเนื้อหามากกว่าการทำงานในที่พลุกพล่าน อย่างไรก็ตามการอยู่ในออฟฟิศทำให้เราไม่มีทางเลือกมากนัก เราอาจได้ยินเสียงคนตัดเล็บ, เสียงคนโหวกเหวกโวยวาย, เสียงคนกินข้าว หรือแม้แต่เสียงประชุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้อาจทำให้คนที่เคยทำงานได้ดีตอนอยู่บ้านกลายเป็นคนที่สร้างสรรค์งานไม่ได้ เพราะมีสภาพแวดล้อมที่ขัดแย้งกับลักษณะนิสัยส่วนตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="530" height="327" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 538"></p>
<h3>ปัญหาเรื่องพื้นที่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่อยู่ในออฟฟิศขนาดเล็กมักเจอกับปัญหาเวลาที่ต้องคอยขยับตัวเมื่อมีคนเดิน ซึ่งหากเป็นเรื่องงานก็ยังพอรับได้ แต่มักมีพนักงานที่ชอบเดินเล่นไปคุยกับคนโน้นทีคนนี้ที ซึ่งจะทำให้เราเสียสมาธิ ไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้นอกจากจะต้องแก้เรื่องมารยาทของพนักงาน แล้วองค์กรยังควรพิจารณาถึงการขยายพื้นที่ให้เหมาะสมกับการทำงานอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220530-office-relocation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14585" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Screenshot-2566-03-05-at-09.01.54.png" alt="Screenshot 2566 03 05 at 09.01.54" width="499" height="308" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 539"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220530-office-relocation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ปัญหาเรื่องการซุบซิบนินทา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนรู้ดีว่าการซุบซิบนินทาจะได้อรรถรสที่สุดก็ตอนที่ทุกคนได้คุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตา ดังนั้นจะเป็นอย่างไรถ้ากลุ่มเพื่อนสนิทที่ห่างกันมานานได้กลับมาล้อมวงกันเต็ม ๆ อีกครั้ง !?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้นอกจากจะทำให้เกิดเสียงรบกวนแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่สบายใจในกลุ่มพนักงานคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะคำนินทาล้วนมาพร้อมกับพลังลบ เป็นการพูดคุยเอาสนุกมากกว่านำไปสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรจริงๆ</span></p>
<h3>ปัญหาเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวข้อนี้อาจดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่รู้ไหมว่าเรื่องกลิ่นเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของเราเป็นอย่างสูง และไม่ได้หมายความถึงกลิ่นเหม็นเท่านั้น เพราะกลิ่นอื่น ๆ เช่น กลิ่นน้ำหอมที่มากเกินไปก็สามารถทำให้รู้สึกเวียนหัวได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งโดยรู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนที่เราจะไปรู้สึกแย่หรือตั้งคำถามกับพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงาน อย่าลืมสำรวจตัวเองว่าได้ทำพฤติกรรมที่สร้างความไม่พอใจให้ผู้อื่นด้วยหรือไม่ หากเคย ก็ควรแก้ไข เพราะสถานการณ์ของโลกธุรกิจในปัจจุบันคือการกลับมาอยู่ออฟฟิศแบบเต็มเวลา การปรับตัวเข้ากับสังคมจึงเป็นประเด็นที่พนักงานและ HR มองข้ามไม่ได้เลย</span></p>
<h2>เราจะแก้ไขเรื่องที่น่ารำคาญในปี ค.ศ. 2023 ได้อย่างไรบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาทั้งหมดเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ควรเอาเวลาไปพิจารณาว่าเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ เพราะความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เข้ามากระทบใจจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นหน้าที่ของ HR คือการเข้าไปรับฟังปัญหาแล้วหาแนวทางแก้ไขหรือรีบให้มุมมองใหม่ ๆ กับพนักงาน เพื่อช่วยให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถลดความน่ารำคาญและความวุ่นวายในออฟฟิศได้ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13007" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="600" height="370" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 540"></p>
<h3>ตั้งบรรทัดฐานและขีดจำกัดของแต่ละอย่าง (<a href="https://th.hrnote.asia/tips/221107-10-rules-boundaries/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Set Boundaries</a>)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรม (Behavior) , ทัศนคติ (Attitude) และค่านิยม (Values) เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับได้แบบ 100% ดังนั้นสิ่งที่ HR สามารถทำได้คือการตั้งกฎและเน้นย้ำให้ชัดเจนด้วยช่องทางสื่อสาร (Communication Tools) ที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมพนักงานมากที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนไม่เห็นด้วย ตราบใดที่เป็นการวางแผนโดยเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เช่น การเขียนกฎว่าพนักงานทุกคนต้องเขียนชื่อบนอาหารที่นำใส่ตู้เย็น, ชี้แจงว่านับจากนี้จะมีกล้องวงจรปิดในห้องอาหาร, อธิบายว่าแม่บ้านจำเป็นต้องทิ้งอาหารในตู้เย็นที่แช่ทิ้งไว้เกิน 5 วัน เป็นตัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์นี้แม้จะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<h3>เรื่องจากการพูดคุยกับคนกลุ่มเล็ก ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการจับกลุ่มพูดคุยอย่างเป็นทางการ โดยอาจเริ่มจากแผนกใดแผนกหนึ่ง หรือทีมใดทีมหนึ่งก็ได้ แล้วค่อยใช้ผลลัพธ์เป็นรากฐานในการต่อยอดไปสู่คนในกลุ่มอื่นต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวข้อที่ฝ่ายบุคคลต้องให้ความสำคัญก็คือการให้ความรู้เกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างการทำงานที่บ้านกับการทำงานในออฟฟิศ เราต้องเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นว่ามีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานในออฟฟิศได้อย่างสบายใจมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าข้อเรียกร้องบางอย่างขัดแย้งกับวัฒนธรรมดั้งเดิมขององค์กรหรือไม่ ให้มองว่าองค์กรควรเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกมากกว่า อย่างไรก็ตามต้องเน้นย้ำว่าการพูดคุยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาจุดร่วมให้ทุกฝ่าย ไม่ใช่การพูดคุยเพื่อหาเรื่อง ดังนั้นเราต้องยุติการสนทนาทันทีหากพบว่าการพูดคุยกำละงทำให้เกิดพลังลบภายในทีม</span></p>
<h3>พูดถึงปัญหาในที่สาธารณะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเอมี่ กัลโล่ (Amy Gallo) ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจาก </span><a href="https://hbr.org/2022/11/how-to-respond-to-a-rude-comment-at-work" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business School</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า HR สามารถพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรกับคนหมู่มากได้เลย แต่ต้องมีศิลปะในการพูด โดยใช้วิธีเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ใช้วิธีพูดโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เช่น การพูดว่า “ฉันคิดว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คำพูดดังกล่าวได้ทำให้ฉันรู้สึกไม่พอใจ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าประโยคข้างต้นมีคำที่บอกว่าฝ่ายตรงข้ามอาจกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ การพูดแบบนี้จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมีโอกาสอธิบาย ทำให้บทสนทนามีความผ่อนคลายมากขึ้น ไม่เป็นการตีกรอบหรือพุ่งเป้าในแง่ร้ายจนเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. ใช้วิธีพูดโดยเอาประเด็นสำคัญเป็นที่ตั้ง เช่นการพูดว่า “คำพูดวิพากษ์วิจารณ์งานของคนอื่นอย่างไร้มารยาทเป็นสิ่งที่ผิดมาก มันไม่เกิดประโยชน์กับใครเลยสักนิด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าเป้าหมายขององค์กรคืออะไร และการกระทำของตนไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับคนกลุ่มเล็กเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลและส่งผลต่อคุณค่าขององค์กรในภาพรวมอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. ใช้วิธีตั้งคำถามกลับไป เช่นการพูดว่า “ฉันไม่แน่ใจว่าได้ยินคำที่คุณพูดถูกหรือไม่ ลองพูดให้ฟังอีกครั้งได้ไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพูดแบบนี้จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายกลับไปทบทวนเนื้อหาที่สื่อออกมาอีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-3282 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/01-Amazon-02.jpg" alt="01 Amazon 02" width="600" height="370" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 541"></p>
<h2>วิธีรับมือกับพนักงานใหม่ (Onboarding Process) ในปี ค.ศ.2023 เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่ารำคาญ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าปี 2023 จะมีพนักงานมากมายที่เซ็นสัญญากับองค์กรมาแล้ว 2-3 ปี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แต่ไม่เคยทำงานในออฟฟิศมาก่อน การกลับมาทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลาจึงถือเป็นของใหม่ที่ทำให้เราต้องกลับมาหาวิธีรับมือไม่ต่างจากพนักงานใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<blockquote>
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8908 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/On-boarding1.jpg" alt="On-boarding" width="500" height="318" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 542"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190805-whatisonbarding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ต้อนรับและดูแลพนักงานใหม่ด้วย On-boarding</a></div>
</blockquote>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ Onboarding Process จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกองค์กรต้องนำมาใช้ เพื่อเตรียมพร้อมให้พนักงานทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงกระบวนการทำงาน และเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างครบถ้วนอีกครั้ง ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างหาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<h3>ช่วงก่อนและหลังมาทำงานที่ออฟฟิศวันแรก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่พนักงานเท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ แต่ HR เองก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน  เริ่มตั้งแต่การเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบ จัดโต๊ะทำงานให้เหมาะสม โดยพิจารณาจากการใช้พื้นที่ในองค์รวม ไม่กว้างและไม่แคบจนเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ ฝ่ายบุคคลควรสื่อสารกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ ทั้งการบอกให้ทีมรู้ว่าพฤติกรรมในการสัมภาษณ์ของผู้สมัครเป็นอย่างไร มีลักษณะนิสัยที่โดดเด่นหรือน่าเป็นห่วงตรงไหน เพื่อให้สมาชิกคนอื่นสามารถเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารกับพนักงานใหม่ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร มีกฎใดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทั้งแบบลายลักษณ์อักษร และแบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220708-unwritten-rules/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules </span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรช่วยให้การสื่อสารของคนในทีมง่ายที่สุด เพื่อช่วยให้การปรับตัวง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องนี้มากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานอย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<h3>ช่วงหลังจากมาทำงานที่ออฟฟิศหนึ่งสัปดาห์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเข้ามาตรวจเช็คว่าพนักงานใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานในออฟฟิศได้หรือไม่ และได้ส่งเอกสารกับเข้าร่วมงานอบรมที่จำเป็นครบถ้วนหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพบว่ามีเรื่องใดที่ตกหล่น ให้นำไปใส่ในเช็คลิสต์เพื่อกำหนดให้พนักงานทำในสัปดาห์ต่อไปทันที เราอาจใช้วิธีจัดประชุมระหว่างพนักงานฝ่ายบุคคลและหัวหน้าทีมก็ได้เพื่อสอบถามว่าประสบการณ์ทำงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee’s Experience</span></a><span style="font-weight: 400;">) เป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากที่คิดเอาไว้หรือไม่ และมีจุดไหนบ้างที่อยากปรับปรุงเพื่อช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ในที่นี้ผู้ฟังต้องเปิดใจและเข้าใจว่าการกลับมาทำงานในออฟฟิศไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวมากกว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา</span></p>
<h3>ช่วงหลังจากทำงานที่ออฟฟิศไปแล้ว 90 วัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นช่วงเวลาที่องค์กรควรทำแบบสำรวจความพึงพอใจอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นช่วงที่พนักงานควรจะปรับตัวได้แล้ว และเป็นช่วงท้ายของการทดลองงาน (Probation Period) ซึ่งขั้นตอนนี้ควรทำผ่านระบบออนไลน์มากกว่าการพูดคุยแบบซึ่งหน้า เพราะจะช่วยให้ผู้ตอบกล้าพูดในเรื่องส่วนตัวมากกว่า ในที่นี้ HR ควรนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต  เพราะการปรับองค์ความรู้ของฝ่ายบุคคลช่วงหลังโควิด-19 ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นเมื่อขั้นตอนเหล่านี้เสร็จสิ้น HR ควรพูดคุยกับทุกฝ่ายให้ชัดเจนว่าเป้าหมายในการทำงานคืออะไร ก่อนเน้นย้ำว่าฝ่ายบุคคลจะทำหน้าที่คอยสนับสนุนอยู่เสมอ ดังนั้นหากพนักงานคนใดมีเรื่องไม่สบายใจ และต้องการให้ช่วย ก็สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งกับพนักงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับออฟฟิศ และพนักงานเก่าที่ยังปรับตัวระหว่างการทำงานที่บ้านกับการทำงานที่ออฟฟิศไม่ได้ไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10539" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 543"></p>
<h2>เปลี่ยนที่ทำงานให้เหมือนอยู่ที่บ้าน สร้างความสุขให้พนักงานด้วยการใช้ Employee Benefits</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศก็คือความคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียว เพราะทำให้เกิดสมาธิและจดจ่อกับงานได้มากกว่าการทำงานท่ามกลางคนหมู่มากที่ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะเป็นพิเศษ อีกมุมหนึ่งการอยู่บ้านได้มอบความสะดวกสบายมากกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุด ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับใครหากไม่ต้องการ และสามารถมีพฤติกรรมอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจคนรอบข้างตราบใดที่ยังสร้างสรรค์ผลงานได้ตามที่ถูกมอบหมาย องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่าหากเราสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายเหมือนเดิม การกลับไปทำงานที่ออฟฟิศจะดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายบุคคลต้องทำก็คือการออกแบบนโยบายและโครงสร้างองค์กรให้ใกล้เคียงกับการทำงานที่บ้านมากขึ้น ไม่ว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมจะเป็นอย่างไร ให้คิดว่าปีค.ศ. 2023 เป็นปีที่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงและยกระดับนโยบายให้ทันสมัยมากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ที่ควรนำมาใช้ก็คือการให้คุณค่ากับสวัสดิการพนักงาน (</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Benefit</span></a><span style="font-weight: 400;">) เช่นหากพบว่าพนักงานมีปัญหาเรื่องการเข้างานตรงเวลา เพราะเคยชินกับการจัดตารางเวลาเอง ก็ให้ออกแบบนโยบายเข้างานแบบยืดหยุ่น (Flexible Hours) หรือหากในอดีตองค์กรมีนโยบายกำหนดรูปแบบเครื่องแต่งกาย (Dress Code) อย่างเคร่งครัด เราก็ควรพิจารณาถึงการผ่อนปรนให้พนักงานสามารถแต่งตัวอย่างสบายใจมากขึ้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพเรียบร้อยและถูกกาลเทศะก็พอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9557" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 544"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถใช้สวัสดิการที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครก็ได้ หากคิดว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น เช่นบางองค์กรในสหรัฐอเมริกาเริ่มอนุญาตให้พนักงานดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงานได้เลย แต่ต้องควบคุมตัวเองให้มีสติ ไม่รบกวนผู้อื่น หรือบางแห่งก็จัดทำห้องพักผ่อนให้พนักงานสามารถใช้นอนหลับได้เลยตามสบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับคนทำงาน และเคยถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ในเมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนไป การปรับตัวเข้าหาความเปลี่ยนแปลงก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรของเราพัฒนาได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะคิดค้นสวัสดิการให้เหมาะสมได้อย่างไร เราขอแนะนำให้เข้ามาใช้เว็บเสิร์จเอ็นจิ้นของ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายกว่าที่เคย เพราะที่นี่ได้รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์เอาไว้มากกว่า 100 อย่างมากที่สุดในไทย ! ไม่ว่าจะต้องการตัวช่วยแบบไหน ที่นี่มีครบ</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวกับทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต เรื่องการทำงาน หรือการคบหามิตรสหาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักเสมอก็คือ “ใจเขาใจเรา” ไม่ทำในสิ่งที่ตนเองก็ไม่ชอบ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าเราเป็นพนักงาน เป็นลูกจ้างที่รับเงินจากองค์กร ดังนั้นองค์กรมีสิทธิ์เลือกวิธีการทำงานที่พิจารณาแล้วว่าจะช่วยผลักดันเป้าหมายขององค์กรได้มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันตัวพนักงานเองก็มีสิทธิ์ตามความเหมาะสม และองค์กรก็มีหน้าที่สนับสนุนให้พนักงานใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปได้ว่าหากเรามองทุกอย่างด้วยสายตาที่เป็นกลางและนึกถึงส่วนรวมเป็นหลัก ปี ค.ศ. 2023 ก็จะไม่ใช่ปีที่น่ารำคาญจนเกินไป กลับกันมันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ ๆ ที่จะคอยผลักดันให้องค์กรของคุณก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20219 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png" alt="CTA HR Products &amp; Services" width="1600" height="500" title="ออฟฟิศไม่ใช่ Safe Zone ! เมื่อปี 2023 อาจเป็นปีที่น่ารำคาญที่สุดของคนทำงาน 545" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3jTsYEK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3jTsYEK</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YSizIt" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YSizIt</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3S4KiDp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3S4KiDp</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YsNYkP" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YsNYkP</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221230-hr-trend-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2022 10:29:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Trend]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221230-hr-trend-2023/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หากบริษัทใดยังไม่อนุญาตให้ทำงานแบบ Hybrid ปี 2023 น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพราะ HR Trend จากนี้ หมดยุคของการทำงานที่ออฟฟิศอย่างเดียว หรือการ Work From Home อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว HR Trend ยุคต่อไปจะเป็นยุคมืดของการสรรหาพนักงาน เพราะตำแหน่งงานมีจำนวนมาก แต่คนที่มีคุณสมบัติที่ใช่กลับมีน้อย แถมคนยังลาออกตลอดเวลา ดังนั้น HR จะต้องพิจารณาว่า ทำอย่างไรจึงจะซื้อใจพนักงานให้อยู่องค์กรต่อไปนาน ๆ สวัสดิการแบบไหนที่ตรงกับความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง ปี 2023 จะเป็นปีที่ข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อสูง และเป็นปีแห่งวิกฤติเศรษฐกิจไม่แพ้ปี 2022 ดังนั้น HR Trend ของปีนี้ หาก HR ช่วยนำบริษัทไปสู่ความยั่งยืนได้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาล และทำให้องค์กรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามมา HR Trend สุดท้ายเกี่ยวข้องกับสายเทคโนโลยี เพราะ ChatGPT โผล่มาทิ้งท้ายปี 2022 ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกว่าอาจโดนปัญญาประดิษฐ์แย่งงานไปในอนาคต HR ต้องถือโอกาสนี้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการใช้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทใดยังไม่อนุญาตให้ทำงานแบบ Hybrid ปี 2023 น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพราะ HR Trend จากนี้ หมดยุคของการทำงานที่ออฟฟิศอย่างเดียว หรือการ Work From Home อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR Trend ยุคต่อไปจะเป็นยุคมืดของการสรรหาพนักงาน เพราะตำแหน่งงานมีจำนวนมาก แต่คนที่มีคุณสมบัติที่ใช่กลับมีน้อย แถมคนยังลาออกตลอดเวลา ดังนั้น HR จะต้องพิจารณาว่า ทำอย่างไรจึงจะซื้อใจพนักงานให้อยู่องค์กรต่อไปนาน ๆ สวัสดิการแบบไหนที่ตรงกับความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปี 2023 จะเป็นปีที่ข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อสูง และเป็นปีแห่งวิกฤติเศรษฐกิจไม่แพ้ปี 2022 ดังนั้น HR Trend ของปีนี้ หาก HR ช่วยนำบริษัทไปสู่ความยั่งยืนได้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาล และทำให้องค์กรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR Trend สุดท้ายเกี่ยวข้องกับสายเทคโนโลยี เพราะ ChatGPT โผล่มาทิ้งท้ายปี 2022 ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกว่าอาจโดนปัญญาประดิษฐ์แย่งงานไปในอนาคต HR ต้องถือโอกาสนี้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการใช้ HR Tech ช่วยยกระดับการทำงานของ HR เอง ให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13951 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/woman-g91d26ca9e_1920.jpg" alt="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด" width="1200" height="667" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 555"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่สุดปี 2022 ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ตลอดปีที่ผ่านมา แวดวงการทำงานในประเทศไทยมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย และส่วนใหญ่อาจเป็นเรื่องด้านลบ เช่น การต้องทำงานท่ามกลางโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนัก การประกาศเลย์ออฟพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ไหนจะปีแห่งการลงทุนอันชอกช้ำ แทบจะหากราฟสีเขียวไม่เจอ ทำให้หลายคนที่อาจเก็บเงินไว้หลายสกุลเพื่อใช้ตอนเกษียณชอกช้ำไปตาม ๆ กัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเทรนด์การทำงานด้านทรัพยากรบุคคล HREX.asia เคยคาดการณ์ไว้คร่าว ๆ ว่า</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211224-hr-trends-2022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เทรนด์ในปี 2022 </span></a><span style="font-weight: 400;">จะมีอะไรที่น่าสนใจและ HR ควรรู้บ้าง คราวนี้เมื่อปี 2023 มาถึงแล้ว ก็ถึงเวลามองไปยังอนาคตอีกครั้งว่า <span style="color: #000000;"><strong><strong class="yellow-highlighter">12 เดือนที่รอคอยอยู่จากนี้ มีอะไรบ้างที่ HR ต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า</strong></strong></span> โดย HREX.asia สรุปมาให้แล้วคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้</span></p>
<h2>HR Trend 2023 #1 อยากเห็นองค์กรอยู่รอด ต้องปรับการทำงานให้ไฮบริด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากโรคโควิด-19 แพร่ระบาดทำให้ผู้คนตื่นตัวกับการ Work From Home ทำงานที่บ้าน หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แต่เมื่อสถานการณ์เหมือนจะเอาอยู่แล้ว หลายองค์กรในประเทศไทยก็เริ่มเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศดังเดิมเสียอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากสำรวจเทรนด์ของโลกทั้งใบจะพบว่า หลายบริษัทพยายามหาจุดลงตัวระหว่างการทำงานที่ออฟฟิศ และการทำงานที่บ้าน เน้นความยืดหยุ่นในการทำงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220331-flexible-working-more-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Flexible Working</span></a><span style="font-weight: 400;">) แบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hybrid-work-talk-summary-06122022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Hybrid </span></a><span style="font-weight: 400;"> เปิดโอกาสให้พนักงานได้สลับกลับมาทำงานที่ออฟฟิศได้พบเจอผู้คนเพื่อแก้อาการเบิร์นเอาท์จากการทำงาน ขณะเดียวกันก็ให้โอกาสได้ทำงานที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ขอเพียงประสิทธิภาพภาพในการทำงานไม่ลดลง ด้วยความเชื่อว่า การพบกันแบบครึ่งทางของวิถีโลกเก่าและโลกใหม่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทใดยังไม่เปิดให้ทำงานแบบ Hybrid ปี 2023 น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำวิธีนี้ไปเป็นนโยบายสำคัญดูบ้าง และในยุคที่การหาแรงงานเป็นไปได้ยากเย็นแสนเข็นเหลือเกิน มันอาจเป็นนโยบายที่ดึงดูดคนจำนวนมากให้อยากร่วมงานด้วยก็เป็นได้ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-from-home-in-2023-221121/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13942 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-andrea-piacquadio-3791136-1-1110x740-1.jpg" alt="ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?" width="551" height="367" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 556"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/work-from-home-in-2023-221121/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ปี 2023 Work From Home ไปต่อหรือพอแค่นี้?</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #2 ยุคมืดของการสรรหาพนักงาน ความท้าทายที่ Recruiter ต้องพลิกแพลง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเทรนด์ที่ HR NOTE คาดการณ์ไว้ว่าจะกระแสหลักของปี 2022 ก็คือ การสรรหาพนักงานจะเปลี่ยนแปลงไปในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายบริษัทจะหันมาพึ่งพา Outsource พึ่งพา</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211011-trends-of-freelance-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ฟรีแลนซ์</span></a><span style="font-weight: 400;">ในการทำงานมากขึ้น รวมทั้งการพึ่งพา HR ฟรีแลนซ์มาช่วยแบ่งเบาภาระขององค์กรหลายด้าน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2023 นี้ เทรนด์การสรรหาดังกล่าวจะไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ เป็นอีกปีที่การสรรหาบุคลากรใหม่เผชิญความยากลำบาก เนื่องจากแม้ตำแหน่งงานที่เปิดรับจะเยอะ แต่เมื่อดูดี ๆ คนที่มีคุณสมบัติเข้ากับตำแหน่งกลับน้อยกว่าที่คิดทีเดียว สอดคล้องกับผลการสำรวจของ </span><a href="https://www.the-future-of-commerce.com/2022/10/24/hr-trends-2023/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gartner</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่พบว่า ผู้นำด้าน HR 36% ประสบปัญหาในการหาคนที่มีทักษะที่บริษัทต้องการเพื่อให้มารับผิดชอบงานต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น อย่าแปลกใจหากในปี 2023 นี้ คนในสายงาน HR สายงาน Recruiter จะงัดกลยุทธ์การสรรหาพนักงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาใช้ ซึ่งจะช่วยสร้างความหลากหลาย สร้างตัวเลือกใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นตามมา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220114-future-of-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13943 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/9edc2012932cb31a92f45cf7c26e37ef-600x370-1.jpg" alt="Future of Recruitment อนาคตของการสรรหาที่ไม่มีวันเหมือนเดิม" width="600" height="370" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 557"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220114-future-of-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Future of Recruitment อนาคตของการสรรหาที่ไม่มีวันเหมือนเดิม</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #3 แก้เกม Talent Shortage ด้วยการเอาใจใส่พนักงานยิ่งขึ้น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัญหาที่หลอกหลอนองค์กรทั่วโลกมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ Talent Shortage หรือการขาดแคลนคนทำงาน เนื่องจากกระแสการลาออกครั้งใหญ่ หรือ The Great Resignation และถึงแม้ในประเทศไทย กระแสแห่กันลาออกอาจไม่รุนแรงเท่ากับในต่างประเทศ แต่ดังที่กล่าวไปข้างต้น จำนวนงานที่มีในตลาด ก็ยังไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนว่างงานอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อการหาพนักงานใหม่เป็นเรื่องยากเย็นเหลือกัน เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่แต่ละองค์กรจะต้องกลับมาทบทวนว่า จะทำอย่างไรเพื่อยื้อให้พนักงานที่ยังทำงานอยู่ให้นานที่สุด การพยายามทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement </span></a><span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพนักงาน สร้าง </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือออกแบบประสบการณ์การทำงานที่ดีให้พนักงาน หรือการทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Retention</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อรักษาพนักงานในองค์กรไม่ให้สมองไหลออกไปที่อื่น จะเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทไหนยังไม่มีความคิดจะทำอย่างนั้น และยังเชื่อว่าพนักงานก็เหมือนอะไหล่ ถ้าเสียหรือมีปัญหาก็หาใหม่ได้เสมอ ก็อาจถึงเวลาต้องทบทวนอย่างจริงจังแล้ว มิฉะนั้นกว่าจะรู้ตัว เมื่อพนักงานตบเท้าลาออกกันชุดใหญ่ บริษัทอาจถึงทางตันโดยแก้ไขไม่ทันกาล</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13944 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screen-Shot-2565-03-11-at-13.22.35-1200x663-1.png" alt="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี" width="563" height="311" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 558"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #4 ตัดเย็บสวัสดิการที่ลงตัว สร้าง Well-Being ให้พนักงานอย่างรอบด้าน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากซื้อใจพนักงานด้วยการทำ Employee Engagement, Employee Experience และ Employee Retention อีกประเด็นสำคัญที่จะช่วยรักษาคนเก่ง ๆ ในองค์กรคือการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานในองค์กร ผ่าน</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการ</span></a><span style="font-weight: 400;">ต่าง ๆ ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงอยู่ว่า หลายบริษัทอาจให้สวัสดิการแบบจัดเต็มอยู่แล้ว แต่ในอนาคตจากนี้ พนักงานจะต้องการสวัสดิการที่ตัดเย็บตรงกับความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละคนมากขึ้น เพราะหมดยุคที่สวัสดิการแบบเหวี่ยงแห หรือสวัสดิการแบบเดียวกันที่ใช้กับคนทั้งบริษัทอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ การมี Well-Being ในที่นี้ไม่เพียงต้องให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพชีวิต แต่ยังรวมถึงเรื่อง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/financial-health-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สุขภาพทางการเงินของพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ด้วย บริษัทควรพิจารณาว่า ฐานเงินเดือนของพนักงานในยุคเงินเฟ้อตอนนี้เพียงพอหรือไม่ต่อการใช้ชีวิต บริษัทมีวิธีการช่วยเก็บเงินให้พนักงานตอนเกษียณหรือไม่ พนักงานมีความรู้ด้านการเงินดีหรือยัง หาก Well-Being ทั้ง 2 ด้านนี้ไม่ไปด้วยกัน ก็ยากที่จะทำให้คนมีความสุขในการทำงานได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/design-employee-benefits-plan-221228/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13945 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/231123-600x370-1.png" alt="https://th.hrnote.asia/personnel-management/design-employee-benefits-plan-221228/" width="600" height="370" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 559"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/design-employee-benefits-plan-221228/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">กำหนด “สวัสดิการพนักงาน” อย่างไรให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หาคำตอบได้ที่นี่</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #5 อย่ารอช้าที่จะมุ่งสู่ความยั่งยืน Sustainability</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กระแสรักษ์โลก การมุ่งสู่ความยั่งยืนเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายปีมานี้หลายองค์กรพยายามจัดทำโครงการ CSR โดยยึดหลักความยั่งยืน 17 ข้อของสหประชาชาติ หรือการยึดหลัก ESG หรือการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) มากขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในปี 2023 จะเป็นปีที่ผู้บริหารองค์กร จะเอาจริงเอาจังกับการสร้างความยั่งยืนให้สังคมและบริษัทยิ่งกว่าเดิม และ HR จะปล่อยให้ผู้บริหารสนใจแต่เรื่องนี้เพียงผู้เดียวไม่ได้ ต้องทำงานเชิงรุก ร่วมผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ไม่ไกล หาก HR ช่วยนำบริษัทไปสู่ความยั่งยืนได้ ไม่เพียงจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทได้มหาศาล แต่ยังทำให้การทำงานในองค์รวมของบริษัทเกิดประสิทธิภาพ และได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีตามมา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13946  aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-akil-mazumder-1072824-1110x740-1.jpg" alt="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/" width="609" height="406" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 560"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">หน้าที่ของ HR กับการสร้างความยั่งยืน Sustainability</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #6 เปลี่ยนวิธีเทรนนิ่งพนักงานให้เข้าสู่ยุคสมัยแห่งดิจิทัล</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงปี 2023 แล้ว กระแสเรื่องการผลักดันให้พนักงาน Upskill และ Reskill รวมถึงการผลักดันให้พนักงานมี Soft Skills ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายสำนักข่าวด้าน HR ทั่วโลกมองว่าเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนจำเป็นต้องรู้เช่นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เทรนด์ที่น่าสนใจของการอบรมฝึกฝนพนักงานในองค์กรให้เก่งขึ้นยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะยังมีเรื่อง LXD (Learning Experience Designer) หรือการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้อย่างที่ต้องการ โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและมุ่งเน้นต่อเป้าหมาย ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการใช้โลกเสมือน Metaverse เป็นพื้นที่ฝึกฝน เทรนพนักงานเต็มตัว โดยไม่รอให้ต้นตำรับของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เสร็จสมบูรณ์ก่อน และอื่น ๆ อีกมากมาย และใครจะไปรู้ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า วิธีการเทรนพนักงานให้เข้ากับงานอาจพลิกแพลงไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เป็นได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13947 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/72d11959c2b5dabe0d62e469e7970a3b.jpg" alt="ทำไมการฝึกอบรม (Job Training) จึงสำคัญกับองค์กร" width="500" height="334" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 561"></a></p>
</div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำไมการฝึกอบรม (Job Training) จึงสำคัญกับองค์กร</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR Trend 2023 #7 ถึงเวลา HR ต้องใช้ HR Tech ให้เป็น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนสิ้นปี 2022 โลกทั้งใบฮือฮากับ ChatGPT โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ Chatbot ที่สามารถตอบคำถามของมนุษย์ด้วยการให้คำตอบที่น่าสนใจอย่างมาก เป็นอีกบทเรียนว่า คนทำงานจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี แล้วหาทางนำมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ถูก AI แย่งงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ ChatGPT ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีล้ำสมัยที่คนทำงาน รวมถึง HR ควรรู้ เพราะยังมีเทคโนโลยีสุดท้าทายอีกมากมายที่ HR ควรสนใจ อาทิ Blockchain และ Metaverse เป็นต้น หรือไม่ต้องมองไปไหนไกล แต่ HR ในแต่ละองค์กรควรใช้งาน HR Tech ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ายังและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถลองมาสำรวจเครื่องไม้เครื่องมือที่น่าสนใจได้ทาง </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน HR ไว้มากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นหลายหมวดหมู่ที่น่าสนใจ ทั้ง Payroll, Training &amp; Coaching, Recruitment Solutions เป็นต้น สามารถใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 562" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13952 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-jeshootscom-834894-scaled.jpg" alt="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด" width="512" height="341" title="จับตา HR Trend 2023 โลกการทำงานแห่งอนาคต ให้ความสำคัญกับประเด็นใด 563"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือเทรนด์การทำงานทรัพยากรบุคคลที่น่าจับตาประจำปี 2023 ช่วงเวลา 12 เดือนที่รอคอยอยู่จากนี้ หากองค์กรใดถือโอกาสปรับตัวก่อน หมั่นเรียนรู้ พลิกแพลงหาสิ่งใหม่ ๆ มาปรับใช้กับองค์กร ย่อมได้เปรียบกว่าองค์กรที่ปรับตัวช้ากว่าใคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia ก็จะใช้ช่วงเวลานี้ผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจในแวดวง HR ภายใต้ความแปลกใหม่ในการนำเสนอ และสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง หวังว่าผู้ที่เข้ามาอ่านบทความดี ๆ บนแพลตฟอร์มแห่งนี้ จะได้รับประโยชน์มหาศาลกลับไปตลอดทั้งปี 2023 </span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.hrexchangenetwork.com/hr-talent-management/articles/10-hr-trends-for-2023" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Exchange Network</span></a></li>
<li><a href="https://www.ismartrecruit.com/blog-latest-hr-trends-every-hr-must-know" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">iSmart Recruit</span></a></li>
<li><a href="https://www.the-future-of-commerce.com/2022/10/24/hr-trends-2023/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Future of Commerce</span></a></li>
<li><a href="https://www.effectory.com/knowledge/9-trends-that-will-impact-hr-and-business-in-2023/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Effectory</span></a></li>
<li><a href="https://www.thehrdirector.com/features/future-of-hr/top-five-hr-trends-2023/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The HR Director</span></a></li>
<li><a href="https://whatfix.com/blog/hr-trends/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">What Fix</span></a></li>
<li><a href="https://www.linkedin.com/feed/update/urn:li:activity:7008787044244099073/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin</span></a></li>
<li><a href="https://www.aihr.com/blog/hr-trends/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">AIHR</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221216-good-consulting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Dec 2022 08:25:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Consultant]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221216-good-consulting/</guid>

					<description><![CDATA[ไม่มีใครที่เข้าใจทุกเรื่อง ดังนั้นการว่าจ้างที่ปรึกษา (Consultant) คือกลยุทธ์ที่องค์กรทั่วโลกนำมาใช้เพื่อช่วยให้เราเห็นมุมมองของงานกว้างขึ้น และนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษา (Consultant) คือบุคคลที่องค์กรว่าจ้างเพื่อช่วยแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว หรือแม้แต่เรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญโดยทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ไม่มีใครที่เข้าใจทุกเรื่อง ดังนั้นการว่าจ้างที่ปรึกษา (Consultant) คือกลยุทธ์ที่องค์กรทั่วโลกนำมาใช้เพื่อช่วยให้เราเห็นมุมมองของงานกว้างขึ้น และนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน</li>
<li style="font-weight: 400;">การใช้ที่ปรึกษาคือรากฐานของการกล้าขอความช่วยเหลือ (Asking For Help) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี</li>
<li style="font-weight: 400;">การใช้ที่ปรึกษาช่วยให้เราทดลองทำงานในบริบทใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แถมยังเป็นการช่วยเหลือบริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถจ้างพนักงานแบบเต็มเวลา</li>
<li style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาที่ดีไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงหรือราคาแพงที่สุด แต่เป็นคนที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานขององค์กรที่สุดต่างหาก</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13461 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/shutterstock_313785899-1-scaled.jpg" alt="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร" width="515" height="341" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 564"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานทุกประเภท แม้จะก่อให้เกิดความชำนาญตามกาลเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับตัวให้ทันกับกระแสโลกเสมอนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกธุรกิจล้วนมีแง่มุมที่เราเข้าไม่ถึง หรือมีองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึุ้น ดังนั้นการว่าจ้างที่ปรึกษา (Consultant) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เราบริหารจัดการองค์กรได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังเปิดโอกาสให้องค์กรนำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมได้รวดเร็วและตรงโจทย์กว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกที่ปรึกษา Consultant มีประโยชน์ต่อองค์กรในแง่มุมใด และเราจะเลือกที่ปรึกษาให้เหมาะกับการทำงานได้อย่างไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ที่ปรึกษา (Consultant) คืออะไร มีหน้าที่อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9102 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/72d11959c2b5dabe0d62e469e7970a3b.jpg" alt="Job Training ทำไมการฝึกอบรมจึงสำคัญ" width="500" height="334" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 565"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษา (Consultant) คือบุคคลที่องค์กรว่าจ้างเพื่อช่วยแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว หรือแม้แต่เรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญโดยทันที เช่น เมื่อต้องทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางเดิมขององค์กร หรือเมื่อต้องขยับขยายองค์กรไปสู่ต่างประเทศที่มีกลุ่มเป้าหมายต่างกัน เป็นต้น ดังนั้นที่ปรึกษาที่ดีจะต้องมีปรนะสบการณ์ในพื้นที่นั้น ๆ พอสมควร แถมยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กรของเรา เพื่อที่คำแนะนำเหล่านั้นจะได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่คำแนะนำที่ฟังดูดีแต่นำมาใช้ไม่ได้ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษามักถูกใช้เพื่อแนะนำในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง (Specific) ไม่ได้เซ็นสัญญาระยะยาว หรือบางครั้งก็ทำงานในหลายองค์กรพร้อมกันตราบใดที่ไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Conflict</span></a><span style="font-weight: 400;"> of Interest) อนึ่งระยะเวลาทำงานของเหล่าที่ปรึกษาขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นงานซึ่งควรครอบคลุมจนถึงวันที่งานสัมฤทธิ์ผลด้วยดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากประสบการณ์และจรรยาบรรณทางธุรกิจแล้ว ที่ปรึกษาที่ดีจำเป็นต้องมีทัศนคติเชิงบวก สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเฉียบคม มีจริยธรรม และมองธุรกิจเป็นที่ตั้ง ปกติแล้วคนที่ทำงานสายนี้จะเข้าใจเรื่องความสำคัญของ “รายละเอียด” เป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นองค์ประกอบที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดตัดสินที่ทำให้องค์กรโดดเด่นกว่าคู่แข่งในท้องตลาดได้ โดยเราสามารถสรุปหน้าที่ของที่ปรึกษาออกมาในภาพรวมได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วางระบบให้เป้าหมายองค์กรสำเร็จได้อย่างคล่องตัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเดือน, การตลาด ตลอดจนการบริหารงานบุคคล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ทั้งด้วยการทำแบบสำรวจพนักงาน, การศึกษาตลาดและวิเคราะห์คู่แข่ง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิเคราะห์การทำงานให้เห็นถึงรากของปัญหา และมองให้ถึงแก่น (Core) ว่าเราจะ “เค้นความสามารถ” ของพนักงานออกมาอย่างไร</span></li>
</ul>
<h2>ที่ปรึกษา (Consultant) เหมาะกับงานแบบใดบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะงานแบบใดก็ตาม การมี “เพื่อนคู่คิด” คือสิ่งที่ช่วยให้เราตกตะกอนความคิดได้ง่ายขึ้น การดันทุรังเชื่อถือเพียงมุมมองของตัวเองจะทำให้วิสัยทัศน์คับแคบ ก้าวไม่ทันโลก เพราะองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ไม่ได้อยู่ในแง่ของ “บนลงล่าง” ที่ผู้บริหารออกคำสั่งลงมาหาพนักงานอีกแล้ว แต่สามารถเกิดจากใครก็ได้ที่พบเจอโลกแตกต่างจากเรา จะเป็นเด็กฝึกงาน, แม่บ้าน, เพื่อนร่วมงาน ก็ให้คำปรึกษาที่เกิดประโยชน์ได้ทั้งนั้น เหตุนี้การสร้างวัฒนธรรมของการรับฟังและสื่อสาร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Communication</span></a><span style="font-weight: 400;"> Cultures) คือรากฐานที่จะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์จากการว่าจ้างที่ปรึกษามากขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220222-7-cs-of-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10664 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/cityscape-icon-symbol-web-element.jpg" alt="cityscape icon symbol web element" width="600" height="370" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 566"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220222-7-cs-of-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><i><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">ที่ปรึกษา (Consultant) ถูกใช้งานในด้านใดบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</strong></span></i></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ (Strategy Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาลักษณะนี้มักให้คำแนะนำกับกลุ่มผู้บริหารหรือคนที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถออกนโยบายหรือตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวกับอนาคตขององค์กรได้เลย ทั้งนี้ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ถือเป็นประเภทของที่ปรึกษาที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีทั้งคนที่ถนัดให้คำแนะนำแบบกว้าง ๆ ตลอดจนคนที่สามารถวางกลยุทธ์ในสายงานเฉพาะทาง ซึ่งแต่ละคนก็มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป เช่นบางคนเชี่ยวชาญเรื่องสิ่งแวดล้อม, บางคนเชี่ยวชาญเรื่องการใช้เทคโนโลยี, บางคนเชี่ยวชาญเรื่องการใช้เครื่องมือแบบเก่า ๆ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรต้องการนำกลยุทธ์แบบไหนมาใช้ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุด</span></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านการตลาด (Marketing Consulting)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8297 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/9644b9e8fa947ce99e2f382fac6bfd5d-1.jpg" alt="การตลาดเพื่อการสรรหาบุคลากร Recruitment Marketing HR NOTE" width="500" height="334" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 567"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาด้านการตลาดมีหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ใหม่ ๆ ให้องค์กรสามารถต่อกรกับคู่แข่งในท้องตลาดได้มากขึ้น, สื่อสารกับกลุ่มลูกค้า (Target Audiences) ได้มากขึ้น เช่นการรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้าของบริษัทคือคนอายุ 60 ที่ยังคงดูโทรทัศน์ หรืออ่านนิตยสาร ที่ปรึกษาก็จะแนะนำให้ใช้ช่องทางสื่อสารแบบนั้น ซึ่งอาจขัดแย้งกับความเชื่อของเราที่พยายามก้าวให้ทันยุคสมัยและหันไปใช้เทคโนโลยีเป็นหลักโดยลืมนึกไปว่ากลุ่มเป้าหมายใช้งานช่องทางสื่อสารเหล่านั้นหรือไม่</span></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านการเงิน (Financial Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาทางด้านนี้มีหน้าที่แนะนำเพื่อหาช่องทางให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เงินน้อยที่สุดเพื่อผลกำไรที่เหมาะสม เป็นประเภทที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่ให้ความสำคัญกับเงินทุกบาททุกสตางค์ อนึ่งที่ปรึกษาทางการเงินไม่ได้มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเงินที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังสามารถให้คำแนะนำเรื่องการหาผู้สนับสนุน (Sponsor), การระดมทุน (Fundrasing) ตลอดจนการให้ข้อมูลด้านสภาพเศรษฐกิจ (Forecasting) ซึ่งจำเป็นมากต่อการวางแผนงานในระยะยาว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190508-deploymentoftalent/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9084 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/c49dc08c50c4f767089bc5146f78020e.jpg" alt="การจัดวางคนให้เหมาะกับงาน" width="500" height="334" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 568"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190508-deploymentoftalent/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เทคนิคการจัดวางกำลังคนให้เหมาะกับงาน พร้อมแนะนำตัวช่วยให้คุณจัดการบุคลากรได้ดียิ่งขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล (HR Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนคือผู้สร้างสถานที่” คำนี้ไม่เกินเลยไปนัก เพราะแม้ผู้บริหารจะสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้แค่ไหน แต่ถ้าปราศจากกำลังคนที่แช็งแรงมากพอ แนวคิดนั้นก็จะเป็นได้แค่สิ่งที่อยู่ในหัว ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นในชีวิตจริง ที่ปรึกษาตรงนี้จะทำหน้าที่สำรวจและออกไอเดียว่าสัวสดิการที่เหมาะสมต่อพนักงานเป็นอย่างไร, บริษัทอื่น ๆ ในสายงานดูแลพนักงานแบบไหน เพื่อลดโอกาสที่ทำให้พนักงานเปรียบเทียบจนอาจนำไปสู่การลาออกในภายหลัง นอกจากนี้ที่ปรึกษาด้านรัพยากรบุคคลยังสามารถให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหาระหว่างพนักงาน ไม่ปล่อยให้เราแก้ปัญหาตามอัตภาพซึ่งอาจทำให้เกิดรอยร้าวที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น</span></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี (IT Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากหลังเกิดโควิด-19 หนึ่งในนั้นคือเรื่องเทคโนโลยีที่ต่างถูกพัฒนามาให้การทำงานคล่องตัวมากที่สุดขณะที่คนต้องหันไปทำงานจากที่บ้าน (Work From Home Policy) เรามีทางเลือกมากขึ้นแถมยังราคาถูกลง ดังนั้นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีจะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่ามีผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบใดที่เหมาะกับองค์กร ช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้พนักงานเอาเวลาไปคิดค้นเรื่องอื่น หรือแม้แต่ให้คำตอบว่าปัจจัยใดบ้างที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องเสียเงินเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยีโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10746 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/shutterstock_2077578058-1.jpg" alt="ptt digital hr tech for hybrid for hybrid workplace" width="500" height="299" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 569"></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านการใช้สื่อออนไลน์ (Social Media Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เรานำลงไปในโลกออนไลน์จะคงอยู่ตรงนั้นไปตลอด เป็น </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/digital-footprint-210630/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Social Footprint</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่คอยหลอกหลอนหากเราทำอะไรผิดพลาด ดังนั้นที่ปรึกษาจะช่วยให้เราไม่หลุดไปโพสต์สิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์และสร้างความเสียหาย  ตลอดจนแนะนำว่ามีกลยุทธ์สื่อสารบนโลกออนไลน์แบบใดบ้างที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจผลิตภัณฑ์ของเรามากที่สุด ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงเคล็ดลับในการแก้ปัญหาบนโลกออนไลน์ที่เปรียบเหมือนการ “แก้ปัญหาในที่แจ้ง” หากเทียบกับช่องทางสื่อสารอื่น ๆ</span></p>
<h3>ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (Legal Consulting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรใหญ่ ๆ อาจว่าจ้างทนายหรือคนที่มาดูแลด้านกฎหมายแบบเต็มเวลา แต่สำหรับบริษัทเล็ก ๆ การใช้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายแบบชั่วครั้่งชั่วคราวถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น ตอนทำสัญญา, ตัดสินเกี่ยวกับอนาคตของพนักงาน หรือแม้แต่การป้องกันข้อมูลด้านลิขสิทธิ์ต่าง ๆ </span></p>
<h2>รู้ได้อย่างไรว่าเราควรว่าจ้างที่ปรึกษา (Consultant) ได้แล้ว</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13080 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/millennial-young-chinese-businesswoman-working-late-night-stress-out-with-project-research-problem-laptop-meeting-room-small-modern-office-asia-people-occupational-burnout-syndrome-concept-1200x675.jpg" alt="ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานเล่นหุ้นในเวลางาน" width="504" height="283" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 570"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกหากผู้บริหารจะเลือกเชื่อความคิดของตนเป็นหลักโดยเฉพาะในหัวข้อที่ตนถนัด แต่ในหัวข้อที่เราไม่ถนัดและต้องเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น การรับฟังความเห็นให้มากแล้ัวค่อยนำมาประยุกต์เข้ากับมุมมองของตนเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอาศัยเพียง “ความเชื่อ” อย่างเดียว </span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">คุณควรจ้างที่ปรึกษา หากเจอสถานการณ์เหล่านี้</strong></span></i></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องตัดสินใจในประเด็นสำคัญ (Major Decision)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการเห็นธุรกิจในแง่มุมใหม่ ๆ (Fresh Perspective)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่ีอเจอปัญหาด้านงบประมาณและผลกำไรแล้วไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่แน่ใจว่าสายงานใหม่ที่กำลังจะเข้าไปมีจุดเด่นหรือจุดที่ต้องกังวลอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการยกระดับองค์กรให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างเป้นระบบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อการทำงานติดขัดแล้วไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร รวมถึงไม่มีงบมากพอสำหรับการจ้างพนักงานประจำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อวัฒนธรรมองค์กรมาถึงจุดแตกหัก พนักงานขาดพลังใจในการต่อสู้ และไม่รู้ว่าจะช่วยให้องค์กรกลับมาสู่สภาวะปกติได้อย่างไร</span></li>
</ul>
<h2>การเลือกที่ปรึกษา (Consultant) ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับสายงานอื่น ๆ การเลือกที่ปรึกษาต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนสรรหาเป็นพิเศษ เพราะคำแนะนำจากคนในตำแหน่งนี้มักเป็นคำตอบที่องค์กรนำไปใช้ หากเราได้คำตอบแบบขอไปที การลงทุนลงแรงของคนในองค์กรก็จะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ดังนั้นหากคุษต้องเลือกที่ปรึกษาสักคน ให้เลือกโดยเน้นไปที่องค์ประกอบ 5 ข้อดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>เลือกให้ถูกว่าต้องการที่ปรึกษาแบบไหน (Type of Consultant)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องคฺ์กรต้องตีโจทย์แตกก่อนว่าปัญหาขององค์กรคือจุดไหน และคำปรึกษาที่เราต้องการจริง ๆ  คือข้อมูลในด้านใด เมื่อได้คำตอบตรงนี้แล้ว ต้องคิดต่อว่าพนักงานของเราเป็นคนแบบใด จะฟังคำแนะนำจากคนแบบไหน และปฏิเสธคำแนะนำจากคนแบบไหน เพราะไม่มีประโยชน์เลยหากเราได้ที่ปรึกษาชั้นยอดที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และคำแนะนำที่ดี แต่มีวิธีถ่ายทอดที่ขัดแย้งกับทัศนคติของลูกทีม เพราะเป้าหมายของคำแนะนำทุกประเภทล้วนหมายถึง “สิ่งดี ๆ ที่คนอยากนำไปปฏิบัติใช้จริง” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7208 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/02/JA1-2-scaled.jpg" alt="JA1 2 scaled" width="514" height="332" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 571"></p>
<h3>เลือกจากประสบการณ์และผลงานในอดีต (Experiences &amp; Credentials)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญคือการแน่ใจว่าที่ปรึกษาคนนั้น ๆ มีความรู้ที่เราหาไม่ได้ในองค์กรจริง ๆ เพราะไม่มีประโยชน์เลยหากเราต้องจ่ายเงินเพื่อข้อมูลที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว นอกจากนี้เรายังต้องเลือกคนที่มีประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ด้านการศึกษาหรือการให้คำแนะนำเท่านั้น แต่ต้องเป็นประสบการณ์ทำงานร่วมกับคนหลายรูปแบบ เช่นผู้บริหาร, ชาวต่างชาติ หรือแม้แต่เด็กจบใหม่ไฟแรงที่อาจสร้างความวุ่นวายภายในองค์กร ทั้งนี้เราสามารถสัมภาษณ์ที่ปรึกษาหลาย ๆ คน เพื่อหาคนที่เหมาะกับองค์กรที่สุดได้เช่นกัน</span></p>
<h3>เลือกจากความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexibility)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาที่ดีย่อมมาพร้อมกับคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม แต่คำแนะนำเหล่านั้นจะใช้ไม่ได้เลยหากขัดแย้งกับพฤติกรรมของพนักงานในภาพรวม เช่นหากเราได้รับคำแนะนำว่าการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวจะช่วยให้ลูกค้ากลัวและรับฟังข้อเสนอ แต่พนักงานของเราที่ต้องทำหน้าที่ดังกล่าวกลับเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าเผชิญหน้า ดังนั้นหากที่ปรึกษาเอาแต่ยืนยันว่าวิธีแก้ปัญหามีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถยืดหยุ่นให้เข้ากับนิสัยเฉพาะตนของพนักงาน คำแนะนำดังกล่าวก็จะไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้หมายความว่าคนที่ทำงานด้านการให้คำปรึกษาต้องรู้จักปรับตัวเช่นกัน เพราะองค์ความรู้ที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ไปตลอดกาล การปรับตัวให้ทันกระแสโลกคือสิ่งที่พนักงานทั่วไปและที่ปรึกษาต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป</span></p>
<h3>เลือกจากความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทำให้ที่ปรึกษาธรรมดา ๆ กับที่ปรึกษาชั้นยอดแตกต่างกันก็คือลักษณะของการวิเคราะห์ปัญหาและกลยุทธ์ที่เลือกใช้ พวกเขาต้องรู้ว่าคำแนะนำที่มีจะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายอย่างไร, จะโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่ออย่างไร ไม่ใช่แค่เอาหลักการขึ้นมาพูดโดยไม่สนเลยว่ามุมมองจากคนรอบข้างจะเห็นด้วยไหม ทั้งนี้ที่ปรึกษาที่ดีต้องกล้าวิพากษ์ความเห็นของเพื่อนร่วมงานหากเห็นว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี </span></p>
<h3>เลือกจากจุดมุ่งหมายในการทำงาน (Purposeful)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตำแหน่งที่ปรึกษาถือเป็นตำแหน่งงานอย่างหนึ่งที่คนย่อมอยากสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง แต่ในเมื่อเราร่วมงานกันในฐานะของลูกจ้าง &#8211; นายจ้างแล้ว เราต้องเลือกคนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อช่วยเหลือองค์กร เอาผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ดันทุรังเอาความเห็นและวิธีทำงานเพื่อนำความสำเร็จไปสร้างเครดิตให้ตนเองเท่านั้น ความจริงใจตรงนี้จะทำให้คนในทีมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นำเสนอออกไปมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับกันละกันจริง ๆ แม้จะเป็นคำแนะนำที่ทำร้ายความรู้สึกในบางครั้งก็ตาม แต่หากที่ปรึกษาสร้างความเชื่ิอมั่นตรงนี้ไม่ได้ แม้จะเป็นคำแนะนำง่าย ๆ ก็อาจสร้างความบาดหมางระหว่างกันได้อยู่ดี</span></p>
<h2>เคล็ดลับในการใช้งานที่ปรึกษา (Consultant) ให้มีประสิทธิภาพ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10665 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-excited-best-friends-giving-high-five-together-cafe-meeting.jpg" alt="diverse excited best friends giving high five together cafe meeting" width="495" height="330" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 572"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาที่ดีไม่ใช่คนที่ราคาแพงที่สุดหรือมีชื่อเสียงที่สุด แต่เป็นคนที่เหมาะกับองค์กรที่สุดต่างหาก ยกตัวอย่างเช่นหากเราเป็นบริษัทขนาดเล็ก มีพนักงานไม่ถึง 10 คน เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกที่ปรึกษาซึ่งทำแต่งานในองค์กรที่มีพนักงานหลักพัน เพราะแม้จะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แน่ ๆ แต่เราก็ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเข้าไปด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะพิจารณาถึงการว่าจ้างที่ปรึกษาทุกครั้ง เราต้องเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าปัญหาที่เรามีคืออะไร,​ ต้องการคำแนะนำไปให้ใคร, อยากได้ที่ปรึกษาที่ใช้กลยุทธ์แบบไหน ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งละเอียด ก็ยิ่งทำให้เราได้คนที่เหมาะกับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะหาที่ปรึกษาที่เหมาะสมได้ที่ไหน เราแนะนำให้ใช้บริการของ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวม </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Consulting</span></a><span style="font-weight: 400;"> จากทั่วประเทศไทยเอาไว้ ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ไม่ว่าคุณจะวางกลยุทธ์งานเอาไว้แบบไหน ก็แก้ปัญหาจบได้ใน</span><span style="font-weight: 400;">คลิก</span><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การยอมรับว่าเราทำไม่ได้คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ เพราะจะเปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ จากผู้ที่เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ใช่ข้อมูลที่เกิดจากความรู้สึกโดยไม่ผ่านประสบการณ์หรือการนำไปใช้จริง เรียกได้ว่าการว่าจ้างที่ปรึกษาคือรากฐานของการ “ขอความช่วยเหลือ” (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221118-asking-for-help/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Asking For Help</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่เรานำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งด้านการทำงาน ตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวันให้สมบูรณ์แบบกว่าเดิม  ดังนั้นหากคุณกำลังเจอปัญหาในการทำงานและไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร การลองจ้างที่ปรึกษาดูสักครั้งก็อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหามานานก็เป็นได้</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="มีปัญหาปรึกษาใคร ? คำแนะนำจากที่ปรึกษา (Consultant) สำคัญอย่างไร 573"></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="green-highlighter">Sources</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3C3cWhF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3C3cWhF</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3BDBZY4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3BDBZY4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3FsSgAm" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3FsSgAm</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/wednesday-not-working-221216/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Dec 2022 07:13:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Wednesday]]></category>
		<category><![CDATA[วันพุธ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/wednesday-not-working-221216/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หลังจากซีรี่ส์เรื่อง Wednesday ของ Netflix ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง The Addams Family โดยมีศูนย์กลางหลักของเรื่องอยู่ที่ตัวละครน้องวันพุธ หรือ Wednesday Addams ผลปรากฏว่ากลายเป็นซีรี่ส์สุดฮิตไปทั่วโลก ทำให้ HREX ต้องลองสำรวจแง่มุมน่าสนใจว่า แล้ววันพุธในเชิงการทำงาน มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ข้อค้นพบคือ การให้วันพุธซึ่งเป็นวันที่ตรงกลางสัปดาห์พอดีเป็นวันหยุด ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการพักผ่อนเติมพลัง ช่วยให้ผู้คนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการทำงานเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับผลดีจากการให้วันพุธเป็นวันหยุด เพราะการหยุดกลางสัปดาห์จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานต่าง ๆ น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังทำงานที่เป็นโปรเจ็คท์ระยะยาว มีโอกาสจะสะดุดได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกองค์กรจะให้วันพุธเป็นวันหยุดได้ หากจำเป็นต้องทำงานจริง ๆ บริษัทอาจปรับนโยบายให้ No Meeting Wednesday (NMW) หรือไม่ประชุมงานใด ๆ ในวันพุธ และการให้พนักงาน Work From Home จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ปัจจุบันซีรี่ส์/ซีรี่ย์เรื่อง Wednesday ของ Netflix ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง The Addams [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="green-highlighter"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หลังจากซีรี่ส์เรื่อง Wednesday ของ Netflix ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง The Addams Family โดยมีศูนย์กลางหลักของเรื่องอยู่ที่ตัวละครน้องวันพุธ หรือ Wednesday Addams ผลปรากฏว่ากลายเป็นซีรี่ส์สุดฮิตไปทั่วโลก ทำให้ HREX ต้องลองสำรวจแง่มุมน่าสนใจว่า แล้ววันพุธในเชิงการทำงาน มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ข้อค้นพบคือ การให้วันพุธซึ่งเป็นวันที่ตรงกลางสัปดาห์พอดีเป็นวันหยุด ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการพักผ่อนเติมพลัง ช่วยให้ผู้คนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการทำงานเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับผลดีจากการให้วันพุธเป็นวันหยุด เพราะการหยุดกลางสัปดาห์จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานต่าง ๆ น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังทำงานที่เป็นโปรเจ็คท์ระยะยาว มีโอกาสจะสะดุดได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกองค์กรจะให้วันพุธเป็นวันหยุดได้ หากจำเป็นต้องทำงานจริง ๆ บริษัทอาจปรับนโยบายให้ No Meeting Wednesday (NMW) หรือไม่ประชุมงานใด ๆ ในวันพุธ และการให้พนักงาน Work From Home จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13426 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/wednesday-netflix-1669048750-scaled.jpeg" alt="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน" width="823" height="412" title="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน 579"></p>
<p><span style="font-size: 12pt;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันซีรี่ส์/ซีรี่ย์เรื่อง </span><a href="https://www.imdb.com/title/tt13443470/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Wednesday</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ </span><a href="https://www.netflix.com/th-en/title/81231974" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Netflix</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง The Addams Family โฟกัสหลักอยู่ที่การสืบสวนสอบสวนเรื่องลึกลับในโรงเรียนของตัวละครน้องวันพุธ หรือ Wednesday Addams ด้วยความสนุกสนานน่าติดตาม </span>น่ารัก และตลกโปกฮาจากการกระทำหลายอย่างของน้องวันพุธสดใส ทำให้ Wednesday กลายเป็นซีรี่ส์สุดฮิตไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกไม่นาน ซีรี่ส์/ซีรี่ย์เรื่อง <a href="https://youtu.be/3vPvFQ2i3Jg?si=LDp0E02MVmt6xF6p" target="_blank" rel="noopener">Wednesday season 2 (ซีซั่น 2)</a> กำลังจะเริ่มออกอากาศแล้วในวันที่ 6 สิงหาคม 2025 ช่วงนี้เอง HREX ได้ลองค้นหาข้อมูลประกอบว่า ในแวดวงการทำงาน มีการพูดถึงการทำงานวันพุธอย่างมีความสุข (<strong>Wednesday Happy)</strong> และการทำงานเช้าวันพุธอย่างสดใส (<strong>Wednesday Good Morning)</strong> ในแง่มุมใดที่น่าสนใจบ้าง ก่อนพบว่าแนวคิดเรื่องการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/work-4days-220519/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน</span></a><span style="font-weight: 400;">กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ และหากจะหาวันที่ดีที่สุดที่จะได้หยุดงานเพิ่ม วันนั้นก็คือวันพุธนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้ไปสำรวจดูว่า ทำไมการให้วันพุธเป็นอีกวันหยุดประจำสัปดาห์ ตามหลังวันเสาร์และวันอาทิตย์ ถึงเป็นตัวเลือกที่ดี และมีแง่มุมใดน่าสนใจอีกบ้าง สามารถอ่านได้ในบทความนี้</span></p>
<h1>ทำไมวันพุธ (Wednesday) ถึงควรเป็นวันหยุด</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13427 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-cottonbro-studio-3945215-1-scaled.jpg" alt="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน" width="779" height="519" title="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน 580"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพูดถึงวันที่หลายคนไม่ชอบที่สุด วันจันทร์น่าจะติดอันดับ 1 ได้ไม่ยาก เพราะเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่ทุกคนต้องกลับมาทำงานหลังหยุดพักผ่อน แถมต้องทำงานยาวไปทั้งอาทิตย์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบริษัทไหนที่พบว่า การทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์นั้นนานและทรมานพนักงานเกินไป การหยุดงานวันพุธจะช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยล้าเกินไปได้อย่างง่ายดาย</span></p>
<p><a href="https://www.consumeraffairs.com/news/why-wednesday-is-the-best-day-to-take-off-080118.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ดอว์น่า บัลลาร์ด</span></a><span style="font-weight: 400;"> ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas) และยังเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของเวลาและการสื่อสารชี้ว่า การหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างสัปดาห์ โดยใช้<strong class="yellow-highlighter">วันพุธ ซึ่งคั่นระหว่างวันจันทร์-อังคาร และวันพฤหัสดี-ศุกร์ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการหยุดเพื่อพักชาร์ตแบตสั้น ๆ </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บัลลาร์ด ยกตัวอย่างว่า มนุษย์เรามีประสบการณ์เรื่องเวลามาจากองค์ประกอบภายในและภายนอกที่แตกต่างกัน ปัจจัยภายในที่ว่าก็คือ บางคนอาจชอบทำงานตอนกลางคืน บางคนอาจชอบทำงานตอนกลางวัน แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่เป็นกฎของสังคม ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องปรับตัวให้เข้ากับเวลาของโลก ว่าการทำงานตอนกลางวันคือสิ่งที่มนุษย์ทำเป็นปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น <strong class="yellow-highlighter">การหยุดพักในช่วงกลางสัปดาห์จะช่วยทำให้ระบบเวลาจากภายในของมนุษย์ปรับเข้าสู่สมดุลกับปัจจัยภายนอก </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“เราเริ่มทำงานในแต่ละสัปดาห์ด้วยความรู้สึกว่า ฉันมีเวลา 2 วันในการทำงานแค่นั้น จากนั้นฉันก็จะได้เวลาพักของตัวเองกลับคืน เป็นอย่างนี้สลับกันไป ซึ่งจะช่วยให้ความรู้สึกของมนุษย์สงบและสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ให้เศร้าหมองได้”</em> นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสอธิบาย</span></p>
<h2>เมื่อวันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด กับข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13428 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-ron-lach-9903254-1-scaled.jpg" alt="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน" width="657" height="438" title="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน 581"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันพุธห้ามทำอะไร ? แม้จะไม่มีกฎว่าวันพุธห้ามทำงาน แต่ถึงแม้การหยุดงานวันพุธอาจช่วยให้พนักงานได้ชาร์จพลังให้เติมเต็ม แต่นักวิจัยพบว่า <strong class="green-highlighter"><strong class="yellow-highlighter">ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับผลที่ดีจากการหยุดงานวันพุธ</strong></strong></span></p>
<p><a href="https://www.huffpost.com/entry/day-off-july-4_n_1651709" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สตีเว่น เมเยอร์ส</span></a><span style="font-weight: 400;"> ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยรูสเวลต์ (Roosevelt University) กล่าวว่า การหยุดงานวันพุธมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ข้อดีก็อย่างที่ทุกคนรู้กันนั่นคือ ได้หยุดพักเพิ่มขึ้นตอนกลางสัปดาห์นิดหน่อย ซึ่งแม้เพียงนิดเดียวก็จะช่วยสร้างกำลังใจ สร้างพลังให้อยากทำอะไรสนุก ๆ มากขึ้น และหากต้องกลับมาทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การหยุดเพิ่มอีกวันเดียว แถมเป็นวันกลางสัปดาห์ด้วย อาจทำให้ไม่สามารถเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจที่ไหนไกล ๆ ได้ ซึ่งบางคนอาจมองว่าหยุดไปก็เหมือนไม่ได้พักผ่อนเพิ่มแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น การหยุดกลางสัปดาห์จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานต่าง ๆ ลดลง หากเป็นโปรเจ็คท์ที่ทำในระยะยาว การหยัดวันพุธก็อาจทำให้การทำงานนั้นสะดุดได้ และต้องใช้เวลากว่าจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง</span></p>
<h2>ถ้าวันพุธ (Wednesday) ไม่ใช่วันหยุด ควรทำงานอย่างไรจึงจะมีความสุข<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13429 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-andrea-piacquadio-3769717-scaled.jpg" alt="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน" width="909" height="606" title="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน 582"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อให้อยากหยุดงานวันพุธมากแค่ไหน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถหยุดวันพุธได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วถ้าหยุดงานไม่ได้จริง ๆ จะทำอย่างไรให้ทำงานอย่างมีความสุขขึ้นได้บ้าง ?</span></p>
<p><a href="https://asana.com/?noredirect" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Asana</span></a><span style="font-weight: 400;"> บริษัทด้านซอฟต์แวร์ เอาตัวเองเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ด้วยการเริ่มนโยบาย <strong class="yellow-highlighter">No Meeting Wednesday (NMW)</strong> หรือการไม่</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/the-importance-of-meeting-01312022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ประชุมงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ใด ๆ ในวันพุธเป็นอันขาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องประชุมให้น้อยที่สุด ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้มีสมาธิในการทำงานมากที่สุด และมีประสิทธิภาพในงานเพิ่มขึ้นตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลจากการทดลองให้พนักงานมากกว่า 100 คนไม่ประชุมกันจริง ๆ พบว่า พนักงานเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ได้ผลผลิตจากการทำงานมากขึ้น และมีหลายภารกิจที่สำเร็จลุล่วงเยอะกว่าวันอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น วันพุธยังเป็นวันที่เหมาะกับการให้พนักงาน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work From Home</span></a><span style="font-weight: 400;"> อีกด้วย และผลของการ Work From Home ในวันนี้ยังแตกต่างจากการ Work From Home ในวันจันทร์หรือศุกร์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะในวันอื่น ๆ จะทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนได้พักผ่อนเยอะขึ้น มีเวลาในวันหยุดมากขึ้น จนบางครั้งกลายเป็นว่างานไม่เดินเสียแทน</span></p>
<h2>สำรวจสวัสดิการดึงดูดใจพนักงานด้วย HREX หากบริษัทไม่สามารถให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุดได้</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากบริษัทไหนมีนโยบายไม่ทำงานในวันพุธ หรือให้ทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ จะเป็นนโยบายหรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เตะตาและดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้ามาร่วมงานไม่ยาก </span><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ปัจจุบัน สวัสดิการให้พนักงานทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ หรือหยุดงานวันพุธในประเทศไทยอาจมีน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม HR ในหลาย ๆ องค์กรก็สามารถซื้อใจพนักงานด้วยสวัสดิการที่ดีอย่างอื่นได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากอยากรู้ว่าจะหาสวัสดิการให้พนักงานทดแทนได้อย่างไรบ้าง สามารถค้นหาได้ทาง </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมีผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการสวัสดิการและผลประโยชน์พนักงานให้ได้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการด้านการแพทย์ การให้คำปรึกษาปัญหาต่าง ๆ การขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งการนวดก็มีเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากต้องการดูว่ามีสวัสดิการใดที่น่าสนใจ สามารถค้นดูได้<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ที่นี่ </a></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำไมการให้วันพุธ (Wednesday) เป็นวันหยุด ถึงช่วยให้มีความสุขในการทำงาน 583"></p>
<h2>สรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้การหยุดงานในวันพุธ หรือการออกนโยบายให้ทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ จะเป็นนโยบายในอุดมคติที่คนทำงานทุกคนอยากได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอาจยากจะปฏิบัติจริงในทุกองค์กร ด้วยปัจจัยหลายประการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงหยุดงานวันพุธไม่ได้ <strong class="yellow-highlighter">บริษัทก็ควรหาตัวช่วยเพื่อทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน และช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่เพียงแค่วันพุธ แต่ยังรวมถึงทุกวันในสัปดาห์</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะหากพนักงานทำงานอย่างมีความสุขล่ะก็ มั่นใจได้ว่าประโยชน์ต่าง ๆ นานา ก็จะเกิดขึ้นกับบริษัทเองนั่นแล</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.consumeraffairs.com/news/why-wednesday-is-the-best-day-to-take-off-080118.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Consumer Affairs</span></a></li>
<li><a href="https://www.rd.com/article/best-day-take-off-work-not-friday/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">RD</span></a></li>
<li><a href="https://wavelength.asana.com/workstyle-no-meeting-wednesdays/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Wavelength</span></a></li>
<li><a href="https://www.health-magazine.co.uk/post/wednesday-the-best-day-of-the-week-to-either-work-from-home-or-take-a-day-off" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Health Magazine</span></a></li>
<li><a href="https://www.thejakartapost.com/life/2018/12/01/wednesday-is-the-best-day-to-take-a-day-off-experts.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Jakarta Post</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/cannabis-in-workplace-30112022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 05:48:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[กัญชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/cannabis-in-workplace-30112022/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นยาเสพติดต้องห้ามตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เกิดเป็นกระแสเสรีกัญชาใหญ่โตที่ทุกคนให้ความสนใจ รวมถึงหน่วยงานและองค์กรจำนวนมากที่กลับมาสำรวจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเด็นนี้ แม้เสรีกัญชาจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว แต่กัญชายังได้ชื่อว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ทั้งทำให้มึนเมาไม่แพ้เหล้า แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดติดหลายชนิด เพราะจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าที่บริษัทคาดคิดได้ เมื่อกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีต NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse จึงสำรวจพบว่า พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75% บริษัทสามารถออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชาโดยเฉพาะได้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และลดความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเจอ รวมถึงลดความยุ่งยากหากเกิดปัญหาจากการบริโภคกัญชาตามมา  นับตั้งแต่ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ของ พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้ผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจว่าจะสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง  แม้กัญชาอาจไม่ใช่สารเสพติดให้โทษแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ไว้วางใจให้ เสรีกัญชา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ด้วยความตระหนักว่ายังมีโทษมากกว่าประโยชน์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นยาเสพติดต้องห้ามตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เกิดเป็นกระแสเสรีกัญชาใหญ่โตที่ทุกคนให้ความสนใจ รวมถึงหน่วยงานและองค์กรจำนวนมากที่กลับมาสำรวจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเด็นนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้เสรีกัญชาจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว แต่กัญชายังได้ชื่อว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ทั้งทำให้มึนเมาไม่แพ้เหล้า แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดติดหลายชนิด เพราะจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าที่บริษัทคาดคิดได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีต NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse จึงสำรวจพบว่า พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทสามารถออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชาโดยเฉพาะได้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และลดความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเจอ รวมถึงลดความยุ่งยากหากเกิดปัญหาจากการบริโภคกัญชาตามมา </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13281 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-alexander-grey-3676962-1-scaled.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1110" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 588"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ของ </span><a href="https://www.oncb.go.th/Home/DocLib3/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94/03law.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 </span></a><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้ผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจว่าจะสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กัญชาอาจไม่ใช่สารเสพติดให้โทษแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ไว้วางใจให้ เสรีกัญชา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ด้วยความตระหนักว่ายังมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อกฎหมายเปลี่ยนไปแล้วแบบนี้ ทุกบริษัท ทุกองค์กรก็จำเป็นต้องปรับตัวตามด้วยเช่นกัน เสรีกัญชาส่งผลต่อการทำงานในปัจจุบันอย่างไรบ้าง สามารถติดตามได้จากบทความนี้</span></p>
<h2>กัญชาคืออะไร ทำไมถึงเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กัญชา ภาษาอังกฤษคือ Marijuana เป็นพืชสกุล Cannabis ที่มีอิทธิฤทธิ์ต่อระบบประสาท และเคยได้ชื่อว่าเป็นสารเสพติดอันตราย ในผลิตภัณฑ์หลายประเภทจะมีการนำสารสกัดจากต้นกัญชาชื่อว่า THC หรือ Tetrahydrocannabinol มาใช้ ส่งผลให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย แต่หากบริโภคเข้าไปเป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความจำ ความรู้สึก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สารสกัดอีกประเภทที่ต้องรู้คือ CBD หรือ Cannabidiol มีสรรพคุณระงับอาการปวด ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ลดการอักเสบ ชักเกร็ง และคลายความกังวลได้ มีความปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า THC </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านการระงับความเจ็บปวด ทำให้ในทางการแพทย์นิยมนำกัญชามาใช้รักษาผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เพราะหากใช้อย่างถูกต้อง กัญชาจะช่วยให้ความผ่อนคลาย บรรเทาความเจ็บปวดบนร่างกายได้เป็นปลิดทิ้ง บางงานวิจัยพบว่าสามารถนำมาใช้รักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั่วโลกอาจยังไม่ได้ยอมรับในคุณค่าของกัญชามาก องค์การสหประชาชาติ เคยสำรวจเรื่องการบริโภคกัญชาทั่วโลก พบว่ามีประชากรประมาณ 4% หรือประมาณ 162 ล้านคน ณ ขณะนั้น บริโภคกัญชาทุกปี และมี 0.6% ที่บริโภคทุกวัน จนอาจกล่าวได้ว่ากัญชาคือพืชหรือสารเสพติดที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ปัจจุบัน กัญชาจะปลดล็อคออกจากการเป็นสารเสพติดในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย อนุญาตให้ทุกส่วนสามารถนำมาใช้ได้อย่างเสรี ทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังกำหนดให้เน้นที่การใช้เพื่อการแพทย์ ใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก ไม่ใช้เพื่อการสันทนาการ และการใช้สารสกัดจากกัญชาที่มีค่า THC มากกว่า 0.2 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสารเสพติดเช่นเดิม และมีการรณรงค์กันอย่างกว้างขวางว่า เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรใช้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13283" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/cbd-g73ef609f8_1920.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1113" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 589"></p>
<h2>กัญชา-กัญชง แตกต่างกันอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึง กัญชา หลายคนจะนึกถึงพืชที่คล้ายคลึงกันอย่าง กัญชง (Hemp) ด้วย ทั้ง 2 ชนิดถือเป็นพืชตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยขออธิบายโดยคร่าว ๆ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก หากมองแบบผ่าน ๆ อาจแยกกัญชาและกัญชงไม่ออก แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าใบของกัญชงจะใหญ่กว่ากัญชา และจำนวนแฉกบนใบกัญชงจะมี 7-11 แฉก มากกว่าใบกัญชาที่มี 5-7 แฉกเท่านั้น ขณะที่สีบนใบกัญชงจะเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนสีใบกัญชาจะเป็นสีเขียวเข้ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคุณสมบัติอื่น ๆ กัญชงมักจะนำไปใช้แปรรูปทำสิ่งทอ ทำกระดาษ หรือนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำงานฝีมือเป็นหลัก ไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อประสาทมากเท่ากัญชา </span></p>
<h2>ร่างกฎหมายเสรีกัญชา ก้าวต่อไปที่ต้องจับตา</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการปลดล็อคกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษ สิ่งที่ประชาชนชาวไทยจำเป็นต้องติดตามก็คือ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชา นำโดย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. &#8230; ที่มีใจความสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้ และการควบคุมการใช้กัญชาในด้านต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น การกำหนดให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ แต่ต้องทำเรื่องจดแจ้งกับหน่วยงานภาครัฐก่อน รวมถึงการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือ จำหน่ายกัญชาต้องได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ ต้องห้ามขายกัญชาเพื่อการบริโภคแก่ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี, สตรีมีครรภ์, สตรีให้นมบุตร ยกเว้นได้รับอนุญาตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันนับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว</span><a href="https://ilaw.or.th/node/6301" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา </span></a><span style="font-weight: 400;">โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวันที่ </span><a href="https://mgronline.com/politics/detail/9650000113278" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">28 พฤศจิกายน </span></a><span style="font-weight: 400;">ว่า กฎหมายกำลังจะเข้าการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในที่ประชุมสภา และคาดว่าจะทันประชุมในสมัยนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นยังต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะได้บังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ สาระสำคัญจะเปลี่ยนไปหรือไม่ และเมื่อถึงเวลาออกกฎหมายจริง จะให้ผลออกมาเช่นไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ควบคุมการบริโภคกัญชาอยู่ เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดให้การกระทำให้เกิดกลิ่นหรือควันกัญชา กัญชง หรือพืชอื่นใด เป็นเหตุรำคาญ พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2565 รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2565 ควบคุมไม่ให้เอาช่อดอกมาประกอบอาหาร เป็นต้น</span></p>
<h2>เปิดสถิติเสรีกัญชาน่าตกใจ เมื่อพนักงานใช้กัญชาในที่ทำงานมากกว่าที่คิด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กัญชาก็เหมือนเครื่องดื่มอย่างเหล้า เบียร์ หากเป็นในช่วงเวลาของการทำงาน อาจไม่มีใครดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลานี้ แล้วค่อยไปจัดเต็มหลังเลิกงาน แต่รู้หรือไม่ว่า มีการสำรวจพบว่า ชาวแคนาดาที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 17.5% ยอมรับว่าเคยใช้กัญชาอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีถึง 6% เท่านั้นที่ใช้งานทุกวัน แม้กระทั่งในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับ</span><a href="https://www.samhsa.gov/data/sites/default/files/NSDUH-FFR1-2016/NSDUH-FFR1-2016.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">งานวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่พบว่า เมื่อปี 2016 กัญชาคือสารเสพติดที่ตรวจพบมากที่สุดในที่ทำงาน โดยมีชาวอเมริกัน 7.2 ล้านคน อายุ 18-25 ปี ยอมว่าใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน ส่วนคนที่อายุ 26 ปีขึ้นไป ยอมรับว่าใช้กัญชามากถึง 15.2 ล้านคน </span></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา พบว่า <a href="https://www.teamblind.com/blog/index.php/2022/04/13/marijuana-cannabis-use-workplace/" target="_blank" rel="noopener">29% ของพนักงานบริษัท</a> ใช้กัญชาในระหว่างปฏิบัติงาน  และสาเหตุที่ยอดตัวเลขเพิ่มขึ้น เพราะกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีตนั่นเอง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">และผลก็คือ การจะทำโทษพนักงานในข้อหาใช้กัญชาก็เป็นสิ่งที่ยากขึ้นตามมาด้วย เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse พบว่าเมื่อเทียบกับ พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ รู้หรือไม่ว่ามีผู้บริโภคหลายคนใช้กัญชาด้วยเหตุผลว่า ทำให้ร่างกายมีแรงในการทำงานได้ เพราะหากไม่ได้บริโภคล่ะก็ จะเหมือนขาดสารอาหารและพลังงาน จนหมดเรี่ยวแรงในการทำงานทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13282 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-aphiwat-chuangchoem-2178565-1-scaled.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1110" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 590"></p>
<h2>ข้อดีของกัญชา กับการทำงาน</h2>
<p>1.ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย <span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ใช่ประโยชน์ที่เกิดกับคนส่วนมาก แต่ในบางสายอาชีพ กัญชากลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับการเยียวยาดีขึ้น เช่น นักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล หรือกีฬาคนชนคนที่สามารถนำกัญชามาใช้สร้างความผ่อนคลายหลังแข่ง จนลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และรู้หรือไม่ว่า ลีกอเมริกันฟุตบอล NFL เคยแบนการใช้กัญชา และลงโทษนักกีฬาที่โด๊ปเป็นสารกระตุ้นด้วย แต่ปัจจุบัน NFL เลิกแบนแล้ว และประกาศสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านกัญชาอย่างจริงจัง โดยมีอดีตนักอเมริกันฟุตบอลระดับตำนาน แคลวิน จอห์นสัน ที่เลิกแข่งแล้วหันมาทำธุรกิจด้านกัญชาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะเป็นโต้โผใหญ่ในการเปลี่ยนใจ NFL ให้มองเห็นข้อดีของกัญชา </span></p>
<p>2.ช่วยรักษาโรคบางโรคได้<span style="font-weight: 400;"> ดังที่กล่าวไปว่า กัญชามีสรรพคุณสามารถรักษาโรคได้ เช่น โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง ซึ่งพบเจอได้ในคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยหักล้างว่า จริง ๆ แล้วอิทธิฤทธิ์ของกัญชาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษามะเร็งได้ จำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมรักษาด้วยจึงจะได้ผล</span></p>
<h2>ข้อเสียของกัญชากับการทำงาน</h2>
<p>1.ลดประสิทธิภาพของการทำงาน<span style="font-weight: 400;"> เป็นผลกระทบที่เห็นชัดมากที่สุด เพราะถึงแม้กัญชาจะช่วยให้ผู้ใช้เกิดความผ่อนคลาย แต่หากนำมาใช้ระหว่างการทำงาน ความผ่อนคลายเกินไปจะทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะ อาจไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ จนนำมาซึ่งอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือใช้ขณะขับขี่บนท้องถนน เป็นต้น</span></p>
<p>2.องค์กรต้องเสียเงินมากขึ้น<span style="font-weight: 400;"> หากใช้กัญชาในระดับที่พอเหมาะพอสม ย่อมไม่มีปัญหา แต่หากใช้มากกว่าที่ควรจนเกิดอุบัติเหตุ จะทำให้บริษัทสูญเสียกำลังสำคัญในการทำงาน ทำให้งานที่แต่ละคนต้องแบกรับมากขึ้น นำมาสู่ภาวะ Work ไร้ Balance จนบริษัทอาจจำเป็นต้องให้ค่าตอบแทนมากขึ้น เพื่อจูงใจพนักงานให้อยากทำงานมากกว่าเดิม ถือเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่จำเป็น </span></p>
<p>3.เกิดการหมุนเวียนของพนักงานสูง<span style="font-weight: 400;"> หากบริษัทไหนไม่ได้สนับสนุนให้พนักงานบริโภคกัญชา ก็อาจมีพนักงานตัดสินใจลาออกเพื่อไปอยู่ในบริษัทที่สนับสนุนด้านนี้มากขึ้น หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ หากมีพนักงานในบริษัทเสพกัญชาในระหว่างงานจนเกิดอุบัติเหตุและความเสียหาย เป็นผลให้โดนลงโทษมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่ส่ง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211029-warning-letter/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ใบเตือน </span></a><span style="font-weight: 400;">ไปจนถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220715-firing-no-guilty/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ไล่ออก</span></a><span style="font-weight: 400;">ด้วย จะทำให้บริษัทต้องเสียเวลาหาคนเข้ามาทำงานแทน และเสียเวลาฝึกอบรมใหม่ทั้งหมด</span></p>
<p>4.เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดคิด<span style="font-weight: 400;"> แม้กัญชาจะถูกกฎหมายไทยแล้ว แต่อย่าลืมว่าการใช้มากเกินไปอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน และสร้างความเสียหายต่อบุคคลภายนอก นำมาซึ่งปัญหาทางข้อกฎหมายน่าและการฟ้องร้อง เป็นคดีที่น่าปวดหัวตามมา</span></p>
<h2>องค์กรต้องออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชา และการตรวจกัญชา</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกฎหมายหลักอาจยังมีความคลุมเครือ แต่ละบริษัทเองก็จำเป็นต้องออกนโยบายเกี่ยวกับกัญชาภายในบริษัท เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถึงแม้บริษัทจะสามารถออกกฎอะไรก็ได้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นภายในบริษัท แต่ก็มีสิ่งที่ผู้ออกนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HR ควรต้องพิจารณาเอาไว้ด้วย เพื่อไม่ให้กฎดังกล่าวกลับมาแว้งกัดในเวลาต่อมา ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.ออกนโยบายที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ<span style="font-weight: 400;"> เช่น บางบริษัทอาจสั่งห้ามพนักงานไม่ให้ใช้กัญชาในทุกกรณี อาจเป็นวิธีการที่สุดโต่ง แต่ก็จะช่วยให้บริหารจัดการได้ง่าย</span></p>
<p>2.รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน<span style="font-weight: 400;"> ในโลกอุดมคติ การออกนโยบายอะไรออกมาก็ตาม ควรต้องผ่านการรับฟังเสียงของพนักงานก่อนเสมอ เพราะอาจมีพนักงานที่บริโภคกัญชาโดยที่ HR ไม่รู้ และความคิดเห็นของพนักงานเหล่านี้อาจช่วยให้นโยบายที่ออกมาสามารถใช้งานได้จริง ไม่เกิดปัญหาวุ่นวายตามมา หรือยากเกินความเข้าใจเกินไปจนต้องปรับแก้กฎอยู่บ่อยครั้ง</span></p>
<p>3.เปิดช่องให้สนับสนุนพนักงานที่มีปัญหาติดกัญชา ได้กลับตัวกลับใจ<span style="font-weight: 400;"> การช่วยพนักงานให้ได้บำบัดจากการติดกัญชา แล้วกลับมามีสุขภาพแข็งแรง ถือเป็นก้าวย่างที่ดี และจะได้ใจพนักงานจำนวนมาก เพราะพนักงานจะมองว่าบริษัทอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ปล่อยทิ้งให้เดียวดาย ปล่อยให้สู้เรื่องนี้อยู่ฝ่ายเดียว</span></p>
<p>4.จัดอบรมเรื่องกัญชาให้พนักงาน<span style="font-weight: 400;"> ท่ามกลางวิกฤติ HR อาจถือโอกาสนี้จัดอบรมพนักงาน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชาก็ได้ เพื่อจะได้มีความรู้ที่ถูกต้อง และอาจใช้โอกาสนี้ประกาศนโยบายเกี่ยวกับการบริโภคกัญชา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันด้วย</span></p>
<p>5.อย่าลืมออกระเบียบปฏิบัติกรณีเกิดอุบัติเหตุหลังใช้กัญชา <span style="font-weight: 400;">นอกจากการออกกฎข้อบังคับแล้ว อย่าลืมวางแผนตั้งรับในกรณีเลวร้ายสุดไว้ด้วยว่า</span> <span style="font-weight: 400;">หากพนักงานถูกจับหรือทำผิดกฎหมายกัญชา เช่น ใช้สาร THC มากกว่า 0.2% แล้วต้องทำอย่างไร จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตามมาได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบาย เสรีกัญชา ไม่เพียงมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป แต่บริษัทและองค์กรต่าง ๆ เองก็ควรต้องให้ความสนใจด้วยเช่นกัน เพราะมีผลต่อการดำเนินงานขององค์กรในทุกระดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าแม้การสูบหรือการบริโภคกัญชา อาจไม่ได้มีความผิดมากเท่าในอดีตแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะให้การยอมรับกัญชาเสมอไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่ของ HR คือการรักษาผลประโยชน์ของทั้งบริษัทและพนักงาน หากสามารถหาจุดบาลานซ์ เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ จะช่วยให้บริษัทสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 591" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bbc.com/thai/articles/crgjxk0yv89o" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.therecoveryvillage.com/cbd-addiction/how-employers-handle-use-at-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Recovery Village</span></a></li>
<li><a href="https://www.nsc.org/nsc-membership/marijuana-at-work#:~:text=According%20to%20a%20study%20reported,Decreased%20productivity" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NSC</span></a></li>
<li><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/legal-and-compliance/state-and-local-updates/pages/marijuana-laws-and-the-2022-workplace.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SHRM</span></a></li>
<li><a href="https://www.go2hr.ca/legal/marijuana-at-work-six-things-employers-should-know" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Go 2 HR</span></a></li>
<li><a href="https://www.arda.or.th/knowledge_detail.php?id=57" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Arda</span></a></li>
<li><a href="https://dmh.go.th/news/view.asp?id=2264" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">DMH</span></a></li>
<li><a href="https://www.teamblind.com/blog/index.php/2022/04/13/marijuana-cannabis-use-workplace/" target="_blank" rel="noopener">Teamblind</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221130-hr-world-cup/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2022 19:27:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[บอลโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดูบอล]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[World Cup]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221130-hr-world-cup/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) รวมถึงบอลยุโร (UEFA Euro) เป็นความบันเทิงที่พนักงานส่วนใหญ่ชื่นชอบ ดังนั้นแทนที่องค์กรจะมากังวลว่าการดูฟุตบอลดึก ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพงานแย่ลงหรือไม่ HR ควรกลับไปคิดว่าควรทำอย่างไรให้งานกับฟุตบอลโลกอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมากกว่า การรับชมกีฬามีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าคุณจะชอบดูหรือไม่ แต่การเชียร์กีฬาแต่ละครั้งจะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม การเชียร์กีฬาในออฟฟิศจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน, ลดความเปลี่ยวเหงา และเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการตามกระแสฟุตบอลโลกจะทำให้เรามีหัวข้อสนทนากับทีมและลูกค้ามากขึ้น เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมที่ทำให้คนใกล้ชิดกันมากกว่าการพูดเรื่องงานเพียงอย่างเดียว องค์กรที่ดีควรจัดทำนโยบายด้านการดูกีฬา (Sport Event Policy) ที่เป็นนโยบายเฉพาะกาลไว้รับมือช่วงมีมหกรรมกีฬาหรือความบันเทิงใหญ่ ๆ ที่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแฟนกีฬาอยู่เยอะมาก ดังนั้นเมื่อมีมหกรรมกีฬาระดับโลกก็ย่อมมีพนักงานบางส่วนที่ต้องนอนดึกเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันรุ่งขึ้น หน้าที่ของ HR ที่ดีจึงเป็นการวางแผนให้พนักงานสามารถมีพื้นที่ตรงกลางเพื่อรองรับการทำงานที่จริงจังควบคู่ไปกับความบันเทิงที่ชุบชูจิตใจอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าช่วงเวลาของฟุตบอลโลกหรือแม้แต่มหกรรมกีฬาใด ๆ ก็ตาม เป็นช่วงเวลาที่องค์กรต้องบริหารความสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาพักผ่อน (Work Life Balance) ให้ดีกว่าเดิม นอกจากเรื่องการบริหารเวลาแล้ว การดูกีฬายังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีทักษะด้าน Soft Skills มากขึ้นแม้ผู้ดูจะไม่ได้เป็นแฟนกีฬาหรือชอบทีมใดเป็นพิเศษก็ตาม แต่จะทำได้อย่างไรนั้น หาคำตอบได้จากบทความนี้ การเชียร์กีฬาส่งผลดีกับการทำงานอย่างไร รู้ไหมว่าหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกับการทำงานที่สุดคือการที่พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ โดยมีผลวิจัยที่ระบุว่าทุกครั้งที่เราถูกหันเหความสนใจจากเรื่องหนึ่ง เราจะต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง ซึ่งการดูกีฬาคือเคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจะช่วยฝึกทักษะให้เราสามารถจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) รวมถึงบอลยุโร (UEFA Euro) เป็นความบันเทิงที่พนักงานส่วนใหญ่ชื่นชอบ ดังนั้นแทนที่องค์กรจะมากังวลว่าการดูฟุตบอลดึก ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพงานแย่ลงหรือไม่ HR ควรกลับไปคิดว่าควรทำอย่างไรให้งานกับฟุตบอลโลกอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การรับชมกีฬามีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าคุณจะชอบดูหรือไม่ แต่การเชียร์กีฬาแต่ละครั้งจะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเชียร์กีฬาในออฟฟิศจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน, ลดความเปลี่ยวเหงา และเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการตามกระแสฟุตบอลโลกจะทำให้เรามีหัวข้อสนทนากับทีมและลูกค้ามากขึ้น เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมที่ทำให้คนใกล้ชิดกันมากกว่าการพูดเรื่องงานเพียงอย่างเดียว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ดีควรจัดทำนโยบายด้านการดูกีฬา (Sport Event Policy) ที่เป็นนโยบายเฉพาะกาลไว้รับมือช่วงมีมหกรรมกีฬาหรือความบันเทิงใหญ่ ๆ ที่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13237 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-08.59.40.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="578" height="364" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 603"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแฟนกีฬาอยู่เยอะมาก ดังนั้นเมื่อมีมหกรรมกีฬาระดับโลกก็ย่อมมีพนักงานบางส่วนที่ต้องนอนดึกเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันรุ่งขึ้น หน้าที่ของ HR ที่ดีจึงเป็นการวางแผนให้พนักงานสามารถมีพื้นที่ตรงกลางเพื่อรองรับการทำงานที่จริงจังควบคู่ไปกับความบันเทิงที่ชุบชูจิตใจอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าช่วงเวลาของฟุตบอลโลกหรือแม้แต่มหกรรมกีฬาใด ๆ ก็ตาม เป็นช่วงเวลาที่องค์กรต้องบริหารความสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาพักผ่อน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;">) ให้ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องการบริหารเวลาแล้ว การดูกีฬายังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีทักษะด้าน Soft Skills มากขึ้นแม้ผู้ดูจะไม่ได้เป็นแฟนกีฬาหรือชอบทีมใดเป็นพิเศษก็ตาม แต่จะทำได้อย่างไรนั้น หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การเชียร์กีฬาส่งผลดีกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13239 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.03.55.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="530" height="356" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 604"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกับการทำงานที่สุดคือการที่พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ โดยมี</span><a href="https://www.themuse.com/advice/this-is-nuts-it-takes-nearly-30-minutes-to-refocus-after-you-get-distracted" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าทุกครั้งที่เราถูกหันเหความสนใจจากเรื่องหนึ่ง เราจะต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง ซึ่งการดูกีฬาคือเคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจะช่วยฝึกทักษะให้เราสามารถจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเรากำลังลุ้นอยู่กับทีมโปรด เรามักลืมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น และเอาแต่เฝ้าดูว่าทีมที่เชียร์อยู่จะทำผลลัพธ์ได้ตามที่คิดหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดูกีฬายังทำให้เรามีทัศนคติของการแข่งขัน (Competitive Mindset) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง โดยแนวคิดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการเอาชนะคู่แข่งที่เป็นตัวบุคคล แต่อาจเป็นการเอาชนะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เราจะต้องขายงานนี้ให้ผ่าน, ต้องสอบภาษาเพิ่มเติมให้ได้ หรือแม้แต่หัวข้อง่าย ๆ อย่างการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานให้ดีขึ้นก็ได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนจากคนเชียร์มาเป็นคนเล่นเองก็จะยิ่งส่งผลดีไปอีกขั้น เพราะจะเกิดประโยชน์ทางด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นไปอีก</span></p>
<p>คุณดาเนียล วานน์ <span style="font-weight: 400;">(</span><a href="https://www.murraystate.edu/academics/CollegesDepartments/CollegeOfHumanitiesAndFineArts/Psychology/Faculty/DWannFacInfo.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Daniel Wann</span></a><span style="font-weight: 400;">) ศาสตราจารย์จาก Murray State University กล่าวว่าการเป็นแฟนกีฬาถือเป็นกิจกรรมที่ “ดีต่อสุขภาพกายและใจมาก ๆ” เนื่องจากการเชียร์กีฬาจะทำให้เราดึงดูดคนที่มีความสนใจแบบเดียวกันเข้ามาในชีวิตซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย๋ในฐานะของสัตว์สังคม โดยเขาเน้นย้ำว่าคนที่เป็นแฟนกีฬาจะมี</span><a href="https://psycnet.apa.org/record/2017-22912-002" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ความมั่นใจตัวเอง</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Self-Esteem) มากขึ้น แถมยังมีอัตราความเหงา (Loneliness) ลดลงอีกต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสตีเว่น เรเซน (Stephen Reysen) ศาสตราจารย์จาก Texas A&amp;M University ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าการสถาปนาตัวเองเป็นแฟนกีฬาจะทำให้เรารู้สึก “</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เป็นส่วนหนึ่ง</span></a><span style="font-weight: 400;">” ของทีมไปโดยปริยาย แม้ความจริงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม ดังนั้นจึงไม่แปลกหากเราจะรู้สึกมีความสุขตามไปด้วยเวลาเห็นทีมชนะ อย่างไรก็ตามการที่ทีมแพ้ก็ไม่ได้ส่งผลเสียมากขนาดนั้น เพราะทุกคนที่เชียร์กีฬาจะมีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าการแข่งขันทุกครั้งมีโอกาสแพ้ชนะอยู่ที่ 50/50 ดังนั้นแม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความรู้สึกที่รู้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-13240" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.04.53.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="701" height="394" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 605"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดูกีฬายังทำให้เราเรียนรู้เรื่องความจงรักภักดี (Loyalty)  กล่าวได้ว่าแฟนกีฬาอาจไม่สนใจเรื่องผลแพ้ชนะด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาอยู่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากกว่า ดังนั้นแม้จะผลงานตกลงอย่างไรก็จะยินดีสนับสนุนเสมอ ต่างจากการทำงานหรือพฤติกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันที่เราพร้อมเปลี่ยนทันทีหากไม่สอดคล้องกับความต้องการ เช่น ถ้าร้านอาหารที่ไปทำอาหารผิดซ้ำ ๆ เราก็จะเกิดความคิดว่าควรไปสนับสนุนร้านอื่นมากกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-12527" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Screen-Shot-2565-09-29-at-16.24.55.png" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="498" height="330" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 606"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เปิดทริคเด็ด! วิธีเอาใจพนักงานจนรักองค์กรยิ่งชีพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณซิลเวียร์ เวสเตอร์วิค (Silvia Westerwick) ศาสตราจารย์จาก The Ohio State University </span><a href="https://news.osu.edu/yea-team-winning-fans-see-self-esteem-boost/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;"> การดูกีฬากับเพื่อนจะทำให้เรากล้าขอความช่วยเหลือรวมถึงกล้า “แลกเปลี่ยนความรู้สึก” ทั้งในแง่บวกเมื่อทีมชนะ และในแง่ลบเมื่อทีมแพ้ แนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ดี เช่นเมื่องานเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ได้เสียงตอบรับอย่างที่ควรจะเป็น การพูดคุยเพื่อปลอบใจในกลุ่มเพื่อนจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง ซึ่งทำให้เราไม่สูญเสียความมั่นใจโดยเปล่าประโยชน์</span></p>
<h2>การดูฟุตบอลโลก (World Cup) มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/groupthink/2014/06/25/watching-the-world-cup-will-increase-office-productivity/?sh=57f3c20a35d7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ติดตามวัดผลการทำงานในช่วงฟุตบอลโลกมาตลอดในช่วง 10 ปีให้หลังเพื่อหาคำตอบว่ามหกรรมฟุตบอลโลกส่งผลกับการทำงานอย่างไรบ้าง จนได้ข้อสรุปว่าหากองค์กรบริหารจัดการไม่ดี ก็มีโอกาสที่ผลประกอบการในช่วงที่มีการแข่งขันจะลดลงจริง ๆ แต่ในทางกลับกันก็มีผลสำรวจระบุว่าองค์กรที่บริหารจัดการได้อย่างเป็นมืออาชีพจะทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุข อยากมาทำงานมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมากเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในเมื่อฟุตบอลโลกเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ องค์กรก็ควรเปลี่ยนมุมมองจากการมานั่งกังวลว่าฟุตบอลโลกจะส่งผลเสียกับองค์กรอย่างไร แล้วมาตั้งคำถามว่าจะใช้ประโยชน์จากฟุตบอลโลกได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเราสามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13241 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.06.56.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="574" height="378" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 607"></p>
<h3>การดูฟุตบอลโลกช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประเทศไทยนั้นการดูฟุตบอลโลกมักเกิดขึ้นหลังเวลาทำงาน ปัญหาที่เกิดจึงมักเป็นเรื่องการพักผ่อนของพนักงานมากกว่า แต่ในบางองค์กรที่ทำงานจนถึงค่ำ การเปิดฟุตบอลระหว่างทำงานก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่เคร่งเครียดให้มีความสนุกสนานยิ่งขึ้น เพราะในสถานการณ์ปกติ พนักงานแต่ละแผนกอาจไม่มีเหตุผลให้ต้องพูดคุยหากไม่มีความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นการร่วมดูฟุตบอลในพื้นที่ส่วนกลางจะเปิดโอกาสให้พนักงานมีหัวข้อสนทนา และทำให้เราได้เห็นเพื่อนร่วมงานในอีกแง่มุมใหม่ นำไปสู่ความเชื่อใจที่ทำให้การทำงานคล่องตัวกว่าเดิม</span></p>
<h3>การดูฟุตบอลโลกช่วยให้เรามีโอกาสทางการขายมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญจาก </span><a href="http://www.getcourse.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">GetCourse</span> </a><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าองค์กรเคยมีพนักงานขายคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจฟุตบอลมาก่อน แต่เมื่อเห็นกระแสที่เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างพูดถึงผลการแข่งขันในช่วงที่ผ่านมาอย่างออกรส เขาก็เกิดความคิดว่าเรื่องราวของฟุตบอลโลกสามารถเป็นตัวเชื่อม (Bridge) ที่สำคัญระหว่างตนและลูกค้า เขาจึงเริ่มศึกษาฟุตบอลอย่างจริงจังและเอาไปพูดคุยระหว่างขายงาน ซึ่งก็ช่วยให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเข้าใจกระแสฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งยังช่วยให้เราสามารถทำการตลาดที่ทันสมัยเพราะเนื้อหาที่ทำออกมาจะสอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนกำลังสนใจ โดย GetCourse เผยว่าคอนเทนต์ฟุตบอลที่ทำในช่วงฟุตบอลโลกนั้น มีอัตราเข้าถึงสูงกว่าคอนเทนต์อื่น ๆ ถึง 44% มันจึงเป็นทางลัดที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้นในวงกว้าง</span></p>
<h2>HR มีวิธีช่วยให้พนักงานดูฟุตบอลโลกและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13242 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.08.50.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="521" height="356" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 608"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าจะอย่างไรเสีย พนักงานที่เป็นแฟนกีฬาก็คงเลือกดูฟุตบอลโลกอยู่ดีแม้เราจะควบคุมอย่างไรก็ตาม ดังนั้นเพื่อยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรม HR สามารถหาทางออกให้กับพนักงานด้วยวิธีต่อไปนี้</span></p>
<h3>ถ้าพนักงานอยากลางาน ก็ปล่อยให้ลาไปเลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าถ้าพนักงานขอลางานเพื่อไปเชียร์ฟุตบอลโลก สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การมองว่ามันคือเหตุผลที่ไร้สาระและปฏิเสธเพื่อให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ เพราะความจริงแล้วเมื่อพนักงานตัดสินใจลางานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การขัดขวางความต้องการมีแต่จะทำให้พนักงานมาออฟฟิศอย่างหมดใจ ได้เนื้องานที่ไม่มีประสิทธิภาพจนอาจทำให้ HR คิดว่า “รู้งี้ปล่อยให้ลางานไปตั้งแต่แรกดีกว่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ควรทำคือการปล่อยให้พนักงานลาไปเลยเพราะถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจกับความต้องการและเคารพสิทธิ์ของพนักงานอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งนี้หน้าที่การบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันคือสิ่งที่หัวหน้าทีมต้องทำให้ได้ หรือหากเป็นการลาแบบกระทันหัน องค์กรก็ต้องจัดประชุมทีมเพื่อแบ่งงานตามความเหมาะสมใหม่อีกครั้ง โดยอาจเสนอตัวเลือกอื่น ๆ เช่นขอให้พนักงานทำงานในส่วนที่หยุดพักไม่ได้จริง ๆ จากที่บ้าน หรือจัดประชุมออนไลน์ในหัวข้อที่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาทางออกร่วมกันจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้ดีกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9912 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/pexels-vlada-karpovich-4050296-1.jpg" alt="ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working System) สำหรับองค์กรยุคอนาคต" width="600" height="370" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 609"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working System) สำหรับองค์กรยุคอนาคต</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ฉายฟุตบอลโลกในห้องประชุมไปเลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต่างทราบดีว่าองค์กรทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานมากเป็นพิเศษ และการใช้พื้นที่ส่วนกลางให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะเวลาหลังเงินงานเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัทบางแห่งเริ่มจัดทำ “ห้องนั่งสมาธิ”​ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Meditation Room</span></a><span style="font-weight: 400;">) เพื่อเปิดคลาสโยคะหรือคลาสออกกำลังกายย่อม ๆ ให้พนักงานใช้ฆ่าเวลาเพื่อไม่ต้องไปฝ่ารถติดในท้องถนน หรือบางแห่งก็ออกนโยบาย “</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ดื่มในออฟฟิศ</span></a><span style="font-weight: 400;">”​ ไปเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำให้ออฟฟิศมีสถานะใกล้เคียงกับบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานคุ้นเคยตลอดระยะเวลาที่โควิด-19 ระบาด ก็จะช่วยให้องค์กรที่กำลัง​ “เปลี่ยนผ่าน” และอยู่ระหว่างการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลาสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นออฟฟิศสายครีเอทีฟที่อยู่กันสบาย ๆ จนดึกดื่น หรือเป็นออฟฟิศที่จริงจังมีกำหนดเวลาชัดเจน คุณก็สามารถใช้โอกาสนี้เปลี่ยนออฟฟิศให้เป็น “พื้นที่แห่งความสบายใจ” ของพนักงานได้เลย</span></p>
<h2>รู้จักนโยบายด้านการดูกีฬา (Sporting Event Policy) เคล็ดลับที่ HR ควรใช้ตอนมีฟุตบอลโลก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่การเติบโตของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เราสามารถเข้าถึงมหกรรมกีฬาหรือแม้แต่สื่อบันเทิงอื่น ๆ ได้มากขึ้น จึงมีโอกาสที่พนักงานจะตัดสินใจลางานเพื่อรับชมสิ่งที่พวกเขาสนใจมากกว่าในอดีตที่เรายังเข้าถึงสื่อได้อย่างจำกัด </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13243 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.11.32.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="525" height="299" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 610"></p>
<p><i>เคล็ดลับของการออกนโนยบายด้านการดูกีฬา (Sporting Event Policy) มีดังนี้</i></p>
<h3>ให้เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก องค์กรสามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานชั่วคราวโดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรวิธีทำงานได้ตามใจ ทั้งนี้องค์กรมีสิทธิ์ประเมินตามความเหมาะสมหากพนักงานไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนด อนึ่งหาก HR เห็นว่าพนักงานมีแนวโน้มที่จะลางานจำนวนมาก ก็สามารถออกนโยบาย First Come, First Serve คือการตั้งลิมิตไว้เลยว่าจะอนุญาตให้พนักงานลางานได้กี่คนเพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงาน และหากมีพนักงานลาจนครบจำนวนแล้ว ก็ถือว่าพนักงานกลุ่มนั้นสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีกว่า ส่วนคนที่เหลือก็ค่อยหาวิธีทำงานแบบอื่น ๆ ตามความเหมาะสมในลำดับต่อไป</span></p>
<h3>นโยบายการดูฟุตบอลโลกในเวลางาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือการออกกฎว่า “ทำได้หรือไม่ได้” ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน หากเป็นองค์กรที่ทำงานก่อสร้างหรือต้องอยู่กับเครื่องจักร การดูฟุตบอลโลกระหว่างทำงานก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสมเพราะอาจทำให้เกิดอันตราย แต่ถ้าเราทำงานในพื้นที่ปลอดภัย มีห้องส่วนตัวที่ไม่รบกวนคนอื่น การดูฟุตบอลโลกขณะทำงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหามากจนเกินไปนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากความปลอดภัยคือเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ตในที่ทำงาน กล่าวคือหากอินเทอร์เน็ตของคุณมีความเร็วไม่มากพอ ก็ควรให้ความสำคัญกับการใช้เพื่อทำงานก่อน แต่ถ้าการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูฟุตบอลไม่ส่งผลกระทบกับคนอื่น ก็ต้องคอยพิจารณาว่านโยบายด้านการใช้อินเทอร์เน็ตขององค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวเป็นอย่างไรและออกนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางเดิม ทั้งนี้ต้องระวังไม่ให้การดูฟุตบอลของพนักงานคนหนึ่ง สร้างความรำคาญหรือขัดขวางการทำงานของพนักงานที่นั่งใกล้กัน เป็นต้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13244 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.12.39.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="511" height="285" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 611"></p>
<h3>องค์กรต้องชัดเจนเรื่องการดูแลสภาพร่างกายของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการทำงานคือการสร้างผลงานที่ตรงกับเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นหน้าที่ของพนักงานคือการทำตัวเองให้พร้อมในฐานะกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนทีมให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ๆ ไม่ใช่แค่การปรากฏตัวในที่ทำงานโดยไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นหากพนักงานดื่มเหล้าขณะดูฟุตบอลโลก และมาทำงานด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม องค์กรสามารถออกใบเตือนหรือให้กลับบ้านได้เลย เพราะถือว่าไม่อยู่ในจุดที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อยู่ดี</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12585 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_569094367.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="462" height="285" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 612"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>นโยบายด้านการแต่งกาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานบางคนอาจต้องการใส่เสื้อของทีมโปรดเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะหากทีมที่เขาเชียร์ประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ HR สามารถอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อตามต้องการได้เลยตามความเหมาะสม เช่นเมื่อไม่มีนัดหมายกับลูกค้าหรือประชุมสำคัญที่ต้องอาศัยความจริงจังเป็นพิเศษ เรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ แบบนี้จะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานผ่อนคลายขึ้น และช่วยให้พนักงานก้าวผ่านเนื้องานที่เคร่งเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร หรือมีมหกรรมขนาดใหญ่แค่ไหนเกิดขึ้น โลกธุรกิจก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ดังนั้นแทนที่เราจะขัดขวางกระแสที่เกิดขึ้น เราควรเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้นและหาทางใช้ประโยชน์กับมันให้มากที่สุดต่างหาก และช่วงเวลาของฟุตบอลโลกก็ถือเป็นช่วงเวลาที่องค์กรจะได้พิสูจน์ว่าโครงสร้างบริษัทที่มีอยู๋นั้นแข็งแรงแค่ไหน สามารถตอบสนองความต้องการของพนักงานได้มากเพียงใด คำตอบตรงนี้จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ให้สามารถนำบริบทต่าง ๆ มาผลักดันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะองค์กรที่ดีไม่ใช่องค์กรที่สนใจแต่เรื่องงาน แต่หมายถึงองค์กรที่พร้อมปรับตัวตลอดเวลาต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรับตัวให้ทัน ! ทำงานให้คล่อง ! ด้วยตัวช่วยที่จะเปลี่ยนโลก HR ของคุณไปตลอดกาล กับ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> สุดยอดแพลตฟอร์มแห่งแรกของไทยที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้ในที่เดียวมากกว่า 100 อย่าง รับรองว่าแค่คลิก ก็เหมือนธุรกิจของคุณได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วล่ะ !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34407 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp" alt="CTA Employee Engagement" width="1600" height="500" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 613" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">Sources</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://cnb.cx/3u6RaVR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://cnb.cx/3u6RaVR</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ASojs1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ASojs1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Fbp81J" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Fbp81J</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3XJrR9C" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3XJrR9C</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221107-10-rules-boundaries/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Nov 2022 02:44:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Boundary]]></category>
		<category><![CDATA[ขอบเขตการทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221107-10-rules-boundaries/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT อยากให้งานสำเร็จ พนักงานต้องมี Rules of Boundary หรือขอบเขตในการทำงาน เพราะคนที่ทำงานเก่งไม่ใช่คนที่ทุ่มเทกับงานแบบสุดโต่งโดยไม่สนใจเรื่องอื่น แต่เป็นคนที่สามารถบรรลุเป้าหมายไปพร้อม ๆ กับการจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) อย่างลงตัว วิธีนี้จะช่วยให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น กลยุทธ์สำคัญในการสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานคือการรู้เท่าทันตัวเอง และกล้าปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม การที่เราเห็นภาพกว้างของงานมากขึ้นจะทำให้รู้ว่าสมควรเดินไปในทิศทางใด แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่าเราควรสร้างความสัมพันธ์กับคนในองค์กรให้มาก แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องมีคุณภาพ ไม่บั่นทอนความรู้สึก (Toxic) เด็ดขาด เราควรใส่ใจขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานของผู้อื่นเสมอ ให้คิดว่าหากต้องการให้คนปฏิบัติกับเราแบบใด เราก็ต้องปฏิบัติแบบเดียวกันกลับไปด้วย ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราสามารถทำตามขีดจำกัดที่กำหนดไว้ได้ พนักงานทุกคนจึงต้องมีกลไกในการอยู่ร่วมกับการถูกข้ามเส้น ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องยากแต่สามารถฝึกได้ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน (Set Boundaries) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่นำมาปฏิบัติจริงได้ยาก เพราะจำเป็นต้องฝึกฝนผ่านประสบการณ์และการอบรมเป็นระยะเพื่อสร้างความคุ้นชิน แถมต้องมีความเชื่อมั่นว่าขีดจำกัดที่เราตั้งไว้จะแข็งแรงจนไม่มีใครก้าวล่วงจนสามารถกลายเป็นเกราะกำบังให้เรากลับมาโฟกัสกับการพัฒนาชิ้นงานให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม   10 กลยุทธ์ที่คุณต้องรู้เพื่อสร้างขอบเขตการทำงานที่มีคุณภาพ (Healthy Boundary) มีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่ 10 วิธีสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน (10 Rules of Boundary) ยิ่งเราตีกรอบการทำงานให้ชัดเจน เราก็จะยิ่งทำงานเป็นมืออาชีพมากขึ้น แนวทางนี้ไม่ได้จำกัดแค่กับพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li>อยากให้งานสำเร็จ พนักงานต้องมี Rules of Boundary หรือขอบเขตในการทำงาน</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพราะคนที่ทำงานเก่งไม่ใช่คนที่ทุ่มเทกับงานแบบสุดโต่งโดยไม่สนใจเรื่องอื่น แต่เป็นคนที่สามารถบรรลุเป้าหมายไปพร้อม ๆ กับการจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) อย่างลงตัว วิธีนี้จะช่วยให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์สำคัญในการสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานคือการรู้เท่าทันตัวเอง และกล้าปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม การที่เราเห็นภาพกว้างของงานมากขึ้นจะทำให้รู้ว่าสมควรเดินไปในทิศทางใด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่าเราควรสร้างความสัมพันธ์กับคนในองค์กรให้มาก แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องมีคุณภาพ ไม่บั่นทอนความรู้สึก (Toxic) เด็ดขาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราควรใส่ใจขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานของผู้อื่นเสมอ ให้คิดว่าหากต้องการให้คนปฏิบัติกับเราแบบใด เราก็ต้องปฏิบัติแบบเดียวกันกลับไปด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราสามารถทำตามขีดจำกัดที่กำหนดไว้ได้ พนักงานทุกคนจึงต้องมีกลไกในการอยู่ร่วมกับการถูกข้ามเส้น ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องยากแต่สามารถฝึกได้ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13018 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-07-at-09.29.07.png" alt="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="600" height="370" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 624"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน (Set Boundaries) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่นำมาปฏิบัติจริงได้ยาก เพราะจำเป็นต้องฝึกฝนผ่านประสบการณ์และการอบรมเป็นระยะเพื่อสร้างความคุ้นชิน แถมต้องมีความเชื่อมั่นว่าขีดจำกัดที่เราตั้งไว้จะแข็งแรงจนไม่มีใครก้าวล่วงจนสามารถกลายเป็นเกราะกำบังให้เรากลับมาโฟกัสกับการพัฒนาชิ้นงานให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">10 กลยุทธ์ที่คุณต้องรู้เพื่อสร้างขอบเขตการทำงานที่มีคุณภาพ (Healthy Boundary) มีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>10 วิธีสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน (10 Rules of Boundary)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13008 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1225070980_ddauxk.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="689" height="387" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 625"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเราตีกรอบการทำงานให้ชัดเจน เราก็จะยิ่งทำงานเป็นมืออาชีพมากขึ้น แนวทางนี้ไม่ได้จำกัดแค่กับพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง HR, ผู้นำ, ผู้บริหาร ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. จัดลำดับความสำคัญโดยอ้างอิงจากความต้องการของตัวเองและองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะพนักงานบริษัท เราไม่สามารถเอาความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำเป้าหมายขององค์กรมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย เช่นถ้าทีมกำหนดว่าการบริการลูกค้า (Customer Service) เป็นจุดเด่นที่ทุกคนต้องมี เราก็ต้องตั้งขีดจำกัดในจุดที่ตัวเองได้พยายามตามแนวทางขององค์กรก่อน ไม่ใช่คิดถึงแค่ความสบายส่วนตัวแล้วหาข้ออ้างมาเอาเปรียบคนอื่น</span></p>
<h3>2. เข้าใจรูปแบบงาน และรู้จักขอความช่วยเหลือจากทีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจว่างานที่กำลังทำอยู่มีความสำคัญกับองค์กรแค่ไหน และศักยภาพของเราสามารถแบกรับงานได้เท่าไหร่โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากนั้นให้นำข้อมูลนี้ไปประกอบการพิจารณาหากถูกสั่งงานที่อยู่นอกเหนือจากความรับผิดชอบหลัก ที่สำคัญคือก่อนปฏิเสธงานใดก็ตาม ต้องคิดก่อนว่ามีวิธีอื่นที่ทำให้งานสำเร็จด้วยดีอีกหรือไหม ไม่ควรปล่อยงานทิ้งไว้เฉย ๆ โดยเปล่าประโยชน์เด็ดขาด</span></p>
<h3>3. กล้าใช้วันลาเมื่อต้องการพักผ่อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานบริษัททุกคนล้วนมีวันลาประจำปีตามสิทธิ์ ซึ่งทุกคนควรใช้สิทธิ์นี้เพื่อเพิ่มโอกาสพักผ่อนและหาความรู้เพิ่มเติมตามที่สนใจ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการใช้วันลาเปรียบเหมือนการถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งเพื่อดูว่าเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน กลยุทธ์นี้จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้องานมากกว่าการดันทุรังตามหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h3>4. สื่อสารภายในองค์กรให้มากที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ดีต้องมีศักยภาพในการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การออกคำสั่งจากบนลงล่าง แต่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนทุกระดับ วิธีนี้จะทำให้ผู้บริหารสามารถอธิบายความจำเป็นของแต่ละคำสั่งได้ดีขึ้น ขณะที่พนักงานก็สามารถอธิบายถึงข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล การสื่อสารจึงเป็นวิธีหา</span>พื้นที่กลาง<span style="font-weight: 400;">ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ</span></p>
<h3>5. เปิดเผยตารางงานให้คนในทีมเห็น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันมีเครื่องมือวางแผนการทำงานมากมายที่ช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น เช่นระบบ </span>Task List<span style="font-weight: 400;"> กับ </span>Content Calendar <span style="font-weight: 400;">บนแพลตฟอร์มกลางที่ทุกคนในทีมเข้าถึงได้อย่าง </span><a href="https://www.notion.so/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Notion</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><a href="https://clickup.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ClickUp</span></a><span style="font-weight: 400;"> การใช้โปรแกรมดังกล่าวจะทำให้คนอื่นเห็นว่าอีกฝ่ายถืองานใดอยู่บ้างและมีเวลาเหลือสำหรับคำสั่งใหม่มากน้อยแค่ไหน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13021 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-07-at-09.37.31.png" alt="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="600" height="370" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 626"></p>
<h3>6. รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานขึ้นมา เราต้องรู้ก่อนว่ามีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้อารมณ์ของเราขุ่นมัว เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดความรู้สึกนั้น  การสร้างขีดจำกัดจะไม่มีประโยชน์เลยหากเราไม่แก้ไขตั้งแต่รากของปัญหา อย่างไรก็ตามในโลกความเป็นจริงนั้นเราไม่สามารถทำงานด้วยความสบายใจเพียงอย่างเดียว แต่จะมีบางครั้งที่เราต้องก้าวข้ามความรู้สึกในแง่ลบเพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ดังนั้นการพัฒนาด้าน</span>ความฉลาดทางอารมณ์ <span style="font-weight: 400;">(</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-5-emotional-intelligence/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Emotional Intelligence</span></a><span style="font-weight: 400;">) จึงเป็นสิ่งที่วัยทำงานต้องมี </span></p>
<h3>7. ซื่อสัตย์กับความรู้สึก<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาหากฝ่ายบุคคล (HR) หรือหัวหน้าทีมต้องการเจรจาเพื่อปรับแก้ขีดจำกัดของเราให้เหมาะกับเนื้องานมากขึ้น กรณีนี้เราต้องกลับมาพิจารณาว่าสามารถยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายได้จริง หรือมีองค์ประกอบอื่น ๆ มาทำให้รู้สึกไขว้เขว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ดีต้องรู้จักเปิดใจและสังเกตว่าภาระที่มอบหมายสอดคล้องกับ </span>Job Description<span style="font-weight: 400;"> ที่พนักงานสมัครเข้ามาหรือไม่ ส่วนพนักงานก็ต้องกล้าลุกขึ้นสู้หากสัมผัสถึงความผิดปกติ ให้คิดว่าการเจรจาเพื่อสร้างขอบเขตการทำงานขึ้นใหม่เป็นแนวทางให้เราเข้าใกล้คำว่ามืออาชีพไปอีกขั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12981 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/mad-hr-representative-pointing-door-asking-candidate-leave-3-scaled.jpg" alt="Bad Interview ผู้สมัครสัมภาษณ์งานแย่ แต่ทำไมบริษัทถึงเลือกเข้าทำงาน" width="666" height="444" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 627"></p>
<h3>8. ให้เกียรติขีดจำกัดและข้อกำหนดในการทำงานของผู้อื่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะกำหนดขีดจำกัดของตัวเองขึ้นมา เราต้องให้เกียรติขอบเขตการทำงานของผู้อื่นเสียก่อน ภาพแสดงตรงนี้จะกระตุ้นให้อีกฝ่ายปฏิบัติแบบเดียวกันกลับมา โดยเราสามารถถามขีดจำกัดของเพื่อนร่วมงานอย่างตรงไปตรงมา หรือสังเกตเองผ่าน</span>รูปแบบการทำงาน (Working Pattern) <span style="font-weight: 400;">ของทีมในแต่ละวัน</span></p>
<h3>9. สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและมีคุณภาพ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานทั้งในทีมและในแผนกอื่น ๆ เป็นสิ่งที่เราถูกสอนกันอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เราอาจลืมไปก็คือ</span>ความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นใหม่นั้นควรเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตเราแย่ลง (Toxic Relationship) <span style="font-weight: 400;">เราต้องแยกให้ได้ว่าความสัมพันธ์ใดบ้างที่ควรจำกัดไว้แค่ในออฟฟิศ และความสัมพันธ์ใดบ้างที่สามารถยกระดับไปสู่ชีวิตส่วนตัว วิธีนี้จะช่วยปกป้องไม่ให้ปัญหาในที่ทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากเกินไป</span></p>
<h3>10. ไม่ทุ่มเทกับงานโดยเปล่าประโยชน์เด็ดขาด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำหลังจากสร้างขีดจำกัดและกำหนดขอบเขตการทำงานเรียบร้อยแล้ว คือการยอมรับว่าเส้นแบ่งของเราถูกก้าวข้ามได้เสมอ ดังนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือการเช็คว่าเราได้รับเครดิตอย่างที่ควรจะได้แล้วหรือไม่ เพราะการทำงานนอกเหนือจากหน้าที่หลักต้องอาศัยความทุ่มเทมากเป็นพิเศษ การทักท้วงเรื่องนี้จึงเป็นการเน้นย้ำถึงสิทธิ์ของพนักงานเพื่อให้ผู้นำและ HR ยังคงตระหนักถึงการออกนโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยแท้จริง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221104-healthy-boundary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13007 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="730" height="411" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 628"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/221104-healthy-boundary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>วิธีกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตสำหรับการทำงานแบบไฮบริด</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12978 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-andrea-piacquadio-3778966-scaled.jpg" alt="Bad Interview ผู้สมัครสัมภาษณ์งานแย่ แต่ทำไมบริษัทถึงเลือกเข้าทำงาน" width="627" height="448" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 629"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้สถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้นมาก แต่ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานจนปัจจุบัน หนี่งในนั้นคือ</span><b>การทำงานที่บ้าน (Hybrid Working) </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน และไม่แปลกเลยที่คนส่วนใหญ่จะชอบทำงานจากที่บ้าน เพราะไม่ต้องตื่นแต่เช้าฝ่ารถติด  แถมยังมีเวลาเหลือไปใช้ชีวิตในแง่มุมอื่น ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจาก </span><a href="https://conference-board.org/press/Return-to-Work-Survey-June2021" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Conference Board Survey</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าคนยุคมิลเลนเนียลส์ 55% ตั้งคำถามถึงการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริงหรือไม่ เพราะคนเริ่มปรับตัวกันได้แถมยังมีผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยไปจากเดิม ขณะที่ผลสำรวจจาก </span><a href="https://www.businessinsider.com/study-says-remote-workers-are-happier-stay-in-jobs-longer-2019-9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Owl Labs</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่านโยบาย </span><b>Work From Home</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วยลดอัตราลาออก (Employees Retention) ได้มากกว่าการทำงานแบบเดิม 13% แต่ก็ยอมรับว่า </span><b>Hybrid Workplace</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้เกิดสภาวะ </span><b>‘Blurred The Line’ </b><span style="font-weight: 400;">ที่คนแยกไม่ออกระหว่างเวลาทำงาน (Work Time) และเวลาอยู่บ้านพักผ่อน (Home Time) นานไปก็เกิดเป็นความเครียดสะสม จุดนี้เองที่ทำให้เราต้องใส่ใจเรื่องการสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน</span></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/shanesnow/2020/04/13/how-to-set-boundaries-at-work-when-its-hard-especially-when-remote/?sh=6255ae731870" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า เวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเยอะ ๆ  คือช่วงที่เหมาะสำหรับการเริ่มสร้างขีดจำกัดให้ตัวเองที่สุด เพราะจะไม่ถูกกดดันจากบรรยากาศรอบตัวเหมือนตอนทำงานที่ออฟฟิศ เวลาส่วนตัวแบบนี้ยังช่วยให้เราได้ตกตระกอนเรื่องรูปแบบงาน, เรื่องเพื่อน รวมถึงเนื้อหาอื่น ๆ โดยวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เพื่อนร่วมงานอยู่ เพื่อศึกษาว่ารูปแบบการสื่อสารของตนมีปัญหาหรือไม่ และหากมี จะแก้ไขได้อย่างไร </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;"></div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">ตัวอย่างของการสร้างขัอจำกัดและขอบเขต</strong>เพื่อให้การทำงานแบบไฮบริดมีคุณภาพขึ้น ประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แบ่งพื้นที่ทำงานกับพื้นที่นั่งเล่นให้ชัดเจน และหากเป็นไปได้พื้นที่นั้นควรมีทางเข้า-ออกเพื่อจำลองสถานการณ์จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อธิบายกับครอบครัวให้ชัดเจนว่าการทำงานที่บ้านไม่เหมือนกับวันหยุดที่สามารถใช้เวลาได้ตามใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน โดยอ้างอิงจากเวลาทำงานตามปกติ หรือกำหนดเป็นตัวเลข เช่น</span><b>ฉันจะทำงานวันละ 9 ชั่วโมงเท่านั้น</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างทัศนคติว่า</span><b>หากทำงานหนักได้ ก็ต้องพักผ่อนได้</b><span style="font-weight: 400;"> แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะบังคับตัวเองอย่างไร ก็ให้ใช้วิธี</span><b>กำหนดกิจกรรมเพิ่มเติม</b><span style="font-weight: 400;"> เช่นการซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ล่วงหน้าเพื่อบังคับให้ตัวเองลุกออกจากโต๊ะทำงาน </span></li>
</ul>
<h2>ประโยชน์ที่เกิดขึ้นเมื่อรู้จักกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีรูปแบบการทำงานดีจะให้ความสำคัญกับสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นพิเศษ ความเข้าใจเรื่องนี้จะสะท้อนออกมาผ่านการสื่อสาร (Communication), การเจรจา (Negotiation) ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กร (Company’s Culture) ที่ส่งเสริมกันโดยเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง </span><b>เราสามารถสรุปประโยชน์ของการกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน</b><span style="font-weight: 400;">ออกมาดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10959 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.04.17.png" alt="Screen Shot 2565 03 21 at 21.04.17" width="738" height="487" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 630"></p>
<h3>การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานจะทำให้พนักงานในทีมรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง (Authentic Selves) มากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทุกฝ่ายรับรู้ร่วมกันว่าจะไม่มีใครเอาเปรียบภายในองค์กร ทุกคนก็จะกล้านำเสนอความเป็นตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะเจอการร้องขอที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกตั้งคำถามในสิ่งที่เราเชื่อมั่น ทุกคนจะรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่อาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ กล่าวได้ว่าการตีกรอบอย่างเหมาะสมคือรากฐานของการสร้าง </span>“ที่ทำงานที่ดี” (Healthy Workplace)</p>
<h3>การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานจะทำให้พนักงานในทีมจัดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) ได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรารู้ว่าขีดจำกัดของการทำงานคืออะไร เราก็จะรู้ว่ามีเวลาเหลือให้กับกิจกรรมอื่น ๆ มากน้อยแค่ไหน เราสามารถนำข้อมูลตรงนี้ไปวางแผนพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม เช่นสมัครเรียนออนไลน์, ออกกำลังกาย, เข้าคอร์สดูแลสุขภาพ ฯลฯ โดย</span><a href="https://www.prnewswire.com/news-releases/new-research-shows-that-flexible-working-is-now-a-top-consideration-in-the-war-for-talent-300818790.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก </span><a href="https://www.iwgplc.com/en-gb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">IWG</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานแบบไฮบริด กล่าวว่าพนักงานในสหรัฐอเมริกากว่า 80% ยินดีอยู่กับองค์กรต่อไปหากให้ความสำคัญกับการจัดสมดุลชีวิต และ</span>พนักงานจะเลือกองค์กรที่มีเวลาทำงานยืดหยุ่น (Flexible Hours) มากกว่าองค์กรที่ให้วันลาเพิ่ม<span style="font-weight: 400;">ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การขยายองค์กรจะเป็นเป้าหมายที่แสดงถึงความสำเร็จ แต่ผู้บริหารจะเอาแต่คิดถึงเรื่องธุรกิจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกลไกทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรบุคคล (Human Resources) หากคนของเรารู้สึกว่าการทำงานเป็นภาระ ก็ไม่มีทางที่องค์กรจะพัฒนาไปได้ไกล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10012 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/mohamed-nohassi-odxB5oIG_iA-unsplash.jpg" alt="20 เคล็ดลับกับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance)" width="640" height="427" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 631"></p>
<h3>การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานจะทำให้ทีมสื่อสารกันได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกตามดูว่าเวลาขอความช่วยเหลือจากใครสักคน บางครั้งเราต้องพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย เพราะความเกรงใจและเพื่อหว่านล้อมให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ทัศนคตินี้ทำให้การพูดคุยใช้เวลามากเกินความจำเป็น ในทางกลับกันหากเรารู้ว่าขีดจำกัดที่ตรงไหน มีแง่มุมใดบ้างที่เขาจะยอม และแง่มุมใดบ้างที่เขาจะปฏิเสธ เราก็ไม่ต้องเสียเวลาไปร้องขอเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการ</span>ข้ามเส้น<span style="font-weight: 400;">อีกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับรู้ข้อจำกัดของกันและกันจะช่วยให้เราทำงานไวขึ้น เช่น</span>หากเราบอกว่ามีเวลาแค่ 10 นาที <span style="font-weight: 400;">เราก็จะรีบเข้าเนื้อหาแบบไม่อ้อมค้อม ไม่พูดไปเรื่อยจนเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ หรือหากเราตั้งวัตถุประสงค์การประชุมให้ชัดเจน ไม่คุยในหัวข้อที่อยู่นอกเหนือจากประเด็นที่กำหนดเอาไว้ เราก็จะมีเวลาไตร่ตรองเนื้อหาและมีแนวทางปฏิบัติที่กระชับสอดรับกับเป้าหมายมากกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181224-mrapichat1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-692 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/apichateyecatch.001.png" alt="apichateyecatch.001" width="735" height="425" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 632"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181224-mrapichat1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">แนวทางแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ภายในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขอบเขตเป็นสิ่งจำเป็นในทุกแง่มุมของชีวิต เพราะจะช่วยดูแลสภาพกายและใจของเราให้สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน, การสื่อสาร หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ในทางกลับกันชีวิตที่ปราศจากขีดจำกัดอาจทำให้เราเข้าสู่สภาวะ “สุดโต่ง” ที่ใช้พลังงานมากจนเกินควรและไม่เกิดประโยชน์กลับมาอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าการทำงานที่ดีคือการเป็นคนที่สามารถจัดสมดุลระหว่างเวลางานกับเวลาพักให้เป็นระบบ เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถทำงานตลอดเวลาได้ คนที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนจึงพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าคนที่พยายามแบบไม่วางแผนอะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเบื้องต้นองค์กรสามารถช่วยเหลือทั้งด้วยการทำแบบสอบถามเพื่อรับฟังความเห็น (Feedbacks) และการจัดอบรมให้พนักงานมีความรู้เท่าทันกับทุกกระแสที่เกิดขึ้นในโลกการทำงาน หากคุณยังไม่เคยเข้าสู่โลกของการอบรม หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใช้บริการและผลิตภัณฑ์ HR อย่างไร เราขอแนะนำ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มค้นหา HR Products &amp; Services ที่ครบเครื่องที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ เราก็มีตัวช่วยให้คุณแบบ</span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิก</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียวจบ !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="10 Rules of Boundary : กลยุทธ์สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 633" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221104-healthy-boundary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Nov 2022 11:26:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Boundary]]></category>
		<category><![CDATA[ขอบเขตการทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221104-healthy-boundary/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว (Healthy Boundary) ได้ถูกทำลายลงไปมากหลังการเกิดขึ้นของโควิด-19 การเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พนักงานหมดไฟ (Burnout) และนำไปสู่การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ในเวลาต่อมา การกำหนดขอบเขตจึงเป็นกลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะจะช่วยให้เราแบ่งเวลาได้ดีขึ้น แถมยังช่วยตีกรอบให้เราไม่หลุดประเด็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักในยุคที่พนักงานไม่ได้พบหน้ากันบ่อยอย่างที่เคย พนักงานหลายคนกลายเป็น Yes Man เพราะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายเสียใจ และกลัวว่าการปฏิเสธจะตัดโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ นี่คือปัญหาที่ HR ต้องแก้ไขโดยเร็ว การกำหนดขอบเขตไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงเรื่องจิตใจ, กายภาพ, เวลา และวัตถุ เป้าหมายสำคัญของการกำหนดขอบเขตคือการสร้างความสมดุลให้ชีวิต (Work-Life Balance) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป  คนทำงานในปัจจุบันคงได้ยินคำว่า “การกำหนดขอบเขต” (Set Boundaries) อยู่บ่อยครั้ง เพราะการเกิดโควิด-19 ได้ทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ทั้งด้านการทำงานและการเข้าสังคม ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงานจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราแบ่งเวลาทำงาน (Work Time) กับเวลาอยู่บ้าน (Home Time) ได้ดีขึ้น แถมยังช่วยลดการเอาเปรียบ, ยกระดับการสื่อสาร ตลอดจนช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานให้เป็นระบบกว่าเดิม การสร้าง Healthy [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว (Healthy Boundary) ได้ถูกทำลายลงไปมากหลังการเกิดขึ้นของโควิด-19 การเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พนักงานหมดไฟ (Burnout) และนำไปสู่การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) ในเวลาต่อมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขอบเขตจึงเป็นกลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะจะช่วยให้เราแบ่งเวลาได้ดีขึ้น แถมยังช่วยตีกรอบให้เราไม่หลุดประเด็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักในยุคที่พนักงานไม่ได้พบหน้ากันบ่อยอย่างที่เคย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานหลายคนกลายเป็น Yes Man เพราะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายเสียใจ และกลัวว่าการปฏิเสธจะตัดโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ นี่คือปัญหาที่ HR ต้องแก้ไขโดยเร็ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขอบเขตไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงเรื่องจิตใจ, กายภาพ, เวลา และวัตถุ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายสำคัญของการกำหนดขอบเขตคือการสร้างความสมดุลให้ชีวิต (Work-Life Balance) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13007 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1126856471_410708.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="785" height="441" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 641"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทำงานในปัจจุบันคงได้ยินคำว่า </span><b>“การกำหนดขอบเขต”</b><span style="font-weight: 400;"> (Set Boundaries) อยู่บ่อยครั้ง เพราะการเกิดโควิด-19 ได้ทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ทั้งด้านการทำงานและการเข้าสังคม ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงานจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราแบ่งเวลาทำงาน (Work Time) กับเวลาอยู่บ้าน (Home Time) ได้ดีขึ้น แถมยังช่วยลดการเอาเปรียบ, ยกระดับการสื่อสาร ตลอดจนช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานให้เป็นระบบกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง Healthy Boundary มีหลักการอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขต (Setting Healthy Boundaries) คืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานหมายถึงการสร้างจุดสิ้นสุดให้กับสิ่งที่กำลังทำอยู่เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยหรือเสียพลังชีวิตมากเกินไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดได้ทำให้คนเกิดอาการหมดไฟ (Burnout) ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างอุ่นใจเหมือนเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานไม่ใช่เรื่องของพนักงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายบุคคล (HR), กลุ่มผู้นำและผู้บริหาร (Leaders) เพื่อวางนโยบายให้สอดคล้องกัน หากบริษัทไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็จะไม่สามารถต่อกรกับกระแสโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation), การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ (Methods of Learning) หรือแม้แต่การเลือกสวัสดิการ (Employees Benefits) ให้เหมาะกับความต้องการของพนักงาน ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนองค์กรให้ดีขึ้น ก็ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่าวิธีการทำงานในองค์กรได้ให้ความปลอดภัยทางด้านร่างกายและจิตใจมากพอหรือยัง</span></p>
<p><a href="https://www.estherperel.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">คุณเอสเธอร์ เพเรล (Esther Parel)</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักจิตบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์เจ้าของหนังสือเรื่อง </span><a href="https://www.amazon.com/Mating-in-Captivity-Esther-Perel-audiobook/dp/B000IB0EYI/ref=sr_1_3?adgrpid=80384179414&amp;gclid=Cj0KCQjwnvOaBhDTARIsAJf8eVOJ3ETeY7kFj_g97BcpHJ6DDigl_x7B0l9tODHsM4MW6iB85aXAL9AaAmT0EALw_wcB&amp;hvadid=585362629827&amp;hvdev=c&amp;hvlocphy=1012728&amp;hvnetw=g&amp;hvqmt=b&amp;hvrand=58691690093378918&amp;hvtargid=kwd-300357740871&amp;hydadcr=20305_13331927&amp;keywords=esther+perel+books&amp;qid=1667027400&amp;qu=eyJxc2MiOiI0LjE5IiwicXNhIjoiMy43MCIsInFzcCI6IjMuNTQifQ%3D%3D&amp;sr=8-3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mating in Captivity: Unlocking Erotic Intelligence</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานหมายถึง</span><b>การรู้ว่าเวลาใดที่ควรมีปฏิสัมพันธ์ (Connection) และเวลาใดที่ควรแยกตัวออกมา (Separateness) </b><span style="font-weight: 400;">เพราะทุกครั้งที่เราเปิดโอกาสให้สิ่งใดเข้ามาในชีวิต เราต้องรู้ให้ได้ว่าจะวางมันไว้ตรงจุดไหน และพฤติกรรมแบบใดที่ถือว่าก้าวข้ามข้อจำกัดหรือขอบเขตดังกล่าวไปแล้ว สรุปโดยง่ายว่าการทุ่มเทให้กับสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ให้คิดว่าสิ่งนั้นจะเข้ามาอยู่กับเราเพียงชั่วคราว  ไม่จำเป็นต้องเสียสละจนทำร้ายตัวเองแต่อย่างใด </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-over-workload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11675 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1211071168-6-scaled.jpg" alt="shutterstock 1211071168 6 scaled" width="600" height="370" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 642"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-over-workload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Over Workload ทำงานจนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ขีดจำกัดและขอบเขตการทำงาน (Working Boundaries) ที่สำคัญ 5 ข้อประกอบด้วยอะไรบ้าง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13008 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/getty_1225070980_ddauxk.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="528" height="297" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 643"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานจำเป็นต้องทำอย่างเหมาะสม เพราะเรื่องบางเรื่องก็ควรปล่อยให้ไหลไปตามสถานการณ์โดยควบคุมเพียงหลวม ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เหตุนี้การฝึกอบรมพนักงานจึงเป็นอีกกลไกที่จะช่วยให้เรารู้ว่าสถานการณ์แต่ละอย่างเหมาะกับพฤติกรรมแบบใดและบริบทใดบ้างที่เราควรตั้งขอบเขตขึ้นมาได้แล้ว โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้</span></p>
<h3>ขีดจำกัดและขอบเขตด้านจิตใจ (Mental Boundaries)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงการปกป้องตัวเองไม่ให้ใช้พลังไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่นการเข้าร่วมประชุมที่เปล่าประโยชน์,​ การทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาของคนอื่น หรือแม้แต่การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครเห็นค่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่สามารถโฟกัสอยู่กับเรื่องที่ควรให้ความสำคัญที่สุด (Valuable Focus) ซึ่งนับเป็นรากฐานของปัญหาและเป็นขีดจำกัดแรกที่เราต้องสร้างขึ้นมา อนึ่งเราสามารถเริ่มตีกรอบให้กับเรื่องนี้ด้วยการ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ออฟฟิศหรือที่บ้าน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พูดคุยกับทีมให้มากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้แต่ละฝ่ายรู้หน้าที่รับผิดชอบ และจัดลำดับความสำคัญได้อย่างมีแบบแผนกว่าเดิม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธการเข้าประชุมที่ไม่เกิดประโยชน์ทั้งกับตัวเองและองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้วันลาอย่างเหมาะสมเพื่อการผักผ่อนและดึงตัวเองออกจากความเครียดในเวลาที่ต้องการ</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 363px;">
<tbody>
<tr style="height: 363px;">
<td style="width: 100%; height: 363px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11037 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/istockphoto-1355668305-170667a.jpeg" alt="istockphoto 1355668305 170667a" width="509" height="339" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 644"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ควรทำอย่างไรถ้าเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ขีดจำกัดและขอบเขตด้านกายภาพ (Physical Boundaries)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงการสร้างกรอบให้กับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ไม่ให้คนหรือสถานการณ์ใดพาคุณไปอยู่ในจุดที่อันตรายหรือรู้สึกไม่สบายใจเด็ดขาด ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harrasment) หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการทักทาย (Greetings) ตามวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อนึ่งเราสามารถเริ่มตีกรอบให้กับเรื่องนี้ด้วยการ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้การยกมือไหว้สวัสดีหรือใช้การจับมือแทนการสวมกอดหรือจุมพิต แม้จะเข้าใจในวัฒนธรรมการทักทายของฝ่ายตรงข้ามก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปิดกล้องขณะประชุมออนไลน์ ในสถานการณ์ที่รู้สึกไม่สบายใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตัดสินใจลางานทันทีเมื่อรู้สึกว่าถูกก้าวล่วงโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายสาเหตุมากมายจนกระทบจิตใจ ให้พูดเพียงแค่ประเด็นที่จำเป็นสำหรับการลางาน และส่งผลต่อการทำงานของทีมเท่านั้น</span></li>
</ul>
<h3>ขีดจำกัดและขอบเขตด้านอารมณ์ (Emotional Boundaries)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเจ็บปวดทางอารมณ์เป็นประเด็นที่อ่อนไหว เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย เปรียบง่าย ๆ ว่าอารมณ์แง่ลบที่ไม่ถูกแก้ไขโดยเร็วจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต แต่ปัญหาคือในโลกความเป็นจริง มนุษย์มักกลัวที่จะแสดงความอ่อนแอ (Weakness) จึงมักเกิดความรู้สึกที่สะสมกดทับกันไปเรื่อย ๆ   ดังนั้นปัจจัยแรกที่เราต้องทำให้ได้ก็คือ</span>การยอมรับว่าความเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา<span style="font-weight: 400;">และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดูแลสุขภาพใจของตัวเองอีกแล้ว เมื่อเข้าใจตรงนี้ เราก็จะกล้าแสดงออกตามความเป็นจริง เช่นดีใจเมื่อทำงานสำเร็จ, เสียใจเมื่องานล้มเหลว, โกรธเมื่ออีกฝ่ายไม่ทุ่มเทอย่างที่คิด เป็นต้น</span></p>
<p>การยอมรับทุกความรู้สึกในชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่มนุษย์จะเข้าใจมากขึ้นเมื่อฝึกฝนเป็นประจำ<span style="font-weight: 400;"> อนึ่งเราสามารถเริ่มตีกรอบให้กับเรื่องนี้ด้วยการ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไม่ไหลไปตามอารมณ์ของผู้อื่น เช่นหากเพื่อนร่วมงานอารมณ์เสียและแสดงกริยาหยาบคาย  ก็ไม่ควรเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องใครก็ตาม ให้มองภาพรวมว่าหากเราทำแบบนั้น จะเกิดปัญหาใดตามมาบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คุยกับหน้างานให้ชัดเจนว่าเราไม่ชอบพฤติกรรมการทำงานแบบไหน และหาทางแก้ไขร่วมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไม่ปล่อยให้ทัศนคติของคนอื่นมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของเรามากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว</span></li>
</ul>
<h3>ขีดจำกัดและขอบเขตด้านเวลา (Time Boundaries)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาของทุกคนเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครที่ควรเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นการตีกรอบด้านเวลาจึงหมายถึงการบริหารจัดการให้เราสามารถใช้เวลากับทุกเรื่องที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยอ้างอิงอยู่บนบริบทของความเหมาะสมและการจัดลำดับขั้น (Prioritize) ที่แตกต่างกัน อนึ่งเราสามารถเริ่มตีกรอบให้กับเรื่องนี้ด้วยการ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กล้าปฏิเสธคำเชิญหากรู้สึกว่าไม่สอดคล้องหรือคุ้มค่ากว่าแผนเดิมที่วางไว้ ทั้งนี้เราอาจใช้วิธีเสนอทางเลือกอื่น ๆ (Solutions) เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้ที่เอ่ยปากชวนก็ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ออกตัวล่วงหน้าว่าเรามีเวลาให้กับเรื่องนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน เช่นการตอบรับคำเชิญแต่แจ้งหมายเหตุว่าเราสามารถอยู่ได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถามตัวเองว่าคำเชิญที่ได้รับทำให้ชีวิตของเราลำบากหรือไม่ โดยย้อนกลับไปมองบริบทด้านอารมณ์และสภาพจิตใจเป็นที่ตั้ง</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181210-thsuccessofattendance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-11151 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/young-man-black-suit-holding-clock-front-his-face.jpg" alt="กรณีตัวอย่างของระบบการจัดการบริหารเวลาที่ประสบความสำเร็จ" width="600" height="370" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 645"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181210-thsuccessofattendance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วิธีบริหารจัดการเวลาของคนที่ประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรดีนะ ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ขีดจำกัดและขอบเขตด้านวัตถุ (Material Boundaries)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กรอบสุดท้ายที่เราต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องของวัตถุที่เรา</span>ครอบครอง<span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นวัตถุขนาดเล็กอย่างปากกา,​ โทรศัพท์, คอมพิวเตอร์ หรือวัตถุขนาดใหญ่อย่างรถยนต์, บ้าน ฯลฯ เราต้องแยกให้ออกว่าสิ่งของชิ้นใดที่สามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ และสิ่งของใดที่ควรเก็บไว้ส่วนตัว เพราะในความเป็นจริงเราต่างเคยเจอเพื่อนร่วมงานยืมของเล็ก ๆ น้อย ๆ และนำไปใช้โดยปราศจากความใส่ใจ ดังนั้นการสร้างขีดจำกัดและขอบเขตด้านวัตถุจะช่วยปกป้องความเจ็บปวดอื่น ๆ ที่อาจพบเจอในแต่ละวัน อนึ่งเราสามารถเริ่มตีกรอบให้กับเรื่องนี้ด้วยการ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธตามความเป็นจริง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะนำไปสู่ปัญหาใด ๆ หากตั้งอยู่บนหลักของความถูกต้อง เพราะความเกรงใจถือเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องมอบให้เราเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เสนอทางเลือก เช่นปฏิเสธไม่ให้ยืมเงิน แต่ก็ยินดีช่วยในด้านอื่น ๆ แทนตามความเหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ให้ยืมตามคำขอ แต่กำหนดวันคืน (Deadline) ให้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องไม่กลัวที่จะติดตามสิ่งของหากผู้ยืมไม่คืนในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าการสร้างขีดจำกัดและขอบเขตแต่ละประเภทมีความเกี่ยวข้องกันเสมอ การตีกรอบให้เรื่องหนึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจเรื่องอื่นควบคู่กันไปด้วยเท่านั้น เหตุนี้ HR จึงต้องหาข้อมูลว่าพนักงานในการดูแลของตนมีทักษะด้านนี้มากพอหรือไม่ เพราะท้ายสุดแล้วการตีกรอบให้เป็นคือรากฐานของคำว่า </span>“รักตัวเอง” <span style="font-weight: 400;">ที่ทุกคนควรมี</span></p>
<h2>เลิกเป็น Yes Man ! เริ่มกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานได้แล้ว</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13009 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/AAAABZ8HnCYIipHhGNND85hx-JxLWLczOa-t41GMMvQtuxVU2prNIECKt6fbWb2QnDGMh3UEHmwuDsWPg9htfznWAVH7RGaAMN8ITbH4.jpg" alt="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน" width="512" height="288" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 646"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไม่รู้จักสร้างขอบเขตการทำงาน จะทำให้เรากลายเป็นคน </span><b>“อะไรก็ได้” </b><span style="font-weight: 400;">หรือเรียกเป็นคำคุ้นหูว่า </span><b>Yes Man </b><span style="font-weight: 400;">โดยคนลักษณะนี้มักมีปัญหาในการทำงานเพราะเพื่อนร่วมงานไม่เกรงใจ แถมการรับผิดชอบหน้าที่แบบเกินตัวจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่หรือแค่เสมอตัว และต้องทุ่มเทเพิ่มไปอีกขั้นหากต้องการให้ผลงานออกมาดีซึ่งไม่ใช่วิธีทำงานที่ถูกต้อง อนึ่งการตอบตกลงโดยไม่รู้ตัวมีคำเรียกแบบเจาะจงว่า </span><b>“Yes Autopilot”</b><span style="font-weight: 400;"> เกิดจากความไม่มั่นใจตัวเอง (Lack of Confidence) เพราะขาดความรู้หรือเคยถูกล้ำเส้นในวัยเด็กจนไม่เชื่อในการสร้างขีดจำกัดให้ชีวิตอีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่น่าสนใจอื่น ๆ ของการเป็น Yes Man คือการเกิด</span><b>สภาวะ FOMO</b><span style="font-weight: 400;"> (Fear of Missing Out) หมายถึง</span><b>ความกลัวที่จะพลาดเหตุการณ์สำคัญ </b><span style="font-weight: 400;">ทำให้ไม่กล้าตั้งขีดจำกัดหรือกำหนดขอบเขตขึ้นมา เพราะเอาแต่คิดว่า </span><b><i>“จะทำอย่างไรหากมีเรื่องดี ๆ เกิดขี้นตอนที่ฉันไม่อยู่” </i></b><span style="font-weight: 400;">เลยเลือกตอบตกลงไว้ก่อนเพื่อการันตีว่าตนจะไม่ถูกมองข้าม ซึ่ง</span><b>ดร.นาตาลี คริสทีน ดัตติโล่ (Natalie Christine Dattilo) </b><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก</span><b>มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าความคิดแบบนี้จะนำไปสู่การเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Attack), การย้ำคิดย้ำทำ (Compulsive Disorders) และการเหนื่อยโดยไม่จำเป็น (Overscheduling) เพราะอยากปรากฏตัวในทุกสถานการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจาก </span><a href="https://www.entrepreneur.com/en-au/lifestyle/being-a-yes-person-could-be-bad-for-health/321302" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Entrepreneur</span></a><span style="font-weight: 400;"> จึงสรุปว่าก่อนที่จะตกลงรับงานใดก็ตาม เราต้องเริ่มจากการดูว่าตารางชีวิตเป็นอย่างไร มีช่องว่างมากพอหรือไม่ และไม่รับงานที่ทำให้เราต้องใช้เวลาชีวิตมากขึ้นเด็ดขาดหากไม่มีแนวทางรับมือที่เหมาะสม ที่สำคัญการตอบตกลงพร่ำเพรื่อยังอาจทำให้เราเสียโอกาสที่สำคัญในชีวิตเพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่างานในฝันจะเข้ามาเมื่อใด การสร้างขีดจำกัดและกำหนดขอบเขตการทำงานจึงเป็นวิธี “เตรียมพร้อม” สำหรับการเติบโตในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง</span></p>
<h2>บทสรุป Healthy Boundary</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวัยหนึ่ง เราอาจคิดว่าการทุ่มเทกับงานแบบหามรุ่งหามค่ำเป็นภาพแสดงของความจริงจัง และหวังว่าผลงานดังกล่าวจะทำให้ผู้นำองค์กรพอใจจนนำไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ แต่ความจริงนั้นความคิดเห็นของคนอื่นเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ยากหากเทียบกับการปรับทัศนคติตัวเองที่ควบคุมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เหตุนี้การกำหนดขีดจำกัดและขอบเขตการทำงานจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยจัดสมดุลชีวิตให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น นี่คือจุดที่ HR, หัวหน้าทีม และผู้นำองค์กรต้องให้ความสำคัญ ทั้งด้วยการทำแบบสอบถามเพื่อรับฟังความเห็น (Feedbacks) และการจัดอบรมให้พนักงานมีความรู้เท่าทันกับทุกกระแสที่เกิดขึ้นในโลกการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่เคยเข้าสู่โลกของการอบรม หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใช้บริการและผลิตภัณฑ์ HR อย่างไร เราขอแนะนำ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มค้นหา HR Products &amp; Services ที่ครบเครื่องที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ เราก็มีตัวช่วยให้คุณแบบ</span><span style="font-weight: 400;">คลิก</span><span style="font-weight: 400;">เดียวจบ !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="Healthy Boundary : ชีวิตดีแน่แค่รู้จักตีกรอบ สร้างขีดจำกัด และกำหนดขอบเขตการทำงาน 647" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="green-highlighter">Sources</strong></b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://indeedhi.re/3SVPXKF" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3SVPXKF</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://indeedhi.re/3FvSjx2" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3FvSjx2</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3DovIzz" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3DovIzz</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3WeH4yX" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3WeH4yX</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Wfa5ud" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Wfa5ud</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221027-the-art-of-rejection/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Oct 2022 06:45:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิเสธ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221027-the-art-of-rejection/</guid>

					<description><![CDATA[รู้จักศาสตร์ของการปฏิเสธและรับมือกับความผิดหวังเป็นอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การปฏิเสธ (Rejection) เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยง บางคนไม่มีศิลปะของการปฏิเสธ (Art of Rejection) เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตมากกว่าเดิม และนักธุรกิจชั้นนำมากมายก็เคยเผยว่าตนเจอกับการถูกปฏิเสธมานับไม่ถ้วนก่อนที่จะประสบความสำเร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การปฏิเสธไม่ใช่การสาดพลังลบใส่กัน แต่เป็นการตัดสินใจที่ผ่านกระบวนความคิด, ประสบการณ์ และพิจารณาจากความน่าจะเป็นแล้วว่าแนวทางดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์ส่วนใหญ่มีความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ไม่ใช่แค่เรื่องงานเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องความรัก, ความคิดสร้างสรรค์ และการเข้าสังคม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ผู้นำ และพนักงานจึงควรศึกษาศาสตร์แห่งการปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิงเพื่อใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด การสนใจเรื่องพื้นฐานแบบนี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการศึกษานวัตกรรมใหม่ ๆ เลยด้วยซ้ำ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12836 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_2182216421.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 648"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าใครก็เคยถูกปฏิเสธด้วยกันทั้งนั้น จะเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่หรือนักธุรกิจระดับโลกก็หนีเรื่องนี้ไปไม่พ้น แต่สิ่งที่จะทำให้คนแตกต่างกันก็คือ “วิธีรับมือกับการถูกปฏิเสธ” บางคนเลือกที่จะเศร้าและผิดหวังไปกับมัน ขณะที่บางคนใช้เรื่องนี้เป็นแรงผลักดันเพื่อกลับไปคิดค้นนวัตกรรมที่ใหม่กว่า, ดีกว่า, ตอบโจทย์กว่า จนตกตะกอนเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยอย่างการปฏิเสธ หากถูกนำไปใช้อย่างถูกที่ถูกเวลาภายใต้กรอบความคิดที่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้องค์กรของคุณก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตร์ของการปฏิเสธและรับมือกับความผิดหวังเป็นอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การถูกปฏิเสธ (Rejection) มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12839 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/rejection_23315_23317.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 649"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดามิติของการทำงานนั้น “การถูกปฏิเสธ” ถือเป็นแง่มุมที่น่าสนใจมาก เพราะขณะที่มันสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับผู้คนแล้ว มันก็จะสร้างกลไกเรียนรู้บางอย่างที่ทำให้เกิดพัฒนาการและเกิดประโยชน์กับองค์กรไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการฝึกตัวเองให้สามารถรับมือกับการถูกปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องแผนงาน, การเจรจา หรือแม้แต่ความสัมพันธ์จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้นได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุสำคัญอีกอย่างที่เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเพราะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธได้เลย เราจึงต้องหาประโยชน์จากแง่มุมต่าง ๆ ให้มากที่สุด เพราะการถูกปฏิเสธอาจเป็นการช่วยดึงเรากลับมาสู่โลกความเป็นจริงเพื่อบอกว่าวิธีคิดนั้น ๆ มีข้อผิดพลาดและมีจุดที่ต้องปรับปรุง ประเด็นนี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่ในบริบทแง่ลบเสมอไป แต่กลับหมายถึงภาพสะท้อนจากประสบการณ์ของผู้ปฏิเสธที่พยายามแนะนำว่ามีมุมมองอื่น ๆ ที่ควรนำมาใช้มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ทุกครั้งที่คุณถูกปฏิเสธ ให้คิดเสมอว่าคุณกำลังเข้าใกล้ความถูกต้องเพิ่มไปอีกขั้นแล้ว</span></p>
<h2>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ (Rejection) คืออะไร ส่งผลกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12840 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Relationship-Mistakes-Couples-Make-and-Need-to-Avoid.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="562" height="374" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 650"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเหตุผลทางจิตวิทยานั้นกล่าวว่าเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การถูกยอมรับจากคนอื่นจึงเป็นสิ่งที่เรามองหาเสมอ ไล่มาตั้งแต่การได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนในยุคบรรพบุรุษเรื่อยมาจนถึงการอยู่ในความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรักในปัจจุบัน การถูกขับไล่หรือปฏิเสธจากสังคมถูกมองเป็นความเจ็บปวดที่พร้อมกดทับเราทันทีหากไม่รู้จักวิธีรับมืออย่างถูกต้อง</span></p>
<p><b>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ</b><span style="font-weight: 400;">ส่งผลกับการทำงานในหลากหลายแง่มุม เช่น </span><span style="font-weight: 400;">การพูดในที่สาธารณะ</span><span style="font-weight: 400;"> (Public Speaking) ไม่ว่าจะเพื่อขายงานลูกค้าหรือนำเสนอความคิดเห็นให้คนในองค์กร หากผู้พูดกลัวสายตาต่อต้านและความคิดเห็นจากคนอื่นก็อาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจได้เลย </span></p>
<p><b>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ</b><span style="font-weight: 400;">ยังรวมถึงสภาวะกลัวสังคม (Social Anxiety) ที่ถือเป็นปัญหาทางจิตใจ (Mental Health) ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่อยากพูดอะไรที่น่าอายจนกลายเป็นตัวตลก โดยจุดที่น่ากังวลที่สุดคือการฝืนตัวเองเพื่อทำพฤติกรรมที่ตนเองก็ไม่ชอบเพียงเพราะอยากเอาใจคนรอบตัว ทัศนคติแบบนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดทีละเล็กทีละน้อยจนท้ายสุดเราก็จะกลายเป็นคนที่ต้องหนีไปเสียเอง </span></p>
<p><b>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ</b><span style="font-weight: 400;">จึงเป็นเรื่องที่ส่งผลทั้งด้านส่วนตัว (Personal) และส่วนรวม (Professional) นำไปสู่การคาดหวังจากในด้านต่าง ๆ โดยไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จนเกิดเป็นความขุ่นข้องหมองใจ (Angriness), ความอิจฉา (Jealously) ตลอดจนความขัดแย้ง (Conflict) ซึ่งจุดที่อันตรายที่สุดคือการเป็นโรค </span><b>RSD </b><span style="font-weight: 400;">(Rejection Sensitive Dysphoria) หรือ</span><b>อาการหวั่นไหวเป็นพิเศษต่อการถูกปฏิเสธ </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อนึ่งความกลัวที่จะถูกปฏิเสธประกอบด้วยแง่มุมเบื้องต้นดังต่อไปนี้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12526 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/man-white-shirt-wearing-glasses-pointing-with-index-fingers-his-fake-smile-sitting-table-with-laptop-office-folders-blue-wall-working-office_141793-127949.jpeg" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 651"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธในด้านการทำงาน (Careers)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานกับการเรียกร้องบางอย่างเป็นของคู่กัน เช่น การขอขึ้นตำแหน่ง, การขอขึ้นเงินเดือน หรือแม้แต่การแสดงความเห็นทั้งด้านบวกและลบ ดังนั้นหากกลัวว่าคำขอของเราจะถูกปฏิเสธและเลือกที่จะเก็บความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ที่ตัวเพียงคนเดียว เราก็มีสิทธิ์พลาดโอกาสอีกมากมายในชีวิตการทำงาน รวมถึงผลตอบแทนที่ควรจะได้รับตามสมควรอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกลัวอีกอย่างที่ส่งผลกระทบกับงานโดยตรงคือความกลัวการสัมภาษณ์งาน (Interview Anxiety) ไม่กล้ายื่นใบสมัครเพราะคิดว่าตนมีศักยภาพไม่มากพอจนอาจทำได้ไม่ดีในการสัมภาษณ์ เชื่อมั่นไปล่วงหน้าว่าตนต้องไม่ผ่านการคัดเลือกแน่นอน เป็นต้น ความกลัวในลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นได้กับคนที่ทำงานในองค์กรหนึ่งเป็นเวลานานจนคิดว่าไม่สามารถย้ายไปทำงานที่อื่นได้อีกแล้ว ปัญหานี้เรียกว่าความกลัวงานใหม่ (New Job Anxiety) นั่นเอง</span></p>
<h3>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธในด้านการเข้าสังคม (Social)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่กลัวการถูกปฏิเสธจากสังคมมักเลือกอยู่คนเดียว ไม่อยากรวมกลุ่มและพูดคุยกับคนอื่น ความกลัวนี้อาจเกิดจากสาเหตุใดก็ได้ เช่นไม่มีหัวข้อในการพูด, กลัวพูดแล้วดูไม่ฉลาด, การลืมชื่อผู้ฟัง, หรือเป็นแค่การไม่ชอบวิธีพูดของคนอื่นก็ได้ ความกลัวนี้จะทำให้เราขาดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมถึงการปรับตัวเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้จากเหตุการณ์จริงเท่านั้น อนึ่งความกลัวสังคมจะนำไปสู่ความกลัวความสัมพันธ์ (Relationship Anxiety) ทำให้ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาตรง ๆ จนสร้างความอึดอัดให้คนรอบข้าง หากปล่อยไว้นาน ก็จะกลายเป็นคนที่ถูกสังคมปฏิเสธไปจริง ๆ </span></p>
<h3>ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธในด้านการสร้างสรรค์ (Creativity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ใหม่กับการทดลองเป็นของคู่กัน ดังนั้นหากเรากลัวการปฏิเสธ เราก็จะเลือกทำแต่สิ่งที่มั่นใจในผลลัพธ์แง่บวก ไม่กล้านำเสนอไอเดียที่อาจทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย คนที่มีทัศนคติแบบนี้จะไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เลย ซึ่งท้ายสุดจะนำไปสู่ความกลัวทางธุรกิจ (Business Anxiety) กลัวว่างานของตนจะสู้คู่แข่งไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วการถูกปฏิเสธถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8295 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/572b634decd9a1bc044eb894d7e4851e-1.jpg" alt="Creative Recruitment ดึงดูด พนักงาน พรสวรรค์ HR NOTE" width="500" height="250" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 652"></a></div>
<div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Creative Recruitment : สร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์</a></div>
</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็นคนที่กลัวการถูกปฏิเสธ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นิสัยสำคัญของคนที่กลัวการถูกปฏิเสธคือการนึกถึงความสุขของคนอื่นก่อนตนเอง และเชื่อว่าการบอกความรู้สึกของตนออกไปเป็นเรื่องน่ารังเกียจ อาจด้วยความเกรงใจหรือมองว่าตนไม่มีคุณค่ามากพอหากเทียบกับคนอื่น ปัญหานี้อาจเกิดจากความไม่มั่นใจตนเองหรืออยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา (Toxic Relationship) มายาวนาน เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถอธิบายสัญญาณของคนที่กำลังกลัวการถูกปฏิเสธได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามทำให้คนอื่นมีความสุขตลอดเวลา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามแบกความรับผิดชอบมากเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปฏิเสธ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามยิ้มในทุกโอกาสจนคนสังเกตว่ามองโลกในแง่ดีเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามทำงานให้ผิดพลาดน้อยที่สุดและเป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionism)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ไม่กล้าขอความช่วยเหลือหรือแสดงความอ่อนแอออกมา</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรู้สึกว่าตนหรือคนใกล้ตัวกำลังแสดงสัญญาณเหล่านี้ อย่าปล่อยให้ต้องสู้เพียงคนเดียวเด็ดขาด ให้รีบสอบถามฝ่ายบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อเข้ามาช่วยเหลือทันทีเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันหรือการเกิดปัญหาอื่น ๆ ในระยะยาว</span></p>
<h2>เราควรรับมือกับการถูกปฏิเสธ (Rejection) อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12841 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/42.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 653"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการปฏิเสธคนเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ดังนั้นการรับมือเมื่อถูกปฏิเสธก็ถือเป็นศาสตร์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธเรื่องในเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องไม่ใช่การฝืนทนหรือบอกตัวเองว่าต้องเป็นมืออาชีพตลอดเวลา แต่เป็นการยอมรับว่าการปฏิเสธนั้น ๆ มีสาเหตุจากอะไร, นำไปต่อยอดอย่างไร โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งในแง่ของการทำงานและในแง่ของความรู้สึกส่วนบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ่อมจมอยู่กับความเจ็บปวดสักระยะอาจเป็นวิธีรับมือที่ดีกว่าการบอกตัวเองให้รีบเผชิญหน้าและยอมรับมันก็ได้ เพราะการตกตะกอนทางความคิดจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าการเรียนรู้ตามขั้นตอนปกติ แง่มุมเหล่านี้จึงเป็นบริบทที่เราต้องฝึกฝนหากต้องการใช้ประโยชน์จากมันให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h3>รับมือกับการถูกปฏิเสธด้วยวิธีระบายอารมณ์</h3>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากเรารู้สึกแย่จนทนไม่ไหว เราก็ไม่ต้องทน ! เพราะเราเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก ดังนั้นขั้นตอนแรกของการรับมือก็คือต้องระบายอารมณ์ออกมาให้หมด จะด้วยการตะโกน, กรีดร้อง, ออกกำลังกาย หรือพูดคุยกับเพื่อสนิทก็ได้ แต่ห้ามเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวเด็ดขาด</p>
<p>วิธีนี้ตั้งอยู่ภายใต้แนวคิดว่าเราจะเรียนรู้จากปัญหาไม่ได้เลย หากไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดเป็นปัญหาจริง ๆ กลไกนี้อธิบายได้ว่ายิ่งเราระบายอารมณ์ออกมากเท่าไหร่ เปลือกที่ครอบคลุมปัญหาอยู่ก็จะค่อย ๆ ถูกกระเทาะออกมาจนเปิดโอกาสให้เรามองปัญหาได้แบบองค์รวม ดังนั้นเราจึงสามารถนำความรู้ที่เหลือไปศึกษา, พัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ต่อไป</p>
<h3>รับมือกับการถูกปฏิเสธด้วยการถามว่าทำไม</h3>
<p>หลายครั้งที่เรามองการถูกปฏิเสธว่าเป็นความล้มเหลว แต่เคยตั้งคำถามไหมว่าภายใต้การปฎิเสธนั้นมีความรู้หรือความรู้สึกใดแอบซ่อนอยู่ ? อย่าลืมว่ามนุษย์ทุกคนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน สิ่งที่เราเสนอจึงอาจเคยมีผู้ทดลองมาก่อนและเห็นถึงความล้มเหลวอย่างที่เราไม่เคยพบเจอก็ได้ ดังนั้นเป็นเรื่องดีกว่ามากหากเราจะเริ่มจากการตั้งคำถามและมองว่าเหตุผลที่เราถูกปฏิเสธมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน</p>
<p>หากพิจารณาแล้วว่าเหตุผลของผู้ปฏิเสธฟังขึ้นจริง ๆ เราก็จะสามารถนำความเห็นดังกล่าวไปพัฒนาความคิดเดิมที่เราวางไว้ให้ออกมาเป็นแผนงานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต กล่าวโดยง่ายว่าทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนที่พร้อมรับมือเมื่อถูกปฏิเสธ คือการพร้อมรับฟังความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่น</p>
<h3>รับมือกับการถูกปฏิเสธด้วยการเปลี่ยนความล้มเหลวเป็นแรงบันดาลใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานทุกชนิดจำเป็นต้องมีแรงบันดาลใจเพื่อกระตุ้นให้เราอยากผลงานออกมาดียิ่งขึ้น และรู้มั้ยว่าการถูกปฏิเสธก็เป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรากลับมาสนใจเนื้องานมากขึ้น เช่นความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเองให้คนที่เคยตั้งคำถามเปลี่ยนความคิด หรืออยากทำให้เห็นว่าการปฏิเสธเราเป็นเรื่องผิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคนที่ประสบความสำเร็จล้วนเจอกับการถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน การเรียนรู้จากจุดนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนที่เก่งขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งท้ายสุดเราต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการทำงานเป็นเรื่องของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คนที่ไม่สามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดได้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังส่วนคนที่พร้อมทำอะไรใหม่ ๆ และรับมือกับการถูกปฏิเสธได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะกลายเป็นคนที่เก้าไปข้างหน้าได้ไกลกว่า ให้คิดเสมอว่าคนที่ไม่เคยถูกต่อว่าคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/09032022-pdsa/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/protection-concept-with-lock-1-scaled.jpg" alt="protection concept with lock 1 scaled" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 654"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/09032022-pdsa/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทุกปัญหามีทางออก! PDSA เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>เราสามารถปฏิเสธผู้อื่นอย่างสุภาพได้อย่างไร ? (Art of Rejection)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12842 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/saying_no_2-768x512-1.jpg" alt="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ" width="768" height="512" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 655"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับมือกับการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องสำคัญและการปฏิเสธผู้อื่นอย่างสุภาพก็คือเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เพราะเราต่างเป็นคนที่มีความรู้สึก การปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาแม้จะมีเหตุผลที่ถูกต้องแต่ก็อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่จนไม่กล้านำเสนอความเห็นอะไรอีก กลายเป็นพนักงานที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราจึงต้องคิดว่าการปฎิเสธเป็นกลไกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนขององค์กร ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงตราประทับที่ทำให้คนต้องมารู้สึกผิดโดยไม่มีประโยชน์อะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิเสธอย่างสุภาพยังช่วยให้ทุกคนกลับมาโฟกัสงานหลักที่ต้องทำได้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเรามีเวลาในแต่ละวันเพียง 24 ชั่วโมง หากเราปฏิเสธแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เราก็อาจต้องมานั่งแก้งานที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางดีขึ้น หรือหากเราปฏิเสธแบบไม่รักษาน้ำใจ เราก็อาจต้องเอาเวลามาปลอบใจอีกฝ่าย หรือแก้ไขบรรยากาศในที่ทำงานจนหมดวัน เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานในระดับใด การปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิงและสุภาพก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้หากต้องการยกระดับตัวเองให้กลายเป็นที่รักของผู้อื่น ซึ่งสามารถทำได้ด้วย 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1.ปฏิเสธเมื่อรู้ว่าเหตุผลคืออะไร</h3>
<p>การปฏิเสธทุกครั้งต้องตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล ไม่ควรปฏิเสธโดยเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งเด็ดขาด อาจต้องย้อนไปดูถึงประสบการณ์ของตนเองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ผลเสียได้อย่างไร และเมื่อตกตะกอนทางความคิดแล้วจึงค่อยเอ่ยคำปฏิเสธออกมา</p>
<h3>2.จัดระดมความคิด (Brainstorming) ทันทีเมื่อเกิดการปฏิเสธขึ้น</h3>
<p>ขั้นตอนนี้อาจเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอีกฝ่ายเพื่อหามุมมองให้กว้างขึ้น แต่หากเป็นการปฏิเสธหัวข้อที่ใหญ่กว่า เราควรจัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อหาคำตอบว่าองค์กรจะต่อยอดจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง วิธีนี้จะช่วยให้เราได้คำตอบที่เฉียบคมและเป็นที่พอใจของคนหมู่มาก</p>
<h3>3.ต้องกล้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา</h3>
<p>การปฏิเสธสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน แม้จะเป็นการพูดคุยในระดับใดก็ตาม ยิ่งหากเป็นการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา คำปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องนำไปใช้เพื่อให้ลูกทีมสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ไม่อ้อมค้อม และไม่เสียเวลาที่ควรนำไปใช้กับหน้าที่อื่นมากกว่า</p>
<h3>4.อธิบายเหตุผลของการปฏิเสธเท่าที่จำเป็น</h3>
<p>คนส่วนใหญ่ชอบอธิบายให้ยาวและละเอียดที่สุดเมื่อปฏิเสธผู้อื่นเพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี แต่จริง ๆ การปฏิเสธที่เยิ่นเย้อมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายคิดมาก จากประเด็นที่เรานำไปอ้างอิงระหว่างแสดงความรู้สึกผิด ดังนั้นเราต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างเหตุผลของการปฎิเสธและวิธีการเยียวยาความรู้สึกหลังเอ่ยคำปฏิเสธพร้อมเหตุผลอย่างครบถ้วนไปแล้ว</p>
<h3>5.หาทางออกอื่น ๆ ให้กับผู้ที่ถูกปฏิเสธ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ผู้ปฏิเสธต้องสนใจมากที่สุดไม่ใช่อารมณ์ของผู้ที่ถูกปฏิเสธ แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งที่ถูกปฏิเสธให้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้อย่างไร จุดนี้ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์เป็นพิเศษ เพราะหากเราสามารถให้ทางออกที่ดีกว่า ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นภายในทีมและแสดงให้เห็นว่าเรามีทางเลือกที่ดีกว่า, พร้อมช่วยแก้ปัญหา และไม่ได้เป็นคนที่เอาแต่ปฏิเสธแบบขอไปที</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190521-wordofbossisannoying/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-11232 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/portrait-irritated-young-man-plugging-ears-with-fingers-1.jpg" alt="แค่เปลี่ยนคำพูด บรรยากาศในที่ทำงานก็จะเปลี่ยน คำพูดของหัวหน้าคำไหนที่ทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดได้" width="600" height="370" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 656"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190521-wordofbossisannoying/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">แค่เปลี่ยนคำพูด บรรยากาศในที่ทำงานก็จะเปลี่ยน คำพูดของหัวหน้าคำไหนที่ทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดได้</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิเสธเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนเคยพบเจอไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ และเรื่องเพียงเล็กน้อยแบบนี้อาจยกระดับจนกลายเป็นเรื่องใหญ่และสร้างผลเสียต่อองค์กรอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าแม้โลกธุรกิจจะพัฒนาไปไกลและรวดเร็วแค่ไหน แต่การใส่ใจเพียงแค่นวัตกรรมโดยมองข้ามเรื่องพื้นฐานไม่ใช่วิธีการทำงานที่ถูกต้อง เราต้องหมั่นเรียนรู้และกลับมาสังเกตที่รากฐานให้มากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการอบรม, การพูดคุยภายในทีม หรือการจัดทำสวัสดิการบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอยู่ร่วมกันมากกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>The Art of Rejection</strong> หรือศิลปะของการปฏิเสธ จะเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ นับจากนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่ HR จะต้องทบทวนและกลับไปดูว่าพนักงานในองค์กรของคุณมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ดังกล่าวแล้วหรือยัง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="The Art of Rejection : ชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ด้วยความกล้าที่จะถูกปฏิเสธ 657"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3WaDFRQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3WaDFRQ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3faKmm4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3faKmm4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3W8B6PQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3W8B6PQ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Dckiz0" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Dckiz0</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3DepZfS" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3DepZfS</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221008-power-of-reading/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Oct 2022 03:06:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[READING]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221008-power-of-reading/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT พลังของการอ่านหนังสือ (Power of Reading) มีประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ทั้งช่วยพัฒนาสมอง,​ ช่วยให้เข้าใจความแตกต่าง และช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัจจุบันมนุษย์อ่านหนังสือน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับการอ่านเนื้อหาสั้น ๆ ที่สรุปมาแล้ว ซึ่งแม้จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาภาพกว้างได้ดี แต่ก็ลดทอนความละเอียดของเนื้อหาไปอย่างมีนัยสำคัญ มีผลวิจัยที่ระบุว่าการอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาที จะช่วยให้มีอายุยาวขึ้นถึง 2 ปี และการอ่านหนังสือถือเป็นวิธีลดความเครียดที่ให้ผลดีกว่าการฟังเพลง หรือเล่นวีดีโอเกม องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างพื้นที่อ่านหนังสือส่วนกลาง หรือจัดทำห้องสมุด (Office Library) ที่ถือเป็นสวัสดิการใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม หากเลือกได้ หนังสือแบบตัวเล่มมีประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพราะทำให้ผู้อ่านได้ใช้ประสาทสัมผัสมากกว่า, ไม่ถูกดึงความสนใจจากเครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่น และกลิ่นของหนังสือยังช่วยสร้างความรู้สึกน่าดึงดูดคล้ายกับการฉีดน้ำหอมอีกด้วย การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เราผูกพันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านการ์ตูน, การอ่านนิยาย หรือแม้แต่การอ่านหนังสือเรียน แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านได้ลดความสำคัญลงไปมาก เพราะการเติบโตของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบและลดบทบาทจากการอ่านหนังสือเล่มโตมาเป็นการอ่านสั้น ๆ ที่แม้จะตั้งอยู่ในบริบทของตัวอักษรเหมือนกัน แต่ก็มีความลึกซึ้งน้อยกว่าจนนับเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ในด้านการทำงาน วัฒนธรรมการอ่านคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งด้านการบริหารองค์กร, การบริหารพนักงาน และการต่อยอดสิ่งที่มีไปสู่จุดที่ดีกว่า ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้จริง แถมยังใช้งบประมาณน้อยมากหากเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ  ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานมีอะไรบ้าง  หาคำตอบได้ในบทความนี้ Power [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>พลังของการอ่านหนังสือ (Power of Reading) มีประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ทั้งช่วยพัฒนาสมอง,​ ช่วยให้เข้าใจความแตกต่าง และช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
<li>แต่ปัจจุบันมนุษย์อ่านหนังสือน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับการอ่านเนื้อหาสั้น ๆ ที่สรุปมาแล้ว ซึ่งแม้จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาภาพกว้างได้ดี แต่ก็ลดทอนความละเอียดของเนื้อหาไปอย่างมีนัยสำคัญ</li>
<li>มีผลวิจัยที่ระบุว่าการอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาที จะช่วยให้มีอายุยาวขึ้นถึง 2 ปี และการอ่านหนังสือถือเป็นวิธีลดความเครียดที่ให้ผลดีกว่าการฟังเพลง หรือเล่นวีดีโอเกม</li>
<li>องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างพื้นที่อ่านหนังสือส่วนกลาง หรือจัดทำห้องสมุด (Office Library) ที่ถือเป็นสวัสดิการใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม</li>
<li>หากเลือกได้ หนังสือแบบตัวเล่มมีประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพราะทำให้ผู้อ่านได้ใช้ประสาทสัมผัสมากกว่า, ไม่ถูกดึงความสนใจจากเครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่น และกลิ่นของหนังสือยังช่วยสร้างความรู้สึกน่าดึงดูดคล้ายกับการฉีดน้ำหอมอีกด้วย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12591 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/istockphoto-1165926191-612x612-3.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="495" height="330" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 673"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เราผูกพันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านการ์ตูน, การอ่านนิยาย หรือแม้แต่การอ่านหนังสือเรียน แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านได้ลดความสำคัญลงไปมาก เพราะการเติบโตของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบและลดบทบาทจากการอ่านหนังสือเล่มโตมาเป็นการอ่านสั้น ๆ ที่แม้จะตั้งอยู่ในบริบทของตัวอักษรเหมือนกัน แต่ก็มีความลึกซึ้งน้อยกว่าจนนับเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการทำงาน วัฒนธรรมการอ่านคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งด้านการบริหารองค์กร, การบริหารพนักงาน และการต่อยอดสิ่งที่มีไปสู่จุดที่ดีกว่า ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้จริง แถมยังใช้งบประมาณน้อยมากหากเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานมีอะไรบ้าง  หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Power of Reading การอ่านหนังสือมีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12592 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/61891689-young-focused-smart-man-in-the-office-studying-and-reading-a-book-shelves-on-background.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 674"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือคือวิธีเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย เพราะนอกเหนือจากความบันเทิงที่ทำให้ให้เราได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายแล้ว การอ่านหนังสือยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ผู้อ่านได้เห็นโลกนอกเหนือไปจากการทำงานที่ถือเป็นเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ช่วยให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างไกลขึ้น นำไปสู่นวัตกรรมหรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากเอาแต่จมอยู่กับบริบทเดิม ๆ โดยปราศจากมิติของการเรียนรู้ ดังนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นวิธีที่ง่าย ราคาถูก แถมยังเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเราสามารถอธิบายประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานออกมาเป็น 5 หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือจะทำให้เราได้เห็นความหลากหลายของตัวละครทั้งด้านของรูปลักษณ์, เชื้อชาติ, ทัศนคติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมิติของความหลากหลาย (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Diversity</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่ได้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากนัก หนังสือจะเป็นใบเบิกทางให้รู้ว่าคนในแต่ละรูปแบบมีค่านิยมอย่างไร, มีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งหากเรานำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ก็จะช่วยให้เรามองผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจมากกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน </span><a href="https://www.jstor.org/stable/25835489" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Psychological Science</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าการสัมผัสเรื่องราวของคนอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องแต่งก็มีผลกับความคิดของเราทั้งสิ้น ความเห็นอกเห็นใจ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Empathy</span></a><span style="font-weight: 400;">) จะนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Team Unity</span></a><span style="font-weight: 400;">), สร้างการมีส่วนร่วม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) ตลอดจนช่วยสร้างความจงรักภักดี (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Loyalty</span></a><span style="font-weight: 400;">) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไป (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Retention</span></a><span style="font-weight: 400;">)</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เรามีคลังคำศัพท์มากขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12593 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/writing_speaking-570c31395f9b5814083a9784.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="451" height="278" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 675"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าคนที่มีทักษะการพูดจะดูโดดเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งทักษะนี้สามารถฝึกได้ด้วยการอ่านหนังสือให้มาก เพราะการอ่านจะทำให้เราได้รู้จักคำศัพท์ใหม่ ๆ รู้จักวิธีเรียงประโยค, การเลือกใช้คำในแต่ละสถานการณ์ เหตุนี้คนที่อ่านหนังสือเยอะจึงสามารถสื่อสารได้ดี (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Communication Skill</span></a><span style="font-weight: 400;">) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการอ่านหนังสือจะทำให้เราเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ในทุกหน้ากระดาษที่เราเปิด แถมยังไม่ใช่แค่การอ่านความหมายเหมือนกับในพจนานุกรม เพราะจะได้รู้วิธีและผลกระทบของการใช้คำนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ เช่นรู้ว่าคำไหนช่วยโน้มน้าวคน, คำไหนช่วยสร้างบรรยากาศสนุกนาน หรือคำไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ ทั้งนี้ มีผลวิจัยระบุว่ากลุ่มคนที่อ่านหนังสือมีคลังคำศัพท์มากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 26%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกใช้วิธีสื่อสาร (Communication Method) อย่างเหมาะสมจะทำให้เนื้อหาของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่นเราควรใช้คำศัพท์ที่ดูยกย่องให้เกียรติหากต้องนำเสนองานกับผู้บริหาร และใช้คำศัพท์ที่เรียบง่าย ไม่ต้องกระเทาะหากพูดกับพนักงานรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ ให้คิดเสมอว่าการสื่อสารที่ดีคือการอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุด และการอ่านหนังสือก็สามารถช่วยเรื่องนี้โดยตรง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220609-taking-note/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11569 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/asian-business-woman-signing-contract-document-making-deal-5-scaled.jpg" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 676"></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220609-taking-note/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น (Creativity Skills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือคือการเปิดประตูใบใหม่ให้กับเรา หากเราอ่านนิยาย เราก็จะได้พาความคิดของตัวเองไปสู่จินตนาการของผู้เขียน หรือหากเราอ่านหนังสือความรู้ เราก็จะได้เห็นวิธีแก้ปัญหาของคนที่เก่งและมีความคิดสร้างสรรค์กว่า มุมมองเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านคิดว่า “ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้” และกล้านำเสนอจินตนาการของตนออกมามากขึ้นซึ่งอาจประยุกต์เป็นวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ โดย </span><a href="https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/10400419.2013.783735" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Creativity Research Journal</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าคนที่อ่านนวนิยายหรือเรื่องสั้นเป็นประจำจะเป็นคนที่เปิดใจรับฟังความเห็นจากเพื่อนร่วมงานได้ดีกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการทำงาน เช่น ถ้าคุณต้องไล่พนักงานออก คุณก็จะเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการความรู้สึกของทุกฝ่าย, หากคุณต้องเสนองานแข่งกับลูกค้า คุณก็ต้องคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน หรือหากคุณต้องออกแบบที่ทำงานใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ก็จะช่วยให้คุณใช้พื้นที่ได้อย่างสวยงามและเกิดประโยชน์ที่สุด ยังไม่รวมถึงการคิดแคมเปญโฆษณาใหม่ ๆ ที่ต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างชัดเจน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10776 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.56.57.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 16.56.57" width="689" height="386" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 677"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งเมื่อเจองานหนัก ๆ เราก็อยากจะหนีความจริงออกไปให้เร็วที่สุด ดังนั้นคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการหยิบหนังสือสักเล่ม และกระโจนเข้าสู่โลกของจินตนาการไปเลย ! การพาตัวเองออกจากความเครียด (Stress Distraction) จะทำให้เรากลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าการฝืนทำงานอย่างไม่มีความสุข และการอ่านหนังสือก่อนที่จะต้องลุยงานหนักยังถือเป็นอีกเคล็ดลับที่ช่วยให้เรารับมือกับงานยาก ๆ ได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">University of Sussex ได้</span><a href="https://www.theargus.co.uk/news/4245076.reading-can-help-reduce-stress-according-to-university-of-sussex-research/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศึกษาเรื่องวิธีลดความเครียด</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยเปรียบเทียบระหว่างการอ่านหนังสือ, การฟังเพลง, การดื่มของอุ่น ๆ , การเล่นวีดีโอเกม และได้คำตอบว่าการอ่านหนังสือช่วยลดความเครียดได้ดีที่สุด แถมการอ่านหนังสือเพียง 6 นาทีจะช่วยลดความเครียดของกล้ามเนื้อ ตลอดจนช่วยให้การเต้นของหัวใจกลับมาสมดุล</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เราจริงจังกับงานมากขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12594 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-08-at-09.58.42.png" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 678"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ (Development) ของตัวละครซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความสำเร็จ, ความล้มเหลว, ความสุข, ความผิดหวัง และผลของการกระทำต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งความเข้าใจตรงนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากประสบความสำเร็จกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มคิดว่าตนมีสถานการณ์ตัวอย่าง (Case Study) มากมายไว้อ้างอิงแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวขาญกล่าวว่าการอ่านหนังสือต้องใช้ความจดจ่อ (Commitment) ซึ่งแตกต่างจากการเล่นสื่อโซเชียลบนโทรศัพท์ที่เป็นการเรียนรู้ระยะสั้น (Micro Learning) ดังนั้นการอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะไปปรับพฤติกรรมของผู้อ่านให้สนใจเนื้องานได้นานขึ้นซึ่งสำคัญมากกับการทำงานในยุคที่คนถูกดึงความสนใจออกไปได้ตลอดเวลาและกระแสโลกเปลี่ยน (Transform) ไวกว่าที่เคย</span></p>
<h3>หนังสือแบบเล่มกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) แบบใดมีประโยชน์มากกว่า</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12596 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/ebookreaders-2048px-9581.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="569" height="379" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 679"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นนี้ เราขออธิบายก่อนว่าการอ่านหนังสือไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ย่อมดีกว่าการไม่อ่านหนังสือเลย และการอ่านทั้งสองแบบมีจุดเด่น &#8211; จุดด้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้อ่าน เช่นคนที่มีปัญหาสายตาก็เหมาะกับการอ่านหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์เพราะสามารถปรับรูปแบบตัวหนังสือ (Font), ขนาด รวมถึงความสว่างของหน้าจอได้ตามใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามมีการ</span><a href="https://diymfa.com/reading/e-books-versus-print-retain-better" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าการอ่านแบบตัวเล่มจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่า (Reading Comprehension) และการได้จับรูปเล่มยังให้ความรู้สึกผูกพันกับเรื่องมากกว่าการถืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถกดปิดเพื่อสลับไปอ่านเรื่องอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดายจนผู้อ่านไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาได้อย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยยังกล่าวอีกว่าเมื่อสำรวจกับเด็กอายุระหว่าง 3-5 ปีก็พบว่าเด็กที่ฟังนิทานจากผู้ปกครองที่อ่านหนังสือแบบเล่ม จะเข้าใจเนื้อหามากกว่าเด็กที่ฟังนิทานจากผู้ปกครองที่อ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะเป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกดึงความสนใจจากเนื้อหาไปสู่ความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่สามารถเกิดจากอุปกรณ์ชิ้นนั้น และผลวิจัยเดียวกันยังสรุปว่าเด็กนักเรียนที่อ่านหนังสือแบบรูปเล่มสามารถจำเนื้อหาได้ดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือแบบเล่มยังช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น ต่างจากการอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการอ่านหนังสือแบบเล่มจะทำให้ประสาทสัมผัสของมนุษย์ (Sense) ทำงาน และเราจะรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าหนังสือที่เราอ่านค่อย ๆ ลดปริมาณหน้าที่เหลือลงทีละนิด ขณะที่การอ่านจากอุปกรณ์จะทำให้สายตาต้องสู้กับแสงสีฟ้าที่ส่งผลต่อการหลั่งสารเซเรโทนิน (Seretonin) ซึ่งส่งผลกับความสุขและการนอนหลับโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.howlifeunfolds.com/learning-education/7-scientific-benefits-reading-printed-books" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากประเทศสโลวาเกียยังเผยอีกว่า</span><b>กลิ่นของหนังสือ</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถสร้างความสุขต่อผู้อ่านได้ไม่ต่างจากการฉีดน้ำหอม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นหากคุณมีโอกาสเลือกระหว่างหนังสือทั้งสองรูปแบบ ให้เลือกหนังสือที่เป็นตัวเล่ม แต่หากคุณไม่ชอบอ่านแบบตัวเล่มจริง ๆ ก็ขอให้เลือกแบบที่ถนัด ขอเพียงให้มีวัฒนธรรมการอ่านติดตัวอยู่ก็พอ </span></p>
<h2>การอ่านหนังสือมีประโยชน์กับสุขภาพกายและสุขภาพใจอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12603 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Reading-parents-1132x670-600x370-1.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="477" height="294" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 680"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของการอ่านหนังสือถูกเรียกว่าเป็น </span><b>“ความรู้ตลอดชีวิต”​ </b><span style="font-weight: 400;">(Lifetime Knownledge) เพราะสิ่งที่เรารู้จากหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก สามารถฝังอยู่ในหัวของเราได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทั้งนี้เพราะการอ่านหนังสือส่งผลต่อสมองโดยตรง จึงก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ อธิบายให้ชัดเจนขึ้นได้ดังนี้</span></p>
<h3>การอ่านช่วยให้สมองแข็งแรงขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการ</span><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4128180/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้วิธีตรวจ MRI กับสมองควบคู่ไปกับการอ่านหนังสือ และพบว่าสมองมีกลไกทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งเนื้อหาในเรื่องพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งปรับตัวให้พร้อมรับมือมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะสมองที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Somatosensory Cortex) และยังคงพัฒนาต่อเนื่องแม้จะอ่านหนังสือจบแล้วก็ตาม</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาทีช่วยให้อายุยืนขึ้น</h3>
<p><b>Yale University School of Public Health </b><span style="font-weight: 400;">ได้ทำการวิจัยกับคนจำนวน 3,635 คนนานถึง 12 ปีจนได้ข้อสรุปว่าคนที่อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาทีจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือราว 2 ปี เพราะการอ่านทำให้สมองถูกใช้งานเพื่อวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ ขณะที่ Rush University Medical Center จากชิคาโก้ยืนยันว่าการอ่านจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม (Alzheimer) ได้  อนึ่งผลวิจัยนี้อ้างอิงจากผู้ที่อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ไม่ใช่นิตยสารหรือบทความทั่วไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12597 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/istockphoto-914940408-612x612-2.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="426" height="284" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 681"></p>
<h2>ยกระดับการทำงานด้วยการสร้างห้องสมุด (Office Library)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ HR ทั่วโลกกำลังหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาโน้มน้าวให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ หรือพยายามสร้างบรรยากาศขององค์กรให้สนุกสนาน ผ่อนคลายจนสามารถใช้ชีวิตเทียบเคียงกับการทำงานอยู่บ้านได้อย่างไร้รอยต่อ การปรับพื้นที่ในออฟฟิศจึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีการสร้างบาร์เครื่องดื่มเป็นสวัสดิการพิเศษ แต่ในที่นี้เราขอแนะนำสวัสดิการที่เหมาะกับพนักงานทุกระดับ นั่นก็คือการสร้างห้องสมุดให้พนักงานได้ใช้พักผ่อนระหว่างวัน หรือยืมหนังสือที่ชอบกลับไปอ่านได้เลย </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/#_Organizational_Culture-2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7612 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-scaled.jpg" alt="shutterstock 1212195505 26 scaled" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 682"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/#_Organizational_Culture-2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ประโยชน์ของ Office Library มีดังนี้</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12595 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-08-at-09.58.34.png" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="490" height="302" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 683"></p>
<p><b>1. ช่วยลดงบประมาณ : </b><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะซื้อหนังสือที่คิดว่ามีประโยชน์ให้กับพนักงานทุกคน องค์กรสามารถซื้อหนังสือดังกล่าวมาไว้ในห้องสมุดเพื่อแบ่งกันอ่านอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ที่มีราคาสูงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังเรื่องการคัดลอกเอกสารหรือละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย</span></p>
<p><b>2. ช่วยให้มุมมองของพนักงานใกล้เคียงกัน : </b><span style="font-weight: 400;">การหาข้อมูล (Research) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เป็นเรื่องดีหากพนักงานทุกคนพยายามค้นคว้าจนทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่อย่าลืมว่าแม้ความรู้ที่ได้มาจะมีค่าแค่ไหน แต่หากเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ การพูดคุยก็ไม่นำไปสู่อะไรอยู่ดี ดังนั้นเราจึงต้องสร้างภาษากลาง (Mutual Language) ให้ทุกคนมีรากฐานใกล้เคียงกันก่อน แล้วค่อยแยกย้ายกันไปหาข้อมูลที่จำเป็นมาอ้างอิง ซึ่งกลไกนี้เริ่มได้ง่าย ๆ จากการใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน การมีห้องสมุดกลางจึงช่วยได้มาก</span></p>
<p><b>3. ช่วยให้พนักงานเห็นว่าองค์กรมีมาตรฐานอย่างไร : </b><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ ไม่ต้องถึงกับเป็นห้องสมุดก็ได้ ขอเพียงมีชั้นหนังสือหรือพื้นที่ส่วนกลางให้คนเข้าถึงหนังสือได้อย่างเป็นระบบก็พอ กลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความรู้ให้กับพนักงานแล้ว ยังสะท้อนมุมมองให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการอ่าน และหากต้องการประสบความสำเร็จที่นี่ การอ่านหนังสือให้มาก เรียนรู้ให้เยอะก็เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพนักงานเข้าใจบริบทนี้ ก็จะพากันยกระดับตัวเองขึ้นมา ส่งผลดีต่อบริษัทในภาพรวม</span></p>
<h3>บริษัทมีวิธีโน้มน้าวให้พนักงานอ่านหนังสือได้อย่างไร ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบอ่านหนังสือ แต่ในเมื่อองค์กรอยากเพิ่มวัฒนธรรมการอ่าน (Reading Cultures) ให้กับพนักงาน HR ก็ต้องคิดต่อว่าเราจะใช้กลยุทธ์ใดเพื่อทำให้พนักงานหันมาสนใจหนังสือโดยไม่รู้สึกกดดันเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีแรกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการซื้อหนังสือแบบเฉพาะเจาะจงให้พนักงานไปเลย โดยอ้างอิงจากลักษณะนิสัยหรือความชอบที่เราสังเกตเห็น ไม่จำเป็นต้องเลือกแต่หนังสือความรู้เท่านั้น เช่นถ้าเราเห็นพนักงานชอบเรื่องฟุตบอล เราก็อาจซื้อหนังสือชีวประวัติของทีมฟุตบอลนั้น ๆ และพอพนักงานเริ่มเปิดใจให้กับการอ่านมากขึ้น ก็ค่อยเพิ่มความเข้มข้นเข้าไป ทั้งนี้หากพนักงานคนดังกล่าวเริ่มสนใจหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ องค์กรก็สามารถสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายตามสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราสร้างวัฒนธรรมการอ่านเบื้องต้นภายในองค์กรได้แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาก็คือการสร้างชุมชนการอ่าน (Book Club) เพื่อให้นักอ่านมีพื้นที่ตรงกลางให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน วิธีนี้จะทำให้คนรู้สึกว่าความรู้ใหม่ที่ตนได้มามีประโยชน์ แถมการได้ฟังเรื่องราวสนุก ๆ จากหนังสือที่เพื่อนร่วมงานอ่านก็จะยิ่งโน้มน้าวให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหลักการสุดท้ายคือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Lead by Example) ลองนึกดูว่าหากองค์กรต้องการให้พนักงานอ่านหนังสือ แต่ตัวผู้นำกลับไม่สนใจการอ่านหนังสือเลย พนักงานก็จะคิดตามว่าทีมของตนไม่ได้มองการอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ถ้าหัวหน้าทีมให้ความสำคัญกับการอ่าน และแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ที่น่าสนใจทั้งหลายเกิดจากการเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือ พนักงานก็จะเกิดความเชื่อมั่น จนอยากทำตามในที่สุด</span></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR">HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 684"></p>
<p><strong>Q: พนักงานไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบหาความรู้เพิ่มเติม จะทำอย่างไรดี</strong></p>
<p>พนักงานทำหน้าที่ได้ดีก็จริง แต่ขาดความกระตือรือร้นที่จะหาความรู้ใหม่ ๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือ คิดว่าทำแต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็พอแล้ว นานเข้าเราก็กลัวว่าจะเป็นคนล้าสมัย ไม่สามารถออกความเห็นหรือคิดค้นอะไรใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้ เราอยากสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในองค์กร มีคำแนะนำอย่างไรบ้างคะ ?</p>
<p><strong>A: ลองสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เช่นจัด Knowledge sharing</strong></p>
<p>เริ่มจากเริ่มที่คนกำลังสนใจเช่น เชิญคนเก่งที่พอมีชื่อเสียง มาเล่าเรื่องการสร้าง Tiktok ให้น่าสนใจทำยังไง เป็นต้น เรื่องการเรียนรู้ สามารถเรียนได้มากมายหลากหลายมุม สร้างบรรยากาศแล้ว ต้องสร้างความท้าทายด้วยการสะสมชั่วโมงการเรียนรู้ผ่านระบบ HR ใครสูงสุดภายในเวลา X จะได้รับของรางวัลจาก CEO CHRO เป็นต้น ก้อน่าจะสร้างบรรยากาศของการเริ่มต้นได้ดีครับ แต่ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ต่อเนื่อง</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1385?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 685"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป Power of Reading</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12598 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/PZnhTOtr5D3rd9ocJN4w7sIc7tKMXugRALRxqjLqy2dSpU1.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="526" height="296" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 686"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึง</span><b>การสร้างวัฒนธรรมการอ่าน</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การถามว่าเราควรอ่านอะไร ด้วยเครื่องมือแบบไหน แต่เป็นการถามอย่างตรงไปตรงมาว่าเราจะทำให้คนหันมาสนใจหนังสือในยุคที่มีสื่อมากมายมาดึงความสนใจได้อย่างไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้การอ่านหนังสือเองจะให้มุมมองและความรู้ที่เข้มข้นกว่าการอ่านสรุปหรือดูคลิปวีดีโอสั้น ๆ ตามกระแสนิยม แต่คนส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติว่าความรู้แค่เท่านั้น “เพียงพอแล้ว” จนปิดกั้นตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter">“นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร” </strong>ถ้อยคำจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงศักดิ์สิทธิ์และใช้ได้เสมอ หากเราไม่ต้องการให้องค์กรล้าหลังจนก้าวไม่ทันโลก ก็ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหาร, HR และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 687" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources </b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ry1Vz4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ry1Vz4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3M5LEe9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3M5LEe9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ruz3rq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ruz3rq</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2QCnYo8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2QCnYo8</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ygZLYp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ygZLYp</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220819-brain-fog/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Aug 2022 09:05:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Brain Fog]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220819-brain-fog/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Fog แปลว่า “หมอก” ดังนั้น Brain Fog ก็คงเป็นอาการที่มีหมอกหนา ๆ ปกคลุมไปทั่วสมองของเราอย่างไม่ผิดเพี้ยน คนที่มีอาการนี้คงรู้สึกเหมือนกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบตัวดูหม่น ๆ ไม่สดใส ซึ่งนี่และคืออาการที่สมองของเราเกิดภาวะอ่อนล้า หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Brain Fog Syndrome” นั่นเอง  เหตุผลหลักที่เป็นต้นเหตุให้เรามีภาวะสมองล้าขึ้นมาได้ก็คือการทำงานหนักติดต่อกันนาน ๆ คนที่ทำงานโดยใช้สมองมาก ๆ รีบปั่นงานให้ทันเดดไลน์ หรืออ่านหนังสือสอบ ย่อมมีโอกาสเกิด Brain Fog ได้ง่าย นอกจากนี้ การกักตัวอยู่แต่บ้านนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นภาวะสมองล้า เพราะเมื่อเราอยู่แต่บ้าน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือน ๆ กันในทุกวัน ก็จะทำให้สมองไม่ค่อยได้ถูกกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่เราก็จะยิ่งเฉื่อยชาและอ่อนล้า  HR ปล่อยให้พนักงานต้องเจอกับอาการสมองล้าหรือ Brain Fog Syndrome แบบนี้นาน ๆ คงไม่ดีแน่ เสี่ยงต่อการที่บริษัทจะได้ประสิทธิภาพงานที่แย่แล้ว ก็ยังเสี่ยงพนักงานลาออกอีกด้วย มาดูวิธีแก้กับเรากันดีกว่า! เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีโมเมนต์ที่สมองเบลอ จะพูดอะไรก็นึกไม่ออก จะทำอะไรก็จำไม่ได้ ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง หรือไม่ก็รู้สึกมึนหัวบ่อย ๆ สายตาล้า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Fog แปลว่า “หมอก” ดังนั้น Brain Fog ก็คงเป็นอาการที่มีหมอกหนา ๆ ปกคลุมไปทั่วสมองของเราอย่างไม่ผิดเพี้ยน คนที่มีอาการนี้คงรู้สึกเหมือนกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบตัวดูหม่น ๆ ไม่สดใส ซึ่งนี่และคืออาการที่สมองของเราเกิดภาวะอ่อนล้า หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Brain Fog Syndrome” นั่นเอง </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เหตุผลหลักที่เป็นต้นเหตุให้เรามีภาวะสมองล้าขึ้นมาได้ก็คือการทำงานหนักติดต่อกันนาน ๆ คนที่ทำงานโดยใช้สมองมาก ๆ รีบปั่นงานให้ทันเดดไลน์ หรืออ่านหนังสือสอบ ย่อมมีโอกาสเกิด Brain Fog ได้ง่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การกักตัวอยู่แต่บ้านนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นภาวะสมองล้า เพราะเมื่อเราอยู่แต่บ้าน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือน ๆ กันในทุกวัน ก็จะทำให้สมองไม่ค่อยได้ถูกกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่เราก็จะยิ่งเฉื่อยชาและอ่อนล้า </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ปล่อยให้พนักงานต้องเจอกับอาการสมองล้าหรือ Brain Fog Syndrome แบบนี้นาน ๆ คงไม่ดีแน่ เสี่ยงต่อการที่บริษัทจะได้ประสิทธิภาพงานที่แย่แล้ว ก็ยังเสี่ยงพนักงานลาออกอีกด้วย มาดูวิธีแก้กับเรากันดีกว่า!</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11106 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pexels-karolina-grabowska-4959800-600x370-1.jpg" alt="pexels karolina grabowska 4959800 600x370 1" width="600" height="370" title="รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง 693"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีโมเมนต์ที่สมองเบลอ จะพูดอะไรก็นึกไม่ออก จะทำอะไรก็จำไม่ได้ ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง หรือไม่ก็รู้สึกมึนหัวบ่อย ๆ สายตาล้า คิดอะไรก็ไม่ออกจนบางทีก็หงุดหงิดตัวเอง ถ้าคุณกำลังมีอาการเหล่านี้ เตรียมตัวรับมือให้ทัน เพราะคุณกำลังมีอาการ <strong>Brain Fog หรือภาวะสมองล้า</strong>อยู่แน่ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วภาวะนี้เกิดจากอะไร? เป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า? จะมีปัญหาระยะยาวไหม? แล้วแก้ยังไงดี? ไปอ่านบทความนี้กันเลย!</span></p>

<h2>ทำความรู้จัก Brain Fog ในวันที่สมองล้าจนทำงานไม่ไหว</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Fog แปลว่า “หมอก” ดังนั้น Brain Fog ก็คงเป็นอาการที่มีหมอกหนา ๆ ปกคลุมไปทั่วสมองของเราอย่างไม่ผิดเพี้ยน คนที่มีอาการนี้คงรู้สึกเหมือนกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบตัวดูหม่น ๆ ไม่สดใส ซึ่งนี่และคืออาการที่สมองของเราเกิดภาวะอ่อนล้า หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Brain Fog Syndrome” นั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่กำลังมีอาการของภาระสมองล้าอยู่รีบเช็คตัวเองให้ดี เพราะมีผลกระทบต่อความทรงจำ ความสามารถในการโฟกัส ทำให้สมาธิสั้นลง และที่แย่ที่สุดคืออาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงทางสมองได้ วันนี้ HR NOTE จะพาไปหาวิธีแก้ไขปัญหาการเกิดภาวะสมองล้ากัน เริ่ม!</span></p>
<h2>Brain Fog หรือภาวะสมองล้า เกิดจากสาเหตุอะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลหลักที่เป็นต้นเหตุให้เรามีภาวะสมองล้าขึ้นมาได้ก็คือการทำงานหนักติดต่อกันนาน ๆ ใครว่าใช้สมองไม่เหนื่อย แสดงว่าคนคนนั้นไม่เคยใช้สมองเลย เพราะการใช้สมองหนัก ๆ นี่แหละเหนื่อยกว่าการใช้แรงงานเป็นหลายเท่า ดังนั้นคนที่ทำงานโดยใช้สมองมาก ๆ รีบปั่นงานให้ทันเดดไลน์ หรืออ่านหนังสือสอบ ย่อมมีโอกาสเกิด Brain Fog ได้ง่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การพักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย จ้องหน้าจอนานจนเกินไป หรือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการ Brain Fog ได้เหมือนกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/240622-tired-all-the-time/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11678 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/TATT_cover_template.png" alt="TATT cover template" width="600" height="370" title="รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง 694"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/240622-tired-all-the-time/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ใคร ๆ ก็เป็น Brain Fog! หรือ COVID-19 จะเป็นต้นเหตุกันนะ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า โควิด-19 นี่แหละเป็นต้นเหตุกระตุ้นภาวะสมองล้า หรือ Brain Fog Syndrome ในผู้คนมากขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือเกิดมาจากการ “ล็อคดาวน์” หรือ “กักตัว” นานจนเกินไป เพราะการกักตัวอยู่บ้านนาน ๆ นั้นไม่ค่อยดีต่อการฟื้นฟูของสมองสักเท่าไหร่ คุณแคทเธอรีน เลิฟเดย์ (Catherine Loveday) ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวสมินสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ได้กล่าวไว้ว่า การกักตัวอยู่แต่บ้านนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นภาวะสมองล้า เพราะเมื่อเราอยู่แต่บ้าน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือน ๆ กันในทุกวัน ไม่ได้ออกไปไหน เจอใครใหม่ ๆ หรือสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ก็จะทำให้สมองไม่ค่อยได้ถูกกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่เราก็จะยิ่งเฉื่อยชาและอ่อนล้า </span></p>
<h2>7 เช็คลิสต์ คุณกำลังมีภาวะสมองล้าหรือ Brain Fog อยู่หรือเปล่า?</h2>
<h3>ปวดหัวได้ทุกวี่ทุกวัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการปวดหัวเรื้อรังเป็นอะไรที่ทรมานมาก ยิ่งบางคนปวดวันเว้นวัน หรือปวดทุกวันเลยก็มี เป็นอาการปวดรัด ๆ รอบหัว หนัก ๆ และมีอาการมึน ๆ ร่วมด้วย และให้กินยาไปตลอดคงไม่ดีแน่ รู้ไว้เลยว่านี่แหละคือสัญญาณแรกที่เตือนอาการภาวะสมองล้า</span></p>
<h3>วีน เหวี่ยง หงุดหงิดง่ายเป็นเท่าตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าความเครียดนี่แหละคือตัวการที่ทำให้คนเรามีอารมณ์แปรปรวน ไม่สบอารมณ์ได้กับทุกเรื่องที่เจอ ปล่อยไว้จะยิ่งแย่แน่เพราะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับคนรอบตัว</span></p>
<h3>นอนไม่หลับแม้เหนื่อยมาก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลัก ๆ ของการเป็น Insomnia หรือโรคนอนไม่หลับก็เกิดมาจากภาวะวิตกกังวลหรือความเครียดสะสมนั่นแหละ แต่ยิ่งทำงานหนักแล้วนอนน้อยก็ยิ่งส่งผลกระทบกับสมองและร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ </span></p>
<h3>ลืมเก่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่เสี้ยววินาทีที่คิดว่าจะทำอะไรหรือจะพูดอะไร ก็ลืมไปจนสนิทหมดแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดจากอาการเครียดสะสมที่เรากำลังเผชิญ หรือการใช้สมองคิดอะไรต่าง ๆ มากจนเกินไป</span></p>
<h3>แก้ปัญหาได้ไม่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่สมองกำลังเผชิญกับอาการสมองล้าก็ทำให้การตัดสินใจหลาย ๆ อย่างนั้นแย่ลง จะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นระบบก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น</span></p>
<h3>ความคิดสร้างสรรค์หายไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่เราครีเอทอะไรใหม่ ๆ ไม่ออกนั่นแหละเกิดจากอาการสมองตื้อ ยิ่งคนที่ทำงานสายครีเอทีฟด้วยยิ่งแล้วใหญ่ การที่จะให้คนเราคิดออกแบบสร้างสรรค์ครีเอทสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลานั้นไม่มีทางเป็นไปได้หรอก สมองเราต้องพักบ้าง ถ้าจะให้เค้นออกมาเรื่อย ๆ ยิ่งเป็นอันตรายต่อสมอง ยิ่งคิดก็ยิ่งล้า แต่ไม่คิดก็ไม่ได้เพราะต้องทำงาน วนไปแบบนี้จนสมองแย่ รีบแก้ด่วน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-over-workload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12057 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/workload-cover.png" alt="workload cover" width="600" height="370" title="รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง 695"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-over-workload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ลาก่อนหมอกร้าย แก้อาการสมองล้าหรือ Brain Fog ยังไงดี?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงไฮไลท์ของบทความนี้กัน นั่นคือวิธีแก้อาการ Brain Fog หรือภาวะสมองล้า ให้ดีขึ้นพร้อมกลับมาใช้งานต่อไป</span></p>
<h3>ทำงานทีละอย่าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าเพิ่งงัดสกิล multitasking ออกมาถ้าสมองเราล้าจนทนไม่ไหว เพราะมันยิ่งทำให้อาการหนักมากขึ้นไปอีก ค่อย ๆ จัดการทำงานทีละอย่าง โฟกัสอย่างเดียวจะดีกว่าการทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เพราะมันยิ่งเหนื่อยและเป็นการใช้งานสมองหนักเกินไปด้วย</span></p>
<h3>ลองเปลี่ยนบรรยากาศดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่อยู่บ้าน work from home นาน ๆ หรือเจอพิษการกักตัวนาน ๆ แล้วล่ะก็ ลองเปลี่ยนสถานที่ทำงานดูบ้างก็ได้ การที่เราเจอบรรยากาศเดิม ๆ นานเกินไปยิ่งทำให้รู้สึกเฉื่อยชา จำเจ เบื่อหน่าย ลองย้ายไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด นอนคอนโดเพื่อน หรือทำงานที่คาเฟ่สวย ๆ จะดีขึ้นเยอะเลย</span></p>
<h3>ออกไปเจอผู้คน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้าใจว่าคงเป็นเรื่องยากและฝืนใจไปสักหน่อยสำหรับ Introvert ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่บ้านนาน ๆ ได้ ไม่ได้ทรมานอะไรอะหรืออยากไปไหน แต่สมองเรามันไม่ได้คิดเหมือนกันน่ะสิ ดังนั้นลองหาอะไรใหม่ ๆ เจอผู้คน นัดเพื่อนสนิท จะได้เพิ่มพลังให้สมองด้วย</span></p>
<h3>ไม่ไหวก็พัก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะถึงจะลองทำสักกี่ข้อแต่ถ้าสมองของเรามันยังต้องคิดงานตลอดเวลา ทำข้อไหนให้ตายก็ไม่มีทางหายได้หรอก อาการสมองล้าพวกนี้ต้องพักเท่านั้น ใส่ใจสุขภาพกายและสุขภาพจิตตัวเองก่อนเถอะนะ!</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220714-deadwood/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11817 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/deadwood-cover.png" alt="deadwood cover" width="600" height="370" title="รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง 696"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220714-deadwood/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">มีพนักงาน Deadwood ในบริษัท จัดการยังไงดี?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR ต้องทำยังไงถ้าพนักงานมีอาการสมองล้าหรือ Brain Fog?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ปล่อยให้พนักงานต้องเจอกับอาการสมองล้าหรือ Brain Fog Syndrome แบบนี้นาน ๆ คงไม่ดีแน่ เสี่ยงต่อการที่บริษัทจะได้ประสิทธิภาพงานที่แย่แล้ว ก็ยังเสี่ยงพนักงานลาออกอีกด้วย เพราะพนักงานเก่ง ๆ ไม่ได้หากันง่าย ๆ การที่ให้เขาทำงานหนักมากเท่าไหร่ก็เสี่ยงจะเสียเขาไปมากเท่านั้น ดังนั้นมาดูวิธีแก้กันดีกว่า!</span></p>
<h3>กระตุ้นให้พนักงานขยับร่างกายบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การนั่งทำงานอย่างเดียวเฉย ๆ เป็นเวลานาน ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี ยิ่งสะสมความเฉื่อยชาเข้าไปอีก HR ลองหากิจกรรมให้พนักงานได้ออกกำลังกายให้เหงื่อออก อะดรีนาลีนหลั่งเมื่อไหร่ก็จะทำให้สดชื่น ลดอาการสมองล้าไปได้เปราะหนึ่ง</span></p>
<h3>จัดออฟฟิศใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วยพนักงานลดความจำเจลงโดยการเปลี่ยนรูปแบบออฟฟิศ ขยับโต๊ะ ตู้ เพิ่มโซฟา เพิ่มอุปกรณ์สันทนาการมากขึ้น จะยิ่งช่วยแก้ปัญหาความเบื่อหน่ายของพนักงานจนเกิดอาการสมองล้าได้ดีขึ้น ตัว HR เองก็จะรู้สึกดีขึ้นด้วยเหมือนกันที่ได้เห็นออฟฟิศใหม่ ๆ</span></p>
<h3>ปล่อยพนักงานไปพัก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่ดูจะอาการหนักกว่าใครเพื่อนหรือเริ่มแสดงอาการไม่ไหวมาก ๆ ออกมาผ่านผลงาน หรือ performance ที่ตกต่ำลง HR ควรมีการนัดพบปะพูดคุยถึงปัญหาให้ทำงานแบบ hybrid หรือนัดพบจิตแพทย์ให้ เป็นหนึ่งในสวัสดิการบริษัทก็ได้เหมือนกัน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR หลายคนก็คงอยากจะบอกเหมือนกันว่าตัวเองก็มีอาการ Brain Fog หรือสมองล้าไม่ต่างจากพนักงาน ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ๆ ต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของมนุษย์เรา คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานเป็นเครื่องจักร ดังนั้นถ้าร่างกายเริ่มประท้วง ก็ควรจะหาทางแก้ไข ไม่ไช่ฝืนจนร่างกายทนไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร หรือ HR ก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเจอกับอาการ Brain Fog ไปนาน ๆ</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="รู้จัก Brain Fog หมอกร้ายปกคลุมสมอง 697" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>Sources</h2>
<ul>
<li><a href="https://thematter.co/social/how-to-beat-brain-fog-during-pandemic/153512" target="_blank" rel="noopener">The Matter</a></li>
<li><a href="https://www.benefitscanada.com/benefits/a-look-at-brain-fog-and-its-impact-on-employees/" target="_blank" rel="noopener">Benefits Canada</a></li>
<li><a href="https://www.ktc.co.th/article/knowledge/get-to-know-brain-fog-symptom" target="_blank" rel="noopener">KTC</a></li>
<li><a href="https://becommon.co/life/brain-fog/" target="_blank" rel="noopener">Be Common</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220819-over-workload/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Aug 2022 08:23:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[หมดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[Over Workload]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220819-over-workload/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Workload คือการที่ปริมาณงานมีมากเกินไป ทำให้คนทำงานต้องทำงานหนัก จนส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจมากเลยทีเดียว หลายคนอยู่ในช่วงยักแย่ยักยัน จะลาออกดีไม่ออกดี ดังนั้นมาดูเช็คลิสต์ทั้ง 5 ข้อดีกว่า หากคุณมีครบ 5 ข้อตามบทความนี้แล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้งานหนักมาก และควรแก้สักที! การทำงานหนักเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และทางร่างกายได้ แล้วก็อาจมีโอกาสนำไปสู่อาการทางร่างกายได้ด้วย เช่น ปวดหัว ปวดหลังหรืออาการอ่อนเพลีย มีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า การที่บริษัทมี Workload Management นั้นช่วยเพิ่มความสามารถของพนักงาน ทำให้ performance ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจที่พนักงานมีให้บริษัทอีกด้วย งานนี้ HR ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะช่วยพนักงานให้มี Work Life Balance มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นด้วยเมื่อพนักงานทำงานได้ดีขึ้น ตอนสมัครงานเขียนใน Job Description อย่างหนึ่ง แต่พอมาทำงานจริงกลับเป็นอีกอย่าง ทำทุกอย่างสารพัดสารเพ จนแทบจะเป็นประธานบริษัท! ใครเคยเจองานหนักแบบนี้ยกมือขึ้น เพราะในบทความนี้ HREX จะมาแถลงไขเรื่อง Over Workload หรือการทำงานหนักเกินไป จนหลาย ๆ คนวู่วามลาออกไปแล้วก็เยอะ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong class="pink-highlighter">HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Workload คือการที่ปริมาณงานมีมากเกินไป ทำให้คนทำงานต้องทำงานหนัก จนส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจมากเลยทีเดียว</li>
<li>หลายคนอยู่ในช่วงยักแย่ยักยัน จะลาออกดีไม่ออกดี ดังนั้นมาดูเช็คลิสต์ทั้ง 5 ข้อดีกว่า หากคุณมีครบ 5 ข้อตามบทความนี้แล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้งานหนักมาก และควรแก้สักที!</li>
<li>การทำงานหนักเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และทางร่างกายได้ แล้วก็อาจมีโอกาสนำไปสู่อาการทางร่างกายได้ด้วย เช่น ปวดหัว ปวดหลังหรืออาการอ่อนเพลีย</li>
<li>มีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า การที่บริษัทมี Workload Management นั้นช่วยเพิ่มความสามารถของพนักงาน ทำให้ performance ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจที่พนักงานมีให้บริษัทอีกด้วย</li>
<li>งานนี้ HR ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะช่วยพนักงานให้มี Work Life Balance มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นด้วยเมื่อพนักงานทำงานได้ดีขึ้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11675 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1211071168-5-scaled.jpg" alt="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก?" width="600" height="370" title="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก? 703"></p>
<p>ตอนสมัครงานเขียนใน Job Description อย่างหนึ่ง แต่พอมาทำงานจริงกลับเป็นอีกอย่าง ทำทุกอย่างสารพัดสารเพ จนแทบจะเป็นประธานบริษัท! ใครเคยเจองานหนักแบบนี้ยกมือขึ้น เพราะในบทความนี้ HREX จะมาแถลงไขเรื่อง <strong class="yellow-highlighter">Over Workload หรือการทำงานหนักเกินไป </strong>จนหลาย ๆ คนวู่วามลาออกไปแล้วก็เยอะ ส่วนบางคนไม่ได้วู่วาม แต่ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เพราะส่งผลกระทบที่แย่ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ไหวอย่าฝืนเลย มาหาวิธีแก้กันดีกว่า!</p>

<h1>Workload คืออะไร ทำไมคนชอบพูดถึง?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">cc หรือไม่ก็จ้างพนักงานแค่ไม่กี่คนมาทำงานหลาย ๆ งานเพื่อประหยัดงบ ในกรณีที่เป็นบริษัทเล็ก ๆ หรือ Startup ก็ดี ทำให้ยุคนี้เริ่มมีกระแส Over Workload หนักขึ้นทุกทีจนหลายคนอยากลาออกในบัดเดี๋ยวนี้!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่าเพิ่งวู่วามไป เพราะต่อไปนี้เราจะมาบอกวิธีเปลี่ยน Over Workload ให้เป็น Work-Life Balanceกัน</span></p>
<h2>5 สัญญาณเตือน เรากำลัง Workload อยู่หรือเปล่า?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอยู่ในช่วงยักแย่ยักยัน จะลาออกดีไม่ออกดี แต่ก็ยังไม่ได้วู่วามตัดสินใจ เคยคิดไหมว่าเราอาจจะยังไม่ได้เจอกับ Over Workload จริง ๆ เพราะถ้ายังไม่ตัดสินใจลาออกก็เท่ากับว่าเรายังพอไหวอยู่ ดังนั้นมาดูเช็คลิสต์ทั้ง 5 ข้อที่ HREX หามาให้ดีกว่า หากคุณมีครบ 5 ข้อนี้แล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้งานหนักมาก และควรแก้ได้แล้ว!</span></p>
<h3>ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานหนักขึ้นในทุก ๆ วันก็เท่ากับว่าเวลาที่มีให้ตัวเองก็ลดลงด้วยเช่นกัน การที่คุณไม่มีเวลาสำหรับ Self Care เลยคงไม่ดีแน่ นั่นเกิดจากการที่เราต้องใช้เวลาแทบจะทั้งหมดในชีวิตไปโฟกัสกับงานและปั่นงานให้เสร็จ บางทีเราอาจจะลืมไปด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่เราได้หัวเราะหรือได้ have fun กับเพื่อน ๆ นั้นคือตอนไหน ภาวะนี้อาจเรียกได้ด้วยว่า “Work Stress Syndrome” ถ้าไม่รีบแก้ไขอย่างถูกวิธีก็อาจกระทบอย่างร้ายแรงกับสภาพจิตใจได้</span></p>
<h3>รู้สึกเครียดมาก ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานหนักเกินไปแน่นอนว่าต้องทำให้เครียดมาก ๆ อยู่แล้ว และอย่างที่รู้กันว่าความเครียดเป็นต้นเหตุของโรคทางกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปวดหัว ปวดท้อง ท้องไส้ปั่นป่วน สมองล้า ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นสภาพจิตใจจะยิ่งอ่อนล้า หมดแรง จนไม่สามารถจะผ่อนคลายได้เลย และในสมองทั้งยามหลับยามตื่นก็จะคิดถึงแต่เรื่องงานตลอดเวลา</span></p>
<h3>เริ่มทำงานชิ้นใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีวันจบ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มโปรเจกต์ใหม่เรื่อย ๆ และ handle ทุก ๆ งานในเวลาเดียวกัน แต่กลับทำไม่เสร็จสักอย่าง นี่คือสัญญาณอีกข้อว่าคุณกำลังเผชิญกับ Over Workload เข้าให้แล้ว และยิ่งงานเยอะขึ้นก็ยิ่งทำให้ไม่มีเวลาสนใจโลกภายนอกเลย อนิจจา ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน</span></p>
<h3>ป่วยบ่อยมาก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่บอกไปว่ายิ่งงานหนักเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายและจิตใจมากขึ้นเท่านั้น อาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่น่ากลัวขึ้นได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตก เบาหวาน และอีกมากมาย</span></p>
<h3>กลายเป็นคนขี้เกียจและผัดวันประกันพรุ่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Over Workload ทำให้คนเราตกอยู่ใต้ภาวะความกดดันมากมาย แต่ในทางกลับกันนั้น ก็ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งได้เหมือนกัน เพราะเมื่อใจเราไม่อยากเริ่มทำงานก็ทำให้เราโฟกัสไม่ได้และเลื่อนที่จะเริ่มงานออกไปเรื่อย ๆ ยิ่งเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/kanban-board-220526/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42290 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73.webp" alt="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ" width="600" height="370" title="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก? 704" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/kanban-board-220526/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>จะเกิดผลเสียอะไรบ้าง หาก Workload มากเกินไป?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานหนักเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และทางร่างกายได้ แล้วก็อาจมีโอกาสนำไปสู่อาการทางร่างกายได้ด้วย เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปัญหาทางเดินอาหาร หรืออาการอ่อนเพลีย หรือหากใครกำลังรู้สึกว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวขี้หงุดหงิด โมโหง่าย หรือจำอะไรระยะสั้น ๆ ไม่ค่อยได้ ก็เป็นอีกหนึ่งผลเสียที่เกิดขึ้นจาก Over Workload เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือต้องรู้อาการเหล่านี้เพื่อจัดการกับงานที่มากเกินไปให้ได้</span></p>
<h2>จัดการอย่างไร เปลี่ยน Workload กลายเป็น Work Life Balance?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเกริ่นมาเยอะแล้วเราก็มาถึงส่วนสำคัญของบทความนี้กันแล้วค่ะ นั่นก็คือวิธีแก้ Over Workload หรือการทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง</span></p>
<h3>จัดลำดับความสำคัญของงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่องานมีมาก แต่เวลามีจำกัด จะทำยังไงให้ทัน? เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จพร้อม ๆ กัน คุณต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญให้ดีว่าอันไหนส่งก่อน ส่งหลัง หรือจำเป็นต้องใช้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้โฟกัสอย่างตรงจุดและไม่เครียดจนเกินไป</span></p>
<h3>จำกัดเวลาทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รีบทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดจะดีกว่า ลองประเมินดูว่างานแต่ละงานยาก-ง่ายมากแค่ไหนแล้วกำหนดเวลาขึ้นมา จะได้ไม่มัวแต่ใช้เวลาอยู่กับงานง่าย ๆ งานหนึ่งหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ทำให้กินเวลาทำงานอื่นต่อ แล้วเราก็จะเหนื่อยเองด้วย</span></p>
<h3>อย่าเสียเวลาไปกับการทำให้ทุกอย่างเพอร์เฟค</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งใจทำทุกอย่างให้สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การย้ำคิดย้ำทำใส่ใจในรายละเอียด (ที่ไม่จำเป็น) มากเกินไปก็ทำให้เสียเวลาทำอย่างอื่น หากมีงานนี้งานเดียวคงไม่เป็นไร แต่ในเมื่องานก็เยอะอยู่แล้ว แค่ตรวจสอบให้รอบคอบคงจะดีกว่าที่จะต้องเอาเวลาไปทำงานอื่นมาเสียเวลากับการเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสม์</span></p>
<h3>อย่าทำหลายงานในเวลาเดียวกัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรทำงานแค่งานเดียวในช่วงเวลาหนึ่งก็เพียงพอแล้ว บางคนกลัวทำงานไม่ทันเลยงัดสกิล multitasking มาใช้ซะเลย แต่มันไม่ใช่ผลดีเลยเพราะจะยิ่งทำให้งานเดินช้าลงแล้วต้องโฟกัสกับหลายอย่างมากเกินไป เคลียร์ให้เสร็จไปทีละงานจะดีกว่าค่ะ</span></p>
<h3>พักบ้างนะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนไม่ใช่เครื่องจักร ไม่มีทางทำอะไรติดต่อกันได้นาน ๆ ยิ่งงานที่ใช้สมองยิ่งแล้วใหญ่ เหนื่อยกว่าใช้ร่างกายด้วยซ้ำไป ควรใจดีกับตัวเองให้กายและใจได้มีเวลาพักบ้าง เป็นการเพิ่มคุณภาพของงานด้วย ยิ่งเราล้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้งานแย่ลงเท่านั้น</span></p>
<h3>แชร์ความในใจกับคนอื่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเราเวลาเป็นทุกข์ สิ่งที่ต้องการก็แค่ต้องการใครสักคนมารับฟัง มาแชร์ปัญหาไปด้วยกัน การที่เราทำงานก็ทำงานเป็นทีม มีทีมไว้ให้ระบายยังไงก็อุ่นใจกว่าอยู่คนเดียว เก็บความทุกข์ไว้คนเดียว ถ้าได้กำลังใจจากคนรอบข้างที่เข้าใจก็คงจะได้ฮีลใจให้ดีขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11069 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/emotional_webcover.png" alt="emotional webcover" width="600" height="370" title="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก? 705"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>กลยุทธ์ HR ที่ช่วยพนักงานจัดการ Over Workload</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ก็เปรียบเสมือนตัวแทนบริษัทที่จะเข้าใจและเข้าใกล้พนักงานให้มากขึ้น การมาดูแลใจพนักงานและช่วยจัดการ Over Workload ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ HR ควรให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องไหน ๆ เลย ที่สำคัญคือมีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า การที่บริษัทมี Workload Management นั้นช่วยเพิ่มความสามารถของพนักงาน ทำให้ performance ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจที่พนักงานมีให้บริษัทอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้ HR ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะช่วยพนักงานให้มี Work Life Balance มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นด้วยเมื่อพนักงานทำงานได้ดีขึ้น มาดูกันดีกว่าว่า HR จะช่วยพนักงานจัดการ Over Workload ได้ยังไงบ้าง</span></p>
<h3>ปล่อยให้พนักงานได้ค้นหาช่วงเวลาที่ productive ที่สุดของตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คนมักทำงานในช่วงเวลาที่ตัวเองรู้สึก productive ที่สุด ในฐานะ HR ควรมีการ discuss กันกับหัวหน้าทีมแต่ละทีม รวมถึงคนในทีมด้วยว่าใคร productive ที่สุดช่วงไหน แล้วควรแบ่งงานกันยังไงดี หากตัวเนื้องานไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศก็ได้ HR อาจจะเสนอบริษัทสร้างนโยบายการทำงานแบบ hybrid หรือ work from home กันไป เพื่อให้พนักงานแต่ละคนได้ใช้ช่วงเวลาที่ตัวเองรู้สึกว่า “ได้งาน” ที่สุดจะดีกว่า แถมยังลดแรงกดดันในการทำงานด้วย</span></p>
<h3>กระตุ้นให้พนักงานทำ To-Do List</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้ก็เป็นการต่อยอดมาจากส่วนที่แล้ว ที่มีการแนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของงาน ตัว HR เองก็อาจจะมีการสนับสนุนให้พนักงานจัดลำดับงานที่ควรทำก่อน-หลังโดยทำ To-Do List ส่วนตัว หรือทำ Kanban Board ในทีมก็ได้ ก็จะทำให้พนักงานจัดลำดับความสำคัญในหัวได้ เมื่อมองภาพรวมออกก็จะทำให้ความเครียดลดลง แล้วในทุกครั้งที่ติ๊กว่างานเสร็จไปทีละข้อ ก็จะทำให้รู้สึกถึงเซ้นส์ของความสำเร็จบางอย่าง ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นไปอีก</span></p>
<h3>ช่วยพนักงานจัดการความเครียด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ทำได้ในการจัดการความเครียดของพนักงานไม่ให้พนักงานวู่วามลาออกไปเสียก่อนนั้น อย่างง่าย ๆ ก็คือการจัด workshop วิธีการจัดการความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ หรือเสริมสร้างในพนักงานในองค์กรรู้สึกว่าเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานหนักส่งผลให้เกิดทั้ง Burnout ความเครียด วิตกกังวล และความเบื่อหน่ายหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ถึงจะไม่มีการจัด workshop ขึ้นมา อย่างน้อยก็ควรจัดหากิจกรรมรับประทานอาหารด้วยกัน ไปร้านกาแฟ ออกไปเดินเล่น หรือออกกำลังกายกันในที่ทำงาน นอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้วก็อาจจะช่วยเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ด้วยก็เป็นได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndr?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10883 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/hrnote_cover_template-1.png" alt="Burnout Syndrome ชาร์ตพลังให้พนักงานที่หมดไฟ ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก? 706"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndr?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Burnout Syndrome ชาร์ตพลังให้พนักงานที่หมดไฟ ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะพนักงานจะวู่วามลาออกไปเสียก่อนเพราะงานหนัก จนองค์กรอาจต้องเสีย Talent Employee ไป HR และผู้บริหารควรเห็นความสำคัญในเรื่องของสุขภาพจิตของพนักงานเป็นหลักก่อนหากอยากให้องค์กรประสบความสำเร็จ และก็ยังเป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราควรให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่น เพราะพนักงานก็มีร่างกายและจิตใจเหมือน ๆ กับเรา ถ้าเราเองยังทำงานหนักไม่ไหว คนอื่นก็คงแย่เหมือนกัน ดังนั้นลองนำวิธีที่ HREX แนะนำไปดัดแปลงหรือปรับใช้กับองค์กรกันดูเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป!</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Over Workload จนหมดไฟ ทำยังไงไม่ให้วู่วามลาออก? 707"></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://www.indeed.com/career-advice/career-development/heavy-workload" target="_blank" rel="noopener">Indeed</a></li>
<li><a href="https://www.hrcloud.com/blog/strategies-for-helping-employees-manage-their-workload" target="_blank" rel="noopener">HR Cloud</a></li>
<li><a href="https://blog.taskque.com/how-to-deal-with-an-overwhelming-workload-10-step-guide/" target="_blank" rel="noopener">Taskque</a></li>
<li><a href="https://www.runwisdom.com/2020/10/manage-your-workload-before-burnout/" target="_blank" rel="noopener">Run wisdom</a></li>
<li><a href="https://www.shinesheets.com/work-overload/" target="_blank" rel="noopener">Shinesheeets</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาเป็น HR Professional ทำงานอย่างมืออาชีพกันเถอะ!</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220721-hr-professional/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Jul 2022 00:43:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Professional]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220721-hr-professional/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปัจจุบันเทรนด์การทำงานเปลี่ยนไปเยอะมากจนหลายคนก็คาดไม่ถึง HR จึงไม่ได้เป็นแค่คนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานทุกคนในองค์กร แต่ HR Professional หรือ HR มืออาชีพยังต้องเป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับผู้บริหารด้วย ถ้าถามว่า HR ต้องดูแลผลประโยชน์ของใครระหว่างองค์กรและพนักงาน ก็ตอบได้เลยว่า HR มืออาชีพต้องดูแลผลประโยชน์ขององค์กรก่อน แต่หนึ่งในผลประโยชน์ขององค์กรก็คือการดูแลพนักงานให้มีสวัสดิการที่ดี มีความสุขในการทำงาน เพราะหากพนักงานไม่อยากทำงานให้องค์กรเมื่อไหร่แล้ว ก็ถือว่าองค์กรนั้นตกอยู่ในสภาวะล้มเหลว คุณสมบัติของ HR มืออาชีพ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างพิเศษและเฉพาะตัว เพราะนอกจากจะต้องมีการติดต่อและสื่อสารกับพนักงานคนอื่นในองค์กรทุกภาคส่วนแล้ว ยังต้องเข้าใจเรื่องธุรกิจอย่างถ่องแท้อีกด้วย บอกเคล็ดลับ 3 วิธีที่ทำให้ HR สามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรจนกลายเป็น HR มืออาชีพ! HR (Human Resources) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อว่า “ฝ่ายบุคคล” แต่หากจะเรียกอย่างเป็นทางการและให้ดูดีหน่อย ก็อาจจะเรียกได้ว่า “ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์” ถือเป็นอีกหนึ่งแผนกที่มีความสำคัญกับองค์กรเป็นอย่างมากทีเดียว เพราะ HR ถือเป็นด่านแรกในการคัดสรรบุคลากรเข้ามาทำงาน นอกจากนี้ยังคอยคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุคลากร พัฒนาศักยภาพการทำงานของพนักงานอีกด้วย แล้วการเป็น HR มืออาชีพ หรือฝ่ายบุคคลที่ดี ต้องทำยังไงบ้างหนอ? ในบทความนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="pink-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li>ปัจจุบันเทรนด์การทำงานเปลี่ยนไปเยอะมากจนหลายคนก็คาดไม่ถึง HR จึงไม่ได้เป็นแค่คนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานทุกคนในองค์กร แต่ HR Professional หรือ HR มืออาชีพยังต้องเป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับผู้บริหารด้วย</li>
<li>ถ้าถามว่า HR ต้องดูแลผลประโยชน์ของใครระหว่างองค์กรและพนักงาน ก็ตอบได้เลยว่า HR มืออาชีพต้องดูแลผลประโยชน์ขององค์กรก่อน แต่หนึ่งในผลประโยชน์ขององค์กรก็คือการดูแลพนักงานให้มีสวัสดิการที่ดี มีความสุขในการทำงาน เพราะหากพนักงานไม่อยากทำงานให้องค์กรเมื่อไหร่แล้ว ก็ถือว่าองค์กรนั้นตกอยู่ในสภาวะล้มเหลว</li>
<li>คุณสมบัติของ HR มืออาชีพ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างพิเศษและเฉพาะตัว เพราะนอกจากจะต้องมีการติดต่อและสื่อสารกับพนักงานคนอื่นในองค์กรทุกภาคส่วนแล้ว ยังต้องเข้าใจเรื่องธุรกิจอย่างถ่องแท้อีกด้วย</li>
<li>บอกเคล็ดลับ 3 วิธีที่ทำให้ HR สามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรจนกลายเป็น HR มืออาชีพ!</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>HR (Human Resources) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อว่า “ฝ่ายบุคคล” แต่หากจะเรียกอย่างเป็นทางการและให้ดูดีหน่อย ก็อาจจะเรียกได้ว่า “ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์” ถือเป็นอีกหนึ่งแผนกที่มีความสำคัญกับองค์กรเป็นอย่างมากทีเดียว เพราะ HR ถือเป็นด่านแรกในการคัดสรรบุคลากรเข้ามาทำงาน นอกจากนี้ยังคอยคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุคลากร พัฒนาศักยภาพการทำงานของพนักงานอีกด้วย แล้วการเป็น HR มืออาชีพ หรือฝ่ายบุคคลที่ดี ต้องทำยังไงบ้างหนอ? ในบทความนี้ HREX จะมาแถลงไขให้ทุกคนเอง!</p>

<h2>การเป็น HR Professional (HR มืออาชีพ) สำคัญอย่างไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนใคร ๆ ก็ชอบคิดว่าแผนก HR วัน ๆ ทำอะไรบ้างนะ หรือไม่ก็แค่สัมภาษณ์งาน ดูแลเรื่องคนเข้า คนออก คนลาป่วย ลากิจ อะไรทำนองนี้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีหลายคนที่คิดแบบนี้อยู่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น HR ไม่ได้มีหน้าที่แค่ดูแลคนแบบผิวเผินอย่างที่ใครคิด แล้วจริง ๆ HR มืออาชีพต้องทำอะไรบ้าง?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเทรนด์การทำงานเปลี่ยนไปเยอะมากจนหลายคนก็คาดไม่ถึง HR จึงไม่ได้เป็นแค่คนที่อยู่เบื้องหลังพนักงานทุกคนในองค์กร แต่ยังต้องเป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้กับผู้บริหารด้วย เพราะ HR มืออาชีพจำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ คือรอบรู้เรื่องธุรกิจไปด้วย ต้องเข้าใจว่าบริบทกับธุรกิจคืออะไร ในขณะเดียวกันก็จะต้องบาลานซ์ความเป็นที่พึ่งที่ดีให้กับพนักงานให้ได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามว่า HR ต้องดูแลผลประโยชน์ของใครระหว่างองค์กรและพนักงาน ก็ตอบได้เลยว่า HR ต้องดูแลผลประโยชน์ขององค์กรก่อน แต่หนึ่งในผลประโยชน์ขององค์กรก็คือการดูแลพนักงานในองค์ให้มีสวัสดิการที่ดี มีความสุขในการทำงาน เพราะหากพนักงานไม่อยากทำงานให้องค์กรเมื่อไหร่ ก็ถือว่าองค์กร (และ HR  คนนั้น) ตกอยู่ในสภาวะล้มเหลวเสียแล้ว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11573 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/1322.png" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="มาเป็น HR Professional ทำงานอย่างมืออาชีพกันเถอะ! 711"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วหน้าที่ของ HR คืออะไรกันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? ถ้าอยากเป็น HR Professional (HR มืออาชีพ)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมาก HR จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เรียกได้ว่าใครเห็นเป็นต้องรู้ว่าคนนี้แหละทำงานเป็น HR เช่น</span> <span style="font-weight: 400;">ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี วางแผนเก่ง มีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังจะต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษากับคนอื่นได้ดีด้วย อาจจะเป็นคนที่ open-minded และที่สำคัญต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ว่า! คุณสมบัติของ HR มืออาชีพ (ที่ไม่ใช่ HR มือสมัครเล่นทั่วไป) จะเห็นได้ว่าค่อนข้างพิเศษและเฉพาะตัว เพราะเป็นงานที่จะต้องมีการติดต่อและสื่อสารกับพนักงานคนอื่นในองค์กรทุกภาคส่วนจริง ๆ จึงจำเป็นต้องมี</span></p>
<h3>ทักษะการสื่อสาร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้จำเป็นอย่างมากสำหรับ HR  ในบางครั้งยังต้องมีการพูดคุยถึงเรื่องผลประโยชน์ของพนักงาน เช่น เรื่องการปรับเงินเดือน การลงโทษต่าง ๆ ส่งผลให้ฝ่ายบุคคลจะต้องรับมือกับอารมณ์ของพนักงานขณะนั้นให้ได้ และจำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพราะหากอามรมณ์ร้อนไปกับพนักงานที่อารมณ์เสียไปด้วยทุกอย่างก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก</span></p>
<h3>ทักษะด้านจิตวิทยา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกันสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกอย่างคือการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเฉพาะหน้า เพราะไม่ว่าจะขาด ลา มาสาย เบิกเงินล่วงหน้า ก็ล้วนต้องติดต่อกับฝ่ายบุคคลด้วยกันทั้งสิ้น อาจมีพนักงานบางคนมาระบายปัญหาบางอย่าง ทำให้ฝ่ายบุคคลนอกจากจะต้องรับฟังปัญหาเหล่านี้แล้ว ยังต้องคอยให้คำแนะนำในทิศทางที่ดีได้ รวมไปถึงการไม่หยุดยั้งพัฒนาตนเองให้เท่าทันต่อเทคโนโลยี สังคม ข่าวสารใหม่ ๆ ตลอดเวลา </span></p>
<h3>ทักษะด้านธุรกิจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญที่ได้พูดถึงไปในหัวข้อแรก สิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับการเป็น HR มืออาชีพในยุคนี้ต้องเรียกได้ว่าเป็นงานที่หนักหน่วงมาก เพราะ HR ต้องเข้าใจเรื่องธุรกิจอย่างถ่องแท้ เป็นพาร์ทเนอร์ด้านการดูแลกลยุทธ์ของบริษัทในยุคนี้ ทั้งผู้บริหารและตัว HR เองจำเป็นต้องคิดว่าตัวเองเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับบริษัท ไม่ใช่แค่เป็นพนักงานทั่วไป เพราะ HR มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาและทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายตามแผนธุรกิจและวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร เหตุผลหลักที่ HR จำเป็นต้องรู้เรื่องธุรกิจก็เพื่อที่จะซัพพอร์ตแผนทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตำแหน่งงาน การจ้างงาน การโปรโมท การทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ดูแลด้านระบบการพัฒนาและประเมินผลงาน การวางแผน Career Path และการพัฒนาศักยภาพของพนักงานด้วย เมื่อ HR เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก็จะสามารถจัดระบบเกี่ยวกับคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี</span></p>
<h2><b>HR Professional (HR มืออาชีพ) สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้อย่างไร?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากบอกว่า HR สามารถสร้าง ‘ประโยชน์’ ให้กับองค์กรได้ ทุกคนย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะทุกฝ่ายในบริษัทต่างก็มีคุณประโยชน์แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าบอกว่าฝ่ายบุคคลก็สามารถสร้าง ‘รายได้’ ให้กับองค์กรได้ หลายคนก็เริ่มเกิดคำถามขึ้นมาแล้ว เพราะฝ่ายบุคคลทำงานอยู่เบื้องหลัง เนื้องานไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกผลิตภัณฑ์ สินค้า จะไปสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้ยังไง? ที่จริงแล้ว ฝ่ายบุคคล สร้างประโยชน์ และรายได้ให้กับองค์กรในทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรงนั่นเอง ดังนี้</span></p>
<h3>การคัดเลือกพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในหน้าที่หลักของ HR หรือฝ่ายบุคคล นั่นคือการค้นหาพนักงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ในองค์กร ยิ่งฝ่ายบุคคลคัดเลือกพนักงานมาสัมภาษณ์ได้ตรงกับความต้องการ ฝ่ายงานนั้น ๆ ก็จะยิ่งได้พนักงานใหม่เร็วขึ้น ส่งผลให้การทำงานในฝ่ายนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันหากองค์กรต้องการปรับโครงสร้างพนักงาน ต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย HR มืออาชีพยังสามารถหารือกับหน่วยงานแต่ละฝ่ายได้ เพื่อดูว่าตำแหน่งไหนหากขาดไปแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมมากนัก</span></p>
<h3>การหาหลักสูตรอบรม หรือ Training</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียง HR มืออาชีพต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แต่บางครั้งยังต้องจัดหาหลักสูตรอบรมให้กับพนักงาน การอบรมในที่นี้ก็ยังแบ่งเป็นสองแบบคือ อบรมภายใน กับอบรมภายนอก การอบรมภายในอาจขอความร่วมมือกับพนักงานเก่งที่มีความสามารถ แล้วมาแบ่งปันความรู้ให้กับพนักงานคนอื่น ๆ ส่วนการอบรมภายนอกก็คือการให้พนักงานหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ ต้องการพัฒนา และเกี่ยวข้องกับเนื้องาน แล้วไปอบรมรมด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยมาเบิกเงินได้</span></p>
<h3>จูงใจสร้างความจงรักภักดีให้กับองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การลาออกของพนักงาน ถือเป็นสิ่งที่ HR มืออาชีพ ต้องพบเจอเป็นประจำ สาเหตุในการลาออกนั้นมีมากมาย หากตัดปัญหาในเรื่องส่วนบุคคลไป องค์กรควรมีวิธีจูงใจให้พนักงานเกิดความภักดีในองค์กร เช่น การปรับเงินเดือนในทุก ๆ ปี ท่องเที่ยวประจำปีของบริษัทหรือของรางวัลพิเศษมอบให้กับพนักงานที่มีความโดดเด่น และเมื่อพนักงานมีความรู้สึกร่วมกับองค์กร ก็จะเกิดความภักดี การลาออกก็จะน้อยลง องค์กรก็ไม่ต้องไปสรรหาพนักงานใหม่ การทำงานทุกส่วนก็จะต่อเนื่อง ไม่สะดุด</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div></div>
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220706-hate-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11782 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/studio-portrait-smart-young-fellow-classic-white-shirt-red-tie-looking-like-he-has-seen-something-disgusting-while-posing-blue-background-stylish-haircut-sincere-emotions-concep-3-scaled.jpg" alt="studio portrait smart young fellow classic white shirt red tie looking like he has seen something disgusting while posing blue background stylish haircut sincere emotions concep 3 scaled" width="600" height="370" title="มาเป็น HR Professional ทำงานอย่างมืออาชีพกันเถอะ! 712"></a></p>
</div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220706-hate-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR”</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับส่วนหนึ่งที่ HR NOTE ได้รวบรวมเอาไว้ ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราชาว HR แล้ว คนภายนอกหรือพนักงานในแผนกอื่น ๆ ที่สนใจก็ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง HR มืออาชีพจะค้นหาบริการที่ดีที่สุดให้กับองค์กร HR Explore ได้รวบรวมมาให้คุณแล้ว! เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของเรา เป็นพื้นที่ที่รวบรวมข้อมูลและบริการ ด้าน HR เอาไว้มากที่สุดในประเทศไทย! ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาพนักงาน ค้นหาหลักสูตรอบรมที่เหมาะสมกับพนักงาน รวมไปถึงยังสามารถให้คำแนะนำสินค้า และบริการให้กับคุณได้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/29?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32966" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png" alt="hrtech" width="1600" height="500" title="มาเป็น HR Professional ทำงานอย่างมืออาชีพกันเถอะ! 713" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://thaiwinner.com/human-resource/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Thaiwinner</span></a></li>
<li><a href="https://www.businessplus.co.th/Activities/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-hrm-c021/10-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-hr-%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E-v2159" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Business Plus</span></a></li>
<li><a href="https://www.prosofthrmi.com/Article/Detail/122700" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Prosoft HR</span></a></li>
<li><a href="https://blog.jobthai.com/hr/6-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-hr-%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Job Thai</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220714-kindness-in-workplace/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jul 2022 04:43:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เมตตา]]></category>
		<category><![CDATA[Kindness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220714-kindness-in-workplace/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT “ความใจดี” หรือ “ ความเมตตา” ในที่ทำงาน (Kindness in Workplace) เป็นสิ่งที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเมื่อเราได้รับความดีจากคนอื่นรวมทั้งความใจดี และความเมตตา เรามีแนวโน้มที่ส่งต่อสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่นต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยสาเหตุนี้เองจึงเกิดเป็น the Cycle of Goodness ความใจดีมีประโยชน์ต่อการทำงานมากมาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และความพึงพอใจกับงาน พนักงานมีสุขภาพดีมากขึ้น ช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น และทำให้ทุกคนในองค์กรมีความสุขมากขึ้น ในภาพจำของหลายคน HR มักจะดูดุ เข้มงวด น่ากลัวทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว HR ควรเป็นคนที่ดูแลทั้งเรื่องการทำงานในองค์กร รวมถึงสภาพจิตใจของพนักงานเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและอยู่กับองค์กรไปนาน ๆ  การสร้างพนักงานที่ใจดีในองค์กรไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของ HR เผย 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้ที่ทำงานให้มีแต่คนใจดี ไม่ใช่ทุกที่ที่จะเจอแค่เพียงเพื่อนร่วมงานดี ๆ ในบางโปรเจกต์อาจจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมงานที่ใจร้าย นี่จึงเป็นหน้าที่ของ HR ที่ต้องเตรียมตัวรับมือ หาวิธีแก้ไขเพื่อช่วยเหลือให้พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เคยได้ยินไหมว่า “เพื่อนร่วมงานดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ? หากพูดถึงสาเหตุที่เรายังคงไม่เปลี่ยนงาน ไปทำงานในทุกวัน นอกจากงานที่เรารัก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter"><strong class="pink-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ความใจดี” หรือ “ ความเมตตา” ในที่ทำงาน (Kindness in Workplace) เป็นสิ่งที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเมื่อเราได้รับความดีจากคนอื่นรวมทั้งความใจดี และความเมตตา เรามีแนวโน้มที่ส่งต่อสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่นต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยสาเหตุนี้เองจึงเกิดเป็น the Cycle of Goodness</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความใจดีมีประโยชน์ต่อการทำงานมากมาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และความพึงพอใจกับงาน พนักงานมีสุขภาพดีมากขึ้น ช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น และทำให้ทุกคนในองค์กรมีความสุขมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในภาพจำของหลายคน HR มักจะดูดุ เข้มงวด น่ากลัวทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว HR ควรเป็นคนที่ดูแลทั้งเรื่องการทำงานในองค์กร รวมถึงสภาพจิตใจของพนักงานเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและอยู่กับองค์กรไปนาน ๆ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสร้างพนักงานที่ใจดีในองค์กรไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของ HR เผย 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้ที่ทำงานให้มีแต่คนใจดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ทุกที่ที่จะเจอแค่เพียงเพื่อนร่วมงานดี ๆ ในบางโปรเจกต์อาจจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมงานที่ใจร้าย นี่จึงเป็นหน้าที่ของ HR ที่ต้องเตรียมตัวรับมือ หาวิธีแก้ไขเพื่อช่วยเหลือให้พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51.jpeg" alt="Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร?" width="600" height="370" title="Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร? 718"></p>
<p>เคยได้ยินไหมว่า “เพื่อนร่วมงานดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ?</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพูดถึงสาเหตุที่เรายังคงไม่เปลี่ยนงาน ไปทำงานในทุกวัน นอกจากงานที่เรารัก เงินเดือน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เพราะนอกจากเวลานอนแล้ว เราใช้เวลาในการทำงานเกิน 50% ของชีวิต เจอเพื่อนร่วมงานมากกว่าครอบครัว เพื่อน หรือแฟนด้วยซ้ำ ดังนั้น หากสังคมในการทำงานเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานที่ใจดี เข้าใจ และช่วยเหลือกัน แม้งานจะหนัก จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ทำให้มีแรงฮึดสู้และมีความสุขกับการทำงานได้ทุกวัน เพราะฉะนั้น ในบทความนี้ HREX จะพา HR และ มนุษย์เงินเดือนทุกคนมาดูวิธีการเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีเพื่อสร้างสังคมการทำงานที่มีความสุขและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับองค์กร</span></p>

<h2>จิตวิทยากับการสร้างความรู้สึกดี ๆ และส่งต่อความใจดีให้กันในหมู่เพื่อนร่วมงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้หรือไม่ว่า “ความใจดี” หรือ “ ความเมตตา” เป็นสิ่งที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเมื่อเราได้รับความดีจากคนอื่นรวมทั้งความใจดี และความเมตตา เรามีแนวโน้มที่ส่งต่อสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่นต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยสาเหตุนี้เองจึงเกิดเป็น the Cycle of Goodness ขึ้นมานั่นเอง อีกทั้งงานวิจัยจาก The Journal of Social Psychology แสดงให้เห็นว่าคนเรามักจะใช้เงินเพื่อให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าใช้เงินเพื่อตัวเอง เมื่อเราส่งต่อความใจดีออกไปให้ผู้อื่นจะทำให้ทั้งเรา และผู้รับมีความสุข ซึ่งคงจะดีไม่น้อยถ้าเรานำแนวคิดนี้มาใช้กับเพื่อนร่วมงานเพื่อสร้างความสุขในการทำงานที่มากขึ้น</span></p>
<h2>ความสำคัญของ ‘การใจดี’ ในที่ทำงาน</h2>
<ul>
<li><b>ความใจดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และความพึงพอใจกับงาน </b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จากผลสำรวจพบว่าพนักงานที่มีน้ำใจ และใจดีกับเพื่อนร่วมงานมีพลังในการทำงานมากขึ้น 26% มีความพอใจในงานที่ตัวเองทำมากขึ้น 36 % และมีความมุ่งมั่นต่อองค์กรมากขึ้น 44%</span></p>
<ul>
<li><b>ความใจดีช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีมากขึ้น</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัยต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงานจะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติลดลง ความดันโลหิตลดลง และภูมิคุ้มกันมากขึ้น การลาป่วยในที่ทำงานก็จะน้อยลงตามไปด้วย</span></p>
<ul>
<li><b>ความใจดีช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานรู้สึกมีความสุขและพอใจในการทำงาน ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งความใจดีสามารถลดระดับความเครียดและเพิ่มการมีส่วนร่วมกับองค์กรได้ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>ความใจดีทำให้ทุกคนในองค์กรมีความสุขมากขึ้น</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อหัวหน้ามีความสุข พนักงานก็จะมีความสุขมากขึ้น และเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะทุ่มเทและช่วยเหลือคนรอบข้างมากขึ้นตาม the Cycle of Goodness นั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11789 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/coverstayinterview.png" alt="coverstayinterview" width="600" height="370" title="Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร? 719"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR อยากเป็นคนใจดีกับเพื่อนร่วมงาน ทำยังไงดี?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงคำว่า HR พนักงานหลายคนอาจจะรู้สึกกลัวคำนี้ เพราะในภาพจำของหลายคนอาจจะนึกถึง HR ที่ดูดุ เข้มงวดเหมือนตอนที่เราเข้ามาสัมภาษณ์งาน บางคนถึงขั้นเกลียด HR ไปเลย เนื่องจาก HR เข้าข้างองค์กรมากกว่าพนักงาน อีกทั้งยังเข้มงวดถึงข้อบังคับขององค์กรมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว HR ควรเป็นคนที่ดูแลทั้งเรื่องการทำงานในองค์กร รวมถึงสภาพจิตใจของพนักงานเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและอยู่กับองค์กรไปนาน ๆ และควรเป็นคนที่พนักงานสบายใจที่จะปรึกษาปัญหาในการทำงานเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ทุกปัญหามีทางออกเสมอ HR Note ได้นำเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก HR ทุกคน</span></p>
<h3>ทักทายพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สร้างนิสัยของการยิ้มและทักทายพนักงานทุกคนในยามเช้าของวันทำงานช่วยละลายความเย็นชาในที่ทำงาน อีกทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง HR กับพนักงานอีกด้วย</span></p>
<h3>ทำความรู้จักพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรทำความรู้จักกับพนักงานทุกคนในองค์กรสังเกตจุดเด่นของเขา และถามถึงความชอบ ความสนใจ กิจกรรมยามว่างของเขาเพื่อทำความเข้าใจเขา และเพิ่มความสบายใจในการคุยกัน โดยอาจจะจัด session เล็ก ๆ สำหรับ HR และพนักงานเพื่อถามถึง feedback ในการทำงาน ความรู้สึกของพนักงานที่มีต่อการทำงานเพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<h3>รับฟังสิ่งที่พนักงานคิด</h3>
<p>ลองตั้งคำถามและขอความคิดเห็นจากพนักงาน เพื่อแสดงออกว่า HR ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของพนักงาน อย่าลืมกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจให้กับคำแนะนำเพื่อสร้างความประทับใจ</p>
<h3>มีคำแนะนำให้กับพนักงาน</h3>
<p>ในการทำงานหลายครั้ง พนักงานหลายคนมักจะเจอกับอุปสรรคอยู่เสมอ คงจะดีไม่น้อยถ้ามี HR ใจดีคอยสังเกตเห็นในช่วงเวลาที่พนักงานเจอกับความยากลำบากในการทำงาน แสดงออกว่าต้องการที่จะช่วยเหลือจริง ๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่มีประโยชน์เพื่อลดความเครียด และสร้างความสุขในการทำงาน</p>
<h3>ตอบ e-mail หรือโทรกลับทันที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นคนที่พนักงานสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาในเวลางานโดยการตอบ e-mails และโทรศัพท์กลับทันที่ที่พนักงานมีเรื่องให้ HR ช่วยเหลือเพื่อสื่อว่าเขาความสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดความกังวลในกรณีที่เขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นคนเดียวได้ การมีเพื่อนคู่คิดนับเป็นการลดความเครียดอย่างหนึ่งซึ่งส่งผลดีต่อบรรยากาศในการทำงานของ HR กับพนักงาน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 361px;">
<tbody>
<tr style="height: 361px;">
<td style="width: 100%; height: 361px;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11069 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/emotional_webcover.png" alt="emotional webcover" width="600" height="370" title="Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร? 720"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะสร้างที่ทำงานให้มีแต่คนใจดีได้อย่างไร?</h2>
<h3>เป็นตัวอย่างโดยการเป็น HR ที่มีความใจดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ดูแลพนักงานด้วยความใจดี มีเมตตา อาจจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้มากขึ้น  และสนับสนุนเขาเพื่อให้เขาสามารถทำงานได้อย่างไม่สะดุดเพื่อให้เขาสามารถส่งงานที่มีประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่ และส่งต่อความใจดีให้กับพนักงานเพื่อให้องค์กรมีคนใจดีเพิ่มขึ้นตาม the Cycle of Goodness</span></p>
<h3>จัดกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์กับคนในทีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมกลุ่มกันภายในองค์กรเพื่อร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จัดทริปต่างจังหวัด รับประทาน</span><span style="font-weight: 400;">อาหารร่วมกันกับทีมในทุกเดือนเพื่อตอบแทนที่ทำงานหนัก โดยกิจกรรมนี้เองจะช่วย</span><span style="font-weight: 400;">สร้างความร่วมมือร่วมใจ รักใคร่กลมเกลียวกันภายในองค์กร นำไปสู่วัฒนธรรมความใจดี </span><span style="font-weight: 400;">และความเมตตาภายในองค์กรนั่นเอง</span></p>
<h3>เป็นตัวอย่างในการชื่นชมพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่นชมพนักงานในเวลาที่เขาประสมความสำเร็จหรือดูแลรับผิดชอบหน้าที่ได้เป็นอย่างดี </span><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับคุณก็ได้ เช่น วันนี้การนำเสนองานของ</span><span style="font-weight: 400;">เธอน่าสนใจมากเพื่อให้กำลังใจเขา เพราะคนเรามักจะตำหนิในสิ่งที่คนอื่นทำผิดพลาด</span><span style="font-weight: 400;">มากกว่าชมเชยในสิ่งที่เขาทำดี การที่พนักงานได้ยินการชมเชยบ่อย ๆ จากทั้งหัวหน้า</span><span style="font-weight: 400;">และ HR จะทำให้เขากล้าที่จะชื่นชมเพื่อนร่วมงานต่อไปเรื่อย ๆ</span></p>
<h3>เผยแผ่กำลังใจที่ดีของคุณ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจสร้างโน๊ตในกลุ่ม หรือแลกเปลี่ยนของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อส่งต่อกำลังใจให้กันใน</span><span style="font-weight: 400;">ทีมสัปดาห์ละครั้ง เช่น การ์ดหรือโน้ตที่เขียนขอบคุณเขาสำหรับความช่วยเหลือ เพื่อสร้าง</span><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศการทำงานที่ดีในทีม</span></p>
<h3>ให้เครดิตเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สร้างวัฒนธรรมที่การให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ โดยอย่าลืมให้เครดิตกับเพื่อนร่วมงานที่เขาควรได้รับเพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่ามีใครที่ทำงานได้ดีหรือดีมากกว่าหน้าที่รับผิดชอบในงานนั้น ๆ บ้าง </span></p>
<h2>HR ควรช่วยเหลือพนักงานอย่างไรเมื่อเจอเพื่อนร่วมงานที่ใจร้าย?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการทำงาน ไม่ใช่ทุกที่ที่จะเจอแค่เพียงเพื่อนร่วมงานดี ๆ เพราะ เราไม่สามารถเลือกทำงานเพื่อนร่วมงานได้ ในบางโปรเจกต์อาจจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมงานที่ใจร้าย นี่จึงเป็นหน้าที่ของ HR ที่ต้องเตรียมตัวรับมือ หาวิธีแก้ไขเพื่อช่วยเหลือให้พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3>ทำความเข้าใจพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดปัญหาขึ้น HR ควรทำความเข้าใจพนักงานทั้งฝ่ายที่เข้ามาแจ้งปัญหา และฝ่ายที่</span><span style="font-weight: 400;">โดนร้องเรียนว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ใจร้ายเพื่อรับรู้ถึงปัญหาจากการบอกเล่าของทั้ง 2 </span><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายแทนที่จะเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อวสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างมี</span><span style="font-weight: 400;">ประสิทธิภาพ</span></p>
<h3>ให้คำแนะนำพนักงานทั้ง 2 ฝ่าย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทราบถึงปัญหาที่แท้จริงแล้ว ควรให้คำแนะนำทั้ง 2 ฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา หากเป็นเพราะอคติส่วนตัว หรือปัญหาที่ไม่ลงรอยกันที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานอาจแนะนำให้โฟกัสที่เรื่องงานเป็นหลักแทนที่จะโฟกัสที่ตัวบุคคล หากเป็นเพราะปัญหาทางด้านของจิตใจอาจจำเป็นต้องส่งต่อให้จิตแพทย์เข้ามาทำการรักษา</span></p>
<h3>มีกิจกรรมละลายพฤติกรรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมช่วยสานสัมพันธ์และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยพยายามให้ทั้งสองฝ่ายมาตกลง ทำความเข้าใจกัน เพื่อจะได้ร่วมงานกันต่อไปอย่างราบรื่น</span></p>
<h3>แจ้งกฎระเบียบที่ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรแจ้งกฎระเบียบในการทำงานให้พนักงานทุกคนรับรู้อย่างจัดเจนเพื่อป้องกันการระเมิดกฎในการทำงานร่วมกัน รวมถึงบทลงโทษในกรณีที่ทำผิดกฏ</span></p>
<h3>ลงโทษตามกฎที่ได้แจ้งไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้อาจฟังดูโหดร้าย แต่หลังจากแจ้งกฎระเบียบในการทำงานแล้ว หากยังมีพนักงานที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำผิดกฎนั้นก็ควรจะลงโทษตามที่ได้แจ้งไป แต่อาจถามถึงเหตุผลของเขาเพื่อประกอบ</span><span style="font-weight: 400;">การพิจารณาก่อนที่จะลงโทษ</span></p>
<h2>บทสรุป Kindness in Workplace</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การส่งต่อความใจดีให้กับเพื่อนร่วมงานเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้ง HR และพนักงานที่สามารถช่วยให้สภาพแวดล้อมในการทำงานดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับองค์กรเองอีกด้วย</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="Kindness in Workplace ศาสตร์แห่งความเมตตาในที่ทำงาน เราจะเป็นคนใจดีให้มากขึ้นได้อย่างไร? 721" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block">
<p><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://th.jobsdb.com/th-th/articles/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Jobsdb</span></a></li>
<li><a href="https://www.prosofthrmi.com/Article/Detail/132139" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Prosoft HR</span></a></li>
<li><a href="https://thestandard.co/office-life-negative-types-co-workers/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Standard</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="focused-block"></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/240622-social-detox/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jun 2022 06:26:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Social Detox]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/240622-social-detox/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Detox แปลว่า ขบวนการขับสารพิษ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical ส่วน Social Detox คือการล้างพิษจากเจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้าย ที่ส่งสารพิษต่อจิตใจมนุษย์ นอกจากอาการติดโซเชียลขนาดหนัก ยังมีอาการที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป  Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย สวัสดีค่ะ หมอดู HREX ขอทำนายดวงวันนี้ของคุณว่า สิ่งแรกที่คุณทำหลังลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า และก่อนหลับตาลงนอนในคืนนี้ คือเล่นโทรศัพท์ค่ะ ความจริงแล้วไม่ต้องถามหมอดูที่ไหน เพราะใคร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Detox แปลว่า ขบวนการขับสารพิษ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical ส่วน Social Detox คือการล้างพิษจากเจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้าย ที่ส่งสารพิษต่อจิตใจมนุษย์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นอกจากอาการติดโซเชียลขนาดหนัก ยังมีอาการที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11682 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/woman-with-migraine-looking-at-phone.jpeg" alt="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 727"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดีค่ะ หมอดู HREX ขอทำนายดวงวันนี้ของคุณว่า สิ่งแรกที่คุณทำหลังลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า และก่อนหลับตาลงนอนในคืนนี้ คือเล่นโทรศัพท์ค่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความจริงแล้วไม่ต้องถามหมอดูที่ไหน เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าคนเราทุกวันนี้ติดการเล่นโซเชียลมีเดียมากถึงมากที่สุด ทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า และสิ่งสุดท้ายก่อนนอน แถมระหว่างวันก็ยังต้องเข้าไปเช็คว่าวันนี้มีเทรนด์อะไร มีเรื่องอะไรอัพเดท หรือคนกดไลค์รูปล่าสุดของเรากี่คนแล้วหนอ ไม่ว่าจะทำอะไร ๆ ก็จะต้องแชร์ ต้องคอนเทนต์ ต้องมีอัพเดทลงโซเชียลตลอดเวลา ไปกินข้าวก็ไม่ได้กิน เพราะกล้องโทรศัพท์กินจนหมด ไปออกกำลังกายถ้ายังไม่มีคอนเทนต์ลงก็ยังออกไม่ได้ ถ่ายจนกว่าจะได้ลง และสารพัดสารเพซึ่งเป็นโรคที่หลายคนเป็นอยู่ตอนนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากการติดโซเชียลไม่ได้กระทบร่างกายและจิตใจ ก็คงจะดีอยู่หรอก แต่มันดันกระทบอย่างมากเลยทีเดียว มากกว่าที่เราจะคาดคิดด้วยซ้ำไป หลายคนชีวิตดีมีความสุขอยู่แล้ว แต่ติดโซเชียลแล้วเห็นคนนั้นโพสต์นู่นที คนนี้โพสต์นี่ที กลายเป็นมองตัวเองชีวิตแย่ ไม่มีความสุขไปเสียแล้ว ทั้งที่เราก็มีทุกอย่าง แค่ไม่มีเหมือนเขา และเมื่อยิ่งจิตตก ย่ำอยู่กับความคิดลบ ๆ ก็จะยิ่งกระทบกับการใช้ชีวิตและโดยเฉพาะส่งผลชีวิตการทำงานด้วย เห็นท่าไม่ดีแบบนี้แล้วเรารีบหยุดมันไว้ก่อนดีกว่า HR NOTE จะพาเรียนรู้วิธีหยุดติดโซเชียลด้วยการทำ <strong class="yellow-highlighter">Social Detox </strong>กันค่ะ</span></p>

<h1>Social Detox คืออะไร?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">ติดโซเชียลจนไม่ได้การ พังทั้งชีวิตส่วนตัวทั้งชีวิตการทำงานแบบนี้ไม่ดีแน่ ใครรู้ตัวรีบแก้ก่อนจะสาย ด้วย <strong class="green-highlighter">‘Social Detox’ </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักคำว่า ‘Detox’ ซึ่งแปลว่า ‘ขบวนการขับสารพิษ’ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical แต่เจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้ายที่เราติดกันอยู่ทุกวันก็คือสารพิษต่อจิตใจมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นรีบล้างพิษให้ใจเราบ้างดีกว่า <strong class="cyan-highlighter">Social Detox ก็คือการบำบัดอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของมนุษย์เรา จนเกิดความทุกข์</strong> ความเครียด ทำให้ทำงานไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้เลยก็มี เราเลยต้องหันมาบำบัดอาการเหล่านี้เพื่อให้สภาพจิตใจกลับมาสดใส สดชื่น และพาตัวเองออกห่างจากสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์เพื่อเป็นการพักใจ และเรียกความเป็นตัวเองกลับมา </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10034 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/tired-businesswoman-covering-her-eyes-with-drawn-eyes-paper-1.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 728"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ผลดีของ Social Detox คืออะไร ทำไมคนยุคนี้ต้องทำ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคนี้หลายคนมีอาการติดโซเชียลขนาดหนัก และยังมีอาการที่เรียกว่า </span><a href="https://www.prosoft.co.th/Article/Detail/109980" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">FOMO (Fear Of Missing Out)</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป นอกจากนี้หลายคนชอบเปรียบเทียบชีวิตของคนอื่นกับชีวิตตัวเอง อยากมี อยากเป็น อยากได้ จนเกิดกิเลสมากมายและยิ่งทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ทั้งที่ในความเป็นจริงชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้เป็นทุกข์ บางคนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็มี ชีวิตการทำงานในโลกทุกวันนี้เครียดมากพอแล้ว การที่เราเอาตัวเองไปสู่สุดที่ทำให้เครียดกว่าเดิมก็ยิ่งทำร้ายสภาพจิตใจตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/general-personnel/220616-death-in-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11587 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_515665393-4-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 729"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/general-personnel/220616-death-in-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Guideline: วิธีทำ Social Detox คือแบบไหนที่เรียกว่าได้ผล?</h2>
<h3>หางานอดิเรกอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาที่คนเราเล่นโทรศัพท์กันเยอะและนานที่สุดน่าจะเป็นช่วงระหว่างรอ หรือช่วงระยะเวลาของการเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ตอนเข้าห้องน้ำ หรือตอนกินข้าวก็มี ลองเปลี่ยนจากหยิบโทรศัพท์มาเป็นหนังสือคู่ใจสักเล่ม ถึงจะใช้สายตาเหมือนกันแต่อย่างน้อยหนังสือก็ไม่มีแสงสีฟ้าออกมาทำร้ายตาเรา และยังพาเราหลุดไปในโลกอีกใบที่จะไม่มีใครตามเจอ และเราก็จะมองไม่เห็ฯใครนอกจากตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองนาน ๆ ดีจะตายไป</span></p>
<h3>ปิด Notification</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำ Social Detox แล้ว ก็คือการปิดแจ้งเตือนที่หน้าจอมือถือของเรา โดยเฉพาะพวกโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่ไม่ได้จำเป็น เพราะพอเราเห็นมันเด้งขึ้นมาก็เหมือนเป็นการล่อตาล่อใจให้กดเข้าไปเช็คทันที </span></p>
<h3>ตั้งเวลาใช้งานแอพพลิเคชั่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถตั้งค่า Screen time ได้ เลือกได้ว่าจะใช้แอพไหนวันละกี่ชั่วโมง เมื่อใช้ครบแล้วแอพก็จะล็อค ไม่สามารถเข้าใจงานได้จนถึงอีกวันหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีหักดิบที่ดีสำหรับคนที่อยากเลิกติดโซเชียลจริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="cyan-highlighter">รู้จัก “บูโจ” ทำ Social Detox ด้วยการเขียน</strong></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บูโจ หรือ ‘Bullet Journal’ เกิดขึ้นโดย ไรเดอร์ แคร์รอล (Ryder Carroll) นักออกแบบและนักเขียนชาวอเมริกัน เป็นวิธีการจดบันทึกบนหน้ากระดาษที่จะทำให้เราสามารถวางแผนชีวิตที่ทั้ง productive และ healthy ได้อย่างไม่จำเจ โดยเริ่มต้นมาจากแพลนเนอร์ธรรมดา ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี บูโจไม่มีหลักการตายตัว แล้วแต่ใครจะเขียนยังไงตามชอบใจ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter">ทำความรู้จักการเขียนบูโจให้มากขึ้นที่นี่</strong> </span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/" target="_blank" rel="noopener">https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/</a></span></p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11685 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/Sleeping-with-phone-1.jpg" alt="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 730"></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรหากพนักติดโซเชียลจนชีวิตพัง งานเสีย? Social Detox คือตัวช่วยชั้นหนึ่ง!</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าในบริษัทมีพนักงานติดโซเชียลหนัก ๆ บอกเลยว่าไม่ดีแน่ HR ต้องพยายามหานโยบายมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ อาจจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้ามากระทบงานเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์บริษัทขึ้นมาทันที การดูแลพนักงานถือเป็นเรื่องของ HR อยู่แล้ว การสอดส่องดูพฤติกรรมของพนักงานก็เป็นหน้าที่ HR เช่นกัน หรือหากบริษัทใหญ่มาก ๆ ก็อนุมาณไปเลยว่ายังไงก็ต้องมีคนที่ติดโซเชียลอยู่แน่ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการง่าย ๆ คือเสนอให้บริษัทคิดกิจกรรมให้พนักงานได้ relax ขึ้นมา เช่น เข้าคลาสออกกำลังกายตอนเย็น หรือหาคลาสเรียนงานอดิเรกต่าง ๆ มาให้พนักงานได้ลองเข้าไปเรียน เพราะเพื่อนพนักงานอาจจะได้เจอสิ่งที่ตัวเองชอบ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปแต่ละวีค เช่น คลาสเรียนร้องเพลง ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ถักโครเชต์ ฯลฯ นอกจากนี้อาจจะเพิ่มสวัสดิการน่ารัก ๆ ให้พนักงาน เช่น โควต้าซื้อหนังสือได้เดือนละหนึ่งเล่ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นนโยบายที่อาจจะต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงานที่ดี จะยิ่งช่วยให้พนักงานรักในตัวองค์กรและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น มีเรื่องน่าตื่นเต้นแปลกใหม่ให้ทำ ก็จะได้ไม่ขลุกอยู่แต่กับการเล่นโซเชียล</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นคนนำเทรนด์ หรือชอบที่จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่เราต้องควบคุมการเล่นโซเชียลให้ได้ ปล่อยไปตามอารมณ์ ตามอำเภอใจ นอกจากเสียสุขภาพกายและจิตแล้ว ยังเสียเวลาทำสิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ไปมหาศาล เพราะเวลาก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน ที่สำคัญคือการที่เรารู้สึกเป็นทุกข์เพราะไม่ได้ ไม่มี ในสิ่งที่เราเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่า เป็นเพียงแต่ปัจจัยภายนอกในชีวิตเท่านั้น และเป็นสิ่งที่เห็นเพียงแค่เปลือกนอก แต่กลับทำให้เราต้องจมกับความทุกข์ ซึ่งไม่ควรเลย หันกลับมาใช้ชีวิตที่เรามีให้ความสุขดีกว่า</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 731" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/" target="_blank" rel="noopener">Hipowershot</a></li>
<li><a href="https://tips.thaiware.com/1729.html" target="_blank" rel="noopener">Thaiware</a></li>
<li><a href="https://www.muangthai.co.th/th/article/social-detox" target="_blank" rel="noopener">Muangthai</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/240622-tired-all-the-time/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jun 2022 05:53:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[TATT]]></category>
		<category><![CDATA[เหนือยตลอดเวลา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/240622-tired-all-the-time/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT โรคเหนื่อยตลอดเวลาหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Tired All The Time นั้น โดยมากมีสาเหตุมาจาก “ความเครียด” เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ถึงแม้สาเหตุหลักของโรคนี้จะเกิดขึ้นมาจากความเครียด แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้คนเรามีภาวะเหนื่อยตลอดเวลาได้เช่นกัน เช่น นอนน้อย ไม่ออกกำลังกาย หรือปัญหาสุขภาพ โรคนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะหายกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเองแล้วยังส่งผลกระทบการการใช้ชีวิตประจำวัน และที่สำคัญกระทบกับงานด้วย HR มีส่วนช่วยพนักงานที่เป็นโรคนี้ได้ง่าย ๆ โดยอาจจะให้พนักงานทำงานแบบ Hybrid หรือ Work From Home ก็ได้  หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) อย่างมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อร่างกายและสมองในระยะยาว ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้ เหนื่อยใช่ไหม กับความเหนื่อยแบบเรื้อรังที่กำลังเป็นอยู่ เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริง ๆ ไม่ใช่ขี้เกียจ เหนื่อยที่พักเท่าไหร่ก็ยังไม่หายเหนื่อย ต่อให้นอนมากแค่ไหน ตื่นมาก็ยังล้าอยู่วันยังค่ำ อะไรที่เคยตื่นเต้น เคยชอบทำ ทุกวันนี้ไร้อารมณ์ความรู้สึกกับมันไปหมดแล้ว แม้แต่วันศุกร์ก็ไม่อยากจะพูดว่า TGIF ด้วยซ้ำ ถ้ารู้ตัวว่ากำลังมีอาการแบบนี้ ต้องรีบอ่านบทความนี้อย่างด่วนจี๋ เพราะคุณกำลังมีภาวะ Tired [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โรคเหนื่อยตลอดเวลาหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Tired All The Time นั้น โดยมากมีสาเหตุมาจาก “ความเครียด” เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้สาเหตุหลักของโรคนี้จะเกิดขึ้นมาจากความเครียด แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้คนเรามีภาวะเหนื่อยตลอดเวลาได้เช่นกัน เช่น นอนน้อย ไม่ออกกำลังกาย หรือปัญหาสุขภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โรคนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะหายกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเองแล้วยังส่งผลกระทบการการใช้ชีวิตประจำวัน และที่สำคัญกระทบกับงานด้วย HR มีส่วนช่วยพนักงานที่เป็นโรคนี้ได้ง่าย ๆ โดยอาจจะให้พนักงานทำงานแบบ Hybrid หรือ Work From Home ก็ได้ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) อย่างมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อร่างกายและสมองในระยะยาว ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11675 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1211071168-4-scaled.jpg" alt="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา" width="600" height="370" title="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา 737"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหนื่อยใช่ไหม กับความเหนื่อยแบบเรื้อรังที่กำลังเป็นอยู่ เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริง ๆ ไม่ใช่ขี้เกียจ เหนื่อยที่พักเท่าไหร่ก็ยังไม่หายเหนื่อย ต่อให้นอนมากแค่ไหน ตื่นมาก็ยังล้าอยู่วันยังค่ำ อะไรที่เคยตื่นเต้น เคยชอบทำ ทุกวันนี้ไร้อารมณ์ความรู้สึกกับมันไปหมดแล้ว แม้แต่วันศุกร์ก็ไม่อยากจะพูดว่า TGIF ด้วยซ้ำ ถ้ารู้ตัวว่ากำลังมีอาการแบบนี้ ต้องรีบอ่านบทความนี้อย่างด่วนจี๋ เพราะคุณกำลังมีภาวะ </span><b><strong class="cyan-highlighter">Tired All The Time หรือ TATT</strong></b><span style="font-weight: 400;"> แล้วอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX จะพาไปรู้จักกับ </span><b><strong class="cyan-highlighter">ภาวะเหนื่อยตลอดเวลา</strong></b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมันเป็น ‘โรค’ โรคหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่นอนพักก็หาย ที่สำคัญยังส่งผลเสียระยะยาวต่อสมองของเราอย่างมากทีเดียว</span></p>

<h2>โรคเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) คืออะไร?</h2>
<p><b>โรคเหนื่อยตลอดเวลา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Tired All The Time</b><span style="font-weight: 400;"> นั้น โดยมากมีสาเหตุมาจาก <strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter">“ความเครียด”</strong></strong> เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เพราะเมื่อเราต้องเผชิญกับความเครียด ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic Nervous System) จะถูกกระตุ้น ทำให้เกิดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและพร้อมรับมือกับความเครียด ความกดดัน และปัญหาที่ต้องเผชิญ แต่ถ้าสมองมีการสะสมความรู้สึกเครียดเป็นระยะเวลานาน การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อการทำงานของร่างกายและสมองอย่างมากในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โรคเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) ได้รับการรับรองแล้วว่าเป็นโรคจริง ๆ พอเครียด เหนื่อย ก็กลายเป็นความอ่อนล้าสะสม ซึ่งจะต้องหาสาเหตุกันต่อไปว่าเกิดจากอะไร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220617-sleep-chronotype/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11676 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/Toddlersleeping-5a7eb6147dca4b2a9fcc0972558166af.jpeg" alt="Toddlersleeping 5a7eb6147dca4b2a9fcc0972558166af" width="500" height="350" title="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา 738"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220617-sleep-chronotype/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>โรคเหนื่อยตลอดเวลา (Tired All the Time &#8211; TATT) เกิดจากสาเหตุอะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้สาเหตุหลักของโรคนี้จะเกิดขึ้นมาจากความเครียด แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้คนเรามีภาวะเหนื่อยตลอดเวลาได้เช่นกัน</span></p>
<h3>นอนไม่พอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การน้อยนอน น้อยดึกตื่นเช้า ทำให้ร่างกายเราล้าอยู่แล้ว แถมยังหงุดหงิดง่ายด้วย ลองนอนให้มากขึ้นสักวันละ 8 ชั่วโมง นอกจากนี้การพาตัวเองไปอยู่ที่ที่อากาศปลอดโปร่ง โดนแดดบ้าง จะได้มีความตื่นตัวมากขึ้น</span></p>
<h3>ไม่ออกกำลังกาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่ง ๆ นอน ๆ ใช้สมองอย่างเดียวยิ่งทำให้ร่างกายพัง หาเวลาไปออกกำลังหายให้เหงื่อออก ให้ร่างกายกระตุ้นสารเอ็นโดรฟินออกมามากขึ้น จะได้รู้สึกผ่อนคลาย</span></p>
<h3>ปัญหาสุขภาพ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจจะไม่ได้เป็นปัญหาที่จิตใจหรือการใช้ชีวิต แต่อาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน หรือต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ จะดูดพลังงานจากร่างกายเราไปมากทีเดียว ลองสังเกตตัวเองแล้วปรึกษาแพทย์ดีกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10035 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา 739"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรควรทำอย่างไร เมื่อพนักงานหมด Passion ในการทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: left;"><strong><strong class="cyan-highlighter">เหนื่อยกายหรือ เหนื่อยใจ จะแยกออกได้ยังไง?</strong></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหนื่อยกายนอนพักก็หาย แต่เหนื่อยใจทำยังไงก็ยังเหนื่อยอยู่ดีไม่มีวันหาย ต้องหาต้นตอว่าอาการเหนื่อยของเราเกิดจากอะไรกันแน่ โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่รู้สึกเหนื่อยจากการใช้ร่างกายทำกิจกรรมต่าง ๆ กลับมาพักผ่อน นอนหลับ กินให้อิ่ม ก็จะรู้สึกหายเหนื่อยและพร้อมใช้ชีวิตต่อ แต่คนที่เหนื่อยใจ สังเกตได้จากหลาย ๆ อย่าง เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รู้สึกอยากนอนตลอดเวลา ก่อนมาทำงานก็รู้สึกไม่อยากตื่น นอนเท่าไรก็ไม่พอ ไม่อยากทำอะไรนอกจากนั่งเฉย ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รู้สึกปวดหัว หน้ามืดแบบไม่มีเหตุผล </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ขึ้น ๆ ลง ๆ หงุดหงิดง่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลียตลอดเวลา</span></li>
</ul>
</div>
<h2>จัดการตัวเองอย่างไรหากเป็นโรคเหนื่อยตลอดเวลา (TATT)</h2>
<h3>เลิกพฤติกรรมทำร้ายสมอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช้สมองหนักแบบตลอดเวลา หากิจกรรมคลายเครียด รู้จักผ่อนคลาย ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ สังสรรค์กับเพื่อน หรือหากิจกรรมทำเผื่อให้สมองผ่อนคลายความเครียดลง</span></p>
<h3>นั่งสมาธิ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีผ่อนคลายง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ตลอดคือการนั่งสมาธิเพราะจะทำให้จิตใจเกิดความสงบมากขึ้น ช่วยทำให้สมองเราได้หยุดพัก ทำงานน้อยลง รวมทั้งได้คิดทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย</span></p>
<h3>ออกกำลังกาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกกำลังช่วยรักษาทุกโรค ไม่ว่าจะทางกาย ทางใจ หรือทางสมอง เวลาเครียด ๆ ลองไปออกกำลังกายเบา ๆ ให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาบ้าง ก็จะช่วยให้ภาวะเครียดและเหนื่อยล้าแบบตลอดเวลานั้นดีขึ้นได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10034 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/tired-businesswoman-covering-her-eyes-with-drawn-eyes-paper-1.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา 740"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Burnout Syndrome ชาร์ตพลังให้พนักงานที่หมดไฟ ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>พนักงานเป็นโรคเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) HR ทำยังไงดี?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โรคนี้ไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะหายกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเองแล้วยังส่งผลกระทบการการใช้ชีวิตประจำวัน และที่สำคัญกระทบกับงานด้วย HR มีส่วนช่วยพนักงานที่เป็นโรคนี้ได้ง่าย ๆ โดยอาจจะให้พนักงานทำงานแบบ Hybrid หรือ Work From Home ก็ได้ ให้พนักงานได้ไปเที่ยวพักผ่อน ทำงานจากนอกสถานที่ก็เป็นอีกวิธีที่ดีที่จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายขึ้นมาได้</span></p>
<h3>ดูแลโภชนาการ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องอาหารการกินนี่แหละสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ กับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงาน อาจจะมีการคัดเลือกร้านอาหารในโรงอาหาร เป็นอาหารที่ดูแล้วว่าดี มีประโยชน์ สะอาดปลอดภัย ใช้วัตถุดิบที่ดี หรือหนึ่งวันในสัปดาห์อาจจะจัดเลี้ยงอาหารให้พนักงาน โดยเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ บำรุงสมอง นอกจากนี้การแจกช็อคโกแลตให้พนักงานระหว่างวันก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเมื่อกินช็อกโกแลต สมองจะหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมาทำให้อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ช็อกโกแลตยังมีกรดอะมิโนทริปโตฟานที่ช่วยลดความเครียดได้ด้วย</span></p>
<h3>จัดหานักบำบัดหรือนักจิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนป่วยทางใจโดยไม่รู้ตัว การที่องค์กรจัดหานักบำบัดหรือนักจิตมาให้ก็เป็นสวัสดิการที่ดีอีกอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อได้รักษาอย่างถูกวิธี อาการทางจิตหรือความรู้สึกแย่ที่ทับถมกันมานานอาจค่อย ๆ ผ่อนคลายออกได้บ้าง</span></p>
<h3>เสริมสร้างกิจกรรมในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป้นการออกกำลังกายหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างความสุข ความเพลิดเพลินใจให้กับพนักงานย่อมดีทั้งนั้น จะได้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากนี้ยังทำให้พนักงานตื่นเต้นและตื่นตัวที่จะมาทำงานมากขึ้นเวลาที่บริษัทมีกิจกรรมดี ๆ</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการเหนื่อยตลอดเวลา (TATT) อย่างมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อร่างกายและสมองในระยะยาว ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้ ปล่อยวาง ผ่อนคลายบ้าง จะได้ใช้ชีวิตอย่างยืนยาวและมีความสุข</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="TIRED ALL THE TIME ไม่ใช่คำบ่น แต่คือโรค! รู้จัก TATT โรคเหนื่อยตลอดเวลา 741" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://www.unlockmen.com/seiko-prospex-the-black-series-night-vision-limited-edition" target="_blank" rel="noopener">Unlockmen</a></li>
<li><a href="https://health.kapook.com/view237996.html" target="_blank" rel="noopener">Kapook</a></li>
<li><a href="https://thematter.co/science-tech/beat-tired-all-time-before-the-next-yeat/41410" target="_blank" rel="noopener">The Matter</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220617-monday-blues/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jun 2022 00:32:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Monday Blue]]></category>
		<category><![CDATA[เกลียดวันจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[วันจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220617-monday-blues/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT อาการเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) คือความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ กับการกลับมาทำงานหลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งมีอยู่จริง และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย มีผลการวิจัยพบว่า พวกพนักงานที่ต้องมาทำงานในเช้าวันจันทร์นั้นมีอัตราความดันโลหิตสูงขึ้น ในขณะที่คนว่างงานหรือพวกฟรีแลนซ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตในเช้าวันจันทร์ หลัก ๆ แล้ว เพราะวันจันทร์เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกเหนื่อยที่สุดในสัปดาห์หลังจากได้พักผ่อนสบาย ๆ ก็จะต้องมารับมือกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ปัญหาในการทำงาน ต่อสู้กับลูกค้าหรือไม่ก็เพื่อนร่วมงาน และยิ่งต้องใช้ความอดทนมากกว่าวันอื่น ๆ เพราะเพิ่งผ่านวันหยุดมา ในจะต้องรับมือกับอาการ Emotional Shift อีก HR สามารถเสนอผู้บริหารให้กำหนดนโยบาย Work From Home วันจันทร์ ก็ได้ เหมือนเป็นการให้พนักงานเตรียมพร้อมสำหรับการมาทำงานทั้งออฟฟิศ คือไม่ได้ให้หยุดงาน แต่อนุโลมให้ทำงานที่บ้านได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก วันจันทร์อีกแล้ว! ถ้าวันศุกร์เป็นวันที่ใคร ๆ ก็รัก วันจันทร์ก็คงเป็นวันที่ตรงข้าม เพราะไม่ว่าใครก็รุมเกลียดวันจันทร์  แค่พูดคำว่าวันจันทร์ก็ท้อ เหมือนเป็นคำต้องห้ามสำหรับพนักงานออฟฟิศและนักเรียนนักศึกษาอย่างไรอย่างนั้น และไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาสากล คือตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น แต่ละคนก็มีช่วงเวลาโปรดักทีฟต่างกัน พอต้องมาทำงานวันจันทร์เวลาเดิม ๆ ที่รู้สึกว่าเราก็ยังไม่แอคทีฟมากพอ ก็เลยยิ่งทำให้เบื่อมากขึ้นไปอีก ในบทความนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>อาการเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) คือความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ กับการกลับมาทำงานหลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งมีอยู่จริง และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย</li>
<li>มีผลการวิจัยพบว่า พวกพนักงานที่ต้องมาทำงานในเช้าวันจันทร์นั้นมีอัตราความดันโลหิตสูงขึ้น ในขณะที่คนว่างงานหรือพวกฟรีแลนซ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตในเช้าวันจันทร์</li>
<li>หลัก ๆ แล้ว เพราะวันจันทร์เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกเหนื่อยที่สุดในสัปดาห์หลังจากได้พักผ่อนสบาย ๆ ก็จะต้องมารับมือกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ปัญหาในการทำงาน ต่อสู้กับลูกค้าหรือไม่ก็เพื่อนร่วมงาน และยิ่งต้องใช้ความอดทนมากกว่าวันอื่น ๆ เพราะเพิ่งผ่านวันหยุดมา ในจะต้องรับมือกับอาการ Emotional Shift อีก</li>
<li>HR สามารถเสนอผู้บริหารให้กำหนดนโยบาย Work From Home วันจันทร์ ก็ได้ เหมือนเป็นการให้พนักงานเตรียมพร้อมสำหรับการมาทำงานทั้งออฟฟิศ คือไม่ได้ให้หยุดงาน แต่อนุโลมให้ทำงานที่บ้านได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11629 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/6071666_full-sunday-morning-blues-quotes-17-funny-monday-morning-quotes-deal-happily.jpeg" alt="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร?" width="625" height="388" title="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร? 747"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันจันทร์อีกแล้ว! ถ้าวันศุกร์เป็นวันที่ใคร ๆ ก็รัก วันจันทร์ก็คงเป็นวันที่ตรงข้าม เพราะไม่ว่าใครก็รุมเกลียดวันจันทร์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่พูดคำว่าวันจันทร์ก็ท้อ เหมือนเป็นคำต้องห้ามสำหรับพนักงานออฟฟิศและนักเรียนนักศึกษาอย่างไรอย่างนั้น และไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาสากล คือตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น แต่ละคนก็มีช่วงเวลาโปรดักทีฟต่างกัน พอต้องมาทำงานวันจันทร์เวลาเดิม ๆ ที่รู้สึกว่าเราก็ยังไม่แอคทีฟมากพอ ก็เลยยิ่งทำให้เบื่อมากขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX จะพาไปไขข้อข้องใจถึงอาการเกลียดวันจันทร์ หรือ Monday Blues ซึ่งสิ่งนี้มีวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาอยู่เบื้องหลัง หากเมื่อเราได้ทำความเข้าใจอาการเกลียดวันจันทร์แล้ว เราอาจจะรักวันจันทร์มากขึ้นก็ได้</span></p>

<h2>การเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) มีจริงไหม?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการเกลียดวันจันทร์มีอยู่จริง และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย โดยการศึกษาจาก Lehigh University’s College of Business สหรัฐอเมริกา ในปี 2021 ที่ผ่านมานี้ ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Information System Research ว่า อาการเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) คือความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ กับการกลับมาทำงานหลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริงแล้วการทำงาน 5 วัน หยุด 2 วันนั้นเริ่มมาจากพวกชนชั้นแรงงานในยุค 1920s ที่ในโรงงานมีทั้งคนยิวและคนคริสต์ ซึ่งต้องสลับกันไปทำพิธีทางศาสนาน ของคนยิวเป็นวันเสาร์ ของคนคริสต์เป็นวันอาทิตย์ นายจ้างเลยให้หยุดไปเลย 2 วันจะได้มีความเท่าเทียม ซึ่งนโยบายแบบนี้ก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันจนกลายเป็นสากลไปแล้ว ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีงานวิจัยศึกษาศักยภาพคนทำงานและองค์กรและเห็นตรงกันว่า การลดวันทำงานให้น้อยลงทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพดีกว่า สุขภาพร่างกายดีขึ้น เพราะการทำงาน 5 วันรวดมีแต่ทำให้ Productivity หดหาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยจาก American Journal of Epidemiology ยังพบว่าคนที่ทำงาน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีการตระหนักรู้ถดถอยลงเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานเพียง 40 ชั่วโมง และการทำงานต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการหมดไฟเร็วกว่าเวลาอันควร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/news/work-4days-220519/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10781 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="600" height="370" title="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร? 748"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/work-4days-220519/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">บริษัทญี่ปุ่นเผยว่าการทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยให้พนักงาน Productive ขี้นถึง 40%</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>การเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues) มีวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลังจริงหรือ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผลการวิจัยพบว่า พวกพนักงานที่ต้องมาทำงานในเช้าวันจันทร์นั้นมีอัตราความดันโลหิตสูงขึ้น ในขณะที่คนว่างงานหรือพวกฟรีแลนซ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตในเช้าวันจันทร์ และมีบทความของ </span><a href="https://www.cnbc.com/2015/10/13/people-really-do-dread-monday-mornings-report.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNBC</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้กล่าวไว้ว่า พนักงานจะรู้สึกไม่มีความสุขมากที่สุดในเวลา 11:17 นาทีของเช้าวันจันทร์ กลับกันพวกเขาจะรู้สึกแฮปปี้ที่สุดในเวลา 15:47 ของวันศุกร์ ดังนั้นอาการเกลียดวันจันทร์จึงสามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ได้</span></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การรู้สึกเกลียดวันจันทร์อาจย้อนไปตั้งแต่ธรรมชาติของบรรพบุรุษเราที่ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ผูกพันกับสถานะในเผ่า การที่เรามีครอบครัวและสภาพแวดล้อมในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เรารู้สึกอาลัยอาวรณ์ แม้จะเป็นเพียงแค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วันจันทร์เป็นวันที่ทำให้มนุษย์เรารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ทำให้เกิด Emotional Shift จากวันหยุดที่รื่นรมย์ก็ต้องเปลี่ยนเป็นวันทำงานที่เคร่งเครียด สมองของเราปรับตามไม่ทัน จึงเกิดอาการเกลียดวันจันทร์ขึ้นมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้คนมักน้ำหนักขึ้นและความดันสูงในช่วงต้นสัปดาห์ และสถิติการตายด้วยโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตกมักสูงที่สุดในวันจันทร์เช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ธรรมชาติของมนุษย์รักการเป็นอิสระ พอมีวันจันทร์ขึ้นมาหลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ใช้ชีวิตอย่างตามใจตัวเองสุดเหวี่ยง ก็เลยรู้สึกสูญเสียอิสระไป</span></li>
</ul>
</div>
<h2>ทำไมคนเราต้องเกลียดวันจันทร์  (Monday Blues)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากหลักการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาแล้ว เหตุผลที่คนเราเกลียดวันจันทร์มีอีกมากมาย มาดูความเห็นพนักงานออฟฟิศกันดีกว่า ว่าทำไมพวกเขาถึงเกลียดวันจันทร์เข้าไส้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong><em>“เหนื่อย จากการหยุดยาวมาสองวัน รู้สึกยังพักไม่เต็มที่ก็ต้องมาทำงานอีกแล้ว ร่างกายล้า” </em></strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณแฟนต้า (Senior Specialist Performance)</span></p>
<p style="text-align: center;"><em><span style="font-weight: 400;"><strong>“เพราะวันจันทร์เป็นวันแรกของสัปดาห์ แล้วทุกคนแห่กันออกจากบ้านทั้งนักเรียนทั้งคนทำงาน รถมันติด คนเยอะ มัน drain energy มากกว่าวันอื่น”</strong> </span></em></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณดา (Product Operation Associate)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลัก ๆ แล้ว เพราะวันจันทร์เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกเหนื่อยที่สุดในสัปดาห์หลังจากได้พักผ่อนสบาย ๆ ก็จะต้องมารับมือกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ปัญหาในการทำงาน ต่อสู้กับลูกค้าหรือไม่ก็เพื่อนร่วมงาน และยิ่งต้องใช้ความอดทนมากกว่าวันอื่น ๆ เพราะเพิ่งผ่านวันหยุดมา ในจะต้องรับมือกับอาการ Emotional Shift อีก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11122 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/1_nMAh27RUX3BaUBgv7aiOgw.jpeg" alt="1 nMAh27RUX3BaUBgv7aiOgw" width="600" height="370" title="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร? 749"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>หลอกตัวเองยังไง? ให้ไม่เกลียดวันจันทร์  (Monday Blues)</h2>
<h3><b>อ่อนโยนกับตัวเองให้มาก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองเปลี่ยนจากการตั้งนาฬิกาปลุกเสียงแสบแก้วหูเพื่อให้เราตื่นแบบตาตั้ง เป็นเสียงเพลงเพราะ ๆ สบายหูดูบ้าง เพื่อให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายในเช้าวันใหม่ ถ้าเรานอนดีหลับอย่างมีคุณภาพ พลังงานก็จะเหลือล้นอย่างเต็มเปี่ยม และตื่นเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าให้เสียงปลุกน่ารำคาญมาทำลายเช้าวันจันทร์ที่แสนสดใสเลยดีกว่า</span></p>
<h3><b>สร้างความตื่นเต้นให้ตัวเอง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เตรียมวางแผนไว้ตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์เลยดีกว่าว่าพรุ่งนี้เช้าจะแต่งตัวยังไง แต่งหน้าแบบไหน ถือกระเป๋าใบไหน หรือจะไปกินข้าวร้านอร่อยที่อยากกิน อาจจะช่วยเปลี่ยนมู้ดแย่ ๆ ในวันจันทร์ให้น่าตื่นเต้นขึ้นได้</span></p>
<h3><b>ยอมรับและคิดว่าวันจันทร์ก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าไปตั้งแง่ว่าวันนี้คือวันจันทร์ คิดซะว่าเป็นวันทำงานวันหนึ่ง เดี๋ยวก็หมดวันและผ่านไปเหมือนที่เคยผ่านมา นึกถึงเรื่องสนุก ๆ ที่จะเกิดขึ้นหรือมีแพลนจะทำในอนาคต จะได้มีแรงกายแรงใจในการใช้ชีวิตต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220408-effective-rest/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9258 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1903865812-1.jpg" alt="Workation ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย" width="500" height="332" title="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร? 750"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220408-effective-rest/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สเต็ปชาร์จแบตช่วงสงกรานต์ ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะแก้ยังไงดีเมื่อพนักงานเกลียดวันจันทร์ (Monday Blues)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ก็อาจจะเกลียดวันจันทร์เหมือนกัน เพราะใคร ๆ ก็เกลียดวันจันทร์กันทั้งนั้น แต่ถ้าทุกคนเกลียดวันจันทร์แล้วพาให้งานเสีย องค์กรแย่ลง คงไม่ดีแน่ HR อาจต้องมีกลยุทธ์หรือกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาเกลียดวันจันทร์ อาจดูเป็นปัญหาขี้ปะติ๋ว แต่ถ้าพนักงานในองค์กรคิดเหมือนกันหมด ศักยภาพในการทำงานลดลงแน่นอน ภาพรวมบริษัทก็อาจจะแย่ลงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถเสนอผู้บริหารให้กำหนดนโยบาย Work From Home วันจันทร์ ก็ได้ เหมือนเป็นการให้พนักงานเตรียมพร้อมสำหรับการมาทำงานทั้งออฟฟิศ คือไม่ได้ให้หยุดงาน แต่อนุโลมให้ทำงานที่บ้านได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก หรือหากไม่มีการ Work From Home ในวันจันทร์ ก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนเวลาเข้างานเป็น 10 โมง พนักงานได้นอนพักผ่อนเพิ่มอีกหน่อย และไม่ต้องเผชิญกับปัญหารถติด คนเยอะ ที่ยิ่งบั่นทอนพลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ทั้งนั้น HR และผู้บริหารสามารถร่วมกันคิดและปรับนโยบายให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรและพนักงานได้ตามที่แต่ละองค์กรเห็นว่าเหมาะสม เพราะพนักงานต้องมาก่อน หากพนักงานมีแรงกายแรงใจพร้อมที่จะทำงาน ผลประกอบการดี ๆ ก็จะตามมาสู่องค์กรแน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการเกลียดวันจันทร์จะลดลงและค่อย ๆ หายไป หากเรารู้จักสำรวจว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มีต้นเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร และแก้ปัญหาด้วยความคิดเชิงบวกอยู่เสมอ</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร? 751" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://thematter.co/science-tech/why-we-hate-monday/7794" target="_blank" rel="noopener">The Matter</a></li>
<li><a href="https://blog.empuls.io/monday-blues/" target="_blank" rel="noopener">Empuls.io</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220617-sleep-chronotype/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jun 2022 05:26:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[Sleep Chronotype]]></category>
		<category><![CDATA[ง่วง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220617-sleep-chronotype/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Sleep Chronotype เป็นแนวคิดเรื่องการใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูกต้อง โดยแต่ละคนจะมีนาฬิกาในตัวที่เดินไปไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และอาชีพการงาน ด็อกเตอร์ไมเคิล บรูส์ (Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ ‘The Power of When’ หรือ ‘พลังแห่งเมื่อไหร่’ ซึ่งได้แบ่งบุคลิกภาพตามนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 4 ลักษณะ โดยเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา หมี สิงโต หมาป่า และโลมา คือคำจำกัดความที่ด็อกเตอร์ ไมเคิล บรูส์ อธิบายถึงกลุ่มพฤติกรรมรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ถูกกำหนดพฤติกรรม ระบบสมองและการทำงานของร่างกายมาตั้งแต่อายุเพียงสามเดือน การสร้างนโยบายในองค์กรที่จะช่วยให้คนทำงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องที่จำเป็น อีกทั้งยังทำให้เกิดความพึงพอใจในพนักงานด้วย HR อาจกำหนดให้พนักงานในองค์กรสามารถทำงานแบบ Hybrid ได้ หรือบางตำแหน่งอาจจะให้ Work From Home และจัดสรรเวลาเอาเองได้เลยก็ดีเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กจนโต พวกเราทุกคนถูกกำหนดเวลาให้ไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปสัมมนา อบรม หรือแม้แต่ทำกิจกรรมต่าง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Sleep Chronotype เป็นแนวคิดเรื่องการใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูกต้อง โดยแต่ละคนจะมีนาฬิกาในตัวที่เดินไปไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และอาชีพการงาน</li>
<li style="font-weight: 400;">ด็อกเตอร์ไมเคิล บรูส์ (Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ ‘The Power of When’ หรือ ‘พลังแห่งเมื่อไหร่’ ซึ่งได้แบ่งบุคลิกภาพตามนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 4 ลักษณะ โดยเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา</li>
<li style="font-weight: 400;">หมี สิงโต หมาป่า และโลมา คือคำจำกัดความที่ด็อกเตอร์ ไมเคิล บรูส์ อธิบายถึงกลุ่มพฤติกรรมรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ถูกกำหนดพฤติกรรม ระบบสมองและการทำงานของร่างกายมาตั้งแต่อายุเพียงสามเดือน</li>
<li style="font-weight: 400;">การสร้างนโยบายในองค์กรที่จะช่วยให้คนทำงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องที่จำเป็น อีกทั้งยังทำให้เกิดความพึงพอใจในพนักงานด้วย HR อาจกำหนดให้พนักงานในองค์กรสามารถทำงานแบบ Hybrid ได้ หรือบางตำแหน่งอาจจะให้ Work From Home และจัดสรรเวลาเอาเองได้เลยก็ดีเหมือนกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11619 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/side-job-spare-time-1-1024x512-600x370-1.png" alt="ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน" width="600" height="370" title="ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน 756"></p>
<p>ตั้งแต่เด็กจนโต พวกเราทุกคนถูกกำหนดเวลาให้ไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปสัมมนา อบรม หรือแม้แต่ทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นช่วงเวลาเดียวกันหมดทุกคน จนเรียกได้ว่าช่วงเวลาตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงประมาณสี่โมงเย็นนั้นเป็นเวลาสากลไปแล้ว แต่แปลกที่เราแต่ละคนรับข้อมูลได้ไม่เท่ากัน หรือสร้างไอเดียที่แสนบรรเจิดในช่วงเวลานั้นได้ไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ได้แปลว่าแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน แต่มันเป็นเรื่องของ ‘นาฬิกาชีวิต’ ต่างหาก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX จะมาไขข้อข้องใจว่าทำไมความสามารถของคนเราในแต่ละเวลานั้นไม่เหมือนกัน บางคนปิ๊งไอเดียสุดแสนบรรเจิดได้ในตอนกลางคืน แต่ตอนเช้ากลับสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก หรือบางคนตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก แถมพร้อมทำงานได้เลยอีกด้วย มันเกิดอะไรขึ้นกันหนอ</span></p>

<h2>นาฬิกาชีวิต (Sleep Chronotype) คืออะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกคนมีนาฬิกาชีวิตไม่เหมือนกันจริง ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนนั่งมึนในห้องเรียนตอนเช้า กับคนที่คิดเลขถอดรูทได้ตั้งแต่คาบแรกที่เรียน และยิ่งโดยเฉพาะคนทำงานในสายงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น Content Creative นักเขียนนิยาย วิศวกรดีไซน์รถยนต์ หรือสถาปนิกออกแบบภายใน ยิ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องนาฬิกาชีวิตและ Sleep Chronotype เพื่อนำมาใช้ดึงศักยภาพในการทำงานของตัวเองออกมา คนแรกที่ริเริ่มหลักการนี้ขึ้นมาก็คือ </span><strong class="cyan-highlighter"><span style="font-weight: 400;">ด็อกเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล บรูส์ </span><span style="font-weight: 400;">(Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ </span><span style="font-weight: 400;">‘The Power of When’ หรือ ‘พลังแห่งเมื่อไหร่’ ซึ่งได้แบ่ง</span><span style="font-weight: 400;">บุคลิกภาพตามนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 4 ลักษณะ โดยเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา</span></strong></p>
<h2>ทำไมคนเรามีนาฬิกาชีวิตและเวลาตื่นตัวไม่เหมือนกัน?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หมี สิงโต หมาป่า และโลมา</span><span style="font-weight: 400;"> คือคำจำกัดความที่</span><span style="font-weight: 400;">ด็อกเตอร์ </span><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล บรูส์ </span><span style="font-weight: 400;">อธิบายถึงกลุ่มพฤติกรรมรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ถูกกำหนดพฤติกรรม ระบบสมองและการทำงานของร่างกายมาตั้งแต่อายุเพียงสามเดือน เป็นสิ่งที่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นธรรมชาติประจำตัวของใครของมัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยาก </span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;">ก่อนจะไปดูว่ามนุษย์แต่ละประเภททั้ง 4 มีระบบการนอนและการทำงานแตกต่างกันอย่างไร</p>
<p style="text-align: center;"><strong class="yellow-highlighter">ลองทำแบบทดสอบกันก่อนว่าตัวเราเปรียบเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทไหน ที่นี่</strong> <a href="https://thepowerofwhenquiz.com/" target="_blank" rel="noopener">https://thepowerofwhenquiz.com/</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="cyan-highlighter">The Power of When หนังสือที่ควรอ่านแห่งยุค!</strong></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือแนวจิตวิทยาที่เขียนโดย ด็อกเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ไมเคิล บรูส์ </span><span style="font-weight: 400;">(Dr. Michael Breus) เกี่ยวกับการใช้เวลาของคนทั้ง 4 แบบ ทำอย่างไรให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะแต่ละคน</span><span style="font-weight: 400;">มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกัน เร็วขึ้นหรือช้าลงเพียงชั่วโมงเดียวก็อาจส่งผลกระทบอย่างมหาศาลได้ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นตัวช่วยไกด์ไลน์อย่างดีสำหรับคนทุกรุ่น โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องเทรนด์การทำงาน หรือคนที่ทำงานประเภทต้องใช้ความคิด นอกจากนี้ยังเหมาะกับนักเรียน-นักศึกษาที่ต้องท่องหนังสือหามรุ่งหามค่ำ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เข้าสมองเท่าที่ควร สามารถหาคำตอบได้ในหนังสือเล่มนี้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a style="text-align: center;" href="https://www.se-ed.com/product/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88-The-Power-of-When.aspx?no=9786162873768" target="_blank" rel="noopener">คลิกเพื่อดูหนังสือ!</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>เราเป็นมนุษย์ประเภทไหน? มาศึกษานาฬิกาชีวิตแต่ละแบบกันเถอะ</h2>
<h3>นาฬิกาชีวิตแบบ ‘หมี’</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเจ้าหมีเป็นกลุ่มประชากรที่เยอะที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้ง 4 ชนิด เพราะมีถึง 50% เลยทีเดียว พวกหมีจะตื่นและเข้านอนตามพระอาทิตย์ขึ้นและตก คือสว่างก็ตื่น มืดก็นอน มีลักษณะนิสัยเป็นมิตร ใจกว้าง และค่อนข้างมีตารางชีวิตที่คงที่ นอนหลับสนิท ส่วนช่วงเวลาที่โปรดักทีฟที่สุดของพวกหมีคือช่วงกลางวัน</span></p>
<h3>นาฬิกาชีวิตแบบ ‘หมาป่า’</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกนอนดึกตื่นเช้าตัวยง โปรดักทีฟตอนดึก กลางวันนั่งอึนทั้งวัน คิดงานไม่ออก แต่พอฟ้ามืดเท่านั้นแหละ ไอเดียลื่นไหล ที่คิดมาทั้งวันมาคิดออกเอาภายในระยะเวลาสั้น ๆ หากตอนนั้นเป็นตอนกลางคืน พวกประชากรหมาป่าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 15% มีลักษณะเป็นคนเก็บตัว อารมณ์แปรปรวน แต่มีความคิดสร้างสรรค์ มักมีปัญหาการตื่นนอนในตอนเช้า</span></p>
<h3>นาฬิกาชีวิตแบบ ‘สิงโต’</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกสิงโตเป็นพวกที่เหมาะกับการทำงานตอนเช้าที่สุด เพราะมักมีอาการสมองล้าในช่วงบ่าย มีพลังงานมากที่สุดก่อนเที่ยง แต่จะเหลือพลังงานน้อยในตอนเย็น เป็นคนอารมณ์มั่นคง มองโลกในแง่ดี ชอบตื่นเช้า ตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย มีประชากร 15% ที่เป็นกลุ่มสิงโต</span></p>
<h3>นาฬิกาชีวิตแบบ ‘โลมา’</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณคือโลมา จงรู้ไว้ว่ามีคนเพียง 10% ในโลกที่เป็นเหมือนคุณ พวกโลมาเป็นพวกที่มีนิสัยการนอนแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น มีอะไรมาขัดจังหวะนิดเดียวก็จะรู้สึกตัวตื่นได้ง่าย แสง เสียง หรือบางอย่างกระทบเพียงนิดเดียวก็จะตื่นเลย หลับได้ไม่ลึก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนขี้กังวล ระวังตัว เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสม์ </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ชอบความเสี่ยง เฉลียวฉลาด สามารถทำงานได้ตลอดทั้งวัน ช่วงเวลาทำงานที่ดีที่สุดคือช่วงสายถึงช่วงบ่าย ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181210-thsuccessofattendance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9327 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/veri-ivanova-p3Pj7jOYvnM-unsplash-2.jpg" alt="Recruitment เก่งแค่ไหน ให้ดูที่ Time to Fill เมตริก" width="600" height="370" title="ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน 757"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181210-thsuccessofattendance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กรณีตัวอย่างของระบบการจัดการบริหารเวลาที่ประสบความสำเร็จ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะช่วยซัพพอร์ตการทำงานของคนแต่ละประเภทที่มีนาฬิกาชีวิตต่างกันได้อย่างไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแบ่งประเภทของคนตามช่วงเวลานอนหลับและช่วงเวลาโปรดักทีฟถือว่าเป็นอีกหลักการหนึ่งที่น่าสนใจในการบริหารคนเช่นกัน เพราะคนเรามีช่วงเวลาที่ไอเดียไหลสมองแล่นไม่เหมือนกัน ดังนั้นการสร้างนโยบายในองค์กรที่จะช่วยให้คนทำงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องที่จำเป็น อีกทั้งยังทำให้เกิดความพึงพอใจในพนักงานด้วย HR อาจกำหนดให้พนักงานในองค์กรสามารถทำงานแบบ Hybrid ได้ หรือบางตำแหน่งอาจจะให้ Work From Home และจัดสรรเวลาเอาเองได้เลยก็ดีเหมือนกัน ระบบ Clock-in/Clock-out ก็ไม่จำกัดเวลาแต่ให้ครบวันละ 9 ชั่วโมงก็พอ เป็นต้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190306-possibletodeductsalary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11105 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Salary.jpg" alt="Salary" width="600" height="370" title="ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน 758"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190306-possibletodeductsalary/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เป็นไปได้หรือไม่ ที่บริษัทจะหักเงินเดือนของพนักที่ชอบมาทํางานสายเป็นประจำ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้วการแบ่งกลุ่มคนทั้ง 4 ประเภทตามช่วงเวลาโปรดักทีฟของแต่ละคนก็เป็นแค่ไกด์ไลน์เท่านั้น เพราะทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับว่าเราจะสะดวกตอนไหน หรืออาจจะมีมู้ดทำงานไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ว่าด้านบนก็ได้ ด็อกเตอร์บรูส์ได้กล่าวไว้ว่านาฬิกาชีวิตของแต่ละคนอาจเปลี่ยนไปตามอายุ เช่น วัยเด็กเป็นหมี ตอนวัยรุ่นเป็นหมาป่า วัยทำงานเป็นโลมา วัยเกษียณเป็นสิงโต ก็เป็นได้</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำงานทีไรง่วงทุกที! รู้จัก Sleep Chronotype ใช้งานนาฬิกาชีวิตให้ถูก แอคทีฟจนเพื่อนตามไม่ทัน 759"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://www.sweetyhigh.com/read/sleep-chronotype-animal-explanations-102919" target="_blank" rel="noopener">Sweetyhigh</a></li>
<li><a href="https://thechalkboardmag.com/the-power-of-when-chronotype-quiz" target="_blank" rel="noopener">The Chalkboard Mag</a></li>
<li><a href="https://www.thumbsup.in.th/sleep-chronotype" target="_blank" rel="noopener">Thumbs Up</a></li>
<li><a href="https://btimes.biz/young-at-heart-show/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B5-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7/" target="_blank" rel="noopener">BTimes Biz</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220616-death-in-office/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Jun 2022 19:23:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ฆ่าตัวตาย]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220616-death-in-office/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปัญหาสุขภาพจิตจนอยากฆ่าตัวตาย คือสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะในประเทศไทยเองมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึง 7.37 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คน  ถือเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนเป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์ แบบสำรวจพบว่าหลังจากเกิดโควิด-19 กลุ่มนักเรียน, นักศึกษา และพนักงานบริษัท มีแนวโน้มฆ่าตัวตายสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เท่า Harvard Business Review รายงานว่า การทำงานมีผลกับการตัดสินใจฆ่าตัวตายได้จริง โดยสาเหตุหลักมาจากการถูกกลั่นแกล้ง ความกดดัน ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อหลายบริษัทเปลี่ยนมาทำงานแบบไฮบริด การรับมือกับเหตุฆ่าตัวตายของพนักงานต้องทำอย่างละเอียดอ่อนและรัดกุม นำโดย HR และหัวหน้าทีมแต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคนในการสอดส่องดูแลพฤติกรรมของคนรอบตัวด้วย สิ่งนี้เรียกว่า Prevention Strategies แต่ Postvention Strategies หรือการเยียวยาทางใจก็สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเหตุฆ่าตัวตายเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะความรู้สึกเศร้าหรือรู้สึกผิดอาจคงอยู่เสมอหากได้รับสิ่งกระตุ้นแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีก็ตาม การให้ความรู้เรื่องการฆ่าตัวตายและปัญหาสุขภาพจิตจะทำให้เราคัดกรองผู้ป่วยได้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ไวขึ้น และช่วยเปิดโอกาสให้คนที่จำเป็นจริง ๆ เข้าถึงกระบวนการรักษาได้ง่ายขึ้น ปัญหาสุขภาพจิต คือสิ่งที่ HR ต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะมีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความทับซ้อนระหว่างการทำงานที่ออฟฟิศและการทำงานแบบไฮบริดคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น เพราะแม้การทำงานผ่านโลกออนไลน์จะช่วยให้ผู้คนและธุรกิจทั่วโลกเชื่อมต่อกันง่ายกว่าเดิม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสุขภาพจิตจนอยากฆ่าตัวตาย คือสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะในประเทศไทยเองมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึง 7.37 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คน  ถือเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนเป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แบบสำรวจพบว่าหลังจากเกิดโควิด-19 กลุ่มนักเรียน, นักศึกษา และพนักงานบริษัท มีแนวโน้มฆ่าตัวตายสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เท่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review รายงานว่า การทำงานมีผลกับการตัดสินใจฆ่าตัวตายได้จริง โดยสาเหตุหลักมาจากการถูกกลั่นแกล้ง ความกดดัน ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อหลายบริษัทเปลี่ยนมาทำงานแบบไฮบริด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การรับมือกับเหตุฆ่าตัวตายของพนักงานต้องทำอย่างละเอียดอ่อนและรัดกุม นำโดย HR และหัวหน้าทีมแต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคนในการสอดส่องดูแลพฤติกรรมของคนรอบตัวด้วย สิ่งนี้เรียกว่า Prevention Strategies</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่ Postvention Strategies หรือการเยียวยาทางใจก็สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเหตุฆ่าตัวตายเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะความรู้สึกเศร้าหรือรู้สึกผิดอาจคงอยู่เสมอหากได้รับสิ่งกระตุ้นแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การให้ความรู้เรื่องการฆ่าตัวตายและปัญหาสุขภาพจิตจะทำให้เราคัดกรองผู้ป่วยได้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ไวขึ้น และช่วยเปิดโอกาสให้คนที่จำเป็นจริง ๆ เข้าถึงกระบวนการรักษาได้ง่ายขึ้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11587 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_515665393-3-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 767"></p>
<p>ปัญหาสุขภาพจิต <span style="font-weight: 400;">คือสิ่งที่ HR ต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะมีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย โดย</span><a href="https://www.who.int/news-room/commentaries/detail/mental-health-in-the-workplace#:~:text=Many%20factors%20influence%20the%20mental%20health%20of%20employees.,of%20work-related%20stress%20and%20related%20mental%20health%20problems." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">องค์การอนามัยโลก</span></a><span style="font-weight: 400;"> (WHO) กล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความทับซ้อนระหว่างการทำงานที่ออฟฟิศและการทำงานแบบไฮบริดคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแม้การทำงานผ่านโลกออนไลน์จะช่วยให้ผู้คนและธุรกิจทั่วโลกเชื่อมต่อกันง่ายกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการทำงาน และไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าสื่อสารหรือพร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้โดยง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนวัยทำงานยุคปัจจุบันจะมีภาวะซึมเศร้า ตึงเครียด ไบโพลาร์ หรือความรู้สึกอยากตายขึ้นมาทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานรายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายทั้งแผนกทรัพยากรบุคคล (HR), ผู้นำ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกที่เหมาะกับพนักงานทุกคน ส่วนจะทำอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ปัญหาสุขภาพจิตและอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทย</h2>
<p><a href="https://www.dmh.go.th/report/suicide/stat_prov.asp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กรมสุขภาพจิต</span></a><span style="font-weight: 400;">รายงานว่าคนไทยมีอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ราว 7 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คนและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียนเป็นรองเพียงแค่ประเทศสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่ง </span><a href="https://www.bbc.com/thai/thailand-57721370" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าประชากรชายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะพบปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่าหญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 30-49 ปีที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและภาวะซึมเศร้าสูงมากเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิติจากกรมสุขภาพจิตยังระบุอีกว่าวัยทำงาน (อายุ 25-59) เป็นกลุ่มที่มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุดอยู่ที่ 74.7% โดยเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 4 เท่า รองลงมาคือวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่ 22.1% และวัยเด็ก (อายุ 10-24) ที่ 3.2% ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่การจบชีวิตตัวเองประกอบด้วยปัญหาด้านความสัมพันธ์ ได้แก่ความน้อยใจ ถูกต่อว่า หรือมีปัญหากับคนใกล้ชิด, ปัญหาด้านการใช้สุราและยาเสพติดเพราะตรวจพบว่าคนที่ทำร้ายตัวเอง 19.6% มีอาการมึนเมา ท้ายสุดคือปัญหาด้านการเจ็บป่วยทางจิต โดยแบ่งเป็นคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 6.54% และคนที่เคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน 12% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้เสริมว่าจากการทำ</span><a href="https://www.dailynews.co.th/news/507866/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">แบบสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">กับ</span>นิสิต นักศึกษา และพนักงานองค์กร<span style="font-weight: 400;">ต่าง ๆ ในช่วงปี ค.ศ.2021 ที่เริ่มเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 พบว่ามีแนวโน้มฆ่าตัวตายสูงขึ้นถึง 10 เท่าเลยทีเดียว</span></p>
<p>คุณอมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์<span style="font-weight: 400;"> นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสุขภาพจิตกล่าวกับ </span><a href="https://www.bbc.com/thai/thailand-57721370" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าปัญหาหลักที่ทำให้ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตในเมืองไทยน่าเป็นห่วงก็คือการปราศจากระบบรองรับจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือการเข้าถึงกระบวนการรักษา โดยปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรที่ทำงานด้านสุขภาพจิตอยู๋ในอัตราส่วน 1 คนต่อประชากร 250,000 คน ทำให้การเข้าพบจิตแพทย์ตามโรงพยาบาลรัฐแต่ละครั้งต้องใช้เวลารอคิวถึง 6-7 ชั่วโมง อนึ่งแม้จะมีจิตแพทย์ที่พร้อมรักษาในโรงพยาบาลเอกชน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงไม่เหมาะกับกลุ่มคนที่ป่วยด้านสุขภาพจิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เขายังเสริมว่าหากเมืองไทยมีสายด่วนหรือกลุ่มที่สนับสนุนเรื่องนี้มากเพียงพอ ก็จะทำให้เมืองไทยมีระบบคัดกรองที่ดีขึ้น เพราะบางคนอาจไม่ได้ป่วยถึงชั้นต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งหากเราแยกกลุ่มคนตรงนี้ได้ ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ได้เข้าถึงกระบวนการรักษาง่ายขึ้น ดังนั้นภายใต้สภาวะทางสังคมที่ไม่พร้อมต่อการรับมือแบบนี้ การหาทางดูแลกันเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตลงได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2>การฆ่าตัวตายเกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีรายงานว่าอัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นถึง 35% ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1999 &#8211; 2018 โดยมีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ยราวปีละ 47,000 คนหรือประมาณ 130 คนต่อวันซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมาก ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยง, แนวทางการทำงาน, การออกแบบสวัสดิการ ตลอดจนการกำกับดูแลเมื่อสังเกตเห็นความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับพนักงานหรือคนที่คุณรัก</span></p>
<p><a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fhbr.org%2F2022%2F01%2Fwhat-employers-need-to-know-about-suicide-prevention%3Ffbclid%3DIwAR2k9cVQy1LNLbLOoZ3SEbaQqpA003EyqHElh56R7epLW8aehga_Tk9XNMY&amp;h=AT3tHm9O-Ms_fcRV8kQUBXR0oG7SFp6WiasGoECD98ME4x1V21wFOv60HOUlaBKVrY2jBkCNHpXLDZLQifpFh7GEq0wBQsgaNhR4Q3XaKq9_ww29K0iKTWTEXAc0zZOxw85e_IWTX8PGbQKqojRAkQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการศึกษาและพบว่าการทำงานทำให้คนอยากตายได้จริง ๆ โดยมีเหตุผลหลักคือการรู้สึกไม่มีคุณค่า, ไม่ภูมิใจกับงาน, ถูกกลั่นแกล้ง และรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำงาน เราจึงได้เห็นข่าวการฆ่าตัวตายของพนักงาน</span><a href="https://www.nytimes.com/2010/06/07/business/global/07suicide.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">โรงงานในจีน</span></a><span style="font-weight: 400;">เพราะถูกกดดันจากสภาพแวดล้อมในออฟฟิศ รวมถึงข่าวการฆ่าตัวตายของ</span><a href="https://www.bbc.com/news/world-europe-48948776" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน Orange</span></a><span style="font-weight: 400;"> บริษัทโทรคมนาคมสัญชาติฝรั่งเศสจำนวน 35 คนเพราะถูกกลั่นแกล้งจากผู้บริหาร เหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมและจิตใจของพนักงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10942 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-scaled.jpg" alt="rear view sad woman window scaled" width="600" height="370" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 768"></p>
<p>Harvard Business Review เน้นย้ำว่าความเจ็บปวดจากการขาดสังคม (Social Pain) และความเจ็บปวดทางจิตใจ (Psychological Pain) คือศูนย์กลางของปัญหาทั้งหมด<span style="font-weight: 400;"> โดยความเจ็บปวดจากการขาดสังคมไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้มีค่าต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้บุคคลดังกล่าวจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเป็นประจำก็ตาม และในส่วนของความเจ็บปวดทางใจนั้นมีสาเหตุหลักจากการถูกกระทำอย่างรุนแรงจนขาดความมั่นใจและไม่เชื่อมั่นอีกแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไขได้ ดังนั้นการจบชีวิตตัวเองจึงเป็นทางออกที่ดูเป็นจริงมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่ออธิบายให้เห็นภาพ เราสามารถเปรียบเทียบบริษัทแห่งหนึ่งเป็นสังคมหรือสถาบันทางการเมือง ที่สมาชิกแต่ละคนถูกเลือก (Recruitment) มาด้วยกลไกบางอย่างเพื่อร่วมกันทำภารกิจให้บรรลุเป้าหมายที่ผู้บริหารตั้งเอาไว้ จึงไม่แปลกที่บางครั้งพนักงานจะต้องทำในสิ่งที่ตนไม่อยากทำ ซึ่งปกติแล้วบริษัทจะแก้ปัญหาด้วยการให้ผลตอบแทนหรือสวัสดิการที่เหมาะสม อันเป็นกระบวนการพื้นฐานในการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตามปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีหากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดีพอ โดยเราสามารถแยกองค์ประกอบที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตใจวัยทำงานออกมาได้ ดังนี้</span></p>
<p>&#8211; ปัญหาเรื่องการจ้างงาน<span style="font-weight: 400;"> ได้แก่ความรู้สึกไม่แน่ใจกับสถานภาพของตนเองในที่ทำงาน, หมดไฟในการทำงาน, รู้สึกไม่เหมาะกับเนื้องานที่ได้รับมอบหมาย, จำนวนงานมากไป, ตึงเครียดไป และมีเวลาที่จำกัดเกินไป</span></p>
<p>&#8211; ปัญหาเรื่องรูปแบบของงาน<span style="font-weight: 400;"> ได้แก่ความรู้สึกว่างานที่ทำไม่มีคุณค่า, ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของงาน (Sense of Ownership), ไม่รู้สึกว่างานท้าทายอีกต่อไป</span></p>
<p>&#8211; ปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมของงาน<span style="font-weight: 400;"> ได้แก่ความรู้สึกว่าที่ทำงานไม่มีความพร้อม หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามประเด็นที่กล่าวไปข้างต้นไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากตายโดยทันที แต่ความรู้สึกดังกล่าวจะเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยจนพอกพูนเป็นปัญหาใหญ่รอวันระเบิดเมื่อรู้สึกรับไม่ไหวอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่เลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ทุกบริษัทจึงควรให้ความสำคัญแบบรอบด้าน ทั้งขณะที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด หรือแม้แต่ตอนที่เกิดเหตุฆ่าตัวตายไปแล้วก็ตาม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11037 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/istockphoto-1355668305-170667a.jpeg" alt="istockphoto 1355668305 170667a" width="509" height="339" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 769"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR สามารถช่วยพนักงานที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดที่แผนกทรัพยากรบุคคล หรือ HR ต้องจำเอาไว้ก็คือ </span>HR ไม่ได้มีหน้าที่รักษาผู้ป่วย แต่มีหน้าที่ประสานงานส่งต่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีต่างหาก<span style="font-weight: 400;"> โดยศูนย์ข้อมูลป้องกันการฆ่าตัวตาย (</span><a href="https://www.sprc.org/settings/workplaces" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SPRC</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้แนะนำ 3 ขั้นตอนที่ทุกบริษัทควรมีเพื่อดูแลสภาพจิตใจพนักงานไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายขึ้นในอนาคต (Prevention Strategies) ประกอบด้วย</span></p>
<p>1. สร้างบรรยากาศการทำงานที่ทุกคนให้ความเคารพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน : <span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ที่ดีของพนักงานจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและอยากสนับสนุนกันเพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการกระตุ้นให้พนักงานดูแลซึ่งกันและกันจะมีความสำคัญขึ้นมากเป็นพิเศษ เพราะสถานการณ์โลกที่เริ่มเปลี่ยนไปทำงานแบบไฮบริดมากขึ้นจนพนักงานหลายคนแทบไม่เคยเจอหน้ากันจนรู้สึกโดดเดี่ยว ดังนั้นสิ่งแรกที่บริษัทต้องให้ความสำคัญก็คือทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทสามารถใช้นโยบายง่าย ๆ เช่นการกำหนดพี่เลี้ยงหรือให้ชิ้นงานที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นกลุ่ม วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้พนักงานที่เข้าสังคมไม่เก่งรู้สึกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับตนแล้ว ยังช่วยให้งานเสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p>2. หมั่นสังเกตพฤติกรรมของพนักงานเสมอ : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำองค์กรและแผนกทรัพยากรบุคคล (HR) คือคนที่ต้องให้คำตอบได้ว่าพนักงานคนใดที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและพนักงานคนใดบ้างที่บริษัทควรยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้แนวทางสังเกตกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงดังนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต, การติดสุราหรือสารเสพติด รวมถึงผู้ที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คนที่เพิ่งเจอสถานการณ์อันยากลำบากในชีวิต เช่นการเลิกกับคนรัก, หลุดจากตำแหน่ง, ไม่ประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คนที่มีประวัติว่าพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คนที่มีประวัติเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธหรือใช้ความรุนแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากข้อมูลในเชิงบุคคล ปัจจัยเรื่องความเปลี่ยนแปลงของบริษัทก็ส่งผลต่อจิตใจของพนักงานได้ด้วย เช่นเมื่อเกิดการปรับโครงสร้างองค์กร, การย้ายออฟฟิศ, การปลดพนักงาน เป็นต้น ให้คิดเสมอว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะมีความกล้ามาคุยกับหัวหน้า ดังนั้นหากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใด ให้ผู้นำหรือ HR รีบสังเกตสภาพจิตใจของพนักงานที่กำกับดูแลอยู่ทันที ที่สำคัญผู้นำต้องไม่กลัวที่จะถามพนักงาน เพราะอย่างน้อยหากพนักงานเกิดความรู้สึกอยากตายขึ้นจริง ๆ ในอนาคต เขาก็ยังได้ทราบว่ามีใครในบริษัทที่ใส่ใจและสามารถหันไปปรึกษาได้บ้าง</span></p>
<p>3. วางแผนและลงมือทำ : <span style="font-weight: 400;">บริษัทควรเริ่มต้นด้วยการจัดอบรมผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องสภาพจิตใจของพนักงานเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาโดยอ้างอิงจากสถานการณ์จริงเพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ จากนั้นควรแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องรับหน้าที่อะไรบ้าง ก่อนที่จะสรุปข้อมูลทุกอย่างเป็นประกาศให้ทุกคนทราบโดยทั่วกัน เช่นการชี้แจงสิทธิ์ในการรักษาโรคทางจิต, เบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่อาสาสมัครต่าง ๆ ที่อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่าเมื่อมีเหตุไม่คาดฝันขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผู้นำหรือ HR ต้องคอยติดตามผลเป็นระยะ และต้องเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าหาก่อนเพื่อสอบถามโดยทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่จำเป็นต้องตัดสิน ให้จำกัดอยู่แค่การย้ำให้พนักงานรู้ว่าเราคอยดูแลอยู่เคียงข้างเท่านั้น มิฉะนั้นความสบายใจจะเปลี่ยนเป็นความกดดัน และท้ายสุดนี้ให้จำไว้ว่าผู้นำต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจของพนักงาน เพราะเมื่อการฆ่าตัวตายเกิดขึ้น ทุกอย่างก็จะสายเกินไปทันที</span></p>
<h2>หาก HR ไม่สามารถยับยั้งการฆ่าตัวตายของพนักงานได้ ควรทำอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11591 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_471682730.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 770"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าหน้าที่ของบริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องคือการส่งต่อการดูแลไปให้กับทีมแพทย์เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่รักษาให้หายแต่อย่างใด ทว่าตามความเป็นจริงนั้นเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่คนรอบตัวจะรู้สึกผิดตามไปด้วย ซึ่งความรู้สึกนี้นำไปสู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บริหาร, HR และเพื่อนร่วมงานทุกคนควรมี นั่นก็คือ </span>Postvention Strategies<span style="font-weight: 400;"> หรือกลยุทธ์เยียวยาตนเองเมื่อเกิดความสูญเสียนั่นเอง</span></p>
<p>Postvention Strategies<span style="font-weight: 400;"> ถูกเรียกว่าเป็นดั่ง</span>การปฐมพยาบาลทางใจ<span style="font-weight: 400;">ที่ต้องทำขึ้นเพื่อแก้ไขความวุ่นวาย (Crisis Management) และช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องไปพร้อม ๆ กัน โดย</span><a href="https://theactionalliance.org/sites/default/files/managers-guidebook-to-suicide-postvention-web.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญ</span></a><span style="font-weight: 400;">แนะนำให้แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้</span></p>
<h3>ช่วงที่ 1 : สิ่งที่ต้องจัดการในทันที (Acute Phase)</h3>
<p>เป้าหมาย : เพื่อยับยั้งวิกฤติให้เร็วที่สุด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบส่วนอย่างเต็มที่เพราะถือเป็นคนที่รู้จักผู้เสียชีวิตดีที่สุด และให้ปฏิบัติตามคำร้องขอของครอบครัว เช่นเรื่องการปกปิดสาเหตุการตาย, ข้อมูลส่วนตัว, หลีกเลี่ยงการออกความเห็นที่เกี่ยวข้องกับรูปคดีจนกว่าจะมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย, ทนาย, แพทย์ หรือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องกังวลก็คือเมื่อมีพนักงานในบริษัทฆ่าตัวตาย โอกาสที่จะเกิด</span>พฤติกรรมเลียนแบบ (Contagion Effect)<span style="font-weight: 400;"> มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะความตายของเพื่อนร่วมงานอาจไปกระตุ้นความดังกล่าวที่ฝังอยู่ในหัวของคนที่กำลังเครียดหรือมีอาการป่วยทางจิตอยู่พอดี ดังนั้น HR อาจเปลี่ยนรูปแบบงานรำลึกจากการเน้นไปที่ความซาบซึ้ง, อาลัยกับความสูญเสีย ไปเป็นงานที่เน้นการสดุดีในความสำเร็จของผู้เสียชีวิต เพื่อสร้างบรรยากาศในแง่บวกให้เกิดขึ้นมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อจัดการรายละเอียดเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุฆ่าตัวตายมักต้องการคำแนะนำที่มีประโยชน์เพื่อก้าวข้ามความรู้ในแง่ลบไปให้ได้ ที่สำคัญไม่ใช่แค่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตเท่านั้นที่อาจเจอผลกระทบทางใจ แต่ยังรวมถึงลูกค้า, หุ้นส่วน, ที่ปรึกษา เป็นต้น ดังนั้น HR ของบริษัทจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนเหล่านี้ทั้งหมด</span></p>
<h3>ช่วงที่ 2 : สิ่งที่ต้องจัดการในระยะสั้น (Recovery Phase)</h3>
<p>เป้าหมาย : เพื่อเชื่อมผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้ากับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องปัญหาสุขภาพจิต</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาหากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายจะมีความเครียดที่อธิบายได้ยากหรือมีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมเลียนแบบ ดังนั้นบริษัทต้องจัดทำ</span>โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน<span style="font-weight: 400;"> (Employee Assistance Program &#8211; EAP) ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการนี้จะต้องถูกปิดเป็นความลับเพื่อให้เกิดความสบายใจในการระบายความรู้สึกออกมามากที่สุด ที่สำคัญต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะเยียวยาความรู้สึกของพนักงานทุกคนได้พร้อมกัน  HR จึงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนมากที่สุด อนึ่งหากบริษัทไม่มีนโยบาย EAP ทาง HR สามารถติดต่อ</span>สายด่วนสุขภาพจิต 1323<span style="font-weight: 400;"> หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี่บริษัทต้องยอมรับว่าการสูญเสียอาจทำให้พนักงานในบริษัทหลุดโฟกัสและไม่สามารถทำงานได้ดีอย่างที่เคยเป็น แต่หากได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปพนักงานคนดังกล่าวก็จะกลับมาอยู่ในจุดเดิมหรืออาจแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ </span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://psychotherapyacademy.org/act-for-ptsd/act-treatment-for-trauma/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญ</span></a><span style="font-weight: 400;">แนะนำว่าผู้นำสามารถใช้ ACT Model เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจของพนักงาน ซึ่งประกอบไปด้วย</span></p>
<p>A = Acknowledge : <span style="font-weight: 400;">ยอมรับว่าแม้จะเป็นผู้นำแต่ก็รู้สึกเศร้าเสียใจกับโศกนาฏกรรมในครั้งนี้เช่นกัน</span></p>
<p>C = Communicate :<span style="font-weight: 400;"> สื่อสารเพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น</span></p>
<p>T = Transition : <span style="font-weight: 400;">แปลเปลี่ยนความรู้สึกในด้านลบทั้งหมดให้กลายเป็นพลังที่ทำให้พนักงานแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับปัญหาในลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>3. สิ่งที่ต้องจัดการในระยะยาว (Reconstruction Phase)</h3>
<p>เป้าหมาย : เตรียมพร้อมสำหรับปฏิกริยาของผู้คนเมื่อถึงวันครบรอบเสียชีวิต หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่จะมากระตุ้นให้พนักงานในบริษัทกลับมานึกถึงโศกนาฏกรรมนี้อีกครั้งก็คือวันครบรอบหรือวันสำคัญอื่น ๆ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับผู้เสียชีวิต ปัญหานี้สามารถแก้ได้แต่ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลของ HR ว่าผู้เสียชีวิตมีความใกล้ชิดกับใคร รวมถึงมีพนักงานคนไหนที่ยังคงโศกเศร้ากับการสูญเสียหรือไม่ (แม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม) จากนั้นให้เรียกคุยเป็นรายบุคคลเพื่อสอบถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพอมีสิ่งใดที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดแล้วการพูดคุยตรงนี้อาจนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของพนักงานในบริษัทที่ดีขึ้นกว่าเดิม เรียกว่า</span>แนวทาง Postvention to Prevention<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในการบริหารจัดการความตาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11588 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1768419557-1-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 771"></p>
<h3>HR ควรทำอย่างไรเมื่อมีพนักงานฆ่าตัวตาย</h3>
<p>คุณจอห์นนี่ ลี<span style="font-weight: 400;"> (Johnny Lee) จากหน่วยงาน </span><a href="http://peaceatwork.org/founder" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Peace@Work</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า &#8220;HR ต้องทำให้คนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องโอเคที่จะพูดถึงความเจ็บป่วยทางจิตใจ เขาไม่ได้โดดเดี่ยว และมีคนมากมายที่ประสบปัญหานี้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน</span>คุณแซลลี่ สเปนเซอร์ โธมัส<span style="font-weight: 400;"> (Sally Spencer-Thomas) จากองค์กรป้องกันการฆ่าตัวตาย </span><a href="https://www.workingminds.org.uk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Working Minds</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า &#8220;หน้าที่ของ HR คือการจับสัญญาณให้ได้ว่าพนักงานมีความเสี่ยง ซึ่งปกติแล้วคนที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตายจะถูกครอบงำด้วยความคิดดังกล่าวและพูดถึงเรื่องความตายมากกว่าปกติ อนึ่งหากคุณไม่กล้าถามพนักงานเพราะกลัวเกิดการเข้าใจผิด ให้คิดเลยว่ามนุษย์ทุกคนพร้อมเปิดใจรับคนที่ห่วงใยเสมอ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการเข้าหาผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยเธอแนะนำว่าแทนที่จะเข้าไปถามแบบห้วน ๆ เราสามารถเลือกใช้คำพูดอ้อม ๆ แทนได้ เช่น &#8220;ฉันสัมผัสได้ว่า&#8230;&#8221;, &#8220;ฉันคิดว่ามันเข้าใจได้นะถ้าคุณจะ&#8230;&#8221; หรือ &#8220;ไม่รู้ว่าเป็นอย่างที่คิดไหม แต่ฉันคิดว่าคุณ&#8230;&#8221; และตามด้วยประโยคกลาง ๆ ที่ไม่ตัดสินว่าผู้ฟังรู้สึกอย่างไร เพราะความรู้สึกของคนเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่มีเบื้องลึกอีกมากมายซ่อนอยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกเพียงเพราะคำพูดง่าย ๆ ว่า </span>&#8220;ฉันสบายดี&#8221; <span style="font-weight: 400;">อีกอย่างการสร้างบรรยากาศของการรับฟัง นอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาฆ่าตัวตายได้แล้ว ยังช่วยดูแลสภาพจิตใจในแง่มุมอื่นอีกด้วย</span></p>
<hr />
<p>หากมีพนักงานฆ่าตัวตายในออฟฟิศ ให้ปฏิบัติดังนี้</p>
<ol>
<li>ไม่แตะต้องสิ่งของที่อยู่ในพื้นที่โดยเด็ดขาด เพราะอาจมีผลต่อการเก็บหลักฐานของเจ้าหน้าที่</li>
<li>ติดต่อตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด</li>
<li>แจ้งรายละเอียดที่จำเป็นให้ผู้เกี่ยวข้องทราบโดยหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน</li>
<li>มีสติและไม่ตื่นตระหนกจนเกินควร</li>
</ol>
<hr />
<p>หลังจากที่ HR จัดการรายละเอียดเบื้องต้นแล้วสิ่งที่ต้องสนใจก็คือการฟื้นฟูสภาพจิตใจและเน้นย้ำถึงศักยภาพในการดูแลความปลอดภัยของบริษัท โดยสามารถปฏิบัติดังนี้</p>
<ol>
<li>ไม่บังคับเพื่อนร่วมงานให้ไปร่วมพิธีทางศาสนา ปล่อยให้เป็นเรื่องของความสมัครใจ</li>
<li>สังเกตปฏิกริยาและความรู้สึกของพนักงานอย่างละเอียด เพื่อช่วยเหลือทันทีหากพบเห็นความผิดปกติ</li>
<li>ทำความเข้าใจว่าปฏิกริยาของคนต่อการฆ่าตัวตายมีความหลากหลายมาก กล่าวคือคนที่ใกล้ชิดผู้ตายอาจไม่แสดงออกอะไร แต่คนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้ตายอาจแสดงออกมากกว่า นี่คือเรื่องปกติเพราะแต่ละคนมีกลไกรับเรื่องสะเทือนใจแตกต่างกัน</li>
<li>ทำความเข้าใจว่าแม้แต่คนที่เป็นหัวหน้าทีมก็มีโอกาสซึมเศร้าและต้องการความช่วยเหลือได้เช่นกัน</li>
<li>จัดการอบรมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างทำเต็มที่แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการก้าวต่อไป</li>
<li>หากรู้ว่าปัญหาที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายคืออะไร ให้รีบแก้ไขและแจ้งแนวทางแก้ไขให้ทุกคนรับรู้โดยเร็วที่สุด</li>
<li>หากความรู้สึกของพนักงานในภาพรวมยังไม่ดีขึ้น ให้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต หรือให้มีส่วนร่วมในกระบวนการเยียวยาอื่น ๆ จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น</li>
<li>HR และหัวหน้าทีมต้องระมัดระวังคำพูดเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศหลังการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะที่เกิดในออฟฟิศอาจมีทั้งความกลัว, ความวิตกกังวล ทั้งนี้รวมไปถึงกรณีที่มีการพยายามฆ่าตัวตายและกลับมาทำงาน ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองอีกด้วย</li>
</ol>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11593 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_124621366-2-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 772"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสภาพสังคมที่ไม่แน่ไม่นอนแบบนี้ ปัญหาสุขภาพจิตที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราอีกต่อไป มันอาจเกิดขึ้นในที่ทำงาน, โรงเรียน หรือแม้แต่ในที่อยู่อาศัยของเราเอง โดยวิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือการใส่ใจคนรอบข้างและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันเสมอ สิ่งเหล่านี้แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ก็มักเกิดขึ้นจากจุดเล็กน้อยที่หลายคนนึกไม่ถึงจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าแม้บริษัทส่วนใหญ่จะมีนโยบายด้านสวัสดิภาพของพนักงาน แต่มีน้อยมากที่จะเน้นไปที่เรื่องการฆ่าตัวตายโดยตรง ดังนั้นหากบริษีทมีการวางมาตรการที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็จะเป็นผลดีต่อการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<ul>
<li style="font-weight: 400;">สายด่วนสุขภาพจิต <span style="font-weight: 400;">โทร 1323</span></li>
<li style="font-weight: 400;">สายด่วน MU Hotline <span style="font-weight: 400;">โทร 088-8747385</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Samaritans Thailand <span style="font-weight: 400;">อาสาสมัครจากหลายอาชีพที่ให้คำปรึกษาด้วยหลัก Active Learning โทร 02-713-6793  (กรุงเทพฯ) และ 053-225-977 ถึง 78 (เชียงใหม่)</span></li>
<li style="font-weight: 400;">สายด่วนชาวพุทธ<span style="font-weight: 400;"> ให้คำปรึกษาผ่านพระอาจารย์ทางพุทธศาสนา ติดต่อได้ทาง  091-550-9893 , 099-442-5935 , 090-878-5882 , 092-940-6388 , 094-760-3210 , 082-003-1625 หรือ LINE ID : buddhisthotline</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ให้เตรียมเบอร์โทรศัพท์ของ</span>สถานพยาบาลใกล้บ้านหรือที่ทำงาน<span style="font-weight: 400;">ติดตัวเอาไว้เสมอเพื่อรองรับในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น</span></li>
</ul>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="อยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 773" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Source</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3tpcXb2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3tpcXb2</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3tpXNme" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3tpXNme</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3tpcZQc" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3tpcZQc</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3H6xQO1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3H6xQO1</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/2M3u7WH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2M3u7WH</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/enneagram-hr-220526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 May 2022 09:30:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Enneagram]]></category>
		<category><![CDATA[นพลักษณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/enneagram-hr-220526/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Enneagram คือบุคลิกภาพพื้นฐานทั้ง 9 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่โดดเด่นหรือแตกต่างกันที่เป็นพื้นฐานใน 9 ลักษณะ นพลักษณ์สามารถทำให้บุคคลได้รู้จักตัวตน เรียนรู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์มาสู่ตัวเองได้มากขึ้น และเข้าใจในวิธีการสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน นพลักษณ์ทั้งหมด มี 9 ประเภท และในทฤษฎีของ Enneagram จะแบ่งออกไปอีกเป็น 3 กลุ่มแยกออกไป เรียกว่า ‘บ้าน’ คือ บ้านกาย (8,9,1) เป็นบ้านที่เน้นการกระทำ บ้านจิตใจ (2,3,4) เป็นบ้านของอารมณ์ ความรู้สึก และบ้านสมอง (5,6,7) เป็นบ้านของความคิด การวิเคราะห์ ตรรกะต่าง ๆ HR สามารถประยุกต์ Enneagram เรื่องบุคลิกภาพมาใช้บริหารและพัฒนาพนักงานในองค์กรได้ค่อนข้างหลายทาง เพราะบุคลิกภาพและลักษณะพฤติกรรมในการทำงานของแต่ละคนมีผลต่อการทำงาน โดยการเลือกคนให้เหมาะกับงาน การเสริมสร้างความเข้าใจในบุคลิกลักษณะและพฤติกรรมของกันและกัน และการพัฒนาพฤติกรรมด้วยวิธีต่าง ๆ Enneagram บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการประพฤติปฏิบัติของบุคคล และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานด้วย ช่วยให้พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยเกิดจากความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความเคารพ และการสื่อสารกันอย่างเปิดใจ นำมาซึ่งบรรยากาศที่ดีในการทำงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li>Enneagram คือบุคลิกภาพพื้นฐานทั้ง 9 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่โดดเด่นหรือแตกต่างกันที่เป็นพื้นฐานใน 9 ลักษณะ นพลักษณ์สามารถทำให้บุคคลได้รู้จักตัวตน เรียนรู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์มาสู่ตัวเองได้มากขึ้น และเข้าใจในวิธีการสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน</li>
<li style="font-weight: 400;">นพลักษณ์ทั้งหมด มี 9 ประเภท และในทฤษฎีของ Enneagram จะแบ่งออกไปอีกเป็น 3 กลุ่มแยกออกไป เรียกว่า ‘บ้าน’ คือ บ้านกาย (8,9,1) เป็นบ้านที่เน้นการกระทำ บ้านจิตใจ (2,3,4) เป็นบ้านของอารมณ์ ความรู้สึก และบ้านสมอง (5,6,7) เป็นบ้านของความคิด การวิเคราะห์ ตรรกะต่าง ๆ</li>
<li>HR สามารถประยุกต์ Enneagram เรื่องบุคลิกภาพมาใช้บริหารและพัฒนาพนักงานในองค์กรได้ค่อนข้างหลายทาง เพราะบุคลิกภาพและลักษณะพฤติกรรมในการทำงานของแต่ละคนมีผลต่อการทำงาน โดยการเลือกคนให้เหมาะกับงาน การเสริมสร้างความเข้าใจในบุคลิกลักษณะและพฤติกรรมของกันและกัน และการพัฒนาพฤติกรรมด้วยวิธีต่าง ๆ</li>
<li>Enneagram บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการประพฤติปฏิบัติของบุคคล และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานด้วย ช่วยให้พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยเกิดจากความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความเคารพ และการสื่อสารกันอย่างเปิดใจ นำมาซึ่งบรรยากาศที่ดีในการทำงาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11348 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/718d8e6c18d2232e226fb2364d0fda40.png" alt="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์" width="600" height="370" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 780"></p>
<p>จากบทความที่ผ่านมาของ HREX ก็ได้เล่าถึงแบบทดสอบบุคลิกภาพไปแล้วถึงสองประเภทด้วยกัน คือ <a href="https://www.urbinner.com/post/what-is-mbti" target="_blank" rel="noopener">MBTI</a><span style="font-weight: 400;"> และ </span><a href="https://www.mycareer-th.com/res_disc_model.php" target="_blank" rel="noopener">DISC</a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีประโยชน์ในการพัฒนาคนและองค์กรให้ดีขึ้น รวมถึงช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากแบบทดสอบบุคลิกภาพทั้งสองแบบข้างต้นที่เราได้กล่าวถึงไปแล้วก็ยังมีอีกประเภทที่เป็นที่นิยมและนำมาใช้ในองค์กรใหญ่ ๆ หลายองค์กร แล้วในหลาย ๆ ครั้งก็ยังนำมาใช้ในการฝึกอบรมพนักงานด้วย ซึ่งเจ้าตัวแบบทดสอบนี้เรียก </span><b></b><strong class="cyan-highlighter"><b><strong class="cyan-highlighter">Enneagram (เอนเนียแกรม) </strong></b><span style="font-weight: 400;">หรือชื่อภาษาไทยก็คือ</span><strong class="cyan-highlighter"> <b><strong class="cyan-highlighter">นพลักษณ์ </strong></b></strong><b></b><span style="font-weight: 400;">แปลว่า ลักษณ์ทั้ง 9</span></strong><span style="font-weight: 400;"> ที่เป็นตัวแทนบุคลิกลักษณะของคนทั้ง 9 ประเภท</span></p>
<h2>Enneagram คืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="cyan-highlighter">Enneagram คือบุคลิกภาพพื้นฐานทั้ง 9 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางความคิด ความรู้สึก และการกระทำท่ีโดดเด่นหรือแตกต่างกันท่ีเป็นพื้นฐานใน 9 ลักษณะ</strong> นพลักษณ์สามารถทำให้บุคคลได้รู้จักตัวตน เรียนรู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์มาสู่ตัวเองได้มากขึ้น และเข้าใจในวิธีการสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นพลักษณ์ถือเป็นศาสตร์ความรู้โบราณศาสตร์หนึ่งเลยทีเดียวเมื่อหลายพันปีก่อน และถือกำเนิดจากแถบทวีปเอเชียกลาง เป็นคำสอนของกลุ่มซูฟี หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือนักบวชกลุ่มหนึ่งในศาสนาอิสลามซึ่งศึกษาแก่นแท้ของบุคลิกภาพของมนุษย์ จนพัฒนากลายเป็นหลักคำสอน ทำให้มนุษย์ได้รู้จักและเฝ้าสังเกตความรู้สึกนึกคิดภายใน เป็นหลักคำสอนท่ีทำให้รู้จักตนเองทั้งด้านบวกและด้านลบ จนนำไปสู่การยกระดับจิตวิญญาณของตนเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงสร้างของนพลักษณ์เราจะใช้เป็นแผนภาพวงกลม ประกอบไปด้วยเส้นรอบวงที่มีตำแหน่งของจุดทั้ง 9 จุดบนเส้นรอบวง และมีการระบุตัวเลขของบุคลิกภาพแต่ละประเภทซึ่งใช้แทนความหมายของ 9 ลักษณ์เอาไว้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="yellow-highlighter">แนะนำ Enneagram Test ภาษาไทย:</strong></strong><a href="https://www.idrlabs.com/th/enneagram/test.php" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> https://www.idrlabs.com/th/enneagram/test.php</span></a></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/management/220521-disc-model/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11378 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1845578704-3-scaled.jpg" alt="shutterstock 1845578704 3 scaled" width="600" height="370" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 781"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/management/220521-disc-model/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สำรวจพฤติกรรมการทำงาน กับคน 4 ประเภท ไปกับ DISC Model</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>การแบ่งคนตามลักษณะของ Enneagram ทั้ง 9 ประเภท</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ลักษณ์ทั้งหมด มี <strong>9 ประเภท</strong> และในทฤษฎีของ Enneagram จะแบ่งออกไปอีกเป็น 3 กลุ่มแยกออกไป เรียกว่า <strong>‘บ้าน’ </strong></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b><strong class="pink-highlighter">บ้านกาย (8,9,1)</strong></b><span style="font-weight: 400;"> เป็นบ้านที่เน้นการกระทำ การลงมือลงแรงเป็นหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b><strong class="pink-highlighter">บ้านจิตใจ (2,3,4)</strong></b><span style="font-weight: 400;"> เป็นบ้านของอารมณ์ ความรู้สึก </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b><strong class="pink-highlighter">บ้านสมอง (5,6,7)</strong> </b><span style="font-weight: 400;">เป็นบ้านของความคิด การวิเคราะห์ ตรรกะต่าง ๆ</span></li>
</ul>
<h3>ลักษณ์ที่ 1 (Type 1): ผู้รักความสมบูรณ์แบบ (The Perfectionist)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนไทป์นี้จะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง มาตรฐานสูงในทุกเรื่อง จริงจัง และมีกรอบหรือมาตรฐานในแบบของตัวเอง มีระเบียบแบบแผนเป็นอย่างมาก ยึดมั่นในขั้นตอนและเป็นคนเข้มงวดมาก หากใครทำอะไรหลุดจากกรอบจะรู้สึกขัดใจหรือหงุดหงิด เพราะธรรมชาติมีนิสัยชอบควบคุมคนอื่น</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 2 (Type 2): ผู้ให้ (The Giver)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวไทป์ 2 หรือที่เรียกว่าผู้ให้นี้ถือเป็นแม่พระในเหล่าบรรดากลุ่มบุคคลทั้งปวง เพราะเป็นคนที่นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองอยู่เสมอ เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักเสียสละ เป็นสายซัพพอร์ต ใจดี และอบอุ่น แต่ในบางครั้งหากถูกปฏิเสธหรือละเลยก็จะส่งผลทางอารมณ์และจิตใจเป็นอย่างมาก เพราะต้องการการยอมรับจากคนอื่นอยู่ลึก ๆ เหมือนกัน</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 3 (Type 3): ผู้ไขว่คว้าความสำเร็จ (The Performer)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทะเยอทยาน มุ่งมั่น เจ้าเล่ห์ และสู้ยิบตา เป็นคำจำกัดความของชาวไทป์ 3 หรือที่เรียกว่าผู้ไขว่คว้าความสำเร็จเลยทีเดียว เพราะว่าคนกลุ่มนี้คลั่งและยึดติดกับความสำเร็จ ต้องการไปสู่จุดที่สูงที่สุดโดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการระหว่างทางว่าจะเป็นแบบไหนหรือได้มาด้วยวิธีไหน แต่จะมุ่งไปที่ผลลัพธ์เท่านั้น ทำให้ไทป์ 3 มีนิสัยปรับตัวเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มั่นใจในตัวเอง มีภาพลักษณ์ที่ดี และเปี่ยมล้นไปด้วยเอเนอจี้</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 4 (Type 4): ศิลปิน (The Romantic)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สายติสท์ที่แท้จริง เพราะเป็นตัวของตัวเอง จินตนาการล้ำเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ ความอ่อนไหวง่าย ใช้อารมณ์เป็นหลัก แต่มักจะมาพร้อมอารมณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ใช้อารมณ์นำเหตุผล เจ็บปวดทางใจง่าย อ่อนไหวง่าย ต้องได้รับการดูแลทางจิตใจที่มากกว่าปกติ</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 5 (Type 5): ผู้สังเกตการณ์ (The Observer)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนไทป์นี้เน้นใช้เหตุผลเป็นหลัก ตรรกะต้องมาก่อน ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ ฟีลลิ่งนักวิทยาศาสตร์เพราะเน้นเชื่อแต่เหตุผล มีความแน่วแน่ ฉลาด ไหวพริบดี ชอบการศึกษาหรือค้นหาข้อมูล เข้าใจอะไรที่ซับซ้อนได้ดี แต่เป็นคนที่มีระยะห่างในด้านความสัมพันธ์ เพราะหวาดระแวงและไม่ไว้ใจใคร</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 6 (Type 6): ผู้ระแวดระวัง (The Guardian)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนไทป์นี้จะมีลักษณะที่ระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ความปลอดภัยทางจิตใจ หรือในงานที่ทำ จึงเป็นคนวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ จะเป็นคนประเภทที่ถ้าไปตึกที่ไม่เคยไปครั้งแรก สิ่งที่มองหาอันดันแรกคือบันไดหนีไฟ หรือช่องทางหลบหลีกต่าง ๆ เป็นคนที่ทำงานด้วยความรอบคอบและรับผิดชอบ แต่ก็เข้าถึงยาก เพราะเขาระวังตัวเองอยู่เสมอ</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 7 (Type 7): นักผจญภัย (The Optimist)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไทป์นี้เอเนอจี้สูงมาก รักสนุก มองโลกในแง่ดี ชอบท่องเที่ยว เดินทาง ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ตรงข้ามกับไทป์ 6 อย่างมากเพราะไทป์นี้จะชิลล์ ๆ สบาย ๆ ชอบดื่มด่ำกับสรรพสิ่งรอบตัวด้วยความรู้สึกของตัวเอง และไม่ชอบการถูกตีกรอบเพราะรักอิสระ ชอบคิดพลิกแพลง หาประสบการณ์ แต่ก็เบื่อง่ายและไม่มีเป้าหมายชัดเจนในชีวิต</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 8 (Type 8): ผู้นำ (The Leader)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นกลุ่มคนที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ปกป้องคนอื่นได้ ใจกว้าง เฉียบขาด อาจจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางบ้าง หรือชอบการต่อสู้ถกเถียงมากจนเกินไป แต่ใครอยู่ด้วยแล้วก็จะรู้สึกว่าพึ่งพาได้ เพราะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีเยี่ยม</span></p>
<h3>ลักษณ์ที่ 9 (Type 9): ผู้ใกล่เกลี่ย (The Peacemaker)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่คนไทป์นี้ไม่ชอบมากที่สุดคือความขัดแย้ง เพราะฉะนั้น<strong>จุดมุ่งหมายหลักของผู้ใกล่เกลี่ยคือชอบความสงบสุขและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องการให้เกิดความสามัคคีกันโดยรับฟังความเห็นและสนับสนุนคนอื่นเสมอ</strong> ชอบช่วยเหลือ มีความอดทนสูง ประนีประนอม ดื้อเงียบบ้าง หรือบางครั้งยอมคนอื่นมากไป</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44241" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png" alt="Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก" width="600" height="370" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 782" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Personality Test คืออะไร ? แนะนำ 8 เครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพระดับโลก</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR จะบริหารพนักงานตามบุคลิก Enneagram ทั้ง 9 แบบได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถประยุกต์เรื่องบุคลิกภาพมาใช้บริหารและพัฒนาพนักงานในองค์กรได้ค่อนข้างหลายทาง เพราะบุคลิกภาพและลักษณะพฤติกรรมในการทำงานของแต่ละคนมีผลต่อการทำงานค่อนข้างมากเลยทีเดียว วิธีที่ HR นำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารพนักงานได้ เช่น</span></p>
<ul>
<li><b><strong class="cyan-highlighter">การเลือกคนให้เหมาะกับงาน</strong></b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช้ประโยชน์จากแบบทดสอบบุคลิกภาพได้โดยตรง หรืออาจจะเป็นพวกแบบทดสอบความถนัดทางอาชีพ ความสนใจในอาชีพ ค่านิยม และลักษณะพฤติกรรมในการทำงาน เพื่อใช้ในการบริหารองค์กรและเลือกคนให้เหมาะกับงาน</span></p>
<ul>
<li><b><strong class="cyan-highlighter">การเสริมสร้างความเข้าใจในบุคลิกลักษณะและพฤติกรรมของกันและกัน </strong></b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของบุคคล การเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้เกิดการยอมรับในคุณค่าของทุกคนในองค์กร</span></p>
<ul>
<li><b><strong class="cyan-highlighter">การพัฒนาพฤติกรรม</strong></b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมที่พึงปรารถนาสำหรับองค์กรก็เช่น พนักงานจะต้องมุ่งมั่นในความสำเร็จ มีความรับผิดชอบ เปิดใจกว้าง กล้าคัดค้านในสิ่งผิด มีความซื่อสัตย์ กล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ความร่วมมือ ทำงานเป็นทีม ฯลฯ ซึ่งองค์กรจะสามารถระบุได้ว่าพฤติกรรมที่องค์กรต้องการให้บุคลากรของตนประพฤติคืออะไร นโยบาย โครงการ และแนวปฏิบัติจะต้องสอดคล้องและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น โดยผ่านทางการฝึกอบรม การประเมินผลและการปฏิบัติงานต่าง ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10230 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/happy-woman-glasses-makes-winning-gesture-sincerely-rejoices-lady-with-red-lipstick-dressed-gray-sweater-looking-laptop-1.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 783"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Enneagram หรือ นพลักษณ์จะเน้นให้เราสังเกตการทำงานของ ‘กิเลส’ ประจำตัวเราเอง และหลายคนคงมองไม่ออกว่ากิเลสที่ว่านี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้อย่างไร นอกจากกิเลสของตัวเราเองแล้วก็ยังต้องรับมือกับกิเลสของคนรอบข้างอีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลยทำให้บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งเกิดจากกิเลสในตัวเราไปขัดแย้งกับกิเลสในตัวคนอื่น จึงเกิดเป็นปัญหาทางความสัมพันธ์ขึ้นมา</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อที่จะทำความเข้าใจกระบวนการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการหัดสังเกตความรู้สึกทางจิตใจของตัวเอง อย่างเช่น ความโกรธ เกลียด กลัว แค้น กังวล เสียใจ อึดอัด ต่อต้าน หงุดหงิด เบื่อ เก็บกด ท้อแท้ หมดกำลังใจ น้อยใจ ฯลฯ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอีกเรื่องหนึ่งที่จะมีบทบาทในเรื่องความขัดแย้งคือ ‘</span><a href="https://www.unlockmen.com/defense-mechanisms/" target="_blank" rel="noopener"><b>กลไกทางจิต</b></a><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> หรือที่เรียกว่า</span> <a href="https://sircr.blogspot.com/2020/04/psychological-projection.html" target="_blank" rel="noopener"><b>‘การโทษผู้อื่น’</b><span style="font-weight: 400;"> (Projection)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ด้วยการ ‘โยน’ ใส่คนอื่น เราจึงต้องเข้าใจความสำคัญของการรู้เท่าทันกลไกการโทษคนอื่น เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรืออย่างน้อยก็ลดความรุนแรงลงได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10229 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/cherful-positive-young-colleagues-using-laptop-computer.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 784"></div>
</div>
<h2>ประโยชน์ของ Enneagram ต่อองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการประพฤติปฏิบัติของบุคคล และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานด้วย บุคลิกภาพในด้านสติปัญญา การวิเคราะห์ ความมีเหตุผล ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความสนใจใฝ่รู้ และแรงจูงใจ ยิ่งเป็นจุดสำคัญที่ต่อยอดไปสู่การวางแผนงานและการลงทุนลงแรงในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบุคลิกภาพภายนอก เช่น การวางตัว การแต่งตัว กิริยาท่าทาง การพูดและภาษาพูดต่าง ๆ ก็มักเป็นภาพลักษณ์และจุดขายสำหรับแต่ละคนด้วยเหมือนกัน เป็นส่วนที่ช่วยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ และสร้างความน่าเชื่อถือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังเป็นตัวช่วยให้พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยเกิดจากความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความเคารพ และการสื่อสารกันอย่างเปิดใจ นำมาซึ่งบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เมื่อเกิดการพัฒนาตนเองให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเรียนรู้การทำงานร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดได้ก็จะทำให้องค์กรพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์แต่ละคนมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันไปทุกคนอยู่แล้ว จึงส่งผลสู่ความแตกต่างระหว่างบุคคล การทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ศึกษา เข้าใจที่มาและลักษณะของคนในรูปแบบต่าง ๆ จากทฤษฎีบุคลิกภาพ ก็จะช่วยให้คนทำงานได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น สร้างสัมพันธภาพและสุขภาพจิตที่ดี ทำให้กลรทำงานราบรื่น ประสบความสำเร็จ และพัฒนาองค์กรไปได้อย่างยั่งยืนด้วยความเข้าใจ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Enneagram กับ HR: บริหารจัดการพนักงานผ่าน 9 นพลักษณ์ 785" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="http://www.journalhri.com/pdf/1301_5.pdf" target="_blank" rel="noopener">Journalhri</a></li>
<li><a href="http://www.oknation.net/blog/numnvc/2008/01/08/entry-3/comment" target="_blank" rel="noopener">OKnation</a></li>
<li><a href="https://www.brandthink.me/content/enneagram?director=true" target="_blank" rel="noopener">Brandthink</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220426-stop-procrastination/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Apr 2022 13:01:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Procrastination]]></category>
		<category><![CDATA[ผัดวันประกันพรุ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220426-stop-procrastination/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่กลับเลือกที่จะทำอย่างอื่นที่เป็นสิ่งจรรโลงใจมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียกับชีวิตอย่างมาก คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็คือคนที่ไม่มีวินัย ไม่รับผิดชอบ ซึ่งจะส่งผลเสียในอนาคต เพราะความไม่รู้จักอดทนต่อความเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกไม่พึงประสงค์ทำให้คนเราล้มเหลวมานักต่อนักแล้ว จากงานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยมุ่งมั่น เข้มแข็ง และยืนหยัดในตัวเองจะทำให้พวกเขาไม่ต้องบังคับตัวเองมากจนเกินไปเพื่อให้มีวินัย มีความพยายาม และไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าได้ง่าย แต่กระบวนการสร้างนิสัยที่ว่ามานี้ต้องให้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนกว่าจะเริ่มติดเป็นนิสัย งานหนักมักจะท้าทายที่สุดอยู่แล้ว แต่การแบ่งเวลาเพื่อทำงานสเกลใหญ่ ๆ อย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันจนเป็นปกติจะสร้างนิสัยให้เราทำงานให้สำเร็จ เมื่อทำงานใหญ่สำเร็จเราก็จะรู้สึกมีคุณค่า ทำให้ติดนิสัยการวางแผนการทำงาน และเลิกเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง หากคุณเข้ามาอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณก็คงรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่งใช่หรือไม่?  ก่อนอื่นลองถามตัวเองดูสิว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราผัดวันประกันพรุ่งกับเรื่องอะไรไปบ้างแล้ว เชื่อว่าต้องมีแน่นอน แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะพวกเราส่วนใหญ่ก็ผัดวันประกันพรุ่งกันทั้งนั้น ทั้งรู้สึกแย่ รู้สึกผิดกับตัวเองไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งนิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่เราเป็นอยู่เกิดจากปัจจัยสามประการด้วยกันคือ การไม่มีวินัย ไม่อดทนต่ออารมณ์เบื่อหน่าย และระบบความคิดที่แย่  ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจสาเหตุของมันแล้ว ก็เริ่มกำหนดกลยุทธ์ที่จะมาสู้กับนิสัยผัดวันประกันพรุ่งนี้ได้เลย นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง หมายถึงอะไร การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่กลับเลือกที่จะทำอย่างอื่นที่เป็นสิ่งจรรโลงใจมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียกับชีวิตอย่างมาก ทำให้เรากลายเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบจนติดเป็นนิสัย แล้วทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ มีงานวิจัยจากมหาลัยสต็อกโฮล์มกล่าวว่า การผัดวันประกันพรุ่งเป็นการจัดการกับความกดดันทางอารมณ์และจิตใจ หากเราได้รับมอบหมายว่าต้องทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ หรือเราก็รู้ตัวว่ามีงานค้างที่ต้องเคลียร์ แทนที่จะเริ่มทำเลยกลับเปิด Netflix ดูเพื่อความจรรโลงใจก่อน แล้วถึงจะเริ่มทำงานได้  นักวิจัยได้กล่าวไว้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการ ‘การชดเชยทางจิตใจ’ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่กลับเลือกที่จะทำอย่างอื่นที่เป็นสิ่งจรรโลงใจมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียกับชีวิตอย่างมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็คือคนที่ไม่มีวินัย ไม่รับผิดชอบ ซึ่งจะส่งผลเสียในอนาคต เพราะความไม่รู้จักอดทนต่อความเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกไม่พึงประสงค์ทำให้คนเราล้มเหลวมานักต่อนักแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">จากงานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยมุ่งมั่น เข้มแข็ง และยืนหยัดในตัวเองจะทำให้พวกเขาไม่ต้องบังคับตัวเองมากจนเกินไปเพื่อให้มีวินัย มีความพยายาม และไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าได้ง่าย แต่กระบวนการสร้างนิสัยที่ว่ามานี้ต้องให้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนกว่าจะเริ่มติดเป็นนิสัย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">งานหนักมักจะท้าทายที่สุดอยู่แล้ว แต่การแบ่งเวลาเพื่อทำงานสเกลใหญ่ ๆ อย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันจนเป็นปกติจะสร้างนิสัยให้เราทำงานให้สำเร็จ เมื่อทำงานใหญ่สำเร็จเราก็จะรู้สึกมีคุณค่า ทำให้ติดนิสัยการวางแผนการทำงาน และเลิกเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11263 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/shutterstock_554803219-2-scaled.jpg" alt="shutterstock 554803219 2 scaled" width="600" height="370" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 792"></p>
<p>หากคุณเข้ามาอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณก็คงรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่งใช่หรือไม่<span style="font-weight: 400;">? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นลองถามตัวเองดูสิว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราผัดวันประกันพรุ่งกับเรื่องอะไรไปบ้างแล้ว เชื่อว่าต้องมีแน่นอน แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะพวกเราส่วนใหญ่ก็ผัดวันประกันพรุ่งกันทั้งนั้น ทั้งรู้สึกแย่ รู้สึกผิดกับตัวเองไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งนิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่เราเป็นอยู่เกิดจากปัจจัยสามประการด้วยกันคือ</span> <span style="font-weight: 400;">การไม่มีวินัย ไม่อดทนต่ออารมณ์เบื่อหน่าย และระบบความคิดที่แย่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจสาเหตุของมันแล้ว ก็เริ่มกำหนดกลยุทธ์ที่จะมาสู้กับนิสัยผัดวันประกันพรุ่งนี้ได้เลย</span></p>

<h2>นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง หมายถึงอะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่กลับเลือกที่จะทำอย่างอื่นที่เป็นสิ่งจรรโลงใจมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียกับชีวิตอย่างมาก ทำให้เรากลายเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบจนติดเป็นนิสัย แล้วทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยจากมหาลัยสต็อกโฮล์มกล่าวว่า <strong class="green-highlighter">การผัดวันประกันพรุ่งเป็นการจัดการกับความกดดันทางอารมณ์และจิตใจ</strong> หากเราได้รับมอบหมายว่าต้องทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ หรือเราก็รู้ตัวว่ามีงานค้างที่ต้องเคลียร์ แทนที่จะเริ่มทำเลยกลับเปิด </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/netflix-culture-and-remote-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Netflix</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดูเพื่อความจรรโลงใจก่อน แล้วถึงจะเริ่มทำงานได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิจัยได้กล่าวไว้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการ ‘การชดเชยทางจิตใจ’ ซึ่งหากทำสิ่งเหล่านี้จนติดเป็นนิสัยในระยะยาว จะยิ่งทำให้แก้ได้ยาก จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียด กระวนกระวายใจ เนื่องจากทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือเป็นงานที่ไม่มีคุณภาพมากพอ</span></p>
<h2>ต้นเหตุของการผัดวันประกันพรุ่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วินัยเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีความฝันใหญ่เพียงไหน หรือเป็นคนที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ หากไม่มีวินัยแล้ว ผลลัพธ์ในชีวิตก็คงไม่ต่างกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีวินัยในตนเองก็คือ ความสามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปตามที่ตนมุ่งหวัง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของสังคม โดยเกิดจากความสำนึกขึ้นมาเอง แม้จะมีสิ่งเร้าจากภายนอก หรือภายในมาเป็นอุปสรรค ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มุ่งหวังไว้ <strong class="green-highlighter">คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็คือคนที่ไม่มีวินัย</strong> ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลเสียในอนาคตอย่างแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการไม่มีวินัยแล้ว <strong class="green-highlighter">ความไม่รู้จักอดทนต่อความเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกไม่พึงประสงค์ก็ทำให้คนเราล้มเหลว</strong>มานักต่อนักแล้ว เป็นต้นเหตุสำคัญของนิสัยผัดวันประกันพรุ่งเลยทีเดียว <strong class="green-highlighter">รวมถึงการจัดระบบความคิดที่ไม่ดีก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ</strong> เพราะไม่รู้จักแบ่งเวลาและจัดการหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่รู้จักวางแผนก่อนหลัง ก็ทำให้เกิดหายนะได้เช่นกัน</span></p>
<h2>สร้างนิสัยใหม่อย่างไร ให้เป็นคนมีวินัย เลิกผัดวันประกันพรุ่ง Stop Procrastination</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การผัดวันประกันพรุ่งเป็นผลมาจากการขาดวินัย คนผัดวันประกันพรุ่งคือคนที่เลือกเวลาว่างและความสนุกสนานมากกว่าการทำงาน ผัดวันไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นดินพอกหางหมู พูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีการจัดการความประพฤติของตัวเองให้ดี จากงานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยมุ่งมั่น เข้มแข็ง และยืนหยัดในตัวเองจะทำให้พวกเขาไม่ต้องบังคับตัวเองมากจนเกินไปเพื่อให้มีวินัย มีความพยายาม และไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าได้ง่าย แต่กระบวนการสร้างนิสัยที่ว่ามานี้ต้องให้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนกว่าจะเริ่มติดเป็นนิสัย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10230 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/happy-woman-glasses-makes-winning-gesture-sincerely-rejoices-lady-with-red-lipstick-dressed-gray-sweater-looking-laptop-1.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 793"></div>
</div>
<h3>วางแผนเวลาการทำงานอย่างสม่ำเสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำจำกัดความของคำว่า การทำงานเชิงลึก หรือ deep work คือการเน้นไปที่โปรเจกต์ใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของเรา ซึ่งอาจจะเป็นโปรเจกต์ที่สร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจ งานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน หรือการเขียนหนังสือสักเล่ม โดยทั่วไปแล้ว งานหนักมักจะท้าทายที่สุดอยู่แล้ว แต่การแบ่งเวลาเพื่อทำงานสเกลใหญ่ ๆ อย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันจนเป็นปกติจะสร้างนิสัยให้เราทำงานให้สำเร็จ เมื่อทำงานใหญ่สำเร็จเราก็จะรู้สึกมีคุณค่า ทำให้ติดนิสัยการวางแผนการทำงาน และเลิกเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง นิสัยการวางแผนนี้ทำให้พฤติกรรมของเราเป็นไปโดยอัตโนมัติมากขึ้น คือไม่ต้องมาคอยบังคับตัวเองให้นั่งจดจ่อทำงาน แต่มันจะกลายเป็นนิสัยจนเราไม่ต้องมานั่งรู้สึกเบื่อหน่ายหรือทรมานจนต้องผัดวันประกันพรุ่งอีก</span></p>
<h3>วางระบบใหม่ให้กับงานชิ้นใหม่ทุกชิ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานชิ้นใหญ่สำคัญก็จริง แต่พวกงานชิ้นเล็กยิบย่อยก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกัน ยิ่งงานใหม่ ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ พอเราตั้งใจทำงานหลักงานใหญ่ของเราก็อาจจะทำให้เราละเลยที่จะเริ่มต้นงานใกม่ไปได้ แต่ถ้าเราจัดระบบในการทำงานให้ดีสำหรับทุกชิ้นงาน โอกาสที่จะล้มเลิกหรือผัดวันประกันพรุ่งก็จะ การจัดระบบให้กับงานชิ้นเล็ก งานใหม่ หรือชิ้นงานยิบย่อยต่าง ๆ จนกลายเป็นนิสัย จะส่งผลดีอย่างมากเนื่องจากจะช่วยลดความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นยังไงดี เพราะการเริ่มต้นใหม่เป็นอะไรที่ยากเสมอ</span></p>
<h2>วิธีจัดการกับอารมณ์ ที่เป็นต้นเหตุของการผัดวันประกันพรุ่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเรามักจะหลีกเลี่ยงงานที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกในแง่ลบ ในทาง</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/org-psychology-04092021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">จิตวิทยา</span></a><span style="font-weight: 400;"> การหลีกเสี่ยงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีคืออาการเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตหลายอย่าง คนที่รับมือกับความเครียดโดยใช้วิธีหลบหนีมากกว่าการต่อสู้กับปัญหาจะเสี่ยต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล สมาธิสั้น และจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์เมื่อสุขภาพจิตแย่ลง เมื่อเราเกิดความรู้สึกหนักใจก็มีแนวโน้มที่จะผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น</span></p>
<h3>ถามใจตัวเองว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่ คืออารมณ์อะไรกันแน่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรารู้แจ้งว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ เบื่อหน่าย เหนื่อย หนักใจ หรือใด ๆ ก็ตาม หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘ความละเอียดทางอารมณ์’ จะช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์นั้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็คือการวิเคราะห์ว่าอารมณ์แต่ละอารมณ์ส่งผลต่อทัศนคติในการทำงานได้อย่างไร ถ้าเรารู้สึกเบื่อหน่ายกับงานก็ลองกำหนดรางวัลที่จะให้กับตัวเองมาสักอย่าง จะทำให้การทำงานนั้น ๆ ท้าทายและสนุกยิ่งขึ้น และหากงานทำให้เรารู้สึกขุ่นเคืองหรือหงุดหงิด ให้ค้นหาสิ่งที่เราให้คุณค่ากับงานนั้นอย่างแท้จริง เราอาจรู้สึกรำคาญที่ต้องแก้ไขตามที่หัวหน้าขอ แต่เราก็อาจจะได้เห็นคุณค่าของการปรับปรุงฝีมือของตัวเองว่ามันดีกับอนาคตและการทำงานอย่างไรบ้าง</span></p>
<h3>เรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองเพื่อเอาชนะความทรงจำแย่ ๆ ในใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนต้องเคยเจอกับประสบการณ์แย่ ๆ ในอดีตอยู่แล้ว อยู่ที่ใครจะเอาชนะมันหรือยังเก็บมันมาฝังใจ ซึ่งประสบการณ์แย่ ๆ เหล่านี้อาจทำให้เราไม่อยากทำบางสิ่งบางอย่างจนกลายเป็นการผัดวันประกันพรุ่งได้ แต่หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไปแล้ว ปล่อยวาง และเดินหน้าต่อไปเพื่อที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10943 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/mental-health-care-sketch-diagram.jpg" alt="mental health care sketch diagram" width="600" height="370" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 794"></div>
</div>
<h2>จัดการระบบความคิดให้ดี ก่อนที่เราจะกลายเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจจะเป็นคนมีวินัยในหลาย ๆ ด้าน หรือหลุดจากอารมณ์ความรู้สึกแย่ ๆ ได้แล้ว แต่ระบบความคิดที่แย่ก็อาจทำให้เราเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งได้เหมือนกัน ความรู้ความเข้าใจบางอย่างที่เกี่ยวกับการผัดวันประกันพรุ่งค่อนข้างเป็นสากล เช่น คนส่วนใหญ่ประเมินความซับซ้อนของงานต่ำเกินไป งานบางงานมีเดดไลน์ไกลมากก็จริง แต่มันอาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด แต่เราก็ดันบอกตัวเองไปแล้วว่าเดี๋ยวค่อยทำ เลยกลายเป็นการผัดวันประกันพรุ่งไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11106 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pexels-karolina-grabowska-4959800-600x370-1.jpg" alt="pexels karolina grabowska 4959800 600x370 1" width="600" height="370" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 795"></div>
</div>
<h3>Brainstorm กับตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะลงมือทำงานอะไรเราอาจจะต้องมา Brainstorm กับตัวเอง จัดการความคิดให้ดีเสียก่อน วิธีการก็คือให้ลองถามตัวเองว่าเราจะทำอะไรกับงานชิ้นนี้บ้าง มีวิธีการยังไงบ้างเพื่อให้งานสำเร็จ พอมีการวางแผนที่ดีแล้ว มีแนวทางในการทำงานแล้ว ความรู้สึกอยากผัดวันประกันพรุ่งก็จะน้อยลง</span></p>
<h3>จำกัดชั่วโมงการทำงานให้สั้นลง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราเลื่อนเวลาการทำงานออกไป ซึ่งก็คือการผัดวันประกันพรุ่ง หลังจากนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือการปั่นงานแบบมาราธอนเพราะว่ามันใกล้เดดไลน์เต็มทีแล้ว มีกลยุทธ์สองอย่างที่จะช่วยได้คือ อย่างแรกคือวางแผนที่จะทำงานที่ไม่อยากทำสัก 10 นาที พรุ่งนี้ค่อยทำใหม่อีก 10 นาทีก็ได้ อย่างน้อยการทำวันละนิดก็ทำให้เรามีอารมณ์จะทำมากขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไป ส่วนข้อสอง ลองวางแผนที่จะจัดการกับงานวันละนิดละหน่อย วางเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น อาจลองใช้กลยุทธ์เพิ่มเวลาทำงาน 10 นาทีในแต่ละวันให้กับเวลาที่ใช้ทำงานจนครบสองชั่วโมง เป็นการฝึกตัวเองเรื่องความอดทนให้มากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11122 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/1_nMAh27RUX3BaUBgv7aiOgw.jpeg" alt="1 nMAh27RUX3BaUBgv7aiOgw" width="600" height="370" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 796"></p>
<h2>บทสรุป Stop Procrastination</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าจะแยกสาเหตุของการผัดวันประกันพรุ่งออกเป็นสามประเภทอย่างที่พูดถึงในบทความนี้ ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ และความคิดของเราล้วนเชื่อมโยงกัน ดังนั้น ไม่ว่าเหตุผลหลักที่เราผัดวันประกันพรุ่งคืออะไรก็ตาม กลยุทธ์ในบทความนี้ทั้งหมดจะช่วยให้เราทำงานให้เสร็จได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น และต่อสู้กับการผัดวันประกันพรุ่งได้ดีกว่าเดิม ลองทำดูหลาย ๆ วิธี อาจจะมีสักวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุด</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34270 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp" alt="CTA Leave &amp; Attendance" width="1600" height="500" title="Stop Procrastination เลิกกันเถอะ! จะเลิกยังไงกับนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง 797" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>Sources</h2>
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2022/05/how-to-stop-procrastinating" target="_blank" rel="noopener">Harvard Business Review</a></li>
<li><a href="https://shortrecap.co/thinking/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2/" target="_blank" rel="noopener">Shortrecap</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หน้าที่ของ HR (HR Roles) คืออะไร กันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Apr 2022 10:09:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220425-hr-roles/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หน้าที่ของ HR (HR Roles) คือการสัมภาษณ์งาน หรืออาจจะมองว่าแค่ดูแลเรื่องสวัสดิการพนักงาน เงินเดือน วันลา การโปรโมท ฯลฯ ซึ่งถ้าคิดว่ามีแค่นี้ เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก บ่อยครั้งที่ HR ถูกมองข้ามไป ทั้งที่จริง ๆ แล้ว HR นี่แหละที่ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่และมีสำคัญมากต่อองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะตำแหน่ง Director ตำแหน่ง Manager หรือแม้กระทั่งพนักงานทั่วไปในแผนก HR ก็มีบทบาทที่หลากหลายในองค์กร HR มีหลายเรื่องที่จะต้องตัดสินใจนอกจากแค่การดูแลเรื่องคน ทั้งจะต้องจัดการคนให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัทและผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องเอาใจใส่ในเรื่องของความรู้สึกนึกคิดและผลประโยชน์ของพนักงานด้วยเช่นกัน บทบาทของ HR ก็ยังมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน้าที่ของ HR คือต้องมีการพัฒนาระบบและกระบวนการภายในองค์กรที่ตอบสนองความต้องการเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจด้วย HR จำเป็นต้องทำงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของบริษัท ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วย สำหรับตำแหน่ง HR แล้ว หลาย ๆ คนคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่ว่า คนภายนอกไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว HR ทำอะไรกันแน่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าตำแหน่ง HR คือการสรรหาคนมาทำงานให้กับบริษัท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">หน้าที่ของ HR (HR Roles) คือการสัมภาษณ์งาน หรืออาจจะมองว่าแค่ดูแลเรื่องสวัสดิการพนักงาน เงินเดือน วันลา การโปรโมท ฯลฯ ซึ่งถ้าคิดว่ามีแค่นี้ เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก</li>
<li style="font-weight: 400;">บ่อยครั้งที่ HR ถูกมองข้ามไป ทั้งที่จริง ๆ แล้ว HR นี่แหละที่ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่และมีสำคัญมากต่อองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะตำแหน่ง Director ตำแหน่ง Manager หรือแม้กระทั่งพนักงานทั่วไปในแผนก HR ก็มีบทบาทที่หลากหลายในองค์กร</li>
<li style="font-weight: 400;">HR มีหลายเรื่องที่จะต้องตัดสินใจนอกจากแค่การดูแลเรื่องคน ทั้งจะต้องจัดการคนให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัทและผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องเอาใจใส่ในเรื่องของความรู้สึกนึกคิดและผลประโยชน์ของพนักงานด้วยเช่นกัน</li>
<li style="font-weight: 400;">บทบาทของ HR ก็ยังมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน้าที่ของ HR คือต้องมีการพัฒนาระบบและกระบวนการภายในองค์กรที่ตอบสนองความต้องการเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจด้วย HR จำเป็นต้องทำงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของบริษัท ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45659" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/HREX-Cover-by-Para-2025-06-30T174938.253-1.webp" alt="รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วหน้าที่ของ HR (HR Roles) คืออะไรกันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน" width="600" height="370" title="หน้าที่ของ HR (HR Roles) คืออะไร กันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน 801" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/HREX-Cover-by-Para-2025-06-30T174938.253-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/HREX-Cover-by-Para-2025-06-30T174938.253-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>สำหรับตำแหน่ง HR แล้ว หลาย ๆ คนคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่ว่า คนภายนอกไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว HR ทำอะไรกันแน่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าตำแหน่ง HR คือการ<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สรรหา</a><span style="font-weight: 400;">คนมาทำงานให้กับบริษัท ดูแลเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ หรือจัดเทรนนิ่งต่าง ๆ ให้กับพนักงาน หรือการสัมภาษณ์พนักงานใหม่เข้ามาทำงานในสาย HR ถ้าถามว่าทำไมถึงอยากทำงานตำแหน่งนี้ ร้อยทั้งร้อยก็คงตอบว่าอยากทำให้เพื่อนพนักงานมีความสุข เป็นคนที่มอบรอยยิ้ม มอบสิ่งดี ๆ ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะ<strong class="cyan-highlighter">ส่วนหนึ่งของงาน HR ก็คือการดูแลพนักงาน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น เพราะ HR มีหน้าที่อีกมากที่นอกจากแค่การดูแลคนและสัมภาษณ์งาน</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วจริง ๆ หน้าที่ HR ทำอะไรกันแน่? หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>

<h2>หน้าที่ HR คือ อะไรในสายตาคนทั่วไป ? (HR Roles)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นิยามคำว่า HR ที่คนนอกมองเข้ามาส่วนใหญ่มองว่า หน้าที่ของ HR คือการสัมภาษณ์งาน จะรับใครไว้หรือปัดใครตกก็แค่อ่าน </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/7-seconds-resume/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Resume</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไม่ชอบก็โยนทิ้งไป หรืออาจจะมองว่าแค่ดูแลเรื่อง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/th-employeebenefit-190108/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการ</span></a><span style="font-weight: 400;">พนักงาน เงินเดือน วันลา การโปรโมท ฯลฯ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก พอคนภายนอกไม่รู้ว่างานที่ HR ต้องทำมีอะไรบ้าง เลยนิยามหน้าที่ของ HR ด้วยตัวเองอย่างผิด ๆ และยิ่งทำให้หลายคนเอานิยามนั้น ๆ มาจำกัดความสามารถในการทำงานของ HR อาจจะคิดว่าเป็นงานง่าย ๆ ไม่มีอะไรมากมาย เมื่อความคาดหวังลดลงก็ยิ่งเหมือนเป็นการลดคุณค่าและด้อยค่าความสามารถของตำแหน่ง HR ไป ซึ่งในความเป็นจริงการเป็น HR มีหน้าที่และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่านั้นมาก</span></p>
<h2>บทบาท HR คือ ผู้เล่นสำคัญในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บ่อยครั้งที่ HR ถูกมองข้ามไป ทั้งที่จริง ๆ แล้ว HR นี่แหละที่ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่และมีสำคัญมากต่อองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะตำแหน่ง Director ตำแหน่ง Manager หรือแม้กระทั่งพนักงานทั่วไปในแผนก HR ก็มีบทบาทที่หลากหลายในองค์กร งาน HR ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็มีความรับผิดชอบมากมาย ไม่ใช่แค่การหาคนหรือดูแลเรื่องสวัสดิการเท่านั้น อย่างที่จั่วหัวข้อเอาไว้ว่า <strong class="cyan-highlighter">HR คือผู้เล่นสำคัญ หลายคนอาจจะสงสัยว่าสำคัญอย่างไร หน้าที่ของ HR นั้นนอกจากดูแลพนักงานแล้วยังต้องรู้เรื่องธุรกิจด้วย</strong> จากบทสัมภาษณ์ </span><b>คุณจ๋า</b> <b>ณัฐธิดา ศุกร์มาลา ตำแหน่ง HR Director – Unilever Thailand </b><span style="font-weight: 400;">ได้อธิบายถึง<strong class="yellow-highlighter">หน้าที่ด้านธุรกิจของ HR</strong> เอาไว้ว่า </span></p>
<p><strong><i>“เราต้องมองก่อนว่า HR คือนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล HR ต้องเข้าใจธุรกิจ เข้าใจเป้าหมายองค์กร เข้าใจระบบการทำงานภายใน คู่แข่ง ธุรกิจปรับตัวกันยังไง เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะส่งผลกระทบคนและองค์กรอย่างไรบ้าง เรื่องพวกนี้ทำให้เราช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กรได้ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้า เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและพนักงานให้กับบริษัท” </i></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของ<strong class="yellow-highlighter">มุมมองของผู้บริหารที่มีต่อ HR</strong> คุณจ๋าก็ได้กล่าวไว้ดังนี้ </span></p>
<p><strong><i>“ผู้บริหารต้องการให้ HR เป็นเพื่อนคู่คิดที่เข้าใจเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่แค่เดินมาคุยเรื่องคนอย่างเดียว เขาต้องการให้เราเข้าใจเรื่องธุรกิจ เพราะถ้า HR ไม่เข้าใจธุรกิจ เราไม่คุยกันในฐานะธุรกิจ เขาจะรู้สึกว่า HR มีแค่หน้าที่ของการดูแลระเบียบวินัยของการทำงาน การทำงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งจริง ๆ เขาไม่ได้คาดหวังแบบนั้น เขาคาดหวังให้เราเข้าใจธุรกิจ เข้าใจว่าบริบทที่เกิดขึ้นกับธุรกิจคืออะไร เขาถึงต้องการคนเพิ่ม ทำไมเขาถึงต้องลงทุนกับตรงนั้นเพิ่ม ถ้าเราตอบแค่ว่า ได้ค่ะหรือไม่ได้ค่ะ เราจะไม่ต่างอะไรกับระเบียบวินัยหรือหลักการบทกระดาษ ไปหาอ่านเองก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องคิดเสียใหม่ว่า HR คือนักธุรกิจ”</i></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน<strong class="yellow-highlighter">ในแง่ของการเป็น HR ในสายตาของพนักงาน</strong> คุณจ๋าก็ได้พูดถึงไว้ว่า</span></p>
<p><strong><i>“พนักงานเองก็เขาคาดหวังว่าเราควรจะเป็นเพื่อนคู่คิดให้เขา และรักษาผลประโยชน์ของเขาด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความยากของการเป็น HR คือ การบาลานซ์ระหว่างสองเรื่องนี่แหละ เราจะโน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากไม่ได้ เพราะมันจะทำลายสมดุลและจรรยาบรรณของการเป็น HR ไป”</i></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากจะกล่าวว่าบทบาทของ HR มีความสำคัญมากกับองค์กรก็คงไม่เกินจริงไป เพราะ HR มีหลายเรื่องที่จะต้องตัดสินใจนอกจากแค่การดูแลเรื่องคน ทั้งจะต้องจัดการคนให้สอดคล้องกับนโยบายบริษัทและผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องเอาใจใส่ในเรื่องของความรู้สึกนึกคิดและผลประโยชน์ของพนักงานด้วยเช่นกัน หากโจทย์ที่ได้มาคือการเปลี่ยนแปลงองค์กร HR กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทางด้านนโยบายบริษัทและธุรกิจแต่อาจทำให้พนักงานเสียผลประโยชน์หรือรู้สึกไม่ดี คือปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ HR ต้องแก้ให้ได้</span></p>
<h2>การเปลี่ยนแปลงบทบาทของ HR ยุคใหม่</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บทบาทของ HR กำลังเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เข้ากับความต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน หน้าที่ของ HR แบบเดิม ๆ ในอดีตส่วนใหญ่จะเน้นไปที่งานธุรการ เอกสาร บัญชี ฯลฯ เช่น การจ่ายเงินให้พนักงาน การจัดการผลประโยชน์ และการติดตามการลาป่วยและวันหยุดต่าง ๆ แต่<strong class="cyan-highlighter"><strong class="cyan-highlighter"><strong class="pink-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">ในยุคนี้องค์กรต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมมากขึ้นในการจัดการคน</strong></strong></strong></strong>  ต้องมีโปรแกรมและกระบวนการที่จ้างพนักงานอย่างเป็นระบบ ดูพนักงาน และดูแลเรื่องศักยภาพของพนักงานซึ่งมีผลไปถึงการพัฒนาองค์กรด้วย นอกจากนี้บทบาทของ HR ก็ยังมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span><span style="font-weight: 400;"><b>  หน้าที่ของ HR คือต้องมีการพัฒนาระบบและกระบวนการภายในองค์กรที่ตอบสนองความต้องการเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจด้วย HR จำเป็นต้องทำงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของบริษัท ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วย</b></span><span style="font-weight: 400;"> เพราะเป็นส่วนสำคัญทีเดียวที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตำแหน่ง HR ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR ในองค์กรไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับแนวคิดองค์กรยุคใหม่ในปัจจุบัน ผู้บริหารอาจจะต้องมีการตั้งคำถามกับ HR Director ว่าสมควรที่จะยังทำงานให้องค์กรต่อไปหรือไม่ เพราะองค์กรในปัจจุบันต้องการ HR ให้เป็นเพื่อนคู่คิด หาก HR เกิดความล้มเหลว ไม่มีการพัฒนาให้ทันสมัยและไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้รับผลกำไรเพิ่มมากขึ้น ก็อาจถึงคราวอวสานของบริษัทนั้น ๆ เลยก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพแวดล้อมในปัจจุบันนี้ บทบาท HR ส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ บทบาทของ HR ต้องสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป องค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องมีการปรับตัว ยืดหยุ่น และเปลี่ยนแปลงทิศทางได้รวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้รับการสนับสนุนจากฝ่าย HR ด้วยกันทังนั้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9982 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/eaf60d0873560540e6994092795990fc.jpg" alt="COVID Aftermath EP.3: After Earth เมื่อโลกการทำงานที่คุ้นเคย ไม่เป็นมิตรกับ HR อีกต่อไป" width="600" height="370" title="หน้าที่ของ HR (HR Roles) คืออะไร กันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน 802"></div>
</div>
<h2>HR ยุคใหม่ ต้องทำอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคปัจจุบัน HR ถือว่าจำเป็นมากต่อการพัฒนาองค์กร เป็นทั้งหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ ผู้สนับสนุนองค์กรผู้สนับสนุนพนักงาน และที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมต่าง ๆ ขององค์กรด้วย ซึ่งบทบาทเหล่านี้ของ HR มีการพูดถึงอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า <strong>‘Human Resource Champions’ โดย Dr. Dave Ulrich</strong> หนึ่งในนักคิดและนักเขียนที่เชี่ยวชาญที่สุดในสาขา HR ยุคปัจจุบัน และเป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยมิชิแกนด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ที่เข้าใจบทบาทที่สำคัญเหล่านี้ก็ควบตำแหน่งการเป็นผู้นำองค์กรในด้านต่าง ๆ ด้วย เช่น การพัฒนาองค์กร การใช้กลยุทธ์ของพนักงานเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจ และการจัดการและพัฒนาความสามารถของบุคลากร</span></p>
<h3>เป็นพาร์ทเนอร์ด้านการดูแลกลยุทธ์ของบริษัท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการทำงาน<strong class="cyan-highlighter">ในปัจจุบัน HR ต้องคิดว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับบริษัท</strong> เพราะ HR มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาและบรรลุผลสำเร็จตามแผนธุรกิจและวัตถุประสงค์ทั่วไปของทั้งองค์กร การที่ HR จำเป็นต้องรู้เรื่องธุรกิจก็เพื่อซัพพอร์ตแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์และวัตถุประสงค์โดยรวมของบริษัทให้ได้ ตัวแทน HR จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่ค่อนข้างลึกซึ้งเกี่ยวกับการดีไซน์ระบบงานแบบใหม่ที่ทำให้บุคลากรมีส่วนรวมและสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="cyan-highlighter">การเป็นพาร์ทเนอร์กับองค์กรในด้านการดูแลกลยุทธ์ต่าง ๆ นี้ส่งผลต่อบริการด้านทรัพยากรบุคคลค่อนข้างมาก</strong> เช่น การออกแบบตำแหน่งงาน การจ้างงาน การโปรโมท การทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ดูแลด้านระบบการพัฒนาและประเมินผลงาน การวางแผน </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;"> และการพัฒนาศักยภาพของพนักงานด้วย เมื่อ HR เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก็จะสามารถจัดระบบเกี่ยวกับคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในการเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ HR ต้องคิดให้เหมือนนักธุรกิจ รู้จักการเงิน การบริหาร และเชี่ยวชาญด้านการลดต้นทุน การวัดผล และกระบวนการในทาง HR ทั้งหมดด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการซัพพอร์ตบริษัทในด้านกลยุทธ์สู่ความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะเรื่องของคนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่มีบุคลากรมาทำงาน บริษัทก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน</span></p>
<h3>เป็นคนดูแลผลประโยชน์ให้พนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะ HR หน้าที่หลักสำคัญอีกข้อคือการซัพพอร์ตพนักงาน ซึ่งการที่จะซัพพอร์ตพนักงานนี้ HR ต้องมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจ มีส่วนร่วม และมีความสุขในการทำงานกับองค์กร การซัพพอร์ตพนักงานมีหลายวิธีมาก เช่น การสื่อสารที่ดี การเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพนักงานในองค์กร และทำให้พนักงานรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทนี้ร่วมกัน ที่สำคัญคือ HR ควรคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของพนักงานเป็นหลัก ถ้าพนักงานรู้สึกว่าบริษัทเอาเปรียบหรือดูแลเขาไม่ดี เขาก็ไม่อยากทำงานให้องค์กร และไม่ว่าองค์กรจะมีนโยบายแบบใดก็ตาม สภาพจิตใจของพนักงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเมื่อไหร่ที่พนักงานรู้สึกว่าไม่อยากทำงานให้องค์กร ก็เท่ากับเราเห็นความหายนะรออยู่ตรงหน้าใกล้มากขึ้นมากเท่านั้น</span></p>
<h3>เป็นคนพัฒนาองค์กร โดยการพัฒนาบุคลากร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินประสิทธิผลขององค์กรอย่างต่อเนื่องทำให้ HR ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งในยุคปัจจุบันแบบนี้ ทั้งความรู้และความสามารถในการดำเนินการตามกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ HR เป็นฝ่ายที่มีความสำคัญสำหรับองค์กรอย่างมาก การรู้วิธีเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงกับความต้องการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรจะช่วยลดความไม่พอใจของพนักงานและการลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของพนักงานด้วย ซึ่งการพัฒนาองค์กรยุคใหม่นี้ ทำให้หน้าที่ของ HR มีความท้าทายเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะต้องมีหน้าที่ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ติดตามความพึงพอใจของพนักงาน และการวัดผลพนักงาน จนไปถึงการซัพพอร์ตพนักงานทั้งทางกายและทางใจ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9758 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1576856098-1.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="500" height="334" title="หน้าที่ของ HR (HR Roles) คืออะไร กันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน 803"></div>
</div>
<h2>HR ต้องดูแลผลประโยชน์ของใคร ? พนักงานหรือองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ถูกจ้างมาโดยองค์กร ทำงานให้องค์กร เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หน้าที่ของ HR คือการดูแลรักษาผลประโยชน์ให้กับองค์กรเป็นหลัก แต่การดูแลผลประโยชน์ให้พนักงานก็คือส่วนหนึ่งของการดูแลผลประโยชน์ขององค์กร เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้บริษัทก้าวต่อไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จได้ก็คือพนักงานทั้งหมดที่ทำงานให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น HR จึงไม่ใช่แค่ทำงานธุรการ แต่เป็นการดูแลผลประโยชน์ของทั้งองค์กรและพนักงานควบคู่กันไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพนักงานทำงานอย่างมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/"><span style="font-weight: 400;">ความสุข</span></a><span style="font-weight: 400;"> รักองค์กร รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร ซึ่งเกิดจากการดูแลของ HR ก็จะทำให้องค์กรพัฒนาไปได้เร็วและไกลมากยิ่งขึ้น </span></p>
<h2><b>บทสรุป HR Roles</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคสมัยที่หลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้เปลี่ยนแปลงไป เทรนด์ของการทำงานก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากถ้าเทียบจากสมัยก่อน หน้าที่ HR จากที่คนทั่วไปเข้าใจก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในทุกวัน แต่หน้าที่หลักของ HR นั้นก็คือการดูแลรักษาหายและใจให้กับพนักงาน ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ขององค์กร ซึ่งไม่ว่าเราจะทำตำแหน่งอะไรก็ตาม ก็ควรจะศึกษาและเข้าใจในตำแหน่งหน้าที่ที่แท้จริงของ HR รวมถึงให้คุณค่าและความสำคัญกับ HR มากขึ้นด้วย เพราะยิ่งการทำงานของ HR พัฒนาขึ้นไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับพนักงานและองค์กรมากขึ้นเท่านั้น</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ 2" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.thebalancecareers.com/what-does-a-human-resources-manager-do-1918551" target="_blank" rel="noopener">What Does a Human Resources Manager, Generalist, or Director Do? – The Balance Careers</a></li>
<li><a href="https://www.thebalancecareers.com/the-new-roles-of-the-human-resources-professional-1918352" target="_blank" rel="noopener">The 3 New Roles of the Human Resources Professional – The Balance Careers</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220418-choke-under-pressure/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Apr 2022 10:26:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กดดัน]]></category>
		<category><![CDATA[กีฬา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220418-choke-under-pressure/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เมื่อเราพบเจอกับความกดดัน ร่างกายของเราจะหยุดนิ่งเพราะมองว่าความกดดันคือภัยคุกคาม ซึ่งในตอนที่เรากำลังรู้สึกกดดัน ในทางสรีรวิทยา ร่างกายของเราจะเข้าสู่โหมดป้องกันอันตราย และจะปล่อยฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดออกมา นักกีฬาที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีสำหรับการแข่งแมทช์สำคัญจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือกดดันมากเท่าไหร่ เพราะยิ่งฝึกซ้อมเยอะก็จะยิ่งได้เทคนิค และยิ่งคุ้นชินกับการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากเพียงใด ซึ่งการฝึกซ้อมนี่แหละที่จะทำให้เรามีทักษะมากขึ้นจนเอาชนะความกดดันได้ แจ็ค นิคลอส (Jack Nicklaus) ตำนานนักกอล์ฟได้กล่าวไว้ว่า “ผมไม่เคยพัตในใจพลาดเลยสักครั้ง” เมื่อเราวางภาพการกระทำที่ทำให้เราประสบความสำเร็จไว้ในใจ สมองจะทำงานเมื่อเรานึกภาพการกระทำนั้น ๆ พอถึงตอนที่เราปฏิบัติจริงเราก็จะคุ้นชินมากขึ้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้การจินตภาพเพื่อพัฒนาตัวเองค่อนข้างมีผลมากทีเดียว นักกีฬาส่วนใหญ่รู้ว่าการคิดมากหรือกังวลก่อนลงสนามจะทำให้พวกเขายิ่งไม่มั่นใจในตัวเองหรือจดจ่อกับการเคลื่อนไหวทุกด้านมากเกินไป ซึ่งยิ่งทำให้กดดันมากขึ้นไปอีกจนทำให้เล่นออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่การจะทำให้ตัวเองเลิกแพนิคก่อนลงสนามจริงก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะทุกคนย่อมต้องมีความตื่นเต้นอยู่แล้ว นักกีฬาบางคนเลยเลือกใช้วิธี ‘การเบี่ยงเบนความสนใจ’ ในโลกใบนี้ไม่มีใครไม่เคยพบเจอความกดดัน ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก็ยิ่งกดดันมากไปกว่าเดิม บางคนถึงขั้นพูดไม่ออกหรือตัดสินใจไม่ได้ในช่วงเวลาที่ต้องพูดกับลูกค้า หัวหน้า หรือบุคคลสำคัญกันเลยทีเดียว และวิธีที่จะช่วยป้องกันแรงกดดันในที่ทำงานคือการนำเอาวิถีแห่งโลกกีฬามาปรับใช้กับการทำงาน จงทำตัวให้เหมือนกับนักกีฬาที่ถูกฝึกฝนมาแล้วและพร้อมที่จะลงสนามใหญ่ ในบทความนี้ HREX จะพาไปดู ‘วิถีนักกีฬา’ด้วยเทคนิคมากมายที่จะช่วยลดแรงกดดันในใจพร้อมกับเพิ่มสกิลการรับมือกับแรงกดดันให้ดียิ่งขึ้น วิทยาศาสตร์กับการถูกบีบคั้นภายใต้แรงกดดัน (Choke Under Pressure) เมื่อเราพบเจอกับความกดดัน ร่างกายของเราจะหยุดนิ่งเพื่อตอบสนองกับสิ่งนั้น เพราะร่างกายมองว่ามันคือภัยคุกคาม ซึ่งภัยคุกคามของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการเจรจาต่อรอง กองเอกสารขนาดมหึมา หรือการพูดในที่ประชุมชน ซึ่งในตอนที่เรากำลังรู้สึกกดดัน  ในทางสรีรวิทยา ร่างกายของเราจะเข้าสู่โหมดป้องกันอันตราย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราพบเจอกับความกดดัน ร่างกายของเราจะหยุดนิ่งเพราะมองว่าความกดดันคือภัยคุกคาม ซึ่งในตอนที่เรากำลังรู้สึกกดดัน ในทางสรีรวิทยา ร่างกายของเราจะเข้าสู่โหมดป้องกันอันตราย และจะปล่อยฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดออกมา</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นักกีฬาที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีสำหรับการแข่งแมทช์สำคัญจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือกดดันมากเท่าไหร่ เพราะยิ่งฝึกซ้อมเยอะก็จะยิ่งได้เทคนิค และยิ่งคุ้นชินกับการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากเพียงใด ซึ่งการฝึกซ้อมนี่แหละที่จะทำให้เรามีทักษะมากขึ้นจนเอาชนะความกดดันได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แจ็ค นิคลอส (Jack Nicklaus) ตำนานนักกอล์ฟได้กล่าวไว้ว่า </span>“ผมไม่เคยพัตในใจพลาดเลยสักครั้ง”<span style="font-weight: 400;"> เมื่อเราวางภาพการกระทำที่ทำให้เราประสบความสำเร็จไว้ในใจ สมองจะทำงานเมื่อเรานึกภาพการกระทำนั้น ๆ พอถึงตอนที่เราปฏิบัติจริงเราก็จะคุ้นชินมากขึ้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้การจินตภาพเพื่อพัฒนาตัวเองค่อนข้างมีผลมากทีเดียว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นักกีฬาส่วนใหญ่รู้ว่าการคิดมากหรือกังวลก่อนลงสนามจะทำให้พวกเขายิ่งไม่มั่นใจในตัวเองหรือจดจ่อกับการเคลื่อนไหวทุกด้านมากเกินไป ซึ่งยิ่งทำให้กดดันมากขึ้นไปอีกจนทำให้เล่นออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่การจะทำให้ตัวเองเลิกแพนิคก่อนลงสนามจริงก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะทุกคนย่อมต้องมีความตื่นเต้นอยู่แล้ว นักกีฬาบางคนเลยเลือกใช้วิธี ‘การเบี่ยงเบนความสนใจ’</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24921 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pressure-webcover-1024x576.png" alt="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ" width="1024" height="576" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 811" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pressure-webcover-1024x576.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pressure-webcover-300x169.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pressure-webcover-768x432.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pressure-webcover.png 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกใบนี้ไม่มีใครไม่เคยพบเจอความกดดัน ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก็ยิ่งกดดันมากไปกว่าเดิม บางคนถึงขั้นพูดไม่ออกหรือตัดสินใจไม่ได้ในช่วงเวลาที่ต้องพูดกับลูกค้า หัวหน้า หรือบุคคลสำคัญกันเลยทีเดียว และวิธีที่จะช่วยป้องกันแรงกดดันในที่ทำงานคือการนำเอาวิถีแห่งโลกกีฬามาปรับใช้กับการทำงาน<strong class="cyan-highlighter"> จงทำตัวให้เหมือนกับนักกีฬาที่ถูกฝึกฝนมาแล้วและพร้อมที่จะลงสนามใหญ่</strong> ในบทความนี้ HREX จะพาไปดู ‘วิถีนักกีฬา’ด้วยเทคนิคมากมายที่จะช่วยลดแรงกดดันในใจพร้อมกับเพิ่มสกิลการรับมือกับแรงกดดันให้ดียิ่งขึ้น</span></p>

<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9757 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1075401638.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="500" height="334" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 812"></p>
<h2>วิทยาศาสตร์กับการถูกบีบคั้นภายใต้แรงกดดัน (Choke Under Pressure)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราพบเจอกับความกดดัน ร่างกายของเราจะหยุดนิ่งเพื่อตอบสนองกับสิ่งนั้น เพราะร่างกายมองว่ามันคือภัยคุกคาม ซึ่งภัยคุกคามของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการเจรจาต่อรอง กองเอกสารขนาดมหึมา หรือการพูดในที่ประชุมชน ซึ่งในตอนที่เรากำลังรู้สึกกดดัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางสรีรวิทยา ร่างกายของเราจะเข้าสู่โหมดป้องกันอันตราย และจะปล่อยฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เช่น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้น ม่านตาขยาย เหงื่อออกมากกว่าเดิม และการทำงานของสมองจะลดลง เช่น ความทรงจำบกพร่อง แพนิค และมีปัญหาในการรับข้อมูลใหม่ จนในที่สุดอาจจะทำให้เกิดการมองโลกในแง่ร้าย ไม่มั่นใจในตัวเอง เกิดความรู้สึกผิดกับตัวเอง และกลัวการเผชิญหน้า ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะรู้สึกกดดันกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้นไปอีกจนเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น โรค PTSD (โรคเครียดหลังประสบกับเหตุการณ์กระทบจิตใจอย่างรุนแรง) เหมือนกันกับที่แชมป์พายเรือโอลิมปิค เรเน่ โฮลเท่น เพาเซ่น (René Holten Poulsen) กำลังเผชิญอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเรามักจะเกิดอาการกดดันจากสถานการณ์ภายนอกหรือสถานการณ์อันน่ากดดัน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการที่มีเรื่องของเงินหรือตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น อนาคตและเงินทุนของทีมฟุตบอลจะขึ้นอยู่กับการเตะลูกโทษของนักฟุตบอล หรืออาจจะเป็นเรื่องของโอกาสที่มีเข้ามาเพียงครั้งเดียว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9122 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/5d6a1625a19251a0116554cb9417be26.jpg" alt="Motivation ารสร้างแรงจูงใจในการทำงาน" width="500" height="298" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 813"></div>
</div>
<h2>แรงกดดันในเชิงธุรกิจ มีอะไรบ้าง</h2>
<h3>แรงกดดัน 4 C</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">4Cs เป็นแนวคิดสำคัญของการบริหารธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มแรกนั้นได้ถูกคิดค้นโดย Robert F. Lauterborn เป็นโมเดลที่สามารถนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจหรือองค์กรต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3>Consumer (ลูกค้า)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของ 4Cs จะมีการให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น นักธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพราะธุรกิจและบริการที่ได้ก่อเกิดขึ้นมาก็เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจจึงจะดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นลูกค้าจึงเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางธุรกิจที่สำคัญมากอันดับแรก</span></p>
<h3>Cost (ราคา)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ราคาอาจจะไม่ได้หมายถึงแค่เงินทองอย่างเดียว แต่หมายถึงสิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องแลกมาเพื่อที่จะสามารถได้ใช้บริการหรือซื้อสินค้านั้นได้ ราคานั้นยังรวมไปถึงเรื่องของเวลา ความรู้สึก หรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ </span></p>
<h3>Communication (การสื่อสาร)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารในแง่มุมความหมายของ 4c หลัก ๆ คือการสื่อสารเพื่ออธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงตัวสินค้าและบริการอย่างแท้จริง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งทางด้านกำลังทรัพย์ ความพึงพอใจส่วนตัว และไลฟ์สไตล์ จะไม่ได้เป็นการโน้มน้าวหรือหลอกล่อให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้าหรือบริการ</span></p>
<h3>Convenience (ความสะดวกสบาย)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักการตลาดจำเป็นต้องมองให้เห็นถึงความสำคัญของการอำนวยความสะดวกที่ทำให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายมากที่สุดในการใช้บริการและซื้อสินค้า ในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตทำให้การซื้อขายง่ายขึ้นอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องลง on site ขายสินค้าและบริการเหมือนเมื่อก่อน ประหยัดเวลาและต้นทุนด้วย</span></p>
<h3>แรงกดดัน 5 ประการ (Five Forces Model)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก 4c ยังมีแรงกดดันอีก 5 ประการที่อยู่ในสนามแข่งทางธุรกิจ ซึ่งคนทำธุรกิจควรคำนึงถึงให้มากเช่นกัน</span></p>
<h3>แรงกดดันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง (Rivalry among existing competitors)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สัจธรรมของธุรกิจคือการที่มีคู่แข่งซึ่งทำธุรกิจแบบเดียวกัน ยิ่งคู่แข่งมาก การแข่งขันก็เข้มข้นมากขึ้น และจะยิ่งรุนแรงหากอุตสาหกรรมโดยรวมขณะนั้นเกิดหดตัว เนื่องด้วยแต่ละธุรกิจจำเป็นต้องแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดกัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าแย่งลูกค้ากัน แล้วยิ่งลักษณะของสินค้าชนิดไหนที่แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ก็ยิ่งส่งผลให้มีการแข่งขันกันในเรื่องราคาสูง </span></p>
<h3>แรงกดดันเมื่อมีผู้เข้ามาใหม่ (Threat of new entrants)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งธุรกิจที่มีอยู่เดิมและตัวผู้ประกอบการใหม่เองต่างก็มีความกดดันด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อมีคนทำธุรกิจซ้ำ ๆ เพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งเหมือนมีตัวหารมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้เข้ามาใหม่จะเสียเปรียบด้านต้นทุน เพราะถูกบีบให้ต้องเข้าด้วสเกลที่ใหญ่เพื่อจะได้ทัดเทียมกับคู่แข่งได้ ทั้งยังต้องสร้างสินค้าหรือบริการที่แตกต่างไปจากเจ้าเดิมที่มีอยู่ในตลาดเพื่อให้ผู้ซื้อเปลี่ยนใจจากสินค้าที่ใช้จนคุ้นชินแล้วมาทดลองใช้สินค้าตัวใหม่ดูบ้าง</span></p>
<h3>ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน (Threat of substitute products or services)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สินค้าทดแทนแน่นอนว่าสร้างแรงกดดันอย่างหนักให้กับผู้ประกอบการทุกรายในตลาดอย่างแน่นอน ยิ่งหากสินค้าทดแทนนั้นสามารถนำมาใช้ทดแทนได้เกือบ 100% เช่น ในยุคที่กล้องดิจิตอลเริ่มมาทดแทนกล้องฟิล์ม ในระยะแรกอาจทดแทนได้เพียงแค่บางส่วน เพราะการเปลี่ยนมาซื้อตัวใหม่ก็ค่อนข้างมีราคาที่สูง แต่เมื่อราคากล้องดิจิตอลเริ่มลดต่ำลง ผู้บริโภคก็เปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอลแทนอยู่ดีจนกล้องฟิล์มหายจากตลาดไป</span></p>
<h3>อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ (Bargaining power of buyers)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่มีผู้ประกอบการหลายรายที่ขายสินค้าและบริการเหมือน ๆ กัน ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น เพราะหากผู้ซื้อสามารถหาสินค้าทดแทนได้และการเปลี่ยนจากการซื้อของจากเจ้าหนึ่งไปเป็นอีกเจ้าหนึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำด้วยแล้วยิ่งน่ากลัวสำหรับผู้ประกอบการ  และหากเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ก็จะยิ่งมีอำนาจต่อรองกับผู้ขายมากขึ้นด้วย </span></p>
<h3>อำนาจต่อรองของผู้ขาย (Bargaining power of suppliers)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการบางรายที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร หาสินค้าทดแทนได้ยาก คือความโชคดีของผู้ประกอบการนั้น ๆ ที่ก็จะมีคู่แข่งน้อย แล้วยิ่งถ้ามีศักยภาพในการขยายตัว ผู้ประกอบการจะมีอำนาจในการต่อรองสูงมาก เพราะผู้บริโภคต้อง ‘ง้อ’ เพื่อที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-thumbnail wp-image-8001 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/5f29f2d61948de66933a991f1881831c.jpg" alt="ความสุขในการทำงาน Workplace Happiness" width="600" height="370" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 814"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Workplace Happiness วิธีสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืน</a></div>
</div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8218 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_1289636416.jpg" alt="หมด Passion ในการทำงาน HR NOTE" width="600" height="370" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 815"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรควรทำอย่างไร เมื่อพนักงานหมด Passion ในการทำงาน</a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2><b>เราจะดึงแรงกดดันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกีฬาที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีสำหรับการแข่งแมทช์สำคัญจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือกดดันมากเท่าไหร่ เพราะยิ่งฝึกซ้อมเยอะก็จะยิ่งได้เทคนิค และยิ่งคุ้นชินกับการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากเพียงใด ซึ่งการฝึกซ้อมนี่แหละที่จะทำให้เรามีทักษะมากขึ้นจนเอาชนะความกดดันได้</span></p>
<h3>สร้างภาพความสำเร็จไว้ในใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แจ็ค นิคลอส (Jack Nicklaus) ตำนานนักกอล์ฟได้กล่าวไว้ว่า </span><b>“ผมไม่เคยพัตในใจพลาดเลยสักครั้ง”</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเราวางภาพการกระทำที่ทำให้เราประสบความสำเร็จไว้ในใจ สมองจะทำงานเมื่อเรานึกภาพการกระทำนั้น ๆ พอถึงตอนที่เราปฏิบัติจริงเราก็จะคุ้นชินมากขึ้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้การจินตภาพเพื่อพัฒนาตัวเองค่อนข้างมีผลมากทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวง่าย ๆ ก็คือถ้าเรานึกถึงอะไรบ่อย ๆ หรือย้ำเตือนอะไรกับตัวเองบ่อย ๆ ก็จะทำให้เราเกิดความมั่นใจและมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของกีฬา นักกีฬาชื่อดังอย่างเซเรน่า วิลเลียมส์ (Serena Williams) เวย์น รูนี่ (Wayne Rooney) และ ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) ต่างก็เชื่อมั่นในการนึกถึงภาพความสำเร็จของตัวเองในการแข่งครั้งก่อน ๆ ซึ่งมีประโยชน์หลายประการมากในช่วงเวลาสำคัญ ๆ คือช่วยเตรียมตัวและเตรียมใจนักกีฬาให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแมทช์สำคัญและช่วยให้พวกเขาจัดการความคาดหวังและอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นพลังของการคิดภาพความสำเร็จขึ้นมาในหัวเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และความอดทน ตลอดจนลดความวิตกกังวลและทำให้การควบคุมตัวเองในสถานการณ์ฉุกเฉินดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญในที่ทำงาน ให้ฝึกซ้อมในใจก่อน มองภาพให้ชัดเจนและลงรายละเอียดให้มากที่สุด ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณเดินเข้าไปในห้อทำงานหัวหน้าและขอขึ้นเงินเดือนจะเป็นยังไงนะ หรือการโดนสปอตไลท์ส่องจะรู้สึกยังไงในตอนที่เราเดินออกไปพูดต่อหน้าผู้ชมมากมายบนเวที หรือแม้แต่นึกถึงคำพูดแรกที่จะพูดในตอนที่เข้าประชุมออนไลน์</span></p>
<h3>ฝึกตัวเองให้กดดัน คือการสร้างความแข็งแกร่งในจิตใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าพวกนักกีฬามืออาชีพไม่ได้ฝึกฝนแค่ทักษะและความสามารถเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือฝึกรับมือกับความกดดัน ยกตัวอย่างจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2012 และ 2016 ทีมเกรทบริเตนมีการฝึกความแข็งแกร่งทางจิตใจของนักกีฬาโดยค่อยๆ เพิ่มความกดดันให้กับนักกีฬา โค้ชผู้เชี่ยวชาญจะเน้นฝึกแรงกดดันทางจิตใจ เทคนิค หรือกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้อยู่ในสภาวะไม่ปกติ ซึ่งนักกีฬาไม่ทันตั้งตัวเลย ตัวอย่างเช่น โค้ชจะบังคับให้นักฟุตบอลเท้าขวาใช้เฉพาะเท้าซ้ายในระหว่างการฝึกซ้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรืออย่างบ็อบ โบว์แมน (Bob Bowman) โค้ชนักว่ายน้ำของไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) เคยทุบแว่นตาของเขาก่อนการซ้อมแข่ง ทำให้เขาต้องว่ายน้ำทั้ง ๆ ที่ไม่มีแว่นตาจนรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนตาบอดว่ายน้ำก็ไม่ปาน ซึ่งสิ่งนี้ที่เขาได้เผชิญกลับมาพิสูจน์ให้เขายิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่ามันมีประโยชน์มาก ในการว่ายน้ำระหว่างการแข่งกีฬาโอลิมปิค ปี 2008 เกิดเหตุสุดวิสัยคือน้ำเข้าแว่นตาของเฟลป์ส จนเขามองไม่เห็นอะไรเลย </span>“จากกำแพง 150 เมตรไปจนถึงเส้นชัย ผมมองไม่เห็นกำแพงเลยแม้แต่นิดเดียว แค่คิดอย่างเดียวว่าต้องชนะ”<span style="font-weight: 400;"> ผลสรุปว่า ในการแข่งครั้งนั้นเขาได้รับเหรียญทอง แถมยังทำลายสถิติโลกอีกด้วย</span></p>
<h3>เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้ชิน ก่อนช่วงเวลาสำคัญจะมาถึง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจวัตร การกระทำ หรือคำพูดแปลก ๆ ที่เราเห็นก่อนที่นักกีฬาจะเสิร์ฟเทนนิส โยนโทษในบาสเก็ตบอล หรือการเตะลูกโทษในฟุตบอลนั้นมีจุดประสงค์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่มาก ว่ากันว่าราฟาเอล นาดาล (Rafael Nadal) มี 12 ขั้นตอนในคอร์ทเทนนิส ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมากและกินเวลาถึง 30 วินาที หรืออย่าง คาร์ล มาโลน (Karl Malone) ตัวท็อป NBA ก็เป็นที่รู้จักจากสเต็ปการพูดคนเดียวก่อนโยนลูกโทษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรก่อนการลงสนามจริงทำให้เราได้เคลียร์ใจตัวเองให้ว่างก่อนเข้าสู่ช่วงเวลานั้น เพื่อที่จะทำให้เราได้ซึมซับสิ่งที่ฝึกซ้อมมาก่อนหน้านี้จนขึ้นใจ และทำมันออกมาอย่างอัตโนมัติในตอนลงสนามจริง ๆ ในที่ทำงาน เราอาจจะตั้งกฎสั้น ๆ ของตัวเองขึ้นมา เช่น ฝึกการหายใจ ท่องคำพูดต่าง ๆ ฟังเพลง จิบชาแก้วโปรด หรือการยืดเหยียดร่างกาย เพื่อเป็นการเตรียมใจก่อนลงสนาม</span></p>
<h3>อย่าคิดเยอะ ลงมือซะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกีฬาส่วนใหญ่รู้ว่าการคิดมากหรือกังวลก่อนลงสนามจะทำให้พวกเขายิ่งไม่มั่นใจในตัวเองหรือจดจ่อกับการเคลื่อนไหวทุกด้านมากเกินไป ซึ่งยิ่งทำให้กดดันมากขึ้นไปอีกจนทำให้เล่นออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร การสอบในสนามสำคัญต่าง ๆ ก็เช่นกัน หากเรากังวลมากเกินไปก็จะทำให้ผลคะแนนออกมาไม่ดีเท่าที่คาดหวัง กลับกันถ้าปล่อยใจสบาย ๆ คะแนนกลับยิ่งดีกว่าที่คาดไว้ แต่การจะทำให้ตัวเองเลิกแพนิคก่อนลงสนามจริงก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะทุกคนย่อมต้องมีความตื่นเต้นอยู่แล้ว นักกีฬาบางคนเลยเลือกใช้วิธี ‘การเบี่ยงเบนความสนใจ’ ในไม่กี่นาทีหรือหลายชั่วโมงก่อนการแข่งขัน เช่นการเล่นเกม ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ เพื่อไม่ให้คิดเรื่องที่กังวลอยู่ในหัวมากเกินไป เป็นวิธีหลบหนีจากความคิดที่อยู่รอบข้างที่อาจทำให้แรงกดดันเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างจากนักกีฬาขื่อดังอย่าง ยูเซน โบลท์ (Usain Bolt) ในช่วงไม่กี่นาทีก่อนการแข่งขันเขาจะนึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ยินคำว่า ‘ระวัง’ ซึ่งเขาก็ได้กล่าวไว้ว่า </span><b>“ไม่ว่าจะกดดันแค่ไหน ผมจะไม่คิดถึงมันเลย เพราะถ้าปล่อยให้มันเข้ามาในความคิดนั่นคือหายนะทันที เป็นเหตุผลที่ผมผ่อนคลายและสนุกกับตัวเองก่อนการแข่งขัน”</b></p>
<h3>เปลี่ยนความคิดเรื่องความเครียด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเราทำให้ตัวเองหยุดเครียดไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นก็เปลี่ยนความคิด จาก ‘ความเครียดทำให้หมดกำลังใจ’ เป็น ‘ความเครียดทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น’ จะดีกว่าไหม ตำนานเทนนิสอย่าง บิลลี่ จีน คิง (Billie-Jean King) กล่าวไว้ว่า “ความกดดันเป็นสิทธิพิเศษ” เขามองความเครียดเป็นสิ่งดี ๆ ที่เขาได้รับ การเปลี่ยนกรอบความคิดให้มองโลกในแง่ดีขึ้น แท้จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนวิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด ต่อไปถ้าเรารู้สึกประหม่าและรู้สึกว่าหัวใจเริ่มเต้นตุบตุบ อย่าบอกตัวเองให้ใจเย็นลงเพราะร่างกายไม่มีทางสงบลงได้หรอก ให้บอกตัวเองว่าเรารู้สึกตื่นเต้นและพร้อมแล้วสำหรับการได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นักกีฬาผู้ชนะเลิศเหรียญทองโอลิมปิก 6 สมัยอย่างเซอร์คริส ฮอย (Sir Chris Hoy) กล่าวว่า </span><b>“อย่าใช้คำว่าวิตกกังวล ให้ใช้คำว่า</b><b><i>น่าตื่นเต้นจัง</i></b><b>แทน”</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8937 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_752463637.jpg" alt="360-degree Feedbackการประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา" width="500" height="355" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 816"></p>
<h2>บทสรุป Choke Under Pressure</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครไม่เคยถูกบีบคั้นจากแรงกดดันอย่างแน่นอน เพราะในช่วงชีวิตเราต้องเจอเหตุการณ์หลายอย่างมากมาย ซึ่งการที่เราเรียนรู้เทคนิคจากนักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลกก็คือการมีพฤติกรรมและความคิดที่เราทุกคนนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เหมือนกันในสถานการณ์ที่สำคัญในชีวิต เพื่อช่วยให้เราพัฒนาตัวเองเป็นคนที่เก่งขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วันของการทำงานและการชีวิต</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32585 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1600" height="500" title="Choke Under Pressure การทำงานก็เหมือนเล่นกีฬา ซ้อมรับมือกับความกดดันอย่างไร ให้เหมือนนักกีฬามืออาชีพ 817" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>Sources</h2>
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2022/04/the-science-of-choking-under-pressure" target="_blank" rel="noopener">HR Morning</a></li>
<li><a href="https://www.nairienroo.com/five-pressures/" target="_blank" rel="noopener">Nairienroo</a></li>
<li><a href="https://www.nuttaputch.com/4p-4c-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/" target="_blank" rel="noopener">Nuttaputch</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220418-young-employees/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Apr 2022 06:07:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[Gen Z]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220418-young-employees/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT พนักงานรุ่นใหม่ เด็กเจนซี Generation Z หรือ Young Employees คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เกิดระหว่างปี 1996 ถึงปี 2010 ซึ่งคนรุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘ลัทธิปฏิบัตินิยมในยุคแห่งนวัตกรรม’ คือชอบลงมือทำจริงมากกว่าเรียนรู้ทฤษฎี จากงานวิจัย The Changing Face Of The Employees Generation Z And Their Perceptions Of Work และการสำรวจโดยนิตยสาร Forbes เห็นตรงกันว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมมีความสำคัญมากกับ Generation Z เพราะคน Gen นี้จะให้ความสำคัญกับความสบายใจในการทำงานเป็นที่ตั้ง ฉะนั้นสิ่งที่คนรุ่นใหม่คำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือ การได้ทำงานที่ชอบ งานที่มี Work Life Balance ที่ดี และงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้จริง ๆ หาไม่ได้สัมผัสสิ่งดังกล่าว ก็อาจลาออกจากงานที่ทำ ความรู้ในห้องเรียนธรรมดาอาจแคบไปแล้วสำคัญเด็กยุคนี้ เพราะเด็ก Gen [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li>พนักงานรุ่นใหม่ เด็กเจนซี Generation Z หรือ Young Employees คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เกิดระหว่างปี 1996 ถึงปี 2010 ซึ่งคนรุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘ลัทธิปฏิบัตินิยมในยุคแห่งนวัตกรรม’ คือชอบลงมือทำจริงมากกว่าเรียนรู้ทฤษฎี</li>
<li>จากงานวิจัย The Changing Face Of The Employees Generation Z And Their Perceptions Of Work และการสำรวจโดยนิตยสาร Forbes เห็นตรงกันว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมมีความสำคัญมากกับ Generation Z เพราะคน Gen นี้จะให้ความสำคัญกับความสบายใจในการทำงานเป็นที่ตั้ง</li>
<li style="font-weight: 400;">ฉะนั้นสิ่งที่คนรุ่นใหม่คำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือ การได้ทำงานที่ชอบ งานที่มี Work Life Balance ที่ดี และงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้จริง ๆ หาไม่ได้สัมผัสสิ่งดังกล่าว ก็อาจลาออกจากงานที่ทำ</li>
<li style="font-weight: 400;">ความรู้ในห้องเรียนธรรมดาอาจแคบไปแล้วสำคัญเด็กยุคนี้ เพราะเด็ก Gen Z ทั้งเรียนในสถานศึกษาและเรียนพิเศษกันมาจนอ่วม และยังมีเทคโนโลยีอยู่ในมือพร้อมที่จะหาความรู้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว สิ่งที่องค์กรควรปรับเปลี่ยนคือให้มองศักยภาพรายบุคคลของแต่ละคนมากขึ้น เพื่อที่จะดึงศักยภาพของเขาออกมาได้เต็มที่และตรงจุดมากขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะลาออกจากงาน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30336 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Screenshot-2023-07-31-135745.png" alt="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ" width="741" height="452" title="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ 822" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Screenshot-2023-07-31-135745.png 741w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Screenshot-2023-07-31-135745-300x183.png 300w" sizes="(max-width: 741px) 100vw, 741px" /></p>
<p>ในสายตาของผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือคนที่คร่ำหวอดในวงการการทำงานมาตั้งแต่ยุค 20-30 ปีที่แล้ว ล้วนมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนต่ำ เปลี่ยนงานบ่อย เอาแต่ใจ และอีกหลายเหตุผลมากมาย เมื่อเห็นว่าคนที่มีช่วงอายุอยู่ในเลข 2 หรือเลข 3 ต้น ๆ มีปัญหากับการทำงานบ่อยครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีเหตุผลและที่มาในตัวมันเอง ในบทความนี้ HR NOTE จะมาไขข้อข้องใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงลาออกจากงานบ่อย และไม่พอใจงานที่ตัวเองทำมากขึ้น</p>
<h2>Young Employees &#8211; Generation Z กับมุมมองเรื่องการทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="cyan-highlighter">Generation Z หรือเด็กเจนซีคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เกิดระหว่างปี 1996 จนถึงปี 2010</strong> ซึ่งคนรุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘ลัทธิปฏิบัตินิยมในยุคแห่งนวัตกรรม’ คือชอบลงมือทำจริงมากกว่าเรียนรู้ทฤษฎี เป็นรุ่นที่มีความคิดในสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนรุ่นก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คน Gen Z คือกลุ่มรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการการทำงานได้ไม่กี่ปี หรือบางคนอาจเพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ ไม่ได้มองว่าการที่เรามีงานทำที่ดี มีความมั่นคง คือความสำเร็จทั้งหมดของชีวิต จึงยอมทนอยู่ในองค์กรที่คิดว่ามั่นคง ไม่ว่าจะต้องแลกกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงานที่ไม่ชอบ พลีกายถวายหัวให้กับองค์กรอย่างไม่มีจุดหมายเพื่อหวังเพียงแค่จะได้โปรโมท และไม่รู้ว่าต้องทำงานหนักแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แบบที่คนรุ่นก่อน ๆ มีค่านิยมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คนรุ่นใหม่กลับมองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น พวกเขาเติบโตมากับเทคโนโลยี ได้รับการศึกษาที่ดี มีชีวิตที่สะดวกสบายจากพ่อแม่ที่เป็น Gen X ดังนั้น<strong class="cyan-highlighter">สิ่งที่คนรุ่นใหม่คำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือ การได้ทำงานที่ชอบ งานที่มี Work Life Balance ที่ดี และงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้จริง ๆ</strong> ไม่ใช่ยิ่งทำงานไปก็ยิ่งรู้สึกโง่ลง ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็เลือกลาออกจากงานได้</span></p>
<h2>เปิดงานวิจัย เหตุผลอะไรที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ลาออกจากงานบ่อย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คน Gen Z ประมาณ 60 ล้านคนในโลกได้แซงหน้าคนรุ่นมิลเลนเนียลจนกลายเป็นรุ่นที่ทรงพลังที่สุดในขณะนี้ ทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ดังนั้น ทักษะและทัศนคติที่ชาว Gen Z ได้เผชิญในช่วงเวลาสั้น ๆ ของชีวิตจะส่งผลต่ออนาคตการทำงานของพวกเขาอย่างมากทีเดียว และนายจ้างที่ฉลาดจะให้ความใส่ใจและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาว Gen Z ต้องการมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากงานวิจัยที่ชื่อว่า The Changing Face Of The Employees Generation Z And Their </span><span style="font-weight: 400;">Perceptions Of Work และการสำรวจโดยนิตยสาร Forbes เห็นตรงกันว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมมีความสำคัญมากกับ Generation Z เพราะคน Gen นี้จะให้ความสำคัญกับความสบายใจในการทำงานเป็นที่ตั้ง ผลกระทบของสภาพแวดล้อมทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างจิตวิญญาณขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน<strong class="cyan-highlighter"><strong class="green-highlighter"><strong class="pink-highlighter">หน้าที่ที่นายจ้างควรทำเมื่อมีพนักงาน Gen Z อยู่ในองค์กรคือการตั้งเป้าหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่มีความเป็นกันเอง สนุกสนาน และผ่อนคลาย</strong></strong></strong> ดังนั้นเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นนี้ตัดสินใจลาออกจากงานบ่อยครั้งก็คือสิ่งที่ตรงข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้น</span></p>
<h3>เงินสำคัญ แต่ความสบายใจต้องมาก่อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนตัดสินใจออกจากงานเพราะเมื่อทำงานไปแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่มี </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;"> งานไม่ตรงปกตามที่ </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/how-to-write-job-description-01142022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Job Description</span></a><span style="font-weight: 400;"> ประกาศไว้ สวัสดิการไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทำงานเกินเวลาแต่ไม่ได้โอที และอีกหลาย ๆ เหตุผลที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่จะต้องเสียไป จึงตัดสินใจลาออกอย่างไม่ยากเหมือนคนยุคก่อน ๆ เหตุผลอีกหนึ่งประการที่สำคัญก็คือ คน Gen Z ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ลำบากมาตั้งแต่ต้น ต่อให้ลาออกจากงานนี้ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เรื่องเงินจึงไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาต้องทนอยู่กับความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้น และทำให้มุมมองการทำงานของคนยุคนี้เปลี่ยนไป คือมองว่าการทำงานนี้ตอบโจทย์อะไรในชีวิตบ้าง ไม่ใช่แค่ว่า ทำงานนี้ได้เงินเท่าไหร่</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11105 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Salary.jpg" alt="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ" width="600" height="370" title="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ 823"></div>
</div>
<h3>ทำไมต้องทน ทางเลือกมีเยอะแยะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วุฒิการศึกษาอย่างต่ำ ๆ ของเด็ก Gen Z ส่วนใหญ่ก็คือปริญญาตรี เกือบครึ่งยังเป็นมหาลัยท็อป คณะดังอีกด้วย พวกเขามีทั้งวุฒิการศึกษาที่ดี มีความสามารถจริง มีโอกาสพัฒนาและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเรียนต่อต่างประเทศ ลงคอร์สเรียนที่ระยะสั้น หรือคอร์สเรียนออนไลน์ และที่สำคัญบางคนมีศักยภาพสูงมากจนมั่นใจแน่ว่าตัวเองมีความสามารถมากพอ มีทางเลือกมากมายที่รออยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่าตัวเองเลือกได้  ลาออกจากงานได้ และไม่จำเป็นต้องอดทนมากมายขนาดนั้น สำหรับคน Gen Z แล้ว การค้นหางานที่ใช่ไปเรื่อย ๆ น่าจะดีกว่าทนอยู่กับงานที่ไม่ใช่ไปจนวันตาย นอกจากนี้ ด้วยความที่คนรุ่นนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงไม่กลัวกับความเปลี่ยนแปลงและพร้อมรับมือการสิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11106 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/pexels-karolina-grabowska-4959800-600x370-1.jpg" alt="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงานยิ่งอายุน้อย (Young Employee) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ" width="600" height="370" title="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ 824"></div>
</div>
<h3>ยิ่งอยู่ไปยิ่งไม่พัฒนา ไร้ตัวตน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานที่ซ้ำซากจำเจอยู่ทุกวัน ไม่ได้มีอะไรใหม่ ไม่ได้พัฒนาศักยภาพมากพอ แน่นอนว่าทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองลดลงไปเรื่อย ๆ ในบางองค์กรยังยึดติดกับความคิดในแบบเดิม ว่าคนรุ่นใหม่ยังไม่โตพอ ประสบการณ์ชีวิตและการทำงานน้อยกว่าคนที่อาวุโสกว่า รวมถึงพวกเขาถูกจำกัดการทำงานด้วยขอบเขตและกฎระเบียบที่น่าอึดอัด คน Gen Z มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อยากทำงานในแบบที่ตัวเองต้องการ อยากเสนอไอเดีย อยากโต้แย้งในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อความเห็นของถูกปล่อยผ่านหรือถูกห้าม พวกเขาจึงไม่ได้พิสูจน์ในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำ เมื่อนานไปจึงกลายเป็นความรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ จนกระทั่งลาออกได้</span></p>
<h2>องค์กรควรปรับตัวอย่างไร ให้คนเก่งรุ่นใหม่อยู่กับเราไปนาน ๆ ไม่ลาออกจากงานไปเสียก่อน</h2>
<h3>เน้นที่ outcome ไม่ใช่ process</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากต้องการให้องค์กรมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งแรกที่หลาย ๆ องค์กรควรเริ่มเปลี่ยนก่อนเป็นอันดับแรกคือเรื่องของเวลา อย่างที่ได้พูดถึงไปข้างต้นว่าความสบายใจและอิสระเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Gen Z เรื่องเวลาก็รวมอยู่ในนั้นเช่นกัน รวมถึงการ Remote Work คือทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ องค์กรควรเน้นเรื่องผลลัพธ์ของงานให้มากขึ้น ลดความสำคัญของ Timing และ Schedule ให้น้อยลง คนรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าเขาเป็นอิสระ ไม่ถูกบังคับ </span></p>
<h3>ให้อิสระทางความคิด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คน Gen Z ต้องการทำงานที่มีคุณค่าทางจิตใจ ได้ดึงความคิดสร้างสรรค์และแนวคิดในการทำงานใหม่ ๆ ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งบริษัทอาจไม่ได้คำนึงถึงตรงนี้เท่าที่ควรเพราะมองว่ายังใหม่ ยังอ่อนประสบการณ์ จึงไม่ได้ปล่อยให้แสดงความคิดเห็น ตีกรอบในการทำงานมากจนเกินไปจนทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเบื่อหน่าย ดังนั้นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือรับผิดชอบโปรเจกต์สำคัญบ้างก็จะยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและรักในงานที่ทำมากยิ่งขึ้น</span></p>
<h3>Training ให้ตรงจุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้ในห้องเรียนธรรมดาอาจแคบไปแล้วสำคัญเด็กยุคนี้ เพราะเด็ก Gen Z ทั้งเรียนในสถานศึกษาและเรียนพิเศษกันมาจนอ่วม และยังมีเทคโนโลยีอยู่ในมือพร้อมที่จะหาความรู้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้นหากองค์กรยังจัด Training แบบเดิม ๆ คือให้นั่งฟังอบรมในห้องพร้อมกันหลายสิบคน คงไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนามากขึ้น แถมยังน่าเบื่อหน่ายอีกด้วย สิ่งที่องค์กรควรปรับเปลี่ยนคือให้มองศักยภาพรายบุคคลของแต่ละคนมากขึ้น เพื่อที่จะดึงศักยภาพของเขาออกมาได้เต็มที่และตรงจุดมากขึ้น</span></p>
<h2>บทสรุป Young Employees &#8211; Generation Z</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่จะคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ต่างก็มีความคิดและทัศนคติในแต่ละเรื่องในแนวของตัวเอง และการลาออกจากงานเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งถึงแม้ว่าในบางแง่มุมจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่หากเรานำความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาเปลี่ยนให้เป็นแนวคิดใหม่ ๆ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปร่วมกันให้ได้ ก็จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจจะพาให้องค์กรก้าวหน้าต่อไปอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อนก็เป็นได้</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ส่องความคิด เปิดงานวิจัย ทำไมพนักงาน Gen Z ยิ่งอายุน้อย (Young Employees) ยิ่งอยากลาออกจากงานที่ทำ 825"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://reader.elsevier.com/reader/sd/pii/S221256711500876X?token=772F7635C6C78E1E1013138361FFF8729DC762EAD1D6A539264EBE6EE8AFBE7E2163B15240D56C0E8291777B8AA95500&amp;originRegion=eu-west-1&amp;originCreation=20220411070952" target="_blank" rel="noopener">The Changing Face Of The Employees Generation Z And Their Perceptions Of Work</a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/forbesagencycouncil/2018/08/28/what-gen-z-wants-in-a-career-and-how-to-give-it-to-them/?sh=1c63b4c57a4a" target="_blank" rel="noopener">Forbes</a></li>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/expectations-gen-z-demands-industry-40-janvi-kothari" target="_blank" rel="noopener">Linkedin</a></li>
<li><a href="https://www.jobbkk.com/variety/detail/4743/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20VS%20%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%20%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7" target="_blank" rel="noopener">JobBKK</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก! </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220408-effective-rest/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Apr 2022 11:29:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[วันหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[ชาร์จแบต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220408-effective-rest/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานในช่วงหลังวันหยุดยาวจะไม่เต็มที่มากนัก เหตุเพราะสมองของเราไม่มีการตื่นตัวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด มีการทดลองให้พนักงาน 240 คน ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 2 เดือน ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 18-20 เปอร์เซ็นต์ การนอนมากขึ้นจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมอง ทำให้ได้ทำงานพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซ่อมแซมส่วนที่เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และทำให้สมองเราพร้อมรับต่อการทำงานที่จะมาถึงต่อไปในวันเปิดทำงาน  การกินมากเกินไปคือศัตรูคู่อาฆาตของวันพักผ่อน เราทุกวันต้องมีวัน Cheat day อยู่แล้ว แต่การกินมากไปทำให้ร่างกายอึดอัด เผาผลาญได้ช้า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา และซึมเซาจนถึงวันเปิดทำงานได้ อาจทำให้ความกระตือรือร้นลดลง ให้ลุกทันทีที่นาฬิกาปลุก หากเลื่อนเวลานอนต่อไปอีกเพราะกดปุ่ม snooze ร่างกายจะยิ่งรู้สึกพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้สมองสับสน และส่งผลให้ทั้งวันนั้นเรารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่มีพลังงาน  เมื่อเทศกาลหยุดยาวมาถึง เป็นช่วงเวลาแสนสุขสำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลายเพราะจะได้หยุดพักผ่อนอยู่บ้านกันไปยาว ๆ หรือบางคนก็ไปเที่ยวยิงยาวจนกว่าจะถึงวันเปิดทำงาน แต่การได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อชาร์จพลังจนกว่าจะถึงวันทำงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จริง ๆ แล้วต้องทำอย่างไร เพราะสิ่งที่เราทำในช่วงวันหยุดยาวนี้เองจะส่งผลต่อสมองของเราในการทำงานในสัปดาห์ถัดไป HR NOTE จะพาทุกท่านไปหาคำตอบกันในบทความนี้ ยิ่งหยุดยาว ยิ่งมีประสิทธิภาพ (Effective [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานในช่วงหลังวันหยุดยาวจะไม่เต็มที่มากนัก เหตุเพราะสมองของเราไม่มีการตื่นตัวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการทดลองให้พนักงาน 240 คน ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 2 เดือน ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 18-20 เปอร์เซ็นต์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การนอนมากขึ้นจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมอง ทำให้ได้ทำงานพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซ่อมแซมส่วนที่เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และทำให้สมองเราพร้อมรับต่อการทำงานที่จะมาถึงต่อไปในวันเปิดทำงาน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การกินมากเกินไปคือศัตรูคู่อาฆาตของวันพักผ่อน เราทุกวันต้องมีวัน Cheat day อยู่แล้ว แต่การกินมากไปทำให้ร่างกายอึดอัด เผาผลาญได้ช้า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา และซึมเซาจนถึงวันเปิดทำงานได้ อาจทำให้ความกระตือรือร้นลดลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ให้ลุกทันทีที่นาฬิกาปลุก หากเลื่อนเวลานอนต่อไปอีกเพราะกดปุ่ม snooze ร่างกายจะยิ่งรู้สึกพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้สมองสับสน และส่งผลให้ทั้งวันนั้นเรารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่มีพลังงาน </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9338 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_256307755.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  832"></p>
<p>เมื่อเทศกาลหยุดยาวมาถึง เป็นช่วงเวลาแสนสุขสำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลายเพราะจะได้หยุดพักผ่อนอยู่บ้านกันไปยาว ๆ หรือบางคนก็ไปเที่ยวยิงยาวจนกว่าจะถึงวันเปิดทำงาน แต่การได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อชาร์จพลังจนกว่าจะถึงวันทำงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จริง ๆ แล้วต้องทำอย่างไร เพราะสิ่งที่เราทำในช่วงวันหยุดยาวนี้เองจะส่งผลต่อสมองของเราในการทำงานในสัปดาห์ถัดไป HR NOTE จะพาทุกท่านไปหาคำตอบกันในบทความนี้</p>

<h2>ยิ่งหยุดยาว ยิ่งมีประสิทธิภาพ (Effective Rest)จริงหรือ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานในช่วงหลังวันหยุดยาวจะไม่เต็มที่มากนัก เหตุเพราะสมองของเราไม่มีการตื่นตัวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด และแน่นอนว่าในช่วงวันหยุดก็คงไม่มีใครคิดถึงเรื่องงานอยู่แล้ว การหยุดพักมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไปจะทำให้เอื่อยเฉื่อยและสมองไม่ตื่นตัว </span></p>
<p>ถ้าอย่างนั้นหยุดกี่วันถึงจะดี?</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชาวสเปน สาขาจิตวิทยาการทำงาน K. Anders Ericsson ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน พบว่าการทำงาน 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เพราะความจริงแล้วสมองคนเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เพียงวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น จึงเริ่มมีหลายองค์กรจากหลายประเทศทั่วโลกเสนอวิธีทำงาน 4 หยุด 3 หรือทำงานเพียงสัปดาห์ละ 32 ชั่วโมง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานว่าดีกว่าแบบเดิมจริงหรือไม่ และยังช่วยเรื่อง Social Distancing ลดการพบปะกันในช่วงของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมของการทำงานรูปแบบใหม่อีกด้วย ผลงานวิจัยหลายงานก็ได้มีการวิจัยออกมาแล้วว่า การทำงานเพียง 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่ก็ควรเป็นวันหยุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้หยุด 3-4 วันต่อสัปดาห์ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจาก Perpetual Guardian บริษัทจัดการมรดกและอสังหาริมทรัพย์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีการทดลองให้พนักงาน 240 คน ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 2 เดือน โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิจัย ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 18-20 เปอร์เซ็นต์ มีแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ มีความเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrskills-221007/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำ</span></a><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ การเคารพซึ่งกันและกันในที่ทำงานเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญที่สุดคือ พนักงานมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต</span></a><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใคร ๆ ก็อยากหยุดยาวจริงไหม งั้นเรามาดูวิธีที่จะทำให้การได้พักผ่อนยาว ๆ ไม่ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน และยังส่งผลดีต่อตัวคนทำงานอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10959 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.04.17.png" alt="Screen Shot 2565 03 21 at 21.04.17" width="600" height="370" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  833"></div>
</div>
<h2>พักผ่อนหยุดยาวอย่างไรให้มีประสิทธิภาพแบบเต็มสูบ (Effective Rest)</h2>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">‘นอน’ คำเดียวช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง อย่างแรกที่สำคัญคือการนอนมากขึ้นจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมอง ทำให้ได้ทำงานพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซ่อมแซมส่วนที่เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และทำให้สมองเราพร้อมรับต่อการทำงานที่จะมาถึงต่อไปในวันเปิดทำงาน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการนอนให้มากขึ้นแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นอีกมากที่หากทำในช่วงวันหยุดยาว ก็จะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองเราให้ดียิ่งขึ้น คือการออกกำลังกาย การใช้เวลากับงานอดิเรก หรือการเสพ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สื่อเอนเตอร์เทน</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ทำให้สมองและจิตใจเราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กินอาหารให้ดีและดื่มน้ำให้เยอะเท่าที่จะทำได้ เพราะในวันไปทำงานอันแสนเร่งรีบอาจจะทำให้เราละเลยการได้รับอาหารที่ดี ดื่มแต่ชาหรือกาแฟเพื่อช่วยให้ทำงานหนัก ๆ ได้แต่กลับดื่มน้ำเปล่าน้อยมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น้ำเปล่านั้นดีที่สุด ไหน ๆ ก็ได้หยุดพักผ่อนยาว กลับมาฟิตร่างกายในช่วงนี้ให้แข็งแรงกันดีกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ขยับร่างกาย ออกกำลังกายเบา ๆ หลังจากเผชิญกับปัญหา</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190814-officesyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ออฟฟิศซินโดรม</span></a><span style="font-weight: 400;">มานาน ช่วงที่หยุดพักผ่อนยาว ๆ แบบนี้ก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ออกไปเดินในสวน สูดอากาศดี ๆ เดินสักวันละสองสามกิโลก็ช่วยได้มากแล้ว สำหรับพนักงานเงินเดือนที่แทบจะไม่ได้ออกกำลังกายและวัน ๆ ต้องจ้องอยู่แต่กับหน้าคอม ที่สำคัญอย่าลืมยืดเหยียดร่างกายให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พักสายตาให้ได้มากที่สุด เพราะการใช้สายตาจ้องหน้าจอที่มีแสงสีฟ้า หรือเพ่งตัวหนังสือมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันไม่เป็นเรื่องดีต่อสายตาเลย อาจจะทำให้สายตาสั้น พร่ามัว ตาแห้ง และอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เวลาที่เราได้พักจากการทำงานก็ควรหากิจกรรมที่จะทำให้ได้พักสายตา เช่น ปลูกต้นไม้ในสวน มองสีเขียวให้ชื่นตาชื่นใจ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นั่งสมาธิวันละ 5-10 นาที จริง ๆ แล้วข้อนี้เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดและไม่ใช่แค่เฉพาะวันหยุดเท่านั้น แต่วันทำงานปกติเราก็ควรจะนั่งสมาธิเพื่อสงบจิตสงบใจ ทำให้มีสติมากขึ้น ได้ทบทวนเรื่องราวในแต่ละวัน และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองดีขึ้นด้วย</span></li>
</ul>
<div></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10033 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/pexels-tatiana-syrikova-3975585.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  834"></div>
</div>
<h2>หยุด! ทำสิ่งเหล่านี้ในช่วงหยุดยาว เพื่อให้เกิด Effective Rest</h2>
<h3>ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดสำคัญของวันพักผ่อนคือการปล่อยให้ร่างกายได้พักจริง ๆ เพื่อให้สามารถฟื้นตัวเองได้ และผ่อนคลายจากวันหนัก ๆ ในการทำงาน การออกกำลังกายหนักขึ้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการพักผ่อน ทำให้ร่างกายต้องเสียพลังงานหนักมาก  </span></p>
<h3>กินมากเกิน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การกินมากเกินไปคือศัตรูคู่อาฆาตของวันพักผ่อน เราทุกวันต้องมีวัน Cheat day อยู่แล้ว แต่การกินมากไปทำให้ร่างกายอึดอัด เผาผลาญได้ช้า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา และซึมเซาจนถึงวันเปิดทำงานได้ อาจทำให้ความกระตือรือร้นลดลงอย่างมาก เรามี Cheat day ได้ แต่ก็ควรรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอจะเป็นการดีกว่า</span></p>
<h3>ทำตัวสบายเกินไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วันหยุดทั้งที เตียงมันจะดูดเป็นพิเศษ ตื่นสาย นอนดึก กินอาหารไม่เลือก เอื่อยเฉื่อยมากไปแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะเราไม่ได้หยุดไปตลอดชีวิต อย่าลืมว่าในสัปดาห์หน้าเราต้องกลับไปทำงานเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจงทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ เป็นผลดีกับตัวเองทั้งร่างกายและสุขภาพจิตด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10665 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-excited-best-friends-giving-high-five-together-cafe-meeting.jpg" alt="Effective Rest สเต็ปชาร์จแบตช่วงสงกรานต์ ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก! " width="600" height="370" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  835"></div>
</div>
<h2><b>เคล็ดลับปลุกพลังก่อนวันไปทำงานหลังช่วงหยุดยาว</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่ทำตัวสบายมาหลายวัน ช่วงก่อนเปิดงานก็อย่าลืมลุกขึ้นมาทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า เติมพลังให้พร้อมก่อนไปทำงานด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง</span></p>
<h3><b>ไม่กดเลื่อนนาฬิกาปลุก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะเป็นวันหลุดก็ควรตั้งเวลาที่จะตื่น เพราะหากเรานอนยืดยาวไปจนถึงเที่ยงวัน หรือบ่ายแก่ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ร่างกายจะเสียระบบ หรือที่เรียกว่า ‘นาฬิกาชีวิต’ ก็จะพัง เพราะวันทำงานเราก็จะต้องตื่นเช้าไปทำงานอยู่ดี ดังนั้นลองเลื่อนจากเวลาตื่นเดิมให้ยาวขึ้นสัก 2 ชั่วโมง แล้วลุกทันทีที่นาฬิกาปลุก หากเลื่อนเวลานอนต่อไปอีกเพราะกดปุ่ม snooze ร่างกายจะยิ่งรู้สึกพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะเราสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วในตอนแรก ทำให้สมองสับสนและส่งผลให้วันทั้งวันเรารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่มีพลังงาน </span></p>
<h3><b>วันหยุดก็คือวันหยุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วันหยุดก็ต้องได้หยุดพักผ่อนอย่างจริงจัง เพราะร่างกายและจิตใจของมนุษย์มีระบบของมัน ไม่เหมือนระบบจักรกลเครื่องจักรที่จะให้เปิดปิดตอนไหนก็ได้ หรือแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเวลาที่พักผ่อนอย่างเต็มที่จริง ๆ ก็เพื่อชาร์จแบตให้พร้อมกลับไปทำงานอีกครั้ง ปล่อยให้สมองได้ว่างเปล่า ทำกิจกรรมที่อยากทำมานาน ปล่อยวางความเครียดเรื่องงาน เรื่องจริงจังทุกอย่างให้สมองและร่างกายได้พักอย่างเต็มที่จริง ๆ  จะทำให้มีพลังกลับมาทำงานในวันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3><b>จัดตารางชีวิตให้ดี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไม่เป็นระเบียบก็ยิ่งทำให้ชีวิตวุ่นวาย เมื่อทุกอย่างมากองรวมกันตรงหน้า ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องนู่นนี่เต็มไปหมด ก็ยิ่งทำให้ไม่อยากจะทำไร เหนื่อยหน่าย ไม่รู้จะเดินไปทางไหนก่อนดี หากเรารู้จักจัดการชีวิตโดยวางทุกอย่างให้มีตารางที่ชัดเจน มีแบบแผน รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง เมื่อเคลียร์จบไปทีละอย่างก็จะทำให้รู้สึกมีกำลังใจ ค่อย ๆ โล่งไปทีละอย่าง พร้อมลุยสิ่งใหม่ต่อได้ และยังมีแรงกระตุ้นให้อยากจะทำสิ่งต่อไปให้เสร็จไปด้วย ควรโฟกัสไปทีละเรื่อง ทำให้เสร็จทีละอย่าง เมื่อทำอะไรประสบความสำเร็จสักอย่างแล้วก็จะมีแรงทำอย่างอื่นต่อไปอีกเรื่อย ๆ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11048 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/high-angle-desk-assortment-scaled.jpg" alt="high angle desk assortment scaled" width="600" height="370" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  836"></div>
</div>
<h2>บทสรุป Effective Rest</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะวันหยุดยาวหรือสั้นก็เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับพนักงานเงินเดือนอย่างเรา ๆ ที่ต้องทำงานเป็นกิจวัตรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา แค่เพียงได้หยุดจากการคิดเรื่องเครียด ๆ หรือได้เปลี่ยนบรรยากาศซ้ำซากจำเจก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตแล้ว ซึ่งเราสามารถใช้เวลาวันหยุดที่มีไม่ว่าจะน้อยหรือมากให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้ วิธีของแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันไป แต่เชื่อว่าหากมีความตั้งใจที่จะดูแลรักษาร่างกายและจิตใจของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะทำวิธีไหนย่อมเกิดผลดีอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="Effective Rest ชาร์จแบตช่วงวันหยุดยาวอย่างไร ให้กลับมาทำงานอย่างไฟลุก!  837" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/118429" target="_blank" rel="noopener">bangkokbiznews</a></li>
<li><a href="https://urbancreature.co/more-breaks-higher-productivity/" target="_blank" rel="noopener">urbancreature</a></li>
<li><a href="https://www.exercise.co.uk/learn/the-11-dos-and-donts-of-rest-days/" target="_blank" rel="noopener">exercise.co.uk</a></li>
<li><a href="https://www.sanook.com/health/25141/" target="_blank" rel="noopener">sanook</a></li>
<li><a href="https://biopharmshop.com/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">biopharm</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Apr 2022 13:06:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Emotional Support]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220407-emotional-support/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Emotional Support หมายถึง ‘ที่พึ่งทางใจ ความรู้สึก สภาพจิตใจ และอารมณ์’ ซึ่งจะมาช่วยใครสักคนที่กำลังมีอาการเจ็บป่วยทางใจ รู้สึกดาวน์หรือกำลังดำดิ่งในความรู้สึกแย่ ๆ ให้สดชื่นยิ่งขึ้น ลดความหม่นหมองในใจ และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป สิ่งเลวร้ายที่ตามมากับวิถีชีวิตแบบ New Normal คือ ‘สุขภาพจิตที่แย่ลง’ เมื่อสุขภาพจิตไม่ดี ร่างกายก็อ่อนแอ เหนื่อยล้า ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ตัวเราเองประสบปัญหานี้ สิ่งที่คนป่วยทางใจต้องการมากที่สุดก็คือ Emotional Support สิ่งที่ HR และเพื่อนร่วมงานควรสังเกตคือ เมื่อมีใครสักคนบ่นว่าหมดไฟ เหนื่อยล้า หรืออยากลาออก นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่า เพื่อนร่วมงานของเรากำลังประสบปัญหานี้อยู่ และพวกเขากำลังต้องการ Emotional Support อย่างแน่นอน เราอาจพบว่าการได้เล่าเรื่องบางอย่างออกไปให้คนที่เรารู้สึกว่าเป็นที่พึ่งทางใจได้รับฟัง แค่นั้นก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เรามี ‘เซฟโซน’ จากคนที่เป็น Emotional Support พื้นฐานการ Emotional Support ให้กับใครสักคนคือการรับฟังปัญหาของเขา คนที่กำลังอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจนั้นต้องการแค่ใครสักคนที่จะคอยรับฟังเขาในเวลาที่จิตใจอ่อนไหว เป็นเซฟโซนให้เขาได้ และไม่ตัดสิน ตั้งแต่โลกใบนี้ได้ทำความรู้จักกับ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Emotional Support หมายถึง ‘ที่พึ่งทางใจ ความรู้สึก สภาพจิตใจ และอารมณ์’ ซึ่งจะมาช่วยใครสักคนที่กำลังมีอาการเจ็บป่วยทางใจ รู้สึกดาวน์หรือกำลังดำดิ่งในความรู้สึกแย่ ๆ ให้สดชื่นยิ่งขึ้น ลดความหม่นหมองในใจ และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป</li>
<li><span style="font-weight: 400;">สิ่งเลวร้ายที่ตามมากับวิถีชีวิตแบบ New Normal คือ ‘สุขภาพจิตที่แย่ลง’ เมื่อสุขภาพจิตไม่ดี ร่างกายก็อ่อนแอ เหนื่อยล้า ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ตัวเราเองประสบปัญหานี้ สิ่งที่คนป่วยทางใจต้องการมากที่สุดก็คือ Emotional Support</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR และเพื่อนร่วมงานควรสังเกตคือ เมื่อมีใครสักคนบ่นว่าหมดไฟ เหนื่อยล้า หรืออยากลาออก นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่า เพื่อนร่วมงานของเรากำลังประสบปัญหานี้อยู่ และพวกเขากำลังต้องการ Emotional Support อย่างแน่นอน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เราอาจพบว่าการได้เล่าเรื่องบางอย่างออกไปให้คนที่เรารู้สึกว่าเป็นที่พึ่งทางใจได้รับฟัง แค่นั้นก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เรามี ‘เซฟโซน’ จากคนที่เป็น Emotional Support</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">พื้นฐานการ Emotional Support ให้กับใครสักคนคือการรับฟังปัญหาของเขา คนที่กำลังอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจนั้นต้องการแค่ใครสักคนที่จะคอยรับฟังเขาในเวลาที่จิตใจอ่อนไหว เป็นเซฟโซนให้เขาได้ และไม่ตัดสิน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11037 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/istockphoto-1355668305-170667a.jpeg" alt="istockphoto 1355668305 170667a" width="509" height="339" title="ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support 842"></p>
<p>ตั้งแต่โลกใบนี้ได้ทำความรู้จักกับ COVID-19 หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะโลกของการทำงาน เราได้รู้จักกับวิถีแบบ New Normal ตัวละครสำคัญที่เป็นผลพวงมาจากโรคระบาดใหญ่ในครั้งนี้ ซึ่งมันทำให้วิธีการทำงานในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนไม่ได้ไปทำงานที่ออฟฟิศเลยตั้งแต่มีโควิด ทำงานอยู่ที่บ้าน นั่งหน้าจอคอมทั้งวัน ไม่ได้พูดจากับใคร ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน แล้วยังต้องรับฟังข่าวสารอันน่าหดหู่ใจ <strong class="green-highlighter">สิ่งเลวร้ายที่จะตามมากับวิถีชีวิตแบบใหม่นี้คือ ‘สุขภาพจิตที่แย่ลง’</strong> เมื่อสุขภาพจิตไม่ดี ร่างกายก็อ่อนแอ เหนื่อยล้า ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น<strong class="pink-highlighter">หากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ตัวเราเองประสบปัญหานี้ สิ่งที่คนป่วยทางใจต้องการมากที่สุดก็คือ Emotional Support</strong></span></p>

<h2>Emotional Support คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในความหมายของคำว่า Emotional Support ซึ่งจริง ๆ แล้วคำนี้ก็แปลได้ว่า ‘ที่พึ่งทางใจ ความรู้สึก สภาพจิตใจ และอารมณ์’ ซึ่งจะมาช่วยใครสักคนที่กำลังมีอาการเจ็บป่วยทางใจ รู้สึกดาวน์หรือกำลังดำดิ่งในความรู้สึกแย่ ๆ ให้สดชื่นยิ่งขึ้น ลดความหม่นหมองในใจ และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป เป็นการรักษาหรือการพยาบาลเพื่อช่วยลดความเครียดและป้องกันผลกระทบจากความเครียด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอีกทางหนึ่ง Emotional Support ยังหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นที่พึ่งทางใจให้กับเราได้ และช่วยให้ผ่อนคลายจากความเครียด อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ซึ่งบางคนอาจจะคุ้นเคยกับการให้ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจให้กับตัวเอง การดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือที่ชอบ เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือที่สำคัญคือการมีใครสักคนไว้ให้ระบายความรู้สึกภายในจิตใจ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10477 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/ben-hershey-8-fHqPCNy4c-unsplash-scaled.jpg" alt="ben hershey 8 fHqPCNy4c unsplash scaled" width="600" height="370" title="ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support 843"></div>
</div>
<h2>ใครบ้างที่กำลังต้องการ Emotional Support</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่โลกใบนี้มีการเกิดขึ้นของการระบาดใหญ่ COVID-19 มีรายงานจากหลาย ๆ ฝ่ายว่าพนักงานเกิด </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsynd?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Textrome/"><span style="font-weight: 400;">ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)</span></a><span style="font-weight: 400;"> และพนักงานมากกว่าครึ่งกล่าวว่าสุขภาพจิตของตัวเองแย่ลงมากตั้งแต่มีการระบาดของโควิด 19 ซึ่งจากวิจัยของ The Conference Board เราพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตในอัตราที่สูงกว่าผู้ชาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR และเพื่อนร่วมงานควรสังเกตคือ เมื่อมีใครสักคนบ่นว่าหมดไฟ เหนื่อยล้า หรืออยากลาออก นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนแล้วล่ะว่าเพื่อนร่วมงานของเรากำลังประสบปัญหานี้อยู่ และพวกเขากำลังต้องการ Emotional Support อย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ หากพนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจากเดิมอย่างฮวบฮาบ หรือมีความ productive น้อยลง กระตือรือร้นลดลง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเหมือนกันว่าคนคนนั้นกำลังมีปัญหากับสภาวะทางจิตใจ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10035 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support 844"></div>
</div>
<h2>เหตุผลที่เราต้องการ Emotional Support</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยจากปี 2015 ชิ้นหนึ่ง เจ้าของคือ ทาฮีเบฮ์ แฟสิฮี ฮารานดิ (Tayebeh Fasihi Harandi) นักวิจัยปริญญาเอกด้านสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ ได้ค้นพบว่าที่พึ่งทางใจที่มั่นคงจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของคนเรา และจะยิ่งเห็นผลได้ชัดในผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย คนวัยทำงาน และวัยเรียน โดยงานวิจัยได้กำหนดระดับความเครียดตั้งแต่ 1 – 10 (จากน้อยไปมาก) แล้วพบว่าผู้ที่มีที่พึ่งทางใจที่มั่นคงจะมีความเครียดเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 5 เท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการซัพพอร์ตทางจิตใจและความรู้สึกจากคนอื่นจะมีระดับความเครียดอยู่ที่ 6.3 ซึ่งสูงกว่ามากทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจพบว่าการได้เล่าเรื่องบางอย่างออกไปให้คนที่เรารู้สึกว่าเป็นที่พึ่งทางใจได้รับฟัง แค่นั้นก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เรามี ‘เซฟโซน’ จากคนที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับเรา ทำให้รับมือกับอารมณ์ไม่พึงประสงค์และความเครียดทั่งหลายแหล่ที่จะเข้ามาบั่นทอนจิตใจ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคที่อาจจะเกิดจากความเครียดได้อีกด้วย </span></p>
<h2>ทำอย่างไร เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support</h2>
<h3>รับฟัง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พื้นฐานของการแก้ปัญหาทางจิตใจให้กับใครสักคนก็ต้องเป็นการรับฟังปัญหาของเขา การรับฟังใครสักคนไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท แต่คนที่กำลังอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจนั้นต้องการแค่ใครสักคนที่จะคอยรับฟังเขาในเวลาที่จิตใจอ่อนไหว เป็นเซฟโซนให้เขาได้ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน คอยปลอบโยนและซัพพอร์ตความรู้สึกให้กับเขาได้จริง ๆ</span></p>
<h3>สังสรรค์กันบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกก็เกิดมาจากความเครียดที่สะสมเป็นเวลานาน ๆ แม้แต่คนที่มีสุขภาพจิตที่ดีก็ยังเซได้หากต้องเก็บตัว ไม่เจอผู้คน ไม่มีเรื่องสนุกสนานในชีวิตเลย เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อเป็นสัตว์สังคมและต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง แม้แต่คนที่บอกว่าตัวเองเป็น Introvert ที่สุด ก็ยังต้องการสังคมอยู่วันยังค่ำ หากเพื่อนร่วมงานของเราหม่นหมอง ซึมเซา และเริ่มมีอาการบ่งบอกถึงสภาวะทางจิตใจที่แย่ลง จงพาเพื่อนของคุณไปสังสรรค์เอ็นเตอร์เทนเจอผู้คนบ้าง แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น</span></p>
<h3>ยอมรับและปรับเปลี่ยน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งการเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับใครสักคน นอกจากการรับฟังแล้ว กับปลอบโยนและเตือนสติก็เป็นเรื่องสำคัญ พยายามใช้คำพูดที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ ยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และเขาไม่ได้กำลังแก้ไขมันอยู่คนเดียว</span> <i><span style="font-weight: 400;">“อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิดไป เราทำดีที่สุดแล้ว และทุกอย่างที่เกิดขึ้นมามีเหตุผลของมัน และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเราต้องยอมรับมัน”</span></i></p>
<h3>ยื่นมือเข้าช่วยอย่างทันท่วงที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่กำลังต้องการ Emotional Support อย่างมากแสดงว่าจิตใจของพวกเขาอ่อนแอมากแล้ว และเมื่อมีเหตุการณ์หรือความรู้สึกใดผุดขึ้นมากระทบจิตใจ ก็หนักหนาสำหรับพวกเขามากแล้ว ดังนั้นในฐานะที่พึ่งทางใจ ควรดูแลอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ เพราะหากปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาคนเดียวบ่อย ๆ อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า หรือเหตุการณ์อันร้ายแรงได้</span></p>
<h2>ข้อดีของการมี Emotional Support</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเป็นคนที่เข้มแข็งมากเพียงใด แต่ความเป็นมนุษย์นั้นต้องมีสังคม เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แก้ปัญหาคนเดียว หรือปลอบใจตัวเองคนเดียวได้ การมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างเป็นเรื่องที่ดีมากที่จะช่วยซัพพอร์ตจิตใจอันหมองหม่นของเราให้คลายจากความทุกข์ลงไป อันเกิดจากเหตุการณ์รอบข้าง สิ่งแวดล้อม หรืออะไรใด ๆ ก็ตามแต่ ยิ่งคนที่มีที่พึ่งทางจิตใจมากเท่าไหร่ คนคนนั้นก็จะยิ่งเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น พร้อมสู้และฝ่าฟันไปกับทุกสภาวะอย่างไม่กลัว เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าจะต้องเจ็บปวด ผิดหวัง หรือท้อแท้สักเพียงไหน ก็จะยังมีคนที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ทำให้กล้าใช้ชีวิต มีสุขภาพจิตที่ดี มีหัวใจที่เข้มแข็ง และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง เมื่อเทียบกับคนที่ชอบเก็บความทุกข์ไว้กับตัวคนเดียว ไม่มีใครเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้ ก็จะยิ่งจมดิ่งลงไปกับความทุกข์นั้น เนเกิดภาวะซึมเศร้า ส่งผลทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกายเป็นอย่างมาก</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเหนื่อยล้ากันมามากกับการระบาดของ </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาถึงสองปีแล้ว และไม่มีวี่แววว่าจะหยุดหย่อนลงเลย อีกทั้งเศรษฐกิจที่แย่ลง ปัญหาบ้านเมืองมากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้มแข็งได้เท่ากัน จึงไม่แปลกใจเลยที่หลาย ๆ คนจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีปัญหาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึก ดังนั้นหากเรารู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งและมีสุขภาพจิตที่ดี จงอย่าลืมที่จะช่วยดูแลหัวใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้พวกเราได้ก้าวข้ามผ่านคืนวันร้าย ๆ ไปได้อย่างไม่ต้องเจ็บปวดมากมาย ส่วนใครที่กำลังอยู่ในช่วงเบื่อ เศร้า เครียด ท้อ หรือมีสภาวะทางจิตใจที่อ่อนแอ อย่าลืมว่ามีอีกหลายคนที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับเรา พร้อมช่วยเหลือดูแล และหยิบยื่น </span><span style="font-weight: 400;">Emotional Support </span><span style="font-weight: 400;">ให้ด้วยความเต็มใจ </span></p>
<p><strong>เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก อย่าลืมรักษาหัวใจของกันและกันนะ</strong></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำอย่างไรดี เมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการ Emotional Support 845"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://becommon.co/life/heart-support-system/" target="_blank" rel="noopener">becommon.co</a></li>
<li><a href="https://www.healthline.com/health/mental-health/emotional-support" target="_blank" rel="noopener">healthline</a></li>
<li><a href="https://bsite.in/2021/09/05/emotional-support/" target="_blank" rel="noopener">Bsite</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องความคิด Productive Person ทำไมบางคนถึงกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220405-productive-person/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Apr 2022 07:42:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Productive]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220405-productive-person/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT นิสัยของ Productive Person หรือคนที่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา หลัก ๆ มีอยู่ 5 ข้อด้วยกันคือ หวงเวลาชีวิตมาก เกลียดความไม่รู้ ฉลาดใช้ชีวิต จัดลำดับเก่ง และรักตัวเอง Growth Mindset คือความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นแนวคิดอันทรงพลังที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากพอที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้ ซึ่งต้องอาศัยความพยายาม และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เหล่าบรรดาคน Productive ก็ล้วนแต่มี Growth Mindset ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ หากอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน productive ให้เริ่มกำหนดเป้าหมายในชีวิต อาจจะไม่ต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เริ่มฝึกจากเรื่องเล็กน้อยก่อนก็ได้ หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคน Productive และคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่หวาดหวั่นหรือท้อถอยกับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต รวมถึงการเป็นคนแน่วแน่และมุ่งมั่นในเป้าหมายอย่างแท้จริง คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนบางคนถึงดูกระตือรือร้น อยากทำงาน อยากออกไอเดียใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นยังไง คนเหล่านี้ก็ดูจะมีพลังงานที่ล้นเหลือตลอดเวลา ในขณะที่อีกหลายคนใช้ชีวิตอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับหมดอาลัยตายอยาก การที่ใครสักคนเป็นคนที่มีนิสัย Productive เอามาก ๆ นั้นมีความลับซ่อนอยู่ในความคิดของพวกเขา ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะความคิดของกลุ่มคนที่มีไฟตลอดเวลา กระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งก็คือคำที่ทุกคนรู้จักกันว่า ‘Productive’ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นิสัยของ Productive Person หรือคนที่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา หลัก ๆ มีอยู่ 5 ข้อด้วยกันคือ หวงเวลาชีวิตมาก เกลียดความไม่รู้ ฉลาดใช้ชีวิต จัดลำดับเก่ง และรักตัวเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset คือความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นแนวคิดอันทรงพลังที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากพอที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้ ซึ่งต้องอาศัยความพยายาม และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เหล่าบรรดาคน Productive ก็ล้วนแต่มี Growth Mindset ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน productive ให้เริ่มกำหนดเป้าหมายในชีวิต อาจจะไม่ต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เริ่มฝึกจากเรื่องเล็กน้อยก่อนก็ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคน Productive และคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่หวาดหวั่นหรือท้อถอยกับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต รวมถึงการเป็นคนแน่วแน่และมุ่งมั่นในเป้าหมายอย่างแท้จริง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11048 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/high-angle-desk-assortment-scaled.jpg" alt="high angle desk assortment scaled" width="600" height="370" title="ส่องความคิด Productive Person ทำไมบางคนถึงกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น? 850"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนบางคนถึงดูกระตือรือร้น อยากทำงาน อยากออกไอเดียใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นยังไง คนเหล่านี้ก็ดูจะมีพลังงานที่ล้นเหลือตลอดเวลา ในขณะที่อีกหลายคนใช้ชีวิตอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับหมดอาลัยตายอยาก <strong class="cyan-highlighter">การที่ใครสักคนเป็นคนที่มีนิสัย Productive เอามาก ๆ นั้นมีความลับซ่อนอยู่ในความคิดของพวกเขา </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะความคิดของกลุ่มคนที่มีไฟตลอดเวลา กระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งก็คือคำที่ทุกคนรู้จักกันว่า ‘Productive’</span></p>

<h2>5 นิสัยของคน Productive Person</h2>
<h3>ไม่ยอมให้ใครมาขโมยเวลาอันมีค่า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เงินก็ซื้อเวลาไม่ได้’ ทุกคนต้องเคยได้ยินประโยคนี้อย่างแน่นอน และมันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะจ่ายเงินเท่าไหร่เวลาที่เสียไปแล้วก็ไม่อาจย้อนคืนมา คน Productive จึงให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามาก พวกเขาจะไม่ปล่อยให้มีเวลาว่าง หรือเสียเวลาไปกับสิ่งไร้ประโยชน์ การรอคอยอะไรสักอย่างเป็นระยะเวลานาน ๆ หรือการนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ระหว่างรอรถ รอเข้าประชุม ฯลฯ จะต้องหากิจกรรมสักอย่างที่เสริมสร้างการพัฒนาตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ หรือฟัง</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-10-podcasts-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในเรื่องที่ตัวเองชอบและสนใจ </span></p>
<h3>รักการเรียนรู้ไม่ว่าจะเรื่องอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นคนใฝ่รู้อยู่เสมอยิ่งทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนที่ Productive แทบจะตลอดเวลา เพราะพวกเขาไม่ยอมหยุดที่จะเรียนรู้ ความไม่รู้คือบาปที่ทำให้เราโง่เขลาและไม่กระตือรือร้น การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยาก เรื่องเครียด หรือใหญ่โต อาจจะเป็นความรู้รอบตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ ซึ่งก็ถือว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นกัน</span></p>
<h3>รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้ลิมิตตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจมองว่าคน Productive จะต้องเอาแต่ทำงานตลอดเวลาจนเหมือนเครื่องจักร แต่คุณคิดผิด เพราะพวกเขาจะรู้จักแยกแยะเวลางานและเวลาพักผ่อน ซึ่งการที่มนุษย์ได้รับการพักผ่อนทั้งร่างกาย สมอง และจิตใจอย่างเพียงพอก็จะยิ่งทำให้เกิดความแอคทีฟมากขึ้น สมองปลอดโปร่งคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา</span></p>
<h3>จัดลำดับความสำคัญเก่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งมีเรื่องให้ทำเยอะก็ยิ่งต้องรู้จักจัดลำดับให้เป็น งานที่สำคัญกว่าหรือเดดไลน์ใกล้กว่าก็ต้องทำก่อน ไม่ใช่มากองรวมกันแล้วทำสะเปะสะปะมั่วซั่วไปเรื่อย ยิ่งพาลจะทำให้เหนื่อย แถมงานไม่เสร็จ ไม่มีเวลาพักผ่อนอีกด้วย</span></p>
<h3>รักและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเราย่อมรู้ดีที่สุดว่าอะไรดีที่สุดกับตัวเราเอง ยิ่งเป็นคน Productive ด้วยแล้ว พวกเขาย่อมคิดเสมอก่อนจะตัดสินใจเลือกอะไรหรือทำอะไร เพื่อให้มีประโยชน์และได้พัฒนาตัวเองมากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผลที่ไร้ประโยชน์ นอกจากนี้ พวกเขายังรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และต้องใช้วิธีแบบไหนถึงจะก้าวไปสู่เป้าหมายได้ ซึ่งการมีเป้าหมายจะยิ่งทำให้คนเรามีความ Productive มากขึ้นไปอีก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10781 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="600" height="370" title="ส่องความคิด Productive Person ทำไมบางคนถึงกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น? 851"></div>
</div>
<h2>Mindset ความคิดและมุมมองของคน Productive</h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่กำลังจะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในอนาคต เป็นแนวคิดอันทรงพลังที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากพอที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้ ซึ่งต้องอาศัยความพยายาม และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค คนที่มี Growth Mindset จึงเป็นคนที่ไม่ได้มองว่าความผิดพลาดหรืออุปสรรคคือปัญหาในชีวิต แต่มองมันเป็นหนึ่งในหนทางที่ต้องเผชิญ และเป็นโอกาสที่จะทำให้เราก้าวไปสู้ความสำเร็จได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ต้องพูดถึง Growth Mindset ก็เพราะว่าเหล่าบรรดาคน Productive ก็ล้วนแต่มี Growth Mindset กันทั้งนั้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ความคิดและมุมมองของคน Productive มีทั้งหมด 7 อย่างด้วยกันคือ ความพยายาม รักการเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา สอบถามฟีดแบคกับคนอื่นอยู่เสมอ ยืนกรานที่จะไม่ยอมแพ้ เลือกทำสิ่งที่ท้าทาย และตั้งมาตรฐานให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11052 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/jeremy-bishop-vGjGvtSfys4-unsplash-1-600x370-1.jpeg" alt="jeremy bishop vGjGvtSfys4 unsplash 1 600x370 1" width="600" height="370" title="ส่องความคิด Productive Person ทำไมบางคนถึงกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น? 852"></div>
</div>
<h2>เคล็ดลับ: ทำไม Productive Person ทำงานเสร็จได้ในเวลาอันสั้น ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้</h2>
<h3>Work Smarter, not Harder</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานอย่าสักแต่ว่าทำงานให้หนักเข้าไว้ เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาแล้ว ยังรังแต่จะทำให้ประสิทธิภาพทั้งกาย ใจ และสมองแย่ลง เพราะอะไรที่มากเกินไป งานที่โหลดเกินไป มักทำให้สมองและร่างกายเราล้า และยังจะพาไปสู่ความท้อแท้ภายในจิตใจอีกด้วย เคล็ดลับของคน Productive คือพวกเขาจะไม่ปล่อยให้งานตัวเองสุมกองกันจนเยอะเต็มไปหมด แต่จะมีการจัดแบ่งเวลาและพักผ่อนให้เพียงพอด้วย</span></p>
<h3>ทบทวนเรื่องราวในแต่ละวัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันวันหนึ่งที่เราได้ออกไปใช้ชีวิต แน่นอนว่าต้องเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งดี ไม่ดี หรือเฉย ๆ ซึ่งคน Productive จะเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดทบทวนกับตัวเองในทุก ๆ วัน เพื่อพิจารณาว่าวันนี้เราได้ทำอะไรลงไปบ้างหรือมีความคิดแบบไหนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่ ที่ต้องพิจารณาตัวเองในทุก ๆ วันเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข รวมถึงดูแลรักษาจิตใจตัวเองด้วย</span></p>
<h3>ทำจิตใจให้เข้มแข็งในวันที่งานหนัก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญมาก ต่อให้งานยากหรืองานหนักแค่ไหนถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็งก็จะผ่านทุกอุปสรรคไปได้ กลับกันถ้าใจเราอ่อนแอ ยอมแพ้ตั้งแต่หน้าประตู ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จดั่งใจหวังได้เช่นกัน จงบอกตัวเองเสมอว่า ‘เราทำได้’</span></p>
<h3>ตรงต่อเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คน Productive จะรู้จักการตรงต่อเวลา เพราะเวลาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขามาก แม้เพียงนาทีเดียวก็มีประโยชน์ ดังนั้นควรรักษาเวลาให้ดี เป็นการฝึกระเบียบวินัยในตัวเองด้วย</span></p>
<h3>จัดการกับงานมหาศาลได้ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สติก็สำคัญไม่แพ้กับเวลาและสุขภาพจิต เคยสังเกตไหมเวลาทำอะไรรีบ ๆ แล้วยิ่งรน ยิ่งทำได้ช้า เพราะฉะนั้นพยายามทำใจให้สงบ ถึงแม้ใจจะรีบแต่ต้องหายใจเข้าลึก ๆ แล้วทำไปตามสเต็ปที่เราเคยทำ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เรามีสติมากขึ้น</span></p>
<h3>ไม่ยัดเยียดงานทุกอย่างให้ตัวเองทำให้เสร็จในระยะเวลาอันสั้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเราเองย่อมรู้ดีว่าลิมิตของเรามีเท่าไหน เมื่อเห็นกองงานอยู่ตรงหน้า สิ่งแรกที่ควรมำคือประเมินก่อนว่าเราไหวเท่าไหนในแต่ละวัน รวมถึงคิดเผื่อเวลาพักผ่อนส่วนตัวด้วย ยิ่งเร่งทำให้หมดโดยที่สมองล้า ร่างกายอ่อนเพลีย ประสิทธิภาพงานก็จะยิ่งลดลง รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเราเองด้วย</span></p>
<h2>อยากเปลี่ยนพนักงานให้เป็น Productive Person ทำไงดี?</h2>
<h3>เวลามาที่หนึ่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ได้พูดถึงไปในหัวข้อ 5 นิสัยของคน Productive ก็ต้องยอมรับว่าหลายคนให้ความสำคัญกับเวลาเป็นอย่างมาก ถ้าอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน Productive ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ วิธีง่าย ๆ คือให้คิดไว้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องมีประโยชน์ การดูหนังแม้จะเพื่อคลายเครียดแต่ก็สามารถทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน ลองคิดว่าหากเราต้องเสียเวลาไปกับการดูหนังถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งเราสามารถเอาเวลามากขนาดนี้ไปทำอะไรต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้อีกเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้น 2 ชั่วโมงที่เสียไปจะต้องคุ้มค่า การเลือกดูหนังในภาษาที่เรากำลังฝึกอยู่ก็เป็นนัยหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง เช่น เลือกที่จะดูแต่หนังฝรั่งเพื่ออัพสกิลภาษาอังกฤษ ไม่ดูหนังเกาหลีเพราะว่าไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ใด ๆ กับชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นคน Productive ได้</span></p>
<h3>มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คน Productive แทบทั้งหมดเป็นคนมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190910-smart-organization-goal/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมาย</span></a><span style="font-weight: 400;">อันยิ่งใหญ่ พวกเขารู้ดีว่าตัวเองต้องทำอะไร ต้องฝ่าฟันกับอะไรถึงจะก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ เลยยิ่งผลักดันให้เป็นคน Productive อยู่เสมอ ดังนั้นหากอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน Productive ให้เริ่มกำหนดเป้าหมายได้แล้ว อาจจะไม่ต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เริ่มฝึกจากเรื่องเล็กน้อยก่อนก็ได้ เช่น “ในปีนี้ ฉันจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้ระดับเจ้าของภาษา” ก็จะทำให้เรามีความกระตือรือร้นมากขึ้นเพราะตั้งใจจะไปถึงเป้าหมายนี้ให้ได้ เมื่อทำได้ครั้งหนึ่งแล้วก็จะมีเป้าหมายอื่น ๆ ตามมาอย่างแน่นอน เพราะชีวิตคนเราหากไม่มีเป้าหมายก็ไร้ค่า</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>‘ทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง’</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราอยากเปลี่ยนให้ตัวเองเป็นคน Productive มีศักยภาพมากขึ้น ได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น ก็ต้องเริ่มจากใจก่อนเป็นอันดับแรก หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคน productive และคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่หวาดหวั่นหรือท้อถอยกับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต รวมถึงการเป็นคนแน่วแน่และมุ่งมั่นในเป้าหมายอย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าใจเราพร้อมที่จะสู้กับมัน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ส่องความคิด Productive Person ทำไมบางคนถึงกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น? 853" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220405-self-confident/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2022 14:28:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[มั่นใจในตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Confident]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220405-self-confident/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT คนที่มีความมั่นใจในตัวเอง (Self-Confident) มักจะมีลักษณะนิสัยหรือความคิดบางอย่างที่บ่งบอกชัดเจนว่าแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นกล้าที่จะทำในสิ่งต่าง ๆ และประสบความสำเร็จในที่สุด  สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำลายความมั่นใจในตัวเอง คือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและด้อยค่าตัวเองอยู่เสมอ ข้อดีของการเป็นคนมั่นใจในตัวเอง (Self-Confident) คือเราจะดึงดูดแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต รับมือกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตได้ มีศักยภาพมากขึ้น และทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น ‘Everything is possible’ บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ การที่มีใครสักคนเคยทำสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเราสำเร็จมาก่อน เราก็มีโอกาสจะทำมันให้สำเร็จได้เหมือนกัน เพราะคนเรามีศักยภาพมากพอที่จะเป็นอะไรหรือทำอะไรก็ได้ตามใจต้องการ พลังที่สำคัญที่สุดคือพลังใจ เป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงอานุภาพที่สุด ดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาได้จนถึงขีดสุด ยิ่งเราพูดแต่คำพูดดี ๆ ให้กับคนอื่น ไม่เพียงแต่เป็นการผลักดันคนอื่นให้มีพลังใจ ยังเป็นการเสริมสร้างพลังใจให้ตัวเองอีกด้วย มนุษย์เราทุกคนล้วนมีความฝัน ความหวัง และความต้องการในชีวิตเพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ทว่าเงื่อนไขหลายประการก็เป็นอุปสรรคในเส้นทางเดินสู่ความสำเร็จ แต่อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดที่ไม่ว่าอะไรก็สู้ไม่ได้ และเป็นอุปสรรคที่ทำให้มนุษย์เราล้มเหลวมานักต่อนักแล้ว นั่นก็คือ ‘ความไม่มั่นใจในตัวเอง’  ความไม่มั่นใจในตัวเองเป็นความรู้สึกว่าเรามีความสามารถไม่มากพอ ไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ตามเป้าประสงค์ ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เรามุ่งหวังจะสำเร็จจริงหรือไม่ และอีกมากมายนานับประการที่บั่นทอนพลังใจของตัวเอง ทำให้หลายคนต้องประสบกับความผิดหวังและล้มเหลวมากมาย  แต่หากมองกลับกัน คนที่มีความมั่นใจในตัวเองกลับเป็นผู้คว้าชัยชนะวิ่งนำเข้าสู่เส้นชัยไปแล้ว พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนแบบไหน มีความคิดอย่างไร และเราควรปรับทัศนคติอย่างไรให้กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจและพร้อมชนะทุกอุปสรรคขวากหนามไปได้ เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบในบทความนี้กัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีความมั่นใจในตัวเอง (Self-Confident) มักจะมีลักษณะนิสัยหรือความคิดบางอย่างที่บ่งบอกชัดเจนว่าแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นกล้าที่จะทำในสิ่งต่าง ๆ และประสบความสำเร็จในที่สุด </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำลายความมั่นใจในตัวเอง คือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและด้อยค่าตัวเองอยู่เสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ข้อดีของการเป็นคนมั่นใจในตัวเอง (Self-Confident) คือเราจะดึงดูดแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต รับมือกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตได้ มีศักยภาพมากขึ้น และทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">‘Everything is possible’ บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ การที่มีใครสักคนเคยทำสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเราสำเร็จมาก่อน เราก็มีโอกาสจะทำมันให้สำเร็จได้เหมือนกัน เพราะคนเรามีศักยภาพมากพอที่จะเป็นอะไรหรือทำอะไรก็ได้ตามใจต้องการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พลังที่สำคัญที่สุดคือพลังใจ เป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงอานุภาพที่สุด ดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาได้จนถึงขีดสุด ยิ่งเราพูดแต่คำพูดดี ๆ ให้กับคนอื่น ไม่เพียงแต่เป็นการผลักดันคนอื่นให้มีพลังใจ ยังเป็นการเสริมสร้างพลังใจให้ตัวเองอีกด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11035 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/portrait-playful-boy-superhero-costume.jpg" alt="Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ" width="600" height="370" title="Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ 858"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เราทุกคนล้วนมีความฝัน ความหวัง และความต้องการในชีวิตเพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ทว่าเงื่อนไขหลายประการก็เป็นอุปสรรคในเส้นทางเดินสู่ความสำเร็จ แต่อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดที่ไม่ว่าอะไรก็สู้ไม่ได้ และเป็นอุปสรรคที่ทำให้มนุษย์เราล้มเหลวมานักต่อนักแล้ว นั่นก็คือ <strong class="cyan-highlighter">‘ความไม่มั่นใจในตัวเอง’</strong> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความไม่มั่นใจในตัวเองเป็นความรู้สึกว่าเรามีความสามารถไม่มากพอ ไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ตามเป้าประสงค์ ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เรามุ่งหวังจะสำเร็จจริงหรือไม่ และอีกมากมายนานับประการที่บั่นทอนพลังใจของตัวเอง ทำให้หลายคนต้องประสบกับความผิดหวังและล้มเหลวมากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากมองกลับกัน คนที่มีความมั่นใจในตัวเองกลับเป็นผู้คว้าชัยชนะวิ่งนำเข้าสู่เส้นชัยไปแล้ว <strong class="cyan-highlighter">พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนแบบไหน มีความคิดอย่างไร และเราควรปรับทัศนคติอย่างไรให้กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจและพร้อมชนะทุกอุปสรรคขวากหนามไปได้</strong> เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบในบทความนี้กัน</span></p>

<h2><b>10 นิสัยของคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง (Self-Confident)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีความมั่นใจในตัวเองมักจะมีลักษณะนิสัยหรือความคิดบางอย่างที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นกล้าที่จะทำในสิ่งต่าง ๆ และประสบความสำเร็จในที่สุด</span></p>
<h3>รู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีความมั่นใจไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งทุกเรื่อง โดนเด่นกว่าใคร หรือมี performance ที่ดีในทุกโปรเจกต์ แต่พวกเขารู้จักตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าตัวเองมีความสามารถด้านไหน เก่งเรื่องอะไร หรือเชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็รู้จุดด้อยที่ต้องแก้ไขเพื่อที่จะพัฒนาความสามารถของตัวเองต่อไป ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง</span></p>
<h3>ใครเมินช่างเขา แต่เราให้กำลังใจตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าชีวิตที่ผ่านมาเราจะทำผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน มีจุดบกพร่อง หรือถูกใครบั่นทอนมา คนที่มีความมั่นใจในตัวเองจะมีแนวคิดว่าอดีตแก้ไขไม่ได้ แต่เราทำปัจจุบันให้ดีได้ และความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ชีวิตเราพัง ที่สำคัญ ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง พวกเขาจะตอกย้ำตัวเองเสมอว่าเราทำได้และเรามีความสามารถพอ</span></p>
<h3>หมั่นพัฒนาตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณสังเกตดู คนมั่นใจในตัวเองจะเป็นพวกที่ใฝ่รู้ด้วยเช่นกัน คนประเภทนี้จะรู้จักเรียนรู้อยู่เสมอและไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความไม่รู้ ด้วยนิสัยแบบนี้ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง เพราะเมื่อเรามีความรู้ความสามารถและไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นคนเก่ง ความมั่นใจก็จะตามมาเอง</span></p>
<h3>ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีความมั่นใจจะยืนยันในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยจนไปถึงเรื่องใหญ่ นั่นเพราะพวกเขามีความมั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดและตัดสินใจ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่มั่นใจก็จะโอนอ่อนไปตามน้ำกับคนอื่นรอบข้าง ซึ่งเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนเราไม่ประสบความสำเร็จ</span></p>
<h3>เลือกคบคน นำพาไปสู่ความสำเร็จ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกคนคบไม่ได้หมายความว่าเลือกคนแต่คนเก่ง คนมีฐานะ หรือคนมีอำนาจ แต่คนที่มั่นใจในตัวเองจะเลือกคบคนที่มีพลังบวก ให้กำลังใจและรับฟัง เพื่อให้เราก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายได้ ถ้ามัวแต่อยู่กับคนที่คอยแต่จะกลัว ไม่ยอมเสี่ยง คิดลบไปวัน ๆ ก็จะรังแต่พาให้เราตกต่ำและบั่นทอนจิตใจ</span></p>
<h3>สุขภาพจิตดีมีชัยไปกว่าครึ่ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนมั่นใจในตัวเองมักมีสุขภาพจิตที่ดี ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ง่าย ไม่จมอยู่กับความผิดหวังเศร้าโศกเสียใจนาน เพราะการใช้ชีวิตยังไงก็ต้องเจอกับความผิดหวังอยู่แล้ว คนที่ไม่ผิดหวังคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย แล้วก็จะยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันน้อย เผชิญกับปัญหาและอุปสรรคยากกว่าคนที่มีสุขภาพจิตที่ดี เจอกี่ปัญหาก็พร้อมสู้เสมอ</span></p>
<h3>ทำตัวเองให้มีคุณค่า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเราจะไม่สามารถมั่นใจในตัวเองได้เลยหากเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่นเลย บางคนใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่สร้างประโยชน์อะไรยิ่งทำให้รู้สึกแย่ลงกับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดในคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง พวกเขาจะคอยเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยู่เสมอ เพราะเมื่อมั่นใจในตัวเองก็พร้อมเผื่อแผ่ให้คนอื่นอยู่แล้ว จงจำไว้ว่าคนที่ขี้อิจฉาและไม่ยอมแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้ใครนั่นแหละคือคนที่ไม่มีอะไรดีและขาดความมั่นใจในตัวเอง </span></p>
<h3>กล้าเสี่ยง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากประสบความสำเร็จต้องกล้าเสี่ยง คนที่เอาแต่กลัวและซ่อนตัวเองอยู่ใน comfort zone จะไม่มีวันได้พัฒนาตัวเองและก้าวไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้เลย คนที่มั่นใจในตัวเองจะพร้อมลุยและไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคใด ๆ เพราะพวกเขายอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิต เก็บมันไว้เป็นแรงผลักดันและสู้ต่อไป</span></p>
<h3>ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มั่นใจในตัวเองจะรู้ความต้องการและความสามารถของตัวเองดีอยู่แล้ว และพวกเขารู้ดีว่าหนทางสู่ความสำเร็จต้องเดินไปทางไหน คนประเภทนี้จะไม่ยอมปล่อยให้เสียงนกกระจิบนกกระจอกมาทำให้ตัวเองไขว้เขว ในเมื่อเรามั่นใจในเป้าหมายของตัวเองแล้วก็ไม่ต้องสนใจคนที่ไม่ได้แม้แต่จะพูดดีกับเราด้วยซ้ำ</span></p>
<h3>มีไม่เท่าใคร ไม่ได้แปลว่าด้อยกว่า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเรื่องกายภาพ ทุนทรัพย์ หรือทรัพยากรใด ๆ ที่มีไม่เท่าคนอื่น คนที่มีความมั่นใจในตัวเองจะไม่เก็บสิ่งเหล่านั้นมาเป็นปมด้อย แต่พวกเขาจะยิ่งสู้และคิดหาหนทางแก้ปัญหาให้ตัวเองก้าวไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ได้ เพราะหากเรามีความสามารถ อย่างอื่นก็ไม่จำเป็น </span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div class="__title">
<p style="text-align: center;"><b><strong class="pink-highlighter"><strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter">มั่นใจในตัวเองอย่างไรไม่ให้น่าหมั่นไส้ </strong></strong></strong></b></p>
<p>การมั่นใจในตัวเองแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเราแสดงออกมาเกินไปจะกลายเป็นการข่มคนอื่น ยิ่งกับคนที่เอาแต่มองคนในแง่ลบ ยิ่งเป็นภัยแก่ตัวเรา คนที่มั่นใจในตัวเองอย่างชาญฉลาดจะต้องรู้จักวางตัวและผูกมิตรกับคนทุกประเภทอย่างดี คอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้อื่นเสมอ จากความน่าหมั่นไส้จะหลายเป็นความน่าชื่นชมในสายตาคนรอบข้าง</p>
</div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11036 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/man-jumping-impossible-possible-cliff-sunset-background-business-concept-idea.jpg" alt="man jumping impossible possible cliff sunset background business concept idea" width="600" height="370" title="Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ 859"></p>
<h2>สาเหตุที่ทำลายความมั่นใจในตัวเอง</h2>
<h3>เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น</h3>
<p>ในยุคโลกไร้พรมแดนแบบนี้ อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อยหากจะทำจิตใจให้เพิกเฉยต่อความสำเร็จของคนอื่นที่แชร์ลงโซเชียลไม่เว้นแต่ละวัน แต่คุณอย่าลืมว่าตัวเราเองไม่ได้ด้อยกว่าใคร และต่อให้คนอื่นประสบความสำเร็จมากเพียงไหนแต่มันไม่ได้แปลว่าเราห่วย ทุกอย่างมีจังหวะเวลาของมัน ถ้าเราตั้งใจและมุ่งมั่นยังไงก็ต้องมีสักวันที่เป็นของเรา</p>
<h3>รายล้อมตัวเองด้วยคนที่มีพลังลบ</h3>
<p>สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับชีวิตคนหนึ่งคนคือการที่มีแต่พลังลบอยู่รอบตัวเต็มไปหมด เป็นสาเหตุข้อสำคัญที่ทำให้ขัดขวางความสำเร็จของเรา จงอยู่ให้ไกลจากคนเหล่านี้แล้วชีวิตจะดีขึ้นเยอะ</p>
<h3>เอาแต่รอคำชมจากคนอื่น</h3>
<p>เราไม่จำเป็นต้องดีหรือเก่งเพื่อใคร แต่เราทำเพื่อตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอให้ใครมาเห็นหรือมาชม เรารู้ตัวเองดีที่สุด และคนที่รักเรามากที่สุดคือตัวเราเอง</p>
<h3>คิดลบกับตัวเอง</h3>
<p>หยุดความคิดโง่เขลาพวกนั้นเดี๋ยวนี้ เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่ใจคิด หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” การตอกย้ำความรู้สึกแย่ ๆ กับตัวเองก็ยิ่งทำให้พลังใจหดหาย แรงที่จะใช้ต่อสู้กับอุปสรรคก็ลดลงทุกวัน ดังนั้น ตั้งเป้า ตั้งใจ แล้วไปให้ถึง</p>
<h2>ข้อดีของการเป็นคนมั่นใจในตัวเอง</h2>
<h3>ดึงดูดแต่สิ่งดี ๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเราเมื่อมีความมั่นใจก็จะมีพลังบวกออกมา ซึ่งพลังบวกที่ว่านี้สามารถส่งไปถึงคนรอบข้างได้จริง รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่รายล้อมรอบตัวเรา พลังบวกนี้เองจะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาให้เรา ยกตัวอย่างเช่น คนมั่นใจในตัวเองจะกล้าที่จะเผชิญกับเรื่องที่ไม่เคย หากเราจำเป็นต้องไปเจอกลุ่มเพื่อนของลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานอีกแผนกที่เราไม่รู้จักเลยในงานเลี้ยงสังสรรค์ แล้วเราเป็นคนมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง กล้าทำความรู้จักกับคนไม่รู้จักอย่างมั่นใจ พลังบวกของเรานี้เองจะดึงดูดให้เราได้พบเจอคนที่ดีและคอนเนคชั่นดี ๆ ก็จะตามมา</span></p>
<h3>รับมือกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากพอแล้ว ไม่ว่าเรื่องแย่หรือความผิดพลาดเรื่องไหนที่เกิดขึ้นกับเรา เราจะเริ่มมองมันเป็นประสบการณ์ที่เข้ามาทำให้ชีวิตได้เรียนรู้ คนมั่นใจในตัวเองจะไม่มองการที่เราทำพลาดหรือโดนใครพูดอะไรแย่ใส่แปลว่าเราไม่เก่ง ไม่ดี ห่วย แย่ ฯลฯ แต่พวกเขาจะเก็บประสบการณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเอง ดึงแต่แก่นที่จำเป็นออกมา แล้วโยนคำพูดที่เหลือทิ้งไป</span></p>
<h3>มีศักยภาพมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมั่นใจจะมาพร้อมความกล้าและพลังในการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นแค่เรามั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ก็จะทำให้เรามีแรงที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ มีแพสชั่นในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่มีอะไรมาปิดกั้น กลายเป็นคนที่มีศักยภาพมากขึ้นพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ</span></p>
<h3>ชีวิตมีความสุข</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทุกข้อที่กล่าวมาแล้วก็จะเห็นว่า แค่เปลี่ยนความคิด ทัศนคติ สร้างความมั่นใจในตัวเองให้เพิ่มขึ้นก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นมากแล้ว ที่สำคัญจะทำให้เรากลายเป็นคนเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ปล่อยวางจากเสียงคนรอบข้าง โฟกัสแค่ตัวเองและคนใกล้ชิด ชีวิตจะมีความสุขขึ้นอย่างแน่นอน</span></p>
<h2>อยากเพิ่มความมั่นใจ ทำยังไงดี?</h2>
<h3>เปลี่ยนความคิด กล้าที่จะโดนตำหนิ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักที่เกิดง่ายที่สุดของความไม่มั่นใจภายในจิตใจของคนเราคือคำพูดและทัศนคติลบ ๆ จากคนอื่น ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนชั้นดียิ่งกว่าอะไร สิ่งที่เราทำได้คือฝึกจิตใจตัวเองให้เพิกเฉยต่อคำพูดต่าง ๆ และเปลี่ยนเป็นมองอีกแง่มุม คือมองให้เป็นแรงผลักดัน ให้เรามีกำลังใจและมีพลังมากขึ้น</span></p>
<h3>อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้าใจว่าทุกครั้งที่มีการคาดหวังก็จะเกิดความกลัวขึ้นมา กลัวตัวเองผิดหวังในสิ่งที่ต้องการ ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากรับรู้ แต่จงคิดไว้ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด ถ้าเราตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้วแต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ไม่เป็นที่น่าพอใจ มันก็คือหนึ่งในบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น ลองแล้วพลาด ดีกว่าไม่ได้ลองทำอะไรเลย</span></p>
<h3>ค้นหาคุณค่าในตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเราทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง มีความเก่ง ความถนัดกันคนละแบบแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นไม่ได้มีใครดีกว่าใคร ทุกคนมีศักยภาพที่มากพอ ๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างคือความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเอง สองสิ่งนี้ทำให้โลกใบนี้มีคนที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ดังนั้นถ้าเราอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ก็ให้มองสิ่งดี ๆ ในตัวเอง เลิกคิดในแง่ลบกับตัวเอง ถ้าในเมื่อเรายังไม่รักตัวเอง แล้วใครจะมารักเรา</span></p>
<h3>ทุกอย่างเป็นไปได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘Everything is possible’ บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ การที่มีใครสักคนเคยทำสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเราสำเร็จมาก่อน เราก็มีโอกาสจะทำมันให้สำเร็จได้เหมือนกัน อย่าด้อยค่าตัวเองเพียงเพราะความคิดและสภาพแวดล้อมลบ ๆ คนเรามีศักยภาพมากพอที่จะเป็นอะไรหรือทำอะไรก็ได้ตามใจต้องการ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องกล้าที่จะฝันก่อน แล้วความมั่นใจจะตามมาเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11034 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/businessman-hiding-his-face-with-frame.jpg" alt="businessman hiding his face with frame" width="600" height="370" title="Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ 860"></p>
<h2>แนวทางเพิ่มความมั่นใจให้คนอื่น</h2>
<h3>หยิบยื่นแต่คำพูดดี ๆ ให้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พลังที่สำคัญที่สุดคือพลังใจ เป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงอานุภาพที่สุด ดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาได้จนถึงขีดสุด ซึ่งไม่ว่าใคร ๆ ก็รู้สัจธรรมในข้อนี้ดี หากแต่ด้วยเงื่อนไขในชีวิตหลายอย่างทำให้หลายคนไม่สามารถที่จะดึงพลังออกมาคอยช่วยคนอื่นได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองก็จะยิ่งหมดพลัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเราพูดแต่คำพูดดี ๆ ให้กับคนอื่น ไม่เพียงแต่เป็นการผลักดันคนอื่นให้มีพลังใจ ยังเป็นการเสริมสร้างพลังใจให้ตัวเองอีกด้วย เพราะคำพูดที่ดีและทัศนคติในแง่บวก เป็นพลังงานดี ๆ ที่โอบอุ้มจิตใจเราโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<h3>แม้เป็นห่วงแต่ไม่จำเป็นต้องพูดในแง่ลบ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนน่าจะเคยประสบปัญหาที่ว่า คำพูดลบ ๆ ที่เราได้ยินจากคนใกล้ชิดนั้นเกิดจากความเป็นห่วง แต่ทำไมถึงยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่? นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้นมีความไม่มั่นใจในตัวเองอยู่ลึก ๆ คนเราเมื่อมีการให้คำแนะนำแก่ใครก็จะให้ความรู้สึกส่วนลึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง จึงทำให้เขาเหล่านั้นใช้คำพูดในแง่ลบออกมาเพราะพวกเขาไม่มีความมั่นใจในตัวเองและเคยประสบความล้มเหลวจนล้มเลิกความฝันไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครรู้สึกแย่ทั้ง ๆ ที่เป็นห่วง คำพูดง่ายนิดเดียว “อยากทำอะไรทำให้เต็มที่ ถ้าผิดหวังจะคอยปลอบเอง” เป็นคำพูดเสริมสร้างพลังใจที่ง่าย ได้ผลดี และยังเป็นการเตือนสติให้ผู้ฟังรับรู้ว่าอาจเกิดความผิดพลาดได้นะ แต่คุณจะไม่ได้เผชิญมันคนเดียว</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจเราพร้อมหรือเปล่ากับการที่จะต้องเผชิญความกลัวที่หลบซ่อนอยู่ลึก ๆ ภายใน อย่าลืมว่าความกลัวเป็นสิ่งที่เราจินตนาการและสร้างมันขึ้นมาเองทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาเลย ทำใจดีสู้เสือสักครั้งแล้วรวบรวมความกล้า เผชิญหน้ากับความกลัว เมื่อไหร่ที่เราหลุดออกมาจากจุดนั้นได้แล้ว เราจะหลุดออกมาจากมันได้ตลอดไป ความกล้าไม่ได้ทำให้เรากดดัน แต่มันทำให้เราทั้งรู้สึกอิสระ ปลอดโปร่ง และมีพลังที่จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Self-Confident คนมั่นใจในตัวเองเป็นแบบไหน? ก้าวออกจากเซฟโซนแล้วมาเพิ่มความมั่นใจกันเถอะ 861" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://weidelonwinning.com/blog/15-habits-of-highly-confident-people/" target="_blank" rel="noopener">weidelonwinning</a></li>
<li><a href="https://www.bypichawee.co/single-post/10-habits-of-self-confident-people" target="_blank" rel="noopener">bypichawee</a></li>
<li><a href="https://www.lifehack.org/285774/10-signs-truly-confident-people" target="_blank" rel="noopener">lifehack</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรคระบาดทำให้การทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ (4 Days Working) น่าสนใจมากขึ้น?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220324-covid-19-4-day-working/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Mar 2022 23:59:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน 4 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[4 Days Working]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220324-covid-19-4-day-working/</guid>

					<description><![CDATA[4 Days Working เทรนด์ใหม่ยุค New Normal นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 วิธีชีวิตและการทำงานของทุกคนเปลี่ยนไป เกิดการกระตุ้นให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (4 Days Working)โดยงานวิจัยจาก Henley Business School เปิดเผยว่า ทั้งการระบาดครั้งใหญ่ มาตราการล็อกดาวน์ และการเปลี่ยนเป็นการทำงานทางไกล ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อทัศนคติองค์กรที่อนุญาตให้ทำงานต่อสัปดาห์น้อยลง รายงานดังกล่าวมีชื่อว่า The four-day week: The Pandemic and the evolution of flexible-working สำรวจประโยชน์ของการทำงานน้อยลงต่อองค์กรและพนักงาน โดยค้นพบว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (4 Days Working) ทำให้คุณภาพงานดีขึ้น 64% ดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ 68% และพนักงานรู้สึกเครียดน้อยลง 78% ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่พนักงานพึงพอใจมากที่สุดคือ วันทำงานน้อยลงแต่ได้รับรายได้เท่าเดิม รวมถึงการได้รับโอกาสเลือกวันหยุดเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แน่นอนว่า 61% เลือกหยุดเพิ่มเติมคือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33149" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-2023-09-20T152303.446.webp" alt="โรคระบาดทำให้การทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ (4 Days Working) น่าสนใจมากขึ้น?" width="600" height="370" title="โรคระบาดทำให้การทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ (4 Days Working) น่าสนใจมากขึ้น? 864" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-2023-09-20T152303.446.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-2023-09-20T152303.446-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>4 Days Working เทรนด์ใหม่ยุค New Normal</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 วิธีชีวิตและการทำงานของทุกคนเปลี่ยนไป เกิดการกระตุ้นให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (4 Days Working)โดยงานวิจัยจาก Henley Business School เปิดเผยว่า ทั้งการระบาดครั้งใหญ่ มาตราการล็อกดาวน์ และการเปลี่ยนเป็นการทำงานทางไกล ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อทัศนคติองค์กรที่อนุญาตให้ทำงานต่อสัปดาห์น้อยลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานดังกล่าวมีชื่อว่า <strong class="yellow-highlighter">The four-day week: The Pandemic and the evolution of flexible-working</strong> สำรวจประโยชน์ของการทำงานน้อยลงต่อองค์กรและพนักงาน โดยค้นพบว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (4 Days Working) ทำให้คุณภาพงานดีขึ้น 64% ดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ 68% และพนักงานรู้สึกเครียดน้อยลง 78%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่พนักงานพึงพอใจมากที่สุดคือ วันทำงานน้อยลงแต่ได้รับรายได้เท่าเดิม รวมถึงการได้รับโอกาสเลือกวันหยุดเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แน่นอนว่า 61% เลือกหยุดเพิ่มเติมคือ วันศุกร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.ริต้า ฟอนตินฮา (Dr.Rita Fontinha) รองศาสตราจารย์ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์กล่าวว่า การทำงานที่ยืดหยุ่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเครื่องมือในการสรรหาและรักษาพนักงานได้ดี เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้าใจว่าการระบาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร การตอบสนองให้องค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเป็นประโยชน์อย่างมาก และความหวังใหม่ท่ามกลางความยากลำบากของหลาย ๆ คน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจแรงปรารถนาและแรงบันดาลใจของพนักงานมากขึ้น เพื่อสรรหาบุคลากรที่ดีที่สุด และทำให้คนเหล่านั้นมีความสุขและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น”</span></i><span style="font-weight: 400;"> ดร.ริต้า กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยยังเปิดเผยว่า วันหยุดพิเศษทำให้พนักงานเชื่อว่าชีวิตส่วนตัวของพวกเขาดีขึ้น โดยมีเวลาให้กับเพื่อนและครอบครัว แถมยังมีเวลาหางานอดิเรกใหม่ ๆ ออกไปช็อปปิ้ง หรือใช้เวลาไปทานอาหารข้างนอกที่ร้านอาหารมากขึ้น นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ฝั่งองค์กรหรือนายจ้างก็มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เมื่อความกังวลจากปี 2019 ที่ 89% ลดลงเหลือเพียง 65% ในปี 2022</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“การเริ่มต้นให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์อาจเริ่มต้นที่แผนกหรือสาขาใดสาขาหนึ่งก่อนในช่วงเวลาจำกัด แล้วทำการประเมินผลเบื้องต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้ อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้จัดการและพนักงานทุกคนเห็นพ้องต้องกันด้วย”</span></i><span style="font-weight: 400;"> ดร.ริต้า แนะนำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์อาจจะยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมการทำงานของไทย เพื่อน ๆ HR คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง? องค์กรไทยควรทดลองเพิ่มวันหยุดพิเศษแบบนี้ไหม? พิมพ์คอมเมนต์บอกเราหน่อย</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34270 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp" alt="CTA Leave &amp; Attendance" width="1600" height="500" title="โรคระบาดทำให้การทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ (4 Days Working) น่าสนใจมากขึ้น? 865" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance-.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Leave-Attendance--1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block"><span style="font-weight: 400;"><strong>ที่มา:</strong> </span><a href="https://hrnews.co.uk/the-pandemic-has-made-a-four-day-working-week-more-attractive/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrnews.co.uk</span></a></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220321-positivity-podcasts/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2022 03:25:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220321-positivity-podcasts/</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อว่าหลายคนคงมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่สบายทางจิตใจและอารมณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ยิ่งโดยเฉพาะเป็นวัยทำงานด้วยแล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องให้เครียดให้คิดกังวลแตกต่างกันออกไป ยิ่งในยุคที่โลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไวมาก แถมการแข่งขันกันในสังคมการทำงานก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเหมือนถูกบีบบังคับอย่างกลาย ๆ ให้ใช้ชีวิตกดดันมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้ แต่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ไหลตามไปกับกระแสสังคม และมีความสุขได้ง่าย ๆ แค่เพียงวิธีเดียว ซึ่งก็คือ ‘การเปลี่ยนความคิด’ “เราเปลี่ยนใครไม่ได้แต่เราปรับที่ตัวเองได้” หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้แค่อาจจะหลงลืมมันไปแล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านลองตั้งสติขึ้นมาใหม่ แค่เราเปลี่ยนความคิด โลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่คำถามคือเราจะมีวิธีคิดใหม่ ๆ หรือแนวคิดอย่างไรที่ทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ HREX จะพาไปรู้จักกับพอดแคสต์ดี ๆ ที่จะมาช่วยปรับแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ให้เหมือนเรามีเพื่อนที่เชี่ยวชาญและไม่ตัดสินคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ แนวคิดและความรู้ที่ได้ก็สามารถนำไปพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อีกด้วย Positivity Podcasts #1 &#8211; ความสุขโดยสังเกต จาก Roundfinger Channel &#160; แชนแนลนี้เป็นอันดับแรกที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเลยอยากยกมาเป็นข้อแรก เชื่อว่าแทบทุกคนต้องรู้จัก ‘นิ้วกลม’ นักเขียนแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองชื่อดัง ซึ่งในพอดแคสต์นี้ เหมือนกับว่านิ้วกลมได้ยกหนังสือของเขามาทำเป็นแบบฉบับของพอดแคสต์ เนื้อหามีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สอดแทรกทั้ง Fact หลักการทางวิทยาศาสตร์ และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมาไว้ในพอดแคสต์ด้วย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10960 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.03.42.png" alt="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา" width="600" height="370" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 873"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าหลายคนคงมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่สบายทางจิตใจและอารมณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ยิ่งโดยเฉพาะเป็นวัยทำงานด้วยแล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องให้เครียดให้คิดกังวลแตกต่างกันออกไป ยิ่งในยุคที่โลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไวมาก แถมการแข่งขันกันในสังคมการทำงานก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเหมือนถูกบีบบังคับอย่างกลาย ๆ ให้ใช้ชีวิตกดดันมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้ แต่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ไหลตามไปกับกระแสสังคม และมีความสุขได้ง่าย ๆ แค่เพียงวิธีเดียว ซึ่งก็คือ <strong class="green-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">‘การเปลี่ยนความคิด’</strong></strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">“เราเปลี่ยนใครไม่ได้แต่เราปรับที่ตัวเองได้”</strong></strong></strong> หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้แค่อาจจะหลงลืมมันไปแล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านลองตั้งสติขึ้นมาใหม่ แค่เราเปลี่ยนความคิด โลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่คำถามคือเราจะมีวิธีคิดใหม่ ๆ หรือแนวคิดอย่างไรที่ทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ HREX จะพาไปรู้จักกับพอดแคสต์ดี ๆ ที่จะมาช่วยปรับแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ให้เหมือนเรามีเพื่อนที่เชี่ยวชาญและไม่ตัดสินคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ แนวคิดและความรู้ที่ได้ก็สามารถนำไป<strong class="green-highlighter"><strong class="yellow-highlighter">พัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพขึ้น</strong></strong>ได้อีกด้วย</span></p>

<h2>Positivity Podcasts #1 &#8211; ความสุขโดยสังเกต จาก Roundfinger Channel</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11173" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/logo-happiness.jpeg" alt="logo happiness" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 874"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แชนแนลนี้เป็นอันดับแรกที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเลยอยากยกมาเป็นข้อแรก เชื่อว่าแทบทุกคนต้องรู้จัก ‘นิ้วกลม’ นักเขียนแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองชื่อดัง ซึ่งในพอดแคสต์นี้ เหมือนกับว่านิ้วกลมได้ยกหนังสือของเขามาทำเป็นแบบฉบับของพอดแคสต์ เนื้อหามีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สอดแทรกทั้ง Fact หลักการทางวิทยาศาสตร์ และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมาไว้ในพอดแคสต์ด้วย เมื่อฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าได้คิดตามเป็นสเต็ป ๆ มีอะไรให้น่าติดตามต่อเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่หัวข้อของ <strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter">‘ความสุขโดยสังเกต’</strong></strong> ก็จะมี </span><i><span style="font-weight: 400;">“ตั้งแต่พฤติกรรมในแต่ละวัน มุมมอง วิธีคิด วิธีฝึกฝนจิตใจ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ไล่เลยไปถึงบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง แล้วท่องเที่ยวไปในอาณาจักรความสุขด้วยแว่นที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้จะถูกเรียบเรียงเป็นพอดแคสต์ที่เข้าใจง่าย ฟังสบาย ๆ และจบลงด้วยความสุข”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง </span><a href="https://open.spotify.com/show/6Sq8FnI3IgO812Q0q1AO60?si=77322130b8d9447e" target="_blank" rel="noopener"><b>ความสุขโดยสังเกต </b></a><span style="font-weight: 400;">ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">​​</span><a href="https://open.spotify.com/episode/5CSKgpOIvm1ouVuM2LZFFQ?si=0402710a742d440a" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ค่อยๆ ก้าวออกจากหลุมความคิดลบ</span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/1miQOrtCPNx8t9EgmDL6Dz?si=cb1bde22634340f2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">โลกนี้มีคนมีความสุขง่ายกับคนมีความสุขยาก ทั้งสองคนนี้อยู่ในตัวคุณ</span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #2 &#8211; 5 Minutes Podcast จาก Mission To The Moon Media</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11172" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/artworks-000640933153-9ikppl-t500x500.jpeg" alt="artworks 000640933153 9ikppl" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 875"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter"><strong>5 Minutes Podcast</strong></strong> มีสโลแกนคือเปรียบเสมือนช่วงเวลาดี ๆ 5 นาทีในชีวิตประจำวัน ซึ่ง host จะนำบทความน่าสนใจหลากหลายหัวข้อมาเล่าให้ฟัง ทั้งเพิ่มความรู้ เสริมสร้างกำลังใจ ทำให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ผู้เขียนมองว่าเป็นพอดแคสต์สำหรับคนทำงานโดยตรงเลย ฟัง 5 นาทีแล้วนำไปปรับใช้ได้ทันที </span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง </span><a href="https://open.spotify.com/show/5HXfBCcUDcBxpm5hgiqjMm?si=dbe0e517bd3a435c" target="_blank" rel="noopener"><b>5 Minutes Podcast </b></a><span style="font-weight: 400;">ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/61il2Uv0tCaiLS30y9xSFN?si=fc931dbb48a84022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อยากมีสุขภาพจิตที่ดีต้องทำอย่างไร </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/71097OQJHzTfLjIrNTzJ2W?si=8935165dbe7b4b14" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์อะไรบ้างที่ช่วยพิชิตเป้าหมายให้สำเร็จ </span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #3 &#8211; R U OK จาก The Standard Podcast</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11171" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/LOGO-RU-OK-NEW-01-600x600-1.jpeg" alt="LOGO RU OK NEW 01 600x600 1" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 876"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนน่าจะรู้จักพอดแคสต์นี้ดี เพราะเป็นพอดแคสต์ที่มีประโยชน์มากสำหรับคนในยุคปัจจุบัน เราอาจจะรู้สึก lost ในบางที ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร หรือรู้สึกอะไรอยู่ พอดแคสต์ ‘<strong><strong class="green-highlighter">R U OK</strong></strong>’ จะทำให้เรารู้จักใจตัวเองมากขึ้น ด้วยการพาไปสำรวจก้นบึ้งของความคิด และสำรวจสุขภาพจิตของตัวเราเองในหลากหลายพแง่มุมของพฤติกรรมชวนสงสัยในชีวิตประจำวัน </span><i><span style="font-weight: 400;">“ว่าแบบนี้คนอื่นเขาก็เป็นกัน หรือว่าต้องขอความช่วยเหลือจากหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ หากป่วยจะได้รักษาอย่างทันท่วงที และเพื่อสุดท้าย เราจะได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/6Xbi9rBfFf4WVW7pafySM2?si=2554ba00c16d42f4" target="_blank" rel="noopener"><strong>R U OK</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ </strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/5UkjePVpoqAJcOwNmmFIYL?si=212bc56d83f94b82" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เรียนไม่เก่ง งานไม่มั่นคง ไม่รวย ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/3260h2lapUtdMGcH1Cp9Ow?si=f2d94ae5b1f54d88" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Emotional Support เป็นที่พึ่งทางความรู้สึกให้คนใกล้ตัว แบบไม่ตัดสิน </span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #4 &#8211; Moody Podcast จาก Brandthink Podcast</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10946" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/145135410_105548204898590_7317587119618095947_n_a96s38.jpeg" alt="145135410 105548204898590 7317587119618095947 n a96s38" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 877"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพอดแคสต์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งแชนแนลที่ผู้เขียนชอบฟังและรู้สึกประทับใจ ประเด็นที่ host นำมาพูดถึงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจ ทำให้เราเข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ฟังแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนคอยเข้าใจความรู้สึกเรา คอยแนะนำและพูดให้กำลังใจ รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว นอกจากนี้ยังมีการใช้งานวิจัยมาอธิบายเพื่อซัพพอร์ตประเด็นต่าง ๆ ทำให้ดูน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากขึ้น ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เป็นกันเองและเข้าถึงง่าย</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/5lMNRC8E2hCI10PfuuZe30?si=0d43d874ef5e4b7b" target="_blank" rel="noopener"><strong>Moody Podcast</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/6S1uWgSUvXIPyuvmBDtpyb?si=818cbf2e7c144384" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ฉันทำได้! ประโยคสั้น ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนชะตาชีวิต</span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/1iM4Axd5q55xIv2lPa6Ta0?si=5e9fea8e05514afb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องกลัวที่จะแปลก เพราะจริง ๆ แล้วอาจไม่มีใครปกติ</span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #5 &#8211; วันนี้เป็นยังไงบ้าง PODCAST จาก เสียงที่ไม่ได้ยิน</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11175" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/12/download.jpg" alt="download" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 878"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่นอนไม่หลับฟังพอดแคสต์นี้แล้วน่าจะถูกใจ เพราะทั้งน้ำเสียงและคำพูดของ host ทำให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนเรามีเพื่อนมาเล่าเรื่องต่าง ๆ และคอยเตือนสติให้เราได้คิดว่าสิ่งที่เราทำหรือคิดในเรื่องต่าง ๆ มันเกิดจากอะไร ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง บั่นทอนสุขภาพจิตตัวเองหรือเปล่า เป็นพอดแคสต์ที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">“ทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต มีความสุขง่ายขึ้น และไม่เหงาอีกต่อไป”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/0VKhuiEo69GLmasPBJ9AOS?si=64cbe138cef14d93" target="_blank" rel="noopener"><strong>วันนี้เป็นยังไงบ้าง PODCAST</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/6SgdbgXdRq9wnY3I4EkOs3?si=159a2fbf6265466a" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิธีเพิ่มพลังบวกให้กับชีวิต </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/2p43aMh1JsRqMkKQrph6QT?si=7898599b053f43fd" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อิคิไค ความหมายของการมีชีวิต</span></a></p>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาที่เราเกิดความรู้สึกที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็น เบื่อ เหงา เศร้า นอย อึดอัด เครียด หรืออะไรก็แล้วแต่ หลายคนคงมีวิธีแตกต่างกันออกไปที่จะจัดการความรู้สึกนั้น แต่ความจริงแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการที่เรามีใครสักคนคอยรับฟัง เข้าใจ และทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งการฟังพอดแคสต์ดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีประสบการณ์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีมากในยุคแห่งการเร่งรีบและแข่งขันแบบนี้ นอกจากนี้การฟังพอดแคสต์สามารถทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ และศึกษาหาข้อมูลที่ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากการอ่านหนังสือเลย แต่เรายังสามารถทำอย่างอื่นไปด้วยได้ขณะฟัง ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างดีทีเดียว</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 879"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220321-impostor-syndrome/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2022 20:18:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Impostor Syndrome]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220321-impostor-syndrome/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Impostor Syndrome เป็นอาการทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่สามารถพัฒนาจนถึงขั้นกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ คนที่มีอาการจะด้อยค่าตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจ เช็คลิสต์ 5 ข้อของคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคนี้คือ เป็นเพอร์เฟกชันนิสม์ ทำอะไรพลาดไม่ได้ ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง คิดว่าใครก็ทำอย่างตัวเองได้ และไม่เคยคิดว่าผลงานของตัวเองดีพอ วิธีเอาชนะ Impostor Syndrome คือหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เปลี่ยนความคิดให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และอย่าคิดว่าเราอยู่คนเดียวบนโลก หากพบกลุ่มเสี่ยง Imposter Syndrome ในที่ทำงาน คนรอบข้างควรพยายามเข้าใจและรับฟัง คอยให้กำลังใจ ชมเชย ให้แง่คิดที่เป็นพลังบวก และหากิจกรรมคลายเครียดทำด้วยกัน สังคมโลกไร้พรมแดนในทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก มากเสียจนน่าตกใจถ้าหากเรามองย้อนกลับไปในอดีตแล้วคิดเปรียบเทียบกัน ระยะเวลาเพียงแค่ 20 ปีให้หลังเมื่อนำมาเปรียบกับยุคปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตกันอยู่จะเห็นได้ชัดเจนว่าโลกใบนี้เกิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม เทคโนโลยี วิถีชีวิตคน หรือแม้แต่อาชีพใหม่ ๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ก็มีผลต่อแนวคิดของคนในโลกยุคปัจจุบันมากทีเดียว เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปแทบจะเป็นหน้ามือกับหลังมือ  โลกยุคที่เราอยู่นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคโมเดิร์นเรเนซองส์ (Modern Renaissance) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในโลกโมเดิร์น โลกที่ผู้คนตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเป็นในอดีตว่าดีจริงไหม ถูกต้องจริงหรือ ส่วนคำที่เราได้กล่าวถึงไปในประโยคแรกของการเปิดบทความนี้ก็คือคำว่า ‘โลกไร้พรมแดน’ มีส่วนสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></strong></p>
<ul>
<li>Impostor Syndrome เป็นอาการทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่สามารถพัฒนาจนถึงขั้นกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ คนที่มีอาการจะด้อยค่าตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจ</li>
<li>เช็คลิสต์ 5 ข้อของคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคนี้คือ เป็นเพอร์เฟกชันนิสม์ ทำอะไรพลาดไม่ได้ ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง คิดว่าใครก็ทำอย่างตัวเองได้ และไม่เคยคิดว่าผลงานของตัวเองดีพอ</li>
<li>วิธีเอาชนะ Impostor Syndrome คือหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เปลี่ยนความคิดให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และอย่าคิดว่าเราอยู่คนเดียวบนโลก</li>
<li>หากพบกลุ่มเสี่ยง Imposter Syndrome ในที่ทำงาน คนรอบข้างควรพยายามเข้าใจและรับฟัง คอยให้กำลังใจ ชมเชย ให้แง่คิดที่เป็นพลังบวก และหากิจกรรมคลายเครียดทำด้วยกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10952 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-23.06.26.png" alt="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง" width="600" height="370" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 887"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สังคมโลกไร้พรมแดนในทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก มากเสียจนน่าตกใจถ้าหากเรามองย้อนกลับไปในอดีตแล้วคิดเปรียบเทียบกัน ระยะเวลาเพียงแค่ 20 ปีให้หลังเมื่อนำมาเปรียบกับยุคปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตกันอยู่จะเห็นได้ชัดเจนว่าโลกใบนี้เกิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม เทคโนโลยี วิถีชีวิตคน หรือแม้แต่อาชีพใหม่ ๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ก็มีผลต่อแนวคิดของคนในโลกยุคปัจจุบันมากทีเดียว เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปแทบจะเป็นหน้ามือกับหลังมือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกยุคที่เราอยู่นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคโมเดิร์นเรเนซองส์ (Modern Renaissance) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในโลกโมเดิร์น โลกที่ผู้คนตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเป็นในอดีตว่าดีจริงไหม ถูกต้องจริงหรือ ส่วนคำที่เราได้กล่าวถึงไปในประโยคแรกของการเปิดบทความนี้ก็คือคำว่า ‘โลกไร้พรมแดน’ มีส่วนสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แนวคิด ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งจะกลายมาเป็น main idea สำคัญของเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงกัน นั่นก็คือโรคประหลาดที่ชื่อว่า <strong><strong class="cyan-highlighter">Impostor Syndrome</strong></strong></span></p>

<h2><b>ทำความรู้จักกับโรค Impostor Syndrome คืออะไร? </b><b>ทำไมถึงเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคนี้?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่ได้เกริ่นถึงคำว่า ‘โลกไร้พรมแดน’ ไปแล้วด้านบน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคสุดประหลาดนี้ขึ้นบนโลกยุคใหม่ของเรา ย้อนกลับไปในสมัยที่ผู้คนยังไม่รู้จักกับคำว่าอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเทคโนโลยีล้ำ ๆ หลายอย่าง ไม่มีการแข่งขันกันในเรื่องต่าง ๆ แทบทุกวันแบบในยุคนี้ โลกใบนี้ก็ยังคงไม่รู้จักกับโรคที่เรียกว่า <strong class="cyan-highlighter">Impostor Syndrome </strong>ผู้คนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง มีวิธีการดำเนินชีวิต การทำงาน และแนวคิดในเรื่องการประสบความสำเร็จแตกต่างกันออกไป แต่ใครจะรู้ว่าเทคโนโลยีแสนล้ำสมัยที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตนี่เองที่ทำให้จิตใจมนุษย์กลับสวนทางกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรามีอินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารทุกอย่างง่ายขึ้นเหมือนปลอกกล้วย คนเรามีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้รวดเร็วเพียงเสี้ยววิแม้อยู่ห่างกันไกลสุดขอบโลก เรามองเห็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต ภาษา และสิ่งต่าง ๆ ในอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและทุกครั้งเปิดแอพพลิเคชันอินสตาแกรม เฟซบุก หรือทวิตเตอร์ แต่ทุกสิ่งในโลกย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราใช้ชีวิตอยู่กับโซเชียลมีเดียทุกวัน วันละหลาย ๆ ชั่วโมง เห็นชีวิตส่วนตัวคนอื่น หน้าที่การงาน ความสำเร็จ ฯลฯ ที่เราไม่มี เราก้าวไปไม่ถึง หรือไม่ได้รับโอกาสตรงนั้น ทำให้หลาย ๆ คนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัวและคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำดีแล้วก็คิดว่ายังไม่พอ เกณฑ์ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ <strong class="pink-highlighter"><strong class="yellow-highlighter">แม้แต่บางคนที่ประสบความสำเร็จมาตลอดก็ยังมองว่าสิ่งที่ได้รับมาไม่ใช่เพราะความสามารถของตัวเอง เกิดจากโชคช่วย สภาพแวดล้อม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่เพราะตัวเอง จนเกิดการด้อยค่าตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่มีความหมาย ความมั่นใจในตัวเองลดลง </strong></strong>จนเกิดเป็นต้นกำเนิดของโรคประหลาดที่มีชื่อว่า<strong class="cyan-highlighter"> ‘Impostor Syndrome’</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Impostor Syndrome เป็นอาการทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่สามารถพัฒนาจนถึงขั้นกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ หากเราควบคุมจิตใจตัวเองได้ไม่ดีพอ หรือไม่รู้จักวิธีคลายความเครียดจากสิ่งที่เราได้รับรู้ ปล่อยให้ความเครียดก่อตัวสะสมในจิตใจไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้รักษาได้ยากขึ้น เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านคงกำลังเริ่มผุดความคิดบางอย่างขึ้นมาในหัวแล้ว และกำลังถามตัวเองอยู่ด้วยแน่นอนว่าเรากำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ไหมนะ ดังนั้นเราจะพาไปเช็คลิสต์ดูว่าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นบุคคลสุ่มเสี่ยงโรค Impostor Syndrome อยู่หรือเปล่า</span></p>
<h2><b>Impostor Syndrome Checklist: คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า?</b></h2>
<h3><b>เป็นเพอร์เฟกชันนิสม์ มาตรฐานสูง คิดว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะมีมาตรฐานสูงมาก ทุกอย่างต้องสำเร็จ ต้องเป๊ะทุกขั้นตอน</span></p>
<h3><b>ไม่มีคำว่าพลาดในพจนานุกรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างที่คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้ทำจะต้องไม่ผิดพลาด ถ้าผิดพลาดแค่นิดเดียวหรือมีเรื่องที่ทำแล้วไม่สำเร็จก็จะคิดว่าตัวเองห่วยทันที</span></p>
<p><b><strong class="cyan-highlighter"><strong class="pink-highlighter">คำแนะนำจากผู้เขียน</strong></strong></b><b>: </b><span style="font-weight: 400;">ชีวิตคนเราไม่มีทางที่จะไม่พลาด เราต้องยอมรับสัจธรรมของโลกใบนี้ก่อนว่าความผิดพลาดคือเรื่องธรรมดาสามัญที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ลองเปลี่ยนความคิดเป็น “ทุกครั้งที่เราทำพลาด ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น” โปรดจงจำไว้ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการประสบความสำเร็จ คือการดึงตัวเองขึ้นมาจากการความล้มเหลว ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ถ้าผ่านจุดนั้นมาได้แปลว่าเราเป็นคนที่เก่งในการใช้ชีวิต ซึ่งน่าภูมิใจกว่าเก่งอย่างอื่นด้วยซ้ำไป</span></p>
<h3><b>คิดว่าตัวเองไม่เก่งจริง และกลัวถูกจับได้ว่าจริง ๆ เราไม่เก่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้จะมีความคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับ ไม่เก่งพอที่จะได้ในสิ่งที่มีหรือเป็นอยู่ ที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะโชคช่วย มีคนอื่นช่วย หรือมีคอนเนคชัน</span></p>
<h3><b>มีแนวคิดว่า “ถ้าฉันทำได้ คนอื่นก็ทำได้”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มเสี่ยงจะไม่ได้มองว่าตัวเองพิเศษหรือเก่งกว่าใคร คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา</span></p>
<p><b><strong class="cyan-highlighter"><strong class="pink-highlighter">คำแนะนำจากผู้เขียน</strong></strong></b><b>:</b><span style="font-weight: 400;"> ใครกำลังมีความคิดแบบนี้ สลัดออกไปด่วน! ลองสลับเป็น “ถ้าคนอื่นทำได้ ฉันก็ทำได้” เปลี่ยนความคิดแค่นิดเดียวชีวิตก็เปลี่ยนได้ แทนที่จะมองว่าเราไม่เก่ง คนอื่นก็ทำได้เหมือนเรา ลองเปลี่ยนเป็นความคิดบวก ๆ ว่าที่เราทำได้ก็เพราะว่าเราพยายามแบบคนอื่นเหมือนกัน ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย</span></p>
<h3><b>ทำงานอย่างหนักเพราะคิดว่างานที่ผ่านมาไม่เคยดีพอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เคยมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นทำดีแล้ว แต่มองว่ายังได้ดีกว่านี้ ได้มากกว่านี้ เลยทำงานแบบพลีกายถวายหัวและกดดันตัวเองเพราะอยากทำให้ดีขึ้นอีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10942 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-scaled.jpg" alt="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง" width="600" height="370" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 888"></p>
<h2><b>วิธีเอาชนะ Impostor Syndrome โรคร้ายที่กัดกินหัวใจ</b></h2>
<h3><b>You are not alone จำไว้ว่าเราไม่ได้คิดแบบนี้อยู่คนเดียว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคนอีกหลายล้านคนบนโลกที่รู้สึกแบบเรา รู้สึกว่าตัวเองเป็น Impostor รู้สึกไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นโปรดจงรู้ไว้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเราไม่ได้เผชิญมันคนเดียวบนโลก และสิ่งที่เรากำลังคิดมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นแค่อาการอาการหนึ่งทางจิตเวชที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ วันหนึ่งมันจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอน </span></p>
<h3><b>หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญคือจงรับรู้ไว้ว่าทุกคนมีความเก่งเป็นของตัวเอง อย่าด้อยค่าตัวเองเพียงเพราะเราเห็นว่าเรื่องราวชีวิตของคนอื่นไม่เหมือนเรา และมันไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งเลย แต่ทุกคนมีวิธีการดำเนินชีวิตเป็นของตัวเองและทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็มีจังหวะเวลาของมันต่างหาก คาถาวิเศษที่ควรจะท่องไว้ก็คือ <strong class="yellow-highlighter">‘ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว’</strong> ลองถามตัวเองดูว่า ในเมื่อเรารู้ตัวว่าเราตั้งใจที่สุดแล้ว ทำไมมันจะต้องออกมาไม่ดีด้วยล่ะ? </span></p>
<h3><b>ฝึกคิดบวกให้เป็น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดง่าย แล้วก็ไม่ได้ทำยาก แค่เราเปลี่ยนความคิดเพียงนิดเดียวโลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้ ทุกอย่างอยู่ที่มุมมองเราเองทั้งนั้น ถ้าเรามัวแต่ย้ำความคิดลบ ๆ แย่ ๆ ใส่ตัวเอง ชีวิตเราก็จะแย่ตามที่เราคิดจริง ๆ แต่ถ้าเราเชื่อมั่นแต่ในเรื่องที่ดี ชีวิตเราก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น เป็นกฎแรงดึงดูดของจักรวาลหรือที่เรียกว่า Law of Attraction คือเราคิดแบบไหน เชื่อแบบไหน ก็จะได้แบบนั้น เพราะฉะนั้นเราลองมาเริ่มเปลี่ยนความคิดกันเถอะ!</span></p>
<h3><b>หัดเป็นคนมั่นใจในตัวเองซะบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างในโลกเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ซึ่งกฎแห่งกรรมในที่นี้คือหลักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ‘ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น’ การกระทำของเราเปรียบเสมือนบูมเมอแรง เราโยนออกไปแรงเท่าไหร่ ผลตอบรับก็ยิ่งแรงเท่านั้น เปรียบได้กับความพยายามของคนเรา ถ้าเราทำอะไรอย่างตั้งใจและเต็มที่กับมัน อย่างไรเสียผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่มีทางแย่ แม้ว่าในตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผล แต่ในสักวันเราจะได้รับรู้ว่าเราได้อะไรสักอย่างที่คุ้มค่ากลับมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในบางครั้ง ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอาจไม่ได้มาในรูปแบบของเงินหรือสิ่งของที่จับต้องได้ แต่มันคือคุณค่าทางจิตใจอะไรบางอย่าง แม้ตอนนี้คุณอ่านแล้วอาจจะยังจินตนาการไม่ออก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าวันหนึ่งที่คุณได้ประสบกับมันจริง ๆ เข้าแล้ว คุณจะนึกถึงประโยคนี้ และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แน่นอน</span></p>
<h3><b>ทุกคนรักเรา เพราะฉะนั้นเราควรรักตัวเอง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทุกคนบนโลก แต่หมายถึงทุกคนที่เรารักและเขาก็รักเรา ทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างในวันที่เราหมดกำลังใจ ลองมองไปรอบตัวตัวเองดูสิ เราไม่เคยอยู่ตัวคนเดียว ไม่ว่าจะครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท หรือใครก็ตามที่ปรารถนาดีกับเรา ในขณะที่เรากำลังไม่รักตัวเองหรือด้อยค่าตัวเอง สำหรับคนที่รักเราแล้ว ได้โปรดจงรับรู้ว่าตัวเราเองนี่แหละมีค่าสำหรับพวกเขาที่สุด ถึงคุณจะไม่อยากรักตัวเองเพื่อตัวเอง อย่างน้อยก็รักตัวเองเพื่อคนที่รักคุณเถอะนะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10943 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/mental-health-care-sketch-diagram.jpg" alt="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง" width="600" height="370" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 889"></p>
<h2><b>ทำอย่างไรให้หากพบ Imposter Syndrome ในที่ทำงาน?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าสุ่มคนมาสัก 10 คน เชื่อว่า 3-5 คนในนั้นต้องกำลังเผชิญกับโรคประหลาดนี้อยู่ ในยุคที่การแข่งขันสูง ยุคที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จกันมากมาย คนที่เป็นโรคนี้ก็สูงขึ้นตามไปด้วยเหมือนกัน แล้วในฐานะคนรอบข้าง เราสามารถช่วยคนที่เป็นโรคนี้ หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง</span></p>
<h3><b>ความเข้าใจคือสิ่งสำคัญ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ว่าเราไม่ได้มีอาการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เราเลยไม่ได้รับรู้ความรู้สึกเดียวกับคนที่ต้องเผชิญความรู้สึกแย่ ๆ แต่อย่างน้อยเราควรแสดงว่าปรารถนาดีและห่วงใย ให้คนที่กำลังมีปัญหาได้รับรู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญกับมันคนเดียว แต่ยังมีคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างและพร้อมรับฟังปัญหาของเขาอยู่</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8063 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 890"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3><b>คำชมคือพลังใจอันยิ่งใหญ่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เขียนอยากจะแชร์ประสบการณ์ของตัวเองในการเป็นนักปลอบใจคนรอบข้างมาทั้งชีวิต และนอกจากเป็นนักปลอบใจก็ยังเป็นนักฉีดยามือฉมังอีกด้วย นักฉีดยาที่ว่าก็คือการที่คอยให้กำลังใจเพื่อน ๆ อยู่ตลอดเวลา ฉีดความมั่นใจ ความรักและพลังบวกไปให้ จนทุกคนเอ่ยปากว่า “มาคุยด้วยทุกครั้งก็มีกำลังใจตลอด” ส่วนตัวเราเองก็ได้รับพลังบวกจากคนรอบข้างเช่นกัน โดยผ่านการชมกันในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน ผู้เขียนเลยอยากแชร์พลังบวกดี ๆ ผ่านบทความนี้ไปให้ทั้งคนที่กำลังเผชิญโรคนี้อยู่และคนที่เป็นคนรอบข้างด้วย การที่เราคอยชมกัน ให้กำลังใจ ใช้คำพูดดี ๆ ต่อกันตลอดจะช่วยเสริมสร้างพลังงานดี ๆ ไม่ใช่แค่ตัวคนฟังแต่ยังเป็นตัวคนพูดเองด้วย นอกจากจะเสริมสร้างความมั่นใจแล้วยังเพิ่มความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9521 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_566414284-1.jpg" alt="Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการบริหารใจคน" width="500" height="370" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 891"></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการใช้บริหารใจคน</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3><b>หากิจกรรมทำร่วมกัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คิดแต่เรื่องงานตลอดเวลาก็ปวดหัว แม้แต่คนที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรยังท้อ แล้วคนที่กำลังเผชิญกับ Impostor Syndrome อยู่ยิ่งแล้วใหญ่ การชวนเพื่อนออกไปทำกิจกรรม Outdoor กิจกรรมแปลกใหม่ให้คลายเครียดสักหน่อยแล้วกลับมาลุยกันต่อจะช่วยเติมพลังได้อย่างดี </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building-process/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/Team-Building-Process-1.jpg" alt="Team Building Process" width="500" height="370" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 892"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building-process/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กระบวนการจัดกิจกรรมสร้างทีมสัมพันธ์ (Team Building Process) อย่างมีประสิทธิภาพ</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือ ใช่แล้ว คิดไปเองทั้งนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้ห่วย และเราไม่เคยห่วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณอาจจะมองว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เลย ใจดีกับตัวเองบ้าง ใจดีกับสิ่งที่เราพยายามมาตลอดบ้าง ที่คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยมันไม่ใช่เพราะคุณไม่เก่งเลยต้องทำงานจนเหนื่อย แต่จงรู้ไว้ว่าที่คุณกำลังเหนื่อยอยู่ตอนนี้ </span><b>มันเป็นเพราะความคิดของตัวคุณเอง </b><span style="font-weight: 400;">ความคิดลบที่บั่นทอนตัวเอง บั่นทอนทั้งจิตใจและความพยายามที่คุณทำมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปมาลองเปลี่ยนความคิดกันใหม่ มาให้รางวัลตัวเอง หันมารักตัวเองกันเถอะ ชีวิตจะมีความสุขขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองดู</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34269 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp" alt="CTA Employee Benefit" width="1600" height="500" title="Impostor Syndrome เหนื่อยไหมทำอะไรก็ห่วย เรื่องจริงหรือแค่คิดไปเอง 893" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Benefit-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block">
<p><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.inc.com/melody-wilding/9-telltale-signs-you-have-impostor-syndrome.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">INC</span></a></li>
<li><a href="https://positivepsychology.com/imposter-syndrome-tests-worksheets/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Positive Psychology</span></a></li>
<li><a href="https://www.nytimes.com/guides/working-womans-handbook/overcome-impostor-syndrome" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NY Times</span></a></li>
<li><a href="https://time.com/5312483/how-to-deal-with-impostor-syndrome/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TIME</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220318-hr-side-hustle/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Mar 2022 11:02:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Side Hustle]]></category>
		<category><![CDATA[รายได้เสริม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220318-hr-side-hustle/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT “อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว” กลายเป็นแนวคิดใหม่ของคนทำงานยุคปัจจุบัน  สอดรับกับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนไป เมื่อพนักงานเองก็มีโอกาสในการหารายได้เสิรมมากขึ้นผ่าน Gig Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราวที่ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป HR สามารถเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง ที่ปรึกษาด้านอาชีพ หรือแม้กระทั่งการผันตัวเป็น Freelance Recruiter ทุกวันนี้การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่ใช่แนวคิดที่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เมื่อค่าครองชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้ประจำกลับเท่าเดิม การหารายได้เสริมจึงเกิดขึ้นกับทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล สอดคล้องกับการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจแบบ Gig Economy ยิ่งทำให้เอื้อให้ทุกคนหารายได้เสริมได้แบบไม่กระทบงานประจำ เกิดเป็นอนาคตโลกการทำงานของ HR ที่จะเหมือนเดิมอีกต่อไป วันนี้ HREX จึงอยากมาแนะนำหนทางการหารายได้เสริมของ HR ว่าสามารถหาจากทางไหนได้บ้างในปัจจุบัน ทำไม HR ต้องหารายได้เสริม “อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว” กลายเป็นแนวคิดใหม่ของคนทำงานยุคปัจจุบัน เห็นได้จากกลุ่มงานเสริม งาน Second Job หรืองาน Side Hustle เริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้น ทำให้เกิดสัญญาณที่บ่งบอกว่า หมดยุครายได้ทางเดียวแล้ว สิ่งนี้เกิดจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงแก่คนทำงานได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งความมั่นคงระยะยาวและความมั่นคงระยะสั้น เช่น บริษัทที่ยิ่งใหญ่ก็ล้มสลายได้หากไม่มีการปรับตัว ทำให้พนักงานต้องหาหนทางเอาตัวรอดกันเองเสมอ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว” กลายเป็นแนวคิดใหม่ของคนทำงานยุคปัจจุบัน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สอดรับกั</span><span style="font-weight: 400;">บเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนไป เมื่อพนักงานเองก็มีโอกาสในการหารายได้เสิรมมากขึ้นผ่าน </span><span style="font-weight: 400;">Gig Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราวที่ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR สามารถเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง ที่ปรึกษาด้านอาชีพ หรือแม้กระทั่งการผันตัวเป็น </span><span style="font-weight: 400;">Freelance Recruiter</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30307 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/hrnote_cover_template-3-600x370-2.png" alt="HR หารายได้เสริมจากทางไหนได้บ้าง?" width="600" height="370" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 902" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/hrnote_cover_template-3-600x370-2.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/hrnote_cover_template-3-600x370-2-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่ใช่แนวคิดที่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เมื่อค่าครองชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้ประจำกลับเท่าเดิม การหารายได้เสริมจึงเกิดขึ้นกับทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ HR ห</span><span style="font-weight: 400;">รือฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจแบบ </span><span style="font-weight: 400;">Gig Economy ยิ่งทำให้เอื้อให้ทุกคนหารายได้เสริมได้แบบไม่กระทบงานประจำ เกิดเป็นอนาคตโลกการทำงานของ HR ที่จะเหมือนเดิมอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จึงอยากมาแนะนำหนทางการหารายได้เสริมของ HR ว่าสามารถหาจากทางไหนได้บ้างในปัจจุบัน</span></p>

<h2>ทำไม HR ต้องหารายได้เสริม</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าฝากทั้งชีวิตไว้กับรายได้ทางเดียว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นแนวคิดใหม่ของคนทำงานยุคปัจจุบัน เห็นได้จากกลุ่มงานเสริม งาน Second Job หรืองาน Side Hustle เริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้น ทำให้เกิดสัญญาณที่บ่งบอกว่า หมดยุครายได้ทางเดียวแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เกิดจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงแก่คนทำงานได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งความมั่นคงระยะยาวและความมั่นคงระยะสั้น เช่น บริษัทที่ยิ่งใหญ่ก็ล้มสลายได้หากไม่มีการปรับตัว ทำให้พนักงานต้องหาหนทางเอาตัวรอดกันเองเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมั่นคงทางรายได้ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ใครหลายคนปรารถนาที่จะมี ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></p>
<h2>เมื่อตลาดส่งเสริมให้ HR หารายได้เพิ่ม</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10927 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/pexels-rodnae-productions-7413880.jpg" alt="HR หารายได้เสริมจากทางไหนได้บ้าง?" width="600" height="370" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 903"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดรับกั</span><span style="font-weight: 400;">บเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนไป เมื่อพนักงานเองก็มีโอกาสในการหารายได้เสิรมมากขึ้นผ่าน </span><span style="font-weight: 400;">Gig Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราวที่ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง Grab ที่จ้างงาน Rider หลากหลายคน โดยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของยานพาหนะสักคัน และเป็นการจ้างงานแบบครั้งคราวโดยไม่มี Rider คนไหนเป็นพนักงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มหางานต่าง ๆ เช่น เว็บหางานอิสระรายได้เสริมหรืองานรับจ้างที่จบเป็นงาน ๆ ไป เช่น Upwork, Fiverr, Freelancer หรือ Fastwork ทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอย่างง่ายดาย ช่วยทลายกำแพงการทำงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานให้ต่างไปจากเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9221 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1659621910-1.jpg" alt="Gig Economy กระทบ HR" width="500" height="250" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 904"></div>
</div>
<h2>ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่รายได้เสริมช่วยส่งเสริมเรื่องใจ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเงินแล้ว การหารายได้เสริมยังมีส่วนช่วยชุบชูใจคนทำงานให้ฟูขึ้นได้ เมื่องานเสริมนั้นเป็นแหล่งหลบหนีจากงานประจำได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ หลายครั้งที่งานประจำเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความเบื่อหน่าย หรือแม้แต่ความรู้ไม่อยากทำ นั่นทำให้ความสุขในชีวิตลดลง หลายคนจึงหางานเสริมที่เกิดขึ้นจากงานอดิเรกหรืองานที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าผลตอบรับที่กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมคือตัวเงิน แต่ถ้างานเสริมนั้นเป็นงานที่เราสนุก งานสร้างสรรค์ หรืองานที่ไม่น่าเบื่อก็จะช่วยหักลบกลบความซ้ำซากที่เราเจอในแต่ละวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แถมยังเป็นเปิดหู เปิดตา เปิดโลก และสร้างคอนเน็กชันใหม่ ๆ ได้อีกด้วยนะ ซึ่งอาจทำให้เราได้รู้จักตัวตนใหม่ ศักยภาพใหม่ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราก็เป็นไปได้</span></p>
<h2>HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากไหนได้บ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX ได้ยกงานเสริมเล็ก ๆ น้อยๆ ที่ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลทำได้ โดยที่ไม่กระทบงานหลักด้วยมาให้ดูกัน มีอะไรบ้าง ตามไปดูเลย</span></p>
<h3>1. เป็นวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษาเฉพาะทาง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายครั้งมักเกิดปัญหาระหว่างการทำงานเสมอทำให้ HR หลายคนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปสอบถามใคร สิ่งนี้แหละทำให้เกิดช่องว่างที่ HR Professional ตัวจริงสามารถผันตัวเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทางได้ และบางคนก็สามารถเปิดเป็นบริษัทรับปรึกษาเฉพาะทางเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม HR คนนั้นต้องมั่นใจว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถจริง ซึ่งอาจหาได้จากประสบการณ์การทำงานหรือสถาบันการศึกษาที่ให้ประกาศนียบัตร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ HREX เองก็มีเว็บบอร์ด </span><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Community</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เปรียบสนามซ้อมของผู้เชี่ยวชาญ เพราะมีหลากหลายคำถามจากคนทำงานจริงเข้ามาถามเสมอ ลองเข้าไปอ่านดูคำถามเหล่านั้น และเช็คว่าตัวเองสามารถตอบได้ไหม หรือไม่ก็สมัครเข้ามาเป็น HR Expert Partner กับเราได้เช่นกัน</span></p>
<h3><b>2. รับจ้างเขียน Resume</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR ทำงานกับ Resume จำนวนมาก HR ย่อมรู้ว่า Resume แบบไหนที่ HR กันเองต้องการแน่นอน ฉะนั้นการรับจ้างทำ Resume ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของ HR จึงเป็นอีกหนึ่งทางหารายได้เสริมที่น่าสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสถิติเก่าจาก </span><a href="https://www.washingtonpost.com/news/on-small-business/wp/2017/10/19/study-71-percent-of-employees-are-looking-for-new-jobs/?noredirect=on" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">washingtonpost</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า 71% ของพนักงานมักมองหางานใหม่เสมอ กล่าวคือมีคนที่พร้อมทำ Resume อยู่ตลอดเวลาซึ่งจริง ๆ แล้ว พนักงานทุกคนจำเป็นต้องอัพเดท Resume ทุกปีอยู่แล้ว นั่นเท่ากับนี่เป็นตลาดที่มีงานให้ทำอยู่เสมอนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การทำ Resume ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามอุตสาหกรรม และความสามารถของแต่ละคน เราควรพูดคุยให้แน่ชัดว่าเขาต้องการ Resume แบบไหน เพื่องานประเภทใด และตรวจสอบคำถูกผิดให้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่า HR นั้นมักดู Resume เพียงแค่ 7 วินาทีนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8454 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Resume-HR1.jpg" alt="Resume HR " width="500" height="333" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 905"></p>
</div>
<h3>3. ทำคอนเทนต์เผยแพร่ความรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR มีความสามารถในการสื่อสารที่ดี การทำเพจ ทำบล็อก ทำเว็บไซต์ เขียนหนังสือ หรือกระทั่งการเขียน e-book ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน โดยสามารถใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาเขียนเป็นคอนเทนต์ย่อย ๆ ก่อน แล้วรวบรวมเป็นเล่มในภายหลังได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางนี้อาจทำให้เราหารายได้จากโฆษณาที่เข้ามาติดต่อ หรือการสร้าง Personal Branding ในฐานะ HR Professional ก่อนที่จะต่อยอดหารายได้อื่นต่อไปได้ </span></p>
<h3>4. เป็นที่ปรึกษาด้านอาชีพออนไลน์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการหางานแต่ละครั้งมีการแข่งขันที่สูงมาก แน่นอนว่าย่อมมีบางคนที่ยินดีจ่ายเงินให้ที่ปรึกษาด้านอาชีพเพื่อปรึกษาการเตรียมตัวในต่าง ๆ ทั้งการสัมภาษณ์งาน การเข้าทำงาน การพัฒนาตัวเอง หรือแม้กระทั่งการวางแผนทางอาชีพให้อนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาทางอาชีพจะวางแผนให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ผ่านการทำให้เห็นความก้าวหน้าทางอาชีพและทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก HR คนนั้นมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ตัวเองกำลังทำอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นอีกหนึ่งงานเสริมที่สามารถทำได้ผ่านออนไลน์ และสร้างผลลัพธ์ช่วยให้ผู้คนค้นหาตัวตน เป้าหมาย และพัฒนาตัวเองได้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10929 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Coaching-Detail.png" alt="HR หารายได้เสริมจากทางไหนได้บ้าง?" width="505" height="505" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 906"></p>
<h3>5. เป็น Freelance Recruiter</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เทรนด์ Freelance Recruiter กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกระบวนการสรรหาในองค์กรใหญ่เกิดความท้าทายมากกว่าเดิม โดยเฉพาะความท้าทายที่องค์กรต้องการเติมคนเก่ง ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด หลายองค์กรจึงหันไปจ้าง Freelance Recruiter มากกว่าใช้ Freelance Agency กันแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่ให้ HR สามารถสมัครเป็น Freelance Recruiter ได้ฟรี ๆ อย่าง <a href="https://expth.hrnote.asia/products/1https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">SourcedOut</a> แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับนักสรรหามืออาชีพ ที่จะทำให้คุณทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมการันตีรายได้เสริมสูง กระทั่งสามารถเปลี่ยนงานหลักได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นอีกหนึ่งงานที่ HR สามารถเริ่มต้นทำงานได้ทันที </span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/products/1?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15982 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Title-Page-46.png" alt="5 เหตุผล ทำไมควรเลือก Sourcedout เพื่อช่วยหาคนทำงานที่ใช่ มาเติมเต็มองค์กร" width="740" height="740" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 907"></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10928 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/pexels-vanessa-garcia-6325920.jpg" alt="HR หารายได้เสริมจากทางไหนได้บ้าง?" width="600" height="370" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 908"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่ากันดีกว่า ในเมื่อเราสามารถแปรเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญให้เกิดมูลค่าได้ อยู่ที่ว่าเราจะลุกขึ้นมาลงมือทำหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้งานเสริมอาจไม่ใช่งานที่สามารถพลิกชีวิตทันที แต่คืองานที่ทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อเกินไป ไม่ซ้ำซากจำเจในแต่ละวัน แถมยังสร้างรายได้ได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อ HR เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่มีโอกาสสร้างรายได้เสริม ถึงเวลาแล้วที่เราปลดล็อกตัวเองจากการนั่งทำงานออฟฟิศไปวันวัน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="HR หารายได้เสริม (Side Hustle) จากทางไหนได้บ้าง? 909" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://blog.sage.hr/7-side-income-ideas-for-human-resource-specialists-hr/?fbclid=IwAR3wK-7hW_EeaJuDrD9f4T2oTyapLxk_GFzKD5TfVDX1_uLCxMq0nbN4eos" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">blog.sage</span></a></li>
<li><a href="https://successinhr.com/hr-side-hustles?fbclid=IwAR1n_TH6xAzxsHDUQ2IuucKHGBsN9PU45mbTe4Ce5N7pwBdJJ1sPkblGQWU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">successinhr</span></a></li>
<li><a href="https://thestandard.co/podcast/ihatemyjob14/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">thestandard</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220302-advice-for-young-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Mar 2022 14:30:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[มือใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220302-advice-for-young-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บทความนี้สกัดเพื่อ HR มือใหม่ โดยกลั่นออกมาจากประสบการณ์ของ HREX.asia expert partner ทั้ง 11 ท่านเพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับของความสำเร็จในการเดินทางในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคลเพื่อเป็นคำแนะนำให้ HR รุ่นใหม่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน  HR ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจธรรมชาติของคน เช่น พฤติกรรม ความต้องการ วิธีคิด ลักษณะนิสัย ฯลฯ, ไม่ว่า HR จะทำอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ ขอให้นึกไว้เสมอว่า ต้องมีคนได้มากกว่าคนเสีย, HR มี 2 ร่างเสมอในทุกเรื่องที่ต้องทำ ครึ่งหนึ่งเป็นตัวแทนนายจ้าง อีกครึ่งเป็นตัวแทนลูกจ้าง จะทำอะไรต้องมองทั้ง 2 ด้านเสมอ HR เป็นงานที่ต้องอาศัย ความ “มีใจ” มาก มีใจในการช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข มีใจในการพัฒนาเรียนรู้ตัวเองอยู่เสมอเพราะ HR Trend เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมโลก HR ต้องไวต่อการเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ทันความรู้ใหม่ๆ HR เป็นงานที่มีบทบาทต่อคนจำนวนมากและเป็นสายงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อวงการธุรกิจอย่างคาดไหม่ถึง  HREX.asia จะพยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้มาก่อนหน้าที่มีประสบการณ์เพื่อส่งต่อสิ่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนในแวดวง HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li class="p1">บทความนี้สกัดเพื่อ HR มือใหม่ โดยกลั่นออกมาจากประสบการณ์ของ<span class="s1"> HREX.asia expert partner </span>ทั้ง<span class="s1"> 11 </span>ท่านเพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับของความสำเร็จในการเดินทางในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคลเพื่อเป็นคำแนะนำให้<span class="s1"> HR </span>รุ่นใหม่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน<span class="s1"> </span></li>
<li class="p1"><span class="s1">HR </span>ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจธรรมชาติของคน เช่น พฤติกรรม ความต้องการ วิธีคิด ลักษณะนิสัย ฯลฯ<span class="s1">, </span>ไม่ว่า<span class="s1"> HR </span>จะทำอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ ขอให้นึกไว้เสมอว่า ต้องมีคนได้มากกว่าคนเสีย<span class="s1">, HR </span>มี<span class="s1"> 2 </span>ร่างเสมอในทุกเรื่องที่ต้องทำ ครึ่งหนึ่งเป็นตัวแทนนายจ้าง อีกครึ่งเป็นตัวแทนลูกจ้าง จะทำอะไรต้องมองทั้ง<span class="s1"> 2 </span>ด้านเสมอ</li>
<li class="p1"><span class="s1">HR </span>เป็นงานที่ต้องอาศัย ความ<span class="s1"> “</span>มีใจ<span class="s1">” </span>มาก มีใจในการช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข มีใจในการพัฒนาเรียนรู้ตัวเองอยู่เสมอเพราะ<span class="s1"> HR Trend </span>เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมโลก<span class="s1"> HR </span>ต้องไวต่อการเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ทันความรู้ใหม่ๆ</li>
<li class="p2"><span class="s1">HR </span>เป็นงานที่มีบทบาทต่อคนจำนวนมากและเป็นสายงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อวงการธุรกิจอย่างคาดไหม่ถึง<span class="s1">  HREX.asia </span>จะพยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้มาก่อนหน้าที่มีประสบการณ์เพื่อส่งต่อสิ่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนในแวดวง<span class="s1"> HR </span>ต่อไป</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-10789 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Partner_web.png" alt="Partner web" width="1200" height="676" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 923"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเชื่อว่าหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ในบทความนี้เราได้รวบรวมประสบการณ์ฉบับอัดแน่นของ HREX.asia expert partner ทั้ง 11 ท่าน เพื่อตอบคำถามว่า  </span></p>
<p style="text-align: center;"><em><strong>&#8220;จากการทำงานมาจนถึงวันนี้ในสายอาชีพทรัพยากรบุคคล มีอะไรอยากจะบอกกับ HR ที่เพิ่งเริ่มต้นในเส้นทางสายนี้ </strong></em><em><strong>ที่คิดว่าจะช่วยให้เติบโต และประสบความสำเร็จ&#8221;</strong></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หวังว่าทุกท่านที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางนี้จะได้เคล็ดลับและมุมมองดีๆ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงานต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #800000;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/sca.png" width="150" height="145" alt="sca" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 924"></b></span><b>1. คุณโชติช่วง  กังวานกิจมงคล HR Business Partner ของบริษัท FMCG และเจ้าของเพจ “คุยกับ HR”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้การเป็น HR ที่แค่ดูแลพนักงาน จัดกิจกรรม จัดอบรม ตรวจเวลาทำงาน ทำเอกสาร หรืองาน HR อื่นๆ ไม่เพียงพอแล้ว สิ่งที่ HR ในวันนี้และวันข้างหน้าควรจะเป็นคือช่วยเหลือธุรกิจและองค์กรให้เติบโตก้าวหน้าหรือเป็นเหมือน Partner ให้กับผู้บริหารหรือพนักงานทุกๆคน แม้จะอยู่ Com&amp;Ben, HRD หรือ Recruitment ทุกคนก็เป็น Partner ให้ธุรกิจได้ในแต่ละแขนง กล่าวคือเราสามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำแก่ธุรกิจ และทำให้การดำเนินธุรกิจง่ายขึ้นในมุมของ HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจะเป็น Partner ที่ดีได้ สิ่งที่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้คือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.เข้าใจธุรกิจของเราเองและความเป็นไปของตลาด และสร้าง Insights ให้มากที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.พัฒนาทักษะที่จำเป็นในการก้าวสู่การเป็น Partner เช่น ทักษะการให้คำปรึกษา การคิดเชิงกลยุทธิ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การตั้งคำถาม เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3.ต้องมีความชัดเจนในการเติบโตว่าอยากก้าวสู่สายงานแบบใด ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าอยากไป HR สายไหน แต่ให้มองว่าอยากทำงาน HR ลักษณะไหน เช่น ทำงานกับข้อมูล ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหาร ทำงานกับการพบปะผู้คน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครที่พึ่งเริ่มและได้ทำงานที่อาจจะเป็นแค่งานเอกสารเล็กๆน้อยๆแต่เป็นกองพะเนิน ก็ยังสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น Partner ของธุรกิจได้ ขึ้นอยู่กับเราที่สามารถสร้างผลงานหรือผลกระทบที่พัฒนาธุรกิจได้อย่างไรบ้าง</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Picture1.jpg" alt="ปิยะ วิทยาวโรจน์กิจ" width="119" height="119" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 925"></b><b>2. ปิยะ วิทยาวโรจน์กิจ HR Director, Sakol Energy Public Company Limited Head of HR&amp;OD Consultant, CONSYNC Group Co., Ltd.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้ให้ลึก เรียนรู้ให้จริงกับงานครับ หากได้รับมอบหมายงานในตำแหน่งไหน ก็เข้าไปศึกษาตำแหน่งงาน HR ใน Role นั้นให้ชัดเจน เช่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสรรหา ก็ศึกษาการสรรหาตั้งแต่กระบวนการหาใบสมัคร สัมภาษณ์ การคีย์ข้อมูลประวัติ และรู้แบบการทำสัญญาจ้าง ว่าเป็นแบบไหน ทำอย่างไรของบริษัทตนเอง รวมถึงต่อยอดการทำงานด้วยการสอบถามพี่ๆ HR บริษัทอื่นถึงกระบวนการสรรหาหลายๆ ที่ หากโชคดีได้ประสานงานกับบริษัท Recruitment agency ลองแลกเปลี่ยนหรือพูดคุยถึงกระบวนการ และการคัดกรองคน รวมถึงการ screen คน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมแนะนำและให้ความรู้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดฝึกอบรม ก็ศึกษากระบวนการจัดอบรม การทำแผนจัดฝึกอบรม การประสานงานวิทยากร และควรศึกษากฏหมายพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย เพื่อให้สอดคล้องกันทุกด้าน นอกจากนี้ หากมีโอกาสควรศึกษากระบวนการเป็น Facilitator ให้เต็มรูปแบบ ยิ่งมีโอกาสได้ประสานงานกับผู้บรรยายก็สามารถขอความรู้และแลกเปลี่ยนกระบวนการวางโครงสร้างหลักสูตรหรือกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นแก่นของการสร้างระบบการเรียนรู้ (Milestone) ให้กับองค์กรต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำเงินเดือนและสวัสดิการ หากได้รับมอบหมายในส่วนงานนี้ ก็เข้าไปศึกษาตั้งแต่ระบบการทำเงินเดือน การจ่ายเงินเดือน การคำนวนภาษีและสวัสดิการต่างๆ โครงสร้างเงินเดือน การกำหนดผลตอบแทนต่างๆ รวมถึงรู้ให้ลึกถึงการกำหนดของข้อกฏหมายและลักษณะของการจ้างแต่ละแบบ การหักภาษี การคำนวนภาษี ตั้งแต่การทำสัญญาจ้าง การทำจ่ายเกษียณอายุ ปรับเงิน โบนัส รวมถึงกระบวนการจ่ายเลิกจ้างเป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์ หากได้รับมอบหมายเหล่านี้ ก็นอกจากการทำกิจกรรม หรือการบริหารความสัมพันธ์พนักงานกับองค์กร เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีเท่านั้น เราคงต้องเข้าไปศึกษากฏหมายแรงงานต่างๆ การทำสัญญา ข้อตกลงหรือการทำเอกสารต่างๆ ของพนักงานกับองค์กร อีกทั้งการเลิกจ้างพนักงาน หรือบริหารสหภาพแรงงาน (ถ้ามี)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร หากได้รับมอบหมายงานเหล่านี้ นอกจากทำตามแผนที่ผู้บริหารกำหนดมาหรือได้ทำงานร่วมกับที่ปรึกษา (Consultant) เราอาจต้องเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมจากสิ่งที่ถูกมอบหมายและขอความรู้จากที่ปรึกษา เช่นการทำแบบสำรวจประเมินความพึงพอใจพนักงาน เราคงต้องเข้าไปดูว่าใช้ Model อะไร วัดผลอย่างไร หรือนำวิเคราะห์อะไร แล้วเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างองค์กร ก็ต้องดูถึงผลกระทบต่อระบบงานว่าปรับแล้วงานจะเป็นอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหน หรือขยายโครงสร้างคนจะเยอะเกินไป งานมีพอกับจำนวนที่รับคนหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของงาน HR เพราะบางที บางจังหวะเราอาจไม่ได้ทำทุก Role ของงาน HR หรือ โชคดีหน่อยก็ได้ทำทุก Role แต่สิ่งสำคัญของงาน HR คือ “ประสบการณ์” ที่ได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือหรือสอบถามจากคนอื่นแล้วจะทำงาน HR ได้ทันทีครับ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9670 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Rangsri-1.png" alt="Rangsri 1" width="109" height="109" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 926">3. คุณรังษี กอ</b><b>วิวัฒนาการ</b><b> Head</b><b> of HR Operations บริษัทค้าปลีก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากจะบอกน้องๆที่เริ่มเข้าสู่สายอาชีพนี้ ลองถามตัวเองก่อนว่าเรามาทำตรงนี้เพราะอะไร อยากทำเพราะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>&#8211; ใฝ่ฝัน</strong> หมายถึง เป็นคนที่จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความชัดเจนในชีวิตมากจึงเลือกเรียนหรือเลือกงานสายนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นกับงานในฝัน หากน้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจนมาถึงตรงนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่จะขวางน้องๆได้ ซึ่งน่าจะเป็นคนจำนวนไม่มากนักในวงการ HR ที่อยู่กลุ่มนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>&#8211; เผลอไผล </strong> หมายถึงมาแบบงงๆ รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาวงการ HR แล้ว อาจจะเริ่มจากฝ่ายสรรหา ฝึกอบรม และอื่นๆ  คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นส่วนใหญ่ในวงการ หากเรารู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาทำงานแล้วมีความสุข หรือหากอยู่ต่อไปก็ไม่ได้ทุกข์อะไร ถือว่าดี แต่หากต้องการเปลี่ยนจาก Good เป็น Great ต้องเติมความรู้ ความใส่ใจในตัวงาน อาจจะมาจากการเรียนรู้ ในตำราหรือจากประสบการณ์จริง จากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจะทำให้เราลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด ลดการเสียเวลาไป เหลือแต่ความน่าจะเป็นที่จะสำเร็จให้เลือกทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>&#8211; พลาดพลั้ง</strong> คล้ายกลุ่มที่สองแต่ทุกวันที่ตื่นมาทำงานมีแต่ความทุกข์และไม่สนุกเลย กลุ่มนี้ลองถามตัวเราที่เราทุกข์หรือไม่สนุกเป็นเพราะอะไรกันแน่ ระหว่างเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน หรือ ลักษณะงาน หากเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน อยากให้ลองปรับทัศนคติ ไม่มีที่ไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้แม้นแต่เราเป็นเจ้าของกิจการเอง พยายามมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากเพื่อนร่วมงานหรือนายแบบนี้  แต่หากเป็นเพราะลักษณะงาน รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา ก็แยกย้ายเถอะครับ ลองตาหาความฝันที่จะเหมาะกับเรา &#8220;อย่าตัดสินปลาว่าไม่เก่ง แค่ว่ามันปีนต้นไม้ไม่ได้&#8221; ลองหาความถนัดของตัวเองแล้วเลือกทำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความถนัดของคนสามารถแบ่งได้ 8 อย่าง (ทฤษฎีพหุปัญญา หรือ Theory of Multiple Intelligences) ลองไปค้นหาดูนะครับว่าคุณเป็นคนถนัดปัญญาแขนงไหน เช่น งาน HR นี่จะเป็น ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ เจตนาที่ซ่อนเร้น มีความไวในการสังเกตสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ของคนอื่น และตอบสนองสิ่งเหล่านั้นได้เหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรองเก่งและชักจูงผู้อื่นได้ดี เป็นต้น</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9496 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-1.png" alt="image 1" width="109" height="107" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 927">4. ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร </b><b>วิทยากรที่ปรึกษา &amp; ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบงาน HRM &amp; HRD &amp; Learning Development</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากบอก HR น้องใหม่ที่เพิ่มเริ่มต้นเข้าสู่วงการ HR การที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จ ฝากไว้ซัก 5 ข้อค่ะ</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ขยันและอดทนให้มากกว่าคนอื่น รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน คิดก่อนพูดเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีในองค์กร</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">2.ให้ลืมคำว่า “งานนี้ทำไม่ได้” เพราะทุกงานคือครูที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3.ปัญหาในงาน HR มีทุกวัน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้านองค์ความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอ พูดง่ายๆ คือต้องสะสมอาวุธทางปัญญา และพร้อมนำออกมาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่เบื่อที่จะต้องเรียนรู้พัฒนาในทุกๆวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.พร้อมอุทิศตนให้กับงานและองค์กรด้วยความจริงใจ สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ แม้ไม่มีคำชมเชยก็ตาม เรียกว่าปิดทองหลังพระค่ะ บุญในงานจะเกื้อหนุนให้มีความสุข ความเจริญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.มีน้ำใจ และวาจาดี เป็นมิตรกับทุกคน สามารถเป็นผู้นำในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในองค์กร</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9500 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-5.png" alt="image 5" width="122" height="118" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 928">5. ธีรพร บุนนาค Human Resource Director</b></h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจธรรมชาติของคน เช่น พฤติกรรม ความต้องการ วิธีคิด ลักษณะนิสัย ฯลฯ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่า HR จะทำอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ ขอให้นึกไว้เสมอว่า ต้องมีคนได้มากกว่าคนเสีย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากพนักงานทุกระดับ เป็นตัวกรองที่ดีในการส่งสารไปถึงนายจ้าง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ความสัมพันธ์กับพนักงาน เนื่องจาก HR ถูกมองว่าเป็นตัวแทนบริษัทฯ ดังนั้นในหลายครั้งอาจมีนโยบายบางอย่างที่ลำบากใจในการสื่อสาร/ชี้แจง แต่หากมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว การพูดคุยหรืออธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะง่ายยิ่งขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR มี 2 ร่างเสมอในทุกเรื่องที่ต้องทำ ครึ่งหนึ่งเป็นตัวแทนนายจ้าง อีกครึ่งเป็นตัวแทนลูกจ้าง จะทำอะไรต้องมองทั้ง 2 ด้านเสมอ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเก็บความลับ เพราะ HR จะได้รับรู้ความลับเสมอ นอกจากเรื่องของเงินเดือน ยังมีเรื่องของปัญหาส่วนตัวต่างๆที่เกิดขึ้น</span></li>
</ol>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10716 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-01-at-17.49.21.png" alt="Screen Shot 2565 03 01 at 17.49.21" width="138" height="131" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 929"></b><b>6. ชัญญชิตา ศรีชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กรสถาบัน DPeoplePlus</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ใคร ๆ ก็เป็นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็น HR ที่ดีและเป็นมืออาชีพได้ อยากถามก่อนบอกว่าให้แน่ใจว่า คุณ “มีใจ”กับงาน HR นั่นคือคุณมีใจรักที่จะทำงานกับคน ทำความเข้าใจคน และชอบเห็นการพัฒนาของคน ถ้าไม่ใช่ในช่วงแรกนี้คุณได้ทดลองเข้าไปสัมผัสงานแล้ว รีบ turn ไปแนวอื่นที่คุณคิดว่าใช่มากกว่า เพราะการทำงาน HR แล้วคุณเองไม่ได้มีใจ มันมิใช่ส่งผลเสียกับคุณคนเดียว มันส่งผลเสียต่อองค์กรและสังคมโดยรวมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานเป็น HR เป็นงานที่ต้องอาศัย ความ “มีใจ” มาก มีใจในการช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข มีใจในการพัฒนาเรียนรู้ตัวเองอยู่เสมอเพราะ HR Trend เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมโลก HR ต้องไวต่อการเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ทันความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ มีใจ ในการทำความเข้าใจผู้อื่นและชอบผลักดันให้เขาแสดงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ความเจริญก้าวหน้าและเป้าหมายที่สำเร็จขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่จะช่วยให้ HR แข็งแรง เติบโตและประสบความสำเร็จนั้นคือคุณรักการเรียนรู้อยู่เสมอ และสร้างโอกาสในการพัฒนาตนเอง มี Growth mindset และ Resilience ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ไหน HR ต้องฟื้นคืนไว ที่สำคัญคุณต้องรู้จริงในงาน เป็น Professional มืออาชีพและเป็นผู้รอบรู้ที่สามารถให้คำแนะนำคำปรึกษากับผู้บริหารได้ ซึ่งการที่จะเป็น HR ที่ประสบความสำเร็จ คุณต้อง Self -learning ,Self -organized and continuous self -development อยู่เสมอในทุกยุคทุกสมัยนั่นเอง</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9499 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-4.png" alt="image 4" width="109" height="109" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 930">7. ปราการ วงษ์จำรัส</b><b> Assistant Chief Executive Officer Human Resources</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอแบ่งปันจากการเติบโตในสาย HR ครับ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ ผมขอแบ่งความเป็น HR ได้ 2 แบบ คือ แบบแรก เจ้ากรมระเบียบ กลุ่มนี้จะให้ตัวเองเป็น ผู้สร้างกฎ คุมกฎ ทำตามแบบแผน มีแค่คำว่า ได้ กับ ไม่ได้ หรือ ถูก กับ ผิด สร้างทุกอย่างรองรับตามระเบียบปฏิบัติ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะปฏิบัติกันมายาวนานแล้ว ดีแล้ว อาจมีปรับแต่งบ้างนิดหน่อยตามที่ผู้บริหารต้องการ HR กลุ่มนี้เติบโตได้ครับ มีอยู่มากเลยในหลายบริษัท HR ใหญ่มาก ทุกคนต้องให้ความเคารพ พนักงานจะเติบโตตามเกณฑ์ที่วางไว้อย่างดีแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน HR อีกกลุ่มคือวางตัวเองเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ สร้างสรรค์ทุกอย่างเพื่อสนับสนุนหน่วยธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมาย มีส่วนร่วมในความสำเร็จ นำเสนอแนวทางช่องทางเพื่อทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่มีคุณค่ามากที่สุด HR จะ มองพนักงาานเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ วางบทบาทของตัวเองเป็นเหมือนลมใต้ปีกเสมอครับ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-2.png" alt="image 2" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 931"></b><b>8. ปราโมทย์ ลาภธนวิรุฟห์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานและการบริหารทรัพยากรบุคคล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์ทางด้านสายงาน HR ซึ่งงาน HR ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงขอฝากไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าทำงานทางด้าน HR ว่างาน HR เป็นสิ่งที่มีความท้าทาย มีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น HR ที่ต้องการประสบความสำเร็จจะต้องมีการปรับตัวและการเรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จึงควรมีการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ทักษะในสายงาน HR ด้านต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ความรู้ในธุรกิจที่สามารถสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; การสร้างหรือการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานโดยฉีกกฎการทำงานแบบเดิม ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับความคิดเห็นนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณครับ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/StepsAcademy0898-scaled.jpeg" alt="สัมภาษณ์ ณัฏฐวัฒน์ วัฒนธเนศ, สัมภาษณ์​ Jenphob, สัมภาษณ์ HR Transformation" width="116" height="116" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 932"></b><b>9. ณัฏฐวัฒน์ วัฒนธเนศ Founder and Executive Consultant Jenphob</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สายงาน HR อาจจะมองว่าเป็นงานเฉยๆ ไม่ได้หวือหวาหรือว่าน่าตื่นเต้นอะไร คำตอบนี้อาจจะจริงเมื่อ 10-20 ปี ที่แล้ว แต่สำหรับวันนี้และอนาคต HR เป็นอีกแรงหนี่งที่สำคัญมากๆในองค์กร สามารถทำให้โตเร็วแบบ x10 ได้ หรืออาจจะทำให้ตายไวแบบ x10 ได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญ มากๆที่ทำให้ HR เติบโตและประสบความสำเร็จได้ในยุคนี้ก็คือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; รอบรู้เรื่องอื่นๆรอบๆตัว เช่น ธุรกิจ Finance เบื้องต้น จิตวิทยาองค์กร ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี ดิจิตอลมาเกตติ้ง และอีกสารพัด เพราะมันจะเอามาประกอบร่างกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; Mindset ที่พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้พร้อมเรียนรู้จากข้อที่แล้ว และพร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; logical thinking จริงๆไม่ใช่แค่ HR สิ่งนี้คนทำงานทุกคนควรมีด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; พื้นฐาน Data analysis อย่าบอกว่า HR ไม่เกี่ยวกับงานดาต้า จะพาไปชม HR Metrics รับรอง เก็บข้อมูลกันมันมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; พื้นฐานกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และธุรกิจที่ตัวเองอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็น HR ที่จะโตในอนาคต ต้องเป็น HR แบบ 360 องศา คมรอบทิศ เฉียบรอบด้าน</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Picture1.jpg" width="115" height="117" alt="Picture1" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 933"></b><b>10. วัฒนศักดิ์ วิบูลย์ชัยกุล นักพัฒนาองค์กรและทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในบริษัทก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตในสายอาชีพทรัพยากรบุคคลในยุคปัจจุบันที่งานด้านคนได้ถูกคาดหวังว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรอีกต่อไป ดังนั้น HR สมัยใหม่จะต้องมีความรู้ลึก คือเชี่ยวชาญในศาสตร์ HR ของตนเอง และรู้กว้างคือมีประสบการณ์ มีความเข้าใจอุตสาหกรรม ธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงควรมีลักษณะที่จะเรียนรู้เป็น T-Shaped เป็นอย่างน้อย (หรือถ้าเป็น Phi-Shaped จะยิ่งดีขึ้นอีกมาก) ซึ่งการจะเลือกเรียนรู้ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความรู้ในโลกปัจจุบัน จะต้องวางเป้าหมายของตนเองทั้งเป้าหมายการเติบโต และเป้าหมายในการพัฒนา โดยมีข้อแนะนำ 3 ข้อ คือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1) การเข้าใจตัวเอง – ควรจะทบทวนทั้ง outside -in คือหา Feedback จากผู้อื่น และ inside out คือ ใช้ 5W1H ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ/เรียนรู้ หรือวิธีที่เราตอบสนองต่อปัญหา คุณจะค้นพบ Pattern บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความต้องการของคุณ ซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปเป็นความต้องการในอนาคตของคุณ สไตล์การทำงานของคุณ คุณค่าที่คุณอยากยึดถือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2) ใช้คำถามทบทวนตัวเองด้วยหลัก 3 O  – คุณต้องลองถามคำถามกับตัวเองบ้าง เพื่อเปิดภาพให้ชัดขึ้น โดยมีหลักง่ายๆคือ 3O คือ Open(คำถามปลายเปิด)/Ownership(คำถามที่สะท้อนภาพตนเองกับเป้าหมาย)/One-at-a-time (ถามทีละคำถาม ไม่ถามคำถามซ้อนคำถาม)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3) ฟัง inner coach ให้มากกว่า inner critics – ทุกๆคนก็ต่างมี inner critics ที่ทำหน้าที่เป็นนักวิจารณ์ และ inner coach ซึ่งเป็นคนที่จะให้กำลังใจเราให้ปรับปรุงตนเองเพื่อเดินทางก้าวหน้าไปในสายอาชีพ และถ้าหาก inner critics มีอำนาจเหนือคุณมาก จะทำให้คุณติดหล่ม วนคิดซ้ำๆว่าคุณทำไม่ได้ ฉะนั้นต้องเรียก inner coach ของตนเองซึ่งวิธีหนึ่งคือเรื่องใดก็ตามที่คุณได้สะท้อนหรือตอบออกมาแล้ว ลองคิดเหมือนว่าเราได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อนสนิท และคิดว่าเขาจะตอบเราอย่างไรเพื่อเป็นการสะท้อนตัวเอง การสะท้อนตัวเองเหล่านี้จะช่วยให้เราได้มีโอกาสฟัง inner coach ของเรา และส่งเสริมให้เราได้กำลังใจที่จะปรับปรุงตนเองเพื่อไปต่อได้</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/21578079e7209f64320dbc37512942d3.png" alt="สัมภาษณ์ ​พลกฤต โสลาพากุล coachphonkrit4" width="146" height="146" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 934"></b><b>11. อ.พลกฤต โสลาพากุล Coach &amp; HROD Mentor Certified OKR Professional by The KPI Institute, Lead Auditor ISO</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์ของการทำงาน HR ของผมที่ผ่านมาหลายปี  อยากบอกกับคนที่ทำงานในสาย HR ว่าเป็นตำแหน่งงานที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว และใครมีโอกาสทำงาน HR สมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า HR ยุคดิจิตอล ถือว่าเป็นงานสำคัญอย่างยิ่งในองค์กร เพราะ HR สมัยนี้แตกต่างจาก HR สมัยก่อน อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการที่ได้ดูแลคน ได้เห็นวิธีคิดของคนที่หลากหลาย ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆมาปรับใช้ในองค์กร เปรียบเหมือน Strategic Partner ช่วยให้พนักงานและองค์กรได้มีการปรับปรุงผลงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ร่วมคิด ร่วมปรึกษา ในฐานะผู้มีส่วนร่วม (Partnership) ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในด้านผลงาน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในงานของพนักงาน พัฒนาอาชีพ และพัฒนาองค์กร เพื่อเตรียมการสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจ</span></p>
<h2><b>HR มือใหม่ จงสร้างเส้นทางของคุณเอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จบไปแล้วกับคำแนะนำจาก HREX.asia Expert Partner ทั้ง 11 ท่าน ก่อนจากไปเราอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยู่บนเส้นทางสายนี้ เพราะเราเองก็มีความเชื่อเช่นกันว่า HR เป็นงานที่มีบทบาทต่อคนจำนวนมากมายมหาศาล และเป็นสายงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อวงการธุรกิจอย่างคาดไหม่ถึง เราเองก็จะร่วมเดินทางไปบนเส้นทางสายนี้และจะพยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้มาก่อนหน้าที่มีประสบการณ์เพื่อส่งต่อสิ่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนในแวดวง HR ต่อไป แล้วพบกันใหม่ 🙂</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="11 คำแนะนำสำหรับ HR มือใหม่ให้เติบโตในสายอาชีพ (จาก HR Expert Partner) 935" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220308-5-manager-biases/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Mar 2022 11:41:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Bias]]></category>
		<category><![CDATA[อคติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220308-5-manager-biases/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT อคติ (Bias) คือรูปแบบของความคิด มุมมอง หรือการตัดสินใจที่บิดเบี้ยวไปจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติไม่รู้ตัว อคติ (Bias) เป็นเหมือน ‘ทางลัดในการตัดสินใจ’ ซึ่งช่วยให้ลดภาระทางความคิดให้กับสมองและทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น อคติ (Bias) ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานบ่อย ๆ ได้แก่ Affinity bias, Stereotyping bias, Confirmation bias, Halo/Horn effect และ Recency bias ฝ่ายบุคคลอาจเริ่มพิจารณาถึงการออกแบบหลักสูตรอบรมเสริมเรื่องอคติ (Bias) ให้กับผู้จัดการและพนักงานในตำแหน่งที่ต้องอาศัยการตัดสินใจสำคัญ ๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพโดยรวมของการทำงาน คุณใช้วิธีแบบไหนในการเลือกคนเข้าทำงาน? พนักงานคนไหนที่จะได้รับผลประเมินประจำปีดีเยี่ยม? พนักงานคนใดที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการ? เมื่อมีงานที่ท้าทายและสำคัญ จะกระจายงานให้พนักงานคนใดเป็นคนจัดการ? นี่คือคำถามที่องค์กร ผู้จัดการ และฝ่าย HR ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการบริหารจัดการคนในองค์กร ซึ่งหากเป็นในโลกอุดมคติ คำตอบของคำถามเหล่านี้ก็คงจะเป็นเรื่องของ ‘หลักการ ข้อมูล และเหตุผล’ แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วมุมมองของมนุษย์ย่อมมีเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ทำให้ ‘กระบวนการตัดสินใจ’ ในแทบทุกมิติของชีวิตคนเราล้วนถูกฉาบเคลือบด้วยสิ่งที่นักพฤติกรรรมวิทยาเรียกว่า Cognitive bias หรือ  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อคติ (Bias) คือรูปแบบของความคิด มุมมอง หรือการตัดสินใจที่บิดเบี้ยวไปจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติไม่รู้ตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อคติ (Bias) เป็นเหมือน ‘ทางลัดในการตัดสินใจ’ ซึ่งช่วยให้ลดภาระทางความคิดให้กับสมองและทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อคติ (Bias) ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานบ่อย ๆ ได้แก่ Affinity bias, Stereotyping bias, Confirmation bias, Halo/Horn effect และ Recency bias</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายบุคคลอาจเริ่มพิจารณาถึงการออกแบบหลักสูตรอบรมเสริมเรื่องอคติ (Bias) ให้กับผู้จัดการและพนักงานในตำแหน่งที่ต้องอาศัยการตัดสินใจสำคัญ ๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพโดยรวมของการทำงาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42311" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-by-Para-81.webp" alt="5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ" width="600" height="370" title="5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ 940" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-by-Para-81.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/HREX-Cover-by-Para-81-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณใช้วิธีแบบไหนในการเลือกคนเข้าทำงาน?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานคนไหนที่จะได้รับผลประเมินประจำปีดีเยี่ยม?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานคนใดที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีงานที่ท้าทายและสำคัญ จะกระจายงานให้พนักงานคนใดเป็นคนจัดการ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือคำถามที่องค์กร ผู้จัดการ และฝ่าย HR ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการบริหารจัดการคนในองค์กร ซึ่งหากเป็นในโลกอุดมคติ คำตอบของคำถามเหล่านี้ก็คงจะเป็นเรื่องของ ‘หลักการ ข้อมูล และเหตุผล’ แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วมุมมองของมนุษย์ย่อมมีเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ทำให้ ‘กระบวนการตัดสินใจ’ ในแทบทุกมิติของชีวิตคนเราล้วนถูกฉาบเคลือบด้วยสิ่งที่นักพฤติกรรรมวิทยาเรียกว่า Cognitive bias หรือ  ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจของเรานั้นเอนเองหรือบิดเบี้ยวไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX จะพาทุกท่านไปสำรวจผลกระทบที่อคติหรือความเอนเอียงทางความคิดหรือ อคติ (Bias) ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลและการทำงานเป็นทีม รวมถึงพาไปรู้จักอคติที่พบได้บ่อยที่คนเป็นหัวหน้าจะต้องเผชิญ พร้อมกับวิธีการที่จะแก้ไขหรือลดอคติเหล่านั้นลงให้ได้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>อคติ (Bias) ทางความคิด (Cognitive Bias) คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Cognitive bias คือรูปแบบของความคิด มุมมอง หรือการตัดสินใจที่บิดเบี้ยวไปจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งรูปแบบของอคติเหล่านี้ยังมีความจำเพาะในแต่ละบุคคลอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เมื่อมองจากภาพรวม มนุษย์จะมีรูปแบบของอคติเหล่านี้คล้าย ๆ กันทำให้สามารถจัดกลุ่มของมันออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ และถึงแม้เราอาจมองว่าอคติเป็นเหมือนสิ่งที่ชั่วร้าย แต่จริง ๆ แล้วอคติเทางความคิดถูกฝังลึกอยู่ในความเป็นมนุษย์ ถูกฝังลึกอยู่ในสมองผ่านการวิวัฒนาการนับล้าน ๆ ปี เพราะจริง ๆ แล้ว อคติเป็นเหมือน ‘ทางลัดในการตัดสินใจ’ ซึ่งช่วยให้ลดภาระทางความคิดให้กับสมองและทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองจินตนาการว่าถ้าคุณใช้ชีวิตอยู่ในยุคหิน ในวันที่อากาศแสนสดใส ในขณะที่คุณกำลังหาผลหมากรากไม้อยู่กับสมาชิกในเผ่าของคุณ คุณก็สังเกตเห็นคนที่แต่งกายด้วยลักษณะบางแบบที่แตกต่างออกไป หน้าตาสีผิวก็ค่อนข้างแตกต่างจากคนในเผ่าของคุณ ทำให้คุณเกิดภาพฉายซ้อนทับในความทรงจำไปในทันทีว่ามนุษย์ท่าทางแปลก ๆ คนนี้เป็นคนต่างเผ่าจากดินแดนไกลที่แสนอันตราย ทันใดนั้นสมองคุณก็ได้ทำการตัดสินไปล่วงหน้าด้วยข้อมูลอันน้อยนิดเพื่อร่นระยะเวลาในการตัดสินใจว่าบุคคลผู้นี้คือบุคคลอันตราย เป็นวิธีการแบบนี้เองที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของเผ่าพันธ์มนุษย์มาหลายหลายล้านปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัดภาพมาในปัจจุบัน สมองเรามี ‘ทางลัดในการตัดสินใจ’ อีกมากมายที่ช่วยให้เราเกิดการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เคยหรือเปล่าที่รู้สึกไม่ชอบใครบางคนขึ้นมาเพียงแค่การเจอหน้าเพียงครั้งแรก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรากฎการเหล่านี้ถูกค้นพบและได้รับการศึกษาอย่างลงลึกจากนักจิตวิทยามาแล้วหลายทศวรรษซึ่งถูกบรรจุอยู่ในสาขาวิชาอย่าง C</span><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Cognitive_science" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ognitive science</span></a><span style="font-weight: 400;">, S</span><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Social_psychology" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ocial psychology</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ B</span><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Behavioral_economics" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ehavioral economics</span></a><span style="font-weight: 400;"> นอกจากนี้ความรู้เกี่ยวกับ Cognitive bias ยังถูกเอามาประยุกต์ใช้ในหลายสาขาวิชา ตัวอย่างเช่น วงการตลาดก็นำมาออกแบบวิธีการสื่อสารที่จะจูงใจให้คนเกิดความต้องการซื้อ หรือการสร้างแบรนด์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจไม่สามารถลดอคติทางความคิดให้หมดไปอย่างสมบูรณ์ แต่ก้าวแรกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงคือการ Identify หรือระบุมันให้ได้เสียก่อนว่ามีอคตติรูปแบบไหนอยู่บ้าง มีลักษณะเป็นอย่างไร เพื่อเวลาที่มันเกิดขึ้น เราจะได้มีสติรู้ทันและตอบสนองหรือตัดสินใจออกไปด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวมากยิ่งขึ้น ในส่วนถัดไปเราจะมาทำความรู้จักอคติแต่ละแบบที่พบได้บ่อย พร้อมเทคนิคที่หัวหน้าหรือผู้นำสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื้อก้าวข้ามผ่านมันไปได้</span></p>
<h2>5 อคติ (Bias)ที่พบได้บ่อย</h2>
<h3>1. Affinity bias</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10781 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="758" height="505" title="5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ 941"></p>
<p style="text-align: center;"><b><i>“ความเหมือนก่อกำเนิดความชอบ ความชอบก่อกำเนิดความลำเอียง </i></b></p>
<p style="text-align: center;"><b><i>ความลำเอียงก่อกำเนิดความอยุติธรรม”</i></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ‘ลูกรักของหัวหน้า’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนเคยอาจได้ยินได้ยินประโยคอย่าง ‘บริษัทนี้เค้ารับแต่คนจบจากมหาวิทยาลัยนี้’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจาก </span><b>Affinity bias </b><span style="font-weight: 400;">หรือ อคติจากความเหมือน (ที่ทำให้เกิดความเชื่อใจหรือรู้สึกดี) เมื่อคุณค้นพบว่าใครอีกคนมีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายคลึงกันกับตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นความชอบ ความสนใจ รูปร่างหน้าตา ลามไปถึงเรื่องอย่างศาสนา เชื้อชาติ บุคลิกภาพ หรือสถาบันการศึกษา โดยแรงหนุนทางจิตวิทยาเบื้องหลังที่เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึกคือการที่เรารู้สึกว่า ‘คนที่มีคุณสมบัติคล้ายกันกับเราดีกว่า เหนือกว่า เจ๋งกว่า กลุ่มคนอื่น ๆ’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Affinity bias อาจมีข้อดีที่ทำให้กลุ่มคนที่มีจุดร่วมบางอย่างดึงดูดเข้าหากันเกิดเป็น Community หรืออาจช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักคนใหม่ ๆ จากการมองหาส่วนที่คล้ายกัน แต่พออคติชนิดนี้เกิดขึ้นในบริบทของการทำงานที่ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ ความยุติธรรมและความหลากหลายทางความคิด มันจึงสามารถก่อปัญหาตามมามากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อคติชนิดนี้สามารถส่งผลต่อกระบวนการหลาย ๆ อย่างในด้าน HR ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผล การเลื่อนตำแหน่งให้พนักงาน หรือการเลือกกระจายงานของผู้จัดการให้กับสมาชิกทีม เหล่านี้ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจาก Affinity bias ทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/recruiting-technique-that-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสรรหาพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> เราก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะรู้สึกดีต่อผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติคล้ายกันกับเรา คุณอาจเคยมีประสบการณ์ที่อดรู้สึกดีไม่ได้เมื่อผู้สมัครงานบางคนมีลักษณะนิสัย ความชอบหรืองานอดิเรกคล้ายกันกับตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ความหลากหลายทางความคิดของทีมสามารถนำไปสู่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่ดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของการกระจายงานให้ลูกน้อง เราอาจจะเผลอส่งเนื้องานบางแบบให้กับแค่คนบางคนเพราะความรู้สึกไว้วางใจหรือความรู้สึกดีส่วนตัวของเรา ซึ่งก็สามารถนำไปสู่การเมืองในบริษัท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/the-importance-of-meeting-01312022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การประชุม</span></a><span style="font-weight: 400;"> เราอาจจะเผลอเปิดรับไอเดียของสมาชิกบางคนที่คล้ายเรามากกว่าไอเดียของอีกคนซึ่งอาจจะมีไอเดียที่ดีกว่าโดยไม่รู้ตัว ทำให้คุณภาพของความคิดในการระดมไอเดียไม่มีความหลากหลาย อีกทั้งอาจสร้างความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจให้กับพนักงานบางคนได้</span></p>
<h3>จะเอาชนะ Affinity bias ได้อย่างไร</h3>
<div class="focused-block">
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> หลีกเลี่ยงการสนิทสนมเกินควรกับพนักงานคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะที่อาจนำไปสู่การชื่นชอบพนักงานแต่ละคนอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งอาจนำไปสู่ Affinity bias อย่างไม่รู้ตัว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยอมรับกับตัวเองว่าที่ผ่านมาเราอาจจะพัฒนาความรู้สึกในการชื่นชอบหรือสนิทสนมกับพนักงานบางคนเป็นพิเศษไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับมัน จากนั้นทำการวิเคราะห์ว่าตอนนี้เรามีวิธีปฏิบัติกับพนักงานแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และยึดมั่นกับตัวเองว่าการปฏิสัมพันธ์ครั้งต่อไปจะต้องมีความเป็นกลางมากยิ่งขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของทีมหรือองค์กรไม่จำเป็นต้องเหมือนกับตัวเราเอง พยายามใช้หลักการและเหตุผลในการหาคำตอบว่า คนแบบไหนที่จะดีต่อทีมงานโดยภาพรวมมากกว่าความรู้สึกชอบหรือความสบายใจของเราเพียงคนเดียว</span></li>
</ol>
</div>
<h3>2. Stereotyping bias</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10782 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/vsmilelx-l6JiEFGaDIQ-unsplash-scaled.jpg" alt="vsmilelx l6JiEFGaDIQ unsplash scaled" width="696" height="464" title="5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ 942"></p>
<p style="text-align: center;"><b><i>“นี่พวกเรา นั่นพวกเขา และคนพวกนั้นก็มักจะ…”</i></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าทุกคนคงน่าจะรู้จักอคติชนิดนี้กันดีหากแปลเป็นภาษาไทย นั่นก็คือ ‘อคติที่เกิดจากการเหมารวม’ นั่นเอง ในขณะที่ Affinity bias ข้อแรกพูดถึงการชื่นชอบคนที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันกับตัวเรา แต่สำหรับ </span><b>Stereotyping bias </b><span style="font-weight: 400;">จะเกิดขึ้นเมื่อเราเผลอ ‘ตัดสิน’ คนอื่นที่เราคิดว่า ‘แตกต่างจากตัวเรา’ ว่าน่าจะต้องมีคุณสมบัติบางอย่าง โดยการโยงพวกเขาเข้ากับกลุ่มเฉพาะบางแบบโดยที่เรายังไม่ทันได้รับรู้ข้อมูลหรือรู้จักกับพวกเขาอย่างลึกซึ้งเพียงพอ โดยกลุ่มเหล่านั้นอาจจะหมายถึงเชื้อชาติ ประเทศ ศาสนา เพศสภาพ อายุ การศึกษา รูปร่างหน้าตา สำเนียง สไตล์การแต่งตัว แนวคิดทางการเมือง และอื่น ๆ อีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าไม่มองผลกระทบที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเราจะพบว่าอย่างน้อย Affinity bias ก็ยังมีประโยชน์ที่ช่วยให้คนทำความรู้จักหรือผูกสัมพันธ์กันได้ง่ายขึ้นเมื่อคนเราพบว่าเรามีอะไรที่คล้ายกัน ในขณะที่ Stereotyping bias แทบจะไม่มีข้อดีอะไรกับใครเลยนอกจากจะเป็นการมองคนอย่างผิวเผิน สร้างความขัดแย้ง และมีแต่ทำให้ผู้คนเข้าใจกันน้อยลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ว่าอัคติชนิดนี้จะค่อนข้างสังเกตได้ไม่ยากว่าเรามีมันอยู่หรือไม่ แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่เราจะก้าวพ้นมันไปได้ และต่อให้เราพยายามเฝ้าระวังเมื่อต้องปฎิสัมพันธ์กับคนที่แตกต่างจากเราให้ออกมาสุภาพและเหมาะสม แต่ปัญหาของเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออก แต่รวมไปถึงวิธีคิดที่เรามีต่อคนอื่น ๆ ด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่สมองเราเผลอไปจัดกลุ่มคนอื่น ๆ จากแค่บางลักษณะหรือบางมิติที่เราสังเกตเห็นได้จากภายนอก การเผลอ ‘เลือกปฎิบัติ’ ก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว</span></p>
<h3>จะเอาชนะ Stereotyping biases ได้อย่างไร</h3>
<div class="focused-block">
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยอมรับความเป็นจริงว่ามนุษย์ทุกคนยากที่จะหลีกเลี่ยง Steriotype biase ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการยอมรับมันและลองเฝ้าสังเกตตัวเองว่าเรามีแนวโน้มที่จะตัดสินคนอื่นจากแค่ภายนอกหรือไม่ และเรามักจะเผลอจัดกลุ่มคนที่มีลักษณะแบบใด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เวลาที่มองสมาชิกในทีม แทนที่จะมองว่าเขาเป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มอะไร จากแค่สิ่งที่เห็นภายนอกหรือจากคุณสมบัติบางอย่างที่เขียนอยู่บน Resume ให้ลองเปิดใจทำความรู้จักแต่ละคนให้มากขึ้นก่อน และเมื่อเรารู้จักใครในระดับส่วนตัว (Personal level) เราอาจจะพบว่าพวกเขาแต่ละคนอาจจะไม่ได้เป็นเแบบที่เรามองตัดสินไปในตอนแรกเลยก็ได้</span></li>
</ol>
</div>
<h3>3. Confirmation bias</h3>
<p style="text-align: center;"><b><i>“เรื่องนี้จะให้มองแบบอื่นได้อย่างไร ในเมื่อฉันรู้ ฉันเชื่อ และฉันคิดแบบนี้มาโดยตลอด”</i></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราน่าจะต้องเคยมีประสบการณ์เจอคนที่คิดว่าความคิดของตัวเองถูกเสมอ เป็นคนที่ไม่ว่าเราจะเสนอข้อมูล หลักฐานหรือเหตุผลอะไรก็ตามก็ยากที่เขาผู้นั้นจะเปิดใจรับฟัง ข่าวร้ายสำหรับเรื่องนี้คือพวกเราทุกคนล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยเราจะเรียกอคติชนิดนี้ว่า </span><b>Confirmation bias </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Confirmation bias คือภาวะที่คนเรามักจะปักหลักเชื่อบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นผลมาจากความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้รับมาในอดีตจนก่อกำเนิดเป็นชุดความเชื่อหรือมุมมองที่ยากที่ใครอื่นจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าจะใช้หลักการ หลักฐานหรือเหตุผลมาโน้มน้าวก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเชื่อมโยงมาถึงมุมมองในโลกการทำงาน อคติชนิดนี้เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อการทำงานของทีมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างคลาสสิกคือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210127-change-leader/"><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าที่ชอบชี้นิ้วสั่ง</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไม่รับฟังความเห็นของใครในทีมงานและคิดว่าสิ่งที่ตนเองคิดดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หัวหน้าลักษณะนี้อาจทำให้การประชุมที่มีจุดประสงค์ในการแชร์ความคิดเห็นและหามุมมองใหม่ ๆ กลายเป็นการประชุมสำหรับการประกาศความคิดเห็นและสั่งให้ลูกทีมไปทำตามไอเดียของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวแล้ว อคติชนิดนี้สามารถที่จะค่อย ๆ กัดกร่อนวัฒนธรรมการทำงานของทีมไปทีละน้อย ความรู้สึกปลอดภัยที่จะได้แสดงความคิดเห็นหรือทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็จะลดน้อยลงไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(ที่บริษัท Google จะให้คำนิยามว่าคำว่า Psychological safety หรือความรู้สึกปลอดภัยทางความรู้สึกเมื่อต้องแชร์ความคิดเห็น ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าขาดมันไป พนักงานจะเริ่มไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือเปิดเผยปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ทีมได้รับรู้เพราะกลัวจะถูกตัดสิน จากความรู้สึกว่าต่อให้พูดออกไปไอเดียก็ถูกฆ่าทิ้งอยู่ดี)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สตีฟ จ๊อป เคยพูดไว้ว่า “It doesn’t make sense to hire smart people and tell them what to do; we hire smart people so they can tell us what to do.” แปลได้ว่า มันออกจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเลยนะที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นจ้างคนเก่ง ๆ เข้ามาแล้วมานั่งชี้นิ้วสั่งพวกเขาว่าควรทำอะไร นั่นเพราะจริง ๆ แล้วที่เราจ้างคนเก่ง ๆ ฉลาด ๆ พวกนี้เข้ามาก็เพื่อให้พวกเขาบอกเราต่างหากว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากให้ทีมงานมีความคิดสร้างสรรค์ อยากให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้และเก่งขึ้นทุกวัน ก็ต้องเริ่มที่จะสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย และจุดเริ่มต้นของสิ่งนั้นก็คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและทีมที่สามารลดอคติจาก Confirmation bias ให้มากที่สุด</span></p>
<h3>จะเอาชนะ Confirmation bias ได้อย่างไร</h3>
<div class="focused-block">
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> เริ่มจาการตระหนักรู้ว่าทุกคนมี Confirmation bias เราทุกคนล้วนมีวิธีการตัดสินใจหรือวิธีมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านเลนส์ที่เรียกว่า “ประสบการณ์” ซึ่งเลนส์ตัวนี้มีความสามารถจำกัดอย่างมากเพราะความกว้างของมันถูกจำกัดอยู่กับแค่บุคคลเพียงคนเดียวก็คือเจ้าของเลนส์ชิ้นนั้น อีกทั้งโลกสมัยใหม่ที่ต้องเจอความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้หลาย ๆ ครั้งประสบการณ์ในอดีตก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong> หาเลนส์เพิ่ม:</strong> วิธีที่ง่ายและยังช่วยให้ความสัมพันธ์ในทีมงานเหนี่ยวแน่นมากก็คือการสื่อสารให้ทีมงานรู้ว่า ‘เราเปิดรับฟังไอเดียที่แตกต่าง’ สามารถแชร์มาได้เลย ไม่มีผิดไม่มีถูก เราเชื่อว่าความคิดเห็นของทุกคนมีคุณค่าและช่วยให้ทีมงานมองสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างไกลมากขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้เลนส์เพียงชิ้นเดียว ทั้งหมดนี้จะทำให้วัฒนธรรมการแชร์ความรู้ แชร์ไอเดีย แชร์ความคิด แข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปนานพอก็จะทำให้เกิด Psychological safety ที่ทำให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นและเคร่งเครียดน้อยลงอีกด้วย</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">3. <strong>หนามยอกต้องหนามบ่ง:</strong></span> <span style="font-weight: 400;">ในฐานะหัวหน้า</span> <span style="font-weight: 400;">ถ้าเรารู้ตัวว่ามีใครในทีมงานที่มักจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปคนละทางกับเรา ให้ลองจงใจถามความเห็นของเขาผู้นั้นให้ถี่มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้มุมมองของเรานั้น ‘กลม’ มากยิ่งขึ้นเพราะไอเดียของเราบางส่วนที่มีจุดบอดหรือมองได้ไม่รอบด้านพอ จะได้รับที่ได้รับการอุดจากเลนส์อีกชิ้นที่เราหามาใส่เพิ่มจากการขอความเห็นจากคนที่มีความคิดแตกต่างจากเรา</span></p>
</div>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<h3>4. Halo effect/Horn effect</h3>
<p style="text-align: center;"><b><i>“พลาดครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าคนนั้นไม่เก่ง และสำเร็จครั้งเดียวก็ไม่ได้แปลว่าคนนั้นเก่ง </i></b></p>
<p style="text-align: center;"><b><i>จงให้โอกาสและเฝ้าดู เพื่อให้เวลาพวกเขาได้พิสูจน์ตัวเอง”</i></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ที่เรามักจะเชิดชูและชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จ แต่คงจะเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์เลยทีเดียวถ้าเราเผลอคิดไปเองว่าความสำเร็จในแง่มุมหนึ่งแง่มุมใดจะนำไปสู่ความสำเร็จในแง่มุมอื่น ๆ ที่เหลือได้ นั่นเพราะความสามารถของคนนั้นมีหลากหลาย คนเก่งก็ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง และคนที่ดูเหมือนไม่เก่งก็ต้องมีเรื่องที่เขาเก่งบ้างเช่นกัน และความคิดในลักษณะนี้เองที่เราเรียกว่าเป็นอัคติที่มีชื่อว่า </span><b>Halo effect</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมองในบริบทที่เกี่ยวกับการทำงาน อคติชนิดนี้สามารถส่งผลกับการตัดสินใจของหัวหน้าทีมหรือเพื่อนร่วมงานได้ในหลากหลายวิธี แต่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเมื่อผู้บริหารหรือผู้จัดการ ‘ประเมินความสามารถของพนักงานบางคนสูงเกินไป’ เพียงเพราะเขาเคยทำอะไรสำเร็จมาบางอย่างในอดีต ซึ่งก็จะตรงกันข้ามกับ</span><b> Horn effect </b><span style="font-weight: 400;">ที่เป็นการประเมินพนักงานบางคนต่ำเกินไปเพียงเพราะเขาเคยผิดพลาดบางอย่างในอดีตเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับหัวหน้าที่ถูกอคติตัวนี้ครอบงำ ผลอาจจะออกมาในลักษณะที่มีการมอบหมายงานบางอย่างให้กับพนักงานบางคนที่อาจไม่ได้มีคุณสมบัติหรือศักยภาพมากพอที่จะทำงานในตำแหน่งงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง หรืออาจจะให้ความสำคัญความคิดเห็นกับพนักงานบางคนมากกว่าคนอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่ความจริงเรื่องที่ขอความคิดเห็นอาจไม่อยู่ในขอบข่ายความเชี่ยวชาญของบุคคลนั้น และควรฟังความคิดเห็นจากพนักงานอีกคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่นเราอาจจะเคยมอบหมายให้พนักงาน A ดูแลเรื่องแผนการตลาดในไตรมาสที่แล้วและได้ผลลัพธ์การทำงานออกมาเป็นอย่างดี เราเลยเผลอไปคิดว่าสำหรับไตรมาสนี้เราควรที่จะมอบหมายโปรเจกใหม่ให้ทำแผนกลยุทธ์สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ทั้ง ๆ ที่เราอาจจะลืมนึกไปว่ามีพนักงาน B อีกคนในทีมที่เคยมีประสบการณ์โดยเฉพาะด้านนี้มาก่อนอย่างโชกเชน</span></p>
<h3>จะเอาชนะ Halo effect ได้อย่างไร</h3>
<div class="focused-block">
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> หยุดการเหมารวมความสามารถในแง่มุมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตระหนักว่าคนส่วนมากมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันไป อย่าประเมินความสามารถของพนักงานจากแค่ความสำเร็จหรือความล้มเหล็วเพียงครั้งเดียวในอดีต</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หาจุดสมดุลหว่างการให้ความสำคัญที่ ‘ชุดความสามารถ’ และ ‘ตัวบุคคล’ แน่นอนว่าพนักงานสามารถที่จะได้รับความไว้วางใจมากกว่าคนอื่นได้หากเขามีประวัติความสำเร็จมากมายในอดีต แต่ในขณะเดียวกันหลายครั้งเราก็ต้องมองไปยังพนักงานคนอื่น ๆ ที่อาจไม่ได้ดูโดดเด่นเท่าในภาพรวม แต่เขาก็อาจจะมีความสามารถหรือประสบการณ์จำเพาะบางอย่างที่เยี่ยมยอดก็เป็นได้</span></li>
</ol>
</div>
<h3>5. Recency bias</h3>
<p style="text-align: center;"><b><i>“มองคน ต้องมองให้ถ้วนทั่วทั้งมิติเวลา เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะหลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้นไปนานแล้วและจำได้แค่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ถ้าไม่มีระบบในการบันทึกข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาที่ดี คุณก็อาจจะตัดสินคนจากสถานการณ์ล่าสุดที่พวกเขาเป็น และเททิ้งสิ่งที่เขาเคยเป็นหรือเคยทำในอดีตไม่ว่าร้ายหรือดี”</i></b></p>
<p><b>Recency bias</b><span style="font-weight: 400;"> เกิดขึ้นเพราะคนเรามักจะจำตอนจบได้มากกว่าตอนเริ่มต้น และเผลอที่จะมีมุมมองต่อสถานการณ์หรือตัวบุคคลโดยให้ความสำคัญจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดมากกว่าสิ่งที่พวกเขาเป็นจริง ๆ มาโดยตลอด อคติชนิดจะส่งผลต่อเสียกับการตัดสินใจที่ต้องอาศัยการรวบรวมและประเมินข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลก็คือมันทำให้ผู้ที่ต้องตัดสินใจมีมุมมองต่อบุคคลและสถานการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทำให้ภาพบิดเบี้ยวหรือคลาดเคลื่อนไป และนี่คือสิ่งที่ค่อนข้างมีปัญหาและส่งผลระทบต่อการตัดสินใจของผู้จัดการหรือผู้นำทีมเป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเคสที่อคติตัวนี้ส่งผลกระทบอย่างเต็ม ๆ เลยคือเรื่องของการประเมินผลพนักงานประจำปี( Performance reviews)สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือพนักงานที่ทำผลงานได้ดีหรือประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงก่อนการประเมินได้รับคะแนนการประเมินที่สูงกว่าความเป็นจริง แม้ว่าผลการทำงานก่อนหน้านั้นจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่นัก ในขณะที่พนักงานที่ทำผลงานได้ดีแทบจะตลอดทั้งปี แต่มีผลการทำงานก่อนที่จะมีการประเมินไม่ดีก็มักจะได้รับคะแนนการประเมินประจำปีที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก</span></p>
<h3>จะเอาชนะ Recency bias ได้อย่างไร</h3>
<div class="focused-block">
<p><span style="font-weight: 400;">1. ก่อนจะมีการตัดสินใจใด ๆ นอกจากการรวบรวมข้อมูลในหลากหลายมิติแล้ว อีกสิ่งที่ควรทำคือเรื่องของการพิจารณามิติด้านเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ว่ามุมมองหรือเรื่องที่เรากำลังจะต้องตัดสินใจมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก Recency bias ด้วยหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. ตั้งคำถามว่ามุมมองที่เรามีต่อบุคคลหรือสถานการณ์ใด ๆ เป็นเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือเพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด เพราะบางปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่หรือแย่อย่างที่เราคิด แต่เป็นเพราะมันเพิ่งเกิดขึ้น เราจึงจำรายละเอียดมันได้เป็นอย่างดีในขณะที่หลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมา ในทางกลับกันบางสิ่งที่เรามองว่าดีอาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น แต่เพราะสถานการณ์ช่วงท้าย ๆ ค่อนข้างดี ทั้งๆที่ก่อนหน้ามันอาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้นก็ได้</span></p>
</div>
<h2>ตาคุณแล้ว</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านไปครบแล้วกับอคติทั้ง 5 ข้อที่คนเป็นหัวหน้าจะต้องพบเจอ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าคำแนะนำเกือบทุกข้อจะเริ่มต้นจากเรื่องของการมีสติ ตระหนักรู้ และยอมรับว่าตัวเราเองก็อาจจะเคยมีอคติเหล่านั้นอยู่เช่นกัน มันสามารถเตือนให้เราระมัดระวังในชั่วขณะที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์ผู้อื่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงทำให้เราเริ่มรู้จักสังเกตว่าตัวเราเองค่อนข้างจะมีความโน้มเอียงว่าจะถูกครอบงำด้วยกับอคติประเภทไหน ช่วงเวลาใด หรือเกิดขึ้นกับใคร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องยากที่เราจะพบใครที่จะใช้ชีวิตโดยปราศจากอคติตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ นั่นเพราะการศึกษาวิจัยได้บอกกับเราว่าอคติเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกฝังลึกอยู่กับความเป็นมนุษย์ลงลึกไปถึงโครงสร้างและวิธีการทำงานของสมอง และเป้าหมายของบทความนี้ก็ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อเปลี่ยนให้ทุกคนกลายเป็นคนปราศจากอคติโดยสมบูรณ์ ในทางกลับกันเราอยากให้ผู้อ่านเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และมีเมตตากับทั้งตัวเองและผู้อื่นเมื่อเจ้าตัวอคติได้เข้ามาครอบงำ เราอยากให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะให้อภัยกับตัวเองหากเคยผิดพลาดในเรื่องนี้ ในขณะเดียวกันเมื่อเราถูกทำให้เดือดร้อนหรือขุ่นข้องหมองใจจากการกระทำหรือการตัดสินใจของผู้อื่นที่เต็มไปด้วยอคติ เราก็ยังสามารถที่จะมองมันด้วยสายตาที่เข้าใจและสามารถรู้สึกให้อภัยได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจากไปเราอยากให้คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบุคคล รวมถึงคนที่เป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการ ลองไปสำรวจดูว่าสถานการณ์ในองค์กรหรือทีมงานของท่านเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาเราได้มีการตัดสินใจอะไรไปแล้วบ้างที่ปะปนไปด้วยอคติ และมันส่งผลลัพธ์ตามมาเช่นไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงการเริ่มพิจารณาข่ายงานทางด้านทรัพยากรบุคคลทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาพนักงาน การประเมินผลงาน การพัฒนาพนักงาน ว่ามีมิติใดบ้างที่เราสามารถใช้ความรู้ด้านอคติเข้าไปจับเพื่อเฝ้าระวัง ทำการแก้ไข และออกแบบกระบวนการทำงานที่จะช่วยลดอคติให้ได้มากที่สุด ซึ่งในหลายกรณี เราก็มีต้นแบบหรือเครื่องมือที่ออกแบบเพื่อแก้ไขเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การประเมินผลแบบ 360 องศา</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เกิดจากการตระหนักรู้ว่าการประเมินผลที่มาจากผู้จัดการเพียงคนเดียวไม่ใช่รูปแบบการประเมินที่เที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุดเสมอไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแม้กระทั่งคนในระดับผู้จัดการก็ยังมีโอกาสที่จะถูกอคติครอบงำในบางสถานการณ์ได้ ทำให้การประเมินที่เอาความคิดเห็นมาจากผู้คนที่ทำงานร่วมกับพนักงานคนนั้น ๆ โดยรอบมามีส่วนร่วมพิจารณา จะช่วยให้เราสามารถประเมินผลได้เที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ฝ่ายบุคคลอาจเริ่มพิจารณาถึงการออกแบบหลักสูตรอบรมเสริมเรื่องอคติให้กับผู้จัดการและพนักงานในตำแหน่งที่ต้องอาศัยการตัดสินใจสำคัญ ๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพโดยรวมของการทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตาคุณแล้วที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และ HREX.asia ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่มีคุณภาพ ยุติธรรม และสามารถยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด เพื่อพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่น่าอยู่น่าทำงานมากขึ้นต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 อคติ (Bias) ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ 943"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Mar 2022 11:24:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Layoff]]></category>
		<category><![CDATA[จ้างออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220308-how-to-lay-off-gracefully/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การจ้างออก (Layoff) ก็เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตคนทำงานทุกคน การสูญเสียงานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดกับทั้งกับคนที่อยู่และคนที่ไป เป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำงานคนไหนอยากเจอ การเลิกจ้าง (Layoff) อาจเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างองค์กร หรือแผนการลดค่าใช้จ่ายขององค์กร ซึ่งหลายครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นผลมาจากแผนกลยุทธ์จากฝ่ายบริหาร สิ่งที่ไม่ควรทำในการสื่อสารเพื่อจ้างออก (Layoff) ได้แก่ ไม่แจ้งการเลิกจ้างแบบตัวต่อตัว, สนทนานานเกินความจำเป็น, สร้างบรรยากาศกำกวมไม่ชัดเจน และจบการประชุมเลิกจ้างด้วยบรรยากาศเชิงลบ HR เป็นฝ่ายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบริษัทและพนักงาน เราไม่อาจเปลี่ยนข่าวร้ายให้เป็นข่าวดี แต่องค์กรสามารถเลือกที่จะสื่อสารด้วย ‘ท่าที’ ที่จะช่วยลดความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของพนักงานรวมถึงการช่วยบรรเทาผลกระทบและเยียวยา ให้การจากลาไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเกินกว่าพนักงานจะรับมือได้ การสูญเสียงานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดกับทั้งกับคนที่อยู่และคนที่ไปและเป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำงานคนไหนอยากเจอ แต่ในขณะเดียวกันการ จ้างออก หรือ Layoff ก็เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุมาจากการปรับโครงสร้างขององค์กร การวางแผนกำลังคน หรือแผนการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหลายครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นผลมาจากแผนกลยุทธ์จากฝ่ายบริหาร ในบทความนี้เราจะนำเสนอสิ่งที่ฝ่ายบุคคล ‘ไม่ควรทำ’ ในการสื่อสารกับพนักงานที่ต้องจ้างออกพร้อม ๆ กับเสนอทางเลือกที่ ‘ควรทำ’ จากคำแนะนำของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลของ HREX.asia หากพร้อมแล้วไปหาคำตอบกัน ทำไมบริษัทถึงเลิกจ้างพนักงาน (Layoff) 1. เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่จะตามมาคือระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะค่อย ๆ  เข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนงานหลายคนเริ่มถูกจ้างออก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การจ้างออก (Layoff) ก็เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตคนทำงานทุกคน การสูญเสียงานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดกับทั้งกับคนที่อยู่และคนที่ไป เป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำงานคนไหนอยากเจอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลิกจ้าง </span><span style="font-weight: 400;">(Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">อาจเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างองค์กร หรือแผนการลดค่าใช้จ่ายขององค์กร </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหลายครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นผลมาจากแผนกลยุทธ์จากฝ่ายบริหาร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ไม่ควรทำในการสื่อสารเพื่อจ้างออก </span><span style="font-weight: 400;">(Layoff)</span><span style="font-weight: 400;"> ได้แก่ ไม่แจ้งการเลิกจ้างแบบตัวต่อตัว, สนทนานานเกินความจำเป็น, สร้างบรรยากาศกำกวมไม่ชัดเจน และจบการประชุมเลิกจ้างด้วยบรรยากาศเชิงลบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR เป็นฝ่ายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบริษัทและพนักงาน เราไม่อาจเปลี่ยนข่าวร้ายให้เป็นข่าวดี แต่องค์กรสามารถเลือกที่จะสื่อสารด้วย ‘ท่าที’ ที่จะช่วยลดความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของพนักงานรวมถึงการช่วยบรรเทาผลกระทบและเยียวยา ให้การจากลาไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเกินกว่าพนักงานจะรับมือได้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10776 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.56.57.png" alt="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff)" width="875" height="490" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 954"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสูญเสียงานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดกับทั้งกับคนที่อยู่และคนที่ไปและเป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำงานคนไหนอยากเจอ แต่ในขณะเดียวกันการ จ้างออก หรือ Layoff ก็เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุมาจากการปรับโครงสร้างขององค์กร การวางแผนกำลังคน หรือแผนการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหลายครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นผลมาจากแผนกลยุทธ์จากฝ่ายบริหาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้เราจะนำเสนอสิ่งที่ฝ่ายบุคคล ‘ไม่ควรทำ’ ในการสื่อสารกับพนักงานที่ต้องจ้างออกพร้อม ๆ กับเสนอทางเลือกที่ ‘ควรทำ’ จากคำแนะนำของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลของ HREX.asia หากพร้อมแล้วไปหาคำตอบกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ทำไมบริษัทถึงเลิกจ้างพนักงาน (Layoff)</h2>
<h3>1. เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่จะตามมาคือระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะค่อย ๆ  เข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนงานหลายคนเริ่มถูก</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่เมื่อก่อนเคยอยู่แต่ในภาคการผลิตหรืออุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์ที่อยู่ในโรงงานผลิตรถยนต์ แต่ในปัจจุบันระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ช่วยให้คนทำงานได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มันก็มาพร้อมกับความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วงเพราะระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานที่เคยมีมนุษย์เป็นพระเอกหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากงานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ คาดเดาได้ ไม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก เช่น งานแคชเชียร์ งานเสริฟอาหาร งานแพ็คสินค้า ทำให้ความต้องการแรงงานที่เป็นมนุษย์ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ค่อย ๆ ลดลง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและนำมาสู่การเลิกจ้างในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ที่อยากศึกษาเพิ่มเติมว่าตำแหน่งงานแบบไหนเสี่ยงต่อการถูกแย่งงาน หรืออยากศึกษาเกี่ยวกับความเป็นได้ในโลกอนาคตอันใกล้ถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อโลกการทำงาน สามารถอ่านได้ในบทความสองชิ้นด้านล่างนี้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/automation-future-of-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=ญรแ"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10773 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.43.26.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 16.43.26" width="565" height="427" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 955"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/automation-future-of-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic">เงินเดือนเรือนแสนกับถูกหุ่นยนต์แย่งงาน อยู่ห่างกันนิดเดียว !</a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220209-scenario-of-work-organization/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10774 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.45.24.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 16.45.24" width="560" height="313" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 956"></a><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220209-scenario-of-work-organization/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อนาคต 4 แบบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมการทำงานไทยก่อนปี 2030</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>2. การปรับโครงสร้างองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยข้อต่อมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับกลยุทธ์ในการบริหารองค์กรซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบรวมกิจการ, </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220225-how-to-create-salary-structure/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การปรับโครงสร้างเงินเดือน</span></a><span style="font-weight: 400;">, การย้ายสถานประกอบกิจการ, การปรับโครงสร้างหนี้ และอื่น ๆ สถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความควบคุมเมื่อมองจากมุมคนทำงานหรือแม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็อาจไม่ได้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือเปลี่ยนแปลงได้มากนัก เนื่องจากเป็นนโยบาย</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">ที่มาจากฝ่ายบริหารซึ่งกระบวนการตัดสินใจมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย</span></p>
<h3>3. เพื่อลดค่าใช้จ่าย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งในเหตุผลที่องค์กรต้อง</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">มีที่มาจากความกดดันด้านเศรษฐกิจ เช่น ผลกำไรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทำให้องค์กรพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนของพนักงานหรืออาจจะมาจากการลดอัตราการผลิตลงเพื่อปรับไปตามภาวะความต้องการของตลาดที่มีขึ้นมีลง รวมถึงองค์กรอาจจะมีการตัดสินใจเพิ่มอัตราส่วน</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220106-hr-outsource/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การจ้างพนักงานในรูปแบบไม่ประจำ</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Outsource or freelance) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการพนักงานที่จะมีข้อดีคือความยืดหยุ่นในการจ้างและเพิ่มความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เมื่อการเลิกจ้างจำต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรจะต้องสื่อสารอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด และอะไรคือสิ่งที่ควรทำ สามารถหาคำตอบได้ในส่วนถัดไป</span></p>
<h2>สิ่งที่ HR ไม่ควรทำเมื่อต้องเลิกจ้างพนักงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210120-dont-when-fire-an-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">‘9 สิ่งที่ HR ไม่ควรทำ เมื่อต้องเลิกจ้างพนักงานหรือไล่ออก’</span></a><span style="font-weight: 400;"> ​HREX.asia ได้สรุปสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อจะ</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">พนักงาน เราจึงสรุปย่อหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างมาให้อ่านอย่างย่อ 4 ข้อดังนี้</span></p>
<h3>1. ไม่แจ้งการเลิกจ้างแบบตัวต่อตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">เป็นกระบวนการที่สำคัญแต่กระทบกระเทือนจิตใจพนักงานมาก ยิ่งปัจจุบันการทำงานแบบ Remote Working มีความแพร่หลายมากขึ้น ทำให้การเผชิญหน้ากันเป็นเรื่องยาก ทว่าการเลิกจ้างไม่ควรกระทำผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเด็ดขาด ทั้งข้อความ อีเมล โทรศัพท์ หรือโปรแกรมสื่อสารอื่น ๆ หนทางที่ดีที่สุดคือการแจ้งให้ทราบผ่านการประชุมเจอหน้ากันตัวต่อตัว ซึ่งเป็นการให้เกียรติพนักงาน เพราะในกรณีที่พนักงานเข้าใจสถานการณ์ก็จะจากลากันด้วยความยินดี แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็สามารถที่จะประเมินสถานการณ์ได้ว่า พนักงานรู้สึกอย่างไร เพื่อที่องค์กรจะได้มีช่วงเวลาในการพูดคุยอธิบายเพื่อปรับความเข้าใจกันต่อไป </span></p>
<h3>2. สนทนานานเกินความจำเป็น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเป็นอย่างไร การ</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">ควรพูดคุยประเด็นนี้ประเด็นเดียว ไม่แนะนำให้พูดคุยแตกประเด็นออกเป็นหลายหัวข้อ พนักงานอาจจะถามคุณว่า “ทำไม” เราควรเตรียมคำตอบที่ตรงไปตรงมาและสรุปสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องโดยไม่มีรายละเอียดที่เป็นการตำหนิพนักงาน หลังจากนั้นกล่าวถึงความห่วงใยจากใจจริงและเชื่อมั่นว่าเขาจะพบตำแหน่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าในอนาคต </span></p>
<h3>3. สร้างบรรยากาศกำกวม ไม่ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแจ้งเรื่องการ</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">ควรแจ้งอย่างตรงไปตรงมา เพราะหลายครั้งที่พนักงานมักไม่เชื่อว่าตัวเองจะถูกไล่ออก และไม่คิดว่าตัวเองสมควรถูกไล่ออก ทุกครั้งก่อนยุติการประชุม บทสนทนาต้องครบถ้วนและหนักแน่น ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความเมตตาและเคารพพนักงาน แต่ต้องตรงไปตรงมา ว่าคุณได้ตัดสินใจยุติการจ้างงานเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะดีกว่าการพูดอ้อมค้อมทำให้พนักงานเชื่อว่าตนเองสามารถปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้</span></p>
<h3>4. จบการประชุมเลิกจ้างด้วยบรรยากาศเชิงลบ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการประชุม</span><span style="font-weight: 400;">จ้างออก (Layoff) </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เป็นการดูถูกดูแคลนหรือทำลายความภาคภูมิใจของพนักงาน ดังนั้นพยายามสิ้นสุดการประชุมด้วยความรู้สึกเชิงบวก เราก็ควรส่งเสริมให้พวกเขาคาดหวังบทต่อไปในชีวิตที่ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่าง การแจ้งถึงโอกาสในการหางานใหม่ที่เหมาะสมกับทักษะของเขา จุดแข็ง จุดอ่อนของพนักงาน หรือให้กำลังใจว่า “เรามั่นใจว่าคุณจะหางานที่เหมาะกับคุณได้”</span></p>
<h2>สิ่งที่ HR ควรทำเมื่อต้องเลิกจ้างพนักงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากหัวข้อที่แล้วเราพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อต้องเลิกจ้างพนักงาน แล้วสิ่งที่องค์กรควรทำคืออะไร เราได้ทำการรวบรวมคำแนะนำจาก HREX.asia Expert Partner ทั้ง 6 ท่านมาให้ผู้อ่านได้ลองนำไปปรับใช้ โดยคำถามตั้งต้นของเราคือ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size: 18pt;"><i>“HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจของพนักงานที่ต้อง</i><i>จ้างออก (Layoff)</i><i>”</i></span></strong></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9496 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-1.png" alt="image 1" width="109" height="107" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 957">1. ดร.เบ็ญจวรรณ บุญใจเพ็ชร </b><b>วิทยากรที่ปรึกษา &amp; ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบงาน HRM &amp; HRD &amp; Learning Development</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องชี้แจงเพื่ออธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่บริษัทต้องจ้างออกพร้อมให้กำลังใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ ขอให้จากกันด้วยดี ทุกปัญหามีทางออก ขอเพียงแต่อย่าสิ้นหวัง อย่าท้อแท้ หนทางข้างหน้ายังมีอนาคตที่ดี ๆ รออยู่ พร้อมให้คำแนะนำการประกอบอาชีพอิสระ หรือมองหางานใหม่ ๆ ที่ยังมีการประกาศรับสมัคร</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9670 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Rangsri-1.png" alt="Rangsri 1" width="109" height="109" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 958">2. คุณรังษี กอ</b><b>วิวัฒนาการ</b><b> Head</b><b> of HR Operations บริษัทค้าปลีก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่กระทบกับเราโดยตรงหรือโดยอ้อม ในกรณีที่ต้องสื่อสารเพื่อรักษาใจของพนักงานที่ต้องจ้างออก ขออนุมานว่าเป็นเหตุจากเศรษฐกิจ ไม่ใช่จ้างออกกรณีธรรมดา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันดับแรกตัว HR ต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ดังนั้นคุณต้องทำอย่างมืออาชีพและให้เกียรติพนักงาน คำว่ามืออาชีพคืออะไร คือการเตรียมตัว เตรียมข้อมูล เตรียมเอกสารให้ครบ คิดเผื่อว่าอาจจะโดนถามหรือร้องขออะไรและให้เตรียมเผื่อไป โดยพูดให้กระชับได้ใจความ เตรียมซักซ้อมมาให้เป็นอย่างดีเพื่อให้เกียรติ ระวังเรื่องแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจมากเกินไป อาจทำให้ HR ตกที่นั่งลำบากเพราะเราอยู่ในสองสถานภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางที่ดีก่อนถึงจุดนี้อยากให้มีการสื่อสารเป็นระยะเพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่ปกปิดข้อมูล แชร์เท่าที่แชร์ได้เป็นระยะ ๆ สถานการณ์ทั้งหมดน่าจะดีขึ้น ทุกคนไม่ชอบการ Surprise โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ เราหลายคนมักมองไปที่คนออก แต่ผมอยากจะบอกว่าการดูแลคนที่อยู่นั้นสำคัญไม่แพ้กัน เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำเพราะเขาต้องรับงานเพิ่ม(เงินอาจเท่าเดิม)อย่าลืมสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ด้วยนะครับ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Picture1.jpg" alt="ปิยะ วิทยาวโรจน์กิจ" width="119" height="119" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 959"></b><b>3. ปิยะ วิทยาวโรจน์กิจ HR Director, Sakol Energy Public Company Limited Head of HR&amp;OD Consultant, CONSYNC Group Co., Ltd.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องการเลิกจ้าง หรือจ้างออก ต้องเข้าใจว่าเป็นการทำเชิงนโยบายของบริษัท ไม่ใช่เป็นสิ่งที่วางแผนและกระทำจาก HR โดย HR เป็นตัวแทนฝั่งนายจ้างในการสื่อสารกับพนักงาน ดังนั้นต้องสร้างบรรยากาศสื่อสารอย่างจริงใจ ไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกทางลบ หรือการยุยงส่งเสริมให้เกิดการผิดใจระหว่างพนักงานและบริษัท เพราะพนักงานที่โดนจ้างออกส่วนใหญ่จะรับทราบถึงบรรยากาศ หรือสัญญาณก่อนการเลิกจ้างอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ต้องสื่อสารในฐานะ HR คือ “ผลงานของบริษัท ฝ่าย แผนก และผลงานของตัวบุคคลนั้นที่ส่งผลกระทบทำให้ต้องเลิกจ้าง อย่างเป็นธรรม” รวมถึง การส่งมอบใบผ่านงาน การชี้แจงข้อมูลการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม และช่วยวางแผนอนาคตให้พนักงานที่จะต้องทำ เช่น การเตรียมตัวและเตรียมเอกสารขึ้นประกันตนว่างงาน, การวางแผนภาษีในรอบปีที่โดนเลิกจ้าง เป็นต้น รวมถึงสื่อสารในฐานะเพื่อนร่วมงาน คือ “การให้กำลังใจ” เพื่อให้พนักงานก้าวเดินต่อไป ก็น่าจะรักษาใจของพนักงานได้ในระดับหนึ่งครับ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9499 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-4.png" alt="image 4" width="109" height="109" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 960">4. ปราการ วงษ์จำรัส</b><b> Assistant Chief Executive Officer Human Resources</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอแบ่งปันประสบการณ์แต่อาจไม่ครบทุกมุมนะครับ การจ้างออกเป็นความจริงที่เจ็บปวด หัวใจหลักของ HR คือทำอย่างไรให้พนักงานรู้สึกดีที่สุดบนพื้นฐานที่องค์กรสามารถทำได้ เป็นเรื่องยากที่จะให้พนักงานรู้สึกดีที่สุดแต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้ต้องมีการจ้างพนักงานออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งที่ HR ทำคือ คุยกับพนักงานอย่างจริงใจ และดูแลให้พนักงานได้รับในสิ่งที่พึงได้ครบถ้วนเต็มจำนวน และควรดูแลเพิ่มเติมในฐานะที่ทำงานด้วยกันมานาน กรณีของผมที่บริหารจัดการเรื่องนี้ การจ้างออกเกิดจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป คนที่มีประสบการณ์ในเทคโนโลยีเดิม ไม่สามารถไปต่อกับเทคโนโลยีใหม่ในระบบการสื่อสารปัจจุบันได้ ทำให้มีการพิจารณาจ้างออก หลังจากที่ขั้นตอนแรกคือการพยายามหาหน่วยงานให้พนักงานแล้ว จะเหลือคนอยู่กลุ่มนึงที่มีตำแหน่ง อายุงานมาก และสมัครใจไม่อยากไปต่อ แต่เลือกรับเงินดูแลที่เหมาะสมกับความทุ่มเทที่ผ่านมา สำคัญคืออย่าเอานโยบายหรือคำสั่ง CEO มาบังคับว่าต้องเลิกจ้าง แต่ต้องบริหารจัดการความรู้สึกของพนักงาน และให้พนักงานมองว่า HR ดำเนินการทุกอย่างด้วยความจริงใจ และสิ่งที่สามารถดูแลได้ และบางครั้งถ้ามีข้อเรียกร้องต้องนำไปหารือกับผู้มีอำนาจจริง ๆ ก็ต้องทำ ไม่ใช่ตัดสินใจด้วยความรู้สึกของตนเองว่าได้หรือไม่ได้ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ให้พนักงานที่ถูกจ้างออกรู้สึกว่า HR ดูแลเค้าจนนาทีสุดท้าย เพราะการจ้างออกไม่ได้เกิดมาจากเพราะพนักงานทำความผิด แต่เหตุผลทางธุรกิจมันทำให้เป็นไปแบบนั้น</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10716 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-01-at-17.49.21.png" alt="Screen Shot 2565 03 01 at 17.49.21" width="138" height="131" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 961"></b><b>5. ชัญญชิตา ศรีชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กรสถาบัน DPeoplePlus</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สื่อสารแบบ Foresight seeing ให้คนฟังมองเห็นอนาคตข้างหน้าและเข้าใจความเป็นจริงอย่าง Real present ค่ะ การที่องค์การต้องจ้างพนักงานออก จะต้องมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ต้องนำมาสู่ทางเลือกในการจ้างออก ดังนั้น HR ต้องแจ้งที่มาที่ไปในการทางเลือกที่ต้องให้ออกนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุจากองค์กรเอง สภาวะสถานการณ์ ความจำเป็นทางธุรกิจ บริบทสังคมที่เกิดขึ้น และไม่สามารถควมคุมได้ จนถึงเรื่องของพนักงานเอง ไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยเรื่องผลการปฏิบัติงาน อายุ ลักษณะงานที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้ เป็นเรื่องปกติที่วงจรชีวิตการทำงานในองค์การมีวันสิ้นสุด สิ่งสำคัญกับพนักงานและคนในสังคมคือต้องปรับตัว Adaption และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ต้อง Resilience จึงจะอยู่รอดต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการสื่อสารของ HR ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจและยอมรับการสถานการการณ์จริง ณ ปัจจุบัน Real present ว่าเป็นอย่างไร และที่ผ่านมาพนักงานได้เป็นส่วนหนึ่งในการ Drive องค์กรอย่างไรบ้าง และจากนี้ไปที่พนักงานจะไม่อยู่ในองค์กรแล้ว พนักงานวางแผนและมีเส้นทางอย่างไร ให้ทำการ Foresight seeing เพื่อช่วย Reflect รับฟังและช่วยแสดงความคิดเห็นในทางเดินต่อไปของพนักงาน HR ต้องเป็นผู้ที่มี Empathy และรู้จักการสร้างบรรยากาศเชิงบวก ทำให้พนักงานที่กำลังถูกจ้างออกไม่รู้สึกไม่ดี รักษาจิตใจของพนักงาน โดยให้มองเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิต ทำให้เขาเข้าใจและไปต่อกับชีวิตของเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคปัจจุบันที่โอกาสต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการปรับตัว เรียนรู้และฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพนักงานรับรู้ เข้าใจสิ่งที่เป็นปกติของชีวิต หรือสัจธรรมในการทำงานและรู้ตัวว่าจะต้องรีบปรับตัวเอง จะสามารถ Move on และสร้างแผนทางเดินในอนาคตของเขาได้</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9500 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-5.png" alt="image 5" width="122" height="118" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 962">6. ธีรพร บุนนาค Human Resource Director</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลำดับแรก ควรจะต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเหตุผลอะไรที่เราจำเป็นต้องเลิกจ้าง ซึ่งจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือเกิดการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของผลงานหรือพฤติกรรม หลังจากนั้นก็ยื่นการช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ สำหรับพนักงานแต่ละคนที่อาจมีความจำเป็นหลังจากเลิกจ้างต่างกัน สิ่งสำคัญในมุมขององค์กรจะต้องมั่นใจว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นธรรม</span></p>
<h2>จากกันด้วยดี</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ซึ่งเป็นฝ่ายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบริษัทและพนักงานต้องทำหน้าที่ในการแจ้งข่าวร้ายนี้กับพนักงานที่จำเป็นต้องจากกันไป แน่นอนว่าเราไม่อาจเปลี่ยนข่าวร้ายให้เป็นข่าวดี แต่องค์กรสามารถเลือกที่จะสื่อสารด้วย ‘ท่าที’ ที่จะช่วยลดความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของพนักงานรวมถึงการช่วยบรรเทาผลกระทบและเยียวยาให้การจากลาไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเกินกว่าพนักงานจะรับมือได้เพื่อให้พวกเขามีแรงพลังและกำลังใจเพื่อก้าวสู่บทต่อไปในชีวิต</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff) 963" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 แนวทางในการสร้างวัฒนธรรมการพูดตรง ๆ ในที่ทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/culture-of-speak-directly-workspace-02022022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2022 08:45:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมองค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/culture-of-speak-directly-workspace-02022022/</guid>

					<description><![CDATA[อึดอัดใจไหมหากต้องทำงานที่คุณรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ หรือเสนอไอเดียเพราะกลัวถูกปฏิเสธ ลำบากใจหรือเปล่าที่ต้องพยายามรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี ไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ทั้งๆที่มองเห็นปัญหาตรงหน้าอย่างชัดเจน รู้สึกไม่สบายใจใช่ไหมเมื่อที่ทำงานไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เต็มไปด้วยเส้นสาย ระบบอาวุโส กลัวว่าความคิดของตัวเองนั้นจะฟังดูไร้สาระ และน่าตลก ทั้งหมดนี้อาจเป็นปัญหาที่ทำให้องค์กรของคุณไม่พัฒนา เพราะขาดพื้นที่ที่ปลอดภัย มีอะไรไม่กล้าวิจารณ์ตรงๆ กลัวปัญหาที่จะตามมากระทบการงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แต่หากอยากให้องค์กรเติบโตและพัฒนา ก็จำเป็นจะต้องสลายวัฒนธรรมเก่าๆแล้วมาปลูกฝังวัฒนธรรมการกล้าพูดตรงๆ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรากล้าที่พูดตรงๆ มาดู 4 แนวทางที่อาจเป็นประโยชน์และสร้างวัฒนธรรมการพูดตรงๆ ดังนี้ แชร์การทำงานของตัวเองให้เพื่อนร่วมงานรับรู้ ความโปร่งใสในการทำงานนั้นสำคัญมาก อย่าลืมว่าก่อนจะสร้างวัฒนธรรมการพูดตรงๆได้ เราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองเสียก่อน การประกาศหรือบอกให้เพื่อนร่วมงานรับรู้ว่าขณะนี้คุณกำลังทำอะไร อยู่ในขั้นตอนกระบวนการไหน มันแสดงถึงความโปร่งใสในการทำงาน แสดงถึงความกล้าพูดตรงๆของคุณ องค์กรที่ดีคือองค์กรที่ไม่มีความลับ ทุกอย่างควรจะเป็นเรื่องเปิดเผย ให้ทุกคนในทีมรับทราบตรงกัน เพื่อให้มองเห็น Goal และ Mission ที่ชัดเจน เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนร่วมกันแล้วมันย่อมจะสบายใจมากขึ้นที่ทุกคนสามารถพูดกันตรงๆได้ ก่อนจะวิจารณ์คนอื่นวิจารณ์ตัวเองก่อน การที่คุณจะไม่ต้องเกรงใจคนอื่นได้นั้นไม่ได้หมายความว่าไม่พอใจอะไรก็วิจารณ์ไปเสียทุกเรื่อง การวิจารณ์คนอื่นมันต้องวางอยู่บนบรรทัดฐานของเหตุผลด้วยเช่นกัน ซึ่งหากคุณใช้เหตุผลต่อคนอื่นแต่คุณกลับไม่มีเหตุผลให้สำหรับตัวเอง อาจหมายความได้อีกอย่างว่าคุณกำลังมีอคติและทำอะไรตามอำเภอใจ การพูดตรงๆแบบนั้นอาจพูดเพื่อโจมตี หรือแฝงไปด้วยอคติมากกว่าที่จะเป็นไปเพื่อผลลัพธ์ที่ดี หากสามารถวิจารณ์ตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา คนอื่นก็สามารถที่จะพร้อมรับฟังคำวิจารณ์จากคุณด้วยเช่นกัน พูดตรง ๆ ติเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไม่ใช่ติเพื่อสร้างความบาดหมาง สอดคล้องจากข้อที่แล้ว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div></div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10389 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/0202.1.jpg" alt="4 แนวทางในการสร้างวัฒนธรรมการพูดตรง ๆ ในที่ทำงาน" width="872" height="458" title="4 แนวทางในการสร้างวัฒนธรรมการพูดตรง ๆ ในที่ทำงาน 967"></div>
<div></div>
<div>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> อึดอัดใจไหมหากต้องทำงานที่คุณรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ หรือเสนอไอเดียเพราะกลัวถูกปฏิเสธ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ลำบากใจหรือเปล่าที่ต้องพยายามรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี ไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ทั้งๆที่มองเห็นปัญหาตรงหน้าอย่างชัดเจน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> รู้สึกไม่สบายใจใช่ไหมเมื่อที่ทำงานไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เต็มไปด้วยเส้นสาย ระบบอาวุโส กลัวว่าความคิดของตัวเองนั้นจะฟังดูไร้สาระ และน่าตลก</span></li>
</ul>
</div>
<p>ทั้งหมดนี้อาจเป็นปัญหาที่ทำให้องค์กรของคุณไม่พัฒนา เพราะขาดพื้นที่ที่ปลอดภัย มีอะไรไม่กล้าวิจารณ์ตรงๆ กลัวปัญหาที่จะตามมากระทบการงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แต่หากอยากให้องค์กรเติบโตและพัฒนา ก็จำเป็นจะต้องสลายวัฒนธรรมเก่าๆแล้วมาปลูกฝังวัฒนธรรมการกล้าพูดตรงๆ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรากล้าที่พูดตรงๆ มาดู 4 แนวทางที่อาจเป็นประโยชน์และสร้างวัฒนธรรมการพูดตรงๆ ดังนี้</p>
<h2>แชร์การทำงานของตัวเองให้เพื่อนร่วมงานรับรู้</h2>
<p>ความโปร่งใสในการทำงานนั้นสำคัญมาก อย่าลืมว่าก่อนจะสร้างวัฒนธรรมการพูดตรงๆได้ เราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองเสียก่อน การประกาศหรือบอกให้เพื่อนร่วมงานรับรู้ว่าขณะนี้คุณกำลังทำอะไร อยู่ในขั้นตอนกระบวนการไหน มันแสดงถึงความโปร่งใสในการทำงาน แสดงถึงความกล้าพูดตรงๆของคุณ องค์กรที่ดีคือองค์กรที่ไม่มีความลับ ทุกอย่างควรจะเป็นเรื่องเปิดเผย ให้ทุกคนในทีมรับทราบตรงกัน เพื่อให้มองเห็น Goal และ Mission ที่ชัดเจน เมื่อมองเห็นเป้าหมายชัดเจนร่วมกันแล้วมันย่อมจะสบายใจมากขึ้นที่ทุกคนสามารถพูดกันตรงๆได้</p>
<h2>ก่อนจะวิจารณ์คนอื่นวิจารณ์ตัวเองก่อน</h2>
<p>การที่คุณจะไม่ต้องเกรงใจคนอื่นได้นั้นไม่ได้หมายความว่าไม่พอใจอะไรก็วิจารณ์ไปเสียทุกเรื่อง การวิจารณ์คนอื่นมันต้องวางอยู่บนบรรทัดฐานของเหตุผลด้วยเช่นกัน ซึ่งหากคุณใช้เหตุผลต่อคนอื่นแต่คุณกลับไม่มีเหตุผลให้สำหรับตัวเอง อาจหมายความได้อีกอย่างว่าคุณกำลังมีอคติและทำอะไรตามอำเภอใจ การพูดตรงๆแบบนั้นอาจพูดเพื่อโจมตี หรือแฝงไปด้วยอคติมากกว่าที่จะเป็นไปเพื่อผลลัพธ์ที่ดี หากสามารถวิจารณ์ตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา คนอื่นก็สามารถที่จะพร้อมรับฟังคำวิจารณ์จากคุณด้วยเช่นกัน</p>
<h2>พูดตรง ๆ ติเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไม่ใช่ติเพื่อสร้างความบาดหมาง</h2>
<p>สอดคล้องจากข้อที่แล้ว ว่าการจะวิจารณ์หรือตำหนิข้อผิดพลาดของคนอื่น มันควรวางอยู่บนบรรทัดฐานของเหตุผล และเป็นไปเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี หลายครั้งการวิจารณ์และติเตียนมันอาจสร้างความรู้สึกแย่ขึ้นได้ และคนฟังอาจรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ หรือพูดจาไม่ไว้หน้า บางครั้งการวิจารณ์แบบนี้แทนที่จะก่อให้เกิดผลดีกลับสร้างปัญหาได้มากกว่า ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับลักษณะประโยคหรือน้ำเสียงของภาษาด้วยเช่นกัน ให้โฟกัสที่ผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ มากกว่าตัวบุคคล วิธีนี้จะทำให้การวิจารณ์นั้นปราศจากอคติ</p>
<h2>สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนไอเดียกันทุกวัน</h2>
<p>หลายครั้งที่คนในทีมไม่กล้าพูดกันตรงๆ ไม่กล้าเสนอไอเดียหรือแสดงความคิดเห็น อาจเป็นเพราะกลัวว่าความคิดเห็นของตัวเองจะถูกปัดตก ไม่มั่นใจว่าไอเดียของตัวเองจะได้รับการยอมรับ เพราะองค์กรไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยให้แสดงความคิดเห็น จึงกลายเป็นเก็บงำความคิดเอาไว้คนเดียว และต้องอดทนทำในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งองค์กรสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนไอเดีย อาจเริ่มจาก Topic เล็กๆใกล้ตัวให้ทุกคนได้มาระดมความคิด แสดงความคิดเห็นร่วมกันทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวข้อยากๆที่ต้องใช้เวลานานในการ discuss แต่มีเวลาให้ทุกคนมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันสั้นๆทุกวัน ก็จะสามารถสร้างวัฒนธรรมการกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าที่จะพูดกันตรงๆได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10386 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/192601686_755786671758464_7188516604906767030_n.jpg" alt="192601686 755786671758464 7188516604906767030 n" width="556" height="556" title="4 แนวทางในการสร้างวัฒนธรรมการพูดตรง ๆ ในที่ทำงาน 968"></p>
<p>เราอาจถูกปลูกฝังมาตลอดว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เราจึงมีธรรมเนียมของความขี้เกรงใจ พยายามทำตัวกลมกลืน รักษาหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แม้นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราคิดก็ตาม ซึ่งวิธีที่จะลดความขัดแย้งได้อย่างแท้จริงก็คือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา แต่สิ่งนี้ทำให้หลายคนกลัว ไม่กล้าพูดกันตรงๆ เพราะกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้น จนก่อให้เกิดวัฒนธรรมขี้เกรงใจทำให้งานดำเนินไปอย่างช้าๆ และไม่ก้าวหน้าพัฒนาไปไหน</p>
<p>การที่คนในทีมไม่กล้าพูดกันตรงๆส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะขาดความเชื่อใจ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้จะทำอะไรก็ต้องคอยระวังตัว ปกป้องตัวเองไม่ให้เกิดความบาดหมางหรือขัดแย้งกับใคร สุดท้ายก็จะไม่ได้ข้อสรุปหรือคำตอบที่ชัดเจน แต่กลับกันหากแต่ละคนไว้ใจเชื่อใจกัน ก็จะกล้าพูดกันตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นไอเดีย ความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือปัญหาความขัดแย้งก็กล้าที่จะยกมาพูดกันตรงๆ วิธีนี้จะทำให้ได้คำตอบและทางออกอย่างรวดเร็วเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้มากขึ้น</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="4 แนวทางในการสร้างวัฒนธรรมการพูดตรง ๆ ในที่ทำงาน 969" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประชุมสำคัญอย่างไร ? ควรประชุมบ่อยแค่ไหน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/the-importance-of-meeting-01312022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Jan 2022 09:17:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/the-importance-of-meeting-01312022/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT รู้หรือไม่ ? คนทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาไปเกือบ 40% ของชั่วโมงทำงานทั้งหมดไปกับการประชุม และหากนำจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับการประชุมโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง มาคิดเป็นรายปี คุณจะใช้เวลาในการประชุมไปทั้งหมดปีละ 75 ชั่วโมงเลยทีเดียว จากข้อมูลสถิติระบุว่า 90% ของพนักงาน ยอมรับว่าคิดเรื่องอื่นๆในขณะที่ประชุม ขณะที่ 73% ของพนักงาน ทำงานอื่นไปด้วยขณะประชุม ด้าน 50% ของพนักงาน รู้สึกว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ และ 25% ของพนักงาน คุยในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการประชุมเลย การประชุมที่ดีที่สุดควรใช้เวลา 0.5 &#8211; 1 ชั่วโมง ควรทำให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับทราบข้อมูลพร้อมกันไม่ตกหล่น ลดความซ้ำซ้อนของการประชุม ด้วยการสรุปการประชุมเสมอ นอกจากนั้นควรมีการเสนอความเห็นอย่างจริงใจ และควรมีการทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และอย่าประชุมบ่อยเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย รู้หรือไม่ ? คนทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาไปเกือบ 40% ของชั่วโมงทำงานทั้งหมดไปกับการประชุม และหากนำจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับการประชุมโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง มาคิดเป็นรายปี คุณจะใช้เวลาในการประชุมไปทั้งหมดปีละ 75 ชั่วโมงเลยทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งสูงๆที่ยิ่งตำแหน่งสูงมากเท่าไหร่ จำนวนเวลาประชุมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li aria-level="1">รู้หรือไม่ ? คนทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาไปเกือบ 40% ของชั่วโมงทำงานทั้งหมดไปกับการประชุม และหากนำจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับการประชุมโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง มาคิดเป็นรายปี คุณจะใช้เวลาในการประชุมไปทั้งหมดปีละ 75 ชั่วโมงเลยทีเดียว</li>
<li aria-level="1">จากข้อมูลสถิติระบุว่า 90% ของพนักงาน ยอมรับว่าคิดเรื่องอื่นๆในขณะที่ประชุม ขณะที่ 73% ของพนักงาน ทำงานอื่นไปด้วยขณะประชุม ด้าน 50% ของพนักงาน รู้สึกว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ และ 25% ของพนักงาน คุยในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการประชุมเลย</li>
<li aria-level="1">การประชุมที่ดีที่สุดควรใช้เวลา 0.5 &#8211; 1 ชั่วโมง ควรทำให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับทราบข้อมูลพร้อมกันไม่ตกหล่น ลดความซ้ำซ้อนของการประชุม ด้วยการสรุปการประชุมเสมอ นอกจากนั้นควรมีการเสนอความเห็นอย่างจริงใจ และควรมีการทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และอย่าประชุมบ่อยเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย</li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>รู้หรือไม่ ? คนทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาไปเกือบ 40% ของชั่วโมงทำงานทั้งหมดไปกับการประชุม และหากนำจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับการประชุมโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง มาคิดเป็นรายปี คุณจะใช้เวลาในการประชุมไปทั้งหมดปีละ 75 ชั่วโมงเลยทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งสูงๆที่ยิ่งตำแหน่งสูงมากเท่าไหร่ จำนวนเวลาประชุมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วมันจำเป็นไหมที่เราต้องประชุมกันนานๆ ต้องประชุมกันทุกคน ต้องประชุมกันทุกวัน ?</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10383" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/155045597_703629846974147_8186699916456381163_n.jpg" alt="ประชุมสำคัญอย่างไร ? ควรประชุมบ่อยแค่ไหน" width="571" height="571" title="ประชุมสำคัญอย่างไร ? ควรประชุมบ่อยแค่ไหน 973"></p>
<p>แน่นอนว่าการประชุมที่ดีและมีคุณภาพนั้นช่วยทำให้ทุกคนทำงานที่ยังอยู่บน Direction ไม่หลงทิศทาง และรับรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อจะได้วางแผนการทำงานหรือพัฒนาทักษะที่จำเป็นได้ ถ้าถามว่าการประชุมสำคัญไหม คำตอบก็คือ สำคัญมากทีเดียว เพราะการประชุมเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยทำให้สมาชิกในทีมและคนในองค์กรมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน และสามารถทำงานได้อย่างสอดคล้อง องค์กรเข้าใจพนักงานมากขึ้น และพนักงานก็เข้าใจองค์กร</p>
<h2>ทำไมการประชุมบ่อย ๆ นาน ๆ ถึงไม่ค่อยได้อะไร ?</h2>
<p>แต่การประชุมที่ดีไม่ควรทำให้เสียเวลาเปล่า หลาย ๆ ครั้งเรามักพบว่าการประชุมส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้อะไร หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร บางครั้งประชุมสั้นไป จับใจความอะไรไม่ได้ หรือประชุมนานไปและผู้เข้าร่วมประชุมก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหัวข้อการประชุมนั้นๆ เป็นการเสียเวลาในการทำงานแทนที่จะได้ประโยชน์ หรือบางทีประชุมแต่พนักงานไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำได้เพียงนั่งฟังอย่างเดียว นั่นอาจไม่ใช่การประชุมที่มีประสิทธิภาพนัก ทำให้บางครั้งการประชุมกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เป็นเรื่องที่ต้องทำ และเผลอๆอาจกลายเป็นการโต้เถียงที่ไม่มีข้อสรุป</p>
<div class="focused-block"><strong>จากข้อมูลสถิติระบุว่า</strong><br />
<strong>90% ของพนักงาน ยอมรับว่าคิดเรื่องอื่นๆในขณะที่ประชุม</strong><br />
<strong>73% ของพนักงาน ทำงานอื่นไปด้วยขณะประชุม</strong><br />
<strong>50% ของพนักงาน รู้สึกว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ</strong><br />
<strong>25% ของพนักงาน คุยในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการประชุม</strong></div>
<p><strong class="cyan-highlighter">จริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้เกลียดการประชุม แต่แค่ไม่ชอบการประชุมที่เปลืองเวลาและไม่เกิดประโยชน์</strong> การประชุมที่ดีก็คือการรู้ว่าประชุมไปเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมายของการประชุมหรือการสนทนาในครั้งนี้ และถ้าจะให้ดี การประชุมทุกครั้งควรทำให้พนักงานรับรู้ว่าจะใช้เวลาในการประชุมเท่าไหร่ เพราะหากไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ก็จะทำให้การประชุมนั้นดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ยืดเยื้อ ไม่มีข้อสรุป ถ้าในหนึ่งวันต้องมีประชุมติดๆกันถึงสามครั้งและไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ในหนึ่งวันนั้นก็จะเต็มไปด้วยการประชุมอย่างเดียวโดยที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13204" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/pexels-vlada-karpovich-7433871-scaled.jpg" alt="ประชุมสำคัญอย่างไร ? แล้วเราควรประชุมกันบ่อยแค่ไหน" width="1110" height="740" title="ประชุมสำคัญอย่างไร ? ควรประชุมบ่อยแค่ไหน 974"></p>
<h2>การประชุมนั้นมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม</h2>
<p>เช่น หากต้องการสอบถามความคืบหน้าของงานเพียงสั้นๆ หรือให้ Feedback งานนิดหน่อย ซึ่งเป็นลักษะ Agile Team Meeting ก็ไม่ควรจะต้องใช้เวลานานจนเกินไป เพียงใช้เวลาสั้นๆสัก 10 – 20 นาที ก็พอจะรวบรัดประเด็นสำคัญได้ และไม่ต้องกินเวลาในการทำงานมากจนเกินไปด้วย แต่หากทีมต้องการปรับเปลี่ยนแผนงานหรือประกาศแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการทำงาน หรือเทรนโปรแกรมใหม่สำหรับพนักงาน วิธีที่ดีที่สุดก็ควรประชุมทีมรวมที่ใช้เวลามากขึ้นอาจจะเป็น 0.5 &#8211; 1 ชั่วโมง เพื่อแจ้งรายละเอียดที่ครบถ้วน และเพื่อ Make Sure ว่าทุกคนจะได้รับทราบข้อมูลพร้อมกันไม่ตกหล่น ลดความซ้ำซ้อนของการประชุม</p>
<p><strong class="yellow-highlighter"><strong>ประชุมควรมีการสรุป</strong><br />
<strong>ประชุมควรการเสนอความเห็น</strong><br />
<strong>ประชุมควรมีการทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน</strong></strong></p>
<p><strong><strong class="yellow-highlighter">ประชุมควรจะมีอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ความน่าเบื่อและการมานั่งเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร</strong></strong> อย่าให้การประชุมกลายเป็นสิ่งรบกวนเวลาในการทำงาน และหากทุกๆการประชุมนั้นดีและมีประสิทธิภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องประชุมกันบ่อยๆ เพราะยิ่งประชุมบ่อย ก็ยิ่งทำให้เหนื่อยและดูดพลังและความสนุกในการทำงานไป บางครั้งการได้รับข้อมูลเยอะเกินไปทั้งที่ไม่ใช่ข้อมูลที่ทุกคนต้องรับรู้ มันจะทำให้การประชุมครั้งต่อไปน่าเบื่อ และมันอาจจะไม่ได้น่าเบื่อเพราะคนจัดประชุม แต่น่าเบื่อเพราะคนที่ร่วมประชุมก็ไม่สามารถทำอะไรกันได้เลยต่างหาก</p>
<p>หากคุณไม่รู้ว่าจะหารูปแบบการอบรมที่เหมาะกับองค์กรอย่างไร หรือไม่รู้ว่าตัวช่วยต่าง ๆ ที่เห็นตามท้องตลาดนั้นมีความคุ้มค่ากับธุรกิจหรือไม่ คุณสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้ที่ <a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX.asia</a> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากกว่า 100 อย่าง ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ! ไม่ว่าคุณจะหาตัวช่วยในด้านไหน ที่นี่มีให้ครบแบบเว็บเดียวจบ !</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ประชุมสำคัญอย่างไร ? ควรประชุมบ่อยแค่ไหน 975" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 120px;">
<tbody>
<tr style="height: 120px;">
<td style="width: 100%; height: 120px;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a class="oajrlxb2 g5ia77u1 qu0x051f esr5mh6w e9989ue4 r7d6kgcz rq0escxv nhd2j8a9 nc684nl6 p7hjln8o kvgmc6g5 cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x jb3vyjys rz4wbd8a qt6c0cv9 a8nywdso i1ao9s8h esuyzwwr f1sip0of lzcic4wl gpro0wi8 py34i1dx" role="link" href="http://www.commonsenseleadership.com/the-importance-of-effective-meetings?fbclid=IwAR0iWx2iwG7K-QEhxL-mu-cx-qWU88wHEn9Jwav5_PO9FOvzVhccJWmdI8Y" target="_blank" rel="nofollow noopener">commonsenseleadership</a></li>
<li><a class="oajrlxb2 g5ia77u1 qu0x051f esr5mh6w e9989ue4 r7d6kgcz rq0escxv nhd2j8a9 nc684nl6 p7hjln8o kvgmc6g5 cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x jb3vyjys rz4wbd8a qt6c0cv9 a8nywdso i1ao9s8h esuyzwwr f1sip0of lzcic4wl gpro0wi8 py34i1dx" role="link" href="https://blog.lucidmeetings.com/blog/how-often-should-you-meet-selecting-the-right-meeting-cadence-for-your-team?fbclid=IwAR1xp2hVSVu59bJemDYvApR6eziIQpIrBQuyOn0bQ84tHitBWvYEw5uyl2s" target="_blank" rel="nofollow noopener">blog.lucidmeetings.com</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคนิคให้พนักงานโฟกัสที่งานสำคัญทีละอย่าง เพราะการทำงานได้หลายอย่างไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-focus-at-work-01242022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jan 2022 10:58:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[โฟกัส]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/how-to-focus-at-work-01242022/</guid>

					<description><![CDATA[คนทำงานเก่งคือคนที่ทำงานเยอะ ทำแทบจะทุกอย่างในบริษัท จริงไหม ? หากองค์กรของคุณให้ความสำคัญกับค่านิยมทำงานหลายอย่างหรือ Multitask เพราะอาจมีความจำเป็น เช่น Start up หรือองค์กรเล็กๆ ที่ยังมีพนักงานไม่เยอะหรืออยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นที่ต้องมีภาระหน้าที่หลายอย่างเพื่อ drive องค์กร หรือเพราะมีเวลาน้อย แต่หน้าที่รับผิดชอบเยอะจึงจำเป็นต้องทำพร้อมกันหลายอย่าง หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลอื่นก็ได้ เช่น เพราะอยากทำหลายอย่างเองเพราะมันแสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความสามารถและมีความรับผิดชอบสูง แต่ ! นั่นอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดเพราะความจริงแล้วการทำงานหลายอย่างนั้นเพิ่มโอกาสที่จะทำงานได้ผิดพลาดมากถึง 50% เลยทีเดียว และเผลอๆอาจจะต้องใช้เวลาอีก 50% ที่จะต้องมาแก้ไขข้อผิดพลาดจากงานหลายอย่างที่ทำไปด้วยความรีบเร่ง สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นว่างานออกมาไม่ดีสักอย่างแล้วจะทำอย่างไรให้พนักงานในองค์กรเจอความ balance และไม่เป็นบ้าจากการทำงานไปเสียก่อน ? ให้พนักงานจัดสรรเวลาการทำงานเอง แต่ต้องมีความชัดเจน โฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การแบ่งงานให้เป็นก้อน (เหมือน Time Boxing) จะกำหนดช่วงระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับงานแต่อย่างที่ต้องทำว่างานไหน ต้องทำตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง ที่สำคัญคือพนักงานคนนั้นต้องเชื่อในปฏิทินและทำตามจริงๆด้วย เมื่อกำหนดงานและระยะเวลาที่ชัดเจนในปฏิทินแล้วก็ต้องทำตามที่ระบุไว้ เช่น หากกำหนดว่างานชิ้นนี้จะใช้เวลาทำ 1 ชั่วโมง ก็ทำ 1 ชั่วโมงจริงๆ เพราะยังมีงานอื่นที่ต้องทำอีก อาจจะมีกำหนดเวลาพักเบรคสั้นๆบ้างก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดีและยังช่วยลดอาการย้ำคิดย้ำทำลงไป เพราะได้ทำงานเสร็จไปเป็นอย่างๆเรียบร้อยแล้ว ต้องแยกให้ออกระหว่างทำหลายอย่างกับทำทุกอย่าง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="font-size: 14pt;">คนทำงานเก่งคือคนที่ทำงานเยอะ ทำแทบจะทุกอย่างในบริษัท จริงไหม ?</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรของคุณให้ความสำคัญกับค่านิยมทำงานหลายอย่างหรือ Multitask เพราะอาจมีความจำเป็น เช่น Start up หรือองค์กรเล็กๆ ที่ยังมีพนักงานไม่เยอะหรืออยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นที่ต้องมีภาระหน้าที่หลายอย่างเพื่อ drive องค์กร หรือเพราะมีเวลาน้อย แต่หน้าที่รับผิดชอบเยอะจึงจำเป็นต้องทำพร้อมกันหลายอย่าง หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลอื่นก็ได้ เช่น เพราะอยากทำหลายอย่างเองเพราะมันแสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความสามารถและมีความรับผิดชอบสูง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10320 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/159876815_711153736221758_5291177283864967189_n.jpg" alt="159876815 711153736221758 5291177283864967189 n" width="467" height="467" title="เทคนิคให้พนักงานโฟกัสที่งานสำคัญทีละอย่าง เพราะการทำงานได้หลายอย่างไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง 978"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ ! นั่นอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดเพราะความจริงแล้วการทำงานหลายอย่างนั้นเพิ่มโอกาสที่จะทำงานได้ผิดพลาดมากถึง 50% เลยทีเดียว และเผลอๆอาจจะต้องใช้เวลาอีก 50% ที่จะต้องมาแก้ไขข้อผิดพลาดจากงานหลายอย่างที่ทำไปด้วยความรีบเร่ง สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นว่างานออกมาไม่ดีสักอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">แล้วจะทำอย่างไรให้พนักงานในองค์กรเจอความ balance และไม่เป็นบ้าจากการทำงานไปเสียก่อน ?</span></p>
<h2>ให้พนักงานจัดสรรเวลาการทำงานเอง แต่ต้องมีความชัดเจน โฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแบ่งงานให้เป็นก้อน (เหมือน Time Boxing) จะกำหนดช่วงระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับงานแต่อย่างที่ต้องทำว่างานไหน ต้องทำตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง ที่สำคัญคือพนักงานคนนั้นต้องเชื่อในปฏิทินและทำตามจริงๆด้วย เมื่อกำหนดงานและระยะเวลาที่ชัดเจนในปฏิทินแล้วก็ต้องทำตามที่ระบุไว้ เช่น หากกำหนดว่างานชิ้นนี้จะใช้เวลาทำ 1 ชั่วโมง ก็ทำ 1 ชั่วโมงจริงๆ เพราะยังมีงานอื่นที่ต้องทำอีก อาจจะมีกำหนดเวลาพักเบรคสั้นๆบ้างก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดีและยังช่วยลดอาการย้ำคิดย้ำทำลงไป เพราะได้ทำงานเสร็จไปเป็นอย่างๆเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<h2>ต้องแยกให้ออกระหว่างทำหลายอย่างกับทำทุกอย่าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้ง Multitasker อาจขาด skill ของการรับรู้ว่าอะไรคือเรื่องสำคัญที่ต้องทำก่อน เพราะเขา take มันไว้ทั้งหมด และคิดว่าทุกงานนั้นเป็นงานด่วน งานสำคัญ และจะมีความรู้สึกว่าต้องทำงานทุกอย่างให้เสร็จทั้งหมด ซึ่งนี่อาจทำให้งานล้นมือ และมีงานค้างเป็นจำนวนมาก วิธีแก้คือจัดลำดับความสำคัญของงานก่อน กำหนดระยะเวลาที่จะทำ และสามารถตัดงานที่ไม่จำเป็นออกไปเลยก็ได้ จะได้รู้ว่าอะไรที่จำเป็นต้องทำที่สุด และอะไรที่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำเลย</span></p>
<h2>อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ทำให้ไม่เสียสมาธิในการทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรของคุณต้องรู้และตอบให้ได้ว่าเป็น The best place to work สำหรับพนักงานหรือเปล่า เพราะสภาพแวดล้อมส่งผลต่องประสิทธิภาพการทำงานมากเช่นกัน หากอยู่ในองค์กรที่พนักงานสามารถ distract ได้ง่ายๆ เช่น มีเสียงโทรศัพท์ดังตลอดเวลา พนักงานยืนคุยกันข้ามหัวอยู่บ่อยๆ หรือนั่งอยู่ติดกับประตูทางเดินที่มีคนเดินผ่านไปมาตลอด ฯลฯ หากพิจารณาว่างานนั้นจำเป็นต้องใช้สมาธิสูง อีกทั้งยังต้องรับผิดชอบงานอีกหลายอย่าง ก็ควรจะกำหนดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นงานที่มอบหมายไปก็อาจจะออกมาไม่ดีสักอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Multitasking อาจถือว่าเป็น Skill ที่สำคัญที่จำเป็นสำหรับองค์กรแตกต่างกันไปตามลักษณะและประเภทของงาน แต่ก็ต้องพิจารณาและแยกแยะด้วยเช่นกันว่า การทำหลายอย่างที่ว่านั้นหมายถึง มีภาระหน้าที่มอบหมายให้ทำหลายอย่าง แต่พนักงานจะจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเองได้ และเลือกที่จะโฟกัสทำทีละอย่างให้ออกมาดี หรือทำหลายอย่างในที่นี้คือทำทุกอย่างไปพร้อมๆกันโดยไม่ตัดออกสักอย่าง และไม่รู้ว่างานไหนคืองานที่สำคัญที่สุดกันแน่ ซึ่งนี่ถือเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะนิยามค่านิยมของการทำงานหลายอย่างที่สำคัญโดยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่อาจจะไม่สำคัญเลยก็ได้</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/29?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32966" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png" alt="hrtech" width="1600" height="500" title="เทคนิคให้พนักงานโฟกัสที่งานสำคัญทีละอย่าง เพราะการทำงานได้หลายอย่างไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง 979" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/hrtech-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>EGO ในที่ทำงาน ปัญหาเรื้อรังขององค์กรและวิธีรับมือ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/ego-in-workplace-01242022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jan 2022 08:10:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[EGO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/ego-in-workplace-01242022/</guid>

					<description><![CDATA[รับมือกับคนที่มี EGO ในที่ทำงานอย่างไรดี ? หลายครั้งที่เราเจอคนที่มีฝีมือ เต็มไปด้วยความมั่นใจ เชื่อมั่นในเหตุผลของตัวเองอย่างสุดขั้ว ถึงขั้นต้องออกปากว่า อาจจะดูน่าหมั่นไส้ไปบ้างแต่ก็ยอมรับว่าทำงานเก่งจริงๆ ซึ่งคำว่า “มั่นใจในตัวเองสูง” กับ “อีโก้” นั้นอาจมีเส้นบางๆกั้นอยู่ เพราะถึงแม้ว่าฝีมือและการทำงานจะเก่งจริงๆแต่หากเต็มไปด้วยอีโก้ มั่นใจในตัวเองมากจนบางครั้งพูดจาไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น ก็อาจกลายเป็นคนที่ทำงานด้วยยากจนเลยเถิดไปถึงขั้นไม่มีใครอยากจะทำงานด้วยแล้วเราจะมีวิธีรับมือกับคนที่มี EGO ในที่ทำงานอย่างไร ? ซึ่ง EGO ในที่นี้อาจเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานของเรา หัวหน้าของเรา ลูกน้องของเรา หรืออาจเป็นตัวเราเอง บทความชิ้นนี้จึงอยากจะเสนอข้อแนะนำเมื่อเจอ EGO ในที่ทำงานและรับมือกับมันอย่างเข้าใจ รับรู้และเข้าใจอีโก้เป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดเห็นของเขาที่มีต่อตัวเอง ดังนั้นคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่เขามีก็ได้ ความคิดเห็นนั้นมันอาจจะถูกต้องสำหรับความคิดของเขา แต่คุณมีสิทธิ์ที่จะคิดเห็นในแบบของคุณ ซึ่งหากคุณรู้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างมีอีโก้สูง คุณก็เพียงแต่รับฟัง ไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือขัดคอแต่อย่างใด งานก็ส่วนงาน อีโก้ก็ส่วนอีโก้ การมีอีโก้อาจเป็นเพียงรุปแบบหรือสไตล์การทำงานของเขา ซึ่งไม่ได้สำคัญไปกว่าแก่นสารที่เขาต้องการจะสื่อ เพราะฉะนั้นอย่าไปโฟกัสที่รูปแบบเพราะอาจทำให้หลงประเด็น แต่ให้ความสำคัญในเนื้อหาแก่นสารแทน ให้ Feedback ให้ถูกวิธี การจะให้ Feedback กับคนที่มีอีโก้สูงนั้น วิธีบอกตรงๆว่าเขามีอีโก้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แม้เขาจะเป็นลุกน้องคุณหรือหัวหน้าคุณก็ตาม เพราะอีโก้ได้สร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นสิ่งที่ตรงข้ามกับเหตุผลหรือความเชื่อของเขาไปแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะพูดอะไรเขาอาจจะไม่ยอมรับ วิธีที่ที่ดีกว่าคือ ทำหรือแสดงสิ่งที่ถูกต้องให้เขาเห็น ไม่ต้องไปคาดคั้นทำให้เขาเสียหน้าเสียฟอร์ม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10312" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/141107911_685784462092019_3330301145968317850_n.jpg" alt="EGO ในที่ทำงาน ปัญหาเรื้อรังขององค์กรและวิธีรับมือ" width="495" height="495" title="EGO ในที่ทำงาน ปัญหาเรื้อรังขององค์กรและวิธีรับมือ 982"></p>
<h2><span style="font-size: 18pt;">รับมือกับคนที่มี EGO ในที่ทำงานอย่างไรดี ?</span></h2>
<p>หลายครั้งที่เราเจอคนที่มีฝีมือ เต็มไปด้วยความมั่นใจ เชื่อมั่นในเหตุผลของตัวเองอย่างสุดขั้ว ถึงขั้นต้องออกปากว่า อาจจะดูน่าหมั่นไส้ไปบ้างแต่ก็ยอมรับว่าทำงานเก่งจริงๆ ซึ่งคำว่า “มั่นใจในตัวเองสูง” กับ “อีโก้” นั้นอาจมีเส้นบางๆกั้นอยู่ เพราะถึงแม้ว่าฝีมือและการทำงานจะเก่งจริงๆแต่หากเต็มไปด้วยอีโก้ มั่นใจในตัวเองมากจนบางครั้งพูดจาไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น ก็อาจกลายเป็นคนที่ทำงานด้วยยากจนเลยเถิดไปถึงขั้นไม่มีใครอยากจะทำงานด้วยแล้วเราจะมีวิธีรับมือกับคนที่มี EGO ในที่ทำงานอย่างไร ? ซึ่ง EGO ในที่นี้อาจเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานของเรา หัวหน้าของเรา ลูกน้องของเรา หรืออาจเป็นตัวเราเอง บทความชิ้นนี้จึงอยากจะเสนอข้อแนะนำเมื่อเจอ EGO ในที่ทำงานและรับมือกับมันอย่างเข้าใจ</p>
<h2>รับรู้และเข้าใจอีโก้เป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดเห็นของเขาที่มีต่อตัวเอง</h2>
<p>ดังนั้นคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่เขามีก็ได้ ความคิดเห็นนั้นมันอาจจะถูกต้องสำหรับความคิดของเขา แต่คุณมีสิทธิ์ที่จะคิดเห็นในแบบของคุณ ซึ่งหากคุณรู้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างมีอีโก้สูง คุณก็เพียงแต่รับฟัง ไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือขัดคอแต่อย่างใด</p>
<h2>งานก็ส่วนงาน อีโก้ก็ส่วนอีโก้</h2>
<p>การมีอีโก้อาจเป็นเพียงรุปแบบหรือสไตล์การทำงานของเขา ซึ่งไม่ได้สำคัญไปกว่าแก่นสารที่เขาต้องการจะสื่อ เพราะฉะนั้นอย่าไปโฟกัสที่รูปแบบเพราะอาจทำให้หลงประเด็น แต่ให้ความสำคัญในเนื้อหาแก่นสารแทน</p>
<h2>ให้ Feedback ให้ถูกวิธี</h2>
<p>การจะให้ Feedback กับคนที่มีอีโก้สูงนั้น วิธีบอกตรงๆว่าเขามีอีโก้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แม้เขาจะเป็นลุกน้องคุณหรือหัวหน้าคุณก็ตาม เพราะอีโก้ได้สร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นสิ่งที่ตรงข้ามกับเหตุผลหรือความเชื่อของเขาไปแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะพูดอะไรเขาอาจจะไม่ยอมรับ วิธีที่ที่ดีกว่าคือ ทำหรือแสดงสิ่งที่ถูกต้องให้เขาเห็น ไม่ต้องไปคาดคั้นทำให้เขาเสียหน้าเสียฟอร์ม แยกให้ออกระหว่างอีโก้สูงกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การดูถูกคนอื่น การเถียงคนอื่นเพื่อเอาชนะ หรือการไม่รับฟังความเห็นคนอื่น หากคุณเป็นหัวหน้าคุณก็ควรจะให้ feedback เขาตรงๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงานซึ่งอาจจะส่งผลต่อการร่วมงานกับคนอื่นได้</p>
<h2>เข้าใจและใช้เมตตา</h2>
<p>เข้าใจสภาพจิตใจว่าทำไมหรืออะไรที่เป็นสาเหตุให้เขาแสดงพฤติกรรมแบบนี้ เพราะมันอาจจะมาจากจิตใจที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม และการแสดงออกเช่นนั้นอาจเป็นไปเพื่อต้องการให้มีคนยอมรับในตัวเขาก็ได้ หรืออยากเสริมสร้างความมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งหากคุณเป็นหัวหน้าก็ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมา ยอมรับและเข้าใจเขาให้มากขึ้น ใช้เมตตา รับฟัง และพยายามทำให้เขาเห็นในสิ่งที่เหมาะสม เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนอีโก้ให้ลดลงได้</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="EGO ในที่ทำงาน ปัญหาเรื้อรังขององค์กรและวิธีรับมือ 983" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/political-quotient-in-workplace-01212022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2022 10:55:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/political-quotient-in-workplace-01212022/</guid>

					<description><![CDATA[ทำไมต้องมีการเมืองในที่ทำงาน ? องค์กรส่วนใหญ่และรวมไปถึงใครหลายๆคน ต่างก็ไม่อยากให้มีการเมืองหรือเรื่องดราม่าเกิดขึ้นในที่ทำงาน เพราะทั้งเสียบรรยากาศในการทำงานและสภาวะจิตใจ รวมถึงเหน็ดเหนื่อยกับการต้องทำงานด้วยการระวังหน้าระแวงหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถูกขโมยเครดิตผลงาน ซุบซิบนินทา สรรเสริญเยินยอ หรือระดับหัวหน้าและผู้นำ เช่นกลยุทธ์การล็อบบี้ยิสต์ เป็นไปได้ไหมที่เราจะหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นในที่ทำงาน ก่อนจะไปสู่คำตอบนั้น เรามาทำความเข้าใจการเมืองในที่ทำงานกันสักนิด… การเมืองในที่ทำงานเกิดขึ้นเพราะอะไร ? เหตุผลก็เพราะทุกคนมาทำงานต่างก็นำเอาอารมณ์ส่วนตัว ความต้องการ ความทะเยอทะยาน ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงมาด้วย และเพราะทุกคนต่างก็อยากประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่องค์กรอาจไม่ได้มีความสำเร็จเพียงพอให้สำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นการกระทำอย่างเดียวจึงไม่อาจนำไปสู่ความสำเร็จได้ การเห็นด้วยกับคนที่มีอิทธิพลต่างหากที่ทำให้เข้าใกล้ความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ การเมืองในที่ทำงานจึงเกิดขึ้น จริงๆแล้ว การเล่นการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้คนจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจร่วมกันได้และสร้างพันธมิตร รวมถึงเสาะหาว่าคุณต้องการอะไร อีกฝ่ายต้องการอะไร และตกลงว่าจะสนับสนุนอะไร ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการซึ่งกันและกันได้ คำถามก็คือเราไม่เล่นการเมืองในที่ทำงานได้ไหม ? หลายคนอาจเคยได้ยินคำตอบว่า ถ้าคุณไม่เล่นการเมือง วันหนึ่งการเมืองก็เล่นคุณอยู่ดี แต่เราอยากบอกคุณว่า การเล่นการเมืองไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เพราะทุกคนสามารถได้รับประโยชน์ร่วมกันได้ ความหมายของการเล่นการเมืองจึงอาจหมายถึงการบริหารความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดยอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวเหมือนกันหมด จะทำอย่างไรให้อำนาจนั้นบรรลุผลและทุกคนในองค์กรอยู่ร่วมกันได้ และที่สำคัญการเมืองไม่ใช่เรื่องลบเสมอไป บางครั้งการเกิดการไม่เห็นด้วยบ้าง ก็อาจช่วยให้งานดีขึ้นได้และเก่งขึ้นได้ ในฐานะหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ จะมีวิธีเล่นการเมืองอย่างไรเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งองค์กร 1. ความฉลาดทางการเมือง (Political [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10310" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/0121.2.jpg" alt="Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด" width="808" height="424" title="Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด 987"></p>
<h2>ทำไมต้องมีการเมืองในที่ทำงาน ?</h2>
<p>องค์กรส่วนใหญ่และรวมไปถึงใครหลายๆคน ต่างก็ไม่อยากให้มีการเมืองหรือเรื่องดราม่าเกิดขึ้นในที่ทำงาน เพราะทั้งเสียบรรยากาศในการทำงานและสภาวะจิตใจ รวมถึงเหน็ดเหนื่อยกับการต้องทำงานด้วยการระวังหน้าระแวงหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถูกขโมยเครดิตผลงาน ซุบซิบนินทา สรรเสริญเยินยอ หรือระดับหัวหน้าและผู้นำ เช่นกลยุทธ์การล็อบบี้ยิสต์ เป็นไปได้ไหมที่เราจะหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นในที่ทำงาน ก่อนจะไปสู่คำตอบนั้น เรามาทำความเข้าใจการเมืองในที่ทำงานกันสักนิด…</p>
<h2>การเมืองในที่ทำงานเกิดขึ้นเพราะอะไร ?</h2>
<p>เหตุผลก็เพราะทุกคนมาทำงานต่างก็นำเอาอารมณ์ส่วนตัว ความต้องการ ความทะเยอทะยาน ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงมาด้วย และเพราะทุกคนต่างก็อยากประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่องค์กรอาจไม่ได้มีความสำเร็จเพียงพอให้สำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นการกระทำอย่างเดียวจึงไม่อาจนำไปสู่ความสำเร็จได้ การเห็นด้วยกับคนที่มีอิทธิพลต่างหากที่ทำให้เข้าใกล้ความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ การเมืองในที่ทำงานจึงเกิดขึ้น</p>
<p>จริงๆแล้ว การเล่นการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้คนจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจร่วมกันได้และสร้างพันธมิตร รวมถึงเสาะหาว่าคุณต้องการอะไร อีกฝ่ายต้องการอะไร และตกลงว่าจะสนับสนุนอะไร ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการซึ่งกันและกันได้ คำถามก็คือเราไม่เล่นการเมืองในที่ทำงานได้ไหม ? หลายคนอาจเคยได้ยินคำตอบว่า ถ้าคุณไม่เล่นการเมือง วันหนึ่งการเมืองก็เล่นคุณอยู่ดี แต่เราอยากบอกคุณว่า การเล่นการเมืองไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว เพราะทุกคนสามารถได้รับประโยชน์ร่วมกันได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10309" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/185810454_744438009559997_7923724257474687708_n.jpg" alt="Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด" width="504" height="504" title="Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด 988"></p>
<p>ความหมายของการเล่นการเมืองจึงอาจหมายถึงการบริหารความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดยอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวเหมือนกันหมด จะทำอย่างไรให้อำนาจนั้นบรรลุผลและทุกคนในองค์กรอยู่ร่วมกันได้ และที่สำคัญการเมืองไม่ใช่เรื่องลบเสมอไป บางครั้งการเกิดการไม่เห็นด้วยบ้าง ก็อาจช่วยให้งานดีขึ้นได้และเก่งขึ้นได้ ในฐานะหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ จะมีวิธีเล่นการเมืองอย่างไรเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งองค์กร</p>
<h2>1. ความฉลาดทางการเมือง (Political Quotient) เริ่มจากการเข้าใจโครงสร้างองค์กรและสังเกตจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคน</h2>
<p>อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่าทุกคนมีอำนาจติดตัวเหมือนกัน แต่บางคนอาจไม่รู้ว่าจะบริหารอำนาจนั้นอย่างไร หากคุณเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารที่ต้องคุมทีมใหญ่ แน่นอนว่าคงไม่มีเวลาบริหารผลงานหรือมอบหมายงานรายคน สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือให้อำนาจในการตัดสินใจอย่างถูกคน อย่าลืมว่าตำแหน่งอาจไม่สำคัญเท่า ใครคือผู้มีอิทธิพลตัวจริง บางคนอาจมีตำแหน่งใหญ่แต่ไม่สามารถบริหารผลงานได้ ไม่สามารถมอบหมายงานให้คนอื่นได้ หรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆได้ หากโครงสร้างองค์กรเป็นเช่นนั้นควรหันมาโฟกัสที่จุดแข็งและส่งเสริมศักยภาพนั้นให้มากยิ่งขึ้น จุดอ่อนของบางคนอาจช่วยส่งเสริมจุดแข็งของบางคนได้ และท้ายสุดมันจะเป็นการร่วมมือศักยภาพของคนในทีมให้เกิดประโยชน์มากที่สุด</p>
<h2>2. มีแผนสำรองเสมอและคิดแผนอย่างสร้างสรรค์</h2>
<p>ในฐานะผู้นำองค์กร ควรมีแผนสำรองรวมถึงมีขั้นตอนที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเสมอ วิธีนี้รวมไปถึงการมีทักษะในการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คิดนอกกรอบ และมองหาทางเลือกใหม่ๆที่คนอื่นนึกไม่ถึง ทักษะนี้จะช่วยให้คุณเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในที่ทำงาน หรือภาวะวิกฤตขององค์กร</p>
<p>หากคุณได้ดูซีรีย์ดังเรื่อง Vincenzo ในตอนที่ทนายทั้งคู่ต้องไปว่าความในชั้นศาลโดยไม่มีหลักฐานและพยานสักคนเดียว ในขณะที่ฝ่ายโจทก์มีหลักฐานพยานครบถ้วนแน่นหนา และหากคาดการณ์สถานการณ์แล้ว ไม่มีวิธีที่ฝ่ายจำเลยจะชนะคดีนี้ได้เลย แต่เพราะ Vincenzo คิดแผนสำรองมาอย่างดี และมีแผนสำรองมากกว่า 1 แผน ทำให้แม้แผนแรกไม่สำเร็จเพราะข้อมูลยังอ่อนไป ก็งัดเอาแผนที่สองมาใช้ด้วยการอาศัยความบกพร่องของสถานที่เพื่อทำให้การว่าความถูกเลื่อนไป แต่แผนนี้ก็ยังไม่สำเร็จ Vincenzo ใช้แผนที่สามนั่นคือการทำให้ศาลเกิดความวุ่นวายขึ้นจนอยู่เหนือการควบคุม ทำให้การว่าความจำเป็นต้องเลื่อนการพิจารณาไปในที่สุด แม้จะไม่ชนะคดีแต่อย่างน้อยก็ทำให้เลื่อนการพิจารณาออกไปได้เพื่อเตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้อาศัยความรอบคอบ วางแผนซ้อนแผน และการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์นั่นเอง</p>
<h2>3. เป็นมืออาชีพและไม่เล่นการเมืองอย่างสกปรก</h2>
<p>จริงอยู่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของการบริหารอำนาจ แต่หากใช้อำนาจนั้นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว นั่นแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ และยิ่งแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและความไร้ความสามารถของตัวเองมากยิ่งขึ้น อำนาจเป็นสิ่งที่มีติดตัวทุกคน แต่มันก็คู่ควรกับคนที่มีความสามารถในการบริหารมันได้ในระยะยาว โดยไม่ใช้วิธีทำให้คนอื่นดูแย่ หรือการใส่ร้ายป้ายสี เพราะหากคุณทำเช่นนั้น จะยิ่งทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ สูญเสียเครดิตและไม่สามารถเรียกมันกลับมาได้อีกครั้ง อำนาจที่แท้จริงย่อมมาจากเจตนาและเป้าหมายที่ดี ที่หากเมื่อคุณได้อธิบายให้ลูกน้องหรือคนในทีมฟัง มันจะทำให้พวกเขาเชื่อใจคุณ รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไรและพวกเขาจะพร้อมทำด้วยความเต็มใจ</p>
<p>ในการทำงาน นอกเหนือจากการมี IQ : Intelligence Quotient ความฉลาดด้านสติปัญญา EQ : Emotional Quotient ความฉลาดทางอารมณ์ ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ PQ : Political Quotient ความฉลาดทางการเมือง หรือความฉลาดในการใช้ทักษะเอาตัวรอดจากการเมืองในที่ทำงานนั่นเอง</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Political Quotient : ว่าด้วยเรื่องความฉลาดทางการเมืองในที่ทำงาน และวิธีเล่นมันอย่างขาวสะอาด 989" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.mindtools.com/pages/article/newCDV_85.htm?fbclid=IwAR0pWul-Rotst1CJIsv-LgLaoAUFUnhq4uJArKQyvjq7N-r_bABWBY5_0p4" target="_blank" rel="noopener">mindtools</a></li>
<li><a href="https://www.businessnewsdaily.com/3048-coping-office-politics.html?fbclid=IwAR2TJPMZinL7ohihKH5_GUcJgSL6eTLaw9fsYcokwX9gcEd-wgN7MeF325A" target="_blank" rel="noopener">businessnewsdaily</a></li>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/powerlust-surviving-political-quotient-vishwapriya-kochhar/?fbclid=IwAR299f4RPns5hpvObIKMoMc9OvqhkuQLsigt7DuwmjUUqLbfEMzgcuDVZEA" target="_blank" rel="noopener">linkedin</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทฤษฎีกบต้มอาจไม่มีจริง เพราะกบตัวนั้นจะกระโดดหนีไปตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าน้ำร้อนแล้ว</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/broil-frog-is-the-myth-01212022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2022 09:43:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีกบต้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/broil-frog-is-the-myth-01212022/</guid>

					<description><![CDATA[ทฤษฎีกบต้ม ที่เล่าไว้ว่า เมื่อเราใส่กบเข้าไปในน้ำเดือด เพื่อไม่ให้กบกระโดดหนีออกไปเมื่อมันรู้สึกร้อนมาก เราต้องจับกบมาใส่ในน้ำที่อุณหภูมิไม่สูงมากก่อน เอามันมาแช่ไว้ แล้วค่อยๆปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นเรื่อยๆ พอน้ำต้มนั้นเดือดมากพอ กบก็จะตาย และเราก็จะได้กินกบตัวนั้น แต่ความเชื่อที่ว่านั้นเป็นความเชื่อที่ผิด ! ในความจริงแล้ว เมื่อเราโยนกบเข้าไปในน้ำที่อุณหภูมิเดือดมากตั้งแต่แรก กบจะบาดเจ็บจากน้ำร้อน จนมันไม่สามารถกระโดดออกมาจากน้ำร้อนนั้นได้ แต่ถ้าเป็นกบที่แช่ในน้ำที่อุ่นอยู่แล้ว พอน้ำเริ่มร้อนจนมันไม่ไหว สุดท้ายกบมันก็รู้ตัวและกระโดดออกไปอยู่ดี ซึ่งตรงข้ามจากความเชื่อที่เราเคยได้ยินกันมาตลอด ความเข้าใจผิดตรงนี้ ก็เหมือนกับการที่องค์กรมีความเชื่อในอะไรบางอย่าง ที่อาจจะไม่ได้ช่วยให้องค์กรนั้นมีประสิทธิภาพมากพอ เช่น หากมีเด็กรุ่นใหม่มา Challenge วิธีการทำงานเก่าๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพในองค์กร หากผู้นำองค์กรไม่ได้ทบทวนตัวเอง หรือพยายามทบทวนวิธีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น ยังเชื่ออยู่ต่อไปว่าจะต้มกบต้องค่อยๆต้มในหม้อจากอุณหภูมิที่ต่ำๆก่อน สุดท้ายกบขององค์กรอาจจะกระโดดหนีไป เพราะฉะนั้นเรื่องเล่าเรื่องนี้อาจกำลังบอกถึง การกลับมาทบทวนการทำงานแบบเก่าๆ ความเชื่อแบบเก่าๆ และ “ตั้งคำถาม” กับความเชื่อที่ตัวเองยึดถือมานานเพื่อ rethink และ unlearn ความรู้ของตัวเองอยู่เสมอ เพราะความสำเร็จในอดีตก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะสำเร็จแบบเดิมอีกครั้งในอนาคต ในหนังสื่อเรื่อง Think Again จากผู้เขียน Adam Grant บอกไว้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เรามักมีกระบวนการคิดที่ไม่เอื้อให้ตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองเท่าไรนัก โดยผู้เขียนได้แบ่งวิธีการคิดแบบมนุษย์ทั่วไปออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10305" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/182326462_737623860241412_1296379567112560938_n.jpg" alt="ทฤษฎีกบต้มอาจไม่มีจริง เพราะกบตัวนั้นจะกระโดดหนีไปตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าน้ำร้อนแล้ว" width="555" height="555" title="ทฤษฎีกบต้มอาจไม่มีจริง เพราะกบตัวนั้นจะกระโดดหนีไปตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าน้ำร้อนแล้ว 991"></p>
<p>ทฤษฎีกบต้ม ที่เล่าไว้ว่า เมื่อเราใส่กบเข้าไปในน้ำเดือด เพื่อไม่ให้กบกระโดดหนีออกไปเมื่อมันรู้สึกร้อนมาก เราต้องจับกบมาใส่ในน้ำที่อุณหภูมิไม่สูงมากก่อน เอามันมาแช่ไว้ แล้วค่อยๆปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นเรื่อยๆ พอน้ำต้มนั้นเดือดมากพอ กบก็จะตาย และเราก็จะได้กินกบตัวนั้น แต่ความเชื่อที่ว่านั้นเป็นความเชื่อที่ผิด !</p>
<p>ในความจริงแล้ว เมื่อเราโยนกบเข้าไปในน้ำที่อุณหภูมิเดือดมากตั้งแต่แรก กบจะบาดเจ็บจากน้ำร้อน จนมันไม่สามารถกระโดดออกมาจากน้ำร้อนนั้นได้ แต่ถ้าเป็นกบที่แช่ในน้ำที่อุ่นอยู่แล้ว พอน้ำเริ่มร้อนจนมันไม่ไหว สุดท้ายกบมันก็รู้ตัวและกระโดดออกไปอยู่ดี ซึ่งตรงข้ามจากความเชื่อที่เราเคยได้ยินกันมาตลอด ความเข้าใจผิดตรงนี้ ก็เหมือนกับการที่องค์กรมีความเชื่อในอะไรบางอย่าง ที่อาจจะไม่ได้ช่วยให้องค์กรนั้นมีประสิทธิภาพมากพอ เช่น หากมีเด็กรุ่นใหม่มา Challenge วิธีการทำงานเก่าๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพในองค์กร หากผู้นำองค์กรไม่ได้ทบทวนตัวเอง หรือพยายามทบทวนวิธีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น ยังเชื่ออยู่ต่อไปว่าจะต้มกบต้องค่อยๆต้มในหม้อจากอุณหภูมิที่ต่ำๆก่อน สุดท้ายกบขององค์กรอาจจะกระโดดหนีไป</p>
<p>เพราะฉะนั้นเรื่องเล่าเรื่องนี้อาจกำลังบอกถึง การกลับมาทบทวนการทำงานแบบเก่าๆ ความเชื่อแบบเก่าๆ และ “ตั้งคำถาม” กับความเชื่อที่ตัวเองยึดถือมานานเพื่อ rethink และ unlearn ความรู้ของตัวเองอยู่เสมอ เพราะความสำเร็จในอดีตก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะสำเร็จแบบเดิมอีกครั้งในอนาคต</p>
<p>ในหนังสื่อเรื่อง Think Again จากผู้เขียน Adam Grant บอกไว้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เรามักมีกระบวนการคิดที่ไม่เอื้อให้ตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองเท่าไรนัก โดยผู้เขียนได้แบ่งวิธีการคิดแบบมนุษย์ทั่วไปออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่</p>
<div class="focused-block">
<ol>
<li>คิดแบบนักเทศน์ (preacher) : คือการคิดที่เชื่อมั่นว่าความเชื่อที่ตัวเองยึดถือนั้นเป็นจริงที่สุด ส่วนความเชื่อของคนอื่นยังไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องสั่งสอนและให้ความรู้ที่ถูกต้อง</li>
<li>คิดแบบทนายความ (prosecutor) : คือการคิดที่มีเป้าหมายคือหาข้อโต้แย้งเพื่อล้มล้างและเอาชนะความคิดของผู้อื่น เหมือนกับทนายที่ชนะคดีด้วยการโจมตีจุดอ่อนของอีกฝ่าย</li>
<li>คิดแบบนักการเมือง (politician) : คือการคิดที่พุ่งเป้าไปที่การหาเสียงและหว่านล้อม ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจและให้ผู้คนเชื่อ เพื่อจะอยู่ฝ่ายเดียวกันเหมือนนักการเมืองทั้งหลาย</li>
</ol>
</div>
<p>ซึ่งในชีวิตประจำวัน มนุษย์ก็มักจะเปลี่ยนวิธีการคิดและสวมบทบาทเป็นได้ทั้งนักเทศน์ ทนายความหรือนักการเมืองไปตามสถานการณ์ต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่มักจะลืมเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้ ก็คือ “การคิดแบบนักวิทยาศาสตร์” (scientist) คือการคิดด้วยหลักเหตุผลเพื่อหาความจริงที่อยู่ตรงกลาง อีกทั้งพร้อมที่ปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของตัวเองหากพบเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนมากพอ ไม่ได้ยึดติดกับความเชื่อของตัวเองเพียงอย่างเดียว และไม่ได้ตัดสินว่าความคิดความเชื่อของคนอื่นๆเป็นความจริงน้อยกว่าไม่ว่าจะ Nokia หรือ Blackberry ที่ยึดมั่นกับความสำเร็จอย่างยาวนานของตัวเองจนไม่ยอมคิดใหม่ (Rethink) จนต้องพ่ายแพ้ให้กับ iPhone ของ Apple ไป</p>
<p>และจริง ๆ แล้ว ถ้าสตีฟ จ๊อบส์ไม่ Rethink and Unlearn เราก็อาจไม่มี iPhone ใช้อย่างในทุกวันนี้ ว่ากันว่า สตีฟ จ๊อบส์เคยต่อต้านการทำ Smart Phone มาอย่างยานาน ถึงขั้นประกาศว่าจะไม่ทำโทรศัพท์เด็ดขาด แต่เนื่องจากพนักงานใน Apple ที่ได้ซุ่มทำการศึกษา หาข้อมูลเป็นเวลากว่า 6 เดือนเพื่อที่จะนำเสนอต่อสตีฟ จ๊อบส์จนสามารถเปลี่ยนความคิดเขาได้ในที่สุด นี่ถือเป็นผลของการไม่ยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ และพร้อมจะเรียนรู้ ปรับตัวเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลานั่นเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>ที่มา</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.theatlantic.com%2Ftechnology%2Farchive%2F2006%2F09%2Fthe-boiled-frog-myth-stop-the-lying-now%2F7446%2F%3Ffbclid%3DIwAR16_DikSWA7iXxge7dmGUI602pSvsg_7Tx7Hvn7NnkhGJrX3jC1Vl6Hapk&amp;h=AT3n0lx1lvuGbmQhNEz2UDkuiHHIdvdeUg_B7ZhGe6QzkcZP2fFdlg-6UzCWx_IIFLJtL_KsFRgDgp7M8y0z7NZTYJFt-B461PVE6_O1W6hhuTMFPvN8MvgZKkrkgIZYcC9yBY4HSmRIRvZzAaoU&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AT0vuTnz-yAFvNjaSL1fP_nMcbdIa5NOYmnMfbW92B6ObhnatlS3AZnDkqcuqYKPm_vCUmJqV9RH7ROYyaq1Gx7zXprDbc8dK3rND9KEx4FkbLRQeJehPrqiml9_TJwEaUIv9p7jjEG0FXIbTdffNZYRBtJSxb8mlNgL9ydi3WrtjTpNB59l90GR6kMf4VcsnOztIw" target="_blank" rel="noopener">theatlantic</a></li>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/boiling-frog-syndrome-suyash-jaju/?fbclid=IwAR2DhLkNlMrkzrxLcvyqTxoOrTrGPxg0iq0X_pYa336YgeSfTpphHtNRAQA" target="_blank" rel="noopener">linkedin</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมหัวหน้าควรมอบหมายงานที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งอย่างให้ลูกน้องแต่ละคน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-delegate-works-01212022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2022 08:47:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/how-to-delegate-works-01212022/</guid>

					<description><![CDATA[ในชีวิตจริง ไม่เหมือนในหนัง ที่จะสามารถทำภารกิจแต่ละอย่างให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น และใช้คนพียงไม่กี่คน แต่ในโลกของการทำงานจริงๆ องค์กรอาจไม่ได้มีแค่เพียงอุปสรรคเดียว และไม่ได้มีแค่เพียงภารกิจเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือและความร่วมมือจากสมาชิกในทีม ซึ่งมันก็คืองาน หรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอันมากมายนั่นเอง ซึ่งภาระและงานอันมากมายนั้นล้วนสำคัญต่อองค์กรทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้พนักงานจึงไม่ใช่แค่ต้องเก่งงาน แต่ยังต้องมีความสามารถในการตัดสินใจว่างานไหนสำคัญและเร่งด่วนอีกด้วย หัวหน้าบางคนอาจมองว่าการสั่งงานลูกน้อง มอบหมายงาน กำหนด Deadlines ให้ลูกน้องทำงานให้เสร็จก็ถือว่างานนั้นสำเร็จแล้ว แต่จริงๆแล้วการมอบหมายงานที่มีความสำคัญจำนวนมากให้ลูกน้องทำ อาจเป็นการยัดเยียดความรับผิดชอบให้พวกเขาตัดสินใจเอาเองว่างานไหนมีความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งๆที่การตัดสินใจดังกล่าว เป็นหน้าที่ของคุณ แน่นอนว่าหน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้นำองค์กรก็คือการทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่น แต่การจะได้รับความช่วยเหลือและการร่วมมือที่ดีจากคนในทีมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆจากการแค่สั่งงานเฉยๆ แต่การสั่งงานนั้นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยวิธีการหรือเครื่องมือที่ถูกต้อง หากคุณต้องการความร่วมมือที่ดีจากลูกน้อง ลูกน้องก็ต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากคุณด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน การแบ่งงานนั้นดี แต่บางทีก็มีปัญหา โดยปัญหาที่พบบ่อยในการแบ่งงานแล้วไม่เวิร์คก็คือการกระจายงานกันทำแต่มองไม่เห็นเป้าหมายร่วมกัน มองไม่เห็น Vision และภาพรวมขององค์กรที่ชัดเจน นั่นจึงทำให้บางครั้ง พนักงานไม่ได้รับรู้ว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่นั้นสำคัญต่อองค์กรในระดับไหน สิ่งที่ตัวเองกำลังรับผิดชอบนั้นช่วยทำให้เข้าใกล้เป้าหมายองค์กรมากเพียงใด เพราะหากสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรและไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ไปข้างหน้า ก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่านี่คงอาจไม่ใช่งานสำคัญ และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบมากมายอะไร แต่หากคุณมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และสามารถทำให้คนในทีมเห็นร่วมกันได้ เป้าหมายที่ชัดเจนจะตามมา และเมื่อทีมมองเห็นเป้าหมายชัดเจนร่วมกันแล้ว ก็จะ Focus ในสิ่งที่สำคัญต่อองค์กรจริงๆ เริ่มต้นที่ทำไม Start with Why, then [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10299 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/0121.jpg" alt="0121" width="527" height="527" title="ทำไมหัวหน้าควรมอบหมายงานที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งอย่างให้ลูกน้องแต่ละคน 994"></p>
<p>ในชีวิตจริง ไม่เหมือนในหนัง ที่จะสามารถทำภารกิจแต่ละอย่างให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น และใช้คนพียงไม่กี่คน แต่ในโลกของการทำงานจริงๆ องค์กรอาจไม่ได้มีแค่เพียงอุปสรรคเดียว และไม่ได้มีแค่เพียงภารกิจเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือและความร่วมมือจากสมาชิกในทีม ซึ่งมันก็คืองาน หรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอันมากมายนั่นเอง</p>
<p>ซึ่งภาระและงานอันมากมายนั้นล้วนสำคัญต่อองค์กรทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้พนักงานจึงไม่ใช่แค่ต้องเก่งงาน แต่ยังต้องมีความสามารถในการตัดสินใจว่างานไหนสำคัญและเร่งด่วนอีกด้วย หัวหน้าบางคนอาจมองว่าการสั่งงานลูกน้อง มอบหมายงาน กำหนด Deadlines ให้ลูกน้องทำงานให้เสร็จก็ถือว่างานนั้นสำเร็จแล้ว แต่จริงๆแล้วการมอบหมายงานที่มีความสำคัญจำนวนมากให้ลูกน้องทำ อาจเป็นการยัดเยียดความรับผิดชอบให้พวกเขาตัดสินใจเอาเองว่างานไหนมีความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งๆที่การตัดสินใจดังกล่าว เป็นหน้าที่ของคุณ</p>
<p>แน่นอนว่าหน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้นำองค์กรก็คือการทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่น แต่การจะได้รับความช่วยเหลือและการร่วมมือที่ดีจากคนในทีมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆจากการแค่สั่งงานเฉยๆ แต่การสั่งงานนั้นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยวิธีการหรือเครื่องมือที่ถูกต้อง หากคุณต้องการความร่วมมือที่ดีจากลูกน้อง ลูกน้องก็ต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากคุณด้วยเช่นกัน</p>
<h2>สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน</h2>
<p>การแบ่งงานนั้นดี แต่บางทีก็มีปัญหา โดยปัญหาที่พบบ่อยในการแบ่งงานแล้วไม่เวิร์คก็คือการกระจายงานกันทำแต่มองไม่เห็นเป้าหมายร่วมกัน มองไม่เห็น Vision และภาพรวมขององค์กรที่ชัดเจน นั่นจึงทำให้บางครั้ง พนักงานไม่ได้รับรู้ว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่นั้นสำคัญต่อองค์กรในระดับไหน สิ่งที่ตัวเองกำลังรับผิดชอบนั้นช่วยทำให้เข้าใกล้เป้าหมายองค์กรมากเพียงใด เพราะหากสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรและไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ไปข้างหน้า ก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่านี่คงอาจไม่ใช่งานสำคัญ และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบมากมายอะไร แต่หากคุณมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และสามารถทำให้คนในทีมเห็นร่วมกันได้ เป้าหมายที่ชัดเจนจะตามมา และเมื่อทีมมองเห็นเป้าหมายชัดเจนร่วมกันแล้ว ก็จะ Focus ในสิ่งที่สำคัญต่อองค์กรจริงๆ</p>
<h2>เริ่มต้นที่ทำไม Start with Why, then How</h2>
<p>Start With Why คือการรู้ว่า Pain point ของบริษัทคืออะไร ? อะไรคือจุดยืนขององค์กร ? อะไรคือ Passion ขององค์กร ? นี่คือหน้าที่ของผู้นำที่ต้องถามว่า Why คืออะไร ? แต่การจะทำอย่างไร (How) นั้นขึ้นอยู่กับพนักงานหรือคนที่คุณมอบหมายงาน เพราะแต่ละคนย่อมมีวิธีคิด วิธีในการทำงานไม่เหมือนกัน การให้พื้นที่และอิสรภาพในการทำงานจะทำให้พนักงานทำงานได้เต็มที่มากกว่าการคอยจับผิดและควบคุมการทำงาน และวิธีนี้จะทำให้พนักงานคอยระมัดระวังความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้มากกว่า เพราะรับรู้ว่าหน้าที่นี้ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมดด้วยเช่นกัน</p>
<h2>มอบหมายงานอย่างถูกต้อง</h2>
<p>การมอบหมายงานอย่างถูกต้องไม่ใช่แค่การแบ่งงานกันทำตามหน้าที่เฉยๆ ผู้นำที่ดีควรทำให้การมอบหมายงานนั้นเคลียร์ก่อนว่า ต้องการให้พนักงานทำอะไร Make sure ว่าพนักงานเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำ สามารถมีคำแนะนำที่จะ Guide พนักงานได้ว่างานที่ต้องการนั้นควรจะเป็นแบบไหน อะไรคือความคาดหวังของคุณ และสิ่งนั้นจะส่งผลต่อเป้าหมายองค์กรอย่างไร</p>
<p>งานทุกงานล้วนเป็นงานสำคัญ แต่จะมีงานหรือความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดหนึ่งงานสำหรับแต่ละคน แต่ละหน้าที่เสมอ เพราะถ้าทุกอย่างสำคัญเหมือนกันหมด ก็คงไม่มีอะไรสำคัญแล้ว</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ทำไมหัวหน้าควรมอบหมายงานที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งอย่างให้ลูกน้องแต่ละคน 995" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดี (Leadership) เป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/5-focus-for-leadership-01192022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 09:23:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/5-focus-for-leadership-01192022/</guid>

					<description><![CDATA[ใครๆก็สามารถเป็นหัวหน้าได้ หากมีขั้นตอนของการจ้างคน มีการสอนงาน หรือมีลูกทีมที่ต้องดูแล แต่การจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องเคารพและอยากทำงานด้วย ,u Leadership นั้นไม่ใช่ใคร ๆ ก็ทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ มาจากการสังเกต และมาจากความเชื่อใจที่คนอื่นมีต่อคุณ แน่นอนว่าการจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องไว้วางใจ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความน่าเชื่อถือไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถแต่งตั้งให้ตัวเองได้ แต่มันเกิดจากการกระทำ มาจากผลงานที่คุณทำและความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อคุณ มันไม่ใช่การที่คุณต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดหรือทำงานเยอะที่สุด แต่ต้องมีความรับผิดชอบมากที่สุด ไม่ใช่แค่รับผิดชอบคนในทีม หรือรับผิดชอบงานของตัวเองเท่านั้น แต่รับผิดชอบการกระทำและคำพูดของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะนั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้ใครๆก็ไว้ใจและอยากทำงานด้วย ซึ่งพอจะมีแนวทางที่ควรรู้ ดังนี้ 1. หัวหน้าที่ดีมีวิสัยทัศน์และสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง การมีวิสัยทัศน์หรือไอเดียมากมายนั้นเป็นสิ่งดี แต่หากไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้สักอย่าง คนที่ทำงานร่วมกับคุณก็จะรู้สึกเหนื่อย และรู้สึกว่าสิ่งที่ลงแรงทำไปนั้นไร้ความหมาย เพราะไม่สามารถใช้ได้จริง หัวหน้าที่ดีจึงต้องทำให้วิสัยทัศน์ของตัวเองเกิดขึ้นได้จริงด้วย นั่นคือมีทั้ง Vision และ Mission เมื่อลูกน้องเห็นว่าหัวหน้าพูดจริง ทำจริง ก็จะมั่นใจมากขึ้นว่านี่ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ลอยๆ เพราะหัวหน้าย่อมทำให้มันเกิดขึ้นได้แน่ๆ ไม่ว่าโปรเจกต์ต่อไปจะเป็นอะไร ลูกน้องก็พร้อมที่จะร่วมมือและให้ความช่วยเหลือคุณด้วยความเชื่อใจ 2. หัวหน้าที่ดี มี Leadership รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำและคำพูดของตัวเอง คุณจะยิ่งเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องให้ความเชื่อถือมากขึ้นหากสามารถรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคนในทีมได้ แม้มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นักหากคุณไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก และลูกน้องของคุณก็คงไม่ถือโทษหรือบังคับอะไรคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือที่ลูกน้องมีต่อคุณไปแล้ว และการสูญเสียความน่าเชื่อถือไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10259" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/0119.jpg" alt="5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดีเป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย" width="739" height="388" title="5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดี (Leadership) เป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย 999"></p>
<p>ใครๆก็สามารถเป็นหัวหน้าได้ หากมีขั้นตอนของการจ้างคน มีการสอนงาน หรือมีลูกทีมที่ต้องดูแล แต่การจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องเคารพและอยากทำงานด้วย ,u Leadership นั้นไม่ใช่ใคร ๆ ก็ทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ มาจากการสังเกต และมาจากความเชื่อใจที่คนอื่นมีต่อคุณ</p>
<p>แน่นอนว่าการจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องไว้วางใจ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความน่าเชื่อถือไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถแต่งตั้งให้ตัวเองได้ แต่มันเกิดจากการกระทำ มาจากผลงานที่คุณทำและความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อคุณ มันไม่ใช่การที่คุณต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดหรือทำงานเยอะที่สุด แต่ต้องมีความรับผิดชอบมากที่สุด ไม่ใช่แค่รับผิดชอบคนในทีม หรือรับผิดชอบงานของตัวเองเท่านั้น แต่รับผิดชอบการกระทำและคำพูดของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะนั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้ใครๆก็ไว้ใจและอยากทำงานด้วย ซึ่งพอจะมีแนวทางที่ควรรู้ ดังนี้</p>
<h2>1. หัวหน้าที่ดีมีวิสัยทัศน์และสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง</h2>
<p>การมีวิสัยทัศน์หรือไอเดียมากมายนั้นเป็นสิ่งดี แต่หากไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้สักอย่าง คนที่ทำงานร่วมกับคุณก็จะรู้สึกเหนื่อย และรู้สึกว่าสิ่งที่ลงแรงทำไปนั้นไร้ความหมาย เพราะไม่สามารถใช้ได้จริง หัวหน้าที่ดีจึงต้องทำให้วิสัยทัศน์ของตัวเองเกิดขึ้นได้จริงด้วย นั่นคือมีทั้ง Vision และ Mission เมื่อลูกน้องเห็นว่าหัวหน้าพูดจริง ทำจริง ก็จะมั่นใจมากขึ้นว่านี่ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ลอยๆ เพราะหัวหน้าย่อมทำให้มันเกิดขึ้นได้แน่ๆ ไม่ว่าโปรเจกต์ต่อไปจะเป็นอะไร ลูกน้องก็พร้อมที่จะร่วมมือและให้ความช่วยเหลือคุณด้วยความเชื่อใจ</p>
<h2>2. หัวหน้าที่ดี มี Leadership รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำและคำพูดของตัวเอง</h2>
<p>คุณจะยิ่งเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องให้ความเชื่อถือมากขึ้นหากสามารถรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคนในทีมได้ แม้มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นักหากคุณไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก และลูกน้องของคุณก็คงไม่ถือโทษหรือบังคับอะไรคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือที่ลูกน้องมีต่อคุณไปแล้ว และการสูญเสียความน่าเชื่อถือไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนได้</p>
<h2>3. หัวหน้าที่ดี เป็นคนที่สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ</h2>
<p>การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากหากต้องทำงานร่วมกับคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นผู้นำ การสื่อสารที่ดีนั้นไม่ใช่การเป็นคนพูดเก่ง แต่มันคือการฟังเก่ง รู้จังหวะในการพูด และสื่อสารให้ตรงประเด็น ถ้าคุณเป็นหัวหน้าที่พูดเยอะ แต่คำพูดนั้นเต็มไปด้วยน้ำ ไม่มีเนื้อเลย ยากที่จะจับใจความได้ มันก็ทำให้คนอื่นไม่ค่อยอยากฟัง การสื่อสารที่ดีนั้นควรจะตรงประเด็น ชัดเจน ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของคำตอบ โดยที่ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องอ้อมค้อมและไม่ต้องใช้เวลามาก เพราะการสื่อสารในการทำงานไม่ใช่การคุยกันเรื่อยเปื่อยที่ไม่ต้องมีประเด็นก็ได้</p>
<h2>4. หัวหน้าที่ดี มีศิลปะในการมอบหมายงาน</h2>
<p>การมอบหมายงานอย่างถูกต้องไม่ใช่แค่การแบ่งงานกันทำตามหน้าที่เฉยๆ ผู้นำที่ดีควรทำให้การมอบหมายงานนั้นเคลียร์ก่อนว่า ต้องการให้พนักงานทำอะไร Make sure ว่าพนักงานเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำ สามารถมีคำแนะนำที่จะ Guide พนักงานได้ว่างานที่ต้องการนั้นควรจะเป็นแบบไหน อะไรคือความคาดหวังของคุณ และสิ่งนั้นจะส่งผลต่อเป้าหมายองค์กรอย่างไร หากการมอบหมายงานเป็นไปอย่างชัดเจน เคลียร์และง่าย ก็ส่งผลให้คนอื่นอยากจะร่วมงานกับคุณต่อไป และไว้ใจในการบริหารงานของคุณ</p>
<h2>5. หัวหน้าที่ดี มีความฉลาดทางอารมณ์</h2>
<p>เป็นทักษะที่ผู้นำทุกคนควรมีนั่นคือการรู้จักจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ Value ของตัวเองหรือคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ เข้าใจ Passion ของตัวเอง ซึ่งถ้าผู้นำไม่มี Self – Awareness ก็จะไม่สามารถบริหารงานหรือเข้าใจตัวเองได้เลย เช่น ผู้นำบางคนรู้ว่าตัวเองทำงานช้า ก็ต้องวางแผนทำงานให้ล่วงหน้าก่อนจะถึงวัน Deadline ซึ่งเป็นวิธีที่จะสร้างการตระหนักรู้ ทำให้รู้ว่า เราทำไปเพื่ออะไร และกำลังนำพาทีมงานไปในทิศทางไหน เป็นการใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์ได้ และยังสามารถทำให้มีอารมณ์ขันในการล้อเลียนจุดด้อยของตัวเองอีกด้วย<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10202" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/152318743_700105300659935_7416331344978033586_n.jpg" alt="5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดีเป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย" width="506" height="506" title="5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดี (Leadership) เป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย 1000"><br />
แน่นอนว่าใครๆก็สามารถเป็นหัวหน้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นหัวหน้าที่น่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากการกระทำและความสม่ำเสมอ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ส่งเสริมให้เป็นหัวหน้าที่น่าเชื่อถือหรือเป็นคนที่ใครๆก็อยากทำงานด้วย ที่สำคัญก็คือคุณต้องมีใจที่จะเรียนรู้ ยอมรับในตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="5 คุณสมบัติส่งเสริมให้หัวหน้าที่ดี (Leadership) เป็นหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย 1001" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>อ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.thebalancecareers.com/hr-leadership-strategy-4161674" target="_blank" rel="noopener">thebalancecareers.com</a></li>
<li><a href="https://www.thebalancecareers.com/what-employees-most-want-from-their-bosses-4117080" target="_blank" rel="noopener">thebalancecareers</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>8 สิ่งที่จะหายไปพร้อมๆกับปี 2021 : เรียนรู้บทเรียนจากปีที่แล้วเพื่อทำปีนี้และปีต่อไปให้ดีกว่าเดิม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/8tips-for-organization2022-01172022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jan 2022 12:04:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/8tips-for-organization2022-01172022/</guid>

					<description><![CDATA[ผ่านมา 2 สัปดาห์เต็มๆของปี 2022 แล้ว บางคนอาจรู้สึกว่าบรรยากาศยังไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีอะไรใหม่เท่าไหร่นัก เหมือนเป็นภาคต่อของปี 2021 มากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความหวั่นวิตกและตึงเครียดก็เริ่มเบาบางและจางลงมากกว่าปีที่ผ่านมาบ้างแล้ว วันนี้ HREX จึงอยากขอรวบรวมบทเรียนที่ปี 2021 มอบให้กับเราทุกคน ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงต่อปีหลังจากนี้ไป มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรารู้ว่าสิ่งใดสำคัญจริงๆ สิ่งใดควรเริ่มทำตั้งแต่นี้ไป สิ่งใดควรเลิกทำได้แล้ว และสิ่งใดที่จะหายไปตลอดกาล&#8230; บทเรียนที่ 1. New Norm ที่เราเห็นอาจใช้ได้เพียงปีสองปีเท่านั้น เพราะ New Norm ที่จะมาแน่ๆก็คือ ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีมาตลอด ไม่หยุด และหากว่ารู้สึกเหนื่อยกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆรอบตัว ขอบอกตรงนี้ว่านี่ยังไม่จบ ! ยังมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ ไกลกว่านี้ และเร็วกว่านี้อีกแน่นอนในอนาคต เพราะฉะนั้นทุกการเปลี่ยนแปลง จากนี้ไป การตัดสินใจทั้งหมดต้องทำให้ Short และ Sharp นั่นคือตัดสินใจให้รวดเร็วและแหลมคม เพราะสถานการณ์หลังจากนี้จะ uncertainty มากกว่านี้ และไม่มีอะไรคาดการณ์ได้ บทเรียนที่ 2. คนจะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน และคนกลางๆอาจไม่มีที่ยืน คนจะถูกแบ่งแยกออกไปอย่างชัดเจน และไม่ใช่จากระบบประเมินผลปกติ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10246 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/0114.9.jpg" alt="0114.9" width="785" height="412" title="8 สิ่งที่จะหายไปพร้อมๆกับปี 2021 : เรียนรู้บทเรียนจากปีที่แล้วเพื่อทำปีนี้และปีต่อไปให้ดีกว่าเดิม 1004"></p>
<p>ผ่านมา 2 สัปดาห์เต็มๆของปี 2022 แล้ว บางคนอาจรู้สึกว่าบรรยากาศยังไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีอะไรใหม่เท่าไหร่นัก เหมือนเป็นภาคต่อของปี 2021 มากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความหวั่นวิตกและตึงเครียดก็เริ่มเบาบางและจางลงมากกว่าปีที่ผ่านมาบ้างแล้ว</p>
<p>วันนี้ HREX จึงอยากขอรวบรวมบทเรียนที่ปี 2021 มอบให้กับเราทุกคน ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงต่อปีหลังจากนี้ไป มีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรารู้ว่าสิ่งใดสำคัญจริงๆ สิ่งใดควรเริ่มทำตั้งแต่นี้ไป สิ่งใดควรเลิกทำได้แล้ว และสิ่งใดที่จะหายไปตลอดกาล&#8230;</p>
<h2>บทเรียนที่ 1. New Norm ที่เราเห็นอาจใช้ได้เพียงปีสองปีเท่านั้น</h2>
<p>เพราะ New Norm ที่จะมาแน่ๆก็คือ ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีมาตลอด ไม่หยุด และหากว่ารู้สึกเหนื่อยกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆรอบตัว ขอบอกตรงนี้ว่านี่ยังไม่จบ ! ยังมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ ไกลกว่านี้ และเร็วกว่านี้อีกแน่นอนในอนาคต เพราะฉะนั้นทุกการเปลี่ยนแปลง จากนี้ไป การตัดสินใจทั้งหมดต้องทำให้ Short และ Sharp นั่นคือตัดสินใจให้รวดเร็วและแหลมคม เพราะสถานการณ์หลังจากนี้จะ uncertainty มากกว่านี้ และไม่มีอะไรคาดการณ์ได้</p>
<h2>บทเรียนที่ 2. คนจะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน และคนกลางๆอาจไม่มีที่ยืน</h2>
<p>คนจะถูกแบ่งแยกออกไปอย่างชัดเจน และไม่ใช่จากระบบประเมินผลปกติ แต่คนที่ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่อยากรับสิ่งใหม่ ขาด skill to adapt to จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งหลังจากนี้ ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจนขึ้น วันนี้ไม่ใช่ว่าองค์กรเลือกใครหรือไม่เลือกใคร แต่เป็นคุณเลือกตัวเองอย่างไร จะไปข้างหน้าหรือว่าถอยหลัง?</p>
<h2>บทเรียนที่ 3. ไม่มีอะไร Perfect ไม่มีอะไรคาดเดาได้ ต้องมีสกิลในการรับมือกับความผิดหวัง</h2>
<p>ในอดีตเราถูกสอนให้ทำอะไรก็ต้อง Perfect อย่าให้ผิดพลาด แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ที่จะหกล้ม เพราะการล้มไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าให้เปรียบเทียบองค์กร 2 แห่ง แห่งแรกสอนให้ทำตามขั้นตอน อย่าตั้งคำถามใดๆ ทำตามนั้นแล้วจะได้ไม่ผิดพลาด ในขณะที่อีกแห่ง ส่งคนออกไปสู่ตลาดทั้งที่ยังไม่พร้อม อย่างหลังจะเกิดการเรียนรู้มากกว่า สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเปลี่ยนผ่านนั่นคือการไม่ยอมเจ็บ ยกตัวอย่างองค์กรที่พยายามประคับประคองสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้มี pain ไม่ให้มีความผิดพลาดเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ซึ่งสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่รับ pain ได้มากกว่า จะมีภูมิคุ้มกันดีกว่า</p>
<h2>บทเรียนที่ 4. Work From Home จะกลายเป็นคำที่ล้าสมัย</h2>
<p>เพราะต่อไปจะกลายเป็น Work From Anywhere หลายคนอาจยึดติดกับคำว่า Work From Home ว่าเป็นการทำงานรูปแบบใหม่ แต่มันจะไม่สิ้นสุดแค่นี้ เพราะหลังจากนี้ต่างหากที่จะเป็น New Norm ของแท้ ! เพราะไม่ว่าจะการ Work from home, ประชุมผ่าน ZOOM หรือการใส่ mask เป็นแค่การบริหารจัดการอยู่บน BCP เป็นเพียงสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ องค์กรใดก็ตามที่จะกลับไปใช้วิธีแบบเดิม ก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ หน้าที่ขององค์กรก็คือเตรียมความพร้อมให้คนในองค์กรอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ และเมื่ออยู่ที่ไหนก็ทำงาน การเข้างาน 8.00 – 17.00 ก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป</p>
<h2>บทเรียนที่ 5. งานประจำอาจไม่จำเป็น เพราะ Outsource ตอบโจทย์กว่า</h2>
<p>คนรุ่นใหม่เริ่มมีแนวคิดไม่อยากเป็นพนักงานประจำกันมากขึ้น เพราะเขามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง จึงไม่อยากขึ้นอยู่กับระบบการเติบโตแบบเดิม และก็ไม่ได้นับถือผู้บริหารเพราะ Hierarchy แต่นับถือจากประสบการณ์หรือสิ่งที่จะเพิ่มเติมให้กับพวกเขาได้มากกว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีแนวคิดอยากเป็นพนักงานประจำ เขาก็ไม่ได้อยากทำงานให้องค์กรใดองค์หนึ่งอีกต่อไป เพราะฉะนั้นลักษณะการจ้างงานก็เปลี่ยนไป เป็น Co-Hiring หรือการจ้างงานร่วมกัน ซึ่งเป็นการจับกลุ่มระหว่างบริษัทที่เป็นพันธมิตรกันมาร่วมช่วยกัน ทำให้ลักษณะงานของคนรุ่นใหม่เป็นไปแบบบูรณาการ การที่ตอนนี้หลายๆองค์กรใช้ Outsource ช่วยในการทำงาน ต่อไปสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ</p>
<h2>บทเรียนที่ 6. No more Work – Life Balance Concept</h2>
<p>Work- Life Balance ไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะ Work Integration ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า คือแนวคิดการทำงานแบบผสานงานกับการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยนำเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ทั้งโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต และระบบคลาวด์มาเป็นตัวช่วยการทำงานแบบ Work-Life Integration</p>
<h2>บทเรียนที่ 7. Career Path ไม่จำเป็นเท่า Experience Journey</h2>
<p>Talent ไม่ได้มี expectation เหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว เพราะเขาไม่ได้สนใจในเรื่องของเงินเดือนหรือสวัสดิการพื้นฐานเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เขาจะเรียกหาพัฒนาการ development หรือความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส และนั่นก็จะส่งผลให้เทรนด์ของการเรียนรู้ของคนค่อยๆเปลี่ยนไป ไม่มีเทรนเนอร์ที่มาสอนและพูดคนเดียวอยู่หน้าห้องแล้ว แต่จะเป็นในลักษณะของการแชร์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์ นั่นจะเป็นความรู้ที่แท้จริง จับต้องได้ และเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น Compensation Benefit ต้องออกแบบมาให้มีลักษณะเข้ากับปัจเจกบุคคล เราอาจเห็นว่า ในอดีต ลูกจ้างต้องรอให้นายจ้างโยนงานมาให้ แต่ตอนนี้ mindset คนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป มีความเป็น ownership ต่อองค์กรมากขึ้น และต้องการสิทธิ์ในการเติบโต โดยไม่ต้องการเป็นคนใน pattern ที่นายจ้างพอใจ แต่จะเรียกร้องให้ดูที่ผลงานมากกว่า เพราะฉะนั้น องค์กรต้องทำให้คนได้ access ในการ development ได้ เพื่อให้เขาสามารถทำ goal career path ของตัวเอง</p>
<h2>บทเรียนที่ 8. ระบบประเมินผลแบบเก่าไม่เวิร์คอีกแล้ว</h2>
<p>Performance Evaluation ระบบการประเมินผลแบบเดิม ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะจะมีการแยกความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างคนเก่งและไม่เก่ง ส่วนคนตรงกลางก็จะ out ไป เพราะฉะนั้น นายจ้างจะต้อง identify ตัวเองให้ชัดเจนเสียก่อน และให้เป้าหมายที่ชัดเจนแก่พนักงาน ให้ milestones ที่ชัดเจน เพื่อง่ายต่อการ drive for result ของพนักงานทุกคน</p>
<p>HREX ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและทุกทีมเอาชนะอุปสรรคและผ่านไปได้ทุกๆสถานการณ์ เราเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นสำหรับคนที่เข้มแข็งและไม่ย่อท้อ : )</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="8 สิ่งที่จะหายไปพร้อมๆกับปี 2021 : เรียนรู้บทเรียนจากปีที่แล้วเพื่อทำปีนี้และปีต่อไปให้ดีกว่าเดิม 1005" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-10-podcasts-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Dec 2021 04:38:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-10-podcasts-hr/</guid>

					<description><![CDATA[Podcasts เป็นอีกหนึ่งรูปแบบสื่อที่กำลังมาแรงในศตวรรษนี้ องค์กรสื่อ ธุรกิจหรือแม้กระทั่งตัวบุคคลหลายเจ้าก็หันมาผลิตกันมากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่ผลิตได้ง่าย เนื้อหาหลากหลาย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมฟังควบคู่กับทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย ในวงการ HR ก็เช่นกัน เราก็มีรายการพอดแคสต์ดี ๆ มากมายทั้งไทยและต่างประเทศให้รับฟัง โดยในวันนี้ HREX.asia ขอทำหน้าที่รวบรวมแบบจุก ๆ กับ 10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง มีอะไรบ้าง อ่านได้จากบทความนี้เลย 5 Podcasts ไทย ที่ HR ต้องฟัง 1. PODCAST HR TALK ประเดิมลิสต์ด้วยพอดแคสต์จากเว็บบล็อกยอดนิยม prakal.com โดยคุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท Think People Consulting ผู้มีประสบการณ์ทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล อาทิ การวางระบบบริหารค่าตอบแทน การวางระบบบริหารผลงาน การจัดทำตัวชี้วัดผลงาน การจัดทำการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน นอกเหนือจากบล็อกที่มีเนื้อหาอัดแน่นและมีคุณภาพ เขายังได้สร้างช่อง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">Podcasts เป็นอีกหนึ่งรูปแบบสื่อที่กำลังมาแรงในศตวรรษนี้ องค์กรสื่อ ธุรกิจหรือแม้กระทั่งตัวบุคคลหลายเจ้าก็หันมาผลิตกันมากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่ผลิตได้ง่าย เนื้อหาหลากหลาย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมฟังควบคู่กับทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวงการ HR ก็เช่นกัน เราก็มีรายการพอดแคสต์ดี ๆ มากมายทั้งไทยและต่างประเทศให้รับฟัง โดยในวันนี้ HREX.asia ขอทำหน้าที่รวบรวมแบบจุก ๆ กับ <strong class="yellow-highlighter">10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</strong> มีอะไรบ้าง อ่านได้จากบทความนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>5 Podcasts ไทย ที่ HR ต้องฟัง</h2>
<h3>1. PODCAST HR TALK</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10115 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1200x600wp.png" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="425" height="370" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1017"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเดิมลิสต์ด้วยพอดแคสต์จากเว็บบล็อกยอดนิยม</span><a href="https://prakal.com/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">prakal.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยคุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท Think People Consulting ผู้มีประสบการณ์ทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล อาทิ การวางระบบ</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/tags/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">บริหารค่าตอบแทน</span></a><span style="font-weight: 400;"> การวางระบบบริหารผลงาน การจัดทำตัวชี้วัดผลงาน การจัดทำการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากบล็อกที่มีเนื้อหาอัดแน่นและมีคุณภาพ เขายังได้สร้างช่อง YouTube ที่มีทั้งพอดแคสต์ให้ฟังและวิดีโอให้รับชม โดนพูดถึงกระบวนการทำงานของ HR ในแง่มุมต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ความยาวพอดแคสต์แต่ละตอนประมาณ 10 นาที ฟังง่าย ได้ความรู้ แต่มีประโยชน์จริง</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://www.youtube.com/playlist?list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8" target="_blank" rel="noopener"> PODCAST HR TALK</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=9b6lDih2AiY&amp;list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8&amp;index=17" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">เครื่องมือการพัฒนาพนักงานที่องค์กรนิยมใช้กัน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=5-UKEco9Ie0&amp;list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8&amp;index=49" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ความเชื่อที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ในการบริหารคน</span></a></p>
</div>
<h3>2. HR The Next Gen Channel</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10124 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/wS2iggkO_400x400.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="360" height="333" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1018"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเพจ HR ชื่อดังในชื่อเดียวกัน ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน HR The Next Gen ของคุณ<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/reskill-of-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อภิชาติ ขันธวิธิ</a> กรรมการผู้จัดการบริษัท คิว เจน คอนซัลแทนท์ จำกัด (QGEN) ที่ได้เปิดช่อง Youtube และทยอยจัดรายการใหม่ขึ้นมาบ้าง เช่น HR- Hear (for) Real จริงครับเฮีย รายการที่จะอัพเดทพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เทรนด์การบริหารคนและกระบวนการจัดการองค์กรที่ทั้งผู้บริหาร เจ้าของกิจการ Leader ทุกระดับ HR และคนทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะอัพเนื้อหาไม่บ่อย แต่เนื้อหาอร่อยแน่ กับประเด็นที่เกี่ยวข้อง HR อย่างเข้มข้น ผ่านประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี ทำให้มีแง่มุมที่น่าสนใจ แตกต่าง และเจาะลึกอย่างมีชั้นเชิง ทั้งยังอัพรายการเป็นวิดีโอ จะเปิดฟังแบบพอดแคสต์หรือจะชมภาพเคลื่อนไหวก็ได้ ได้อรรถรสไปอีกแบบ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://www.youtube.com/channel/UCnVXbrfqB1P1WcVsQkEOgjw/featured" target="_blank" rel="noopener"> HR The Next Gen Channel</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=FMxS4oiH2Zs" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Human Capital Index ตัวชี้วัดที่น่าสนใจในการบริหารคน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Enc83DqkCWs" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Top 3 ปัญหาการเงินของคนทำงานที่ผู้บริหารและ HR ต้องใส่ใจ</span></a></p>
</div>
<h3>3. ออฟฟิศ 0.4</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10122 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/OFFICE04TH.png" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="386" height="386" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1019"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR อยากเข้าใจความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของพนักงานออฟฟิศ เราขอแนะนำพอดแคสต์ ออฟฟิศ 0.4 รายการที่จะพูดถึงมนุษย์เงินเดือนที่มีความฝัน แต่ก็ยังไปไม่ถึงสักที ดำเนินรายการโดย พรี่หนอม TAXBugnoms และคุณโอมศิริ วีระกุล ที่เล่าประสบการณ์การทำงานผ่านมุมมองของมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ และคนทำงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสนุกของพอดแคสต์นี้คือความโบ๊ะบ๊ะของสองพิธีกร ที่จะสร้างเสียงหัวเราะพร้อมแง่คิดดี ๆ ภายใต้บรรยากาศกันเองแบบไร้เซ็นเซอร์ คล้ายเพื่อนคุยกันแต่ก็มีสาระจริงจัง นอกจากนี้ยังช่อง</span><a href="https://www.youtube.com/channel/UCxPAJDPDsoEroLQFh4RhP_A/featured" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">YouTube</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://office04.org/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">บล็อกบทความ</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่สามารถติดตามเพิ่มเติม</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> ออฟฟิศ 0.4</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/04-ss2-ep08?in=theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ความเหงาของคนวัยทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/04-ss5-ep18?in=theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ลาพัก ลาออก ลาก่อน</span></a></p>
</div>
<h3>4. The ORGANICE</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10118 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/artworks-IPU7bXLKRzZ88zve-ifijzQ-t500x500.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="429" height="429" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1020"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในรายการยอดนิยมของ CREATIVE TALK เป็นพอดแคสต์ที่จะมาพูดคุยเรื่องการจัดการต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการจัดการองค์กร พร้อมแง่มุมที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ดำเนินรายการโดยคุณโจ้ ฉวีวรรณ คงโชคสมัย Managing Director RGB72 ผ่านน้ำเสียงอ่อนโยนชวนเคลิบเคลิ้ม เป็นพอดแคสต์ที่ฟังละมุนที่สุดแล้วในลิสต์นี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความโดดเด่นของพอดแคสต์นี้คือการหยิบประเด็นเล็ก ๆ มาขยายพูดคุยผ่านมุมมองเชิงบวก พร้อมแชร์เทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่ง HR สามารถนำมาใช้ในการจัดการตัวเอง หรือต่อยอดมาจัดการองค์กรได้ เพื่อรับมือเรื่องเหล่านั้นอย่างมืออาชีพ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> The ORGANICE</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/organice-42?in=creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">พบรักในที่ทำงาน จัดการอย่างไรดี</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ รับมือกับ</span><a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/organice-195-toxic-positivity?in=creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Toxic Positivity คิดบวกจนเป็นพิษ</span></a></p>
</div>
<h3>5. HR Talk by Tamrongsak</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10116 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1200x1200bb.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="421" height="421" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1021"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายพอดแคสต์เก่าแต่เนื้อหายังมีประโยชน์อยู่ กับ HR Talk by Tamrongsak ดำเนินรายการโดยคุณ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด ที่มีประสบการณ์มากกว่า 38 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละตอนความยาวไม่เกิน 10 นาที สั้น กระชับ เหมาะสำหรับการฟังในช่วงเวลาจำกัด มีเนื้อหาจากประสบการณ์ส่วนตัว ความรู้ ข้อคิดและแรงบันดาลใจดี ๆ เกี่ยวกับการบริหารคน โดยสามารถเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ตัวพอดแคสต์จะหยุดการผลิตไปแล้วตั้งแต่สิ้นปี 2563 แต่บล็อกให้ความรู้ของเขาก็ยัง active อยู่ สามารเข้าไปอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่</span><a href="http://tamrongsakk.blogspot.com" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">tamrongsakk.blogspot.com</span></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw==" target="_blank" rel="noopener"> HR Talk by Tamrongsak</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw/episode/NWIxMzFmMDItM2NiYi00ZDExLTlkOTMtOTIyNWI2Yjg3ZDA5?sa=X&amp;ved=0CAUQkfYCahcKEwiw1MDFkIv1AhUAAAAAHQAAAAAQAQ" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Burnout Syndrome หมดไฟและหมดใจในการทำงานทำไงดี</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw/episode/NTM5MmEyMjctNWQzMy00ZmRmLTk3NTEtNDY2OTJkOTg1ZTE3?sa=X&amp;ved=0CAUQkfYCahcKEwiw1MDFkIv1AhUAAAAAHQAAAAAQAQ" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">การกำหนดเงินเดือนผู้สมัครงานไม่ควรดูแค่อายุงานกับตำแหน่ง</span></a></p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2>5 Podcasts ต่างประเทศ ที่ HR ต้องฟัง</h2>
<h3>1. #Worktrends</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10123 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/TALCUL-WorkTrends-Icon-v1-11_2.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="454" height="454" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1022"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">#Worktrends เป็นพอดแคสต์ของ เมแกน เอ็มซ บีโร (Meghan M. Biro) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ TalentCulture เว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหา HR มุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน การทำงาน การเรียนรู้และการพัฒนา การทำธุรกิจ และเทคนิคต่าง ๆ ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์นี้จะกล่าวถึงข่าวสารและเทรนด์การทำงานในปัจจุบัน มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่าง ๆ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสรรหา การวางแผนกลยุทธ์ ไปจนถึงนวัตกรรม ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้แล้ว ยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปอีกด้วย เช่น ตอนที่พูดถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190701-recruitment-hr-digital/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">อนาคตของการสรรหา</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ใครที่อยากพูดคุยกับเมแกนโดยตรง ใน Twitter ของเธอยังมีการเปิดประเด็นทุกพุธสุดท้ายทุกเดือน เพื่อให้ทุกคนเข้ามาร่วมพูดคุยกับเธออีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ที่ไม่ใช่แค่ใฟ้ฟัง แต่ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของรายการได้</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://talentculture.com/worktrends-podcast/" target="_blank" rel="noopener"> #Worktrends</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://talentculture.com/the-future-of-recruiting/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">The Future of Recruiting</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://talentculture.com/best-practices-legal-requirements-respectful-workplace-culture/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Best Practices, Legal Requirements, and Respectful Workplace Culture</span></a></p>
</div>
<h3>2. DriveThruHR</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10117 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/84266343-bffa-4fe6-9ebc-28d61b1fe69b_twitter_dthr.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="364" height="364" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1023"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์ชื่อดังในวงการ HR ที่มีมานานมากกว่า 10 ปี ดำเนินรายการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลถึง 4 คน ที่จะร่วมวงกันพูดคุยเกี่ยวการทำงานในหลากหลายแง่มุมทั้ง </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/hr-mini-software-evaluation-guide-by-asap-project/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Tech</span></a><span style="font-weight: 400;"> การสรรหา การจัดการ ความเป็นผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร หรือ HR กลยุทธ์ต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของ DriveThruHR คือบรรยากาศที่เหมือนเพื่อนมานั่งเม้าท์กันช่วงพักกลางวัน มีเนื้อหาที่ย่อยง่าย ไม่ทางการมาก คุณภาพเสียงอาจไม่เพอร์เฟ็ค แต่เนื้อหามีคุณภาพ เพราะแต่ละตอนมีความยาวไม่ต่ำกว่า 30 นาที และบางตอนก็มีแขกรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวงเพิ่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ในตำนานที่ยังผลิตผลงานต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr" target="_blank" rel="noopener"> DriveThruHR</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr/2021/08/17/workforce-agility-2021-version-w-tammy-browning-of-kellyocg" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Workforce Agility: 2021 Version</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr/2021/09/08/improvising-your-way-to-failure-with-erin-diehl-ceo-of-improve-it" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Improvising Your Way to Failure with Erin Diehl, CEO of Improve It!</span></a></p>
</div>
<h3>3. My HR Future</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10119 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/digital-HR-leaders-1280x1280-c-default-740x740-1.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="338" height="338" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1024"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ พอดแคสต์นี้จึงนำเสนอข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการรับมืออนาคตในวงการ HR โดยเฉพาะการผลักดันด้านดิจิทัลและการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรและเปลี่ยนแปลงตนเองให้พร้อมต่ออนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">My HR Future ไม่ได้มีแค่พอดแคสต์นี้ แต่ยังมีการถอดเทปเป็นตัวหนังสือให้อ่าน ดำเนินรายการโดย เดวิด กรีน (David Green) ที่จะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ไม่พ้นเรื่องทักษะอนาคตทที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ My HR Future ยังมีคอร์สเรียนต่าง ๆ และข้อมูล case study ที่น่าสนใจสารพัด แต่บริการเหล่านี้ต้องเสียเงินเพิ่มนะ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast" target="_blank" rel="noopener"> My HR Future</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast/how-can-you-reduce-collaborative-overload" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">How Can You Reduce Collaborative Overload?</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast/2021/6/8/why-employee-experience-and-performance-management-are-two-sides-of-the-same-coin" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Why Employee Experience And Performance Management Are Two Sides Of The Same Coin</span></a></p>
</div>
<h3>4. How I Built This with Guy Raz</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10121 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/npr_hibt_podcasttile_sq-98320b282169a8cea04a406530e6e7b957665b3f.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="432" height="432" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1025"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์คุณภาพดีจาก กาย ราซ (Guy Raz) สื่อมวลชนและนักจัดรายการวิทยุชื่อดังจาก National Public Radio ที่มียอดดาวน์โหลด 19.2 ล้านครั้งต่อเดือน จน The New York Times เรียกว่าเป็นหนึ่งในพอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งในประเทศเองก็ยังมีชื่อเสียงและได้รับการแนะนำจากหลาย ๆ สำนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของ How I Built This คือการไปสัมภาษณ์เบื้องลึกเบื้องหลังของการก่อตั้งบริษัทและธุรกิจชื่อดัง โดยฟังจากปากของเจ้าของ ผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการด้วยตัวเอง ที่จะมาเผยความในใจ ที่มาที่ไป กระบวนการคิด ไปจนถึงเส้นทางธุรกิจที่อาจไม่สวยหรูเท่าไหร่นัก สิ่งที่ HR สามารถหยิบได้คือแนวคิดทางธุรกิจ และวางแผนการบริหารคนในองค์กรต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครฟังพอดแคสต์ไม่จุใจ สามารถหาหนังสือ How I Built This: The Unexpected Paths to Success From the World&#8217;s Most Inspiring Entrepreneurs มาอ่านเพิ่มเติมได้ มีขายในไทยด้วยนะ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.npr.org/podcasts/510313/how-i-built-this" target="_blank" rel="noopener"> How I Built This</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.npr.org/2021/06/11/1005526927/expedia-zillow-rich-barton" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Expedia &amp; Zillow: Rich Barton</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.npr.org/2021/02/26/971813519/canva-melanie-perkins-2019" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Canva: Melanie Perkins (2019)</span></a></p>
</div>
<h3>5. The Culture First Podcast</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10120 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/e0ff1affb103bf7fff96f77748f6befa6de0ed3b.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="308" height="308" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1026"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายลิสต์ด้วยพอดแคสต์ที่คาดหวังให้โลกแห่งการทำงานดีขึ้นผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ HR มาก ๆ อย่าง Diversity &amp; Inclusion, Employee Development, Employee Engagement, Employee Experience และ Performance Management</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์เหมาะมากสำหรับผู้ฟังที่ต้องการพัฒนาคนในองค์กร หลงใหลในการบริหารคน และอยากเชี่ยวชาญในสายทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น ดำเนินรายการโดย ดาม่อน คลอทส์ (Damon Klotz) นักพูดชื่อดังในสายวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ละตอนมีความยาวค่อนข้างมาก แต่รูปแบบรายการกลับชวนให้เราฟังได้เรื่อย ๆ ฟังสนุก และได้รับความรู้จากแขกรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยจริง เป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ที่ควรจัดเก็บไว้ในลิตส์</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.cultureamp.com/podcast" target="_blank" rel="noopener"> The Culture First Podcast</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.cultureamp.com/podcast/how-to-learn-unlearn-stay-curious-at-work-with-chip-conley" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">How to learn, unlearn &amp; stay curious at work, with Chip Conley</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.cultureamp.com/podcast/trust-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Rethinking trust at work with Rachel Botsman</span></a></p>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นเพียงลิสต์สั้น ๆ ท่ามกลางโลกของพอดแคสต์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ยังมีพอดแคสต์อีกหลายช่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการทำงานของ HR หรือกระทั่งการใช้ชีวิตส่วนตัว ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้นั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมีพอดแคสต์เกี่ยวกับ HR อะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติม สามารถทักมาบอกเราเพิ่มเติมได้เลย</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 1027"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 04:08:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-5-movie-for-hr-part-2/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&#38;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน องค์กรที่คนหลากหลายรูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่าง หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้ Creative Recruitment คือการสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ Employee Engagement ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด ต่อเนื่องกันเลยกับ 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ที่เรายังคงคัดเลือกหนังคุณภาพที่สามารถนำมาประยุกต์กับการทำงานของ HR ได้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ข้างล่างนี้เลย 1. The Pursuit of Happyness (2006) เรื่องย่อ สร้างจากเรื่องจริงของการไล่ล่าหาความสุขของคุณพ่อลูกติด “คริส การ์ดเนอร์” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&amp;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่คนหลากหลายรูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่าง หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Creative Recruitment คือการสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ Employee Engagement ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อเนื่องกันเลยกับ 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ที่เรายังคงคัดเลือกหนังคุณภาพที่สามารถนำมาประยุกต์กับการทำงานของ HR ได้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ข้างล่างนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. The Pursuit of Happyness (2006)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10094 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/e838cf82693163582482ea26d0875d24.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1035"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สร้างจากเรื่องจริงของการไล่ล่าหาความสุขของคุณพ่อลูกติด “คริส การ์ดเนอร์” ที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในซานฟรานซิสโก ทั้งสองต้องเจอมรสุมชีวิตสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการโดนไล่ออกจากอพาร์ทเมนท์ ตกงาน ไม่มีเงิน กระทั่งกลายเป็นคนไร้บ้านในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สุดท้ายเขาก็ค่อย ๆ ผ่านความยากลำบาก จากการมองโลกในแง่ดี การไม่ยอมแพ้ และการหมั่นเรียนรู้ ฝึกงานในบริษัทนายหน้าค้าหุ้น จนสามารถตั้งบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นของตัวเองได้ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังลำบาก</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะชีวิตไม่มีคำว่าสิ้นหวัง การมองโลกในแง่ดีจึงเป็นสิ่งที่โอบอุ้มคนคนหนึ่งให้ก้าวพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และไม่ว่าเขาจะเจอปัญหาอุปสรรคอะไร การ์ดเนอร์จะเชื่ออยู่เสมอว่า “ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเสมอ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Pursuit of Happyness เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นสุดยอดหนังให้แรงบันดาลใจที่ทุกคนควรดู เพราะหนังจะปลุกเร้าให้ผู้ชมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค อดทน และหมั่นเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ให้ตัวเอง โดย HR สามารถชมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกให้กับองค์กรได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถส่งเสริมการสร้างความสุขในการทำงานได้ผ่านปัจจัยมากมาย ไม่ว่าการมีเจ้านายที่ดี การมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ชีวิตและการทำงานที่สมดุล</span></a><span style="font-weight: 400;"> การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กร รวมไปถึงมอบผลตอบแทนและ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/employeebenefits/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าการดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<h2>2. The Intern (2015)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10093 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/dc7ad15a6d99f68865e9b452eb9a4655.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1036"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของ “เบ็น วิทเทเกอร์” หนุ่ยใหญ่วัย 70 ปี ผู้ไม่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้หมดไปวัน ๆ เขาจึงมาสมัครเป็นพนักงานฝึกหัดในบริษัทเว็บไซต์ด้านแฟชั่นที่ก่อตั้งและบริหารโดย “จูลส์ ออสติน” เบ็นได้รับมอบหมายให้เป็นเด็กฝึกงานในทีมของจูลส์ เจ้าของบริษัทสาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่แทบจะไม่มีเวลาว่างเลย การได้กลับมาทำงาน ทำให้เขาได้พบกับสังคมการทำงานรูปแบบใหม่ของคนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี แต่เบ็นยังคงเป็นผู้ใหญ่โลว์เทคในสายตาของคนในออฟฟิศ ทำให้จูลส์ยืนกรานว่าไม่ต้องการพนักงานฝึกงานอาวุโสมาเป็นผู้ช่วยของเธอ แต่สุดท้ายเรื่องราวสุดประทับใจก็เกิดขึ้น</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“Old dog learning new tricks” คือคอนเซปต์ของภาพยนตร์ที่ชัดเจน ผ่านตัวละครรุ่นใหญ่ที่เข้ามาทำหน้าที่พื้นฐานสุด ๆ ในบริษัทอย่างการฝึกงาน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Growth Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือแนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้ และไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือสิ่งที่ HR สามารถนำไปใช้วางแผนฝึกทักษะให้กับพนักงานรุ่นใหญ่ในองค์กร สร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Learning Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้กับพนักงานทุกคน โดยเฉพาะช่วง New Normal มาพร้อมกับ New Challenge</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&amp;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน การเรียนรู้และการพัฒนาจึงเป็นความท้าทายของงานด้านทรัพยากรบุคคลทั้งปัจจุบันและอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และขอให้คิดไว้เสมอว่า การเรียนรู้เป็น input ที่ดี เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนา องค์กรก็จะได้ output ที่ดีเช่นกัน</span></p>
<h2>3. Remember the Titans (2000)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10091 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/be3d203382df9852b02d0758faf83d51-1-scaled.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1037"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางสีผิวในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง แม้ภาครัฐจะออกนโยบายรวมชาติไม่แบ่งแยกคนขาวและคนดำก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยโรงเรียนแห่งหนึ่งในเวอร์จิเนีย กำลังสร้างทีมอเมริกันฟุตบอล Titans ถูกบังคับให้เกิดการรวมตัวของนักเรียนผิวขาวและผิวสีมาเรียนด้วยกันเพื่อเป็นต้นแบบในการรวมเชื้อชาติ ทั้งยังแต่งตั้งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ “เฮอร์แมน บูน” ที่เป็นคนผิวสีมาแทนคนเก่าที่เป็นคนขาว ทำให้เกิดเหตุการณ์คนขาวท้องถิ่นไม่ยอมรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บูนจึงพยามสร้างความสามัคคีภายในทีมด้วยการไปเข้าแคมป์ละลายพฤติกรรม ทำความรู้จัก และให้เกียรติซึ่งกันและกัน จนเกิดมิตรภาพที่ไม่มีเรื่องสีผิวและเชื้อชาติมาขัดขวางอีกต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยากของหัวหน้างานคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นในทีม โดยเฉพาะทีมที่มีความขัดแย้งคุกรุ่นอยู่ภายใน แต่ด้วยสไตล์การบริหารทีมที่เน้นการโค้ชชิ่ง มากกว่าการบังคับ ทำให้เฮอร์แมน บูน ได้รับความไว้วางใจจากทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้จึงเน้นไปที่การสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Team Building</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือทีมสัมพันธ์ให้องค์กรแข็งแกร่ง เนื่องจากความสามัคคีจะทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ ผ่านกระบวนการรที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นร่วมกันอย่างเท่าเทียม และยอมรับซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างอะไรกับองค์กรที่</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คนหลากหลาย</span></a><span style="font-weight: 400;">รูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นกระบวนการการสร้างทีมสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่หลายองค์กรให้ความสนใจในการนำมาใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมมือกัน สร้างเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนร่วมกันทำให้เกิดความสำเร็จ และทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพนั่นเอง</span></p>
<h2>4. The Social Network (2010)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/7b4c635ed8dee75fcaa5df8357c31379.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1038"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> ภาพยนตร์ดราม่าที่สร้างจากชีวประวัติของ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ผู้ให้กำเนิด Facebook และกลายมาเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุดในโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาร์คสร้างเว็บไซต์เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างเพื่อนฝูงจนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่สวนทางกับแนวคิดนี้ก็คือ เขากลับเป็นคนขาดความมีมนุษยสัมพันธ์ ปล่อยปะละเลยเพื่อนสนิทที่สุดของเขา จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือประเด็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดในเชิงธุรกิจ หนึ่งในสิ่งสำคัญของเรื่องคือการรวมทีมพนักงานกลุ่มแรกในการก่อตั้ง Facebook เมื่อมาร์คคัดสรรเฉพาะผู้ที่มีความสามารถระดับสูงเข้ามาร่วมทีมตั้งแต่แรก ทำให้ Facebook สร้างนวัตกรรมที่โดดเด่นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นดังกล่าว HR สามารถนำไปประยุกต์ในกระบวนการสรรหาพนักงานที่มีความสามารถ ซึ่งบางครั้งเราก็สามารถสกีนได้ตั้งแต่การ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/7-seconds-resume/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คัดเลือก Resume ภายใน 7 วินาที</span></a><span style="font-weight: 400;"> มองหาดาวเด่นที่สามารถเป็นพนักงานคุณภาพในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือกระทั่งวางแผน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Creative Recruitment</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรมีตัวเลือกมากขึ้น และช่วยให้องค์กรได้พนักงานที่มีศักยภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน</span></p>
<h2>5. The Upside (2017)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10095 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/the-upside-tiff-2.jpeg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1039"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายลิสต์ด้วยภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง (อีกแล้ว) โดยเป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่าง “ฟิลลิป ลาแคส” เศรษฐีที่เป็นอัมพาตทั้งตัว และอดีตผู้ต้องขัง “เดลล์ สก๊อทท์” ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เนื่องจากเขายังคงต้องรับภาคทัณฑ์ทำให้การหางานนั้นยากลำบาก อย่างไรก็ดีฟิลลิปกลับชอบในตัวเขา และต้องการให้เดลล์มาเป็นผู้ดูแล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองต่างได้เรียนรู้จากประสบการณ์ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เชื่อมความสัมพันธ์ด้วยความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในทุกมิติ ทำให้เขาได้เรียนรู้ความคิดใหม่ แลแง่คิดของการใช้ชีวิต</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพยนตร์เรื่องนี้คือตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ดีของนายจ้างและลูกจ้างในแบบที่ควรจะเป็น หากเป็นองค์กรก็เปรียบเสมือน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/crm-candidate-relationship-management-210702/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Candidate Relationship Management (CRM)</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สมัครงาน ซึ่งก็คือ กลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับผู้สมัครงาน เพื่อสรรหาวิธีสร้างความพึงพอใจที่จะนำไปสู่ความจงรักภักดีต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การสร้าง Employee Engagement นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของแผนกใดแผนกหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กรที่ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้องค์กรประสบความสำเร็จ ซึ่งการมี Employee Engagement ที่ดีมีส่วนอย่างยิ่งที่จะเป็นพลังสำคัญในการทำงานของทุกคน และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับองค์กรได้ รวมถึงสร้างพลังขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่และมีประสิทธิภาพที่จะผลักดันองค์กรให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนในที่สุดด้วย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">“ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา” นี่คือคำขวัญของหอภาพยนตร์ไทยที่มุ่งเน้นเผยแพร่ภาพยนตร์ในฐานะสื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะนอกเหนือจากความสนุก ความสุข หรือความตื่นเต้นที่ได้จากการรับชมแล้ว หนังเรื่องหนึ่งยังสามารถให้ความรู้และสร้างบันดาลใจในชีวิตจริงได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">10 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทั้ง 2 พาร์ทนั้น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ที่ HREX.asia อยากให้ HR หรือคนทำงานทุกคนไปค้นหา แล้วสังเคราะห์นำเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกนี้ยังมีภาพยนตร์อีกมากมายที่รอให้ HR ไปค้นพบ มีเรื่องไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง ทักมาบอกเราได้นะ</span></p>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10080 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/f38a9d59e73e0fe8985ae24aec1000d5.png" alt="วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1040"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 1041"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 03:54:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-5-movie-for-hr-part-1/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง คือการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย การมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล ถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์ วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงานทุกคน เพราะภาพยนตร์เป็นมากกว่าความบันเทิง หนังเรื่องหนึ่งสามารถเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ได้ ผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาตรง ๆ หรือเป็นเพียงนัยยะแฝงที่สอดแทรกเข้ามาให้คนดูตีความ บ้างเป็นบทเรียนชีวิต บ้างเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่เราสามารถนำมาประยุกต์ได้จริง กระทั่งมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่าง ๆ ก็ยังใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อการเรียนการสอนเลย หนังจึงสามารถแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต การเป็นผู้นำ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การจัดการ การบริหาร หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น วันนี้ HREX จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน  1. Up in [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง คือการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงานทุกคน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะภาพยนตร์เป็นมากกว่าความบันเทิง หนังเรื่องหนึ่งสามารถเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ได้ ผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาตรง ๆ หรือเป็นเพียงนัยยะแฝงที่สอดแทรกเข้ามาให้คนดูตีความ บ้างเป็นบทเรียนชีวิต บ้างเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่เราสามารถนำมาประยุกต์ได้จริง กระทั่งมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่าง ๆ ก็ยังใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อการเรียนการสอนเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังจึงสามารถแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต การเป็นผู้นำ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การจัดการ การบริหาร หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. Up in the Air (2009)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10086 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/upintheair4.jpeg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="340" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1049"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเดิมเรื่องแรกกับภาพยนตร์ที่ไม่อยู่ในลิสต์นี้ไม่ได้ กับ Up in the Air (2009) เรื่องราวของ “ไรอัน” หนุ่มโสดผู้ทำอาชีพไล่คนออกจากบริษัท โดยเขาจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังบริษัทลูกค้าที่ไม่กล้าไล่ลูกจ้างด้วยตัวเอง ไรอันจึงรับหน้าที่เปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างบริษัทกับลูกจ้างในการไล่คนออกนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันเขาก็ต้องรับมือกับพนักงานสาวรุ่นใหม่ “นาตาลี” ที่พยายามผลักดันให้บริษัทเปลี่ยนรูปแบบเป็นการไล่คนออกผ่านระบบวิดีโอคอลออนไลน์แทน ไรอันจึงต้องทำให้เธอเห็นว่า การไล่ออกนั้นมีความละเอียดอ่อนและผลกระทบมากกว่าที่เธอคิด</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR การ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-manage-layoffs-with-compassion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ไล่พนักงานออก</span></a><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องยากเสมอ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ยิ่งปัจจุบันที่ทุกคนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะลดขนาดองค์กรลง เราจึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องแจ้งพนักงานถึงการเลิกจ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากความสนุกของเรื่องราว ประเด็นความสัมพันธ์ของตัวละคร และความยอดเยี่ยมของหนังที่เข้าชิง 6 สาขารางวัลออสการ์ Up in the Air ยังแสดงให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง เน้นย้ำถึงการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่พนักงานที่เป็นมนุษย์ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย เพราะการถูกเลิกจ้างส่งผลกระทบมหาศาลต่อจิตใจพนักงาน พลันให้นึกถึงข่าวดังช่วงต้นเดือนธันวาคม 2021 เมื่อผู้บริหารบริษัทสินเชื่อที่พักอาศัยในสหรัฐฯ ไล่พนักงานออกรวดเดียว 900 คน ผ่าน Zoom ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดหนังยังสะท้อนประโยคคลาสสิกที่บอกกว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงาน แต่ลาออกเพราะคน เนื่องจากพวกเขาอาจไม่พึงใจต่อเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน มิใช่ไม่ใช่พอใจองค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Up in the Air จึงเป็นหนังน้ำดีที่คนทำงานไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ควรดู</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<h2>2. Moneyball (2011)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10083 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/d9eec892aa9b273088cf4e53be3e252e.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1050"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ “บิลลี่ บีน” ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ช่วงปี 2002 เมื่อลูกทีมคนเก่งเริ่มทยอยลาออกไปอยู่กับทีมใหญ่เงินหนา พร้อม ๆ กับการถูกบังคับให้สร้างทีมใหม่ด้วยงบประมาณอันน้อยนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าบีนได้รับความช่วยเหลือจาก “ปีเตอร์ แบรนด์” นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มจากเยลที่เสนอวิธีการจัดหาผู้เล่นด้วยรูปแบบใหม่ ด้วยการนำสถิติแบบที่วงการเบสบอลไม่เคยนำมาใช้มาก่อน เช่น ไม่ได้ผู้เล่นที่ตีดีที่สุด แต่หาผู้เล่นที่เรียกฟาวล์ได้มากที่สุด ฯลฯ เกิดเป็นทีมเบสบอลที่รวมพลคนแปลก แต่ค่าตัวถูก ซึ่งถึงแม้จะเป็นทีมที่เล่นไม่เพอร์เฟ็ค แต่ก็ได้สร้างสถิติชนะ 20 เกมต่อเนื่องกันใน Major league สมัยนั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนวิธีการคัดตัวผู้เล่นใหม่ตลอดกาล</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ภายนอกจะดูเป็นหนังกีฬามันส์ ๆ แต่จริง ๆ แล้ว Moneyball โฟกัสไปที่วิธีการสร้างทีมให้ประสิทธิภาพสูงผ่านการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างแยบยล แทนที่จะพึ่งพาสัญชาตญาณของมนุษย์เป็นหลัก จะเห็นว่าบิลลี่ บีน ได้ท้าทายวิธีการจัดทีมแบบดั้งเดิม แล้วเชื่อพลังของข้อมูลเพื่อรวบรวมนักแข่งในแบบที่เขาต้องการเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR หรือองค์กรนำไปประยุกต์ใช้ระหว่างสรรหาพนักงานใหม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ากระบวนการสรรหาพนักงานใหม่ล้วนต้องใช้เงินและเวลาเป็นอย่างมาก หากแต่ปัจจุบันเราสามารถสรรหาพนักงานรูปแบบใหม่ได้ผ่าน HR Tech ที่ตอบโจทย์กว่า เช่น</span><a href="https://www.sourcedout.asia/client" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> SourcedOut</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมบริษัทกับนักสรรหามืออาชีพโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสรรหากว่า 30% – 50% เมื่อเทียบกับบริษัทจัดหางานทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้หนังยังตอกย้ำถึงความสำคัญของข้อมูลในการทำ </span><a href="https://www.facebook.com/244484636222006/videos/346717979907006" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Analytics</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ สามารถนำมาทำแผนกลยุทธ์ด้าน HR ให้สอดคล้องกับองค์กร ผ่านเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดในอนาคต และการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล</span></p>
<h2>3. Invictus (2009)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10081 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/c3676f7a098ac6e40ffea26ad39c7174.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1051"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับกีฬาที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากกว่าการแข่งขัน สร้างจากเรื่องจริงของ “เนลสัน แมนเดล่า” อดีตนักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวคนสำคัญ ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมานาน 27 ปีจากความขัดแย้งการแบ่งชนชั้นทางสีผิว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้นถึงการเลือกตั้ง แมนเดล่าได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจนได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีผิวสีคนแรกแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทำให้เขาเริ่มดำเนินการรวมชาติ ขจัดความขัดแย้งทางสีผิว ผ่านนโยบายและการกระทำต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการสร้างนำทีมกีฬารักบี้ (ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมหมู่คนขาว) เข้าแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกที่ตัวเองเจ้าภาพ ด้วยความหวังว่าชัยชนะของทีมก็คือชัยชนะของประเทศ ที่จะขจัดทุกความขัดแย้งลงได้</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงไม่ต้องดูผ่านภาพยนตร์ หลายคนก็คงรู้จักเนลสัน แมนเดล่า กันมาบ้างแล้ว ในฐานะสุดยอดผู้นำที่สามารถพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งจากการแบ่งแยกสีผิวมาได้ด้วยความสันติ นับเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีที่ใครต่อใครต่างชื่นชม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะขยาย</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/"><span style="font-weight: 400;">ทักษะความเป็นผู้นำ</span></a><span style="font-weight: 400;">ในการรับมือกับความขัดแย้งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งท่าทีบุคลิก การมองโลกในแง่ดี การวางตัว และการตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในองค์กรก็เช่นกัน เหล่าผู้นำ ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่ง HR ก็มักเป็นตำแหน่งที่ต้องเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งหากเราเลือกวิธีการที่ผิดพลาดก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นเราต้องเทคนิคในการสื่อสารภายใน และสร้างการมีส่วนรวมของพนักงานให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญคือต้องมองโลกในแง่ดี เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์เลย</span></p>
<h2>4. Apollo 13 (1995)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10084 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/065883c2d65a31f0a58a9a718b8cf9cd.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1052"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังคงเลือกภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงมาอยู่ในลิสต์ กับเหตุการณ์ของกลุ่มนักบินอวกาศบนยาน Apollo 13 ที่ประสบกับชะตากรรมวิกฤตหลังปล่อยตัว เมื่อถังออกซิเจนเกิดประกายไฟจนเกิดระเบิด ทำให้ชีวิตของเหล่านักบินอวกาศตกอยู่ในสถานการณ์คอขาดบาดตาย แถมยังต้องประหยัดพลังงานด้วยการปิดอุปกรณ์เกือบทุกระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ ลูกเรือต้องขับเคลื่อนยานหลักโดยใช้แรงดึงดูดของดวงจันทร์​ เหวี่ยงยานกลับมาสู่โลก โดยต้องเปิดการทำงานเครื่องยนต์เป็นระยะเวลา 14 วินาที ไม่ขาดไม่เกิน ห้ามผิดพลาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิต</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ยาน Apollo 13 ที่ความเป็นความตายเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกการทำงานก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงเวลาปัจจุบันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจะเห็นว่ามีหลายองค์กรที่รอดพ้นมาได้ และหลายองค์กรที่ล้มหายตายจากไป สิ่งนี้เกิดจากไหวพริบและการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ยาน Apollo 13 ยังรอดพ้นมาได้เพราะการทำงานร่วมกันของทีม เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ไม่มีใครกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ทว่ากลับช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันแทน นำมาซึ่งการรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนี่ เพราะทุกคนมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันก็คือ การกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยนั่นเอง</span></p>
<h2>5. Office Space (1999)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10085 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/04055718b7320ed0dc6d6e77a8ece1da.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="296" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1053"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้าย Part 1 ด้วยภาพยนตร์คอเมดี้เบาสมองที่น่าจะบันเทิงที่สุดในลิสต์ ว่าด้วยเรื่องชีวิตพนักงานออฟฟิศที่เกลียดงานตัวเองแบบเข้าไส้ หลังจากบริษัทปลดพนักงานออก ทำให้ “ปีเตอร์” ไม่พอใจกับการตัดสินใจครั้งนั้น เขาจึงรวมหัวกับสองโปรแกรมเมอร์ ปล่อยไวรัสเพื่อดูดเศษเงินบริษัททีละนิด ๆ ก่อนจะเจอสถานการณ์พลิกผันที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวายมากขึ้น</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์รวมสิ่งที่พนักงานออฟฟิศรังเกียจ หาดูได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ไม่เอาไหน สภาพแวดล้อมออฟฟิศที่ไร้ระเบียบ อุปกรณ์สำนักงานที่ไม่อำนวย หรือกระบวนการทำงานที่บั่นทอนจิตใจ ฯลฯ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ นี่คือภาพยนตร์ที่ HR ควรดูแล้วไม่ควรทำตาม หรือปล่อยให้เกิดขึ้นในบริษัทของตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นที่พนักงานเกลียดงานตัวเองหรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">หมด Passion</span></a><span style="font-weight: 400;"> HR ก็ควรเข้ามาสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเทคนิคที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ก็คือ Employee Recognition หรือการให้ความสำคัญพนักงาน แต่กลับให้ผลลัพธ์ทางจิตใจแบบประเมินค่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงาน เพราะเมื่อพนักงานรับรู้ได้ถึงคุณค่า พวกเขาก็จะมีส่วนร่วม มีแรงจูงใจ และมีแนวโน้มทุ่มเทการทำงานให้กับบริษัทมากขึ้น แล้วพนักงานทุกคนก็จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างพร้อมเพรียงกัน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่น่าสนใจสำหรับ HR ที่เราได้รวบรวมมา ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ควรค่าแก่รับชม ซึ่งเราจะพูดถึงใน 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10090 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/32c1a6e5c76cb32ee4c1a8073133112f.png" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1054"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 1055"></a></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211224-hr-trends-2022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2021 11:00:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[HR Trends]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211224-hr-trends-2022/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HR Trends 2022 เรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องตระหนักคือการปรับมายเซ็ทต์กระบวนการทำงานที่จะต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง มองหากระบวนการทำงานใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น มีกระบวนการสรรหาแบบใหม่อะไรที่ตอบโจทย์กว่าแบบเก่าหรือไม่ HR ต้องส่งเสริมและสนับสนุนทักษะใหม่ให้กับพนักงาน โดยเฉพาะทักษะทางดิจิทัล รวมไปถึงการเพิ่มความรู้ความเข้าใจทางเทคโนโลยี เพื่อเลือกใช้ HR Tech ที่เกิดประโยชน์กับองค์กรมากที่สุด HR ต้องมีความเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือกับแผนกต่าง ๆ ทั่วทั้งองค์กรอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น HR ต้องมีแผนพร้อมทุกสถานการณ์ เพราะอนาคตโลกการทำงานไม่มีอะไรแน่นอนจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่อย่าลืมว่า ทุกความท้าทายมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ใกล้สิ้นสุดปี 2021 กันแล้ว ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่แต่ละองค์กรเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าที่ดูเหมือนจะคลี่คลายนั้น กลับกลายพันธุ์ใหม่และแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้โลกการทำงานที่กำลังเข้าที่เข้าทางต้องสั่นคลอนอีกครั้ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเช่นกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทมากมาย มีการเกิดขึ้นของ HR Tech ใหม่ ๆ สารพัด รวมไปถึงการผลักขอบเขตความสามารถของ HR ให้มีทักษะหลากหลายมากกว่าเดิม ซึ่งหาก HR พร้อมในการปรับตัว ก็จะยืนหยัดต่อสายธารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วันนี้เราจึงสำรวจ เทรนด์ทรัพยากรบุคคลปี 2022 แบบฉบับ HREX.asia กันว่า ปีใหม่และโลกการทำงานใหม่ที่ทุกคนกำลังเดินหน้าไปอยู่นั้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR Trends 2022 เรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องตระหนักคือการปรับมายเซ็ทต์กระบวนการทำงานที่จะต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง มองหากระบวนการทำงานใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น มีกระบวนการสรรหาแบบใหม่อะไรที่ตอบโจทย์กว่าแบบเก่าหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องส่งเสริมและสนับสนุนทักษะใหม่ให้กับพนักงาน โดยเฉพาะทักษะทางดิจิทัล รวมไปถึงการเพิ่มความรู้ความเข้าใจทางเทคโนโลยี เพื่อเลือกใช้ HR Tech ที่เกิดประโยชน์กับองค์กรมากที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องมีความเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือกับแผนกต่าง ๆ ทั่วทั้งองค์กรอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องมีแผนพร้อมทุกสถานการณ์ เพราะอนาคตโลกการทำงานไม่มีอะไรแน่นอนจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่อย่าลืมว่า ทุกความท้าทายมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10047 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/business-analysis-meeting-training-team-1.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="600" height="370" title="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565 1061"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใกล้สิ้นสุดปี 2021 กันแล้ว ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่แต่ละองค์กรเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ</span><span style="font-weight: 400;">การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า</span><span style="font-weight: 400;">ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายนั้น กลับกลายพันธุ์ใหม่และแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้โลกการทำงานที่กำลังเข้าที่เข้าทางต้องสั่นคลอนอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเช่นกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทมากมาย มีการเกิดขึ้นของ </span><span style="font-weight: 400;">HR Tech</span><span style="font-weight: 400;"> ใหม่ ๆ สารพัด รวมไปถึงการผลักขอบเขตความสามารถของ </span><span style="font-weight: 400;">HR ให้มีทักษะหลากหลายมากกว่าเดิม</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งหาก HR พร้อมในการปรับตัว ก็จะยืนหยัดต่อสายธารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราจึงสำรวจ <strong class="yellow-highlighter">เทรนด์ทรัพยากรบุคคลปี 2022 แบบฉบับ HREX.asia</strong> กันว่า ปีใหม่และโลกการทำงานใหม่ที่ทุกคนกำลังเดินหน้าไปอยู่นั้น มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>1. มายเซ็ทต์กระบวนการทำงานต้องต่อเนื่อง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวโน้มการทำงาน HR ที่เด่นชัดที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงการทำงานของ HR จากที่เน้นเป็นโครงการแล้วจบไป สู่การทำงานต่อเนื่องคล้ายการสร้างผลิตภัณฑ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ แต่เดิมรูปแบบการทำงานพื้นฐานของ HR มีกรอบแนวคิดคล้ายการทำโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง เช่น การสรรหาพนักงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่างมีไทม์ไลน์ชัดเจน มีกำหนดการล่วงหน้า โดยพุ่งเป้าไปที่การสรรหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้วจบไป ขณะเดียวกันการดำเนินการสร้างสินค้าผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะต้องเพิ่มคุณค่าและพัฒนาสินค้านั้น ๆ อยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกัน HR ที่ต้องเปลี่ยนมายเซ็ทต์ว่า จะทำอย่างไรให้กระบวนการทำงานของ HR พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น มี</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190701-recruitment-hr-digital/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">กระบวนการสรรหาแบบใหม่</span></a><span style="font-weight: 400;">อะไรที่ตอบโจทย์กว่าแบบเก่าหรือไม่ HR จะต้องมีมายเซ็ทต์ปรับปรุงการทำงานไปเรื่อย ๆ เพราะการปรับปรุงการทำไม่เพียงเพิ่มคุณภาพ แต่ยังช่วยเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นด้วย</span></p>
<h2><b>2. ออกแบบการทำงานร่วมกันให้ราบรื่น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากหลายองค์กรมีมาตรการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work From Home</span></a><span style="font-weight: 400;"> แบบ 100% ทำให้หลายคนเริ่มเห็นบทบาทของออฟฟิศสำนักงานที่เปลี่ยนไป ถึงกับมีสถิติจาก</span><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/technology/pages/teleworkers-more-productive-even-when-sick.aspx" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ConnectSolutions</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า การทำงานทางไกลเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากถึง 77% อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสุขกับการทำงานที่บ้านเสมอไป เพราะการนั่งอยู่แต่หน้าคอมนาน ๆ คนเดียวก็ทำให้เกิด</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Digital Fatigue</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัลได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ HR ต้องออกแบบนโยบายการทำงานในปี 2022 ให้รอบคอบมากขึ้น ที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์รูปแบบของการทำงานที่บ้านผสมผสานกับการทำงานที่ออฟฟิศหรือแบบไฮบริด (Hybrid Workplace) ซึ่งจะท้าทายงานอื่น ๆ ของ HR ต่อไป อาทิ การเช็คอิน การวัดผล </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารกับพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวกให้พนักงานองค์กรทำงานร่วมกันได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเอง</span></p>
<h2><b>3. การสรรหาและการจ้างงานที่เปลี่ยนไป</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10046 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/application-occupation-profession-job-seeker-concept.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="600" height="370" title="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565 1062"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา หลายองค์กรประสบปัญหาไม่สามารถสรรหาพนักงานใหม่จากภายนอกได้ จึงเกิดเทรนด์ใหม่ที่เริ่ม</span><span style="font-weight: 400;">หาคนเก่งจากภายในองค์กร</span><span style="font-weight: 400;">มากขึ้น ผ่านการ Relocate พนักงานเดิมในตำแหน่งใหม่ การทำงานข้ามแผนก การมอบหมายงานชั่วคราว หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190314-internal-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสรรหาบุคลากรภายในองค์กร (Internal Recruitment)</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพราะหลายองค์กรเริ่มค้นพบว่า พนักงานที่เรามีอยู่นั้นอาจมีทักษะบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีเทรนด์การจ้างงานแบบชั่วคราวหรือ Freelance จะเข้มข้นมากขึ้น สอดคล้องกับการเกิดขึ้นของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Gig Economy</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราว ซึ่งแต่ก่อนหลายองค์กรมองว่าเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเทรนด์หลักในการจ้างงานแล้ว เหมือนที่</span><a href="https://www.entrepreneur.com/article/383764" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Harvard Business School</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า 60% ของธุรกิจที่สำรวจต้องการจ้างงานพนักงานชั่วคราวตามทักษะมากกว่าจ้างพนักงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาง่าย ๆ แม้กระทั่ง HR เองยังผันตัวเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211011-trends-of-freelance-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Freelance HR</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากขึ้นเลย แล้วรูปแบบการจ้างงานในตำแหน่งอื่น ๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร</span></p>
<h2><b>4. เสริมสร้างพัฒนาทักษะแบบผสมผสาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อเนื่องจากเทรนด์การจ้างงานภายใน ไม่เพียงการค้นพบทักษะที่ไม่รู้มาก่อน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเสริมสร้างทักษะใหม่ ๆ ให้กับพนักงานเดิมที่มีอยู่ด้วย ไม่แปลกที่เราจะได้ยินคำว่าการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/reskill-upskill-new-normal/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Reskill &amp; Upskill</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในปี 2021 อยู่บ่อยครั้ง แต่ยังเพิ่งเบื่อคำคำนี้นะ เพราะเราจะยังคงได้ยินบ่อยขึ้นในปี 2022 ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุก็เพราะโลกการทำงานพัฒนาเข้าสู่การทำงานยุคดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ผู้คนเองก็เปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมเกิดทักษะใหม่ทางดิจิทัลย่อมเป็นที่ต้องการมหาศาลในตลาดแรงงาน รวมไปถึงทักษะเดิมก็จะล้าสมัยไปด้วย ไม่เท่านั้น จำพวก </span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/238?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Soft Skills</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Empathy Skill</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงมีบทบาทหน้าที่พัฒนาคนในองค์กรให้เข้าถึงทักษะใหม่นั้น ๆ เพื่อก้าวสู่โลกการทำงานที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกวินาที</span></p>
<h2><b>5. มุ่งเน้นประสบการณ์ที่ดีในการทำงานมากขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจรู้จักคำว่า</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงานกันมาสักพักแล้ว ซึ่งเป็นการใส่ใจบุคลากรในระยะยาว ตั้งแต่การเริ่มต้นรับสมัคร สวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพ ไปจนกระทั่งระบบศิษย์เก่าขององค์กร แต่เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อหวังให้พนักงานอยู่กับเรานาน ๆ อย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีในการทำอาชีพหรือ Career Experience ทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นก็เพราะทุกวันนี้พนักงานโดยเฉพาะพนักงานรุ่นใหม่ไม่นิยมอุทิศตนเพื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งตลอดชีพ โดย Gen Y มีค่าเฉลี่ยทำงาน 2 ปี 9 เดือนแล้วเปลี่ยนงาน ขณะที่ Gen Z มีค่าเฉลี่ยทำงาน 2 ปี 3 เดือนเท่านั้น หรือไม่ก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานในหลากหลายบริษัท ไม่ได้เป็นพนักงานประจำอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อสอดรับกับเทรนด์ดังกล่าว องค์กรและ HR ต้องลงทุนในการเพิ่มพูนประสบการณ์อาชีพของพนักงาน เช่น การขยายขีดความสามารถ เพิ่มคุณค่าทางทักษะ หรือมอบโอกาสการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้พนักงาน เพราะเมื่อพวกเขาเติบโตในอาชีพการงาน ก็จะส่งผลดีมายังธุรกิจของเราด้วยเช่นกัน</span></p>
<h2><b>6. HR ต้องมีความเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงการทำ Business Transformation หลายองค์กรมักให้ HR เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องช้าเกินไป </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/siloed-work-environment-10282021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ส่วนมากมักคุยกันเฉพาะผู้บริหารระดับสูง</span></a><span style="font-weight: 400;">หรือฝ่ายธุรกิจอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเมื่อ HR มีข้อมูลมหาศาลที่มีประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร นโยบายการทำงาน ไปจนถึงการออกแบบรูปแบบในการทำงานร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลให้ตำแหน่ง HRBP หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">HR Business Partner</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริการคน พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่บริหารคนและบริหารธุรกิจควบคู่กันไป โดยจะทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายธุรกิจ ในการออกแบบและผลักดันกระบวนการบริหารคนในองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือกับแผนกต่าง ๆ ทั่วทั้งองค์กรอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นนั่นเอง</span></p>
<h2><b>7. มีแผนพร้อมทุกสถานการณ์เสมอ</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10049 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/close-up-workplace-with-digital-tablet-statistics.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="600" height="370" title="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565 1063"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าจะชัดเจนกันแล้วว่า โลกการทำงานไม่มีอะไรแน่นอนเลย เพียงเกิด COVID-19 ก็เร่งปฏิกิริยาให้ทุกองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแทบจะทันที แน่นอนว่า เจ้าความไม่แน่นอนนี้จะยังมีอีกเรื่อย ๆ ฉะนั้นอนาคตไม่ได้มีเพียงอย่างเดียวเสมอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องออกแบบกระบวนการทำงานให้</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">พนักงานยืดหยุ่นและคล่องตัว</span></a><span style="font-weight: 400;"> สามารถทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ รวมไปถึงการวัดผลที่ไม่เหมือนเดิม เช่นเดียวกับกระบวนการทำงานของตัว HR เองที่ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไม่เตรียมพร้อมรับมือสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ และไม่มีคล่องตัวพอที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วพอ องค์กรเหล่านั้นก็จะอยู่ได้ไม่นาน นั่นเป็นเหตุผลที่ HR จำเป็นต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวขององค์กรและโลกภายนอก และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่หลากหลาย เพราะเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตอะไรได้แม่นยำเท่าเดิมอีกแล้ว</span></p>
<h2><b>8. ยุคแห่งการใช้ HR Tech</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ไปมาก การทำงานของ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190902-hr-roles-digital-age/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR ก็เริ่มพัฒนาให้สอดรับกับยุค Digital Age</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของ HR เพื่อส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้บุคลากรในองค์กรได้ประโยชน์มากขึ้นในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Tech จะช่วยให้ฝ่ายบุคคลทำงานง่าย สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้บริการหลายเจ้าในหลากหลายประเภทมากขึ้น เช่น</span><a href="https://www.sourcedout.asia/client" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">SourcedOut</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมบริษัทกับนักสรรหามืออาชีพโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสรรหากว่า 30% – 50% เมื่อเทียบกับบริษัทจัดหางานทั่วไป เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ HR จำเป็นต้องมีทักษะทางดิจิทัล รู้จักและเข้าใจเทคโนโลยี ที่สำคัญคือเลือกใช้ HR Tech ที่เกิดประโยชน์กับองค์กรมากที่สุด เพราะปี 2022 และปีต่อ ๆ ไป ทุกองค์กรจะต้องน้อมรับ HR Tech มากขึ้น</span></p>
<h2><b>9. สนับสนุนความหลากหลาย DEI&amp;B</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เดิมที Diversity and Inclusion (D&amp;I) คือแนวคิดการบริหารที่สนับสนุนความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างของพนักงานในองค์กร ต่อมามีการเพิ่มเป็นความเท่าเทียมเป็น Diversity, Equity and Inclusion (DEI) และล่าสุดในยุคการทำงานแบบไฮบริดที่ทุกคนมิได้เจอหน้ากัน จึงต้องเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร Diversity, Equity, Inclusion and Belonging (DEI&amp;B) ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ คำว่าการยอมรับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความหลายหลาย</span></a><span style="font-weight: 400;">มีหลายมิติ ทั้งความหลากหลายทางเจเนอร์เรชัน เพศ เชื้อชาติ ทักษะความสามารถ ไปจนถึงทัศนคติความเชื่อ ซึ่งพอผนวกกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร ก็จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานก็ยังเป็นมิตรกับทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกบทบาท ที่สำคัญยังส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กรด้วย ยกตัวอย่าง รายงานของ</span><a href="https://www.mckinsey.com/featured-insights/diversity-and-inclusion/diversity-wins-how-inclusion-matters" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า องค์กรที่มีผู้บริหารหลากหลายทางเพศมีแนวโน้มสร้างผลกำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 25%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ในความหลากหลาย DEI&amp;B ให้เป็นวัฒนธรรมหลักและหลักการในการดำเนินงานต่อไป</span></p>
<h2><b>บทสรุป HR Trends 2022</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10048 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/business-situation-job-interview-concept-job-seeker-present-resume-managers.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="600" height="370" title="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565 1064"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2022 ซึ่งถ้าหากองค์กรใดเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงก่อน ก็จะสตรองพอก้าวข้ามความท้าทายในปีหน้าที่รอเราอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่า ทุกความท้าทายมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ใครพร้อมก็สามารถไปต่อ ไม่ต้องรอคนช้าได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia จะยังคงนำเสนอคอนเทนต์ดี ๆ สำหรับ HR ต่อไปในปีหน้า เพราะเราเชื่อว่า “คน” คือหัวใจสำคัญที่สุดขององค์กรเสมอ</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565 1065" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.brandbuffet.in.th/2021/10/seac-8-hr-trend-2022/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">brandbuffet</span></a></li>
<li><a href="https://www.aihr.com/blog/hr-trends/#Transformation" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">aihr</span></a></li>
<li><a href="https://www.humanresourcesonline.net/hr-in-2022-7-key-trends-that-will-affect-employee-experience-and-how-to-address-them" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">humanresourcesonline</span></a></li>
<li><a href="https://www.mysteryminds.com/en/blog/5-most-important-hr-trends-for-2022/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">mysteryminds</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Dec 2021 04:59:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Fatigue]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211223-digital-fatigue/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Digital Fatigue คือความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจที่เกิดจากการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลหลายอย่างมากเกินไป ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้ สาเหตุหลักของ Digital Fatigue คือการมองจอที่ส่งผลกระทบไปยังสมอง แสงสีฟ้าที่ทำร้ายดวงตา ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม ความรู้สึกต้องทำงานตลอดเวลา และการถูกรบกวนทางดิจิทัล วิธีการจัดการ Digital Fatigue ที่พื้นฐานที่สุดคือพักจากหน้าจอบ้าง กินอาหารที่ดี สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย และสนับสนุนจิตใจซึ่งกันและกัน หลังจากที่ทุกคนทำงาน Work From Home ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เชื่อได้ว่าหลายคนต้องตื่นเช้าขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ประชุม และหาความบันเทิงผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดอาการ Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ขึ้นมาได้ Digital Fatigue จึงเป็นปัญหาสำคัญที่พนักงานหลายคนกำลังประสบ ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR จึงมีความจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจภาวะนี้ เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานคนเก่งของเรากลับมาสดใสพร้อมทำงาน HREX.asia จึงจะมาทำความรู้จัก Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ให้มากขึ้น   [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Digital Fatigue คือความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจที่เกิดจากการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลหลายอย่างมากเกินไป ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักของ Digital Fatigue คือการมองจอที่ส่งผลกระทบไปยังสมอง แสงสีฟ้าที่ทำร้ายดวงตา ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม ความรู้สึกต้องทำงานตลอดเวลา และการถูกรบกวนทางดิจิทัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการจัดการ Digital Fatigue ที่พื้นฐานที่สุดคือพักจากหน้าจอบ้าง กินอาหารที่ดี สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย และสนับสนุนจิตใจซึ่งกันและกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10034 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/tired-businesswoman-covering-her-eyes-with-drawn-eyes-paper-1.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1074"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่ทุกคนทำงาน Work From Home ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เชื่อได้ว่าหลายคนต้องตื่นเช้าขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ประชุม และหาความบันเทิงผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดอาการ <strong class="yellow-highlighter">Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล</strong> ขึ้นมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Digital Fatigue จึงเป็นปัญหาสำคัญที่พนักงานหลายคนกำลังประสบ ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR จึงมีความจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจภาวะนี้ เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานคนเก่งของเรากลับมาสดใสพร้อมทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia จึงจะมาทำความรู้จัก Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ให้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>Digital Fatigue คืออะไร<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">Digital Fatigue คือความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจที่เกิดจากการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลหลายอย่างมากเกินไป</strong> เช่น เปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัว เปิดหน้าจอหลายจอ หรือทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาวะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพียงแต่ว่าช่วงเวลาที่ทุกคนทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้หลายคนต้องเผชิญหน้ากับ Digital Fatigue มากขึ้น เนื่องจากพนักงานหลายต้องกักตัวทำงานอยู่บ้าน ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตที่บ้าน ไร้ซึ่งช่วงเวลาพักผ่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับงานวิจัยช่วงเดือนพฤษภาคม 2021 ของสถาบัน</span><a href="https://www.hcamag.com/ca/resources/employee-engagement/strategies-to-overcome-digital-fatigue-and-stay-connected/256427" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">O.C. Tanner</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า 52% ของชาวแคนาดารู้สึกเหนื่อยล้าทางร่างกายหรือทางอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่จาก COVID-19 แต่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี </span><i><span style="font-weight: 400;">“ปัจจุบันชาวแคนาดา 37% กล่าวว่าการแฮงเอาท์ผ่านวิดีโอคอลทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อย, 29% กล่าวว่าจำนวนแอพมากมายที่พวกเขาใช้งานนั้นขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน และ 38% กล่าวว่ายากมากที่จะตัดการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีที่ใช้ทำงาน”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองคิดเล่น ๆ ว่า ทุกวันนี้ตื่นมาเราก็ต้องใช้ชีวิตออนไลน์ทั้งวัน ทำงาน ประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ รวมไปการหาความบันเทิงผ่าน YouTube หรือ Netflix ผ่าน iPad โดยไถฟีดผ่านโทรศัพท์ในมือตลอดเวลา ไหนจะ LINE งานที่เด้งข้อความแทบทั้งวัน ไม่แปลกที่จิตใจและร่างกายของเราจะเกิดความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"></div>
</div>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title">เช็คอาการทั่วไปของ Digital Fatique</div>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">หมดพลังงาน</span></li>
<li><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เบิร์นเอาท์</span></a></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เหนื่อยล้าไม่จบไม่สิ้นจากการประชุมและกิจกรรมเสมือนจริง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เจ็บตา ตาล้า แสบตา หรือคันตา</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ปวดหัวหรือไมเกรน</span></li>
<li><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190814-officesyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เจ็บกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ หลัง</span></a></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ไวต่อแสงมากขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">มีสมาธิยาก ฟุ้งซ่าน</span></li>
<li><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/614?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง</span></a></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เซื่องซึม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">หงุดหงิดฉุนเฉียว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">รู้สึกสิ้นหวัง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">รู้สึกว่าแต่ละวันเต็มไปด้วยความซ้ำซากจำเจ</span></li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2>สาเหตุของ Digital Fatigue</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10035 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1075"></p>
<h3>การมองจอส่งผลกระทบไปยังสมอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมนุษย์มีวิวัฒนาการเป็นสัตว์สังคม ทำให้สมองส่วนใหญ่สามารถอ่านสัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดผ่านสัญชาตญาณระหว่างการโต้ตอบทางสังคม เช่น ภาษากาย การแสดงออกทางสีหน้า และอื่น ๆ ผ่านการมองเห็น ทว่าการมองสัญญาณเหล่านี้ผ่านจอสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ก็จะทำให้สมองของเราต้องเพ่งสมาธิจดจ่อมากขึ้น เพื่อค้นหาสัญญาณทางร่างกายที่มองไม่เห็นเหล่านั้น กล่าวคือสมองของเราจะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักเป็นพิเศษ นี่จึงเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของสมองที่ทำให้มนุษย์เกิดอาการเหนื่อยล้าได้</span></p>
<h3>แสงสีฟ้าที่ทำร้ายดวงตา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แสงสีฟ้าหรือสีน้ำเงินธรรมชาติเป็นหนึ่งในแสงที่มีอยู่ในแสงแดด ซึ่งถึงแม้ว่าแสงดังกล่าวจะมีประโยชน์ แต่ก็มีอันตรายเช่นกันเมื่อดวงตาเราเปิดรับแสงมากเกินไป โดยเฉพาะเหล่าอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมไปถึงโทรทัศน์ ที่จะปล่อยแสงสีฟ้าออกมา โดยมีคุณสมบัติความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูง จึงกระจายได้ง่ายกว่าแสงอื่น ๆ จึงสามารถทำลายเซลล์ผิวกระจกตาและเยื่อบุตา บวกกับการสั่นกระพริบของหน้าจอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนักมากขึ้นในการปรับโฟกัสภาพ ทำให้ต้องเพ่งมากขึ้น กะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตาแบบดิจิทัลนั่นเอง</span></p>
<h3>ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งทำงานทั้งวัน แต่สภาพความเป็นจริงเรากลับต้องนั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง นี่ยังไม่นับช่วง Work From Home ที่แทบจะนั่งทั้งวัน ยกเว้นแค่เวลานอน และเมื่อเรามีกิจกรรมทางร่างกายที่น้อยลง ไม่เพียงต่อผลต่อสุขภาพทางกายเรื่องปวดหลัง ข้อเข่าเสื่อม แต่ยังทำให้ร่างกายไม่หลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือฮอร์โมนประโยชน์อื่น ๆ ที่มาจากการออกกำลังกาย แน่นอนว่าการขาดสารเหล่านี้ส่งผลต่อระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น ฉะนั้นการนั่งนานเกินไปจึงส่งผลต่อสุขภาพจิตมากกว่าที่คิด</span></p>
<h3>รู้สึกต้องทำงานตลอดเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Always-on mindset กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพจิตของพนักงานมากที่สุด เมื่อเส้นแบ่งเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่ชัดเจน ทำให้พนักงานที่ทำงานทางไกลรู้สึกว่าระยะเวลาทำงานเพิ่มขึ้นกว่าที่อยู่ออฟฟิศ จนเกิดแรงกดดันที่มากขึ้นและรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น</span></p>
<h3>การถูกรบกวนทางดิจิทัล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสถิติจาก</span><a href="https://www.gartner.com/smarterwithgartner/hr-should-watch-out-for-3-challenges-driving-remote-work-fatigue" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Gartner</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า พนักงานที่ทำงานทางไกลจะประสบปัญหาการรบกวนทางดิจิทัลมากกว่าพนักงานที่ออฟฟิศ 2.54 เท่า โดยเฉพาะการแจ้งเตือนที่จะเด้งตลอดเวลา ทำให้สูญเสียสมาธิจดจ่อในการทำงานนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10036 size-full aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/Screen-Shot-2564-12-21-at-11.30.57.png" alt="Screen Shot 2564 12 21 at 11.30.57" width="570" height="640" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1076"></span></p>
<h2>วิธีจัดการ Digital Fatigue ของตัวเอง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10033 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/pexels-tatiana-syrikova-3975585.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1077"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะพูดถึงวิธีการป้องกัน </span><span style="font-weight: 400;">Digital Fatigue ให้กับพนักงาน เราเชื่อว่าผู้บริหาร หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง HR เองก็ต้องเผชิญหน้ากับสภาวะนี้ไม่ต่างกัน ซึ่งหากตัวเราเองยังจัดการไม่ได้แล้ว แล้วเราจะช่วยใครได้ ฉะนั้นมาจัดการภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลของตัวเองกันก่อน</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>ทำงานประจำวันให้เสร็จทีละอย่าง:</b><span style="font-weight: 400;"> ความเหนื่อยล้าทำให้เราไม่มีสมาธิและฟุ้งซ่าน เราจึงต้องทำสิ่งที่ต้องทำและจัดการทีละรายการเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหนื่อยเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ลดแสงสีฟ้า:</b><span style="font-weight: 400;"> ทุกวันนี้อุปกรณ์ดิจิทัลส่วนใหญ่มีการตั้งค่าเพื่อปรับหรือเปิดตัวกรองแสงสีน้ำเงิน รวมไปถึงแว่นตาที่มีเลนส์ลดแสง ก็จะทำให้เราเครียดน้อยลงได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>จัดท่านั่งและวางตำแหน่งจอภาพให้เหมาะสม:</b><span style="font-weight: 400;"> พยายามหลีกเลี่ยงท่านั่งที่โค้งงอคอและหลัง โดยวางจอภาพอยู่ในระดับสายตา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>พักหน้าจอ:</b><span style="font-weight: 400;"> บางครั้งการหยุดพักก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือบางคนก็ทำงานจนหลงลืมเวลา การพักสัก 5-10 นาทีระหว่างชั่วโมงจะช่วยให้เราผ่อนคลายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ออกไปข้างนอก:</b><span style="font-weight: 400;"> การสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ร่างกายจะทำให้เรากลับมากระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะรีเฟรสสมองของเรา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ:</b><span style="font-weight: 400;"> เรื่องพื้นฐานที่ใครหลายคนมองข้ามคือการเติมพลังงานด้วยอาหารที่สมดุล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ปิดกล้อง:</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่ทุกการสื่อสารจะต้องเป็นแฮงเอาท์ผ่านวิดีโอคอล ถ้าเป็นไปได้ให้จัดการประชุมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปิดกล้อง ยืน กินกาแฟ หรือแม้กระทั่งขณะที่เดินเล่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>จดบันทึกด้วยการเขียน:</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นวิถีดั้งเดิมที่มีประโยชน์ เนื่องจากการจดปากกาและกระดาษทำให้เรามีสมาธิจดจ่อมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>หมั่นโทรหาเพื่อนร่วมงาน:</b><span style="font-weight: 400;"> การสื่อสารระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงกักตัว แค่โทรหาเพื่อทักทายหรือพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนช่วยชุบชูใจได้บ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>กำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน:</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเส้นแบ่งระหว่างบ้านกับที่ทำงานไม่ชัดเจน มันง่ายมากที่เราจะทำงานจนเกิดเวลาทำงานจริง ฉะนั้นควรรู้ตัวเสมอว่าเวลาไหนควรปิดคอมพิวเตอร์แล้วทำอย่างอื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ลดการใช้หน้าจอหลังเลิกงาน:</b><span style="font-weight: 400;"> ออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำอาหาร ฯลฯ เพราะทุกครั้งที่อยู่ห่างจากหน้าจอจะเป็นช่วงเวลาที่ดีเสมอ</span></li>
</ul>
<h2>5 วิธีช่วยพนักงานไม่ให้เกิดภาวะ Digital Fatigue</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9920 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/pexels-fauxels-3183183.jpg" alt="ประสบการณ์ทำงานยังสำคัญอยู่ไหม เมื่อคนรุ่นใหม่ทำงานไม่กี่ปีก็ลาออก" width="600" height="370" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1078"></span><b></b></p>
<h3>1. เริ่มดำเนินการกลับเข้าออฟฟิศบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาการทำงานทางไกลที่ผ่านมาอาจเหมาะสมกับพนักงานบางกลุ่ม และอาจเป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายสำหรับพนักงานบางกลุ่ม นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ HR จะต้องเข้าใจกระบวนการทำงานและความรู้สึกนึกคิดของพนักงานในองค์กร HR จะต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่าพนักงานกลุ่มไหนหรืองานแบบไหนที่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ และกลุ่มไหนที่สามารถเปลี่ยนเป็น</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1030?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การทำงานแบบไฮบริด</span></a><span style="font-weight: 400;">ได้ เพราะการเข้ามาออฟฟิศบ้างจะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมต่อไป</span></p>
<h3>2. ลงทุนในเครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับการทำงานทางไกล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ทุกองค์กรจะพร้อมสำหรับการทำงานทางไกล บางครั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีที่พนักงานมีอยู่ก็อาจไม่ตอบโจทย์การทำงานไกล HR จึงต้องอุดรอยรั่วตรงนี้ผ่านการปรับหรือสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการทำงานทางไกล นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการตรวจสอบให้แน่ใจว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งค่าความปลอดภัยเรียบร้อย ที่สำคัญอย่าลืมสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลทั้งในและนอกสถานที่ด้วย</span></p>
<h3>3. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีช่วงเวลาชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจำเป็นต้องให้พนักงานพูดคุยกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ออฟฟิศ ทำงานแบบไฮบริด หรือทำงานทางไกล ซึ่งจะต้องมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ทั้งนี้หลายองค์กรกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างหนึ่ง เมื่อช่วงแรกทำติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นไปด้วยดี แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปการส่งข้อความบ่อย ๆ การประชุมนาน ๆ ก็จะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าได้ พนักงานจึงคงรสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญ และมีช่วงเวลาเฉพาะสำหรับการคุย</span></p>
<h3>4. สร้างพฤติกรรมการทำงานออนไลน์ให้ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้หมายถึงการสร้างความ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และการหยุดพักเป็นประจำ ยกตัวอย่าง การประชุมออนไลน์ที่ไม่ได้จำเป็นต้องให้ทุกคนในแผนกเข้าร่วมทุกครั้ง ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการและเลือกเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น ๆ มากที่สุด เช็คให้แน่ใจว่าทุกคนทราบบทบาทของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<h3>5. พัฒนาประสบการณ์ของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงทุกวันนี้พนักงานเริ่มคุ้นชินกับประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อผ่านชีวิตส่วนตัวกันแล้ว จนสามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องพัฒนาประสบการณ์พนักงาน (Employee Experience) ให้ตรงตามความคาดหวัง เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความยืดหยุ่นในการทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> การควบคุมตรวจสอบการทำงาน ฯลฯ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ฉะนั้น HR จำเป็นต้องตระหนักว่าพนักงานมีความรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และองค์กรสามารถช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมได้อย่างไรนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9557 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1079"></div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9257 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1186128958.jpg" alt="Workation ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย" width="500" height="334" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1080"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พักหน้าจอ กินอาหารที่ดี สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย และสนับสนุนซึ่งกันและกัน” นี่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนทำได้กับตัวเองรวมไปถึงแนะนำคนอื่น เพื่อเอาชนะกับ</span><span style="font-weight: 400;"> Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าโลกยังต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกนาน และดูเหมือนโลกการทำงานจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งถึงแม้การทำงานแบบไฮบริดจะได้การอนุมัติมากขึ้นในหลายบริษัท แต่นั่นก็มาพร้อมความเสี่ยงที่พนักงานจะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนต้องรับมือกับสภาวนี้ให้ได้ เพื่อที่ว่าทุกคนจะยังคงรักษาประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนเดิม</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย 1081" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li><a href="https://lixar.com/lixar-blog/community/managing-digital-fatigue-balance-benefits-struggles-digital-day-day/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lixar</span></a></li>
<li><a href="https://www.gartner.com/smarterwithgartner/hr-should-watch-out-for-3-challenges-driving-remote-work-fatigue" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">gartner</span></a></li>
<li><a href="https://www.hcamag.com/ca/specialization/mental-health/feeling-drained-you-may-have-digital-fatigue/255616" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hcamag</span></a></li>
<li><a href="https://www.bangkokhospital.com/content/blue-light-increased-risk-of-eye-disease" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bangkokhospital</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/forbesbusinessdevelopmentcouncil/2020/10/05/five-ways-to-help-employees-avoid-digital-fatigue-and-stay-engaged-in-a-world-of-virtual-work/?sh=6ffa8384787b" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">forbes</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่เห็นด้วยอย่างไรให้คนเห็นด้วย : 8 วิธีเห็นต่างอย่างเข้าใจบนพื้นฐานของเหตุผล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/how-to-disagree-at-work-12162021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 07:37:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุผล]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/how-to-disagree-at-work-12162021/</guid>

					<description><![CDATA[ในโลกของการทำงาน การไม่เห็นด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะต่างคนต่างความคิด ต่างบุคลิกและลักษณะนิสัย เมื่อต้องมาทำงานร่วมกันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะคิดอะไรเหมือนๆกัน และคงไม่ดีหากในองค์กรนั้นเต็มไปด้วยคนที่คิดเหมือนกันหมดทุกคน การเกิดความคิดที่แตกต่างหลากหลายบ้างนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันนำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ แน่นอนว่าความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นเรื่องดี แต่มันคงไม่ดีแน่หากความเห็นต่างนั้นมาจากความขัดแย้ง อคติ หรือความไม่พอใจและใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แทนที่จะทำให้องค์กรไปข้างหน้า กลับยิ่งทำให้ชะงักด้วยความไม่ลงรอยกันของความสัมพันธ์ของคนในทีม หนึ่งสิ่งที่มีผลมากที่สุดเมื่อต้องการแสดงความเห็นต่าง หรือไม่เห็นด้วยก็คือ “อารมณ์” ต่อให้มีเหตุผลที่ดี หนักแน่นแค่ไหน แต่เมื่อเต็มไปด้วยอารมณ์มันก็ไปลดทอนความน่าเชื่อถือของเหตุผลที่มีได้ และลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้พูดด้วย หากสามารถควบคุมอารมณ์และน้ำเสียงของตัวเองได้ สารสำคัญหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อนั้นจะยิ่งชัดเจน และอาจเปลี่ยนสถานการณ์จากไม่เห็นด้วยเป็นเห็นด้วยได้อย่าง 1: 100 เลยทีเดียว 1. รับฟังอีกฝ่ายพูดให้จบโดยไม่ขัด ขั้นตอนนี้อาจเป็นขั้นตอนที่ยาก ต้องใช้ขันติและความอดทนสูงหากเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่คุณไม่เห็นด้วยมากๆ สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ รับฟังอย่างใจเย็นและเข้าใจในมุมมองของอีกฝ่าย บางคนอาจมีวิธีคิด วิธีถ่ายทอดไม่เหมือนกัน บางคนต้องการพูดเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง บางคนต้องการพูดถึงประเด็นหลักทันที แต่หากอีกฝ่ายพูดในสิ่งที่นอกเหนือประเด็นคุณสามารถเบรกได้เพื่อให้กลับมาสู่ประเด็นต่อ แต่ก็เคารพอีกฝ่ายให้พูดให้จบเสียก่อน 2. ถามให้แน่ใจก่อนว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ไม่เห็นด้วย เพราะบางทีสิ่งที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับคุณอาจเพราะยังมีบางเรื่องที่เข้าใจผิด หรืออาจเป็นจุดเล็กๆน้อยๆที่คุณมองข้าม เช่น ใช้คำผิดบริบททำให้ความหมายที่ต้องการจะสื่อคลาดเคลื่อนไป นำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ การจำแนกประเด็นที่เห็นต่างนั้นช่วยทำให้รวบรัดบทสนทนาลงได้ ต่อให้ไม่เห็นด้วยก็ยังคงไม่เห็นด้วยในประเด็นที่กำหนดไว้ ไม่ลากเอาเรื่องอื่นๆหรือเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง 3. พูดในสิ่งที่เห็นด้วยก่อนแล้วค่อยพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็นด้วย เป็นหลักจิทวิทยาที่ทำให้อีกฝ่ายอยากรับฟังมากยิ่งขึ้น การพูดถึงสิ่งที่เห็นด้วยก่อนแสดงให้เห็นว่าคุณรับฟังอย่างตั้งใจจริงๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9894 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1216.1.jpg" alt="1216.1" width="709" height="372" title="ไม่เห็นด้วยอย่างไรให้คนเห็นด้วย : 8 วิธีเห็นต่างอย่างเข้าใจบนพื้นฐานของเหตุผล 1084"></p>
<p>ในโลกของการทำงาน การไม่เห็นด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะต่างคนต่างความคิด ต่างบุคลิกและลักษณะนิสัย เมื่อต้องมาทำงานร่วมกันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะคิดอะไรเหมือนๆกัน และคงไม่ดีหากในองค์กรนั้นเต็มไปด้วยคนที่คิดเหมือนกันหมดทุกคน การเกิดความคิดที่แตกต่างหลากหลายบ้างนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันนำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ แน่นอนว่าความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นเรื่องดี แต่มันคงไม่ดีแน่หากความเห็นต่างนั้นมาจากความขัดแย้ง อคติ หรือความไม่พอใจและใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แทนที่จะทำให้องค์กรไปข้างหน้า กลับยิ่งทำให้ชะงักด้วยความไม่ลงรอยกันของความสัมพันธ์ของคนในทีม</p>
<p>หนึ่งสิ่งที่มีผลมากที่สุดเมื่อต้องการแสดงความเห็นต่าง หรือไม่เห็นด้วยก็คือ <strong>“อารมณ์”</strong> ต่อให้มีเหตุผลที่ดี หนักแน่นแค่ไหน แต่เมื่อเต็มไปด้วยอารมณ์มันก็ไปลดทอนความน่าเชื่อถือของเหตุผลที่มีได้ และลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้พูดด้วย หากสามารถควบคุมอารมณ์และน้ำเสียงของตัวเองได้ สารสำคัญหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อนั้นจะยิ่งชัดเจน และอาจเปลี่ยนสถานการณ์จากไม่เห็นด้วยเป็นเห็นด้วยได้อย่าง 1: 100 เลยทีเดียว</p>
<h2>1. รับฟังอีกฝ่ายพูดให้จบโดยไม่ขัด</h2>
<p>ขั้นตอนนี้อาจเป็นขั้นตอนที่ยาก ต้องใช้ขันติและความอดทนสูงหากเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่คุณไม่เห็นด้วยมากๆ สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ รับฟังอย่างใจเย็นและเข้าใจในมุมมองของอีกฝ่าย บางคนอาจมีวิธีคิด วิธีถ่ายทอดไม่เหมือนกัน บางคนต้องการพูดเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง บางคนต้องการพูดถึงประเด็นหลักทันที แต่หากอีกฝ่ายพูดในสิ่งที่นอกเหนือประเด็นคุณสามารถเบรกได้เพื่อให้กลับมาสู่ประเด็นต่อ แต่ก็เคารพอีกฝ่ายให้พูดให้จบเสียก่อน</p>
<h2>2. ถามให้แน่ใจก่อนว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ไม่เห็นด้วย</h2>
<p>เพราะบางทีสิ่งที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับคุณอาจเพราะยังมีบางเรื่องที่เข้าใจผิด หรืออาจเป็นจุดเล็กๆน้อยๆที่คุณมองข้าม เช่น ใช้คำผิดบริบททำให้ความหมายที่ต้องการจะสื่อคลาดเคลื่อนไป นำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ การจำแนกประเด็นที่เห็นต่างนั้นช่วยทำให้รวบรัดบทสนทนาลงได้ ต่อให้ไม่เห็นด้วยก็ยังคงไม่เห็นด้วยในประเด็นที่กำหนดไว้ ไม่ลากเอาเรื่องอื่นๆหรือเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง</p>
<h2>3. พูดในสิ่งที่เห็นด้วยก่อนแล้วค่อยพูดถึงสิ่งที่ไม่เห็นด้วย</h2>
<p>เป็นหลักจิทวิทยาที่ทำให้อีกฝ่ายอยากรับฟังมากยิ่งขึ้น การพูดถึงสิ่งที่เห็นด้วยก่อนแสดงให้เห็นว่าคุณรับฟังอย่างตั้งใจจริงๆ และเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก คุณฟังแล้วนำไปวิเคราะห์แล้วและพบว่ามีบางเรื่องที่อาจเห็นไม่ตรงกัน จึงอยากอธิบายเพิ่มเติม อยากนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ไม่ได้ต้องการถกเถียงเพื่อเอาชนะ หรือไม่ได้ฟังเพื่อจะจับผิดแล้วโจมตีอีกฝ่ายแต่อย่างใด</p>
<h2>4. ต่อให้ไม่เห็นด้วยก็ใช้คำพูดเป็นกลางไว้ก่อน</h2>
<p>เพราะบทสนทนาอาจแย่ลงได้หากคุณแสดงความเห็นต่างออกไปอย่างสุดขั้ว 100 % และคงยากที่จะโน้มน้าวใจอีกฝ่ายให้กลับมาเห็นด้วยในเรื่องเดียวกัน เพราะบางครั้งต่อให้ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อารมณ์และความรู้สึกนั้นตรงกันข้ามก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ มันเป็นเรื่องจริงที่มนุษย์เราส่วนใหญ่ถูกควบคุมด้วยอารมณ์ และเมื่อเต็มไปด้วยอารมณ์ ไม่ว่าเหตุผลหรือข้อเท็จจริงก็ถูกบดบังจนฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว พยายามใช้คำพูดเป็นกลางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้อีกฝ่ายใช้อารมณ์ แต่ถ้าคุณไม่ใช้อารมณ์กลับไป อีกฝ่ายก็จะตระหนักได้เองว่าเขาใช้อารมณ์มากเกินไปหรือเปล่า</p>
<h2>5. ให้พื้นที่และเวลาอีกฝ่ายได้คิด ไม่จำเป็นต้องคาดคั้นเอาคำตอบทันทีทันใด</h2>
<p>เมื่อคุณแสดงความคิดเห็นออกไปแล้ว ควรให้พื้นที่อีกฝ่ายได้คิด พิจารณาด้วย เพราะบางครั้งมันไม่ใช่เรื่องของข้อเท็จจริง แต่เป็นเรื่องของอัตตา หากคำถามนั้นมันทำให้อีกฝ่ายต้องยอมรับว่าเขาคิดผิด หรือความเห็นของเขาไม่ถูกต้อง มันคงยากที่จะยอมรับได้ แต่หากให้พื้นที่และเวลาสักนิด ให้อีกฝ่ายได้ไตร่ตรองพิจารณาความคิดเห็นของตัวเองอีกครั้ง เขาอาจจะเป็นคนยอมรับด้วยตัวเขาเองว่าอาจจะคิดผิดไป หรืออาจจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิดแล้วหลังจากได้ลองไตร่ตรองพิจารณาด้วยตัวเอง</p>
<h2>6. พยายามอย่าใช้คำว่า “แต่”</h2>
<p>คำบางคำมีพลังมากกว่าที่คิด เช่น คำว่า และ , หรือ , ใช่ เป็นคำที่ให้พลังบวก ทำให้บทสนทนาไหลลื่น และน่าฟังมากกว่า แม้ประโยคต่อมาจะไม่ได้เห็นด้วยกับอีกฝ่ายก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ใช้คำว่า “แต่” ซึ่งเป็นคำที่มีพลังลบและฟังดูขัดแย้ง ไม่เห็นด้วย หากคุณไม่เห็นด้วยและอยากใช้คำว่า แต่ ลองเริ่มต้นด้วยการพูดว่า “ใช่” ก่อนแล้วค่อยตามด้วย “แต่” ประโยคจะฟังดูเป็นกลางมากขึ้น อีกฝ่ายอยากรับฟังมากขึ้น</p>
<h2>7. เรื่องเล่าเข้าใจง่ายกว่าคำจำกัดความ</h2>
<p>บางครั้งคุณอยากให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิดของคุณ อยากให้อีกฝ่ายรับฟัง แต่ยิ่งพูดยิ่งอธิบายก็ยิ่งไม่เข้าใจ นั่นอาจเป็นเพราะ “ภาษา” ของคุณและภาษาของเขาไม่ใช่ภาษาเดียวกัน มันมาจากมุมมองที่คุณมี แต่เขาอาจไม่เห็นภาพนั้น ไม่เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังจะสื่อ เพราะบางทีการใช้ประโยคบอกเล่าที่เป็นคำจำกัดความ ซึ่งเป็นประโยคตรงๆ ไม่เห็นภาพ อีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แต่เรื่องเล่าเป็น “ภาษาสากล” ทั้งนี้ต้องมีศิลปะในการเล่าด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณทำงานในบริษัทและพบว่าทีมของอีกฝ่ายนั้นทำงานน้อยกว่าทีมคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องพูดตรงๆไปเช่นนั้น แต่เล่าในมุมมองของคุณว่าทุกวันต้องเจออะไรบ้าง มีความรับผิดชอบที่จัดการไม่ไหวอย่างไร มีปัญหาในเรื่องใด สื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจง่ายๆ พร้อมเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียงแรงในการถกเถียงเลยหากอีกฝ่ายสามารถเข้าใจได้ตั้งแต่ต้น</p>
<h2>8. หากไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ปล่อยวาง คิดเสียว่าเป็นการเรียนรู้</h2>
<p>ขั้นตอนนี้อยู่ที่ว่าคุณคิดว่าบทสนทนานั้นมีค่าให้คุณต้องเสียแรงในการถกเถียงหรือไม่ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ได้กระทบตัวเอง หรือไม่ได้กระทบองค์กรมากนัก หรือถกเถียงไปก็ไม่มีข้อสรุป ก็ปล่อยวางเสีย เพราะยังมีเรื่องอีกมากมายที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และยังมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญกว่า หากเก็บทุกอย่างมาใส่ใจและพยายามแก้ไขให้ทุกอย่างถูกต้อง อาจพลาดที่จะทำสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าก็ได้ บางครั้งการไม่เข้าใจกันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา คิดเสียว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจความคิด ความเป็นมนุษย์มากขึ้น ก็ไม่มีอะไรเสียหาย</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ไม่เห็นด้วยอย่างไรให้คนเห็นด้วย : 8 วิธีเห็นต่างอย่างเข้าใจบนพื้นฐานของเหตุผล 1085" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>อ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2020/10/actually-its-okay-to-disagree-with-people-at-work" target="_blank" rel="noopener">hbr.org</a></li>
<li><a href="https://hbr.org/2021/09/5-reasons-your-employees-dont-understand-your-companys-vision" target="_blank" rel="noopener">hbr.org</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/work-culture-each-country-10212021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2021 02:52:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/work-culture-each-country-10212021/</guid>

					<description><![CDATA[วัฒนธรรมการทำงานเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสมอ เพราะเกิดจากพฤติกรรมของกลุ่มคนมารวมกัน ก่อให้เกิดเป็นแนวคิดและหลักการที่ส่งผลให้องค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ วัฒนธรรมหนึ่งๆก็อาจเกิดมาจากวัฒนธรรมอื่นๆผสมหลอมรวมกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “คน”ที่พร้อมจะรับเอาวัฒนธรรมนั้นๆเข้ามาด้วย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมการทำงานที่น่าสนใจมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจและเลือกนำมาประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลายแต่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้ววัฒนธรรมของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน !! วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศอเมริกา “อเมริกา” เต็มไปด้วยความมั่นใจ พูดตรงๆ ตรงประเด็น เน้นผลลัพธ์ วัฒนธรรมการทำงานของคนอเมริกันส่วนใหญ่เน้นให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ที่สำคัญเป็นชาติที่มี concept ในการทำงานที่หลากหลายมาก ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพนับถือมาจากผลของงานมากกว่าความสนิทสนม มีการสื่อสารที่ตรงประเด็น และตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นหากทำผลงานไม่ดีก็มักจะวิจารณ์กันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม คนอเมริกันนิยมสื่อสารกันสั้นๆและเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เช่น การตอบอีเมลล์กันสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ มีข้อสรุปสั้นๆทุกครั้งก่อนการนำเสนอผลงาน และอธิบายรายละเอียดเท่าที่จำเป็น จึงทำให้แม้มีการประชุมกันบ่อยๆ แต่การประชุมก็ไม่ได้ใช้เวลามาก และจะนัดประชุมในประเด็นที่สำคัญเท่านั้น สื่อสารเข้าใจง่ายตรงประเด็น เพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันส่วนใหญ่มักจะส่งอีเมลล์กันสั้น ๆ และพูดประเด็นที่ต้องการจะสื่อออกมาเลย ทำให้ผู้รับสารเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ง่ายๆ แม้แต่ในการทำงาน พนักงานก็ค่อนข้างกล้าที่จะเสนอความคิดเห็นกันมากๆ ให้มีความคิดเห็นก่อน ไม่ได้มีความเห็นไหนผิดหรือถูก ส่วนความคิดนั้นจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ก็อยู่ที่ศักยภาพของคนในทีมว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนในการประชุมมักจะเริ่มด้วยการสรุปประเด็นสำคัญก่อน (Executive Summary) แล้วค่อยอธิบายรายละเอียดเมื่อจำเป็น ลักษณะการประชุมเช่นนี้ทำให้การประชุมของคนอเมริกันมีประสิทธิภาพมาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9737 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/187165890_746992102637921_2398395404451519028_n.jpg" alt="187165890 746992102637921 2398395404451519028 n" width="721" height="481" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1094"></p>
<p>วัฒนธรรมการทำงานเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสมอ เพราะเกิดจากพฤติกรรมของกลุ่มคนมารวมกัน ก่อให้เกิดเป็นแนวคิดและหลักการที่ส่งผลให้องค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ วัฒนธรรมหนึ่งๆก็อาจเกิดมาจากวัฒนธรรมอื่นๆผสมหลอมรวมกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “คน”ที่พร้อมจะรับเอาวัฒนธรรมนั้นๆเข้ามาด้วย</p>
<p>ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมการทำงานที่น่าสนใจมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจและเลือกนำมาประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลายแต่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้ววัฒนธรรมของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน !!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9731 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/186250812_746993452637786_5626556493617468324_n.jpg" alt="186250812 746993452637786 5626556493617468324 n" width="495" height="495" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1095"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศอเมริกา</h2>
<p><strong>“อเมริกา” เต็มไปด้วยความมั่นใจ พูดตรงๆ ตรงประเด็น เน้นผลลัพธ์</strong></p>
<p>วัฒนธรรมการทำงานของคนอเมริกันส่วนใหญ่เน้นให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ที่สำคัญเป็นชาติที่มี concept ในการทำงานที่หลากหลายมาก ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพนับถือมาจากผลของงานมากกว่าความสนิทสนม มีการสื่อสารที่ตรงประเด็น และตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นหากทำผลงานไม่ดีก็มักจะวิจารณ์กันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม คนอเมริกันนิยมสื่อสารกันสั้นๆและเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เช่น การตอบอีเมลล์กันสั้นๆ ไม่ยืดเยื้อ มีข้อสรุปสั้นๆทุกครั้งก่อนการนำเสนอผลงาน และอธิบายรายละเอียดเท่าที่จำเป็น จึงทำให้แม้มีการประชุมกันบ่อยๆ แต่การประชุมก็ไม่ได้ใช้เวลามาก และจะนัดประชุมในประเด็นที่สำคัญเท่านั้น</p>
<h3>สื่อสารเข้าใจง่ายตรงประเด็น</h3>
<p>เพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันส่วนใหญ่มักจะส่งอีเมลล์กันสั้น ๆ และพูดประเด็นที่ต้องการจะสื่อออกมาเลย ทำให้ผู้รับสารเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ง่ายๆ แม้แต่ในการทำงาน พนักงานก็ค่อนข้างกล้าที่จะเสนอความคิดเห็นกันมากๆ ให้มีความคิดเห็นก่อน ไม่ได้มีความเห็นไหนผิดหรือถูก ส่วนความคิดนั้นจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ก็อยู่ที่ศักยภาพของคนในทีมว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนในการประชุมมักจะเริ่มด้วยการสรุปประเด็นสำคัญก่อน (Executive Summary) แล้วค่อยอธิบายรายละเอียดเมื่อจำเป็น ลักษณะการประชุมเช่นนี้ทำให้การประชุมของคนอเมริกันมีประสิทธิภาพมาก เพราะใช้เวลาน้อยและประชุมเท่าที่จำเป็น ประชุมแต่ละครั้งก็มักได้ไอเดียใหม่ๆเสมอ</p>
<h3>วิธีการไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์</h3>
<p>คนอเมริกันให้ความสำคัญกับผลของงานและการกระทำมากกว่าตัวบุคคล เพราะฉะนั้นการวัดผลจึงมีประสิทธิภาพมากๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพนับถือจึงมาจากผลงาน มากกว่าความสนิทสนมหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว คนอเมริกันเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง Active และกล้าแสดงออก ให้ความสำคัญกับทีมและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงคือเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p>
<h3>เป็นมิตรง่ายที่สุด</h3>
<p>อาจเรียกได้ว่าเป็นชาติที่ Friendly มากที่สุดเลยก็ว่าได้ ลักษณะคนอเมริกันส่วนใหญ่ค่อนข้างสนุกสนาน หากคุณเป็นชาวต่างชาติมาทำงาน ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องปกติที่คนอเมริกันจะเข้ามาทักทายคุณอย่างเป็นมิตร คุณไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงาน Solo หรือไร้กลุ่ม เพราะคนอเมริกันค่อนข้างรักทีมงานมาก</p>
<h3>ไม่ค่อยพักเบรค</h3>
<p>โดยปกติเวลาทำงานของคนอเมริกันจะเป็นตั้ง 9.00 am – 5.00 pm และด้วยความที่คนอเมริกันเน้นผลลัพธ์ของงานเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่คนอเมริกันจึงเน้นทำงานชิ้นหนึ่งๆให้เสร็จและปล่อยเวลาพักไปเพื่อทำงานเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ใช้เวลาพักเบรค</p>
<h3>เคารพความคิดเห็นและเต็มไปด้วยความหลากหลาย</h3>
<p>เพราะชาติอเมริกาให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการพูด และแสดงความคิดเห็นมาก เพราะฉะนั้นเสียงทุกเสียงจะได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียม วัฒนธรรมการทำงานก็จะเป็นแบบพูดกันตรงๆ กล้าเสนอความคิดเห็น และไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ชาติอะไรก็ไม่มีอคติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9734 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/186484498_746993432637788_1451506662958238272_n.jpg" alt="186484498 746993432637788 1451506662958238272 n" width="523" height="523" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1096"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศเยอรมนี</h2>
<p><strong>&#8220;เยอรมัน&#8221; ทำงานน้อยแต่ประสิทธิภาพเป็นที่หนึ่ง</strong></p>
<p>สังคมการทำงานของคนเยอรมันให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการทำงานเป็นอันดับหนึ่ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นชาติแห่งความเพอร์เฟกชันนิสต์เลยทีเดียว สไตล์การทำงานของคนเยอรมัน คือ ใช้เวลาทำงานน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก นั่นเพราะพวกเขาจะโฟกัสกับงานเป็นอย่าง ๆ ไป และซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อเวลางาน เวลางานคือเวลางาน และเวลาพักผ่อนก็ต้องเต็มที่ จะไม่ใช้เวลางานไปทำเรื่องส่วนตัว เช่น Facebook ชงกาแฟ จับกลุ่มคุยเล่น หรือแม้แต่การเช็คอีเมลล์ส่วนตัวก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเวลาทำงาน</p>
<h3>คนเยอรมันตรงต่อเวลามาก</h3>
<p>ความตรงต่อเวลาของคนเยอรมันนั้นปรากฏอยู่แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความตรงต่อเวลาของรถโดยสาร การนัดหมาย หรือเวลาเข้างานออกงาน จนมีคำพูดว่า หลักการของคนเยอรมันคือ ไปก่อน 5 นาทีก็ยังดีกว่าไปสาย 1 นาที</p>
<h3>ชั่วโมงทำงานน้อยแต่มีประสิทธิภาพมาก</h3>
<p>การทำงานของคนเยอรมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสมอในเรื่องของเวลาในการทำงานที่น้อยกว่าชาติอื่นๆ ตกเฉลี่ยสัปดาห์ละ 35 ชม. หรือวันละ 7 ชม.เท่านั้น แต่งานออกมามีประสิทธิภาพมาก นั่นเพราะพวกเขาเคร่งครัด ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันจริงๆ โดยไม่วอกแวกไปในเรื่องอื่นเลย การสนทนาในชั่วโมงการทำงานก็จะเป็นเรื่องงานเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ซึ่งวัฒนธรรมการทำงานเช่นนี้ทำให้เมื่อคนเยอรมันต้องร่วมมือทำงานกับคนชาติอื่นอาจทำให้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะทำให้รู้สึกว่าเป็นการทำงานที่เคร่งเครียดและแห้งแล้ง ด้วยวัฒนธรรมการทำงานของคนเยอรมันที่เคร่งครัดในเวลาทำงานเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขามีสมาธิในการทำงานมาก เพราะฉะนั้น 7 ชั่วโมงในการทำงานเนื้อๆจึงเป็นเวลาที่เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ทำงานจนถึงดึกดื่น</p>
<h3>ประชุมน้อยแต่ทำงานมาก</h3>
<p>คนเยอรมันค่อนข้างใช้เวลาน้อยในการประชุมงาน เว้นแต่ว่าจะมีเรื่องสำคัญที่ต้องแลกเปลี่ยนความเห็นกันจริงๆ ซึ่งบางประเทศค่อนข้างให้ความสำคัญกับการประชุมมาก แต่คนเยอรมันพบว่าถ้ามีการประชุมมากเกินไป พนักงานก็จะไม่มีเวลาพอที่จะจดจ่อกับงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ เช่น หากในหนึ่งวันต้องมีประชุมมากถึง 3-4 ประชุม ก็ทำให้หนึ่งวันนั้นหมดไปแล้ว และการประชุมติดกันหลายครั้งก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพและเนื้อหาสาระเท่าที่ควร พวกเขาจึงประชุมกันน้อย และประชุมครั้งละไม่นาน เพื่อประหยัดเวลาไปทำงานของตนเองต่อ</p>
<h3>พูดตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม</h3>
<p>คนเยอรมันค่อนข้างมีวัฒนธรรมการสื่อสารที่ตรงประเด็น ไม่ยืดเยื้อ ไม่เสียเวลา และค่อนข้างพูดตรง ชัดเจน ชนิดที่ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องเสียเวลาตีความ เช่น หากเจ้านายจะมอบหมายงานให้พนักงานและต้องการกำหนด deadline ไว้ไม่เกินห้าโมงเย็น แทนที่จะพูดว่า “ถ้าเป็นไปได้ ของานชิ้นนี้เสร็จไม่เกิน 17.00 นะ” คนเยอรมันจะสื่อสารตรงๆไปว่า “ ของานชิ้นนี้ตอน 17.00 “ และหมายความว่าเวลาห้าโมงเย็นนั้นงานจะต้องเสร็จจริงๆ</p>
<h3>พักร้อนได้ยาวถึงหกสัปดาห์</h3>
<p>หลังจากที่ทำงานมาอย่างหนัก เมื่อถึงเวลาพักผ่อนคนเยอรมันก็เต็มที่มากๆเช่นกัน และค่อนข้างมีชีวิตส่วนตัวและงานที่แยกส่วนกัน และด้วยสวัสดิการที่ส่งเสริมให้คนเยอรมันมีสิทธิ์พักร้อนได้ถึงปีละ 6 สัปดาห์ ทำให้พวกเขามีความเต็มใจที่จะจดจ่อกับงานได้ดีกว่า ด้วยจำนวนลาพักร้อนที่มากขนาดนี้ทำให้พวกเขาสามารถเต็มที่กับการพักผ่อนได้โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน พักผ่อนก็คือพักผ่อนจริง ๆ จะไม่มีเจ้านายโทรไปตามงาน หรือต้องจัดการข้อมูลลูกค้าใด ๆ นอกจากสวัสดิการในการลาพักร้อนแล้ว หากเป็นผู้หญิงลาคลอดก็สามารถลาได้สูงสุดถึง 3 ปี โดยไม่ต้องลาออกอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9733 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/187860761_746993445971120_8863664641274921048_n.jpg" alt="187860761 746993445971120 8863664641274921048 n" width="552" height="552" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1097"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศเกาหลีใต้</h2>
<p><strong>“เกาหลีใต้” ภักดีต่อบริษัท เคารพผู้อาวุโส ความรับผิดชอบและความกดดันสูง</strong></p>
<p>เกาหลีใต้ ประเทศแห่งการพัฒนาทางเทคโนโลยี เต็มไปด้วย Soft Power มากมายที่ผลักดันให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็น วงการเพลง ภาพยนตร์ อาหาร เทคโนโลยี อุปกรณ์ไฟฟ้า และองค์กรหรือบริษัทต่างๆที่พัฒนาเติบโตจนติดอันดับโลก สิ่งที่น่าสนใจคือวัฒนธรรมการทำงานและความฉลาดของคนเกาหลีใต้ที่สามารถลงทุนได้อย่างถูกจุด ถึงอย่างนั้นเกาหลีใต้ก็เป็นชาติที่มีการแข่งขันและความกดดันสูงมากตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่จะต้องเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ เพื่อทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ และได้ทำงานในตำแหน่งสูงๆพนักงานเกาหลีใต้มีความรับผิดชอบต่อบริษัทสูงขณะเดียวกันก็แบกรับความคาดหวังและความกดดันที่จะต้องทำงานให้ออกมาดีเสมอด้วยเช่นกัน</p>
<h3>แข่งขันสูงตั้งแต่มหาวิทยาลัย มี Mindset คือทำงานในที่ดีๆ</h3>
<p>ความจริงจังในการเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนเกาหลีใต้ถือว่าเป็นการแข่งขันที่สูงมาก และพ่อแม่เกาหลีหลายคนก็จะยอมลงทุนจำนวนมากเพื่อให้ลูกสอบติดมหาวิทยาลัยดี ๆ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ผลก็คือหากยังสอบไม่ติดที่หวังไว้ ก็จะรอสอบใหม่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะติด การสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งสำหรับคนเกาหลีใต้ถือว่าเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จ เพราะหมายถึงการมีโอกาสสูงที่จะได้ทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นชาติที่ค่อนข้างแข่งขันสูงมากในทุกๆเรื่อง</p>
<h3>เคร่งครัดระบบอาวุโส</h3>
<p>คนเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสมาก ไม่ว่าจะเป็นลำดับชั้นในครอบครัว คนรู้จัก หรือตำแหน่งในบริษัท เพราะฉะนั้นจึงมีการแสดงออกและปฏิบัติตามมารยาทที่แตกต่างกันไป เช่น คนที่อายุน้อยกว่าควรทำหน้าที่จัดเตรียมสิ่งต่างๆให้รุ่นพี่ หรือหากออกไปกินข้าว รุ่นน้องก็ควรจัดเตรียมโต๊ะ อาหารให้รุ่นพี่ เปิดประตูให้หัวหน้า ให้หัวหน้าเข้าลิฟต์ก่อน และออกหลังสุด เป็นต้น ในบางองค์กรพนักงานก็ต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อาวุโสในที่ทำงานด้วยเช่นกัน เพราะการพูดวิจารณ์ตรงๆอาจกระทบต่อผลของงานได้</p>
<h3>เต็มไปด้วยความคาดหวังและความกดดัน</h3>
<p>ด้วยความที่มีการแข่งขันสูงมากในแทบทุกเรื่อง จึงทำให้คนเกาหลีใต้เต็มไปด้วยความคาดหวังสูงเสมอ คาดหวังว่าจะต้องได้ทำงานในที่ดี ๆ ตำแหน่งสูง ๆ รายได้ดี มีบ้าน มีรถ จนกลายเป็นมาตรฐานความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีที่ว่าหากไม่ได้เกณฑ์ตามนี้ก็จะรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงทำให้มีความกดดันตามมาว่าจะต้องเร่งรีบพัฒนาเพื่อตามคนอื่นให้ทันอยู่เสมอ</p>
<h3>เลิกงานช้าเป็นมารยาท</h3>
<p>วัฒนธรรมการเลิกช้าอาจไม่ใช่ทุกองค์กรในเกาหลีใต้ แต่บางองค์กรยังคงมองว่าการมาทำงานก่อนเวลาและการเลิกงานช้าเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และภักดีต่อบริษัท ยิ่งพนักงานมาใหม่อายุน้อยอาจถือว่าเป็นมารยาทที่จะไม่กลับบ้านก่อนจนกว่าผู้อาวุโสกลับบ้านแล้ว</p>
<h3>เงินเดือนสูงและต้องจ่ายตามเกณฑ์ สวัสดิการดี</h3>
<p>สำหรับค่าตอบแทนบริษัทในเกาหลีใต้นั้นถือว่าค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลเกาหลีใต้เข้ามาควบคุมดูแล เพราะฉะนั้นนายจ้างจึงต้องจ่ายเงินเดือนตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการดี ๆ อย่าง บ้านพักฟรี รถสำหรับการเดินทางฟรีจากบริษัท สำหรับบางองค์กรใหญ่ๆอีกด้วย จึงทำให้พนักงานเกาหลีใต้ค่อนข้างมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีทีเดียว</p>
<h3>คนเกาหลีใต้มีความเป็นส่วนตัวสูง</h3>
<p>คนเกาหลีใต้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลและมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีนิสัยก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของคนอื่นเท่าไหร่นัก หากอีกฝ่ายไม่ขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ส่วนใหญ่ประชากรเกาหลีใต้ก็รักความเป็นส่วนตัวมากทีเดียว ซึ่งมักพบเห็นกลุ่มคนที่ชอบอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว ไปเที่ยวคนเดียวเป็นเรื่องปกติ โดยกลุ่มคนเหล่านี้คนเกาหลีใต้จะเรียกว่า “ฮันจก” หรือผู้ที่มีความสันโดษ ชื่นชอบการทำกิจกรรมคนเดียวนั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9732 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/187425485_746993449304453_6355623732437161173_n.jpg" alt="187425485 746993449304453 6355623732437161173 n" width="536" height="536" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1098"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศญี่ปุ่น</h2>
<p><strong>“ญี่ปุ่น” อุทิศการทำงานให้บริษัท มุ่งมั่นพัฒนา และให้ความสำคัญกับทีม</strong></p>
<p>ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องทำงานหนักแต่ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะคนญี่ปุ่น เมื่อทำงานสำเร็จแล้ว ก็จะใช้เวลาประเมินผลงานเพื่อหาข้อผิดพลาดและทำการแก้ไขปรับปรุงจนกว่างานจะออกมาดี หรือหากทำงานได้ดีอยู่แล้วก็จะพัฒนาทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หลักคิดของคนญี่ปุ่นนั้นมองว่าทุกโอกาสคือการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นั่นคือโอกาสที่จะหาวิธีปรับปรุงผลงานของตนให้ดียิ่งๆขึ้นไป</p>
<h3>คนญี่ปุ่นทำงานอยู่ยาวไม่ค่อยลาออก</h3>
<p>พนักงานของบริษัทที่ญี่ปุ่นมักไม่ค่อยย้ายงานหรือลาออกกันบ่อย ๆ นั่นเพราะบริษัทที่ญี่ปุ่นมีระบบTraining พนักงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพ มีระบบรุ่นพี่คอยสอนงานรุ่นน้องและเปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองทำงานที่นอกเหนือไปจาก Job description เพื่อให้พนักงานได้รู้ลึกรู้จริงทุก Process พนักงานที่นี่ในหนึ่งตำแหน่งจึงสามารถทำได้ทุกอย่างอย่างผู้เชี่ยวชาญ และในกรณีที่พนักงานอยากย้ายไปทำงานตำแหน่งอื่นบ้าง บริษัทที่นี่ก็มีระบบ Job Rotation คือระบบย้ายงานภายในบริษัทเพื่อที่พนักงานจะไม่ต้องย้ายงานไปที่บริษัทอื่น พนักงานก็จะได้เรียนรู้งานและประสบการณ์ที่แตกต่างและท้าทายมากขึ้น ด้วยเหตุนี้พนักงานที่ญี่ปุ่นจึงสามารถทำงานในบริษัทเดียวได้ยาวหลายปีโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนบริษัทบ่อยๆนั่นเอง</p>
<h3>เน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดีแล้วต้องดีขึ้นไปอีก</h3>
<p>มีปรัชญาหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายสำหรับการทำงานของคนญี่ปุ่นก็คือ “<a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/">KAIZEN</a>” บริษัทดังๆอย่าง TOYOTA MUJI ก็ใช้ Kaizen ในการพัฒนาคุณภาพ Product ของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องKaizen ถือเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การวางแผนงาน และปฏิบัติเท่านั้น แต่หลังจากงานสำเร็จ พนักงานญี่ปุ่นก็จะใช้เวลาประเมินผลงานอีกครั้งเพื่อดูว่า มีข้อผิดพลาดหรือจุดที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมหรือเปล่า จะต้องหาจุดนั้นให้เจอให้ได้ และแม้งานออกมาใช้ได้แล้วก็จะไม่หยุดอยู่แค่นั้น จะต้องทำให้ออกมาดีขึ้นเรื่อย ๆ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนการปีนภูเขาไปที่ยอดสูงสุด แม้จะไม่รู้ว่ายอดเขาสูงสุดที่ว่านั้นอยู่ตรงไหนก็ตาม</p>
<h3>ตรงต่อเวลามาก</h3>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้างานออกงาน นัดหมาย ไปพบลูกค้า หรือนัดประชุม ควรไปก่อนเวลานัดอย่างพอเหมาะพอดี การไปสายถือเป็นการไม่ให้เกียรติ เพราะสำหรับคนญี่ปุ่นเวลาคือวินัยที่เป็นพื้นฐานสำคัญมาก พนักงานที่ตั้งใจทำงานจะต้องไม่มาสายเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างาน หากคำนวณดูแล้วว่าจะไปทำงานไม่ทันแน่ๆก็ควรแจ้งเหตุผลบอกบริษัทก่อนเสมอ ทั้งนี้การตรงต่อเวลามีผลต่อเครดิตความน่าเชื่อถือของพนักงานและ Performance ที่จะส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่งในองค์กรในอนาคตอีกด้วย</p>
<h3>เวลาปกติทำงานเอกสารแต่หลังเลิกงานเตรียมตัวโอที</h3>
<p>เคยได้ยินคำว่า Karoshi Syndrome ที่มาจากวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นหรือไม่ ? หรือที่แปลเป็นไทยว่า ทำงานหนักจน(เกือบ)ตาย นั่นไม่ใช่เรื่องไม่จริงแต่อย่างใด เพราะคนญี่ปุ่นทำงานหนักกันจริง ๆ ในเวลางานทำงานหนักแล้ว แต่ตอนเลิกงาน พนักงานหลายคนก็ยังคงนั่งอยู่กับที่ ทำงานโอทีกันต่อ จากการสำรวจพนักงานกว่า 10,000 คนในประเทศญี่ปุ่น พบว่า 20% ทำงานล่วงเวลา 80 ชม./เดือน และกว่าครึ่งหนึ่งก็ตอบว่าไม่เคยใช้สิทธิ์วันหยุดพักผ่อนเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเพราะคนญี่ปุ่นจงรักภักดีต่อบริษัทมาก อุทิศการทำงานให้บริษัทเป็นอันดับหนึ่งก็เป็นไปได้</p>
<h3>ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม</h3>
<p>คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันเป็นทีมมาก เนื่องจากค่านิยมของชาวญี่ปุ่นที่พนักงานส่วนใหญ่จะทำงานอยู่กับบริษัทเดียวเกือบตลอดชีวิตการทำงาน และเพราะเชื่อว่าความสำเร็จของบริษัทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามในการทำงานร่วมกันย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ และโดยมารยาททางสังคมของชาวญี่ปุ่น คือ การกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำผิด เราจึงเห็นคนญี่ปุ่นเอ่ยปากขอโทษอยู่บ่อย ๆ และจะขอโทษก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อทีมและต่อบริษัทนั่นเอง</p>
<h3>ผลลัพธ์สำคัญแต่กระบวนการสำคัญกว่า</h3>
<p>แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานมาก ๆ ทั้งนี้จึงทำให้หลายๆการทำงานค่อนข้างใช้เวลามาก เพราะต่อผ่านการตัดสินใจของสมาชิกในบริษัทหลายระดับ คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนในการทำงาน การกระทำอะไรที่ส่งผลต่อการทำงานต่อคนอื่น ๆ แล้วพนักงานมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อพบข้อบกพร้องหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น</p>
<h3>วัฒนธรรมการทำงานแบบ High Context</h3>
<p>จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของคนญี่ปุ่นคือการมีวัฒนธรรมการสื่อสารแบบ High Context Culture คือ การสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดตรงๆก็สามารถเข้าใจกันได้ คนญี่ปุ่นจึงมักไม่พูดในสิ่งที่ต้องการให้เราทำตรง ๆ เช่น บางครั้งก็เลี่ยงการพูดในเชิงปฏิเสธ หากอยากปฏิเสธก็จะพูดอ้อม ๆ จะไม่บอกความรู้สึกของตนเองกับคู่สนทนาตรง ๆ ฉะนั้นคู่สนทนาจึงต้องตีความตามบริบทเอง สังเกตจากสีหน้า ท่าทางประกอบก็จะเข้าใจมากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h3>Nomikai เฉลิมฉลองทุกเทศกาล</h3>
<p>Nomikai หรือประเพณีกินดื่มแบบคนญี่ปุ่น บอกได้เลยว่าบริษัทญี่ปุ่นมีการกินดื่มสังสรรค์ให้พนักงานบ่อยมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการ ฉลองต้อนรับพนักงานใหม่ เลี้ยงส่งพนักงานที่กำลังจะออก ฉลองวันสิ้นปี วันแต่งงาน วันคลอดลูก ฯลฯ ซึ่งประเพณีกินดื่มหรือ Nomikai นั้น มีเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงาน ให้พนักงานสนิทสนมกันมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงหัวหน้าทุกระดับก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบไม่บ่อยนักในประเทศอื่น ที่พนักงานและหัวหน้ามาร่วมดื่มสังสรรค์กันนอกเวลาทำงาน</p>
<h3>บริษัทจ่ายค่าเดินทางให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม</h3>
<p>นี่ถือเป็นสวัสดิการที่น่าอิจฉามากสำหรับพนักงานชาวญี่ปุ่น เพราะทุกๆการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน บริษัทญี่ปุ่นจะออกค่าเดินทางให้ทั้งหมดแก่ทุกคนอย่างยุติธรรม ซึ่งถือเป็นข้อดีมากหากพิจารณาจากค่าเดินทางในประเทศญี่ปุ่นที่มีราคาค่อนข้างสูง (แต่ก็คุ้มค่า เพราะการเดินทางรวดเร็วและตรงต่อเวลาเสมอ) เมื่อบริษัทออกค่าใช้จ่ายการเดินทางให้ทั้งหมด พนักงานก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มากทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9736 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/190367420_746993419304456_5399851733058791718_n.jpg" alt="190367420 746993419304456 5399851733058791718 n" width="580" height="580" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1099"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศจีน</h2>
<p><strong>“จีน” ทำงานแบบ 996 เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ผลิตภัณฑ์มากที่สุด</strong></p>
<p>ประเทศจีนเต็มไปด้วยประชากรจำนวนมาก นั่นจึงทำให้การแข่งขันสูงมากตามไปด้วย ไม่ว่าจะการแข่งขันทางธุรกิจ และการแข่งขันในตำแหน่งงาน จีนสามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ออกมาได้เป็นจำนวนมาก และส่งออกไปทั่วโลก ถึงอย่างนั้นคนจีนก็เป็นชาติที่เรียกได้ว่าทำงานหนักมากที่สุดในโลก โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนในปี 2019 ระบุว่า พนักงานบริษัทจีนทั่วประเทศทำงานเฉลี่ย 46 ชั่วโมง/อาทิตย์ แต่ก็มีชาวจีนจำนวนมากออกมาพูดว่า นั่นไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้องเพราะตัวเองทำงานตกสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมง แม้แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ยังคงทำงาน และบางทีก็ยังต้องทำงานถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนเลยทีเดียว !</p>
<h3>ทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติ</h3>
<p>ความขยันทำงานอย่างหนักของคนจีนนั้นมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน การทำงานล่วงเวลาจึงกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับคนจีน โดยพนักงานออฟฟิศของจีนมักจะใช้การทำงานแบบ 996 ซึ่งหมายถึง เริ่มทำงานตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 21.00 น. และทำงานเป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ การทำงานแบบ 996 นั้นเป็นลักษณะการทำงานของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งบริษัท Alibaba ด้วยเช่นกัน โดยเขาได้กล่าวว่า การทำงานแบบ 996 จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ และความสำเร็จจากการทำงานหนักนั้นคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต</p>
<p>ซึ่งต้องบอกว่าการหักโหมทำงานอย่างหนักของพนักงานออฟฟิศในจีนนั้นสวนทางกับกฎหมายแรงงานของประเทศที่อนุญาตให้ทำงานได้วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง และหากจะทำงานล่วงเวลา ก็ทำได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยเมื่อรวมชั่วโมงจากการทำงานล่วงเวลาแล้ว จะต้องทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่การทำงานแบบ 996 จะทำให้มีชั่วโมงการทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเกินจากสิ่งที่ในกฎหมายระบุไว้มากทีเดียว</p>
<h3>แข่งขันสูง</h3>
<p>ด้วยความที่ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรเยอะมากที่สุด ทำให้มีการแข่งขันสูงในตลาดแรงงานและการที่มีคนพร้อมที่จะเข้ามาแทนที่พวกเขาตลอดเวลา ทำให้คนจีนรู้สึกไม่มั่นใจในความมั่นคงของชีวิต จึงต้องแข่งขันเพื่ออยู่รอด ดังนั้นด้วยแรงกดดันที่สูงจากการแข่งขันเพื่อให้ตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้คนจีนส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคเครียดจากการทำงานเป็นจำนวนมาก</p>
<h3>เศรษฐกิจแบบหยาดเหงื่อ เน้นจำนวนและปริมาณ</h3>
<p>บริษัทหลายแห่งในจีนเลือกที่จะเพิ่มเวลาการทำงานของบุคคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งบริษัทบางแห่งอาจไม่ได้ใช้วิธีการบังคับ แต่ใช้วิธีการดึงดูดชักชวนให้ทำงานล่วงเวลา เช่น หากพนักงานมีเวลาเลิกงานคือ 17.00 น. อาจมีการเสนอรถรับส่งฟรีแต่รถจะมารับตอน 18.00 น.เป็นกุศโลบายให้ทำงานต่อ หรือตอน 20.00 น. จะมีเลี้ยงอาหารดีๆให้ หรือทำงานถึง 22.00 น.จะสามารถเบิกเงินเพิ่มได้ เป็นต้น ด้วยกุศโลบายดังกล่าวทำให้พนักงานแห่งชาติจีนทำงานหนัก เลิกงานดึกไปโดยปริยาย</p>
<h3>ปรัชญาการทำงานคือขยันอดทน หนักเอาเบาสู้</h3>
<p>วัฒนธรรมการทำงานของคนจีนมองว่า คนเราต้องขยันอดทนเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ การอยู่เฉยๆว่างๆไม่มีงานทำ หรืออยู่อย่างสบาย ๆ อาจถูกมองว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นยิ่งขยันก็ยิ่งสำเร็จ โรงงานหลายๆแห่งในจีนก็นิยมให้คนงานทำโอทีกันเป็นเรื่องปกติ เพราะหากไม่ทำ พวกเขาก็อาจจะไม่มีงาน เพราะก็มีคนที่อยากเข้ามาทำงานอีกมากมายต่อแถวรออยู่ เพราะฉะนั้นสำหรับแรงงานจีนอาจมองว่า ยอมทำงานโอทีก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำ</p>
<h3>Guanxi บริษัทคือครอบครัว เพื่อนร่วมงานคือญาติพี่น้อง</h3>
<p>“กวนซี่” หมายถึงความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเครือข่ายซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมลัทธิขงจื๊อ แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและเพื่อน ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่ามีอิทธิพลมากในประเทศจีน เป็นการแสดงตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จะทำให้การทำงานราบรื่นมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน หากมีผลประโยชน์เกิดขึ้นไหลเวียนในครอบครัวย่อมดีกว่า เช่น เรื่องการค้าขายก็จะเป็นเหมือนการประสานงานกันและแบ่งปันผลประโยชน์กันในครอบครัว</p>
<h3>งีบหลับบนโต๊ะทำงานได้</h3>
<p>ในหลายๆประเทศการงีบหลับบนโต๊ะอาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่สำหรับประเทศจีนถือเป็นเรื่องปกติ โดยพนักงานจีนมักใช้เวลาพักเบรคไปกับการนอนหลับพักผ่อนมากกว่าจะใช้ไปกับการรับประทานอาหารเที่ยง โดยบริษัทก็จะช่วยให้พนักงานให้นอนหลับด้วยการปิดไฟห้องทำงาน ปิดผ้าม่าน และไม่ส่งเสียงดัง หากว่าเพื่อนร่วมงานพูดคุยกันหรือส่งเสียงดังก็จะต้องออกไปข้างนอกเพื่อให้คนอื่นได้นอนหลับกันเลยทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9735 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/188471947_746993429304455_2995746883410385819_n.jpg" alt="188471947 746993429304455 2995746883410385819 n" width="498" height="498" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1100"></p>
<h2>วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของประเทศไทย</h2>
<p><strong>“ไทย” ขี้เกรงใจ ไม่เป็นไร สบายๆ</strong></p>
<p>ทำไมคนไทยไม่ค่อยสบายบ่อย ลาป่วยบ่อย<br />
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนต่างชาติมักประหลาดใจก็คือคนไทยสามารถใช้สิทธิ์ลาป่วยได้ 30 วันต่อปีและยังได้รับค่าจ้าง แต่ที่ประหลาดใจไปกว่านั้นคือคนไทยส่วนใหญ่ป่วยบ่อยมาก และใช้สิทธิ์ลาป่วยบ่อยๆจนเป็นเรื่องปกติ เรียกได้ว่าทุกสัปดาห์จะต้องมีคนป่วยอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ</p>
<h3>ทำไมคนไทยมักขอลาออกเงียบๆแทนที่จะพูดกับบริษัทตรงๆ</h3>
<p>หลายครั้งเมื่อพนักงานไทยรู้สึกเบื่องาน หรือไม่อยากทำงานต่อที่นี่อีกแล้วก็เลือกที่จะใช้เหตุผลหรือข้ออ้างอื่นเพื่อขอลาออก แต่จะไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงของการลาออกว่าเบื่องานที่ทำ อยากให้บริษัทปรับปรุงเพื่อรักษาความผูกพันธ์และแรงจูงใจในการทำงานต่อ แต่จะเลือกลาออกไปอย่างเงียบๆเพื่อไม่ให้กระทบความรู้สึกใดๆ</p>
<h3>ทำไมคนไทยรักอิสระจนไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์</h3>
<p>“ความเป็นไท” อาจหมายถึงอิสระและเป็นคำบอกลักษณะนิสัยที่แท้จริงของคนไทยที่มีนิสัยรักอิสระมากเช่นกัน นั่นคือไม่ค่อยอยากอดทนกับความลำบาก หรือไม่ค่อยชอบการบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัด เช่น การต้องเข้างานตรงเวลา คนไทยมักจะขอเลทสัก 2-3 นาที เพราะฉะนั้นอาจถือว่ากฎเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญแต่จะปฏิบัติหรือไม่นั้นก็อีกเรื่อง</p>
<h3>ทำไมคนไทยขี้เกรงใจไม่แสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ</h3>
<p>หลายครั้งที่คนต่างชาติมักไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของคนไทย ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ค่อยพูดกันตรง ๆ บ่ายเบี่ยง และมักพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” อยู่เสมอ คนไทยติดนิสัยขี้เกรงใจ ใจดีและมักยอมทำตามที่คนอื่นสั่งเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง จึงมักยอมทำตามไป ประนีประนอม ไม่ค่อยโต้เถียง</p>
<h3>ทำไมคนไทยดูงานยุ่งตลอดเวลาแต่ประสิทธิภาพงานน้อย</h3>
<p>สังเกตว่าพนักงานไทยมักดูงานยุ่งตลอดเวลา และไม่ค่อยรีบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆเพราะอาจกลัวว่าหากทำงานเสร็จแล้วจะต้องรับงานเพิ่ม จึงทำให้คนไทยค่อนข้างทำงานแบบเรื่อย ๆ สบาย ๆ ไม่รีบร้อน ไม่ของานหนัก แต่หากเจ้านายมาเห็นจะต้องทำตัวขยัน และดูยุ่งเข้าไว้</p>
<h3>ทำไมคนไทยชอบรอคำสั่งแต่ไม่กล้าเสนอไอเดีย</h3>
<p>ต่างชาติมีความรู้สึกว่าคนไทยค่อนข้างว่านอนสอนง่าย และปฏิบัติตามคำสั่งอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ทำงานออกมาได้ดีมาก แต่หากขอความคิดเห็นหรือเสนอไอเดียกลับไม่ค่อยมี บ่อยครั้งคนไทยมักรอคอยแต่คำสั่งเพื่อที่จะปฏิบัติตามมากว่าสร้างคำสั่งหรือไอเดียใหม่ๆขึ้นมาเอง</p>
<h3>ทำไมคนไทยไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p>คนต่างชาติอาจมีความรู้สึกว่าคนไทยมักเคยชินกับระบบใดระบบหนึ่งและจะยึดติดกับระบบนั้นไปตลอด ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงความคิด หากเชื่อแล้วก็ยังคงปฏิบัติตามระบบหรือความเชื่อเดิมๆที่ยึดถือมานาน แม้ความเชื่อนั้นอาจไม่ได้ผลแล้วก็ตามที จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงใดๆสำหรับคนไทยค่อนข้างใช้เวลานาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture) ของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา 1101" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Well-Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/well-being-create-culture-organization-11012021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2021 02:37:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Well-Being]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/well-being-create-culture-organization-11012021/</guid>

					<description><![CDATA[หากองค์กรของคุณอยากเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีผลกำไรเพิ่มขึ้น และลูกค้าประทับใจ วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพยายามเพิ่มยอดขาย ตั้ง KPI สูงๆ หรือซื้อเทคโนโลยีดีๆ แพงๆ แต่มันคือวิธีง่ายๆ นั่นคือ การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงานในองค์กรของคุณ คำถามก็คือ ความเป็นอยู่ที่ดี หรือคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานมีผลต่อการเติบโตขององค์กรอย่างไร แล้วเราจะสร้างความคุณภาพชีวิตที่ดีให้พนักงานได้อย่างไรบ้าง ? จริงๆแล้วความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานนั้นมีผลมากทีเดียวต่อผลกำไรของบริษัท จากงานวิจัยของ The Economics of Wellbeing by Tom Rath &#38; Jim Harter and Positive Intelligence ระบุว่า หากพนักงานในองค์กรมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบาก จะมีผลการทำงานที่ดีขึ้นถึง 31 % พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 3 เท่า พนักงานมี Engagement รู้สึกผูกพันต่อองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า มีพนักงาน 40 % ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 37 % และพนักงานมีความรู้สึกภาคภูมิใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9718" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/1101.jpg" alt="Well-Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน" width="797" height="418" title="Well-Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน 1105"></p>
<p>หากองค์กรของคุณอยากเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีผลกำไรเพิ่มขึ้น และลูกค้าประทับใจ วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพยายามเพิ่มยอดขาย ตั้ง KPI สูงๆ หรือซื้อเทคโนโลยีดีๆ แพงๆ แต่มันคือวิธีง่ายๆ นั่นคือ การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงานในองค์กรของคุณ คำถามก็คือ ความเป็นอยู่ที่ดี หรือคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานมีผลต่อการเติบโตขององค์กรอย่างไร แล้วเราจะสร้างความคุณภาพชีวิตที่ดีให้พนักงานได้อย่างไรบ้าง ?</p>
<p>จริงๆแล้วความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานนั้นมีผลมากทีเดียวต่อผลกำไรของบริษัท จากงานวิจัยของ The Economics of Wellbeing by Tom Rath &amp; Jim Harter and Positive Intelligence ระบุว่า หากพนักงานในองค์กรมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบาก</p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li>จะมีผลการทำงานที่ดีขึ้นถึง 31 %</li>
<li>พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 3 เท่า</li>
<li>พนักงานมี Engagement รู้สึกผูกพันต่อองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า</li>
<li>มีพนักงาน 40 % ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น</li>
<li>สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 37 %</li>
<li>และพนักงานมีความรู้สึกภาคภูมิใจ และพึงพอใจในงานที่ทำเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า</li>
</ul>
</div>
<p>ที่สำคัญนอกจากความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจะมีผลอย่างมากมายต่อบริษัทแล้ว จากการศึกษาวิจัยพบว่า คนทำงานยุคใหม่ มีความคาดหวังต่อ Well – Being ความเป็นอยู่ที่ดีจากการทำงานมากกว่าได้ทำงานในตำแหน่งใหญ่ๆ หรืออยู่ในองค์กรโตๆ มากถึง 40 % พูดง่ายๆ ก็คือ คนทำงานยุคใหม่มักเลือกที่จะทำงานที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดี สวัสดิการที่ดี และโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ และการเติบโต มากกว่าจะทำงานที่มั่นคงหรือตำแหน่งใหญ่โต แต่ไม่ได้เรียนรู้หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีนัก</p>
<p>แล้วองค์กรยุคใหม่ที่อยากจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน มอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้พนักงาน ควรใส่ใจอะไรบ้าง ? เพราะมันเป็นความจริงว่า หากองค์กรของคุณต้องการดึงดูดคนเก่งๆเข้าร่วมทีม เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่คนเก่งๆ จะพิจารณา นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้นานขึ้นอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9720 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/165260636_719515675385564_1560246868481650255_n.jpg" alt="165260636 719515675385564 1560246868481650255 n" width="504" height="504" title="Well-Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน 1106"></p>
<p><img class="" alt="" width="" height="" /></p>
<h2>Well-Being 1. Positive Emotion at work</h2>
<p>คือการสร้างบรรยากาศที่ดีและสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรด้วยเช่นกัน เช่น หากเป็นองค์กรประเภททำงานเชิงสร้างสรรค์ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมต่อการทำงานย่อมไม่ใช่การทำงานที่อุดอู้ หยุดนิ่ง หรือเข้มงวดจนเกินไปนัก แต่ควรเป็นบรรยากาศแบบเปิด สร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นกันได้ เป็นต้น</p>
<h2>Well-Being 2. Positive Relationships at work</h2>
<p>คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในการทำงาน หรือทำงานร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร ไม่ใช่ทำงานแบบสภาวะไซโล เพราะเป็นความจริงที่ว่า 80 % ของคนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงาน แต่ลาออกเพราะคนต่างหาก เช่น ไม่สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ทัศนคติไม่ตรงกันได้ หรือไม่สามารถทำงานกับหัวหน้าที่ไม่น่าศรัทธาได้ ทั้งหมดนี้ปัญหาหลักๆก็คือ “ช่องว่างของการสื่อสาร” นั่นเอง โดยองค์กรสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการพยายาม Feedback กันบ่อยๆ วิจารณ์งานอย่างตรงไปตรงมา และสร้าง Psychological Safety หรือพื้นที่ปลอดภัยตรงกลางที่พนักงานทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้</p>
<h2>Well-Being 3. Meaning and Purpose at work</h2>
<p>คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่างานที่กำลังทำอยู่เป็นงานที่มีความหมายและมีผลต่อองค์กร ที่สำคัญคือต้องทำให้พนักงานเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน เพราะการได้รู้สึกว่างานที่กำลังรับผิดชอบอยู่นั้นช่วยทำให้องค์กรเติบโตขึ้น มีผลกำไรที่มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้เป็นผลจากการทำงานของพนักงาน มันย่อมสร้างความภาคภูมิใจ รู้สึกได้สร้างคุณค่าให้องค์กร และนั่นย่อมส่งผลให้พนักงานอยากทำผลงานให้ดีขึ้นต่อไปด้วยเช่นกัน</p>
<h2>Well-Being 4. Fairness Benefit</h2>
<p>คือผลตอบแทนที่เป็นธรรมเมื่อพิจารณาจากผลงานของพนักงาน เพราะหากคุณมีพนักงานฝีมือดีที่สามารถทำงานให้คุณและสร้างผลงานต่อองค์กรให้เติบโตขึ้นได้ นั่นหมายความว่าองค์กรของคุณจำเป็นต้องพึ่งพาพนักงานคนนี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะต้องมอบหมายงานยากๆหรือความรับผิดชอบมากมายให้กับพนักงานเพียงเพราะเขาสามารถทำผลงานได้ดี โดยไม่มีผลตอบแทนใดๆเพิ่มเติม หรือโอกาสในการก้าวหน้า เพราะนั่นย่อมทำให้พนักงานดีๆ รู้สึกขาด Motivation และแน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องมองหาโอกาสในการเติบโตที่ดีกว่า หรือความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่าการอยู่ที่เดิม</p>
<p>แน่นอนว่าการที่พนักงานมีคุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี นอกจากจะทำให้พนักงานรู้สึกดี ผูกพันต่อองค์กร และรู้สึกพอใจในงานของตัวเองแล้ว (Job Satisfaction) ยังทำให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของงานที่ตัวเองทำ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญขององค์กรจริงๆ และนั่นย่อมทำให้พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจในงานของตัวเอง เพราะการที่องค์กรของคุณเต็มไปด้วยพนักงานที่มีความสุข ความพอใจในการทำงาน นั่นก็คือ “ผลกำไร” ของบริษัทแล้วนั่นเอง<img class="" alt="" width="" height="" /></p>
<div class=""><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Well-Being ความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน 1107" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211119-career-path-of-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 11:18:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[Career Path]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางอาชีพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211119-career-path-of-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Career Path ของ HR โดดเด่นกว่าสายอาชีพอื่นเพราะได้ทำงานที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น มีโอกาสเติบโตสูง และเป็นงานที่มีความหมายต่อองค์กร หากแบ่งกว้าง ๆ Career Path ของ HR จะแยกเป็น 2 อย่างคือแบบ Generalist ที่ทำงานทั่วไป และแบบ Specialist ที่ทำงานเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งได้อีกสารพัด ถ้าอยากเติบโตใน Career Path ของ HR ต้องเป็นตัวเอง เป็นผู้นำทางความคิด เป็นผู้รู้ และมีความเป็นมนุษย์ ชีวิตก็เหมือนการเดินทางที่มี Career Path เป็นตัวกำหนดเส้นทางอาชีพ ซึ่งทุก ๆ สายงานล้วนมีเป้าหมายหรือตำแหน่งสูงสุดเป็นของตัวเอง เพื่อให้ทุกคนพัฒนาตัวเองและเติบต่อไปในสายงานนั้น ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็เช่นกัน ที่มี Career Path ของ HR อันหลากหลาย แถมยังแตกย่อยออกกิ่งก้านสาขาสารพัด ซึ่งล้วนมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป วันนี้ HREX.asia จึงมาขยายภาพ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Career Path ของ HR โดดเด่นกว่าสายอาชีพอื่นเพราะได้ทำงานที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น มีโอกาสเติบโตสูง และเป็นงานที่มีความหมายต่อองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากแบ่งกว้าง ๆ Career Path ของ HR จะแยกเป็น 2 อย่างคือแบบ Generalist ที่ทำงานทั่วไป และแบบ Specialist ที่ทำงานเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งได้อีกสารพัด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากเติบโตใน Career Path ของ HR ต้องเป็นตัวเอง เป็นผู้นำทางความคิด เป็นผู้รู้ และ</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/238?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">มีความเป็นมนุษย์</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9694 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_403263427-1.jpg" alt="Career Path ของ HR" width="500" height="370" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1114"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตก็เหมือนการเดินทางที่มี Career Path เป็นตัวกำหนดเส้นทางอาชีพ ซึ่งทุก ๆ สายงานล้วนมีเป้าหมายหรือตำแหน่งสูงสุดเป็นของตัวเอง เพื่อให้ทุกคนพัฒนาตัวเองและเติบต่อไปในสายงานนั้น ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็เช่นกัน ที่มี Career Path ของ HR อันหลากหลาย แถมยังแตกย่อยออกกิ่งก้านสาขาสารพัด ซึ่งล้วนมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX.asia จึงมาขยายภาพ <strong class="yellow-highlighter">Career Path ของ HR </strong>ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์กับ HR รุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในสายงานนี้ หรือเพื่อนพนักงานที่สนใจย้ายสายมาฝ่ายทรัพยากรบุคคล ก็สามารถอ่านได้จากบทความข้างล่างนี้ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>4 เหตุผลที่งาน HR มี Career Path ที่ดี</h2>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Career Path คือ เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ</span></a><span style="font-weight: 400;"> เปรียบเสมือนถนนการทำงานที่พนักงานคนหนึ่งจะสั่งสะสมประสบการณ์เพื่อไปถึงเป้าหมายในอาชีพนั้น ๆ โดย Career Path ของ HR มีมากมายหลายบทบาท แต่ก่อนที่จะแตกรายละเอียดนั้น เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมก่อนว่า <strong class="yellow-highlighter">ทำไม Career Path ของ HR ถึงโดดเด่นกว่าสายอาชีพอื่น</strong></span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<h3>1. ได้ทำงานหลากหลาย (Variety)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานของ HR ต่างจากสายอาชีพอื่นตรงที่แผนกทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบสนับสนุนพนักงานในหลากหลายแง่มุม เช่น การคำนวณค่าตอบแทน การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน การสรรหา หรือการจ้างงาน แถมยังต้อง</span><a href="https://www.facebook.com/watch/?v=346717979907006" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เข้าใจระบบข้อมูล</span></a><span style="font-weight: 400;"> เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมไปถึงการเข้าใจแผนธุรกิจในการพัฒนาองค์กรด้วย ทำให้ Career Path ของ HR ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายเช่นกัน</span></p>
<h3>2. มีความยืดหยุ่น (Flexibility)</h3>
<p><a href="https://money.usnews.com/careers/best-jobs/hr-specialist" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">U.S. News &amp; World Report</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า งานด้านทรัพยากรบุคคลมักจะมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ใช้การสื่อสารทางไกล และทำงานร่วมมือกับทีมที่อยู่ภายนอกสำนักงานเสมอ ฉะนั้นเมื่อ HR สามารถทำงานจากระยะไกลเป็นหลักได้ ก็จะสามารถทำ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190805-whatisonbarding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การต้อนรับพนักงาน</span></a> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรม</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190610-organization-development-od/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ผ่านเทคโนโลยีทางไกลโดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ความยืดหยุ่นนี้ ทำให้การทำงานของ HR มีความคล่องตัวสูง ไร้ความเครียด และเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีผลสำรวจพึงพอใจในงานของตัวเองสูงสุด</span></p>
<h3>3. มีโอกาสเติบโต (Growth Potential)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานพึงพอใจคือการเติบโตในสายงาน เช่น โอกาสในการได้งาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือการเพิ่มเงินเดือน ซึ่ง</span><a href="https://www.bls.gov/ooh/business-and-financial/human-resources-specialists.htm#tab-6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำนักสถิติแรงงาน (BLS)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้คาดการณ์ว่า การเติบโตของการจ้างงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลระหว่างปี 2018 ถึง 2028 จะมากขึ้น 5% โดยคาดว่าจะเปิดรับ 67,700 ตำแหน่งต่อปีจนถึงปี 2028 ทีเดียว หรือกระทั่งเงินเดือนเฉลี่ยของ HR ทั่วไปจะอยู่ในหลักหมื่น แต่ถ้าพัฒนาเป็นระดับผู้จัดการอาจแตะได้ถึงหลักแสนทีเดียว</span></p>
<h3>4. เป็นงานที่มีความหมาย (Meaningful Work)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะคนคือหัวใจขององค์กร และ HR ก็เป็นแผนกที่ทำงานกับคนเป็นหลัก ทำให้งานของ HR ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จขององค์กรได้ ซึ่งจะสร้างความหมายและความภาคภูมิใจในการทำงาน รวมไปถึงยังสามารถสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรม</span></a><span style="font-weight: 400;">ของทีมได้เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อเติบโตใน Career Path ของ HR ก็จะยิ่งสร้างผลกระทบ และสร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<h2>จะเริ่ม Career Path ของ HR ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9696 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1849580320-1-scaled.jpg" alt="Career Path ของ HR" width="433" height="346" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1115"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำถามหนึ่งที่หลายสงสัยก็คือ เรียนจบอะไรมา ถึงจะเป็น HR ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว <strong class="green-highlighter">เรียนจบอะไรมาก็สามารถเป็น HR ได้เหมือนกัน </strong>แต่ถ้าอยากให้ระบุเฉพาะเจาะจงไปเลย ก็จะเป็นจำพวกคณะหรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะเดียวกันกลุ่มที่ข้ามสายมายัง HR ก็จะมี เช่น สายธุรกิจ สังคมวิทยา และจิตวิทยา เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่โลกการทำงานของ HR เส้นทางอาชีพสามารถเลือกเดินได้ทั้งการเป็นพนักงาน HR ประจำ หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211011-trends-of-freelance-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Freelance HR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็ได้ ขึ้นอยู่ตามประสบการณ์ ทักษะความรู้ และการออกแบบชีวิตการทำงานของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่สามารถเลือกได้ 2 ทางกว้าง ๆ คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>Generalist:</b><span style="font-weight: 400;"> HR ทั่วไปที่มักทำงานหลากหลาย เช่น การสรรหา การจ้างงาน การฝึกอบรบและพัฒนา การคำนวณค่าตอบแทน ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าองค์กรทำตามกฎหมายแรงงานของรัฐบาล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>Specialist:</b><span style="font-weight: 400;"> HR ผู้เชี่ยวชาญที่มักทำงานในองค์กรใหญ่ มีเทคนิคและความรู้เฉพาะทางมากขึ้น เช่น การบริหารความเสี่ยง การคิดแผนธุรกิจ หรืออาจเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปเลย เช่น เชี่ยวชาญเรื่องการสรรหา เชี่ยวชาญเรื่องการคำนวณค่าตอบแทน เป็นต้น</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2>Career Path ของ HR มีตำแหน่งอะไรบ้าง</h2>
<h3>HR assistant / HR officer</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคลในระดับเริ่มต้น ส่วนใหญ่มักต้องการแค่วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และไม่จำเป็นต้องจบคณะ HR โดยตรง โดยงานส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของ HR เช่น งานเอกสารหรือการแก้ปัญหาทั่วไป ทั้งการทำแผนสวัสดิการ การขาดงาน ค่าจ้าง ทำงานล่วงเวลา หรือเลิกจ้าง ฯลฯ</span></p>
<h3>HR Coordinator</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นฝ่ายผู้ประสานงาน HR หรือที่มักรู้จักในฐานะ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">นักสรรหาพนักงาน (recruiter)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดหาพนักงาน การประมวลผลเงินเดือน บันทึกพนักงาน และให้การสนับสนุนด้านการบริหารต่าง ๆ โดยกลุ่มนี้จะต้องมีทักษะในการคัดเลือกพนักงาน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190301-job-interview-question/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">สัมภาษณ์พนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตรวจสอบข้อมูล เก็บบันทึกข้อมูลหาถูกต้องตามหลัก</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;"> PDPA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งในองค์กรขนาดเล็กมักควบรวม HR assistant และ HR Coordinator ไว้ด้วยกันเลย</span></p>
<h3>HR Business Partner</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจไม่ใช่ตำแหน่งโดยตรง แต่เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของ HR ทว่าบางบริษัทก็เปิดรับในตำแหน่งนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">HRBP</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริการคน พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ โดยตำแหน่งนี้จะทำงานเคียงคู่ใกล้ชิดกับผู้บริหารโดยตรง ซึ่งบางองค์กรอาจให้นั่งเป็นคณะกรรมการบริหารหรือทำงานร่วมกับผู้บริหาร C-Level ทีเดียว</span></p>
<h3>HR Manager</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นในด้านการทำงาน นโยบาย และข้อกำหนดปฏิบัติการต่าง ๆ และเป็นผู้ที่ต้องทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในองค์กรเป็นไปตามกฎหมายของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย ทำให้จำเป็นต้องมีทักษะแก้ปัญหาและความเป็นผู้นำ สามารถวางแผนธุรกิจและบริหารงบประมาณได้ โดยบุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีความคุ้นเคยกับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210721-hris-human-resource-information-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ระบบสารสนเทศต่าง ๆ ของ HR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ด้วยเช่นกัน ส่วนมากจะมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป</span></p>
<h3>HR Director</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีบทบาทหลากหลาย สามารถควบตำแหน่งหัวหน้าแผนกต่าง ๆ ได้ หรือจัดการแค่แผนกทรัพยากรบุคคลอย่างเดียว เพราะตำแหน่งนี้จะได้รับการคาดหวังให้ช่วยคิดกลยุทธ์ในการบริหารบุคคลทั้งบริษัท ต้องแก้ปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานของ HR ทำให้ต้องเข้าใจเรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับต่าง ๆ เป็นอย่างดี โดยปกติแล้ว ตำแหน่งนี้ต้องศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี</span></p>
<h3>Vice President of HR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตำแหน่งรองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลมักจะอยู่ในบริษัทที่พนักงานเป็นผู้บริหารโดยเฉพาะ เพราะองค์กรส่วนใหญ่ตำแหน่งที่เหนือจาก HR Director มักจะเป็นตำแหน่ง CHRO ไปเลย ซึ่ง VPHR จะรับผิดชอบในส่วนบริหารหรือการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น ขั้นตอนสุดท้ายของโครงการหรือการสร้างกระบวนการใหม่</span></p>
<h3>Chief HR Officer (CHRO)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในองค์กรต่าง ๆ แล้ว มีบทบาทสำคัญในการบริหารทุกอย่างโดยทำงานเคียงคู่ CEO และผู้บริหารคนอื่น มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั้งหมด สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบาย เป้าหมาย หรือข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อรักษาและพัฒนาพนักงานทั้งหมด ตำแหน่งนี้มักมีประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป และจบสายงานพัฒนามนุษย์โดยเฉพาะ</span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<h2 class="__title"><b>HR Community Expert Partner พูดถึงเรื่องนี้ว่า&#8230;</b></h2>
<p style="text-align: center;"><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9499 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/image-4.png" alt="image 4" width="109" height="109" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1116"></b></p>
<p style="text-align: center;"><b><a href="https://qath.hrnote.asia/users/536?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ปราการ วงษ์จำรัส</a> Assistant Chief Executive Officer Human Resources</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเติบโตในทุก ๆ สายงาน สามารถเติบโตได้ทั้งในแนวตั้ง และ แนวนอน สำหรับงานในสาย HR ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ถ้าแบ่งตามฟังก์ชั่นการทำงานจะมีหลักๆ อยู่ ดังนี้ </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> Recruitment </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR Business Partnership </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Compensation and benefit </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Training </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR Share service </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR Compliance </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HRIS   </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีนี้การเติบโตในสายงาน HR สามารถเติบโตได้แนวตั้ง คือ การได้รับการ Promotion ประจำปี หรือบางทีมี Sub-band ต้องมีการขยับปรับ Sub-band ย่อยก่อน อธิบายง่าย ๆ คือ การเติบโตแนวตั้ง เราจะได้รับการปรับตำแหน่งจาก Junior เป็น Senior จาก Senior เป็น Manager ในฟังก์ชั่นงานของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการเติบโตในแนวนอน เนื่องจากเรามองแล้วว่าหนทางการได้รับการปรับตำแหน่งมีเงื่อนไขที่ยากลำบาก ประกอบกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาจไม่ชอบงานที่ทำในฟังก์ชั่นงานนี้เลย อยากขอย้ายไปทำฟังก์ชั่นงานอื่น เช่น ทำงานด้าน Recruitment มาสักระยะเริ่มเบื่อแล้ว อยากขอไปทำงานฟังก์ชั่น HR Business Partnership ก็สามารถทำได้ถ้าผ่านการสัมภาษณ์โอนย้ายภายใน วิธีการนี้เป็นการเติบโตในแนวนอน เพื่อให้เราได้หลายฟังก์ชั่น รองรับการเติบโตเป็น Manager ในอนาคตได้ เพราะเงื่อนไขในการเป็น Manager อาจต้องรู้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่นงานของ HR เช่น ต้องรู้ Recruit  HRBP Training  เพื่อเป็นพื้นความรู้และประสบการณ์ในงาน แต่ละฟังก์ชั่นอาจแข็งแรงไม่เท่ากัน ก็เป็นได้ การเติบโตแนวนอน เหมือนเป็นการได้เรียนรู้ และเติบโตในอนาคต”</span></p>
</div>
<h2>เทคนิคการเติบโตใน Career Path ของ HR</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9695 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1240321090.jpg" alt="Career Path ของ HR" width="500" height="315" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1117"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าทุกคนสนใจการทำงานสายทรัพยากรบุคคล หรือทำงานในสายนี้อยู่แล้ว เรามีเทคนิคการเติบโตใน Career Path ของ HR มาฝากกัน</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>เป็นตัวเอง</b><span style="font-weight: 400;"> – ถ้าเราสนับสนุนให้พนักงานเป็นตัวของตัวเอง มีงานอดิเรก มีเป้าหมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การทำงานเสมอ HR ก็ควรเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่ใช่พนักงานที่เข้ามาทำงานไปวัน ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>เป็นผู้นำทางความคิด</b><span style="font-weight: 400;"> – ช่วงแรก ๆ การแบ่งปันความคิดและประสบการณ์กับคนอื่นอาจรู้สึกฝืนสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับคนอื่นจะทำให้เรามีคอนเน็คชั่นมากขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น เพื่อสร้างตัวตนของเราในแวดวงนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>เป็นผู้รู้</b><span style="font-weight: 400;"> – ในที่นี้หมายถึงการมีความรู้ทางบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งควรเข้าใจอย่างถ่องแท้และทราบถึงความรับผิดชอบในทุกบทบาท เพื่อที่ว่าในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนขึ้น เราก็จะพร้อมในการรับตำแหน่งนั้น ๆ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจการดำเนินงานในองค์กรแบบ 360 องศาด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>เป็นมนุษย์</b><span style="font-weight: 400;"> – เมื่อ HR ทำงานร่วมกับมนุษย์ เราก็ควรมีความเป็นมนุษย์กับคนอื่น หาใช่ผู้คุมกฎที่ทำหน้าที่จ้องจับผิดพนักงานคนอื่นอยู่เสมอ สิ่งนี้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพียงแค่เดินเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานอื่นบ้าง ว่าเขาทำอะไร มีโปรเจกต์อะไร ติดขัดตรงไหนไหม นอกเหนือจากการรู้จักกันผ่านเอกสารหรือฐานข้อมูลบริษัทอย่างเดียว</span></li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9252 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_574157812.jpg" alt="เหตุผลที่ต้องสร้าง Career Path ให้พนักงานในองค์กร" width="500" height="300" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1118"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะทุกคนล้วนต้องการความก้าวหน้าทางอาชีพ การรู้จักเส้นทางที่ตัวเองกำลังเดินย่อมดีกว่าการทำงานไปวัน ๆ และจะดียิ่งขึ้นหากเรารู้ว่า วิธีการเติบโตในเส้นทางอาชีพนั้นต้องเตรียมตัวอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ก็เช่นกัน ในเมื่อเรามีหน้าที่วาง Career Path ให้พนักงานคนอื่น ทำไมเราถึงไม่ออกแบบ Career Path ของตัวเองบ้าง แล้วเราก็จะมีเป้าหมายการทำงานในเส้นทางทรัพยากรบุคคลอย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Career Path ของ HR มีอะไรบ้าง และเทคนิคการเติบโตในเส้นทางอาชีพทรัพยากรบุคคล 1119" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.michiganstateuniversityonline.com/resources/leadership/why-human-resources-may-be-right-for-you/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">michiganstateuniversityonline</span></a></li>
<li><a href="https://hr.university/human-resources-career-path/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hr.university</span></a></li>
<li><a href="https://lattice.com/library/the-comprehensive-guide-to-hr-career-paths" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lattice</span></a></li>
<li><a href="https://www.lucidchart.com/blog/guide-to-the-human-resources-career-path" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lucidchart</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211011-trends-of-freelance-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Nov 2021 02:40:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[ฟรีแลนซ์]]></category>
		<category><![CDATA[Freelance HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211011-trends-of-freelance-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Digital Disruption ทำให้คนส่วนใหญ่หันหน้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าทำงานประจำ แม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล จนเกิดเทรนด์อาชีพ Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์กันมากขึ้น Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่เป็นอาชีพรับจ้างอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยรูปแบบการทำงานและค่าตอบแทนจะแล้วแต่ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน เพราะปัจจุบันตลาดงานมีการแข่งขันสูงในทุกอุตสาหกรรมและทุกตำแหน่ง แม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด การค้นหาพนักงานประจำใหม่อาจเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป ผู้บริหารหลายท่านจึงออกนโยบายใช้งาน Freelance HR มากขึ้น Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ ต้องมีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อให้องค์กรมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่กำลังหา จึงต้องรู้จุดแข็งของตัวเองและสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ให้เป็น ไม่กี่ปีมานี้ เทรนด์การจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelance) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังแทรกซึมไปอยู่ในทุกวงการ ทั้งฟรีแลนซ์สายนักเขียน กราฟิก สถาปนิก วิศวะ บัญชี พนักงานขาย การตลาด หรือแม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล จนเกิดเทรนด์อาชีพ Freelance HR หรือคนไทยเรียกสลับกันว่า HR ฟรีแลนซ์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Digital Disruption ทำให้คนส่วนใหญ่หันหน้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าทำงานประจำ แม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล จนเกิดเทรนด์อาชีพ Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์กันมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่เป็นอาชีพรับจ้างอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยรูปแบบการทำงานและค่าตอบแทนจะแล้วแต่ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพราะปัจจุบันตลาดงานมีการแข่งขันสูงในทุกอุตสาหกรรมและทุกตำแหน่ง แม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด การค้นหาพนักงานประจำใหม่อาจเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป ผู้บริหารหลายท่านจึงออกนโยบายใช้งาน Freelance HR มากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ ต้องมีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อให้องค์กรมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่กำลังหา จึงต้องรู้จุดแข็งของตัวเองและสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ให้เป็น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9594 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1469785088-1.jpg" alt="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์" width="500" height="334" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1128"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่กี่ปีมานี้ เทรนด์การจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelance) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังแทรกซึมไปอยู่ในทุกวงการ ทั้งฟรีแลนซ์สายนักเขียน กราฟิก สถาปนิก วิศวะ บัญชี พนักงานขาย การตลาด หรือแม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล จนเกิดเทรนด์อาชีพ<strong class="yellow-highlighter"> Freelance HR</strong> หรือคนไทยเรียกสลับกันว่า <strong class="green-highlighter">HR ฟรีแลนซ์</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อต้อนรับการมาถึงของยุค Digital Disruption ที่คนส่วนใหญ่หันหน้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าทำงานประจำ  HREX จะพาไปทำความรู้จัก Freelance HR ว่าคืออะไร พร้อมบอกวิธีการเปลี่ยนตัวเองจาก HR ประจำมาเป็น HR ฟรีแลนซ์ รวมไปถึง</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/451?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ช่องทางการหารายได้</span></a><span style="font-weight: 400;">อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือ ทุกคนก็สามารถเป็น Freelance HR ได้นะ ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ไปทำความรู้จัก Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ ให้มากขึ้นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Freelance HR คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-6263 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/07/05B8588D-CE65-476F-B5D6-FD8CA0C62C10-4-scaled.jpeg" alt="05B8588D CE65 476F B5D6 FD8CA0C62C10 4 scaled" width="600" height="370" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1129"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่เป็นอาชีพรับจ้างอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง</strong> จะเป็นการทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่จะเป็นการว่าจ้างเป็นครั้งคราว โดยรูปแบบการทำงานและค่าตอบแทนจะเป็นลักษณะใดก็ได้แล้วแต่ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน เช่น ฟรีแลนซ์ที่รับงานเป็นโปรเจกต์แล้วจบไป,​ ฟรีแลนซ์ที่มีงานประจำอยู่แล้ว แต่ต้องการทำเป็นอาชีพเสริม หรือฟรีแลนซ์ที่รับงานเป็นประจำจากองค์กรหนึ่ง แต่ไม่ได้สังกัดในองค์กรนั้นๆ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกัน Freelance HR ก็เป็นไปได้ทั้ง full time และ part time แปรผันตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนว่าจะให้ความสำคัญกับ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">work-life balance</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นความยืดหยุ่นและอิสระจึงเป็นกุญแจสำคัญของ HR ฟรีแลนซ์ทุกคน</span></p>
<h2>เทรนด์ Freelance HR: เมื่อคนทำงานผันตัวเองกลายเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9592 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_602984567-1.jpg" alt="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์" width="500" height="333" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1130"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าโลกออนไลน์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการเกิดการจ้างงานรูปแบบใหม่ ๆ Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ ก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่เติบโตมาจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากได้รับความอิสระในการทำงานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปแล้ว หากมองในภาพรวมอาชีพฟรีแลนซ์ถือเป็นเทรนด์โลกที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาแต่ไหนแต่ไร จนเกิด</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Gig Economy</span></a><span style="font-weight: 400;"> จากแรงผลักดันทางการเปลี่ยนแปลของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา</span><a href="https://www.posttoday.com/economy/news/629695" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">EIC (Economic Intelligence Center) ธนาคารไทยพาณิชย์</span></a><span style="font-weight: 400;"> วิเคราะห์แนวโน้มข้อมูลระดับประเทศในรอบ 5 ปีพบว่า <strong class="green-highlighter">สายงานฟรีแลนซ์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีอัตราเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 29.9% ต่อปี</strong> สวนทางกับเทรนด์การจ้างงานที่ลดลง เพราะฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่สามารถจัดสรรเวลาได้เอง และมีอิสระมากกว่าการเป็นลูกจ้างประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับผลสำรวจจาก</span><a href="http://upwork.com/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Upwork</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า <strong class="cyan-highlighter">51% ของคนทำงานฟรีแลนซ์ มีแนวโน้มที่จะไม่กลับไปทำงานประจำอีก และกว่า 84% ของฟรีแลนซ์สามารถใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่ตนเองต้องการได้ ขณะที่พนักงานทำงานประจำสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตนต้องการได้แค่ 54%</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่จึงเป็นเทรนด์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อพนักงานประจำผันตัวเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของ HR แน่นอน อย่างไรก็ตาม เราเคยได้เขียนบทความเกี่ยวกับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190902-hr-roles-digital-age/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">บทบาทใหม่ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในกรณีนี้ เราจะพูดถึงอีกมุมหนึ่งเมื่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองนั่นแหละ ที่อยากผันตัวมาเป็น Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ เสียเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190902-hr-roles-digital-age/"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/marius-masalar-CyFBmFEsytU-unsplash-1.jpg" alt="HR in Digital Age" width="506" height="312" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1131"></a></p>
</div>
<h2>7 ขั้นตอนเปลี่ยนตัวเองให้เป็นฟรีแลนซ์ Freelance HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพไหน จะทำงานประจำหรือเป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้ว เมื่อต้องการผันตัวเองให้เป็น Freelance HR เรามีข้อแนะนำ 7 ขั้นตอน ดังนี้</span></p>
<h3>1. รู้จุดแข็งของตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะทำงานในอุตสาหกรรมใด เราควรจะตระหนักถึงการเพิ่มคุณค่าตัวเองในสายงานนั้น ๆ ผ่านการรู้จักตัวเองดีพอที่จะระบุถึงจุดแข็ง จุดอ่อน หรือความสนใจส่วนตัวที่ตัวเองทำได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสาย HR ก็เช่นกัน คุณต้องรู้จักอุตสาหกรรมและแง่มุมต่าง ๆ ของงาน HR เป็นอย่างดี และทราบว่าตัวเองเชี่ยวชาญในด้านไหนที่สุด เช่น เป็น </span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/158?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสรรหาพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/804?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เชี่ยวชาญเรื่องนโยบาย</span></a><span style="font-weight: 400;">, เชี่ยวชาญเรื่องเอกสาร หรือเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาคน เป็นต้น</span></p>
<h3>2. เข้าใจแรงจูงใจและแรงขับเคลื่อนของการเป็น HR ฟรีแลนซ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะรับงานฟรีแลนซ์ เราต้องเข้าใจตัวเองทำไมถึงอยากเข้าสู่วงการนั้น ๆ ในกรณีนี้อาจมีเหตุผลแค่เพียงต้องการรายได้ที่มากขึ้น ต้องการงานที่มีความยืดหยุ่น หรือต้องการโอกาสเติบโตส่วนบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทราบถึงแรงจูงใจแล้ว เราก็จะสามารถวางแผนการรับงานและการปฏิบัติงานได้ แถมยังสามารถผลักดันให้ตัวเองพัฒนาไปข้างหน้า เพื่อ</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/137?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เติบโตเป็นผู้เชี่ยวชาญ</span></a><span style="font-weight: 400;">เรื่องนั้น ๆ ฉะนั้นตรวจสอบแรงผลักดันของตัวเองให้ดี เพื่อให้เราก้าวสู่เส้นทาง Freelance HR</span></p>
<h3>3. กำหนดตลาดเป้าหมาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงาน Freelance HR เราต้องระบุตลาดเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน เพราะการเป็น HR ฟรีแลนซ์ทั่วไปจะทำให้เราไม่ต่างอะไรจากคนอื่น แถมยังเกิดการแข่งขันที่สูงอีกด้วย ฉะนั้นเราต้องระบุให้เฉพาะเจาะจงขึ้น เพื่อมองหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศักยภาพของเรา วิธีนี้จะช่วยให้เราปรับตัวเองให้เหมาะสมกับตลาดและใช้ประโยชน์จากช่องว่างที่มีอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่น การเป็น Freelance HR ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสรรหาพนักงานในสายบันเทิง, เชี่ยวชาญเรื่องนโยบายสำหรับพนักงานงาน, เชี่ยวชาญเรื่องเอกสารในธุรกิจการส่งออกระหว่างประเทศ หรือเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาคนในโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ​ ยิ่งลึกและละเอียดเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรายิ่งโดดเด่นนั่นเอง</span></p>
<h3>4. วางแผนการเงินระหว่างเป็น HR ฟรีแลนซ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า การเป็นฟรีแลนซ์นั้นมาพร้อมกับความไม่มั่นคงและรายได้ที่ไม่แน่นอน ต่างจากการเป็นพนักงานประจำที่มีหลักประกันในการได้เงินเดือนทุกเดือน นั่นจึงทำให้การเป็น Freelance HR เราจะต้องวางแผนเรื่องเงินเข้า-ออกเป็นอย่างดี</span></p>
<h3>5. สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น HR ประจำหรือ HR ฟรีแลนซ์ โลกออนไลน์คือโอกาสชั้นดีที่จะหาลูกค้าหรือสร้างเครือขายเป้าหมายของตัวเอง โดยเราจะต้องสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาดและน่าเชื่อถือ ผ่านคุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานของตัวเองที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาเป้าหมายลูกค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Freelance HR สามารถสร้างโปรไฟล์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้หลากหลาย เช่น Facebook, LinkedIn หรือ Instagram เพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงการสร้างโปรไฟล์บนเว็บไซต์ตลาดงานอิสระ เช่น Fastwork.co, FreelanceBay เป็นต้น</span></p>
<h3>6. วางกลยุทธ์การตลาดของตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้กันมากที่สุด คือการใช้บุคคลอ้างอิงในการใช้งาน ทว่าสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา พลัง และการโน้มน้าวใจให้ลูกค้าเหล่านั้นกล่าวถึงการทำงานร่วมกันเรา เช่น ให้รีวิวถึงข้อดี จุดแข็ง และประโยชน์ที่ได้ทำงานร่วมกันเรา ซึ่งจะช่วยให้ภาพลักษณ์ฟรีแลนซ์มีความแข็งแกร่งและน่าเชือถือมากขึ้น แถมยังสร้างโอกาสให้ลูกค้าสนใจ หรือการทำงานร่วมกันกับลูกค้าเดิมซ้ำอีก</span></p>
<h3>7. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราได้วางแผนและวางกลยุทธ์ทางการตลาดตัวเองอย่างรอบด้านแล้ว ก็ถึงเวลานำไปใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แนะนำว่าควรเริ่มแผนต่าง ๆ ทันทีเมื่อผันตัวเป็น Freelance HR หรือเริ่มงานเสริมทำ ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่งหรือใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของเวลามาทำให้ตัวเองเฉื่อยชา จำไว้ว่าเรากำลังเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ และจำเป็นต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อประสบความสำเร็จในเส้นทาง HR ฟรีแลนซ์</span></p>
<h2>ทำไมองค์กรถึงจ้างฟรีแลนซ์ในตำแหน่ง HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะปัจจุบันตลาดงานมีการแข่งขันสูงในทุกอุตสาหกรรมและทุกตำแหน่ง แม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่หลายครั้งองค์กรกลับหา HR ที่เชี่ยวชาญและมีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้ยาก การค้นหาพนักงานประจำใหม่จึงอาจเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป ผู้บริหารหลายท่านจึงออกนโยบายใช้งาน Freelance HR มากขึ้น และนี่คือช่วงเวลาที่องค์กรมักจ้าง HR ฟรีแลนซ์มากกว่า HR ประจำ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>ต้องการ HR อย่างเร่งด่วน:</b><span style="font-weight: 400;"> ตามรายงานของ Society of Human Resource Management พบว่า การจ้างพนักงานประจำจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 42 วัน ซึ่งการสรรหาตำแหน่ง HR อาจใช้เวลานานกว่านั้น คิดประมาณ 3-6 เดือนทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงระยะเวลาก่อนเริ่มงานและการเรียนรู้งานอีกด้วย ทำให้การเลือก HR ฟรีแลนซ์ที่พร้อมทำงานทันที ก็จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>อนาคตองค์กรยังไม่แน่นอน: </b><span style="font-weight: 400;">การเลือกใช้ HR ฟรีแลนซ์จะไม่ใช่การทำสัญญาแบบพนักงานประจำ ทำให้ไม่มีข้อผูกมัดระยะยาว และไม่ต้องสูญเสียสวัสดิการใด ๆ เพิ่มเติม หากเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือเปลี่ยนนโยบายการจ้างงาน ก็สามารถยกเลิกสัญญา Freelance HR ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายชดเชยใด ๆ เพิ่มเติม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ต้องการ HR ที่มีความสามารถเฉพาะทาง: </b><span style="font-weight: 400;">เมื่อตลาดแรงงานมีการแข่งขันมากขึ้น HR ฟรีแลนซ์ก็จะพัฒนาทักษะตัวเองจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้องค์กรมีตัวเลือก Freelance HR มากมายที่ตอบโจทย์สิ่งที่กำลังต้องการ หนำซ้ำยังสามารถนำความรู้ที่ได้ มาถ่ายทอดให้กับ HR ประจำในองค์กรได้อีกด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>ใช้งบประมาณและค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่น</b><span style="font-weight: 400;">: Freelance HR จะรับค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่นตามที่ตกลงกัน องค์กรสามารถต่อรองทั้งราคาและระยะเวลาได้ ต่างจากพนักงานประจำที่องค์กรต้องคำนึงถึงต้นทุนอื่นเพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรม ค่าตอบแทน สวัสดิการ ภาษี และเงินชดเชย</span></li>
</ul>
<h2>Freelance HR จะหางานฟรีแลนซ์ได้จากที่ไหนบ้าง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8162 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/5802091675f8c35e55e63c5c9d095f19.jpg" alt="5802091675f8c35e55e63c5c9d095f19" width="510" height="314" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1132"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลากหลายช่องทางที่ HR สามารถหางานฟรีแลนซ์ได้ ซึ่งแต่ละช่องทางก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม เราได้รวบรวมช่องทางที่เป็นไปได้มากให้แล้วดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>ปากต่อปาก:</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นการได้งานจากการเชิญชวนของคนรู้จักหรือไว้วางใจ สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นจากเพื่อนร่วมงาน เครือข่าย หรือแม้กระทั่งครอบครัวของคุณเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>โซเชียลมีเดีย:</b><span style="font-weight: 400;"> กรณีนี้เกิดจากการทำการตลาดตัวเองของ HR ฟรีแลนซ์ในช่องทางต่าง ๆ อาทิ Facebook, LinkedIn, Twitter, Instagram หรือแม้กระทั่งบล็อกส่วนตัว หากมีการสร้างโปรไฟล์ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็อาจมีผู้ติดตามหรือผู้สนใจติดต่อเข้ามาหาเราได้ทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>เว็บไซต์หางาน:</b><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-jobadservice-181213/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">job boards</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือเว็บไซต์หางานเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถเลือกบริษัทผู้ว่าจ้างได้ตามที่ต้องการ รวมไปถึงข้อกำหนดคร่าว ๆ ตามที่องค์กรนั้น ๆ ประกาศหาว่าเหมาะสมกับเราไหม ทั้งนี้ในประเทศมีเว็บไซต์หางานทั้งประจำและฟรีแลนซ์มากมาย เช่น JobsDB.com, ThaiJob.com หรือ</span><a href="https://www.reeracoen.co.th/th" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Reeracoen</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>เว็บตลาดฟรีแลนซ์:</b><span style="font-weight: 400;"> Freelance Marketplace หมายถึงเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้ฟรีแลนซ์มาฝากประวัติหรือฝากผลงานไว้ เพื่อที่ว่าองค์กรหรือผู้ว่าจ้างจะเข้ามาค้นหาและเลือกฟรีแลนซ์ที่ต้องการ มีเว็บไซต์ชื่อดังในบ้านเรา เช่น Fastwork.co, FreelanceBay และเว็บไซต์ที่น่าสนใจอย่าง <a href="https://www.sourcedout.asia/" target="_blank" rel="noopener">SourcedOut</a> เป็นต้น</span></li>
</ul>
<h2>ทักษะสำคัญของฟรีแลนซ์ Freelance HR</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9149 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/shutterstock_767469670-1.jpg" alt="10 ไอเดียที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานได้มากขึ้น" width="500" height="334" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1133"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้ว หน้าที่ของ HR ฟรีแลนซ์จะเป็นที่ปรึกษาในการช่วยเหลือบริษัทด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ฟรีแลนซ์รับผิดชอบแตกต่างกันตามสัญญาและความรับผิดชอบ เช่น การกำหนดนโยบายและขั้นตอนสำหรับพนักงาน วางแผนกลยุทธ์ในการจัดหางาน และทำให้แน่ใจว่าเป็นไปตามข้อบังคับทางกฎหมายด้วย โดยทักษะสำคัญที่จะทำให้ Freelance HR โดดเด่นขึ้นมาก็คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทักษะการจัดการองค์กร (Organizational skills)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทักษะการทำงานร่วมกับคน (People skills)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทักษะการตัดสินใจ (Decision-making skills)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทัศนคติเชิงบวก (Positive attitude)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มุมมองตามความเป็นจริง (Realistic outlook)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความรู้ทางธุรกิจ (Business knowledge)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความสามารถในการสื่อสาร (Communication skills)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความรับผิดชอบ (Accountability)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทักษะการแก้ปัญหา (Problem-solving skills)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทักษะการวางแผนและสร้างความสัมพันธ์ (Planning and relationship building skills)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงาน HR ฟรีแลนซ์จึงควรมีสายตาที่เฉียบคม สามารถจดจ่อกับรายละเอียดมากมายที่ไม่สามารถผิดพลาดได้เลย นับเป็นการทำงานภายใต้ความกดดันไม่แพ้งานปะรจำ และต้องทำให้ทันต่อเวลา และที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในตัวเอง เพราะไม่มีใครควบคุมการทำงานของเรา นอกจากตัวเรานั่นเอง</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.shockinglydifferent.com/how-to-hire-a-freelance-hr-expert/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9593 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_719440648.jpg" alt="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์" width="500" height="334" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1134"></a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนี้เราจะเห็นคนทำงานผันตัวเป็น Freelance HR หรือ HR ฟรีแลนซ์ กันมากขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าใครจะเข้าสู่วงการนี้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกคนเสมอ สิ่งนี้เกิดการสั่งสมประสบการณ์ ความสามารถ และเครือข่ายของตัวอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่จะเกื้อหนุนหรือขัดขว้าง Gig Economy กับการจ้างงานฟรีแลนซ์ แต่เราเชื่อว่า ตลาดจะเปิดกว้างมากขึ้น เพราะขณะนี้หลาย ๆ บริษัทต่างจ้าง HR ฟรีแลนซ์กันมากขึ้นแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Freelance HR จะเป็นวิถีใหม่ในวงการทรัพยากรมนุษย์ นี่คืออนาคตของการทำงานที่เรากำลังก้าวไปข้างหน้า และมอบโอกาสใหม่ ๆ ในเส้นทางสายนี้</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32564 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy.webp" alt="recruitment solution copy" width="1600" height="500" title="Freelance HR เทรนด์ใหม่ของทรัพยากรมนุษย์ และการเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ 1135" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>ที่มา</b></p>
<ul>
<li><a href="https://www.ziprecruiter.com/Career/Freelance-Human-Resources-Consultant/What-Is-How-to-Become" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ziprecruiter</span></a></li>
<li><a href="https://hrcurator.com/2021/03/18/how-to-become-a-freelance-hr-consultant/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrcurator</span></a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/forbesbusinesscouncil/2021/08/23/four-signs-you-should-hire-a-freelance-hr-expert/?sh=2f7fe870676e" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">forbes</span></a></li>
<li><a href="https://www.shockinglydifferent.com/how-to-hire-a-freelance-hr-expert/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">shockinglydifferen</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/16-personalities-mbti-10122021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Oct 2021 06:23:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[MBTI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/16-personalities-mbti-10122021/</guid>

					<description><![CDATA[ทำความรู้จักหนึ่งในแบบทดสอบที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็คือ Myers-Briggs Type Indicator หรือ แบบทดสอบ MBTI เพื่อนำมาใช้ทดสอบลักษณะนิสัยและความเข้ากันได้ของทีม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>MBTI แบ่งบุคลิกภาพเป็น 16 แบบ จากความชอบ 4 คู่ ได้แก่ E-I, S-N, T-F และ J-P</li>
<li>16 Personalities ใช้ตัวอักษรคล้าย MBTI แต่เป็นโมเดล NERIS ที่มีมิติ A และ T เพิ่มเข้ามา</li>
<li>HR ใช้ข้อมูลบุคลิกภาพเพื่อพัฒนาการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมได้ แต่ไม่ควรใช้คัดคนเข้าทำงาน ตัดสินผลงาน หรือเลื่อนตำแหน่ง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42067" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21.webp" alt="16-personalities-mbti" width="600" height="370" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1136" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-21-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>MBTI คืออะไร และตัวอักษร 4 ตัวหมายถึงอะไร</h2>
<p><strong>อัพเดตวันที่ 17 กรกฎาคม 2026:</strong> MBTI พัฒนาขึ้นโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยต่อยอดจากแนวคิด Psychological Types ของ Carl Jung หัวใจของกรอบนี้คือ “ความชอบ” หรือวิธีที่แต่ละคนมีแนวโน้มเลือกใช้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่การวัดความฉลาด ความสามารถ หรือคุณค่าของบุคคล</p>
<p>ผลลัพธ์ MBTI ประกอบด้วยตัวอักษร 4 ตัวจากความชอบ 4 คู่ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>E (Extraversion) หรือ I (Introversion):</strong> อธิบายทิศทางที่คนมักรับและใช้พลังงาน โดย E มักได้พลังจากการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ส่วน I มักได้พลังจากการทบทวนและใช้เวลากับโลกภายใน ทั้งสองแบบเข้าสังคมและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้</li>
<li><strong>S (Sensing) หรือ N (Intuition):</strong> อธิบายวิธีรับข้อมูล โดย S มักสนใจข้อเท็จจริง ประสบการณ์ และรายละเอียดที่จับต้องได้ ส่วน N มักสนใจความเป็นไปได้ ความเชื่อมโยง และภาพอนาคต</li>
<li><strong>T (Thinking) หรือ F (Feeling):</strong> อธิบายแนวโน้มในการตัดสินใจ โดย T มักให้น้ำหนักกับเหตุผล หลักการ และความสอดคล้อง ส่วน F มักให้น้ำหนักกับคุณค่า ผลกระทบต่อผู้คน และความสัมพันธ์</li>
<li><strong>J (Judging) หรือ P (Perceiving):</strong> อธิบายวิธีรับมือกับโลกภายนอก โดย J มักสบายใจกับโครงสร้าง แผน และข้อสรุป ส่วน P มักสบายใจกับความยืดหยุ่น ทางเลือก และการปรับตามสถานการณ์</li>
</ul>
<p>คำว่า “ความชอบ” ไม่ได้แปลว่าคนเราทำได้เพียงด้านเดียว ตัวอย่างเช่น คนที่มีตัว I ก็สามารถพรีเซนต์หรือสร้างเครือข่ายได้ดี และคนที่มีตัว P ก็สามารถวางแผนงานอย่างเป็นระบบได้ เพียงแต่กิจกรรมบางแบบอาจใช้พลังงานมากหรือน้อยต่างกัน</p>
<h2>MBTI ต่างจาก 16Personalities อย่างไร</h2>
<p>หลายคนรู้จัก MBTI ผ่านเว็บไซต์ <a href="https://www.16personalities.com/th" target="_blank" rel="noopener">16Personalities ภาษาไทย</a> แต่ทั้งสองอย่างไม่ใช่แบบประเมินเดียวกัน เว็บไซต์ 16Personalities อธิบายว่าแบบประเมินของตนใช้โมเดล NERIS ซึ่งนำแนวคิดจาก Big Five มาปรับให้อยู่ในรูปตัวอักษรที่อ่านง่าย จึงเพิ่มตัวอักษรตัวที่ห้า คือ <strong>A (Assertive)</strong> และ <strong>T (Turbulent)</strong> ขณะที่ MBTI ดั้งเดิมใช้ตัวอักษร 4 ตัว</p>
<ul>
<li><strong>MBTI:</strong> ใช้ความชอบ 4 คู่ และเน้นการสำรวจไทป์ที่เหมาะกับผู้ทำแบบประเมินมากที่สุด</li>
<li><strong>16Personalities:</strong> ใช้ 5 มิติแบบต่อเนื่อง จึงมีผลลัพธ์อย่าง INTJ-A หรือ INTJ-T</li>
<li><strong>สิ่งที่เหมือนกัน:</strong> ใช้รหัสตัวอักษรเพื่อช่วยให้คนเข้าใจแนวโน้มบุคลิกภาพและนำไปสะท้อนตัวเอง</li>
</ul>
<p>ดังนั้น หากผลจาก 16Personalities ระบุว่าคุณเป็น ENFP-T ควรเข้าใจว่านี่คือผลตามกรอบของ 16Personalities ไม่ใช่ผลจากแบบประเมิน MBTI อย่างเป็นทางการ และไม่ควรใช้ผลจากแบบทดสอบออนไลน์เพียงครั้งเดียวตัดสินตัวเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44241 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png" alt="Personality Test แบบทดสอบบุคลิกภาพและเครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพ" width="600" height="370" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1137" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/03/HREX-Cover-by-Para-2025-03-10T134310.759-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/personality-test-250310/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Personality Test คืออะไร? แนะนำเครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพที่ควรรู้จัก</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>สรุป MBTI 16 แบบ มีบุคลิกภาพอะไรบ้าง</h2>
<p>MBTI ทั้ง 16 แบบมักจัดเป็น 4 กลุ่มเพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น ชื่อเรียกของแต่ละไทป์อาจแตกต่างกันตามหนังสือ เว็บไซต์ หรือกรอบที่นำไปใช้ แต่รหัสตัวอักษร 4 ตัวยังคงเป็นจุดอ้างอิงหลัก</p>
<div style="overflow-x: auto;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<thead>
<tr>
<th>กลุ่ม</th>
<th>MBTI</th>
<th>ภาพรวมที่มักพบ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>นักวิเคราะห์ (Analysts)</strong></td>
<td><a href="#intj">INTJ</a>, <a href="#intp">INTP</a>, <a href="#entj">ENTJ</a>, <a href="#entp">ENTP</a></td>
<td>สนใจแนวคิด เหตุผล กลยุทธ์ และการแก้ปัญหา</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>นักการทูต (Diplomats)</strong></td>
<td><a href="#infj">INFJ</a>, <a href="#infp">INFP</a>, <a href="#enfj">ENFJ</a>, <a href="#enfp">ENFP</a></td>
<td>สนใจความหมาย คุณค่า การเติบโต และความสัมพันธ์</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ผู้พิทักษ์ (Sentinels)</strong></td>
<td><a href="#istj">ISTJ</a>, <a href="#isfj">ISFJ</a>, <a href="#estj">ESTJ</a>, <a href="#esfj">ESFJ</a></td>
<td>ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ความมั่นคง และระบบ</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>นักสำรวจ (Explorers)</strong></td>
<td><a href="#istp">ISTP</a>, <a href="#isfp">ISFP</a>, <a href="#estp">ESTP</a>, <a href="#esfp">ESFP</a></td>
<td>ยืดหยุ่น เรียนรู้จากประสบการณ์ และตอบสนองสถานการณ์ได้เร็ว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>MBTI กลุ่มนักวิเคราะห์ (Analysts)</h2>
<p>กลุ่มนักวิเคราะห์ประกอบด้วย INTJ, INTP, ENTJ และ ENTP โดยมีตัวอักษร N และ T ร่วมกัน จึงมักสนใจภาพรวม แนวคิด เหตุผล และการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม แต่ละไทป์ยังมีวิธีรับพลังงานและจัดการงานต่างกัน</p>
<h3 id="intj">INTJ คืออะไร? นักวางกลยุทธ์</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44386" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ INTJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1138" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-1.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> INTJ มักชอบมองภาพระยะยาว เชื่อมโยงข้อมูล และสร้างแผนที่มีเหตุผล พวกเขามักต้องการเวลาอยู่กับความคิดของตัวเองก่อนนำเสนอข้อสรุป และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมากกว่าการทำตามวิธีเดิมเพียงเพราะเคยทำมา</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> วางกลยุทธ์ มองเห็นระบบ เรียนรู้เรื่องซับซ้อน และทำงานอย่างเป็นอิสระได้ดี</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจใช้มาตรฐานกับตัวเองและผู้อื่นสูง หรือสื่อสารตรงจนคนรอบข้างรู้สึกว่าความรู้สึกไม่ได้รับการใส่ใจ</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักทำได้ดีเมื่อมีเป้าหมายชัด มีอิสระในการออกแบบวิธีทำงาน และได้แก้ปัญหาที่ต้องคิดระยะยาว</li>
</ul>
<h3 id="intp">INTP คืออะไร? นักคิดวิเคราะห์</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44387" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ INTP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1139" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-2.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> INTP มักสนุกกับการตั้งคำถาม แยกองค์ประกอบของปัญหา และค้นหาหลักการเบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ พวกเขามักเปิดรับแนวคิดใหม่และให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางเหตุผลมากกว่าคำตอบที่ได้มาอย่างรวดเร็ว</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> วิเคราะห์เชิงลึก มองเห็นความเป็นไปได้ สร้างแบบจำลองความคิด และแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจใช้เวลาสำรวจทางเลือกนานจนลงมือช้า หรืออธิบายความคิดที่ซับซ้อนให้คนอื่นตามไม่ทัน</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบโจทย์ที่ท้าทาย มีพื้นที่ทดลอง และไม่ถูกควบคุมรายละเอียดทุกขั้นตอน</li>
</ul>
<h3 id="entj">ENTJ คืออะไร? ผู้นำเชิงกลยุทธ์</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44388" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ENTJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1140" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-3.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ENTJ มักมองหาเป้าหมาย ระบบ และทรัพยากรที่ต้องจัดการเพื่อทำให้งานเดินหน้า พวกเขามักกล้าตัดสินใจ ชอบความชัดเจน และพร้อมตั้งคำถามกับกระบวนการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> วางแผนภาพใหญ่ จัดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจ และกระตุ้นทีมให้มุ่งสู่เป้าหมาย</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจเร่งจังหวะเร็วเกินไป หรือให้ความสำคัญกับผลลัพธ์จนมองข้ามความรู้สึกและข้อจำกัดของคนในทีม</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบบทบาทที่ได้กำหนดทิศทาง แก้ปัญหาเชิงระบบ และรับผิดชอบผลลัพธ์ที่วัดได้</li>
</ul>
<h3 id="entp">ENTP คืออะไร? นักคิดริเริ่ม</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44389" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ENTP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1141" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-4.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ENTP มักสนุกกับการแลกเปลี่ยนความคิด มองหาโอกาสใหม่ และทดลองมุมมองที่แตกต่าง การถกเถียงสำหรับ ENTP หลายคนคือวิธีทดสอบไอเดีย ไม่ได้หมายความว่าต้องการเอาชนะอีกฝ่ายเสมอไป</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> คิดเร็ว เชื่อมโยงไอเดีย สื่อสารเชิงโน้มน้าว และปรับแผนเมื่อพบข้อมูลใหม่</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจเริ่มหลายเรื่องพร้อมกัน เบื่อขั้นตอนซ้ำ ๆ หรือโต้แย้งโดยไม่ทันสังเกตผลกระทบต่อความสัมพันธ์</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักมีพลังกับงานที่ได้ทดลอง สร้างนวัตกรรม และทำงานกับผู้คนที่เปิดรับความคิดเห็นต่าง</li>
</ul>
<h2>MBTI กลุ่มนักการทูต (Diplomats)</h2>
<p>กลุ่มนักการทูตประกอบด้วย INFJ, INFP, ENFJ และ ENFP โดยมีตัวอักษร N และ F ร่วมกัน จึงมักให้ความสำคัญกับความหมาย คุณค่า ความสัมพันธ์ และการเติบโตของผู้คน</p>
<h3 id="infj">INFJ คืออะไร? ผู้ให้คำปรึกษา</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44390" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ INFJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1142" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-5.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> INFJ มักสนใจความหมายเบื้องหลังพฤติกรรมของคน มองเห็นภาพอนาคต และต้องการทำสิ่งที่สอดคล้องกับคุณค่าของตน พวกเขาอาจดูสงบแต่มีความมุ่งมั่นสูงเมื่อเชื่อว่าเรื่องนั้นมีประโยชน์ต่อผู้คน</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> รับฟัง เข้าใจบริบท วางภาพระยะยาว และสื่อสารเรื่องซับซ้อนให้มีความหมาย</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจรับความคาดหวังหรืออารมณ์ของผู้อื่นมามากเกินไป และเหนื่อยเมื่อไม่มีเวลาส่วนตัว</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบงานที่มีเป้าหมายชัดเจนทางคุณค่า ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมีความสัมพันธ์ที่ไว้ใจกัน</li>
</ul>
<h3 id="infp">INFP คืออะไร? ผู้ยึดมั่นในคุณค่า</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44391" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ INFP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1143" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-6.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> INFP มักให้ความสำคัญกับความจริงใจ อิสระทางความคิด และการได้ทำสิ่งที่ตรงกับคุณค่าภายใน พวกเขามักมองเห็นศักยภาพของผู้คนและจินตนาการถึงทางเลือกที่ยังไม่เกิดขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> เข้าอกเข้าใจ สร้างสรรค์ สื่อสารผ่านเรื่องราว และมองเห็นมุมที่คนอื่นอาจมองข้าม</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เก็บความไม่พอใจไว้นาน หรือยากต่อการจัดลำดับงานเมื่อทุกเรื่องมีความหมาย</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักทำได้ดีเมื่อมีอิสระ ได้สร้างผลกระทบเชิงบวก และไม่ถูกบังคับให้แข่งขันโดยละทิ้งคุณค่าของตน</li>
</ul>
<h3 id="enfj">ENFJ คืออะไร? ผู้สร้างแรงบันดาลใจ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44392" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ENFJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1144" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-7.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ENFJ มักสังเกตความต้องการของคนรอบตัว เก่งในการเชื่อมผู้คนเข้าหาเป้าหมายร่วม และต้องการเห็นสมาชิกในทีมเติบโต พวกเขามักสื่อสารได้อบอุ่นและช่วยสร้างบรรยากาศที่ทุกคนมีส่วนร่วม</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> สื่อสาร สร้างความร่วมมือ โค้ชผู้อื่น และทำให้เป้าหมายมีความหมายต่อทีม</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจรับผิดชอบความรู้สึกของทุกคนมากเกินไป หรือยอมประนีประนอมจนละเลยความต้องการของตัวเอง</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักมีพลังเมื่อได้ประสานงาน พัฒนาคน และทำงานในวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความร่วมมือ</li>
</ul>
<h3 id="enfp">ENFP คืออะไร? นักสร้างสรรค์ผู้กระตือรือร้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44393" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ENFP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1145" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-8.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ENFP มักเต็มไปด้วยไอเดีย มองเห็นศักยภาพของคนและสถานการณ์ และชอบเชื่อมโยงกับผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขามักมีพลังเมื่อได้เริ่มสิ่งใหม่หรือทำงานที่สอดคล้องกับความสนใจ</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> สร้างแรงบันดาลใจ คิดทางเลือกใหม่ ปรับตัว และสร้างความสัมพันธ์ได้รวดเร็ว</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจกระจายพลังไปหลายโครงการ เบื่องานประจำ หรือใช้ความรู้สึกตัดสินใจเร็วเกินไปในบางสถานการณ์</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบงานที่หลากหลาย มีพื้นที่สร้างสรรค์ และได้ร่วมมือกับคนที่พร้อมทดลองสิ่งใหม่</li>
</ul>
<h2>MBTI กลุ่มผู้พิทักษ์ (Sentinels)</h2>
<p>กลุ่มผู้พิทักษ์ประกอบด้วย ISTJ, ISFJ, ESTJ และ ESFJ โดยมีตัวอักษร S และ J ร่วมกัน จึงมักให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบ ความต่อเนื่อง และระบบที่ทำให้งานดำเนินไปอย่างมั่นคง</p>
<h3 id="istj">ISTJ คืออะไร? นักวางระบบ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44394" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ISTJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1146" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-9.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ISTJ มักเชื่อถือข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับหน้าที่ และชอบทำงานตามมาตรฐานที่ชัดเจน พวกเขามักจดจำรายละเอียดและรักษาคำมั่นสัญญาได้ดี</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> รอบคอบ มีวินัย วางระบบ และติดตามงานจนเสร็จ</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจรู้สึกไม่สบายใจกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือยึดวิธีที่พิสูจน์แล้วจนพลาดทางเลือกใหม่</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบบทบาทที่มีความรับผิดชอบชัด ข้อมูลครบ และมีเวลาเตรียมตัวก่อนเปลี่ยนแผน</li>
</ul>
<h3 id="isfj">ISFJ คืออะไร? ผู้สนับสนุนที่ใส่ใจ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44395" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ISFJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1147" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-10.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ISFJ มักสังเกตรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับผู้คน ดูแลความต่อเนื่อง และลงมือช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาอาจไม่ได้พูดถึงผลงานของตัวเองมาก แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระยะยาว</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> รับผิดชอบ ใส่ใจรายละเอียด สนับสนุนทีม และสร้างความไว้วางใจ</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจรับงานมากเกินไป ปฏิเสธคนยาก หรือไม่บอกความต้องการของตนจนเกิดความเหนื่อยสะสม</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักทำได้ดีในทีมที่ให้เกียรติกัน มีเป้าหมายชัด และเห็นคุณค่าของงานเบื้องหลัง</li>
</ul>
<h3 id="estj">ESTJ คืออะไร? ผู้บริหารจัดการ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44396" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ESTJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1148" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-11.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ESTJ มักจัดการทรัพยากร เวลา และความรับผิดชอบให้เป็นระบบ พวกเขาให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และการทำให้ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> จัดระเบียบ ตัดสินใจเร็ว สื่อสารความคาดหวัง และขับเคลื่อนงานให้เสร็จตามแผน</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจเร่งให้ผู้อื่นทำตามระบบก่อนรับฟังบริบท หรือมองความยืดหยุ่นว่าเป็นความไม่จริงจัง</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักมีพลังเมื่อได้ดูแลการปฏิบัติงาน วางมาตรฐาน และเห็นความคืบหน้าที่วัดผลได้</li>
</ul>
<h3 id="esfj">ESFJ คืออะไร? ผู้ประสานความร่วมมือ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44397" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ESFJ พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1149" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-12.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ESFJ มักให้ความสำคัญกับบรรยากาศของกลุ่ม ความร่วมมือ และความต้องการที่เกิดขึ้นจริง พวกเขามักช่วยให้ทีมติดต่อประสานงานได้ราบรื่นและทำให้คนรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วม</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> สร้างความสัมพันธ์ ประสานงาน ดูแลรายละเอียด และตอบสนองความต้องการของทีม</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจอ่อนไหวกับคำวิจารณ์หรือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ทำให้บางคนไม่พอใจ</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบสภาพแวดล้อมที่มีการสื่อสารสม่ำเสมอ บทบาทชัด และผู้คนเห็นคุณค่าของกันและกัน</li>
</ul>
<h2>MBTI กลุ่มนักสำรวจ (Explorers)</h2>
<p>กลุ่มนักสำรวจประกอบด้วย ISTP, ISFP, ESTP และ ESFP โดยมีตัวอักษร S และ P ร่วมกัน จึงมักสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และปรับตัวกับสถานการณ์ได้รวดเร็ว</p>
<h3 id="istp">ISTP คืออะไร? นักแก้ปัญหาภาคปฏิบัติ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44398" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ISTP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1150" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-13.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ISTP มักชอบทำความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ทำงานอย่างไร และลงมือแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ตรงประเด็น พวกเขามักสงบนิ่งในสถานการณ์กดดันและต้องการอิสระในการเลือกวิธีปฏิบัติ</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> วิเคราะห์ปัญหาหน้างาน ใช้เครื่องมือหรือข้อมูลจริง ปรับตัว และตัดสินใจในสถานการณ์เร่งด่วน</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจเบื่อขั้นตอนที่ยาวเกินจำเป็น หรือสื่อสารสั้นจนคนอื่นไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบโจทย์ที่เห็นผลจริง ได้ทดลอง และมีอิสระมากกว่าการประชุมหรือวางแผนที่ยืดเยื้อ</li>
</ul>
<h3 id="isfp">ISFP คืออะไร? นักสร้างสรรค์ที่ยืดหยุ่น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44399" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ISFP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1151" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-14.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ISFP มักใส่ใจประสบการณ์ตรง ความงาม ความสบายใจของผู้คน และอิสระในการแสดงออก พวกเขามักไม่รีบตัดสินคนอื่นและพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> สังเกตละเอียด เข้าอกเข้าใจ ลงมือช่วยเหลือ และสร้างสรรค์จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง วางแผนระยะยาวน้อยเกินไป หรือไม่สื่อสารผลงานของตัวเอง</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น เป็นมิตร และเปิดพื้นที่ให้ใช้ทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์</li>
</ul>
<h3 id="estp">ESTP คืออะไร? นักลงมือแก้สถานการณ์</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-44400" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15-1024x1024.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ESTP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1024" height="1024" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1152" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-15.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ESTP มักสังเกตสถานการณ์ได้ไว กล้าลงมือ และเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้นจริง พวกเขามักมีพลังกับการแข่งขัน การเจรจา และโจทย์ที่ต้องตัดสินใจทันที</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เจรจา อ่านสถานการณ์ และสร้างแรงกระตุ้นให้ทีม</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจตัดสินใจเร็วโดยยังไม่เห็นผลระยะยาว หรือรู้สึกอึดอัดกับกฎและขั้นตอนที่เข้มงวด</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักชอบงานที่มีจังหวะเร็ว ได้พบผู้คน และเห็นผลจากการลงมืออย่างชัดเจน</li>
</ul>
<h3 id="esfp">ESFP คืออะไร? ผู้สร้างพลังให้ทีม</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44401" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16.webp" alt="บุคลิกภาพ MBTI แบบ ESFP พร้อมจุดแข็งและจุดที่ควรระวัง" width="1200" height="1200" title="MBTI คืออะไร? รู้จัก 16 Personalities พร้อมจุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงาน 1153" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16.webp 1200w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/16-MBTI-Personalities-มาดูจุดแข็ง-จุดอ่อน-ของบุคลิกภาพทั้ง-16-แบบกัน-16-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><strong>ลักษณะโดยรวม:</strong> ESFP มักสนใจผู้คน ประสบการณ์ และสิ่งที่ทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวา พวกเขามักตอบสนองต่อความต้องการของคนรอบข้างได้เร็ว และเรียนรู้ได้ดีจากการมีส่วนร่วมจริง</p>
<ul>
<li><strong>จุดแข็ง:</strong> สื่อสารเป็นธรรมชาติ สร้างความสัมพันธ์ กระตุ้นบรรยากาศ และปรับตัวหน้างาน</li>
<li><strong>จุดที่ควรระวัง:</strong> อาจเบื่องานที่ต้องทำลำพังนาน ๆ หลีกเลี่ยงการวางแผนระยะยาว หรือให้ความสำคัญกับบรรยากาศจนเลื่อนบทสนทนาที่ยาก</li>
<li><strong>สไตล์การทำงาน:</strong> มักมีพลังกับงานที่ได้พบผู้คน ลงมือจริง และได้รับ Feedback ที่ชัดเจนและทันเวลา</li>
</ul>
<h2>HR ใช้ MBTI ในที่ทำงานอย่างไรให้เหมาะสม</h2>
<p>MBTI และแบบประเมินบุคลิกภาพสามารถเป็นภาษากลางที่ช่วยให้คนพูดถึงความแตกต่างได้ง่ายขึ้น แต่คุณค่าของเครื่องมือไม่ได้อยู่ที่การจับสมาชิกแต่ละคนใส่กล่อง แต่อยู่ที่การทำให้ทีมตั้งคำถามและทดลองปรับวิธีทำงานร่วมกัน</p>
<h3>ตัวอย่างการใช้ MBTI ที่เหมาะสม</h3>
<ul>
<li><strong>พัฒนาการตระหนักรู้ในตนเอง:</strong> ช่วยให้พนักงานสะท้อนว่าอะไรเพิ่มหรือลดพลัง วิธีรับข้อมูลแบบใดเข้าใจง่าย และตนมีแนวโน้มตัดสินใจอย่างไร</li>
<li><strong>พัฒนาการสื่อสาร:</strong> ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคุยกันว่าบางคนต้องการรายละเอียด ขณะที่บางคนต้องการเห็นภาพใหญ่ หรือบางคนต้องการเวลาคิดก่อนประชุม</li>
<li><strong>สร้างทีมและบริหารความขัดแย้ง:</strong> ช่วยให้ทีมมองความแตกต่างเป็นทรัพยากร และออกแบบวิธีประชุม แบ่งงาน หรือให้ Feedback ที่หลากหลายขึ้น อ่านเพิ่มเติมเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building-process/">Team Building</a> และ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/">Conflict Management</a></li>
<li><strong>พัฒนาผู้นำและพนักงาน:</strong> ใช้ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ เช่น ฝึกฟังมุมมองที่ต่าง ฝึกตัดสินใจจากข้อมูลหลายด้าน หรือทดลองทำงานนอกวิธีที่ตนถนัด</li>
</ul>
<h3>สิ่งที่ HR ไม่ควรใช้ MBTI ตัดสิน</h3>
<ul>
<li>ไม่ควรใช้ผล MBTI คัดผู้สมัครออกจากกระบวนการสรรหา</li>
<li>ไม่ควรกำหนดว่าไทป์ใดเท่านั้นที่ทำอาชีพหรือเป็นผู้นำได้</li>
<li>ไม่ควรใช้แทนข้อมูลผลงาน ทักษะ ประสบการณ์ หรือการประเมินสมรรถนะ</li>
<li>ไม่ควรบังคับให้พนักงานเปิดเผยผล หรือเผยแพร่ผลโดยไม่ได้รับความยินยอม</li>
<li>ไม่ควรใช้คำอธิบายไทป์เป็นเหตุผลเหมารวมพฤติกรรม เช่น “เขาเป็น I จึงทำงานกับคนไม่ได้”</li>
</ul>
<p><strong>เหตุผลสำคัญ:</strong> The Myers-Briggs Company ระบุว่า MBTI วัดความชอบ ไม่ได้วัดทักษะ ความสามารถ หรือทำนายผลการทำงาน จึงไม่ควรใช้สำหรับการคัดเลือกบุคลากร แต่สามารถใช้เพื่อการพัฒนาตนเอง การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการพัฒนาผู้นำได้ เมื่อใช้อย่างสมัครใจและมีบริบทที่เหมาะสม</p>
<h2>FAQ: 7 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MBTI 16 บุคลิกภาพ</h2>
<h3>MBTI มีกี่แบบ</h3>
<p>MBTI มีทั้งหมด 16 แบบ เกิดจากการผสมความชอบ 4 คู่ ได้แก่ E-I, S-N, T-F และ J-P แต่ละคนจึงได้รหัส 4 ตัว เช่น ISTJ, INFP, ENTP หรือ ESFJ</p>
<h3>ตัวอักษร A และ T ใน 16Personalities หมายถึงอะไร</h3>
<p>A ย่อมาจาก Assertive ซึ่งอธิบายแนวโน้มด้านความมั่นใจและการรับมือความเครียด ส่วน T ย่อมาจาก Turbulent ซึ่งอธิบายแนวโน้มด้านความไวต่อความเครียดและแรงผลักดันให้พัฒนาตัวเอง ตัวอักษร A และ T เป็นส่วนหนึ่งของโมเดล 16Personalities ไม่ใช่ตัวอักษรใน MBTI ดั้งเดิม</p>
<h3>ทำไมผล MBTI หรือ 16Personalities จึงเปลี่ยนได้</h3>
<p>ผลอาจเปลี่ยนตามวิธีตอบ สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ ช่วงชีวิต หรือคะแนนที่อยู่ใกล้กึ่งกลางของแต่ละมิติ ผู้ทำแบบประเมินจึงควรอ่านคำอธิบายหลายด้านและพิจารณาว่าไทป์ใดสะท้อนรูปแบบระยะยาวของตนได้ดีที่สุด แทนการยึดผลครั้งเดียวเป็นคำตอบตายตัว</p>
<h3>MBTI บอกอาชีพที่เหมาะได้หรือไม่</h3>
<p>MBTI ช่วยให้เราสะท้อนสภาพแวดล้อมและรูปแบบงานที่อาจเพิ่มพลังได้ แต่ไม่สามารถระบุว่าใครทำอาชีพใดได้หรือไม่ได้ คนทุกไทป์สามารถทำทุกอาชีพได้ ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ แรงจูงใจ โอกาส และบริบทของงาน</p>
<h3>MBTI ใช้คัดเลือกพนักงานได้ไหม</h3>
<p>ไม่ควรใช้ MBTI เพื่อคัดผู้สมัคร ตัดสินการเลื่อนตำแหน่ง หรือทำนายผลการทำงาน เนื่องจากเครื่องมือนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะหรือความสามารถ หากองค์กรต้องใช้แบบประเมินในกระบวนการสรรหา ควรเลือกเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบสำหรับวัตถุประสงค์นั้นโดยเฉพาะ และใช้ร่วมกับข้อมูลหลายด้าน</p>
<h3>แบบทดสอบ MBTI ภาษาไทยทำที่ไหน</h3>
<p>ผู้ที่ต้องการสำรวจบุคลิกภาพเบื้องต้นสามารถใช้แบบประเมินออนไลน์ เช่น 16Personalities ภาษาไทย โดยควรเข้าใจว่าไม่ใช่แบบประเมิน MBTI อย่างเป็นทางการ หากต้องการกระบวนการ MBTI ที่เป็นทางการ ควรใช้เครื่องมือที่ได้รับอนุญาตและรับคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการรับรอง</p>
<h3>ควรเชื่อผล MBTI มากแค่ไหน</h3>
<p>ควรใช้ผลเป็นสมมติฐานสำหรับสำรวจตัวเอง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่กำหนดชีวิต ลองเปรียบเทียบผลกับพฤติกรรมระยะยาว รับ Feedback จากคนที่ไว้ใจ และสังเกตว่าคำอธิบายใดช่วยให้ปรับวิธีทำงานได้จริง</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>MBTI ช่วยย่อความแตกต่างที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายผ่านบุคลิกภาพ 16 แบบ จุดแข็งของกรอบนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าใครควรเป็นอะไร แต่คือการชวนให้เราเข้าใจว่าคนแต่ละคนอาจรับพลังงาน รับข้อมูล ตัดสินใจ และจัดการงานต่างกันอย่างไร</p>
<p>สำหรับ HR และหัวหน้าทีม ควรใช้ MBTI เพื่อเปิดบทสนทนา พัฒนาการสื่อสาร และออกแบบการทำงานที่รองรับความแตกต่าง โดยไม่ใช้ไทป์ตัดสินความสามารถ คัดคน หรือจำกัดโอกาสของพนักงาน เมื่อใช้อย่างพอดี MBTI จะเป็นเครื่องมือเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ป้ายที่ลดทอนความเป็นมนุษย์</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.themyersbriggs.com/en-US/Support/MBTI-Facts" target="_blank" rel="noopener">The Myers-Briggs Company: MBTI Facts</a></li>
<li><a href="https://www.themyersbriggs.com/en-US/Support/Ethical-Principles-for-MBTI-Practitioners" target="_blank" rel="noopener">The Myers-Briggs Company: Ethical Principles for MBTI Practitioners</a></li>
<li><a href="https://www.16personalities.com/articles/our-theory" target="_blank" rel="noopener">16Personalities: Our Framework</a></li>
<li><a href="https://www.16personalities.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87" target="_blank" rel="noopener">16Personalities: ประเภทบุคลิกภาพ</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/new-generation-workforce-1004/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Oct 2021 09:45:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/new-generation-workforce-1004/</guid>

					<description><![CDATA[ผลสำรวจวิจัยจาก Gallup เผยให้เห็นว่ากว่า 71 % ของคนรุ่นใหม่ไม่รู้สึก Engage กับงานที่ทำอยู่ และอีก 60 % มีความรู้สึกว่าหากเจองานใหม่ที่ได้รับโอกาสที่ดีกว่า ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็พร้อมที่จะไปเสมอ ซึ่งคำว่าคนรุ่นใหม่นั้นครอบคลุมตั้งแต่ Millennials ไปจนถึง Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุอยู่ในระหว่าง 21 – 36 ปี และเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในภาคแรงงานมากที่สุด แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ชอบงาน และพอจะมีทางออกบ้างหรือเปล่า ? ก่อนอื่น อธิบายความแตกต่างระหว่าง Millennial และ Gen Z กันสักนิด เพราะนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายตั้งแต่ระดับจุลภาค บทบาทของ Millennial และ Gen Z จึงชัดเจนขึ้น ในทุก ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเรื่องเชิงสังคม เศรษฐกิจหรือการเมือง Gen Y / Millennial Gen [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลสำรวจวิจัยจาก Gallup เผยให้เห็นว่ากว่า 71 % ของคนรุ่นใหม่ไม่รู้สึก Engage กับงานที่ทำอยู่ และอีก 60 % มีความรู้สึกว่าหากเจองานใหม่ที่ได้รับโอกาสที่ดีกว่า ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็พร้อมที่จะไปเสมอ ซึ่งคำว่าคนรุ่นใหม่นั้นครอบคลุมตั้งแต่ Millennials ไปจนถึง Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุอยู่ในระหว่าง 21 – 36 ปี และเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในภาคแรงงานมากที่สุด</p>
<p><strong>แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ชอบงาน และพอจะมีทางออกบ้างหรือเปล่า ?</strong></p>
<p>ก่อนอื่น อธิบายความแตกต่างระหว่าง Millennial และ Gen Z กันสักนิด เพราะนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายตั้งแต่ระดับจุลภาค บทบาทของ Millennial และ Gen Z จึงชัดเจนขึ้น ในทุก ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเรื่องเชิงสังคม เศรษฐกิจหรือการเมือง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9353" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/136446215_678941869442945_3094606616991306867_n.jpg" alt="ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ?" width="451" height="452" title="ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ? 1157"></p>
<h2>Gen Y / Millennial</h2>
<p>Gen Y นี้เป็นกลุ่มใหญ่สุดใน Social Media กว่า 73% ใช้งานโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็กลับยิ่งรู้สึกเหงามากขึ้น ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cafe Hopping ที่ต้องออกไปถ่ายรูปตามสถานที่เก๋ๆ โดยเฉพาะร้านกาแฟใหม่ๆ หรืออะไรก็ตามที่กำลังเป็นเทรนด์หรือเป็นกระแสอยู่ เพื่อทยอยอัพโหลดขึ้นเรียกไลก์จากเพื่อนบนโซเชียล</p>
<p>Wellness หรือ Well-being หรือกระแสธุรกิจที่เกิดขึ้นจาก Millennial เมื่อพวกเขาอยากรู้สึกดีกับชีวิต ทำให้อาหารคลีนโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงเทรนด์การฟังเสียง ASMR ที่คนยุคก่อนอาจไม่อินไปด้วย และก็ไปจนถึงการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel ที่เที่ยวด้วยตัวเองไม่พึ่งไกด์ เพราะไม่ได้อยากรีบร้อนไปไหน เพื่อผ่อนคลายจากชีวิตการทำงานที่เร่งรีบ ธุรกิจแบบ Direct to Consumer ผ่านช่องทางออนไลน์จะตอบโจทย์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาว Gen Y หรือ Millennial ได้มากที่สุด</p>
<h2>Gen Z</h2>
<p>Gen Z นี้เติบโตมาพร้อมกับ COVID 19 และนั่นเองทำให้พวกเขารู้สึกสั่นคลอนกับอนาคตและชีวิตของตัวเอง งานดีๆ ก็ไม่ได้มีรองรับ Gen Z ทุกคน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังใกล้จะจบการศึกษา หรือหลายคนก็จะออกไปแล้วแต่ไม่ได้งานตามที่ฝันไว้ เมื่อความมั่นคงในคนรุ่นก่อนไม่มีเหลือในโลกทุกวันนี้ อีกทั้งบริษัทดีๆ ลดการจ้างพนักงานประจำลงเรื่อยๆ และก็เอาเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาแทนที่มากขึ้นทุกวัน ทำให้ Gen Z นอกจากจะเครียดกับโควิด ยังต้องมาเครียดกับเรื่องชีวิตอันไม่แน่นอนหลังเรียนจบ</p>
<p>และนั่นก็ทำให้พวกเขารู้จักรวมตัวจับกลุ่มกันทางออนไลน์ได้เร็วกว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะก่อให้เกิดกลุ่มที่แบ่งปันข้อมูลการหางานหรือฝึกงานในช่วงโควิด19 ก็ตาม และ Gen Z ก็เลือกที่จะมองหาการจับกลุ่มในโลกออนไลน์ในรูปแบบ Community ต่างๆ อย่างจริงจังกว่าคนทุก Gen เพื่อที่จะได้เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความกังวลของตัวเองและก็ช่อยปลอบประโลมด้วยกัน ยิ่งทำให้พวกเขามีความผูกพันธ์ระหว่างกันผ่านออนไลน์ได้ง่ายกว่าทุก Gen และเป็น Generation ที่โตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้พวกเขามีความมั่นใจว่ามีความรู้ความเข้าใจในการคิดก่อนโพสมากอย่างที่ Gen อื่นอาจไม่คิด</p>
<h2>สาเหตุและทางออก</h2>
<div class="focused-block">
<p><strong class="pink-highlighter">1. ความคาดหวังที่สูงเกินไป และต้องการจะก้าวหน้าไวๆ</strong></p>
<p>เพราะทุกๆ ที่นั้นเต็มไปด้วยสื่อ Social Media และด้านดีๆ ชีวิตและหน้าที่การงานที่ดีของคนอื่น และ reward ก็ได้มาง่ายๆ (เป็นจำนวนไลก์หรือจำนวนแชร์) ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ต้องการจะก้าวหน้าไวๆ เหมือนที่เห็นใน Social หากไม่ได้รับโอกาสที่ดีกว่า ก็พร้อมจะไปที่ใหม่เพื่อหาหาความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และความคาดหวังสำหรับคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้เป็นความคาดหวังรายปีเช่นในสมัยก่อน แต่เป็นความคาดหวังรายเดือนเลยทีเดียว</p>
<p><strong class="pink-highlighter">2. เปรียบเทียบง่ายขึ้น อิจฉาเก่งขึ้น</strong><br />
สอดคล้องจากข้อแรก เพราะสื่อ Social Media ทำให้เกิดการเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น เครียดมากขึ้น วิตกกังวลและเกิดความรู้สึกเศร้า เกิดเป็นอาการ Imposter Syndrome คือภาวะที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง มีความกลัวว่าวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายจะรู้ว่าตัวเขาเองนั้นไม่เก่งจริง หรือไม่เหมาะกับงานที่ทำอยู่ บางครั้งก็มักนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะต่อมา นั่นก็คือ Social Comparison คือการชอบนำชีวิต ผลงานของตัวเองไปเปรียบเทียบกับของคนที่ประสบความสำเร็จหรือคนที่เหนือกว่าเรา ทั้งๆที่ลืมคิดไปว่าแต่ละคนนั้นมีพื้นฐานชีวิตหรือต้นทุนที่ไม่เท่ากัน</p>
</div>
<h2>องค์กรสามารถทำอะไรเพื่อคนรุ่นใหม่ได้บ้าง ?</h2>
<p>📌 <strong class="yellow-highlighter">หัวหน้าต้องฉายไฟทุกคนอย่างเท่าเทียม</strong><br />
หน้าที่ของคนเป็นหัวหน้าคือหาเวทีให้ลูกน้องได้แสดงออก ช่วยฉายไฟเวลาที่ลูกน้องกำลังแสดงอย่างโดดเด่น ช่วยหลบไฟเวลาที่แสดงผิดพลาด ซึ่งหลบไฟในที่นี้ หมายถึง การช่วยออกโรงปกป้องไม่ให้ลูกน้องโดนต่อว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการช่วยกันปิดบังความผิด และที่สำคัญคือให้พื้นที่ตัวสำรองลงสนามบ้าง เพราะในทุกๆ ทีมเวิร์คจะมีคนเด่นและคนรองเสมอ การเปิดโอกาสให้ตัวสำรองได้แสดงฝีมือบ้าง จะทำให้หัวหน้าเห็นความสำคัญของทีมโดยทั่วถึงกัน เป็นการพัฒนาความสามารถของตัวสำรอง มองเห็นจุดแข็งของทุกคน และลดการเปรียบเทียบเพราะแต่ละคนนั้นมีความเก่งแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน</p>
<p>📌 <strong class="yellow-highlighter">ให้อิสระในวิธีการคิดและการทำงาน</strong><br />
ในยุคสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่มีสไตล์การทำงานที่ต่างจากคนรุ่นเก่าค่อนข้างมาก ค่อนข้างมีความคิดแบบ Ownership และไม่ยึดติดคุณค่าของตัวเองกับระบบเดิมๆแบบ Hierarchy อีกต่อไป ดังนั้นเจ้านายยุคใหม่ต้องเข้าใจและตามให้ทัน ต้องปล่อยให้เขามีอิสระในการคิด และมีสิทธิ์ในการออกแบบชีวิตของตัวเอง รวมไปการรับผิดชอบตัวเองในการพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ เพราะถ้าหากไม่ให้อิสระเลย เขาก็จะรู้สึกว่าต้องไปทำงานด้วยความอดทน และก็จะเกิดคำถามตามมาว่าทำไมต้องอดทน ถ้าหากข้างนอกมีโอกาสดีๆมากมาย ที่ให้อิสระเขาได้มากกว่า</p>
<p>📌<strong class="yellow-highlighter"> Start with why</strong><br />
What How When หลายๆครั้งเวลาเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเรามักเริ่มต้นด้วย What เช่น<br />
<strong>What</strong> &#8211; สิ่งที่ต้องทำคืออะไร ? งานนั้นคืออะไร ?<br />
<strong>How</strong> – วิธีการทำให้สำเร็จคืออะไร ? ต้องทำอย่างไร ?<br />
<strong>Why</strong> – ทำไมปัญหานี้จึงเกิดขึ้น? ทำไมผลงานถึงทำเงินให้เราไม่ได้?<br />
ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรถามคือ Why เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เริ่มต้นที่ Why แล้วจะมองเห็นภาพรวมของทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น กลับกันหากยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม ทั้งขั้นตอนที่ทำและผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไร้ความหมาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9367 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/150789934_697516987585433_6159562787536212859_n.jpg" alt="150789934 697516987585433 6159562787536212859 n" width="505" height="505" title="ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ? 1158"></p>
<p>สิ่งแรกที่ตระหนักคือต้องรู้ก่อนว่าคนในองค์กรต้องการคนแบบไหน ซึ่งตรงนี้ทำให้ HR มีบทบาทมากที่ต้องทำหน้าที่เป็น Partner ให้กับองค์กร เพื่อ Start with why ว่า pain point ของคนรุ่นใหม่คืออะไร ? Passion ขององค์กรคืออะไร ? องค์กรนี้อยู่เพื่ออะไร ? แล้ว Journey ที่ต้องทำเพื่อไปให้ถึง Why ข้างหน้านั้น ต้องทำอะไรบ้าง ? เพราะการสรรหาคนที่องค์กรต้องการนั้นไม่ใช่แค่องค์กรต้องการเท่านั้น แต่พนักงานก็ต้องการเข้ามาในองค์กรด้วยเช่นกัน ทุกอย่างนั้นเริ่มต้นที่ why</p>
<p>สุดท้ายไม่ว่า Gen ไหนต่างก็มีความเครียดในงานที่ตัวเองทำอยู่ และเกิดความรู้สึกไม่ชอบงานของตัวเองแทบทุก Gen แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรรู้คือ การสามารถทำงานที่ไม่ชอบได้จะทำให้ทุกคนเป็นมืออาชีพ แล้วเอาเวลาเครียดงานที่ไม่ชอบของตัวเองไปคิดว่าสาเหตุที่ไม่ชอบนั้นเพราะอะไร มีอะไรบ้างที่ควบคุมได้ ลดความคาดหวัง เลิกเปรียบเทียบ แล้วเพิ่มมาตรฐานของตัวเองให้ดี เพราะมาตรฐานของเรานั้นคือความจริง ไม่ใช่ Social Media</p>
<div class="focused-block--has-title check"><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มีความอดทน หรือเพราะมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ? 1159" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
