
วัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากองค์กรปล่อยให้ทุกคนทำงานไปตามหน้าที่โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ย่อมส่งผลให้การทำงานขาดทิศทาง ไม่สามารถเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้
บมจ. เงินติดล้อ ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงไม่เพียงมุ่งพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง แต่ยังจัดงานเสวนา TIDLOR Culture Camp Connect ขึ้นเป็นประจำ เพื่อแบ่งปันแนวคิดและเปิดโอกาสให้องค์กรอื่น ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ด้วย
ในงานเสวนาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2025 มีการพูดคุยในหัวข้อ “Purpose Driving Business” โดยมี คุณอนุตม์ กรกำแหง กรรมการผู้จัดการ เจ-ราจา ธุรกิจเพื่อสังคม และ คุณภาวลิน ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหลักทรัพย์ Liberator ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยมี คุณกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย TIDLOR Academy เป็นผู้ดำเนินรายการ
HREX ได้เข้าร่วมงานนี้และพบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจ หากพลาดงานนี้ไป ย้อนอ่านสาระสำคัญที่ HR และผู้บริหารองค์กรควรรู้ได้เลย !
Contents
ธุรกิจไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่ต้องมี “คุณค่า” ด้วย
ก่อนเริ่มการเสวนา Speaker ทั้ง 2 ท่านถือโอกาสนี้เล่าความเป็นมาเป็นไปในเส้นทางอาชีพของตัวเองก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่มี Purpose เป็นหัวใจสำคัญ
คุณภาวลิน เล่าว่าเธอเริ่มต้นจากการเป็นวิศวกรปิโตรเลียม ก่อนเข้าสู่แวดวงธุรกิจและเทคโนโลยี เคยได้เรียนรู้กับคุณกระทิง พูลผล ทำให้เธอมีแพชชั่นด้านเทคโนโลยีและการบริหารคน อันนำมาสู่การสร้างแพลตฟอร์มลงทุน Liberator ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มการซื้อขายหุ้นรูปแบบดั้งเดิม
นอกจากนั้น ช่วงเริ่มต้นเธอยังเริ่มจากการมี Purpose ว่าองค์กรนี้ต้องการช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยมองแค่การสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว ซึ่งในเวลาต่อมา มีผลอย่างยิ่งต่อเป้าหมายขององค์กร และดึงดูดคนที่มีแนวคิดและความเชื่อคล้ายคลึงกันให้เข้ามาร่วมงานด้วย
ส่วนคุณอนุตม์ เป็นนักกฎหมายที่จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการธุรกิจบริหารหนี้ เขาพบว่าการบริหารหนี้อย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นธรรมสามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากปัญหาทางการเงินได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “เจ-ราจา” ธุรกิจเพื่อสังคมที่เน้นการให้คำปรึกษาด้านหนี้สินแก่พนักงานและประชาชนทั่วไป และเขาเองก็เช่นกันที่ก่อตั้งบริษัทด้วยความคิดว่า จะดีกว่าหรือไม่ หากดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนจากหนี้บริโภค และหนี้อื่น ๆ อีกมากมาย
Purpose ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงได้
หลายองค์กรมักกล่าวถึง “Purpose” หรือจุดมุ่งหมายขององค์กรในฐานะหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน แต่คำถามที่ตามมาคือ จุดมุ่งหมายนั้นเป็นเพียงคำพูดสวยหรู หรือสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง?
ผู้บริหาร Liberator เชื่อว่าองค์กรที่ตั้งต้นจาก Purpose ตั้งแต่แรกจะสามารถดึงดูดทั้งพนักงานและลูกค้าให้มาร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ง่าย อย่างไรก็ตามหลายบริษัทอาจประกาศวิสัยทัศน์และค่านิยมที่ฟังดูดี แต่หากไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติจริง ก็อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่ขาดความหมาย
ส่วนคุณอนุตม์ เสริมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Purpose ขององค์กรกลายเป็นจริงได้คือ “บทบาทของผู้นำ” ที่ไม่เพียงแค่พูดถึงบ่อย ๆ แต่ยังต้องลงมือทำให้เห็นอย่างชัดเจน จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความจริงใจและพร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน เช่น องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ผู้นำก็ต้องเป็นคนแรกที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วย
องค์กรที่สามารถทำให้ Purpose เป็นจริงได้ ไม่เพียงแต่จะได้รับความไว้วางใจจากพนักงานและลูกค้า แต่ยังสามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมในระยะยาว
“ถ้าผู้นำเข้าใจเป้าหมายขององค์กรและสื่อสารอย่างชัดเจน พนักงานก็พร้อมจะเดินไปด้วยกัน”
คัดเลือกและพัฒนาพนักงานอย่างไร ให้สอดคล้องกับ Purpose ขององค์กร ?
องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose ไม่ได้มีแค่ผู้นำเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จ แต่ยังต้องคัดเลือกและพัฒนาพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรด้วย
คุณอนุตม์ เล่าว่าเวลาเขาคัดเลือกพนักงาน เขาไม่ดูวุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ทำงานเท่าใดนัก แต่จะพิจารณาถึงค่านิยมและความรับผิดชอบส่วนตัวเป็นหลัก เช่น ตอนสัมภาษณ์ เขาจะถามผู้สมัครว่า “เมื่อมีรายได้แล้วแบ่งเงินให้ครอบครัวบ้างไหม ?” เพราะเขาเชื่อว่าคนที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีความรับผิดชอบในงานด้วย วิธีนี้ช่วยให้องค์กรสามารถคัดเลือกคนที่มีทัศนคติสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรได้ตั้งแต่ต้น
ส่วนคุณภาวลิน มองว่าการคัดเลือกพนักงานไม่จำเป็นต้องคัดทุกคนที่มี Purpose เดียวกันเข้ามาในองค์กรตั้งแต่แรก เพราะก็ต้องดูทักษะและความสามารถประกอบด้วย แต่สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือต้องคัดเลือกคนในระดับผู้นำที่มีแนวคิดแบบนี้เข้ามาให้ได้ เพราะเมื่อทำได้แล้ว เขาจะรับนโยบาย แล้วสื่อสารไปถึงคนในทีม แล้วทำให้ทุกคนก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมั่นคง
Performance ต้องบาลานซ์กับความสุข
องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose ผู้นำจะไม่ได้มองเพียงแค่ผลลัพธ์ของงานหรือเป้าหมายทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องใส่ใจถึง ความสุขของพนักงาน
คุณภาวลิน ยกตัวอย่างว่า เธอจะหาจุดสมดุลระหว่างการเอาจริงเอาจังเรื่องงานและการเล่นเสมอ อาจมีบ้างบางวันที่เจองานเครียด ก็ต้องหาจุดลดระดับความกดดันลงมา เธอจะมีทีม HR คอยอยู่เคียงข้าง และคอยแนะนำเธอเสมอถึงบรรยากาศภายในออฟฟิศที่ควรจะเป็น ยิ่งทำให้เธอตระหนักว่า หากองค์กรเน้นแต่ผลลัพธ์โดยไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจของพนักงาน ย่อมส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในระยะยาว เพราะพนักงานอาจหมดไฟ (Burnout) และไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
และเนื่องจากเป็นองค์กรด้านการเงินการลงทุน คุณภาวลิน ยกตัวอย่างว่าที่ Liberator ยังจัดกิจกรรมภายในเพื่อช่วยให้พนักงานได้ผ่อนคลาย เช่น เกมการลงทุนที่ให้ทุกคนเข้าใจเรื่องการเงิน หรือกิจกรรมแข่งขันสร้างคอนเทนต์ด้านการลงทุน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มทักษะให้พนักงาน แต่ยังทำให้การทำงานมีความสนุก และช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร
ฝั่งของ เจ-ราจา นั้นเน้นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นกันเองผ่านการสื่อสารแบบเปิดเผย คุณอนุตม์จะใช้ LINE กลุ่มองค์กร เป็นช่องทางหลักในการพูดคุยกับทีม แต่วิธีที่เขาสื่อสารใน LINE กลุ่มจะไม่ซีเรียส และบางครั้งจะพิมพ์ข้อความเล่าเรื่องขำ ๆ แบบเป็นกันเอง เพื่อทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจและกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

สัญญาณใดที่บ่งบอกว่าองค์กรกำลังเดินมาถูกทาง ?
องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose จะมีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่า พนักงานและโครงสร้างภายในกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
หนึ่งในนั้นคือ พนักงานเริ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อองค์กรและสังคมโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
โดยคุณอนุตม์ เล่าว่า เมื่อองค์กรของเขาทำงานด้านสังคมมากขึ้น พนักงานหลายคนก็เริ่มอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้อื่นตามไปด้วย นอกจากนี้ เจ-ราจา ยังมีนโยบายจ้างงานผู้พิการหลายคน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าถึงอาชีพที่เหมาะสม และจ้างมากกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดด้วย
คุณภาวลิน กล่าวว่า หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ Liberator เจอคือ เมื่อเกิดปัญหา พนักงานสามารถก้าวขึ้นมารับมือได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บริหาร เธอยกตัวอย่างช่วงแรกที่เธอมักต้องเป็นคนตอบคำถามลูกค้าในสถานการณ์วิกฤติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พนักงานเริ่มเข้าใจแนวทางขององค์กรและสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมองค์กรและ Purpose ได้ถูกปลูกฝังให้กลายเป็นแนวคิดที่พนักงานนำไปใช้จริง
อีกสัญญาณบ่งชี้คือ เสียงตอบรับของลูกค้าในด้านบวก นำมาสู่ความภาคภูมิใจของพนักงานที่มีต่อองค์กร เวลาที่มีลูกค้าหรือบุคคลภายนอกชื่นชมการทำงานของบริษัท หรือของพนักงานคนใด ทีมใด เธอจะนำมาป่าวประกาศให้รับรู้ร่วมกัน สิ่งนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานที่มีความหมาย และทำให้พวกเขาต้องการอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว
บทสรุป Purpose Driving Business: วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose ต้องมาจากความจริงใจของผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากแค่คำพูดสวยหรู แต่ต้องสะท้อนผ่าน การกระทำของผู้นำและการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ
TIDLOR Culture Camp Connect เน้นย้ำว่า “Purpose” จะไม่มีความหมาย หากไม่มีการนำไปปฏิบัติจริง และถ้าผู้นำไม่จริงใจ พนักงานจะรับรู้ได้ทันที เป็นต้น ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริงจึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความจริงใจของผู้บริหาร ไม่ใช่แค่การกำหนดเป้าหมายแล้วคาดหวังให้พนักงานเดินตาม แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า Purpose คือหลักการที่องค์กรยึดถือจริงในทุกการตัดสินใจและทุกกระบวนการทำงาน
นอกจากนี้ การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญยิ่ง องค์กรที่ถ่ายทอด Purpose ให้พนักงานเข้าใจและเชื่อมั่นได้ จะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและมุ่งมั่นทำงานด้วยความเต็มใจ ในท้ายที่สุด วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Purpose ไม่เพียงแต่สร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ แต่ยังทำให้พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
เห็นแนวทางอย่างนี้แล้ว องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะขับเคลื่อนด้วย Purpose อย่างแท้จริงหรือยัง ?
