เรียนรู้เจนเนอร์เรชั่นอัลฟา (Gen Alpha) เพื่อเตรียมรับมือกับตลาดแรงงานในอนาคต

ประเด็นสำคัญ
  • Gen Alpha เป็นเจนเนอร์เรชั่นที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีสูง สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้เทคโนโลยีได้ว่องไว ปรับการใช้งานได้รวดเร็ว
  • Gen Alpha รักอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด สนใจเทคโนโลยี และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • Gen Alpha เป็นคนอดทนต่ำ สมาธิสั้น อยู่กับสิ่งที่ต้องใช้เวลานานๆ ได้ยาก ขาดความรับผิดชอบในการทำงานได้ง่าย
  • Gen Alpha ชอบอยู่กับตนเอง ขาดปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นและสังคม มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมและมนุษยสัมพันธ์

ขณะที่ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการงานและการประกอบอาชีพที่เรียกกันว่า Career Disruption นั้น องค์กรต่างๆ ต่างก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิตอลที่มีการปฎิวัติแบบ Digital Disruption มากมายไม่แพ้กัน ในขณะเดียวกันองค์กรและสังคมการทำงานก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวกับกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Generation Z ด้วย เรียกว่าเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบรอบทิศจนทำเอาปวดหันกันได้เลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ครั้งนี้ก็มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วตลาดแรงงานใหม่อย่าง Generation Z นั้น ถึงแม้จะมีปัญหาหลากหลายตามมาด้วย แต่ข้อได้เปรียบในการเป็นเด็กที่โตมากับยุคเทคโนโลยีนั้นก็เป็นจุดแข็งในเรื่องแรงงานของเด็กยุคนี้เช่นกัน แต่สิ่งที่พูดไปทั้งหมดนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นสภาวะปัจจุบันแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรแล้ว และทุกคนยังคงต้องรับมือและปรับตัวกันต่อไป แต่สิ่งที่กำลังถูกสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือเรื่องของการเตรียมตัวรับมือกับเจนเนอร์เรชั่นล่าสุดอย่าง Generation Alpha หรือ Gen Alpha นั่นเอง

Gen Alpha คืออะไร?

ยุคหนึ่งเคยมีคำถามที่เกิดขึ้นและถกเถียงกันว่าต่อจาก Generation Z แล้วมันจะคือเจนเนอร์เรชั่นอะไร (เพราะเมื่อก่อนเรียงตามลำดับตัวอักษร) ทุกวันนี้ทุกคนคงรู้คำตอบกันดีแล้วว่าต่อจาก Gen Z ก็คือ Gen Alpha นั่นเอง ทั้ง Gen Z และ Gen Alpha ถือเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่อายุน้อยที่สุดในสังคมขณะนี้

ตารางเกณฑ์ของเจนเนอร์เรชั่นต่างๆ

ค.ศ. (เกิด) พ.ศ. (เกิด) Generation
1946-1964 2489-2507 Baby Boomers
1965-1976 2508-2519 Generation X
1977-1994 2520-2537 Generation Y (Millenial)
1995-2009 2538-2552 Generation Z
2010-2024 2553-2567 Generation Alpha

 

ขณะที่ Gen Z กำลังเริ่มเรียนจบและเข้าสู่วัยทำงานตอนต้นกันแล้ว Gen Alpha รุ่นที่โตที่สุดนั้นก็ยังคงอยู่ในวัยเด็กอยู่ (อ้างอิงเวลาปัจจุบัน ณ ปี ค.ศ.2019) แต่ถึงอย่างนั้นทุกฝ่ายต่างก็เริ่มทำความเข้าใจกับอนาคตของ Gen Alpha และเตรียมรับมือกันแล้ว เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้ก็คือผู้ใหญ่ในอนาคตแล้วนั้น พวกเขาเหล่านี้ก็คือตลาดแรงงานในอนาคตด้วยเช่นกัน

Gen Alpha ทีที่ไปที่มาอย่างไร

ทันทีที่ถึงยุคของ Gen Z ต่างก็มีคำถามเกิดตามมาทันทีว่าเจนเนอร์เรชั่นต่อไปจะถือเจนเนอร์เรชั่นใด ซึ่งผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นคนให้เกิดเนิด Generation Alpha นั้นก็คือ Mark McCrindle นักประชากรศาสตร์ตลอดจนนักวิจัยทางสังคมชาวออสเตรเลียผู้มีชื่อเสียงนั่นเอง โดยเขาได้พูดถึงเรื่องนี้ในหนังสือ The ABC of XYZ; Understanding the Global Generations ที่เขาเขียน ตลอดจนขึ้นพูดบนเวที TEDx ที่ทำให้ทั่วโลกจับตาถึงเจนเนอร์เรชั่นนี้นั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : https://mccrindle.com.au/insights/blogarchive/why-we-named-them-gen-alpha/

จากข้อมูลศึกษาวิจัยนั้นว่ากันว่าเด็ก Gen Alpha ถือเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่ฉลาดที่สุดในเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยนับจากช่วงวัยที่เกิดขึ้นมาเลยก็ว่าได้ ด้วยความพร้อมทางเทคโนโลยีหลากๆ อย่างบนโลก ตลอดจนวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้ประชากรโลกมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน จากผลการวิจัยพบว่า Gen Alpha มีการเรียนรู้เทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก และพวกเขาก็เติบโตมาพร้อมเซนต์แห่งการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งเด็ก Gen Alpha นี้จะมีอัตราเฉลี่ยในการใช้อินเตอร์เน็ตสูงถึง 47.4% ต่อวันเลยทีเดียว และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่งส่งเสริมให้เด็กวัยนี้เป็นวัยที่มีศักยภาพอย่างยิ่ง และเป็นวัยที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาดที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : https://www.marketingoops.com/reports/gen-alpha-s26/

HR ที่มีข้อสงสัยหรือมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้

Q. อยู่ในบริษัทที่มี Generation Gap สูง จะส่งผลต่อแผนการทำ Engagement ที่แตกต่างกันอย่างไร

สวัสดีค่ะ ที่บริษัทมีคนอยู่หลายรุ่น เลยยากรู้ว่าแผนการทำ engagement  จะมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะคิดว่าสิ่งที่คนต้องการและคาดหวังรวมถึงอุปนิสัยของคนแต่ละรุ่นก็น่าจะแตกต่างกันออกไป

 

A. องค์กรที่มีความหลากหลายในเรื่องของ Generation อาจกลายเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งขององค์กรในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีความครบถ้วนทั้งประสบการณ์ และมุมมองที่แตกต่าง สังคมการทำงานที่มี Engagement ก็ไม่ต่างกับครอบครัวที่มีคนหลายรุ่นแต่ยังสนิทและมีสัมพันธ์ที่ดีได้ แต่ต่างก็มีส่วนร่วมตามความถนัดของตัวเองได้ อย่างเช่น …

ความเหมือนและแตกต่างระหว่าง Gen Z และ Gen Alpha

ตั้งแต่ Gen X เป็นต้นมา คนเหล่านี้เป็นเจเนอร์เรชั่นที่เริ่มรู้จักและเติบโตมากับเทคโนโลยีที่เห็นพัฒนาการมาเรื่อยๆ คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด แต่สำหรับ Gen Z และ Gen Alpha นั้นถือว่าเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่โตมากับเทคโนโลยีที่พัฒนาเต็มที่และสมบูรณ์แบบแล้ว เกิดมาในโลกยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง เกิดมาบนความสะดวกสบายและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรทั้งสองเจนเนอร์เรชั่นรุ่นใหม่นี้ต่างก็มีความแตกต่างตามช่วงเวลาที่ตนเองเติบโตเช่นกัน เราลองมาดูความเหมือนและความแตกต่างระหว่างสองเจนเนอร์เรชั่นนี้กัน

ความเหมือน

  • เป็นเด็กรุ่นที่เติบโตและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ดังนั้นจึงเป็นเจเนอร์เรชั่นที่ใช้เทคโนโลยีได้คล่องแคล่ว เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีได้ไว
  • ยอมรับและเข้าใจความแตกต่างได้ง่าย เพราะเขาโตมากับโลกไร้พรมแดน การรู้จักและคุ้นเคยกับทุกวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นเจเนอร์เรชั่นที่เริ่มมีวัฒนธรรมเดียวกันเหมือนๆ กันทั่วโลกด้วย
  • ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดี เพราะเกิดมาในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปไวมากๆ

ความแตกต่าง

  • เด็กรุ่น Gen Alpha จะใช้เทคโนโลยีในการทำงานได้ดีกว่า คล่องแคล่วกว่า เพราะเด็กรุ่น Gen Z กำลังเติบโตในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Age แต่ Gen Alpha จะเข้ามาทำงานในยุคที่ดิจิตอลสมบูรณ์แบบขึ้น
  • เด็กรุ่น Gen Alpha จะมีสมาธิต่ำในเรื่องที่เขาไม่สนใจ เรื่องอื่นๆ ในสังคม แต่จะมีสมาธิสูงในเรื่องเทคโนโลยี
  • เด็กรุ่น Gen Alpha จะมีทักษะในการหาข้อมูลที่ดีและหลากหลาย สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้สูง
  • เด็กรุ่น Gen Alpha จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีกว่าเจนเนอร์เรชั่นที่ผ่านมา เพราะเกิดมาในยุคที่การสร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และเป็นเทรนด์ที่ได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากสังคม

HR ที่มีข้อสงสัยหรือมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้

Q. อยากชวนคุยเรื่องพนักงาน generation ต่างๆ ในองค์กรว่ามีประเด็นอะไรกันบ้าง

ทำไมนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลต้องเข้าใจถึงลักษณะของอายุที่แตกต่างกันหรือรุ่นอายุของพนักงานที่ทำงานร่วมกันในองค์กร สนใจเรื่องนี้เพราะว่าตอนนี้คน Gen Y กำลังกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในที่ทำงานไปเรียบร้อยแล้ว ในในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ millennial ก็กำลังหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ฝ่ายบริหารสูงๆ ยังเป็นคนที่อายุค่อนข้างมาก มีระดับ Gen เป็นส่วนใหญ่

 

A. เพราะว่าการทำงานภายใต้องค์กร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นองค์กร ขนาดใดก็ตาม ผลที่บริษัทฯต้องการย่อมมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งในการบริหารทรัพยากรบุคคลของ HR จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงจุดดี จุดเด่น การพัฒนาของแต่คนออกมาซึ่งในการบริหารคนแต่ละGenนั้น มีแนวทางที่แตกต่างกัน และอีกทั้งต้อง ทำให้ทุกGen ยอมรับ…

 

คุณลักษณะของคนยุค Gen Alpha ในตลาดแรงงานที่คาดการณ์ไว้

ต้องบอกว่า Gen Alpha เป็นเด็กรุ่นที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ และความสะดวกสบายที่ครบครัน มักไม่เจอกับปัญหาเหมือนเด็กยุคก่อน เด็กในเจเนอร์เรชั่นนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยแรงงานแล้วจะมีคุณลักษณะของวัยที่เป็นอย่างไร เรามาลองเรียนรู้จุดเด่นและจุดด้อยของวัยนี้กันดู เพื่อเตรียมรับมือกับแรงงานยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้

จุดเด่น

  • มีทักษะทางเทคโนโลยีและดิจิตอลสูง : เด็กยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันและการทำงานในทุกภาคส่วนเป็นอย่างมาก เขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ไว ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้คล่อง สามารถสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้ดี เรียนรู้เทคโนโลยีในเชิงลึกได้ง่าย และสามารถนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับการทำงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
  • ยอมรับและเรียนรู้ความแตกต่างได้ดี : เด็กยุคนี้เติบโตมากับโลกไร้พรมแดน เรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของคนทั่วโลกได้ง่าย อีกอย่างเป็นยุคที่ทั่วโลกต่างก็มีวัฒนธรรมหลายอย่างร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว จึงเกิดความเข้าใจในองค์รวมในทิศทางเดียวกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ทำงานร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก
  • ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ดี : เด็กยุคนี้เติบโตมาในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงว่องไว รวดเร็ว ยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดี รับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย : เด็กยุคนี้เกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้และข้อมูลมากมายแบบไร้ขอบเขต และเติบโตมาในยุคที่ส่งเสริมให้มีองค์ความรู้หลากหลายรูปแบบ เขาจะเป็นคนที่ผสมผสานองค์ความรู้ต่างๆ ได้ดี หรือมีทักษะที่ชำนาญมากกว่าหนึ่งอย่าง
  • มีทักษะการแก้ปัญหาที่หลากหลาย : เด็กยุคนี้จะโตมากับทักษะการแก้ปัญหาที่หลากหลายรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อเกิดปัญหาที่เทคโนโลยีสามารถแก้ไขได้ จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้หลากหลายวิธี
  • เป็นนักสร้างนวัตกรรม : เด็กยุคนี้จะชอบสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นวัตกรรมที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหรืออำนวยความสะดวกได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขาจะชอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นอยู่บนโลกสม่ำเสมอ
  • ท้าทายในการได้ทำงานอะไรใหม่ๆ : เด็กยุคนี้จะเบื่อที่ทำอะไรซ้ำซากจำเจแบบเดิมๆ แต่จะกระตือรือร้นในการที่ได้ทำอะไรท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ การสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งโปรเจกต์ใหม่ๆ
  • รักอิสระ : ตั้งแต่ Gen Y เป็นต้นมา เริ่มเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่รักอิสระ อยากทำอะไรที่มีความสุขต่อชีวิต ทำงานที่ชอบ แต่ Gen Alpha จะยิ่งรักอิสระที่สุด ไม่ชอบการผูกมัด มีอิสระที่จะทำงานและใช้ชีวิต เลือกในสิ่งที่ตนเองชอบทำและสบายใจที่จะทำ รวมถึงอิสระในสถานที่ทำงานที่สามารถทำได้ที่ไหนก็ได้ในโลก
  • มีความยืดหยุ่นสูง : เด็ก Gen Alpha จะโตมากับช่วงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานขนานใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม เด็กยุคนี้จะมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ทำงานได้ทุกรูปแบบ ทุกข้อกำหนด

จุดด้อย

  • ขาดความอดทน : เด็ก Gen Alpha และ Gen Z เป็นต้นมามักจะขาดความอดทน เพราะเขาเจออะไรที่ว่องไว เปลี่ยนแนปลงตลอดเวลา เวลาเจออะไรช้าๆ หรือต้องตั้งใจจดจ่อทำอะไรนานๆ มักจะขาดความอดทน ดังนั้นจะทำงานที่ต้องใช้เวลาได้ไม่ค่อยดี หรืองานที่ต้องรอผลสำเร็จนานๆ จะทำได้ไม่ดี หรือไม่มีความอดทนเลย
  • ขาดสามาธิในการทำงาน : เด็ก Gen Alpha จะค่อนข้างสมาธิสั้น เพราะมีสิ่งน่าสนใจหลากหลายอย่าง อยู่กับสิ่งๆ เดียวนานๆ ไม่ได้ ไม่มีความตั้งใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง
  • ขาดความตั้งใจในการทำงาน : ในเมื่อความสนใจหลากหลาย ความตั้งใจต่อแต่ละสิ่งย่อมลดลง เด็กยุคนี้มักขาดความตั้งใจในการทำงานที่จริงจัง เต็มที่ มักทำแบบขอไปที พอให้เสร็จๆ ไป เพราะไม่ได้เกิดผลกระทบอะไรกับชีวิตมากมาย ไม่เข้าใจหรือเห็นคุณค่าของงานที่ทำ ก็เลยไม่ใส่ใจทำงานอย่างเต็มที่
  • เบื่อหน่ายง่าย : เด็กยุคนี้จะเบื่อง่าย ทำอะไรที่ไม่น่าสนใจก็จะเริ่มเบื่อ และหันไปหาสิ่งที่น่าสนใจกว่าซึ่งมีอยู่มากมาย ไม่จดจ่อกับสิ่งๆ เดียว อาจทำให้การทำงานมีปัญหา ถ้าได้ทำงานอะไรซ้ำๆ ไม่เกิดผลอะไร
  • ไม่ชอบฝึกฝนทักษะพื้นฐาน อยากแต่จะทำงานในทักษะชำนาญการที่เห็นผลเลย : เด็กยุคนี้มักละเลยการเรียนรู้หรือฝึกฝนพื้นฐานให้ชำนาญ แต่อยากจะไปไวๆ แบบก้าวกระโดด ซึ่งทำให้พอทำงานแล้วไม่มีความชำนาญจะเกิดปัญหาได้ง่าย และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้
  • ไม่มีทักษะในการแก้ปัญหา : เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเด็ก Gen Alpha จะขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา เพราะไม่รู้วิธีการหรือทักษะพื้นฐาน
  • มี Human Sense น้อยลง : ด้วยความที่อยู่กับเทคโนโลยีมากไป ขาดปฎิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันต่อมนุษย์คนอื่นเท่าที่ควร ทำให้เข้าใจระหว่างกันน้อยลง เกิดความเกรงใจกันน้อยลง ไม่เคารพซึ่งกันและกัน ไมมีกาลเทศะต่อกัน
  • ขาดมนุษยสัมพันธ์ : เด็ก Gen Alpha มักจะอยากขลุกอยู่กับเทคโนโลยี ขลุกอยู่กับตัวเอง ขาดการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ยาก ขาดมนุษยสัมพันธ์ในองค์กรและสังคม มักจะอยู่กับตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การทำงานร่วมกันกับผู้อื่นอาจเกิดปัญหาขึ้นได้
  • ไม่รู้จักงานฝีมือและการใช้แรงงาน : เด็กรุ่นใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีและการใช้เทคโนโลยีช่วยทำงาน ดังนั้นจะขาดการลงมือปฎิบัติ หรือเรียนรู้ทักษะพื้นฐานที่ไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเกิดปัญหาต่างๆ เขาอาจไม่เข้าใจการปฎิบัติงานแบบ Non-Automatic สักเท่าไร รวมถึงในเรื่องของงานฝีมือ หรืองานที่ต้องใช้มือทำ เด็กรุ่นนี้จะไม่มีความสนใจ หรือไม่ก็มีสมาธิสั้น ปฎิเสธงานที่ต้องออกแรงและใช้เวลา
  • ขาดความเกรงใจ : การพูดตรงเป็นสิ่งที่ดี แต่การพูดตรงแบบขาดความเกรงใจ หรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ไม่มีกาลเทศะ ถือว่าเป็นสิ่งที่แย่ เด็กยุค Gen Alpha จะขาดความเข้าใจกาลเทศะ พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดอยู่บ่อยๆ และขาดความเกรงใจคนอื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างบุคคลขึ้นได้ง่าย
  • ขาดความรับผิดชอบ : เด็กยุคใหม่นี้จะขาดความรับผิดชอบสูง ทำงานเรื่อยๆ เปื่อยๆ เมื่อเกิดปัญหา หรือทำไม่ได้ ก็พร้อมที่จะทิ้งงานโดยไม่รู้สึกผิด หนีงานโดยมีข้ออ้างส่วนตัวเสมอ ทิ้งงานโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นได้

อย่างไรก็ดีคงต้องบอกว่านี่คือการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้น และอาจเป็นคุณลักษณะนี้อาจเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีคุณลักษณะเดียวกันนี้ไปเสียหมด ในขณะเดียวกันคุณลักษณะในอนาคตอาจจะต่างไปจากที่คาดคิดนี้ก็ได้ หรือบางทีเมื่อเรารู้ข้อมูลตรงนี้พร้อมการคาดการณ์แล้วก็อาจจะเริ่มต้นแก้ไขสิ่งที่บกพร่องได้ทัน อย่างไรก็ดีองค์กรทุกองค์กรต่างก็รอคอยการมาของเจนเนอร์เรชั่นใหม่ทุกยุคทุกสมัย พร้อมการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน

องค์กรควรเตรียมตัวอย่างไรในการทำงานร่วมกับ Gen Alpha

ทุกยุคสมัยประชากรโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาของโลกใบนี้ เราไม่มีทางปฎิเสธประชากรวัยไหนได้เลย เพราะแต่ละรุ่นต่างก็เป็นอนาคตต่อไปของโลกใบนี้เช่นกัน สิ่งที่ควรทำก็คือการเตรียมรับมือกับประชากรในยุคอนาคต รวมถึงเปลี่ยนแปลงตนเองให้ก้าวตามยุคสมัยให้ทัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่องค์กรจะได้รับความคุ้มค่าและผลประโยชน์มากที่สุด

  • นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในแต่ละสายงาน : องค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลก นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานแต่ละสายงาน เพื่อรองรับแรงงานในอนาคตที่เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยียิ่งขึ้นได้ด้วย
  • ปรับระบบการทำงานหลากหลายรูปแบบ : องค์กรควรมีระบบการทำงานที่หลากหลายรูปแบบไว้รองรับ เพราะระบบการทำงานในยุคนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ระบบการจ้างงานประจำเริ่มเป็นภาระหนักอึ้งขององค์กร และเริ่มเป็นความน่าเบื่อสำหรับพนักงานแล้ว คนรุ่นใหม่จะเริ่มอยากทำงานแบบฟรีแลนซ์มากขึ้น หรือ Remote Working ทำงานที่ไหนก็ได้บนโลก ขอแค่มีงานส่งทันตามเวลาที่กำหนด
  • ทำงานระบบบริษัทกับบริษัท : เด็กยุคใหม่มีความอยากเป็นเจ้าของกิจการตนเองมากขึ้น แนวทางการเติบโตของธุรกิจในโลกอนาคตอาจไม่ใช่การสร้างบริษัทใหญ่โต แต่เป็นการสร้างบริษัทเล็กๆ ขึ้นมามากมาย ทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ ระบบการทำงานจะเป็นระบบบริษัทดีลกับบริษัทมากขึ้น อย่างงานนี้หากบริษัทต้องการก็ไปติดต่อให้อีกบริษัททำ ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานของตน ก็จะเป็นการดีลกับบริษัทของคนรุ่นใหม่แทน
  • ทำงานแบบเป็น Project Base : หนึ่งในวิธีการทำงานที่กำลังเริ่มได้รับความนิยม และเหมาะสมสำหรับคนยุคใหม่มากขึ้นก็คือการทำงานแบบ Project Base แทนที่จะเป็นการทำงานแบบตามหน้าที่หลักหรือภาระกิจหลักอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน การทำงานแบบ Project Base นี้ก็คือการที่ให้งานแต่ละงานเป็นโปรเจกต์แทน โดยโปรเจกต์นี้จะมีใครเข้ามาร่วมทำบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป หรือร่วมทำกันหลายคน มีระยะเวลาสิ้นสุดโปรเจกต์ที่ชัดเจน มีระบบระเบียบในการทำงาน มีกระบวนการที่ชัดเจน
  • พัฒนาบุคลากรตลอดเวลา : เด็กยุคใหม่ต้องการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ ดังนั้นองค์กรควรมีการพัฒนาบุคลากร ทักษะ ความรู้ พัฒนาการทำงาน พัฒนาเทคโนโลยีที่นำเข้ามาช่วยในการทำงาน เพื่อใช้ศักยภาพของคน Gen Alpha ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กร : ในยุคหน้าเรื่องมนุษยสัมพันธ์อาจจะเป็นปัญหามากขึ้นสำหรับเด็กยุคใหม่ องค์กรอาจช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ดีขึ้นด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กรให้ดี ผ่านกิจกรรมตลอดจนวิธีการต่างๆ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กัน ตลอดจนส่งเสริมการทำงานเป็นทีม

บทสรุป

โลกของการทำงานกำลังจะปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่โลกก็กำลังผลิตประชากร Gen Alpha ที่เติบโตตามการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างคืออนาคตของโลกใบนี้ เราไม่มีวันที่จะปฎิเสธเทคโนโลยีหรือความก้าวหน้าได้ เพียงแต่ต้องเรียนรู้และพัฒนาที่จะก้าวตามเทคโนโลยีและโลกใบนี้ให้ทัน ซึ่งอันที่จริงแล้วมันล้วนแล้วแต่เป็นแง่ดีในการอำนวยความสะดวกทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงานที่ดียิ่งขึ้น และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

Gen Alpha ถือเป็นเยาวชนที่จะกลายเป็นอนาคตของชาติและอนาคตของโลกใบนี้ต่อไป จุดแข็งที่เขามีศักยภาพด้านเทคโนโลยีตลอดจนองค์ความรู้ดิจิตอลที่เขาเติบโตมานั้น ควรจะสนับสนุนให้นำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านต่างๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนรวมถึงทุกองค์กรต่างก็ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น แล้วโลกในอนาคตก็คือโลกของพวกเขาด้วยเช่นกัน การเรียนรู้ที่จะรับมือและส่งเสริม Gen Alpha ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรจึงควรเป็นสิ่งที่สังคมและองค์กรควรเตรียมตัวตรงจุดนี้ เพื่อที่จะนำมาช่วยกันพัฒนาโลกของเราให้ก้าวหน้าต่อไป