<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>HR OD &#8211; HREX.asia</title>
	<atom:link href="https://th.hrnote.asia/category/orgdevelopment/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<description>HREX สนับสนุนการเติบโตขององค์กรโดย HR</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 May 2026 05:38:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/favicon-96x96-1.png</url>
	<title>HR OD &#8211; HREX.asia</title>
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Succession Planning ฉบับ Apple: แผนที่วางไว้นานนับสิบปี เพื่อ CEO คนต่อไป</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/apple-succession-planning-260507/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/apple-succession-planning-260507/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 05:38:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49826</guid>

					<description><![CDATA[ทันทีที่บริษัท Apple ประกาศเปลี่ยนตัว CEO คนใหม่จาก ทิม คุก (Tim Cook) เป็น จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026 ตลาดหุ้นไม่ได้สะดุ้ง นักลงทุนไม่ได้ตื่นตระหนก และสื่อธุรกิจทั่วโลกก็แทบไม่ได้แปลกใจ เพราะชื่อของ เทอร์นัส ถูกพูดถึงในฐานะทายาทคนต่อไปของคุก อย่างชัดเจนมาก่อนหน้าบอร์ดจะลงมติเสียอีก แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เวลาผู้นำลาออกกะทันหัน สิ่งที่ตามมามักเป็นความสับสน การตัดสินใจที่ล่าช้า และคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าใครจะขึ้นมาแทน สิ่งที่ Apple ทำในกระบวนการ Succession Planning แล้วทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ดูเป็นเรื่องปกติ จริง ๆ แล้วใช้เวลาเตรียมการมานับสิบปีเลยทีเดียว ถือเป็นกรณีศึกษาที่คนทำงาน HR ควรรู้ ย้อนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผู้นำของ Apple ก่อนที่ตำแหน่ง CEO จะมาถึงมือเทอร์นัส เราทุกคนน่าจะจดจำกันได้ดีว่า สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) คือผู้นำสูงสุดคนแรกของ Apple นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49830" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-14.webp" alt="Successtion Planning CEO Apple John Ternus" width="600" height="370" title="Succession Planning ฉบับ Apple: แผนที่วางไว้นานนับสิบปี เพื่อ CEO คนต่อไป 4" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-14.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/HREX-Cover-600-x-370-px-14-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://www.apple.com/newsroom/2026/04/tim-cook-to-become-apple-executive-chairman-john-ternus-to-become-apple-ceo/" target="_blank" rel="noopener">ทันทีที่บริษัท Apple ประกาศเปลี่ยนตัว CEO คนใหม่จาก <strong>ทิม คุก (Tim Cook)</strong> เป็น <strong>จอห์น เทอร์นัส (John Ternus)</strong> เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026</a> ตลาดหุ้นไม่ได้สะดุ้ง นักลงทุนไม่ได้ตื่นตระหนก และสื่อธุรกิจทั่วโลกก็แทบไม่ได้แปลกใจ เพราะชื่อของ เทอร์นัส ถูกพูดถึงในฐานะทายาทคนต่อไปของคุก อย่างชัดเจนมาก่อนหน้าบอร์ดจะลงมติเสียอีก</p>
<p>แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เวลาผู้นำลาออกกะทันหัน สิ่งที่ตามมามักเป็นความสับสน การตัดสินใจที่ล่าช้า และคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าใครจะขึ้นมาแทน สิ่งที่ Apple ทำในกระบวนการ Succession Planning แล้วทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ดูเป็นเรื่องปกติ จริง ๆ แล้วใช้เวลาเตรียมการมานับสิบปีเลยทีเดียว ถือเป็นกรณีศึกษาที่คนทำงาน HR ควรรู้</p>

<h2>ย้อนประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผู้นำของ Apple</h2>
<p>ก่อนที่ตำแหน่ง CEO จะมาถึงมือเทอร์นัส เราทุกคนน่าจะจดจำกันได้ดีว่า <strong>สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs)</strong> คือผู้นำสูงสุดคนแรกของ Apple นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1976 และในเวลาเพียง 10 ปี เขาพาบริษัทเทคโนโลยีแห่งนี้เติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์</p>
<p>การเติบโตนั้นเป็นผลจากสไตล์การบริหารแบบ Founder-Visionary ของจอบส์ที่เชื่อว่าตัวเองรู้ว่าโลกต้องการอะไรก่อนที่โลกจะรู้ ทำให้ตัดสินใจเร็ว กล้ายุติโครงการที่ไม่มีศักยภาพ และใช้มาตรฐานระดับ Perfectionist กดดันคนทั้งองค์กร สไตล์นี้ผลิตผลิตภัณฑ์ล้ำออกมามากมาย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงคือระบบที่พึ่งพาตัวบุคคลสูงจนยากจะดำเนินต่อได้ถ้าไม่มีเขา</p>
<p>ปี 1985 จอบส์ถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้น <strong>จอห์น สกัลลี่ (John Sculley)</strong> อดีตผู้บริหาร PepsiCo จึงขึ้นมารับช่วงต่อแทนเป็นเวลา 10 ปี แนวทางของเขาต่างจากจอบส์โดยสิ้นเชิง ให้น้ำหนักกับการตลาดเป็นหลัก ผลประกอบการดีในช่วงแรกแต่ตกต่ำในที่สุด กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนที่ Apple จำขึ้นใจว่าการเลือก CEO โดยไม่ได้มองว่าองค์กรต้องการอะไรในระยะยาว ราคาที่จ่ายนั้นแพง</p>
<p>หลังจากนั้นมีการเปลี่ยน CEO อีกสองคนก่อนที่ Apple จะดึงตัวจอบส์กลับมาพาบริษัทหลุดจากปากเหวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกทีละชิ้น ตั้งแต่ iMac, iPod, iPhone ไปจนถึง iPad</p>
<p>ก่อนจอบส์จะลงจากตำแหน่ง CEO ในวันที่ 24 สิงหาคม 2011 เขาเริ่มวางแผนหาผู้สืบทอดมาสักระยะแล้ว ไม่ปล่อยให้บริษัทลอยแพ และนำมาสู่การแต่งตั้ง ทิม คุก ขึ้นเป็น CEO</p>
<p>โปรไฟล์ของคุกไม่ธรรมดา เขาจบวิศวกรรมอุตสาหการจาก Auburn University และ MBA จาก Duke ก่อนเข้าร่วม Apple ในปี 1998 ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน Operations และ Supply Chain เขาเป็นขั้วตรงข้ามกับจอบส์ในเกือบทุกมิติ แต่ความเก่งของเขาคือการทำให้ผลิตภัณฑ์ล้ำ ๆ ผลิต ส่ง และขายได้ในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม</p>
<p>Apple ในยุคคุกเติบโตจากมูลค่าตลาดราว 350,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2011 ไปแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้ต่อปีเพิ่มจาก 108,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2011 เป็นมากกว่า 416,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 (ข้อมูลจาก Apple Annual Report)</p>
<h2>จอห์น เทอร์นัส คือใคร ? ทำไม Apple ถึงเลือกเขา ?</h2>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-49831" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/Apple-John-Ternus_inline.jpg.large_2x.webp" alt="Successtion Planning CEO Apple John Ternus" width="600" height="800" title="Succession Planning ฉบับ Apple: แผนที่วางไว้นานนับสิบปี เพื่อ CEO คนต่อไป 5" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/Apple-John-Ternus_inline.jpg.large_2x.webp 1306w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/Apple-John-Ternus_inline.jpg.large_2x-225x300.webp 225w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/Apple-John-Ternus_inline.jpg.large_2x-768x1024.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/Apple-John-Ternus_inline.jpg.large_2x-1152x1536.webp 1152w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>จอห์น เทอร์นัส จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลจาก University of Pennsylvania และเริ่มต้นอาชีพเป็นวิศวกรที่ Virtual Research Systems ก่อนย้ายมาอยู่ Apple ในปี 2001 ปัจจุบันเขาอายุ 50 ปี ตรงกับอายุของคุกตอนที่ขึ้นเป็น CEO ในปี 2011 พอดี</p>
<p>ตลอด 25 ปีที่อยู่กับ Apple เขาดูแลงาน Hardware Engineering ให้กับ iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และ Apple Vision Pro แต่สิ่งที่ทำให้เทอร์นัสต่างจากวิศวกรเก่งคนอื่นไม่ใช่แค่ความสามารถเชิงเทคนิค แต่คือประเภทของงานที่เขาได้รับมอบหมาย</p>
<p>Apple ไม่ได้แค่ให้เขาดูแลสายการผลิตตามปกติ แต่วางเขาไว้บนโครงการที่ถ้าพลาดจะสร้างความเสียหายระดับองค์กร ทั้ง Apple Silicon ที่ต้องออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด, iPhone รุ่นที่เป็น Product Bet ใหม่ และแว่น Apple Vision Pro ที่อาจเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในรอบ 10 ปี ผลลัพธ์ของโครงการเหล่านั้นคือหลักฐานที่บอร์ดใช้ประเมินเขา โดยไม่ต้องมีใครประกาศว่านี่คือข้อสอบ</p>
<p><strong>ผลงานเด่นที่สุดคือ Apple Silicon การตัดสินใจเลิกใช้ชิป Intel แล้วหันมาสร้างชิปของ Apple เอง</strong> ซึ่งต้องอาศัยความกล้าในการโน้มน้าวบอร์ดและผู้บริหาร และความสามารถในการบริหารทีมวิศวกรจำนวนมากให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผลออกมาคือ MacBook รุ่น M1 ที่แก้ปัญหาความร้อน ปัญหาความไม่เสถียร และยอดขาย Mac ก็เติบโตขึ้นอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด</p>
<p>วิธีตั้งคำถามของเขาก็บอกอะไรบางอย่างได้ชัดเจน เขาชอบถามว่า &#8220;จะทำให้ดีกว่านี้ได้อีกแค่ไหน&#8221; และในการพัฒนา Apple Silicon เขายืนกรานว่าชิปที่ทำเองจะต้องดีกว่า Intel ในทุกมิติที่วัดได้ ไม่ใช่แค่พอใช้ได้ วิธีคิดแบบนี้คือสิ่งที่จอบส์ทำมาตลอด และเป็นเหตุผลที่คนในองค์กรให้ความเคารพเขาสูง</p>
<h2>Succession Planning ที่ใช้เวลานับสิบปี</h2>
<p>เส้นทางอาชีพของ เทอร์นัส ใน Apple แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงที่ชัดเจน และแต่ละช่วงล้วนมีความหมายต่อการทำ Succession Planning อย่างยิ่ง</p>
<h3>2001–2013: สร้างรากฐาน</h3>
<p>เทอร์นัส เข้าสู่ Apple ในปี 2001 เริ่มงานในสาย Product Design ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่บริษัทกำลังเปิดตัว iPod และวางรากฐานระบบ iTunes Ecosystem ช่วงนี้เขาไม่ได้โดดเด่นในสายตาสาธารณะ แต่ได้ทำงานใกล้ชิดกับ จอบส์ จนเข้าใจแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร และซึมซับมาตรฐานที่ Apple จะไม่ยอมลดเด็ดขาด เช่น ความลึกของร่องสกรูบนแผงหลังจอภาพต้องเท่ากันทุกอัน รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้คือสิ่งที่เขาเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงมาโดยตลอด</p>
<h3>2013–2021: พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน</h3>
<p>หลังขึ้นเป็น VP of Hardware Engineering ในปี 2013 Apple กำลังขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้ง Apple Watch ในปี 2015, AirPods ในปี 2016 และ iMac Pro ในปี 2017 ซึ่งในการเปิดตัว iMac Pro เขาได้ขึ้นเวที Keynote เป็นครั้งแรก</p>
<p>ผลงานมาสเตอร์พีซของช่วงนี้คือ Apple Silicon ซึ่งต้องออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด เป็นการวัดดวงครั้งใหญ่ที่เขาต้องการทั้งความเชื่อมั่นและความกล้าในการพาทั้งองค์กรไปในทิศทางที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอร์ดใช้ประเมินเขาในระยะยาว</p>
<h3>2021–2026: เตรียมรับตำแหน่ง</h3>
<p>การก้าวเข้าสู่ Executive Team ในตำแหน่ง SVP of Hardware Engineering ในปี 2021 คือสัญญาณที่ชัดขึ้นอีกขั้นว่า Apple กำลังให้เขารับผิดชอบงานที่ใหญ่กว่าสายวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว เขาดูแล Hardware Engineering ของทุกผลิตภัณฑ์พร้อมกัน และเริ่มปรากฏตัวในงานสาธารณะบ่อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทิม คุก คือคนที่มองเห็นเทอร์นัส และทำหน้าที่เป็น Sponsor โดยตรง เขาระบุในแถลงการณ์ว่า เทอร์นัสมีระบบการคิดแบบวิศวกรรม มีจิตวิญญาณของนักประดิษฐ์ และมีความเป็นผู้นำที่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างดี เป็นการสื่อสารต่อนักลงทุนและสาธารณชนว่าเขาคือคนที่เลือกและไว้วางใจมานานแล้ว</p>
<p>เดือนมีนาคม 2026 หรือหนึ่งเดือนก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ Bloomberg เผยแพร่ประวัติการทำงานของเขาพร้อมระบุว่าเขาคือตัวเต็งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากคุก นั่นหมายความว่าก่อนวันที่บอร์ดจะลงมติ ตลาดและสื่อธุรกิจรับรู้แล้วว่า Apple กำลังจะมอบตำแหน่งผู้นำสูงสุดให้ใคร เป็นสัญญาณที่บริษัทส่งออกมาอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ข้อมูลที่รั่วไหล</p>
<p>วันที่ 17 เมษายน 2026 บอร์ดลงมติแต่งตั้งเทอร์นัสเป็น CEO อย่างเป็นเอกฉันท์ และ Apple ค่อยประกาศต่อสาธารณะในวันที่ 20 เมษายน 2026 การประกาศครั้งนั้นไม่ได้สร้างแรงกระแทกใด มันเป็นเพียงการยืนยันสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้แล้ว</p>
<h2>Succession Planning ที่ดีไม่ใช่แค่ได้ตัว CEO คนใหม่เสร็จก็จบ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมคนทั้งขบวน</h2>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-49829" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-scaled.webp" alt="Successtion Planning CEO Apple John Ternus" width="600" height="413" title="Succession Planning ฉบับ Apple: แผนที่วางไว้นานนับสิบปี เพื่อ CEO คนต่อไป 6" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-300x206.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-1024x705.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-768x529.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-1536x1057.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/05/shutterstock_2720481161-2048x1410.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เมื่อ เทอร์นัส ขึ้นเป็น CEO บอร์ดของ Apple แต่งตั้ง <strong>จอห์นนี่ ซรูจิ (Johny Srouji)</strong> เป็น Chief Hardware Officer ทันทีเพื่อดูแล Hardware Engineering และ Hardware Technologies แทน ไม่ให้เกิดช่องว่างในระดับรองลงมา</p>
<p>ส่วนคุกเอง แม้จะลงจากตำแหน่งหัวเรือใหญ่ ก็ไม่ได้ทิ้งองค์กรไปเลย เขาจะดำรงตำแหน่ง Executive Chairman รับผิดชอบงานภายนอกอย่างการประสานงานกับ Policy Makers ทั่วโลก ขณะที่การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการภายในทั้งหมดตกเป็นของ CEO คนใหม่ การแบ่งบทบาทที่ชัดเจนแบบนี้ทำให้ความรู้และความสัมพันธ์ที่คุกสะสมมา 15 ปีไม่หายไปพร้อมกับตำแหน่ง และเทอร์นัสก็มีอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก</p>
<p>และยังมีอีกหนึ่งรายละเอียดที่หลายองค์กรมักข้ามไป คือ Apple ออกแบบให้คุกยังคงดำรงตำแหน่ง CEO ต่อไปจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2026 เพื่อส่งมอบงานให้เทอร์นัสโดยตรง แทนที่จะประกาศวันนี้แล้วให้เริ่มงานพรุ่งนี้ ช่วง Overlap แบบนี้ลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่าน และทำให้ CEO คนใหม่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในวันแรก</p>
<h2>HR ไทยควรเรียนรู้อะไรจาก Succession Planning ของ Apple</h2>
<h3>1. Succession Planning คือเรื่องที่บอร์ดบริหารต้องใส่ใจ</h3>
<p>Apple ระบุชัดว่า Executive Succession Planning เป็นวาระของบอร์ดโดยตรง ไม่ใช่งานของ HR Committee เพียงอย่างเดียว การย้ายเรื่องนี้ขึ้นไปอยู่ในระดับบอร์ดทำให้กระบวนการมีน้ำหนักและความต่อเนื่องกว่าเดิม</p>
<p>คำถามที่ HR สามารถหยิบไปถามบอร์ดได้เลยคือ <em>&#8220;ถ้าวันนี้ CEO ลาออก เราพร้อมแค่ไหน และใครในองค์กรที่บอร์ดรู้จักดีพอที่จะไว้วางใจได้&#8221;</em></p>
<h3>2. การปั้นผู้สืบทอดไม่ได้วัดที่อายุงาน</h3>
<p>เทอร์นัสไม่ได้รับตำแหน่งสูงสุดเพราะอยู่มานาน แต่เพราะพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานเต็มพอร์ตโฟลิโอและได้ทำงานข้ามหลายสาย สิ่งที่ Apple ทำคือมอบโครงการที่มีความเสี่ยงสูงให้เขาบริหาร แล้วใช้ผลลัพธ์เป็นหลักฐานในการประเมิน โดยไม่ต้องประกาศว่านี่คือข้อสอบ</p>
<p>สำหรับองค์กรไทย ถ้าต้องการได้คนที่มีความสามารถจริง ลองมอบหมายให้ผู้สืบทอดรับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่ข้ามฝ่าย ดูแลหน่วยธุรกิจใหม่ หรือเป็นตัวแทนองค์กรในการเจรจากับลูกค้าและพาร์ทเนอร์สำคัญ ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งจริง</p>
<h3>3. ต้องเตรียม Backfill ควบคู่กับการเตรียม Successor</h3>
<p>ทุกการดันคนขึ้นไปจะมีตำแหน่งที่ว่างลงเป็นลูกโซ่เสมอ การที่ Apple แต่งตั้งซรูจิพร้อมกันทันทีแสดงว่าบริษัทคิดทั้งขบวน ไม่ใช่แค่ชั้นบนสุด HR ไทยควรออกแบบแผนผัง Successor Map อย่างน้อยสองชั้น เพื่อไม่ให้การโปรโมตคนเก่งขึ้นไปสร้างความเปราะบางในระดับรองลงมา</p>
<h3>4. ถ้าจะให้ CEO เดิมอยู่ต่อ ต้องเขียนขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก</h3>
<p>โมเดลของ Apple ที่ให้คุกย้ายไปเป็น Executive Chairman มีข้อดีเรื่องความต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่กำหนดขอบเขตการตัดสินใจระหว่าง Chairman กับ CEO คนใหม่ให้ชัด ก็อาจเกิดภาวะสับสนภายใน ตัวอย่างที่เห็นบ่อยในองค์กรไทยคือ CEO คนเก่าที่ขยับไปเป็น Chairman แต่ยังตัดสินใจแทน CEO คนใหม่อยู่ในทางปฏิบัติ สุดท้ายทั้งคู่ทำงานได้ไม่เต็มที่</p>
<p>วิธีที่ Apple ทำคือแบ่งให้ชัดว่า Chairman ดูแลงานภายนอกและความสัมพันธ์ระดับนโยบาย ส่วน CEO รับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหมดภายในองค์กร</p>
<h3>5. ออกแบบช่วง Handover ให้มีเวลาส่งมอบจริง</h3>
<p>หนึ่งในรายละเอียดที่หลายองค์กรมองข้ามคือช่วงเวลาระหว่างการประกาศกับวันที่ CEO คนใหม่เริ่มงานจริง Apple ออกแบบให้มีช่วง Overlap หลายเดือน เพื่อให้คุกส่งมอบงานให้เทอร์นัสโดยตรง ความรู้ที่สะสมมา 15 ปีจึงไม่หายไปในวันเดียว CEO คนใหม่ก็ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในวันแรก</p>
<h3>6. Succession ต้องเชื่อมกับโจทย์กลยุทธ์ ไม่ใช่แค่หาคนทดแทน</h3>
<p>Apple เลือกเทอร์นัสในจังหวะที่บริษัทต้องแข่งขันสูงท่ามกลางความท้าทายของ AI และ Supply Chain Apple ไม่ได้หาคนที่เก่งคล้ายผู้นำคนเดิม แต่ตั้งจากโจทย์ว่า ถ้าองค์กรจะอยู่รอดและเติบโตในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้นำแบบไหนที่ต้องการในสถานการณ์นั้น แล้วค่อยนำมาสู่การเจอคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>Leadership ที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากการหาคนเก่งในนาทีวิกฤต แต่มาจากการสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ</p>
<p>CEO ที่ผ่านมาของ Apple ต่างมีความโดดเด่นและความสามารถแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกผู้นำที่เหมาะกับโจทย์ขององค์กรในแต่ละช่วงเวลา บทเรียนนี้ใช้ได้กับทุกองค์กร ไม่ว่าจะมีพนักงาน 50 คนหรือ 150,000 คน เพราะหัวใจของมันคือคำถามเดียวกัน นั่นคือถ้าวันนี้ผู้นำองค์กรลาออก พรุ่งนี้ใครขึ้นมาแทน และคนนั้นพร้อมแค่ไหน</p>
<p>ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ต้องเร่งวางแผนและค้นหาคนที่ใช่แล้ว และคุณไม่ต้องลองผิดลองถูกคนเดียวอย่างไร้ทิศทาง แต่<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/14">สามารถค้นหา HR Consultant ที่เข้าใจบริบทองค์กรมาช่วยวางกรอบให้ โดยหากไม่รู้จะค้นหาที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้จากไหน สามารถค้นหา HR Consultant ผ่าน HREX</a> แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูล HR Products &amp; Services มากที่สุดในไทยไว้ที่นี่ที่เดียว</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bloomberg.com/features/2026-apple-next-ceo/" target="_blank" rel="noopener">bloomberg.com</a></li>
<li><a href="https://fortune.com/article/who-is-john-ternus-new-apple-ceo-tim-cook-retirement/" target="_blank" rel="noopener">fortune.com</a></li>
<li><a href="https://www.abc.net.au/news/2026-04-21/who-is-john-ternus-the-new-ceo-apple/106586802" target="_blank" rel="noopener">abc.net.au</a></li>
<li><a href="https://www.nytimes.com/2026/04/24/technology/john-ternus-apple-challenges.html" target="_blank" rel="noopener">nytimes.com</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/apple-succession-planning-260507/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาเลเซียเริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act แล้ว จุดเปลี่ยนของ Gig Economy ที่ HR ไทยต้องจับตา</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy-260502/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy-260502/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 07:44:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Gig Economy]]></category>
		<category><![CDATA[Gig Workers Act]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49485</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มาเลเซียเริ่มใช้ Gig Workers Act 2025 แล้ว สะท้อนว่าภูมิภาคกำลังจริงจังกับสิทธิแรงงานอิสระ ไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับจริงจัง ยังอยู่แค่ร่าง แต่ปัญหาหน้างานเกิดขึ้นจริงแล้ว (มีการประท้วงไรเดอร์กว่า 113 ครั้ง) ระบบต่อรองของแรงงานแพลตฟอร์มยังไม่สมดุล สะท้อนช่องว่างของการคุ้มครอง HR ที่ไม่เริ่มปรับตัววันนี้ เสี่ยงตามเกมไม่ทันเมื่อกฎหมายมาจริงในอนาคต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Gig Economy เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก จากเดิมที่เป็นเพียงรูปแบบการจ้างงานทางเลือก กลายมาเป็นหนึ่งเสาหลักของตลาดแรงงานยุคใหม่ ล่าสุด ประเทศมาเลเซียได้เริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act 2025 อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการกำกับดูแลแรงงานอิสระในระดับภูมิภาคเอเชีย แม้ประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้ากฎหมายลักษณะนี้เกิดขึ้นในไทย พรุ่งนี้เราพร้อมแค่ไหน ? และนี่คือเหตุผลที่ HR ไทยควรเริ่มจับตา ในฐานะความจริงของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแรงไทยของตัวเองในอีกไม่ช้า Gig Workers Act คืออะไร และเปลี่ยนอะไรบ้าง? Gig Workers Act หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม/อิสระ คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul data-start="51" data-end="669">
<li data-section-id="1pzhp8q" data-start="51" data-end="162">มาเลเซียเริ่มใช้ Gig Workers Act 2025 แล้ว สะท้อนว่าภูมิภาคกำลังจริงจังกับสิทธิแรงงานอิสระ</li>
<li data-section-id="70eby9" data-start="296" data-end="441">ไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับจริงจัง ยังอยู่แค่ร่าง แต่ปัญหาหน้างานเกิดขึ้นจริงแล้ว (มีการประท้วงไรเดอร์กว่า 113 ครั้ง)</li>
<li data-section-id="1dbm4ad" data-start="442" data-end="552">ระบบต่อรองของแรงงานแพลตฟอร์มยังไม่สมดุล สะท้อนช่องว่างของการคุ้มครอง</li>
<li data-section-id="1tdxn4b" data-start="553" data-end="669">HR ที่ไม่เริ่มปรับตัววันนี้ เสี่ยงตามเกมไม่ทันเมื่อกฎหมายมาจริงในอนาคต</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49486" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy.png" alt="gig-workers-act-malaysia-hr-strategy" width="600" height="370" title="มาเลเซียเริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act แล้ว จุดเปลี่ยนของ Gig Economy ที่ HR ไทยต้องจับตา 10" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/04/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา </span><b>Gig Economy</b><span style="font-weight: 400;"> เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก จากเดิมที่เป็นเพียงรูปแบบการจ้างงานทางเลือก กลายมาเป็นหนึ่งเสาหลักของตลาดแรงงานยุคใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด </span><a href="https://web.facebook.com/mykesuma/posts/pfbid0ZUjMug8bprxiq5RktE6xfazXMMzv5LAxGcU5r7dNc2pFaAGtCzXLeK7aKX2EQGhDl?rdid=zuAwV1ed0wulMbCz#" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประเทศมาเลเซียได้เริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act 2025</span></a><span style="font-weight: 400;"> อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการกำกับดูแลแรงงานอิสระในระดับภูมิภาคเอเชีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้ากฎหมายลักษณะนี้เกิดขึ้นในไทย พรุ่งนี้เราพร้อมแค่ไหน ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือเหตุผลที่ HR ไทยควรเริ่มจับตา ในฐานะความจริงของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแรงไทยของตัวเองในอีกไม่ช้า</span></p>

<h2><b>Gig Workers Act คืออะไร และเปลี่ยนอะไรบ้าง?</b></h2>
<p><b>Gig Workers Act หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม/อิสระ</b><span style="font-weight: 400;"> คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และความปลอดภัยพื้นฐานแก่แรงงานชั่วคราว อาทิ ไรเดอร์ส่งอาหาร คนขับรถรับส่ง หรือฟรีแลนซ์ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ประกันสังคม หรือการคุ้มครองจากการบาดเจ็บระหว่างทำงาน เนื่องจากพวกเขามิได้มีสถานะเหมือนพนักงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎหมาย Gig Workers Act 2025 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกรอบให้กับเศรษฐกิจนี้ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขาดมาตรฐานด้านสิทธิและการคุ้มครองแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปแล้ว สาระสำคัญของกฎหมายครอบคลุมหลายมิติ เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การกำหนดสถานะของแรงงาน (Gig Worker vs Employee)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การบังคับให้มีสัญญาที่ชัดเจน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความโปร่งใสของค่าตอบแทน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กลไกการร้องเรียนและข้อพิพาท</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความปลอดภัยในการทำงาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ กฎหมายนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม แต่ครอบคลุมธุรกิจที่จ้างแรงงานลักษณะ Freelance หรือ Contract ในหลายอุตสาหกรรม เช่น งานสื่อ งานสร้างสรรค์ งานดูแลสุขภาพ ไปจนถึงงานบริการต่าง ๆ ด้วย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/sourcedout-recruitment-230627/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-15908" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/06/HREX-Cover-54.png" alt="Sourcedout แพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่จะเข้ามาดิสรัปวงการ Recruitment" width="600" height="370" title="มาเลเซียเริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act แล้ว จุดเปลี่ยนของ Gig Economy ที่ HR ไทยต้องจับตา 11"></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/partner-content/sourcedout-recruitment-230627/"><strong>SourcedOut แพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่จะเข้ามาดิสรัปวงการ Recruitment</strong></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของ Gig Economy?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยยังไม่มี Gig Workers Act หรือกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มที่มีผลใช้บังคับแล้วในลักษณะเดียวกัน ตอนนี้ไทยยังอยู่ในช่วงผลักดัน </span><a href="https://www.mol.go.th/wp-content/uploads/sites/2/2024/03/%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0.pdf?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener"><b>ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ</b></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งพยายามวางกรอบคุ้มครองแรงงานนอกระบบและแรงงานกึ่งอิสระ เช่น คนทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ยังเป็นเพียงร่างกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและปรับแก้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานพยายามขับเรื่องนี้มาระยะหนึ่ง โดยร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งใจให้แรงงานอิสระและกึ่งอิสระเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น เช่น ความปลอดภัยในการทำงาน หลักประกันทางสังคม การขึ้นทะเบียนแรงงาน และการรวมตัวเป็นองค์กรแรงงานอิสระได้ ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันภาครัฐยังสื่อสารว่า มีแรงงานนอกระบบจำนวนมากระดับหลายสิบล้านคนที่ยังอยู่นอกระบบคุ้มครองแบบเดิม จึงต้องมีเครื่องมือใหม่มารองรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าถามว่าไทยพร้อมแล้วหรือยัง คำตอบน่าจะเป็นว่า “ยังไม่พร้อมเต็มที่” ยกตัวอย่างภาพความยังไม่พร้อมจากข่าว เมื่อมองจากฝั่งคนทำงานจริง </span><a href="https://www.thairath.co.th/news/society/2757164" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ตลอดช่วงปี 2562-2566 มีการประท้วงของไรเดอร์ในไทยอย่างน้อย 113 ครั้ง </span></a><span style="font-weight: 400;">โดยข้อเรียกร้องหลักคือเรื่องค่ารอบและค่าตอบแทน ระบบรับงาน สวัสดิการ และการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่แพลตฟอร์มตอบรับข้อเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนเพียง 20 ครั้งเท่านั้นจาก 113 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าระบบการต่อรองในปัจจุบันยังไม่สมดุล และคนทำงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าไม่มีช่องทางคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นคนทำงานแพลตฟอร์มในไทยจึงพยายมรวมตัวผ่านการเคลื่อนไหวของ สหภาพไรเดอร์, สมาคมไรเดอร์ไทย, กลุ่ม Rider Center และเครือข่ายสหภาพคนทำงาน ที่ออกมาเรียกร้องอยู่เรื่อย ๆ ทั้งยังยื่นหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน การเข้าพบพรรคการเมือง และการคัดค้านบางเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระฯ เพราะกังวลว่าจะยังไม่คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มได้เพียงพอ.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจสรุปได้ว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210917-how-gig-economy-impact-hr/"><b>Gig Economy ในไทยโตเร็วกว่ากฎหมาย </b></a><span style="font-weight: 400;">และเสียงเรียกร้องของแรงงานไปไกลกว่าความพร้อมของระบบคุ้มครองแล้วนั่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>HR ไทยควรเตรียมตัวอย่างไรกับ Gig Worker</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ไทยควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ซึ่งหลาย ๆ องค์กรก็ใช้แรงงานแบบยืดหยุ่นอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ “ออกแบบระบบรองรับ” อย่างจริงจัง ทำให้เกิดช่องว่างทั้งเรื่องความชัดเจนของสัญญา วิธีบริหาร และความเสี่ยงเชิงกฎหมายในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่พร้อมกว่าจึงไม่รอกฎหมายออกมาบังคับ แต่ควรเริ่มขยับ 4 เรื่องนี้ก่อน</span></p>
<p><b>เรื่องแรก คือมอง Workforce ใหม่ทั้งระบบ </b><span style="font-weight: 400;">ว่าไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ แต่รวมถึง Freelance, Gig Worker และ Outsource ที่ต้องถูกบริหารอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ปล่อยแยกส่วน</span></p>
<p><b>เรื่องที่สอง คือทำให้รูปแบบการจ้างงานชัดมากขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะสัญญาจ้าง ขอบเขตงาน และค่าตอบแทน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Misclassification ที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต</span></p>
<p><b>เรื่องที่สาม คือออกแบบประสบการณ์ของ Gig Worker ให้ดีพอ</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่แค่จ่ายเงินจบ แต่ต้องมี communication, feedback และมาตรฐานการทำงานที่ทำให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง</span></p>
<p><b>และเรื่องสุดท้าย คือคิด Workforce Strategy ใหม่ </b><span style="font-weight: 400;">ว่าจะสร้างสมดุลระหว่าง “ความยืดหยุ่น” กับ “ความเสี่ยง” อย่างไร เพราะยิ่งองค์กรใช้แรงงานรูปแบบใหม่มากเท่าไหร่ ความสามารถในการออกแบบระบบรองรับจะยิ่งกลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24359" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1364656247.jpg" alt="The,Gig,Economy,Quick,Jobs,Independent,Workers,News,Headlines,3d" width="500" height="286" title="มาเลเซียเริ่มบังคับใช้ Gig Workers Act แล้ว จุดเปลี่ยนของ Gig Economy ที่ HR ไทยต้องจับตา 12" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1364656247.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1364656247-300x172.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Gig Workers Act คือสัญญาณสำคัญว่าโครงสร้างแรงงานกำลังเปลี่ยนไปทั้งภูมิภาค จากโลกที่แบ่งชัดว่าใครคือพนักงาน สู่โลกที่แรงงานมีหลายรูปแบบ และองค์กรต้องรับผิดชอบมากกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงต้องนิยามแรงงานขององค์กรใหม่ให้ครอบคลุมทั้งพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ Gig Worker และแรงงานรูปแบบอื่น ๆ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น องค์กรที่ปรับตัวได้เร็ว จะไม่ได้แค่ตามกฎหมายทัน แต่จะสามารถออกแบบ Workforce Strategy ใหม่ที่ทั้งยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนก่อนใคร ซึ่งจะกลายเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวอย่างแท้จริง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.humanresourcesonline.net/gig-workers-act-2025-what-employers-must-get-right-as-enforcement-kicks-in-on-31-march" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">humanresourcesonline.net</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.sdgmove.com/2021/10/07/asian-gig-workers-fight-for-labour-rights/#:~:text=%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20gig%20workers%20%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%20%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%20%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%20%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">sdgmove.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Songphon.Chan.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">libdoc.dpu.ac.th</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.sdgmove.com/2024/08/14/social-protection-informal-worker-bill/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">sdgmove.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://justeconomylabor.org/jelis-newsletter-may-2025/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">justeconomylabor.org</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.apec.org/docs/default-source/publications/2021/12/guidelines-on-providing-social-protection-to-digital-platform-workers/221_hrd_guidelines-on-providing-social-protection-to-digital-platform-workers.pdf?sfvrsn=9c0b254_2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">apec.org</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gig-workers-act-malaysia-hr-strategy-260502/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/aging-society-workforce-strategy-thailand-260310/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/aging-society-workforce-strategy-thailand-260310/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 03:37:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานผู้สูงอายุ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=49160</guid>

					<description><![CDATA[ไม่นานมานี้ สิงคโปร์ประกาศปรับอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 64 ปี และ อายุจ้างงานซ้ำเป็น 69 ปี โดยมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ประเด็นนี้อาจดูเหมือนเป็นการขยับตัวเลขเพียงเล็กน้อย แต่ในความจริงแล้วนี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “สังคมสูงวัย” กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านแรงงานและการออกแบบองค์กรในระยะยาวอย่างเต็มตัว การปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวเพื่อยืดอายุการทำงานอย่างมีผลิตภาพ และช่วยให้นายจ้างวางแผนเก็บรักษาพนักงานที่มีประสบการณ์ให้ชัดเจนขึ้น โดยสิงคโปร์ยังย้ำด้วยว่าเป้าหมายระยะต่อไปคือการขยับไปสู่อายุเกษียณ 65 ปี และอายุจ้างงานซ้ำ 70 ปีภายในปี 2030 นอกจากนี้ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุว่า มากกว่า 9 ใน 10 ของผู้สูงวัยที่มีสิทธิและต้องการทำงานต่อ ได้รับข้อเสนอจ้างงานซ้ำ ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของคนวัย 60 ปีขึ้นไปขยับจากราว 58% เป็นเกือบ 60% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนคนวัย 50 กว่า ๆ เพิ่มจาก 79% เป็น 82% นั่นหมายความว่า ประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยกำลังหาสมดุลใหม่ เพื่อให้แรงงานสูงวัยยังสร้างคุณค่าได้จริง &#160; เพราะสังคมสูงวัยเป็นเรื่อง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49162" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age.webp" alt="aging-workforce-retirement-age" width="600" height="370" title="เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน 18" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่นานมานี้ </span><a href="https://www.mom.gov.sg/employment-practices/re-employment" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ประกาศปรับอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 64 ปี และ อายุจ้างงานซ้ำเป็น 69 ปี โดยมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้อาจดูเหมือนเป็นการขยับตัวเลขเพียงเล็กน้อย แต่ในความจริงแล้วนี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “<a href="https://th.hrnote.asia/tips/190613-aging-society-working/">สังคมสูงวัย</a>” กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านแรงงานและการออกแบบองค์กรในระยะยาวอย่างเต็มตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวเพื่อยืดอายุการทำงานอย่างมีผลิตภาพ และช่วยให้นายจ้างวางแผนเก็บรักษาพนักงานที่มีประสบการณ์ให้ชัดเจนขึ้น โดยสิงคโปร์ยังย้ำด้วยว่าเป้าหมายระยะต่อไปคือการขยับไปสู่อายุเกษียณ 65 ปี และอายุจ้างงานซ้ำ 70 ปีภายในปี 2030</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุว่า มากกว่า 9 ใน 10 ของผู้สูงวัยที่มีสิทธิและต้องการทำงานต่อ ได้รับข้อเสนอจ้างงานซ้ำ ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของคนวัย 60 ปีขึ้นไปขยับจากราว 58% เป็นเกือบ 60% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนคนวัย 50 กว่า ๆ เพิ่มจาก 79% เป็น 82%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่า ประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยกำลังหาสมดุลใหม่ เพื่อให้แรงงานสูงวัยยังสร้างคุณค่าได้จริง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>เพราะสังคมสูงวัยเป็นเรื่อง Operating Model ขององค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองในมุม HR ประเด็นนี้ลึกกว่าการเปลี่ยนเลขอายุเกษียณ เพราะประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนสมมติฐานเดิมขององค์กรหลายแห่ง ที่เคยออกแบบ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/"><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;">, Learning Journey, Benefits และ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-succession-planning-250228/"><span style="font-weight: 400;">Succession Plan</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำหรับคนวัยทำงานช่วงต้นถึงกลางเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อจากนี้องค์กรต้องคิดใหม่ว่า แรงงานหลักจะไม่ใช่คน “อายุน้อย” อย่างเดียวแล้ว แต่คือพนักงานที่มีหลายรุ่นทำงานร่วมกัน ซึ่งแต่ละวัยมีจุดแข็งต่างกัน และควรได้รับการออกแบบงาน การพัฒนา และสวัสดิการต่างกันด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทักษะการตัดสินใจ, การบริหารความสัมพันธ์กับ Stakeholder, หรือกระทั่งการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/coaching-230817/"><span style="font-weight: 400;">Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฯลฯ ทักษะเหล่านี้ทำให้แรงงานสูงวัยยังมีคุณค่าอย่างมาก และหลายกรณีก็เป็นคุณค่าที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การยืดอายุการทำงานของผู้สูงวัยจึงควรเดินคู่กับ Job Redesign, Flexible Work และการโอบรับ Digital Tools ที่ช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ ลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือแก่นสำคัญที่หลายองค์กรในเอเชียกำลังเริ่มต้องเผชิญพร้อมกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>แล้วประเทศไทยกำลังอยู่ตรงไหนในสังคมผู้สูงอายุ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองกลับมาที่ประเทศไทย สถานการณ์ก็กำลังเดินมาในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน หน่วยงานรัฐของไทยเผยข้อมูลว่าประเทศไทยมีจำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ</span><b> ประเทศไทยเข้าสู่ “</b><a href="https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/11/3.2-Press-Q3_2568-ENG.pdf" target="_blank" rel="noopener"><b>สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์</b></a><b>” แล้วตั้งแต่ปี 2024</b><span style="font-weight: 400;"> โดยสัดส่วนผู้สูงอายุแตะ 20% ของประชากรทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ชวนคิดกันต่อคือ ประเทศไทยจะใช้ศักยภาพของแรงงานสูงวัยอย่างไร ? และจะปรับระบบงานให้คนหลายวัยทำงานร่วมกันได้จริงแค่ไหน ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ จากข้อมูลข่าวปัจจุบันพบว่า รัฐไทยมีความเคลื่อนไหวในระดับข้อเสนอและการศึกษา</span><a href="https://www.nationthailand.com/news/policy/40057997" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เรื่องการเลื่อนอายุเกษียณโดยเฉพาะในภาคราชการ</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีรายงานว่า</span><b> แนวคิดการขยับอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปีกลับมาอยู่ในโต๊ะพิจารณาอีกครั้ง</b><span style="font-weight: 400;"> และมีการมอบหมายให้ศึกษาความเป็นไปได้ แต่เราก็ยังไม่พบหลักฐานว่าได้ประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ทั่วประเทศแล้ว ณ ตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น เรายังพบว่า </span><b>ระบบกฎหมายไทยยังไม่มีข้อบังคับหรือการคุ้มครองเฉพาะสำหรับแรงงานสูงอายุ</b><span style="font-weight: 400;"> และนายจ้างยังสามารถกำหนดเกษียณที่ 60 ปีแล้วไม่จ้างงานต่อได้โดยไม่ผิดกฎหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในช่วง “กำลังถกเถียง” มากกว่า “ลงมือเปลี่ยนระบบจริง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ประเด็นนี้จะไม่ใช่เรื่องอายุเกษียณโดยตรง แต่สะท้อนว่าระบบแรงงานไทยเองก็กำลังถูกกดดันให้คิดใหม่เรื่องคุณภาพการทำงานและโครงสร้างการจ้างงานเหมือนกัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-49161 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-Rank.webp" alt="aging workforce retirement age Rank" width="827" height="358" title="เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน 19" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-Rank.webp 827w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-Rank-300x130.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/aging-workforce-retirement-age-Rank-768x332.webp 768w" sizes="(max-width: 827px) 100vw, 827px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://worldpopulationreview.com/country-rankings/retirement-age-by-country" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประเทศที่มีอายุเกษียณเฉลี่ยสูงที่สุด</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>องค์กรไทยควรคิดอย่างไร ไม่ให้ผู้สูงวัยกลายเป็นวิกฤตแรงงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวจากสิงคโปร์ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะอาจเป็นภาพตัวอย่างของสิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะต้องเผชิญในไม่ช้า หากประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเกิดลดลง ทว่าธุรกิจยังต้องการคนที่มีประสบการณ์ องค์กรไทยจะไม่สามารถพึ่งโมเดลเดิม ๆ ในการจัดการคนได้อีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้แนวทางที่องค์กรไทยควรเริ่มคิด มีอย่างน้อย 5 เรื่อง ดังนี้</span></p>
<h3><b>1) เปลี่ยนมุมมองจาก “อายุงาน” เป็น “คุณค่าที่สร้างได้”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรประเมินคนจากทักษะ ประสบการณ์ และผลลัพธ์ มากกว่าใช้ตัวเลขอายุเป็นตัวตัดสินเบื้องต้น เพราะหลายบทบาทโดยเฉพาะสายบริหารลูกค้า ที่ปรึกษา โค้ช หัวหน้างาน หรือสายเทคนิคเฉพาะทาง ยังต้องพึ่งประสบการณ์สะสมสูงมาก</span></p>
<h3><b>2) ออกแบบงานใหม่ให้เหมาะกับแรงงานหลายวัย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การยืดอายุการทำงานไม่ใช่การให้พนักงานอาวุโสทำงานแบบเดิม ๆ เสมอไป แต่ควรมีโมเดลอย่างงานพาร์ตไทม์ งานโปรเจกต์ งานโครงการ งานที่ปรึกษา งานพี่เลี้ยง หรือ Hybrid Role ที่ผสมระหว่างการลงมือทำกับการถ่ายทอดความรู้</span></p>
<h3><b>3) ลงทุนกับ HR Tech และ Skill Data</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กร Core Skill ชัดอยู่แล้ว ควรมีการจัดการสอนข้ามรุ่น เช่น องค์กรควรรู้ว่าผู้สูงวัยท่านใดเชี่ยวชาญด้านไหน, ใครเหมาะกับบทบาท Mentor, ใครพร้อม Reskill หรือใครเหมาะกับงานที่ใช้เครื่องมือดิจิทัล </span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Tech</span></a><span style="font-weight: 400;"> ช่วยลดภาระนั่นเอง</span></p>
<h3><b>4) ทำ Succession และ Knowledge Transfer ให้เป็นระบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แรงงานสูงวัยควรเป็นคนที่ช่วยส่งต่อความรู้ได้ด้วย หากองค์กรไม่รีบจัดระบบ knowledge Transfer หรือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210819-knowledge-management/"><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management (KM)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตอนนี้ วันหนึ่งอาจสูญเสียความรู้เชิงลึกไปพร้อมกับการเกษียณของคนสำคัญ</span></p>
<h3><b>5) ปรับ Benefits และ Well-being ให้ตรงกับวัย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรไทยจำนวนมากยังออกแบบสวัสดิการแบบ One-size-fits-all แต่แรงงาน หลายวัยต้องการไม่เหมือนกัน คนวัยสูงขึ้นอาจให้ความสำคัญกับสุขภาพ การทำงานยืดหยุ่น ภาระดูแลครอบครัว หรือการวางแผนเกษียณมากขึ้น หาก Benefits ไม่ตอบโจทย์ คนเก่งที่ยังทำงานต่อได้อาจเลือกออกก่อนเวลา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-49163 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/medium-shot-people-with-glasses-posing-studio-1024x683.webp" alt="medium-shot-people-with-glasses-posing-studio" width="800" height="534" title="เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน 20" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/medium-shot-people-with-glasses-posing-studio-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/medium-shot-people-with-glasses-posing-studio-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/medium-shot-people-with-glasses-posing-studio-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/03/medium-shot-people-with-glasses-posing-studio-1536x1024.webp 1536w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>แล้ว HR ควรเริ่มทำอย่างไรเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามในเชิงปฏิบัติการ ทาง HREX อยากแนะนำ HR ไทยควรเริ่มจาก 4 ขั้นตอนนี้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างแรกคือ </span><b>ทำ Workforce Mapping</b><span style="font-weight: 400;"> ดูว่าใน 3–5 ปีข้างหน้า องค์กรมีพนักงานช่วงอายุใดมากที่สุด ตำแหน่งไหนเสี่ยงเกิด Knowledge Gap และบทบาทใดพึ่งพาคนประสบการณ์สูงเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่สองคือ </span><b>แยกบทบาทที่ควร “เกษียณตามระบบ” ออกจากบทบาทที่ควร “ต่อยอดหลังเกษียณ”</b><span style="font-weight: 400;"> บางตำแหน่งเหมาะกับการส่งต่อ บางตำแหน่งเหมาะกับการจ้างงานต่อแบบยืดหยุ่น องค์กรไม่ควรใช้ Policy เดียวกับทุกบทบาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่สามคือ </span><b>ออกแบบเส้นทาง</b><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220923-stage-not-age/"><b> Late-Career</b></a><span style="font-weight: 400;"> ให้ชัด พนักงานวัย 50 ปลาย ๆ หรือ 60 ต้น ๆ ควรเห็นว่าอนาคตของตนในองค์กรมีได้หลายแบบ ไม่ได้แค่รอเกษียณ แต่รวมถึงเส้นทาง Mentor, Coach, Assessor, Advisor หรือ Project Specialist</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างสุดท้ายคือ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190613-old-people-prepare-aging-society/"><b>คุยเรื่องสูงวัยในฐานะกลยุทธ์ธุรกิจ</b></a> <span style="font-weight: 400;">เพราะถ้า HR ยังเล่าเรื่องนี้ในมุมช่วยเหลือหรือสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างเดียว ผู้บริหารอาจมองเป็นต้นทุน แต่ถ้าเล่าในมุมรักษาประสิทธิภาพ รักษาความรู้ และเพิ่มความต่อเนื่องทางธุรกิจ บทสนทนาจะเปลี่ยนทันที</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/210811-interview-nate-zettna-aging-society/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8408 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/454cfdfc7c115aa7c1e265d2d348b4c7.jpeg" alt="สัมภาษณ์ Nate Zettna สังคมผู้สูงอายุ" width="600" height="370" title="เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน 21"></a><a href="https://th.hrnote.asia/hrpeople/210811-interview-nate-zettna-aging-society/">HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรในสังคมผู้สูงอายุ : สัมภาษณ์ ดร. เณศ เศรษฐณาค์ นักวิจัย CEPAR</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป: องค์กรไทยเริ่มได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมาย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวการขยายอายุเกษียณของสิงคโปร์กำลังบอกเราว่า </span><b>การขยับอายุเกษียณไม่ใช่แค่เรื่องของคนอายุมากขึ้น แต่เป็นเรื่องของการออกแบบตลาดแรงงานใหม่ให้สอดรับกับสังคมสูงวัย </b><span style="font-weight: 400;">และในฝั่งประเทศไทยเอง แม้ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีกฎหมายเลื่อนอายุเกษียณใช้ทั่วประเทศ แต่ก็เป็นสัญญาณเชิงนโยบายและโครงสร้างประชากรก็บอกชัดว่าเรื่องนี้กำลังมาแน่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรไทยที่เริ่มก่อน จะได้เปรียบก่อน โดยเฉพาะการรักษาผู้สูงวัยเก่ง ๆ แถมยังรสร้าง Workforce ที่ยืดหยุ่นกว่า สามารถใช้ประสบการณ์ได้คุ้มกว่า และพร้อมกว่าในโลกที่คนทำงานหลายวัยต้องอยู่ร่วมกันยาวขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ สังคมสูงวัยไม่ใช่ข่าวของอนาคตอีกต่อไป แต่มันคือโจทย์ของ HR และธุรกิจ “ในวันนี้” แล้วต่างหาก</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เมื่อ “สังคมสูงวัย” กำลังเปลี่ยนเกมตลาดแรงงาน 22" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Ref</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.mom.gov.sg/newsroom/speeches/2026/0303-sms-speech-for-cos-2026" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">mom.gov.sg</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.humanresourcesonline.net/mom-committee-of-supply-2026-singapore-to-raise-retirement-age-to-64-re-employment-age-to-69-from-1-july-2026" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Humanresourcesonline</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.senate.go.th/assets/portals/185/fileups/487/files/02-69.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">senate</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/aging-society-workforce-strategy-thailand-260310/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ที่ HRD ต้องเร่งสร้าง เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งตลอดปี 2026</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/5-strategic-skills-hrd-260107/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/5-strategic-skills-hrd-260107/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2026 08:58:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Strategic Skills]]></category>
		<category><![CDATA[5 ทักษะเชิงกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[HRD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=48386</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปี 2026 คือปีที่ต้องพัฒนา 5 ทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ความได้เปรียบขององค์กรจะตัดสินจาก “กลยุทธ์การพัฒนาคน” ไม่ใช่จำนวนคอร์สที่อบรม บทบาทของ HRD ต้องขยับจากผู้จัดอบรม ไปสู่ผู้ออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ผู้นำต้องเปลี่ยนจากสั่งการ เป็นผู้สร้าง Trust และ Agility เพื่อพาทีมทำงานได้ในทุกบริบท AI จะสร้างมูลค่าได้จริง ก็ต่อเมื่อพนักงานใช้อย่างมั่นใจ ถูกวิธี และมีจริยธรรม ทักษะความเป็นมนุษย์ การสร้างความปลอดภัยทางใจ และความยืดหยุ่นขององค์กร คือฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว ESG ต้องถูกฝังในงานจริงและระบบการทำงาน ไม่ใช่แค่นโยบายหรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ 5 ทักษะเชิงกลยุทธ์นี้ คือสิ่งที่ HRD ต้องเร่งสร้าง เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งตลอดปี 2026 การเลือกลงทุนในทักษะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเติบโตให้องค์กรอย่างแท้จริง เส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่ก้าวหน้า กับองค์กรที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 จะตัดสินด้วยความเฉียบคมของกลยุทธ์การพัฒนาคน ปีนี้ไม่ใช่เวลาของการจัดอบรมเพียงเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัด แต่คนทำงาน HRD ต้องเลือกลงทุนในทักษะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเติบโตให้องค์กรอย่างแท้จริง จากเทรนด์โลกและทิศทางธุรกิจซึ่งจะมีปัจจัยสุดท้าทายหลายด้าน นี่คือ 5 ทักษะสำคัญที่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">ปี 2026 คือปีที่ต้องพัฒนา 5 ทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ความได้เปรียบขององค์กรจะตัดสินจาก “กลยุทธ์การพัฒนาคน” ไม่ใช่จำนวนคอร์สที่อบรม บทบาทของ HRD ต้องขยับจากผู้จัดอบรม ไปสู่ผู้ออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง</li>
<li aria-level="1">ผู้นำต้องเปลี่ยนจากสั่งการ เป็นผู้สร้าง Trust และ Agility เพื่อพาทีมทำงานได้ในทุกบริบท</li>
<li aria-level="1">AI จะสร้างมูลค่าได้จริง ก็ต่อเมื่อพนักงานใช้อย่างมั่นใจ ถูกวิธี และมีจริยธรรม</li>
<li aria-level="1">ทักษะความเป็นมนุษย์ การสร้างความปลอดภัยทางใจ และความยืดหยุ่นขององค์กร คือฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว</li>
<li aria-level="1">ESG ต้องถูกฝังในงานจริงและระบบการทำงาน ไม่ใช่แค่นโยบายหรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์</li>
<li aria-level="1">5 ทักษะเชิงกลยุทธ์นี้ คือสิ่งที่ HRD ต้องเร่งสร้าง เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งตลอดปี 2026 การเลือกลงทุนในทักษะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเติบโตให้องค์กรอย่างแท้จริง</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48388" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-07T154808.661.webp" alt="5-strategic-skills-hrd" width="600" height="370" title="5 ทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ที่ HRD ต้องเร่งสร้าง เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งตลอดปี 2026 25" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-07T154808.661.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-07T154808.661-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่ก้าวหน้า กับองค์กรที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 จะตัดสินด้วยความเฉียบคมของกลยุทธ์การพัฒนาคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปีนี้ไม่ใช่เวลาของการจัดอบรมเพียงเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัด แต่คนทำงาน HRD ต้องเลือกลงทุนในทักษะที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเติบโตให้องค์กรอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเทรนด์โลกและทิศทางธุรกิจซึ่งจะมีปัจจัยสุดท้าทายหลายด้าน นี่คือ 5 ทักษะสำคัญที่ HRD ต้องเร่งสร้างและวางกลยุทธ์การพัฒนาให้เกิดขึ้นในพนักงานทุกระดับ เพื่อที่จะได้องค์กรที่แข็งแกร่งตั้งแต่เดือนแรกไปจนถึงเดือนสุดท้ายของปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>1. Adaptive Leadership for the Modern Era</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ยังยึดติดกับการทำงานแบบ Command &amp; Control พนักงานจะขาดอิสระและความผูกพันกับองค์กรอย่างรุนแรง ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนของ HRD คือการปั้นผู้นำยุคใหม่ให้สามารถสร้าง Trust และ Agility ให้เกิดขึ้นในทีมได้ แม้จะไม่ได้นั่งทำงานในออฟฟิศเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยแนวทางการพัฒนาที่เห็นผลที่สุดคือการใช้ Executive Coaching เน้นการจำลองสถานการณ์จริงเพื่อให้ผู้นำได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และการบริหารความแตกต่างได้อย่างมืออาชีพ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>2. AI Fluency &amp; Digital Trust</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อุปสรรคใหญ่ที่สุดของ AI ไม่ใช่ความซับซ้อนของเทคโนโลยี แต่มาจากแรงต้าน และ Mindset ของพนักงานจนอาจนำไปสู่การใช้งานที่ผิดวิธีหรือความเสี่ยงด้านข้อมูล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRD ไม่ใช่แค่หาวิธีช่วยพนักงานให้ใช้ AI เป็น แต่ต้องใช้อย่างมั่นใจ แล้วทำงานร่วมกับ AI อย่างถูกต้องและมีจริยธรรม โดยรูปแบบการพัฒนาที่ตอบโจทย์ที่สุดคือการทำ Hands-on Workshop หรือ e-Learning Path ที่เจาะจง Use Case ในสายงานจริง เพื่อให้การใช้ AI ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นฐาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48391" src="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-scaled.webp" alt="5-strategic-skills-hrd" width="600" height="600" title="5 ทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ที่ HRD ต้องเร่งสร้าง เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งตลอดปี 2026 26" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-300x300.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-1024x1024.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-150x150.webp 150w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-768x768.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-1536x1536.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2026/01/shutterstock_2267404605-2048x2048.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>3. Human-Centric Skills</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในงานซ้ำ ๆ มูลค่าของความเป็นมนุษย์จะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่ขาดทักษะด้าน Emotional Intelligence และ Critical Thinking จะสูญเสียความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับ Experiential Learning หรือ Group Coaching ฝึกฝนพนักงานให้เก่งเรื่องการจัดการอารมณ์ และสร้าง Empathy ในการทำงานข้ามสายงาน สิ่งเหล่านี้คือแต้มต่อของความเป็นมนุษย์ ที่ AI ไม่มีวันทดแทนได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>4. Organizational Resilience &amp; Psychological Safety</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะ Burnout ของพนักงานคือต้นทุนแฝงที่แพงที่สุดของธุรกิจ HRD ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลสวัสดิการพื้นฐาน สู่การสร้างระบบนิเวศของความปลอดภัยทางใจ เพื่อให้พนักงานกล้าพูด กล้าลอง และไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิเมื่อทำพลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนใน Well-being Program และสัมมนาเชิงจิตวิทยาองค์กรจะช่วยสร้างทีมที่แข็งแกร่งจากภายใน พร้อมรับมือกับทุกวิกฤตโดยไม่เสียขวัญกำลังใจ และรักษาบุคลากรระดับ Talent ให้อยู่กับองค์กรได้ในระยะยาว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>5. ESG &amp; Sustainability DNA</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยที่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และพนักงานรุ่นใหม่ใช้ตัดสินใจว่า ควรร่วมงานกับองค์กรนี้หรือไม่ หากพนักงานในองค์กรยังไม่มี ESG DNA องค์กรย่อมเสี่ยงต่อการถูกตราหน้าว่า Greenwashing และอาจเสียโอกาสทางธุรกิจได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRD ต้องเปลี่ยน ESG จากนโยบายบนกระดาษ ให้กลายเป็นพฤติกรรมในงานจริง ด้วยการเรียนรู้ที่เชื่อมตั้งแต่ Micro-learning การเป็นแบบอย่างของผู้นำ ไปจนถึงการลงมือทำจริงในงานประจำและระบบการประเมินผล</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2026 ไม่ใช่ปีสำหรับการลองผิดลองถูก แต่เป็นปีสำหรับการลงทุนให้ตรงจุด เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณคือ HRD ที่ไม่อยากให้ปี 2026 เป็นปีที่องค์กรต้องวิ่งตามการเปลี่ยนแปลง HREX พร้อมทำหน้าที่เป็น Solution Provider และตัวกลางที่ช่วยเชื่อมโยง HRD เข้ากับบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">Learning &amp; Development</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เหมาะสม ออกแบบการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างทักษะเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการนำไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริงในองค์กร มาค้นหาผ่านเราได้เลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="Q&amp;A of the Month: คำถามเด็ด HR ประจำเดือนมกราคม 2025 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://gloat.com/blog/ai-workforce-trends/" target="_blank" rel="noopener">Gloat</a></p>
<p><a href="https://symondsresearch.com/types-employee-training/" target="_blank" rel="noopener">Symonds Research</a></p>
<p><a href="https://foxtery.com/blog/employee-learning-trends-2026" target="_blank" rel="noopener">Foxtery</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/5-strategic-skills-hrd-260107/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ? </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/high-performing-companies-employee-experience-251113/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/high-performing-companies-employee-experience-251113/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Nov 2025 07:58:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[High-Performing Companies]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=47539</guid>

					<description><![CDATA[Highlight องค์กรที่มี Employee Experience ยอดเยี่ยม จะมีโอกาสเพิ่มรายได้ถึง 71% และกำไรขั้นต้นสูงกว่าคู่แข่งถึง 150% High-Performers ไม่ได้วัดแค่ Engagement แต่ยังให้ความสำคัญกับ Inclusion และ Well-being เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ยั่งยืนในที่ทำงาน Trust in Leadership คือความแตกต่างที่ชัดที่สุด เพราะพนักงานในองค์กรชั้นนำเชื่อมั่นในผู้นำมากกว่าบริษัททั่วไป ความเชื่อใจนี้คือฐานของวัฒนธรรมที่แข็งแรงนั่นเอง ประสบการณ์ทำงานประจำวันคือหัวใจของ EX โดยองค์กร High-Performers มีระบบ Recognition – Feedback – Empowerment ที่ต่อเนื่องและจริงใจ ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ทำไมองค์กรของเราต้อง Benchmark ตัวเองกับองค์กร High Performers ? การเติบโตขององค์กรยุคนี้ ไม่ได้วัดแค่เรื่องการทำกำไรให้เติบโตอีกต่อไป แต่วัดที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนทำงานไปพร้อมกัน Qualtrics ทำรายงานล่าสุดเรื่อง The anatomy of a high-performing company: The 2025 EX [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Highlight</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มี Employee Experience ยอดเยี่ยม จะมีโอกาสเพิ่มรายได้ถึง 71% และกำไรขั้นต้นสูงกว่าคู่แข่งถึง 150%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">High-Performers ไม่ได้วัดแค่ Engagement แต่ยังให้ความสำคัญกับ Inclusion และ Well-being เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ยั่งยืนในที่ทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Trust in Leadership คือความแตกต่างที่ชัดที่สุด เพราะพนักงานในองค์กรชั้นนำเชื่อมั่นในผู้นำมากกว่าบริษัททั่วไป ความเชื่อใจนี้คือฐานของวัฒนธรรมที่แข็งแรงนั่นเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ประสบการณ์ทำงานประจำวันคือหัวใจของ EX โดยองค์กร High-Performers มีระบบ Recognition – Feedback – Empowerment ที่ต่อเนื่องและจริงใจ ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47540" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/High-Performing-Companies.webp" alt="High-Performing Companies" width="600" height="370" title="องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ?  32" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/High-Performing-Companies.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/11/High-Performing-Companies-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ทำไมองค์กรของเราต้อง Benchmark ตัวเองกับองค์กร High Performers ?</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตขององค์กรยุคนี้ ไม่ได้วัดแค่เรื่องการทำกำไรให้เติบโตอีกต่อไป แต่วัดที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนทำงานไปพร้อมกัน</span></p>
<p><a href="https://www.qualtrics.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>Qualtrics</b></a><span style="font-weight: 400;"> ทำรายงานล่าสุดเรื่อง </span><b>The anatomy of a high-performing company: The 2025 EX benchmark report </b><span style="font-weight: 400;">พบว่า องค์กรที่มี </span><b>Employee Experience </b><span style="font-weight: 400;">ที่ดี จะมีโอกาสเพิ่มรายได้รวมถึง 71% และสามารถสร้างกำไรขั้นต้นได้มากถึง 150% เมื่อเทียบกับองค์กรทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX จะขอพา HR ทุกท่านไปเจาะลึกว่า องค์กรที่เข้าข่าย </span><b>องค์กรประสิทธิภาพสูง</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><b>High-Performing Companies</b><span style="font-weight: 400;"> นั้นมีลักษณะอย่างไร ใช้ตัวชี้วัดแบบไหน และองค์กรไทยจะเริ่มต้นพัฒนาได้อย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">[TOC]</span></p>
<h2><b>High-Performing Companies คืออะไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าองค์กรประสิทธิภาพ (High-Performing Companies) สูงอาจมีหลายความหมาย ในรายงานของ Qualtrics วิเคราะห์บริษัทจำนวน 112 แห่งทั่วโลก พบว่า มีเพียง 47 แห่งเท่านั้นที่ถูกจัดว่าเป็น </span><b>High-Performers</b><span style="font-weight: 400;"> โดยต้องผ่าน 2 เกณฑ์สำคัญ คือ</span></p>
<h3><b>1.High-Performing Companies มีผลประกอบการสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การพิจารณานี้ไม่ได้มองแค่ยอดขายหรือกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ดัชนีทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อสะท้อน ความแข็งแรงของธุรกิจโดยรวมอย่างน้อย 4 ใน 6 ด้าน เช่น การเติบโตของรายได้ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรือกระทั่งการวัด Productivity โดยดูว่าพนักงานแต่ละคนสร้างกำไรได้เท่าไร  ฉะนั้นองค์กรที่ผ่านเกณฑ์นี้ต้องเก่งจริงในการแข่งขันเชิงธุรกิจ ทั้งการวางกลยุทธ์ การบริหารต้นทุน การขยายตลาด และการดึงดูดนักลงทุน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>2.High-Performing Companies ต้องสร้างประสบการณ์พนักงานที่ดีด้วย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของ Qualtrics แม้จะมีผลประกอบการดี แต่ถ้าองค์กรไม่มีคนที่มีความสุขในการทำงาน ก็ไม่ถือว่าเป็น High-Performer เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นรายงานจึงมีการวัดประสบการณ์พนักงานในมิติต่าง ๆ โดยอ้างอิงจาก </span><a href="https://www.qualtrics.com/articles/employee-experience/refreshed-ex-benchmarks-now-powered-by-32-million-respondents/" target="_blank" rel="noopener"><b>Global EX Benchmark</b></a><span style="font-weight: 400;"> ของ Qualtrics ที่ครอบคลุมพนักงานกว่า 32 ล้านคนทั่วโลก โดยองค์กรจะต้องมีคะแนนสูงในหัวข้อสำคัญ เช่น ระดับความผูกพัน (Engagement), ความไว้ใจในผู้นำ (Trust), และความตั้งใจที่จะอยู่กับองค์กร (Intent to stay) เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้ เพื่อยืนยันว่าองค์กรที่ดูแลคนดี มักเป็นองค์กรที่ทำกำไรดีด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28178 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-1024x576.jpg" alt="shutterstock 1361250626 3" width="800" height="450" title="องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ?  33" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-1024x576.jpg 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-300x169.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-768x432.jpg 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-1536x864.jpg 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1361250626-3-2048x1152.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2><b>3 ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทกลายเป็น High-Performing</b></h2>
<h3><b>1. Core EX KPIs: ตัวชี้วัดที่ลึกกว่า Engagement</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายองค์กรนิยมใช้ </span><b>Engagement</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินประสบการณ์พนักงาน แต่รายงานของ Qualtrics ระบุว่า </span><b>องค์กรระดับ High-Performing</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้หยุดวัดอยู่แค่นั้น พวกเขาเสริมด้วยอีก 2 ตัวแปรหลักที่มีผลโดยตรงต่อผลลัพธ์เชิงธุรกิจ คือ</span></p>
<h4><b>Inclusion – ทุกคนมีโอกาสเติบโต ไม่ว่าเขาเป็นใคร </b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะองค์กร High-Performing สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีพื้นที่และไม่มีใครถูกมองข้าม เช่น ในบริษัท High-Performing พบว่า </span><b>88% ของพนักงานรู้สึกว่าทุกคนมีสิทธิ์ประสบความสำเร็จ</b></p>
<h4><b>Well-being – ความสัมพันธ์ในที่ทำงานส่งผลต่อ Performance</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องสุขภาพจิตและการจัดการงาน-ชีวิต รายงานยังชี้ว่า </span><b>ความไว้ใจในเพื่อนร่วมงาน</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>ความปลอดภัยทางจิตใจ</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นหัวใจสำคัญของ Well-being </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในทีม มักมี Engagement สูงและ Turnover ต่ำ เช่น ในบริษัท High-Performing พนักงาน </span><b>84% มี Engagement สูง</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>88% รู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับในองค์กร </b><span style="font-weight: 400;">เป็นต้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>2. วัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน สื่อสารได้ และไว้ใจได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนที่สุดระหว่างองค์กรทั่วไปกับ High-Performers คือ “ความไว้ใจในผู้นำ” โดยพบว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Trust in Leadership: </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานเชื่อมั่นในผู้นำองค์กร ซึ่ง High-Performing มีคะแนนราว 83% ขณะที่ Non-High-Performing มีแค่ 64%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Strategic Alignment: </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานเข้าใจทิศทางและเป้าหมายขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Communication: </b><span style="font-weight: 400;">ผู้นำสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น ความชัดเจน + ความสม่ำเสมอ + ความไว้ใจ = สูตรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง นั่นเอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>3. ประสบการณ์ทำงานประจำวัน: Empower – Recognize – Grow</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรชั้นนำไม่ได้เน้นแค่ภาพใหญ่ในห้องประชุม แต่ลงมือสร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกวันทำงาน เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Recognition</b><span style="font-weight: 400;"> – พนักงานรู้สึกว่าองค์กรเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับผลงานของตน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Feedback</b><span style="font-weight: 400;"> – มีการให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Empowerment</b><span style="font-weight: 400;"> – เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขจากรายงานชี้ชัดว่า บริษัท High-Performing มี </span><b>คะแนน Recognition สูงถึง 81%</b><span style="font-weight: 400;"> เทียบกับ 66% ในองค์กรทั่วไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46938" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-56.webp" alt="การมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร (Employee Engagement) มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร" width="600" height="370" title="องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ?  34" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-56.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-56-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>แล้วองค์กรไทยควรเริ่มต้นจากตรงไหน ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเกณฑ์ Benchmark ขององค์กรระดับ High-Performers จะดูสูงและอาจรู้สึกไกลเกินเอื้อมสำหรับบางองค์กร แต่ความจริงแล้ว </span><b>การตั้งเป้าหมายให้ท้าทาย</b><span style="font-weight: 400;"> กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุด หากองค์กรรู้จักเลือกเป้าหมายที่เหมาะสม และค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างมีทิศทาง เป้าหมายนั้นจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนแรกที่องค์กรสามารถเริ่มต้นได้ทันทีคือ การทำความเข้าใจประสบการณ์ของพนักงานในมุมมองที่ลึกขึ้น โดยเน้นการวัดผล 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/"><b>Engagement </b></a><b>(ความผูกพัน)</b><span style="font-weight: 400;">, </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/"><b>Inclusion</b></a><b> (ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง)</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/well-being-create-culture-organization-11012021/"><b>Well-being</b></a><b> (ความเป็นอยู่ที่ดีทั้งกายและใจ)</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความพึงพอใจ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตขององค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว องค์กรควรวิเคราะห์จุดอ่อนเชิงโครงสร้างหรือวัฒนธรรมภายใน เช่น พนักงานขาดความไว้ใจในผู้นำหรือไม่ ? พวกเขาได้รับ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/feedback-loop-240126/"><span style="font-weight: 400;">Feedback</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ช่วยพัฒนาอย่างจริงจังหรือเปล่า ? หรือรู้สึกว่าความสำเร็จของตนไม่เคยถูกมองเห็น ? คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำองค์กรเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงควรเริ่มจากจุดไหน และควรเน้นเรื่องใดก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นจึงวางแผนพัฒนาในรูปแบบ Roadmap ที่ชัดเจน อาจเริ่มจากการสำรวจความคิดเห็นพนักงาน นำข้อมูลไปใช้ในการสื่อสารเป้าหมายและวิสัยทัศน์ สร้างความเข้าใจร่วมกันผ่านการอบรมและพัฒนาผู้นำ แล้วจึงขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่า การเป็น High-Performer ไม่ใช่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ต้องเดินไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่องด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21286" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_298205393-1.jpg" alt="shutterstock 298205393 1" width="500" height="334" title="องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ?  35" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_298205393-1.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_298205393-1-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><b>บทสรุป: High-Performing Companies คือองค์กรที่ทั้งคนรัก ทั้งตลาดยอมรับ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มุ่งมั่นจะเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคนี้ ไม่อาจมองข้ามเรื่อง </span><b>Employee Experience </b><span style="font-weight: 400;">ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อพนักงานได้รับประสบการณ์ที่ดี พวกเขาจะมีแรงบันดาลใจ ทุ่มเทศักยภาพอย่างเต็มที่ และส่งต่อผลงานที่สร้างคุณค่าให้แก่องค์กรในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังสงสัยว่าองค์กรของคุณอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่การเป็น High-Performer คำตอบอาจเริ่มต้นจากสิ่งง่าย ๆ อย่างการวัดระดับ Engagement ความไว้ใจในผู้นำ หรือความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ HREX เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูท้าทาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราร่วมมือกับ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/23"><b>พาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Employee Engagement</b></a><span style="font-weight: 400;"> และการสร้างประสบการณ์พนักงานอย่างเป็นระบบ พร้อมให้คำปรึกษาและแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสนใจระบบประเมิน Engagement, วางกลยุทธ์ Feedback &amp; Recognition หรืออยากเริ่มต้นวัดผล EX อย่างมืออาชีพ ทิ้งข้อความเพื่อให้เราค้นหาโซลูชันจากพาร์ทเนอร์ของเราได้เลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="องค์กรแบบไหนที่เรียกว่า High-Performing Companies ?  36" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/high-performing-companies-employee-experience-251113/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gamification-training-250909/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gamification-training-250909/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Sep 2025 10:08:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Gamification]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46864</guid>

					<description><![CDATA[การ Training คือเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาพนักงาน หากองค์กรใดมองข้ามการเสริมทักษะและฝึกฝนพนักงาน จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายองค์กรแม้จะจัด Training แต่รูปแบบการฝึกอบรมก็ซ้ำเดิม จนไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พนักงานไม่สามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางความท้าทาย Gamification อาจเป็นทางออกที่หลายองค์กรควรมุ่งปรับใช้มากขึ้น HREX จึงขอพา HR ทุกท่านไปสำรวจว่า Gamification สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อการเรียนรู้ในองค์กรได้อย่างไร ช่วยยกระดับการฝึกอบรมให้กลายเป็นกระบวนการที่สนุก เข้าใจง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในบทความนี้ Gamification คืออะไร และทำไมองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ? Gamification คือการนำองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในบริบทที่ไม่ใช่เกม เช่น การทำงาน การเรียนรู้ หรือแม้แต่กระบวนการสรรหาพนักงาน  Gamificaton ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนงานให้กลายเป็นเกม แต่เป้าหมายหลักของแนวคิดนี้คือเพื่อเอารูปแบบเกมมาใช้เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจ เพิ่มการมีส่วนร่วม และทำให้ผู้ใช้งานหรือพนักงานรู้สึกสนุกและเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ทำอยู่ หลักการของ Gamification พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ โดยอาศัยกลไก Reward, Progression, Competition และ Feedback ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติงาน เช่น ให้คะแนนสะสมจากการเรียนรู้ ปลดล็อกระดับการฝึกอบรมใหม่ หรือการเห็นอันดับของตนเองในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ทำให้กระบวนการเดิม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46866" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 44" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-38-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Training คือเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาพนักงาน หากองค์กรใดมองข้ามการเสริมทักษะและฝึกฝนพนักงาน จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายองค์กรแม้จะจัด Training แต่รูปแบบการฝึกอบรมก็ซ้ำเดิม จนไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พนักงานไม่สามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความท้าทาย Gamification อาจเป็นทางออกที่หลายองค์กรควรมุ่งปรับใช้มากขึ้น HREX จึงขอพา HR ทุกท่านไปสำรวจว่า Gamification สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อการเรียนรู้ในองค์กรได้อย่างไร ช่วยยกระดับการฝึกอบรมให้กลายเป็นกระบวนการที่สนุก เข้าใจง่าย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Gamification คืออะไร และทำไมองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification คือการนำองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในบริบทที่ไม่ใช่เกม เช่น การทำงาน การเรียนรู้ หรือแม้แต่กระบวนการสรรหาพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamificaton ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนงานให้กลายเป็นเกม แต่เป้าหมายหลักของแนวคิดนี้คือเพื่อเอารูปแบบเกมมาใช้เพื่อ</span><b>กระตุ้นแรงจูงใจ เพิ่มการมีส่วนร่วม และทำให้ผู้ใช้งานหรือพนักงานรู้สึกสนุกและเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ทำอยู่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักการของ Gamification พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ โดยอาศัยกลไก Reward, Progression, Competition และ Feedback ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติงาน เช่น ให้คะแนนสะสมจากการเรียนรู้ ปลดล็อกระดับการฝึกอบรมใหม่ หรือการเห็นอันดับของตนเองในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ทำให้กระบวนการเดิม ๆ ที่เคยน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย และอยากมีส่วนร่วม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทำให้ Gamification ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในโลกของการทำงาน ไม่ใช่เพียงเพราะความแปลกใหม่ของวิธีการ แต่เป็นเพราะผลลัพธ์ที่วัดได้จริงที่องค์กรต่าง ๆ เริ่มมองเห็นอย่างชัดเจน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46867" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-scaled.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="401" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 45" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-768x513.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-1536x1025.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/asian-teenagers-playing-chess-with-their-friend-watching-game-2048x1367.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>สถิติที่พิสูจน์ว่า Gamification ใช้ได้ผลจริงในการ Training</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิติดังต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Gamification ว่าครอบคลุมหลายมิติของวงจรชีวิตพนักงาน ตั้งแต่การสรรหา ไปจนถึงการพัฒนาและรักษาคนเก่งไว้ในองค์กร</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 78% เห็นว่า Gamification ทำให้การทำงานสนุก และดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://buildempire.co.uk/gamification-statistics/%E0%B8%83" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Buildempire</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า การเรียนรู้ผ่านกลไกของเกมช่วยเพิ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ถึง 34.75%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานจำนวน 69% มีแนวโน้มจะอยู่กับองค์กรเกิน 3 ปี หากมีการใช้ Gamification ในที่ทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 72% เชื่อว่า Gamification ช่วยกระตุ้นให้พวกเขาตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://training.safetyculture.com/blog/gamification-statistics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Safetyculture</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า มากกว่า 70% ของบริษัทในกลุ่ม Global 2000 (จัดอันดับโดย Forbes) นำกลไกของ Gamification ไปปรับใช้แล้วในองค์กรของตน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในบทความเดียวกัน ยังบอกอีกด้วยว่า ผู้สมัครงาน 78% รู้สึกกระตือรือร้นที่จะร่วมงานกับบริษัทที่นำ Gamification มาใช้ในขั้นตอน Recruitment</span></li>
</ul>
<h2><b>กลไก Gamification ที่นิยมใช้ในการ Training</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก Gamification ช่วยเสริมสร้าง Employee Experience และสร้าง Employee Engagement ที่ดีได้มาก และสิ่งที่ตามมาก็คือการปฏิวัติการ Training ในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยแทนที่จะนั่งฟังการบรรยายเป็นชั่วโมง HR สามารถเปลี่ยนจากการบรรยายเดียวที่เน้นการถ่ายทอดความรู้แบบทางเดียว ให้กลายเป็นกิจกรรมที่มีการโต้ตอบ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ความรู้สึกสำเร็จเมื่อผ่านแต่ละขั้นตอน กล่าวคือพนักงานจะได้รับภารกิจที่ต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้น เพื่อเก็บแต้มและปลดล็อกระดับใหม่ นอกจากนี้ยังต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานผ่านกระดานคะแนน ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นประสบการณ์ในองค์กีที่ดีและมีความหมายร่วมกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46868" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-scaled.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="305" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 46" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-300x152.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-1024x520.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-768x390.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-1536x780.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/video-game-2048x1040.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>ระบบแต้มและรางวัล (Points &amp; Rewards)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แต้มและรางวัลเป็นกลไกพื้นฐานช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ทุกครั้งที่เรียนรู้ หรือทำภารกิจเสร็จ ผู้เรียนจะได้รับคะแนน สามารถนำไปแลกรางวัลหรือสิทธิพิเศษได้ เช่น คูปองสวัสดิการ ของที่ระลึก หรือแม้แต่สิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบนี้ทำให้การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการเก็บความรู้ แต่เป็นเส้นทางที่ผู้เรียนรู้สึกว่า ความพยายามของเขามีคุณค่าและควรได้รับการตอบแทน</span></p>
<h3><b>ป้ายความสำเร็จ (Badges)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการบรรลุเป้าหมายหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เมื่อพนักงานผ่านการอบรมด้านการเจรจาต่อรอง อาจได้รับป้าย </span><i><span style="font-weight: 400;">Negotiation Pro</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือหากผ่านหลักสูตรความปลอดภัย อาจได้รับป้าย </span><i><span style="font-weight: 400;">Safety Champion</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีป้ายเหล่านี้ทำให้ผู้เรียนรู้สึกภาคภูมิใจ เห็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม และยังใช้เครื่องหมายความเชี่ยวชาญนี้ไปต่อยอดในสายอาชีพได้อีกด้วย</span></p>
<h3><b>การแบ่งระดับ (Levels)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแบ่งเนื้อหาเป็นระดับต่าง ๆ ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน เช่น เริ่มจากระดับพื้นฐาน (Beginner) ไปจนถึงระดับเชี่ยวชาญ (Expert) ทุกครั้งที่ผ่านหนึ่งระดับ ผู้เรียนจะเกิดความรู้สึกถึงความสำเร็จและมีแรงบันดาลใจที่จะก้าวต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลไกนี้คล้ายกับการเล่นเกมที่ผู้เล่นอยากเลื่อนด่านอยู่เสมอ ทำให้การเรียนรู้ไม่สะดุด และเกิดความต่อเนื่องยาวนาน</span></p>
<h3><b>ตารางคะแนน (Leaderboard)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือที่สร้างความรู้สึกแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ โดยแสดงอันดับของผู้เรียนตามคะแนนหรือผลงานที่ทำได้ ความท้าทายจากการเห็นเพื่อนร่วมงานอยู่ในอันดับต้น ๆ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากพยายามมากขึ้น และยังสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่เต็มไปด้วยพลังบวก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม HR ควรออกแบบอย่างระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นความกดดันเกินไป</span></p>
<h3><b>ความท้าทาย (Challenges)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจพิเศษที่มาพร้อมเงื่อนไขพิเศษ เช่น การต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด หรือโจทย์ที่ต้องทำร่วมกันเป็นทีม กลไกนี้ช่วยพัฒนาทั้งทักษะส่วนบุคคลและการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ ทำให้ไม่ใช่แค่รู้เรื่องของตัวเองเท่านั้น แต่รู้จักทุกคนทั้งทีม ทั้งองค์กร</span></p>
<h3><b>แถบความก้าวหน้า (Progress Bars)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แถบแสดงผลให้ผู้เรียนเห็นว่าตัวเองกำลังเรียนรู้อยู่ในขั้นตอนไหน และเหลืออีกเท่าไหร่จึงจะไปถึงเป้าหมาย การได้เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรมเช่นนี้จะสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับการวิ่งมาราธอนที่เมื่อเห็นเส้นชัยอยู่ไม่ไกล ก็จะยิ่งมีพลังที่จะก้าวต่อไปจนถึงเป้าหมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46869" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-scaled.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="338" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 47" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-1536x864.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/shoulder-view-caucasian-man-using-pc-setup-playing-multiplayer-online-action-game-talking-team-headset-gamer-streaming-fast-paced-space-shooter-while-explaining-gameplay-subscribers-2048x1152.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ประโยชน์ของ Gamification ต่อการ Training พนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำ Gamification มาประยุกต์ใช้ในการ Training ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience) ที่สนุกและดึงดูดใจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ด้านการพัฒนาคนได้จริง ประโยชน์ข้อเด่น ๆ ของ Gamification มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้คะแนน ได้รางวัล และได้เห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ต่อไป พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องเรียน แต่อยากเรียนเองด้วยความสมัครใจ และอยากทำผลงานให้ดีที่สุด</span></p>
<h3><b>2. ย่อยเนื้อหาที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่าย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification ช่วยแบ่งเนื้อหาที่ซับซ้อนเป็นชิ้นเล็ก ๆ (Micro-learning) ผ่านภารกิจและความท้าทายต่างๆ ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าเรียนเยอะเกินไป แต่กำลังสามารถเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ทีละก้าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ผ่านการทำภารกิจและการแก้ปัญหายังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหา แล้วนำไปปฏิบัติจริงได้ ไม่ใช่แค่ท่องจำทฤษฎี</span></p>
<h3><b>3. ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะเป็นผู้รับสารแบบเดียว พนักงานต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ หรือปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ การมีส่วนร่วมนี้ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและได้รับ Feedback ทันที ทำให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงตนเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องรอจนจบคอร์สถึงจะรู้ว่าเข้าใจถูกหรือผิด</span></p>
<h3><b>4. วัดผลและติดตามผลได้ชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบ Gamification สามารถติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของพนักงานได้อย่างละเอียด เช่น เวลาที่ใช้ในการเรียนแต่ละหัวข้อ จุดที่พนักงานมักจะติดปัญหา หรือหัวข้อที่พนักงานสนใจมากที่สุด เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ HR และผู้จัดการสามารถปรับปรุงเนื้อหาการอบรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้การช่วยเหลือพนักงานได้ตรงจุด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46820" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26.webp" alt="Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม" width="600" height="370" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 48" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-26-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/gamification-employee-engagement-250905/">Gamification เครื่องมือสร้าง Employee Engagement ที่ HR ไม่ควรมองข้าม</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>กรณีตัวอย่าง องค์กรที่ใช้ Gamification ช่วย Training พนักงานได้ผลจริง</b></h2>
<h3><b>ตัวอย่างจาก KFC Japan</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ KFC ใหญ่ แต่เป็น </span><a href="https://www.gamify.com/case-studies/KFC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">KFC ของประเทศญี่ปุ่น</span></a><span style="font-weight: 400;"> นำเกมมาใช้ฝึกพนักงานครัวให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำไก่ทอดในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ KFC Japan ยังสร้างเกม Shrimp Attack เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์กุ้งชุดใหม่ ที่ผู้เล่นต้องป้องกันปราสาท KFC โดยการหั่นกุ้งให้ได้มากที่สุดด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียกได้ว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสนุกในการเรียนรู้ แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุนในการ ฝึกอบรม และลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานจริง</span></p>
<h3><b>ตัวอย่างจาก PwC</b></h3>
<p><a href="https://www.hrdive.com/news/how-pwc-uses-gamification-to-support-learning-engagement/582440/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PwC สร้างเกมที่ชื่อว่า PowerUp! </span></a><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นเกมตอบคำถามชิงรางวัล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และนำประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience) จากเกมนี้ไปต่อยอดสร้างแอปพลิเคชันเกมสำหรับนักศึกษาฝึกงานชื่อ PwC: The Game! เพื่อสอนทักษะที่จำเป็นและกลยุทธ์ของบริษัท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสำรวจพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เรียนรู้ผ่าน Gamification รู้สึกว่าตัวเองทำงานมีประสิทธิภาพและมีแรงจูงใจมากขึ้น โดย PwC วัดผลความสำเร็จนี้ผ่านความคิดเห็นของพนักงานและใช้คะแนน Net Promoter Score (NPS)</span></p>
<h3><b>ตัวอย่างจาก Domino&#8217;s Pizza</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แบรนด์พิซซ่าชื่อดังของอเมริกา </span><a href="https://www.hrdive.com/news/how-pwc-uses-gamification-to-support-learning-engagement/582440/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับ Training พนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยใช้เกมเป็นส่วนประกอบ เพื่อฝึกฝนพนักงานกว่า 110,000 คนทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ Domino&#8217;s มีปัญหาการฝึกอบรมที่ไม่สอดคล้องกันในแต่ละสาขา เนื่องจากมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และพนักงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบการเรียนรู้ผ่านมือถือแบบสั้นๆ มากกว่าการอบรมแบบดั้งเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอเปลี่ยนเนื้อหาการอบรมที่ดูแห้ง ๆ ให้น่าสนใจและสนุกเหมือนกำลังเล่นเกม เช่น เกมาทบทวนขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง หรือเกมแข่งกันทำพิซซ่า ช่วยให้พนักงานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมและจดจำเนื้อหาได้ดีกว่าการนั่งฟังบรรยายหรืออ่านคู่มือแบบเดิมๆ</span></p>
<h3><b>ตัวอย่างจาก Walmart</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้างใหญ่ของอเมริกา พบว่าการฝึกอบรมพนักงานด้วยวิธีดั้งเดิมนั้นไม่ทันต่อโลกค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้กับพนักงานที่มีความหลากหลายได้</span></p>
<p><a href="https://www.smartico.ai/blog-post/gamification-in-retail-training-walmart-case-study" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Walmart จึงนำกลยุทธ์ Gamification มาใช้</span></a><span style="font-weight: 400;">เพื่อทำให้การฝึกอบรมมีความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการจำลองสถานการณ์และบทบาทสมมติให้พนักงานได้ฝึกฝนทักษะในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ควบคุมได้ การใช้ระบบ Leaderboards และ Badges เพื่อให้พนักงานเห็นภาพความก้าวหน้าของตนเอง สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลก็คือพนักงานมีส่วนร่วมและมีแรงจูงใจในการเรียนรู้สูงขึ้น จดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น และมีความพึงพอใจในงานเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายสูงขึ้น คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าดีขึ้น มีความภักดีต่อแบรนด์มากขึ้น ระยะเวลาในการสอนงานพนักงานใหม่ และที่สำคัญที่สุด วัฒนธรรมองค์กรมีชีวิตชีวาขึ้น อัตราการลาออกของพนักงานลดลง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-46870" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-scaled.webp" alt="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ" width="600" height="400" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 49" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-scaled.webp 2560w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-1024x683.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/friends-having-fun-with-traditional-games-2048x1365.webp 2048w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ข้อควรระวังในการใช้ Gamification ในการฝึกอบรม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การเอา Gamification มาใช้จะมีความสนุกสนาน แต่หาก HR จะเอากลไกแบบนี้มาปรับใช้กับการ Training ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน ดังนี้ </span></p>
<h3><b>1. หลีกเลี่ยงเกมการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การแข่งขันจะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจ แต่หากการแข่งขันที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้เกิดความเครียด ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือการโกงเพื่อให้ได้คะแนนสูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใช้กลไกเกมที่ดี ควรเน้นสร้างการแข่งขันที่เป็นมิตร มีการแข่งขันในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่คะแนนรวม เช่น ผู้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานดีที่สุด หรือผู้ที่พัฒนาตนเองมากที่สุด</span></p>
<h3><b>2. อย่าพึ่งพาเกมมากจนเนื้อหาขาดคุณภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำให้การเรียนรู้สนุกนั้นสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายหลักคือการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ถ้าให้ความสำคัญกับ Game mechanics มากเกินไป เช่น ต้องทำให้ว้าว ต้องทำให้อ้าปากค้าง เน้นสนุกเป็นหลัก จนทำให้เนื้อหาการเรียนรู้ตื้นเขิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรใช้ Gamification เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นจุดประสงค์หลัก และต้องมั่นใจว่าเนื้อหามีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการในการทำงานจริง</span></p>
<h3><b>3. อย่าลืมประเมินผลว่า Gamification ช่วยให้ Performance ดีขึ้นจริงหรือไม่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวัดผลสำเร็จของ Gamification ไม่ควรดูแค่จำนวนผู้เข้าร่วมหรือคะแนนในเกม แต่ต้องดูผลลัพธ์ในการทำงานจริงด้วย เช่น ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราความผิดพลาดลดลงหรือไม่ พนักงานพอใจในงานมากขึ้นหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทเรียนสำคัญต่อ HR คือควรมีการติดตามผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว และปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร</span></p>
<h2><b>ค้นหาบริการ Gamification ช่วยยกระดับการ Training ได้ผ่าน HREX</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนในระบบ Gamification ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรของคุณมีพนักงานที่มีทักษะสูง มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรใดที่สนใจนำ Gamification มาใช้ในการ Training ช่วยพนักงานเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถมาค้นหา HR Solution กลุ่มนี้จาก</span><a href="https://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services จาก HREX ได้เลย</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่นี่รวมบริการ Learning &amp; Development รูปแบบต่าง ๆ ไว้มากมาย </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">สามารถมาค้นหาได้เลยในลิงก์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/u/2/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Gamification เครื่องมือเปลี่ยนการ Training พนักงานให้สนุกและมีประสิทธิภาพ 50" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2><b>สรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Gamification ปฏิวัติการเรียนรู้ยุคใหม่ แก้ปัญหาสำคัญของการอบรม Training แบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแรงจูงใจ การไม่มีปฏิสัมพันธ์ หรือการวัดผลที่ไม่แม่นยำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Gamification ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มเพียงแค่แต้ม หรือป้ายรางวัล แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience) ที่เข้าใจผู้เรียน มีคุณภาพ และสามารถวัดผลได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเริ่มต้นใช้ Gamification ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า การลงทุนกับการฝึกอบรมในรูปแบบนี้คือการเตรียมองค์กรให้พร้อมแข่งขันในอนาคต ซึ่งพนักงานคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด Gamification จึงควรถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย โดยแก่นแท้ยังคงอยู่ที่การสร้างคนเก่ง คนมีแรงบันดาลใจ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<p><a href="https://disprz.ai/blog/gamified-corporate-training-examples-strategies" target="_blank" rel="noopener">disprz.ai</a></p>
<p><a href="https://www.continu.com/blog/gamification-in-training" target="_blank" rel="noopener">continu</a></p>
<p><a href="https://training.safetyculture.com/blog/gamification-statistics/" target="_blank" rel="noopener">safetyculture</a></p>
<p><a href="https://elearningindustry.com/play-and-learn-exploring-the-power-of-gamification-in-employee-learning-and-development" target="_blank" rel="noopener">elearningindustry</a></p>
<p><a href="https://buildempire.co.uk/gamification-statistics/" target="_blank" rel="noopener">buildempire</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/gamification-training-250909/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/employee-experience-to-hope-250908/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/employee-experience-to-hope-250908/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 09:22:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Experience]]></category>
		<category><![CDATA[Hope]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=46847</guid>

					<description><![CDATA[HR คงคุ้นชินกับคำว่า Employee Experience หรือ ประสบการณ์ของพนักงาน กันอยู่แล้ว รวมถึงความหมายที่บอกถึงทุกประสบกาณ์ที่พนักงานได้รับจากองค์กร ตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมงาน จนถึงวันที่ออกจากองค์กร แต่ในยุค 2025 ที่ความคาดหวังของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การสร้าง Employee Experience แบบเดิม ๆ ที่เน้นแค่ “ความพึงพอใจ” (Satisfaction) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรชั้นนำทั่วโลกกำลังพัฒนา Employee Experience ไปอีกขั้น สู่การสร้าง “Hope” หรือความหวังในการทำงานนั่นเอง หวังที่จะเติบโต หวังที่จะมีอนาคตที่ดี และหวังที่จะมีคุณค่าในสายตาองค์กร วิวัฒนาการของ Employee Experience HREX ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ ศาสตราจารย์ เดฟ อุว์ริค (Dave Ulrich) ผู้บุกเบิกโมเดล HRBP และผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวคิด Employee Value Proposition (EVP) หนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุด คือโมเดล Waves of Employee Experience [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46850" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Cover.webp" alt="วิวัฒนาการ Employee Experience เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน 56" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Cover.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Cover-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR คงคุ้นชินกับคำว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/"><span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ ประสบการณ์ของพนักงาน กันอยู่แล้ว รวมถึงความหมายที่บอกถึงทุกประสบกาณ์ที่พนักงานได้รับจากองค์กร ตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมงาน จนถึงวันที่ออกจากองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในยุค 2025 ที่ความคาดหวังของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การสร้าง Employee Experience แบบเดิม ๆ ที่เน้นแค่ “ความพึงพอใจ” (Satisfaction) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป</span></p>
<p><b>องค์กรชั้นนำทั่วโลกกำลังพัฒนา Employee Experience ไปอีกขั้น สู่การสร้าง “Hope” หรือความหวังในการทำงานนั่นเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หวังที่จะเติบโต หวังที่จะมีอนาคตที่ดี และหวังที่จะมีคุณค่าในสายตาองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>วิวัฒนาการของ Employee Experience</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/"><b>ศาสตราจารย์ เดฟ อุว์ริค (Dave Ulrich)</b></a> <span style="font-weight: 400;">ผู้บุกเบิกโมเดล </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/"><span style="font-weight: 400;">HRBP</span></a><span style="font-weight: 400;"> และผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวคิด Employee Value Proposition (EVP)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุด คือโมเดล </span><b>Waves of Employee Experience</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างองค์กรกับพนักงาน จากระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับที่ลึกซึ้งที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46849" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Dave-Ulrich.webp" alt="วิวัฒนาการ Employee Experience เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน" width="800" height="416" title="วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน 57" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Dave-Ulrich.webp 800w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Dave-Ulrich-300x156.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-Dave-Ulrich-768x399.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลนี้แบ่ง Employee Experience ออกเป็น 5 ระดับ โดยแต่ละระดับสะท้อนถึงวิธีที่องค์กรสามารถสร้างความหมายและความผูกพันกับพนักงานได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่ </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Employee Satisfaction</b><span style="font-weight: 400;"> – การนิยามสิ่งที่พนักงานชอบ และสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขในที่ทำงาน </span><i><span style="font-weight: 400;">(เช่น คำถามว่า “คุณชอบหัวหน้าของคุณไหม?”)</span></i></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Commitment</b><span style="font-weight: 400;"> – การมุ่งเน้นที่ความมุ่งมั่น ความจงรักภักดี และความเต็มใจในการทุ่มเทให้กับองค์กร </span><i><span style="font-weight: 400;">(เช่น คำถามว่า “หัวหน้าของคุณให้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการทำงานแก่คุณหรือไม่?”)</span></i></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Engagement</b><span style="font-weight: 400;"> – การหาวิธีให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตขององค์กร </span><i><span style="font-weight: 400;">(เช่น คำถามว่า “หัวหน้าของคุณเปิดโอกาสให้คุณร่วมตัดสินใจหรือไม่?”)</span></i></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Experience</b><span style="font-weight: 400;"> – การช่วยให้พนักงานค้นพบคุณค่าของตัวเองผ่านงานที่ทำ </span><i><span style="font-weight: 400;">(เช่น คำถามว่า “หัวหน้าของคุณช่วยให้คุณบรรลุคุณค่าหรือเป้าหมายในชีวิตหรือไม่?”)</span></i></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Hope</b><span style="font-weight: 400;"> – การทำให้พนักงานเติบโตและเจริญรุ่งเรือง ด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผล และมีเป้าหมายในอนาคต </span><i><span style="font-weight: 400;">(เช่น คำถามว่า “หัวหน้าของคุณเตรียมคุณให้พร้อมเป็นผู้นำในอนาคตหรือไม่?”)</span></i><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ระดับสุดท้ายคือสิ่งที่ HR ยุคใหม่ควรมุ่งสร้าง เพราะ </span><b>Hope คือพลังที่นอกจากให้คนเพียงแต่อยู่กับองค์กร แต่ยังสร้างการ “เติบโตไปด้วยกัน”</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>Hope สำหรับองค์กร คืออะไร ? ทำไม HR รุ่นใหม่ต้องสร้างให้เกิดในองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแวดวงการบริหารทรัพยากรบุคคล คำว่า &#8220;Hope&#8221; หรือ ความหวัง อาจฟังดูเป็นนามธรรมและจับต้องยาก แต่ในความเป็นจริง Hope คือหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจ ความผูกพัน และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างอะไรจากรายงาน Gallup ในหัวข้อ </span><a href="https://www.gallup.com/analytics/656315/leadership-needs-of-followers.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Global Leadership Report: What Followers Want</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งสำรวจใน 52 ประเทศ พบว่า </span><b>คุณลักษณะของผู้นำที่พนักงานต้องการมากที่สุด คือ “Hope”</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยรายงานระบุว่า คุณลักษณะที่ผู้นำที่ดีควรมี อันดับ 1 คือ ความหวัง (Hope) ที่ 56% รองลงมาคือ ความไว้ใจ (Trust) 33%, ความเมตตา (Compassion) 7% และความมั่นคง (Stability) 4%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Hope จึงเปรียบเสมือน &#8220;พลังเงียบ&#8221; ที่ทำให้คนยังเดินต่อ แม้ในวันที่ไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดี ๆ แต่คือความเชื่อมั่นในอนาคตที่เกิดจากการรับรู้ว่า สิ่งที่ทำในวันนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต โดยในเชิง HR นั่นหมายถึงการทำให้องค์กรกลายเป็น &#8220;สถานที่ที่พนักงานมองเห็นอนาคตของตัวเองได้” นั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน.webp" alt="วิวัฒนาการ Employee Experience เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน 58" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/09/วิวัฒนาการ-Employee-Experience-เมื่อ-HR-ยุคใหม่คือผู้สร้าง-Hope-ในที่ทำงาน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>6 องค์ประกอบขององค์กรที่สร้าง Hope ได้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Hope Culture ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในหน้ากระดาษ แต่จะเกิดจากการออกแบบ Employee Experience อย่างมีกลยุทธ์ ต่อไปนี้คือ 6 องค์ประกอบที่องค์กรควรพัฒนา</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">1. Transform the Future</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องมีทิศทางที่ชัดเจน มองไปข้างหน้า และกล้าสื่อสารวิสัยทัศน์ที่เป็นแรงบันดาลใจ เพราะ Hope คือการเปลี่ยนอนาคตที่ไม่แน่นอน ให้กลายเป็น “อนาคตที่เราสร้างร่วมกัน”</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">2. Healthy Relationships and Conversations</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรจะช่วยให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/"><span style="font-weight: 400;">Psychological Safety</span></a><span style="font-weight: 400;">) พนักงานจะกล้าแสดงออก แบ่งปัน และขอความช่วยเหลือได้</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">3. Ensure Efficacy</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจะรู้สึกมีความหวังเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี HR ต้องสร้างความเชื่อมโยงนี้ให้ชัดเจน เช่น เชื่อม Performance กับโอกาสเลื่อนตำแหน่ง</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">4. Realistic Optimism</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ควรไกลเกินเอื้อม HR ควรช่วยตั้งเป้าหมายที่ “ท้าทาย” แต่ “ทำได้จริง” เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจโดยไม่สร้างความกดดันเกินไป</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">5. Empower People</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้อิสระและเครื่องมือในการพัฒนาตัวเอง เช่น ระบบ Career Path, Coaching, Mentoring เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรทำให้ฉันเก่งขึ้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">6. Address Personal Needs</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะพนักงานแต่ละคนมีความหวังไม่เหมือนกัน องค์กรจะต้องเข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของพนักงานนั้น ๆ เช่น ความยืดหยุ่นในการทำงาน หรือเส้นทางอาชีพเฉพาะบุคคล จะสามารถเปลี่ยนความต้องการเหล่านั้นให้กลายเป็นขีดความสามารถระดับองค์กรได้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Hope จะเกิดขึ้นได้เมื่อพนักงาน:</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เห็นว่าสิ่งที่ตนเองทำ มีความหมายต่อองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รู้ว่าตนเอง กำลังได้รับการพัฒนา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เข้าใจว่าเป้าหมายที่องค์กรวางไว้ เป็นจริงได้ ไม่เกินเอื้อม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญ รู้ว่าหัวหน้าและองค์กรเชื่อมั่นในศักยภาพของเขา</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>HR รุ่นใหม่ต้องทำอย่างไร ? เพื่อสร้าง Employee Experience ที่มี Hope</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่รู้กันว่า บทบาทของ </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/hr-2025-and-beyond-250825/"><span style="font-weight: 400;">HR ในปี 2025 </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงกลายมาเป็น </span><b>ผู้ออกแบบประสบการณ์การทำงาน (Experience Designer)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ต้องเข้าใจเส้นทางของพนักงานทั้งในเชิงกลยุทธ์และความรู้สึก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง Employee Experience ที่มี Hope จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสวัสดิการหรือบรรยากาศในออฟฟิศเท่านั้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้พนักงาน &#8220;เห็นอนาคตของตัวเอง&#8221; ในองค์กรได้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือทักษะและเครื่องมือสำคัญที่ HR รุ่นใหม่ควรพัฒนา:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ใช้ HR Tech หรือระบบ HRMS</b><span style="font-weight: 400;"> ที่สามารถติดตามและปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน (Personalized Experience)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ใช้ข้อมูล (Data)</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อวิเคราะห์ Pain Point และพฤติกรรมของพนักงานอย่างแม่นยำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ฝึกทักษะด้าน Empathy, Coaching และ Facilitation</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายและไว้เนื้อเชื่อใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ร่วมมือกับผู้นำของแต่ละทีม</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อออกแบบประสบการณ์การทำงานที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสายงาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการสร้างความหวังในองค์กรไม่ใช่เรื่องของ &#8220;ความรู้สึกดีชั่วคราว&#8221; แต่คือการวางระบบที่เชื่อมโยง &#8220;คน&#8221; กับ &#8220;อนาคต&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นหากคุณกำลังมองหาระบบ HRMS ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน และออกแบบ Employee Experience ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค้นหาระบบที่เหมาะกับองค์กรคุณได้ที่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/2?filter%5Bcategory_id%5D=59"><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24760" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน 59" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h2><b>Employee Experience ที่ดี ต้องจบที่ Hope</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตองค์กรอาจวัด Employee Experience ด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “พนักงานมีความสุขไหม ?” แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ คำถามนั้นอาจไม่พออีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ยุคใหม่ควรถามคือ “พนักงานเห็นอนาคตของตัวเองในองค์กรหรือเปล่า ?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อพนักงานมี </span><b>Hope</b><span style="font-weight: 400;"> พวกเขาจะพร้อมเรียนรู้ ทุ่มเท และเติบโตไปพร้อมองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Ref:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://sightsinplus.com/interview/thought/dave-ulrich-on-top-hr-priorities-for-chros-in-2025/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Sightsinplus.com</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.integratedsuccess.com/cultivating-hope-at-work-5-tips-for-changing-the-future/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Integratedsuccess</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.gallup.com/workplace/236366/right-culture-not-employee-satisfaction.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://channeleye.media/hope-the-missing-ingredient-in-leadership-and-workplace-wellbeing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Channeleye.media</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="วิวัฒนาการ Employee Experience : เมื่อ HR ยุคใหม่คือผู้สร้าง Hope ในที่ทำงาน 60" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/employee-experience-to-hope-250908/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning): กลยุทธ์สำคัญสู่ความยั่งยืนขององค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-succession-planning-250228/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-succession-planning-250228/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 05:22:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Succession Planning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=43367</guid>

					<description><![CDATA[การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) เป็นกระบวนการสำคัญสำหรับองค์กร ที่ต้องการความมั่นคงและเติบโตในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากหลาย ๆ องค์กรกำลังเข้าสู่การผลัดใบทางธุรกิจ ทั้งนี้ การเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับช่วงต่อ ไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทดแทน แต่เป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง บทความนี้จะเจาะลึกถึงแนวทางการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง, ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลว และแนวทางการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ ทำไมการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) จึงสำคัญ ? ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านของผู้นำ เช่น จากรุ่น Baby Boomers และ Gen X สู่ผู้นำยุคใหม่จาก Gen Y (Millennials) และ Gen Z ซึ่งมีแนวคิดและวิธีการบริหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ การแผนสืบทอดตำแหน่งไม่ใช่แค่หาใครสักคนมาแทนที่ผู้นำคนเดิม แต่ต้องพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับบริบทใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว ทว่าจากสถิติและกรณีศึกษาที่มีอยู่ พบว่า 30-50% ของผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ มักล้มเหลวภายใน 18 เดือนแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของกระบวนการนี้ ฉะนั้นองค์กรที่ละเลยการเตรียมการล่วงหน้า อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาก เช่น  ความไม่มั่นคงขององค์กร: ผู้นำที่ไม่มีประสบการณ์อาจส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงัก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43371" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/1.webp" alt="การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning): กลยุทธ์สำคัญสู่ความยั่งยืนขององค์กร" width="600" height="370" title="การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning): กลยุทธ์สำคัญสู่ความยั่งยืนขององค์กร 64" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/"><b>การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning)</b></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นกระบวนการสำคัญสำหรับองค์กร ที่ต้องการความมั่นคงและเติบโตในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากหลาย ๆ องค์กรกำลังเข้าสู่การผลัดใบทางธุรกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับช่วงต่อ ไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทดแทน แต่เป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะเจาะลึกถึงแนวทางการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง, ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลว และแนวทางการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>ทำไมการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) จึงสำคัญ ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านของผู้นำ เช่น จากรุ่น Baby Boomers และ Gen X สู่ผู้นำยุคใหม่จาก Gen Y (Millennials) และ Gen Z ซึ่งมีแนวคิดและวิธีการบริหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ </span><b>การแผนสืบทอดตำแหน่งไม่ใช่แค่หาใครสักคนมาแทนที่ผู้นำคนเดิม แต่ต้องพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับบริบทใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าจากสถิติและกรณีศึกษาที่มีอยู่ พบว่า </span><b>30-50% ของผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ มักล้มเหลวภายใน 18 เดือนแรก </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของกระบวนการนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นองค์กรที่ละเลยการเตรียมการล่วงหน้า อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาก เช่น </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความไม่มั่นคงขององค์กร</b><span style="font-weight: 400;">: ผู้นำที่ไม่มีประสบการณ์อาจส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สูญเสียความมั่นใจจากนักลงทุน</b><span style="font-weight: 400;">: การขาดผู้นำที่เหมาะสมอาจกระทบต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ปัญหาวัฒนธรรมองค์กร</b><span style="font-weight: 400;">: การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้พนักงานสับสนและลดขวัญกำลังใจ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>ปัจจัยที่ทำให้แผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) ล้มเหลว</b></h2>
<h3><b>1. การมองหาผู้สืบทอดที่ &#8220;เหมือนเดิม&#8221; มากเกินไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกผู้นำจาก &#8220;<strong>คนที่คล้ายกับผู้นำคนเดิม&#8221; หรือ S</strong></span><strong>imilarity Bias</strong><span style="font-weight: 400;"> เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการสืบทอดล้มเหลว งานวิจัยพบว่า CEO ส่วนใหญ่มักเลือกผู้สืบทอดที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกับตนเอง ซึ่งอาจไม่ได้เหมาะสมกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป</span></p>
<h3><b>2. การเร่งรีบเกินไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแต่งตั้งผู้สืบทอดอย่างรวดเร็วโดยไม่เตรียมความพร้อม อาจทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว เพราะ </span><b>ผู้นำใหม่ไม่ได้ถูกพัฒนาให้พร้อมสำหรับบทบาทของตน</b></p>
<h3><b>3. ขาดความโปร่งใสและการสื่อสาร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากกระบวนการสืบทอดตำแหน่งดำเนินไปแบบปิดลับ หรือไม่แจ้งให้พนักงานทราบ อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและลดขวัญกำลังใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-4461 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/12/shutterstock_342217274.jpg" alt="shutterstock 342217274" width="600" height="370" title="การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning): กลยุทธ์สำคัญสู่ความยั่งยืนขององค์กร 65"></p>
<h2><b>องค์ประกอบสำคัญของแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning)</b></h2>
<h3><b>1. กำหนดโปรไฟล์ผู้นำแห่งอนาคต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องเข้าใจว่าผู้นำในอนาคตต้องมีคุณสมบัติและทักษะแบบใด ไม่ใช่เพียงแค่เลือกคนที่คล้ายกับผู้นำคนก่อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในซีรีส์ </span><i><span style="font-weight: 400;">Succession</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทสื่อ Roy Logan ต้องเผชิญกับปัญหาในการเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสม</span></p>
<h3><b>2. กระบวนการคัดเลือกที่เป็นระบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น </span><b>360-degree review, แบบทดสอบทางจิตวิทยา และการจำลองสถานการณ์จริง</b><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพชัดเจนว่าผู้สมัครแต่ละคนมีศักยภาพเพียงใด และรับมือกับแต่ละสถานการณ์อย่างไร ?</span></p>
<h3><b>3. การพัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสถิติบอกว่า ผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่กว่า </span><b>68% ยอมรับว่า ไม่พร้อมสำหรับบทบาทของตนเอง</b><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นองค์กรควรให้โอกาสในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ผ่านการฝึกอบรม โค้ชชิ่ง และการให้ผู้นำรุ่นใหม่มีโอกาสรับผิดชอบโปรเจ็กต์สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพร้อมสำหรับบทบาทผู้นำเมื่อถึงเวลา</span></p>
<h3><b>4. ความโปร่งใสของกระบวนการ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการสืบทอด อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน และส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กร</span></p>
<h3><b>5. การสร้างวัฒนธรรมของการสืบทอดตำแหน่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องมีแนวคิดว่าการเตรียมผู้นำรุ่นต่อไปเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เมื่อตำแหน่งว่างลง </span><b>การวางแผนล่วงหน้า 3-5 ปี จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้ำอีกสักครั้ง การสืบทอดตำแหน่งที่ดีไม่ใช่แค่การหาคนมาทดแทน แต่เป็น </span><b>กลยุทธ์ในการสร้างผู้นำที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต</b><span style="font-weight: 400;"> โดยต้องมีการวางแผนที่รัดกุม ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาผู้นำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรสามารถดำเนินการตามแนวทางนี้ได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน นักลงทุน และลูกค้าว่า องค์กรพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคตนั่นเอง</span></p>
<p><strong>เริ่มวางแผน Succession Planning ตั้งแต่วันนี้ เพื่อความมั่นคงขององค์กรในวันพรุ่งนี้</strong></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning): กลยุทธ์สำคัญสู่ความยั่งยืนขององค์กร 66" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sourced</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Andreou, P. (2023). </span><i><span style="font-weight: 400;">Succession: When Succession Hits Management</span></i><span style="font-weight: 400;">. BTS Group. (PDF)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Bates, S., &amp; Woods, S. (2024). </span><i><span style="font-weight: 400;">Debunking the Myth of the Fast and Successful Succession Plan</span></i><span style="font-weight: 400;">. BTS Group. (PDF)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BTS Group. (2024). </span><i><span style="font-weight: 400;">Future-Ready Leadership: A Strategic Succession Planning Solution</span></i><span style="font-weight: 400;">. Retrieved from (PDF)</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-succession-planning-250228/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/on-the-job-training-vs-off-the-job-training-241030/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/on-the-job-training-vs-off-the-job-training-241030/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Oct 2024 10:39:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[On the Job Training]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41186</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT On the Job Training คือรูปแบบการเทรนบุคลากรที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากทฤษฎี แต่การลงมือทำจริงนั้นถือว่ามีประโยชน์กว่าการเรียนแล้วค่อยไปลงมือทำอีกที หลายองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการเทรนนิ่ง (Training) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะให้กับพนักงาน แต่ปัญหาที่มักพบคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ตัวเลือกในการพัฒนาทักษะมีไม่มากนัก เมื่อมีข้อจำกัดด้านงบ องค์กรจึงมักเลือกใช้ On the Job Training หรือการเรียนรู้จากการทำงานจริง เนื่องจากช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา พนักงานสามารถเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงควบคู่ไปกับการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน Off the Job Training ก็เป็นทางเลือกที่ดี หากองค์กรมีงบประมาณเพียงพอ เพราะการเทรนนิ่งแบบนี้ช่วยให้พนักงานได้พัฒนาทักษะเชิงลึกและเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรสำเร็จในการเลือกวิธีเทรนนิ่งที่ดีที่สุด ทุกองค์กรควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ การหมั่นอัพเดตความรู้และทักษะให้พนักงานจะส่งผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว ทุกคนในวงการ HR ทราบดีว่าความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับพนักงานเป็นหลัก ดังนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องไม่เพียงแค่สรรหาพนักงานที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมทีม แต่ยังต้องมีการเทรนนิ่ง (Training) รวมถึงการ Upskill และ Reskill เพื่อให้พนักงานพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง การเทรนนิ่งพนักงานมี 2 ทางเลือกหลัก หากองค์กรไม่เลือก OTJ คือ On the [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">On the Job Training คือรูปแบบการเทรนบุคลากรที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากทฤษฎี แต่การลงมือทำจริงนั้นถือว่ามีประโยชน์กว่าการเรียนแล้วค่อยไปลงมือทำอีกที</span></li>
<li aria-level="1">หลายองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการเทรนนิ่ง (Training) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะให้กับพนักงาน แต่ปัญหาที่มักพบคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ตัวเลือกในการพัฒนาทักษะมีไม่มากนัก</li>
<li aria-level="1">เมื่อมีข้อจำกัดด้านงบ องค์กรจึงมักเลือกใช้ On the Job Training หรือการเรียนรู้จากการทำงานจริง เนื่องจากช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา พนักงานสามารถเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงควบคู่ไปกับการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง</li>
<li aria-level="1">ในขณะเดียวกัน Off the Job Training ก็เป็นทางเลือกที่ดี หากองค์กรมีงบประมาณเพียงพอ เพราะการเทรนนิ่งแบบนี้ช่วยให้พนักงานได้พัฒนาทักษะเชิงลึกและเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ได้มากกว่า</li>
<li aria-level="1">อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรสำเร็จในการเลือกวิธีเทรนนิ่งที่ดีที่สุด ทุกองค์กรควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ การหมั่นอัพเดตความรู้และทักษะให้พนักงานจะส่งผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41602" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T114757.768.webp" alt="On the Job Training vs. Off the Job Training เลือกเทรนนิ่งอย่างไรให้ถูกทางสำหรับการพัฒนาองค์กร" width="600" height="370" title="On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ? 72" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T114757.768.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T114757.768-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนในวงการ HR ทราบดีว่าความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับพนักงานเป็นหลัก ดังนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องไม่เพียงแค่สรรหาพนักงานที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมทีม แต่ยังต้องมีการเทรนนิ่ง (Training) รวมถึงการ Upskill และ Reskill เพื่อให้พนักงานพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเทรนนิ่งพนักงานมี 2 ทางเลือกหลัก หากองค์กรไม่เลือก </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190426-on-job-training/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><b>OTJ คือ On the Job Training</b></a><span style="font-weight: 400;"> คือการฝึกพนักงานให้เรียนรู้จากการทำงานจริง ก็สามารถเลือก </span><b>Off the Job Training</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งอาจเป็นการจัดคอร์สนอกเวลาหรือจ้าง <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220106-hr-outsource/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Outsource</a> มาดูแลการฝึกทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา, Soft Skills หรือ Hard Skills</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเข้ามาช่วยงานแทนมนุษย์มากขึ้น การเทรนนิ่งพนักงานยังคงจำเป็นอยู่หรือไม่? อนาคตของการเทรนนิ่งจะเป็นอย่างไร? และแบบไหนที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ? HREX จะพาทุกท่านไปสำรวจในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41191" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173112.860.webp" alt="On the Job Training vs. Off the Job Training เลือกเทรนนิ่งอย่างไรให้ถูกทางสำหรับการพัฒนาองค์กร" width="600" height="370" title="On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ? 73" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173112.860.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173112.860-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>สำรวจสถานการณ์ Training เรื่องอะไรที่ HR ควรรู้ก่อน On the Job Training</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละปีจะมีการจัดทำแบบสำรวจเรื่อง </span><a href="https://302197.fs1.hubspotusercontent-na1.net/hubfs/302197/2024%20Training%20Industry%20Benchmark%20Report.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Training’s Industry Report</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อพิจารณาเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านการฝึกฝนพนักงานโดยเฉพาะว่า แต่ละองค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกานั้นมีทิศทางการเทรนนิ่งพนักงานเป็นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผลสำรวจของปี 2024 ออกมาแล้ว มีเรื่องสำคัญที่ HR ควรต้องรู้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">38% ของผู้ให้บริการด้านเทรนนิ่งระบุว่า บริการของพวกเขาเน้นไปที่การเรียนออนไลน์มากที่สุด สอดคล้องกับความนิยมในการเรียนรู้ออนไลน์และนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แต่หากเจาะลึกลงไป การฝึกอบรมแบบ In-Person Classroom Training กลับได้รับความนิยมมากที่สุด มีผู้ให้บริการมากถึง 86% เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 44% ขณะที่การฝึกอบรมแบบออนไลน์ได้รับความนิยมลดลง 24%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ชื่อเสียงของผู้ให้บริการเทรนนิ่งสำคัญมาก และ Word of Mouth หรือการบอกต่อข้อดีจากการเรียนรู้กับผู้ให้บริการแต่ละที่ คือวิธีที่ช่วยให้ผู้ให้บริการได้ลูกค้าเยอะที่สุดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน มีผู้ให้บริการฝึกอบรมได้ลูกค้าผ่านวิธีนี้ถึง 41%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แต่อุปสรรคและความท้าทายของงานเทรนนิ่งก็มีเช่นกัน ผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญ 53% บอกว่า ต้องเสียเวลาสร้างเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนหลักสูตรหนึ่งขึ้นมากว่าจะแน่ใจว่า เป็นหลักสูตรที่มีประโยชน์ต่อผู้คนโดยแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อีกอุปสรรคคือการขาดแคลนทรัพยากรด้านการเรียนรู้ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นก็ส่งผลต่อการเทรนนิ่งพนักงานด้วยเช่นกัน เพราะทำให้องค์กรและพนักงานต้องคิดหนักมากขึ้นว่า จะยอมเสียเงินจำนวนมากต่อการเรียนรู้สักครั้งหรือไม่ ซึ่งไม่น้อยไม่ยินดีที่ต้องจ่ายเงินราคาสูงเท่าแต่ก่อนแล้ว</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/people-skill-for-organization-growth-240725/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ Reeracoen Thailand และ HREX ที่พบว่า แม้การอบรมพนักงานจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่บริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตกลับมีงบประมาณในการฝึกอบรมสูงสุดอยู่ที่ 1-500,000 บาทเท่านั้น ส่วนธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตส่วนใหญ่มีงบประมาณน้อยกว่า 100,000 บาทในการอบรม ซึ่งพอจะแสดงให้เห็นว่า </span><b>ทั้งต่างประเทศหรือในไทยก็ล้วนเผชิญสถานการณ์ “ขาดงบประมาณ” เดียวกัน</b></p>
<h2>On the Job Training คือวิธีการฝึกอบรมสำหรับองค์กรที่ไม่มีงบ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HRD ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับ On the Job Training ดี เพราะ OTJ คือรูปแบบการเทรนบุคลากรที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากทฤษฎี แต่การลงมือทำจริงนั้นถือว่ามีประโยชน์กว่าการเรียนแล้วค่อยไปลงมือทำอีกที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เหตุผลหลัก ๆ ที่ On the Job Training ได้รับความนิยมคือเรื่องการ</span><b> ประหยัดงบประมาณ</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ต้องเสียเงินมากจนเกินไปเพื่อจัดการฝึกอบรมแยกต่างหาก เพราะดังที่กล่าวไปว่าหลายองค์กรไม่มีงบประมาณมาก ช่วยลดต้นทุนในการจัดอบรมแบบห้องเรียนและการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น การเชิญวิทยากรหรือการใช้สถานที่ฝึกอบรม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยให้พนักงานไม่ต้องหยุดทำงานไปฝึกอบรม ทำให้การผลิตและบริการดำเนินต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกเรื่องคือการประหยัดเวลา วิธีการนี้มีความยืดหยุ่นมากกว่าวิธีการฝึกอบรมอื่น ๆ พอเรียนรู้งานจากการทำงานจริง พนักงานจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่ตรงกับความต้องการและเป้าหมายขององค์กรได้โดยตรง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ ส่งผลให้สามารถสร้างผลงาน ผลผลิต มอบบริการที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41192" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173504.197.webp" alt="On the Job Training vs. Off the Job Training เลือกเทรนนิ่งอย่างไรให้ถูกทางสำหรับการพัฒนาองค์กร" width="600" height="370" title="On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ? 74" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173504.197.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173504.197-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>5 รูปแบบของ On the Job Training ที่ได้รับความนิยม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">On the Job Training มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ โดย 5 รูปแบบที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก และหลายคนน่าจะคุ้นชินกันมีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. การหมุนเวียนตำแหน่งงาน (Job Rotation)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การหมุนเวียนตำแหน่งงานหรือบทบาทหน้าที่ให้พนักงานได้ทำงานในหลายอย่าง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะและหน้าที่ใหม่ ๆ การหมุนเวียนงานช่วยเสริมสร้างทักษะที่หลากหลาย ช่วยให้พวกเขาเข้าใจภาพรวมของการทำงานทั้งองค์กร ทำให้พนักงานสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกและขั้นตอนต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น</span></p>
<h3><b>2. การมีพี่เลี้ยง (Mentoring)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีเมนเทอร์ หรือมีพนักงานที่มีประสบการณ์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำและสอนงานแก่พนักงานใหม่หรือพนักงานที่ต้องการพัฒนาทักษะในสายงาน พี่เลี้ยงจะคอยช่วยเหลือและชี้แนะในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน ทำให้พนักงานได้รับคำแนะนำจากประสบการณ์จริงของพี่เลี้ยงโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การ Mentoring นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะทางวิชาชีพแล้ว ยังช่วยให้พนักงานเกิดความมั่นใจในการทำงานและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้เร็วขึ้นด้วย</span></p>
<h3><b>3. ร่วมเป็นคณะกรรมการทำโครงการเฉพาะ (Committee Assignments)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือการมอบหมายให้พนักงานเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการทำโครงการหรือกิจกรรมเฉพาะ ก็ถือเป็นหนึ่งใน On the Job Training ด้วย เช่น การทำโครงการใหม่ การวางแผนกลยุทธ์ หรือการจัดการปัญหาต่าง ๆ ภายในองค์กร การทำงานร่วมกับผู้อื่นในฐานะคณะกรรมการช่วยให้พนักงานได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันในทีม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการทำงานในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในระดับสูงขึ้นด้วย</span></p>
<h3><b>4. การฝึกงาน (Internship Training)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้หมายถึงการฝึกงานที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีนั่นเอง การฝึกงานเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกฝนและเรียนรู้การทำงานในสถานการณ์จริง ในช่วงเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ 1-3 เดือนหรือมากกว่านั้นก็ได้ ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะเฉพาะทางและเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร และยังช่วยให้บริษัทได้มองหาคนที่เหมาะสมที่จะจ้างงานเต็มเวลาในอนาคต</span></p>
<h3><b>5. การสังเกตการณ์ (Job Shadowing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้พนักงานติดตามหรือสังเกตการณ์พนักงานคนอื่นที่มีประสบการณ์ในหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการทำงาน ทักษะเฉพาะทาง และแนวคิดในการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง พนักงานจะได้เห็นว่าคนที่มีประสบการณ์ทำงานอย่างไร วิธีการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Job Shadowing เหมาะกับการเรียนรู้ทักษะที่ซับซ้อนหรือการทำงานในตำแหน่งที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะ วิธีนี้ใกล้เคียงกับ Mentoring ด้วยแต่อาจต่างกันตรงที่พนักงานพนักงานที่ shadow จะมีบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น และมักไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริง แต่จะได้เห็นขั้นตอนทั้งหมดในการทำงาน แล้วค่อยนำไปใช้จริงอีกที</span></p>
<h2><b>On the Job Training ใช้งบไม่มาก แต่ยากที่จะคุมคุณภาพการเรียนรู้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในองค์กรที่อาจไม่ได้มีงบประมาณมากมาย การหลายองค์กรนำ</span><b> On the Job Training </b><span style="font-weight: 400;">แล้วได้ผล ช่วยยกระดับองค์กรได้ อย่างไรก็ตาม การนำ On the Job Training แต่ละวิธีไปใช้ก็มีข้อควรระวัง มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผลดีอย่างที่คิดด้วยเหตุผลดังนี้</span></p>
<h3><b>1. อาจขาดการวางแผนที่ชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">On the Job Training ที่ดีต้องมีการวางแผน และวางโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น กำหนดเป้าหมาย ทักษะที่ต้องการสอน หรือวิธีการติดตามผล หากติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก อาจทำให้กระบวนการฝึกอบรมขาดประสิทธิภาพ ทำให้พนักงานไม่ได้เรียนรู้ทักษะสำคัญที่ควรจะได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วพอติดกระดุมผิดปุ๊บ ยิ่งทำให้ยากต่อการประเมินว่าพนักงานเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นหรือไม่ อาจทำให้พนักงานขาดการพัฒนาไปตามที่คาดหวัง แล้วสุดท้ายกว่าองค์กรและพนักงานจะรู้ตัวว่าวิธีการฝึกแบบนี้ไม่เวิร์ค ก็สายเกินไป</span></p>
<h3><b>2. ผู้ฝึกอบรมอาจไม่มีทักษะการสอน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่พนักงานที่มีประสบการณ์ทุกคน จะมีทักษะในการสอน การสื่อสารหรือการถ่ายทอดความรู้ที่ดี หากถ่ายทอดความรู้ออกมาไม่ชัดเจน ไม่สามารถอธิบายกระบวนการได้อย่างละเอียด แน่นอนว่าผู้เรียนย่อมไม่สามารถเรียนรู้หรือเอาไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือต่อให้การฝึกแบบ &#8220;ดูแล้วทำตาม&#8221; ก็อาจไม่เพียงพอในการทำให้พนักงานเข้าใจในรายละเอียดหรือนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง</span></p>
<h3><b>3. กดดันพนักงานมากเกินไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ทำงานตามปกติ พนักงานก็รู้สึกกดดันอยู่แล้วว่าอาจทำผิดพลาดได้เสมอ พอเอาเรื่องเทรนนิ่งมารวมกับการปฏิบัติงานจริง ยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกกดดันหรือเครียดเข้าไปใหญ่ เมื่อถูกคาดหวังให้ทำงานจริงในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการฝึก หากไม่มีการจัดการความเครียดหรือการให้เวลาที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ พนักงานอาจไม่สามารถพัฒนาทักษะอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย</span></p>
<h3><b>4. พนักงานฝึกอบรมอาจถูกละเลยหรือไม่ได้รับคำแนะนำที่เพียงพอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่ทำหน้าที่ฝึกสอนทุกคนมีงานประจำที่ต้องทำ พอต้องรับผิดชอบหมวกหลายใบย่อมไม่สามารถให้เวลาในการฝึกพนักงานใหม่ได้เต็มที่ ทำให้ผู้ฝึกอบรมไม่ได้รับคำแนะนำหรือติดตามผลการเรียนรู้อย่างเพียงพอ เสียโอกาสที่จะเจียระไนเพชรเม็ดใหม่ให้ออกมาเป็นเพชรน้ำงาม</span></p>
<h3><b>5. ไม่สอดรับกับการทำงานที่มีความซับซ้อนสูง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานที่มีความซับซ้อนสูงหรือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง การฝึกอบรมแบบ On the Job Training อาจไม่เหมาะเมื่อเทียบกับการฝึกอบรมในห้องเรียนที่มีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ พนักงานอาจต้องการความรู้พื้นฐานก่อนที่จะเริ่มงานจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และ On the Job Training บางครั้งไม่ได้จำลองสถานการณ์ทั้งหมดที่พนักงานจะต้องเจอในอนาคต ทำให้การฝึกอบรมอาจไม่ครอบคลุมทักษะหรือสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยในอุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งหากไม่ดูแลให้ดีอาจเกิดอันตรายตามมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41193" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173533.776.webp" alt="On the Job Training vs. Off the Job Training เลือกเทรนนิ่งอย่างไรให้ถูกทางสำหรับการพัฒนาองค์กร" width="600" height="370" title="On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ? 75" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173533.776.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/10/HREX-Cover-by-Para-2024-10-30T173533.776-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>Off the Job Training ใช้งบเยอะกว่า ต้องดีกว่าจริงไหม ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการฝึกฝนพนักงานต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีงบประมาณมากหน่อย จะมีตัวเลือกในการทำเทรนนิ่งได้มากกว่า ออกแบบและสร้างสรรค์วิธีการที่เหมาะสมมากกว่าการให้พนักงานเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงหรือ On the Job Training อย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นำมาสู่การที่หลายองค์กรเลือกใช้ขั้วตรงข้าม นั่นคือ </span><b>Off the Job Training </b><span style="font-weight: 400;">หรือการฝึกอบรมที่เกิดขึ้นนอกสถานที่ทำงานจริง เมื่อพนักงานจะได้เรียนรู้ทักษะและความรู้ใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานประจำแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยตัวอย่างรูปแบบการฝึกสอนพนักงานที่ได้รับความนิยม มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. การอบรมในห้องเรียน (In-Person Classroom Training)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเข้าร่วมการฝึกอบรมในห้องเรียน โดยมีผู้สอนหรือวิทยากรคอยบรรยายหัวข้อต่าง ๆ เช่น ทักษะการบริหารจัดการ การคิดเชิงกลยุทธ์ และการทำงานร่วมกับทีม ฯลฯ พนักงานสามารถเรียนรู้จากทฤษฎีที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบและซักถามผู้ฝึกสอนผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง</span></p>
<h3><b>2. การเรียนรู้แบบออนไลน์ (e-Learning)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานสามารถเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือคอร์สที่กำหนดไว้ มีความสะดวกและยืดหยุ่น สามารถเลือกเวลาเรียนได้ตามสะดวกและเรียนรู้จากเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งการอ่าน วิดีโอ หรือแบบทดสอบท้ายบท เป็นต้น</span></p>
<h3><b>3. จัดเวิร์กชอปและสัมมนา (Workshops and Seminars)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมนี้เน้นการมีส่วนร่วมแบบเชิงปฏิบัติ พนักงานเข้าร่วมเวิร์กชอปที่มีการฝึกฝนทักษะหรือการแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ ช่วยเสริมสร้างความรู้ใหม่ ๆ และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้พนักงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น อาจเป็นคนในแผนกอื่น หรือคนจากบริษัทอื่นก็ได้เช่นกัน</span></p>
<h3><b>4. การจำลองสถานการณ์ (Simulation)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกประเภทนี้มักใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือเพื่อจำลองสถานการณ์ในสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริง แต่ไม่ใช่ในสถานการณ์จริง เช่น การฝึกแก้ปัญหาลูกค้า การเจรจาต่อรอง หรือการฝึกใช้ซอฟต์แวร์ การฝึกนี้ช่วยให้พนักงานมีโอกาสฝึกทักษะโดยไม่ต้องเสี่ยงว่าจะทำให้การคุยงานจริงมีปัญหา และจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงานจริงตามมา</span></p>
<h3><b>5. การเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือการศึกษา (Research and Case Studies)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยหรือวิเคราะห์กรณีศึกษาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น การศึกษาแนวโน้มตลาด การวิเคราะห์กรณีศึกษาขององค์กรอื่น ๆ วิธีนี้ช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และเพิ่มพูนความรู้ด้านอุตสาหกรรมได้</span></p>
<h2><b>ข้อดีของ Off the Job Training</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับข้อดีของ Off the Job Training มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. พนักงานมีสมาธิในการเรียนรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมนอกสถานที่ช่วยให้พนักงานมีสมาธิในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ไม่มีงานประจำมารบกวนช่วยให้พนักงานสามารถจดจ่อกับทักษะหรือความรู้ใหม่ ๆ จึงมีสมาธิกับการฝึกอบรมได้มากขึ้น</span></p>
<h3><b>2. การเรียนรู้ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Off the Job Training มักมีการวางแผนการเรียนการสอนที่มีโครงสร้างชัดเจน ทำให้พนักงานได้เรียนรู้ทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง เป็นการปูพื้นฐานที่แน่น ทำให้การประยุกต์ใช้ความรู้ใหม่ ๆ ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</span></p>
<h3><b>3. ช่วยเพิ่มทักษะใหม่ ๆ และแนวคิดกว้างขวาง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ผ่านสัมมนา เวิร์กชอป หรือคอร์สต่าง ๆ ช่วยให้พนักงานได้สัมผัสกับเทรนด์ใหม่ ๆ เข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่หลากหลายจากในแต่อุตสาหกรรม เช่น การจัดการเวลา การสร้างความคิดสร้างสรรค์ หรือทักษะเชิงกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ต่ออาชีพ</span></p>
<h3><b>4. พนักงานมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลภายนอก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานสามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดกับบุคคลจากหลากหลายองค์กรหรืออุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มมุมมองการทำงานใหม่ ๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ในทีมของตนเองได้</span></p>
<h3><b>5. เตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในองค์กร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมนอกสถานที่ช่วยให้พนักงานได้พัฒนาทักษะที่ไม่จำกัดแค่เฉพาะงานประจำ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการก้าวหน้าและเป็นผู้นำในองค์กร เช่น การเรียนรู้ด้านการบริหารและการพัฒนาความเป็นผู้นำ เป็นต้น</span></p>
<h2><b>ข้อเสียของ Off the Job Training</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็เช่นเดียวกับ On the Job Training  เหรียญมี 2 ด้านเสมอ การ Off the Job Training ก็มีข้อเสีย หรืออุปสรรคในการเรียนรู้ด้วยเช่นกันดังนี้ </span></p>
<h3><b>1. องค์กรต้องพอมีทุนทรัพย์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Off the Job Training มักมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากองค์กรต้องใช้เงินในการจัดการสถานที่ฝึกอบรม วิทยากร และทรัพยากรต่าง ๆ การลงทุนนี้อาจไม่คุ้มค่าหากพนักงานเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ทักษะใหม่ ๆ กลับมา</span></p>
<h3><b>2. ขาดการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การฝึกอบรมจะให้ทำให้ความรู้ทฤษฎีเป๊ะขึ้น แต่บางครั้งความรู้เหล่านั้นก็อาจมีปัญหาเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานจริง เนื่องจากทฤษฎีที่เรียนรู้อาจเหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ‘เบื้องต้น’ แต่ไม่เหมาะกับการใช้ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน หากพนักงานขาดทักษะในการปรับตัวหน้างาน จะมีปัญหาตามมาได้</span></p>
<h3><b>3. อาจขาดการต่อเนื่องในการเรียนรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากการฝึกอบรม พนักงานอาจขาดโอกาสในการนำทักษะที่เรียนรู้มาใช้อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการติดตามหรือทบทวน ก็ทำให้ทักษะที่ได้รับมาไม่พัฒนาไปไกลหรือสูญหายไปได้</span></p>
<h3><b>4. พนักงานต้องไปเรียน แทนที่จะจะได้ทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานต้องเข้าร่วมฝึกอบรมนอกสถานที่ ผลที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คืองานประจำของพวกเขาจะเสร็จช้าลงตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของทีม และอาจเป็นเหตุผลให้หัวหน้างานไม่ค่อยอยากให้พนักงานไปเรียนเสริม แทนที่จะเอาเวลามาช่วย ‘เพิ่ม’ ยอดขาย</span></p>
<h2><b>สรุปแล้วควรเลือกอะไรระหว่าง On the Job Training vs Off the Job Training</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาบุคลากรถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ โดยรูปแบบการฝึกอบรมที่ได้รับความนิยมมีสองประเภทหลัก คือ On the Job Training และ Off the Job Training ซึ่งแต่ละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะและข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีคำตอบตายตัวว่าองค์กรควรเลือกวิธีไหนจะดีที่สุด แต่องค์กรควรพิจารณาจากหลายปัจจัยหลาย ทั้งลักษณะของทักษะที่ต้องการพัฒนา งบประมาณที่มี และความพร้อมของทรัพยากรภายในองค์กร บางองค์กรอาจเลือกใช้การผสมผสานระหว่างทั้งสองรูปแบบ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากข้อดีของแต่ละวิธี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ว่าสุดท้ายจะเลือกใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบใด เพราะการละเลยการพัฒนาบุคลากรอาจส่งผลให้องค์กรสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตในระยะยาว ในยุคที่เทคโนโลยีและวิธีการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หาก HR องค์กรไหน ต้องการค้นหาตัวเลือกด้านการ Training มาปรับใช้ในองค์กร แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกอะไร หรือเลือกจากไหน สามารถมาค้นหาบริการผ่าน HR Products &amp; Services ของ HREX ได้เลย เรารวบรวมบริการจำนวนมากเพื่อช่วยยกระดับองค์กรไว้แล้ว สามารถมาค้นหาได้ทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="On the Job Training คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ? 76"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://302197.fs1.hubspotusercontent-na1.net/hubfs/302197/2024%20Training%20Industry%20Benchmark%20Report.pdf" target="_blank" rel="noopener">State of the Training Industry Benchmark Report</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://uk.indeed.com/career-advice/starting-new-job/on-the-job-training-advantages" target="_blank" rel="noopener">Indeed</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.knowledgehut.com/blog/others/on-the-job-training" target="_blank" rel="noopener">Knowledgehut</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://cloudassess.com/blog/advantages-disadvantages-on-the-job-training/" target="_blank" rel="noopener">Cloudassess</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.zimyo.com/resources/insights/on-the-job-training-methods/" target="_blank" rel="noopener">Zimyo</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/why-job-training-dying-shiv-shivakumar/" target="_blank" rel="noopener">LinkedIn</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/on-the-job-training-vs-off-the-job-training-241030/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/singapore-airlines-240605/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/singapore-airlines-240605/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 02:31:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Singapore Airlines]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=38929</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Singapore Airlines มีต้นกำเนิดมาจาก Malayan Airways ของประเทศมาเลเซีย ก่อนที่ในปี 1972 มาเลเซียและสิงคโปร์จะแยกประเทศออกจากกัน ทำให้สายการบินถูกแบ่งออกเป็น 2 สายด้วย นั่นคือแห่งชาติคือ Malaysian Airlines และ Singapore Airlines หลังแยกตัวออกมา Singapore Airlines ค่อย ๆ ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนเติบใหญ่กลายเป็นสายการบินประจำชาติสิงคโปร์ และได้ชื่อว่าเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลกจากการประเมินจาก SkyTrax ประจำปี 2004, 2007, 2008, และ 2018 เมื่อ Singapore Airlines กลายเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก แน่นอนว่าผู้คนย่อมอยากมาร่วมงานด้วยในหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง Cabin Crew หรือ Singapore Girl แต่ที่นี่คัดเลือกพนักงานหลายด่าน เริ่มจากขั้นตอนการสัมภาษณ์ที่ต้องผ่านอย่างน้อย 2-3 ครั้งทีเดียว และไม่เพียงแค่ต้องตอบคำถามดี แต่ต้องวางตัวได้อย่างดีด้วย เมื่อผ่านด่านสัมภาษณ์แล้ว พนักงานที่จะเป็น Cabin [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Singapore Airlines มีต้นกำเนิดมาจาก Malayan Airways ของประเทศมาเลเซีย ก่อนที่ในปี 1972 มาเลเซียและสิงคโปร์จะแยกประเทศออกจากกัน ทำให้สายการบินถูกแบ่งออกเป็น 2 สายด้วย นั่นคือแห่งชาติคือ Malaysian Airlines และ Singapore Airlines</li>
<li aria-level="1">หลังแยกตัวออกมา Singapore Airlines ค่อย ๆ ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนเติบใหญ่กลายเป็นสายการบินประจำชาติสิงคโปร์ และได้ชื่อว่าเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลกจากการประเมินจาก SkyTrax ประจำปี 2004, 2007, 2008, และ 2018</li>
<li aria-level="1">เมื่อ Singapore Airlines กลายเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก แน่นอนว่าผู้คนย่อมอยากมาร่วมงานด้วยในหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง Cabin Crew หรือ Singapore Girl แต่ที่นี่คัดเลือกพนักงานหลายด่าน เริ่มจากขั้นตอนการสัมภาษณ์ที่ต้องผ่านอย่างน้อย 2-3 ครั้งทีเดียว และไม่เพียงแค่ต้องตอบคำถามดี แต่ต้องวางตัวได้อย่างดีด้วย</li>
<li aria-level="1">เมื่อผ่านด่านสัมภาษณ์แล้ว พนักงานที่จะเป็น Cabin Crew ยังต้องผ่านการเทรน หลักสูตรเข้มข้น 14 สัปดาห์ โดยต้องเรียนรู้ว่ามีอาหารแบบไหนที่ต้องเสิร์ฟบนเครื่องบ้าง วิธีการดูแลลูกค้าที่มีความหลากหลายสูง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และอื่น ๆ อีกมากมาย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42058" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18.webp" alt="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน " width="600" height="370" title="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน 82" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-18-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาพูดถึงสายการบินที่ดีที่สุดในโลก</span><a href="https://www.singaporeair.com/th_TH/th/home#/book/bookflight" target="_blank" rel="noopener"><b> สิงคโปร์แอร์ไลน์ (Singapore Airlines) </b></a><span style="font-weight: 400;">มักจะเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เพราะขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลาในการเดินทาง ความราบรื่นในการเชื่อมต่อเที่ยวบิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สนามบิน ราคาตั๋วโดยสาร ระบบความบันเทิงบนเครื่อง และความทันสมัยของเครื่องบิน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น บริการระดับพรีเมี่ยมของ</span><b> Singapore Girl </b><span style="font-weight: 400;">หรือแอร์โฮสเตสของสายการบิน ก็เป็นอีกจุดเด่นที่ได้ใจลูกค้าจำนวนมากเป็นอย่างดี ความเป็นมืออาชีพของพนักงานต้อนรับ การเสิร์ฟอาหาร เครื่องดื่ม และความใส่ใจในบริการ ทำให้มั่นใจว่าเมื่อขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว ทุกคนจะลงจากเครื่องไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่ากว่า Singapore Airlines จะได้คนมาเป็น Singapore Girl นั้นไม่ใช่ง่ายเลย เพราะต้องผ่านขั้นตอนการสมัครงานหลายด่าน รวมถึงการเทรนนิ่งสุดโหดหินกว่าจะได้สวมเสื้อโสร่งเคบาย่าเป็นเครื่องแบบในการปฏิบัติงาน และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสายการบินได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากอยากรู้ว่า Singapore Airlines ปั้น Cabin Crew ที่ขึ้นชื่อเรื่องบริการ จนทำให้คนทั่วโลกหลงรักได้อย่างไร ติดตามรายละเอียดได้ในบทความนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>ประวัติ Singapore Airlines กับการฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อเป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก </b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38937" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092824.989.webp" alt="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน" width="600" height="370" title="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน 83" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092824.989.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092824.989-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Singapore Airlines ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1947 แรกเริ่มเดิมทีใช้ชื่อว่า Malayan Airways โดยในขณะนั้นสิงคโปร์ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากสิงคโปร์ได้รับเอกราชในปี 1965 สายการบินก็เปลี่ยนชื่อเป็น Malaysia-Singapore Airlines (MSA) ก่อนที่ในปี 1972 มาเลเซียและสิงคโปร์จะแยกประเทศออกจากกัน ทำให้สายการบินถูกแบ่งออกเป็น 2 สายการบินด้วย นั่นคือแห่งชาติคือ Malaysian Airlines และ Singapore Airlines </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้น Singapore Airlines ก็อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลสิงคโปร์ แต่ก็สามารถเติบโตอย่างน่าสนใจและสม่ำเสมอ สามารถขยายเส้นทางบินอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสายบินแรกที่สั่งซื้อเครื่องบิน Airbus A380 มาให้บริการลูกค้าในเที่ยวบินพาณิชย์ จนปัจจุบันให้บริการครอบคลุมกว่า 130 จุดหมายปลายทางใน 35 ประเทศ มีพนักงานกว่า 24,000 คนจากหลากหลายสัญชาติ ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพื่อให้มั่นใจว่าจะมอบคุณภาพการบริการ ความปลอดภัย และนวัตกรรมที่ดีให้แก่ลูกค้าทุกคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Singapore Airlines ยังได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมของโลกจาก SkyTrax ประจำปี 2004, 2007, 2008, และ 2018 ไปครองอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ไม่ใช่ว่า Singapore Airlines จะเติบโตโดยไม่เคยเผชิญอุปสรรคอะไรเลย หนึ่งในอุปสรรคครั้งใหญ่ที่กระทบองค์กรก็คือช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมานี่เอง เมื่อทั่วทั้งโลกไม่สามารถออกเดินทางด้วยเครื่องบินได้ ทำให้ Singapore Airlines มีผลประกอบการติดลบ และต้องปลดพนักงานกว่า 20% หรือประมาณ 4,300 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลังวิกฤติคลี่คลายในปี 2022 ผลประกอบการของ Singapore Airlines ก็กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง และดีถึงขนาดที่ 2 ปีที่ผ่านมาให้โบนัสพนักงานสูงถึง 8 เดือนเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา เที่ยวบิน SQ321 ที่ออกเดินทางจากสนามบินฮีทโธรว์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์ เจอสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงจนตกหลุมอากาศ ต้องขอลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์ครั้งนี้รวมแล้วมีผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 คน Singapore Airlines ใช้โอกาสนี้ทำ Crisis Management อย่างดีด้วยการรายงานสถานการณ์ตลอดตั้งแต่เวลาลงจอด วิธีการเยียวยาลูกค้าทั้งที่ต้องรักษาตัวที่ไทย และคนที่สามารถส่งกลับสิงคโปร์ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยคุณ Goh Choon Phong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ผ่าน Facebook ขององค์กรด้วยตัวเอง ไม่เพียงแค่นั้นยังแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และให้ความมั่นใจว่าจะดูแลผู้โดยสารทุกคน ทั้งผู้โดยสารตกค้างที่ไม่ไ่ด้รับบาดเจ็บให้เดินทางกลับสิงคโปร์โดยสวัสดิภาพ รวมถึงการยืนยันว่าจะดูแลพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินนั้นที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนมีคำกล่าวว่า สมแล้วที่เป็นสายการบิน Singapore Airlines และหากไปเกิดขึ้นกับการสายบินอื่น อาจไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ หรือเยียวยาผู้คนได้อย่างว่องไวและใส่ใจเพียงนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38931" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T091848.934.webp" alt="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน" width="600" height="370" title="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน 84" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T091848.934.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T091848.934-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>คุณสมบัติเบื้องต้นที่ต้องมี หากอยากทำงานกับ Singapore Airlines</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยประวัติความเป็นมาอันยาวนาน การมีผลประกอบการที่ดี การฝ่าวิกฤติแล้วยืนหยัดมาได้อย่างมั่นคง จึงไม่น่าแปลกใจหาก Singapore Airlines จะเป็นองค์กรที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักบิน พนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือตำแหน่งอื่นใดก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ไม่ใช่ว่า SIngapore Airlines จะรับคนเข้ามาทำงานด้วยง่าย ๆ เพราะท่ามกลางผู้ที่อยากร่วมงานด้วยจำนวนมาก ย่อมมีการแข่งขันที่สูงตามไปด้วย และที่สำคัญ SIngapore Airlines เองก็มีขั้นตอนการคัดเลือกพนักงานที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเนื้อหาในบทความนี้จะขอพูดถึงแค่การสรรหา Cabin Crew อย่าง Singapore Girl (และ Boy) เท่านั้น โดยคนจะเข้ามาทำงานนี้ได้ เบื้องต้นต้องมีคุณสมบัติโดยคร่าว ๆ ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้หญิงต้องมีส่วนสูงมากกว่า 1.58 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายต้องมีส่วนสูงมากกว่า 1.65 เซนติเมตร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อายุขั้นต่ำต้อง 18 ปีขึ้นไป และไม่มีการระบุว่าไม่ควรเกินกี่ปี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผ่านการสอบ GCE &#8216;O&#8217; Level (สอบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของสิงคโปร์) อย่างน้อย 5 วิชา (รวมภาษาอังกฤษ) หรือได้คุณวุฒิ Higher Nitec ซึ่งเป็นคุณวุฒิวิชาชีพระดับสูง เป็นหลักสูตรเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาชีพของสิงคโปร์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีบุคลิกดี และมีใจรักการบริการ</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">5 ข้อนี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น โดยปัจจุบัน ข้อมูลในหน้าเว็บของสายการบินเปิดรับพนักงานที่มีสัญชาติสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยขณะนี้จะเปิดรับพนักงานจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีเท่านั้น ถ้าใครมั่นใจว่ามีคุณสมบัติเบื้องต้นครบถ้วนล่ะก็ สามารถยื่นใบสมัครผ่านเว็บไซต์ของสายการบินได้เลย หรือหากประเทศไหนยังไม่เปิดรับล่ะก็ ให้เตรียมความพร้อมดี ๆ เพื่อที่หากประตูแห่งโอกาสเปิดเมื่อไหร่ จะได้คว้าโอกาสทันท่วงที</span></p>
<h2><b>ยิ่งสัมภาษณ์งานเด่น ยิ่งเพิ่มโอกาสทำงานกับ Singapore Airlines</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากคุณสมบัติของ Singapore Girl ข้างต้นอาจดูเหมือนว่าใคร ๆ ก็สมัครได้ และมีโอกาสสูงที่จะได้งาน แต่ขอแจ้งให้ทราบเลยว่า ขั้นตอนการสัมภาษณ์งานของ Singapore Airlines นั้นหนักหนาเอาเรื่องทีเดียว และต้องผ่านการสัมภาษณ์ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์อย่างน้อย 2-3 รอบด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใครกังวลว่าการสัมภาษณ์จะโหดหินเกินกว่าที่ตัวเองจะฝ่าไปได้ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะมีหลายเว็บไซต์ทำบทความแนะนำวิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งานกับ Singapore Airlines ให้ผ่านและปังไว้อย่างละเอียด โดยเราขอเลือกบางคำถามมาให้พิจารณาดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. คุณติดตามข้อมูลข่าวสารด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามนี้ดูเหมือนไม่ค่อยเกี่ยวกับงานบริการบนเครื่องบินเท่าไหร่ แต่กรรมการผู้สัมภาษณ์จะใช้คำถามนี้เพื่อพิจารณาว่า คุณมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาแนวโน้มความเป็นไปของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเจอคำถามนี้ ควรต้องตอบเพื่อเน้นย้ำว่าคุณมีความรู้เรื่องอุตสาหกรรมการบินในภาพรวม สามารถนำเสนอได้ว่าคุณจะช่วยเพิ่มความสำเร็จให้กับองค์กรได้อย่างไร อาจเอ่ยถึงการไปงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีการบิน การลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินก็ได้</span></p>
<h3><b>2. คุณมีวิธีทำงานอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความกดดัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้ายคลึงกับคำถามสัมภาษณ์ในหลายองค์กร คำถามนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์อันตึงเครียดที่อาจไม่คาดคิดมาก่อน สิ่งที่กรรมการอยากได้ยินก็คือ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก คุณตั้งสติแล้วฝ่าฟันมันไปได้อย่างไร แล้วผลที่ตามมาเป็นอย่างไรบ้าง หากสามารถบรรยายถึงวิธีการและผลลัพธ์ให้คณะกรรมการมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรมล่ะก็ จะเป็นแต้มต่อสำคัญทีเดียว</span></p>
<h3><b>3. อะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่สุด ของการเป็นพนักงานต้อนรับที่ประสบความสำเร็จ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้สัมภาษณ์ต้องการประเมินความรู้ของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมี ดังนั้นผู้สมัครงานควรอธิบายด้วยความเข้าใจ พร้อมยกตัวอย่างทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ประสบความสำเร็จได้ เช่น การให้บริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยม ทักษะการสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นต้น</span></p>
<h3><b>4. สายการบินมีเป้าหมายในการให้บริการที่เหนือชั้น เราสามารถนำกลยุทธ์หรือนวัตกรรมใดมาปฏิบัติเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามนี้ประเมินความรู้ของคุณเกี่ยวกับบริการและประสบการณ์ของลูกค้า วิธีการตอบคำถามนั้นต้องคำนึงถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อปรับปรุงและยกระดับประสบการณ์ในการบินของลูกค้า นอกจากนี้ต้องอธิบายให้ได้ว่า สิ่งที่เสนอแนะไปจะช่วยเสริมสร้างคุณค่า และช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น การลงทุนใน AI เพื่อสร้างระบบการทำงานอัตโนมัติ จะช่วยปรับปรุงบริการเช็คอินและโหลดกระเป๋าสัมภาระให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลยุทธ์นี้สามารถช่วยให้สายการบินเดินทางได้ตรงเวลา รักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เป็นต้น</span></p>
<h3><b>5</b><b>.ในงานก่อนหน้านี้ คุณเคยเผชิญปัญหาแล้วแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามนี้ช่วยให้นายจ้างประเมินความสามารถของคุณในการคิดวิเคราะห์และหาวิธีแก้ปัญหาเชิงรุก  และยังช่วยให้เข้าใจว่าคุณเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ การตอบคำถามต้องตอบโดยให้รายละเอียดของสถานการณ์ และระบุว่าคุณเป็นผู้ริเริ่มแก้ไขปัญหานั้นโดยไม่ต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้คุณทำ การแก้ปัญหานั้นได้ผลลัพธ์อย่างไร และประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น</span> <span style="font-weight: 400;">ฉันสังเกตเห็นข้อบกพร่องในกระบวนการลำเลียงผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าในระหว่างการขึ้นเครื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเสนอระบบการทำงานแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ หลังนำเสนอความคิดของฉันต่อฝ่ายบริหาร พวกเขาตกลงและอนุญาตให้ฉันนำไปปฏิบัติ ระบบใหม่นี้ประสบความสำเร็จและปรับปรุงเวลาในการขึ้นเครื่องได้ถึง 25% ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับองค์กร เป็นต้น</span></p>
<h2><b>ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์งานกับ Singapore Airlines</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การสัมภาษณ์งานกับ Singapore Airlines จะมีแนวคำถามให้เตรียมความพร้อมก่อนอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งผู้สมัครงานจำนวนมากก็ดันพลาดตอบคำถาม หรือพูดบางอย่างที่ผิดที่ผิดทาง เป็นเหตุให้ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่อง TikTok ชื่อ </span><a href="https://www.tiktok.com/@tani99sha/video/7299866157392153857" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">tani99sha</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นอดีต Singapore Girl เคยทำคลิปอธิบายเอาไว้ว่า ถ้าอยากทำงานกับ Singapore Airlines ล่ะก็ นอกจากจะเป๊ะเรื่องการตอบคำถามอย่างชาญฉลาดแล้ว ยังมีสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเลี่ยงดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากถูกถามว่า เพราะอะไรถึงอยากทำงานกับ Singapore Airlines ห้ามตอบเด็ดขาดว่าอยากเที่ยวรอบโลก เพราะจะถูกมองว่าไม่ได้มีความตั้งใจอยากทำงาน ไม่ได้มาช่วยสร้างคุณค่าให้องค์กรอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วางตัวและบุคลิกให้ดีเสมอ นั่งหลังตรง ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะคณะกรรมการจะดูลักษณะท่าทางทุกอย่าง ทั้งวิธีการเดิน การนั่ง การพูด การนำเสนอตัวเอง การสบตา รวมถึงการแต่งกาย สำหรับผู้ชาย อย่าใส่กางเกงยีนส์ไปสัมภาษณ์ แต่ให้ใส่เสื้อเชิ้ตสุภาพ ติดกระดุมเรียบร้อย และเลือกกางเกงที่สีเข้ากัน </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เวลากรรมการถามอะไร ให้ตอบเฉพาะสิ่งที่เขาถามเท่านั้น ห้ามพูดอะไรที่อยู่นอกเหนือคำถาม เช่น ถ้ากรรมการให้แนะนำตัวเอง ก็แนะนำตัวเองไป แต่อย่าเพิ่งรีบบอกว่า อยากทำงานกับ SIngapore Airlines ด้วยเหตุผลว่า… ให้เก็บคำตอบนี้ไปตอบในคำถามต่อไป ซึ่งเขาจะถามแน่นอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในการสัมภาษณ์แต่ละรอบ คณะกรรมการจะแบ่งผู้สมัครงานออกเป็น 2 กลุ่มให้แสดงความคิดเห็นในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง คำแนะนำของคุณ tani99sha ก็คือ อย่าเป็นคนแรกที่เริ่มพูด เพราะกรรมการไม่ได้ต้องการมองหาคนที่จะมาเป็นผู้นำ แต่ต้องการคนที่ทำงานเป็นทีมได้ (Team Player) คนที่สามารถรับฟังคำสั่ง แล้วปฏิบัติต่อได้ตรงกับที่สั่งไว้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้สมัครงานควรพูดถึงการทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไม่มีปัญหา หรือพูดถึงการบริการ ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่สายการบินต้องการจากผู้สมัครเช่นกัน </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เวลาสัมภาษณ์ ห้ามแสดงออกผ่านสีหน้าหรือท่าทางว่าไม่รู้ในสิ่งที่กรรมการหรือใครก็ตามกำลังพูด เพราะกรรมการจะมองว่าผู้สมัครงานไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีพอ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้สมัครงานที่เป็นผู้ชาย สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเข้าห้องสัมภาษณ์ก็คือ จงเป็นคนแรกที่เปิดประตูให้ทุกคนเข้ามาในห้อง และเมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็อย่าลืมเป็นคนแรกที่เปิดประตูให้ทุกคนเดินออกจากห้องด้วย และที่สำคัญ อย่าลืมกล่าวสวัสดี ทักทายทุกคนด้วย</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากคุณ tani99sha แล้ว ยังมีแอร์โฮสเตสหลายคนทำคลิปให้ความรู้แก่ผู้คนออกมาบ่อยครั้ง หรือเขียนออกมาในรูปของบทความที่น่าสนใจ ลองไปติดตามหากันได้ทั้งใน TikTok, Youtube และ Google ได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38933" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092423.491.webp" alt="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน" width="600" height="370" title="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน 85" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092423.491.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/06/HREX-Cover-by-Para-2024-06-05T092423.491-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>หลักสูตร 14 เดือนปั้น Singapore Girl ให้พร้อมบินกับ Singapore Airlines</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากผ่านด่านการสัมภาษณ์งานมาได้ล่ะก็ ยินดีด้วยที่คุณเข้าใกล้โอกาสที่จะได้ร่วมงานกับ SIngapore Airlines ไปอีกขั้นแล้ว !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่าเพิ่งดีใจจนเกินไป เพราะยังต้องผ่านอุปสรรคสุดหฤโหดอย่างการเข้าคอร์สฝึกอบรมการเป็น Cabin Crew ที่ใช้เวลานานถึง 15 อาทิตย์ หรือประมาณ 4 เดือน เรียกได้ว่านานที่สุดในบรรดาการฝึกของสายการบินแล้วก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ บทเรียนที่จะได้เจอตลอด 15 สัปดาห์ จะครอบคลุม 6 เรื่องหลัก ๆ ดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของสายการบิน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจะเสิร์ฟให้กับผู้โดยสารในแต่ละชั้นแตกต่างกันไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้เรื่องขั้นตอนการบริการ นำโดยมารยาทในการบริการ และวิธีปฏิบัติต่อลูกค้าในแต่ละระดับ เริ่มจาก Economy Class ตามด้วย Business Class และปิดท้ายที่ First Class</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้วิธีการรับมือกับผู้โดยสารที่มีความต้องการที่แตกต่างและหลากหลาย ทั้งเพศ สัญชาติ อายุ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้วิธีการวางตัวอย่างเป็นมิตร และเป็นธรรมชาติ ไปจนถึงการดูแลเครื่องแต่งกาย รวมถึงผมเผ้าให้เรียบร้อย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม จนสามารถพูดคุยสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงเสริมทักษะในการสื่อสารภาษาอื่น ๆ ที่พบเจอบ่อยในลูกค้าของสายการบิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เรียนรู้วิธีการทำงานอย่างปลอดภัย ทั้งต่อตัวเองและต่อผู้โดยสาร รวมถึงเตรียมพร้อมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เช่น หากเครื่องบินต้องแล่นลงจอดบนทะเล เป็นต้น</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากใครสามารถผ่านหลักสูตรเหล่านี้ล่ะก็ จะได้สัญญาร่วมงานกับ Singapore Airlines ซึ่งตามปกติแล้วจะอยู่ที่ 5 ปี หรือตามแต่จะตกลงตามศักยภาพที่ออกมา แล้วได้สวมเสื้อโสร่งเคบาย่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ Singapore Girl แต่ละคนอย่างแน่นอน</span></p>
<h2><b>อยากเทรนพนักงานให้เก่งเท่า Singapore Airlines อย่าลืมใช้ HR Solutions ที่ใช่ ช่วยพัฒนาองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่า เคล็ดลับความสำเร็จของ Singapore Airlines นั้น มาจากการเลือกพนักงานที่ใช่ แล้วฝึกฝนพวกเขา เจียระไนจนเป็นเพชรเม็ดงาม ถือเป็น 2 งานขั้นพื้นฐานที่ช่วยพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเป็นบทเรียนที่หลายองค์กรสามารถนำไปเป็นเยี่ยงอย่างได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรไหนอยากเห็นองค์กรพัฒนาไปสู่เป้าหมายแบบ Singapore Airlines บ้าง แต่ไม่รู้จะหาพนักงานจากไหน ลองมาค้นหา Recruitment Solution ที่จะช่วยตามหาพนักงานมาช่วยยกระดับองค์กรได้ ผ่านแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services ของ HREX ที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR มากที่สุดในไทยได้เลย ทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากรับพนักงานเข้ามาแล้ว ก็อย่าลืมหาเครื่องมือสำหรับการ Training &amp; Coaching พนักงาน ให้กลายเป็นเพชรเม็ดงาม ซึ่งก็สามารถค้นหาได้ผ่าน HREX เช่นกัน ทาง</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">ลิงก์นี้</span></a></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รากฐานความสำเร็จของทุกองค์กร เกิดขึ้นจากการมีคนที่ใช่ร่วมขับเคลื่อนองค์กร และสายการบินระดับโลกอย่าง Singapore Airlines ก็เป็นเช่นเดียวกัน แม้กระบวนการคัดเลือกและฝึกอบรมพนักงานของ Singapore Airlines จะมีรายละเอียดเยอะ และค่อนข้างทรหด แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งทีมงานชั้นยอดที่มีความสามารถสูง มีความมุ่งมั่น มีใจรักการให้บริการ ให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้โดยสาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางการคัดคนและพัฒนาคนของ Singapore Airlines จะเป็นแบบแผนที่หลายองค์กรได้นำไปปรับใช้ เพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จบ้าง ไม่มากก็น้อย</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.straitstimes.com/multimedia/graphics/2022/11/singapore-airlines-cabin-crew-training/index.html?shell" target="_blank" rel="noopener">The Straits Times </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.singaporeair.com/en_UK/us/careers/cabin-crew-career/" target="_blank" rel="noopener">Singapore Airlines </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.businessinsider.com/inside-singapore-airlines-flight-attendant-school-stc-2022-9" target="_blank" rel="noopener">Business Insider </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://sg.indeed.com/career-advice/interviewing/singapore-airlines-interview-questions" target="_blank" rel="noopener">SG Indeed </a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.asiaone.com/lifestyle/dont-say-you-want-travel-world-former-cabin-crew-gives-tips-how-ace-singapore-airlines-interview" target="_blank" rel="noopener">Asia One</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน 86"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/singapore-airlines-240605/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/spotify-240312/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/spotify-240312/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2024 04:35:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Onboarding]]></category>
		<category><![CDATA[spotify]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37768</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Spotify คือแพลตฟอร์ม Music Streaming ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ใช้บริการกว่า 457 ล้านคนต่อเดือน โดดเด่นในเรื่องการบริหารคน จนได้รับตำแหน่ง America’s Most Love Workplace จาก Newsweek Spotify มองว่าพนักงานของพวกเขาเปรียบเสมือน “สมาชิกของวงดนตรี” (Band) ที่มารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ จึงไม่ควรทำงานด้วยความเครียดอย่างเดียว แต่ต้องมีความสนุกสนาน (Playful) ควบคู่ไปด้วย Spotify ต้องการตอกย้ำค่านิยม (Value) ขององค์กรให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่พนักงานใหม่เข้าทำงาน จึงให้ความสำคัญกับขั้นตอน Onboarding เป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดว่า HR ไม่ได้มีหน้าที่บริหารคนอย่างเดียว แต่ต้องช่วยพัฒนาศักยภาพของพนักงานด้วย Spotify มีเทคนิคสำหรับ Onboarding มากมาย เช่นการจับคู่บัดดี้, การใช้ระบบออนไลน์เพื่อสร้างเครือข่ายของพนักงานใหม่จากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมของการแสดงความเห็น (Feedback Culture) ซึ่งทำให้คนกล้าแสดงออกทันทีหากเจอสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราจะเรียนรู้วิธีทำงานจากบริษัทระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ก็คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการศึกษาข้อมูลจากบริษัทที่เราคุ้นเคย หรือมีประสบการณ์ร่วมในชีวิตประจำวัน ซึ่ง สปอติฟาย (Spotify) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Spotify คือแพลตฟอร์ม Music Streaming ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ใช้บริการกว่า 457 ล้านคนต่อเดือน โดดเด่นในเรื่องการบริหารคน จนได้รับตำแหน่ง America’s Most Love Workplace จาก Newsweek</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Spotify มองว่าพนักงานของพวกเขาเปรียบเสมือน “สมาชิกของวงดนตรี” (Band) ที่มารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ จึงไม่ควรทำงานด้วยความเครียดอย่างเดียว แต่ต้องมีความสนุกสนาน (Playful) ควบคู่ไปด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Spotify ต้องการตอกย้ำค่านิยม (Value) ขององค์กรให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่พนักงานใหม่เข้าทำงาน จึงให้ความสำคัญกับขั้นตอน Onboarding เป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดว่า HR ไม่ได้มีหน้าที่บริหารคนอย่างเดียว แต่ต้องช่วยพัฒนาศักยภาพของพนักงานด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Spotify มีเทคนิคสำหรับ Onboarding มากมาย เช่นการจับคู่บัดดี้, การใช้ระบบออนไลน์เพื่อสร้างเครือข่ายของพนักงานใหม่จากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมของการแสดงความเห็น (Feedback Culture) ซึ่งทำให้คนกล้าแสดงออกทันทีหากเจอสิ่งที่ไม่ถูกต้อง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46123" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/เปิดขั้นตอน-Onboarding-ของ-Spotify-วันแรกดีอย่างไร-วันต่อไปดีอย่างนั้น.webp" alt="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น" width="600" height="370" title="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น 92" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/เปิดขั้นตอน-Onboarding-ของ-Spotify-วันแรกดีอย่างไร-วันต่อไปดีอย่างนั้น.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/เปิดขั้นตอน-Onboarding-ของ-Spotify-วันแรกดีอย่างไร-วันต่อไปดีอย่างนั้น-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราจะเรียนรู้วิธีทำงานจากบริษัทระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ก็คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการศึกษาข้อมูลจากบริษัทที่เราคุ้นเคย หรือมีประสบการณ์ร่วมในชีวิตประจำวัน ซึ่ง </span><a href="https://open.spotify.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>สปอติฟาย (Spotify)</b></a><span style="font-weight: 400;"> มี DNA ที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะคือแอปพลิเคชั่นฟังเพลง (Streaming Platform) ที่มีผู้ใช้บริการถึง 457 ล้านคนต่อเดือนจากทั่วโลก แถมยังการันตีด้วยผลสำรวจจาก </span><a href="https://www.newsweek.com/2021/10/29/spotify-americas-most-loved-workplace-1639982.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Newsweek</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่า Spotify คือบริษัทที่คนทำงานในสหรัฐอเมริการักมากที่สุด (America’s Most Love Workplace) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำธุรกิจระดับโลกจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากปราศจากแรงงานคนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง HR ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การสรรหา, การดูแลทั้งขณะทำงานและหลังลาออก  เพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้จะนำคุณค่าขององค์กรไปถ่ายทอดสู่สาธารณะ  เป็นผลดีต่อการสร้างภาพลักษณ์ (Branding) ในอนาคต ซึ่งขั้นตอน</span><b> Onboarding</b><span style="font-weight: 400;"> ของ Spotify ก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนของการเติบโตของสปอติฟายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><b>Spotify มี DNA ของวิธี Onboarding อย่างไร </b><span style="font-weight: 400;">หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>กระบวนการ Onboarding ของ สปอติฟาย (Spotify) สร้าง DNA อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำกล่าวจาก </span><a href="https://www.lifeatspotify.com/reports/Band-Manifesto_leading-the-band_Rewards-Longform-FINAL.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Spotify&#8217;s The Band Manifesto</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่า<em> “หน้าที่ของ HR ไม่ใช่การบริหารจัดการพนักงาน (Manage) แต่เป็นการพัฒนา (Develop) พนักงานให้เก่งขึ้นต่างหาก” </em>คุณ แคทารินา เบิร์ก (Katarina Berg) ซึ่งเป็น CHRO ของ Spotify กล่าวว <em>&#8220;เรากำลังก้าวจากยุคของการดูแลพนักงานแบบเก่า ที่เน้นไปทางด้านการศึกษา, ทำงาน, เกษียณ (learn, work, retire) ไปสู่ยุคของการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (Continuous Learning Cycle)&#8221;</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้ทำให้ DNA ของ Spotify ที่บอกพนักงานว่า <strong>นอกเหนือจากเรื่องของดนตรีและเสียงเพลงที่ถือเป็นธุรกิจหลักขององค์กรแล้ว พนักงานจะต้องรู้จัก และสามารถเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองในสายงานอื่น ๆ ได้ด้วย</strong> โดยบริษัทจะจัดเตรียมทรัพยากรที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง พัฒนาการของบุคลากรเป็นเรื่องที่สปอติฟายให้ความสำคัญ ไม่แพ้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Katarina กล่าวว่าสปอติฟายจะไม่ต้อนรับพนักงานใหม่ด้วยคำว่า <em>“ยินดีต้อนรับสู่ Spotify”</em> แต่จะพูดว่า <em>“ยินดีต้อนรับสู่ความวุ่นวายที่ควบคุมได้นะ !”</em> (Controlled Chaos) ในที่นี้เธอให้ความเห็นว่าธุรกิจของ Spotify นั้นเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด (Hypergrowth) รูปแบบการเรียนรู้และทำงานจึงแตกต่างออกไป แต่ความวุ่นวาย (Chaos) ในมิติของสปอติฟายคือความวุ่นวายที่ทำให้เราเติบโตได้รวดเร็วขึ้น ความวุ่นวายแบบนี้จึงเป็นข้อดีมากกว่าเป็นข้อเสีย  CHRO จะย้ำว่าพนักงานของสปอติฟายจะต้องเจอความท้าทายนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน แต่จะเป็นโอกาสในการเติบโตแบบไม่รู้จบเช่นกัน (Never Ending Opportunity)</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190805-whatisonbarding/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37770" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/obd.webp" alt="ต้อนรับและดูแลพนักงานใหม่ด้วย On-boarding " width="600" height="370" title="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น 93" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/obd.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/obd-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190805-whatisonbarding/">ต้อนรับและดูแลพนักงานใหม่ด้วย On-boarding </a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>7 กระบวนการ Onboarding ของ Spotify มีดังนี้</h2>
<h3><b>Onboarding Buddy</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรจะจัดหา Buddy ให้พนักงานใหม่ตั้งแต่ช่วงก่อน ถึงวันทำงานครั้งแรก เพื่อให้รู้สึกคุ้นเคยกับภาพรวมของการทำงาน (Pre-Boarding Process) ซึ่งบัดดี้ จะช่วยสร้างความสบายใจ ทำให้พนักงานใหม่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เป็นทั้งเพื่อน และเป็นผู้สอนให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัวและเรียนรู้งานได้ไวกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่หลักของบัดดี้ประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อธิบายถึงเป้าหมายและความคาดหวังของตำแหน่งงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวเข้ากับองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และเป็นตัวเชื่อมระหว่างพนักงานใหม่กับพนักงานเดิม รวมถึงคนที่อยู่ต่างแผนก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ช่วยบริหารจัดการจัดการทุกความกังวล เพื่อทำให้พนักงานใหม่รู้สึกสบายใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Emma Bostian ซึ่งเป็น Engineering Manager กล่าวว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“Onboarding Buddy ช่วยให้พนักงานใหม่ลดความเครียดและวิตกกังวล (Anxiety) เมื่อต้องเริ่มงานในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยได้เป็นอย่างดี”</span></i></p>
<h3><b>Team Intro</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จะดีแค่ไหนหากเราสามารถทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้ตั้งแต่วันแรก  แนวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเข้าใจนิสัยใจคอและรสนิยมของอีกฝ่ายอย่างละเอียด เหตุนี้ Spotify จึงกำหนดให้ทุกทีมที่มีพนักงานใหม่ใช้เวลาแนะนำตัวเองแบบรายคน อย่างละนิดอย่างละหน่อย ซึ่งทำได้ทั้งแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ กระบวนการนี้สามารถต่อยอดไปทำกับแผนกใกล้เคียง หรือกลุ่มคนที่คิดว่าจะต้องมีโอกาสร่วมงานกันด้วยก็ได้ </span></p>
<h3><b>Onboarding Sessions</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับพนักงานใหม่แล้ว สิ่งที่สปอติฟายทำควบคู่กันไปด้วยก็คือการเน้นย้ำเรื่องวัฒนธรรมองค์กร, กฎเกณฑ์, นโยบาย, สวัสดิการ และอื่น ๆ ที่จำเป็น การชี้แจงอย่างเป็นทางการในขั้นตอนนี้ จะช่วยให้พนักงานใหม่เข้าใจสิ่งที่บริษัทต้องการสื่ออย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา</span></p>
<h3><b>The Greenhouse (แพลตฟอร์มด้านการเรียนรู้ขององค์กร)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องทำให้พนักงานเชื่อว่าช่วงเวลาในบริษัทใหม่จะนำพาพวกเขาไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้น ดังนั้น HR ควรบอกตั้งแต่วันแรกเลยว่าเครื่องมือ L&amp;D ที่องค์กรสามารถมอบให้กับพนักงานใหม่ได้มีอะไรบ้าง โดย Spotify จะใช้เวลาตรงนี้อธิบายหลักสูตรในภาพรวม, แนะนำผู้ฝึกสอนที่พนักงานใหม่เข้าถึงได้ และชี้แจงว่ามีความเป็นไปได้ใดบ้างที่สามารถเกิดขึ้นนับจากนี้ </span></p>
<h3><b>การพูดคุยแบบตัวต่อตัว (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/230531-1-on-1-meeting/">One-on-ones</a>)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้จัดการจะเรียกพนักงานใหม่มาคุย เพื่อเปิดโอกาสให้สอบถามเรื่องที่อยากรู้, ตอบคำถามที่คาใจ  พนักงานใหม่ยังมีสิทธิ์ขอคุยกับเพื่อนร่วมงานบางท่านเป็นการส่วนตัวด้วย กระบวนการนี้จะต่างจากการประชุมรวมของทีมในตอนแรก เพราะจะช่วยให้พนักงานใหม่กล้าพูดในเรื่องส่วนตัวมากกว่าตอนอยู่ในที่สาธารณะ</span></p>
<h3><b>การออกความเห็นแบบ 360 องศา (</b><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/"><b>360 Feedback</b></a><b>)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมของการออกความเห็น (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/"><span style="font-weight: 400;">Feedback Culture</span></a><span style="font-weight: 400;">) การบอกพนักงานใหม่ตั้งแต่วันแรกว่าพวกเขาสามารถพูดสิ่งที่คิดออกมาตามเหมาะสมได้เลยเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับสปอติฟายนั้น พน้กงานสามารถแสดงความเห็นได้มากเท่าที่พวกเขาต้องการ นอกจากนี้ Spotify ยังพร้อมสอนให้พนักงานอยู่ร่วมกับความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วย</span></p>
<h3><b>วันสำหรับเชื่อมต่อพนักงานใหม่จากทั่วโลกไว้ด้วยกัน (Intro days)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify มีออฟฟิศอยู่ 18 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากองค์กรสามารถเชื่อมพนักงานใหม่จากทั่วโลกไว้ด้วยกัน เพราะจะทำให้เราเห็นว่านโยบายกลางที่องค์กรตั้งไว้ มีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อต้องประยุกต์ใช้กับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ  เป้าหมายของการทำ Intro days คือการสร้าง Sense of Community เพื่อให้พนักงานใหม่รู้สึกถึงความเป็นกลุ่มก้อน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/onboarding-manual-03122021/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37771" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/onba.webp" alt="คู่มือ Onboarding เบื้องต้นที่ HR ต้องรู้: รับพนักงานเข้ามาสักคนต้องทำอะไรบ้าง ? " width="600" height="370" title="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น 94" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/onba.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/onba-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/onboarding-manual-03122021/">คู่มือ Onboarding เบื้องต้นที่ HR ต้องรู้: รับพนักงานเข้ามาสักคนต้องทำอะไรบ้าง ? </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>วัฒนธรรมองค์กร (Company Cultures) ส่งผลกับ Onboarding ของ สปอติฟาย (Spotify) อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรมีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการยกระดับพนักงาน เพราะหากพนักงานไม่รู้ว่าแก่น (Core Value) ที่ผู้บริหารต้องการคืออะไร พวกเขาก็จะไม่สามารถถ่ายทอดวัตถุประสงค์หลัก (Purpose) ขององค์กรออกไปหาลูกค้าได้ นอกจากนี้วัฒนธรรมองค์กรยังช่วยหลอมรวมคนหมู่มากให้อยู่เป็นชุมชน พนักงานจะได้สัมผัสถึงความเป็นเจ้าของ (Ownership) ซึ่งเป็นรากฐาน (Foundation) ที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและธุรกิจไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify เปรียบพนักงานในองค์กรว่าทุกคน &#8220;อยู่ในวงดนตรีเดียวกัน&#8221; (Band) ซึ่งเป้าหมายหลักของวงดนตรีตามปกติก็คือการถ่ายทอดเสียงเพลงและประสบการณ์ดี ๆ ให้กับผู้รับฟัง / รับชม ดังนั้นสปอติฟายจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่า &#8220;อะไรคือค่านิยมที่ทุกคนควรเชื่อ&#8221; และ &#8220;อะไรคือเป้าหมายและแก่นที่องค์กรควรมี&#8221; สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาก็ได้ องค์กรจึงต้องรู้จักปรับตัว หากต้องการอยู่รอดและประสบความสำเร็จโดยที่พนักงานทุกคนมีความสุข</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรที่ Spotify เน้นย้ำตอน Onboarding มีดังนี้</span></i></p>
<h3><b>การดูแลพนักงานแบบพอประมาณ ให้อิสระ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สปอติฟายต้องการให้พนักงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานอย่างเป็นระบบ แต่ก็ไม่ใกล้ชิดจนเกินไป เพราะจะทำให้ทำให้พนักงานอึดอัด พวกเขาอยากให้พนักงานรู้ว่าหากทำงานที่นี่จะมีอิสระเพียงพอ สามารถลองผิดลองถูกได้ด้วยตัวเอง โดยอธิบายใน Band Manifesto ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเอาไว้ว่า</span><i><span style="font-weight: 400;"> “Spotify ไม่ต้องการให้พนักงานรู้สึกว่าถูกควบคุมแบบ Micro-Manage  องค์กรจะใช้ช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานพูดคุยกันได้อย่างคล่องตัวที่สุด ไม่ใช้วิธีกดดัน, บังคับให้ใครต้องแข่งกับเวลา หรือกำหนดรูปแบบการทำงานที่ตายตัว”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ Spotify ปลูกฝังให้พนักงานกล้าแสดงความเห็นตั้งแต่วันแรก และอธิบายอย่างชัดเจนว่าทัศนคติกับค่านิยมขององค์กรเป็นอย่างไร พนักงานก็จะรู้สึกปลอดภัย กล้าคิดกล้าแสดงออก และกล้าปกป้องตัวเอง หากรู้สึกว่าแนวทางที่กำลังเป็นขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่ระบุไว้ในตอนแรก</span></p>
<h3><b>ความโปร่งใส ชัดเจน (Transparency) </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CHRO ของสปอติฟาย กล่าวว่าความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยย้ำว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่คือการคิดโครงสร้างเป็นแบบพีระมิด คือเป็นลำดับขั้นจากบนลงล่าง และคิดว่าคนที่อยู่ในจุดสูง ๆ เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับภาพใหญ่ (Big Picture) ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ว่าใครก็สนใจความเป็นไปของบริษัทได้ทั้งนั้น องค์กรทุกแห่งต้องเข้าใจว่าการทำงานย่อมต้องมีจุดหมาย พนักงานทุกคนต้องรู้ว่าพวกเขาทำงานไปเพื่ออะไร เป้าหมายที่บริษัทต้องการจึงต้องชัดเจน ต้องตอบให้ได้ว่าทำไปทำไม ปัญหาคืออะไร แผนงานคืออะไร และจะบรรลุผลได้ด้วยกลยุทธ์ใด”</span></i></p>
<h3><b>อยากให้พนักงานร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Culture Add-On)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify ต่างจากองค์กรอื่น เพราะไม่ได้ต้องการให้พนักงานปรับตัวเข้าหาองค์กรเพียงอย่างเดียว (Cultural Fit) แต่ยังอยากให้พนักงานมีในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมกลางที่เหมาะกับทุกคนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify มองว่าพวกเขาทำงานกับกลุ่มคนที่หลากหลาย จึงต้องเข้าใจแนวคิดนวัตกรรม ต้องสนุกตื่นเต้นไปกับอะไรใหม่ ๆ ต้องไม่เครียดมากเกินไป ทุกคนจะได้สนุกกับการเรียนรู้ และมีกำลังใจในการทำงานอย่างเต็มที่ โดยวิธีที่ HR ใช้พัฒนาวัฒนธรรมองค์กร ก็คือการใส่คำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมเข้าไปตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์ และตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งตอน Onboarding สรุปคือสปอติฟาย ไม่ได้มองหาคนที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างเดียว แต่อยากได้คนที่พร้อมนำสิ่งที่น่าสนใจเข้ามาสู่องค์กรได้ด้วย</span></p>
<h3><b>สอนให้รู้จักวิธีทำงานกับคนอื่น และสนุกกับชีวิต (Collaborative &amp; Playful)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานของ Spotify จะต้องร่วมงานกับคนอื่นได้ และพนักงานทุกคนไม่ควรจะเครียดมากเกินไป จะได้เอาเวลาไปคิดเรื่องบันเทิงที่เป็นแก่นของธุรกิจ ซึ่งวิธี Onboard ใหม่ ๆ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองสนุกที่หลุดออกจากขนบธรรมเนียมเดิม เปรียบการทำงานกับสปอติฟายว่าเหมือนการเล่นดนตรีร่วมกัน (Jam Session) มากกว่าการทำธุรกิจนั่นเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37772 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ups.webp" alt="วัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง " width="600" height="370" title="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น 95" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ups.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/03/ups-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/">วัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากกล่าวให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถสรุปว่าวิธีการของ Spotify คือการเตรียมพร้อมพนักงานให้เข้าใจรูปแบบการทำงานขององค์กรตั้งแต่วันแรก ทำให้พนักงานใหม่เข้าใจตรงกันว่าพวกเขาจะถูกประเมินจากอะไร และมีค่านิยมแบบไหนบ้างที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ พนักงานก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานจะไม่มีการกล่าวอ้างว่าพวกเขาไม่เคยรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน ตราบใดที่ HR ให้ความสำคัญกับกระบวนการ Onboarding อย่างละเอียด และแน่ใจว่าบุคลากรมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ แนวทางเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify คือแอปพลิเคชั่นพื้นฐานบนโทรศัพท์ของมนุษย์เกือบทุกคนบนโลก การสร้างองค์กรให้พร้อมรับความคิดเห็นที่หลากหลายระดับนี้ จำเป็นต้องปลูกฝังตั้งแต่เนิ่น ๆ หากคุณอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่าวิธี Onboarding ของตนธรรมดาเกินไป ล้าสมัยเกินไป ไม่นำไปสู่ความคิดนวัตกรรม หรือสามารถสะท้อนตัวตนขององค์กรที่อยากให้พนักงานสัมผัสได้  ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาปรับปรุงระบบแรกรับพนักงานใหม่อีกครั้ง เพราะมันถือเป็นด่านหน้าที่จะช่วยสร้างความประทับใจแรก (First Impression) และช่วยให้การบริหารจัดการองค์กรง่ายขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เปิดขั้นตอน Onboarding ของ Spotify วันแรกดีอย่างไร วันต่อไปดีอย่างนั้น 96"></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/2n6m689b" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/2n6m689b</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3a7f9xms" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3a7f9xms</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/2sezv8by" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/2sezv8by</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/spotify-240312/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ HR ควรรับมืออย่างไร?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-pornography-240221/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-pornography-240221/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Feb 2024 01:21:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Pornography]]></category>
		<category><![CDATA[หนังโป๊]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37523</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) เป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน มีผลวิจัยที่เผยว่าพนักงาน 60% เคยดูสื่อลามกในเวลางานมาแล้ว Pornhub ระบุว่าช่วงเวลาที่คนดูหนังโป๊มากที่สุด คือระหว่าง 4 ทุ่มถึงตีหนึ่ง และตอน 4 โมงเย็นที่ถือเป็นช่วงผ่อนคลาย ใกล้เลิกงาน เตรียมตัวกลับบ้าน การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย, ลดความเครียด และรู้สึกเหมือนได้เอาชนะกฎเกณฑ์บางอย่างขององค์กร ทำให้รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเพราะกล้าสู้กับระบบ มีงานวิจัยเผยว่าการดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ช่วยให้คนทำงานเก่งขึ้นได้ เพราะมีพนักงานบางส่วนตั้งใจทำงานมากขึ้น เพื่อทดแทนความผิดบาปจากการแอบดูสื่อลามกในเวลางาน การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ถูกวิพากษ์ด้วยแง่มุมที่หลากหลาย บ้างก็ว่าทำได้ บ้างก็ว่าทำได้ เปรียบเหมือนเรื่องการดื่มสุราในที่ทำงานในอดีต HR จึงต้องหาความรู้และพิจารณาว่ามันขัดแย้งหรือสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร แม้การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) จะเป็นเรื่องที่หลายคนเลี่ยงพูดถึง ทั้งด้วยค่านิยมทางสังคมหรือมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ยากยอมรับ แต่ประเด็นเรื่องการเสพสื่อลามกในที่ทำงานได้กลายเป็นปัญหาที่ HR ทั่วโลกต้องเจอ ซึ่งองค์กรแต่ละแห่งก็มีวิธีรับมือที่แตกต่างกันไป บ้างก็ไล่พนักงานคนดังกล่าวออก บ้างก็ตระหนักถึงโลกที่เปลี่ยนไป และพยายามออกแบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับบริบทนั้น มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างบริษัท Stripchat จากประเทศไซปรัส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) เป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน มีผลวิจัยที่เผยว่าพนักงาน 60% เคยดูสื่อลามกในเวลางานมาแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Pornhub ระบุว่าช่วงเวลาที่คนดูหนังโป๊มากที่สุด คือระหว่าง 4 ทุ่มถึงตีหนึ่ง และตอน 4 โมงเย็นที่ถือเป็นช่วงผ่อนคลาย ใกล้เลิกงาน เตรียมตัวกลับบ้าน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย, ลดความเครียด และรู้สึกเหมือนได้เอาชนะกฎเกณฑ์บางอย่างขององค์กร ทำให้รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเพราะกล้าสู้กับระบบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีงานวิจัยเผยว่าการดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ช่วยให้คนทำงานเก่งขึ้นได้ เพราะมีพนักงานบางส่วนตั้งใจทำงานมากขึ้น เพื่อทดแทนความผิดบาปจากการแอบดูสื่อลามกในเวลางาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การดูหนังโป๊ในออฟฟิศ (Workplace Pornography) ถูกวิพากษ์ด้วยแง่มุมที่หลากหลาย บ้างก็ว่าทำได้ บ้างก็ว่าทำได้ เปรียบเหมือนเรื่องการดื่มสุราในที่ทำงานในอดีต HR จึงต้องหาความรู้และพิจารณาว่ามันขัดแย้งหรือสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44202" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Workplace-Pornography-HR-ต้องทำอย่างไร-ถ้าพนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ.webp" alt="Workplace Pornography HR ต้องทำอย่างไร ถ้าพนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ" width="600" height="370" title="พนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ HR ควรรับมืออย่างไร? 99" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Workplace-Pornography-HR-ต้องทำอย่างไร-ถ้าพนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Workplace-Pornography-HR-ต้องทำอย่างไร-ถ้าพนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การดู</span><b>หนังโป๊</b><span style="font-weight: 400;">ในออฟฟิศ </span><b>(Workplace Pornography) </b><span style="font-weight: 400;">จะเป็นเรื่องที่หลายคนเลี่ยงพูดถึง ทั้งด้วยค่านิยมทางสังคมหรือมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ยากยอมรับ แต่ประเด็นเรื่องการเสพสื่อลามกในที่ทำงานได้กลายเป็นปัญหาที่ HR ทั่วโลกต้องเจอ ซึ่งองค์กรแต่ละแห่งก็มีวิธีรับมือที่แตกต่างกันไป บ้างก็ไล่พนักงานคนดังกล่าวออก บ้างก็ตระหนักถึงโลกที่เปลี่ยนไป และพยายามออกแบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับบริบทนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างบริษัท </span><a href="https://stripchat.com/blog/wank-pods-to-become-a-new-work-perk-for-stripchat/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Stripchat</span></a><span style="font-weight: 400;"> จากประเทศไซปรัส ที่จัดทำห้องลับ (Pod) สำหรับช่วยตัวเองโดยเฉพาะ และเปิดโอกาส ให้บุคลากรใช้งานวันละไม่เกิน 30 นาที โดยสวัสดิการนี้แม้จะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการเสพสื่อลามกมีมิติให้เราต้องศึกษาทำความเข้าใจอีกมาก HREX จึงได้ค้นคว้า และสรุปออกมาเป็นเนื้อหาที่รับรองว่าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>สถิติการดูหนังโป๊ในที่ทำงาน (Workplace Pornography) เป็นอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับในเมืองไทย แม้จะไม่มีสถิติที่ระบุถึงการเข้าถึงสื่อลามกของวัยทำงานอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจจากสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กล่าวในงาน TikTok Creator House ประจำปี 2567 ว่าเยาวชนไทยกว่าครึ่ง (54%) เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจาร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูง แต่ก็ไม่แปลกนักหากเทียบกับอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่ 85% มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่มีอัตราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 64.4% จึงถือว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับมาที่โลกของธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศของการทำงานที่เคร่งเครียด การหาเวลาผ่อนคลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของพนักงาน โดยแต่ละคนก็มีวิธีที่แตกต่างกันไป เช่นการปัดโทรศัพท์เพื่อช้อปปิ้ง, การฟังเพลงโปรด, การหาของกิน, การเข้าแอปหาคู่ ฯลฯ แต่รู้ไหมว่ามีคนจำนวนมากที่ใช้เวลาว่างนี้ไปกับการเสพสื่อลามก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนักจิตวิทยาและผู้ที่ทำงานด้าน </span><a href="https://link.springer.com/article/10.1007/s10508-021-02090-w" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cyber Security</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการเติบโตของเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อลามกได้บนอุปกรณ์ส่วนตัว คือ สาเหตุที่ทำให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยของ </span><a href="https://sugarcookie.com/2018/01/watch-porn-at-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SugarCookie</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ทำแบบสำรวจกับพนักงาน 2,000 คนทั่วโลก และพบว่าผู้ตอบถึง 60% เคยดูหนังโป๊ระหว่างทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้าน </span><a href="https://www.kaspersky.com/blog/report-covid-wfh/35244/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Kaspersky</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนติไวรัสชื่อดัง ก็ได้ทำแบบสำรวจออกมาเช่นกันในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดอย่างรุนแรง จนองค์กรส่วนใหญ่เปลี่ยนไปทำงานแบบ Hybrid Working โดยผู้ตอบ 33% จากทั้งหมด 6,000 คน ยอมรับว่าเคยใช้อุปกรณ์ของออฟฟิศ เข้าเว็บไซต์ลามกมาแล้ว</span></p>
<p><a href="https://www.shrm.org/in/topics-tools/news/technology/porn-addiction-seen-growing-workplace-problem" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SHRM</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เผยข้อมูลจากคุณ Michael Leahy ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Porn at Work : Exposing the office’s no.1 addiction ที่กล่าวว่าพนักงานชาย 20% และพนักงานหญิง 13% ยอมรับว่าเคยใช้อินเตอร์เน็ตของสำนักงานเพื่อดาวน์โหลดหนังโป๊ ขณะที่ HR จำนวน 2 ใน 3 จาก 500 คน ยอมรับว่าพวกเขาเคยเจอสื่อลามกในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของพนักงานมาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างของการดูสื่อลามกขณะทำงานที่คนไทยคุ้นเคย ก็คือเหตุการณ์ที่เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปิดภาพโป๊ดูระหว่างการประชุมสภา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณมาก ๆ แต่ก็เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ และกรณีเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในปี 2022 เมื่อส.ส.ชื่อ Neil Parish ต้องลาออกจากพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในยุคของนายกรัฐมนตรี Boris Johnson เนื่องจากถูกจับได้ว่าดูหนังโป๊ในสภาสามัญชน (House of Commons) ถึง 2 ครั้งด้วยก้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทิ้งท้ายกันด้วยการสำรวจจาก </span><a href="https://www.pornhub.com/insights/wp-content/uploads/2021/12/1-pornhub-insights-2021-year-in-review-favorite-times-to-visit-768x1231.png" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Pornhub</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มสำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ที่เน้นย้ำว่าการดูหนังโป๊ในเวลาทำงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของแพลตฟอร์มเผยว่า นอกจากเวลา 4 ทุ่มถึงตีหนึ่งแล้ว เวลาที่คนนิยมเข้า Pornhub ที่สุดก็คือ 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้จะเลิกงาน จึงเป็นไปได้ว่าผู้คนเริ่มต้องการผ่อนคลาย ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เราจะพบว่าการดูหนังโป๊หรือสื่อลามกในที่ทำงานอาจทำให้เรา ‘ตกงาน‘ แบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นคุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนถึงยอมเอาอาชีพมาเสี่ยงกับความสุขเพียงชั่วคราวแบบนี้ ? </span></p>
<h2><b>ทำไมพนักงานถึงดูหนังโป๊ในที่ทำงาน (Workplace Pornography)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Psychology Today ได้รายงานผล</span><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/finding-new-home/202105/new-research-8-common-reasons-people-use-porn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ในเดือนมีนาคม 2021 หัวข้อ Psychology of Addictive Behaviors และได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า พนักงานที่ดูหนังโป๊ในที่ทำงานนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากเบี่ยงเบนความสนใจจากสภาวะอารมณ์อันไม่ปกติที่เกิดจากงาน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด, ความกดดัน หรือแม้แต่ความเบื่อหน่าย เพราะสื่อลามกอาจเปิดโอกาสให้เราจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วยตอบสนองความต้องการเบื้องลึกบางอย่างได้ดี และอีกเหตุผลหนึ่งที่เรียบง่ายที่สุด ก็คือเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศออกมานั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Craig Jackson ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Birmingham City University สหรัฐอาณาจักรกล่าวว่า แม้เหตุผลข้างต้นจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานตัดสินใจดูหนังโป๊ในที่ทำงาน แต่ก็มีวัตถุประสงค์ที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย เช่นการมองว่าตนไม่มีคุณค่าในองค์กร, รู้สึกว่าถูกมองข้ามจากหัวหน้าอยู่บ่อยครั้ง หรือรู้สึกว่าตนไม่ได้ถูกใช้งานอย่างถูกต้อง, ไม่มีความท้าทายใหม่ ๆ และรู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การดูหนังโป๊จึงเป็นนัยซ่อนเร้น ที่ช่วยให้พวกเขาเผชิญกับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพกว่าเดิม ในขณะที่เรารู้สึกว่าถูกบริบททางสังคมกดทับ  การดูหนังโป๊ในที่ทำงานจะให้ความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะและความขบถ (Sense of Victory and Rebellion) ไม่ต่างจากในยุคก่อนที่พนักงานแอบไปเล่นการพนัน  หรือแอบไปทำอะไรแบบสุ่มเสี่ยงในเวลางาน การดูหนังโป๊ในที่ทำงานก็เป็นเพียงพัฒนาการจากแบบอนาล็อกมาเป็นดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งผู้กระทำมักมาพร้อมความรู้สึกสะใจลึก ๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับกฎขององค์กร และพอทำไปเรื่อย ๆ แบบที่ไม่โดนจับได้ ก็จะยิ่งรู้สึกดีจนอยากทำอีกซ้ำ ๆ จนถอนตัวไม่ขึ้นในท้ายที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการดูหนังโป๊ไม่ได้มีเพื่อสะท้อนความอึดอัดออกมาเท่านั้น  แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกและความผ่อนคลายได้ด้วย โดยคุณ Paula Hall ตัวแทนจาก UK Council of Psychotheraphy ให้ข้อมูลว่าสื่อลามกอาจถูกมองเป็นสิ่งตอบแทน (Rewards) ก็ได้ เช่นเวลาคนทำงานสำเร็จ, ได้ยอดขายตามที่หวัง บางคนก็จะฉลองโดยการไปกินข้าวมื้อใหญ่ หรือซื้อของชิ้นโปรด แต่บางคนก็จะเลือกมาดูหนังโป๊แทน เรียกว่า “ในนิยามของความสุข” สื่อลามกก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้น ก็คือเส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวได้จางลง (Blurred Boundary) จากความนิยมของ Hybrid Workplace ที่ทำให้คนใช้เวลาในพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น และการดูหนังโป๊ในเวลาทำงานจากที่บ้านก็เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิม เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะมีสายตาของใครเข้ามาสอดส่องจนเกิดความวุ่นวาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์ Craig Jackson ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า คนทำงานในปัจจุบันใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นมากเกินไป   มักรู้สึกว่าตนสามารถควบคุมเวลาทำงานและเวลาเวลาพักได้ด้วยตัวเอง  และการใช้ “อุปกรณ์ของตัวเอง บนแฟลตฟอร์มของตัวเอง ในพื้นที่ของตัวเอง” ในเวลาพัก (ที่คิดขึ้นเอง) ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากไม่ทำให้งานเสีย ทั้งที่พวกเขาควรใส่ใจในภาพรวมของงานมากกว่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นอกจากปัจจัยที่น่าเป็นห่วง เขาก็พบแง่มุมที่น่าสนใจและไม่น่าเชื่อด้วย คือพนักงานบางคน กลับทำงานดีขึ้นเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดบาปในการดูสื่อลามก เรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทางศีลธรรม (Moral Trade-Off) ประเด็นนี้คือข้อพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้มีมิติซับซ้อน HR ต้องศึกษาหาความรู้ เพื่อคิดค้นแนวทางปฏิบัติที่ร่วมสมัยและตอบโจทย์ทุกฝ่ายที่สุด</span></p>
<h2><b>การดูหนังโป๊ในที่ทำงาน (Workplace Pornography) ส่งผลเสียกับงานอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่เราต้องนึกถึงก็คือการเอาเวลาทำงานไปใช้กับเรื่องอื่น เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แน่นอนว่าการพักเบรคเพื่อทานข้าวหรือในบริบทอื่น ๆ ตามความเหมาะสมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป แต่การเอาเวลาไปดูหนังโป๊ เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม โดย HR แต่ละคนคงมีคำตอบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร ทว่า ตามปกติแ ล้วพนักงานที่ถูกจับได้ว่าดูหนังโป๊ในองค์กรมักจบไม่สวย บ้างก็ถูกใบเตือน บ้างก็ถูกไล่ออกออกจากงาน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ของภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (Cyber Security) เพราะเว็บไซต์ที่ให้บริการสื่อลามกมักมีไวรัสแฝงอยู่ ซึ่งหากใช้อุปกรณ์ของออฟฟิศในการเข้าถึง ก็อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกโจรกรรมไปได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการเล่นพนันออนไลน์ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Wendy L Patrick ทนายความด้านกฎหมายแรงงานจากสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมและความรุนแรงในที่ทำงานกล่าวว่า “สื่อลามกมักเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เหนือจริง และขัดแย้งกับหลักมนุษยธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศเป็นหลัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการที่คนดูหนังโป๊อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะนำแนวคิด หรือมุมมองที่เป็นปัญหาจากหนังมาใช้ จนเกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน อันเนื่องมาจากการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม, การตัดสินใจที่ไม่ให้เกียรติผู้อื่น หรือแม้แต่การทำพฤติกรรมบางอย่างที่ขัดต่อบรรทัดฐานอันดีงามของสังคม  โดยจุดที่อันตรายที่สุดก็คือการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) ที่เป็นปัญหาใหญ่ขององค์กรทั่วโลกในปัจจุบัน”</span></p>
<h2><b>HR สามารถรับมือกับปัญหาการดูหนังโป๊ในที่ทำงาน (Workplace Pornography) ได้อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแก้ปัญหาเรื่องพนักงานดูหนังโป๊ในเวลาทำงานเป็นเรื่องที่ HR ต้องให้ความสำคัญ และไม่ทำให้พนักงานรู้สึกอับอายจนไม่สามารถปรับตัวและมีชีวิตอย่างสันติสุขในที่ทำงานได้อีก  HR จำเป็นต้องมีการวางแผนนโยบายที่ดี มีการวัดผลที่ดี และต้องมีการบังคับใช้ที่ดี ซึ่งเราสามารถสรุปกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหา Workplace Pornography เป็น 5 หัวข้อได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>การมีนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policies)</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องมีการพัฒนาและอัพเดทฐานข้อมูลของเว็บไซต์ต้องห้าม ไม่ให้เชื่อมต่อได้กับสื่อลามกได้ หากใช้เครือข่ายขององค์กร นอกจากนี้ก็ต้องมีกฎระบุให้ชัดเจนว่ามีเนื้อหาแบบไหนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับการพนัน, เรื่องที่เกี่ยวกับชาติ ศาสนา, เรื่องที่เกี่ยวกับความรุนแรง และเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อลามก เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อออกนโยบายชัดเจนแล้ว ก็ต้องใช้วิธีสื่อสารที่หลากหลาย ให้ตรงกับวิถีของพนักงานแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงตามสายในโรงงาน, อีเมล หรือแม้แต่การส่งข้อความไปที่เครื่องมือสื่อสารส่วนตัว เพราะเมื่อแน่ใจว่า พนักงานทุกคนรับรู้แล้ว การลงโทษเมื่อเจอผู้ฝ่าฝืนก็จะทำได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น</span></li>
</ul>
<h3><b>การติดตั้งโปรแกรมและตรวจสอบอุปกรณ์ของพนักงานเสมอ</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรบางแห่งจะติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้อย่างจำกัด และกำหนดให้พนักงานใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงานขององค์กรเท่านั้น หากใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นก็จะถูกระบบล็อคไว้ทันที ซึ่งแม้จะทำให้เกิดข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างเห็นผลที่สุด อย่างไรก็ตาม HR ต้องทดลองใช้งานเองด้วย เพื่อให้รู้ว่าเนื้อหาที่เราปิดกั้นนั้นไม่กระทบกับเรื่องอื่นที่ใกล้เคียง เช่นการปิดกั้นสื่อลามก อาจทำให้เนื้อหาที่ปลอดภัยอื่น ๆ ถูกปิดกั้นไปด้วย ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้น ก็จะทำให้กระบวนการทำงานติดขัด ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากสำรวจแล้วว่าซอฟต์แวร์ขององค์กรไม่ได้ทำให้เกิดความยากลำบากต่อการทำงาน  เราก็ต้องให้ฝ่ายไอที หรือผู้ที่ดูแลด้านความปลอดภัย อัพเดทระบบให้ทันสมัยเสมอ เพราะต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราปิดกั้นในวันนี้ อาจมีเวอร์ชั่นใหม่ให้เราต้องรับมือในวันรุ่งขึ้นทันที</span></li>
</ul>
<h3><b>การให้ความรู้กับพนักงาน</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรจำเป็นต้องจัดอบรมในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรมในการทำงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการใช้อุปกรณ์ในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังหมายถึงวิธีวางตัว, การแต่งกาย, การรับประทานอาหาร หรือการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น</span></li>
</ul>
<h3><b>การมอบหมายให้หัวหน้าทีมสอดส่องดูแล</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องกระตุ้นให้เหล่าผู้นำสอดส่องดูแลพฤติกรรมของพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำสามารถหาวิธีลงโทษตามแนวทางของกลุ่มก้อนตัวเองได้เลย ภายใต้บริบท ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือสร้างปัญหาให้กับองค์กร โดยสามารถเริ่มจากการตักเตือนทางวาจา &gt; การออกใบเตือนแบบเป็นทางการ &gt; การสั่งพักงาน &gt; การยกเลิกสัญญาเป็นลำดับขั้นไปเรื่อย ๆ อนึ่งองค์กรบางแห่งอาจมีนโยบายลงโทษหัวหน้าที่ไม่สามารถดูแลคนในสังกัดของตนด้วย</span></li>
</ul>
<h3><b>สร้างมาตรฐานการทำงานให้ผู้คนกล้าแสดงความเห็น (Feedback Culture)</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้น การตรวจสอบโดยคนเพียงกลุ่มเดียวไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงอีกต่อไป เราจึงต้องดึงพนักงานภายในองค์กรมาเป็นตัวช่วย ในที่นี้ HR ต้องระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวของพนักงาน เพราะคงไม่มีใครอยากเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานโดยไม่จำเป็น เหตุนี้องค์กรสามารถเปิดช่องทางติดต่อแบบไม่ระบุตัวตนถึง HR ได้เลย ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องการแก้ปัญหาสื่อลามกในองค์กร ตลอดจนเรื่องละเอียดอ่อนอื่น ๆ ทำให้องค์กรรับมือกับปัญหาได้ดีกว่าเดิม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามปัญหานี้อาจถูกแก้ไขในอนาคตหรือมีแง่มุมใหม่ ๆ มาชี้ประโยชน์ให้เราเห็น เพราะนอกจากในแง่ลบแล้ว การดูสื่อลามกก็มีข้อดีในแบบของมันหากถูกใช้ในบริบทที่ถูกต้อง ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรนักกับเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน ซึ่งเคยเป็นเรื่องต้องห้ามในอดีต แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการที่น่าดึงดูดขององค์กรชั้นนำอย่าง Google และมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานได้จริง</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่เรากำลังพูดถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  เราก็ต้องคำนึงถึงข้อเสียที่จะเกิดควบคู่กันตามไปด้วย อย่างกรณีของการเสพสื่อลามกในเวลาทำงาน ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามยุคสมัย แต่หากเราพบว่าปัญหานี้ได้นำไปสู่ ความวุ่นวายอื่น ๆ เช่นบังเอิญมีลูกค้ามาเห็น จนทำลายภาพลักษณ์และทำให้องค์กรต้องเสียประโยชน์ HR ก็ควรเลือกคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว เพราะการเผชิญหน้าเพื่ออธิบายเรื่องนี้ ดีกว่าการส่งข้อความไปไล่ออก ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรืออีเมลก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าหากคุณมองว่าปัญหานี้ยากเกินแก้ไข เราขอแนะนำให้ลองหาตัวช่วย ไม่ว่าจะในขั้นตอนอบรมพนักงาน หรือแม้แต่คำแนะนำอื่น ๆ ให้องค์กรของคุณสามารถรับมือกับทุกปัญหาได้อย่างมืออาชีพ และถ้าไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลจากไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะเป็นหัวข้อเล็กหรือใหญ่ ที่นี่มีครบ </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="พนักงานดูหนังโป๊ในออฟฟิศ HR ควรรับมืออย่างไร? 100" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/yuksse7x" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/yuksse7x</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/yc6hrd8a" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/yc6hrd8a</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/ms6tjw35" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/ms6tjw35</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/579cjrb6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/579cjrb6</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/yes9pmwt" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/yes9pmwt</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-pornography-240221/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Amazon บริษัทที่กล้าลงทุน L&#038;D กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/amazon-landd-240219/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/amazon-landd-240219/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Feb 2024 03:42:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[L&D]]></category>
		<category><![CDATA[Amazon]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37504</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Amazon คือบริษัท E-Commerce ระดับโลก ที่มีเจ้าของคือ Jeff Bezos อดีตมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ที่มีทรัพย์สินกว่า 114,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แอมะซอนโดดเด่นเรื่องการพัฒนาคนมาก และถือเป็นแนวทางที่หลายองค์กรใช้เป็นแบบอย่าง Amazon ลงทุนเรื่องการทำ L&#38;D เป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งทำให้พวกเขาคว้ารางวัล Best Workplace to Grow Your Career จาก LinkedIn 3 ปีซ้อน Amazon มองว่าแม้โลกในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงเร็วจนมีอัตราลาออก (Resignation) สูง แต่คนยุคนี้ก็มีความอยากเก่งอยู่ในตัวมากเช่นกัน จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อการ Upskills ที่สุด Amazon มองว่าการยกระดับพนักงานไม่ได้หมายถึงการเลื่อนตำแหน่งในแนวตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงการที่พนักงานรู้ตัวว่าตนทำได้หลายอย่างมากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงก็ตาม การทำให้คนมองเห็น Career Path ชัดเจน เป็นเรื่องที่องค์กรในปัจจุบันต้องทำ HR ต้องหาความรู้ตลอดว่ามีหลักสูตรใดที่เป็นประโยชน์หรือไม่ และมีตัวช่วยไหนบ้างที่จะทำให้คนของเราไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเรียนรู้จากบริษัทระดับโลกที่ลองผิดลองถูกมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ การศึกษาวิธีทำงานของคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคือแนวทางที่องค์กรสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานของตนได้ดีกว่าการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่เองตั้งแต่แรก เรื่องที่เห็นว่าบริษัทชั้นนำทำไม่สำเร็จ เราก็สามารถนำมาเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่มี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Amazon คือบริษัท E-Commerce ระดับโลก ที่มีเจ้าของคือ Jeff Bezos อดีตมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ที่มีทรัพย์สินกว่า 114,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แอมะซอนโดดเด่นเรื่องการพัฒนาคนมาก และถือเป็นแนวทางที่หลายองค์กรใช้เป็นแบบอย่าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Amazon ลงทุนเรื่องการทำ L&amp;D เป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งทำให้พวกเขาคว้ารางวัล </span><a href="https://www.aboutamazon.com/news/workplace/linkedin-names-amazon-top-us-company-2023#:~:text=For%20the%20third%20straight%20year,help%20professionals%20identify%20the%20best" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Best Workplace to Grow Your Career</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก LinkedIn 3 ปีซ้อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Amazon มองว่าแม้โลกในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงเร็วจนมีอัตราลาออก (Resignation) สูง แต่คนยุคนี้ก็มีความอยากเก่งอยู่ในตัวมากเช่นกัน จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อการ Upskills ที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Amazon มองว่าการยกระดับพนักงานไม่ได้หมายถึงการเลื่อนตำแหน่งในแนวตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงการที่พนักงานรู้ตัวว่าตนทำได้หลายอย่างมากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การทำให้คนมองเห็น Career Path ชัดเจน เป็นเรื่องที่องค์กรในปัจจุบันต้องทำ HR ต้องหาความรู้ตลอดว่ามีหลักสูตรใดที่เป็นประโยชน์หรือไม่ และมีตัวช่วยไหนบ้างที่จะทำให้คนของเราไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46156" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Amazon-บริษัทที่กล้าลงทุน-LD-กว่าหมื่นล้านดอลลาร์-เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น.webp" alt="Amazon บริษัทที่กล้าลงทุน L&amp;D กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น" width="600" height="370" title="Amazon บริษัทที่กล้าลงทุน L&amp;D กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น 104" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Amazon-บริษัทที่กล้าลงทุน-LD-กว่าหมื่นล้านดอลลาร์-เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Amazon-บริษัทที่กล้าลงทุน-LD-กว่าหมื่นล้านดอลลาร์-เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเรียนรู้จากบริษัทระดับโลกที่ลองผิดลองถูกมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ การศึกษาวิธีทำงานของคนที่มีประสบการณ์มากกว่าคือแนวทางที่องค์กรสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานของตนได้ดีกว่าการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่เองตั้งแต่แรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่เห็นว่าบริษัทชั้นนำทำไม่สำเร็จ เราก็สามารถนำมาเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่มี และดูว่าหากเราก้าวเดินบนเส้นทางนั้นจะเจอปัญหาซ้ำรอยแบบเดียวกันไหม หรือหากเรามีทรัพยากรที่ดีกว่า เราก็จะสามารถเดินบนทิศทางที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น นี่คือประโยชน์ของการมีข้อมูล (Data) ในมือ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ กลยุทธ์ขององค์กรก็จะรัดกุมมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโอกาสนี้ เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทางพัฒนาคนของ </span><a href="https://www.amazon.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>Amazon</b></a><span style="font-weight: 400;"> บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเจ้าของรางวัล </span><a href="https://www.aboutamazon.com/news/workplace/linkedin-names-amazon-top-us-company-2023#:~:text=For%20the%20third%20straight%20year,help%20professionals%20identify%20the%20best" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Best Workplace to Grow Your Career</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก LinkedIn 3 ปีซ้อน เพื่อหาคำตอบว่าพวกเขาทำอย่างไรให้พนักงานเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ และปรัชญาเรื่องคนของแอมะซอนมีภาพรวมที่น่าสนใจอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>บริษัทระดับโลกแอมะซอน (Amazon) มองเรื่องการทำ L&amp;D ของพนักงานอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทั่วไปอาจเห็น Amazon ในฐานะบริษัท E-Commerce ชื่อดังระดับโลกที่โดดเด่นในเรื่องของการเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) จนสร้างยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทในปี 2023 แต่รู้ไหมว่า เบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขาก็คือการวางรากฐานองค์กรให้แข็งแรงด้วยการพัฒนาคน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190423-human-resource-development/"><span style="font-weight: 400;">Human Development</span></a><span style="font-weight: 400;">) เพราะแอมะซอนมองว่าหากพนักงานของตนปรับตัวไม่ทันโลก ก็คงไม่มีทางตอบสนองความต้องการของคนที่หลากหลายได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Ardine Williams ซึ่งเป็นรองประธานแผนก Workforce Development กล่าวกับ </span><a href="https://stradaeducation.org/podcast/episode-6-ardine-williams/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Lessons Earnes Podcast</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ในฐานะของผู้ประกอบการ สิ่งที่เราต้องนึกถึงเสมอก็คือมีทักษะ, ความรู้ และความสามารถใดบ้างที่จำเป็นต่อการทำงานในวันนี้และอนาคต การหาคำตอบว่าพนักงานมีความพร้อมหรือไม่จะช่วยให้พนักงานไม่ตกกระแส (Stay Current)”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีคิดดังกล่าวทำให้แอมะซอนมองว่าแค่การอบรมพนักงานแบบดั้งเดิม (Traditional Training) ที่เราพบเห็นได้ตามองค์กรทั่วไปนั้นไม่เพียงพอ HR ต้องช่วยให้พนักงานพร้อมสำหรับการทำงานในระยะยาว (Long-term success) โดยที่การเรียนรู้และพัฒนา (Learning &amp; Development) แต่ละครั้ง ต้องช่วยให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า และสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้พร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><a href="https://www.amazon.jobs/en/teams/learning-development" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Amazon Job</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ทีมที่กำกับดูแลเรื่อง L&amp;D นั้น มีหน้าที่ออกแบบและทำให้หลักสูตรขององค์กร</span></i><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190510-career-development/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=text"><i><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนการเติบโตของพนักงาน</span></i></a><i><span style="font-weight: 400;">ให้เป็นไปตาม </span></i><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=text"><i><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></i></a><i><span style="font-weight: 400;"> โดยความรู้ที่ได้รับจะต้องสร้างความแตกต่างให้กับตัวพนักงานและลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม”</span></i><span style="font-weight: 400;"> อนึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ชีวิตประจำวัน (day-to-day) ของบุคลากรมีคุณภาพกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นว่ามิติเรื่องการพัฒนาคนของ Amazon นั้นหลากหลายมาก เช่นมีการจัดตั้งหน่วยงาน Amazon Career Choice, Technical Academy, Machine Learning University ซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นหัวข้อที่โลกการทำงานและโลกธุรกิจในปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดย Amazon จะจัดเตรียมหลักสูตรที่แข็งแรง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมของการเรียนแบบไม่รู้จบ (Continuous Learning) ไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><a href="https://www.aboutamazon.com/workplace/upskilling-commitments" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Amazon</span></a><span style="font-weight: 400;"> ต้องการให้กระบวนการเรียนรู้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งบริหารหรือเป็นเพียงพนักงานระดับเริ่มต้น โดยแอมะซอนใช้เงินมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทเพื่อวางโครงสร้างตรงนี้กับบุคลากร นับเฉพาะในสหรัฐอเมริกาก็มีมากถึงราว 300,000 คน ภายใต้แนวคิดว่าใครก็ตามที่ต้องการพัฒนาตัวเอง แอมะซอนจะมีเรื่องราวให้พวกเขาเรียนรู้แน่ ๆ ไม่มากก็น้อย (Something for everyone)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปคือแม้ Amazon จะเป็นบริษัทที่ได้รับความนิยมในระดับโลก และมีผลงานเชิงประจักษ์ แต่แอมะซอน ก็ไม่คิดที่จะหยุดนิ่ง กลับกันพวกเขาต้องการรักษามาตรฐานเดิมและต่อยอดไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ ซึ่งกระบวนการตรงส่วนนี้ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการลงทุนกับบุคลากร (Human Investment) ที่ถือเป็นสินทรัพย์ (Asset) อันมีค่าที่สุดขององค์กร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190620-model-70-20-10/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37506" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/employee.png" alt="70:20:10 สูตรเพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยโมเดลการเรียนรู้และพัฒนาคน " width="600" height="370" title="Amazon บริษัทที่กล้าลงทุน L&amp;D กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น 105" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/employee.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/employee-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190620-model-70-20-10/"><span style="font-weight: 400;">70:20:10 สูตรเพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยโมเดลการเรียนรู้และพัฒนาคน </span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บริษัทระดับโลกแอมะซอน (Amazon) มีกระบวนการยกระดับพนักงาน (Employee Development) อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Amazon มีกลยุทธ์เรื่องการทำ</span><a href="https://th.hrnote.asia/expert-content/211101-learning-development-post-covid-19-hr-challenges-2022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=text"><span style="font-weight: 400;"> L&amp;D ภายในองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">หลากหลายมาก แต่ประเด็นสำคัญก็คือการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยเราสามารถยกตัวอย่างกระบวนการพัฒนาที่โดดเด่นได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>Amazon Technical University </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างวิศวกรด้านซอฟต์แวร์ที่มีฝีมือ โดยเนื้อหา 95% ที่สอน คือสิ่งที่สามารถนำไปใช้กับการทำงานวิศวกรภายในบริษัทแอมะซอนได้เลย นอกจากนี้วิธีการสอนที่เลือกใช้ ก็เป็นรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะมีพื้นฐานความรู้แบบไหนมาก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span><a href="https://www.aboutamazon.com/news/workplace/skills-today-for-tomorrows-jobs" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Ashley Rajagopal</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็น Program Manager กล่าวว่า Amazon Technical University จะช่วยอุดช่องว่างของการขาดแคลนวิศวกร ที่เป็นปัญหาหลักอีกอย่างหนึ่งของโลกธุรกิจปัจจุบัน อนึ่งวิธีการเรียนรู้ที่ Amazon ใช้ คือการเลือกหลักสูตรที่ทำให้พนักงานได้ลงมือทำด้วยตัวเอง และสอนโดยอ้างอิงกับความถนัดผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (Project Based Learning)</span></p>
<h3><b>Amazon Surge2IT</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือโครงการที่ช่วยยกระดับพนักงานไอทีขั้นเริ่มต้น (Entry-Level) ให้มีทักษะเพียงพอกับการทำงานในระดับที่สูงขึ้นและมีค่าตอบแทนมากขึ้น (higher-paying) ผ่านหลักสูตรเรียนรู้ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย</span></p>
<p><b><i>หัวข้ออบรมที่มีในโครงการนี้ได้แก่</i></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การใช้เครือข่าย, อุปกรณ์, เครื่องมือ และเทคโนโลยีของแอมะซอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วิธีใข้ระบบไอทีเพื่อดูแลลูกค้า (Customer Service)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทักษะพื้นฐานในการทำ Project Management</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โครงสร้างพื้นฐานในการทำงาน (Infrastructure)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้ยังช่วยยกระดับพนักงานให้มีความเป็นผู้นำและสามารถร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับหัวข้อเหล่านี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การสร้างความสัมพันธ์แบบมืออาชีพมือ (Professional Relationship)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การหาคนสอน (Mentor) ที่เหมาะสมและมีฝีมือ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การสอนผู้อื่น (Coaching People) ให้ดี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเขียนเรซูเม่และการเขียน Job Description </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์งานให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้ใช้เวลาเรียนรู้ทั้งหมด 40 ชั่วโมง พนักงานสามารถจัดเวลาของตัวเองได้เลย แต่ควรสำเร็จหลักสูตรภายในหนึ่งปี</span></p>
<h3><b>Amazon Machine Learning University (MLU)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือโครงการที่เน้นหาพนักงานที่มีทักษะพื้นฐานอยู่แล้วให้มีความเข้าใจในเรื่องของ Machine Learning มากขึ้น เพราะทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของแอมะซอน องค์กรจะไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้เลยหากปราศจากความรู้ด้านนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Bree Al-Rachid ผู้จัดการของ MLU มองว่าหลักสูตรทั้งหมดคือการลงทุนเพื่อให้บุคลากรของบริษัทรู้เท่าทันเทคโนโลยี คนที่ก้าวไปข้างหน้าได้ก่อนเท่านั้นที่จะมีความได้เปรียบ (Competitive Advantage) โดยหลักสูตร MLU นี้ใช้เวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ และเรียนเพียงสัปดาห์ละครึ่ง &#8211; หนึ่งวันเท่านั้น </span></p>
<p><b><i>จุดเด่นของ MLU ประกอบด้วย</i></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน Amazon เรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงพนักงานที่ลาออกไปแล้วด้วย (Alumni)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สามารถเรียนได้บนแพลตฟอร์มส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องไปที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องกลัวว่าหลักสูตรที่เรียนไปจะเสียเวลา เพราะเป็นการออกแบบให้เหมาะกับการทำงานของ Amazon จริง ๆ จึงเกิดประโยชน์อย่างชัดเจน</span></li>
</ul>
<h3><b>Amazon Career Choice</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรทั่วไปจะคิดว่าการพัฒนาบุคลากรคือการพัฒนาคนให้เก่งพอสำหรับเป้าหมายที่วางไว้ภายใน แต่องค์กรในอนาคตจะพัฒนาพนักงานเพื่อสร้างคนเก่งสู่ท้องตลาด เพื่อทำให้กลุ่มธุรกิจที่ทำอยู่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยองค์กรที่ใช้แนวทางนี้เหมือนกันก็เช่น </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/kayac-220513/"><span style="font-weight: 400;">Kayac</span></a><span style="font-weight: 400;"> ครีเอทีฟเอเจนซี่สัญชาติญี่ปุ่น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Darcie Henry รองประธานด้านการพัฒนาบุคลากรระดับนานาชาติ (Global) กล่าวว่าโครงการ Career Choice จะทำให้พนักงานได้เข้าถึงทักษะในระดับที่สูงขึ้น ทำให้พนักงานกล้าฝันถึงโลกที่อยู่เหนือกว่าแอมะซอน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกเน้นย้ำใน Amazon </span><a href="https://www.aboutamazon.com/news/workplace/a-new-workplace-study-highlights-the-importance-of-amazons-career-opportunity-and-skills-development-programs" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Workplace</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่า Amazon มีสิ่งที่เรียกว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/plus-summary-231030/"><span style="font-weight: 400;">Career Mobility</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้วัฒนธรรมองค์กรของแอมะซอนโดดเด่นกว่าที่อื่น เพราะสนับสนุนให้พนักงานได้ทดลองทุกอย่างที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานในสายใดก็แล้วแต่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่นี่จะรู้ว่าการเติบโตในอาชีพการงานไม่ได้หมายถึงการเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น แต่หมายถึงการที่เรากลายเป็นคนเก่งขึ้นในทางใดทางหนึ่ง เช่นการมีทักษะใหม่ ๆ การได้ลองทำงานใหม่ ๆ การได้บริหารทีมใหม่ ๆ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการ Amazon Career Choice จะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้กับพนักงานเพื่อเรียนใน 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรื่องสุขภาพ (Healthcare)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านบริหารธุรกิจ (Administration and Business)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านงานช่าง (Mechanical)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านการเดินทางขนส่ง (Transportation)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทาง Amazon ได้ร่วมมือกับสถานศึกษากว่า 200 แห่ง และผู้ที่เรียนจบก็จะได้รับใบรับรอง (Certificate) โดยใช้เวลาเรียนไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ โดยสถิติในปี 2023 ของแอมะซอนระบุว่ามีบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการนี้ราว 80,000 คน</span></p>
<h2><b>บริษัทระดับโลกแอมะซอน (Amazon) ออกแบบกลยุทธ์ด้านการพัฒนาคนด้วยแนวคิดอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราย้ำเสมอว่าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว องค์กรที่อยู่นิ่งจะถูกคู่แข่งแซงโดยไม่ทันตั้งตัว และ Amazon ในฐานะองค์กรระดับต้น ๆ ของโลกก็จะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดูแลพนักงานให้ยอดเยี่ยมนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แถมยังสร้างภาพลักษณ์ให้ดึงดูดคนเก่งได้ด้วย เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถระบุแนวคิดของแอมะซอนในการทำ L&amp;D เป็น 5 หัวข้อ ดังนี้</span></p>
<h3><b>Amazon ตระหนักว่าโลกหลังโควิด-19 (Post Pandemic) ทำให้คนมีความต้องการที่ต่างออกไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แอมะซอนได้ร่วมกับ </span><a href="http://workplaceintelligence.com/upskilling-study/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Workplace Intelligence</span></a><span style="font-weight: 400;"> และได้ผลลัพธ์เป็นสถิติที่น่าสนใจดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 78% รู้สึกว่าตนมีทักษะไม่เพียงพอ ในการยกระดับอาชีพการงานให้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 71% มองว่าตนเข้าไม่ถึงการเรียน หรือการอบรมที่ทำให้ตนเก่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 58% มองว่าทักษะที่ตนมีก่อนช่วงโควิด-19 จะใช้งานไม่ได้อีกต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงาน 70% มองว่าคนขาดการเตรียมตัว (Unprepared) สำหรับอนาคต</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามแม้จะมีความกังวลในระดับที่สูง แต่พนักงานเหล่านี้ก็มีแรงจูงใจ (Motivation) ที่สูงควบคู่มาด้วยเช่นกัน ผลสำรวจบอกว่าพนักงาน 89% ยินดีมากที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในปัจจุบัน (Top Priority)</span></p>
<h3><b>Amazon มองว่าการสร้างพนักงานให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เป็นประโยชน์กว่าการว่าจ้างพนักงานจากภายนอก (External Recruitment)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การว่าจ้างคนเก่งจะภายนอกจะเป็นเรื่องสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การสร้างพนักงานเดิมให้มีศักยภาพเพียงพอก็เป็นเรื่องที่ต้องทำเช่นกัน เพราะจะทำให้พนักงานมีทักษะแบบเอนกประสงค์ และธุรกิจก็จะคล่องตัวยิ่งขึ้น (Versatile Workforce)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Amazon </span><a href="https://www.nytimes.com/2019/07/11/technology/amazon-workers-retraining-automation.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าว</span></a><span style="font-weight: 400;">กับ New York Times ว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความท้าทายมาก แต่องค์กรก็ต้องทำให้ได้เพราะโลกในตอนนี้เป็น Fast-Changing Technology World รากฐานที่สำคัญอย่างพนักงานถือเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<h3><b>Amazon ตระหนักว่าปัจจุบันเป็นยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือแก่น (Core Value) ที่ต้องรักษาไว้จนถึงอนาคต </span><span style="font-weight: 400;">โดยมีสถิติที่น่าสนใจระบุว่าคน Gen Z ถึง 74% ยินดีออกจากงานแม้จะผ่านไปเพียงปีเดียว หากมองว่าการอยู่กับองค์กรไม่ทำให้ตนเก่งขึ้น ดังนั้นสวัสดิการด้านการศึกษา (Learning Benefit) จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และถือเป็นตัวแปรสำคัญที่มีส่วนในการตัดสินใจของผู้สมัครนับจากนี้</span></p>
<h3><b>Amazon ตระหนักว่า ธุรกิจจะเติบโตขึ้นหากพนักงานมีทักษะมากขึ้น ทั้งในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับองค์กร และเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตัวพวกเขาเองโดยเฉพาะ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Ardine Williams รองประธานด้านการพัฒนาบุคลาดร (Workforce Development) กล่าวว่าโครงการอย่าง Career Choice จะทำให้พนักงานก้าวไปเป็นคนเก่งทั้งกับโลกการทำงานและกับโลกธุรกิจ โดยทางแอมะซอนในฐานะขององค์กรเอกชนระดับโลกนั้น จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การให้เงินเดือนที่เหมาะสม </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การให้สวัสดิการที่เป็นธรรม ครอบคลุมเรื่อง สุขภาพกาย สุขภาพใจ ครอบครัว </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้เวลาให้คุ้มค่า คือพนักงานต้องมีทักษะมากขึ้นควบคู่ไปกับประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นด้วย</span></li>
</ul>
<h3><b>Amazon ตระหนักว่าองค์กรที่ดีต้องเปิดโอกาสให้พนักงานเติบโต (Growth Opportunity)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าโลกจะหมุนไปทางไหน เราก็จะเห็นคนของ Amazon อยู่ที่นั่นเสมอ พวกเขาเชื่อมั่นว่ารูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีวิธีสื่อสารใดที่ได้ผลแบบ 100% ดังนั้น Amazon จะมีทั้งการเรียนรู้แบบตามใจ กำหนดเวลาได้เอง, การเรียนรู้แบบทดลองปฏิบัติจริง, การเรียนรู้แบบเวิร์คช็อปที่ยกห้องเรียนมาถึงออฟฟิศ เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Amazon ยังผนวกการเรียนรู้เหล่านี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ทำให้คนรู้สึกว่าการศึกษาเพิ่มเติมทำให้พวกเขาเสียโอกาสในการสร้างผลงานตามครรลองปกติ กระบวนการ L&amp;D ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสบายใจ จึงเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้คนของแอมะซอน (Amazonian) เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และโดดเด่นกว่าคนจากที่อื่น</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ของ Amazon เน้นย้ำไปที่การวางแผนแบบครอบคลุม ตั้งแต่ระดับสูงที่สุด มาจนถึงระดับล่างสุด ทุกคนตระหนักร่วมเสมอว่าการทำงานของแต่ละคนจะสามารถส่งเสริมคนอื่นตลอดเวลา และท้ายสุดจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ใหญ่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับ L&amp;D จะทำให้พนักงานมั่นใจตัวเอง ขึ้น เพราะรู้ว่าตนมีทักษะที่เพียงพอกับอนาคต รู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์กับองค์กร และสามารถต่อยอดตามเป้าหมายของชีวิตส่วนบุคคลได้ บริบทเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้เกิดแนวคิดนวัตกรรมอย่างเข้มข้นแล้ว ยังช่วยลดอัตราลาออก (Increase Retention Rate) ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยคำพูดจากคุณ Eric Adams รองประธานฝ่าย Talent Management ที่ระบุว่าการดึงดูดคนเก่งและรักษาพนักงานเดิมคือแก่นในการบริหารคนของ Amazon การยกระดับคนทำงาน และการทำให้บุคลากรมีความยืดหยุ่น สามารถสลับตำแหน่งกันได้ (Mobility) ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ถ้ามีก็ดี‘ (Nice to have) แต่เป็นสิ่งที่ ‘ต้องมี’ (Must Have) เพราะยิ่งพนักงานมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในอาชีพ พวกเขาก็จะอยากฝากอนาคตไว้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้แบบนี้แล้ว ได้เวลาปรับ L&amp;D ขององค์กร เพื่อก้าวไปเป็น Future-Ready Organization แบบเต็มตัวแล้วล่ะ !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Amazon บริษัทที่กล้าลงทุน L&amp;D กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พนักงานเก่งขึ้น 106"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/yr9axusz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/yr9axusz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/2acsryjc" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/2acsryjc</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/hfvuhcbv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/hfvuhcbv</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/amazon-landd-240219/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์ยุคใหม่ที่ช่วยรักษาพนักงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Feb 2024 09:35:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Flexible Benefit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37426</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก สวัสดิการแบบเหมารวมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป องค์กรต้องปรับมาทำสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เพื่อให้พนักงานได้เลือกสิ่งตอบแทนที่ต้องการที่สุด สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) จะช่วยให้องค์กรควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น, ตอบสนองความต้องการของบุคลากรทุกวัย โดยมีรายงานระบุว่าสวัสดิการแบบนี้จะช่วยลดอัตราการลาออกได้ถึง 78% การคิดสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) ควรเริ่มต้นจากการศึกษางบประมาณในภาพรวม เพราะสวัสดิการไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยสร้างความพึงพอใจให้พนักงาน แต่องค์กรยังต้องการเงินสำหรับกระบวนการทำงานด้านอื่นด้วย สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เป็นสิ่งที่พนักงานควรได้ ไม่ต่างจากสวัสดิการแบบทั่วไป องค์กรไม่มีสิทธิ์ลดเงินเดือนเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการส่วนนี้ สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) มักครอบคลุมเรื่องของค่ารักษาพยาบาล, การเดินทาง, การศึกษา, ประกันชีวิต, สวัสดิการครอบครัว, ค่าอาหาร เป็นต้น เมื่อพูดถึงสวัสดิการพนักงาน องค์กรทั่วโลกพยายามให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานได้แล้ว ยังถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยรักษาพนักงานไว้กับองค์กร อย่างไรก็ตามการสรรหาสวัสดิการที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องเข้าใจพนักงานอย่างละเอียด แถมยังต้องมีความมั่นคงทางงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าการตอบแทนพนักงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง จนรบกวนแผนงานในส่วนอื่น ๆ โดยแนวคิดเหล่านี้นำไปสู่การคิดค้น สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) ที่จะช่วยให้พนักงานพึงพอใจ ซึ่ง Global Benefits Attitudes [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก สวัสดิการแบบเหมารวมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป องค์กรต้องปรับมาทำสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เพื่อให้พนักงานได้เลือกสิ่งตอบแทนที่ต้องการที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) จะช่วยให้องค์กรควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น, ตอบสนองความต้องการของบุคลากรทุกวัย โดยมีรายงานระบุว่าสวัสดิการแบบนี้จะช่วยลดอัตราการลาออกได้ถึง 78%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การคิดสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) ควรเริ่มต้นจากการศึกษางบประมาณในภาพรวม เพราะสวัสดิการไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยสร้างความพึงพอใจให้พนักงาน แต่องค์กรยังต้องการเงินสำหรับกระบวนการทำงานด้านอื่นด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เป็นสิ่งที่พนักงานควรได้ ไม่ต่างจากสวัสดิการแบบทั่วไป องค์กรไม่มีสิทธิ์ลดเงินเดือนเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการส่วนนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) มักครอบคลุมเรื่องของค่ารักษาพยาบาล, การเดินทาง, การศึกษา, ประกันชีวิต, สวัสดิการครอบครัว, ค่าอาหาร เป็นต้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48011" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T130438.757.webp" alt="Flexible Benefit" width="600" height="370" title="สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์ยุคใหม่ที่ช่วยรักษาพนักงาน 110" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T130438.757.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T130438.757-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงสวัสดิการพนักงาน องค์กรทั่วโลกพยายามให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานได้แล้ว ยังถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยรักษาพนักงานไว้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการสรรหาสวัสดิการที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องเข้าใจพนักงานอย่างละเอียด แถมยังต้องมีความมั่นคงทางงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าการตอบแทนพนักงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง จนรบกวนแผนงานในส่วนอื่น ๆ โดยแนวคิดเหล่านี้นำไปสู่การคิดค้น </span><b>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่จะช่วยให้พนักงานพึงพอใจ ซึ่ง </span><a href="https://www.wtwco.com/en-CH/Insights/trending-topics/global-benefits-attitudes-survey-2022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Global Benefits Attitudes Survey</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าสวัสดิการแบบนี้ช่วยลดอัตราการลาออกได้ถึง 78%</span></p>
<p><b>Flexible Benefit</b><span style="font-weight: 400;"> คืออะไร สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร หาคำตอบพร้อมกันได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) คืออะไร ?</b></h2>
<p><b>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit)</b><span style="font-weight: 400;"> คือ สิ่งตอบแทนพนักงาน ที่องค์กรเป็นผู้ช่วยให้พนักงานจ่ายเงินค่าบริการถูกลงหรือไม่เสียเงินเลย สามารถเป็นสวัสดิการในด้านใดก็ได้ เช่นด้านสุขภาพ, ด้านการทำกิจกรรม, ด้านการเรียนรู้ หรือด้านอื่น ๆ แล้วแต่ความสะดวกใจขององค์กร แนวคิดหลักของเรื่องนี้คือความเชื่อว่าสวัสดิการแบบเหมารวม (One-Size-Fits-All) ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้อีกต่อไปในปัจจุบัน และสวัสดิการแบบยืดหยุ่น จะเข้ามาช่วยแบกรับความแตกต่างของพนักงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่นจะกำหนดให้พนักงานเลือกสวัสดิการที่ตนอยากได้ ภายใต้งบประมาณรายบุคคลที่กำหนด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานในองค์กรมีความหมายยิ่งขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนที่ตรงกับความต้องการจริง ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาเราอาจได้สวัสดิการจากองค์กร แต่เป็นสวัสดิการที่ไม่เคยคิดจะใช้งานเลย เช่น บางคนได้สิทธิ์ใช้โรงยิมในละแวกออฟฟิศฟรี แต่ก็มีฟิตเนสที่เป็นสมาชิกเองอยู่แล้ว หรือบางคนก็ได้รับหลักสูตรอบรมฟรี แต่ก็ดันไปซ้ำกับเรื่องที่ลงทะเบียนไว้เองแล้ว เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน หากพนักงานรุ่นใหม่สามารถแลกสวัสดิการบางอย่างกับวันลาได้, สามารถเอางบประมาณเพิ่มเติมไปเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ หรือพนักงานที่มีครอบครัว สามารถขอสวัสดิการด้านทุนการศึกษาเพื่อบุตรหลานได้ เราก็จะได้พนักงานที่จงรักภักดี (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220729-loyalty-tips/"><span style="font-weight: 400;">Loyal Employee</span></a><span style="font-weight: 400;">) แก้ปัญหาเรื่อง </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><span style="font-weight: 400;">Retention</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h2><b>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เริ่มต้นตอนไหน ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่นในอดีตนั้น มักรู้จักในชื่อของ Cafeteria Benefit มีจุดเริ่มต้นราวปี ค.ศ.1978 เมื่อคุณ Thomas Ellsworth Wood ในฐานะประธานของ International Foundation of Employee Benefit และทำงานอยู่ที่ Hewitt Associates บริษัท Global Human Resources Consulting Firm สัญชาติอเมริกันที่ปัจจุบันควบรวมกับ Aon จนถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านคนระดับโลก โดยเขาได้สังเกตโลกการทำงานในขณะนั้น และเกิดแนวคิดว่า ‘สวัสดิการแบบเดียว (One Benefit Program) ตอบโจทย์คนไม่ได้อีกแล้ว’ เพราะโลกมีความซับซ้อนและเป็นสากลมากขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดของ Thomas Wood คือการสร้างโครงข่ายที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดภัย (Safety Net) ซึ่ง Employee Benefit Research Institute กล่าวว่าแนวทางปฏิบัติของเขาคือการใส่ใจด้านปัญทางการเงิน (Financial) อันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น, ความพิการ หรือการเสียชีวิต ตลอดจนความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและอื่น ๆ ที่จำเป็น ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นตามช่วงเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่นได้เข้ามาลดปัญหาเรื่องการ ‘รีบใช้ให้คุ้ม ถ้าไม่อยากเสียสิทธิ์ฟรี‘ (Use it or Use it) และการให้พนักงานมีส่วนร่วม ก็สามารถเพิ่ม Engagement Rate ได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2><b>ข้อดีของสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับองค์กรที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรปรับสวัสดิการขององค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่ เราขอพูดถึงประโยชน์ของ Flexible Benefit ดังนี้</span></p>
<h3><b>ช่วยรักษาพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนล้วนอยากมีสิทธิ์มีเสียงในองค์กร รู้สึกว่าตนเป็นผู้ตามตลอดเวลา การได้เลือกสวัสดิการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพอพนักงานได้รับสวัสดิการที่ต้องการจริง ๆ พวกเขาก็จะมีความพึงพอใจมากขึ้น (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190724-employee-satifaction/"><span style="font-weight: 400;">Improve Satisfaction Rate</span></a><span style="font-weight: 400;">) ซึ่งท้ายสุดแล้ว เมื่อองค์กรมีอัตราการรักษาพนักงานที่สูง เราก็จะมีงบประมาณมากขึ้นในการยกระดับสวัสดิการให้เข้มข้นกว่าเดิมต่อไป ต่างจากองค์กรที่มีพนักงานลาออกตลอดเวลา ที่ต้องใช้งบประมาณในการหาคนใหม่ตลอดเวลา</span></p>
<h3><b>ช่วยให้เราดึงดูดคนเก่งง่ายกว่าเดิม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการที่น่าสนใจจะกลายเป็นคำแนะนำแบบปากต่อปาก (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/221230-word-of-mouth-hiring/"><span style="font-weight: 400;">Word of Mouth</span></a><span style="font-weight: 400;">) ให้คนอยากมาร่วมงานกับเรามากขึ้น การมีผู้สมัคร (Candidate) มากขึ้นก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีโอกาสพิจารณาเลือกคนที่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรจริง ๆ ไม่ได้วัดเพียงแค่คนที่มีฝีมือเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้คนที่เหมาะสมรอบด้านแบบนี้ จะช่วยให้องค์กรสร้างสรรค์ผลงานได้ดีกว่า องค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องการดูแลพนักงานนั้นจะทำให้พนักงานโฟกัสไปในทิศทางเดียวกัน ไม่วอกแวก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม</span></p>
<h3><b>ช่วยให้องค์กรไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมาการให้สวัสดิการแบบเหมารวมนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในองค์กรทั่วโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการให้สวัสดิการแบบเหมารวมนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ เพราะมีหลายครั้งที่สวัสดิการไม่ตรงโจทย์ ทั้งที่งบประมาณดังกล่าวสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในแง่อื่นได้อีกมาก ดังนั้นสวัสดิการแบบยืดหยุ่นจะทำให้เรารู้ว่างบประมาณด้านสวัสดิการจะมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่เท่าไหร่ จึงสามารถวางแผนงบประมาณในส่วนอื่นได้เลย</span></p>
<h3><b>HR และผู้บริหารไม่ต้องเสียเวลาคาดเดา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นการหวังดี แต่ ปฎิเสธไม่ได้ว่าสวัสดิการแบบเหมารวมนั้น ไม่มีทางสร้างความพึงพอใจให้กับทุกคนเหมือน ๆ กัน ยิ่งเมื่ออยู่ในโลกที่คนพร้อมแสดงความคิดเห็นออกมาอยู่ตลอดเวลา การคาดเดาที่ผิดพลาด หรือทำให้พนักงานเห็นว่าไม่มีสวัสดิการองค์กรใดที่ทำให้พวกเขารู้สึกถึงการตอบแทนที่คุ้มค่าเลย ก็จะยิ่งกระตุ้นให้พนักงานรู้สึกหมดไฟ และอยากออกไปหาที่ ๆ เหมาะกับตนเองมากกว่า เราจึงควรตัดปัญหาตรงนี้ และนำอำนาจตัดสินใจไปอยู่ในมือของพนักงานโดยตรงดีกว่า</span></p>
<h2><b>ข้อเสียของสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบยืดหยุ่นมีข้อที่ควรระวังอยู่เหมือนกัน และ HR ควรมีข้อมูลให้รอบด้านเพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยเราสามารถอธิบายข้อเสียของ Flexible Benefit ได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>HR ต้องบริหารเวลามากขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้สวัสดิการแบบยืดหยุ่นจำเป็นต้องมาพร้อมกับกรอบเวลาในการเลือก และกรอบเวลาในการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม มิฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะกลายเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับ HR นอกจากนี้สวัสดิการที่พนักงานเลือกเองอาจทำให้ HR กำกับดูแลได้ยากกว่าเดิม กล่าวคือสวัสดิการแบบยืดหยุ่นต้องมาพร้อมกับระบบที่เหมาะสม ในบางองค์กก็มีการแต่งตั้งบุคลากรมาดูแลเรื่อง Flexible Benefit โดยตรง</span></p>
<h3><b>ใช้งบประมาณมากขึ้นกว่าเดิม หากไม่มีการจำกัดวงเงิน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับสวัสดิการแบบเหมารวมนั้น พนักงานที่รู้สึกว่าสวัสดิการขององค์กรไม่ตอบโจทย์ก็จะไม่เลือกใช้ องค์กรก็ไม่ต้องเสียงบประมาณ แต่สวัสดิการที่พนักงานเลือกเอง จะเป็นสวัสดิการที่พวกเขาต้องการ ทุกคนจึงเลือกใช้สวัสดิการแน่ ๆ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายขององค์กร อย่างไรก็ตามเราต้องคิดว่าสวัสดิการเป็นสิ่งตอบแทนที่พนักงานควรจะได้ เราควรมอบให้พวกเขาภายใต้ข้อจำกัดที่เหมาะสม มากกว่าการคิดสวัสดิการที่ ‘แค่ต้องมี‘ โดยไม่คิดถึงการใช้งานจริงเลย</span></p>
<h3><b>หากมีการทำแบบสำรวจกับพนักงานแล้ว องค์กรต้องนำไปปฏิบัติจริง ห้ามละเลยเด็ดขาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องหมั่นทำแบบสำรวจกับพนักงาน เพื่อดูว่าความต้องการของคนในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันไหม หรือมีข้อเรียกร้องอะไรที่เราต้องเข้าไปกำกับดูแลหรือไม่ ในจุดนี้ถ้าเราทำแบบสำรวจและได้ความเห็นของพนักงานมาแล้ว เราก็ควรมีข้อเสนอแนะ หรือข้อมูลตอบกลับไปหาพนักงานด้วยว่าจะนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ไม่ใช่ทำแบบสำรวจเสร็จ แต่ไม่มีสวัสดิการหรือสิ่งที่พนักงานอยากได้ปรากฎออกมาเลย เพราะจะไปลดทอนความเชื่อมั่น จนพนักงานไม่อยากคาดหวังในตัวของ HR อีกต่อไป เราต้องคิดว่าสวัสดิการเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก HR ควรนึกถึงจิตใจของพนักงานตลอดเวลา</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37428" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/1HREX-Cover.png" alt="สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์เอาใจพนักงานปี 2024" width="600" height="370" title="สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์ยุคใหม่ที่ช่วยรักษาพนักงาน 111" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/1HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/1HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/th-employeebenefit-190108/"><span style="font-weight: 400;">Employee Benefit สวัสดิการ เรื่องที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรใส่ใจ </span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>HR มีวิธีคิดสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่าควรจะมีสวัสดิการแบบยืดหยุ่นภายในองค์กร ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยกระบวนการเหล่านี้</span></p>
<h3><b>คำนวณงบประมาณ </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการคำนวณว่าองค์กรมีงบประมาณสำหรับการออกแบบสวัสดิการอยู่เท่าไหร่ และเลือกสวัสดิการในลิสต์ให้อยู่ในงบประมาณนั้น เราไม่จำเป็นต้องงบประมาณที่มากมายจนกระทบโครงสร้างในภาพรวม ให้เริ่มจากการกำหนดสวัสดิการที่สอดคล้องกับคนทุกเพศทุกวัยได้จริงก่อน แล้วค่อยขยับขยายขยายในอนาคต เพราะสิ่งที่สร้างความสุขให้พนักงานไม่ใช่แค่เรื่องของสวัสดิการเท่านั้น องค์กรยังจำเป็นต้องมีงบประมาณสำหรับการทำงานในส่วนอื่นด้วย</span></p>
<h3><b>ทำแบบสำรวจกับพนักงาน </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราทราบงบประมาณแล้ว เราก็ต้องรู้ว่าควรเอาเงินไปลงทุนกับสวัสดิการในส่วนใดก่อน ซึ่งเราสามารถสอบถามจากพนักงานโดยตรง การสื่อสารอย่างต่อเนื่องจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าเราใส่ใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจริง ๆ แม้เราอาจตอบสนองทุกความต้องการไม่ได้ในช่วงต้น แต่การทำแบบสำรวจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราเลือกสวัสดิการที่ตรงโจทย์ที่สุดได้เอง</span></p>
<h3><b>หาหน่วยงานที่สอดคล้องกับความต้องการที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้สวัสดิการที่ต้องการแล้ว HR สามารถหาบริษัทที่ดูแลสวัสดิการแบบที่พนักงานต้องการได้เลย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงบริษัทเดียว แต่ควรพิจารณาจากหลายตัวเลือก เพื่อดูทั้งสไตล์ที่เหมาะสมกับเรา, ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเรา, ผลงานในอดีต เป็นต้น ในที่นี้ต้องเลือกสวัสดิการที่สร้างประโยชน์กับพนักงานได้จริง ไม่ใช่เอาแต่ราคาถูกหรือความสะดวกสบายเข้าว่า</span></p>
<h3><b>จัดอบรมพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้สวัสดิการแบบยืดหยุ่นจะเปิดโอกาสให้พนักงานได้เลือกเอง แต่ทักษะในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่ HR ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน แน่นอนว่าหากพนักงานจะเลือกสวัสดิการเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว องค์กรก็คงไม่มีสิทธิ์ไปห้ามได้ แต่ถ้าเราปลูกฝังเป็นระยะว่าสวัสดิการองค์กรสามารถช่วยยกระดับชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร การเปลี่ยนคนกลุ่มหนึ่งให้เลือกสวัสดิการเพื่อพัฒนาชีวิตมากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและองค์กร ดังนั้นเราต้องถามตัวเองดูว่าพนักงานของเรามีความเข้าใจเรื่องสวัสดิการดีพอไหม รวมถึงพูดคุยกันเองในหมู่ HR ด้วย ว่าสวัสดิการที่มีอยู่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงหรือยัง</span></p>
<h2><b>ตัวอย่างของสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) ในองค์กร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้วสวัสดิการแบบยืดหยุ่นที่มักเป็นตัวเลือกให้พนักงานจะอยู่ในกลุ่มเหล่านี้</span></p>
<h3><b>สวัสดิการสำหรับการออกกำลังกาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งพนักงานมีสุขภาพกายใจดี ก็ยิ่งมีพลังในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าราคาของฟิตเนสในปัจจุบันค่อนข้างสูง หากเราไม่มีสวัสดิการมารองรับตรงนี้ พนักงานก็คงไม่สามารถเข้าถึงได้ และคงดียิ่งขึ้นหากพนักงานมีสิทธิ์เลือกสาขาของยิมได้ด้วยตัวเอง เพราะสามารถเลือกให้อยู่ใกล้กับที่พักของตนมากที่สุด ในที่นี้หากการดูแลค่าฟิตเนสแบบเต็มจำนวนเป็นภาระขององค์กรมากเกินไป ก็สามารถเป็นส่วนลดตามอัตราที่เหมาะสมได้เช่นกัน</span></p>
<h3><b>การแลกสวัสดิการบางส่วนเป็นจำนวนวันลาที่มากขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการนี้ต้องทำภายใต้การพิจารณาจากหัวหน้าทีม ว่าการลางานของพนักงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของทีมในภาพรวม หากพิจารณาแล้วโอเค เราสามารถให้สิทธิ์พนักงานในการซื้อหรือขายวันลาของตนได้เลย เช่นการแลกสวัสดิการบางส่วนกับการมีวันลามากขึ้น หรือการเอาวันลาที่เหลือขายกลับมาให้องค์กรเป็นเงินเพื่อไปใช้จ่ายตามความพอใจส่วนตน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการนี้มีต้นทุนตั้งต้นไม่สูงมาก และตอบโจทย์กับการทำงานในปัจจุบันที่พนักงานหลายคนล้วนมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยากทำ อันเนื่องมาจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา</span></p>
<h3><b>สวัสดิการด้านการศึกษา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) องค์กรต้องหาหลักสูตรอบรมที่น่าสนใจให้พนักงาน จะได้แน่ใจว่าคนของเราสามารถปรับตัวทันยุคสมัย ไม่ล้าหลังจนถูกคู่แข่งแซง แต่การให้ HR เป็นฝ่ายหาข้อมูลอยู่คนเดียวก็อาจไม่ทันการณ์ เราสามารถให้พนักงานเลือกสวัสดิการด้านการเรียนที่เขาสนใจได้เลย แต่ HR ก็สามารถช่วยเลือกว่าหลักสูตรไหนดี หลักสูตรไหนไม่คุ้มค่า ซึ่งหาก HR มีการเก็บสถิติไว้ด้วยก็จะดียิ่งขึ้น ในที่นี้เราสามารถดูแลไปถึงการศึกษาของครอบครัวพนักงานก็ได้ เพราะความเครียดจากปัญหาครอบครัว ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรลดลง</span></p>
<h3><b>สวัสดิการด้านอุปกรณ์ทำงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากเรามีสวัสดิการที่สามารถเลือกเก้าอี้สุขภาพเป็นของตัวเอง, สามารถซื้อคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้น, สามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งโต๊ะทำงานตามใจชอบ ซึ่งหากต่อยอดได้ ก็สามารถรวมถึงอุปกรณ์การทำงานแบบไฮบริด (Work From Home) เพื่อช่วยให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม</span></p>
<h3><b>สวัสดิการด้านการเดินทาง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานแต่ละคนมีวิธีเดินทางแตกต่างกัน คนที่ขับรถก็อยากได้สวัสดิการด้านที่จอดในราคาถูกหรือฟรี คนที่ใช้บริการรถสาธารณะก็อาจต้องการงบประมาณสนับสนุนให้พวกเขาได้ขึ้นรถแท็กซี่ หรือซื้อความสะดวกสบายอย่างอื่นดูบ้าง คนที่ปั่นจักรยานก็อยากได้ค่าดูแลรักษาเพิ่มเติม เป็นต้น</span></p>
<h3><b>สวัสดิการด้านอาหาร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้เลย เช่น คำนวณว่าพนักงานน่าจะใช้เงินสำหรับทานอาหารวันละ 300 บาท เราก็ก็เปลี่ยนเงินตรงนั้นเป็นสวัสดิการให้พนักงานได้เลือกใช้ในแต่ละเดือน โดยอาจเป็นร้านที่อยู่ในเครือ หรือร้านที่ทำสัญญากันไว้ วิธีนี้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของพนักงาน แล้วเมื่อกินอิ่ม รู้สึกอร่อย พนักงานก็จะมีแรงมาทำงานกว่าเดิม</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37429" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREsX-Cover.png" alt="สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์เอาใจพนักงานปี 2024" width="600" height="370" title="สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit) เทรนด์ยุคใหม่ที่ช่วยรักษาพนักงาน 112" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREsX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREsX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์ในการรักษาพนักงานฝีมือเยี่ยมให้อยู่กับองค์กร (Employee Retention Strategy) </span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><b>สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flexible Benefit)</b><span style="font-weight: 400;"> คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์สำคัญว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง ก็คือการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เลือกภายใต้การกำกับดูแลของ HR ที่มีความรู้ความเข้าใจแบบรอบด้าน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเราต้องเน้นย้ำว่าสวัสดิการที่ดีของแต่ละบริษัทนั้นแตกต่างกัน แม้เราจะมีตัวอย่างจากบริษัทชั้นนำระดับโลกมาให้เรียนรู้มากแค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถหยิบยกความสำเร็จของพวกเขามาปฏิบัติตามได้แบบ 100% เพราะไม่มีองค์กรใดที่เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้ว่าสิ่งที่พนักงานต้องการที่สุดคืออะไร และพยายามตอบสนองความต้องการนั้น หรือหาเหตุผลมาอธิบายให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พนักงานต้องการบางอย่างสามารถทำได้ หรือไม่สามารถทำได้เพราะอะไร หากเราอยู่ร่วมกันด้วยความจริงใจ พยายามทำให้เห็นว่าทุกความตั้งใจของบุคลากรมีคุณค่าและเรารู้สึกขอบคุณ ก็รับรองว่าทุกคนจะอยู่ร่วมภายใต้เป้าหมายเดียวกันได้อย่างสันติสุขแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38146 size-full" title="PDCA คืออะไร ? ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="CTA in Content Website With Number.png" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/4vrx3995" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/4vrx3995</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/rva7kkcu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/rva7kkcu</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/3xyfszwj" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/3xyfszwj</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/flexible-benefit-240214/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 Pillars of Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ระด้บโลก Adobe พัฒนาบุคลากรอย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/4-pillars-of-adobe-240201/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/4-pillars-of-adobe-240201/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Feb 2024 04:47:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Adobe]]></category>
		<category><![CDATA[4 Pillars of Adobe]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37145</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Adobe คือบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังระดับโลก โดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร พวกเขาเชื่อว่าคนคือสินทรัพย์ที่สำคัญสุด บริษัทจะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้เลย หากพนักงานไม่รู้สึกว่าตนมีคุณค่าก่อน Adobe บริหารการเรียนรู้ของพนักงานภายใต้แนวคิด Less is More คือองค์กรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามที่พนักงานร้องขอ แต่ต้องเลือกให้ถูกว่าหัวข้อไหนที่จำเป็นกับช่วงเวลานั้น ๆ มากที่สุด เพราะการให้เวลากับหัวข้อหนึ่งอย่างเต็มที่จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ และสามารถนำมาใช้จริงได้มากที่สุด กระบวนการพัฒนาบุคลากรของ Adobe ให้ความสำคัญกับ 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ งบประมาณสำหรับเรียน (Learning Funds), กระบวนการให้คำแนะนำ (Mentorship Program), การสร้างประสบการณ์ด้านการเป็นผู้นำ (Leader Experience), การเคารพความแตกต่าง (Diversify Leadership), การสร้างเครือข่ายของบุคลากร (Employee Networks), การแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสม (Content Suggestions), ความยืดหยุ่นของตำแหน่งภายในองค์กร (Internal Mobility), การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาชีพ (Career Fest) Adobe มีแก่นของการพัฒนาบุคลากร 4 ข้อ (4 Pillars) คือการวางแผนเพื่ออนาคต, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Adobe คือบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังระดับโลก โดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร พวกเขาเชื่อว่าคนคือสินทรัพย์ที่สำคัญสุด บริษัทจะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้เลย หากพนักงานไม่รู้สึกว่าตนมีคุณค่าก่อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Adobe บริหารการเรียนรู้ของพนักงานภายใต้แนวคิด Less is More คือองค์กรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามที่พนักงานร้องขอ แต่ต้องเลือกให้ถูกว่าหัวข้อไหนที่จำเป็นกับช่วงเวลานั้น ๆ มากที่สุด เพราะการให้เวลากับหัวข้อหนึ่งอย่างเต็มที่จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ และสามารถนำมาใช้จริงได้มากที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กระบวนการพัฒนาบุคลากรของ Adobe ให้ความสำคัญกับ 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ งบประมาณสำหรับเรียน (Learning Funds), กระบวนการให้คำแนะนำ (Mentorship Program), การสร้างประสบการณ์ด้านการเป็นผู้นำ (Leader Experience), การเคารพความแตกต่าง (Diversify Leadership), การสร้างเครือข่ายของบุคลากร (Employee Networks), การแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสม (Content Suggestions), ความยืดหยุ่นของตำแหน่งภายในองค์กร (Internal Mobility), การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาชีพ (Career Fest)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Adobe มีแก่นของการพัฒนาบุคลากร 4 ข้อ (4 Pillars) คือการวางแผนเพื่ออนาคต, การที่พนักงานกำหนดเป้าหมายได้เอง, การตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในหมู่พนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Adobe เชื่อว่าการอบรมที่ดีอ้างอิงอยู่กับการประเมินผลอย่างละเอียด หากเรารู้ว่าหลักสูตรไหนไม่ได้ผล ก็จะไม่ให้คนเลือกหลักสูตรนั้นอีก การตรวจสอบเหล่านี้จะช่วยให้การพัฒนาทักษะได้ผลยิ่งขึ้น ไม่เสียทรัพยากรและเวลาโดยเปล่าประโยชน์</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-adobeCover.png" alt="4 Pillars of Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ระด้บโลก Adobe พัฒนาบุคลากรอย่างไร ?" width="600" height="370" title="4 Pillars of Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ระด้บโลก Adobe พัฒนาบุคลากรอย่างไร ? 115" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-adobeCover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/HREX-adobeCover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ได้ทำงานสายกราฟฟิค แต่หากเราพูดชื่อ </span><b>Adobe </b><span style="font-weight: 400;">ขึ้นมา ผู้อ่านทุกคนคงรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี ไม้ว่าจะด้วยโปรแกรมอย่าง Photoshop, Illustrator, Acrobat Reader, Audition, Premiere Pro และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านงานออกแบบ, การทำเพลง, การตัดต่อภาพยนตร์ ตลอดจนงานเอกสารแบบครบวงจร เรียกว่ายังไงก็ต้องผ่านหูผ่านตากันบ้างแน่ ๆ และหากเราติดตามแวดวงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  เราก็จะเห็นว่าพวกเขามีการปรับตัวตลอดเวลา เช่นการนำ Generative AI มาช่วยแต่งภาพ ซึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ได้ง่ายขึ้น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เรายังได้เห็น Adobe ซื้อแพลตฟอร์มที่น่าสนใจมาอยู่ในชายคาเป็นระยะ สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และควรนำมาเป็นกรณีตัวอย่างมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเรียนรู้วิธีบริหารคนจากบริษัทระดับนี้ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ HR ทุกคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้น สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรของตนในลำดับต่อไป</span></p>
<p><b>วิธีพัฒนาบุคลากรของบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลก Adobe เป็นอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่ HREX</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Adobe มีมุมมองต่อการพัฒนาบุคลากรอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะองค์กรที่สร้างเครื่องมือสำหรับการออกแบบ พวกเขาตระหนักดีว่า </span><b>ความล้ำสมัยและความเข้าใจบริบทของสังคมในภาพรวมถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เกิดพลังสร้างสรรค์ </b><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเพื่อให้ Adobe มีฐานะเป็นผู้นำในธุรกิจสายนี้ พวกเขาจำเป็นต้องผลักดันบุคลากรให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถนำผู้อื่นโดยเฉพาะบริษัทคู่แข่งไปก้าวหนึ่งเสมอ เพราะหากองค์กรไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดดเด่นขึ้นมา คนก็จะเลือกใช้ตัวช่วยอื่นแทน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของ Adobe</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Brandon Clark หัวหน้าฝ่ายพัฒนา บุคลากรระดับสากลกล่าวว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“Adobe ทราบดีว่าองค์กรของเราเต็มไปด้วยคนที่เก่งและมีความสามารถมากที่สุดในโลก ดังนั้นทีม HR จึงตั้งเป้าว่าองค์กรควรออกแบบนโยบายที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่า Adobe คือองค์กรที่ดีสำหรับการเรียนรู้, การเติบโตตามอาชีพการงาน และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ต่อโลกใบนี้ได้จริง”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Brandon ยังได้กล่าวเสริมว่าความสำเร็จตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมาของ Adobe ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความคิดว่าเวลาไหนที่ต้องปรับตัว (Tranformation), เวลาไหนที่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ (Reinvention) และสำคัญที่สุดคือการเชื่อมั่นว่าบุคลากรทุกคนคือสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด (The Most Important Asset) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Donna Morris ที่เคยเป็น CHRO ของบริษัท ก็ได้ให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจว่าสิ่งที่ Adobe มองหาจากผู้สมัครคือการดูว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้หรือไม่ มีความกระตือรือร้นมากพอหรือไม่ เพราะ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/learning-agility-culture-10182021/"><span style="font-weight: 400;">Learning Agility</span></a><span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นค่านิยมที่สำคัญมากในโลกการทำงานยุคใหม่  ซึ่งแนวคิดนี้ประกอบด้วยเรื่องของการเรียนรู้แบบไม่รู้จบและการกระตุ้นให้พนักงานพยายามท้าทายตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้เธอมองว่าคนรุ่นใหม่ควรมีความสงสัยตลอดเวลา และควรตอบได้ว่าเราจะก้าวไปอยู่ในจุดที่แตกต่างและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับการทำงานได้อย่างไร (Driver of Change)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายด้วยคุณ Scott Gruer ซึ่งเป็น Senior Solutions Consultant กล่าวว่า Adobe ให้ความสำคัญกับการมี </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาก ๆ โดยองค์กร จะสอนให้พนักงานมีเป้าหมายที่ชัดเจนในทุกการทำงาน และพนักงานควรวางแผนกับผู้จัดการ (Manager) หรือหัวหน้าทีม (Leader) เพื่อหาแนวทางทำงานที่เหมาะสมที่สุด การทดลองทำงานจริงจะทำให้เรารู้ว่าควรพัฒนาทักษะอะไรบ้าง และควรนำเครื่องมือแบบไหนเข้ามาช่วยให้การทำงานสัมฤทธิ์ผลได้ง่ายขึ้น เรียกว่าการทำงานที่ดีต้องเริ่มจากการมีประสบการณ์ที่ดีไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<h2><b>‘4 Pillars of Adobe’ คืออะไร สำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว จะเห็นว่าการพัฒนาคนคือรากฐานความสำเร็จของ Adobe พนักงานต้องเชื่อก่อนว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นมีความหมายต่อโลก และจะช่วยให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้นได้จริง ขณะเดียวกันผู้บริหารและ HR ก็ต้องเห็นว่าการสร้างคนให้เก่งขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ Adobe เน้นย้ำเสมอว่าเราจะไม่สร้างสรรค์สิ่งที่มีค่าได้เลย หากพนักงานก็ไม่รู้ว่าตนมีค่าอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Adobe มีเสา 4 ต้นของการพัฒนาบุคลากร (4 Pillars of Learning Philosophy) อธิบายได้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ร่วมสร้างอนาคต (Create the Future) : </b><span style="font-weight: 400;">Adobe ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม พวกเขายินดีอย่างยิ่งหากพนักงานต้องการทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยมีหลักสูตรอบรมที่ช่วยให้พนักงานหาตัวตนเจอ และรู้ว่าสิ่งที่ชอบ (Passion) คืออะไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พนักงานกำหนดเป้าหมายได้เอง (Own The Outcome) : </b><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาที่องค์กรจะระบุเป้าหมายของงานเอาไว้ แต่ที่ Adobe พวกเขาไม่ได้กำหนดว่าพนักงานจะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นได้ด้วยวิธีไหน องค์กรเชื่อว่าพนักงานต่างมีวิถีในแบบที่ตนเองต้องการ  และหากพวกเขาต้องการเรียนรู้ในเรื่องใดเพิ่มเติม ก็สามารถนำเรื่องนั้นมาพูดคุยกับทีมได้เลย วิธีนี้จะทำให้พนักงานเก่งขึ้นในแบบที่พวกเขาต้องการ และสามารถทำให้องค์กรได้ประโยชน์ไปด้วยกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พนักงานต้องอยากเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ (Raise the Bar) :</b><span style="font-weight: 400;"> Adobe ชอบพนักงานที่กระหายความรู้ (Hungry to Learn) พวกเขาจึงมีระบบให้คำแนะนำจากหัวหน้า เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ออกดอกออกผลอย่างไร เป็นในแง่บวกหรือลบ พนักงานจะได้ปรับวิธีการเรียนรู้ของตนให้เหมาะสมขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พนักงานต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Be Genuine) : </b><span style="font-weight: 400;">ที่ Adobe นั้น พวกเขาให้ความสำคัญกับการมีสังคม เพราะเชื่อว่าไม่มีความรู้ใดที่สมบูรณ์อยู่ในหน้าจอ ทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน, เรียนรู้ร่วมกัน, แก้ปัญหาร่วมกัน</span></li>
</ol>
<h2><b>Adobe มีสนับสนุนเรื่อง Learning &amp; Development ของพนักงานอย่างไร ? </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการพัฒนาบุคลากรนั้น พวกเขาให้ความสำคัญกับ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ งบประมาณสำหรับเรียน (Learning Funds), กระบวนการให้คำแนะนำ (Mentorship Program), การสร้างประสบการณ์ด้านการเป็นผู้นำ (Leader Experience), การเคารพความแตกต่าง (Diversify Leadership), การสร้างเครือข่ายของบุคลากร (Employee Networks), การแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสม (Content Suggestions), ความยืดหยุ่นของตำแหน่งภายในองค์กร (Internal Mobility), การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาชีพ (Career Fest) โดยเราสามารถชี้แจงเพิ่มเติมได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>ด้านงบประมาณสำหรับการเรียน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนสามารถของบประมาณเพื่อการเรียนรู้ระยะสั้นได้ เช่นการฟังสัมมนา, การเรียนออนไลน์, การเวิร์คช็อป, การซื้อหนังสือ, การเรียนภาษา หรือการเรียนเพื่อให้ได้รับใบรับรองบางอย่าง เป็นต้น โดยพนักงานแต่ละคนจะได้งบประมาณตรงนี้ไปจัดสรรกันเองได้เลย เฉลี่ยไม่เกิน 1,000 ดอลล่าร์ต่อปี โดยมีข้อแม้เดียวคือพนักงานต้องนำรายละเอียดของหัวข้อที่อยากเรียนไปพูดคุยกับหัวหน้าของตนก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าคลาสเรียนนั้นมีประโยชน์ และเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้องค์กรยังมีงบประมาณสำหรับการเรียนต่ออย่างจริงจังในอัตราไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำอย่างจริงจังทั้งในเรื่องของการเลือกสาขาวิชา ตลอดจนการวางแผนเงินกู้เพื่อให้พนักงานใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ</span></p>
<h3><b>ด้านการสร้าง Mentorship Program</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทจะเตรียมพนักงานมากประสบการณ์มาคอยให้คำแนะนำกับผู้ที่ต้องการโดยตรง ไม่ว่าจะในเรื่องการทำงานหรือเรื่องการเติบโตทางอาชีพการงาน โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานเขียนความต้องการออกมาว่าต้องการเรียนรู้อะไรจากที่ปรึกษา และทำไมถึงจำเป็นต้องได้รับการปรึกษา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลังจากทราบเป้าหมายแล้ว องค์กรก็จะส่งลิสต์ของคนที่เหมาะสมมาให้พนักงานเลือกว่าอยากเรียนรู้กับใคร จากนั้น HR ก็จะนำไปแจ้งกับที่ปรึกษาเพื่อวางแผน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว Adobe จะจัดให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน พร้อมให้คำแนะนำว่าควรสื่อสารกันอย่างไรเพื่อให้เกิดพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด (Development Conversation)</span></li>
</ul>
<h3><b>ด้านการสร้างผู้นำ (ALE &#8211; Adobe Leader Experience)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถอธิบายโครงการนี้ได้ง่าย ๆ ว่ามันคือโครงการที่ให้ผู้นำ ‘เรียนเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ’ (Learn it when you need it) โดยโครงการนี้ได้รับการดูแลจากผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Charles Geschke และ John Warnock โดยตรง ภายใต้แนวคิดว่าผู้นำของ Adobe ควรมีความรอบรู้ สามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้งานได้จริง (Training Effectiveness)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิติระบุว่าคนในตำแหน่งผู้นำของ Adobe ถึง 80% เข้าร่วมการอบรมนี้ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมากหากเทียบว่าเป็นโครงการที่ไม่มีใครบังคับ</span></p>
<h3><b>ด้านการสร้างผู้นำที่เท่าเทียม (Diversify Leader)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Adobe ไม่มีปัญหาเลยกับการเลือกผู้นำเพศหญิง โดยพวกเขาจะให้พนักงานเพศหญิงมีโอกาสได้ทำงานกับคนในตำแหน่งสูงกว่าแบบตัวติดกัน และหลังจากผ่านการอบรมไประยะหนึ่ง ก็จะมีการเลือกคนที่ฝีมือดีไปรับการอบรมแบบตัวต่อตัวกับผู้บริหาร วิธีนี้จะช่วยให้พนักงานเพศหญิงมองเห็นจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งอาจถูกกดทับเอาไว้ในสภาพสังคมบาฝต่าง ลองคิดดูว่า Adobe มีบริษัทอยู่ทั่วโลก หากองค์กรมีนโยบายที่เปิดรับเรื่องนี้ ก็จะทำให้พนักงานเข้าใจความแตกต่างได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งความรู้เหล่านี้จะช่วยให้เราเป็นผู้นำระดับสากลที่ดีกว่าเดิม</span></p>
<h3><b>ด้านการสร้างเครือข่ายของพนักงาน (Employee Network)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างสังคมทำงานที่ดีเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งของ Adobe พวกเขาจึงต้องการให้คนที่มีทัศนคติตรงกันลองอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหน &#8211; เชื้อชาติไหนก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Adobe จะมีโครงการให้พนักงานได้เจอกันทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยองค์กรจะมีวัตถุประสงค์ในการพบเจอแต่ละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเห็นคุณค่าของอีกฝ่าย, เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำให้เกิดทัศนคติที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น และเมื่อเราเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกับคนอื่น เราก็จะได้เรียนรู้เรื่องวิธีการวางตัวไปโดยปริยาย ความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ปัญหาขนาดใหญ่ได้ดีกว่าการพยายามด้วยตัวคนเดียว</span></p>
<h3><b>ด้านการเรียนรู้เนื้อหาจากแพลตฟอร์มอื่น (Content Recommendation)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Adobe ทราบดีว่าหากเราเรียนรู้จากคนกลุ่มเดิม เราก็จะได้วิธีแก้ปัญหา (Solution) แบบเดิม ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งนานไปก็จะปิดกั้นจินตนาการทำให้เราแก้ปัญหาได้ยากขึ้น ดังนั้น Adobe จะเปิดรับคำแนะนำจากพนักงาน และศึกษาหาความรู้เสมอว่ามีแพลตฟอร์มไหนบ้างที่ช่วยให้พนักงานมีทักษะมากขึ้น เช่น LinkedIn Learnin, GetAbstract, Coursera, Harvard ManageMentor เป็นต้น </span></p>
<h3><b>ด้านการเปิดโอกาสและพนักงานได้ทดลองทำหน้าที่อื่น (Internal Mobility) </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้จากหน้าจออยู่ในห้องเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องรู้จักนำไปใช้จริงให้ได้ด้วย ซึ่งที่ Adobe จะเปิดโอกาสให้พนักงานสำรวจว่ามีตำแหน่งงานใดในองค์กรที่พวกเขาสนใจ และอยากทดลองทำดู องค์กรก็จะสนับสนุนตรงนั้น เพราะปัจจุบันพนักงานสามารถหาความรู้ได้หลากหลาย ซึ่งบางทีอาจไปเรียนรู้ทักษะบางอย่างด้วยตัวเองแต่ไม่มีโอกาสใช้ก็ได้ หากเราสนับสนุนตรงนี้ เราก็อาจจะได้คนเก่งมาโดยไม่ทันตั้งตัว</span></p>
<h3><b>ด้านการจัดงานเพื่อสนับสนุนพัฒนาการของบุคลากรโดยตรง (Global Career Fest)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือโครงการที่สร้างขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2023 และถือเป็นแนวทางพัฒนาบุคลากรที่ Adobe จะให้ความสำคัญมากที่สุดนับจากนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Brandon Clark ระบุว่าโครงการนี้จะทำให้พนักงานได้หยุดพักจากงานประจำในแต่ละวัน เพื่อมาตั้งคำถามและหาคำตอบว่าเราจะยกระดับตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งในท้ายที่สุดจะทำให้พวกเขาเห็นถึงความสุขในการทำงานกับ Adobe ความภูมิใจตรงนี้จะช่วยในกระบวนการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><span style="font-weight: 400;">Retention</span></a><span style="font-weight: 400;"> ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายในงานจะมีการพูดให้แรงบันดาลใจจากคนที่ประสบความสำเร็จ, มีกิจกรรมให้พนักงานได้ทดลองทำในสิ่งใหม่ ๆ, มีการสร้างเครือข่าย และจับคู่ให้พนักงานต่างแผนกได้มาเจอกัน สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือการสร้างชุมชน (Community) เพื่อสร้างความสนิทสนมในหมู่พนักงาน สถิติระบุว่างานในปีที่ผ่านมามีพนักงานเข้าร่วมถึง 20,000 คน</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">‘Less is More’ คือคำจำกัดความที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกระบวนการพัฒนาบุคลากรของ Adobe โดยคุณ Mino Thomas ที่เป็น Senior Director ด้านการพัฒนาคนกล่าวว่า HR ทั่วไปมักคิดว่าการทำทุกอย่างเพื่อพนักงานเป็นเรื่องที่ดี เช่นหากเรามี check box อยู่ 10 ข้อ HR ทั่วไปก็จะพยายามทำให้ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ Adobe ทำคือการเลือกหัวข้อที่เหมาะกับพนักงานที่สุดเท่านั้น จะได้ใช้เวลากับมันให้มากที่สุด  ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ได้มากกว่าการให้เวลากับทุกอย่างทีละนิดทีละหน่อย ซึ่งมักไม่ให้ผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Adobe จะมีกระบวนการติดตามผลของทุกการเรียนรู้อย่างละเอียด เพื่อศึกษาว่าหลักสูตรที่พนักงานเลือกนั้นมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คนรุ่นต่อไปเลือกหลักสูตรอบรมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าการวางแผนและกำกับดูแลที่ถูกต้องจะช่วยให้ Adobe ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบัน และเติบโตเป็นองค์กรที่ยั่งยืนได้ในอนาคต ตามแนวทางของ Sustainable Organization แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้เป็นเพียงอีกภาพแสดงหนึ่งที่กำลังบอกเราว่า Lifelong Learning คือเรื่องที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เคยเป็นประโยชน์ในช่วงหนึ่ง อาจไม่สามารถใช้งานเมื่อเวลาล่วงผ่านไปก็ได้ ดังนั้นเราต้องรู้จักพัฒนาตัวเองอย่างมีชั้นเชิง ใช้เวลาเพื่อตนเองและองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเราไม่รู้ว่าควรเดินหน้าอย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8"><span style="font-weight: 400;">Training &amp; Coaching</span></a><span style="font-weight: 400;"> บนแพลตฟอร์ม HR Products &amp; Services รับรองว่าจะเจอความท้าทายแบบไหน องค์กรของคุณก็พร้อมรับมือแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32585 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1600" height="500" title="4 Pillars of Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ระด้บโลก Adobe พัฒนาบุคลากรอย่างไร ? 116" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/3tsttd3e" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/3tsttd3e</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/3bd89dyf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/3bd89dyf</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/2p9bntjv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/2p9bntjv</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/4-pillars-of-adobe-240201/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/succession-planning-lvmh-240126/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/succession-planning-lvmh-240126/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jan 2024 02:42:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[LVMH]]></category>
		<category><![CDATA[Succession Planning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=37037</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT LVMH คือมหาอาณาจักรแบรนด์หรู ครอบครองกว่า 75 แบรนด์ระดับโลก มีมูลค่ารวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้อ่านอาจเคยได้ยินชื่อนี้จากข่าวของ Lisa วง Blackpink กับ Frederic Arnault ทายาทของผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ Tag Heuer แม้จะเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก แต่ LVMH ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้สืบทอดอย่างยิ่ง เพราะมีการวิเคราะห์และพบว่าองค์กรมีโอกาสขาดแคลนพนักงานสูงถึง 22,000 คน ภายในปี 2025 โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีมีความรู้ความเข้าใจในแก่นของผลิตภัณฑ์ สามารถทำหน้าที่แทนคนรุ่นเก่าได้อย่างไร้รอยต่อ LVMH มีโครงการที่เข้าไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงกลุ่มคนที่เพิ่งเข้าทำงานในช่วงแรกเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Luxury Industry และช่วยวาง Pipeline ตาม Career Path แบบรายคน ผู้ช่วยสร้าง Talent อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด LVMH เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้แค่จากในห้องเรียน เราไม่สามารถออกแบบจิวเวลรี่ที่งดงามได้ ถ้าไม่เคยสัมผัสมันด้วยตนเอง LVMH มีโครงการคัดเลือกบุคลากร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">LVMH คือมหาอาณาจักรแบรนด์หรู ครอบครองกว่า 75 แบรนด์ระดับโลก มีมูลค่ารวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้อ่านอาจเคยได้ยินชื่อนี้จากข่าวของ Lisa วง Blackpink กับ Frederic Arnault ทายาทของผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ Tag Heuer</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก แต่ LVMH ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้สืบทอดอย่างยิ่ง เพราะมีการวิเคราะห์และพบว่าองค์กรมีโอกาสขาดแคลนพนักงานสูงถึง 22,000 คน ภายในปี 2025 โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีมีความรู้ความเข้าใจในแก่นของผลิตภัณฑ์ สามารถทำหน้าที่แทนคนรุ่นเก่าได้อย่างไร้รอยต่อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">LVMH มีโครงการที่เข้าไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงกลุ่มคนที่เพิ่งเข้าทำงานในช่วงแรกเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Luxury Industry และช่วยวาง Pipeline ตาม Career Path แบบรายคน ผู้ช่วยสร้าง Talent อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">LVMH เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้แค่จากในห้องเรียน เราไม่สามารถออกแบบจิวเวลรี่ที่งดงามได้ ถ้าไม่เคยสัมผัสมันด้วยตนเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">LVMH มีโครงการคัดเลือกบุคลากร 700 คนจากทั่วโลก มาศึกษางานฝีมือกับผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการนี้เป็นหัวข้อหลักของการอบรม ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่าใน 5 ปีก่อนถึง 3 เท่าตัว กล่าวได้ว่าการหาผู้สืบทอดไม่ได้มีอยู่แค่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่หมายถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43372" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/2.webp" alt="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH" width="600" height="370" title="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร? 121" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/2.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/02/2-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่อ <a href="https://www.lvmh.com/en" target="_blank" rel="noopener"><strong>LVMH</strong></a> คือชื่อที่สายแฟชั่นทุกคนต้องรู้จัก เพราะพวกเขาคืออาณาจักรแบรนด์ชั้นสูงที่เป็นเจ้าของมากกว่า 75 รายการ ซึ่งการที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้นั้น แปลว่าพวกเขาต้องมีแนวคิดด้านการบริหารจัดการคนที่ดีมาก จึงสามารถสร้างคนรุ่นใหม่มาป้อนให้กับตลาดได้ตลอดเวลา แถมยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia เล็งเห็นว่าการดูตัวอย่างจากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะช่วยให้เราเข้าใจวิธีการนำความรู้ไปใช้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ SMART Learning ที่มองว่าแค่เรียนรู้ในห้องอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักนำไปใช้จริง โดยสิ่งที่เราจะศึกษาจาก LVMH ในบทความนี้ ประกอบด้วยเรื่องการพัฒนาคนและการสร้างผู้สืบทอด ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญขององค์กรทั่วโลกไม่ว่าจะขนาดใดก็ตาม</span></p>
<h2><b>อาณาจักรแบรนด์หรู LVMH คืออะไร ?</b></h2>
<p><b>LVMH</b><span style="font-weight: 400;"> บริษัทจากฝรั่งเศสเจ้าของแบรนด์หรูชั้นนำมาจากคำว่าแบรนด์แฟชั่น</span><b> Louis Vuitton</b><span style="font-weight: 400;"> (LV), แบรนด์แชมเปญ </span><b>Moët &amp; Chandon</b><span style="font-weight: 400;"> (M) และแบรนด์คอนญัค </span><b>Hennessy</b><span style="font-weight: 400;"> (H) ซึ่งทั้งหมดเป็นแบรนด์ชั้นนำในสายธุรกิจของตน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนไทยอาจได้ยินชื่อนี้จากข่าวของ Frederic Arnault ลูกชายผู้ก่อตั้ง LVMH ที่ออกเดตกับ ลิซ่า Blackpink โดยเขามีตำแหน่งเป็นซีอีโอของ </span><b>Tag Heuer</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ผลิตนาฬิการะดับโลก  และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในอาณาจักร LVMH เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่เริ่มควบรวมในปี 1987 LVMH สามารถกวาดแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาแล้วกว่า 75 แบรนด์ เช่น </span><span style="font-weight: 400;">Louis Vuitton, Christian Dior, Celine, Givenchy หรือแม้แต่ร้านค้าอย่าง Sephora ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LMVH ที่นำโดย Bernard Arnault จึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นรองเพียงแค่ Elon Musk เท่านั้น และด้วยความสำเร็จแบบนี้ ก็คงไม่แปลกหากองค์กรทั่วโลกจะพยายามถอดรหัส และเดินให้ได้ในเส้นทางแบบเดียวกัน</span></p>
<h2><b>LVMH มีกระบวนการพัฒนาบุคลากรอย่างไร</b></h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">กว่าจะสร้างอาณาจักรแบรนด์ที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้ สิ่งที่ L VMH นำมาใช้พัฒนาเพื่อยกระดับบุคลากรมีดังต่อไปนี้</span></i></p>
<h2><b>การเลือกพนักงานอย่างเฉียบคม และความสามารถในการดึงดูด Talents</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต่างทราบดีว่าหากเราเข้าถึงพนักงานที่มีฝีมือและเซ็นสัญญาเข้ากับองค์กรได้ องค์กรของเราก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย เพราะนอกจากจะทำให้เราสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังไม่ต้องปวดหัวกับการคัดเลือกพนักงานใหม่ ซึ่งอาจจะออกหัวหรือก้อยก็ได้ ซึ่งปัจจุบันการคัดเลือกพนักงานนั้นต้องมองทักษะเป็นที่ตั้ง (Skill Base Approach) ไม่ได้สนใจเรื่องอายุมากนักอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ LVMH เอง ก็มีลักษณะเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของช่วงอายุ (Multi-Generational Workforce) ทั้ง Baby Boomer, Gen X , Gen Y, Gen Z เหตุนี้ LVMH จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบประสบการณ์ (Experiences Design) ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในแต่ละช่วงวัยอย่างดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LVMH มีโครงการชื่อว่า INSIDE LVMH ซึ่งเป็นโครงการที่ทำร่วมกับเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัย หรือผู้ที่เข้าสู่โลกการทำงานในช่วงแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างคนรุ่นใหม่กับธุรกิจแบบไร้รอยต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LVMH จะเข้ามาดูแลและให้แนวทางว่าหากต้องการทำงานในสาย Luxury Industry บุคคลเหล่านั้นจะต้องใช้ Pipeline อย่างไรบ้าง ซึ่งจุดที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือการออกแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างประสบการณ์อันยาวนานกับไอเดียของคนรุ่นใหม่ เพราพพวกเขาอยากทำให้องค์กรเต็มไปด้วยความเท่าเทียมที่คนต่างวัยสามารถร่วมแชร์แนวคิดกันได้อย่างสบายใจ มีทีมงานที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร หากทำได้แบบนี้ LVMH ก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p>
<h2><b>ไม่ใช้นโยบายแบบเหมารวม (One-Size-Fits-All)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้ยินเรื่องของการออกแบบนโยบายแบบเหมารวมกันนับครั้งไม่ถ้วนในโลกของ HR ยุคปัจจุบัน ซึ่ง LVMH ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ต่อต้านในเรื่องนี้ เพราะส่วนหนึ่งพวกเขาคือแบรนด์ระดับโลกที่ต้องการสร้างความแตกต่างและแรงขับเพื่อให้กับโลกแฟชั่น การออกแบบนโยบายและประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจะถือเป็นรากฐานที่ทำให้พนักงานสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาได้มากกว่าการเค้นความสามารถออกมาท่ามกลางองคาพยพที่จำกัดและซ้ำเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LVMH มีนโยบายที่เรียกว่า THINK ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับพนักงานในแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปลีกย่อยมากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งโครงการนี้จะเน้นไปที่การหาคำตอบว่าสิ่งที่พนักงานต้องการจากตำแหน่งงานคืออะไร และพยายามเพิ่มทักษะที่ทำให้พนักงานบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ซึ่งท้ายสุดแล้วเมื่อพนักงานมีทักษะที่ต้องการ พวกเขาก็จะสามารถคิดค้นงานที่ดีขึ้นมาได้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้ถูกนำมาใช้กับการสร้างผู้สืบทอดเช่นกัน เพราะเมื่อเราได้วัตถุประสงค์หลัก (Purpose) ขององค์กรแล้ว เราก็สามารถนำแนวคิดดังกล่าวมาปลูกฝังให้กับคนที่มีศักยภาพพอที่จะเป็นผู้นำต่อไปต่อไปได้เลย การใส่ใจรายละเอียดตรงนี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ LVMH มีขนาดใหญ่ขึ้นเสมอจวบจนปัจจุบัน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-37040 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/succession.webp" alt="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร? " width="600" height="370" title="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร? 122" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/succession.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/succession-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/210716-succession-planning/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">Succession Planning: 6 ปัจจัยการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่าง Luis Vuitton เราเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงกระเป๋าหนังสีน้ำตาลพร้อมตัวอักษร LV ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราที่ใคร ๆ ก็อยากมีติดตัวไว้สักใบ แต่รู้ไหมว่าบริษัทแม่อย่าง LVMH ก็ประสบปัญหาไม่ต่างจากบริษัทอื่น ๆ ในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน โดยคาดการณ์ว่าบริษัทจะขาดแคลนพนักงานราว 22,000 คนภายในปี 2025 อ้างอิงจากการรายงานของ Bloomberg</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นองค์กรจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพนักงานรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคตจะมีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน และสามารถตอบสนองความต้องการของฐานลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะหากเอกลักษณ์ (Brand CI) เหล่านี้ถูกลดทอนความสำคัญลงไป ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้กับแบรนด์ระดับ Luxury อื่น ๆ แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LVMH ได้จัดทำโครงการ Métiers d&#8217;Excellence program สร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะสำคัญ โดยเฉพาะงานออกแบบ , งานตัดเย็บที่ต้องคงคุณลักษณะของ LVMH ให้ได้ ในที่นี้พวกเขาได้คัดเลือกพนักงานจากทั่วโลกกว่า 700 คน เพื่อให้มีทักษะในเรื่องงานฝีมือโดยตรง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงขึ้นจากปี 2018 มาก ๆ เพราะในปีนั้นมีผู้เรียนเรื่องนี้แค่เพียง 180 คนเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากงานฝีมือด้านเครื่องหนังแล้ว พวกเขายังสร้างคนให้มีความเข้าใจในเรื่องของจิลเวลรี่ ผ่านการฝึกฝนจาก Tiffany &amp; Co ซึ่งเป็นบริษัทที่พวกเขาซื้อมาในปี 2021 แถมยังร่วมมือกับสถาบันด้านแฟชั่นชื่อดังจากนิวยอร์กอย่าง Fashion Institute of Technology, The Rhode Island School of Design และ Studio Jewelers เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานกลุ่มดังกล่าวจะมีโอกาสเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลดังกล่าวยังระบุด้วยว่า LVMH ให้ความสำคัญกับการ  Reskill พนักงานมาก โดยจุดที่น่าสนใจก็คือว่าเขาต้องการให้พนักงานลองฝึกทักษะที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ เช่นหัวหน้าฝ่ายการตลาดสามารถมาฝึกในเรื่องการผลิตเครื่องประดับได้เลย เพราะพวกเขามองว่าสิ่งสำคัญในปัจจุบันก็คือการลงมือทำ และดึงคนออกจากโลกดิจิตอล เราไม่สามารถสร้างเครื่องประดับที่ดีขึ้นมาได้จากการอยู่แต่ในห้องเรียน เราต้องรู้จักทำเองด้วยถึงจะรู้จักมันอย่างถ่องแท้</span></p>
<p><a href="https://www.hrdive.com/news/LVMH-learning-development/703821/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR DIVE</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าองค์กรทั่วโลกไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานในแบบเดียวกับที่ LVMH ทำ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจมีคุณค่ามากขึ้น โครงการอบรมคนรุ่นใหม่แบบนี้จะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) เห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เราทำอยู่มีคุณค่า มีความหมาย สามารถตอบสนองตาม Career Path ที่แข็งแรงขึ้นได้ จึงส่งผลเรื่องของ Retention ไปในตัว ซึ่งท้ายสุดจะทำให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขัน (Stay Competitive) ในโลกธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Dynamic Marketplace) </span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37039" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sephora.webp" alt="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร?" width="600" height="370" title="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร? 123" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sephora.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/01/sephora-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221227-sephora/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกในเครือ LVMH ที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ปัญหาที่ต้องเจอเหมือนกันก็คือการรับมือกับอนาคต เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเมื่อคนรุ่นปัจจุบันที่คอยขับเคลื่อนองค์กรออกจากงาน เรามีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้ามารับช่วงต่ออย่างมีคุณภาพเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะช่วงเวลาสุญญากาศเพียงไม่นานอาจกลายเป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้คู่แข่งแซงเราไปโดยไม่ทันตั้งตัว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดการสร้างผู้สืบทอดนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาวางแผนนาน อ้างอิงอยู่กับโครงสร้างขององค์กรโดยตรงโดยตรง องค์กรที่ทำเรื่องนี้ได้ดีจะต้องรู้ว่าค่านิยมหลักเป็นอย่างไร (Core Value) เป้าหมายในอนาคต (Future Purpose) เป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือวิสัยทัศน์ (Company Vision) เป็นอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่จะเข้ามาดูแลแทนนั้น จะไม่ทำให้จิตวิญญาณที่คนรุ่นก่อนสร้างมาขาดหายไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Succession Planning จึงอ้างอิงอยู่กับการสร้างผู้นำที่ดี   เราต้องถามตัวเองได้แล้วว่าองค์กรของคุณมีการคัดเลือกคนเก่ง (Talents) มาฝึกอบรมเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ และหากรู้ว่าองค์กรไม่มีคนเก่ง หรือไม่มีผู้สืบทอดที่มีศักยภาพมากพอ เราสามารถนำคนจากข้างนอกเข้ามาใช้ได้หรือไม่  ด้วยขั้นตอนอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง เพราะการหาผู้สืบทอดไม่ใช่แค่การสร้างยอดขายให้ได้เท่ากับของเดิมเท่านั้น แต่ถ้าตัวตนที่เคยทำให้ลูกค้าพอใจหายไป ก็มีโอกาสสูงเช่นกันที่พวกเขาจะหันไปหาผลิตภัณฑ์ที่ตรงโจทย์มากกว่าแทน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรในปัจจุบันจึงต้องคิดเสมอว่าจะก้าวไปเป็นองค์กรที่ยั่งยืนได้ (Sustaining Organization) ซึ่งเราสามารถใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=hrcontent&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">HR Consulting Firm </span></a><span style="font-weight: 400;">เพื่อกลบจุดอ่อนเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทำให้แผนงานขององค์กรก้าวทันโลกโดยที่ไม่ต้องสละเวลาทำงาน (Working Hour) มากนัก </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Succession Planning ช่วยให้อาณาจักรแบรนด์ระดับโลก LVMH สร้างองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างไร? 124" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/3kb36na3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/3kb36na3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/6xa25yyz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/6xa25yyz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="http://tinyurl.com/2vbk58ta" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://tinyurl.com/2vbk58ta</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/succession-planning-lvmh-240126/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/ai-centric-organization-231218/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/ai-centric-organization-231218/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 07:00:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[AI-Centric]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36450</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปัญญาประดิษฐ์ Generative AI เช่น ChatGPT, Bard, Midjourney เติบโตขึ้นมากจนเราต้องก้าวข้ามจากยุค Digital Transformation ไปเป็น AI Transformation ได้แล้ว โดยมีเป้าหมายคือการสร้างองค์กรที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นศูนย์กลาง หรือ AI-Centric Organization นั่นเอง AI เติบโตขึ้นเร็วมาก เทคโนโลยีบางอย่างเปลี่ยนจากเรื่องยาก เป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำได้ในเวลาไม่กี่เดือน เช่น การวาดภาพด้วย AI ดังนั้นองค์กรที่ไม่ปรับตัวจะถูกทิ้งห่างทันที การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากเรานำมาใช้งานโดยไม่มีแบบแผน AI ก็จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ซึ่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจได้ ดังนั้นไม่ว่าเทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน การนำมันมาใช้ก็ต้องผ่านความคิดที่ลึกซึ้งเข้มข้น เพื่อให้เทคโนโลยีกับพนักงานอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ  HR ต้องรู้ว่าจะนำ AI มาสอดแทรกในกระบวนการทำงานแบบเดิมได้อย่างไร และควรนำสิ่งไหนมาต่อยอดเลือกใช้ในอนาคต เพื่อลงทุนให้ถูกทาง ไม่เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การเกิดขึ้นของ AI ได้ทำให้โลกการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่มันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ระดับราก, ระดับปฏิบัติการเรื่อยไปจนถึงการคาดเดาความน่าจะเป็นในอนาคตด้วย ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Generative AI) เช่น ChatGPT, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปัญญาประดิษฐ์ Generative AI เช่น ChatGPT, Bard, Midjourney เติบโตขึ้นมากจนเราต้องก้าวข้ามจากยุค Digital Transformation ไปเป็น AI Transformation ได้แล้ว โดยมีเป้าหมายคือการสร้างองค์กรที่มีปัญญาประดิษฐ์เป็นศูนย์กลาง หรือ AI-Centric Organization นั่นเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AI เติบโตขึ้นเร็วมาก เทคโนโลยีบางอย่างเปลี่ยนจากเรื่องยาก เป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำได้ในเวลาไม่กี่เดือน เช่น การวาดภาพด้วย AI ดังนั้นองค์กรที่ไม่ปรับตัวจะถูกทิ้งห่างทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากเรานำมาใช้งานโดยไม่มีแบบแผน AI ก็จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ซึ่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจได้ ดังนั้นไม่ว่าเทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน การนำมันมาใช้ก็ต้องผ่านความคิดที่ลึกซึ้งเข้มข้น เพื่อให้เทคโนโลยีกับพนักงานอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้ว่าจะนำ AI มาสอดแทรกในกระบวนการทำงานแบบเดิมได้อย่างไร และควรนำสิ่งไหนมาต่อยอดเลือกใช้ในอนาคต เพื่อลงทุนให้ถูกทาง ไม่เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-36451 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/หหหใ.png" alt="AI-Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง" width="600" height="370" title="AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง 130" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/หหหใ.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/หหหใ-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเกิดขึ้นของ </span><b>AI</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำให้โลกการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่มันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ระดับราก, ระดับปฏิบัติการเรื่อยไปจนถึงการคาดเดาความน่าจะเป็นในอนาคตด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Generative AI) เช่น ChatGPT, Bard และ Midjourney สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมายบนโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีนี้จะถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ หากไม่ต้องการถูกทิ้งห่างในโลกธุรกิจ กล่าวได้ว่านอกเหนือจาก Digital Transformation แล้ว การทำ </span><b>AI Transformation</b><span style="font-weight: 400;"> ก็สำคัญไม่แพ้กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายสูงสุดของเรื่องนี้คือการสร้างองค์กรที่มี AI เป็นศูนย์กลางหรือ </span><b>AI-Centric Organization</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เราจะผนวกปัญญาประดิษฐ์เข้าไปในกระบวนการทำงานแบบเต็มระบบได้อย่างไร เชิญหาคำตอบไปพร้อมกับพวกเราที่ HREX</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ทำไมเราถึงต้องสร้าง AI-Centric Organization</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดปีที่ผ่านมาเราได้ยินโลกพูดถึงการเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของ AI อยู่ตลอดเวลา และหากเราเป็นผู้ที่ใช้สื่อโซเชียลเป็นประจำ เราก็จะเห็นว่าเรื่องของ AI ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีความใกล้ชิดกับชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เรื่องของการใช้ AI วาดภาพซึ่งเคยเป็นเรื่องยากมากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่ผ่านไปเพียงพริบตา เราก็เห็นคนใช้วิธีนี้วาดภาพจนเกิดเป็นผลงานมากมายนับไม่ถ้วน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งกระบวนการแบบเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับงานเขียน, งานเพลง ตลอดจนงานฝีมืออื่น ๆ ที่เคยใช้เวลาเรียนรู้นานหลายปีจนกล่าวได้ว่าหากเราไม่ยอมปรับตัวและรู้ทันการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ เราก็จะถูกมันช่วงชิงพื้นที่ในองค์กรไปแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เช่นเดียวกับเครื่องมืออื่น ๆ ในโลก ที่คงไม่มีประโยชน์อะไรหากเราไม่รู้จักวิธีใช้งาน เพราะการมีเทคโนโลยีชั้นยอดไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จอะไรหากเราไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ขององค์กร ไม่รู้ว่าเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร ที่สำคัญคือพนักงานส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีใช้ระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ HR จึงต้องมีการจัดอบรมเป็นระยะ เพื่อให้พนักงานรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่องค์กรเลือกใช้ โดยตระหนักเสมอว่าไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ราคาแพงอย่างเดียวที่ประสิทธิภาพ แต่เทคโนโลยีที่ราคาถูกและเหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของทีมต่างหากที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ให้กับองค์กรได้จริง ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือองค์ประกอบใดของการทำงานที่ควรนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปมีส่วนร่วม และเราจะสร้างรากฐานนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24216" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8c79fedcaf2795d7a716b201b30b5d26.jpg" alt="8c79fedcaf2795d7a716b201b30b5d26" width="500" height="300" title="AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง 131" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8c79fedcaf2795d7a716b201b30b5d26.jpg 500w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8c79fedcaf2795d7a716b201b30b5d26-300x180.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/manager-of-the-future-2-231108?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;">คนที่ไม่ใช้ AI ช่วยงาน จะถูกแทนที่ด้วยคนที่ใช้ AI อย่างเกิดประโยชน์ </span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>HR สร้าง AI-Centric Organization ได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากเรานำมาใช้งานโดยไม่มีแบบแผน AI ก็จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ซึ่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจได้ ดังนั้นไม่ว่าเทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน การนำมันมาใช้ก็ต้องผ่านความคิดที่ลึกซึ้งเข้มข้น เพื่อให้เทคโนโลยีกับพนักงานอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ โดยเราสามารถแบ่งระยะของการฝัง AI เข้าไปสู่องค์กรได้ดังนี้</span></p>
<h3>ระยะที่ 1 : การนำ Generative AI ไปใข้กับกระบวนการทำงานแบบทั่วไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานขององค์กรนั้น การนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปช่วยจะทำให้เรามีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น เริ่มจากงานรูทีนต่าง ๆ ที่เคยใช้คนและต้องมีเวลาหยุดพัก ก็เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมาะมากกับงานวิจัยที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยเราสามารถยกตัวอย่างงานที่เอา AI เข้าไปใช้ได้เลยดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> เลือกใช้ AI มาช่วยงานที่ซ้ำ ๆ (Repetitive) :</b><span style="font-weight: 400;"> Generative AI เช่น ChatGPT สามารถถูกฝึกสอนเพื่อทำงานประจำ (Repetitive Tasks) แทนมนุษย์ได้เลย พนักงานจะได้มีเวลาเอาไปคิดเรื่องอื่น นอกจากนี้ AI ยังสามารถทำหน้าที่สรุปเนื้อหาที่ยากให้อ่านง่ายขึ้น แถมการวิเคราะห์ข้อมูล (Data) ต่าง ๆ ยังมีความแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย เรียกว่าหากเราฝึก AI ดี ๆ เราก็จะได้เครื่องมือมาช่วยบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></li>
<li><b> ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhance Decision Making) :</b><span style="font-weight: 400;"> Generative AI เช่น ChatGPT ที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัทมีทั้งข้อมูลเชิงลึกและการคาดเดาอนาคต ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมยิ่งขึ้น และ AI จะช่วยให้กระบวนการสืบค้นข้อมูล (Researching Process) รวดเร็วยิ่งขึ้น</span></li>
<li><b> การนำ AI มาช่วยสื่อสารกับลูกค้า :</b><span style="font-weight: 400;"> ในอดีตเวลาเราใช้เทคโนโลยีมาพูดคุยกับลูกค้า เราจะมองว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่มีประโยชน์เพราะลูกค้าส่วนใหญ่อยากคุยกับพนักงานที่เป็นคนจริง ๆ มากกว่า แต่ปัจจุบัน Generative AI เช่น ChatGPT ได้พัฒนาขึ้นมากจนเราอาจแยกไม่ออกแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังคุยกับคนหรือคอมพิวเตอร์ แถม Generative AI ที่ผ่านการศึกษาข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนมาดีแล้ว จะสามารถพูดคุยโดยใช้มุมมองและทัศนคติที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้เลย ช่วยให้เราสร้างความประทับใจกับอีกฝ่ายได้ดีกว่าเดิม</span></li>
<li><b> ช่วยให้การพัฒนาศักยภาพของพนักงานดียิ่งขึ้น (Training and Development) : </b><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ของ AI จะทำให้เราสร้างสรรค์รูปแบบการอบรมแบบเฉพาะตนหรือเฉพาะแผนกได้ง่ายขึ้น เพราะเทคโนโลยีได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่าจุดแข็งกับจุดอ่อนของพนักงานเป็นอย่างไร และควรให้เวลากับเรื่องไหนเป็นอันดับแรก (Prioritize) และเมื่อเราทำให้พนักงานเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยให้เราพัฒนาเป็นคนที่เก่งขึ้นได้จริง ก็จะยิ่งทำให้พนักงานยอมรับในการเข้ามาของ AI มากกว่าเดิม</span></li>
</ol>
<h3>ระยะที่ 2 : การนำ AI เข้าไปใช้กับผลิตภัณฑ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันผลิตภัณฑ์และสินค้าในท้องตลาดมีมากมาย สิ่งที่องค์กรต้องทำให้ได้ก็คือหาข้อแตกต่างที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง Generative AI ได้ทำให้การสร้างสรรค์นวัตกรรมยกระดับไปอีกขั้น โดยเฉพาะในประเด็นเหล่านี้</span></p>
<ol>
<li><b> ช่วยให้การเลือกของลูกค้าละเอียดกว่าเดิม : </b><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันเราสามารถทำเทคโนโลยีมาตรวจสอบว่าผู้ใช้เลือกดูสินค้าประเภทใดมากเป็นพิเศษ​ หรือเคยซื้อสินค้าชนิดใดมาก่อน, สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นจะมีวันหมดอายุอยู่ในช่วงไหน และจะมีระบบที่คอยเตือนให้เราติดต่อกลับไปตามระยะเวลาดังกล่าวทันที ดังนั้นเมื่อ AI ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแบบลึกซึ้งขึ้น ก็จะทำให้เรามีโอกาสในการค้าขายมากขึ้นตามไปด้วย</span></li>
<li><b> การสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจ (Content Generation) </b><span style="font-weight: 400;">: นอกจากนวัตกรรมด้านสินค้าที่ดีแล้ว สิ่งที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือการสร้างคอนเทนต์ที่ดีเพื่อมาส่งเสริมสินค้าดังกล่าว ซึ่ง Generative AI จะช่วยให้เราคิดเนื้อหาออกมาได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร, เพลง, วีดีโอ ตลอดจนงานออกแบบต่าง ๆ เมื่อพนักงานเห็นว่าเราสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เคยต้องใช้เวลาศึกษาหลายวันในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พนักงานก็จะเปิดใจให้กับเทคโนโลยีนี้มากกว่าเดิม</span></li>
<li><b> ความสามารถในการคาดเดา (Predictive) :</b><span style="font-weight: 400;"> Generative AI สามารถบอกได้ว่าการตัดสินใจแบบไหนบ้างที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และการตัดสินใจแบบใดบ้างที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวโดยอ้างอิงจากผลลัพธ์ในอดีต</span></li>
<li><b> ใช้ AI เพื่อให้เราเข้าใจผลิตภัณฑ์ขององค์กรมากขึ้น : </b><span style="font-weight: 400;">เราจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ ตราบใดที่เรารู้ว่าพวกเขามีความคิดเห็นอย่างไร (Feedback Culture) และเมื่อเรานำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ผ่าน AI เราก็จะได้นวัตกรรมใหม่ ๆ ตามมา ต่างจากการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ โดยไม่มีข้อมูลไว้อ้างอิงเลย</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การค่อย ๆ หลอมรวม AI เข้ากับการทำงานอย่างแนบเนียนและเป็นระบบจะทำให้เรามีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถต่อกรกับคู่แข่งอย่างได้เปรียบ (Competitive Advantage) และหากเราทำต่อไป เราก็จะก้าวนำคู่แข่งไปอย่างสบาย ๆ</span></p>
<h3>ระยะที่ 3 : การนำ AI มาใช้เพื่อเป้าหมายในอนาคต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Generative AI จะช่วยให้เราสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น และมนุษย์ก็จะเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ กล่าวคือ Generative AI สามารถนำมาช่วยได้ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดไอเดีย (Ideation Stage) โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์เทรนด์การตลาด (Marketing Trends), พฤติกรรมลูกค้า (Consumer Behaviors) ฯลฯ นี่คือแผนงานแห่งอนาคตที่องค์กรควรนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความเป็นไปได้ให้กับงานของเรามากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถยกตัวอย่างการนำ AI มาใช้ในองค์กรแห่งอนาคตได้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> การคิดค้นไอเดียใหม่ ๆ (Innovative Product Ideation) </b><span style="font-weight: 400;">: Generative AI จะช่วยลดการถกเถียงของพนักงานว่ากลยุทธ์แบบไหนดีที่สุด เพราะการศึกษาข้อมูลจำนวนมากจะทำให้เราได้ข้อมูลที่ชัดเจน สามารถนำไปพัฒนาทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการสร้างสรรค์ผลงานแบบเฉพาะเจาะจงได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้การพัฒนาของ Generative AI ยังช่วยให้ตัวมันเองกลายเป็นธุรกิจใหม่ ๆ ได้ด้วย เช่นการนำมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย, เทคโนโลยีด้านการตรวจจับข้อมูล (Sensor Technology) หรือแม้แต่เทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ AI สามารถวิเคราะห์อัตราเต้นของหัวใจ, อัตราชีพจร แล้วนำไปพิจารณาผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อดูว่าร่างกายของเรากำลังมีปัญหาใด ๆ หรือไม่ เป็นต้น</span></li>
<li><b> การทำตัวต้นแบบได้ง่ายขึ้น (Rapid Prototyping)</b><span style="font-weight: 400;"> : ในอดีตการจะนำแนวคิดมาทดลองในสถานการณ์จริงเป็นเรื่องยาก แต่ Generative AI ทำให้ขั้นตอนนี้กลายเป็นเรื่องง่ายและใช้เวลาเพียงนิดเดียวโดยไม่เปลืองงบประมาณ วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นสินค้าในทุกแง่มุม ทำให้ตัดสินใจผลิตได้ง่ายขึ้น </span></li>
<li><b> การนำ AI มาช่วยประชาสัมพันธ์สินค้า (Content-Driven Products)</b><span style="font-weight: 400;"> : การขายสินค้าในปัจจุบัน คือการขายเรื่องราวด้วย ซึ่ง AI จะทำให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ในอดีตเราจะทำแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีพนักงานที่ชำนาญเรื่องนี้โดยตรง แต่ปัจจุบัน AI สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้เราในเวลาเพียงไม่กี่วินาที จึงทำให้เรามีช่องทางประชาสัมพันธ์ที่มากกว่าเดิม</span></li>
</ol>
<blockquote>
<h4><em>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</em></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง 132"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: HR จะประยุกต์ใช้ AI ยังไงได้บ้าง ? </span></strong></p>
<p>มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่อง AI แถมยังมีหลายตัว หลายโปรแกรมเหลือเกิน แล้ว HR จะใช้งานอย่างไรได้บ้าง​</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: สื่งที่ AI ช่วยงาน HR จะเน้นไปในเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงงานบริการต่าง ๆ ในองค์กร</span></strong></p>
<p>1. AI สามารถช่วยงานด้านตรวจสอบประวัติผู้สมัคร การเก็บรวบรวมข้อมูลจากโปรไฟล์โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงประวัติงานออนไลน์ของพนักงาน</p>
<p>2. AI สามารถใช้ระบุทักษะ (Competency)ของพนักกงานแต่ละกลุ่มงานได้ รวมถึงทักษะที่ควรส่งเสริมเพิ่มเติมให้พนักงานแต่ละคน เป็นการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะตัวบุคคลให้แก่พนักงาน</p>
<p>3. AI ช่วยงานธุรการได้ รวมถึงการสื่อสารภายในองค์กร การส่งเอกสาร การติดตามอีเมล และงานอื่นๆ ที่เป็นงานบริการในสำนักงาน</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1664?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง 133"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">AI คือสิ่งที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนองค์กรของคุณจะช่วยปรับมุมมองของพนักงานทุกคนให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพมากกว่าที่เคย และสิ่งที่เคยเป็นเพียงจินตนาการในหัวสามารถถูกสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้ผ่านกลไกเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ให้ AI เป็นศูนย์กลางจะมีมุมมองต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไป จะมีความเฉียบคมในการเลือกสินค้ามากขึ้น สามารถดูแลพนักงานได้อย่างตรงจุดและสามารถพาองค์กร ไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในขนบธรรมเนียมแบบเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องคิดเสมอว่าองค์กรกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ หากเราไม่ปรับตัว เราก็จะไม่สามารถต่อกรกับคู่แข่งได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ได้กระจายอยู่ทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นองค์กรที่มี AI เป็นศูนย์กลาง จะถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณไม่รู้ว่าจะหาคำแนะนำดี ๆ ได้จากที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ HR Consulting จาก HR Products &amp; Services แฟลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะต้องการตัวช่วยแบบไหนที่นี่มีครบ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="AI Centric Organization : HR ต้องทำอย่างไร ถ้าอยากให้องค์กรมี AI เป็นศูนย์กลาง 134"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/4jdzsnsv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/4jdzsnsv</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://tinyurl.com/3pypkh74" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/3pypkh74</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/ai-centric-organization-231218/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/the-history-of-hr-231204/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/the-history-of-hr-231204/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Dec 2023 06:28:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรมนุษย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=36257</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT จุดเริ่มต้นของ History of HR หรือประวัติศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลคือช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ และสภาพสังคมอันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เครื่องจักรไอน้ำ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจขยายตัวจากแบบจุลภาคเป็นแบบมหภาค (Mass Production) จนเริ่มมีโรงงานขนาดใหญ่ก่อตั้งขึ้น และมีคนในตลาดแรงงานมากกว่าที่เคย บริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบ (Prototype) ของแผนก HR ก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ดูแลงานด้าน Personnel Management ของบริษัท National Cash Register Co. ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี 1900 ซึ่งแผนกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการเหตุประท้วงหยุดงานของพนักงาน โดยมีหน้าที่หลักเพื่ออบรมผู้นำให้เข้าใจในเรื่องของกฎหมายแรงงาน และออกแบบนโยบายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย งาน HR เข้าสู่เรื่องของการทำ Recruitment ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ประเทศต่าง ๆ ต้องการกำลังคนไปผลิตนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการในสงคราม ซึ่งพอหน่วยงานรู้แล้วว่าต้องการนำคนไปใช้กับเรื่องอะไร ก็เลือกเฉพาะคนที่เหมาะกับหน้าที่ และมองข้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้เลย ว่ากันว่าวิธีการเรียนรู้เรื่องใดสักเรื่องหนึ่งคือการสืบค้นไปถึงราก เพื่อดูว่าสิ่งเหล่านั้นถือกำเนิดมาจากแนวคิดและทัศนคติแบบใด เคยสร้างประโยชน์มาแล้วมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้รู้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในบริบทปัจจุบันได้อย่างไร  เรื่องของ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของ History of HR หรือประวัติศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลคือช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ และสภาพสังคมอันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เครื่องจักรไอน้ำ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจขยายตัวจากแบบจุลภาคเป็นแบบมหภาค (Mass Production) จนเริ่มมีโรงงานขนาดใหญ่ก่อตั้งขึ้น และมีคนในตลาดแรงงานมากกว่าที่เคย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบ (Prototype) ของแผนก HR ก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ดูแลงานด้าน Personnel Management ของบริษัท National Cash Register Co. ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี 1900 ซึ่งแผนกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการเหตุประท้วงหยุดงานของพนักงาน โดยมีหน้าที่หลักเพื่ออบรมผู้นำให้เข้าใจในเรื่องของกฎหมายแรงงาน และออกแบบนโยบายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">งาน HR เข้าสู่เรื่องของการทำ Recruitment ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ประเทศต่าง ๆ ต้องการกำลังคนไปผลิตนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการในสงคราม ซึ่งพอหน่วยงานรู้แล้วว่าต้องการนำคนไปใช้กับเรื่องอะไร ก็เลือกเฉพาะคนที่เหมาะกับหน้าที่ และมองข้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้เลย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/IMG_8089.png" alt="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์" width="600" height="370" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 141"></p>
<p dir="ltr">ว่ากันว่าวิธีการเรียนรู้เรื่องใดสักเรื่องหนึ่งคือการสืบค้นไปถึงราก เพื่อดูว่าสิ่งเหล่านั้นถือกำเนิดมาจากแนวคิดและทัศนคติแบบใด เคยสร้างประโยชน์มาแล้วมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้รู้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในบริบทปัจจุบันได้อย่างไร  เรื่องของ HR หรือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็เช่นกัน เพราะปัจจัยเรื่องคนถือเป็นสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยมากที่สุด การเรียนรู้ว่า HR ก้าวข้ามช่วงเวลาต่าง ๆ มาได้ด้วยกลยุทธ์แบบไหนจะยิ่งทำให้มุมมองของเราเฉียบคมขึ้น</p>
<p dir="ltr">HR มักเป็นหน่วยงานแรกที่คนนึกถึงเวลาเกิดปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับเครดิตในเรื่องความสำเร็จขององค์กร ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงานทรัพยากรบุคคลมักถูกกำหนดให้เป็นงานเบื้องหลัง ทั้งที่ความจริงแล้วหน่วยงานนี้เป็นเหมือนปราการด่านแรกที่พนักงานจะได้ทำความรู้จักและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งด้านบวกและลบ เช่น การเลื่อนตำแหน่ง, การขึ้นเงินเดือน เรื่อยไปจนถึงการเชิญออก เป็นต้น</p>
<p dir="ltr">ประวัติศาสตร์ของ HR เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และงานบริหารคนจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่ HREX.asia</p>
<p dir="ltr"></p>
<h2 dir="ltr">History of HR ประวัติศาสตร์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)</h2>
<p dir="ltr">จุดเริ่มต้นของการบริหารทรัพยากรบุคคลต้องย้อนกลับไปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เรื่อยไปถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ และสภาพสังคมอันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18</p>
<p dir="ltr">การปฏิวัติในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจขยายตัวจากแบบจุลภาคเป็นแบบมหภาค (Mass Production) จนเริ่มมีโรงงานขนาดใหญ่ก่อตั้งขึ้น ต่างจากในอดีตที่เครื่องมือยังไม่สมบูรณ์นัก และผู้คนส่วนใหญ่ก็จะทำงานเพื่อตัวเองและครอบครัวในขนาดเล็ก ๆ เท่านั้น ยังไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้าขายในวงกว้างอย่างจริงจัง</p>
<p dir="ltr">แต่เมื่อ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/industrial-revolution-4ir-210618/">การปฏิวัติอุตสาหกรรม </a>เกิดขึ้น ผู้คนก็เห็นโอกาสทางการค้า ทำให้เกิดการว่าจ้างแรงงานที่มากกว่าเดิมเพื่อเพิ่มผลิตผล เมื่อมีโรงงานมากขึ้น เราก็ต้องมีวิธีการบริหารที่รัดกุมมากขึ้น เพราะจากเดิมเมื่องานถูกทำในพื้นที่เล็ก ๆ ทุกคนก็จะรู้จักกันเป็นอย่างดี สามารถพูดคุยกันได้ตามอัธยาศัย แต่เมื่อองค์กรใหญ่โตจนพนักงานบางส่วนอาจไม่เคยเจอเจ้าของโรงงานด้วยซ้ำ เราก็ต้องมีระบบและโครงสร้างที่แข็งแรงเพื่อควบคุมคนมากมายให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ</p>
<p dir="ltr">ระยะห่างระหว่างผู้บริหารและพนักงานนี้เองที่ทำให้ปัญหาหลายอย่างถูกละเลย และยังไม่รวมถึงปัญหาด้านสวัสดิภาพของพนักงานจากเครื่องจักรที่เพิ่งถูกพัฒนาและยังไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทรัพยากรบุคคลต้องได้รับการดูแลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ทำให้เกิดงาน HR ในปัจจุบัน</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36262" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/5e01968f7c53ad628161c4113463cfe2-600x370-1.jpg" alt="5e01968f7c53ad628161c4113463cfe2 600x370 1" width="600" height="370" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 142" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/5e01968f7c53ad628161c4113463cfe2-600x370-1.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/5e01968f7c53ad628161c4113463cfe2-600x370-1-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/industrial-revolution-4ir-210618/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คืออะไร : ผลกระทบ ความท้าทาย และบทบาทสำคัญของ HR</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 dir="ltr">ต้นศตวรรษที่ 20 : จุดเริ่มต้นของ HR หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์</h2>
<p dir="ltr">การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น และจากความต้องการในสังคมที่มากกว่าเดิม ก็ยิ่งทำให้นายจ้างใช้งานบุคลากรอย่างไม่ยอมให้พักจนนำไปสู่ปัญหาระหว่างกันอย่างรุนแรง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องการวางระบบเพื่อสร้าวความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับสวัสดิการของพนักงานให้มีสิทธิ์สวัสดิภาพตามสมควร</p>
<p dir="ltr">บริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบ (Prototype) ของแผนก HR ก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ดูแลงานด้าน Personnel Management ของบริษัท National Cash Register Co. ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี 1900 ซึ่งแผนกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการเหตุประท้วงหยุดงานของพนักงาน โดยมีหน้าที่หลักเพื่ออบรมผู้นำให้เข้าใจในเรื่องของกฎหมายแรงงาน และออกแบบนโยบายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย</p>
<p dir="ltr">คุณ Jamie Hickey ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR จากบริษัท Coffee Semantics กล่าวว่า การสร้างแผนก HR ขึ้นมาในยุคนั้น ได้ทำให้องค์กรสามารถโฟกัสอยู่กับโครงสร้างทางธุรกิจ (Business Model) โดยไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีพนักงานคนไหนเสียความรู้สึกหรือไม่ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p dir="ltr">จุดเร่งที่สำคัญอย่างต่อมาก็คือการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องการคนไปผลิตนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการในสงคราม โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีความต้องการในการใช้บุคลากรมากกว่าที่อื่นอย่างชัดเจน</p>
<p dir="ltr">ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้งาน HR เริ่มเข้าสู่แง่มุมของการคัดบุคลากรอย่างเป็นระบบ (Recruiting Process) เพราะเมื่อหน่วยงานรู้ชัดเจนแล้วว่าต้องการนำพนักงานไปใช้กับเรื่องอะไร เราก็สามารถเลือกเฉพาะคนที่เหมาะกับหน้าที่ และมองข้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้เลยเพื่อประหยัดทรัพยากร กระบวนการเปรียบเทียบพนักงานเกิดขึ้นตรงนี้ และถือเป็นหลักฐานของการสรรหาบุคลากรจวบจนปัจจุบัน</p>
<p dir="ltr">อนึ่งคำว่า Human Resources ถูกใช้เป็นทางการครั้งแรกในปี 1954 หลังจากที่ Peter Ducker ได้เขียนหนังสือเรื่อง The Practice of Management ออกมา แต่ในความเป็นจริง ณ ตอนนั้น คือ ผู้บริหารระดับสูงก็ไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นกับงานทรัพยากรมนุษย์มากขนาดนั้น และมักจะเอาตัวเองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องและใช้อำนาจในการตัดสินใจเองมากกว่า</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47089" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96.webp" alt="History of Recruitment: ประวัติศาสตร์การจ้างงาน จากยุคทาสสู่ AI Recruitment" width="600" height="370" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 143" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-96-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/history-of-recruitment-251002/">History of Recruitment: ประวัติศาสตร์การจ้างงาน จากยุคทาสสู่ AI Recruitment</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 dir="ltr" style="text-align: left;">ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 : HR ในฐานะผู้คุมกฎ (Rule Enforcer)</h2>
<p dir="ltr">เมื่อกระแสเรื่องการวางโครงสร้างเพื่อพัฒนาบุคลากรเริ่มได้รับความนิยมและถูกนำไปปฏิบัติในวงกว้างขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องพูดถึงต่อมาก็คือเรื่องของเพศและเชื้อชาติ อ้างอิงจาก Civil Rights Act of 1984 หรือรัฐบัญญัติสิทธิพลเมือง ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นกฏหมายแรงงานและสิทธิพลเมืองชิ้นสำคัญในสหรัฐอเมริกาที่ได้ระบุให้การเลือกปฏิบัติจากสีผิว, เชื้อชาติ, ศาสนา, เพศ หรือชนชาติกำเนิดนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย</p>
<p dir="ltr">และ Equal Employment Opportunity Act of 1972 หรือกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานอย่างเท่าเทียม ค.ศ.1972 โดยกฎหมายเหล่านี้ได้ทำให้เหล่าผู้ประกอบการตื่นตัวมากขึ้น เพราะจะมีบทลงโทษหากไม่สามารถทำตามข้อกำหนดที่วางไว้ได้</p>
<p dir="ltr">คุณ Ruhal Dooley ในฐานะ HR Knowledge Advisor จาก SHRM กล่าวว่าในช่วงปี 1980 งานของฝ่ายบุคคลได้ยกระดับมาจากงานเสมียนที่ดูแลในเรื่องของเงินเดือน ไปเป็นงานบริหารแบบครอบคลุมยิ่งขึ้น เช่น การตรวจดูว่าพนักงานได้รับเงินครบถ้วนหรือไม่, การเก็บสถิติเพื่อนำไปวางแผนด้านกลยุทธ์ เป็นต้น</p>
<p dir="ltr">ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีเติบโตจนเข้าถึงคนได้หลากหลายกว่าเดิม (World is Smaller) องค์กรที่รู้จักปรับตัว ก็ถือเป็นองค์กรที่สามารถพัฒนาไปจัดการเรื่อง ‘ปัญหาของคน’ (People Problems) ในโลกธุรกิจได้อย่างแท้จริง</p>
<p dir="ltr">ดังนั้นเมื่อกฎหมายมีความจริงจังและมีความรุนแรงมากขึ้น องค์กรส่วนใหญ่ก็จะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่าปลอดภัยไว้ก่อน (Better Safe Than Sorry) จึงมีการคิดค้นนโยบายบริการคนโดยเอาความสุขของพนักงานเป็นที่ตั้งมากขึ้น จนเกิดเป็นหน่วยงานอย่างจริงจังนั่นเอง</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36265" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity.jpg" alt="ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ Workforce Diversity" width="600" height="370" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 144" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity.jpg 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ-Workforce-Diversity-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 dir="ltr">HR ในปัจจุบันคือเพื่อนคู่คิดเพื่อวางแผนกลยุทธ์</h2>
<p dir="ltr">แม้ว่าจะมีงาน HR หลายส่วนที่เป็นงานแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคแรกของ National Cash Register Co. เช่น การแก้ไขข้อข้องใจของพนักงาน (Worker’s Grievances), การอบรมผู้บริการ, การคิดค้นนโยบาย ฯลฯ แต่ความสำคัญของ HR ก็ได้เพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน สอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าเดิม</p>
<p dir="ltr">ในอดีตนั้น หลายคนมักมองฝ่ายบุคคลเป็นตัวร้ายที่คอยกำหนดทิศทางขององค์กรให้เป็นไปตามแผนที่ผู้บริหารวางไว้โดยไม่โอนอ่อน แต่ในปัจจุบัน HR ถูกมองเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง (Competitive Advantage) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการโน้มน้าว (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/whyimportantmotivation/">Motivating</a>), ว่าจ้าง (<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/">Recruiting</a>), การมีส่วนร่วม (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/">Engaging</a>), การพัฒนา (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190423-human-resource-development/">Developing</a>) และการรักษาพนักงาน (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/">Retaining</a>) จะประสบความสำเร็จมากกว่าองค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย</p>
<p dir="ltr">Trav J. Walkowski จาก SHRM และ Chief People Officer จาก Employmetrics กล่าวว่า HR ในสมัยก่อนจะตะโกนด่าพนักงานที่ทำผิดกฎ แต่ในปัจจุบัน HR จะมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/">Empathy</a>) และหาทางทำทุกอย่างเพื่อให้พนักงานกลายเป็นคนที่เก่งกว่าเดิม ซึ่งหากเจอกฎที่ไม่มีประโยชน์และไร้สาระ HR ก็พร้อมที่จะยกเลิกกฎระเบียบนั้นทันที</p>
<p dir="ltr">ในที่นี้คุณ Dooley กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ทำให้ HR ในปัจจุบันแตกต่างจากสิ่งที่เป็นเมื่อ 30 ปีก่อนก็คือโลกของเรามีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่ทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ต้องรู้จักวางกลยุทธ์เชิงธุรกิจ (Strategic Planner) สามารถปรับตัว และสามารถหาข้อสรุปว่าจะเอาทรัพยากรไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวได้ว่าโลกของ HR ในปัจจุบันมีความแตกต่างจากสิ่งที่เคยเป็นมากที่สุดแล้ว</p>
<p dir="ltr">อีกแง่มุมที่น่าสนใจก็คือการทำงานในอดีตให้ความสำคัญกับเครื่องจักรเป็นอันดับหนึ่ง และมองว่าแรงงานคนเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของเครื่องจักรเท่านั้น อย่างไรก็ตามองค์กรปัจจุบันต่างมีแนวคิดว่าคนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร และองค์กรจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้เลยหากมองข้ามความสำคัญของมนุษย์ไป</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36268" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/02-HREX-Cover.png" alt="02 HREX Cover" width="600" height="370" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 145" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/02-HREX-Cover.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/12/02-HREX-Cover-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA">ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 dir="ltr">อนาคตของงาน HR เป็นอย่างไร ?</h2>
<p dir="ltr">HR ในปัจจุบันกำลังก้าวข้ามจากเรื่องของเพื่อนคู่คิดไปเป็นผู้ผลักดันทางธุรกิจ (Business Driver) และคนทำงานด้านนี้ในปัจจุบันและอนาคตจะต้องมีความเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์คน (People Analytics) ต้องรู้ว่าจะหาโอกาสให้พนักงานเติบโตอย่างไร ต้องรู้ว่าจะเอาความผิดพลาดในอดีตมาประยุกต์ใช้ให้เป็นข้อได้เปรียบในอนาคตด้วยวิธีไหน ต้องรู้จักสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานรู้สึกตื่นเต้นในการมาทำงาน (Excite to come to work) และทุกคนพร้อมทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้เป้าหมายขององค์กรบรรลุผลสำเร็จ เราไม่จำเป็นต้องมีลำดับขั้นความอาวุโสที่ชัดเจน (Hierarchy) เพราะทุกคนมีความสำคัญเท่า ๆ กัน</p>
<p dir="ltr">จะว่าเห็นการเกิดขึ้นของแผนก HR เริ่มต้นมาจากจำนวนของแรงงานที่มากขึ้นจนผู้บริหารระดับสูงไม่สามารถดูแลทุกคนได้อย่างทั่วถึง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายความว่าในอนาคตหากเรามีสถานการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับโลกธุรกิจอีกครั้ง รูปแบบของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็อาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย หรืออาจมีแนวทางใหม่ ๆ เข้ามาบริหารจัดการ</p>
<p dir="ltr">เพราะท้ายสุดแล้ว นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางเม็ดเงินและความสำเร็จขององค์กรแล้ว สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือความสุขของพนักงานซึ่งเป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับองค์กร สรุปได้ความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) รู้จักรับฟังพนักงานอย่างจริงใจ จะเป็นรากฐานความสำเร็จขององค์กรตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต</p>
<p dir="ltr">หาก HR ที่ไม่รู้ว่าจะปรับตัวให้ทันกระแสอย่างไร และควรยกระดับองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพสังคมด้วยวิธีไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ HR Products &amp; Services แพลตฟอร์มที่รวบรวมตัวช่วยด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จะเป็นองค์กรเก่าหรือใหม่ ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ที่นี่พร้อมดูแลแบบครบวงจร</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="THE HISTORY OF HR : ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 146" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p dir="ltr"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li dir="ltr" aria-level="1">
<p dir="ltr" role="presentation"><a href="https://tinyurl.com/hdjfpn8s" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/hdjfpn8s</a></p>
</li>
<li dir="ltr" aria-level="1">
<p dir="ltr" role="presentation"><a href="https://tinyurl.com/vyarvp98" target="_blank" rel="noopener">https://tinyurl.com/vyarvp98</a></p>
</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/the-history-of-hr-231204/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/data-breach-231108/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/data-breach-231108/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Nov 2023 03:51:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Data Breach]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=35667</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Data Breach คือการที่ข้อมูลของเราถูกเข้าถึงโดยกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งแฮ็กเกอร์, นักขโมยข้อมูลจากบริษัทคู่แข่ง หรือแม้แต่อดีตพนักงานที่ออกจากองค์กรไปแล้วก็ได้ กระบวนการเรียนรู้เรื่อง Data Security ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำแค่ปีละครั้งหรือไตรมาสละครั้งอีกต่อไป แต่เราต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร พนักงานต้องรู้สึกว่าการปกป้องข้อมูลของบริษัทเป็นหน้าที่ของทุกคน และรู้ว่าเครื่องมือ Data Security มีวิธีการใช้งานอย่างไร  ปัญหาที่ทำให้เกิด Data Breaching คือพอมีพนักงานลาออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว ระบบยังเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลที่เคยถือครองอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งที่ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนมาก HR กับฝ่าย IT มีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องนี้โดยตรง โดยวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเอาหัวหน้าแผนกทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน ทั้งแผนกที่โดนล้วงข้อมูลกับแผนกที่ยังไม่เจอเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เข้าใจปัญหาร่วมกันมและช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด Data Breach ได้กลายเป็นศัพท์ที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Data Driven อย่างเป็นรูปธรรม และกระบวนการ HR Transformation นับจากนี้ล้วนต้องอาศัยข้อมูลเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการหลุดรอดของข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะของพนักงานหรือความลับด้านธุรกิจขององค์กร จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายของบริษัทก็ได้ ดังนั้นองค์กรที่เอาแต่ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยละเลยเรื่องของ Security Education จะถือว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินงานอยู่บนความเสี่ยงและไม่เกินผลดีในระยะยาว Data Breach [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Data Breach คือการที่ข้อมูลของเราถูกเข้าถึงโดยกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งแฮ็กเกอร์, นักขโมยข้อมูลจากบริษัทคู่แข่ง หรือแม้แต่อดีตพนักงานที่ออกจากองค์กรไปแล้วก็ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กระบวนการเรียนรู้เรื่อง Data Security ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำแค่ปีละครั้งหรือไตรมาสละครั้งอีกต่อไป แต่เราต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร พนักงานต้องรู้สึกว่าการปกป้องข้อมูลของบริษัทเป็นหน้าที่ของทุกคน และรู้ว่าเครื่องมือ Data Security มีวิธีการใช้งานอย่างไร </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาที่ทำให้เกิด Data Breaching คือพอมีพนักงานลาออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว ระบบยังเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลที่เคยถือครองอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งที่ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR กับฝ่าย IT มีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องนี้โดยตรง โดยวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเอาหัวหน้าแผนกทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน ทั้งแผนกที่โดนล้วงข้อมูลกับแผนกที่ยังไม่เจอเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เข้าใจปัญหาร่วมกันมและช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35669" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/os.webp" alt="os" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 154" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/os.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/os-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>Data Breach</b><span style="font-weight: 400;"> ได้กลายเป็นศัพท์ที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Data Driven อย่างเป็นรูปธรรม และกระบวนการ HR Transformation นับจากนี้ล้วนต้องอาศัยข้อมูลเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับกลยุทธ์ต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการหลุดรอดของข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะของพนักงานหรือความลับด้านธุรกิจขององค์กร จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายของบริษัทก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นองค์กรที่เอาแต่ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยละเลยเรื่องของ Security Education จะถือว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินงานอยู่บนความเสี่ยงและไม่เกินผลดีในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Data Breach คืออะไรและสำคัญกับองค์กรมากแค่ไหน หาคำตอบไปพร้อมกับเราได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>Data Breach คืออะไร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับ HR อย่างไร ?</b></h2>
<p><b>Data Breach</b><span style="font-weight: 400;"> คือการที่ข้อมูลของเราถูกเข้าถึงโดยกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งแฮ็กเกอร์, นักขโมยข้อมูลจากบริษัทคู่แข่ง หรือแม้แต่อดีตพนักงานที่ออกจากองค์กรไปแล้วก็ได้ โดยข้อมูลที่ถูกขโมยประกอบไปด้วยประวัติทางด้านการเงิน, ข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน หรือเอกสารที่เป็นความลับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้สามารถส่งผลได้ตั้งแต่ระดับองค์กรไปจนถึงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่ฃสามารถสร้างความเสียหายจนทำให้องค์กรต้องปิดตัวลงได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Data Breach มักเกิดขึ้นตามกระบวนการดังต่อไปนี้</span></p>
<p><a href="https://www.ibm.com/reports/data-breach" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">IBM</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการวิจัยในปี 2023 และพบว่า Data Breach ได้ทำให้องค์กรทั่วโลกสูญเสียเงินรวมกันถึง 4.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขึ้น เราขออธิบายกระบวนการเกิด Data Breach ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> ช่วงของการค้นคว้าข้อมูล (Researching) </b><span style="font-weight: 400;">: ผู้ที่ไม่หวังดีจะเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลของเหยื่อให้มากที่สุด พยายามหาจุดอ่อนให้ได้ว่าหากต้องการข้อมูลที่สำคัญจะต้องเข้าหาในเวลาไหน ด้วยวิธีการแบบไหน พวกเขาจะนำข้อมูลเชิงลึก (Insight) มาวิเคราะห์ และประยุกต์สร้างเป็นเครื่องมือเพื่อใช้เจาะข้อมูลในลำดับต่อไป</span></li>
<li><b> ช่วงของการโจมตี (Attacking) </b><span style="font-weight: 400;">: เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว มิจฉาชีพก็จะเข้าโจมตีจุดอ่อนขององค์กรทันทีในเวลาที่เหมาะสม, ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งได้ลองพิสูจน์แล้วว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้บรรลุผลในการโจรกรรมข้อมูลจริง ๆ ตัวอย่างการโจมตี เช่น การเจาะรหัสผ่านที่อ่อนแอ,  การหลอกให้กรอกข้อมูลผ่าน Phishing Platform หรือการขโมย Log-in Credential เป็นต้น</span></li>
<li><b> ช่วงของการจัดเก็บข้อมูล (Compromising Data) </b><span style="font-weight: 400;">: เมื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการแล้ว ผู้เจาะข้อมูลก็จะใช้เทคนิคที่หลากหลายในการเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปขายตาม Dark Web หรือส่งต่อให้บริษัทคู่แข่งก็ได้</span></li>
</ol>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35672" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssz.webp" alt="ssz" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 155" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssz.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssz-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/230807-how-to-win-in-the-world-of-data/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สรุปสัมมนา How to Win in The World of Data จากงาน BIZ CUBE Chula Forum 2023 </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>HR สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่อง Data Breach ได้อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มักลืมก็คือการตั้งคำถามว่าพนักงานของเรามีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ แล้วหรือยัง เพราะมีอยู่หลายครั้งที่องค์กรจ่ายเงินเพื่อนำ HR Tech ล้ำสมัยมาใช้ แต่กลับมีคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้จริง นี่คือปัญหาที่ตอกย้ำให้เห็นว่า Security Education ยังเป็นจุดอ่อนของหลาย ๆ องค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งแรกที่ HR ต้องทำก็คือการเน้นย้ำว่า กระบวนการเรียนรู้เรื่อง Data Security ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำแค่ปีละครั้งหรือไตรมาสละครั้งอีกต่อไป แต่เราต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร พนักงานต้องรู้สึกว่าการปกป้องข้อมูลของบริษัทเป็นหน้าที่ของทุกคน และเมื่อองค์กรนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเข้ามาในบริษัท HR ก็ควรจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้พนักงานรู้ว่าเครื่องมือเหล่านั้นมีวิธีการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร นี่คือขั้นตอนพื้นฐานที่จะช่วยให้บริษัทของคุณห่างไกลจาก Data Breach มากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรามีรากฐานที่แข็งแรงแล้วให้เริ่มกระบวนการป้องกัน Data Breach ด้วยแนวทางเหล่านี้</span></p>
<h3><b>1. HR ต้องเข้าใจว่าเนื้อหาแต่ละประเภทต้องการรูปแบบการรักษาความปลอดภัยแบบไหน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าภาพการ Outing ของบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเทียบเท่ากับ Business Plan ของบริษัท เราต้องเลือกใช้ระบบรักษาความปลอดภัยให้เหมาะสม โดยเราสามารถคิดเพิ่มเติมจากการตั้งคำถามแบบนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรากำลังปกป้องข้อมูลอะไรอยู่ และกำลังปกป้องจากใคร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระบบที่ใช้ในองค์กรของเราลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจคือแบบใด มีความสอดคล้องหรือไม่ เราสามารถส่งต่อข้อมูลได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกโจรกรรมหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรของเราจะป้องกันจุดอ่อนด้าน Data Security โดยอ้างอิงกับระบบของทุกฝ่ายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นได้อย่างไร</span></li>
</ul>
<h3><b>2. กำหนดให้ชัดเจนว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบใดได้บ้าง </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เรากำหนดได้แล้วว่าข้อมูลแบบใดควรใช้ระบบป้องกันภัยแบบไหน, ด้วยเครื่องมือแบบไหน เราก็ต้องมาจำกัดด้วยว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงด้วยพนักงานในระดับใด และจากแผนกใดได้บ้าง เพราะบางองค์กรมักกำหนดให้คนที่ใช้อีเมลบริษัทเข้าถึงไดรฟ์ได้เท่า ๆ กัน ไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ แต่วิธีดังกล่าวจะทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงไฟล์ของบริษัทได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากเราจำกัดวงข้อมูลให้แคบลง ความปลอดภัยก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h3><b>3. HR ต้องร่วมมือกับฝ่าย IT เพื่อตรวจสอบและจำกัดการเข้าถึงของพนักงานให้ครอบคลุมที่สุด </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสำคัญของหลายองค์กรคือพอมีพนักงานลาออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว ระบบยังเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลที่เคยถือครองอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งที่ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนมาก ลองนึกตามดูว่าถ้าพนักงานของเราย้ายไปอยู่กับบริษัทคู่แข่งหรือบริษัทในสายธุรกิจเดียวกัน การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกขององค์กรมีแต่จะทำให้บริษัทต้องเสียข้อได้เปรียบทางธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงการถูกขโมยข้อมูลไปใช้จนอาจพลาดโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเลยก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากมีพนักงานลาออกหรือย้ายตำแหน่ง องค์กรต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่พนักงานเลือกลบจากคอมพิวเตอร์ใบนั้นมีอะไรบ้าง และต้องยืนยันกับฝ่ายไอทีว่าพนักงานไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แล้วจริง ๆ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35673" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/หผสส.webp" alt="หผสส" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 156" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/หผสส.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/หผสส-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/tips/9-benefits-hr-big-data/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">9 ประโยชน์ Big Data ในงาน HR ยุคดิจิทัล </a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>หน้าที่ของ HR หลังเกิดเหตุการณ์ Data Breach คืออะไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และเทคโนโลยีดังกล่าวก็พัฒนาไปถึงขั้นตอนที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Generative AI) จึงไม่แปลกหากองค์กรของคุณจะถูกโจมตีโดยเหล่าแฮ็กเกอร์เป็นประจำ แต่ในฐานะของ HR การปล่อยให้องค์กรกลายเป็นเป้าโจมตีอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะถือว่ากำลังนำองค์กรไปอยู่บนความเสี่ยง พนักงานไม่สามารถทำงานอย่างสบายใจ เพราะไม่รู้ว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาจะถูกขโมยไปหรือไม่ ดังนั้น HR ต้องมีความรู้ในเบื้องต้นว่าจะรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างไร เพื่อให้ฝ่ายไอทีแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้พนักงานทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่หมดกำลังใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเกิด Data Breach ขึ้นในองค์กรของคุณให้ปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>HR ต้องสื่อสารให้เป็น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ต้องทำการสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่าเมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการตั้งสติและรับมือกับสถานการณ์อย่างมืออาชีพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่งลงแล้ว เราก็ต้องจับคนทุกแผนกมาพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าแนวทางแก้ปัญหาขององค์กรเป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อเราจัดลำดับความสำคัญตรงนี้ เราก็จะทำงานได้อย่างมีขั้นตอน ไม่สะเปะสะปะ สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีระเบียบมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องชี้แจงให้พนักงานเข้าใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีเรื่องที่ต้องกังวลอย่างไรบ้าง เพราะพนักงานควรเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส (Transparency) พนักงานมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขขององค์กร ขณะที่กลุ่มผู้นำก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงกลยุทธ์และเครื่องมือที่องค์กรมีไว้สำหรับรับมือกับปัญหาเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความเชื่อมั่นกับกลุ่มผู้นำมีความสำคัญ เพราะพวกเขาคือคนที่จะถ่ายทอดข้อมูลในแง่บวกไปสู่พนักงานที่กำลังตื่นตระหนกอยู่อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นสิ่งแรกที่ HR ต้องมีคือทักษะการสื่อสาร เพราะจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง</span></p>
<h3><b>HR ต้องสร้างความเข้าใจกับลูกค้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อข้อมูลขององค์กรหลุดรอดออกไป ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับพนักงานภายในองค์กรเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าธุรกิจโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอยู่เสมอ นั่นแปลว่าการถูกล้วงข้อมูลในแต่ละครั้งมักมีข้อมูลของลูกค้าปะปนอยู่ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราต้องตรวจสอบโดยละเอียดว่ามีข้อมูลสำคัญของคนอื่นที่ตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า หากมี เราต้องรีบแจ้งเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพราะถือว่าลูกค้ามอบความเชื่อใจให้เราดูแลข้อมูลเหล่านั้น เราจึงมีหน้าที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด หากเราไม่สื่อสารตรงนี้ให้ชัดเจนก็ มีโอกาสสูงมากที่ลูกค้าจะยกเลิกสัญญา ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำธุรกิจขององค์กร</span></p>
<h3><b>HR ต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ Data Breach เกิดขึ้น สิ่งที่ HR ต้องทำคือการเก็บข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดให้ชัดเจนเพื่อให้ฝ่ายกฎหมายนำไปใช้ และเอาไว้ให้ทีมงานศึกษาเพื่อระมัดระวังในครั้งต่อไป โดยข้อมูลที่เราต้องเก็บประกอบด้วย 1.) เวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น 2.) รายการข้อมูลที่ถูกขโมย 3.) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร 4.) จุดอ่อนของระบบรักษาความปลอดภัยอยู่ตรงไหน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องนี้โดยตรง โดยวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเอาหัวหน้าแผนกทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน ทั้งแผนกที่โดนล้วงข้อมูลกับแผนกที่ยังไม่เจอเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เข้าใจปัญหาร่วมกันมและช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่เสมอ ดังนั้นระบบรักษาความปลอดภัยที่องค์กรใช้อยู่เดิมก็ต้องพัฒนาตามไปด้วย เราไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วค่อยทำการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย แต่เราควรศึกษาหาข้อมูลเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนสามารถดำเนินงานได้บนพื้นฐานของความปลอดภัย ไม่ต้องตกอยู่ในความกลัวโดยไม่จำเป็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35674" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/datasss.webp" alt="datasss" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 157" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/datasss.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/datasss-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ตัวอย่างเหตุการณ์ Data Breach จากบริษัทชั้นนำ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ Data Breach เกิดขึ้นกับบริษัทชั้นนำของโลกดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>Yahoo!</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2013 &#8211; 2014 โดยมิจฉาชีพสามารถเข้าถึงชื่อ, อีเมล, ที่อยู่ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ได้โดยปราศจากการยินยอม  ซึ่งหลังจากที่ข้อมูลหลุดรอดออกมา ก็ทำให้มูลค่าของของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ตกลงหลายเท่าตัว</span></p>
<h3><b>Marriot</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เครือข่ายโรงแรมชื่อดังของโลกแห่งนี้ก็เคยเป็นเหยื่อของ Data Breach เช่นกัน โดยพวกเขาถูกโจรกรรมข้อมูลไปมากกว่า 500 ล้านชิ้น ประกอบด้วยชื่อ, ที่อยู่, ข้อมูลพาสปอร์ต, ข้อมูลบัตรเครดิต  ซึ่งท้ายสุดองค์กรแห่งนี้ถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้</span></p>
<h3><b>Microsoft</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2021 ไมโครซอฟ บริษัทใหญ่ของโลกถูกเจาะข้อมูล ทำให้มี Data Breach ที่ส่งผลกระทบกับองค์กรมากถึง 60,000 แห่งทั่วโลก โดยวิธีการที่ใช้คือการปล่อยมัลแวร์เข้าไปในระบบ และเข้าไปควบคุมการทำงานของฐานข้อมูล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35670" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssza.webp" alt="ssza" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 158" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssza.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/ssza-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>AI เติบโตมากขึ้น Data Breach ยิ่งรุนแรงขึ้น HR ต้องรีบแก้ปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณไม่รู้ว่าการเติบโตของเทคโนโลยีมีอันตรายต่อการทำงานอย่างไร เราขอชี้ให้เห็นตัวอย่างด้วยการวิจัยจากบริษัท Home Security Hero จากรัฐเท็กซัส, สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทดลองนำโปรแกรม</span><a href="https://arxiv.org/abs/1709.00440" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">PassGAN</span></a><span style="font-weight: 400;"> เครื่องมือถอดรหัสพาสเวิร์ดด้วย Deep Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวจำนวน 15,680,000 ชิ้น จากฐานข้อมูลจริงของ RockYou Dataset ที่หลุดมาสู่สาธารณะ ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า 51% ของพาสเวิร์ดแบบทั่วไป (Common Password เช่น 12345, ชื่อจริง, วันเดือนปีเกิด สามารถเจาะได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเร็วดังกล่าว ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าระบบความปลอดภัยในองค์กรของเรามีความแน่นหนาแค่ไหน เพราะแผนก HR ได้รชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่ตั้งรหัสผ่านแบบคาดเดาได้ง่ายที่สุด ดังนั้นหากเราไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ แม้จะหาเทคโนโลยีเข้ามาป้องกันมากแค่ไหน ก็ถือว่าองค์กรมีรากฐานที่ไม่แข็งแรงอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Data Breach คือสิ่งที่องค์กรต้องระมัดระวังอย่างสูง และหากคุณกังวลว่าจะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เราก็ขอแนะนำให้ใช้บริการ Office Solution เพื่อยกระดับความปลอดภัยในองค์กรของคุณ ซึ่งสามารถเลือกได้ผ่านบริการ</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/67"> <span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย รับรองว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35668" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/szsszzs.webp" alt="szsszzs" width="600" height="370" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 159" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/szsszzs.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/11/szsszzs-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราพูดถึงเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรกันอยู่บ่อย ๆ ในปัจจุบัน แต่หนึ่งในวัฒนธรรมที่ต้องใส่ใจที่สุดก็คือวัฒนธรรมเรื่องการมีส่วนร่วม (Engagement) และความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) เพราะแนวคิดนี้จะทำให้เราอยากปกป้องสิ่งที่เป็นขององค์กรเสมือนว่าเป็นของตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอเน้นย้ำว่าหน้าที่นี้ไม่ใช่เรื่องของ HR หรือฝ่าย IT เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ดังนั้นหากเราอยากยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงแข็งแรง นี่คือสิ่งสำคัญที่องค์กรจะมองข้ามไปไม่ได้อีกแล้ว</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="รู้ทัน Data Breach ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความร่วมมือของ HR และฝ่าย IT 160" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/5n7vmu83" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/5n7vmu83</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/27tt2brv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/27tt2brv</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tinyurl.com/3fa4ykpx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tinyurl.com/3fa4ykpx</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/data-breach-231108/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/voluntary-benefits-231003/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/voluntary-benefits-231003/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Oct 2023 13:38:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Benefits]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=34562</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Voluntary Benefits หมายถึงสวัสดิการที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิ์ของพนักงานโดยทั่วไป แต่เป็นสวัสดิการที่พนักงานได้สิทธิ์จ่ายเงินในราคาถูกลง หรือต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองสวัสดิการนั้น ๆ Voluntary Benefits มักประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญได้แก่ สวัสดิการด้านสุขภาพ (Health &#38; Wellness), สวัสดิการด้านสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Benefit) สวัสดิการด้านกฎหมาย (Legal) และสวัสดิการด้านการเงิน (Financial) ปัญหาของ Voluntary Benefits คือ HR ประเมินพนักงานผิดไป ไม่ยอมทำแบบสำรวจ จึงออกแบบสวัสดิการผิดพลาด ไม่ตรงกับความต้องการ TriNet กล่าวว่าพนักงาน 85% จะมีสภาพจิตใจดีขึ้น หาองค์กรมีสวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ทุกองค์กร ขณะที่อีก 82% มองว่า Voluntary Benefits คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถรักษาพนักงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ เมื่อพูดถึงกลไกที่จะช่วยให้บุคลากรตัดสินใจอยู่กับองค์กรต่อไป หรือโน้มน้าวให้ผู้สมัครเลือกทำงานกับเราเหนือบริษัทคู่แข่ง ปัจจัยสำคัญที่ต้องพูดถึงก็คือเรื่องสวัสดิการ (Benefit) ที่ถือเป็นส่วนที่ช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยตรง ซึ่งหากเรามองสังคมทำงานปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าสวัสดิการที่พนักงานต้องการมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยมีผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การออกแบบสวัสดิการไม่สามารถทำแบบเหมารวมอีกต่อไป แต่ควรทำแบบเฉพาะตัวบุคคลมากขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>HIGHLIGHT</b></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">Voluntary Benefits หมายถึงสวัสดิการที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิ์ของพนักงานโดยทั่วไป แต่เป็นสวัสดิการที่พนักงานได้สิทธิ์จ่ายเงินในราคาถูกลง หรือต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองสวัสดิการนั้น ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">Voluntary Benefits มักประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญได้แก่ สวัสดิการด้านสุขภาพ (Health &amp; Wellness), สวัสดิการด้านสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Benefit) สวัสดิการด้านกฎหมาย (Legal) และสวัสดิการด้านการเงิน (Financial)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">ปัญหาของ Voluntary Benefits คือ HR ประเมินพนักงานผิดไป ไม่ยอมทำแบบสำรวจ จึงออกแบบสวัสดิการผิดพลาด ไม่ตรงกับความต้องการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/benefits/pages/employees-seek-personalized-perks-during-open-enrollment.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TriNet</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงาน 85% จะมีสภาพจิตใจดีขึ้น หาองค์กรมีสวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ทุกองค์กร ขณะที่อีก 82% มองว่า Voluntary Benefits คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถรักษาพนักงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้</span></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34563 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-1.png" alt="Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย" width="600" height="370" title="Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย 165" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">เมื่อพูดถึงกลไกที่จะช่วยให้บุคลากรตัดสินใจอยู่กับองค์กรต่อไป หรือโน้มน้าวให้ผู้สมัครเลือกทำงานกับเราเหนือบริษัทคู่แข่ง ปัจจัยสำคัญที่ต้องพูดถึงก็คือเรื่องสวัสดิการ (Benefit) ที่ถือเป็นส่วนที่ช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยตรง ซึ่งหากเรามองสังคมทำงานปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าสวัสดิการที่พนักงานต้องการมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยมีผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">การออกแบบสวัสดิการไม่สามารถทำแบบเหมารวมอีกต่อไป แต่ควรทำแบบเฉพาะตัวบุคคลมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะองค์กรที่ไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อน จะไม่มีทางวางแผนงบประมาณให้ตอบโจทย์ตามสังคมที่เปลี่ยนไปได้เลย</span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นนโยบายสวัสดิการที่ให้พนักงานเข้าถึงได้โดยเป็นผู้จ่ายเงินเองบางส่วนตามความสมัครใจ หรือ </span><b>Voluntary Benefit </b><span style="font-weight: 400;"> คือแนวทางที่จะช่วยให้พนักงานเข้าถึงสวัสดิการที่ตนมองหาได้มากขึ้น โดยไม่กระทบกับโครงสร้างทางการเงิน</span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">HR สามารถสามารถเริ่มทำสวัสดิการในรูปแบบนี้ได้อย่างไร เชิญหาคำตอบไปพร้อมกับ HREX.asia</span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"></span></p>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>Voluntary Benefits คืออะไร</b></span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">Voluntary Benefit หมายถึงสวัสดิการที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิ์ของพนักงานโดยทั่วไป แต่เป็นสวัสดิการที่พนักงานได้สิทธิ์จ่ายเงินในราคาถูกลง หรือต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองสวัสดิการนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ สวัสดิการเหล่านี้มีได้ในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะด้านสุขภาพ, การศึกษา หรือแม้แต่เรื่องการเงินก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://www.ajg.com/us/news-and-insights/2022/aug/voluntary-benefits-benchmarking-in-2022/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallagher</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าองค์กรถึง 3 ใน 5 (61%) มีสวัสดิการในรูปแบบนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการปรับสวัสดิการให้เข้ากับความต้องการของคนมากขึ้น และยังช่วยดึงดูดผู้สมัครให้เลือกมาอยู่กับองค์กรของเราด้วย แต่สวัสดิการแบบนี้ก็ต้องพิจารณาโดยอ้างอิงกับแก่น (Core Values) ขององค์กร ไม่ใช่เพิ่มเพื่อเอาใจพนักงานเพียงอย่างเดียว </span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">ดังนั้นในยุคที่มีบุคลากรในตลาดแรงงานน้อยกว่าที่เคย การเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงสวัสดิการได้มากขึ้น ตรงกับความต้องการมากขึ้น โดยเพิ่มองค์ประกอบตามความสมัครใจ ก็ถือเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เราดึงดูดคนเก่งและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าเราจะปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ตราบใดที่เรามีรากฐานที่แข็งแรง พร้อมปรับตัว นี่คืออีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เราเอาชนะโลกธุรกิจได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">ทำไมองค์กรในปัจจุบันถึงควรมี Voluntary Benefits ? </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">ในยุคที่พนักงานตัดสินใจเลือกองค์กรด้วยการพิจารณาสวัสดิการเป็นหลัก Voluntary Benefits คือสวัสดิการที่อยู่ในสถานะ Win &#8211; Win ระหว่างองค์กรและลูกจ้าง ไม่มีใครต้องสูญเสียประโยชน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">องค์กรอาจร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรเพื่อนำตัวเลือกมานำเสนอให้พนักงาน ขณะที่ตัวพนักงานก็มีสิทธิ์เข้าถึงสวัสดิการเหล่านั้นในราคาที่ถูกขึ้น ตามสิทธิ์พิเศษที่องค์กรหาให้ กล่าวโดยสรุปคือสวัสดิการนี้ทำให้องค์กรที่บางครั้งไม่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ ยังคงมีสิทธิ์ในการตอบรับสวัสดิการที่ผู้สมัครร้องขอ ทำให้เราไม่ตกยุค เรียกว่าเจอกันครึ่ง ทางได้ประโยชน์กันทุกคน</span></p>
<h3><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">ประโยชน์ของ Voluntary Benefits</span></h3>
<h3><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif;"><b>1. ช่วยให้สุขภาพของพนักงานดีขึ้น (Improve Health) :</b><span style="font-weight: 400;"> เช่นสวัสดิการในการเข้ายิมหรือฟิตเนสโดยจ่ายราคาพิเศษ สวัสดิการแบบนี้จะโน้มน้าวให้พนักงานที่รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นเรื่องสิ้นเปลืองมองเห็นความคุ้มค่า และอยากลองเข้าไปออกกำลังกายดูสักครั้ง ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจแบบองค์รวม</span></span></h3>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>2. ช่วยลดความเครียดทำให้ได้ผลลัพธ์ในการทำงานดีขึ้น (Reduce Stress) : </b><span style="font-weight: 400;">รู้หรือไม่ว่าพนักงานบางคนไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร จึงใช้มันอย่างเปล่าประโยชน์ แต่หากเราเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงสวัสดิการมากขึ้น มีกิจกรรมในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น เราก็จะืช่วยให้พวกเขาได้ลดความเครียดลงมา และเมื่อไม่มีความเครียดก็จะทำงานได้เต็มที่กว่าเดิม ในที่นี้อาจรวมถึงสวัสดิการด้านโรคจิตเวช ซึ่งมักไม่ครอบคลุมในระบบประกันสุขภาพตามปกติ</span></span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>3. ช่วยให้พนักงานพอใจกับงานที่ทำอยู่มากขึ้น (Job Satisfaction) :</b><span style="font-weight: 400;"> เรากล่าวในเบื้องต้นไปแล้วว่าสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้บุคลากรทั่วโลกมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น จนนำไปสู่สถานการณ์เรื่อง The Great Resignation ที่คนมากมายเชื่อว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องอยู่ในระบบของงานออฟฟิศ หากองค์กรไม่ใส่ใจเรื่องสวัสดิการ พวกเขาก็จะมองว่างานที่ทำอยู่ไม่มีคุณค่า ดังนั้นการเพิ่มสวัสดิการให้มากขึ้น จะช่วยให้บุคลากรมองเห็นถึงความใส่ใจ และพร้อมทุ่มเทกับงานที่ทำอยู่มากกว่าเดิม</span></span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>4. ช่วยดึงดูดคนเก่ง (Attract Top Talent) :</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเราต้องแย่งคนเก่ง สิ่งที่ตัดสินอาจเป็นเพียงข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งหากเรามีสวัสดิการที่กำหนดตายตัว ไม่สามารถพลิกแพลงได้ แม้จะเป็นสวัสดิการที่ใหญ่แค่ไหน แต่ก็อาจไม่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง แต่หากเรามีสวัสดิการพื้นฐานที่แข็งแรง และเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกสวัสดิการที่ต้องการเพิ่มเติมได้โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสม กลยุทธ์แบบนี้จะช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้มากกว่า</span></span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>5. ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พนักงาน : </b><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการแบบนี้มักเป็นสิ่งที่พนักงานต้องการอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่เคยจ่ายแบบเต็มราคามาก่อน การมอบสวัสดิการให้พนักงานมีตัวเลือกมากขึ้น จะช่วยลดรายจ่าย เกิดความคล่องตัวทางการเงิน แถมสวัสดิการบางอย่างยังใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย</span></span></p>
<blockquote><p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34566" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy.webp" alt="HREX Cover copy" width="600" height="370" title="Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย 166" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/HREX-Cover-copy-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/manager-of-the-future-230929/?utm_source=email&amp;utm_medium=text">Employee Benefit สวัสดิการ เรื่องที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรใส่ใจ</a></span></p>
</blockquote>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">ประเภทของ Voluntary Benefitsที่ HR ต้องรู้มีอะไรบ้าง ?</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">สวัสดิการในลักษณะนี้มักประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญได้แก่ สวัสดิการด้านสุขภาพ (Health &amp; Wellness), สวัสดิการด้านสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Benefit) สวัสดิการด้านกฎหมาย (Legal) และสวัสดิการด้านการเงิน (Financial) โดยสัดส่วนที่พนักงานต้องจ่ายนั้นสามารถตกลงตามความเหมาะสมได้เลย ซึ่งควรจัดการให้สอดคล้องกับงบประมาณของบริษัท และระดับความคุ้มครองที่องค์กรมอบให้กับผู้รับสิทธิประโยชน์นั้น ๆ </span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><i><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างของสวัสดิการ Voluntary Benefits มีดังนี้</span></i></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">1. ประกันสุขภาพและประกันชีวิต ทั้งอาการเจ็บป่วยแบบธรรมดา, อาการเจ็บป่วยแบบหนัก รวมถึงสวัสดิการเพื่อการมีบุตร (Fertility Benefit) ในที่นี้อัตราคุ้มครองควรแตกต่างกันไปตามอายุ และระยะเวลาทำงานของบุคลากร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">2. สวัสดิการด้านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน (Lifestyle) เช่นสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพง่ายขึ้น สิทธิ์ลดราคาสำหรับร้านค้าในเครือ (Voucher) เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">3. สวัสดิการด้านการเงิน (Financial) : ผู้ช่วยด้านการวางแผนทางการเงิน, ผู้ช่วยจัดการภาษี รวมถึงผู้ช่วยออกความเห็นด้านการลงทุน ในที่นี้ยังรวมถึงสวัสดิการเกี่ยวกับทุนการศึกษาของครอบครัว หรืองบประมาณฝึกอบรมเพื่อให้มีทักษะเพิ่มขึ้นของตัวพนักงานเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">4. สวัสดิการตามความต้องการส่วนตัวของพนักงาน ซึ่งอาจเป็นการได้สิทธิ์พิเศษโดยแลกกับการเสียค่าตอบแทนบางอย่างเพื่อทดแทนกัน เช่นเวลาทำงานที่ลดลง, การเข้างานที่ไม่กำหนดเวลา, รถประจำตำแหน่ง หรือแม้แต่ประกันชีวิตสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">อย่างไรก็ตาม แม้สวัสดิการในลักษณะนี้จะสามารถมอบให้กับคนที่ทำงานแบบพาร์ทไทม์ได้ด้วย แต่เราก็ควรมีข้อกำหนดให้ชัดเจนว่าพนักงานดังกล่าวต้องมีเวลาทำงานเกินเท่าไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อพนักงานคนอื่นที่ต้องทำงานมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">ขณะเดียวกันก็ต้องมีคำอธิบายให้ชัดเจน ว่าหากพนักงานใช้สวัสดิการที่มีการเซ็นสัญญาต่อเนื่อง แต่พ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนครบระยะสัญญานั้นทสิทธิ์ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือถูกยกเลิกด้วยรายละเอียดอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรจะไม่เสียผลประโยชน์</span></p>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">HR มีวิธีคิด Voluntary Benefits อย่างไร ?</span></h2>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการคิด Voluntary Benefit อ้างอิงจากบทสำรวจเรื่อง </span><a href="https://content.buck.com/download/wvb-survey-report" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">2022 Wellbeing and Voluntary Benefits</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า ผู้ประกอบการและบุคลากรมีมุมมองในเรื่องของ Voluntary Benefits แตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องของประสิทธิภาพและประโยชน์ของสวัสดิการที่นำเสนอ เช่นแม้ในช่วงที่ผ่านมาองค์กรทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานมาก ๆ (Mental Health) แต่มีพนักงานเพียง 28% เท่านั้นที่คิดว่าความช่วยเหลือขององค์กรเป็นประโยชน์</span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">สาเหตุหลัก ของเรื่องนี้คือองค์กรมักประเมินความเครียดของพนักงานต่ำไป หรือกรณีที่ผลสำรวจบอกว่าองค์กร 95% ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลสุขภาพกายใจพนักงาน (Well-Being) แต่ทางพนักงานกลับบอกว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพทางการเงิน (Financial) มากกว่า เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">เหตุนี้ ก่อนที่จะวางแผนสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม เราต้องทำแบบสำรวจให้ชัดเจนทั้งการทำแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลของพนักงาน การสัมภาษณ์หรือแม้แต Stay และ Exit Interview ควบคู่ไปกับการพิจารณาคู่แข่งว่าพวกเขามีสวัสดิการอย่างไร แข็งแรงมากพอที่จะโน้มน้าวให้พนักงานของเราย้ายเข้าไปหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">นี่คือรากฐานเบื้องต้นที่จะทำให้สวัสดิการของเราโดดเด่นกว่าที่อื่นอย่างแท้จริง</span></p>
<h3><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">วิธีเลือก Voluntary Benefits ให้พนักงาน</span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif;"><b>1. ตั้งเป้าหมายของธุรกิจให้ชัดเจนก่อน (Identify Business Goal) :</b><span style="font-weight: 400;"> การออกแบบสวัสดิการแต่ละอย่างมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่มาก ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่องค์กรขาดหายไปและต้องการเพิ่มเข้ามาคืออะไร เช่น หากเรารู้ว่าองค์กรของเราเรามีข้อเสียเรื่องภาพลักษณ์ ไม่สามารถดึงดูดคนเก่งเข้ามาได้ เราก็ควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการที่ทันกระแส ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มคนที่เรากำลังต้องการตัว นี่คือปัญหาสำคัญที่เราต้องคิดเป็นลำดับแรกก่อนจะออกแบบสวัสดิการ</span></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: georgia, palatino, serif;"><b>2. สำรวจภาพรวมขององค์กรให้ชัด เพื่อคาดเดาความน่าจะเป็นให้ถูกต้อง (Identify Workforce) : </b><span style="font-weight: 400;">การสำรวจภาพรวมขององค์กร นอกจากจะทำให้พนักงานเห็นถึงความใส่ใจแล้ว ยังทำให้เราทราบด้วยว่าองค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาอย่างไร เช่นหากเราพบว่าพนักงานส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากออฟฟิศ เราก็ควรคิดสวัสดิการเพื่อการเดินทาง เช่นรถบัสตามจุดสำคัญ หรือเงินช่วยเหลือค่าเดินทาง เป็นต้น</span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งตามอายุได้อีกด้วย เช่นหากเราพบว่าพนักงานส่วนใหญ่อายุ 30 ปีเราก็ควรหาสวัสดิการที่ไม่แก่หรือเด็กเกินไป แต่หากพบว่าพนักงานในบริษัทเต็มไปด้วยกลุ่มวัย สวัสดิการก็ไม่ควรต้องจ่ายเงินเพิ่มมากจนดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่ารายได้ที่พวกเขามี</span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>3. หาข้อมูลให้มากที่สุด (Collect Insight) : </b>นอกจากการทำแบบสำรวจแบบปกติแล้ว เราควรทำแบบสำรวจนั้นให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ๆ ด้วย เพื่อให้เห็นว่าสวัสดิการที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร มีความโปร่งใใส  การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบนี้จะก่อให้เกิดการระดมสมองแบบย่อม ๆ ทำให้ HR สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้ในลำดับต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">ในที่นี้เราไม่ควรให้พนักงานใส่ข้อมูลส่วนตัวในแบบสอบถาม แต่ละคนจะได้ออกความเห็นอย่างสบายใจ</span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>4. ติดต่อผู้ให้บริการเดิมที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว : </b><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรมีระบบประกันสุขภาพแบบหมู่ หรือเคยเข้าร่วมโครงการอะไรบางอย่างอยู่แล้ว องค์กรเหล่านั้นมักสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษ (add-on) เพิ่มเติมได้ในราคาที่ถูกกว่า ดังนั้นเราควรสอบถามผู้ให้บริการเบื้องต้นเป็นตัวเลือกแรก (first option) เพราะผู้ที่ทำงานด้วยกันมานานน่าจะให้สิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด</span></span></p>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>5. ติดต่อผู้ให้บริการใหม่ :</b><span style="font-weight: 400;"> หากติดต่อเบื้องต้นแล้วพบว่าคู่ค้าที่ทำอยู่ไม่มีสวัสดิการเพิ่มเติมตามที่เราวางแผนไว้ เราก็สามารถติดต่อผู้ให้บริการใหม่ได้เลย โดยต้องคำนึงถึงงบประมาณในระยะยาว ไม่ให้เกินอัตราที่วางแผนไว้ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากเรามีสวัสดิการที่ดึงดูดคนใหม่ แต่ทำให้โครงสร้างภายในต้องล่มสลายลง</span></span></p>
<blockquote><p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34567" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/aHREX-Cover-copy.webp" alt="aHREX Cover copy" width="600" height="370" title="Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย 167" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/aHREX-Cover-copy.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/aHREX-Cover-copy-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190917-benefit-evaluation/?utm_source=email&amp;utm_medium=text">ประเมินผลสวัสดิการ (Benefit Evaluation) เคล็ดลับสำรวจความพึงพอใจของพนักงานต่อองค์กร</a></span></p>
</blockquote>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">หมดยุค One Size Fit All ได้เวลาสวัสดิการแบบ Personalized</span></h2>
<p><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจาก </span><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/benefits/pages/employees-seek-personalized-perks-during-open-enrollment.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TriNet</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงาน 85% จะมีสภาพจิตใจดีขึ้น หาองค์กรมีสวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ทุกองค์กร ขณะที่อีก 82% มองว่า Voluntary Benefit คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถรักษาพนักงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้</span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">การเหมารวมและความล้าสมัยของสวัสดิการเป็นของคู่กัน  เพราะหากเราเป็น HR พี่ทันเหตุการณ์ เราก็จะรู้ว่าสวัสดิการที่พนักงานในโลกธุรกิจปัจจุบันต้องการนั้น คือสวัสดิการที่คิดเป็นรายคน หรือเปิดโอกาสให้เขาได้มีสิทธิ์เลือก แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางอย่างก็ตาม สิ่งนี้คือกระบวนการแบบ Personalize ซึ่งพอสวัสดิการแบบนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรก็ต้องถามตัวเองว่าเรามีโครงสร้างบริษัทที่พร้อมตอบสนองความเปลี่ยนแปลงทางวิสัยทัศน์ของคนทำงานในปัจจุบันแล้วหรือยัง นี่คืองานยากแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของฝ่ายบุคคลนับจากวันนี้เป็นต้นไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">หากคุณไม่รู้ว่าจะหาบริการและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจได้อย่างไร เราขอแนะนำ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> แพลตฟอร์มที่พร้อมช่วยเหลือคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ขอเพียงกดเข้ามา รับรองว่าจะช่วยคุณได้แน่นอน</span></p>
<h2><span style="font-family: georgia, palatino, serif;">บทสรุป</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">เห็นได้ชัดว่าการสร้างสวัสดิการที่ดี คือการวางโครงสร้างให้แข็งแรงแลถพร้อมกับการปรับตัวอยู่เสมอ สวัสดิการที่เคยได้ประโยชน์ในช่วงหนึ่ง อาจเป็นสวัสดิการที่ไร้ค่าในอนาคต นี่คือตัวแปรสำคัญที่จะให้คำตอบว่าองค์กรของเราสามารถอยู่รอดในโลกธุรกิจได้หรือไม่ สามารถเป็นองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า และรู้สึกได้รับความรักมากพอหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าเราทำงานกับบุคลากรที่เป็นมนุษย์ พวกเขามีชีวิตจิตใจ และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม องค์กรที่ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้จะไม่มีพนักงานที่พร้อมเสียสละ และทำงานอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; font-family: georgia, palatino, serif;">Voluntary Benefits ก็ไม่ต่างจากสวัสดิการทั่วไปที่องค์กรต้องหมั่นหาสิ่งที่น่าสนใจมาหมุนเวียนสับเปลี่ยนเพื่อเป็นตัวเลือกให้พนักงาน ซึ่งจะเป็นสวัสดิการแบบเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ขอเพียงแค่ผ่านการพิจารณาและสำรวจแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อพนักงานจริง ๆ แค่นี้คุณก็จะได้องค์กรที่ทุกคนอยากร่วมแรงร่วมใจ เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแข็งแรงแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Voluntary Benefits สวัสดิการสุดคุ้มที่ HR ให้พนักงานจ่ายนิดหน่อย 168"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><b>Sources</b></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="http://bit.ly/45c8HvQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://bit.ly/45c8HvQ</span></a></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://shorturl.at/GM467" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/GM467</span></a></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-family: georgia, palatino, serif;"><a href="https://shorturl.at/pqvK3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/pqvK3</span></a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/voluntary-benefits-231003/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Sep 2023 07:52:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Business Partner]]></category>
		<category><![CDATA[HR Business Driver]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=32686</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT  ถึงยุคของ HR Business Driver แล้ว ลาก่อน HR Business Partner โลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว HR ไม่สามารถสนใจแค่เรื่องบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจไปพร้อม ๆ กันด้วย HR ต้องคิดว่า “เราไม่สามารถแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีของเมื่อวาน” ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงความรู้ได้ HR ที่ดีจึงต้องรู้ว่าจะตัดสินใจนำความรู้เหล่านั้นไปใช้งานอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย HR ปัจจุบันต้องมีความสามารถในการผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า (Business Driven) ต้องสามารถคาดเดาอนาคตได้, ต้องรู้ว่าจะบริหารจัดการบุคลากรในองค์กรให้ร่วมสมัยตลอดเวลา และรู้ว่าจะก้าวข้ามเรื่องความแตกต่างของบุคลากรได้อย่างไร HR ในปัจุจบันต้องมีแนวคิดแบบ CEO ที่มองเห็นภาพรวมขององค์กร และมีความสามารถในการตัดสินใจมากขึ้น ที่สำคัญต้องตระหนักว่า HR คือผู้นำจิตวิญญาณมาสู่องค์กร สังคมปัจจุบันเป็นยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) นอกจาก HR จะต้องสรรหาความรู้ให้บุคลากรแล้ว ก็ต้องหาความรู้ให้กับตัวเองด้วย เมื่อเราพูดว่าฝ่ายบุคคลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเอกสารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจที่คอยช่วยผู้บริหารตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรเลือกใช้ทรัพยากรทุกชนิดได้อย่างเหมาะสมที่สุด เราก็ย่อมหวังว่าฝ่ายบุคคลของเราจะสามารถทำอย่างที่พูดได้จริง ๆ   ทั้งนี้เพราะผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวควรจะมีความรู้แบบร่วมสมัย สามารถตอบสนองความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<ul>
<li aria-level="1">ถึงยุคของ HR Business Driver แล้ว ลาก่อน HR Business Partner</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">โลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว HR ไม่สามารถสนใจแค่เรื่องบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจไปพร้อม ๆ กันด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่า “เราไม่สามารถแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีของเมื่อวาน” ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงความรู้ได้ HR ที่ดีจึงต้องรู้ว่าจะตัดสินใจนำความรู้เหล่านั้นไปใช้งานอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ปัจจุบันต้องมีความสามารถในการผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า (Business Driven) ต้องสามารถคาดเดาอนาคตได้, ต้องรู้ว่าจะบริหารจัดการบุคลากรในองค์กรให้ร่วมสมัยตลอดเวลา และรู้ว่าจะก้าวข้ามเรื่องความแตกต่างของบุคลากรได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ในปัจุจบันต้องมีแนวคิดแบบ CEO ที่มองเห็นภาพรวมขององค์กร และมีความสามารถในการตัดสินใจมากขึ้น ที่สำคัญต้องตระหนักว่า HR คือผู้นำจิตวิญญาณมาสู่องค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สังคมปัจจุบันเป็นยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) นอกจาก HR จะต้องสรรหาความรู้ให้บุคลากรแล้ว ก็ต้องหาความรู้ให้กับตัวเองด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48025" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T133033.705.webp" alt="HR Business Driver" width="600" height="370" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 175" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T133033.705.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T133033.705-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราพูดว่าฝ่ายบุคคลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเอกสารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจที่คอยช่วยผู้บริหารตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรเลือกใช้ทรัพยากรทุกชนิดได้อย่างเหมาะสมที่สุด เราก็ย่อมหวังว่าฝ่ายบุคคลของเราจะสามารถทำอย่างที่พูดได้จริง ๆ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เพราะผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวควรจะมีความรู้แบบร่วมสมัย สามารถตอบสนองความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย ตลอดจนสามารถคาดเดาทิศทางของโลกธุรกิจล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากทักษะเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่ของความเชื่อ, วัฒนธรรมและการเติบโตของเทคโนโลยี ที่พร้อมจะเข้ามากลืนกินกระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายความว่าในขณะที่ HR ต้องให้ความสำคัญกับการอบรมพนักงานเรื่องทักษะแห่งอนาคตแล้ว พวกเขาเองก็ต้องจัดอบรมเพื่อหาความรู้ด้านการบริหารบุคคลแบบใหม่ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันกล่าวว่า HR ในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนจาก </span><b>HR Business Partner</b><span style="font-weight: 400;"> ไปเป็น </span><b>HR Business Driver </b><span style="font-weight: 400;">ได้แล้ว ทั้งสองอย่างนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้องค์กรอย่างไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อมกับเราที่ <a href="http://th.hrnote.asia?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX.asia</a></span></p>

<h2>สถานการณ์ของโลก HR ในปัจจุบันเป็นอย่างไร ? ทำไม HR ถึงต้องก้าวไปเป็น HR Business Driver ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนไปมากแล้วจริง ๆ สิ่งที่เราเคยเชื่อมั่นในอดีต อาจถูกมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เช่นสวัสดิการที่เคยถูกห้ามอย่างการนอนหลับในที่ทำงาน , การดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน รวมถึงการมีรอยสัก กลับกลายเป็นค่านิยมที่ทำได้ตามปกติในหลากหลายองค์กรทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่บางองค์กรซึ่งเคยโดดเด่นเรื่องการใส่เครื่องแบบ ก็กลับมีพนักงานบางคนมองว่าทำให้บุคลากรขาดความอิสระ และเรียกร้องให้กลับไปใส่ชุดไปเวทตามปกติ เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้หมายความว่าค่านิยมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น และไม่มีทางที่เราจะออกแบบ นโยบายและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้เลย หากเราไม่หมั่นหาความรู้ เพื่อตรวจสอบว่าทัศนคติของคนในช่วงเวลานั้น ๆ เป็นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดที่น่าสนใจของเรื่องนี้ คือคำกล่าวที่ว่า “เราไม่สามารถแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีของเมื่อวานได้อีกต่อไป” (We can’t solve problem with yesterday’s solutions) ประโยคสั้น ๆ นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก อธิบายให้เห็นภาพคือในอดีตเราจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความรู้หลายอย่างล้วนมาจากการสะสมองค์ประกอบที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามหากมองในปัจจุบัน คำว่าประสบการณ์จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการตัดสินใจ และการรับมือกับปัญหามากกว่า แต่หากมองในเรื่องของกลไกทำงานและกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว ก็จะพบว่าเรามีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้กับประสบการณ์มากเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ เช่นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง Generative AI ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Generative AI สามารถหาความรู้ทุกชนิดได้ในไม่กี่วินาที ช่วยบันทึกการประชุมได้แบบเรียลไทม์ ช่วยจัดเก็บเอกสาร และคาดเดาความน่าจะเป็นโดยใช้ข้อมูล (Data) ที่เรียนรู้ได้เรื่อย ๆ ในที่นี้ยังรวมถึงปัจจัยในแง่ลบอย่างการเจาะข้อมูลหรือเจาะรหัสผ่าน ซึ่งแปลว่าวิธีการตั้งรหัสผ่านแบบเดิมก็จะใช้ไม่ได้ผล เพราะปัญญาประดิษฐ์ได้เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเราไม่มีทางรู้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงในอนาคต จะถูกใช้ในแง่บวกหรือลบมากกว่ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดที่ฝ่ายบุคคลต้องมีในปัจจุบัน คือการมองว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องก้าวไปเป็น​ CEO ให้ได้ ซึ่งหากเราคิดแบบนี้ เราก็จะเข้าใจว่ามีทักษะด้านไหนอีกบ้างที่เราควรศึกษาเพิ่มเติม เพราะหากเราไม่คิดถึงปลายทางในการทำงานแบบนี้ หรือแค่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น CHRO เพียงอย่างเดียว เราก็จะสนใจแค่เรื่องของการพัฒนาคนให้เหมาะสมกับธุรกิจ โดยมีส่วนช่วยในการให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น  ไม่ได้มีอำนาจรับผิดชอบ หรือช่วยในการตัดสินใจในประเด็นใหญ่ ๆ มากเท่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายบุคคลที่ดีจึงควรมีมุมมองแบบเดียวกับ CEO เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ทั้งในแง่ของธุรกิจและการบริหารจัดการคน เพราะยุคของ HR ที่สนใจแต่การบริหารคนนั้นนั้นได้จบลงแล้ว</span></p>
<h2>HR Business Driver ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใด ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32690 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02.webp" alt="ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 176" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/ab02-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://hrsea.economictimes.indiatimes.com/news/industry/changing-the-role-of-hr-from-business-partner-to-business-driver/103251621" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ETHRWorld</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ร่วมมือกับ ZingHR เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจในปัจจุบัน และพบว่าบุคลากรทั่วโลกเริ่มใส่ใจการกระทำของคนในองค์กรมากกว่าที่เคย เพราะมีข้อเปรียบเทียบจากช่วง โควิด-19 ที่ทุกฝ่ายได้ทำงานอยู่ที่บ้านจนเคยชิน ซึ่งหากการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันหรือมากกว่า ก็จะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้แนวคิดที่ HR ในปัจจุบันต้องมี คือการบอกตัวเองเสมอว่ายิ่งเราทำให้องค์กรสมบูรณ์ได้ พนักงานก็จะยิ่งมีความสุข และความสุขของพนักงานจะเป็นรากฐานที่ทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีตามมา  นี่คือเรื่องสำคัญที่ HR มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">HR Business Driver ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้</span></i></p>
<h3>HR Business Driver ควรตระหนักว่าวิสัยทัศน์องค์กร ต้องสอดคล้องกับความทะเยอทะยานและเป้าหมายของพนักงานด้วย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสอดคล้องของปัจจัยด้านธุรกิจและการพัฒนาคนเป็นเรื่องสำคัญมากลองคิดดูว่าหากเราเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์และความตั้งใจที่จะออกสวัสดิการชั้นยอดอย่างการเดินทางรอบโลกแต่บริษัทกลับไม่สามารถทำกำไรได้แผนงานดังกล่าวก็เป็นเพียงแค่จินตนาการเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดที่น่าสนใจก็คือ ในอดีตเราจะมอง HR ว่าเป็นฝ่ายที่ทำงานด้านธุรการ (Transaction Department) อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้เป็นเรื่องปกติในช่วงที่สถานการณ์โลกไม่เกิดปัญหาอะไร แต่พอสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น HR ก็ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ทั้งในแง่ของกระบวนการทำงาน ความคาดหวังขององค์กรและตัวพนักงาน ตลอดจนการมอง Career Path ที่ต่างจากเดิม เราได้เห็นกระแสลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) และการกลับมาสู่องค์กรของพนักงานเดิม (Boomerang Employee) และยังได้เห็นพนักงานที่กลับเป็นฝ่ายขอลดตำแหน่งและเงินเดือนลงเพื่อแลกกับเวลาที่มากขึ้น ฯลฯ นี่คือภาพสะท้อนว่าโลกธุรกิจจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นต่อมาคือโลกยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีให้เติบโตมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ HR ก็เป็นแผนกที่ต้องนำมาใช้และศึกษาเป็นพิเศษก่อนนำมากำหนดเป็นนโยบายให้พนักงานอยู่ดี นั่นแปลว่า HR ต้องมีความรอบรู้มากกว่าเดิม ต้องสามารถมองรอบด้านมากกว่าเดิม ไม่สามารถมองเรื่องธุรกิจโดยไม่สนใจคน และไม่สามารถมองเรื่องคนโดยไม่สนใจธุรกิจ โดยจุดสำคัญที่สุดอีกอย่างคือต้องมองถึงพัฒนาการของตัวเอง เพื่อยกระดับความสามารถไปเป็น HR ที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้ได้ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32693 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa.webp" alt="ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 177" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/axxxa-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>HR Business Driver ต้องรู้จักปรับกลยุทธ์และแบ่งหน้าที่พนักงาน (Redesigning Role)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของ HR เราต้องมีมุมมองว่า CEO คือ คนที่วางแผนและตัดสินใจด้านธุรกิจ แต่ HR คือคนที่จะเสริมจิตวิญญาณ (Heart &amp; Soul) ให้กับองค์กร ฝ่ายบุคคลมีหน้าที่สำรวจ สอบถาม เพื่อหาคำตอบว่าพนักงานมีปัญหาที่น่ากังวลใจหรือไม่ และหากมีเรา ต้องอาศัยกลยุทธ์ใดเพื่อจะช่วยให้พนักงานกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีนี้ ทางฝ่ายบุคคลต้องทำงานด้วยความเข้าใจพนักงาน และมองว่าบุคลากรทุกคนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กรจริง ๆ กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้านกลยุทธ์ก็จะเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรในแต่ละช่วง เราจะมองข้ามในเรื่องของอายุและประสบการณ์ทำงาน และไปให้ความสำคัญกับ จำเป็นทางธุรกิจในแต่ละช่วงเองทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนเหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นธรรม (Transparency) ต่อทุกคน ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะหากปราศจากความโปร่งใส ก็จะทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน แถมยังทำให้การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ส่งผลในแง่ลบมากกว่าผลดี ไม่สามารถผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่อีกระดับอย่างที่ตั้งใจได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงกลยุทธ์ด้านการทำงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบของออฟฟิศให้ตอบโจทย์กับปัจจุบันมากขึ้น หรือแม้แต่การปรับสวัสดิการบางอย่างให้ทันสมัย เพื่อที่พนักงานจะได้เอาเวลาไปโฟกัสกับหน้าที่ของตนโดยปราศจากความกังวลนั้นเอง</span></p>
<h3>HR Business Driver ต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายบุคคลหลายคนจะโฟกัสกับการทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าสถานการณ์ โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่าหากองค์กรปราศจากการเตรียมตัว หรือไม่รู้จักคาดเดาอนาคตล่วงหน้า (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221216-hr-forecasting/">HR Forecasting</a>) เราก็จะไม่มีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เลย เราต้องรู้จักคิดถึงความน่าจะเป็น ต้องมี What If Scenario และดูว่าหากเกิดสถานการณ์อย่างที่คำนวณไว้ องค์กรจะมีทรัพยากรที่จำเป็นมากพอหรือไม่ การเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราประสบปัญหาน้อยกว่าองค์กรที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างกลยุทธ์ที่ยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง ? คำตอบก็คือเราต้องเป็นองค์กรที่พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง, หัวหน้ามีภาวะผู้นำที่ดี (Leadership), มีคนที่คอยดูแลเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ (Branding) และสามารถโน้มน้าวคนรุ่นใหม่เข้ามาสู่องค์กรเรื่อย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่าองค์กรของเราได้วางแผนเรื่องผู้สืบทอดเอาไว้หรือไม่ เพราะหากองค์กรของเราต้องหมดสภาพลงเมื่อพนักงานคนเก่งลาออก ก็คงไม่ถือว่าเราเป็นองค์กรแห่งอนาคตแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Recruiting Process ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ HR รุ่นใหม่ต้องทำให้ได้ เราต้องละเอียดละออมากขึ้น เพื่อสำรวจว่าผู้สมัครแต่ละคนมีทักษะแห่งอนาคตเพียงพอหรือเปล่า ดังนั้นหาก HR Recruiter ของเราไม่มีความรู้หรือมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า เราก็จะเลือกคนโดยใช้วิธีการแบบเดิม จนสุดท้ายองค์กรของเราก็จะขาดอำนาจในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<h3>HR Business Driver ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาช่วยงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีกับงานของฝ่ายบุคคลเป็นเหมือนดาบสองคม ในบางองค์กร บุคลากรสายนี้จากกลัวว่างานธุรกรรมทั้งหมดมีโอกาสถูก AI แทนที่ เลยพยายามจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิด เพราะสุดท้ายมนุษย์จะไม่มีวันเอาชนะปัญญาประดิษฐ์ได้ เพราะมันมีการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามหากเราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คอยใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยให้เราบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น จึงหมายความว่าการเปลี่ยนจาก HR Business Partner ไปเป็น HR Business Driver ไม่ใช่เรื่องยากนักหากคุณมีเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเราสามารถใช้ข้อมูลมาคำนวณเรื่องต่าง ๆ ได้เลย แถมยังใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยคิดแผนงานได้ ซึ่ง หลายครั้งได้ทำให้เราได้รู้จากมุมมองที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนด้วยซ้ำ นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยให้เราทำงานแบบซ้ำเดิม (Routine) ได้ง่ายขึ้น จึงเปิดโอกาสให้เราสามารถเอาเวลาไปหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อยกระดับความรู้ให้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Business Driver จึงไม่ใช่คนที่เอาแต่สนใจเรื่องกฎกติกาและนโยบายหลักขององค์กรอีกต่อไป แต่ฝ่ายบุคคลต้องเป็นคนที่มองเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง เหตุผลคือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตลอดเวลา กระบวนการแก้ปัญหาก็ยอมง่ายขึ้นเรื่อย ๆ และบางครั้งก็เป็นวิธีการที่เราไม่รู้จัก หรืออาจขัดแย้งกับขนบธรรมเนียมเดิมที่องค์กรทำมาตลอด ดังนั้นหากเราไปต่อต้าน ก็จะทำให้กระบวนการทำงานต้องเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มีตัวเลือกที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าประเด็นแบบนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป องค์กรที่ไม่รู้จักเปิดใจก็จะสูญเสียโอกาสดีโดยไม่ได้ตั้งตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือเรื่องการสื่อสารองค์กร เราต้องหันมาสำรวจประสิทธิภาพด้านการสื่อสารในองค์กรเป็นอย่างแรก ว่าทุกอย่างที่หัวหน้าถ่ายทอดไปนั้นได้รับการตอบสนองที่ดีจากลูกทีมหรือเปล่า ขณะเดียวกันก็ต้องรู้ว่าหากลูกทีมมีความไม่สบายใจ พวกเขาสามารถแจ้งเรื่องกลับมาทางผู้บริหารด้วยความรู้สึกแบบไหน หากกระบวนการนี้สมบูรณ์ การทำงานของฝ่ายบุคคลก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว</span></p>
<h2>อบรมแค่พนักงานไม่พอ แต่ต้องรู้จักอบรม HR ด้วย<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32691 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/unnamed-file.webp" alt="ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 178" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/unnamed-file.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/unnamed-file-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ของทุกองค์กรต้องไม่คิดว่าตนเป็นผู้ที่มีความรู้เหนือกว่าคนอื่น กลับกัน HR ต้องมีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องจำเป็นเสมอ ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์ทำงานกี่ปี หรือประสบความสำเร็จมามากแค่ไหนก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สังคมในยุคนี้เป็นยุคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มีเรื่องใหม่ ๆ ให้เราได้ทดลองเพื่อหาคำตอบในการนำไปประยุกต์ใช้อยู่เสมอ ดังนั้นคนที่รู้ว่าโลกเป็นอย่างไรบ้างแล้วเท่านั้น ที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม และออกแบบนโยบายให้ตอบสนองต้องการของทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้แทนที่ HR จะเป็นฝ่ายหาการอบรมให้พนักงานอย่างเดียว เราก็สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมด้วย เพราะในบางกรณี เนื้อหาที่กำลังจัดอบรมอาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือยังไม่เห็นภาพว่าหัวข้ออบรมนั้นสำคัญกับชีวิตของพวกเขาอย่างไร ซึ่งหากฝ่ายบุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมกับการอบรมโดยตรง นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ (Team Building) และเสริมความรู้ให้กับตนเองแล้ว ยังเป็นการทำให้พนักงานเห็นเป็นตัวอย่าง (Lead by Example) นี่คือรากฐานของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะหาหลักสูตรอบรมจากที่ไหนเราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์อ่าบ่อยมากที่สุดในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นการอบรมแบบไหนมีกลุ่มเป้าหมายคือใครจะสอนของเราตอบสนองทุกโจทย์ได้แน่นอน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32692 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/weba.webp" alt="ยุคใหม่ของ HR เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver" width="600" height="370" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 179" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/weba.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/weba-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะเน้นไปที่เรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่หากเรามองในเชิงโครงสร้างแล้ว จะเห็นว่าแนวทางทำงานที่ควรเป็นในปัจจุบัน คือการมองไปถึงอนาคตตามความเป็นจริง เพื่อตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นเพียงพอต่อการใช้งานในโลกธุรกิจแล้วหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องให้ความสำคัญ กับความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ใช่สนใจเพียงแค่ปัจจุบันโดยไม่รู้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันแล้ว เราจะตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดันธุรกิจ ต้องให้ความสำคัญกับทั้งแรงงานคน (Manpower) และเรื่องของภาพรวม (Overall) ในท้องตลาด HR ต้องก้าวไปอยู่ในจุด ที่มากกว่าการเป็นเพื่อนคู่คิด แต่ต้องเป็นเพื่อนร่วมตัดสินใจโดยอาศัยกลยุทธ์ที่ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุม หรือกล้าวโดยง่ายว่า HR ต้องมีทัศนคติเหมือนกับตัวเองเป็นเจ้าขององค์กร ต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) เพราะหากไม่มีความคิดอย่างนี้ เราก็คงไม่รู้ว่าจะแบกรับความรู้สึกที่เกิดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญเอาไว้ทำไม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจของ HR คือการผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า โดยไม่ลืมว่าทุกคนต้องมีความสุ ขเราหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณเห็นอนาคตของการทำงานมากขึ้น และรู้ว่าควรบริหารองค์กรไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างไร</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 180"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Pcgu6I" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Pcgu6I</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3r1KSZF" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3r1KSZF</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Eu2P5Z" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3Eu2P5Z</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrbusinesspartner-to-hrbusinessdriver-230909/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230817-workload-paralysis/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230817-workload-paralysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Aug 2023 08:49:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Workload Paralysis]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=31890</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Workload Paralysis หรือ Task Paralysis หมายถึงสภาวะที่บุคลากรแบกรับภาระหน้าที่ไม่ไหวอีกต่อไป จนกระบวนการทำงานถูกแช่แข็ง (Freezing) คล้ายกับอัมพาต (Paralyzing) นั่นเอง Workload Paralysis เกิดขึ้นได้ทั้งจากโครงสร้างการทำงานที่ผิดพลาด และปัญหาสุขภาพจิตแบบรายบุคคล HR มีหน้าที่หาสาเหตุให้เจอ Workload Paralysis ทำให้เกิดปัญหาหลัก ๆ คือไปลดทอนการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Disengagement), ลดทอนความรู้สึกร่วมและความเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging &#38; Ownership) และทำให้อัตราการลาออก (Turnover Rate) สูงขึ้น บริษัท HireRoad กล่าวว่าหากพนักงานทุกคนเป็นอัมพาตทางความคิดและพฤติกรรม การเติบโตขององค์กรก็จะหยุดชะงักลง ทุกคนก็จะทำงานเพื่อเอาตัวรอด (Survive) มากกว่าการทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เราพูดกันเสมอว่าสิ่งสำคัญของการทำงาน คือการสร้างความเป็นเจ้าของ เพื่อให้พนักงานสัมผัสถึงคุณค่าของการทำงาน หรือรู้สึกว่าอยากเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ในทางกลับกัน หากเราเอาแต่พูดถึงการก้าวไปข้างหน้าโดยปราศจากการวางแผนอย่างรัดกุม พนักงานก็อาจต้องถืองานในมือมากเกินความจำเป็น จนเกิดสภาวะ “อัมพาต” (Paralyze) ที่ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย Workload Paralysis [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Workload Paralysis หรือ Task Paralysis หมายถึงสภาวะที่บุคลากรแบกรับภาระหน้าที่ไม่ไหวอีกต่อไป จนกระบวนการทำงานถูกแช่แข็ง (Freezing) คล้ายกับอัมพาต (Paralyzing) นั่นเอง</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Workload Paralysis เกิดขึ้นได้ทั้งจากโครงสร้างการทำงานที่ผิดพลาด และปัญหาสุขภาพจิตแบบรายบุคคล HR มีหน้าที่หาสาเหตุให้เจอ</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Workload Paralysis ทำให้เกิดปัญหาหลัก ๆ คือไปลดทอนการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Disengagement), ลดทอนความรู้สึกร่วมและความเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging &amp; Ownership) และทำให้อัตราการลาออก (Turnover Rate) สูงขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">บริษัท <a href="https://www.linkedin.com/in/ottoberkes/" target="_blank" rel="noopener">HireRoad</a> กล่าวว่าหากพนักงานทุกคนเป็นอัมพาตทางความคิดและพฤติกรรม การเติบโตขององค์กรก็จะหยุดชะงักลง ทุกคนก็จะทำงานเพื่อเอาตัวรอด (Survive) มากกว่าการทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31892" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/paralysis.png" alt="paralysis" width="600" height="370" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 187" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/paralysis.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/paralysis-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เราพูดกันเสมอว่าสิ่งสำคัญของการทำงาน คือการสร้างความเป็นเจ้าของ เพื่อให้พนักงานสัมผัสถึงคุณค่าของการทำงาน หรือรู้สึกว่าอยากเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ในทางกลับกัน หากเราเอาแต่พูดถึงการก้าวไปข้างหน้าโดยปราศจากการวางแผนอย่างรัดกุม พนักงานก็อาจต้องถืองานในมือมากเกินความจำเป็น จนเกิดสภาวะ “อัมพาต” (Paralyze) ที่ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย</p>
<p>Workload Paralysis หรือ Task Paralysis จึงหมายถึงการใช้พนักงานให้ถูกต้อง (Right Man on the Right Job) มีความสมดุล (Balance) ไม่มากไม่น้อยเกินไป องค์กรที่หลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้ จะเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดดเด่นออกมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด HR ที่ดีจึงควรหันมาตรวจสอบการทำงานในองค์กรว่ามีจุดที่ต้องพัฒนาอีกหรือไม่</p>
<p>Workload Paralysis มีรายละเอียดสำคัญอย่างไร และ HR จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณควรรู้ได้ที่นี่</p>
<h2>Workload Paralysis คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31894" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/weba.webp" alt="weba" width="600" height="370" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 188" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/weba.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/weba-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>Workload Paralysis เรียกอีกอย่างว่า Task Paralysis หมายถึงสภาวะที่องค์กรมอบหมายงานให้พนักงานมากเกินไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกรณีนี้มักเกิดขึ้นกับองค์กรที่มีระบบไม่แข็งแรง เช่น สั่งให้พนักงานทำหน้าที่มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน, ไม่รู้ว่างานที่ทำอยู่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างไร หรือไม่มีการชื่นชมยินดีในกระบวนการระหว่างทาง (Celebrate Small Wins) เป็นต้น</p>
<p>เหตุนี้พนักงานจึงเกิดความกลัวที่จะรับงานใหม่ เพราะคิดว่าหากตนรับงานมากขึ้น ก็จะไม่สามารถทำงานที่ถืออยู่ให้มีคุณค่าอย่างที่ตั้งใจได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือการคิดว่างานที่ทำอยู่นั้นมีมากเกินไปจนขาดสมดุลชีวิต (Work Life Balance) ดังนั้นหากรับงานเข้ามาอีก ก็จะทำให้ตนไม่เหลือเวลาว่างเลย</p>
<p>เมื่อความคิดนี้แข็งแรงขึ้น พนักงานก็จะปฏิเสธงานใหม่ทันทีจนอยู่ในสภาวะแช่แข็ง (Freezing) หรืออัมพาต (Paralyze) เพราะแม้จะมีพนักงานคนดังกล่าวอยู่ในองค์กร แต่พนักงานคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อีกต่อไป ในที่นี้ปริมาณงานที่มากเกินไปไม่ได้หมายถึงภาระหน้าที่ที่มอบหมายเท่านั้นแต่ยังรวมถึงจำนวนการประชุมที่ไม่จำเป็น (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221222-meeting-overload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Meeting Overload</a>) ซึ่งเป็นผลเสียต่อบุคลากร ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงผู้บริหารเลยทีเดียว</p>
<p>ปัญหานี้อันตรายอย่างไรในยุคปัจจุบัน ? อย่างที่กล่าวเสมอว่าโลกหลัง โควิด-19 มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด องค์กรและพนักงานต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง (Structure), การจัดการความรู้ (Knowledge Management), การสร้างวัฒนธรรม (Cultures) ตลอดจนเทคโนโลยี (Business Tools) ที่มีการใช้ AI จนทำให้พนักงานต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน</p>
<p>โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงจะทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนไม่มีศักยภาพ เพราะเมื่อองค์กรเป็นฝ่ายเลือกการอบรมมาให้เอง ก็แปลว่าสิ่งนั้นคือแนวทางที่บุคลากรชั้นดีควรจะเป็น การที่ตนไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้น และไม่สามารถเริ่มต้นก้าวขาไปข้างหน้าได้ด้วย ก็จะยิ่งตอกย้ำว่าการทำงานในองค์กรดังกล่าวเป็นเรื่องล้มเหลว ส่งผลในเรื่องของความมั่นใจ และหากปล่อยไว้นานเข้าก็จะนำไปสู่การเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety) กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่องค์กรต้องเข้ามาแก้ไขในภายหลัง</p>
<p>ที่สำคัญในยุคที่ทุกคนต้องรู้จักปรับตัว การให้พนักงานมีหน้าที่มากเกินไป จะทำให้การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงยากขึ้น องค์กรที่ดีจึงต้องรู้ว่าจะเลือกใช้คนให้เหมาะสมอย่างไร ควรเพิ่มหรือตัดกระบวนการทำงานแบบไหน เพราะอย่าลืมว่าเราทำงานอยู่กับคน หากคนหมดกำลังลงแล้ว องค์กรก็ไม่สามารถเติบโตอย่างแข็งแรงได้เลย</p>
<p>Workload Paralysis จึงถือเป็นหัวข้อที่ HR ต้องนำมาสำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาโดยไม่รู้ตัว</p>
<h2>Workload Paralysis เกิดจากอะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31896" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/23a.webp" alt="23a" width="600" height="370" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 189" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/23a.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/23a-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>Workload Paralysis เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุแต่ละอย่างมีความเกี่ยวเนื่องกัน (Chain Reaction) หากสาเหตุแรกไม่ได้ถูกแก้ สาเหตุที่สองก็จะเข้ามา สะสมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหมือนดินพอกหางหมู นำไปสู่สภาวะหมดไฟ (Burnout) อย่างรวดเร็ว</p>
<p>เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราสามารถแบ่งสาเหตุของ Workload Paralysis เป็น 2 ส่วนหลัก ได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. ปัญหาด้านสุขภาพ (Health-Relate) :</strong> หากเรามีร่างกายที่ไม่แข็งแรง นอนน้อยห รือเป็นโรคนอนไม่หลับจนร่างกายอ่อนแอ เราก็จะเจอปัญหาในการทำงานทันที เพราะโดยปกติแล้วมนุษย์มักไม่สามารถทำงานได้อย่างใจในวันที่ร่างกายไม่แข็งแรงหรือรู้สึกหมดไฟเป็นพิเศษ ซึ่งหากปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซังอยู่นาน เราก็จะไม่สามารถทำงานเสร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรืออาจทำเสร็จทัน แต่ก็ได้งานที่ไม่มีคุณภาพในระดับที่ตนภูมิใจ</p>
<p>ในที่นี้หากหัวหน้ามอบหมายงานเพิ่มเติม ปัญหาก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เกิดความเครียดจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>2. ปัญหาด้านการมอบหมายงานที่ไม่มีแบบแผน (Heavy Workload) :</strong> ปัญหาของการทำงานไม่ใช่เรื่องของจำนวนที่มากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการแบกความรับผิดชอบจนเกินรับไหว เช่นคนที่เป็นหัวหน้า ก็อาจมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจและจำเป็นต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่ตามมา จนรู้สึกว่าตนกำลังถูกกดดันจนไม่อยากทำงานใหม่อีกต่อไป</p>
<p>นี่คือปัญหาหลักของโลกปัจจุบัน อ้างอิงจาก<a href="https://www.who.int/news/item/17-05-2021-long-working-hours-increasing-deaths-from-heart-disease-and-stroke-who-ilo" target="_blank" rel="noopener">สถิติ</a>ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าความเครียด ความกดดัน และการทำงานราว 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้สร้างปัญหาด้านสุขภาพ จนมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้ต่อปีถึง 398,000 คนจากทั่วโลก</p>
<p><strong>3. ปัญหาเรื่องความมั่นใจ (Lack of Confidence) :</strong> พนักงานบางคนจะรู้สึกไม่กล้าทำงานบางอย่างเมื่อรู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถมากพอ หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเท่าที่คาดหวัง เลยตัดสินใจทิ้งงานดังกล่าวไว้ แล้วไปโฟกัสกับงานที่คิดว่าทำได้ดีมากกว่า</p>
<p>การทิ้งงานแบบนี้ หากปราศจากการสื่อสาร (Communication Skill) ที่ดีแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยอาจเรียกว่าเป็นสาเหตุจากการบริหารเวลา (Poor Time Management) ที่ผิดพลาดก็ได้</p>
<p>Workload Paralysis เป็นเหมือนกลไกป้องกันตัวเอง ไม่ให้รู้สึกแย่กว่าเดิมจากการทำงานที่ผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นดั่งการปิดกั้นไม่ให้บุคลากรของเรากลายเป็นคนที่เก่งขึ้นเช่นกัน ดังนั้นหากคุณสั่งงานอะไรไปแล้วพนักงานเอาแต่ปฏิเสธ หรือมองว่าการอบรมที่ลงทุนไปวัดผลออกมาไม่ต่างจากเดิม ก็แปลว่าคุณกำลังเจอความเสี่ยงของ Workload Paralysis เข้าให้แล้ว</p>
<h2>Workload Paralysis สร้างปัญหาต่อองค์กรอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31897" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/01s.webp" alt="01s" width="600" height="370" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 190" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/01s.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/01s-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>หากเราพูดติดตลก ก็ต้องบอกว่าการเป็นอัมพาตทางความคิด สามารถนำไปสู่การเป็นอัมพาตในชีวิตจริงได้ เพราะความเครียดคือรากฐานของหลายปัญหา ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>คุณ Otto Berkes ซึ่งเป็น CEO จากบริษัท <a href="https://www.linkedin.com/in/ottoberkes/" target="_blank" rel="noopener">HireRoad</a> ผู้เชี่ยวชาญด้านการว่าจ้างพนักงานกล่าวว่า “หากพนักงานทุกคนเป็นอัมพาตทางความคิดและพฤติกรรม การเติบโตขององค์กรก็จะหยุดชะงักลงทันที และหลังจากนั้นพนักงานทุกคนก็จะทำงานเพื่อเอาตัวรอด (Survive) มากกว่าการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า”</p>
<p>เขากล่าวว่า ในเบื้องต้น Workload Paralysis จะทำให้เกิดปัญหาหลัก ๆ 3 ข้อ คือไปลดทอนการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Disengagement), ลดทอนความรู้สึกร่วมและความเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging &amp; Ownership) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อัตราการลาออก (Turnover Rate) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ในแง่ของผมกระทบอื่น ๆ เราขอสรุปออกมาเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้</p>
<p><strong>1. สูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ (Sustainable Resource Drain) :</strong> บางคนอาจจะคิดว่าพนักงานที่เอาแต่ทำเรื่องเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลาจะไม่ต้องใช้ทรัพยากรมาก แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะลองคิดดูสิว่าหากองค์กรต้องลงทุนกับธุรกิจที่ต่อยอดอะไรไม่ได้แล้ว การลงทุนดังกล่าวก็คงไม่ได้มีประโยชน์กลับมามากเท่าไหร่นัก</p>
<p>ยิ่งปัจจุบันที่พนักงานต้องมีทักษะเรื่อง Multi Tasking คนที่ทำงานได้อย่างเดียวก็จะถูกมองเป็นแรงงานที่พร้อมถูกทดแทนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากมีการลาออกเกิดขึ้น นอกจากองค์กรจะไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทนที่แล้ว ยังทำให้องค์กรต้องใช้ทรัพยากรทั้งเงินและเวลาเพื่อหาพนักงานใหม่ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับ Workload Paralysis จึงเป็นแนวทางเบื้องต้นที่จะช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรได้ดีกว่าเดิม และมีความยั่งยืน (Sustainability)</p>
<p><strong>2. พิ่งพา AI มากเกินไป :</strong> เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนไม่มีศักยภาพเพียงพอ หรือไม่มีเวลาในการรับงานที่ถูกมอบหมาย คนเหล่านั้นก็จะหันไปหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เพื่อลดกระบวนการทำงาน และทำให้ตนยังสามารถรับงานตามที่มุ่งหวังไว้ได้</p>
<p>แนวทางนี้ขัดแย้งกับกระบวนการใช้ AI ที่ถูกต้อง เพราะปัญญาประดิษฐ์ควรเป็นเพียงเครื่องมือช่วยตัดสินใจเท่านั้น แต่หากเราใช้มัน เพื่อทำงานทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ พนักงานของเราก็จะขาดการคิดวิเคราะห์ และขาดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลเสียในระยะยาว</p>
<p><strong>3. พนักงานจะสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สามารถสร้างองค์กรที่ยังยืนได้ (Non-Sustainable) :</strong> การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน หมายความว่าทุกคนต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกัน โดยตั้งเป้าไปถึงอนาคต และหาทางรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</p>
<p>แต่หากพนักงานอยู่ในสภาวะ Workload Paralysis การใส่ใจเรื่องอื่นก็ดูเป็นเรื่องไกลตัวโดยปริยาย เพราะหากพนักงานยังเอาตัวเองไม่รอด จะหันไปใส่ใจสังคมหรือเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้อย่างไร ลองคิดตามดูว่าหากบุคลากรของคุณมีทัศนคติแบบนี้ และเกิดสถานการณ์ โควิด-19 ขึ้นมาอีกครั้ง องค์กรของคุณจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ?</p>
<p><strong>4. สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น (Anti Innovation) :</strong> องค์กรที่จะเติบโตได้อย่างแข็งแรง คือองค์กรที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์คนทุกยุคทุกสมัยได้ ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้เกิดนวัตกรรม ก็คือการสื่อสารพูดคุยที่มีการระดมสมองและร่วมมือร่วมใจระหว่างคนในแต่ละแผนก นอกจากนี้ยังรวมถึงกระบวนการพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจ อย่าง Stay Interview และวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความเห็น (Feedback Culture)</p>
<p>แต่พอพนักงานอยู่ในสภาวะอัมพาต ขั้นตอนเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้น องค์กรจึงเสียศักยภาพในการแข่งขันไปโดยปริยาย</p>
<p><strong>5. AI Mismanagement :</strong> องค์กรที่บริหารงานผิดพลาด จะเลือกหาเครื่องมือมาแก้ปัญหามากกว่าจะปรับปรุงโครงสร้างจากภายใน องค์กรเหล่านี้จะเอาผลลัพธ์เป็นที่ตั้ง โดยไม่สนเลยว่าจะทำลายสุขภาพจิตของบุคลากรไปมากแค่ไหน ดังนั้นการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทนแรงงานคน จึงเป็นสิ่งที่เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากเป็นกระบวนการที่ AI ถูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่า AI ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังไม่ได้มีศักยภาพแบบนั้น</p>
<p>ทั้งนี้หากพนักงานที่ไม่มีเวลาไปเรียนรู้เพิ่มเติมจนก้าวไม่ทันโลกเป็นคนออกคำสั่ง หรือเขียน Prompt แบบผิดพลาด ตกยุค องค์กรก็จะได้ชุดคำสั่งที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้เลย ยิ่งหากเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมขององค์กร ก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดได้เลย</p>
<h2>HR จะช่วยแก้ปัญหา Workload Paralysis ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31898" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/aaxs.webp" alt="" width="600" height="370" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 191" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/aaxs.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/08/aaxs-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>คุณ Otto Berkes กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้ HR แก้ไขปัญหานี้และปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ในองค์กรได้ ก็คือการมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้มากที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากการพูดคุยแบบส่วนตัว หรือการทำแบบสอบถามให้ถี่ขึ้น โดยองค์กรต้องนำข้อมูลเหล่านั้นไปพิจารณาและวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อให้เกิดแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ให้คิดว่าการแก้ปัญหาเรื่อง Workload Paralysis ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าการหาเครื่องมือทันสมัยมาใช้ด้วยซ้ำ</p>
<p>ในที่นี้ เขาให้ 3 แนวทางที่องค์กรควรนำมาใช้ หลังมีข้อมูลที่จำเป็นในมือเรียบร้อยแล้ว ดังนี้</p>
<p>1. สร้างระบบ Mentorship ให้พนักงานที่ประสบปัญหาระหว่างทำงาน จะได้สามารถปรึกษาหัวหน้า หรือคนที่มีประสบการณ์มาก่อนได้เลย</p>
<p>2. สร้างผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อให้พนักงานรู้สึกสบายใจเวลาพูดคุย และเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมากขึ้น การมอบหมายงานก็จะมีประสิทธิภาพขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>3. องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมที่กระตุ้นให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นและสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเรื่องเล็ก ตัดปัญหา Workload Paralysis ตั้งแต่ต้นลม</p>
<p>นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกิดการอบรมพนักงาน เพื่อให้จัดระเบียบชีวิตได้ดีขึ้น โดยแบ่งองค์ประกอบที่สำคัญออกมาได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. จัดลำดับความสำคัญให้ดีขึ้น (Learn to Prioritize) :</strong> แม้เราจะมีศักยภาพในการทำหลายอย่าง แต่การรับทุกอย่างมาอยู่ที่ตัวเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะเราต้องมีชีวิตในด้านอื่นนอกเหนือจากการทำงานควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นเราควรเอาชิ้นงานทั้งหมดมาไล่ดู และจัดลำดับให้ชัดเจนว่างานใดควรทำก่อน งานใดสามารถเลื่อนไปทำวันหลังได้ หรืองานใดที่เราควรส่งต่อให้ผู้อื่นทำมากกว่า</p>
<p>ในช่วงแรกการตัดสินใจขอความช่วยเหลืออาจเป็นเรื่องยาก แต่หากเราตั้งอยู่บนเรื่องเหตุผล และวัดกันที่ประสิทธิภาพในการทำงาน การเอ่ยปากเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร</p>
<p><strong>2. ย่อยงานขนาดใหญ่ออกมาให้เล็กลง (Create Small Milestones) :</strong> เวลาที่เราทำงานขนาดใหญ่ เราต้องใช้เวลานานกว่าจะถึงเป้าหมาย พนักงานบางคนจึงอาจรู้สึกว่างานดังกล่าวยากลำบากเกินไป ไม่เห็นความสำเร็จสักที องค์กรจึงต้องคิดเรื่องการโน้มน้าวจิตใจพนักงานอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>การแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ นอกจากจะช่วยให้พนักงานเห็นความสำเร็จเป็นระยะแล้ว  การเฉลิมฉลองหรือให้รางวัลเมื่อพนักงานทำแต่ละขั้นตอนเสร็จ ก็จะยิ่งทำให้พนักงานเห็นคุณค่าในตัวเองและโปรเจ็คที่ทำอยู่ พวกเขาจึงมีความสุขในการทำงาน ไม่หมดไฟ</p>
<p><strong>3. ฝึกการบริหารเวลาให้ดีขึ้น (Time Management) :</strong> Workload Paralysis มักเกิดกับคนที่บริหารจัดการเวลาไม่ดี ไม่สามารถแบ่งเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนได้ หรือบางคนอาจเกิดจากการถูกหันเหความสนใจ (Distraction) ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยี เช่นการติดโทรศัพท์, การติดซีรี่ย์, การแอบเล่นเกม หรือแม้แต่การเป็นคนช่างพูดช่างคุยที่พร้อมถูกดึงความสนใจออกไปจากงานตรงหน้าเสมอ</p>
<p>เมื่อเราทำงานที่เกี่ยวข้องกับความคิด การไม่จดจ่อกับงานจะทำให้เราต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่อีกครั้งเสมอ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าคนที่มุ่งมั่นอยู่กับงานจนสำเร็จ หรือมีรูปแบบการพักผ่อนที่เป็นระบบ</p>
<p><strong>4. รักษาและสำรวจโรควิตกกังวลในองค์กร (Anxiety Issue) :</strong> รายงานจาก<a href="https://www.thaidmh-elibrary.org/content/10358/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0-31-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-agoraphobia-%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94#:~:text=agoraphobia%20%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-,%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%20%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84,." target="_blank" rel="noopener">กรมสุขภาพจิต</a> กล่าวว่า คนไทยร้อยละ 3.1% มีปัญหาเกี่ยวกับโรควิตกกังวล ซึ่งอัตรานี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง และความเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตจะมีรูปภาพการทำงานที่คล่องตัวกว่า และทำให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานระยะยาวจริง</p>
<h2>ตอบแทนพนักงานอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าต่อกันให้มากขึ้น หาสวัสดิการพนักงานได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p>ปัญหาเรื่อง Workload Paralysis เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างขององค์กรและปัญหาสุขภาพจิตโดยตรง ซึ่งพอพูดถึงคำว่าสุขภาพจิตแล้ว เราต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาที่เข้ามากระทบใจของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่มีเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ดังนั้นสวัสดิการที่องค์กรต้องนำมาใช้จึงไม่ใช่เรื่องสวัสดิการแบบเหมาเข่งหรือ One Size Fits All แต่ต้องเป็นสวัสดิการแบบกลาง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์เชิงรายละเอียดให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคนได้เลย</p>
<p>หากองค์กรมองว่าการอบรมคือแนวทางที่จะช่วยดึงพนักงานออกจากความเครียด และทำให้พนักงานกลายเป็นคนที่ดีขึ้น เราก็ควรเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกว่าการอบรมแบบไหนที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด และสามารถทำได้ในระยะยาวโดยไม่รู้สึกเครียดมากขึ้น หรือหาก HR ได้รับการเรียกร้องในสวัสดิการที่ขัดแย้งกับแนวทางดั้งเดิม เราก็ต้องมาตั้งคำถามก่อนว่าแนวทางใหม่นั้นเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ห้ามปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทันที ซึ่งการแสดงออกให้ชัดเจนแบบนี้จะทำให้พนักงานเชื่อใจ รู้สึกว่าเราเป็นมิตร สามารถพูดคุยในเรื่องส่วนตัวกันมากขึ้น</p>
<p>กลไกนี้คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>ดังนั้น เมื่อความต้องการของบุคลากรสามารถเปลี่ยนไปได้ทุกวัน สวัสดิการที่เราเคยคิดว่าดีที่สุดในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในมุมมองของพนักงานก็ได้ จึงดีกว่ามากหากเราลองเปิดรับผู้ช่วยอื่น ๆ เข้ามา เพื่อให้แน่ใจว่าสวัสดิการของเราจะตอบโจทย์บุคลากร และสามารถเอาชนะคู่แข่งในตลาดเดียวกันอย่างชัดเจนที่สุด และหากคุณไม่รู้ว่าจะไปหาตัวเลือกดี ๆ จากที่ไหน เราขอแนะนำบริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Products &amp; Services</a> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้าน HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการในแง่ไหน <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ที่นี่</a>มีคำตอบให้คุณ</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ในบทความนี้ เราจะเห็นว่าปัญหาเรื่อง Workload Paralysis นั้นเกิดจากทั้งปัจจัยที่เราควบคุมได้ เช่นเรื่องของโครงสร้างการทำงาน กับเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ คือปัญหาด้านสุขภาพจิต ที่อ้างอิงกับความรู้สึกเป็นรายบุคคล</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้บอกว่าปฏิกิริยาของมนุษย์หรือความรู้สึกเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกันเสมอ เช่นหากเราบริหารจัดการองค์กรอย่างดี พนักงานก็จะไม่มีปัญหาสุขภาพจิต และทำงานได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าองค์กรไม่เคยใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตเลย พนักงานก็จะมีความเครียด ประสิทธิภาพการทำงานก็จะลดลง ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดก็จะออกมาต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ดี</p>
<p>ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของโลกปัจจุบันคือเราสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ทุกคนสามารถมี Role Model ที่อยากลอกเลียนแบบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากองค์กรของคุณเอาแต่อัดความรู้และเพิ่มเนื้องานเข้าไปโดยไม่เปิดโอกาสให้พนักงานนำไปใช้ หรือทำให้พนักงานรู้สึกว่าความตั้งใจของตนมีคุณค่ากับองค์กร ทัศนคติของคนในทีมก็จะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จนนำไปสู่การหมดไฟ (Burnout) หัวใจเป็นอัมพาต และทำให้งานติดขัดจนกลายเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว</p>
<p>เราต้องตระหนักว่าหากคิดจะเป็นองค์กรใหญ่ ก็ต้องไม่มองข้ามเรื่องเล็กน้อยเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องของคนซึ่งมีชีวิตจิตใจ และถือเป็นกลไกที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้เด็ดขาด</p>
<p>องค์กรของคุณมีบุคลากรที่เป็น Workload Paralysis หรือไม่ ? เริ่มหาคำตอบได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย !</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30457 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1600" height="500" title="Workload Paralysis เมื่องานเยอะเกินไป ใจก็เป็นอัมพาต องค์กรก็ขาดความสำเร็จ 192" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shorturl.at/abnK3" target="_blank" rel="noopener">https://shorturl.at/abnK3</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://rb.gy/uxt0n" target="_blank" rel="noopener">https://rb.gy/uxt0n</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://rb.gy/6atyx" target="_blank" rel="noopener">https://rb.gy/6atyx</a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://rb.gy/tip43" target="_blank" rel="noopener">https://rb.gy/tip43</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230817-workload-paralysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230720-pet-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jul 2023 04:44:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Pet-Friendly Workplace]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230720-pet-policy/</guid>

					<description><![CDATA[Pet-Friendly Workplace ออฟฟิศนี้มีหมาแมว มีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร ควรใช้นโยบายแบบไหน และต้องมีข้อจำกัดอะไรบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลี้ยงสัตว์ในออฟฟิศหรือการอนุญาตให้พนักงานเอาสัตว์เลี้ยงของตนมาจากที่บ้านเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมีสถิติระบุว่ามีคนถึง 70% ที่ยินดีลดเงินเดือนหากแลกมาด้วยสิทธิ์นี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สัตว์เลี้ยงคือสิ่งที่ทำให้พนักงานหลายคนทั่วโลกผ่านสถานการณ์อันยากลำบากในช่วง Work From Home มาได้ จนผูกพันเหมือนสมาชิกในครอบครัว การแยกห่างกันเมื่อต้องกลับมาที่ออฟฟิศทำให้คนถึง 1 ใน 5 เกิดอาการวิตกกังวล (Anxiety) ทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นโยบาย Pet-Friendly Workplace ยังช่วยดึงดูดและรักษาพนักงานได้ด้วย โดยมีสถิติระบุว่าคนทำงานที่เลี้ยงสัตว์ 88% จะไม่เปลี่ยนงานเพราะไม่อยากเสียสิทธิ์นี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นโยบาย Pet-Friendly Workplace ควรออกแบบโดยให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสัตว์เลี้ยง เราต้องคำนึงถึงสุขภาพ, ความปลอดภัย ตลอดจนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเอกสารและเครื่องมือต่าง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นโยบาย Pet-Friendly Workplace เป็นเพียงสวัสดิการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่องค์กรต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของพนักงาน เพื่อให้มีอำนาจแข่งขันและช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16168 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-20-at-11.34.25.jpg" alt="Screenshot 2566 07 20 at 11.34.25" width="600" height="370" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 193"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเวลาเปลี่ยนไป โลกการทำงานก็เปลี่ยนไป หน้าที่ของ HR จึงเป็นการเรียนรู้และหาแนวทางพัฒนาให้องค์กรสามารถเติบโต (Evolving) และสามารถสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความหลากหลาย (Diverse) ได้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศและถูกนำมาปรับใช้ในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือการอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในออฟฟิศ โดยมีผลวิจัยรองรับแล้วว่าจะช่วยให้เราได้งานที่ดีขึ้น แถมยังมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลี้ยงสัตว์ในที่ทำงานแม้จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า HR ต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่องค์กรไม่คุ้นเคย การนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในออฟฟิศโดยปราศจากการวางแผน นอกจากจะส่งผลเสียทางสุขอนามัย (Workplace Hygiene) ยังอาจทำให้ข้าวของในสำนักงานเสียหายอีกด้วย ดังนั้น HR จึงต้องมีความรู้ ต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อนำมาถ่ายทอดให้บุคลากรคนอื่น ๆ มีวิสัยทัศน์ตรงกัน อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับสัตว์เลี้ยง การเตรียมสวัสดิการที่เหมาะสมกับทุกคนจึงเป็นสิ่งที่ HR มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด สอดคล้องกับแนวคิดยอดนิยมในปัจจุบันที่ระบุว่า เราควรใส่ใจพนักงานแบบรายคน ไม่วางแผนแบบเหมาะรวม (One-Size-Fits-All)</span></p>
<p><strong>Pet-Friendly Workplace</strong><span style="font-weight: 400;"> มีประโยชน์กับองค์กรอย่างไร ควรใช้นโยบายแบบไหน และต้องมีข้อจำกัดอะไรบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่นี่</span></p>
<h2>นโยบาย Pet-Friendly Workplace สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการในเรื่องสวัสดิการ (Employees Benefit) ของบุคลากรมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ตลอดจนความต้องการบางอย่างที่สืบเนื่องมาจากการ Work From Home ในช่วงโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเข้างานแบบยืดหยุ่น (Flexible Hours), นโยบายดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน, นโยบายนอนหลับในออฟฟิศ และนโยบายที่เรากำลังพูดถึงในบทความนี้ คือนโยบายด้านการเลี้ยงสัตว์ในที่ทำงาน</span></p>
<p><a href="https://time.com/6077005/choosing-pandemic-pets-over-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TIME</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าในช่วงปี 2019 องค์กรในสหรัฐอเมริการาว 11% ยินยอมให้พนักงานเอาสัตว์เลี้ยงมาที่ออฟฟิศ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องหากเทียบกับช่วง 2014 ที่มีเพียง 4% เท่านั้น โดยตัวเลขดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่คนไม่ได้มาทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป การอยู่กับสัตว์เลี้ยงกลายเป็นความผูกพันสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงกักตัว ดังนั้นเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย การต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงเพื่อกลับไปทำงานในออฟฟิศจึงเป็นเรื่องยากมาก โดย </span><a href="https://www.petproductnews.com/archives/what-pet-owners-fear-about-returning-to-work-and-how-to-ease-that-anxiety/article_93adbfb3-5cd5-589d-94f8-ac90833c7f39.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Pet Product News</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าพนักงานถึง 1 ใน 5 มีอาการวิตกกังวล (Anxiety) ทันทีที่ต้องแยกจากสัตว์เลี้ยง และมีถึง 70% ที่ยอมลดเงินเดือนลงมา หากสามารถแลกกับการพาสัตว์เลี้ยงมาที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลข้างต้นจึงสรุปได้ว่านโยบายเรื่องสัตว์เลี้ยงในองค์กร เป็นสวัสดิการอีกรูปแบบหนึ่งที่ HR ควรนำมาพิจารณา เพื่อยกระดับการดูแลพนักงานให้มีจิตใจสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เครียด และพร้อมกับการทำงานในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งนโยบายนี้เป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจเท่านั้น HR ต้องหมั่นศึกษาและหาคำตอบให้ได้ว่าองค์กรของคุณเหมาะกับอะไร</span></p>
<h2>ข้อดี &#8211; ข้อเสียของการมีสัตว์เลี้ยงในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12630 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/closeup-shot-cute-dog-playing-with-cat-isolated-white-background-2-scaled.jpg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="485" height="488" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 194"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะไปพิจารณาถึงการออกแบบนโยบายเรื่องสัตว์เลี้ยงในที่ทำงาน เราต้องมองภาพรวมให้เห็นก่อนว่าองค์กรของเราพร้อมสำหรับการเลี้ยงสัตว์จริงหรือไม่ โดยเราสามารถอธิบายข้อดี &#8211; ข้อเสียของนโยบาย Pet-Friendly Workplace ได้ดังนี้</span></p>
<h3>ข้อดีของนโยบาย Pet-Friendly Workplace</h3>
<p><span style="font-size: calc(14.5833px + 0.111111vw);">1. ช่วยเรื่องการจัดสมดุลชีวิต (Work-life Balance) : </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ เราอาจคิดถึงแค่ในแง่ของกระบวนการทำงานที่ต้องแบ่งเวลาจริงจังและเวลาพักให้เข้มงวดเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วการจัดสมดุลชีวิตคือการให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจควบคู่ไปกับการทำงานหนักโดยไม่ละเลยสิ่งใด ซึ่งการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงที่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวมาอยู่ด้วยในที่ทำงาน จะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน (Connected to home) ไม่เหงา และมีพลังทำงานกว่าเดิม</span></p>
<p>2. ช่วยลดความเครียด (Stress Reduction) : <a href="https://myonlinetherapy.com/pets-and-mental-health/#:~:text=One%20survey%2C%20by%20The%20Human,pet%20reduces%20your%20stress%20levels." target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Human Animal Bond Research Institute (HABRI)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าคนที่มีสัตว์เลี้ยงราว 74% มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีความเครียดน้อยลง การให้พนักงานพาน้องมาที่ออฟฟิศด้วยจึงจะช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้น</span></p>
<p>3. ช่วยเพิ่มพลังสร้างสรรค์ (Creativity) : <span style="font-weight: 400;">การได้อยู่กับสัตว์เลี้ยงที่ตัวเองรัก จะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลหรือเครียดในสิ่งที่อยู่ไกลตา จึงสามารถโฟกัสกับงานทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้การมีสัตว์เลี้ยงจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย พนักงานจะได้สัมผัสกับความอ่อนโยน ได้ใช้เวลาเพื่อดูแลคนอื่น และพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เลี้ยง อาจทำให้เราเกิดจินตนาการ นำไปสู่การคิดนอกกรอบ (Out-of-the-box Thinking) เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เช่นกัน</span></p>
<p>4. ยกระดับการสื่อสาร (Communication) และการมีส่วนร่วม (Collaboration) ของบุคลากร : <span style="font-weight: 400;">สัตว์เลี้ยงในองค์กรอาจทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจให้พนักงานมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันก็ได้ ซึ่งหากเป็นพนักงานที่อยู่คนละแผนก นโยบายนี้ก็จะช่วยให้เราร่วมงานกันง่ายขึ้น เกิดสภาพแวดล้อม (Workplace Environment) ในแง่บวกที่สร้างประโยชน์ต่อทุกฝ่าย</span></p>
<p>5. ช่วยดึงดูด (Attract) และรักษา (Retention) พนักงาน : <a href="https://habri.org/research/mental-health/workplace-wellness/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HABRI</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่า 88% ของพนักงานจะเลือกอยู่กับองค์กรต่อไป หากบริษัทใหม่ไม่ได้มีนโยบายด้านสัตว์เลี้ยงในแบบเดียวกัน แปลว่าองค์กรในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่เงินเดือน หรือการเติบโตทางอาชีพ (Career Path) เป็นหลักอีกต่อไป แต่ต้องใส่ใจกันถึงรายละเอียดปลีกย่อยครบทุกแง่มุม หากต้องการชนะใจผู้สมัคร (Candidate) และบุคลากรระดับสูง (Top Talent) นอกจากนี้หากนโยบายสัตว์เลี้ยงเป็นผลมาจากการทำแบบสำรวจภายในองค์กร การที่ HR และผู้บริหารตอบรับ ก็แสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจกับความต้องการของพนักงานจริง ๆ </span></p>
<h3>ข้อเสียของนโยบาย Pet-Friendly Workplace</h3>
<p><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">1. พนักงานบางท่านอาจไม่ถูกกับสัตว์ : </span><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">ต้องคิดเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนที่รักสัตว์ และบางคนอาจมีอาการแพ้ (Allergy) จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นก่อนที่จะมีนโยบายนี้ เราต้องแน่ใจก่อนว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่ทำลายสุขภาพของบุคลากร</span></p>
<p>2. สร้างความวุ่นวาย (Disruption) :<span style="font-weight: 400;"> สัตว์เลี้ยงมักมีเสียงร้องที่ทำให้พนักงานเสียสมาธิ ดังนั้นลองจินตนาการดูสิว่าหากองค์กรมีสัตว์เลี้ยงมากกว่าหนึ่งตัว ความวุ่นวายในองค์กรจะหนักหน่วงแค่ไหน การคัดเลือกสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีมารยาท จึงเป็นสิ่งที่ HR ต้องคิดถึงเสมอ</span></p>
<p>3. เกิดอันตราย : <span style="font-weight: 400;">เราต้องวางแผนว่าหากสัตว์เลี้ยงของพนักงานท่านหนึ่ง ไปทำร้ายพนักงานอีกท่านหนึ่ง ภาระรับผิดชอบตรงนี้จะตกอยู่ที่ใคร จะเป็นการเพิ่มงานให้กับ HR หรือไม่ และหากสัตว์เลี้ยงทำข้าวของภายในองค์กรเสียหาย หรือบังเอิญไปกัดเอกสารสำคัญ องค์จะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนตรงนี้ ก็ยังไม่ควรนำสัตว์เข้ามาในที่ทำงาน</span></p>
<p>4. ออฟฟิศสกปรก (Poor Hygiene) : <span style="font-weight: 400;">ความสะอาดเป็นรากฐานสำคัญของออฟฟิศ เพราะคงไม่มีใครที่อยากใช้เวลาทั้งวันอยู่กับความสกปรก ในที่นี้องค์กรที่มีนโยบาย Pet-Friendly Workplace ต้องให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของสัตว์เลี้ยงเพิ่มเข้ามา เพื่อให้แน่ใจว่าการขับถ่าย หรือพฤติกรรมของสัตว์จะไม่สร้างความยากลำบากในองค์กร</span></p>
<h2>วิธีออกแบบนโยบายสัตว์เลี้ยง หรือ Pets Policy ในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-16170 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-20-at-11.39.14.jpg" alt="Screenshot 2566 07 20 at 11.39.14" width="456" height="361" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 195"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดวิด เอเวอร์เรตต์ สตริกเลอร์ (David Everett Strickler) ประธานของ The American Marketing Association Los Angeles กล่าวกับ </span><a href="https://www.business.com/articles/office-pets-policy/#" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Business.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่า องค์กรต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะการได้ความเห็นจากทุกฝ่ายจะช่วยให้องค์กรได้ข้อสรุปที่ลงตัว ไม่ลำเอียง (Bias) ทุกคนสามารถอยู่กับนโยบายนี้ได้จริง</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">การออกนโยบาย Pet-Friendly Workplace ต้องให้ความสำคัญกับ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้</span></i></p>
<p>1. สัตว์เลี้ยงทุกตัวที่นำมาออฟฟิศต้องผ่านการฉีดวัคซีนเรียบร้อย : <span style="font-weight: 400;">วัคซีนจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ไม่เกิดการเจ็บป่วยในสภาพแวดล้อมของออฟฟิศที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากสัตว์เลี้ยงไม่ได้ฉีดวัคซีนอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งอาจมีเชื้อโรคบางอย่างที่ส่งต่อมาถึงมนุษย์ได้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องนำหลักฐานการฉีดวัคซีนมายืนยันกับ HR ก่อนนำมาที่ออฟฟิศ</span></p>
<p>2. สัตว์เลี้ยงทุกตัวต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ สามารถควบคุมความประพฤติ ไม่สร้างความวุ่นวาย : <span style="font-weight: 400;">ความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงและบุคลากรทุกคนคือเรื่องสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ โดยเราสามารถแยกเป็นประเด็นปลีกย่อยดังนี้</span></p>
<ul>
<li>ให้ใบอนุญาตเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการอบรมมาแล้วเท่านั้น : <span style="font-weight: 400;">สัตว์เลี้ยงที่จะนำมาที่ออฟฟิศต้องไม่เคยมีประวัติเรื่องความก้าวร้าวหรือการทำร้ายผู้อื่นมาก่อน ผู้เป็นเจ้าของต้องแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถควบคุมสัตว์ดังกล่าวได้ ที่สำคัญสัตว์เลี้ยงนั้น ๆ ต้องไม่มีความตื่นคน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่จะเข้ามาสู่ออฟฟิศของเราจะเป็นใครหรือมีพฤติกรรมแบบไหน ไม่มีทางที่คนจะสามารถกำกับดูแลได้ตลอดเวลา HR จึงต้องสร้างค่านิยมให้เข้าใจว่าเจ้าของต้องเป็นผู้รับผิดชอบสัตว์ของตน หากเกิดความเสียหายภายในองค์กร</span></li>
<li>สัตว์เลี้ยงที่นำมาต้องมีประกันสุขภาพเท่านั้น : <span style="font-weight: 400;">คงไม่ใช่เรื่องดีหากองค์กรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อสัตว์เลี้ยงได้เข้ามาที่ออฟฟิศ โดย HR สามารถให้เจ้าของเซ็นรับความเสี่ยง หรือมีเอกสารที่ระบุชัดเจนว่าตนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น</span></li>
</ul>
<p>3. ควรมีกระบวนการทดลองก่อนจะให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาที่ออฟฟิศจริง ๆ : <span style="font-weight: 400;">แค่คำพูดอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องหาวันทดลองเพื่อให้พนักงานนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาที่ออฟฟิศด้วย และควรทำเป็นกลุ่ม จะได้เห็นว่าสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ ขั้นตอนนี้แม้จะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นต้องทำ</span></p>
<p>4. ออฟฟิศต้องมีพื้นที่สำหรับคนที่ไม่ต้องการอยู่กับสัตว์เลี้ยง (Pet-Free Zone) : <span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ชอบอยู่กับสัตว์ แถมบางคนอาจมีอาการแพ้ที่อันตรายถึงชีวิตได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ดีควรมีพื้นที่สำหรับคนที่ต้องการอยู่คนเดียว เพื่อใช้สมาธิและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่จะหันเหความสนใจออกไป เพราะไม่มีทางเลยที่เราจะออกแบบนโยบายโดยที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันโดยสมบูรณ์ </span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเรื่องนี้ ก็ยังไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาในที่ทำงาน</span></em></p>
<p>1. องค์กรต้องให้ความรู้เรื่องการความสะอาดแก่เจ้าของสัตว์ และต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมรวมถึงมีวิธีบังคับใจที่เหมาะสม :<span style="font-weight: 400;"> HR ไม่ควรปล่อยเรื่องความสะอาดให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน หรือเป็นภาระของพนักงานคนอื่น ๆ แต่ควรกำหนดให้เจ้าของสัตว์คอยดูแลเรื่องนี้เลย โดยองค์กรสามารถจัดเตรียมพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงเอาไว้ให้โดยเฉพาะ หรือหากไม่มี ก็ต้องเน้นย้ำถึงการใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างมีมารยาท โดยคำนึงถึงมลภาวะทางเสียง และทางกลิ่นไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p>2. องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นแบบเป็นส่วนตัว (Anonymous Complaint Process) :<span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่เมื่อมีนโยบายใดก็ตามที่ละเอียดอ่อน และไม่ได้รับการเห็นชอบจากทุกคน HR ต้องเปิดพื้นที่ให้พนักงานแสดงความเห็นโดยไม่เปิดเผยตัวตน เพราะจะช่วยให้เราได้ความเห็นที่จริงใจ ตรงประเด็น มากกว่าการปล่อยให้พูดแบบเปิดเผย ซึ่งอาจสร้างความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน เพราะคงไม่มีใครที่อยากเห็นคนต่อว่าสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัว</span></p>
<h2>วิธีสร้างออฟฟิศที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pets Friendly Office)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-16171 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-20-at-11.40.25.jpg" alt="Screenshot 2566 07 20 at 11.40.25" width="633" height="406" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 196"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อออกนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เราต้องใส่ใจให้ครบทุกแง่มุม ไม่ใช่มองเอาความอยากเป็นสำคัญเท่านั้น เราต้องคิดเผื่อด้วยว่าองค์กรมีงบประมาณมากพอสำหรับการปรับแต่งสถานที่ใหม่หรือไม่ เพราะสัตว์เลี้ยงเองก็ต้องการพื้นที่และการดูแลอย่างดีไม่ต่างจากมนุษย์ หากพิจารณาแล้วรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า ก็ควรพักโครงการนี้ออกไปก่อน จนกว่าจะมีความพร้อมจริง ๆ</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าออฟฟิศที่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ต้องมีลักษณะแบบใด เราขออธิบายดังนี้</span></i></p>
<p>1. ต้องมีพื้นที่พักผ่อนที่เหมาะสม (Comfortable Resting Area) : <span style="font-weight: 400;">สัตว์เลี้ยงก็ต้องการเวลาพักผ่อนระหว่างวันเช่นกัน เราจึงต้องมีสถานที่ ๆ จัดเอาไว้อย่างเหมาะสม ทั้งพื้นที่สำหรับขับถ่าย พื้นที่สำหรับกินอาหาร และพื้นที่สำหรับนอนหลับ โดยเราสามารถจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับสัตว์เอาไว้ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมีรั้วกั้นอย่างมิดชิด</span></p>
<p>2. ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง : <span style="font-weight: 400;">คงไม่ดีแน่หากเก้าอี้ในองค์กรเต็มไปด้วยรอยฝนเล็บของแมว หรือโซฟาในห้องหัวหน้าเปื้อนปัสสาวะของน้องหมา ดังนั้นเราควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำความสะอาดได้ง่ายและฉีกขาดได้ยาก ในที่นี้เราอาจต้องทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ให้ถี่ขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p>3. ต้องเลือกต้นไม้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ : <span style="font-weight: 400;">เดิมทีหากเราต้องการพื้นที่สีเขียวในองค์กร เราจะเลือกด้วยความคุ้มค่าหรือความสวยงามเป็นหลัก แต่เมื่อมีสัตว์เลี้ยงเข้ามา เราต้องแน่ใจด้วยว่าพืชพรรณเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่สัตว์จะเข้าไปเล่นหรือกิน หากเรามองข้าม ก็อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต</span></p>
<p>4. หาพื้นที่ติดภาพถ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงภายในองค์กร : <span style="font-weight: 400;">การติดภาพหรือตกแต่งด้วยบรรยากาศของสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย นอกจากจะเน้นย้ำให้เห็นถึงแง่มุมที่อ่อนโยนของพนักงานแต่ละคนแล้ว ยังเป็นภาพแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่าองค์กรของเราให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการอยู่ร่วม แถมยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือด้านวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p>5. จัดเตรียมพื้นที่สำหรับขับถ่ายโดยเฉพาะ :<span style="font-weight: 400;"> องค์กรอาจต้องปรับเปลี่ยนระบบน้ำให้มีหลายจุดขึ้น หรืออาจต้องเพิ่มสายยางและกลไกทำความสะอาดที่แตกต่างจากของมนุษย์ทั่วไป นอกจากนี้ยังต้องจัดเตรียมพื้นที่สำหรับทิ้งของเสีย ซึ่งหากมีงบประมาณเพียงพอ ก็ควรหาคนมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ให้ส่งผลกระทบทางมลภาวะต่อผู้อื่น</span></p>
<h2>ตัวอย่างบริษัทที่มี Pets Policy</h2>
<p><strong>1. Major Development</strong> :<span style="font-weight: 400;"> นี่คือบริษัทสัญชาติไทยซึ่งเป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง โดยพวกเขาได้ออกนโยบาย Pet-Friendly Office และปรับพื้นที่ในสำนักงานใหญ่บริเวณเมเจอร์ ทาวเวอร์ ทองหล่อ ให้เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์ และอนุญาตให้พนักงานนำหมาหรือแมวมาทำงานที่ออฟฟิศได้เลยภายใต้แนวคิดว่าสัตว์เลี้ยงคือส่วนเติมเต็มความสุขของการใช้ชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่ในบ้านหรือคอนโดเท่านั้น แต่สามารถอยู่เคียงข้างกับมนุษย์ในวันทำงานได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากนำโครงการนี้มาใช้ ก็พบว่าพนักงานสามารถทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพขึ้นจริง</span></p>
<p><strong>2. Google</strong> : <span style="font-weight: 400;">บริษัทไอทีระดับโลกที่ได้ชื่อว่ามีสวัสดิการโดดเด่นที่สุดเสมอก็มีนโยบายนี้เช่นกัน โดยมีสุนัขตัวแรกในออฟฟิศเมื่อปี 1999 ชื่อว่า Yoshka ในที่นี้พวกเขามีวิธีกำกับดูแลอย่างชัดเจน เช่นหากสุนัขเห่าเสียงดังเกินไปหรือไปกัดข้าวของเครื่องใช้ บริษัทก็จะส่งสุนัขตัวดังกล่าวกลับบ้านทันที เพราะต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศการทำงานแบบองค์รวม</span></p>
<p><strong>3. Amazon</strong> :<span style="font-weight: 400;"> บริษัทอี-คอมเมิร์ชชื่อดังของโลก มีสุนัขที่ลงทะเบียนและสามารถนำมาที่ออฟฟิศได้เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากปี 2019 ระบุว่าสำนักงานสาขาซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกามีสุนัขในระบบมากกว่า 7,000 ตัว ในที่นี้อเมซอนมีการจัดเตรียมถุงสำหรับใส่อุจจาระไว้ให้ฟรี แถมยังมีสวนให้สุนัขได้วิ่งเล่น (on-campus dog park) อยู่ในออฟฟิศอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16172 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-20-at-11.42.02.jpg" alt="Screenshot 2566 07 20 at 11.42.02" width="600" height="370" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 197"></p>
<h2>หาที่ปรึกษาดี ๆ ให้องค์กร ด้วยบริการ HR Consulting</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่มีทางที่เราจะรู้เรื่องทุกอย่างด้วยตัวเอง ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยให้เราก้าวทันโลก สามารถสร้างสรรค์นโยบาย รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการ และมีแนวทางสำหรับการรับมือทุกความน่าจะเป็นในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Consultant ยังช่วยเราในเรื่องของกฎหมายแรงงาน สามารถตอบได้ว่านโยบายและแผนสวัสดิการที่เราคิดเอาไว้สามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยวิธีไหน หรือมีเรื่องอะไรที่ควรปรับปรุง ที่ปรึกษาเหล่านี้ยังให้แนวทางเบื้องต้นที่จะนำมาบังคับใช้กับพนักงาน ตลอดจนสามารถคิดวิธีแก้ปัญหาหากสถานการณ์ไม่เป็นดั่งใจ เราสามารถใช้ HR Consultant เป็นดั่งตัวช่วยให้ความคิดและการตัดสินใจของเราเฉียบคมมากขึ้นได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ จะช่วยให้องค์กรของคุณโดดเด่นกว่าบริษัทคู่แข่งอย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะมองหา HR Consulting ดี ๆ ได้ที่ไหน เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก HREX.asia แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลเอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยในด้านเงินเดือน (Payroll), ด้านสวัสดิการ (Benefits), ด้านการหาพนักงาน (Recruiting) หรือเรื่องอะไรก็ตาม กดที่นี่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเดียว</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีครบ </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากย้อนกลับไปในอดีต การเอาสัตว์เลี้ยงมาออฟฟิศ ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นไปไม่ได้ แต่สวัสดิการที่ว่าก็คงไม่ต่างจากการบอกว่าเราอยากนอนในที่ทำงาน หรืออยากดื่มเหล้าดูสักครั้งระหว่างประชุม ซึ่งสองนโยบายหลังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ แถมยังถูกพิสูจน์มาว่าช่วยให้พนักงานสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย ดังนั้นหากเราต้องลองเปิดรับ (Embrace) แนวคิดใหม่ ๆ ดูบ้าง เราก็จะก้าวทันโลก สามารถตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Pet-Friendly Workplace สะท้อนให้เห็นว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงมนุษย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวที่ส่งผลต่อใจ ดังนั้นหากเราผสานสิ่งนี้เข้ากับการทำงานในแต่ละวันได้ พนักงานก็จะรู้สึกผ่อนคลาย  อิ่มเอม และอยากทำงานกับองค์กรของเรามากขึ้นแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Pet-Friendly Workplace : ออฟฟิศนี้มีหมาแมว 198"></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block">
<p>Sources</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/hjnBL" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/hjnBL</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/gwCFZ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/gwCFZ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/iLQW2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/iLQW2</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/cfnqV" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/cfnqV</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://rb.gy/539z2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://rb.gy/539z2</span></a></li>
</ul>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230707-ai-bias/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Jul 2023 01:30:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230707-ai-bias/</guid>

					<description><![CDATA[AI Bias ของวงการ HR เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องแก้ไขให้ได้ในทุกมิติ เพื่อเตรียมพร้อมองค์กรให้เข้าสู่โลกการทำงานในอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่ HREX.asia]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า AI จะถูกนำมาใช้ในทุกองค์กรภายในปี 2025 เราจึงต้องเตรียมตัวรับมือกับมันให้ได้ ทั้งด้วยการให้ความรู้กับบุคลากร ตลอดจนหาคำตอบเบื้องต้นว่าเราควรเลือกเครื่องมือแบบใดมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสำคัญของ AI ในปัจจุบันคือเรื่องอคติหรือความลำเอียง เพราะ AI พัฒนาจากการให้ข้อมูลของมนุษย์ ปัญหานี้ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางด้านเชื้อชาติ, อายุ, เพศสภาพ ฯลฯ ส่งผลโดยตรงต่อการทำงาน HR เช่น เรื่องการสรรหาบุคลากร (Recruiting)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://haas.berkeley.edu/equity/industry/playbooks/mitigating-bias-in-ai/?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Fhaas.berkeley.edu%2Fequity%2Findustry%2Fplaybooks%2Fmitigating-bias-in-ai%2F" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Berkeley Haas</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าระบบ AI มีโอกาสลำเอียงในเรื่องเพศสภาพถึง 44% และลำเอียงในเรื่องเชื้อชาติอยู่ที่ 26% สอดคล้องกับการวิจัยจาก </span><a href="https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.1915768117?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Fwww.pnas.org%2Fdoi%2F10.1073%2Fpnas.1915768117%23fig01#fig01" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Stanford</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่กล่าวว่าผู้พูดที่เป็นคนผิวดำ มีโอกาสถูกเข้าใจผิดมากกว่าคนขาวถึง 16%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา (Solution) ที่มีความเฉียบคม มนุษย์จึงต้องหาแนวทางบูรณาการองค์ความรู้ที่มีเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ให้ได้หากต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16026 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Screenshot-2566-07-07-at-08.23.28.jpg" alt="Screenshot 2566 07 07 at 08.23.28" width="600" height="370" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 199"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้ในงานบริหารทรัพยากรบุคคลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุหลักอย่างหนึ่งคือการเกิดขึ้นของโควิด-19 ที่ทำให้เทคโนโลยีมากมายถูกสร้างออกมาให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานในขณะนั้น โดย </span><a href="https://www.forrester.com/webinar/The+Evolution+Of+ML+Platforms+To+AI+Platforms+A+Spectrum+Of+Capabilities/WEB33085" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าภายในปีค.ศ. 2025 หรืออีกเพียง 2 ปีนับจากนี้ ทุกบริษัททั่วโลกจะต้องมี AI เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ทำให้มนุษย์เริ่มตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ในเร็ววันหรือไม่ ? ซึ่ง</span><a href="https://www.wsj.com/articles/how-ai-and-humans-can-best-collaborate-at-work-11649343930" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญ</span></a><span style="font-weight: 400;">อย่าง Wall Street Journal ก็มองว่าหากเราผสมผสานทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันได้ ก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าการมานั่งกังวลว่าทั้งสองจะเข้าไปทดแทนกันอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะยังมีสิ่งที่น่าจะเป็นปัญหามากกว่านั่นก็คือเรื่อง “อคติ” (Bias) ที่ทำให้ AI มีข้อผิดพลาด ไม่สามารถประมวลผลได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรม ซึ่งพอนำมาใช้กับงาน HR แล้ว ก็ส่งผลกระทบในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาบุคลากร (Recruiting), การสร้างภาพลักษณ์ (Branding) หรือแม้การสร้างสรรค์สวัสดิการ (Benefits) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI Bias ของวงการ HR จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องแก้ไขให้ได้ในทุกมิติ เพื่อเตรียมพร้อมองค์กรให้เข้าสู่โลกการทำงานในอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ “อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร” ได้ที่ HREX.asia</span></p>
<h2><b>AI Bias in HR หรืออคติของปัญญาประดิษฐ์ในงานบริหารทรัพยากรบุคคลคืออะไร</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/marius-masalar-CyFBmFEsytU-unsplash-1.jpg" alt="HR in Digital Age" width="436" height="291" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 200"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อคติของปัญญาประดิษฐ์หมายถึงการประมวลผลของ AI ที่ออกมาอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายเหตุผล เช่น ข้อมูลที่นำมาสอน (Training) ไม่เป็นกลาง หรืออาจมีข้อบกพร่องของอัลกอริทึม ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันได้นำไปสู่การประมวลผลที่ส่งผลเสียและเอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเชื้อชาติ, สีผิว, อายุ ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลดอคติของ AI จึงถือเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำให้ได้ก่อนที่จะนำเข้ามาใช้ในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะให้ผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์สูงสุดจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสถิติที่น่าสนใจจาก </span><a href="https://haas.berkeley.edu/equity/industry/playbooks/mitigating-bias-in-ai/?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Fhaas.berkeley.edu%2Fequity%2Findustry%2Fplaybooks%2Fmitigating-bias-in-ai%2F" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Berkeley Haas</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าระบบ AI มีโอกาสลำเอียงในเรื่องเพศสภาพถึง 44% และลำเอียงในเรื่องเชื้อชาติอยู่ที่ 26% ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก สอดคล้องกับการวิจัยจาก </span><a href="https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.1915768117?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Fwww.pnas.org%2Fdoi%2F10.1073%2Fpnas.1915768117%23fig01#fig01" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Stanford</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่กล่าวว่าผู้พูดที่เป็นคนผิวดำ มีโอกาสถูกเข้าใจผิดจาก AI Automated Speech Recognition มากกว่าคนขาวถึง 16% ซึ่งปัญหานี้จะทำให้เกิดการตัดคะแนนที่ไม่เป็นธรรมหาก AI ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในกระบวนการสัมภาษณ์ผู้สมัคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทสัญชาติเยอรมันอย่าง </span><a href="https://interaktiv.br.de/ki-bewerbung/en/?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Finteraktiv.br.de%2Fki-bewerbung%2Fen%2F" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Bavarian Broadcasting</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการศึกษาเรื่องการใช้ AI เพื่อช่วยสัมภาษณ์แบบออนไลน์ (Video-Hiring AI) และพบว่าเครื่องมือดังกล่าวมีข้อผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยอยู่เต็มไปหมด เช่น พบว่าผู้สมัครจะได้คะแนนเพิ่มหากนั่งอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างมากกว่า หรือนั่งอยู่หน้าชั้นหนังสือ แต่ผู้สมัครจะถูกตัดคะแนนทันทีหากสวมหมวกหรือผ้าโพกหัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีนี้เกิดขึ้นเพราะ AI เก็บสถิติและพบว่าผู้สมัครที่เก่งหรือได้รับเลือกในอดีตเป็นคนที่ไม่สวมอะไรไว้ที่หัว เลยเลือกประมวลผลเพื่อหาคนแบบเดียวกัน โดยไม่เข้าใจเลยว่าเครื่องแต่งกายนั้น ๆ ไม่ได้ส่งผลต่อศักยภาพในการทำงานของผู้สมัครเลยด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือแม้แต่อัลกอริทึมเวลาประกาศหางานทางแอปพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง </span><a href="https://www.bbc.com/news/technology-58487026?isid=enterprisehub_au&amp;ikw=enterprisehub_au_lead%2Favoid-ai-bias-recruiting_textlink_https%3A%2F%2Fwww.bbc.com%2Fnews%2Ftechnology-58487026" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Facebook </span></a><span style="font-weight: 400;">ที่มีการศึกษาจนค้นพบว่ามีความเอนเอียงในส่วนของเพศสภาพ (Gender Bias) เช่น หากเรารับสมัครงานด้านรักษาพยาบาล ระบบก็จะดึงดูดคนเพศหญิงมากกว่าโดยอัตโนมัติ ขณะที่หากเราประกาศหาคนที่ทำงานช่าง ระบบก็จะผลักประกาศดังกล่าวเข้าหาผู้ชายมากกว่า เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของบริษัทอีคอมเมิร์ซชื่อดังอย่าง </span><a href="https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-jobs-automation-insight/amazon-scraps-secret-ai-recruiting-tool-that-showed-bias-against-women-idUSKCN1MK08G" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Amazon</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เคยนำ AI มาช่วยคัดเลือกเรซูเม่ในกระบวนการสรรหาพนักงานชั้นยอด (Top Talent) โดย AI มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครทั้งหมดและให้คะแนนออกมาระหว่าง 1 ถึง 5 ดาว พวกเขาหวังว่าเครื่องมือนี้จะช่วยลดขั้นตอนของ HR และทำให้กระบวนทั้งหมดรวดเร็วขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สุดท้ายปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวก็ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่คิด เพราะมีปัญหาหลักคือข้อมูลที่ถูกป้อนให้ขณะสร้าง AI เป็นข้อมูลที่เน้นเพศชายมากกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน ทำให้ AI เลือกตัดคะแนนผู้สมัครทันทีที่เห็นคำว่า “ผู้หญิง” หรือเห็นว่าผู้สมัครเรียนจบมาจากสถานศึกษาของผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ Amazon ตัดสินใจยกเลิกเครื่องมือดังกล่าวทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีศึกษา (Case Study) ข้างต้นเป็นเพียงสถิติและตัวอย่างให้พอเห็นภาพเท่านั้น ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกว่าเดิมมาก ปัญหาต่าง ๆ จึงถูกแก้ไขได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ HR ต้องมีคือความสามารถในการเลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เหมาะกับความต้องการขององค์กร โดยไม่ลืมที่จะประเมินผลเครื่องมือเดิมว่ามีข้อแตกต่างมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร เพื่อให้เลือกใช้เครื่องมือได้อย่างคุ้มค่าและตรงโจทย์ขององค์กรที่สุด</span></p>
<h2><b>AI Bias in HR หรืออคติของปัญญาประดิษฐ์ในงานบริหารทรัพยากรบุคคลส่งผลเสียอย่างไร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/hrnote_cover_template2.jpg" alt="การเป็นผู้นำที่ดีในยุคดิจิทัล (How to be a good leader in Digital Age)" width="634" height="357" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 201"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันมีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับงาน HR ในหลากหลายแง่มุม การเกิดขึ้นของ AI Bias จึงสามารถก่อปัญญาขึ้นในวงกว้างกว่าที่เคย โดยเราสามารถแยกประเด็นออกมาได้ดังนี้</span></p>
<h3><b>กระบวนการสรรหาบุคลากร (Recruiting Process) </b></h3>
<p><b style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">1. เกิดการคัดเลือกพนักงานที่ไม่เป็นธรรม (Bias Candidate Screening) : </b><span style="font-weight: 400;">ปัญญาประดิษฐ์อาจเลือกคนโดยลำเอียงแบบไม่ได้ตั้งใจ ด้วยเหตุผลทางด้านอัลกอริทึม, การใส่คีย์เวิร์ดที่ไม่ชัดเจน หรือการสอนข้อมูลที่ไม่จำเป็นเยอะเกินไป ปัญหานี้จะทำให้ HR Recruiter ไม่มีโอกาสเห็นเรซูเม่ของคนที่มีฝีมือ แต่มีรายละเอียดบางอย่างขัดแย้งกับ &#8216;สิ่งที่ดีในทรรศนะของ AI&#8217; การที่คนเก่งถูกปัดตกโดยไม่รู้ตัวแบบนี้เป็นเรื่องน่าห่วงมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีพนักงานอยู่ในตลาดแรงงานน้อยกว่าที่เคย</span></p>
<p><b>2. เกิดการให้ความเห็นที่ไม่เป็นธรรม (Bias Feedback) : </b><span style="font-weight: 400;">AI มีหน้าที่ป้อนข้อมูลกลับไปให้ HR Recruiter ว่าจะให้โอกาสผู้สมัครดังกล่าวผ่านเข้าสู่ขั้นตอนคัดเลือกต่อไปหรือไม่ ดังนั้นปัญญาประดิษฐ์ที่มีความลำเอียงจะไม่สามารถข้อมูลที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร อาจนำไปสู่ปัญหาตามมามากมายหากองค์กรไม่ได้มีคนมากำกับดูแลเรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง</span></p>
<h3><b>สวัสดิการพนักงาน (Employee Benefit)</b></h3>
<p><b style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">1. เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ (Unequal Access) : </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าระบบปัญญาประดิษฐ์มีความลำเอียง สวัสดิการขององค์กรก็อาจพิจารณาจากข้อมูลเพื่อตอบสนองคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทำให้ HR ไม่สามารถเลือกหลักสูตรอบรมที่เหมาะสม หรือออกแบบวัฒนธรรมบางอย่างที่สอดคล้องกับความหลากหลายของบุคลากรได้เลย</span></p>
<p><b>2. ลดทอนประสิทธิภาพในการออกแบบสวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง (Limited Personalization) : </b><span style="font-weight: 400;">วิธีออกแบบสวัสดิการที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบันคือการออกแบบสวัสดิการที่พนักงานสมารถเลือกสิ่งที่ต้องการได้เอง มีความเป็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นแบบสวัสดิการเดียวใช้ร่วมกันหมด (One Size Fits All) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งระบบ AI ที่ดีจะช่วยให้เราวิเคราะห์ความต้องการของพนักงานแต่ละคนได้อย่างละเอียด แต่ในทางกลับกัน หาก AI มีอคติ เราก็อาจมองข้ามความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งไปเลยก็ได้ แปลว่าหากเราเชื่อมั่นในปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป สวัสดิการขององค์กรก็จะมีพัฒนาการที่ไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร</span></p>
<p><b>3. กีดกันความเท่าเทียม (Diversity Underreprestation) : </b><span style="font-weight: 400;">แม้จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่การประมวลผลของ AI ก็มักอ้างอิงจากประสบการณ์ในอดีต และข้อมูลที่ใส่เพิ่มเข้าไป ดังนั้นหากข้อมูลของเรามุ่งเน้นไปที่คนกลุ่มเดียว และ HR ไม่ตั้งคำถามหรือพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็มีโอกาสสูงมากที่องค์กรจะมีแต่คนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งหากเป็นแบบนี้ สวัสดิการที่ AI ประมวลผลตามมา ก็จะเป็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับกลุ่มคนเหล่านั้น ไม่มีสวัสดิการที่ช่วยให้คนแบบอื่นร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์</span></p>
<h3><b>การสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Branding)</b></h3>
<p><b style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">1. ทำลายชื่อเสียงขององค์กร (Negative Reputation) : </b><span style="font-weight: 400;">พนักงานที่รู้ว่าตนถูกตัดสิทธิ์สัมภาษณ์เพราะความผิดพลาดของ AI อาจนำปัญหานี้ไปเล่าต่อในที่สาธารณะ ส่งผลเสียโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร ทำให้องค์กรดึงดูดพนักงานที่มีฝีมือยากขึ้น เพราะแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ</span></p>
<p><b>2. ทำให้พนักงานเดิมมองว่าองค์กรมีการเลือกปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรม (Perception of Unfairness) : </b><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปหลายครั้งว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ดีจำเป็นต้องมีคนคอยตรวจสอบหรือกำกับดูแลเสมอ การที่องค์กรเอาผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผลแบบมีอคติมาใช้ ก็คือภาพสะท้อนของการทำงานที่ล้มเหลว ไม่เป็นระบบ ลดความน่าเชื่อถือในหมู่พนักงาน ทำให้ยากต่อการปกครองและสั่งงานอื่น ๆ ในอนาคต</span></p>
<h2><b>วิธีแก้ปัญหาเรื่อง AI Bias in HR หรืออคติของปัญญาประดิษฐ์</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9110 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/04/HRD-in-Digital-Age-1.jpg" alt="HRD in Digital Age" width="500" height="282" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 202"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ Ted Kwartler, VP of Trusted AI จากบริษัท DataRobot กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรต้องรู้ก่อนก็คือ “ปัญญาประดิษฐ์ที่ดี” (Good AI) เป็นอย่างไร ซึ่งเขากล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ด้วยส่วนผสมหลาย ๆ ส่วน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด 4 อย่าง ได้แก่</span></p>
<p><b>&#8211; AI Innovators : </b><span style="font-weight: 400;">หมายถึงผู้นำหรือผู้บริหารที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัญญาประดิษฐ์และเชื่อมั่นว่าเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาในองค์กรได้จริง</span></p>
<p><b>&#8211; AI Creators :</b><span style="font-weight: 400;"> วิศวกรด้าน Machine Learning หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ที่มีฝีมือในการสร้างเครื่องมือ</span></p>
<p><b>&#8211; AI Consumers : </b><span style="font-weight: 400;">คนที่มีหน้าที่ใช้และตรวจสอบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงทีมกฎหมายและทีมบริหารความเสี่ยง (Risk Management) </span></p>
<p><b>&#8211; AI Implementers : </b><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่สามารถเอา AI ไปปรับใช้กับเครื่องมือหรือกลยุทธ์เดิมที่องค์กรมีอยู่แล้ว เพื่อทำให้สามารถใช้งานได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์ประกอบข้างต้นสมบูรณ์จนเกิดการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แล้ว เราสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง AI Bias ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้</span></p>
<p><b>1. ตรวจสอบการทำงานของ AI เป็นประจำ : </b><span style="font-weight: 400;">ตามปกติแล้ว Machine Learning จะมีพัฒนาการและเกิดการเรียนรู้อยู่เรื่อย ๆ หมายความว่าการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นไม่เพียงพออีกต่อไป เราควรตรวจสอบเป็นระยะ ทั้งการตรวจสอบภายในและใช้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อเช็คว่าเครื่องมือของเรามีการประมวลผลแบบลำเอียงหรือไม่ โดยสามารถขอข้อมูล ความคิดเห็นจากผู้สมัครหรือ HR โดยตรงก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><b>2. ละเว้นข้อมูลที่ไม่จำเป็น : </b><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า &#8220;น้อยแต่มาก&#8221; (Less is More) เป็นสิ่งที่ใช้ได้เสมอ เพราะแทนที่เราจะมุ่งใส่ข้อมูลมากมายลงไปให้ AI ศึกษา เราควรหันมาเลือกเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสมเหตุสมผล วิธีนี้เมื่อทำคู่กับการตรวจสอบเป็นระยะ จะช่วยให้เราได้พนักงานที่ตรงโจทย์ขององค์กรมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><b>3. พยายามให้ข้อมูลที่มีความหลากหลาย (Diverse) : </b><span style="font-weight: 400;">เราควรสอนปัญญาประดิษฐ์ด้วยข้อมูลที่หลากหลาย ไม่พุ่งเป้าไปที่เชื้อชาติ, ระดับการศึกษา หรือเพศสภาพแบบใดโดยเฉพาะ ยิ่งเรามีข้อมูลที่ครอบคลุมและเปิดกว้างเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดความลำเอียงของ AI ได้มากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p><b>4. ต้องมีทีมปฏิบัติงานที่เข้าใจเรื่องความหลากหลายในสังคม (Inclusive Development Team) : </b><span style="font-weight: 400;">การสร้างแผนกไอทีที่มีคนหลายประเภท จะช่วยให้เรามองเห็นอคติหรือปัญหาที่เกิดขึ้นใน AI ง่ายขึ้น เพราะหากเรามีคนกลุ่มเดียว เราอาจไม่ทันสังเกตเลยว่าสิ่งที่ประมวลผลออกมามีโอกาสกระทบจิตใจใครได้อีกหรือไม่ การสร้างทีมแบบนี้ไม่ได้เหมาะกับงานสายนี้เท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์กับแผนกอื่น ๆ ได้ด้วย เพราะถือเป็นรากฐานขององค์กรที่เท่าเทียมอย่างแท้จริง</span></p>
<p><b>5. ไม่ปล่อยให้ Ai ตัดสินใจในประเด็นสำคัญเพียงลำพัง : </b><span style="font-weight: 400;">เราต้องเข้าใจว่าแม้ AI จะพัฒนาองค์ความรู้และการตัดสินใจด้วยตัวเองได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอีกมากหากเทียบกับมนุษย์ที่สามารถมองเรื่องต่าง ๆ ด้วยแง่มุมที่กว้างกว่า องค์กรต้องฝึกผู้ใช้ AI ให้รู้ว่าควรเอาผลลัพธ์ที่ได้จากปัญญาประดิษฐ์ไปต่อยอดอย่างไร และรู้ว่ามีจุดไหนที่ผิดแปลกไปจากเดิมบ้าง เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของ AI ส่งผลต่อการตัดสินใจในประเด็นสำคัญ</span></p>
<h2><b>วิธีเลือกใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ภายในองค์กร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11219 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/biometric-technology-background-with-fingerprint-scanning-system-virtual-screen-digital-remix-1.jpg" alt="การตรวจสอบแบบไบโอเมตริก (Biometrics) คืออะไร" width="1000" height="667" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 203"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเข้าใจก่อนว่า AI มีทั้งข้อดีและข้อเสีย บุคลากรของเราต้องมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ต้องรู้ว่าจะนำเครื่องมือต่าง ๆ มาบูรณาการเข้ากับปัญญาประดิษฐ์อย่างไร ไม่ควรปล่อยให้ AI ทำงานไปเฉย ๆ อย่างโดดเดี่ยว (Isolate) เพราะแม้เทคโนโลยีจะเติบโตแค่ไหน แต่ก็อาจเกิดข้อผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจจนทำให้องค์กรพลาดโอกาสดี ๆ ไปเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างในขั้นตอนสรรหา หากเราลืมเขียนคีย์เวิร์ดบางตัว AI ก็อาจตัดผู้สมัครที่มีฝีมือบางคนทิ้งไปเลยก็ได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วยความใส่ใจเป็นพิเศษ (Managed with care)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเลือกเครื่องมือ AI มาใช้ในองค์กรนั้น ทาง HR ต้องเริ่มจากการหันมาดูภาพรวมภายใน (Internally) ก่อน ต้องรู้ว่าเป้าหมายของการใช้เครื่องมือนั้น ๆ คืออะไร, อยากพัฒนาเรื่องอะไรเป็นหลัก ซึ่ง HR สามารถประชุมกับผู้บริหารโดยตรง หรือทำแบบสำรวจจากพนักงานก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว HR สามารถนำคำถามเหล่านี้ไปพูดคุยกับเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ให้บริการด้าน AI ได้เลย</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; โครงสร้างของเครื่องมือดังกล่าวเป็นอย่างไร ?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">&#8211; มีปัญหาด้านอคติแบบใดบ้างในอดีตที่เคยได้รับการแก้ไขไปแล้ว ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; Machine Learning (ML) ที่ใช้สอน AI ดังกล่าวมีข้อมูลที่สอดคล้อง (Relevant) กับแนวทางขององค์กรหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; หลังจากซื้อเครื่องมือมาแล้ว AI ดังกล่าวยังจะมีพัฒนาการหรือมีการปรับปรุงอีกหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; AI ดังกล่าวมีขั้นตอนรับมือกับปัญหาด้านอคติหรือความลำเอียงอย่างไร และจะมีการตรวจสอบในเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะหาผู้ให้บริการที่มีคุณภาพจากแหล่งไหน เราขอแนะนำบริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก HREX.asia ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมตัวช่วย HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะต้องการแก้ปัญหาแบบไหน </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a><span style="font-weight: 400;">มีครบ</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับรู้ถึงปัญหาเรื่องอคติของปัญญาประดิษฐ์ (AI Bias in HR) เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะความลำเอียงดังกล่าวอาจทำให้ปัญหาด้านความไม่เท่าเทียม (Inequality) แย่ลงไปอีกขั้น เพราะหากองค์กรไม่สามารถบริหารจัดการปัญญาประดิษฐ์ให้ดี ก็จะมีคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง, คนผิวสี หรือคนที่มีลักษณะแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งความจริงแล้วไม่ว่าบุคลากรจะเป็นอย่างไร HR ก็มีหน้าที่สนับสนุนด้วยความเท่าเทียมเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ปัญหาเรื่องอคติของ AI ยังสามารถส่งผลต่อเนื่องไปถึงสังคมโดยรวมได้อีกด้วย เพราะเมื่อเราไม่สามารถผลักดันให้องค์กรเต็มไปด้วยความหลากหลาย ก็แปลว่าเราจะกลุ่มคนอีกหลายส่วนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ,​ ปราศจากประสบการณ์ทำงานจริง ไม่มีพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมที่น่าสนใจมากพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเมื่อผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าองค์กร 100% จะใช้ AI เป็นตัวช่วยภายในปี 2025 องค์กรที่ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ จึงอาจถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมทำงานในประเทศไม่เติบโตเท่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเป็นไปได้ เราอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง ต้องหมั่นตรวจสอบและตั้งคำถามว่าเครื่องมือดังกล่าวได้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในองค์กรของเราจริงหรือไม่ และมีส่วนใดอีกบ้างที่เราควรปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา (Solution) ที่มีความเฉียบคม “การอยู่ร่วมกับมันอย่างมืออาชีพ” จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยผสานมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15989" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/63be952b6b3bb8de5e869b42cbb91c97.jpg" alt="63be952b6b3bb8de5e869b42cbb91c97" width="850" height="266" title="AI Bias in HR อคติของปัญญาประดิษฐ์ ภัยเงียบขององค์กร 204"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/hCTU8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/hCTU8</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/adzQ2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/adzQ2</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/jBDM3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/jBDM3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://shorturl.at/bzV14" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://shorturl.at/bzV14</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230705-ambidextrous-organization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 17:30:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Ambidextrous Organization]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230705-ambidextrous-organization/</guid>

					<description><![CDATA[Ambidextrous Organization คืออะไร และเราจะพัฒนาองค์กรไปสู่จุดนั้นได้จริงหรือไม่ อ่านฟรีทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่ HREX.asia]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Ambidextrous Organization มาจากคำว่า Ambidexterity หมายถึงคนที่สามารถใช้ทั้งมือขวาและมือซ้ายได้อย่างชำนาญ ซึ่งในส่วนของการทำงานนั้นหมายถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ก็ยังมุ่งพัฒนาของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปพร้อม ๆ กัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Ambidextrous Organization จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี Ambidextrous Leader หรือผู้นำที่เก่งทั้งรุกและรับ ใส่ใจทั้งเป้าหมายระยะสั้น &#8211; ระยะยาว สามารถสร้างวัฒนธรรมให้คนในทีมกล้าทดลอง, กล้าเสี่ยง และรู้ว่าจะศึกษาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Ambidextrous Organization แตกต่างจากองค์กรแบบเก่า (Traditional Organization) ในหลายแง่มุม แต่จุดที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องทัศนคติ (Mindset) โดยองค์กรแบบเก่าจะเน้นไปที่เป้าหมายระยะสั้น ต้องการทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ให้ออกมาดีที่สุด ไม่ต้องไปหาสิ่งใหม่ก็ได้ แนวคิดนี้ทำให้องค์กรขาดศักยภาพในกรปรับตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่เราคุ้นเคยและมีแนวคิดเรื่องของ Ambidextrous Organization อย่างเป็นรูปธรรมได้แก่ Google , Amazon รวมถึงห้างสรรพสินค้าไทยอย่าง Central ที่มีหลักสูตรการสร้าง Ambidextrous Leader โดยตรง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Ambidextrous Organization จะมีศักยภาพในการรักษาพนักงาน (Retention) และสามารถดึงดูดคนเก่ง ๆ (Attract Top Talent) ได้ง่ายขึ้น เพราะมีความร่วมสมัย เข้าถึงได้ง่ายกว่าองค์กรแบบเก่าที่มักใช้ระบบทำงานแบบขั้น (Hierachy) ซึ่งดูเครียดกว่า</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49310" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153546.301.webp" alt="Ambidextrous Organization" width="600" height="370" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 205" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153546.301.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153546.301-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ทำงานสาย HR อาจได้ยินคำว่า Ambidextrous อยู่บ้าง ซึ่งคำนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ถูกใช้ในระดับสากลมานาน และถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ทั้งกับการทำงานในปัจจุบัน และยังช่วยให้เราต่อยอดความสำเร็จขององค์กรในอนาคตได้ง่ายขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>Ambidextrous Organization</strong> คืออะไร และเราจะพัฒนาองค์กรไปสู่จุดนั้นได้จริงหรือไม่ อ่านทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ได้ที่ HREX.asia</span></p>

<h2>Ambidextrous Organization องค์กรที่สร้างสรรค์นวัตกรรมแต่ไม่ทิ้งของเดิมคืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหมายหนึ่งของคำว่า Ambidextrous คือผู้ที่สามารถใช้ทั้งมือขวาและมือซ้ายได้อย่างชำนาญ ซึ่งเมื่อเอาคำนี้มาใช้กับเรื่องการทำงานแล้ว ก็หมายถึงองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสองเรื่องพร้อมกันได้ดี ได้แก่เรื่องของ Exploration หมายถึงองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเปิดใจรับอะไรใหม่ ๆ พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และ Exploitation หมายถึงการทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าองค์กรที่เป็น Ambidextrous Organization คือองค์กรที่สามารถบริหารจัดการความสมดุลระหว่างการทำงานในระยะสั้น กับการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-49311" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153704.677.webp" alt="Ambidextrous Organization" width="600" height="370" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 206" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153704.677.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-03-17T153704.677-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>รู้จัก Ambidextrous Leader ผู้นำที่เก่งทั้งรุกและรับ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการสร้าง Ambidextrous Organization นั้น องค์กรต้องมีบุคลากรที่พร้อมทำความเข้าใจทุกองค์ประกอบของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างผู้นำที่แข็งแรงจึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่พนักงานในระดับรองลงมาต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำแบบ Ambidextrous Leader คือคนที่รู้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และรู้ว่าจะต้องปรับตัวเข้าหากระแสเหล่านั้นด้วยวิธีไหน ผู้นำในลักษณะนี้จะกล้าเสี่ยงและกล้าทดลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจดีว่าการพัฒนาศักยภาพของคนในทีมที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอื่น ๆ เช่นกัน ผู้นำที่ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของ Exploration และ Exploitation ไม่ถือว่าเป็น Ambidextrous Leader แต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Ambidextrous Leader จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมในที่ทำงานเพื่อสนับสนุนการทำงานทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะช่วยในการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ , การจัดอบรมพัฒนาทักษะหรือการเปลี่ยนแนวทางเลือกใช้เครื่องมือให้สะดวกสบาย คุ้มค่ายิ่งขึ้น ในที่นี้ Ambidextrous Leader จะต้องมีความสามารถในการตรวจสอบและวัดผลว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ผู้บริหารวางเอาไว้ได้ผลดีหรือไม่ หากมีข้อผิดพลาด ก็ต้องรีบตัดสินใจเพื่อแก้สถานการณ์โดยเร็วที่สุด เขาต้องทำอย่างไรก็ได้ให้แผนงานทั้งระยะสั้นและยาวสามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Ambidextrous Leader เป็นเรื่องจำเป็นมากในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติบุคลากร (Employee’s Mindset), เทคโนโลยี หรือแม้แต่ความต้องการของลูกค้า ผู้นำในลักษณะนี้จะมีความว่องไว (Agile) มีความเฉียบคมในการเผชิญหน้ากับทุกปัญหา นี่คือทักษะแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องมีหากต้องการพัฒนาไปเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Organization)</span></p>
<h3>เราสามารถสร้าง Ambidextrous Leader ได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้</h3>
<p><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">1. หมั่นอบรมและศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ : </span><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องกระตุ้นให้คนที่เป็นผู้นำมีทัศนคติ (Mindset) ว่าเราไม่สามารถหยุดเรียนรู้ได้เด็ดขาดแม้ธุรกิจจะประสบความสำเร็จอยู่ตัวดีแล้วก็ตาม เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลาจนทำให้เราถูกแซงได้ทันทีหากไม่รู้จักเตรียมตัว ดังนั้นองค์กรต้องหาโอกาสจัดสัมมนาหรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาอบรมเป็นระยะทั้งด้านของ Hard Skills และ Soft Skills รวมถึงเปิดโอกาสให้นำทักษะที่เรียนมาใช้จริงเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ ในที่นี้เราควรให้ผู้นำเรียนรู้ทักษะที่แตกต่างกันไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เจาะจงอยู่เพียงหัวข้อเดียว</span></p>
<p>2. สอนผู้นำให้กล้าคิด กล้าเสี่ยง : <span style="font-weight: 400;">หากผู้นำไม่กล้าตัดสินใจ ก็ไม่มีทางบัญชาการทีมให้แข็งแกร่งได้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองให้ผู้นำเห็นว่าแม้จะเป็นเรื่องผิดพลาด แต่ก็ยังมีมุมให้เรานำมาศึกษาต่อได้อยู่ดี ไม่ได้ถือเป็นความผิดที่น่ากังวลไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะทรัพยากรขององค์กรไม่เอื้ออำนวยก็ได้ ดังนั้นการทดลองแล้วผิดพลาดอาจนำไปสู่การจัดหาเครื่องมือที่ดีขึ้น หรือเห็นคำตอบชัดเจนขึ้นว่าการอบรมแบบไหนกันแน่ที่เหมาะกับการนำมาใช้มากที่สุด เรียกว่า “ความกล้า” ถือเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของ Ambidextrous Leader เลยทีเดียว</span></p>
<p>3. สอนผู้นำให้มีวิสัยทัศน์ : <span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องรู้จักวางเป้าหมายที่ชัดเจน และรู้ว่าจะวางกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร รวมถึงคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าทิศทางของธุรกิจในอนาคตจะเติบโตไปในลักษณะไหน ผู้นำยุคใหม่ต้องทำงานหลายอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำหากต้องการอยู่ร่วมกับความท้าทายและยังต้องการให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขัน องค์ประกอบทั้งหมดนี้ต้องสอนทั้งผู้นำในปัจจุบัน และคนทีมีแนวโน้มว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8998 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/05b880443220d98bd710a18f1e083411.jpg" alt="POLC ทฤษฎีการจัดการ" width="500" height="353" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 207"></p>
<h3>ตัวอย่างองค์กรที่เป็น Ambidextrous Organization</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรที่ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็น Ambidextrous Organization แต่ก็มีองค์กรมากมายทั้งในประเทศไทยและในระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Ambidextrous Practices อย่างเป็นรูปธรรม เราขอยกตัวอย่าง 3 บริษัทดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1. Google : <span style="font-weight: 400;">บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกที่ทุกคนรู้จักถือเป็นตัวอย่างที่ถูกนำมาพูดถึงอยู่บ่อย ๆ Google ได้สร้างโครงการ X ซึ่งเป็นสถานที่วิจัยและพัฒนากึ่งลับของอเมริกาและองค์กรซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายในอนาคต และขณะเดียวกันก็มีสวัสดิการที่น่าสนใจอย่างนโยบาย 20% Time ที่อนุญาตให้พนักงานใช้เวลางาน 20% ไปทำสิ่งที่ตนสนใจได้เลย เรียกว่ากูเกิ้ลเตรียมพร้อมองค์กรได้แบบรอบด้านจริง ๆ</span></p>
<p>2. Amazon : <span style="font-weight: 400;">นี่คือบริษัทที่ต่อยอดมาจากธุรกิจค้าขายออนไลน์ เรื่อยไปจนอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว พวกเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Kindle, Amazon Prime แต่ขณะเดียวก็ยังพัฒนาระบบขนส่งบนแพล็ตฟอร์ม e-commerce ของคนให้ดีขึ้นอยู่เสมอ แม้จะถูกมองว่าเป็น “เจ้าตลาด” อยู่แล้วก็ตาม</span></p>
<p>3. Central : <span style="font-weight: 400;">ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยเคยให้สัมภาษณ์ว่าการสร้าง Ambidextrous Leadership ถือเป็นแนวทางอบรมหลักขององค์กร ควบคู่กับเรื่องของการอบรมผู้บริหารระดับสูงและการเตรียมความพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Transformation) เราจึงได้เห็นความพยายามในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ของเซ็นทรัลอยู่เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน</span></p>
<h2>Ambidextrous Organization องค์กรที่สร้างสรรค์นวัตกรรมแต่ไม่ทิ้งของเดิมมีประโยชน์อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น Ambidextrous Organization จะช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างของธุรกิจ (Business Landscape) ได้มากขึ้น สามารถก้าวทันโลก (Relevant) ไม่ล้าสมัย และเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นยังต่อยอดไปได้อีกมากมายไม่มีที่สิ้นสุด โดยเราสามารถสรุปประโยชน์ของการเป็น Ambidextrous Organization ได้ดังนี้</span></p>
<p>1. Ambidextrous Organization ช่วยให้เกิดนวัตกรรม : <span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรให้ความสำคัญกับการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เข้าใจเรื่องของความเสี่ยง และพร้อมรับมือหากเกิดข้อผิดพลาด องค์กรนั้นก็จะมีโอกาสสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากกว่าองค์กรที่ทำทุกอย่างแบบเน้นความปลอดภัยหรือไม่กล้าปรับตัว ให้คิดเสมอว่าคนที่ลงมือทำก่อน หากสำเร็จ ก็จะได้ก้าวนำคนอื่นไปก่อน และหากผิดพลาด องค์กรที่วางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ก็ยังสามารถเอาองค์ความรู้จากประสบการณ์นั้น ๆ ไปต่อยอดได้อยู่ดี</span></p>
<p>2. Ambidextrous Organization ช่วยในเรื่องการปรับตัว : <span style="font-weight: 400;">องค์กรในลักษณะนี้จะมีความยืดหยุ่น (Flexible) กล้าปรับตัว (Adaptable) เข้าหาสิ่งใหม่เสมอ เพราะบุคลากรมีความเข้าใจในหน้าที่ของตนอย่างเต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันก็มีนวัตกรรมที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตเอาไว้รองรับด้วย จึงได้เปรียบกว่าองค์กรที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ตอนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Succession-Planning.jpg" alt="Succession Planning การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง" width="500" height="333" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 208"></p>
<p>3. Ambidextrous Organization ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับองค์กร : <span style="font-weight: 400;">องค์กรที่หมั่นเรียนรู้และปรับตัวเสมอจะมีองค์ความรู้ใหม่กว่าองค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสถานการณ์แบบโควิด-19 จะกลับมาเกิดอีกหรือไม่ แต่หากเราเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้า เราก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันเสมอแม้จะต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจก็ตาม</span></p>
<p>4. Ambidextrous Organization ช่วยให้เรามีโอกาสเจอตัวเลือกที่ดีที่สุด : <span style="font-weight: 400;">เมื่อเราทำสองอย่างควบคู่กันไป เราก็อาจเจอรูปแบบการทำงานที่นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ ซึ่งอาจช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเรียนรู้และพัฒนาไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงจุดกว่าเดิม</span></p>
<p>5. Ambidextrous Organization ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน : <span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของทุกองค์กรในปัจจุบันคือการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable) ดังนั้นการหาจุดสมดุลระหว่างแผนงานระยะสั้น &#8211; ระยะยาวแล้วทำให้ทั้งสองส่วนมีผลกำไร ก็ถือเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในอนาคต</span></p>
<h2>เราสามารถสร้างองค์กรที่เป็น Ambidextrous Organization หรือ องค์กรที่สร้างสรรค์นวัตกรรมแต่ไม่ทิ้งของเดิมได้อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้าง Ambidextrous Organization ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย ดังนั้นหากคุณอ่านบทความของเราแล้วเกิดคำถามว่าจะเปลี่ยนองค์กรจากแบบเดิม ๆ ให้เป็นแบบ Ambidextrous ได้อย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้ 5 ขั้นตอนเบื้องต้นดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1. กลุ่มผู้นำต้องมีความเอาจริงเอาจัง (Commitment) : <span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารต้องให้คำมั่นสัญญากับทีมว่าจะให้ความสำคัญกับการสร้าง Ambidextrous Organization จริง ๆ ต้องเริ่มวางแผนให้ได้ว่าจะทำ Exploration และ Exploitation ในเรื่องใด เพราะเมื่อผู้บริหารให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ คนอื่นที่อยู่ในระดับรองลงมาก็จะรู้สึกตื่นตัว เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกฝ่ายอยากช่วยผลักดันบริษัทให้เติบโตตลอดเวลา</span></p>
<p>2. องค์กรต้องสนับสนุนเรื่องทรัพยากร (Resources Allocation) : <span style="font-weight: 400;">แค่เป้าหมายและวิธีการอย่างเดียวไม่เพียงพอ องค์กรต้องให้บุคลากรมีทรัพยากรที่เขาควรจะได้อยู่ในมือด้วย ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเงิน, ทรัพยากรด้านเวลา หรือแม้แต่ทรัพยากรมนุษย์ (Manpowers) ซึ่งจุดนี้เองที่องค์กรต้องทำควบคู่ไปกับการบริหารงบประมาณที่ดี</span></p>
<p>3. องค์กรต้องมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น (Flexible Organizational Structure) : <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับบริษัทอย่าง Google ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเอาเวลาไปทำสิ่งที่ตนสนใจควบคู่ไปกับการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด องค์กรของคุณก็ต้องทำในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้แต่ละทีมสามารถใช้เวลากับหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ ภายใต้การตรวจสอบวัดผลที่มีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9158 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/7fda98c90d89ff589fb31210da534a3f.jpg" alt="Knowledge Management การจัดการความรู้ คืออะไร" width="500" height="255" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 209"></p>
<p>4. องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ (Culture of Innovation) : <span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องทำให้พนักงานเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมอบรางวัลให้กับนวัตกรรมที่น่าสนใจ หรือแม้แต่การสร้างวัฒนธรรมในการแสดงความเห็น (Feedback Culture), วัฒนธรรมในการกล้าเสี่ยง (Risk-Taking Culture), วัฒนธรรมในการบริหารจัดการสถานการณ์อันเลวร้าย (Crisis Management) องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานกล้าทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะถูกต่อว่า </span></p>
<p>5. องค์กรต้องมีการสื่อสารที่ดี (Communication) : <span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีจะนำไปสู่การร่วมมือที่ดี (Good Collaboration) เราต้องรู้ว่าช่องทางสื่อสารที่มีนั้นเหมาะกับบุคลากรทุกแบบหรือไม่ ควรเพิ่มวิธีสื่อสารหรือตัดวิธีที่ไม่จำเป็นหรือไม่ เพราะการทำให้พนักงานเข้าถึงกันง่ายขึ้นจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ อาจนำไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถทำได้หากมัวแต่นั่งคิดอยู่คนเดียว นอกจากนี้การ Brainstorm ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรได้อีกด้วย</span></p>
<h2>ข้อแตกต่างระหว่างองค์กรแบบเดิม (Traditional Organization) กับองค์กรที่ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมแต่ไม่ทิ้งของเดิม (Ambidextrous Organization)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต จาก Digital Economy Promotion Agency (DEPA) กล่าวในงาน Thailand HR Tech 2023 ว่าธุรกิจชั้นนำของประเทศไทยที่มูลค่าเกินหนึ่งแสนล้านบาทยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้เราเติบโตได้แบบทีละนิด (Linear) ซึ่งจะทำให้ศักยภาพในการแข่งขันลดน้อยลงเรื่อย ๆ หากเทียบกับบริษัทในประเทศอื่น ๆ นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายเหตุผลที่บอกว่าทำไมเราถึงควรยกระดับการทำงานจากแบบดั้งเดิม (Normal/Traditional) ให้เป็น Ambidextrous Organization ได้แล้ว</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">Traditional กับ Ambidextrous Organization มีความแตกต่างกันดังนี้</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. องค์กรแบบเดิมมักให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่นมองไปถึงอนาคต (Exploring) จนลืมพัฒนาสิ่งเดิมให้ดีขึ้น หรือเอาแต่พัฒนาเรื่องเดิมที่เคยประสบความสำเร็จ (Exploitation) โดยไม่รู้เลยว่าโลกได้ก้าวไปถึงไหนแล้ว องค์กรแบบนี้อาจจะอยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่จะเติบโตใหญ่ขึ้นได้ยากกว่าองค์กรที่เป็น Ambidextrous Organization แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. องค์กรแบบเก่าจะเกิดคำถามเสมอว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิธีทำงานจากเดิม เพราะที่ทำอยู่ก็ประสบความสำเร็จดีแล้ว พวกเขาจะไม่อยากเปลี่ยนแปลงแม้จะมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญว่าจะเกิดสถานการณ์อันน่ากังวลขึ้นในอนาคต แต่ Ambidextrous Organization จะเปิดรับ (Embrace) ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่าย ๆ สบาย ๆ เพราะบุคลากรมีทัศนคติที่ดี และมีเครื่องมือ (Tools) ที่ครอบคลุมอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. องค์กรแบบ Ambidextrous Organization จะสนับสนุนให้คนมีจินตนาการ มีวิธีทำงานและสวัสดิการที่น่าสนใจอยู่เสมอ เช่นการสร้างห้องนอนกลางวันหรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน ซึ่งถือว่าขัดต่อขนบเดิม ๆ แต่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้งานมีประสิทธิภาพขึ้นได้ ขณะที่องค์กรแบบเก่าจะไม่เน้นว่าพนักงานต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขอเพียงทำงานเดิมให้ดีตามมาตรฐานก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. ในขณะที่ Ambidextrous Organization ให้ความสำคัญกับทั้งการเติบโตระยะสั้นและระยะยาว แต่องค์กรแบบเก่าจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ระยะสั้นมากกว่า เพราะไม่ได้มีเป้าหมายระยะยาวไว้รองรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. Ambidextrous Organization จะมีอัตราการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) สูงกว่า เพราะได้ลองผิดลองถูกมาด้วยกัน สำเร็จและล้มเหลวไปด้วยกัน ซึ่งในระยะยาวกลุ่มคนนี้ก็จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้ แต่องค์กรแบบเก่ามักมีระบบการทำงานแบบลำดับขั้น (Hierachical Approach) ที่หากผู้บริหารหรือหัวหน้าไม่สั่งการลงมา คนในระดับล่างกว่าก็ไม่สามารถทดลองทำสิ่งใหม่ได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14110 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1022439433-1.jpg" alt="การมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร (Employee Engagement) มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร" width="500" height="334" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 210"></p>
<h2>แม้องค์กรจะดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องพัฒนาเสมอ HR Training &amp; Coaching จึงสำคัญที่สุด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้ยินการเน้นย้ำจากผู้เชี่ยวชาญเสมอว่า “ความรู้ในปัจจุบันหมดอายุเร็วมาก” สิ่งที่เราทำได้ดีในวันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งไร้ค่าในวันรุ่งขึ้นก็ได้ ดังนั้นแม้เราจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน สิ่งสำคัญที่จะหยุดทำไม่ได้ก็คือการหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับองค์กรให้ร่วมสมัยกับทุกความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะนอกจากจะส่งผลดีในแง่ธุรกิจแล้ว องค์กรที่ก้าวทันโลกจะได้ประโยชน์ในเรื่องภาพลักษณ์ (Branding) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาพนักงานที่มีฝีมือ (Retention) หรือแม้แต่การดึงดูดคนเข้ามาสู่องค์กร (Attract Top Talent) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในปัจจุบันที่มีบุคลากรในตลาดแรงงานน้อยกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง Training &amp; Coaching เป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่การจัดเป็นรายเดือน, รายไตรมาส หรือรายปีอย่างในอดีต แต่ต้องพร้อมจัดขึ้นทันทีเมื่อโลกพบกับความเปลี่ยนแปลง หรือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ภายในบริษัท HR ที่ดีต้องรู้ว่าองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกชิ้นใดบ้างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้ ความรู้ตรงนี้จะช่วยให้เราได้เครื่องมือที่เหมาะสมและคุ้มค่า ไม่ใช่ไปเลือกแค่สิ่งที่ใหม่กว่าโดยไม่รู้ว่าเหมาะกับการทำงานจริงหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณไม่ชำนาญหรือต้องการตัวช่วยในการจัดอบรมสัมมนา เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> อีกหนึ่งแพล็ตฟอร์มดี ๆ จาก HREX.asia ที่เรารวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย ท่านสามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับองค์กรตามทรัพยากรหรือกลยุทธ์ที่วางแผนเอาไว้ได้เลย </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิก</span></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำหลายอย่างให้ดีพร้อม ๆ กัน กลายเป็นแนวทางทำงานของโลกยุคใหม่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในแง่บุคคลอย่างการทำ Multi-Tasking เรื่อยมาจนถึงระดับองค์กรที่ต้องหันมาใส่ใจเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งต้องครอบคลุมให้ได้ทั้งการทำสิ่งเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนการต่อยอดไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง Ambidextrous Organization นั้น เป็นคอนเซปต์สำคัญที่เราอยากผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ นำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามองค์กรทั้งหลายควรตรวจสอบดูว่าประสิทธิภาพจริงขององค์กรตั้งอยู่ตรงจุดไหน เรามีวัฒนธรรมที่ดีพอหรือไม่, อัตราการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นอย่างไร และผู้บริหารให้ความสำคัญกับอนาคตมากแค่ไหน หากคำตอบในเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน เราก็ควรรีบแก้ไขรากฐาน (Foundation) ให้ดีก่อน เพราะองค์กรที่ดีย่อมเกิดขึ้นจากฐานรากที่แข็งแกร่งเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวในโลกธุรกิจเป็นเรื่องยาก แต่หากเรารับมือกับมันอย่างเปิดใจ เราก็จะพบว่ามีความตื่นเต้น (Excitement) และความท้าทาย (Challenge) รออยู่เต็มไปหมด ดังนั้นยังไม่สาย หากคุณจะเริ่มเปลี่ยนจากการเป็น Traditional Organization ไปเป็น Ambidextrous Organization ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้เลย</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://bit.ly/3PG99hH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">http://bit.ly/3PG99hH</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/4476nGM" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/4476nGM</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3CYRqKK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CYRqKK</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/439A2O3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/439A2O3</span></a></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3JHB9Ol" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3JHB9Ol</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Ambidextrous Organization องค์กรที่ดีต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ทิ้งของเดิม 211" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230526-digital-literacy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2023 04:20:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Fluency]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230526-digital-literacy/</guid>

					<description><![CDATA[ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลจึงถือเป็นสิ่งที่องค์กรทุกแห่งต้องมี ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว Digital Literacy และ Digital Fluency มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร หาคำตอบได้ที่ HREX.asia]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงต้องมีความรู้เรื่อง Digital Literacy และ Digital Fluency เพื่อเอาตัวรอดในสังคมทำงานอย่างดีที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Digital Literacy และ Digital Fluency คือสิ่งที่ BBC มองว่าคนทำงานขาดไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปไวมาก องค์กรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยไม่มีข้อแม้ (Non Negotiable)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Digital Literacy คือการที่พนักงานรู้ว่าเครื่องมือแต่ละอย่างสามารถใช้งานได้อย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร ขณะที่ Digital Fluency คือการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างมั่นใจ รู้ว่าจะต่อยอดบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด HR Recruiter ต้องตรวจสอบผู้สมัครตั้งแต่ขั้นตอนสรรหา เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็น Digital Fluency โดยใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างคุ้มค่าที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-15396 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/HREX-Cover-23.jpg" alt="HREX Cover 23" width="600" height="370" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 212"></p>
<p><a href="https://www.bbc.com/worklife/article/20220923-why-digital-literacy-is-now-a-workplace-non-negotiable" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าโลกการทำงานในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ว่า “เราใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นไหม” แต่ต้องก้าวไปไกลกว่านั้นให้ได้ ความเข้าใจเรื่อง Digital Literacy และ Digital Fluency จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พนักงานทุกคนควรมี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องรู้ว่าเมื่อเจอสถานการณ์ต่าง ๆ แล้ว เราควรหันไปใช้เทคโนโลยีอะไร บูรณาการออกมาอย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไหร่ เป็นต้น การลงทุนตรงส่วนนี้กับพนักงานจะช่วยให้เราสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ง่ายกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลจึงถือเป็นสิ่งที่องค์กรทุกแห่งต้องมี ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว (Non Negotiable) เพราะหากเราย้อนมองกลับไปถึงผลสำรวจของ BBC เมื่อปี 2019 ที่เผยว่า “ความชำนาญในเรื่องดิจิทัล” เป็นสกิลพื้นฐานที่ถูกระบุไว้ในใบประกาศรับสมัครงานถึง 82% ซึ่งมาถึงตอนนี้ในปี 2023 เราก้าวจากจุดนั้นมาแล้ว 4 ปี ได้เห็นกับตาว่าเทคโนโลยีอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลขดังกล่าวจึงมีแต่จะเพิ่มขึ้น จนแค่มีความรู้พื้นฐานคงไม่พอ แต่ต้องเข้าใจอย่างชัดเจน มีไหวพริบ สามารถเลือกใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องทันทีที่ต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>Digital Literacy</strong> และ <strong>Digital Fluency</strong> มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร หาคำตอบได้ที่ </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span></p>
<h2>Digital Literacy คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11219 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/biometric-technology-background-with-fingerprint-scanning-system-virtual-screen-digital-remix-1.jpg" alt="การตรวจสอบแบบไบโอเมตริก (Biometrics) คืออะไร" width="688" height="458" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 213"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหมายของ Digital Literacy คือการมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสื่อสารหรือทำงานอย่างมั่นใจ และรู้ว่าเทคโนโลยีแบบไหนเหมาะกับงานแบบไหน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่จะทำแบบนี้ได้ จำเป็นต้องเข้าใจทักษะเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะในประเด็นเหล่านี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลและสื่อต่าง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถในการสื่อสาร หรือใช้สื่อออนไลน์ต่าง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถในการบริหารจัดการอัตลักษณ์บนโลกออนไลน์ และรู้จักวิธีปกป้องข้อมูลส่วนตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถในการสร้างเนื้อหาบนโลกออนไลน์ (Online Content)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีความสามารถในการติดตามข่าวสาร และรู้ว่าเทคโนโลยีในโลกของเรามีพัฒนาการอย่างไร</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม คำว่าชำนาญจะแตกต่างกันไปตามบริบทที่บุคคลนั้น ๆ อยู่ เช่นหากคุณเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย ความต้องการในเรื่องเทคโนโลยีก็จะไม่มากเท่ากับคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ซึ่งต้องออกแบบระบบให้กับองค์กรขนาดใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือเราต้องมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยให้ชีวิตประจำวันดีขึ้น และมีความรู้มากพอในการต่อยอดว่าจะนำความรู้ดังกล่าวไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคตได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ทำงานด้านการตลาดก็ต้องรู้ว่าระบบอัลกอริทึมของสื่อโซเชียลต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือคนที่ทำเรื่องธุรกิจท่องเที่ยวก็ควรรู้ว่าระบบนำทางในโลกใบนี้พัฒนาไปถึงจุดไหน และแบบใดคุ้มค่าที่สุด เป็นต้น</span></p>
<h2>ความสำคัญของ Digital Literacy</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10746 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/shutterstock_2077578058-1.jpg" alt="ptt digital hr tech for hybrid for hybrid workplace" width="500" height="299" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 214"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Digital Literacy เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่ถูกย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์หมดแล้ว การที่เราไม่รู้จักเทคโนโลยีหรือโลกดิจิทัลเลยเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะจะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในบางองค์กรที่ใช้วิธีทำงานจากบ้านเป็นหลัก ไม่ได้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอย่างช่วงก่อนโควิด-19 อีกแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ คนที่ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีจะไม่มีศักยภาพในการ ค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากกว่าที่เคย นายจ้างส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักคาดหวังว่าพนักงานจะมีองค์ความรู้มากพอในการต่อยอดหัวข้อที่มอบหมายไว้ให้ เพื่อนำไปสู่แนวทางใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านั้นจะพัฒนาต่อยอดไปเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ของตลาด และสร้างผลประกอบการที่ดีให้กับบริษัทในลำดับต่อไป นอกจากนี้พนักงานที่มีทักษะดิจิทัลอย่างแข็งแกร่งจะมีประโยชน์กับองค์กรมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบกับพนักงานรายอื่น ๆ ส่งผลต่อระดับเงินเดือน และการเลื่อนตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2>ทักษะดิจิทัลที่สำคัญของ Digital Literacy มีอะไรบ้าง ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9110 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/04/HRD-in-Digital-Age-1.jpg" alt="HRD in Digital Age" width="500" height="282" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 215"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพ Digital Literacy มากขึ้น เราขอสรุปทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในโลกการทำงานเป็น 6 ส่วน ดังนี้</span></p>
<h3>1. ทักษะในการค้นหาข้อมูล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันนี้มีข้อมูลมากมายบนอินเตอร์เน็ตให้เราได้ศึกษาหาความรู้ แต่ด้วยข้อมูลที่มากมายนั้นเอง ที่ทำให้มีข้อมูลปลอม ๆ ปราศจากการตรวจสอบ ไม่เกิดประโยชน์แฝงอยู่คู่ไปด้วย หน้าที่ของเราคือการเสาะหาข้อมูลที่อ้างอิงได้จริง และมีประโยชน์ที่สุด ต้องเป็นข้อมูลที่ปราศจากอคติและสามารถนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นพนักงานต้องรู้จักวิธีหาข้อมูล ต้องรู้ว่าจะใช้งานแหล่งข้อมูลใดบ้าง ต้องรู้ว่าหน่วยงานไหนเชื่อถือได้ หน่วยงานไหนควรปล่อยผ่าน เรารู้จักทดลองใช้วิธีค้นหาที่แตกต่างกัน ต้องรู้จักใช้คีย์เวิร์ด ต้องรู้ว่าหากข้อมูลที่ได้มายังไม่ชัดเจน ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ไหน หรือฟังก์ชันใดที่จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นและไม่ติดลิขสิทธิ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่หาข้อมูลไม่เป็น จะไม่มีทางเหนือไปกว่าคนที่มีความรู้อย่างจริงจังได้เลย</span></p>
<h3>2. เข้าใจกลไกการทำงานของโลกดิจิทัลในปัจจุบัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คงไม่ใช่เรื่องดีหากเราทำการตลาด แต่มีพนักงานที่ไม่รู้จักศัพท์เทคนิคอย่างพวกอัลกอริทึม, SEO, Metaverse หรือไม่เข้าใจเลยว่าอินเตอร์เน็ตช้าหรือเร็วเพราะเหตุผลด้านไหนบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่พนักงานมีความพร้อมกับเรื่องนี้จะสามารถสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น ขั้นตอนการประชุมก็จะไม่ยืดเยื้อ เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเวลามานั่งอธิบายศัพท์ทีละอย่าง จึงสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โลกได้อย่างฉับไวและมีประสิทธิภาพจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราควรเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทการทำงานของแต่ละคน เช่นหากคุณทำงานเอกสาร ก็ควรจะรู้วิธีการใช้งานเว็บไซต์บนระบบคลาวด์ เช่น Google Docs, Google Sheet หรือรู้วิธีนำเสนอเนื้อหาบนโลกออนไลน์ และส่งต่อให้คนที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกดูว่าหากพนักงานของคุณใช้วิธีสรุปประชุมบนแผ่นกระดาษแล้วค่อยถ่ายเอกสารแจกจ่ายทีละคน คุณจะรู้สึกอย่างไร และ จะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง เวลาต้องการย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่า ๆ หรือต้องการเรียกดูหัวข้อใดเป็นพิเศษอย่างทันท่วงที ? ปัญหานี้จะถูกแก้ได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี ซึ่งบริหารจัดการได้ด้วยปลายนิ้ว</span></p>
<h3>3. เข้าใจการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การร่วมงานกับผู้อื่นง่ายขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่เป็นมืออาชีพมักต้องทำงานกับคนมากมาย และใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าใช้เทคโนโลยีแบบไหนในการทำงาน หากเราขายงานได้ แต่ไม่สามารถประชุมออนไลน์ด้วยโปรแกรมที่ลูกค้าถนัด ก็จะทำให้เราเสียภาพลักษณ์ หรืออาจสูญเสียงานนั้นไปเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องรู้ว่าจุดอ่อนหรือจุดแข็งของสิ่งที่เราทำคืออะไร หากคุณใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กแต่ลูกค้าใช้ MacBook เราก็ต้องรู้ว่าการส่งไฟล์ข้ามแพลตฟอร์มจะมีข้อผิดพลาดอะไรตามมาได้บ้าง และจะแก้ไขอย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/marius-masalar-CyFBmFEsytU-unsplash-1.jpg" alt="HR in Digital Age" width="505" height="337" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 216"></p>
<h3>4. ต้องพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เสมอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากความสามารถในการปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี พนักงานก็ต้องมีความสามารถในการพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสมกับการทำงานหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่เลือกเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยไม่สนเลยว่ามีความคุ้มค่าหรือเปล่า ให้คิดเสมอว่าคนที่เลือกเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่กำหนดคือเป้าหมายหลักของทุกองค์กร</span></p>
<h3>5. ต้องเข้าใจเรื่องความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลบนโลกออนไลน์ (Security &amp; Privacy)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้อ่านบางท่านอาจทำหน้าที่เป็นผู้รักษาข้อมูลลับเฉพาะขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของลูกค้า หรือแผนงานในอนาคตของบริษัท ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากคุณรู้ว่ามีเทคโนโลยีใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น และหากข้อมูลของคุณถูกขโมย คุณจะใช้เทคโนโลยีใดในการตามข้อมูลกลับมา หรือปิดกั้นไม่ให้ขโมยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้ยังรวมถึงการตั้งพาสเวิร์ดอย่างรัดกุมและการเลือกดาวน์โหลดไฟล์ที่ปลอดภัย ไม่ใช่ดาวน์โหลดโปรแกรมเถื่อนเพราะเห็นว่าฟรี จนติดไว้รัสแล้วสร้างความเสียหายต่อองค์กร</span></p>
<h3>6. ต้องสามารถแนะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปไวมาก ไม่มีทางที่เราจะตามข่าวทุกอย่างได้ทันท่วงที ดังนั้นหากพนักงานพบว่ามีวิธีการอื่น ๆ ที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น สะดวกสบายกว่าระบบที่องค์กรใช้ ก็สามารถมาอธิบายให้กับ HR ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่พนักงานจะทำแบบนี้ได้ ย่อมต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในชิ้นงานที่ตนรับผิดชอบอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าพนักงานคนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการทำงาน และมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นร่วมกับองค์กรจริง ๆ</span></p>
<h2>เราจะพัฒนาทักษะดิจิทัล Digital Literacy ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7873 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/2c63f3d122a952cd6c7c9008ad307212.jpg" alt="Digital Footprint คือ" width="662" height="496" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 217"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้ทักษะดิจิทัลและต้องมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีอยู่ดี ไม่ว่าจะเพื่อการสื่อสาร การเรียน รู้หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน อย่างการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ, การพยากรณ์อากาศ, การนำทางคมนาคม ฯลฯ โดย </span><a href="https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/08/01/7-easy-ways-to-boost-your-digital-literacy/?sh=317d84826353" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้แนะนำกลยุทธ์สำหรับคนที่อยากเพิ่มทักษะดิจิทัลเอาไว้ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. เราต้องพิจารณาวิธีการทำงานในแต่ละวันก่อน ว่ามีงานไหนบ้างที่อาจถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีได้ เช่นงานแบบทำซ้ำไปเรื่อย ๆ (Routine) อย่างการกรอกเอกสาร, การจัดเก็บเอกสารเข้าชั้นวางของ, การอบรมสัมมนา เป็นต้น จากนั้นก็ให้สังเกตว่าหากเทคโนโลยีดังกล่าวเติบโตขึ้นจริง ๆ เราจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. เมื่อตั้งคำถามเบื้องต้นได้แล้ว เราก็จะรู้ว่าตนมีความรู้มากพอเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือเปล่า ? มีจุดอ่อนตรงไหนที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมบ้าง ให้คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างโดยทันที แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานว่าเพื่อนร่วมงานใช้โปรแกรมอะไร มีวิธีการใช้งานอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. เมื่อเข้าใจทักษะเบื้องต้นแล้ว เราก็ต้องเป็นคนที่หมั่นเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้จักเทคโนโลยีหรือใช้เป็นทุกอย่าง แต่ต้องเข้าใจกลไกการทำงาน และรู้ว่าโลกเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มีเทคโนโลยีใหม่แบบไหนเข้ามาทดแทน หรือมีเทคโนโลยีใดบ้างที่น่าจะใช้งานได้ดีกว่าสิ่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาข้อมูลตรงส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของพนักงานแต่ละคน หรือการให้ความรู้จัก HR ทั้งด้วยการจัดอบรมหรือแม้แต่การให้ข้อมูลผ่านสื่อภายใน (Internal Sources) ให้ถือว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4. องค์กรต้องหมั่นกระตุ้นพนักงานให้ศึกษาเทคโนโลยี เพราะการบอกให้พนักงานเปลี่ยนรูปแบบการทำงานถือเป็นเรื่องยาก เราต้องย้ำให้เห็นว่าการเรียนรู้สิ่งที่ดีกว่าจะช่วยทั้งองค์กรและช่วยให้ตัวเขาเองทำงานง่ายขึ้นได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานบางอย่างที่เคยใช้เวลาทำเป็นวัน อาจทำเสร็จได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ในที่นี้ก็ควรมีแผนงานรองรับเอาไว้ด้วยว่าหาพนักงานเริ่มสนใจเรียนรู้เทคโนโลยีมากขึ้น องค์กรได้มีรูปแบบการอบรมเตรียมไว้เพียงพอหรือไม่อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. ไม่พูดถึงเทคโนโลยีในฐานะคำขู่หรือสร้างความรู้สึกในเชิงลบ เช่นเอาแต่ย้ำว่าหากไม่รู้จักเทคโนโลยี จะทำให้เราตกงานหรือจะถูกปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาแทนที่ เพราะแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ทำให้พนักงานหมดกำลังใจและไม่อยากสู้ต่อได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลับกันเราต้องทำให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน จะช่วยให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้อย่างไร สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและส่งผลในแง่บวกต่อ Career Path ได้มากแค่ไหน ให้คิดว่าทุกการกระทำของเรา เป็นการเอาความสุขของพนักงานเป็นที่ตั้งเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากวิธี 5 ข้อข้างต้นแล้ว สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการทำให้ตัวเองมีทัศนคติของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) เพราะโลกนับจากนี้จะไม่มีทักษะใดทักษะเดียวที่ใช้งานได้ตลอดไป ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นองค์ความรู้ทุกอย่างที่หากเราไม่รู้จักปรับตัว ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันที</span></p>
<h2>ความแตกต่างระหว่าง Digital Literacy และ Digital Fluency</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9260 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_2013558107.jpg" alt="Workation ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย" width="500" height="334" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 218"></p>
<p><a href="https://www.linkedin.com/pulse/what-digital-fluency-hint-weve-been-thinking-wrong-mj-petroni?trk=pulse-article" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin</span></a><span style="font-weight: 400;"> เคยบอกว่า Digital Fluency คือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ในโลกการทำงานยุคใหม่ (New World of Work) ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Digital Literacy หมายถึงทักษะการใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐานทั้งหมด เช่นเราควรทำงานเอกสารอย่างไร เราควรดูแลความปลอดภัยอย่างไร หรือเราควรจัดเก็บข้อมูลอย่างไร ต้องกดปุ่มไหน ต้องเลือกใช้ฟังก์ชั่นอะไรเพื่อให้สามารถใช้ระบบนั้น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วที่สุด กล่าวได้ว่า Digital Literacy คือรากฐานที่จะนำไปสู่ Digital Fluency นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Digital Fluency คือความชำนาญ คือการที่เรารู้แล้วว่าจะเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้งานต่อยอดได้อย่างไร ที่สำคัญยังช่วยให้เราปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย เช่นหากเรารู้ว่าเทคโนโลยีที่องค์กรกำลังนำมาใช้มีรากฐานมาจากระบบแบบไหน เราก็ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวได้รวดเร็วกว่าคนที่ต้องเข้าอบรมใหม่ตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยิ่งเราใช้เครื่องมือได้อย่างมั่นใจ เราก็จะรู้ว่าเครื่องมือเหล่านั้นมีขีดจำกัดอย่างไร หรือสามารถประยุกต์ใช้แบบไหนได้บ้าง เพื่อช่วยส่งเสริมความคิดที่อยู่ในหัวให้กลายเป็นจริงง่ายได้กว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปโดยง่ายว่า Digital Literacy คือการรู้วิธีใช้ แต่ Digital Fluency คือการฝึกใช้ให้ชำนาญ จนรู้ว่าสามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร</span></p>
<h2>เราจะพัฒนา Digital Literacy ให้เป็น Digital Fluency ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/hrnote_cover_template2.jpg" alt="การเป็นผู้นำที่ดีในยุคดิจิทัล (How to be a good leader in Digital Age)" width="621" height="350" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 219"></p>
<p><a href="https://universitybusiness.com/ub-op-ed-how-to-move-from-digital-literacy-to-digital-fluency/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">University Business</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ให้แนวทางของการพัฒนาทักษะจาก Digital Literacy ให้เป็น Digital Fluency เอาไว้ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> จัดอบรมแบบมืออาชีพ (Professional Development)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ให้ Digital Badge กับพนักงานเพื่อเป็นสิทธิพิเศษบางอย่าง ซึ่งรางวัลนี้จะได้ก็ต่อเมื่อนำเทคโนโลยีไปต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หัวหน้างานสามารถสั่งงานแบบค่อย ๆ เปลี่ยนจากแบบออฟไลน์ไปเป็นแบบออนไลน์ทีละนิดทีละน้อยเพื่อสร้างความคุ้นเคย โดยเฉพาะในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุและไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีเท่าคนรุ่นใหม่</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> จัดเตรียมพี่เลี้ยง เพื่อช่วยอธิบายให้เห็นภาพว่าวิธีทำงานเดิมที่มีอยู่สามารถเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีได้ในขั้นตอนไหนบ้าง การทำให้ดูเป็นตัวอย่างจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น และปรับตัวได้ดีกว่าเดิม</span></li>
</ol>
<h2>หาคนที่ใช่และเหมาะกับองค์กรได้ที่ HR Products &amp; Services</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9544 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1175980726-1.jpg" alt="กลยุทธ์เชิงปฎิบัติการแห่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพสำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (The Future of Strategy Execution in Human Resource Management)" width="500" height="334" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 220"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราย้ำเสมอว่าโลกการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด เรามีคนออกจากระบบมากขึ้น ทำให้องค์กรทั่วโลกไม่สามารถหาพนักงานที่มีฝีมือมาเติมเต็มได้อย่างที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ HR ก็ไม่อยากเลือกคนผิด จนต้องเสียทรัพยากรไปอย่างไร้ประโยชน์ วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจึงเป็นการตั้งเป้าหมายองค์กรตั้งแต่แรกว่าต้องการก้าวไปในทิศทางไหน เพื่อจำกัดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จะเลือกเข้ามาใช้งาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นก็ให้เลือกพนักงาน ซึ่ง HR Recruiter สามารถขอให้ผู้สมัครทดลองทำงานจริงโดยใช้เครื่องมือขององค์กรได้เลย และเมื่อเลือกพนักงานเข้ามาแล้ว ก็ควรพูดเรื่องของเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลทั้งหมดที่องค์กรเลือกใช้ตั้งแต่ในขั้นตอน Onboarding วิธีนี้จะช่วยให้พนักงานเตรียมตัวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้ทักษะดิจิทัลที่องค์กรไม่มีโอกาสได้ใช้แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีคัดเลือกพนักงานมีบริบทที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นจากแต่ก่อน โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุโควิด-19 คำว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กที่เพิ่งเรียนจบอีกต่อไป แต่หมายรวมถึงใครก็ได้ที่พร้อมเปิดใจเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้วันเกษียณอายุงานก็อาจถูกยืดขึ้นไปได้ สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ ดังนั้นนอกจากการแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นแล้ว การเข้าใจคนทุกรูปแบบ ทุกช่วงวัย ก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่ HR จะต้องทำให้ได้ เพื่อสรรหาคนที่ตรงกับความต้องการมากที่สุดนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณต้องการตัวช่วย เราขอแนะนำให้ใช้บริการ</span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;"> HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก HREX.asia รับรองว่าชีวิตของคุณจะง่ายขึ้นแน่นอน !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่ของ HR ที่ดี คือการหาข้อมูลเพื่อวางแผนให้ธุรกิจเติบโต ภายใต้คำถามว่าโลกกำลังหมุนไปในทิศทางไหน ซึ่งความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีทั้ง Digital Literacy และ Digital Fluency เป็นเพียงทักษะส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่องค์กรต้องช่วยอบรม เพื่อพัฒนาพนักงานให้สามารถนำเครื่องมือมาสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบประมาณและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่า นี่คือทักษะที่ HR จะมองข้ามไม่ได้อีกแล้ว หากต้องการก้าวไปเป็นองค์กรที่ยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรของคุณมีอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือไม่ ? และพนักงานสามารถใช้งานเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมั่นใจแล้วจริงหรือไม่ ? ลองตั้งคำถามแบบนี้ และรีบจัดการทันทีหากคำตอบคือ ‘ไม่’ รับรองว่าเมื่อแก้ไขแล้ว องค์กรของคุณจะต้องแข็งแรงขึ้นแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-15398" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/05/1f8d23603de8c8b4dffe2912e7286b5d.jpg" alt="1f8d23603de8c8b4dffe2912e7286b5d" width="830" height="260" title="Digital Literacy และ Digital Fluency ทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องรู้ 221"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bbc.com/worklife/article/20220923-why-digital-literacy-is-now-a-workplace-non-negotiable" target="_blank" rel="noopener">BBC</a></li>
<li><a href="https://www.uagrantham.edu/blog/digital-fluency-essential-skill-develop-college/" target="_blank" rel="noopener">University of Arkansas Gratham</a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/deloitte/2022/09/20/fueling-organizational-growth-through-digital-fluency/?sh=238dd60478e5" target="_blank" rel="noopener">Forbes</a></li>
<li><a href="https://sg.indeed.com/career-advice/career-development/digital-literacy" target="_blank" rel="noopener">Indeed</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230111-la-marzocco/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2023 03:55:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[La Marzocco]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230111-la-marzocco/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT La Marzocco ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์เครื่องชงกาแฟชั้นนำของโลก โดดเด่นทั้งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ จนพูดได้ว่าแค่เห็นเครื่องชงกาแฟยี่ห้อนี้อยู่ในร้าน ก็การันตีถึงรสชาติที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว La Marzocco สรรหาบุคลากรโดยนำผู้สมัครมาเข้าค่ายพิเศษที่โรงงาน โดยมี HR คอยประกบอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวคิดว่าการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือของผู้สมัครได้  จำเป็นต้องสำรวจภาพรวมของผู้สมัครผ่านการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง La Marzocco ได้รับรางวัลบริษัทที่คนอยากทำงานด้วย (Great Place to Work) ถึง 3 ปีซ้อน แสดงให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้ใส่ใจแค่การสร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องการให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน La Marzocco ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงที่โควิด-19 ระบาด สามารถทำรายได้มากขึ้นถึง 60% ด้วยกลยุทธ์ “ปรับตัวตลอดเวลา” กาแฟมีประโยชน์กับการทำงานมากกว่าที่คิด ทั้งด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร, การเพิ่มศักยภาพให้พนักงาน และการยกระดับความสัมพันธ์ของคนในทีม พนักงานออฟฟิศกับการดื่มกาแฟเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะเพื่อลดความอ่อนเพลียระหว่างวัน หรือเพื่อให้ตื่นเมื่อต้องลุยงานในช่วงค่ำ เราจึงขอพาผู้อ่านทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกอย่าง La Marzocco ที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีระบบบริหารจัดการบุคลากรอันยอดเยี่ยม สามารถขยายกิจการจากระดับครัวเรือนไปเป็นองค์กรระดับโลก แถมยังก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 อย่างสวยงาม ชนิดที่ทำกำไรได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 60% [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">La Marzocco ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์เครื่องชงกาแฟชั้นนำของโลก โดดเด่นทั้งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ จนพูดได้ว่าแค่เห็นเครื่องชงกาแฟยี่ห้อนี้อยู่ในร้าน ก็การันตีถึงรสชาติที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">La Marzocco สรรหาบุคลากรโดยนำผู้สมัครมาเข้าค่ายพิเศษที่โรงงาน โดยมี HR คอยประกบอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวคิดว่าการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือของผู้สมัครได้  จำเป็นต้องสำรวจภาพรวมของผู้สมัครผ่านการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">La Marzocco ได้รับรางวัลบริษัทที่คนอยากทำงานด้วย (Great Place to Work) ถึง 3 ปีซ้อน แสดงให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้ใส่ใจแค่การสร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องการให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">La Marzocco ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงที่โควิด-19 ระบาด สามารถทำรายได้มากขึ้นถึง 60% ด้วยกลยุทธ์ “ปรับตัวตลอดเวลา”</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กาแฟมีประโยชน์กับการทำงานมากกว่าที่คิด ทั้งด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร, การเพิ่มศักยภาพให้พนักงาน และการยกระดับความสัมพันธ์ของคนในทีม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14177 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/24757067137_90f17fa30d_b.jpg" alt="24757067137 90f17fa30d b" width="575" height="431" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 240"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานออฟฟิศกับการดื่มกาแฟเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะเพื่อลดความอ่อนเพลียระหว่างวัน หรือเพื่อให้ตื่นเมื่อต้องลุยงานในช่วงค่ำ เราจึงขอพาผู้อ่านทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกอย่าง </span>La Marzocco<span style="font-weight: 400;"> ที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีระบบบริหารจัดการบุคลากรอันยอดเยี่ยม สามารถขยายกิจการจากระดับครัวเรือนไปเป็นองค์กรระดับโลก แถมยังก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 อย่างสวยงาม ชนิดที่ทำกำไรได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 60%</span></p>
<p>La Marzocco<span style="font-weight: 400;"> แตกต่างจากแบรนด์เครื่องชงกาแฟอื่น ๆ อย่างไร และ HR สามารถเรียนรู้การบริหารคนอย่างไรได้บ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>แบรนด์เครื่องชงกาแฟ La Marzocco คืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14166 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/La_Marzocco_GB5_emblem-scaled.jpg" alt="La Marzocco GB5 emblem scaled" width="487" height="364" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 241"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco คือแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลก เจ้าของรางวัล </span><a href="https://international.lamarzocco.com/en/la-marzocco-is-great-place-to-work-2021/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Great Place to Work</span></a><span style="font-weight: 400;"> ถึง 3 ปีซ้อน ไล่ตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดดเด่นในเรื่องของภาพลักษณ์และการสร้างความเชื่อมั่น จนคอกาแฟหลายคนพูดว่ากาแฟดี ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากเครื่องชงยี่ห้อนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานเล็ก ๆ ผลิตเครื่องชงกาแฟคุณภาพดีที่ปรับแต่งตามความต้องการของผู้ซื้อแต่ละคน ก่อนที่จะประสบความสำเร็จและขยายกิจการไปทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, จีน, นิวซีแลนด์ และเยอรมัน โดยการขยายกิจการแต่ละครั้งไม่ว่าจะไปสู่ประเทศใดก็ตาม La Marzocco จะต้องจัดอบรมพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนมีความเข้าใจในวัฒนธรรมของเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีที่เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กร เพราะผู้บริหารเชื่อว่ารายละเอียดเหล่านี้คือมรดก (Heritage) ที่คนรุ่นก่อนมอบไว้ให้อย่างสมบูรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มิเชล่า นาร์ดินี่ (Michela Nardini)</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็น HR Manager ของ La Marzocco กล่าวว่าพวกเขากำหนดให้เรื่องการออกแบบ, เทคโนโลยี, ความยั่งยืน และประวัติศาสตร์ขององค์กรเป็นแก่นในการพัฒนา โดยมีพนักงานที่ทำงานอย่างมีความสุขเติบโตควบคู่กันไป เธอเชื่อว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ จะสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อธุรกิจที่ทำอยู่แน่นอน</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221111-the-25-rules/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13068 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-11-at-10.47.12.png" alt="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?" width="1200" height="707" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 242"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221111-the-25-rules/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>แบรนด์เครื่องชงกาแฟ La Marzocco พัฒนาด้านภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding) อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14167 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/50252545796_e5f6716d54_b-1.jpg" alt="50252545796 e5f6716d54 b 1" width="560" height="420" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 243"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco มีแนวคิดว่า “นวัตกรรมคือความกล้าหาญที่ออกมาดี” หมายความว่าการตัดสินใจบางอย่างอาจออกมาแย่ก็ได้ แต่ตราบใดที่เราไม่ย่อท้อและพยายามลงมือศึกษาและทำอะไรใหม่ ๆ เราก็จะสร้างสรรค์สิ่งที่มีค่าขึ้นมาได้แน่นอน  ความตั้งใจนี้ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านภาพลักษณ์ที่คอกาแฟทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เมื่อใดที่เจอเครื่องชงกาแฟ La Marzocco อยู่ในร้าน ก็การันตีเบื้องต้นได้เลยว่ากำลังมีกาแฟอร่อย ๆ รอคุณอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CEO</span> <span style="font-weight: 400;">ของ La Marzocco ในปัจจุบันอย่าง กิลโด เบอร์นาดิเนลลี (Guido Bernardinelli) ซึ่งอยู่กับองค์กรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 กล่าวว่า ปัจจุบัน La Marzocco เติบโตขึ้นมาก มีพนักงานทั้งหมดหลายร้อยคน ครอบคลุมทั้งด้านเครื่องชงกาแฟ, เครื่องบดกาแฟ,​ การผลิตเม็ดกาแฟ ถือว่าครบทั้งทั้งระบบ (Ecosystem) ของการทำกาแฟที่ดี โดยสิ่งที่ผลักดันองค์กรให้มาถึงจุดนี้ก็คือความเชื่อมั่น (Passion) ตลอดจนความเชื่อว่าจินตนาการทั้งหมดสามารถกลายเป็นจริงได้หากพนักงานทุกคนไม่หยุดพยายาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาให้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า </span><i>“พนักงานของ La Marzocco จะตื่นมาทุกวันโดยคิดว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร โดยที่ยังคงสนุกกับกระบวนการทำงานระหว่างทาง”</i><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แม้ La Marzocco จะประสบความสำเร็จในฐานะแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการอยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco มองว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีจุดเด่นแตกต่างกัน แต่ก็มีประโยชน์และความงดงามในแบบของตัวเอง เปรียบดั่งงานประติมากรรมดี ๆ สักชิ้น ดังนั้นพวกเขาต้องพาสินค้าของตนไปให้สุดทุกทาง ทั้งด้านของการออกแบบ ตลอดจนประสิทธิภาพการใช้งาน เช่นเมื่อทีมค้นคว้าของบริษัทค้นพบว่ามีผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเพียงราว 4% เท่านั้นที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและใช้ประโยชน์จากมันได้ ทาง La Marzocco ก็เริ่มวางแผนคิดค้นเครื่องชงกาแฟที่สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้ทันที โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ La Marzocco ยกระดับไปเป็น “ตัวกลาง” สำหรับเชื่อมต่อชุมชน (Community) ของคนรักกาแฟในโลกนี้ได้จริง ๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14168 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/G6A6764-scaled-1.jpg" alt="G6A6764 scaled 1" width="572" height="381" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 244"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดนี้เองที่ทำให้ La Marzocco อยู่คู่กับคำว่า “กาแฟดี” กลายเป็นภาพลักษณ์องค์กร (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employer Branding</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่ใครก็ลบล้างไม่ได้ การันตีจากยอดขายในปี ค.ศ.2021 ที่กำไรไปได้กว่า 210 ล้านยูโร แม้ปีดังกล่าวจะเป็นช่วงที่ยากลำบากของหลายบริษัทจากสถานการณ์โควิด-19 ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และทำให้คนทั่วไปเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ La Marzocco ง่ายขึ้น บริษัทได้สร้างพื้นที่เพื่อการศึกษาชื่อ </span>Accademia del Caffè Espresso <span style="font-weight: 400;">ในพื้นที่โรงงานเดิม โดยแบ่งส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ให้ความรู้สำหรับพนักงานและบุคคลภายนอกที่สนใจ และอีกส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อธิบายเรื่องวัฒนาการของเครื่องชงกาแฟ, เครื่องคั่วกาแฟ รวมถึงประวัติศาสตร์อื่น ๆ ที่สำคัญ เพราะ La Marzocco มองว่าเครื่องชงกาแฟดี ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในอดีต ข้อมูลเหล่านี้เป็นมรดกตกทอด (Heritage) ที่มีค่าที่สุดขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco ยังมีงานเพื่อสังคมอื่น ๆ เช่นโครงการ </span><i><span style="font-weight: 400;">Songwa Project</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่ไปร่วมมือกับบริษัทเครื่องบดกาแฟ </span><a href="http://www.mahlkoenig.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mahlkönig</span></a><span style="font-weight: 400;"> และเครื่องคั่วกาแฟ </span><a href="https://www.probat.com/en/products/industry/products/roasters/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Probat</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้ความรู้กับคนในประเทศแทนซาเนีย (Tanzania) เพราะคิดว่าขณะที่พวกตนทำธุรกิจกาแฟอยู่นั้น ยังมีคนกลุ่มใดอีกบ้างที่ใช้ชีวิตโดยมีกาแฟเป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกัน แนวคิดนี้ทำให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผลิตเม็ดกาแฟให้ดีขึ้น ซึ่งจุดที่ได้รับเสียงชื่นชมที่สุดคือการสร้างโรงเรียนที่ช่วยให้ลูกหลานของเกษตรกรกว่า 300 คนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14169 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/2932489D-35FE-4E74-8CD8-27F8462D5BB8-1170x780-1-1110x740-1.jpeg" alt="2932489D 35FE 4E74 8CD8 27F8462D5BB8 1170x780 1 1110x740 1" width="524" height="349" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 245"></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 246"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">อยากเริ่มต้นทำ Employer Branding ภายในองค์กร ขอคำแนะนำหน่อยครับ</span></strong></p>
<p>อยากได้วิธีที่สามารถลงมือทำได้เลย และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ขอบคุณครับ</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: วิธีที่ดีคือการสื่อสารให้คนภายนอกเห็นว่าองค์กรของเรามีจุดเด่นอย่างไร</span></strong></p>
<p>การพัฒนา Employer Branding สามารถเริ่มจากการสื่อสารกับคนที่กำลังหางาน เพื่อทำให้คนเหล่านั้นเห็นภาพมากขึ้นว่าองค์กรของเราโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร โดยคอนเท้นท์ที่เหมาะควรเกี่ยวกับบรรยากาศในการทำงาน, สวัสดิการ, กิจกรรม หรืออาจเป็นบทสัมภาษณ์พนักงานดีเด่นก็ได้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/144?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 247"></span></a></p></blockquote>
<h2>แบรนด์เครื่องชงกาแฟ La Marzocco มีวิธีบริหารจัดการคนอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14170 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/IMG_1688.jpg" alt="IMG 1688" width="504" height="336" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 248"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเป็นแบรนด์ระดับโลก กลยุทธ์การบริหารจัดการคนก็ยิ่งแปลกต่างและยกระดับมากกว่าองค์กรทั่วไป ดังนั้นการเรียนรู้วิธีการจากองค์กรแบบนี้จะช่วยให้เราคิดค้นนโยบายหรือออกแบบสวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของทุกฝ่ายได้ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนรู้อะไรจากแบรนด์เครื่องชงกาแฟ La Marzocco ได้บ้าง หาคำตอบไปพร้อมกันที่นี่</span></p>
<h3>Career Camp วิธีสรรหาบุคลากร (Recruiting Process) ของ La Marzocco</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้วิธีคัดเลือกใบสมัครและสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ เพื่อให้ได้พนักงานที่ตรงตามมาตรฐานสากลมากที่สุด แต่ที่ La Marzocco นั้นพวกเขาต้องการได้คนที่เข้าใจทั้งวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนวัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การบริการที่ดี  ดังนั้นพวกเขาจึงจัดตั้งโครงการ Career Camp ขึ้นมาเพื่อยกระดับการสรรหาบุคลากรให้เข้มข้นขึ้น เหมาะสำหรับคัดเลือกพนักงานทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานด้านการค้นคว้าและพัฒนา (Research and Development : R&amp;D), พนักงานขาย (Sales), พนักงานด้านเทคโนโลยี (ICT), การเงิน (Financial), การตลาด (Marketing) หรือแม้แต่แผนกบริการหลังการขาย (After Sales) ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับโครงการนี้ ทีมสรรหาจะจะคัดกรองผู้สมัครประมาณ 600 คนจากทั่วโลกให้เหลือ 43 คนเพื่อเดินทางไปเข้าแคมป์พิเศษที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่ให้กำเนิดแบรนด์เครื่องชงกาแฟแห่งนี้ โดยการเข้าค่ายจะใช้เวลาทั้งหมด 2 วันเต็ม ครอบคลุมทั้งการสัมภาษณ์งาน, การเรียนรู้กระบวนการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการซึมซับบรรยากาศในสภาพแวดล้อมของ La Marzocco โดยจุดเด่นที่สุดคือการที่ผู้สมัครต้องนอนในเต็นท์พักแรมซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าโรงงานอย่างเท่าเทียมกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14171 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/career-camp-1-09-1-550x550-1.png" alt="career camp 1 09 1 550x550 1" width="475" height="475" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 249"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจียดา บิออนดิ (Giada Biondi) ผู้ดูแลด้านการสื่อสารและประสานงานของ La Marzocco กล่าวว่า โครงการ Career Camp จะถูกควบคุมโดย HR มืออาชีพอย่างใกล้ชิด ซึ่งตลอดระยะเวลาในแคมป์นั้น ผู้สมัครจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวอิตาลี ผ่านการเดินทัวร์ภายในโรงงาน, การชิมกาแฟเอสเปรสโซ และการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอกล่าวว่าปกติแล้วขั้นตอนการสัมภาษณ์จะเป็นการนั่งโต๊ะตรงข้ามกัน และพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่ La Marzocco มองว่าการสัมภาณ์งานควรจะให้มิติที่หลากหลายกว่านั้น เหตุนี้ Career Camp จึงกลายเป็นช่องทางที่ HR Recruiter จะได้ศึกษาในภาพรวมว่าผู้สมัครแต่ละคนมีทักษะอื่นอย่างไรบ้าง ทั้งด้านการเข้าสังคม, การสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, ความคิดสร้างสรรค์, การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ๆ องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ HR เห็นทักษะของผู้สมัครในแง่มุมอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านวิชาการและข้อมูลปากเปล่าที่ระบุในใบสมัคร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพาผู้สมัครมาอยู่ด้วยกันในองคาพยพขององค์กรจะช่วยคัดกรองอีกขั้นว่า La Marzocco จะได้พนักงานที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้จริง เพราะ La Marzocco เชื่อว่าผู้สมัครแต่ละคนจะแสดงความสามารถได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เหตุนี้การสร้างสถานการณ์หลายรูปแบบในขั้นตอนคัดเลือกจะช่วยให้ HR เห็นศักยภาพที่แท้จริงของผู้สมัคร ซึ่งบางทีอาจทำให้ผู้สมัครได้รับการว่าจ้างในตำแหน่งอื่นที่ไม่ได้สมัครเข้ามาก็ได้ และท้ายสุด La Marzocco ต้องการแน่ใจว่าแม้ผู้สมัครบางรายจะไม่ถูกเลือก แต่พวกเขาก็จะได้ประสบการณ์และความรู้ที่มีค่ากลับไป ไม่เสียเวลาเข้าแคมป์โดยสูญเปล่าแน่นอน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<blockquote>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8319 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/bb20fcbe30910dbd5e5591418efe088e-1.jpg" alt="การสรรหาบุคลากร Recruitment HR NOTE" width="600" height="370" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 250"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสรรหาบุคลากร (Recruitment) เพื่อเข้าร่วมงานกับองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</blockquote>
</div>
<h3>La Marzocco กับสวัสดิการด้านการเรียนรู้เพื่อครอบครัวของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวของพนักงานมาก เพราะถือเป็นรากฐานของความสุขที่สามารถต่อยอดไปเป็นความสำเร็จขององค์กร พวกเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาใน 3 หัวข้อหลักได้แก่คุณภาพผลิตภัณฑ์ (Quality) , การสร้างนวัตกรรม (Innovation) และความดีงาม (Excellence) ภายใต้บรรยากาศของความเป็นครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco มีโครงการ “คนคือศูนย์กลาง”​​ (People at The Center) คือการพัฒนาทรัพยากรคนให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น  โดยองค์กรจะเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้ศาสตร์ที่สนใจทั้งเรื่องการทำกาแฟและเรื่องอื่น ๆ ผ่านการอบรมแบบกลุ่มและแบบส่วนตัว (Personal Training) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco ยังมีโครงการ Kids Playroom เพื่อให้ความรู้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของพนักงานหรือเด็กในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย,​ สร้างความประทับใจเกี่ยวกับกาแฟให้คนรุ่นใหม่​ รวมถึงเป็นการนำวัสดุจากโรงงานของ La Marzocco ที่ไม่ได้ใช้แล้วมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการที่น่าสนใจอย่างสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือโครงการ Leone d’Oro หรือ Golden Lion Awards ที่ La Marzocco จะให้ทุนการศึกษาตั้งแต่เกรด 8 (ประมาณ ม.2 ตามระบบไทย) จนจบมัธยมศึกษา แก่สมาชิกครอบครัวของพนักงาน La Marzocco ที่มีผลการเรียนดี ถือเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานในแต่ละวันไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อความก้าวหน้าของตนเองหรือองค์กรเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับครอบครัวที่รักอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14172 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-11-at-10.50.25.png" alt="Screenshot 2566 01 11 at 10.50.25" width="561" height="319" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 251"></p>
<h3>La Marzocco กับนโยบายด้านความเท่าเทียมของมนุษย์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ใคร ๆ ก็พูดถึงความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่าง (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/"><span style="font-weight: 400;">Diversity &amp; Equity</span></a><span style="font-weight: 400;">) La Marzocco ก็มีโครงการที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าการขอให้ทุกคนยอมรับความเห็นต่างแบบปากเปล่านั้นไม่ใช่วิธีที่ได้ผล แต่เราควรเริ่มจากการปลูกฝังค่านิยมที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก่อนต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ La Marzocco จึงร่วมงานกับ</span><a href="https://tmiconsultinginc.com/services/tmi-academy/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">บริษัทชั้นนำ</span></a><span style="font-weight: 400;">หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Ourania หรือ TMI Academy สองผู้คร่ำหวอดในแวดวงเสวนาอบรมเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ โดยหวังว่าคนเราจะมองผู้อื่นโดยปราศจากอคติได้ในเร็ววัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ La Marzocco ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานและโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนที่มีปัญหาหรือถูกกระทำจากสังคมไม่ว่าจะด้านร่างกายหรือจิตใจ  และยังมีเม็ดเงินจำนวนหนึ่งคอยสนับสนุนพนักงานที่มีปัญหาสุขภาพ ตลอดจนการต่อสู้คดีทางกฎหมาย โดยการอบรมจะถูกจัดขึ้นเป็นระยะเพื่อกระตุ้นและสร้างความรู้ความเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติในระยะยาว</span></p>
<h2>แบรนด์เครื่องชงกาแฟ La Marzocco มีวิธีรับมือกับปัญหา (Crisis Management) อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14173 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Factory-Sunflowers-1280x852-1-1112x740-1.png" alt="Factory Sunflowers 1280x852 1 1112x740 1" width="560" height="373" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 252"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการทำงานนั้น จะคิดถึงแต่ความสำเร็จหรือการก้าวไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคิดเผื่อด้วยว่าหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น พนักงานของเราจะสามารถรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะแท้จริงแล้วการปกป้ององค์กรนั้นมีความสำคัญไม่ต่างจากการพัฒนาองค์กร การเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220506-crisis-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Crisis Management</span></a><span style="font-weight: 400;">) จากองค์กรชั้นนำจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้เรามีกรณีศึกษา (Case Study) เอาไว้ประยุกต์ใช้เมื่อต้องประสบเหตุไม่คาดฝันเข้าในสักวัน</span></p>
<p><em>La Marzocco รับมือกับปัญหาอย่างไร ? </em></p>
<h3>La Marzocco กับการรับมือโควิด-19</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า La Marzocco ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปีค.ศ.2021 ซึ่งทำรายได้มากกว่าปีก่อนหน้าถึง 60% ทั้งที่อยู่ระหว่างการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ในที่นี้ผู้บริหารของ La Marzocco </span><a href="https://www.worldcoffeeportal.com/Latest/InsightAnalysis/2021/March/A-blueprint-for-a-better-business-Q-A-with-Guido-B" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าว</span></a><span style="font-weight: 400;">กับ World Coffee Portal ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ คือการมองโลกในแง่ดี (Optimistic) และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ๋์ (Adaptation Skill) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องรู้ว่าวิธีทำงานแบบเดิมจะไม่ได้ผลอีกต่อไป กลับกันเราต้องรู้ว่าสถานการณ์แบบไหนเหมาะกับกลยุทธ์แบบไหน ซึ่งที่ La Marzocco จะเริ่มต้นวางแผนด้วยการตั้งโจทย์ว่า “เราจะพัฒนาในเรื่องใดก่อน” แล้วให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นจนสำเร็จ คอยแก้ไขไปทีละอย่างจนองค์กรมีความพร้อมสำหรับการทำงานในส่วนที่ใหญ่ขึ้นแล้วค่อยก้าวต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่โควิด-19 ระบาด La Marzocco พบว่าแม้ประเทศบางส่วนจะยังมีนโยบายล็อกดาวน์ที่เข้มข้น แต่ก็มีบางประเทศที่ผ่อนปรนและเปิดโอกาสให้คนซื้ออาหารที่ร้านกลับมากินที่บ้านได้แล้ว พวกเขาจึงทำการตลาดโดยเน้นที่กลุ่มดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งช่วยให้องค์กรได้เปิดตลาดใหม่ แถมยังสร้างผลกำไรได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูพนักงานทุกคน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<blockquote>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220506-crisis-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10035 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 253"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220506-crisis-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำความรู้จัก Crisis Management ในวันที่โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</blockquote>
</div>
<h3>La Marzocco กับการรับมือกรณีเหยียดผิว (Racism) ภายในองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีการวางแผนนโยบายที่รัดกุมแค่ไหน แต่ในปีค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา La Marzocco ได้รู้ว่ามีพนักงานส่วนหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านการเหยียดผิวภายซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ในแง่มนุษยธรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นภายในองค์กร ดังนั้นพวกเขาจึงออกแถลงการณ์ทันทีเมื่อรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในจดหมายเปิดผนึก La Marzocco แจ้งว่าองค์กรจะสืบสวนเรื่องนี้โดยด่วน และจะติดต่อหาผู้ที่ถูกกระทำโดยตรงเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ จากนั้นก็แสดงความขอโทษต่อคนผิวสี (Black Community) พร้อมตอกย้ำว่าองค์กรมีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ, เชื้อชาติ และสีผิวอย่างจริงจัง ก่อนทิ้งท้ายถึงแนวทางแก้ปัญหาอย่างชัดเจนเพื่อ ให้เห็นถึงความตั้งใจขององค์กร ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">La Marzocco จะสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่าปัญหาเหล่านี้เริ่มต้นอย่างไร หรือแฝงตัวอยู่ตรงไหนอีกบ้าง และจะลงมือแก้ไขทันทีเมื่อตรวจพบข้อมูล</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">La Marzocco จะปรับปรุงนโยบายและการบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">La Marzocco จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาให้ความรู้กับพนักงานขององค์กรทุกคนทั่วโลก เพื่อยกระดับการสรรหาพนักงาน, การฝึกอบรม และการทำงานแบบองค์รวม</span></em></li>
<li style="font-weight: 400;"><em><span style="font-weight: 400;">La Marzocco จะตรวจสอบนโยบายนี้เป็นระยะเพื่อให้ครอบคลุมและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกจริง ๆ</span></em></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การแก้ปัญหาจะอาศัยการพิสูจน์ตัวเองมากกว่าแค่จดหมายเปิดผนึก แต่อย่างน้อย La Marzocco ก็ไม่ได้หยุดนิ่งและปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแบบเลยตามเลย ดังนั้นหากคุณประสบปัญหาที่คล้ายกัน ลองตั้งสติและสู้กับมันอย่างจริงใจดูสักตั้ง รับรองว่าจะทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงกว่าเดิมแน่นอน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<blockquote>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3388" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1024079518.jpg" alt="shutterstock 1024079518" width="600" height="370" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 254"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</blockquote>
</div>
<h2>ประโยชน์ของกาแฟกับการทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14174 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/130513-AR-Cup.jpg" alt="130513 AR Cup" width="521" height="346" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 255"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดถึงเครื่องชงกาแฟมาทั้งบทความ เราขอปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจว่าการดื่มกาแฟสามารถช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร ไม่แน่ว่าอ่านจบแล้ว คุณอาจจะอยากซื้อเครื่องชงกาแฟมาเป็นสวัสดิกาให้พนักงานภายในออฟฟิศก็ได้</span></p>
<p><a href="https://nationalcoffeeblog.org/2017/10/04/are-workers-too-busy-for-coffee/#more-9526" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">National Coffee Blog</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยผลสำรวจที่ระบุว่าพนักงานออฟฟิศถึง 68% ดื่มกาแฟระหว่างวัน และหากองค์กรไม่มีเครื่องชงกาแฟ พวกเขาก็จะไปซื้อที่คาเฟ่ใกล้ ๆ แทน ทำให้เวลาทำงานบางส่วนได้ถูกช่วงชิงไปโดยปริยาย ดังนั้นการหาเครื่องชงกาแฟเล็ก ๆ มาบริการจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะนอกจากเรื่องความสะดวกสบายและทำให้ไม่ง่วงแล้ว การดื่มกาแฟ</span><a href="http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0048487#s2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วันละ 2 แก้ว</span></a><span style="font-weight: 400;">ยังช่วยให้สมองทำงานดีขึ้น, </span><a href="https://hub.jhu.edu/2014/01/12/caffeine-enhances-memory/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">จำเรื่องต่าง</span></a><span style="font-weight: 400;"> ๆ ได้ดีขึ้น ยิ่งถ้าจัดพื้นที่ส่วนกลางให้ทุกฝ่ายมาดื่มกาแฟและพูดคุยกัน ก็จะช่วยสร้างวัฒนธรรมด้านการสื่อสารภายในองค์กรให้ดีขึ้นได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าวิธีการพัฒนาองค์กรนั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ตามงานเสวนาเพียงอย่างเดียว เพราะแค่เครื่องชงกาแฟเล็ก ๆ ก็สามารถเปลี่ยนออฟฟิศของคุณให้กลายเป็นสถานที่แห่งความสุขได้เช่นกัน และถ้าคุณอยากได้ไอเดียดี ๆ แบบนี้แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน เราแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Consulting</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่หาได้ง่าย ๆ จาก </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของเมืองไทยที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากกว่า 100 อย่าง จะงานแบบไหน จะเล็กหรือใหญ่ ที่นี่มีครบ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14175 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-11-at-10.53.02.png" alt="Screenshot 2566 01 11 at 10.53.02" width="506" height="321" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 256"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">La Marzocco คือแบรนด์เครื่องชงกาแฟที่จับตลาดสินค้าราคาสูง แต่แทนที่จะนำเสนอว่าสินค้าดังกล่าวมีวิธีใช้งานอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน พวกเขากลับพยายามนำเสนอในอีกมุมหนึ่งเพื่อทำให้ผู้ซื้อเห็นภาพว่าการมีเครื่องชงกาแฟนี้ ไม่ว่าในบ้านหรือในร้านค้า จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นได้อย่างไรบ้าง วิธีนี้คือการทำธุรกิจโดยเน้นการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Employer Branding) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ระดับโลกมักเลือกใช้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการบริหารคน La Marzocco มีกลยุทธ์สรรหาบุคลากรที่โดดเด่น เพราะเคยเป็นเพียงธุรกิจระดับครัวเรือนมาก่อน จึงเข้าใจดีว่าการเลือกและพัฒนาพนักงานแต่ละคนส่งอิทธิพลต่อการขยายองค์กรมากแค่ไหน ดังนั้นพวกเขาจึงใส่ใจในเรื่องคนเป็นพิเศษ จนกล่าวได้ว่าความสำเร็จทั้งหมดที่แบรนด์เครื่องชงกาแฟนี้ได้รับ ล้วนมีรากฐานมาจากการวางแผนที่ดีทั้งสิ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่เชื่อ ลองไปร้านกาแฟดี ๆ แถวบ้านดูสิ รับรองว่าจะเจอเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ตั้งอยู่แน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-16169 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/07/567daa47d05ab8b7eda1573036d414a2.jpg" alt="567daa47d05ab8b7eda1573036d414a2" width="1200" height="375" title="La Marzocco แบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลกบริหารคนอย่างไร 257"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3CC00iL" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3CC00iL</a></li>
</ul>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3W12a2e" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3W12a2e</a></li>
</ul>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3iulqYr" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3iulqYr</a></li>
</ul>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3CAtSMu" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3CAtSMu</a></li>
</ul>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3GSv3tj" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3GSv3tj</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก </title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230106-fertility-benefit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2023 07:02:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[Fertility Benefit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230106-fertility-benefit/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Fertility Benefit คือสวัสดิการที่ช่วยเหลือเรื่องการสร้างครอบครัวโดยเฉพาะคนที่มีบุตรยาก ถือเป็นสวัสดิการมาแรงที่องค์กรใหญ่ทั่วโลกต้องมี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสงครามแย่งชิงบุคลากร (War of Talent) จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี ค.ศ. 2023 และการมี Fertility Benefit จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ จากสถิติล่าสุดในสหรัฐอเมริกา มีวัยทำงานหลายคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะต้องการ Fertility Benefit หรืออย่างน้อยก็ต้องมีสิทธิ์เลือกสวัสดิการที่เหมาะสมกับตัวเอง Fertility Benefit ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญเพื่อคนมีบุตรยาก ทั้งการให้คำปรึกษา, การทำเด็กหลอดแก้ว, การรับบุตรบุญธรรม รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและวางแผนการเงิน หลายคนอาจมองว่า Fertility Benefit จะทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่มีผลวิจัยเผยออกมาแล้วว่าองค์กรถึง 97% ที่ใช้สวัสดิการนี้ไม่มีปัญหาด้านการเงินตามมา ช่วงต้นปีแบบนี้ คนที่ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR) ล้วนพยายามมองหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของพนักงานในองค์กรโดยไม่กระทบต่องบประมาณในภาพรวม ซึ่งหัวข้อที่กำลังมาแรงในตอนนี้คือเรื่องของ สวัสดิการด้านการสร้างครอบครัว (Family Benefit) โดยเฉพาะเรื่องของการมีบุตรและการรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรงอยู่เสมอ สวัสดิการเหล่านี้เรียกให้ครอบคลุมว่า Fertility Benefit ถือเป็นสวัสดิการที่องค์กรชั้นนำของโลกเลือกใช้และเน้นย้ำว่าพนักงานทุกคนควรได้รับ เพราะแม้จะต้องลงทุนลงแรงเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในแง่ของความต่อเนื่องในการทำงาน และการรักษาบุคลากรในระยะยาว Fertility Benefit [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Fertility Benefit คือสวัสดิการที่ช่วยเหลือเรื่องการสร้างครอบครัวโดยเฉพาะคนที่มีบุตรยาก ถือเป็นสวัสดิการมาแรงที่องค์กรใหญ่ทั่วโลกต้องมี</li>
<li style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสงครามแย่งชิงบุคลากร (War of Talent) จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี ค.ศ. 2023 และการมี Fertility Benefit จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ</li>
<li style="font-weight: 400;">จากสถิติล่าสุดในสหรัฐอเมริกา มีวัยทำงานหลายคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะต้องการ Fertility Benefit หรืออย่างน้อยก็ต้องมีสิทธิ์เลือกสวัสดิการที่เหมาะสมกับตัวเอง</li>
<li style="font-weight: 400;">Fertility Benefit ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญเพื่อคนมีบุตรยาก ทั้งการให้คำปรึกษา, การทำเด็กหลอดแก้ว, การรับบุตรบุญธรรม รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและวางแผนการเงิน</li>
<li style="font-weight: 400;">หลายคนอาจมองว่า Fertility Benefit จะทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่มีผลวิจัยเผยออกมาแล้วว่าองค์กรถึง 97% ที่ใช้สวัสดิการนี้ไม่มีปัญหาด้านการเงินตามมา</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48023" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T132201.820.webp" alt="Fertility Benefit" width="600" height="370" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  274" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T132201.820.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-11-25T132201.820-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ช่วงต้นปีแบบนี้ คนที่ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR) ล้วนพยายามมองหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของพนักงานในองค์กรโดยไม่กระทบต่องบประมาณในภาพรวม ซึ่งหัวข้อที่กำลังมาแรงในตอนนี้คือเรื่องของ สวัสดิการด้านการสร้างครอบครัว (Family Benefit) โดยเฉพาะเรื่องของการมีบุตรและการรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรงอยู่เสมอ</p>
<p>สวัสดิการเหล่านี้เรียกให้ครอบคลุมว่า Fertility Benefit ถือเป็นสวัสดิการที่องค์กรชั้นนำของโลกเลือกใช้และเน้นย้ำว่าพนักงานทุกคนควรได้รับ เพราะแม้จะต้องลงทุนลงแรงเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในแง่ของความต่อเนื่องในการทำงาน และการรักษาบุคลากรในระยะยาว</p>
<p>Fertility Benefit มีความสำคัญอย่างไรอีกบ้าง อ่านทุกเรื่องที่คุณควรรู้ได้ที่นี่</p>

<h2>Fertility Benefit คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14098 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/pregnant-woman-at-work-presentation.jpg" alt="pregnant woman at work presentation" width="449" height="300" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  275"></p>
<p>สวัสดิการนี้คือสวัสดิการที่ช่วยในเรื่องการมีบุตรและการสร้างครอบครัว ครอบคลุมในเรื่องการฝากไข่ (Egg Freezing), การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งเดิมทีถูกมองเป็นเรื่องของพนักงานหญิงโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันได้ขยายไปสู่กลุ่ม LGBTQ+</p>
<p>เพราะนอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการแพทย์แล้ว ยังรวมถึงการรับบุตรบุญธรรมและการให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวที่ดีอีกด้วย</p>
<p>มีรายงาน<a href="https://www.mercer.us/our-thinking/healthcare/new-survey-finds-employers-adding-fertility-benefits-to-promote-dei.html" target="_blank" rel="noopener">ระบุ</a>ว่าบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนถึง 61% มีสวัสดิการดังกล่าว ขณะที่พนักงานซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องนี้โดยตรงจำนวน 90% มองว่า พวกเขายินดีเปลี่ยนงานเพื่อให้ได้สิทธิ์นี้</p>
<p><a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2666334120301203" target="_blank" rel="noopener">ScienceDirect</a> กล่าวว่าสวัสดิการเพื่อการสร้างครอบครัว (Family Building Benefit) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Fertility Benefit คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและไม่ได้ใช้เงินมากอย่างที่คิด เพราะแม้ขั้นตอนการรักษาจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่พนักงานจะใช้สิทธิ์ทั้งหมด แถมการให้คำปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้สุขภาพของพนักงานดีขึ้นในภาพรวม</p>
<p>การสร้างครอบครัวโดยมีสุขภาพใจที่แข็งแรงควบคู่กันไปจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้พนักงานมีความสุขและมีความพึงพอใจในการทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่ ช่วยให้พนักงานเดิมอยากอยู่กับองค์กรต่อไป และยังเป็นจุดเด่นไวิดึงดูดพนักงานจากที่อื่นเข้ามา ทั้งนี้เพื่อยืนยันให้ชัดเจน <a href="https://www.mercer.us/our-thinking/healthcare/new-survey-finds-employers-adding-fertility-benefits-to-promote-dei.html" target="_blank" rel="noopener">Mercer</a> ได้ทำแบบสำรวจจนพบว่าองค์กรถึง 97% ที่มีนโยบายนี้ไม่เกิดปัญหาด้านงบประมาณแต่อย่างใด</p>
<p>เหตุนี้ Fertility Benefit จึงไม่ได้อยู่ในสถานะของสวัสดิการที่ควรมี แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัท “ต้องมี” หากต้องการเอาชนะในตลาดแรงงาน และตอบสนองความต้องการของพนักงานได้อย่างแท้จริง</p>
<h2>Fertility Benefit มีประโยชน์อย่างไร</h2>
<p>การให้สวัสดิการในเรื่องนี้จะทำให้พนักงานเชื่อมั่นในองค์กรมากขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานนอกเหนือจากเรื่องการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ดังนั้นไม่ว่าเราจะมีวัฒนธรรมองค์กรแบบใดในอนาคต พนักงานก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมและก้าวไปกับองค์กรมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>หากสถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ การวางแผนครอบครัวก็คงไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไร แต่หากเกิดสถานการณ์อื่น เช่น สภาวะมีบุตรยาก, การแท้งลูก หรือปัญหาสุขภาพจิต องค์กรที่ไม่มีสวัสดิการนี้จะทำให้พนักงานกังวล เช่นถ้าไม่มีนโยบายด้านเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Hour) การออกไปพบแพทย์แต่ละครั้งก็ต้องใช้สิทธิ์วันลา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็อาจทำให้พนักงานหลีกเลี่ยงการรักษาเพราะไม่อยากใช้วันลา จนท้ายสุดทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า (Depression), หมดไฟ (Burnout) และวิตกกังวล (Anxiety)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14099 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/1300457520.jpg" alt="1300457520" width="485" height="285" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  276"></p>
<p>การทำให้พนักงานใช้ชีวิตง่ายที่สุดเมื่อเจอสถานการณ์นี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย สามารถเลือกทำธุระของตนได้อย่างสบายใจ ความสุขตรงนี้จะทำให้บรรยากาศของที่ทำงานเป็นไปในทางบวกและมีประสบการณ์ที่ดีกับองค์กร ช่วยฟื้นฟูเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Experiences</a> โดยตรง</p>
<p>Fertility Benefit นี้ยังเป็นการยกระดับนโยบายด้านความหลากหลาย (Diversity) ภายในองค์กร เพราะเดิมทีนโยบายในลักษณะนี้จะให้ความสำคัญกับคนที่มีปัญหาไปแล้ว ซึ่งมักกลายเป็นการมุ่งเน้นที่พนักงานหญิงเท่านั้น แต่ Fertility Benefit จะตอบโจทย์ทุกความหลากหลายไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใดก็ตาม</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11510 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_653429179-5-scaled.jpg" alt="shutterstock 653429179 5 scaled" width="600" height="370" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  277"></a></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย</a></div>
</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>อนึ่งเราสามารถเริ่มต้นจากการสนับสนุนโดยให้วงเงินที่จำกัดเอาไว้ก่อน เช่น <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230104-pepsi/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เป๊ปซี่ (Pepsi)</a> จะให้วงเงินไม่เกิน 35,000 ดอลลาร์ แนวทางนี้จะทำให้พนักงานเห็นถึงความใส่ใจว่าองค์กรรู้จักปรับตัว</p>
<p><a href="https://www.willistowerswatson.com/en-US/Insights/2018/01/infographic-growing-number-of-employers-are-offering-fertility-benefits-to-support-retain-talent" target="_blank" rel="noopener">Willis Towers Watson</a> กล่าวว่าพนักงานบริษัท 71% มองว่าสวัสดิการเรื่องครอบครัวเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังเผยว่ามีผู้บริหารถึง 58% ในสหรัฐอเมริกาที่ตั้งเป้าว่าจะต้องมีนโยบายด้านนี้อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2025 ครอบคลุมความหลากหลายทั้งด้านอายุและเชื้อชาติ ซึ่งสอดคล้องกับโลกการทำงานในปัจจุบันที่เกิดการว่าจ้างพนักงานจากต่างประเทศมากกว่าในอดีต</p>
<p>ประโยชน์อีกอย่างที่เป็นผลดีต่อ HR ก็คือเรื่องการว่าจ้างพนักงาน (Recruiting Process) ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก โดย <a href="https://theharrispoll.com/" target="_blank" rel="noopener">The Harris Poll</a> บอกว่าสงครามแย่งชิงพนักงาน (War of Talent) มีแนวโน้มลากยาวไปจนถึงปี 2031 ซึ่งสวัสดิการลักษณะนี้คือจุดตัดสินว่าพนักงานจะเลือกองค์กรไหน ทั้งนี้คุณแอนเจล่า สโปซาโต้ (Angela Sposato) หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลจาก 5W Public Relations <a href="https://finance.yahoo.com/news/war-talent-employers-add-perk-133603002.html" target="_blank" rel="noopener">กล่าวเสริมว่า</a> สิ่งที่จะดึงดูดผู้สมัครในอนาคตได้มากที่สุดคือสวัสดิการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (Family Friendly Benefit)</p>
<p>Fertility Benefit ไม่ใช่เรื่องของการรักษาและดึงดูดพนักงานระดับท็อปหรือคนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหานี้เท่านั้น เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ต้องใช้สิทธิ์นี้ก็ได้เนื่องจากมีสถิติระบุวว่าคู่รัก 1 ใน 8 จะมีปัญหาเกี่ยวกับการมีบุตร ดังนั้นการรู้ว่าองค์กรมีสวัสดิการนี้คอยรองรับจะทำให้พวกเขาโฟกัสกับงานได้โดยไร้กังวล</p>
<h2>Fertility Benefit คืออะไร ? ประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14101 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/360_F_234495632_f3AUBlZoYggx8atJi4WIDqGnrhSA83jd.jpg" alt="" width="539" height="360" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  278"></p>
<p>ย้ำอีกครั้งว่า Fertility Benefit ในปัจจุบันเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าเราจะมีทัศนคติหรือค่านิยมแบบใดก็ตาม เพราะไม่ว่าใครๆก็สมควรมีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นองค์กรที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสวัสดิการในด้านนี้ควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่</p>
<p>1. ด้านยาและเวชภัณฑ์ (Fertility Drugs) : ไม่ว่าจะเป็นยาที่ช่วยควบคุมการตกไข่ของสตรีที่มีบุตรยาก หรือการฉีดฮอร์โมนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม</p>
<p>2. ด้านการฝากไข่, ฝากสเปิร์ม และฝากตัวอ่อน : พนักงานบางท่านอาจมีเป้าหมายในการทำงานระยะยาว และยังไม่พร้อมสำหรับการมีครอบครัวในอนาคตอันใกล้ กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถมีลูกได้ง่ายขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ และถือเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูงหากต้องจ่ายเอง</p>
<p>3. การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการฉีดอสุจิเข้าไปในมดลูกโดยตรง (IUI) : กระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ  แต่ก็ถือเป็นสวัสดิการที่ใช้งบประมาณสูง ดังนั้นหากพิจารณาแล้วว่าเป็นสวัสดิการที่บริหารจัดการไหว ก็จะถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดที่องค์กรสามารถมอบให้กับพนักงาน ทั้งนี้อาจเริ่มจากคนกลุ่มหนึ่งก่อนก็ได้</p>
<p>4. ด้านการบริจาคและรับบริจาคไข่หรือสเปิร์ม : องค์กรสามารถช่วยพนักงานในเรื่องเหล่านี้ โดยอาจมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำโดยตรง</p>
<p>5. การรับบุตรบุญธรรม (Adoption) : หัวข้อนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก องค์กรสามารถประสานงานให้พนักงานเข้าถึงที่ปรึกษาและกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง บางองค์กรให้สิทธิ์พนักงานลาในจำนวนวันเทียบเท่ากับการมีบุตรเมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นเพื่อช่วยในการปรับตัว</p>
<h2>การออกแบบ Fertility Benefit มีวิธีการอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14102 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/AdobeStock_197069708-1.jpg" alt="AdobeStock 197069708 1" width="525" height="350" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  279"></p>
<p><a href="https://www.evernorth.com/articles/four-considerations-for-designing-fertility-benefit" target="_blank" rel="noopener">Evernorth Health Service</a> กล่าวว่าชาว Gen Y หรือมิลเลนเนียลไม่ค่อยอยากสร้างครอบครัว โดยมีถึง 48% ที่เลือกชะลอเรื่องนี้ออกไปเพราะกังวลเรื่องงาน, การศึกษา, ค่าใช้จ่าย และไม่แน่ใจว่าตนมีสวัสดิการจากที่ทำงานหรือมีระบบประกันสุขภาพจากภาครัฐที่ครอบคลุมมากพอ อ้างอิงจากสถิติล่าสุดของ <a href="https://www.fertilityiq.com/topics/ivf/the-fertilityiq-family-builder-workplace-index-2019-2020" target="_blank" rel="noopener">FertilityIQ</a> ที่กล่าวว่าคนที่ไปทำเด็กหลอดแก้วถึง 71% ใช้เงินของตัวเอง ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับสวัสดิการในส่วนนี้ เพราะไม่ใช่แค่ประโยชน์กับพนักงานเท่านั้น แต่ทุกคนรู้ดีว่าสวัสดิการลักษณะนี้แม้จะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคตแต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทขนาดกลางถึงเล็กเพราะต้องเตรียมงบประมาณมากกว่าที่เคย</p>
<p>การวางแผนที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรทำ เพื่อเตรียมพร้อมให้องค์กรสามารถนำเสนอสวัสดิการที่ตรงกับสมัยนิยม และเพิ่มพลังสร้างสรรค์ในการคิดค้นนวัตกรรมต่อไป</p>
<p>การจัดทำ Fertility Benefit ต้องให้ความสำคัญกับหัวข้อต่อไปนี้</p>
<h3>Fertility Benefit ต้องช่วยตรวจสอบสถานที่และคุณภาพของบริการ</h3>
<p>เมื่อคนเรามีปัญหาสุขภาพ เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่าการรักษาแต่ละอย่างต้องใช้เวลาหรือต้องเดินทางไปรักษาที่ใดเป็นพิเศษบ้าง ดังนั้นเราจึงต้องเลือกพื้นที่ที่ง่ายต่อการเดินทางของพนักงานมากที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ตามการนึกถึงความสะดวกสบายเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะสถานบริการแต่ละแห่งมีคุณภาพต่างกัน เราต้องเลือกให้คุ้มค่าและสามารถช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้นได้จริงด้วย ขั้นตอนนี้แม้จะใช้เวลามากแค่ไหน แต่ HR ก็ต้องหาข้อมูลเพื่อให้ได้ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด สถานที่เหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราความสำเร็จของแต่ละเคส เราต้องพิจารณาโดยเอาผลประโยชน์ในภาพรวมเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่มองแค่ผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14103 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/fertility-acupuncture-trying-to-conceive-wellness-wisdom-edmonton-e1568922944319.jpg" alt="fertility acupuncture trying to conceive wellness wisdom edmonton e1568922944319" width="500" height="333" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  280"></p>
<h3>Fertility Benefit ต้องช่วยจัดหาร้านขายยาและสิ่งช่วยเหลืออื่น ๆ</h3>
<p>สถานที่ให้ผู้ป่วยรับยามีความสำคัญมากกว่าที่คิดโดยเฉพาะการดูแลสภาวะบางอย่างที่พนักงานต้องเคารพยาอย่างต่อเนื่องไม่สามารถซื้อยาเพียงรอบเดียวและเก็บได้ในระยะยาว แถมยังมียาหลายประเภทที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไปต้องอาศัยการสั่งยาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะตัวเท่านั้น ดังนั้นเราควรหาร้านขายยาที่พนักงานเข้าถึงได้สะดวกและมีเภสัชกรคุณภาพคอยแนะนำอย่างเหมาะสม</p>
<p>องค์กรสามารถหาสวัสดิการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องมาสนับสนุนพนักงานเพิ่มเติมก็ได้ เช่นการนั่งสมาธิหรือการให้คำปรึกษาที่จำเป็นโดยไม่ต้องรอให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นก่อนด้วยซ้ำ อนึ่งเภสัชกรที่ดีจะช่วยจัดยาให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนแบบเจาะจง (Personalized) ไม่ใช่การจ่ายยาแบบองค์รวมที่แม้จะรักษาได้บ้างแต่ก็ไม่ตรงโจทย์เสียทีเดียว (เช่นหากปวดหัว ก็จะดูว่าปวดหัวแบบไหน เป็นไมเกรน หรือป่วยไข้ เป็นต้น)</p>
<h3>Fertility Benefit ต้องช่วยปรับปรุงและหาสวัสดิการใหม่ ๆ เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานให้มากที่สุด (Flexible Benefit)</h3>
<p>ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าองค์กรจะเตรียมตัวคิดค้นสวัสดิการเอาไว้มากแค่ไหน แต่ข้อเรียกร้องของพนักงานก็จะยกระดับมากขึ้นตามไปเช่นกัน ดังนั้นองค์กรต้องตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือทีมแพทย์เสมอว่ามีกลวิธีใดอีกบ้างที่สามารถช่วยดูแลเรื่องการมีบุตรยาก หรือช่วยสร้างครอบครัวของพนักงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>คำว่าสวัสดิการใหม่ ๆ หมายถึงการดูแลและเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF), การฉีดน้ำอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (IUI), การฝากไข่ หรือแม้แต่การดูแลความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายกับผู้ชายหรือผู้หญิงกับผู้หญิงก็ตาม</p>
<p>กล่าวคือการให้สวัสดิการที่เหมาะสม นอกจากจะให้ประโยชน์ด้านคุณภาพชีวิตแล้ว ยังเป็นกลไกที่องค์กรนำมาใช้โน้มน้าวให้พนักงานเลือกทำงานกับตนแทนที่จะไปอยู่กับบริษัทคู่แข่ง ดังนั้นองค์กรที่ปรับตัวเข้าหาความต้องการของพนักงานมากกว่า ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในสงครามแย่งชิงบุคลากรที่กำลังเกิดขึ้นและทวีความเข้มข้นอยู่ ณ ขณะนี้</p>
<h3>Fertility Benefit ต้องช่วยเรื่องการบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าถึงการรักษายิ่งขึ้น (Patient Engagement Model)</h3>
<p>การรักษาสภาวะมีบุตรยากถือเป็นเรื่องท้าทายและมีขั้นตอนหลากหลาย การหาตัวช่วยอื่น ๆ เข้ามาประกอบจึงส่งผลดีทั้งกับพนักงานและองค์กร เช่นการให้สิทธิ์เข้างานแบบยืดหยุ่นหรือ WFH เป็นกรณีพิเศษระหว่างอยู่ในกระบวนการรักษา เพื่อช่วยให้พนักงานไม่ต้องกังวลกับการใช้สิทธิ์วันลา หรือการใช้บริการให้คำปรึกษาออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินขององค์กรแถมยังช่วยให้พนักงานเข้าถึงรักษาเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม</p>
<p>องค์กรสามารถสร้างสวัสดิการด้านการดูแลสภาพจิตใจควบคู่กันไป เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีอาการป่วยแล้ว ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับพนักงานคนอื่นในสภาวะปกติอีกด้วย เรียกว่าหากเราเลือกใช้ HR Tech ที่ดี และปรับสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ Fertility Benefit ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12526 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/man-white-shirt-wearing-glasses-pointing-with-index-fingers-his-fake-smile-sitting-table-with-laptop-office-folders-blue-wall-working-office_141793-127949.jpeg" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="600" height="370" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  281"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220929-high-functioning-depression/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>เราสามารถตั้งคำถามเหล่านี้เพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความพร้อมขององค์กร</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">หากมีพนักงานเรียกร้องสวัสดิการเพิ่มเติม องค์กรจะสามารถตอบสนองได้หรือไม่ ?</li>
<li style="font-weight: 400;">สวัสดิการขององค์กรสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของพนักงานได้หรือไม่ ?</li>
<li style="font-weight: 400;">เราสามารถประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ ?</li>
<li style="font-weight: 400;">พนักงานสามารถใช้งานสวัสดิการอย่างเต็มประสิทธิภาพดีแล้วหรือไม่ ?</li>
</ul>
<p>ด้วยความที่ Fertility Benefit เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนของพนักงานแต่ละคน องค์กจึงควรให้ความสำคัญและใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ในขั้นตอนการออกแบบสวัสดิการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบังคับใช้และติดตามผลในระยะยาว</p>
<h2>ตัวอย่าง 5 บริษัทชั้นนำของโลกที่ให้ Fertility Benefit</h2>
<p>เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น เราขอยกตัวอย่าง Fertility Benefit จากองค์กรชั้นนำของโลกมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับ HR ที่อยู่ระหว่างการออกแบบสวัสดิการหรือกำลังปรับแก้นโยบายให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น</p>
<h3>Starbucks</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14094 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-06-at-13.47.56.png" alt="Screenshot 2566 01 06 at 13.47.56" width="487" height="169" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  282"></p>
<p>สตาร์บัคส์เริ่มปรับสวัสดิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2019 และกำหนดให้พนักงานทั้งเก่าและคนที่ทำงานแบบพาร์ทไทม์ได้สิทธิ์ Fertility Benefit อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">25,000 ดอลลาร์สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว</li>
<li style="font-weight: 400;">10,000 ดอลลาร์สำหรับค่ารักษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้ว</li>
<li style="font-weight: 400;">10,000 ดอลลาร์สำหรับการรับบุตรบุญธรรมและการอุ้มบุญ</li>
</ul>
<h3>Adobe</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14093 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/media_1cc0fcc19cf0e64decbceb3a606707a3ad23f51dd.png.jpeg" alt="media 1cc0fcc19cf0e64decbceb3a606707a3ad23f51dd.png" width="490" height="214" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  283"></p>
<p>เดิมที่อะโดบี<a href="https://benefits.adobe.com/document/188" target="_blank" rel="noopener">สวัสดิการ</a>ที่สนับสนุนการมีบุตรเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่เริ่มปรับให้จริงจังมากขึ้นตามความต้องการของพนักงาน โดยปัจจุบันพวกเขาจะให้เงินสูงถึง 60,000 ดอลลาร์เพื่อสนับสนุนด้านการผสมเทียม, การทำเด็กหลอดแก้ว, การรักษาและปรึกษาในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง, การเก็บสเปิร์ม ตัวอ่อน และฝากไข่ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตให้พนักงานทุกคน</p>
<h3>Google</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-06-at-13.45.42.png" alt="Screenshot 2566 01 06 at 13.45.42" width="443" height="181" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  284"></p>
<p>นี่คือบริษัทที่ขึ้นชื่อในเรื่องสวัสดิการอยู่แล้ว ดังนั้นสวัสดิการด้านการสร้างครอบครัวของพวกเขาจึงครอบคลุมครบทุกแง่มุม ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานอย่างโครงการ Baby Bonding Bucks ที่ให้คุณแม่ลางานได้ 18 สัปดาห์ และให้คุณพ่อลางานได้ 6 สัปดาห์ในกรณีที่มีลูกหรือรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง โดยให้เงินเดือนตามปกติแถมยังมีโบนัสอีก 500 ดอลลาร์ไว้ซื้อข้าวของที่จำเป็นอีกด้วย</p>
<p>กูเกิลสนับสนุนด้าน Fertility Benefit เสมอ พวกเขาให้มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแลเรื่องนี้โดยตรงและคอยให้คำแนะนำว่าพนักงานเหมาะกับการรักษาแบบไหนมากที่สุด โดยมีวงเงินสูงสุดถึง 75,000 ดอลลาร์</p>
<h3>Spotify</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14089 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/vinnytsia-ukraine-may-spotify-logo-dark-mode-cool-music-service-offers-legal-streaming-music-spotify-logo-dark-mode-218033923.jpg" alt="vinnytsia ukraine may spotify logo dark mode cool music service offers legal streaming music spotify logo dark mode 218033923" width="481" height="162" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  285"></p>
<p>ถ้าคุณกำลังมองหาองค์กรที่สนับสนุนเรื่องการสร้างครอบครัวอย่างเต็มที่ สปอติฟายคือคำตอบ เพราะที่นี่ให้สิทธิ์ทำเด็กหลอดแก้วและตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัว (PGT) แบบไม่จำกัดวงเงิน แถมคนที่มีลูกยังได้สิทธิ์ลาแบบจ่ายเงินนานถึง 6 เดือน</p>
<h3>Tesla</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14090 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/xz4NVQhHaHShErxar7YLn-1200-80.jpg" alt="xz4NVQhHaHShErxar7YLn 1200 80" width="437" height="246" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  286"></p>
<p>เทสล่ารวมมือกับบริษัท <a href="https://kindbody.com/" target="_blank" rel="noopener">Kindbody</a> ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกสวัสดิการ Fertility Benefit โดยตรงเพื่อออกแบบและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานเสมอ โดยมีรายละเอียดคือ</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">40,000 ดอลลาร์สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว, การฉีดอสุจิเข้าสู่มดลูกโดยตรง, การฝากไข่, สเปิร์ม, ตัวอ่อน</li>
<li style="font-weight: 400;">20,000 ดอลลาร์สำหรับการรักษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างครอบครัว</li>
<li style="font-weight: 400;">25,000 ดอลลาร์สำหรับการอุ้มบุญ</li>
<li style="font-weight: 400;">25,000 ดอลลาร์สำหรับการรับบุตรบุญธรรม</li>
</ul>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  287"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">เพื่อความยุติธรรม สิทธิ์ของพนักงานแต่ละตำแหน่งควรเทียบเท่ากันหรือไม่ ?</span></p>
<p>ไม่ว่าผู้บริหาร พนักงานประจำ เด็กฝึกงาน หรือพนักงานพาร์ทไทม์ ควรได้รับสิทธิ์และสวัสดิการเท่ากันหรือไม่ อยากได้มุมมอตรงนี้เพื่อเอาไปคิดนโยบายที่เหมาะสมกับองค์กรที่สุด</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: เมื่อบทบาทความรับผิดชอบต่างกัน สวัสดิการก็สามารถต่างกันได้ด้วย</span></p>
<p>เช่นพนักงานสัญญาจ้างแบบประจำจะได้สิทธิรักษาพยาบาลแบบกลุ่มแผน 2 คือ ผู้ป่วยนอกครั้งละ 2,000 บาท  ส่วนพนักงานสัญญาจ้างแบบกำหนดระยะเวลา อาจได้สิทธิรักษาพยาบาลแบบกลุ่มแผน 3 คือ ผู้ป่วยนอกครั้งละ 800 บาท เป็นต้น ให้อ้างอิงกับสัญญาจ้างเป็นหลัก</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/561?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  288"></a></p></blockquote>
<h2>Fertility Benefit และการมีสวัสดิการที่ดีช่วยองค์กรอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14104 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-06-at-14.00.37.png" alt="Screenshot 2566 01 06 at 14.00.37" width="502" height="319" title="Fertility Benefit สวัสดิการมาแรงสำหรับการสร้างครอบครัวและคนที่มีบุตรยาก  289"></p>
<p>ปัจจุบันการมีสวัสดิการที่ดีไม่ได้เป็นเพียงกลไกที่ช่วยสร้างความสุขและความเชื่อมั่นให้กับพนักงานภายในองค์กรเท่านั้น เพราะมันได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยในขั้นตอนสรรหาบุคลากร ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของบริษัทมากที่สุดจนหลายคนกล่าวว่าการลงทุนกับสวัสดิการใหม่ ๆ แม้อาจจะมีราคาสูงขึ้นไปบ้าง แต่ก็คุ้มค่ากว่าการที่ต้องเสียพนักงานหรือเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ตั้งแต่ต้น</p>
<p>อย่าลืมว่าโลกธุรกิจเปลี่ยนไปเสมอ หมายความว่าสวัสดิการที่เคยสร้างชื่อให้กับองค์กรในอดีต ก็อาจกลายเป็นสวัสดิการที่ล้าสมัย ยิ่งเมื่อการเปลี่ยนงานกลายเป็นเรื่องปกติ คนเริ่มก้าวข้ามจากยุคของ <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/prevent-the-great-resignation-in-thailand-221021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The Great Resignation</a> ไปเป็น <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220724-boomerang-employees/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Boomerang Employees</a> องค์กรที่ปรับตัวเข้าหาความสุขของพนักงานก็จะได้เปรียบเรื่องการแย่งชิงบุคลากรในระยะยาว ยังไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้น Fertility Benefit ก็ได้ แต่ขอให้เป็นสวัสดิการที่ให้เกียรติคุณภาพชีวิตของผู้อื่นเป็นหลักก็พอ</p>
<p>หากคุณไม่รู้ว่าควรเลือกสวัสดิการแบบไหนให้ตอบสนองการใช้ชีวิต รวมถึงช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม (<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Engagement</a>) และสร้างประสบการณ์ (<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Experiences</a>) ที่ดีของพนักงาน เราขอให้คุณลองใช้ <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มแรกของเมืองไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้มากกว่า 100 อย่าง ! ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ก็ก้าวไปสู่อีกระดับได้ด้วย<a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เว็บไซต์</a>นี้</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>Fertility Benefit คือสวัสดิการที่เข้ามาตอบโจทย์เรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดในใจของพนักงาน เป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ดีนั้นจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นจากความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเสียก่อน เพราะท้ายสุดแล้วไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด หรือไม่ว่าเทคโนโลยีจะเติบโตมากแค่ไหน แต่คนก็ยังเป็นองค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้ ทั้งเพื่อแก้ไขปัญหา, เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ตลอดจนเพื่อคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้องค์กรเติบโตขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ความต้องการ Fertility Benefit ในสังคมทำงานจะไปกระตุ้นให้องค์กรกลับมาตรวจสอบการดำเนินธุรกิจว่าเรามีการวางแผนเพื่ออนาคตมากแค่ไหน เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากว่าสวัสดิการที่พนักงานคาดหวังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะต้องใช้งบประมาณและการบริหารจัดการที่มากกว่าเดิมหลายเท่า องค์กรที่ทำงานไปวัน ๆ ไม่รู้จักปรับตัวก็จะถูกคู่แข่งแซงจนไม่เหลืออำนาจในการแข่งขันอีกต่อไป ดังนั้นก็คงดีไม่น้อยหากคุณจะเริ่มวางแผนเบื้องต้นทันทีหลังอ่านบทความนี้จบลง</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="พลิกโฉมองค์กรสู่อนาคต: แนวทาง HR ของ เจทส์ฟิตเนส (Jetts Fitness) ฟิตเนสชั้นนำที่ได้รับรางวัล Best Companies To Work For in Asia 2024 และ Diversity Equity and Inclusion Award 2025 4" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QeP5kT" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QeP5kT</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QiAWmH" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QiAWmH</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bloom.bg/3QfnC2m" target="_blank" rel="noopener">https://bloom.bg/3QfnC2m</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QgH6ne" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QgH6ne</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vCT7tR" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3vCT7tR</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vGXEeC" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3vGXEeC</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/230104-pepsi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2023 08:38:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[Pepsi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230104-pepsi/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เป๊ปซี่ (Pepsi) คือแบรนด์น้ำอัดลมที่คนไทยทุกคนรู้จัก องค์กรนี้ถูกยอมรับว่ามีรูปแบบการบริหารที่ดีเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก วัดผลได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในปีที่ผ่านมา เป๊ปซี่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยงานในหลายด้าน ทั้งเรื่องของการสร้างสรรค์นโยบาย, การปรับวัฒนธรรมองค์กร, การสร้างสรรค์สวัสดิการ ตลอดจนการสรรหาพนักงานซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า เป๊ปซี่สนับสนุนเรื่องความหลากหลายเป็นพิเศษโดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงถึง 50% ให้ได้ภายในปี 2025  เป๊ปซี่มีการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้โดยใช้ช่องทางสื่อสารหลายรูปแบบให้พนักงานได้เลือกวิธีที่เหมาะกับพฤติกรรมของตนมากที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้เรียนรวมกันกว่าล้านชั่วโมง ผู้บริหารมีแนวคิดว่าต้องการให้พนักงานทดลองเรียนให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด แล้วค่อยเลือกใช้ในสิ่งที่จำเป็นทีหลัง ลงมือทำก่อน ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะไม่ฉลาดพอ เพราะแม้จะสอบไม่ผ่าน แต่ก็จะต้องมีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นระหว่างกระบวนการเรียนรู้แน่นอน นโยบายที่โดดเด่นของเป๊ปซี่คือการให้ความสำคัญกับการมีบุตรของพนักงานหญิง โดยจัดสรรงบประมาณ สวัสดิการ และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเรื่องระบบประกันสุขภาพโดยตรง เราเชื่อว่าไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่เคยดื่มเป๊ปซี่ (Pepsi) น้ำอัดลมชื่อดังที่เคยสร้างความสดชื่นให้กับคนทุกเพศทุกวัย  แต่รู้ไหมว่าภายใต้รสชาติที่ทุกคนหลงรักนั้นเต็มไปด้วยกลยุทธ์และระบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกจนกวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน ดังนั้นการเรียนรู้จากองค์กรใกล้ตัวที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ หากต้องการยกระดับธุรกิจที่ทำอยู่ให้ก้าวไปอีกขั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคู่แข่งแซง เคล็ดลับการดูแลพนักงาน, การสรรหาบุคลากร และการซื้อใจพนักงานด้วยสวัสดิการภายในบริษัทเป๊ปซี่ในบริบทสากลเป็นอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้ แบรนด์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ (Pepsi) มีวิธีสรรหาและรับสมัครงานอย่างไร องค์กรระดับโลกล้วนมีกลยุทธ์สรรหาบุคลากรที่แตกต่างกันไป รวมถึงมีพัฒนาการที่เหมาะกับการเปลี่ยนของสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในโลกหลังโควิด-19 ซึ่งมีการแข่งขันสูงกว่าที่เคย ดังนั้นหากองค์กรต้องการหาบุคลากรที่ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างแท้จริง ก็ต้องรู้ก่อนว่าพฤติกรรมของแรงงานในแต่ละช่วงเป็นอย่างไร, วิธีการสื่อสารแบบไหนที่เหมาะสม หรือการใช้เทคโนโลยีแบบไหนจะทำให้เราเข้าถึงผู้สมัครได้มากที่สุด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ (Pepsi) คือแบรนด์น้ำอัดลมที่คนไทยทุกคนรู้จัก องค์กรนี้ถูกยอมรับว่ามีรูปแบบการบริหารที่ดีเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก วัดผลได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในปีที่ผ่านมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยงานในหลายด้าน ทั้งเรื่องของการสร้างสรรค์นโยบาย, การปรับวัฒนธรรมองค์กร, การสร้างสรรค์สวัสดิการ ตลอดจนการสรรหาพนักงานซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่สนับสนุนเรื่องความหลากหลายเป็นพิเศษโดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงถึง 50% ให้ได้ภายในปี 2025 </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มีการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้โดยใช้ช่องทางสื่อสารหลายรูปแบบให้พนักงานได้เลือกวิธีที่เหมาะกับพฤติกรรมของตนมากที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้เรียนรวมกันกว่าล้านชั่วโมง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารมีแนวคิดว่าต้องการให้พนักงานทดลองเรียนให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด แล้วค่อยเลือกใช้ในสิ่งที่จำเป็นทีหลัง ลงมือทำก่อน ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะไม่ฉลาดพอ เพราะแม้จะสอบไม่ผ่าน แต่ก็จะต้องมีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นระหว่างกระบวนการเรียนรู้แน่นอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่โดดเด่นของเป๊ปซี่คือการให้ความสำคัญกับการมีบุตรของพนักงานหญิง โดยจัดสรรงบประมาณ สวัสดิการ และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเรื่องระบบประกันสุขภาพโดยตรง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13987 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.08.37.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.08.37" width="593" height="386" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 306"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเชื่อว่าไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่เคยดื่มเป๊ปซี่ (Pepsi) น้ำอัดลมชื่อดังที่เคยสร้างความสดชื่นให้กับคนทุกเพศทุกวัย  แต่รู้ไหมว่าภายใต้รสชาติที่ทุกคนหลงรักนั้นเต็มไปด้วยกลยุทธ์และระบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกจนกวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน ดังนั้นการเรียนรู้จากองค์กรใกล้ตัวที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ หากต้องการยกระดับธุรกิจที่ทำอยู่ให้ก้าวไปอีกขั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคู่แข่งแซง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับการดูแลพนักงาน, การสรรหาบุคลากร และการซื้อใจพนักงานด้วยสวัสดิการภายในบริษัทเป๊ปซี่ในบริบทสากลเป็นอย่างไร หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>แบรนด์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ (Pepsi) มีวิธีสรรหาและรับสมัครงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13992 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.01.54.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.01.54" width="484" height="317" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 307"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรระดับโลกล้วนมีกลยุทธ์สรรหาบุคลากรที่แตกต่างกันไป รวมถึงมีพัฒนาการที่เหมาะกับการเปลี่ยนของสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในโลกหลังโควิด-19 ซึ่งมีการแข่งขันสูงกว่าที่เคย ดังนั้นหากองค์กรต้องการหาบุคลากรที่ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างแท้จริง ก็ต้องรู้ก่อนว่าพฤติกรรมของแรงงานในแต่ละช่วงเป็นอย่างไร, วิธีการสื่อสารแบบไหนที่เหมาะสม หรือการใช้เทคโนโลยีแบบไหนจะทำให้เราเข้าถึงผู้สมัครได้มากที่สุด การได้ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ตั้ง (Data Driven) ถือเป็นรากฐานของการสรรหาบุคลากรที่ดี และเป๊ปซี่ (Pepsi) ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่โดดเด่นในเรื่องนี้ เราจึงควรศึกษาแนวทางของพวกเขาหากต้องการเอาชนะในสงครามแย่งชิงแรงงาน (War of Talent) ที่มีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/9-benefits-hr-big-data/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8855 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Big-Data-HR-1-9-scaled.jpg" alt="Big Data HR" width="600" height="370" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 308"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/9-benefits-hr-big-data/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">9 ประโยชน์ Big Data ในงาน HR ยุคดิจิทัล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มองว่าการสรรหาบุคลากร (Recruiting Process) มีเป้าหมายเพื่อทำให้องค์กรมีความรวดเร็วขึ้น (Faster), แข็งแรงขึ้น (Stronger), ทำงานได้ดีขึ้น (Better) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และเปิดรับทุกความหลากหลายเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียม พวกเขาเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างคนต่างวัย, ต่างเพศ, ต่างเชื้อชาติจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ไม่ได้มองว่าพนักงานมีหน้าที่ทำเพื่อองค์กรเท่านั้น แต่องค์กรก็มีหน้าที่ตอบแทนความตั้งใจของพนักงานด้วยเงินเดือน, สวัสดิการ ตลอดจนการมอบความท้าทายที่เหมาะสมเพื่อยกระดับพนักงานให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น จึงกล่าวได้ว่าวิธีสรรหาบุคลากรของเป๊ปซี่คือการบูรณาการทุกความต้องการของพนักงานเข้ามาเป็นนโยบาย และสรรหาพนักงานที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวนั่นเอง </span></p>
<p>กลยุทธ์การสรรหาบุคลากรของเป๊ปซี่เป็นอย่างไร</p>
<h3>เป๊ปซี่ใช้ AI มาช่วยสรรหาพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่เป็นองค์กรที่หาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างประโยชน์ให้องค์กรเสมอ โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเขาต้องการหาพนักงานคุณภาพจำนวน 250 คนภายในเวลา 2 สัปดาห์ และมีผู้สมัครรอสัมภาษณ์อยู่มากกว่า 1,500 คน ซึ่งหากเป็นการสัมภาษณ์โดยวิธีปกติจะต้องใช้เวลานานถึง 9 สัปดาห์จึงจะคัดเลือกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อไม่มีเวลาให้รออีกต่อไป พวกเขาจึงเลือกใช้ระบบ </span><a href="https://www.computerweekly.com/news/252438788/PepsiCo-hires-robots-to-interview-job-candidates" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Robot Vera</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์จากรัสเซียที่ช่วยด้านการอ่านใบสมัครและสัมภาษณ์เบื้องต้น แถมยังสามารถส่งข้อมูลต่อไปให้กับ HR โดยตรง ทำให้เป๊ปซี่สามารถเลือกพนักงานได้ครบโดยใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้น !</span></p>
<h3>เป๊ปซี่ใช้การสร้างความน่าดึงดูดให้กับองค์กร (Talent Attraction)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อดึงดูดพนักงานหน้าใหม่ให้มากที่สุด สิ่งที่เป๊ปซี่ทำก็คือการสร้างองค์กรให้มีชื่อเสียงว่าเป็นองค์กรที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงานด้วย (The Great Place to Work) เป๊ปซี่จึงสนใจเรื่องของ Employer Branding มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงเรื่องยอดขาย, บรรยากาศการทำงานที่ดี และเน้นย้ำถึงเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้พนักงานเดิมรู้สึกภูมิใจ และทำให้คนนอกอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง โดยตระหนักรู้ว่าบุคลากรทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเป๊ปซี่จะต้องพัฒนาตัวเองเสมอเพื่อพิสูจน์ว่าตน “ดีพอ” กับองค์กร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10586 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/tai-2.png" alt="tai 2" width="567" height="319" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 309"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เป๊ปซี่ตั้งใจคัดเลือกพนักงานชั้นยอด (Unicorn Employee)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14006 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/1JGS7_BxpBRrBv_uQrJzd6g.jpeg" alt="" width="484" height="272" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 310"></p>
<p>คุณเมาโร ปอร์ซินี่<span style="font-weight: 400;"> (Mauro Porcini) บุคคลสำคัญของเป๊ปซี่กล่าวว่าสิ่งที่องค์กรพยายามมองหาตลอดคือ “พนักงานชั้นยอด” ซึ่งเขาเรียกว่า Unicorn Employee หมายถึงคนที่มีไฟสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าต่อองค์กรอยู่ตลอดเวลา, เป็นคนคิดบวก, มีวิสัยทัศน์ และที่สำคัญคือมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว เพราะคนที่มีทัศนคติแบบนี้จะรู้จัก “ปกป้องความฝัน” ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างระหว่างคนที่เป็นพนักงานชั้นยอด กับคนที่เป็นพนักงานแบบปกติธรรมดา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขากล่าวว่าคนทั่วไปต่างมีความฝันหรือเป้าหมายในอาชีพการงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;">) แต่พอเจออุปสรรคแล้ว ก็จะค่อย ๆ คิดว่าการทำตามฝันเป็นเรื่องยาก จึงเปลี่ยนมาอยู่ในคอมฟอร์ตโซน ทำทุกอย่างไปตามคำสั่งโดยไม่มีความฝันอยู่ในหัวอีกเลย ต่างจากคนที่เป็นยูนิคอร์นที่จะไม่มีวันย่อท้อและหาทางทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ โดยเขาได้ระบุวิธีแยก Unicorn Employee ออกจากพนักงานทั่วไป ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Unicorn Employee <span style="font-weight: 400;">เป็นคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ดี กล้าได้กล้าเสีย ไม่ดราม่าหรือรู้สึกเศร้าเมื่้อเจอข้อผิดพลาด แต่มองว่าเป็นความท้าทายมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Unicorn Employee <span style="font-weight: 400;">จะมองว่าทุกเรื่องมีมุมให้เรียนรู้เสมอ เขาใช้คำว่า </span>“กระหายความรู้มากเป็นพิเศษ”<span style="font-weight: 400;"> (Superhuman Thirst of Knowledge) คนแบบนี้จะเชื่อมั่นในเรื่องการสื่อสารระหว่างทีม (Collaboration) มีส่วนให้ความสัมพันธ์ภายในทีมดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Unicorn Employee <span style="font-weight: 400;">จะเป็นคนที่ใจดี (Kindness)  เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากเป็นพิเศษ (Empathy) และสามารถนำทักษะนี้มาใช้ได้แม้แต่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดที่สุด ทักษะนี้ถือเป็นทักษะที่จำเป็นมากขึ้นในช่วงหลังโควิด-19 โดยมีผลวิจัยจาก </span><a href="https://www.hcamag.com/au/specialisation/leadership/how-to-catch-a-unicorn-employee-according-to-pepsicos-chief-design-officer/425322" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Businessolver</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่าพนักงานถึง 93% พร้อมลาออกจากงานหากเจอผู้นำที่ปราศจากทักษะดังกล่าว</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14000 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/PZS-video-placeholder.png" alt="PZS video placeholder" width="528" height="296" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 311"></p>
<h3>เป๊ปซี่หาพนักงานจากมหาวิทยาลัย (Campus Recruiting)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาเพื่อคัดเลือกพนักงานใหม่จากบรรดานักศึกษาที่มีฝีมือ โดยมีสถิติเรียกสัมภาษณ์ราว 7,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เช่น เรื่องการเป็นผู้นำ (Leadership) และการเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ (Diversity) โดยการสรรหาพนักงานด้วยวิธีนี้มีอัตราเข้ารับทำงานถึง 71% จากจำนวนผู้เข้าสัมภาษณ์ทั้งหมด ทั้งนี้พวกเขาไม่ได้สรรหาแค่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น แต่ยังเน้นให้โอกาสกับกลุ่มคนให้มากที่สุดด้วยความเชื่อว่าทุกสถานที่มีคนเก่งซ่อนตัวอยู่เสมอ</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 312"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">เราควรจ้างเด็กฝึกงานมาช่วยงานที่บริษัทหรือไม่ ?</span></p>
<p>บริษัทไม่เคยเปิดรับสมัครเด็กฝึกงานเลย แต่คิดว่าจะทดลองดูบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ในอุตสาหกรรมของเราแล้ว ยังน่าจะทำให้เราได้เจอกับคนเก่ง ๆ และอาจเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำได้ในภายหลัง ในที่นี้อยากรู้ว่าเราต้องพิจารณาองค์ประกอบใดเป็นพิเศษ​ ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ถ้าคิดจะจ้างเด็กฝึกงานมาช่วยงานเอกสารหรือชงกาแฟ อย่าจ้างน้องมาเลยครับ</span></p>
<p>ส่วนใหญ่ผมจะวางแผนโดยอ้างอิงจากข้อมูลว่าน้องฝึกงานเรียนอะไรและอยากทำงานเกี่ยวกับอะไร สมมติว่าตรงกับหน่วยงานที่บริษัทมี ผมก็จะคุยกับหัวหน้าหน่วยงานเพื่อวางแผนร่วมกับหัวหน้าว่าน้องสามารถทำอะไรได้บ้าง รับผิดชอบงานได้ขนาดไหน ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้องค์กรได้คนที่มีศักยภาพ และเป็นประโยชน์ต่อตัวน้องเองเมื่อต้องไปสมัครงานจริง ๆ</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/511?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 313"></span></a></p></blockquote>
<h3>เป๊ปซี่เลือกพนักงานโดยเน้นความหลากหลาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลากหลายเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเสมอ  อธิบายให้เห็นภาพได้จากอัตราว่าจ้างในปี 2021 ที่มียอดพนักงานใหม่รวมประมาณ 80,000 คน ในจำนวนนี้มีคนอายุต่ำกว่า 30 ปี 46% และแบ่งเป็นผู้หญิง 30% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ต้องการให้พนักงานเรียนรู้เรื่องการทำงานภายใต้ความหลากหลาย เพราะเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมในการทำงานจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมและรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อนึ่งเป๊ปซี่ตั้งเป้าว่าจะมีบุคลากรระดับผู้นำที่เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้นไปที่ 50% ภายในปี 2025</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 394px;">
<tbody>
<tr style="height: 394px;">
<td style="width: 100%; height: 394px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3386" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_427346791.jpg" alt="shutterstock 427346791" width="600" height="370" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 314"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>แบรนด์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ (Pepsi) มีวิธีพัฒนาพนักงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13993 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Pepsi-Retro-black-background-303740-pixahive.jpg" alt="Pepsi Retro black background 303740" width="559" height="419" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 315"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรระดับโลกเลือกใช้พนักงานเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลและพัฒนาทักษะให้ผู้เกี่ยวข้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยเราสามารถแบ่งเป็นหัวข้อได้ดังนี้</span></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาทักษะความรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ได้สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ในเวลาที่ต้องการ โดยปัจจุบันมีระยะเวลาเรียนรวมกันแล้วกว่าล้านชั่วโมง การเรียนการสอนเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Learn it All” ที่พวกเขาต้องการให้พนักงานเรียนรู้มากที่สุดแล้วค่อยหยิบใช้ในประเด็นที่ตนสนใจ และไม่ใช่เพียงวิธีเรียนรู้แบบเดิม ๆ เท่านั้น พวกเขายังเริ่มทำคอนเทนท์ขนาดสั้น (Micro Content) เพื่อให้ความรู้ตามสมัยนิยมอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนการสอนของเป๊ปซี่จะเน้นไปที่สามส่วน ได้แก่ ด้านทักษะการเป็นผู้นำ, ด้านการรับมือกับอนาคต และการเสริมทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน</span></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญด้านการสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดี<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่เลือกใช้วิธีเก็บข้อมูล (Data Driven) เป็นหัวข้อหลักในการรับฟังความเห็นของพนักงาน เพราะยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตอบสนองความต้องการได้ตรงขึ้นเท่านั้น (Overwhelming Data) หากเราไม่สามารถดูแลพนักงานได้อย่างที่หวัง ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะมองหาตัวเลือกอื่น  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์ต่อมาก็คือการสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดีตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย, สร้างวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Culture of Feedback) และให้คุณค่ากับความพยายามของลูกทีมเสมอ เป๊ปซี่ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยคัดกรองแบบสอบถามและนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาองค์กรทุกเดือนเพื่อให้นโยบายทันสมัยที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เป๊ปซี่ยังมีโครงการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานที่ออกจากองค์กรไปแล้ว ทั้งคนที่จากกันในแง่บวกและลบ ความกล้าเผชิญหน้านี้เองที่นับเป็นกลไกป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำขึ้นอีกครั้ง</span></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญด้านการสร้างทัศนคติที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ต้องการให้พนักงานทำอะไรใหม่ ๆ จึงพร้อมผลักดันให้พนักงานทดลองทำสิ่งที่ยากขึ้นโดยไม่สนใจว่าจะมีความพร้อมกับแผนงานดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป๊ปซี่เชื่อว่ารูปแบบการสอนที่วางเอาไว้สามารถเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นคนที่มีฝีมือได้จริง ๆ แม้จะมีบางส่วนที่ไม่ผ่านการทดสอบก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากสถิติพบว่ามีพนักงานถึง 70% ที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อมแต่สามารถกลายเป็นคนในระดับผู้นำได้ทันทีหลังเรียนจบ ขณะที่ผู้สอบตกก็สามารถนำจุดอ่อนของตัวเองไปพัฒนาจนกลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่ยังมีนโยบายในลักษณะของการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Leading by Example) ภายใต้ชื่อ </span>PepsiCo Way<span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้คนที่ประสบความสำเร็จในองค์กรกลายเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้พนักงานเห็นว่าระบบของเป๊ปซี่จะทำให้เขาก้าวไปถึงจุดนั้นได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความตั้งใจตรงนี้ทำให้เป๊ปซี่คว้ารางวัล </span><a href="https://fortune.com/ranking/worlds-most-admired-companies/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">World’s Most Admired Companies จาก Fortune</span></a><span style="font-weight: 400;"> ต่อเนื่องมาถึง 17 ปี เรื่อยมาจนปัจจุบัน</span></p>
<h2>4 ขั้นตอนของแบรนด์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ (Pepsi) เพื่อสร้าง Employee Engagement</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13994 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Pepsi-umbrella-173605-pixahive.jpg" alt="Pepsi umbrella 173605" width="566" height="424" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 316"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มีนโยบายที่เรียกว่า </span>Performance with Purpose<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณค่า (Empower) ให้กับพนักงานในองค์กร โดยคุณ </span>อินทรา นูยี (Indra Nooyi) <span style="font-weight: 400;">อดีต CEO ได้นำเสนอกลยุทธ์ 4 ข้อที่ช่วยให้พนักงานรักองค์กรมากขึ้น ดังนี้</span></p>
<h3>องค์กรต้องชื่นชมและรู้สึกขอบคุณทั้งพนักงานและครอบครัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ </span><a href="https://www.linkedin.com/business/talent/blog/talent-engagement/ways-pepsico-ceo-motivates-her-employees" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LinkedIn</span></a><span style="font-weight: 400;"> ว่าเมื่อตอนที่เธอถูกเลือกเป็น CEO ของเป๊ปซี่ คนรอบตัวมากมายได้เดินทางไปที่บ้านเพื่อแสดงความยินดีกับคุณแม่ของเธออย่างไม่ขาดสาย เพื่อชื่นชมที่สามารถเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเกิดแนวคิดว่าการขอบคุณพนักงานสามารถยกระดับไปอีกขั้นได้อีก เธอจึงเริ่มเขียนจดหมายไปขอบคุณพ่อ-แม่, คู่หมั้น และสามี-ภรรยาของพนักงานเสมอเมื่อมีโอกาส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์นี้ทำให้พนักงานรู้สึกว่าความพยายามของตนสามารถสร้างคุณค่าให้คนรอบตัวได้ด้วย กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ตั้งใจยิ่งขึ้น เพราะองค์กรแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นคนสำคัญต่อทีม</span></p>
<h3>องค์กรต้องอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการทำงานให้ชัดเจน</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-14001 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.33.05.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.33.05" width="566" height="373" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 317"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานส่วนใหญ่ต้องการทำงานในองค์กรที่มีความชัดเจนในเป้าหมาย และมีทัศนคติ (Value) ตรงกับตนเอง ดังนั้นสิ่งที่เป๊ปซี่ทำคือการอธิบายเสมอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นและอาจกระทบกับการทำงานของพนักงาน องค์กรจะไม่ปล่อยให้พนักงานคิดไปเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดได้</span></p>
<h3>องค์กรต้องให้อิสระกับพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมีอิสระคือรากฐานที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และอาจทำให้เรารู้วิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างจากของเดิม ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเป๊ปซี่คือการอนุญาตให้ผู้ถือลิขสิทธิ์</span>มันฝรั่งเลย์<span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นสินค้าในเครือมีสิทธิ์คิดค้นรสชาติที่เหมาะกับฐานลูกค้าในแต่ละประเทศ ตราบใดที่ยังคงความกรอบและองค์ประกอบพื้นฐานตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้ การได้คิดค้นอะไรใหม่ ๆ ยังทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h3>องค์กรต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ชีวิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอกล่าวว่าองค์กรแห่งนี้จะไม่ทำแค่การให้เงินค่าจ้างกับพนักงานเท่านั้น แต่ต้องการให้พนักงานมีชีวิตความเป็นอยู่ในภาพรวมที่ดีขึ้นด้วย เพราะยิ่งพนักงานมีความสุขมากเท่าไหร่ โอกาสที่พวกเขาจะอยู่กับองค์กรต่อไปก็มีมากขึ้นเท่านั้น เราจึงสรุปได้ว่าการสร้างความพึงพอใจให้พนักงานไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเชื่อใจ (Trust) ให้เกียรติ (Respect) และรู้จักขอบคุณ (Appreciate) ให้เป็น</span></p>
<h2>สวัสดิการที่น่าสนใจจากแบรนด์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ (Pepsi)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13996 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.02.19.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.02.19" width="548" height="360" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 318"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความสุขคือรากฐานที่ทำให้องค์กรมีพลังในการสร้างสรรค์ องค์กรระดับโลกอย่างเป๊ปซี่จึงมีสวัสดิการที่น่าสนใจมากมายโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานหญิง เราจึงอยากเอามาเล่าให้ฟังตรงนี้เพื่อที่ผู้อ่านจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตน ดังนี้</span></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญการดูแลพนักงานที่มีบุตรยาก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มีนโยบายที่ช่วยในเรื่องการมีบุตรโดยตรง เรียกว่า </span>Fertility Benefit <span style="font-weight: 400;">ซึ่งถือเป็นสวัสดิการที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยกำหนดให้พนักงานหญิงมีสิทธิ์ใช้วงเงินไม่เกิน 35,000 ดอลลาร์เพื่อบริหารจัดการเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝากไข่ (Egg Freezing), การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF), การรับลูกบุญธรรม, การพบแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร, การอบรมสำหรับผู้ที่มีบุตรเป็นครั้งแรก ตลอดจนการให้คำแนะนำเรื่องเงิน และปัญหาสุขภาพจิตในกรณีที่ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดังหวัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่เชื่อว่าการให้สวัสดิการที่เป็นประโยชน์กับชีวิตของพนักงานจริง ๆ แม้อาจต้องใช้งบประมาณสูงขึ้นไปบ้าง แต่ก็คุ้มค่าและช่วยให้พนักงานอยากทำเพื่อองค์กรยิ่งกว่าเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-14003 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/extractimg.cgi_.jpeg" alt="" width="419" height="314" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 319"></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญการให้สวัสดิการแบบรายบุคคล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป๊ปซี่มีนโยบาย Employee Assistance Program พี่คอยให้ความช่วยเหลือพนักงานโดยตรง ทั้งในเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพใจภายใต้ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ  องค์กรจะเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกรูปแบบของประกันฯ ที่สอดคล้องกับความต้องการที่สุด (Personalized) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้พนักงานรู้สึกว่าการอยู่กับองค์กรทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง </span></p>
<h3>เป๊ปซี่ให้ความสำคัญการสร้าง Hobby Club เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักและพนักงานต้องทำงานจากที่บ้าน เป๊ปซี่ได้จัดทำโครงการ Hobby Club เพื่อให้พนักงานยังคงมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันขณะที่ไม่สามารถเจอหน้ากันได้ตามปกติ โครงการนี้จะแบ่งพนักงานออกไปตามหัวข้อที่ตนสนใจ โดยที่บริษัทจะคอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมบางส่วน เพราะกลยุทธ์นี้นอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้ว ยังทำให้พนักงานในแต่ละแผนกได้มีโอกาสพูดคุยกันมากกว่าในสถานการณ์ปกติอีกด้วยซ้ำ เรียกว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยแท้จริง</span></p>
<h2>เปลี่ยนองค์กรให้แข็งแรงขึ้นด้วยสวัสดิการพนักงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13997 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.22.17.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.22.17" width="613" height="461" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 320"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการพนักงานคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรารักษาพนักงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กรง่ายขึ้น ยิ่งถ้าคุณเป็นองค์กรขนาดเล็ก การเสียพนักงานแต่ละครั้งอาจทำให้คุณขาดความคล่องตัวทางการเงินทันที ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงาน อย่าให้เป็นเรื่อง “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เด็ดขาด เพราะบางทีงบประมาณในการสรรหาพนักงานใหม่อาจมากกว่าการลงทุนเพื่อปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของพนักงานเป็นระยะก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างสวัสดิการที่เหมาะสมต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งเรื่องของการฝึกอบรมให้พนักงานก้าวทันโลก และรู้ว่ามีสวัสดิการใดอีกบ้างที่อาจมีประโยชน์แต่ไม่เคยนึกถึง แถมยังต้องคอยสร้างประสบการณ์ที่ดี (Employee Experience) เพราะถือเป็นรากฐานที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับความเป็นไปขององค์กร (Employee Engagement) มากขึ้น องค์กรที่ไม่รู้จักเตรียมพร้อมในส่วนนี้จึงไม่สามารถเอาชนะในโลกธุรกิจระยะยาวได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะพัฒนาภาพรวมขององค์กรให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมตัวช่วยของ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย แก้ปัญหาได้แบบคลิกเดียวจบ จะค้นหาสวัสดิการแบบไหนก็ไม่หวั่น </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a><span style="font-weight: 400;">!</span></p>
<h2>บทสรุป<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13998 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/Screenshot-2566-01-04-at-15.23.31.png" alt="Screenshot 2566 01 04 at 15.23.31" width="476" height="284" title="เคล็ดลับฉบับเป๊ปซี่ (Pepsi) สรรหาด้วย AI ซื้อใจด้วยสวัสดิการ 321"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่รู้จักเป๊ปซี่ในฐานะ</span>คู่แข่งตลอดกาล<span style="font-weight: 400;">ของโคคา-โคล่า แต่บทความนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าแม้โลกของธุรกิจจะดำเนินไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้บนเส้นทางเดิมเพียงอย่างเดียวเสมอไป เราสามารถสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาได้เองโดยเริ่มจากการพัฒนาคนในองค์กรให้มีฝีมือยิ่งขึ้น มีความสุขยิ่งขึ้น และพร้อมทำเพื่อส่วนรวมมากขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งอาจทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในแง่มุมที่ต่างจากเดิมเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จของเป๊ปซี่ในแง่ของธุรกิจถือเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความสำเร็จในด้านของการเป็นองค์กรแห่งความสุขคือสิ่งที่เราควรศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ เพราะถือเป็นการให้เกียรติพนักงานซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กร รับรองว่าหากคุณนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ผิดหวังแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="HR ยุคใหม่เปลี่ยนจาก Business Partner ให้เป็น Business Driver 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3IiEHGM" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3IiEHGM</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3IobGcK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3IobGcK</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vyXBl6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3vyXBl6</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Q9qJch" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Q9qJch</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vHrVKd" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3vHrVKd</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3GhtiVb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3GhtiVb</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3VJjatK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3VJjatK</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221227-sephora/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2022 08:49:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Sephora]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221227-sephora/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Sephora คือร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่มีสาขาในกว่า 35 ประเทศ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือแม้แต่ลูกค้าก็ตาม Sephora เชื่อว่าพนักงานจะถ่ายทอดการบริการที่ดีออกไปได้ก็ต่อเมื่อตนได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันก่อน ดังนั้นพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงาน และให้การสนับสนุนเรื่องความหลากหลายภายใต้แนวคิดว่าทุกคนมีความงดงามในแบบของตัวเอง หากยังไม่พบ เราก็ต้องช่วยกันหาให้เจอ Sephora ยังให้ความสำคัญกับการทำแบบสอบถามเพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับพนักงานและลูกค้าที่สุด โดยอาจเป็นการทำแบบสำรวจออนไลน์ การเข้าเยี่ยมสาขา หรือการพูดคุยแบบตัวต่อตัวจากประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคนก็ได้ Sephora มีระบบ Sephora University ให้พนักงานลงเรียนวิชาที่สนใจได้เลย โดยผู้นำสามารถเข้าไปเช็คความคืบหน้าหรือตรวจดูหัวข้อที่พนักงานสนใจได้ด้วย ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้ผู้นำเห็นตัวตนของลูกทีม และช่วยให้การตัดสินใจมอบหมายงานหรือเลื่อนตำแหน่งมีประสิทธิภาพขึ้น หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ Sephora บอกว่า HR ต้องไม่กลัวที่จะถูกมองเป็นผู้ร้ายตราบใดที่เราตัดสินใจทุกอย่างโดยอ้างอิงอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรม ทั้งนี้ก่อนที่จะขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้น เราควรให้ความสำคัญกับการจ้างที่ปรึกษาธุรกิจก่อนเพื่อช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงที่สุด เพราะหากองค์กรเติบโตเร็วไปโดยมีรากฐานที่ไม่แข็งแรง ก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่อาจทำให้ธุรกิจพังลงในท้ายที่สุด เมื่อพูดถึงร้านเครื่องสำอางสักแห่ง เราเชื่อว่าร้าน Sephora ต้องเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผู้อ่านนึกถึงแน่นอน เพราะนอกจากจะมีหลายสาขา เข้าถึงง่ายแล้ว ยังได้รวบรวมสินค้าหลายรูปแบบให้ได้เลือกแบบร้านเดียวจบ ความครบเครื่องแบบนี้เองที่ทำให้เราอยากรู้ว่าการบริหารจัดการคนของแบรนด์ระดับโลกนี้เป็นอย่างไร ดังนั้นเราจะพาทุกคนไปเจาะวิสัยทัศน์, วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนคำแนะนำดี ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายงาน ภายใต้แบรนด์ที่ดูสดใส สวยงามและคล่องตัวนั้น มีระบบบริหารจัดการคนที่ยอดเยี่ยมคอยขับเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น เราจะเรียนรู้อะไรจากร้านเครื่องสำอางระดับโลกได้บ้าง หาคำตอบไปพร้อมกันที่นี่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 360px;">
<tbody>
<tr style="height: 360px;">
<td style="width: 100%; height: 360px;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Sephora คือร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่มีสาขาในกว่า 35 ประเทศ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือแม้แต่ลูกค้าก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Sephora เชื่อว่าพนักงานจะถ่ายทอดการบริการที่ดีออกไปได้ก็ต่อเมื่อตนได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันก่อน ดังนั้นพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงาน และให้การสนับสนุนเรื่องความหลากหลายภายใต้แนวคิดว่าทุกคนมีความงดงามในแบบของตัวเอง หากยังไม่พบ เราก็ต้องช่วยกันหาให้เจอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Sephora ยังให้ความสำคัญกับการทำแบบสอบถามเพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับพนักงานและลูกค้าที่สุด โดยอาจเป็นการทำแบบสำรวจออนไลน์ การเข้าเยี่ยมสาขา หรือการพูดคุยแบบตัวต่อตัวจากประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคนก็ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Sephora มีระบบ Sephora University ให้พนักงานลงเรียนวิชาที่สนใจได้เลย โดยผู้นำสามารถเข้าไปเช็คความคืบหน้าหรือตรวจดูหัวข้อที่พนักงานสนใจได้ด้วย ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้ผู้นำเห็นตัวตนของลูกทีม และช่วยให้การตัดสินใจมอบหมายงานหรือเลื่อนตำแหน่งมีประสิทธิภาพขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ Sephora บอกว่า HR ต้องไม่กลัวที่จะถูกมองเป็นผู้ร้ายตราบใดที่เราตัดสินใจทุกอย่างโดยอ้างอิงอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรม ทั้งนี้ก่อนที่จะขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้น เราควรให้ความสำคัญกับการจ้างที่ปรึกษาธุรกิจก่อนเพื่อช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงที่สุด เพราะหากองค์กรเติบโตเร็วไปโดยมีรากฐานที่ไม่แข็งแรง ก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่อาจทำให้ธุรกิจพังลงในท้ายที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13870 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/default-shop.jpg" alt="default shop" width="648" height="432" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 336"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงร้านเครื่องสำอางสักแห่ง เราเชื่อว่าร้าน</span> <a href="https://www.sephora.co.th/" target="_blank" rel="noopener">Sephora</a> <span style="font-weight: 400;">ต้องเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผู้อ่านนึกถึงแน่นอน เพราะนอกจากจะมีหลายสาขา เข้าถึงง่ายแล้ว ยังได้รวบรวมสินค้าหลายรูปแบบให้ได้เลือกแบบร้านเดียวจบ ความครบเครื่องแบบนี้เองที่ทำให้เราอยากรู้ว่าการบริหารจัดการคนของแบรนด์ระดับโลกนี้เป็นอย่างไร ดังนั้นเราจะพาทุกคนไปเจาะวิสัยทัศน์, วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนคำแนะนำดี ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้แบรนด์ที่ดูสดใส สวยงามและคล่องตัวนั้น มีระบบบริหารจัดการคนที่ยอดเยี่ยมคอยขับเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น เราจะเรียนรู้อะไรจากร้านเครื่องสำอางระดับโลกได้บ้าง หาคำตอบไปพร้อมกันที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกคืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13876 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-27-at-15.40.25.png" alt="Screenshot 2565 12 27 at 15.40.25" width="515" height="335" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 337"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sephora ร้านเครื่องสำอางชั้นนำของโลก เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1970 ด้วยเอกลักษณ์และรูปแบบการจำหน่ายสินค้าที่มีทั้งแบรนด์ของตัวเองและแบรนด์ดัง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สกินแคร์, เครื่องสำอาง, น้ำหอม และอีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน Sephora มีสาขาอยู่มากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งกว่า 200 ร้านนั้นตั้งอยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิก เช่นในประเทศออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยมีวิสัยทัศน์หลักขององค์กรว่า</span><i><span style="font-weight: 400;"> “ความงามจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความหลากหลายและความน่าค้นหา ดังนั้น Sephora จะเป็นช่องทางให้คนได้รู้ว่าความสวยของมนุษย์แต่ละคนเป็นอย่างไร”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดตั้งต้นนี้ทำให้ Sephora กลายเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลด้านการบริหารคนอยู่บ่อยครั้ง และค่อย ๆ เปลี่ยนจากร้านขายเครื่องสำอางทั่วไปมาเป็น “ร้านต้นแบบ” ของคนที่ทำธุรกิจโดยไม่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันล้ำค่า (Valuable Experiences) ให้กับทั้งพนักงานและลูกค้าที่มีโอกาสได้ใช้บริการ</span></p>
<h2>Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกมีแนวทางพัฒนาองค์กรอย่างไร<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราอ้างอิงเฉพาะในสหรัฐอเมริกาพวกเขามีพนักงานมากกว่า 16,000 คนใน 500 สาขาและมีออฟฟิศครอบคลุมอยู่ในสามเมืองหลักได้แก่ลอสแองเจลีส, ซานฟรานซิสโก และมหานครนิวยอร์ก ดังนั้นพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของพนักงานมากเป็นพิเศษ โดยเราสามารถอธิบายหัวข้อที่น่าสนใจได้ดังนี้</span></p>
<h3>DIVERSITY, EQUITY &amp; INCLUSION</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Sephora ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าความสวยงามเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ทุกคนมีสิทธิ์ชอบในสิ่งที่ตนเลือกโดยไม่กระทบกับความรู้สึกของผู้อื่น และไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพอย่างไร มีสีผิวอย่างไร มีความบกพร่องทางร่างกายหรือไม่ ออฟฟิศที่นี่ก็พร้อมจะช่วยเหลือให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งประเด็นนี้เป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานสามารถบริการลูกค้าทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากวัดจากสถิติจนถึงปี 2022 Sephora มีผู้นำผิวสีอยู่ในตำแหน่ง 45% , มีผู้นำเพศหญิง 75% , มีคนที่เป็น LGBTQIA+ 9% ตัวเลขเหล่านี้ วัดผลจากความสบายใจของพนักงานที่กล้าเปิดเผยตัวตนเท่านั้น อาจมีพนักงานที่ยังไม่เปิดเผยทัศนคติหรือค่านิยมของตัวเองออกมาก็ได้ ซึ่งทาง Sephora เองก็พยายามสร้างองค์กรเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้ทุกคนรู้สึกสบายใจไม่ว่าจะมีความคิดแบบใดก็ตาม ทั้งนี้พวกเขาจะจัดอบรมเรื่องความเท่าเทียมอยู่เป็นระยะ รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานชั้นนำมาให้ความรู้และร่วมสร้างสรรค์นโยบายโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความตั้งใจของ Sephora ทำให้พวกเขาได้รับรางวัล </span>Forbes America’s Best Employers for Women, Diversity, New Grads ประจำปี 2022 <span style="font-weight: 400;">และ </span>Human Rights Campaign 100% Corporate Equality Index : One of the best place to work for LGBTQ ในปี 2020</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9553 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1494210347-1.jpg" alt="ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)" width="500" height="282" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 338"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>SUSTAINABILITY</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันโลกของเรากำลังอยู่ในขั้นวิกฤตจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Sephora ในฐานะร้านเครื่องสำอางระดับโลกก็อยากทำอะไรซักอย่างเพื่อช่วยให้โลกใบนี้สวยงามยิ่งขึ้น  โดยพวกเขาออกนโยบายให้สาขาในอเมริกาทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และได้เข้าร่วมแผนควบคุมพลังงาน (Energy Management System &#8211; EMS) ทั้งในอเมริกาและแคนาดา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Sephora ยังได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำต่อพันธมิตรทางธุรกิจ หรือแบรนด์สินค้าที่นำมาขายภายในร้านถึงตัวเลือกอื่น ๆ ที่ช่วยให้สินค้าเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น เช่นเรื่องบรรจุภัณฑ์ หรือการรีไซเคิลเครื่องสำอางที่ใช้แล้ว เป็นต้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12667 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-akil-mazumder-1072824-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="617" height="411" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 339"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">หน้าที่ของ HR กับการสร้างความยั่งยืน Sustainability</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>COMMUNITY ENGAGEMENT &amp; GIVING</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำธุรกิจไม่ใช่การสนใจแต่เรื่องของเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว เพราะ</span><span style="font-weight: 400;"> Sephora </span><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคม พวกเขาจึงทำกิจกรรมการกุศลอยู่บ่อย ๆ เช่น การเป็นอาสาสมัคร หรือการพัฒนาชุมชนต่างให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อถ่ายทอดความงดงามของมนุษย์ออกไปให้ไกลกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sephora </span><span style="font-weight: 400;">ได้สร้าง </span>Class of Confidence<span style="font-weight: 400;"> ขึ้นมาเพื่อให้ความรู้กับคนที่จำเป็นต้องใช้ความสวยงามเพื่อสร้างความมั่นใจโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่นคนที่กำลังจะไปทำงานที่ใหม่วันแรก, คนที่เพิ่งรู้เพศสภาพและอยากจะลองแต่งตัวข้ามเพศ หรือแม้แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่สภาพร่างกายไม่เหมือนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาได้บริจาคเงินรวมกว่าสิบล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 และมีผู้ที่ได้รับบริจาคไปแล้วรวมกว่า 123 ล้านคน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/csr-engagement-corporation-omnigive-12042020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-12458 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/12/5342.png" alt="CSR สำคัญอย่างไร และสามารถช่วยในการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 340"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/csr-engagement-corporation-omnigive-12042020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">CSR สำคัญอย่างไร และสามารถช่วยในการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้อย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกมีวิธีสร้างประสบการณ์ที่ดีกับพนักงานและลูกค้าอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ภายนอกร้าน Sephora จะเป็นร้านขายเครื่องสำอางที่เน้นเรื่องผลกำไรเหมือนธุรกิจค้าขายตามปกติ แต่แท้จริงการทำงานของ Sephora มีการวางแผนอย่างรัดกุมมากเพื่อหากลยุทธ์ที่สามารถนำมาตอบสนองความต้องการของลูกค้า และดูแลพนักงานหลายพันคนที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกให้ดีที่สุด ในที่นี้ </span>คุณคาราลิน สมิธ (Karalyn Smith) หัวหน้าฝ่ายบุคคลของบริษัท <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า Sephora จะให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล (Data Collection) เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไปหรือข้อมูลเชิงลึก (Insight) ก่อนที่จะนำสิ่งที่ได้ไปวิเคราะห์ (Data Analysis) เพื่อสร้างสวัสดิการและนโยบายที่เหมาะสมในลำดับต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sephora จะมีการทำแบบสอบหรือหรือแบบสำรวจความพึงพอใจเป็นระยะ ทั้งกับพนักงานและกับลูกค้าที่แวะมาซื้อของ แนวคิดของเรื่องนี้คือองค์ต้องการให้พนักงานมีวัฒนธรรม </span>“ใจเขา ใจเรา”<span style="font-weight: 400;"> คือนอกจากรู้ว่าเพื่อนร่วมงานต้องการอะไรแล้ว ก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร สังเกตได้จากการดูว่าพนักงานและลูกค้ามีความต้องการหรือทัศนคติส่วนใดตรงกันหรือไม่ หากมี ก็แปลว่ามันคือสิ่งที่พนักงานสามารถทุ่มเทและมอบให้กับลูกค้าอย่างสบายใจ HR สามารถออกนโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลดังกล่าวได้เลย </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221223-how-to-survey/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13542 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-23-at-09.05.31.png" alt="เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม" width="517" height="305" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 341"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221223-how-to-survey/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เปิดเคล็ดลับการสำรวจ (Survey) ทำแบบสอบถามอย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">Sephora มองว่าสิ่งที่พนักงานและลูกค้าส่วนใหญ่เห็นตรงกันก็คือแนวคิดว่า </span>“ความสวยของแต่ละคนแตกต่างกัน ทุกคนสามารถชอบความงามแบบใดก็ได้” <span style="font-weight: 400;">แนวทางทำงานที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเน้นย้ำค่านิยม (Value) ออกไปสู่สังคมให้มากขึ้น เพราะยิ่งเราตอบสนองความต้องการของคนได้มากขึ้น เราก็จะยิ่งได้คนที่จงรักภักดี (Loyal) กับแบรนด์มากกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อดูแลพนักงาน 38,000 คนในกว่า 35 ประเทศทั่วโลก Sephora ได้ออก </span>“กลยุทธ์ 5 ขั้นของเซโฟร่า” (Sephora’s 5-Stage Strategy)<span style="font-weight: 400;"> มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรักและชื่นชมแบรนด์โดยตั้งอยู่บนรากฐานของการมีมนุษยธรรม (Humanity) ซึ่งอ้างอิงจากความต้องการพื้นฐาน 5 ข้อของพนักงาน ประกอบด้วย</span></p>
<h3>1. รู้จักกันให้มากขึ้น (Get to Know Me)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องทำแบบสอบถามหรือพูดคุยกับพนักงานเพื่อหาสิ่งที่อยู่ในใจทุกแง่มุมไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบประสบการณ์แบบเฉพาะเจาะจง (Personalized) วิธีนี้จะช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของพนักงานได้ตรงจุดยิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13877 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-27-at-15.41.17.png" alt="Screenshot 2565 12 27 at 15.41.17" width="455" height="298" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 342"></p>
<h3>2. ทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น (Make it Easy)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรส่วนใหญ่มักพยายามสร้างลำดับขั้น (Hierachy) ให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อแยกคนออกจากกันตามยศถาบรรดาศักดิ์ เหตุการณ์แบบนี้จะนำไปสู่สภาวะ </span>“คุยคนละภาษา”<span style="font-weight: 400;"> เพราะคนที่ตำแหน่งสูงกว่ามักใช้คำที่ยากหรือศัพท์เฉพาะเพื่ออวดสรรพคุณของตัวเอง จนลืมคิดไปว่าเป้าหมายของการสื่อสารในองค์กรคือการแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรับข้อมูลได้อย่างถูกต้องครบถ้วนที่สุด หรืออาจเกิดความคาดหวังว่าคนที่อยู่ในแผนกเดียวกับตนจะมีความรู้ความเข้าใจเท่ากัน เป็นต้น การทำให้ทุกอย่างยากจึงมีแต่ผลเสีย เราจึงควรให้ความสำคัญกับการใช้ภาษากลาง (Inclusive Language) เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ได้เลย</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 343"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">มีกลยุทธ์ใดบ้างที่จะช่วยเพิ่มอัตรา Employee Engagement ในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></strong></p>
<p>เนื่องจากองค์กรมี Turnover Rate ค่อนข้างสูง เลยคิดว่าแนวทางนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ เพราะที่ผ่านมาที่ทำงานเงียบมาก ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีความเป็นทีมหรือคำนึงถึงส่วนรวม</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: ถ้าคิดแต่สวัสดิการอย่างเดียวก็ไม่มีทางแก้ได้ เพราะเราทำงานกับคนที่มีความสุขด้วยวิธีแตกต่างกัน</span></strong></p>
<p>ผมอยากแบ่งปันประสบการณ์จากการเคยอยู่องค์กรที่มี Engagement Score สูงถึง 85 สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ CEO จริงใจใส่ใจกับความเป็นอยู่ของพนักงานมาก ซึ่งความรู้สึกนี้ถูกส่งต่อมายังผู้บริหารระดับรองลงมาอย่างชัดเจน สวัสดิการที่บริษัทให้ไม่มีอะไรมากกว่าที่อื่น  แต่ทุกครั้งที่มีวิกฤตใดๆ พนักงานจะได้รับข้อความหรือกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก CEO ในทันที ดังนั้นความจริงใจคือรากฐานที่ทำให้พนักงานเกิดความเชื่อมั่น และอยากทุ่มเทให้องค์กรต่อไป</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/357?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 344"></span></a></p></blockquote>
<h3>3. การชื่นชมยินดี และรู้สึกขอบคุณให้มากขึ้น (Appreciate Me)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทำงานทุกคนล้วนอยากมีประโยชน์ พวกเขาอยากรู้ว่าสิ่งที่ตนทำอย่างเต็มที่มีความหมายกับองค์กร ขณะเดียวกันลูกค้าขาประจำก็อาจต้องการคำขอบคุณสำหรับความจงรักภักดีกับแบรนด์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการพูดคำว่าขอบคุณ (Say Thanks) เท่านั้น แต่หมายถึงการไม่ทำให้เขารู้สึกว่าถูกมองข้าม เช่น หากเรามีฐานลูกค้าที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ของเราตั้งแต่เป็นแบรนด์เล็ก ๆ เราก็ไม่ควรเปลี่ยนรูปแบบสินค้าไปอย่างก้าวกระโดดเมื่อแบรนด์เติบโตขึ้นโดยไม่สนเลยว่าจิตใจของคนที่สนับสนุนเรามาเป็นอย่างไร </span></p>
<h3>4. การเพิ่มความสนุกเข้าไปเรื่อย ๆ (Make Me Fun)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รากฐานของการมีส่วนร่วม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) คือการที่พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และสนใจในธุรกิจที่ทำอยู่อย่างเต็มที่ ดังนั้นเราต้องทำให้พนักงานรู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างน้อยก็ต้องมีความเชื่อว่าขณะที่เจอเรื่องร้าย ๆ องค์กรก็จะมีแผนมาช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้แน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างกิจกรรมที่ Sephora เช่นกิจกรรม “Surprise and Delight” คือการติดสติ๊กเกอร์ไว้ใต้เก้าอี้ของพนักงาน และสุ่มผู้โชคดี 5 ท่านเพื่อรับของรางวัลพิเศษ โดยจะเปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อย ๆ ให้รู้สึกตื่นเต้น คาดเดาไม่ได้ เพื่อคงความสนุกเป็นสีสันภายในองค์กร แนวคิดนี้นำไปใช้กับการทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ได้เช่นกัน</span></p>
<h3>5. การสนใจเรื่องอื่นมากกว่าผลกำไร (Purpose beyond Profit)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลกำไรเป็นเรื่องขององค์กร แต่การมีภาพลักษณ์ที่ดีรวมถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมจะทำให้เกิดความภูมิใจฐานะลูกค้าและพนักงานขององค์กร ในที่นี่ Sephora ได้จัดทำกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมมากมาย เช่นการเปิดคลาสเรียนแต่งหน้าสำหรับ LGBTQ ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สร้างความรู้ สร้างอาชีพแล้ว ยังเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Space) ที่เปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นถามในสิ่งที่สงสัยโดยไม่ถูกตำหนิ อีกตัวอย่างคือการเปิดคลาสอบรมให้ผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้พวกเขาดูดี มั่นใจ และมีความสุขขณะรักษาตัว </span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13873 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-27-at-15.35.28.png" alt="Screenshot 2565 12 27 at 15.35.28" width="425" height="258" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 345"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนี่งสวัสดิการที่น่าสนใจของ Sephora คือการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะให้พนักงานโดยไม่มีค่าใข้จ่าย เรียกว่า Sephora University พนักงานสามารถเข้าเรียนในคลาสที่สนใจได้ทั้งแบบเทปและแบบสด ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยผู้เรียนจะได้รับตราประทับ (Badge) ซึ่งแบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Classroom Badge : <span style="font-weight: 400;">ให้กับผู้ที่เข้าเรียน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Success Badge : <span style="font-weight: 400;">ให้กับผู้ที่ผ่านข้อสอบในหัวข้อที่ลงเรียน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Validation Badge :<span style="font-weight: 400;"> ให้กับผู้ที่ผ่านข้อสอบโดยได้คะแนนมากกว่า 80%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หัวหน้าทีมสามารถตรวจดูพัฒนาการของพนักงานได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเรื่องการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมขององค์กร (Employee Engagement) ตลอดจนความกระตือรือร้นในการยกระดับตัวเอง รากฐานตรงนี้จะช่วยให้องค์กร “เลือกคน” ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในลำดับต่อไป</span></p>
</div>
</div>
<h3>เมื่อได้กลยุทธ์แล้ว Sephora นำไปบังคับใช้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้แนวทางที่เหมาะสมแล้ว พวกเขาจะเอาข้อมูลทั้งหมดไปพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่พนักงาน, ลูกค้า, แม่บ้าน ฯลฯ เพื่อหาวิธีนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้ให้ตรงความต้องการที่สุด ซึ่งอาจเป็นการแวะไปเยี่ยมถึงสาขาหรือการติดต่อพูดคุยกับพนักงานเป็นรายบุคคลก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่พวกเขาใช้จะเป็นการถามถึงทัศนคติและมุมมองในอนาคตเช่น “หากคุณได้มีโอกาสเป็นผู้บริหาร คุณจะเปลี่ยนแปลงบริษัทของเราอย่างไร” ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมและสร้างทัศนคติว่าแม้การวางแผนงานจะเป็นเรื่องของผู้บริหารก็จริง แต่การทำให้ทุกอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) จากพนักงานด้วยเช่นกัน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12507" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/top-view-mug-with-boss-sticker-scaled.jpg" alt="SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม" width="567" height="425" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 346"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">SENSE OF OWNERSHIP : ผู้นำต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วมให้กับลูกทีม</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">แผนงานทุกอย่างควรเริ่มจากการโฟกัสสิ่งง่าย ๆ แล้วค่อยก้าวไปสู่ลำดับต่อไปเมื่อเป้าหมายแรกสำเร็จ หรือพนักงานมีความพร้อมในการรับมือกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น ทั้งนี้พวกเขาได้ข้อสรุปว่าวิธีที่จะทำให้พนักงานเชื่อมั่นในคำพูดและนโยบายของเรามากที่สุดคือการทำให้พวกเขาเห็นว่าองค์กรพร้อมนำปัญหาที่พนักงานเจอมาแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารยังมีแนวคิดว่าการปรับตัวเข้าหาพนักงานไม่ใช่แค่การเป็นฝ่ายเสนอสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับทีมเท่านั้น  แต่เป็นการกล้ารับฟังความเห็นว่าสิ่งใดบ้างที่ผิดพลาด หรือมีแนวทางไหนอีกบ้างที่พนักงานเชื่อว่าจะทำให้ตนอยากมีส่วนร่วมกับองค์กรมากกว่าที่เคย โดยวิธีที่ Sephora ทำควบคู่กันไปก็คือการสร้างภาพลักษณ์ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employer Branding</span></a><span style="font-weight: 400;">) ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อให้พนักงานรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานอยู่ในองค์กรระดับโลก </span></p>
<h2>หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลก มีคำแนะนำต่อ HR อย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ทำงานฝ่ายบุคคลต้องมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และต้องเข้าใจว่าการตอบสนองความต้องการของมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่สุดทั้งกับพนักงานในองค์กรหรือลูกค้าที่เป็นเหมือนกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ หากเราสามารถหาแก่นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนมีร่วมกันได้เราก็จะมองเห็นถึงความเชื่อมโยง (Connection) ที่ช่วยให้ออกนโยบายง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับทัศนคติว่าฝ่ายบุคคลคือคนที่ทำงานธุรกรรมและตอบสนองด้านธุรกิจเป็นหลัก มาเป็นคนที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อเพื่อนมนุษย์ (People) เราจึงต้องวางกลยุทธ์องค์กรด้วยการตั้งเป้าไปที่การสร้างแรงบันดาลใจและการสร้างคุณค่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยวิธีที่ดีที่สุดคือการอธิบายให้ชัดเจนว่าสิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่หรือได้มอบให้กับอีกฝ่ายนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้มากแค่ไหน การวัดผลความพอใจจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้รู้ว่ากลยุทธ์ใดบ้างที่ควรตัดทิ้ง และกลยุทธ์ใดบ้างที่ประสบความสำเร็จ ควรต่อยอดพัฒนาให้กลายเป็นนโยบายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในลำดับต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13869 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-27-at-15.19.14.png" alt="Screenshot 2565 12 27 at 15.19.14" width="1200" height="560" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 347"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของการทำธุรกิจ เธอแนะนำว่าองค์กรขนาดเล็กควรเริ่มต้นด้วยการจ้างพนักงานแบบฟรีแลนซ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ตำแหน่งที่ปรึกษาทางธุรกิจก่อน จากนั้นเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้นก็ค่อยจ้างเป็นพนักงานประจำควบคู่ไปกับคนที่ทำเรื่องเอกสารหรือเงินเดือนเบื้องต้น ในขั้นตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการสร้างผู้นำเพื่อถ่ายทอดทัศนคติและมุมมองธุรกิจให้ฝังเป็นวัฒนธรรมองค์กร นี่คือจุดตัดสินที่หลายองค์กรทำพลาดจนเติบโตขึ้นโดยไม่มีแก่นที่สมบูรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของคนที่ทำงาน HR หรือคนที่เตรียมจะมาทำงานสายนี้ ต้องเข้าใจก่อนเลยว่างานเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นงานที่โดดเดี่ยวและมักถูกกล่าวโทษเสมอเมื่อมีข้อผิดพลาด เปรียบได้ว่าเราเป็นตัวร้ายภายในองค์กร ดังนั้นเราต้องจำให้ขึ้นใจว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร และทำทุกอย่างโดยมีมนุษยธรรมเสมอ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความกล้าในการพูดต่อต้านเรื่องที่ไม่ถูกต้องและพร้อมพัฒนาตัวเองให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง</span></p>
<h2>การสร้าง <a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Experiences</a> ให้คนมีประสบการณ์ที่ดี ทำได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13875 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-27-at-15.40.41.png" alt="Screenshot 2565 12 27 at 15.40.41" width="517" height="334" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 348"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเนื้อหาที่กล่าวในบทความนี้ทำให้เราเห็นว่าประสบการณ์ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรที่จำเป็นต้องให้ประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีเพื่อโน้มน้าวให้อยากศึกษามากขึ้น, ด้านสวัสดิการที่หมายถึงผลตอบแทนให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม ไม่ต้องกังวลในเรื่องอื่น และสามารถโฟกัสกับการทำงานให้ดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างประสบการณ์ที่ดียังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ ช่วยให้พนักงานเดิมยังอยู่กับองค์กรต่อไป และยังช่วยดึงดูดพนักงานใหม่ให้เข้ามาสู่องค์กรมากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนการค้นหา (Recruitment Process) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักในการทำงาน HR นอกจากนี้การที่ทุกคนอยู่ในองค์กรอย่างมีความสุขยังทำให้เกิดการสื่อสารที่ดี ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างแข็งแรง มีศักยภาพแข่งขันในตลาด  นี่คือประเด็นสำคัญจนกล่าวได้ว่าองค์กรที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรมีปัญหา จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทใหญ่ก่อนถึงจะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นองค์กรแบบใดก็ตาม การสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ดีคือจุดเริ่มต้นที่จะต่อยอดไปสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น ดังนั้สเราแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากกว่า 100 อย่าง มากที่สุดในเมืองไทย !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเป็นสายงานไหน ขนาดเล็กหรือใหญ่ ใช้เพื่อตอบสนองกลยุทธ์แบบใดก็หาตัวช่วยได้ที่นี่ ครบเครื่องแบบเว็บเดียวจบ ! </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34407 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp" alt="CTA Employee Engagement" width="1600" height="500" title="Sephora ร้านเครื่องสำอางระดับโลกที่เปลี่ยนความงามเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคน 349" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม การสนใจแต่สิ่งที่อยู่ในกรอบของสายงานนั้น แม้จะทำให้ได้นวัตกรรมใหม่ที่ดีต่อยอดขาย แต่ก็ไม่เพียงพอให้เราสามารถโน้มน้าวลูกค้าซึ่งมีความต้องการเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของค่านิยมที่อยากให้การทำธุรกรรมครั้งหนึ่งสามารถสร้างคุณค่าในแง่มุมที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่เคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเรื่องราวที่กล่าวไปทั้งหมด  Sephora ได้ทำให้พนักงานรู้จักพัฒนาตัวเองและอยากตอบแทนลูกค้าให้ได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันกลับไป กลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3jwrgsv" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3jwrgsv</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3WIrlHU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3WIrlHU</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vjmHEl" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3vjmHEl</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3vgjmpG" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3vgjmpG</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3PRjuFG" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3PRjuFG</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221216-hr-forecasting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Dec 2022 08:02:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Forecasting]]></category>
		<category><![CDATA[พยากรณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221216-hr-forecasting/</guid>

					<description><![CDATA[HR Forecasting หมายถึงการทำนายความน่าจะเป็นจากสถิติและการเห็นภาพกว้างของทีมที่ร่วมงานกันมาตลอดปี มีวิธีการอย่างไร อ่านฟรีได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>HR Forecasting คือการทำนายความน่าจะเป็นของธุรกิจที่องค์กรทำอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</li>
<li>การทำนายแบบนี้จะทำให้เราเห็นทั้งสถานการณ์ภายในองค์กร ตลอดจนการเข้าใจว่าองค์กรที่เราทำธุรกิจอยู่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราสามารถปรับองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทนั้นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม</li>
<li>ต้องยอมรับว่ากระแสโลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปไวมาก ตำแหน่งที่เคยสำคัญอาจไร้ความหมายเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี หรือตำแหน่งที่เราไม่เคยมีมาก่อนอาจกลายเป็นสิ่งล้ำค่าขึ้นมาอย่างฉับพลัน</li>
<li>ขณะที่ตำแหน่งบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานแบบเต็มเวลาอีกต่อไป องค์กรสามารถเปลี่ยนไปหาพนักงานแบบพาร์ทไทม์หรือแม้แต่เด็กฝึกงานเลยด้วยซ้ำ</li>
<li>ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าสถานการณ์ที่เราพยากรณ์ไว้จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด แต่การวางแผนล่วงหน้าย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดถึงการรับมืออะไรเลย นี่คือเคล็ดลับเล็กน้อยที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นกว่าใครในตลาด และอาจยกระดับให้คุณประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13450 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-16-at-15.47.37.png" alt="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ !" width="563" height="357" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 350"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่พนักงานส่วนใหญ่กำลังรอเงินโบนัสในช่วงปลายปีหรือเตรียมแผนท่องเที่ยวสำหรับเทศกาลแห่งความสุขพร้อมกับคนรักหรือครอบครัว สิ่งที่องค์กรกำลังทำควบคู่กันไปก็คือการวางแผนงานสำหรับปีหน้าหรืออนาคตอันใกล้ ขั้นตอนนี้เรียกว่า </span><strong>HR Forecasting</strong><span style="font-weight: 400;"> หมายถึงการทำนายความน่าจะเป็นจากสถิติและการเห็นภาพกว้างของทีมที่ร่วมงานกันมาตลอดปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าองค์กรใหญ่ ๆ หรือองค์กรคู่แข่งสามารถเอาชนะในโลกธุรกิจได้อย่างไร มีจุดใดบ้างที่เขาแตกต่างจากเรา คำตอบก็คือคำว่า</span> “รู้เขา รู้เรา”<span style="font-weight: 400;"> ยังคงใช้ได้เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รับประกันเลยว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าสถานการณ์ในทีมเป็นอย่างไร และควรพัฒนาแบบไหนจึงจะยกระดับทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคล (HR Forecasting) คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13454 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Forecasting1.jpg" alt="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ !" width="552" height="368" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 351"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคลหมายถึงขั้นตอนที่องค์กรต้องทำนายหรือประเมินสถานการณ์ว่าทิศทางของการบริหารงานบุคคลในปีหน้าและอนาคตอันใกล้จะเป็นอย่างไร เพื่อให้การบริหารจัดการบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การบริหารจัดการเรื่องนี้ครอบคลุมทุกแง่มุมของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม, โครงสร้าง, สวัสดิการ ตลอดจนการเลือกใช้เครื่องมือ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/category/hrtech/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Tech</span></a><span style="font-weight: 400;">) ต่าง ๆ ให้เหมาะกับยุคสมัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Forecasting ที่ดีจะช่วยให้องค์กรวางแผนได้ดีขึ้น เช่น รู้ว่าควรจ้างพนักงานเพิ่มกี่คน หรือควรแบ่งหน้าที่ให้เป็นระบบมากขึ้นอย่างไร ขั้นตอนนี้ HR ควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบในหลากหลายส่วนทั้งการว่าจ้างพนักงาน, การตอบสนองความต้องการของพนักงานและองค์กร ตลอดจนการเลือกหลักสูตรอบรมให้เหมาะสม ดังนั้นหาก HR ไม่รู้ว่ากระแสโลกเปลี่ยนไปอย่างไร หรือมีปัญหาใดที่ต้องรีบแก้ไข ก็อาจทำให้องค์กรต้องเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลาโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้หากมีเหตุการณ์เร่งด่วนเกิดขึ้น เช่นการเกิดโควิด-19, การเทคโอเวอร์องค์กร หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจอย่างเฉียบพลัน การทำ HR Forecasting อีกครั้งก็ถือเป็นกลไกที่จะช่วยวางรากฐานองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h2>การพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคล (HR Forecasting) สำคัญอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13455 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-16-at-15.58.47.png" alt="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ !" width="617" height="225" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 352"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรารู้ว่าทิศทางของตลาดจะเป็นอย่างไร เราก็จะกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรให้สอดคล้องได้ง่ายขึ้น ไม่เสียเวลาจ้างพนักงานในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ไม่ขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้นหากรู้ว่าแนวโน้มของธุรกิจจะตกต่ำลงในปีถัดไป เปิดโอกาสให้องค์กรนำงบประมาณไปลงทุนในส่วนที่สำคัญเพื่อผลักดันบริบทที่มีอยู่ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การว่าจ้างพนักงานหรือการปลดพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ การมีคนมากเกินไปโดยไม่จำเป็นจะทำให้บริษัทเสียค่าใช้จ่ายเยอะมาก แต่หากมีพนักงานไม่เพียงพอเราก็ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นการวางแผนคร่าว ๆ แม้จะไม่สามารถการันตีถึงความถูกต้องได้ทั้งหมด แต่หากอ้างอิงตามสถิติและพื้นฐานของความเป็นจริงตามขั้นตอนแล้ว ก็จะดีกว่าธุรกิจที่ไม่เตรียมตัวอะไรเลย รายละเอียดเล็กน้อยแบบนี้สามารถเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้องค์กรของคุณกลายเป็นผู้ชนะทางธุรกิจในตลาดที่มีการแข่งขันมากกว่าที่เคย</span></p>
<p><i></i><i>HR Forecasting </i><i><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนการเติบโตขององค์กรในแง่มุมต่อไปนี้</span></i><i></i></p>
<ul>
<li>รับมือกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป (Demand Change) : <span style="font-weight: 400;">การเตรียมกำลังคนไม่พอเป็นเรื่องที่ต้องนึกถึงเสมอ ลองนึกภาพว่าเมื่อถึงงานเทศกาลในแต่ละครั้ง ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจัดเตรียมพนักงานไว้มากกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะเจ้าของร้านรู้ดีว่าจะมีลูกค้ามากกว่าเดิม ดังนั้นถ้ามีพนักงานไม่เพียงพอก็จะตัดโอกาสในการขายอย่างน่าเสียดาย</span></li>
<li>รับมือกับอุปทานที่เปลี่ยนไป (Supply Change) :<span style="font-weight: 400;"> หากนวัตกรรมของคุณต้องอาศัยวัตถุดิบจากแหล่งอื่น การรู้ล่วงหน้าว่าทิศทางของวัตถุดิบนั้นเป็นอย่างไรในอนาคตจะช่วยให้วางแผนงานได้ง่ายขึ้น เช่นหากคุณทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และทราบว่าในสองเดือนข้างหน้าจะหาซื้อไมโครชิพได้ยาก เราก็สามารถชะลอการผลิตและนำเงินไปลงทุนกับด้านอื่นเพื่อรอวันที่สถานการณ์กลับมาสู่สภาวะปกติแล้วค่อยลงทุนอีกครั้ง</span></li>
<li>รับมือกับตลาดที่เปลี่ยนไป (Market Change) : <span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจมีผลกับการวางแผนและกลยุทธ์ขององค์กรโดยตรง คำว่าตลาดยังรวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับงานของเราด้วย เช่นหากเรารู้ว่าในปีหน้าภาครัฐจะจัดเก็บภาษีในสายงานของเรามากขึ้น หรือมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าเดิม เราก็ต้องมาคำนวณว่าการจัดสรรงบประมาณขององค์กรมีเสถียรภาพดีแล้วหรือไม่ อย่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์แล้วค่อยแก้ไขเอาดาบหน้า</span></li>
<li>รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของพนักงานในองค์กร (Internal Staff Change) :<span style="font-weight: 400;"> เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของพนักงานแต่ละครั้ง องค์กรต้องเสียเวลากับการหาพนักงานใหม่ตลอดจนการจัดอบรมให้พนักงานมีศักยภาพทัดเทียมกับพนักงานเดิม อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กรรู้ล่วงหน้าอย่างต่ำ 1 เดือนตามปกติ เราจึงควรวางแผนเลยว่าในปีต่อไปจะมีพนักงานเกษียณอายุงานกี่คนหรือมีพนักงานฝ่ายใดที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว เพื่อให้รู้ว่าองค์กรต้องเตรียมงบประมาณสรรหาเท่าไหร่ และต้องเตรียมเงินไว้รับมือกับรายจ่ายแอบแฝงอีกมากแค่ไหน</span></li>
</ul>
<h2>กลยุทธ์ที่ช่วยให้การพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคล (HR Forecasting) สำเร็จ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13456 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-16-at-15.58.55.png" alt="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ !" width="510" height="299" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 353"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีกลยุทธ์มากมายที่สามารถนำมาใช้ในการพยากรณ์ตามหลัก HR Forecasting ได้ โดยเราขอยกตัวอย่าง 3 วิธีการดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>วิธีแบบเดลฟาย (Delphi Method)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการนี้คือการเปิดรับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ที่สุดโดยปราศจากอคติ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่กลยุทธ์นี้สามารถนำมาใช้โดยการเชิญหัวหน้าของแต่ละแผนกมาร่วมพูดคุยและแสดงความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ แล้วค่อยนำผลลัพธ์ที่ได้ไปบูรณาการปรับใช้เป็นนโยบายองค์กรในภายภาคหน้า ทั้งนี้เราสามารถสอบถามอย่างเป็นความลับเพื่อให้ความเห็นทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม ไม่มีใครถูกกดดันจากคำตอบของอีกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวางแผนสำหรับอนาคตไม่ใช่การมองถึงเป้าหมายในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการใส่ใจเป้าหมายระยะสั้น และการย้อนกลับไปดูว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้หรือไม่ หากมี ก็ให้เข้าไปแก้ไขโดยเร็วก่อนที่จะลุกลามปัญหาใหญ่จนยากที่จะควบคุม</span></p>
<h3>การวิเคราะห์กระแส (Trends Analysis)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้คือการนำสถิติมาพยากรณ์ถึงความน่าจะเป็นในอนาคต เช่นการตรวจดูว่าการขายงานในอดีตมีการใช้พนักงานกี่คนต่อลูกค้า 20 ท่าน และจำนวยพนักงานเท่าไหร่ที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด เราสามารถนำจำนวนเหล่านั้นมาใช้เป็นหลักในการสร้างทีมหรือว่าจ้างพนักงานเพิ่มเติมในอนาคตได้เลย วิธีนี้จะทำให้เราบริหารจัดการได้ดีขึ้น ไม่ใช้คนมากหรือน้อยเกินไป แถมยังทำให้รู้ว่ามีงบประมาณส่วนไหนที่สามารถตัดได้บ้างโดยที่ประสิทธิภาพในการบริการไม่ลดลง </span></p>
<h3>การวิเคราะห์วัตถุดิบ (Supply Change Analysis)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ส่วนที่องค์กรสนใจคือเรื่องทรัพยากรคน การพยากรณ์ล่วงหน้าจะทำให้เรารู้ว่าพนักงานคนใดเหมาะสำหรับการถูกเลื่อนตำแหน่ง หรือพนักงานแบบไหนเป็นสิ่งที่องค์กรควรมองหาเพื่อนำมาต่อยอดในอนาคต ทั้งนี้เราต้องมองให้เห็นว่าพนักงานมีทักษะอื่น ๆ และสามารถโยกย้ายไปทำตำแหน่งที่มีพลังงานเดิมลาออกได้ไหม เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่ของแผนกสรรหาคือการสำรวจว่ากระแสโลกเปลี่ยนไปอย่างไรและพนักงานในองค์กรของตนมีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์นั้นหรือไม่ หากไม่มี องค์กรต้องพิจารณาเรื่องการจัดอบรมและเลือกวิธีสื่อสารให้เหมาะสมกับกำลังคนที่มี การวางรากฐานที่ถูกต้องแบบนี้คือปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแรงและยังคงเป็นไปตามที่วางวิสัยทัศน์เอาไว้</span></p>
<h2>เคล็ดลับของการพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคล (HR Forecasting) คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10430 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/a9358776ec741f21aebcb31ea7dbcf5f-5-scaled.jpg" alt="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?" width="522" height="293" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 354"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคล คือการพัฒนาทีมงานให้มีศักยภาพสูงสุดและเหมาะกับการทำงาน โดยสามารถทำได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งเวลาเราจะหาพนักงานสักคนหนึ่ง เรามักเผลอเลือกคนที่คล้ายคลึงกับพนักงานเก่าที่เคยประสบความสำเร็จแต่เกษียณอายุหรือลาออกไป ทว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการเลือกพนักงานใหม่แค่แบบพาร์ทไทม์ก็อาจทำงานได้เท่าเทียมกับการจ้างพนักงานแบบเต็มเวลา หากคำตอบตรงนี้ชัดเจน ก็จะช่วยให้เราประหยัดงบประมาณได้มากกว่าเดิม หรืออีกคำตอบหนึ่งอาจบอกให้เราเชื่อมั่นในฝีมือของเด็กรุ่นใหม่และหันไปใช้เด็กฝึกงานแทน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายบุคคลสามารถพูดคุยกับผู้จัดการจากหลาย ๆ แผนกเพื่อคัดเลือกพนักงานที่มีฝีมือและความชำนาญหลายด้านเข้ามาสู่องค์กร บุคลากรเหล่านี้จะเป็นคนที่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับทีม ทำให้เกิดแนวคิดที่มีประสิทธิภาพสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหากเราได้พนักงานที่มีทักษะหลายแบบ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/121118-multi-skills/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Multi Skills</span></a><span style="font-weight: 400;">) เราก็จะพาองค์กรไปสู่ทิศทางใหม่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนสุดท้ายในการจัดการคนก็คือการดูขั้นตอนการทำงาน คอยสังเกตดูว่าเราจำเป็นต้องมีขั้นตอนมากอย่างที่เป็นหรือไม่ จำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาสร้างความคล่องตัว หรือยกเลิกตำแหน่งบางอย่างหรือเปล่า อย่าลืมเด็ดขาดว่าการคัดเลือกคนแต่ละคนนั้นไม่ใช่เรื่องของทักษะเพียงอย่างเดียว แต่เราจำเป็นต้องดูถึงความแข็งแรงทางจิตใจ ตลอดจนทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน โดยกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุดคือการจัดทำแบบสำรวจภายในองค์กรอย่างน้อยทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่บริษัทมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9014 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="648" height="272" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 355"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2 style="text-align: left;">HR Forecasting มองอนาคตชัดขึ้นถ้ามีที่ปรึกษาที่ดี</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับการทำงานในลักษณะอื่น เราต้องยอมรับก่อนว่าแม้จะพยายามแค่ไหนเราก็ไม่สามารถรู้ทุกเรื่องด้วยตัวคนเดียว เพราะความสนใจของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน เราควรเอาเวลาไปโฟกัสในสิ่งที่ชอบ เพื่อยกระดับความรู้ของตัวเองให้มากขึ้นจนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นกลยุทธ์ที่องค์กรส่วนใหญ่นำมาใช้ก็คือการจัดอบรมและจัดสัมมนาโดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสายงานมาให้ความรู้แบบถึงแก่น ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทำความเข้าใจเองอีกต่อไป เราสามารถใช้บริการที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล (</span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Consultant</span></a><span style="font-weight: 400;">) หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant) เชื่อไหมว่าบางทีคุณอาจจะได้วิธีการทำงานแบบใหม่จากบริบทที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วสามารถนำวิธีการนั้นมายกระดับองค์กรของคุณให้ประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9469 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_280366535.jpg" alt="shutterstock 280366535" width="500" height="334" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 356"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกวิธีฝึกอบรมที่เหมาะสมไม่ใช่การเลือกจากคะแนนรีวิวหรือเลือกการอบรมที่มีชื่อเสียง ราคาแพงที่สุดอีกต่อไป แต่เราควรมองว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแบบไหน และพนักงานในมือมีศักยภาพเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นหรือไม่ จากนั้นจึงค่อย ๆ ฝึกอบรมเพิ่มเติมในสิ่งที่ขาดด้วยวิธีที่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของทีม แนวทางนี้ต่างหากที่จะทำให้การฝึกอบรมได้ผลอย่างแท้จริง ในโอกาสนี้ เราขอแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการพัฒนาบุคคล (HR) ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง</span><span style="font-weight: 400;">ไทย </span><span style="font-weight: 400;">คลิกเลย</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/13?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34411 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm.webp" alt="CTA HR Consulting Firm" width="1600" height="500" title="HR Forecasting มาพยากรณ์และทำนายอนาคตของ HR กันเถอะ ! 357" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-HR-Consulting-Firm-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Forecasting หรือการพยากรณ์ไม่ได้เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่เหมาะกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะมันหมายถึงการเปิดโอกาสให้เราเตรียมตัวดีขึ้น พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งในฐานะของการทำงานเป็นองค์กรแล้ว ความรู้ตรงนี้จะนำไปสู่การเกิดสวัสดิการ, การพัฒนารูปแบบการ, ทำงานการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เกิดประโยชน์ ซึ่งล้วนทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การรู้อนาคตยังทำให้เราตอบตัวเองได้ว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตในสภาพพนักงานไปวัน ๆ แต่เป็นพนักงานที่พร้อมทำเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเอง และทำให้องค์กรที่สังกัดสามารถเอาชนะการแข่งขันในโลกธุรกิตได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3WkPlR3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3WkPlR3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3BAbu5O" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3BAbu5O</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3FTv0wL" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3FTv0wL</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hr-learned-from-animal-characters-15122022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2022 02:26:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/hr-learned-from-animal-characters-15122022/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มนุษย์อาจเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความฉลาด และมีความศิวิไลซ์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ บนโลก แต่ก็สามารถเรียนรู้แง่มุม นิสัย หรือบุคลิกจากสัตว์หลากหลายชนิดได้เช่นกัน มนุษย์สามารถเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหาจากลิงชิมแปนซี สิ่งมีชีวิตที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความเป็นผู้นำสูงเป็นอันดับต้น ๆ มีเทคนิคความเป็นผู้นำที่คาดไม่ถึง สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้ฝูงลิงอยู่ใต้การปกครองอย่างสงบ  มนุษย์สามารถเรียนรู้ทักษะด้านการปรับตัวจากเสือดาว ซึ่งมีความ Agile คล่องแคล่วว่องไวสูง สามารถปรับตัวอยู่ได้ในหลายสภาพแวดล้อม และยังเป็นคุณสมบัติที่ชุมชน HR ให้ความสำคัญเพื่อให้ปรับตัวกับการทำงานในโลกอนาคตได้ มนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะให้กำลังใจจากห่านได้ เวลาเดินทางเป็นฝูง และมีตัวไหนโดนทิ้งไว้ข้างหลัง หัวหน้าทีมห่านจะให้สัญญาณตัวที่เหลือส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจห่านตัวที่อยู่หลังสุด เพื่อให้มีแรงกายและแรงใจกลับเข้าขบวน มนุษย์ยังสามารถเรียนรู้จากนิสัยของนกอินทรีย์ ที่ชอบล่าเหยื่อที่ยังมีชีวิตเท่านั้น ซึ่งนำมาปรับใช้ในโลกแห่งการทำงานได้ว่า คนเป็นผู้นำจะต้องไม่ยึดติดอยู่แต่กับความสำเร็จเดิม ๆ ที่ผ่านมาแล้ว (ล่าแต่ซากสัตว์) แต่ควรให้ความสำคัญกับอนาคต (เป้าหมายที่ยังอยู่) เป็นต้น มนุษย์อาจเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความฉลาด และมีความศิวิไลซ์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ บนโลก แต่ต่อให้จะเก่งกาจเลิศล้ำแค่ไหน มนุษย์ก็สามารถเรียนรู้แง่มุม นิสัย หรือบุคลิกจากสัตว์หลากหลายชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Leadership Skills หรือทักษะความเป็นผู้นำ ที่คนในตำแหน่งใหญ่โตระดับหัวหน้า ผู้บริหาร ผู้จัดการ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์อาจเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความฉลาด และมีความศิวิไลซ์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ บนโลก แต่ก็สามารถเรียนรู้แง่มุม นิสัย หรือบุคลิกจากสัตว์หลากหลายชนิดได้เช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์สามารถเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหาจากลิงชิมแปนซี สิ่งมีชีวิตที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความเป็นผู้นำสูงเป็นอันดับต้น ๆ มีเทคนิคความเป็นผู้นำที่คาดไม่ถึง สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้ฝูงลิงอยู่ใต้การปกครองอย่างสงบ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์สามารถเรียนรู้ทักษะด้านการปรับตัวจากเสือดาว ซึ่งมีความ Agile คล่องแคล่วว่องไวสูง สามารถปรับตัวอยู่ได้ในหลายสภาพแวดล้อม และยังเป็นคุณสมบัติที่ชุมชน HR ให้ความสำคัญเพื่อให้ปรับตัวกับการทำงานในโลกอนาคตได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะให้กำลังใจจากห่านได้ เวลาเดินทางเป็นฝูง และมีตัวไหนโดนทิ้งไว้ข้างหลัง หัวหน้าทีมห่านจะให้สัญญาณตัวที่เหลือส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจห่านตัวที่อยู่หลังสุด เพื่อให้มีแรงกายและแรงใจกลับเข้าขบวน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์ยังสามารถเรียนรู้จากนิสัยของนกอินทรีย์ ที่ชอบล่าเหยื่อที่ยังมีชีวิตเท่านั้น ซึ่งนำมาปรับใช้ในโลกแห่งการทำงานได้ว่า คนเป็นผู้นำจะต้องไม่ยึดติดอยู่แต่กับความสำเร็จเดิม ๆ ที่ผ่านมาแล้ว (ล่าแต่ซากสัตว์) แต่ควรให้ความสำคัญกับอนาคต (เป้าหมายที่ยังอยู่) เป็นต้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-36998" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T172426.864.webp" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร" width="600" height="370" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 370" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T172426.864.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-2024-01-23T172426.864-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์อาจเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความฉลาด และมีความศิวิไลซ์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ บนโลก แต่ต่อให้จะเก่งกาจเลิศล้ำแค่ไหน มนุษย์ก็สามารถเรียนรู้แง่มุม นิสัย หรือบุคลิกจากสัตว์หลากหลายชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน</span> Leadership Skills หรือทักษะความเป็นผู้นำ <span style="font-weight: 400;">ที่คนในตำแหน่งใหญ่โตระดับหัวหน้า ผู้บริหาร ผู้จัดการ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX.asia ขอยกตัวอย่างสัตว์ 8 ชนิดที่มนุษย์สามารถเรียนรู้เรื่อง Leadership Skills หรือทักษะความเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ผู้จัดการด้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งไม่เพียง HR หรือผู้นำในองค์กรเท่านั้นที่ควรรู้ แต่คนในวัยทำงานทุกคนก็ควรรู้ และนำไปปรับใช้ไม่แพ้กัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถเรียนรู้จากมีสัตว์ชนิดใดบ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้เลย</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;ลิงชิมแปนซี&#8221;</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13394 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-sane-noor-6938779-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="987" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 371">ในบรรดาสัตว์ทั้งหมด ลิงชิมแปนซีได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความเป็นผู้นำสูงอันดับต้น ๆ ลิงชิมแปนซีมีนิสัยชอบการสร้างสังคม ชอบอยู่ร่วมกับลิงจำนวนมาก และมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนลิงสูง แถมพวกมันยังมีเทคนิคในการเป็นผู้นำที่คาดไม่ถึงในการผูกมิตร การแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้ภายในขบวนลิงอยู่ใต้การปกครองอย่างสงบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครนึกไม่ออกว่าลิงชิมแปนซีมีความสามารถด้านความเป็นผู้นำสูงอย่างไร สามารถดูได้จากตัวละคร ซีซาร์ ผู้นำของเหล่าพิภพวานรจากภาพยนตร์ตระกูล </span><a href="https://www.imdb.com/title/tt1318514/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Rise of the Planet of the Apes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เลย</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;ฉลาม&#8221;</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13395 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-daniel-torobekov-11348767-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="1110" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 372">ฉลามอาจเคยได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายตัวร้ายที่ชอบกินมนุษย์ เพราะภาพยนตร์เรื่อง </span><a href="https://www.imdb.com/title/tt0073195/?ref_=fn_al_tt_1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Jaws</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด </span><a href="https://www.imdb.com/name/nm0000229/?ref_=tt_ov_dr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สตีเว่น สปีลเบิร์ก</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฉายภาพความน่ากลัวของมันจนผู้คนขยาดการเล่นน้ำมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 แต่จริง ๆ แล้วฉลามคือสิ่งมีชีวิตที่รักสงบ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร และไม่ได้ชอบทำร้ายมนุษย์เหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์กันด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉลามคือสัตว์ที่เป็นผู้ฟังที่ดี มีความสามารถในการอ่าน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220624-bodylanguage/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ภาษากาย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ๆ ได้ง่ายมาก ทั้งเพื่อนฉลามด้วยกันเองว่า แต่ละตัวกำลังรู้สึกอย่างไร ไปจนถึงสัตว์ใต้น้ำชนิดอื่นว่ากำลังคิดอย่างไรอยู่ นี่คือคุณสมบัติที่จำเป็นมากของการเป็นผู้นำ เพราะหากไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้คน มองทะลุเข้าไปถึงเนื้อแท้ของผู้คนในทีมไม่ออก ก็ยากที่จะได้รับความร่วมมือด้วยดี และไปจนถึงประสบความสำเร็จได้</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;เสือดาว&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13396 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-259434-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="961" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 373"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสือดาวเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าปรับตัวเร็วมาก ๆ มีความคล่องแคล่วว่องไวสูง (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220520-agile-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Agile</span></a><span style="font-weight: 400;">) สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลายสภาพแวดล้อม อยู่ในที่ราบก็ได้ อยู่บนต้นไม้ก็ได้ หรือถ้าจะต้องอาศัยในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำ ก็ปรับตัวและอยู่ได้ดีกว่าเสือโคร่งเสียอีก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงนี้เองที่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่คนในแวดวง HR รวมไปถึงในแวดวงการทำงานกำลังเรียกร้องให้ต้องมี ไม่เพียงแค่หัวหน้าหรือผู้นำคนเท่านั้นที่ต้องปรับตัวให้เร็วอยู่ได้ในทุกสภาวการณ์ แต่ยิ่งทุกคนในแวดวงการทำงานปรับตัวได้เร็วแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นแต้มต่อในการตัวรอดในโลกของการทำงานภายภาคหน้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;ห่าน&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13397 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-55832-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="907" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 374"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ห่านเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบสนับสนุนกันและกัน ให้กำลังใจกันและกัน และมักจะไปไหนมาไหนกันเป็นฝูง ด้วยการออกบินเป็นขบวนเสมอ ในระหว่างทาง หากมีห่านในฝูงเกิดตามไม่ทัน โดนทิ้งไว้ข้างหลัง หัวหน้าทีมจะหันกลับมาให้สัญญาณตัวที่เหลือ เพื่อส่งเสียงเชียร์ให้ห่านตัวที่อยู่หลังสุด ให้มีแรงกายแรงใจกลับเข้าขบวนจนได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไม่ทอดทิ้งลูกทีมไว้ข้างหลังคือคุณสมบัติที่ผู้นำควรมี และหากหัวหน้าทีมใดมีคุณสมบัติแบบนี้อยู่ล่ะก็ มั่นใจได้ว่าลูกน้องจะพร้อมทุ่มเท ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเกินควร</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 375"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span>ภาวะผู้นำหมายถึงอะไร</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากท่านต้องการพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กรของท่าน ท่านจะพัฒนาด้านใด รูปแบบใด ตามแนวคิดหรือทฤษฎีของใคร</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A:</span> ภาวะผู้นำ หรือ leadership skills เป็นทักษะที่เป็นที่ต้องการของทุกองค์กร ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าหรือไม่ก็ตาม</p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ leadership skills สามารถมีได้กับบุคคลในทุกตำแหน่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะผู้นำ หรือ leadership skills นั้น ถือเป็น skillset ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะย่อยต่างๆภายใต้ leadership skills เช่น ทักษะการฟังแบบ active listening ทักษะการจูงใจผู้อื่นเพื่อนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย (Influencing skills) ทักษะการโค้ช (coaching skill) ทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ (problem solving skill) และอื่นๆ ที่ประกอบรวมกันแล้ว ทำให้บุคคลผู้นั้นสามารถนำทีมหรือเพื่อนร่วมงานไปสู่เป้าหมายขององค์กรได้</span></p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/205?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8818" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 376"></a></p></blockquote>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;หมาป่า&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13398 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-162256-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="1110" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 377"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้บนโลกนี้จะมีคำเท่ ๆ ว่า หมาป่าเดียวดาย เอาไว้เปรียบเปรยถึงคนที่ชอบทำอะไรตามลำพัง แต่รู้หรือไม่ว่า หมาป่าคือสิ่งมีชีวิตที่ชอบทำงานเป็นทีม เพราะช่วยให้ปิดจ๊อบการล่าเหยื่อได้ง่ายกว่าการออกล่าอย่างเดียวดายเยอะเลย ต่อให้เหยื่อรายที่ว่านั้นจะตัวใหญ่กว่ามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถสู้ความสามัคคีของหมาป่าทั้งฝูงได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเป็นผู้นำเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรเรียนรู้ทักษะด้านการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำงานเป็นทีม</span></a><span style="font-weight: 400;">เข้าไว้ เพราะในโลกของการทำงาน ไม่มีใครสามารถทำงานตัวคนเดียวได้ แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และอยู่ร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;มด&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13399 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-egor-kamelev-2962774.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="872" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 378"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากดูจากภายนอก มดตัวเล็ก ๆ อาจดูอ่อนแอ แต่นี่คือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงกว่าที่คิดเมื่อเทียบกับขนาดของมัน และอย่างที่ทุกคนน่าจะทราบดีว่า มดเป็นสัตว์ที่ขยันที่สุดในโลกก็ว่าได้ หากมันมุ่งมั่นตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วล่ะก็ มันจะไม่หยุดจนกว่าจะประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับในการจะทำงานของมนุษย์ให้ประสบความสำเร็จแบบมด ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีความมุ่งมั่น ขมีขมัน มีโฟกัสที่แน่ชัดในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และที่สำคัญ ไม่หยุด ล้มเลิกเป้าหมายกลางคัน หากหัวหน้าทีมมีมันอยู่แล้วล่ะก็ จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนในทีมอย่างมุ่งหน้าไปหาความสำเร็จอย่างไม่ลดละแน่นอน</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;นกอินทรีย์&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13400 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-stephen-meyers-2635393-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="1200" height="675" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 379"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นกอินทรีย์ได้ชื่อว่ามีสายตาที่กว้างไกล มีมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วิสัยทัศน์</span></a><span style="font-weight: 400;">ในการมองเห็นที่ดีมาก ทำให้สามารถล่าเหยื่อที่อยู่ห่างไกลจากมันถึง 3 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราสามารถนำเรื่องนี้มาปรับใช้ในการทำงานได้อย่างไร ? คำตอบก็คือ นกอินทรีย์จะชอบล่าเหยื่อที่ยังมีชีวิตเท่านั้น ไม่สนใจเหยื่อที่เป็นซากไปแล้ว ซึ่งอาจสามารถพลิกแพลงมาใช้ในการทำงานได้ว่า คนเป็นผู้นำจะต้องไม่ยึดติดอยู่แต่กับความสำเร็จเดิม ๆ ที่ผ่านมา (ซากสัตว์) แต่ควรให้ความสำคัญกับอนาคต (เป้าหมายที่ยังอยู่) มากกว่านั่นเอง</span></p>
<h2>ผู้นำควรเรียนรู้อะไรจากสัตว์อย่าง &#8220;อีกา&#8221;</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13401 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/pexels-pixabay-53187-scaled.jpg" alt="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร " width="987" height="740" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 380"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สัตว์ปีกอีกชนิดอย่างอีกา อาจมีภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงอยู่กับความตาย เรื่องผี เรื่องวิญญาณ ซึ่งไม่เป็นมงคลเท่าไหร่ แต่คุณสมบัติเด่นของอีกาที่ทุกคนควรนำมาปรับใช้มาก ๆ คือความตรงต่อเวลา เพราะถ้าถึงเวลาต้องหาอาหารหรือล่าเหยื่อล่ะก็ พวกมันก็จะออกปฏิบัติการตรงเวลา และรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนต่างรู้ดีว่า การตรงต่อเวลาสำคัญต่อการทำงานและการใช้ชีวิตเพียงใด ดังนั้นเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย นี่คือคุณสมบัติชั้นดีที่ผู้นำ และทุกคนควรมี</span></p>
<h2>เสริมทักษะความเป็นผู้นำให้หัวหน้า HR ผู้บริหาร ผู้จัดการจากที่ไหนดี</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจคิดว่า ความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวแต่ละคนอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าความเป็นผู้นำสามารถสร้างขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีทันสมัยขึ้นจากแต่ก่อนแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยหาก HR คนไหนไม่รู้ว่าจะหาทางฝึกฝนด้านความเป็นผู้นำให้คนในองค์กรอย่างไร สามารถค้นหาได้ในแพลตฟอร์ม </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทางลิงก์นี้ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแพลตฟอร์ม HREX มีหมวดผลิตภัณฑ์และบริการประเภท Training &amp; Coaching หรือผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการการฝึกอบรมและการโค้ช ซึ่งจะช่วยเจียระไนพนักงานในองค์กรให้กลายเป็นเพชรเม็ดงาม แล้วช่วยกันนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ หนึ่งในนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากต้องการค้นหาว่า ผลิตภัณฑ์ใดจะช่วยสร้างเสริมความเป็นผู้นำให้คนในองค์กรได้อย่างเห็นผลบ้าง สามารถลองมาค้นหาได้ทาง<a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลิงก์นี้ </a></span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เรียนรู้นิสัยของสัตว์แต่ละชนิด ช่วยเสริมความเป็นผู้นำให้ HR ผู้บริหาร ผู้จัดการได้อย่างไร 381"></a></p>
<h2>สรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ธรรมชาติคือแหล่งเรียนรู้ของมนุษย์ชั้นดี มนุษย์เราสามารถเรียนรู้สัตว์หลากหลายชนิด เพื่อนำมาปรับใช้ในการใช้ชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำและ HR ที่ดีต้องไม่หยุดเรียนรู้ และควรหาโอกาสเสริมทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership Skills) ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากทำเช่นนั้นได้ โอกาสที่จะเข้าใกล้ความสำเร็จจะมาถึงในเร็ววันอย่างแน่นอน</span></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">Sources:</p>
<ul>
<li><a href="https://www.skilldemand.com/8-spirit-animals-for-leadership-in-human-resources-management/" target="_blank" rel="noopener">Skill Demand</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221108-rebrand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2022 06:51:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[รีแบรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[Rebrand]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221108-rebrand/</guid>

					<description><![CDATA[การรีแบรนด์เป็นกลยุทธ์ที่หลายองค์กรเลือกใช้เมื่อต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ แต่การรีแบรนด์ (Rebrand) ที่ปราศจากการวางแผนอาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึง HR ควรทำอย่างไร​ อ่านฟรีที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong><span style="color: #000000;">HIGHLIGHT</span></strong></p>
<ul>
<li>การรีแบรนด์ (Rebrand) คือการที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ, ข้อบังคับ, การออกแบบตกแต่ง หรือองค์ประกอบใด ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่ถ่ายทอดไปสู่สังคมให้แตกต่างจากของเดิม</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400; color: #000000;">เพราะกระแสโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เคยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอดีตอาจใช้ไม่ได้ผลในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องนึกถึงการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้เห็นถึงพัฒนาการซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นโดยตรง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรีแบรนด์ (Rebrand) อาจเกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้ เช่น เมื่อองค์กรเจอกระแสลบจนชื่อเดิมไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกต่อไป หรือกรณีของการควบรวมบริษัทที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารหรือวิสัยทัศน์เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรีแบรนด์ (Rebrand) จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุมเพราะถ้าเราได้ฐานลูกค้าใหม่แต่ทำให้ฐานลูกค้าเก่าไม่พอใจก็มีโอกาสสูงที่เราจะสูญเสียตัวตนดั้งเดิมขององค์กรไปเลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400; color: #000000;">นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าแล้ว การอธิบายวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดหลังการรีแบรนด์ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนเพราะพนักงานของเราไม่สามารถรับมือได้ การรีแบรนด์ก็จะล้มเหลวและทำให้องค์กรต้องสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41607" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T173751.812.webp" alt="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร" width="600" height="370" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 382" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T173751.812.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T173751.812-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรีแบรนด์เป็นกลยุทธ์ที่หลายองค์กรเลือกใช้เมื่อต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ แต่การ <strong>รีแบรนด์ (Rebrand)</strong> ที่ปราศจากการวางแผนอาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึง เช่น การสูญเสียตัวตน (Identities) จนทำให้ลูกค้าเดิมผิดหวัง หรือแม้แต่การเกิดวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ที่ขัดแย้งกับของเดิม ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้เกิดผลกำไรแล้ว ยังทำให้สูญเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลาโดยไม่จำเป็นอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรีแบรนด์ที่ดีจึงต้องมาพร้อมกับการวางแผนอย่างรัดกุม ดังนั้นมีสัญญาณเตือนใดบ้างที่บอกว่าองค์กรของคุณกำลังล้าสมัย หรือมีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้คุณต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์โดยไม่รู้ตัว อ่านทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการ Rebrand ได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;"></span></p>
<h2><span style="color: #000000;">การรีแบรนด์ (Rebrand) คืออะไร</span></h2>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13351 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Rebranding20Why20is20it20important.jpg" alt="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร" width="626" height="292" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 383"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรีแบรนด์หมายถึงการที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ, ข้อบังคับ, การออกแบบตกแต่ง หรือองค์ประกอบใด ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนภาพจำที่ถ่ายทอดไปสู่สังคมให้แตกต่างจากของเดิม ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากการพยายามตามกระแสโลก, ปัญหาภายใน หรือการขยายกิจการก็ตาม โดยเราสามารถแยกลักษณะของการรีแบรนด์ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่</span></p>
<p><span style="color: #000000;">1. การรีแบรนด์จากภายใน (Internal Rebrand) : <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการที่องค์กรเปลี่ยนแปลงวัฒธรรม,​กฎเกณฑ์ หรือวิธีทำงานจนแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เกิดจากการมีปัญหาภายในและการพิสูจน์ทราบว่าการทำงานแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองเป้าหมายขององค์กรได้อีกต่อไป</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;">2. การรีแบรนด์จากภายนอก (External Rebrand) :<span style="font-weight: 400;"> หมายถึงการเปลี่ยนชื่อ, เปลี่ยนโลโก้ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เป็นภาพจำเดิมในพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการขยายธุรกิจซึ่งจำเป็นต้องลบล้างภาพจำแบบเดิม</span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">นอกเหนือจากในแง่รูปแบบแล้ว การรีแบรนด์ยังจำแนกในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับงาน โดยอธิบายได้ดังนี้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">1. การรีแบรนด์เชิงรุก (Proactive Rebrand) :<span style="font-weight: 400;"> หมายถึงการรีแบรนด์ตามกลยุทธ์เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปข้างหน้า เป็นการปรับภาพลักษณ์จากเหตุผลในด้านบวก</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;">2. การรีแบรนด์เชิงรับ (Reactive Rebrand) :<span style="font-weight: 400;"> หมายถึงกรณีที่แบรนด์ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยสาเหตุที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านกฎหมาย, ความบาดหมางในองค์กร, การควบกิจการ, การยุบแผนก หรือสถานการณ์ทางสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราโดยตรง</span></span></p>
<h2><span style="color: #000000;">สาเหตุของการรีแบรนด์ (Rebrand) คืออะไร</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">ดังที่กล่าวไปข้างต้น มีสาเหตุมากมายที่ทำให้องค์กรต้องตัดสินใจรีแบรนด์ แต่สาเหตุส่วนใหญ่มักอธิบายได้ดังนี้</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">กลุ่มเป้าหมาย (Target Audiences) เปลี่ยนไป</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">ถ้าเรามีวัตถุประสงค์ในการหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ หรือต้องการให้ฐานลูกค้าของเรากว้างขึ้น การพัฒนาภาพลักษณ์ขององค์กรให้ตอบโจทย์คนหมู่มากเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ แม้ภาพลักษณ์แบบเดิมจะมีฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม องค์กรต้องปรับภาพลักษณ์โดยคำนึงถึงฐานลูกค้าเดิม เพราะถ้าเปลี่ยนเพื่อเอาใจคนกลุ่มใหม่อย่างเดียวก็เป็นเหมือนการปฏิเสธคนเก่า ๆ เช่นกัน ทั้งนี้นอกจากการรีแบรนด์เชิงกระบวนการแล้ว องค์กรก็ต้องยกระดับช่องทางสื่อสาร (Channel) ให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าใหม่ตามไปด้วย</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">เพื่อประโยชน์ในการแข่งขัน (Competition) </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">องค์กรบางแห่งจะเลือกเปลี่ยนภาพลักษณ์เมื่อต้องการย้ายไปแข่งในตลาดใหม่ ๆ หรือหลีกเลี่ยงคู่แข่ง เช่นเมื่อสินค้าของเราซึ่งเคยมีตลาดแคบ ๆ กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง (Mass Market) จนมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็เป็นการดีกว่าที่องค์กรจะสร้างทางเดินใหม่ ๆ แทนที่จะมากัดฟันสู้กับแนวทางที่อาจต้องเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้การปรับภาพลักษณ์ให้เร็วยังเปิดโอกาสให้เราประสบความสำเร็จในเส้นทางใหม่ ๆ ก่อนคนอื่น</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9557 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 384"></span></p>
<h3><span style="color: #000000;">เพื่อปรับตัวตามความต้องการของตลาดให้มากขึ้น</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">กรปรับตัวตรงนี้ไม่ได้หมายถึงด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงค่านิยมบางอย่างในสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย เช่นเราอาจเคยเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการส่งออกเนื้อสัตว์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระแสการบริโภคอาหารคลีนได้รับความนิยมมากขึ้นจนกลุ่มเป้าหมายเดิมของเราหันไปหาวิถีใหม่กันหมด ดังนั้นการรีแบรนด์ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราดึงกลุ่มเป้าหมายเดิมกลับมา และเจาะกลุ่มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย </span></p>
<h3><span style="color: #000000;">เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กร (Vision)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">กรณีนี้มักเกิดขึ้นเมื่อองค์กรเปลี่ยนผู้บริหาร, เข้าตลาดหุ้น หรือควบรวมกับบริษัทอื่น ๆ ที่ทำให้วัฒนธรรมองค์กรเดิมต้องเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้บริหารใหม่จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">เพื่อกู้ชื่อเสียง (Reputation)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">บางครั้งบริษัทก็ต้องเสียชื่อเสียงไปกับเหตุการณ์ในอดีตและไม่สามารถกู้ชื่อกลับมาได้เลยหลังเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ก็เป็นการลบล้างภาพจำเดิม ๆ ทำให้คนได้เห็นองค์กรในแง่มุมใหม่ ๆ ที่เปิดใจยอมรับได้ง่ายขึ้นนั่นเอง</span></p>
<h2><span style="color: #000000;">การรีแบรนด์ (Rebrand) องค์กรที่มีประสิทธิภาพมีขั้นตอนตอนอย่างไร</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">หากคุณต้องการปรับภาพลักษณ์องค์กร ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">ต้องรู้ก่อนว่าค่านิยมองค์กร (Core Value) เป็นอย่างไร</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การรู้ว่าองค์กรมีเป้าหมายอย่างไรคือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้ว่าควรขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางไหน หากเรายังไม่มีค่านิยมองค์กร ก็ควรจัดประชุมทีมเพื่อค่อย ๆ สร้างภารกิจ (Mission) มาวิเคราะห์รายละเอียดจนออกมาเป็นกลยุทธ์ (Strategies) ที่เหมาะกับการทำงาน และสร้างความคาดหวังที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">ร่างแผนการทำงานให้ครอบคลุม</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การปรับภาพลักษณ์องค์กรแต่ละครั้งควรมาพร้อมกับความเข้าใจในรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครอบคลุม เพราะการรีแบรนด์ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสิ่งที่คนเห็น (Visible Parts) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีทำงาน, <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/">วัฒนธรรมองค์กร</a> ฯลฯ ดังนั้นถ้าเราตั้งใจว่าจะเปลี่ยนเฉพาะชื่อหรือโลโก้ ก็ต้องแน่ใจว่ามันไม่โดดจากของเดิม หรือฉีกจากรูปแบบการทำงานขององค์กรจนเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การปรับภาพลักษณ์องค์กรอาจหมายถึงการเดินไปข้างหน้าก็จริง แต่เราย่อมรู้ดีว่าในการทำงานแต่ละครั้ง ย่อมมีรูปแบบการทำงานที่เราคุ้นเคย หรือมีเอกลักษณ์แบบใดบ้างที่เหมาะกับองค์กรดีอยู่แล้ว การให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นจะทำให้เรามีรากฐานที่แข็งแรงเพื่อเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายในอนาคต อนึ่งการปรับภาพลักษณ์ยังทำให้เราได้ทบทวนว่ามีแผนกหรือวิธีทำงานแบบใดบ้างที่ล้าสมัย  ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนรีแบรนด์ต้องกล้าที่จะ “ตัด” องค์ประกอบบางอย่างขององค์กรไปไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ใหญ่แค่ไหน ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9002 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/25dd48fc17fe39fe45ef0c4f0191a3cb.jpg" alt="การพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืน (Sustainable Organization)" width="500" height="334" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 385"></span></p>
<h3><span style="color: #000000;">สำรวจคู่แข่ง</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การวิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียดจะทำให้เราเข้าใจตลาดมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งความเข้าใจนี้จะทำให้เราทันสมัย ทันเหตุการณ์ และสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดมากที่สุด อย่าลืมว่าเราทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน การ “รู้เขารู้เรา” เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในเวลาเดียวกันเราก็ย่อมถูกตรวจสอบและวิเคราะห์โดยละเอียดจากคู่แข่งอยู่ดี</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">รับฟังความคิดเห็น</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การปรับภาพลักษณ์องค์กรส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย ดังนั้นเมื่อได้แผนงานในภาพรวมแล้ว เราต้องสอบถามความเห็นทั้งจากกลุ่มผู้บริหาร, กลุ่มผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่ทีมงานทุกระดับ เพราะคนที่ทำงานจริงจะสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ว่าองค์กรของเรามีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้กระบวนการปรับภาพลักษณ์สัมฤทธิ์ผล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">HR สามารถใช้การทำแบบสำรวจภายในองค์กร (Internal Survey) โดยอาจใช้แบบไม่ระบุตัวตนเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือแม้แต่จัดประกวดเพื่อเลือกโลโก้และสโลแกนองค์กร (Company’s Motto) แบบใหม่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม (Interaction) มากกว่าปล่อยให้พนักงานเป็นเพียงผู้ตาม (Follower) เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การอธิบายเรื่องรีแบรนด์กับพนักงานควรใช้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบออนไลน์หรือออฟไลน์เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกเพศทุกวัยสามารถรับรู้ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องย้ำวิสัยทัศน์องค์กรระยะยาวออกไปเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าความพยายามทั้งหมดจะพาองค์กรไปอยู่ตรงจุดใด ซึ่งอาจตั้งหัวหน้าทีม (Leader) มาดูแลเรื่องรีแบรนด์โดยตรง</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">ประเมินผลการรีแบรนด์</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">เมื่อการรีแบรนด์เกิดขึ้นไปสักระยะ เราต้องวัดผลว่าการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับที่ตั้งเป้าเอาไว้หรือไม่ ซึ่งเราสามารถปรับปรุงได้หากเห็นข้อผิดพลาดหรือมีแนวทางอื่น ๆ ที่ช่วยให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<h2><span style="color: #000000;">ประเภทของการรีแบรนด์</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การเปลี่ยนภาพลักษณ์มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และทิศทางที่อยากให้องค์กรเป็น โดยสามารถแบ่งให้เห็นภาพได้ดังนี้</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">การเปลี่ยนโดยสมบูรณ์ (Completely Change) </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">หมายถึงการเปลี่ยนทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งชื่อ, โลโก้, สโลแกน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการใช้กลยุทธ์นี้แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ได้ผลมากหากวางแผนได้ดี กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์อาจทำให้ฐานลูกค้าเดิมไม่พอใจ ดังนั้นเราต้องทำให้อีกฝ่ายเห็นอย่างจริงใจที่สุดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดประโยชน์กับองค์กรและผู้บริโภคมากกว่าเดิมแค่ไหน เพื่อโน้มน้าวให้ทุกคนพร้อมปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจไม่เคยเจอมาก่อน</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">การเปลี่ยนแปลงบางส่วน (Partial Rebrand)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">หมายถึงการที่องค์กรเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แต่ยังเก็บบางส่วนที่มีประโยชน์เอาไว้ซึ่งจะช่วยลดงบประมานได้มาก โดยขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการหาคำตอบอย่างรัดกุมว่าจุดที่องค์กรทำได้ดีแล้วคืออะไร สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่หรือไม่ และมีสิ่งใดบ้างที่ขัดแย้งจนจำเป็นต้องทิ้งไปโดยเร็ว จุดสำคัญของการรีแบรนด์แบบนี้คือการหลีกเลี่ยงทั้งในแง่ของ “การเปลี่ยนแปลงมากไป” และ “การเปลี่ยนแปลงน้อยไป”</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยกเว้นชื่อ</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การเปลี่ยนแปลงแบบนี้เหมาะกับองค์กรที่มีฐานลูกค้าแข็งแรง ติดตลาด แต่ต้องการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกมากขึ้น และคิดว่าการใช้ชื่อเดิมยังมีประโยชน์มากกว่าการไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น อนึ่งการปรับภาพลักษณ์แบบนี้ควรเลือกสีหรือรูปแบบโลโก้ให้สอดคล้องกับของเดิมเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลัง (Energy) ความทันสมัย (Modernize) และความมุ่งมั่น (Passion) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นการปรับเล็กๆ น้อย ๆ เพื่อเพิ่มความสดใหม่ (Refreshing) ก็ได้</span></p>
<h3><span style="color: #000000;">การเปลี่ยนแปลงแบบมีวิวัฒนาการ (Evolution)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การเปลี่ยนแปลงแบบนี้คือการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงความกังวลของฐานลูกค้าเดิมหรือแม้แต่พนักงานภายในทีมที่อาจรับไม่ได้หากองค์กรต่างจากเดิมไปแบบก้าวกระโดด วิธีการก็คือค่อย ๆ เปลี่ยนทีละส่วนเริ่มจากชื่อ, โลโก้, สโลแกนและทิ้งเวลาไว้สักนิดหนึ่งเพื่อให้คนรู้สึกคุ้นเคยแล้วจึงเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ ตามมาทีละลำดับ วิธีนี้จะทำให้ทุกฝ่ายพร้อมปรับตัวรับการรีแบรนด์มากกว่าการแก้ไขทุกอย่างพร้อมกันในรอบเดียว</span></p>
<h2><span style="color: #000000;">ตัวอย่างการรีแบรนด์ (Rebrand) ที่ประสบความสำเร็จ</span></h2>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;">Dunkin’s Donuts เป็น Dunkin’ : <span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของการรีแบรนด์โดนัทยอดนิยมจากอเมริกาที่มีสาขาในเมืองไทยเช่นกัน คือการรีแบรนด์ที่ไม่ทิ้งของเก่า แต่เป็นการทำให้สดใหม่ (Refresh) ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยคุณแดน วีลเลอร์ (Dan Wheeler) รองประธานฝ่ายกลยุทธ์เผยว่าร้านโดนัทของพวกเขาจะเปลี่ยนไปเน้นเรื่องความคุ้มค่าของราคา และความสะดวกซื้อ ดังกิ้นโฉมใหม่จะไม่ใช่ร้านสำหรับนั่งแช่ 50 นาทีอีกต่อไป แต่เป็นร้านที่ลูกค้าใช้เวลาประมาณ 5 นาทีต่างหาก ซึ่งแนวทางนี้ทำให้บริษัทเติบโตกว่าช่วงก่อนรีแบรนด์ถึงกว่า 2 เท่าเลยทีเดียว</span></span></li>
</ul>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13352 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/25_Dunkin_Before_After-scaled.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="385" height="216" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 386"></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;">ศรีจันทร์ (Srichand) :<span style="font-weight: 400;"> แบรนด์สุดคลาสิคของไทยเมื่อพูดถึงเรื่องการปรับภาพลักษณ์ โดยวิธีที่แบรนด์เลือกใช้คือการสร้างภาพจำของผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน บอกชื่อไปแล้วคนต้องรู้เลยว่าคืออะไร ใช้งานอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งการ Rebrand ของศรีจันทร์ผ่านการ</span><a style="color: #000000;" href="https://www.marketingoops.com/news/biz-news/rebranding-by-srichand-cosmatics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ลงโฆษณา</span></a><span style="font-weight: 400;">เพียง 7 วัน ได้ทำให้ยอดขายสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เท่าตัว</span></span></li>
</ul>
<p><span style="color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13353 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/12/Screenshot-2565-12-08-at-13.46.35.png" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="479" height="308" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 387"></span></p>
<h2><span style="color: #000000;">บทสรุป</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">จะเห็นว่าเป้าหมายของการรีแบรนด์ไม่ใช่การทิ้งทุกอย่างและเริ่มต้นใหม่โดยสิ้นเชิงแต่เป็นการมองให้ลึกลงไปในองค์กรว่ามีสิ่งใดบ้างที่ดีอยู่แล้วและควรเก็บไว้ หรือมีสิ่งใดบ้างที่สามารถตัดทิ้งได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #000000;">การปรับตัวถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ในกระแสสอดคล้องกับพฤติกรรมในภาพรวมที่ช่วยให้เราสามารถ สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรีแบรนด์ เราต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าองค์เราจำเป็นต้องปรับภาพลักษณ์จริงหรือไม่ หรือแค่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการทำงานบางส่วนให้ดีขึ้นก็พอ</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="การรีแบรนด์ (Rebrand) กลยุทธ์สร้างความสดใหม่ให้องค์กร 388"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong><span style="color: #000000;">Sources </span></strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;"><a style="color: #000000;" href="https://indeedhi.re/3Y811rU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3Y811rU</span></a></span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;"><a style="color: #000000;" href="https://indeedhi.re/3FCMzkN" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3FCMzkN</span></a></span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;"><a style="color: #000000;" href="https://bit.ly/33mSlB8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/33mSlB8</span></a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/121118-multi-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2022 07:16:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Multi Skill]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/121118-multi-skills/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Multi Skills หมายถึงการที่พนักงานคนหนึ่งทำอะไรได้หลายอย่าง Multi Tasking หมายถึงการทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียว ประเด็นทั้งสองนี้ควรถูกพัฒนาไปพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกในปัจจุบันทำให้ทักษะบางอย่างที่เคยใช้ได้ผลกลายเป็นเรื่องตกยุค คนต้องหาความรู้เพิ่มมากขึ้นเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทในโลกการทำงานมากกว่าที่เคย กระแสการลาออกครั้งใหญ่ทำให้พนักงานในระบบน้อยลง การมีพนักงานที่ทำหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งอย่างจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ การให้พนักงานหนึ่งคนทำหน้าที่หลายอย่าง จำเป็นต้องให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้นแต่รวมถึงสวัสดิการด้านอื่นที่จะช่วยให้ทำงานคล่องตัวขึ้น ทักษะ Multi Skills และ Multi Tasking เป็นของคู่กัน หากเรามีทักษะหลากหลายแต่ไม่รู้วิธีบริหารจัดการให้ถูกต้อง ทักษะเหล่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย ต้องยอมรับว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่สามารถพัฒนาเป็นคนที่มีทักษะหลากหลายได้ และนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นพนักงานที่ไร้คุณภาพ องค์กรที่ดีต้องรู้จักให้คุณค่าและเลือกใช้พนักงานให้เหมาะสมที่สุด สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงานในปัจจุบันคือการรู้ว่าทักษะบางอย่างที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นทักษะที่ไร้ประโยชน์เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนไป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอทางออกว่าหากเราต้องการเอาชนะในตลาดแรงงาน และยัง “คงคุณค่า” ที่ภูมิใจเอาไว้ เราต้องหาวิธีเพิ่มทักษะที่มีให้กลายเป็นคน Multi Skills ที่ทำได้หลายอย่างและสามารถบูรณาการความรู้เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราสามารถเปลี่ยนองค์กรให้ส่งเสริมการสร้างทักษะที่หลากหลายมากขึ้นได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ Multi Skills สำคัญกับการทำงานในปัจจุบันอย่างไร ในโลกปัจจุบันที่รูปแบบการทำงาน ทัศนคติ ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรวมเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด เราต่างคุ้นเคยกับการอธิบายว่าทักษะการทำงานแบบเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แม้จะเป็นวิธีทำงานที่เคยช่วยให้เราประสบความสำเร็จมาแล้วก็ตาม ดังนั้นสิ่งสำคัญของคนทำงานยุคนี้คือการเรียนรู้ทักษะให้หลากหลาย ซึ่งอาจอยู่ในสภาวะของ “เป็ด” ที่ไม่จำเป็นต้องชำนาญ (Master) เป็นพิเศษก็ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจมากพอให้สามารถนำความรู้นั้น ๆ ไปประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพก็พอ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li aria-level="1">Multi Skills หมายถึงการที่พนักงานคนหนึ่งทำอะไรได้หลายอย่าง Multi Tasking หมายถึงการทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียว ประเด็นทั้งสองนี้ควรถูกพัฒนาไปพร้อมกัน</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกในปัจจุบันทำให้ทักษะบางอย่างที่เคยใช้ได้ผลกลายเป็นเรื่องตกยุค คนต้องหาความรู้เพิ่มมากขึ้นเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทในโลกการทำงานมากกว่าที่เคย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กระแสการลาออกครั้งใหญ่ทำให้พนักงานในระบบน้อยลง การมีพนักงานที่ทำหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งอย่างจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การให้พนักงานหนึ่งคนทำหน้าที่หลายอย่าง จำเป็นต้องให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้นแต่รวมถึงสวัสดิการด้านอื่นที่จะช่วยให้ทำงานคล่องตัวขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทักษะ Multi Skills และ Multi Tasking เป็นของคู่กัน หากเรามีทักษะหลากหลายแต่ไม่รู้วิธีบริหารจัดการให้ถูกต้อง ทักษะเหล่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่สามารถพัฒนาเป็นคนที่มีทักษะหลากหลายได้ และนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นพนักงานที่ไร้คุณภาพ องค์กรที่ดีต้องรู้จักให้คุณค่าและเลือกใช้พนักงานให้เหมาะสมที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13159" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-18-at-13.48.16.png" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="555" height="365" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 402"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำงานในปัจจุบันคือการรู้ว่าทักษะบางอย่างที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นทักษะที่ไร้ประโยชน์เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนไป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอทางออกว่าหากเราต้องการเอาชนะในตลาดแรงงาน และยัง “คงคุณค่า” ที่ภูมิใจเอาไว้ เราต้องหาวิธีเพิ่มทักษะที่มีให้กลายเป็นคน Multi Skills ที่ทำได้หลายอย่างและสามารถบูรณาการความรู้เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถเปลี่ยนองค์กรให้ส่งเสริมการสร้างทักษะที่หลากหลายมากขึ้นได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Multi Skills สำคัญกับการทำงานในปัจจุบันอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13161 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/file-20181212-110231-10d68up.jpg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="926" height="617" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 403"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันที่รูปแบบการทำงาน ทัศนคติ ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรวมเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด เราต่างคุ้นเคยกับการอธิบายว่าทักษะการทำงานแบบเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แม้จะเป็นวิธีทำงานที่เคยช่วยให้เราประสบความสำเร็จมาแล้วก็ตาม ดังนั้นสิ่งสำคัญของคนทำงานยุคนี้คือการเรียนรู้ทักษะให้หลากหลาย ซึ่งอาจอยู่ในสภาวะของ “</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/polymath-advantages/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เป็ด</span></a><span style="font-weight: 400;">” ที่ไม่จำเป็นต้องชำนาญ (Master) เป็นพิเศษก็ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจมากพอให้สามารถนำความรู้นั้น ๆ ไปประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง </span><a href="https://www.wtwco.com/en-US/About-Us/office-locations" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">WTW</span> </a><span style="font-weight: 400;">ได้เผยผลวิจัยที่ระบุว่า </span>Multi Skills มีความสำคัญสูงขึ้นถึง 85% ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้องค์กรต้องเร่งหาพนักงานรุ่นใหม่ที่พร้อมปรับตัวและหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้งานประสบความสำเร็จ<span style="font-weight: 400;"> โดยคุณฮาเซล ลีซ์ (Hazel Rees) ผู้นำของ WTW ประจำทวีปยุโรปให้ความเห็นว่า “บริษัทในทุกสายงานกำลังเผชิญกับความกดดันในการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/"><span style="font-weight: 400;">Retention</span></a><span style="font-weight: 400;">) และสรรหาพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/"><span style="font-weight: 400;">Recruiting</span></a><span style="font-weight: 400;">) โดยปัญหานี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้” ด้วยเหตุผลนี้ องค์กรที่ก้าวไม่ทันกระแสโลก ก็มีโอกาสถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ทันตั้งตัว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/10-future-skills-conicle/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-12463 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/1232431.png" alt="10 ทักษะที่ต้องมีก่อนปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ Double Disruption" width="600" height="370" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 404"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/10-future-skills-conicle">10 ทักษะที่ต้องมีก่อนปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ Double Disruption</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานเดียวกันนี้ยังได้ยกตัวอย่างผลสำรวจจากประเทศอังกฤษที่กล่าวว่า ปี 2022 มีบริษัทถึง 58% ที่เจอปัญหาในการหาพนักงานใหม่ เพิ่มขึ้นจากปี 2021 (39%) และปี 2020 (17%) ถึงกว่าเท่าตัว เช่นเดียวกับความต้องการลาออกในปัจจุบันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 60% เลยทีเดียว</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">สถิติดังกล่าวสอดคล้องกับการมีทักษะหลากหลาย (Multi Skills) อย่างไร ?​ </span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือเมื่อพนักงานมีแนวโน้มลดลง องค์กรย่อมมองหาพนักงานที่สามารถทำงานได้หลายอย่าง เช่น หากพนักงานที่มีอยู่เดิมสามารถทำหน้าที่ของคนที่ลาออกไปได้ หรือพนักงานที่เซ็นสัญญาเข้ามาใหม่สามารถปิดช่องโหว่ของคนได้มากกว่าหนึ่ง ก็แปลว่าองค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก อย่างไรก็ตามการใช้พนักงานในบริบทนี้ต้องมีการพูดคุยเรื่องผลตอบแทนอย่างเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน แต่หมายรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะสนับสนุนให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">WTW ได้สรุปว่าหลักการเพิ่มทักษะพนักงานในยุค The Great Resignation ให้เป็นคน Multi Skills นอกจากเหนือจากการ Reskills และ Upskills ก็คือการจัดลำดับสิ่งรอบตัวใหม่ (Reshuffle) และเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่สร้างคุณค่า (Reprioritisation) ให้กับการทำงานได้จริง ๆ เท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13162 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/main-qimg-967d580d60f831ca9791709cad467671-pjlq.jpeg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="602" height="339" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 405"></p>
<h3><i>Multi Tasking เกี่ยวข้องกับ Multi Skills อย่างไร ?</i></h3>
<p><i>สองคำนี้มีความหมายต่างกัน</i><i><span style="font-weight: 400;"> โดยเราสามารถอธิบายตามคำแปลแบบตรงตัวได้เลยว่า Multi Tasking หมายถึงการทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียว ขณะที่ Multi Skills หมายถึงการที่พนักงานคนหนึ่งทำอะไรได้หลายอย่าง ประเด็นทั้งสองนี้ควรถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก </span></i><a href="https://hbr.org/2010/12/you-cant-multi-task-so-stop-tr" target="_blank" rel="noopener"><i><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></i></a><i><span style="font-weight: 400;"> อธิบายว่าคนที่ทำงานหลายอย่างแต่ไม่มีทักษะมากพอ จะทำให้ประสิทธิภาพงานลดลงถึง 40% ขณะเดียวกันคนที่มีทักษะหลายอย่างแต่ไม่รู้วิธีบริหารจัดการ ก็จะไม่สามารถนำความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน </span></i></p>
<h2>Multi Skills มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพแวดล้อมของการทำงานที่เปลี่ยนไปทำให้ความคาดหวัง (Expectation) ของพนักงานและองค์กรเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยบริษัท  </span><a href="https://www.nttftrg.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Nettur Technical Training Foundation (NTTF)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้กล่าวในการเสวนาหัวข้อ </span>“ทักษะที่จำเป็นกับการทำงานแบบยืดหยุ่นและเน้นผลลัพธ์แห่งอนาคต” <span style="font-weight: 400;">ว่า เราอาจถูกว่าจ้างมาด้วยกลุ่มทักษะอย่างหนึ่ง แต่การยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นพนักงานที่ดีขึ้นจำเป็นต้องมีทักษะหลากหลายกว่านั้น </span>คนที่ทำได้หลายอย่างแต่ไม่ชำนาญสักอย่างจะสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ดีกว่าคนที่ชำนาญเพียงเรื่องเดียว<span style="font-weight: 400;">อย่างมีนัยสำคัญ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/polymath-advantages/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28943" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/เป็ด.png" alt="รู้ลึกหรือรู้กว้างดีกว่ากัน? จุดแข็งของคนนิสัยเป็ดแห่งศตวรรษที่ 21" width="600" height="370" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 406" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/เป็ด.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/เป็ด-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/polymath-advantages/">รู้ลึกหรือรู้กว้างดีกว่ากัน? จุดแข็งของคนนิสัยเป็ดแห่งศตวรรษที่ 21</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">Multi Skills ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการทำงานอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมันได้กลายมาเป็นวิถีชีวิต (Way of Life) อย่างหนึ่งไปแล้ว เพราะวิวัฒนาการของเทคโนโลยีได้ทำให้การบูรณาการทางความรู้เกิดได้ง่ายขึ้น เช่น คนทั่วไปก็สามารถซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เองผ่านการดูขั้นตอนทางคลิปออนไลน์ หรือแม้แต่มุมมองด้านจิตใจที่เรามีโอกาสได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนอื่นที่มาแลกเปลี่ยนกันในสื่อโซเชียลมากกว่าที่เคย ดังนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในยุคนี้ให้ค่ากับการทำได้หลายอย่างมาก ๆ และคนที่ไม่คิดจะหาทักษะเพิ่มเติมจะถูกมองว่าเป็นปัญหา เพราะเรามีแหล่งความรู้ (Sources of Knowledge) ที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการให้คุณค่าต่อ Multi Skills ทำให้เกิดทัศนคติที่เป็นประโยชน์กับการทำงานใน 2 แง่มุม คือ 1.) ทำให้คนอยากพัฒนาตัวเอง และ 2.) ทำให้องค์กรพยายามยกระดับการอบรมพนักงานให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ซึ่งถ้าองค์ประกอบทั้งสองนี้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13163 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/90.jpeg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="600" height="400" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 407"></p>
<h3>ประโยชน์ของ Multi Skills ต่อบุคลากร</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีทักษะหลายอย่างจะมีโอกาสในหน้าที่การงานและร่วมมือกับผู้อื่นได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีทักษะหลายอย่างจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะนำทักษะแต่ละอย่างมาส่งเสริมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีทักษะหลายอย่างจะมีความมั่นคงในอาชีพ (Job Security) มากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีทักษะหลายอย่างจะเข้าใจธุรกิจในองค์รวมมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีทักษะหลายอย่างจะมีพัฒนาการ และปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น</span></li>
</ul>
<h3>ประโยชน์ของ Multi Skills ต่อองค์กร</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีพนักงาน Multi Skills จำนวนมากจะสามารถวางแผนงานได้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีพนักงาน Multi Skills จำนวนมากจะสามารถสลับหน้าที่ (Transition) และประสานงาน (Collaboration) ได้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีพนักงาน Multi Skills จำนวนมากจะให้ผลประกอบการที่ดีขึ้น และมีวิธีทำงานแบบใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีพนักงาน Multi Skills จำนวนมากจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีพนักงาน Multi Skills จำนวนมากจะไม่เจอปัญหาเรื่องการสร้างผู้นำ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ขัดขวางการเติบโตของหลาย ๆ องค์กรในปัจจุบัน</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-8787 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0826.jpg" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0826.jpg 1200w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0826.jpg 768w" alt="0826" width="550" height="289" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 408"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Learning Mindset to build workforce agility : สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Multi Skills มีรูปแบบอย่างไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเข้าร่วมงานสัมมนาในปัจจุบัน ก็จะพบว่านักวิชาการส่วนใหญ่ต่างโน้มน้าวให้เราหาความรู้ให้มากที่สุด, หลายหัวข้อที่สุด และนำไปใช้ให้มากที่สุด แต่แท้จริงเราต้องกลับมาโฟกัสก่อนว่าองค์กรของเรามีวัฒนธรรมของการเรียนรู้หรือไม่ มีการให้คุณค่ากับคนที่มีทักษะโดดเด่นหรือไม่ องค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นรากฐานให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจว่าการพัฒนาตัวเองเป็นปัจจัยที่ “ต้องทำ” ถ้าอยากอยู่รอดในสายงานนั้น ๆ เหตุนี้แทนที่จะเริ่มด้วยการจัดอบรมแบบโหมกระหน่ำ องค์กรก็สามารถเริ่มด้วยการจัดอบรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พนักงานเห็นว่าการมีความรู้เริ่มจากเดิมจะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง เมื่อค่านิยมตรงนี้แข็งแรงขึ้น จึงค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นตามรูปแบบของการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยเราสามารถแบ่ง</span>รูปแบบของ Multi Skills <span style="font-weight: 400;">ได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13164 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/shutterstock_691589278.jpg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="570" height="380" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 409"></p>
<h3>ทักษะเพิ่มเติมในแนวตั้ง (Vertical Multi Skills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้คือการเรียนรู้ทักษะจากคนที่มีตำแหน่งงานเหนือกว่า เช่นการให้พนักงานทั่วไปได้ศึกษาทักษะการเป็นผู้นำ, การบริหารงาน, งานควบคุมคุณภาพ หรืองานอื่น ๆ ที่เดิมเราเป็นแค่คนรับคำสั่งเท่านั้น</span></p>
<h3>ทักษะเพิ่มเติมในแนวนอน (Horizontal Multi Skills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้คือการเรียนรู้ทักษะในสายงานที่ทำอยู่ให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่นพนักงานที่เคยทำฝ่ายผลิต ก็ควรเรียนรู้เรื่องวิธีติดตั้ง และวิธีซ่อมแซมเพื่อให้ทำงานได้ครบวงจรมากขึ้น หรือคนที่เป็นฝ่ายขายผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง ก็สามารถหาแนวทางใช้งานผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ให้หลากหลายขึ้นเพื่อเพิ่มมิติให้ผู้ใช้มีข้อมูลตัดสินใจมากขึ้น เป็นต้น</span></p>
<h3>ทักษะเพิ่มเติมในแนวลึก (Depth Multi Skills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้คือการเรียนรู้ในหัวข้อเดิมให้ลึกซึ้งขึ้น พยายามหาว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วในสายงานที่ทำอยู่สามารถลงรายละเอียด หรือเพิ่มเติมส่วนใดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ เช่นเราเคยทำงานสำเร็จด้วยการใช้กำลังคนกลุ่มหนึ่ง บางทีหากเราศึกษาให้มากขึ้นก็อาจพบว่ามีเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ที่ช่วยให้งานเสร็จโดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่านั้น การเพิ่มทักษะในด้านนี้ยังหมายรวมถึงการเข้าใจ “องค์รวม” ของงานมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13165 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/process-improvement-concept-above-human-hand-levitating-190268666.jpg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="553" height="348" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 410"></p>
<h3>มารู้จักโมเดลพัฒนาทักษะที่น่าสนใจกันเถอะ !</h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> T-SHAPED MODEL : หมายถึงคนที่มีความรู้รอบด้านเปรียบดั่งเส้นแนวนอนของตัว T และมีความรู้เชิงลึกที่ชำนาญเป็นพิเศษเปรียบเหมือนเส้นแนวตั้งของตัว T </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> X-SHAPED MODEL : หมายถึงคนที่บริหารจัดการได้ดี ทั้งด้วยประสบการณ์และทักษะผู้นำ สามารถวางแผนและนำคนจากหลายสายงานมาผสานกันได้เหมือนกับจุดตัดของตัว X</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> M-SHAPED MODEL : หมายถึงคนที่มีความรู้รอบด้าน เปรียบเป็นเส้นแนวนอน แต่มีความชำนาญในหลายทักษะ เปรียบเหมือนเส้นแนวตั้งที่มาประกอบเป็นตัว M นั่นเอง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> K-SHAPED MODEL : เป็นศัพท์ใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ตอนเกิดโควิด-19 หมายถึงคนในสายงานเดียวกันอาจมีทักษะรับมือกับสถานการณ์ต่างกัน บ้างประสบความสำเร็จ บ้างล้มเหลว เปรียบเหมือนเส้นในตัวอักษร K ดังนั้นเราต้องถามตัวเองเสมอว่ามีทักษะเพียงพอต่อการเป็นเส้นที่เฉียงขึ้นหรือยัง</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลการทำงานแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเราเปลี่ยนไปตลอดเวลา การเพิ่มทักษะให้มากที่สุดและเลือกหยิบใช้ในเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นกลไกที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านทุกสถานการณ์ได้อย่างแข็งแรง</span></p>
<h2>เราสามารถยกระดับพนักงานและสร้าง Multi Skills Workforce ได้อย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.mckinsey.com/business-functions/people-and-organizational-performance/our-insights/building-workforce-skills-at-scale-to-thrive-during-and-after-the-covid-19-crisis" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยผลสำรวจว่าการเพิ่มทักษะให้พนักงานมีความสำคัญมากขึ้นกว่าในช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 58%  เพราะสิ่งที่มนุษย์สนใจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นมาก ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการสร้างทักษะที่ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องมาจากรากฐานที่แข็งแรง เนื่องจากพนักงานแต่ละคนล้วนมีความรู้และศักยภาพในการรับข้อมูลแตกต่างกัน องค์กรไม่สามารถคิดหลักการที่คิดว่าดีขึ้นมาและคาดหวังว่าจะใช้ได้กับทุกคนตามแนวคิด “One-Size-Fits-All”</span> <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากต้องการสร้างทีมที่พร้อมยกระดับตัวเองตลอดเวลา ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13166 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/main-qimg-4791c441886b9a96f25e1935349fca2c-lq.jpeg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="602" height="431" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 411"></p>
<h3>องค์กรต้องระบุให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งองค์กรนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เข้ามาใช้มากเท่าไหร่ ความจำเป็นในการเพิ่มทักษะของพนักงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นหากเราต้องการย้ายฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัทเข้าไปสู่ระบบคลาวด์ แต่พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุที่คุ้นเคยกับการทำงานเอกสารแบบดั้งเดิมมากกว่า องค์กรก็ต้องหาแนวทางอบรมให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดข้อดีอย่างไร เพื่อโน้มน้าวให้พนักงานเห็นความสำคัญของการพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากเวลาทำงานในแต่ละวันมีจำกัด องค์กรไม่สามารถจับพนักงานไปเรียนรู้ทักษะทุกอย่างที่ขาดได้ ผู้นำทีมจึงต้องมีทักษะในการเลือกว่าประเด็นใดสมควรใส่ใจมากที่สุดในเวลาที่จำกัด อนึ่งผู้บริหารต้องเข้าใจว่า “ทักษะที่ขาด” กับ “ตำแหน่งที่ขาด” ไม่เหมือนกัน</span></p>
<h3>องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะให้พนักงาน (Upskills / Reskills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพิ่มทักษะด้วยขั้นตอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ HR ได้ฟังจนชินตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำก็คือการเพิ่มทักษะตรงนี้ต้องมาคู่กับทักษะในการบริหารจัดการ  กล่าวคือทักษะที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีประโยชน์เลยหากพนักงานไม่รู้จักวิธีสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานเข้าใจ อีกกรณีคือพนักงานเข้าอบรมจนมีทักษะบางอย่างเพิ่มขึ้นจริง แต่ทักษะนั้น ๆ ไม่จำเป็นกับสายงานที่ทำอยู่ หากเป็นแบบนี้ก็ถือว่าไร้ประโยชน์เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะทำการจัดอบรมทุกครั้ง ผู้ที่รับหน้าที่ต้องสำรวจจนแน่ใจว่าสิ่งที่เหมาะสมของพนักงานแต่ละคนคืออะไร เน้นการวางแผนแบบเฉพาะเจาะจง (Personalise) ที่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีพัฒนาบุคลากรที่ได้รับความนิยมและได้ผลจริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-13167 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/988816983c68e77c5cd0aa4d90502766.jpeg" alt="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ?" width="760" height="440" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 412"></p>
<h3>องค์กรต้องพิจารณาเรื่องการขอความช่วยเหลือจากภายนอก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมองมาที่องค์กรและคิดว่าการพัฒนาศักยภาพพนักงานนั้น แม้จะทำได้ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะพร้อมตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นองค์กรไม่ควรจดจ่อเพียงแค่การ “รอ” คนในองค์กร แต่สามารถมองหาตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่มีอยู่มากมายตามท้องตลาด หรือแม้แต่การจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทอื่น ๆ ที่ชำนาญในสายงานที่เราหาอยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้คิดว่าการหาคน ๆ หนึ่งที่ทำหลายอย่างได้ดีพร้อมกันสามารถมาจากบริบทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากพนักงานของเราเท่านั้น </span></p>
<h3>องค์กรต้องลองใช้วิธีสลับหน้าที่ชั่วคราว (Job Rotation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสลับหน้าที่ชั่วคราวไม่ใช่การเลื่อนตำแหน่ง (Promotion) แต่เป็นการให้พนักงานทดลองทำหน้าที่อื่น ๆ ในระดับเดียวกัน ซึ่งผู้บริหารพิจารณาแล้วว่าพนักงานคนดังกล่าวมีศักยภาพที่จะ “ไปต่อ” ในหน้าที่ใหม่ได้จริง กลยุทธ์นี้จะทำให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน และยังอาจนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่แปลกใหม่และมีประสิทธิภาพขึ้นก็ได้ เช่นพนักงานในแผนก IT ประจำสาขาลาดพร้าว อาจย้ายไปทำงานในแผนกเดียวกันที่สาขาโตเกียว (ในกรณีที่พนักงานมีทักษะภาษาญี่ปุ่น) กรณีนี้แม้จะทำหน้าที่เหมือนกัน แต่พนักงานก็จะได้รู้วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เมื่อกลับมาทำงานที่ไทยได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/human-investment-221005/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12558 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/5451.png" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/5451.png 1200w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/5451.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/5451.png 1280w" alt="5451" width="720" height="405" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 413"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/human-investment-221005/https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลงทุนเรื่องคนอย่างไร ให้ได้ผลที่คุ้มค่า</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าปัญหาสำคัญของการสร้างองค์กรยุคใหม่คือความสับสนระหว่างการเพิ่มตำแหน่งงานกับการเพิ่มทักษะที่จำเป็น สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน องค์กรบางแห่งอาจมีตำแหน่งงานน้อย แต่พนักงานที่มีสามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างง่ายดาย ขณะที่บางองค์กรมีพนักงานเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถทำตามสิ่งที่ผู้บริหารตั้งเป้าเอาไว้ได้เลย นั่นหมายความว่าคำตอบของการทำงานไม่ใช่เรื่องของจำนวนคน แต่เป็นการมีความรู้ที่เหมาะสม รู้จักนำไปใช้อย่างมีกลยุทธ์และวางแผนอย่างรัดกุมต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะหารูปแบบการอบรมที่เหมาะกับองค์กรอย่างไร หรือไม่รู้ว่าตัวช่วยต่าง ๆ ที่เห็นตามท้องตลาดนั้นมีความคุ้มค่ากับธุรกิจหรือไม่ คุณสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้ที่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากกว่า 100 อย่าง ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ! ไม่ว่าคุณจะหาตัวช่วยในด้านไหน ที่นี่มีให้ครบแบบ</span><a href="http://expth.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">เว็บ</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียวจบ !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Multi Skills ทำไมพนักงานต้องมี นายจ้างต้องการ ? 414" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3TPlyhW" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3TPlyhW</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3TKkU50" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3TKkU50</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3X4RYaW" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3X4RYaW</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3WZwJqS" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3WZwJqS</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3Eglh1u" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Eglh1u</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/quiet-firing-221111/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2022 11:42:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Quiet Firing]]></category>
		<category><![CDATA[ไล่ออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/quiet-firing-221111/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Quiet Firing หรือรูปแบบการกดดันให้พนักงานลาออกจากงาน โดยนายจ้างจะใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีต่อการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อบีบให้พนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออกด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย พนักงานอาจสัมผัสได้ว่ากำลังโดน Quiet Firing อยู่ ด้วยวิธีการแตกต่างออกไป ทั้งการมอบหมายแต่งานง่าย ๆ เพื่อไม่ให้ได้แสดงศักยภาพ การมอบหมายงานยาก ๆ ที่ไม่มีทางทำได้ การทำงานหนักแต่ไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนขั้น ไปจนถึงการโดนทิ้งให้มืดแปดด้าน ไม่ได้ร่วมกิจกรรมอะไรของบริษัทเลย  บริษัทและนายจ้างจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้การ Quiet Firing เป็นเรื่องผิดกฎหมายแรงงาน เลิกจ้าง หากบังคับหรือกดดันให้พนักงานเซ็นใบลาออกอย่างไม่สมัครใจ พนักงานสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้ Quiet Firing เป็นปัญหาใหญ่ที่ HR อาจแก้ไขได้ยาก แต่ HR สามารถเป็นผู้รับฟังที่ดี คอยรับฟังปัญหา อีกทั้งเป็นตัวกลางในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างทุกฝ่าย ที่สำคัญ ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถอดบทเรียนเพื่อป้องกันปัญหานี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตด้วย การลาออกเป็นเรื่องปกติในการทำงาน แต่การโดนบีบให้ลาออกจากงาน เป็นสิ่งที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากเจอ  ขณะเดียวกันนายจ้างจำนวนมากก็ไม่อยากต้องใช้วิธีการนี้หากไม่จำเป็น เพราะจะมีผลเสียตามมาหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ กฎหมายแรงงาน หากไปกดดัน (Force) พนักงานให้ลาออกแบบไม่เต็มใจ อาจก่อให้เกิดหลายปัญหาได้ ทำให้นายจ้างจำเป็นต้องหาทางบีบด้วยวิธีใหม่ ด้วยการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Quiet Firing หรือรูปแบบการกดดันให้พนักงานลาออกจากงาน โดยนายจ้างจะใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีต่อการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อบีบให้พนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออกด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พนักงานอาจสัมผัสได้ว่ากำลังโดน Quiet Firing อยู่ ด้วยวิธีการแตกต่างออกไป ทั้งการมอบหมายแต่งานง่าย ๆ เพื่อไม่ให้ได้แสดงศักยภาพ การมอบหมายงานยาก ๆ ที่ไม่มีทางทำได้ การทำงานหนักแต่ไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนขั้น ไปจนถึงการโดนทิ้งให้มืดแปดด้าน ไม่ได้ร่วมกิจกรรมอะไรของบริษัทเลย </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทและนายจ้างจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้การ Quiet Firing เป็นเรื่องผิดกฎหมายแรงงาน เลิกจ้าง หากบังคับหรือกดดันให้พนักงานเซ็นใบลาออกอย่างไม่สมัครใจ พนักงานสามารถฟ้องเรียกค่าชดเชยได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Quiet Firing เป็นปัญหาใหญ่ที่ HR อาจแก้ไขได้ยาก แต่ HR สามารถเป็นผู้รับฟังที่ดี คอยรับฟังปัญหา อีกทั้งเป็นตัวกลางในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างทุกฝ่าย ที่สำคัญ ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถอดบทเรียนเพื่อป้องกันปัญหานี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13115 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-antoni-shkraba-production-8279202-scaled.jpg" alt="QUIET FIRING บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย" width="1110" height="740" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 422"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลาออกเป็นเรื่องปกติในการทำงาน แต่การโดนบีบให้ลาออกจากงาน เป็นสิ่งที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากเจอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันนายจ้างจำนวนมากก็ไม่อยากต้องใช้วิธีการนี้หากไม่จำเป็น เพราะจะมีผลเสียตามมาหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ กฎหมายแรงงาน หากไปกดดัน (Force) พนักงานให้ลาออกแบบไม่เต็มใจ อาจก่อให้เกิดหลายปัญหาได้ ทำให้นายจ้างจำเป็นต้องหาทางบีบด้วยวิธีใหม่ ด้วยการ Quiet Firing แทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเหตุใด นายจ้างหรือหัวหน้างานถึงต้องกดดันพนักงานให้ลาออก หากเกิดกรณีนี้ขึ้นมา HR จะป้องกันปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร สามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>

<h1>Quiet Firing คืออะไร ทำไมนายจ้างถึงชอบกดดันให้ลาออกจากงาน</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">Quiet Firing หรือการกดดันให้พนักงานลาออกจากงาน โดยนายจ้างจะใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีต่อการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อบีบให้พนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออกด้วยตนเอง เพราะหากบริษัทไม่ได้ไล่ออกเอง ข้อดีคือจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานจำนวนมากนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่แล้ว Quiet Firing มักเกิดกับพนักงานที่ศักยภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น กับพนักงานที่คุณสมบัติดีเยี่ยม แต่อาจมีเงินเดือนที่มากเกินไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พนักงานที่ไม่ใช่ทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็อาจจะโดนกดดันให้ลาออกได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกดดันให้ลาออกจากงาน เป็นสิ่งที่อยู่คู่แวดวงการทำงานมายาวนานแล้ว แต่คำว่า Quiet Firing เพิ่งกลายเป็นกระแสช่วงกลางปี 2022 หลังเกิดคำว่า Quiet Quitting ซึ่งหมายความว่า การที่พนักงานในบริษัทเลิกทุ่มเททำงานหนัก แม้จะยังทำงานตามหน้าที่ แต่จะไม่รับอาสารับงานอะไรเพิ่มเติม บางครั้งอาจทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เลิกทะเยอทะยานจะประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเข้า ๆ อาจทำให้พนักงานกลายเป็นพวก </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220714-deadwood/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Deadwood</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือพนักงานตายซาก มีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และมีศักยภาพต่ำกว่าความคาดหวังของบริษัท ยิ่งบริษัทมีพนักงานแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้บริษัทเติบโตได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><a href="https://www.linkedin.com/posts/linkedin-news_leadership-development-activity-6967593664978022400-TDGE/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin News</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำรวจพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถาม 83% จากทั้งหมด 20,019 คน ตอบว่า เคยโดนกดดันให้ลาออกจากงานเอง หรือเคยเห็นคนอื่นโดนกดดันให้ลาออกจากงานกับตา แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แต่อย่างใด </span></p>
<h2>6 วิธีการกดดันให้ลาออกจากงาน (Quiet Firing) ที่พบเจอได้บ่อยๆ ในการทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13116 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-antoni-shkraba-7163380-scaled.jpg" alt="QUIET FIRING บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย" width="1110" height="740" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 423"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Quiet Firing มีหลายวิธีในการกดดันให้พนักงานลาออกจากงาน โดยจะมีอยู่ 6 วิธีที่พบเห็นได้บ่อยเป็นพิเศษ หากใครรู้สึกว่าหัวหน้างานหรือผู้ว่าจ้างกำลังทำวิธีการเหล่านี้ล่ะก็ มีโอกาสสูงมากว่ากำลังโดนกดดันให้ลาออกอยู่ก็เป็นได้</span></p>
<ol>
<li>มอบหมายแต่งานง่าย ๆ ให้ทำ <span style="font-weight: 400;">การที่หัวหน้างาน หรือผู้ว่าจ้าง มอบหมายให้ทำแต่งานง่าย ๆ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ข้อเสียคือจะทำให้พนักงานไม่สามารถพัฒนาฝีมือได้ เพราะจะไม่ได้ทำอะไรที่ท้าทายความสามารถเลย อาจทำให้พนักงาน โดยเฉพาะคนที่มีของ รู้สึกว่าหากอยู่บริษัทนี้ต่อไปก็จะไม่ได้พัฒนาความสามารถให้เก่งขึ้นมากไปกว่าเดิม และเกิดความคิดอยากลาออกขึ้นมาได้ง่าย ๆ</span></li>
<li>มอบหมายงานยาก ๆ <span style="font-weight: 400;">ตรงกันข้ามกับวิธีแรก แต่กดดันมากกว่ากันเยอะ เมื่อคราวนี้นายจ้างจะป้อนแต่งานยาก ๆ ภารกิจที่ปราดตามองก็รู้ว่าแทบไม่มีทางทำได้สำเร็จ ถ้าพนักงานได้รับมอบหมายหน้าที่แบบนี้เป็นประจำ พนักงานจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไร้ความสามารถ ไม่อยากทำงาน แล้วตัดสินใจลาออกไปเอง </span></li>
<li>สั่งย้ายสายงานให้ไปทำงานยาก ๆ <span style="font-weight: 400;">กรณีนี้ใกล้เคียงกับวิธีการในข้อที่ 2 แต่การย้ายสายงานอาจไม่ได้มีเหตุผลว่าต้องการไล่พนักงานออกเสมอไป เพราะบริษัทอาจพิจารณาแล้วว่า พนักงานมีศักยภาพในการทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วง แต่ผลที่ออกมาอาจทำให้พนักงานมองว่าบริษัทพยายามบีบให้ลาออกด้วยการมอบหมายงานยาก ๆ ทำให้มีไม่น้อยที่เมื่อต้องย้ายสายงานจริง ๆ พออยู่ได้ไม่นาน พนักงานคนนั้นก็ตัดสินใจลาออกไปเอง</span></li>
<li>ไม่เลื่อนขั้น ไม่ขึ้นเงินเดือน<span style="font-weight: 400;"> พนักงานทุกคนย่อมมีความคิดว่าจะได้เติบโตในสายงานที่ทำอยู่ในบริษัทนั้น ๆ แต่หากทำงานไปหลายปีแล้ว กลับไม่เคยได้เลื่อนตำแหน่ง หรือแม้แต่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น เป็นไปได้สูงว่า บริษัทอาจไม่ได้มองเห็นคุณค่าและความสามารถของพนักงานเท่าที่ควร จนพนักงานรู้สึกไร้คุณค่า และทำงานแบบเช้าชามเย็นชามด้วยความคิดว่า ทำงานมากไปก็ไม่ได้เงินเพิ่ม หรือตัดสินใจลาออกจากงานไปเอง</span></li>
<li>โดนทิ้งให้มืดแปดด้าน <span style="font-weight: 400;">เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย และอาจพบเห็นได้ง่าย เวลาบริษัทปล่อยให้พนักงานอยู่ท่ามกลางความมืด ไม่รับรู้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เช่นไม่ให้เข้าประชุมสำคัญ เวลามีกิจกรรมรวมกลุ่มกันของคนในบริษัท ก็ไม่มีคนแจ้งช่าวทางอีเมล์ หรือเชิญไปร่วมงานด้วย รวมไปถึงการที่ผู้คนเลือกจะหนีหน้าเวลาเจอตัว จะทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไร้คุณค่า และสุดท้ายตัดสินใจลาออกไปเอง</span></li>
<li>ไม่รับฟังความคิดเห็น<span style="font-weight: 400;"> ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ดี ใคร ๆ ย่อมอยากรับฟัง แต่หากความคิดเห็นนั้นมาจากคนที่หัวหน้างานไม่อยากรับฟัง เป็นไปได้ที่มันจะไม่ได้ถูกเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และบางครั้งอาจเศร้ากว่านั้น เมื่อมีคนอื่นนำไปปรับใช้จริง แต่กลับเคลมว่าความคิดเห็นนี้เป็นไอเดียของตัวเอง ก็อาจทำให้พนักงานที่เสนอแนะคนนั้นรู้สึกไม่ดี แล้วเลือกลาออกไปอยู่ที่อื่นที่รับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์มากกว่าแทน</span></li>
</ol>
<h2>Quiet Firing ต้นตอหรือทางออกของปัญหา Quiet Quitting?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13117 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-cottonbro-studio-4553180-scaled.jpg" alt="QUIET FIRING บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย" width="1110" height="740" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 424"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเกิดคำว่า Quiet Quitting ทำให้เกิดข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์ในวงกว้างตามมา หลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจพนักงาน เพราะมองว่ามีหลายคนจำใจต้องทำงานที่ไม่ชอบ จนเกิดสภาะเช่นนี้ ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่เห็นอกเห็นใจบริษัท ที่ต้องมีพนักงานแบบนี้อยู่ในองค์กร ทำให้ยากจะเติบโตไปตามเป้าที่วางไว้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความคิดเห็นจำนวนมาก ในสื่อสังคมออนไลน์ยังมีผู้ให้ทัศนะน่าสนใจว่า จริง ๆ แล้ว การเกิด Quiet Quitting อาจเป็นผลมาจากการเกิด Quiet Firing นั่นเอง เพราะสาเหตุที่พนักงานทำงานจน</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-over-workload/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">หมดไฟ</span></a><span style="font-weight: 400;"> ล้วนมาจากการมอบหมายงานที่เยอะเกินควรจนสูญเสีย </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นจึงเลือกจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชามแค่นั้นเป็นพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกันก็มีคนวิเคราะห์ว่า Quiet Firing คือวิธีการแก้ปัญหา Quiet Quitting เพื่อไล่พนักงานที่เป็น Quiet Quitter ออกไปต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสำรวจของ </span><a href="https://www.resumebuilder.com/1-in-3-managers-respond-to-quiet-quitting-with-quiet-firing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ResumeBuilder.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า 98% ของนายจ้าง หรือหัวหน้างานคาดหวังว่าพนักงานในการควบคุมต้องทำงานมากกว่าที่ได้รับมอบหมายตามปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น 75% ของหัวหน้างานระดับ ยังมองว่าเป็นเรื่องสมควรในการจัดการ Quiet Quitter ที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม และ 91% ของหัวหน้างานบอกว่า หากพบเจอคนที่เป็น Quiet Quitter ก็จะปฏิเสธการเลื่อนขั้น หรือยกเลิกสัญญาจริง ๆ ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าอะไรจะเป็นต้นตอของปัญหาก็ตาม สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่า Quiet Firing และ Quiet Quitting ต่างมีความสัมพันธ์กันจริง ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาที่ทุกบริษัทย่อมไม่อยากเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HR เพราะนั่นหมายความถึงการต้องต้องดูแลพนักงานที่กำลังหมดอาลัยตายอยาก และรับมือทั้งกับผู้ว่าจ้างที่กำลังต้องการลดคนโดยไม่สนวิธีการไปพร้อมกัน ซึ่งหาก HR รับมือผิดวิธีก็อาจโดนเพ่งเล็งเป็นรายต่อไปด้วย</span></p>
<h2>Quiet Firing ผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13118 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-keira-burton-6147132-scaled.jpg" alt="QUIET FIRING บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย" width="1110" height="740" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 425"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎหมายแรงงาน คือกฎหมายที่มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของพนักงาน เพื่อไม่ให้นายจ้างใช้อำนาจใช้งานพนักงานมากเกินไป โดยละเลยสิทธิ์อันชอบธรรมของพนักงาน ปัจจุบันประเทศไทยมี</span><a href="https://legal.labour.go.th/images/law/Protection2541/labour_2541_7.PDF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นคัมภีร์เล่มสำคัญเพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิ์ของพนักงานทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกดดันให้พนักงานลาออกจากงาน ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่กฎหมายคุ้มครองเอาไว้ด้วย หากยึดตาม</span><a href="https://www.nitilawandwinner.com/content/18614/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5-#:~:text=%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%204052%2F2548,%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2548 </span></a><span style="font-weight: 400;">การสร้างความกดดันหรือหวาดกลัวให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก ทั้งที่ลูกจ้างไม่มีเจตนาลาออก กฎหมายจะถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ซึ่งลูกจ้างสามารถฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น กฎหมายแรงงานยังครอบคลุมเรื่องการทำงานล่วงเวลา ประกันสุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย หากนายจ้างบังคับใช้งานอย่างหนักเกินกว่าที่กฎหมายระบุไว้ พนักงานก็สามารถลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองด้วยการฟ้องร้องได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้อย่างนี้ นายจ้างต้องพึงระวังด้วยว่า การบีบให้ลาออกจากงาน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าจริง ๆ ขององค์กรหรือไม่ เพราะถึงแม้อาจจะคุ้มค่ากับการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ในอนาคตอาจต้องเจอปัญหาทางกฎหมายยุ่งยาก และต้องเสียเงินมากกว่าที่คิดก็เป็นได้</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 426"></p>
<p><strong>Q: เป็นเซลล์ยอดไม่ถึง กำลังถูกบีบให้ออก</strong></p>
<p>ทางบริษัทได้นำพนักงานเข้าอบรมปรับปรุงแผนพัฒนาศักยภาพงานขายถึง 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏยอดขายของพนักงานก็ยังไม่เพิ่มเนื่องจาก กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มเดิม และวนเวียนขายอยู่ในบริษัทจนครบทุกแผนก แบบนี้บริษัทมีสิทธิ์ไล่ออก โดยไม่จ่ายเงินชดเชยหรือไม่</p>
<p><strong>A: ยอดขายไม่ถึงเป้า ไม่สามารถไล่ออกได้ด้วยเหตุผลย่อนประสิทธิภาพ ถึงแม้จะทำแผนพัฒนาแล้วก็ตาม </strong></p>
<p>แต่สามารถไล่ออกด้วยวิธีการอื่น&#8230; เรื่องนี้มีทางออกหลายแนวทางขึ้นอยู่กับมุมในการเขียนเรื่องเพื่อให้เกิดการเลิกจ้างได้ แต่ใด ๆ องค์กรเลือกที่จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย มากกว่า ยกเว้นบางองค์กรที่ไม่ต้องการเสียเงิน</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1717?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 427"></a></p></blockquote>
<h2>HR ควรทำอย่างไร หากพนักงานโดนกดดันให้ลาออก (Quiet Firing)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนายจ้างต้องระมัดระวังไม่ให้การบีบ การกดดันให้พนักงานลาออกผิดกฎหมายแรงงาน อีกสิ่งที่นายจ้าง รวมถึง HR ฝ่ายบุคคลจำเป็นต้องพิจารณาเช่นกันคือ หากองค์กรกำลังมีกรณีบีบให้พนักงานลาออกจริง ๆ จะส่งผลต่อองค์กรอย่างไรบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อเสียที่เห็นได้ชัดของ Quiet Firing คือการมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;"> และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ เกิดเป็นความเครียด ไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจของพนักงาน จนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่เพียงแค่นั้นบริษัทยังเสียภาพลักษณ์ สูญเสียความเชื่อมั่นทั้งในสายตาของพนักงานข้างใน และอาจทำให้คนภายนอกไม่อยากร่วมงานด้วยก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากปัญหาดังกล่าวลุกลามใหญ่โต อาจเกินกำลังของ HR ในการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นปัญหาที่หมักหมมเป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ HR สามารถทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม มีดังต่อไปนี้ </span></p>
<ol>
<li>เป็นผู้ฟังที่ดีและแสดงความเป็นห่วงเป็นใย <span style="font-weight: 400;">หากพนักงานหันมาปรึกษา HR อาจหมายความว่า พนักงานไม่รู้จะหน้าไปปรึกษาใครได้อีกแล้ว HR สามารถเป็นผู้รับฟังปัญหาและความทุกข์ยาก พร้อมแสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้กับพนักงานคนนั้นได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นไม่มากก็น้อย </span></li>
<li>ให้ความเห็นอย่างเป็นกลาง<span style="font-weight: 400;"> นอกจากรับฟัง HR ยังสามารถให้ความเห็นที่มีประโยชน์ได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และต้องรักษาผลประโยชน์ของพนักงานไปพร้อม ๆ กันด้วย HR เองต้องไม่ฟังความข้างเดียว ต้องเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทุกฝ่ายไม่ให้แตกร้าว และต้องเข้าถึงอีกด้านของเรื่องราวให้ได้ เพื่อจะได้หาทางออกที่มีประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแท้จริง</span></li>
<li>ถอดบทเรียน วางแผนป้องกันปัญหาเกิดขึ้นอีก<span style="font-weight: 400;"> Quiet Firing ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดแล้ว HR ควรต้องศึกษาและถอดบทเรียนอย่างจริงจัง เพื่อสำรวจว่าสาเหตุของปัญหาเกิดขึ้นจากสาเหตุใด เพื่อจะได้ป้องกันปัญหานี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR พิจารณาแล้วเห็นว่า พนักงานที่โดนกดดัน เป็นเพราะผลงานไม่ดี เพราะขาดทักษะที่จำเป็น HR ก็สามารถจัดอบรมพนักงานในหัวข้อที่พนักงานขาดไปได้ เพื่อให้พนักงานมีความสามารถในการทำงานที่มีประโยชน์กับองค์กร รวมไปถึงการจัดฝึกอบรมความเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาก็ได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากปัญหาเกิดขึ้นเพราะเรื่องทางการเงินของบริษัท HR ก็สามารถช่วยวางมาตรการ ออกแนวทางที่จะช่วยให้บริษัทประหยัดงบประมาณที่จำเป็นไปได้ โดยไม่ให้ต้องกระทบกระเทือนถึงผู้คนในบริษัทด้วย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนย่อมอยากทำงานอย่างมีความสุข ไม่มีใครอยากมีทำงานด้วยความทุกข์ หรือคิดว่าแต่ละวันจะต้องเจอเหตุร้ายในการทำงานอย่างไรบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ช่วยสร้างสภาพการทำงานที่ดี มีความสุข นำไปสู่การก้าวหน้าและเติบโตได้ และหากสามารถดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้อง บริษัทเองย่อมไม่อยากกดดันให้พนักงานลาออก ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้มากมายตามมา และสิ่งที่ได้มาจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปในท้ายที่สุด</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Quiet Firing บีบพนักงานให้ลาออก ทางออกที่บริษัทอาจได้ไม่คุ้มเสีย 428"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong>:</p>
<p><a href="https://www.pbs.org/newshour/economy/what-is-quiet-firing-and-how-do-you-know-if-its-happening-to-you" target="_blank" rel="noopener">PBS</a></p>
<p><a href="https://www.cnbc.com/2022/09/30/7-signs-of-quiet-firing-to-look-for-at-work.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CNBC</span></a></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/christinecomaford/2022/10/16/quiet-firing-is-it-happening-to-you/?sh=7840358b1bf6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a></p>
<p><a href="https://time.com/6212167/quiet-firing-what-to-do/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Time</span></a></p>
<p><a href="https://www.entrepreneur.com/leadership/why-quiet-firing-doesnt-work-and-what-to-do-instead/435223" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Entrepreneur</span></a></p>
<p><a href="https://www.thehrdirector.com/features/talent-management/fine-line-quiet-quitting-quiet-firing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The HR Director</span></a></p>
<p><a href="https://allwork.space/2022/10/three-hr-experts-share-how-to-prevent-quiet-quitting-and-quiet-firing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">All Work</span></a></p>
<p><a href="https://globalnews.ca/content/8436705/forced-to-quit-job-what-to-do/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Global News</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221111-the-25-rules/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2022 04:04:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[25 Rules]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221111-the-25-rules/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การขยายกิจการเป็นเรื่องดี แต่หากไม่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม การเติบโตนี้ก็อาจเป็นดาบสองคมที่พาองค์กรไปสู่ความล้มเหลวได้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการขยายกิจการคือวันที่องค์กรมีพนักงาน 25 คน หากยังบริหารคนจำนวนนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรรีบโตเด็ดขาด เคล็ดลับของการขยายกิจการคือการไม่มองแค่เป้าหมายระยะสั้น แต่ต้องสนใจเป้าหมายระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป และรับพนักงานใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แบบเดียวกัน การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงคือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะยินดีทำงานภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน อัตราเติบโตที่เหมาะสมขององค์กรควรอยู่ที่ 15-25% ต่อปี แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะผู้บริหารต้องอ้างอิงกับอัตราการเติบโตในปีก่อนหน้า เพื่อไม่ให้คาดหวังถึงพัฒนาการที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง เป้าหมายของทุกบริษัทคือการขยายองค์กรให้โตขึ้นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาแข่งขันในโลกธุรกิจ อย่างไรก็ตามมีองค์กรมากมายที่ประสบความสำเร็จตอนเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่ล้มเหลวเมื่อกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะวิธีบริหารจัดการองค์กรแต่ละขนาดมีรายละเอียดแตกต่างกัน องค์กรที่เอาแต่ขยายโดยปราศจากการวางแผนจะอยู่ในสภาวะ “โตเร็วเกินไป” จำนวนคนที่เยอะขึ้นจะกลายเป็นภาระที่ฝ่ายบุคคลต้องคอยแก้ปัญหาไม่จบสิ้น โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าจุดตัดสินคุณภาพของทีมบริหารคือวันที่องค์กรมีพนักงานเพิ่มขึ้นไปถึง 25 คน มีสัญญาณใดบ้างที่กำลังบอกว่าองค์กรเติบโตเร็วเกินไป และอัตราเติบโตที่เหมาะสมควรเป็นแบบไหน หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่ องค์กรที่เติบโตเร็วเกินไปมีอันตรายอย่างไร ? ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายกิจการนั้น แม้ฟังดูดี แต่หากบริหารจัดการผิดพลาดก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แถมอาจทำให้องค์กรเสียหายมากกว่าตอนที่ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ  ปัญหาขององค์กรที่เติบโตเร็วเกินไป (Rapidly Growth) มีดังนี้ บริษัทที่โตเร็วเกินไปทำให้บริหารเงินยากขึ้น (Losing Financial Track) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การขยายกิจการเป็นเรื่องดี แต่หากไม่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม การเติบโตนี้ก็อาจเป็นดาบสองคมที่พาองค์กรไปสู่ความล้มเหลวได้เช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการขยายกิจการคือวันที่องค์กรมีพนักงาน 25 คน หากยังบริหารคนจำนวนนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรรีบโตเด็ดขาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับของการขยายกิจการคือการไม่มองแค่เป้าหมายระยะสั้น แต่ต้องสนใจเป้าหมายระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป และรับพนักงานใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แบบเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงคือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้การบริหารงานง่ายขึ้น เพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะยินดีทำงานภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อัตราเติบโตที่เหมาะสมขององค์กรควรอยู่ที่ 15-25% ต่อปี แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะผู้บริหารต้องอ้างอิงกับอัตราการเติบโตในปีก่อนหน้า เพื่อไม่ให้คาดหวังถึงพัฒนาการที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13068 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-11-at-10.47.12.png" alt="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?" width="1200" height="707" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 446"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของทุกบริษัทคือการขยายองค์กรให้โตขึ้นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาแข่งขันในโลกธุรกิจ อย่างไรก็ตามมีองค์กรมากมายที่ประสบความสำเร็จตอนเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่ล้มเหลวเมื่อกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะวิธีบริหารจัดการองค์กรแต่ละขนาดมีรายละเอียดแตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่เอาแต่ขยายโดยปราศจากการวางแผนจะอยู่ในสภาวะ </span>“โตเร็วเกินไป”<span style="font-weight: 400;"> จำนวนคนที่เยอะขึ้นจะกลายเป็นภาระที่ฝ่ายบุคคลต้องคอยแก้ปัญหาไม่จบสิ้น โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าจุดตัดสินคุณภาพของทีมบริหารคือวันที่</span>องค์กรมีพนักงานเพิ่มขึ้นไปถึง 25 คน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสัญญาณใดบ้างที่กำลังบอกว่าองค์กรเติบโตเร็วเกินไป และอัตราเติบโตที่เหมาะสมควรเป็นแบบไหน หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>องค์กรที่เติบโตเร็วเกินไปมีอันตรายอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13071 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-11-at-10.56.56.png" alt="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?" width="1163" height="740" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 447"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายกิจการนั้น แม้ฟังดูดี แต่หากบริหารจัดการผิดพลาดก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แถมอาจทำให้องค์กรเสียหายมากกว่าตอนที่ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาขององค์กรที่เติบโตเร็วเกินไป (Rapidly Growth) มีดังนี้</span></p>
<h3>บริษัทที่โตเร็วเกินไปทำให้บริหารเงินยากขึ้น (Losing Financial Track)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่มาคู่กับการขยายกิจการก็คือการลงทุนเพื่อให้องค์กรมีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการเติบโต ซึ่งคุณ </span>ไบรอัน แฮร์มิลตัน (Brian Hamilton) <span style="font-weight: 400;">ผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัท Sagework กล่าวว่า “การบริหารเงินของบริษัทขนาดเล็กง่ายกว่ามาก เพราะผู้บริหารสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเงินถูกใช้ไปกับเรื่องใดบ้าง แต่เมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราต้องควบคุมเงินราว 5 ล้านดอลลาร์ รายละเอียดของเม็ดเงินดังกล่าวจะสอดคล้องกับบริบทงานที่หลากหลายมาก จึงไม่มีทางเลยที่จะสอดส่องดูแลได้ทั้งหมด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เป็นเรื่องธรรมดามากที่ค่าใช้จ่ายระหว่างขยายกิจการจะทำให้บริษัทขาดทุนไปบ้างจนกว่าจะจัดระเบียบทุกอย่างเรียบร้อยเป็นระบบ ประเด็นนี้จะไม่มีปัญหาเลยหากบริษัทยังคงมีรายได้และผลกำไรเข้ามาเรื่อย ๆ แต่หากบริษัทยังมีกำไรไม่แน่นอน ก็มีโอกาสที่งบดุลจะติดขัด ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ในภาพรวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารค่าใช้จ่าย (Cashflow) เป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินชะตาขององค์กรได้เลย ดังนั้นหากมีการขยายกิจการ ผู้บริหารก็ต้องประสานงานกับฝ่ายการเงินให้มากขึ้นกว่าเดิมในอัตราที่ทำให้แน่ใจว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบ หรือหากมีบุคลากรจำกัดจริง ๆ ก็อย่าลังเลที่จะจ้างบริษัทอื่นเข้ามาดูแล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแฮมิลตันทิ้งแง่คิดที่น่าสนใจเอาไว้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“การขยายกิจการเป็นเรื่องง่าย แต่การขยายอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องยาก” </span></i></p>
<h3>บริษัทที่โตเร็วเกินไปทำให้การบริหารงานผิดพลาด (Less Organized)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขยายกิจการต้องมาคู่กับการทำงานที่รัดกุมขึ้น ตอนที่ยังเป็นบริษัทเล็ก คุณอาจโอเคกับการทำงานที่ผิดพลาดเพราะทรัพยากรที่บริษัทต้องเสียยังไม่อยู่ในระดับที่สามารถตัดสินชะตาขององค์กร แต่รูปแบบการทำงานจะต้องเปลี่ยนไปเมื่อมีการขยายกิจการ ทั้งในแง่ของการลงทุน ตลอดจนกระบวนการทำงานที่ไม่สามารถเป็นแบบตัวคนเดียว (One Man Show) แต่ต้องอาศัยความเป็นทีม (Team Collaboration) มากขึ้น ดังนั้นหากองค์กรไม่เคยให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นหมู่คณะ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดความวุ่นวายตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ทำงานเป็นทีมไม่ได้จะติดปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล, การสั่งงานที่มากเกินไปจนคนหมดไฟ, การบริหารเงิน รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่จำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เหตุนี้การขยายกิจการจึงต้องมาคู่กับวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงขึ้น และทำให้ทุกคนมีเป้าหมาย (Company’s Goal) ร่วมกันเพื่อผลักดันให้บริษัทก้าวไปไกลกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9080 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/6a30836abd13e24aa2518cc23e6e8d28.jpg" alt="การสร้าง Teamwork" width="500" height="334" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 448"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สร้างทีมงาน (Team Work) ให้มีศักยภาพเพื่อการทำงานระบบทีม (Teamwork) ที่มีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>บริษัทที่โตเร็วเกินไปทำให้จ้างคนผิดพลาด (Hiring Wrong People)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของบริษัทขนาดเล็กคือทักษะเฉพาะตัวของพนักงานแต่ละคนที่พอนำมารวมกันแล้วสามารถทำให้เกิดผลงานที่มหัศจรรย์ขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะธุรกิจดังกล่าวก่อตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกันมานานจนเต็มไปด้วยความไว้ใจ สามารถปล่อยให้ทำงานคนเดียวโดยไม่ต้องควบคุม และคาดหวังถึงผลงานที่ตรงตามวิสัยทัศน์ขององค์กร (Company’s Vision) ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อเราขยายบริษัท เราก็จำเป็นต้องจ้างพนักงานใหม่เพื่อเพิ่มกำลังคน (Manpower) ให้พร้อมรับมือกับเนื้องานที่มากขึ้นซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้เป็นคนใกล้ตัวอย่างเคย และยิ่งถ้าบริษัทเติบโตไวมาก ความเข้มข้นในการคัดเลือกพนักงานก็จะยิ่งน้อยลง จนอาจได้พนักงานที่ไม่ตรงโจทย์ เสียทั้งเงินและเวลาโดยไม่จำเป็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220825-candidates-comparison/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12094 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_445172830-7-scaled.jpg" alt="Candidates Comparison วิธีเลือกผู้สมัครเมื่อมีคนโดนใจมากกว่าหนึ่งคน" width="574" height="407" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 449"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220825-candidates-comparison/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Candidates Comparison วิธีเลือกผู้สมัครเมื่อมีคนโดนใจมากกว่าหนึ่งคน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>สัญญาณเตือนว่าองค์กรของคุณเติบโตเร็วเกินไป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทัศนคติที่มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริหารเมื่อมีการขยายองค์กรคือความกระตือรือร้นและรู้สึกว่าตนมีศักยภาพสูงขึ้นแล้ว  พวกเขามักไม่ยอมรับว่างานกำลังมีปัญหา หรือมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเป็นพิเศษ ความคิดนี้อาจทำให้เกิดสภาวะ</span>ดันทุรัง<span style="font-weight: 400;">ที่ทำให้คุณถอยหลังลงคลอง ดังนั้นขณะที่เรามองเห็นถึงความก้าวหน้า เราก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบรอบตัวเป็นระยะ เพื่อตั้งคำถามว่าการขยายกิจการครั้งนี้มี</span>สัญญาณอันตรายว่าบริษัทกำลังโตเร็วเกินไป<span style="font-weight: 400;">หรือเปล่า โดย </span><a href="https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2021/01/25/15-warning-signs-that-show-a-company-is-growing-too-fast/?sh=9265c6e509f6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้มุมมองที่น่าสนใจดังนี้</span></p>
<h3>สัญญาเตือนที่ 1 : พนักงานเริ่มไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรคือสิ่งที่ผลักดันพนักงานทุกคนให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ดังนั้นหากการขยายกิจการทำให้พนักงานรู้สึกว่าวัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้บริหารต้องทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมองค์กรใหม่ดีอย่างไร เกิดประโยชน์กับชีวิตของพนักงานอย่างไร เพราะหากพนักงานมองว่าวัฒนธรรมองค์กรใหม่ต่างจากของเดิมเกินไป, เป็นเรื่องเกินตัว  หรือปฏิบัติจริงได้ยาก ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวทางที่ผู้บริหารเลือกใช้ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานเท่าที่ควร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12634 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/creating-culture-of-inclusion.jpeg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="576" height="370" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 450"></p>
<h3>สัญญาณเตือนที่ 2 : องค์กรไม่มีพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คงเป็นเรื่องแย่มากหากเราขยายกิจการแต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ต่างจากตอนเป็นองค์กรขนาดเล็ก โดยสามารถอ้างอิงจากผลประกอบการโดยตรงหรือเสียงตอบรับจากลูกค้า (Customer Feedback) ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นและผู้บริหารไม่รู้ว่าควรแก้ปัญหาด้วยกลยุทธ์ใด ก็ถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าองค์กรยังไม่พร้อมกับการเติบโตที่รวดเร็ว</span></p>
<h3>สัญญาณเตือนที่ 3 : องค์กรไม่มีทรัพยากรเพียงพอต่อการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจคิดว่าการ “ขายเก่ง” จนมีงานจ้างหรือผู้ลงทุนเยอะ ๆ ถือเป็นรากฐานของการขยายกิจการ แต่ความจริงมันคือการที่องค์กรมีทรัพยากรมากพอให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวต่างหาก คำว่าทรัพยากรในที่นี้ประกอบด้วยบุคลากร, เม็ดเงิน, เวลา และอื่น ๆ ตามบริบทของชิ้นงาน โดยไม่สนใจแค่ว่าทรัพยากรที่มีทำให้งานสำเร็จได้หรือไม่ เพราะหากบรรลุเป้าหมายด้วยความเหนื่อยล้าเกินจำเป็น ก็ถือว่าองค์กร “ไม่มีความพร้อม” เช่นกัน</span></p>
<h3>สัญญาเตือนที่ 4 : บรรยากาศการทำงานแย่ลง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณค่าของการขยายกิจการคือการสร้างผลประกอบการที่ตอบสนองด้านผลกำไรและความต้องการของลูกค้า ขณะที่คุณค่าพนักงานคือการเข้าใจถึง “ความหมายของการทำงาน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรเอาแต่สนใจผลลัพธ์โดยไม่สนว่าพนักงานจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ไม่ใส่ใจเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพหรือปรับสวัสดิการให้เหมาะสมหรือช่วยจัดสมดุล (Work Life Balance) จนพนักงานรู้สึกว่าตนเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง ก็ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารจะลองถอยมาสักก้าวแล้วพิจารณาว่าองค์กรที่เติบโตอย่างแห้งแล้งจะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แข็งแรงได้อย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 451"></p>
<h3>สัญญาณเตือนที่ 5 : องค์กรมีอัตราการลาออกที่สูงขึ้น (Resignation Rate Increasing)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขยายกิจการต้องตามมาด้วยความรับผิดชอบที่มากขึ้น ดังนั้นหากคุณเริ่มสังเกตว่าพนักงานไม่สามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายตามระยะเวลาที่กำหนด (Deadline) และมีอัตราลาออกมากขึ้น ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุดว่าองค์กรของคุณไม่ใช่ที่ทำงานแห่งความสุข (The Best Place To Work) อีกต่อไป ให้คิดเสมอว่าการเติบโตทางธุรกิจเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่แลกมาด้วยความรู้สึกของพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเด็ดขาด</span></p>
<h2>วิธีบริหารจัดการองค์กรที่เติบโตเร็วเกินไป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-11-at-10.59.03.png" alt="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?" width="584" height="462" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 452"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรที่เตรียมขยายกิจการ หรือขยายไปแล้วแต่เพิ่งรู้ตัวว่าเติบโตเร็วเกินไป อย่าเพิ่งตกใจ ! นี่คือแนวทางแก้ไขให้คุณกลับมาเดินอย่างถูกต้องและพัฒนาเป็นองค์กรที่แข็งแรงอีกครั้ง รับรองว่าทำตามแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนแน่นอน</span></p>
<h3>วิธีแก้ที่ 1 : ให้ความสำคัญกับพนักงานโดยเน้นไปที่องค์ประกอบหลัก 3 ประการ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตที่รวดเร็วอาจทำให้วัฒนธรรมองค์กรถูกทำลาย (Culture Killer) โดยเฉพาะในหัวข้อที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของพนักงาน ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง ได้แก่ 1.) การอธิบายพนักงานว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่คืออะไร นำไปประยุกต์ใช้อย่างไร 2.) จัดอบรมพนักงานเพิ่มเติมเพื่อให้พนักงานมีศักยภาพเพียงพอ ไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนลดทอนคุณค่าลงไป 3.) สร้างพื้นที่ให้พนักงานได้พักผ่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่น และใช้เวลากับประเด็นที่สนใจ ไม่ปล่อยให้พนักงานทุ่มเทกับเป้าหมายจนหลงลืมเรื่องอื่น ๆ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/human-investment-221005/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12558 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/5451.png" alt="5451" width="700" height="394" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 453"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/human-investment-221005/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ลงทุนเรื่องคนอย่างไร ให้ได้ผลที่คุ้มค่า</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>วิธีแก้ที่ 2 : ผู้นำต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี (Lead by Example)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่จะเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมองค์กรใหม่ได้ดีที่สุดก็คือผู้นำ (Leader) ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหารสูงสุดหรือแม้แต่หัวหน้าแผนก สำหรับการขยายกิจการนั้น วิถีปฏิบัติของผู้นำถูกยกให้เป็นภาพสะท้อน (Mirror Act) ที่กระตุ้นให้พนักงานระดับต่ำกว่ายึดถือเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม สรุปโดยง่ายว่าอยากให้พนักงานเป็นแบบไหน เราก็ต้องทำตัวแบบนั้นให้เห็นก่อนนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-9018 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1.jpg" alt="ผู้นำที่ดี Leader" width="500" height="334" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 454"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ดี อย่างที่ทุกองค์กรต้องการ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>วิธีแก้ที่ 3 : ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของกันและกันเสมอ (<a href="https://th.hrnote.asia/tips/220407-emotional-support/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Emotional Support</a>)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การขยายกิจการในช่วงแรกจะมีสิ่งใหม่ที่ต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ดังนั้นองค์กรต้องให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของพนักงานควบคู่กันไปเสมอ เช่นจัดประชุมทีมสั้น ๆ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์โดยรวมวันละ 10 นาที หรือจัดให้มีกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยกันเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและได้เห็นเพื่อนร่วมงานในแง่มุมอื่นบ้าง ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่สุดคือการ “ชื่นชมยินดี” กับทุกความพยายามไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม</span></p>
<h3>วิธีแก้ที่ 4 : จ้างพนักงานที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล (Culture Contribution)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการขยายองค์กรจะทำให้ความเข้มข้นในการเลือกพนักงานลดน้อยลง ดังนั้นกลยุทธ์ที่ควรนำมาใช้คือการดูวิสัยทัศน์ในภาพรวมว่าพนักงานดังกล่าวมีมุมมองต่อการทำงานอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากเราอยากให้บริษัทเติบโตขึ้น เราไม่ควรเลือกแค่คนที่พร้อมทำตามแนวทางของบริษัท หรือใส่ใจแค่เป้าหมายระยะสั้น กลับกัน HR ต้องมองให้เห็นว่าพนักงานคนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองเพื่อเป้าหมายระยะยาว และจะดียิ่งขึ้นหากมีศักยภาพในการให้คำแนะนำเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ (Culture Evolving) การมีส่วนร่วมตรงนี้จะทำให้เราได้พนักงานที่พร้อมทำงานเป็นทีมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของทุกการเติบโต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9007 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/5ecd3ab2e79b2f40bc60bc26042da744.jpg" alt="การพัฒนาองค์กร Organization Development" width="500" height="216" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 455"></p>
<h3>วิธีแก้ที่ 5 : สร้างนโยบายให้พนักงานสื่อสารกับผู้นำได้ง่าย (Open Door Policy)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตอย่างรวดเร็วอาจนำมาซึ่งคำถามมากมาย และจะยิ่งรู้สึกอึดอัดหากคำถามเหล่านั้นไม่มีผู้ตอบ ดังนั้นผู้นำต้องแสดงความเป็นมิตรออกมาให้พนักงานรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงเพื่อปรึกษาได้หากพบเจอปัญหาระหว่างทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญปัญหาด้วยตัวคนเดียว และมีคนที่มีอำนาจมากกว่าคอยร่วมตัดสินใจในหัวข้อที่จำเป็นจะทำให้รู้สึกอุ่นใจ กล้าลงมือทำในหัวข้อยาก ๆ เพราะรู้ว่ามีคนสนับสนุน ด้านตัวผู้นำเองก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มถามถึงความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นระยะ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในทีมแม้กระบวนการทำงานบางอย่างจะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม</span></p>
<h2>“กฏ 25” จุดตัดสินของการขยายกิจการ คือตอนที่มีพนักงานตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/Team-Building-Process-1.jpg" alt="Team Building Process" width="500" height="375" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 456"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ</span>ฮิโรชิ มิติกานิ (Hiroshi Mitikani) <span style="font-weight: 400;">CEO ของบริษัทญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Rakuten เคยกล่าวว่า “&#8230; ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเกิดขึ้นเมื่อมีพนักงาน 10 คน เปลี่ยนอีกครั้งเมื่อมีพนักงาน 30 คน และยังคงเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อมีพนักงาน 100 คน เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ”​ ซึ่งคำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาระของการขยายกิจการที่ผู้บริหารต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ทั้งนี้บริษัท </span><a href="https://getlighthouse.com/blog/company-growth-25-employees/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Lighthouse</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการวิจัยและพบว่าจุดที่องค์กรต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือตอนที่มีพนักงานเพิ่มไปถึง 25 คน หากบริหารจัดการไม่ดี ก็เป็นไปได้ว่าองค์จะเติบโตอย่างสั่นคลอนจนอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้ำอีกครั้งว่าวิธีทำงานที่เคยได้ผลขณะที่เป็นองค์กรขนาดเล็ก จะไม่สามารถใช้งานได้เมื่อองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น ให้คิดตามว่าผู้นำ 1 คนจะต้องดูแลพนักงานถึง 25 คน หรือแม้แต่องค์กรที่มีผู้บริหารร่วม ก็ยังต้องแบ่งกันดูแลพนักงานราว 10-15 คนอยู่ดี จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นำจะแบ่งเวลาให้กับการทำงานที่มากขึ้นและดูแลพนักงานในมือได้เต็มประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน ยิ่งถ้าปัญหานี้นำไปสู่การลาออก ก็จะทำให้องค์กรต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 200% เพื่อหาพนักงานใหม่ ทำให้เสียสภาพคล่องทางการเงินทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9098 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/04/Team-Building1.jpg" alt="Team Building1" width="500" height="334" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 457"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นต่อมาคือรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป องค์กรขนาดเล็กอาจนั่งทำงานร่วมกันบนโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ หรืออยู่ในพื้นที่ขนาดพอเหมาะซึ่งทุกคนแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้อย่างใกล้ชิด รู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership) และรู้พัฒนาการในทุกแง่มุม แต่พอมีภาระมากขึ้น ต้องแบ่งเวลาไปดูหลายอย่าง ก็จะเกิดความสับสน ผู้นำบางคนที่ปรับตัวจากการทำงานแบบเดิมไม่ได้ก็จะรู้สึกกดดัน ก่อพลังลบ และให้ความสำคัญแค่</span>งานใครงานมัน<span style="font-weight: 400;">เพื่อเอาตัวรอด</span> <span style="font-weight: 400;">การขยายกิจการจึงต้องมาพร้อมกับทักษะสื่อสารและแบ่งงานที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเติบโตขององค์กรยังทำให้พนักงานเริ่มตั้งคำถามถึงการเติบโตในอาชีพการงาน (Career Path) ในช่วงแรก พนักงานมักคิดว่าขอแค่ตนได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็พอ แต่พอบริษัทใหญ่ขึ้น พนักงาน 25 คนแรกมักอยากรู้ว่าคนที่เข้ามาหลังจากนี้จะช่วยให้อาชีพการงานของตนดีขึ้นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ</span>เจสัน เลมคิน (Jason Lemkin) <span style="font-weight: 400;">อดีต CEO ของบริษัท </span><a href="https://www.saastr.com/by-the-time-you-give-them-a-raise-theyre-already-out-the-door/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">EchoSign</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าผู้บริหารมีหน้าที่สังเกตเป้าหมายของพนักงานกลุ่มแรก และพยายามช่วยให้เป้าหมายนั้นสัมฤทธิ์ผล เพราะไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าการสูญเสียพนักงานที่เคยเป็นเสาหลักขององค์กรอีกแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9087 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/Team-Productivity-1.jpg" alt="การเพิ่มผลิตภาพในการทำงานระบบทีม (Team Productivity)" width="500" height="331" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 458"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือจำนวนพนักงาน 25 คนเป็นภาพแสดงว่าคุณกำลังก้าวสู่การเป็น</span>องค์กรขนาดใหญ่ <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากวัฒนธรรมองค์กรของคุณไม่แข็งแรง คุณก็จะไม่มีหลักยึดใด ๆ ให้พนักงานใช้ควบคู่ไปกับกฎเกณฑ์ตามระเบียบบังคับขององค์กรเลย วัฒนธรรมนี้สำคัญมากในการควบคุมพนักงานให้มีทัศนคติ (Employee Attitude) ตรงกัน แม้จะไม่ได้มีคำสั่งโดยตรง คล้ายคลึงกับประโยค “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” (When In Rome, Do as The Romans do) องค์กรที่แข็งแรงตรงนี้จะบริหารคนง่ายขึ้น ซึ่งควรชัดเจนตั้งแต่วันที่มีพนักงาน 25 คน ไม่ปล่อยให้หละหลวมนานไปกว่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารต้องทำให้เห็นว่าความสำเร็จขององค์กรเป็นเรื่องของทุกคน เพื่อโน้มน้าว (Motivated) ทุกคนให้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ไม่ตั้งคำถามที่ไร้สาระ และยอมทุ่มเทเพื่อความสำเร็จในภาพรวม</span></p>
<h2>อัตราการเติบโตที่เหมาะสมขององค์กรเป็นอย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13075 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-11-at-11.02.35.png" alt="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ?" width="516" height="411" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 459"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าเป้าหมายของการขยายกิจการจะเป็นอย่างไร แต่เราสามารถวัดอัตราการเติบโตได้จากปัจจัยด้านผลประกอบการ (Revenue), ฐานลูกค้า (Customer Base), งบดุล (Cashflow) และส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ซึ่งผู้บริหารต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับการวางแผนงานเพื่อป้องกันการทำอะไรเกินตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อัตราการเติบโตที่เหมาะสมล้วนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทพื้นฐานของแต่ละองค์กร โดยอัตราที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 15-25% ต่อปี การเติบโตที่เร็วกว่านี้จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่เข้มงวดหากไม่ต้องการพาองค์กรไปสู่ความล้มเหลว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วการเติบโตขององค์กรไมได้อ้างอิงอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของประเทศเท่านั้น แต่บริษัทในสายงานที่แข่งขันกันสูงอาจต้องเร่งอัตราการเติบโตให้สูงที่สุดเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามา โดยบางองค์กรอาจเติบโตมากกว่า 100% เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ว่าเป้าหมายขององค์กรจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือ</span>การเติบโตอย่างยั่งยืน <span style="font-weight: 400;">ต้องมีคำตอบเสมอว่าการตัดสินใจต่างละครั้งมีสาเหตุและนำไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างไร </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-12667 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-akil-mazumder-1072824-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="759" height="506" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 460"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Analysis) เพื่อหาข้อสรุปว่าอัตราเติบโตที่อ้างอิงกับความเป็นจริงควรเป็นอย่างไร และไม่ลงทุนนอกเหนือจากคำแนะนำนั้น โดยควรฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมากกว่าหนึ่งคน เพื่อนำมาวิเคราะห์และหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เพราะการมีรายจ่ายแฝง (Hidden Cost) ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน และคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดก็คือทีมผู้สร้างนวัตกรรมนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดเราต้องสังเกตว่าอัตราเติบโตในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เช่นหากสามปีก่อนองค์กรเติบโต 20% ปีต่อมาลดลงเหลือ 10% และ 5% ตามลำดับ ก็เป็นไปได้ว่ากระแสโลกเริ่มเปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์ขององค์กรอาจไม่ได้ตอบโจทย์ทางการตลาดมากอย่างเคย ดังนั้นเป็นไปได้สูงว่าอัตราเติบโตในปีต่อไปจะลดลงตามอัตราเดิมจนเหลือแค่ราว 2.5% เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราคิดแบบนี้ก็จะไม่คาดหวังเกินตัว และเข้าใจว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างถ้าอยากให้อัตราเติบโตขององค์กรสูงขึ้นกว่าที่เคย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8953 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1450820657-1.jpg" alt="shutterstock 1450820657 1" width="500" height="307" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 461"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่หากไม่มาคู่กับการวางแผนอย่างรอบคอบ ความตั้งใจดังกล่าวก็อาจส่งผลในแง่ลบจนทำให้บริษัทต้องสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น  ดังนั้นการเติบโตแต่ละครั้งจึงต้องคำนึงถึงเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่ไปกับสวัสดิการที่จำเป็นของพนักงาน เช่นผลตอบแทนเพิ่มเติม, วันลาที่มากขึ้น หรือแม้แต่การขยายพื้นที่ในออฟฟิศให้ทุกฝ่ายทำงานได้อย่างคล่องตัว ทุกอย่างต้องพัฒนาไปอย่างสมดุล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งทฤษฎีให้เรานำไปประยุกต์ใช้กับการพิจาณาภาพรวมขององค์กร ไม่ใช่คำตอบที่หยิบไปใช้ได้เลยแบบไม่สนใจบริบทอื่น ๆ เพราะแท้จริงสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดว่าองค์กรของเราเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ก็คือความสุขของพนักงานและผลประกอบการที่เกิดขึ้นหลังการขยับขยาย เหตุนี้การจัดอบรมและให้ความรู้กับทุกคนในทีมจึงเป็นกลไกที่ฝ่ายบุคคล (HR) ต้องทำเป็นระยะ อย่างน้อยก็เพื่อให้พนักงานรู้ระบบเบื้องต้น ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนรู้กันเองและคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากผู้บริหารเข้าใจถึงเรื่องนี้ การเติบโตในแต่ละขั้นก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="The 25 Rules : เช็คความพร้อมก่อนขยายกิจการ ! องค์กรของคุณโตเร็วเกินไปไหม ? 462" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://indeedhi.re/3EhD21O" target="_blank" rel="noopener">https://indeedhi.re/3EhD21O</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3EgnDyF" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3EgnDyF</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3TnhDZq" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3TnhDZq</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3E2vDlM" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3E2vDlM</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3fU7wgM" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3fU7wgM</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3UGO7yP" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3UGO7yP</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/sustainability-for-hr-221014/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Oct 2022 10:35:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/sustainability-for-hr-221014/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Sustainability หรือความยั่งยืน คือแนวทางสำคัญของการทำธุรกิจในปัจจุบัน เปลี่ยนจากการสร้างผลกำไรให้มากที่สุด โดยไม่ต้องสนวิธีการ เป็นการใส่ใจโลก สังคม สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการทำกำไร ความยั่งยืน (Sustainability) กำลังเป็นเทรนด์ที่หลายบริษัทกำลังให้ความสำคัญ จากเดิมที่ทุกองค์กรมีเป้าหมายหลักคือการทำกำไรมหาศาล มาเป็นการสร้างสังคมที่น่าอยู่ มีความยั่งยืนมากขึ้น ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ เพราะแต่ละบริษัทตระหนักแล้วว่า การมุ่งสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว โดยที่มีผู้ที่ได้รับประโยชน์ในวงแคบ ๆ อาจไม่ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตและอยู่รอดได้ในระยะยาว เพราะการจะอยู่รอดในสังคมได้ จำเป็นต้องรวมพลังของทุกคนในสังคมโดยแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความยั่งยืน หรือ Sustainability เพื่อสร้าง Sustainability หรือความยั่งยืน ให้เกิดขึ้น HR ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บริษัทมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างสำเร็จ ทั้งการมีส่วนร่วมวางกลยุทธ์ การสื่อสารเพื่อจูงใจเพื่อนพนักงานให้เข้าใจความสำคัญของการสร้างความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม หาก HR เองไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นความสำคัญของ HR Sustainability ย่อมไม่สามารถนำพาบริษัทไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงได้ หลายปีมานี้ หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า Sustainability ที่แปลว่า ความยั่งยืน กันบ่อยขึ้น เพราะองค์กรทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยต่างประกาศว่า มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาบริษัทไปสู่ความยั่งยืน และอาจเรียกได้ว่าสำคัญกว่าการทำกำไรให้มากที่สุดเสียอีก เมื่อหลายบริษัทมีแนวทางชัดเจนว่าเห็นควรเดินหน้านโยบาย Sustainability สู่ความยั่งยืน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Sustainability หรือ</span>ความยั่งยืน คือแนวทางสำคัญของการทำธุรกิจในปัจจุบัน เปลี่ยนจากการสร้างผลกำไรให้มากที่สุด โดยไม่ต้องสนวิธีการ เป็นการใส่ใจโลก สังคม สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการทำกำไร</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความยั่งยืน (Sustainability) กำลังเป็นเทรนด์ที่หลายบริษัทกำลังให้ความสำคัญ จากเดิมที่ทุกองค์กรมีเป้าหมายหลักคือการทำกำไรมหาศาล มาเป็นการสร้างสังคมที่น่าอยู่ มีความยั่งยืนมากขึ้น ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพราะแต่ละบริษัทตระหนักแล้วว่า การมุ่งสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว โดยที่มีผู้ที่ได้รับประโยชน์ในวงแคบ ๆ อาจไม่ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตและอยู่รอดได้ในระยะยาว เพราะการจะอยู่รอดในสังคมได้ จำเป็นต้องรวมพลังของทุกคนในสังคมโดยแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความยั่งยืน หรือ Sustainability</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้าง Sustainability หรือความยั่งยืน ให้เกิดขึ้น HR ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บริษัทมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างสำเร็จ ทั้งการมีส่วนร่วมวางกลยุทธ์ การสื่อสารเพื่อจูงใจเพื่อนพนักงานให้เข้าใจความสำคัญของการสร้างความยั่งยืน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หาก HR เองไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นความสำคัญของ HR Sustainability ย่อมไม่สามารถนำพาบริษัทไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงได้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46396" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-49.webp" alt="ความยั่งยืน คืออะไร ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG)" width="600" height="370" title="ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG) 468" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-49.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-49-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายปีมานี้ หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า </span>Sustainability ที่แปลว่า ความยั่งยืน <span style="font-weight: 400;">กันบ่อยขึ้น เพราะองค์กรทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยต่างประกาศว่า มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาบริษัทไปสู่ความยั่งยืน และอาจเรียกได้ว่าสำคัญกว่าการทำกำไรให้มากที่สุดเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อหลายบริษัทมีแนวทางชัดเจนว่าเห็นควรเดินหน้านโยบาย Sustainability สู่ความยั่งยืน น่าคิดต่อว่า HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะต้องปรับตัวและมีบทบาทอย่างไรบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายนั้น รู้หรือไม่ว่า HR นี่แหละคือฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกบริษัทมากขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h1>Sustainability หรือความยั่งยืนคืออะไร ? ทำไมหลายบริษัทถึงต้องไปให้ถึงเป้าหมายนั้น</h1>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190618-sustainable-organization/"><span style="font-weight: 400;">ความยั่งยืน</span></a><span style="font-weight: 400;"> ภาษาอังกฤษ คือ Sustainability เป็นแนวทางสำคัญของการทำธุรกิจในปัจจุบัน หากหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ละบริษัทมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกำไรให้มากที่สุด โดยไม่ต้องสนวิธีการ แต่แนวทางดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแต่ละบริษัทต่างตระหนักแล้วว่า บริษัทของตัวเองจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว หากสนใจแต่เพียงผลประกอบการ และมีเพียงแต่ตนเองเท่านั้นที่รอด ดังนั้นเพื่อให้ผู้คนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ทุกบริษัทจึงจำเป็นต้องหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อส่วนรวม แล้วร่วมสร้างสังคมที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อให้ทุกชีวิตเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับวิธีว่าจะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร หลายบริษัทสามารถยึดตาม</span><a href="https://sdgs.un.org/goals" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน</span></a><span style="font-weight: 400;"> 17 ข้อ</span><span style="font-weight: 400;"> หรือ <strong>Sustainable Development Goals (SDG)</strong> ที่องค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations กำหนดไว้ดังต่อไปนี้</span></p>
<ol>
<li>ความยากจนต้องหมดไป คนจนสามารถเข้าถึงอาชีพ และรายได้ที่มากขึ้น สามารถขจัดความยากจนทุกรูปแบบ</li>
<li>ความอดอยากต้องหมดไป ผู้คนต้องมีความมั่นคงทางอาการและโภชนาการที่ดีขึ้น เกิดการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน</li>
<li>สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ประชากรทุกช่วงวัยต้องมีสุขภาพแข็งแรง และมีความเป็นอยู่ที่ดี</li>
<li>การศึกษาที่มีคุณภาพ ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เท่าเทียมและทั่วถึง ไม่เพียงแค่นั้นยังต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ทุกคนได้</li>
<li>ความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะเพศใด อยู่ในช่วงวัยใด ต้องสามารถอยู่ในสังคมที่เท่าเทียมและปลอดภัยไม่แตกต่างกัน</li>
<li>เข้าถึงน้ำสะอาดและถูกสุขอนามัย จัดให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การจัดการน้ำที่ยั่งยืน และสุขาภิบาลที่ดีสำหรับทุกคน</li>
<li>มีพลังงานสะอาดราคาถูก จัดให้มีพลังงานที่ทันสมัย ยั่งยืน เสถียร ราคาไม่แพงสำหรับทุกคน</li>
<li>งานที่ดีและเศรษฐกิจที่เติบโต ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมและยั่งยืน การจ้างงานที่มีคุณค่า และมีงานที่ดีรองรับสำหรับทุกคน</li>
<li>อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ส่งเสริมกระบวนการอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน และสนับสนุนนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อชีวิตผู้คน</li>
<li>ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความไม่เสมอภาคทุกประการทั้งภายในและระหว่างประเทศ</li>
<li>เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง และยั่งยืน</li>
<li>บริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ พัฒนารูปแบบการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li>แก้ปัญหาโลกร้อน ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ</li>
<li>ชีวิตในน้ำ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</li>
<li>ชีวิตบนบก ปกป้อง ฟื้นฟู ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หยุดและย้อนกระบวนการเสื่อมโทรมของดิน ป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ</li>
<li>สันติภาพ ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง สร้างเสริมสังคมที่สงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก สร้างกระบวนการยุติธรรมที่และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ เปิดกว้าง และสามารถตรวจสอบได้</li>
<li>ร่วมมือเพื่อพิชิตเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับแนวทางการดำเนินงาน สร้างเสริมการเป็นพันธมิตรระดับโลก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ไม่จำเป็นว่าทุกบริษัทจะต้องทำตามเป้าหมายนี้ให้ครบทั้ง 17 ข้อ แต่หลายบริษัทอาจเลือกเพียง 2-3 หมวดเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการให้บรรลุผล เช่น ถ้าจะมุ่งเน้นเฉพาะการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ก็อาจให้ความสำคัญกับข้อที่ 6, 13, 14 และ 15 เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหากทำได้ก็จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า รวมถึงพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจว่า นี่คือองค์กรที่พร้อมจะพัฒนาโลกนี้ให้น่าอยู่เพื่อทุกคนสืบไป จนทำให้หลายคนอยากร่วมงานด้วยในที่สุด</span></p>
<h2>เมื่อ Sustainability คือทางรอดขององค์กร HR จะมีหน้าที่สร้างความยั่งยืนได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12668 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-this-is-zun-1116302-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="1110" height="740" title="ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG) 469"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่แต่ละบริษัทประกาศแนวทางชัดเจนว่า ต้องการให้บริษัทมุ่งสู่ความยั่งยืน หรือ Sustainability เป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี แต่การจะบรรลุตามเป้าที่วางไว้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคน เพื่อเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างแข็งขันและมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงนี้เองที่ HR จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และพวกเขาจำเป็นต้องเป็นพนักงานกลุ่มแรกที่เห็นด้วยกับการเดินหน้าทิศทางนี้ มิฉะนั้นย่อมทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย และจูงใจให้เพื่อนพนักงานมองเห็นความสำคัญของประเด็นนี้ได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสิ่งที่ HR สามารถทำได้เพื่อขับเคลื่อนบริษัทสู่ความยั่งยืน มีดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ต้องเข้าใจถึงกลยุทธ์ขององค์กร</h3>
<p>ถ้าเป็นไปได้ HR ควรต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการวางกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้น เพื่อเข้าใจถึงความสำคัญของการเดินไปในทางนี้เสียก่อน จากนั้นจึงจะสามารถสื่อสารต่อไปถึงพนักงานปัจจุบันและพนักงานใหม่ให้มองเห็นเป้าหมายเดียวกันได้</p>
<h3>2. วางแผน วางแผน วางแผน</h3>
<p>เมื่อได้กลยุทธ์แล้ว HR จำเป็นต้องมองให้ออกว่า คุณค่าที่บริษัทต้องการจากการสร้างความยั่งยืนคืออะไร เพื่อจะได้รีบวางแผนเพื่อเพิ่มหรือเสริม และเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้</p>
<h3>3. จูงใจเพื่อนพนักงานให้เป็น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ต้องรู้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และต้องสามารถเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ว่า การเปลี่ยนแปลงบริษัทเพื่อความยั่งยืน จะมีประโยชน์ต่อองค์กรมากอย่างไร รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อพนักงานทั้งบริษัทอย่างไร หากสื่อสารรู้เรื่องและมีเหตุผลฟังขึ้น เพื่อนพนักงาน รวมไปถึงฝ่ายบริหาร ย่อมอยากเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วยความเต็มใจ</span></p>
<h3>4. ปรับแก้คู่มือของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการทำงานในอนาคต ดังนั้นหากคิดจะเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ก็ควรปรับแก้คู่มือพนักงาน หรือปรับแก้กฎระเบียบให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และแนวทางที่วางไว้ด้วย<br />
</span></p>
<h3>5.เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง</h3>
<p>HR ต้องรู้ว่า การสร้างความยั่งยืนวิธีใดได้ผลหรือไม่ได้ผล เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในกลยุทธ์ของบริษัท เพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า และสามารถทำงานร่วมกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีบทบาทในการสร้างความยั่งยืนด้านต่าง ๆ ได้ถูกต้อง</p>
<h3>6.ประเมินผลและปรับใช้</h3>
<p>หลังจากลงสนามจริงแล้ว HR ต้องหมั่นประเมินว่า กลยุทธ์เพื่อสร้างความยั่งยืน สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ มีจุดใดสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้บ้าง โดยอาจประเมินได้ด้วยการทำแบบสอบถาม หรือการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อนพนักงาน หรือวิธีอื่นใดก็ได้ เพื่อนำฟีดแบ็คทีไ่ด้กลับมาปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดีขึ้น</p>
<h2>อยากเห็นบริษัทมีความยั่งยืน HR Sustainability ต้องไม่ลืมทำสิ่งเหล่านี้</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12669 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-pixabay-371917-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="1200" height="647" title="ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG) 470"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินหน้าสร้าง Sustainability สร้างองค์กรและสังคมที่มีความยั่งยืน ย่อมนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง HR เองก็ต้องไม่ลืมทำสิ่งเหล่านี้ด้วย</span></p>
<h3>1. คำนึงว่า สังคมจะได้ประโยน์อะไรจากความยั่งยืน</h3>
<p>การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนเป็นผลดีกับบริษัทหลายประการ แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือ สังคมและประชาชนจำนวนมากจะได้ประโยชน์อะไรจาก Sustainability นี้ หาก HR ไม่ได้คำนึงถึงประเด็นนี้ ก็ยากที่จะทำให้ผู้คนจำนวนมากร่วมมือกัน และเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงได้</p>
<h3>2. อย่าลืมคำนวนงบประมาณ</h3>
<p>การมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน จำเป็นต้องใช้งบประมาณไม่น้อย เพราะทุกขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง ย่อมต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่การเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเก่า เพื่อใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกแบบผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ การติดตั้งโซลาร์เซลล์แทนการใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงการทำ CSR หรือการทำโครงการเพื่อสังคม</p>
<p>เช่น การช่วยเหลือเด็กยากไร้ในต่างจังหวัดให้เข้าถึงการศึกษา เป็นต้น หาก HR สามารถช่วยออกแบบกลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทใช้เงินได้คุ้มค่า โดยที่ประสิทธิภาพของงานยังไม่ลดลง จะยิ่งช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนได้เร็วขึ้น</p>
<h3>3. อย่าทอดทิ้งเพื่อนพนักงาน</h3>
<p>การประกาศว่าองค์กรจะทำเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกชีวิตเป็นสิ่งที่ดี แต่ก่อนจะทำเพื่อคนภายนอก อย่าลืมคิดถึงพนักงานในบริษัทของตัวเองด้วยว่า ทุกวันนี้พนักงานในบริษัทเราอยู่ดีกินดี มีสุขภาพที่ดีจากการทำงานหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>หากพนักงานยังต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงมีสวัสดิการที่น้อย ไม่ครอบคลุม พนักงานก็อาจไม่มีเวลามาคิดเรื่องเหล่านี้ แต่สนใจเพียงแค่ขอเอาตัวรอดไปวัน ๆ แค่นั้นพอ</p>
<p>ฉะนั้น อย่าลืมดูแลพนักงานในองค์กรให้ดีด้วยนะ หากอยากเห็นทุกคนสมัครสมานสามัคคี ร่วมสร้างความยั่งยืนในบริษัทและสังคมให้เกิดขึ้นจริง</p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12670 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-huy-chien-tran-1756665-scaled.jpg" alt="Sustainability เมื่อทุกบริษัทมุ่งเข้าหาความยั่งยืน HR มีหน้าที่อย่างไร? " width="1110" height="740" title="ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG) 471"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมเริ่มมาจากก้าวที่เล็ก ๆ การสร้างความยั่งยืน หรือ Sustainability ก็เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนหลายปี จึงจะมองเห็นผลที่เป็นรูปธรรมได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Sustainability คือสิ่งที่ทุกองค์กรไม่เพียงควรทำ แต่ต้องทำ อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ใช้เวลาฟูมฟัก HR คือฝ่ายสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานของบริษัทเป็นไปตามเป้า ทั้งการวางกลยุทธ์ การสื่อสารภายในบริษัท การนำไปปฏิบัติใช้ รวมถึงการนำผลจากการปฏิบัติ มาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เพื่อให้ความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริงจากในองค์กรอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเมื่อก้าวแรกนั้นบรรลุผลจริงแล้ว มั่นใจได้ว่าความยั่งยืนในก้าวต่อ ๆ จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำไมถึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการสร้าง Sustainability (SDG) 472"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/221013-inclusive-language/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Oct 2022 03:09:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[INCLUSIVE LANGUAGE]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษากลาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221013-inclusive-language/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Inclusive Language คือภาษากลาง หรือภาษาที่ทุกคนฟังได้อย่างสบายใจ ไม่ต่อต้านคนใดคนหนึ่งออกไป ฟังแล้วรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน การใช้ Inclusive Language หรือภาษากลางที่ดีจำเป็นต้องมาจากความรู้ที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นองค์กรควรจัดอบรมเพื่อให้คนทุกระดับมีความรู้เบื้องต้นจนสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ในที่ประชุม ไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้พูดและผู้ฟังเพียงอย่างเดียว องค์กรที่โดดเด่นในเรื่องการใช้ Inclusive Language หรือภาษากลางจะมีภาพลักษณ์ดีขึ้นทั้งกับลูกทีมและกับลูกค้าที่มาติดต่องานด้วย  การประกาศรับสมัครงานด้วยการใช้ภาษากลางจะทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงตลาดแรงงานมากขึ้น เพราะประกาศแบบทั่วไปจะมีคำศัพท์บางอย่างที่ไปตัดโอกาสพนักงานโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราก้าวข้ามเรื่อง Inclusive Language หรือภาษากลางแล้วก็ต้องต่อยอดไปให้ถึงการสร้างวัฒนธรรมกลางให้คนทุกรูปแบบสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง โลกของเราเต็มไปด้วยความหลากหลาย และที่แปลกคือทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่นจนบางครั้งก็ลืมไปว่าความแตกต่างอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันอะไรไปได้ไกล กลับกันความแตกต่างอย่างมีจุดร่วมที่ทำให้ทุกคนหลอมรวมกันได้อย่างมีความสุขต่างหากที่จะทำให้เกิดคุณค่าขึ้นได้จริง ๆ  วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการใช้ภาษากลาง (Inclusive Language) เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้องค์กรเติบโตไวกว่าที่เคย   Inclusive Language คืออะไร ? ภาษากลางสำคัญอย่างไร ? Inclusive Language คือภาษากลาง หรือทักษะการใช้ภาษาที่ผู้ฟังทุกคนรู้สึกสบายใจ ไม่ต่อต้านคนใดคนหนึ่งออกไป แสดงให้เห็นว่าผู้พูดยอมรับความแตกต่างและทุกความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบันเป็นยุคที่ความหลากหลายในสังคมเปิดกว้างขึ้นมากที่สุด ดังนั้นภาษากลางจึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาษากลางมีหลักการอยู่ 3 ข้อ ดังนี้ การใช้น้ำเสียงให้ถูกต้อง การเปิดใจยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่าง การยอมรับว่าความเห็นของทุกคนมีคุณค่า แต่การทำให้ภาษากลางถูกบังคับใช้ได้อย่างครอบคลุมในองค์กรนั้น พนักงานต้องมีความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Inclusive Language คือภาษากลาง หรือภาษาที่ทุกคนฟังได้อย่างสบายใจ ไม่ต่อต้านคนใดคนหนึ่งออกไป ฟังแล้วรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การใช้ Inclusive Language หรือภาษากลางที่ดีจำเป็นต้องมาจากความรู้ที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นองค์กรควรจัดอบรมเพื่อให้คนทุกระดับมีความรู้เบื้องต้นจนสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ในที่ประชุม ไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้พูดและผู้ฟังเพียงอย่างเดียว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่โดดเด่นในเรื่องการใช้ Inclusive Language หรือภาษากลางจะมีภาพลักษณ์ดีขึ้นทั้งกับลูกทีมและกับลูกค้าที่มาติดต่องานด้วย </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การประกาศรับสมัครงานด้วยการใช้ภาษากลางจะทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงตลาดแรงงานมากขึ้น เพราะประกาศแบบทั่วไปจะมีคำศัพท์บางอย่างที่ไปตัดโอกาสพนักงานโดยไม่รู้ตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราก้าวข้ามเรื่อง Inclusive Language หรือภาษากลางแล้วก็ต้องต่อยอดไปให้ถึงการสร้างวัฒนธรรมกลางให้คนทุกรูปแบบสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46103" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-5.webp" alt="INCLUSIVE LANGUAGE คืออะไร การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง" width="600" height="370" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 483" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-5.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-5-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกของเราเต็มไปด้วยความหลากหลาย และที่แปลกคือทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่นจนบางครั้งก็ลืมไปว่าความแตกต่างอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันอะไรไปได้ไกล กลับกันความแตกต่างอย่างมีจุดร่วมที่ทำให้ทุกคนหลอมรวมกันได้อย่างมีความสุขต่างหากที่จะทำให้เกิดคุณค่าขึ้นได้จริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการใช้ภาษากลาง (Inclusive Language) เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้องค์กรเติบโตไวกว่าที่เคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h1>Inclusive Language คืออะไร ? ภาษากลางสำคัญอย่างไร ?</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12631 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/medium-shot-people-talking-work_23-2149546228.jpeg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="600" height="370" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 484"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Inclusive Language คือภาษากลาง หรือทักษะการใช้ภาษาที่ผู้ฟังทุกคนรู้สึกสบายใจ ไม่ต่อต้านคนใดคนหนึ่งออกไป แสดงให้เห็นว่าผู้พูดยอมรับความแตกต่างและทุกความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเป็นยุคที่ความหลากหลายในสังคมเปิดกว้างขึ้นมากที่สุด ดังนั้นภาษากลางจึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาษากลางมีหลักการอยู่ 3 ข้อ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การใช้น้ำเสียงให้ถูกต้อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเปิดใจยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การยอมรับว่าความเห็นของทุกคนมีคุณค่า</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การทำให้ภาษากลางถูกบังคับใช้ได้อย่างครอบคลุมในองค์กรนั้น พนักงานต้องมีความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Psychological Safety</span></a><span style="font-weight: 400;">) ซึ่ง HR ช่วยสร้างได้โดยการเปิดพื้นที่สำหรับแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะ ให้ทุกคนรู้สึกว่าองค์กรมีวัฒนธรรมเปิดรับมุมมองอื่นนอกเหนือจากของผู้บริหาร นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ออกความเห็นได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นแบบไม่เปิดเผยตัวคน (Anonymous), การสื่อสารกับหัวหน้างานโดยตรง (Direct Approach) หรือการทำแบบสอบถามตามไตรมาส เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญต่อมาก็คือการปรับให้ทุกคนสามารถพูดคุยกันได้ ลองนึกดูว่าเราจะสร้างองค์กรแห่งความเท่าเทียมได้อย่างไรหากพนักงานแต่ละฝ่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่น ผู้บริหารก็ไม่รู้ว่าลูกจ้างระดับล่างคิดอะไร ขณะที่คนทั่วไปก็เอาแต่คิดว่าตนเอื้อมไม่ถึงคนที่อยู่สูงกว่าแน่ ๆ ดังนั้นองค์กรต้องสร้างภาษาร่วม (Common Language) ขึ้นมาด้วยเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจเนื้อหาเบื้องต้นว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Common Language พัฒนาได้จาก</span>การจัดอบรม<span style="font-weight: 400;"> โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ที่จำเป็นสำหรับการเข้าประชุม ให้นึกภาพตามว่าหากเราได้เข้าประชุมของผู้บริหารที่เต็มไปด้วย Buzzword ยาก ๆ ก็ไม่มีทางที่เราจะออกความเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันถ้าผู้บริหารมาร่วมประชุมย่อยกลับกลุ่มวัยรุ่น แล้วเจอคำศัพท์จำพวก ตัวตึง, เริ่มเลอ ฯลฯ ก็คงไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน แถมยังอาจเข้าใจผิดว่าพนักงานไม่เคารพองค์กรอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการใช้ภาษาในองค์กรจึงส่งผลทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ องค์กรใดที่แก้ปัญหานี้ได้เร็ว ก็จะก้าวไปไกลกว่าองค์กรอื่นที่ยังคงติดขัดอยู่กับปัญหานี้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 485"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ประโยชน์ของ Inclusive Language หรือภาษากลางในที่ทำงาน</h2>
<ul>
<li>ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมและทำให้บรรยากาศในที่ทำงาน : <span style="font-weight: 400;">ปฎิเสธไม่ได้ว่าคำศัพท์ที่แยกเพศสภาพ, เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรมอย่างชัดเจนจะทำให้พนักงานรู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนานจนทำให้ความสัมพันธ์ในองค์กรไม่ใกล้ชิดเท่าที่ควร การให้ความสำคัญกับภาษากลางจะทำให้ทุกคนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น มีเวลาไปสนใจเรื่องงานมากกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าคนรอบตัวจะคิดกับเราอย่างไร</span></li>
<li>ช่วยให้เรามีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น : <span style="font-weight: 400;">แม้เราจะมั่นใจว่าองค์กรยอมรับเรื่องความหลากหลายดีแล้วแต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าคู่ค้าของเรามีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ดังนั้นการถ่ายทอดความคิดในแง่บวกออกไปว่าองค์กรของเราพร้อมเปิดรับทุกความแตกต่าง จะทำให้เรามีโอกาสได้งานมากขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าวัฒนธรรมองค์กรของเราจะไปขัดแย้งกับแนวทางของใคร ทั่งนี้แม้จะมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนแล้วองค์กรควรจัดอบรมเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนมีความคิดแบบนี้ด้วยจริงๆ</span></li>
<li>ช่วยให้เรามีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) : <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะทำบริษัทแบบใดก็ตามเมื่อมีการเติบโตขึ้นก็ต้องมีหน้าที่เป็นตัวแทนของชุมชนนั้นไม่มากก็น้อยไปโดยปริยาย เช่นหากคุณเป็นค่ายมวยแต่คุณต่อต้านสีผิวบางชนิด คนที่เห็นคุณครั้งแรกก็อาจเผลอคิดไปว่าวงการมวยเป็นวงการที่ไม่เหมาะสำหรับคนผิวสี กลายเป็นภาพจำผิด ๆ ที่ส่งผลกระทบไปถึงบริษัทอื่นที่อาจรณรงค์ในเรื่องความเท่าเทียมอยู่ก็ได้ ดังนั้นให้คิดว่าหากเราทำบริษัทขึ้นมาสักแห่งแล้วเราถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมอยู่ด้วยเช่นกัน</span></li>
</ul>
<h2>เราจะประกาศสมัครงานตามครรลองของ Inclusive Language หรือภาษากลาง ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12632 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-13-at-09.51.47.png" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="600" height="370" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 486"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชียวชาญกล่าวว่าการใช้ภาษาเกี่ยวข้องกับการทำงานแบบแยกไม่ออก ไล่มาตั้งแต่วิธีการพรีเซนต์องค์กรของผู้บริหาร, การเลือกใช้</span><a href="https://breezy.hr/resources/interview-questions" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">คำถามสัมภาษณ์</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือแม้แต่พฤติกรรมการสื่อสารของเรากับลูกทีมคนอื่น ๆ ดังนั้นจึงหมายความว่าการสื่อสารด้วยภาษากลางมีประโยชน์ต่อองค์กรตั้งแต่การเซ็นสัญญากับพนักงานยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ </span></p>
<p><a href="https://www.glassdoor.com/blog/glassdoors-diversity-and-inclusion-workplace-survey/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Glassdoor</span></a><span style="font-weight: 400;"> อธิบายเพิ่มเติมว่าคนหางานในปัจจุบันถึง 76% มองหาองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และความประทับใจแรก (First Impression) ที่ทุกคนสัมผัสได้ก็คือใบรับสมัครงานที่เป็นดั่งภาพสะท้อนเบื้องต้นขององค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อผิดพลาดสำคัญขององค์กรส่วนใหญ่คือมักใช้ใบประกาศหางานเดิมสำหรับตำแหน่งเดิม โดยลืมไปว่าใบประกาศบางอันถูกเขียนขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นทั้งรายละเอียดหน้าที่ รวมถึงภาษาที่ใช้อาจดูล้าสมัยเกินไปจนไม่เหมาะกับตลาดแรงงานยุคปัจจุบันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่ออ่านถึงตรงนี้ </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Recruiter</span></a><span style="font-weight: 400;"> ควรพิจารณาทันทีว่าวิธีสรรหาพนักงานที่กำลังทำอยู่ล้าสมัยไปแล้วหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างการเลือกใช้คำแบบเป็นกลางในใบสมัครงาน เช่นการเลือกใช้คำว่า ‘ผู้ปกครอง’ แทนคำว่า ‘พ่อ หรือ แม่’, ใช้คำว่า ‘ผู้ที่มีความผิดปกติทางร่ายกาย’ แทนคำว่า ‘คนพิการ’, ใช้คำว่า ‘คนที่มีอุปสรรคด้านการมองเห็น’ แทนคำว่า ‘คนตาบอด’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องเพศ เช่นการใช้คำว่า ‘พวกเรา’ หรือ ‘ทุกคน’ แทนคำที่ระบุว่า ‘ผู้หญิง ผู้ชาย’ และใช้คำว่า ‘คนสัญชาติอื่น’ แทนคำว่า ‘คนผิวสี คนดำ’ </span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 487"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: นายจ้างจะสื่อสารอย่างจริงใจเพื่อซื้อใจพนักงานได้อย่างไร</span></p>
<p>การบอกพนักงานทางอ้อมแบบจริงใจ ว่าเราแคร์ชีวิตคุณนะ เราไม่ได้มองว่าคุณเป็นแค่หุ่นยนต์นะจะทำได้อย่างไร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: เพื่อให้เห็นภาพรวมเราต้องสร้างระบบนิเวศที่ดีในการทำงานเสียก่อน</span></p>
<p>ระบบนิเวศดังกล่าวจะต้องเกื้อหนุนและส่งเสริมการทำงานแบบเห็นอกเห็นใจ (Empathy) สร้างความเชื่อใจ (Trust) และสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อให้พนักงานเห็นถึงความจริงใจที่องค์กรต้องการให้เป็น บริษัทดูแลรักคุณ และคุณดูแลทำงานอย่างเต็มที่เพื่อบริษัท เป็นต้น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/618?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 488"></span></a></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจจากการ</span><a href="https://www.fastcompany.com/3044094/how-changing-one-word-in-job-descriptions-can-lead-to-more-diverse-candid" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ HR มืออาชีพกล่าวว่าสาเหตุหนึ่งที่คนไม่กล้าส่งใบสมัครเข้ามาเป็นเพราะการเลือกใช้คำที่ผิดพลาด โดยเฉพาะคำที่บอกเพศและลักษณะนิสัยชัดเจนเกินไป (Gender Coded) เช่นคำว่ากระตือรือร้นเป็นพิเศษ, ชอบความดุดัน, ชอบความท้าทาย, ชอบลุย ไม่กลัวตาย, สุภาพเรียบร้อย, ใจเด็ด ฯลฯ ดังนั้นหากเรามีโอกาสเขียนใบประกาศรับสมัครงานในอนาคต ให้ลองคิดมุมกลับเสมอว่าความต้องการที่ระบุลงไป ได้ขัดแย้งหรือตัดโอกาสฝ่ายใดหรือไม่ การทำงานด้วยทัศนคตินี้จะช่วยให้เราได้พนักงานใหม่ที่ตรงโจทย์ยิ่งขึ้น ในที่นี้มี</span><a href="https://www.linkedin.com/business/talent/blog/talent-acquisition/how-word-choice-affects-hiring-gender-diverse-talent" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัยจาก LinkedIn</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าเมื่อใส่คุณสมบัติของผู้สมัครว่า Aggressive (จริงจัง) ลงไป ผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงจะลดลงถึง 44%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพื่อความโดดเด่นแตกต่างถึงขีดสุด เราสามารถระบุสวัสดิการพิเศษที่เตรียมเอาไว้รองรับความหลากหลายได้เลย ยิ่งผู้สมัครเห็นว่าเราแตกต่างและใส่ใจแค่ไหน กระบวนการสรรหาพนักงานของเราก็จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9027 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_776701864-1.jpg" alt="Feedback" width="500" height="334" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 489"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลางคืออะไร ช่วยให้ทุกอยู่ร่วมกันได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Inclusive Workplace หรือที่ทำงานแห่งความเป็นกลางคือการสร้างสังคมแห่งการทำงานที่เป็นมิตรกับพนักงานทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ หรือค่านิยมก็ตาม องค์กรต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาให้เกรียรติทุกคนเท่ากัน ซึ่งหากผู้นำปฏิบัติจนเป็นแบบอย่าง ก็จะทำให้ผู้ตามมีพฤติกรรมในแนวทางเดียวกันตามไปด้วย ถือเป็นรากฐานขององค์กรที่เป็นมืออาชีพ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12634 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/creating-culture-of-inclusion.jpeg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="1000" height="642" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 490"></p>
<h3>5 เหตุผลที่บอกว่าทำไม Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมกลางจึงสำคัญ</h3>
<p>1. Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลาง จะช่วยสร้างความพอใจให้กับพนักงาน และยังช่วยเรื่องการรักษาพนักงาน (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Retention</a>) <span style="font-weight: 400;">: พนักงานที่รู้สึกว่าองค์กรมีความเป็นกลางต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันจะไม่หันไปสนใจบริษัทอื่นเพราะคิดว่าตนได้รับเกียรติที่สมควรจะได้แล้ว มีความสุขกับสิ่งที่ต้องการแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปหางานใหม่จากบริษัทอื่น </span></p>
<p>2. Inclusive Culture  หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลางทำให้เกิด<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ความคิดสร้างสรรค์</a>มากขึ้น : <span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดความเท่าเทียมในองค์กร พนักงานแต่ละคนก็จะรู้สึกสบายในการออกความเห็น และเมื่อเราถูกให้เกียรติ เราก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อผู้ฟังเห็นว่าวิสัยทัศน์ของเรามีประโยชน์ ก็จะนำไปต่อยอดจนอาจเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เลย</span></p>
<p>3. Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลางช่วย<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/how-to-write-job-description-01142022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ดึงดูด</a>พนักงานที่มีฝือ : <span style="font-weight: 400;">องค์กรที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นจะดึงดูดผู้สมัครเข้ามามากมาย และสวัสดิการที่สนับสนุนพนักงานอย่างเต็มที่นี่ล่ะคือจุดตัดสินที่ทำให้องค์กรของเราเอาชนะในตลาดแรงงานได้ นั่นแปลว่ายิ่งองค์กรมีความเป็นกลาง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากเท่าไหร่ เราก็จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับพนักงานเก่ง ๆ มากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p>4. Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลางสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานได้ดี (<a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employees Engagement</a>) : <span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่าหากองค์กรมีวัฒนธรรมที่เปิดรับฟังความเห็น พนักงานก็จะเริ่มมีส่วนร่วมระหว่างกันมากขึ้น และการประชุม, ระดับสมอง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นระยะนี่เองที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กร ความแนบแน่นตรงนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน </span></p>
<p>5. Inclusive Culture หรือวัฒนธรรมที่เป็นกลางทำให้พนักงาน<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รักองค์กร</a>มากขึ้น<span style="font-weight: 400;"> : เบื่อไหมกับการเสียทรัพยากรนับไม่ถ้วนเวลามีพนักงานลาออก ทั้งต้องหาพนักงานใหม่ ทั้งต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากงานเดิม แต่หากองค์กรของคุณมีความเห็นกลางที่ทุกคนอยู่ได้อย่างสบายใจ พนักงานก็จะรู้สึกรักองค์กร (Loyalty) ลดอันตราการลาออก (Turnover Rate) ที่เกิดขึ้นมากในปัจจุบัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9102 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/72d11959c2b5dabe0d62e469e7970a3b.jpg" alt="Job Training ทำไมการฝึกอบรมจึงสำคัญ" width="500" height="334" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 491"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมการฝึกอบรม (Job Training) จึงสำคัญกับองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เราจะสร้างวัฒนธรรมที่เป็นกลาง (Inclusive Culture) ในองค์กรได้อย่างไร</h3>
<p>1. จัดอบรมภายในองค์กร :<span style="font-weight: 400;"> เป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานบางคนยังไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลาย ดังนั้นองค์กรควรเริ่มจากการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ในแง่มุมที่จำเป็น การอบรมนี้ควรกำหนดให้คนทุกระดับเข้าร่วมตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงผู้บริหาร หากองค์กรของคุณไม่มีแผนสำหรับเรื่องนี้ ก็ได้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว</span></p>
<p>2. รับฟังความเห็นของพนักงานทุกระดับ : <span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมที่เป็นกลางหมายความว่าความคิดเห็นของพนักงานทุกระดับได้รับความสำคัญจากผู้บริหาร ผู้นำควรเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าพูดความรู้สึกโดยไม่ต้องเกรงใจ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเผชิญหน้าก็ได้ แต่อาจเป็นการทำแบบสำรวจโดยไม่ระบุชื่อ เคล็ดลับของเรื่องนี้ก็คือเมื่อองค์กรทราบถึงปัญหาแล้วให้ดำเนินการแก้ไขหรือให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านั้นด้วย มิฉะนั้นพนักงานก็จะรู้สึกว่าคำพูดของตนไม่ได้มีความหมายและองค์กรก็ไม่ได้จริงใจกับพวกเขาเท่าที่ควร</span></p>
<p>3. ให้ความสำคัญกับความตั้งใจและยินดีสนับสนุนเสมอ : <span style="font-weight: 400;">องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับความสำเร็จและเชิดชูผู้ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม วิธีนี้จะทำให้เกิดความแบ่งแยกระหว่างคนที่เก่งกับคนที่ไม่เก่งโดยมองข้ามมิติของความพยายามไปอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกความพยายามที่ออกมาสำเร็จ ดังนั้นหากองค์กรให้คุณค่ากับพนักงานที่ทำเต็มที่ ก็จะทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้พนักงานยากพัฒนาตัวเองจนบรรลุเป้าหมายในลำดับต่อไป แถมยังทำให้ทุกคนรู้สึกว่าองค์กรให้การสนับสนุน พร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยกันจริง ๆ ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใส่ใจแค่คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเสมอไป</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12635 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/AdobeStock_445521428.jpeg" alt="INCLUSIVE LANGUAGE : การใช้ภาษากลางเพื่อความเท่าเทียมและความเข้าใจภายในองค์กร" width="600" height="370" title="Inclusive Language คืออะไร ? การใช้ภาษากลางเพิ่มความเท่าเทียมยังไง 492"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ภาษาคือภาพแสดงเบื้องต้นที่ทำให้คนอื่นเห็นว่าองค์กรของเรามีทัศนคติเป็นอย่างไร คำพูดที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงทั้งกับทีมเอง หรือแม้แต่ลูกค้าที่พร้อมลาจากเราไปหาทางเลือกที่สบายใจกว่าทุกเมื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมพนักงานจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ซึ่งหากคุณไม่แน่ใจว่าองค์กรเหมาะกับการอบรมแบบไหน สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการ HR ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="บี. บราวน์ ประเทศไทย (B. Braun Thailand) ขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต ด้วยหัวใจที่ใส่ใจพนักงาน 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="list-style-type: none;">
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://indeedhi.re/3eoCflr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3eoCflr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3yyia30" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yyia30</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3S2zrbG" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3S2zrbG</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3RTr41V" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RTr41V</span></a></li>
</ul>
</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/safety-training-221012/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Oct 2022 10:12:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[SAFETY TRAINING]]></category>
		<category><![CDATA[ความปลอดภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/safety-training-221012/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Safety Training คือการอบรมความปลอดภัยในที่ทำงาน เป็นสิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องอบรมให้พนักงาน เพื่อป้องกันปัญหาและความเสียหายต่าง ๆ ตามมา พนักงานจำนวนมากอาจรู้สึกว่า การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) เป็นสิ่งที่เสียเวลา แต่การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน คือวิธีป้องกันเหตุร้ายที่ดีที่สุดแล้ว  การอบรมเรื่องความปลอดภัย (Safety Training) ไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถแต่ยังช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข แต่ยังทำให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามมาด้วย การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ HR ต้องทำ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการอบรมที่มีประสิทธิภาพได้หลายวิธี และหากทำได้จะช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล  เคยไหม เวลาต้องเข้าอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) แล้วรู้สึกว่าเสียเวลา  และคิดว่าในการทำงานจริงคงไม่เจอสถานการณ์อันตรายให้ต้องปวดหัวเล่นอยู่แล้ว ดังนั้นขออบรมเพื่อให้ผ่าน ๆ ไปในแต่ละวันก็พอ แต่รู้หรือไม่ว่า ความปลอดภัยในที่ทำงานคือตัวแปรสำคัญทีเดียวที่จะส่งผลให้พนักงานทุกคนทำงานที่รักได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากที่ทำงานแห่งนั้นมีแต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นประจำ ดังนั้นการจัดอบรมเรื่องความปลอดภัย ทั้งหลักสูตรอบรมระยะสั้น รวมไปถึงหลักสูตรที่ยาวขึ้นมาหน่อย เช่น อบรมความปลอดภัย 6 ชม. เพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงจำเป็นมากต่อทุกบริษัท และจะช่วยให้ไม่ต้องเผชิญปัญหาหลายประการตามมา อ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มสนใจประโยชน์ของ Safety Training การอบรมเรื่องความปลอดภัยในการทำงานแล้วใช่ไหม ถ้าพร้อมแล้วสามารถอ่านได้จากบทความนี้เลยว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Safety Training คือการอบรมความปลอดภัยในที่ทำงาน เป็นสิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องอบรมให้พนักงาน เพื่อป้องกันปัญหาและความเสียหายต่าง ๆ ตามมา</li>
<li><span style="font-weight: 400;">พนักงานจำนวนมากอาจรู้สึกว่า การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) เป็นสิ่งที่เสียเวลา แต่การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน คือวิธีป้องกันเหตุร้ายที่ดีที่สุดแล้ว </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การอบรมเรื่องความปลอดภัย (Safety Training) ไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถแต่ยังช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข แต่ยังทำให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามมาด้วย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ HR ต้องทำ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการอบรมที่มีประสิทธิภาพได้หลายวิธี และหากทำได้จะช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41581" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112526.707.webp" alt="SAFETY TRAINING ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ" width="600" height="370" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112526.707.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-19T112526.707-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหม เวลาต้องเข้าอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน (Safety Training) แล้วรู้สึกว่าเสียเวลา  และคิดว่าในการทำงานจริงคงไม่เจอสถานการณ์อันตรายให้ต้องปวดหัวเล่นอยู่แล้ว ดังนั้นขออบรมเพื่อให้ผ่าน ๆ ไปในแต่ละวันก็พอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่รู้หรือไม่ว่า ความปลอดภัยในที่ทำงานคือตัวแปรสำคัญทีเดียวที่จะส่งผลให้พนักงานทุกคนทำงานที่รักได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากที่ทำงานแห่งนั้นมีแต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นประจำ ดังนั้นการจัดอบรมเรื่องความปลอดภัย ทั้งหลักสูตรอบรมระยะสั้น รวมไปถึงหลักสูตรที่ยาวขึ้นมาหน่อย เช่น อบรมความปลอดภัย 6 ชม. เพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงจำเป็นมากต่อทุกบริษัท และจะช่วยให้ไม่ต้องเผชิญปัญหาหลายประการตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มสนใจประโยชน์ของ Safety Training การอบรมเรื่องความปลอดภัยในการทำงานแล้วใช่ไหม ถ้าพร้อมแล้วสามารถอ่านได้จากบทความนี้เลยว่า การอบรมเรื่องความปลอดภัยสำคัญอย่างไร มีขั้นตอนอะไรที่ควรรู้บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h1>Safety Training คืออะไร ทำไมจึงสำคัญต่อการทำงาน</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่ พนักงานทุกคนถือเป็นทรัพยากรล้ำค่า หากมีคนบาดเจ็บจากการทำงานไปแม้เพียงคนเดียว ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ทุกบริษัทจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่า สถานที่ทำงานในบริษัทมีความปลอดภัยมากที่สุดต่อทุกชีวิตและทรัพย์สิน หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดอบรมความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้ปัญหาวุ่นวายเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ แล้วการจัดอบรมความปลอดภัย เป็นสิ่งที่บริษัทต้องให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพราะมีข้อกฎหมายกำกับควบคุมเป็นพิเศษ เช่น </span><a href="https://www.tosh.or.th/images/file/2016/osh-act.b.e.2554.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น ซึ่งหากละเลยล่ะก็ จะทำให้เจอปัญหาน่าปวดหัวกว่านั้นตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละบริษัทจึงต้องเอาจริงเอาจังกับการรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงาน หลายที่จะจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยให้พนักงานตั้งแต่วันปฐมนิเทศการทำงาน เพื่อให้เข้าใจร่วมกันว่า บริษัทแห่งนี้มีกฎข้อปฏิบัติอย่างไรบ้าง เช่น พื้นที่ตรงไหนห้ามเข้า พื้นที่ตรงไหนต้องสวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบ เครื่องมือแบบใดที่ห้ามพนักงานที่ยังไม่ผ่านการฝึกใช้เด็ดขาด เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหลังเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว บริษัทยังต้องประเมินและติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยว่า สถานที่ทำงานนั้นมีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ ต้องปรับปรุงอย่างไรเพื่อทำให้ปลอดภัยมากขึ้นบ้าง อาจจัดอบรมความปลอดภัยทุก 6 เดือน หรือทุก 1 ปี เพื่อให้พนักงานได้ทบทวนมาตรการต่าง ๆ และพร้อมรับมือเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมเรื่องความปลอดภัยพบเจอบ่อยในบริษัทที่ต้องทำงานบนความเสี่ยงมากกว่าปกติ เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม ที่พนักงานต้องทำงานกับสารเคมี หรือเครื่องจักร เป็นต้น เพราะในสถานที่เหล่านี้ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาเพียงนิดเดียวก็มีผลต่อชีวิตของพนักงานได้ง่าย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 50 คน ต้องมีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าบริษัทที่ไม่มีโรงงานจะไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ทุกที่ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว แก๊สรั่ว เป็นต้น บริษัทเหล่านั้นก็อาจจัดการอบรมความปลอดภัยรูปแบบอื่นแทน เช่น การซ้อมหนีไฟ การซ้อมเวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหว หรือการซ้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นต้น</span></p>
<h2>เพื่อความปลอดภัยในที่ทำงาน Safety Training ต้องอบรมความปลอดภัยอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน มีโจทย์หลักง่าย ๆ คือ ทำอย่างไรให้พนักงานมีความตระหนักรู้และระมัดระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานตามปกติได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย และหากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง ๆ จะสามารถเอาตัวเองและเพื่อนร่วมงานรอดจากสถานการณ์เหล่านั้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงาน จึงมักมีเนื้อหาที่ครอบคลุม 3 เรื่องหลักด้วยกันนั่นคือ สิ่งที่ควรทำก่อนเกิดเหตุ เมื่อเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ</span></p>
<p>ก่อนเกิดเหตุ<span style="font-weight: 400;"> ต้องทำให้พนักงานมองเห็นความสำคัญของการทำงานอย่างปลอดภัย เข้าใจผลกระทบที่ตามมาหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง สามารถระบุถึงภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อจะได้แจ้งเตือนเพื่อนพนักงานได้ทันการ </span></p>
<p>เมื่อเกิดเหตุ<span style="font-weight: 400;"> ต้องทำให้พนักงานรู้ว่า สิ่งใดที่ควรทำ สิ่งใดที่ไม่ควรทำเมื่อเกิดเหตุร้าย เช่น เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ต้องไปยังบันไดหนีไฟ ห้ามใช้ลิฟท์ ต้องหมอบต่ำ และรู้ว่าจะช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนพนักงานอย่างไรให้รอดชีวิต</span></p>
<p>หลังเกิดเหตุ<span style="font-weight: 400;"> ต้องทำให้พนักงานมีความตระหนักรู้ ว่าสถานการณ์แบบใดที่มีความเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยง และเรียนรู้มาตรการแก้ไขให้การทำงานนั้นปลอดภัยมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เป้าหมายของการอบรมจะบรรลุไม่ได้เลยหากปราศจากการฝึก และการปฏิบัติตามมาตรการที่วางไว้อย่างแข็งขัน </span></p>
<h2>Safety Training การอบรมความปลอดภัยมีประโยชน์อย่างไรต่อการทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12622 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-aleksey-3680959-scaled.jpg" alt="SAFETY TRAINING คืออะไร ทำไมการอบรมความปลอดภัยให้พนักงานถึงสำคัญต่อบริษัท" width="1110" height="740" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 501"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิติที่น่าสนใจจาก healthsafety.com ระบุไว้ว่า ทุก 15 วินาทีจะมีอุบัติเหตุในที่ทำงานเกิดขึ้น 153 ครั้งทั่วโลก อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บาดเจ็บต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวประมาณ 8 วันโดยเฉลี่ย และตามสถิติแล้ว ผู้ชายมักจะประสบอุบัติเหตุมากกว่าผู้หญิงอยู่ในอัตราส่วน 61 : 39</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของการอบรมความปลอดภัยในที่ทำงาน คือจะช่วยให้พนักงานทุกคนทำงานที่รักได้ตามปกติ และเมื่อพนักงานมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดี ไม่กังวลว่าอันตรายจะเกิดขึ้น ก็จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้นตามมาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่กล่าวมานี้เพียงพอแล้วในการจูงใจให้พนักงานเห็นความสำคัญของกิจกรรมดังกล่าว แต่ผลพลอยได้จากการจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังรวมถึงการช่วยให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มหาศาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทุก 1 ดอลลาร์ที่บริษัทลงทุนไปกับการอบรมความปลอดภัย จะช่วยป้องกันความเสียหายเป็นตัวเลขถึง 6 ดอลลาร์ทีเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่นั้น การอบรมความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยป้องกันปัญหาลักษณะคล้ายกันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยลดความเสียหายทางการเงินได้มาก และสามารถนำเงินส่วนนั้นมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายประการ</span></p>
<h2>สิ่งที่ HR ควรทำหากต้องการให้ Safety Training การอบรมความปลอดภัยบรรลุเป้าคืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12623 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-julia-larson-6456151-scaled.jpg" alt="SAFETY TRAINING คืออะไร ทำไมการอบรมความปลอดภัยให้พนักงานถึงสำคัญต่อบริษัท" width="1110" height="740" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 502"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรม</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือหนึ่งในหน้าที่สำคัญของ HR หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพพนักงานให้ดีขึ้น เก่งขึ้น และทำงานให้บริษัทอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น และการจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การจัดอบรมนี้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร มีสิ่งที่ HR ควรรู้และสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.กำหนดมาตรการฝึกอบรมความปลอดภัยที่แน่นอน ระบุขั้นตอนแต่ละมาตรการเด่นชัดว่าพนักงานควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติจริง</p>
<p>2.รู้และเข้าใจกฎของการอบรมเรื่องความปลอดภัย ต้องรู้ว่ากฎหมายระบุเรื่องการดูแลความปลอดภัยในที่ทำงานไว้อย่างไร และหมั่นตรวจเช็คเสมอ ว่ามาตรการแต่ละอย่างไม่ปล่อยปละละเลย แต่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง หาก HR เองไม่เข้าใจกฎเหล่านี้ ย่อมยากต่อการนำไปบังคับใช้ให้พนักงานทั้งบริษัททำตามได้</p>
<p>3.เข้าใจวัตถุประสงค์ว่าอบรมความปลอดภัยเพื่ออะไร ก่อนการอบรมทุกครั้ง ต้องแจ้งให้พนักงานทราบเป้าหมายเดียวกัน เพื่อจะได้บรรลุผลที่ต้องการไปพร้อมกัน เพราะหากพนักงานไม่เข้าใจว่าอบรมไปทำไม แต่ละขั้นตอนมีวิธีการอย่างไร ก็อาจทำให้พวกเขาเกิดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดโดยไม่ระมัดระวังในอนาคต</p>
<p>4.รู้ว่าพนักงานของตัวเองว่ามีนิสัยอย่างไร การรู้ว่าพนักงานมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่อบรมมากน้อยแค่ไหน จะได้จัดเตรียมข้อมูลและการอบรมที่เข้ากับความต้องการของพนักงานได้ ทำให้การปฏิบัติงานจริงในอนาคตเกิดประสิทธิภาพ</p>
<p>5.ทำให้พนักงานเข้าใจว่า การอบรมมีประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร พนักงานทุกคนย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว หาก HR ทำให้พนักงานตระหนักว่า ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ทำไมถึงต้องมีมาตรการหลายขั้นตอน และถ้าทำแล้วจะดีต่อตัวเขาเองอย่างไร ก็จะช่วยให้การอบรมง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ปลอดภัยมากขึ้นตามมา</p>
<p>6.ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง บ่อยครั้ง การดูและฟังเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ลองปฏิบัติเอง ย่อมทำให้พนักงานไม่ได้จำใส่ใจเต็มที่ ดังนั้น หากทำให้พนักงานได้ลองปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยด้วยตัวเอง จะช่วยให้ง่ายต่อการเข้าใจ และนำไปใช้จริงได้มากขึ้น</p>
<p>7.รู้วิธีสื่อสารและถ่ายทอดความ <span style="font-weight: 400;">เพราะ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสาร</span></a><span style="font-weight: 400;">ทั้งเวลาเขียนและเวลาพูดกับพนักงานเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ในการอบรม หากใช้ภาษาที่ถูกต้อง เข้ากับผู้ที่สื่อสารด้วย จะช่วยให้การฝึกอบรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเกิดการนำไปปฏิบัติจริงมากขึ้น</span></p>
<p>8.รู้วิธีการใช้สื่อประกอบการอบรม <span style="font-weight: 400;">คล้ายกับข้อที่แล้ว แต่ข้อนี้จะเน้นที่การใช้สื่อประกอบการอบรม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการใช้ของจริงในการอบรมด้วย หากเลือกใช้สื่อประกอบได้เหมาะสม จะช่วยกระตุ้นความน่าสนใจของการอบรม และทำให้ได้เรียนรู้มากขึ้น </span></p>
<p>9.รู้ว่าข้อมูลไหนที่เป็นประโยชน์ การอบรมจะมีประสิทธิภาพ บ่อยครั้งไม่ได้อยู่ที่การให้ข้อมูลให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่สุด HR ควรคัดกรองข้อมูล เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถนำไปใช้งานจริงได้ง่าย ดีกว่าป้อนทุกอย่างให้ แต่สุดท้ายพนักงานจำไม่ได้ และเอาไปใช้ไม่ได้ประโยชน์เลย</p>
<p>10.รู้จักประเมินผลการอบรม วิธีประเมินการอบรมว่าได้ผลมากเพียงใด สามารถทำได้ด้วยการทดสอบ อาจทำได้ทั้งทดสอบในแบบสอบถาม หรือทดสอบในสถานการณ์จำลอง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมนำผลที่ได้มาปรับปรุงเพื่อให้การอบรมครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพด้วย รวมทั้งเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง HR ยังสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเทียบกับการประเมินผลหลังการอบรมได้ด้วยว่า พนักงานในบริษัทนำความรู้ที่ได้ไปใช้จริงหรือไม่อย่างไร แต่ HR จำนวนมากอาจหวังว่าคงไม่ต้องมีเหตุให้ประเมินผลกันด้วยสถานการณ์จริงแบบนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเจ้าหน้าที่ HR สามารถทำได้ตามนี้ มั่นใจได้ว่าจะช่วยให้การอบรมบรรลุเป้า และทำให้ทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัย และมีความสุขอย่างแน่นอน</span></p>
<h2>Safety Training การอบรมความปลอดภัยควรมีกฎข้อบังคับอะไรบ้าง หากต้องการให้พนักงานทำงานปลอดภัย</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12625 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-pixabay-280076.jpg" alt="SAFETY TRAINING คืออะไร ทำไมการอบรมความปลอดภัยให้พนักงานถึงสำคัญต่อบริษัท" width="1200" height="626" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 503"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละบริษัท อาจมีกฎข้อบังคับด้านความปลอดภัยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ทำ และความเสี่ยงของการทำงานในแต่ละที่ แต่ในที่นี้จะขอยกเอากฎที่สามารถพบเจอได้บ่อย ๆ ในออฟฟิศจำนวนมากมาให้เห็นในภาพรวมว่า การเอาจริงเอาจังเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน มีอะไรบ้าง</span></p>
<p>1.แต่งกายตามแนวทางที่บริษัทกำหนด หลายบริษัทกำหนด <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Dress Code</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือแนวทางการแต่งกายอยู่แล้ว เพราะการแต่งกายอย่างถูกต้องตามสภาพของการทำงาน จะนำมาซึ่งความปลอดภัยของทั้งตนเองและคนรอบข้าง หากเป็นบริษัทที่เป็นโรงงาน มักจะมีแนวปฏิบัติด้านการแต่งกาย เช่น ห้ามใส่เครื่องประดับ ห้ามใส่รองเท้าแตะ ต้องใส่รองเท้าชนิดพิเศษ หรือสวมใส่เสื้อหรือกางเกงขายาวตลอดเวลา เป็นต้น</span></p>
<p>2.ใส่อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเวลาเข้าพื้นที่เสี่ยง หากเป็นไซต์งานก่อสร้างพนักงานหรือผู้ที่เดินทางเข้าไปในไซต์ทุกคน จะต้องสวมหมวกกันน็อคป้องกันสิ่งที่อาจตกลงมากระทบหัว บางงานอาจบังคับให้สวมใส่หน้ากากอนามัย บางงานระบุให้สวมถุงมือเป็นต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบของงานที่ทำ</p>
<p>3.ดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบในพื้นที่ทำงานเสมอ เพราะความสะอาดในที่ทำงานจะช่วยให้ทำงานอย่างปลอดภัยขึ้นเยอะ หากมีสิ่งของวางกลาดเกลื่อน จนเดินลำบากก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจะเกิดอันตรายได้มากขึ้น แม้กระทั่งหาก<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-hygiene-220525/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ห้องน้ำสกปรก</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ง่าย ๆ </span></p>
<p>4.รับผิดชอบความปลอดภัยของตัวเอง ข้อนี้สำคัญมาก เพราะต่อให้สภาพแวดล้อมของที่ทำงานดีพร้อมทุกอย่าง แต่ดันทำงานอย่างไม่ระมัดระวังตัวเองเสียเอง ย่อมนำมาซึ่งภัยที่ไม่คาดคิด</p>
<p>5.ทำตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ไม่แหกกฎ ไม่ลืมกฎ ทำทุกอย่างตามตำราอย่างเคร่งครัด ย่อมไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นตามมา</p>
<p>6.เรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากเกิดไฟไหม้ จะต้องเคลื่อนย้ายพนักงานอย่างไร หากเกิดภัยธรรมชาติ จะช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนพนักงานอย่างไร และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดสถานการณ์เหล่านั้น กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ผ่านการฝึก และหากไม่มีสติ</p>
<p>7.รายงานถึงสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่พบเจอ โดยรายงานผู้บังคับบัญชา รายงานส่วนงานผู้เกี่ยวข้อง ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เพื่อนร่วมงาน ก่อนที่จะมีใครพลาดท่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา</p>
<p>8.ศึกษาวิธีการใช้งานอุปกรณ์ทุกอย่างก่อนใช้งานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรทั้งหลาย เพราะการใช้งานอย่างไม่มีความรู้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นตามมา หรือหากพบว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นมีความเสียหาย จะได้ซ่อมแซมทัน</p>
<p>9.อยู่ในพื้นที่ที่ควรอยู่ <span style="font-weight: 400;">ไม่เข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ได้รับมอบหมาย หรือไม่ได้รับอนุญาต</span></p>
<p>10.มองหาทางหนีทีไล่ตลอดเวลา ในหลายพื้นที่จะติดตั้งป้ายบอกทางหนีไฟ หรือทางออกฉุกเฉินไว้เสมอ ผู้บังคับบัญชาควรแจ้งกับพนักงานตั้งแต่ต้นว่า ให้มองหาเส้นทางเหล่านี้ตลอดเวลา จะได้หาทางหนีทีไล่ทันการ</p>
<p>11.จงตื่นตัวเสมอ หากพบว่าจุดใดมีป้ายบอกทางออกไม่ชัดเจน มีสิ่งกีดขวางทางเดิน ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานที่ต้องรีบแจ้ง เพื่อจะได้เป็นการป้องกันอันตรายตั้งแต่เนิ่น ๆ</p>
<div dir="auto">ภัยพิบัติ” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และในฐานะ HR เรามีบทบาทสำคัญในการดูแลพนักงาน ทั้งด้านความปลอดภัย การสื่อสาร และการฟื้นฟูองค์กรหลังเหตุการณ์</div>
<h2 dir="auto">HR ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดภัยพิบัติ ?</h2>
<p dir="auto">นี่คือแนวทางเบื้องต้นที่ HR ควรดำเนินการทันทีเมื่อเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน</p>
<ol>
<li dir="auto"><strong>สื่อสารด่วน:</strong> แจ้งพนักงานว่าองค์กรรับทราบสถานการณ์แล้ว พร้อมให้ข้อมูลที่จำเป็น เช่น ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน และแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น</li>
<li dir="auto"><strong>ตรวจสอบความปลอดภัย:</strong> ประสานกับหัวหน้าทีมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของพนักงานโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานนอกสถานที่หรือทำงานจากที่บ้าน</li>
<li dir="auto"><strong>เตรียมแผน B:</strong> หากอาคารสำนักงานไม่ปลอดภัย ควรเปิดทางเลือกให้พนักงาน Work from Home ชั่วคราว พร้อมแนวทางการทำงานที่ชัดเจน</li>
<li dir="auto"><strong>สนับสนุนทางจิตใจ:</strong> พนักงานบางคนอาจรู้สึกตกใจหรือวิตกกังวล ดังนั้น HR อย่าลืมดูแลสภาพจิตใจพนักงาน รวมถึงตัวเองด้วย</li>
<li dir="auto"><strong>ติดตามและรายงาน:</strong> บันทึกเหตุการณ์และผลกระทบเพื่อใช้วิเคราะห์และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต เช่น ปรับปรุงแผนการอพบพ หรือฝึกซ้อมหนีภัยเพิ่มเติม</li>
</ol>
<p dir="auto">การมีแผนรับมือที่ดีช่วยให้องค์กรฟื้นตัวเร็ว และที่สำคัญที่สุด—พนักงานรู้สึกว่า “ไม่ถูกทอดทิ้ง”</p>
<h2>มีแล้วต้องใช้ให้เป็น! เทคโนโลยีด้าน Safety Training มีประโยชน์ต่อการอบรบความปลอดภัยอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12624 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-fauxels-3183187-scaled.jpg" alt="SAFETY TRAINING คืออะไร ทำไมการอบรมความปลอดภัยให้พนักงานถึงสำคัญต่อบริษัท" width="1110" height="740" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 504"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำมากเท่าไหร่ ยิ่งช่วยทุ่นแรงการทำงานได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกัน HR สามารถนำเทคโนโลยีมากมายมาช่วยให้การอบรมความปลอดภัยได้ดีขึ้นด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ Digital Construction Week ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันเราสามารถนำ</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/220209-how-metaverse-impact-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีโลกเสมือน</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ Virtual Reality มาใช้ในการอบรมเรื่องความปลอดภัยได้แล้ว โดยประโยชน์ของของการอบรมผ่านโลกเสมือน มีดังนี้</span></p>
<p>1.ช่วยฝึกรับมือภัยต่าง ๆ และบริหารความเสี่ยง <span style="font-weight: 400;">โลกเสมือนช่วยให้ผู้อบรมสามารถจำลองสถานการณ์ได้ว่า หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันระหว่างทำงานขึ้น จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เหล่านั้น โดยสามารถฝึกฝนได้บ่อยครั้ง จนเกิดความช่ำชอง และไม่รบกวนผู้อื่น </span></p>
<p>2.ช่วยควบคุมการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า<span style="font-weight: 400;"> หากลงทุนเรื่องอุปกรณ์เพียงครั้งเดียว พนักงานก็สามารถใช้งานได้ระยะยาว เมื่อพนักงานสามารถฝึกฝนจากที่ไหนก็ได้ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการอบรมในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการจัดมากกว่า และมีประสิทธิภาพน้อยกว่าด้วย</span></p>
<p>3.เติมความสมจริงให้กับชีวิต<span style="font-weight: 400;"> โลกเสมือนช่วยให้สามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงได้หลากหลายรูปแบบ ช่วยให้เจอสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปมากขึ้น และช่วยให้เรียนรู้ได้ว่องไวขึ้นด้วย</span></p>
<p>4.สะดวก ใช้งานง่าย<span style="font-weight: 400;"> หากพนักงานใช้ VR เป็นประจำ จะช่วยให้การฝึกฝนไม่ต้องใช้เวลานานเกินควรจนเสียเวลาในการทำงานอื่น ๆ และเมื่อไหร่ที่ต้องการอบรม ฝึกฝน ก็สามารถใช้งานได้ทุกเมื่อ</span></p>
<p>5.เก็บรายละเอียดรายงานได้ลึกขึ้น <span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่จำเป็นจากการฝึกฝน และจะทำให้รู้ว่าสิ่งใดที่พนักงานสามารถเพิ่มเติมได้มากกว่าเดิมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในประเทศไทย การนำเทคโนโลยี VR มาใช้ฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานอาจยังไม่แพร่หลายมากเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ แต่หาก HR ท่านใดอยากลองค้นหาดูว่ามีบริการอะไรที่น่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ช่วยทุ่นแรงในการอบรมพนักงานให้มีความปลอดภัยได้มากขึ้นบ้าง สามารถค้นหาได้ใน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX </span></a><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์เพื่อช่วยเหลือพนักงานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งน่าจะตรงกับความต้องการของทั้ง HR และพนักงานไม่มากก็น้อย</span></p>
<h2>สรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12621 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-frans-van-heerden-638487-scaled.jpg" alt="SAFETY TRAINING คืออะไร ทำไมการอบรมความปลอดภัยให้พนักงานถึงสำคัญต่อบริษัท" width="1109" height="740" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 505"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความปลอดภัยในที่ทำงานไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นต่อทั้งพนักงานและบริษัท เพราะหากพนักงานได้ทำงานที่รักด้วยความปลอดภัย จะช่วยให้เกิดความสุข และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้มหาศาล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม พนักงานจำนวนมากอาจคิดว่าการอบรมเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น น่าเบื่อ จึงไม่จริงจังเวลาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการบริหารจัดการการอบรมที่มีประสิทธิภาพ ทำให้พนักงานทุกคนเข้าใจว่า การอบรมความปลอดภัยจะมีประโยชน์โดยตรงต่อตัวของพนักงานอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากทำให้พนักงานสามารถมองเห็นเป้าหมายดังกล่าว สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากเหตุไม่คาดฝันได้มหาศาล พร้อมกับช่วยป้องกันปัญหายุ่งยากตามมาอีกหลายประการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ตั้งใจเรียนรู้และฝึกซ้อมไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่ามาเสียน้ำตาภายหลังเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยไม่มีใครเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Safety Training คืออะไร ? ทำไมการอบรมความปลอดภัยจึงสำคัญ ? 506"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong>:</p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3SUYoHf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3SUYoHf</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3rQwEHU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3rQwEHU</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3Vo4UrF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Vo4UrF</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3Vi8ROq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Vi8ROq</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3ekygGJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ekygGJ</span></a></li>
<li><a href="https://indeedhi.re/3RZuqjU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://indeedhi.re/3RZuqjU</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrskills-221007/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Oct 2022 10:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Skill]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/hrskills-221007/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT โรคโควิด-19 เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลก รวมถึง HR ที่ไม่สามารถอยู่เฉยได้ แต่ต้องพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ (HR Skills) รวมถึงเสริมสร้างความเป็นผู้นำ (Leadership) เพื่อนำพาองค์กรเจริญเติบโต และเดินหน้าไปถึงเป้าหมาย เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานยิ่งขึ้น CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Leapgen เชื่อว่า HR จำต้องเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างทักษะ (HR Skills) หลายด้าน อาทิ ด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) โดยด่วน เพราะ HR คือฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตในภาพรวม หาก HR มีการพัฒนาตนเอง เสริมทักษะ (HR Skills) ด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) และเสริมทักษะแห่งอนาคตอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน มั่นใจได้ว่าจะช่วยนำพาองค์กรเติบโต และประสบความสำเร็จไปอีกนานแสนนาน หลังจากโรคโควิด-19 แพร่ระบาดมานานกว่า 2 ปี จนเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลก ให้ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังมีอีกหลายทักษะที่คนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเป็น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โรคโควิด-19 เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลก รวมถึง HR ที่ไม่สามารถอยู่เฉยได้ แต่ต้องพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ (HR Skills) รวมถึงเสริมสร้างความเป็นผู้นำ (Leadership) เพื่อนำพาองค์กรเจริญเติบโต และเดินหน้าไปถึงเป้าหมาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานยิ่งขึ้น CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Leapgen เชื่อว่า HR จำต้องเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างทักษะ (HR Skills) หลายด้าน อาทิ ด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) โดยด่วน เพราะ HR คือฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หาก HR มีการพัฒนาตนเอง เสริมทักษะ (HR Skills) ด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) และเสริมทักษะแห่งอนาคตอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน มั่นใจได้ว่าจะช่วยนำพาองค์กรเติบโต และประสบความสำเร็จไปอีกนานแสนนาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-12568 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/hrnote_cover_template123-1200x675.jpg" alt="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะแห่งอนาคต" width="1200" height="675" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 513"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากโรคโควิด-19 แพร่ระบาดมานานกว่า 2 ปี จนเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลก ให้ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังมีอีกหลายทักษะที่คนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเป็น HR ยังจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อเสริมประสิทธิภาพ เพื่อให้พร้อมกับการเป็นผู้นำ (Leadership) ช่วยพาธุรกิจเจริญเติบโตตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจสัน เอเวอร์บุ๊ค CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท HR Tech ชื่อว่า Leapgen เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของ HR ย่อมส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจในภาพรวมด้วย โดยมี 10 ทักษะที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของ HR เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และยิ่งปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อองค์กรมากขึ้นเท่านั้น ดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14217 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-edmond-dantes-4344860-1-600x370.jpg" alt="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะแห่งอนาคต" width="600" height="370" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 514"></p>
<h2>HR Skills ที่ 1 &#8211; ผู้นำ HR ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เอเวอร์บุ๊ค เชื่อว่าทุกบริษัทต้องการผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า และนำพาทุกคนไปสู่การสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 2 &#8211; ผู้นำ HR ต้องพร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ยุคใหม่ต้องสามารถจัดวางกลยุทธ์ เพื่อช่วยใหประดิษฐ์หรือคิดค้นนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้เสมอ</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 3 &#8211; ผู้นำ HR ต้องรับฟังและเข้าอกเข้าใจ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากปราศจากผู้ฟังที่ดี คนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจด้านการสร้างสรรค์ก็จะออกแบบงานต่างๆ เหมือนเดิม ไร้ซึ่งการพัฒนา ไร้ซึ่งการเติบโต</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 4 &#8211; ผู้นำ HR ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้เป็น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมีข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ถ้าไม่สามารถเอามาใช้งานได้ ก็ไม่มีประโยชน์ </span></p>
<h2>HR Skills ที่ 5 &#8211; ผู้นำ HR ต้องมีความยืดหยุ่น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องพร้อม</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220331-flexible-working-more-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">รับมือต่อทุกการเปลี่ยนแปลง</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เกิดขึ้น</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 6 &#8211; ผู้นำ HR ต้องพร้อมปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และคิดนอกกรอบ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะนี้ใกล้เคียงกับข้อก่อนหน้า เอเวอร์บุ๊ค มองว่าในเมื่อ HR เป็นหนึ่งในอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ดังนั้นควรเลิกยึดติดอยู่กับองค์ความรู้เดิมๆ เลิกเอาวิถีการทำงานเก่าๆ ไปใช้ต่อในอนาคตที่หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปแล้ว</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 7 &#8211; ผู้นำ HR ต้องรู้จักสื่อสาร เล่าเรื่องให้เป็น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR จำเป็นต้องพูดคุยและทำงานกับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเดียวกัน ดังนั้นการใช้</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ภาษาเข้าใจง่าย</span></a><span style="font-weight: 400;">ในเวลาสั้นๆ ประหนึ่งมีเวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้นในการอธิบายให้ CEO หรือ CFO ฟัง จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกคนรอบตัว</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana-740x740.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 515"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: การสื่อสารและพลังเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก</span></p>
<p>จะสร้างการสื่อสารและพลังเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างไร ในการทำงานในองค์กร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ต้องดูที่วัตถุประสงค์เป็นสำคัญ </span></p>
<p>แต่โดยส่วนใหญ่ในโลกของการทำงาน หรือการอยู่ร่วมกัน ก็จำเป็นต้องมีเรื่องการสื่อสารเป็นสำคัญ ฟังให้มาก สื่อสารให้ตรงประเด็น ส่วนใหญ่ผู้บริหารหรือผู้นำมักตกม้าตายเพราะเรื่องงาย ก็คือ การสื่อสาร จะสื่อสารกับใครก็ต้องดูที่บริบทของผู้นั้น เช่น สื่อสารกับในระดับปฏิบัติการใช้เพียงภาษาง่ายๆ เข้าใจได้ ไม่ซับซ้อนก็สามารถเป็นนักสื่อสารที่ดีได้</p>
<p>เพราะการสื่อสารเป็นการสื่อเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ สร้างความเชื่อใจ หัวใจหลักของการสื่อสารที่ดีนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจ รู้จัก การใช้ภาษาพูด ภาษากาย เป็นสำคัญ หากใช้เป็นก็เรื่องสื่อสารก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากอีกต่อไป</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/808?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 516"></a></span></p></blockquote>
<h2>HR Skills ที่ 8 &#8211; ผู้นำ HR ต้องมีความคิดสร้างสรรค์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นำข้อมูลต่างๆ มาใช้อย่างเกิดประโยชน์ และถูกที่ถูกจังหวะด้วย</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 9 &#8211; ผู้นำ HR ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน HR เสมอมา การทำงานในยุคต่อไป HR ต้องเลิกทำงานจากระดับบนลงมาล่าง แล้วเปลี่ยนไปทำงานในแนวราบ หรือในระดับเดียวกัน เป็นผู้นำที่สร้างความเท่าเทียม</span></p>
<h2>HR Skills ที่ 10 &#8211; ผู้นำ HR ต้องมีวิสัยทัศน์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงมีความสามารถในการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">มองเห็นแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจรอบตัว</span></a><span style="font-weight: 400;"> และต้องมองด้วยความเปิดใจหากพบเจอสิ่งผิดปกติ จะได้สามารถแก้ไข และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ทัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR และผู้นำองค์กรมีครบทั้ง 10 ทักษะเหล่านี้ มั่นใจได้ว่าจะช่วยนำพาองค์กรเติบโต และประสบความสำเร็จไปอีกนานแสนนาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-14216 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/pexels-rodnae-productions-7413994-600x370.jpg" alt="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะแห่งอนาคต" width="600" height="370" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 517"></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/8?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32585 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE" width="1600" height="500" title="อยากเห็นองค์กรพัฒนา HR ต้องมี 10 ทักษะ (HR Skills) แห่งอนาคต 518" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220902-rain-productivity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2022 01:16:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Rainy Day]]></category>
		<category><![CDATA[ฝนตก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220902-rain-productivity/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หน้าฝน (Rainy Day) เป็นช่วงที่คนวัยทำงานเกลียดที่สุด เพราะสภาพอากาศวันนี้ สร้างความยากลำบากในการเดินทาง และบรรยากาศที่หมองหม่นเป็นพิเศษ แต่รู้ไหมว่ามีบริษัทชั้นนำมากมายที่ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อช่วยสร้างประสิทธิภาพให้องค์กรได้ คนส่วนใหญ่ดูพยากรณ์อากาศ แล้วอาจคิดว่าสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งเหมาะกับการทำงานมากที่สุด แต่นักวิจัยพบว่าการทำงานหน้าฝน ท่ามกลางสายฝนช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าฝนคือเสียงฝนตก ถือเป็นเสียงสีขาว (White Noise) หมายถึงเสียงที่สามารถตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ ออกไปและช่วยให้สมองจดจ่ออยู่กับงานได้ดีขึ้น HR ควรปรับนโยบายการทำงานให้สอดคล้องกับหน้าฝนฝน ทั้งด้านเวลาการเข้างาน, เครื่องแต่งกาย, ความปลอดภัย รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ที่ช่วยให้พนักงานใช้ชีวิตง่ายขึ้น HR ควรชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำงานตอนฝนตกหน้าฝน อาจได้ผลลัพธ์ไม่เร็วเท่าเดิม แต่ทุกคนควรยอมรับและหาทางแก้ไขโดยเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ไม่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด สภาพอากาศในฤดูฝนแบบนี้ จะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นว่าเดินทางยาก, บรรยากาศชวนนอน อยากอยู่บ้านมากกว่า ! แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถลางานได้ตามใจ และการเดินทางไปทำงานในหน้าฝนก็เป็นสิ่งที่ต้องทำตามนโยบายของบริษัทให้ได้ อย่างไรก็ตาม HR ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่เอาเพียงผลประโยชน์เป็นที่ตั้งจนมองข้ามเรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน เพราะท้ายสุดหาก HR สามารถดูแลบุคลากรได้ดี ก็จะเกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด สภาพอากาศ สายฝน และแสงแดด มีทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่คนเข้าใจผิด ส่วนจะมีอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หน้าฝน (Rainy Day) เป็นช่วงที่คนวัยทำงานเกลียดที่สุด เพราะสภาพอากาศวันนี้ สร้างความยากลำบากในการเดินทาง และบรรยากาศที่หมองหม่นเป็นพิเศษ แต่รู้ไหมว่ามีบริษัทชั้นนำมากมายที่ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อช่วยสร้างประสิทธิภาพให้องค์กรได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่ดูพยากรณ์อากาศ แล้วอาจคิดว่าสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งเหมาะกับการทำงานมากที่สุด แต่นักวิจัยพบว่าการทำงานหน้าฝน ท่ามกลางสายฝนช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าฝนคือเสียงฝนตก ถือเป็นเสียงสีขาว (White Noise) หมายถึงเสียงที่สามารถตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ ออกไปและช่วยให้สมองจดจ่ออยู่กับงานได้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ควรปรับนโยบายการทำงานให้สอดคล้องกับหน้าฝนฝน ทั้งด้านเวลาการเข้างาน, เครื่องแต่งกาย, ความปลอดภัย รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ที่ช่วยให้พนักงานใช้ชีวิตง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ควรชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำงานตอนฝนตกหน้าฝน อาจได้ผลลัพธ์ไม่เร็วเท่าเดิม แต่ทุกคนควรยอมรับและหาทางแก้ไขโดยเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ไม่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12193 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_1301653144.jpg" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 529"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศในฤดูฝนแบบนี้ จะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นว่าเดินทางยาก, บรรยากาศชวนนอน อยากอยู่บ้านมากกว่า ! แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถลางานได้ตามใจ และการเดินทางไปทำงานในหน้าฝนก็เป็นสิ่งที่ต้องทำตามนโยบายของบริษัทให้ได้ อย่างไรก็ตาม HR ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่เอาเพียงผลประโยชน์เป็นที่ตั้งจนมองข้ามเรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน เพราะท้ายสุดหาก HR สามารถดูแลบุคลากรได้ดี ก็จะเกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศ สายฝน และแสงแดด มีทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่คนเข้าใจผิด ส่วนจะมีอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่</span></p>
<h2>สภาพอากาศในวันฝนตก (Rainy Day) หรือแดดออก มีผลต่ออารมณ์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศมีผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของคนโดยตรง เราสัมผัสเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก เช่นในวันฝนตกที่ทำให้เรารู้สึกเศร้าหมองกว่าปกติ หรือวันแดดออกที่ทำให้เรารู้สึกสดใสมองเห็นแสงสว่างตามไปด้วย ซึ่งนักจิตวิทยาทั่วโลกได้ศึกษาเรื่องนี้และพบความสัมพันธ์ของสภาพอากาศกับมนุษย์ในหลายแง่มุมที่น่าสนใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างงาน</span><a href="http://www.sciencedaily.com/releases/2013/01/130128081950.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ</span>นิโคลัส เกแก็ง (Nicholas Guéguen) <span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ทดลองจีบผู้หญิงทางโทรศัพท์ในวันที่สภาพอากาศแตกต่างกัน และได้ข้อสรุปว่าการจีบสาวในวันฝนตกมีอัตราสำเร็จอยู่ที่ 14% และการจีบสาวในวันที่อากาศปรอดโปร่งมีอัตราสำเร็จอยู่ที่ 22% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากสภาพอากาศแล้ว อุณหภูมิก็เป็นสิ่งที่ส่งผลต่ออารมณ์เช่นกัน กล่าวคือยิ่งอากาศร้อนคนก็ยิ่งอารมณ์เสียง่ายขึ้น อ้างอิงจากการ</span><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15205436.2012.677091" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศึกษา</span></a><span style="font-weight: 400;">ข่าวของมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปีค.ศ. 2008 ที่พบว่าข่าวกีฬาที่แข่งขันกลางแจ้งมีการใช้คำศัพท์ในแง่ลบมากกว่ากีฬาที่แข่งในร่มอย่างมีนัยสำคัญ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้</span>คุณแมทธิว เคลเลอร์ (Matthew Keller) <span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน</span><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15205436.2012.677091" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">ผลของสภาพอากาศจะส่งผลกับมนุษย์โดยตรงต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวอยู่กลางแจ้งมากกว่า 30 นาทีเท่านั้น และอากาศดี ๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสุขเสมอไป เช่น ตอนเราทำงานอย่างเคร่งเครียดในออฟฟิศ แต่พอมองไปนอกหน้าต่างกลับเห็นบรรยากาศที่สวยงาม ใจของเราก็จะเรียกร้องอยากออกไปข้างนอกบ้างทันที และพอทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของการทำงาน ความต้องการดังกล่าวก็จะเปลี่ยนเป็นความผิดหวังจนนำไปสู่ความรู้สึกในแง่ลบแทน</span></p>
<h2>สภาพอากาศมีผลกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12194 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/168962267064b5988e616d8.png" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 530"></p>
<p>1. สภาพอากาศที่มีแดดส่งผลทั้งดีและร้าย : แสงแดดจะทำให้สมองตื่นตัว และกระตุ้นให้เราอยากทำงานเสร็จไว ๆ เพื่อออกไปใช้ชีวิตตามความต้องการโดยเร็วที่สุด แต่ <a href="https://qz.com/750567/theres-a-scientific-excuse-for-why-summer-makes-you-so-lazy/" target="_blank" rel="noopener">Quartz</a> รายงานเพิ่มว่ายิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น หมายความว่างานบางอย่างที่เคยทำได้ง่าย ๆ ก็จะยากขึ้นแค่เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยความยากลำบากนี้จะหายไปในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นเวลาที่มนุษย์ใช้ปรับตัว</p>
<p>2. สภาพอากาศที่อึมครึมช่วยให้สมองได้พักผ่อน : ไม่แปลกที่เรามักรู้สึกง่วงในวันที่บรรยากาศเป็นแบบนี้ ความคิดว่าอีกไม่นานฝนก็คงตก จะทำให้สมองไม่อยากออกไปเสี่ยงกับความเปียกแฉะข้างนอกและคิดว่าทำงานไปอีกสักนิดดีกว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว !</p>
<p>ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดบริษัทควรแน่ใจว่ามีการติดตั้งแสงไฟเพียงพอสำหรับวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจด้วย เพราะหากสถานการณ์ข้างนอกไม่เป็นใจ และสถานการณ์ภายในก็ไม่เอื้อต่อการทำงาน ความรู้สึก “เสียเวลา” จะเกิดขึ้นตามมาทันที</p>
<p>3. สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก น้ำท่วม ฟ้าผ่า อาจทำให้คนหมดไฟ : หากพื้นที่ในออฟฟิศไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูฝน หรือที่ตั้งของออฟฟิศต้องจมอยู่กับน้ำท่วมจนไม่รู้ว่าจะกลับบ้านอย่างไร สถานการณ์นี้จะแตกต่างจากวันที่ท้องฟ้าอึมครึมทันที เพราะพนักงานจะหันไปคิดเรื่องวิธีกลับบ้านให้ปลอดภัยมากกว่าการทำงานต่อจนเสร็จเพื่อรอเวลา ดังนั้นองค์กรควรคิดหาแนวทางช่วยเหลือพนักงานเพื่อให้พวกเขาคิดว่าฝนตกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว พอฝนซาก็กลับบ้านได้แล้ว</p>
<p>นอกจากนี้วันฝนตกยังมีภาษาเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า ‘Bed Weather’ (ล้อเลียนกับคำว่า Bad Weather &#8211; สภาพอากาศเลวร้าย) คือเป็นสภาพอากาศที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน ลืมวันลืมคืน เพราะขาดเซโรโทนินจากแสงแดด โดย <a href="https://www.careerbuilder.com" target="_blank" rel="noopener">Career Builder </a>เคยเผยผลสำรวจออกมาว่ามีพนักงานบริษัทถึง 21% ที่ยอมรับว่าแกล้งป่วยเพราะไม่อยากตื่นมาทำงานในวันที่ฝนตก</p>
<h2>สภาพอากาศที่เลวร้ายช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่มักมองว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่จริง ๆ แล้วมีผลวิจัยจาก </span>Harvard Business School<span style="font-weight: 400;"> ที่พบว่าการทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายกลับช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลคือเมื่ออากาศดี พนักงานจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นนอกที่ทำงานมากเป็นพิเศษ ขณะที่พอสภาพอากาศไม่เป็นใจ (ฝนตก, หิมะตก) สมองจะทำงานในแง่จิตวิทยาทันทีว่าเราไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกได้ และหันมาจดจ่อกับงานตรงหน้ามากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยใช้วิธีศึกษาจากธนาคารขนาดกลางในประเทศญี่ปุ่น โดยให้พนักงานคัดลอกเอกสารจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งและพบว่าการทำงานในวันฝนตกเสร็จเร็วขึ้นจริง  อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าพนักงานของเราจะไม่ถูกดึงความสนใจไปจากงานด้วยบริบทอื่น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแม้การทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่หากไม่แน่ใจว่าพนักงานมีศักยภาพมากพอไหม ก็ให้สั่งงานในลักษณะที่เน้นความชำนาญและไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก โดยหลีกเลี่ยงงานที่มีผลกับความเป็นความตายของบริษัท วิธีนี้จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศได้ดีที่สุด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="font-style: italic;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 531"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อิทธิพลของเสียงรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยา</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>เสียงฝนตก คือ White Noise เสียงรบกวนอันไพเราะที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้น</h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าทำไมบางคนถึงชอบไปทำงานที่คาเฟ่ หรือชอบทำงานท่ามกลางธรรมชาติโดยมีเสียงนก เสียงฝน โปรยปรายในฉากหลังมากกว่านั่งทำงานเงียบ ๆ อยู่ในห้อง ? </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือสิ่งที่เรียกว่า </span>“เสียงสีขาว”​<span style="font-weight: 400;"> (White Noise) ซึ่งเป็นรูปแบบเสียงที่ช่วยให้เราจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น โดยนักวิจัยจาก </span>University of Illinois <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าการทำงานท่ามกลางเสียงประมาณ 70 เดซิเบลจะช่วยให้เรามีสมาธิกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบของ White Noise คือการผสมผสานของเสียงทุกรูปแบบทั้ง</span>สูง กลาง ต่ำ <span style="font-weight: 400;">ซึ่งหาฟังได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่นเสียงคลื่น, เสียงฝน, เสียงผืนป่า, เสียงถ่านไหม้, เสียงโทรทัศน์จากที่ไกล, เสียงน้ำเดือด รวมถึงเสียงฝน และ เสียงรถยนต์ที่แล่นห่างไปประมาณ 10 เมตร เป็นต้น </span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div class="__title"></div>
<div>
<p><iframe title="Brain Power White Noise | Focus or Study | 10 Hours" width="800" height="450" src="https://www.youtube.com/embed/e35DRU2R53E?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></p>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">White Noise ทำงานอย่างไร ? </span><span style="font-weight: 400;">เราอยากให้ทุกคนนึกถึงวันที่เรานั่งอยู่ในออฟฟิศกับเพื่อนร่วมงาน 2-3 คน และได้ยินเสียงทั้งคู่พูดคุยกันตลอดเวลาจนเริ่มอารมณ์เสีย เสียงพูดคุยเหล่านี้ถือเป็น</span>เสียงรบกวน (Disturbing Sound)<span style="font-weight: 400;"> แม้จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องงานก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นให้คิดต่อว่าเกิดฝนตกหนักอยู่ที่ด้านนอก และเสียงฝนได้เข้ามาแทรกบทสนทนาดังกล่าวและค่อย ๆ เปลี่ยนเสียงรบกวนให้กลายเป็น</span>เสียงบรรยากาศ (Ambient Sound)<span style="font-weight: 400;"> ที่แค่ได้ยินและผ่านไปเราจึงสามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม ยิ่งในโลกหลังโควิด-19 ที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์อันเต็มไปด้วยสื่อล่อตาล่อใจ White Noise ได้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานออฟฟิศขาดไม่ได้ไปแล้ว</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 532"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">ขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนเวลาเข้างาน ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่แน่นอน</span></p>
<p>ตอนนี้การทำเวลาเข้างานแบบ Flexible Time ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก แต่ได้ยินมาว่าในฐานะ HR เราจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องเอกสารบางอย่างเพื่อให้พนักงานรับทราบและมีการเซ็นยินยอมด้วย เลยอยากทราบว่ามันเกี่ยวข้องกับกฎหมายตัวไหน หรือมีรายละเอียดส่วนใดที่ต้องระมัดระวังบ้าง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ปัจจุบันการทำ Flexible Time เหมาะสมมาก และองค์กรควรนำมาใช้</span></p>
<p>การปรับเวลาการทำงาน Flexible Time เป็นวิธีที่มีการทำมานานแล้วในหลาย ๆ องค์กร ดังนั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องมีการประกาศรายละเอียด เงื่อนไขการทำงาน เงื่อนไขการวัดประสิทธิภาพให้ชัดเจน โดยแบ่งไปเลยว่าตำแหน่งใดบ้างที่เลือกการทำงานแบบ Flexible Time ได้ การปรับตัวขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ หากไม่ต้องการตามหลังผู้อื่น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/986?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 533"></span></a></p></blockquote>
<h3>แค่นึกถึงสภาพอากาศดี ๆ ก็ส่งผลเสียได้เช่นกัน</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12196 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/site//3/7.png" alt="พลังหน้าฝน : สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 534"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่สภาพอากาศจริง ๆ เท่านั้นที่ส่งผลกับการทำงาน แต่ภาพถ่าย, เพลง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราไปนึกถึงสภาพอากาศอีกแบบหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดปัญหาตามมาได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัย </span>Harvard<span style="font-weight: 400;"> ที่ทดลองให้นักศึกษาทำงานในวันที่ฝนตกและแดดออก โดยให้ผู้ร่วมทดลองบางส่วนดูภาพกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมพูดประโยคที่ดึงดูดให้รู้สึกสนใจเป็นพิเศษ และได้ข้อสรุปออกมาว่า</span>คนที่ทำงานในวันแดดออกเสร็จช้าที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มที่่ทำงานตอนฝนตกและถูกกระตุ้นด้วยภาพถ่าย โดยกลุ่มที่ทำงานเร็วที่สุดคือกลุ่มที่ทำงานตอนฝนตกและไม่มีปัจจัยอื่นมารบกวน<span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากพนักงานของเราไม่นิ่งพอ การพูดถึงกิจกรรมสนุก ๆ ประเภท </span><i><span style="font-weight: 400;">“ถ้าฝนไม่ตกนะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวที่ (&#8230;)”</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คนที่เป็นผู้นำควรพูดอ้อม ๆ หรือพูดหัวข้ออื่นเพื่อปรับความคิดของพนักงานที่ยังติดฝนอยู่ในออฟฟิศมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรอยู่ที่ออฟฟิศเพิ่มประมาณ 30 นาทีหลังฝนหยุดตก เพราะสมองยังอยู่ในโหมดที่จดจ่ออยู่กับการทำงาน ข้อดีของเรื่องนี้คือเราจะมีเวลาเหลือมากขึ้นในวันที่อากาศดี และหัวหน้างานก็ต้องให้เกียรติเวลาทำงานของพนักงานอย่างเคร่งครัด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเลยเวลางานแล้ว แม้พนักงานจะติดฝนอยู่ในออฟฟิศก็ไม่ควรบังคับให้ทำงานต่อโดยปราศจากความสมัครใจ ควรทำเพียงพูดคุยเรื่องสบาย ๆ หรือเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นของตนเองออกมามากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะระมัดระวังท่าทีเมื่ออยู่ในเวลาทำงาน ไม่กล้าพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ฉลาด แต่การพูดคุยด้วยท่าทีสบาย ๆ หลังเลิกงานจะทำให้องค์กรได้ข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อน ช่วยให้ทีมสนิทสนมกันมากขึ้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม</span></p>
<h2>HR ควรบริหารจัดการบุคลากรในสภาพอากาศหน้าฝนอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12197 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/795.png" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 535"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศที่เลวร้ายอาจดูเป็นปัญหาสำหรับหลาย ๆ คน แต่รู้ไหมว่าองค์กรสามารถพลิกวิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสได้เลย เพราะหาก HR ทำให้พนักงานเห็นว่าองค์กรพร้อมช่วยเหลือพนักงานทุกคนทั้งด้านการเดินทาง, ความปลอดภัย ตลอดจนสวัสดิการอื่น ๆ พนักงานก็จะเชื่อมั่นและอยากอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว ถือเป็นแนวทาง</span> Employees Retention<span style="font-weight: 400;"> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง</span></p>
<h3>HR สามารถช่วยเหลือพนักงานได้สภาพอากาศหน้าฝนได้อย่างไร</h3>
<p>1. HR ต้องเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานใช้ชีวิตได้ตามปกติ : สวัสดิการพื้นฐานที่บริษัทสามารถมอบให้กับพนักงานประกอบไปด้วยสวัสดิการด้านการเดินทาง, สวัสดิการด้านการเข้างาน และสวัสดิการด้านการใช้ชีวิตภายในองค์กร กล่าวคือไม่ใช่พนักงานทุกคนที่มีรถยนต์ส่วนตัว</p>
<p>ดังนั้นเมื่อฝนตก พนักงานก็ต้องหาอะไรทำในออฟฟิศเพื่อรอให้การคมนาคมกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ดังนั้นองค์กรสามารถจัดรถรับ &#8211; ส่งจากที่ทำงานไปสู่สถานีขนส่งสาธารณะในช่วงหน้าฝน รวมถึงอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านและให้มาสายได้หากเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วน</p>
<p>HR ยังต้องประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ให้เรียบร้อย เช่นออฟฟิศบางแห่งใช้ระบบเครื่องปรับอากาศรวมซึ่งจะตัดการทำงานทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน บริษัทควรจัดการตรงนี้เพื่อให้พนักงานสามารถนั่งอยู่ในออฟฟิศต่อได้อย่างสบายใจ ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนเกินด้วยบริบทของสภาพอากาศที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11407 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/snip.png" alt="วิทยาศาสตร์ชี้ การดื่มในออฟฟิศช่วยให้คิดงานดีขึ้น" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 536"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วิทยาศาสตร์ชี้ การดื่มในออฟฟิศช่วยให้คิดงานดีขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>2. HR ควรเพิ่มสวัสดิการพิเศษให้พนักงาน : แค่ใช้ชีวิตได้ปกติยังไม่พอ แต่องค์กรสามารถใช้ “เวลาติดฝน” ให้เป็นเวลากระชับมิตรระหว่างพนักงานแต่ละแผนก โดยสามารถเปิดอบรมสัมมนาหรือเวิร์คช็อปหลังเลิกงานเพื่อเพิ่มความรู้ให้พนักงาน รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิต เช่นการเล่นโยคะ, คลาสออกกำลังกาย, คลาสศิลปะ, คลาสทำสมาธิ ฯลฯ</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มเปิดมินิบาร์ย่อม ๆ ในพื้นที่ส่วนกลาง สอดคล้องกับการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ที่เผยว่าการดื่้มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่ง HR สามารถเริ่มวางแผนด้วยการทำแบบสอบถามกับพนักงานโดยตรง</p>
<p>3. HR ควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่มากเป็นพิเศษ : ปกติแล้วเราไม่สามารถหยุดทำงานในช่วงหน้าฝนได้แม้สภาพอากาศจะเลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นสิ่งที่ HR ต้องทำก็คือการค้นหาวิธีที่ดีที่สุดมาดูแลความปลอดภัยให้กับพนักงานเสมอ โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและไข้หวัดมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้จุดที่องค์กรต้องให้ความสำคัญประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>HR ต้องจัดเตรียมเครื่องป้องกันให้เพียงพอกับการใช้งาน และมีการตรวจเช็คความเรียบร้อยอยู่เสมอ</li>
<li>HR ต้องเพิ่มเวลาพักระหว่างวันให้มากขึ้น และจัดเตรียมพื้นที่ในร่มให้เพียงพอต่อพนักงานทุกคน นอกจากนี้ยังควรหาโอกาสให้พนักงานได้เปลี่ยนมาใส่ชุดใหม่ที่แห้ง เพื่อป้องกันความเจ็บป่วย</li>
<li>HR ต้องจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยให้กับพนักงานทุกคน และมีการซ้อมเป็นระยะ</li>
<li>HR ควรมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องการทำงานนอกสถานที่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายโดยตรงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงเพื่อประสานงานกับทาง HR เพื่อปรับปรุงพัฒนานโยบายให้สอดคล้องกับการทำงานที่สุด</li>
<li>HR ต้องทบทวนเป้าหมายให้เหมาะสมอีกครั้ง  เพราะบางครั้งฤดูมรสุมก็มานอกเหนือจากตอนหน้าฝน ดังนั้นหากมีข้อมูลแล้วว่าสภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง HR ต้องประสานงานกับหัวหน้าทีมต่าง ๆ ก่อนว่าประสิทธิภาพการทำงานในช่วงดังกล่าวอาจลดลงตามสมควรจนกว่าสภาพอากาศจะกลับมาเป็นปกติ การที่องค์กรฝืนให้พนักงานทำหน้าที่ด้วยความเสี่ยงแม้อาจผ่านไปด้วยดี แต่ก็ไม่คุ้มหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง</li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9014" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="648" height="272" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 537"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองในภาพรวม สภาพอากาศเป็นสิ่งที่เราต้องเจอเป็นประจำทุกปี ดังนั้นไม่ว่าองค์กรจะเจอผลกระทบแบบใด สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และหาทางใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีที่สุด ไม่ใช่จมอยู่กับปัญหาจนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น </span></p>
<p>ประโยชน์ของสายฝน <span style="font-weight: 400;">ยังสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้น HR จึงมีหน้าที่หาข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและนำมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์กับองค์กรในลำดับต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็สามารถใช้บริการ </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุดในไทย จะเจอกับสถานการณ์ไหน องค์กรของคุณก็ผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ แน่นอน !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 538" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3RmMOn1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RmMOn1</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3CNLSUC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CNLSUC</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3RmhPIh" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RmhPIh</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3R8kfdb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3R8kfdb</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3cBnZF7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3cBnZF7</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3Qe00d2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Qe00d2</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220831-the-power-of-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 06:00:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220831-the-power-of-art/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ศิลปะคือสิ่งที่ทรงพลัง (The Power of Art) การดูงานศิลปะ (Art) ดี ๆ จะช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้คนอารมณ์ดีขึ้น, ลดความวิตกกังวล และลดความเครียดซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงาน เมื่อเราชอบงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง สมองของเราจะเข้าสู่สภาวะ Default Mode Network ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสั่งการได้แบบออโตไพล็อต (Autopilot) แบบเดียวกับการขับเครื่องบิน ทำให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีผิดพลาด เป้าหมายของการใช้ศิลปะในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการและช่วยปรับอารมณ์ให้พนักงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะดี ๆ เข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ Company Outing ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปค้างคืนในสถานที่แพง ๆ แต่สามารถพาไปเที่ยวหอศิลป์ซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างกัน การเลือกงานศิลปะมาไว้ในออฟฟิศต้องอาศัยความรู้ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าทดลองด้วยตัวเอง เพราะการเลือกงานศิลปะที่ผิดพลาดจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าที่คิด “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars Longa, Vita Brevis) คือหนึ่งในประโยคเกี่ยวกับศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย ประโยคนี้พยายามเปรียบเปรยให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่นาน แต่ศิลปะคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกแง่มุมของชีวิตหากต้องการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีศิลปะมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ศิลปะคือสิ่งที่ทรงพลัง (The Power of Art) การดูงานศิลปะ (Art) ดี ๆ จะช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้คนอารมณ์ดีขึ้น, ลดความวิตกกังวล และลดความเครียดซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราชอบงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง สมองของเราจะเข้าสู่สภาวะ Default Mode Network ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสั่งการได้แบบออโตไพล็อต (Autopilot) แบบเดียวกับการขับเครื่องบิน ทำให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีผิดพลาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการใช้ศิลปะในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการและช่วยปรับอารมณ์ให้พนักงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะดี ๆ เข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Company Outing ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปค้างคืนในสถานที่แพง ๆ แต่สามารถพาไปเที่ยวหอศิลป์ซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลือกงานศิลปะมาไว้ในออฟฟิศต้องอาศัยความรู้ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าทดลองด้วยตัวเอง เพราะการเลือกงานศิลปะที่ผิดพลาดจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าที่คิด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42375" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93.webp" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 554" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><em>“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars Longa, Vita Brevis)</em> <span style="font-weight: 400;">คือหนึ่งในประโยคเกี่ยวกับศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย ประโยคนี้พยายามเปรียบเปรยให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่นาน แต่ศิลปะคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกแง่มุมของชีวิตหากต้องการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีศิลปะมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะจะช่วยเปลี่ยนทุกสถานการณ์ให้มีแง่งาม เกิดความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ถือเป็นบริบทสำคัญของการทำงานทุกชนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างไร ? หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>พลังของศิลปะ (The Power of Art) ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12178 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/s.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 555"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะไปเจาะประเด็นเรื่องของศิลปะกับการทำงาน เราต้องอธิบายเรื่องศิลปะกับชีวิตให้เห็นภาพชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมองว่าศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าถึงได้ยากจนตัดสินใจมองข้ามการดูงานศิลปะไปโดยปริยาย ทั้งที่การศึกษาศิลปะไม่จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายขนาดนั้น เพราะเป้าหมายของงานศิลปะไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงาม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  ดังนั้นขอเพียงเปิดใจดูก็จะได้ประโยชน์บางอย่างกลับไปแน่นอน </span></p>
<h3>ประโยชน์เบื้องต้นของการดูงานศิลปะ</h3>
<p>ความสุขจากการดูงานศิลปะ งดงามเหมือนการตกหลุมรัก : ศาสตราจารย์ซาเมียร์ เซกี (Semir Zeki) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจาก University College of London กล่าวว่าเมื่อเราดูงานศิลปะดี ๆ สมองของเราจะทำงานแบบเดียวกับตอนที่ตกหลุมรักคือการหลั่งสารสร้างความสุขอย่างโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเกิดขึ้นขณะฟังเพลงดี ๆ ได้เช่นกัน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 556"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>1. ศิลปะช่วยเยียวยาและรักษาจิตใจ</strong> : งานศิลปะช่วยลดความเครียดได้โดยตรง และเป็นตัวแทนของ 3 องค์ประกอบสำคัญในชีวิต ได้แก่ความผ่อนคลาย, ความพึงพอใจ และการนำเสนอตัวตน ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจสำหรับคนที่มีปัญหาทางจิตหรือแม้แต่คนทั่วไปที่อยากพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การรักษาโดยใช้ศิลปะ (Arts Therapy) ถูกใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ยุค &#8217;70 เป็นต้นมา</p>
<p><strong>2. ความสวยงามของศิลปะจะช่วยให้มีความสุข</strong> : หลักการง่าย ๆ ของความสุขคือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีแต่ความสวยงาม ทั้งนี้รสนิยมความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน รูปแบบของงานศิลปะที่ทำให้อิ่มเอมใจจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การดูงานศิลปะมีประโยชน์กับชีวิตมากขึ้น เราควรเก็บข้อมูลและหาคำตอบว่างานศิลปะแบบไหนที่ส่งผลต่อหัวใจมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้เราหาเครื่องประดับ, รูปภาพ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ดีกว่าแค่ดูงานและมีความสุขไปวัน ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12186 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Maslows-Hierarchy-of-Needs.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="544" height="286" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 557"></p>
<p><strong>3. งานศิลปะช่วยยืนยันว่าชีวิตของเรามีคุณค่ามากพอหรือไม่</strong> : ทฤษฎีลําดับขั้นความต้องการมาสโลว์ (Maslow&#8217;s Hierarchy of needs) ของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) กล่าวว่ามนุษย์จะแบ่งลำดับความต้องการออกเป็นขั้น ๆ ตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) เรื่อยไปจนถึงความต้องการเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-Actualization) ในรูปแบบของพีระมิด</p>
<p>โดยที่มนุษย์จะยกระดับความต้องการขึ้นไปต่อเมื่อความต้องการในระดับล่าวกว่าถูกเติมเต็มเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ซึ่งความพอใจในศิลปะจัดอยู่ในลำดับสูงสุด นี่คือสาเหตุว่าทำไมมนุษย์แต่ละคนจึงมีความพอใจในงานศิลปะแตกต่างกัน ทั้งนี้ความพอใจดังกล่าวจะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุหรือขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถตอบสนองความต้องการของชีวิตได้มากแค่ไหน</p>
<p><strong>4. ศิลปะทำให้เราเข้าใจตัวเองดีขึ้น</strong> : เรื่องบางเรื่องไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือหรือคำพูด ดังนั้นงานศิลปะจะเปิดโอกาสให้เราตีความสิ่งตรงหน้าให้สอดคล้องกับมุมมองของชีวิตแต่ละช่วง กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้เราถ่ายทอดความคิดออกมาได้ง่ายขึ้น การตีความตรงนี้มีลักษณะของความเป็นส่วนตัว (Personal Experiences) ที่ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งนี้หมายรวมถึงงานศิลปะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจิตกรรม, ประติมากรรม, บทกวี, นาฏยศิลป์ หรือบทเพลงก็ตาม</p>
<h2>ทำไมพนักงานบริษัทถึงควรทำงานศิลปะ แม้จะไม่มีฝีมือก็ตาม</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12180 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/t.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 558">มีวิจัยจากปี ค.ศ. 2014 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร </span><a href="http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0101035" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PLOS ONE</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการทำงานศิลปะส่งผลโดยตรงต่อ</span>สมองส่วนเครือข่ายอัตโนมัติที่ทำงานเมื่อมีการพักผ่อน (Default Mode Network)<span style="font-weight: 400;"> สมองส่วนนี้จะทำงานในลักษณะเหมือนออโต้ไพล็อต (Autopilot) ช่วยให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีผิดพลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยนัก</span><a href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3874727/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิทยาศาสตร์บอกว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">สมองส่วนนี้จะพัฒนาเมื่อเรากำลังนอนหลับหรือนั่งเหม่อ เฟ้อฝัน (Daydreaming) และตอนที่เรา</span>รู้สึกประทับใจกับงานศิลปะ <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่างานศิลปะมีอิทธิพลกับจิตใจของมนุษย์ได้จริง ๆ ทั้งนี้แม้การเสพย์งานศิลปะจะให้ประโยชน์มาก แต่การลงมือทำด้วยตนเองแม้จะไม่ได้มีทักษะอะไรเป็นพิเศษกลับให้ผลดียิ่งขึ้นไปอีก</span></p>
<p><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/07421656.2016.1166832" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Journal Art Therapy </span></a><span style="font-weight: 400;">ยืนยันถึงข้อมูลดังกล่าว โดยบอกว่าการลงมือทำงานศิลปะเพียง 45 นาทีจะช่วยให้ร่างกายลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisal) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากสมองที่ทำให้เกิดโรคเครียดและวิตกกังวล รวมถึงมี</span><a href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26222010" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ให้นักศึกษาปีหนึ่งทำงานศิลปะก่อนเข้าสอบ 30 นาทีและพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12179 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/b.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 559"></p>
<p><a href="http://www.jenniferedrake.com/uploads/7/0/5/5/7055907/drake_winner_2012_paca.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Psychology of Aesthetics, Creativity, and the Arts</span></a><span style="font-weight: 400;"> ยังเผยว่าการทำงานศิลปะจะช่วยคลายความเศร้าของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการวิจัยใช้วิธีเปิดภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเศร้าหมองให้ผู้ร่วมวิจัยดู จากนั้นแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยอ้างอิงจากเนื้อหาที่เพิ่งชม (เพื่อสะท้อนถึงการระบายอารมณ์เมื่อมีความเศร้า), กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับอะไรเลย (เพื่อลดความเกี่ยวเนื่องของศิลปะกับบริบทอื่น) และกลุ่มสุดท้ายที่ให้นั่งเฉย ๆ เพื่อจัดการอารมณ์อย่างเงียบ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่าคนที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับบริบทใดสามารถจัดการความรู้สึกได้ดีที่สุด ดังนั้นเราสามารถนำผลลัพธ์นี้ไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาภายในองค์กรได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าเป้าหมายของการทำงานศิลปะภายในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางเพื่อกระตุ้นสมองและความรู้สึกนึกคิดบางอย่างมากกว่า เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็อาจถึงเวลาที่ HR จะเปลี่ยนการอบรมพนักงานแบบเดิม ๆ มาเป็นการอบรมเชิงศิลปะดูก็ได้ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยยกระดับองค์กรให้พัฒนาไปอีกขั้นโดยไม่ทันรู้ตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12175 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/long-narrow-painting-art-exhibition.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 560"></p>
<h2>ศิลปะ (Art) ในที่ทำงานมีประโยชน์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรแทบทุกแห่งพยายามหาสวัสดิการและเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงาน และมีหลายครั้งที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่ามีวิธีการอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่ทุกบริษัทสามารถทำได้และมีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งคำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำก็คือการใช้ “ศิลปะ” เพราะเป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์รอบด้าน ทั้งในแง่ของการตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม เรื่อยไปจนถึงการทำงานกับความรู้สึกของมนุษย์ซึ่งถือเป็นรากฐานที่คอยผลักดันให้คนทำตามเป้าหมายอย่างมีพลังใจมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12181 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/site//3/14.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="609" height="276" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 561"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถแบ่งประโยชน์ของการใช้ศิลปะในที่ทำงานออกมาได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ศิลปะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์</strong> : เมื่อเราต้องสร้างงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง องค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแรงบันดาลใจ ดังนั้นการล้อมรอบตัวเองด้วยงานศิลปะที่สวยงาม ลึกซึ้งจะเปิดโอกาสให้พนักงานได้ตีความซึ่งจะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นหากเทียบกับภาพทั่วไปที่ไม่มีมิติอะไรเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>2. ศิลปะทำให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น (First Impression)</strong>: ลองนึกดูว่าครั้งสุดท้ายที่คุณสนใจกำแพงออฟฟิศเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? บางคนอาจตอบคำถามนี้ไม่ได้เพราะกำแพงออฟฟิศส่วนใหญ่มักเป็นเพียงผนังสีขาว ๆ สะอาดตาปราศจากการตกแต่งใด ๆ ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้มีคุณค่ามากขึ้นทั้งกับตัวพนักงานและลูกค้าที่ผ่านเข้ามาเห็น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานศิลปะที่ดียังช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น เช่น หากเราอยู่ในห้องประชุมที่เคร่งเครียด งานศิลปะที่ดูสงบก็จะช่วยปรับอารมณ์ของเรา หรือหากเราติดภาพที่ดุดันในห้องสำหรับพักผ่อน ผู้พบเห็นก็อาจปรับอารมณ์ตามไม่ทันจนรู้สึกสับสน การเลือกงานศิลปะสักอย่างจึงจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเสมอ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11662 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2108951951-4-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 562"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. ศิลปะทำให้การพักสายตาของคนมีประโยชน์มากขึ้น</strong> : การทำงานทุกอย่างจะต้องมีเวลาพักผ่อน หรืออย่างน้อยก็พักสายตาสักระยะ ดังนั้นแทนที่เราจะปล่อยให้เวลาสั้น ๆ ตรงนั้นผ่านไปอย่างสูญเปล่า ถ้าเราเพิ่มงานศิลปะเข้าไปให้มันมีความหมายมากขึ้น ก็จะเป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพงานอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยให้พนักงานจดจ่อกับงานและสร้างความสดใหม่ในหัวสมอง วิธีนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า Necessary Distraction (การถูกหันเหความสนใจที่จำเป็น)</p>
<p>ผล<a href="https://www.exeter.ac.uk/news/featurednews/title_98638_en.html" target="_blank" rel="noopener">วิจัย</a>จาก ดร.เคร็ก ไนท์ (Dr.Craig Knight) จาก University of Exeter กล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะเข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ</p>
<p>ทั้งนี้เพราะวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันในที่ทำงาน และบรรยากาศปกติในออฟฟิศที่เรามักพบเจอก็คือกองเอกสาร, ข้าวของเครื่องใช้ที่เหมือนจะคอยย้ำให้เห็นว่าสถานที่ดังกล่าวคือขั้วตรงข้ามกับคำว่าสะดวกสบายจริง ๆ ดังนั้นงานศิลปะจะเข้ามาปรับอารมณ์ของพนักงานให้รู้สึกถึงความอบอุ่นหัวใจและใกล้เคียงกับการอยู่บ้าน (Feels Like Home) มากกว่าที่เคยเป็น</p>
<h2>การเลือกงานศิลปะมาตกแต่งที่ทำงานมีเคล็ดลับอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกตกแต่งที่ทำงานด้วยงานศิลปะตามรสนิยมไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเราเลือกได้ทั้งงานที่ถูกจริตและงานที่ทำให้งานดีขึ้นได้จริงก็คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งงานศิลปะที่ใช้ในที่ทำงานส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน </span>เนื้อหา, ขนาด, การจัดวาง และรูปแบบของงาน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมักเป็นงานที่สร้างความรู้สึกในแง่บวก (Positive-Mood) เช่นภาพของวิวทิวทัศน์สีเขียวขจี, ต้นไม้ใบหญ้าที่ปลอดโปร่งจนผู้พบเห็นรู้สึกอยากจะไปเดินเล่นในสวนนั้นดูบ้าง หรือไม่ก็เป็นภาพของแม่น้ำไหลเชี่ยวไม่หยุดนิ่งที่มักถูกใช้เพื่อความสวยงามและเพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อตามขนบธรรมเนียม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากต้องการให้มีประโยชน์มากขึ้นก็ควรเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกสักนิดหนึ่ง เช่นให้เป็นภาพในลักษณะของการ</span>มองจากที่สูงไปที่ต่ำ <span style="font-weight: 400;">เพราะภาพแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกเหมือนการมองย้อนกลับไปสู่อดีต ทำให้สมองคิดว่าเราผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงหน้าได้ดีขึ้น เปรียบได้ว่าภาพลักษณะดังกล่าวไปกระตุ้น </span>“ความมีอายุ” (Old-Timer) <span style="font-weight: 400;">ในจิตใต้สำนึกเหมือนคนแก่ที่ชอบย้อนกลับมาตกตะก่อนประสบการณ์ในอดีต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12182 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Poppy-Field-in-a-Valley-near-Giverny.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="450" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 563"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณไม่อยากให้พนักงานรู้สึกเครียด และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ก็ควรติดตั้งง</span>านศิลปะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย เช่น ภาพของคนที่ดูแลประคับประคอง หรือรูปปั้นของคนกอดกัน<span style="font-weight: 400;"> งานลักษณะนี้จะไปย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่ตนเป็นที่รักของใครสักคน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดหรือภาวะกดดันทั้งหลายขณะทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานศิลปะที่นำมาใช้ต้องไม่วุ่นวายเกินไป </span>ให้คิดว่างานศิลปะบางอย่างอาจเหมาะกับการเอาไว้ที่หอศิลป์มากกว่า <span style="font-weight: 400;">แต่ในที่นี้เรากำลังเลือกงานที่นำมาไว้ในที่ทำงานและต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนวิวทิวทัศน์ที่คนต้องเห็นทุกวัน ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวนถึงความเหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งในแง่ของความสวยงาม รวมถึงความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้องค์กรควรเลือกใช้งานศิลปะที่ทำให้คนดูแล้วมีความสุข ตีความได้หลากหลาย มากกว่างานที่มีเนื้อหาแบบเฉพาะเจาะจงและแสดงถึงความหดหู่ เคร่งเครียด หรือน่ากลัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกร็ดเล็กน้อยก็คือองค์กรบางแห่งมักตกแต่งสถานที่โดยอ้างอิงจากโลโก้บริษัท ซึ่งหากมองกันตามตรงจะเห็นว่าวิธีการออกแบบโลโก้ในปัจจุบันมักมีความสุดโต่ง คือไม่มินิมอลไปเลย ก็โดดเด่นสีสันรุนแรงไปเลย ซึ่งถ้าเราเอามาใช้ตกแต่งโดยปราศจากความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการใช้สีก็จะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ ดังนั้นหากคุณไม่รู้ว่าควรเลือกงานศิลปะในที่ทำงานแบบใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า</span></p>
<h2>พาทีมไปหอศิลป์ ! เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยศิลปะ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12183 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/74sk.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 564"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงคำว่า Company Outing คนมักนึกถึงการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นหมู่คณะและการวางแผนของทีม HR ที่ใช้เวลานานกว่าจะออกมาเป็นทริปบริษัทสนุก ๆ สักครั้งหนึ่ง แต่เคยคิดไหมว่าหากเราเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีงบประมาณหรือผลกำไรมากมาย การไปทริปหรูหราเปลี่ยนบรรยากาศคือสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากมี Company Outing ที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์บ้าง จะต้องทำอย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มี</span><a href="https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/17439760.2021.2016911" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ตีพิมพ์ในวารสาร </span>Journal of Positive Psychology<span style="font-weight: 400;"> บอกว่าหากเรามองในแง่คอนเซปต์แล้ว การไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมาก เพราะพนักงานจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน ดังนั้นถ้าองค์กรหรือแผนกใดต้องการพาพนักงานไปเปลี่ยนบรรยากาศ การรวมกลุ่มไปเที่ยวหอศิลป์ใกล้ ๆ ออฟฟิศก็ถือเป็นทางเลือกที่แหวกแนว ใช้ทุนน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ดีในเวลาอันรวดเร็ว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190919-company-outings/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9340 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1028899078-1.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 565"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190919-company-outings/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแคทเธอรีน ค็อตเตอร์ (Katherine Cotter) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania กล่าวว่าเราสามารถสรุปข้อดีของการไปเที่ยวหอศิลป์ออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือการได้ความรู้และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานตามปกติ, การลดความเครียด และสำคัญที่สุดคือการไปหอศิลป์จะช่วยให้เรารู้สึกถึงการมีคุณค่า โดยเฉพาะกับคนที่ชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว (Isolate) การไปหอศิลป์บ่อย ๆ จะช่วยให้คนแบบนี้เข้าใจความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธออธิบายเพิ่มเติมในบทสัมภาษณ์หัวข้อ </span><a href="https://therapytips.org/interviews/is-art-the-answer-to-our-mental-health-problems" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Is art the answer to our mental health problems?</span></a><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 เอาไว้ว่าการไปหอศิลป์เป็นเหมือนก</span>ารพาคนหลุดไปสู่อีกโลกหนึ่ง <span style="font-weight: 400;">เพราะการไปพิพิธภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์หรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ไปเยี่ยมชมกันบ่อยนัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นทุกอย่างที่พบเห็นจึงเป็น </span>“ของใหม่” <span style="font-weight: 400;">ที่หาไม่ได้จากที่อื่นจนพาลคิดไปว่าเราถูกล้อมรอบด้วยบริบทของสังคมที่แตกต่างไปจากเดิม ความตื่นตาตื่นใจหรือแม้แต่ความสงสัย (ของคนที่ไม่ได้ชอบศิลปะอะไรนัก) จะทำให้เราจมอยู่กับชิ้นงานจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอาการที่หาได้ยากในชีวิตการทำงานตามปกติ ดังนั้นหากวันไหนที่เราเจอความกดดันหนักจนไม่รู้จะรับมือหรือหลีกหนีไปอย่างไร การไปหอศิลป์สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12184 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Screenshot-2022-08-31-124843.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="640" height="503" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 566"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการไปหอศิลป์สามารถช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความแตกต่างและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Diversity &amp; Belonging) ได้มากขึ้น เพราะเมื่อพนักงานต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิม การเข้าใจสังคมที่หลากหลายก็ถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งหากพนักงานบางคนมีนิสัยไม่ชอบเข้าสังคม การสัมผัสถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการไปหอศิลป์จะช่วยทำให้คนเห็นว่าโลกของเรามีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่รู้จัก ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้พนักงานพร้อมเปิดใจรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับสุดท้ายในการไปหอศิลป์ก็คือ</span> “อย่าคิดเยอะไป” <span style="font-weight: 400;">เพราะบางคนมักเลือกตีความผลงานจนอาจเข้าใจในแง่มุมที่แตกต่างจากตัวศิลปินด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อเราไปหอศิลป์ ให้ดูงานศิลปะและตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า</span>เราชอบงานศิลปะตรงหน้าหรือไม่, เพราะอะไร, งานศิลปะดังกล่าวทำให้นึกถึงเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะดูมาจากสาเหตุใด ? <span style="font-weight: 400;">การตอบคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ให้ได้เพียงพอแล้วที่จะพัฒนาจิตวิญญาณและทัศนคติของพนักงานแบบองค์รวม</span></p>
<h2>บทสรุป The Power of Art</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12185 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/ars-scaled.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="620" height="408" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 567"></p>
<p><em>“ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต”</em><span style="font-weight: 400;"> นี่คือประโยคของ<strong>ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี</strong> อาจารย์และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรที่สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าใจศิลปะนั้นทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับการทำงาน แต่รวมถึงแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เราได้ยินคำว่าศิลปะในการพูด, ศิลปะในการฟัง, ศิลปะในการกิน และอีกมากมายอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ลองถามตัวเองว่าเรากระทำสิ่งนั้นอย่างมีศิลปะดีแล้วหรือยัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะและการทำงานเพิ่มเติม ปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายที่จัดอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ HR สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อที่ต้องการ หรือใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของประเทศไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้แบบครบวงจร จะองค์กรเล็กหรือใหญ่ ก็เลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ได้เลย !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 568" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3pTidl9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3pTidl9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3CHCaD1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CHCaD1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3RpEGSR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RpEGSR</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Q2za7g" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Q2za7g</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Tr21Fp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Tr21Fp</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220823-humblebrag/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Aug 2022 04:00:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Humblebrag]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220823-humblebrag/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เดิมทีมนุษย์ถูกสอนให้มีมารยาทและหลีกเลี่ยงการโอ้อวด แต่มีผู้เชี่ยวชาญสำรวจมาแล้วว่าการโอ้อวดแบบมีชั้นเชิงจะช่วยให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพราะแท้จริงมันเกิดจากความภูมิใจในงานและมั่นใจในศักยภาพของตนเอง แต่การอวดแบบตรงไปตรงมาอาจทำให้ผู้พูดรู้สึกผิด จึงพยายามพูดถ่อมตัวเสริมเข้าไปเพื่อหวังให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น วิธีนี้เรียกว่า Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตัว แต่รู้ไหมว่าการแกล้งถ่อมตัวมีข้อเสียมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเครื่องหมายของความไม่จริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานเป็นทีม คนส่วนใหญ่มักอายเกินกว่าจะโอ้อวดความสำเร็จของตัวเอง นิสัยนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า The Qualified Quiet แปลง่าย ๆ ว่า คนเก่งที่ไม่มีใครรู้จัก มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงไม่ควรอวดโดยกดให้คนอื่นต่ำลง ควรเน้นแค่เรื่องที่อ้างอิงจากความเป็นจริง ไม่ขี้โม้และไม่ทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ ใคร ๆ ก็ถูกสอนให้มีมารยาท และต่างรู้กันอยู่แก่ใจว่าการโอ้อวดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการอวดแบบที่คนทำกันมากและคิดว่าไม่เป็นเรื่องเสียหายก็คึอการโอ้อวดปลอม ๆ หรือ Humblebrag ที่เป็นการพูดแบบอ้อม ๆ และตบท้ายด้วยการถ่อมตัวเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าการอวดของตนโจ่งแจ้งเกินไป สิ่งนี้คือความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงการอวดแบบนี้สร้างความไม่สบายใจมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ อธิบายก่อนว่าในแง่มุมของการทำงานแล้ว การอวดที่ดีคือการรู้จักนำเสนอตัวเองอย่างมีชั้นเชิงซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงความภูมิใจและเชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งหากทำอย่างมีชั้นเชิงและมีมารยาทก็จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราจะใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ดูขัดแย้งกับคำสอนที่เข้าใจมาตลอดได้อย่างไร และการโอ้อวดที่ไม่ทำให้คนอื่นรำคาญหรือเป็น Humblebrag ต้องมีวิธีการแบบไหน ? หาคำตอบได้ในบทความนี้ รู้จัก Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เดิมทีมนุษย์ถูกสอนให้มีมารยาทและหลีกเลี่ยงการโอ้อวด แต่มีผู้เชี่ยวชาญสำรวจมาแล้วว่าการโอ้อวดแบบมีชั้นเชิงจะช่วยให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพราะแท้จริงมันเกิดจากความภูมิใจในงานและมั่นใจในศักยภาพของตนเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่การอวดแบบตรงไปตรงมาอาจทำให้ผู้พูดรู้สึกผิด จึงพยายามพูดถ่อมตัวเสริมเข้าไปเพื่อหวังให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น วิธีนี้เรียกว่า Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตัว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่รู้ไหมว่าการแกล้งถ่อมตัวมีข้อเสียมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเครื่องหมายของความไม่จริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานเป็นทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่มักอายเกินกว่าจะโอ้อวดความสำเร็จของตัวเอง นิสัยนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า The Qualified Quiet แปลง่าย ๆ ว่า คนเก่งที่ไม่มีใครรู้จัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงไม่ควรอวดโดยกดให้คนอื่นต่ำลง ควรเน้นแค่เรื่องที่อ้างอิงจากความเป็นจริง ไม่ขี้โม้และไม่ทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12081 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_2115951500.jpg" alt="Humblebrag อวดเก่งบ้างก็ดี แต่ต้องมีชั้นเชิง ! HIGHLIGHTS เดิมทีมนุษย์ถูกสอนให้มีมารยาทและหลีกเลี่ยงการโอ้อวด แต่มีผู้เชี่ยวชาญสำรวจมาแล้วว่าการโอ้อวดแบบมีชั้นเชิงจะช่วยให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพราะแท้จริงมันเกิดจากความภูมิใจในงานและมั่นใจในศักยภาพของตนเอง แต่การอวดแบบตรงไปตรงมาอาจทำให้ผู้พูดรู้สึกผิด จึงพยายามพูดถ่อมตัวเสริมเข้าไปเพื่อหวังให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น วิธีนี้เรียกว่า Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตัว แต่รู้ไหมว่าการแกล้งถ่อมตัวมีข้อเสียมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเครื่องหมายของความไม่จริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานเป็นทีม คนส่วนใหญ่มักอายเกินกว่าจะโอ้อวดความสำเร็จของตัวเอง นิสัยนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า The Qualified Quiet แปลง่าย ๆ ว่า คนเก่งที่ไม่มีใครรู้จัก มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงไม่ควรอวดโดยกดให้คนอื่นต่ำลง ควรเน้นแค่เรื่องที่อ้างอิงจากความเป็นจริง ไม่ขี้โม้และไม่ทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ ใคร ๆ ก็ถูกสอนให้มีมารยาท และต่างรู้กันอยู่แก่ใจว่าการโอ้อวดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการอวดแบบที่คนทำกันมากและคิดว่าไม่เป็นเรื่องเสียหายก็คึอการโอ้อวดปลอม ๆ หรือ Humblebrag ที่เป็นการพูดแบบอ้อม ๆ และตบท้ายด้วยการถ่อมตัวเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าการอวดของตนโจ่งแจ้งเกินไป สิ่งนี้คือความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงการอวดแบบนี้สร้างความไม่สบายใจมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ อธิบายก่อนว่าในแง่มุมของการทำงานแล้ว การอวดที่ดีคือการรู้จักนำเสนอตัวเองอย่างมีชั้นเชิงซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงความภูมิใจและเชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งหากทำอย่างมีชั้นเชิงและมีมารยาทก็จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราจะใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ดูขัดแย้งกับคำสอนที่เข้าใจมาตลอดได้อย่างไร และการโอ้อวดที่ไม่ทำให้คนอื่นรำคาญหรือเป็น Humblebrag ต้องมีวิธีการแบบไหน ? หาคำตอบได้ในบทความนี้  รู้จัก Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตน “เฮ้อ… เหนื่อยจังเลย หัวหน้าเพิ่งส่งงานมาให้ 4 ตัว ลูกค้าใหญ่ ๆ ทั้งนั้น อิจฉาเธอนะ ได้นั่งพักสบาย ๆ ทั้งวัน” นี่คือตัวอย่างของการแกล้งถ่อมตน เพราะหากเรามองเข้าไปถึงประโยคข้างต้นดี ๆ ก็จะเข้าใจว่าเป้าหมายของผู้พูดไม่ใช่การบอกว่าตัวเองเหนื่อย แต่เป็นการบอกว่าตนเพิ่งได้รับงานใหญ่จากหัวหน้ามาต่างหาก ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พนักงานออฟฟิศหลายคนทำผิดพลาดและไม่มีการให้ความรู้มากนัก บางคนจึงคิดว่าการถ่อมตัวเป็นเรื่องดีกว่าการโอ้อวดแบบตรงไปตรงมา เพราะอย่างน้อยมันก็ถือเป็นการอวดที่ดูมีจริยธรรมมากกว่า มีการวิจัยโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์โอวัล เซเซอร์ (Ovul Sezer) จาก Kenan-Flagler Business School ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology ระบุว่าพนักงานบริษัทถึง 70% ได้เห็นการแกล้งถ่อมตนจนเป็นเรื่องปกติ ในที่นี้เราสามารถแบ่งการแกล้งถ่อมตนออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่ การแกล้งถ่อมตนแบบคนขี้บ่น (Complaint) : คือการแสดงความไม่พอใจกับสิ่งที่ได้รับเพื่อโยงเนื้อหามาสนับสนุนสิ่งที่ต้องการจะโอ้อวด เช่น “ถูกเลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้า งานหนักจังเลย” การแกล้งถ่อมตนแบบคนนอบน้อมเป็นพิเศษ (Humility) : คือการถ่อมตนที่ยกยอคนรอบข้างเพื่อลดคุณค่าของตนเองลงนิดหนึ่ง เช่น “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพื่อนร่วมงานจะสนับสนุนให้ฉันได้รับรางวัลนี้” ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการแกล้งถ่อมตนมักเกิดขึ้นในช่วงสัมภาษณ์งานและ HR มักพบกับคำตอบในลักษณะนี้เป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า “จุดอ่อนของคุณคืออะไร” ผู้สมัครบางรายมักนิยมตอบว่า “จุดอ่อนของผมคือการเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไป” ซึ่งเจตนาของผู้ตอบมักออกมาในแง่ของการฉวยโอกาสใช้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการรู้จริง ๆ ไปเป็นเครื่องมือเสริมคุณค่าให้ตนเอง ซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร การแกล้งถ่อมตนยังทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่า “ไม่จริงใจ” ซ้ำร้ายยังสร้างความหงุดหงิดมากกว่าการฟังคนที่มีนิสัยโอ้อวดอย่างตรงไปตรงมาเป็นประจำด้วยซ้ำ เพราะท้ายสุดแล้วสิ่งที่มนุษย์ในฐานะสัตว์สังคมชอบที่สุดก็คือความสบายใจในการอยู่ร่วมกัน ไม่มีใครอยากมานั่งคิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมามีความหมายแอบแฝง หรือตนกำลังถูกข่มอยู่หรือไม่ ดังนั้นการแกล้งถ่อมตนจึงมักทำให้คนรอบตัวไม่ต้องการร่วมงานด้วยจนส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าในสาขาอาชีพอย่างน่าเสียดาย https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/personnelsys/220819-perfectionist-in-workplace/ อยากอวดเก่งแบบมีชั้นเชิงต้องทำอย่างไร ? คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าการอวดไม่ว่าจะเป็นแบบถ่อมตัว (Humblebrag) หรือแบบตรงไปตรงมามีแต่ข้อเสีย แต่หากเรามองในแง่ของกระบวนการแล้ว กว่าคน ๆ หนึ่งจะกล้าอวดอย่างหมดหน้าตัก มันต้องเกิดจากความภูมิใจในเนื้องานว่าความสำเร็จตรงนี้สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตของตนได้ นั่นหมายความว่าหากองค์กรสามารถนำทัศนคติตรงนี้มาตีกรอบให้อยู่ในรูปรอยที่ถูกต้อง สิ่งที่ดูเหมือนเสียมารยาทก็จะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยผลักดันองค์กรไปข้างหน้าได้เช่นกัน รู้จัก The Qualified Quiet : เมื่อคุณเก่งแต่ไม่มีใครรู้ ถ้าคุณเป็นคนเก่งที่ตั้งใจทำงาน แต่ไม่กล้านำเสนอตัวเอง คุณคือกลุ่มคนที่เรียกว่า The Qualified Quiet ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงการทำงานเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปโดยเฉพาะในสายงานที่มีการแข่งขันกันสูง The Qualified Quiet คือกลุ่มคนที่คิดว่าตนควรจะได้รับการยกย่องหรือได้เสียงตอบรับจากคนอื่นที่ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดดังกล่าวได้อย่างไร อนึ่งต้องเข้าใจว่าการทำงานหนักแต่พูดไม่เก่งไม่ใช่ “จุดอ่อน” แต่เป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมสวยงามขึ้น ลองนึกดูว่าหากสังคมมีแต่คนเก่งที่โอ้อวดตลอดเวลาก็คงเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่เช่นกัน ดังนั้นเราต้องหาพื้นที่ตรงกลางให้เจอ Business Insider กล่าวว่าท้ายสุดนั้นสิ่งสำคัญของการทำงานก็คือเราต้องรู้ว่าควรโอ้อวดหรือนำเสนอตัวเองเมื่อใด เราไม่สามารถโฟกัสแค่การทำงานตามที่ถูกมอบหมายให้เต็มที่และคาดหวังว่าคนอื่นจะมอบโอกาสให้เรื่อย ๆ อีกแล้ว ดังนั้นการที่พนักงานไม่คิดอวดผลงานออกมาเลยจะทำร้ายอาชีพการงานของเราในทางอ้อม เนื่องจากการรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้เป็นแค่เรื่องธรรมดาจะทำให้เรามองข้าม “ความพิเศษ”​ ของงานที่กำลังทำอยู่ตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มั่นใจในศักยภาพของตนและองค์กรแต่รู้สึกว่าลูกค้ามองข้ามเราไปครั้งแล้วครั้งเล่า นี่อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณควรหันมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานของตัวเองบ้าง เพราะปัจจุบันมีวิธีมากมายที่ดูไม่น่าเกลียด ขอเพียงเลือกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น ผู้ที่สนใจ สามารถทำตาม 7 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ ให้ความสำคัญกับการทำงานหนัก : ให้หลีกเลี่ยงการพูดว่างานที่ทำอยู่ง่ายมากหรือการบอกว่างานดังกล่าวสำเร็จโดยที่เราไม่ต้องลงแรงอะไรเลย เพราะประโยคข้างต้นจะทำให้เราดูทะนงตนมากเกินไป ให้เปลี่ยนไปใช้คำพูดว่าการตั้งใจทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมาคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คำพูดแบบนี้จะทำให้ผู้อื่นเห็นที่มาที่ไปของงาน และให้ค่ากับความพยายามของเรา หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบในทุกกรณี : การโอ้อวดจะกลายเป็นเรื่องเสียมารยาททันทีหากเราพูดว่าเราเอาชนะเพื่อนร่วมงานคนอื่นขึ้นมา ทั้งนี้อย่าลืมว่าทุกคนทำงานหนักเช่นกันไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราต้องแข่งด้วยที่สุดจริง ๆ คือเดดไลน์ของงาน หากเราทำงานสำเร็จตามเป้าหมายนั้นเป็นคนแรก เรามีสิทธิ์ชื่นชมตัวเองว่าทำงานได้ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเน้นย้ำว่ามีคนอื่นทำงานแย่กว่าเรา เพราะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเรากำลังดูถูก ให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเสมอ : ทุกคนย่อมอยากได้ยินว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จโดยเฉพาะจากคนที่เคารพ อย่างไรก็ตามเราควรพูดอย่างจริงใจว่าเพื่อนร่วมงานมีส่วนช่วยอย่างไร และเรารู้สึกตื้นตันใจอย่างไร อย่าพูดแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนรู้สึกว่าเอาเรื่องคนอื่นมาพูดเพื่อเสริมคุณค่าให้ตัวเองเท่านั้น เพราะจะกลายเป็นการแกล้งถ่อมตนหรือ Humblebrag ไปเสียแทน เลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม : การโอ้อวดจะมีชั้นเชิงหรือไม่ขึ้นอยู่กับทักษะในการใช้คำพูด ยกตัวอย่าง แทนที่จะพูดว่า “ฉันเป็นคนเก่งที่สุดในองค์กร” เราสามารถเปลี่ยนเป็น “เห็นได้ชัดเจนว่าหลังจากที่ผมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ยอดขายขององค์กรดีขึ้นอย่างชัดเจน” เพราะถึงแม้จะทำให้คนหมั่นไส้อยู่บ้าง แต่ก็เถียงได้ยากตราบใดที่เป็นข้อมูลที่เกิดจากความสามารถของผู้พูดจริง ๆ นำเสนอความกตัญญู : ความกตัญญูเป็นสิ่งที่คนมองในแง่บวกเสมอ ดังนั้นขณะที่เราต้องพูดถึงผลงานของตัวเอง เราควรเน้นย้ำไปด้วยว่านอกจากทักษะและความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานแล้ว โอกาสจากผู้บริหารก็เป็นสิ่งที่ลืมไปไม่ได้ เพราะต่อให้เป็นคนเก่งแค่ไหนหากปราศจากโอกาสก็ไม่มีทางที่จะฉายแสงออกมาได้เลย การพูดถึงคนในระดับผู้นำอย่างจริงใจจะช่วยให้หน้าที่การงานของเราเติบโตขึ้นเนื่องจากทุกคนได้เห็นว่าเราไม่เคยลืมความช่วยเหลือจากผู้อื่นเลย อย่าออกตัวล่วงหน้า : บางคนจะคิดว่าการออกตัวล่วงหน้าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น “ผมไม่อยากจะอวดนะ แต่ว่า…” เพราะเมื่อคนได้ยินประโยคข้างต้นแล้ว ก็จะปิดใจไม่อยากรับฟังเนื้อหาที่จะตามมาทันที ดังนั้นแทนที่จะออกตัวแบบไม่มีชั้นเชิง เราควรใช้ประโยคในแง่บวกเพื่อโยงเข้าสู่ข้อเท็จจริง (Fact) มากกว่า เช่น “ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกคนทราบ คือว่าผม…” คิดล่วงหน้าว่าการชมตัวเองจะทำให้ใครดูแย่หรือไม่ : การชมตัวเองควรทำเมื่อมีความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ไม่ใช่การขี้โม้ คุยโว โดยปราศจากข้อเท็จจริงมารองรับ นอกจากนี้เรายังไม่ควรโอ้อวดในจังหวะที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากโดยไม่จำเป็น ให้เน้นไปที่การนำเสนอว่าเราทำอะไรมาบ้าง มากกว่าชี้ให้เห็นปัญหาของคนอื่น เพราะหากเราประสบความสำเร็จด้วยการชี้ข้อเสียของเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตในออฟฟิศลำบากขึ้น https://qath.hrnote.asia/questions/1121 บทสรุป การโอ้อวดเป็นศาสตร์ที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ อย่างเช่นในแง่ของการนำไปใช้ภายในองค์กร หากเราโอ้อวดในบริบทที่ไม่ถูกต้อง แม้เราจะมีโอกาสได้ดีจากคำพูดเหล่านั้น แต่มันก็อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเพื่อนร่วมงานจนทำให้เกิดบรรยากาศที่ย่ำแย่ อย่าลืมว่าการทำงานทุกประเภทนั้น การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงควรเรียนรู้วิธีพูดเรื่องความสำเร็จโดยไม่ทำร้ายจิตใจของใครเด็ดขาด ในแง่ของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับพนักงานที่ต้องทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ของผู้บังคับบัญชา หรือในระดับสูงที่องค์กรต้องหาจุดเด่นไปสู้กับคู่แข่งรายอื่น ๆ การโอ้อวดอย่างมีชั้นเชิงโดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงคือกลไกสำคัญที่จะทำให้เราครอบครองตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าการโอ้อวดเป็นเพียงวิธีการอีกหนึ่งอย่างเท่านั้น ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ดังนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารและ HR ว่ามีวิสัยทัศน์หรืออยากผลักดันวัฒนธรรมองค์กร (Company Cultures) ออกไปในรูปแบบใด Sources https://bit.ly/3dCYqnh https://bit.ly/3dvBczn https://bit.ly/3ABFQoN https://bit.ly/3bVSq8N" width="600" height="370" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 576"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใคร ๆ ก็ถูกสอนให้มีมารยาท และต่างรู้กันอยู่แก่ใจว่าการโอ้อวดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการอวดแบบที่คนทำกันมากและคิดว่าไม่เป็นเรื่องเสียหายก็คึอการโอ้อวดปลอม ๆ หรือ Humblebrag ที่เป็นการพูดแบบอ้อม ๆ และตบท้ายด้วยการถ่อมตัวเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าการอวดของตนโจ่งแจ้งเกินไป สิ่งนี้คือความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงการอวดแบบนี้สร้างความไม่สบายใจมากกว่าการอวดแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายก่อนว่าในแง่มุมของการทำงานแล้ว การอวดที่ดีคือการรู้จักนำเสนอตัวเองอย่างมีชั้นเชิงซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงความภูมิใจและเชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งหากทำอย่างมีชั้นเชิงและมีมารยาทก็จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ดูขัดแย้งกับคำสอนที่เข้าใจมาตลอดได้อย่างไร และการโอ้อวดที่ไม่ทำให้คนอื่นรำคาญหรือเป็น Humblebrag ต้องมีวิธีการแบบไหน ? หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>รู้จัก Humblebrag หรือการแกล้งถ่อมตน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12083 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Screenshot-2022-08-23-102923.png" alt="Humblebrag อวดเก่งบ้างก็ดี แต่ต้องมีชั้นเชิง !" width="600" height="370" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 577"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“เฮ้อ&#8230; เหนื่อยจังเลย หัวหน้าเพิ่งส่งงานมาให้ 4 ตัว ลูกค้าใหญ่ ๆ ทั้งนั้น อิจฉาเธอนะ ได้นั่งพักสบาย ๆ ทั้งวัน”</em> นี่คือตัวอย่างของการแกล้งถ่อมตน เพราะหากเรามองเข้าไปถึงประโยคข้างต้นดี ๆ ก็จะเข้าใจว่าเป้าหมายของผู้พูดไม่ใช่การบอกว่าตัวเองเหนื่อย แต่เป็นการบอกว่าตนเพิ่งได้รับงานใหญ่จากหัวหน้ามาต่างหาก ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พนักงานออฟฟิศหลายคนทำผิดพลาดและไม่มีการให้ความรู้มากนัก บางคนจึงคิดว่าการถ่อมตัวเป็นเรื่องดีกว่าการโอ้อวดแบบตรงไปตรงมา เพราะอย่างน้อยมันก็ถือเป็นการอวดที่ดูมีจริยธรรมมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการวิจัยโดย</span>ผู้ช่วยศาสตราจารย์โอวัล เซเซอร์ (Ovul Sezer) จาก Kenan-Flagler Business School <span style="font-weight: 400;">ที่ตีพิมพ์ในวารสาร </span><a href="http://psycnet.apa.org/record/2017-40996-001" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Journal of Personality and Social Psychology</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าพนักงานบริษัทถึง 70% ได้เห็นการแกล้งถ่อมตนจนเป็นเรื่องปกติ  ในที่นี้เราสามารถแบ่งการแกล้งถ่อมตนออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ได้แก่</span></p>
<ul>
<li>การแกล้งถ่อมตนแบบคนขี้บ่น (Complaint) : <span style="font-weight: 400;">คือการแสดงความไม่พอใจกับสิ่งที่ได้รับเพื่อโยงเนื้อหามาสนับสนุนสิ่งที่ต้องการจะโอ้อวด เช่น “ถูกเลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้า งานหนักจังเลย”  </span></li>
<li>การแกล้งถ่อมตนแบบคนนอบน้อมเป็นพิเศษ (Humility) : <span style="font-weight: 400;">คือการถ่อมตนที่ยกยอคนรอบข้างเพื่อลดคุณค่าของตนเองลงนิดหนึ่ง เช่น “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพื่อนร่วมงานจะสนับสนุนให้ฉันได้รับรางวัลนี้” </span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12084 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/dd.png" alt="Humblebrag อวดเก่งบ้างก็ดี แต่ต้องมีชั้นเชิง !" width="600" height="370" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 578"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการแกล้งถ่อมตนมักเกิดขึ้นในช่วงสัมภาษณ์งานและ HR มักพบกับคำตอบในลักษณะนี้เป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า “จุดอ่อนของคุณคืออะไร” ผู้สมัครบางรายมักนิยมตอบว่า “จุดอ่อนของผมคือการเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไป” ซึ่งเจตนาของผู้ตอบมักออกมาในแง่ของการฉวยโอกาสใช้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการรู้จริง ๆ ไปเป็นเครื่องมือเสริมคุณค่าให้ตนเอง ซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแกล้งถ่อมตนยังทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่า “ไม่จริงใจ” ซ้ำร้ายยังสร้างความหงุดหงิดมากกว่าการฟังคนที่มีนิสัยโอ้อวดอย่างตรงไปตรงมาเป็นประจำด้วยซ้ำ เพราะท้ายสุดแล้วสิ่งที่มนุษย์ในฐานะสัตว์สังคมชอบที่สุดก็คือความสบายใจในการอยู่ร่วมกัน ไม่มีใครอยากมานั่งคิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมามีความหมายแอบแฝง หรือตนกำลังถูกข่มอยู่หรือไม่ ดังนั้นการแกล้งถ่อมตนจึงมักทำให้คนรอบตัวไม่ต้องการร่วมงานด้วยจนส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าในสาขาอาชีพอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>อยากอวดเก่งแบบมีชั้นเชิงต้องทำอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าการอวดไม่ว่าจะเป็นแบบถ่อมตัว (Humblebrag) หรือแบบตรงไปตรงมามีแต่ข้อเสีย แต่หากเรามองในแง่ของกระบวนการแล้ว กว่าคน ๆ หนึ่งจะกล้าอวดอย่างหมดหน้าตัก มันต้องเกิดจากความภูมิใจในเนื้องานว่าความสำเร็จตรงนี้สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตของตนได้ นั่นหมายความว่าหากองค์กรสามารถนำทัศนคติตรงนี้มาตีกรอบให้อยู่ในรูปรอยที่ถูกต้อง สิ่งที่ดูเหมือนเสียมารยาทก็จะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยผลักดันองค์กรไปข้างหน้าได้เช่นกัน</span></p>
<h3>รู้จัก The Qualified Quiet : เมื่อคุณเก่งแต่ไม่มีใครรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณเป็นคนเก่งที่ตั้งใจทำงาน แต่ไม่กล้านำเสนอตัวเอง คุณคือกลุ่มคนที่เรียกว่า </span>The Qualified Quiet<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงการทำงานเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปโดยเฉพาะในสายงานที่มีการแข่งขันกันสูง </span></p>
<p>The Qualified Quiet <span style="font-weight: 400;">คือกลุ่มคนที่คิดว่าตนควรจะได้รับการยกย่องหรือได้เสียงตอบรับจากคนอื่นที่ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดดังกล่าวได้อย่างไร อนึ่งต้องเข้าใจว่าการทำงานหนักแต่พูดไม่เก่งไม่ใช่ “จุดอ่อน” แต่เป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมสวยงามขึ้น ลองนึกดูว่าหากสังคมมีแต่คนเก่งที่โอ้อวดตลอดเวลาก็คงเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่เช่นกัน ดังนั้นเราต้องหาพื้นที่ตรงกลางให้เจอ</span></p>
<p>Business Insider <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าท้ายสุดนั้นสิ่งสำคัญของการทำงานก็คือเราต้องรู้ว่าควรโอ้อวดหรือนำเสนอตัวเองเมื่อใด เราไม่สามารถโฟกัสแค่การทำงานตามที่ถูกมอบหมายให้เต็มที่และคาดหวังว่าคนอื่นจะมอบโอกาสให้เรื่อย ๆ อีกแล้ว ดังนั้นการที่พนักงานไม่คิดอวดผลงานออกมาเลยจะทำร้ายอาชีพการงานของเราในทางอ้อม เนื่องจากการรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้เป็นแค่เรื่องธรรมดาจะทำให้เรามองข้าม “ความพิเศษ”​ ของงานที่กำลังทำอยู่ตามไปด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มั่นใจในศักยภาพของตนและองค์กรแต่รู้สึกว่าลูกค้ามองข้ามเราไปครั้งแล้วครั้งเล่า นี่อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณควรหันมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานของตัวเองบ้าง เพราะปัจจุบันมีวิธีมากมายที่ดูไม่น่าเกลียด ขอเพียงเลือกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12082 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/bride-showing-engagement-ring-hand.jpg" alt="Humblebrag อวดเก่งบ้างก็ดี แต่ต้องมีชั้นเชิง !" width="600" height="370" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 579"></p>
<h3>ผู้ที่สนใจ สามารถทำตาม 7 ขั้นตอนดังต่อไปนี้</h3>
<p>1. ให้ความสำคัญกับการทำงานหนัก : ให้หลีกเลี่ยงการพูดว่างานที่ทำอยู่ง่ายมากหรือการบอกว่างานดังกล่าวสำเร็จโดยที่เราไม่ต้องลงแรงอะไรเลย เพราะประโยคข้างต้นจะทำให้เราดูทะนงตนมากเกินไป ให้เปลี่ยนไปใช้คำพูดว่าการตั้งใจทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมาคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คำพูดแบบนี้จะทำให้ผู้อื่นเห็นที่มาที่ไปของงาน และให้ค่ากับความพยายามของเรา</p>
<p>2. หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบในทุกกรณี : การโอ้อวดจะกลายเป็นเรื่องเสียมารยาททันทีหากเราพูดว่าเราเอาชนะเพื่อนร่วมงานคนอื่นขึ้นมา ทั้งนี้อย่าลืมว่าทุกคนทำงานหนักเช่นกันไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราต้องแข่งด้วยที่สุดจริง ๆ คือเดดไลน์ของงาน หากเราทำงานสำเร็จตามเป้าหมายนั้นเป็นคนแรก เรามีสิทธิ์ชื่นชมตัวเองว่าทำงานได้ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเน้นย้ำว่ามีคนอื่นทำงานแย่กว่าเรา เพราะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเรากำลังดูถูก</p>
<p>3. ให้เครดิตเพื่อนร่วมงานเสมอ : ทุกคนย่อมอยากได้ยินว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จโดยเฉพาะจากคนที่เคารพ อย่างไรก็ตามเราควรพูดอย่างจริงใจว่าเพื่อนร่วมงานมีส่วนช่วยอย่างไร และเรารู้สึกตื้นตันใจอย่างไร อย่าพูดแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนรู้สึกว่าเอาเรื่องคนอื่นมาพูดเพื่อเสริมคุณค่าให้ตัวเองเท่านั้น เพราะจะกลายเป็นการแกล้งถ่อมตนหรือ Humblebrag ไปเสียแทน</p>
<p>4. เลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม : การโอ้อวดจะมีชั้นเชิงหรือไม่ขึ้นอยู่กับทักษะในการใช้คำพูด ยกตัวอย่าง แทนที่จะพูดว่า “ฉันเป็นคนเก่งที่สุดในองค์กร” เราสามารถเปลี่ยนเป็น “เห็นได้ชัดเจนว่าหลังจากที่ผมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ยอดขายขององค์กรดีขึ้นอย่างชัดเจน” เพราะถึงแม้จะทำให้คนหมั่นไส้อยู่บ้าง แต่ก็เถียงได้ยากตราบใดที่เป็นข้อมูลที่เกิดจากความสามารถของผู้พูดจริง ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11573 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/1322.png" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="623" height="411" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 580"></p>
<p>5. นำเสนอความกตัญญู : ความกตัญญูเป็นสิ่งที่คนมองในแง่บวกเสมอ ดังนั้นขณะที่เราต้องพูดถึงผลงานของตัวเอง เราควรเน้นย้ำไปด้วยว่านอกจากทักษะและความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานแล้ว โอกาสจากผู้บริหารก็เป็นสิ่งที่ลืมไปไม่ได้ เพราะต่อให้เป็นคนเก่งแค่ไหนหากปราศจากโอกาสก็ไม่มีทางที่จะฉายแสงออกมาได้เลย การพูดถึงคนในระดับผู้นำอย่างจริงใจจะช่วยให้หน้าที่การงานของเราเติบโตขึ้นเนื่องจากทุกคนได้เห็นว่าเราไม่เคยลืมความช่วยเหลือจากผู้อื่นเลย</p>
<p>6. อย่าออกตัวล่วงหน้า : บางคนจะคิดว่าการออกตัวล่วงหน้าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น “ผมไม่อยากจะอวดนะ แต่ว่า…” เพราะเมื่อคนได้ยินประโยคข้างต้นแล้ว ก็จะปิดใจไม่อยากรับฟังเนื้อหาที่จะตามมาทันที ดังนั้นแทนที่จะออกตัวแบบไม่มีชั้นเชิง เราควรใช้ประโยคในแง่บวกเพื่อโยงเข้าสู่ข้อเท็จจริง (Fact) มากกว่า เช่น “ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกคนทราบ คือว่าผม…”</p>
<p>7. คิดล่วงหน้าว่าการชมตัวเองจะทำให้ใครดูแย่หรือไม่ : การชมตัวเองควรทำเมื่อมีความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ไม่ใช่การขี้โม้ คุยโว โดยปราศจากข้อเท็จจริงมารองรับ นอกจากนี้เรายังไม่ควรโอ้อวดในจังหวะที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากโดยไม่จำเป็น ให้เน้นไปที่การนำเสนอว่าเราทำอะไรมาบ้าง มากกว่าชี้ให้เห็นปัญหาของคนอื่น เพราะหากเราประสบความสำเร็จด้วยการชี้ข้อเสียของเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตในออฟฟิศลำบากขึ้น</p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-culture-each-country-10212021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9737 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/187165890_746992102637921_2398395404451519028_n.jpg" alt="187165890 746992102637921 2398395404451519028 n" width="721" height="481" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 581"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-culture-each-country-10212021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรเรา</a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การโอ้อวดเป็นศาสตร์ที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ อย่างเช่นในแง่ของการนำไปใช้ภายในองค์กร หากเราโอ้อวดในบริบทที่ไม่ถูกต้อง แม้เราจะมีโอกาสได้ดีจากคำพูดเหล่านั้น แต่มันก็อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเพื่อนร่วมงานจนทำให้เกิดบรรยากาศที่ย่ำแย่ อย่าลืมว่าการทำงานทุกประเภทนั้น การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงควรเรียนรู้วิธีพูดเรื่องความสำเร็จโดยไม่ทำร้ายจิตใจของใครเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับพนักงานที่ต้องทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ของผู้บังคับบัญชา หรือในระดับสูงที่องค์กรต้องหาจุดเด่นไปสู้กับคู่แข่งรายอื่น ๆ การโอ้อวดอย่างมีชั้นเชิงโดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงคือกลไกสำคัญที่จะทำให้เราครอบครองตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าการโอ้อวดเป็นเพียงวิธีการอีกหนึ่งอย่างเท่านั้น ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ดังนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารและ HR ว่ามีวิสัยทัศน์หรืออยากผลักดันวัฒนธรรมองค์กร (Company Cultures) ออกไปในรูปแบบใด</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Humblebrag จิตวิทยาอวดเก่งแบบมีชั้นเชิง 582" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3dCYqnh" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3dCYqnh</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3dvBczn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3dvBczn</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ABFQoN" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ABFQoN</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3bVSq8N" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3bVSq8N</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220819-disneyland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Aug 2022 10:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Disneyland]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสนุก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220819-disneyland/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT  ดิสนีย์แลนด์คือสวนสนุกระดับโลกที่ได้ชื่อว่าเป็น​ “ดินแดนแห่งความฝัน” มีพนักงานรวมกว่า 130,000 คน กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามว่าดิสนีย์สามารถบริหารทรัพยากรบุคคลที่มากขนาดนี้ให้มีทัศนคติเดียวกัน และทำสวัสดิการให้คนส่วนมากพอใจได้อย่างไร ดิสนีย์เชื่อว่าคนคือผู้สร้างสถานที่และไม่ว่าผู้บริหารจะมีมุมมองที่สวยหรูเพียงใด แต่ถ้าคนไม่มีความพร้อมในการนำเสนอแผนงานนั้น ดิสนีย์แลนด์ก็จะไม่มีวันเป็นจริง ดังนั้นดิสนีย์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนอย่างเข้มข้นโดยตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้เหนือกว่าที่คนทั่วไปคาดหวังเท่านั้น ดิสนีย์แลนด์ต้องการให้คนรู้ว่าแม้ภาพแสดงภายนอกจะสวยงามแค่ไหน แต่จริง ๆ ดิสนีย์แลนด์ก็คือองค์กรหนึ่งที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และสิ่งที่บางคนชอบ อาจเป็นสิ่งที่อีกคนไม่ชอบก็ได้ ดังนั้นดิสนีย์จะชี้ให้ผู้สมัครงานเห็นองค์กรในทุกแง่มุมเพื่อป้องกันการผิดหวังซึ่งอาจนำไปสู่การลาออกและทำให้บริษัทต้องเสียทรัพยากรเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น บริษัททั่วไปสามารถนำมุมมองของดิสนีย์แลนด์มาปรับใช้ได้เลย เพราะที่นี่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นสวนสนุกเท่านั้น แต่เป็นเหมือน “เมืองตัวอย่าง” ที่ตอบเราว่าการบริหารคนให้ดีจะทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร ถ้าพูดถึงคำว่าสวนสนุกระดับโลกที่ใคร ๆ ก็ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง เราเชื่อว่าชื่อของดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสนุกที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความฝัน” ย่อมถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน ทั้งด้วยความแข็งแรงของตัวละครอย่างมิกกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก และอีกมากมายที่เติบโตมาพร้อมกับวัยเด็กของเรา ตลอดจนเครื่องเล่นระดับโลกที่ถ่ายทอดออกมาอย่างตื่นเต้นเร้าใจจนถูกนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์อย่าง The Pirates of the Caribbean เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่าดิสนีย์สามารถเปลี่ยนสวนสนุกที่ดูเป็นเรื่องของเด็กให้กลายเป็นชุมชนของคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างไร ตลอดจนมีเคล็ดลับใดบ้างที่ถูกนำมาใช้เพื่อคงความพิเศษของดินแดนแห่งนี้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ดิสนีย์แลนด์คือธุรกิจที่แตกต่างจากองค์กรที่เราเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ดังนั้นการศึกษากลยุทธ์ของพวกเขาจึงเป็นประโยชน์ต่อทีม HR ที่อยากหากฎเกณฑ์, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์คือสวนสนุกระดับโลกที่ได้ชื่อว่าเป็น​ “ดินแดนแห่งความฝัน” มีพนักงานรวมกว่า 130,000 คน กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามว่าดิสนีย์สามารถบริหารทรัพยากรบุคคลที่มากขนาดนี้ให้มีทัศนคติเดียวกัน และทำสวัสดิการให้คนส่วนมากพอใจได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์เชื่อว่าคนคือผู้สร้างสถานที่และไม่ว่าผู้บริหารจะมีมุมมองที่สวยหรูเพียงใด แต่ถ้าคนไม่มีความพร้อมในการนำเสนอแผนงานนั้น ดิสนีย์แลนด์ก็จะไม่มีวันเป็นจริง ดังนั้นดิสนีย์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนอย่างเข้มข้นโดยตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้เหนือกว่าที่คนทั่วไปคาดหวังเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์ต้องการให้คนรู้ว่าแม้ภาพแสดงภายนอกจะสวยงามแค่ไหน แต่จริง ๆ ดิสนีย์แลนด์ก็คือองค์กรหนึ่งที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และสิ่งที่บางคนชอบ อาจเป็นสิ่งที่อีกคนไม่ชอบก็ได้ ดังนั้นดิสนีย์จะชี้ให้ผู้สมัครงานเห็นองค์กรในทุกแง่มุมเพื่อป้องกันการผิดหวังซึ่งอาจนำไปสู่การลาออกและทำให้บริษัทต้องเสียทรัพยากรเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัททั่วไปสามารถนำมุมมองของดิสนีย์แลนด์มาปรับใช้ได้เลย เพราะที่นี่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นสวนสนุกเท่านั้น แต่เป็นเหมือน “เมืองตัวอย่าง” ที่ตอบเราว่าการบริหารคนให้ดีจะทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12046 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/shutterstock_2183706705.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร HIGHLIGHTS ดิสนีย์แลนด์คือสวนสนุกระดับโลกที่ได้ชื่อว่าเป็น​ “ดินแดนแห่งความฝัน” มีพนักงานรวมกว่า 130,000 คน กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามว่าดิสนีย์สามารถบริหารทรัพยากรบุคคลที่มากขนาดนี้ให้มีทัศนคติเดียวกัน และทำสวัสดิการให้คนส่วนมากพอใจได้อย่างไร ดิสนีย์เชื่อว่าคนคือผู้สร้างสถานที่และไม่ว่าผู้บริหารจะมีมุมมองที่สวยหรูเพียงใด แต่ถ้าคนไม่มีความพร้อมในการนำเสนอแผนงานนั้น ดิสนีย์แลนด์ก็จะไม่มีวันเป็นจริง ดังนั้นดิสนีย์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนอย่างเข้มข้นโดยตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้เหนือกว่าที่คนทั่วไปคาดหวังเท่านั้น ดิสนีย์แลนด์ต้องการให้คนรู้ว่าแม้ภาพแสดงภายนอกจะสวยงามแค่ไหน แต่จริง ๆ ดิสนีย์แลนด์ก็คือองค์กรหนึ่งที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และสิ่งที่บางคนชอบ อาจเป็นสิ่งที่อีกคนไม่ชอบก็ได้ ดังนั้นดิสนีย์จะชี้ให้ผู้สมัครงานเห็นองค์กรในทุกแง่มุมเพื่อป้องกันการผิดหวังซึ่งอาจนำไปสู่การลาออกและทำให้บริษัทต้องเสียทรัพยากรเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น บริษัททั่วไปสามารถนำมุมมองของดิสนีย์แลนด์มาปรับใช้ได้เลย เพราะที่นี่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นสวนสนุกเท่านั้น แต่เป็นเหมือน “เมืองตัวอย่าง” ที่ตอบเราว่าการบริหารคนให้ดีจะทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร ถ้าพูดถึงคำว่าสวนสนุกระดับโลกที่ใคร ๆ ก็ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง เราเชื่อว่าชื่อของดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสนุกที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความฝัน” ย่อมถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน ทั้งด้วยความแข็งแรงของตัวละครอย่างมิกกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก และอีกมากมายที่เติบโตมาพร้อมกับวัยเด็กของเรา ตลอดจนเครื่องเล่นระดับโลกที่ถ่ายทอดออกมาอย่างตื่นเต้นเร้าใจจนถูกนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์อย่าง The Pirates of the Caribbean เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่าดิสนีย์สามารถเปลี่ยนสวนสนุกที่ดูเป็นเรื่องของเด็กให้กลายเป็นชุมชนของคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างไร ตลอดจนมีเคล็ดลับใดบ้างที่ถูกนำมาใช้เพื่อคงความพิเศษของดินแดนแห่งนี้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ดิสนีย์แลนด์คือธุรกิจที่แตกต่างจากองค์กรที่เราเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ดังนั้นการศึกษากลยุทธ์ของพวกเขาจึงเป็นประโยชน์ต่อทีม HR ที่อยากหากฎเกณฑ์, สวัสดิการ รวมถึงนโยบายใหม่ ๆ มาปรับใช้ภายในองค์กร ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเคยสัมผัสเสน่ห์ของสวนสนุกระดับโลกนี้ด้วยตัวเองหรือไม่ เราก็ขอชวนคุณมาร่วมเดินทางไปสู่โลกของดิสนีย์แลนด์พร้อม ๆ กัน ณ บัดนี้ !  ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) มีวิธีสรรหาบุคลากรอย่างไร มีคำกล่าวว่า “คนคือผู้สร้างสถานที่” ซึ่งประโยคนี้เหมาะสมกับดิสนีย์แลนด์เป็นอย่างยิ่ง เพราะปกติแล้วเป้าหมายของคนที่มาสวนสนุกคือการปลดปล่อยความเครียดให้มากที่สุด ดังนั้นทุกคนจึงคาดหวังการบริการที่ดีชนิดที่หาไม่ได้จากแหล่งอื่น ซึ่งแปลว่าหากพนักงานของดิสนีย์แลนด์ไม่สามารถทำได้ตามที่ถูกคาดหวัง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้คนจะหันไปใช้ทางเลือกเพื่อสร้างความสุขจากที่อื่น ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง ๆ กับบริการที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ดิสนีย์แลนด์เข้าใจถึงความต้องการข้อนี้ดีจึงให้ความสำคัญกับการสรรหาบุคลากรอย่างเข้มข้น ซึ่งเราแบ่งหัวข้อการเรียนรู้ได้เป็น 4 ประเด็นดังต่อไปนี้ ดิสนีย์แลนด์จะให้ความสำคัญกับตัวตนของพนักงานมากที่สุด บริษัทระดับโลกส่วนใหญ่มักใช้คำถามยาก ๆ เพื่อให้พนักงานได้แสดงฝีมือออกมามากที่สุด แต่ที่ดิสนีย์นั้นพวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของตัวเองของพนักงานมากที่สุด เพราะแม้ทักษะจะเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่รู้วิธีถ่ายทอดความสามารถออกมาอย่างถูกวิธีจนทำให้บรรยากาศในภาพรวมเสียหาย ทักษะเหล่านั้นก็จะหมดความสำคัญลงทันที เหตุนี้ถ้าคุณจะไปสมัครงานกับดิสนีย์แลนด์ ก่อนที่จะเข้าไปถึงคำถามยาก ๆ แบบเฉพาะเจาะจงจริง ๆ ในช่วงแรกนั้นคำถามแบบโหดที่สุดที่คุณจะได้เจอคือการถามว่า “ตัวละครของดิสนีย์ที่ชอบที่สุดคืออะไร” คำถามนี้อาจฟังดูไม่ยากสำหรับคนที่ติดตามผลงานของพวกเขาอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำการบ้านและไม่ได้ชอบดิสนีย์แต่เพียงสมัครเข้ามาเพราะผลประโยชน์บางอย่าง คำถามนี้จะช่วยคัดคนเหล่านั้นออกไปโดยปริยาย เพราะดิสนีย์มีแนวคิดว่าพนักงานในทุกระดับตั้งแต่ล่างสุดจนถึงผู้บริหารจำเป็นต้องเจ้าใจภาพรวมด้านปรัชญาและวัฒนธรรมองค์กรอย่างเข้มข้นเพื่อให้แผนงานทั้งหมดลื่นไหลอย่างแข็งแรง https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/ นอกจากนี้หากคุณมาสมัครในตำแหน่งงานที่ต้องพูดคุยเจรจากับแขกมากหน้าหลายตา ดิสนีย์จะพยายามใช้คำถามที่อยู่นอกเหนือจากบริบทการสัมภาษณ์งานทั่วไปเพื่อดูว่าทักษะการเลือกใช้คำและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้พนักงานลืมคำตอบที่เตรียมมาและเผยด้านที่เป็นตัวเองออกมาอย่างเป็นอิสระมากขึ้น ทำให้ทีม HR ได้คำตอบที่ซื่อสัตย์ จริงใจมากกว่าเดิม ดิสนีย์แลนด์จะบอกคุณทั้งข้อดีและข้อเสียขององค์กร ธุรกิจส่วนมากจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์องค์กร (Employees Branding) เป็นพิเศษโดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันแย่งชิงพนักงานมากฝีมือกับบริษัทอื่น ๆ เหตุนี้พวกเขาจึงพยายามนำเสนอแต่ด้านบวกเพื่อโน้มน้าวให้คนรู้สึกประทับใจและตัดสินใจเลือกทำงานกับองค์กร อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจทำให้พนักงานมองเนื้องาน “สวยงามกว่าที่ควรจะเป็น” เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีที่ทำงานใดหรอกที่มีแต่ความสุขโดยปราศจากปัญหา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่องค์กรในลักษณะนี้จะมีพนักงานหน้าใหม่ลาออกเป็นระยะด้วยเหตุผลว่าองค์กรจริง ๆ ไม่ได้สวยงามเหมือนที่พวกเขาถูก​ “ขายฝัน”​เมื่อครั้งมาสมัครงาน แต่ที่ดิสนีย์แลนด์นั้นต่างไป พวกเขารู้ดีว่าสิ่งสำคัญที่รักษาพนักงานเอาไว้กับองค์กร (Retention) คือการเปิดโอกาสให้พวกเขาเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะต้องเจอ และวิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือการชี้แจงตั้งแต่ต้นว่าหากเลือกมาทำงานกับดิสนีย์ ปัญหาทั้งหมดที่ต้องเจอหรือมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และองค์กรมีวิธีช่วยเหลืออย่างไร ควบคู่ไปกับการนำเสนอสวัสดิการในด้านบวกเข้าไปด้วย การนำเสนอองค์กรแบบนี้จะเป็นการดึงพนักงานลงมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง อย่างเช่นหากเราเอาแต่นำเสนอว่าดิสนีย์เป็นบริษัทแรก ๆ ที่มีสวัสดิการดีมาก ให้พนักงานเข้างานได้ตามเวลาที่สะดวกและไม่มีการบังคับเรื่องเครื่องแต่งกาย (เป็นสวัสดิการที่มีมานานก่อนที่องค์กรส่วนใหญ่จะทำในยุคหลังโควิด-19) แต่ถ้าองค์กรไม่บอกว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับเวลาพักผ่อนหายไป หรืออาจทำให้วินัยของการทำงานลดหย่อนลง พนักงานก็จะไม่มีกลไกรับมือกับเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็น https://qath.hrnote.asia/questions/1117 กล่าวโดยสรุปว่าการปล่อยให้คนเข้าใจเพียงข้อดีอย่างเดียว จะทำให้คุณค่าขององค์กรลดลงเช่นกัน ดิสนีย์จึงเน้นย้ำว่าในการทำธุรกิจนั้นเราต้องสอนให้พนักงานมองเห็นข้อดี-ข้อเสียแบบรอบด้านเสมอ หากไม่อยากเสียทรัพยากรเพิ่มเติมอย่างไม่จำเป็น ดิสนีย์จะเข้าร่วม Job Fairs และมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่านักศึกษาเสมอ นิตยสารชื่อดังอย่าง Cosmopolitan กล่าวว่าดิสนีย์คือขาประจำของอีเวนท์หางาน (Job Fair) เสมอ เพื่อรับสมัครเด็กฝึกงาน ตลอดจนพนักงานพาร์ทไทม์เพื่อวางรากฐานให้กับองค์กรในระยะยาว วิธีนี้นอกเหนือจากจะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ในชุมชนใกล้เคียงดิสนีย์แลนด์มีโอกาสทำงานแล้ว ความใส่ใจตรงนี้ยังช่วยให้ดิสนีย์เข้าถึงนักศึกษาระดับหัวกะทิได้ไวกว่าองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยโดยตรง ดิสนีย์เชื่อมั่นว่าคนรุ่นเก่าต้องฟังจากเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเรียนจบซึ่งเป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยมุมมองและไอเดียที่น่าสนใจ ความรู้เหล่านี้อาจนำไปสู่กลยุทธ์ที่พลิกแพลงผลประกอบการในโลกธุรกิจได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมจัดหางานไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำให้เราเข้าถึงบุคล ากรที่มีศักยภาพได้โดยตรงและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น ที่สำคัญยังสามารถทำการสัมภาษณ์เบื้องต้นภายในงานซึ่งเป็นการลดทรัพยากรที่สิ้นเปลืองได้เป็นอย่างดี ดิสนีย์แลนด์จะให้ข้อมูลกับผู้สมัครแบบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เคยไหมที่คุณเปิดรับสมัครงานไปแต่ได้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติขัดแย้งกับสิ่งที่ต้องการ ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นที่ดิสนีย์ เพราะพวกเขาจะระบุ Job Describtion อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหนึ่งเพราะดิสนีย์เป็นองค์กรระดับโลกที่มีผู้สมัครเข้ามาจำนวนมาก การเขียนสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้ HR คัดเลือกคนที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่นหากดิสนีย์ต้องการรับสมัครพนักงานมารับบทเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงในดิสนีย์แลนด์ แทนที่พวกเขาจะเขียนภาพรวมกว้าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนมาทดลองคว้าโอกาส ดิสนีย์จะเลือกใช้วิธีระบุไปเลยว่าต้องการคนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีเท่านั้น, พูดได้หลายภาษาเท่านั้น, มีส่วนสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น หรือต้องส่งภาพถ่ายที่ปราศจากการแต่งหน้ามาเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยลดอัตราของใบสมัครที่ไม่ตรงโจทย์ได้ดี เราสามารถสรุปรูปแบบการสรรหาบุคลากรของดิสนีย์ได้ว่าพวกเขาเน้นย้ำไปที่การให้ข้อมูลแบบครบวงจร ใส่ใจรายละเอียด และต้องการทราบข้อมูลในลักษณะเดียวกันกลับมาจากผู้สมัครเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ภายในองค์กรจนออกมาเป็นกลไกที่ส่งผลดีต่อทั้งผู้สมัครซึ่งอาจเป็นพนักงานในอนาคต และผู้บริหารเองในภาพรวม ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) มีวิธีบริหารจัดการคนอย่างไร เมื่อผ่านขั้นตอนการสรรหามาแล้ว สิ่งที่ดิสนีย์ต้องให้ความสำคัญตามมาทันทีก็คือการบริหารจัดการพนักงานในมือที่มีรวมกว่าแสนคนกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ดิสนีย์ต้องการทำให้พนักงานทุกคนอยู่ด้วยความสุข เพราะความสุขคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ดิสนีย์ในฐานะสื่อบันเทิงสามารถถ่ายทอดพลังบวกออกไปได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง UK Essays ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบพัฒนาบุคลากรของดิสนีย์และพบว่าดิสนีย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะให้พนักงานมากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับอัตราการเลื่อนตำแหน่งที่เน้นสร้างคนในมากกว่าจ้างคนนอก ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของวอล์ท ดิสนีย์ (Walt Disney) ผู้ก่อตั้งที่กล่าวว่า “คุณสามารถฝันถึงการสร้างสถานที่ที่สวยงามที่สุดในโลก แต่มันจะเป็นจริงได้ก็ด้วยน้ำมือของมนุษย์เท่านั้น” เหตุนี้จึงไม่แปลกหากดิสนีย์จะมีแนวทางพัฒนาบุคคลที่เข้มข้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะนึกถึง ลูกจ้างทุกคนในดิสนีย์แลนด์จะถูกเรียกว่า Cast (ตัวละคร) ซึ่งบริษัทมีกระบวนการสร้างพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาสัมภาษณ์ โดยผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนจะต้องดูคลิปวีดีโอขนาดสั้นเพื่อให้เข้าใจว่าปรัชญาของดิสนีย์คืออะไรและพวกเขาคาดหวังถึงสิ่งใด จากนั้นหากผู้ถูกสัมภาษณ์ได้รับเลือกเข้ามาเป็นพนักงาน ก็ต้องเข้าร่วมการฝึกเบื้องต้นเป็นเวลา 1 วันครึ่งภายใต้ชื่ออบรมว่า Traditions จากนั้นก็จะเข้าสู้ขั้นตอนการศึกษาทักษะพื้นฐาน เช่นวิธีพูดจากับลูกค้า, พฤติกรรมของตัวละคร ตลอดจนวิธีแต่งกายภายใต้ชื่ออบรมว่า Disney Look ซึ่งระบุข้อมูลละเอียดมาก เช่น ขนาดของต่างหูที่ตัวละครสามารถใส่ได้ (ห้ามใหญ่กว่าที่กำหนดเด็ดขาด), สีทาเล็บที่ตัวละครสามารถทาได้ เป็นต้น ทุกคนจะถูกฝึกให้ยิ้มตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่าแม้ไม่มีมนุษย์คนไหนที่สดใสตลอดเวลา แต่ในเมื่องานของเราคือการสร้างความสุขให้คนดู การฝืนอารมณ์ตรงนี้ก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ภายหลังถูกเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า Disney Smile และทีม HR จะเน้นย้ำกับทีมเสมอว่า “ความสำเร็จของดิสนีย์อ้างอิงอยู่ด้วยสองปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่การใส่ใจรายละเอียด และการทำทุกอย่างให้เกินกว่าที่อีกฝ่ายคาดหวัง” ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท พนักงาน (หรือในที่นี้ถูกเรียกว่า “ตัวละคร”) จะต้องทำหน้าที่มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อวัน แต่ก็มีสวัสดิการมาสนับสนุนแบบเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ด้านการดูแลสุขภาพแบบรอบด้าน, สิทธิ์เข้าสวนสนุกและซื้อสินค้าในราคาถูก, ทุนการศึกษาและหลักสูตรพัฒนาตนเอง, แผนดูแลหลังเกษียณ รวมถึงพื้นที่พิเศษสำหรับพนักงานโดยเฉพาะซึ่งประกอบไปด้วยทะเลสาป, สระว่ายน้ำ, สนามกีฬา ฯลฯ โดยหลักสูตรพัฒนาทักษะที่มีชื่อเสียงของดิสนีย์ถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยดิสนีย์” (Disney University) ที่ทำหน้าที่สอนพนักงานในทุกหัวข้อที่จำเป็นด้วยกลวิธีแบบมืออาชีพ https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/ ดิสนีย์ยังถือเป็นองค์กรที่สนับสนุนเรื่องการทำดีต้องได้รับผลตอบแทน มีรายงานว่าสวัสดิการของพนักงานในดิสนีย์แลนด์นั้นมีมากกว่า 50 แบบ และยังมีการมอบรางวัลพนักงานดีเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยปีค.ศ.2021 ที่ผ่านมาดิสนีย์ได้มีมติปรับเงินค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับพนักงานที่วอลต์ดิสนีย์ เวิลด์ (Walt Disney World) เป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ไม่รวมทิป) ซึ่งมากกว่าเงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐกำหนดถึง 50% ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ทำให้พนักงานของดิสนีย์แลนด์มีอัตราการลาออกที่ต่ำหากเทียบกับธุรกิจอื่น ผู้บริหารมองเรื่องการสรรหาและบริหารคนในดิสนีย์แลนด์อย่างไร Cosmopolitans ได้สัมภาษณ์คุณโจดี้ สวีท (Jody Sweet) รองประธานฝ่ายบุคคลของดิสนีย์เพื่อหาคำตอบว่าทำไมดิสนีย์แลนด์ถึงได้รับฉายาว่า “ดินแดนที่มีความสุขที่สุดในโลก”​ และได้คำตอบว่าใครก็ตามที่มีโอกาสทำงานกับดิสนีย์จะต้องมาด้วยทัศนคติเดียวเท่านั้นคือการสร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำให้กับผู้มาเยือนทุกคน ดังนั้นดิสนีย์แลนด์จะให้ความสำคัญกับทักษะในด้านการสื่อสารและงานบริการเป็นพิเศษ ดิสนีย์แลนด์ให้ความสำคัญกับเรื่องการเช็คประวัติ (Background Check) เพราะตัวละครต่าง ๆ ในดิสนีย์แลนด์มีจุดเด่นตรงที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับแขกได้โดยตรง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีหากพนักงานในบริษัทเคยมีประวัติอาชญากรรมหรือล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อภัยอันตรายรวมถึงภาพลักษณ์ของดิสนีย์โดยรวม นอกจากนี้ดิสนีย์ยังไม่กำหนดว่าคนที่มาทำงานกับองค์กรจะต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดเท่านั้น ดิสนีย์เชื่อมั่นในความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ, องค์ความรู้, เพศ และมั่นใจว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะเกื้อหนุนให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้ เพราะปัจจุบันความรู้มาจากผู้คนได้ทุกรูปแบบ ส่วนทางดิสนีย์เองก็มีระบบพัฒนาบุคลากรเป็นประจำ ดังนั้นตราบใดที่ทุกคนยังมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ภายใต้ปรัชญาเดียวกัน การก้าวเดินไปกับดิสนีย์ก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่เก่งขึ้นได้แน่นอน https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/ เธอกล่าวว่าโดยปกติแล้วคำถามที่ HR ของดิสนีย์แลนด์ใช้เพื่อสัมภาษณ์พนักงานใหม่คือคำถามที่เน้นให้ผู้สมัครเล่าประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง เพราะดิสนีย์เชื่อว่าพวกเขาเป็นองค์กรแห่งการเล่าเรื่อง (Storytelling Culture) การตอบคำถามเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้สมัครมีความมุ่งมั่นที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในแง่งามและสนุกสนานที่สุดได้อย่างไร ซึ่งแม้มันจะดูเป็นคำถามธรรมดา ๆ แต่ดิสนีย์พิสูจน์แล้วว่าคำถามแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้สมัครได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันดิสนีย์ก็หวังว่าผู้สมัครจะถามคำถามกลับมาที่ HR เช่นกัน โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร หรือเรื่องอื่น ๆ ที่จะทำให้เข้าใจดิสนีย์ในแง่มุมที่นอกเหนือจากภาพแสดงทางสื่อต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานในดิสนีย์จะตอบโจทย์ทางอาชีพ (Career Path) ที่วางเอาไว้จริง ๆ ซึ่งเธอมองว่าการถามเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ใครที่เลือกอยู่เฉย ๆ หรือปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปถือเป็นข้อผิดพลาดและอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกเขาไม่ได้สนใจตำแหน่งที่สมัครเข้ามามากเท่าที่ควร ท้ายสุดนี้เธอแนะนำว่าแม้ดิสนีย์จะขึ้นชื่อเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานและเปิดโอกาสให้พนักงานแต่งตัวได้ตามสบาย แต่ผู้สมัครก็ควรแต่งกายแบบให้เกียรติสถานที่มากที่สุด รวมถึงแสดงออกอย่างจริงใจว่าสนใจงานของดิสนีย์จริง ๆ โดยอาจส่งอีเมลหรือข้อความมาขอบคุณทีม HR หลังจากที่การสัมภาษณ์จบลง วิธีนี้จะทำให้พนักงานโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ หากมีการแข่งขันเกิดขึ้นนั่นเอง บทสรุป ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) คือองค์กรที่ตอกย้ำให้เห็นว่าแม้ทีมบริหารจะมีภาพฝันในหัวที่สวยงามเพียงใด แต่สิ่งที่จะกำหนดว่าภาพนั้นกลายเป็นจริงได้หรือไม่ก็คือทรัพยากรคนที่จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนของการสรรหา, บริหาร เรื่อยไปจนถึงการดูแลเมื่อพนักงานลาออกไป เพราะความสุขจะส่งต่อไปได้ก็ต่อเมื่อตัวพนักงานมีความรู้สึกแบบเดียวกันเป็นที่ตั้งเท่านั้น หลายคนมักตั้งคำถามว่าในฐานะคนทำงานแล้ว เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่าระหว่างผลประกอบการและความสุข และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาคำตอบนั้นอย่างเคร่งเครียด แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะแม้ความเครียดจะทำให้งานเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด แต่สิ่งที่สูญเสียไปแน่นอนก็คือคุณค่าทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจะกลายเป็นเราเองที่ต้องถอยออกมาโดยไม่ได้อะไรเลย ดิสนีย์แลนด์ทำให้เรากลับมานึกถึงความสุขในการทำงานอีกครั้ง และหวังว่าจะมีองค์กรอีกมากมายที่นำองค์ความรู้และทัศนคติดี ๆ จาก “ดินแดนที่มีความสุขที่สุดในโลก” แห่งนี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่สวยงามในบริษัทของคุณ Sources https://bit.ly/3QyaCEq https://bit.ly/3ptLxyx https://bit.ly/3A5C7OA https://bit.ly/3STyGDc" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 594"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพูดถึงคำว่าสวนสนุกระดับโลกที่ใคร ๆ ก็ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง เราเชื่อว่าชื่อของดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสนุกที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความฝัน” ย่อมถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน ทั้งด้วยความแข็งแรงของตัวละครอย่างมิกกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก และอีกมากมายที่เติบโตมาพร้อมกับวัยเด็กของเรา ตลอดจนเครื่องเล่นระดับโลกที่ถ่ายทอดออกมาอย่างตื่นเต้นเร้าใจจนถูกนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์อย่าง The Pirates of the Caribbean เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่าดิสนีย์สามารถเปลี่ยนสวนสนุกที่ดูเป็นเรื่องของเด็กให้กลายเป็นชุมชนของคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างไร ตลอดจนมีเคล็ดลับใดบ้างที่ถูกนำมาใช้เพื่อคงความพิเศษของดินแดนแห่งนี้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์คือธุรกิจที่แตกต่างจากองค์กรที่เราเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ดังนั้นการศึกษากลยุทธ์ของพวกเขาจึงเป็นประโยชน์ต่อทีม HR ที่อยากหากฎเกณฑ์, สวัสดิการ รวมถึงนโยบายใหม่ ๆ มาปรับใช้ภายในองค์กร ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเคยสัมผัสเสน่ห์ของสวนสนุกระดับโลกนี้ด้วยตัวเองหรือไม่ เราก็ขอชวนคุณมาร่วมเดินทางไปสู่โลกของดิสนีย์แลนด์พร้อม ๆ กัน ณ บัดนี้ !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) มีวิธีสรรหาบุคลากรอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำกล่าวว่า “คนคือผู้สร้างสถานที่” ซึ่งประโยคนี้เหมาะสมกับดิสนีย์แลนด์เป็นอย่างยิ่ง เพราะปกติแล้วเป้าหมายของคนที่มาสวนสนุกคือการปลดปล่อยความเครียดให้มากที่สุด ดังนั้นทุกคนจึงคาดหวังการบริการที่ดีชนิดที่หาไม่ได้จากแหล่งอื่น ซึ่งแปลว่าหากพนักงานของดิสนีย์แลนด์ไม่สามารถทำได้ตามที่ถูกคาดหวัง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้คนจะหันไปใช้ทางเลือกเพื่อสร้างความสุขจากที่อื่น ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง ๆ กับบริการที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์เข้าใจถึงความต้องการข้อนี้ดีจึงให้ความสำคัญกับการสรรหาบุคลากรอย่างเข้มข้น ซึ่งเราแบ่งหัวข้อการเรียนรู้ได้เป็น 4 ประเด็นดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>ดิสนีย์แลนด์จะให้ความสำคัญกับตัวตนของพนักงานมากที่สุด</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12052 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Disneyland_in_California_marks_its_60th_anniversary_24808702529.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 595"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทระดับโลกส่วนใหญ่มักใช้คำถามยาก ๆ เพื่อให้พนักงานได้แสดงฝีมือออกมามากที่สุด แต่ที่ดิสนีย์นั้นพวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของตัวเองของพนักงานมากที่สุด เพราะแม้ทักษะจะเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่รู้วิธีถ่ายทอดความสามารถออกมาอย่างถูกวิธีจนทำให้บรรยากาศในภาพรวมเสียหาย ทักษะเหล่านั้นก็จะหมดความสำคัญลงทันที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ถ้าคุณจะไปสมัครงานกับดิสนีย์แลนด์ ก่อนที่จะเข้าไปถึงคำถามยาก ๆ แบบเฉพาะเจาะจงจริง ๆ ในช่วงแรกนั้นคำถามแบบโหดที่สุดที่คุณจะได้เจอคือการถามว่า “ตัวละครของดิสนีย์ที่ชอบที่สุดคืออะไร” คำถามนี้อาจฟังดูไม่ยากสำหรับคนที่ติดตามผลงานของพวกเขาอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำการบ้านและไม่ได้ชอบดิสนีย์แต่เพียงสมัครเข้ามาเพราะผลประโยชน์บางอย่าง คำถามนี้จะช่วยคัดคนเหล่านั้นออกไปโดยปริยาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะดิสนีย์มีแนวคิดว่าพนักงานในทุกระดับตั้งแต่ล่างสุดจนถึงผู้บริหารจำเป็นต้องเจ้าใจภาพรวมด้านปรัชญาและวัฒนธรรมองค์กรอย่างเข้มข้นเพื่อให้แผนงานทั้งหมดลื่นไหลอย่างแข็งแรง </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7612 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-25-scaled.jpg" alt="shutterstock 1212195505 25 scaled" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 596"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้หากคุณมาสมัครในตำแหน่งงานที่ต้องพูดคุยเจรจากับแขกมากหน้าหลายตา ดิสนีย์จะพยายามใช้คำถามที่อยู่นอกเหนือจากบริบทการสัมภาษณ์งานทั่วไปเพื่อดูว่าทักษะการเลือกใช้คำและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้พนักงานลืมคำตอบที่เตรียมมาและเผยด้านที่เป็นตัวเองออกมาอย่างเป็นอิสระมากขึ้น ทำให้ทีม HR ได้คำตอบที่ซื่อสัตย์ จริงใจมากกว่าเดิม</span></p>
<h3>ดิสนีย์แลนด์จะบอกคุณทั้งข้อดีและข้อเสียขององค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจส่วนมากจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์องค์กร (Employees Branding) เป็นพิเศษโดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันแย่งชิงพนักงานมากฝีมือกับบริษัทอื่น ๆ เหตุนี้พวกเขาจึงพยายามนำเสนอแต่ด้านบวกเพื่อโน้มน้าวให้คนรู้สึกประทับใจและตัดสินใจเลือกทำงานกับองค์กร อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจทำให้พนักงานมองเนื้องาน “สวยงามกว่าที่ควรจะเป็น” เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีที่ทำงานใดหรอกที่มีแต่ความสุขโดยปราศจากปัญหา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่องค์กรในลักษณะนี้จะมีพนักงานหน้าใหม่ลาออกเป็นระยะด้วยเหตุผลว่าองค์กรจริง ๆ ไม่ได้สวยงามเหมือนที่พวกเขาถูก​ “ขายฝัน”​เมื่อครั้งมาสมัครงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12049 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/3606651095_10bebc97d5_b.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 597"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่ดิสนีย์แลนด์นั้นต่างไป พวกเขารู้ดีว่าสิ่งสำคัญที่รักษาพนักงานเอาไว้กับองค์กร (Retention) คือการเปิดโอกาสให้พวกเขาเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะต้องเจอ และวิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือการชี้แจงตั้งแต่ต้นว่าหากเลือกมาทำงานกับดิสนีย์ ปัญหาทั้งหมดที่ต้องเจอหรือมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และองค์กรมีวิธีช่วยเหลืออย่างไร ควบคู่ไปกับการนำเสนอสวัสดิการในด้านบวกเข้าไปด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำเสนอองค์กรแบบนี้จะเป็นการดึงพนักงานลงมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง อย่างเช่นหากเราเอาแต่นำเสนอว่าดิสนีย์เป็นบริษัทแรก ๆ ที่มีสวัสดิการดีมาก ให้พนักงานเข้างานได้ตามเวลาที่สะดวกและไม่มีการบังคับเรื่องเครื่องแต่งกาย (เป็นสวัสดิการที่มีมานานก่อนที่องค์กรส่วนใหญ่จะทำในยุคหลังโควิด-19) แต่ถ้าองค์กรไม่บอกว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับเวลาพักผ่อนหายไป หรืออาจทำให้วินัยของการทำงานลดหย่อนลง พนักงานก็จะไม่มีกลไกรับมือกับเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวโดยสรุปว่าการปล่อยให้คนเข้าใจเพียงข้อดีอย่างเดียว จะทำให้คุณค่าขององค์กรลดลงเช่นกัน ดิสนีย์จึงเน้นย้ำว่าในการทำธุรกิจนั้นเราต้องสอนให้พนักงานมองเห็นข้อดี-ข้อเสียแบบรอบด้านเสมอ หากไม่อยากเสียทรัพยากรเพิ่มเติมอย่างไม่จำเป็น</span></p>
<h3>ดิสนีย์จะเข้าร่วม Job Fairs และมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่านักศึกษาเสมอ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12047 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/2819446176_28c6bf3b37_b.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 598"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิตยสารชื่อดังอย่าง </span><a href="https://www.cosmopolitan.com/career/a50189/interview-insider-disney-parks-career-jobs/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cosmopolitan</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าดิสนีย์คือขาประจำของอีเวนท์หางาน (Job Fair) เสมอ เพื่อรับสมัครเด็กฝึกงาน ตลอดจนพนักงานพาร์ทไทม์เพื่อวางรากฐานให้กับองค์กรในระยะยาว วิธีนี้นอกเหนือจากจะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ในชุมชนใกล้เคียงดิสนีย์แลนด์มีโอกาสทำงานแล้ว ความใส่ใจตรงนี้ยังช่วยให้ดิสนีย์เข้าถึงนักศึกษาระดับหัวกะทิได้ไวกว่าองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยโดยตรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์เชื่อมั่นว่าคนรุ่นเก่าต้องฟังจากเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเรียนจบซึ่งเป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยมุมมองและไอเดียที่น่าสนใจ ความรู้เหล่านี้อาจนำไปสู่กลยุทธ์ที่พลิกแพลงผลประกอบการในโลกธุรกิจได้เลยด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมจัดหางานไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำให้เราเข้าถึงบุคล</span><span style="font-weight: 400;">ากรที่มีศักยภาพได้โดยตรงและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น ที่สำคัญยังสามารถทำการสัมภาษณ์เบื้องต้นภายในงานซึ่งเป็นการลดทรัพยากรที่สิ้นเปลืองได้เป็นอย่างดี</span></p>
<h3>ดิสนีย์แลนด์จะให้ข้อมูลกับผู้สมัครแบบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่คุณเปิดรับสมัครงานไปแต่ได้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติขัดแย้งกับสิ่งที่ต้องการ ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นที่ดิสนีย์ เพราะพวกเขาจะระบุ <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/how-to-write-job-description-01142022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Job Description</a> อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหนึ่งเพราะดิสนีย์เป็นองค์กรระดับโลกที่มีผู้สมัครเข้ามาจำนวนมาก การเขียนสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้ HR คัดเลือกคนที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นหากดิสนีย์ต้องการรับสมัครพนักงานมารับบทเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงในดิสนีย์แลนด์ แทนที่พวกเขาจะเขียนภาพรวมกว้าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนมาทดลองคว้าโอกาส ดิสนีย์จะเลือกใช้วิธีระบุไปเลยว่าต้องการคนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีเท่านั้น, พูดได้หลายภาษาเท่านั้น, มีส่วนสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น หรือต้องส่งภาพถ่ายที่ปราศจากการแต่งหน้ามาเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยลดอัตราของใบสมัครที่ไม่ตรงโจทย์ได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถสรุปรูปแบบการสรรหาบุคลากรของดิสนีย์ได้ว่าพวกเขาเน้นย้ำไปที่การให้ข้อมูลแบบครบวงจร ใส่ใจรายละเอียด และต้องการทราบข้อมูลในลักษณะเดียวกันกลับมาจากผู้สมัครเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ภายในองค์กรจนออกมาเป็นกลไกที่ส่งผลดีต่อทั้งผู้สมัครซึ่งอาจเป็นพนักงานในอนาคต และผู้บริหารเองในภาพรวม</span></p>
<h2>ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) มีวิธีบริหารจัดการคนอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผ่านขั้นตอนการสรรหามาแล้ว สิ่งที่ดิสนีย์ต้องให้ความสำคัญตามมาทันทีก็คือการบริหารจัดการพนักงานในมือที่มีรวมกว่าแสนคนกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ดิสนีย์ต้องการทำให้พนักงานทุกคนอยู่ด้วยความสุข เพราะความสุขคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ดิสนีย์ในฐานะสื่อบันเทิงสามารถถ่ายทอดพลังบวกออกไปได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12048 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Sleeping_Beauty_Castle_Disneyland_Paris-1-scaled.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 599"></p>
<p><a href="https://www.ukessays.com/essays/business/human-resource-management-in-walt-disney-world-resort-business-essay.php" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">UK Essays</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบพัฒนาบุคลากรของดิสนีย์และพบว่าดิสนีย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะให้พนักงานมากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับอัตราการเลื่อนตำแหน่งที่เน้นสร้างคนในมากกว่าจ้างคนนอก ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของวอล์ท ดิสนีย์ (Walt Disney) ผู้ก่อตั้งที่กล่าวว่า “คุณสามารถฝันถึงการสร้างสถานที่ที่สวยงามที่สุดในโลก แต่มันจะเป็นจริงได้ก็ด้วยน้ำมือของมนุษย์เท่านั้น” เหตุนี้จึงไม่แปลกหากดิสนีย์จะมีแนวทางพัฒนาบุคคลที่เข้มข้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะนึกถึง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลูกจ้างทุกคนในดิสนีย์แลนด์จะถูกเรียกว่า Cast (ตัวละคร) ซึ่งบริษัทมีกระบวนการสร้างพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาสัมภาษณ์ โดยผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนจะต้องดูคลิปวีดีโอขนาดสั้นเพื่อให้เข้าใจว่าปรัชญาของดิสนีย์คืออะไรและพวกเขาคาดหวังถึงสิ่งใด จากนั้นหากผู้ถูกสัมภาษณ์ได้รับเลือกเข้ามาเป็นพนักงาน ก็ต้องเข้าร่วมการฝึกเบื้องต้นเป็นเวลา 1 วันครึ่งภายใต้ชื่ออบรมว่า Traditions จากนั้นก็จะเข้าสู้ขั้นตอนการศึกษาทักษะพื้นฐาน เช่นวิธีพูดจากับลูกค้า, พฤติกรรมของตัวละคร ตลอดจนวิธีแต่งกายภายใต้ชื่ออบรมว่า Disney Look ซึ่งระบุข้อมูลละเอียดมาก เช่น ขนาดของต่างหูที่ตัวละครสามารถใส่ได้ (ห้ามใหญ่กว่าที่กำหนดเด็ดขาด), สีทาเล็บที่ตัวละครสามารถทาได้ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนจะถูกฝึกให้ยิ้มตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่าแม้ไม่มีมนุษย์คนไหนที่สดใสตลอดเวลา แต่ในเมื่องานของเราคือการสร้างความสุขให้คนดู การฝืนอารมณ์ตรงนี้ก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ภายหลังถูกเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า Disney Smile และทีม HR จะเน้นย้ำกับทีมเสมอว่า “ความสำเร็จของดิสนีย์อ้างอิงอยู่ด้วยสองปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่การใส่ใจรายละเอียด และการทำทุกอย่างให้เกินกว่าที่อีกฝ่ายคาดหวัง” ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงาน (หรือในที่นี้ถูกเรียกว่า “ตัวละคร”) จะต้องทำหน้าที่มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อวัน แต่ก็มีสวัสดิการมาสนับสนุนแบบเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ด้านการดูแลสุขภาพแบบรอบด้าน, สิทธิ์เข้าสวนสนุกและซื้อสินค้าในราคาถูก, ทุนการศึกษาและหลักสูตรพัฒนาตนเอง, แผนดูแลหลังเกษียณ รวมถึงพื้นที่พิเศษสำหรับพนักงานโดยเฉพาะซึ่งประกอบไปด้วยทะเลสาป, สระว่ายน้ำ, สนามกีฬา ฯลฯ โดยหลักสูตรพัฒนาทักษะที่มีชื่อเสียงของดิสนีย์ถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยดิสนีย์” (Disney University) ที่ทำหน้าที่สอนพนักงานในทุกหัวข้อที่จำเป็นด้วยกลวิธีแบบมืออาชีพ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10833 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-11-at-13.22.35.png" alt="Screen Shot 2565 03 11 at 13.22.35" width="642" height="355" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 600"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์ยังถือเป็นองค์กรที่สนับสนุนเรื่อง</span>การทำดีต้องได้รับผลตอบแทน<span style="font-weight: 400;"> มีรายงานว่าสวัสดิการของพนักงานในดิสนีย์แลนด์นั้นมีมากกว่า 50 แบบ และยังมีการมอบรางวัลพนักงานดีเด่นอย่างต่อเนื่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปีค.ศ.2021 ที่ผ่านมาดิสนีย์ได้มีมติปรับเงินค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับพนักงานที่วอลต์ดิสนีย์ เวิลด์ (Walt Disney World) เป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ไม่รวมทิป) ซึ่งมากกว่าเงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐกำหนดถึง 50% ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ทำให้พนักงานของดิสนีย์แลนด์มีอัตราการลาออกที่ต่ำหากเทียบกับธุรกิจอื่น</span></p>
<h2>ผู้บริหารมองเรื่องการสรรหาและบริหารคนในดิสนีย์แลนด์อย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.cosmopolitan.com/career/a50189/interview-insider-disney-parks-career-jobs/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cosmopolitans</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้สัมภาษณ์</span>คุณโจดี้ สวีท (Jody Sweet) <span style="font-weight: 400;">รองประธานฝ่ายบุคคลของดิสนีย์เพื่อหาคำตอบว่าทำไมดิสนีย์แลนด์ถึงได้รับฉายาว่า “ดินแดนที่มีความสุขที่สุดในโลก”​ และได้คำตอบว่าใครก็ตามที่มีโอกาสทำงานกับดิสนีย์จะต้องมาด้วยทัศนคติเดียวเท่านั้นคือ</span>การสร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำให้กับผู้มาเยือนทุกคน <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นดิสนีย์แลนด์จะให้ความสำคัญกับทักษะในด้านการสื่อสารและงานบริการเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์ให้ความสำคัญกับเรื่อง</span>การเช็คประวัติ<span style="font-weight: 400;"> (Background Check) เพราะตัวละครต่าง ๆ ในดิสนีย์แลนด์มีจุดเด่นตรงที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับแขกได้โดยตรง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีหากพนักงานในบริษัทเคยมีประวัติอาชญากรรมหรือล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อภัยอันตรายรวมถึงภาพลักษณ์ของดิสนีย์โดยรวม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ดิสนีย์ยังไม่กำหนดว่าคนที่มาทำงานกับองค์กรจะต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดเท่านั้น ดิสนีย์เชื่อมั่นในความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ, องค์ความรู้, เพศ และมั่นใจว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะเกื้อหนุนให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้ เพราะปัจจุบันความรู้มาจากผู้คนได้ทุกรูปแบบ ส่วนทางดิสนีย์เองก็มีระบบพัฒนาบุคลากรเป็นประจำ ดังนั้นตราบใดที่ทุกคนยังมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ภายใต้ปรัชญาเดียวกัน การก้าวเดินไปกับดิสนีย์ก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่เก่งขึ้นได้แน่นอน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10230 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/happy-woman-glasses-makes-winning-gesture-sincerely-rejoices-lady-with-red-lipstick-dressed-gray-sweater-looking-laptop-1.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 601"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/improve-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอกล่าวว่าโดยปกติแล้วคำถามที่ HR ของดิสนีย์แลนด์ใช้เพื่อสัมภาษณ์พนักงานใหม่คือคำถามที่เน้นให้ผู้สมัครเล่าประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง เพราะดิสนีย์เชื่อว่าพวกเขาเป็นองค์กรแห่งการเล่าเรื่อง (Storytelling Culture) การตอบคำถามเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้สมัครมีความมุ่งมั่นที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในแง่งามและสนุกสนานที่สุดได้อย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแม้มันจะดูเป็นคำถามธรรมดา ๆ แต่ดิสนีย์พิสูจน์แล้วว่าคำถามแบบนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้สมัครได้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12051 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/3894115833_1376ee3f00_b.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 602"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันดิสนีย์ก็หวังว่าผู้สมัครจะถามคำถามกลับมาที่ HR เช่นกัน โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร หรือเรื่องอื่น ๆ ที่จะทำให้เข้าใจดิสนีย์ในแง่มุมที่นอกเหนือจากภาพแสดงทางสื่อต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานในดิสนีย์จะตอบโจทย์ทางอาชีพ (Career Path) ที่วางเอาไว้จริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเธอมองว่าการถามเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ใครที่เลือกอยู่เฉย ๆ หรือปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปถือเป็นข้อผิดพลาดและอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกเขาไม่ได้สนใจตำแหน่งที่สมัครเข้ามามากเท่าที่ควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดนี้เธอแนะนำว่าแม้ดิสนีย์จะขึ้นชื่อเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานและเปิดโอกาสให้พนักงานแต่งตัวได้ตามสบาย แต่ผู้สมัครก็ควรแต่งกายแบบให้เกียรติสถานที่มากที่สุด รวมถึงแสดงออกอย่างจริงใจว่าสนใจงานของดิสนีย์จริง ๆ โดยอาจส่งอีเมลหรือข้อความมาขอบคุณทีม HR หลังจากที่การสัมภาษณ์จบลง วิธีนี้จะทำให้พนักงานโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ หากมีการแข่งขันเกิดขึ้นนั่นเอง</span></p>
<h2>บทสรุป<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12050 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/4sss.jpg" alt="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร" width="600" height="370" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 603"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) คือองค์กรที่ตอกย้ำให้เห็นว่าแม้ทีมบริหารจะมีภาพฝันในหัวที่สวยงามเพียงใด แต่สิ่งที่จะกำหนดว่าภาพนั้นกลายเป็นจริงได้หรือไม่ก็คือทรัพยากรคนที่จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนของการสรรหา, บริหาร เรื่อยไปจนถึงการดูแลเมื่อพนักงานลาออกไป เพราะความสุขจะส่งต่อไปได้ก็ต่อเมื่อตัวพนักงานมีความรู้สึกแบบเดียวกันเป็นที่ตั้งเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนมักตั้งคำถามว่าในฐานะคนทำงานแล้ว เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่าระหว่างผลประกอบการและความสุข และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาคำตอบนั้นอย่างเคร่งเครียด แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะแม้ความเครียดจะทำให้งานเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด แต่สิ่งที่สูญเสียไปแน่นอนก็คือคุณค่าทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจะกลายเป็นเราเองที่ต้องถอยออกมาโดยไม่ได้อะไรเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดิสนีย์แลนด์ทำให้เรากลับมานึกถึงความสุขในการทำงานอีกครั้ง และหวังว่าจะมีองค์กรอีกมากมายที่นำองค์ความรู้และทัศนคติดี ๆ จาก “ดินแดนที่มีความสุขที่สุดในโลก” แห่งนี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่สวยงามในบริษัทของคุณ</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20219 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/hrexp-banner-1536x480.png 1536w" alt="CTA HR Products &amp; Services" width="1600" height="500" title="Disneyland สวนสนุกระดับโลกมีวิธีสรรหาและบริหารคนอย่างไร 604"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QyaCEq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3QyaCEq</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ptLxyx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ptLxyx</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3A5C7OA" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3A5C7OA</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3STyGDc" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3STyGDc</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220811-business-lunch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2022 08:23:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Business Lunch]]></category>
		<category><![CDATA[กินข้าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220811-business-lunch/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Business Lunch คือการกินข้าวเชิงธุรกิจ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการพูดคุย ประชุม หรือสัมภาษณ์งานสำคัญ ๆ จากที่อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น กไปพูดคุยกันในร้านอาหาร, คาเฟ่ หรือแม้แต่ศูนย์อาหารทั่วไปแทน ตราบใดที่ผ่านการเตรียมตัวอย่างมืออาชีพ ก็ไม่มีปัญหา นักวิจัยได้ข้อสรุปว่าการกินข้าวส่งผลให้การทำงานดีขึ้นได้จริง โดยเฉพาะการกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่ากลุ่มคนที่กินข้าวคนเดียวถึง 12% มารยาทบนโต๊ะอาหารถือเป็นสิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่มองข้าม ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะบริษัทที่ต้องเจรจาธุรกิจกับคนหลากหลายเชื้อชาติ การเข้าใช้วัฒนธรรมการกินของอีกฝ่ายคือคะแนนสำคัญที่จะตัดสินว่าองค์กรของเราเหนือกว่าที่อื่นอย่างไร Business Lunch เป็นกลยุทธ์ที่ดีของ HR Recruiter ด้วย เพราะการกินข้าวในบรรยากาศสบาย ๆ มีโอกาสทำให้ผู้สมัครเผยภาษากายที่ปราศจากการประดิษฐ์ ทำให้เราตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าพนักงานดังกล่าวแท้จริงมีทัศนคติอย่างไร และมีข้อมูลเชิงลึกอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการทำงาน ช่วยให้สามารถคัดเลือกคนที่เหมาะกับองค์กรมากขึ้น หากต้องการอบรมในเรื่องนี้มากขึ้นแต่ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร ท่านสามารถหาคำตอบและเลือกบริการที่เหมาะสมได้ทาง HR Explore แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เคยไหมที่คูณรู้สึกว่าการเจรจาในห้องประชุมมันช่างอึดอัดและบรรยากาศเริ่มจดถดถอยลงไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทางธุรกิจตลอดจนการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ หากคำตอบของคุณคือใช่ เราขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Business Lunch หรือการกินข้าวเชิงธุรกิจ ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นกลยุทธ์ง่าย ๆ แต่ก็เป็นแนวทางพื้นฐานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น ใช้เป็นวิธีปกติ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราลดความเครียดลงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เรารู้จักฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นผ่านบริบทที่มีความจริงจังน้อยกว่า เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดของอีกฝ่ายผ่านแง่มุมที่ถูกประดิษฐ์น้อยที่สุด Business [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>Business Lunch คือการกินข้าวเชิงธุรกิจ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการพูดคุย ประชุม หรือ<span style="font-weight: 400;">สัมภาษณ์งานสำคัญ ๆ จากที่อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น กไปพูดคุยกันในร้านอาหาร, คาเฟ่ หรือแม้แต่ศูนย์อาหารทั่วไปแทน ตราบใดที่ผ่านการเตรียมตัวอย่างมืออาชีพ ก็ไม่มีปัญหา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นักวิจัยได้ข้อสรุปว่าการกินข้าวส่งผลให้การทำงานดีขึ้นได้จริง โดยเฉพาะการกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่ากลุ่มคนที่กินข้าวคนเดียวถึง 12%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มารยาทบนโต๊ะอาหารถือเป็นสิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่มองข้าม ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะบริษัทที่ต้องเจรจาธุรกิจกับคนหลากหลายเชื้อชาติ การเข้าใช้วัฒนธรรมการกินของอีกฝ่ายคือคะแนนสำคัญที่จะตัดสินว่าองค์กรของเราเหนือกว่าที่อื่นอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Business Lunch เป็นกลยุทธ์ที่ดีของ HR Recruiter ด้วย เพราะการกินข้าวในบรรยากาศสบาย ๆ มีโอกาสทำให้ผู้สมัครเผยภาษากายที่ปราศจากการประดิษฐ์ ทำให้เราตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าพนักงานดังกล่าวแท้จริงมีทัศนคติอย่างไร และมีข้อมูลเชิงลึกอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการทำงาน ช่วยให้สามารถคัดเลือกคนที่เหมาะกับองค์กรมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากต้องการอบรมในเรื่องนี้มากขึ้นแต่ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร ท่านสามารถหาคำตอบและเลือกบริการที่เหมาะสมได้ทาง </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Explore</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11936 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/happy-waiter-serving-food-group-cheerful-friends-pub.jpg" alt="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ?" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 614"><br />
<span style="font-weight: 400;">เคยไหมที่คูณรู้สึกว่าการเจรจาในห้องประชุมมันช่างอึดอัดและบรรยากาศเริ่มจดถดถอยลงไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทางธุรกิจตลอดจนการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ หากคำตอบของคุณคือใช่ เราขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ </span>Business Lunch<span style="font-weight: 400;"> หรือการกินข้าวเชิงธุรกิจ ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นกลยุทธ์ง่าย ๆ แต่ก็เป็นแนวทางพื้นฐานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น ใช้เป็นวิธีปกติ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราลดความเครียดลงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เรารู้จักฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นผ่านบริบทที่มีความจริงจังน้อยกว่า เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดของอีกฝ่ายผ่านแง่มุมที่ถูกประดิษฐ์น้อยที่สุด</span></p>
<p>Business Lunch <span style="font-weight: 400;">ที่ดีเป็นอย่างไร และโลกการทำงานของคุณจะเปลี่ยนไปได้แค่ไหนจากกลยุทธ์ง่าย ๆ แบบนี้ หาคำตอบได้ที่นี่ที่เดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Business Lunch การกินข้าวมีความสำคัญอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดว่าการกินข้าวไปคุยงานไปมีความสำคัญอย่างไร เราต้องอธิบายก่อนว่าหลังจากที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องทำงานแบบไฮบริดหรือ Work From Home สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ในฐานะ “สัตว์สังคม” ร้องหาก็คือการพบปะกับเพื่อนร่วมงานแบบเห็นหน้า (face-to-face) ซึ่งการกินข้าวถือเป็นช่วงเวลาสบาย ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในทุกวันทำงาน ดังนั้นการเปลี่ยนช่วงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุดให้เกิดประโยชน์มากขึ้นจึงเป็นแนวทางที่ HR รวมถึงวัยทำงานทุกคนควรให้ความสำคัญ </span></p>
<p>Business Lunch<span style="font-weight: 400;"> ที่ดีจะทำให้ผู้ร่วมโต๊ะประทับใจ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ผู้เกี่ยวข้องหลายคนใช้ในการตัดสินใจและสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้องค์กรของเราโดนใจลูกค้าหรือผู้สมัครมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นหากเรานัดเจอลูกค้าจากต่างประเทศ การพาไปปิดร้านอาหารเพื่อพูดคุยท่ามกลางบรรยากาศดี ๆ เพลงเพราะ ๆ และอาหารชั้นยอด ย่อมทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวน่าจดจำกว่าการจัดประชุมแบบเคร่งเครียดในห้องสี่เหลี่ยมแม้เนื้อหาการประชุมจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม</span></p>
<p>Business Lunch <span style="font-weight: 400;">ยังถือเป็นโอกาสที่ดีในการทำความรู้จักซึ่งกันและกันในแง่มุมที่แตกต่างจากตอนทำงาน ให้เราคิดตามว่าในโลกนี้มีคนทำงานเก่งอยู่มากมาย แต่การได้คนที่ทำงานเก่งด้วยและเข้ากันได้ด้วยเป็นสิ่งที่ดีกว่ามาก แต่เราจะรู้นิสัยลึก ๆ ของคนได้อย่างไร ? การกินข้าวไปคุยงานไปจึงเป็นคำตอบที่ธุรกิจชั้นนำของโลกเลือกใช้ อนึ่งการกินข้าวกับลูกค้าอาจไม่ได้เห็นผลลัพธ์ตั้งแต่ครั้งแรก แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ จนสนิทสนมก็จะเริ่มเห็นมุมมองระหว่างกันชัดเจนขึ้นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนที่จะไปพูดถึง Business Lunch กับลูกค้าสำคัญ เราควรเริ่มจากการปรับทัศนคติของพนักงานก่อน เพราะบางคนอาจชอบแยกไปกินข้าวคนเดียวด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวหรือต้องการแบ่งเวลาว่างกับเวลาทำงานอย่างชัดเจน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10608 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/christina-wocintechchat-com-LQ1t-8Ms5PY-unsplash-scaled.jpg" alt="christina wocintechchat com LQ1t 8Ms5PY unsplash scaled" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 615"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วหน้าที่ของ HR คืออะไรกันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม </span>ผู้ช่วยศาสตราจารย์เควิน นิฟฟิน (Kevin Kniffin) จาก Cornell University<span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะจะช่วยให้เกิดมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ทำให้การปฏิบัติงานราบรื่นขึ้น โดยมีการพิสูจน์กับกลุ่มนักดับเพลิงในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 15 เดือนจนพบว่าทีมที่สนิทสนมและกินข้าวด้วยกันเป็นประจำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แถมนักดับเพลิงบางสถานียังกินข้าวด้วยกันถึงวันละ 2 มื้อเป็นอย่างน้อยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้มากที่สุดเนื่องจากอาชีพนักดับเพลิงต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตลอดเวลา และความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่อันตรายจนถึงชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกินข้าวกลางวันร่วมกับพนักงานในโรงอาหารหรือพื้นที่ส่วนกลางยังเปิดโอกาสให้เราพบกับพนักงานจากแผนกอื่น ๆ ซึ่งเมื่อรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ก็จะช่วยให้การประสานงานระหว่างแผนกง่ายขึ้นแถมยังช่วยให้เราเข้าใจบริบทของแผนกอื่น ๆ บนพื้นฐานของความเป็นจริงมากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ </span>คุณแอนดรูว์ ฮอร์น (Andrew Horn) CEO จากบริษัท Tribute <span style="font-weight: 400;">สหรัฐอเมริกายังเสริมว่าการกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานจะช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะพวกเขาจะได้ระบายความรู้สึกและปรึกษาเรื่องราวที่อยู่ในใจกับคนที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันจริง ๆ แต่ก็ต้องมาพร้อมกับการสังเกตของ HR หรือหัวหน้างานว่ามื้อกลางวันของพนักงานได้กลายเป็นแหล่งซุบซิบนินทาโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ หากใช่ ก็ควรนำปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุงหรือหาแนวทางเพื่อสร้างบรรยากาศในแง่บวกให้กับองค์กรโดยเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตการกินข้าวกับทีมจึงถูกเรียกว่าเป็นเคล็ดลับการทำงานที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด </span></p>
<h2>Business Lunch การกินข้าวช่วยให้การเจรจามีประสิทธิภาพดีขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><a href="https://hbr.org/2013/01/should-you-eat-while-you-negot" target="_blank" rel="noopener">Harvard Business Review</a><span style="font-weight: 400;"> อธิบายว่าการกินข้าวช่วยให้การเจรจามีประสิทธิภาพขึ้นจริง เพราะการกินข้าวร่วมกันจะทำให้เราได้เห็นคู่ค้า, ทีมงาน ตลอดจนทัศนคติของคนทีกำลังเจรจาอยู่ในแง่มุมอื่น ๆ ที่ไม่เป็นทางการมากนัก ซึ่งเวลาสบาย ๆ แบบนี้เองที่จะทำให้เห็นธาตุแท้ของคนที่สามารถนำไปคิดต่อได้ว่าหากร่วมงานกับบุคคลดังกล่าวในอนาคตจะส่งผลในแง่ดีหรือลบอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มนักเรียน MBA จำนวน 132 คนและพบว่ากลุ่มที่กินข้าวไปเจรจาไปได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากลุ่มอื่น 12% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกินข้าวมีประโยชน์จริง ๆ หากต้องการเจรจาในหัวข้อที่เกี่ยวกับผลประโยชน์, กำไร, สวัสดิการ หรือต้องการความเข้มข้นในเนื้องานเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่ทำให้การกินไปทำงานไปเห็นผลสามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือการกินข้าวจะไปเพิ่มกลูโคสในร่างกายให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สมองมีการตื่นตัว, แก้ไขเรื่องอารมณ์แปรปรวนและทำให้คนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้น ดังนั้นหากเราเคยเจอเจรจากับลูกค้าบางกลุ่มแบบเดิม ๆ จนรู้สึกเบื่อ อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองชวนไปเปลี่ยนบรรยากาศกันดูสิ !</span></p>
<h2>Business Lunch การกินข้าวที่ดีมีขั้นตอนอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การกินข้าวเพื่อธุรกิจนั้นมีความแตกต่างจากการกินข้าวทั่วไปมาก เราต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะทุกการกระทำของเราล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้ามไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการพูดคุยเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องรับแขกจากต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมการกินแตกต่างกัน ดังนั้น HR ควรพิจารณาเรื่องการอบรมในหัวข้อนี้หากแนวทางของธุรกิจมีความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับกลุ่มคนอันหลากหลาย  ทั้งนี้ </span><a href="https://www.businessinsider.com/guide-to-business-lunch-etiquette-2015-8" target="_blank" rel="noopener">Business Insider</a> <span style="font-weight: 400;">ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ดังนี้</span></p>
<h3>สิ่งที่ควรทำใน Business Lunch</h3>
<p>1. ให้ความสำคัญกับนัดหมาย : หากเราได้รับคำเชิญไปกินข้าวเชิงธุรกิจไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือหัวหน้างานก็ตาม เราต้องตอบสนองคำเชิญนั้นอย่างรวดเร็วที่สุด ถ้าเราเมินเฉยจนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่ง ผู้เชิญอาจมองว่าเราไม่ให้ความสำคัญมากพอ ทั้งนี้เรามีสิทธิ์ปฏิเสธคำเชิญได้เช่นกันด้วยเหตุผลอย่างชัดเจน ไม่ควรตอบรับแต่ยกเลิกภายหลังเด็ดขาดเพราะอาจทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจไม่ชวนเราอีกเลย</p>
<p>2. อย่ากินมากเกินไป : แม้เราจะได้ไปในร้านที่หรูหราหรือมีรสชาติดีเพียงใด เราก็ห้ามสั่งอาหารและกินมากจนเกินควร การสั่งอาหารอย่างเหมาะสมจะทำให้เราดูน่าเชื่อถือในสายตาฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กินยาก เช่นอาหารที่มีเส้น, อาหารที่มีเปลือก หรืออาหารที่มีซอสจำนวนมากและเสี่ยงต่อการเปรอะเปื้อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11938 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/ssss.jpg" alt="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ?" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 616"></p>
<p>3. อย่าพูดขณะที่มีอาหารอยู่ในปากเด็ดขาด : นี่คือมารยาทพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ซึ่งหากเราบังเอิญทำใน Business Lunch จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามคิดทันทีว่าเราขาดการฝึกอบรมในระดับพื้นฐาน ทั้งนี้ถ้าเราจำเป็นต้องตอบคำถามในขณะที่มีอาหารอยู่ในปากจริง ๆ ให้เอามือป้องเอาไว้หรือขอเวลาสักครู่และกลืนอาหารนั้น ๆ ไปก่อน</p>
<p>4. ต้องกล้าลองอาหารที่ไม่คุ้นเคย : บางครั้งฝ่ายตรงข้ามอาจสั่งอาหารที่เราไม่คุ้นเคยหรือไม่ชอบเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ว่าจะอย่างเราก็ห้ามปฏิเสธตั้งแต่ต้นเด็ดขาดเพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ทั้งนี้เราควรแจ้งให้ผู้เชิญทราบตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถกินอาหารประเภทใด</p>
<p>5. ใช้กฎ BMW เสมอ : นี่คือหลักการเบื้องต้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดบนโต๊ะอาหาร หลัก BMW มีความหมายว่า B = Bread หมายถึงขนมปังจะอยู่ทางซ้ายของจานเสมอ, M = Meal หมายถึงอาหารจานหลักจะอยู่ตรงกลางเสมอ และ W = Water หมายถึงแก้วน้ำจะอยู่ทางด้านขวาเสมอ หากเราจำกฎนี้ได้ เราก็จะไม่พลาดไปกินอาหารของผู้ร่วมโต๊ะท่านอื่น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือ 5 กฎพื้นฐานที่พนักงานทุกคนต้องรู้ ควบคู่ไปกับการให้เกียรติพนักงานภายในร้าน ไม่ใช่สนใจเฉพาะผู้ร่วมโต๊ะที่เกี่ยวข้องกับตนเพียงอย่างเดียว</span></p>
<h3>สิ่งที่ไม่ควรทำใน Business Lunch</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่ควรทำใน Business Lunch นั้นเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่หากบางคนได้รับการฝึกฝนมาบ้างก็จะไม่ใช่เรื่องที่ต้องปรับตัวมากมายนัก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ควรทำบนโต๊ะอาหารกลับแตกต่างออกไป เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่อาจดูปกติธรรมดาในสถานการณ์ทั่วไปแต่กลับไม่ควรทำในมื้ออาหารเชิงธุรกิจ ซึ่ง Forbes ได้สรุปออกมาเป็นหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<p>1. อย่าชวนคุยเรื่องงานโดยไม่จำเป็น : ปกติแล้วเวลารับประทานอาหารมักมีจำกัด ดังนั้นเราควรเน้นไปที่การทำให้มื้ออาหารเป็นที่จดจำมากกว่าใช้เป็นช่องทางติดตามงานจนเกินควร ผู้เชี่ยวชาญสรุปง่าย ๆ ว่าหากเราอยากคุยธุรกิจอย่างจริงจังกับใครก็ค่อยนัดแยกในช่วงเวลาอื่นแทน</p>
<p>2. อย่าเลือกร้านอาหารที่ไกลจากผู้ถูกเชิญมากเกินไป : การนัดหมายที่ถูกต้องคือการเอาผู้ถูกเชิญเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้หากเราไม่สามารถไปไกลถึงบริเวณที่ทำงานของแขกได้ อย่างน้อยก็ควรไปเจอกันครึ่งทาง อนึ่งการนัดหมายจะดูแย่ทันทีหากเราเลือกร้านที่ใกล้กับตัวเองแต่สร้างความยากลำบากให้ผู้ถูกเชิญ</p>
<p>3. อย่าลืมจองโต๊ะเด็ดขาด : การนัดกินข้าวแต่ปล่อยให้แขกยืนรอโต๊ะโดยเปล่าประโยชน์นาน ๆ แสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ดังนั้นควรจองโต๊ะให้เรียบร้อย รวมถึงตรวจเช็คว่าแขกของเราต้องการที่นั่งพิเศษหรือมีรายละเอียดใดที่ต้องระวังหรือไม่</p>
<p>4. อย่าต่อว่าพนักงานเรื่องอาหารด้วยความโกรธ : วัตถุประสงค์ของ Business Lunch คือการกระชับความสัมพันธ์และแสดงความเป็นมืออาชีพ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีหากอาหารในมื้อนั้นอร่อย แต่หากเกิดข้อผิดพลาดในมื้ออาหารขึ้น เราต้องชี้แจงกับพนักงานด้วยความใจเย็น ไม่ทำให้คนเห็นว่าเราคุมตัวเองไม่ได้เด็ดขาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11215 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/people-holding-money-spendings-finance-concept-remix-1.jpg" alt="ข้อดีของบริการจ่ายเงินล่วงหน้า บริการที่จะทำให้พนักงานของคุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 617"></p>
<p>5. อย่าคิดว่าคนที่เชิญจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารเด็ดขาด : หากไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เราควรเตรียมเงินสำหรับค่าอาหารเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน ทางที่ดีคือควรเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนตกลงนัดหมายอย่างเป็นทางการ</p>
<p>6. อย่ายกเลิกนัดกระทันหันเด็ดขาด : การยกเลิกนัดแบบกระทันหันควรทำเมื่อเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น เช่นคนในครอบครัวเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต การยกเลิกนัดด้วยเหตุผลง่าย ๆ เช่นการทำงานหนักถือเป็นเรื่องต้องห้ามเพราะสะท้อนถึงการไม่รู้จักวางแผน</p>
<p>7. อย่าเล่นโทรศัพท์ ! : เมื่อเราเชิญใครสักคนมาร่วมโต๊ะอาหาร คนเหล่านั้นล้วนคาดหวังถึงการใส่ใจอย่างเป็นมืออาชีพ เราสามารถแจ้งทีมก่อนได้เลยว่าจะมีการนัดหมายนี้และไม่สะดวกรับสายในทุกกรณี</p>
<p>8. อย่าให้คนที่ตำแหน่งต่ำกว่าจ่ายค่าอาหารเด็ดขาด : ให้คิดว่าแม้เราจะเป็นหัวหน้า แต่การให้คนอื่นสละเวลามาร่วมโต๊ะกับเราไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็เป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของคนอื่น เราควรจ่ายเงินให้แม้จะเป็นเงินส่วนตัวก็ตาม</p>
<p>9. อย่านินทาผู้อื่นเด็ดขาด : การร่วมโต๊ะอาหารไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือทีมงาน เราควรสร้างบรรยากาศที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ไม่เอาเรื่องภายในบริษัทมาเผย เพราะผู้ร่วมโต๊ะอาจมองว่าตัวเองอาจถูกนินทาในเวลาที่ไม่รู้ตัวก็ได้</p>
<p>10. อย่าลืมขอบคุณเด็ดขาด : ในการพูดคุยเชิงธุรกิจจะต้องมีผู้เชิญและผู้จ่ายเงินเสมอ ดังนั้นอย่าลืมขอบคุณแม้ว่าอาหารมื้อนั้นจะไม่อร่อยเลยก็ตาม !</p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 618"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">HR มือใหม่ขอสอบถามเรื่องการสัมภาษณ์การพนักงานค่ะ</span></strong></p>
<p>ดิฉันเพิ่งเริ่มงานเป็น HR ครั้งแรกจึงอยากสอบถามรูปแบบการสัมภาษณ์งานว่าเราควรจะสัมภาษณ์พนักงานไปในแนวทางใดหรือถ้าอยากรู้ความต้องการของพนักงาน เราควรทำแบบสำรวจสอบถามหรือไม่ ปกติแล้วบริษัทนี้มีขั้นตอนการอนุมัติยากมากแต่ดิฉันอยากให้พนักงานที่บริษัทมีคุณภาพมากขึ้นค่ะ</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: หลักการถามของ HR นั้น เราจะมุ่งเน้นการสัมภาษณ์เจาะลึกด้าน Soft Skill</span></strong></p>
<p>ปกติแล้ว HR จะดูว่าผู้สมัครแต่ละคนเหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรหรือมีทัศนคติเป็นอย่างไรต่อหัวหน้าโดยมองพฤติกรรมและบุคลิกภาพ เป็นองค์ประกอบหลักสำคัญเพื่อช่วยให้ข้อมูลแก่ Line Manager ส่วนด้านความรู้ในงานหรือ Hard Skill ให้ Line Manager เป็นผู้ถามเชิงลึกและตัดสินใจจะดีกว่า</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/738?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 619"></span></a></p></blockquote>
<h2>Business Lunch การกินข้าวช่วยในการสัมภาษณ์พนักงานได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การสัมภาษณ์งานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งคุยในออฟฟิศท่ามกลางบรรยากาศของห้องสี่เหลี่ยมที่เคร่งเครียดอีกต่อไป แต่การสัมภาษณ์งานบนโต๊ะอาหารเริ่มกลายเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งของ HR Recruiter เพราะจะช่วยคลายความกดดันของผู้ถูกสัมภาษณ์ มีโอกาสได้ข้อมูลที่เป็นจริง รวมถึงช่วยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมและภาษากายที่มักถูกประดิษฐ์ขณะทำการสัมภาษณ์แบบทั่วไป ซึ่งท้ายสุดแล้ว HR จะมีโอกาสพิจารณาผู้สมัครด้วยแง่มุมที่ลึกซึ้งมากกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220624-bodylanguage/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11689 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_322342232.jpg" alt="รู้ทันคนอื่นด้วยการอ่านภาษากาย และการใช้ Nonverbal Communication" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 620"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220624-bodylanguage/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้ทันคนอื่นด้วยการอ่านภาษากาย และการใช้ Nonverbal Communication</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามทั้งตัวผู้สมัครและ HR Recruiter เองต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า Business Lunch Interview นั้นมีความสำคัญไม่ต่างจากการสัมภาษณ์งานทั่วไป ดังนั้นต้องผ่านการเตรียมตัวและวางแผนอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน ส่วนข้อควรปฏิบัติมีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p>1. หาข้อมูลร้านอาหารที่จะไปให้เรียบร้อย : เช่นเดียวกับการหาข้อมูลของผู้สัมภาษณ์และผู้สมัคร การสัมภาษณ์งานที่ร้านอาหารจำเป็นต้องตรวจสอบล่วงหน้าว่าร้านดังกล่าวมีเมนูอะไรน่าสนใจ จอดรถอย่างไร มีโอกาสเสี่ยงรถติดหรือเจออุปสรรคใด ๆ หรือไม่ วิธีนี้จะทำให้คุณลดเวลาในหลาย ๆ ขั้นตอน แสดงถึงความเป็นมืออาชีพได้เลย</p>
<p>2. แต่งตัวให้เหมาะสม : แม้จะนัดหมายกันที่ร้านอาหารทั่วไปแบบสบาย ๆ เราก็ไม่ควรแต่งตัวสบายตามไปด้วย เพราะภาพลักษณ์ที่ดียังคงถูกมองเป็นบริบทสำคัญของการสัมภาษณ์งานเสมอแม้สถานที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม ให้ถามตัวเองเสมอว่าหากเราเป็นฝ่ายตรงข้าม จะประทับใจกับภาพลักษณ์ของเราในวันนั้น ๆ หรือไม่ นอกจากนี้ควรเลือกเสื้อที่ไม่รุ่มร่ามซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการรับประทานอาหาร หรืออาจแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นด้วยการเลือกร้านอาหารที่เหมาะกับการแต่งตัวแบบเป็นทางการไปเลย</p>
<p>3. มาถึงก่อนเวลานัดหมายเสมอ : ตามมารยาทพื้นฐานแล้ว เราควรมาถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาประมาณ 10 นาที และประสานงานกับทางร้านเรื่องการจองโต๊ะให้เรียบร้อยเพื่อให้พร้อมรับมือกับผู้ถูกเชิญทันทีเมื่ออีกฝ่ายเดินทางมาถึง</p>
<p>4. สั่งอาหารที่กินได้ง่าย : ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องใช้มือ เพราะภาษากายบางอย่างเป็นสิ่งที่ฝึกกันไม่ได้ และอาจหลุดรอดกริยาที่ไม่งามขึ้นมาระหว่างกินอาหารที่ต้องใช้ทักษะมากกว่าปกติ ดังนั้นควรเลือกอาการที่ใช้ช้อน ส้อม มีด ซึ่งช่วยให้เรากินอย่างเรียบร้อยได้มากกว่า</p>
<p>5. เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย : ไม่ว่าจะเป็นเอกสารจริง หรือเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม เราต้องเตรียมมาให้เรียบร้อยและคิดถึงพื้นที่นำเสนอบนโต๊ะอาหาร ซึ่งจะสอดคล้องกับการเลือกเมนูของเราด้วย ทั้งนี้ให้นำเอกสารทั้งหมดใส่กระเป๋าที่ดูเป็นมืออาชีพ และวางไว้ใต้โต๊ะเสมอจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องนำออกมาใช้งานเท่านั้น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปได้ว่าการสัมภาษณ์ขณะกินข้าวนั้น จะช่วยให้เราตอบคำถามได้ว่าบุคคบดังกล่าวมีนิสัยเข้ากับทีมได้หรือไม่ เหมาะสำหรับการพิจารณาพนักงานในสายที่ต้องประสานงานกับแผนกอื่นบ่อย ๆ หรือในกรณีที่ผู้นำรู้ว่าทีมเหมาะ-ไม่เหมาะกับเพื่อนร่วมงานใหม่แบบใด การสัมภาษณ์จะทำให้เราได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ผ่านการประดิษฐ์เพียงเล็กน้อย ซึ่ง HR Recruiter สามารถนำขั้นตอนนี้มาใช้กับผู้สมัครในด่านสุดท้ายก่อนจะพิจารณาเลือกคนก็ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11939 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/sa.png" alt="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ?" width="600" height="370" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 621"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>Business Lunch<span style="font-weight: 400;"> คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คนทำงานต้องตามให้ทัน หากเราคิดว่าอีกฝ่ายแค่ชวนไปกินข้าวโดยไม่มีอะไรแอบแฝง และไปร่วมโต๊ะโดยขาดการระมัดระวัง ก็มีโอกาสสูงที่เราจะพลาดสิ่งสำคัญทางธุรกิจไปมากมาย ทันที ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานทั้งเรื่องการกินข้าวกับทีม รวมถึงมารยาทบนโต๊ะอาหารคือสิ่งที่จะยกระดับการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่าการอบรมในหัวข้อนี้เป็นสิ่งที่แทบทุกบริษัทมองข้ามแต่หันไปเพิ่มทักษะทางวิชาการและธุรกิจมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากคุณไม่แน่ใจว่าจะหารูปแบบการฝึกที่เหมาะกับองค์กรได้อย่างไร เราขอแนะนำบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของไทยที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุด ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ ที่นี่ก็พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านราคาและรูปแบบการฝึก ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียงงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไป หากสนใจสามารถคลิก</span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Business Lunch กินข้าวกลางวันอย่างไรให้ได้งาน ? 622" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3p8ARoX" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3p8ARoX</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3A9Clp7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3A9Clp7</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Paarxy" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Paarxy</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2022 02:44:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[เสียงเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220725-music-policy/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเสียงเพลงสามารถช่วยให้คนทำงานดีขึ้นได้จริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการทำให้หายเครียดและช่วยให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ได้ดีขึ้น ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการใช้ดนตรีมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผู้ฟังก็คือจังหวะ โดยผลวิจัยระบุว่าจังหวะที่เหมาะกับการทำงานคือราว 60-70 บีทต่อวินาที อิทธิพลของเสียงเพลงเปลี่ยนไปตามนิสัยและพฤติกรรมของคนด้วย เช่น Extrovert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนทำงานได้ดีขึ้น แต่ Introvert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนจดจ่อกับงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ HR ในการสำรวจว่านิสัยของพนักงานในองค์กรเป็นอย่างไร และวางนโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลเหล่านั้น การเปิดเพลงดังนอกจากจะรบกวนพนักงานท่านอื่นแล้ว ยังมีผลต่อโครงสร้างอาคารอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่หูฟังก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะจะไปลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน และอาจทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในกรณีฉุกเฉิน เสียงเพลงมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าองค์กรจะนำมาใช้อย่างไร หากวางแผนได้ดี นอกจากจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นแล้ว ยังสามารถประยุกต์เป็นสวัสดิการใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร ให้ดูจากเพลงที่เขาฟัง ประโยคสวยหรูแบบนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์ในฐานะตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบร่างออกมาเป็นนิสัยใจคอของแต่ละคน เสียงเพลงหลากหลายแนวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ นั่นหมายความว่าหากเรารู้วิธีนำเสียงเพลงมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึกในแง่บวก เสียงเพลงก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้พนักงานมีความพร้อมในการทำงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามแม้บางคนจะชอบฟังเพลงในชีวิตประจำวัน แต่การฟังเพลงในที่ทำงานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะพนักงานแต่ละคนมีรสนิยมต่างกัน แถมมีความหลากหลายในรูปแบบการทำงาน ดังนั้นเสียงเพลงที่เหมาะกับแผนกหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนกอื่น ๆ ก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสมกับองค์กรต่อไปตามสมควร วิทยาศาสตร์อธิบายอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์อย่างไร เสียงเพลงไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น ๆ อีกมากโดยการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเสียงเพลงสามารถช่วยให้คนทำงานดีขึ้นได้จริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการทำให้หายเครียดและช่วยให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ได้ดีขึ้น ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการใช้ดนตรีมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผู้ฟังก็คือจังหวะ โดยผลวิจัยระบุว่าจังหวะที่เหมาะกับการทำงานคือราว 60-70 บีทต่อวินาที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อิทธิพลของเสียงเพลงเปลี่ยนไปตามนิสัยและพฤติกรรมของคนด้วย เช่น Extrovert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนทำงานได้ดีขึ้น แต่ Introvert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนจดจ่อกับงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ HR ในการสำรวจว่านิสัยของพนักงานในองค์กรเป็นอย่างไร และวางนโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลเหล่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเปิดเพลงดังนอกจากจะรบกวนพนักงานท่านอื่นแล้ว ยังมีผลต่อโครงสร้างอาคารอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่หูฟังก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะจะไปลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน และอาจทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในกรณีฉุกเฉิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าองค์กรจะนำมาใช้อย่างไร หากวางแผนได้ดี นอกจากจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นแล้ว ยังสามารถประยุกต์เป็นสวัสดิการใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 633"></p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร ให้ดูจากเพลงที่เขาฟัง <span style="font-weight: 400;">ประโยคสวยหรูแบบนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์ในฐานะตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบร่างออกมาเป็นนิสัยใจคอของแต่ละคน เสียงเพลงหลากหลายแนวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ นั่นหมายความว่าหากเรารู้วิธีนำเสียงเพลงมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึกในแง่บวก เสียงเพลงก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้พนักงานมีความพร้อมในการทำงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามแม้บางคนจะชอบฟังเพลงในชีวิตประจำวัน แต่การฟังเพลงในที่ทำงานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะพนักงานแต่ละคนมีรสนิยมต่างกัน แถมมีความหลากหลายในรูปแบบการทำงาน ดังนั้นเสียงเพลงที่เหมาะกับแผนกหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนกอื่น ๆ ก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสมกับองค์กรต่อไปตามสมควร</span></p>

<h2>วิทยาศาสตร์อธิบายอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น ๆ อีกมากโดยการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้</span></p>
<h3>เสียงเพลงทำให้มนุษย์อารมณ์ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span><a href="https://www.cell.com/trends/cognitive-sciences/fulltext/S1364-6613(13)00049-1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก Trends in Cognitive รายงานว่าเสียงเพลงมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยารักษาด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยจัดทำขึ้นด้วยการแบ่งผู้ป่วยที่กำลังเตรียมตัวผ่าตัดออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกช่วยลดการวิตกกังวลด้วยการใช้ยา กลุ่มที่สองช่วยลดการวิตกกังวลด้วยการฟังเพลง ผลที่ได้คือผู้ป่วยกลุ่มที่สองมีอัตราการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าหากเราไม่เครียด ศักยภาพในการทำงานของเราก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h3>เสียงเพลงทำให้มนุษย์ทนทำงานแบบเดิม ๆ ได้มากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">JAMA Network ทำการ</span><a href="https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2790186" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">กับศัลยแพทย์ที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ในห้องตรวจนอกเหนือจากการผ่าตัด เช่นการค้นคว้าวิจัย, งานเอกสาร เป็นต้น และผลวิจัยได้ข้อสรุปออกมาว่าศัลยแพทย์ที่ฟังเพลงไปทำงานไปมีผลงานที่ดีขึ้นจริง ซึ่งผู้วิจัยให้เหตุผลว่าเสียงเพลงจะช่วยลดความน่าเบื่อระหว่าง ซึ่งเป็นปัญหาหลักของงานประจำที่ไม่มีความน่าตื่นเต้นหลงเหลืออีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณดาเนียล เลวิทีน (Daniel Levitin) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง This Is Your Brain on Music และได้ศึกษาเรื่องอิทธิพลของเสียงกับสมองของมนุษย์มานานก็เน้นย้ำถึงข้อสรุปนี้ โดยกล่าวว่าเสียงเพลงทำให้บรรยากาศสนุกสนานขึ้น และถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่ต้องอยู่กับงานในรูปแบบเดิมทุกวัน อนึ่งรูปแบบเพลงแต่ละแบบก็ให้ความรู้สึกต่างกัน ดังนั้น HR ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าพนักงานในองค์กรเหมาะกับเสียงเพลงแบบใด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10959 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.04.17.png" alt="Screen Shot 2565 03 21 at 21.04.17" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 634"></p>
<h3>การฟังเพลงในช่วงพักช่วยให้เราจดจ่อกับงานต่อไปได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วารสาร Psychology of Music ได้ทำการสำรวจกับกลุ่มนักเรียนและพบว่าผู้ที่ฟังเพลงระหว่างพักเบรกจะมีความพร้อมในการรับเนื้อหาต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จดจ่ออยู่การเรียนได้นานขึ้น อย่างไรก็ตามผลสำรวจจาก </span><a href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/acp.3532" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Applied Cognitive Psychology Journal</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในปี 1997 ได้เสริมต่อว่าผลของการฟังเพลงจะเปลี่ยนไปตามลักษณะนิสัยของแต่ละคน เช่นคนที่เป็น Extroverts จะมีความจำทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาวดีขึ้น แต่สำหรับคนที่เป็น Introverts เสียงเพลงจะเข้าไปทำลายความจำของเจ้าตัวทันที คนแบบนี้เหมาะกับการทำงานอยู่เงียบ ๆ คนเดียวมากกว่า</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายทั่วโลก ซึ่งบางครั้งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน ดังนั้น HR ต้องทำการสำรวจกับพนักงานในบริษัทโดยตรงอีกครั้งว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามภายใต้ความขัดแย้งมีสิ่งที่ทุกการวิจัยให้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน ประกอบไปด้วย</span></i></p>
<h3>เลือกเพลงที่จะไม่ทำให้คุณเสียสมาธิ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงบรรเลงจะข่วยให้จิตใจคุณนิ่งและจดจ่อกับงานได้มากขึ้น ถ้าอยากฟังเพลงแบบมีเนื้อร้อง ให้เลือกเพลงต่างประเทศ หรือใช้ภาษาที่เราไม่สามารถเข้าใจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สมองไปอยู่กับเพลงมากเกินไป (สังเกตได้ว่าเพลงไหนที่เราคุ้นเคย เราจะเผลอร้องตามโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้จะไปดึงความสนใจของเราออกจากงาน)</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11366 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 635"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>อย่าคิดว่าเพลงเร็วจะทำให้คุณตื่นตัว หันไปสนใจเนื้อร้องซะก่อน !</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดก็คือเพลงช้าจะทำให้เราเศร้า และเพลงเร็วจะทำให้เราตื่นตัว แต่รู้ไหมว่าสิ่งที่มีอิทธิพลกับการทำงานมากกว่าจังหวะของเพลงก็คือเนื้อร้อง เพราะเนื้อร้องที่เป็นแง่ลบจะทำให้จิตใจของผู้ฟังหมองลงตามไปด้วย และที่สำคัญเพลงเร็วมากมายก็มักมีเนื้อหาที่เศร้าสวนทางกับจังหวะสนุก ๆ ดังนั้นก่อนจะเลือกเพลงมาเปิดในที่ทำงานสักเพลง ต้องมองให้รอบด้านที่สุด</span></p>
<h3>ปรับความดังของเพลงให้เหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.fastcompany.com/3051835/how-background-noise-affects-the-way-you-work" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก</span> <span style="font-weight: 400;">University of Illinois ระบุว่าความดังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการทำงาน เพลงบรรเลงที่เปิดดังเกินไป ก็จะไม่ได้ทำหน้าที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่กลายเป็นน่ารำคาญ ขณะที่เพลงร็อคบางเพลงที่ดูวุ่นวายหนวกหู แต่หากเปิดดัง ๆ ในสถานการณ์ที่เหมาะสม ก็อาจช่วยกลบเสียงอื่น ๆ ที่น่ารำคาญกว่าได้เช่นกัน ไม่มีกฎตายตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ผลวิจัยยังมีข้อมูลที่น่าสนใจบอกว่าการเปิดเพลงคลอเบา ๆ จะช่วยให้คนโฟกับงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเปิดเพลงให้ดังขึ้นมาในระดับกลาง ไม่ดังเกินไป ก็จะช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ดีขึ้น แต่ท้ายสุดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรว่าเมื่อนำวิธีเหล่านี้ไปใช้แล้วเกิดผลดีตามมาหรือไม่ หากไม่ก็ควรหาทางเลือกอื่นมาช่วยพัฒนาการทำงานดีกว่า</span></p>
<h2>เสียงเพลงมีผลต่อการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ดนตรีทำงานกับมนุษย์และมีผลต่อการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมก็คือเสียงเพลงช่วยเพิ่มอัตราการหลังสารโดพามีน (Dopamine) ในสมอง ซึ่งสารนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผนบริหารจัดการ, การควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงาน นอกจากนี้ดนตรียังช่วยสร้างประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงช่วยให้เราเรียกสมาธิกลับมาง่ายขึ้น : <span style="font-weight: 400;">ออฟฟิศคือศูนย์รวมของความวุ่นวาย แต่ด็อกเตอร์ เอมิท ซูด (Dr.Amit Sood) จาก </span><a href="https://www.mayoclinic.org/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mayo Clinic</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการฟังเพลงจะช่วยดึงสมาธิของเรากลับมาได้ โดยใช้เวลาเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น : <span style="font-weight: 400;">เปรียบง่าย ๆ ว่าการฟังเพลงจะทำให้เราตกอยู่ในภวังค์ เคยไหมที่คุณฟังเพลงโปรดแล้วร้องตามไปเรื่อยจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการ</span><a href="https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15677103/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของคุณ J.G. Fox และ E.D. Embrey ได้พิสูจน์แล้วว่าเสียงเพลงช่วยให้การทำงานซ้ำ ๆ มีประสิทธิภาพขึ้นจริง เพราะจะทำให้ร่างกายเปิดโหมด auto-pilot ขยับไปอย่างอัตโนมัติ</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงมีผลกับพฤติกรรมของมนุษย์ : <span style="font-weight: 400;">เคยสังเกตไหมว่าเสียงเพลงในร้านอาหารอย่างเคเอฟซีหรือแม็คโดนัลด์จะเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุก ๆ และเสียงเพลงในห้างสรรพสินค้าจะเป็นเพลงสบาย ๆ ฟังได้ต่อเนื่อง เหตุผลก็คือมีการวิจัยที่พบว่าเสียงเพลงสนุก ๆ จะช่วยให้คนซื้อของกินมากขึ้น ขณะที่เพลงจังหวะกลาง ๆ จะช่วยให้คนเดินเลือกสินค้านานขึ้น สอดคล้องกับทฤษฎีที่บอกว่ายิ่งคนใช้เวลาในห้างสรรพสินค้ามากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันจึงมีบริษัทมากมายที่รับผลิตเพลงให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละบริษัทเพื่อช่วยให้พนักงานมีวิสัยทัศน์ตรงกับวัฒนธรรมขององค์กรมากยิ่งขึ้น</span></p>
<h2>เสียงเพลงมีผลต่อการทำงานทำงานแบบไฮบริด (Work From Home) อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการทำงานอยู่ที่บ้านคือการเสียสมาธิจากบรรยากาศที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทำงานตั้งแต่ต้น ดังนั้นคนมากมายจึงไม่สามารถจดต่ออยู่กับงานได้อย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หน้าที่ของเสียงเพลงสำหรับผู้ที่ Work From Home จึงเป็นการใช้เพื่อช่วยให้จดจ่ออยู่กับงานได้ดีและนานขึ้น โดยมีผลวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงจนได้คำตอบดังต่อไปนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10746 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/shutterstock_2077578058-1.jpg" alt="ptt digital hr tech for hybrid for hybrid workplace" width="500" height="299" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 636"></p>
<h3>การฟังเพลงคลาสสิคจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสที่ระบุว่านักเรียนที่ฟังเพลงคลาสสิคระหว่างเรียนในคลาสความยาว 1 ชั่วโมงสามารถทำคะแนนสอบได้ดีกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนท่ามกลางความเงียบ นอกจากนี้ดนตรีคลาสสิคยังมีผลกับอารมณ์ของผู้ฟังโดยตรง อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพลงคลาสสิคทุกชนิดจะมีประโยชน์ ควรเป็นเพลงที่ฟังแล้วผ่อนคลาย ไม่มีความซับซ้อนของดนตรีมากเดินไป เพราะจะกลายเป็นการรบกวนไปเสียแทน</span></p>
<h3>จังหวะเพลงดี สมาธิก็ดีตาม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการ</span><a href="https://www.seek.com.au/learning/studying/study-tips/songs-to-study-to" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากนักจิตวิทยาคลินิกและ Spotify ที่ระบุว่าสิ่งสำคัญของเพลงต่อการทำงานไม่ใช่เรื่องประเภทของเพลง แต่เป็นเรื่องจังหวะต่างหาก โดยบีทที่เหมาะกับการทำงานอยู่ที่ 60-70 บีทต่อวินาที เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังมีความตื่นตัวและจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะไปหาเพลงที่มีความเร็วระดับที่ว่าได้อย่างไร สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการเปิดเสียงธรรมชาติทดแทนไปเลย เพราะการนึกถึงเสียงของสถานที่สุดโปรดจะทำให้จิตใจสงบ ทำให้เกิดสมาธิได้เช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10864 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/hrnote_cover_template.png" alt="พักก่อน !!! ถ้าไม่อยากเป็นโรค Work From Home Burnout" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 637"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">พักก่อน !!! ถ้าไม่อยากเป็นโรค Work From Home Burnout</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เพลงแจ๊สช่วยลดความเครียดจากการจ้องหน้าจอนาน ๆ ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงแจ๊สมักถูกคนบอกว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” แต่รู้ไหมว่ามีผลสำรวจที่ระบุว่ามันช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยในเรื่องความจำกับช่วยหลั่งสารแห่งความสุขอีกด้วย ดังนั้นหากเรารู้สึกว่าการทำงานอยู่บ้านนั้นน่าเบื่อ ซ้ำซากจำเจ บางทีเพลงแจ๊สก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีของคุณ แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าผลวิจัยก็คือการทดลองกับตัวเองว่าเพลงแบบไหนที่ชอบที่สุด เปิดฟังแล้วกระตุ้นต่อมทำงานได้ดีที่สุด โดยอ้างอิงกับผลลัพธ์ไม่ใช่การคิดไปเอง เพราะบางครั้งหลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว การอยู่เงียบ ๆ คนเดียวก็อาจเหมาะกับรูปแบบการทำงานของเรามากกว่าด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าการวิจัยต่าง ๆ ทำขึ้นโดยตั้งธงว่าการ Work From Home จะนำไปสู่ความเครียดอันเกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แตกต่างออกไป ดังนั้นคงตอบไม่ได้ว่าเพลงแบบไหนที่จะช่วยให้การทำงานแบบไฮบริดมีประสิทธิภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการเลือกใช้เสียงเพลงตามรสนิยมและวัตถุประสงค์ที่ต้องการต่างหาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดนี้เราขอแนะนำวิธีที่เรียกว่า</span> Iso Princicle<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นวิธีที่นักจิตบำบัดใช้เพื่อปรับอารมณ์ของคนไข้ด้วยการเปลี่ยนเพลงไปเรื่อย ๆ ใช้อิทธิพลของเสียงมาปลุกเร้าให้คนไข้รู้สึกตามที่ต้องการ โดยมีหลักการง่าย ๆ ว่าเราไม่ควรรีบเปิดเพลงโดยมุ่งหวังว่าจะไปกระตุ้นให้คนทำงานหนักทันที กลับกันเราควรเริ่มแค่การปรับอารมณ์แบบสบาย ๆ ให้ผู้ฟังพร้อมทำงานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นหากเราตื่นเช้ามาอย่างอารมณ์เสีย เราก็ควรคิดเรื่องการเปลี่ยนตัวเองให้อารมณ์ดีก่อน ไม่ใช่ดันทุรังให้ทำงานด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวแบบนั้น</span></p>
<h2>ตัวอย่างเพลงที่ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ว่าช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้จริง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร. เดวิด ลูอิส ฮอดจ์สัน (Dr.David Lewis Hodgson) จาก </span><a href="https://themindlab.co.uk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">MindLab International </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้ทำการวิจัยโดยให้กลุ่มตัวอย่างแก้โจทย์ของตัวต่อพัซเซิลและเปลี่ยนเพลงไปเรื่อย ๆ จากนั้นค่อยวัดผลว่าเสียงเพลงช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลได้อย่างไร อ้างอิงจากอัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงที่นักประสาทวิทยาแนะนำให้ฟังก็คือเพลง </span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=UfcAVejslrU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Weightless</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ Marconi Union ที่ผู้แต่งร่วมมือกับนักบำบัดทางจิตเพื่อเลือกใช้เสียงที่มีประโยชน์ที่สุด เพลงนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเครียดและทำให้ร่างกายกลับมาสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง โดยมีข้อสรุปว่าเพลงนี้ช่วยลดระดับความวิตกกังวลของผู้ฟังลงได้ถึง 65% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่วิเศษมาก ๆ เพราะผล</span><a href="https://www.gsb.stanford.edu/insights/why-your-workplace-might-be-killing-you" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่าง Harvard และ Stanford University ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนว่าความเครียดจากการทำงานส่งผลเสียต่อชีวิตมากกว่าโรคอัลไซเมอร์, เบาหวาน หรือไข้หวัดใหญ่ทุก ๆ สายพันธุ์ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสรุปได้ว่าหากเราอยากให้ร่างกายพร้อมสำหรับการทำงานหนัก สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือการพักผ่อน และคงไม่มีการพักผ่อนแบบไหนที่ทำได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ดีเท่ากับการฟังเพลงอีกแล้ว</span></p>
<h3>และนี่คือ 10 เพลงที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฟัง</h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">We Can Fly โดย Rue du Soleil (Café Del Mar)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Canzonetta Sull&#8217;aria โดย Mozart</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Someone Like You โดย Adele</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Pure Shores โดย All Saints</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Please Don&#8217;t Go โดย Barcelona</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Strawberry Swing โดย Coldplay</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Watermark โดย Enya</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Mellomaniac (Chill Out Mix) โดย DJ Shah</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Electra โดย Airstream</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Weightless โดย Marconi Union</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเน้นย้ำว่ารายชื่อข้างต้นเป็นไปตามการวิเคราะห์ตามทฤษฎีของนักประสาทวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงเท่านั้น ผู้อ่านสามารถพิจารณาเองว่าเพลงเหล่านี้ตรงกับรสนิยมของตนหรือไม่ และค่อย ๆ ปรับปรุงให้ได้เพลย์ลิสต์ในฝันของตนเองสำหรับการทำงานโดยเร็วที่สุด</span></p>
<h2>HR ควรบริหารจัดการเรื่องเสียงเพลงในออฟฟิศอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในแง่บวกต่อการฟังเพลงในที่ทำงานมากแค่ไหน แต่ HR ไม่ควรด่วนตัดสินใจโดยปราศจากความเข้าใจต่อโครงสร้างในองค์กรของตน เพราะเป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนขอบฟังเพลง ก็ต้องมีคนที่อยากทำงานแบบเงียบ ๆ มากกว่า ซึ่งมีการ</span><a href="https://www.roberthalf.com/blog/salaries-and-skills/listening-to-music-at-work-how-to-avoid-annoying-others" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก Robert Half กับพนักงานในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,000 คนและพบว่ามีพนักงานราว 15% ที่ปฏิเสธการฟังเพลงในที่ทำงาน และแม้คนที่เห็นด้วยจะสูงถึง 85% แต่อย่าลืมว่าคนที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นสมาชิกของบริษัทที่ต้องให้ความสำคัญแบบเดียวกัน</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 638"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: อยากทราบวิธีสำรวจบรรยากาศในที่ทำงานแบบง่าย ๆ แต่ได้ผล</span></p>
<p>องค์กรมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารจึงอยากทราบว่าพนักงานรู้สึกอย่างไร มีความสุขกับงานหรือไม่ โดยมีระยะเวลาสำรวจ 1 เดือนแบบไม่มีงบประมาณให้</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: วิธีแก้ไขเรื่องนี้แบบง่ายที่สุดคือการทำ Stay Interview</span></p>
<p>หมายถึงการพูดคุยกับพนักงานแบบส่วนตัวโดยหัวหน้างาน แต่เป็นการพูดคุยที่เน้นสำหรับการรับฟังปัญหา ฟังคำแนะนำ และแสดงความห่วงใยกลับไปหาพนักงานโดยตรง ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ สามารถทำได้ในบรรยากาศสบาย ๆ เช่นระหว่างเดินซื้อของ, นั่งดื่มกาแฟ ฯลฯ ทั้งนี้ไม่ควรใช้การพูดคุยแบบจริงจังอย่างการพูดในที่ประชุม เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกกดดันจนไม่กล้าพูดความจริงออกมา</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1278?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 639"></span></a></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.researchgate.net/publication/230131098_The_Effect_of_Background_Music_and_Noise_on_the_Cognitive_Test_Performance_of_Introverts_and_Extraverts" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของนักจิตวิทยาจาก University College London กล่าวว่าเสียงเพลงเป็นปฏิปักษ์กับคนที่ชอบเก็บตัว คนกลุ่มนี้มองว่าเสียงเพลงคือตัวทำลายสมาธิและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตนลดลง ดังนั้นหาก HR มองข้ามข้อเท็จจริงตรงนี้ ก็ไม่มีทางที่สร้างองค์กรในฝันของพนักงานได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเริ่มต้น HR ควรค่อย ๆ เพิ่มเสียงเพลงเข้ามาในระหว่างวันทีละนิด เช่นเริ่มใช้เพลงเมื่อมีการเฉลิมฉลองในเทศกาลสำคัญ (เช่นช่วงคริสมาสต์ก็เปิดเพลงสร้างบรรยากาศควบคู่กับการตกแต่งสถานที่เพื่อไม่ให้แปลกแยก) หรือเปิดเฉพาะในเวลาพักแล้วเอาเสียงตอบรับจากพนักงานมาเป็นแนวทางพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นโดยใช้วิธีการดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11570 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/close-up-hand-writing-notebook-top-view-scaled.jpg" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 640"></p>
<h3>เขียนกฎให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎที่ครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญมากที่ HR ต้องเข้ามาบริหารจัดการ เพราะไม่ใช่แค่จังหวะทำนองที่มีผลต่อการทำงาน แต่เนื้อเพลงมากมายในปัจจุบันมักมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ, ศาสนา, การเมือง, ชาติพันธุ์ หรืออีกมากมายที่อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับพนักงานบางท่าน ดังนั้นบริษัทต้องระบุเลยว่าเนื้อหาแบบใดบ้างที่ต้องห้ามในบริษัท </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยหากเกิดการโต้เถียงหรือลงโทษ กฎที่รับรู้ร่วมกันนี้เองที่จะเป็นศูนย์รวมในการตัดสินใจ วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือหากเรารู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงอาจทำให้คนรู้สึกไม่ดี ก็ตีไปเลยว่าเพลงนั้นไม่ควรเปิด ให้เลือกเพลงที่เราเองก็รู้สึกสบายใจเท่านั้น </span></p>
<h3>ข้อบังคับเรื่องการใช้หูฟัง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการฟังเพลงไม่ใช่แค่เสียงรบกวนเท่านั้น แต่ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว เสียงเพลงที่ดังเกินกำหนดจะมีผลต่อโครงสร้างอาคาร ดังนั้นการใส่หูฟังจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนที่อยากฟังเพลงในที่ทำงาน แต่การใส่หูฟังก็มีโทษเช่นกันเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธสถานการณ์รอบตัว และอาจทำให้ไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในเวลาฉุกเฉิน ทั้งนี้ HR สามารถแบ่งกฎให้พนักงานแต่ละแผนกก็ได้ เช่นแผนกที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นบ่อย ๆ แต่กับบางสายงานเช่นครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดและหาไอเดียตลอดเวลา บริษัทก็สามารถผ่อนปรนได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น</span></p>
<h3>ให้ความสำคัญกับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มักคิดว่าเมื่อพนักงานมาอยู่ร่วมกันมากหน้าหลายตาแล้วก็จำเป็นต้องมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าปกติ ทั้งที่จริง ๆ ทุกคนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการทำงานอย่างสบายใจด้วยกันทั้งสิ้น HR ต้องไม่มองว่าพนักงานจริงจังเกินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะเสียงเพลงทำหน้าที่กับจิตใจของคนในบริบทที่แตกต่างกันเสมอ และเมื่อแก้ไขปัญหาแล้ว HR ควรนำเหตุการณ์นั้นไปเป็นบรรทัดฐานเพื่อบังคับใช้ต่อไป ห้ามปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันบ่อย ๆ เด็ดขาด</span></p>
<h3>ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทั่วไปมักมองหัวหน้าหรือผู้คุมกฎเป็นตัวอ้างอิงว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ดังนั้นหากบริษัทที่ตั้งใจวางนโยบายด้านเสียงเพลงแทบตายมีหัวหน้าที่เปิดเพลงหยาบคายและเสียงดังจนรบกวนคนอื่น ก็ไม่มีทางที่พนักงานจะทำตามกฎที่ HR ตั้งไว้ ผู้นำต้องคิดว่าความชอบและรสนิยมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีของทุกคนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายด้านการฟังเพลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่ HR จะให้ความสำคัญ เพราะเสียงเพลงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน การเข้ามาบริหารจัดการให้เป็นระบบขึ้นก็จะช่วยให้เราก้าวข้ามความผิดพลาดและสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8932 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 641"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงถูกใช้ในหลากหลายธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร, ละคร, ภาพยนตร์ ฯลฯ ความหลากหลายตรงนี้เองที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าดนตรีมีผลกับความรู้สึกของคนได้จริง ซึ่งหากองค์กรนำมาใช้อย่างถูกวิธีภายใต้การบริหารจัดการที่เหมาะสม เสียงเพลงก็จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับการทำงานได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกนโยบายเรื่องเสียงเพลงยังสะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ HR และคนที่เป็นผู้นำ เพราะจะช่วยให้เรารู้ว่าพนักงานต้องการอะไรหรือต่อต้านแนวทางแบบใด นอกจากนี้เสียงเพลงยังแสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรและบรรยากาศในภาพรวมที่ส่งผลต่อกระบวนการ HR Recruitment ขณะเดียวกันหากพบว่าเสียงเพลงช่วยให้การทำงานในองค์กรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ HR ก็สามารถนำไปคิดสวัสดิการสนุก ๆ เช่นให้หูฟังเป็นของขวัญ, ดูคอนเสิร์ตยกแผนก, ห้องคาราโอเกะ ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากคุณไม่รู้ว่าควรออกนโยบายหรือนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ HR ที่ดีที่สุดในไทย จะมีวิสัยทัศน์แบบไหนก็จัดการได้ในคลิกเดียว</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 642" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3v29EaU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3v29EaU</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3PGZkNg" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3PGZkNg</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OpqWVW" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OpqWVW</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3B2NWat" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3B2NWat</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3znqt2s" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3znqt2s</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220718-not-family/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jul 2022 02:25:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220718-not-family/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันชอบพูดว่า &#8220;เราอยู่กันแบบครอบครัว&#8221; คำพูดนี้อาจดูดีเมื่อถูกประชาสัมพันธ์ แต่ความจริงมันคือรากฐานของความผิดพลาด เพราะคำว่าครอบครัวจะทำให้องค์กรมองข้ามความเป็นมืออาชีพบางอย่างไป เพราะแท้จริงบริษัทมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองลูกค้า และพนักงานเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บริษัทจึงไม่ได้รักเราเหมือนครอบครัว เปรียบง่าย ๆ ว่าครอบครัวไม่เคยไล่คนออก และไม่เคยรู้สึกแย่เมื่อคุณอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ต่างจากบริษัทที่มักมองเราเป็นผู้ทรยศเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนงานไปหาโอกาสที่ตรงกับความต้องการมากกว่า ครอบครัวไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยของทุกคน และที่สำคัญพนักงานอาจต้องการแยกชีวิตส่วนตัวกับการทำงานอย่างชัดเจนก็ได้ ดังนั้นการบอกว่าบริษัทเป็นเหมือนครอบครัวจะทำให้เส้นแบ่งตรงนี้หายไป สร้างความลำบากใจ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนงานอย่างรวดเร็ว บริษัทสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix มองว่าบริษัทควรเป็นเหมือนทีมกีฬามากกว่าครอบครัว ใครเก่งก็เก็บไว้ ใครไม่เก่งก็ต้องเปิดโอกาสให้ไปหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า อย่าฝืน เพราะจะเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย “เราอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว” คำพูดนี้ฟังดูดีและเป็นสิ่งที่บริษัทหลายแห่งนำมาใช้เป็นวัฒนธรรมองค์กรอยู่ แต่รู้ไหมว่าแนวคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะแท้จริงคำว่าบริษัทกับครอบครัวมีรายละเอียดแตกต่างกันมาก จนคำว่าครอบครัวกลายเป็นข้ออ้างในการเอารัดเอาเปรียบโดยลืมไปว่าความเห็นอกเห็นใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นหน้าที่หลักของมนุษย์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาคำว่าครอบครัวมาอ้างอิงด้วยซ้ำ  บทความของเราไม่ได้บอกว่าบริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัวเป็นพวกโลกสวย หรืออยากให้คุณมองโลกในแง่ร้ายดูบ้าง แต่ในฐานะของ HR ก็ต้องตอบให้ได้ว่าคำว่าครอบครัวในองค์กรของคุณ ส่งเสริมการทำงานให้กันได้จริง ๆ หรือไม่  หากตอบได้ไม่ชัดเจน อ่านความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ เหตุผลที่ทำให้บริษัทแตกต่างจากครอบครัว คุณจัสติน พ็อต (Justin Pot) จาก Fast Company เคยทำแบบสำรวจกับพนักงานบริษัทในหัวข้อ &#8220;คำพูดใดที่พนักงานเกลียดที่สุด&#8221; ตอนแรกเขาคิดว่าคงได้คำตอบเป็นนโยบายแปลก ๆ หรือคำพูดที่สะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานแย่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: left;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันชอบพูดว่า &#8220;เราอยู่กันแบบครอบครัว&#8221; คำพูดนี้อาจดูดีเมื่อถูกประชาสัมพันธ์ แต่ความจริงมันคือรากฐานของความผิดพลาด เพราะคำว่าครอบครัวจะทำให้องค์กรมองข้ามความเป็นมืออาชีพบางอย่างไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพราะแท้จริงบริษัทมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองลูกค้า และพนักงานเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บริษัทจึงไม่ได้รักเราเหมือนครอบครัว เปรียบง่าย ๆ ว่าครอบครัวไม่เคยไล่คนออก และไม่เคยรู้สึกแย่เมื่อคุณอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ต่างจากบริษัทที่มักมองเราเป็นผู้ทรยศเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนงานไปหาโอกาสที่ตรงกับความต้องการมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยของทุกคน และที่สำคัญพนักงานอาจต้องการแยกชีวิตส่วนตัวกับการทำงานอย่างชัดเจนก็ได้ ดังนั้นการบอกว่าบริษัทเป็นเหมือนครอบครัวจะทำให้เส้นแบ่งตรงนี้หายไป สร้างความลำบากใจ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนงานอย่างรวดเร็ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix มองว่าบริษัทควรเป็นเหมือนทีมกีฬามากกว่าครอบครัว ใครเก่งก็เก็บไว้ ใครไม่เก่งก็ต้องเปิดโอกาสให้ไปหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า อย่าฝืน เพราะจะเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11844 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/ftaaaa.png" alt="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล" width="600" height="370" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 653"></p>
<p>“เราอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว” <span style="font-weight: 400;">คำพูดนี้ฟังดูดีและเป็นสิ่งที่บริษัทหลายแห่งนำมาใช้เป็นวัฒนธรรมองค์กรอยู่ แต่รู้ไหมว่าแนวคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะแท้จริงคำว่าบริษัทกับครอบครัวมีรายละเอียดแตกต่างกันมาก จนคำว่าครอบครัวกลายเป็นข้ออ้างในการเอารัดเอาเปรียบโดยลืมไปว่าความเห็นอกเห็นใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นหน้าที่หลักของมนุษย์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาคำว่าครอบครัวมาอ้างอิงด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความของเราไม่ได้บอกว่าบริษัทที่อยู่กันแบบครอบครัวเป็นพวกโลกสวย หรืออยากให้คุณมองโลกในแง่ร้ายดูบ้าง แต่ในฐานะของ HR ก็ต้องตอบให้ได้ว่าคำว่าครอบครัวในองค์กรของคุณ ส่งเสริมการทำงานให้กันได้จริง ๆ หรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากตอบได้ไม่ชัดเจน อ่านความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>เหตุผลที่ทำให้บริษัทแตกต่างจากครอบครัว</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณจัสติน พ็อต (Justin Pot) จาก </span><a href="https://www.fastcompany.com/90647846/we-need-to-stop-referring-to-work-as-family-heres-why" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Fast Company</span></a><span style="font-weight: 400;"> เคยทำแบบสำรวจกับพนักงานบริษัทในหัวข้อ &#8220;คำพูดใดที่พนักงานเกลียดที่สุด&#8221; ตอนแรกเขาคิดว่าคงได้คำตอบเป็นนโยบายแปลก ๆ หรือคำพูดที่สะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานแย่ ๆ แต่คำตอบที่พนักงานส่วนใหญ่เลือกคือ</span> &#8220;บริษัทของเราเป็นเหมือนครอบครัว&#8221; <span style="font-weight: 400;">ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมากและเริ่มศึกษาประเด็นนี้อย่างเจาะลึกจนได้ข้อสรุปว่า</span> &#8220;บริษัทไม่ใช่ครอบครัว และไม่ควรพยายามเป็น” <span style="font-weight: 400;">หากไม่ต้องการสร้างบรรยากาศในแง่ลบหรือสร้างปัญหาให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือสาเหตุว่าทำไม</span></p>
<h3>ครอบครัวไม่ไล่คนออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โอเค ! แม้จะมีบางบ้านที่ตัดพ่อตัดลูกกัน แต่ในสังคมปกติครอบครัวจะไม่ไล่คนออกจากตระกูลง่าย ๆ ไม่ว่าจะทะเลาะหรือทำให้ผิดหวังมากแค่ไหน ลองมองกลับไปที่ตัวเราเองก็ได้ ในวัยเด็กเราอาจเคยดื้อไม่ส่งการบ้าน, เกเรจนถูกพักการเรียน, ขโมยเงิน ฯลฯ แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยไล่เราออกจากความเป็นลูกด้วยเหตุผลเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การทำงานในบริษัทแตกต่างออกไป HR ไม่ได้จ้างเราเพราะความรัก แน่นอนว่าความผูกพันและความรู้สึกดีอาจเกิดขึ้นเมื่อทำงานร่วมกันไปพักใหญ่ ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทจ้างเราเพราะความสามารถในการทำงานเท่านั้น สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะเป็นกลไกทั่วไปขององค์กรที่ต้องเลือกคนที่เหมาะกับการลงทุนด้วยที่สุด และนี่คือเหตุผลง่าย ๆ ว่าทำไมแนวทางของบริษัททั่วไปจึงห่างไกลกับคำว่าครอบครัว </span></p>
<h3>การลาออกไม่ใช่การทรยศ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกตามดูว่าการลาออกจากบริษัทโดยปกติคือการหาทางเลือกที่ดีกว่าให้กับตัวเอง แต่การลาออกจากครอบครัว (ในที่นี้หมายถึงการตัดขาดจากครอบครัว) ย่อมต้องเกิดจากความขัดแย้งจนแบกรับไม่ไหว ถ้าเราคิดในมุมนี้ก็จะเห็นว่าบริษัทไม่สามารถเอาคำว่าครอบครัวมากล่าวอ้างได้เลยหากพนักงานต้องการลาออกเพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า เราเลยไม่จำเป็นต้องมานั่งรู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามบริษัทส่วนใหญ่ที่กล่าวว่าอยู่แบบครอบครัวมักรู้สึกว่าคนที่ลาออกเป็นคนทรยศเพราะทิ้งครอบครัว ดังนั้นตัวพนักงานเองก็ห้ามหวั่นไหวกับข้อกล่าวหานี้เด็ดขาด</span></p>
<h3>บริษัทไม่ได้รักคุณเหมือนครอบครัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวที่ดีจะเต็มไปด้วยความสุข อบอวลด้วยความรัก แต่การทำงานนั้นแตกต่างออกไปมาก เพราะบริษัทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจ ไม่มีชีวิตจิตใจ ไร้อารมณ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าแม้องค์กรจะประกอบด้วยบุคลากรมากมาย แต่องค์กรก็ไม่ใช่คนอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าในชีวิตการทำงานย่อมมีมิตรภาพดี ๆ เกิดขึ้น และบางคนอาจกลายเป็นเพื่อนรักที่สนิทกันจนแก่เฒ่า แต่อย่าลืมว่าท้ายสุดเราก็ผูกพันแค่เพราะต้องมาทำงานตามเป้าหมายเดียวกัน แลกเปลี่ยนความเห็นด้วยกัน นั่นหมายความว่าพนักงานบางคนก็พร้อมจะไปจากเราเช่นกันหากไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอีกต่อไปแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าของบริษัททั้งหลายควรคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรักองค์กรอย่างที่คุณรัก เพราะขณะที่คุณเป็นคนสร้างมันมากับมือ พนักงานบางคนก็สมัครเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย, รับเงินเดือน และกลับบ้านไปพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งแม้หัวหน้างานจะรู้สึกอย่างไร แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ที่พนักงานพึงกระทำ บริษัทไม่สามารถห้ามหรือเปลี่ยนแปลงได้เลยตราบใดที่ไม่ส่งผลในแง่ลบต่อบริษัทซึ่งครอบครัวไม่ซับซ้อนขนาดนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นตราบใดที่เราไม่สามารถรักพนักงานโดยไม่มีข้อแม้ การเปรียบองค์กรเป็น &#8220;ครอบครัว&#8221; ก็ดูไม่เหมาะสมจริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8063 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 654"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ข้อเสียของการเรียกบริษัทว่าครอบครัว</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่คนนึกไม่ถึงก็คือการทำให้บริษัทเป็นเหมือนครอบครัวจะทำให้พนักงานรู้สึกหมดไฟ (Burnout) เร็วกว่าปกติ เพราะความเป็นครอบครัวจะตามมาด้วยแนวคิดว่า “ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่รักอยู่ดีกินดี” ทั้งที่ความจริงแล้วโครงสร้างทุกอย่างยังอยู่ในระบบขององค์กร การกระตุ้นให้คนทำงานหนักขึ้นในนามของความรักมีแต่จะทำให้พนักงานเหน็ดเหนื่อยจนรับมือไม่ทัน นอกจากนี้คงไม่มีผู้นำคนไหนที่อยากปฏิเสธพนักงานที่พร้อมทุ่มเทเพื่องานอยู่แล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความเป็นครอบครัวได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตประจำวันลงไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาต่อมาคือหากองค์กรแทนผู้นำเป็นพ่อ-แม่ และแทนพนักงานเป็นลูก อำนาจในการตัดสินใจของพนักงานก็จะลดลงทันที เพราะในเชิงจิตวิทยาเรามักรอให้ผู้ปกครองบอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิดและสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ขณะที่การทำงานในองค์กรปกติจำเป็นต้องมีการระดมสมอง (Brainstorming) ในลักษณะเพื่อนคู่คิดต่อกันมากกว่า ซึ่งหากเป็นงานในสายครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยแล้ว การมีคนคอยตัดสินใจแทนถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ลดทอนคุณค่าของพนักงานโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นครอบครัวยังหมายถึงความสนิทสนมเกินไป ทำให้บางครั้งนำไปสู่การใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ และความเห็นอกเห็นใจแบบไม่มืออาชีพ โดยมีการ</span><a href="https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fpsyg.2020.01473/full" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ในปี 2020 ที่ระบุว่าความสัมพันธ์แบบครอบครัวในที่ทำงานจะทำให้พนักงานมองข้ามความเห็นในแง่ลบของหัวหน้า และมีความเสี่ยงที่จะช่วยโกงหรือโกหกเพื่อรับหน้าแทนจนกล่าวได้ว่า การอยู่แบบครอบครัวแม้จะฟังดูดีตามเนื้อผ้า แต่หากไม่ถูกบริการจัดการอย่างเหมาะสมก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของทุจริตได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแม้ความเชื่อใจและมิตรภาพดี ๆ จะเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในหลากหลายองค์กร แต่ตัว HR ก็ต้องตรวจสอบเสมอว่าทัศนคติดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการทำงานในภาพรวมหรือไม่ มิฉะนั้นความเป็นครอบครัวก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่กลับมาทิ่มแทงเราแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 655"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทต้องเข้าใจก่อนว่า </span>“คำว่าครอบครัวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน” <span style="font-weight: 400;">บางคนอาจไม่ได้อยากรู้จักคนในออฟฟิศมากกว่าการเป็นเพื่อนร่วมงาน, บางคนอาจไม่ได้มาจากครอบครัวที่อบอุ่นและมองคำว่าครอบครัวในแง่ลบ การประชาสัมพันธ์เรื่องความเป็นครอบครัวโดยไม่เหลือพื้นที่ให้คนคิดต่างเลยกลายเป็นปัญหาที่นำไปสู่การเปลี่ยนงานได้ อีกทั้งคำว่าครอบครัวจะไปทำให้สิทธิ์ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวบางอย่างหายไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างในองค์กรที่มีโครงสร้างปกติ เราจะรู้ทันทีว่าข้อมูลไหนเป็นข้อมูลส่วนตัว เช่นหากเราลางานตามสิทธิ์ HR ก็ไม่ควรถามรายละเอียดเพิ่มเติมจนเกินควร แต่พอเป็นครอบครัวแล้ว บริษัทจะคิดว่าการถามเรื่องส่วนตัวเป็นสิ่งที่ทำได้ (เพราะจะยิ่งเสริมให้ภาพของความเป็นครอบครัวชัดขึ้น) กลายเป็นความเครียดที่เพิ่มขึ้นของพนักงาน โดยผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าปัญหานี้โดดเด่นขึ้นในข่วงที่โควิด-19 ระบาดและคนหันไปทำงานแบบไฮบริดกันมากขึ้น หัวหน้าบางคนอาจระแวงว่าพนักงานของตนทำงานอยู่ตลอดเวลาจริงหรือไม่ และสั่งให้พนักงานทำตามนโยบายแปลก ๆ เพราะคิดว่าสนิทกันแล้ว มองข้ามกฎเกณฑ์บางอย่างก็คงไม่เป็นไรเพื่อตรวจสอบเวลาเข้าออกงานโดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจอย่างที่ครอบครัวปกติเป็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-thumbnail wp-image-8001 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/5f29f2d61948de66933a991f1881831c.jpg" alt="ความสุขในการทำงาน Workplace Happiness" width="600" height="370" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 656"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Workplace Happiness วิธีสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ถ้าไม่เป็นครอบครัว บริษัทควรมีวิธีคิดอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อเรามองลึกลงไปถึงวัตถุประสงค์ของการเรียกบริษัทว่าครอบครัว เราจะเห็นว่าบริษัทนั้นแค่ต้องการวางโครงสร้างให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) กับองค์กรเท่านั้น ดังนั้นแทนที่จะเลือกใช้คำว่าครอบครัวที่เป็นดาบสองคม HR ควรหันมาให้ความสำคัญกับการวางนโยบายและฝึกอบรมพนักงานให้มีความช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมากกว่า </span></p>
<p><a href="https://hbr.org/2021/10/the-toxic-effects-of-branding-your-workplace-a-family?fbclid=IwAR1LQvZyfdwZo9yzO3seL6g8igdAzpNCc6QNYamthQMGL-jN4_JkvxY9nSE" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> บอกว่าบริษัทควรใช้ระบบเหมือน</span>ชนเผ่า (Tribe) <span style="font-weight: 400;">มากกว่า เพราะมีทั้งความเป็นครอบครัว, ความเห็นอกเห็นใจ, มีเป้าหมายร่วมกัน และมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ทั้งนี้บริษัทควรศึกษาพฤติกรรมของพนักงานเสมอเพื่อหาสมดุลว่าโครงสร้างการทำงานแบบใดที่เหมาะกับบริษัทมากที่สุด</span></p>
<h3>HR ต้องทำให้พนักงานเห็นว่าบริษัทแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรากำลังสร้างทีมหรือจ้างพนักงานใหม่ สิ่งแรกที่ HR ต้องทำก็คือการหลีกเลี่ยงคำว่าครอบครัวเพื่อไม่ให้พนักงานมองว่าการประสบความสำเร็จในองค์กรคือการเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้ ส่วนคนที่คิดต่างจะถูกปัดไปอยู่ตรงชายขอบ กลับกัน HR ต้องเน้นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยินดีสนับสนุนให้พนักงานแสดงฝีมือออกมาอย่างดีที่สุดรวมถึงเน้นย้ำว่าบริษัทจะแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่ไปก้าวก่ายในเรื่องที่พนักงานไม่อยากให้รู้เด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทควรพูดคุยกับพนักงานเป็นระยะ หรือทำ Stay Interview ประมาณปีละ 1 ครั้งเพื่อตรวจสอบว่าพนักงานมีความสุขหรือไม่ และเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวภายในองค์กรยังคงแข็งแรงดีหรือไม่ หากเห็นว่ามีปัญหาก็ให้รีบแก้ไขโดยเร็วที่สุดโดยอาจถามจากพนักงานโดยตรงว่าควรแก้ไขปรับปรุงส่วนใดเป็นพิเศษ วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วยังทำให้พนักงานเห็นถึงความใส่ใจขององค์กรอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทยังควรเปลี่ยนจากการเอาครอบครัวเป็นศูนย์กลางแบบประโยคไทย ๆ ว่า “ลงเรือลำเดียวกันแล้ว” แต่ควรจำกัดอยู่แค่ว่า “เราคือกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันนะ” เพราะ</span><a href="https://www.mckinsey.com/business-functions/organization/our-insights/purpose-not-platitudes-a-personal-challenge-for-top-executives" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มีวิจัยจาก Mckinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าการเน้นย้ำเป้าหมายคือสิ่งที่จะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์กร, ช่วยเรื่อง Employee Engagement และทำให้พนักงานจงรักภักดียิ่งกว่าเดิม ดังนั้นการกำหนดว่าบริษัทต้องเป็นครอบครัวจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยหากเราทำให้พนักงานมองเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรไปในทิศทางเดียวกัน</span></p>
<h3>กำหนดกฎเกณฑ์ภายในองค์กรให้ชัดเจน โปร่งใส เข้าใจง่าย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าปัญหาหลักของการมองบริษัทเป็นครอบครัวก็คือการแยกไม่ออกระหว่างความเป็นมืออาชีพกับความเป็นส่วนตัว ยิ่งถ้าไม่มีกฎหรือเหตุผลประกอบการกระทำที่ชัดเจนพอก็จะยิ่งทำให้พนักงานเข้าใจผิดได้ง่ายขึ้น บริษัทต้องเน้นให้พนักงานเห็นว่าเวลางานคือเวลางาน และเวลาพักคือเวลาพักด้วยการสนับสนุนให้ใช้สิทธิ์ลาพักผ่อนตามความเหมาะสมเพื่อให้เห็นว่าท้ายสุดแล้วบริษัทยังคงใส่ใจเรื่องสวัสดิการและสิทธิ์ของพนักงานเป็นสำคัญเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น หัวหน้างานสามารถเริ่มทำสิ่งนี้ให้พนักงานเห็นก่อนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือการทำกิจกรรมจิปาถะ เป็นต้น เมื่อเห็นว่านโยบายบริษัทสามารถปฏิบัติตามได้จริง พนักงานจะกล้าทำตามโดยปริยาย และเรื่องที่ลืมไปไม่ได้ก็คือการ “สนับสนุน / ช่วยเหลืออย่างมืออาชีพ” บริษัทต้องตอบได้ทันทีว่าหากพนักงานรู้สึกไม่พร้อมในการทำงานหรือมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน บริษัทจะมีแนวทางรับมืออย่างไรบ้าง เช่นสามารถลางานเพิ่มเติมได้ไหม, สามารถเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมได้ไหม หรือสามารถแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราลองนึกภาพตามก็จะเห็นว่าโครงสร้างที่ดีมีแนวโน้มที่จะสร้างความสุขให้กับการทำงานมากกว่าการจำกัดด้วยคำว่าครอบครัวแต่ปราศจากระบบที่ดีด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51.jpeg" alt="f7cdb6734b67c9f9090fb05443470f51" width="600" height="370" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 657"></p>
<h3>คำว่าครอบครัว เป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับหัวหน้าตามความเป็นจริงเพื่อตระหนักว่าต่อให้เราจะสนิทสนมกันแค่ไหน แต่มิตรภาพในองค์กรเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น พนักงานหรือแม้แต่หัวหน้าเองย่อมต้องหาลู่ทางที่ดีกว่าตาม Career Path ของตนเอง และเมื่อแยกย้ายกันไปตามทางแล้ว ความเป็นครอบครัวก็มีแนวโน้มที่จะจางหายไป เราไม่สามารถคาดหวังให้คนปฏิบัติกับเราเหมือนเดิมเมื่อไม่มีพันธะต่อกันอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพนักงานมาถึงจุดที่คิดว่าการทำงานในบริษัทไม่ตอบโจทย์ของตนอีกต่อไป หัวหน้างานไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นปัญหาและคิดว่าโดนหักหลัง และไม่ควรเอาคำว่าครอบครัวเดียวกันมากล่าวอ้างให้อีกฝ่ายลำบากใจเด็ดขาด สิ่งที่หัวหน้างานควรทำคือการรับฟังว่าบริษัทมีจุดที่ควรปรับปรุงอย่างไร ทำไมพนักงานถึงคิดว่าไม่สามารถเติบโตที่นี่ต่อไปได้ จากนั้นให้ขอบคุณในสิ่งที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ขณะเดียวกันหากเป็นฝ่ายหัวหน้างานเองที่คิดว่าพนักงานดังกล่าวไม่เหมาะกับแนวทางขององค์กรอีกต่อไป (เช่นกรณีที่เกิดการปรับโครงสร้างหรือชนิดงานโดยสิ้นเชิง) บริษัทที่ดีควรหาทางช่วยเหลือให้พนักงานมีชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น เพราะทุกคนล้วนอยากมีคุณค่า โดยเฉพาะกับบริษัทที่ถือเป็นช่วงหนึ่งที่สำคัญของทุก ๆ ชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าครอบครัวควรมีความหมายแบบนี้ ไม่ใช่เครื่องมือในการเอาเปรียบกันแต่อย่างใด</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 658"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) มีวิธีการอย่างไร แล้วทำไปทำไม</span></strong></p>
<p>บริษัทเป็นองค์กรขนาดกลางที่เริ่มก่อตั้งจากธุรกิจครอบครัวแล้วก็เริ่มเติบโตมาเรื่อยๆ แต่ติดตรงที่วิถีปฎิบัติหลาย ๆ อย่างยังไม่ค่อยทันสมัยจนเด็กที่เข้ามาใหม่ลาออกกันเยอะ จึงคิดว่าต้องกลับมาคิดเรื่องการปรับวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง อยากขอคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์ค่ะ</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: ขอแนะนำการหา Culture ในองค์กรของเราด้วย 6 ขั้นตอนดังนึ้</span></strong></p>
<p>1. วิเคราะห์องค์กรของเรา (Organization analysis) + จัดทำ Workshop ฝ่ายพนักงาน (Employee workshop) อย่างแรกเราอาจจะมาดูพฤติกรรมคนในองค์กรกันก่อนครับว่ามีลักษณะภาพรวมอย่างไร โดยทางฝ่ายบุคคลอาจเริ่มจากการทำ Workshop กับพนักงานโดยแยกแผนก และพยายามเก็บตัวแทนพนักงานให้ได้เกิน 50% ขององค์กร</p>
<p>2. จัดทำ Workshop ฝ่ายบริหาร (Management workshop) เมื่อเราสกัดพฤติกรรมองค์กรมาแล้ว จะช่วยทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นครับว่าองค์กรของเราตอนนี้ เป็น Clan Culture, Adaptability Culture, Bureaucratic Cultureหรือ Achievement Culture</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/182?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 659"></span></a></p></blockquote>
<h2>บริษัทควรเป็นเหมือนทีมฟุตบอล ไม่ใช่ครอบครัว</h2>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11849 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/team-celebrating-win-silver-cup-scaled.jpg" alt="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล" width="600" height="370" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 660"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือประเด็นที่น่าสนใจแต่อ้างอิงจากการทำงานของ Netflix บริษัทสตรีมมิ่งชื่อดังระดับโลกที่มองว่าบริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่มีความเป็น “ทีมกีฬา” มากกว่า โดยคุณแพ็ตตี้ แมคคอร์ด (Patty Mccord) อดีตผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลได้เขียนเอาไว้ในหนังสือเรื่อง </span><a href="https://www.amazon.com/Powerful-Building-Culture-Freedom-Responsibility/dp/1939714095" target="_blank" rel="noopener">Powerful</a> : Building a Culture of Freedom and Responsibility<span style="font-weight: 400;"> และทำงานร่วมกับรีด แฮสติ้งส์ (Reed Hastings) ผู้ก่อตั้งบริษัทนานถึง 14 ปี ก่อนจะผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้าน HR ในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าจากสถิติแล้ว พนักงานจะทำงานอยู่ในบริษัทแค่ไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น หมายรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google, Twitter, Microsoft, Apple Amazon เป็นต้น นั่นหมายความว่าแท้จริงบริษัทอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง Employee Engagement มากขนาดนั้น กลับกันสิ่งที่พนักงานตามหาคือความท้าทายและการเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเองมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่ Netflix มองแตกต่างจากที่อื่นก็คือเขามองว่านอกจากบริษัทจะต้องไม่ใช่ครอบครัวแล้ว บริษัทจะต้องมีสถานะเป็นเหมือนทีมกีฬา มีหน้าที่คือทำสินค้าออกมาให้ตรงโจทย์ลูกค้ามากที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีระบบค้นหา (Scouting) พนักงานใหม่ ๆ และปล่อยพนักงานบางคนออกไปเพื่อสร้างทีมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ที่สุด ซึ่งหากเราเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรนี้ ก็จะเห็นว่ามันไม่ต่างจากการซื้อ-ขาย นักกีฬาในแต่ละปีที่บางคนอาจเคยเป็นนักกีฬาลูกรัก, เคยเป็นซุปเปอร์สตาร์ของทีม แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจด้วยอายุที่มากขึ้น, การเปลี่ยนสไตล์การเล่น หรือแม้แต่การที่นักกีฬาเลือกไม่ต่อสัญญา ฯลฯ การแยกทางก็ย่อมเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ตามมาด้วยความขุ่นข้องหมองใจ เพราะทุกคนเข้าใจโครงสร้าง และนักกีฬาที่หมดค่ากับทีมหนึ่ง อาจมีค่าดั่งทองคำในทีมใหม่ก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นของเรื่องนี้คือบริษัทไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานขนาดนั้น เพราะหากพนักงานถูกเซ็นสัญญาในฐานะ “มืออาชีพ” มาแล้ว พนักงานก็ต้องทำหน้าที่ให้เหมาะกับบริบทนั้นด้วย หากทำไม่ได้ การแยกทางก็น่าจะดีกว่าทนฝืนไปให้เสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลา ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าการแยกทางไม่ใช่เพราะพนักงานไม่เก่ง แต่แค่ไม่เหมาะกับรูปแบบการทำงานในองค์กรต่างหาก ดังนั้นหากบริษัทยังเอาแต่เน้นย้ำคำว่าครอบครัว ทำผิดก็ช่วย ทำถูกก็ชม เจอปัญหาก็ช่วยแก้ไข พนักงานก็จะไม่สามารถเติบโตได้เองอย่างแข็งแรง และบริษัทก็จะต้องคอยแก้ปัญหาจนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น ทำให้วัฒนธรรมองค์กรนี้กลายเป็นรากฐานของความล้มเหลวในอนาคต</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/everton-220518/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11342 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Title-Picture-scaled.jpg" alt="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR" width="600" height="370" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 661"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/everton-220518/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR</a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามองอย่างลึกซึ้งขึ้นแล้ว จะเห็นว่าการจำกัดความว่าบริษัทคือครอบครัว เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่บริษัทอยากทำให้วัฒนธรรมองค์กรมีความอบอุ่นมากขึ้นดั่งการเป็นครอบครัวที่ถือเป็นสถาบันหลักที่ช่วยชุบชูจิตใจให้กับมนุษย์ทุกคน แนวคิดนี้มักเห็นผลชัดเจนในองค์กรขนาดเล็กที่ผู้บริหารสื่อสารกับพนักงานได้โดยตรงและเกิดบรรยากาศของการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจริง แต่เมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น บรรยากาศเหล่านี้จะถูกครอบคลุมด้วยโครงสร้างการทำงานที่ค่อย ๆ ลดการสื่อสารระหว่างกันลงไป จนการสื่อสารที่เหลือกลายเป็นความใกล้ชิดที่ลดทอนความเป็นมืออาชีพลงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนที่จะบอกว่าบริษัทมีความเป็นครอบครัวและประชาสัมพันธ์ด้วยความภาคภูมิใจ HR ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าครอบครัวนี้รักกันจริง หรือเป็นแค่เครื่องมือในการมองข้ามความผิดพลาดบางอย่างเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อนึ่งบางบริษัทอาจมีความตั้งใจที่จะสร้างบรรยากาศของการเป็นครอบครัวจริง ๆ แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว หัวหน้างานที่งานยุ่งตลอดเวลาก็คงไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องการตอบแทนพนักงาน, ผู้บริหารที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับลูกค้าก็คงไม่มีเวลามาช่วยวางระบบภายในบริษัทมากขนาดนั้น เหตุนี้การมีตัวช่วยจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ทุกฝ่ายมีเวลาว่างมาสนใจความเป็นไประหว่างกันมากขึ้น เราจึงขอแนะนำ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแห่งแรกที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านทรัพยากรบุคคลแบบไหนก็หาตัวช่วยได้ใน</span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิก</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="บริษัทไม่ใช่ครอบครัว แต่ต้องดูแลและปรับตัวเหมือนทีมฟุตบอล 662"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3c6dHvX" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3c6dHvX</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3Pp78mx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Pp78mx</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3AMPSUp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3AMPSUp</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3AROik7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3AROik7</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220715-firing-no-guilty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jul 2022 04:33:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ไล่ออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220715-firing-no-guilty/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การไล่พนักงานออกเป็นกลไกปกติที่ HR ต้องทำเพื่อสร้างทีมให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรมากที่สุด การปล่อยให้พนักงานที่ไม่สร้างประโยชน์ทำงานไปเรื่อย ๆ คือการใช้งบประมาณสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่การไล่พนักงานออกกลับทำให้ HR ทั่วโลกรู้สึกผิด เพราะต้องรับมือกับความคิดว่าตัวเองทำให้พนักงานที่โดนไล่ออกมีชีวิตที่ยากลำบากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มองว่าความรู้สึกแบบนี้คือเรื่องปกติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น HR ที่เป็นผู้หญิงจะรู้สึกผิดง่ายและนานกว่า HR ผู้ชายถึง 15% โดยใช้เวลาพิจารณานาน 2-3 สัปดาห์กว่าจะตัดสินใจไล่พนักงานออก ต่างจาก HR ผู้ชายที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แม้สาเหตุหลักที่ทำให้ HR รู้สึกผิดคือความกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายลำบาก แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าพนักงานที่โดนไล่ออกไปส่วนใหญ่จะได้งานที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าเดิมภายในหนึ่งปี แปลว่าการไล่พนักงานออกแม้จะทำให้มีช่วงที่ยากอยู่บ้าง แต่ปลายทางก็คือเรื่องดีแน่นอน HR ต้องคิดว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่สิ่งที่ HR ต้องให้ความสำคัญที่สุดก็คือผลประโยชน์ขององค์กร ตราบใดที่การตัดสินใจทุกอย่างตั้งอยู่บนเหตุและผลพร้อมหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่มีใครต่อว่าเราได้ และการไล่พนักงานออกอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนเติบโตกว่าเดิม เป็น HR แล้วต้องกล้าตัดสินใจก็จริง แต่ไม่รู้ทำไมเวลาต้องไล่คนออกแล้วถึงรู้สึกผิดอยู่เป็นเดือน ๆ ! บอกเลยว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เฉพาะกับ HR แต่ยังรวมถึงหัวหน้าทีมและเพื่อนร่วมงานอีกด้วย ดังนั้นการไล่พนักงานออกแต่ละครั้งจึงไม่ได้เกี่ยวข้องแค่คนที่เป็นต้นเรื่อง แต่ HR ต้องให้ความสำคัญกับทุก ๆ แง่มุมของการทำงานเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินต่อไปอย่างมีเสถียรภาพที่สุด การไล่พนักงานออกแล้วรู้สึกแย่เป็นเรื่องปกติในฐานะของมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกเป็นกลไกปกติที่ HR ต้องทำเพื่อสร้างทีมให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรมากที่สุด การปล่อยให้พนักงานที่ไม่สร้างประโยชน์ทำงานไปเรื่อย ๆ คือการใช้งบประมาณสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่การไล่พนักงานออกกลับทำให้ HR ทั่วโลกรู้สึกผิด เพราะต้องรับมือกับความคิดว่าตัวเองทำให้พนักงานที่โดนไล่ออกมีชีวิตที่ยากลำบากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มองว่าความรู้สึกแบบนี้คือเรื่องปกติ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ที่เป็นผู้หญิงจะรู้สึกผิดง่ายและนานกว่า HR ผู้ชายถึง 15% โดยใช้เวลาพิจารณานาน 2-3 สัปดาห์กว่าจะตัดสินใจไล่พนักงานออก ต่างจาก HR ผู้ชายที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้สาเหตุหลักที่ทำให้ HR รู้สึกผิดคือความกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายลำบาก แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าพนักงานที่โดนไล่ออกไปส่วนใหญ่จะได้งานที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าเดิมภายในหนึ่งปี แปลว่าการไล่พนักงานออกแม้จะทำให้มีช่วงที่ยากอยู่บ้าง แต่ปลายทางก็คือเรื่องดีแน่นอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องคิดว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่สิ่งที่ HR ต้องให้ความสำคัญที่สุดก็คือผลประโยชน์ขององค์กร ตราบใดที่การตัดสินใจทุกอย่างตั้งอยู่บนเหตุและผลพร้อมหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่มีใครต่อว่าเราได้ และการไล่พนักงานออกอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนเติบโตกว่าเดิม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11833 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/shutterstock_204413071-2-scaled.jpg" alt="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR" width="600" height="370" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 670"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็น HR แล้วต้องกล้าตัดสินใจก็จริง แต่ไม่รู้ทำไมเวลาต้องไล่คนออกแล้วถึงรู้สึกผิดอยู่เป็นเดือน ๆ ! บอกเลยว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เฉพาะกับ HR แต่ยังรวมถึงหัวหน้าทีมและเพื่อนร่วมงานอีกด้วย ดังนั้นการไล่พนักงานออกแต่ละครั้งจึงไม่ได้เกี่ยวข้องแค่คนที่เป็นต้นเรื่อง แต่ HR ต้องให้ความสำคัญกับทุก ๆ แง่มุมของการทำงานเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินต่อไปอย่างมีเสถียรภาพที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกแล้วรู้สึกแย่เป็นเรื่องปกติในฐานะของมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ แต่จะปล่อยให้ตัวเองเป็น HR สายประนีประนอมที่ไม่กล้าตัดสินใจจนเกิดผลเสียต่อองค์กรก็คงไม่ดี ดังนั้นบทความนี้จะมาชวนคิด และหาทางออกร่วมกันว่า HR จะไล่พนักงานออกอย่างไรแบบไม่ต้องมารู้สึกผิดทีหลัง</span></p>

<h2>การไล่พนักงานออกทำให้ HR รู้สึกผิดเพราะอะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คงไม่มีคนปกติที่ไหนจะรู้สึกดีกับการทำให้ชีวิตของอีกฝ่ายแย่ลง แม้จะเกิดจากเงื่อนไขในการทำงานก็ตาม ในเชิงจิตวิทยาอธิบายเรื่องนี้ได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมจึงไม่อยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด เพราะการไล่ออกหมายถึงการทำให้ชีวิตของอีกคนหนึ่งลำบากขึ้น ทั้งเรื่องการเงิน, การหางาน สืบเนื่องไปเรื่อย ๆ ส่วนในแง่ขององค์กรเอง การตัดสินใจไล่พนักงานออกทำให้บริษัทต้องเสียทรัพยากรเงินและเวลา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแม้จะเข้าใจว่าพนักงานคนดังกล่าวได้ทำผิดหรือมีผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ที่บริษัทตั้งไว้ แต่ภาพแสดงที่พนักงานคนอื่น ๆ ต้องทำงานหนักเพื่อชดเชยการหายไปของพนักงานก็อาจทำให้ HR รู้สึกกดดันว่าเป็นความผิดของตนในการว่าจ้างตั้งแต่ต้น หรือกดดันว่าจะหาคนที่เหมาะสมมาทดแทนโดยไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นก็คือไม่มีพนักงานคนใดที่นิสัยไม่ดีไปทั้งหมด และบ่อยครั้งที่ HR ต้องไล่พนักงานออกแค่เพราะมีแนวทางขัดแย้งกับบริษัทเท่านั้น เรียกได้ว่าพนักงานที่ถูกไล่ออก, ไม่ผ่านช่วงทดลองงาน, ถูก Lay-Off คือคนที่บริษัทมองเห็นจุดอ่อนมากกว่าจุดดี หรือไม่สามารถนำข้อดีของพนักงานไปใช้ได้อย่างเหมาะสมซึ่งอาจไม่ใช่ความผิดของตัวพนักงานเป็นเพียงกลไกที่ต้องดำเนินไปตามครรลองเท่านั้น เหตุนี้หาก HR มีสภาพจิตใจไม่แข็งแรง การไล่พนักงานออกไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามย่อมนำมาซึ่งความไม่สบายใจแน่นอน</span></p>
<h2>ทำไม HR ผู้หญิงถึงรู้สึกผิดมากกว่า HR ผู้ชายเมื่อต้องไล่พนักงานออก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัท </span><a href="https://www.paychex.com/articles/human-resources/firing-supervisor-perspective" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Paychex</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าจากการสำรวจกับผู้ที่เคยไล่พนักงานออกจำนวนกว่า 1,000 คน พบว่ามีถึง 80% ที่รู้สึกผิด แต่สถิติที่น่าสนมากกว่านั้นก็คือ HR หรือหัวหน้าทีมที่เป็นผู้หญิงมีอัตราความรู้สึกผิดมากกว่าผู้ชายถึง 15% โดยมีสาเหตุจากความกังวลว่าพนักงานคนดังกล่าวจะมีชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อกลายเป็นคนว่างงาน Paychex กล่าวเสริมว่าผู้หญิงจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2-3 สัปดาห์กว่าจะตัดสินใจไล่พนักงานออก ขณะที่ผู้ชายใช้เวลาน้อยกว่า 1 สัปดาห์ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงกังวลเมื่อต้องไล่พนักงานอกก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมากกว่า เช่น เสียงซุบซิบนินทาของพนักงานคนอื่น ๆ รวมถึงการตอบคำถามพนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ ในขณะที่ HR ผู้ชายมักเลือกมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปเลยและเอาเวลาไปโฟกัสกับการหาพนักงานใหม่มากกว่า ซึ่ง Paychex คิดว่าเป็นเพราะผู้หญิงเป็นเพศที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพจิตใจของคนทำงาน การปลูกฝังเรื่องนี้ทำให้ HR ลำบากใจเมื่อต้องไล่พนักงานออกเพราะมันหมายถึงการทำร้ายจิตใจคนอื่นด้วยมือของตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจก็คือผู้หญิงมักเอาความคิดตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น การตั้งคำถามว่า &#8220;หากเราเป็นผู้ชาย เราจะตัดสินใจง่ายกว่านี้ไหมนะ&#8221; แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่ทำให้เรามีอำนาจในการไล่พนักงานออกคือความเป็นหัวหน้าที่ได้รับมาจากความพยายามและการพิสูจน์ตัวเองของเราเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะการไล่ออกเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างทีมให้บรรลุเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ ผู้นำที่เป็นผู้หญิงจึงต้องบอกตัวเองเสมอว่า</span>การไล่พนักงานออกไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเลวร้ายขึ้น<span style="font-weight: 400;"> ตราบใดที่เราตัดสินใจด้วยเหตุผล มันอาจเป็นเรื่องยากในตอนแรก แต่ในระยะยาวจะดีต่อการบริหารจัดการแน่นอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกอย่างให้มองว่า &#8220;การไล่ออกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการว่าจ้าง&#8221; เช่นกัน หมายความว่าแม้เราจะพิจารณาผู้สมัครอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผู้สมัครทุกรายที่จะทำงานร่วมกับเราได้จริง ๆ ดังนั้นการเลือกคนที่ใช่ และไล่คนที่ไม่ชอบจึงเป็นหน้าที่ของผู้นำที่ต้องคัดสรรค์ออกมาอย่างดีที่สุด ไม่ใช่เก็บทุกคนเอาไว้เพื่อเลี่ยงความไม่สบายใจแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างผลงานตามเป้าได้เลย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11834 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/young-businesswoman-feeling-sad-while-reading-email-touchpad-work.jpg" alt="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR" width="600" height="370" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 671"></p>
<h2>HR ต้องทำอย่างไรจึงจะไม่รู้สึกผิดเมื่อต้องไล่พนักงานออก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแมตต์ มิเชล (Matt Michel) CEO จากบริษัท Service Roundtable ที่ปรึกษาด้านธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าหากมองในเชิงจิตวิทยาแล้ว การรู้สึกผิดเมื่อไล่คนออกเป็นกลไกพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน อย่างไรก็ตามให้เราบิดมุมมองนิดนึงว่า แทนที่จะตีความเรื่องนี้เป็นการไล่ออก ให้คิดว่าเป็นการแก้ไขรากฐานของบริษัทให้แข็งแรงขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง วิธีนี้จะช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองเป็นบวกมากขึ้น แต่ถ้าคุณยังมีความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่ การคิดตามหัวข้อเหล่านี้จะช่วยคุณได้แน่นอน</span></p>
<h3>หากไล่พนักงานออกแล้วรู้สึกผิด คุณทำดีแล้ว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกแย่เมื่อไล่พนักงานออกคือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเรายังมีความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปก็คือความเป็นมืออาชีพและรับรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบบการทำงานซึ่งแน่นอนว่าเราจะเจ็บปวดน้อยลงเมื่อไล่พนักงานออกมาขึ้นเรื่อย ๆ ตามประสบการณ์ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ห้ามลืมเรื่องความเห็นอกเห็นใจต่อกันเด็ดขาด ไม่ควรทำอย่างขอไปทีหรือลืม</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความเห็นอกเห็นใจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ระหว่างกันไปเด็ดขาด</span></p>
<h3>การไล่พนักงานออกเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราไล่พนักงานออกสักคนหนึ่ง ย่อมหมายถึงการพิจารณาแล้วว่าพนักงานคนนั้นมีศักยภาพไม่ตรงกับที่บริษัทต้องการ หรือในอีกมุมหนึ่งคือองค์กรของเราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพนักงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการแยกย้ายกันไปหาสิ่งที่ดีกว่าจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า ทั้งนี้ HR สามารถสังเกตได้เลยว่าพนักงานคนใดทำงานไม่ถึงเป้าหรือมีผลงานตกลงอย่างมีนัยสำคัญจนส่งผลเสียต่อบริษัทบ้าง จากนั้นให้เรียกคุยเป็นการส่วนตัวเพราะพนักงานบางคนอาจไม่สนุกกับการทำงานกับองค์กรแต่ไม่กล้าบอกกับหัวหน้าโดยตรงเลยเลือกทำงานแบบขอไปทีเพื่อรับเงินไปวัน ๆ การไล่พนักงานออกจึงเป็นวิธีช่วยเหลือพนักงานและองค์กรอย่างแท้จริง</span></p>
<h3>การไล่พนักงานออกไม่ใช่จุดจบของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ที่รู้สึกผิดมักคิดว่าตัวเองเป็นคนทำลายอนาคตของพนักงานและมองว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้วปัจจุบันเป็นช่วงที่หางานใหม่ได้ง่ายมาก ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่งานที่ถูกใจมากนัก แต่ก็เป็นงานที่เพียงพอกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่าพนักงานที่ถูกไล่ออกไปส่วนใหญ่แล้วจะได้งานที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากกว่าเดิมภายในหนึ่งปี นั่นแปลว่าต่อให้จะมีช่องโหว่ที่ทำให้รู้สึกเครียดระหว่างหางานอยู่บ้าง แต่ปลายทางของพนักงานที่ถูกไล่ออกก็ยังคงเป็นความสุขเหมือนเดิม</span></p>
<h3>ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ ให้เพิ่มสวัสดิการหรือเงินชดเชย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าทำทุกวิถีทางแล้วแต่ยังรู้สึกแย่ ให้คุยกับบริษัทโดยตรงเลยว่าพนักงานคนที่ออกไปสมควรได้รับเงินหรือสวัสดิการเพิ่มเติมอย่างไร เพราะบริษัทเองก็ต้องใส่ใจความรู้สึกของ HR ด้วย แต่ท้ายสุดแล้วสิ่งสำคัญก็คือการเข้าใจว่าทุกการกระทำของ HR ควรมองเรื่องผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลัก ไม่ควรหวั่นไหวกับการตัดสินใจจนส่งผลกระทบกับการทำงาน เพราะการรับมือทุกสถานการณ์อย่างมืออาชีพก็คือคุณสมบัติของคนที่เป็นผู้นำเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10942 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/rear-view-sad-woman-window-scaled.jpg" alt="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR" width="600" height="370" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 672"></p>
<h3>การไล่พนักงานออกจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานบริษัทต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในองค์กร และหากเรามีพนักงานที่ไม่พร้อมหรือเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานในส่วนอื่น ๆ ตามไปด้วย ดังนั้นหากเราอยากให้ทุกคนมาทำงานอย่างมีความสุข เราก็ต้องรีบเอาพลังลบออกไป ไม่ว่าจะด้วยการจัดอบรม, การออกใบเตือน หรือแม้แต่การไล่พนักงานออกก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโดยปกติแล้วก่อนที่เราจะตัดสินใจไล่พนักงานออกสักคน ลูกทีมคนอื่น ๆ ก็อาจรู้สึกเหลืออดกับพฤติกรรมของพนักงานคนดังกล่าวไปแล้วจนคิดไปว่าบริษัทตัดสินใจไล่ออกช้าเกินไปหรือไม่ ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและทันเหตุการณ์จึงเป็นวิธีสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดต้องเข้าใจว่าการทำงานกับความเป็นเพื่อนมนุษย์ถือเป็นคนละส่วนกัน พนักงานคนที่จะถูกไล่ออกอาจไม่ได้เป็นคนเลวร้ายมากก็ได้ กลับกันเขาอาจเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รัก แต่อย่าลืมว่าในแง่ของการทำงานบริษัทแล้ว หน้าที่ของพนักงานที่บริษัทจ้างมาคือการสร้างผลกระกอบการกลับมาให้บริษัทอย่างเหมาะสมที่สุด ดังนั้นหากพนักงานไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็ไม่ผิดอะไรหากบริษัทจะไปหาทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการเก็บพนักงานที่ไม่มีประโยชน์เอาไว้ถือเป็นการเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรารู้สึกผูกพันกับพนักงานและอยากรักษามิตรภาพเอาไว้ ก็ให้บอกข่าวนี้อย่างตรงไปตรงมาและให้เวลาสำหรับหางานใหม่ พยายามทำทุกอย่างในแง่บวกที่สุด รับรองว่าแม้จะเป็นเรื่องยากในตอนแรกแต่จะเป็นประสบการณ์สำคัญให้เราพัฒนาเป็น HR ที่ดีขึ้นได้แน่นอน</span></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรหากไม่กล้าไล่พนักงานออก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณเป็น HR มือใหม่ที่ต้องไล่พนักงานออกเป็นครั้งแรก คุณสามารถนำวิธีทั้ง 10 ข้อนี้ไปใช้ได้เลย !</span></p>
<h3>ให้เวลาพนักงานปรับปรุงตัวก่อนตัดสินใจไล่ออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเห็นว่าพนักงานมีศักยภาพไม่เท่ากับที่คิดเอาไว้ สิ่งแรกที่ผู้นำต้องทำคือการเรียกคุยอย่างเป็นทางการและให้โอกาสปรับปรุงตัวหรือพิจารณาตัวเองอีกครั้ง วิธีนี้อาจทำให้พนักงานยกระดับการทำงานให้ดีขึ้น หรือตกผลึกได้ว่าตนไม่เหมาะกับงานและตัดสินใจลาออกไปเอง</span></p>
<h3>เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนตัดสินใจไล่พนักงานออก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพิจารณาอย่างรอบคอบและได้ข้อสรุปว่าควรไล่พนักงานออก สิ่งที่ควรทำก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นคำพูด, เอกสาร และข้อมูลเพื่อให้การเจรจาราบรื่นที่สุด และนอกจากเรื่องปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทแล้ว HR ควรเตรียมข้อมูลเรื่องสิทธิประโยชน์ของพนักงานเอาไว้เช่นกัน เพื่อให้พนักงานเห็นว่าเราให้ความสำคัญแต่การตัดสินใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานในเรื่องงานจริง ๆ</span></p>
<h3>เลือกจังหวะเวลาในการไล่พนักงานออกให้เหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกไม่ควรทำในวันศุกร์ เพราะโดยปกติแล้วเมื่อพนักงานโดนไล่ออก สิ่งแรกที่พนักงานจะนึกถึงทันทีก็คือเรื่องการหางานใหม่ แต่เมื่อวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ขั้นตอนนี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จึงทำให้พนักงานเกิดความเครียดตามมา ทั้่งนี้ควรเรียกคุยในตอนที่งานไม่หนัก เช่นระหว่างพักกินข้าว เป็นต้น</span></p>
<h3>เตรียมตัวในห้องประชุมล่วงหน้าก่อนถึงเวลานัดหมาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงวันนัดหมายกับพนักงาน ให้ HR มารอในห้องประชุมล่วงหน้าประมาณ 15 นาทีเพื่อเตรียมตัวและทำใจให้สบายก่อนเริ่มพูดคุย วิธีนี้จะช่วยให้เราผ่อนคลายและจับประเด็นได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h3>พูดในแง่การทำงานเท่านั้น ไม่พูดเรื่องส่วนตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องไล่พนักงานออก HR ควรพูดถึงเหตุผลโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเท่านั้น ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นปัจจัยในการพูดคุยเด็ดขาด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 360px;">
<tbody>
<tr style="height: 360px;">
<td style="width: 100%; height: 360px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10776 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.56.57.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 16.56.57" width="600" height="370" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 673"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>ปกป้ององค์กรให้ดีที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การปกป้ององค์กรในที่นี้หมายถึงการศึกษาสัญญาจ้างของพนักงานที่ถูกไล่ออกอย่างละเอียดที่สุด และต้องแน่ใจว่าการพูดคุยของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายที่ถูกต้อง เราต้องบันทึกข้อมูลสำคัญทั้งหมดเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างละเอียดที่สุด เพราะหากเกิดการฟ้องร้องขึ้น บริษัทที่ไม่มีเอกสารรับรองอะไรเลยมีโอกาสแพ้คดีสูงกว่าบริษัทที่เก็บข้อมูลสำคัญอย่างละเอียด</span></p>
<h3>อย่าเข้าประชุมคนเดียวเด็ดขาด !</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพนักงานดังกล่าวจะมีปฏิกริยาอย่างไรเมื่อทราบเรื่อง มันอาจออกมาในแง่บวกหรือร้ายถึงขั้นทะเลาะวิวาทได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผู้แจ้งข่าวควรมี HR หรือผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมด้วยอีกอย่างน้อยหนึ่งท่านเพื่อช่วยกันแก้ไขสถานการณ์หรือขอความช่วยเหลือหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น</span></p>
<h3>อย่าแจ้งข่าวแบบกระทันหัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกไม่ควรเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่พนักงานไม่เห็นวี่แววมาก่อน เพราะการทำงานทุกอย่างควรมีการสื่อสารภายในทีมถึงข้อดี-ข้อเสียของการทำงานเสมอ ดังนั้นหากพนักงานไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำขัดแย้งกับความต้องการของบริษัท หรือไม่เคยรู้มาก่อนว่าบริษัทไม่พอใจกับประสิทธิภาพของชิ้นงานที่ออกมา การไล่ออกโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเป็นสิ่งที่พนักงานรับไม่ได้และมักนำไปสู่การฟ้องร้องในภายหลัง</span></p>
<h3>ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีการไล่พนักงานออกแล้ว สิ่งหนึ่งที่พนักงานจะมองหาทันทีก็คือการหาคำตอบว่าบริษัทปฏิบัติกับพนักงานคนอื่นด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เช่นหากเราไล่พนักงานออกเพราะมาทำงานสาย 3 ครั้ง แต่บริษัทกลับเมินเฉยเมื่อพนักคนอื่นมาสาย 3 ครั้งเหมือนกัน พฤติกรรมนี้จะทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือทันที</span></p>
<h3>พูดอย่างกระชับ ไม่ยืดเยื้อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกไม่ใช่เรื่องน่าฟังแม้จะหาคำพูดสวยหรูแค่ไหนมาอธิบายก็ตาม ดังนั้นเมื่อเราต้องไล่พนักงานออก ให้พูดอย่างชัดเจนด้วยเหตุผล และรอรับสถานการณ์หลังจากนั้นอย่างมืออาชีพก็พอ</span></p>
<h2>HR ควรดูแลสภาพจิตใจพนักงานหลังการไล่ออกอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การไล่พนักงานออกนั้นส่งผลต่อคนทั้งองค์กร ดังนั้น HR ต้องระมัดระวังในทุก ๆ การกระทำหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเพื่อลดความตื่นตระหนกของพนักงานที่ยังอยู่ ตลอดจนเน้นย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนหลักเหตุและผล ไม่มีใครต้องกังวลตราบใดที่ยังทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามแนวทางที่บริษัทวางเอาไว้ ดังนั้นการบริหารหลังไล่พนักงานออกจึงเป็นสิ่งที่ HR มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด โดยสามารถทำตามวิธีดังนี้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210120-dont-when-fire-an-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10287 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/pexels-anna-shvets-4226206-1.jpg" alt="9 สิ่งที่ HR ไม่ควรทำ เมื่อต้องเลิกจ้างพนักงานหรือไล่ออก" width="600" height="370" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 674"></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210120-dont-when-fire-an-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">9 สิ่งที่ HR ไม่ควรทำ เมื่อต้องเลิกจ้างพนักงานหรือไล่ออก</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>แจ้งข่าวกับพนักงานคนอื่น ๆ อย่างชัดเจนและรวดเร็วที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีการไล่พนักงานออก สิ่งแรกที่ HR ต้องทำก็คือการสื่อสารข่าวนี้ออกไปอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสที่สุด เพื่อให้พนักงานที่ยังอยู่เข้าใจความจำเป็นของบริษัท นอกจากนี้ HR ควรเปิดโอกาสให้พนักงานที่ยังอยู่สอบถามได้ตามความเหมาะสมเพื่อเป็นหลักประกันว่าบริษัทยินดีรับฟังและพนักงานคนอื่นสามารถทำงานต่อไปได้อย่างสบายใจจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถปฏิเสธคำถามบางข้อได้เลยหากเกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย แต่ควรตอบให้ได้ว่าการไล่พนักงานออกครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการทำงานของคนอื่น ๆ บ้าง การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมายังช่วยลดโอกาสเกิดข่าวลือในที่ทำงานซึ่งถือเป็นรากฐานของความวุ่นวายอีกด้วย</span></p>
<h3>ชี้แจงแผนงานในอนาคต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่บรรยากาศภายในออฟฟิศดีขึ้นแล้ว  ให้ HR หรือหัวหน้าทีมสื่อสารเรื่องวิสัยทัศน์และเป้าหมายในอนาคตขององค์กรออกไปทันที แต่อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องจำนวนชิ้นงานของพนักงานแต่ละคนด้วย และหากผู้ที่ถูกไล่ออกไปถืองานไว้ในมือจำนวนมาก คนที่เป็นผู้นำควรชี้แจงได้เลยว่าใครคือคนที่่มารับผิดชอบแทน จากนั้นให้ชี้แจงต่อลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทันที</span></p>
<h3>จัดประชุมเพื่อเน้นย้ำถึงกฎเกณฑ์ข้อบังคับของบริษัทอีกครั้ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไล่พนักงานออกไปแล้ว เป็นโอกาสดีที่บริษํทจะจัดอบรมใหม่อีกครั้งเพื่อให้พนักงานแน่ใจว่าตนเองก็รู้ข้อบังคับของบริษัทมากพอจนไม่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงในการถูกไล่ออกในอนาคต HR สามารถชี้แจงและเปิดให้พนักงานสอบถามสิ่งที่กังวลใจได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามบริษัทควรอัพเดทคู่มือและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นระยะ เพราะกระแสโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก และเมื่อมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ใดแล้ว ก็ควรสื่อสารกับพนักงานด้วยช่องทางต่าง ๆ ให้มากที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานรับรู้ถึงกฎระเบียบดังกล่าวแล้วจริง ๆ วิธีนี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎขององค์กรศักดิ์สิทธิ์ขึ้น</span></p>
<h3>ชื่นชมพนักงานคนที่ยังอยู่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่บรรยากาศภายในออฟฟิศกำลังแย่ บริษัทสามารถชื่นชมพนักงานที่ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่งานสำเร็จแล้วเท่านั้น ต้องเข้าใจก่อนว่างานบางอย่างแม้พนักงานจะทำเต็มที่แล้วแต่ก็อาจออกมาล้มเหลว เช่นลูกค้าเลือกงานของบริษัทอื่น ๆ หรือได้ยอดผู้ชมไม่เป็นไปตามเป้า เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้บริษัทสามารถชื่นชมพนักงานที่ทำงานอย่างเต็มที่ได้เลย ให้คิดว่าทุกคนย่อมดีใจเสมอเมื่อถูก &#8220;ขอบคุณ&#8221; หรือรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ผู้นำควรมีความคิดในหัวเสมอว่า เมื่อเข้าประชุมแต่ละครั้ง ผู้ร่วมประชุมควรออกจากห้องด้วยพลังบวกที่มากที่สุดเท่าที่จะมีได้</span></p>
<h3>พาพนักงานไปเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายไม่ว่าพนักงานคนดังกล่าวจะทำผิดกฎร้ายแรงแค่ไหน แต่บางคนก็อาจมองข้ามข้อผิดพลาดเหล่านั้นและมองในแง่เพื่อนร่วมงานที่หายไปมากกว่า ดังนั้นเราไม่สามารถหยุดเสียงนินทา, ข่าวลือ หรือพลังลบที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่บริษัททำได้ก็คือการจัดกิจกรรมมาทดแทนเพื่อสร้างพลังบวกแบบเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็น Company Outing, การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือสวัสดิการใหม่ ๆ ที่จะทำให้ทุกคนสนุกสนานยิ่งขึ้น หากหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นตามกาลเวลาไปเอง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะมีพนักงานคนอื่น ๆ ลาออกตามกันไปจนส่งผลเสียต่อบริษัทในระยะยาว</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9341 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1434031928.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 675"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะของ HR ต้องยอมรับว่าการไล่พนักงานออกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อองค์กรว่าจ้าง HR มาช่วยบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นระบบแล้ว การรู้สึกแย่จนไม่กล้าลงมือทำสิ่งที่ควรจะส่งผลเสียต่อองค์กรและความเชื่อมั่นที่มีต่อตัว HR เอง ดังนั้นหากต้องการหลีกเลี่ยงการไล่พนักงานออกจริง ๆ สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่การหนีปัญหาไปเลย แต่เป็นการจัดอบรม, ติดตามผลงาน และวางนโยบายให้ตรงกับวิสัยทัศน์ขององค์กรเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเหล่า HR ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ HR มาช่วยจัดเก็บข้อมูลของพนักงานอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องสวัสดิการ, เวลาเข้า-ออกงาน เป็นต้น การใช้ตัวช่วยจะทำให้ HR มีเวลาไปใส่ใจรายละเอียดภายในองค์กรมากขึ้น และถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกบริการให้เหมาะกับการทำงานอย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย รับรองว่าจะตอบโจทย์ทุกความต้องการขององค์กรแน่นอน !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ไล่ออกอย่างไรไม่ให้รู้สึกผิด ! ปัญหาของเขา แต่ดันเป็นเรื่องเศร้าของ HR 676" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3yYDlf9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yYDlf9</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3yZFMyj" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yZFMyj</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3yWgGjK" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3yWgGjK</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><a href="https://bit.ly/3ItmrZn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ItmrZn</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Soft Skills หรือ Hard Skills องค์กรต้องการอะไรมากกว่ากัน?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220711-soft-hard-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2022 10:13:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Skill]]></category>
		<category><![CDATA[Hard Skill]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220711-soft-hard-skills/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ล้วนมีประโยชน์ และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ แต่คำถามที่ HR รวมถึงพนักงานมักสงสัยคือ แล้วอะไรสำคัญกว่ากัน ควรต้องพัฒนาอะไรก่อนหรือหลัง ? คำตอบคือ HR สามารถช่วยให้พนักงานพัฒนาทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ได้พร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลิกภาพอันส่งผลต่อการทำงาน การจัดโครงการอบรมพัฒนาเสริมสร้างความรู้และศักยภาพในการทำงาน หรือการลดการจับผิดกลายมาเป็นการให้ความรู้และการแนะนำการทำงานให้แก่พนักงาน Soft Skills ไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการอันเกิดจากการศึกษาในชั้นมหาวิทยาลัย สำหรับใช้ในความรู้ความสามารถเฉพาะการทำงานในแขนงนั้น ๆ นั่นเอง แต่เป็นทักษะที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลวมรวมเป็น “ส่วนหนึ่ง” ที่ช่วยขับเคลื่อนให้การทำงานสัมฤทธิ์ผลได้ หากพนักงานมีเพียงความรู้ความสามารถทางวิชาการล้วน ๆ แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการปฏิบัติงาน รวมถึงขาดความสัมพันธ์กับคนภายนอกที่เกี่ยวกับกับประสานงาน ก็อาจทำให้งานล้มเหลวได้ ดังนั้นในยุคนี้ Soft Skills จึงมีความสำคัญมากกว่า Hard Skills นั่นเอง ในปัจจุบันก็มีเทรนด์ Hard [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>ทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ล้วนมีประโยชน์ และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ แต่คำถามที่ HR รวมถึงพนักงานมักสงสัยคือ แล้วอะไรสำคัญกว่ากัน ควรต้องพัฒนาอะไรก่อนหรือหลัง ?</li>
<li><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือ HR สามารถช่วยให้พนักงานพัฒนาทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ได้พร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลิกภาพอันส่งผลต่อการทำงาน การจัดโครงการอบรมพัฒนาเสริมสร้างความรู้และศักยภาพในการทำงาน หรือการลดการจับผิดกลายมาเป็นการให้ความรู้และการแนะนำการทำงานให้แก่พนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Soft Skills ไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการอันเกิดจากการศึกษาในชั้นมหาวิทยาลัย สำหรับใช้ในความรู้ความสามารถเฉพาะการทำงานในแขนงนั้น ๆ นั่นเอง แต่เป็นทักษะที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลวมรวมเป็น “ส่วนหนึ่ง” ที่ช่วยขับเคลื่อนให้การทำงานสัมฤทธิ์ผลได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากพนักงานมีเพียงความรู้ความสามารถทางวิชาการล้วน ๆ แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการปฏิบัติงาน รวมถึงขาดความสัมพันธ์กับคนภายนอกที่เกี่ยวกับกับประสานงาน ก็อาจทำให้งานล้มเหลวได้ ดังนั้นในยุคนี้ Soft Skills จึงมีความสำคัญมากกว่า Hard Skills นั่นเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันก็มีเทรนด์ Hard Skills ที่สำคัญที่องค์กรต้องการให้พนักงานมีมากที่สุด เพื่อให้องค์กรได้รับงานที่เต็มประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ของงานมากที่สุด คือระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์เชิงตรรกะ การบริหารจัดการคน และการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48401" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T093816.710.png" alt="Soft Skills vs Hard Skills" width="600" height="370" title="Soft Skills หรือ Hard Skills องค์กรต้องการอะไรมากกว่ากัน? 680" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T093816.710.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-08T093816.710-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การทำงานในยุคปัจจุบันไม่เพียงแค่เป็นการทำงานไปวัน ๆ เท่านั้น เพราะหากพนักงานคิดแค่นั้นจริง ๆ ในการทำงานแต่ละวัน ก็ย่อมไม่เหลือความมีตัวตนและหัวใจให้กับการทำงาน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ การทำงานอย่างไม่มีความสุข จนอาจนำไปสู่จุดจบของการทำงานนั้น ๆ ได้ เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะเมื่อพนักงานทำงานอย่างไร้ตัวตน ไม่มีความสุขในการทำงาน ก็ไม่อยากตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อทำงาน รวมไปถึงการทำงานอย่างไร้ทิศทาง</p>
<p>ดังนั้นการทำงานในปัจจุบันจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ได้มากที่สุด จะมีเพียงแค่การใช้ความคิดเพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เพียงหัวใจอย่างเดียวก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นจึงเกิดคำว่า “Soft Skills” และ “Hard Skills” ขึ้นมา ซึ่งทั้ง 2 คำนี้ เปรียบได้กับการมี “หัวใจ” และ “สมอง” ในการทำงานควบคู่กันไป ซึ่งพนักงานคนไหนที่มีทั้ง 2 อย่างนี้ในเวลาบอกเลยว่าคุณจะกลายเป็นคนทำงานที่มีความสุขที่สุด รวมถึงองค์กรของคุณก็จะมีความสุขจากการทำงานของคุณไปพร้อม ๆ กัน</p>

<h1>Soft Skills คืออะไร?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า Soft Skills สามารถแปลตรงตามตัวแบบง่าย ๆ ได้ว่า “ทักษะอย่างอ่อน” ซึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดจากความรู้สึก จินตนาการต่าง ๆ ไหวพริบ การประพฤติปฏิบัติตน รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับวางตัวในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน การใช้ทักษะรอบตัวหรือความรู้รอบด้านมาประยุกต์ในการทำงาน หรือพูดง่าย ๆ ว่า Soft Skills ไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการอันเกิดจากการศึกษาในชั้นมหาวิทยาลัย สำหรับใช้ในความรู้ความสามารถเฉพาะการทำงานในแขนงนั้น ๆ นั่นเอง แต่เป็นทักษะที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลวมรวมเป็น “ส่วนหนึ่ง” ที่ช่วยขับเคลื่อนให้การทำงานของคุณสัมฤทธิ์ผลได้ หากประกอบกับการทำงานโดยการใช้ความคิด หรือหากจะพูดเปรียบเทียบให้เห็นภาพกันชัดเจนสักหน่อย Soft Skill ก็คือการใช้หัวใจเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานนั่นเอง</span></p>
<h2>Soft Skills vs Hard Skills ต่างกันยังไง ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างระหว่าง Soft Skills และ Hard Skills เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะทั้ง 2 อย่างนี้เรียกได้ว่าอาจอยู่คนละขั้วของการทำงานเลยก็ว่าได้ แต่ทั้ง 2 อย่างนี้ควรมีร่วมกันระหว่างการทำงาน เพราะหากพนักงานในองค์มีเพียงแค่ Soft Skills แต่ไม่มีทักษะ Hard Skills ก็จะไม่สามารถทำงานในด้านวิชาการอันเกี่ยวกับตำแหน่งงาน หรือความรู้เจาะลึกในงานนั้น ๆ ได้อย่างแน่นอน หรือหากพนักงานคนนั้นมีแต่ Hard Skills แต่ไม่มี Soft Skills ก็เปรียบเสมือนคนที่ทำงานอย่างไร้หัวใจ มีเพียงแค่ความรู้ที่เกี่ยวกับทักษะการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์หรือทักษะที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานร่วมกับผู้อื่นเลย ซึ่งการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงความคิดสร้างสรรค์หรือทักษะต่าง ๆ ที่อยู่ในองค์ประกอบของ Soft Skills ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนร่วมกันได้ทั้งหมด เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงทุกขั้นตอนทั้งหมดภายในคนคนเดียวได้แน่ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อพนักงานทุกคนต้องทำงานร่วมกัน ทุกคนจึงจำเป็นต้องมีทั้ง 2 ทักษะในเวลาเดียวกัน ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Soft Skills และ Hard Skills สามารถแตกออกเป็นข้อ ๆ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น ดังนี้</span></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Soft Skills คือความคิดสร้างสรรค์ แต่ Hard Skills คือความรู้วิชาการของการทำงานในกระบวนการนั้น ๆ โดยตรง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Soft Skills คือการทำงานร่วมกับผู้อื่น แต่ Hard Skills คือการบริหารจัดการคนในองค์กร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Soft Skills คือการใช้ประสบการณ์หรือความรู้สึกในการวิเคราะห์ แต่ Hard Skills คือการใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงตรรกะ ซึ่งจะไม่ใช่เพียงแค่การใช้ประสบการณ์ในการคิดวิเคราะห์เท่านั้น หากแต่ยังต้องมีความรู้ด้านวิชาการมารองรับเป็นเหตุและผลสอดคล้องกันด้วย</span></li>
</ul>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความแตกต่างที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าระหว่าง Soft Skills และ Hard Skills มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งสองอย่างควรจะต้องมีร่วมกัน เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ที่สำคัญพนักงานมีความสุขในการทำงานร่วมกัน องค์กรก็มีความสุขจากผลสัมฤทธิ์ของการทำงานไปด้วย แต่แม้ทั้งสองอย่างจะอยู่กันคนละฝั่งก็ตาม แต่หากมองอย่างละเอียดแล้ว ถือว่าทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ต่างก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้กระบวนการทำงานสำเร็จนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10232 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/priscilla-du-preez-XkKCui44iM0-unsplash.jpg" alt="8 วิธีพัฒนา Employee Experience ในระยะยาว" width="600" height="370" title="Soft Skills หรือ Hard Skills องค์กรต้องการอะไรมากกว่ากัน? 681"></a></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></div>
</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ทำไมยุคนี้ Soft Skills ถึงสำคัญ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งความฉลาดก็มีความสำคัญมากกว่าทักษะหรือความรู้รอบด้าน หรืออาจเรียกอีกอย่างได้ว่า ความรู้ทางวิชาการสำคัญน้อยกว่าการทำงานด้วยความสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในการทำงานที่สัมฤทธิ์ผลเช่นเดียวกัน หากพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การทำงานที่มีผลลัพธ์เช่นเดียวกัน คือความสำเร็จของงานอย่างเดียวกัน แต่สำหรับกระบวนการระหว่างทางของความสำเร็จนั้นต่างกัน โดยมีกรรมวิธีการผลิตที่ต่างกัน เช่น การทำอาหาร หากเน้นหนักไปในเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว เปิดตำราทำอย่างเดียวโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างที่อาจทำให้อาหารนั้นอร่อยหรือมีหน้าตาที่น่าทานมากขึ้น มุ่งไปเพียงแค่ความอร่อยที่ได้จากสูตรอาหารเท่านั้น แต่เชฟกลับไม่สนใจลวดลายของจานที่ใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร หรือไม่สนใจหน้าตาของอาหาร ก็อาจทำให้อาหารไม่มีความน่าสนใจ แม้ว่าจะได้ความอร่อยตามสูตรอาหารแบบเป๊ะ ๆ ก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ในยุคนี้ที่พนักงานจำเป็นต้องมีทักษะหลาย ๆ ด้านมากกว่าเพียงแค่ความรู้ทางวิชาการในการตำแหน่งงานนั้น ๆ เพราะโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น การติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ก็มากขึ้น ดังนั้นหากพนักงานมีเพียงความรู้ความสามารถทางวิชาการล้วน ๆ แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการปฏิบัติงาน รวมถึงขาดความสัมพันธ์กับคนภายนอกที่เกี่ยวกับกับประสานงาน ก็อาจทำให้งานล้มเหลวได้ ดังนั้นในยุคนี้ Soft Skills จึงมีความสำคัญมากกว่า Hard Skills นั่นเอง</span></p>
<h2>Top 5 Soft Skills ที่องค์กรต้องการมีอะไรบ้าง?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้และทักษะในด้าน Soft Skills มีมากมายหลายแขนง แต่สำหรับ</span><a href="https://www.linkedin.com/pulse/top-5-soft-skills-employers-want-you-have-jessica-chen" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ท็อป 5 อันดับที่องค์กรต้องการมากที่สุด</span></a><span style="font-weight: 400;"> LinkedIn แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คของคนทำงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ให้ข้อมูลจากการสำรวจทักษะที่องค์กรทั่วโลกต้องการในปี 2019 ไว้แล้ว ได้แก่</span></p>
<h3>ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นความคิดที่พนักงานสามารถผุดไอเดียเกี่ยวกับการทำงาน หรือกระบวนการทำงานต่าง ๆ เพื่อนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรได้ ซึ่งหากมีพนักงานหลาย ๆ คน เสนอไอเดียที่แตกต่างกัน ก็ยิ่งทำให้องค์กรมีตัวเลือกในการทำงานที่หลากหลายอันอาจนำไปสู่เส้นทางของความสำเร็จได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h3>การโน้มน้าวและต่อรอง (Persuasion)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะยุคนี้มีการติดต่อประสานงานร่วมกันในหลากหลายมิติ ดังนั้นการเจรจาพูดคุย หรือการต่อรอง โน้มน้าวระหว่างกันจึงมีความสำคัญ ดังนั้นทักษะในด้านนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรต้องการมากที่สุด</span></p>
<h3>การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานทุกอย่างภายในองค์กรไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยดีเพียงพนักงานคนเดียวอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อน้ำต้องพึ่งเรือเสือยังต้องพึ่งป่า เช่นนั้นพนักงานในองค์กรที่มีหน้าที่การทำงานแตกต่างกันไป ก็ย่อมต้องพึ่งพาอาศัยและทำงานร่วมกันด้วย หากเกิดความขัดแย้งในการทำงาน แน่นอนว่างานก็อาจไม่สำเร็จตามเป้าประสงค์ได้ ตรงกันข้ามหากพนักงานมีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ก็จะช่วยทำให้งานไหลลื่นและไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h3>การปรับตัว (Adaptability)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกกำลังก้าวไกลจากคำว่ายุคโลกาภิวัตน์ออกไปอย่างมาก เพราะในตอนนี้โลกก้าวไปสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เต็มไปด้วยการทำงานที่ต้องมีกระบวนการทางด้านเทคโนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตลอดเวลา ไม่เพียงแค่การทำงานเท่านั้น แม้แต่รูปแบบการสื่อสารธรรมดา ๆ ก็ยังต้องพึ่งพาการใช้สื่อเทคโนโลยี ดังนั้นการปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงถือว่าเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์กรต้องการมากที่สุดเช่นกัน</span></p>
<h3>การบริหารเวลา (Time Management)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความสมดุลให้กับสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานขึ้นได้ ซึ่งหากพนักงานสามารถบริหารจัดการเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานได้อย่างบาลานซ์ ก็จะทำให้งานนั้น ๆ สำเร็จได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งพนักงานคนนั้นก็จะมีความสุขในระหว่างการทำงานตามไปด้วย ส่งผลให้องค์กรได้รับงานที่มีประสิทธิภาพในทางอ้อมเช่นเดียวกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220225-how-to-interview-and-recruit-a-fresh-graduate/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11810 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/Graduate_06.20_Blog_Image_Resize.jpg" alt="Graduate 06.20 Blog Image Resize" width="600" height="370" title="Soft Skills หรือ Hard Skills องค์กรต้องการอะไรมากกว่ากัน? 682"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220225-how-to-interview-and-recruit-a-fresh-graduate/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR ควรมองหาอะไรจากเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div class="__title" style="text-align: center;"></div>
</div>
<div class="focused-block">
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันก็มีเทรนด์ Hard Skills ที่สำคัญที่องค์กรต้องการให้พนักงานมีมากที่สุด เพื่อให้องค์กรได้รับงานที่เต็มประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ของงานมากที่สุด ดังนี้</span></p>
<ul>
<li>ระบบคลาวด์ (Cloud Computing)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบการจัดการที่ถือว่าตอนนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งของการทำงานในหลาย ๆ องค์กรไปเสียแล้ว ดังนั้นทักษะในด้านนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรให้ความสำคัญและอยากให้พนักงานติดเทรนด์นี้ไว้</span></p>
<ul>
<li>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ประโยชน์ของความฉลาดทางกลไก AI ซึ่งถือว่าเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรได้มากที่สุด เพราะจริงอยู่ว่าปัญญาประดิษฐ์มีคุณค่าในตัวเองตั้งแต่ก่อกำเนิดขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จแก่งานได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้หยิบเอาประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเอง</span></p>
<ul>
<li>การวิเคราะห์เชิงตรรกะ (Analytical Reasoning)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการประมวลผลความรู้ทางวิชาการ ประกอบกับความน่าจะเป็นจากความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเป็นการนำเอาข้อมูลที่มีอยู่มาทำการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ผลสรุปอันนำไปสู่แนวทางการทำงานที่สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด</span></p>
<ul>
<li>การบริหารจัดการคน (People Management)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เทรนด์อื่น ๆ ที่เรากล่าวมา เพราะอะไรทำไมทุกองค์กรจึงต้องมี HR ก็เพราะการบริหารจัดการคนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในองค์กรทุกองค์กร ดังนั้นทักษะในการบริหารจัดการคนจึงเป็นเทรนด์ Hard Skill ที่องค์กรต้องการในยุคนี้ เพราะหากมีการบริหารจัดการคนที่ดี ก็จะทำให้องค์กรใช้คนได้ถูกที่ถูกเวลา </span></p>
<ul>
<li>การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX Design)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การกลั่นกรองนำเอาประสบการณ์ของผู้ใช้งาน มาวิเคราะห์เป็นต้นแบบของการทำงาน ซึ่งการดึงเอาประสบการณ์ตรงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์จะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงประสบการณ์จริง และใช้งานได้ง่ายขึ้น ซึ่งเหมาะสมกับยุคดิจิทัลในตอนนี้และลงตัวในการขับเคลื่อนองค์กรมากที่สุด</span></p>
</div>
<h2>HR จะช่วยพนักงานพัฒนาทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ได้อย่างไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งงานที่มีหน้าที่จ้องจับผิดพนักงานเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว HR ที่หลาย ๆ คนรู้จักมีหน้าที่ในการทำงานที่มากกว่านั้น เพราะยังต้องสามารถสนับสนุนและผลักดันเพื่อให้พนักงานเกิดการพัฒนาในตัวเอง อันนำไปสู่การพัฒนาขององค์กรได้ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการทำงานของ HR ดังนั้น HR จึงสามารถช่วยให้พนักงานพัฒนาทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ได้พร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลิกภาพอันส่งผลต่อการทำงาน การจัดโครงการอบรมพัฒนาเสริมสร้างความรู้และศักยภาพในการทำงาน หรือการลดการจับผิดกลายมาเป็นการให้ความรู้และการแนะนำการทำงานให้แก่พนักงาน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้พนักงานลดความคิดในแง่ลบที่มีต่อ HR และกลายมาเป็นหน่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถซัพพอร์ตการทำงานของกันและกันได้ดีขึ้น</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Soft Skills และ Hard Skills ต่างก็มีความสำคัญเท่า ๆ กัน เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้สามารถผลักดันให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้องค์กรได้รับชิ้นงานที่มีคุณภาพ โดยยุคนี้ถือว่า Soft Skills</span> <span style="font-weight: 400;">มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skills เพราะการทำงานที่ดีไม่ใช่มีเพียงแค่การใช้ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องมีทักษะเกี่ยวกับ Soft Skills</span> <span style="font-weight: 400;">ในหลาย ๆ ด้านด้วย ซึ่งในทักษะในหลาย ๆ อย่างของ Soft Skills ได้รับการยกให้เป็นทักษะที่สำคัญแซงหน้าทักษะของ Hard Skills ในหลาย ๆ ด้านไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นหากองค์กรหรือ HR ของคุณต้องการพัฒนา Soft Skills และ Hard Skills ให้กับพนักงานของคุณ เราขอแนะนำ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ HR มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการเทรนนิ่งในบริษัท หรือเทรนนิ่งออนไลน์ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็พร้อมต่อยอดและช่วยให้การพัฒนาองค์กรของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นแน่นอน</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงาน The People &amp; HR Momentum โดย PMAT 3" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://careers.scb.co.th/th/life-at-scb/detail/Career-Tips-soft-skill-hard-skill/" target="_blank" rel="noopener">SCB Careers</a></li>
<li><a href="https://www.salika.co/2021/03/17/hard-skill-vs-soft-skill-manpower/" target="_blank" rel="noopener">Salika</a></li>
<li><a href="https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/what-is-soft-skill-vs-hard-skill-for-customer-service/" target="_blank" rel="noopener">DMIT</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220708-unwritten-rules/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jul 2022 08:29:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Unwritten Rule]]></category>
		<category><![CDATA[กฎระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220708-unwritten-rules/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Unwritten Rules หรือกฎแอบแฝงหมายถึงพฤติกรรมหรือข้อบังคับในองค์กรที่พนักงานทำกันเป็นปกติ แต่ไม่ได้อยู่ในข้อบังคับอย่างเป็นทางการที่เป็นลายลักษณ์อักษรขององค์กร Unwritten Rules ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชิน ซึ่งจำเป็นต้องถูกปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กร เช่นกฎที่เคยใช้สมัยเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถนำมาใช้เมื่อบริษัทเติบโตและต้องการความเป็นมืออาชีพได้ HR ต้องหาให้ได้ว่ามี Unwritten Rules ใดบ้างภายในองค์กร อาจด้วยการสัมภาษณ์, จัดประชุม หรือการสังเกตด้วยตนเอง แล้วนำมาวิเคราะห์ว่ามีกฎใดบ้างที่ควรปรับปรุง ยกเลิก และมีกฎใดบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นกฎทางการของบริษัท Unwritten Rules ที่ไม่เคยถูกบริหารจัดการจะถูกพนักงานนำมาอ้างว่า “เมื่อก่อนทำได้ แต่ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้” เพราะพฤติกรรมใดก็ตามที่ทำอย่างต่อเนื่องจนเคยชินจะพัฒนากลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ฝังรากลึก Unwritten Rules สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดอบรมพนักงานเพื่อเน้นย้ำว่าแท้จริงวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นอย่างไร และมีกฎในบ้างที่ขัดแย้งกับแนวทางขององค์กร  Unwritten Rules หรือกฎแอบแฝงอาจเป็นคำใหม่ของหลาย ๆ คน แต่แท้จริงมันเป็นคำที่ถูกพูดถึงในแวดวงธุรกิจมานานหลายสิบปี เพราะทุกองค์กรต่างมีกฎเหล่านี้อยู่ทั้งนั้นไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว อาจจะเป็นในรูปของกฎที่ทำตาม ๆ กันมา, กฎที่รู้กันเองภายในทีม, ค่านิยมทางสังคมในแต่ละท้องถิ่น, การออกกฎเพื่อปกป้องสภาพจิตใจของพนักงานบางคนชั่วคราว ฯลฯ Unwritten Rules จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์, ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของแต่ละองค์กรโดยตรง Unwritten Rules อาจเริ่มมาจากการคิดค้นวิธีทำงานใหม่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules หรือกฎแอบแฝงหมายถึงพฤติกรรมหรือข้อบังคับในองค์กรที่พนักงานทำกันเป็นปกติ แต่ไม่ได้อยู่ในข้อบังคับอย่างเป็นทางการที่เป็นลายลักษณ์อักษรขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชิน ซึ่งจำเป็นต้องถูกปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กร เช่นกฎที่เคยใช้สมัยเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถนำมาใช้เมื่อบริษัทเติบโตและต้องการความเป็นมืออาชีพได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องหาให้ได้ว่ามี Unwritten Rules ใดบ้างภายในองค์กร อาจด้วยการสัมภาษณ์, จัดประชุม หรือการสังเกตด้วยตนเอง แล้วนำมาวิเคราะห์ว่ามีกฎใดบ้างที่ควรปรับปรุง ยกเลิก และมีกฎใดบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นกฎทางการของบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules ที่ไม่เคยถูกบริหารจัดการจะถูกพนักงานนำมาอ้างว่า </span>“เมื่อก่อนทำได้ แต่ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้” <span style="font-weight: 400;">เพราะพฤติกรรมใดก็ตามที่ทำอย่างต่อเนื่องจนเคยชินจะพัฒนากลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ฝังรากลึก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules สามารถแก้ไขได้ด้วย</span><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรมพนักงาน</span><span style="font-weight: 400;">เพื่อเน้นย้ำว่าแท้จริงวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นอย่างไร และมีกฎในบ้างที่ขัดแย้งกับแนวทางขององค์กร </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11787 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/notebook-phone-tablet-black-white-office-desk-7-scaled.jpg" alt="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 695"></p>
<p><strong>Unwritten Rules</strong><span style="font-weight: 400;"> หรือกฎแอบแฝงอาจเป็นคำใหม่ของหลาย ๆ คน แต่แท้จริงมันเป็นคำที่ถูกพูดถึงในแวดวงธุรกิจมานานหลายสิบปี เพราะทุกองค์กรต่างมีกฎเหล่านี้อยู่ทั้งนั้นไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว อาจจะเป็นในรูปของกฎที่ทำตาม ๆ กันมา, กฎที่รู้กันเองภายในทีม, ค่านิยมทางสังคมในแต่ละท้องถิ่น, การออกกฎเพื่อปกป้องสภาพจิตใจของพนักงานบางคนชั่วคราว ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์, ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของแต่ละองค์กรโดยตรง</span></p>
<p>Unwritten Rules <span style="font-weight: 400;">อาจเริ่มมาจากการคิดค้นวิธีทำงานใหม่ ๆ หรืออาจเป็นกฎที่ผู้นำเอามาจากที่ทำงานเก่าด้วยความเคยชินและมาบังคับใช้กับลูกทีม หมายความว่ากฎแอบแฝงเหล่านี้ทำให้เกิดทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่า HR จะเข้าไปบริหารจัดการอย่างไร</span></p>

<h2>Unwritten Rules ของพนักงานบริษัท คืออะไร</h2>
<p><strong>Unwritten Rules</strong><span style="font-weight: 400;"> คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการทำงานเป็นอย่างสูงและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มันอาจหมายถึงบรรทัดฐานทางสังคม, วัฒนธรรมเฉพาะถิ่นหรือบทลงโทษที่ได้รับการยอมรับเฉพาะในพื้นที่นั้น ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม Unwritten Rules หรือกฎแอบแฝงก็มีพลังไม่น้อยหรืออาจมากกว่ากฎที่ถูกเขียน, นโยบาย หรือข้อบังคับภายในองค์กรด้วยซ้ำ</span></p>
<p>Unwritten Rules <span style="font-weight: 400;">ในครอบครัวอาจอยู่ในรูปแบบเช่น &#8220;ห้ามคุยเรื่องในบ้านให้คนนอกฟัง&#8221; Unwritten Rules ในกลุ่มเพื่อนอาจอยู่ในรูปแบบเช่น &#8220;เราจะไม่หลงรักเพื่อนในกลุ่มตัวเองเด็ดขาด&#8221; และ Unwritten Rules ในที่ทำงานอาจอยู่ในรูปแบบเช่น &#8220;หัวหน้าทีมห้ามกลับบ้านเด็ดขาดหากงานยังไม่เสร็จ&#8221; เป็นต้น</span></p>
<p>Unwritten Rules<span style="font-weight: 400;"> แฝงอยู่ในทุกแง่มุมของชีวิตอยู่ที่เราจะสังเกตเห็นหรือไม่เท่านั้น เพราะมนุษย์มักปรับตัวเข้าหากฎแอบแฝงไปโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว การเข้าใจ Unwritten Rules จึงทำให้เรารู้ว่าวัฒนธรรมในพื้นที่นั้น ๆ เป็นอย่างไร และควรทำตัวอย่างไรให้เหมาะกับสถานการณ์ที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11573 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/1322.png" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 696"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง บางองค์กรอาจไม่ได้ระบุในใบรับสมัครงานว่าผู้สัมภาษณ์ต้องใส่ชุดสูท แต่ก็มีกฎที่ตั้งเอาไว้เองว่าจะให้คะแนนคนที่ใส่สูทมากเป็นพิเศษ ซึ่งหากผู้สมัครรู้ความต้องการในส่วนนี้ ก็จะมีโอกาสได้งานมากกว่าคนที่ทำตามกฎที่ถูกเขียนไว้โดยไม่ตั้งคำถามอะไรเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้การเข้าใจ Unwritten Rules ยังทำให้เรารู้โครงสร้างขององค์กร เช่น บางแผนกอาจมีกฎเฉพาะกลุ่มที่ให้อำนาจลูกทีมตัดสินใจมากเป็นพิเศษ, มีวิธีลงโทษพนักงานที่ตัดสินกันเองโดยไม่ต้องไปถึงระดับผู้บริหาร หรือมีวิธีตัดสินคุณภาพงานตามเป้าหมายของผู้นำที่อาจไม่สอดคล้องกับ OKR ของบริษัท สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องมองข้ามเรื่องถูก-ผิดไปก่อน แล้วค่อยมาวิเคราะห์ว่าจะสามารถเอาตัวรอดหรือใช้ประโยชน์จาก Unwritten Rules อย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากเราเข้าใจ Unwritten Rules ภายในองค์กร เราก็จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นให้เรามองโลกอย่างลึกซึ้งเพื่อเตรียมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง</span></p>
<h2>ทำไม HR ถึงควรเปลี่ยน Unwritten Rules ให้เป็นกฎทางการของพนักงานบริษัท</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10928 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/pexels-vanessa-garcia-6325920.jpg" alt="HR หารายได้เสริมจากทางไหนได้บ้าง?" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 697"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะไปพูดว่ากฎแอบแฝงในองค์นั้นส่งผลดีหรือร้ายต่อการทำงาน เราต้องคิดก่อนว่ากฎดังกล่าวถูกใช้งานอย่างมีระบบหรือกลายเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับคนที่พยายามเอาตัวรอดเท่านั้น เพราะกฎที่ไม่ถูกเขียนออกมาแม้จะถูกบังคับใช้กันแบบอ้อม ๆ แต่ก็ย่อมมีคนที่จงใจละเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “เขาไม่รู้ว่ามีกฎนี้อยู่” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า Unwritten Rules จะกลายร่างเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลร้ายมากกว่าผลดี ตัว HR และผู้นำจึงควรจัดการกฎแอบแฝงที่ไร้ประโยชน์และนำกฎที่เป็นประโยชน์ไปบังคับใช้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเขียน Unwritten Rules ออกมาจะช่วยให้องค์กรตรวจสอบง่ายขึ้นหากมีคนนำกฎดังกล่าวไปใช้อย่างผิดวิธี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่า Unwritten Rules บางอย่างเป็นประโยชน์กับการทำงานและผู้ที่ใช้กฎแอบแฝงนั้นอยู่ก็ไม่อยากให้ใครเข้าไปแตะต้องเพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นแทนที่ HR จะเข้าไปจัดการตรงนั้นตรง ๆ ก็ให้ใช้วิธีจัดประชุมกับทีมอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจสอบว่า Unwritten Rules ที่เรารู้ส่งผลกระทบอย่างไรต่อการทำงานภายในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพบว่ามันขัดแย้งกับเป้าหมายขององค์กรก็ให้หาทางแก้ไขทันที ด้วยการจัดอบรมและเปิดโอกาสให้ผู้นำพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อยืนยันให้ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วบริษัทมีวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยเหตุผลและการประณีประนอมเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำต้องการหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับพนักงานจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่างที่กล่าวไปว่า Unwritten Rules จะนำไปสู่การเป็น Company Cultures และวัฒนธรรมองค์กรนี้เองที่จะไปกำหนดพฤติกรรมของพนักงานจนยากที่จะเปลี่ยนแปลง ยิ่งเมื่อบริษัทมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พฤติกรรมหรือวัฒนธรรมเดิม ๆ ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป รวมถึง Unwritten Rules ที่เคยเป็นประโยชน์ ก็อาจกลายเป็นเรื่องร้ายที่ฉุดรั้งไม่ให้องค์กรเติบโตไปมากกว่าเดิมเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10781 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/krakenimages-376KN_ISplE-unsplash.jpg" alt="krakenimages 376KN ISplE unsplash" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 698"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง หากองค์กรของเราเริ่มต้นจากการเป็น Start-Up เล็ก ๆ ที่มีนโยบาย Work Hard, Play Hard ทำอะไรตามใจตัวเองได้เลยตราบใดที่งานสำเร็จตามเป้าหมาย สิ่งนี้แม้เป็นเสน่ห์ของธุรกิจเล็ก ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วย Unwritten Rules มากมาย เช่น การเข้างานที่ไม่เป็นเวลา, ความไม่มีระเบียบ, วิธีพูดที่ไม่สุภาพ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ Unwritten Rules ที่เคยช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จมาก่อนจะใช้ไม่ได้ทันทีเมื่อบริษัทเติบโตและต้องเป็นมืออาชีพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการบอกพนักงานอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการเขียน Unwritten Rules ออกมาจึงเป็นแนวทางเดียวที่ทุกคนในทีมจะได้เห็นตรงกันว่าพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กรใดบ้างที่ควรแก้ไข </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อทราบแล้วทาง HR ก็ควรเน้นย้ำเป็นระยะเพราะการเปลี่ยน Unwritten Rules ถือเป็นเรื่องยาก ไม่มีใครที่สำเร็จจากการพูดคุยเพียงครั้งเดียว</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 699"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">บริษัทปล่อยให้พนักงานฝืนกฎจนเคยชิน ตอนนี้อยากแก้ไขควรเริ่มต้นอย่างไร</span></strong></p>
<p>สวัสดีค่ะ เราเป็น HR ที่เข้าไปช่วยงานในบริษัทเล็ก ๆ ที่มีพนักงานอยู่ราว 8 คน ปัญหาตอนนี้คือตามระเบียบบริษัทที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นกำหนดให้เข้างานเวลา 8.30 &#8211; 17.30 น. แต่ด้วยความที่ทุกคนเคยอยู่กันแบบสบาย ๆ มาก่อน ก็มักเข้างานกัน 10 โมงบ้าง 11 โมงบ้าง แล้วหัวหน้าก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นว่าไม่ส่งผลต่อการทำงาน</p>
<div>ทีนี้บริษัทมีแผนจะขยับขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้น จึงคิดว่าการบังคับใช้กฎให้จริงจังขึ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ติดคือ</div>
<div></div>
<div>1. คนที่เคยชินกับกฎเดิมแล้ว จะโน้มน้าวอย่างไร ปัญหาคือตัวหัวหน้าเองก็เป็นคนที่เข้างานสายด้วยเหมือนกัน อารมณ์ว่าหากงานเสร็จก็ใช้ชีวิตได้ตามสบายเลย อันนี้จะทำให้พนักงานเชื่อมั่นได้อย่างไร</div>
<div></div>
<div>2. แล้วถ้าคนที่เคยชินมาแล้วรู้สึกว่าเขาไม่สะดวกเหมือนเคย จนอยากลาออก กรณีนี้คิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ แล้วบริษัทควรจะยินยอมถึงระดับไหน (เช่นพูดคุยหาเวลาเข้างานใหม่ที่ทุกคนรับได้ ดีไหม) เป็นต้น</div>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: ให้มองที่ผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ </span></strong></p>
<p>เช่นลองวิเคราะห์ดูว่าการเข้างานตรงเวลาทำให้บริษัทไปถึงเป้าหมายได้มากกว่าการให้เข้างานแบบอิสระหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ควรเปลี่ยนแต่ต้องให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันออกความเห็นเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด<br />
แต่ถ้าคำตอบคือไม่ได้มีผลมากนัก ก็ควรเปลี่ยนกฎเป็น Flexible Time ตามที่เป็นอยู่ไปเลยค่ะ หรือถ้าบริษัทมีคนจากหลายสายงาน ก็อาจกำหนดเวลาทำงานตามตำแหน่งก็ได้ เช่นพนักงานบัญชีเข้างานเป็นเวลา, พนักงานสายครีเอทีฟเข้างานแบบอิสระ เป็นต้น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1281?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 700"></span></a></p></blockquote>
<h2>Unwritten Rules ของพนักงานบริษัท อันตรายอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราพูดถึง </span>Unwritten Rules <span style="font-weight: 400;">ที่ไม่เคยถูกจัดระเบียบมาก่อน คำพูดที่ใช้จำกัดความได้ดีที่สุดก็คือ </span>“เมื่อก่อนยังทำได้ ทำไมตอนนี้เพิ่งมาบ่น”<span style="font-weight: 400;"> หมายความว่าหาก HR เลือกมองผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่ “พอรับได้”</span> <span style="font-weight: 400;">ไปเรื่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหาและต้องการแก้ไขก็จะถูกมองว่าวุ่นวายน่ารำคาญไปแทน ดังนั้นหากมีกฎไหนที่คิดว่าทำได้ในปัจจุบันแต่อาจต้องแก้ไขในอนาคตก็ควรบอกให้พนักงานรับรู้ไว้บ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น</span> “ตอนนี้บริษัทเรายังเล็กอยู่ ทุกคนเข้างานกันตามสะดวกแบบนี้ก็โอเค แต่ถ้าบริษัทใหญ่ขึ้นเราจะทำแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ” <span style="font-weight: 400;">เพื่อให้พนักงานเห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ความถูกต้องซะทีเดียว แต่เป็นสิ่งที่ยังทำได้ตามบริบทของบริษัทในขณะนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 701"></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/women-in-leadership/2014/oct/06/unwritten-rules-of-work-you-should-break-them" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a> ได้สำรวจบริษัทในอังกฤษหลายแห่งและสรุปตัวอย่างของ Unwritten Rules ที่ไม่มีประโยชน์ออกมาดังนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; เดินวนในที่ทำงานบ่อย ๆ เพื่อให้ดูงานยุ่งตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; อย่าตอบอีเมลเร็วเกินไป เพื่อให้ดูงานยุ่งตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; นั่งใกล้หัวหน้าให้มากที่สุดหากได้เข้าประชุมร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ให้ถอดเสื้อคลุมทิ้งไว้บนเก้าอี้ของตนเอง เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเรายังอยู่ที่ออฟฟิศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ส่งอีเมลในตอนค่ำเพื่อให้คนคิดว่าเราทำงานตลอดทั้งวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ไม่ยิ้มเยอะเกินไปเพราะจะไม่น่าเกรงขาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Guardian อธิบายว่าปัญหาของ Unwritten Rules คือเรื่องการปรับตัว เพราะกฎเหล่านี้มีเรื่องของมุมมองและทัศนคติส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นเราอาจเป็นผลลัพธ์จาก Unwritten Rules แตกต่างกันไปด้วยเงื่อนไขทางเพศสภาพ, เชื้อชาติ, วัฒนธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างถึงพนักงานจากลาติน อเมริกาคนหนึ่งที่เดินทางไปทำงานที่ยุโรปและพบว่ามีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ที่บ้านเกิดเธอถูกสอนให้ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เมื่อเธอเดินทางไปยุโรปเธอกลับพบว่ารอยยิ้มแสดงออกถึงความไม่จริงจัง จึงพยายามยิ้มให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ดูแตกต่างจากคนอื่นมากเกินไป ดังนั้นหากเรายึดมั่นถือมั่นกับ Unwritten Rules โดยไม่ยอมปรับตัวเข้าหาวัฒนธรรมหรือค่านิยมอื่น ๆ การทำงานของเราก็จะลดประสิทธิภาพลงทันที</span></p>
<h2>HR จะรู้ได้อย่างไรว่ามี Unwritten Rules แบบใดในบริษัท</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การค้นหา Unwritten Rules ควรทำโดยความร่วมมือของ HR และผู้นำองค์กร และต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะการนำเรื่องที่รู้กันภายในออกมาสู่สาธารณะจะทำให้พนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นผู้นำควรพูดเรื่อง Unwritten Rules ด้วยความเข้าใจ, ใช้เหตุผล เพื่อตรวจสอบว่ากฏแอบแฝงดังกล่าวสร้างปัญหาให้องค์กรหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ Unwritten Rules ไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป กฎแอบแฝงบางอย่างอาจมีคุณค่าจนผู้บริหารสามารถนำไปใช้เป็นกฎทางการขององค์กรต่อไปในภายหลัง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9469 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_280366535.jpg" alt="shutterstock 280366535" width="500" height="334" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 702"></p>
<p>ผู้นำองค์กรสามารถค้นหา Unwritten Rules ในบริษัทด้วยวิธีเหล่านี้</p>
<h3>1. สัมภาษณ์พนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีพื้นฐานที่สุดในการเรียนรู้ Unwritten Rules ก็คือการสัมภาษณ์พนักงานโดยตรง โดยคุณปีเตอร์ สก็อต มอร์แกน (Peter Scott-Morgan) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Unwritten Rules of the Game กล่าวว่า &#8220;เป้าหมายในการสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับกฎแอบแฝงก็คือเรียนรู้ว่าพนักงานมีความกดดันในเรื่องใดบ้าง และสาเหตุของความกดดันนั้นมาจากปัญหาการทำงานในด้านใด&#8221; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า Unwritten Rules อาจไม่ได้มาในรูปแบบของ &#8220;ข้อบังคับ&#8221; โดยตรง แต่อาจเป็นวิธีการบางอย่างที่คอยควบคุมพนักงานอยู่เพราะแค่ทำตาม ๆ กันมาเท่านั้น</span></p>
<h3>2. ประชุมร่วมกับพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีต่อมาคือการจัดประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างผู้นำและพนักงานควบคู่ไปกับการทำแบบสำรวจ อนึ่งผู้นำต้องทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการเข้าประชุมเพื่อให้กล้าเล่าเรื่องราวออกมา และเมื่อเห็นว่าทุกคนเปิดใจแล้ว ก็ให้นำแบบสำรวจออกมาใช้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้คำถามทั้งหมดควรเป็นคำถามปลายเปิดแบบไม่ระบุผู้ตอบ รวมถึงให้เวลาพนักงานกลับไปคิดอย่างเต็มที่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนที่จะรวบรวมคำตอบมาวิเคราะห์ร่วมกับฝ่ายบริหารในภายหลัง</span></p>
<h3>3.สอบถามจากคนนอก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรายังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจจากพนักงานในองค์กร วิธีที่สามในการหา Unwritten Rules ก็คือการพูดคุยกับลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าที่ไม่พอใจในผลงานของเรา เพราะคำวิพากษ์วิจารณ์จากลูกค้าจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าระบบลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Services) มีปัญหาอย่างไร ซึ่งหากลงรายละเอียดไปเรื่อย ๆ ก็อาจพบกับกฎระเบียบบางอย่างที่กดทับจนพนักงานแสดงศักยภาพออกมาไม่ได้มากเท่าที่ควร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR และผู้นำองค์กรต้องเข้าใจว่าขั้นตอนการสืบค้นหา Unwritten Rules นั้นอาจไมได้รับคำตอบเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจน แต่จะทำให้เราเห็นภาพรวมของปัญหา, เห็นทัศนคติของพนักงาน และเห็นความเป็นไปของบริษัทมุมที่กว้างขึ้น ดังนั้นหากคุณเห็นสัญญาณที่ไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ให้ถามต่อทันทีว่า &#8220;ทำไม&#8221; จนกว่าจะเจอต้นตอของปัญหา (โดยไม่ลืมมารยาทหรือกดดันพนักงานจนเกินไป) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นเราอาจเห็นพนักงานบ่นว่าสวัสดิการบริษัทไม่ตอบโจทย์ ทั้ง ๆ ที่ HR มั่นใจว่าองค์กรมีระบบสวัสดิการที่โดดเด่นมากพอแล้ว แต่พอถามลึกลงไปถึงได้รู้ว่าแผนกที่พนักงานดังกล่าวสังกัดอยู่มีกฎให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อช่วยกันดันยอดให้ถึงเป้า กฎเกณฑ์ภายในแบบนี้อยู่นอกเหนือจากข้อบังคับของบริษัทโดยสิ้นเชิงและเป็นหน้าที่ของผู้นำและ HR ที่ต้องบริหารให้ดี</span></p>
<h3>ตัวอย่างคำถามที่ HR ควรใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อหา Unwritten Rules ของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; พฤติกรรมหรือองค์ประกอบใดที่คุณคิดว่าจะช่วยให้ตนเติบโตในหน้าที่การงานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณคิดว่าคนที่นี่ให้ค่ากับความอาวุโสมากกว่าฝีมือหรือไม่ เพราะอะไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ถ้าคุณต้องทำหน้าที่อบรมพนักงานใหม่ คุณจะสอนพนักงานเหล่านั้นเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; ทีมของคุณคิดอย่างไรกับการพูดตรง ๆ เคยมีใครถูกต่อว่าด้วยสาเหตุนั้นไหม อย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คิดว่าองค์กรของเรามีกฎระเบียบอะไรที่ไร้ประโยชน์หรือไม่ และคิดว่าควรจัดการอย่างไร ?</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 424px;">
<tbody>
<tr style="height: 424px;">
<td style="width: 100%; height: 424px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7612 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-24-scaled.jpg" alt="shutterstock 1212195505 24 scaled" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 703"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะใช้ Unwritten Rules ของพนักงานบริษัท ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules เป็นสิ่งที่เราควรถอดรหัสออกมาจากความสำเร็จของบุคคลหรือองค์กรที่เราชื่นชม เพราะทุกคนต่างมีกฎระเบียบบางอย่างที่กำหนดให้กับตัวเอง เช่นฉันจะต้องไม่าเสียเวลาเลือกเครื่องแต่งกายเป็นเวลานาน, ฉันจะต้องตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายทุกวัน, ฉันจะต้องอ่านหนังสือให้ได้สัปดาห์ละเล่ม ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราวิเคราะห์กฎระเบียบที่แต่ละคนสร้างขึ้นอย่างละเอียดและหยิบกฎที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเองมาใช้ Unwritten Rules ก็จะเกิดประโยชน์กับชีวิตได้จริง ๆ นอกจากนี้เราต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเองด้วยว่า Unwritten Rules ที่เราเลือกให้ตัวเองเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับชีวิตหรือเป็นเพียงเกราะป้องกันบางอย่างที่ทำให้เราใช้ชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น เพราะเมื่อทำตาม Unwritten Rules ไปนาน ๆ มันก็จะกลายเป็นลักษณะนิสัยของเราอย่างถาวร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10430 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/a9358776ec741f21aebcb31ea7dbcf5f-4-scaled.jpg" alt="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?" width="600" height="370" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 704"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณริค ไรล์ลี่ (Rick Reilly) ได้เขียนสรุปเรื่อง </span><a href="http://www.redszone.com/forums/showthread.php?45048-SI-Reilly-Unwritten-Rules" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำหรับนักธุรกิจเอาไว้อย่างน่าสนใจ 17 ข้อ ซึ่งเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ส่งรายละเอียดการประชุมให้ทีมรับทราบล่วงหน้า :</strong> <span style="font-weight: 400;">เมื่อบริษัทบอกว่าต้องส่งรายละเอียดการประชุมให้หนึ่งวันล่วงหน้า ผู้ที่รับหน้าที่ควรส่งในเวลาทำงาน หรือไม่เกินช่วงประมาณ 5 โมงเย็น เพราะการส่งในช่วงค่ำหรือก่อนเที่ยงคืน แม้จะเป็นหนึ่งวันก่อนหน้าจริง แต่ในเชิงปฏิบัติก็มีค่าไม่ต่างจากการไม่ส่งเอกสารให้เลยเพราะทุกคนย่อมต้องการเวลาเพื่อใช้เตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็นการประชุมของผู้บริหารหรือแม้แต่การประชุมในทีมเล็ก ๆ ก็ตาม</span></p>
<p><strong>2. นัดหมายกับลูกค้าล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ :</strong><span style="font-weight: 400;"> หากเราต้องการนัดหมายกับลูกค้าที่เดินทางมาจากต่างประเทศหรือจากที่อื่น เราควรเผื่อเวลาพิจารณาให้ด้วย ไม่ควรนัดแบบกระทันหันเพราะแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพแม้จะสนิทสนมกันแค่ไหนก็ตาม ที่สำคัญลูกค้าอาจนำเราไปเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น ๆ ที่นัดหมายและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทำให้องค์กรเสียภาพลักษณ์และเสียโอกาสได้เลย</span></p>
<p><strong>3. ผู้นำต้องถามคำถามให้ฉลาด :</strong> <span style="font-weight: 400;">ถ้าเราเป็นผู้นำ เราไม่ควรถามคำถามที่เราควรรู้อยู่แล้วในที่ประชุมเพราะจะทำให้ลูกทีมคนอื่น ๆ ขาดความเชื่อมั่นทันที</span></p>
<p><strong>4. เขียนหัวข้อการทำงานให้ชัดเจนเมื่อต้องส่งต่อให้คนอื่น :</strong> <span style="font-weight: 400;">เมื่อเราต้องทำนัดหมายกับใครก็ตาม เราต้องชี้แจงในหัวข้อให้ชัดเจนว่าการนัดหมายนี้เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไร และเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ให้คิดว่าผู้บริหารทุกคนงานยุ่งและไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ความสำคัญกับงานของเราเพียงอย่างเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นถ้าเราตั้งหัวข้อเพียงแค่ &#8220;นัดคุยเย็นวันศุกร์&#8221; ผู้รับก็อาจแค่จำได้แต่ไม่ได้เตรียมตัวเป็นพิเศษอะไร แต่ถ้าเราเขียนให้ชัดเจนไปเลยว่า &#8220;นัดประชุมวันศุกร์กับทีมงานที่ห้องประชุมใหญ่เรื่องแผนงานในเดือนหน้า&#8221; ก็จะช่วยเน้นย้ำนัดหมายและกระตุ้นให้เกิดการเตรียมตัวไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><strong>5. หากมีการเลื่อนเวลานัด ให้รีบแจ้งทันที :</strong> <span style="font-weight: 400;">เจ้าหน้าที่บางคนแม้จะทราบว่าการนัดหมายเลื่อนแล้ว แต่ก็ไม่แจ้งไปยังผู้ร่วมประชุมทันที อาจเพราะกลัวถูกต่อว่าหรือเห็นว่ายังมีเวลาเพราะการประชุมจะเกิดขึ้นในอีกหลายวันข้างหน้า นี่คือเรื่องที่ผิดมหันต์ ! เขาแนะนำว่าควรแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังทราบข่าว เพื่อให้ทุกคนมีเวลาแก้ไขตารางงาน และไม่ต้องเสี่ยงกับการลืมของตัวเจ้าหน้าที่เอง</span></p>
<p><strong>6. วางแผนทางการเงินให้ดี :</strong> <span style="font-weight: 400;">บริษัทต้องวางแผนการเงินโดยอ้างอิงจากความเป็นจริงเท่านั้น ไม่เอาการคาดคะเนมาเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องพูดคุยกับนักลงทุน อย่าเอาความคาดหวังของคนอื่นไปผูกอยู่กับสิ่งที่ไม่นอนเพราะจะไปทำลายความเชื่อใจระหว่างกันในภายหลัง</span></p>
<p><strong>7. หากแก้ไขสิ่งที่เคยแจ้งเอาไว้ ให้ชี้แจงทุกคนอย่างโปร่งใส :</strong> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร, การพูด หรือนโยบายองค์กร หากผู้นำมีการเปลี่ยนแปลงจากที่ตกลงกันไว้ ให้ทำเอกสารชี้แจงกับลูกทีมไปเลยว่าเนื้อหาเดิมเป็นอย่างไร และองค์กรปรับปรุงเป็นอย่างไร อย่าตีเนียนให้คนรู้กันเองเด็ดขาด</span></p>
<p><strong>8. จัดการเอกสารให้ดี :</strong> <span style="font-weight: 400;">ตั้งชื่อไฟล์เอกสารหรือเก็บเข้าแฟ้มให้เป็นระบบเพื่อช่วยลดเวลาค้นหาโดยเฉพาะในเวลาที่ต้องรีบแก้ไขสถานการณ์</span></p>
<p><strong>9. รักษามารยาทกับพนักงานทุกคน :</strong> <span style="font-weight: 400;">ให้คิดว่าพนักงานทุกคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ เราต้องทำตัวดีกับทุกคนไม่ว่าตำแหน่งจะต่างกันมากแค่ไหน ความสุภาพเรียบร้อยคือพื้นฐานความสำเร็จของทุกองค์กร</span></p>
<p><strong>10. รักษาเวลาในการประชุม :</strong> <span style="font-weight: 400;">ถ้าเราเป็นคนนำประชุม ให้ถามทุกคนก่อนว่ามีงานอื่นรออยู่หรือไม่ และวางแผนการประชุมให้จบทันเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ให้ใครเสียงาน อย่าคิดว่าตนมีตำแหน่งใหญ่กว่าและจะสั่งให้ใครนั่งคุยต่อก็ได้ ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน</span></p>
<p><strong>11. อย่าขอความเห็นจากคนอื่นถ้าคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะฟัง :</strong> <span style="font-weight: 400;">ผู้นำบางคนจัดประชุมโดยบอกว่าต้องการแลกเปลี่ยนความเห็นกับพนักงาน แต่เมื่อถึงเวลาก็ปฏิเสธคำแนะนำจากคนอื่นทั้งหมด ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่ายังรับเรื่องนี้ไม่ได้ก็ไม่ควรจัดการประชุมตั้งแต่ต้น เพราะถ้าเราต่อต้านคำพูดของคนอื่นไปเรื่อย ๆ ก็จะสร้างความขุ่นข้องหมองใจจนไม่มีใครอยากให้ความช่วยเหลืออีกเลย</span></p>
<p><strong>12. อย่าเพิ่มคนเข้าไปในอีเมลโดยที่คู่สนทนาไม่รู้ :</strong><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อธุรกิจที่คุณอยากเพิ่มคนที่คิดว่าเป็นประโยชน์เข้าไปในลูป หรือแม้แต่คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแล้วอยากให้เขารู้จักองค์กรของเรามากขึ้น การทำแบบนี้สร้างความไม่สบายใจให้ผู้รับแน่นอน</span></p>
<p><strong>13. ถ้าขอความช่วยเหลือจากใคร ให้รู้จักต่อยอดด้วย :</strong> <span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นหากเราขอให้เพื่อนช่วยแนะนำเรากับคนอื่น เมื่อเพื่อนทำแล้ว เราควรรีบต่อยอดความช่วยเหลือดังกล่าวด้วย เพราะถ้าเราไม่ใส่ใจกับมันมากพอ คนที่ช่วยเหลือเราก็จะดูแย่ และตัวเราเองก็จะไม่น่าเชื่อถือทั้งกับเพื่อนและคนที่เราอยากรู้จักไปโดยปริยาย</span></p>
<p><strong>14. แนะนำตัวเองเสมอ :</strong><span style="font-weight: 400;"> อย่าคิดว่าทุกคนรู้จักเราจนกว่าจะสนิทสนมกันจริง ๆ บางคนอาจคิดว่าเดินเข้าไปทักคนอื่นได้เลยเพราะเขา &#8220;น่าจะ&#8221; รู้จักเราดี หรือส่งอีเมลไปเลยโดยคิดว่าอีกฝ่ายเคยเห็นตนแล้ว ลองคิดในมุมกลับว่านักธุรกิจใหญ่ ๆ มีคนเข้าหามากมายทุกวัน และถ้าเขาจำไม่ได้จริง ๆ ว่าเราเป็นใคร ข้อความหรืออีเมลนั้น ๆ ก็จะถูกตีตกไปอย่างง่ายดาย</span></p>
<p><strong>15. ขอบคุณให้เป็น :</strong> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากใคร อย่าลืมที่จะขอบคุณ จะด้วยวาจา, ข้อความ หรือวิธีใดก็ได้ แต่ห้ามลืมเด็ดขาด</span></p>
<p><strong>16. หากต้องการยกเลิกนัดหมาย ให้แจ้งอย่างตรงไปตรงมา :</strong> <span style="font-weight: 400;">การพูดจาอ้อมค้อมมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายจัดตารางงานยากขึ้น</span></p>
<p><strong>17. ไม่แนะนำคนอย่างพร่ำเพรื่อ :</strong><span style="font-weight: 400;"> ก่อนที่เราจะแนะนำให้คนอื่นรู้จักกัน เราต้องถามความเห็นของทั้งสองคนก่อนด้วยว่าอยากรู้จักกันรึเปล่า ไม่ควรดันทุรังเพียงเพราะคิดไปเองว่าจะเป็นประโยชน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก Unwritten Rules ในเชิงธุรกิจแล้ว ผู้นำหรือ HR สามารถสร้างกฎแอบแฝงอื่น ๆ ออกมาเพื่อช่วยเหลือพนักงานได้ เช่นทำให้พวกเขาเห็นว่าผู้นำพร้อมรับฟังเสมอ และหากมีเรื่องอะไรที่พูดคุยกับทีมไม่ได้ สามารถเข้าไปปรึกษากับผู้บริหารโดยตรง หรือเมื่อไรที่รู้สึกว่าตนมีฝีมือไม่พอกับการทำงานที่ได้รับมอบหมายและอยากหาทักษะเพิ่มเติม ก็สามารถมาแจ้ง HR ได้เลย เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎเหล่านี้แม้จะไม่ได้ถูกเขียนออกมา แต่ก็เกิดขึ้นได้จากความเชื่อใจระหว่างกันซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้นำต้องทำให้คนในทีมสัมผัสได้อย่างแท้จริง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9014 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="648" height="272" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 705"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร</a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules คือค่านิยมบางอย่างที่ทำขึ้นตาม ๆ กันมาในองค์กร กฎแอบแฝงบางอย่างไม่สามารถตอบได้ว่าใครเป็นผู้ริเริ่มหรือทำไปเพื่อเป้าหมายใดด้วยซ้ำ เป็นเพียงกฎที่ทุกคนเห็นพ้องโดยปริยายว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องทำหากใช้ชีวิตอยู่ในบริษัทแห่งนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฝ่าย HR ที่จะเข้ามาตรวจสอบว่า Unwritten Rules ในองค์กรของตนนั้นมีจุดแข็ง &#8211; จุดอ่อนอย่างไร และรีบแก้ไขก่อนที่มันจะฝังรากจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่รู้จะแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Unwritten Rules ที่มีปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดอบรมพนักงานเพื่อเน้นย้ำถึงเป้าหมายและวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง บริษัทต้องทำให้พนักงานเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้สอดคล้องกับมุมมองของการทำงาน และเรื่องบางเรื่อง HR ก็ไม่อาจรู้ได้เลยหากไม่มีใครพูดออกมา ดังนั้นถ้า HR ทำให้พนักงานเชื่อใจมากพอ ปัญหาที่เกิดจาก Unwritten Rules ก็จะถูกจัดการได้ง่ายขึ้น ซึ่งท้ายสุดแล้ว Unwritten Rules ที่เป็นประโยชน์ก็สามารถถูกยกระดับมาเป็นกฎทางการได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรมพนักงานมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าแต่ละองค์กรมีวัตถุประสงค์อย่างไร และหากไม่แน่ใจว่าจะการฝึกอบรมพนักงานแบบไหนที่เหมาะกับบริษัทที่สุด สามารถไปหาตัวช่วยได้ใน </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR ไว้มากที่สุดในไทย ที่นี่มีหลักสูตรจากหลาย ๆ หน่วยงานให้เลือกไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ตาม</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Unwritten Rules กฎระเบียบลับ ๆ ที่พนักงานบริษัทต้องรู้ 706"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3ytDTIm" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3ytDTIm</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3c0pAn5" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3c0pAn5</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3nPsKgq" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3nPsKgq</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3PctwzD" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3PctwzD</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220707-stay-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Jul 2022 04:29:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Stay Interview]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220707-stay-interview/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปัญหาการย้ายงานกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญเพราะการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้งหมายถึงการลงทุนมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นพนักงานระดับสูง ดังนั้นบริษัทต้องหาคำตอบให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร และจะแก้ไขอย่างไร เรามักได้ยินคำว่า Exit Interview ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์พนักงานครั้งสุดท้ายก่อนลาออก เพื่อนำคำแนะนำของพนักงานมาเป็นแนวทางพัฒนาองค์กรในภายหลัง อย่างไรก็ตามปัจจุบันอัตราการเปลี่ยนงานสูงขึ้นกว่าที่เคยจนเป็น The Great Resignation การรักษาพนักงาน (Retention) จึงเป็นแนวคิดที่ดีกว่า นำไปสู่การทำ Stay Interview ที่หมายถึงการสัมภาษณ์พนักงานเป็นระยะเพื่อสอบถามความพึงพอใจและช่วยกันหาแนวทางพัฒนาทั้งตนเองและองค์กรเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายให้ดีที่สุด Stay Interview เปรียบเสมือนการสัมภาษณ์งานใหม่อีกครั้ง ฝั่งพนักงานก็จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้พูดสิ่งที่คิดและสิ่งที่หวังอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ฝ่าย HR ก็จะต้องเตรียมนโยบาย, สวัสดิการ รวมถึงวิธีโน้มน้าวพนักงานให้ดีเหมือนตอนที่แข่งกับบริษัทอื่น ๆ เพื่อคว้าตัวพนักงานคนดังกล่าวมาร่วมงาน สิ่งนี้เรียกว่า Re-Recruit ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำ Stay Interview อย่างไรก็ตาม การทำ Stay Interview ต้องต่อยอดด้วยการลงมือปฏิบัติเสมอ เพราะหากบริษัทรู้ปัญหาแต่ไม่ยอมแก้ไข ก็สะท้อนได้ถึงความไม่ใส่ใจที่จะลดทอนความเชื่อมั่นของพนักงาน กลายเป็นสิ่งเร้าให้พนักงานอยากลาออกมากกว่าเดิม บริษัทต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปเร็วขึ้นทุกวัน ดังนั้นการทำให้พนักงานพอใจต้องอาศัยองค์ความรู้และขั้นตอนการทำงานมากกว่าที่เคย การหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ HR มาช่วยจึงเป็นแนวทางที่ดีกว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะจะช่วยให้แก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้พนักงานโฟกัสกับหน้าที่ได้อย่างมีสมาธิที่สุด หากองค์กรหรือ HR ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาบริการและผลิตภัณฑ์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาการย้ายงานกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญเพราะการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้งหมายถึงการลงทุนมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นพนักงานระดับสูง ดังนั้นบริษัทต้องหาคำตอบให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร และจะแก้ไขอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เรามักได้ยินคำว่า Exit Interview ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์พนักงานครั้งสุดท้ายก่อนลาออก เพื่อนำคำแนะนำของพนักงานมาเป็นแนวทางพัฒนาองค์กรในภายหลัง อย่างไรก็ตามปัจจุบันอัตราการเปลี่ยนงานสูงขึ้นกว่าที่เคยจนเป็น The Great Resignation การรักษาพนักงาน (Retention) จึงเป็นแนวคิดที่ดีกว่า นำไปสู่การทำ Stay Interview ที่หมายถึงการสัมภาษณ์พนักงานเป็นระยะเพื่อสอบถามความพึงพอใจและช่วยกันหาแนวทางพัฒนาทั้งตนเองและองค์กรเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายให้ดีที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Stay Interview เปรียบเสมือนการสัมภาษณ์งานใหม่อีกครั้ง ฝั่งพนักงานก็จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้พูดสิ่งที่คิดและสิ่งที่หวังอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ฝ่าย HR ก็จะต้องเตรียมนโยบาย, สวัสดิการ รวมถึงวิธีโน้มน้าวพนักงานให้ดีเหมือนตอนที่แข่งกับบริษัทอื่น ๆ เพื่อคว้าตัวพนักงานคนดังกล่าวมาร่วมงาน สิ่งนี้เรียกว่า Re-Recruit ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำ Stay Interview</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การทำ Stay Interview ต้องต่อยอดด้วยการลงมือปฏิบัติเสมอ เพราะหากบริษัทรู้ปัญหาแต่ไม่ยอมแก้ไข ก็สะท้อนได้ถึงความไม่ใส่ใจที่จะลดทอนความเชื่อมั่นของพนักงาน กลายเป็นสิ่งเร้าให้พนักงานอยากลาออกมากกว่าเดิม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปเร็วขึ้นทุกวัน ดังนั้นการทำให้พนักงานพอใจต้องอาศัยองค์ความรู้และขั้นตอนการทำงานมากกว่าที่เคย การหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ HR มาช่วยจึงเป็นแนวทางที่ดีกว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะจะช่วยให้แก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้พนักงานโฟกัสกับหน้าที่ได้อย่างมีสมาธิที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หากองค์กรหรือ HR ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาบริการและผลิตภัณฑ์ HR อย่างไร เราขอแนะนำ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแห่งแรกของไทยที่รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรขนาดใด หรือต้องการทดลองอะไรใหม่ ๆ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีครบ จบใน</span><span style="font-weight: 400;">คลิก</span><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45787" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/HREX-Cover-by-Para-2025-07-02T164532.859.webp" alt="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ" width="600" height="370" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 715" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/HREX-Cover-by-Para-2025-07-02T164532.859.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/HREX-Cover-by-Para-2025-07-02T164532.859-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>

<p><span style="font-weight: 400;">The Great Resignation คือปัญหาใหญ่ในโลกการทำงาน โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีการคิดค้นวิธีแก้ปัญหาอยู่เรื่อย ๆ เช่นการวางแผนสวัสดิการ, รูปแบบการทำงานใหม่ ๆ อยู่เป็นระยะ แต่สุดท้ายก็กลับมาสู่คำถามว่าเราจะเลือกสวัสดิการและนโยบายที่เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคนได้อย่างไร ? ความคิดนี้ทำให้เกิด </span>Stay Interview <span style="font-weight: 400;">ที่เปรียบเสมือนการพูดคุยตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อตอกย้ำให้พนักงานเห็นว่าเขาเป็นคนสำคัญขององค์กร และบริษัทพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอหากมีเรื่องไม่สบายใจเกิดขึ้น</span></p>
<p>Stay Interview<span style="font-weight: 400;"> คืออะไร เปลี่ยนโลกการทำงานได้อย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<h1>Stay Interview คืออะไร ?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.bamboohr.com/resources/hr-glossary/stay-interviews" target="_blank" rel="noopener">Stay Interview คือกลไกการพูดคุยระหว่างหัวหน้าและพนักงานเพื่อหาคำตอบว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นในการทำงานหรือไม่, มีเรื่องดี ๆ ในทีมหรือไม่ และมีสิ่งใดที่สามารถพัฒนาได้อีกหรือไม่</a> ซึ่งเป็นการพูดคุยที่ลึกซึ้งกว่าการประชุมเพื่อสอบถามถึงการทำงานหรือความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว การทำ Stay Interview ที่ถูกต้องจะทำให้องค์กรเห็นถึงรากของปัญหาและตอบได้ว่าพนักงานเลือกอยู่กับบริษัทต่อไปเพราะอะไร หรืออยากเปลี่ยนงานเพราะอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Stay Interview เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทควรทำเป็นระยะทุก ๆ 1-2 ปีในสถานการณ์ปกติ หรือทำทันทีเมื่อสังเกตถึงความผิดปกติ โดยเฉพาะในองค์กรที่มีพนักงานฝีมือดีจำนวนมากหรือองค์กรที่มีอัตราเปลี่ยนงานสูง เพราะการที่มีพนักงานลาออกแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่เยอะมากราว 90-200% เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเมารีน ฮอร์สเตน (Maureen Hoersten) จากบริษัทจัดหางาน </span><a href="https://www.thelasallenetwork.com/about/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">LaSalle Network</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า &#8220;การทำ Stay Interview เป็นระยะคือสิ่งที่ต้องทำ เพราะสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก ผู้นำต้องสังเกตว่ามีพนักงานคนใดบ้างที่เริ่มเปลี่ยนไป และรีบเข้าไปพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาและแก้ไขอย่างมืออาชีพให้เร็วที่สุด&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามองกันโดยทั่วไปแล้ว ปกติพนักงานจะได้พูดคุยกับทีมอย่างจริงจังก็แค่ตอนสัมภาษณ์ก่อนเข้ามาทำงาน และตอนทำ Exit Interview เมื่อลาออกเท่านั้น การพูดคุยตรงกลางคือจุดที่ขาดหายไปซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นปัญหา คุณเอ็บ บรูเออร์ (Abe Breuer) CEO จากบริษัท </span><a href="https://www.viptogo.com" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">VIP To Go</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้คำอธิบายอย่างเห็นภาพว่า </span>&#8220;Exit Interview คือตัวช่วยให้องค์กรเรียนรู้จากความผิดพลาด ขณะที่ Stay Interview คือตัวช่วยไม่ให้องค์กรทำผิดซ้ำ&#8221;<span style="font-weight: 400;"> นั่นแปลว่าการทำ Exit Interview คือสิ่งที่ &#8220;สายไป&#8221; ขณะที่ Stay Interview ยังอยู่ในจุดที่สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ นอกจากนี้เขายังเสริมว่าการทำ Stay Interview จะช่วยให้บริษัทปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีขึ้น นำไปสู่การทำ Employer Branding เพื่อดึงดูดพนักงานที่มีศักยภาพเข้ามาสู่องค์กรอีกด้วย</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 716"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">พนักลาออกเพราะไม่พอใจผู้บริหารคนใหม่</span></p>
<p>เนื่องจากผู้จัดการเก่าเป็นคนไม่ค่อยจริงจังกับการทำงานทำให้พนักงานไม่เคยถูกกดดัน แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพนักงานทั้งหมดกลับรับไม่ได้และเรียกร้องหารูปแบบการทำงานแบบเก่าจนมีพนักงานลาออกกันทุกเดือน HR จะทำอะไรได้บ้างเพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานที่เห็นแก่ตัวและยึดถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ต้องชื่นชมความตั้งใจของ HR ที่อยากแก้ไขปัญหานี้ ให้มองในแง่บวกว่ามันคือการทดสอบความเป็นผู้นำของผู้บริหาร ขอให้คำแนะนำดังนี้</span></p>
<p>1. เรียกพนักงานคุยแบบส่วนตัว เริ่มจากคนที่เป็นแกนนำในองค์กรโดยถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นของพนักงาน เช่น เงินเดือนไม่พอใช้ อยากได้เวลาส่วนตัวมากขึ้น เป็นต้น<br />
2. หลังจากฟังความเห็นของพนักงานแล้วให้บอกความจำเป็นของบริษัทอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงสิ่งที่บริษัทสามารถช่วยเหลือพนักงานได้<br />
3. เน้นย้ำว่า &#8220;บริษัทไม่ทิ้งทุกคน บริษัทอยู่รอดทุกคนก็อยู่รอด&#8221;</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1028?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 717"></a></p></blockquote>
<h2>ประโยชน์ที่องค์กรจะได้จากการทำ Stay Interview</h2>
<h3>1. Stay Interview ช่วยให้องค์กรได้เรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการของพนักงาน</h3>
<p>การพูดคุยกับพนักงานจะทำให้รู้ว่าพนักงานชอบหรือไม่ชอบอะไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่บริษัทต้องปรับตัวเพื่อโน้มน้าวให้พนักงานอยากทำงานที่นี่ต่อไป จากนั้นองค์กรก็สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นไปวางแผนเพื่อจัดอบรม, ปรับนโยบาย, เพิ่มสวัสดิการ เป็นต้น ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือหัวหน้างานส่วนใหญ่มักคิดว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการตอบแทนและโน้มน้าวพนักงาน แต่แท้จริงนั้นไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้เงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการความสุข ความสบายใจการตื่นไปทำงานในแต่ละวันเช่นกัน</p>
<h3>2. Stay Interview ช่วยให้องค์กรรู้ว่าควรเน้นพัฒนาในเรื่องใดเป็นพิเศษ</h3>
<p>ในองค์กรที่มีงบจำกัดนั้น คงไม่ใช่เรื่องดีแน่หากเราต้องหว่านเงินลงทุนไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น Stay Interview จะทำให้เราได้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง การลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานได้มากกว่าที่เคย หมายความว่าการทำ Stay Interview ต้องควบคู่มากับความพร้อมในการปรับตัวเสมอ หากเราทราบข้อมูลมาอย่างละเอียดแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้พนักงานเห็นอย่างเป็นรูปธรรม การพูดคุยดังกล่าวก็จะกลายเป็น &#8220;สัญลักษณ์ของความสิ้นหวัง&#8221; ไปโดยปริยาย</p>
<p>ข้อมูลที่ได้จากการทำ Stay Interview ควรมีการบันทึกอย่างละเอียดที่สุดและนำไปถ่ายทอดให้กับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรับรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร, หัวหน้าแผนก, ฝ่าย HR จากนั้นให้ช่วยกันคิด (Brainstorm) เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด การทำ Stay Interview ไม่ใช่การตามใจพนักงานไปเสียทั้งหมด</p>
<p>องค์กรต้องรู้จักปกป้องตัวเองในจุดที่ควรทำ และชี้แจงทันทีหากมีส่วนที่พนักงานเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อการทำงาน แต่ให้อธิบายอย่างเป็นมืออาชีพและสังเกตสถานการณ์ของอีกฝ่ายเสมอ</p>
<h3>3. Stay Interview ช่วยให้องค์กรไม่ต้องมานั่งเดาอีกต่อไป</h3>
<p>องค์ที่ไม่กล้าคุยกับพนักงานจะต้องมานั่งเดาว่าพนักงานต้องการอะไร ซึ่งนำไปสู่การสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งด้านเงินและเวลา แต่การถามพนักงานตรง ๆ เลยจะทำให้เรารู้ว่าสวัสดิการขององค์กรตอนนี้สู้กับบริษัทคู่แข่งได้หรือไม่, เงินเดือนที่ได้น้อยไปไหม, รู้สึกว่าตัวเองเก่งหรือฝีมือตกลงไหม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าปัญหาบางอย่างในที่ทำงานสามารถแก้ได้ง่ายกว่าที่คิดหากเรามีข้อมูลมากเพียงพอ</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10048 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/business-situation-job-interview-concept-job-seeker-present-resume-managers.jpg" alt="HR Trends 2022 สำรวจ 9 เทรนด์ทรัพยากรบุคคลที่จะเปลี่ยนไปในปี 2565" width="600" height="370" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 718"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exit-interview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไม Exit Interview จึงเป็นสิ่งสำคัญ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Stay Interview ส่งผลกับ Exit Interview อย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/kevinkruse/2022/03/03/why-re-recruiting-is-the-key-to-retention/?sh=29e5edfc5442" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่ายิ่งทำ Stay Interview มากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องทำ Exit Interview ก็น้อยลงเท่านั้น โดยเราอธิบายได้ว่าการทำ Stay Interview คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญขององค์กรอีกครั้ง ต่างจากการทำ Exit Interview ที่เป็นเหมือนการพูดคุยที่ปลายเหตุ เพราะมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานตัดสินใจแยกทางกับองค์กรเรียบร้อยแล้ว ในที่นี้ผูเชี่ยวชาญกล่าวว่าสิ่งที่ทำให้ Stay Interview ได้ผลก็คือการทำให้พนักงานรู้สึกว่าตน “ถูกว่าจ้าง” (Re-Recruiting) อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถูกว่าจ้างใหม่หมายความว่าอะไร ? เราลองนึกไปถึงตอนที่ HR Recruiter ต้องพยายามเต็มที่เพื่อโน้มน้าวใจพนักงานสักคนหนึ่งให้มาร่วมงานกับองค์กร ขั้นตอนนี้เองที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและตัดสินใจเลือกเรา อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป (ตามขั้นตอนทำงานตามปกติ) ความรู้สึกมีคุณค่าที่เคยเกิดขึ้นก็จางหายไป พนักงานบางท่านอาจเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หรือเริ่มตั้งคำถามกับวิสัยทัศน์ของบริษัท การจัด Stay Interview ขึ้นมาจึงเป็นเหมือนภาพจำลองของการสัมภาษณ์งานใหม่อีกครั้งเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความต้องการและศักยภาพของตนอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดเพื่อยืนยันว่าเรายังคงทำงานร่วมกันได้จริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Stay Interview สามารถทำได้ด้วยการสัมภาษณ์ ชี้แจง และนำปัญหามาพัฒนาองค์กร แต่ผู้เชี่ยวชาญฏ็แนะนำว่าหากคำพูดของคนในองค์กรไม่ทำให้พนักงานเชื่อถืออีกแล้ว ผู้สัมภาษณ์สามารถนำปัจจัยภายนอกมาใช้อ้างอิงกับพนักงานได้เลย เช่นคำชมจากลูกค้าที่ชื่นชอบผลงานของพนักงาน เป็นต้น และเมื่อพนักงานเห็นว่าสิ่งที่ตนทำมา &#8220;มีความหมาย&#8221; ก็เป็นเรื่องง่ายขึ้นที่จะโน้มน้าวพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไป</span></p>
<h2>Stay Interview มีวิธีการอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะพูดถึงโครงสร้างของการทำ Stay Interview สิ่งแรกที่เราต้องรู้ก่อนก็คือการทำสัมภาษณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้องค์กรแข็งแรงขึ้น, พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น, ลดอัตราการลาออกให้เหลือน้อยที่สุดโดยมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารระหว่างผู้นำและลูกทีมโดยตรง ทั้งนี้ผู้นำอาจหมายถึงประธานบริหาร, หัวหน้าแผนก, หัวหน้าทีม, หัวหน้าโปรเจคต์ หรือใครก็ได้ที่มีผู้ตาม และการทำ Stay Interview ที่ดีควรทำแบบตัวต่อตัวอย่างไม่เป็นทางการ (Candid) เพื่อให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการให้ข้อมูลสำคัญออกมามากที่สุด</span></p>
<p>Stay Interview ที่มีองค์ประกอบหลักดังนี้</p>
<h3>1. การใช้ลำดับขั้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทำ Stay Interview ครั้งแรกควรเริ่มจากการพูดคุยของคนที่ตำแหน่งสูงที่สุดในองค์กร และค่อย ๆ ไล่ระดับลงมาเรื่อย ๆ เช่นประธานบริหารพูดคุยกับรองประธานบริหาร, รองประธานบริหารพูดคุยกับหัวหน้าแผนก, หัวหน้าแผนกพูดคุยกับผู้จัดการสาขา เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้ผู้นำทุกคนในองค์กรมีข้อมูลในหัวว่าองค์กรมีวัฒนธรรมอย่างไร และข้อดี-ข้อเสียในภาพรวมเป็นอย่างไรและใช้สิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานในการสัมภาษณ์พนักงานภายใต้ความดูแลของตนต่อไป</span></p>
<h3>2. สัมภาษณ์แบบเจอตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Stay Interview ไม่ควรทำผ่านระบบออนไลน์แม้จะต้องรอนัดหมายนานแค่ไหนก็ตาม เพราะการสื่อสารแบบตัวต่อตัวจะให้ข้อมูลชัดกว่า ทั้งการใช้สีหน้า, ภาษากาย เป็นต้น</span></p>
<h3>3. ไม่ตั้งเป้าและรับปากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำควรแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าว่าจะมีการจัดสัมภาษณ์เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานพูดในสิ่งที่คิดทั้งในแง่ลบและแง่บวกเพื่อช่วยยกระดับการทำงานและพัฒนาองค์กรให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นผู้นำควรตั้งความคาดหวังโดยอ้างอิงกับความเป็นไปได้ และให้คำมั่นสัญญาเฉพาะเรื่องที่อยู่ในอำนาจขององค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ควรรับปากแบบขอไปทีแค่เพราะอยากให้พนักงานสบายใจ เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นลดลงจนปัญหาที่มีกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม</span></p>
<h3>4. ไม่เอาคำตอบของพนักงานไปรวมกับผลลัพธ์ในการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องคิดว่าการทำ Stay Interview คือการหาคำตอบว่าบริษัทจะให้ความช่วยเหลือพนักงานได้อย่างไร ไม่ใช่การหาคำตอบว่าพนักงานจะทำงานดีขึ้นเพื่อบริษัทได้อย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นไม่ว่าพนักงานจะให้คำตอบในการสัมภาษณ์อย่างไร ผู้นำต้องไม่เอามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาผลงานของพนักงานเด็ดขาด เพราะหากผู้นำตั้งแง่ว่าพนักงานคิดมากไปเองจนทำงานแย่ลง หรือไม่แข็งแรงพอใจการรับมือปัญหายาก ๆ ก็อาจทำให้พนักงานไม่กล้าออกความเห็นหรือเชื่อใจองค์กรอีกเลย ดังนั้นไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะรู้สึกอย่างไรก็คำตอบ ก็ให้บริหารจัดการความคิดอย่างเป็นกลางและคิดถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้งไว้ก่อน</span></p>
<h3>5. ไม่ส่งคำถามไปให้ล่วงหน้า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การส่งคำถามไปให้ล่วงหน้าจะทำให้พนักงานประดิษฐ์คำตอบให้ออกมาดูดีที่สุดจนไม่สามารถเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงได้ ผู้สัมภาษณ์ควรใช้วิธีเกริ่นก่อนเริ่มสัมภาษณ์เพื่อให้พนักงานมีเวลาเตรียมตัวเล็กน้อย จากนั้นค่อยสอดแทรกคำถามที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ อย่าให้พนักงานรู้สึกตกใจหรือถูกกดดันเด็ดขาด</span></p>
<h2>ผู้นำ ทำ Stay Interview อย่างไรให้ได้ประโยชน์</h2>
<p>การใช้ประโยชน์ของผู้นำก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Stay Interview เห็นผลชัดเจนขึ้น โดยอธิบายได้ดังนี้</p>
<h3>1. Stay Interview จะมีประสิทธิภาพขึ้นหากผู้นำอธิบายได้ว่าพนักงานจะมีส่วนช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนย่อมรู้สึกดีหากบริษัททำให้เขารู้สึกมีคุณค่า ดังนั้นผู้นำควรแสดงออกให้ชัดเจนระหว่างการทำ Stay Interview ว่าไม่อยากให้พนักงานลาออกและพร้อมช่วยเหลือหากมีส่วนใดที่สามารถแก้ไขได้ เพราะเห็นว่าพนักงานเป็นคนสำคัญที่ส่งผลอย่างสูงต่อการเติบโตขององค์กร</span></p>
<h3>2. Stay Interview จะมีประสิทธิภาพขึ้นหากพนักงานได้สื่อสารกับหัวหน้าของตนโดยตรง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานสักคนอยากลาออก ปัญหาที่เกิดขึ้นมักมาจากปัญหาภายในทีมหรือเป้าหมายในองค์กร ดังนั้นการที่พนักงานมีโอกาสได้คุยกับหัวหน้าโดยตรงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้เคลียร์ปัญหาคาใจที่เกิดขึ้นขณะทำงานร่วมกัน หากเราจับพนักงานไปคุยกับคนที่มีตำแหน่งสูงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเลย พนักงานก็จะรู้สึกว่าการคุยไร้ประโยชน์เพราะคนที่คุยอยู่ไม่น่าจะเข้าใจถึงโครงสร้างของปัญหา การออกไปหางานใหม่จึงดูง่ายกว่าการพยายามในองค์กรเดิม</span></p>
<h3>3. Stay Interview จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากองค์กรสามารถทำตามสิ่งที่รับปากไว้ได้จริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการสัมภาษณ์เกิดขึ้น หน้าที่ของผู้นำคือการถาม, ฟัง และจดบันทึกให้ดีที่สุดเพื่อนำคำตอบเหล่านั้นไปพิจารณาและหาทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม วิธีนี้จะช่วยให้พนักงานเชื่อมั่นในองค์กรและกล้าปรึกษาพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการทำงานในอนาคตโดยมองการเปลี่ยนงานเป็นทางเลือกสุดทัาย</span></p>
<h2>การสัมภาษณ์ Stay Interview ควรใช้คำถามอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9154 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/shutterstock_1702143259-1.jpg" alt="ทำไม Exit Interview จึงเป็นสิ่งสำคัญ" width="500" height="334" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 719"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของคำถามสำหรับทำ Stay Interview นั้น </span>คุณดิค ฟินเนแกน (Dick Finnegan)<span style="font-weight: 400;"> CEO จาก </span><a href="https://store.shrm.org/the-power-of-stay-interviews-for-retention-and-engagement-second-edition.html?_ga=2.178116194.699496253.1656903666-1382692388.1652065048" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">C-Suite Analytics and The Finnegan Institute</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมตัวดังนี้เพื่อให้การพูดคุยเกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ผู้สัมภาษณ์ต้องระวังพฤติกรรมของตัวเองให้มาก ไม่ถามคำถามแทรกหรือหันไปสนใจเรื่องอื่นโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ควรกำชับลูกทีมคนอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาเรียกขณะทำการสัมภาษณ์ด้วย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราอยากเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรและช่วยเหลือพนักงานจริง ๆ อาจใช้วิธีจดบันทึกหรือถามกลับเพื่อเปิดโอกาสให้พูดถึงประเด็นที่คาใจมากขึ้น ก็จะช่วยให้พนักงานเชื่อใจเรามากกว่าเดิม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเข้าใจสองหัวข้อข้างต้นแล้ว ผู้สัมภาษณ์ก็สามารถเริ่มทำ Stay Interview โดยใช้ 5 คำถามเหล่านี้เป็นแกน</span></p>
<h3>คำถามข้อที่ 1 : เมื่อคุณมาทำงานในแต่ละวัน คุณคาดหวังอะไรบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นที่ยากขึ้น เราควรเริ่มถามคำถามที่ช่วยดึงความคิดของพนักงานมาจดจ่ออยู่กับหน้าที่หลักในแต่ละวันก่อนที่จะไปถามเรื่องของเงินเดือนหรือสวัสดิการ ให้คิดว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวพนักงานเอาไว้กับองค์กรมากที่สุดคือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ดังนั้นเราควรเปิดสัมภาษณ์ด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ก่อนจะพูดถึงเรื่องส่วนตัว โดยผู้สัมภาษณ์สามารถใช้คำถามดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่าการทำงานที่นี่เป็นอย่างไร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับเรื่อง (สิ่งที่อยากถาม) อีกนิดได้ไหม </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณชอบทำงานกับใครมากที่สุด ?</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220617-monday-blues/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-11629 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/6071666_full-sunday-morning-blues-quotes-17-funny-monday-morning-quotes-deal-happily.jpeg" alt="6071666 full sunday morning blues quotes 17 funny monday morning quotes deal happily" width="625" height="388" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 720"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220617-monday-blues/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">The Science behind Monday Blues: วิทยาศาสตร์กับการเกลียดวันจันทร์ และ HR จะแก้ปัญหาอย่างไร?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>คำถามข้อที่ 2 : คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานที่นี่ และคุณอยากรู้อะไรเพิ่มเติมรึเปล่า ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากทราบเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้ว เราจึงค่อย ๆ เปิดโอกาสให้พนักงานพูดเรื่องความต้องการบ้างว่าพวกเขาวางแผนเรื่องอาชีพการงานของตนอย่างไร เช่นบางคนอยากเรียนรู้เพิ่มเติม, บางคนอยากเลื่อนตำแหน่งให้เร็วที่สุด, บางคนแค่อยากทำงานไปวัน ๆ คำตอบเหล่านี้สำคัญมากเพราะจะช่วยให้องค์กรจัดฝึกอบรมหรือเลื่อนขั้นให้พนักงานอยากถูกต้องที่สุด โดยผู้สัมภาษณ์สามารถใช้คำถามดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">มีงานไหนในบริษัทของเราที่คุณสนใจอีกบ้างไหม ?</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณคิดว่างานที่คุณสนใจต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษ ?</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณคิดว่าตัวเองต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มบ้าง เพื่อจะได้ไปทำในตำแหน่งดังกล่าว ?</span></li>
</ul>
<h3>คำถามข้อที่ 3 : คุณยังทำงานอยู่กับบริษัทเพราะอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สองคำถามแรกเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้นึกถึงโครงสร้างของบริษัท และช่วยให้พนักงานมีไอเดียมากขึ้นว่าแท้จริงมีความเป็นไปได้อะไรบ้างอยู่ในองค์กร ดังนั้นคำถามที่สามจึงเป็นการเริ่มถามรายละเอียดที่ลึกขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า &#8220;ยังอยู่ที่บริษัทนี้เพราะอะไร&#8221; ทั้งนี้ผู้สัมภาษณ์สามารถเน้นย้ำความจริงจังด้วยประโยคว่า &#8220;ใช้เวลาคิดได้เลย เพราะนี่คือคำตอบที่เราอยากรู้จริง ๆ&#8221; ประกอบกับคำถามอื่น ดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เล่าให้เราฟังได้ไหมว่าทำไม (เหตุผลของพนักงาน) จึงสำคัญกับคุณมาก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">(เหตุผลของพนักงาน) คือเหตุผลเดียวที่ทำให้คุณอยู่ที่นี่เหรอ มีเรื่องอื่นอีกรึเปล่า</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">(ในกรณีที่พนักงานอธิบายด้วยหลายเหตุผล) ถ้าเราอยากให้คุณสรุปเหตุผลทั้งหมดเป็นคำตอบเดียว คุณจะอธิบายมันอย่างไร ?</span></li>
</ul>
<h3>คำถามข้อที่ 4 : ครั้งล่าสุดที่คุณรู้สึกอยากลาออกจากบริษัทเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเพราะอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องปกติที่พนักงานจะคิดลาออกเมื่อเจอเหตุการณ์ที่รู้สึกไม่พอใจ ดังนั้นการถามอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขุดปัญหาขึ้นมาให้เห็นชัดเจนขึ้น และแสดงถึงความใส่ใจอย่างแรงกล้าที่จะช่วยให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับบริษัทต่อไปอย่างมีความสุขจริง ๆ โดยผู้สัมภาษณ์สามารถใช้คำถามดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เล่าให้เราฟังหน่อยสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น มีใครพูดหรือทำอะไรไม่ดีกับคุณรึเปล่า</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">มีอะไรบ้างไหมที่ผมสามารถช่วยให้คุณสบายใจขึ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์นั้นกระทบจิตใจของคุณระดับไหน สมมติว่ามีระดับ 1-10 ให้เลือก</span></li>
</ul>
<h3>คำถามข้อที่ 5 : เราจะช่วยทำให้ชีวิตการทำงานของคุณดีขึ้นได้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงคำถามสุดท้าย ผู้สัมภาษณ์ควรแสดงให้เห็นว่าตนเป็นคนที่รับฟังความเห็นได้จริง ๆ ไม่แสดงออกว่าเราไม่พอใจหรือพยายามแก้ตัวเด็ดขาด มิฉะนั้นการทำ Stay Interview จะไม่มีความหมายทันที อย่างไรก็ตามผู้สัมภาษณ์สามารถถามคำถามย้อนกลับไปเพื่อให้พนักงานนึกถึงรูปแบบการทำงานระหว่างกัน ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณคิดว่าผมชื่นชมคุณมากพอไหม เวลาคุณทำงานสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; คุณคิดว่าผมพูดและหาทางช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; มีวิธีใดบ้างที่คุณคิดว่าผมควรปรับเพื่อให้เป็นผู้นำที่ดีกว่านี้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10316 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/164098195_714250572578741_1101026581311700004_n.jpg" alt="164098195 714250572578741 1101026581311700004 n" width="535" height="535" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 721"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Visionary Leadership: 3 สิ่งที่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ข้อควรระวังในการทำ Stay Interview คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การทำ Stay Interview จะได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีในการรักษาพนักงานเอาไว้กับองค์กร แต่การทำ Stay Interview แบบผิดวิธีกลับให้ผลตรงกันข้าม เช่นหากเรารับทราบถึงปัญหาแต่ไม่มีวิธีรับมือที่ถูกต้อง ก็จะสะท้อนถึงความไม่ใส่ใจของหัวหน้างานที่ไปเร่งให้พนักงานรู้สึกอยากลาออกมากขึ้น ดังนั้นหากองค์กรของท่านต้องทำ Stay Interview ก็ให้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้</span></p>
<h3>1. ให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR เป็นผู้ทำ Stay Interview</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจคิดว่าการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นหน้าที่ของ HR อยู่แล้ว แต่แท้จริง Stay Interview จะได้ผลมากกว่าหากเป็นการพูดคุยส่วนตัวระหว่างหัวหน้ากับลูกทีม เพราะเป้าหมายของการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือการเจาะลึกถึงสิ่งที่อยู่ในใจเพื่อหาทางออกและทำให้พนักงานทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การพูดคุยกับหัวหน้างานโดยตรงจึงมีความใกล้ชิดมากกว่าการคุยกับ HR แถมยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าปัญหานี้ได้ไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงเรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้เลยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยากอีกต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คุณแคธลีน ควินน์ โวทาวว์</strong> (Kathleen Quinn Votaw) CEO จากบริษัท </span><a href="https://talentrust.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TalenTrust</span></a><span style="font-weight: 400;"> สหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง </span><a href="https://www.amazon.com/Dare-Care-Workplace-Guide-Work/dp/1642252891#:~:text=In%20Dare%20to%20Care%20in,create%20your%20unique%20Camelot%20Community.%E2%80%9D" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Dare to Care in the Workplace : A Guide to the New Way We Work</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้คำแนะนำว่า “</span>Stay Interview<span style="font-weight: 400;"> มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสนิทสนมระหว่างหัวหน้าและพนักงาน ซึ่งในฐานะขององค์กรนั้นไม่ว่าจะเป็น CEO, บอร์ดบริหาร, ผู้จัดการ ฯลฯ การรู้ว่าลูกทีมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และยังคงทำงานอยู่กับบริษัทเพราะอะไรถือเป็นคำตอบที่หัวหน้าต้องรู้โดยไม่มีข้อแม้&#8221; ดังนั้นหากรู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่สบายใจ ให้ตัดออกจากวงสนทนาทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11697 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/s.png" alt="รู้ทันคนอื่นด้วยการอ่านภาษากาย และการใช้ Nonverbal Communication" width="600" height="370" title="Stay Interview คืออะไร การสัมภาษณ์เพื่อดูว่าพนักงานมีความสุข หรือแค่อยู่ไปวัน ๆ 722"></p>
<h3>2. องค์กรไม่จริงใจมากพอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางองค์กรไม่กล้าเรียกพนักงานมาถามถึงปัญหาโดยตรงเพราะไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรจึงใช้การถามอ้อม ๆ เพื่อหวังจะเก็บข้อมูลไปเป็น Stay Interview แต่วิธีนี้เป็นปัญหามากกว่าที่คิด โดย</span>คุณจอห์น มอร์แกน <span style="font-weight: 400;">(John Morgan) จากบริษัทจัดหางาน LHH สหรัฐอเมริกากล่าวว่า &#8220;หากพนักงานเห็นว่าบริษัทมีความจริงใจที่จะขอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พนักงานก็จะกล้าให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและเป็นประโยชน์มากขึ้น&#8221; นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มเติมว่าก่อนการพูดคุยจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้ให้สัมภาษณ์ควรเกริ่นถึงปัญหาและเรื่องที่อยากรู้ให้อีกฝ่ายฟัง เพื่อให้พนักงานมีเวลาตกผลึกและนำคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดมาให้เรา&#8221;</span></p>
<h3>3. สนใจแต่ผลประโยชน์ของบริษัท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า Stay Interview คือตัวช่วยสำคัญที่บริษัททั่วโลกนำมาใช้ป้องกันเรื่อง The Great Resignation อย่างไรก็ตามเราไม่ควรนำการสัมภาษณ์นี้มาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กลับกัน Stay Interview ที่ดีคือการเน้นย้ำความเชื่อมั่นต่อองค์กรและช่วยหาทางออกให้อาชีพการงานของผู้ที่เกี่ยวข้องพัฒนาได้มากกว่าที่เคยต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คุณเอมี่ โมเชอร์</strong> (Amy Mosher) หัวหน้าฝ่ายบุคคลของบริษัท </span><a href="https://www.isolvedhcm.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Isolved</span></a><span style="font-weight: 400;"> สหรัฐอเมริกากล่าวว่า &#8220;หากพนักงานเห็นว่าการทำ Stay Interview มีขึ้นเพื่อป้องกันการลาออกเท่านั้น การสัมภาษณ์ก็ไร้ค่าโดยทันที สิ่งที่องค์กรควรทำจึงเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจ, อยู่เคียงข้าง, ช่างสังเกตและสอดแทรกคำถามเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าปัจจัยสำคัญในการทำงานของลูกทีมแต่ละคนคืออะไร เป้าหมายในอนาคตคือะไร รวมถึงหาคำตอบให้ได้ว่ามีความเป็นไปได้ใดบ้างที่อาจทำให้พนักงานตัดสินใจลาออก&#8221;</span></p>
<h3>4. ใช้วิธีพูดคุยอย่างเคร่งเครียดเกินไปจนเหมือนการสอบสวนมากกว่าการช่วยเหลือพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่กับทุกคน ดังนั้นการทำ Stay Interview จึงควรเริ่มจากการศึกษาว่าคู่สนทนาของเราเป็นใคร มีลักษณะนิสัยอย่างไร และควรใช้พฤติกรรมระหว่างกันแบบใด ไม่ควรถามตรง ๆ แบบ &#8220;ทำไมยังอยู่ที่นี่ ? ทำไมถึงอยากลาออก ?&#8221; เพราะจะทำให้เกิดพลังลบระหว่างการสัมภาษณ์จนเหมือนไปตั้งแง่ระหว่างกัน ดังนั้นผู้สัมภาษณ์ควรสอดแทรกคำถามในแง่บวกเข้าไปเป็นระยะระหว่างการพูดคุยด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าการทำ Stay Interview ไม่ควรเกิดขึ้นในห้องประชุม เพราะจะทำให้รู้สึกเป็นทางการเกินไป ให้ทำในจุดที่รู้สึกสบาย ๆ อย่างคาเฟ่, ร้านกาแฟ หรือระหว่างการเดินเที่ยวด้วยกันมากกว่า เนื่องจากคอนเซปต์ของ</span></p>
<h3>5. ทำทุกอย่างเมื่อสายเกินไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วหัวหน้าทีมจะเลือกทำ Stay Interview เมื่อจับสังเกตได้ว่าพนักงานมีแนวโน้มจะลาออกหรือมีส่วนร่วมกับองค์น้อยลง แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหากรอถึงช่วงเวลาดังกล่าว ก็อาจจะสายจนแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า &#8220;เป้าหมายของการทำ Stay Interview คือการยื่นมือเข้าไปช่วยก่อนที่พนักงานจะเกิดความคิดอยากลาออก อย่ารอให้พนักงานเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน ให้คิดว่ายิ่งเรารู้ความคิดของพนักงานเร็วขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจว่าการทำ Stay Interview คือการขุดปัญหาขึ้นมาให้เห็นชัดขึ้น จึงเป็นธรรมดาที่ผู้นำจะต้องทำหน้าที่เพิ่มเติมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของพนักงานที่เราเพิ่งรับรู้มา แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากแค่ไหนผู้นำก็ไม่ควรหลีกเลี่ยง Stay Interview เด็ดขาด เพราะ</span>การไม่เห็นปัญหาไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น<span style="font-weight: 400;"> และหากปล่อยไปเรื่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Stay Interview คือการช่วยให้ผู้นำรับทราบถึงปัญหาภายในองค์กรโดยเฉพาะในจุดที่เคยเป็น Hidden Area มาก่อน แต่เมื่อรับข้อมูลมาแล้ว การขะแก้ปัญหานั้นจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้มากมายที่บริษัทอาจไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด เช่นเรื่องสวัสดิการ, การฝึกทักษะเพิ่มเติม หรือการแก้ไขระบบบางอย่างที่เคยสร้างความลำบากใจให้กับพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นบริษัทควรมองหาตัวช่วยที่เหมาะสม เพื่อจะได้เอาเวลาไปโฟกัสกับการทำงานส่วนอื่นอย่างเต็มที่ เพราะการพยายามฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัดถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และหากองค์กรหรือ HR ของคุณไม่รู้จะหาตัวช่วยที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรอย่างไร เราขอแนะนำ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ HR มากที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่า Stay Interview ของคุณจะได้คำตอบออกมาแบบใด </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็พร้อมต่อยอดและช่วยให้การพัฒนาองค์กรของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นแน่นอน</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงาน The People &amp; HR Momentum โดย PMAT 3" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3R5OkL3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3R5OkL3</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2Bf2y9s" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2Bf2y9s</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3bN5XPp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3bN5XPp</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ahFglC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ahFglC</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR”</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220706-hate-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jul 2022 19:31:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[เกลียด HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220706-hate-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT จากบทความที่ชื่อว่า ‘Why We Hate HR?’ (ทำไมเราเกลียด HR?) โดย คีท แฮมมอนด์ (Keith Hammonds) ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร Fast Company Magazine ยังได้เขียนถึงเหตุผลที่ทำไมคนอื่นในบริษัทถึงเกลียด HR กันไปหมด เพื่อทำให้ชาว HR ได้ปรับปรุงพัฒนาการทำงานของแผนกให้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อคิดเห็นแย่ ๆ มากมายเกี่ยวกับงาน HR แต่อันที่จริงแล้วในยุคปัจจุบันนี้ HR ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลพนักงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับผู้บริหารด้วย องค์กรยุคใหม่จึงควรใ้ห้ความสำคัญกับ HR เป็นอย่างมาก เมื่อพนักงานในองค์กรไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบุคคลย่อมต้องเกิดปัญหาในองค์กร เพราะไม่ว่าจะสร้างนโยบายอะไรขึ้นมา ถ้าบอกว่ามาจาก HR พนักงานก็จะแอนตี้และไม่ทำตาม ยิ่งส่งผลเสียต่อการบริหารงานองค์กร นอกจากนี้หากเกิดความขัดแย้งในองค์กร ก็อาจส่งผลเสียลามไปถึงผลประโยชน์ขององค์กรด้วย ในยุคสมัยนี้ ฝ่ายบุคคลหรือ HR มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำเพื่อดูแลพนักงานในองค์กรและพาองค์กรตามกระแสโลกยุคใหม่ให้ทันด้วย และยังเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อองค์กร ถ้าพูดถึง ‘HR’ เชื่อว่าคนเกินครึ่ง (ที่ไม่ใช่ HR) น่าจะเบ้ปากโดยอัตโนมัติอย่างแน่นอน เคยมีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นของพนักงานจากบริษัทหนึ่ง พบว่ากว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">จากบทความที่ชื่อว่า ‘Why We Hate HR?’ (ทำไมเราเกลียด HR?) โดย คีท แฮมมอนด์ (Keith Hammonds) ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร Fast Company Magazine ยังได้เขียนถึงเหตุผลที่ทำไมคนอื่นในบริษัทถึงเกลียด HR กันไปหมด เพื่อทำให้ชาว HR ได้ปรับปรุงพัฒนาการทำงานของแผนกให้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ว่าจะมีข้อคิดเห็นแย่ ๆ มากมายเกี่ยวกับงาน HR แต่อันที่จริงแล้วในยุคปัจจุบันนี้ HR ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลพนักงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับผู้บริหารด้วย องค์กรยุคใหม่จึงควรใ้ห้ความสำคัญกับ HR เป็นอย่างมาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานในองค์กรไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบุคคลย่อมต้องเกิดปัญหาในองค์กร เพราะไม่ว่าจะสร้างนโยบายอะไรขึ้นมา ถ้าบอกว่ามาจาก HR พนักงานก็จะแอนตี้และไม่ทำตาม ยิ่งส่งผลเสียต่อการบริหารงานองค์กร นอกจากนี้หากเกิดความขัดแย้งในองค์กร ก็อาจส่งผลเสียลามไปถึงผลประโยชน์ขององค์กรด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในยุคสมัยนี้ ฝ่ายบุคคลหรือ HR มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำเพื่อดูแลพนักงานในองค์กรและพาองค์กรตามกระแสโลกยุคใหม่ให้ทันด้วย และยังเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อองค์กร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11782 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/studio-portrait-smart-young-fellow-classic-white-shirt-red-tie-looking-like-he-has-seen-something-disgusting-while-posing-blue-background-stylish-haircut-sincere-emotions-concep-2-scaled.jpg" alt="studio portrait smart young fellow classic white shirt red tie looking like he has seen something disgusting while posing blue background stylish haircut sincere emotions concep 2 scaled" width="600" height="370" title="ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR” 728"></p>
<p>ถ้าพูดถึง ‘HR’ เชื่อว่าคนเกินครึ่ง (ที่ไม่ใช่ HR) น่าจะเบ้ปากโดยอัตโนมัติอย่างแน่นอน เคยมีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นของพนักงานจากบริษัทหนึ่ง พบว่ากว่า 60% บอกว่า “เกลียด HR” นอกจากพนักงานเกลียด HR แล้ว พวกผู้บริหารบางองค์กรยังไม่ให้ความสำคัญกับแผนกนี้อีกเพราะมองว่าไม่ได้ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ มันเกิดอะไรขึ้นกับ HR กันแน่หนอ?</p>

<h2>ทำไมใครๆ ก็เกลียด HR (Why we hate HR? by Keith Hammonds)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่จั่วหัวและเกริ่นนำยังจี้ใจดำชาว HR ไม่มากพอ เพราะจากบทความที่ชื่อว่า </span><a href="https://www.fastcompany.com/53319/why-we-hate-hr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">‘Why We Hate HR?’ (ทำไมเราเกลียด HR?) โดย คีท แฮมมอนด์ (Keith Hammonds)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร Fast Company Magazine ยังได้เขียนถึงเหตุผลที่ทำไมคนอื่นในบริษัทถึงเกลียด HR กันไปหมด เพื่อทำให้ชาว HR ได้ปรับปรุงพัฒนาการทำงานของแผนกให้ดีขึ้น ซึ่งบทความนี้ได้สร้างความฮือฮาให้แก่วงการ HR ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก ชาว HR ถกเถียงกันถึงประเด็นนี้ โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่มีข้อโต้แย้ง พร้อมคำอธิบายในทำนองที่ว่า ฝ่าย HR ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น แผนกงานอื่นก็มีความย่ำแย่ไม่แพ้ HR เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยคีท แฮมมอนด์ได้แสดงข้อคิดเห็นไว้ว่า ทั้งผู้บริหารแผนกต่าง ๆ รวมถึงแผนก HR เองควรจะได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของงานด้าน HR และความสัมพันธ์ของงาน HR กับแผนกงานอื่น ๆ และกับองค์กรโดยรวมด้วย อันจะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทมีการพัฒนาขึ้น เพราะว่าอันที่จริงแล้วในยุคปัจจุบันนี้ HR ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลพนักงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับผู้บริหารด้วย องค์กรยุคใหม่จึงควรใ้ห้ความสำคัญกับ HR เป็นอย่างมาก</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10083 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/d9eec892aa9b273088cf4e53be3e252e.jpg" alt="วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR” 729"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้หรือไม่ ? จริง ๆ แล้วหน้าที่ของ HR คืออะไรกันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>10 เหตุผลที่ทุกคนเกลียด HR</h2>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR เข้าข้างบริษัทมากกว่าพนักงาน พนักงานเลยมองว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น HR จะมองผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ของพนักงาน เลยทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่เป็นพวกเดียวกันหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ HR</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เวลามีปัญหาอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ หรือการละเมิดกฎบริษัทที่พอจะหยวน ๆ ได้ HR ก็จะชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีการเห็นใจ ไม่มี empathy</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พนักงานส่วนใหญ่มองว่าชาว HR ดูไม่น่าเชื่อถือ พึ่งพาไม่ได้ ถึงแม้จะพูดว่ามีอะไรให้บอกได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริง ๆ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เวลาที่บริษัทมีผู้บริหารที่ดูไม่ได้เรื่อง บริหารไม่เป็นแต่ได้โปรโมท แล้วยังชอบเอาเปรียบพนักงาน HR ก็จะเข้าข้างผู้บริหารแย่ ๆ มากกว่าเข้าข้างพนักงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ชาว HR บางคนรู้จักงาน HR แค่ผิวเผิน แต่ไม่ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วงาน HR คืออะไรกันแน่</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR ไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาที่พนักงานต้องเผชิญเลย มีแต่ออกนโยบายที่แก้ปัญหาและใช้งานจริงไม่ได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR ถูกมองว่าเป็นเรื่องของการเมืองในบริษัทและสนใจแต่ตำแหน่งของตัวเองมากกว่าเรื่องสวัสดิการของทีม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR สนใจแต่นโยบายและผลประโยชน์ขององค์กรมากกว่าการดูแลใส่ใจจิตใจ ความกังวล ความไว้วางใจ ความขัดแย้ง หรือปัญหาของมนุษย์นับล้านที่เกิดขึ้นในองค์กร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> HR ไม่ใช้ความเป็น ‘มนุษย์’ ในการตัดสินแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พนักงานต้องเจอ แต่ให้ความสนใจในเรื่องของกละนโยบายอย่างเดียว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พนักงานรู้สึกว่า HR ไม่ได้ทำงานอะไรเลย เพราะไม่มีงานอะไรสำคัญให้ทำ มีแผนกนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ แถมทำให้พนักงานยิ่งยุ่งวุ่นวายกับกฎหลายอย่างมากขึ้นไปอีก</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11780 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/Screen-Shot-2565-07-06-at-01.07.56.png" alt="Screen Shot 2565 07 06 at 01.07.56" width="600" height="370" title="ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR” 730"></p>
<h2>ข้อเสียเมื่อพนักงานเกลียด HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพนักงานในองค์กรไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบุคคลย่อมต้องเกิดปัญหาในองค์กรอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะสร้างนโยบายอะไรขึ้นมา ถ้าบอกว่ามาจาก HR พนักงานก็จะแอนตี้และไม่ทำตาม ยิ่งส่งผลเสียต่อการบริหารงานองค์กร ลามไปถึงผลประโยชน์ขององค์กรด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในองค์กร การที่พนักงานเกลียดกัน เขม่นกัน หรือมีปัญหากันในองค์กรยิ่งทำให้บรรยากาศในการทำงานเสีย ถึงแม้จะเป็นแค่บางคนหรือบางกลุ่ม แต่ก็สร้างความร้าวฉานที่ยิ่งใหญ่และส่งผลต่อคนอื่น ๆ ในที่ทำงานได้ ยิ่งโดยเฉพาะพนักงานบางคนอาจมีปัญหาในด้านจิตใจหรืออารมณ์ อาจจะกระทบมากกว่าคนอื่น ๆ และอาจกระทบไปยังวงกว้างเป็นโดมิโนก็เป็นได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220601-inspirational-quotes/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11520 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/3bad43309eca36b55094fe06e6619c39.png" alt="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร" width="600" height="370" title="ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR” 731"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220601-inspirational-quotes/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>องค์กรต้องทำอย่างไรให้ HR เป็นที่รัก ไม่โดนเกลียด</h2>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรควรให้การสนับสนุน HR อย่างเต็มที่ และยินดีปฏิบัติตามนโยบายฝ่ายบริหารงานบุคคล เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงานในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Director ของแต่ละแผนก รวมถึงผู้จัดการทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจเรื่องการบริหารบุคคล หรืองาน HR ว่าสำคัญกับองค์กรแค่ไหน อย่างไร และถ้าพนักงานไม่เดินตามนโยบายที่กำหนดไว้แล้วจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรสร้างความเข้าใจอันดีระหว่าง HR และพนักงาน HR จะต้องเป็นกลุ่มที่เข้ากับทุกคนและทุกระดับได้ ต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน และจะต้องสร้างความเข้าใจ โน้มน้าวให้ผู้จัดการทุกคนเข้าใจและปฏิบัติตามในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดผลดีต่อองค์กรอย่างยั่งยืน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรมีการจัดอบรมจรรยาบรรณของการเป็นฝ่ายบุคคลที่ดื รวมถึงทำแบบสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้พนักงานไม่พอใจในฝ่าย HR เพื่อให้มีการพัฒนาและแก้ไขปรับปรุงต่อไป</span></li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สำหรับบริษัทที่ยังยึดติดอยู่กับอะไรเดิม ๆ อาจจะหาทางรอดได้ยาก และในยุคสมัยนี้ ฝ่ายบุคคลหรือ HR มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำเพื่อดูแลพนักงานในองค์กรและพาองค์กรตามกระแสโลกยุคใหม่ให้ทันด้วย และยังเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อองค์กร แต่สิ่งใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าพนักงานในองค์กรไม่ยอมร่วมมือกับ HR หากองค์กรอยากสร้างวัฒนธรรมหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่มพนักงานทุกแผนก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="ไขข้อข้อใจ ทำไมใคร ๆ ก็เกลียด “HR” 732" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.skillsolved.com/article/why-aplicants-hate-hr/" target="_blank" rel="noopener">Skill Solved</a></li>
<li><a href="https://www.prosofthcm.com/Article/Detail/15551" target="_blank" rel="noopener">Prosoftthcm</a></li>
<li><a href="https://www.forbes.com/sites/lizryan/2016/07/27/ten-reasons-everybody-hates-hr/?sh=307881075af4" target="_blank" rel="noopener">Forbes</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Jul 2022 06:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกอบรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220701-training-methods/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ปัจจุบันโลกการทำงานมีอัตราเร่งมากกว่าที่เคย องค์กรแทบทุกแห่งต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ, สภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนรูปแบบการทำงานจนสิ่งที่เคยเรียนรู้ในอดีตแทบไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ หนึ่งในข้อดีของการฝึกอบรมพนักงานคือช่วยลดอัตราการเปลี่ยนงาน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเมื่อพนักงานลาออก 1 คน บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 90-200% วิธีแก้ปัญหานี้คือการทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าซึ่งนอกจากจะช่วยให้บริษัทมั่นคงขึ้นแล้วยังช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย HR ต้องเลือกหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงานโดยอ้างอิงจากความต้องการของพนักงานและเป้าหมายของบริษัทเป็นที่ตั้ง ห้ามเลือกเพียงเพราะเป็นหลักสูตรจากสถาบันชื่อดังเป็นอันขาด นอกจากนี้ HR ต้องศึกษาหลักสูตรที่จะนำมาใช้อย่างละเอียด เช่นหัวข้อย่อยในการอบรม, วิธีปฏิบัติ, ระยะเวลา เป็นต้น เมื่อการฝึกอบรมพนักงานเสร็จสิ้นแล้ว HR ควรคิดเรื่องวิธีประเมินผลเสมอ เพื่อตรวจเช็คว่าหลักสูตรที่เรานำมาใช้เป็นประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ หรือไม่ จากนั้นจึงวางแผนต่อยอดหากหลักสูตรได้ผล และหาทางแก้ไขหากหลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการขององค์กร หมดกังวลได้เลยถ้าใช้ HREX แพล็ทฟอร์มที่รวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงาน, การจัดการเงินเดือน, การว่าจ้างพนักงาน หรือด้านไหน ๆ ก็มีครบจบได้ด้วยคลิกเดียว การฝึกอบรมพนักงาน คือรากฐานความสำเร็จของบริษัทชั้นนำทั่วโลก เพราะจะช่วยเพิ่มทักษะให้พนักงานและช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงขึ้นซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทโดยตรง โดยเฉพาะโลกยุคหลังโควิด-19 ที่มนุษย์ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ (Human Value) มากกว่าที่เคย การทำให้พนักงานเก่งและมีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้นจะช่วยให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป กลับกันหากพนักงานรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า ก็มีโอกาสที่จะลาออกเพื่อเปลี่ยนไปหางานที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่า ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานจึงมีผลต่อเสถียรภาพขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ การฝึกอบรมพนักงานต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันโลกการทำงานมีอัตราเร่งมากกว่าที่เคย องค์กรแทบทุกแห่งต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ, สภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนรูปแบบการทำงานจนสิ่งที่เคยเรียนรู้ในอดีตแทบไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในข้อดีของการฝึกอบรมพนักงานคือช่วยลดอัตราการเปลี่ยนงาน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเมื่อพนักงานลาออก 1 คน บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 90-200% วิธีแก้ปัญหานี้คือการทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าซึ่งนอกจากจะช่วยให้บริษัทมั่นคงขึ้นแล้วยังช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องเลือกหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงานโดยอ้างอิงจากความต้องการของพนักงานและเป้าหมายของบริษัทเป็นที่ตั้ง ห้ามเลือกเพียงเพราะเป็นหลักสูตรจากสถาบันชื่อดังเป็นอันขาด นอกจากนี้ HR ต้องศึกษาหลักสูตรที่จะนำมาใช้อย่างละเอียด เช่นหัวข้อย่อยในการอบรม, วิธีปฏิบัติ, ระยะเวลา เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อการฝึกอบรมพนักงานเสร็จสิ้นแล้ว HR ควรคิดเรื่องวิธีประเมินผลเสมอ เพื่อตรวจเช็คว่าหลักสูตรที่เรานำมาใช้เป็นประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ หรือไม่ จากนั้นจึงวางแผนต่อยอดหากหลักสูตรได้ผล และหาทางแก้ไขหากหลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หมดกังวลได้เลยถ้าใช้ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพล็ทฟอร์มที่รวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมพนักงาน, การจัดการเงินเดือน, การว่าจ้างพนักงาน หรือด้านไหน ๆ ก็มีครบจบได้ด้วย</span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คลิก</span></a><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9014 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="648" height="272" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 745"></p>

<p>การฝึกอบรมพนักงาน <span style="font-weight: 400;">คือรากฐานความสำเร็จของบริษัทชั้นนำทั่วโลก เพราะจะช่วยเพิ่มทักษะให้พนักงานและช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงขึ้นซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะโลกยุคหลังโควิด-19 ที่มนุษย์ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ (Human Value) มากกว่าที่เคย การทำให้พนักงานเก่งและมีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้นจะช่วยให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรต่อไป กลับกันหากพนักงานรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า ก็มีโอกาสที่จะลาออกเพื่อเปลี่ยนไปหางานที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่า ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานจึงมีผลต่อเสถียรภาพขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมพนักงานต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<h2>การฝึกอบรมพนักงานมีข้อดีต่อบริษัทอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงที่สถานการณ์ปกติ เราอาจไม่ได้นึกถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมเท่าไรนักเพราะเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำอยู่เพียงพอต่อการทำงานแล้ว โดย </span><a href="https://www.forbes.com/sites/adigaskell/2021/02/12/changes-in-job-related-training-since-covid-19/?sh=4dfa6b6427c3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้รายงานผลสำรวจจาก London School of Economics ที่ระบุว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานน้อยลงเรื่อย ๆ และมีแนวคิดว่า </span>เอาเวลาไปหาพนักงานใหม่ดีกว่าการเสียเวลาฝึกพนักงาน <span style="font-weight: 400;">ซึ่งความคิดนี้ถูกเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดโควิด-19 เพราะเมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป คนที่ไม่ชำนาญเรื่องเทคโนโลยีก็จะมีปัญหากับการทำงานแบบไฮบริด, คนที่ไม่มีวินัยแต่เคยอยู่ได้ด้วยระบบข้อบังคับในออฟฟิศก็กลายเป็นคนที่มีผลงานตกลงเพราะบริหารจัดการเวลาไม่ได้, การจ้างพนักงานใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายแฝงกว่าจะปรับตัวเข้าระบบได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการฝึกฝนพนักงานเป็นระยะคือสิ่งที่จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม  </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 746"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><a href="https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15332840903336499?src=recsys" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">การศึกษา</span></a><span style="font-weight: 400;">กับบริษัทในสหรัฐอเมริกาพบว่าพนักงานมีอัตราลาออกลดลงจาก 89.6% เหลือเพียง 56.7% เท่านั้นหลังการฝึกอบรมเพียงปีเดียว และยังมี</span><a href="https://direct.mit.edu/rest/article/97/2/485/58224/The-Impact-of-Training-on-Productivity-and-Wages" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">การวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากประเทศเบลเยี่ยมที่ระบุว่าการฝึกอบรมที่ดีจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 23% เป็นอย่างน้อย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยังไม่เห็นภาพ เราขออธิบายประโยชน์ของการฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติมดังนี้</span></p>
<p>1. ช่วยรักษาพนักงานไว้กับองค์กร (Employee Retention) : <span style="font-weight: 400;">การทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรของเราไปนาน ๆ เกิดขึ้นได้จากการที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นและมีคุณค่าขึ้น HR สามารถนำเรื่องนี้ไปพูดได้ตั้งแต่วันที่สัมภาษณ์งานเลยว่าบริษัทมีนโยบายสนับสนุนเรื่องการฝึกอบรมพนักงานอย่างไร อยากพูดคุยหรือต่อรองอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี</span><a href="https://www.gallup.com/workplace/236366/right-culture-not-employee-satisfaction.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">รายงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าการฝึกอบรมพนักงานที่ดีจะช่วยลดอัตราการลาออกได้มาถึง 59% </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/going-beyond-the-future-of-work-09162021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9208 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/0916.jpg" alt="0916" width="750" height="394" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 747"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/going-beyond-the-future-of-work-09162021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Going Beyond the Future of Work : เมื่อคนที่ต้อง Transform คนแรกคือ Leader</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>2. การฝึกอบรมพนักงานช่วยสร้างผู้นำได้ในอนาคต :<span style="font-weight: 400;"> การเป็นผู้นำที่ดีในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการออกคำสั่งอีกต่อไป แต่คำจำกัดความว่าผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถถ่ายทอดความเป็นผู้นำไปให้กับคนรุ่นต่อไปได้ต่างหาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามปัญหาที่แทบทุกองค์กรต้องเจอเมื่อพูดถึงผู้นำรุ่นใหม่ก็คือการเลื่อนตำแหน่ง</span>โดยมองจากความสามารถในการทำงานเป็นหลัก ไม่ใช่ความสามารถในการเป็นผู้นำ<span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นผู้นำรุ่นใหม่หลายคนจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีอย่างที่หวัง ทำให้องค์กรต้องไปว่าจ้างผู้นำจากที่อื่นเข้ามาแทน เหตุนี้การฝึกอบรมพนักงานเพื่อเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มตั้งแต่การฝึกอบรมคนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเลื่อนขั้นก็ได้ วิธีนี้แม้จะทำให้บริษัทมีต้นทุนมากขึ้น แต่ก็จะได้พนักงานที่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอยู่แล้วและพร้อมทำงานได้ไวกว่าการจ้างพนักงานใหม่จากที่อื่นแน่นอน</span></p>
<p>3. ช่วยให้พนักงานมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น (Employee Empowerment) : <span style="font-weight: 400;">เป็นที่ยอมรับกันว่าเมื่อองค์กรให้พนักงานมีอำนาจในการตัดสินใจและทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น พวกเขาจะทำงานได้ดี มีความสุข และทำให้ความอยากเปลี่ยนงานลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ การฝึกอบรมพนักงานจะทำให้เกิดความมั่นใจ รวมถึงรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้มากกว่าที่เคย HR ต้องคิดว่าหากเราอยากให้คนกล้าตัดสินใจหรือให้ทีมเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจนั้นไว้ใจได้ ก็ต้องเริ่มจากการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรามีเก่งมากพอสำหรับการทำงานดังกล่าวนั่นเอง</span></p>
<p>4. ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร (Workplace Engagement) : <span style="font-weight: 400;">การที่พนักงานรู้สึกว่าแค่มาถึงออฟฟิศตามกฎและกลับบ้านในตอนเย็นเป็นประจำทุกวันไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้เกิดพลังลบจนส่งผลกระทบต่อพนักงานคนอื่น ๆ ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานคือวิธีที่ดีในการเพิ่มความรู้, สร้างพลังบวก และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานรู้ว่าตนกำลังทำอะไร เพื่ออะไร นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้นำได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าลูกทีมของตนมีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร มี Hidden Area อะไรที่ไม่เคยเห็นในชีวิตการทำงานตามปกติหรือไม่ และหาทางพัฒนาต่อไปให้ตรงจุดที่สุด</span></p>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/joefolkman/2017/03/02/the-6-key-secrets-to-increasing-empowerment-in-your-team/?sh=7590e31477a6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าพนักงานที่รู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถและไม่มีคุณค่ามากพอจะมีส่วนร่วมกับองค์กรน้อยมาก ต่างจากคนที่รู้สึกว่าตนมีคุณค่าที่มีเปอร์เซ็นต์การมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 79% ดังนั้นหากเราอยากให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์แล้ว การพัฒนาบุคลากรถือเป็นรากฐานที่จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<p>5. ทำให้ความสัมพันธ์ของพนักงานดีขึ้น (Workplace Relationship) : <span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมพนักงานจะทำให้พวกเขามีความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่นมากขึ้น และสิ่งที่จะตามมาก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในทีม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาการทำงานที่น่าสนใจ, ทักษะใหม่ ๆ, นวัตกรรมที่น่าจะนำมาใช้ในองค์กร ฯลฯ บทสนทนาเหล่านี้อาจนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เป็นพลังของการมีส่วนร่วมที่สามารถยกระดับองค์กรให้กล้าคิดถึงเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h2>HR มีวิธีเลือกการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับพนักงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเดลด้านการเรียนรู้และพัฒนาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือโมเดล </span>70:20:10 (Model for Learning and Development)<span style="font-weight: 400;"> ประกอบไปด้วย </span>Experimental Learning หรือการลงมือทำจริง 70%, Mentoring and Coaching หรือการศึกษาข้อมูลจากหัวหน้า พี่เลี้ยง หรือโค้ช 20% และ Formal Training หรือการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการที่บริษัทจัดขึ้น 10%  <span style="font-weight: 400;">โดยโมเดลนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการอบรมในประเด็นอื่น ๆ ได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกรูปแบบการอบรมพนักงานที่ผิดพลาดนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังเสียงบประมาณอย่างสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ดังนั้นเราจะมาอธิบายให้เห็นกันว่าการเลือกหลักสูตรให้กับพนักงานต้องคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190620-model-70-20-10/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8965 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1454002997-1.jpg" alt="shutterstock 1454002997 1" width="500" height="334" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 748"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190620-model-70-20-10/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยโมเดลการเรียนรู้และพัฒนาสูตร 70:20:10</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>1. HR ต้องเริ่มต้นด้วยการหาคำตอบว่าสิ่งที่พนักงานต้องการคืออะไร <span style="font-weight: 400;">: HR สามารถหาข้อมูลด้วยการสอบถามโดยตรงทั้งแบบส่วนตัวและในที่ประชุมด้วยการใช้คำถามกว้าง ๆ เช่น &#8220;เป้าหมายในการทำงานของคุณคืออะไร&#8221;, &#8220;คุณกำลังสนใจอะไรเป็นพิเศษ&#8221;, &#8220;คิดว่าตัวเองถนัดเรื่องอะไรมากที่สุด&#8221; เพื่อให้เราเห็นภาพกว้าง ๆ ว่าควรเพิ่มเติมหรือปรับปรุงทักษะในส่วนใด การเข้าใจพนักงานมากขึ้นยังทำให้เราไม่ตั้งมาตรฐานการประเมินไว้สูงเกินจำเป็น เพราะเรามีข้อมูลแล้วว่าพนักงานมีพื้นฐานความเข้าใจแค่ไหน และมีทัศนคติอย่างไรต่อการทำงาน ความเข้าใจตรงนี้จะทำให้พนักงานได้ประโยชน์จากการฝึกอบรมมากขึ้น</span></p>
<p>2. HR ต้องนำข้อมูลที่ได้มาต่อยอด <span style="font-weight: 400;">: หลังจากที่ HR ทราบแล้วว่าสิ่งที่พนักงานต้องการคืออะไร ก็ต้องเอาข้อมูลนั้นมาเลือกคอร์สที่เหมาะสมที่สุด อนึ่งห้ามสนใจเฉพาะแค่หัวข้อเท่านั้น แต่ให้ดูรายละเอียดลึกไปจนถึงเนื้อหาที่จะสอน, รีวิวจากคนที่เคยปฏิบัติจริง, วิธีการปฏิบัติเพื่อดูว่าเหมาะสมกับพฤติกรรมของพนักงานตามข้อมูลที่เรามีหรือไม่ </span></p>
<p>3. HR ต้องไม่เลือกหลักสูตรเพียงเพราะมาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง<span style="font-weight: 400;"> : นี่คือจุดที่หลาย ๆ องค์กรทำผิดพลาด เพราะคิดว่าสถาบันที่มีชื่อเสียงและราคาแพงย่อมมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงพนักงานมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วคอร์สที่มีชื่อเสียงจะไม่ตอบโจทย์อะไรเลยหากไม่ใช่หัวข้อที่ตรงกับความต้องการของพนักงาน หรือมีวิธีการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับพฤติกรรมโดยรวมขององค์กร ดังนั้นแม้จะมาจากสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ HR ที่จะต้องตรวจสอบหลักสูตรให้ละเอียดก่อนนำเสนอผู้บริหารและนำมาใช้กับพนักงาน</span></p>
<h2>การฝึกอบรมพนักงานในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ทำให้รูปแบบการทำงานของเราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการทำงานแบบไฮบริด โดยเฉพาะปัญหาด้านการสื่อสาร เพราะการทำงานแบบไฮบริดทำให้พฤติกรรมการทำงานของมนุษย์เปลี่ยนไป คนเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้นและเชื่อมั่นว่าความคิดของตนไม่ด้อยไปกว่าใคร จุดนี้เองที่องค์กรต้องหาแนวทางมาปรับทัศนคติของพนักงานเพื่อหลอมรวมทุกความแตกต่างให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรต่อไป</span></p>
<h3>โควิด-19 เปลี่ยนรูปแบบการฝึกฝนพนักงานในด้านในบ้าง<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p>1. ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)<span style="font-weight: 400;"> : รูปแบบการคิดหลังเกิดโควิด-19 แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้คนเปลี่ยนไปใช้ชีวิตบนหน้าจอมากขึ้น ดังนั้นการสร้างสรรค์งานก็ต้องเปลี่ยนไปอ้างอิงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก รูปแบบการฝึกฝนพนักงานจึงเน้นไปที่การทำแบบออนไลน์ ภายใต้เงื่อนไขคือจะทำอย่างไรให้คนมีปฏิสัมพันธ์กับการอบรม องค์กรต้องทำให้พนักงานเข้าใจว่าทำไมถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะพนักงานบางท่านโดยเฉพาะคนที่อาวุโสอาจมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเคยทำมาตลอดและไม่คิดว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน เราต้องพยายามสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ที่ทำให้ทุกคนพร้อมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้จริง</span></p>
<p>2. ด้านข้อจำกัดเรื่องสถานที่ (Location Restriction) : <span style="font-weight: 400;">นโยบาย Social Distancing ทำให้การเผชิญหน้ากันโดยตรงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการฝึกอบรมที่มักมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานได้ลงมือทำร่วมกัน ปัจจัยนี้ส่งผลให้เทคโนโลยีด้าน HR Tech จำพวก eLearning Software เติบโตขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ทำให้ผู้นำต้องมีทักษะเพิ่มขึ้น นั่นคือ</span>การเป็นตัวกลาง<span style="font-weight: 400;">เพื่อเชื่อมโยงพนักงานแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกันเมื่อต้องกลับมาทำงานในออฟฟิศอีกครั้ง ให้คิดเสมอว่าโลกหลังโควิด-19 จะแบ่งคนทำงานออกเป็นหลายแบบ เช่น</span>คนที่เหมาะกับการทำงานแบบไฮบริด, คนที่เหมาะกับการที่ออฟฟิศ และคนที่เหมาะกับการทำงานทั้งสองแบบ <span style="font-weight: 400;">ผู้นำต้องศึกษาจนรู้ว่าพนักงานของตนเหมาะกับการทำงานแบบใด</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/pomelo-fashion-hybrid-workplace-220531/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11497 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/IMG_7595-scaled.jpg" alt="“ไม่ใช่แค่ Hybrid ต้องมี Dynamic ด้วย” Pomelo Fashion ออกแบบ Dynamic Hybrid Workplace อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ" width="600" height="370" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 749"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/pomelo-fashion-hybrid-workplace-220531/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">“ไม่ใช่แค่ Hybrid ต้องมี Dynamic ด้วย” Pomelo Fashion<br />
ออกแบบ Dynamic Hybrid Workplace อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>3. ด้านรูปแบบการฝึกอบรม (Virtual Training Normalization) :<span style="font-weight: 400;"> การเกิดโควิด-19 ยิ่งทำให้การฝึกอบรมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางเดียวที่ช่วยให้องค์กรสามารถจัดฝึกอบรมได้ บางสายงานที่มีการฝึกอบรมออนไลน์อยู่แล้วก็พยายามหาวิธีการใหม่ ๆ มาแข่งขันกับผู้จัดอบรมเจ้าอื่น ขณะที่องค์กรอื่นที่ปกติแล้วไม่เคยจัดการอบรมพนักงานแบบออนไลน์มาก่อน ก็ต้องหาวิธีการจัดอบรมพนักงานแบบออนไลน์ให้ได้ หมายความว่าเรามีรูปแบบการสอนเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งแม้มาตรการโควิด-19 จะคลี่ลคลายและเริ่มมีการฝึกอบรมพนักงานแบบเจอหน้าตามปกติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการฝึกอบรมออนไลน์ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกการทำงานไปแล้ว</span></p>
<p>4. ด้านการรวมทีมให้ได้อีกครั้ง (Reinforced Teamwork and Community) : <span style="font-weight: 400;">เป็นที่ชัดเจนมากว่าโลกการทำงานหลังเกิดโควิด-19 ให้ความสำคัญกับการบริหารทักษะของมนุษย์เป็นหลัก (Upskill, Reskill, Unlearned) โดยเฉพาะทักษะการเป็นผู้นำ, การถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น และการบริหารความแตกต่างให้ทุกคนรู้สึกมีคุณค่า (Human Value) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทีมให้คงอยู่เหมือนกับช่วงที่ยังไม่เกิดโควิด-19 ดังนั้นการฝึกอบรมพนักงานหลังโควิด-19 จึงต้องเน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วม (Engagement) ให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าได้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันไม่ใช่ยุคที่พนักงานหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างอีกแล้ว แต่เป็นยุคที่เราต้องเอาจุดเด่นของแต่ละคนมารวมกันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งบางครั้งการจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก็ต้องเริ่มจากการมีวิสัยทัศน์ตรงกัน หรือ</span>มีตัวกลาง (Coordinator) อย่าง HR<span style="font-weight: 400;"> ที่คอย</span>ต่อจุด<span style="font-weight: 400;">เชื่อมพนักงานแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกัน นี่คือเรื่องที่บริษัทต้องทำเป็นอย่างแรกก่อนที่จะไปสนเรื่องผลประกอบการด้วยซ้ำ เพราะทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กร</span></p>
<h2>การฝึกอบรมพนักงานที่ดีมีองค์ประกอบอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมที่ดีไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษ แต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง ดังนั้นเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะศึกษาพนักงานในบริษัทและวัดผลว่าคนเหล่านี้มีความเข้าใจหรือมีแง่มุมไหนที่สามารถเพิ่มเติม, แก้ไขหรือไม่ และเมื่อตรวจพบแล้ว หน้าที่ของผู้นำและ HR ก็ไม่ใช่แค่การบอกว่าพวกเขาควรปรับปรุงหรือพัฒนาอะไร แต่ควรบอกว่ามันมีขั้นตอนอย่างไรต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญ 15 ท่านจาก </span><a href="https://www.forbes.com/sites/forbeshumanresourcescouncil/2022/02/17/15-topics-that-add-value-to-basic-employee-training-programs/?sh=74157b443fef" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes HR Council </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้ให้คำแนะนำเรื่องเทคนิคและองค์ประกอบสำคัญของการฝึกอบรมพนักงานที่ครอบคลุมสำหรับทุกองค์กรเอาไว้ ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย ดังนี้</span></p>
<p>1. Cross-<span style="font-size: 15.5833px;">Cultural</span> Social Skills : <span style="font-weight: 400;">องค์กรในช่วงหลังโควิด-19 มีอัตราเร่งและการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เคย ทำให้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี, สังคม และจิตใจกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องรู้หากต้องการประสบความสำเร็จ นั่นแปลว่าองค์กรต้องมีทักษะบริหารความแตกต่างและใช้ประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพราะคงไม่มีประโยชน์เลยหากองค์กรรวมคนที่หลากหลายเอาไว้ แต่ไม่สามารถโน้มน้าวให้พนักงานทำงานร่วมกันเมื่อผู้นำได้ข้อสรุปในทิศทางที่แตกต่างจากความเชื่อของแต่ละคน</span></p>
<p>2. Coaching : <span style="font-weight: 400;">การสอนหรือให้คำแนะนำคือปัจจัยสำคัญขององค์กรแต่เป็นสิ่งที่เรามักจะมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะคิดว่าเรารู้จักพนักงานและวัฒนธรรมองค์กรดีแล้ว แต่แท้จริงทักษะ Coaching คือทักษะการสื่อสารที่สำคัญมากในการโน้มน้าวหรือเยียวยาจิตใจที่จะส่งผลโดยตรงต่อการแก้ไขสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือหัวข้อที่ผู้จัดการ, ผู้บริหาร, หัวหน้า HR ต้องเข้าร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำงานอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<p>3. Performance Management :<span style="font-weight: 400;"> คือการบริหารผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องการลาออกครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Resignation) ซึ่งบางบริษัทอาจแก้ปัญหาโดยการจ้างพนักงานใหม่เข้ามาทดแทน แต่แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่คำตอบเพราะการจ้างพนักงานใหม่มีต้นทุนแฝงทั้งด้านงบประมาณและเวลา ดังนั้นวิธีที่ควรทำคือการฝึกอบรมพนักงานทั้งหมดให้เห็นถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน และเข้าใจว่าวิธีวัดผลหรือการทำงานบางส่วนจะต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทสามารถจัดการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้เข้าใจว่าจากนี้จะมีการประเมินผลบ่อยขึ้น อาจเป็นทุก ๆ 30 / 60 / 90 วัน เป็นต้น จากนั้นก็คอยสังเกตว่าปัญหาในการทำงานโดยระบบนี้คืออะไร เพื่อจะได้รีบแก้ไขปัญหาและปิดจุดอ่อนของบริษัทให้ทันเวลา ทั้งนี้แม้สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันจะดีขึ้น แต่การวัดผลแบบนี้ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ เพราะพนักงานบางส่วนได้เคยชินกับพฤติกรรมในช่วงที่เกิดโรคระบาดไปแล้ว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7612 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-23-scaled.jpg" alt="shutterstock 1212195505 23 scaled" width="600" height="370" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 750"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>4. Company Culture : <span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้พนักงานทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน อย่างไรก็ตาม</span>ปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่ทำพลาดก็คือการสนใจในคำถามว่า “วัฒนธรรมองค์กรคืออะไร” มากกว่า “จะทำอย่างไรให้เราเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรนั้น”<span style="font-weight: 400;"> คำถามที่ถูกต้องนี้จะยิ่งทวีความสำคัญเมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาขณะที่ใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริด เพราะหากองค์กรไม่ให้ความสำคัญกับการอธิบายตรงนี้เลย ก็เป็นเรื่องยากมากที่พนักงานใหม่จะมีมุมมองสอดคล้องกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เพราะไม่เคยได้สัมผัสการทำงานแบบเผชิญหน้ากันจริง ๆ</span></p>
<p>5. Accountability<span style="font-weight: 400;"> : ความรับผิดชอบคือสิ่งที่ HR ต้องนำมาเป็นพูดคุยเสมอ องค์กรต้องสอนผู้นำให้มีความรับผิดชอบ และถ่ายทอดออกไปให้พนักงานรับรู้ เพื่อต่อยอดให้คนอื่น ๆ เป็นมืออาชีพมากขึ้น หัวข้อนี้จึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่องค์กรต้องนำมาพิจารณา</span></p>
<p>6. Adaptability<span style="font-weight: 400;"> : คือการปรับตัว เราจะเห็นถึงความสำคัญตรงนี้มากขึ้นในปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ใช่แค่การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะเท่านั้นที่สำคัญ แต่องค์กรต้องนึกถึงการล้มเลิกวิธีการทำงานบางอย่าง (Unlearn) ออกไปด้วย ความหมายคือปัจจุบันรูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจนสิ่งที่เราเคยคุ้นเคยอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป หากเราไม่สามารถโน้มน้าวให้พนักงานปรับตัวเข้าหานวัตกรรมใหม่ ๆ ก็จะทำให้พนักงานคนนั้นตกยุคและถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันที</span></p>
<p>7. Organization Alignment <span style="font-weight: 400;">: คือการทำให้พนักงานเห็นว่าโครงสร้างของบริษัทเป็นอย่างไร แต่จะแตกต่างจากการอธิบายเรื่อง Organize Chart ตรงนี้เราต้องทำให้พนักงานเห็นว่าหน่วยย่อยต่าง ๆ ในบริษัทสามารถทำงานส่งเสริมกันได้อย่างไร อาจมีเวิร์คช็อปด้านความร่วมมือเพื่อเน้นย้ำให้พนักงานเห็นชัดเจนขึ้นก็ได้ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/hrnote_cover_template-1.png" alt="Burnout Syndrome ชาร์ตพลังให้พนักงานที่หมดไฟ ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 751"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Burnout Syndrome ชาร์ตพลังให้พนักงานที่หมดไฟ ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>8. Employee Burnout Prevention<span style="font-weight: 400;"> : แม้เราจะมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างไร แต่การต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของโลกและเนื้องานที่หนักหน่วงจะทำให้พนักงาน “หมดไฟ” (Burnout) โดยง่าย ดังนั้น HR ต้องจัดการอบรมที่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้โดยตรง อย่างเช่นการสร้างความเข้าใจกับคนที่ยังทำงานแบบไฮบริดว่าควรแยกพื้นที่ทำงานกับพื้นที่ส่วนตัวในบ้านอย่างไร, ปรับทัศนคติอย่างไรเมื่อต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ นอกจากนี้ยังต้องฝึกผู้นำเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้เป็นคนช่างสังเกตและรู้วิธีรับมือหากเห็นว่าลูกทีมเริ่มหมดไฟ</span></p>
<p>9. Human Connection <span style="font-weight: 400;">: เมื่อพัฒนาทักษะของพนักงานจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อมาทันทีก็คือเราจะผสานการทำงานของพนักงานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไร เพราะบางคนอาจกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายกลับมองว่าการฝึกอบรมให้มนุษย์ทำงานกับ AI ได้เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มากกว่า</span></p>
<p>10. Business Communication <span style="font-weight: 400;">: เรื่องที่ HR และองค์กรละเลยมากที่สุดก็คือเรื่องการสื่อสารภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว, การสื่อสารทางอีเมลล์, การสื่อสารทางโทรศัพท์ รวมถึงการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปได้ว่าการเลือกองค์ประกอบในการฝึกอบรบพนักงานนั้น ควรเริ่มจากการสังเกตอย่างจริงใจว่าสิ่งที่พนักงานตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับผู้บริหารมีสิ่งใดและขาดสิ่งใด ให้คิดว่าทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยมีผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง แค่นี้เราก็จะยกระดับทุกคนไปพร้อมกันได้แน่นอน</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 752"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">เราควรตั้ง KPI สำหรับงานอบรมสัมมนาอย่างไร ?</span></p>
<p>บริษัทกำลังทำเทรนนิ่งพนักงานทั้งบริษัทในหัวข้อเกี่ยวกับภาวะผู้นำเพื่อยกระดับความสามารถของพนักงาน ดังนั้นเราจะตั้ง KPI สำหรับงานอบรมนี้อย่างไรดี ?</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: แนะนำให้ตั้ง KPIs เชิงปริมาณ</span></p>
<p>1. แบบวัดความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมไม่น้อยกว่า 80 %<br />
2. ความพึงพอใจในภาพรวมของผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่า 85 %<br />
3. ผู้เข้ารับการอบรมมีภาวะผู้นำดีขึ้น หลังจากอบรมในระยะ 1-3 เดือน ไม่น้อยกว่า 30 % โดยทาง HR ร่วมกับต้นสังกัดในการติดตามและประเมินพฤติกรรมด้าน Leadership Competency</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1133?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 753"></a></p></blockquote>
<h2>การฝึกอบรมพนักงานมีวิธีวัดผลอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9102 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/72d11959c2b5dabe0d62e469e7970a3b.jpg" alt="Job Training ทำไมการฝึกอบรมจึงสำคัญ" width="500" height="334" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 754"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำกล่าวว่าสิ่งใดที่วัดผลไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าจะวัดผลอย่างไร สิ่งนั้นไม่ควรทำ และการฝึกอบรมพนักงานก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น HR ควรหาคำตอบให้ได้ว่าการอบรมแต่ละครั้งทำให้พนักงานได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้หรือไม่ หากใช่จะต่อยอดอย่างไร และหากไม่ใช่ เราจะหาหลักสูตรใดมาทดแทน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทีนี้เราแนะนำวิธีการเมินผลแบบ</span> Kirkpatrick Model <span style="font-weight: 400;">ออกแบบโดย ดร.โดนัลด์ เคิร์กแพททริค (Donald L. Kirkpatrick) จาก University of Wisconsin ในปีค.ศ.1950 เป็นวิธีการประเมินผลที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย</span></p>
<p>ระดับที่ 1 : Reaction (การตอบสนอง) <span style="font-weight: 400;">: ประเมินจากการมีส่วนร่วมระหว่างการฝึกอบรม เช่นการตอบคำถาม การตั้งคำถาม และการทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น โดย HR สามารถหาคำตอบได้จากการตั้งคำถามเช่น &#8220;หลักสูตรการฝึกอบรมตรงกับความต้องการหรือไม่&#8221;, &#8220;สิ่งที่ยากและง่ายสำหรับการฝึกอบรมครั้งนี้คืออะไร&#8221;, &#8220;สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกอบรมครั้งนี้คืออะไร&#8221; ซึ่ง HR ต้องหาคำตอบเบื้องต้นให้ได้ว่าพนักงานรู้สึกอย่างไรกับการฝึกอบรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบก็ตาม</span></p>
<p>ระดับที่ 2 : Leaning (การเรียนรู้)<span style="font-weight: 400;"> : ประเมินจากการทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เปรียบเทียบระหว่างก่อน &#8211; หลัง การฝึกอบรม เป็นต้น โดย HR สามารถตรวจสอบได้จากการดูว่าพนักงานทำงานได้ดีขึ้นไหม หรือให้หัวหน้าทีมคอยสังเกตและรายงานผลในภายหลังก็ได้ โดยการวัดผลในขั้นตอนนี้ HR ต้องรู้แล้วว่าสิ่งที่พนักงานได้รับจากการฝึกอบรมคืออะไร และควรเพิ่มเติมองค์ประกอบใดเข้าไปให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p>ระดับที่ 3 : Behavior (พฤติกรรม)<span style="font-weight: 400;"> : ประเมินได้จากการนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติจริง ซึ่ง HR สามารถประเมินได้ด้วยการสังเกตหรือถามว่าผู้เข้ารน่วมการฝึกอบรมมีความมั่นใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่เพิ่งได้รับมาออกไปไหม หากใช่ก็แปลว่าการฝึกอบรมเกิดประโยชน์จริง</span></p>
<p>ระดับที่ 4 : Result (ผลลัพธ์)<span style="font-weight: 400;"> : ประเมินผลจากการมองภาพรวมของบริษัทว่ามีสิ่งใดดีขึ้นบ้าง เช่นควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น, ผลงานดีขึ้น, งานเสร็จเร็วขึ้น, พนักงานมีความสุขขึ้น เป็นต้น เรียกว่าการประเมินผลที่ดีต้องอาศัยการเก็บสถิติของ HR อย่างเป็นระเบียบเช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8940 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1536465644-1.jpg" alt="360-degree Feedbackการประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา" width="500" height="334" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 755"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-360-degree-feedback/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา (360-degree Feedback)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรมพนักงานคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งองค์กรเล็กและองค์กรใหญ่เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากองค์กรของเราไม่มีศักยภาพมากพอในการปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีและไม่มีความเข้าใจมากพอว่าจะใช้วิธีใดมาตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ก็มีโอกาสสูงมากที่องค์กรของเราจะถูกคู่แข่งแซงไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเพื่อให้เราเลือกหลักสูตรการฝึกอบรมได้อย่างถูกต้อง และไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายจนเกินความจำเป็น เราขอแนะนำบริการจาก </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพล็ตฟอร์มใหม่แห่งแรกของเมืองไทยที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุด คุณสามารถเลือกดูข้อมูลการฝึกอบรมจากบริษัทชั้นนำพร้อมค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แถมยังมีตัวช่วยในด้านอื่น ๆ ของ HR อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการเงินเดือน, การดูแลสวัสดิการ, การจัดการเอกสาร เป็นต้น เรียกได้ว่าปัญหาที่คุณเคยกลุ้มใจ จะถูกแก้ได้ง่าย ๆ ด้วย</span><span style="font-weight: 400;">คลิก</span><span style="font-weight: 400;">เดียว</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร 756" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3AeGatD" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3AeGatD</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3nr3rAO" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3nr3rAO</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3a6B1ZZ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3a6B1ZZ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OAg1tJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OAg1tJ</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2022 09:19:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[สีมงคล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220622-colors-psychology/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บางคนอาจคิดว่าสีมงคล เป็นเรื่องของความเชื่อ แต่จริง ๆ เราสามารถอธิบายเรื่องสีมงคลได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาและทฤษฏีสี ซึ่งการใช้สีให้ถูกต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับการทำงานได้จริง HR มีหน้าที่ควบคุมการแต่งกายด้วยสีมงคลของพนักงานให้ถูกกาลเทศะ ขณะเดียวกันก็สามารถร่วมมือกับผู้บริหารเพื่อเปลี่ยนสีที่ทำงานให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์มากขึ้น โดย HR ควรทำแบบสำรวจเพื่อรับฟังความคิดเห็นของพนักงานก่อนตัดสินใจเลือกสีทุกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญเผยว่ามนุษย์ใช้เวลาไม่ถึง 90 วินาทีในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ และการใช้สีคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือก ทฤษฎีสีเกิดจากการวิเคราะห์มุมมองของคนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นเวลานาน แม้ความรู้สึกเบื้องต้นต่อสีแต่ละอย่างจะเหมือนเดิมเสมอ แต่ความมีมิติที่ลึกซึ้งขึ้นจะเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์ของแต่ละคน HR สามารถจับคู่สีมารวมกันเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ ทั้งสีขององค์ประกอบในห้องประชุม, สีชุดของพนักงาน ตลอดจนการทาสีห้องในพื้นที่ให้แตกต่างกัน เพื่อให้พนักงานได้เลือกจุดทำงานที่ดีต่อใจมากที่สุด  พอพูดถึงคำว่า &#8220;สีมงคล&#8221; หลายคนอาจไปนึกถึงเรื่องโชคชะตาหรือ &#8220;สายมู&#8221; และคิดไปว่าเราไม่สนใจจนมองข้ามเรื่องการใช้สีอย่างเหมาะสมไปเสียอย่างนั้น แต่รู้ไหมว่าปัจจุบันประเด็นเรื่องการใช้สีคือสิ่งที่ HR ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเพราะมีผู้เชี่ยวชาญมากมายออกมายืนยันแล้วว่า การใช้สีอย่างถูกต้องจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริง ยกตัวอย่างหากเราไปสปาเพราะอยากผ่อนคลาย เราย่อมคาดหวังถึงสีขาวสว่างและการตกแต่งที่ดูสะอาด ปลอดโปร่ง พร้อมกลิ่นหอม ๆ ที่ช่วยสร้างความสุนทรีย์อย่างเต็มที่ แต่ลองคิดดูว่าหากสปาเจ้าประจำของเราเปลี่ยนสีห้องเป็นดำสนิทและสาดด้วยสีแดงสดเพิ่มความเร้าใจไปอีกขั้น เราจะรู้สึกทันทีว่าแม้กลิ่นหอมและบริการยังมีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ความรู้สึกของเราต่อสปาจะเปลี่ยนไปทันที นี่คืออิทธิพลของสีต่อความรู้สึกนึกคิดของเรา HR สามารถนำสีมงคลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง บทความนี้จะเล่าให้ฟัง การเลือกสีมงคลมีผลกับมนุษย์อย่างไร  แท้จริงแล้วการใช้สีมงคลคือเรื่องทางจิตวิทยาโดยตรง เพราะการเลือกใช้สีสามารถส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด, อารมณ์, ระดับความเครียด รวมถึงช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็นได้ทันที [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจคิดว่าสีมงคล เป็นเรื่องของความเชื่อ แต่จริง ๆ เราสามารถอธิบายเรื่องสีมงคลได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาและทฤษฏีสี ซึ่งการใช้สีให้ถูกต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับการทำงานได้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR มีหน้าที่ควบคุมการแต่งกายด้วยสีมงคลของพนักงานให้ถูกกาลเทศะ ขณะเดียวกันก็สามารถร่วมมือกับผู้บริหารเพื่อเปลี่ยนสีที่ทำงานให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์มากขึ้น โดย HR ควรทำแบบสำรวจเพื่อรับฟังความคิดเห็นของพนักงานก่อนตัดสินใจเลือกสีทุกครั้ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญเผยว่ามนุษย์ใช้เวลาไม่ถึง 90 วินาทีในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ และการใช้สีคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทฤษฎีสีเกิดจากการวิเคราะห์มุมมองของคนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นเวลานาน แม้ความรู้สึกเบื้องต้นต่อสีแต่ละอย่างจะเหมือนเดิมเสมอ แต่ความมีมิติที่ลึกซึ้งขึ้นจะเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์ของแต่ละคน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR สามารถจับคู่สีมารวมกันเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ ทั้งสีขององค์ประกอบในห้องประชุม, สีชุดของพนักงาน ตลอดจนการทาสีห้องในพื้นที่ให้แตกต่างกัน เพื่อให้พนักงานได้เลือกจุดทำงานที่ดีต่อใจมากที่สุด </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11662 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2108951951-3-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 771"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอพูดถึงคำว่า </span><b>&#8220;<strong class="yellow-highlighter">สีมงคล</strong>&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจไปนึกถึงเรื่องโชคชะตาหรือ</span><b> &#8220;<strong class="yellow-highlighter">สายมู</strong>&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">และคิดไปว่าเราไม่สนใจจนมองข้ามเรื่องการใช้สีอย่างเหมาะสมไปเสียอย่างนั้น แต่รู้ไหมว่าปัจจุบันประเด็นเรื่องการใช้สีคือสิ่งที่ HR ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเพราะมีผู้เชี่ยวชาญมากมายออกมายืนยันแล้วว่า การใช้สีอย่างถูกต้องจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างหากเราไปสปาเพราะอยากผ่อนคลาย เราย่อมคาดหวังถึงสีขาวสว่างและการตกแต่งที่ดูสะอาด ปลอดโปร่ง พร้อมกลิ่นหอม ๆ ที่ช่วยสร้างความสุนทรีย์อย่างเต็มที่ แต่ลองคิดดูว่าหากสปาเจ้าประจำของเราเปลี่ยนสีห้องเป็นดำสนิทและสาดด้วยสีแดงสดเพิ่มความเร้าใจไปอีกขั้น เราจะรู้สึกทันทีว่าแม้กลิ่นหอมและบริการยังมีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ความรู้สึกของเราต่อสปาจะเปลี่ยนไปทันที นี่คืออิทธิพลของสีต่อความรู้สึกนึกคิดของเรา</span></p>
<p><strong>HR สามารถนำสีมงคลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง บทความนี้จะเล่าให้ฟัง</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>การเลือกสีมงคลมีผลกับมนุษย์อย่างไร </b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11663 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1658644420.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 772"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แท้จริงแล้วการใช้สีมงคลคือเรื่องทางจิตวิทยาโดยตรง เพราะการเลือกใช้สีสามารถส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด, อารมณ์, ระดับความเครียด รวมถึงช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็นได้ทันที </span><b>คุณลีตรีซ ไอซ์แมน</b><span style="font-weight: 400;"> (Leatrice Eiseman) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสีชื่อดังจาก </span><b>Pantone Color Institute</b><span style="font-weight: 400;"> บอกว่าสีต่าง ๆ นั้นผูกพันกับสิ่งที่คนพบเห็นได้ใจธรรมชาติ โดยเบื้องต้นมนุษย์จะมีปฏิกริยาพื้นฐานเกี่ยวกับสีที่ใกล้เคียงกันมาก จะแตกต่างกันแค่เพราะสีนั้นเคยสร้างประสบการณ์ใดกับตนเอาไว้ หรือตรงกับลักษณะนิสัยของตนหรือไม่เท่านั้น เช่นคนที่ชอบเพลงร็อค อยากนำเสนอความโหด ก็อาจมีทัศนคติต่อต้านสีชมพู แต่ทั้งนี้ทัศนคติดังกล่าวก็เกิดจากความเข้าใจว่าสีชมพูเป็นตัวแทนของความอ่อนหวาน เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://thekeep.eiu.edu/theses/3911/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ </span><b>Eastern Illinois University</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อปี 1974 ระบุว่าการเลือกสวมชุดสีต่าง ๆ มีผลให้ความประพฤติของฝ่ายตรงข้ามต่อเราเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือสีมีอิทธิพลต่อการเต้นของหัวใจ, ความดันในเลือด, ระบบการหายใจ ดังนั้นการเลือกสีมงคลโดยพื้นฐานแล้วคือการเลือกสีให้เหมาะกับสิ่งที่ตนเองเป็นหรือ</span><b> &#8220;อยากจะเป็น&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ตามทฤษฎีด้านจิตวิทยานั่นเอง</span></p>
<h2><b>ความหมายของสีมงคลในแง่มุมเชิงจิตวิทยา</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11664 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_703608565.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 773"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากประเด็นที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า ทฤษฎีสีไม่ได้มีคำจำกัดความแน่นอน แต่เกิดจากการสังเกตคนหมู่มากเป็นเวลานานและได้ข้อสรุปออกมาว่าสีต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์อย่างไร เช่น เมื่อเราเห็นสีน้ำเงิน ในตอนเด็กเราอาจมองว่ามันเป็นสีของท้องฟ้าที่สดใส, น้ำทะเลที่สนุกสนาน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น สีฟ้าอาจสะท้อนถึงความหมองหม่น, การเข้ามาของพายุหรือความเครียด, ความเปลี่ยนแปลงเมื่อพายุนั้น ๆ เลือนหายไป ดังนั้นสรุปได้ว่ามิติของความรู้สึกจะเข้มข้นลึกซึ้งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีคำตอบที่สามารถฟันธงเรื่องอิทธิพลของสีต่อความรู้สึกได้แบบ 100% แต่ก็เป็นข้อมูลพื้นที่ควรรู้เพื่อนำไปต่อยอดกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน </span></p>
<p><b><strong class="green-highlighter">สีแต่ละชนิดมีความหมายในภาพรวมดังนี้</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>สีเขียว หมายถึง การเติบโตและการมีสุขภาพที่ดี : </b><span style="font-weight: 400;">สีเขียวคือตัวแทนของธรรมชาติที่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงาม, ความสามัคคี, ความสดใหม่, สุขภาพดี และทรัพย์สิน ในเชิงจิตวิทยานั้นสีเขียวจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ซึ่งถ้าเปรียบกับการทำงาน สีเขียวจะให้ความรู้สึกว่าคน ๆ นั้นสามารถช่วยทำให้ทีมกลมเกลียวกันได้ เป็นคนคอยแก้ปัญหา ช่างสังเกต เป็นผู้ฟังและที่ปรีกษาที่ยอดเยี่ยม สีเขียวยังสะท้อนถึงสัญญาณไฟเขียวที่บอกว่า </span><b>&#8220;ไปได้&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ! ช่วยให้คนที่เห็นรู้สึกเชื่อมั่นว่าหากคน ๆ นี้เป็นผู้ตัดสินใจ หัวข้อที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ดังนั้นสรุปได้ว่าสีเขียวจะสร้างความรู้สึกของการเป็นผู้ตัดสินใจที่ดี มองเห็นรอบด้านทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ก่อนที่จะเลือกแนวทางที่ดีที่สุดโดยมีผลประโยชน์ของทีมเป็นที่ตั้ง </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>สีแดง หมายถึง ความแข็งแกร่ง, พลังงาน และความดุดัน :</b><span style="font-weight: 400;"> นอกจากนี้ยังเป็นสีที่ทำให้ผู้สวมใส่โดดเด่นขึ้นมามากกว่าคนอื่นด้วย เช่น ตัวละครในการ์ตูนที่ตัวละครหลักมักสวมชุดสีแดงนั่นเอง นอกจากนี้สีแดงยังทำให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่า กล้าคิดกล้าทำ บางออฟฟิศจึงเลือกทาสีแดงไว้ในห้องพักผ่อนเพื่อกระตุ้นให้พนักงานกล้านำเสนอไอเดียใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามปัญหาของการใช้สีแดงก็คือทำให้เกิดการเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปจนตัดสินใจผิดพลาด สีแดงยังส่งผลต่อความดันในเลือดและทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถูกต่อต้าน ในลักษณะเดียวกับการใช้สีแดงในป้ายจราจร ดังนั้นสีแดงต้องใช้อย่างระมัดระวัง หรือนำไปจับคู่กับสีอื่น ๆ ในองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>สีดำ หมายถึงความลึกลับและจริงจัง : </b><span style="font-weight: 400;">สีดำคือสียอดนิยมของพนักงานออฟฟิศทุกเพศทุกวัย สีนี้ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม จริงจัง และสง่าผ่าเผย เป็นสีที่ใช้ได้โดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามปัญหาของสีดำคือการนำไปใช้อย่างถูกวิธี เช่น ไม่นำไปไว้ใน</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><b>ห้องทำสมาธิ</b></a><span style="font-weight: 400;"> (Meditation Room) ที่อาจจะดูสวยงามแต่สามารถทำให้เกิดความเครียดจนคิดงานไม่ออก ดังนั้นหากคุณอยากใช้สีดำจริง ๆ ก็ควรใช้คู่กับสีอื่น ๆ เช่น สีเขียว หรือน้ำเงิน เป็นต้น</span></li>
<li><b>สีส้ม หมายถึงความคิดสร้างสรรค์ <span style="font-weight: 400;">: สีส้มคือตัวแทนของความีคิดสร้างสรรค์ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของการทำงานออฟฟิศ เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงการนำเสนอไอเดียเพื่อสร้างงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ต่างจากเดิมอีกด้วย ดังนั้นการใช้สีส้มจะช่วยโน้มน้าวให้คนอื่นกล้าเข้าหาเรา นอกจากนี้สีส้มยังมีอิทธิพลในการดึงดูดสายตาผู้อื่นเช่นกัน แต่น้อยกว่าการใช้สีแดง ดังนั้นหากคุณต้องการความโดดเด่นแต่กลัวจะข้ามหน้าข้ามตาหัวหน้า การใช้สีส้ม หรือนำสีส้มไปผสมกับสีอื่น ๆ ก็จะสะท้อนตัวตนที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น</span></b></li>
<li style="font-weight: 400;"><b><strong class="yellow-highlighter">สีเหลือง</strong> หมายถึงความสดใส กระชุ่มกระชวย : </b><span style="font-weight: 400;">เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจและมองโลกในแง่ดี เหมาะกับงานสายครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สามารถใช้แต่งกายหรือทาสีห้องประชุมที่ทีมงานมักใช้ระดมสมอง (Brainstorming) ก็ได้ อย่างไรก็ตามสีเหลืองสามารถสะท้อนถึงความไม่มีเสถียรภาพก็ได้เช่นกัน เพราะแม้ความกระตือรือร้นและความสดใสจะเป็นเรื่องดี แต่หากไม่ถูกควบคุมอย่างเหมาะสมก็อาจทำให้สนุกสนานเกินจนดูไม่น่าเชื่อถือก็ได้</span></li>
<li><b><strong class="pink-highlighter">สีชมพู</strong> หมายถึงความมีเสน่ห์และความอบอุ่น : <span style="font-weight: 400;">ทุกคนในโลกนี้เข้าใจตรงกันว่าสีชมพูเป็นสีสุดหวานที่สาว ๆ ชื่นชอบ ซึ่งในเชิงจิตวิทยาแล้วสีชมพูให้ความหมายไม่ต่างกันมากนัก เพราะมันหมายถึงความเป็นมิตร, ความใจดี, ความห่วงใยต่อผู้คนรอบ ๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญทีทุกทีมจะขาดไปไม่ได้ สีชมพูยังทำให้เกิดพลังงานบวก, ความคิดสร้างสรรค์, การมองโลกในแง่ดี และให้ความรู้สึกว่าเขาสามารถเปลี่ยนเรื่องร้าย ๆ ให้กลายเป็นดีได้เสมอไม่ว่าปัญหานั้นจะหนักหน่วงแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้สีชมพูยังเป็นตัวแทนของ “ความเป็นเด็ก” และ “ความอ่อนโยนจากภายใน” การใช้สีชมพูในที่ทำงานจึงช่วยให้เกิดบรรยากาศที่อบอุ่นและโล่งใจขึ้นในทีมได้มาก</span></b></li>
<li><b>สีขาว หมายถึงความสะอาดและความสมบูรณ์แบบ : <span style="font-weight: 400;">หมายถึงความสะอาดและความสมบูรณ์แบบ : สีขาวเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตัวเลือกหนึ่งและถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง ผ้าพันคอ หรือแม้แต่สีผนังห้องที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามการใช้สีขาวมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อการทำงาน เพราะในเชิงจิตวิทยาสีขาวหมายถึงความขี้ขลาดและความแห้งแล้งได้เช่นกัน ดังนั้นสีขาวจึงเป็นสีที่นำมาใช้ได้ในที่ทำงานเพื่อความปลอดโปร่ง โล่งสบาย แต่ควรเพิ่มลูกเล่นทางสีอีกนิดเพื่อช่วยให้บริบทของพื้นที่น่าสนใจขึ้น</span></b></li>
<li style="font-weight: 400;"><b><strong class="cyan-highlighter">สีน้ำเงิน หรือ สีฟ้า </strong>หมายถึงความมีมิติและความมั่นคง :</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อคุณทำงานคุณอาจต้องการความรู้สึกมั่นคง น่าเชื่อถือ และต้องการความรู้สึกแบบเดียวกันกลับมาเพราะคงเป็นเรื่องดีหากมีคนที่เป็นเพื่อนคู่คิดคอยช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ถูกถ่ายทอดเชิงจิตวิทยาผ่านการใช้สีน้ำเงินอันเป็นตัวแทนของท้องฟ้า, ทะเล หมายถึงความเชื่อใจ, ความมั่นใจ, ความฉลาด, ความจงรักภักดี และสติปัญญา โดยสีน้ำเงินถือเป็นสีที่ควรใส่ที่สุดหากคุณต้อง</span><b>เป็นตัวกลาง</b><span style="font-weight: 400;">เพื่อแก้ปัญหา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>สีม่วง หมายถึงเล่ห์กลและความหรูหรา : </b><span style="font-weight: 400;">สีม่วงแสดงถึงความสูงส่ง, ความมั่งคั่งร่ำรวย และยังเป็นสีของเวทย์มนต๋ อย่างไรก็ตามเราไม่ควรใช้สีม่วงเพียงสีเดียว เพราะมัน</span><b>เป็นสีที่หาได้ยากในธรรมชาติ</b><span style="font-weight: 400;"> จึงทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา วิธีใช้ที่ถูกต้องคือใช้เป็นตัวเสริมมากกว่า เช่นเป็นผ้าพันคอ, สีถ้วยชาม, ลวดลายบนผนัง เป็นต้น</span></li>
</ul>
<h2><b>การเลือกสีมงคลมีผลต่อการทำงานอย่างไร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11665 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1277260816-1-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 774"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรส่วนใหญ่จะใช้สีเพื่อสร้าง <strong>Employer Branding</strong> ที่ทำให้เกิดเอกลักษณ์และส่งผลกระทบต่อการทำงานทั้งด้านบวกและลบ โดยคุณแอนดรูว์ นิโคล (Andreu Nicole) จาก </span><a href="https://www.cannondesign.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">CannonDesign</span></a><span style="font-weight: 400;"> สหรัฐอเมริกา เผยว่าปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ พยายามหาวิธีดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่มากขึ้นภายใต้แนวคิดการทำให้คนรู้สึกว่าที่ทำงานกับบ้านไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการใช้สีที่โดดเด่นจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าออฟฟิศไม่มีข้อจำกัดอย่างที่เคยคิด พนักงานจึงรู้สึกสบายใจขึ้นที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่ในที่ทำงาน ซึ่งในประเด็นนี้ University of Texas ได้</span><a href="http://www.informedesign.org/_news/jan_v05r-p.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พิสูจน์</span></a><span style="font-weight: 400;">แล้วว่าเป็นเรื่องจริง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10586 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/tai-2.png" alt="tai 2" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 775"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหากถามว่าการใช้สีที่ถูกต้องส่งผลต่อการทำงานอย่างไร ยกตัวอย่างหากเราต้องการกระตุ้นพนักงานให้มีใจสู้มากขึ้น เราสามารถทาสีออฟฟิศด้วยสีแดงในปริมาณที่เหมาะสม เพราะสีแดงสามารถทำให้สมองตื่นตัว หรือบางบริษัทเลือกทาสีโทนมืดที่ทางเข้าบริษัทเพื่อทำให้แขกรู้สึกถึงความลึกลับ อยากค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งช่วยให้แขกสนใจข้อมูลที่พนักงานบริษัทต้องการนำเสนอมากขึ้น หรือการใช้สีโทนสว่างตรงทางออกเพื่อเล่นกับจิตวิทยาให้แขกรู้สึกว่าเขาได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉลาดขึ้น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีเหล่านี้จะทำให้เกิดความประทับใจระหว่างกันมากกว่าออฟฟิศที่ตกแต่งด้วยสีแบบปกติธรรมดา อนึ่งการใช้สีเพื่อกระตุ้นอารมณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นสีผนังเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันสามารถเป็นสีของพรม, หมอน, กระเบื้อง หรือของตกแต่งก็ได้เช่นกัน</span></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11666 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_412892983-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 776"></p>
<p><a href="https://www.scienceofpeople.com/color-psychology/" target="_blank" rel="noopener"><b>Science of People</b></a><b> ได้แนะนำวิธีใช้สีให้เหมาะกับการทำงาน ดังนี้</b></p>
<p><b>&#8211; การเลือกโทนสีสำหรับหน้า Desktop คอมพิวเตอร์ : </b><span style="font-weight: 400;">ให้เน้นสีโทนเขียว เพราะทำให้รู้สึกสบายตา, เกิดการปวดตาน้อยที่สุด สามารถใช้เป็นภาพพักหน้าจอของเรา หรือเป็นสีหลักของเว็บไซต์บริษัทก็ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ต้องอาศัยการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน</span></p>
<p><b>&#8211; การเลือกโทนสีเมื่ออยากให้คนอื่นเห็นว่าเราแข็งแกร่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> ให้เลือกสีดำ เพราะมีการ</span><a href="http://spp.sagepub.com/content/3/3/274.abstract" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากการวิเคราะห์การแข่งขัน <strong>NHL</strong> (กีฬาฮ็อกกี้ ในสหรัฐอเมริกา) มากกว่า 52,000 แมตช์ ระหว่างปี ค.ศ.1984 &#8211; 2010 และได้ข้อสรุปว่านักกีฬาถูกลงโทษมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อใส่เครื่องแต่งกายสีดำ ทั้งนี้ผู้วิจัยกล่าวว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นชุดดำแบบเต็มตัวเท่านั้น เพราะแค่มีสีดำอยู่ราวครึ่งหนึ่งของชุด ก็มีผลต่อการกระทำของบุคคลแล้ว อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจก็คือยังไม่แน่ชัดว่าสีดำ ทำให้ผู้สวมใส่ดุดันขึ้นจริง หรือเป็นผลที่เกิดขึ้นจากผู้สังเกตการณ์ (คนนอกมองเข้าไป) และมองว่าผู้สวมใส่แข็งแกร่งดุดันขึ้นกันแน่ ดังนั้นหากเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหายาก ๆ ในที่ประชุม ก็ไม่ควรใส่เสื้อสีขาวหรือโทนอ่อนที่ดูสบายเกินไปเด็ดขาด</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181224-mrapichat1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-692 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/apichateyecatch.001.png" alt="apichateyecatch.001" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 777"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181224-mrapichat1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อภิชาติ ขันธวิธิ กับแนวทางการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ภายในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คุณเจฟฟ์ เฟอร์มิน</strong> (Jeff Fermin) ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพแวดล้อมในออฟฟิศจากบริษัท </span><a href="https://officevibe.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Officevibe</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวเสริมว่าการใช้สีในเว็บไซต์ชื่อดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้นผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทำไปเพราะเห็นว่าสวยเพียงอย่างเดียว โดยเขาเสริมข้อมูลไว้ว่า “การใช้สีก็ส่งผลกับอารมณ์ของพนักงานได้จริง ๆ และคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการต้องตื่นมาทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมือนตายทั้งเป็น” ดังนั้นก่อนตัดสินใจทุกครั้ง ต้องคำนึงถึงจิตวิทยาและความหมายของสีให้เหมาะกับเนื้องานและความต้องการของพนักงานที่สุด ด้วยการใช้วิธี </span><a href="https://www.linkedin.com/pulse/surprising-effect-color-office-mandie-lee/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mood Research</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือจัดประชุมเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเลือกเท่า ๆ กัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของ HR ในการสื่อสารอย่างครอบคลุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภายในจาก </span><b>Drexel University </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าหากออฟฟิศมีที่ว่างเยอะ บริษัทสามารถทาสีห้องแต่ละห้องแตกต่างกันตามทฤษฏีสี และออกนโยบายให้พนักงานสามารถนั่งทำงานตรงไหนในออฟฟิศก็ได้ เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้พนักงานรู้สึกสบายใจที่สุด ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ออฟฟิศก็ไม่ควรพยายามยัดเยียดหรือเลือกใช้สีของบริษัทโดยอ้างอิงกับโลโก้มากเกินไป ยกตัวอย่างเช่นหากเราเป็นร้านขายสัตว์เลี้ยงและมีโลโก้เป็นสีเหลืองและแดง เราก็ต้องศึกษาก่อนว่าทั้งสองสีนี้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงทุกชนิดที่เรานำเข้ามาขายหรือไม่ มากกว่าการดันทุรังโดยไม่สนใจผลกระทบที่ตามมา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190207-10inspirereason/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8901 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_1166338408.jpg" alt="แรงบันดาลใจ ทำงาน" width="500" height="334" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 778"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190207-10inspirereason/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>เคล็ดลับการเลือกสีสำหรับที่ทำงานมีดังนี้</strong></p>
<p><b></b><strong class="yellow-highlighter"><b>1. หากไม่รู้จะเลือกสีอะไร ให้เลือกสีธรรมดา</b><span style="font-weight: 400;"><strong> :</strong></span></strong><span style="font-weight: 400;"> คุณลอว์เร็น เดนนิสัน (Lauren Dennison) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจากบริษัท </span><a href="https://www.vocon.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Vocon</span></a><span style="font-weight: 400;"> แนะนำว่าหากยังไม่รู้ว่าจะใช้สีอะไรในที่ทำงาน ให้เริ่มจากการใช้สีขาว หรือสีอ่อนมาเป็นพื้นก่อน และค่อยเพิ่มสีอื่นเข้าไปนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะสีพื้นที่เรียบง่ายจะช่วยให้สีที่เราเติมเข้าไปโดดเด่นยิ่งขึ้น </span></p>
<p><b><strong class="yellow-highlighter">2. ให้อำนาจกับหัวหน้าในการเลือกสี :</strong> </b><span style="font-weight: 400;">เพราะสีมีผลต่อการตัดสินใจ ดังนั้นหากเราตั้งเป้าไว้ว่าจะทาสีหรือตกแต่งเพื่อช่วยให้การทำงานดีขึ้น การเลือกสีเพื่อส่งเสริมการทำงานของหัวหน้าทีมก็คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งหัวหน้าทีมสามารถเลือกสีตามทฤษฎีเชิงจิตวิทยาที่เราเขียนเอาไว้ข้างต้นได้เลย</span></p>
<p><b><strong class="yellow-highlighter">3. เลือกสีให้สอดคล้องกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว : </strong></b>หากเราไม่รู้จะเริ่มเลือกสีอย่างไร ให้ลองมองไปที่กระเบื้องบนพื้น, ตู้, เก้าอี้, โต๊ะ หรืออื่น ๆ จากนั้นค่อยเลือกสีที่เข้ากับวัตถุเหล่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นมากหากเทียบกับการจินตนาการทุกอย่างขึ้นมาเองแบบไร้ทิศทาง</p>
<p><b></b><strong class="yellow-highlighter"><b>4. อย่ากลัว ลองไปเลย ! :</b> </strong><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าคุณเป็นออฟฟิศใหม่และไม่รู้จริง ๆ ว่าควรเริ่มอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้คุณลองใช้สีที่ต้องการไปเลย เพราะท้ายสุดแล้วเราสามารถทาสีใหม่ได้ตลอดเวลา แค่อาจเสียเวลาและเงินทองมากกว่าเดิมเท่านั้น !</span></p>
<blockquote>
<h4><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 779"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: การนำเสนอยูนิฟอร์มของพนักงานต่อหัวหน้าควรมีวิธีการอย่างไร</span></strong></p>
<p>บริษัทมีแผนจะเปลี่ยนแบบฟอร์มพนักงาน แต่ติดตรงที่การออกแบบต่างจากแบบเก่ามากๆ  คำถามคือเราจะโน้มน้าวเจ้านายให้เห็นด้วยกับเราได้อย่างไร</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: การเปลี่ยนแบบฟอร์มใหม่นั้นควรให้ความสำคัญในหัวข้อเหล่านี้</span></strong></p>
<p>&#8211; การเปลี่ยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อะไร<br />
&#8211; นำเสนอข้อมูลให้แน่ชัด ชี้แจงข้อดี-ข้อเสีย ไม่ใช้โทนเสียงในเชิงลบ<br />
&#8211; สรุปเนื้อหาสาระให้ชัดเจน เช่น สำรวจพนักงานทั่วทั้งองค์กรแล้วได้คำตอบว่าควรมีการเปลี่ยนแบบฟอร์ม เพราะแบบฟอร์มสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้เช่นกัน อันนี้แนะนำลองไปทำ <strong>Satisfaction Survey </strong></p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/680?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 780"></span></a></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>การใส่เสื้อตามสีมงคลสะท้อนตัวตนในมุมการทำงานอย่างไร</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11667 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1155939973-4-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 781"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิทยาศาสตร์อธิบายว่า<strong>โดยปกติแล้วมนุษย์ใช้เวลาตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบสินค้านั้น ๆ ในเวลาไม่ถึง 90 วินาที</strong> และมีถึง 90% ที่ตัดสินใจโดยอ้างอิงจากการเห็นสีเท่านั้น ยกตัวอย่างหากเราไปซื้อน้ำในร้านค้า เราอาจหยิบกระป๋องสีแดงหรือน้ำเงินขึ้นมาเมื่ออยากกินโคล่า โดยไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ากระป๋องที่หยิบมานั้นเป็นยี่ห้อที่ตนคิดจริง ๆ รึเปล่า (ซึ่งบางทีก็หยิบผิด เพราะบางยี่ห้อก็จงใจเพิ่มยอดขายด้วยวิธีนี้) ดังนั้นจะเห็นว่าการเลือกสีมีผลกับมนุษย์อย่างรวดเร็วมาก และการเลือกสีที่ผิดจะส่งผลเสียโดยไม่เปิดโอกาสให้เราแก้ตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นถ้าเรามองประเด็นเรื่องสีมงคลที่สายมูใช้เป็นตัวช่วยเสมอเวลาต้องไปสัมภาษณ์งาน ทฤษฎีสีและจิตวิทยาคือสิ่งที่ทำงานกับสมองของมนุษย์โดยตรง และเพื่อให้คำอธิบายมีน้ำหนักมากขึ้น </span><a href="https://bit.ly/2GfgVdJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Buiness Insider</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำการสำรวจถึงผลกระทบของสีต่อการสัมภาษณ์งานโดย <strong>HR Hiring Manager</strong> จำนวน 2,099 คน จนได้คำตอบออกมาในเบื้องต้นว่า สีน้ำเงินและดำคือสีที่เหมาะกับการทำงานมากที่สุด ขณะที่สีส้มคือสีที่แย่ที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุก็เพราะสีดำและน้ำเงินเป็นสีพื้นฐานที่คนนิยมใช้กันมายาวนาน ไม่ได้อ้างอิงอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอย่างเช่นสีอื่น ๆ ที่ปรับตัวตามแฟชั่นหรือสมัยนิยม ดังนั้นสีที่ทุกคนคุ้นเคย (รวมถึงสีอย่างน้ำตาลและเทา) ถือเป็นสีที่เหมาะที่สุดในการคุยงานกับลูกค้าเป็นครั้งแรก เพราะดูเป็นมืออาชีพ สุขุม น่าเชื่อถือ ส่วนสีส้มที่เป็นสัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์ตามทฤษฎีสีกลับถูกมองว่าฉูดฉาดเกินไปสำหรับการพบกันครั้งแรกหรือการสัมภาษณ์งาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหลังจากที่อธิบายเรื่องความหมายโดยรวมของแต่ละสีจากหัวข้อก่อน ๆ แล้ว เราจะพาผู้อ่านไปพบกับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่าการแต่งตัวโดยใช้สีแต่ละแบบ แสดงถึงอะไร และมีประโยชน์อย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11668 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_728195800.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 782"></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีดำ คือความเป็นผู้นำ : </b><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจมองว่าการใส่ชุดสีดำจะดูเข้าถึงยาก แต่คุณคาเร็น ฮอลเลอร์ (Karen Haller) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์กล่าวว่าหากเราใส่สีดำอย่างถูกต้อง มันก็จะแสดงถึงความหรูหรา, น่าค้นหา และดูโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel หรือ Yves Saint Lauren ที่เลือกใช้สีดำเป็นและประสบความสำเร็จจนเป็นผู้นำตลาด</span></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีน้ำเงิน คือความเป็นทีม : </b><span style="font-weight: 400;">คุณลิซ่า จอห์นสัน แมนเดลล์ (Lisa JOhnson Mandell) จาก </span><a href="https://www.aol.com/careers" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">AOL Jobs</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าสีกรมท่าคือสีที่ดีที่สุดสำหรับชุดสูท เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจ และการแต่งกายด้วยสีกรมท่าจะทำให้มีโอกาสสมัครงานผ่านมากกว่าการใส่ชุดสีอื่น ๆ จากประสบการณ์ของเธอ</span></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีเทา คือความมีตรรกะและช่างวิเคราะห์ :</b><span style="font-weight: 400;"> สีเทาคือตัวแทนของความอิสระและความสันโดด ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดตราบใดที่เราทำในสิ่งที่มั่นใจได้จริง ๆ เสื้อสีเทาจะแสดงถึงความขี้เหงาแต่ก็เด็ดขาดมากพอที่จะตัดสินใจในเรื่องสำคัญด้วยตนเอง</span></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีขาว คือความมีระเบียบ :</b><span style="font-weight: 400;"> การใส่เสื้อสีขาวหรือสีโทนอ่อนอาจดูสบาย ๆ ใช้งานได้ทุกโอกาส แต่ก็ถูกมองว่าธรรมดาเกินจนเหมือนคนไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตามเทคนิคการใส่สีขาวก็คือการใส่ในวันที่คนอื่นน่าจะใส่สีโทนฉูดฉาดกันหมด เช่นเมื่อคุยกับลูกค้าหรือสมัครงานในสายครีเอทีฟที่มีคนมาร่วมงานหลายคน การใส่ชุดสีขาวอาจทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาทันที</span></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีแดง คือพลัง :</b><span style="font-weight: 400;"> สีแดงเหมาะสำหรับการใส่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครสักคน โดยคุณเคนนี่ ฟริมปง (Kenny Frimpong) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาแบรนด์ของ </span><a href="https://eredipisano.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Eredi Pisano</span></a><span style="font-weight: 400;"> เครื่องแต่งกายสัญชาติอิตาลีกล่าวว่าสีแดงจะช่วยให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกตื่นเต้น, มีแรงกระตุ้น และมีชีวิตชีวา</span></p>
<p><b>&#8211; เสื้อสีเขียว, เสื้อ<strong class="yellow-highlighter">สีเหลือง</strong>, เสื้อสีส้ม และเสื้อสีม่วง คือความคิดสร้างสรรค์ : </b><span style="font-weight: 400;">สีที่ฉูดฉาด โดดเด่นเหล่านี้ทำให้คนมองว่าผู้ใส่เป็นคนสนุก และน่าเข้าใกล้ แต่จะไม่น่าเชื่อถือเท่ากับการใส่เสื้อที่ดูเรียบง่าย ดังนั้นอาจไม่เหมาะสำหรับการสัมภาษณ์งานหรือพูดคุยกับลูกค้าที่ต้องใช้ความจริงจัง  แต่อาจใช้เพื่อเปลี่ยนลุคจากคนนิ่ง ๆ ให้ดูสดใสขึ้นเวลามีงานเลี้ยงบริษัท เป็นต้น</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11669 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_446415358-1-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 783"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีมงคล, การเลือกสีตามทฤษฎีสี หรือการใช้จิตวิทยาในการแต่งกาย แม้จะมีประโยชน์ก็จริง แต่สิ่งที่ HR ควรให้ความสำคัญที่สุดก็คือกาลเทศะของพนักงาน เพราะหากเราปล่อยให้ทุกคนแต่งตัวตามทฤษฏีสี หรือสีมงคลตามความเชื่อในแต่ละวัน ยกตัวอย่างหากเราต้องไปพบลูกค้าที่อาวุโสกว่า แต่พนักงานกลับแต่งตัวด้วยสีฉูดฉาดเพียงเพราะเป็นสีมงคลในวันนั้น ผลที่ได้ก็อาจออกมาในแง่ลบแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าสีมงคลนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการทำงานเท่านั้น ไม่ใช่ทางลัดที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยความพยายามในด้านอื่น เราสามารถประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสนใจเรื่องสีมงคลเลยก็ได้ อย่าง <strong>มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก</strong> (Mark Zuckerberg)</span> <span style="font-weight: 400;">ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Facebook ที่นิยมใส่เสื้อผ้าแบบเดิมในทุกโอกาส ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าคือการฝึกฝนตัวเองให้รอบด้านเพื่อให้มีความรู้มากพอในการออกไอเดียสร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราแนะนำให้ HR หรือผู้อ่านเข้าไปค้นหาคำตอบว่า </span><b>“คุณคือสีอะไร”</b><span style="font-weight: 400;"> ผ่านทาง </span><strong><a href="https://thecolorofmypersonality.com/#colors-subheader" target="_blank" rel="noopener">myCOLOR</a></strong><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นการนำทฤษฏีสีมาประยุกต์เข้ากับคำถามด้านพฤติกรรมของคนหลาย ๆ แบบ  ซึ่งพอเราได้คำตอบแล้ว เราก็จะรู้ว่าควรดึงคนแบบไหนเข้ามาร่วมทีม หรือควรแต่งตัวด้วยสีใดเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาด แค่นี้เราก็รับรองว่าเราจะใช้ประโยชน์จาก </span><b>“สีมงคล” </b><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างดีที่สุดแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน ! 784" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">Sources</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3zNAYwF" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3zNAYwF</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3HJeJtB" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3HJeJtB</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2uUIkvH" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2uUIkvH</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Qzm1nU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Qzm1nU</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2GfgVdJ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2GfgVdJ</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220620-howtobuy-corporategift/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2022 02:32:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ของขวัญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220620-howtobuy-corporategift/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การเลือกของขวัญให้ถูกใจลูกค้า พนักงาน หรือผู้สมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องลำบากใจที่เหล่า HR ต้องปวดหัวทุกครั้งเมื่อถึงวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหาของขวัญปีใหม่, ของขวัญวันเกิด, ของขวัญวันครบรอบ ฯลฯ แต่รู้ไหมว่าการมอบของขวัญมีผลทางจิตวิทยาที่ช่วยยกระดับความคิดของเราให้ดีขึ้น แถมยังช่วยกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำธุรกิจ นักจิตวิทยากล่าวว่าการมอบของขวัญเป็นวิธีหนึ่งที่มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมใช้เพื่อส่งต่อคุณค่าจากตนเองไปให้ผู้อื่น เป็นภาพสะท้อนของการไม่เห็นแก่ตัว จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมีความสุขแค่กับการเป็นผู้ให้และได้เห็นรอยยิ้มดีใจของผู้รับเท่านั้น นอกจากนี้ของขวัญยังเป็นตัวแทนความห่วงใยที่สามารถหักล้างความรู้สึกผิดบางอย่างของผู้ให้ได้อีกด้วย การให้ของขวัญถูกนำมาใช้ในการทำธุรกิจเพื่อแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจระหว่างกัน โดยถือเป็นเครื่องมือที่เอาไว้ส่งเสริมและเน้นย้ำการกระทำให้มีคุณค่ามากขึ้น จึงเหมาะกับการใช้ขอบคุณทั้งลูกค้าและพนักงาน เพราะช่วยสร้างขวัญกำลังใจได้มาก อย่างไรก็ตามผู้ให้ควรศึกษารสนิยมและทัศนคติของผู้รับให้ดี มิฉะนั้นของขวัญที่เรามอบให้จะกลายเป็นความกดดันที่ส่งผลในแง่ลบแทน มี HR Recruitment มากมายที่เลือกมอบของขวัญให้กับผู้สมัครที่ได้สิทธิ์สัมภาษณ์เพื่อเน้นย้ำว่าบริษัทจริงจังกับการพูดคุย และช่วยให้บริษัทโดดเด่นแตกต่างจากตัวเลือกอื่น ๆ ที่ผู้สมัครมีอีกด้วย อย่างไรก็ตามการมอบของขวัญโดยไม่ระวังอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นได้ หลายบริษัทเช่นหน่วยงานทางการเมืองจึงออกนโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) เพื่อป้องกันปัญหานี้ เมื่อถึงวันเกิด, วันปีใหม่, วันครบรอบแต่งงาน หรือวันสำคัญต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเฝ้ารอนอกเหนือจากคำอวยพรก็คือของขวัญสักชิ้นที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความใส่ใจระหว่างกัน เพราะของขวัญที่ดีจะสามารถมอบความสุขให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงไม่แปลกที่การมอบของขวัญจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ถูกนำมาใช้ในกับธุรกิจทั้งเพื่อเป็นสวัสดิการ, ตอบแทนลูกค้า รวมถึงช่วยโน้มน้าวในเชิงจิตวิทยาเมื่อเกิดการแข่งขันเพื่อว่าจ้างพนักงานใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าของขวัญบางอย่างที่เราได้จากที่ทำงานอาจไม่ถูกใจอย่างที่หวัง อาจเพราะเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ทั่วไป, ซ้ำซ้อนกับของขวัญในปีก่อน ๆ หรือมีสไตล์การออกแบบที่ล้าสมัย ทั้งนี้การมอบของขวัญต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะอาจถูกมองเป็นเครื่องมือของการคอรัปชั่นหรือเลือกปฏิบัติ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">การเลือกของขวัญให้ถูกใจลูกค้า พนักงาน หรือผู้สมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องลำบากใจที่เหล่า HR ต้องปวดหัวทุกครั้งเมื่อถึงวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหาของขวัญปีใหม่, ของขวัญวันเกิด, ของขวัญวันครบรอบ ฯลฯ แต่รู้ไหมว่าการมอบของขวัญมีผลทางจิตวิทยาที่ช่วยยกระดับความคิดของเราให้ดีขึ้น แถมยังช่วยกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำธุรกิจ</li>
<li style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยากล่าวว่าการมอบของขวัญเป็นวิธีหนึ่งที่มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมใช้เพื่อส่งต่อคุณค่าจากตนเองไปให้ผู้อื่น เป็นภาพสะท้อนของการไม่เห็นแก่ตัว จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมีความสุขแค่กับการเป็นผู้ให้และได้เห็นรอยยิ้มดีใจของผู้รับเท่านั้น นอกจากนี้ของขวัญยังเป็นตัวแทนความห่วงใยที่สามารถหักล้างความรู้สึกผิดบางอย่างของผู้ให้ได้อีกด้วย</li>
<li style="font-weight: 400;">การให้ของขวัญถูกนำมาใช้ในการทำธุรกิจเพื่อแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจระหว่างกัน โดยถือเป็นเครื่องมือที่เอาไว้ส่งเสริมและเน้นย้ำการกระทำให้มีคุณค่ามากขึ้น จึงเหมาะกับการใช้ขอบคุณทั้งลูกค้าและพนักงาน เพราะช่วยสร้างขวัญกำลังใจได้มาก อย่างไรก็ตามผู้ให้ควรศึกษารสนิยมและทัศนคติของผู้รับให้ดี มิฉะนั้นของขวัญที่เรามอบให้จะกลายเป็นความกดดันที่ส่งผลในแง่ลบแทน</li>
<li style="font-weight: 400;">มี HR Recruitment มากมายที่เลือกมอบของขวัญให้กับผู้สมัครที่ได้สิทธิ์สัมภาษณ์เพื่อเน้นย้ำว่าบริษัทจริงจังกับการพูดคุย และช่วยให้บริษัทโดดเด่นแตกต่างจากตัวเลือกอื่น ๆ ที่ผู้สมัครมีอีกด้วย</li>
<li style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการมอบของขวัญโดยไม่ระวังอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นได้ หลายบริษัทเช่นหน่วยงานทางการเมืองจึงออกนโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) เพื่อป้องกันปัญหานี้</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11642 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_536398408-2-scaled.jpg" alt="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 797"></p>
<p>เมื่อถึงวันเกิด, วันปีใหม่, วันครบรอบแต่งงาน หรือวันสำคัญต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเฝ้ารอนอกเหนือจากคำอวยพรก็คือของขวัญสักชิ้นที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความใส่ใจระหว่างกัน เพราะของขวัญที่ดีจะสามารถมอบความสุขให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงไม่แปลกที่การมอบของขวัญจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ถูกนำมาใช้ในกับธุรกิจทั้งเพื่อเป็นสวัสดิการ, ตอบแทนลูกค้า รวมถึงช่วยโน้มน้าวในเชิงจิตวิทยาเมื่อเกิดการแข่งขันเพื่อว่าจ้างพนักงานใหม่ เป็นต้น</p>
<p>อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าของขวัญบางอย่างที่เราได้จากที่ทำงานอาจไม่ถูกใจอย่างที่หวัง อาจเพราะเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ทั่วไป, ซ้ำซ้อนกับของขวัญในปีก่อน ๆ หรือมีสไตล์การออกแบบที่ล้าสมัย ทั้งนี้การมอบของขวัญต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะอาจถูกมองเป็นเครื่องมือของการคอรัปชั่นหรือเลือกปฏิบัติ อย่างที่หลายบริษัทมีนโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) เพื่อป้องกันปัญหานี้ตั้งแต่ต้น หมายความว่ากลยุทธ์ในการเลือกและมอบของขวัญเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้เพื่อให้การลงทุนของบริษัทคุ้มค่าที่สุดนั่นเอง</p>

<h2>ของขวัญมีประโยชน์กับมนุษย์อย่างไร ทำไมเราถึงชอบของขวัญ</h2>
<p>ศาสตร์จารย์เดวิน เอ ไบรด์ (Devin A. Byrd) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศทสตร์จาก South University-Savannah สหรัฐอเมริกากล่าวว่า การมอบของขวัญทำให้เกิดความสุขแบบองค์รวม และไม่ใช่แค่เฉพาะการเป็นผู้รับเท่านั้น แต่จะรู้สึกดีตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกซื้อของขวัญแล้ว เพราะในเชิงจิตวิทยาการมอบของขวัญเป็นการแสดงความไม่เห็นแก่ตัว และการมอบของขวัญให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยพัฒนาสุขภาพจิตของเราเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายคนจะมีความสุขแค่กับการเป็นผู้ให้และคอยดูปฏิกริยาของผู้รับเท่านั้น</p>
<p>ในประเด็นนี้ศาสตราจารย์ดาร์ลีน ซิลเวอร์เนล (Darlene Silvernail) อาจารย์ด้านจิตวิทยาจาก South University-West Palm Beach กล่าวเสริมว่า การมอบของขวัญจะทำให้รู้สึกดีทั้งภายนอกและภายใน เพราะมันเป็นดั่งตัวแทนความรู้สึกที่แสดงถึงการยอมรับซึ่งกันและกัน รวมถึงความรู้สึกส่วนตัวบางอย่างที่เข้าใจเฉพาะผู้ให้และผู้รับ นอกจากนี้การมอบของขวัญยังถูกยกให้เป็นวิธีเยียวยาความรู้สึกผิด ยกตัวอย่างเช่นหากเราอยู่ห่างไกลกับคนรัก การส่งของขวัญที่ตั้งใจเลือกให้เป็นพิเศษก็จะช่วยลบความรู้สึกเสียใจที่เราไม่สามารถไปอยู่ใกล้ ๆ ได้อีกด้วย</p>
<p>แต่ของขวัญอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไปหากผู้รับรู้สึกว่ามัน &#8220;ถูกเกินไป&#8221; หรือ &#8220;แพงเกินไป&#8221; ยกตัวอย่างเช่นหากได้ของที่ต่ำกว่าความคาดหวัง ผู้รับอาจคิดว่าผู้ให้ใส่ใจไม่มากพอ ให้ความสำคัญไม่มากพอ ในมุมกลับกันหากได้รับของขวัญที่เกินความคาดหมายเกินไป เช่นการซื้อของหรูหราให้พนักงานเซลส์ที่เพิ่งเข้ามาไม่นานและเพิ่งขายได้เป็นครั้งแรก ก็อาจถูกมองเป็นความกดดันที่ไปสร้างความอึดอัดแทน ดังนั้นการเลือกของขวัญแต่ละชิ้นต้องดูองค์ประกอบให้รอบด้าน ไม่ใช่ใส่ใจแค่ความรู้สึก “อยากจะให้” ของตนเพียงอย่างเดียว</p>
<h2>การให้ของขวัญมีประโยชน์กับธุรกิจอย่างไร</h2>
<p>องค์ประกอบสำคัญในการทำธุรกิจทุกประเภทคือ ลูกค้าที่เหนียวแน่น, ศักยภาพของพนักงาน และความสัมพันธ์กับพันธมิตรในแวดวงเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้องค์ประกอบเหล่านี้เหนียวแน่นที่สุดก็คือของขวัญองค์กร หรือ Corporate Gift ส่วนจะมีประโยชน์กับธุรกิจอย่างไรบ้างนั้น เราจะเล่าให้ฟัง</p>
<p>1. ช่วยให้พนักงานมีความสุขขึ้น : การทำงานโดยทั่วไปมักมีความเครียดแฝงอยู่เสมอ ดังนั้นการให้ของขวัญหรือของตอบแทนพนักงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยเป็นกำลังใจให้พนักงานผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ซึ่งเมื่อพนักงานรู้สึกถึงความเป็นทีมเดียวกันแล้ว ก็จะทำให้เกิด Sense of Ownership ตามมาด้วย</p>
<p>2. ใช้เพื่อแสดงความขอบคุณ : แม้จะเป็นหน้าที่ตาม<a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-howtomakejobdes-190116/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> Job Description </a>แต่พนักงานทุกคนย่อมต้องการคำชมหรือคำขอบคุณจากหัวหน้าเช่นกัน ซึ่งการมอบของขวัญตามโอกาสสำคัญหรือเมื่อพนักงานทำงานสำเร็จก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ยังสามารถช่วยในเรื่อง Employee Retention ได้อีกด้วย</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9136 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/Employee-Retention1.jpg" alt="Employee Retention การรักษาพนักงาน" width="500" height="334" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 798"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กลยุทธ์ในการรักษาพนักงานฝีมือเยี่ยมให้อยู่กับองค์กร (Employee Retention Strategy)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<p>3. ช่วยสร้างชื่อเสียงในแง่บวกให้กับบริษัท : มีธุรกิจมากมายที่เติบโตด้วยคำชมในแง่บวกแบบปากต่อปาก หมายความว่ายิ่งมีคนพูดถึงบริษัทของเราดีเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เราจะได้รับโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการมอบของขวัญแสดงความขอบคุณเป็นประจำจะช่วยให้เราโดดเด่นแต่งต่างจากบริษัทอื่น และเป็นตัวเลือกแรก ๆ แน่นอนหากลูกค้าของเราต้องการแนะนำบริษัทสักแห่ง เคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าประทับใจมากขึ้นก็คือการสังเกตรสนิยมความชอบให้ได้อย่างละเอียดที่สุด เพื่อซื้อของขวัญที่ตรงกับโจทย์นั้น ๆ วิธีนี้จะทำให้ลูกค้าประทับใจและเชื่อมั่นว่าบริษัทของเราสามารถทำงานโดยใส่ใจรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยได้จริง</p>
<p>4. ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและพันธมิตร : เพราะการทำธุรกิจต้องมีการปรับตัวเสมอ จึงไม่แปลกหากจะมีลูกค้าบางรายที่เราทำหล่นหายระหว่างทาง อาจเพราะรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป หรือการขยับขยายบริษัทที่ทำให้ต้องหันไปหาลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามในโลกธุรกิจการรักษาความสัมพันธ์ถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ดังนั้นเราไม่ควรเอาแต่สร้างลูกค้าใหม่โดยละเลยกลุ่มลูกค้าเก่าที่เคยร่วมงานกันมาเด็ดขาด เหตุนี้ในทุกวันสำคัญอย่างน้อยปีละครั้ง เราควรส่งของขวัญที่ระลึกไปหาลูกค้าหรือแม้แต่พันธมิตรทั้งหมดเพื่อตอกย้ำว่า &#8220;ต่อให้เราไม่ค่อยได้ร่วมกันในช่วงหลัง ๆ แต่เราก็ยังนึกถึงคุณเสมอ&#8221; วิธีนี้จะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของบริษัทและช่วยให้การกลับมาร่วมงานกันเป็นเรื่องง่ายขึ้นเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสมในอนาคต</p>
<p>5. ช่วยให้บริษัทมีคะแนนรีวิวที่ดี : มีผล<a href="https://www.invespcro.com/blog/the-importance-of-online-customer-reviews-infographic/" target="_blank" rel="noopener">วิจัย</a>รายงานว่ามีคนถึง 72% ให้ความสำคัญกับคะแนนรีวิวที่ดี ซึ่งหากบริษัทของคุณเป็นธุรกิจที่เปิดให้ลูกค้าระบุคะแนนความพึงพอใจได้ล่ะก็ การให้ของขวัญก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างคะแนนรีวิวในแง่บวก โดยเฉพาะถ้าของขวัญนั้นสร้างความประหลาดใจและประทับใจจนถูกนำไปพูดถึงบนสื่อโซเชียลของผู้รับ เชื่อสิว่าการลงทุนค่าของขวัญเพียงนิดเดียวอาจให้ประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ได้ดีกว่าการซื้อโฆษณาแพง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรด้วยซ้ำ</p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 799"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: นายจ้างจะสื่อสารอย่างจริงใจเพื่อซื้อใจพนักงานได้อย่างไร</span></p>
<p>เราจะเห็นกันว่าเวลาที่เรามีการวางแผนเรื่อง employee engagement การทำให้พนักงานมีความสุข ทุ่มเท อยากทำงาน เราก็จะพูดถึงหลักการที่ฝรั่งคิดค้นขึ้นมา โดยมีตัวอย่างบริษัทดังอย่างกูเกิล, เน็ตฟลิกซ์, อเมซอน, เป็นต้น แต่ผมไม่อยากแค่ลอกตำราฝรั่งที่อาจจะประยุกต์ใช้ยากกับวัฒนธรรมการทำงานในสังคมไทยของเรา พอจะมีแนวทางแนะนำไหมครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ขอตอบแบบอ้างอิงทฤษฎีทางจิตวิทยาของ มาสโลว์ เรื่องความต้องการ 5 ขั้นของมนุษย์ </span></p>
<p>โดยบันได 5 ขั้นของ มาสโลว์ ประกอบด้วย 1. ความต้องการทางร่างกาย 2.ความมั่นคงหรือความปลอดภัย 3.ความผูกพันหรือการยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ 4.การยกย่องหรือสถานะในสังคม 5.ความสำเร็จในชีวิต</p>
<p>ในการบอกพนักงานให้ทราบถึงความใส่ของบริษัทกับพนักงาน ต้องบอกว่า ความต้องการพื้นฐานของพนักงานทุกคนไม่เท่ากันครับ หากเราต้องการแสดงความจริงใจกับพนักงาน อาจจะเข้าไปดูแลสภาพความเป็นอยู่พนักงานขณะทำงาน และอาจต้องทำมากกว่าการสื่อสาร ซึ่งหากผู้ถามอยู่ในฐานะผู้ประกอบการ อาจไม่มีเวลาในการเข้าไปอยู่กับพนักงานทุกคนได้ ก็ต้องพัฒนาผู้จัดการและหัวหน้างาน ในการช่วยกันดูแลทุกข์พนักงานให้รู้สึก ว่าบริษัทใส่ใจพวกเค้า และเมื่อมีการเข้ามาปรึกษาปัญหา ให้มองว่ามันเป็นปัญหา แล้วควรจะช่วยกันแก้ไข หรือหากมาเพื่อระบายก็ควรจะรับฟังพวกเค้า ก็ช่วยให้พนักงานรู้สึก ว่ามีคนรับฟังเค้าซึ่งจะช่วยให้เค้ารู้สึกว่าเค้าไม่ใช่แค่เครื่องจักรของบริษัทแน่นอนครับ</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/618?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 800"></a></p></blockquote>
<h2>การเลือกของขวัญในนามบริษัทให้ถูกใจผู้รับ มีวิธีการอย่างไร</h2>
<p>อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่าการเลือกซื้อของขวัญนอกเหนือจากจะช่วยให้ลูกค้า, พนักงาน หรือพันธมิตรทางการตลาดพึงพอใจแล้ว เราควรคำนึงถึงรายละเอียดอื่น ๆ ควบคู่ไปเช่นกัน เพราะหากบริษัทต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเอาใจคนเพียงไม่กี่คนแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อการบริหารจัดการงบประมาณ ตลอดจนทำให้พนักงานบางท่านรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อวางโครงสร้างในการเลือกซื้อของขวัญ เราสามารถแบ่งขั้นตอนเป็นหัวข้อย่อย ๆ ได้ดังนี้</p>
<p>1. กำหนดราคาที่ต้องการ : ก่อนที่จะคิดว่าควรซื้ออะไร สิ่งแรกที่ต้องคำนึงก็คือราคาของขวัญที่บริษัทสามารถจ่ายไหว ที่สำคัญบริษัทต้องคำนวนให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจนว่าต้องซื้อของขวัญทั้งหมดกี่ชิ้นแล้วค่อยจัดลำดับความสำคัญออกมาตามบริบทของผู้รับเพื่อให้กระทบต่อโครงสร้างทางการเงินของบริษัทน้อยที่สุด และต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ของหรูหราราคาแพงเท่านั้นที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้ ตราบใดที่เราศึกษาลูกค้าอย่างละเอียดและตั้งใจมอบของขวัญดังกล่าวให้จริง ๆ</p>
<p>2. วิเคราะห์ความต้องการให้ชัดเจน : หลังจากที่เรากำหนดงบประมาณได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการหาคำตอบให้ได้ว่าของขวัญที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุดคืออะไร อาจเป็นของที่กำลังเป็นกระแส หรือของยอดนิยมในสายงานของผู้รับก็ได้ ทั้งนี้หากเรามีงบประมาณที่จำกัดก็ควรหาของกลาง ๆ ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้จริง</p>
<p>3. หาบริษัทรับทำของขวัญ : หากเราต้องทำของขวัญจำนวนมาก การใช้บริการบริษัทรับทำของชำร่วยถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถช่วยควบคุมงบประมาณ, มีตัวเลือกเยอะ และสามารถปรับแต่ง (Customize) ให้มีเอกลักษณ์ของบริษัทแฝงอยู่ ซึ่งหากเราสามารถบริหารเงินค่าของขวัญได้อย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเลือกซื้อสินค้าราคาแพงกว่า (Luxury Gift) ให้กับลูกค้า VIP ด้วย</p>
<p>4. ตรวจเช็คคุณภาพ : แม้คุณจะได้เห็นสินค้าตัวอย่าง (Mock-up) เรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่าสินค้าตัวอย่างกับสินค้าจริงไม่มีทางออกมาเหมือนกันแน่นอน ดังนั้นหากคุณเลือกใช้บริษัทรับทำของชำร่วย คุณก็ควรตรวจเช็คความสมบูรณ์ของโลโก้บริษัท รวมถึงชื่อลูกค้า (หากมี) ให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจสั่งผลิตล็อตใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าของบริษัท ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เสียเงินแต่นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย</p>
<p>5. วางแผนเรื่องการมอบของขวัญ : นี่คือจุดที่บริษัทส่วนใหญ่ทำพลาด เพราะบางคนอาจมองว่าเมื่อสินค้ามีราคาสูง ผู้รับก็ต้องมีความสุขแน่นอน แต่ความจริงนั้นการมอบของขวัญให้ด้วยตัวเองคือวิธีที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นหากผู้รับชื่นชอบของขวัญมาก ๆ การที่เราสามารถเน้นย้ำความรู้สึกดีบางอย่างเข้าไปแบบ Real-Time ก็จะยิ่งสร้างความประทับใจมากขึ้น หรือหากลูกค้าไม่ชอบของขวัญ เราก็จะมีโอกาสแก้ต่างหรือหาเหตุผลดี ๆ เพื่อให้ผู้รับพอใจที่สุด ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางจึงควรนำมารวมในงบประมาณของการซื้อของขวัญบริษัทเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11643 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/ssss.jpg" alt="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 801"></p>
<h3>การเลือกของขวัญให้ลูกค้า ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง</h3>
<p>1. รสนิยมของลูกค้า : เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่าหน้าที่ของการให้ของขวัญคือการแสดงความใส่ใจ และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าก็เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าลูกค้าชอบอะไร หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าลูกค้าไม่ชอบอะไร เพื่อทำให้ผู้รับเห็นว่าเราจริงจังกับการเลือกของขวัญชิ้นนี้จริง ๆ</p>
<p>2. การให้ของขวัญอย่างต่อเนื่อง : ปกติแล้วคนจะนิยมให้ของขวัญในวันสำคัญเป็นหลัก แต่จะดีไหมหากเราสามารถให้ของขวัญเป็นประจำ ให้ผู้รับนึกถึงเราตลอดเวลา และไม่ไปกดดันจนเกินควร สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสมัครสมาชิก (Subscription) เป็นของขวัญให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกนิตยสารออนไลน์, Streaming Service, อุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่อาหารและวัตถุดิบ เป็นต้น วิธีนี้ใช้ต้นทุนไม่มากแต่มีประสิทธิภาพสูง</p>
<p>3. ให้ในสิ่งที่ลูกค้าคาดไม่ถึง : วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใส่ใจชีวิตนอกที่ทำงานของลูกค้า และให้ของขวัญในวันเหล่านั้น เช่นวันรับปริญญาของลูก, วันฉลองแชมป์ของทีมฟุตบอลสุดโปรด เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้ลูกค้ามองว่าตนมีความสำคัญกับเรา และไม่ได้คบหากันเพียงเพราะผลประโยชน์ในการทำงานเท่านั้น</p>
<p>4. ไม่เลือกของขวัญที่แพงเกินไป : แน่นอนว่าของขวัญราคาแพงจะทำให้ผู้รับตื่นตาตื่นใจ แต่ในเชิงธุรกิจแล้วหากเราจะซื้อของขวัญสักชิ้นหนึ่ง เราควรให้ความสำคัญกับงบประมาณและจัดลำดับความสำคัญของลูกค้าให้ชัดเจนว่าคู่ควรกับรายจ่ายที่ลงทุนไปหรือไม่ เพราะของที่แพงเกินไปอาจทำให้ลูกค้าเห็นว่าเรามีงบประมาณบริษัทอยู่มากจนนำไปสู่การต่อรองราคาในภายหลัง นอกจากนี้เราเชื่อว่าทุกบริษัทคงอยากให้ลูกค้าอยู่กับเราเพราะคุณค่าในการทำงานมากกว่าอยู่เพราะชอบของขวัญราคาแพงอย่างแน่นอน</p>
<p>5. ให้สิ่งที่ใช้งานได้จริง : ยกตัวอย่างเช่นหากลูกค้าเป็นคนชอบเดินทาง เราอาจซื้อหมอนหนุนคอหรือกระเป๋าน่ารัก ๆ ไปให้ แต่ทั้งนี้จุดบอดที่หลายคนทำพลาดก็คือ เมื่อเรารู้ว่าลูกค้าชอบทำกิจกรรมอะไร เรามักจะซื้อของที่เกี่ยวข้องให้ทันทีโดยลืมนึกว่าหากเขาชอบกิจกรรมดังกล่าวขนาดนั้น ก็เป็นไปได้สูงว่าเขาจะสิ่งของในรูปแบบเดียวกันเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราควรหาสิ่งของที่มีความแตกต่างจากเดิม เช่นผ่านการออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง, เป็นรุ่นใหม่ที่สะดวกสบายขึ้น หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้รับรู้สึกว่าแม้จะมีของเดิมอยู่แล้วแต่ของใหม่ก็มีประโยชน์ดีไม่แพ้กัน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190723-happy-birthday-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10020 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/brooke-lark-YwSy97_Rk1o-unsplash.jpg" alt="ฉลองวันเกิดพนักงาน กลยุทธ์การใส่ใจบุคลากรที่ช่วยสร้างความประทับใจองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 802"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190723-happy-birthday-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ฉลองวันเกิดพนักงาน : กลยุทธ์การใส่ใจบุคลากรที่ช่วยสร้างความประทับใจองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การเลือกของขวัญให้พนักงาน ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง</h3>
<p>1.ให้ของที่ตั้งใจเลือกให้ผู้รับโดยเฉพาะ : สิ่งที่หลายบริษัททำพลาดก็คือการให้ของขวัญพนักงานด้วยของชิ้นเดียวกับที่มอบให้ลูกค้าทั่วไปซึ่งไม่ได้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่าแม้บริษัทจะให้ของขวัญนี้กับพนักงานเพื่อแสดงความขอบคุณ แต่ความรู้สึกและบริบทที่เกิดขึ้นก็สามารถพาให้คิดไปว่าบริษัทไม่ได้ใส่ใจกับการให้ของขวัญเท่าไรนัก ดังนั้นการเลือกของขวัญให้พนักงานแม้จะเป็นระดับล่างที่สุดก็ควรเลือกอย่างใส่ใจและให้เกียรติผู้รับเสมอ</p>
<p>2. ไม่ต้องหวือหวามากนัก เน้นของที่เป็นประโยชน์ดีกว่า : บางครั้งบริษัทอาจติดเล่นกับพนักงานหรืออยากสร้างบรรยากาศด้วยของขวัญสนุก ๆ แต่แท้จริงแล้วความสนุกเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น บริษัทควรมอบของขวัญที่ใช้งานได้จริงมากกว่าเช่นกระเป๋าสะพาย, ปากกา, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสิ่งของดีๆ ที่พนักงานอาจไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อด้วยตนเอง</p>
<p>3. เลือกของที่เก็บไว้ได้นาน : ของที่ใช้แล้วทิ้งอย่างเช่นบัตรกำนัลหรือการเลี้ยงอาหารหรูอาจสร้างความประทับใจได้จริง แต่ก็จะไม่ถูกเน้นย้ำจนค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นบริษัทควรให้ของขวัญที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ อย่างพวกนาฬิกา, แว่นตา, กระเป๋าสตางค์มากกว่า เพราะจะช่วยให้ผู้รับได้กลับไปสัมผัสถึงบรรยากาศตอนได้ของขวัญในทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาใช้</p>
<p>4. ซื้อให้สมาชิกในครอบครัวของพนักงานแทน : &#8220;ครอบครัวใคร ใครก็รัก&#8221; ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลยไปนัก ดังนั้นแทนที่จะซื้อของขวัญให้พนักงานโดยตรง บริษัทสามารถลองหาข้อมูลดูว่าพนักงานคนดังกล่าวมีครอบครัวหรือไม่ และมีสิ่งใดที่ขาดเหลือหรือสามารถส่งเสริมให้ดีขึ้นได้รึเปล่าก่อนที่จะนำไอเดียเหล่านั้นไปใช้เลือกของขวัญต่อไป อย่าลืมว่าการดูแลครอบครัวเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้พนักงานยอมทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นการได้รู้ว่าคนที่พวกเขารักได้รับการใส่ใจจากที่ทำงาน ก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นได้มากกว่าที่เคย</p>
<p>5. ไม่ให้ของซ้ำ : การให้ของซ้ำกับที่เคยให้พนักงานมาแล้ว และการให้ของขวัญที่คาดเดาได้ง่าย (เช่นคุกกี้กล่องแดงในวันปีใหม่) เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทควรหลีกเลี่ยง เพราะของขวัญที่ได้จะไม่มีความตื่นเต้น กลายเป็นเพียงของที่รับมาและผ่านไป ไม่ส่งผลในแง่บวกต่อการโน้มน้าวจิตใจพนักงานเลยแม้แต่นิดเดียว</p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<blockquote>
<div class="__title" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11131 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/closeup-man-holding-gift-box-1.jpg" alt="Employee Benefit สวัสดิการ เรื่องที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรใส่ใจ" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 803"></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://time.com/3594482/holiday-shopping-black-friday-thanksgiving-christmas-gifts/" target="_blank" rel="noopener">Rakuten</a> บริษัทช็อปปิ้งออนไลน์ชื่อดังเผยว่ามีคนถึง 71% ที่ไม่ชอบของขวัญที่ได้รับในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะของขวัญที่แปะโลโก้ของบริษัท ซึ่ง <a href="https://www.snappy.com/about" target="_blank" rel="noopener">Snappy</a> บริษัทด้านการพัฒนาบุคลากรจากสหรัฐอเมริกา  เผยว่ามีคน 75% ที่มองว่าการใช้ของขวัญแปะโลโก้บริษัท</div>
<div style="text-align: center;">จะทำให้ตนกลายเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ซึ่งก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อบริษัทมากกว่า ผู้รับจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับของขวัญที่ได้มากนัก</div>
<div style="text-align: center;">พูดง่าย ๆ ว่าไม่มีพนักงานคนไหนหรอกที่อยากได้ของขวัญแบบขอไปทีมาตอบแทนการทำงานหนักของตน</div>
</blockquote>
</div>
<h2>การให้ของขวัญช่วยในการทำงานของ HR อย่างไร</h2>
<p>สิ่งที่เราจะพูดถึงในบทความนี้คือกลยุทธ์ด้านของขวัญสำหรับ HR Recruitment ที่สามารถนำไปใช้ในขั้นตอนสัมภาษณ์งานได้เลย วิธีนี้เรียกว่า Recruitment Gifts Strategy ซึ่งเป็นการโน้มน้าวให้ผู้สมัครสนใจบริษัทมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้สมัครที่ไม่ถูกคัดเลือกได้เช่นกัน โดย HR Recruitment สามารถนำของขวัญมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับกระบวนการสรรหาพนักงานได้ดังนี้</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220114-future-of-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10241 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/9edc2012932cb31a92f45cf7c26e37ef.jpg" alt="Future of Recruitment อนาคตของการสรรหาที่ไม่มีวันเหมือนเดิม" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 804"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220114-future-of-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Future of Recruitment อนาคตของการสรรหาที่ไม่มีวันเหมือนเดิม</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>&#8211; เลือกของขวัญที่ตรงกับตัวตนของคนที่ต้องการมากที่สุด : ปกติแล้วพนักงานที่มีความสามารถโดดเด่นมักได้รับการติดต่อจากบริษัทชั้นนำมากมายในแต่ละวัน ดังนั้นถ้าเราแค่ติดต่อไปเฉย ๆ ไม่ว่าจะด้วยอีเมลล์หรือโทรศัพท์ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกมองข้าม โดย <a href="https://reachdesk.com/contact-us" target="_blank" rel="noopener">Reachdesk</a> บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาให้คำแนะนำว่าผู้สัมภาษณ์ควรใช้วิธี Personalization หมายถึงการศึกษาข้อมูลของผู้ที่อยากได้มาร่วมงานให้ละเอียดที่สุดเพื่อเลือกของขวัญที่ตรงกับรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นประเภท, สี, ประโยชน์ใช้สอย เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้ผู้รับรู้สึกเซอร์ไพรส์เพราะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของบริษัทก่อนที่จะมาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการและทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นที่อาจจะมีชื่อเสียงกว่า แต่ก็ใส่ใจในรายละเอียดน้อยกว่า</p>
<p>&#8211; ส่งของขวัญให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นทุกคน : หลังจากที่เกิดการระบาดของโควิด-19 สถานการณ์ด้าน HR Recruitment ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะรูปแบบการสัมภาษณ์ที่หันไปใช้วิธีสัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Zoom หรือ Google Meet ซึ่งเข้มข้นไม่เท่าแบบตัวต่อตัวแน่นอน เหตุผลนี้เองที่ทำให้ผู้สมัครบางคนตัดสินใจทิ้ง (No-Show) การสัมภาษณ์ที่ตนไม่สนใจไปเลย ทำให้บริษัทเสียทั้งเวลาและโอกาสในการว่าจ้างคนที่สนใจ ดังนั้น Reachdesk จึงเสนอวิธีแก้ไขเบื้องต้นที่พวกเขาใช้ นั่นก็คือการส่งของที่ระลึกไปให้ผู้ที่ได้สิทธิ์สัมภาษณ์ทุกคนเพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการพูดคุยครั้งนี้ แถมยังมีผลในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ผู้รับรู้สึกมีคุณค่าไปพร้อม ๆ กัน โดยของที่ส่งจะเป็นสินค้าจริง ๆ หรือเป็นบัตรกำนัลที่ส่งผ่านระบบออนไลน์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสะดวกของบริษัท</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 805"></p>
<p>&#8211; หากมีเหตุให้การสัมภาษณ์ต้องยกเลิก ให้ส่งของขวัญไปให้ : บางครั้งการสัมภาษณ์พนักงานอาจถูกยกเลิกเพราะเหตุจำเป็นบางอย่างเช่นปัญหาสุขภาพ กรณีนี้บริษัทไม่ควรเป็นฝ่ายรอเพียงอย่างเดียว แต่ควรส่งของขวัญพร้อมข้อความให้กำลังใจไปด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทยังให้ความสำคัญเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้เราเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในใจหลังจากที่ผู้สมัครรักษาตัวจนหายดีแล้ว ถือเป็นเคล็ดลับด้าน HR Recruitment ที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่าความแตกต่างเพียงนิดเดียวอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัครได้เลย</p>
<p>อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่าการให้ของขวัญนอกเหนือจากจะช่วยโน้มน้าวให้ผู้สมัครเห็นถึงความใส่ใจของบริษัทและเพิ่มโอกาสในการมาร่วมงานด้วยแล้ว การให้ของขวัญยังช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกเช่นกัน โดยตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้คือแนวทางของบริษัท <a href="https://www.grovider.net/who-we-are" target="_blank" rel="noopener">Grovider </a>ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการจากฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ที่มีนโยบายด้าน HR Recruitment ว่าพวกเขาจะติดต่อกลับผู้ที่มาสัมภาษณ์ทุกคนไม่ว่าจะผ่านการคัดเลือกหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>นอกจากเหนือจากการติดต่อเพื่อแจ้งข่าวร้ายแล้ว บริษัท Grovider จะแถมบัตรกำนัล (Gift Card) จาก Amazon มูลค่า 25 ดอลลาร์ไปด้วย พร้อมข้อความว่า <i>“ขอขอบคุณที่สละเวลามาสมัครงานในตำแหน่งนี้ และเป็นการตอบแทนเราขอมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้ให้เป็นตัวแทนของความหวังดีและขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จในอนาคต&#8221;</i></p>
<p>แน่นอนว่าเงินจำนวน 25 ดอลลาร์ (ประมาณ 875 บาท) ไม่ใช่เงินที่มากในสถานการณ์ปกติ แต่ Grovider ก็เล่าให้ฟังว่ามีผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือกหลายรายติดต่อกลับมาเพื่อขอบคุณพร้อมย้ำว่าพวกเขาไม่เคยได้รับของขวัญแบบนี้มาก่อนเมื่อไปสมัครงาน โดยอธิบายว่า <i>&#8220;ผู้สมัครทุกคนต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมากกว่าจะไปสัมภาษณ์งานในแต่ละครั้ง และเวลามีมูลค่า &#8230; พวกเขาต้องลงทุนเอง, ต้องทำแบบทดสอบเองซึ่งเต็มไปด้วยความเครียดอย่างสูง เราจึงมองข้ามความจริงเหล่านี้ไปไม่ได้เด็ดขาด นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราอยากแสดงความขอบคุณกลับไปถึงผู้สมัครทุกคน&#8221;</i> โดย Grovider ย้ำว่าสิ่งสำคัญในเรื่องนี้ไม่ใช่มูลค่าของบัตรกำนัล แต่เป็นการเน้นย้ำว่าความพยายามของผู้สมัครมีความหมายต่างหาก</p>
<p>เรื่องนี้สอนอะไร ? หลายบริษัทอาจมองว่า <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กระบวนการว่าจ้าง (Recruitment)</a> มีเป้าหมายสำคัญเพียงอย่างเดียวคือการหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่สุด ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องผิดแต่ก็เป็นมุมมองที่ยังเห็นไม่ครบทุกด้านและทำให้ผู้คัดเลือกมองข้ามมุมมองทางด้านมนุษยนิยมไปเสีย นอกจากนี้หากเรามองในแง่ของธุรกิจแล้ว เงินค่าของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มอบให้กับผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกอาจกลายเป็นค่าประชาสัมพันธ์ (Promotional Cost) ที่คุ้มค่าที่สุด เพราะมาจากปากของผู้ที่เข้ารับการสัมภาษณ์จริง ๆ เพราะพนักงานที่ประทับใจระบบ HR Recruitment ของบริษัทอาจกลายเป็นเหมือน &#8220;ทูต&#8221; ที่คอยสื่อสารเรื่องราวดี ๆ ของบริษัทออกไปโดยที่เราไม่ต้องลงทุนลงแรงเพิ่มเลย โดยประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับประกอบไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10664 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/cityscape-icon-symbol-web-element.jpg" alt="cityscape icon symbol web element" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 806"></p>
<p>&#8211; ทำให้บริษัทมีตัวเลือกผู้สมัคร (Pool) มากขึ้น : เมื่อมีการเล่าเรื่องแง่บวกของบริษัทออกไป ก็มีโอกาสที่จะมีพนักงานสนใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ซึ่งทำให้เราเข้าถึงคนที่ตรงกับความต้องการมากขึ้นและช่วยเพิ่มศักยภาพในการแย่งตัวผู้สมัครกับบริษัทอื่น ๆ ด้วย</p>
<p>&#8211; ทำให้ผู้สมัครอยากกลับมาลองดูอีกครั้ง : ข้อดีคือเมื่อเวลาผ่านไปผู้สมัครคนดังกล่าวอาจมีประสบการณ์มากขึ้น มีฝีมือมากขึ้น หรืออาจเจอตำแหน่งงานในบริษัทของเราที่เหมาะกับศักยภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งถ้าเราจบการสัมภาษณ์ครั้งก่อนหน้าไปแบบปกติหรือเกิดปัญหาขึ้น โอกาสที่พนักงานคนดังกล่าวจะกลับมาสนใจร่วมงานกับบริษัทก็จะกลายเป็นเรื่องยากทันที การสร้างประสบการณ์ที่ดีระหว่างกันจึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด</p>
<p>&#8211; ทำให้เกิดคอนเนคชั่นใหม่ ๆ : อาจฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่มีหลายครั้งที่พอผู้สมัครไม่ผ่านการสัมภาษณ์แล้วตัดสินใจไปเปิดธุรกิจเองจนประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าเรามีประสบการณ์ที่ดีต่อกันก็เป็นไปได้ว่าพนักงานดังกล่าวจะกลายมาเป็นพันธมิตรหรือลูกค้าในอนาคต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11593 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_124621366-3-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 807"></p>
<h2>No Gift Policy การให้ของขวัญมีข้อควรระวังอย่างไร</h2>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าการให้ของขวัญอาจนำไปสู่การทุจริต คอรัปชั่น หรือการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมทางธุรกิจได้ เหตุนี้หน่วยงานมากมายจึงหันมาใช้ นโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว</p>
<p><a href="https://www.ibe.org.uk/resource/the-ethics-of-gifts-hospitality.html#:~:text=Offers%20of%20gifts%2Fhospitality%20must,a%20function%20improperly%20and%20partially." target="_blank" rel="noopener">Institute of Business Ethics</a> (IBE) สถาบันด้านจริยธรรมธุรกิจจากประเทศอังกฤษ ให้คำแนะนำถึงวิธีมอบและวิธีรับของขวัญ โดยแนะนำว่าบริษัทควรออกนโยบายให้ละเอียดไปเลยว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้เกิดการตีความเองเพราะอาจเกิดความเข้าใจผิดตามมา ซึ่งการออกนโยบายด้านของขวัญควรคำนึงถึงหัวข้อดังต่อไปนี้</p>
<p>&#8211; ของขวัญแบบใดบ้างที่ไม่สามารถให้หรือรับเด็ดขาด</p>
<p>&#8211; ตั้งราคาของขวัญขั้นต่ำให้ชัดเจน เพื่อให้มีการสำแดงของขวัญที่ได้รับหากมีมูลค่าสูงกว่าที่กำหนดไว้</p>
<p>&#8211; กำหนดวิธีการลงทะเบียนของขวัญที่ได้รับและส่งมอบให้ผู้อื่น เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย</p>
<p>&#8211; กำหนดผู้รับผิดชอบด้านนี้เอาไว้ เพื่อให้พนักงานสอบถามได้ทันทีหากมีข้อสงสัย</p>
<p>&#8211; ให้ความรู้กับพนักงานเสมอ ตลอดจนเตรียมข้อมูลด้านของขวัญของพันธมิตรหรือลูกค้าเอาไว้เพื่อให้การมอบของขวัญเกิดประโยชน์สูงสุด</p>
<p>อย่างไรก็ตามการให้ความรู้และอธิบายถึงผลกระทบของการทุจริตเป็นประจำคือสิ่งที่ช่่วยสร้างมาตรฐานความถูกต้องในองค์กรได้เช่นเดียวกัน อย่างในกรณีของการให้ของขวัญ บริษัทหรือ HR สามารถอธิบายเรื่องนี้ด้วยการตั้งคำถามปลายเปิด เช่น <i>&#8220;คุณจะรู้สึกอย่างไรหากมีคนจับได้ว่าตนทุจริต&#8221;, &#8220;คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้ามีคนรายงานข่าวการทุจริตของคุณลงบนโซเชียล&#8221;, &#8220;ครอบครัวของคุณจะผิดหวังหรือไม่หากรู้เรื่องนี้&#8221; </i>ฯลฯ เพื่อเน้นย้ำถึงความไม่ถูกต้องให้พนักงานหลีกเลี่ยงตั้งแต่ต้น</p>
<p>ดังนั้นถ้าบริษัทพิสูจน์แล้วว่าการมอบของขวัญเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับความสัมพันธ์ได้จริง HR ก็ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทั้งคอยติดตามผล, ตรวจสอบความถูกต้อง ตลอดจนช่วยคิดค้นหาของขวัญใหม่ ๆ เพื่อสร้างความประทับใจต่อผู้รับอย่างไม่มีวันจบสิ้น</p>
<h3>พนักงานควรทำอย่างไรหากได้รับหรือต้องการให้ของขวัญผู้อื่น</h3>
<ol>
<li>ตรวจเช็คกับ HR ก่อนว่าบริษัทมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร มีข้อควรระวังหรือข้อห้ามอย่างไรบ้าง และค่อยเลือกซื้อของขวัญที่สอดคล้องกับนโยบายนั้น</li>
<li>ศึกษาให้ชัดเจนว่าวิธีการสำแดงของขวัญในบริษัทเป็นอย่างไร และเตรียมพร้อมให้ครบ เช่นชื่อของหน่วยงาน, ชื่อของผู้รับ, ใบเสร็จ รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ที่อาจถูกตรวจสอบเพื่อยืนยันความโปร่งใส</li>
<li>แจ้งหัวหน้าฝ่ายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทันทีหากไม่แน่ใจว่าของขวัญที่ได้รับมามีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่</li>
<li>ช่วยกันสังเกตเพื่อนร่วมงานเพื่อเฝ้าระวัง รวมถึงให้คำแนะนำหากเห็นว่ามีการตัดสินใจเรื่องของขวัญที่ไม่ชอบมาพากล</li>
<li>การทุจริตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นพนักงานทุกคนสามารถยกประเด็นนี้มาพูดได้เลยหากรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะได้ข้อสรุปว่าเป็นความเข้าใจผิดก็ตาม</li>
</ol>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ท้ายสุดนี้สิ่งที่เราต้องเน้นย้ำก็คือของขวัญเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างความสุขให้กับคนรอบตัวเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่เราต้องให้ความสำคัญจนมองข้ามภาระหน้าที่หลักของตนเอง เพราะของขวัญจะไม่มีประโยชน์เลยหากผู้รับไม่เห็นคุณค่าในการทำงานร่วมกับเรา ถึงตอนนั้นแม้ของขวัญราคาแพงจะทำให้ผู้รับดีใจขึ้นมาได้บ้าง แต่มันก็เป็นคุณค่าของของขวัญ ไม่ใช่คุณค่าของเราในฐานะนายจ้างหรือพันธมิตรทางธุรกิจเลย</p>
<p>เหตุนี้การมอบของขวัญจึงควรพิจารณาให้ชัดเจนทั้งในแง่ว่าผู้รับแต่ละคนสมควรจะได้สิ่งตอบแทนหรือยัง ตลอดจนประสิทธิภาพการทำงานของเราดีพอให้ลูกค้ารู้สึกเต็มใจที่จะได้ของขวัญจากเราหรือยัง ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงนโยบายด้านการรับของขวัญในบริษัทของผู้รับที่เราต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังอีกด้วย รับรองว่าหากผู้อ่านนำแนวทางจากบทความนี้ไปปฏิบัติ การให้ของขวัญแต่ละครั้งต่อจากนี้จะสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้แน่นอน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="จะของขวัญวันเกิดหรือของขวัญปีใหม่ : เลือกของขวัญอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า ลูกทีม และผู้สมัครงาน 808" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3b3LXHV" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3b3LXHV</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3N0VdtM" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3N0VdtM</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3N0GRJZ" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3N0GRJZ</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3NdV729" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3NdV729</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QtJarG" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QtJarG</a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3QqAHpe" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3QqAHpe</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220615-pirates_hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jun 2022 05:10:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[One Piece]]></category>
		<category><![CDATA[Jack Sparrow]]></category>
		<category><![CDATA[โจรสลัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220615-pirates_hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เรื่องราวของโจรสลัดถูกพูดถึงอย่างมากในวัฒนธรรม Pop Culture และได้มีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์, การ์ตูน และนวนิยายอยู่บ่อยครั้งซึ่งทำให้โจรสลัดได้รับความนิยมเรื่อยมาจนปัจจุบัน โจรสลัดในความเป็นจริงแตกต่างจากในสื่อบันเทิงที่เราเคยเห็น พวกเขาไม่ได้เดินทางเพื่อล่าสมบัติสุดขอบฟ้า แต่หาเงินจากการปล้นเรือที่อ่อนแอกว่าและใช้เงินอย่างเต็มที่ เพราะโจรสลัดเป็นอาชีพที่อันตราย ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อใด โจรสลัดเน้นการตัดสินใจอย่างเฉียบขาด รวดเร็ว ทุกคนต้องเห็นพ้องในทางเดียวกัน เหตุนี้เรือทุกลำจะมีกฎที่ตกลงกันไว้แล้วระหว่างกัปตันและลูกเรือ โดยใช้รูปแบบการลงคะแนนอย่างเท่าเทียม โจรสลัดสอนเรื่องการสร้างแบรนด์และการเป็นผู้นำได้มาก ยกตัวอย่างโจรสลัดชื่อดังอย่างแบล็คเบียร์ดหรือ “เคราดำ” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ให้น่ากลัว ทั้งนี้โจรสลัดจะออกแบบธงประจำตัวให้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ออกมามากที่สุด เหมือนกับการออกแบบโลโก้ผลิตภัณฑ์ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของการ์ตูน วันพีซ (One Piece) หรือเป็นแฟนคลับของโจรสลัดมาดกวน แจ็ค สแปร์โรว (Jack Sparrow) จากภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โจรสลัด คืออาชีพที่มีสเน่ห์ดึงดูดมาก ทั้งด้านคาแรกเตอร์, เครื่องแต่งกาย, ยานพาหนะ รวมถึงวิธีคิดแบบนักผจญภัยที่ตื่นเต้นเร้าใจเป็นพิเศษ จุดเด่นเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจได้จนมีผู้เชี่ยวชาญนำมาวิเคราะห์เป็นกรณีศึกษาอย่างจริงจัง โจรสลัดได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและดำเนินการด้วยทรัพยากรที่จำกัด เพราะนอกเหนือจากทรัพย์สินที่เกิดจากการปล้นแล้ว พวกเขาต้องวางแผนเพื่อรับมือกับภาครัฐที่มีอำนาจและพละกำลังมากกว่า, บริหารจัดการอาหารให้เพียงพอกับการออกเดินทางกลางทะเลเป็นเวลานาน ตลอดจนการเติมเต็มความรักของเหล่าชายชาตรีเพื่อให้มีขวัญกำลังใจสำหรับการทำภารกิจอีกด้วย เรียกได้ว่าท้องทะเลคาริบเบียนในศตวรรษที่ 17-18 มีทั้งความตื่นเต้นเร้าใจและความรู้ให้คนรุ่นหลังได้กอบโกยเป็นอย่างดี HR เรียนรู้อะไรจาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของโจรสลัดถูกพูดถึงอย่างมากในวัฒนธรรม Pop Culture และได้มีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์, การ์ตูน และนวนิยายอยู่บ่อยครั้งซึ่งทำให้โจรสลัดได้รับความนิยมเรื่อยมาจนปัจจุบัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โจรสลัดในความเป็นจริงแตกต่างจากในสื่อบันเทิงที่เราเคยเห็น พวกเขาไม่ได้เดินทางเพื่อล่าสมบัติสุดขอบฟ้า แต่หาเงินจากการปล้นเรือที่อ่อนแอกว่าและใช้เงินอย่างเต็มที่ เพราะโจรสลัดเป็นอาชีพที่อันตราย ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อใด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โจรสลัดเน้นการตัดสินใจอย่างเฉียบขาด รวดเร็ว ทุกคนต้องเห็นพ้องในทางเดียวกัน เหตุนี้เรือทุกลำจะมีกฎที่ตกลงกันไว้แล้วระหว่างกัปตันและลูกเรือ โดยใช้รูปแบบการลงคะแนนอย่างเท่าเทียม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โจรสลัดสอนเรื่องการสร้างแบรนด์และการเป็นผู้นำได้มาก ยกตัวอย่างโจรสลัดชื่อดังอย่างแบล็คเบียร์ดหรือ “เคราดำ” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ให้น่ากลัว ทั้งนี้โจรสลัดจะออกแบบธงประจำตัวให้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ออกมามากที่สุด เหมือนกับการออกแบบโลโก้ผลิตภัณฑ์ในยุคสมัยนี้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11598 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_588343265-1-scaled.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 825"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของการ์ตูน </span>วันพีซ (One Piece) <span style="font-weight: 400;">หรือเป็นแฟนคลับของโจรสลัดมาดกวน </span>แจ็ค สแปร์โรว (Jack Sparrow)<span style="font-weight: 400;"> จากภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า</span> โจรสลัด<span style="font-weight: 400;"> คืออาชีพที่มีสเน่ห์ดึงดูดมาก ทั้งด้านคาแรกเตอร์, เครื่องแต่งกาย, ยานพาหนะ รวมถึงวิธีคิดแบบนักผจญภัยที่ตื่นเต้นเร้าใจเป็นพิเศษ จุดเด่นเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจได้จนมีผู้เชี่ยวชาญนำมาวิเคราะห์เป็นกรณีศึกษาอย่างจริงจัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจรสลัดได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและดำเนินการด้วยทรัพยากรที่จำกัด เพราะนอกเหนือจากทรัพย์สินที่เกิดจากการปล้นแล้ว พวกเขาต้องวางแผนเพื่อรับมือกับภาครัฐที่มีอำนาจและพละกำลังมากกว่า, บริหารจัดการอาหารให้เพียงพอกับการออกเดินทางกลางทะเลเป็นเวลานาน ตลอดจนการเติมเต็มความรักของเหล่าชายชาตรีเพื่อให้มีขวัญกำลังใจสำหรับการทำภารกิจอีกด้วย เรียกได้ว่าท้องทะเลคาริบเบียนในศตวรรษที่ 17-18 มีทั้งความตื่นเต้นเร้าใจและความรู้ให้คนรุ่นหลังได้กอบโกยเป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR เรียนรู้อะไรจาก <strong>โจรสลัด</strong> ได้บ้าง บทความนี้จะเล่าให้ฟัง Ahoy !</span></p>

<h2>โจรสลัดของจริงเป็นอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11599 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_534923662-scaled.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 826"></p>
<p>โจรสลัดในความเป็นจริงกับโจรสลัดในภาพยนตร์นั้นแตกต่างกันมาก<span style="font-weight: 400;"> พวกเขาไม่ได้เป็นพระเอกที่คอยออกปล้นเพื่อหาเงินทองมามอบให้กับประชาชนตาดำ ๆ หรือคอยตามล่าสมบัติลับสุดขอบฟัาแต่อย่างใด และนี่คือความจริงของโจรสลัดที่คุณต้องรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจรสลัดมีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ 17-18 ที่เกิดการแย่งชิงอำนาจทางทะเลของประเทศในยุโรปซึ่งต่างสนับสนุนให้โจรสลัดของตนไปปล้นชิงเรือฝ่ายตรงข้าม โดยนักประวัติศาสตร์ระบุว่ายุคทองของโจรสลัดจบลงในปีค.ศ.1722 หลังการตายของกัปตันแบล็ค บาร์ต ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อหางานทำที่ได้เงินดีกว่า ปลอดภัยกว่า คนก็เลิกเป็นโจร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามโจรสลัดไม่ใช่อาชีพที่ทำกันนานเพราะมีความเสี่ยงต่อการถูกจับที่ทำให้สูญเสียอิสรภาพและอาจเสียชีวิต เหตุนี้โจรสลัดจึงไม่นิยมฝังสมบัติแบบที่เราคุ้นเคย แต่นิยมใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อหาความสุขอย่างเต็มที่มากกว่าเพราะไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตรอดไปถึงเมื่อไหร่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญโจรสลัดจะเลือกสู้กับเรือที่มีขนาดเล็กกว่า อ่อนแอกว่าเป็นหลัก และนิยมยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายยอมแพ้มากกว่าการบุกโจมตีโดยตรง นอกจากนี้พวกเขาจะหลีกเลี่ยงการสู้กับทหารเรือเพราะมีศักยภาพด้อยกว่าในทุก ๆ ด้าน เรียกว่าโจรสลัดจะเลือกโจมตีโดยเน้นแค่ภารกิจที่พวกเขามีสิทธิ์ชนะเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารจัดการที่ดีจึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่โจรสลัดนำมาใช้เพื่อให้เวลาน้อยนิดของพวกเขาคุ้มค่ามากที่สุด เช่นเรื่องการพัฒนาบุคลากรและบริหารเวลา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อธุรกิจในปัจจุบัน</span></p>
<h2>โจรสลัดที่มีชื่อเสียงบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11600 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/GettyImages-173358489-5ad9b2c7119fa800369f9a16.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 827"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โจรสลัดแต่ละคนจะมีวิธีบริหารจัดการแตกต่างกัน แต่กฎที่ถูกยอมรับว่ามีประสิทธิภาพคือกฎที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้บนเรือ The Royal Fortune ของ กัปตันบาร์โธโลมิว โรเบิร์ต (Bartholomew Roberts) โจรสลัดชาวเวลส์หรือที่รู้จักกันในฉายา “แบล็ค บาร์ต” (Black Bart) เพราะเขาคือโจรสลัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบครองเรือในสังกัดกว่า 420 ลำ โดยกฎที่เขาตั้งถูกเรียกว่า</span> The Pirate Code<span style="font-weight: 400;"> มีรายละเอียดดังนี้</span></p>
<p>1. ทุกคนเท่าเทียมกัน <span style="font-weight: 400;">: ลูกเรือมีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรเท่ากันไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ยกเว้นช่วงที่เกิดความขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีส่วนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญผ่านการลงคะแนนเสียง</span></p>
<p>2. ห้ามลักขโมย : <span style="font-weight: 400;">ทรัพย์สินที่หามาได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกคน ดังนั้นหากมีการขโมยของส่วนกลางแม้เพียงนิดเดียวไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ, เงิน, อัญมณี คนผู้นั้นจะถูกนำไปปล่อยเกาะ แต่หากเป็นการขโมยทรัพย์สินของลูกเรือคนอื่น คนผู้นั้นจะถูกตัดจมูกและหูแล้วนำไปทิ้งไว้ในชายฝั่งสักแห่งให้อยู่อย่างยากลำบาก</span></p>
<p>3. ห้ามเล่นการพนัน : <span style="font-weight: 400;">ห้ามทำกิจกรรมที่เดิมพันทรัพย์สิน ไม่ว่าจะใช้ไพ่หรือลูกเต๋าก็ตาม</span></p>
<p>4. ให้ความสำคัญกับเวลา : <span style="font-weight: 400;">ห้ามใช้แสงหรือจุดเทียนหลัง 2 ทุ่มเด็ดขาด ลูกเรือได้รับอนุญาตให้ดื่มได้หลังเวลาดังกล่าวแต่เน้นย้ำว่าต้องไม่ใช้แสงเช่นกัน</span></p>
<p>5. พร้อมรบเสมอ :<span style="font-weight: 400;"> ลูกเรือทุกคนต้องเตรียมอาวุธติดตัวและทำความสะอาดให้พร้อมใช้เสมอหากเกิดการปะทะ</span></p>
<p>6.ห้ามพาผู้หญิงขึ้นเรือ : <span style="font-weight: 400;">หากจับได้ว่ามีการลักลอบนำผู้หญิงขึ้นมา คนผู้นั้นจะถูกทำให้ตาย</span></p>
<p>7. เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด : <span style="font-weight: 400;">ผู้ใดขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คนผู้นั้นจะถูกทำให้ตายหรือไม่ก็นำไปปล่อยเกาะ</span></p>
<p>8. ห้ามต่อสู้กันเองบนเรือ :<span style="font-weight: 400;"> หากต้องการเคลียร์จริง ๆ ให้ลงไปสู้กันบนฝั่งด้วยการใช้มีดหรือปืนภายใต้การตัดสินของหัวหน้า กล่าวคือในขั้นแรกการต่อสู้จะใช้วิธีจับลูกเรือถือปืนในท่าเตรียมพร้อมและหันหลังเข้าหากัน จากนั้นจะพลิกตัวกลับมายิงทันทีเมื่อได้รับสัญญาณ ทั้งนี้หากกระสุนของทั้งคู่ไม่เข้าเป้าก็จะเปลี่ยนไปตัดสินด้วยการใช้มีด โดยคนที่ทำให้คู่ต่อสู้เลือดออกก่อน (First Blood) จะเป็นฝ่ายชนะ</span></p>
<p>9. ไม่พูดถึงการเลิกเป็นโจรสลัด : <span style="font-weight: 400;">ทุกคนต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมีส่วนแบ่งรายได้ถึงระดับที่ตกลงกันไว้ แม้จะหมดไฟแล้วก็ตาม</span></p>
<p>10. เข้าใจเรื่องลำดับขั้น : <span style="font-weight: 400;">ผู้ที่เป็นกัปตันจะได้ส่วนแบ่งของทรัพย์สินที่ปล้นมาได้มากที่สุด ลดหลั่นลงไปตามตำแหน่ง แต่จะแตกต่างไม่เกิน 1 เท่าตัว</span></p>
<p>11. กำหนดวันหยุด : <span style="font-weight: 400;">วงดนตรีสันทนาการบนเรือจะหยุดพักในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า</span></p>
<h2>โจรสลัดมีวิธีสร้างแบรนด์อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11601 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_124911410-1-scaled.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 828"></p>
<p>เมื่อพูดถึงโจรสลัดแล้ว ภาพจำของธงกะโหลกไขว้และการผจญภัยล่าขุมทรัพย์จะปรากฏขึ้นมาในหัวของเราทันที<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งแม้โจรสลัดของจริงจะไม่ได้มีภาพลักษณ์หรือความหวือหวาเหมือนกับในสื่อบันเทิง แต่โจรสลัดทุกคนก็มีการสร้างเอกลักษณ์ให้น่าเกรงขามเพื่อข่มขวัญศัตรูและช่วยให้การปล้นชิงมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอยกตัวอย่างการสร้างตัวตนของเอ็ดเวิร์ด ทีช (Edward Teach) หรือที่รู้จักกันในนาม &#8220;หนวดดำ&#8221; (Blackbeard) โจรสลัดชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1702 &#8211; 1713 และได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คาแรกเตอร์ที่โดดเด่นของเขาถูกนำไปใช้เป็นตัวละครมาร์แชล ดี ทีช (Marshall D. Teach) ในการ์ตูนวัน พีซ (One Piece) และถูกนำมาสร้างเป็นตัวละครในภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean เราจึงกล่าวได้ว่าเขาคือหนึ่งในโจรสลัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11602 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1644717670.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 829"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบล็คเบียร์ดสอนแนวคิดทางธุรกิจกับเราได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p>1. การตั้งชื่อที่ดีช่วยให้เราโดดเด่นขึ้น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนึกตามดูว่าหากเจ้าเคราดำเลือกใช้ชื่อ &#8220;เอ็ดเวิร์ด ทีช&#8221; ซึ่งเป็นชื่อจริงเหมือนโจรสลัดคนอื่น ๆ เขาก็อาจไม่โดดเด่นขนาดนี้ แต่เมื่อเขาเลือกออกปล้นด้วยการใช้ฉายา &#8220;หนวดดำ&#8221; เหล่านักเดินเรือทั่วน่านน้ำก็สามารถจำชื่อนี้ได้ทันที เพราะความแตกต่างจากค่านิยมของยุคสมัยและยังสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์อันน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความน่าเกรงขามของชื่อแบล็คเบียร์ด อธิบายได้ด้วยทฤษฎีสีที่ระบุว่า &#8220;สีดำ&#8221; เป็นตัวแทนของพละกำลัง, การควบคุม, การข่มขู่คุกคาม และความไม่เป็นมิตร ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บอกว่าเรือลำใดที่ถูกล่าโดนแบล็คเบียร์ดจะไม่มีโอกาสเจรจาเด็ดขาด ทางเลือกเดียวที่มีคือการยอมแพ้หรือต่อสู้แลกด้วยชีวิตเท่านั้น</span></p>
<p>2. การออกแบบโลโก้ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการนำเสนอมากกว่าแค่ความสวยงาม</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแวดวงโจรสลัด สิ่งที่เป็นตัวแทนของโลโก้ก็คือ “ธงประจำเรือ” ที่ปกติจะถูกออกแบบเป็นภาพกะโหลกไขว้อย่างที่เราคุ้นเคย และอาจแทรกด้วยภาพดาบหรืออาวุธประจำตัวของโจรสลัดคนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามธงของแบล็คเบียร์ดต่างออกไป เพราะธงของเขาเป็นภาพปิศาจมีเขา (สะท้อนถึงตัวเอง) มือหนึ่งถือนาฬิกาทราย และมือหนึ่งถือหอกทิ่มแทงไปที่หัวใจสีแดงซึ่งเป็นตัวแทนของเลือดและศัตรูที่ถูกเขาเล่นงาน ดังนั้นหากเราเปรียบเทียบกับธงอื่น ๆ ที่แปลความหมายได้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ฉันคือโจรสลัด จงยอมแพ้ซะ”</span></i> <span style="font-weight: 400;">กับธงของเขาที่เพิ่มรายละเอียดไปว่า </span><i>“ฉันคือโจรสลัด จงยอมแพ้ซะ เพราะถ้าแกไม่ยอม แกจะต้องตายแน่นอน”</i> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ามันมีจุดที่ทำให้ดูน่าเกรงขามมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเรามองว่าการสื่อสารทางทะเลในอดีตไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรนัก การใช้โลโก้ที่สื่อสารได้เข้าใจอย่างรวดเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากที่โจรสลัดทุกคนต้องคิด และเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจในปัจจุบัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11604 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/figure_3_edward_teach_commonly_calld_black_beard_ship_inset.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 830"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามมีการ</span><a href="https://www.qaronline.org/blog/2017-10-06/did-you-know-blackbeards-flag" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าธงของแบล็คเบียร์ดที่เราเห็นกันนี้ไม่ใช่ธงจริงของเจ้าตัวเพราะไม่มีหลักฐานร่วมสมัยใดที่สามารถยืนยันธงดังกล่าวเลย หลักฐานเดียวที่นักวิชาการมีคือข้อความจากหนังสือพิมพ์ในปี ค.ศ.1718 ที่ระบุถึงการโจมตีคู่ต่อสู้ของเรือ Queen Anne&#8217;s Revenge นำโดยแบล็คเบียร์ด ความว่า &#8220;&#8230;เรือขนาดใหญ่ที่มีเสากระโดงหนึ่งต้นแขวนธงสีดำพร้อมรูปกะโหลก และอีกสามต้นแขวนธงสีแดงกำลังเข้าโจมตีเรือ Protestant Caesar&#8230; เรือที่ว่ามีปืน 40 กระบอกและลูกเรืออีก 300 คน&#8221; ทั้งนี้ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรมันก็ตอกย้ำให้เราเห็นแล้วว่า “หนวดดำ” สามารถสร้างความโดดเด่นให้ตนเองจนคนนำไปต่อยอดและช่วยเพิ่มคุณค่าให้อีกโดยที่เขาไม่ต้องลงทุนลงแรงเพิ่มเติมแต่อย่างใด</span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<blockquote>
<div class="__title" style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11603 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2164465975.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 831"></div>
<div style="text-align: center;">วิธีการใช้งานธงโจรสลัดคือการชักธงชาติหรือธงอื่น ๆ ที่ดูเป็นมิตรขึ้นหัวเสาไว้ก่อนเพื่อล่อให้เรือลำอื่นกล้าขับเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้นเมื่ออยู่ในระยะที่เหมาะก็ค่อยเปลี่ยนเป็นธงโจรสลัดตามที่ออกแบบไว้</div>
<div style="text-align: center;">เพื่อข่มขู่ให้ยอมแพ้ แต่ถ้าอีกฝ่ายตั้งท่าจะสู้หรือหนี โจรสลัดก็จะเปลี่ยนธงเป็นสีแดง</div>
<div style="text-align: center;">เพื่อส่งสัญญาณว่า “เอ็งตายแน่” ก่อนจะทำการเข่นฆ่าปล้นชิงในลำดับต่อไป</div>
</blockquote>
</div>
<p>3. การสร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">Blackbeard ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนจนได้ฉายาว่าเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ จนมีคำพูดจากภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean ที่บอกว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“If I don&#8217;t kill a man every now and then, they forget who I am.” </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่สะท้อนว่าสิ่งสำคัญในการสร้างตัวตนของเขาก็คือการสร้าง Awareness ให้กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้</span> <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในแง่หนึ่งตัวตนของหนวดดำตลอดจนเรือ Queen Anne’s Revenge ได้กลายเป็นตัวแทนของความตายที่คู่ต่อสู้ไม่คิดจะต่อกรไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการสร้างแบรนด์ก็เช่นกัน หากเราสร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือและการันตีความสำเร็จให้ลูกค้าได้เสมอ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเชื่อมั่นในการตัดสินในของบริษัทและอาจเชื่อมั่นจนไม่คิดตั้งคำถามด้วยซ้ำ ดังนั้นหากคุณยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์ของตนมีจุดเด่นอะไรหรืออยากนำเสนออะไร ก็ควรกลับไปวางแผนให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-10586" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/tai-2.png" alt="tai 2" width="483" height="272" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 832"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>4. การมี First Impression ที่โดดเด่น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">คงไม่ดีแน่หาก Blackbeard มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตัวจริงกลับดูอ่อนแอไม่น่าเกรงขาม ดังนั้นการทำภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับกระแสหรือเหนือกว่าที่คนคาดคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ของเราดูพิเศษขึ้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11605 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2097251434-1-scaled.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 833"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้านหนวดดำเองเขาให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากและเชื่อมั่นว่าภาพลักษณ์ที่น่ากลัวจะกลายเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากให้นักเดินเรือคนอื่นนำไปพูดต่อและช่วยทำให้ชื่อเสียงด้านความน่ากลัวของเขาเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก โดยวิธีการที่เขาเลือกใช้คือการแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิททั้งตัว สวมหมวกใบใหญ่ ติดอาวุธครบครัน และติดชนวนจุดไฟไว้ที่ตัวเพื่อให้เกิดควันฟุ้งรอบ ๆ จนดูเหมือนปิศาจ วิธีนี้ยิ่งทำให้คู่ต่อสู้เลือกสยบยอมมากกว่าต่อสู้ ทำให้เขาได้ทั้งเงินทองแถมยังไม่สูญเสียทรัพยากรจากการปะทะอีกด้วย</span></p>
<blockquote>
<h2>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 834"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: บริษัทกำลัง Rethink เรื่อง &#8220;วัฒนธรรมการแต่งกาย&#8221; ของพนักงาน</span></p>
<p>อยากขอความเห็นเพื่อน ๆ ว่า ผู้นำ, ฝ่ายบริหาร และ HR จะวาง strategy / วิธีทำงาน / วิธี่สื่อสาร หรือออกนโยบายที่มีต่อเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงควรมีวิธีใดมาวัดผลว่านโยบายสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หากใครเคยทำเรื่อง Culture Transformation สามารถร่วมแชร์ข้อมูลได้เลยครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การสร้างภาพลักษณ์องค์กรและหน่วยงาน สิ่งที่เกี่ยวข้องคือ Employer Branding ค่ะ</span></p>
<p>ขอตอบจากการเคยอยู่บริษัทที่ Rebranding มา กระบวนการจะเป็นประมาณนี้ค่ะ</p>
<p>1.ประชุมระดมสมองเรื่องภาพลักษณ์ใหม่ที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องการให้บริษัทเป็นและตอบโจทย์ของบริษัทและพนักงาน (New Gen, Casual, Diversity Acceptation and new image) จะได้ผลลัพธ์เป็นรูปแบบการแต่งกายที่ทุกคนมีส่วนร่วมและเกิดความเป็น Ownership ค่ะ<br />
2.สื่อสารความหมายกับพนักงานอย่างทั่วถึงว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีนัยยะสำคัญเพื่อรสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้บริษัท หน่วยงาน และทีมงาน<br />
3.สร้างเกมส์หรือกิจกรรมเพื่อทดสอบความเข้าใจ และ awareness ต่อภาพลักษณ์ใหม่, ชุดใหม่ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางบวกในช่วงแรกของการสื่อสาร</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1024?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 835"></span></a></p></blockquote>
<h2>โจรสลัดสอนเรื่องการเป็นผู้นำ (Leadership) ได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำกล่าวติดตลกว่าเรือโจรสลัดในยุครุ่งเรืองมีวิธีบริหารจัดการดีกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกันด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะเรือโจรสลัดเตรียมพร้อม ฝึกฝน และพัฒนากฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับลูกเรืออยู่เสมอ ซึ่งตรงข้ามกับการบริหารอื่น ๆ ในยุคนั้นที่ยังคงมุ่งเน้นเรื่องอำนาจนิยมเป็นหลัก ขณะที่โจรสลัดโดยทั่วไปจะถูกคุ้มครองโดยกฎประจำเรือที่ช่วยให้ทุกคนสามารถลงความเห็นหรือตัดสินใจได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวถูกเล่นงาน เรียกว่ามีระบบปกครองแบบสถาบันทางการเมืองย่อม ๆ เลยทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11606 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2076977404.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 836"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่โจรสลัดชื่อดังใช้เป็นแกนหลักในการปกครองก็คือ “เราคิดว่าตนเองเหมาะกับการเป็นผู้นำของลูกเรือเหล่านี้หรือไม่” โดย </span><a href="https://www.exed.hbs.edu/blog/post/what-pirates-teach-us-about-leadership" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business School</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำแบบสำรวจกับพนักงานกว่า 800 คนและพบว่าพนักงานจะรู้สึกรักงานที่ทำมากขึ้นหากรู้สึกว่าเป็นเจ้าของชิ้นงาน (Sense of Ownership) และคนที่สามารถสร้างความรู้สึกนี้ได้ก็คือผู้นำที่ดี ดังนั้นหากคุณเป็นหัวหน้าทีม คุณก็ควรถามตัวเองแบบเดียวกับที่เหล่าโจรสลัดทำ</span></p>
<p>Sense of Ownership <span style="font-weight: 400;">จะทำให้คนในทีมตั้งใจเต็มที่และรู้สึกดีใจเมื่องานประสบความสำเร็จ รวมถึงรู้สึกเสียใจ, อยากแก้ไขหากงานไม่ออกมาเป็นอย่างที่คิด โดยความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน, มีผลตอบแทนและสวัสดิการเท่ากัน, มีสุขอนามัยที่ดีและสภาพแวดล้อมเหมาะกับการทำงาน  จึงไม่แปลกที่เหล่าโจรสลัดจะใช้วิธีลงคะแนนเสียงแบบประชาธิปไตยเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญเช่นการออกกฎหมู่ที่ต้องตกลงให้ชัดเจนก่อนเดินทางไปทำภารกิจ ทั้งนี้เพราะโจรสลัดรู้ดีว่าการเป็นกัปตันจะหมดความหมายทันทีหากลูกทีมไม่ยอมรับ ความเป็นธรรมและสมเหตุสมผลตรงนี้คือสื่งที่กัปตันเรือทุกคนต้องมี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถเปรียบการเป็นผู้นำแบบโจรสลัดว่าเป็นผู้นำที่มุ่งเน้นในเรื่องของ</span>การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด (Snap Decision) <span style="font-weight: 400;">เพราะรูปแบบการทำงานของโจรสลัดต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างพร้อมกันตลอดเวลา เช่นการตัดสินใจเลือกเหยื่อ, การไล่ล่าคู่ต่อสู้, การหนีเจ้าหน้าที่หรือเมื่อเป็นฝ่ายถูกล่า รวมถึงการวางกลยุทธ์เมื่อเกิดการปะทะ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องตัดสินใจทันที ไม่สามารถรอให้เกิดการโต้เถียงเด็ดขาดเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหากเรามองแนวทางเหล่านี้ในมุมของธุรกิจ เราสามารถถามตัวเองได้ว่า</span>การตัดสินใจของเราได้รับความเชื่อมั่นจากลูกทีมมากพอแล้วหรือไม่<span style="font-weight: 400;"> หากคำตอบเป็นไปในทางบวกก็แปลว่าคุณกำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดระบบเลือกตั้งของโจรสลัดคือสิ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขันของผู้นำขึ้น แน่นอนว่ากัปตันคือผู้มีอำนาจสูงสุดตามกฎ แต่หากลูกเรือเห็นว่ากัปตันไม่มีศักยภาพหรือเป็นฝ่ายทำอะไรขัดแย้งกับกฎที่ตั้งไว้เอง พวกเขาก็มักตั้งคนมาดำรงตำแหน่งแทนหรืออย่างน้อยก็เพื่อคานอำนาจกับความไม่ถูกต้องบนเรือ และแน่นอนว่าหากการภาวะการเป็นผู้นำของกัปตันถูกตั้งคำถามแล้ว ก็เป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะหลุดจากตำแหน่งในการลงคะแนนครั้งต่อไป ดังนั้นกัปตันเรือจึงต้องทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด เด็ดขาดที่สุด น่าเกรงขามที่สุด ตลอดจนดูแลคนภายใต้การปกครองของตนอย่างดีที่สุดเท่านั้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<blockquote>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของโจรสลัดที่ถูกลูกเรือปฏิเสธมีให้เห็นมากมาย </span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือเรื่องของกัปตันวิลเลียมส์ ลูอิส (William Lewis) เจ้าของเรือ Morning Star ที่มีชื่อเสียงจากการเอาชนะเรือรบฝรั่งเศสที่ติดตั้งปืนถึง 24 กระบอก </span></div>
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11607 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/220px-Captain_Lewis_giving_a_lock_of_his_hair_to_the_Devil.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="220" height="351" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 837"></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือครั้งหนึ่งเรือของเขาถูกโจมตีจนเสียหายและมีทีท่าว่าจะไล่ตามเรือส่งสินค้าไม่ทัน แต่จู่ ๆ เขาก็ตัดผมและชูขึ้นฟ้าก่อนตะโกนเรียกหาเหล่าปิศาจตามความเชื่อ </span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ทันใดนั้นเรือของเขาก็เร็วขึ้นอย่างปาฏิหาริย์จนสามารถทำการปล้นได้สำเร็จ </span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ทำให้ลูกเรือไม่เชื่อมั่นเพราะคิดว่ากัปตันขายวิญญาณให้ปิศาจไปแล้ว </span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">พวกเขาจึงตัดสินใจฆาตรกรรมกัปตันลูอิสขณะนอนหลับ ก่อนที่จะแบ่งสมบัติและหลบหนีไป</span></div>
</blockquote>
</div>
<h2>โจรสลัดมีวิธีการสรรหาบุคลากร (Recruitment) อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11608 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2043107957.jpg" alt="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ " width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 838"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนคงสงสัยว่าโจรสลัดในยุครุ่งเรืองมีวิธีรับคนอย่างไร แตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ หรือมีตำแหน่งคล้ายกับ HR คอยบริหารจัดการหรือไม่ ? ตำตอบก็คือท้ายสุดแล้วโจรสลัดก็ยังเป็นโจรอยู่ดี ไม่ได้มีความเป็นพระเอกสุดคูลเหมือนที่เราเห็นกันตามภาพยนตร์ ดังนั้นการรับคนจึงมีทั้งแบบเปิดรับที่ดูมีอารยะเรื่อยไปจนถึงการลักพาตัวหรือค้าแรงงานทาส โดยแบ่งเป็นวิธีการหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li>การเป็นโจรสลัดด้วยปัจจัยด้านชาติกำเนิด :<span style="font-weight: 400;"> ในยุครุ่งเรืองของโจรสลัด เด็กที่เกิดในครอบครัวโจรสลัดมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นโจรสลัดเช่นกันซึ่งในที่นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กชายเท่านั้นเพราะเคยมีกรณีของเกรซ โอ มอลลีย์ (Grace O&#8217;Mally) นักเดินเรือชาวไอริชที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้หลังพ่อของเธอเสียชีวิตและประสบความสำเร็จจนได้รับฉายา </span>&#8220;ราชินีแห่งวงการโจรสลัด&#8221; <span style="font-weight: 400;">(The Pirate Queen)</span></li>
<li>การจัดฉาก : <span style="font-weight: 400;">โจรสลัดมีความโดดเด่นทั้งในด้านคาแรกเตอร์และเม็ดเงินที่มากพอในการทำให้หลายคนยอมเสี่ยง ดังนั้นจึงมีบุคลากรมากมายที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเรือ และขอให้กัปตันเรือจัดฉากลักพาตัวขึ้นมาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างแสดงความบริสุทธิ์ใจหากถูกจับโดยภาครัฐ</span></li>
<li>การแลกเปลี่ยน :<span style="font-weight: 400;"> มีการบันทึกว่าลูกเรือจำนวนไม่น้อยคือคนที่ยอมเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพหรือความตายหลังจากที่เรือต้นสังกัดเดิมถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ ทั้งนี้งานบนเรือมีหลากหลายมาก ต่างคนก็จะถูกจัดสรรให้ทำในจุดที่ตนถนัดเป็นหลัก ซึ่งก็มีเชลยศึกที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นโจรสลัดยอดฝีมือได้เช่นกัน</span></li>
<li>การให้สวัสดิการที่ดีกว่า : <span style="font-weight: 400;">ปัญหาของโจรสลัดก็คือการต่อสู้กับคนที่เป็นทหารเรือจริง ๆ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านอาวุธและวินัย ดังนั้นวิธีแก้ที่ดีที่สุดก็คือการมอบสวัสดิการที่ดีเป็นพิเศษให้กับเหล่าทหารเรือเพื่อโน้มน้าวให้แปรพักต์มาร่วมรบกับพวกเขา วิธีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจในแง่ที่ว่าหากเราเข้าใจจุดอ่อนของตัวเองและรู้ว่าสามารถแก้ไขด้วยกลยุทธ์ใด ให้เรารีบจัดการทันทีแม้จะหมายถึงการใช้ทรัพยากรมากขึ้นก็ตาม</span></li>
<li>เลือกคนที่ศักยภาพ ไม่ใช่สีผิวหรือชาติพันธุ์ : <span style="font-weight: 400;">โจรสลัดรู้ดีว่างานทุกอย่างจะสำเร็จได้ต่อเมื่อทุกคนในทีมให้ความร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่ฝีมือของกัปตันใหญ่เท่านั้น เช่นบางตำแหน่งมีหน้าที่ต่อสู้ให้ชนะ, บางตำแหน่งมีหน้าที่บริหารจัดการลูกเรือให้พร้อมรบ, บางตำแหน่งมีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่ได้มาอย่างดีที่สุดก่อนจะถึงฝั่ง, บางตำแหน่งมีหน้าเจรจาต่อรองกับฝ่ายตรงข้ามและพันธมิตร, บางตำแหน่งมีหน้าที่รักษาพยาบาล ซึ่งถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปภารกิจก็อาจล้มเหลวได้เลย ดังนั้นโจรสลัดจึงพร้อมทุ่มเพื่อให้ได้บุคลากรที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรจากเรือฝ่ายตรงข้ามหรืออดีตทหารก็ตาม</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8319 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/bb20fcbe30910dbd5e5591418efe088e-1.jpg" alt="การสรรหาบุคลากร Recruitment HR NOTE" width="600" height="370" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 839"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190313-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสรรหาบุคลากร (Recruitment) เพื่อเข้าร่วมงานกับองค์กร</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารทรัพยากรบุคคลสามารถประยุกต์ได้จากทุกสิ่งรอบตัวทั้งเรื่องราวในประวัติศาสตร์ หนังสือ บทเพลง การ์ตูน หรือแม้แต่คำพูดที่เป็นประโยชน์ เรื่องราวของโจรสลัดที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงความบันเทิงหรือเป็นเรื่องของคนชั่วเท่านั้นก็มีมุมที่น่าสนใจสำหรับ HR เช่นกันอย่างที่เราถ่ายทอดออกมาในบทความนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้ำอีกครั้งว่า</span>เราไม่ได้สนับสนุนการปล้นชิง<span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นบริบทหลักของโจรสลัดแต่เราต้องการชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งรอบตัวมีเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลแฝงอยู่เสมอทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนั้นหากเราเป็นคนช่างสังเกตและนำความรู้ทั้งหมดมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์เราก็อ่านได้แง่มุมใหม่ ๆ ที่ช่วยให้กระบวนการ HR มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/1?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-32564 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy.webp" alt="recruitment solution copy" width="1600" height="500" title="จาก One Piece ถึง Jack Sparrow : การบริหารจัดการแบบโจรสลัดและวิธีสร้างแบรนด์ที่ HR ต้องรู้ 840" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/recruitment-solution-copy-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/39mMTqz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/39mMTqz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3HmuwhQ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3HmuwhQ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3MRSTFe" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3MRSTFe</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3xtOUJp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3xtOUJp</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220601-inspirational-quotes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jun 2022 12:44:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[คำคม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างแรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Quote]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220601-inspirational-quotes/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT คำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) คือสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยทั้งในที่ทำงานตลอดจนโลกออนไลน์ที่คนทุกเพศทุกวัยนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความคิดความอ่านให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การสื่อสารของหัวหน้า, พนักงาน ตลอดจนการขายงานลูกค้า นักวิชาการมองว่าคำคมมีอิทธิพลกับความรู้สึกของคนเราเพราะโดยพื้นฐานแล้ว &#8220;มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความทะเยอะทะยาน&#8221; ดังนั้นจึงอยากทำตามคนที่เป็นต้นแบบซึ่งประสบความสำเร็จหรือมีความรู้สึกเชื่อมั่นร่วมกันบางอย่าง อย่างไรก็ตามคำคมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น บริษัทต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของพนักงานเป็นสำคัญ จึงควรปรับตัวและหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงานตลอดเวลา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่บริษัทมีต่อพนักงาน นอกเหนือจากการใช้คำคมสร้างแรงบันดาลใจแล้ว สโลแกนบริษัท ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลในแง่บวกต่อจิตใจของพนักงาน และก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งบริษัทเล็ก-ใหญ่ ได้เท่า ๆ กัน คำคม(Inspirational Quotes) และประโยคสร้างแรงบันดาลใจคือสิ่งที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมาเป็นเวลานาน เราเห็นคำคมได้จากสื่อทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นบทพูดของนักแสดงในภาพยนตร์, หนังสือ หรือแม้แต่บทเพลงที่มักมีประโยคสวยหรูมากระทบใจเสมอ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าคำคมสามารถช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจ และช่วยปลอบประโลมให้หลุดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ได้จริง คำคมสร้างแรงบันดาลใจ ส่งผลต่อความคิดของคนได้อย่างไร HR สามารถนำคำคมมายกระดับการทำงานได้หรือไม่ และนอกจากคำคมแล้ว มีวิธีอื่นที่ HR สามารถใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานอีกรึเปล่า หาคำตอบได้ในบทความนี้ ทำไมคำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) จึงสำคัญ นักจิตวิทยาชื่อคุณ ท็อด เอ็ม แทรช (Todd M. Thrash) และ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">คำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) คือสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยทั้งในที่ทำงานตลอดจนโลกออนไลน์ที่คนทุกเพศทุกวัยนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความคิดความอ่านให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การสื่อสารของหัวหน้า, พนักงาน ตลอดจนการขายงานลูกค้า</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นักวิชาการมองว่าคำคมมีอิทธิพลกับความรู้สึกของคนเราเพราะโดยพื้นฐานแล้ว &#8220;มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความทะเยอะทะยาน&#8221; ดังนั้นจึงอยากทำตามคนที่เป็นต้นแบบซึ่งประสบความสำเร็จหรือมีความรู้สึกเชื่อมั่นร่วมกันบางอย่าง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามคำคมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น บริษัทต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของพนักงานเป็นสำคัญ จึงควรปรับตัวและหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงานตลอดเวลา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่บริษัทมีต่อพนักงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการใช้คำคมสร้างแรงบันดาลใจแล้ว สโลแกนบริษัท ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลในแง่บวกต่อจิตใจของพนักงาน และก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งบริษัทเล็ก-ใหญ่ ได้เท่า ๆ กัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11520 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/3bad43309eca36b55094fe06e6619c39.png" alt="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร" width="600" height="370" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 854"></p>
<p>คำคม<span style="font-weight: 400;">(Inspirational Quotes) และประโยคสร้างแรงบันดาลใจคือสิ่งที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมาเป็นเวลานาน เราเห็นคำคมได้จากสื่อทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นบทพูดของนักแสดงในภาพยนตร์, หนังสือ หรือแม้แต่บทเพลงที่มักมีประโยคสวยหรูมากระทบใจเสมอ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าคำคมสามารถช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจ และช่วยปลอบประโลมให้หลุดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำคมสร้างแรงบันดาลใจ ส่งผลต่อความคิดของคนได้อย่างไร HR สามารถนำคำคมมายกระดับการทำงานได้หรือไม่ และนอกจากคำคมแล้ว มีวิธีอื่นที่ HR สามารถใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานอีกรึเปล่า หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>ทำไมคำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) จึงสำคัญ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชื่อคุณ </span>ท็อด เอ็ม แทรช <span style="font-weight: 400;">(Todd M. Thrash) และ </span>แอนดรูว์ เจ เอลเลียต <span style="font-weight: 400;">(Andruew J. Elliot) ได้กล่าวไว้ว่าแรงบันดาลใจ</span><a href="https://hbr.org/2011/11/why-inspiration-matters" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มีอิทธิพลหลัก ๆ อยู่ 3 ประการ</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้แก่การปลุกกระตุ้น (Evocation), การข้ามพ้นเรื่องราวบางอย่าง (Transcendence) และการโน้มน้าวจิตใจ (Motivation) ซึ่งเป็น 3 บริบทที่สำคัญในวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยแรงบันดาลใจสามารถเกิดได้ทั้งจากการเป็นผู้รับสื่อ ตลอดจนการลงมือทำบางอย่างด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งคู่ได้ทำการวิจัยชื่อ </span>“Inspiration Scale” <span style="font-weight: 400;">และพบว่าผู้ที่ได้รับการสร้างแรงบันดาลใจสามารถเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ และมีแรงกระตุ้นในการทำงานได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยแรงบันดาลใจ จึงสามารถสรุปให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ ว่า “การมีแรงบันดาลใจ” จะช่วยให้บุคคลนั้นกล้าเปิดรับสิ่งใหม่, มองเห็นเป้าหมายอย่างชัดเจนตามความเป็นจริง และก้าวข้ามความกังวลใจที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั่นเอง</span></p>
<div class="__title">
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 358px;">
<tbody>
<tr style="height: 358px;">
<td style="width: 100%; height: 358px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190207-10inspirereason-3/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9149 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/shutterstock_767469670-1.jpg" alt="10 ไอเดียที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานได้มากขึ้น" width="500" height="334" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 855"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190207-10inspirereason-3/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">10 ไอเดียที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานได้มากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้แรงบันดาลใจยังช่วยให้เกิด</span> &#8220;พลังสร้างสรรค์&#8221; <span style="font-weight: 400;">(Creativity) มากขึ้น โดยพบว่านักเขียนที่ถูกกระตุ้นด้วยแรงบันดาลใจจะใช้ระยะเวลาในการเขียนน้อยกว่า มีจินตนาการกว่า เลือกใช้คำได้เหมาะสมกว่า เพราะในแง่มุมหนึ่งการมีแรงบันดาลใจจะทำให้เรามีความเชื่อมั่นมากพอที่จะไปจับต้องเรื่องราวเดิม ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่จะร้อยเรียงเป็นเรื่องราวได้น่าสนใจขึ้น ทั้งนี้นักเขียนที่ไม่พยายามหาแรงบันดาลใจและสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเองจะมีโอกาสหยุดพักระหว่างเขียนหรือใช้คำฟุ่มเฟือยมากกว่าเพราะยังคงติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะมีองค์ประกอบทางวรรณศิลป์ครบถ้วน แต่ก็ตัดเรื่องความ </span>“กล้าจินตนาการ”<span style="font-weight: 400;"> ออกไปได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรหยิบยกมาใส่ชีวิตเพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนดี ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม </span>อลิซาเบ็ธ กิลเบิร์ธ <span style="font-weight: 400;">(Elizabeth Gilbert) นักเขียนชื่อดังชาวสหรัฐอเมริกาได้พูดไว้ใน </span><a href="https://www.ted.com/talks/elizabeth_gilbert_your_elusive_creative_genius" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">TED Talk</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของเธอว่า &#8220;แรงบันดาลใจจะไม่มีประโยชน์เลยถ้ามันเกิดขึ้นจากความพยายาม จงจำไว้ว่าแรงบันดาลใจต้องไม่เกิดจากความตั้งใจ มันเกิดอยู่ในที่ทางของมัน หากคุณเข้าใจตรงนี้ ก็จะไม่ไปกดดันตัวเองเพื่อให้มีแรงบันดาลใจสักอย่างขึ้นมา&#8221;</span></p>
<h2>คำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) ส่งผลกับมนุษย์ได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณ </span>สก็อตต์ โซเบล<span style="font-weight: 400;"> (Scott Sobel) นักจิตวิทยาการสื่อสาร ผู้ก่อตั้ง </span>Media &amp; Communications Strategies, Inc <span style="font-weight: 400;">สหรัฐอเมริกากล่าวว่า <em>&#8220;มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความทะเยอทะยาน และพยายามมองหาผู้นำหรือคนที่เป็นแบบอย่างอยู่เสมอ ดังนั้นผู้นำที่มาพร้อมกับคำคมสร้างแรงบันดาลใจจึงตอบโจทย์จิตใต้สำนึกของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง&#8221;</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ประโยคที่มาจากนักธุรกิจชื่อดัง, นักการเมือง หรือนักศิลปะ จะมีโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่า เพราะผู้คนมักคิดไปโดยปริยายว่าการเป็น</span><i> &#8220;บุคคลสาธารณะ&#8221; </i><span style="font-weight: 400;">คือภาพสะท้อนของการประสบความสำเร็จ, ความฉลาด และคงมีทัศนคติดี ๆ บางอย่างที่ผลักดันให้ประสบความสำเร็จ คำพูดที่ออกมจากปากของบุคคลเหล่านี้จึงมีน้ำหนักมากขึ้น </span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 856"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: เป็นหัวหน้าควรทำอย่างไรให้ลูกน้องยอมรับ</span></p>
<p>ดิฉันได้รับการเลื่อนตำแหน่งและมีคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่สำนักงานใหม่ซึ่งไม่เคยไปและไม่รู้จักใครเลย เราจะมีวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกน้องอย่างไร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ให้เริ่มต้นจากการสร้างมนุษยสัมพันธ์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ</span></p>
<p>แสดงความเป็นมิตรให้ลูกน้องเห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อทุกคน พูดคุยกันบ่อย ๆ ประชุมชี้แจงการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ตำแหน่งของเราทำให้คนเกรงใจอยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการแสดงออกของตัวเราเองด้วย ทั้งนี้การทำให้ผู้อื่นยอมรับเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของการมีภาวะผู้นำ ซึ่งสร้างได้ แต่ต้องอาศัยเวลาสักนิดซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อต้องไปเปลี่ยนความคิดของผู้อื่น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1184?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 857"></a></span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า</span> &#8220;พลังของภาษา&#8221;<span style="font-weight: 400;"> (Power of Language) เพราะนอกจากมุมมองที่คนทั่วไปมองเข้าไปแล้ว คนที่เป็นบุคคลสาธารณะยังมักมาพร้อมกับคำพูดที่</span>ผ่านการวางแผน <span style="font-weight: 400;">(Well-Structured) ให้เป็นภาพที่เข้าใจง่ายกว่าคำพูดทั่วไป </span>คำคมที่ถูกนำเสนอเป็นประโยคง่าย ๆ มีสัมผัสนอก-ในสวยงาม ติดปาก ติดสมองจึงเป็นที่นิยม<span style="font-weight: 400;">และยังอยู่คู่กับสังคมจนถึงปัจจุบันแม้บางคำคมจะมีอายุนานกว่าพันปีแล้วก็ตาม</span></p>
<h2>คำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) มีประโยชน์กับพนักงานอย่างไร</h2>
<p>คุณวิคเตอร์ ลิปมัน<span style="font-weight: 400;"> (Victor Lipman) จาก </span>Psychology Today<span style="font-weight: 400;"> ได้</span><a href="https://www.psychologytoday.com/intl/blog/mind-the-manager/201412/what-motivates-employees-go-the-extra-mile" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ทำการสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">และพบว่าเมื่อบริษัทจ้างพนักงานที่มีฝีมือมานั้น สิ่งที่พวกเขาสนใจนอกเหนือจากค่าจ้างและสวัสดิการก็คือ</span>แรงจูงใจในการทำงาน (20%) และการรู้สึกว่าตัวเองถูกให้ความสำคัญ (13%)<span style="font-weight: 400;"> นอกจากนี้ยังพบอีกว่าพนักงาน</span>บริษัทจะทำงานดีขึ้นถึง 20% เมื่อได้รับแรงบันดาลใจดี ๆ และมีถึง 87% ที่ไม่คิดลาออกจากงาน<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมากในมุมมองด้าน </span>Employee Retention <span style="font-weight: 400;">ของ HR </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9520 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_298205393-1.jpg" alt="Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการบริหารใจคน" width="500" height="334" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 858"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการใช้บริหารใจคน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><a href="https://employeebenefits.co.uk/workers-employers-motivate/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ยังพบอีกว่าพนักงาน</span>บริษัทในประเทศอังกฤษถึง 70%<span style="font-weight: 400;"> ต้องการให้ผู้บริหารใส่ใจเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงาน ซึ่งหากอ้างอิงจากหัวข้อก่อนหน้าที่ระบุว่าพนักงานบางส่วนรู้สึกว่าการถูกละเลยจากหัวหน้าจะทำให้ตนคิดว่าตัวเองไม่สำคัญจนไปลดทอนกำลังใจและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอธิบายด้วยคำพูดทั่วไปอย่างเดียวถึงไม่พอ ผู้นำที่ดีต้องมีคำคมไว้ใช้ หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้จักการสรุปความและการเลือกใช้คำ เพื่อให้สิ่งที่ต้องอยากสื่อถูกจดจำอย่างรวดเร็วซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อวัฒนธรรมและเสถียรภาพขององค์กรในภาพรวม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220222-7-cs-of-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10664 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/cityscape-icon-symbol-web-element.jpg" alt="cityscape icon symbol web element" width="600" height="370" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 859"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220222-7-cs-of-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมกลับกันการกระตุ้นให้พนักงานเห็นความสำคัญของแรงบันดาลใจ และการออกนโยบายให้พวกเขาหาคำคมง่าย ๆ มาผลักดันตัวเอง จะเป็นการโน้มน้าวให้พนักงานอ่านหนังสือมากขึ้น เปิดรับสื่อมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความรู้ไปในตัว ที่สำคัญอย่าลืมว่าประโยคดี ๆ ไม่ได้เอาไว้เฉพาะแค่กับหัวหน้า &#8211; พนักงานเท่านั้น แต่ยังเอาไปใช้กับเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นแนวทางไว้พูดคุยกับลูกค้าก็ได้ ซึ่งจะทำให้การนำเสนองานน่าสนใจมากขึ้น อนึ่งคำคมสร้างแรงบันดาลใจอาจถูกติดเป็นป้ายในที่ทำงานก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นคำพูดตลอดเวลา เพราะดูยัดเยียดจนอาจกลายเป็นความพยายามเกินควรเสียแทน</span></p>
<h2>นอกจากคำคมสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Quotes) HR สามารถให้กำลังใจพนักงานด้วยวิธีใดอีกบ้าง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11522 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/statistic.jpg" alt="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร" width="541" height="352" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 860"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพประกอบข้างต้นคือกราฟวงกลมที่แสดงให้เห็นว่าพนักงานสามารถถูกโน้มน้าวให้เกิดแรงบันดาลใจได้จากบริบทใดบ้าง ซึ่งการใช้คำคม หรือคำพูดที่ดีถือเป็นเพียง </span>“ส่วนประกอบ”<span style="font-weight: 400;"> อย่างหนึ่งเท่านั้น โดยเราสามารถนำแนวทางอื่น ๆ ที่น่าสนใจมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงาน ดังนี้</span></p>
<h3>1. จัดสถานที่ทำงานให้สวยงาม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะไม่มีพนักงานคนไหนที่อยากทำงานในสถานที่สกปรกและน่าเบื่อ ดังนั้นควรจัดสรรค์พื้นที่ให้เหมาะกับทั้งการทำงานและพักผ่อน เช่นการมีห้องทำสมาธิ (Meditation Room), บาร์เครื่องดื่ม, เตียงนอน เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้พนักงานมองว่าการมาออฟฟิศไม่ใช่เรื่องแย่ แถมยังสะท้อนให้เห็นถึง &#8220;ความใส่ใจ&#8221; ของหัวหน้างานอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11366 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 861"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>2. เป็นหัวหน้างานที่ให้เกียรติ ซื่อสัตย์ และสนับสนุนพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีหัวหน้าไม่ดีคือสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานอยากลาออก ดังนั้นการให้เกียรติ ซื่อสัตย์ และสนับสนุนคือการพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่พร้อมยกระดับพนักงานให้มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งตัวหัวหน้าเองก็ต้องเรียนรู้เสมอเพื่อให้คำพูดและคำแนะนำที่ออกไปมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ห้ามหยุดเรียนรู้เด็ดขาด เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่าถ้าเราเป็นคนที่ดีพอ พนักงานก็อยากร่วมงานด้วย และผลงานของทีมก็จะดีตามไปนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10094 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/e838cf82693163582482ea26d0875d24.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 862"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>3. ปรับปรุงสวัสดิการให้เหมาะกับสถานการณ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีรายงานว่าปัจจุบันบริษัทในสหรัฐอเมริกาเริ่มเปิดรับการดื่มแอลกอฮอล์ในออฟฟิศมากขึ้น ซึ่งเป็นการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เพราะพนักงานส่วนใหญ่กำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional) ระหว่างการ Work From Home กลับมาสู่ออฟฟิศ ดังนั้นการทำให้พนักงานสบายใจก็จะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าบีบบังคับให้กลับมาทำงานด้วยระบบเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดโควิด-19 จนกล่าวได้ว่า </span>“ความสามารถในการปรับตัว” <span style="font-weight: 400;">คือบริบทพื้นฐานที่ผู้บริหารสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานได้ทันที </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/employeebenefits/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9334 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_715776997-1.jpg" alt="12 สวัสดิการยุคใหม่ที่ดึงดูดใจให้พนักงานมีสุข" width="500" height="334" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 863"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/employeebenefits/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">12 สวัสดิการยุคใหม่ที่ดึงดูดใจให้พนักงานมีสุข</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>4. ให้โอกาสพนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่กดดันจนเกินไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อบริษัทเติบโตแล้วพนักงานจะรู้สึกมีแรงกระตุ้นให้อยากทำงานมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งบริษัทที่เติบโตเร็วก็อาจทำให้พนักงานปรับตัวตามไม่ทันจนมีผลงานตกต่ำลงได้ วิธีที่ถูกต้องคืออย่ากดดันพนักงานแต่ให้ตรวจสอบดูระบบของตัวเองว่ามีการปรับตัวให้สอดคล้องกับการขยายตัวของบริษัทหรือไม่ ดังนั้นผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีเวลาพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น ให้การสนับสนุนมากขึ้น เพราะจะทำให้พนักงานเปลี่ยนมุมมองจากการ </span>“มาทำงาน รับเงิน และกลับบ้าน”<span style="font-weight: 400;"> ไปเป็น </span>“พยายามยกระดับตัวเองเพื่อตอบแทนความเชื่อใจ”<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งบริษัทและตัวพนักงานเอง</span></p>
<h3>5. ให้พนักงานเลือกเวลาเข้าออฟฟิศได้ตามใจ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เกิดโรคระบาดขึ้น มีผลสำรวจออกมาว่า</span>คนอังกฤษกว่า 4 ล้านคน<a href="https://www.statista.com/statistics/415888/number-of-employees-flexible-working-contracts-uk-by-type/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มีความสุขกับเวลาทำงานที่สามารถเลือกได้เอง</span></a><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นแม้เวลาทำงานเดิมจะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเคยตกลงร่วมกันเอาไว้แล้ว แต่บริษัทก็ควรนำบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงมาประกอบการพิจารณาเพื่อสร้างระบบใหม่อยู่ดี ทั้งนี้นอกเหนือจากการทำงานแบบ Hybrid หรือการเลือกวันเข้างานได้ตามใจแล้ว บริษัทก็สามารถลองจัดสรรเวลาทำงานสัก 2-3 รูปแบบเพื่อให้พนักงานเลือกได้เช่นกัน หากเป็นธุรกิจในรูปแบบที่ไม่สามารถทำออนไลน์ได้จริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190710-attendance-management-hrtech/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10208 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/59a89e181ab56e29cdd3396d194d40eb.jpg" alt="กำจัดระบบตอกบัตรแบบเดิมๆ เปลี่ยนมาสู่ระบบเช็คอินเวลาแบบออนไลน์ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้าน HR ได้ครบวงจร" width="600" height="370" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 864"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190710-attendance-management-hrtech/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กำจัดระบบตอกบัตรแบบเดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นแบบออนไลน์ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้าน HR ได้ครบวงจร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>6. ชื่นชมความสำเร็จของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้อ่านบางรายอาจเคยเห็นบริษัทที่</span>ติดป้ายชื่นชมผลงาน<span style="font-weight: 400;">ของพนักงานในแต่ละเดือน วิธีนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการสร้างตัวตันของพนักงานได้เป็นอย่างดี เพราะความพยายามที่มีคนเห็นและยอมรับ ย่อมดีกว่าความพยายามที่ตั้งใจแต่ไม่ถูกให้ความสำคัญอยู่ดี โดย </span><a href="https://www.rewardgateway.com/uk/blog/21-key-employee-recognition-statistics" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Reward Gateway</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าบริษัทที่ผู้บริหารชื่นชมความสำเร็จของพนักงานเสมอจะช่วยให้พนักงานมีผลงานดีขึ้นถึง 14%  และยังช่วยกระตุ้นให้พนักงานคนอื่น ๆ มีความตั้งใจมากกว่าเดิมเพื่อหวังจะได้รับคำชมแบบเดียวกันในอนาคต</span></p>
<h2>ไม่ใช่แค่คำคมที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่สโลแกนบริษัทก็สำคัญ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าเวลาคนเริ่มต้นทำธุรกิจ การคิดสโลแกนถือเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่ผู้บริหารจะนึกถึงทั้งที่มันมีประโยชน์ต่อธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าสโลแกนธรรมดา ๆ อาจไม่โดดเด่นและเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจมากนัก แต่การมองว่ามัน &#8220;ไม่สำคัญ&#8221; ถือเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุด ทั้งนี้เพราะสโลแกนอาจสะท้อนถึงทัศนคติของบริษัท เช่น </span>Just Do It<span style="font-weight: 400;"> ของ </span>Nike<span style="font-weight: 400;"> หรือ </span>‘สถานที่ที่มีความสุขที่สุดในโลก’ (The Happiest Place on Earth) <span style="font-weight: 400;">ของ </span>Disneyland เป็นต้น<span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่าหากสโลแกนดังกล่าวติดปาก ติดตาผู้ซื้อเมื่อไหร่ สโลแกนนั้น ๆ ก็จะสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของบริษัทออกไปได้ง่ายขึ้น แถมยังต่อยอดไปเป็นสินค้าที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอีกด้วย ทั้งนี้เพราะสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในด้านการตลาดคือการตอบให้ชัดเจนในเวลาอันรวดเร็วที่สุดว่าบริษัทของคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ยิ่งเข้าใจได้ตั้งแต่การรับสารครั้งแรกยิ่งดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11523 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/d7518c3410857dc97f618fa132574e26.png" alt="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร" width="556" height="317" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 865"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างบริษัทจัดหางาน </span><a href="https://www.reeracoen.co.th/" target="_blank" rel="noopener">Reeracoen</a> <span style="font-weight: 400;">มีสโลแกนว่า </span>SUPER! <span style="font-weight: 400;">ที่ประกอบไปด้วย </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">S = Smile<span style="font-weight: 400;"> หมายถึงรอยยิ้ม ทัศนคติ และการกระทำในแง่บวก</span></li>
<li style="font-weight: 400;">U = Unity <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการที่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">P = Professional <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการที่ทุกคนเป็นมืออาชีพ, ทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีคุณภาพ และพัฒนาตัวเองเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;">E = Energy <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการจดจ่ออยู่กับเนื้องาน และช่วยกระตุ้นซึ่งกันและกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">R = Respect <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการเคารพ, เชื่อใจ, ยอมรับ และเข้าอกเข้าใจผู้อื่น</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทีมบริหารจะย้ำในเรื่องนี้ทุกวันระหว่างการประชุมช่วงเช้า (Morning Assembly) กับพนักงานทุกคน การตอกย้ำเรื่องนี้ควบคู่ไปกับรายงานผลประกอบการจะไปกระตุ้นให้พนักงานมีแรงบันดาลใจมากขึ้น แถมยังช่วยให้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันในการขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าหากเรานำเสนอแนวคิด 5 ประกาศข้างต้นด้วยคำตามปกติ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะหลงลืม แต่เมื่อเอาพยัญชนะตัวหน้าของแต่ละข้อมารวมเป็นคำว่า </span>SUPER<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นคำคุ้นเคยของคนทั่วไป ก็สามารถช่วยให้พนักงาน หรือแม้แต่คนที่ได้พบเห็นเข้าใจวิสัยทัศน์ของบริษัททันที</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>คำคมสร้างแรงบันดาลใจ<span style="font-weight: 400;"> (Inspirational Quotes) คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ผู้บริหารมีความคิดที่เป็นระบบ (Structured) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจทุกชนิด คำคมที่ดีเปรียบเสมือนการยืมมือของผู้เชี่ยวชาญมาบริหารทรัพยากรบุคคลในที่ทำงาน ภายใต้แนวคิด ว่า </span><em>&#8220;ประโยคเดียวกัน หากอยู่ในปากของคนที่อยากเชื่อ ก็จะมีผลต่อการรับรู้มากกว่า&#8221; </em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นแปลว่าผู้บริหารสามารถเลือกหาคำคมในประเด็นที่อยากจะสื่อสารออกไปจากคำพูดของศิลปิน, นักกีฬา, นักธุรกิจ ฯลฯ ที่พนักงานคนนั้น ๆ ชื่นชอบ เพื่อให้เห็นภาพและเปิดใจรับฟังเรื่องราวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ทุกองคาพยพของบริษัทสามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้อย่างแข็งแรง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Inspirational Quotes คำคมสร้างแรงบันดาลใจ : ทำไมพนักงานถึงอยากได้กำลังใจ และ HR ช่วยสร้างได้อย่างไร 866" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3M6ldTS" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3M6ldTS</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3m2wzhh" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3m2wzhh</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3z7IQc3" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3z7IQc3</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3GEqFfN" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3GEqFfN</a></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&#038;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/010622-deib/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jun 2022 11:02:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลาย]]></category>
		<category><![CDATA[DEI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/010622-deib/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT DEI&#38;B คือความหลากหลาย ความเสมอภาค การรวมกลุ่มกัน และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าคนในองค์กรรวมกันอยู่ในห้องห้องหนึ่ง แล้วบางคนไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในห้องนั้นด้วย นั่นหมายความว่า DEI&#38;B ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อยอมรับความแตกต่างแล้ว คุณต้องทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย วิวัฒนาการของ Diversity และการจัดการความหลากหลายในสังคมนั้นมีจุดเริ่มต้นเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือเมื่อช่วงประมาณกลาง ๆ ของยุค 80s ซึ่งตรงกับช่วงสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา โดยมีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มองค์กรที่สนับสนุนให้มีการจ้างงานบุคลากรโดยปราศจากอคติเรื่องความแตกต่างทางเพศ อายุ ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ ขณะที่อีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ การที่องค์กรจะเปิดรับและริเริ่มสร้างนโยบายความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมนั้นมีจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ process ของการสรรหาบุคลากร เปรียบเสมือนด่านแรกที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความหลากหลายในหลาย ๆ แง่มุมเข้ามามีส่วนรวมในองค์กร ดังนั้น HR จึงมีส่วนสำคัญในการรณรงค์และทำความเข้าใจให้กับผู้บริหารและพนักงานในองค์กรถึงความแตกต่างได้หลายวิธี รวมถึงการสร้างหลักปฏิบัติเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับองค์กรต่อไปในอนาคต ในบทความนี้ HREX อยากจะนำเสนอเรื่องของความหลากหลาย เพื่อเฉลิมฉลองเรื่องในโอกาสที่เดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นเดือน Pride Month เราจึงหยิบยกเรื่องกระแสความหลากหลายมาเล่าในบทความนี้ หลาย ๆ คนอาจะเคยได้ยินมาก่อนแล้ว แต่สำหรับคนส่วนมาก กระแส DEI&#38;B ยังเป็นเรื่องใหม่ คนที่มีความรู้ในเรื่องนี้ในสังคมและองค์กรควรช่วยกันเสริมสร้างความเข้าใจและต้องกระตุ้นให้คนเกิด Awareness [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>DEI&amp;B คือความหลากหลาย ความเสมอภาค การรวมกลุ่มกัน และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าคนในองค์กรรวมกันอยู่ในห้องห้องหนึ่ง แล้วบางคนไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในห้องนั้นด้วย นั่นหมายความว่า DEI&amp;B ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อยอมรับความแตกต่างแล้ว คุณต้องทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิวัฒนาการของ Diversity และการจัดการความหลากหลายในสังคมนั้นมีจุดเริ่มต้นเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือเมื่อช่วงประมาณกลาง ๆ ของยุค 80s ซึ่งตรงกับช่วงสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา โดยมีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มองค์กรที่สนับสนุนให้มีการจ้างงานบุคลากรโดยปราศจากอคติเรื่องความแตกต่างทางเพศ อายุ ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ ขณะที่อีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การที่องค์กรจะเปิดรับและริเริ่มสร้างนโยบายความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมนั้นมีจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ process ของการสรรหาบุคลากร เปรียบเสมือนด่านแรกที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความหลากหลายในหลาย ๆ แง่มุมเข้ามามีส่วนรวมในองค์กร ดังนั้น </span><span style="font-weight: 400;">HR จึงมีส่วนสำคัญในการรณรงค์และทำความเข้าใจให้กับผู้บริหารและพนักงานในองค์กรถึงความแตกต่างได้หลายวิธี รวมถึงการสร้างหลักปฏิบัติเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับองค์กรต่อไปในอนาคต</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11510 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_653429179-3-scaled.jpg" alt="shutterstock 653429179 3 scaled" width="600" height="370" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 873"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX อยากจะนำเสนอเรื่องของความหลากหลาย เพื่อเฉลิมฉลองเรื่องในโอกาสที่เดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นเดือน <a href="https://travel.trueid.net/detail/59eba2A0pRQV" target="_blank" rel="noopener">Pride Month</a> เราจึงหยิบยกเรื่องกระแสความหลากหลายมาเล่าในบทความนี้ หลาย ๆ คนอาจะเคยได้ยินมาก่อนแล้ว แต่สำหรับคนส่วนมาก กระแส DEI&amp;B ยังเป็นเรื่องใหม่ คนที่มีความรู้ในเรื่องนี้ในสังคมและองค์กรควรช่วยกันเสริมสร้างความเข้าใจและต้องกระตุ้นให้คนเกิด Awareness ในเรื่องนี้กันมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากใครที่ต้องการจะศึกษาเรื่องของกระแส DEI&amp;B และโดยเฉพาะ HR ที่จำเป็นต้องนำนโยบายความหลากหลายมาปรับเพื่อพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรยุคใหม่ที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เรามีคำตอบให้ในบทความนี้ </span></p>

<h2>DEI คืออะไร แล้วทำไมต้อง &amp;B</h2>
<h3>กว่าจะมาเป็น DEI&amp;B<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิวัฒนาการของ Diversity และการจัดการความหลากหลายในสังคมนั้นมีจุดเริ่มต้นเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือเมื่อช่วงประมาณกลาง ๆ ของยุค 80s ซึ่งตรงกับช่วงสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา โดยมีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มองค์กรที่สนับสนุนให้มีการจ้างงานบุคลากรโดยปราศจากอคติเรื่องความแตกต่างทางเพศ อายุ ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ ขณะที่อีกกลุ่มไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ซึ่งในเวลานั้นก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ได้แต่เป็นเพียงข้อสรุปคร่าว ๆ ทางเชิงปฏิบัติว่าจะเป็นการดีกว่าหากไม่นำเรื่องนี้ยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะในทางกฎหมายก็ยังไม่มีข้อกฎหมายใดออกมารองรับเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือพวกนักกฎหมายและนักการเมืองของฝ่ายพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้นก็เป็นพวกอนุรักษ์นิยมเป็นส่วนใหญ่ จึงปัดตกข้อเสนอนี้ไป แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้คนเริ่มมีการสร้าง Awareness เกี่ยวกับ Diversity มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<h3>นิยามของ DEI&amp;B</h3>
<ul>
<li>Diversity (ความหลากหลาย)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงการยอมรับความหลากหลายของผู้คนสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ รสนิยมทางเพศ ภูมิหลังทางชาติพันธุ์ ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจ แนวคิด มุมมอง ทัศนคติ ความสนใจ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลก ร่วมสังคมเดียวกับเรา หากเปิดใจยอมรับ เห็นอกเห็นใจ และให้โอกาส สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<ul>
<li>Equity (ความเสมอภาค)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงความเท่าเทียมกันในมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็มีโอกาสเท่ากันในการประสบความสำเร็จ การเติบโตในหน้าที่การงาน และสิทธิในการออกเสียงต่าง ๆ เท่าเทียมกัน </span></p>
<ul>
<li>Inclusion (การผนวกรวม)</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Inclusion มาจากคำว่า Include ซึ่งแปลว่า การรวมกัน หรือการผนวกรวมเข้าด้วยกัน นั่นหมายความว่า ไม่ว่าความแตกต่างใด ๆ ที่ถูกทำให้แปลกแยก ต่อจากนี้จะถูกผนวกรวมเข้ากับสิ่งเดิมที่มีจนกลายเป็นกลุ่มใหม่ที่รวมไว้ซึ่งความหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น หากองค์กรที่มีมานานและมีแต่ผู้ชายซึ่งอยู่ในระดับบริหาร แต่ปัจจุบันมีการให้โอกาสกับผู้หญิงโดยไม่แบ่งแยกความแตกต่างทางเพศอีกต่อไป จึ่งทำให้มีผู้หญิงได้ดำรงตำแหน่งบริหารในบริษัทมากขึ้นจนเท่าเทียมกับผู้ชาย</span></p>
<h3>แล้วทำไม DEI ต้องมี B?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า DEI คือความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกลุ่มกัน ยังมี B อีกตัว ซึ่งมาจากคำว่า Belonging (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) หรือพูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนในองค์กรรวมกันอยู่ในห้องห้องหนึ่ง แล้วบางคนไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในห้องนั้นด้วย นั่นหมายความว่า DEI ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อยอมรับความแตกต่างแล้ว คุณต้องทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย สิ่งที่ HR ทำได้คือการพูดคุยอย่างเปิดใจกับพนักงาน ให้พนักงานได้มีการพูดอย่างเปิดใจเกี่ยวกับประสบการณ์ที่แตกต่าง และทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รู้สึกสบายใจที่จะเป็นตัวของตัวเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผู้คนในสังคมเริ่มเปิดกว้าง มีความเสมอภาค ไม่แบ่งแยก ทั้งสังคม องค์กร และกลุ่มต่าง ๆ ก็จะมีความหลากหลาย มีโอกาส และปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม ไม่ถูกกีดกันออกจากบทสนทนาไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครหรืออะไรก็ตาม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/story/190927-interview-7peaks/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11514 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/diversity.jpeg" alt="diversity" width="600" height="370" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 874"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/190927-interview-7peaks/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">7 PEAKS หลากหลายเชื้อชาติผสมผสานแตกต่างวัฒนธรรม เสน่ห์ขององค์กรยุคใหม่ที่ท้าทายงานบริหารบุคคล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>DEI&amp;B ในที่ทำงาน: ทำไมถึงสำคัญ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อคนหมู่มากมารวมตัวกันย่อมเป็นศูนย์รวมแห่งความหลากหลายไปโดยปริยาย คำถามก็คือ <a href="https://www.twinkl.co.th/blog/dei-and-workfoce-in-organization" target="_blank" rel="noopener">องค์กรจะรับมือกับความหลากหลายในที่ทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างไร ?</a></span></p>
<p>เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เราจะเหมือนกันไปทั้งหมด อย่างน้อยคงเป็นเรื่องเพศและวัยที่เกิดความแตกต่างกันได้ง่ายที่สุด ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำคือยอมรับความแตกต่างอย่างปราศจากอคติ รู้จักใจเขาใจเรา เพราะบางอย่างคนเราก็เลือกไม่ได้ การเห็นอกเห็นใจและให้โอกาสจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากพวกเราที่เป็นคนในองค์กรเดียวกัน สามารถก้าวข้ามผ่านจุดนี้ไปได้ อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่สำหรับพนักงานและองค์กรก็เป็นได้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากคิดกันดี ๆ การมีคนหลากหลายประเภท แตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ ที่จริงแล้วส่งผลดีต่อองค์กรด้วยซ้ำไป ผู้บริหารและพนักงานควรมองความหลากหลายเป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ที่สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จขององค์กร เพราะความแตกต่างนำไปสู่การเกิดความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ ๆ และ ไอเดียที่อาจพลิกการทำงานของทั้งองค์กรให้ดีขึ้นได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงการตัดสินใจที่ดีขึ้นเมื่อได้ผ่านการกลั่นกรองจากหลายมุมมองของคนหลากหลายประเภท นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการมีส่วนร่วมต่อการทำงานของพนักงานที่เพิ่มสูงขึ้น และยังทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเปลี่ยนไปในทางดีที่ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11515 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/1280x800-7.png" alt="1280x800 7" width="600" height="370" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 875"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมความหลากหลายของพนักงานในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ (Workforce Diversity)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะรณรงค์กระแส DEI&amp;B ในองค์กรอย่างไร ให้ผู้บริหารและพนักงานเห็นถึงความจำเป็นของ DEI&amp;B</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่น HR ต้องทำให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าใจถึงความจำเป็นของการยอมรับความหลากหลายในสังคม และข้อดีอีกหลาย ๆ ข้อที่ตามมาหากองค์กรสร้างนโยบายการยอมรับความแตกต่างตามกระแส DEI&amp;B อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในย่อหน้าแรก ๆ ว่าในโลกใบนี้ ความแตกต่างล้วนเป็นของธรรมดา ความเหมือนกันอาจหาได้ยากกว่าด้วยซ้ำไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่คนเราเกิดมามีหน้าตา เพศ เชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด ความสามารถ ฐานะ รสนิยม ศาสนา ฯลฯ ไม่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์โลก ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเราย่อมไม่เห็นว่าใครจะเหมือนเราไปหมดซะทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่ทำให้โลกน่าอยู่ เป็นเสน่ห์ให้เราได้ค้นหาสิ่งแปลกใหม่และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่องค์กรจะเปิดรับและริเริ่มสร้างนโยบายความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมนั้นมีจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ process ของการสรรหาบุคลากร เปรียบเสมือนด่านแรกที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความหลากหลายในหลาย ๆ แง่มุมเข้ามามีส่วนรวมในองค์กร ดังนั้น </span><span style="font-weight: 400;">HR จึงมีส่วนสำคัญในการรณรงค์และทำความเข้าใจให้กับผู้บริหารและพนักงานในองค์กรถึงความแตกต่างได้หลายวิธี รวมถึงการสร้างหลักปฏิบัติเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับองค์กรต่อไปในอนาคตได้โดย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างความเข้าใจและเห็นคุณค่าในความหลากหลายที่มีในสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ภายในองค์กร เกิดวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ๆ ที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างความมั่นใจในเรื่องของการเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในการจ้างงาน การคัดเลือกคนเข้าทำงาน และขั้นตอนอื่น ๆ ในการรับคนเข้าทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ส่งเสริมความเสมอภาคทางโอกาส</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปฏิบัติกับผู้ร่วมงานอย่างเท่าเทียม ให้เกียรติ และเคารพ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างความสมดุลและเสมอภาคในองค์กร</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10665 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-excited-best-friends-giving-high-five-together-cafe-meeting.jpg" alt="diverse excited best friends giving high five together cafe meeting" width="600" height="370" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 876"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การทำให้ผู้บริหารและพนักงานเห็นถึงข้อดีของการสร้างนโยบายองค์กรให้สอดรับกับกระแส DEI&amp;B ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนมองความแตกต่างในเชิงบวกขึ้นเรื่อย ๆ จนยอมรับทุกข้อแตกต่างของคนในสังคมได้ การพัฒนาองค์กรให้มีความหลากหลายในทุกแง่มุมนั้นมีผลดีต่อองค์กรในหลายด้าน</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ขยายแหล่งรวมคนมีความสามารถให้กว้างขึ้น: หากองค์กรมีการขับเคลื่อนในเรื่องของการจ้างบุคคลที่หลากหลายและมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน จะทำให้ตัวองค์กรเองสามารถเข้าถึงแหล่งรวมคนมีความสามารถที่กว้างขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานให้มากขึ้น: DEI&amp;B มีบทบาทสำคัญในที่ทำให้พนักงานเกิดความความพึงพอใจ แรงจูงใจ และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพนักงานไม่มีทั้งสามสิ่งนี้อาจทำให้องค์กรเกิดความล้มเหลวได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งขึ้น: เมื่อในองค์กรมีความหลากหลายมากขึ้น การที่พนักงานได้แชร์หรือมีส่วนร่วมในประสบการณ์ของแต่ละคนที่แตกต่างกันก็จะทำให้ทุกคนในบริษัทรู้สึกดีกับที่ทำงานมากขึ้นและสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เพิ่มมากขึ้น: การนำคนหลากหลายแบบ มีภูมิหลังต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน มาอยู่รวมกันย่อมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับลูกค้า: กลยุทธ์ทางการตลาดที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลังที่หลากหลายของพนักงานในบริษัท จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับลูกค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้น: ด้วยตลาดความสามารถที่มีการแข่งขันสูง องค์กรต่าง ๆ จึงต้องมองหาวิธีปรับปรุง DEI&amp;B เพื่อดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถระดับสูงเอาไว้ โดยการนำนโยบายความหลากหลายเข้ามาใช้เพื่อขยายตลาดแรงงานคุณภาพสูงให้กว้างขึ้น</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/story/220401-interview-foodpanda-diversity-inclusion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11011 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/04/Gender-Affirmation-06-scaled.jpg" alt="สร้างบรรยากาศให้พนักงานกล้าเป็นตัวเอง คือการสนับสนุนความหลากหลายในแบบ foodpanda  " width="600" height="370" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 877"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/story/220401-interview-foodpanda-diversity-inclusion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สร้างบรรยากาศให้พนักงานกล้าที่จะเป็นตัวเอง คือการสนับสนุนความหลากหลายในแบบ foodpanda</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอนาคต กระแส DEI&amp;B จะยิ่งมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับ HR ที่ต้องร่วมมือผู้บริหารและพนักงานเพื่อพาองค์กรก้าวข้ามไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น คือการข้ามผ่านอคติในความแตกต่าง เพิ่ม Awareness ให้พนักงานเข้าใจและยอมรับในความหลากหลาย และทำให้องค์กรมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในเรื่อง <a href="http://accsriphat.blogspot.com/2012/02/diversity-management.html" target="_blank" rel="noopener">Diversity Management </a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสังคมโลกของเราในยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน วินาทีต่อวินาที และทั้งหมดนั้นเกิดจากมันสมองของพวกเรามวลมนุษยชาติที่มีความแตกต่างกัน แต่กลับรังสรรค์หลายสิ่งหลายอย่างเพื่อพัฒนาโลกใบนี้ร่วมกัน จงอย่าให้ความแตกต่างมาเป็นตัวกีดขวางโอกาสและวิวัฒนาการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในโลกของเรา เพียงเพราะแค่ ‘รู้สึก’ ว่าเขาไม่เหมือนเรา</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="องค์กรยุคใหม่ เข้าใจกระแส DEI&amp;B ทลายกำแพงความแตกต่างและเพิ่มความหลากหลาย 878" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.nextupisnow.org/blog/deib-why-belonging-matters/" target="_blank" rel="noopener">Next up is now</a></li>
<li><a href="https://www.phenom.com/blog/building-a-culture-of-belonging" target="_blank" rel="noopener">Phenom</a></li>
<li><a href="https://hrlabs.libsyn.com/30-what-is-dei-and-b-and-why-is-adding-the-b-so-important" target="_blank" rel="noopener">HR Labs</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220530-office-relocation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 May 2022 02:23:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Office Relocation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220530-office-relocation/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เมื่อถึงจุดหนึ่งการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) คือสิ่งที่บริษัทหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการความก้าวหน้า แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นดาบสองคมที่จะส่งผลกระทบทั้งดีและร้ายได้เสมอหากปราศจากกำกับดูแลที่ถูกวิธี ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้พนักงานลาออกเลยทีเดียว บริษัทจึงควรคิดถึงการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ต่อเมื่อมั่นใจว่าจะส่งผลดีต่อบริษัท และช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานเท่านั้น เพราะหากพุ่งเป้าไปเพียงแค่การย้ายที่โดยไม่มีแผนงานรองรับ การโยกย้ายดังกล่าวก็อาจไปทำลายโครงสร้างทางการเงินและสูญเสียลูกค้าโดยไม่ทันตั้งตัว สิ่งสำคัญอีกอย่างของการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ก็คือการมีแผนสำรองไว้รองรับเสมอ เพราะปัญหา “งบบานปลาย” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสถานการณ์แบบนี้ รวมถึงความพร้อมในการรับมือกับ “ระยะปรับตัว” ที่อาจทำให้งานหยุดชะงัก ดังนั้น HR จึงต้องมีบทบาทสำคัญในการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ในฐานะ “ตัวกลาง” ระหว่างบริษัทและพนักงาน แผนกทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะต้องพร้อมรับฟังเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างดีที่สุด แม้จะเป็นเรื่องยากหรือมีขั้นตอนวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม การย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) เป็นหนึ่งในสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงการเติบโตและความกระตือรือร้นของบริษัท เพราะเมื่อมีพนักงานเพิ่มขึ้น ออฟฟิศเดิมอาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอ เกิดความแออัดและปัญหาด้านสุขอนามัย ทำให้พนักงานขาดสมาธิจนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในองค์รวม อย่างไรก็ตามการย้ายออฟฟิศแม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็มีปัญหาที่บริษัทต้องบริหารจัดการเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทย้ายห่างจากที่ตั้งเดิมไปมาก เนื่องจากพนักงานบางคนอาจรู้สึกไม่พอใจกับการเดินทางที่ยุ่งยากกว่าเดิมซึ่งอาจนำไปสู่การลาออกได้เลย ดังนั้นหากบริษัทของคุณมีแผนย้ายออฟฟิศ ฝ่าย HR ก็ควรมีข้อมูลและวิธีบริหารจัดการที่ดีเพื่อชี้แจงกับบุคลากรให้รับรู้ถึงความจำเป็น ตลอดจนคิดหาแนวทางช่วยเหลือของบริษัทเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดประโยชน์สูงสุด บริษัทควรคิดเรื่อง Office Relocation เมื่อใด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงจุดหนึ่งการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) คือสิ่งที่บริษัทหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการความก้าวหน้า แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นดาบสองคมที่จะส่งผลกระทบทั้งดีและร้ายได้เสมอหากปราศจากกำกับดูแลที่ถูกวิธี ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้พนักงานลาออกเลยทีเดียว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">บริษัทจึงควรคิดถึงการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ต่อเมื่อมั่นใจว่าจะส่งผลดีต่อบริษัท และช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานเท่านั้น เพราะหากพุ่งเป้าไปเพียงแค่การย้ายที่โดยไม่มีแผนงานรองรับ การโยกย้ายดังกล่าวก็อาจไปทำลายโครงสร้างทางการเงินและสูญเสียลูกค้าโดยไม่ทันตั้งตัว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญอีกอย่างของการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ก็คือการมีแผนสำรองไว้รองรับเสมอ เพราะปัญหา “งบบานปลาย” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสถานการณ์แบบนี้ รวมถึงความพร้อมในการรับมือกับ “ระยะปรับตัว” ที่อาจทำให้งานหยุดชะงัก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น HR จึงต้องมีบทบาทสำคัญในการย้ายออฟฟิศ (Office Relocation) ในฐานะ “ตัวกลาง” ระหว่างบริษัทและพนักงาน แผนกทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะต้องพร้อมรับฟังเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างดีที่สุด แม้จะเป็นเรื่องยากหรือมีขั้นตอนวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11458 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_1064138159-1-scaled.jpg" alt="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ" width="600" height="370" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 888"></p>
<p><b><strong class="yellow-highlighter">การย้ายออฟฟิศ </strong>(Office Relocation)</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นหนึ่งในสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงการเติบโตและความกระตือรือร้นของบริษัท เพราะเมื่อมีพนักงานเพิ่มขึ้น ออฟฟิศเดิมอาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอ เกิดความแออัดและปัญหาด้านสุขอนามัย ทำให้พนักงานขาดสมาธิจนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในองค์รวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการย้ายออฟฟิศแม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็มีปัญหาที่บริษัทต้องบริหารจัดการเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทย้ายห่างจากที่ตั้งเดิมไปมาก เนื่องจากพนักงานบางคนอาจรู้สึกไม่พอใจกับการเดินทางที่ยุ่งยากกว่าเดิมซึ่งอาจนำไปสู่การลาออกได้เลย ดังนั้นหากบริษัทของคุณมีแผนย้ายออฟฟิศ ฝ่าย HR ก็ควรมีข้อมูลและวิธีบริหารจัดการที่ดีเพื่อชี้แจงกับบุคลากรให้รับรู้ถึงความจำเป็น ตลอดจนคิดหาแนวทางช่วยเหลือของบริษัทเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>

<h2><b>บริษัทควรคิดเรื่อง Office Relocation เมื่อใด</b></h2>
<p><b>การย้ายออฟฟิศ (Office Relocation)</b><span style="font-weight: 400;"> มีเหตุผลที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น</span><b>สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน</b><span style="font-weight: 400;">ในพรีเมียร์ลีค อังกฤษที่เตรียมย้ายสนามเหย้าและออฟฟิศบางส่วนจากบริเวณสนาม </span><b>Goodison Park</b><span style="font-weight: 400;"> ไปที่ </span><b>Bramley-Moore Dock</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งหากกันประมาณ 4 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความแออัดของที่ทำงาน, เตรียมพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโต, แสดงวิสัยทัศน์ของสโมสรเพื่อดึงดูดคนเก่ง ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้คนท้องถิ่นเข้ามาใช้งาน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/everton-220518/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11342 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Title-Picture-scaled.jpg" alt="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR" width="600" height="370" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 889"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/everton-220518/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่</span><b> KAYAC</b><span style="font-weight: 400;"> บริษัทครีเอทีฟชื่อดังจากญี่ปุ่นมีนโยบายย้ายออฟฟิศอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ระยะสั้นคือการ “ย้ายออฟฟิศชั่วคราวไปรอบโลก” ตามคำเรียกร้องของพนักงานที่อยากเที่ยวเพื่อสรรหาไอเดียใหม่ ๆ มาสร้างผลงานภายใต้งบประมาณและการดูแลของบริษัท ขณะที่นโยบายระยะยาวคือการ </span><b>“ย้ายออฟฟิศไปที่จังหวัดคามาคุระ”</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวราว 60 กิโลเมตร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้บริษัทต้องการความเงียบสงบของจังหวัดมาเป็นรากฐานในการทำงาน ตลอดจนการทดลองสร้าง </span><b>“เมืองต้นแบบสำหรับการทำงาน”</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานทั้งจากพนักงาน KAYAC เองจากบริษัทพันธมิตรอื่น ๆ เช่นโรงอาหารส่วนตัวที่ไม่ต้องไปแย่งกับนักท่องเที่ยว, ศูนย์พัฒนาเด็กที่ช่วยให้ผู้ปกครองมาทำงานอย่างสบายใจ เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้แม้จะเป็นนโยบายหลัก แต่บริษัทก็เข้าใจว่าทุกคนมีภาระหน้าที่ต่างกัน การเดินทางไกลแม้จะมีสวัสดิการรองรับก็อาจทดแทนกันไม่ได้ ดังนั้น KAYAC จึงสร้างออฟฟิศอีกแห่งไว้รองรับที่สถานีอากิฮาบาระ ใจกลางกรุงโตเกียว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/kayac-220513/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11329 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/WEBSITE-CENTER.png" alt="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO" width="600" height="370" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 890"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/kayac-220513/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างข้างต้นถือเป็นภาพแสดงเบื้องต้นว่า</span><b> Office Relocation</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าบริษัทของคุณกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ก็สามารถแบ่งหัวข้อพิจารณาเป็นส่วนย่อย ๆ ดังนี้</span></p>
<p><b>&#8211; พิจารณาว่าที่ตั้งใหม่ดีกว่าเดิมหรือไม่ : </b><span style="font-weight: 400;">อย่างแรกต้องตอบให้ได้ก่อนว่าสถานที่ใหม่ดีกว่าเดิมอย่างไร เช่นมีพื้นที่มากขึ้น, เหมาะกับรูปแบบการทำงานมากขึ้น, ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือลูกค้ามากขึ้น, เดินทางง่ายขึ้น, ค่าเช่าคุ้มค่าขึ้น เป็นต้น</span></p>
<p><b>&#8211; พิจารณาว่างบประมาณเพียงพอหรือไม่ : </b><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าการย้ายออฟฟิศต้องใช้เงินมหาศาลครอบคลุมทั้งก่อนและหลังย้าย ดังนั้นทีมบริหารต้องมั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินของบริษัท ซึ่งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นประกอบด้วยค่าเช่าสถานที่และมัดจำ, ค่ายกเลิกบริการเครื่องใช้ไฟฟ้าของออฟฟิศเดิมและค่าติดตั้งอุปกรณ์ในออฟฟิศใหม่, ค่าจนย้ายและเงินสำรองเผื่อกรณีที่เกิดความเสียหายระหว่างทาง, ค่าจ้าง Project Manager ที่คอยควบคุมเรื่องการขนย้ายซึ่งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้โดยเฉพาะการย้ายออฟฟิศขนาดใหญ่</span></p>
<p><b>&#8211; พิจารณาว่าพนักงานได้ประโยชน์หรือไม่ :</b><span style="font-weight: 400;"> การย้ายออฟฟิศต้องไม่ตอบโจทย์เฉพาะบริษัทเท่านั้น แต่ควรช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานด้วย ดังนั้นหากบริษัทเล็งเห็นว่าออฟฟิศเดิมไม่ตอบโจทย์ ออฟฟิศใหม่ก็ควรมีพื้นที่ในการสร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่ ๆ เช่นห้องทำสมาธิ ห้องอาหาร ห้องนอน ฯลฯ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่อ้างอิงกับแผนงานดังกล่าว แต่หากออฟฟิศใหม่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็อาจต้องพิจารณาในแง่มุมอื่นว่า Office Relocation เป็นแนวทางที่ดีที่สุดหรือไม่</span></p>
<p><b>&#8211; พิจารณาว่าบริษัทถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือยัง : </b><span style="font-weight: 400;">Rebranding คือสิ่งสำคัญของธุรกิจเพราะจะช่วยเพิ่มความ “สดใหม่” ให้กับชิ้นงาน ซึ่งการย้ายออฟฟิศสามารถตอบโจทย์เรื่องนี้โดยตรงเพราะจะทำให้พนักงานได้เจอบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ อีกทั้งยังได้ตกแต่งรูปแบบออฟฟิศเพื่อสะท้อนมุมมองธุรกิจ (Business Viewpoint) ของบริษัท ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้มาเยือนได้มากกว่าเดิม </span></p>
<h2><b>Office Relocation การย้ายออฟฟิศมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราพิจารณาเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดและยังได้คำตอบว่า </span><b>“สมควรย้ายออฟฟิศ”</b><span style="font-weight: 400;"> อยู่ดี ก็สามารถดำเนินการได้เลย แต่หากต้องการเหตุผลเพิ่มขึ้นอีกนิด เราจะอธิบายให้ฟังว่า <strong>Office Relocation</strong> มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11459 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Screenshot-2022-05-30-084202.png" alt="Office Relocation HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ" width="600" height="370" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 891"></p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศจะช่วยให้บริษัทใช้พื้นที่ได้อย่่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น : </b><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายใหญ่ของการทำธุรกิจทุกประเภทคือ </span><b>&#8220;ผลกำไรและความสุขในการทำงาน&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> การมีทั้งสองอย่างควบคู่กันไปถือเป็นอุดมคติที่ทุกฝ่ายอยากให้เกิดขึ้น และการเติบโตทางธุรกิจย่อมหมายถึงการเพิ่มจำนวนพนักงานขึ้นตามสมควรเช่นกัน เหตุนี้ทุกออฟฟิศจึงต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าสถานที่เดิมคับแคบเกินไป ไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้พนักงานเดิมอึดอัดแล้วยังทำให้ไม่ดึงดูดพนักงานหน้าใหม่อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11468 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/shutterstock_383521690-1-scaled.jpg" alt="Office Relocation HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ" width="600" height="370" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 892"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามปัญหาที่ตามมาก็คือออฟฟิศที่ผ่านการใช้งานมานานย่อมมีพื้นที่ที่ถูกจัดสรรโดยแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่มากมาย การย้ายออฟฟิศให้ตอบโจทย์ของบริษัทมากขึ้นจึงเป็นเหมือนการ &#8220;นับหนึ่ง&#8221; ให้บริษัทถูกจัดระเบียบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการย้ายออฟฟิศไม่ได้จำกัดเฉพาะเมื่อบริษัท</span><b> &#8220;เติบโต&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเมื่อบริษัท </span><b>&#8220;ลดขนาด&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">เพราะคงไม่ดีแน่ ๆ หากบริษัทต้องลดจำนวนคนแต่ยังใช้พื้นที่ออฟฟิศที่ใหญ่โต ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแถมยังทำให้การติดต่อสื่อสารยากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศจะช่วยให้บริษัทเข้าถึงได้ง่ายขึ้น : </b>ที่ตั้งออฟฟิศมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าขนาด ความทันสมัย และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพราะทำเลที่ดีจะช่วยให้คนเข้าถึงออฟฟิศได้ง่าย ทั้งลูกค้า, พนักงาน รวมถึงความโล่งใจของคนที่ได้ยินว่าออฟฟิศตั้งอยู่ในจุดที่คุ้นเคยไม่ใช่พื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้การย้ายออฟฟิศให้อยู่ใกล้กับพาร์ทเนอร์อาจช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้ด้วย</p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศจะช่วยให้พนักงานตื่นตัวขึ้น : </b><span style="font-weight: 400;">การอบรมอาจไม่ได้ผลหากทำเสร็จแล้วแต่พนักงานยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ที่ไม่สามารถนำความรู้ไปทดลองใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นพื้นที่ออฟฟิศที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดตั้งพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทำเวิร์คช็อป (Workshop) หรือพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นสวัสดิการพนักงานได้อย่างเต็มที่ พื้นที่เหล่านี้จะทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย มีที่พักผ่อนหย่อนใจให้พร้อมต่อการทำงานหนัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพลังสร้างสรรค์ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการทำงาน ออฟฟิศที่คับแคบเกินไปจะทำให้หันไปทางไหนก็เจอแต่ความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของพนักงานแน่นอน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8216 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/shutterstock_120178048.jpg" alt="หมด Passion ในการทำงาน HR NOTE" width="500" height="335" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 893"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">องค์กรควรทำอย่างไร เมื่อพนักงานหมด Passion ในการทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2><b>Office Relocation การย้ายออฟฟิศส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร</b></h2>
<p><b><b>&#8211; </b>การย้ายออฟฟิศทำให้ข้าวของเสียหาย :</b><span style="font-weight: 400;"> ปฏิเสธไม่ได้ว่าการย้ายออฟฟิศต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะออฟฟิศที่มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์, อุปกรทางการแพทย์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สั่งทำเป็นพิเศษ การย้ายอุปกรณ์เหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นประจำระหว่างการทำ Office Relocation ก็คือบริษัทพยายามลดต้นทุนด้วยการใช่้บรรจุภัณฑ์คุณภาพต่ำเพราะมองว่าบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ &#8220;ใช้แล้วทิ้ง&#8221; โดยลืมไปว่าทุกอย่างในออฟฟิศมีความสำคัญเสมอ ไม่เว้นแม้แต่เอกสารเพียงหนึ่งแผ่น ดังนั้นเราควร </span><b>&#8220;กล้าลงทุน&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">กับเรื่อง Office Relocation เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด</span></p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศทำให้พนักงานบางคนลาออก : </b>เพราะพนักงานแต่ละคนมีภาระหน้าที่ต่างกัน หากออฟฟิศใหม่ย้ายไปอยู่ไกลกว่าเดิมจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเคย และ HR ไม่สามารถหาทางออกที่พึงพอใจได้ ก็มีโอกาสสูงที่พนักงานคนดังกล่าวจะตัดสินใจลาออกเพื่อหาบริษัทที่ตรงกับวิถีชีวิตมากกว่า อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าออฟฟิศที่ใหญ่ขึ้น มีระเบียบขึ้นก็สามารถโน้มน้าวให้เกิดการจ้างงานใหม่ ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นหากบริษัทสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าไรนัก</p>
<blockquote>
<h4><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ </strong></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 894"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">บริษัทต้องการให้เราย้ายไปอยู่กับบริษัทในเครือ สามารถทำได้หรือไม่</span></strong></p>
<p>ตอนนี้ทำอยู่ที่บริษัทแม่ ซึ่งมีบริษัทลูกจำนวน 5 บริษัทแต่กำลังจะถูกยุบแผนก โดยบริษัทเสนอทางเลือกให้ย้ายไปทำงานสายเดิมกับบริษัทในเครือที่ไหนก็ได้และยังคงมีสวัสดิการทุกอย่างเหมือนเดิม ในกรณีนี้ถ้าเราไม่อยากย้าย สามารถแจ้งลาออกออกและขอค่าชดเชยได้ไหม หรือบริษัทสามารถบีบให้เราอยู่ไปเรื่อย ๆ จนทนไม่ไหวและลาออกเอง</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทในเครือถือเป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้าง เพราะแม้จะเป็นเครือเดียวกัน แต่ก็เป็นคนละนิติบุคคล</span></strong></p>
<p>การย้ายบริษัทในเครือ ผมเคยบริหาร Case นี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งในแง่ของ HR ต้องพูดคุยกับพนักงานถึงเหตุผลการโอนย้าย โดยเราจะไม่สามารถลดเงินเดือนพนักงาน แต่สามารถเปลี่ยนแปลงสวัสดิการบางอย่างภายใต้ขอบเขตของงานใหม่ที่ต้องไปทำ</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1179?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 895"></a></p></blockquote>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศทำให้เสียลูกค้า : </b><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าการทำธุรกิจคือการสื่อสารสองทางเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นต้องคำนึงว่าลูกค้าประจำของเราเกิดความยุ่งยากในการทำงานและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์เสร็จแล้ว ให้สื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และอาจเชิญลูกค้ามาเยี่ยมชมออฟฟิศใหม่ระหว่างขนย้ายเพื่อให้รู้สึกคุ้นเคยและเข้าใจว่าการย้ายออฟฟิศก็ถือเป็นประโยชน์ของเขาเช่นกัน</span></p>
<p><b><b>&#8211; </b>การย้ายออฟฟิศทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น : </b><span style="font-weight: 400;">การย้ายออฟฟิศคือการเพิ่มค่าใช้จ่าย ดังนั้นบริษัทควรมีแผนการเงินรองรับเอาไว้ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายบานปลาย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจในภาพรวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><b>&#8211; </b></span><b>การย้ายออฟฟิศทำให้ธุรกิจติดขัด : </b><span style="font-weight: 400;">เพราะ</span><b> &#8220;ช่วงเปลี่ยนผ่าน&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องอาศัยเวลาในการบริหารจัดการและวางระบบสักระยะหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นการเกิดค่าใช้จ่ายที่บานปลายซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทควรวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ต้น, ปัญหาพนักงานไม่คุ้นชินกับสถานที่ใหม่ ซึ่งแก้ได้ด้วยการกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์เป็นระยะเพราะนอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมแล้วยังเปิดโอกาสให้พนักแต่ละแผนกได้พบเจอกันอีกด้วย </span><span style="font-weight: 400;">และท้ายที่สุดคือปัญหาเรื่องอุปกรณ์ใช้งานไม่ได้หลังจากย้ายออฟฟิศซึ่งจะทำให้การทำงานชะงักลง วิธีแก้ไขคือการมีคนคอยอัพเดทสถานการณ์กับพนักงานและลูกค้าเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น</span></p>
<h2><b>HR ควรบริหารจัดการเรื่อง Office Relocation อย่างไร </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>การย้ายออฟฟิศ</strong> (Office Relocation) คือ</span><b> &#8220;การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ของบริษัท แต่ในเชิง HR แล้ว ต้องยอมรับว่าการย้ายที่ทำงานส่งผลโดยตรงต่อเรื่องทรัพยากรบุคคล ดังนั้นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ HR สามารถประสานงานกับพนักงานได้ด้วยการใช้ 5 วิธีนี้</span></p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศต้องอธิบายอย่างมีเหตุผล : </b>HR ต้องบอกเรื่องการย้ายออฟฟิศกับพนักงานให้เร็วที่สุดเพื่อให้พนักงานมีเวลาเตรียมตัวและตัดสินใจว่าการย้ายที่ทำงานจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร และเพื่อให้พนักงานรับข้อมูลจากบริษัทเป็นที่แรก ไม่เข้าใจผิดด้วยข้อมูลที่พนักงานคนอื่นพูดต่อ ๆ กันมา</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><b>&#8211; </b></span><b>การย้ายออฟฟิศต้องมีเหตุผลชัดเจน : </b>HR ต้องอธิบายเหตุผลและหาแนวทางแก้ไขเอาไว้ล่วงหน้า โดยอาจเป็นการพูดคุยแบบส่วนตัว หรือพูดคุยแยกเป็นแผนกก็ได้ วิธีนี้จะทำให้พนักงานได้พูดถึงสิ่งที่กังวลใจและทำให้ HR สามารถแก้ปัญหาแบบตรงจุด โดยมีโจทย์สำคัญคือ HR ต้องเป็นผู้ฟังและผู้สนับสนุนที่ดี</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><b>&#8211; </b></span><b>การย้ายออฟฟิศไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจ : </b>HR ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับพนักงานที่ไม่พอใจโดยตรง เพราะอย่าลืมวาพนักงานทุกคนรเลือกสมัครงานเข้ามาด้วยหลากหลายเหตุผล บ้างชื่นชอบในเนื้องาน บ้างคาดหวังถึงการเติบโต และบ้างคาดหวังถึงความสะดวกสบายใจการจัดการแง่มุมอื่นของชีวิต เช่นการดูแลบุตรกับครอบครัว เป็นต้น ดังนั้น HR ต้องทำให้พนักงานเห็นพ้องต้องกันให้ได้ว่าออฟฟิศเดิมนั้นไม่เหมาะต่อการใช้งานอีกต่อไป รวมถึงออฟฟิศใหม่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของพนักงานได้อย่างไร ซึ่งถ้าพนักงานมีความเข้าใจร่วมเหมือนกันตรงนี้ก็จะช่วยให้ Office Relocation เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น</p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศต้องอาศัยการเปิดใจของ HR : </b><span style="font-weight: 400;">แม้แผนกทรัพยากรบุคคลจะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างของการบริหาร แต่ก็ต้องคำนึงถึงการรักษาบุคลากร (Employee Retention) ด้วย ดังนั้น HR ต้อง &#8220;พร้อมเปิดใจ&#8221; รับฟังเหตุผลโดยไม่มีอคติ (bias) รวมถึงหาข้อมูลไว้อ้างอิงว่าพนักงานแต่ละท่านพักอาศัยอยู่ที่ใด, การเดินทางไปออฟฟิศใหม่ที่ง่ายที่สุดทำอย่างไร, บริษัทควรสรรหารถรับ-ส่งจากจุดที่ตั้งเดิมหรือไม่ การเตรียม &#8220;ทางเลือก&#8221; เอาไว้ล่วงหน้าจะทำให้พนักงานเห็นถึงความใส่ใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะก่อให้เกิด &#8220;ความเชื่อใจ&#8221; ตามมา</span></p>
<p><b>&#8211; การย้ายออฟฟิศต้องรายงานความคืบหน้าเป็นประจำ : </b><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่ HR แจ้งวันที่และเหตุผลในการย้ายที่ทำงานแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องรายงานเรื่องพัฒนาการของออฟฟิศใหม่เป็นระยะอีกด้วย วิธีนี้จะทำให้พนักงานรู้สึก &#8220;เป็นส่วนหนึ่ง&#8221; ของการเปลี่ยนแปลง ไม่ถูกทิ้งไว้กลางทาง และประมาณได้ว่าควรเตรียมตัวเพื่อโยกย้ายอย่างไร ทั้งนี้แนะนำให้บริษัทใช้ช่องทางสื่อสารให้หลากหลาย เช่นอีเมลล์, จัดประชุม, ติดป้าย เป็นต้น เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานมีโอกาสรับรู้ข่าวสารเท่า ๆ กัน</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>การย้ายออฟฟิศ</strong> (Office Relocation) เป็นบริบทสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความเปลี่ยนแปลงของบริษัททั้งในแง่ของการเติบโต และในแง่ของการลดขนาดปรับโครนสร้างเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะ HR ที่เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้บริหารและพนักงาน นอกจากนี้การย้ายออฟฟิศยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าบริษัท <strong>&#8220;มีวิสัยทัศน์&#8221;</strong> ต่ออนาคตอย่างไร ใส่ใจพนักงานแค่ไหน หรือกล่าวได้ว่า Office Relocation ที่ดีสามารถยกระดับบริษัทให้เติบโตได้อย่างแข็งแรงขึ้น ดังนั้นประสบการณ์ของ HR คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การย้ายออฟฟิศราบรื่นและเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Office Relocation : HR ควรทำอย่างไรเมื่อต้องย้ายออฟฟิศ 896" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">Source</strong></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3wTRsBD" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3wTRsBD</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3yXWLkR" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3yXWLkR</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3NG2TSM" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3NG2TSM</a></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/new-leader-220526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 May 2022 14:51:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหน้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/new-leader-220526/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การขึ้นเป็นผู้นำมือใหม่ (New Leader) ไม่ว่าจะในระดับเล็กหรือใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเป็นผู้นำไม่ได้อาศัยแค่ทักษะการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องมีทักษะการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีอีกด้วย ในที่นี้ HR สามารถเข้ามามีบทบาทได้เลย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าระยะ 90 วันแรกหลังจากรับตำแหน่งเป็นช่วงที่สำคัญมากสำหรับผู้นำมือใหม่ (New Leader) เพราะเป็นถือเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่พนักงานคนอื่น ๆ จะใช้ตัดสินว่าผู้นำคนใหม่ดีพอสำหรับทีมหรือไม่ ดังนั้นผู้ที่ได้รับตำแหน่งจึงควรสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ตลอดจนวางแผนงานในภาพรวมอย่างรัดกุมโดยเร็วที่สุด สิ่งที่ผู้นำคนใหม่ (New Leader) ต้องทำก็คือการพิจารณาว่าหน่วยงานควรสร้างสรรค์แนวทางทำงานแบบใหม่ หรือต่อยอดจากแนวทางเดิมแต่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากความเป็นจริงและศักยภาพของเพื่อนร่วมงาน  สิ่งที่ผู้นำมือใหม่ (New Leader) ไม่ควรทำก็คือการคิดมาก ทะนงตัว และไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้จะไปลดความเชื่อมั่นของเพื่อนร่วมงาน และส่งผลเสียโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัท ดังนั้นบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้นำควรและไม่ควรทำคืออะไร เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นให้ทุกคนเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน การขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ว่าจะในระดับธุรกิจ SME บริษัทมหาชน หรืองานใหญ่อย่างการบริหารบ้านเมือง ก็ล้วนเป็นสิ่งที่น่ายินดีและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเป็นผู้นำไม่ได้อาศัยแค่ทักษะด้านการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีทักษะด้านบริหารจัดการที่ดี เพื่อใช้เป็นรากฐานในการผลักดันโครงการตลอดจนเพื่อโน้มน้าวให้เพื่อนร่วมงานพร้อมร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม  “ผู้นำที่ดี” ไม่ใช่เรื่องง่าย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การขึ้นเป็นผู้นำมือใหม่ (New Leader) ไม่ว่าจะในระดับเล็กหรือใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเป็นผู้นำไม่ได้อาศัยแค่ทักษะการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องมีทักษะการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีอีกด้วย ในที่นี้ HR สามารถเข้ามามีบทบาทได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าระยะ 90 วันแรกหลังจากรับตำแหน่งเป็นช่วงที่สำคัญมากสำหรับผู้นำมือใหม่ (New Leader) เพราะเป็นถือเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่พนักงานคนอื่น ๆ จะใช้ตัดสินว่าผู้นำคนใหม่ดีพอสำหรับทีมหรือไม่ ดังนั้นผู้ที่ได้รับตำแหน่งจึงควรสร้างความประทับใจแรก (First Impression) ตลอดจนวางแผนงานในภาพรวมอย่างรัดกุมโดยเร็วที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ผู้นำคนใหม่ (New Leader) ต้องทำก็คือการพิจารณาว่าหน่วยงานควรสร้างสรรค์แนวทางทำงานแบบใหม่ หรือต่อยอดจากแนวทางเดิมแต่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากความเป็นจริงและศักยภาพของเพื่อนร่วมงาน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ผู้นำมือใหม่ (New Leader) ไม่ควรทำก็คือการคิดมาก ทะนงตัว และไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้จะไปลดความเชื่อมั่นของเพื่อนร่วมงาน และส่งผลเสียโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัท ดังนั้นบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้นำควรและไม่ควรทำคืออะไร เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นให้ทุกคนเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18929" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/COVER-600x370-1.png" alt="หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก" width="600" height="370" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 915" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/COVER-600x370-1.png 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/COVER-600x370-1-300x185.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ว่าจะในระดับธุรกิจ SME บริษัทมหาชน หรืองานใหญ่อย่างการบริหารบ้านเมือง ก็ล้วนเป็นสิ่งที่น่ายินดีและน่ากังวลไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเป็นผู้นำไม่ได้อาศัยแค่ทักษะด้านการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีทักษะด้านบริหารจัดการที่ดี เพื่อใช้เป็นรากฐานในการผลักดันโครงการตลอดจนเพื่อโน้มน้าวให้เพื่อนร่วมงานพร้อมร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม </span></p>
<p>“ผู้นำที่ดี”<span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปหากเราเริ่มต้นอย่างถูกต้อง เพราะ </span>“ความประทับใจแรก” (First Impression)<span style="font-weight: 400;"> คือสิ่งชี้เป็นชี้ตายของผู้นำที่พนักงานบางคนใช้ตัดสินว่าบุคคลดังกล่าวเหมาะสมกับตำแหน่งที่เหนือกว่าตนหรือไม่ ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวและเข้าใจคำว่า </span>“ภาวะผู้นำ”<span style="font-weight: 400;"> มากขึ้น เราขออธิบายถึงสิ่งที่</span> “ผู้นำควรทำ” <span style="font-weight: 400;">เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งวันแรก ดังต่อไปนี้</span></p>

<h2>ผู้นำคนใหม่ (New Leader) ต้องทำอะไรในวันแรก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการทำงานทุกประเภทล้วนมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา โดยเฉพาะการเป็นผู้นำคนใหม่ที่รับตำแหน่งต่อมาจากคนอื่น เหตุนี้การทำให้ทุกฝ่ายพอใจคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้นำต้องทำคือการใช้เวลา 90 วันแรกที่ได้ตำแหน่งอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยคุณ</span>ไมเคิล วัทกินส์ <span style="font-weight: 400;">(Michael Watkins) ผู้ก่อตั้งบริษัท</span> Genesis Advisers <span style="font-weight: 400;">และผู้เขียนหนังสือเรื่อง </span><a href="https://www.amazon.com/First-90-Days-Strategies-Expanded/dp/1422188612?fbclid=IwAR3oiFIYhZMBoEPNhlj3Py9gJq3kyfNMn5l_jfiGFncV3AvKpCjMcVZw9bM" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The First 90 Days</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้กล่าวไว้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ถ้าคุณไม่วางแผนงานล่วงหน้าเอาไว้ให้ดี ก็เตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดตามมาได้เลย” </span></i><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้คุณ</span>แมรี่ ชาพิโร่<span style="font-weight: 400;"> (Mary Shapiro) ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR และผู้เขียนหนังสือเรื่อง </span><a href="https://www.amazon.com/HBR-Guide-Leading-Teams/dp/1633690415" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HBR Guide to Leading Teams </span></a><span style="font-weight: 400;"> ก็ได้ย้ำในประเด็นเดียวกันว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ถ้าผู้นำไม่ยอมเหนื่อยตอนเริ่ม ก็ต้องไปเหนื่อยตอนหลังแน่นอน” </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ผู้นำหน้าใหม่สามารถก้าวสู่ตำแหน่งได้อย่างเต็มภาคภูมิ เราได้แบ่งหัวข้อที่คุณ</span> “ต้องทำ” <span style="font-weight: 400;">ในการเข้างานวันแรกเอาไว้ ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9018 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_304390607-1.jpg" alt="ผู้นำที่ดี Leader" width="500" height="334" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 916"></p>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ต้องสร้าง First Impression ที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความประทับใจแรกคือสิ่งที่จะฝังอยู่ในความรู้สึกของคนที่ได้สัมผัสเป็นเวลานาน ดังนั้นผู้นำที่ดีคือผู้ที่รู้ว่าควรสร้างความประทับใจแรกกับเพื่อนร่วมงานอย่างไร ควรเน้นเรื่องไหน หลีกเลี่ยงเรื่องไหน แต่งตัวแบบไหน เป็นต้น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือบางคนไปเข้าว่าการเป็นผู้นำคือต้องเด็ดขาดและน่าเชื่อถือ ซึ่งแม้จะเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่กลับนำเสนอด้วยความหยาบกระด้างและพยายามอวดอ้างสรรพคุณจนเกินควร วิธีนี้นอกจากจะทำให้เรื่องราวของตนเองไม่น่าสนใจแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าถูกยัดเยียดจนอาจไม่ยอมรับในตัวของผู้นำคนใหม่ตั้งแต่วันแรกไปโดยปริยาย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8103 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/Culture-and-Hiring-1.jpg" alt="Culture and Hiring" width="600" height="370" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 917"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการมี</span> First Impression<span style="font-weight: 400;"> ที่ดีคือการตั้งใจศึกษาข้อมูลของบริษัทหรือหน่วยงานที่เราจะเข้าไปเป็นผู้นำให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร, ระบบการทำงาน ตลอดจนชีวิตประจำวันในออฟฟิศ เพราะการ &#8220;รู้เขารู้เรา&#8221; ล่วงหน้าจะช่วยลดความแปลกแยก และไม่ทำให้เราเผลอไปออกนโยบายที่ขัดแย้งกับแนวทางเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือจนเกิดความลำบากใจต่อคนในทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ผู้นำคนใหม่ยังควรสร้าง </span>“Early Win” <span style="font-weight: 400;">หมายถึงการทำโปรเจคอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จในเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นการเวิร์คช็อปภายในทีมก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้ทีมเห็นว่าคุณมีวิธีการบริหารจัดการชิ้นงานอย่างไร และเพื่อกระตุ้นความตื่นตัวในเชิงจิตวิทยาให้กับพนักงานไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-leader-not-control/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10406 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/pexels-alexas-fotos-2220337-1.jpg" alt="ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องควบคุม และไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกน้องกลัว" width="600" height="370" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 918"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220204-leader-not-control/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องควบคุม และไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกน้องกลัว</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3 style="text-align: left;">เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ต้องไม่เอาแต่พูดเรื่องงาน แต่ให้โฟกัสเรื่องการสร้างทีมก่อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำทันทีคือการทำความรู้จักกับทีม และพยายามสร้างบรรยากาศที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจที่สุดเสียก่อน โดยหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องงาน ทั้งนี้วิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดปฐมนิเทศขึ้นทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อรับฟังเรื่องราวของพนักงานว่ามีสิ่งที่อยากให้ช่วยแก้ไขหรือไม่ ก่อนที่จะเสริมด้วยกิจกรรมสนุก ๆ เพื่อละลายพฤติกรรมและเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าในช่วงรับตำแหน่งใหม่ ๆ ผู้นำควร </span>“คุยแล้วคุยอีก”<span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุม, อบรม, โทรศัพท์, ส่งอีเมลล์ หรืออะไรก็ได้ จนเริ่มรู้สึกว่าการประสานงานของทีมดีขึ้น เพราะการมีปฏิสัมพันธ์จะช่วยวางระบบของทีม ตลอดจนช่วยให้พนักงานกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญที่สุดก็คือผู้นำที่ดีควร </span>“ขอบคุณให้เป็น” <span style="font-weight: 400;">ไม่วางตัวเองเหนือกว่าคนในทีมจนเข้าถึงได้ยากเด็ดขาด</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 919"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">หัวหน้าจะสร้างทีมเวิร์กที่ดี ไม่ให้คนในทีมขี้อิจฉ หรือชิงดีชิงเด่นกันเองได้อย่างไร</span></p>
<p>ที่ถามก็เพราะคิดว่าปัญหานี้อาจเกิดจากการบริหารของตัวเองด้วยที่ไม่ได้สนับสนุนให้พนักงานร่วมมือร่วมใจกัน เลยอยากมาปรึกษาเพื่อน ๆ ในตำแหน่งผู้จัดการด้วยกัน, HR ว่าเราสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างยังยืนด้วยวิธีใดบ้าง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การบริหารทีม ไม่ต้องมองหาใครอื่น นอกจากตัวเรา</span></p>
<p>ถ้าเราชอบคนที่ทำงาน เราจะได้คนทำงาน เราชอบคนทำสไลด์ เราจะได้เทพทำสไลด์ ถ้าเราลำเอียงเล่นการเมือง เราจะได้คนเล่นการเมืองในทีม นี่คือข้อคิดจาก HR ที่เคยทำงานกับผู้บริหารระดับสูงครับ</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/605?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 920"></a></p></blockquote>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีการปฐมนิเทศภายในทีมแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาที่ผู้นำต้องมีก็คือทักษะด้าน &#8220;การรับฟังที่ดี&#8221; เพราะหากเราแค่ปล่อยให้พนักงานพูดในสิ่งที่คิดแต่เราไม่เก็บมาต่อยอดหรือปรับปรุงแก้ไขเลย การพูดคุยนั้น ๆ ก็จะไม่เกิดประโยชน์แม้แต่นิดเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฟังนอกจากจะทำให้เรารู้จักทัศนคติของเพื่อนร่วมงานดีขึ้นแล้ว ยังทำให้พนักงานกล้านำเสนอไอเดีย หรือวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องจำเป็นกับเรามากขึ้น ซึ่งในฐานะของงานบริหารแล้วถือเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยทำให้ทีมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเหนือยิ่งไปกว่าการฟังก็คือการตั้งคำถามต่อทันทีว่าสิ่งที่รับรู้มานั้นจะถูกทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร อย่างเช่นถ้าพนักงานเล่าถึงความไม่สบายต่อพนักงานแผนกอื่น ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่าควรประสานงานกับ HR ในแง่มุมใด, เจรจาอย่างไร หรือจะปฏิเสธการร่วมงานกับคนที่เป็นต้นตอของปัญหาอย่างไร</span></p>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ต้องอธิบายวิธีทำงานให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำแต่ละคนมีวีธีคิดไม่เหมือนกัน และอย่าลืมว่าโดยปกติแล้วแม้ผู้นำจะเปลี่ยน แต่พนักงานส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่เดิม ดังนั้นผู้นำคนใหม่ควรอธิบายให้ชัดเจนว่ารูปแบบทำงานของตนเป็นอย่างไร การตัดสินใจละเรื่องเกิดขึ้นด้วยทัศนคติแบบใด รวมถึงมีวิธีประเมินผลการทำงานของพนักงานแต่ละท่านอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจว่าพนักงานทุกคนล้วนอยากสร้างผลงานให้ตอบโจทย์ที่ผู้นำตั้งเอาไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นการรู้ระเบียบการทำงานตั้งแต่วันแรกจะทำให้พนักงานตั้งเป้าหมายได้อย่างถูกต้องเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะไปยกระดับคุณภาพการทำงานของทีมแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้นำคนใหม่ </span>“จริงใจต่อการเปลี่ยนผ่าน” <span style="font-weight: 400;">ไม่ตัดสินการทำงานของทีมโดยไม่บอกแนวทางใด ๆ ให้กับพนักงานอย่างที่ผู้นำมือใหม่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้นำทุกคนถูกคาดหวังก็คือ “ผลลัพธ์ที่ดี” ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากทีมไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นหน้าที่ของผู้นำก็คือการตั้ง “เป้าหมายที่เป็นไปได้” โดยอ้างอิงกับขอบเขตอำนาจและศักยภาพของทีมเป็นหลัก การตั้งเป้าหมายใหม่ตั้งแต่ต้นจะทำให้มีเวลาศึกษามากขึ้น ได้ลองผิดลองถูกเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามอีกหน้าที่หนึ่งของผู้นำนอกเหนือจากการสร้างเป้าหมายใหม่ก็คือการ “ต่อยอด” เป้าหมายเดิมที่ทีมหรือผู้นำคนก่อนเริ่มเอาไว้ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้นำใหม่บางคนเลือกที่จะต่อยอดเฉย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่ความจริงแล้วการนำแผนงานเดิมมาพูดคุยร่วมกันกับทีมเพื่อหาแนวทางพัฒนาหรือปรับปรุงให้เหมาะกับการทำงานของทีมใหม่เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า มิฉะนั้นงานดังกล่าวก็อาจกลายเป็นของแปลกที่ขัดแย้งกับแนวทางของทีมไปโดยปริยาย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190910-smart-organization-goal/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-8512 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_320549678-1.jpg" alt="SMART" width="500" height="330" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 921"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190910-smart-organization-goal/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การนำหลักการ SMART มาตั้งเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ผู้นำคนใหม่ (New Leader) ไม่ควรทำอะไรในวันแรก</h2>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ไม่ควรต่อต้านแนวทางเดิมอย่างสิ้นเชิง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะมองว่าแนวทางที่บริษัทเคยเป็นอยู่จะถูกต้องหรือไม่ แต่อย่าลืมว่ามันคือแนวทางที่ผลักดันบริษัทมานานก่อนที่คุณจะเข้ามาสู่ตำแหน่งด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่จะมีพนักงานบางส่วนที่คุ้นชินกับรูปแบบการทำงานหรือวัฒนธรรมองค์กรที่สืบเนื่องมาจากแนวทางดังกล่าว ดังนั้นหากคุณต้องการนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ก็อย่าลืมหาเหตุผลไว้อธิบายว่ามันดีกว่าของเดิมอย่างไร และพนักงานต้องทำอย่างไรหากต้องการไปสู่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ โดยอ้างอิงจากความเป็นจริงขององค์กรในขณะนั้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-5-manager-biases/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10780 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-17.13.49.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 17.13.49" width="600" height="370" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 922"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-5-manager-biases/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">5 อคติ ที่คนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักถูกครอบงำ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3 style="text-align: left;">เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ไม่ควรเลือกฟังความเห็นจากคนเพียงไม่กี่คน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะบอกว่าหน้าที่ของผู้นำคือการรับฟังให้มาก แต่บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเขาสามารถรับฟังความเห็นจากคน ๆ เดียวในปริมาณมากได้ ทั้งที่ความจริงแล้วควรเน้นไปที่ “จำนวนคน” ต่างหาก เพราะการรับฟังความเห็นจากคนจำนวนน้อยจะทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบทุกด้าน นอกจากนี้หากพบว่าในทีมมีคนที่เข้าสังคมไม่เก่ง ผู้นำที่ดีควรหาทางดึงบุคคลเหล่านั้นเข้ามาสู่วงสนทนาและร่วมในการตัดสินใจต่าง ๆ ด้วย มิฉะนั้นก็ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นทีมที่ขับเคลื่อนด้วยพนักงานทุกคนอย่างแท้จริง</span></p>
<h3>เมื่อทำงานวันแรก ผู้นำคนใหม่ไม่ควรคิดมาก</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องธรรมดาที่พอคนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งแล้ว ก็อยากทำผลงานให้ดีไม่มีข้อผิดพลาด แต่รู็ไหมว่าการคิดมากเกินไปกลับนำไปสู่ผลร้ายมากกว่าผลดี โดยเฉพาะกับการตัดสินใจบางอย่างที่ต้องทำด้วยความรวดเร็ว (เช่น ธุรกิจการเงิน, หุ้น เป็นต้น) การเฝ้ารอด้วยความรัดกุมอาจทำให้ผลประโยชน์ของบริษัทลดลงตามความผันผวนของสถานการณ์ ดังนั้นผู้นำที่ดีควรเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในประสิทธิภาพที่ทำให้ตัวเองก้าวมาถึงจุดนี้ ไม่ตื่นตระหนกต่อภาระหน้าที่ใหม่ ๆ และกล้าตัดสินใจโดยอาศัยประสบการณ์ของตัวเองได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกอย่างคือต้องเข้าใจว่าการซุบซิบนินทาสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ให้เราทำใจสบาย ๆ แม้ได้ยินข้อมูลแบบใดมาก็ตาม แล้วค่อยหาโอกาสชี้แจงในประเด็นที่ต้องการในลำดับต่อไป</span></p>
<h2>5 เคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญอยากบอกคนที่ได้เป็นผู้นำมือใหม่ (New Leader)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นมุมมองของการเป็นผู้นำมากขึ้น เราได้นำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของ <a href="http://councils.forbes.com/forbescoachescouncil" target="_blank" rel="noopener">Forbes Coaches Council</a> จำนวน 5 ท่าน ที่ได้พูดถึง</span> &#8220;องค์ความรู้&#8221; <span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์ และเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากย้อนกลับไปบอกตัวเองในวันที่ได้ตำแหน่ง &#8220;ผู้นำ&#8221; เป็นครั้งแรก</span></p>
<h3>1. ผู้นำคือคนที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานเติบโตขึ้น</h3>
<div class="profile">
<div class="__photo"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11440 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/PIPPIN.png" alt="PIPPIN" width="369" height="369" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 923"></div>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: arial, helvetica, sans-serif;">&#8220;ฉันคิดว่าตัวเองควรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมให้แข็งแรงมากกว่านี้ เพราะสมัยก่อนฉันคิดว่าเพื่อนร่วมงานเป็นเพียงกลไกที่ทำให้งานของฉันเสร็จเท่านั้น ไม่ใช่คนที่จะทำให้ฉันเติบโตขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็เข้าใจว่าทุกคนคือเบื้องหลังของความสำเร็จ ฉันย้ำให้ทุกคนมั่นใจว่าผู้นำคือคนที่จะช่วยให้ขีวิตของพนักงานดีขึ้น ดังนั้นเวลามีเพื่อนร่วมทีมได้เลื่อนตำแหน่ง ฉันก็จะรู้สึกว่ากำลังทำบางสิ่งที่ถูกต้องมาก ๆ อยู่&#8221; </span><br />
<span style="font-size: 12pt;">&#8211; ดอน พิพพินส์ (Don Pippin) จากบริษัท area|Talent</span></p>
</div>
<h3>2. ผู้นำคือคนที่พร้อมปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์</h3>
<div class="profile">
<div class="__photo"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11444 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/DAN.png" alt="หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก" width="375" height="375" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 924"></div>
<div class="__description">
<p><span style="font-weight: 400; font-size: 12pt; font-family: arial, helvetica, sans-serif;">&#8220;ผู้นำที่ดีต้องเป็นคนยืดหยุ่นและปรับตัวได้ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบใดก็ตาม การเป็นผู้นำไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้วจะถูกทุกอย่าง กลับกันผู้นำจะต้องหัดปรับตัวและรู้ว่าควรหยิบสิ่งไหนมาใช้ในตอนไหน หากทำได้คุณก็จะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จแน่นอน&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">&#8211; แดน ไรอัน (Dan Ryan) จากบริษัท Ryan Partners</span></p>
</div>
</div>
<h3>3. ผู้นำคือคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี</h3>
<div class="profile">
<div class="__photo">
<p><span style="font-size: 12pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11445 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Lori.png" alt="หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก" width="372" height="372" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 925"></span></p>
</div>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: arial, helvetica, sans-serif;">&#8220;แม้หลายคนจะบอกว่าหลักการของการเป็นผู้นำที่ดีคือการให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเพื่อนร่วมทีม แต่รู้ไหมว่านอกจากการดูแลคนอื่นแล้ว &#8220;การดูแลตัวเอง&#8221; กลับเป็นสิ่งที่ผู้นำเผลอมองข้ามไปมากที่สุด ดังนั้นเราควรเริ่มจากการกลับมาใส่ใจตัวเอง แต่งตัวอย่างไร, พูดจาอย่างไร, สภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร และหากคุณทำได้ก็จะกลายเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จแน่นอน&#8221;</span></p>
<div class="__description">
<p><span style="font-size: 12pt;">&#8211; ลอรี่ คูห์น (Lori Kuhn) จากบริษัท  Thrive &#8211; a human development company</span></p>
</div>
</div>
<h3>4. ผู้นำคือใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฉลาดที่สุด</h3>
<div class="profile">
<div class="__photo"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-11446 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/MEL.png" alt="หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก" width="337" height="337" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 926"></div>
<div class="__description">
<p><span style="font-weight: 400; font-size: 12pt; font-family: arial, helvetica, sans-serif;">&#8220;คำว่าผู้นำอาจทำให้หลายคนคิดไปเองโดยปริยายว่าต้องเป็นคนที่ฉลาด หรือเก่งที่สุดในบริษัท แต่ฉันพิสูจน์มาแล้วว่ามันไม่จริงเลย สิ่งสำคัญของผู้นำคือการทำงานหนัก, ความซื่อสัตย์, ทักษะการสื่อสารและการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่างหาก สุดท้ายนี้จงจำไว้เสมอว่าผู้นำที่ดีจะไม่พยายามบอกว่าตัวเองเก่งที่สุดในทีม&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">&#8211; เมลานีย์ โทวีย์ (Melanie Towey) จากบริษัท Melanie Anne, LLC</span></p>
</div>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 927"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">ประโยคที่บอกว่า &#8220;ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเป็นหัวหน้า&#8221; เป็นเรื่องจริงไหม</span></p>
<p>ผมพบว่าบุคคลิคภาพของตัวเองไม่ได้สอดคล้องกับการเป็นผู้นำ คำถามคือแล้วผมต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ และผมสามารถฝึกทักษะตัวเองเพื่อเป็นหัวหน้าที่ดีได้ไหม อย่างไร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ความเป็นผู้นำไม่ได้มากับตำแหน่ง ไม่ได้มากับอายุ เราทุกคนฝึกได้ค่ะ<br />
</span></p>
<p>อย่าเพิ่งบอกตัวเองว่า เรามีบุคลิกภาพไม่สอดคล้องกับการที่จะเป็นผู้นำ เราทุกคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับประสบการณ์, วุฒิภาวะ, คุณค่าที่เราให้กับสิ่งนั้นๆ และอื่น ๆ</p>
<div>การตั้งเป้าที่จะฝึกตัวเองให้เป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นคือจุดเริ่มต้นที่ถูกแล้วค่ะ วิธีการคิดง่าย ๆ คือนึกถึงตอนที่เราเป็นลูกน้อง อะไรที่เราไม่อยากให้หัวหน้าทำทั้งด้านพฤติกรรมและคำพูด เราก็ควรไม่ทำสิ่งนั้น ขณะเดียวกันถ้ามีอะไรที่เราประทับใจ เราก็เลือกทำสิ่งนั้นแทน</div>
<div></div>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/450?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 920"></a></p></blockquote>
<h3>5. ผู้นำคือคนที่กล้ายอมรับความผิดพลาด</h3>
<div class="profile">
<div class="__photo">
<p><span style="font-size: 12pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11447 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/LISA.png" alt="หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก" width="370" height="370" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 929"></span></p>
</div>
<div class="__description">
<p><span style="font-weight: 400; font-size: 12pt; font-family: arial, helvetica, sans-serif;">&#8220;ฉันเรียนรู้ว่าผู้นำที่ดีคือคนที่ยอมรับความผิดพลาด ขอโทษผู้อื่น และแก้ไขสถานการณ์จากร้ายเป็นดีได้เสมอ ความผิดพลาดไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นความแข็งแกร่งต่างหาก การมองหาสิ่งที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นไปไม่ได้ มีแต่จะทำให้เสียสุขภาพจิต ดังนั้นควรใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเพื่อร่วมกันสร้างผลงานที่เกิดประโยชน์ต่อบริษัทในภาพรวมมากกว่า&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">&#8211; ลิซ่า มารีย์ (Lisa Marie) จากบริษัท Thinking, Inc</span></p>
</div>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 919"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">การขอโทษลูกน้องทำให้เราดูเป็นผู้นำที่อ่อนแอไหมครับ</span></p>
<p>ในกรณีที่เราทำบางอย่างพลาดจริง ๆ แล้วทำให้ทีมได้รับผลกระทบตามมา เราควรขอโทษไหมครับ หรือปล่อยผ่านแล้วไม่ต้องทำพลาดซ้ำก็พอ แล้วปล่อยให้ลูกน้องลืม ๆ ไปเอง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การขอโทษไม่ใช่เรื่องหน้าอาย แต่การไม่ขอโทษเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ</span></p>
<p>ยิ่งคนที่เป็นผู้นำต้องรับทั้งผิดและรับทั้งชอบ เพราะลูกน้องก็มีหัวใจ มีจิตใจ มีความเป็นมนุษย์ สิ่งนี้แหละที่ผู้นำหลายคนขาดไป ดังนั้นหากเราเป็นผู้นำ ก็ต้องกล้ารับผิดและขอโทษให้เป็น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/690?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 920"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าสิ่งสำคัญที่ &#8220;ผู้นำมือใหม่&#8221; ต้องให้ความสำคัญก็คือการโฟกัสไปที่เป้าหมายทีละขั้นตอน ไม่รีบคิดแบบก้าวกระโดดจนสร้างความกดดันให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ผู้นำที่ดีต้องรู้จักใช้ทีม และมีวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญการเป็นผู้นำจะง่ายขึ้นมากหากรากฐานทุกอย่างถูกวางไว้ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งวันแรก และจะง่ายขึ้นอีกหากเราเริ่มศึกษาหาความรู้ในสายงานและวัฒนธรรมองค์กรของธุรกิจที่เราสนใจรอเอาไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานแน่นอนไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะของพนักงานทั่วไปหรือกำลังก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำก็ตาม</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="New Leader หัวหน้า ผู้บริหาร ประธานบริษัท ผู้นำควรทำอย่างไรเมื่อได้ตำแหน่งวันแรก 932" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3lHwEXG" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3lHwEXG</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3PGpJvv" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3PGpJvv</a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3lGVKWt" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3lGVKWt</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/kanban-board-220526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 May 2022 12:21:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Kanban Board]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/kanban-board-220526/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Kanban Board คือเครื่องมือ Project Management แบบ Agile ที่มีลักษณะเป็นกระดานและการ์ด ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่ใช้งานได้เห็นภาพและช่วยควบคุม Workflow ทั้งหมด ทั้งงานที่ต้องทำและงานที่กำลังทำอยู่ด้วย แนวคิดพื้นฐานของ Kanban Board คือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการทำงานเป็นระบบเมื่องานหรือโปรเจกต์นั้น ๆ มีการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย ๆ ทีม เช่น ทีมก่อนหน้าทำเสร็จแล้วจะส่งงานต่อให้ทีมต่อไปทำก็จะแปะไว้บน Kanban Board ซึ่งทีมต่อไปก็จะรู้เลยว่างานที่กำลังจะเข้ามาคืองานอะไร และเมื่อแต่ละฝ่ายทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทีมก็จะนำงานเหล่านั้นมารวมให้กลายเป็นงานชิ้นเดียวกัน การนำ Kanban Board เข้ามาใช้ในการทำงานจะทำให้ทีมเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน ช่วยจำกัดจำนวนงานที่กำลังทำอยู่เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรจะโฟกัสกับงานไหนก่อน จะได้ทำงานนั้น ๆ ออกมาให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการสะเปะสะปะในการทำงานได้ ด้วยข้อดีของรูปแบบการใช้งาน Kanban Board ที่จะแสดงผลออกมาผ่านตัวการ์ด ช่วยให้ทีมทำความเข้าใจกับ Workflow ของโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น ในบทความก่อน ๆ เราได้พูดถึงหลักการทำงานแบบ Agile กันไปก่อนแล้ว ซึ่ง Agile แปลว่ารวดเร็วว่องไว มีจุดกำเนิดมาจากการผลิตซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Kanban Board คือเครื่องมือ Project Management แบบ Agile ที่มีลักษณะเป็นกระดานและการ์ด ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่ใช้งานได้เห็นภาพและช่วยควบคุม Workflow ทั้งหมด ทั้งงานที่ต้องทำและงานที่กำลังทำอยู่ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แนวคิดพื้นฐานของ Kanban Board คือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการทำงานเป็นระบบเมื่องานหรือโปรเจกต์นั้น ๆ มีการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย ๆ ทีม เช่น ทีมก่อนหน้าทำเสร็จแล้วจะส่งงานต่อให้ทีมต่อไปทำก็จะแปะไว้บน Kanban Board ซึ่งทีมต่อไปก็จะรู้เลยว่างานที่กำลังจะเข้ามาคืองานอะไร และเมื่อแต่ละฝ่ายทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทีมก็จะนำงานเหล่านั้นมารวมให้กลายเป็นงานชิ้นเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การนำ Kanban Board เข้ามาใช้ในการทำงานจะทำให้ทีมเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน ช่วยจำกัดจำนวนงานที่กำลังทำอยู่เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรจะโฟกัสกับงานไหนก่อน จะได้ทำงานนั้น ๆ ออกมาให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการสะเปะสะปะในการทำงานได้ ด้วยข้อดีของรูปแบบการใช้งาน Kanban Board ที่จะแสดงผลออกมาผ่านตัวการ์ด ช่วยให้ทีมทำความเข้าใจกับ Workflow ของโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42290" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73.webp" alt="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ" width="600" height="370" title="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ 938" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-73-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ในบทความก่อน ๆ เราได้พูดถึงหลักการทำงานแบบ <a href="https://www.marketingoops.com/news/agile-working/" target="_blank" rel="noopener">Agile</a><span style="font-weight: 400;"> กันไปก่อนแล้ว ซึ่ง Agile แปลว่ารวดเร็วว่องไว มีจุดกำเนิดมาจากการผลิตซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น จนกลายมาเป็นปัจจัยการทำงานที่ขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งที่นิยมทั่วโลก สิ่งที่มากับ Agile ก็คือหลักวิธีปฏิบัติที่มีประโยชน์ต่อการทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้จะแชร์เครื่องมือที่มาช่วยให้การทำงานของเราเป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่วยให้ HR บริหารจัดการพนักงานได้สะดวก รวดเร็ว ทันท่วงที เพราะเรื่องของคนรอไม่ได้อยู่แล้ว การนำวิธีการทำงานแบบใหม่ ๆ มาช่วยก็จะทำให้ HR เพิ่มความเร็วและคล่องตัวให้กับการบริหารจัดการงานต่าง ๆ ซึ่งสำคัญมากกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ </span>Kanban Board</p>
<h2>Kanban Board คืออะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือที่ว่าที่จะมาช่วยพัฒนาการทำงานของเราให้เร็วขึ้นก็คือ Kanban Board (อ่านว่า คัมบังบอร์ด) เป็นเครื่องมือ </span><a href="https://www.engineerjob.co/2019/06/21/project-management-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Project Management</span></a><span style="font-weight: 400;"> แบบ Agile ที่มีลักษณะเป็นกระดานและการ์ด ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่ใช้งานได้เห็นภาพและช่วยควบคุม Workflow ทั้งหมด ทั้งงานที่ต้องทำและงานที่กำลังทำอยู่ด้วย โดยจะถูกแบ่งออกเป็นหลาย ๆ คอลัมน์เพื่อแสดงสถานะการทำงานต่าง ๆ เช่น To Do, Doing, Done ฯลฯ แล้วแต่คนใช้จะสะดวกและเข้าใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่งานในบริษัทหลาย ๆ ส่วนหรือแม้แต่งาน HR ก็เป็นงานประเภทจับต้องไม่ได้ หมายถึงหากเทียบกับพวกงานร้านอาหารที่เราจะเห็นขั้นตอนอย่างชัดเจนว่าตอนนี้อาหารที่ลูกค้าสั่งอยู่ที่ขั้นตอนไหนแล้ว เชฟกำลังปรุงอาหาร หรือถึงขั้นตอนเตรียมเสิร์ฟ อะไรทำนองนี้ ดังนั้นงานแบบเรา ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นขั้นตอนด้วยตาเปล่าได้ก็เหมาะแก่การใช้ Kanban Board มาช่วยจัดการการทำงานให้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11431 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/anban-cards-main-pic-scaled-1.jpeg" alt="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ" width="600" height="370" title="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ 939"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดพื้นฐานของ Kanban Board คือสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการทำงานเป็นระบบเมื่องานหรือโปรเจกต์นั้น ๆ มีการโคกันระหว่างหลาย ๆ ทีม ตัวอย่างเช่น ทีมก่อนหน้าทำเสร็จแล้วจะส่งงานต่อให้ทีมต่อไปทำก็จะแปะไว้บน Kanban Board ซึ่งทีมต่อไปก็จะรู้เลยว่างานที่กำลังจะเข้ามาคืองานอะไร และเมื่อแต่ละฝ่ายทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทีมก็จะนำงานเหล่านั้นมารวมให้กลายเป็นงานชิ้นเดียวกัน (หรืออาจจะใช้กันภายในทีมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะงานที่ทำระหว่างทีม)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Kanban Board จึงเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้ทั้งทั้งตัวพนักงานและทั้งทีมได้มองเห็นงานเหล่านั้นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีอะไรบ้าง ทำถึงขั้นตอนไหนแล้ว จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพรวมของงานไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนขึ้น และเข้าใจตรงกันมากขึ้น</span></p>
<p><strong><em><span style="text-align: center;">คำว่า Kanban มีที่มาจากไหน?</span></em></strong></p>
<div class="focused-block">
<p>Kanban Board มีจุดกำเนิดขึ้นในปี 1940 จากบริษัท Toyota โดยวิศวกรที่ชื่อว่า Taiichi Ohno ซึ่ง Kanban (คัมบัง) เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าการ์ด (Card) จริง ๆ แล้วก็คือ Card Board นั่นเอง</p>
<p>Toyota ได้นำ Kanban Board มาใช้ก็เพื่อควบคุมและจัดการงานและสินค้าคงคลังในทุกขั้นตอนของการผลิตอย่างเหมาะสมที่สุด และที่ต้องใช้ Kanban Board ก็เพราะว่างานของบริษัทส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตที่เรียกว่า <a href="https://greedisgoods.com/mass-production-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/" target="_blank" rel="noopener">Mass Production</a> เป็นส่วนหนึ่งในแนวคิด Lean ด้วย ซึ่งใน Lean จะมีระบบการผลิตอยู่อย่างหนึ่ง คือแต่ละแผนกจะผลิตวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อเก็บไว้ใช้ในการผลิตส่วนอื่น ๆ หรือขายให้กับลูกค้าโดยไม่สนว่าจะมี Demand เกิดขึ้นจริงอยู่เท่าไหร่ คือผลิตไปก่อนเยอะ ๆ ระบบการผลิตแบบนี้เรียกว่า <a href="https://evisualcontrol.com/podcasts/push-pull-system/" target="_blank" rel="noopener">Push System</a></p>
<p>Toyata จึงเกิดแนวคิดแบบ Pull System ขึ้นมาเพื่อป้องกันการสูญเปล่าของสิ่งที่ผลิตออกมาแล้ว เรียกว่า Just in Time คือระบบการผลิตที่ถ้าหากจะผลิตชิ้นส่วนหรือสินค้าใด ๆ ออกมาได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับระบบ Push System โดยจะใช้ Kanban Board เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาความสูญเปล่านี้</p>
</div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-7763 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note-3.jpg" alt="LEAN HR Note" width="600" height="370" title="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ 940"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">5 หลักการระบบลีน (LEAN) วิธีการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>วิธีใช้และหลักการ Kanban Board ในการทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเครื่องมือ Kanban Board จะมีลักษณะเป็นบอร์ดที่แสดงถึงสเตตัสงานหรือโปรเจกต์ใด ๆ ของทีม โดยจะมีตัวโพสต์อิทหรือการ์ด ที่แสดงถึงงานที่ต้องทำแปะอยู่ตามคอลัมน์นั้น ๆ โดยหลัก ๆ Kanban Board จะแบ่งออกเป็นสเตตัสพื้นฐานทั้งหมด 3 สเตตัสด้วยกัน คือ To Do, Doing และ Done สเตตัสเหล่านี้ทุกคนในทีมสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของคอลัมน์สเตตัสทั้งหมด แต่ละทีมหรือแต่ละองค์สามารถกำหนดได้เองตามความเหมาะสมว่าอยากให้มีอะไรบ้างบนบอร์ด และที่สำคัญเราสามารถกำหนดได้ด้วยว่าในแต่ละช่องจะให้มีงานอยู่ในนั้นได้ทั้งหมดกี่งาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมมุตว่า To Do มีได้ 5 งาน, Doing มีได้แค่ 3 งาน ส่วน Backlog หรือ Done จะมีทั้งหมดกี่งานก็ได้ (เพราะเป็นงานที่ต้องทำกับงานที่เสร็จแล้ว) การที่เราจำกัดจำนวนงานในแต่ละคอลัมน์เอาไว้ก็เพื่อให้พนักงานได้โฟกัสกับงานอย่างเต็มที่ ทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ต้องกังวลกับงานที่ยังมาไม่ถึง หรือถ้าเยอะเกินไปพนักงานอาจรู้สึกว่างานโหลด แล้วท้อไปซะก่อนก็เป็นได้เหมือนกัน</span></p>
<h2>ตัวอย่างการใช้ Kanban Board</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างจาก Toyota ที่แรกที่ริเริ่มการใช้ Kanban Board ก็คือ Toyota จะใช้ Kanban Board ในการบอกรายละเอียดทั้งหมดของขั้นตอนการผลิตในแต่ละครั้งว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนทั้งหมดกี่ชิ้นเพื่อให้ผลิตออกมาได้พอดีกับความต้องการของลูกค้า สมมติว่าบริษัทรับออเดอร์มาจากลูกค้า คือรถยนต์ 1 คัน แต่รถยนต์ 1 คันนั้นจะใช้ชิ้นส่วนทั้งหมด 1,000 ชิ้น ส่วนของฝ่ายประกอบสินค้าก็จะเริ่มทำงานโดยแปะการ์ดบน Kanban Board เพื่อบอกฝ่ายผลิตว่าจะต้องผลิตชิ้นส่วนออกมา 1,000 ชิ้นในการประกอบเป็นรถยนต์ 1 คัน แต่ในการผลิตชิ้นส่วนก็ต้องมีวัตถุดิบด้วยเหมือนกัน ฝ่ายผลิตก็จะแปะการ์ดบน Kanban Board ให้ฝ่ายวัตถุดิบได้รู้ว่าต้องการอะไรบ้างเพื่อให้ทำการจัดหาวัตถุดิบมาให้ </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220520-agile-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11371 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/1-min-1110x740-600x370-1.jpeg" alt="1 min 1110x740 600x370 1" width="600" height="370" title="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ 941"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220520-agile-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2 class="__title" style="text-align: left;">แนะนำเว็บใช้งาน Kanban Board Free</h2>
</div>
<div class="focused-block">
<p><span style="font-weight: 400;">ซอฟต์แวร์ที่ HREX อยากแนะนำสำหรับการใช้งาน Kanban Board ก็คือตัว ClickUp ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานอยู่เหมือนกัน เจ้าตัว ClickUp นี้ถือว่าเป็น Project Management Tool ที่ค่อนข้างโดดเด่นและครบครัน เพราะมีสโลแกนว่า All-in-one App เริ่มต้นใช้งานฟรี ฟีเจอร์ให้เลือกหลากหลาย custom เองได้หลายแบบตามความต้องการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Kanban Board ของ ClickUp ช่วยให้ทีมเห็นภาพรวมของการทำงานได้ดีมาก ดูรายละเอียดได้เลยว่าตอนนี้งานถึงไหนแล้ว รายละเอียดเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้ Project Manager สามารถกระจาย Workload ของทีมได้ </span><span style="font-weight: 400;">ทดลองใช้ ClickUp ได้ที่นี่</span><a href="blank"><span style="font-weight: 400;"> https://bit.ly/3jKItcK</span></a></p>
</div>
<h2>ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ Kanban Board</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำ Kanban Board เข้ามาใช้ในการทำงานจะทำให้ทีมเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน ช่วยจำกัดจำนวนงานที่กำลังทำอยู่เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรจะโฟกัสกับงานไหนก่อน จะได้ทำงานนั้น ๆ ออกมาให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการสะเปะสะปะในการทำงานได้ ด้วยข้อดีของรูปแบบการใช้งาน Kanban Board ที่จะแสดงผลออกมาผ่านตัวการ์ด ช่วยให้ทีมทำความเข้าใจกับ Workflow ของโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น มองเห็นชัดว่าตอนนี้ความคืบหน้าของงานหรือโปรเจกต์ที่กำลังทำอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว ขั้นตอนไหนที่ทำจบไปแล้วหรือติดปัญหาอยู่ก็จะรับรู้ได้ทันที รวมถึงมองเห็นความเร็วความช้าของงานในแต่ละส่วนด้วย เพื่อจะได้พัฒนาปรับปรุงกันต่อไป</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคนี้อะไรก็ต้องรวดเร็วทันใจ ตอบสนองได้ไวไปหมด การมีเครื่องมือดี ๆ ที่ช่วยพัฒนาการทำงานให้ไวขึ้นและเป็นระบบมากขึ้นย่อมเกิดผลดีต่อการทำงานอยู่แล้ว Kanban Board จึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานสำหรับองค์กรยุคใหม่ ทำให้พนักงานเห็นภาพรวมการทำงานแบบเดียวกัน โดยเฉพาะทีม HR ที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองต่อพนักงานและผู้บริหารองค์กร นอกจากทีม HR ใช้กันเองแล้วก็ยังสามารถกระจายวิธีการไปให้กับทีมอื่น ๆ ในองค์กรได้ด้วย เพื่อที่จะให้องค์กรพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและยั่งยืน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Kanban Board เครื่องมือสุดล้ำจากญี่ปุ่นที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ 942"></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://thegrowthmaster.com/blog/kanban-board" target="_blank" rel="noopener">The Growth Master</a></li>
<li><a href="https://anontawong.com/2015/12/15/kanban-board/" target="_blank" rel="noopener">Anontawong</a></li>
<li><a href="https://th.jugomobile.com/kanban-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A-kanban-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88/30139/" target="_blank" rel="noopener">Jugomobile</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/workplace-hygiene-220525/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 May 2022 04:37:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Workplace Hygiene]]></category>
		<category><![CDATA[ความสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/workplace-hygiene-220525/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Workplace Hygiene เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ หากต้องการให้พนักงานทำงานในออฟฟิศอย่างมีความสุข แต่ละวันพนักงานออฟฟิศจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมงในที่ทำงานหรือเกือบครึ่งวันด้วยซ้ำ โดยจุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลักประกอบไปด้วยโต๊ะทำงาน, ห้องอาหาร, ห้องน้ำ และสุขอนามัยของพนักงานแต่ละคน Workplace Hygiene ที่ดีจะทำให้พนักงานมีความสุข มีทัศนคติที่ดี และมีความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนเจ็บป่วยจนต้องลางานซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งบุคลากรและบริษัทในภาพรวม Workplace Hygiene คือรากฐานที่สำคัญของบริษัท เพราะมีผลสำรวจออกมาแล้วว่าความสะอาดถือเป็นสิ่งที่พนักงานใช้อ้างอิงว่าบริษัทมีมุมมองต่อพวกเขาอย่างไร และมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจร่วมงานหรือลาออก Workplace Hygiene เน้นย้ำเรื่องความสะอาดของห้องน้ำเสมอ เพราะถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่พนักงานทุกคนต้องใช้ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น HR ควรจัดการให้ทุกฝ่ายมีวินัย ตลอดจนปรึกษากับทีมบริหารเพื่อจัดเตรียมห้องน้ำให้เพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง มนุษย์ทุกคนจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน, ร้านค้า, โรงเรียน หรือสถานที่แบบใดก็ตาม นั่นหมายความว่าเราอาจต้องใช้เวลาในสถานที่ดังกล่าวมากกว่าการอยู่บ้านด้วยซ้ำ ดังนั้นการรักษาความสะอาดในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยดูแลด้านสุขอนามัยของพนักงาน ตลอดจนช่วยรักษาบรรยากาศการทำงานให้มีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะคงไม่มีใครหรอกที่อยากเจอห้องน้ำกลิ่นเหม็น, ห้องประชุมขยะล้น หรือแม้แต่เจอเพื่อนร่วมงานสกปรก หลังจากที่ต้องเคร่งเครียดอยู่กับงานมาทั้งวัน Workplace Hygiene จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ต้องออกนโยบายให้ดีที่สุด เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์รวมถึงความเชื่อมั่นของพนักงานที่มีต่อบริษัท โดยมีผลวิจัยออกมาว่าออฟฟิศที่สกปรกอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้พนักงานอยากลาออกเลยด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปรู้จักวิธีบริหารจัดการแบบมืออาชีพ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Hygiene เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ หากต้องการให้พนักงานทำงานในออฟฟิศอย่างมีความสุข</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แต่ละวันพนักงานออฟฟิศจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมงในที่ทำงานหรือเกือบครึ่งวันด้วยซ้ำ โดยจุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลักประกอบไปด้วยโต๊ะทำงาน, ห้องอาหาร, ห้องน้ำ และสุขอนามัยของพนักงานแต่ละคน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Hygiene ที่ดีจะทำให้พนักงานมีความสุข มีทัศนคติที่ดี และมีความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนเจ็บป่วยจนต้องลางานซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งบุคลากรและบริษัทในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Hygiene คือรากฐานที่สำคัญของบริษัท เพราะมีผลสำรวจออกมาแล้วว่าความสะอาดถือเป็นสิ่งที่พนักงานใช้อ้างอิงว่าบริษัทมีมุมมองต่อพวกเขาอย่างไร และมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจร่วมงานหรือลาออก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Workplace Hygiene เน้นย้ำเรื่องความสะอาดของห้องน้ำเสมอ เพราะถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่พนักงานทุกคนต้องใช้ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น HR ควรจัดการให้ทุกฝ่ายมีวินัย ตลอดจนปรึกษากับทีมบริหารเพื่อจัดเตรียมห้องน้ำให้เพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดเวลา</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11415 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/people-taking-care-office-cleaning-scaled.jpg" alt="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร" width="600" height="370" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 951"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง มนุษย์ทุกคนจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน, ร้านค้า, โรงเรียน หรือสถานที่แบบใดก็ตาม นั่นหมายความว่าเราอาจต้องใช้เวลาในสถานที่ดังกล่าวมากกว่าการอยู่บ้านด้วยซ้ำ ดังนั้นการรักษาความสะอาดในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยดูแลด้านสุขอนามัยของพนักงาน ตลอดจนช่วยรักษาบรรยากาศการทำงานให้มีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะคงไม่มีใครหรอกที่อยากเจอห้องน้ำกลิ่นเหม็น, ห้องประชุมขยะล้น หรือแม้แต่เจอเพื่อนร่วมงานสกปรก หลังจากที่ต้องเคร่งเครียดอยู่กับงานมาทั้งวัน</span></p>
<p>Workplace Hygiene <span style="font-weight: 400;">จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ต้องออกนโยบายให้ดีที่สุด เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์รวมถึงความเชื่อมั่นของพนักงานที่มีต่อบริษัท โดยมีผลวิจัยออกมาว่าออฟฟิศที่สกปรกอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้พนักงานอยากลาออกเลยด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปรู้จักวิธีบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของ Workplace Hygiene </span></p>

<h2>ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เมื่อออฟฟิศสกปรก อันตรายกว่าที่คิด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะไปพูดถึงแนวทางการรักษาความสะอาดของออฟฟิศ เราอยากให้ผู้อ่านเห็นภาพตรงกันก่อนว่า</span> &#8220;ที่ทำงานของเราสกปรกกว่าที่คิด&#8221;<span style="font-weight: 400;"> และมีเชื้อโรคมากมายที่มองไม่เห็นแฝงตัวอยู่ในทุกตารางนิ้ว จนกล่าวได้ว่าการทำงานในห้องน้ำอาจปลอดภัยกว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มี</span><a href="https://www.healthline.com/health-news/how-to-not-touch-your-face" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่ามือของพนักงานออฟฟิศจะสัมผัสกับแบคทีเรียประมาณ 10 ล้านตัวต่อวันโดยจุดแพร่เชื้อหลักประกอบด้วยคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์, เครื่องถ่ายเอกสาร, ประตูห้อง, ตู้กดน้ำ เป็นต้น และปกตินั้นมนุษย์จะนำมือมาสัมผัสใบหน้าประมาณ 16 ครั้งต่อชั่วโมง จึงไม่แปลกหากวัยทำงานจะเป็นช่วงที่ร่างกายของเราต้องเสี่ยงต่อความเจ็บป่วยมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ </span><a href="https://www.bing.com/search?q=University+of+Arizona+hygiene+office&amp;cvid=0b3c9421a6394a1a92040ba64724e358&amp;aqs=edge..69i57j0.6927j0j4&amp;FORM=ANAB01&amp;PC=ASTS" target="_blank" rel="noopener">University of Arizona</a><span style="font-weight: 400;"> ยังเสริมเพิ่มอีกว่าแก้วน้ำสาธารณะในออฟฟิศถึง 90% มีเชื้อโรคที่อันตรายต่อสุขภาพ และการกดชักโครกในแต่ละครั้งจะทำให้มีเชื้อโรคแพร่กระจายในระยะ 6 ฟุตรอบห้องน้ำ โดยเชื้อโรคดังกล่าวจะลอยอยู่ในอากาศถึง 2 ชั่วโมง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอันตรายที่เกิดจากความสกปรกในที่ทำงานเท่านั้น การรักษาความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตในวัยทำงานของคุณดีขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<h2>ออฟฟิศสะอาด vs ออฟฟิศสกปรก Workplace Hygiene ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราบอกว่าออฟฟิศที่สกปรกจะทำให้งานออกมาแย่ลง เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวล้วนส่งอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของผู้คนเสมอ และเพื่อเป็นการอธิบายให้เห็นภาพ เราขอเล่าถึงประโยชน์ของการมีออฟฟิศที่สะอาด ถูกสุขอนามัย ดังนี้</span></p>
<p>&#8211; ออฟฟิศสะอาดจะช่วยให้พนักงานมีอารมณ์และทัศนคติดีขึ้น :<span style="font-weight: 400;"> การมาถึงออฟฟิศแต่เช้าและเห็นความสะอาด เป็นระเบียบจะช่วยให้พนักงานเริ่มต้นวันด้วยความปลอดโปร่งและพร้อมรับมือกับความตึงเครียดมากขึ้น</span></p>
<p>&#8211; ออฟฟิศสะอาดจะช่วยให้พนักงานจดจ่ออยู่กับงานได้ดีขึ้น : <span style="font-weight: 400;">ความสกปรกจะไปหันเหความสนใจของพนักงานและทำให้เกิดความเครียด ลองนึกดูว่าหากเรากำลังคิดงานอย่างจริงจังแต่ห้องประชุมดันมีกลิ่นเหม็น หรืออยากไปเข้าห้องน้ำแต่ไปเจอกับความสยดสยอง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เสียอารมณ์จนส่งผลกระทบกลับมาสู่ชิ้นงานได้</span></p>
<p>&#8211; ออฟฟิศสะอาดจะช่วยให้พนักงานใกล้ชิดกันมากขึ้น : <span style="font-weight: 400;">หากออฟฟิศเต็มไปด้วยขยะและความสกปรก พนักงานส่วนใหญ่คงอยากนั่งอยู่ที่โต๊ะส่วนตัวและคอยบริหารจัดการแค่ในพื้นที่ของตนเป็นหลัก แต่ถ้าออฟฟิศสะอาด พนักงานก็จะมีพื้นที่ส่วนกลางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ทำให้พนักงานแต่ละแผนกได้มานั่งร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของบุคลากรในภาพรวม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9520 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_298205393-1.jpg" alt="Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการบริหารใจคน" width="500" height="334" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 952"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการใช้บริหารใจคน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p style="text-align: left;">&#8211; ออฟฟิศสะอาดจะช่วยให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงขึ้น : <a href="https://hbr.org/2015/12/proof-that-positive-work-cultures-are-more-productive" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review</span></a><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าวัฒนธรรมองค์กรในแง่บวกจะช่วยให้การทำงานงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบุคลากรจะก้าวข้ามการก่อปัญหาที่ไม่จำเป็น (Toxicity) ไปโดยปริยาย ที่สำคัญยังมีการพิสูจน์มาแล้วว่า “วัฒนธรรมองค์กร” มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของผู้สมัครควบคู่ไปกับปัจจัยทางด้านการเงินเดือนและสวัสดิการ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 437px;">
<tbody>
<tr style="height: 437px;">
<td style="width: 100%; height: 437px;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9722 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/1101.2.jpg" alt="1101.2" width="787" height="413" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 953"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>&#8211; ออฟฟิศสะอาดจะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีขึ้น : <span style="font-weight: 400;">การทำความสะอาดออฟฟิศเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้มาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการทำงาน นอกจากนี้ยังช่วยให้พนักงานสามารถเก็บวันลาป่วย (Sick Leave) ไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นมากกว่าต้องมาเสียโอกาสไปเพราะความสกปรกที่เราควบคุมได้หากมีนโยบายที่เหมาะสม</span></p>
<h2>ออฟฟิศสกปรกส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีผลสำรวจจาก</span> Kimberly Clark <span style="font-weight: 400;">ระบุว่าโดยปกติแล้วพนักงานบริษัทจะเข้าห้องน้ำราว 3-4 ครั้งต่อวัน และมีถึง 71% ที่มองว่าความสะอาดของห้องน้ำสะท้อนถึงทัศนคติของผู้บริหาร นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจาก </span>The Bradley Corporation<span style="font-weight: 400;"> ที่ระบุว่ามีบุคลากรถึง 83% ที่มองว่</span><a href="https://www.enviropitt.com/bad-restroom-hygiene-and-employee-retention/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">าความสะอาดของห้องน้ำคือตัวชี้วัดว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพนักงานของตนอย่างไร</span></a><span style="font-weight: 400;"> ขณะเดียวก็มีข้อมูลที่น่าสนใจว่ามีพนักงาน 1 ใน 4 ที่ลาออกหรือมีความต้องการลาออกเพราะออฟฟิศสกปรก, กว่าครึ่งที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวเพื่อเปิดประตูหรือจับสิ่งของสาธารณะ, กว่า 75% ที่มองว่าความสะอาดของออฟฟิศคือสาเหตุที่เลือกทำงานในบริษัทนั้น ๆ </span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 954"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">Employer Branding คืออะไร และสำคัญอย่างไรในยุคปัจจุบัน</span></strong></p>
<p>ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คำว่า Employer Branding เพราะพิสูจน์กันแล้วว่าเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาพนักงานเดิมและโน้มน้าวให้คนสมัครงานเข้ามามากขึ้นได้จริง ดังนั้นการทำ Employer Branding ควรให้ความสำคัญกับอะไร และทำไปใช้อะไรได้อีกบ้าง</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: Employer Branding คือ การตีตราจองให้พนักงานใหม่เลือกสมัครเข้ามาร่วมงานกับเรา และเพื่อรักษาพนักงานเดิมเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจในองค์กร</span></strong></p>
<p>ขออนุญาตแชร์ในมุมมองของการตลาดด้าน HR ครับ</p>
<div>&#8211;   ตราสินค้า (Brands) คือ การตีตราจองลูกค้าด้วยการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า</div>
<div>&#8211;   นายจ้าง (Employers) คือ นายจ้าง / องค์กร ซึ่ง Employers มีลูกค้าในด้านทรัพยากรมนุษย์ คือ พนักงาน (Employees)</div>
<div>&#8211;   พนักงาน (Employees) คือ พนักงานขององค์กรทั้งพนักงานปัจจุบันและพนักงานในอนาคต (ที่มีประสิทธ์ภาพ หรือ Talent People)</div>
<div></div>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/807?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 955"></span></a></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าปัจจุบันการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อีกต่อไป การทำงานและความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นการเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อผลักดันศักยภาพของพนักงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ วิสัยทัศน์ของบริษัทยุคใหม่จึงสามารถเห็นได้จากวิธีบริหารพื้นที่ส่วนกลาง, ห้องอาหาร, ห้องน้ำ, การจัดเตรียมถังขยะ เป็นต้น จึงไม่แปลกหากจะมีพนักงานที่อยากลาออกเพราะไม่พอใจกับสุขอนามัยในที่ทำงาน เพราะมันไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่าความไม่ใส่ใจของบริษัทอาจทำให้พนักงานไปไม่ถึงเป้าหมาย (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190510-career-development/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่ตนตั้งไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นบริษัทที่สกปรกอาจไม่สามารถโน้มน้าวหรือรั้งพนักงานที่มีฝีมือเอาไว้ได้เลย ทั้งนี้ต้องแยกระหว่างความสกปรกกับความไร้ระเบียบอย่างที่</span><a href="https://www.businessinsider.com/why-google-encourages-having-a-messy-desk-2014-9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> Google เลือกใช้</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพราะการไม่ใส่ใจกับการดูแลอย่างเต็มที่เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีจินตนาการถือเป็นคนละเรื่องกัน</span></p>
<h2>HR สามารถวางโครงสร้างเรื่องห้องน้ำในออฟฟิศได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่าสุขอนามัยที่ดีคือรากฐานความสำเร็จและถือเป็นดั่ง “หน้าตา” ของออฟฟิศ โดย </span>“ความสะอาดของห้องน้ำ” <span style="font-weight: 400;">ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำเร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่ง</span>สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา <a href="https://www.osha.gov/laws-regs/standardinterpretations/2006-02-02" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">(OSHA</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้นำเสนอจำนวนห้องน้ำที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานเอาไว้ ดังนี้</span></p>
<p>&#8211; พนักงาน 16-35 คน : <span style="font-weight: 400;">ควรมีห้องน้ำอย่างน้อย 2 ห้อง</span></p>
<p>&#8211; พนักงาน 36-55 คน :<span style="font-weight: 400;"> ควรมีห้องน้ำอย่างน้อย 3 ห้อง</span></p>
<p>&#8211; พนักงาน 56-80 คน : <span style="font-weight: 400;">ควรมีห้องน้ำอย่างน้อย 4 ห้อง</span></p>
<p>&#8211; พนักงาน 81-110 คน : <span style="font-weight: 400;">ควรมีห้องน้ำอย่างน้อย 5 ห้อง</span></p>
<p>&#8211; พนักงาน 111-150 คน : <span style="font-weight: 400;">ควรมีห้องน้ำอย่างน้อย 6 ห้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากบริษัทมีพนักงานมากกว่า 150 คน ให้เพิ่มจำนวนห้องน้ำไปเรื่อย ๆ ในอัตราพนักงาน 40 คน ต่อห้องน้ำ 1 ห้อง นอกจากนี้ต้องเฉลี่ยให้เหมาะสมกับเพศสภาพของพนักงานในบริษัทแต่ละแห่งตามสมควรอีกด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220507-back-to-the-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10943 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/mental-health-care-sketch-diagram.jpg" alt="mental health care sketch diagram" width="600" height="370" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 956"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220507-back-to-the-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Back to the office: หากกลับมาทำงานออฟฟิศ HR ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะช่วยลดขยะ และสร้างความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสุขอนามัยในออฟฟิศก็คือการออกนโยบายเพื่อกระตุ้นให้พนักงานทุกคนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน และนี่คือแนวทางเบื้องต้นที่ HR สามารถนำไปปรับใช้ตามสมควร</span></p>
<p>&#8211; ต้องกำหนดให้มีวันทำความสะอาดออฟฟิศประจำปี <span style="font-weight: 400;">: คุณแอชลีย์ ไวท์ (Ashley White) หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ American Productivity &amp; Quality Center (APQC) กล่าวว่าบริษัทควรมีวันทำความสะอาดใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ช่วงวันหยุดหน้าร้อน และวันหยุดปลายปี </span><i><span style="font-weight: 400;">(เปรียบกับบริบทของประเทศไทยคือช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์และวันหยุดปีใหม่ &#8211; ผู้เขียน)  </span></i></p>
<p>&#8211; ต้องกำหนดกฎเกณฑ์ของพื้นที่ส่วนกลางให้ชัดเจน : <span style="font-weight: 400;">บริษัทควรชี้แจงนโยบายด้านความสะอาดและสุขอนามัยให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นการแช่อาหารในตู้เย็น บริษัทอาจมีข้อกำหนดว่าสิ่งของด้านใดทั้งหมดจะถูกทิ้งทุกสัปดาห์ ส่วนใครที่อยากแช่ไว้นานกว่านั้นต้องติดชื่อและวันที่ให้ชัดเจน ทั้งนี้มีการพิสูจน์แล้วว่าการเพิ่ม </span>“ความเป็นเจ้าของ”<span style="font-weight: 400;"> (Ownership) จะทำให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนมากขึ้น</span></p>
<p>&#8211; ต้องช่วยเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานเสมอ : <span style="font-weight: 400;">คงเป็นเรื่องแปลกหากบริษัทรณรงค์เรื่องความสะอาดแต่ไม่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดเตรียมเอาไว้ โดย HR อาจต้องคุยกับผู้บริหารเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ชัดเจน โดยในเบื้องต้นอาจต้องพยายามนำเสนออุปกรณ์เหล่านั้นให้อยู่ในสายตาของพนักงานเสมอเพื่อกระตุ้นเชิงจิตวิทยาว่าพวกเขามีหน้าที่ทำความสะอาดออฟฟิศตามสมควรด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังควรเตรียมถังขยะเอาไว้ในทุกพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน</span></p>
<p>&#8211; ต้องกำหนดหน้าที่ด้านการทำความสะอาดให้ชัดเจน : <span style="font-weight: 400;">ในบางบริษัทอาจใช้วิธีแบ่งหน้าที่กันเป็นวันหรือช่วงเวลาในลักษณะเดียวกับการทำเวรในสถานศึกษา อย่างไรก็ตามบริษัทสามารถแยกย่อยโดยใช้วิธีแบ่งตามแผนกหรือสายงานในออฟฟิศก็ได้ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านหรือพนักงานทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว </span></p>
<p>&#8211; ต้องกล้าชื่นชมและตำหนิพนักงานในที่สาธารณะ : <span style="font-weight: 400;">แนวทางนี้อาจไม่ได้ดีที่สุด แต่จะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ถึงขีดจำกัดจริง ๆ โดยวิธีคือการติดภาพหรือชื่อของพนักงานที่ไม่รักษาความสะอาดลงบนบอร์ด หรือแจ้งในที่ประชุมรวม ทั้งนี้ต้องย้ำอีกครั้งว่าเป็นแนวทางที่สุ่มเสี่ยง HR ต้องพิจารณาแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญอธิบายในเรื่องนี้ว่าแม้การรักษาความสะอาดจะไม่ใช่หน้าที่หลักที่บริษัทว่าจ้างพนักงานเข้ามา แต่ในมุมหนึ่งมันคือเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรรับผิดชอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์องค์กรทั้งต่อพนักงานคนอื่น ๆ ตลอดจนคู่ค้าทางธุรกิจที่อาจมาเยือนออฟฟิศโดยไม่ทันตั้งตัว เรื่องพื้นฐานเหล่านี้สามารถชี้วัดความสำเร็จของบริษัทได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9329 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/brooke-cagle-g1Kr4Ozfoac-unsplash-1.jpg" alt="Employee Engagementทำไมเป็นศัพท์สำคัญที่ HR ควรรู้" width="600" height="370" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 957"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไม Employee Engagement ถึงเป็นคำศัพท์สำคัญที่ HR ควรรู้</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>HR ควรทำอย่างไรกับพนักงานที่ไม่ดูแลตัวเองและไม่รักษาความสะอาด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสกปรกในที่ทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสถานที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดูแลตัวเองจนอาจสร้างความลำบากใจให้ผู้อื่น ดังนั้น HR ในฐานะฝ่ายบริหารทรัพยาบุคคลจึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยสามารถใช้แนวทางเบื้องต้นเหล่านี้</span></p>
<p>&#8211; HR ไม่ควรแอบนำสารระงับกลิ่นกายไปวางบนโต๊ะโดยไม่บอกกล่าว : <span style="font-weight: 400;">นี่คือวิธีแรกที่หลายคนคิดเพราะมองว่าว่าการแอบส่งสัญญาณให้พนักงานทราบแบบอ้อม ๆ จะช่วยป้องกันความอับอายได้ อย่างไรก็ตามหากมองในแง่จิตวิทยาแล้ว วิธีนี้จะยิ่งทำให้พนักงานคนดังกล่าวรู้สึกระแวง, รู้สึกผิด จนอาจปลีกตัวออกจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ และอาจเลวร้ายจนถึงขั้นลาออก เพราะเขาอาจคิดได้ว่าตนกำลังถูกใครสักคนจ้องจับผิดหรือกำลังถูกหัวเราะเยาะอยู่</span></p>
<p>&#8211; HR ควรเปิดอกคุยกันแบบตัวต่อตัว : <span style="font-weight: 400;">HR ควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ควรพูดบ่อย ๆ หรือปล่อยให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่สำคัญควรแสดงให้พนักงานคนดังกล่าวเห็นว่าเราอยู่ในสถานะ “ผู้ช่วยเหลือ” ที่อยากให้เขาทำงานได้อย่างสบายใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน โดยเน้นย้ำว่าบทสนทนานี้จะไม่มีใครได้ยินเด็ดขาด วิธีนี้นอกจากจะได้ผลแล้ว ยังทำให้พนักงานเชื่อมั่นในตัว HR มากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p>&#8211; HR ควรรับฟังพนักงานและเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมที่สุด : <span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าแม้สุขอนามัยจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่จิตใจของผู้รับสารก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น HR ควรสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกขณะพูดคุยของพนักงานคนดังกล่าวจนแน่ใจว่าพร้อมต่อการรับฟังแล้วจึงเข้าประเด็นที่ต้องการ</span></p>
<p>&#8211; HR ควรสังเกตว่าพนักงานคนดังกล่าวมีปัญหาอื่น ๆ ซ่อนอยู๋หรือไม่ : <span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วกลิ่นเหม็นของคนมักมาจากเหงื่อที่แห้งติดเสื้อ แต่เหงื่อที่มากกว่าปกติอาจเกิดจากความวิตกกังวล, ความตื่นเต้น หรือความเจ็บป่วยบางอย่างได้ ดังนั้น HR ควรสอบถามให้แน่ใจว่าพนักงานคนดังกล่าวมีสุขภาพเป็นอย่างไร และหากยืนยันได้ว่ามีต้นเหตุจากเรื่องนี้ ก็สามารถนำไปคุยกับผู้บริหารเพื่อทำกิจกรรมลดความเครียด หรือสนับสนุนเรื่องการรักษาตามสมควร</span></p>
<p>&#8211; HR ควรติดตามผลลัพธ์เสมอ :<span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามผลว่าพนักงานคนดังกล่าวมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็สามารถเก็บวิธีการแก้ไขเป็นประสบการณ์ไว้รับมือกับสถานการณ์ในอนาคต แต่หากไม่ดีขึ้นก็อาจใช้วิธีเรียกตัวมาคุยอีกครั้งเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดก่อนที่ปัญหาของพนักงานคนเดียวจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อผลประกอบการของธุรกิจเข้าจริง ๆ</span></p>
<h2>บทสรุป Workplace Hygiene</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดแล้วการรักษาความสะอาดคือเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับคนในวัยทำงานที่ใช้เวลากว่าครึ่งวันที่ออฟฟิศ และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการปรับทัศนคติเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าที่ทำงานก็เป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่ต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด แค่นี้จะเป็นออฟฟิศเล็กหรือใหญ่ก็สามารถพุ่งเป้าไปที่จุดหมายเดียวกันได้อย่างสบายใจแน่นอน </span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Workplace Hygiene ขยะล้น ห้องน้ำเหม็น เพื่อนร่วมงานสกปรก HR จะช่วยจัดการเรื่องความสะอาดในออฟฟิศได้อย่างไร 958" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources : </strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3lDJDcK" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3lDJDcK</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3yQsdkZ" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3yQsdkZ</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3MXrQJL" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3MXrQJL</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; <a href="https://bit.ly/3acl1oR" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3acl1oR</a></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Work without Jobs อนาคตการทำงานยุคใหม่ที่กำลังมาแรง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220521-work-without-jobs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 May 2022 07:58:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Work without Jobs]]></category>
		<category><![CDATA[งาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220521-work-without-jobs/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ดร.จอห์น บูโดรว (Dr. John Boudreau) นักวิทยาศาสตร์การวิจัยอาวุโสและศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการจัดการองค์กร จาก Marshall School of Business ได้กล่าวในงาน ETHRWorld NexTech Middle East Summit 2022 เกี่ยวกับ Work without Jobs ว่า “Work without Jobs นั้นมีความยืดหยุ่น ไร้กรอบ และถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นไปทั่วโลก” Work without Jobs หรือการทำงานแบบที่ไม่มีงานให้ทำนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีงานให้ทำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการช่วยให้ผู้บริหารได้คิดเรื่องงานแบบมองการณ์ไกลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่งานตรงหน้า และกระตุ้นให้พวกเขามีวิธีการคิดอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น Work without Jobs นำเราไปสู่โจทย์ใหม่ของการทำงาน ดังนั้นระบบการทำงานแบบใหม่นี้มีหลักการ 4 ประการ คือ เริ่มด้วยการกำหนดงาน รวมมนุษย์เข้ากับระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ พิจารณาการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับงานที่เกิดจากมนุษย์ และสุดท้ายคือปล่อยให้พนักงานที่มีความสามารถหลั่งไหลเข้ามาทำงานกันให้ได้มากที่สุด ว่ากันว่าสามสิ่งที่หล่อเลี้ยงระบบการทำงานแบบเดิม ๆ มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ได้แก่ ตัวงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ดร.จอห์น บูโดรว (Dr. John Boudreau) นักวิทยาศาสตร์การวิจัยอาวุโสและศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการจัดการองค์กร จาก Marshall School of Business ได้กล่าวในงาน ETHRWorld NexTech Middle East Summit 2022 เกี่ยวกับ Work without Jobs ว่า “Work without Jobs นั้นมีความยืดหยุ่น ไร้กรอบ และถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นไปทั่วโลก”</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Work without Jobs หรือการทำงานแบบที่ไม่มีงานให้ทำนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีงานให้ทำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการช่วยให้ผู้บริหารได้คิดเรื่องงานแบบมองการณ์ไกลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่งานตรงหน้า และกระตุ้นให้พวกเขามีวิธีการคิดอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Work without Jobs นำเราไปสู่โจทย์ใหม่ของการทำงาน ดังนั้นระบบการทำงานแบบใหม่นี้มีหลักการ 4 ประการ คือ เริ่มด้วยการกำหนดงาน รวมมนุษย์เข้ากับระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ พิจารณาการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับงานที่เกิดจากมนุษย์ และสุดท้ายคือปล่อยให้พนักงานที่มีความสามารถหลั่งไหลเข้ามาทำงานกันให้ได้มากที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ว่ากันว่าสามสิ่งที่หล่อเลี้ยงระบบการทำงานแบบเดิม ๆ มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ได้แก่ ตัวงาน (The work itself) คนทำงาน (Those who work) และสถานที่ทำงาน (Where the work is done) ซึ่ง “คนทำงาน” ที่มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูงมักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ ส่วนกำลังอื่น ๆ จะต้องมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันในการส่งเสริมความสำเร็จขององค์กรด้วย จึงจะถือได้ว่าองค์กรนั้นประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ องค์กรต่าง ๆ ดูเหมือนจะได้ปลดล็อกโอกาสมากมายในการกำหนดอนาคตของการทำงาน ซึ่งถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องทบทวนหน้าที่ของตนเพื่อสร้างสรรค์และออกแบบกลยุทธ์ใหม่ที่จะมาปรับเปลี่ยนการทำงานและทำให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.จอห์น บูโดรว (Dr. John Boudreau) นักวิทยาศาสตร์การวิจัยอาวุโสและศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการจัดการองค์กร จาก Marshall School of Business ได้กล่าวในงาน </span><a href="https://hr.economictimes.indiatimes.com/nextech2022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ETHRWorld NexTech Middle East Summit 2022</span></a><span style="font-weight: 400;"> เกี่ยวกับ Work without Jobs เอาไว้ และเขาได้อภิปรายถึงกลยุทธ์ที่จะช่วยลดการสร้างงานและการปรับโครงสร้างการทำงานขึ้นมาใหม่ วิธีที่ผู้นำองค์กรสามารถสร้างสรรค์ ‘งาน’ ในแง่มุมใหม่ ๆ การกำหนดกฎเกณฑ์คุณค่าของงาน และการตัดสินใจที่จะทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/the-future-of-human-resources-2030/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11385 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/template-4.png" alt="template 4" width="600" height="370" title="Work without Jobs อนาคตการทำงานยุคใหม่ที่กำลังมาแรง 962"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/the-future-of-human-resources-2030/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อนาคต 4 แบบที่เป็นไปได้ ของวงการ HR ในปี 2030</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Work without Jobs คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.จอห์น บูโดรว เล่าว่า “Work without Jobs นั้นคล่องตัว ยืดหยุ่น ไร้ขอบเขต และถูกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้การทำงานและออฟฟิศทั่วโลกดีขึ้น หากพวกเราคิดว่าการทำงานในแบบเดิม ๆ นั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่ รวมถึงการจ้างงานที่มีสัญญาจ้างงานแบบเดิม ๆ และมีค่าจ้างคงที่ไปเรื่อย ๆ นั้นน่าเบื่อและควรมีการเปลี่ยนแปลงสักที COVID-19 นี่แหละจะมาช่วยพวกเราให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงสองปีไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเทรนด์การทำงานแบบใหม่หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้จะเกิดขึ้นมาได้จริง ๆ และตอนนี้เรามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นมาก และเร็วขึ้นด้วย </span></p>
<p>“หลายคนอาจสงสัยว่า Work without Jobs หรือการทำงานแบบที่ไม่มีงานให้ทำนั้นมันคืออะไรกันแน่? ไม่ใช่ว่าไม่มีงานให้ทำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการช่วยให้ผู้บริหารได้คิดเรื่องงานแบบมองการณ์ไกลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่งานตรงหน้า และกระตุ้นให้พวกเขามีวิธีการคิดอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น”</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของ Work without Jobs คือการสร้างวิธีการทำงานแบบใหม่ ๆ เพราะการทำงานเกิดขึ้นตลอดเวลา และผู้นำมีทางเลือกมากมายว่าจะใช้วิธีไหนในการมีส่วนร่วมและสนับสนุนกระบวนการทำงานต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิเสธไอเดียใหม่ ๆ หรือ hold ไว้ก่อนนั้นไม่มีประโยชน์อันใดเลย ทางเลือกของผู้นำองค์กรที่ทำให้ทำงานร่วมกับพนักงานและ HR ได้ ก็เพื่อที่จะตรวจสอบว่างานแต่ละงานเหมาะกับทุกคนมากน้อยเพียงใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้นำทุกคนโดยเฉพาะผู้นำจากฝ่าย HR ถือเป็นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะเริ่มต้นกำหนดค่านิยม หลักการ และกรอบการตัดสินใจในกลุ่มพนักงานที่อยู่ภายใต้การปกครองที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ</span></p>
<h2>ระบบการทำงานแบบหลัก 4 ประการของ Work without Jobs มีอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.จอห์น บูโดรว ยังอธิบายอีกว่าว่า Work without Jobs นำเราไปสู่โจทย์ใหม่ๆ ดังนั้นระบบการทำงานแบบใหม่นี้คืออะไร มีหลักการ 4 ประการดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เริ่มด้วยการกำหนดงาน (ชิ้นงานหรือโครงการต่าง ๆ)</span></li>
<li style="font-weight: 400;">รวมการทำงานของมนุษย์เข้ากับระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พิจารณาการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับงานที่เกิดจากมนุษย์ (เช่น การจ้างงาน ฟรีแลนซ์ การเซ็นสัญญา หรืออาสาสมัคร)</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ปล่อยให้พนักงานที่มีความสามารถหลั่งไหลเข้ามาทำงานกันให้ได้มากที่สุด</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เขากล่าวเสริมให้ละเอียดยิ่งขึ้นว่า “ผมสามารถพูดได้ว่า การเริ่มงานควรเริ่มจากชิ้นงานหนึ่ง ๆ แทนที่จะคิดว่าต้องอยู่ในงานประจำที่เป็นงานหลักแบบภาพใหญ่ อย่าคิดเอาเองว่าการใช้ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติจะหมายถึงการเอาคนออก เพราะ AI หรือหุ่นยนต์ไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้อยู่แล้ว แต่ระบบแบบใหม่นี้จะเป็นการรวมกันระหว่างมนุษย์กับระบบอัตโนมัติ เมื่องานมาถึง ทีมหรือพนักงานควรมีกลไกในการทำงานนั้นอย่างชัดเจน เราต้องก้าวข้ามวิธีเดิม ๆ ได้แล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บูโดรวเชื่อว่าถึงเวลาที่ต้องแยกโครงสร้างของงานได้แล้ว และเขากล่าวว่า “เมื่อผมพูดว่า Destruction Job สิ่งที่ผมหมายถึงคือ เราจำเป็นต้องออกจากกรอบความคิดแบบเดิม ๆ และแบ่งงานออกเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ได้อย่างไร งาน (Job) ในปัจจุบันจำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นเพียงชิ้นงาน (Task) และโปรเจกต์ที่สามารถดำเนินการได้และให้ผลลัพธ์ที่ต้องการสำหรับองค์กร ซึ่งเราจำเป็นต้องก้าวไปไกลกว่าแค่ ‘คนจ้างงาน’ เพื่อค้นหาความสามารถที่แต่ละคนมี พร้อมทั้งช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น </span></p>
<p>การจ้างงานตามในแบบที่เรารู้จักกันนั้นขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษา แต่ตอนนี้ต้องก้าวไปไกลกว่านั้น ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยใบปริญญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้และความถนัดด้วย โปรไฟล์ของแต่ละคนก็จะต้องดูในลักษณะที่แตกต่างกัน ฝ่าย HR และพนักงานมีอิสระที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับแต่ละองค์ประกอบของการจ้างงาน ซึ่งเราอาจจับคู่ความสามารถบางอย่างกับบุคคลที่ได้เรียนรู้ความสามารถนี้ผ่านประสบการณ์การทำงาน จากนั้นก็รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นทั้งหมดเพื่อปรับคุณสมบัติของการทำงานในแบบใหม่”</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190823-strategy-execution-hrm/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10746 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/shutterstock_2077578058-1.jpg" alt="ptt digital hr tech for hybrid for hybrid workplace" width="500" height="299" title="Work without Jobs อนาคตการทำงานยุคใหม่ที่กำลังมาแรง 963"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190823-strategy-execution-hrm/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กลยุทธ์เชิงปฎิบัติการแห่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพสำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>หลักการของ Work without Jobs</h2>
<h3>เน้นการทำงานแบบเป็นชิ้นงานหรือโปรเจกต์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เปลี่ยนจากการเน้นการทำงานแบบเป็นภาพรวมใหญ่ ๆ ที่เราเรียกว่า Job ซึ่งหมายถึงงานตาม </span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-howtomakejobdes-190116/"><span style="font-weight: 400;">Job Description</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นการทำงานที่รับผิดชอบเฉพาะชิ้นงานชิ้นเดียวหรือโปรเจกต์งานโปรเจกต์เดียว เพื่อลดการที่พนักงานคนหนึ่งจะต้องรับผิดชอบงานใหญ่ ๆ คนเดียวทั้งหมด</span></p>
<h3>เพิ่มการจ้างพนักงานฟรีแลนซ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่คิดว่าการจ้างพนักงานประจำจะทำให้องค์กรเกิดความก้าวหน้ามากกว่า เมื่อเทียบกับระบบการจ้างงานที่ไม่มีขอบเขตและสะเปะสะปะ เช่น เหล่า</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190114-th-meritoffreelancer/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ฟรีแลนซ์</span></a><span style="font-weight: 400;"> แต่ในปัจจุบันนี้องค์กรมีโอกาสที่จะเลือกสรรทรัพยากรบุคคลได้เองนอกเหนือจากการใช้แรงงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งก็คือพนักงานประจำ ดังนั้นองค์กรสามารถจ้างฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาพิเศษเพิ่มได้เพื่อดูแลโปรเจกต์และงานต่าง ๆ ขององค์กร ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานประจำเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มความหลากหลายของความสามารถให้มากขึ้นและเพื่อพัฒนาระบบการจ้างงานแบบเดิม ๆ ที่ต้องเป็นงานที่มั่นคง มีสัญญาจ้าง ก็เป็นการเริ่มต้นหาแหล่งการจ้างงานแบบใหม่ ๆ คือฟรีแลนซ์ หรือที่ปรึกษาพิเศษ</span></p>
<h3>ใช้ระบบการทำงานอัตโนมัติแทนที่พนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนก็เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น เหมาะแก่การนำมาใช้ในหลาย ๆ ภาคส่วนหรือมีความสำคัญกับบางแผนก แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีระแบบอัตโนมัติแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีคน เพราะระบบต่าง ๆ ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพก็ไม่สามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้</span></p>
<h3>เปลี่ยนค่านิยมในการทำงานแบบใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประการสุดท้าย คือค่านิยมและนโยบายทางสังคมที่เชื่อว่าการจ้างงานแบบเดิม ๆ ก็เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สิทธิ และการไม่แบ่งแยกของพนักงาน ซึ่งกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปใช้ค่านิยมที่ช่วยให้สามารถจัดเตรียมงานได้อย่างราบรื่นและความสามารถของพนักงานแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ความคิดเห็น ความเสมอภาค และการไม่แบ่งแยกของผู้ปฏิบัติงาน </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนระบบการทำงานที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นระบบแบบ Work without Jobs ว่าจะเปลี่ยนด้วยวิธีไหน หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดหรือไม่? คำตอบคือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดในครั้งเดียวก็ได้ เพราะสามารถพัฒนากระบวนการไปเรื่อย ๆ ได้ เปลี่ยนด้วยวิธีที่เหมาะสมตามแต่ละทีมหรือองค์กรจะสะดวกก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดแล้ว HR แต่ละองค์กรควรตอบคำถามให้ได้ว่า ผู้บริหารมีทางเลือกอะไรบ้างเกี่ยวกับวิธีการเปลี่ยนระบบงานจากแบบเดิมให้เป็นแบบ Work without Jobs จะต้องใช้ค่านิยม หลักการ กรอบงาน และกฎการตัดสินใจแบบไหนที่ HR คิดว่าเหมาะกับองค์กรของตน เพื่อที่จะทำให้องค์กรจะได้พัฒนาไปอีกขั้นอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="Work without Jobs อนาคตการทำงานยุคใหม่ที่กำลังมาแรง 964" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hrsea.economictimes.indiatimes.com/news/industry/work-without-jobs-thats-the-future/90515625" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ETHRWorld</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220520-agile-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 May 2022 13:44:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Agile]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220520-agile-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Agile มีจุดเริ่มต้นเกิดจากธุรกิจทางด้านซอฟต์แวร์ที่ต้องการความถูกต้องรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเกิดวิธีการและลักษณะในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น  แนวคิดหลัก ๆ ของ Agile คือเน้นการพัฒนาให้รวดเร็วที่สุด เน้นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นความยืดหยุ่น Agile HR คือวิธีการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น ซึ่งมีลูกค้า (ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร) เป็นศูนย์กลางของการทำงานในแง่มุมของ HR ซึ่งต่างจากการทำงานแบบเดิมที่ HR program หรือ initiative จะถูกคิดจากผู้บริหาร องค์ประกอบ 3 ประการสำคัญที่ช่วยวางพื้นฐานของการสร้าง Agile HR แบบยั่งยืน คือการสร้างขีดความสามารถและจัดหาเครื่องมือที่สนับสนุนการทำงานของ HR, การจัดองค์กร และระบบที่เอื้อต่อการหมุนเวียนทีม และสุดท้ายคือวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนแนวคิด Agile  ดร.เอก อะยะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้บรรยายเกี่ยวกับ HR จะทำอย่างไรให้ทั้งองค์กรมี Agile ไว้ว่า “ต้องมีกระบวนการ มีโครงสร้าง มีเทคโนโลยี และมีทักษะ” ความนิยมของหลักการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Agile มีจุดเริ่มต้นเกิดจากธุรกิจทางด้านซอฟต์แวร์ที่ต้องการความถูกต้องรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเกิดวิธีการและลักษณะในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แนวคิดหลัก ๆ ของ Agile คือเน้นการพัฒนาให้รวดเร็วที่สุด เน้นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นความยืดหยุ่น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Agile HR คือวิธีการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น ซึ่งมีลูกค้า (ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร) เป็นศูนย์กลางของการทำงานในแง่มุมของ HR ซึ่งต่างจากการทำงานแบบเดิมที่ HR program หรือ initiative จะถูกคิดจากผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบ 3 ประการสำคัญที่ช่วยวางพื้นฐานของการสร้าง Agile HR แบบยั่งยืน คือการสร้างขีดความสามารถและจัดหาเครื่องมือที่สนับสนุนการทำงานของ HR, การจัดองค์กร และระบบที่เอื้อต่อการหมุนเวียนทีม และสุดท้ายคือวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนแนวคิด Agile </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดร.เอก อะยะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้บรรยายเกี่ยวกับ HR จะทำอย่างไรให้ทั้งองค์กรมี Agile ไว้ว่า “ต้องมีกระบวนการ มีโครงสร้าง มีเทคโนโลยี และมีทักษะ”</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42298" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-75.webp" alt="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR?" width="600" height="370" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 971" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-75.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/HREX-Cover-by-Para-75-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ความนิยมของหลักการ Agile เริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณไม่กี่ปีมานี้ โดยผลสำรวจจาก <a href="https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/ar/Documents/human-capital/arg_hc_global-human-capital-trends-2014_09062014%20(1).pdf" target="_blank" rel="noopener">Deloitte</a><span style="font-weight: 400;"> พบว่า 79% ของผู้บริหารทั่วโลกให้ความสำคัญกับ Agile เป็นอย่างมาก ซึ่งในอนาคตจะมาเป็นเครื่องมือในการบริหารผลงานขององค์กร และในปัจจุบันก็เพิ่มความนิยมในหมู่คนทำงานมากขึ้นไปอีก ไม่เว้นแม้แต่วงการทรัพยากรบุคคลหรือ HR</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยังสงสัยว่า Agile คืออะไรกันแน่ แล้วสำคัญกับ HR อย่างไร เราจะอธิบายให้รู้จักและเข้าใจ Agile HR กันต่อไป</span></p>

<h2>Agile คืออะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-conicle-04082021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Agile</span></a><span style="font-weight: 400;"> หลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้าง เพราะเป็นคำใหม่ที่กำลังอยู่ในเทรนด์การทำงานยุคปัจจุบัน จุดเริ่มต้นเกิดจากธุรกิจทางด้านซอฟต์แวร์ที่ต้องการความถูกต้องรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเกิดวิธีการและลักษณะในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดหลัก ๆ ของ Agile คือเน้นการพัฒนาให้รวดเร็วที่สุด เน้นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว เน้นความยืดหยุ่นและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากในการพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องมีความรวดเร็วทันท่วงที แถมยังต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเร็วมากเช่นกันให้ทัน ดังนั้นแนวทางในการบริหารจัดการก็จะต้องเร็วแบบทันท่วงทีด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากซอฟต์แวร์กำลังกลืนกินโลก แสดงว่า Agile ก็กำลังกลืนกินโลกของซอฟต์แวร์อยู่เหมือนกัน แม้ว่าในตอนแรก Agile จะได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการตอบสนองของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ Agile ได้กลายเป็นโมเดลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการทำงานเป็นทีม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กในอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ ก็นำไปใช้กันมากมายเพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของทีมอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงวงการทรัพยากรบุคคลหรือ HR</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-conicle-04082021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11371 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/1-min-1110x740-600x370-1.jpeg" alt="1 min 1110x740 600x370 1" width="600" height="370" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 972"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-conicle-04082021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Agile คำสำคัญของยุค และกระบวนการทำงานแห่งอนาคต</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Agile HR คืออะไร?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Agile HR คือวิธีการทำงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น ซึ่งมีลูกค้า (ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร) เป็นศูนย์กลางของการทำงานในแง่มุมของ HR ซึ่งต่างจากการทำงานแบบเดิมที่ HR Program หรือ Initiative จะถูกออกแบบจากผู้บริหาร </span></p>
<p>จากแค่ก่อนที่ Agile ใช้กันในด้าน Software Development เพียงอย่างเดียว ในช่วงหลังจนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแค่ในเรื่องเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่ตัว Agile นี้ยังสามารถนำเอาหลักคิดมาประยุกต์ใช้กับงาน HR ได้อีกด้วย เพราะการเพิ่มความเร็วและความคล่องตัวให้กับการบริหารจัดการงานต่าง ๆ ก็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน HR ซึ่งสำคัญมากกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น Agile HR ก็คือการนำหลักการของ Agile มาใช้ในงานของ HR เพื่อสร้างความรวดเร็วในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เรื่องที่ HR จะต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งลูกค้าของ HR ก็คือผู้บริหารและหน่วยงานอื่น ๆ ในองค์กรในเรื่องของการบริหารคนให้ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10609 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/ux-indonesia-8mikJ83LmSQ-unsplash-scaled.jpg" alt="ux indonesia 8mikJ83LmSQ unsplash scaled" width="600" height="370" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 973"></p>
<h2>Agile HR: ทำไม Agile ถึงสำคัญกับ HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการทำงานแบบเดิม ๆ ไม่สามารถปรับตัวให้ทันสำหรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างมีความรวดเร็ว ดังนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่องค์กรจะตอบโจทย์ธุรกิจในปัจจุบันได้ดีขึ้นโดยที่ไม่นำแนวคิดเรื่อง Agile เข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่าย HR ที่จะต้องดูแลจัดการและบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กร การนำ Agile มาใช้กับงาน HR ซึ่งทำให้ระบบการทำงานของ HR เปลี่ยนไปในทางที่ดี สะดวก และรวดเร็วขึ้นจากเดิมมีดังนี้</span></p>
<blockquote>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ไม่เน้นความสำคัญของเอกสารต่าง ๆ: <span style="font-weight: 400;">เน้นความรวดเร็วโดยลดการใช้เอกสาร ไม่ต้องมาคอยหาเอกสารให้เสียเวลา เพราะจะทำให้ตอบสนององค์กรได้ช้าลง เพราะ HR ต้องมีการดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องคอยขอเอกสารและอนุมัติตามขั้นตอนแบบที่ผ่านมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ยอมรับในความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว:<span style="font-weight: 400;"> แนวคิด Agile จะเป็นแนวคิดที่ต้องเปิดรับอย่างเป็นธรรมชาติว่าความต้องการของลูกค้านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นคนทำงานจึงต้องไม่ยึดติดกับแนวทางและระบบการทำงานแบบเดิม ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ลงมือทำทันที: <span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้จะเน้นไปที่การลงมือทำทันที แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการวางแผนงาน เพียงแต่จะมุ่งไปที่เรื่องของการลงมือทำ แก้ไขปัญหาทันที ไม่ใช่การนั่งประชุมและวางแผนจนงานไม่เดิน ดังนั้นวิธีการคือต้องเริ่มลงมือทำ เมื่อผิดก็จะแก้ไข ณ ตอนนั้น โดยปรับวิธีการ ปรับแนวทางได้ในทันทีที่รู้ตัวว่ามาผิดทาง</span></li>
<li style="font-weight: 400;">เน้นการทำงานเป็นทีมที่ประสานความต่างได้อย่างลงตัว:<span style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"> การทำงานแบบ Agile นั้น เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมงานมากกว่าที่จะเน้นไปที่กระบวนการ โดยจะใช้วิธีแบบใครเจอปัญหาก่อนก็ลงมือแก้ก่อน ไม่ต้องมีการแบ่งห้องแยกกันไปในแต่ละฝ่าย แต่จะอยู่รวมกันทั้งหมด และเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</span></span>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: center;">แนะนำหนังสือ Agile HR ที่ควรอ่าน</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.amazon.com/Agile-HR-Deliver-Value-Changing/dp/178966585X" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Agile HR: Deliver Value in a Changing World of Work</span></a></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เล่มนี้เป็นหนังสือที่คนที่สนใจปรัชญา Agile HR ต้องอ่านและห้ามพลาด นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่อยากพัฒนาแบบก้าวกระโดดในด้านการทำงาน ก้าวข้ามผ่านการทำงานแบบเดิม ๆ เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ Agile ขึ้นมา</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.amazon.com/Agile-People-Approach-Motivated-Employees-ebook/dp/B076GBQ2G9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Agile People: A Radical Approach for HR &amp; Managers</span></a></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Pia-Maria Toren ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือผู้เชี่ยวชาญด้าน HR และหลักการ Agile ซึ่งจะมาช่วยให้คนอ่านเข้าใบอย่างถ่องแท้ถึงการนำหลักการ Agile มาใช้ในงาน HR หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่มือที่อธิบายทั้งทฤษฎีและการใช้งานจริงที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ Agile </span></p>
</div>
</li>
</ul>
</blockquote>
<h2>3 หลักสำคัญ ของ Agile HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบ 3 ประการสำคัญที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้คือกรอบที่จะช่วยวางพื้นฐานของการสร้าง Agile HR แบบยั่งยืน </span></p>
<h3>การสร้างขีดความสามารถ (Capability) และ จัดหาเครื่องมือ (Toolbox)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สนับสนุนการทำงานของ HR ให้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องมือในการจัดการและบริหารโครงการหรือการบริหารจัดการคน</span></p>
<h3>การจัดองค์กร และ ระบบที่เอื้อต่อการหมุนเวียนทีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การ</span><a href="https://www.blockdit.com/posts/5fc70f587029100cd1f2b210" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">จัดองค์กรแบบราบ (Flat Organization) </span></a><span style="font-weight: 400;">และแบบ</span><a href="https://th.thpanorama.com/articles/trabajo/qu-es-la-organizacin-matricial-caractersticas-ms-importantes.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">แมทริกซ์ (Matrix Organization)</span></a><span style="font-weight: 400;">  การส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจ ตลอดจนระบบประเมินผลงาน ระบบการให้รางวัลและชมเชย ระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพ เป็นต้น นอกจากนี้ แพลตฟอร์มสำหรับการบริหารตลาดแรงงานภายในจะเริ่มมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น</span></p>
<h3>วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนแนวคิด Agile</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ การคิดแบบมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การทำงานที่มุ่งเน้นการทดลอง การคิดพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การกล้าทำสิ่งใหม่ และเรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นต้น วัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะต้องมีความเป็นเนื้อเดียวกับค่านิยมองค์กรและพฤติกรรมของผู้นำในองค์กร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-mindset-09232021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11372 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/2-min-1110x740-600x370-1.jpeg" alt="2 min 1110x740 600x370 1" width="600" height="370" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 974"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-mindset-09232021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Agile คือ Mindset ไม่ใช่กระบวนการ : เข้าใจแนวคิด Agile ให้มากขึ้นเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>HR จะทำยังไง ให้ทั้งองค์กรมีแนวคิด Agile</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าในปัจจุบันนี้ Agile จะได้รับความสนใจจาก HR เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หลายคนก็ยังมีการตั้งคำถามเสมอว่า HR จะนำแนวคิด Agile มาใช้จริงอย่างไรได้บ้าง การเป็น Agile HR จำเป็นต้องอบรมทุกคนให้เข้าใจหลักการ และสามารถใช้ เทคนิคอย่าง </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220302-ultimate-scrum-guide-for-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">SCRUM</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้แบบคล่องแคล่วหรือเปล่า ต่อมาก็มีคำถามอีกว่าการนำแนวคิด Agile มาใช้จะเหมาะสมกับลักษณะงานของ HR ที่มีรอบการทำงานแบบรอบปีจริงหรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.เอก อะยะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้บรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในงาน </span><a href="https://www.khonatwork.com/post/hr-%E0%B8%8A-%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3-%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-agile-%E0%B9%84%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Thailand HR Day 2018</span></a><span style="font-weight: 400;"> และได้กล่าวถึงกล่าวถึงมิติที่ HR ควรตระหนักถึงในการสร้าง HR Transformation ที่แนวคิด Agile ในองค์กรไว้อย่างน่าสนใจ 4 ประการ ดังนี้</span></p>
<h3>HR Processes and policies</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ควรยึดถือไว้ว่าการทำ Agile นั้น ต้องขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ (Process) เป็นสำคัญ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาว่า Process ของเราชัดเจนแล้วหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วเรายังใช้ระบบ Hierarchical หรือ Top-Down Approach แฝงอยู่ในองค์กรอยู่หรือไม่ </span></p>
<h3>New HR Organization Structure and Operating Model</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องประเมินดูว่าโครงสร้างองค์กรของเราทุกวันนี้ยังเป็นแบบ Traditional หรือ Silo อยู่หรือไม่ เรายังใช้โมเดลแบบ One Size Fits All อยู่หรือไม่ </span></p>
<h3>New HR Digital Tool</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามีเทคโนโลยีที่พร้อมให้คนในองค์กรใช้งานได้หรือไม่ เรายังทำงานกันบน Spreadsheets อยู่หรือไม่ หรือสามารถทำงานร่วมกันผ่าน Virtual ได้หรือไม่ </span></p>
<h3>Evolved roles and skills</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องประเมินดูว่าทักษะอะไรที่เป็นทักษะเชิงกลยุทธ์ (Strategic Skills) ที่จำเป็นในการทำงาน หากไม่มีเราต้องทำการฝึกฝน (Reskill) ตัวเองให้ได้ก่อน HR ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก HR Operational ไปเป็น True strategic HR Business Partners </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10719 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-02-25-at-10.18.24.png" alt="Screen Shot 2565 02 25 at 10.18.24" width="600" height="370" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 975"></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220302-ultimate-scrum-guide-for-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเน้นความรวดเร็วในทุกย่างก้าวของชีวิต ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องพยายามที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการทำงานในโลกยุคปัจจุบัน และยิ่งโดยเฉพาะ HR ที่จะต้องทำงานกับคนเป็นหลัก หลายอย่างรอไม่ได้ การนำ Agile มาใช้ในงาน HR จึงมีความสำคัญและผู้นำด้าน HR ในแต่ละองค์กรก็ควรจะสนับสนุน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Agile สำคัญอย่างไรกับงาน HR? 976"></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2017/06/how-hr-can-become-agile-and-why-it-needs-to" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HBR</span></a></li>
<li><a href="https://www.prosoft.co.th/Article/Detail/129378" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Prosoft</span></a></li>
<li><a href="https://www.hrheadquarter.com/post/the-journey-toward-agile-hr" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Headquarter</span></a></li>
<li><a href="https://www.khonatwork.com/post/hr-%E0%B8%8A-%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3-%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-agile-%E0%B9%84%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Khon at Work</span></a></li>
<li><a href="https://prakal.com/2018/03/19/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-agile-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%87/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Prakal</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/everton-220518/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 May 2022 07:24:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Everton]]></category>
		<category><![CDATA[เอฟเวอร์ตัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/everton-220518/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT แผนกทรัพยากรบุคคล หรือ HR ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเอกสาร, จัดการเงินเดือน หรือการจ้างพนักงานอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยเท่านั้น แต่ระบบ HR คือรากฐานของงานอีกหลากหลายประเภทที่อาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นคือการทำสโมสรฟุตบอล ในที่นี้เราจะพูดถึงสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีค ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรก ๆ ของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR อย่างครบวงจร สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีคอังกฤษ และเป็นคู่ปรับของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้รับฉายาว่าเป็น &#8220;สโมสรฟุตบอลที่มีความเป็นครอบครัวมากที่สุด&#8221; เพราะเล็งเห็นว่าความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนามเท่านั้น แต่รวมถึงการพัฒนาสังคมเมือง, ส่งเสริมเยาวชน ตลอดจนการมอบสวัสดิการที่เหมาะสมที่สุดให้แก่พนักงานอีกด้วย เป้าหมายระยะยาวของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันคือการปรับโครงสร้างของสโมสรให้ดีขึ้น เพื่อโน้มน้าวให้นักเตะ หรือพนักงานอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร ดังนั้นจึงเกิดการปฏิรูประบบ HR ให้ทันสมัย ครอบคลุมทั้งเรื่องการศึกษา, การบริหารเงิน, การสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น ในประเทศไทยนั้น เมื่อพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรบุคคลคล้ายเอฟเวอร์ตัน เรานึกถึงสโมสรฟุตบอลชลบุรี ที่ต่อยอดมาจากการเป็นสโมสรฟุตบอลระดับนักเรียนมาสู่ระดับอาชีพ มุ่งเน้นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่และได้รับการชื่นชมว่ามีระบบพัฒนาเยาวชนที่ดีที่สุดในเมืองไทย บทความนี้จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าระบบ HR สามารถนำไปใช้กับธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากบริษัททั่วไปอย่างไร และพิสูจน์ว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง แผนกทรัพยากรบุคคล หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อของ HR (Human Resources) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเอกสาร, การบริหารเงินเดือน หรือการจ้างพนักงานใหม่อย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยเท่านั้น แต่ระบบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แผนกทรัพยากรบุคคล หรือ HR ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเอกสาร, จัดการเงินเดือน หรือการจ้างพนักงานอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยเท่านั้น แต่ระบบ HR คือรากฐานของงานอีกหลากหลายประเภทที่อาจคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นคือการทำสโมสรฟุตบอล ในที่นี้เราจะพูดถึงสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีค ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรก ๆ ของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR อย่างครบวงจร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีคอังกฤษ และเป็นคู่ปรับของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้รับฉายาว่าเป็น &#8220;สโมสรฟุตบอลที่มีความเป็นครอบครัวมากที่สุด&#8221; เพราะเล็งเห็นว่าความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนามเท่านั้น แต่รวมถึงการพัฒนาสังคมเมือง, ส่งเสริมเยาวชน ตลอดจนการมอบสวัสดิการที่เหมาะสมที่สุดให้แก่พนักงานอีกด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายระยะยาวของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันคือการปรับโครงสร้างของสโมสรให้ดีขึ้น เพื่อโน้มน้าวให้นักเตะ หรือพนักงานอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร ดังนั้นจึงเกิดการปฏิรูประบบ HR ให้ทันสมัย ครอบคลุมทั้งเรื่องการศึกษา, การบริหารเงิน, การสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในประเทศไทยนั้น เมื่อพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรบุคคลคล้ายเอฟเวอร์ตัน เรานึกถึงสโมสรฟุตบอลชลบุรี ที่ต่อยอดมาจากการเป็นสโมสรฟุตบอลระดับนักเรียนมาสู่ระดับอาชีพ มุ่งเน้นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่และได้รับการชื่นชมว่ามีระบบพัฒนาเยาวชนที่ดีที่สุดในเมืองไทย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าระบบ HR สามารถนำไปใช้กับธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากบริษัททั่วไปอย่างไร และพิสูจน์ว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11342 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/Title-Picture-scaled.jpg" alt="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR" width="600" height="370" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 985"><br />
แผนกทรัพยากรบุคคล<span style="font-weight: 400;"> หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อของ</span> HR<span style="font-weight: 400;"> (Human Resources) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเอกสาร, การบริหารเงินเดือน หรือการจ้างพนักงานใหม่อย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยเท่านั้น แต่ระบบ HR เป็นรากฐานของธุรกิจหลากหลายประเภทที่เราอาจคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล, สื่อบันเทิง หรือแม้แต่สโมสรฟุตบอล โดยมีการพิสูจน์ออกมาให้เห็นแล้วว่าระบบ HR ที่ดีจะทำให้บริษัทมีโครงสร้างทางธุรกิจที่ดีขึ้น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตลอดจนการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน แผนก HR เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่มากนักในวงการฟุตบอล หรืออาจกล่าวได้ว่าบางสโมสรไม่มีแผนกทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ แต่ </span>สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน (Everton) ในพรีเมียร์ลีค <span style="font-weight: 400;">ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และมุ่งพัฒนาระบบ HR จนได้ชื่อว่าแข็งแรงที่สุดในโลก และถือเป็นสโมสรฟุตบอลแรกที่ติดอันดับ </span>“บริษัทที่เหมาะกับการทำงานด้วยมากที่สุด” <span style="font-weight: 400;">จาก </span><a href="https://fcbusiness.co.uk/news/everton-fc-named-one-of-the-best-places-to-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Sunday Times </span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันทำได้อย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้</span></p>

<h2>แนะนำสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน (Everton) ในพรีเมียร์ลีค</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคอังกฤษ และเป็นคู่ปรับสำคัญของสโมสรลิเวอร์พูล ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1878 โดยถูกขนานนามว่าเป็น </span>&#8220;สโมสรฟุตบอลที่มีความเป็นครอบครัวที่สุด&#8221; <span style="font-weight: 400;"> ฉายานี้เกิดขึ้นได้เพราะเอฟเวอร์ตันเป็นสโมสรฟุตบอลแห่งแรก ๆ ของโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ HR ให้ทันสมัย ครอบคลุมทั้งนักเตะ, ทีมงาน และผู้สนับสนุนทุกคนอย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เพราะเอฟเวอร์ตันมองว่าการบริหารสโมสรฟุตบอลแนวใหม่ควรเปลี่ยนจากการ</span>ออกคำสั่งและควบคุมดูแล<span style="font-weight: 400;">มาเป็นลักษณะของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/">พาร์ทเนอร์ธุรกิจที่เป็นมิตร</a><span style="font-weight: 400;">มากกว่า เพราะหากสโมสรต้องการให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว ก็ต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานในสโมสรรู้สึกแบบเดียวกันก่อน ดังนั้นระบบ HR ของเอฟเวอร์ตันจึงเป็นแนวทางสำคัญที่สโมสรฟุตบอลมากมายเลือกใช้เป็นแบบอย่าง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจแบบอื่น ๆ ได้เช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10608 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/christina-wocintechchat-com-LQ1t-8Ms5PY-unsplash-scaled.jpg" alt="christina wocintechchat com LQ1t 8Ms5PY unsplash scaled" width="600" height="370" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 986"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220425-hr-roles/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">รู้หรือไม่? จริง ๆ แล้วหน้าที่ของ HR คืออะไรกันแน่ ที่ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์งาน</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีค มีระบบ HR และการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ความสำเร็จของฟุตบอลจะตัดสินกันด้วยผลการแข่งขันในสนาม แต่การวางรากฐานให้ทีมประสบความสำเร็จนอกสนามควบคู่ไปด้วยก็ถือเป็นอีกหนึ่งชัยชนะที่ทุก ๆ สโมสรจะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด และวิธีการเหล่านี้คือสิ่งที่สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันเลือกใช้</span></p>
<p>1. สโมสรฟุตบอลที่อยากให้ทุกคนเข้าใจระบบ HR : <span style="font-weight: 400;">เพราะระบบ HR กับสโมสรฟุตบอลถือเป็นเรื่องใหม่ การสร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานในองค์รวมจึงเป็นสิ่งที่สโมสรต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เหตุนี้พวกเขาจึงกำหนดให้มีฝ่ายทรัพยากรบุคคลอย่างน้อยหนึ่งคนประจำการอยู่ที่สนามในวันที่มีการแข่งขัน เพราะถือเป็นวันที่สโมสรต้องใช้พนักงานเป็นจำนวนมากถึงเกือบ 1,000 คน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิด</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความขัดแย้ง</span></a><span style="font-weight: 400;">หรือต้องใช้การประสานงานมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อทุกคนตระหนักว่าระบบ HR สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้จริง ก็เป็นเรื่องง่ายที่พนักงานจะเปิดรับแนวทางบริหารทรัพยากรบุคคลรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 987"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) มีวิธีการอย่างไร และทำไปเพื่ออะไร<br />
</span></p>
<p>บริษัทเป็นองค์กรขนาดกลางที่เริ่มก่อตั้งจากธุรกิจครอบครัวและเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ติดตรงที่ระบบหลายอย่างของที่บริษัทยังไม่ทันสมัยทำให้พนักงานใหม่ลาออกกันเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าควรให้ความสำคัญกับการปรับวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง เลยอยากขอคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การทำ Culture Change ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ HR ในขณะนี้ แต่จะทำอย่างไรหากองค์กรเองยังไม่รู้เลยว่า Culture ของตนคืออะไร </span></p>
<p>วัฒนธรรมองค์กรสามารถเรียกอีกอย่างว่าค่านิยมองค์กร (Core Value) หมายถึงสิ่งที่องค์กรคาดหวังให้พนักงานทุกคนมีร่วมกัน อย่างไรก็ตามแม้เราจะได้ศึกษาค่านิยมจากองค์กรใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ก็ไม่แนะนำให้เลียนแบบมาใช้ในองค์กรของเราโดยทันที เพราะแต่ละธุรกิจมีรูปแบบไม่เหมือนกัน มี Stage ของธุรกิจแตกต่างกัน ผมจึงขอแนะนำให้เริ่มด้วยการค้นหา Culture ขององค์กรด้วย 6 ชั้นตอนดังต่อไปนี้</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/182?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 988"></span></a></p></blockquote>
<p>2. สโมสรฟุตบอลที่บริหารการเงินอย่างเป็นระบบ : <span style="font-weight: 400;">ปัญหาด้านรายได้ของสโมสรฟุตบอลมีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ ๆ อย่างแรกคือการที่พนักงานบางส่วนยินดีรับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำกว่าปกติเพราะความรักสโมสรจนขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมก็พอ และอย่างที่สองคือโครงสร้างของวงการฟุตบอลที่มักมีการซื้อตัวโยกย้ายพนักงานระหว่างสโมสรเป็นประจำ ซึ่งปกติแล้วสโมสรฟุตบอลแต่ละแห่งจะมีโครงสร้างทางการเงินที่แตกต่างกัน การเซ็นสัญญาพนักงานใหม่แต่ละครั้งจึงอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารเม็ดเงินได้ ดังนั้นสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันจึงเปลี่ยนมาใช้วิธี</span>แบ่งลำดับขั้นเงินเดือนเป็น 7 ระดับ<span style="font-weight: 400;">เพื่อรองรับตำแหน่งงานแต่ละประเภท และกำหนดให้มี </span>“ค่าจ้างเพื่อชีวิต” <span style="font-weight: 400;">(Living Wage) เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220225-how-to-create-salary-structure/"><span style="font-weight: 400;">เงินเดือน</span></a><span style="font-weight: 400;">มากพอต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมงานกับเอฟเวอร์ตันจะต้องยอมรับโครงสร้างแบบเดียวกันนี้ เพื่อความเป็นธรรมสูงสุดต่อพนักงานของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันทุกคน</span></p>
<p>3. สโมสรฟุตบอลที่ยอมรับความแตกต่างและสนับสนุนความหลากหลายของพนักงาน (Diversity and Inclusion) : <span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันจัดทำโครงการ </span>All Together Now<span style="font-weight: 400;"> เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าจะมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่าง</span></a><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของสีผิว, เชื้อชาติ, ทัศนคติ, รสนิยม,  ความพิการ เป็นต้น ภายใต้แนวคิด</span> &#8220;ครอบครัวของทุกคน&#8221; <span style="font-weight: 400;">(Family for Everyone) โดยประโยคนี้จะถูกฉายบนจอโฆษณาอย่างต่อเนื่องในวันที่เอฟเวอร์ตันลงแข่ง ที่สำคัญสโมสรได้จัดทำช่องทางติดต่อฉุกเฉินเอาไว้หากมีพนักงานหรือผู้ชมถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมโดยมีเจ้าหน้าที่พร้อมประสานงานตลอดเวลา เพราะเอฟเวอร์ตันเชื่อว่าแนวคิดนี้คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนสนุกไปกับฟุตบอลได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาแต่สนเรื่องผลกำไรจนละเลยความเป็นมนุษย์ไปอย่างน่าเสียดาย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8063 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 989"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p style="text-align: left;">4. สโมสรฟุตบอลที่พร้อมดูแลคุณให้ดีที่สุด : <span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันคือสโมสรแห่งแรกในพรีเมียร์ลีคที่มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเป็นสโมสรฟุตบอลแห่งแรกในอังกฤษที่มีความพร้อมสำหรับคุณแม่ที่ต้องการให้นมบุตรอีกด้วย โดยสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันได้จัดทำห้องรับรองสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ และกำหนดให้พนักงานที่เกี่ยวข้องทุกท่านเข้าอบรมเพื่อเรียนรู้วิธีอำนวยความสะดวกให้กับคุณแม่, คนพิการ ตลอดจนแนวทางปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อให้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันมีความปลอดภัย เหมาะสมกับผู้คนทุกเพศทุกวัย</span></p>
<p>5. สโมสรฟุตบอลที่อยากให้ทุกคนรักกัน :<span style="font-weight: 400;"> หลังจากที่สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันย้ายสำนักงานไปที่ตึกใหม่และมีพนักงานบางส่วนรู้สึกว่าสำนักงานใหม่มีขนาดใหญ่เกินไปจนขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทางฝ่าย HR ก็รีบออกแคมเปญชื่อว่า</span> &#8220;Pass The Battenberg&#8221; <span style="font-weight: 400;">ขึ้นมาทันที โดยแคมเปญนี้มีแนวคิดง่าย ๆ แค่การกำหนดให้พนักงานจากแผนกหนึ่งต้องนำขนมปังบัทเทินแบร์ค (ขนมปังแบบดั้งเดิมของอังกฤษ) ไปให้พนักงานในแผนกอื่น ทำสลับแบบนี้ไปทุกสัปดาห์ ซึ่งท้ายสุดแล้วแคมเปญนี้ก็ช่วยให้พนักงานมีโอกาสได้พูดคุย สื่อสารกันมากขึ้น ช่วยลดความกังวลใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h2>ระบบ HR ที่ดีพัฒนาโครงสร้างสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีคได้อย่างไร</h2>
<p>1. สโมสรฟุตบอลที่เปลี่ยนสนามให้เป็นศูนย์กลางชุมชน<span style="font-weight: 400;"> : ในฤดูกาล 2023 &#8211; 2024 เอฟเวอร์ตันจะย้ายสนามเหย้าจาก Goodison Park ไปที่บริเวณอู่เรือ Bramley Moore Dock เมืองลิเวอร์พูล ซึ่งมีความจุผู้ชมสูงสุดมากขึ้นกว่าเดิมถึงกว่า 20,000 คน จุดเด่นของสนามแห่งนี้นอกเหนือจากการรองรับผู้ชมทั่วไปแล้ว สโมสรเอฟเวอร์ตันยังจัดทำลานอเนกประสงค์บริเวณนอกสนามฝั่งทิศตะวันออกเพื่อให้ผู้คนในเมืองใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยรองรับคนได้สูงสุดถึง 14,000 คน นอกจากนี้ยังมีศูนย์สุขภาพ ตลอดจนสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่อีกด้วย ทั้งนี้สโมสรหวังว่านโยบายทั้งหมดจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้แฟนบอลของเอฟเวอร์ตันสัมผัสถึงคำว่า &#8220;ครอบครัว&#8221; ได้จริง ๆ </span></p>
<p>2. สโมสรฟุตบอลที่อยากให้ทุกคนเรียนหนังสือ : <span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันมองว่า &#8220;กีฬา&#8221; สามารถเป็นสื่อกลางให้เด็กหันมาสนใจการเรียนได้ เพราะพวกเขาพบว่ามีเด็กมากมายที่มีศักยภาพแต่ก็อยากทำกิจกรรมอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วยจนโรงเรียนทั่วไปไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันจึงสร้าง </span>&#8220;โรงเรียนทางเลือก&#8221; <span style="font-weight: 400;">ชื่อว่า </span>Everton Free School <span style="font-weight: 400;">โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเมืองลิเวอร์พูลเพื่อให้ได้หลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนมากที่สุด รองรับนักเรียนอายุ 14 ปีขึ้นไป ภายใต้นโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้น </span>&#8220;ความอ่อนน้อมถ่อมตน, ความรับผิดชอบ และ ความอดทนอดกลั้น&#8221;</p>
<p>3. สโมสรฟุตบอลที่วางแผนเพื่ออนาคตเสมอ :<span style="font-weight: 400;"> ระบบ HR ที่ดีคือการมองเห็นอนาคตที่ชัดเจนของหน่วยงานที่ดูแลอยู่ และนโยบายที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเอฟเวอร์ตันทำมาตลอดก็คือการวางรากฐานเตรียมความพร้อมให้กับสโมสร ทั้งนี้หัวหน้าฝ่าย HR ได้อธิบายว่าการโน้มน้าวให้คนเก่ง ๆ มาร่วมงานกับสโมสรจะทำได้ยากยิ่งหากไม่มีโครงสร้างทางการเงินที่ดี, ไม่มีสถานที่ทำงานที่เหมาะสม และไม่ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้ถูกแก้ไขแล้วที่เอฟเวอร์ตันด้วยการเพิ่มขนาดออฟฟิศ, สร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ และการวางระบบ HR เอาไว้ในระยะยาว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10586 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/tai-2.png" alt="tai 2" width="600" height="370" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 990"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>สโมสรฟุตบอลไทยที่มีระบบ HR ใกล้เคียงกับสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีค</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบ HR ของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันได้ชื่อว่าเป็นแบบอย่างสำคัญที่สโมสรทั่วโลกเริ่มนำมาปรับใช้ ในประเทศไทยเองแม้จะยังไม่มีสโมสรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ แต่เรานึกถึง</span>สโมสรฟุตบอลชลบุรี <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลแห่งแรก ๆ ของประเทศที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทั้งทีมฟุตบอลและท้องถิ่นไปด้วยกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนเยาวชนที่นานาชาติยอมรับ และเป็นรากฐานของความสำเร็จที่ยั่งยืน สโมสรฟุตบอลชลบุรีมีวิธีการอย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง</span></p>
<p>1. สโมสรฟุตบอลที่วางแผนตั้งแต่วันแรก <span style="font-weight: 400;">: ความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลชลบุรีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กลับกันมันเป็นเป้าหมายที่พวกเขาตั้งเป้าเอาไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก่อตั้งสโมสร กล่าวคือสโมสรฟุตบอลชลบุรีเกิดขึ้นจากการทำทีมฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ซึ่งมีนโยบายเปิดรับเด็กที่มีความสามารถจากทั่วประเทศเข้ามาอุปการะทั้งด้านค่าใช้จ่าย อาหาร ที่พัก การศึกษา ตลอดจนเทคนิคฟุตบอลจนประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับฟุตบอลนักเรียน และเพื่อต่อยอดความสำเร็จให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น สโมสรก็ต้องก้าวไปสู่การเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพเพื่อให้รองรับนโยบายและแผนงานต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p>2. สโมสรฟุตบอลที่มองว่าความสำเร็จคือการสร้างคุณค่าให้สังคม : <span style="font-weight: 400;">แม้สโมสรฟุตบอลชลบุรีจะเคยได้แชมป์ลีคสูงสุดของไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวทางการบริหารที่มุ่งเน้นเรื่องเยาวชนอาจไม่สามารถต่อสู้กับสโมสรอื่น ๆ ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อซื้อนักเตะฝีเท้าดีจากทั่วโลก จนทำให้สโมสรฟุตบอลชลบุรีต้องตกอยู่ในระดับกลางตารางอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามสโมสรมองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เป็นปกติ เพราะแต่ละสโมสรล้วนมีแนวทางสร้างทีมที่แตกต่างกัน ทางชลบุรีเองก็อยู่ระหว่างการรอให้เยาวชนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักแทนรุ่นเก่า ซึ่งด้วยโครงสร้างสโมสรที่วางรากฐานเอาไว้หลายสิบปี พวกเขามั่นใจว่าจะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างไร้กังวล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ผู้บริหารยังมองว่าวันนี้คุณค่าของสโมสรฟุตบอลชลบุรีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลงานในสนาม เพราะพวกเขามีนโยบายที่สร้างคุณค่าต่อสังคมมากมาย เช่นการโน้มน้าวให้เด็กในจังหวัดสนใจกีฬาตั้งแต่อายุยังน้อย, การเปิดหลักสูตรอมรมผู้ฝึกสอน และที่สำคัญที่สุดคือการ </span>“สร้างอาชีพ” <span style="font-weight: 400;">ให้กับคนในจังหวัดผ่านกิจกรรมของสโมสร ดังนั้นการใช้เงินลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ถูกมองว่า “คุ้มค่า” กว่าการจ่ายค่าจ้างให้นักเตะต่างชาติแพง ๆ โดยไม่สามารถการันตีความสำเร็จได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11348 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/718d8e6c18d2232e226fb2364d0fda40.png" alt="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR" width="600" height="370" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 991"></p>
<p>3. สโมสรฟุตบอลที่เน้นเรื่องการพัฒนาคน : <span style="font-weight: 400;">สโมสรฟุตบอลชลบุรีเชื่อมั่นว่าการเป็นนักฟุตบอลที่ดีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการศึกษาและมีทัศนคติที่ดีอีกด้วย ดังนั้นนักเตะเยาวชนทุกคนของสโมสรจะมีโรงเรียนประถมและมัธยมรองรับ นอกจากนี้ยังมีสโมสรฟุตบอลในเครือหลายระดับเพื่อให้นักเตะเยาวชนทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้ตามศักยภาพที่มี ซึ่งการให้เยาวชนเจอกับสถานการณ์จริงแบบนี้ได้ช่วยให้นักเตะมีพัฒนาการที่โดดเด่นขึ้น โดยสโมสรจะดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ทั้งค่าจ้างโค้ชและทีมงาน ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าดูแลสนาม ค่าน้ำมัน ค่าแม่บ้าน และค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย เบ็ดเสร็จแล้วอยู่ที่เดือนละประมาณ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้คุณ </span>อรรณพ สิงห์โตทอง<span style="font-weight: 400;"> ผู้ก่อตั้งสโมสร ได้กล่าวกับสื่อ </span><a href="https://www.mainstand.co.th/MS2021ChangChonburiFC" target="_blank" rel="noopener">Main Stand </a><span style="font-weight: 400;">เอาไว้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“เราภูมิใจทุกครั้งที่นักเตะที่เราปั้นขึ้นมาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่หรือมีโอกาสได้ติดทีมชาติไทย และถึงแม้ว่าเราจะต้องเสียเงินปีละเป็นสิบล้านเพื่อทำอคาเดมีแล้วมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเล่นให้กับชลบุรีได้ แต่พวกเขายังสามารถใช้ทักษะฟุตบอลที่ฝึกฝนมาลงเล่นให้กับสโมสรอื่น ๆ และเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทยในอนาคตแน่นอน”</span></i></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะในระดับใดก็ตามย่อมตัดสินความสำเร็จกันด้วยผลแพ้ &#8211; ชนะ แต่ท้ายสุดแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร พนักงานที่เกี่ยวข้องก็ยังคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ต่อไป ดังนั้นการมีรากฐานที่ถูกต้องแข็งแรงจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้การต่อยอดความสำเร็จหรือการฟื้นฟูจากความผิดพลาดสามารถทำได้ง่ายขึ้นแน่นอน และสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันก็กำลังอยู่บนเส้นทางดังกล่าวในฐานะสโมสรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR และเป็น </span>“สโมสรฟุตบอลของประชาชน”<span style="font-weight: 400;"> (The People’s Club) ที่จะคอยสนับสนุนกันและกันต่อไปอีกนานเท่านาน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="เอฟเวอร์ตัน (Everton) สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีคที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ HR 992" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3sFHEZb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3sFHEZb</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/37TUBaS" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/37TUBaS</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3NkaNky" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3NkaNky</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/kayac-220513/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 May 2022 07:03:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[KAYAC]]></category>
		<category><![CDATA[CEO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/kayac-220513/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บริษัทญี่ปุ่น คือบริษัทในฝันของคนไทยหลายคน เพราะขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรม วัฒนธรรม วิธีบริหารจัดการ รวมถึงสวัสดิการและเงินโบนัสที่โดดเด่นแตกต่างจากบริษัทไทย แต่บริษัทญี่ปุ่นอย่าง KAYAC มีความโดดเด่นเพิ่มไปอีกขั้นเพราะพวกเขากำหนดให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็นทั้ง HR และเป็น CEO ในบางโอกาสอีกด้วย KAYAC นิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่เน้นเรื่อง &#8220;การสร้างสรรค์ความสนุก&#8221; จึงพยายามหาแนวทาง HR ใหม่ ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุนให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ โดยพนักงานที่เพิ่งเข้ามาสามารถปฏิเสธไอเดียของ CEO รวมถึงออกความเห็นได้อย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่ต้องกลัวถูกต่อว่า พวกเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีระบบ HR โดดเด่นที่สุดในประเทศ KAYAC เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีระบบ HR สนุก ๆ มากมาย เช่นการให้เงินโบนัสด้วยวิธีทอยลูกเต๋า, การเปลี่ยนที่ทำงานไปในหลาย ๆ ประเทศเพื่อให้พนักงานเปลี่ยนบรรยากาศ, การมอบเงินสนับสนุนให้พนักงานทั้งเก่าและใหม่ เป็นต้น  บริษัทญี่ปุ่นในไทย ที่มีแนวคิดเหมือน KAYAC นั้นหาได้ยาก แต่มีบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายลิขสิทธิ์ชื่อ Tuttle Mori Agency ที่มีสวัสดิการใกล้เคียงกัน เช่น การมอบเงินโบนัสในทุกวันสำคัญ, มอบเงินสนับสนุนให้พนักงานออกกำลังกาย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทญี่ปุ่น คือบริษัทในฝันของคนไทยหลายคน เพราะขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรม วัฒนธรรม วิธีบริหารจัดการ รวมถึงสวัสดิการและเงินโบนัสที่โดดเด่นแตกต่างจากบริษัทไทย แต่บริษัทญี่ปุ่นอย่าง KAYAC มีความโดดเด่นเพิ่มไปอีกขั้นเพราะพวกเขากำหนดให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็นทั้ง HR และเป็น CEO ในบางโอกาสอีกด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">KAYAC นิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่เน้นเรื่อง &#8220;การสร้างสรรค์ความสนุก&#8221; จึงพยายามหาแนวทาง HR ใหม่ ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุนให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ โดยพนักงานที่เพิ่งเข้ามาสามารถปฏิเสธไอเดียของ CEO รวมถึงออกความเห็นได้อย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่ต้องกลัวถูกต่อว่า พวกเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีระบบ HR โดดเด่นที่สุดในประเทศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">KAYAC เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีระบบ HR สนุก ๆ มากมาย เช่นการให้เงินโบนัสด้วยวิธีทอยลูกเต๋า, การเปลี่ยนที่ทำงานไปในหลาย ๆ ประเทศเพื่อให้พนักงานเปลี่ยนบรรยากาศ, การมอบเงินสนับสนุนให้พนักงานทั้งเก่าและใหม่ เป็นต้น </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทญี่ปุ่นในไทย ที่มีแนวคิดเหมือน KAYAC นั้นหาได้ยาก แต่มีบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายลิขสิทธิ์ชื่อ Tuttle Mori Agency ที่มีสวัสดิการใกล้เคียงกัน เช่น การมอบเงินโบนัสในทุกวันสำคัญ, มอบเงินสนับสนุนให้พนักงานออกกำลังกาย ฯลฯ แนวคิดเหล่านี้แม้จะดูเหมือนบริษัทต้องลงทุนมากขึ้น แต่ก็ทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาผ่านพนักงานที่มีแรงจูงใจมากขึ้น ตลอดจนสวัสดิการที่ครอบคลุมทุก ๆ อย่างจนสามารถให้ความสำคัญกับงานเพียงอย่างเดียว </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11329 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/WEBSITE-CENTER.png" alt="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO" width="600" height="370" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1001"></p>
<p>&#8220;บริษัทญี่ปุ่น&#8221;<span style="font-weight: 400;"> เมื่อพูดถึงคำนี้แล้ว คนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงนวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กร วิธีบริหารจัดการ ตลอดจนสวัสดิการที่โดดเด่นแตกต่างจากบริษัทไทย แต่รู้ไหมว่ามีบริษัทญี่ปุ่นอยู่แห่งหนึ่งที่ล้ำไปอีกขั้น และมีระบบ </span>HR<span style="font-weight: 400;"> ที่แปลกแหวกแนวกว่าที่อื่น เพราะบริษัทนี้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็น</span>ฝ่ายทรัพยากรบุคคล<span style="font-weight: 400;"> เท่านั้นยังไม่พอ ยังเปิดโอกาสให้ทำหน้าที่เป็น </span>CEO<span style="font-weight: 400;"> ในบางโอกาสอีกด้วย บริษัทญี่ปุ่นนี้ชื่อว่า</span> KAYAC <span style="font-weight: 400;">หรือชื่อเต็มว่า </span>Omoshiro Hojin Kayac<span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง</span></p>

<h2>บริษัทญี่ปุ่น KAYAC คือบริษัทอะไร</h2>
<p>KAYAC<span style="font-weight: 400;"> เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1998 ทำธุรกิจด้านดิจิทัล ผลิตแอปพลิเคชัน และการจัดอีเวนท์ ภายใต้แนวคิดว่า </span>&#8220;บริษัทสร้างสรรค์ความสนุก&#8221;<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะเนื้องานที่ผลิตออกมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบบบริหารจัดการภายในองค์กรอีกด้วย โดยวิธีการที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นที่สุดก็คือการกำหนดให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็น HR ตลอดอายุงาน แถมยังมีโอกาสได้ทำหน้าที่ CEO เป็นระยะอีกด้วย </span></p>
<p>KAYAC<span style="font-weight: 400;"> ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเป็น</span>บริษัทญี่ปุ่นรุ่นใหม่<span style="font-weight: 400;">ที่เปิดรับเรื่องความเท่าเทียม แม้เป็นพนักงานที่เรียนจบมาใหม่ ๆ ก็สามารถออกความเห็นหรือปฏิเสธไอเดียของ CEO ได้ ซึ่งท้ายสุดแล้วระบบที่โดดเด่นและการให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมนี่เองที่จะทำให้บริษัทสามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัด นำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกที่ยังคงใช้วิธีบริหารแบบเดิม</span></p>
<h2>บริษัทญี่ปุ่น KAYAC มีระบบ HR ที่แตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไดสึเกะ ยานาซาวะ (Daisuke Yanasawa) ซึ่งเป็น CEO ของ KAYAC มองว่าบริษัทขนาดเล็กเรื่อยไปจนถึงระดับกลางจะไม่มีวันเติบโตได้เลยหากไม่มีความแตกต่างจากที่อื่นหรือไม่พยายามฉีกขนมเดิม ๆ ทิ้งไป โดยเขามักบอกกับพนักงานว่า “ไอเดียดี ๆ ไม่ใช่คำตอบเสมอ” ทุกคนสามารถนำเสนอไอเดียได้เลยแม้จะอยู่แค่ในช่วงเริ่มต้นตราบใดที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัท เพราะการเอาแต่รอเสนอไอเดียดี ๆ อาจทำให้ไอเดียเล็ก ๆ ที่มีศักยภาพถูกมองข้ามไป อย่างไรก็ตามการที่พนักงานทุกคนจะกล้าออกความเห็นในระดับนั้น จำเป็นต้องมีระบบ HR ที่แข็งแรงคอยกำกับดูแล และนี่คือแนวทางแหวก ๆ ที่เขานำมาใช้กับ KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีระบบ HR โดดเด่นที่สุดในประเทศ</span></p>
<p>1.บริษัทญี่ปุ่นที่ให้ทุกคนเป็น HR <span style="font-weight: 400;">: นามบัตรของพนักงาน KAYAC ทุกคนจะถูกระบุว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของแผนกทรัพยากรบุคคล ดังนั้นพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการกำหนดเงินเดือน การได้โบนัส การรับพนักงานใหม่ ตลอดจนการออกความเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p>2.บริษัทญี่ปุ่นที่ให้ทุกคนเป็น CEO<span style="font-weight: 400;"> : ทุก ๆ 6 เดือน พนักงานของ KAYAC จะต้องไปเข้าค่ายพิเศษที่กำหนดให้ทุกคนเป็น CEO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบริษัท สามารถพูดถึงสิ่งที่อยากแก้ไขและแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแผนงานของบริษัทในอนาคตได้อย่างเต็มที่ การให้เกียรติพนักงานแบบนี้จะทำให้พวกเขามองเห็นบริษัทในองค์รวม ไม่ใช่แค่มาทำงานเพื่อตัวเองและจากไป</span></p>
<p>3.บริษัทญี่ปุ่นที่จ่ายโบนัสด้วยการทอยเต๋า <span style="font-weight: 400;">: สวัสดิการของ KAYAC คือการจ่ายโบนัสทุกเดือนโดยมีวิธีการคือให้พนักงานทุกคนทอยเต๋า ผลที่ได้จะถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อเอามารวมกับฐานเงินเดือนปกติ แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะบริษัทต้องการให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นธรรมในการจ่ายโบนัส และอยากตอบแทนความตั้งใจของทุกคนอย่างเท่าเทียม ดังนั้น KAYAC จึงตัดปัญหาด้วยการปล่อยให้มันเป็นเรื่องของโชคชะตาเสียเลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/192028-bonus-evaluated/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10065 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/happy-man-with-cash-dollars-flying-home-office-rich-from-business-online-concept-1.jpg" alt="ประเมินโบนัส (Bonus Evaluated) อย่างไรให้ถูกใจทุกฝ่าย" width="600" height="370" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1002"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/192028-bonus-evaluated/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ประเมินโบนัส (Bonus Evaluated) อย่างไรให้ถูกใจทุกฝ่าย </a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p style="text-align: left;">4.บริษัทญี่ปุ่นที่ปรับเงินเดือนทุก ๆ ครึ่งปี :<span style="font-weight: 400;"> ทุก 6 เดือนบริษัทจะจัดให้มีการโหวตของพนักงานในแต่ละแผนก เพื่อจัดอันดับพนักงานตามผลงาน ซึ่งอัตราการ</span>ปรับเงินเดือน<span style="font-weight: 400;">จะเกิดขึ้นโดยอ้างอิงจากลำดับดังกล่าว นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างว่าพนักงานของ KAYAC ทุกคนคือ HR เพราะมีส่วนร่วมกับเรื่องเงินเดือนอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p>5.บริษัทญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการรับเข้าและลาออกของพนักงานทุกคน : <span style="font-weight: 400;">เมื่อคุณสัมภาษณ์งานกับ KAYAC ผ่านแล้ว คุณจะไม่ได้เป็นพนักงานทันที กลับกันคุณจะต้องเข้าร่วม</span>การระดมสมอง (Brainstorming)<span style="font-weight: 400;"> กับคนในแผนกที่สมัครเข้ามาเพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนว่าแนวทางการทำงานจริง ๆ ของบริษัทนั้นตรงกับ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/"> Career Path </a><span style="font-weight: 400;">ที่วางเอาไว้หรือไม่ ผ่านการพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงหากมีพนักงานคนใดลาออก บริษัทก็จะจัดการระดมสมองขึ้นอีกครั้ง เพราะแม้จะไม่สามารถรั้งพนักงานคนดังกล่าวเอาไว้ แต่ประสบการณ์ของพนักงานท่านนั้นก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพนักงานคนอื่น ๆ วิธีการเหล่านี้นำไปสู่คำแนะนำที่จริงจัง จริงใจ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาบริษัทได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9154 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/shutterstock_1702143259-1.jpg" alt="ทำไม Exit Interview จึงเป็นสิ่งสำคัญ" width="500" height="334" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1003"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-exitinterview-190201/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไม Exit Interview จึงเป็นสิ่งสำคัญ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>6.บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้ทุกคนได้เที่ยว : <span style="font-weight: 400;">เพราะท้ายสุดแล้ว KAYAC ก็เป็นบริษัทครีเอทีฟ ดังนั้นแนวทาง HR เหล่านี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากผลงานของบริษัทออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นพวกเขาจะทำการสำรวจความต้องการของพนักงานอยู่เสมอเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนอยู่ในองค์ประกอบของการทำงานที่เหมาะกับการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ โดยหนึ่งในเรื่องที่พนักงานเรียกร้องมากที่สุดก็คือ </span>&#8220;การท่องเที่ยว&#8221; <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นบริษัทจึงออกนโยบายเปลี่ยนที่ทำงานเป็นระยะทันที ไล่ตั้งแต่ในประเทศญี่ปุ่นอย่างจังหวัดเซ็นได เรื่อยไปจนถึงประเทศในเอเชียอย่างเวียดนาม หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปอย่างอิตาลี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้พนักงานจะต้องทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์เหมือนเดิม แต่การได้ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศก็น่าจะช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่าการเอาแต่คิดงานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแน่นอน  </span></p>
<p>7.บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้ทุกคนยิ้มให้กัน :<span style="font-weight: 400;"> บริษัทจะกำหนดให้พนักงานจับคู่เพื่อคอยบันทึกรอยยิ้มและความสุขระหว่างกันเอาไว้ โดยบันทึกดังกล่าวจะถูกสรุปลงไปบนสลิปเงินเดือนพร้อมระบุราคาไว้ที่ 0 เยน จุดประสงค์ของนโยบายนี้คือทาง CEO มองว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดก็คือการมองไม่เห็นความสุขรอบตัว และการเขียนราคาไว้ที่ 0 เยนก็เพราะอยากให้พนักงานเห็นว่า &#8220;ความสุขสามารถส่งต่อให้กันได้แบบฟรี ๆ&#8221; นี่คือพื้นฐานของการสร้างองค์กรที่เห็นความสุขเป็นสำคัญ </span></p>
<p>8.บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้พนักงานเป็นเหมือนพระเอกการ์ตูน<span style="font-weight: 400;"> : เพราะคุณยานาซาวะ CEO ของ KAYAC ชื่นชอบการ</span>อ่านการ์ตูน<span style="font-weight: 400;">เป็นพิเศษ เขาจึงนำคอนเซ็ปต์ของเหล่าพระเอกมาใช้ นั่นคือการมีทัศนคติในแง่บวก กล้าคิดกล้าทำ พร้อมลุยตลอดเวลา และเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ แม้คอนเซ็ปต์เหล่านี้จะสุดโต่งไปบ้าง แต่หากเรานำมาประยุกต์ใช้ในบริษัทได้ ก็น่าจะเป็นมุมมองใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1004"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: อยากทราบว่า HR มีไอเดียอะไรใหม่ ๆ ที่จะนำเสนอสวัสดิการให้กับทางพนักงานบ้าง รบกวนมาแชร์กันค่ะ</span></p>
<p>โดยพื้นฐานของบริษัททั่วไป จะมีสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ประกันกลุ่ม ตรวจสุขภาพประจำปี ค่าทำฟัน โบนัส ปรับเงินเดือนประจำปี เลยอยากสอบถามทางเพื่อน ๆ ในสายงานว่า มีสวัสดิการอะไร ใหม่ ๆ ที่อยากนำเสนอให้กับพนักงานงานบ้าง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: สำหรับบริษัทที่ผมทำแล้วพนักงานรู้สึก Engage มากในอันดับต้น พอเล่าให้ฟังโดยสรุปได้ดังนี้</span></p>
<p>1. สวัสดิการข้าวมื้อกลางวันฟรี โดยข้าวเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ สภาพไม่ค่อยสวยแต่ไม่มีสารเคมีในการปลูก หลักการคือพนักงานตักข้าวได้ไม่จำกัด แต่ซื้อกับข้าวเองในราคาประหยัดถ้วยละ 10 บาท ไม่สามารถสั่งใส่ห่อกลับบ้านทั้งข้าวและกับข้าว บริษัทผมไม่ใช่โรงงานครับ<br />
2. Flexible Benefit 6,000 บาท พนักงานสามารถใช้สิทธิ์ในการเรียนหนังสือ ทำฟันที่นอกเหนือจากประกันสังคม ซื้อแว่นตา ท่องเที่ยว ฟิตเนส โยคะ เป็นต้น ตาม Lifestyle ของตนเอง จ่ายเงินเดือนนี้ ทำเบิก และบริษัทจ่ายคืนให้ในเดือนหน้า<br />
3. สวัสดิการหมอนวดตาบอดทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ นวดคนละ 30 นาที</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/998?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1005"></span></a></p></blockquote>
<h2>วิธีบริหารมนุษย์ของบริษัทญี่ปุ่น KAYAC นำไปสู่ผลลัพธ์อะไร</h2>
<p>1. บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานใหม่เรียนรู้จาก CEO โดยตรง :<span style="font-weight: 400;"> บริษัทค้นพบว่าการให้พนักงานใหม่ร่วมเดินทางไปเจรจาธุรกิจพร้อมกับ CEO โดยตรงจะทำให้เข้าใจแนวทางหรือสิ่งที่บริษัทต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดที่ช่วยให้ CEO ได้ฟังความเห็นจากคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสบายใจระหว่างทำงาน บริษัทจะกำหนดให้ CEO เดินทางด้วยเครื่องบินชั้นประหยัดแบบเดียวกับพนักงานใหม่ และใช้ชีวิตประจำวันในรูปแบบเดียวกันตลอดทั้งทริป โดย CEO ต้องถือสัมภาระด้วยตนเอง ห้ามให้พนักงานช่วยเด็ดขาด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10020 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/brooke-lark-YwSy97_Rk1o-unsplash.jpg" alt="ฉลองวันเกิดพนักงาน กลยุทธ์การใส่ใจบุคลากรที่ช่วยสร้างความประทับใจองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ" width="600" height="370" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1006"></p>
<p>2. บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้คุณดีใจที่เกิดมา : <span style="font-weight: 400;">บริษัทอนุญาตให้พนักงานลาหยุดได้ในเดือนเกิด เพราะอยากให้รู้สึกว่าการเกิดมาบนโลกนี้มีความหมาย อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ช่วยชุบชูจิตใจของพนักงานได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p>3. บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้นามบัตรของพนักงานพิเศษกว่าใคร <span style="font-weight: 400;">: นามบัตรของพนักงานที่ KAYAC ทุกคนจะถูกวาดเป็นการ์ตูนโดยศิลปินมืออาชีพ โดยใช้หน้าตาและลักษณะนิสัยของแต่ละคนเป็นแรงบันดาลใจในการวาด เพราะบริษัทต้องการให้คู่ค้ารู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อได้รับ ตลอดจนสามารถนำเสนอความเป็นตัวตนของพนักงานออกไปอย่างชัดเจนโดยทันที</span></p>
<p>4. บริษัทญี่ปุ่นที่อยากดูแลคุณตลอดไป : <span style="font-weight: 400;">KAYAC มีแนวคิดว่าพนักงานทุกคนไม่จำเป็นต้องทำงานที่บริษัทนี้ตลอดไป พวกเขาสามารถเปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ตนรักได้เลย เพราะแนวคิดหลักในการก่อตั้งบริษัทก็คือการ “สร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่ให้แก่โลก” ดังนั้นการที่พนักงานพบเจอแนวทางที่เหมาะกับตนเองมากกว่าจึงเป็นสิ่งที่บริษัทพร้อมสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานของบริษัทแล้วก็ตาม ทั้งนี้ KAYAC ได้จัดทำหน้า</span><a href="https://www.kayac.com/en/team?status=terminated" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อของพนักงานที่ลาออก</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยนำเสนอในรูปแบบของการ์ตูน สะท้อนให้เห็นถึงความสนุกสนานและความจริงใจต่อกันได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11330 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/background-blurry-restaurant-shop-interior-1-scaled.jpg" alt="background blurry restaurant shop interior 1 scaled" width="600" height="370" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1007"></p>
<p>5. บริษัทญี่ปุ่นที่อยากให้ทุกคนสะดวกสบายขึ้น <span style="font-weight: 400;">: หากเราเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ของบริษัท จะพบข้อความที่เขียนว่า</span> “ทั้งเมืองคามาคุระคือที่ตั้งออฟฟิศของเรา”<span style="font-weight: 400;"> เพราะ KAYAC ต้องการสร้างสังคมการทำงานขนาดใหญ่ขึ้นในเมืองคามาคุระ (จังหวัดคานางาวะ) โดยหวังว่าการนำระบบใหม่ ๆ มาใช้กับการดำเนินชีวิตแบบปกติธรรมดาของการทำงานจะช่วยให้สังคมดีขึ้นได้ ในที่นี้พวกเขาได้จัดทำ </span>&#8220;ร้านอาหารท้องถิ่น&#8221; <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นเหมือนครัวกลางให้คนทำงานทั้งในและนอกบริษัทสามารถเข้ามาใช้บริการได้โดยมีส่วนลดพิเศษ ร้านอาหารจะมีตั้งแต่ระดับปกติเรื่อยไปจนถึงร้านระดับมิชลินสตาร์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะคามาคุระถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ดังนั้นพนักงานบริษัทมักต้องไปแย่งพื้นที่กับนักท่องเที่ยวในเวลาอาหารกลางวัน ไอเดียนี้จึงช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ KAYAC ยังมีนโยบายช่วยค่าเช่าบ้านบางส่วนสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายมาทำงานใกล้ ๆ ออฟฟิศ รวมถึงเพิ่มออฟฟิศเอาไว้ที่ใจกลางเมือง (อากิฮาบาระ ในกรุงโตเกียว) เพื่อรองรับคนที่ไม่สามารถมาที่คามาคุระได้จริง ๆ </span></p>
<h2>ตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่มีแนวทางคล้าย KAYAC</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทญี่ปุ่นในไทยมีอยู่หลายรูปแบบตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เรื่อยไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีพนักงานหลักหมื่นคน  แต่เมื่อพูดถึงบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่มีแนวทางคล้าย KAYAC นั้น เรานึกถึงบริษัท Tuttle Mori Agency ซึ่งเป็นเอเจนซี่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์หนังสือที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ และมีสาขาใหญ่อยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สวัสดิการพื้นฐานที่พนักงานบริษัทในไทยจะได้รับประกอบด้วย</span></p>
<p>1.โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่เมื่อผ่านช่วงทดลองงาน : <span style="font-weight: 400;">เพราะเนื้องานส่วนใหญ่เป็นการติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์ ดังนั้นการมีโทรศัพท์มือถือที่ตอบโจทย์การใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและแสดงความยินดีที่ผ่านช่วงทดลองงาน</span></p>
<p>2.บริษัทที่สนับสนุนทุกการออกกำลังกาย : <span style="font-weight: 400;">สุขภาพที่ดีคือปัจจัยเริ่มต้นที่ช่วยให้พนักงานสร้างสรรค์งานได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนอกเหนือจากประกันสุขภาพตามสิทธิ์ทั่วไปแล้ว พนักงานสามารถไปสมัครใช้บริการฟิตเนสหรือสถานออกกำลังกายต่าง ๆ และนำใบเสร็จมาเบิกได้เลย </span></p>
<p>3.บริษัทที่มองว่าเรื่องเที่ยวเป็นเรื่องใหญ่ : <span style="font-weight: 400;">ในแต่ละปีบริษัทจะต้องเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าทั่วโลก ดังนั้นบริษัทจะเพิ่มวันให้เที่ยวโดยอิสระพร้อมเงินสนับสนุนให้พนักงานได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่ประเทศ นอกจากนี้ยังมีการท่องเที่ยวในประเทศทุก ๆ ไตรมาสอีกด้วย</span></p>
<p>4.บริษัทที่รับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่ : <span style="font-weight: 400;">เพราะวงการหนังสือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทจึงเน้นย้ำว่าความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาดหากต้องการก้าวให้ทันโลก ดังนั้นพนักงานทุกคนจะมีสิทธิ์นำเสนอหนังสือใหม่ ๆ ที่อาจไม่อยู่ในลิสต์สำหรับประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสนอแผนธุรกิจที่น่าสนใจได้เป็นระยะหากมองว่าแนวทางที่บริษัทกำลังทำอยู่ล้าหลังเกินไป</span></p>
<p>5.บริษัทที่มีโบนัสในทุกวันสำคัญ : <span style="font-weight: 400;">ทั้งวันเกิด วันสงกรานต์ วันตรุษจีน วันคริสมาสต์ ฯลฯ บริษัทจะให้เงินโบนัสเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อร่วมฉลอง เพราะการให้ความสำคัญกับวันพิเศษจะช่วยส่งเสริมให้วันธรรมดามีความหมายมากขึ้นด้วย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทญี่ปุ่นแบบ KAYAC คือบริษัทที่รู้จักปรับตัวและมองว่าการลงทุนกับมนุษย์คือปัจจัยที่ส่งผลในแง่บวกกับบริษัทมากที่สุด เพราะท้ายสุดแล้ว สวัสดิการและการลงทุนเหล่านั้น ก็จะย้อนกลับมาสู่บริษัททั้งในแง่ของผลประกอบการ พลังสร้างสรรค์ของพนักงาน เป็นต้น ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่าระบบ HR ที่ดีจะทำให้โครงสร้างบริษัทแข็งแรงขึ้น และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างแท้จริง </span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="KAYAC บริษัทญี่ปุ่นที่ให้พนักงานเป็นทั้ง HR และ CEO 1008" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources :</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3MX1E1k" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3MX1E1k</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3M5Yo3G" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3M5Yo3G</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3ssHTa4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ssHTa4</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/09032022-pdsa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Mar 2022 07:30:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[PDSA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/09032022-pdsa/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT PDSA หรือ Plan-Do-Study-Act เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนแบบเป็นวงล้อ (Cycle) ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 3P เป็นอีกทฤษฎีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้และรู้ง่ายต่อการเข้าใจมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3P ย่อมาจาก Purpose-Process-Performance  ในช่วงแรกจะมีแค่โมเดล PDCA เท่านั้น แต่หลาย ๆ คนที่ใช้วิธี PDCA เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอน Check ไม่ค่อยเหมาะสมกับโปรเจกต์หรือปัญหาขององค์กรมากเท่าไหร่ จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น PDSA อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เกิดจากการแทนที่ขั้นตอน ‘Check’ ด้วยขั้นตอน ‘Study’ ทั้งวิธี PDSA และ PDCA ต่างก็ใช้วิธีการแบบทำทีละขั้นตอนและทำเป็นวัฏจักร กล่าวคือถ้าทดลองในครั้งแรกแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็สามารถวนกลับไปทำวิธีเดิมซ้ำตั้งแต่ต้นใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้า ซึ่งเหมาะมากสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ปัญหา การทำ PDSA เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราได้รีเช็คว่าวิธีแก้ปัญหาที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้จะได้ผลจริงหรือไม่ มีส่วนไหนต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นวิธีการที่ง่าย ชัวร์ และได้ผลจริง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์  คนทำงานย่อมรู้ดีหากเกิดปัญหาขึ้นในองค์กรหรือโปรเจกต์ใดก็ตามที่เรากำลังควบคุมดูแลอยู่นั้นย่อมไม่ดีแน่ บั่นทอนทั้งแรงกายและแรงใจ แต่ปัญหาก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเสียด้วย ดังนั้นคำถามคือเราควรจะทำอย่างไรให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด  บทความนี้จะพาไปรู้จักกับวิธีการง่าย ๆ แต่ช่วยนำทางให้เรามองเห็นหนทางการแก้ปัญหาได้ชัดเจน ไม่ต้องดำน้ำงมหาเข็มในมหาสมุทรกันเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วทั้งง่าย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">PDSA หรือ Plan-Do-Study-Act เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนแบบเป็นวงล้อ (Cycle) ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">3P เป็นอีกทฤษฎีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้และรู้ง่ายต่อการเข้าใจมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3P ย่อมาจาก Purpose-Process-Performance </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในช่วงแรกจะมีแค่โมเดล PDCA เท่านั้น แต่หลาย ๆ คนที่ใช้วิธี PDCA เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอน Check ไม่ค่อยเหมาะสมกับโปรเจกต์หรือปัญหาขององค์กรมากเท่าไหร่ จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น PDSA อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เกิดจากการแทนที่ขั้นตอน ‘Check’ ด้วยขั้นตอน ‘Study’</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทั้งวิธี PDSA และ PDCA ต่างก็ใช้วิธีการแบบทำทีละขั้นตอนและทำเป็นวัฏจักร กล่าวคือถ้าทดลองในครั้งแรกแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็สามารถวนกลับไปทำวิธีเดิมซ้ำตั้งแต่ต้นใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้า ซึ่งเหมาะมากสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ปัญหา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การทำ PDSA เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราได้รีเช็คว่าวิธีแก้ปัญหาที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้จะได้ผลจริงหรือไม่ มีส่วนไหนต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นวิธีการที่ง่าย ชัวร์ และได้ผลจริง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10822 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/protection-concept-with-lock-1-scaled.jpg" alt="protection concept with lock 1 scaled" width="600" height="370" title="PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก 1014"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนทำงานย่อมรู้ดีหากเกิดปัญหาขึ้นในองค์กรหรือโปรเจกต์ใดก็ตามที่เรากำลังควบคุมดูแลอยู่นั้นย่อมไม่ดีแน่ บั่นทอนทั้งแรงกายและแรงใจ แต่ปัญหาก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเสียด้วย ดังนั้นคำถามคือเราควรจะทำอย่างไรให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จะพาไปรู้จักกับวิธีการง่าย ๆ แต่ช่วยนำทางให้เรามองเห็นหนทางการแก้ปัญหาได้ชัดเจน ไม่ต้องดำน้ำงมหาเข็มในมหาสมุทรกันเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วทั้งง่าย สะดวก ประหยัด และได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่าง PDSA จนต้องร้องว่า ‘รู้งี้ทำไปตั้งนานแล้ว!’</span></p>

<h1>PDSA คืออะไร ? ทำความรู้จัก PDSA Cycle</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">PDSA หรือ Plan-Do-Study-Act เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนแบบเป็นวงล้อ (Cycle) ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และยังเป็นที่รู้จักกันในนาม Deming Wheel หรือ Deming Cycle ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคำถามสามข้อง่าย ๆ ให้ลองเช็คตัวเองก่อนจะลงมือทำ PDSA คือ ข้อแรก ปัญหาอะไรบ้างที่เราต้องการแก้ให้สำเร็จ ข้อสอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือการแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วจริง ๆ และข้อสุดท้าย เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างที่ทำให้เกิดการปรับปรุงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงธรรมดา</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_705689935.png" alt="shutterstock 705689935" width="600" height="370" title="PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก 1015"></a><a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/">KAIZEN หัวใจในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ TOYOTA</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>องค์ประกอบของ PDSA</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นแล้วว่าวงล้อแห่งการพัฒนา PDSA ตัวนี้ ย่อมาจาก Plan-Do-Study-Act เพราะฉะนั้นขั้นตอนแรกจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก</span> Plan (การวางแผน)<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งขั้นตอนแรกนี้จะเกี่ยวข้องกับการระบุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการจะแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้น การกำหนดทฤษฎี การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ และการนำแผนที่เราได้วางไว้ทั้งหมดไปปฏิบัติจริงในขั้นตอนต่อ ๆ ไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อจากนั้นเราจะมาต่อกันที่สเต็ปที่เรียกว่า </span>Do (การลงมือทดสอบ) <span style="font-weight: 400;">เป็นขั้นตอนที่จะนำส่วนประกอบของแพลนที่เราวางไว้ในสเต็ปแรกมาใช้งาน ดำเนินการตามขั้นตอนที่แพลนไว้ทุกอย่าง รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นให้ครบ  หลังจากนั้นก็ทำการบันทึกประสบการณ์ ปัญหา และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการลงมือทำนี้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมาเป็นสเต็ปที่สาม </span>Study (การเรียนรู้) <span style="font-weight: 400;"> หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการประเมินผลของขั้นตอนที่แล้ว ในขั้นตอนนี้เราจะต้องมีการวิเคราะห์สิ่งที่เราได้ลงมือทดสอบไปในขั้นตอนก่อนหน้านี้ รวมถึงผลลัพธ์ด้วยว่าออกมาตรงตามจุดประสงค์หรือเกิดข้อผิดพลาดที่จุดไหนบ้าง ไตร่ตรองสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากขั้นตอนที่ผ่าน ๆ มา ที่สำคัญคือต้องเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้มาหลังทดสอบแล้ว กับสิ่งที่เราคาดหวังตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน จากนั้นค่อยสรุปออกมาตามข้อมูลทีได้ทำการวิเคราะห์ไปทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สเต็ปสุดท้ายคือขั้นที่เราเรียกว่า </span>Act (การสรุปผล) <span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนสุดท้ายเป็นขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะมีการปรับปรุงหรือแก้ไขใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ และจะต้องจำเป็นในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ถูกใจหรือไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรกก็อาจจะต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็จะวนไปสเต็ปแรกใหม่อีกครั้ง</span></p>
<h2>3P คืออะไร ทำไมถึงเรียกว่าเป็น The Simplest Model และเกี่ยวข้องอะไรกับ PDSA?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">3P ก็เป็นอีกทฤษฎีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งแทบไม่ต่างจาก PDSA เลย ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้และรู้ง่ายต่อการเข้าใจมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3P ย่อมาจาก Purpose-Process-Performance หากจะอธิบายง่าย ๆ ให้เห็นภาพชัดเจนก็คือการที่เราจะทำกิจกรรมอันใดก็จะต้องมีเป้าหมายไว้ก่อนเสมอ เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็หาวิธีการหรือสิ่งที่จะทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ จากนั้นก็ดูว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ถ้าตรงตามที่ตั้งเป้าไว้ก็ดำเนินการต่อได้เลย หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป แต่ถ้ายังไม่ได้ก็นำมาตั้งเป้าหมายใหม่ หาวิธีการกันใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10823 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/businessman-unlocking-lock-touch-screen-1-scaled.jpg" alt="businessman unlocking lock touch screen 1 scaled" width="600" height="370" title="PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก 1016"></p>
<h2>PDSA vs PDCA</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการทั้งสองอย่างนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ทางคุณภาพ ซึ่งจุดกำเนิดของโมเดลทั้งสองนี้เกิดจากด็อกเตอร์ W. Edwards Deming ซึ่งเป็นนักคิดและนักนวัตกรรมด้านการจัดการชั้นนำ ทั้งวิธี PDSA และ PDCA ต่างก็ใช้วิธีการแบบทำทีละขั้นตอนและทำเป็นวัฏจักร กล่าวคือถ้าทดลองในครั้งแรกแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็สามารถวนกลับไปทำวิธีเดิมซ้ำตั้งแต่ต้นใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้า ซึ่งเหมาะมากสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ปัญหา</span></p>
<h3>Plan-Do-Study-Act (PDSA)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วงจร PDSA เป็นวิธีการ ‘ทดลองและเรียนรู้’ ที่จะช่วยให้สามารถทดสอบและประเมินแนวคิดการเปลี่ยนแปลงที่เราได้ทดลองออกมาได้อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพ เพราะเจ้าตัววัฏจักร PDSA นี้ ได้รับการออกแบบมาให้มีวิธีการเพียงสั้น ๆ แต่สามารถทำได้บ่อยครั้ง ผลลัพธ์ของการทดลองหนึ่งรอบจึงมักจะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์แนวคิดที่ลองปรับปรุงแล้วในรอบแรก ซึ่งสามารถทดสอบในรอบใหม่ไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะพอใจ เป้าหมายของกระบวนการ PDSA ก็คือการทำซ้ำจนกว่าจะรู้สึกว่าการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาที่ต้องการ มีการประสบความสำเร็จและยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต </span></p>
<h3>Plan-Do-Check-Act (PDCA)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนโมเดล PDCA เป็นเหมือนโมเดลเริ่มแรกของตัว PDSA แต่ก็ยังเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับหลาย ๆ คน ความแตกต่างของทั้งสองวิธีการมีอยู่ขั้นตอนเดียวเลยก็คือ ขั้นตอนการตรวจสอบ (Study และ Check) ขั้นตอนนี้เป็นจุดที่ผู้ทำงานในโปรเจกต์จะต้องประเมินว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็คือจะต้องวิเคราะห์ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างหรือเหมือนกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด แล้วทำการแก้ไขต่อไปในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองโมเดลเป็นความแตกต่างที่ค่อนข้างซับซ้อนกันสักหน่อย แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันมากอยู่ ดังนั้นเราจะลองมาสรุปให้ง่ายขึ้นถึงข้อเหมือนและแตกต่างของทั้งสองโมเดล ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทั้ง PDSA และ PDCA เป็นแบบจำลองสี่ขั้นตอนที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและเพื่อช่วยสร้างโครงการปรับปรุง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการทั้งสองแบบทำให้เราสามารถทดสอบหรือทบทวนแนวคิดของเราใหม่หลาย ๆ ครั้งว่าเห็นผลดีหรือไม่ดีอย่างไรบ้าง และทั้งสองวิธีก็มีเป้าหมายที่จะนำไปสู่แนวทางการปรับปรุงวัฒนธรรมหรือปรับปรุงทั่วทั้งองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองโมเดลจะใช้ขั้นตอน ‘Plan’ ‘Do’ และ ‘Act’ เหมือนกัน มีเพียงขั้นตอนเดียวที่ไม่เหมือนกันคือ ‘Check’ และ ‘Study’ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 361px;">
<tbody>
<tr style="height: 361px;">
<td style="width: 100%; height: 361px;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/480e653ad503e3e96549bcf659fd65b4.jpg" alt="PDCA คือ HR NOTE" width="600" height="370" title="PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก 1017"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">PDCA : ความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างใช้ 4 ขั้นตอนเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>PDCA พัฒนาไปสู่ PDSA ได้อย่างไร?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงแรกจะมีแค่โมเดล PDCA เท่านั้น แต่หลาย ๆ คนที่ใช้วิธี PDCA เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอน Check ไม่ค่อยเหมาะสมกับโปรเจกต์หรือปัญหาขององค์กรมากเท่าไหร่ จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น PDSA อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เกิดจากการแทนที่ขั้นตอน ‘Check’ ด้วยขั้นตอน ‘Study’ ซึ่งหัวใจของ PDSA ก็คือการแสวงหาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ PDSA เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราได้รีเช็คว่าวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้จะได้ผลจริงหรือไม่ มีส่วนไหนต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นวิธีการที่ง่าย ชัวร์ และได้ผลจริง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ยังเสริมสร้างการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบภายในองค์กร เพราะได้ใช้ตัว PDSA เป็นแบบแผนในการคิดวิธีแก้ปัญหาแบบต่าง ๆ และเมื่อทดลองไปแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้าก็จะได้เปลี่ยนวิธีใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องกลับมาวนซ้ำวิธีเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ การทดลองทำก่อนลงมือทำจริงย่อมเป็นผลดีกว่า เพราะหากลงมือทำจริงไปแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ตรงตามเป้าก็จะยิ่งเสียเวลา เสียงบประมาณ และเสียกำลังใจอีกด้วย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="CTA in Content Website With Number.png" width="1600" height="500" title="PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก 1018" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><a href="https://blog.lifeqisystem.com/benefits-of-pdsa-cycles" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Life QI</span></a></li>
<li><a href="https://www.health.state.mn.us/communities/practice/resources/phqitoolbox/pdsa.html#plan" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Minnesota Department of Health</span></a></li>
<li><a href="https://deming.org/explore/pdsa/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Deming Institute</span></a></li>
<li><a href="https://www.cec.health.nsw.gov.au/CEC-Academy/quality-improvement-tools/model-for-improvement-and-pdsa-cycles" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NSW Government</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220308-the-future-of-employee-experience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Mar 2022 06:24:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Employee Experience]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220308-the-future-of-employee-experience/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT สถานการณ์โควิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไป เปรียบเหมือน Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะเร่งให้สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่อง Remote working รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ 2 Key Driver หลัก ๆ ที่เป็นความท้าทายในการทำ Employer Experience ได้แก่ The Great Resignation และ Digital Adoption Key People Trend ได้แก่ Wellbeing and Wellness, Flexibility และการทำ Employer Branding การสร้าง Employer Experience ต้องพิจารณาตลอด Employee Journey ตั้งแต่เข้ามา จนอยู่กับเรา และออกไป และแม้พนักงานจะออกไปแล้ว ประสบการณ์พนักงานที่ดีก็ยังมีความสำคัญ ที่จะทำให้พวกเขากลายเป็น Brand Ambassador ช่วยกระจายแง่มุมดี ๆ ของบริษัทที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้รับในขณะที่เป็นพนักงาน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์โควิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไป เปรียบเหมือน Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะเร่งให้สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่อง Remote working รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ 2 Key Driver หลัก ๆ ที่เป็นความท้าทายในการทำ Employer Experience ได้แก่ The Great Resignation และ Digital Adoption</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Key People Trend ได้แก่ Wellbeing and Wellness, Flexibility และการทำ Employer Branding</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสร้าง Employer Experience ต้องพิจารณาตลอด Employee Journey ตั้งแต่เข้ามา จนอยู่กับเรา และออกไป และแม้พนักงานจะออกไปแล้ว ประสบการณ์พนักงานที่ดีก็ยังมีความสำคัญ ที่จะทำให้พวกเขากลายเป็น Brand Ambassador ช่วยกระจายแง่มุมดี ๆ ของบริษัทที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้รับในขณะที่เป็นพนักงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การใช้ Framework</span> ‘Ask, Listen, Adjust’<span style="font-weight: 400;"> จะช่วยให้ HR สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ Agile มากยิ่งขึ้น เริ่มจากการที่องค์กรต้องทำ ‘Continuous Listening’ รับฟังความเห็นพนักงานที่ถี่มากขึ้น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10833 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-11-at-13.22.35.png" alt="Screen Shot 2565 03 11 at 13.22.35" width="546" height="302" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1027"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Employee Experience หรือประสบการณ์ของพนักงาน ก็เหมือนเรื่องอื่น ๆ ในโลกของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในช่วง 2 ปีหลังนับตั้งแต่เกิดโควิดมานี้ เพราะเมื่อวิถีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ความคาดหวังของพนักงานจึงมีการปรับเปลี่ยนตาม และองค์กรที่ไม่สามารถจับสัญญานความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ทันย่อมทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความชิ้นนี้ HREX.asia เราจะพาทุกท่านไปติดขอบเวทีจากงานสัมมนาที่มีชื่อว่า “The Future of Employee Experience” จากงานสัมมาเปิดตัวโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นประจำปี 2565 จัดโดย Kincentric โดยมีวิทยากรสามท่านได้แก่ คุณมลฑนา พรปัญญาเลิศ ผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ รศ.ชัยพงษ์ พงษ์พาณิช และคุณเอย่า เสวนสัน เพื่อหาคำตอบในสามคำถามหลักดังนี้ </span>หนึ่ง <span style="font-weight: 400;">จากสถานการณ์และบริบทในโลกยุคปัจจุบัน องค์กรและคนทำงานต้องปรับวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง </span>สอง <span style="font-weight: 400;">ลักษณะของคนทำงานในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถทำงานและปรับตัวได้ดีในโลกอนาคต </span>สาม<span style="font-weight: 400;"> คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเตรียมตัวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>คำถามที่ 1: จากสถานการณ์และบริบทในโลกยุคปัจจุบัน องค์กรและคนทำงานต้องปรับวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง</h2>
<h3>รศ.ชัยพงษ์ พงษ์พาณิช</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่าที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรุนแรงและยืดเยื้อยาวนาน ผมอ่านในเปเปอร์อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่ามันเป็นเหมือนการทดลองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน ซึ่งในช่วงแรก ๆ เราก็นึกว่าโควิคอาจจะอยู่กับเราไม่นานแล้วสถานการณ์ก็คงจะกลับเป็นเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ก็เป็นมาสองปีแล้วและอาจจะคงอยู่กับเราตลอดไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างในโลกการทำงานอาจจะมีบางส่วนที่มันหวนกลับไปจุดเดิม แต่ผมคิดว่าก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่มันไม่น่าเหมือนเดิมแล้ว ตัวอย่างเช่น การประชุมออนไลน์ ถามว่าเทคโนโลยีออนไลน์ในเรื่องของ Teleconference มีมานานหรือยัง ความจริงต้องบอกว่ามีมาหลายสิบปีแล้ว แต่ตอนแรกราคายังแพง แล้วต่อมา Skype ก็เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทั้งในส่วนของคนทั่วไปและบริษัท แต่ตอนนั้นผู้ใช้งานก็ยังไม่ได้ Adopt ใช้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่ออิงจากทฤษฎี Product Life Cycle เริ่มต้นจากคนเริ่มสนใจจากกลุ่มเล็ก ๆ แล้วกระจายขึ้นจนเข้าสู่คนหมู่มากที่เรียกว่าเป็น Mass Adoption จากนั้นมันก็จะเริ่ม Decline ซึ่งในความเป็นจริงก่อนที่โปรดักส์จะกระจายสู่คนหมู่มากมันจะมี Gap อยู่ เพราะมันไม่สามารถกระจายไปอยู่ Mass ได้ทันทีเลย ในบริบทนี้ผู้ใช้งานอาจจะบอกว่าฉันอยู่อย่างนี้ได้สบาย ๆ ทำงานเหมือนเดิมก็ยังสามารถทำงานได้ แต่ว่าพอเจอโควิดรอบนี้ทุกคนไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบต้องถูก Force ให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานจากที่เคยไม่ใช้เทคโนโลยีเลยก็ถูกบังคับให้ต้องใช้ ส่วนคนที่ไม่สามารถเรียนรู้ก็ต้องพยายามเปลี่ยนให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเรื่องของ Employee Experience มีการพูดถึง Physical Space ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมองค์กรจะพูดถึง ‘ประสบการณ์ของพนักงาน’ ตั้งแต่เริ่มเข้ามาในรั้วของของบริษัท แล้วทุกคนก็มามีปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงาน ว่ากันตามจริง Work from Home หรือ Flexible Work Hour มี Concept มานานแล้ว บางบริษัทขนาดใหญ่มีการพูดถึงเรื่องนี้มานานแต่ก็ไม่สามารถเอามา Implement ให้เกิดผลจริงจัง แต่พอสถานการณ์ตอนนี้เทรนด์เรื่องนี้ก็เข้ามาและเป็นของจริงที่บริษัทต่าง ๆ ก็รับเอาวิธีการทำงานแบบนี้เข้ามาใช้อย่างเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่เราพูดกันมาตลอดว่ามีความสำคัญ คำถามของผู้บริหารองค์กรคือ ‘เราจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างไรถ้า Majority ของ Workforce มีการทำงานแบบ Remote Work’ ซึ่งก็จะเป็น Challenge ใหม่ที่ผู้บริหารจะต้องตอบให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Flexible Workforce</a> หรือ Hybrid Workforce เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะมันจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงและจะมีผลกระทบต่อประสบการณ์ของพนักงานโดยตรง ซึ่งหากเรามองไปข้างหน้าเมื่อพูดถึงเรื่องการ Manage Talent หรือ Acquire Talent การที่บริษัทสามารถ Provide พวก Enabling Factor ที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับพนักงานจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นตัวกำหนดคุณภาพของ Talent ในองค์กรเลยว่าเราจะได้คนดีหรือคนไม่ดีเข้ามาทำงาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่าจะมาเร็วและแรง หากองค์กรไม่เตรียมตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็อาจตกที่นั่งลำบากในอนาคตอันใกล้</span></p>
<h3>คุณเอย่า เสวนสัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ COVID-19 ทำให้เกิด Change in the Way We Work เปรียบเหมือน Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยา ที่จะ Accelerate สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่อง Remote Working รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากสถานการณ์นี้ทำให้เกิด 2 Key Driver หลัก ๆ ได้แก่</span></p>
<p>หนึ่ง The Great Resignation: <span style="font-weight: 400;">คือเกิดการลาออกของพนักงานจำนวนมาหาศาล ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะต่างประเทศแต่ในเมืองไทยเองก็เจอเหมือนกัน ผลทำให้เกิดการ Shift อำนาจจากนายจ้างมาเป็นลูกจ้าง ช่วงแรก ๆ ตอนที่ Great Resignation เกิดขึ้นเราก็คิดว่านายจ้างยังมีอำนาจที่จะเลือกคนเก่งเข้ามาทำงาน แต่ความจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลังจากที่เจอโควิดองค์กรต้องกลับมาตั้งคำถามและทบทวนตัวเองว่า คุณค่าและความสำคัญที่เรามีในเรื่องของการทำงานและใช้ชีวิตคืออะไร พนักงานเริ่มตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้ว “Why Do I Work” ฉันทำงานเพื่ออะไร หรือการตั้งคำถามว่าชีวิตให้คุณค่าเรื่องอะไร ซึ่งหลายคนพอมาทำ Remote Working เขากลับพบว่ามันอาจจะเป็นการให้เวลากับที่บ้านครอบครัว หรือเด็กรุ่นใหม่อาจจะมองว่านี่คือช่วงเวลาที่เขาควรให้เวลาในการทุ่มเทกับงานอดิเรกหรือ Passion ต่าง ๆ หรือพนักงานอาจจะเริ่มให้คุณค่ากับการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในตัวของ The Great Resignation พนักงานมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนและพวกเขาต้องการเรื่องของ Flexibility ในการทำงานมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p>ปัจจัยที่สองคือเรื่องของเทคโนโลยี: <span style="font-weight: 400;">ตอนนี้การรับเทคโนโลยีเข้ามาใช้ (Digital adoption) มันเกิดขึ้นทั้งในชีวิตของการทำงานและชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีสามารถเปิดโอกาสและสร้างวิธีใหม่ ๆ ที่พนักงานจะหาทางเลือกในการทำงานหรือการหารายได้ มันจะช่วยให้พนักงานมีวิธีในการบริหารจัดการ Work-Life ได้ดีมากยิ่งขึ้น ในมุมของคริปโตเองก็สร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงานให้กับคนที่ต้องการหาคุณค่าอะไรบางอย่างหรือช่วยเติมเต็มความสุขใจ ตัวอย่างเช่น บางคนก็สามารถหาเงินจากการที่ออกกำลังกายหรือการเล่นเกม ซึ่งสามารถสร้างรายได้ไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จาก 2 Key Driver ที่กล่าวมา Kincentric จะเรียกว่า </span><a href="https://www.kincentric.com/insights/talent-uprising" target="_blank" rel="noopener">The Talent Uprising</a><span style="font-weight: 400;"> คือการที่ตอนนี้พนักงานถือไพ่เหนือกว่านายจ้าง ซึ่งเมื่อพวกเขามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในฐานะนายจ้างเราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรเพื่อให้ยังมีความสามารถที่จะ Attract และ Retain พนักงานในโลกยุคใหม่ให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้ฟังภาพกว้างของวิธีการทำงานทั้งในส่วนของตัวพนักงานเองกับทางผู้ประกอบการว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร คำถามต่อไปจะเจาะลึกในส่วนของตัวพนักงานมากยิ่งขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220215-war-of-talent-and-talent-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10798 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-22.15.57.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 22.15.57" width="600" height="370" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1028"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220215-war-of-talent-and-talent-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">มหาสงครามแย่งชิงคนเก่ง: HR ต้องทำอย่างไรให้ชนะใจ Talent ในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน (Talent Management)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>คำถามที่ 2: ลักษณะของคนทำงานในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถทำงานและปรับตัวได้ดีในโลกอนาคต</h2>
<h3>คุณเอย่า เสวนสัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ Key People Trend ที่เราเจอตอนนี้ คือการที่ผู้บริหารหลายองค์กรเริ่มตื่นเต้นที่จะให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศตามปกติ เพื่อมาเจอหน้าเจอตา อยากให้ทุกคนมี Way of Work มี Culture เหมือนกัน มีการ Collaborate ซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ถ้าอ้างอิงถึงเทรนด์ในคำถามข้อที่กล่าวมา สิ่งที่เกิดคือคือพนักงานมีความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้นเราจะใช้วิธีในการบริหารจัดการพนักงานเหมือนเดิมไม่ได้</span></p>
<p>Key trend ตัวที่ 1: <span style="font-weight: 400;">คือเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190822-healthy-wellness-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Wellbeing and Wellness</a> จากการทำงาน Remote Working ในช่วงที่ผ่านมา 1-2 ปี มันมีการเบลอกันระหว่าง Work และ Life โดยทั้งสองแง่มุมมีการ Integrate กันจนพนักงานไม่มีเวลากินข้าวไม่มีเวลาให้กับคนที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Always on สามารถสั่งงานกัน ประชุมงานกันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเรื่องของ Mental Wellbeing ของพนักงานเริ่มเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายองค์กรต้องคำนึงถึง หลาย ๆ คนจะจะพบว่าเพื่อนหรือตัวเองเกิดความเหนื่อยล้าในการทำงาน มีการพูดถึงปรากฎการณ์ Burnout ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นพนักงานก็อาจจะมาทบทวนตัวเองและทำให้เกิดการลาออกได้ </span></p>
<p>Key trend ตัวที่ 2:<span style="font-weight: 400;"> คือเรื่องของ Flexibility ซึ่งตอนนี้เป็นคำยอดฮิตของคนสมัยนี้ว่า ต่อไปนี้เราจะใช้วิธีในการทำงานแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะเราเริ่มเรียนรู้กันแล้วว่าการทำงานในปัจจุบันสามารถที่จะทำงานที่บ้าน ซึ่งถ้าเรา Manage เวลาของตัวเองได้มันก็จะมี Productivity เกิดขึ้น และสามารถที่จะมี Performance ได้ดีเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องทำก็คืออย่าลืมที่จะมาดูว่า เวลาที่เราจัด Flexibility หรือตัวความยืดหยุ่นให้พนักงาน เราต้องทำความเข้าใจกับเนื้องานและชีวิตของเขาจริงๆ ตอนนี้ในเรื่องของการทำงานมันไม่จำเป็นต้องเป็น 9-5 เสมอไปอีกแล้ว</span></p>
<p>Key trend ตัวที่ 3:<span style="font-weight: 400;"> คือเรื่อง <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employer Brand</a> ซึ่งหลายองค์กรหันมาทำกันมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเรื่องของการ Attract และ Retain พนักงานค่อนข้างมีความท้าทายในระดับหนึ่ง ทั้งนี้การทำ Employer Brand ในยุคปัจจุบันจะมีความแตกต่างจากในสมัยก่อน เพราะมันจำเป็นจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานยุคใหม่มากยิ่งขึ้น จะต้องมีการรับฟัง พนักงานมากขึ้น มีการออกแบบตัว Flexibility และเรื่องของ Well Being ต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์กับพนักงานปัจจุบันด้วย และการที่องค์กรจะทำแบบนี้ได้ องค์กรจำเป็นต้องหันกลับมามอง ‘ข้างใน’ ว่าการสร้างประสบการณ์ให้กับพนักงานในองค์กร มันจะต้อง Linkage หรือมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับภาพที่ทำการสื่อสารออกไปภายนอก เพื่อทำให้การทำ Employer Brand มีความยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10800 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-22.23.46.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 22.23.46" width="600" height="370" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1029"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/220215-how-to-do-employer-branding/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การทำ Employer Branding แบบจริงใจ ใช้ได้จริง และพนักงานรู้สึกอินไปกับมัน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>รศ.ชัยพงษ์ พงษ์พาณิช</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10828 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/IMG_0637-scaled.jpg" alt="IMG 0637 scaled" width="712" height="475" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1030"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2 ปีที่ผ่านมาทำให้ Mindsets ของคนเปลี่ยนไปพอสมควร อ้างอิงจากคุณเอย่าที่พูดถึงการที่ Expectation ของพนักงานที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ Mindset ของคนก็เปลี่ยนไปพอสมควร สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังของของพนักงานที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในแง่ของ HR Practice ก็จะต้องเข้าใจตรงจุดนี้ คือเราไม่สามารถใช้วิธีการเดิม ๆ มาบริหารจัดการคนได้อีกแล้ว </span></p>
<p>Recruiting:<span style="font-weight: 400;"> ที่ผ่านมาเราอาจจะเรียกคนเข้ามาสัมภาษณ์งานที่บริษัท แต่ 2 ปีที่ผ่านมา HR ก็เปลี่ยนไปใช้การสัมภาษณ์คนออนไลน์กันหมด ซึ่งถึงแม้อาจจะเป็นวิธีที่ไม่ได้ Effective ที่สุด เพราะสุดท้ายก็ยังมีส่วนที่เป็น Face to Face ที่ยังจำเป็นอยู่บ้าง แต่ว่าเราก็ต้องมีการคิดกันว่าในการที่จะสัมภาษณ์งานในอนาคต เราจะสามารถสร้างกลไกต่าง ๆ ที่จะทำให้การสัมภาษณ์ออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วยวิธีการไหนบ้าง</span></p>
<p>Training:<span style="font-weight: 400;"> ปกติแล้วในบริษัทก็จะมีการจัด Training ในการพัฒนาคนกันตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์หรือ​ <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/skills-for-future-is-skills-of-learning-01072022/">Blended Learning</a> ที่เป็นการผสมผสนระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ก็จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าถามว่าการทำ Online learning ในปัจจุบันมัน Effective อย่างสูงสุดหรือเปล่า คำตอบอาจจะไม่ใช่แต่องค์กรก็ต้องหาคำตอบต่อไปว่าจะมีวิธีการบริหารจัดการหรือการถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรให้กับพนักงานของเราอย่างไร เริ่มตั้งแต่เข้ามา Orientation ที่อาจจะใช้ blended approach มากขึ้น อาจมีการลองเปลี่ยนวิธีการ Design Course ต่าง ๆ ที่เหมาะกับพนักงาน</span></p>
<p>Package:<span style="font-weight: 400;"> เนื่องจาก Workforce มีการทำงานที่ Flexible ขึ้นมากเพราะฉะนั้น HR ก็จะต้องมีการออกแบบผลตอบแทนที่ Flexible มากยิ่งขึ้น มีการ Tailor Made มากยิ่งขึ้น</span></p>
<h2>คำถามที่ 3: ขอคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเตรียมตัวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน</h2>
<h3>รศ.ชัยพงษ์ พงษ์พาณิช</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเริ่มยอมรับและทำการคิดใหม่ทำใหม่สำหรับกระบวนการ HR ที่มันคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยเฉพาะสำหรับการสร้างประสบการณ์ให้กับพนักงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มตั้งแต่แรกคือการ Recruit คน ถ้าเทียบกับในหลักการ Marketing ที่จะมี Customer Journey เมื่อเทียบกลับมากับพนักงานในองค์กร ก็คือ Employee Journey เริ่มต้นตั้งแต่เข้ามา จนอยู่กับเรา และออกไป และแม้ว่าพนักงานจะออกไปเรื่องของประสบการณ์พนักงานที่ดีก็ยังมีความสำคัญ เพราะพวกเขาจะกลายเป็น Brand Ambassador ที่จะไปพูดถึงเราในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งเราก็คงอยากให้เขาออกไปแล้วกระจายสารที่เป็นแง่มุมดี ๆ ของบริษัท เพราะฉะนั้นการ Redesign กระบวนการเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อสร้างประสบการณ์พนักงานที่ดีจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และเทคโนโลยีก็จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10801 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/kvalifik-5Q07sS54D0Q-unsplash-scaled.jpg" alt="kvalifik 5Q07sS54D0Q unsplash scaled" width="674" height="505" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1031"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราพูดถึงเทรนด์ในอีก 5 ปีจากนี้ อย่างเรื่อง Metaverse เราจะเห็นว่าแค่ลำพังเทคโนโลยีนี้ตัวเดียวก็จะเข้ามามี Impact ต่อโลกการทำงานอย่างมหาศาล เช่น ในแง่มุม Training, การประชุม, การทำงานแบบทางไกล ซึ่งทางบริษัทอย่าง Google ก็ประกาศออกมาว่าพอพนักงานกลับเข้ามาออฟฟิศก็ให้ทำงานในลักษณะ Hybrid ให้เข้าออฟฟิศ 2-3 วันเท่านั้น ที่เหลือสามารถ Work from Home ได้เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นบริษัทที่กำลังแข่งขันในการช่วงชิง Talent แล้วถ้า Policy ของเราไม่ Math กับความคาดหวังของพนักงาน คนรุ่นใหม่หรือว่าคนที่มีความสามารถก็อาจจะไม่มองเราเป็นตัวเลือกแรก ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราอยากสนับสนุนพนักงานในเรื่องของการ Work from Home ผมว่าในเรื่องของการทำงานแบบ Hybrid ผมว่ายังไงก็ไม่น่าจะหนีไปกว่านี้ เพราะทุกคนลองทำแล้วรู้สึกทำงานได้หนิ ที่ผ่านมานึกว่าทำไม่ได้หรอกแล้วก็ช่วง 3 เดือน 6 เดือนแรกที่โควิดเข้ามา มีหลาย ๆ องค์กรที่ยังบอกว่าวิธีการแบบนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในการ Sustain ในระยะยาว แต่พอสุดท้ายผลออกมาว่ามันทำได้ และ Productivity .ในการทำงานก็ดีขึ้นดีขึ้นด้วย ตัดภาพมาที่ตอนนี้บริษัทในเมืองไทยที่ผมบางที่เขา Renovate ออฟฟิศใหม่หมด แต่ก่อนมี 4 ชั้นตอนนี้เหลือ 2 ชั้น ช่วยให้ประหยัด Cost และคนก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของ HR practice เราต้องจับการเปลี่ยนแปลงพวกนี้ให้ชัดว่าถ้ามันเปลี่ยนเป็นลักษณะนั้นจริง ๆ เราจะต้องปรับตัวอะไรบ้าง ผมว่าตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนนะครับ องค์กรทำเหมือนเดิมไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แล้วตั้งคำถามว่าองค์กรของเราทำอะไรได้บ้างในการเผชิญเพื่อแก้ไขและพัฒนาเพิ่มเติมในเทรนด์พวกนั้น ผมว่ามันจะกลายเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างขององค์กรเรากับองค์กรอื่น ๆ ได้</span></p>
<h3>คุณเอย่า เสวนสัน</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10829 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/IMG_0638-scaled.jpg" alt="IMG 0638 scaled" width="785" height="522" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1032"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากฝากคำว่า </span>‘Ask, Listen, Adjust’ <span style="font-weight: 400;">เพราะมันจะช่วยให้ HR สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ Agile มากยิ่งขึ้นได้ เริ่มจากการที่องค์กรต้องมีการทำ</span> ‘Continuous Listening’ <span style="font-weight: 400;">หรือการเปิดรับฟังพนักงาน จากเดิมที่องค์กรทำ Employee Engagement Survey ปีละ 1 ครั้งก็จะต้องมีการรับฟังที่บ่อยและถี่มากขึ้นเพื่อจะทำความเข้าใจความต้องการของเขา ตอนนี้องค์กรหลายองค์กรมีการทำขึ้นมาเป็น Continuous Listening strategy เพื่อหลีกเลี่ยงการทำ HR Practice ที่ Passive หรือ Reactive อีกต่อไป แต่ปรับเปลี่ยนให้ Proactive มากขึ้น เริ่มจากการรับฟัง จากนั้นก็คือการลงมือทำงาน รับ Feedback มาปรับตัว Action Plan ใหม่ อะไรทำแล้วดีก็ทำต่อ ถ้าไม่ดีก็ปรับ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการทำ Employee Experience ในโลกสมัยใหม่ เพราะว่าถ้าเราจะใช้วิธีการบริหารพนักงานแบบเดิมที่ไม่เปิดใจฟังพนักงาน องค์กรจะไม่สามารถ Attract หรือ Retain คนเก่งที่เป็น Talent ในยุคใหม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วน Hybrid Workforce การรับฟังพนักงานก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน เพราะตอนนี้หลายองค์กรเริ่มมีนโยบายสื่อสารให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น แต่สิ่งที่องค์กรยังขาดไปคือ การทำความเข้าใจ Nature of Work หรือลักษณะเนื้องานในการทำงานต่าง ๆ ของพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีธรรมชาติการทำงานที่แตกต่างกันไป เพื่อออกแบบนโยบายของ Hybrid Work อันใหม่ที่ดีและตอบโจทย์พนักงาน ตัวอย่างเช่น ถ้าองค์กรมี Blue Collar เป็นส่วนใหญ่ องค์กรจะสร้างประสบการณ์ที่ Flexible ได้อย่างไร เราก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Nature of Work ของพนักงานกลุ่มนี้เป็นอย่างไร ผลลัพธ์การทำงานมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แล้วค่อยมาปรับนโยบายต่าง ๆ ให้สอดคล้องเหมาะสม เช่น อาจจะไปเล่นกับตัวกะหรือมุมของตัวการสับเปลี่ยนเวรกันเข้ามาทำงานต่าง ๆ สำหรับพนักงานในส่วนออฟฟิศที่เป็น White Collar ก็มักจะมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าไม่อยากกลับมาทำงานออฟฟิศทุกวันเหมือนเดิมแล้ว ดังนั้นนโยบายของ Hybrid Strategy ของพนักงานกลุ่มนี้ก็ควรจะมี ‘Intent’ หรือจุดประสงค์ที่เป็นเหตุผลสื่อสารออกไปให้ชัดเจน ผู้บริหารแต่ละภาคส่วนต้องมา Align กันว่าการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศมี Intention ที่แท้จริงคืออะไร เพื่อสร้าง Collaboration ให้มากขึ้นหรือเป็นการสร้าง Sense of Belonging หรือเพื่อการประชุมสรุปงานสำคัญ ๆ ก่อนเปิดตัวโปรเจก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรามีวิธีการในการทำนโยบาย Hybrid ให้มี Intention ที่ดีและชัดเจน พนักงานก็จะรู้สึกว่าองค์กรรับฟังพวกจริง ๆ และพวกเขาก็จะให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือกับนโยบายการกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศและส่งมอบผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสุดท้ายที่สำคัญมากในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริหารและผู้นำที่ดี ทาง Kincentric ทำการศึกษาและพบว่าถ้าหากองค์กรมีผู้นำที่มีคุณสมบัติ Caring and Compassionate Leadership จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้คุณค่ากับตัวเองและยังมีการมอบประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมกับสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งเราอาจจะได้ยินคำว่า Empathy ซึ่งคำนี้เป็นคำที่เจอบ่อยมากหากไปอ่านบทความเกี่ยวกับการเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่ ล่าสุดจากการสัมภาษณ์ Satya Nadella CEO ของ Microsoft ลงใน Harvard Business Review กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่จะช่วยทำให้องค์กรก้าวไปสู่ New Normal ได้ จะต้องเป็นองค์กรที่ Agile ซึ่งจะเป็นผลจากการที่มีผู้นำที่มีความ Empathy ซึ่งหมายความว่าเขาจะเป็นคนที่รับฟัง ดูแลเอาใจใส่คนอื่น ถ้าเราในฐานะหัวหน้าหรือผู้นำในองค์กรพยายามที่จะทำความเข้าใจพนักงานที่อยู่ในทีม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานหรือชีวิตส่วนตัว ยิ่งฟังเยอะ ๆ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่การพูดคุยในการสร้าง Expectation เพื่อ Deliver งานต่าง ๆ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็มีการ​ Adjust นโยบายต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ Expectation ที่พนักงานต้องการ พอยิ่งทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แบบต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้เราสร้างตัว Employee Experience ได้ดีในวงกว้างและยั่งยืนในองค์กร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่อยากทิ้งท้ายคือ New normal หรือ Hybrid work มันเป็นสิ่งใหม่ มันไม่มี One size fit all เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือเราต้อง </span>Ask, Listen, Adjust<span style="font-weight: 400;"> ไปเรื่อย ๆ แล้วก็หาสิ่งที่มันเหมาะ ที่มันตอบโจทย์กับ Business ของเรากับคนของเราให้เจอ ถ้าทำแบบนี้เราถึงจะมีตัว Employee Experience ที่ดีแล้วก็สามารถ Attract และ Retain คนของเราได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/211008-interview-chutchapol-youngwiriyakul/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10802 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-22.26.58.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 22.26.58" width="600" height="370" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1033"></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/211008-interview-chutchapol-youngwiriyakul/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เสริมสร้างความสุขให้พนักงานรุ่นใหม่ ในโลกการทำงานหลัง COVID-19 สัมภาษณ์ ชัชพล ยังวิริยะกุล จาก Kincentric</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จบกันไปแล้วกับสัมมนา The Future of Employee Experience ที่น่าจะทำให้เห็นภาพแล้วว่าหัวใจของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เกิดจากการรับฟังพนักงานอย่างจริงใจเพื่อทำความเข้าใจพนักงานอย่างแท้จริง จากนั้นจึงออกแบบ HR Practice ที่อิงมาจาก</span><span style="font-weight: 400;">ความต้องการ ความคิด ความร่วมมือของพนักงานเอง  ประกอบกับการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเพื่อเสนอนโยบายการทำงานที่สอดคล้องกับ Nature of Work ของพวกเขาแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน และเมื่อพนักงานเกิดความรู้สึกประทับใจและความผูกพันกับองค์กรก็จะทำให้เขาอยากทำงานร่วมกับเราในระยะยาว เมื่อเราพัฒนาประสบการณ์พนักงานอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากพอ สิ่งที่เป็น Experience นั้นก็จะซึมลึกและตราตรึงเข้าไปในใจของพนักงานก่อกำเนิดเป็น Employee Engagement ที่จะสะท้อนกลับมาเป็นผลการทำงานที่ยอดเยี่ยมโดยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="The Future of Employee Experience: เมื่อความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ดี 1034" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220302-ultimate-scrum-guide-for-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2022 06:58:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Scrum]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220302-ultimate-scrum-guide-for-hr/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Scrum คือกรอบความคิดฉบับสั้นกระชับใช้ง่ายที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่จะช่วยให้ผู้คน ทีมงาน หรือองค์กรสามารถที่จะสร้างคุณค่าด้วยการสร้างวิธีแก้ไขปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของ Scrum เช่น ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ผู้ใช้งาน หรือพนักงานในองค์กร, ลดค่าต้นทุนของการสร้างโปรดักต์หรือโปรเจกต์, เพิ่มความร่วมมือและยกระดับประสิทธิภาพของการสื่อสาร เป็นต้น ฝ่าย HR สามารถเริ่มจากโปรเจกต์ที่ไม่ใหญ่เพื่อเป็นโอกาสในการฝึกฝนการทำ​ Scrum จากนั้นค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมการรับฟังความเห็นของทีมสนับสุนให้ทีมแชร์ไอเดียและทดลองทำสิ่งใหม่ โดยจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนนำ Scrum ไปใช้กับโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป  หากมองด้วยสายตาเป็นกลางก็ต้องยอมรับว่าวิถีปฎิบัติหลาย ๆ อย่างของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในอดีตมีกฏเกณฑ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ มากมายที่มีลักษณะเป็นระเบียบแบบแผนซึ่งเป็นข้อดีที่ช่วยให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและได้มาตรฐาน แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกวันนี้ HR เริ่มเข้ามามีบทบาทเชิงบวกต่อองค์กรในมุมธุรกิจมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ HR Business Partner ที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดร่วมกับฝ่ายบริหาร สิ่งที่ตามมาคือ HR เริ่มที่จะต้องมีการสร้างโปรเจกต์ HR หรือ Initiative ต่าง ๆ เช่น การทำ Employee Engagement, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Scrum คือ</span><span style="font-weight: 400;">กรอบความคิดฉบับสั้นกระชับใช้ง่ายที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่จะช่วยให้ผู้คน ทีมงาน หรือองค์กรสามารถที่จะสร้างคุณค่าด้วยการสร้างวิธีแก้ไขปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของ Scrum เช่น ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ผู้ใช้งาน หรือพนักงานในองค์กร, ลดค่าต้นทุนของการสร้างโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์, </span><span style="font-weight: 400;">เพิ่มความร่วมมือและยกระดับประสิทธิภาพของการสื่อสาร เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฝ่าย HR สามารถเริ่มจากโปรเจกต์ที่ไม่ใหญ่เพื่อเป็นโอกาสในการฝึกฝนการทำ​ Scrum จากนั้นค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมการรับฟังความเห็นของทีมสนับสุนให้ทีมแชร์ไอเดียและทดลองทำสิ่งใหม่ โดยจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนนำ Scrum ไปใช้กับโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10727 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screenshot-2022-03-02-103551.png" alt="Screenshot 2022 03 02 103551" width="633" height="360" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1045"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองด้วยสายตาเป็นกลางก็ต้องยอมรับว่าวิถีปฎิบัติหลาย ๆ อย่างของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในอดีตมีกฏเกณฑ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ มากมายที่มีลักษณะเป็นระเบียบแบบแผนซึ่งเป็นข้อดีที่ช่วยให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและได้มาตรฐาน แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกวันนี้ HR เริ่มเข้ามามีบทบาทเชิงบวกต่อองค์กรในมุมธุรกิจมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR Business Partner</a> ที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดร่วมกับฝ่ายบริหาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ตามมาคือ HR เริ่มที่จะต้องมีการสร้างโปรเจกต์ HR หรือ Initiative ต่าง ๆ เช่น การทำ <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Engagement</a>, การยกระดับการเรียนรู้ของพนักงานในองค์กร เป็นต้น ซึ่งรูปแบบวิธีคิดและการบริหารโปรเจกต์ในอดีตอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไปแล้วในวันที่โลกซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบทุกวันนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำองค์กรและผู้นำทางความคิดทั่วโลกต่างเสาะหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะแก้ไขปัญหานี้ และหนึ่งในคำตอบก็คือการประยุกต์ใช้หลักการ Scrum นั่นเอง บทความนี้ HR NOTE.asia จะพาทุกท่านไปรู้จักวิธีการทำโปรเจกต์ HR ได้รวดเร็วมากขึ้น ความเสี่ยงลดลง แถมประหยัดต้นทุนมากกว่าที่เคย (หรือที่เราได้ยินคนเรียกกันว่า Agile) ซึ่งตัว Scrum เองนั้นเป็น Framework ที่แพร่หลายไปในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งโลกการวิจัย การขายและการตลาด การผลิตสินค้า และแน่นอนว่า ล่าสุดมันได้เข้ามายังโลกของการบริหารงานบุคคลเรียบร้อยแล้ว ว่าแต่มันคืออะไร เราจะไปทำความรู้จักกันในส่วนถัดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Scrum คืออะไร</h2>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: center;"><em>“Scrum is a lightweight framework that helps people, teams and organizations generate value through adaptive solutions for complex problems.”</em></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">&#8211; Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Guide from SCRUM.org &#8211;</span></p>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> คืออะไร และทำไม HR ทั่วโลกต่างพูดถึง </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Framework กัน ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนว่า </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> คือ กรอบความคิด (Framework) ที่เกิดขึ้นมาจากฝั่งของเทคโนโลยี โดยตัวมันเองเริ่มจากจากการตั้งคำถามว่า ‘อะไรคือวิธีการที่ดีที่สุด’ ในการสร้างซอฟแวร์ที่มีความซับซ้อนสูงออกสู่ตลาดให้คนใช้งาน เพราะความท้าทายอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีคือ ความคาดหวังและความต้องการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่สูงและรวดเร็วมาก ในการที่เราจะสร้างซอฟแวร์อะไรสักกอย่างออกมาต้องเจอกับปัญหาว่า พอสร้างเสร็จปล่อยออกสู่ตลาดกลับพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่มีใครต้องการ ทั้ง ๆ ที่ทีมงานได้ลงทุนด้านกำลังคนและเวลาที่ไปอย่างมหาศาล และคำตอบของคำถามนี้ก็ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็น </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Framework โดยเว็บไซต์ <a href="https://www.scrum.org/" target="_blank" rel="noopener">SCRUM.org</a> ได้ให้นิยามไว้แบบสั้น ๆ ว่ามันคือ </span></p>
<p><em>“Framework ฉบับสั้นกระชับใช้ง่ายที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่จะช่วยให้ผู้คน ทีมงาน หรือองค์กรสามารถสร้างคุณค่าด้วยการสร้างวิธีแก้ไขปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ได้พิสูจน์ตัวเองหนแล้วหนเล่า บริษัทแล้วบริษัทเล่า โปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">แล้วโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">เล่า ผ่านช่วงเวลาหลายสิบปีนับตั้งแต่แนวคิดนี้ถูกคิดค้นขึ้น ปัจจุบัน </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> กลายเป็นหนึ่งในกระบวนการหลักที่อุตสาหกรรมซอฟแวร์ทั่วโลกใช้กันอย่างเป็นเรื่องปกติ โดยปัจจุบันนี้ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโลกของการสร้างโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ทางด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มันได้คืบคลานถูกนำไปปรับใช้อย่างแพร่หลายในโลกธุรกิจรวมถึงโลกของ HR ด้วยเช่นกัน แต่ก่อนอื่นเราลองมาดูภาพรวมคร่าว ๆ กันก่อนว่ากระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> มีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องบอกว่ามันค่อนข้างเรียบง่ายมากทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10719 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-02-25-at-10.18.24.png" alt="Screen Shot 2565 02 25 at 10.18.24" width="770" height="489" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1046"></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p>กระบวนการ Scrum ฉบับย่อ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ผู้ดูแลโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์ </span><span style="font-weight: 400;">(Product Owner) ตัดสินใจว่าโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">นั้นจะมีงานอะไรบ้างที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด โดยจะบรรจุลิสต์ของงานทั้งหมดที่ต้องทำลงไปในสิ่งที่เรียกว่า Product Backlog ซึ่งเป็นเหมือนกล่องเก็บ To do list ของงานทั้งหมดที่ต้องทำในโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">นั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2. สมาชิกในทีม (</span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Team) จะเลือกหยิบ ‘บางงาน’ ที่มี Priority สูงที่สุดจาก Product Backlog มาเลือกทำก่อนใน ‘ช่วงเวลาสั้น ๆ’ ที่ตกลงกันไว้ โดยจะเรียกแผนงานช่วงสั้น ๆ นี้ว่า Sprint Backlog โดยผลลัพธ์ของงานนั้นจะต้องนำไปสู่การสร้างคุณค่าเพิ่ม (Increment of Value)ที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3. เมื่อจบรอบ Sprint </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Team จะทำการตรวจสอบและปรับปรุงจาก Feedback ที่ได้รับ (Sprint Review และ Sprint Retrospective) เพื่อวางแผนสำหรับการทำ Sprint รอบถัดไป (Sprint Planning)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.วนซํ้าไปเรื่อย ๆ</span></p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10720 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/ux-indonesia-qC2n6RQU4Vw-unsplash-scaled.jpg" alt="ux indonesia qC2n6RQU4Vw unsplash scaled" width="629" height="419" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1047"></p>
<h2>Scrum คือ Mindset ไม่ใช่ชุดคำสั่ง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราข้ามไปดูว่า </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> มีขั้นตอนการทำอย่างไรแบบละเอียด เราจะมาเริ่มจากส่วนที่เป็นหัวใจ เป็นความเชื่อ หรือเป็นแก่นหลักจริง ๆ ของตัวมันเองเสียก่อน เนื่องจากจริง ๆ แล้ว </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่ชุดเครื่องมือฮาวทูที่จะบอกเราอย่างชัดเจนแบบจับมือทำว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ในทางกลับกัน </span><span style="font-weight: 400;">Scrum </span><span style="font-weight: 400;">ถูกออกแบบมาเป็นกรอบความคิด ปรัชญา วิถี เอาไว้แบบกว้าง ๆ เพื่อให้ผู้คนต่าง ๆ ทั่วโลกสามารถที่จะหยิบจับมันไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอะไร บริบทไหนก็ได้ และนี่เองคือความยิ่งใหญ่ของ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ที่เมื่อเราได้เข้าใจแก่นของมันจริง ๆ แล้ว มันจะทำให้เรามีชุดความคิดที่สามารถแก้ไขปัญหาหรือสร้างสิ่งที่มีความซับซ้อนสูงได้สารพัดรูปแบบ</span></p>
<h3>1. รากฐานความคิดของ Scrum</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรัชญาสำคัญสองข้อที่เป็นรากฐานให้ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> เกิดขึ้นได้คือคือประจักษ์นิยม (</span><span style="font-weight: 400;">Empiricism) และวิธีคิดแบบลีน (Lean Thinking) แต่อย่าเพิ่งตกใจกับศัพท์ที่ชื่อไม่คุ้นหูเหล่านี้เพราะจริง ๆ แล้วมันเรียบง่ายมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประจักษ์นิยมคือสำนักปรัชญาที่มองว่าแหล่งที่มาของความรู้มาจากประสบการณ์ที่ได้รับจากประสาทสัมผัสและการตัดสินใจหรือตอบสนองหลังจากนั้นก็จะเกิดจากการเฝ้าสังเกตผลลัพท์นั้น พูดอย่างง่ายคือ ประจักษ์นิยมจะไม่อาศัยการคิดเองเออเอง ว่าโลกเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร หรือในบริบทของบทความนี้ก็คือ จะไม่คิดเองว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร หรือไม่สร้างโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;"> HR โดยคิดเอาเองว่ามันเป็นสิ่งที่พนักงานในองค์กรต้องการ แต่จะต้องมีการตั้งคำถามผ่านการเฝ้าสังเกตปรากฎการณ์ต่าง ๆ และหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปรากฎการณ์นั้น ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็น ‘กระบวนการวิทยาศาสตร์’ ในปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะมีหลักการหลาย ๆ ข้อที่คล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Sprint ที่คล้ายกับการทำการทดลอง การประชุมกันหลังจากทำ Sprint จบเพื่อสรุปผลที่ได้เรียนรู้เพื่อนำไปออกแบบการทำ Sprint รอบใหม่ ที่ไม่ต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ที่สามารถหักล้างกับสิ่งที่เราเคยคิดเคยเชื่อเมื่อค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการวนลูปซ้ำ ๆ แบบนี้จะค่อย ๆ ประกอบสร้างชุดความรู้ขึ้นมา ทำให้ผู้ทำโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ค่อย ๆ เข้าใจปัญหาที่พยายามแก้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพและคุณภาพของงานในการทำโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ก็จะดีขึ้นตามเพราะมีการนำ Feedback จากการทดลองมาปรับปรุงอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนวิธีคิดแบบลีน </span><span style="font-weight: 400;">(Lean Thinking) </span><span style="font-weight: 400;">คือการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยที่สุดและโฟกัสไปที่สิ่งสำคัญมากที่สุด มันคือกระบวนการซอยย่อยงานชิ้นใหญ่ (Product Backlog) ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ(Sprint Backlog) โดยเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นมาทำก่อน อีกแง่มุมหนึ่งคือการลดระยะเวลาในการทำโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">แบบดั้งเดิมที่อาจจะยาวนานหลายเดือนออกเป็นโปรเจค</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ย่อย ๆ ที่เรียกว่า Sprint ซึ่งมีระยะเวลาสั้นลงมาก </span></p>
<h3>2. เสาหลักของ Scrum (Scrum pillar)</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10721 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/3pillarsofempiricism.png" alt="3pillarsofempiricism" width="881" height="401" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1048"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าขั้นตอนของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะมีรายละเอียดที่ต้องศึกษา และทุกคนสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามการประยุกต์นั้นจะต้องไม่ขัดกับหลักการสามข้อนี้ ไม่เช่นนั้นคุณอาจไม่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> เท่าที่ควรจะเป็น</span></p>
<h4>2.1 Scrum ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ (Transparency)</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทุกกระบวนการของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ทีมงานจะต้องทำทุกวิถีทางให้กระบวนการทุกขั้นตอนโปร่งใส กล่าวคือเอกสารหรือข้อมูลต่าง ๆ จะต้องสามารถเข้าถึงโดยสมาชิกทีมได้อย่างง่ายดาย ไม่มีการปกปิด หรือเก็บงานบางส่วนเอาไว้ให้รู้กันเฉพาะสมาชิกบางกลุ่มบางส่วนเพียงไม่กี่คน เนื่องจากกระบวนการ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ถูกออกแบบมาให้ต้องมีการตัดสินใจที่สำคัญ ๆ ร่วมกันของทีมงานอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีทีมงานบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือได้รับ Feedback ในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมก็จะทำให้คุณภาพของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<h4>2.2 การตรวจสอบติดตาม (Inspection)</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมันเป็นกระบวนการที่ว่องไวและคล่องตัว เนื่องจากการทำ Sprint แต่ละครั้งมีวงจรที่สั้น ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับ Feedback มาปรับบ่อย ๆ ตลอดเวลา อีกทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ยังมีการประชุมรายวันที่เราเรียกว่า Daily </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ที่ให้สมาชิกมีการอัพเดทความคืบหน้าหรือปัญหาต่าง ๆ ที่พบ ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที </span></p>
<h4>2.3 การปรับตัว (Adaptation)</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระหว่างการทำ Sprint ของกระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ในแต่ละรอบ ถ้าพบปัญหาหรือผลลัพธ์บางอย่างที่หลุดออกจากกรอบที่คาดหวังไว้ จะต้องมีการปรับตัว (Adaptation) ภายในทันที ซึ่งเสาหลักข้อนี้จะต้องไปร่วมกันกับการสร้างวัฒนธรรมของทีมที่สนับสนุนให้สมาชิกมีการตัดสินใจด้วยตัวเอง มีอิสระในการหาวิธีที่จะใช้แก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องรอให้ถูกชี้นิ่วสั่ง ทำให้ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> เป็นกระบวนการที่สนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้และเติบโตขึ้นผ่านการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ด้านล่างเรารวบรวมวัฒนธรรมของทีมที่เหมาะสมกับการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> มาให้ดังนี้</span></p>
<div class="focused-block">
<p>Scrum Culture</p>
<p>Commitment: <span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Team ‘พยายามรับผิดชอบ’ ต่อเป้าหมายที่วางไว้อย่างสุดความสามารถ พวกเขาให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ที่จะนำพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะร่วมแรงร่วมใจหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเจอปัญหา</span></p>
<p>Focus: <span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Team ‘โฟกัส’ ในการทำงานเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่ไขว้เขวไปกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจาก </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ออกแบบให้ทุกคนโฟกัสไปที่งานตรงหน้าที่อยู่ในรอบ Sprint นั้น ๆ เท่านั้น เนื่องจากงานเหล่านั้นได้ผ่านการคัดเลือกร่วมกับทีมมาก่อนแล้วว่ามี Priority สูงที่สุด</span></p>
<p>Openness: <span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> Team มีความ ‘เปิดเผย’ ต่อทุกคนในทีมเป็นอย่างมากทั้งในส่วนของเป้าหมาย และ Feedback ที่ได้รับ พวกเขาไม่ซ่อนปัญหาและความผิดพลาด แต่จะแชร์กับทีมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่มีอะไรที่ซุกไว้ใต้พรม</span></p>
<p>Respect: <span style="font-weight: 400;">Scrum Team ‘ให้ความเคารพ’ ต่อเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างมาก พวกเขามีมุมมองต่อเพื่อนร่วมทีมเป็นบวก เมื่อมอบความไว้ใจ จึงเกิดความเชื่อใจ ส่งผลให้ทุกคนรู้สึกถึงความรับผิดชอบและความเป็นไปของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">อย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนล้วนพยายามอย่างที่สุดในการไปให้ถึง Commitment เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน</span></p>
<p>Courage: <span style="font-weight: 400;">Scrum Team ‘มีความกล้าหาญ’ ในการทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาไม่หลีกหนีปัญหาที่เจอ และพวกเขาเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้คุณภาพสุดท้ายของงานออกมาเยี่ยมยอด</span></p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10723 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/ScrumValues-1000.png" alt="ScrumValues 1000" width="634" height="410" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1049"></p>
<h2>ประโยชน์ในการใช้ Scrum</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเสาหลักทั้งสามประการเมื่อได้ผนวกรวมกับกระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ที่จะถูกพูดถึงอย่างละเอียดต่อไป ทำให้เกิดข้อดีและประโยชน์ ที่การบริหารจัดการโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">แบบเก่า ๆ ไม่สามารถให้เราได้ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ความพึงพอใจของลูกค้า ผู้ใช้งาน หรือพนักงานในองค์กรที่สูงขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยังจำได้ในต้นบทความเรากล่าวถึงคำถามที่ทำให้​ แนวคิดของ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ถือกำเนิดขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “อะไรคือวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างสิ่งที่มีความซับซ้อนสูงและมีต้นทุนในการสร้างที่สูง และจะทำอย่างไรให้ลดความเสี่ยงในการสร้างสิ่งที่จริง ๆ แล้วตลาดไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริงออกมา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราคิดค้นโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ทาง HR ซักอย่างโดยเกิดจากการ ‘คิดเองเออเอง’ ของฝ่ายบุคคลว่านั่นเป็นสิ่งที่พนักงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอบรมที่ไม่มีคนเข้าฟัง สวัสดิการตัวใหม่ที่พนักงานไม่ได้ให้คุณค่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะมีขั้นย่อย ๆ ที่เรียกว่าการทำ Sprint ที่มีช่วงระยะเวลาที่สั้นมากเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะทำให้ได้ตัวเนื้องานบางส่วนออกมาให้ได้เห็นแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นฟีเจอร์ในการใช้งานตัวใหม่ หรือบางส่วนของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ที่เราสามารถเอาไปทดสอบกับกลุ่มลูกค้า พนักงานหรือผู้เกี่ยวข้องกับโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">นั้นและรับ Feedback กลับมาปรับปรุงได้อย่างรวดเร็วหากว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงกับที่เราคาดไว้ในตอนแรก เมื่อมองภาพกว้างแล้วเราจะพบว่าวิธีการแบบ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จได้มากขึ้น เนื่องจากเราได้พากลุ่มเป้าหมายของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ในกระบวนการสร้าง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้รับฟังและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่พวกเขาต้องใช้งานในอนาคต</span></p>
<h3>2. ลดค่าต้นทุนของการสร้างโปรดักต์หรือโปรเจกต์</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10722 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/1_hwf9wRB6tKbXpiRA0Hk46w.png" alt="1 hwf9wRB6tKbXpiRA0Hk46w" width="664" height="463" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1050"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนนี้อยากให้ดูภาพประกอบด้านบนควบคู่กับการอ่าน หากอ้างอิงถึงหลักการ Lean Thinking ที่เป็นหนึ่งในรากฐานความคิดของ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> เราจะเห็นได้ว่าก่อนเกิดการทำ Sprint ทุกครั้ง จะต้องมีการตัดสินใจร่วมกันของทีมงานว่า จะเลือกเอางานชิ้นงานใดจาก Product backlog มาทำใน Sprint รอบนั้น ๆ ซึ่งกระบวนการนี้ในแง่หนึ่งก็คือการ Prioritize หรือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ทีมงานคิดว่าสำคัญที่สุดก่อนที่ทุกคนในทีมจะโฟกัสไปยังจุดเดียวกัน ซึ่งกระบวนการ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของหลักการ Agile เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจะแตกต่างอย่างชัดเจนกับวิธีการสร้างโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ในรูปแบบเดิมที่เรียกว่า Waterfall ซึ่งมีกระบวนการทำงานที่ไหลเหมือนนํ้าตกที่ตกลงมาเป็นขั้น ๆ เริ่มจากหัวหน้าทีมหรือผู้มีอำนาจกำหนดโจทย์และทีมงานก็จะมีการทำเป็นขั้นเป็นตอนจากจุดเริ่มต้นไปไปถึงจุดสุดท้าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระหว่างทางไม่ได้มีการออกแบบให้เกิดการรับ​ Feedback เพื่อนำมาปรับอยู่บ่อย ๆ เหมือน </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ปัญหาก็คือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้มีความซับซ้อนในการผลิตที่สูงขึ้นมาก มีผู้เกี่ยวข้องหลากหลายฝ่าย ทำให้ต้นทุนในการสร้างก็จะไหลขึ้นสูงตามไปด้วย รวมถึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่วิธีการบริหารโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">แบบนี้จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่หลายส่วนของงานจะต้องถูกปรับ ต้องแก้ไข หรือต้องตัดทิ้งไปในท้ายที่สุด(Wasted work)ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นมันก็สายไปแล้ว แตกต่างจาก </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ที่จะถูกออกแบบมาให้ลด Wasted work ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณเคยประสบปัญหาอย่างที่กล่าวมาก็คงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่คุณจะปฎิเสธไม่ทดลองใช้ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ในการบริหารโปรเจค</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ในครั้งต่อไป</span></p>
<h3>3. เพิ่มความร่วมมือและยกระดับประสิทธิภาพของการสื่อสาร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเสาหลักของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ก็คือความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งทำให้การบริหารทีมงานแบบนี้ไม่มีลำดับชั้น ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง ในทีมงาน </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ไอเดียของทุกคนจะได้รับการให้ค่า เนื่องจาก​ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะมีวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้ทีมกล้าคิดกล้าตัดสินใจ เนื่องจากในแต่ละรอบ Sprint จะต้องพบเจอปัญหาระหว่างทางเป็นเรื่องปกติและสมาชิกในทีมจะต้องพยายามแก้ไขปัญหาเพื่อก้าวผ่านมันไปให้ได้โดยพึ่งพาตัวเองหรือการปรึกษากับเพื่อนร่วมทีมในกิจกรรมประจำวันที่มีชื่อเรียกว่า Daily </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> แตกต่างจากการบริหารโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">แบบดั้งเดิมที่ข้อมูลถูกแยกเป็นส่วน ๆ แต่ละคนเหมือนถูกแยกให้ทำงานเฉพาะส่วนของตน ทำให้แต่ละฝ่ายไม่เห็นภาพกว้างในการทำงานและจินตนาการไม่ออกว่างานที่ทำจะส่งกระทบต่อลูกค้า ผู้ใช้งาน หรือพนักงานได้อย่างไร</span><span style="font-weight: 400;"> ในขณะที่ทีม Scrum แทบจะได้รับ Feedback จากผู้ใช้งานอยู่ตลอดเวลาในขั้นตอนของการทำ Sprint review หลังจากจบรอบ Sprint ทุกรอบ ทำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกอินกับงานและเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าคุณค่าของงานที่ตัวเองทำคืออะไร ซึ่งจะเสริมสร้างความรู้สึกของการร่วมมือร่วมใจให้กับทีมงานทุกคนอย่างล้นเหลือ</span></p>
<h2>Scrum Process มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเอา </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ไปประยุกต์ใช้กับโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือสร้างโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">อะไร แต่ Event (เป็นศัพท์ที่คนในแวดวง Scrum ใช้เรียกแต่ละขั้นตอน) เหล่านี้จะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> เสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10719 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-02-25-at-10.18.24.png" alt="Screen Shot 2565 02 25 at 10.18.24" width="645" height="410" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1051"></p>
<div class="focused-block">
<p>Scrum process ประกอบไปด้วย 4 event ย่อยดังนี้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Sprint: เป็นวงรอบของการสร้างคุณค่าเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ประกอบไปด้วยกระบวนการย่อยทั้ง 4 ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1. Sprint Planning:<span style="font-weight: 400;"> เป็นการวางแผนก่อนการลงมือทำ Sprint เพื่อระบุวัตถุประสงค์(Why) ขอบข่าย(How) และวิธีการ(What)</span></p>
<p>2. Daily Scrum:<span style="font-weight: 400;"> เป็นการประชุมสั้น ๆ ประจำวันเพื่ออัพเดทความก้าวหน้าและปัญหาที่พบในการทำ Sprint รอบนั้น ๆ</span></p>
<p>3. Sprint Review: <span style="font-weight: 400;">เป็นการประชุมหลังจากจบรอบ Sprint เพื่อปรับกลยุทธ์และวางแผนสิ่งที่จะทำใน ‘โปรเจก</span>ต์หรือโปรดักต์<span style="font-weight: 400;">’ ในรอบ Sprint ถัดไป</span></p>
<p>4. Sprint Retrospective: <span style="font-weight: 400;">เป็นการประชุมหลังจากจบรอบ Sprint เพื่อปรับกลยุทธ์และวางแผนสิ่งที่จะทำหรือปรับปรุงเกี่ยวกับ ‘กระบวนการทำงานของคนในทีม’ ในรอบ Sprint ถัดไป</span></p>
</div>
<h3>1. Sprint Planning</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-10724 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/irfan-simsar-wxWulfjN-G0-unsplash-scaled.jpg" alt="irfan simsar wxWulfjN G0 unsplash scaled" width="555" height="740" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1052"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทีมได้มีการวางแผนกันว่าในรอบ Sprint นั้น ๆ จะประกอบไปด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง โดยจะประกอบไปด้วย 3 คำถามหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<h4>คำถามที่ 1: คุณค่าและเป้าหมายสูงสุดของ Sprint รอบนี้คืออะไร ?</h4>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้ดูแลโปรเจกต์จะอธิบายโจทย์ของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดว่าคืออะไร (Product goal)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทีมงานมีการพูดคุยตกลงกันถึงเป้าหมายของ Sprint รอบนี้อย่างชัดเจนว่า ‘เป้าหมายเล็ก’ ของการทำ Sprint รอบนี้คืออะไร (Sprint goal) และมันเชื่อมโยงไปสู่ Product goal ได้อย่างไร</span></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะจบการทำ Sprint planning ต้องทำการสรุป Sprint goal ออกมาให้ได้</span></li>
</ul>
<h4>คำถามที่ 2: เราจะทำอะไรให้เสร็จบ้างในรอบ Sprint นั้น ๆ ?</h4>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สมาชิกในทีมที่มีหน้าที่สร้างผลงาน (Developer) จะทำการเลือกหยิบเอาชิ้นงานที่อยู่ใน Product backlog มาทำการประเมินว่าควรมีงานไหนบ้างที่จะสามารถเอามาใส่ใน Sprint รอบนี้ได้บ้าง ใส่ได้มากแค่ไหนให้พอดีกับระยะเวลาทำงานที่มี</span></li>
</ul>
<h4>คำถามที่ 3:<span style="font-weight: 400;"> กำหนดวิธีการและรูปแบบการทำงานเพื่อที่จะทำชิ้นงานนั้นให้สำเร็จ</span></h4>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สมาชิกที่มีความรับผิดชอบในการทำงานนั้น ๆ จะมีการวางแผนการทำงานร่วมกัน โดยอาจจะมีการย่อยงานชิ้นใหญ่เพื่อกระจายงานให้กับสมาชิกแต่ละคนในทีม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการกำหนด ‘นิยามคำว่าเสร็จ’ ของชิ้นงานนั้นให้ชัดเจน (Definition of Done) เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันและไม่เกิดความผิดพลาดว่าต้องทำเท่าไหนถึงจะเรียกว่าเสร็จเมื่อรอบ Sprint สิ้นสุดลง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจากคำถามทั้งสามข้อเมื่อประกอบรวมกันแล้วเราจะได้เป็นสิ่งที่เรียกว่า</span> ‘Sprint backlog’<span style="font-weight: 400;"> เข้าใจได้อย่าง ๆ ง่าย ๆ คือมันเป็นเหมือนข้อตกลงร่วมกันของทีมถึงเป้าหมายที่อยากจะบรรลุ เนื้องานที่อยากจะทำให้เสร็จ และวิธีการทำงาน ของรอบ Sprint นั้น ๆ จากนั้นทีมก็จะเริ่มทำงานโดยยึดเอา Sprint backlog เอาไว้ในใจเสมอ</span></p>
<h3>2. Daily Scrum</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Daily Scrum เป็นการประชุมประจำวันที่มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้าเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 15 นาทีเพื่อเป็นโอกาสให้สมาชิกในทีม </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ได้อัพเดทความคืบหน้าของหน้าที่ที่ได้แบ่งงานกันไป สิ่งที่จะทำในวันนี้ และปัญหาที่กำลังเผชิญ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Daily </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร ช่วยระบุปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันของทีมเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๆ</span></li>
</ul>
<h3>3. Sprint Review</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อจบรอบ Sprint แล้ว ลำดับถัดมาคือการตรวจสอบผลงานเพื่อกำหนดแผนการในการปรับการทำงานในรอบ Sprint ถัดไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทีม </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> จะนำผลงานของ Sprint รอบนั้น ๆ ไปนำเสนอกับกลุ่มลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา หากเป็นในกรณีของ HR อาจหมายถึงพนักงานในบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทำการเก็บ Feedback ที่ได้รับมาใช้ในการปรับในการทำ Sprint รอบถัดไป นั่นหมายถึงเจ้าของโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">(Product owner)อาจจะมีการปรับ Product backlog ใหม่</span></li>
</ul>
<h3>4. Sprint Retrospective</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หาก Sprint review มีไว้เพื่อการพูดคุยเพื่อปรับปรุงตัวโปรเจก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;">หรือโปรดัก</span><span style="font-weight: 400;">ต์</span><span style="font-weight: 400;"> Sprint retrospective ก็อาจจะมีไว้เพื่อการปรับปรุง ‘กระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;">’ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องไปถึงการทำงานของสมาชิกแต่ละคน รูปแบบการสื่อสาร กระบวนการ หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำ Sprint เพื่อให้กระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในรอบ Sprint ถัดไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มีการคุยกันถึงประเด็นที่ทำได้ดีอยู่แล้วและควรทำต่อไป ปัญหาที่พบ และหารือวิธีแก้ปัญหา</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">และทั้งหมดนี้คือภาพรวมของ Event ทั้งสี่ในกระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Scrum</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจริง ๆ จะเห็นได้ว่าเป็นกรอบความคิดในการทำงานแบบกว้าง ๆ และไม่ได้มีความซับซ้อนแต่อย่างใด แต่สิ่งสำคัญคือผู้ที่นำไปประยุกต์ใช้จะต้องเข้าใจถึงแก่นความคิดเบื้องหลังของมันอย่างแท้จริงทั้งในส่วนของรากฐานความคิดในเรื่องของประจักษ์นิยม (</span><span style="font-weight: 400;">Empiricism )และวิธีคิดแบบลีน (Lean thinking)รวมถึงเสาหลักที่พูดถึงความโปร่งใส การติดตามการทำงานอย่างใส่ใจ และการรับ Feedback เพื่อเกิดการปรับตัวให้ผลงานในรอบ Sprint ต่อไปดีขึ้นเรื่อย ๆ</span></p>
<h2>Scrum ในงาน HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความที่ Scrum เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถต่อยอดไปได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้อ่านอาจจะเริ่มจากการตั้งคำถามถึงโปรเจกต์ทางด้าน HR หรือ Innitiative ต่าง ๆ ที่ทำอยู่ปัจจุบันในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงระบบประเมินผลให้ทันสมัยเข้ากับสถานการณ์ การทำ Employee Engagement การยกระดับการเรียนรู้ของพนักงานในองค์กร หรือแม้กระทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่น่าดึงดูด ซึ่งทุกท่านสามารถที่จะเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความของ HR NOTE.asia ด้านล่างนี้ เนื่องจากแต่ละโปรเจคต์จะมีขอบข่ายและเนื้อหาแตกต่างกันไป</span></p>
<div class="focused-block">
<p>Performance Management: <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220207-pmat-13-performance-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">13 มิติของ Performance Management ที่จะถูกกดปุ่มรีเซ็ตในโลกยุคหลัง COVID-19</a></p>
<p>Employee Engagement: <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/200107-employeeengagement2020/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไม Employee Engagement ถึงเป็นคำศัพท์สำคัญที่ HR ควรรู้</a></p>
<p>Employee Experience: <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/employee-experience-101/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Experience 101: EX คืออะไร ทำไมมันถึงสำคัญสำหรับ HR อย่างคุณ [ตอนที่ 1/2]</a></p>
<p>Talent Management: <a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220207-pmat-13-performance-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">มหาสงครามแย่งชิงคนเก่ง: HR ต้องทำอย่างไรให้ชนะใจ Talent ในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน (Talent Management)</a></p>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่เราอยากจะชวนทุกท่านทำต่อคือการตั้งคำถามว่าโปรเจกต์ด้านคนในองค์กรที่ท่านทำอยู่หรือวางแผนว่ากำลังจะทำ ใช้วิธีการทำงานรูปแบบไหน มีการสื่อสารเป็นอย่างไร มีความว่องไวพอที่จะหมุนทันความต้องการหรือโลกในปัจจุบันหรือไม่ และท่านเคยประสบปัญหางบบานปลายหรือโปรเจกต์ที่ซุ่มทำและลงทุนทั้งคนและระยะเวลาแต่พอเปิดตัวกับไม่ได้ผลดังที่หวัง หากเป็นแบบนี้ก็อยากให้ท่านลองนำหลักการ Scrum ไปใช้ในโปรเจกต์เหล่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วเป้าหมายของโปรเจกต์เป็นสิ่งที่ยังคงเดิมไว้ได้ รวมถึงกลุ่มหรือทีมงานที่รับผิดชอบก็สามารถคงเดิมไว้ได้เช่นกัน แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือการปรับกระบวนการบริหารโปรเจคต์ให้มีความกระชับ ยืดหยุ่น รวดเร็วมากขึ้นโดยการใช้ Scrum ทั้งนี้เราจะขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที 3 ข้อต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. ทดลองใช้ Sprint backlog</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติแล้วทุกท่านใช้วิธีไหนในการกำหนดลิสต์ของงานที่จะทำ เชื่อว่ายิ่งงานมีความใหญ่หรือซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด รายละเอียดของงานก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และถ้ายิ่งแตกซอยย่อยงานออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วล่ะก็ ก็จะมีงานจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวที่ทีมงานของโปรเจกต์นั้น ๆ ต้องทำ หลุมพรางที่หลายทีมตกลงไปคือการคิดว่าการเริ่มต้นทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันด้วยความคิดที่ว่างานจะได้เสร็จไว แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นเมื่อทิศทางการทำงานของทีมงานแตกกระจายไปคนละทิศคนละทางเมื่อผนวกกับการขาดการสื่อสารที่ชัดเจนก็อาจทำให้สับสนวุ่นวายเข้าไปใหญ่ สุดท้ายก็ก่อกำเนิดเป็นวาระการประชุมที่ไม่ได้คาดคิดเพื่อหาลู่ทางในการแก้ปัญหาที่เข้ามาไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่วายที่จะต้องปวดหัวกับการประชุมที่ไร้ทิศทางเพราะเต็มไปด้วยปัญหาที่มาจากเรื่องที่แตกต่างหลากหลาย สุดท้ายงานที่เริ่มไว้หลายหัวข้อก็ไม่ได้ลุล่วงตามกำหนดเวลาตามที่คาดไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยการทำ Sprint backlog ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของ Scrum ที่จะช่วยให้ผู้รับผิดชอบโปรเจกต์นั้น ๆ ลำดับความสำคัญของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโฟกัสได้มากยิ่งขึ้น(สามารถย้อนขึ้นไปอ่านทบทวนวิธีการสร้างได้ในหัวข้อ Scrum process ด้านบน) ซึ่งจริง ๆ แล้วพลังของ Sprint backlog มันคือการ ‘เลือกที่จะทำงานบางอย่าง’ และ ‘เลื่อน’ งานที่ไม่ได้สำคัญที่สุดออกไปก่อน และทำการกำหนดให้ชัดเจนว่าขอบข่ายของงานที่เราจะทำตอนนี้คือเรื่องอะไร ทำไปทำไม และจะทำด้วยวิธีการไหนลงใน Sprint backlog อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยจะต้องมีการสื่อสารออกไปยังผู้เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงานในองค์กร รวมถึงสมาชิกในโปรเจกต์นั้น ๆ เพื่อปรับความคาดหวังและทำให้ทุกคนเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหากขาดการจัดลำดับความสำคัญของโปรเจกต์ให้ดี และเริ่มต้นทำงานที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกันโดยมี  Sprint backlog เปรียบเหมือนเข็มทิศนำทาง</span></p>
<h3>2. ลด Feedback Loop ให้สั้นลง</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10725 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/headway-5QgIuuBxKwM-unsplash-scaled.jpg" alt="headway 5QgIuuBxKwM unsplash scaled" width="632" height="421" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1053"></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้วคุณใช้เวลานานเท่าไหร่ในการทำโปรเจกต์ HR ก่อนที่จะเริ่มแชร์มันให้กับผู้เกี่ยวข้องคนอื่น ๆ ได้รู้ ในที่นี้หมายถึงเพื่อนร่วมงาน ฝ่ายบริหาร และพนักงานในองค์กร ?</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กว่าคุณจะเริ่มร่างแผนงานการทำโปรเจคต์ รวบรวมไอเดีย ทำ Presentation แล้วแชร์กับสมาชิกโปรเจกต์เพื่อขอความคิดเห็น คุณใช้เวลานานเท่าใด ?</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หากว่าคำตอบเป็นหลักเดือนแล้วล่ะก็ สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกหากว่าคุณเลือกที่จะนำ Scrum Framework ไปใช้ เพราะหนึ่งในเสาหลักในการทำ Scrum คือความโปร่งใสและการตรวจสอบติดตามผลลัพท์อย่างใส่ใจ คนที่ใช้วิธี Scrum ในการทำงานจะรีบแชร์ไอเดียให้เพื่อนร่วมงานหากมีแนวคิดดี ๆ เกิดขึ้นเพื่อรีบรับ Feedback ไปปรับให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่สูญเปล่าหากมารับรู้ภายหลังว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เวิร์ค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนอกจากการรับและให้ Feedback กันอย่างถี่แล้ว ท่านอาจจะทดลองเอาแนวคิดในการทำ Sprint ไปใช้ในการวางแผนงาน HR ได้ โดยการเริ่มจากการซอยชิ้นงานใหญ่ ๆ ที่อาจจะใช้เวลาทำ 2-3 เดือนแล้วค่อยมีการส่งมอบงานกัน อาจจะลองลดระยะเวลานั้นให้สั้นลงซักครึ่งหนึ่งพร้อม ๆ กับลดปริมาณงานลงเหลือครึ่งหนึ่งเช่นกัน เพื่อให้ความหนักหรือปริมาณงานของผู้เกี่ยวข้องไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือความถี่ในการให้และรับ Feedback ที่สูงขึ้นซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงของงานที่ต้องตัดทิ้งหรือใช้การไม่ได้ให้ลดน้อยลง ซึ่งหากท่านทดลองนำไปใช้แล้วได้ผลดีก็สามารถจะลดกรอบเวลาให้สั้นลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็น Sprint ระยะสั้นอย่างเต็มรูปแบบในที่สุด</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากผู้อ่านอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีและมีโอกาสได้ศึกษาแนวคิดในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันอาจจะได้ยินประโยคอย่างอย่าง “Fail early Fail cheap” ที่พอจะตีความได้ว่า อย่าไปกลัวการล้ม แต่ล้มให้เบาลง อย่าล้มหนัก แล้วรีบลุกขึ้นมายืนใหม่ ซึ่งใจความสำคัญของมันจริง ๆ ก็คือ อย่ากลัวที่จะตัดสินใจ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่าไปกลัวความล้มเหล็ว เพราะการที่ได้ทดลองทำจะเปิดโอกาสให้เราได้รับข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้และทำให้เราฉลาดมากขึ้นในระยะยาว ซึ่งหากเราย้อนกลับมาดูกระบวนการ Scrum จะพบว่ามันถูกออกแบบมาให้สถานการณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความที่เราซอยย่อยชิ้นงานออกเป็น Sprint ทำให้ทีมสามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงหรือความเสียหายไว้ได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และรับ Feedback ที่ถี่ขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากย้อนกลับมาดูโปรเจกต์ HR หลาย ๆ ชิ้นที่ท่านเคยทำมาท่านอาจพบว่าท่านไม่ได้กล้าเสี่ยงหรือทดลองทำอะไรใหม่ ๆ มากนัก ท่านอาจจะใช้กระบวนการเดิม ๆ ที่ท่านรู้สึกว่าปลอดภัยที่จะทำเนื่องจากเป็นสิ่งที่ท่านใช้มาตลอดหลายปี ในขณะเดียวกันท่านก็รู้อยู่ลึก ๆ ว่าด้วยความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปัจจุบัน รวมถึงพนักงานในบริษัทที่มีช่วงอายุและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป มันน่าจะมีวิธีการที่สามารถปรับโปรเจกต์ให้ดีขึ้นได้มากกว่านี้ แต่ท่านก็ยังไม่พร้อมเสี่ยงสักเท่าไหร่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปกติคือเมื่อไหร่การบริหารโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณสูงและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากในองค์กร ความกล้าเสี่ยงที่จะทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็ยิ่งลดลงไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นจุดนี้เองที่แนวคิดแบบ Scrum สามารถเข้ามาช่วยได้ โดยอาจจะเริ่มจากโปรเจกต์ที่ไม่ใหญ่มากนักก่อนเพื่อที่จะใช้เป็นโอกาสในการฝึกฝนการทำ​ Scrum ให้กับทีมงาน ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นสร้างทีมที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้นก่อน โดยเริ่มจากการที่เราค่อย ๆ ปลูกวัฒนธรรมแห่งการเปิดรับความเห็นที่มาจากทุกคนและเปิดโอกาสให้พวกเขาแชร์ไอเดียและทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยพยายามจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนที่จะเริ่มนำ Scrum ไปเริ่มใช้กับโปรเจกต์อื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป แล้วท่านจะพบว่าเนื้องานที่เกิดใหม่เหล่านี้จะมีส่วนผสมของความแปลกใหม่เกิดเป็นนวัตกรรมหรือวิถีการทำงานแบบใหม่ ๆ ที่องค์กรของท่านไม่เคยมีมาก่อน</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="คู่มือการทำ Scrum สำหรับ HR ภาคภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ 1054" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220222-7-cs-of-communication/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2022 11:21:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[7 C]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220222-7-cs-of-communication/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT 7 C’s of Communication คือเคล็ดลับที่ช่วยให้การสื่อสารมีความชัดเจน ตรงประเด็น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสื่อสารแบบ 7 C’s มีที่มาจากคำทั้ง 7 คำที่อธิบายการสื่อสารที่ดี ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ หรือเรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติ 7 ประการของการสื่อสารที่ประสบผลสำเร็จ 7 C’s of Communication ได้แก่ Clear (ชัดเจน) Correct (ถูกต้อง) Complete (ครบถ้วน) Concrete (หนักแน่น) Concise (กระชับ) Coherent (สมเหตุสมผล) และ Courteous (มีมารยาท) องค์กรที่ขาดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้ลดความไว้วางใจซึ่งกันและกันในองค์กร ขาดการประสานงานที่ดี ขาดทีมเวิร์ก เพราะต่างคนต่างทำงานเฉพาะส่วนของตัวเอง หลักการ 7 C’s of Communication จะช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ทำให้ทุกทีมมีการสื่อสารกันด้วยใจ ด้วยความเป็นมิตรภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจในกันและกัน องค์กรที่มีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดในหมู่สมาชิกจะสามารถพัฒนานวัตกรรมให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ลองจินตนาการดูว่าในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนอย่างเช่นทุกวันนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">7 C’s of Communication </span><span style="font-weight: 400;">คือเคล็ดลับที่ช่วยให้การสื่อสารมีความชัดเจน ตรงประเด็น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> 7 C’s </span><span style="font-weight: 400;">มีที่มาจากคำทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">7 </span><span style="font-weight: 400;">คำที่อธิบายการสื่อสารที่ดี ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ หรือเรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติ </span><span style="font-weight: 400;">7 </span><span style="font-weight: 400;">ประการของการสื่อสารที่ประสบผลสำเร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">7 C’s of Communication ได้แก่ </span><span style="font-weight: 400;">Clear </span><span style="font-weight: 400;">(ชัดเจน)</span><span style="font-weight: 400;"> Correct</span><span style="font-weight: 400;"> (ถูกต้อง) </span><span style="font-weight: 400;">Complete</span><span style="font-weight: 400;"> (ครบถ้วน) </span><span style="font-weight: 400;">Concrete</span><span style="font-weight: 400;"> (หนักแน่น) </span><span style="font-weight: 400;">Concise</span><span style="font-weight: 400;"> (กระชับ)</span><span style="font-weight: 400;"> Coherent</span><span style="font-weight: 400;"> (สมเหตุสมผล) และ </span><span style="font-weight: 400;">Courteous</span><span style="font-weight: 400;"> (มีมารยาท)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ขาดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้ลดความไว้วางใจซึ่งกันและกันในองค์กร ขาดการประสานงานที่ดี ขาดทีมเวิร์ก เพราะต่างคนต่างทำงานเฉพาะส่วนของตัวเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หลักการ </span><span style="font-weight: 400;">7 C’s of Communication </span><span style="font-weight: 400;">จะช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ทำให้ทุกทีมมีการสื่อสารกันด้วยใจ ด้วยความเป็นมิตรภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจในกันและกัน องค์กรที่มีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดในหมู่สมาชิกจะสามารถพัฒนานวัตกรรมให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10664 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/cityscape-icon-symbol-web-element.jpg" alt="cityscape icon symbol web element" width="600" height="370" title="7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 1060"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองจินตนาการดูว่าในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนอย่างเช่นทุกวันนี้ ในแต่ละวันเราต้องสื่อสารกับคนอื่นบ่อยขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นทางแชท อีเมล โทรศัพท์ หรือทางตัวต่อตัวก็ดี เรียกได้ว่าคนยุคใหม่อย่างพวกเราต้องมีการติดต่อสื่อสารกันแทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ดังนั้นในบทความนี้จะอธิบายถึงเจ้าตัวกลยุทธ์ที่เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">7 C’s of Communication </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจะมาช่วยให้การสื่อสารของเรามีความชัดเจน ตรงประเด็น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>

<h2>การสื่อสารที่ดี ทำไมต้อง 7 C’s</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ได้พูดถึงไปข้างบนแล้วว่า </span><span style="font-weight: 400;">7 C’s </span><span style="font-weight: 400;">คือเคล็ดลับที่จะมาช่วยพัฒนาการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือช่วยให้ผู้รับสารของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางเสียงหรือทางตัวอักษร เข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนและตรงประเด็น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10585 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/TAI-1.png" alt="TAI 1" width="600" height="370" title="7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 1061"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220215-positive-communication-framework/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">P-E-O-P-L-E Framework การสื่อสารเชิงบวกที่ช่วยให้การทำงานราบรื่น ทรงพลัง และทีมแข็งแกร่ง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>เช็คลิสต์ 7 C’s มีอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">7 C’s of Communication </span><span style="font-weight: 400;">หรือการสื่อสารแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> 7 C’s </span><span style="font-weight: 400;">มีที่มาจากคำทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">7 </span><span style="font-weight: 400;">คำที่อธิบายการสื่อสารที่ดี ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ หรือเรียกได้ว่าเป็น</span><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติ </span><span style="font-weight: 400;">7 </span><span style="font-weight: 400;">ประการของการสื่อสารที่ประสบผลสำเร็จ</span><span style="font-weight: 400;"> อันได้แก่ </span></p>
<h3>Clear (ชัดเจน)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติอันดับแรกของการสื่อสารที่ดีคงไม่พ้นเรื่องความชัดเจนของข้อมูลที่เราสื่อสารออกไป ซึ่งมีสองลักษณะหลัก ๆ ด้วยกันก็คือ ความชัดเจนของเป้าหมาย และความชัดเจนของเนื้อหาของข้อมูลนั้น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเรื่องของเป้าหมาย การสื่อสารในแต่ครั้งควรสื่อออกไปให้ชัดเจนว่าผู้ส่งสารต้องการอะไร ต้องการให้ผู้รับสารทำอะไร ยิ่งมีเป้าหมายหลายอย่างยิ่งต้องชัดเจนและแยกแบ่งประเด็นให้ดี ส่วนในเรื่องของความชัดเจน พยายามใช้คำที่ง่าย เข้าใจโดยทั่วกัน หลีกเลี่ยงการใช้ประโยควกไปวนมา อ้อมค้อมเกินไป หรือคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะกลุ่ม</span></p>
<h3>Correct (ถูกต้อง)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงของข้อมูลที่เราจะส่งต่อไป หากผู้ส่งสารส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป ผู้รับสารจะมีความสนใจในข้อมูลนั้นลดลง อีกทั้งยังลดความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสารอีกด้วย ซึ่งก็จะทำให้การสื่อสารนั้นไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้</span></p>
<h3>Complete (ครบถ้วน)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสมบูรณ์ของการสื่อสารและข้อมูลเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดใน 7</span><span style="font-weight: 400;"> C’s </span><span style="font-weight: 400;">เลยก็ว่าได้ เมื่อเราสร้างเมสเสจใดเมสเสจหนึ่งขึ้นมา สิ่งสำคัญคือต้องให้ข้อมูลทั้งหมดที่ผู้รับสารจำเป็นต้องรู้ในแนวทางความเข้าใจของผู้ส่งสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและครบถ้วน ซึ่งแต่ละคนและแต่ละสถานการณ์ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่ครบถ้วนในการสื่อสารคือ ไม่ตกหล่นเนื้อหาสาระที่ต้องการสื่อออกไป ให้ข้อมูลที่มากเพียงพอจนผู้รับสารไม่เกิดความสงสัย และเป็นข้อมูลที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้รับ</span></p>
<h3>Concrete (หนักแน่น)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารที่ดีควรมีความหนักแน่น มีสาระ และเฉพาะเจาะจงเพียงเรื่องที่ต้องการสื่อ ไม่คลุมเครือหรือกว้างจนเกินไป นอกจากนี้ควรมีเหตุผล สถิติ หรือตัวอย่างอื่น ๆ ที่ยกมาซัพพอร์ตสิ่งที่ได้สื่อออกไป แต่ควรเจาะจงตรงประเด็นและสมเหตุสมผล</span></p>
<h3>Concise (กระชับ)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารให้กระชับเป็นสิ่งสำคัญมากในการสื่อสาร เพราะจะทำให้ผู้รับสารเข้าใจที่ตัวแก่นของข้อมูลจริง ๆ ไม่ออกนอกประเด็น ซึ่งหากสื่อสารด้วยข้อมูลที่เยิ่นเย้อ ประโยคซับซ้อน หรือใช้คำที่ยากและวกไปวนมา ก็อาจเกิดการเข้าใจผิดในสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อออกไปได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ส่งสารควรทำความเข้าใจเป้าหมายและเนื้อหาที่เป็นภาพรวมของสิ่งที่จะสื่อสารออกไปก่อน ไม่ใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือขยายความมากเกินไป หยิบยกมาแต่ประเด็นหลักที่เป็นเนื้อหาสำคัญจริง ๆ และที่สำคัญคือไม่พูดซ้ำเรื่องที่พูดไปแล้วอีก</span></p>
<h3>Coherent (สมเหตุสมผล)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่เราจะสื่อออกไปควรมีความเป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะ สอดคล้องกับแก่นของเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ตรงประเด็น และสร้างการยอมรับและคล้อยตาม เพราะหากข้อมูลมีเหตุผลที่ชัดเจน พิสูจน์ได้ สร้างมุมมองที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับสาร ก็จะยิ่งทำให้การสื่อสารนั้นประสบความสำเร็จได้ง่ายมากขึ้น</span></p>
<h3>Courteous (มีมารยาท)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้ด้วยความสุภาพและแสดงให้ผู้รับสารรู้สึกว่ามีนัยยะของการให้เกียรติและเคารพกัน ข้อความที่สื่อสารออกไปควรทำให้ดูเป็นมิตร เป็นมืออาชีพ เห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติ เปิดกว้าง และตรงไปตรงมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราจะสื่อออกไปนั้นมีมารยาทมากพอหรือไม่ก็ให้เราลองอ่านข้อมูลของตัวเองในแง่ที่จินตนาการว่าเราเป็นผู้รับสารนั้น ก็จะช่วยเปิดมุมมองของเรามากขึ้นในฐานะผู้สื่อสาร</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 1062"></span></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>7 C’s มีประโยชน์อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10665 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-excited-best-friends-giving-high-five-together-cafe-meeting.jpg" alt="diverse excited best friends giving high five together cafe meeting" width="600" height="370" title="7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 1063"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการสื่อสารชัดเจน ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ ก็จะทำให้การประสานงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดการทำงานเป็นทีม เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นได้ องค์กรจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้ก็ต่อเมื่อมีทีมเวิร์กที่ดีในหมู่คนทำงาน 7 C’s ตัวนี้จะมาช่วยพัฒนาการสื่อสารของคนในองค์กร ให้เข้าใจกันมากขึ้น เพิ่มพลังใจในการทำงานให้คนในองค์กร</span></p>
<h2>ทำไมเราต้องใช้ 7 C’s ในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ขาดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้ลดความไว้วางใจซึ่งกันและกันในองค์กร ขาดการประสานงานที่ดี ขาดทีมเวิร์ก เพราะต่างคนต่างทำงานเฉพาะส่วนของตัวเอง </span>หากแต่ละองค์กรนำหลักการ 7 C’s of Communication มาปรับใช้ ก็จะทำให้ทุกทีมมีการสื่อสารกันด้วยใจ ด้วยความเป็นมิตรภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจในกันและกัน<span style="font-weight: 400;"> องค์กรที่มีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดในหมู่สมาชิกจะสามารถพัฒนานวัตกรรมให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากสมาชิกได้เห็นถึงภาพของเป้าหมายที่ชัดเจน เกิดแรงผลักดันให้มุ่งไปยังเป้าหมายนั้นร่วมกัน </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องของคนและการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการอยู่ร่วมกัน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถอยู่อย่างเดี่ยว ๆ ได้ การที่เราพัฒนาการสื่อสารที่ดี สื่อสารให้บ่อยขึ้น ก็จะยิ่งพัฒนาความสัมพันธ์ของหมู่คณะ ทำให้มีแรงใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้น</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="7 C’s กลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 1064" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://worldofwork.io/2019/07/the-7-cs-of-communication/#" target="_blank" rel="noopener">World of Work</a></li>
<li><a href="https://www.sasimasuk.com/16787743/7-cs-communication-%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1" target="_blank" rel="noopener">Sasimasuk</a></li>
<li><a href="https://www.toolshero.com/communication-skills/7cs-of-communication/" target="_blank" rel="noopener">Tools Hero</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220211-cfr-conversation-feedback-recognition/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Feb 2022 09:54:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[CFR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220211-cfr-conversation-feedback-recognition/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT CFR ย่อมาจาก Conversation Feedback และ Recognition เป็นเครื่องมือช่วยในเรื่องสื่อสารระหว่างเจ้านาย-ลูกน้อง-เพื่อนร่วมงาน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บริหารความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ทำให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว หลักการสำคัญของ CFR คือการสนทนาที่มีคุณภาพ การให้ฟีดแบคที่ดีกลับมาเพื่อการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า และการให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายแต่ทรงพลัง เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ทีมหรือองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ เครื่องมือ CFR เป็นตัวช่วยที่ทำให้คนทำงานรู้สึกสบายใจ มีความสุข ได้ใช้ศักยภาพกันอย่างเต็มที่ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน รับฟังและยอมรับข้อแตกต่างในกลุ่มบุคคลที่อยู่ร่วมกัน &#160; หลายครั้งที่ปัญหาในองค์กรเกิดขึ้นมาจากคน เพราะคนเป็นองค์ประกอบหลักในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ องค์กร การบริการ ล้วนมีกลไกที่เป็นกุญแจสำคัญคือคน องค์กรแต่ละองค์กรจะก้าวหน้าหรือล้มเหลวก็ต้องขึ้นอยู่กับคนทั้งสิ้น ซึ่งหัวใจของการบริหารคนก็คือการพูดคุยกันเพื่อความเข้าใจ และให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้หลักการสำคัญอย่าง CFR เจ้าตัว CFR นี้เองคือเทคนิคดี ๆ ที่จะมาช่วยให้องค์กรของเราพัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้น ดังนั้นหากเราต้องการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น ยิ่งต้องรู้จักการบริหารคนให้เป็น ซึ่งในบทความนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่เชื่อว่าถ้าแต่ละองค์กรลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักว่า CFR คืออะไร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>CFR ย่อมาจาก Conversation Feedback และ Recognition เป็นเครื่องมือช่วยในเรื่องสื่อสารระหว่างเจ้านาย-ลูกน้อง-เพื่อนร่วมงาน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บริหารความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ทำให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว</li>
</ul>
<ul>
<li>หลักการสำคัญของ CFR คือการสนทนาที่มีคุณภาพ การให้ฟีดแบคที่ดีกลับมาเพื่อการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า และการให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายแต่ทรงพลัง เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ทีมหรือองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้</li>
<li>เครื่องมือ CFR เป็นตัวช่วยที่ทำให้คนทำงานรู้สึกสบายใจ มีความสุข ได้ใช้ศักยภาพกันอย่างเต็มที่ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน รับฟังและยอมรับข้อแตกต่างในกลุ่มบุคคลที่อยู่ร่วมกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10543 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/CFR_pic_small.jpg" alt="CFR pic small" width="600" height="370" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1071"></p>
<p>หลายครั้งที่ปัญหาในองค์กรเกิดขึ้นมาจากคน เพราะคนเป็นองค์ประกอบหลักในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ องค์กร การบริการ ล้วนมีกลไกที่เป็นกุญแจสำคัญคือคน องค์กรแต่ละองค์กรจะก้าวหน้าหรือล้มเหลวก็ต้องขึ้นอยู่กับคนทั้งสิ้น ซึ่งหัวใจของการบริหารคนก็คือการพูดคุยกันเพื่อความเข้าใจ และให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้หลักการสำคัญอย่าง CFR เจ้าตัว CFR นี้เองคือเทคนิคดี ๆ ที่จะมาช่วยให้องค์กรของเราพัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้น ดังนั้นหากเราต้องการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น ยิ่งต้องรู้จักการบริหารคนให้เป็น ซึ่งในบทความนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่เชื่อว่าถ้าแต่ละองค์กรลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักว่า CFR คืออะไร เราจะพาไปทำความรู้จักกันก่อน</p>

<h2>ทำความรู้จักกับ CFR</h2>
<p>หลายคนอาจยังสงสัยว่าทำไมต้องเป็น CFR? ย่อมาจากอะไร? คำตอบก็คือ CFR ย่อมาจาก Conversation Feedback และ Recognition เป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องสื่อสารระหว่างเจ้านาย-ลูกน้อง-เพื่อนร่วมงาน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยบริหารความสัมพันธ์ของคนในองค์กร เป็นตัวสร้างพลังขับเคลื่อนในการทำงาน ทำให้เกิดการไว้ใจกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน ทำงานเป็นทีมได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้องค์กรเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว</p>
<h2>หลักการทำงานของ CFR</h2>
<p>หลักการสำคัญของ CFR คือการสนทนาที่มีคุณภาพ การให้ฟีดแบคที่ดีกลับมาเพื่อการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า และสุดท้ายคือการให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่ง่ายแต่ทรงพลังและเป็นส่วนที่สำคัญมากเช่นกันในโปรแกรม CFR</p>
<h3>C = Conversation</h3>
<p>หากเกิดปัญหาในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงานหรือปัญหาที่เกี่ยวกับคนก็ตาม ควรมีการพูดคุยกันถึงต้นตอของปัญหานั้น ๆ ก่อนที่จะมุ่งตรงที่ยังวิธีแก้ไขเลย ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ปัญหาไม่ได้เป็นไปอย่างตรงจุด วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือการพูดคุยสื่อสารกันให้เข้าใจร่วมกันอย่างตรงประเด็น เข้าใจถึงความรู้สึกของทุกฝ่าย จะทำให้องค์กรพัฒนาได้อย่างราบรื่น มีผลการวิจัยพบว่าการพูดคุยกันตัวต่อตัวระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานอย่างน้อย 90 นาที จะช่วยให้ผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10538 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_387658474.jpeg" alt="shutterstock 387658474" width="500" height="331" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1072"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>F = Feedback</h3>
<p>การให้ฟีดแบคถือเป็นอีกหนึ่งพาร์ทที่ค่อนข้างมีความสำคัญมากต่อการทำงาน ในระยะแรกผู้ได้รับฟีดแบคอาจจะยังรับไม่ได้กับความจริงที่ต้องเผชิญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ได้รับฟีดแบคจะต้องรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้เขาได้แก้ไขใขส่วนที่ผิดพลาดของตัวเอง เกิดการพัฒนาไปในด้านต่าง ๆ การรับฟีดแบคไม่ควรมีแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายรับฟีดแบคแต่เพียงผู้เดียว ควรมีการผลัดกันให้ฟีดแบคด้วยการใช้คำพูดที่ดี ไม่ใช้อารมณ์ และมีเหตุผลเมื่อให้ฟีดแบคกับผู้อื่น ข้อสำคัญในการพูดคุยกันถึงฟีดแบคของแต่ละคนคือต้องมีใจที่เปิดกว้างและรับฟัง จะทำให้การทำงานพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-10539 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_776701864-1.jpeg" alt="shutterstock 776701864 1" width="500" height="334" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1073"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>R = Recognition</h3>
<p>ส่วนที่สำคัญที่สุดในทั้งสามส่วนก็คือส่วนนี้เอง ที่เราเรียกกันว่า Recognition หรือการชมเชย ความใส่ใจ ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนที่ถูกมองเห็น อยากมีตัวตนในสายตาคนรอบข้าง ยิ่งตั้งใจกับงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากให้มีคนเห็นผลงานมากเท่านั้น การชมเชยไม่จำเป็นต้องชมเฉพาะเมื่อทำผลงานออกมาดี แต่เราสามารถเอ่ยชมและให้กำลังใจความตั้งใจของเพื่อนร่วมงานได้เช่นกัน Recognition เป็นส่วนที่สำคัญมากใน CFR เป็นสิ่งที่ เราทุกคนไม่ควรมองข้ามพลังอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เรียกว่ากำลังใจ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ทีมหรือองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-10540 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/shutterstock_298205393-1.jpeg" alt="shutterstock 298205393 1" width="500" height="334" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1074"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211021-employee-recognition/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Employee Recognition คืออะไร ความสำคัญ และประโยชน์ในการใช้บริหารใจคน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>CFR ช่วยสนับสนุน OKR อย่างไร?</h2>
<p>เมื่อเห็นคำว่า CFR หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำที่พ่วงมาด้วยก็คือ OKR เจ้าตัวนี้คือการกำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายของงาน หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Objective Key Result และการที่จะทำ OKR ได้ จะต้องมี CFR เข้ามาคอยช่วยให้คอยบรรลุจุดประสงค์ เมื่อวัตถุประสงค์ชัดเจนแล้วก็ต้องลงมือทำคือการให้ฟีดแบคงาน การสอนงาน โดยอาศัยการสื่อความ การให้ฟีดแบคผลงาน และการให้กำลังใจ เพื่อให้คนทำงานได้รับคอมเมนท์กลับไปว่าผลงานดีตรงไหน พลาดตรงไหน ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง นำไปสู่การพัฒนาและการบรรลุเป้าหมายขององค์กร</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190607-okr-objective-key-results/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-10541 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/okr.png" alt="okr" width="500" height="238" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1075"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190607-okr-objective-key-results/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">OKR กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไกล</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>CFR มีประโยชน์อะไร?</h2>
<p>การพูดคุย ถามไถ่ ชมเชย หรือให้กำลังใจกันระหว่างทีม เพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย-ลูกน้องนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีเป้าหมายร่วมกัน และไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานเป็นทีมคือการสื่อสาร และควรเป็นการสื่อสารที่ดี มีคุณภาพ แชร์เรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นการตำหนิติเตียนกัน เครื่องมือ CFR นี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คนทำงานรู้สึกสบายใจ มีความสุข ได้ใช้ศักยภาพกันอย่างเต็มที่ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน รับฟังและยอมรับข้อแตกต่างในกลุ่มบุคคลที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเคล็ดลับที่จะทำให้องค์กรพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดอีกด้วย สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และเป้าหมายในการทำงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง เรามี 5 หัวข้อที่ควรหยิบยกมาพูดคุยกัน ดังนี้</p>
<ul>
<li>การตั้งเป้าหมายในการทำงานและการให้ฟีดแบค</li>
<li>การอัพเดตการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง</li>
<li>การพูดคุยกันแบบ coaching สองทิศทาง</li>
<li>การพูดคุยกันเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ</li>
<li>การทบทวนงานที่วางแผนกันไว้</li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>เรื่องของคนเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้งานทั้งประสบความสำเร็จและประสบกับความล้มเหลวได้ หากเราบริหารคนไม่เป็น ไม่รู้จักการใช้หลัก CFR เข้ามาช่วยก็อาจจะทำให้ทีมหรือองค์กรเกิดปัญหาตามมาอย่างยิ่งใหญ่ ความสัมพันธ์ของมนุษย์แม้มีความซับซ้อนแต่ก็มีพลังอันยิ่งใหญ่เช่นกัน ทั้งผู้บริหาร HR หรือพนักงานต่างก็สามารถช่วยกันรักษาความสัมพันธ์ในที่ทำงานร่วมกันได้ ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เสริมสร้าง Recognition ให้เป็นวัฒนธรรมหลักขององค์ได้ แค่นี้ก็ทำให้องค์กรของเราเติบโตและพัฒนาขึ้นไปได้อย่างเหนือชั้นและยั่งยืน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="CFR เคล็ดลับการสื่อสารที่พัฒนาองค์กรอย่างเหนือชั้นฉบับรวบรัด 1076" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://th.linkedin.com/pulse/cfrs-%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB-okrs-%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2-teeraphol-ambhai#:~:text=%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-,CFRs%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3,%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%86%20%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%9B)" target="_blank" rel="noopener">Linkedin</a></li>
<li><a href="https://www.couragetocoach.net/product/cfr-communication-feedback-and-recognition/" target="_blank" rel="noopener">courage to coach</a></li>
<li><a href="https://powerwitsonline.com/wp/cfr-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99-okrs/" target="_blank" rel="noopener">power wits online</a></li>
<li><a href="https://www.noonnum.com/post/get-to-know-cfrs#:~:text=CFRs%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%20%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2,CFRs%20%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2" target="_blank" rel="noopener">noonnum</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220207-what-is-ecrs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Feb 2022 05:15:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ECRS]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220207-what-is-ecrs/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ECRS คือทฤษฎีช่วยลดต้นทุนไม่จำเป็นในการทำงาน ที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะทุกธุรกิจย่อมต้องมีต้นทุนในการดำเนินงาน หากแต่ปัจจัยเหล่านี้ วันหนึ่งก็ต้องมีการบุบสลายหรือสูญเสียไป ก่อให้เกิดปัญหาต้นทุนสูญเปล่าตามมา การที่เรารู้จักกับเทคนิค ECRS คือตัวช่วยที่จะทำให้องค์กรมีผลประกอบการและประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น และยังช่วยให้ผู้ประกอบการตะหนักและหาหนทางแก้ไขปัญหาการลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ลงได้ แนวคิด ECRS มาจากการใช้ตัวอักษรย่อ 4 ตัวที่มาจากคำว่า Eliminate (การกำจัด) Combine (การรวมกัน) Rearrange (การจัดใหม่) และ Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น) ประโยชน์ของ ECRS คือช่วยลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ลง ช่วยประหยัดทั้งทรัพยากรต่าง ๆ ลดความสูญเปล่าในการทำงาน ช่วยให้ระบบการทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อกล่าวถึงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแบบใด ต่างก็ต้องมีต้นทุนในการดำเนินงานด้วยกันทั้งสิ้น ต้นทุนในการดำเนินงานเหล่านี้ เราเรียกกันว่าปัจจัยสำหรับการผลิต ทั้งบุคลากร เครื่องจักร วิธีการ วัตถุดิบ หรือสภาพแวดล้อม หากแต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถคงสภาพที่สมบูรณ์ไว้ได้ตลอด ต้องมีการดูแลรักษาหรือมีการบุบสลาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานและเกิดความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างตามมา  อาจเป็นการดีกว่าหากผู้บริหาร ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตระหนักถึงหนทางแก้ปัญหาที่สามารถช่วยเหลือองค์กรให้ลดความสูญเสีย เป็นการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อความอยู่รอดและผลประกอบการที่ดีขึ้นขององค์กรอีกด้วย เทคนิคที่จะช่วยให้องค์กรเพิ่มผลผลิตโดยการลดความสูญเสียลงได้คือทฤษฎีที่เราเรียกกันว่า ECRS แล้วทฤษฎี ECRS [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ECRS คือทฤษฎีช่วยลดต้นทุนไม่จำเป็นในการทำงาน ที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะทุกธุรกิจย่อมต้องมีต้นทุนในการดำเนินงาน หากแต่ปัจจัยเหล่านี้ วันหนึ่งก็ต้องมีการบุบสลายหรือสูญเสียไป ก่อให้เกิดปัญหาต้นทุนสูญเปล่าตามมา</li>
<li style="font-weight: 400;">การที่เรารู้จักกับเทคนิค ECRS คือตัวช่วยที่จะทำให้องค์กรมีผลประกอบการและประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น และยังช่วยให้ผู้ประกอบการตะหนักและหาหนทางแก้ไขปัญหาการลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ลงได้</li>
<li style="font-weight: 400;">แนวคิด ECRS มาจากการใช้ตัวอักษรย่อ 4 ตัวที่มาจากคำว่า Eliminate (การกำจัด) Combine (การรวมกัน) Rearrange (การจัดใหม่) และ Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น)</li>
<li style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของ ECRS คือช่วยลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ลง ช่วยประหยัดทั้งทรัพยากรต่าง ๆ ลดความสูญเปล่าในการทำงาน ช่วยให้ระบบการทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46115" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-9.webp" alt="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?" width="600" height="370" title="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้? 1082" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-9.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-9-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกล่าวถึงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแบบใด ต่างก็ต้องมีต้นทุนในการดำเนินงานด้วยกันทั้งสิ้น ต้นทุนในการดำเนินงานเหล่านี้ เราเรียกกันว่าปัจจัยสำหรับการผลิต</span><span style="font-weight: 400;"> ทั้งบุคลากร เครื่องจักร วิธีการ วัตถุดิบ หรือสภาพแวดล้อม หากแต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถคงสภาพที่สมบูรณ์ไว้ได้ตลอด ต้องมีการดูแลรักษาหรือมีการบุบสลาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานและเกิดความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างตามมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นการดีกว่าหากผู้บริหาร ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตระหนักถึงหนทางแก้ปัญหาที่สามารถช่วยเหลือองค์กรให้ลดความสูญเสีย เป็นการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อความอยู่รอดและผลประกอบการที่ดีขึ้นขององค์กรอีกด้วย เทคนิคที่จะช่วยให้องค์กรเพิ่มผลผลิตโดยการลดความสูญเสียลงได้คือทฤษฎีที่เราเรียกกันว่า </span>ECRS</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วทฤษฎี ECRS คืออะไร? ทำไมจึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงาน? บทความ ECRS นี้จะให้คำตอบกับคุณเอง</span></p>

<h1>ECRS คืออะไร</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิด ECRS คือทฤษฎีที่ช่วยลดความสูญเสียจากการที่ต้นทุนเกิดความเสียหาย หรือต้นทุนที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนใด ๆ ให้กับองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและกำไรให้มากขึ้น โดยชื่อของแนวคิดนี้มาจากการใช้ตัวอักษรย่อ 4 ตัวที่มาจากคำว่า Eliminate (การกำจัด) Combine (การรวมกัน) Rearrange (การจัดใหม่) และ Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น) ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของหลักการที่เรียกว่า LEAN หรือที่หลาย ๆ คนอาจรู้จักกันว่าเป็นหลักการที่สนับสนุนให้มีการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน แนวคิดนี้ได้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ มากมาย และได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<blockquote>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7765 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note.jpg" alt="LEAN HR Note" width="600" height="370" title="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้? 1083"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;"> 5 หลักการระบบลีน (LEAN) วิธีการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร</span></a></div>
</blockquote>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>หลักการ ECRS คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราแยกย่อยคำทั้งสี่ออกมาทีละคำก็จะพบว่าแต่ละองค์ประกอบมีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของ ECRS ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Eliminate (การกำจัด)<span style="font-weight: 400;"> กระบวนการนี้เป็นการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการทำงาน ตัวอย่างเช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่มากเกินความจำเป็น หรือขั้นตอนการทำงานที่ต้องใช้ทรัพยากรบุคคลมากเกินไป เราสามารถลดทอนขั้นตอนบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Combine (การรวมกัน)<span style="font-weight: 400;"> หากเรานำขั้นตอนในการทำงานบางขั้นมารวมให้เป็นขั้นตอนเดียวก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำงานและอาจช่วยลดจำนวนแรงงานได้ด้วย เช่น ระบบ Milk Run ซึ่งเป็นระบบที่มีการรับและส่งสินค้าพร้อมกันในรอบเดียว ลดต้นทุนทั้งแรงงาน เวลา และน้ำมัน </span></li>
<li style="font-weight: 400;">Rearrange (การจัดใหม่)<span style="font-weight: 400;"> การจัดลำดับความสำคัญในแต่ละขั้นตอนการทำงานขึ้นมาใหม่ ทำให้การทำงานง่ายขึ้น ประหยัดเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสการเกิดความผิดพลาดในการทำงานขึ้นด้วย ในบางครั้งเมื่อเรานำขั้นตอนการทำงานมากางดูทั้งระบบแล้วอาจพบว่าการเรียงขั้นตอนสลับกันเพียงหนึ่งขั้นอาจทำให้การทำงานล่าช้าไปได้มาก ดังนั้นหากเรามองภาพรวมและจัดระบบใหม่ก็จะช่วยแก้ปัญหาความสูญเปล่าของทรัพยากรได้ดียิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น)<span style="font-weight: 400;"> หากวิธีหรือขั้นตอนในการทำงานมีความซับซ้อนเกินความจำเป็นอาจทำให้องค์กรสูญเสียทรัพยากรที่มากเกินไปโดยใช่เหตุ การปรับปรุงวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้นจะช่วยลดระยะเวลาการทำงานที่ยืดเยื้อและลดโอกาสการเกิดความผิดพลาดจากการทำงาน เช่น การเปลี่ยนที่จัดวางอุปกรณ์ในการทำงานใหม่ให้หยิบใช้สะดวกกว่าเดิม หรือจัดสถานที่ทำงานใหม่เพื่อลดทอนเวลาที่จะต้องเสียไป</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ ECRS ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด เราสามารถเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรที่เห็นว่าเหมาะกับตัวเนื้องานหรือองค์กรได้</span></p>
<h2>ขั้นตอนการทำ ECRS คืออะไร</h2>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Eliminate (กำจัด)<span style="font-weight: 400;"> ก่อนที่เราจะกำจัดขั้นตอนแต่ละอย่างออกไป ต้องตั้งคำถามก่อนว่าอะไรที่ไม่จำเป็นในระบบการทำงานบ้าง โดยอาจใช้คำถามต่อไปนี้</span>
<ul style="list-style-type: square;">
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราสามารถกำจัดต้นตอของปัญหาได้อย่างไร?</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคืออะไร?</li>
<li style="font-weight: 400;">ต้องการขั้นตอนใหม่ในการทำงานหรือไม่?</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Combine (การรวมกัน)<span style="font-weight: 400;"> ถ้ากำจัดอะไรออกไม่ได้เลย ขั้นตอนใดบ้างที่สามารถรวมให้เป็นขั้นตอนเดียวกันได้ ให้ลองตั้งคำถามด้วยสองคำถามนี้</span>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">คนคนเดียวกันสามารถทำงานหลายขั้นตอนได้หรือไม่?</li>
<li style="font-weight: 400;">เราสามารถรวมขั้นตอนหลายขั้นตอนให้เป็นอันเดียวกันได้หรือไม่?</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Rearrange (การจัดใหม่)<span style="font-weight: 400;"> ลองใช้คำถามเหล่านี้ในการจัดระบบการทำงานใหม่ อาจช่วยให้มีประสิทธิภาพอย่างคาดไม่ถึง</span>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ขั้นตอนการทำงานแบบนี้ ดีที่สุดแล้วหรือยัง?</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนการทำงานที่เรามี สามารถปรับให้เป็นแบบอื่นได้หรือไม่?</span></li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li>Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น) <span style="font-weight: 400;">การทำให้ขั้นตอนในการทำงานแต่ละขั้นมีความง่ายมากยิ่งขึ้นจะช่วยให้ระบบการทำงานมีความรวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หากอยากปรับขั้นตอนจากยากให้เป็นง่าย อาจต้องใช้คำถามต่อไปนี้</span>
<ul>
<li>รายละเอียดในขั้นตอนแต่ละขั้นตอนนั้นจำเป็นต้องมีหรือไม่?</li>
<li>เป้าหมายของขั้นตอนการทำงานคืออะไร?</li>
<li>คนอื่นสามารถทำงานในขั้นตอนนี้ได้หรือไม่?</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10429 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/b7ceabeeffd0146fc3353916734c7b59-1-scaled.jpg" alt="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?" width="600" height="370" title="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้? 1084"></p>
<h2>ประโยชน์ของการทำ ECRS คืออะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแนวคิด ECRS</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">คือจะช่วยลดต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ลง ช่วยประหยัดทั้งทรัพยากรต่าง ๆ แรงงาน เวลา และต้นทุนอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร ลดความสูญเปล่าในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างด้วยกัน </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่วยให้ระบบการทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น การทำงานมีความคล่องตัวขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตและกำไรให้องค์กรต่อไปได้ในอนาคต</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่วยทำให้เวลาที่เสียไปมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น มีการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ทำให้พนักงานเหนื่อยน้อยลง และบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น</span></li>
</ul>
<h2>ตัวอย่างการทำ ECRS คืออะไร</h2>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง Eliminate (การกำจัด)<span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกระบวนการการทำงานที่อาจจะต้องใช้ขั้นตอนหลายขั้น หากกำจัดขั้นตอนหนึ่งออกไปก็จะทำให้ทั้งกระบวนการสั้นลงได้ เช่น Tom Smykowski ตัวละครในภาพยนตร์ตลกแนวคัลท์เรื่อง Office Space (1999) ซึ่ง Tom นั้นมีหน้าที่ในการ “นำข้อมูลจำเพาะจากลูกค้ามาส่งให้วิศวกรซอฟต์แวร์” ตำแหน่งของเขาถูกเลิกจ้างเนื่องจากลูกค้าสามารถส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับวิศวกรซอฟต์แวร์โดยตรงเองได้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง Combine (การรวมกัน)<span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกำจัดไม่ได้ ขั้นตอนต่อไปคือดูว่าขั้นตอนใดในกระบวนการการทำงานสามารถเอามารวมกันได้ ตัวอย่างคลาสสิกสำหรับพาร์ทนี้คือ การใช้มาโครใน Microsoft Excel ซึ่งการสร้างมาโครหลายขั้นตอนเมื่อทำงานกับไฟล์ Excel แสดงให้เห็นว่าเรากำลังรวมขั้นตอนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน มาโครสามารถทำงานในขั้นตอนนี้แทนเหล่านักวิเคราะห์ได้เลย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง Rearrange (การจัดใหม่)<span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกำจัดหรือรวมกันไม่ได้ อาจต้องมีการจัดเรียงขั้นตอนใหม่เพื่อทำให้กระบวนการทำงานมีความปลอดภัย ง่ายขึ้น หรือเร็วขึ้น ตัวอย่างของการจัดเรียงขั้นตอนใหม่ เช่น การจัดระบบขั้นตอนการทำงานในสายการผลิตรถยนต์ของ Henry Ford ซึ่งมีประโยชน์หลักประการหนึ่งคือการลดเวลาการประกอบรถยนต์จากครึ่งวันเหลือน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง Simplify (การทำให้ง่ายขึ้น)<span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องเผชิญกับกระบวนการที่ซับซ้อน การทำให้ง่ายขึ้นก็เพื่อให้พนักงานเข้าใจกระบวนการการทำงานนั้น ๆ ได้โดยง่าย  การใช้โสตทัศนูปกรณ์ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้งานในหลาย ๆ ขั้นตอนง่ายขึ้นในราคาที่ประหยัดอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10428 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/f0629d6127ecf4463180005dc5a9c85f.jpg" alt="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้?" width="600" height="370" title="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้? 1085"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ต่างก็ต้องมีต้นทุนในการผลิตหรือจัดหาสินค้าและบริการด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งต้นทุนเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งความเสียหายของผลประกอบการได้ เราอาจมองว่าเป็นการยากถ้าจะต้องหาวิธีใดสักวิธีเพื่อลดสิ่งไม่จำเป็นลงหรือแม้แต่การจะมองหาว่าสิ่งใดไม่จำเป็นในกระบวนการของการทำงาน เพราะเรามองเพียงจุดเล็ก ๆ ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด แต่หากปรับมุมมอง ปรับเปลี่ยนหรือพลิกแพลงวิธีการ ก็อาจจะเห็นจุดบกพร่องเหล่านั้นแล้วแก้ไขได้อย่างตรงจุด ซึ่งทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และบุคลากรในองค์กรก็สามารถช่วยกันลดต้นทุนที่สูญเปล่านี้ลงได้ด้วยวิธี ECRS นี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ผลประกอบการดีขึ้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ECRS คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำงานได้? 1086"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.linkedin.com/pulse/importance-ecrs-ecdrs-process-analysis-nishan-jayasinghe" target="_blank" rel="noopener">Linkedin</a></li>
<li><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/">Lean</a></li>
<li><a href="https://www.creativesafetysupply.com/glossary/ecrs/" target="_blank" rel="noopener">Creative Safety Supply</a></li>
<li><a href="https://greedisgoods.com/ecrs-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/" target="_blank" rel="noopener">Greed is goods</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220204-8-attitude-of-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Feb 2022 09:43:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนคติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220204-8-attitude-of-management/</guid>

					<description><![CDATA[องค์กรจะก้าวหน้าและไปได้ดี หัวใจสำคัญนอกเหนือไปจากประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ก็คือความสามารถในการบริหารคนในองค์กร เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพนักงานทุกฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ติดขัด เพราะเมื่อองค์กรสามารถทำให้การสื่อสารระหว่างกันเกิดขึ้นได้อย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะกี่ปัญหาก็สามารถผ่านไปได้อย่างง่าย ๆ วิธีที่ง่ายที่สุดที่สามารถเริ่มได้เลยก็คือการเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง และในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร จะมีวิธีเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการบริหารลูกน้องได้อย่างไร ? วันนี้ HREX ขอแนะเทคนิคจากบางส่วนของหนังสือ วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน โดยคุณ ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ มาสรุปให้อ่านกัน 1) Hire The Best เริ่มต้นที่การจ้างงาน ควรจะเลือกจ้างคนที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ทุกครั้งในทุกตำแหน่งงาน ไม่ควรเลือกจ้างใครก็ได้เพื่อให้มาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยค่าแรงที่น้อยที่สุดหรือจ้างตามอัตราตลาด เพราะคนที่เก่งย่อมไม่อยู่นิ่งและมองหาโอกาสเสมอ ซึ่งค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อหรือได้มากกว่านั้น ย่อมได้ผลงานที่ออกมาดีกว่า โดยให้มองพนักงานว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยหารายได้เข้าองค์กร ไม่ใช่ภาระขององค์กร เพราะการจ้างคนคือการหาคนมาทำงานให้เรา เพราะฉะนั้นจงมอบอำนาจในการตัดสินใจให้เขาเยอะ ๆ ผลที่ได้คือผลงานที่ออกมาอย่างรวดเร็วและความเก่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนด้วย สูตรในการจ้างงาน ทำน้อยให้ได้มาก 20:20:20 ให้เงินเดือนพื้นฐานสูงกว่าอัตราตลาด 20% ให้พนักงานมีเวลาการทำงานน้อยกว่าปกติ 20% ให้พนักงานมีผลงานหรือ Output ดีกว่ามาตรฐาน 20% 2) Start From The Ground ลองคิดว่าตัวเองเป็นลุกน้องดูบ้าง และลองทำในส่วนที่ลูกน้องทำ เพราะการสอนงานด้วยการทำให้ดูนั้นมีพลังมากกว่าการสอนด้วยปาก และถ้าสามารถทำได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10413 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/businessman-suit-using-his-white-king-chess-piece-among-dark-chess-pieces-table.jpg" alt="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ" width="600" height="370" title="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ 1091"></p>
<p>องค์กรจะก้าวหน้าและไปได้ดี หัวใจสำคัญนอกเหนือไปจากประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ก็คือความสามารถในการบริหารคนในองค์กร เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพนักงานทุกฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ติดขัด เพราะเมื่อองค์กรสามารถทำให้การสื่อสารระหว่างกันเกิดขึ้นได้อย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะกี่ปัญหาก็สามารถผ่านไปได้อย่างง่าย ๆ</p>
<p>วิธีที่ง่ายที่สุดที่สามารถเริ่มได้เลยก็คือการเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง และในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร จะมีวิธีเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการบริหารลูกน้องได้อย่างไร ?</p>
<p>วันนี้ HREX ขอแนะเทคนิคจากบางส่วนของหนังสือ วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน โดยคุณ ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ มาสรุปให้อ่านกัน</p>

<h2>1) Hire The Best</h2>
<p>เริ่มต้นที่การจ้างงาน ควรจะเลือกจ้างคนที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ทุกครั้งในทุกตำแหน่งงาน ไม่ควรเลือกจ้างใครก็ได้เพื่อให้มาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยค่าแรงที่น้อยที่สุดหรือจ้างตามอัตราตลาด เพราะคนที่เก่งย่อมไม่อยู่นิ่งและมองหาโอกาสเสมอ ซึ่งค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อหรือได้มากกว่านั้น ย่อมได้ผลงานที่ออกมาดีกว่า โดยให้มองพนักงานว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยหารายได้เข้าองค์กร ไม่ใช่ภาระขององค์กร เพราะการจ้างคนคือการหาคนมาทำงานให้เรา เพราะฉะนั้นจงมอบอำนาจในการตัดสินใจให้เขาเยอะ ๆ ผลที่ได้คือผลงานที่ออกมาอย่างรวดเร็วและความเก่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนด้วย</p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p>สูตรในการจ้างงาน ทำน้อยให้ได้มาก 20:20:20</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ให้เงินเดือนพื้นฐานสูงกว่าอัตราตลาด 20%</li>
<li style="font-weight: 400;">ให้พนักงานมีเวลาการทำงานน้อยกว่าปกติ 20%</li>
<li style="font-weight: 400;">ให้พนักงานมีผลงานหรือ Output ดีกว่ามาตรฐาน 20%</li>
</ul>
</div>
<h2>2) Start From The Ground</h2>
<p>ลองคิดว่าตัวเองเป็นลุกน้องดูบ้าง และลองทำในส่วนที่ลูกน้องทำ เพราะการสอนงานด้วยการทำให้ดูนั้นมีพลังมากกว่าการสอนด้วยปาก และถ้าสามารถทำได้ ลูกน้องจะเกิดความ trust รู้สึกศรัทธาและให้คุณหมดทั้งใจ การลงไปทำงานจริงยังช่วยทำให้มองเห็นภาพรวมของทั้งหมด มองเห็นต้นตอและเข้าใจปัญหาได้ดีที่สุดอีกด้วย</p>
<h2>3) เป็นคนฉายไฟ</h2>
<p>หน้าที่ของคนเป็นหัวหน้าคือหาเวทีให้ลูกน้องได้แสดงออก ช่วยฉายไฟเวลาที่ลูกน้องกำลังแสดงอย่างโดดเด่น ช่วยหลบไฟเวลาที่แสดงผิดพลาด ซึ่งหลบไฟในที่นี้ หมายถึง การช่วยออกโรงปกป้องไม่ให้ลูกน้องโดนต่อว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการช่วยกันปิดบังความผิด และที่สำคัญคือให้พื้นที่ตัวสำรองลงสนามบ้าง</p>
<p>เพราะในทุก ๆ ทีมเวิร์คจะมีคนเด่นและคนรองเสมอ การเปิดโอกาสให้ตัวสำรองได้แสดงฝีมือบ้าง จะทำให้หัวหน้าเห็นความสำคัญของทีมโดยทั่วถึงกัน และเป็นการพัฒนาความสามารถของตัวสำรองด้วย</p>
<p>สิ่งสำคัญคือยึดติดในหน้าที่ไม่ใช่ตัวบุคคล และสร้างวัฒนธรรมและความเชื่อเดียวให้ทีมรู้ว่าทุกคนสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยหัวหน้าคนนี้คนเดียว ความเชื่อนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนพัฒนาตัวเองและเอาตัวรอด กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองเมื่อปัญหามาถึง</p>
<h2>4) Review and Revert</h2>
<p>ให้ Feedback งานอย่างรวดเร็วเวลาลูกน้องทำงานมาให้ว่าต้องแก้อะไรบ้าง ซึ่งถือเป็นการปรับสไตล์ในการทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน และลองชมให้บ่อย และบ่นให้น้อยลงเพราะคำชมเป็นสิ่งสร้างพลังบวกให้ทุกคนในทีมและควรเป็นคำชมแบบเต็มใจ ให้ทั้งทีมรับรู้เพื่อสร้างความรู้สึกบวกร่วมกัน ส่วนเวลาที่จะบ่นหรือดุนั้นควรทำตามลำพัง ที่สำคัญคือเมื่อดุแล้วต้องทำให้ดีกว่าลูกน้องด้วย</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190528-feedback-boss-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9026 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/eab15e45d59f08b07ea8f432f96d9b28.jpg" alt="เจ้านาย ลูกน้อง Feedback" width="500" height="339" title="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ 1092"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190528-feedback-boss-employee/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เจ้านายและลูกน้องควรมีวิธีการเสนอแนะ (Feedback) แก่กันอย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>5) ใช้ Post-it สั่งงาน ดีกว่าใช้ E-mail</h2>
<p>การสั่งงานด้วย Post-It ไปแปะที่โต๊ะทำงานด้วยลายมือตัวเองนั้นได้ผลกว่าการสั่งงานด้วย E-mail หลายเท่า เพราะมันแสดงให้เห็นว่างานนั้นเป็นงานที่สำคัญที่คุณถึงกับต้องเขียนด้วยลายมือตัวเองและเดินมาถึงโต๊ะลูกน้องเพื่อสั่งงาน ลูกน้องจะมีความรู้สึกอยากทำงานนั้นก่อนเป็นอันดับแรกเพราะเป็น Assignment ที่โดดเด่นและแตกต่างจากงานที่ได้รับมอบหมายอื่น ๆ</p>
<h2>6) ให้คนในทีมได้ทำในสิ่งที่ถนัด</h2>
<p>คำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ว่า “ถ้าคุณวัดความสามารถของปลาโดยใช้มันปีนต้นไม้ มันคงใช้เวลาทั้งชีวิต” ในฐานะหัวหน้า คุณต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งและธรรมชาติของทุกคนในทีม และให้ทุกคนได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ส่วนที่เหลือคือให้เขาตัดสินใจเอาเองว่าจะออกแบบชีวิต และรูปแบบการทำงานอย่างไร เพื่อให้ทีมของคุณมีส่วนผสมที่ลงตัว และมีความหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น มีตำแหน่งนักคิด นักทำ นักเจรจา นักนำเสนอ รวมไปถึงนักระแวดระวัง เป็นส่วนผสมที่ทำให้เกิด Synergy ในทีม</p>
<h2>7) ให้อิสระในวิธีการคิดและการทำงาน</h2>
<p>ในยุคสมัยใหม่ <a href="https://th.hrnote.asia/recruit/211217-working-experience-gen-z/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">คนรุ่นใหม่มีสไตล์การทำงานที่ต่างจากคนรุ่นเก่า</a>ค่อนข้างมาก ค่อนข้างมีความคิดแบบ Ownership และไม่ยึดติดคุณค่าของตัวเองกับระบบเดิมๆแบบ Hierarchy อีกต่อไป ดังนั้นเจ้านายยุคใหม่ต้องเข้าใจและตามให้ทัน ต้องปล่อยให้เขามีอิสระในการคิด และมีสิทธิ์ในการออกแบบชีวิตของตัวเอง รวมไปการรับผิดชอบตัวเองในการพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ</p>
<h2>8) กินข้าวร่วมกัน</h2>
<p>วางเรื่องงานไว้ที่ทำงานและลองออกไปหาอะไรกินด้วยกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่ออยู่ในบทบาทที่ต่างออกไปบ้าง เพื่อซักถามสารทุกข์สุขดิบและชีวิตส่วนตัวกันบ้าง สิ่งนี้ช่วยให้ทราบถึงสถานการณ์ชีวิตของแต่ละคน เพราะแต่ละสถานการณ์ย่อมส่งผลต่อการทำงานในช่วงนั้น ๆ ของแต่ละคนอย่างปฏิเสธไม่ได้ คนเป็นเจ้านายจำเป็นต้องรู้ความเป็นไปของชีวิตลูกน้องในระดับพื้นฐาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10414 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/02/diverse-amazed-colleagues-excited-by-online-win-result-achievement.jpg" alt="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ" width="600" height="370" title="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ 1093"></p>
<p>การบริหารคนก็เป็นเหมือนการบริหารชีวิตและความก้าวหน้าของคนคนหนึ่ง ซึ่งในฐานะหัวหน้างานถือเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องบริหารคนในองค์กรทุกคนไปพร้อมกัน ซึ่งทั้ง 8 ข้อนี้เป็นเพียงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำได้ง่าย แต่เกิดผลอย่างมากมายมหาศาล</p>
<p>หากคุณลองนำไปใช้ อาจจะเห็นความแตกต่างมากมายจนน่าแปลกใจเลยทีเดียว</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="8 ทัศนคติในการบริหาร ที่ทำให้ทีมงานดีขึ้นจนน่าแปลกใจ 1094" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li>วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน โดย คุณ ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Visionary Leadership: 3 สิ่งที่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/visionary-leadership-01242022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jan 2022 08:24:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/visionary-leadership-01242022/</guid>

					<description><![CDATA[ผู้นำ มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรมากที่สุด เพราะคือคนที่ Lead ทุกๆหน่วยให้สามารถทำงานได้อย่างลุล่วงและสำเร็จ Drive องค์กรให้ไปต่อข้างหน้าได้อย่างไม่ติดขัด แน่นอนว่าผู้นำไม่อาจนำได้หากขาดทักษะและความสามารถ โดยเฉพาะคุณสมบัติที่สำคัญนั่นคือ “วิสัยทัศน์” (Visionary Leadership) วิสัยทัศน์ คืออะไร ? มันก็เป็นเหมือนแผนที่ขององค์กร เป็นเป้าหมายที่ต้องการเดินทางไปให้ถึง ซึ่งจะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้และไม่สำเร็จเลยหากขาดผู้นำที่สามารถมองขาด เข้าใจธรรมชาติของการทำงานและการบริหารองค์กร เปิดหูเปิดตา และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ ที่เรากำลังจะอธิบายให้ฟัง ดังนี้&#8230; Visionary Leadership #1: Risk-Taking เป็นผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่เข้ามาเสมอ และแน่นอนว่ามันมักมาพร้อมกับความเสี่ยง นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ควรมี นั่นคือความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงได้ และต้องรับมือได้อย่างชาญฉลาดด้วย การรับมือกับความเสี่ยงนั้นต้องควบคู่ไปกับการรู้จักตั้งคำถามให้ถูกต้อง และมีแผนดำเนินงานที่เหมาะสมและรัดกุมด้วย มิเช่นนั้นอาจเป็นเพียงความกล้าแต่นำมาซึ่งความผิดพลาดและเพลี่ยงพล้ำได้ ยกตัวอย่าง Microsoft จากเดิมที่เคยเป็นบริษัทขาย Software ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ต้องพยายามปรับตัวและรับความเสี่ยง กล้าที่จะออกมาจาก Comfort Zone แล้วดูแนวโน้มทิศทางการตลาดว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำพาองค์กรปรับตัวให้สอดคล้องและตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วยการมาคิดและหาวิธีพัฒนาองค์กร เปลี่ยนโมเดลธุรกิจเดิมให้เป็น Cloud ทุกวันนี้ Microsoft จึงสามารถกลับมาเป็นบริษัท [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้นำ มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรมากที่สุด เพราะคือคนที่ Lead ทุกๆหน่วยให้สามารถทำงานได้อย่างลุล่วงและสำเร็จ Drive องค์กรให้ไปต่อข้างหน้าได้อย่างไม่ติดขัด แน่นอนว่าผู้นำไม่อาจนำได้หากขาดทักษะและความสามารถ โดยเฉพาะคุณสมบัติที่สำคัญนั่นคือ “วิสัยทัศน์” (Visionary Leadership)</p>
<p>วิสัยทัศน์ คืออะไร ? มันก็เป็นเหมือนแผนที่ขององค์กร เป็นเป้าหมายที่ต้องการเดินทางไปให้ถึง ซึ่งจะมีเพียงอย่างเดียวไม่ได้และไม่สำเร็จเลยหากขาดผู้นำที่สามารถมองขาด เข้าใจธรรมชาติของการทำงานและการบริหารองค์กร เปิดหูเปิดตา และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ ที่เรากำลังจะอธิบายให้ฟัง ดังนี้&#8230;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10316 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/164098195_714250572578741_1101026581311700004_n.jpg" alt="164098195 714250572578741 1101026581311700004 n" width="535" height="535" title="Visionary Leadership: 3 สิ่งที่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ 1097"></p>
<h2>Visionary Leadership #1: Risk-Taking</h2>
<p>เป็นผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่เข้ามาเสมอ และแน่นอนว่ามันมักมาพร้อมกับความเสี่ยง นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ควรมี นั่นคือความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงได้ และต้องรับมือได้อย่างชาญฉลาดด้วย</p>
<p>การรับมือกับความเสี่ยงนั้นต้องควบคู่ไปกับการรู้จักตั้งคำถามให้ถูกต้อง และมีแผนดำเนินงานที่เหมาะสมและรัดกุมด้วย มิเช่นนั้นอาจเป็นเพียงความกล้าแต่นำมาซึ่งความผิดพลาดและเพลี่ยงพล้ำได้ ยกตัวอย่าง Microsoft จากเดิมที่เคยเป็นบริษัทขาย Software ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ต้องพยายามปรับตัวและรับความเสี่ยง กล้าที่จะออกมาจาก Comfort Zone แล้วดูแนวโน้มทิศทางการตลาดว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำพาองค์กรปรับตัวให้สอดคล้องและตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วยการมาคิดและหาวิธีพัฒนาองค์กร เปลี่ยนโมเดลธุรกิจเดิมให้เป็น Cloud ทุกวันนี้ Microsoft จึงสามารถกลับมาเป็นบริษัท Software ที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง</p>
<h2>Visionary Leadership #2: Listening</h2>
<p>ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์นั้น “ฟัง” มากกว่า “พูด” นี่คือข้อแตกต่างระหว่างผู้นำที่เป็นผู้นำเจ้าไอเดีย กับ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ แน่นอนว่าบางครั้งอัตตาของความเป็นผู้นำทำให้เผลอละเลยบางไอเดียหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกๆคนได้ และนั่นอาจทำให้พลาดบางสิ่งที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>หากบางครั้งฟังทุกๆคนแล้ว แต่ไม่คิดว่านั่นจะเป็นไอเดียหรือทางออกที่ดีได้ก็ไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมด แต่ดูแนวโน้มและทิศทางโดยรอบว่าเป็นอย่างไร ที่สำคัญคืออย่ายึดติดกับความคิดของใครคนใดคนหนึ่งหรือความคิดของผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะอาจทำให้เกิดความอคติและบรรยากาศของความไม่เท่าเทียมขึ้นมาได้</p>
<h2>Visionary Leadership #3: Takes Responsibility</h2>
<p>ทุกๆความสำเร็จและความผิดพลาดของคนในองค์กรก็เป็นความรับผิดชอบของผู้นำองค์กรเช่นกัน ไม่ใช่ว่าผู้นำคนเดียวต้องรับผิดชอบทุกอย่าง แต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบให้กับทุกๆคนได้ ยกตัวอย่าง Netflix ที่มีวัฒนธรรมที่โด่งดังคือ Freedom with Responsibility วัฒนธรรมที่ให้อิสระพนักงาน เพราะทุกคนมีความรับผิดชอบสูงมาก</p>
<p>เมื่อทุกคนมีความสามารถมากพอที่จะบริหารจัดการงานของตัวเอง นั่นก็หมายถึงพนักงานที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของต่อสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ใดๆในการทำงานจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการที่พนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างอิสระนั้นก็เป็นเพราะพวกเขามี ความรับผิดชอบต่องานมากๆ (high responsibility) , มีความสามารถในการบริหารจัดการงานสูง (high management skills) และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของต่องานและองค์กร (ownerships) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้หากผู้นำเป็นผู้เริ่มต้นก่อนและปลูกฝังให้เกิดขึ้นในองค์กร</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Visionary Leadership: 3 สิ่งที่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ 1098" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220106-hr-outsource/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jan 2022 06:09:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Outsource]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220106-hr-outsource/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HR Outsource คือ การจ้างบริการ HR จากบริษัทภายนอกให้เข้ามาบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลในขอบเขตที่ตกลงกัน เพราะกระบวนการทำงานของทรัพยากรบุคคลนั้นมีรายละเอียดซับซ้อน บางครั้ง HR ประจำเพียงไม่กี่คนก็ไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้ หลายธุรกิจจึงนิยมหันไปจ้างผู้บริการ HR Outsource กันมากขึ้น เหตุผลที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource คือ ได้ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานแทน คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท รักษาพนักงานเก่า ดึงดูดพนักงานใหม่ และเพื่อเข้าถึง HR Tech ที่ดีกว่า เพราะคนคือหัวใจหลักขององค์กร การบริหารจัดการคนที่ดีจึงสำคัญไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจเลย ด้วยเหตุนี้ทุก ๆ องค์กรจึงจำเป็นต้องมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่เชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การทำงานกับคนนั้นล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดและปัญหา แถมงานของ HR เองก็แบ่งย่อยสาขาได้สารพัด บางครั้งการจ้าง HR ประจำจึงอาจไม่เพียงพอหรือไม่ครอบคลุมประเภทความรับผิดชอบทั้งหมด หลายองค์กรจึงนิยมหันไปใช้บริการ HR Outsource กันมากขึ้น แล้ว HR Outsource คืออะไร วันนี้ HREX.asia จะมาทำความรู้จัก พร้อมบอกเหตุผลดี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR Outsource คือ การจ้างบริการ HR จากบริษัทภายนอกให้เข้ามาบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลในขอบเขตที่ตกลงกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพราะกระบวนการทำงานของทรัพยากรบุคคลนั้นมีรายละเอียดซับซ้อน บางครั้ง HR ประจำเพียงไม่กี่คนก็ไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้ หลายธุรกิจจึงนิยมหันไปจ้างผู้บริการ HR Outsource กันมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource คือ ได้ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานแทน คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท รักษาพนักงานเก่า ดึงดูดพนักงานใหม่ และเพื่อเข้าถึง HR Tech ที่ดีกว่า</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46108" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-7.webp" alt="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน" width="600" height="370" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1107" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-7.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-7-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะคนคือหัวใจหลักขององค์กร การบริหารจัดการคนที่ดีจึงสำคัญไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจเลย ด้วยเหตุนี้ทุก ๆ องค์กรจึงจำเป็นต้องมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่เชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ดังกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การทำงานกับคนนั้นล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดและปัญหา แถมงานของ HR เองก็แบ่งย่อยสาขาได้สารพัด บางครั้งการจ้าง HR ประจำจึงอาจไม่เพียงพอหรือไม่ครอบคลุมประเภทความรับผิดชอบทั้งหมด หลายองค์กรจึงนิยมหันไปใช้บริการ HR Outsource กันมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว HR Outsource คืออะไร วันนี้ HREX.asia จะมาทำความรู้จัก พร้อมบอกเหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>HR Outsource คืออะไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10139 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/outsourcing-function-tasks-contract-business-concept.jpg" alt="5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource" width="600" height="370" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1108"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Outsource คือ การจ้างบริการ HR จากบริษัทภายนอกให้เข้ามาบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลในขอบเขตที่ตกลงกัน เช่น รับผิดชอบเฉพาะกระบวนการสรรหา การฝึกอบรม หรือการจ่ายเงินเดือนพนักงานอย่างเดียว เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทส่วนใหญ่จะจ้าง HR Outsource ในรูปแบบรับเหมาตามหน้าที่บางอย่างที่ผู้จ้างต้องการ เนื่องจากมองว่าเป็นวิธีที่ประหยัดทรัพยากรทั้งเวลาและเงิน แถมยังได้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำหน้าที่แทน องค์กรก็จะมีเวลาไปโฟกัสที่การทำธุรกิจมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับรายงานจาก</span><a href="https://www.thehackettgroup.com/news/hackett-hr-organizations-are-forging-a-digital-path-to-world-class/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Hackett Group</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า องค์กรที่ใช้บริการ HR Outsource จะมีค่าใช้จ่ายน้อยลง 26% และลดจำนวนพนักงานได้ถึง 32% ทำให้องค์กรสามารถทุ่มเททรัพยากรที่เหลือในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันการใช้ HR Outsource จึงเป็นเทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนับตั้งแต่การเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มี</span><a href="https://brandongaille.com/26-us-outsourcing-statistics-and-trends/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สถิติระบุ</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าบริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐกว่า 57% ก็หันไปใช้บริการ HR Outsource มากขึ้น และมีเพียง 9% เท่านั้นที่ยกเลิกการใช้บริการ นั่นแสดงให้เห็นว่าการจ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญจากภายนอกเป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุ้มค่า</span></p>
<h2>ประเภทของ HR Outsource</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะกระบวนการทำงานของทรัพยากรบุคคลนั้นมีรายละเอียดซับซ้อน บางครั้ง HR ประจำเพียงไม่กี่คนก็ไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้ หลายธุรกิจจึงนิยมหันไปจ้างผู้บริการ HR Outsource กันมากขึ้น โดยสามารถจ้างให้จัดการทั้งหมดหรือบางส่วนตามตกลง ทั้งนี้มีผู้ให้บริการ HR Outsource อยู่หลากหลายรูปแบบ โดยกรณีนี้เราเลือกเฉพาะงานที่นิยมจ้างบริษัทภายนอก ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Payroll Management:<span style="font-weight: 400;"> เพราะการจัดทำเงินเดือนเป็นงานเต็มเวลาที่ต้องใช้พนักงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแล หลายบริษัทจึงนิยมใช้บริการจากภายนอกเข้ามารับผิดชอบแทน เช่น บริการการจ่ายเงินเดือนอัตโนมัติ บริการทำสลิปเงินเดือน เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Recruiting:<span style="font-weight: 400;"> การสรรหาพนักงานใหม่เป็นงานที่ใช้เวลาและเงินสูงกว่าจะหาพนักงานที่ตอบโจทย์ เพราะต้องผ่านขั้นตอนระหว่างสมัครมากมาย เช่น การคัดเลือก การสัมภาษณ์ ไปจนถึงการจ้างงาน หลายองค์กรจึงนิยมจ้าง HR Outsource เช่น</span><a href="https://www.reeracoen.co.th/th" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Reeracoen</span></a><span style="font-weight: 400;"> บริษัทจัดหางานในเมืองไทยที่เป็นเครือข่ายของบริษัทจัดหางานยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Benefits Procurement and Administration:<span style="font-weight: 400;"> เป็นบริการการจัดหาและจัดการผลประโยชน์ให้แก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพหรือการเงิน ยกตัวอย่าง บริการตรวจเช็คสุขภาพจิตสำหรับพนักงานออฟฟิศ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Performance Management:<span style="font-weight: 400;"> บริการการจัดการประสิทธิภาพหรือการพัฒนาพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิผลขององค์กรโดยรวม เป็นการพัฒนาเชิงรุกผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงาน เช่น บริการ eLearning สำหรับองค์กร หรือบริการเทรนนิ่งต่าง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Risk Management and Workplace Safety:<span style="font-weight: 400;"> การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งความปลอดภัยของพนักงานนับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ โดยมีผู้บริการ เช่น บริการรักษาความปลอดภัย บริการวางแผนป้องกันอุบัติเหตุ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Employment and Labor Law Compliance:<span style="font-weight: 400;"> การปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานและกฎหมายแรงงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนพอสมควร การใช้ผู้บริการที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายโดยตรงก็จะสบายใจมากกว่า แถมยังไม่ต้องปวดหัวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ อีกด้วย</span></li>
</ul>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1109"><span style="font-size: 14pt;">Q: วิธีการใช้บริษัท HR outsource ?</span></p>
<p>ตอนนี้การรับสมัครพนักงานค่อนข้างกินเวลาไปเยอะมาก ละพนักงานที่ทำหน้าที่นี้ก็ไม่เพียงพอ ก็เลยกำลังคิดว่าจะจ้าง HR ใหม่หรือจ้างบริษัทเอาท์ซอร์ส อยากถามว่าข้อดี ข้อเสียของวิธีนี้ค่ะ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ตำแหน่งที่ต้องสรรหาเพิ่ม ขอแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ Mass กับ Professional นะครับ</span></p>
<p>แนวทางการสรรหาบุคลากรสำหรับกลุ่ม Mass รับจำนวนมาก จ้างไม่สูงมาก เป็นสัญญากำหนดช่วงระยะเวลา มีอัตราการลาออกสูงมากมาย  กลุ่ม Mass ลักษณะงานแบบนี้ ส่วนใหญ่ผมใช้ Outsource Management ครับ สิ่งที่จะเสียค่า ค่า Agency Fee ตั้งแต่,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/510?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1110"></span></a></p></blockquote>
<h2>5 เหตุผลที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10140 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/01/programmer-workplace.jpg" alt="5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้าง HR Outsource" width="600" height="370" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1111"></p>
<h3>1. ได้ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานแทน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าใจปัญหานี้ดี เมื่อเราไม่สามารถจ้าง HR เพียงคนเดียวแล้วทำทุกอย่างครบกระบวนการ เพราะคนคนหนึ่งไม่สามารถแยกร่างจัดการทุกอย่างในบริษัทได้ บางครั้งแค่งานเอกสารอย่างเดียวก็กินเวลาแทบทั้งวันแล้ว หรือบางที HR คนเดียวก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลในทุกแง่มุม บางคนอาจถนัดงาน </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-whatishrm-190117/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HRM</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากกว่า </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190423-human-resource-development/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HRD</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือบางคนก็เป็น </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HRBP</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ไม่มีเวลาลงมาจัดการงานทั่วไป ด้วยเหตุนี้ HR Outsource จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการจ้าง HR Outsource จะเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ให้มาทำงานแทนเรา โดยมีผู้ให้บริการมากมายในท้องตลาด ทั้งผู้เชี่ยวชาญการสรรหา การจ่ายเงินเดือน สวัสดิการ และอื่น ๆ อีกมากมาย แถมรับประกันได้ว่า พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง</span></p>
<h3>2. คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้าง HR Outsource เปรียบเสมือนการลงทุนกับบริษัทอื่นให้มาจัดการงานในองค์กร ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เนื่องจากบริษัท Outsource หลาย ๆ เจ้ามีค่าบริการที่สมเหตุสมผล แถมหลายครั้งยังถูกกว่าจ้างพนักงานประจำด้วยซ้ำ เนื่องจากเงินเดือนและสวัสดิการเป็นต้นทุนที่สูงเป็นอันดับสองของบริษัท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีรายงานจาก</span><a href="https://www.shrm.org/ResourcesAndTools/business-solutions/Documents/Organizational%20Staff%20Size.pdf" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">SHRM</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการจ้าง HR ประจำมีราคาราว 3,000 ดอลลาร์/คน/ปี ซึ่งการจ้าง HR Outsource จะลดต้นทุนได้ 450 ดอลลาร์/คน/ปี ทีเดียว ทำให้ประหยัดต้นทุนมากกว่านั่นเอง</span></p>
<h3>3. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้าง HR Outsource เป็นการถ่ายโอนงานที่ต้องการไปให้บริษัทภายนอกทำ ซึ่งมักจะเป็นงานที่กินเวลาและพลังในการทำสูง เช่น กระบวนการสรรหาที่ต้องใช้เวลานานและหลายขั้นตอนกว่าจะตกลงจ้างใครสักคน แต่หากเราใช้ HR Outsource ก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับกระบวนการสรรหาอีกต่อไป ปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่แทนเรา นั่นทำให้องค์กรมีเวลาหันไปโฟกัสสิ่งสำคัญอย่างการทำธุรกิจมากขึ้น องค์กรก็จะเติบเร็วขึ้น</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>4. รักษาพนักงานเก่า และดึงดูดพนักงานใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เงินเดือน สวัสดิการ การพัฒนาตัวเอง ฯลฯ มีความสำคัญต่อการ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">รักษาพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">และเพิ่มขวัญกำลังใจ เพราะการบริการ Outsource จะทำให้พนักงานเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้นจากบริษัท เช่น การจ้างบริการตรวจสอบสุขภาพจิตพนักงานออฟฟิศ การจ้างบริการนวดในออฟฟิศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับเรานานขึ้น ลดอัตราการลาออก เหนือไปกว่านั้นคือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190617-recruitment-marketing/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การดึงดูดพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ใหม่ให้สนใจเข้ามาสมัครงานกับเราด้วย แล้วองค์กรก็มีพนักงานคุณภาพเพื่อรันธุรกิจต่อไป</span></p>
<h3>5. เพื่อเข้าถึง HR Tech ที่ดีกว่า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การจ้าง HR Outsource มิได้หมายถึงจ้างผู้ให้บริการที่เป็นคนหรือองค์กรอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการใช้บริการเทคโนโลยีของทรัพยากรบุคคลด้วย เช่น การใช้ HR Tech อย่าง</span><a href="https://www.sourcedout.asia/client" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">SourcedOut</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมบริษัทกับนักสรรหามืออาชีพโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสรรหากว่า 30% – 50% เมื่อเทียบกับบริษัทจัดหางานทั่วไป เป็นต้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/181115th-26hrtechservice/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10133 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/11/source-g0c7f610d9_640.jpg" alt="รวมสุดยอด HR Tech ที่องค์กรยุค Digital Age ควรจับตา" width="600" height="370" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1112"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/181115th-26hrtechservice/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">รวมสุดยอด HR Tech ที่องค์กรยุค Digital Age ควรจับตา</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div class="focused-block--has-title">
<div></div>
<div class="__title">เทคนิคการใช้ HR Outsource ให้ประสบความสำเร็จ</div>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ประเมินการสนับสนุนที่ต้องการ:<span style="font-weight: 400;"> เพราะแต่ละผู้ให้บริการก็นำเสนอโซลูชั่นที่แตกต่างกันไป ตรวจสอบองค์กรตัวเองให้แน่ใจว่าต้องการ Outsource งานประเภทไหนบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;">เปรียบเทียบราคา:<span style="font-weight: 400;"> วิเคราะห์ว่าการจ้างพนักงานประจำเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ (รวมถึงค่าบำรุงรักษา สวัสดิการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) และ Outsource เสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ คำตอบที่ได้จะบอกถึงความคุ้มค่าในการลงทุน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">อ่านรีวิวจากคนอื่น:<span style="font-weight: 400;"> ลองดูว่าผู้ใช้คนอื่นพูดถึงผู้ให้บริการว่าอย่างไร โดยสามารถสืบค้นได้ผ่านเว็บไซต์รวมผู้ให้บริการ โซเชียลมีเดีย หรือ Google</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ประสานงานให้ราบรื่น:<span style="font-weight: 400;"> เมื่อตัดสินเลือก Outsource แล้ว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการประสานงานที่เรียบร้อยหรือไม่ ทางที่ดีเราต้องแจ้งข้อมูลที่มีประโยชน์ เช่น วัตถุประสงค์หรือความคาดหวังในการจ้างให้กับ Outsource ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;">สื่อสารภายในให้ชัดเจน:<span style="font-weight: 400;"> การจ้าง Outsource ไม่ใช่ความลับ เราสามารถแจ้งทีมให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะหากเกี่ยวข้องกับการทำงานของทีมก็จะปรับตัวได้ทัน</span></li>
</ul>
</div>
<h2>ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ HR Outsource</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9992 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/businessman-working-analysis-business-information.jpg" alt="HR for Startup ฟังก์ชันสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ" width="600" height="370" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1113"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อคุณกำลังตัดสินใจใช้ HR Outsource หลายคนมีข้อกังวลตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจะสูญเสียการควบคุมการทำงานไหม วัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า หรือกระทั่งคิดว่าจะไม่มีความยืดหยุ่นในการทำงานอีกต่อไป ทว่านั่นคือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ Outsource</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหัวข้อนี้เราจึงรวบรวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ HR Outsource พร้อมข้อโต้แย้งมาให้ ถึงกระนั้นการจะใช้ Outsource หรือไม่ เป็นการตัดสินใจของคุณเอง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">“บริษัทเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องมี HR”: <span style="font-weight: 400;">ไม่จริง ธุรกิจเล็กหรือใหญ่จำเป็นต้องมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลเช่นเดียวกัน “หนำซ้ำการจ้างพนักงานเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำงาน HR ทั้งหมดได้ การจ้าง HR Outsource จึงได้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;">“บริษัทใหญ่แล้วไม่ต้องจ้าง HR Outsource หรอก”:<span style="font-weight: 400;"> ไม่จริง แม้จะเป็นบริษัทใหญ่ที่มีธุรกิจมั่นคงแข็งแรง การจ้าง HR Outsource จะยิ่งช่วยลดต้นทุนในกระบวนการ HR ให้น้อยลงอีก ยิ่งทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">“จ้าง HR Outsource ก็สูญเสียการควบคุมธุรกิจสิ”: <span style="font-weight: 400;">ไม่จริง การจ้างงานแบบ Outsource ถือเป็นการทำงานให้กับคุณ แถมการจ้าง Outsource ยิ่งทำให้คุณมีเวลาโฟกัสกับงานธุรกิจมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องมาวุ่นวายกับงาน HR อีกต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;">“การจ้าง HR Outsource มีราคาแพง”: <span style="font-weight: 400;">ไม่จริง จากข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างต้น ต้นทุนเฉลี่ยในการจ้าง HR ประจำมีราคาราว 3,000 ดอลลาร์/คน/ปี ซึ่งการจ้าง HR Outsource จะลดต้นทุนได้ 450 ดอลลาร์/คน/ปี ทีเดียว</span></li>
<li style="font-weight: 400;">“เรามี HR ประจำก็เพียงพอแล้ว”:<span style="font-weight: 400;"> ถ้าการทำงานของคุณเป็นอย่างราบรื่นอยู่แล้ว ไม่แปลกที่จะไม่สนใจการจ้างงานแบบ Outsource เว้นแต่ว่าคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริง ๆ เช่น ต้องการ HR สรรหาที่ถนัดในแวดวงธุรกิจ ต้องการ HR ที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมาย หรือต้องการ HR ที่เข้าใจการทำ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">PDPA </span></a><span style="font-weight: 400;">การจ้าง Outsource อาจจะตอบโจทย์กว่า</span></li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง การลดต้นทุน-เพิ่มกำไรเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเอาตัวรอดและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น การจ้าง HR Outsource จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้องค์กรประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างที่บอกไว้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่า คนคือหัวใจหลักขององค์กร การบริหารจัดการคนที่ดีจึงสำคัญไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำหน้าที่นี้โดยตรง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HR Outsource คืออะไร ? 5 เหตุผลดี ๆ ที่บริษัทควรจ้างใช้งาน 1114" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://corbanone.com/hr-outsourcing-trends-why-now-is-a-good-time-to-consider-it/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">corbanone</span></a></li>
<li><a href="https://www.gnapartners.com/resources/articles/what-is-hr-outsourcing" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">gnapartners</span></a></li>
<li><a href="https://blog.kenjo.io/outsourcing-hr-pros-and-cons" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">kenjo</span></a></li>
<li><a href="https://genesishrsolutions.com/peo-blog/why-do-companies-outsource-hr/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">genesishrsolutions</span></a></li>
<li><a href="https://www.peoplemanagement.co.uk/experts/legal/pros-and-cons-outsourcing-hr#gref" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">peoplemanagement</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hierarchy-organization-manage-12162021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 08:35:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HIPPO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/hierarchy-organization-manage-12162021/</guid>

					<description><![CDATA[เคยเห็น Hippo ในที่ทำงานไหม ? Hippo ในที่นี้ไม่ใช่ Hippopotamus ที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งแต่อย่างใด แต่มันคือ Highest Paid Person’s Opinion (ความคิดเห็นจากคนที่มีเงินเดือนสูงสุด) หรือบางทีอาจหมายถึง Highest Paid Person in the Office (คนที่มีเงินเดือนสูงสุดในออฟฟิศ) ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะมาในรูปแบบของหัวหน้า , เจ้านายใหญ่ , คนที่ทำงานมานานจนได้เลื่อนขั้น หรือตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ซึ่งต้องขอบอกว่า คนที่ต้องรับศึกหนักที่สุดไม่ใช่แค่พนักงานในองค์กรที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรับฟังและทำตามเท่านั้น แต่คือคนที่ต้องทำหน้าที่มาคุมเหล่า Hippo อีกที หรือผู้ที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร/ผู้จัดการทั้งที่อายุยังน้อย ต้องมีวิธีรับมือและสลาย Hippo Effect ในองค์กรให้ได้ ไม่เช่นนั้นองค์กรของคุณก็อาจจะย่ำอยู่กับที่ และไม่สามารถขับเคลื่อนความคิดใหม่ๆและไปข้างหน้าได้เลย ทำไม Hippo ถึงเป็นภัยต่อองค์กร ? จากงานวิจัยของ Rotterdam School of Management พบว่า โครงการที่ต้องร่วมมือหรือรับฟังความเห็นจากผู้อาวุโสกว่าที่ไม่มีใครกล้าขัดมักจะล้มเหลวมากกว่าโครงการที่พนักงานและหัวหน้าระดับต้นร่วมมือกัน สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อสมาชิกในทีมที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผย และทุกคนพร้อมรับฟังความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา จะมองเห็นปัญหาและความผิดพลาดได้มากกว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9900 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1226.2.jpg" alt="1226.2" width="728" height="382" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1121"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">เคยเห็น Hippo ในที่ทำงานไหม ?</span></p>
<p>Hippo ในที่นี้ไม่ใช่ Hippopotamus ที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งแต่อย่างใด แต่มันคือ Highest Paid Person’s Opinion (ความคิดเห็นจากคนที่มีเงินเดือนสูงสุด) หรือบางทีอาจหมายถึง Highest Paid Person in the Office (คนที่มีเงินเดือนสูงสุดในออฟฟิศ) ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะมาในรูปแบบของหัวหน้า , เจ้านายใหญ่ , คนที่ทำงานมานานจนได้เลื่อนขั้น หรือตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด</p>
<p>ซึ่งต้องขอบอกว่า คนที่ต้องรับศึกหนักที่สุดไม่ใช่แค่พนักงานในองค์กรที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรับฟังและทำตามเท่านั้น แต่คือคนที่ต้องทำหน้าที่มาคุมเหล่า Hippo อีกที หรือผู้ที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร/ผู้จัดการทั้งที่อายุยังน้อย ต้องมีวิธีรับมือและสลาย Hippo Effect ในองค์กรให้ได้ ไม่เช่นนั้นองค์กรของคุณก็อาจจะย่ำอยู่กับที่ และไม่สามารถขับเคลื่อนความคิดใหม่ๆและไปข้างหน้าได้เลย</p>
<h2>ทำไม Hippo ถึงเป็นภัยต่อองค์กร ?</h2>
<p>จากงานวิจัยของ Rotterdam School of Management พบว่า โครงการที่ต้องร่วมมือหรือรับฟังความเห็นจากผู้อาวุโสกว่าที่ไม่มีใครกล้าขัดมักจะล้มเหลวมากกว่าโครงการที่พนักงานและหัวหน้าระดับต้นร่วมมือกัน สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อสมาชิกในทีมที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผย และทุกคนพร้อมรับฟังความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา จะมองเห็นปัญหาและความผิดพลาดได้มากกว่า กล้าที่จะพูดและแก้ปัญหาได้ดีกว่า และนั่นส่งผลให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9901 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/jason-goodman-8wH1NjFthaY-unsplash-scaled.jpg" alt="jason goodman 8wH1NjFthaY unsplash scaled" width="726" height="484" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1122"></p>
<p>ในขณะที่เมื่อต้องทำงานกับคนที่มีลักษณะเป็น Hippo กล่าวคือ มักตัดสินใจโดยยึดจากหลักเหตุผลของตัวเองเป็นหลักและส่วนมากมักใช้อารมณ์ โดยไม่ได้ดูที่หลักการหรือผลลัพธ์ของงาน แต่จะตัดสินไปก่อนว่าความเห็นของตัวเองนั้นถูกต้องกว่าเพราะทำงานมานานกว่า ประสบการณ์มากกว่า และอาวุโสกว่า และไม่ค่อยอยากเชื่อฟังความเห็นของคนอื่นสักเท่าไหร่ นั่นจึงทำให้พนักงานคนอื่นๆก็ไม่กล้าที่จะขัด และกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นออกไป</p>
<div class="focused-block">วิธีเอาชนะฮิปโปและทำให้ฮิปโปเชื่องที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจภาษาฮิปโปและเตรียมข้อมูลให้พร้อม ข้อมูลเท่านั้นที่ทำให้ฮิปโปเชื่องได้ โดยมากแล้วการใช้ข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นนั้นจะดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพมากกว่า และคนที่มีลักษณะเป็นฮิปโปก็มักสนใจที่ผลลัพธ์บรรทัดสุดท้าย (Bottom line) เป็นหลัก</div>
<p>อีกวิธีที่ช่วยสลาย Hippo Effect ในองค์กรก็คือการสร้าง Psychological Safety หรือสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ในฐานะผู้บริหารควรคำนึงว่าสิ่งสำคัญสำหรับการประชุมคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกเถียงอย่างมืออาชีพ แต่การแลกเปลี่ยนความเห็นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนและหากผู้นำองค์กรเลือกฟังเฉพาะเสียงใดเสียงหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารควรทำก็คือสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถพูด แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่โดยเป็นไปเพื่อสิ่งที่ถูกต้องและช่วยให้ทีมเดินไปข้างหน้า เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนในทีมกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น โดยสิ่งนั้นจะไม่กลับมาทำร้ายผู้พูดเสียเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9902 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/jason-goodman-bzqU01v-G54-unsplash-scaled.jpg" alt="jason goodman bzqU01v G54 unsplash scaled" width="663" height="442" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1123"></p>
<p>Hippo Effect นั้นมักเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆองค์กรที่อยู่มานาน มีระบบ Hierarchy ที่เหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน มันอาจกลายไปเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางไม่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้ และบางครั้งอาจทำให้องค์กรล่าช้าและถอยหลังก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหากองค์กรของคุณรู้ว่ากำลังเกิดสัญญาณ Hippo Effect แล้วก็ต้องรีบป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ หรือหากบางทีคุณเป็นผู้บริหารที่มีลักษณะ Hippo เสียเอง ก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดวัฒนธรรมที่ว่านี้ แต่สร้างวัฒนธรรมของความเชื่อใจในองค์กรจะเกิดผลดีกว่า</p>
<p>Alfred Sloan อดีต CEO ของ General Motor เคยกล่าวไว้ว่า</p>
<blockquote><p>ทุกๆครั้งที่มีการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ มันจะไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เลยหากไม่มีคนคัดค้านบ้าง ไม่มีคนไม่เห็นด้วยบ้าง ผมต้องแน่ใจก่อนว่าทุกครั้งที่จะตัดสินใจในเรื่องใดก็ตาม ต้องมีการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันก่อน นั่นจึงจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ</p>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1124"></p>
<p>Q: จะ Transform องค์กรใหญ่ ที่อยู่มานาน มี Culture แบบ Hierarchy หนักๆ เชื่องช้า ให้ Agile ได้ยังไง</p>
<p>ได้รับโจทย์ในการปรับ culture ขององค์กรที่ทำงานค่อนข้างแยกส่วน ไม่ค่อยมีการคุยติดต่อสื่อสารกัน คนทำงานไม่ค่อยมีปากมีเสียง ไม่สามารถเข้าถึงฝ่ายบริหารหรือการตัดสินใจบนๆได้เลย เราจะเริ่มค่อยๆปรับเรื่องนี้ได้อย่างไรครับ</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/317?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1125"></a></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="รับมือกับ HIPPO ในที่ทำงานอย่างชาญฉลาด อย่าให้ความเห็นของผู้ที่อาวุโสกว่ากลายมาเป็นคำสั่ง 1126" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p></blockquote>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่าให้การทำงานแบบ Silo ทำให้องค์กรของคุณ Slow หยุดการทำงานตัวใครตัวมันแล้วหันมาสื่อสารกันบ่อยๆ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/siloed-work-environment-10282021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2021 02:46:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Silo work]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/siloed-work-environment-10282021/</guid>

					<description><![CDATA[ความหมายของ Silo แบบตรงตัวก็คือ ถังขนาดใหญ่ที่ไว้บรรจุวัตถุปริมาณมาก และมักจะวางไว้ติดๆ กัน ข้างๆ กัน แต่ไม่ใช่วัตถุประเภทเดียวกันจึงเป็นถังที่ไม่ได้เชื่อมกัน ไซโลนั้นมีไว้เพื่อเก็บรักษาวัตถุเท่านั้น จึงไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรือพลวัตใดๆ ซึ่งหากองค์กรมีสภาวะแบบไซโล (Siloed Organization) มันก็หมายถึง สภาวะที่คนในองค์กรเริ่มจะทำงานแบบตัวใครตัวมัน ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนในแผนกอื่นๆกำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดและไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกัน จึงไม่สามารถร่วมมือและช่วยเหลือกันได้ หากปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในสภาวะไซโลอาจส่งผลเสียถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมองค์กร ทำให้องค์กรไม่สามารถเติบโตและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นสภาวะที่ต้องปล่อยให้องค์กรค่อยๆเสื่อมสลายและตายจากไป อะไรที่ทำให้องค์กรเกิดสภาวะไซโล ? 1. ขาดการสื่อสารระหว่างทีม เมื่อแต่ละแผนกมีอะไรมักไม่ค่อยสื่อสารกัน ส่วนหนึ่งอาจเริ่มต้นมาจากหัวหน้าที่ไม่ได้บอกวัตุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้คนในทีมไม่รับรู้ว่าอะไรคือหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ทำให้ไปโฟกัสงานผิดจุด เมื่อมีข้อมูลไม่ครบก็ไม่รู้จะแชร์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนในแผนกอื่นอย่างไร ส่งผลให้แต่ละคนทำงานแบบแยกส่วน และไม่สามารถร่วมมือร่วมใจกันได้ เพราะไม่มีสิ่งที่เชื่อมโยงกันนั่นเอง 2. มองไม่เห็นภาพรวมหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรเกิดสภาวะไซโลอาจมาจากเป้าหมายขององค์กรยังไม่ชัดเจนพอ ทำให้พนักงานไม่รู้ว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่นั้นช่วยผลักดันให้องค์กรไปข้างหน้าได้มากเพียงใด จึงเป็นการทำงานที่ไม่สำคัญ ทำงานแบบแยกส่วนและซ้ำซ้อน ขาดแรงจูงใจที่จะสร้างไอเดียและความคิดสร้างสรรค์เพื่อช่วยนำพาองค์กรให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ 3. ความแปลกหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างแผนก เมื่อพนักงานส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ค่อยรู้จักหรือสนิทสนมกัน จนทำให้เกิดความแปลกหน้าขึ้น และทำให้การทำงานนั้นค่อนข้างลำบาก ไม่สะดวกใจที่ร่วมมือกันหรือขอความช่วยเหลือระหว่างกัน หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายแผนกหลายคน อย่างน้อยๆแผนกที่เกี่ยวข้องกันก็ควรมีความรู้สึกว่าเป็นทีมเดียวกันมากกว่าจะเป็นความรู้สึกแบบ “พวกเรา” หรือ “พวกเขา” หากเป็นพวกเราทั้งหมด ความร่วมมือจะเกิดขึ้นง่ายกว่า และช่วยสลายไซโลลงไปได้ด้วย 4. การมีพนักงานที่ถูกเพิกเฉย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9726 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/1028.jpg" alt="1028" width="848" height="445" title="อย่าให้การทำงานแบบ Silo ทำให้องค์กรของคุณ Slow หยุดการทำงานตัวใครตัวมันแล้วหันมาสื่อสารกันบ่อยๆ 1131"></p>
<p>ความหมายของ Silo แบบตรงตัวก็คือ ถังขนาดใหญ่ที่ไว้บรรจุวัตถุปริมาณมาก และมักจะวางไว้ติดๆ กัน ข้างๆ กัน แต่ไม่ใช่วัตถุประเภทเดียวกันจึงเป็นถังที่ไม่ได้เชื่อมกัน ไซโลนั้นมีไว้เพื่อเก็บรักษาวัตถุเท่านั้น จึงไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรือพลวัตใดๆ ซึ่งหากองค์กรมีสภาวะแบบไซโล (Siloed Organization) มันก็หมายถึง สภาวะที่คนในองค์กรเริ่มจะทำงานแบบตัวใครตัวมัน ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนในแผนกอื่นๆกำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดและไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกัน จึงไม่สามารถร่วมมือและช่วยเหลือกันได้ หากปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในสภาวะไซโลอาจส่งผลเสียถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมองค์กร ทำให้องค์กรไม่สามารถเติบโตและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นสภาวะที่ต้องปล่อยให้องค์กรค่อยๆเสื่อมสลายและตายจากไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9728 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/vaks_1-3.jpg" alt="vaks 1 3" width="596" height="337" title="อย่าให้การทำงานแบบ Silo ทำให้องค์กรของคุณ Slow หยุดการทำงานตัวใครตัวมันแล้วหันมาสื่อสารกันบ่อยๆ 1132"></p>
<h2>อะไรที่ทำให้องค์กรเกิดสภาวะไซโล ?</h2>
<h3>1. ขาดการสื่อสารระหว่างทีม</h3>
<p>เมื่อแต่ละแผนกมีอะไรมักไม่ค่อยสื่อสารกัน ส่วนหนึ่งอาจเริ่มต้นมาจากหัวหน้าที่ไม่ได้บอกวัตุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้คนในทีมไม่รับรู้ว่าอะไรคือหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ทำให้ไปโฟกัสงานผิดจุด เมื่อมีข้อมูลไม่ครบก็ไม่รู้จะแชร์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนในแผนกอื่นอย่างไร ส่งผลให้แต่ละคนทำงานแบบแยกส่วน และไม่สามารถร่วมมือร่วมใจกันได้ เพราะไม่มีสิ่งที่เชื่อมโยงกันนั่นเอง</p>
<h3>2. มองไม่เห็นภาพรวมหรือเป้าหมายที่ชัดเจน</h3>
<p>ส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรเกิดสภาวะไซโลอาจมาจากเป้าหมายขององค์กรยังไม่ชัดเจนพอ ทำให้พนักงานไม่รู้ว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่นั้นช่วยผลักดันให้องค์กรไปข้างหน้าได้มากเพียงใด จึงเป็นการทำงานที่ไม่สำคัญ ทำงานแบบแยกส่วนและซ้ำซ้อน ขาดแรงจูงใจที่จะสร้างไอเดียและความคิดสร้างสรรค์เพื่อช่วยนำพาองค์กรให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้</p>
<h3>3. ความแปลกหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างแผนก</h3>
<p>เมื่อพนักงานส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ค่อยรู้จักหรือสนิทสนมกัน จนทำให้เกิดความแปลกหน้าขึ้น และทำให้การทำงานนั้นค่อนข้างลำบาก ไม่สะดวกใจที่ร่วมมือกันหรือขอความช่วยเหลือระหว่างกัน หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายแผนกหลายคน อย่างน้อยๆแผนกที่เกี่ยวข้องกันก็ควรมีความรู้สึกว่าเป็นทีมเดียวกันมากกว่าจะเป็นความรู้สึกแบบ “พวกเรา” หรือ “พวกเขา” หากเป็นพวกเราทั้งหมด ความร่วมมือจะเกิดขึ้นง่ายกว่า และช่วยสลายไซโลลงไปได้ด้วย</p>
<h3>4. การมีพนักงานที่ถูกเพิกเฉย</h3>
<p>การที่มีพนักงานบางคนที่ถูกเพิกเฉยจะทำให้รู้สึกขาดการเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่รู้ว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับคนอื่นๆได้อย่างไร และนั่นอาจส่งผลเสียให้รู้สึกว่าหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบอยู่นั้นไม่ได้สำคัญ รู้สึกไม่มีคุณค่าและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9729 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/151210278_699575714046227_3945274013176943696_n.jpg" alt="151210278 699575714046227 3945274013176943696 n" width="575" height="575" title="อย่าให้การทำงานแบบ Silo ทำให้องค์กรของคุณ Slow หยุดการทำงานตัวใครตัวมันแล้วหันมาสื่อสารกันบ่อยๆ 1133"><img class="" alt="" width="" height="" /></p>
<h2>ทำอย่างไรถึงจะสลายสภาวะไซโล ?</h2>
<h3>1. ทำให้ทุกคนเข้าใจ Vision / Mission / Passion ขององค์กร</h3>
<p>การเข้าใจ Vision ขององค์กรจะทำให้พนักงานรู้ว่าอะไรคือ Core Value ขององค์กรและอะไรคือจุดแข็งของตัวเองเพื่อให้ไปกันได้กับจุดยืนของบริษัท เพื่อไม่ให้เป้าหมายขององค์กรนั้นถูกทำให้ไขว้เขวหรือคลาดเคลื่อน เข้าใจ Mission ขององค์กรว่ามีกระบวนการอะไรบ้างที่ส่งเสริมและเป็นผลดีต่อองค์กร และอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น และสุดท้ายเข้าใจ Passion ขององค์กร เพื่อรู้ว่าอะไรคือ Pain point ขององค์กร หรือเหตุผลของการมีอยู่ขององค์กรนั้นมีไว้เพื่ออะไร</p>
<h3>2. สร้างทีมที่เป็น Cross-functional</h3>
<p>ไม่จำเป็นว่าคนในทีมจะต้องเก่งเหมือนๆกันหมดในเรื่องเดียวกัน เพราะการมีสกิลที่หลากหลาย หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ส่งเสริมให้ทีมมีความร่วมมือกันมากกว่า เมื่อหนึ่งคนถนัดในเรื่องหนึ่ง ก็จะมีอีกคนที่มาช่วยส่งเสริมในเรื่องที่ไม่ถนัดได้ เพราะคนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างและรับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียว การร่วมมือกับคนอื่นช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาข้อผิดพลาด และทำให้งานเสร็จไวขึ้นด้วย</p>
<h3>3. ส่งเสริมวัฒนธรรมการ feedback กันอยู่เสมอ</h3>
<p>วิธีหนึ่งที่ช่วยลดสภาวะไซโลก็คือการ Feedback กันบ่อยๆ เพราะการ Feedback นั้นแสดงถึงความใส่ใจและติดตามผล ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ทำให้พนักงานได้รีวิวผลงานของตัวเองอยู่เสมอ รับรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ทำให้ดีขึ้น การ Feedback ยังแสดงถึงความร่วมมือกันในการทำงาน เพราะหากไม่มี Feedback ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดีหรือแย่ มีประโยชน์หรือไม่ และหากไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ส่งผลลัพธ์อย่างไร ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้พนักงานทำงานไปโดยไม่ได้รับรู้ถึงความสำคัญของงานของตัวเอง</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="อย่าให้การทำงานแบบ Silo ทำให้องค์กรของคุณ Slow หยุดการทำงานตัวใครตัวมันแล้วหันมาสื่อสารกันบ่อยๆ 1134" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources </strong></p>
<ul>
<li>Silos and Turf Wars: What are Organizational Silos and Why Do They Exist</li>
<li>5 Signs Your Organization Is Too Siloed</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2021 02:41:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมองค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/work-culture-for-good-talent-11012021/</guid>

					<description><![CDATA[องค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนหากปราศจาก “คน” ก็เป็นเพียงตึกหรืออาคารเท่านั้น เพราะคนคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และแน่นอนว่าหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญขององค์กรก็คือ การหาคนเก่งมาร่วมงานด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถดึงดูดคนเก่งมาร่วมงานด้วยได้และสามารถรักษาคนเก่งไว้ได้ก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร” นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้ววัฒนธรรมองค์กรเจ๋งๆ คูลๆ มันก็พอจะมี Concept หรือตีมหลักๆของมันอยู่ วันนี้ HREX ขอรวบรวมสรุปปัจจัยทั้ง 6 ข้อที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรดีๆ ดึงดูดคนเก่งให้อยากร่วมงานด้วย ! มาเริ่มกันที่ข้อแรกกันเลย 1. Trust : สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความความเชื่อใจและความยืดหยุ่น หรือให้ความเป็น Ownership แก่คนในองค์กร เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของทั้งบริษัทจะทำให้พนักงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมีความรู้สึกห่วงใย และไม่ว่ามีปัญหาเรื่องใดก็มีความรู้สึกอยากแสดงความรับผิดชอบ เมื่อเกิดวัฒนธรรมความเชื่อใจแล้ว มันจะช่วยลดการปัดความรับผิดชอบ หรือเกี่ยงงานลงไปได้มากทีเดียว และยังสร้างลักษณะการทำงานแบบยืดหยุ่นซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่อีกด้วย เช่น การ Work From Anywhere , การเข้าออกงานอย่างยืดหยุ่นแบบ Flexible Time สิ่งเหล่านี้ทำให้พนักงานได้ออกแบบชีวิตและเวลาเป็นของตัวเอง คนเก่งจะได้ฉายแสง และแต่ละคนจะได้ดึงจุดแข็งและศักยภาพตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ 2. Workplace Environment : สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำงาน สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำงานนั้นไม่ใช่แค่บรรยากาศและความสวยงามของออฟฟิศ แต่รวมไปถึงบรรยากาศที่เอื้อให้อยากทำงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสุข [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9722 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/1101.2.jpg" alt="1101.2" width="787" height="413" title="วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ? 1140"></p>
<p>องค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนหากปราศจาก “คน” ก็เป็นเพียงตึกหรืออาคารเท่านั้น เพราะคนคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และแน่นอนว่าหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญขององค์กรก็คือ การหาคนเก่งมาร่วมงานด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถดึงดูดคนเก่งมาร่วมงานด้วยได้และสามารถรักษาคนเก่งไว้ได้ก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร” นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้ววัฒนธรรมองค์กรเจ๋งๆ คูลๆ มันก็พอจะมี Concept หรือตีมหลักๆของมันอยู่ วันนี้ HREX ขอรวบรวมสรุปปัจจัยทั้ง 6 ข้อที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรดีๆ ดึงดูดคนเก่งให้อยากร่วมงานด้วย ! มาเริ่มกันที่ข้อแรกกันเลย</p>
<h2>1. Trust : สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความความเชื่อใจและความยืดหยุ่น</h2>
<p>หรือให้ความเป็น Ownership แก่คนในองค์กร เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของทั้งบริษัทจะทำให้พนักงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมีความรู้สึกห่วงใย และไม่ว่ามีปัญหาเรื่องใดก็มีความรู้สึกอยากแสดงความรับผิดชอบ เมื่อเกิดวัฒนธรรมความเชื่อใจแล้ว มันจะช่วยลดการปัดความรับผิดชอบ หรือเกี่ยงงานลงไปได้มากทีเดียว และยังสร้างลักษณะการทำงานแบบยืดหยุ่นซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่อีกด้วย เช่น การ Work From Anywhere , การเข้าออกงานอย่างยืดหยุ่นแบบ Flexible Time สิ่งเหล่านี้ทำให้พนักงานได้ออกแบบชีวิตและเวลาเป็นของตัวเอง คนเก่งจะได้ฉายแสง และแต่ละคนจะได้ดึงจุดแข็งและศักยภาพตัวเองออกมาอย่างเต็มที่</p>
<h2>2. Workplace Environment : สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำงาน</h2>
<p>สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำงานนั้นไม่ใช่แค่บรรยากาศและความสวยงามของออฟฟิศ แต่รวมไปถึงบรรยากาศที่เอื้อให้อยากทำงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสุข สนุก ทำให้พนักงานอยากมาทำงานทุกวัน เมื่อไหร่ที่สภาพแวดล้อมในการทำงานดี ไม่ Toxic ผลลัพธ์ในการทำงานก็จะออกมาดีด้วยเช่นกัน</p>
<h2>3. Talent attract Talented People : วัฒนธรรมองค์กรที่คนเก่งดึงดูดคนเก่ง</h2>
<p>ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วยนอกเหนือไปจากได้ทำงานในบริษัทดีๆ มีผลตอบแทนที่ดีแล้ว อีกเรื่องที่ค่อนข้าง Concern ก็คือ จะได้ทำงานกับคนเก่งๆ หรือทีมที่เก่งหรือเปล่า ? เพราะคนเก่ง ต่อให้มีทักษะครบถ้วนก็ตาม อีกทักษะหนึ่งที่มีก็คือต้องการการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องการท้าทายตัวเอง และอยากลองอะไรใหม่ๆเสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการที่จะได้ทำงานกับคนที่ทำให้ได้เรียนรู้และได้พัฒนาทักษะตัวเอง</p>
<h2>4. Good Leadership : มีผู้นำองค์กรที่น่าศรัทธา</h2>
<p>ที่ไหนมีผู้นำที่ดี น่าศรัทธาก็ย่อมนำพาให้องค์กรนั้นมีวัฒนธรรมที่ดีไปด้วย แล้วผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร ?คำตอบก็คือ เป็นผู้นำที่สร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคน trust สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย ไม่มีใครแทงข้างหลังใคร และเป็น leader ที่เสียสละ ทำเพื่อส่วนรวม เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ leader จะถูกทุกอย่าง แต่ leader มีหน้าที่ในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความ trust แล้วนั่นจะนำมาซึ่ง Innovation และ Culture ต่างๆเอง</p>
<h2>5. Caring &amp; Empathy : วัฒนธรรมองค์กรที่เอาใจใส่ทุกคนอย่างเท่าเทียม</h2>
<p>เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นที่ผู้นำหรือผู้บริหารสูงสุดเป็นอันดับแรก ที่จะทำให้พนักงานทุกระดับรู้สึกว่า CEO ให้ความสำคัญ และเป็นการให้ด้วยความตั้งใจ ความตั้งใจนี้จะเป็นสิ่งที่คนได้รับรับรู้และรู้สึกได้ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงการฟังและการประชุม ผู้นำที่ดีนั้นจะสามารถทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็น และในฐานะผู้นำ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การพูดเยอะ แต่คือการฟังเยอะที่สุด และพูดเป็นคนสุดท้าย เพราะการฟังเยอะนอกจากจะได้ไอเดียใหม่ๆแล้วแล้วยังได้ใจลูกน้อง ในขณะที่การพูดไม่อาจให้อะไรใหม่ได้เลย</p>
<h2>6. Fairness : วัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกแฟร์</h2>
<p>องค์กรที่ดีคือองค์กรที่สามารถหาจุดกึ่งกลางให้พนักงานรู้สึกยุติธรรมได้ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงเรื่องผลตอบแทนที่ยุติธรรมอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมันยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจ แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือความรู้สึกที่พนักงานได้รับจากองค์กร อาจเป็นการที่พนักงานทำงานออกมาได้ดีก็สมควรที่จะได้รับคำชมหรือได้รับเครดิต มันยิ่งกระตุ้นให้คนเก่งอยากพัฒนาผลงานยิ่งๆขึ้นไป</p>
<p>การได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมจะทำให้พนักงานคิดว่าที่ทำงานของตัวเองดีและยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้น 2 เท่า แต่การได้รับคำชม ความรู้สึกภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ จะทำให้พนักงานมีความรู้สึกว่าองค์กรของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมมากถึง 20 เท่าเลยทีเดียว !</p>
<div class="">
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9724 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/3e21b3c102eaa9004ae2b912005578b8-600x370-1.jpg" alt="3e21b3c102eaa9004ae2b912005578b8 600x370 1" width="600" height="370" title="วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ? 1141"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-size: 14pt;">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ? 1142"></p></blockquote>
</div>
</div>
<div>
<blockquote><p><img class="" alt="" width="" height="" /></p>
<p>Q: ควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน ที่ทำให้พนักงานสร้างนวัตกรรมในองค์กรได้ง่ายขึ้น</p>
<p>A: บริษัทที่อยากขับเคลื่อนเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ควรเริ่มต้นที่ผู้นำ (Leader is Culture)</p>
<p>หากองค์กรมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตคือเรื่องนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ ควรทำให้การทำงานในองค์กรมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาก ๆ ไม่มีการปิดกั้นไอเดีย มีช่องทางการรับฟังเสียงของลูกค้าและพนักงาน ต้องอนุญาตให้มีการนำไอเดียไปทดลอง (Sandbox) และต่อยอดเป็นโครงการต่างๆ ให้เห็นผลลัพธ์ สิ่งสำคัญคือการสร้างบรรยากาศการทำงาน และวิถีการทำงาน (The way of work) ที่เอื้อต่อการคิดนวัตกรรม เช่นตัวอย่างการจัดบรรยากาศในที่ทำงานแบบสนุกสนาน ผ่อนคลาย มีการดูแลเรื่อง Well-Being ให้เหมาะสมตามช่วงวัยและลักษณะการทำงาน มีเวที มี Forum ให้ปล่อยของ Show &amp; Share ในสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กร</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/778?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ? 1143"></a></p></blockquote>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ทำให้คนเก่งอยากร่วมงานด้วย ? 1144" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP &#8211; HR Business Partner ด้วย</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Nov 2021 07:46:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[HRBP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211105-what-is-hrbp/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HRBP คือตำแหน่ง HR Business Partner เป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริการคน พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่บริหารคนและบริหารธุรกิจควบคู่กันไป เดฟ อุลริช (Dave Ulrich) ปรมาณจารย์ด้านทรัพยากรบุคคลกล่าวถึง HRBP คือ การทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับฝ่ายธุรกิจ ในการออกแบบและผลักดันกระบวนการบริหารคนในองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง คนก็จำเป็นต้องเปลี่ยน HR ก็ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวอย่างจริงจัง วันนี้งาน HR คือสร้างความพร้อมในอนาคต เข้าใจทิศทางธุรกิจแล้วสร้างคน เพราะวันนี้ HR ไม่ใช่งานหลังบ้านอีกต่อไป แต่เป็นผู้จัดกลยุทธ์ต่างหาก ไม่กี่ปีมานี้ HRBP หรือ HR Business Partner เป็นตำแหน่งที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง จนทำให้ HRBP กลายเป็นคำฮอตฮิตประจำวงการทรัพยากรมนุษย์ทีเดียว เพราะ HR ยุคใหม่ไม่ได้มีหน้าที่แค่งาน admin อย่างเดียวแล้ว แต่ต้องผันตัวกลายเป็นคู่หูทางธุรกิจขององค์กรมากขึ้น แล้ว HRBP คืออะไร? ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น Business [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HRBP คือตำแหน่ง HR Business Partner เป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริการคน พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่บริหารคนและบริหารธุรกิจควบคู่กันไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เดฟ อุลริช (Dave Ulrich) ปรมาณจารย์ด้านทรัพยากรบุคคลกล่าวถึง HRBP คือ การทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับฝ่ายธุรกิจ ในการออกแบบและผลักดันกระบวนการบริหารคนในองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง คนก็จำเป็นต้องเปลี่ยน HR ก็ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวอย่างจริงจัง วันนี้งาน HR คือสร้างความพร้อมในอนาคต เข้าใจทิศทางธุรกิจแล้วสร้างคน เพราะวันนี้ HR ไม่ใช่งานหลังบ้านอีกต่อไป แต่เป็นผู้จัดกลยุทธ์ต่างหาก</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48551" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-20T102542.331.webp" alt="HRBP - HR Business Partner" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1162" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-20T102542.331.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2026-01-20T102542.331-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่กี่ปีมานี้ </span>HRBP หรือ HR Business Partner <span style="font-weight: 400;">เป็นตำแหน่งที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง จนทำให้ HRBP กลายเป็นคำฮอตฮิตประจำวงการทรัพยากรมนุษย์ทีเดียว เพราะ HR ยุคใหม่ไม่ได้มีหน้าที่แค่งาน admin อย่างเดียวแล้ว แต่ต้องผันตัวกลายเป็นคู่หูทางธุรกิจขององค์กรมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว HRBP คืออะไร? ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น Business Partner ด้วย บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดให้ฟังกัน</span></p>

<h1>HRBP คืออะไร ?</h1>
<p>HRBP คือตำแหน่ง HR Business Partner คือฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริการคน พร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ HRBP เป็นตำแหน่งที่จะต้องบริหารคนให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนอัตรากำลังคน การสรรหา การพัฒนา รวมไปถึงการรักษาขวัญกำลังใจพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว โดยตำแหน่งนี้จะทำงานเคียงคู่ใกล้ชิดกับผู้บริหารโดยตรง ซึ่งบางองค์กรอาจให้นั่งเป็นคณะกรรมการบริหารหรือทำงานร่วมกับผู้บริหาร C-Level ทีเดียว</span></p>
<p>HRBP จึงเป็นตำแหน่งสำคัญที่ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็นก็ได้ <span style="font-weight: 400;">แต่ต้องมีประสบการณ์การทำงานพอสมควร พร้อมทั้งรู้จักสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่ตัวเองอยู่เป็นอย่างดี เพราะจะต้องทำหน้าที่บริหารคนและบริหารธุรกิจควบคู่กันไป</span></p>
<h2>ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HR Business Partner ด้วย</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9578 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_125338145.jpg" alt="HRBP คืออะไร ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น Business Partner ด้วย" width="500" height="334" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1163"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ COVID-19 ที่เร่งปฏิกริยาให้ทุกองค์กรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสู่การทำงานในยุคดิจิทัลมากขึ้น วงการ HR ก็เช่นกัน เพราะหลายปีก่อนมีหลาย ๆ สำนักระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า HR เองก็ต้องพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล หรือที่เราเรียกกันว่า </span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/879?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Transformation</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRBP คือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งว่ากันว่า <a href="https://th.hrnote.asia/tips/dave-ulrich-231222/">เดฟ อุลริช (Dave Ulrich)</a> ปรมาณจารย์ด้านทรัพยากรบุคคลน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่ใช้คำว่า HR Business Partner ตั้งแต่ยุค 90’s โดยนิยามว่าคือ การทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับฝ่ายธุรกิจในการออกแบบและผลักดันกระบวนการบริหารคนในองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ทำให้ HR ต้องกระจายไปทำงานร่วมกับแผนกธุรกิจในองค์กร มากกว่าแค่นั่งทำงานอยู่ในห้องแผนกเดียวเหมือนก่อน </span>เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ HRBP ต้องทำ คือ การทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในตลาด</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ จากบทสัมภาษณ์ที่ HREX ได้คุยกับคุณ</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/211028-interview-jenphob-nathawatt-watthanathanet/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;"> เจน – ณัฏฐวัฒน์ วัฒนธเนศ Founder and Executive Consultant Jenphob – The Innocreative Business Solution and Consultation</span></a><span style="font-weight: 400;"> เขาตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า HRBP (HR Business Partner) เป็นคำกลางเก่ากลางใหม่ แต่หลังจาก COVID-19 เราต้องให้คำนิยามคำว่า Business Partner ใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“สมัยก่อนคำว่า HR Business Partner คือ HR ต้องทำเงินด้วยนะ สร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้บ้าง แต่หลังจาก COVID-19 อาจไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการปรับองค์กรให้พร้อมรับมือกับทุก ๆ สถานการณ์ รวมไปถึงตัว HR เองก็ต้องคอยพิทักษ์และพัฒนาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ ให้เขาทำงานและสร้างมูลค่าให้กับองค์กรมากขึ้น ที่สำคัญคือการป้องกันการลาออกของ Talents ด้วย ซึ่งนั้นอาจจะเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ถ้าหากเราเสียพนักงานระดับเพชรยอดมงกุฎไป”</span></i></p>
<p>คำถามสำคัญก็คือ แล้ว HR Admin จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น HR Business Partner ได้อย่างไร ?</p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“หลายครั้งคนมองว่า HR เป็นงานหลังบ้าน ถ้าองค์กรมองว่าเป็นงานหลังบ้านด้วยก็จะยิ่งเคลื่อนตัวช้า” </span></i><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-interview-ais-20201221/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล หรือ CHRO (Chief Human Resources Officer) แห่ง AIS </span></a><span style="font-weight: 400;">เคยให้สัมภาษณ์กับเรา </span><i><span style="font-weight: 400;">“HR ถ้าอยากยืนอยู่ข้างหน้า ก็ต้องอย่ามัวแต่ Enjoy กับสิ่งที่ทำประจำวัน หรือบริหารกิจกรรมเยอะจนไม่ได้บริหารคน แบบนี้จะไม่ทัน ต้องเข้าใจธุรกิจด้วย ว่าทุกๆ  อาชีพ ทุก ๆ ตำแหน่งนั้นถือเป็น your own choice อยู่ที่ว่าเราจะลุกขึ้นมาทำตัวเองเป็นคนข้างหลังหรือคนข้างหน้า ต้องปรับ Skill set ตลอดเวลา บางครั้ง HR ก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ไม่ Popular บ้าง เพราะหลายครั้งที่ HR เลือกทำสิ่งที่ Popular เพื่อให้องค์กรพอใจ แต่ความพอใจนั้นกลับทำให้องค์กรเพลี่ยงพล้ำโดยไม่รู้ตัว”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง คนก็จำเป็นต้องเปลี่ยน และ HR ก็ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวอย่างจริงจัง คุณกานติมาย้ำว่า</span> วันนี้งาน HR คือสร้างความพร้อมในอนาคต เข้าใจทิศทางธุรกิจแล้วไปสร้างคน เพราะวันนี้ HR ไม่ใช่งานหลังบ้านแล้ว แต่เป็นผู้จัดกลยุทธ์ต่างหาก</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-6898" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/08/ee3be1d100caf1aa771552d59c2bd436-1200x624.png" alt="ee3be1d100caf1aa771552d59c2bd436" width="761" height="396" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1164"></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/how-to-make-impact-as-a-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เราในฐานะ HR จะทำอะไรได้บ้างถ้าอยากจะสร้างผลกระทบได้มากกว่านี้ มีบทบาทได้มากกว่านี้ อยากจะเติบโตไปมากกว่านี้</span></a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: left;">
</div>
<h2>บทบาทหน้าที่ของ HRBP คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเว็บไซต์มากมายที่พูดถึงบทบาทหน้าที่ของ HRBP ว่ามีอะไรบ้าง โดยในที่นี้เราอ้างอิงจากเว็บ</span><a href="https://www.personio.com/hr-lexicon/hr-business-partner/#2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> personio</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ได้แบ่งไว้ 5 ข้อหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<h3>1) กำหนดกลยุทธ์กระบวนการทำงานของ HR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะพนักงานเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการขาดแคลนพนักงานผู้เชี่ยวชาญหรือมีทักษะสำคัญ ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฝ่ายทรัพยากรบุคคลเสมอมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRBP จึงต้องมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการระบุปัญหาของกระบวนการทำงาน ไล่ตั้งแต่กระบวนการสรรรหา การว่าจ้าง ไปจนถึงการรักษาพนักงานไม่ให้ลาออกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาต้นทุนที่ต้องเสียไปในกระบวนการต่าง ๆ นั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190318-recruitment-problem/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8305 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/9a32be9f56c9575fab40a525a519f110-1.jpg" alt="ปัญหา การสรรหา การคัดเลือก HR NOTE" width="500" height="370" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1165"></a><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190318-recruitment-problem/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">9 ปัญหาของการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร</span></a></div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>2) พัฒนาและการฝึกสอนพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากรับพนักงานเข้ามาทำงานแล้ว HRBP ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า พวกเขาทำงานอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องและช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงจำเป็นต้องเตรียมแผนพัฒนาทักษะสำหรับพนักงานรวมไปถึงผู้บริหารโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดขององค์กรอีกด้วย และยังทำให้พวกเขารู้สึกดีที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กร ลดความเสี่ยงที่พวกเขาจะโบกมือลาจากบริษัทเรานั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1166"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</span></a></div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>3) ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HRBP จะมีบทบาทมากกว่าแค่ผู้จัดการระบบภายใน แต่ HRBP จะเป็นผู้เชื่อมโยงนโยบายโดยตรงจากผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับการวางแผนและการปฏิบัติสู่กระบวนการทำงานของทรัพยากรบุคคล กล่าวคือจะทำงานเพื่อนสนับสนุนทีมผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น จะสรรหาพนักงานใหม่กี่คน ทักษะใดที่ขาดหายไปจากทีมเพื่อรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น HRBP ที่มีวิสัยทัศน์จะช่วยกำหนดอนาคตของบริษัทได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/design-thinking-10112021/"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9415 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/1011.jpg" alt="1011" width="638" height="335" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1167"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/design-thinking-10112021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Design Thinking: เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ</span></a></div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>4) กำหนดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อบุคลากรในฝ่าย HR กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสู่การทำงานในยุคดิจิทัล ซึ่ง HRBP มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาบทบาททางวิชาชีพใหม่ เพิ่มพลวัตทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโครงสร้างการทำงาน รวมไปถึงกระบวนการต่าง ๆ เช่น การสรรหาและการปฐมนิเทศที่ปัจจุบันเป็นช่องทางออนไลน์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือจุดที่ HRBP จะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190902-hr-roles-digital-age/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/marius-masalar-CyFBmFEsytU-unsplash-1.jpg" alt="HR in Digital Age" width="600" height="370" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1168"></a></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190902-hr-roles-digital-age/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">บทบาทใหม่ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล (New Roles of HR in Digital Age)</span></a></div>
</div>
</div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>5) สร้างแบรนด์ให้องค์กร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะ HR Business Partner ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นจริง โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่สนับสนุนการเติบโต ขณะเดียวกันก็จะต้องสื่อสารวัฒนธรรมองค์กรดังกล่าวให้ภายนอกรับรู้เช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้องค์กร พร้อมดึงดูดพนักงานคนเก่งจากที่อื่นให้สนใจเข้ามาสมัคร ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันกันสูงมาก ๆ ในปัจจุบันและอนาคต</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/design-thinking-10112021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1169"></span></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</a></div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><span style="font-weight: 400;">บทบาทของ HR ในปี 2025 จาก Dave Ulrich</span></div>
<p><a href="http://www.pmat.or.th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5/1712/HR%20Infographic/20712/content1/?contentid=38104" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PMAT</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้เขียนถึงมุมมองของ Dave Ulrich ต่อบทบาท HR ในปี 2025 ว่า หลักการพื้นฐาน หรือ Principle ของ HR ในปี 2025 จะยังไม่เปลี่ยนไปคือ HR ยังคงต้อง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สร้างมูลค่าให้กับองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ค้นหา พัฒนา และสร้างพนักงานและผู้นำให้องค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วางแผนและปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อทดแทนงานบางอย่าง</span></li>
</ul>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ <img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1170"></h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">คิดว่าสายงาน hr จะเป็นอย่างไรใน 10-20 ปีข้างหน้า มันยังเป็นสายที่น่าดึงดูดอยู่หรือเปล่า Normally Person</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อที่จะเตรียมตัวเรื่องเส้นทางอาชีพ (career path) การพัฒนาตัวเองเพื่อปรับตัว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: สายงาน HR ยังมีความน่าดึงดูดแน่นอนครับ แต่อาจจะเปลี่ยนสภาพไปบ้าง จากการทำงาน HR Operation ทั่วไป ไปเน้นที่การพัฒนาองค์กรมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HR ยังคงมีความสำคัญและน่าดึงดูดในอนาคต แต่คุณจำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้ตอบสนองกับธุรกิจและความเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้ได้จึงจะสามารถไล่ตามความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ได้ทัน,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/240?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1171"></a></p></blockquote>
<h2>HRBP เงินเดือน เท่าไหร่ ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปแล้วมีหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินเดือนของ HRBP ทั้งประสบการณ์การทำงาน อุตสาหกรรมที่อยู่ ภาษาที่ต้องใช้ รวมไปถึงลำดับขั้นของ HRBP เอง แต่จากการสำรวจในเว็บหางานหลาย ๆ เว็บไซต์พบว่า</span> เงินเดือน HRBP <span style="font-weight: 400;">จะอยู่ตั้งแต่ 30,000, 50,000 ไปจนถึง 100,000 บาท และอาจมีบางองค์กรในระดับนานาชาติให้สูงถึง 200,000 – 250,000 บาทเลยทีเดียว</span></p>
<h2>ความสำคัญของ HRBP ในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9577 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_681206938.jpg" alt="HRBP คืออะไร ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น Business Partner ด้วย" width="500" height="290" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1172"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ทราบไปกันแล้วว่า งานของ HRBP คือ การสร้างคุณค่าให้กับบุคคลากร ทั้งพนักงานไปจนถึงผู้บริหาร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จในตลาดได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำคัญของ </span>HRBP คือจะต้องช่วยขับเคลื่อนแผนธุรกิจขององค์กรในมุมของการบริหารคนเข้าด้วยกัน<span style="font-weight: 400;"> ยกตัวอย่าง ถ้าฝ่ายธุรกิจบอกว่า ปีนี้จะต้องเน้นไปที่การผลิตโปรดักส์จำนวนมาก ๆ HRBP ก็จะต้องวางกลยุทธ์และแผนงานในด้านต่าง ๆ ของการบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น จ้างแรงงานมากขึ้น ฝึกทักษะการผลิตให้แม่นยำ รวมไปถึงการส่งเสริมและสื่อสารให้บุคลากรทุกระดับในองค์กรดำเนินตามกลยุทธ์นี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้</span><a href="https://www.mckinsey.com/business-functions/people-and-organizational-performance/our-insights/the-organization-blog/the-critical-importance-of-the-hr-business-partner" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้แนะนำแนวทางการยกระดับ HRBP ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจรวมถึงช่วง COVID-19 นี้ได้เช่นกัน คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Remove Operational Responsibilities<span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ขจัดความผิดชอบงานปฏิบัติการ เพื่อพาตัวเองไปทำงานในสายเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ เพราะงานเหล่านี้จะกินเวลาและพลังงานของ HRBP มาเกินไปจนไม่ได้ทำงานกลยุทธ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Empower Talent Value Leaders: <span style="font-weight: 400;">เพื่อผลักดันให้สร้างมูลค่าทางธุรกิจจากคนเก่งในองค์กร เพราะหลายครั้งที่ผู้บริหารมอง HRBP เป็นเพียงผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งควรเปลี่ยนแปลง และควรได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมในการตัดสินใจมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Establish a Pipeline: <span style="font-weight: 400;">จัดตั้งกระบวนการที่ HRBR ผสมผสานทั้งธุรกิจและการเงินในการจัดการพนักงาน เพื่อระบุได้ว่าพนักงานคนใดให้มูลค่าทางธุรกิจมากที่สุด และสามารถเล่นบทบาทเป็นผู้นำธุรกิจที่ปฏิเสธแนวคิดอื่นที่ไม่จำเป็นได้</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ คุณบี อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder and Managing Director at QGEN กล่าวไว้ในงาน Future Trends : Skillforce Virtual Conference 2021 หัวข้อ HR Skill set for “Next ERA” Redesign Work-Life for Culture-First decade ว่า</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“HR ต้องเป็น Business Partner ซึ่งไม่ใช่คนที่อยู่ข้างหลัง Leader แต่เป็นคนที่อยู่ข้างๆ ไม่รอคำสั่งจากผู้นำ แต่ต้องมี Forward Thinking กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ไม่กลัวที่จะทำอะไรผิดพลาด”</span></i><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-skill-set-for-next-era-futuretrends-0830/"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8846 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0830.jpg" alt="0830" width="530" height="278" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1173"></a><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-skill-set-for-next-era-futuretrends-0830/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Skill set for Next ERA : บทบาทของ HR ยุคใหม่ ไม่ใช่แม่บ้านประจำองค์กร แต่คือแม่ทัพบัญชาการ</span></a></div>
<div></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>ความแตกต่างระหว่าง HRBP และ HR Manager คืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">HRBP และ HR manager เป็นบทบาทที่แยกออกจากกัน และทั้งสองเป็นตัวแทนการทำงานด้านทรัพยากรบุคคลที่แตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคืองานของ HR manager จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนโยบายทรัพยากรบุคคล และขั้นตอนการบังคับใช้นโยบายนั้น ๆ ตำแหน่งงานนี้จะรับผิดชอบระบบต่าง ๆ เช่น การคำนวณเงินเดือน การสรรหา การจ้างาน การดูแลระบบภายใน พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ดูแลระบบการทำงานของแผนกทรัพยากรบุคคลโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน HR Business Partner ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลจัดการแผนกใดแผนกหนึ่ง ทว่าหน้าที่หลักของ HRBP คือการทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหรือผู้จัดการแผนกเพื่อให้คำแนะนำและสื่อสารกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทโดยรวม โดยยังทำงานร่วมแผนกทรัพยากรบุคคลพร้อมให้คำปรึกษาทีมผู้บริหาร และมีส่วนในการพัฒนากลยุทธ์ HR ให้ขับเคลื่อนองค์กรต่อไปนั่นเอง</span></p>
<h2>10 ทักษะสำคัญของ HRPB คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9472 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1179932260.jpg" alt="shutterstock 1179932260" width="500" height="334" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1174"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกระบวนการทำงานของ HRBP แตกต่างไปจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลแบบเดิม แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ย่อมต้องการคนทำงานที่มีคุณสมบัติและทักษะที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อตำแหน่งนี้ต้องทำงานเคียงคู่ทีมผู้บริหารด้วย ต่อจากนี้คือ 10 ทักษะที่ HRBP ควรมีพกติดตัวเอาไว้</span></p>
<p>1) เชี่ยวชาญเครื่องมือดิจิทัล:<span style="font-weight: 400;"> HRBP ควรรู้จักผลิตภัณฑ์ซอร์แวร์ต่าง ๆ ในสายธุรกิจที่ตัวเองอยู่ เพื่อใช้ในการพัฒนาหรือสื่อสารกลยุทธ์ การจัดการ การบริหาร หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจ เมื่อทุก ๆ ธุรกิจกำลังทรานฟอร์มสู่ดิจิทัลกันหมดแล้ว</span></p>
<p>2) การวิเคราะห์ข้อมูล:<span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะการทำงานควบคู่กับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เพื่อนำมาข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ข้อมูลการมาทำงาน การขาดลา มาสาย การตรวจประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งจะสามารถพยากรณ์วางแผนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลที่มี</span></p>
<p>3) มีความรู้ข้ามวัฒนธรรม:<span style="font-weight: 400;"> เพราะปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่อย่างเดียว แต่คือการสนามแข่งขันควานหาคนเก่งในระดับโลก HRBP ที่เก่งจะต้องมีความรู้กว้าง และตระหนักถึงวัฒนธรรม กระบวนการทำงาน การดำเนินธุรกิจ ไปจนถึงกฎหมายในระดับโลกด้วย</span></p>
<p>4) มีความรู้ทางธุรกิจ:<span style="font-weight: 400;"> แน่นอนว่าพื้นฐานการทำงานของทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่ HRBP ควรมี แต่การประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้จะต้องเรียนรู้กระบวนการทางธุรกิจขององค์กรด้วย สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อ HRBP ต้องทำงานกับทีมบริหาร โดยเฉพาะเมื่อองค์กรกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่</span></p>
<p>5) มีทักษะการบริหารโครงการและบุคคล:<span style="font-weight: 400;"> HRBP ควรทำงานเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ ทั้งการพัฒนาขอบเขตโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น การจัดการทรัพยากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการสื่อสารต่อกลุ่มขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และควรมีประสบการณ์ผู้นำทีมแบบทางไกล ยิ่งหากเป็นระดับอินเตอร์ได้จะเป็นที่ได้เปรียบมาก</span></p>
<p>6) มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงและทรานฟอร์ม:<span style="font-weight: 400;"> ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับการตัดสินใจ ซึ่งบางครั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กร HRBP จะต้องระบุและพัฒนาแผนกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้กระทบการทำงานขององค์กรให้น้อยที่สุด แต่เกิดประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<p>7) มีความสามารถในการระบุและพัฒนาผู้นำ:<span style="font-weight: 400;"> นอกเหนือจากการเป็นผู้นำด้วยตัวเอง HRBP จำเป็นต้องพัฒนาผู้นำภายในองค์กรด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการมองเห็นศักยภาพจากผู้สมัครภายนอกที่จะมีบทบทความเป็นผู้นำ ซึ่งทุกคนควรได้รับการประเมินและพิจารณาความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรโดยรวม</span></p>
<p>8) สามารถสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยม:<span style="font-weight: 400;"> HRBP จะต้องสามารถพูดคุยกับผู้บริหารหรือผู้จัดการในทุกภาคส่วน เข้าใจภูมิหลังที่หลากหลาย และทราบถึงความต้องการของแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเครือข่าย connection กับเพื่อนร่วมงานภายนอกในด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อรับฟังคำแนะนำจากมืออาชีพและเพิ่มมูลค่าตัวเองในฐานะพนักงานที่มีศักยภาพ</span></p>
<p>9) สามารถเก็บความลับได้:<span style="font-weight: 400;"> เพราะ HRBP จะทราบข้อมูลละเอียดอ่อนมากมายภายในองค์กร โดยเฉพาะข้อมูลทางธุรกิจ HRBP จะต้องทำให้ผู้บริหารที่ทำงานด้วยกันรู้สึกสบายใจที่จะแชร์ข้อมูลสำคัญเหล่านั้นให้กับเรา</span></p>
<p>10) มีทักษะสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: <span style="font-weight: 400;">เนื่องจาก HRBP จะต้องสื่อสารกับบุคลากรในองค์กรในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การนำเสนอกลยุทธ์ต่อผู้บริหาร การเจรจาต่อรอง ไปจนถึงการเคลียร์สถานการณ์ความขัดแย้งหรือช่วงเวลาวิกฤต ยิ่งปัจจุบันประสบการณ์การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม หรือการสื่อสารผ่านดิจิทัลจึงเป็นทักษะใหม่ที่สำคัญ รวมไปถึงความกล้าในการปฏิเสธผู้บริหารในกรณีที่จำเป็นเช่นกัน</span></p>
<blockquote><p><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1175"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: หากเลือก 5 soft skills ที่สำคัญที่สุดในการทำงาน hr คิดว่ามันคืออะไรครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน  HR ถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน ก็เลยอยากรู้ว่าในมุมมองของท่านอื่น ๆ เรื่องของ soft skills  หรือ people skills ที่เราจะต้องมีไว้ในการทำงานมีอะไรบ้างครับ ตอนนี้ที่นึกออกก็เช่น ความเข้าใจคน ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: โดยส่วนตัวคิดว่า Top 5 Skill for Future HR คือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1) Business Acumen</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2) Partnering and Influencing skill</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3) People Analytics</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4) Experience Designing</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5) Digital savvy ,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/238?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1176"></span></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9557 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1006683934-1.jpg" alt="การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)" width="500" height="347" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1177"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่า HRBP หรือ HR Business Partner คือตำแหน่งสำคัญในองค์กรที่ไม่ใช่ว่าใครจะมาทำงานได้ บุคคลที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความรู้เข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดีจะได้เปรียบในการเดินทางสายนี้ ยิ่งถ้ามีสายตาในระดับสากล เข้าใจบริบทแบบอินเตอร์ ก็ยิ่งได้เพิ่มมูลค่าให้ตัวเองมากกว่า HR admin ปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนี้ในโลกการทำงานหลัง COVID-19 จะผลักดันให้ HRBP มีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม และตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลยิ่งกว่าเดิม HR ในอนาคตยุคดิจิทัลจึงต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขยายจักรวาลความรู้ของตัวเอง เพื่อการบริหารคนและการบริหารธุรกิจได้พร้อมกัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ทำไม HR ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น HRBP - HR Business Partner ด้วย 1178" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://prakal.com/2020/10/20/hr-business-partner-hrbp-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">prakal</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.runwisdom.com/2018/09/hrbp/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">runwisdom</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.personio.com/hr-lexicon/hr-business-partner/#2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">personio</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.bamboohr.com/hr-glossary/hr-business-partner/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bamboohr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.northeastern.edu/graduate/blog/what-is-an-hr-business-partner/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">northeastern</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/learning-agility-culture-10182021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 10:29:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Agility]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/learning-agility-culture-10182021/</guid>

					<description><![CDATA[เพราะความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคแห่งความ Uncertainty ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 30-40 ปีก่อน เราอาจพอจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ ณ วันนี้ เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกแล้ว แม้กระทั่งในปีนี้เองก็ยังยากที่จะคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้นั่นคือ “การเรียนรู้” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และอะไรคือทักษะสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้นั้น ? เพื่อนำมาพัฒนาตัวเองทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต สิ่งนั้นก็คือทักษะในการเรียนรู้หรือ Learning Agility เพื่อนำมาปรับใช้ให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจะปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น พอจะมีแนวทาง 4 อย่าง ดังนี้ 1. แยกความแตกต่างระหว่าง Studying กับ Learning ให้ได้ คำว่า Studying คือคำที่เราใช้มาตลอดตั้งแต่เป็นเด็กๆ มันคือการที่เราถูกปูมาว่าต้องเรียนรู้อะไร เป็นสิ่งที่มีคนมาเสิร์ฟให้เราโดยที่เราไม่ต้องขวนขวาย แตกต่างจากคำว่า Learning ที่เริ่มต้นจากตัวเราเอง โดยไม่ต้องมีใครมาบอกเรา เช่น การค้นหาความรู้จากการ take course หรือฟัง podcast หรือไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด</p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคแห่งความ Uncertainty ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 30-40 ปีก่อน เราอาจพอจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ ณ วันนี้ เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกแล้ว แม้กระทั่งในปีนี้เองก็ยังยากที่จะคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9490 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/135617451_677387162931749_855328773529281214_n.jpg" alt="135617451 677387162931749 855328773529281214 n" width="537" height="539" title="Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน 1184">แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้นั่นคือ “การเรียนรู้” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และอะไรคือทักษะสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้นั้น ? เพื่อนำมาพัฒนาตัวเองทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต สิ่งนั้นก็คือทักษะในการเรียนรู้หรือ Learning Agility เพื่อนำมาปรับใช้ให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจะปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น พอจะมีแนวทาง 4 อย่าง ดังนี้</p>
<h2>1. แยกความแตกต่างระหว่าง Studying กับ Learning ให้ได้</h2>
<p>คำว่า Studying คือคำที่เราใช้มาตลอดตั้งแต่เป็นเด็กๆ มันคือการที่เราถูกปูมาว่าต้องเรียนรู้อะไร เป็นสิ่งที่มีคนมาเสิร์ฟให้เราโดยที่เราไม่ต้องขวนขวาย แตกต่างจากคำว่า Learning ที่เริ่มต้นจากตัวเราเอง โดยไม่ต้องมีใครมาบอกเรา เช่น การค้นหาความรู้จากการ take course หรือฟัง podcast หรือไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือ Set ตัวเองทุกวันว่าฉันจะต้องเรียนอะไรบ้างในวันนี้ ซึ่งจะนำไปสู่คำว่า Learning Agility ที่หมายถึง ความคล่องตัวในการเรียนรู้ หากรู้สึกว่ามีความคล่องตัวในการเรียนรู้ เราก็จะสามารถ move ตัวเองจาก Studying เป็น learning ได้</p>
<p>ไม่จำเป็นต้องใจร้อนคิดไปว่าเราต้องมีให้ครบทุกทักษะ สิ่งแรกที่ต้องมี คือให้ตัวเองได้มีความอยากเรียนรู้ก่อน เรียนแล้วเอามาใช้ และที่สำคัญคือ อย่าเลือกรูปแบบการเรียนรู้เพียงรูปแบบเดียว เพราะมันจะจบแค่นั้น แต่ให้ศึกษาหลายๆช่องทาง เพื่อเพิ่มความหลากหลาย แล้วนำมาปรับใช้</p>
<h2>2. เรียนรู้จากหลายช่องทางเพื่อเพิ่ม New Skill ไม่ใช่ New Knowledge</h2>
<p>ไม่มีอะไรเพียงอย่างเดียวที่จะทำให้เราเกิดพัฒนาในการเรียนรู้ได้ อย่างเช่น หากเราอยากเสริมทักษะตัวเองด้วยการเรียนผ่านคอร์สออนไลน์ นั่นอาจให้เพียง New Knowledge แต่ไม่ได้ให้ New Skill วิธีที่ดีที่สุดคือเราต้อง Blended ความรู้เหล่านั้น เรียนรู้จากหลายๆช่องทาง เทคคอร์สอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องไปเรียนรู้ค้นหาเพิ่มเติมด้วยว่ามี case study อะไรที่ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วไปศึกษาจากสิ่งนั้นนำไปประยุกต์กับตัวเองและต่อยอดต่อไป เป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ สามารถเรียนแบบ offline และ online ไปพร้อมๆกันได้ เพราะไม่มีแหล่งการเรียนรู้เดียวที่จะทำให้เกิดการ Learning ที่แท้จริงได้</p>
<h2>3. รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองแล้วหา Passion ให้เจอ</h2>
<p>เข้าใจธรรมชาติของตัวเอง รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง คนเราแต่ละคนมีวิธีในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เช่น บางคนเรียนรู้โดยการอ่านค้นคว้าคนเดียว บางคนชอบเรียนรู้ผ่านการพูดคุยกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร และจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร นอกจากจุดแข็งแล้วเรามี passion กับอะไร</p>
<h2> 4. ออกแบบชีวิตด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องรอผู้นำ</h2>
<p>ในฐานะผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเชื้อเชิญให้ทุกคนต้องหมกมุ่นกับคำว่า Reskill – Upskill แต่เชื้อเชิญให้ทุกคนมาออกแบบชีวิตตัวเองดีกว่า ผู้นำต้องทำให้คนในองค์กรรู้สึกอยากออกแบบชีวิตของตัวเอง กลับมาเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง แล้ววิ่งไปตามเส้นทางใหม่ โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอกว่าต้องทำอะไร ผู้บริหารคือเชียร์ลีดเดอร์ ไม่ใช่คนสั่งแต่เป็นคนเสิร์ฟ อำนวยความสะดวกและทำให้พนักงานรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด ดึงจุดแข็งของแต่ละคนออกมา เพราะทุกคนมีสิทธิ์ออกแบบชีวิตตัวเองได้โดยไม่ต้องรอผู้นำ</p>
<p>ทั้งหมดนี้ก็พอจะทำให้เห็นได้ว่าในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง และ Uncertainty เราไม่สามารถคาดการณ์ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ “การเรียนรู้” เป็นสิ่งที่สำคัญ และไม่ได้สำคัญเฉพาะแค่ระดับปัจเจกบุคคล แต่ส่งผลไปถึงในระดับองค์กร และระดับประเทศ สุดท้าย คำถามว่า “คนที่เริ่มต้นเรียนรู้ตอนนี้ถือว่าสายเกินไปไหม ? “ คำตอบก็คือ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเรียนรู้ แต่เมื่อเราเริ่มต้นที่จะเรียนรู้แล้วก็ขอให้อย่าหยุด แต่ให้ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จะเอาชนะความไม่แน่นอนในอนาคตได้อย่างแน่นอน!</p>
<div class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9205 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0826.jpg" alt="0826" width="592" height="311" title="Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน 1185"></a> <span style="font-size: 12pt;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Learning Mindset to build workforce agility : สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร</a></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน 1186"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: เทรนด์การเรียนรู้ของพนักงานที่เรียก learning in the flow of work คืออะไร</span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/229?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน 1187"></span></a></p></blockquote>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Learning Agility Culture เครื่องมือสำคัญเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างแน่นอน 1188" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Oct 2021 07:39:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Growth Mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211013-growth-mindset/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Growth Mindset คือสิ่งที่ได้รับการพูดถึงกันมากขึ้น ในฐานะกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที Growth Mindset คือแนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้ Growth Mindset คือสิ่งที่สามารสร้างได้ โดยคนที่มี Growth Mindset จะกล้าผ่าฟันเรื่องยาก มองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสที่จะลองสิ่งใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวต่อไป เมื่อองค์กรมีพนักงานที่มี Growth Mindset จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น การจัดการภายในองค์กรก็จะลดความขัดแย้งลง ที่สำคัญคือทำให้เกิดความหลากหลายในองค์กร ไม่กี่ปีมานี้ Growth Mindset คือสิ่งที่ได้รับการพูดถึงกันมากขึ้น ในฐานะกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที ทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่ง COVID-19 ทำให้อนาคตกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่กล้าเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวที่จะสำรวจอนาคตแม้จะมืดมิด พร้อมลุยต่อแม้จะเจอความล้มเหลว อยากเรียนรู้สิ่งใหม่แม้จะท้าทาย และยังลุกขึ้นมาใหม่เสมอแม้จะบอบช้ำเพียงใด ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติหลักของ Growth Mindset ที่ใครหลายคนนิยาม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า Growth Mindset คืออะไร ทำไม Growth [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset คือสิ่งที่ได้รับการพูดถึงกันมากขึ้น ในฐานะกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset คือแนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset คือสิ่งที่สามารสร้างได้ โดยคนที่มี Growth Mindset จะกล้าผ่าฟันเรื่องยาก มองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสที่จะลองสิ่งใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวต่อไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรมีพนักงานที่มี Growth Mindset จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น การจัดการภายในองค์กรก็จะลดความขัดแย้งลง ที่สำคัญคือทำให้เกิดความหลากหลายในองค์กร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9450 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/jeremy-bishop-vGjGvtSfys4-unsplash-1.jpg" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร แล้วเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร" width="600" height="370" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1203"></p>
<p>ไม่กี่ปีมานี้ Growth Mindset คือสิ่งที่ได้รับการพูดถึงกันมากขึ้น ในฐานะกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวินาที ทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่ง COVID-19 ทำให้อนาคตกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่กล้าเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวที่จะสำรวจอนาคตแม้จะมืดมิด พร้อมลุยต่อแม้จะเจอความล้มเหลว อยากเรียนรู้สิ่งใหม่แม้จะท้าทาย และยังลุกขึ้นมาใหม่เสมอแม้จะบอบช้ำเพียงใด ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติหลักของ Growth Mindset ที่ใครหลายคนนิยาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า Growth Mindset คืออะไร ทำไม Growth Mindset คือกุญแจสำคัญองค์กร วันนี้ HREX จะพามารู้จักให้มากขึ้น พร้อมทั้งวิธีการที่องค์กร ผู้นำ หรือ HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลูกฝัง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นได้จริง</span></p>

<h2>Growth Mindset คืออะไร?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9452 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_134638472.jpg" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร แล้วเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร" width="500" height="370" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1204"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Growth Mindset คือแนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้ ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอนหรือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมี Growth Mindset จะทำให้บุคคลนั้นกล้าที่จะผ่าฟันเรื่องยาก มองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสที่จะลองสิ่งใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวต่อไป นับเป็นกระบวนการคิดที่พยายามพาตัวเองออกจากกรอบเดิม ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีกว่า และเชื่อว่าสิ่งใหม่นั้นจะดีขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการมี Growth Mindset จะช่วยให้สามารถพัฒนาศักยภาพของแต่ละบุคคลได้ แต่การพัฒนาศักยภาพจาก Growth Mindset ยังมีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากจะพัฒนาได้ตามศักยภาพสูงสุดของแต่</span><span style="font-weight: 400;">ละบุคคลเท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">ถึงกระนั้นก็นับว่าการเปลี่ยนไปสู่ Growth Mindset อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตต่อไป</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8820 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-2.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1205"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">คิดอย่างไรกับแนวคิดการจ้างงานยุคใหม่ที่ว่า &#8220;hire for mindset and train for skills&#8221;</span></p>
<p>ความหมายของมันจะประมาณว่าการจะจ้างให้ดูที่ Mindset ก่อนเป็นลำดับแรกว่าเป็นไปในทางเดียวกับที่เราต้องการไหม เพราะยังไงสมัยนี้ความรู้ก็ตกยุคไวมาก ในเรื่องของ Skills หรือทักษะสามารถเข้ามาฝึกฝนเรียนรู้กันที่หลังกันได้ เพื่อนๆ คิดอย่างไรกับแนวคิดการจ้างแบบนี้คะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: เห็นด้วยครับ โดยส่วนตัวเป็นคนที่มีความเชื่อว่า Mindset เกิดจากการหล่อหลอมมาจากอดีต จากสถาบันครอบครัว หรือ สังคมรอบข้าง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยใช้เวลาอันสั้น </span></p>
<p>หากเราสามารถเลือกหรือส่งคนที่มี Outward Mindset หรือ ทัศนคติที่ดีเข้ามาทำงาน เรื่องทักษะการเรียนรู้สามารถทำได้ไม่ยากเพราะคนกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทไม่ได้มี Training อะไรให้ พวกเราเหล่านั้นจะเรียนรู้ด้วยตัวเองแถมยังจะเอาไปสอบให้คนรอบข้างอีกต่างหาก<span style="font-weight: 400;">,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/279?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1206"></a></p></blockquote>
<h2>Growth Mindset Vs. Fixed Mindset</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร. แครอล เอส. ดเว็ค (Carol S. Dweck) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือ Mindset: The New Psychology of Success เป็นคนที่ทำให้คำว่า Growth Mindset รู้จักในวงกว้าง โดยเธอได้ทำวิจัยโดยสังเกตพฤติกรรมกลุ่มเด็กที่มี Growth Mindset และ Fixed Mindset โดยผลสรุปได้นิยามไว้ว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรอบความคิดแบบพัฒนาได้ หรือ Growth Mindset คือ ความเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม ถึงแม้คนเราจะเกิดมาแตกต่างกันจากพรสวรรค์ ความถนัด ความสนใจ หรือนิสัยใจคอ แต่ทุกคนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามและประสบการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กรอบความคิดแบบตายตัว หรือ Fixed Mindset คือ ความเชื่อว่าตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะหลีกเลี่ยงความท้าทาย ไม่ชอบความลำบาก ยอมแพ้ง่าย มองว่าความตั้งใจและความพยายามไม่มีค่า กระทั่งไม่ได้ใส่ใจคำแนะนำตักเตือนที่มีประโยชน์จากคนอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างของกรอบความคิดจะส่งผลให้คนมีมุมมองต่อตนเองแตกต่างกัน ทั้งในด้านมุมมองต่อภาพลักษณ์ การใช้ความพยายาม การเรียนรู้ รวมถึงการปรับตัว ดังภาพนี้</span><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9451 size-full aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/Screen-Shot-2564-10-12-at-23.31.13.png" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร แล้วเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร" width="743" height="690" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1207"></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400; font-size: 10pt;">(ภาพจากวิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา ปีที่ 14 ฉบับที่ 1, มกราคม – มิถุนายน 2559)</span></p>
<h2>ประโยชน์ของ Growth Mindset ในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9454 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_671183581.jpg" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร แล้วเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร" width="500" height="334" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1208"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีรายงานจาก</span><a href="https://www.mckinsey.com/featured-insights/future-of-work/jobs-lost-jobs-gained-what-the-future-of-work-will-mean-for-jobs-skills-and-wages" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">McKinsey</span></a><span style="font-weight: 400;"> บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังที่คาดการณ์ไว้ว่า ปี 2030 แรงงานกว่า 375 ล้านคนทั่วโลก จะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทและเรียนรู้ทักษะการทำงานใหม่ เนื่องจากการเติบโตทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและใหญ่ขึ้น หากแรงงานไม่พัฒนาทักษะตัวเอง เขาก็อาจไม่มีงานให้ทำอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ Growth Mindset จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรให้ความสนใจ และต้องการที่ปลูกฝังกรอบแนวคิดดังกล่าวให้กับพนักงาน เพื่อที่ว่าจะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทุ่มเทให้กับการทำงาน และยอมรับความท้าทายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคลองกับงานวิจัยของ ดร. ดเว็ค ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่พบว่า พนักงานที่มี Growth Mindset จะมีลักษณะดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">47% มีแนวโน้มที่จะบอกว่าเพื่อนร่วมงานมีความน่าเชื่อถือ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">34% มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กรอย่างแข็งแกร่ง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">65% มีแนวโน้มที่จะบอกว่าองค์กรสนับสนุนในการรองรับความเสี่ยง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">49% มีแนวโน้มที่จะบอกว่าบริษัทส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นแล้ว เมื่อองค์กรมีพนักงานที่มี Growth Mindset ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น การจัดการภายในองค์กรก็จะลดความขัดแย้งลง ที่สำคัญคือทำให้เกิดความหลากหลายในองค์กร เพราะทุกคนจะพร้อมรับความแตกต่างนั่นเอง</span></p>
<h2>วิธีสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลากหลายวิธีที่จะสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งการปลูกฝังให้ตัวเอง การปลูกฝังในฐานะหัวหน้างาน หรือในฐานะ HR ของบริษัท ทั้งนี้เราได้รวบรวมกระบวนการทั้งหมดและกลั่นออกมาเป็นวิธีการแบบฉบับของเราได้ดังนี้</span></p>
<h3>1. สร้างแรงบันดาลใจให้เกิด Growth Mindset<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นต้องให้พนักงานทราบถึงคุณค่าของ Growth Mindset ที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางอาชีพการงานส่วนบุคคล ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ผู้คนจะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมกาขึ้น เมื่อพวกเขาได้รับการสนับสนุน มีแรงจูงใจ และได้รับการยอมรับ พูดง่าย ๆ ก็คือพนักงานจะเติบโตเมื่อพวกเขามีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างการเปิดรับสมัครงาน มีการศึกษาพบว่า หากโพสต์รับสมัครงานด้วยคำว่า “เรียนรู้สิ่งใหม่” หรือ “มีความมุ่งมั่นอย่างสูง” ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดพนักงานที่มี Growth Mindset เข้ามาสมัครงานได้ เป็นต้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 358px;">
<tbody>
<tr style="height: 358px;">
<td style="width: 100%; height: 358px;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190321-attract-job-seeker/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8299 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/ebc490e6bfb80c8b9d85d8c5f7addb12.jpg" alt="Job Posting ประกาศรับสมัครงาน หางาน HR NOTE" width="500" height="334" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1209"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190321-attract-job-seeker/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำอย่างไรให้คนหางานสนใจประกาศรับสมัครงานของคุณ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>2. สร้างพื้นที่ให้พนักงานเติบโต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องสนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น บางองค์กรมีนโยบายสนับสนุนเงินเมื่อพนักงานสมัครเรียนทักษะใหม่หรือแม้กระทั่งซื้อหนังสือสำหรับการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเทรนนิ่งหรือการโค้ชชิ่ง เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาพนักงานที่หลายองค์กรจัดทำวางแผน เช่น ผ่านการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาจากมืออาชีพที่เข้าใจเรื่อง Growth Mindset โดยตรง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเรียนรู้ความสำเร็จจากโค้ชของตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนองค์กรที่ไม่ได้สนับสนุน Growth Mindset นั้น ว่ากันว่าพนักงานจะหมกมุ่นกับการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองและพยายามแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งขัดขวางการพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมใหม่ในองค์กรต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1210"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>3. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญคือพนักงานต้องเข้าใจว่า ตำแหน่งที่ตัวเองกำลังทำงานอยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งที่องค์กรคาดหวังให้คงอยู่ตลอดไป เพราะทุกคนจะมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/"> <span style="font-weight: 400;">Career Path</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือเส้นทางอาชีพให้เติบโตแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การวางเส้นอาชีพอาจเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรควรทำคือการทำให้พนักงานผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายและมีทักษะเพิ่มมากขึ้นในโลกอนาคตที่ไม่แน่นอนจะดีกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-8787 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0826.jpg" alt="0826" width="613" height="322" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1211"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Learning Mindset to build workforce agility : สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>4. ให้การเสนอแนะที่ก่อให้เกิดการเติบโต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ข้อเสนอแนะหรือคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์​จะทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัย ควบคุมสถานการณ์หรือความผิดพลาดได้ และไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกอ่อนแอลง เพราะหากเป็นการว่าร้ายสาดเสียเทเสีย จะพาให้พนักงานจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง หมดหนทาง รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ และไม่พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับชมเชยไม่ใช่แค่การปรบมือ แค่คือการชื่นชมกระบวนการทำงาน วิธีคิด หรือความอุตสาหะ เพื่อให้พนักงานสามารถให้การช่วยเหลือคนอื่นต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: left;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div style="text-align: left;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9027 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_776701864-1.jpg" alt="Feedback" width="500" height="334" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1212"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การเสนอแนะ (Feedback) ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการพัฒนาองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>5. ส่งเสริมการทดลองสิ่งใหม่<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องแสดงความสนใจใคร่รู้เมื่อพนักงานนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ส่งเสริมว่าความเชื่อทุกชนิดนำไปสู่การเรียนรู้ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ความสำเร็จที่อยู่ปลายทางด้วยซ้ำ แต่ระหว่างทางก็ยังเกิดการเรียนรู้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะกลุ่มหัวหน้างานที่จำเป็นต้องฟังไอเดียใหม่ ๆ จากพนักงานเสมอ หากมีการนำเสนอไอเดียใด ๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธที่จะรับฟัง ลองประเมินความคิดและถามต่อภายใต้กรอบการทำงานเพื่อตัดสินใจ เช่น ทำไมแนวคิดนี้ถึงมีประโยชน์ แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หรือไอเดียนี้มีความเสี่ยงอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งหากรับฟังโดยยังไม่ต้องนึกถึงผลลัพธ์ เราก็อาจสามารถนำแนวคิดนั้น ๆ มาพัฒนาต่อ เช่นเดียวกับพนักงานที่จะกล้านำเสนอความคิด ท้าทายตัวเอง และคิดอะไรใหม่ ๆ มานำเสนอต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702-design-thinking/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8926 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_548142277-1.jpg" alt="กระบวนการคิดเชิงออกแบบ Design Thinking" width="500" height="370" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1213"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702-design-thinking/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เครื่องมือสำคัญของการสร้างความสำเร็จให้องค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h3>6. ยอมรับความผิดพลาดและแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มองทุกความล้มเหลวคือบทเรียนอันล้ำค่าที่สามารถเรียนรู้จากมันได้ เมื่อเกิดความผิดพลาด การลงโทษไม่ใช่คำตอบเดียว หนำซ้ำเรายังสามารถนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ ไม่ใช่เกิดความผิดซ้ำสองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าความผิดนั้นต้องไม่ใช่ความร้ายแรง หรือเป็นความผิดทางกฎหมายนะ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8063 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1214"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<div class="focused-block">
<p>6 คำถามสร้าง Growth Mindset แบบรวบรัด</p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยกตัวอย่างภารกิจที่คุณคิดว่าไม่สามารถเป็นไปได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อะไรที่ทำให้คุณบรรลุเป้าหมายนั้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อะไรที่ช่วยให้ลุกขึ้นมาในวันที่เลวร้าย</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> มุมต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของคุณคืออะไร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยกตัวอย่างคำวิจารณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เคยได้รับ และคุณตอบสนองมันอย่างไร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ใครคือแรงบันดาลใจของคุณ </span></li>
</ol>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9453 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_541243813.jpg" alt="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร แล้วเราจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร" width="500" height="332" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1215"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ Growth Mindset คือคำที่ได้ยินกันบ่อยครั้ง แต่ก่อนที่องค์กรจะปลูกฝังกรอบแนวคิดนี้ให้กับพนักงานทุกคน เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า แล้วเรามี Growth Mindset หรือยัง เพราะองค์กรจะไม่สามารถสร้าง Growth Mindset ได้สำเร็จ หากผู้นำยังไม่เปิดใจกับกรอบแนวคิดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นบอกตัวเองเสมอว่า จงเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย ผลักดันขีดจำกัดของตัวเอง และถามหาการเสนอแนะที่ดีจากผู้เสมอ </span><span style="font-weight: 400;">แล้วองค์กรของคุณก็จะเติบโตพัฒนาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="ถ้า Growth Mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ แล้วองค์กรจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? 1216"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2016/01/what-having-a-growth-mindset-actually-means" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hbr</span></a></li>
<li><a href="https://www.psychologytoday.com/us/blog/click-here-happiness/201904/15-ways-build-growth-mindset" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">psychologytoday</span></a></li>
<li><a href="https://blog.rescuetime.com/growth-mindset-future-of-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">rescuetime</span></a></li>
<li><a href="https://www.themuse.com/advice/growth-mindset-vs-fixed-mindset-at-work#:~:text=With%20a%20growth%20mindset%2C%20you,even%20how%20you%20manage%20employees" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">themuse</span></a></li>
<li><a href="https://blog.trginternational.com/growth-mindset-at-work-why-and-how" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">trginternational</span></a></li>
<li><a href="https://www.techtello.com/how-to-promote-growth-mindset-in-workplace/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">techtello</span></a></li>
<li><a href="https://unsplash.com/photos/vGjGvtSfys4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Cover by Jeremy Bishop</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/design-thinking-10112021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Oct 2021 06:27:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Design Thinking]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/design-thinking-10112021/</guid>

					<description><![CDATA[ขั้นตอนในกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่โด่งดังและเป็นที่แพร่หลายในวงการธุรกิจ ก็คือ Design Thinking  Phases หลักคิดที่องค์กรใหญ่ ๆ เลือกใช้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41639" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-20T160540.469.webp" alt="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ" width="600" height="370" title="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ 1217" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-20T160540.469.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/HREX-Cover-by-Para-2024-11-20T160540.469-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>องค์กรใหญ่ๆ อย่าง Netflix , Facebook , Airbnb และอีกมากมาย สามารถประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่อย่างในทุกวันนี้ได้อย่างไร ? อะไรคือสาเหตุหรือจุดเริ่มต้นของการเป็นองค์กรที่ใครต่อใครก็อยากเข้าทำงาน และยกให้เป็นต้นแบบในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมองค์กร หากลองสังเกตดูองค์กรใหญ่ ๆ เหล่านี้มีจุดร่วมที่คล้ายกันมากข้อหนึ่งคือ “การตั้งคำถามอย่างถูกต้อง” พวกเขาเริ่มต้นจากการตั้งคำถามต่อปัญหาที่เจอก่อน แล้วต่อยอดมันเพื่อออกแบบวิธีแก้ปัญหานั้น ยกตัวอย่างเช่น</p>
<p>Facebook เกิดจากการพยายามแก้ปัญหาของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่พบว่า ทำไมรูปประจำตัวของหอพักนักศึกษาของเขาและเพื่อนๆถึงได้ดูน่ากลัวขนาดนี้ ประกอบกับการเป็นคนเข้าสังคมไม่ค่อยเก่งของมาร์ค เขาจึงอยากจัดการปัญหาความกังวลใจในการเข้าสังคม โดยการคิด ต่อยอดจากจุดเริ่มต้นจากหนังสือรุ่นสมัยเรียนของเขาที่เรียกว่า The Facebook (ที่มีแต่รูปเหวอๆ) และพัฒนาให้กลายเป็นสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่ทำให้คนที่ไม่กล้าเข้าสังคมก็สามารถเข้าสังคมได้ง่ายขึ้น มีตัวตนมากขึ้น</p>
<p>ซึ่งการตั้งคำถามอย่างถูกต้องของมาร์คในวันนั้นที่อยากจะสร้างสังคมออนไลน์ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในวันนี้มันได้กลายเป็นสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สำหรับคนทั้งโลกไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>หรือแม้แต่ Airbnb เองก็เริ่มต้นจากการอยากแก้ปัญหาการมีเงินไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้านราคาแพง เขาเริ่มตั้งคำถามต่อว่า จะสามารถจ่ายถูกลงกว่านี้ได้ไหม และที่สำคัญจะสามารถเปลี่ยนบ้านอยู่ไปเรื่อยๆเลยได้หรือเปล่า ? หรือ Netflix เองก็เกิดจากการตั้งคำถามว่าเราจะสามารถเช่าหนังดูไม่อั้นในราคาบุฟเฟต์ได้ไหม ? และด้วยการตั้งคำถามจากปัญหาที่เจออย่างถูกต้อง ทำให้ทุกวันนี้เราจึงสามารถมีบ้านพักอาศัยได้ชั่วคราวอยู่ทั่วโลกอย่าง “Airbnb” และมีสตรีมมิ่งหนังที่ดูได้ไม่อั้นอย่าง “Netflix” นั่นเอง<img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-9411 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/176769539_733020024035129_8291899650979233617_n.jpg" alt="176769539 733020024035129 8291899650979233617 n" width="583" height="583" title="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ 1218"></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ 1219"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: กิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Design Thinking ของพนักงานที่น่าสนใจ ?</span></strong></p>
<div class="content">
<div class="trix-content">
<div>การสร้างทัศนคติให้พนักงานมี Design Thinking  นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรมมากนัก และวัดผลได้ยาก โดยเฉพาะเรื่อง Soft Skill ใครมีแนวทางหรือวิธีการที่น่าสนใจ ทำได้แล้วได้ผลไหมคะ</div>
</div>
</div>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: Design Thinking  แปลตรง ๆ ก็คือ การคิดเชิงออกแบบ </span></strong></p>
<p>หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ความคิดจะออกแบบได้อย่างไร เรื่องความคิดเป็น Soft Skill  ความคิดมาจากสมองของคน  ยิ่งคิดยิ่งใช้สมอง ระบบการคิดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p></blockquote>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/848?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ 1220"></a></p>
<p>การสงสัย การตั้งคำถาม และการพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหานั้นเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702-design-thinking/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Design Thinking</a> นั่นเอง เพราะการทำธุรกิจ เกิดขึ้นเพื่อพยายามหา Solutions พยายามแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการจะแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพที่สุด ก็ต้องอาศัยการคิดเชิงออกแบบ ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องออกแบบในเชิงรูปธรรม หรือออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่มันคือการออกแบบในเชิงโครงสร้าง</p>
<p>หมายถึงการออกแบบวิธีคิดและวิธีการทำงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญสำหรับองค์กรและธุรกิจมากๆ ไม่เฉพาะแค่นักออกแบบหรือดีไซเนอร์เท่านั้น โดยขั้นตอนในกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่โด่งดังและเป็นที่แพร่หลายในวงการธุรกิจ ก็คือ Design Thinking’s Phases ที่เป็นที่รู้จักครั้งแรกจาก Hasso-Plattner นักธุรกิจชาวเยอรมันและผู้ก่อตั้ง d.school ใน Stanford University ที่ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์กลางของนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำใน Silicon Valley ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ</p>
<h3>Design Thinking #1. Empathize</h3>
<p>เข้าใจปัญหา ซึ่งอาจเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่า “ทำไม” เช่น ทำไมองค์กรของคุณจึงเกิดขึ้น องค์กรของคุณพยายามจะแก้ปัญหาอะไร และอะไรคือจุดแข็งขององค์กร ? ขั้นตอนนี้คือการเข้าใจโจทย์ปัญหาขององค์กรของคุณ ซึ่งจะ lead ไปสู่แนวทางในการออกแบบการแก้ปัญหาในขั้นตอนต่อไป</p>
<h3>Design Thinking #2. Define</h3>
<p>เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนของการระบุปัญหาให้ชัดเจน ซึ่งจะประกอบไปด้วยคำถามว่า ใคร ? อะไร ? ที่ไหน ? และอย่างไร ? นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญเช่นกัน ยิ่งระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ละเอียดและชัดเจน ก็จะยิ่งหา Solutions ที่เหมาะสมได้มากขึ้นเท่านั้น</p>
<h3>Design Thinking #3. Ideate</h3>
<p>นี่เป็นขั้นตอนของการระดมไอเดีย ระดมความคิด โดยไม่ต้องแคร์กรอบ หรือความถูกผิดใดๆ ให้เสนอไอเดียอย่างเต็มที่ จนกระทั่งพบไอเดียที่จะเป็นไปได้มากที่สุด ขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลามากและอาจต้องอาศัยความร่วมมือของคนในทีมหรือการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น</p>
<h3>Design Thinking #4. Prototype</h3>
<p>สร้างแบบจำลองก่อนดำเนินการจริง ขั้นตอนนี้คือการนำไอเดียสุดท้ายจากขั้นตอนที่แล้ว มาต่อยอดและพัฒนาให้ออกมาเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุด ระยะแรกหากได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก ให้คิดว่าเป็นการทดลองเพื่อรับ Feedback และเพื่อเรียนรู้ว่ามีข้อผิดพลาดตรงจุดไหนที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้</p>
<h3>Design Thinking #5. Test</h3>
<p>กว่าจะมาสู่ขั้นตอนในการทดสอบ ต้องผ่านการตรวจสอบซ้ำๆหลายรอบ จนกว่าจะได้เวอร์ชันที่ดีที่สุด แต่หากทดลองแล้ว พบว่าผลลัพธ์ยังไม่เวิร์คก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพับโครงการไปเลย คุณสามารถกลับไปเริ่มต้นอีกครั้งในขั้นตอนที่สาม – Ideate ระดมความคิดกันใหม่อีกครั้ง เพราะอาจจะพลาดในบางจุด หรือมองข้ามปัจจัยสำคัญบางอย่างก็เป็นได้</p>
<p>ศาสตร์แห่ง Design Thinking จึงไม่ใช่เรื่องของการออกแบบในวงการศิลปะสำหรับนักออกแบบแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะใครๆก็เป็นนักออกแบบได้ คุณก็สามารถมีทัศนคติคิดอย่างนักออกแบบได้เช่นกัน</p>
<div>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="Design Thinking : เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจและคิดอย่างนักออกแบบ 1221" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210930-training-roadmap/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Oct 2021 03:49:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Training Roadmap]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210930-training-roadmap/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Training Roadmap คือการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรมบุคลากรที่กำหนดไว้เป็นระบบแบบแผน เช่น ควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องอะไร ควรอบรมเมื่อไหร่ หรือควรอบรมอะไรก่อน-หลัง เปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางทางอาชีพของพนักงานคนหนึ่ง Training Roadmap เป็นฐานรากที่สำคัญของการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการนำไปพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และข้อกำหนดของมาตรฐานสากล ผลลัพธ์ของ Training Roadmap นอกเหนือจากพนักงานจะพัฒนาศักยภาพตัวเองแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในภาพรวมด้วยเช่นกัน การฝึกอบรบหรือ Training เป็นสิ่งที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลคุ้นชินกันอยู่แล้ว เพียงแต่หลายครั้งที่องค์กรทำฝึกอบรบกันเพียงพอเป็นพิธี หรือเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Needs) หลังเจอสถานการณ์ที่เป็นปัญหา ไม่ได้ผ่านการวางแผนล่วงหน้าแบบสิ่งที่เรียกว่า Training Roadmap หรือ การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม หากการเดินทางหนึ่งเราจำเป็นต้องมีแผนที่เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง Training Roadmap จึงเปรียบเสมือนแผนที่ที่จะนำพาบุคลากรในองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการเช่นกัน วันนี้ HREX จึงจะมาเน้นย้ำความสำคัญของการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม (Training Roadmap) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่ดีแก่พนักงานของคุณในระยะยาว การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม หรือ Training Roadmap คืออะไร Training Roadmap คือการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรมบุคลากรที่กำหนดไว้เป็นระบบแบบแผน ส่วนมากจะระบุบุคลากรในแต่ละตำแหน่งว่า พวกเขาควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องอะไรบ้าง ควรจะอบรมเมื่อไหร่ และอบรมอะไรก่อน-หลัง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Training Roadmap คือการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรมบุคลากรที่กำหนดไว้เป็นระบบแบบแผน เช่น ควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องอะไร ควรอบรมเมื่อไหร่ หรือควรอบรมอะไรก่อน-หลัง เปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางทางอาชีพของพนักงานคนหนึ่ง</li>
<li style="font-weight: 400;">Training Roadmap เป็นฐานรากที่สำคัญของการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการนำไปพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และข้อกำหนดของมาตรฐานสากล</li>
<li style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์ของ Training Roadmap นอกเหนือจากพนักงานจะพัฒนาศักยภาพตัวเองแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในภาพรวมด้วยเช่นกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46217" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-22.webp" alt="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน" width="600" height="370" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1234" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-22.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-22-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกอบรบหรือ Training เป็นสิ่งที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลคุ้นชินกันอยู่แล้ว เพียงแต่หลายครั้งที่องค์กรทำฝึกอบรบกันเพียงพอเป็นพิธี หรือเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Needs) หลังเจอสถานการณ์ที่เป็นปัญหา ไม่ได้ผ่านการวางแผนล่วงหน้าแบบสิ่งที่เรียกว่า </span>Training Roadmap หรือ การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากการเดินทางหนึ่งเราจำเป็นต้องมีแผนที่เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง Training Roadmap จึงเปรียบเสมือนแผนที่ที่จะนำพาบุคลากรในองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการเช่นกัน วันนี้ HREX จึงจะมาเน้นย้ำความสำคัญของการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม (Training Roadmap) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่ดีแก่พนักงานของคุณในระยะยาว</span></p>

<h1>การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม หรือ Training Roadmap คืออะไร</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9309 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/shutterstock_1365609719-1.jpg" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="500" height="331" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1235"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Training Roadmap คือการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรมบุคลากรที่กำหนดไว้เป็นระบบแบบแผน ส่วนมากจะระบุบุคลากรในแต่ละตำแหน่งว่า พวกเขาควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องอะไรบ้าง ควรจะอบรมเมื่อไหร่ และอบรมอะไรก่อน-หลัง โดยมีรายละเอียดชัดเจนในแต่ละช่วงอาชีพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Training Road Map จึงเปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางทางอาชีพของพนักงานคนหนึ่ง ที่จะบอกว่าเขาต้องพัฒนาความรู้ความสามารถอะไรและต้องพัฒนาเมื่อไหร่ ซึ่งพนักงานแต่ละคนก็จะมีแผนที่ที่ไม่เหมือนกัน แปรผันตามสมรรถนะ (Competency) ที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ส่วนประกอบของ Training Roadmap สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มคำถามหลัก ดังนี้</span></p>
<ol>
<li>ตำแหน่งงานนี้ต้องอบรมเรื่องอะไรบ้างถึงจะทำงานนี้ได้ (On the Job Training / Job Requirements) ที่ทุกคนจะต้องได้รับการปฐมนิเทศก่อนปฏิบัติงานจริง</li>
<li>ตำแหน่งงานนี้ควรจะอบรมเรื่องอะไรบ้างจึงจะพัฒนาและปรับปรุงงานได้ (Job Enhancement) โดยจะเป็นการเสริมสร้างสมรรถนะ (Competency) ให้พนักงานต่อไป</li>
<li>ตำแหน่งงานนี้จะควรจะอบรมเรื่องอะไรบ้างจึงจะสามารถเติบโตขึ้นไปในตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นไปได้? (Career Development) นับเป็นการพัฒนาอาชีพให้พนักงานเก่งมากกว่าเดิม</li>
</ol>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9102 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/12/72d11959c2b5dabe0d62e469e7970a3b.jpg" alt="Job Training ทำไมการฝึกอบรมจึงสำคัญ" width="500" height="334" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1236"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-trainingofhr-181226/">ทำไมการฝึกอบรม (Job Training) จึงสำคัญกับองค์กร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ความสำคัญของการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะปัจจุบันรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หนำซ้ำการพัฒนาทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการ Disruption แทบทุกวินาที องค์กรทุกแห่งจึงจำเป็นต้องมีการทำ Training Roadmap เพื่อพัฒนาพนักงานให้มีทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญยังต้องทำต่อเนื่องอีกด้วย แม้ว่าพนักงานคนนั้นจะผ่านการสรรหามาแล้วก็ตาม โดยสามารถวางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานไปจนถึงระดับผู้บริหาร นับเป็นการการส่งเสริมแรงจูงใจในการทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม (Training Roadmap) จึงเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการด้านการพัฒนาบุคลากรที่สำคัญ หากองค์กรใดขาดการวางแผนการพัฒนาบุคลากรก็จะไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า บุคลากรที่มีอยู่ต้องพัฒนาองค์ความรู้และพฤติกรรมใด เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Training Roadmap จึงเป็นการกำหนดเส้นทางในการพัฒนาบุคลากรอย่างมีแบบแผน เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้างความสามารถของบุคลากรให้สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อจัดการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับตำแหน่งงานตามลำดับความสำคัญและความจำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้บุคลากรทราบถึงระยะเวลาในการพัฒนาตนเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อนำไปประเมินความสามารถของบุคลากร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Learning)</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าทางอาชีพ</span></li>
</ul>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1237"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: การทำ Training Roadmap ต้องเริ่มทำอย่างไร และใครมีหน้าที่ต้องทำ </span></p>
<p>ในแต่ละปีหลายองค์กรจะต้องมีการทำ Training Roadmap เพื่อพัฒนาฝีมือยกระดับการทำงานให้กับพนักงาน ต้องเริ่มทำอย่างไร และใครมีหน้าที่ต้องทำ ถ้าเข้าใจไม่ผิดเป็นหน้าที่ ของ HRD ใช่ไหมครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: โดยหลักการทำ Training Roadmap เป็นหน้าที่ของ HRD ซึ่งเป็นการวางแผนแบบกว้างๆ ให้กับพนักงานแต่ละระดับ ว่าจะได้รับการฝึกฝนอบรมหลักสูตรอะไรบ้าง เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความสามารถมากขึ้น<br />
</span></p>
<p>แต่ในความเป็นจริง หัวหน้างานที่มีลูกน้อง หรือแม้ว่ามีลูกน้องเพียงหนึ่งคน หน้าที่หลักของหัวหน้าคือพัฒนาลูกน้องค่ะ หัวหน้าควรจะเป็นผู้วางแผนการพัฒนาร่วมกับ HRD โดยควรมีการวางแผน career path ของพนักงานรายบุคคล,,,,</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/735"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1238"></span></a></p></blockquote>
<h2>ทำไมทุกองค์กรต้องทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดทำ Training Roadmap เป็นฐานรากที่สำคัญของการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการนำไปพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และข้อกำหนดของมาตรฐานสากลต่าง ๆ ทั้งนี้ความจำเป็นที่องค์กรต้องทำเส้นทางการฝึกอบรมมีดังนี้</span></p>
<ul>
<li>บุคลากรมีความหลากหลาย<span style="font-weight: 400;"> – คงไม่มีองค์กรไหนที่สามารถหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถพร้อมทุกด้านเหมือนกันทุกคน นอกจากนี้เมื่อคัดสรรมาแล้วก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอ</span></li>
<li>ลักษณะงานและวิชาชีพแตกต่างกัน<span style="font-weight: 400;"> – บุคลากรในองค์กรย่อมมีโอกาสสับเปลี่ยนตำแหน่งหรือภารกิจต่าง ซึ่งขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบแต่ละงาน ความรู้ และประสบการณ์ก็มีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการวางแผนพัฒนาอย่างเป็นแบบแผนและเป็นขั้นตอน</span></li>
<li>การฝึกอบรมพัฒนาและการเรียนรู้ต่าง ๆ มีข้อจำกัด<span style="font-weight: 400;"> – เพราะองค์กรไม่สามารถจัดการฝึกอบรมพัฒนาต่าง ๆ ให้กับทุกคนได้ในเวลาเดียวกันได้ จึงต้องกำหนดเส้นทางและระยะเวลาให้ชัดเจน</span></li>
<li>บุคลากรต้องการความก้าวหน้า <span style="font-weight: 400;">– ความต้องการความก้าวหน้าในวิชาชีพต้องใช้ความรู้ความสามารถเพื่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และก้าวไปสู่การเลื่อนระดับหรือปรับตำแหน่งให้สูงขึ้นต่อไป</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title">
<h3 class="__title">Career Path VS. Training Roadmap</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Career Path คือแนวทางที่แสดงให้เห็นว่า คนทำงานในแต่ละตำแหน่งจะมีโอกาสเติบโตหรือมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานไปไหนได้บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Training Roadmap คือแนวทางในการฝึกอบรมให้คนทำงานมีความรู้ความสามารถมากเพียงพอที่จะทำงานได้ทำงานดีขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">Career Path และ Training Roadmap คือเครื่องมือหรือระบบในการบริหารจัดการบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้นเพื่อเติบโตและก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ ซึ่งเครื่องมือทั้งสองเรื่องนี้ควรจะนำไปใช้ควบคู่กันไป เพื่อรักษาพนักงานคนเก่งและคนดีให้อยู่กับองค์กรไปนาน ๆ</span></p>
</div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9252 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_574157812.jpg" alt="เหตุผลที่ต้องสร้าง Career Path ให้พนักงานในองค์กร" width="500" height="300" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1239"></a></span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/210922-career-path/">เหตุผลที่ต้องสร้าง Career Path ให้พนักงานในองค์กร</a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ขั้นตอนการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</h2>
<h3>ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมายการฝึกอบรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นขั้นตอนริเริ่มพื้นฐานในการฝึกอบรมที่จะต้องระบุสิ่งที่ต้องการจากการฝึกอบรม ลิสต์สิ่งที่ต้องการหรือเป้าหมายที่ต้องการจากผู้ฝึกอบรมเมื่อสิ้นสุดการเรียนรู้ ถือเป็นการหาความจำเป็นในการฝึกอบรม ไม่ใช่การฝึกอบรมที่เกิดขึ้นมาเพียงเพราะต้องมี</span></p>
<h3>ขั้นตอนที่ 2: กำหนดหลักสูตรการฝึกอบรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการกำหนดหลักสูตรอบรมตามเกณฑ์พิจารณาว่าพนักงานดังกล่าวกำลังทำงานอะไร และต้องการทักษะอะไรเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยสามารถใช้ Job Description หรือ คำบรรยายลักษณะงาน มาช่วยในการกำหนดหลักสูตรได้ การทำในขั้นตอนนี้ควรทำเป็นแผนแม่บท (Master Plan) ที่ระบุรายละเอียดถึงวิธีการฝึกอบรม ช่วงเวลาในแต่ละปีว่าจะอบรมอะไร  เช่น ปี 1 2 3 4 และ 5 จะมีวิธีการฝึกอบรมที่แตกต่างกัน รวมไปถึงควรแบ่งหลักสูตรตามลำดับชั้นของพนักงาน เช่น หลักสูตรสำหรับระดับพนักงาน และหลักสูตรสำหรับผู้บริหารด้วย</span></p>
<h3>ขั้นตอนที่ 3: ดำเนินการตามแผนการฝึกอบรมพนักงานรายบุคคล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือการดำเนินการตามแผนแม่บท โดยให้ยึดถือ Roadmap ของตำแหน่งงานที่ได้กำหนดขึ้น และหากกรณีที่พนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่ง (Promotion) และการโอนย้าย (Job Rotation) ก็จะยึดถือ Road Map ของตำแหน่งงานใหม่ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป</span></p>
<h3>ขั้นตอนที่ 4: ติดตามผลการฝึกอบรม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมติดตามผลลัพธ์และขอความคิดเห็นพนักงาน เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการอบรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างแผนงานที่ดีขึ้นในอนาคต</span></p>
<h2>ตัวอย่างการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap</h2>
<h3>ตัวอย่าง Training Roadmap พนักงานขาย</h3>
<blockquote>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-9310 size-full aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/ef32667955a4c07e401ab54d688ae83d.png" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="523" height="367" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1240"></span></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ที่มา:</span></i><a href="https://www.siamhrm.com/?name=chapter&amp;file=read&amp;max=141" target="_blank" rel="noopener"> <i><span style="font-weight: 400;">siamhrm</span></i></a></p>
</blockquote>
<h3>ตัวอย่าง Training Roadmap เจ้าหน้าที่ กยศ.</h3>
<blockquote><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9311 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/0c5cfe802e0d6add75fb36dbe24c925f.png" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="603" height="341" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1241"></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ที่มา:</span></i><a href="https://www.studentloan.or.th/th/system/files/files/news/8.DRM_.pdf" target="_blank" rel="noopener"> <i><span style="font-weight: 400;">studentloan</span></i></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
</blockquote>
<h3>ตัวอย่าง Training Roadmap เจ้าหน้าที่จัดชื้อ</h3>
<blockquote><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9312 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/d640239e0049a23ef6b0828643b11c0f.png" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="584" height="696" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1242"><i>ที่มา:</i><a href="https://www.hrcenter.co.th/file/columns/hr_f_20170512_163700.pdf" target="_blank" rel="noopener"> <i>hrcenter</i></a></p></blockquote>
<h3>ตัวอย่าง Training Roadmap เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม</h3>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-9313 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/10/89d9d19e15263f92dc440caa67f268ad.png" alt="ทำไมทุกองค์กรต้องจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap" width="646" height="531" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1243"></span></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9014 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="500" height="210" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1244"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะทุกองค์กรมีการจัดทำฝึกอบรมเป็นปกติอยู่แล้ว แต่จะดียิ่งกว่า ถ้าหากองค์กรนั้นมีการวางแผน </span>การจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม Training Roadmap<span style="font-weight: 400;"> ด้วย เพราะไม่เพียงทำให้การฝึกอบรมมีทิศทางที่ชัดเจน แต่ยังช่วยให้พนักงานรู้ตัวเองว่าจะต้องพัฒนาอะไร ทั้งยังกระตุ้นให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแน่นอน นอกเหนือจากพนักงานจะพัฒนาศักยภาพตัวเองแล้ว ผลพลอยได้ก็คือการกลับมาที่ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรในภาพรวมที่จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน การวาง Training Roadmap จึงเป็นแผนระยะยาวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Training Roadmap คืออะไร ทำไม HR ทุกองค์กรต้องรู้และวางแผน 1245"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://masterskill.co.za/2017/08/21/how-to-create-a-training-roadmap-for-your-learners/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">masterskill</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://elearningindustry.com/mapping-training-roadmap-keep-employees-course" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">elearningindustry</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://info.muslimthaipost.com/article/21117" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">muslimthaipost</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.siamhrm.com/?name=chapter&amp;file=read&amp;max=141" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">siamhrm</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Sep 2021 03:15:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210902-hr-communication/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การสื่อสารเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งของ HR ที่จะต้องสื่อสารผ่านการพูด การรับฟังปัญหา หรือการส่งข้อความผ่านตัวอักษร โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญขององค์กรไปยังแต่ละหน่วยงานให้เข้าใจตรงกัน การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ อย่าสื่อสารแค่ทางเดียว อย่าสื่อสารแบบ Hierarchy เพราะมันไม่มีทางไปถึงพนักงานที่ต้องการรับสารที่สุด HR ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้การสื่อสารนั้นสั้นที่สุดและส่งตรงถึงพนักงานได้เร็วที่สุด การสื่อสารของ HR จะต้องน้อมรับการสื่อสารแบบสองทาง ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี ทำให้การเข้าถึงข้อมูล HR เป็นเรื่องง่าย และทำให้เอกสาร HR อ่านง่าย ฉะนั้นถ้า HR มีการวางแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวต่อไป เมื่อการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอย่างเดียว การพบเจอหน้ากันระหว่างองค์กรและพนักงานจึงเต็มไปด้วยความลำบาก แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์นั้นได้ก็คือ การสื่อสารของ HR ที่กลายมาเป็นหัวใจหลักระหว่างช่วง Work From Home นี้ ฉะนั้นการสื่อสารจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ HR จำเป็นต้องมี และต้องเชี่ยวชาญมากขึ้น ที่สำคัญแผนการสื่อสารแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้แล้วในยุคดิจิทัล เพราะความคาดหวังของพนักงานไม่ได้ต้องการการสื่อสารแบบเก่าอีกต่อไป สำหรับวันนี้ HREX จะมาพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อการสื่อสารในยุคใหม่นั้นมีประสิทธิภาพ สั้น และส่งตรงถึงพนักงานเร็วที่สุด ความสำคัญของการสื่อสารที่ดีในงาน HR การสื่อสารนับเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านการพูด การรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งของ HR ที่จะต้องสื่อสารผ่านการพูด การรับฟังปัญหา หรือการส่งข้อความผ่านตัวอักษร โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญขององค์กรไปยังแต่ละหน่วยงานให้เข้าใจตรงกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ อย่าสื่อสารแค่ทางเดียว อย่าสื่อสารแบบ Hierarchy เพราะมันไม่มีทางไปถึงพนักงานที่ต้องการรับสารที่สุด HR ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้การสื่อสารนั้นสั้นที่สุดและส่งตรงถึงพนักงานได้เร็วที่สุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารของ HR จะต้องน้อมรับการสื่อสารแบบสองทาง ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี ทำให้การเข้าถึงข้อมูล HR เป็นเรื่องง่าย และทำให้เอกสาร HR อ่านง่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นถ้า HR มีการวางแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวต่อไป</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอย่างเดียว การพบเจอหน้ากันระหว่างองค์กรและพนักงานจึงเต็มไปด้วยความลำบาก แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์นั้นได้ก็คือ การสื่อสารของ HR ที่กลายมาเป็นหัวใจหลักระหว่างช่วง Work From Home นี้ ฉะนั้น</span><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ HR จำเป็นต้องมี และต้องเชี่ยวชาญมากขึ้น ที่สำคัญแผนการสื่อสารแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้แล้วในยุคดิจิทัล เพราะความคาดหวังของพนักงานไม่ได้ต้องการการสื่อสารแบบเก่าอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับวันนี้ HREX จะมาพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อการสื่อสารในยุคใหม่นั้นมีประสิทธิภาพ สั้น และส่งตรงถึงพนักงานเร็วที่สุด</span></p>

<h2>ความสำคัญของการสื่อสารที่ดีในงาน HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8883 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_387658474.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="331" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1256"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารนับเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านการพูด การรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น หรือการส่งข้อความผ่านตัวอักษร ซึ่งเป็นหน้าที่ของ HR ที่จะต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญขององค์กรไปยังแต่ละหน่วยงานให้เข้าใจตรงกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารงาน HR จึงต้องทำอย่างรวดเร็วและทันเวลา ที่สำคัญคือต้องมีความต่อเนื่องตลอดทั้งปี ฉะนั้นการวางแผนงานไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น เกิดเป็นแผนการสื่อสารงาน HR ที่จะกำหนดกรอบ กำหนดทิศทาง และกำหนดแนวทางในการเผยแพร่ระบบงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้แผนการสื่อสารงาน HR ที่ดีจะต้องเป็นแผนเชิงรุก สามารถปรับภาพลักษณ์ของงาน HR ได้ รวมไปถึงการนำหลักการตลาดมาใช้เพื่อสร้างการสื่อสารที่ตรงใจพนักงาน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ทุกคนไม่ได้ทำงานในออฟฟิศ ทำงานทางไกล หรือทำงานจากบ้าน นับเป็นโจทย์ท้าทายที่ HR ทุกองค์กรต้องเตรียมพร้อมจัดทำแผนการสื่อสารอย่างจริงจัง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>ตัวอย่างการสื่อสารของ HR ผ่านแบบจำลอง SMCR ของ เดวิด เค. เบอร์โล (David K.Berlo)</p>
<table style="width: 668px;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 47px;">S</td>
<td style="width: 101.219px;">Sender</td>
<td style="width: 154.781px;">ผู้ส่งสาร</td>
<td style="width: 348px;"><span style="font-weight: 400;">เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล HR</span></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 47px;">M</td>
<td style="width: 101.219px;">Message</td>
<td style="width: 154.781px;">ข้อมูลข่าวสาร</td>
<td style="width: 348px;">เช่น <span style="font-weight: 400;">นโยบายบริษัท, ขั้นตอนการทำงาน, การจ้างงาน, การไล่ออก, การเลื่อนตำแหน่ง, การประเมินประจำปี, การเข้าออกงาน, การลางาน,​ สวัสดิการ ฯลฯ</span></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 47px;">C</td>
<td style="width: 101.219px;">Channel</td>
<td style="width: 154.781px;">ช่องทางการสื่อสาร</td>
<td style="width: 348px;">เช่น เ<span style="font-weight: 400;">ว็บไซต์บริษัท, กระดานข่าว, รายงานประชุม, อีเมล, โซเชียลมีเดีย</span></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 47px;">R</td>
<td style="width: 101.219px;">Receiver</td>
<td style="width: 154.781px;">ผู้รับสาร</td>
<td style="width: 348px;"> เช่น <span style="font-weight: 400;">พนักงาน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><em><strong>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</strong></em></p>
<blockquote><p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1257"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">นายจ้างจะสื่อสารอย่างจริงใจเพื่อซื้อใจพนักงานได้อย่างไร</span></p>
<p>การบอกพนักงานทางอ้อมแบบจริงใจ ว่าเราแคร์ชีวิตคุณนะ เราไม่ได้มองว่าคุณเป็นแค่หุ่นยนต์นะจะทำได้อย่างไร ???</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ในการบอกพนักงานให้ทราบถึงความใส่ใจของบริษัทกับพนักงาน </span></p>
<p>ต้องบอกว่า ความต้องการพื้นฐานของพนักงานทุกคนไม่เท่ากันครับ หากเราต้องการแสดงความจริงใจกับพนักงาน อาจจะเข้าไปดูแลสภาพความเป็นอยู่พนักงานขณะทำงาน และอาจต้องทำมากกว่าการสื่อสาร,,,</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/618?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1258"></a></p></blockquote>
<h2>ประเภทการสื่อสาร HR ในที่ทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเภทการสื่อสารของ HR จะแตกต่างไปวัตถุประสงค์ของบริษัท โดยจะแบ่งตามทิศทางและระดับของพนักงานได้ 4 กลุ่ม ดังนี้</span></p>
<h3>Upward Communication: การสื่อสารจากล่างขึ้นบน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการสื่อสารจากล่างขึ้นบน หรือจะเรียกว่าเป็นการสื่อสารแบบ Bottom-Up ซึ่งการสื่อสารประเภทนี้จะเป็นลักษณะพนักงานสื่อสารไปยังหัวหน้าที่สูงกว่า ส่วนใหญ่มักจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง  (Two-way Communicaiton) ที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม หรือทำผลสำรวจ เช่น HR สามารถทำแบบสอบความพึงพอใจของพนักงาน เพื่อทราบถึงความเป็นไปและสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานมากขึ้น เพราะการสื่อสารประเภทนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกมีความผูกพันกับองค์กร คล้ายว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นนั่นเอง</span></p>
<h3>Downward Communication: การสื่อสารจากบนลงล่าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการสื่อสารจากบนลงล่าง หรือเรียกว่าเป็นการสื่อสารแบบ Top-Down ซึ่งการสื่อสารประเภทนี้จะเห็นอยู่บ่อย ๆ ในทุกองค์กร ที่ HR จะถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ มายังพนักงานในทิศทางเดียว โดยเฉพาะข้อมูลจากหัวหน้าที่มักจะออกเป็นกฎหรือนโยบายที่ทุกคนต้องทำตาม เช่น การแจ้งนโยบายการลาพักร้อน, สวัสดิการ, การให้รางวัล หรือทิศทางการดำเนินงานบริษัท เพราะฉะนั้นส่วนมากมักใช้กับข้อมูลที่เป็นทางการมากกว่า</span></p>
<h3>Diagonal Communication: การสื่อสารแนวทแยง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารแนวทแยงจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการสื่อสารระหว่างแผนกของคนในระดับต่าง ๆ ขององค์กร เช่น ฝ่าย HR พูดถึงกับหัวหน้าฝ่ายการตลาดเกี่ยวกับการจ้างพนักงานใหม่ ก็จะถือว่าเป็นสื่อสารแนวทแยงเช่นกัน</span></p>
<h3>Horizontal Communication: การสื่อสารแนวนอน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อแนวนอนหรือการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมงาน (Peer-to-Peer) ที่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแผนกเดียวกันหรือคนละแผนก ส่วนใหญ่มักมีทั้งการสื่อสารเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ที่จะช่วยพนักงานใกล้ชิดสนิทกันมากขึ้น โดย HR สามารถสร้างให้เกิดการสื่อสารเหล่านี้ได้ผ่านการจัดกิจกรรม หรือแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นับเป็นอีกหนึ่งการสื่อสารที่มีประโยชน์หากใช้เป็น</span></p>
<div class="focused-block">
<p>นอกจากนี้เรายังสามารถแบ่งประเภทการสื่อสารในองค์กรได้จากประเภทของข้อมูลได้อีก เช่น</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารข้อมูลข่าวสาร (Information)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสื่อสาร<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร</a> (Culture)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Change)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารแคมเปญต่างๆ (Campaign)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารภาวะวิกฤต (Crisis)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></li>
</ul>
</div>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%; text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/hr-skill-set-for-next-era-futuretrends-0830/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-31832 size-full aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/HR-Skill-set-for-Next-ERA.webp" alt="HR Skill set for Next ERA" width="600" height="370" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1259" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/HR-Skill-set-for-Next-ERA.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/HR-Skill-set-for-Next-ERA-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" />HR Skill set for Next ERA : บทบาทของ HR ยุคใหม่ ไม่ใช่แม่บ้านประจำองค์กร แต่คือแม่ทัพบัญชาการ</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>6 ทักษะการสื่อสารที่ดีสำหรับ HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละอาชีพ แต่ละตำแหน่งก็ต้องการทักษะการสื่อสารที่แตกต่างกัน ซึ่งสำหรับ HR และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล เราขอแนะนำ 6 ทักษะการสื่อสารที่สำคัญดังนี้</span></p>
<h3>1. การเขียนที่ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พื้นฐานสุด ๆ ของการสื่อสารก็คือความชัดเจนในการสื่อสาร ที่ผู้รับสารฟังหรืออ่านแล้วเข้าใจได้ โดยเฉพาะทักษะการเขียนที่ทุกวันนี้ในโลกดิจิทัลทำให้การเขียนผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก การเขียนสื่อสารแบบเก่า ๆ ที่ฟังดูโบราณ ทว่ากลับมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือกว่าการเขียนสเตตัส โดยเฉพาะการสื่อสารโซเชียลมีเดียทำให้ผู้ส่งสารเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เพราะรูปแบบดูไม่ได้ทางการเหมือนการประกาศบนกระดาษ เช่น การแชทผ่าน Slack หรือ LINE ถึงสัญญาจ้างต่าง ๆ ที่อาจพิมพ์ไม่ทางการ จึงเกิดความผิดพลาดได้ ฉะนั้นเรื่องง่าย ๆ อย่างการเขียนที่ชัดเจน ถูกต้อง และเรียบร้อย จึงเป็นเรื่องแรกที่ HR ทุกคนควรสื่อสารเป็น</span></p>
<h3>2. ฟังอย่างมีวิจารณญาณ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR เป็นฝ่ายที่จะเผชิญหน้ากับพนักงานในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะต้องแก้ไขและอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่ประสบปัญหา ฉะนั้นหากฟังแบบผ่านหู ไม่ได้ตั้งใจฟังจริง ๆ ก็จะก่อให้เกิดความผิดพลาดตามมาได้ ที่สำคัญหากไม่ได้ฟังอย่างจริงใจ อาจทำให้พนักงานหมดความเชื่อใจ และทำให้องค์กรไม่สามารถเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น แนะนำว่าลองฝึก Deep Listening ดูสักครั้ง และนำมาประยุกต์ใช้เมื่อมีพนักงานเข้ามาพูดคุยกับเรา</span></p>
<h3>3. การจัดการความขัดแย้ง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุก ๆ วันของ HR คือการแก้ปัญหาที่เกิดในบริษัท ซึ่งบางครั้งก็เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าสบายใจเท่าไหร่ เช่น การเจรจาเรื่องเงินเดือน การปรับทุกข์พนักงาน หรือแม้กระทั่งการให้พนักงานออกจากงาน แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้นับเป็น Conflicts หรือความขัดแย้งที่ HR ต้องจัดการ และต้องสื่อสารให้พนักงานในกรณีนั้นเข้าใจ ซึ่งทุกคนสามารถทำความรู้จัก<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management)</a> เพิ่มขึ้นได้จากบทความอื่นของ HR Note</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8013 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8f79a2df4a6fe5330547fb1a4c572f05.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management " width="500" height="342" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1260"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) 5 รูปแบบ เมื่อพนักงานมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน</a></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>4. ความรอบคอบและความสัตย์จริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อคติเป็นสิ่งเลวร้ายที่สามารถทำลายกระบวนการทำงานของ HR รวมไปถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรลงได้ ฉะนั้นความรอบคอบและความซื่อสัตย์ จะเสริมสร้างพลังทางจิตวิทยาโดยเฉพาะความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งจะช่วยรักษาความผูกพันของพนักงานในลำดับต่อไป การสื่อสารที่ดีจึงต้องไร้ซึ่งอคติเช่นกัน</span></p>
<h3>5. การให้เครดิต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นหนึ่งในทักษะการสื่อสารที่สำคัญที่สุดสำหรับ HR คือการให้เครดิตพนักงานบ้าง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบโปรแกรมการยกย่องพนักงา หรือเป็นเพียงแค่คำขอบคุณอย่างตรงไปตรงมา มีข้อพิสูจน์มากมายที่บ่งบอกว่าการรับรู้ความสำเร็จของพนักงาน และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาว และหากสามารถพัฒนาเป็น<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/">วัฒนธรรมองค์กร</a>ได้ ก็จะเป็นประโยชน์สูงสุดทีเดียว</span></p>
<h3>6. ตระหนักรู้จรรยาบรรณ HR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ HR เป็นหน่วยงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น งบประมาณ,​เงินเดือน หรือข้อสัญญาต่าง ๆ แน่นอนว่าบางข้อมูลก็สามารถสื่อสารออกไม่ได้ จรรยาบรรณของ HR เองจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสื่อสารด้วย HR จึงต้องมีความเป็นมืออาชีพอยู่ตลอดเวลาด้วย</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8822 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1261"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: ในที่ทำงานมักจะขาดเรื่องการสื่อสารอยู่บ่อยครั้ง </span></p>
<p>ไม่ว่าจะไม่การสั่งงานไป เหมือนพนักงานไม่เข้าใจ  และทำงานมาส่งก็ไม่ได้ดั่งใจ  เราจะมีวิธีจัดการอย่างไรให้ได้งานตามที่คาดหวังไว้ครับ</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: เรื่องการสื่อสาร ผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจของการที่บริษัทจะอยู่รอดหรือไม่ </span></p>
<p>สิ่งที่จะทำให้มั่นใจว่า ข้อมูล หรือ ข้อวามที่เราต้องการสื่อออกไป ผู้รับสารเข้าใจถุกต้องจริงๆ ทำได้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น<br />
1. ให้เขาสรุปให้ฟังก่อนที่จะออกจากที่ประชุมหรือก่อนจะจบบทสนทนา,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/728?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1262"></a></span></p></blockquote>
<h2>เทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีของ HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8884 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1469621927.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="334" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1263"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HR มีหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลสำคัญและการเปลี่ยนแปลงนโยบายขององค์กรอยู่เสมอ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็จะเพิ่มคุณภาพในการทำงานและป้องกันความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ HR สามารถประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างกระบวนการสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong>น้อมรับการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication):</strong><span style="font-weight: 400;"> HR ที่ดีจะต้องรับฟังความคิดเห็นของพนักงานทุกครั้งที่พวกเขาสื่อสาร รวมไปถึงแผนการสื่อสารของ HR ที่จะต้องสร้างช่องทางให้เกิดการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่การสื่อสารทางตรงหรือแบบสั่งการอย่างเดียว เพื่อให้พนักงานตั้งคำถามหรือแสดงข้อสงสัย และบ่งบอกว่าความคิดเห็นของพวกเขามีคุณค่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี:</strong> <span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาเกินล้ำกว่าจินตนาการไปแล้ว แถมยังอำนวยความสะดวกได้ทุกอย่างเท่าที่ต้องการ เช่น ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ทุกคนเข้าถึง วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ทำให้การประชุมทางไกลเป็นเรื่องง่าย หรือ HR Tech ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแทบทุกวัน สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือชั้นดี ที่ HR ควรศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ทำให้การเข้าถึงข้อมูล HR เป็นเรื่องง่าย:</strong> <span style="font-weight: 400;">เป็นวิธีการจัดเก็บเอกสารสำคัญหรือเอกสารที่ใช้งานบ่อยไว้ด้วยกัน และเมื่อพนักงานคนใดต้องการก็สามารถส่งต่อได้ง่ายและพร้อมใช้งานทันที สิ่งนี้จะทำให้การสื่อสารของ HR ง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ทำให้เอกสาร HR อ่านง่าย:</strong><span style="font-weight: 400;"> แน่นอนว่า HR จะต้องรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมที่ทำงานอยู่ แต่บางครั้งศัพท์แสงเหล่านั้นทำให้พนักงาน (โดยเฉพาะพนักงานใหม่) สับสนหรือตีความผิดได้ ฉะนั้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด HR จะต้องทำให้เอกสารต่าง ๆ อ่านง่ายที่สุด เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทุกคนจะเข้าใจตรงกัน</span></li>
</ul>
<h2>ประโยชน์ของการสื่อสารที่ดีในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายด้วยประโยชน์ของการสื่อสารที่ดีสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในหรือภายนอก แบบทางการหรือไม่ทางการ ถ้าเรามีการวางแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว จากผลประโยชน์ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ความเข้าใจผิดน้อยลง:</strong><span style="font-weight: 400;"> การสื่อสารที่ชัดเจนจะทำให้ความเข้าใจผิดหายไป โดยเฉพาะการทำให้พนักงานบรรลุเป้าหมายขององค์กร โดยไม่ได้มองข้ามข้อมูลหรือสิ่งสำคัญ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร</a>ดีต่อใจ:</strong><span style="font-weight: 400;"> การสื่อสารที่ดีจะสร้างความสัมพันธ์ของพนักงานที่ดีตาม เพราะพวกเขาจะไว้ใจซึ่งกันและกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ไร้ซึ่งบรรยากาศคุกคาม:</strong><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะการสื่อสารสองทางที่ทุกคนจะรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>แก้ปัญหาง่ายขึ้น:</strong><span style="font-weight: 400;"> การสื่อสารจะช่วยให้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นเรื่องสร้างสรรค์ได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>สร้าง<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190507-team-productivity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทีมสปิริต</a>:</strong><span style="font-weight: 400;"> ถ้าทุกคนเข้าใจตรงกัน ก็จะทำให้พนักงานมีน้ำใจ ความมุ่งมั่น และทำสิ่งนั้นให้ประสบความสำเร็จร่วมกันเป็นหมู่คณะ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>เป้าหมายชัดเจน:</strong><span style="font-weight: 400;"> พนักงานจะเข้าใจเป้าหมายขององค์กร และวางแผนการทำงานได้เป็นระบบมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>สร้าง<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ทีมเวิร์ค</a>:</strong><span style="font-weight: 400;"> เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และการทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ความพึงพอใจของพนักงานมากขึ้น:</strong><span style="font-weight: 400;"> การสื่อสารคือการรับรู้ถึงการมีอยู่ของพนักงาน ซึ่งจะทำให้พวกเขามีคุณค่าและทำงานออกมาอย่างเต็มที่มากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><strong>ธุรกิจประสบความสำเร็จ:</strong><span style="font-weight: 400;"> ทั้งหมดทั้งมวลนำมาซึ่งการลาออกของพนักงานที่น้อยลง พนักงานมีความสุข และส่งผลไปถึงการประสบความสำเร็จขององค์กร</span></li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8885 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/09/shutterstock_1793155018-1.jpg" alt="การสื่อสาร HR" width="500" height="334" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1264"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะมนุษย์ทุกคนต้องติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อการดำรงชีวิต พัฒนาสังคม และพัฒนาองค์กรให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น มนุษย์จึงใช้ความพยายามอันยาวนานในการพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจตน และให้ตนเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนดั่งในโลกของการทำงานที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ต้องติดต่อสื่อสารกับพนักงานทุก ๆ แผนกในองค์กรเสมอ การเตรียมความพร้อมทักษะนี้จะช่วยให้องค์กรดำเนินต่อไปอย่างไม่มีสะดุด ไม่เกิดความเข้าใจผิด และนำมาซึ่งประสิทธิภาพขององค์กรต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงควรฝึกทักษะการสื่อสารของตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างการสื่อสารสองทาง ไม่สื่อสารตามลำดับขั้น และหาช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ส่งตรงถึงพนักงานสั้นและเร็วที่สุดนั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="การสื่อสารของ HR: ประเภท ความสำคัญ​ และเทคนิคพัฒนาการสื่อสารที่ดีในองค์กร 1265" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.hrcenter.co.th/file/columns/hr_f_20170509_162837.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrcenter</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.stou.ac.th/offices/rdec/petch/main/structure/3860100704945/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8-pdf/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%882.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">stou</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://online.stu.edu/articles/business/importance-of-communication-in-hr.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">stu</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.popticles.com/communications/types-of-internal-communication/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">popticles</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://open.lib.umn.edu/humanresourcemanagement/chapter/9-1-communication-strategies/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lib</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.insights.bountixp.com/blog/6-essential-communication-skills-for-hr-professionals" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">insights.bountixp</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.hrtechnologist.com/articles/employee-engagement/effective-communication-in-the-workplace-how-and-why/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrtechnologist</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210819-knowledge-management/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2021 11:26:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Knowledge Management]]></category>
		<category><![CDATA[KM]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210819-knowledge-management/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Knowledge Management คือสิ่งที่ทุกองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น เพราะความรู้เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามาก โดยเฉพาะ Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในคนที่หาไม่ได้จากที่อื่น Knowledge Management คือกระบวนการที่จะเพิ่มศักยภาพในการทำงาน และสามารถเพิ่มความสุขให้กับพนักงานได้เช่นกัน Knowledge Management ที่ดีจะต้องการอัพเดทความรู้แบบเรียลไทม์ ไม่ใช่โครงการที่อยู่นิ่ง หรือมีพื้นที่จัดเก็บที่เข้าถึงได้ง่าย ฯลฯ การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management คือสิ่งที่ทุกองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้องค์ความรู้ในบริษัทมีมากมายมหาศาล ซึ่งคงเสียดายแย่ถ้าเราปล่อยให้ความรู้เหล่านั้นหลุดลอยไปตามกาลเวลา Knowledge Management จึงเป็นกระบวนการที่เข้ามาจัดการองค์ความรู้เหล่านั้น เปรียบเสมือนตัวช่วยผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงระดับผู้บริหารในยุคปัจจุบัน HREX เคยอธิบายโครงสร้างการจัดการความรู้และประโยชน์ต่าง ๆ ไปในบทความเดิม ทว่าครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกประเภทของ Knowledge Management ว่าคืออะไรบ้าง ทำไมถึงสำคัญ และวิธีการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดการความรู้คืออะไร? ประเภทของ Knowledge Management คืออะไร Knowledge Management คือการจัดการความรู้อันกระจัดกระจายในองค์กร ทั้งในตัวบุคคล เอกสาร หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แล้วนำความรู้เหล่านั้นไปใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management คือสิ่งที่ทุกองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น เพราะความรู้เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามาก โดยเฉพาะ Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในคนที่หาไม่ได้จากที่อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management คือกระบวนการที่จะเพิ่มศักยภาพในการทำงาน และสามารถเพิ่มความสุขให้กับพนักงานได้เช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management ที่ดีจะต้องการอัพเดทความรู้แบบเรียลไทม์ ไม่ใช่โครงการที่อยู่นิ่ง หรือมีพื้นที่จัดเก็บที่เข้าถึงได้ง่าย ฯลฯ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management คือสิ่งที่ทุกองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้องค์ความรู้ในบริษัทมีมากมายมหาศาล ซึ่งคงเสียดายแย่ถ้าเราปล่อยให้ความรู้เหล่านั้นหลุดลอยไปตามกาลเวลา Knowledge Management จึงเป็นกระบวนการที่เข้ามาจัดการองค์ความรู้เหล่านั้น เปรียบเสมือนตัวช่วยผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงระดับผู้บริหารในยุคปัจจุบัน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX เคยอธิบายโครงสร้างการจัดการความรู้และประโยชน์ต่าง ๆ ไปในบทความเดิม ทว่าครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกประเภทของ Knowledge Management ว่าคืออะไรบ้าง ทำไมถึงสำคัญ และวิธีการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-whatisknowledgemanagement-190118/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9158 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/7fda98c90d89ff589fb31210da534a3f.jpg" alt="Knowledge Management การจัดการความรู้ คืออะไร" width="500" height="255" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1273"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-whatisknowledgemanagement-190118/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การจัดการความรู้คืออะไร?</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>

<h2>ประเภทของ Knowledge Management คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8471 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0d986f912a7baf682c8ae3fd7e454129.jpg" alt="Knowledge Management คือ" width="600" height="370" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1274"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management คือการจัดการความรู้อันกระจัดกระจายในองค์กร ทั้งในตัวบุคคล เอกสาร หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แล้วนำความรู้เหล่านั้นไปใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพ นำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดขององค์กรต่อ ทั้งนี้ความรู้ที่ว่ามีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Tacit Knowledge หรือ ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน:<span style="font-weight: 400;"> เป็นความรู้ส่วนตัวของแต่ละคนที่เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณ นับเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้ยาก แต่สามารถพัฒนาและแบ่งกันได้ ที่สำคัญคือเป็นความรู้ที่มีคุณค่ามาก เพราะก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่าง Tacit Knowledge ที่สามารถจัดการความรู้ได้ คือ ความรู้ในการทำงาน ทักษะเชิงฝีมือการช่าง การใช้เครื่องมือต่างอย่างเชี่ยวชาญ เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Explicit Knowledge หรือ ความรู้ที่ชัดแจ้ง:<span style="font-weight: 400;"> เป็นความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์จนกลายเป็นหลักความรู้ทั่วไป ไม่อิงบริบทใด ๆ และเป็นความรู้พื้นฐานที่สามารถหาอ่านจากที่ไหนก็ได้ เช่น หนังสือ อินเทอร์เน็ต คู่มือ ฯลฯ ทำให้เป็นความรู้ที่ไม่ประโยชน์น้อยกว่าแบบ Tacit ไม่ได้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะทุกคน ทุกองค์กรเข้าถึงความรู้ชุดนี้ได้</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ OKMD ได้เผยการสำรวจองค์กรในต่างประเทศพบว่า ความรู้ที่จะนำมาทำ Knowledge Management คือส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในตัวคน 42 % รองลงมาอยู่ในกระดาษ 26 % อยู่ในเอกสารอิเล็กทรอนิก 20 % และอยู่ในระบบฐานข้อมูลหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 12 % ส่วนในประเทศไทยคาดว่า ความรู้จะอยู่ในตัวคนมากถึง 70-80 % เพราะการบันทึกในเอกสารและระบบสารสนเทศยังไม่แพร่หลายเท่ากับต่างประเทศ เราจึงยังให้ความสำคัญกับการการจัดการความรู้แบบ Tacit knowledgeมากที่สุด</span></p>
<h2>ทำไม Knowledge Management คือสิ่งสำคัญ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8472 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/63cf61029bb49574621872389a05c04d.jpg" alt="Knowledge Management คือ" width="500" height="370" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1275"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Knowledge Management คือสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความใส่ใจ เพราะว่าเป็นกระบวนการที่จะเพิ่มศักยภาพในการทำงานหรือการตัดสินใจได้ เป็นการทำให้มั่นใจว่า พนักงานทุกคนจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีอยู่ได้เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะความรู้ความเชี่ยวชาญที่หาไม่ได้จากที่อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการสะสม การจัดเก็บ หรือการแบ่งปันความรู้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรรมที่มีการปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ แถมยังเสริมสร้างความสุขของพนักงานได้อีกทางหนึ่ง ตรงกันข้ามคือหากมี Knowledge Management ไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อองค์กรตั้งแต่ระดับความพึงพอใจของพนักงานไปจนถึงระดับการเงิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างจากหนังสือ Critical Knowledge Transfer มีรายงานว่าบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 สูญเสียเงินราว 31.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีจากการไม่ทำการจัดการความรู้ ผลการสำรวจยังบอกว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่ามูลค่าความรู้ที่สูญเสียไปสูงเกือบ 300,000 ดอลลาร์ และ 11% เชื่อว่าสูญเสียสูงถึง 1,000,000 ดอลลาร์ทีเดียว ขณะที่คนอื่นบอกว่า “ประเมิณค่าไม่ได้” ก็มีเช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block">
<p>เหตุผลที่ทุกองค์กรควรทำ Knowledge Management คืออะไร</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รวบรวมและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เก็บความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของพนักงานที่กำลังเกษียณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"> ใช้สำหรับการอบรมพนักงานใหม่ให้มีความรู้มากขึ้น</span></li>
</ul>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1276"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">บริษัทต้องการจัดทำ KM (Knowledge Management) เริ่มต้นต้องเตรียมการอย่างไร</span></p>
<p>เนื่องจากพนักงานที่อยู่มานานเมือ่ถึงเวลาเกษียนต้องออกไป บางทีเสียดายความรู้ดีๆที่พนักงานท่านนั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาตั้งแต่บริษัทก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ บริษัทต้องการจัดทำ KM (Knowledge Management) เริ่มต้นต้องเตรียมการอย่างไร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า KM มีประโยชน์อย่างไร และเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำ KM ในองค์กรค่ะ </span></p>
<p>ทางบริษัทต้องสร้างให้พนักงานทั้งองค์กรเล๋งเห็นความสำคัญของพนักงานท่านนี้ จัดการเล่า Story telling ,Success Story และทำการสัมภาษณ์โดยลึก เพื่อนำ Tacit Knowledge นั้นออกมา..</p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/686?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1277"></span></a></p></blockquote>
<h2>วิธีทำให้ Knowledge Management มีประสิทธิภาพมากขึ้นคืออะไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีวิธีการจัดการความรู้มากมาย ต่อจากนี้คือวิธีการที่ทำให้ KM มีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ทำให้เป็นเรียลไทม์:<span style="font-weight: 400;"> เพราะความรู้แบบเรียลไทม์มีคุณค่ามหาศาล ทุกอย่างในองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลที่ปัจจุบันที่สุด อัพเดทที่สุดจึงช่วยประหยัดเวลาและเงิน แถมยังเพิ่มทักษะของพนักงานให้ทันโลกอีกด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การจัดการความรู้ไม่ใช่โครงการที่อยู่นิ่ง:<span style="font-weight: 400;"> เมื่อองค์กรจะเติบโตและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ความรู้ก็เช่นกัน จึงต้องมีการวางแผนการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วเลิก</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ตัดสินว่าจะรวบรวมความรู้อย่างไร: <span style="font-weight: 400;">ต้องระบุที่มาขององค์ความรู้ทั้งหมดในองค์กร ซึ่งมีการศึกษาพบว่า พนักงานกว่า 51% จะรู้สึกแปลกแยกถ้าไม่เข้าถึงความรู้ของเพื่อนร่วมงาน และ 25% รู้สึกหนักใจ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้เกิดการแบ่งปันความรู้เพื่อลดช่องว่างในองค์กรด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;">หาวิธีการจัดเก็บที่เข้าถึงได้: <span style="font-weight: 400;">ความรู้ในองค์กรกว่า 80% เป็นความรู้ที่จับต้องไม่ได้ จึงต้องมีกระบวนการจัดเก็บที่สามารถค้นหาได้สะดวกรวดเร็วในที่ที่เดียว</span></li>
<li style="font-weight: 400;">หาพื้นที่ในการแบ่งปันข้อมูล: <span style="font-weight: 400;">นอกจากจัดเก็บ ยังต้องมีการแบ่งปันข้อมูล เช่น ผ่านการฝึกอบรบ เพื่อแน่ใจว่าความรู้ดังกล่าวเข้าถึงทุกคน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">น้อมรับระบบเครื่องมือในที่ทำงาน:<span style="font-weight: 400;"> ทุกวันนี้มีระบบการจัดการข้อมูลมากมายให้เลือกใช้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการเก็บ รวบรวม และง่ายต่อการเข้าถึงต่อพนักงานทุกคน การมีแพลตฟอร์มก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">กระตุ้นให้พนักงานถามตอบคำถาม:<span style="font-weight: 400;"> พนักงานต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการตั้งคำถามและพื้นที่ในการแบ่งปันข้อมูลที่ได้ค้นหามา ก็จะช่วยให้องค์ความรู้มีการปะทะสังสรรค์จนเกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Starmind’s Future of Work ได้รายงานการศึกษาพบว่า 61% ของพนักงานรู้สึกมีความรู้มากขึ้น และ 83% รู้สึกมีความสุขเมื่อได้แบ่งปันความรู้ นั่นจึงเป็นข้อดีในการทำ Knowledge Management คือการสร้างโอกาสให้กับพนักงาน และนั่นก็จะส่งผลกลับมาเป็นรายได้และศักยภาพขององค์กรต่อไป</span></p>
<h2 style="text-align: left;">ตัวอย่างเครื่องมือ Knowledge Management ในองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8470 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/354f882c55a2d5840d05a0e3a7377e63.jpg" alt="Knowledge Management คือ" width="500" height="200" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1278"></p>
<h3>ระบบฐานข้อมูล (Knowledge Bases)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานขององค์กรให้เป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรที่ต้องการใช้ข้อมูลความรู้นั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การรวบรวมจัดเก็บฐานข้อมูลความรู้สามารถทำได้ 2 วิธีคือ จัดเก็บในรูปแบบเอกสาร และจัดเก็บในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ</span></p>
<h3>เก็บวิธีปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ (Best Practice)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการจัดเก็บความรู้หรือข้อมูลขององค์กรในรูปแบบง่าย ๆ เพื่อความสะดวกในการค้นหาและนำไปใช้ เช่น คู่มือ การจัดฝึกอบรม คู่มือการตรวจประเมิน 5 ส. คู่มือการจัดการความรู้</span></p>
<h3>ใช้การเล่าเรื่อง (Story Telling)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเป็นวิธีการเผยแพร่ โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างความน่าสนใจและเนื้อหาที่ต้องการสื่อ เช่น การใช้เทคนิคการเล่าเรื่องในประเด็นเกี่ยวกับความสำเร็จหรือล้มเหลวมาผูกเป็นเรื่องราว มักเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล</span></p>
<h3>การทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (AAR: After Action Reviews)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน โดยให้สมาชิกแต่ละคนได้พูดสะท้อนความคิดเห็น หรือความรู้สึกที่มีต่อการทำงานที่ผ่านมาว่า มีจุดเด่น จุดด้อย และข้อควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ถ้าจะมีการทำงานนี้อีกครั้ง จะทำให้สมาชิกในทีมได้เรียนรู้ความสำเร็จ ความผิดพลาดและสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขต่อไป</span></p>
<h3>ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้แบบตัวต่อตัวจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าไปยังบุคลากรรุ่นใหม่หรือผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อยกว่า ซึ่งระบบพี่เลี้ยงเป็นวิธีการหนึ่งในการสอนงานและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะสร้างความคุ้นเคยความสัมพันธ์และความเข้าใจกัน</span></p>
<h3>การจัดตั้งทีมข้ามสายงาน (Cross–Functional Team)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการจัดตั้งทีมเพื่อมาทำงานร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ภายใต้ความเชื่อที่ว่าการทำงานในแต่ละเรื่องต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลาย ๆ ด้านมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำางานร่วมกันจึงจะประสบความสำเร็จ</span></p>
<h3>การประชุมระดมสมอง (Workshop/Brainstorming)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรึกษาหารือกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจดำเนินการปฏิบัติงานที่ผ่านประสบการณ์และมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเครื่องมือที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งแต่ละองค์กรก็ควรประยุกต์ให้ให้เหมาะสมตามขนาดองค์กร ประเภทธุรกิจ และเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อสร้างให้ Knowledge Management คือสิ่งที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นได้ว่า Knowledge Management คือสิ่งที่ทุกองค์กรมองข้ามไปไม่ได้เลย และควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพราะสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดไม่ใช่เม็ดเงิน แต่คือองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลหรือพนักงานของคุณ ซึ่งไม่เพียงจะเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรแล้ว แต่ยังเพิ่มความสุขให้กับพนักงานของเราด้วย </span><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรสนใจการจัดการความรู้อย่างจริงจัง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="7 ตัวอย่าง Knowledge Management (KM) เครื่องมือจัดการความรู้ในองค์กร 1279" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.starmind.ai/future-work-research" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">starmind1</span></a></li>
<li><a href="https://www.starmind.ai/resources/what-is-knowledge-management-and-why-is-it-so-important" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">starmind2</span></a></li>
<li><a href="https://www.edsisolutions.com/blog/what-is-knowledge-management-and-why-is-it-important-to-your-company" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">edsisolutions</span></a></li>
<li><a href="https://www.atspoke.com/blog/knowledge-management/knowledge-management-importance/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">atspoke</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210721-hris-human-resource-information-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Jul 2021 08:05:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HRIS]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210721-hris-human-resource-information-system/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT HRIS คือ ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล หรือระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ ย่อมาจาก Human Resource Information System  HRIS เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการบริหาร การดำเนินงาน การจัดการของทรัพยากรบุคคลในทุกขั้นตอน HRIS ที่ดีควรเหมาะสมกับโครงสร้างของแต่ละองค์กร โดยจะต้องไม่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือทางเทคนิคในการควบคุมพนักงานเท่านั้น แต่ควรใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของพนักงานด้วย HRIS มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ข้อมูล ช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้อย่างเหมาะสม หรือช่วยเชื่อมโยงระบบสารสนเทศต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ฯลฯ กรณีตัวอย่าง Nestle ที่มีสำนักงานโลกก็มีระบบ HRIS เพื่อจัดเก็บบันทึกข้อมูลพนักงาน หากมีการย้ายงานในตำแหน่งที่ต้องการทักษะเฉพาะก็จะมีข้อมูลพร้อมในระบบ ซึ่งสามารถหาพนักงานและย้ายข้ามประเทศได้ทันที ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงชีวิตการทำงาน ทำให้องค์กรต่าง ๆ ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ได้พัฒนา ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HRIS – Human Resource Information System เพราะ HRIS จะช่วยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสมบูรณ์แบบ HR จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและปรับตัวให้ทัน ถึงขนาดที่ว่าบางบริษัทมีการแยกตำแหน่ง HRIS [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HRIS คือ ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล หรือระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ ย่อมาจาก Human Resource Information System </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HRIS เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการบริหาร การดำเนินงาน การจัดการของทรัพยากรบุคคลในทุกขั้นตอน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HRIS ที่ดีควรเหมาะสมกับโครงสร้างของแต่ละองค์กร โดยจะต้องไม่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือทางเทคนิคในการควบคุมพนักงานเท่านั้น แต่ควรใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของพนักงานด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HRIS มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ข้อมูล ช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้อย่างเหมาะสม หรือช่วยเชื่อมโยงระบบสารสนเทศต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ฯลฯ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กรณีตัวอย่าง Nestle ที่มีสำนักงานโลกก็มีระบบ HRIS เพื่อจัดเก็บบันทึกข้อมูลพนักงาน หากมีการย้ายงานในตำแหน่งที่ต้องการทักษะเฉพาะก็จะมีข้อมูลพร้อมในระบบ ซึ่งสามารถหาพนักงานและย้ายข้ามประเทศได้ทันที</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงชีวิตการทำงาน ทำให้องค์กรต่าง ๆ ปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ได้พัฒนา </span>ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HRIS – Human Resource Information System</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะ HRIS จะช่วยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสมบูรณ์แบบ HR จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและปรับตัวให้ทัน ถึงขนาดที่ว่าบางบริษัทมีการแยกตำแหน่ง HRIS ที่ดูแลระบบนี้โดยเฉพาะ นั่นคือสาเหตุที่เราจะมาทำความรู้จักระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้บทความนี้</span></p>

<h2>HRIS คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8184 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/90be5ec1c04faed7403d89bd13da3a5b.jpg" alt="HRIS การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล" width="500" height="334" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1289"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRIS คือ ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล หรือระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรมนุษย์ ย่อมาจาก Human Resource Information System เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการบริหาร การดำเนินงาน การจัดการของทรัพยากรบุคคลในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนอัตรากำลังคน การออกแบบงาน การจ้างงาน การพัฒนา ค่าจ้าง ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ฯลฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRIS ที่ดีควรเหมาะสมกับโครงสร้างเชิงสังคมและความเป็นหน่วยงานของแต่ละองค์กร โดยจะต้องไม่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือทางเทคนิคในการควบคุมพนักงานเท่านั้น แต่ควรใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของพนักงานมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน HRIS มีความสำคัญกับการบริหารองค์กรเป็นอย่างมาก เนื่องจากการความก้าวล้ำของวิทยากรคอมพิวเตอร์ ทำให้คอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานบริหารทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ระบบอนาคตรุ่นต่อไปก็จะยิ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ ถ้าองค์กรไม่มีการใช้ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล อาจหมายถึงความอยู่รอดหรือไม่รอดขององค์กรได้ทีเดียว</span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><strong>Do You Know?</strong></div>
<p><span style="font-weight: 400;">บางองค์กรมีการจัดตั้งตำแหน่ง </span><span style="font-weight: 400;">HRIS </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อดูแลระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะ มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ออกแบบระบบเพื่อการสนับสนุนงาน HR</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การบริหารจัดการฐานข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับงาน HR</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ดูแล รักษา ซ่อมบำรุงระบบสารสนเทศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ให้การสนับสนุนการจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอผู้บริหาร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">รวมถึงการศึกษาระบบสารสนเทศที่มีผลต่อภาคธุรกิจในอนาคต</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>ข้อมูลของระบบ HRIS มีอะไรบ้าง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน HRIS ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งข้อมูลบุคลากรที่เป็นข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนขององค์การ ข้อมูลผังองค์กรที่แสดงโครงสร้างขององค์การ และข้อมูลจากภายนอกที่เกี่ยวกับภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยข้อมูลจะช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายผลิตและการดำเนินการ และฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ระบบสารสนเทศนั้นทำให้ข้อมูลที่มีอยู่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ วิเคราะห์ หรือนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้เรามีตัวอย่างข้อมูล HRIS ที่น่าสนใจที่ควรเก็บไว้ดังนี้<br />
</span></p>
<ul>
<li>ข้อมูลสารสนเทศบุคคล<span style="font-weight: 400;"> – มักประกอบด้วยชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อายุ และคู่สมรส หรือข้อมูลติดต่อในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาของเจ้าหน้าที่ HR ในการสืบค้น</span></li>
<li>ข้อมูลสารสนเทศด้านการแพทย์ <span style="font-weight: 400;">– ประกอบด้วยข้อบกพร่องทางกายภาพที่สังเกตได้ เช่น แขน ขา การได้ยิน การพูด หรือสภาพร่างกาย เพื่อความมุ่งหวังด้านความสามารถในการทางาน</span></li>
<li>ประวัติอาชีพ/ค่าจ้าง<span style="font-weight: 400;"> – ทั้งบันทึกงานต่าง ๆ ของพนักงาน การฝึกอบรม ตำแหน่งงาน ประวัติเงินเดือน เหตุผลการลา การเลื่อน ตาแหน่ง ฯลฯ ใช้เพื่อวิเคราะห์การคำนวณค่าจ้างในองค์กร</span></li>
<li>ข้อมูลคุณวุฒิ<span style="font-weight: 400;"> – รวบรวมข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษาและอบรมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรพัฒนาแผนการฝึกอบรมที่มีประสิทธิผลสำหรับพนักงาน</span></li>
<li>ข้อมูลการประเมินค่าการปฏิบัติงาน<span style="font-weight: 400;"> – เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานตลอดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้เพื่อวัดผลการปฏิบัติงาน และเพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าในอาชีพ</span></li>
<li>ข้อมูลการขาดงาน <span style="font-weight: 400;">– เช่น บันทึกจำนวนวันทำงาน การลาป่วย วันลาพักผ่อน วันหยุด หรือการลาโดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งมีประโยชน์ในการระบุแนวโน้มการขาดงานในอนาคต</span></li>
<li>ข้อมูลการร้องทุกข์<span style="font-weight: 400;"> – เป็นสารสนเทศเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ของพนักงาน เช่น สาเหตุของการร้องเรียน วันที่ร้องเรียน ประเภท บุคคลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น</span></li>
<li>ข้อมูลการสำรวจปัญหางานและข้อมูลทัศนคติ<span style="font-weight: 400;"> – เช่น การวัดความพอใจในการทำงาน แรงจูงใจ ความเครียด ความคาดหวังและรางวัล ฯลฯ เพื่อปรับปรุงองค์กรให้เหมาะสมกับพนักงานต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ HR ทุกคนอย่าลืมว่า ทุก ๆ ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ของพนักงานล้วนอยู่ภายใต้ PDPA คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น ฉะนั้นทุกองค์กรจะเตรียมตัวให้พร้อมทั้งกระบวนการรวบรวม การเก็บรักษา และการนำไปใช้ เพื่อป้องกันโทษทางกฎหมายต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7650 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/PDPA-HR.jpg" alt="PDPA HR" width="600" height="370" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1290"></span></a></div>
<div>
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/pdpa-and-hr-210608/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">PDPA คือสิ่งที่ HR ต้องรู้ วิธีการรับมือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล</span></a></p>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div class="focused-block">
<p>คุณลักษณะสำคัญของข้อมูล HRIS</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Timely: ข้อมูลต้องทันเวลาและทันสมัย เป็นปัจจุบันเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Accurate: ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ และเป็นความจริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Concise: ข้อมูลต้องสั้น กระชับ นำใช้ในการตัดสินใจได้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Relevant: ข้อมูลต้องสอดคล้อง ตรงประเด็น และตรงความต้องการของผู้ใช้งาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Complete: ข้อมูลต้องครบถ้วน และครอบคลุมสาระสำคัญในการตัดสินใจหรือการปฏิบัติงาน</span></li>
</ul>
</div>
<h2>ประโยชน์ของ HRIS</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีวัตถุประสงค์และของประโยชน์ของ HRIS มากมายที่องค์กรจะได้รับถ้าใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเราได้รวบรวมมาให้แล้วดังนี้ เช่น </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่วยในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ข้อมูล โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บ รวบรวมข้อมูล กระทั่งการค้นหาและการนำมาใช้ ทำให้การปฏิบัติงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ  เช่น การวางแผนและการวิเคราะห์มาตรฐานของการจัดการบุคลากร โดยลดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สามารถเชื่อมโยงระบบสารสนเทศต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อพนักงานในองค์กรด้านการติดต่อสื่อสารหรือประสานงานขององค์กรที่สามารถใช้ข้อมูลได้ร่วมกัน นำมาซึ่งการเสริมสร้างสัมพันธภาพ ความเข้าใจ และการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ช่วยในการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้ความรู้ มีทักษะเพิ่มขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสื่อที่ช่วยในการอบรมพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ลดค่าใช้จ่ายในงานด้านเอกสาร และลดเวลาในการปฏิบัติงานลงได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป็นระบบที่ดีในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยจะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลพนักงานเข้าสู่ระบบได้</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title">กรณีตัวอย่าง Nestle</div>
<p><span style="font-weight: 400;">Nestle มีสาขาหลายประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจาก Nestle มีพนักงานทั่วโลกจึงต้องมี HRIS จัดเก็บบันทึกข้อมูลพนักงานที่ย้ายทุกคน เพื่อติดตามข้อมูลการย้ายระหว่างประเทศ เช่น ชื่อพนักงาน ที่อยู่ ประวัติ เงินเดือน ประสบการณ์ การศึกษา การฝึกอบรม ฯลฯ ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายฝึกอบรมและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เท่านั้นที่จะเข้าถึงระบบ โดยผู้บริหารจะใช้ HRIS เพื่อหาว่าผู้ที่มีทักษะเฉพาะไปบรรจุในตำแหน่งว่าง การมีข้อมูลพร้อมในระบบจึงสามารถหาพนักงานและย้ายข้ามประเทศได้ทันที</span></p>
</div>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1291"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">ขอถามพี่ๆ ถึงวิธีการเลือกโปรแกรม/ซอฟแวร์ สำหรับงาน HR หน่อยค่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากถามว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง แล้วมีจุดที่ต้องพิจารณาอะไรบ้างคะ</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ระบบซอฟต์แวร์สำหรับงาน HR จริงๆแล้วมีด้วยกันอยู่ สี่ประเภทหลักๆ ครับคือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HRM หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการบุคลากร, HRD หรือซอฟต์แวร์เพื่อการพัฒนาบุคคลากร, ATS หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการ การคัดเลือกบุคลากร และ Others หรือซอฟต์แวร์ประเภทอื่นๆ ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ซอฟต์แวร์แต่ละตัวก็จะมีประเด็นที่ละเอียดอ่อน อยู่หลายๆ ประเด็นด้วยกัน เช่น..</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/318?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1292"></a></span></p></blockquote>
<h2>5 ขั้นตอนการทำ HRIS</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8186 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8c79fedcaf2795d7a716b201b30b5d26.jpg" alt="HRIS การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล" width="500" height="300" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1293"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อตัดสินใจสร้าง HRIS แล้ว การรู้ว่าจะเริ่มกระบวนการตรงไหนเป็นสิ่งสำคัญ  ซึ่งหลากหลายตำราที่กล่าวถึง ซึ่งในที่นี้เรานำหลักการทั่วไปของการทำระบบสารสนเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้</span></p>
<h3>1. การวางแผนระบบ (System Planning)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยผู้วางแผนระบบจะต้องมีความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและสถานการณ์ขององค์กร เข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการวางแผนที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>2. การออกแบบระบบ (System Design)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นขั้นตอนการเตรียมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อตัดสินใจในการดำเนินการหรือซื้อซอฟต์แวร์ที่ต้องการ โดยจะต้องพิจารณาถึงซอฟต์แวร์ความต้องการในการวางแผนอย่างเพียงพอ เข้าใจในระบบปัจจุบันและเข้าใจความต้องการระบบใหม่ จึงจะออกแบบระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3>3. การเลือกผู้ให้บริการระบบ (Vender Selection)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากมีผู้ให้บริการ HRIS ในท้องตลาดมากมายจึงต้องมีการประเมินราคา รวมไปถึงการพัฒนาของการสร้างระบบตามโครงร่างความต้องการ (Request for Proposal: RFP) ที่ครอบคลุมความต้องการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยในขั้นตอนนี้ผู้ขายซอฟต์สามารถยื่นประมูลตามระบบ และฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ในการตัดสินใจและทำสัญญากับผู้ขายที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรมากที่สุด</span></p>
<h3>4. การนำระบบมาปฏิบัติงาน (System Implementation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือการนำระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์สู่การปฏิบัติงานจริง ระบบจะต้องมีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์กลาง รวมทั้งการติดตั้งซอฟต์แวร์ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือการฝึกอบรมพนักงานที่รับผิดชอบให้เตรียมพร้อมกับการใช้งานจริง</span></p>
<h3>5. การรักษาระบบและประเมินผล (System Maintenance and Evaluation)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในทุกกระบวนการ โดยการบำรุงรักษามักจะมุ่งไปที่ซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ เนื่องจากผู้ใช้งานมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานของโปรแกรมที่ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ส่วนในการประเมินผลควรจะต้องทบทวนขั้นตอนทั้งหมด รวมไปถึงการประเมินค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับผลที่ได้รับด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่</span></p>
<h2>5 ปัจจัยในการพัฒนา HRIS ให้สมบูรณ์แบบ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8187 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8744047a73e6979e129e733628dadbbd.jpg" alt="HRIS การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล" width="500" height="334" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1294"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อองค์กรของคุณประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารทรัพยากรบุคคลแล้ว เราสามารถพัฒนา HRIS ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยจะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้</span></p>
<h3>1. ความสามารถ (Capability)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายถึงความสามารถในการสร้างความพร้องขององค์กรและบุคลากรในการประยุกต์ใช้หรือก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจะต้องพิจารณาความสามารถของทั้งผู้บริหารระดับสูงในการสนับสนุนนโยบาย, พิจารณาฝ่าย HR ที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี และฝ่ายสารสนเทศเองที่จะต้องออกแบบระบบงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้</span></p>
<h3>2. การควบคุม (Control)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคลล้วนเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของทุกคน ซึ่งส่งผลกระทบหลายอย่างต่อบุคคลนั้น ๆ จึงมีความจำเป็นต้องควบคุมการเข้าถึงระบบและการจัดการข้อมูลอย่างรัดกุม โดยเฉพาะผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ได้รับมอบหมาย หรือผู้อยู่ในตำแหน่งสูงเท่านั้น</span></p>
<h3>3. ต้นทุน (Cost)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปแล้ว การดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลมีต้นทุนที่สูงเป็นปกติ เช่น การเฟ้นหาพนักงานย่อมต้องการเงินและเวลาจำนวนมาก ขณะเดียวกันการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับว่า การพัฒนา HRIS คุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไปหรือไม่</span></p>
<h3>4. การติดต่อสื่อสาร (Communication)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารในที่นี้หมายถึงการไหลของสารสนเทศ (Information Flow) ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ภายในองค์กรตลอดจนสภาพแวดล้อมภายนอก ฉะนั้นจึงต้องเตรียมการสื่อสารสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ราบลื่น และเกิดความเข้าใจและทัศนคติในทิศทางเดียวกัน</span></p>
<h3>5. ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันการพัฒนา HRIS ไม่เพียงช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างศักยภาพ และความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ หมายความว่าองค์กรสามารถใช้สามารถใช้สารสนเทศด้านด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นกลยุทธ์ที่จะชนะในการแข่งขันในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการดึงดูดบุคคลให้เข้ามาสู่องค์กร ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาบุคลากรให้อยู่กับองค์กรได้นานกว่าคู่แข่งได้</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3702" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1236116395.jpg" alt="shutterstock 1236116395" width="600" height="370" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1295"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Creative Recruitment : สร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์</span></a></div>
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1672" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/shutterstock_707527222-1.jpg" alt="shutterstock 707527222 1" width="600" height="370" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1296"></a></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">กลยุทธ์ในการรักษาพนักงานฝีมือเยี่ยมให้อยู่กับองค์กร (Employee Retention Strategy)</a></span></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่า HRIS หรือการจัดการระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานทั้งหมด หากมีการเตรียมการให้พร้อม ครบถ้วน และครอบคลุมข้อมูลที่สำคัญ ก็จะช่วยให้ผู้บริหารหรือ HR วางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรได้อย่างเป็นระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอย่างที่รู้กันว่า “คน” หรือทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวหน้า หากขาดการจัดการที่ดีพร้อม ก็อาจส่งผลถึงประสิทธิภาพและศักยภาพขององค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="HRIS: 5 ปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลให้สมบูรณ์แบบ 1297" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.hrpayrollsystems.net/hris/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrpayrollsystems</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://gethr.co/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-hr/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">gethr</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="http://pws.npru.ac.th/kannika/data/files/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201-12%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%20%209011106.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">pws</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Kavanagh J. M., Thite M. and Johnson D. R. (2012). Human Resource Information Systems. 2sd Ed. United States of America: Thousand Oaks: SAGE.</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2021 03:57:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Empathy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/empathy-skill-210714/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Empathy Skill หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คือทักษะความสามารถในการเข้าใจคนอื่นถึงความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง Empathy สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การบริหารงาน ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเข้าอกเข้าใจพนักงานด้วยกัน Empathy Skill ในที่ทำงานมีความสำคัญในการสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) การมีส่วนร่วม (Engagement) และการรักษาพนักงาน (Retention) ในระยะยาว เราสามารถใช้ Empathy Map เครื่องมือที่ใช้ในการเข้าใจลูกค้า มาประยุกต์ใช้ได้กับที่ทำงานได้ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของพนักงานที่แท้จริง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสุภาษิตไทยที่ได้ยินกันมานาน หมายถึงการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น สิ่งนี้ตรงกับทักษะสำคัญที่กำลังได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากอย่าง Empathy Skill หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จนกลายมาเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกวงการเริ่มให้การใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การบริหารงาน ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเข้าอกเข้าใจพนักงานด้วยกัน ฉะนั้นวันนี้เราจะมารู้จัก Empathy กันให้มากขึ้น แล้วมาดูวิธีการประยุกต์ใช้ทักษะนี้ในสถานที่ทำงานกัน  Empathy และ Empathy Skill คืออะไร Empathy คือทักษะความสามารถในการเข้าใจคนอื่นถึงความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะทางธุรกิจที่เป็นทักษะในการเข้าใจลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นด่านแรกของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Empathy Skill หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คือทักษะความสามารถในการเข้าใจคนอื่นถึงความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Empathy สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การบริหารงาน ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเข้าอกเข้าใจพนักงานด้วยกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Empathy Skill ในที่ทำงานมีความสำคัญในการสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) การมีส่วนร่วม (Engagement) และการรักษาพนักงาน (Retention) ในระยะยาว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราสามารถใช้ Empathy Map เครื่องมือที่ใช้ในการเข้าใจลูกค้า มาประยุกต์ใช้ได้กับที่ทำงานได้ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของพนักงานที่แท้จริง</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสุภาษิตไทยที่ได้ยินกันมานาน หมายถึงการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น สิ่งนี้ตรงกับทักษะสำคัญที่กำลังได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากอย่าง </span>Empathy Skill หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น <span style="font-weight: 400;">จนกลายมาเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกวงการเริ่มให้การใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การบริหารงาน ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเข้าอกเข้าใจพนักงานด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นวันนี้เราจะมารู้จัก Empathy กันให้มากขึ้น แล้วมาดูวิธีการประยุกต์ใช้ทักษะนี้ในสถานที่ทำงานกัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Empathy และ Empathy Skill คืออะไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42628" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/HREX-Cover-by-Para-2025-02-04T090004.621.webp" alt="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น" width="600" height="370" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1309" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/HREX-Cover-by-Para-2025-02-04T090004.621.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/HREX-Cover-by-Para-2025-02-04T090004.621-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>Empathy คือทักษะความสามารถในการเข้าใจคนอื่นถึงความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง <span style="font-weight: 400;">สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะทางธุรกิจที่เป็นทักษะในการเข้าใจลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นด่านแรกของ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702-design-thinking/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) </span></a><span style="font-weight: 400;">ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ในองค์กรส่วนใหญ่มักนำ Empathy มาประยุกต์ใช้ในการเข้าอกเข้าใจพนักงาน นับตั้งแต่ผู้บริหาร หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่งพนักงานด้วยกันเองก็ต้องมีทักษะดังกล่าว เพื่อสร้างความสุขในการทำงาน พร้อมส่งเสริมให้เกิดศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><span style="font-weight: 400;">Empathy VS Sympathy</span></div>
<div>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Empathy – ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Sympathy – ความเห็นอกเห็นใจ, ความสงสาร</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนมีข้อสงสัยในความแตกต่างระหว่าง Empathy กับ Sympathy แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ Empathy เป็นความรู้สึกร่วมต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็รู้สึกไปด้วยกัน เป็นความสามารถในการมองจากสายตาของอีกฝ่าย ขณะที่ Sympathy เป็นเพียงความรู้สึกเห็นใจและเข้าใจของเราที่มีต่อสถานการณ์ของคนอื่น ไม่ได้รู้สึกร่วมไปด้วยกับอีกฝ่าย </span><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการมีทักษะ Empathy จะทำให้เราอยากเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหากับอีกฝ่ายมากกว่า</span></p>
</div>
</div>
<h2>ความสำคัญของ Empathy และ Empathy Skill ในที่ทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะ Empathy เป็นความสามารถที่ประยุกต์ใช้ในทุกวงการ กรณีนี้เราจะพูดถึงความสำคัญในสถานที่ทำงาน ที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจของ</span><a href="https://www.businessolver.com/who-we-are/news/businessolver-finds-workplaces-still-lack-empathy#gref" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> Businessolver’s 2017 Workplace Empathy Monitor</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่รายงานว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">77% ของพนักงานจะเต็มใจทำงานในชั่วโมงที่มากขึ้น และ 66% ของพนักงานยินดีรับเงินเดือนที่ลดลง ถ้าหากนายจ้างหรือที่ทำงานมีบรรยากาศของ Empathy</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">92% ของ HR บอกว่า Empathy เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">80% ของพนักงานกลุ่ม Millennials จะตัดสินใจลาออก ถ้านายจ้างหรือที่ทำงานมี Empathy น้อยเกินไป ขณะที่กลุ่ม 66% ของกลุ่ม Babyboomers ก็รู้สึกแบบเดียวกัน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร. อดัม เวยซ์​ (Dr. Adam Waytz) ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัย Kellogg กล่าวว่า Empathy มีสำคัญมากต่อการเป็นผู้นำและการจัดการองค์กร ผู้นำจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความรู้สึกเห็นอกเห็นผู้อื่นคืออะไร ทำงานอย่างไร และส่งผลกระทบอย่างไรกับสถานที่ทำงาน เพราะมันมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน และสร้างประสบการณ์ในที่ทำงานให้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปแล้วก็คือ Empathy มีความสำคัญในการสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) การมีส่วนร่วม (Engagement) และการรักษาพนักงาน (Retention) ในระยะยาวนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check"></div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9136 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/Employee-Retention1.jpg" alt="Employee Retention การรักษาพนักงาน" width="500" height="334" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1310">กลยุทธ์ในการรักษาพนักงานฝีมือเยี่ยมให้อยู่กับองค์กร (Employee Retention Strategy)</a></span></div>
<div> <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9560 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1022439433-1.jpg" alt="การมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร (Employee Engagement) มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร" width="500" height="334" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1311"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร (Employee Engagement) มีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร</span></a></div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1312"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดัน KPI ที่ตั้งไว้ก็ยาก จะทำให้ทีมเห็นใจกันได้อย่างไร (Empathy)</span></strong></p>
<p>อยากถามหน่อยค่ะว่าถ้าเราอยากจะเสริมสร้างความรู้สึกของการเห็นอกเห็นใจ ใส่ใจดูแล มีความช่วยหลือกัน หรือการสร้างให้เกิดวัฒนธรรมแบบทีมงานมี Empathy ต่อกันจะทำได้อย่างไรบ้างคะ</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: การจะสร้าง Empathy ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น จากประสบการณ์ผมจะเริ่มสร้าง Trust ในองค์กรให้เกิดขึ้นก่อนครับ </span></strong></p>
<p>เป็นการสร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ลดความหวาดระแวง โดยมีวิธีการในการสร้าง Trust ง่ายๆ ดังนี้ครับ</p>
<p>1. ลดความผิดพลาด ลดความหวาดระแวง เกิดความไว้ใจ</p>
<p>2. สื่อสารตรงไปตรงมา เปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน</p>
<p>3. เป้าหมายเดียวกัน รับผิดชอบร่วมกัน เกิด Empathy,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/664?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1313"></span></a></p></blockquote>
<h2>วิธีการสร้าง Empathy ในที่ทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8064 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-2.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1314"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหนขององค์กร จริง ๆ แล้ว Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรมีเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ทักษะนี้เป็นสิ่งที่สร้างและพัฒนากันได้ ถึงแม้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงข้ามวัน แต่หากมีแนวทางที่ชัดเจนก็สามารถบ่มเพาะจนเกิด Empathy ขึ้นมาได้เช่นกัน ต่อจากนี้คือวิธีการสร้าง Empathy ในที่ทำงานที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในองค์กรของคุณ</span></p>
<h3>วิธีสร้าง Empathy สำหรับผู้นำ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้าทีม การมี Empathy มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างความเชื่อใจให้เกิดขึ้นในทีม เพราะลูกน้องจะกล้าเข้าหาเรามากขึ้น เพื่อขอคำปรึกษาหรือให้แนะแนวทางในการทำงาน สิ่งนี้จะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสิ่งที่ผู้นำสามารถทำได้ก็คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">สังเกตการทำงานของลูกทีม<span style="font-weight: 400;"> – เป็นการป้องกันไม่ให้ทีมงานทำงานหนักเกินไปจนเกิดอาการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/190731-burnoutsyndrome/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Burnout</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันและความเครียด จนนำไปสู่การลาออกได้ ผู้นำที่มี Empathy จะรับรู้สัญญาณดังกล่าว และรีบเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ทันก่อนพนักงานจะโบกมือลาออกไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;">แสดงความจริงใจต่อความต้องการของทุกคน <span style="font-weight: 400;">– ส่วนหนึ่งของ Empathy คือการเข้าใจความปรารถนา ความหวัง หรือความฝันของทีมงานแต่ละคน รวมไปถึงการจับคู่งานให้เหมาะสมกับทักษะความสามารถและความพึงพอใจ ถ้าหัวหน้างานเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้พนักงานมีส่วนร่วมและเต็มใจในการทำงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">เต็มใจช่วยเหลือเรื่องส่วนตัว <span style="font-weight: 400;">– ทุกวันนี้เส้นแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องเริ่มเลือนลางลง หลายครั้งที่หัวหน้ากับทีมงานเป็นเพื่อนกันในชีวิตจริง การสื่อสารที่เปิดกว้างและการยื่นมือช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเมื่อจำเป็น ก็จะทำให้ทีมงานรู้สึกสบายใจในที่ทำงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย <span style="font-weight: 400;">– เพราะทุกคนล้วนต้องผ่านการสูญเสีย การแสดงออกถึงความเสียใจหรือการสนับสนุนเขา เป็นการสร้างมิตรภาพและรักษาความสัมพันธ์ในที่ทำงานให้แข็งแรงขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">มองความเป็นผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ<span style="font-weight: 400;"> – ไม่มีใครทำงานได้สมบูรณ์แบบ การทำงานผิดพลาดคือบทเรียนที่สำคัญของทีมงาน ฉะนั้นควรมีมาตรการลงโทษที่สมเหตุสมผลมากกว่าการลงโทษเพื่อให้สำนึกผิดอย่างเดียว</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถสร้างความประทับใจกับลูกทีมได้ เช่น การจดจำวันสำคัญ การซื้อของมาฝาก หรือแม้กระทั่งการรับฟังความคิดและให้ทางเลือกในการทำงาน ฯลฯ ก็จะสร้าง Empathy ให้เกิดขึ้นระหว่างผู้นำกับพนักงานได้เช่นกัน</span></p>
<h3>วิธีสร้าง Empathy สำหรับ HR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่ต้องทำงานร่วมกับพนักงานอีกหลายร้อยคนในองค์กร นับเป็นฝ่ายที่ต้องเสริมสร้าง Empathy เป็นอย่างมาก เพราะ HR มีความสำคัญในการวางแผนและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กร โดยมีสิ่งที่ต้องทำดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตั้งใจฟังอย่างใจจริง<span style="font-weight: 400;"> – การรับฟังแบบ active listening หรือ deep listening เป็นทักษะที่สำคัญต่อการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างมาก เพราะการตั้งใจฟังอย่างแท้จริงจะทำให้ HR รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขตรงนั้น แล้วพนักงานก็จะเข้ามาแบ่งปันความคิดเห็นในองค์กรมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">เข้าหาพนักงานแต่ละคน<span style="font-weight: 400;"> – HR มีเป็นฝ่ายที่เข้าหาพนักงาน ไม่ใช่รอให้พนักงานเข้ามาหา HR อย่างเดียว การเดินเข้าไปทำความรู้จักพนักงานแต่ละคน จะทำให้ HR รับรู้ถึงความต้องการของพนักงาน และสามารถวางแผนและพัฒนาพนักงานให้ตรงจุดมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ให้คำปรึกษาพนักงาน <span style="font-weight: 400;">– HR ควรมองตัวเองว่าเป็น “เพื่อน” กับพนักงานที่ทำหน้าที่ฝึกสอน ให้คำแนะนำ และอยากเข้าใจความเป็นไปของพนักงานทุกคน สิ่งนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรให้แน่นแฟ้นมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">หมั่นฝึกฝนด้วยตัวเอง <span style="font-weight: 400;">– การสร้างทักษะ Empathy ต้องใช้ระยะเวลาและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก HR จึงควรหมั่นฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นประจำ เพื่อสร้างให้เกิด Empathy อย่างเป็นธรรมชาติต่อไปในอนาคต</span></li>
</ul>
<h3>วิธีสร้าง Empathy สำหรับพนักงานทั่วไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เฉพาะหัวหน้าและ HR ที่จะสร้าง Empathy ในที่ทำงานได้ สำหรับพนักงานทั่วไปก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการสร้างทักษะความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาด้วย แถมยังเป็นทักษะสำคัญที่ควรมีติดตัว เพื่อให้เกิดการทำงานที่ราบลื่นไร้อุปสรรค โดยพนักงานทั่วไปจะต้อง Empathy ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานอย่างแท้จริง <span style="font-weight: 400;">– บางคนอาจไม่ได้ใส่ใจเพื่อนร่วมงานมากนัก อย่างสหรัฐฯ มี</span><a href="http://news.gallup.com/reports/199961/state-american-workplace-report-2017.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">งานวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่า พนักงาน 30% รู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองไม่สำคัญ เพราะเพื่อนร่วมงานไม่ได้ตั้งใจหรือใส่ใจฟัง การเริ่มฟังเพื่อนร่วมงานนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้าง Empathy ให้เกิดขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ถามเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ<span style="font-weight: 400;"> – ไม่ว่าจะเป็นการถามเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เป็นยังบ้าง? สบายดีไหม? หรือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบในการทำงาน ก็จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น และทำให้เรามีโอกาสเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ไม่คิดไปเอง <span style="font-weight: 400;">– เป็นการหลีกเลี่ยงการตั้งสมมติฐานด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัดสินใครโดยยังไม่ได้รับฟังเหตุผล หากเกิดปัญหาในการทำงานก็ควรเปิดใจคุยกันเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่คิดไปเองว่าเกิดปัญหานี้เพราะอะไร สิ่งนี้อาจทำให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ระลึกเสมอว่าทุกคนมีความรู้สึก <span style="font-weight: 400;">– เพราะเพื่อนร่วมงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะสร้างความสุขในที่ทำงาน ฉะนั้นไม่ว่าจะชื่นชมหรือตำหนิติเตียน ก็อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกอีกฝ่าย หลีกเลี่ยงการโจมตีไปที่ตัวบุคคล แต่ให้นึกถึงผลงานเป็นหลักจะดีกว่า</span></li>
</ul>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1312"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: เราจะทำอย่างไรให้พนักงานมีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกัน ไม่มีการเมืองในที่ทำงาน แต่ละคนติดต่อสื่อสารกันด้วยความจริงใจ เห็นอกเห็นใจ</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยผ่านการทำงานในฐานะมาแล้วหลายบริษัทค่ะ พอถึงตอนนี้ที่จะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องสร้างทีมขึ้นมาเลยอยากหาวิธีที่ทำให้คนที่เข้ามาเป็นพลังบวกให้แก่กัน ขอทุกท่านช่วยแชร์ไอเดียหน่อย</span></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: เป็นรูปแบบการทำงานในอุดมคติเลยนะคะ ขอให้ guideline เป็นแนวคิดดังนี้นะคะ</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1) วางวัฒนธรรมการทำงานให้มีการสื่อสารเชิงบวก<br />
2) ผู้บริหาร ผู้นำองค์กร ผู้จัดการ ต้องเห็นด้วย buy in และทำเป็น role model<br />
3) ทำระบบในการบริหารองค์กรต่างๆให้มีการสื่อสารอย่างเปิดเผย ชัดเจน<br />
4) สร้างกิจกรรม 4 ส คือ สร้างสรรค์ ส่งเสริม สืบสาน สังสรรค์,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/222?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1313"></span></a></p></blockquote>
<h2>การใช้ Empathy Map ในที่ทำงาน</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8061 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/empathy-mappng.png" alt="Empathy Map HR NOTE" width="584" height="438" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1317"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Empathy Map คือเครื่องทางธุรกิจที่ใช้ในการสร้างแผนที่การเข้าใจลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริง โดยในที่นี้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับที่ทำงานได้ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของพนักงานทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนการทำ Empathy Map ในที่ทำงานไม่ต่างอะไรกับการค้นหาความต้องการของลูกค้าทางธุรกิจ เพียงแต่สิ่งที่จะวิเคราะห์เปลี่ยนเป็นความต้องการของพนักงานแทน สามารถแยกทำได้ในแต่ละฝ่ายที่ต้องการ เพราะแต่ละแผนกก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยจะคิดวิเคราะห์ส่วนประกอบของแผนที่ 6 ข้อ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Think and Feel<span style="font-weight: 400;"> – ทำความเข้าใจถึงสิ่งที่พนักงานคิดและรู้สึกในการทำงาน เช่น ขั้นตอนการทำงานยุ่งยากไปไหม กฎเกณฑ์อะไรที่สร้างความกังวล หรือความต้องการลึก ๆ ของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Hear <span style="font-weight: 400;">– พนักงานได้ยินเรื่องอะไรเกี่ยวกับองค์กรหรือตำแหน่งมาบ้าง ไม่ว่าจากเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง หัวหน้า ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสื่อโซเชียลมีเดียที่พูดถึงองค์กรของเรา สิ่งเหล่านี้ต่อผลต่อความรู้สึกในการทำงานได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;">See<span style="font-weight: 400;"> – สิ่งที่พนักงานมองเห็นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม หรือเพื่อนร่วมงาน ยกตัวอย่างเช่น ความไร้ระเบียบของโต๊ะทำงานก็ทำให้เกิดความรู้สึกขุ่นเคืองใจได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Say and Do <span style="font-weight: 400;">– อะไรคือสิ่งที่พนักงานพูดหรือกระทำต่อการทำงาน โดยเป็นการโฟกัสไปที่พฤติกรรมและทัศนคติต่องานว่าสอดคล้องกันหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Pain <span style="font-weight: 400;">– มองปัญหาในการทำงานของพนักงานว่าพวกเขาชอบและไม่ชอบอะไร รวมไปถึงอุปสรรคที่จะทำให้การทำงานเกิดความลำบาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Gain <span style="font-weight: 400;">– อะไรคือสิ่งที่พนักงานได้รับจากการทำงาน เช่น เงินเดือน สวัสดิการ หรือความภาคภูมิใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้มาซึ่งคำตอบของ Empathy Map สามารภทำได้หลากหลายวิธี เช่น การสังเกตพฤติกรรม, การสัมภาษณ์, การถามและการฟังอย่างลึกซึ้ง, การทำเวิร์คช็อป หรือกระทั่งการระดมความคิดเห็น ฯลฯ และเมื่อได้คำตอบจากพนักงาน ก็สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อเพื่อสร้างสรรค์นโยบายหรือแผนการทำงานที่ตอบสนองความต้องการของพนักงานได้อย่างตรงใจต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปแล้ว สิ่งนี้สอดคล้องกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน (Employee Experience) นับเป็นการสร้างความประทับใจให้เกิดความพึงพอใจในระยะยาว ส่งผลต่อการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-5721 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/116F0263-C811-4236-9BCA-80904C1F604E.jpeg" alt="116F0263 C811 4236 9BCA 80904C1F604E" width="600" height="370" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1318"></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน (Employee Experience)</a></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“เราไม่เคยเชื่อใจ HR เลย พวกเขาหาทางจะลงโทษฉันตลอด!”</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“HR เป็นฝ่ายที่สะท้อนและปกป้องนโยบายที่แข็งกร้าวของบริษัทอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ”</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“เราต้องนำความเป็นมนุษย์คืนสู่ HR”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นส่วนหนึ่งของเสียงพนักงานที่มีต่อฝ่ายทรัยพากรมนุษย์จากการสำรวจของ</span><a href="http://nextconcepthrmagazine.com/empathy-and-hr-the-practical-connection/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> HR West 2019</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งไม่ต่างอะไรกับความคิดเห็นของพนักงานในองค์กรไทยโดยทั่วไปสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะ HR ส่วนใหญ่มิได้มี Empathy Skill ในการเข้าใจความรู้สึกของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ สตีฟ บราวน์ (Steve Browne) บอร์ดผู้บริหารของ SHRM ที่บอกว่า</span><i><span style="font-weight: 400;"> “Empathy ไม่ใช่แค่ soft skill แต่คือ business skill ฉะนั้น HR จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่เข้าใจทักษะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น HR ทำงานเพื่อพนักงานในองค์กร ถ้าพวกเขาลืมสิ่งนี้ องค์กรก็คงไม่ต้องการคุณ”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาแล้วที่ HR ยุคใหม่จะต้องปรับตัวเรียนรู้ทักษะ Empathy เพราะสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจทุกวันนี้ก็คือ การเข้าใจความต้องการลูกค้า และเข้าใจความรู้สึกของพนักงานของเราอย่างแท้จริง แล้ว HR ก็จะลบคำครหาดังกล่าวออกไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น 1319"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://web.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/Sympathy-Empathy-Empathy-Trap" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">tcdc</span></a></li>
<li><a href="https://www.urbinner.com/post/what-is-empathy-how-does-it-important-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">urbinner</span></a></li>
<li><a href="https://www.ccl.org/articles/leading-effectively-articles/empathy-in-the-workplace-a-tool-for-effective-leadership/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ccl</span></a></li>
<li><a href="https://www.hibob.com/hr-glossary/empathy-in-the-workplace/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hibob</span></a></li>
<li><a href="https://www.atspoke.com/blog/support/workplace-empathy/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">atspoke</span></a></li>
<li><a href="https://www.mindtools.com/pages/article/empathy-mapping.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">mindtools</span></a></li>
<li><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/employee-relations/pages/why-empathetic-hr-leaders-are-more-effective.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">shrm</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/conflict-management-210709/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2021 05:53:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Conflict Management]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารความขัดแย้ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/conflict-management-210709/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Conflict Management คือ การบริหารความขัดแย้ง เป็นกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพื่อลดผลลัพธ์เชิงลบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างโอกาสสำหรับผลลัพธ์เชิงบวกมาแทนที่ การบริหารความขัดแย้งแบบ TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นเครื่องมือที่ใช้บริหารความขัดแย้งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มี 5 รูปแบบคือ Accommodating การปรองดอง, Avoiding การหลีกเลี่ยง, Compromising การประนีประนอม, Competing การแข่งขัน และ Collaborating การให้ความร่วมมือ ความขัดแย้งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ การบริหารความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นมาเพื่อรักษาความสมดุล ทำให้องค์กรมีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ โลกนี้ไม่มีอะไรถูกใจเราไปเสียทุกอย่าง เพราะตั้งแต่เกิดมาทุกคนล้วนต้องเจอความขัดแย้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ไล่ตั้งแต่ในบ้านก็เจอความขัดแย้งภายในครอบครัว ไปโรงเรียนก็พบความขัดแย้งกับเพื่อนฝูง กระทั่งถึงวัยทำงานก็ยังไม่พ้นความขัดแย้งในองค์กรอีก ทำเอาหลายคนเข็ดขยาดจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเลยก็มี อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งไม่ได้เป็นสิ่งน่ากลัวเสมอไป หากเรารู้จัก การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นตัวช่วยในการก้าวข้ามสถานการณ์ต่าง ๆ และรับมือกับความวุ่นวายได้อย่างสบายใจ วันนี้เราจึงมาทำความรู้การบริหารความขัดแย้งกันให้มากขึ้น ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับมันให้รู้แล้วรู้รอดกัน Conflict Management [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Conflict Management คือ การบริหารความขัดแย้ง เป็นกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพื่อลดผลลัพธ์เชิงลบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างโอกาสสำหรับผลลัพธ์เชิงบวกมาแทนที่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การบริหารความขัดแย้งแบบ TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นเครื่องมือที่ใช้บริหารความขัดแย้งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มี 5 รูปแบบคือ Accommodating การปรองดอง, Avoiding การหลีกเลี่ยง, Compromising การประนีประนอม, Competing การแข่งขัน และ Collaborating การให้ความร่วมมือ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความขัดแย้งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ การบริหารความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นมาเพื่อรักษาความสมดุล ทำให้องค์กรมีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46203" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-18.webp" alt="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง" width="600" height="370" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1330" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-18.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-18-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกนี้ไม่มีอะไรถูกใจเราไปเสียทุกอย่าง เพราะตั้งแต่เกิดมาทุกคนล้วนต้องเจอความขัดแย้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ไล่ตั้งแต่ในบ้านก็เจอความขัดแย้งภายในครอบครัว ไปโรงเรียนก็พบความขัดแย้งกับเพื่อนฝูง กระทั่งถึงวัยทำงานก็ยังไม่พ้นความขัดแย้งในองค์กรอีก ทำเอาหลายคนเข็ดขยาดจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเลยก็มี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งไม่ได้เป็นสิ่งน่ากลัวเสมอไป หากเรารู้จัก </span>การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) <span style="font-weight: 400;">อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นตัวช่วยในการก้าวข้ามสถานการณ์ต่าง ๆ และรับมือกับความวุ่นวายได้อย่างสบายใจ วันนี้เราจึงมาทำความรู้การบริหารความขัดแย้งกันให้มากขึ้น ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับมันให้รู้แล้วรู้รอดกัน</span></p>
<h1>Conflict Management คืออะไร ?</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8013 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/8f79a2df4a6fe5330547fb1a4c572f05.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management " width="500" height="342" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1331"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบริหารความขัดแย้ง คือกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพื่อลดผลลัพธ์เชิงลบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างโอกาสสำหรับผลลัพธ์เชิงบวกมาแทนที่ ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไป โดยความขัดแย้งในองค์กรเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และเป็นเรื่องแสนธรรมดาที่ทุกหน่วยการต้องจัดการ การบริหารความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นมาเพื่อรับมือสถานการณ์นั้นๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทของความขัดแย้งหลักได้ 6 ประการ คือ</span></p>
<ol>
<li>ความขัดแย้งภายในตัวบุคคล (Intrapersonal Conflict) เช่น ความรู้สึกรักพี่เสียดายน้อง การตัดสินใจลำบาก</li>
<li>ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (Interpersonal Conflict) เช่น ความแตกต่างทางความเชื่อ ทัศนคติ บุคคลิกภาพ</li>
<li>ความขัดแย้งภายในกลุ่ม (Intragroup Conflict) เช่น การไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานของกลุ่ม ความไม่สามัคคี</li>
<li>ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม (Intergroup Conflict) เช่น การขัดแย้งทางผลประโยชน์ การชิงดีชิงเด่น</li>
<li>ความขัดแย้งภายในองค์กร (Intraorganizational Conflict) เช่น การขัดแย้งระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องหรือคนในระดับเดียวกัน</li>
<li>ความขัดแย้งระหว่างองค์กร (Interorganizational Conflict) เช่น การเอาชนะทางธุรกิจ การพัฒนาสินค้าและบริการให้เหนือคู่แข่ง</li>
</ol>
<div class="focused-block--has-title">
<h3 class="__title">แนวคิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง</h3>
<div>
<ul>
<li>แนวคิดแบบดั้งเดิม ช่วง ค.ศ. 1930-1940 (The Traditional View)– เป็นมุมมองยุคเริ่มแรกที่เชื่อว่าความขัดแย้งทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งเลวร้าย ความขัดแย้งจะถูกมองในแง่ลบ โดยมองว่าเป็นการสร้างความรุนแรง (Violence) การทำลาย (Destruction) หรือความไร้เหตุผล (Irrationality) ฉะนั้นความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่เสียหายควรหลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นในองค์การ</li>
<li>แนวคิดเชิงมนุษยสัมพันธ์ ช่วงระหว่างทศวรรษ 1940 &#8211; กลางทศวรรษ 1970 (The Human Relations)– เป็นมุมมองเชิงมนุษยสัมพันธ์ที่เชื่อว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้ในทุกกลุ่มหรือทุกองค์การ ความขัดแย้งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และไม่อาจสามารถขจัดให้หมดไป และหลายครั้งที่ความขัดแย้งก็ส่งเสริมการทำงานของกลุ่มได้เช่นกัน</li>
<li>แนวคิดแบบนักปฏิสัมพันธ์ (The Interactionist View) หรือ แนวความคิดสมัยใหม่ (Contemporary View)– เป็นแนวคิดที่กระตุ้นส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้ง แต่ก็ต้องรักษาระดับให้เพียงพอต่อการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ เพราะความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ</li>
</ul>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8825 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-pana-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1332"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">จะออกแบบให้การเมืองในบริษัทเบาบางลงได้อย่างไรคะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้สึกว่าที่ Office การเมืองแรงมาก เกิดการดราม่า แบ่งฝักแบ่งฝ่าย พูดคุยนินทากันลับหลังข้ามแผนก มันทำให้การทำงานขาดคามร่วมมือ มีมวลความเครียดบางอย่างในที่ทำงาน เราจะจะออกแบบให้การเมืองในบริษัทเบาบางลงได้อย่างไรคะ</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: เป็นปัญหา classic ในที่ทำงานนะคะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การเมืองในบริษัท ถ้าให้แก้ไขหมดไปเลยคงยาก แต่ให้ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นได้มากกว่าค่ะ แนะนำ guideline ทั้งระดับองค์กรและระดับ HR ดังนี้ค่ะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8818 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/0vp.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="370" height="80" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1333"></p></blockquote>
</div>
</div>
<h2>Conflict Management สำคัญอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองตามแนวคิดสมัยใหม่จะพบว่า ความขัดแย้งมีทั้งด้านบวกและด้านลบอยู่ในตัว การบริหารความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นมาเพื่อรักษาความสมดุลของระดับความขัดแย้งนี้ โดยความขัดแย้งในด้านบวกส่งผลให้องค์กรมีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งยังทำให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มหรือองค์กร เกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรมีความก้าวหน้า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนความขัดแย้งที่มากเกินไปก็อาจส่งผลด้านลบต่อองค์กรได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดการแตกความสามัคคี องค์กรไร้เสถียรภาพ เสียโอกาส ในการแข่งขันหรือสูญเสีย บุคลากรที่มีคุณภาพไปจากองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ความขัดแย้งมีประโยชน์อย่างมากในบางสถานการณ์ เช่น ความขัดแย้งสามารถเพิ่มความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ไข ความขัดแย้งมีค่าในการเสริมวิธีการทำงานที่ดีกว่าเดิม ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้ทีมงานตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้เข้าใจกันมากขึ้นกว่าเก่าด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นหากมองในภาพรวมแล้ว การบริหารความขัดแย้งจะช่วยบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ช่วยลดต้นทุนเมื่อต้องหาพนักงานใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และรักษาพนักงานคนเก่งของเราเอาไว้นาน ๆ นั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190510-team-conflict-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9072 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/05/shutterstock_1486821704-1.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม" width="500" height="334" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1334"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190510-team-conflict-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อุปสรรคของการทำงานระบบทีมและการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทีม</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) 5 รูปแบบ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8014 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/d3f7eea6b3a62d2d3e3bd87deacf9054.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management " width="500" height="334" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1335"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในปี 1970 มีผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือกับความขัดแย้งในองค์กรชื่อ <strong>เคนเนธ โธมัส (Kenneth Thomas)</strong> และ <strong>ราล์ฟ คิลแมนน์ (Ralph Kilmann)</strong> ได้เสนอแนวคิดการรับมือความขัดแย้งมา 5 รูปแบบ ซึ่ง HR มักนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารความขัดแย้งที่เรียกว่า <strong>TKI – The Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument</strong> เป็นเครื่องมือที่ใช้บริหารความขัดแย้งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบออกเป็นดังนี้</span></p>
<h3>1. Accommodating การปรองดอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการบริหารความขัดแย้งที่มีฝ่ายหนึ่งต้องยอมเสียสละหรือลดความต้องการของตัวเองลง เพื่อให้อีกฝ่ายบรรลุความต้องการหรือเป็นผู้ชนะ เหมาะสำหรับความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่คุ้มค่าหากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตัวเลือกนี้จึงก่อให้ความสงบอย่างรวดเร็ว รูปแบบนี้ต้องการความร่วมมือระหว่างผู้ขัดแย้งเป็นอย่างมาก แต่ผู้เสียสละอาจรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความขุ่นเคืองใจในระยะยาวต่อไป</span></p>
<p>ข้อดี <span style="font-weight: 400;">– ใช้แก้ปัญหาเล็ก ๆ ในระยะเวลารวดเร็วและง่ายดาย โดยใช้ความพยายามน้อยที่สุด</span></p>
<p>ข้อเสีย <span style="font-weight: 400;">– ถ้าใช้บ่อยเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า</span></p>
<h3>2. Avoiding การหลีกเลี่ยง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการบริหารความขัดแย้งแบบไม่ทำอะไรเลย ใช้วิธีนิ่งเฉยสยบปัญหาโดยไม่ตอบโต้และไม่ตอบสนองอะไร ส่วนมากจะเป็นปัญหาชนิดไร้สาระจนเสียเวลาที่จะแก้ แต่ถึงแม้จะฟังดูเป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุด เนื่องจากปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไข จนอาจกลับทวีความร้ายแรงได้</span></p>
<p>ข้อดี <span style="font-weight: 400;">– ผู้สร้างปัญหาอาจเกิดสติตระหนักรู้จนแก้ปัญหาได้เอง และเป็นบทเรียนอันมีค่าของตัวเองต่อไป</span></p>
<p>ข้อเสีย<span style="font-weight: 400;"> – ถ้าใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาแน่นอน</span></p>
<h3>3. Compromising การประนีประนอม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการบริหารความขัดแย้งที่หาจุดร่วมความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย (Win-Win) หรือเป็นการรับมือแบบพบกันครึ่งทาง โดยทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องลดความต้องการของตัวเองลงจนหาข้อยุติได้ แต่บางครั้งก็อาจเกิดสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจทั้งคู่ (Lose-Lose) เพราะต้องสูญเสียอะไรบางอย่างเหมือนกัน</span></p>
<p>ข้อดี –<span style="font-weight: 400;"> ต่างฝ่ายต่างเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น มองเห็นความต้องการใหม่ในทิศทางเดียวกัน</span></p>
<p>ข้อเสีย –<span style="font-weight: 400;"> ไม่มีใครได้ความสุขสมบูรณ์แบบ เพราะต้องลดความต้องการของตัวเองลง ซึ่งอาจเกิดความไม่เต็มใจที่ไม่เท่ากัน</span></p>
<h3>4. Competing การแข่งขัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการบริหารความขัดแย้งที่ตรงข้ามกับการประนีประนอมอย่างสิ้นเชิง คือการเปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งแสดงออกมาถึงความต้องการเพื่อเอาชนะคู่แข่งได้ เป็นการทำให้ฝ่ายหนึ่งอยู่เหนือฝ่ายหนึ่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก จึงต้องระมัดระวังหากต้องการใช้การจัดการรูปแบบนี้</span></p>
<p>ข้อดี –<span style="font-weight: 400;"> แก้ปัญหาได้รวดเร็วและแทบจะจบปัญหาได้ทันที</span></p>
<p>ข้อเสีย –<span style="font-weight: 400;"> อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ผู้แพ้อาจสูญเสียกำลังใจหรือไม่ยอมรับผลการแข่งขัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ที่รุนแรงขึ้น</span></p>
<h3>5. Collaborating การให้ความร่วมมือ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการบริหารความขัดแย้งที่แก้ปัญหาได้อย่างระยะยาว โดยการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยและสื่อสารกันอย่างจริงใจถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วหาทางออกร่วมกันที่สบายใจทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามเป็นวิธีการที่ต้องใช้ระยะเวลาและความร่วมมือเป็นอย่างสูงถึงจะผ่านพ้นปัญหาได้</span></p>
<p>ข้อดี –<span style="font-weight: 400;"> ทุกคนแฮปปี้ และมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่สร้างความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายได้</span></p>
<p>ข้อเสีย –<span style="font-weight: 400;"> ใช้ระยะเวลานาน จนบางครั้งปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8821 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/Questions-cuate-1.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1336"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">ปัญหาคนในทีมขี้อิจฉา แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น: หัวหน้าจะสร้างทีมให้ลูกน้องทำงานกันแบบทีมเวิร์คได้อย่างไร</span></p>
<p>ขอปรึกษาจากฝั่งของนายจ้าง/ผู้จัดการนะคะว่าจะทำอย่างไร ถ้าเรารู้สึกว่าลูกน้องในทีมมีการ Discredit กันไปมา แทนที่จะยึดผลลัพธ์เป็นหลัก แต่กลับเหมือนพยายามจับผิดกันไปมา ชิงดีชิงเด่น เลยอยากมาปรึกษาเพื่อนๆในตำแหน่งผู้จัดการด้วยกัน / HR หรือ โค๊ชที่ทำหน้าที่ในการฝึกอบรมทักษะการบริหารทีมหรือความเป็นผู้นำว่าเราจะต้องมีวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร และ Step แรกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคืออะไร</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: การบริหารทีม ไม่ต้องมองหาใครอื่น นอกจากตัวเรา</span></p>
<p>ถ้าเราชอบคนที่ทำงาน เราจะได้คนทำงาน เราชอบคนทำสไลด์ เราจะได้เทพทำสไลด์นำเสนอ เราลำเอียงเล่นการเมือง เราจะได้คนเล่นการเมืองในทีม ของฝากจาก HR ที่เคยทำงานกับผู้บริหารระดับสูงครับ&#8230;</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/605?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1337"></a></span></p></blockquote>
<h2>7 ขั้นตอนในการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) ในองค์กร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องแปลก อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก ในกรณีนี้เรามีข้อแนะนำ 7 ขั้นตอนในการบริหารความขัดแย้ง (ที่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยง) มาฝากกัน เพื่อให้ผู้บริหาร หัวหน้าทีม หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ต้องการแก้ไขอย่างจริงจังนำไปใช้ ดังนี้</span></p>
<h3>1. หาสาเหตุของความขัดแย้งให้ได้ก่อน</h3>
<p>ขั้นนี้คือการระบุเส้นทางความขัดแย้งว่าเริ่มมาจากไหน ซึ่งอาจต้องผ่านการหารือจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย การได้รับข้อมูลความขัดแย้งให้มากที่สุดเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นมีอคติผสมอยู่มากน้อยเพียงใด เพื่อการค้นหาสาเหตุที่เป็นกลางที่สุด</p>
<h3>2. หาพื้นที่ส่วนหรือปลอดภัยในการเจรจา</h3>
<p>สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้คู่ขัดแย้งรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อให้ได้รับการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา</p>
<h3>3. ตั้งใจฟังและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด</h3>
<p>หลังจากที่คู่ขัดแย้งได้เจอกันในพื้นที่ที่ปลอดภัย เราควรเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้แสดงความคิดเห็นในมุมของตัวเองเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหารอบด้านมากที่สุด การเผชิญหน้ากันควรมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงความคิดเห็นหรือแสดงท่าทีจะเอาชนะอยู่ฝ่ายเดียว</p>
<h3>4. ประเมินสถานการณ์</h3>
<p>หลังจากฟังข้อกังวลใจของทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็ควรประเมินและตรวจสอบความเป็นไปโดยไม่ใช้อคติ หากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอก็สามารถถามเจาะลึกเพื่อให้ได้สาเหตุที่แท้จริง อย่าลืมว่าการรับฟังเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้</p>
<h3>5. กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน</h3>
<p>ในขั้นตอนนี้เราสามารถนำการบริหารความขัดแย้งทั้ง 5 รูปแบบมาปรับใช้ได้ และแน่นอนการหลีกเลี่ยงคงไม่ใช่วิธีที่ควรทำ หากเป็นการประรีประนอมหรือต้องการให้ความร่วมมือ ก็สามารถใช้เวลาระดมความคิด ฟังเหตุผล สื่อสารกันอย่างจริงใจ เพราะการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงได้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป</p>
<h3>6. ตกลงในทางแก้ปัญหาและกำหนดความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา</h3>
<p>เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการเลือกรูปแบบการบริหารความขัดแย้ง เพราะทั้งสองฝ่ายต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายต้องมีการแก้ไขหรือการเสียสละบางอย่าง แม้กระทั่งหากเป็นการแข่งขันก็ต้องเตรียมสาเหตุมาสนับสนุนความคิดเห็นตัวเองให้ดี เพื่อที่ว่าการแก้ไขปัญหาจะสำเร็จตามรูปแบบที่เลือกนั่นเอง</p>
<h3>7. ประเมินผลและวางแผนป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อความขัดแย้งจบลง ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดสิ้นตาม เพราะบางครั้งยังมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจคู่ขัดแย้ง ทางที่ดีควรประเมินผลและวางกลยุทธ์เพื่อทำให้มั่นใจว่าในอนาคตหากเกิดปัญหาขึ้นอีกจะต้องทำอย่างไร รวมไปถึงการบทเรียนที่ได้จากความขัดแย้งครั้งนี้ก็ควรเรียนรู้ด้วย</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p>วิธีการแก้ไขความขัดแย้งแบบเร่งด่วน</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ลงมือแก้ไขทันทีเมื่อรู้ว่าเกิดความขัดแย้ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วางกฎเกณฑ์การเผชิญหน้าให้ชัดเจน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มุ่งไปที่ประเด็น ไม่ใช่ตัวบุคคล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง ฟัง และฟัง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถามหาข้อสรุปที่แต่ละฝ่ายต้องการ</span></li>
</ul>
</div>
<h2>ทักษะสำคัญสำหรับการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8015 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/c9862814e2ce3782ebc2a9b8379eca72.jpg" alt="การบริหารความขัดแย้ง Conflict Management " width="500" height="334" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1338"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าใครหรือตำแหน่งใดก็ตามที่รับหน้าที่เป็นผู้บริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่หนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก็คือทักษะในการบริหารความขัดแย้ง โดยเรามีทักษะที่สามารถฝึกฝนเพื่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นดังนี้</span></p>
<ul>
<li>Deep Listening<span style="font-weight: 400;"> – การฟังโดยไม่ตัดสินหรือคิดหาข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นการฟังเพื่อเก็บข้อมูลอย่างเดียว</span></li>
<li>Communication<span style="font-weight: 400;"> – การสื่อสารต้องชัดเจน ไม่กำกวม และไม่สร้างความเข้าใจผิดต่อใครก็ตาม</span></li>
<li>Empathy <span style="font-weight: 400;">– การเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เพื่อให้เห็นมุมมองของคู่ขัดแย้งได้อย่างรอบด้าน</span></li>
<li>Body Language<span style="font-weight: 400;"> – บางทีอวัจนภาษาก็แสดงออกมามากกว่าคำพูด การรู้และเข้าใจท่าทางก็จะช่วยให้เห็นความจริงที่เขาไม่ได้พูด</span></li>
<li>Patience<span style="font-weight: 400;"> – เพราะปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ทันที แถมบางครั้งต้องใช้เวลานานเกินกว่าที่คิด ความอดทนจึงจำเป็น</span></li>
<li>Emotional intelligence<span style="font-weight: 400;"> – เป็นความฉลาดทางอารมณ์ซึ่งจะทำให้รับรู้อารมณ์คนอื่นรวมถึงตัวเอง และทำให้คิดหาทางแก้ไขปัญหาได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น</span></li>
<li>Problem-solving<span style="font-weight: 400;"> – เป็นการแก้ไขปัญหาด้วยตรรกะเกิดจากการรับฟังข้อมูลให้มากพอ ไม่ได้ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน</span></li>
<li>Impartiality<span style="font-weight: 400;"> – ความเป็นธรรมอาจฟังดูเป็นนามธรรมไปหน่อย แต่มันจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีข้อมูลที่ครบถ้วนและตัดสินโดยปราศจากอคติจริง ๆ</span></li>
</ul>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป หากเรารู้วิธีการบริหารความขัดแย้งอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแนวคิดยุคใหม่ที่มองว่าความขัดแย้งนำไปสู่ความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ได้ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับอย่างไร แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะแตกต่างกันอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานสุด ๆ ของการบริหารความขัดแย้งก็คือ “การรับฟังและการเห็นอกเห็นใจกัน” ที่ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งที่ดีที่สุดอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมื่อความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องหาวิธีการบริหารความขัดแย้งให้เหมาะสม แล้วองค์กรของเราก็จะเจริญก้าวหน้า ดีกว่าซุกปัญหาเหล่านั้นไว้ใต้พรม แล้วรอวันปะทุขึ้นมาทำลายองค์กรของเราเอง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Conflict Management คืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อพนักงานขัดแย้ง 1339" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.valamis.com/hub/conflict-management-styles" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">valamis</span></a></li>
<li><a href="https://www.managementstudyguide.com/importance-of-conflict-management.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">managementstudyguide</span></a></li>
<li><a href="https://www.hrcloud.com/blog/7-tips-on-how-to-manage-and-resolve-conflict-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hrcloud</span></a></li>
<li><a href="https://www.indeed.com/recruitment/c/info/conflict-management-three-examples-for-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">indeed</span></a></li>
<li><a href="https://blog.hubspot.com/service/conflict-resolution-skills" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hubspot</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2021 10:37:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Lean]]></category>
		<category><![CDATA[ลีน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/lean-management-210621/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ระบบลีน LEAN คือ การปรับการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ไม่สร้างมูลค่า พร้อมความสามารถในการปรับตัวเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ลีนให้ความสำคัญ 3 อย่าง คือ การกำหนดคุณค่าจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก, การกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากกระบวนการธุรกิจ และการพัฒนากระบวนการทำงาน เป้าหมาย และบุคคลการอย่างต่อเนื่อง สำหรับ HR การใช้ระบบลีนในการบริหารจัดการองค์กรคือการลด Cost ไม่ใช่การลดคน โดยคนที่บริษัทต้องการคือคนที่สร้างผลกำไร ส่วนคนที่เป็น Cost ก็จะทำงานต่อได้ยาก ตัวอย่าง NIKE ใช้ระบบลีนในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ เพิ่มคุณค่าในตัวพนักงาน ทำให้มูลค่าโดยรวมของบริษัทสูงขึ้น ลีน / LEAN เป็นคำยอดนิยมในยุคนี้ก็ว่าได้ เพราะมีการใช้คำดังกล่าวแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การบริหารจัดการองค์กร ถ้าแปลตรงตัว Lean จะหมายถึงความผอม เปรียว บาง หรือการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป การใช้ในความหมายเชิงสุขภาพจึงหมายถึงการกำจัดไขมันส่วนเกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วถ้านำคำนี้มาใช้กับการบริหารจัดการองค์กรล่ะ จะหมายถึงอะไร? วันนี้เราจึงพูดถึงระบบลีนว่าคืออะไร มีหลักการอะไร และมีวิธีการใช้งานอย่างไร ระบบ LEAN คืออะไร ? [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ระบบลีน LEAN คือ การปรับการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ไม่สร้างมูลค่า พร้อมความสามารถในการปรับตัวเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</li>
<li style="font-weight: 400;">ลีนให้ความสำคัญ 3 อย่าง คือ การกำหนดคุณค่าจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก, การกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากกระบวนการธุรกิจ และการพัฒนากระบวนการทำงาน เป้าหมาย และบุคคลการอย่างต่อเนื่อง</li>
<li style="font-weight: 400;">สำหรับ HR การใช้ระบบลีนในการบริหารจัดการองค์กรคือการลด Cost ไม่ใช่การลดคน โดยคนที่บริษัทต้องการคือคนที่สร้างผลกำไร ส่วนคนที่เป็น Cost ก็จะทำงานต่อได้ยาก</li>
<li style="font-weight: 400;">ตัวอย่าง NIKE ใช้ระบบลีนในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ เพิ่มคุณค่าในตัวพนักงาน ทำให้มูลค่าโดยรวมของบริษัทสูงขึ้น</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46188" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-15.webp" alt="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร" width="600" height="370" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1348" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-15.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-15-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ลีน / LEAN <span style="font-weight: 400;">เป็นคำยอดนิยมในยุคนี้ก็ว่าได้ เพราะมีการใช้คำดังกล่าวแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การบริหารจัดการองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าแปลตรงตัว Lean จะหมายถึงความผอม เปรียว บาง หรือการกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป การใช้ในความหมายเชิงสุขภาพจึงหมายถึงการกำจัดไขมันส่วนเกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วถ้านำคำนี้มาใช้กับการบริหารจัดการองค์กรล่ะ จะหมายถึงอะไร?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราจึงพูดถึงระบบลีนว่าคืออะไร มีหลักการอะไร และมีวิธีการใช้งานอย่างไร</span></p>
<h1>ระบบ LEAN คืออะไร ?</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7765 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note.jpg" alt="LEAN HR Note" width="600" height="370" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1349"></p>
<p>ระบบลีน (LEAN) คือ การปรับการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการทำงานที่ไม่สร้างมูลค่า พร้อมความสามารถในการปรับตัวเพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นในระบบอุตสาหกรรม หรือ LEAN Manufacturing มีรากฐานมากจากระบบการผลิตรถยนต์ของโตโยต้า หรือที่เรารู้จักกันในนาม</span> <a href="https://th.hrnote.asia/tips/190606-toyotakaizen/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Toyota Way</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นเทคนิคที่ใช้กำจัดความสูญเปล่าของกระบวนการผลิต โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือเป็นการใช้ต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด และใช้เวลาการผลิตให้สั้นที่สุด เพื่อมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมามีการพัฒนาแนวคิดลีน และนำไปใช้ในสาขาอื่นมากมาย เช่น การพัฒนาซอร์ฟแวร์ (Lean Software Development), สตาร์อัพ (Lean Startup), กระบวนการคิด (Lean Thinking) หรือการจัดการโครงสร้างองค์กร (Lean Organizational Structure)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าทุกแนวคิดลีนจะให้ความสำคัญ 3 ประการที่เหมือนกัน คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">การกำหนดคุณค่าจากมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก</li>
<li style="font-weight: 400;">การกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากกระบวนการธุรกิจ</li>
<li style="font-weight: 400;">และการพัฒนากระบวนการทำงาน เป้าหมาย และบุคคลการอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title">
<h2 class="__title">ความสูญเปล่า (Waste) 8 ประการ</h2>
<p><strong>เจฟฟรีย์ ไลเคอร์ (Jeffrey Liker)</strong> อธิบายถึงความสูญเปล่า (Waste) ในห<span style="font-weight: 400;">นังสือ The Toyota Way ว่ามีดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">งานที่ต้องแก้ไข (Defect<span style="font-weight: 400;">) – ทำเสร็จแล้ว แต่เสียเวลาแก้ไข</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การผลิตสินค้ามากเกินความต้องการ (Overproduction<span style="font-weight: 400;">) – เปลืองที่จัดเก็บและงบประมาณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การรอคอย (Waiting)<span style="font-weight: 400;"> – เสียเวลา เสียความรู้สึก</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ความคิดสร้างสรรค์ของทีมงานที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ (Non-utilized Talent) <span style="font-weight: 400;">– เกิดจากการไม่รับฟัง ใช้คนไม่เป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การขนย้ายบ่อย ๆ (Transportation)<span style="font-weight: 400;"> – ต้องใช้กำลังคนและเวลา</span></li>
<li style="font-weight: 400;">สินค้าคงคลังมากเกินไป (Inventory)<span style="font-weight: 400;"> – เกิดต้นทุนจม เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (Motion) <span style="font-weight: 400;">–</span> <span style="font-weight: 400;">ยิ่งเคลื่อนไหวมาก ยิ่งสูญแรงเปล่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ขั้นตอนซ้ำซ้อน (Excess Processing)<span style="font-weight: 400;"> – ทำงานมากเกินความจำเป็น</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">วีธีการจำง่าย ๆ คือนำอักษรอังกฤษตัวแรกของทุกข้อมาเรียงกัน ก็จะได้คำว่า “DOWNTIME” หมายถึง การเสียเวลาเปล่า นั่นเอง</span></p>
</div>
<h2>ประโยชน์ของระบบลีน LEAN คืออะไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ระบบลีนในแต่ละองค์กรจะสร้างคุณค่าที่แตกต่างกันไป แต่ประโยชน์หลักที่ทุกองค์กรจะได้มีทั้งหมด 5 ข้อ คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">ประสิทธิภาพทำงานดีขึ้น<span style="font-weight: 400;"> – ลีนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานโดยตรง เนื่องจากเป็นการกำจัดความสูญเปล่าของกระบวนการทั้งหมด ทำให้พนักงานได้ทำงานเฉพาะกระบวนการที่มีคุณค่าเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ <span style="font-weight: 400;">– พนักงานไม่ต้องเสียเวลากับกระบวนการที่ไม่จำเป็น ทุกคนจะมีเวลาทำงานมากขึ้นหรือเร็วขึ้น สินค้าและบริการก็จะถึงมือลูกค้าไวขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">การบริการลูกค้าดีขึ้น<span style="font-weight: 400;"> – เพราะลูกค้าคือหัวใจหลักของทุกธุรกิจอยู่แล้ว ระบบลีนจะมุ่งหาความต้องการของลูกค้าจริง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการ ให้ตอบสนองความต้องการอย่างตรงจุด</span></li>
<li style="font-weight: 400;">พนักงานมีกำลังใจมากขึ้น –<span style="font-weight: 400;"> ระบบลีนสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกว่าประสบการณ์และความคิดเห็นของตัวเองมีคุณค่า การรับฟังดังกล่าวจะช่วยให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง<span style="font-weight: 400;"> – ในกรณีอุตสาหกรรม ถ้าเราผลิตสินค้ามากเกินไปก็จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลัง ซึ่งการเก็บสินค้าไว้นาน ๆ ก็จะเกิดการสูญเสียคุณภาพได้อีก นับเป็นความสิ้นเปลืองอย่างหนึ่งเหมือนกัน</span></li>
</ul>
<h2>5 หลักการพื้นฐานของระบบลีน (LEAN)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7762 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note-2.jpg" alt="LEAN HR Note" width="600" height="370" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1350"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักการพื้นฐานของลีน หรือ Basic Principles of Lean Management มีอยู่ 5 ข้อ คือ</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> กำหนดคุณค่า (Identify Value)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> วางแผนดำเนินงาน (Map The Value Stream)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> สร้างขั้นตอนการทำงาน (Create Flow)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ใช้ระบบดึง (Establish Pull)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> มุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบ (Seek Perfection)</span></li>
</ol>
<h3>1. กำหนดคุณค่า (Identify Value)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นทุกธุรกิจต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือคุณค่าของบริษัทที่จะมอบให้กับลูกค้า” เพื่อตรวจสอบให้ได้ว่าแล้วจริง ๆ ลูกค้าต้องการคุณค่าอะไรจากบริษัทของเรา นั่นคือโจทย์ที่จะต้องแก้ไข เพื่อทำให้เราสร้างสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด นำไปสู่การตั้งเป้าหมายที่แท้จริงของบริษัท ซึ่งมีวิธีการได้มามากมาย เช่น สัมภาษณ์ ทำแบบสอบถาม ฯลฯ ข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ลูกค้าต้องการอะไรกันแน่</span></p>
<h3>2. วางแผนดำเนินงาน (Map The Value Stream)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการวางแผนกระบวนการทำงานตามคุณค่าที่เรานิยามไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดที่สินค้าและบริกาไรไปถึงมือลูกค้า กระบวนการนี้จะทำให้เห็นว่าเราต้องทำอะไรบ้าง อะไรคือขั้นตอนที่จำเป็น อะไรคือขั้นตอนที่ตัดทิ้งได้ ที่สำคัญคือการมองเห็นกระบวนการทั้งหมดว่าใครทำอะไร ทำส่วนไหน ประเมินผลอย่างไร ไปจนถึงกระบวนการพัฒนาปรับปรุง</span></p>
<h3>3. สร้างขั้นตอนการทำงาน (Create Flow)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้มั่นใจว่า พนักงานจะทำงานได้อย่างไหลลื่น ต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ผ่านกลยุทธ์ที่จะทำให้พนักงานทำงานได้อย่างราบลื่น</span></p>
<h3>4. ใช้ระบบดึง (Establish Pull)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบดึง (Pull System) คือการทำงานตามความต้องการที่เกิดขึ้นจริง เช่น การทำงานตามออร์เดอร์เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่าด้านการผลิตสินค้ามากเกินความต้องการ หรือเกิดสินค้าคงคลังมากเกินไป กระบวนการนี้จะทำให้การทำงานไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น</span></p>
<h3>5. มุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบ (Seek Perfection)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อสุดท้ายนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการวัดผลและการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาก็คือการไม่ย่ำอยู่กับที่ ฉะนั้นควรหมั่นตรวจสอบเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ปรับปรุง หรือพัฒนากระบวนการทำงานอยู่เสมอ สามารถประยุกต์ใช้เทคนิค</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">PDCA</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ เพราะสิ่งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรักษาระบบ LEAN ให้อยู่กับองค์กรต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-7671 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/480e653ad503e3e96549bcf659fd65b4.jpg" alt="PDCA คือ HR NOTE" width="600" height="370" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1351"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">PDCA : ความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างใช้ 4 ขั้นตอนเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title">5 ความพิเศษของ LEAN</div>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">LEAN is proven – ใช้ได้ในองค์กรทุกภาคส่วน ทุกประเภท ทุกขนาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">LEAN makes sense – ตอบสนองต่อทุกความท้าทาย ทุกสถานการณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">LEAN is accessible – เข้าถึงและเข้าใจง่าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">LEAN is inclusive – ประยุกต์ได้กับทุกแนวคิด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">LEAN is for everyone – ทุกคนเรียนรู้และนำไปใช้ได้</span></li>
</ul>
</div>
<h2>การใช้งานระบบลีน (LEAN) ในการบริหารจัดการองค์กร<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7763 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note-3.jpg" alt="LEAN HR Note" width="600" height="370" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1352"></span></p>
<p><strong>คุณ ปัทมาวลัย รัตนพล</strong><span style="font-weight: 400;"> หัวหน้าคณะที่ปรึกษาบริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ในรายการ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=AS588VEgia0" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">The Secret Sauce</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในหัวข้อ <em>“บริหารคนอย่างไรให้ Lean และ Agile สิ่งที่ HR ต้องเลิก-เริ่มทำเดี๋ยวนี้”</em> ไว้อย่างน่าสนใจว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources : HR) ที่ต้องการใช้ระบบลีนในการบริหารจัดการองค์กร ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า </span><span style="font-weight: 400;">ระบบลีนคือ </span><em>“การลด Cost ไม่ใช่การลดคน”</em> <span style="font-weight: 400;">โดยคนที่บริษัทต้องการคือคนที่สร้างผลกำไรให้กับองค์กร ส่วนคนที่เป็น Cost ก็จะทำงานต่อได้ยาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณปัทมาวลัยยังได้กล่าวถึง 3 สิ่งที่องค์กรต้องการจาก HR คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;">Performance Management<span style="font-weight: 400;"> – การกลับมาพิจารณา Organization Chart ทรัพยากรบุคคลเข้าใจโครงสร้างองค์กรทั้งหมด และสามารถช่วยผู้บริหารตัดสินใจว่าแต่ละทีมตรงตามความต้องการขององค์กรหรือไม่ เพราะโครงสร้างองค์กรที่ดีต้องเน้นที่ Productivity และทำให้ทุกคนมี Self-sufficient เพื่อความเป็น Lean Organization ที่แท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Talent Management<span style="font-weight: 400;"> – เน้นการบริหารคนเก่ง รักษาคนเก่ง และสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งอยากจะสร้างผลงานต่อเนื่อง HR จึงต้องโฟกัสและใช้เวลากับคนในองค์กรมากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;">Competitive Advantage<span style="font-weight: 400;"> – เริ่มจากการสร้างบรรยากาศการทำงานให้เกิดการแข่งขันทั้งในองค์กรและคู่แข่งข้างนอก ทุกคนต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และจะมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างไร หน้าที่ของ HR จึงต้องผสานเข้าไปกับความเป็นองค์กร เพื่อที่จะออกแบบกระบวนการทำงานให้พนักงาน และให้กลับไปให้คำแนะนำที่ตรงจุดแก่ผู้บริหารได้</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title">
<h3 class="__title">ความแตกต่างระหว่าง LEAN กับ Agile</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจสงสัยว่า Lean vs. <a href="https://th.hrnote.asia/tips/agile-conicle-04082021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Agile</a> แตกต่างกันอย่างไร</span> <a href="https://www.extremeuncertainty.com/the-old-and-new-faces-of-lean/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">extremeuncertainty</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ทำตารางอธิบายความแตกต่างไว้ครบถ้วนดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-7767 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note-5.png" alt="LEAN HR Note" width="773" height="569" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1353"></span></p>
</div>
<h2>ตัวอย่างบริษัทที่ประยุกต์ใช้ระบบลีน (LEAN)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นการประยุกต์ใช้ระบบลีนให้ชัดเจน หัวข้อนี้เรามีตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จดังนี้</span></p>
<p><strong>VT Garment</strong><span style="font-weight: 400;"> – บริษัทผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่ประยุกต์ใช้ลีนเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตและส่งเสริมให้ผลิตภาพสามารถยืดหยุ่นได้ตามเงื่อนไขด้านเวลาของลูกค้า ผ่าน 2 แนวคิดหลัก คือการผลิตแบบทันเวลาพอดี (just in time) กระบวนการผลิตที่หยุดได้เองเมื่อพบของเสีย (jidoka) ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุน เพิ่มยอดจำหน่ายได้กว่า 140 ล้านบาท</span></p>
<p><strong>SABINA</strong><span style="font-weight: 400;"> – บริษัทผลิตเสื้อชั้นในหญิงมีการปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดความสูญเสียด้วยการพัฒนาพนักงานให้มีทักษะหลายด้าน ลดเวลาในการปรับตั้งสายการผลิตกรณีเปลี่ยนแปลงรุ่นการผลิต และการใช้ Barcode มาช่วยในกระบวนการบรรจุสินค้า ทำให้ไม่เกิดความผิดพลาด มีความรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น ตัวชี้วัดที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือ Start-up time จากเดิมใช้เวลา 183 นาที ลดลงเหลือ 70 นาที, สินค้าเตรียมรอการผลิตจากเดิม 4 วันเหลือ 2 วัน และ ความผิดพลาดในการบรรจุภัณฑ์ลดลงจนแทบไม่มี เกิดโอกาสในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น</span></p>
<p><strong>NIKE</strong><span style="font-weight: 400;"> – บริษัทผู้ผลิตเครื่องแต่งกายกีฬานำระบบลีนมาประยุกต์ในโรงงานเพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือการนำกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้วย</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-whatishrm-190117/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">HRM</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาประยุกต์ใช้ด้วย ผ่านการฝึกอบรมการผลิต สร้างทักษะ การทำงานเป็นหมู่คณะ และสร้างความตระหนักถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ลดการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อแรงงานลงได้ถึง 15% เพราะระบบลีนนั้นให้ความสำคัญกับคุณค่าในตัวพนักงาน ส่งผลให้มูลค่าโดยรวมของบริษัทสูงขึ้นเช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><strong>LEAN Canvas</strong></div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-7766 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Lean-HR-Note-4-.png" alt="LEAN HR Note" width="945" height="564" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1354"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">LEAN Canvas เป็นเครื่องมือลีนสำหรับการเขียนโมเดลทางธุรกิจฉบับย่อ เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงขอลูกค้า แล้วนำมาพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ คิดค้นโดย แอช มารียา (Ash Maurya) ประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Problem – ปัญหาของผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Customer Segment – กลุ่มเป้าหมายผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unique Value Proposition – จุดเด่นของธุรกิจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Solution – วิธีการแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Channels – ช่องาทางการสื่อสารกับผู้บริโภค</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Revenue Streams – ช่องทางรายได้ของบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Cost Structure – ต้นทุนทั้งหมด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Key Metrics – ตัวชี้วัดในการประเมิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Unfair Advantage – ข้อได้เปรียบทางธุรกิจ</span></li>
</ul>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“อะไรก็ตามที่ทำไปแล้วไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าโดยตรง ถือว่าเป็นความสิ้นเปลือง (Waste) ทั้งหมด”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือประโยคหนึ่งจากหนังสือ LEAN Software Development ที่อธิบายใจความสำคัญได้ดีที่สุด เพราะพื้นฐานของระบบลีนคือการหาคุณค่าที่มีประโยชน์ที่สุดเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะประยุกต์ใช้ระบบลีนการศาสตร์ใดก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับระบบลีนที่ช่วยแก้ปัญหาในองค์กรได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โลกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว กระบวนการที่สิ้นเปลืองอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาองค์กร และคำว่า “ประสบความสำเร็จ”​ ก็จะเลือนรางไกลออกไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="HREX ปรึกษา HR Solution" width="1600" height="500" data-wp-editing="1" title="ระบบลีน (LEAN) คืออะไร ? 5 วิธีใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1355" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><a href="https://www.juran.com/blog/how-can-lean-manufacturing-help-my-business/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">juran</span></a></li>
<li><a href="https://searchcio.techtarget.com/definition/lean-management" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">searchcio</span></a></li>
<li><a href="https://kanbanize.com/lean-management/what-is-lean-management" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">kanbanize</span></a></li>
<li><a href="https://1stcraft.com/what-is-lean-manufacturing/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">1stcraft</span></a></li>
<li><a href="https://www.tpa.or.th/publisher/pdfFileDownloadS/tn222A_p083-85.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">tpa</span></a></li>
<li><a href="https://www.ftpi.or.th/2019/33042" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ftpi</span></a></li>
<li><a href="https://refinedimpact.com/4-good-examples-of-companies-that-use-lean-manufacturing/#:~:text=Nike,but%20also%20some%20unforeseen%20benefits.&amp;text=This%20was%20mainly%20due%20to,more%20than%20previous%20labor%20practices" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">refinedimpact</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="focused-block"></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/5s-methodology-210614/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 08:25:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[5S]]></category>
		<category><![CDATA[5ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/5s-methodology-210614/</guid>

					<description><![CDATA[รู้จัก 5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">5 ส. / 5S คือเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประกอบด้วย สะสาง-สะดวก-สะอาด-สุขลักษณะ-สร้างนิสัย มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ เพื่อลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">5 ส. / 5S เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ โรงงาน หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งห้องนอนของตัวเอง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">5 ส. / 5S ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเมื่อสถานที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานเช่นกัน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปแล้ว </span><strong>5 ส.</strong> หรือ <strong>5S </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>เ</strong>ป็นหลักการคุ้นเคยที่ทุกองค์กรนำมาประยุกต์ใช้เป็นเรื่องปกติ สังเกตง่าย ๆ ว่าองค์กรไหนมีวัน Big Cleaning Day ก็เท่ากับเริ่มต้นใช้งานเครื่องมือนี้กันบ้างแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจผิดก็คือ 5 ส. ไม่ได้มีประโยชน์แค่การทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการสร้างพื้นฐานที่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นก่อนฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources : HR) จะจัดอบรบกิจกรรม 5 ส. กับพนักงาน เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักการและประโยชน์ที่แท้จริงเสียก่อน</span></p>
<h1><strong>5 ส. / 5S </strong> คืออะไร</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7727 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/95d5f5dabeaec449790e0df9e11616fb.jpg" alt="95d5f5dabeaec449790e0df9e11616fb" width="600" height="370" title="5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1356"></p>
<p>5 ส. หรือ 5S คือเครื่องมือสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประกอบไปด้วย สะสาง-สะดวก-สะอาด-สุขลักษณะ-สร้างนิสัย มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ เพื่อลดต้นทุน (Cost) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)</p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมากนิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรม ก่อนขยับขยายมาใช้ในทุกประเภทธุรกิจ เพราะเป็นแนวทางที่เป็นระบบ เหมาะสำหรับการนำมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำงานและรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีคนเคยเปรียบเทียบว่า 5 ส.​ เปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดการพัฒนาองค์กรตามหลักการอื่น เช่น <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/">LEAN</a>, ISO, TPM, QCC, Six Sigma, <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/">PDCA</a> หรือ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/">Kaizen</a> ฯลฯ 5 ส. จึงเป็นพื้นฐานของหลักการพัฒนาองค์กรทุกระบบก็ว่าได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นถ้าเรามีรากฐานที่แข็งแรง องค์กรก็จะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>จุดเริ่มต้น <strong>5 ส. / 5S </strong>ที่หลากหลาย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จุดเริ่มต้นของ 5 ส. จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ก็มีเรื่องเล่ามากมายที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของหลักการนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไล่ตั้งแต่ย้อนกลับไปไกลถึงศตวรรษที่ 16 โดยช่างต่อเรือชาวเวนิส เขาพยายามปรับปรุงกระบวนการต่อเรือให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ ก็ปรับปรุงให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางตำราก็บอกว่าเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจาก “กิจกรรมทำความสะอาดบ้าน” ในสถานที่ทำงาน เพราะมองว่าออฟฟิศก็เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่ทำให้ 5 ส. เป็นที่รู้จักในวงกว้างก็คือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากประเทศญี่ปุ่น นำทีมโดยบริษัทรถยนต์โตโยต้าที่ประยุกต์แนวคิดของตะวันตกมาสร้างระเบียบหลักการจนกลายเป็นรูปแบบ 5 ส. ตามปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ประเทศไทย เริ่มต้นใช้ 3 ส. ก่อนในปี 2522 โดยบริษัท เอ็นเอชเค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด แล้วค่อยประกาศใช้ 5 ส. ครบถ้วนในปี 2524 ก่อนที่บริษัทจะนิยมปฏิบัติตามกันมาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<h2>ทำไมต้องทำ <strong>5 ส. / 5S</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อน ๆ เคยหาเอกสารไม่เจอไหม? รู้สึกว่าตัวเองทำงานซ้ำซ้อน? ออฟฟิศวุ่นวายไม่สามัคคี? หรือสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยขยะ? ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าเราดำเนินการตามหลัก 5 ส. อย่างเคร่งครัด เพราะ 5 ส. เป็นเครื่องมือที่สร้างความระเบียบเรียบร้อยในองค์กร ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ใคร ๆ ก็สามารถปฏิบัติตามได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยสำคัญก็คือ การเริ่มต้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร ทั้งพนักงานทั่วไป แม่บ้าน ไปจนถึงผู้บริหารสูงสุด แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น ทุกคนจะต้องปฏิบัติจนกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นกิจวัตรประจำวัน หรือเป็น<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/">วัฒนธรรมองค์กร</a>นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุกคนพร้อมใจปฏิบัติตาม ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหรือการบังคับ 5 ส.​ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความสามัคคีในองค์กรอีกทางหนึ่งด้วย</span></p>
<div class="focused-block">
<p>ประโยชน์ และความสำคัญของการใช้ 5 ส.</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เพิ่มพื้นที่การทำงาน ลดพื้นที่จัดเก็บ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่พนักงานจากสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ลดอุบัติเหตุและความเสี่ยงในการทำงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ลดความสิ้นเปลืองในการจัดซื้ออุปกรณ์เกินความจำเป็น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ลดการสูญหายของอุปกรณ์และเอกสารต่าง ๆ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สร้างความสามัคคีแก่พนักงานในการทำงานเป็นทีม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สร้างความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าขององค์กรกับพนักงาน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สร้างความประทับใจให้แก่คนอื่นที่เข้ามาในพื้นที่</span></li>
</ul>
</div>
<h2>การทำ 5 ส. / 5S มีอะไรบ้าง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-7728 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/51c941b44ce0568f6c7acd48740dad46-scaled.jpg" alt="5ส 5S HR NOTE" width="1200" height="370" title="5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1357"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบ 5 ส. มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป จึงมีความจำเป็นต้องเข้าใจแต่ละตัวอย่างลึกซึ้งเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้</span></p>
<h3>ส – สะสาง (Seiri หรือ Sort)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นแยกสิ่งที่ต้องการจัดระเบียบให้ชัดเจนระหว่าง “สิ่งจำเป็น” และ “สิ่งไม่จำเป็น” หรือแยกสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่ นับเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจเป็นอย่างมาก เพราะเราต้องกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าอะไรคือสิ่งที่มีประโยชน์ หรือสปาร์คจอยจริง ๆ ฉะนั้นความรู้สึกเสียดายจึงเป็นอุปสรรคใหญ่ของขั้นตอนนี้</span></p>
<h3>ส – สะดวก (Seiton หรือ Set in Order)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือการนำสิ่งที่สะสางมาจัดวางอย่างเป็นระเบียบ โดยคำนึงถึงกระบวนการใช้งานและความปลอดภัย พูดง่าย ๆ ก็คือการนำมาวางในพื้นที่ที่หยิบใช้งานง่าย อาจทำป้ายระบุว่าคืออะไร อยู่หมวดหมู่ไหน หรือเก็บไว้ตรงไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส. 2 จึงเป็นขั้นตอนที่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ อีกต่อไป</span></p>
<h3>ส – สะอาด (Seiso หรือ Shine)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือการทำความสะอาด ปัดกวาด เช็ดถูตามที่เราเข้าใจนั่นแหละ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้น่ารื่นรมย์และน่าทำงาน สิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อจิตใจพนักงานในรู้สึกดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นการทำความสะอาดเครื่องจักรโรงงาน ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานให้นานกว่าเดิม</span></p>
<h3>ส – สุขลักษณะ (Seiketsu หรือ Standardize)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สุขลักษณะเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติ 3 ส. แรก เราจึงควรปรึกษาหารือว่าอะไรคือมาตรฐานสุขลักษณะที่พนักงานต้องการ เพื่อที่ว่าทุกคนจะได้ปฏิบัติรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามมาตรฐานนั้น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อองค์กรมีสุขลักษณะที่ดีเกิดขึ้น ประสิทธิภาพของพนักงานก็จะดีตามไปด้วย</span></p>
<h3>ส – สร้างนิสัย (Shitsuke หรือ Sustain)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ส.​ ตัวสุดท้ายมุ่งไปที่การสร้างระเบียบวินัย หรือสร้างให้เกิดนิสัยขึ้นมาจริง ๆ นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากและยากที่สุด เพราะคำว่า “นิสัย” ไม่ได้ขึ้นเกิดแค่การทำเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการหมั่นปฏิบัติซ้ำ ๆ เป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปการทำ 5 ส. จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน พัฒนาคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title">Do You Know?</div>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าปัจจุบันมีการเพิ่มเป็น 6 ส. หรือ 6S คือ ส – เสริมสร้างความปลอดภัย (Safety) มุ่งเน้นไปที่การระบุถึงความเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เพื่อควบคุมให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัย </span></p>
</div>
<h2>ตัวอย่างการใช้ 5 ส. / 5S ในที่ทำงาน<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">5 ส. เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับสถานที่ทำงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ โรงงาน หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งห้องนอนของเราเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่เป็นภาพตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการจัดระเบียบห้องทำงานของช่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-7729 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Screen-Shot-2564-06-11-at-16.39.26.png" alt="5ส 5S HR NOTE" width="702" height="299" title="5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1358"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากภาพจะเห็นว่า ห้องทำงานเดิมเต็มไปด้วยขยะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ปะปนกันไปหมด ซึ่ง 5 ส. เข้ามาจัดระเบียบดังนี้</span></p>
<ul>
<li>ส – สะสาง <span style="font-weight: 400;">: แยกอุปกรณ์และชั้นวางที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่สิ่งที่ใช้งานจริง ๆ เท่านั้น</span></li>
<li>ส – สะดวก<span style="font-weight: 400;"> : จัดหมวดหมู่อุปกรณ์โดยแยกประเภทตามชั้นวาง สีกล่อง ฉลาก และตีเส้นพื้นที่สำหรับทำงาน</span></li>
<li>ส – สะอาด<span style="font-weight: 400;"> : ทำความสะอาดพื้น โต๊ะ ชั้นวาง อุปกรณ์ และทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็น</span></li>
<li>ส – สุขลักษณะ <span style="font-weight: 400;">: สภาพแวดล้อมหลังทำความสะอาดดูปลอดโปร่ง เป็นมาตรฐานสุขลักษณะที่ดี</span></li>
<li>ส – สร้างนิสัย<span style="font-weight: 400;"> : หมั่นรักษาความสะอาดในสภาพแวดล้อมนี้เป็นประจำ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสถานที่ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบนี้ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงาน ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาอุปกรณ์ที่ต้องการ เวลาเกิดปัญหาก็สามารถจัดการได้ทันที และเมื่อเกิดการปฏิบัติซ้ำ ๆ เป็นประจำ ก็จะส่งเสริมการสร้างนิสัยการมีวินัยต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2><strong>5 ส. / 5S</strong> เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ย้ำในบทความนี้บ่อย ๆ ว่า 5 ส. ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาด แต่เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในที่นี้เราจะกล่าวถึงปัจจัยที่จะช่วยให้การประยุกต์ใช้ 5 ส. เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่</span></p>
<ul>
<li>ความรับผิดชอบ<span style="font-weight: 400;"> – ทุกคนต้องเชื่อมั่นและทำตามหลักการนี้อย่างใจจริง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวหรือทำไปเพราะคนอื่นสั่งให้ทำ ยิ่งถ้าหากร่วมมือร่วมใจกันทุกคนแล้วล่ะก็ การสร้างวินัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป</span></li>
<li>การแข่งขัน<span style="font-weight: 400;"> – เป็นการเพิ่มความท้าทายและความตื่นเต้นแก่พนักงาน หลาย ๆ องค์กรจึงมักมีการประกวดกิจกรรม 5 ส. เป็นประจำทุกปี</span></li>
<li>การปรับปรุง<span style="font-weight: 400;"> – ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นถ้าเราปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราแนะนำว่าอาจใช้หลักการวงจร <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/">PDCA (Plan – Do – Check – Action)</a> มาร่วมด้วยก็ได้ เพราะจะทำให้องค์เติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป</span></li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-42225 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/HREX-Cover-by-Para-51.webp" alt="PDCA : ความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างใช้ 4 ขั้นตอนเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง" width="600" height="370" title="5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1359" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/HREX-Cover-by-Para-51.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/HREX-Cover-by-Para-51-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">PDCA : ความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างใช้ 4 ขั้นตอนเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“A place for everything , and everything in its place”</span></em></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">“มีพื้นที่สำหรับทุกสิ่ง และมีทุกสิ่งภายในพื้นที่”</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือสรุปหลักการของ 5 ส. / 5 S ที่ชัดเจนมากในฐานะเครื่องมือที่ใช้พื้นที่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งในปัจจุบันที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงมากขึ้น สิ่งที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ก็คือการใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพ หลักการ 5 ส. จึงเป็นก้าวแรกที่จะวางรากฐานให้องค์กรของคุณมีระบบระเบียบที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรทุกประเภทต้องถามตัวเองในวันนี้ก็คือ <em>“เราเริ่มดำเนินการตาม 5 ส. แล้วหรือยัง?”</em></span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 ส. / 5S คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร 1360" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<div class="focused-block">
<ul>
<li><a href="https://www.creativesafetysupply.com/content/education-research/5S/index.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">creativesafetysupply</span></a></li>
<li><a href="https://www.5stoday.com/what-is-5s/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">5stoday</span></a></li>
<li><a href="http://www.lcct.ac.th/v3/5s.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">lcct</span></a></li>
<li><a href="https://www.goodmaterial.co/5s-guide/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">goodmaterial</span></a></li>
<li><a href="https://bananatraining.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-53037-%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-5%E0%B8%AA.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bananatraining</span></a></li>
<li><a href="https://www.youtube.com/watch?v=vrzHpYeMuX8&amp;t=103s" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">youtube</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-pdca-210610/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Jun 2021 06:28:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[PDCA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/what-is-pdca-210610/</guid>

					<description><![CDATA[เพื่อทำความรู้จัก PDCA กันมากขึ้น มาดูกันว่า PDCA คืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และเราจะใช้งานอย่างไร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">PDCA คือวงจรบริหารงานคุณภาพ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน Plan-Do-Check-Act หรือ วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง เป็นกระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">PDCA สามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรทุกประเภท ธุรกิจทุกรูปแบบ แม้กระทั่งชีวิตประจำวัน ประยุกต์ใช้ได้หลายแง่มุม เช่น การวางแผนพัฒนาความรู้ การพัฒนาทักษะทางเทคนิค ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของ PDCA คือ</span>ส<span style="font-weight: 400;">ร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีกว่า, เกิดการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง, ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงในการจัดการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม PDCA ไม่เหมาะกับโครงการที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการดำเนินการ ฉะนั้นถ้าเป็นโปรเจกต์สั้น ๆ เครื่องมืออื่นอาจตอบโจทย์กว่า</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะปัญหาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหานั้นได้ ซึ่งทุกวันนี้มีเครื่องมือแก้ไขปัญหาและพัฒนาองค์กรอยู่มากมายให้เลือกสรร ขึ้นอยู่ว่าเครื่องมือใดเหมาะกับองค์กรนั้น ๆ มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา HREX เคยแนะนำสารพัดเครื่องมือด้าน HR หลายอย่าง เช่น</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190626-poccc-henri-fayol/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">POCCC</span></a><span style="font-weight: 400;">,</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190704-posdc-management-concept/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">POSDC</span></a><span style="font-weight: 400;">,</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190619-polc-management-concept/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">POLC</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฯลฯ มาครั้งนี้เราจะพูดถึงอีกหนึ่งกระบวนการที่ให้ความสำคัญมากกว่าแค่การวางแผน แต่เน้นไปถึงการลงมือทำ ตรวจสอบ และปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นระบบ เรียกว่า วงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อทำความรู้จัก PDCA กันมากขึ้น มาดูกันว่า PDCA คืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และเราจะใช้งานอย่างไร</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>

<h1>PDCA คืออะไร ?</h1>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7671 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/480e653ad503e3e96549bcf659fd65b4.jpg" alt="PDCA คือ HR NOTE" width="600" height="370" title="PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 1361"></p>
<p>PDCA คือ วงจรบริหารงานคุณภาพ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน Plan-Do-Check-Act เป็นกระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement)<span style="font-weight: 400;"> จุดเด่นคือเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็น </span>วงจร (Cycle)<span style="font-weight: 400;"> วนลูปนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นมาช่วงปี 1950’s โดยบิดาแห่งการควบคุมคุณภาพสมัยใหม่ </span><strong>ดร.วิลเลียม เอ็ดเวิร์ด เดมิ่ง</strong> (<strong>Dr. William Edward Deming</strong>)<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งพัฒนามาจากปรมาจารย์ของเขา </span><strong>วอลเตอร์ แอนดรูว์ ชิวฮาร์ท</strong> (Walter Andrew Shewhart)<span style="font-weight: 400;"> ทำให้วงจรนี้มีชื่อเรียกอื่นว่า Deming Cycle หรือ Shewhart Cycle</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดมิ่งคิดค้น PDCA ผ่านความเชื่อที่ว่า <em>“คุณภาพสามารถปรับปรุงพัฒนาได้”</em> โดยสามารถประยุกต์กับองค์กรทุกประเภท ธุรกิจทุกรูปแบบ หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเครื่องมือเรียบง่ายที่ได้รับความนิยมมาถึงทุกวันนี้</span></p>
<div class="__title">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<p style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2412 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_705689935.png" alt="shutterstock 705689935" width="600" height="370" title="PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 1362"></a></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่ากระบวนการ <a href="https://th.hrnote.asia/tips/toyota-kaizen-190606/">Kaizen</a> ก็มีแนวคิดและการดำเนินงานตามแบบฉบับวงจร PDCA เช่นกัน ผ่านหัวใจสำคัญอย่างการปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่องแบบไม่หยุดยั้ง ตามคำแปลตรง ๆ ว่า <em>“การปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม” </em></span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2>ประโยชน์ของ PDCA</h2>
<p>เรียบง่ายและทำซ้ำได้ คือคุณสมบัติหลักของวงจรบริหารงานคุณภาพ<span style="font-weight: 400;"> สิ่งนี้ทำให้ PDCA มีประโยชน์เหนือเครื่องมืออื่นดังนี้</span></p>
<ul>
<li>สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีกว่า<span style="font-weight: 400;"> – เพราะกระบวนการนี้เริ่มต้นที่ปัญหา และต้องการแก้ไขมันเพื่อนำไปสู่เป้าหมายขององค์กร</span></li>
<li>เกิดการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง<span style="font-weight: 400;"> – เพราะเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ในระยะยาว จึงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li>ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น –<span style="font-weight: 400;"> เพราะมีการตั้งเป้าหมายและการวัดผลที่ชัดเจน ข้อมูลที่ได้มาสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป</span></li>
<li>ลดความเสี่ยงในการจัดการ<span style="font-weight: 400;"> – เพราะกระบวนนี้ประยุกต์ใช้กับทีมเล็ก ๆ ก่อน หากเกิดความผิดพลาดก็จะควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายกว่า ทั้งยังสามารถอุดรอยรั่วไม่ให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม PDCA ไม่เหมาะกับโครงการที่ต้องการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการดำเนินการ ฉะนั้นถ้าเป็นโปรเจกต์สั้น ๆ เครื่องมืออื่นอาจจะตอบโจทย์กว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ PDCA ต้องการความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/whyimportantmotivation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การจูงใจพนักงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ให้เข้าใจเป้าหมายเดียวกันจึงสำคัญ</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/whyimportantmotivation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9122 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/02/5d6a1625a19251a0116554cb9417be26.jpg" alt="Motivation ารสร้างแรงจูงใจในการทำงาน" width="500" height="298" title="PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 1363"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/whyimportantmotivation/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สิ่งสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานคืออะไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>4 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จของ PDCA</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงสร้าง PDCA ประกอบ 4 ขั้นตอน ดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">P – Plan คือ การวางแผน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">D – DO คือ การปฏิบัติตามแผน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">C – Check คือ การตรวจสอบ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">A – Act คือ การปรับปรุงการดำเนินการ</span></li>
</ul>
<h3>P – Plan ระบุและวิเคราะห์ปัญหา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นการวางแผนจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน โดยขั้นตอนนี้ต้องกำหนดให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มไปจนถึงสุดสิ้นสุดว่า มีปัญหาอะไรที่จะต้องแก้ไข ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง กระบวนการค้นหาข้อมูลคืออะไร กระบวนการแก้ไขคืออะไร โดยเฉพาะระบุตัวชี้วัด เช่น</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190402-kpi/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">KPIs</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ</span> <a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190607-okr-objective-key-results/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">OKR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ชัดเจน แล้วทำออกมาเป็นแผนการดำเนินงาน (Action Plan) ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เรามีคำถามเล็ก ๆ เอาไว้ถามตัวเองก่อนข้ามไปยังขั้นตอนต่อไปว่า.​..</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับการแก้ไขคืออะไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทรัพยากรที่ต้องการคืออะไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทรัพยากรที่มีอยู่คืออะไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อะไรคือทางออกที่ดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แผนนี้จะสำเร็จด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">และอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงที่เราต้องการ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ก็เตรียมพร้อมสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลย</span></p>
<h3>D – DO พัฒนาทางออกและดำเนินการตามแผน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากกำหนดแผนแล้วก็ถึงเวลาที่จะลงมือทำ เพราะเราจะต้องนำแผนดังกล่าวมาใช้จริง ดำเนินการจริง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขั้นตอนนี้ทุกคนต้องระลึกไว้เสมอว่า การดำเนินการจะเกิดปัญหาอื่นตามมาเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าควรใช้แผนดังกล่าวกับทีมนำร่องไม่กี่คนหรือเป็นโปรเจกต์เล็ก ๆ เสียก่อน เพราะสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้จะป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ให้ส่งผลกระทบไปทั้งบริษัท </span></p>
<h3>C – Check ประเมินและสรุปผล</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อดำเนินการมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราจะต้องตรวจสอบให้ได้ว่า แผนดังกล่าวมีผลลัพธ์เป็นไปตามตัวชี้วัดที่ต้องการหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าประสบความสำเร็จตามตัวชี้วัด ก็สามารถดำเนินการไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายได้เลย แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา แล้วดำเนินการขั้นตอนที่ 1 – 3 ใหม่จนกว่าจะประสบความสำเร็จหรือผ่านตัวชี้วัดที่กำหนดไว้</span></p>
<h3>A – Act ปรับปรุงแก้ไขและวางแผนใหม่ต่อไป</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าการปฏิบัติแผนดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ถึงเวลานำแผนนั้นมาประยุกต์ใช้กับทุกคนองค์กร ผ่านการประกาศ ประชุม อีเมล หรือการจัดการอบรมภายในบริษัท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจนเกิดตามมาตรฐานใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ อย่าลืมว่า PDCA เป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่สำเร็จแล้วจะหยุดเลยทันที ทางที่ดีเราควรต่อยอดแผนใหม่ภายใต้ความคิดว่า “จะต้องดีกว่าเดิมเสมอ” และมองหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์กรไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันหยุด</span></p>
<h2>การใช้ PDCA เพื่อพัฒนาศักยภาพสมาชิกองค์กร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7670 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/82333d1c5536795c9bd796faff6d6442.jpg" alt="PDCA คือ HR NOTE 2" width="600" height="370" title="PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 1364"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources : HR) สามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพสมาชิกองค์กรได้ทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนพัฒนาทักษะความรู้ การพัฒนาทักษะทางเทคนิค ไปจนถึงเรื่องของการสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-06042021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ใหม่ ขึ้นอยู่ว่าอะไรคือปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญขององค์กรที่อยากพัฒนาปรับปรุง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง องค์กรหนึ่งมีปัญหาการทำงานล่าช้า ซ้ำซ้อน ไร้ระเบียบ ก็เลยต้องการปรับกระบวนการทำงานของพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่าน<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/lean-management-210621/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ระบบลีน (LEAN)</a> ซึ่งสามารถดำเนินการตาม 4 ขั้นตอน ประมาณว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><strong>P – Plan</strong> วางแผนกระบวนการทำงานใหม่โดยระบุถึงปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน และตั้งเป้าหมายลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><strong>D – DO</strong> ทดลองปฏิบัติตามระบบลีนกับกลุ่มเล็ก ๆ ก่อน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><strong>C – Check</strong> ตรวจสอบว่าระบบลีนนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><strong>A – Act</strong> ถ้าประสบความสำเร็จก็ประกาศใช้กับระบบลีนทุกฝ่ายในองค์กร แล้วต่อยอดหาแผนใหม่เพื่อการปรับปรุงพัฒนาต่อไป</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นหากนำ PDCA มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กร เช่น วางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษ หรือวางแผนเสริมสร้างทักษะคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ก็จะทำให้บุคลากรเหล่านั้นเติบโตเป็นพนักงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น ทำงานผิดพลาดน้อยลง องค์กรก็จะเดินหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง</span></p>
<div class="focused-block">
<p>นอกจากนี้ เราประยุกต์ใช้ PDCA ตอนไหนได้อีกบ้าง</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการติดตามหรือแก้ไขปัญหา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการปรับปรุงแผนงานหรือโครงการให้ดียิ่งขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการกำหนดกระบวนการที่ทำซ้ำได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการวางแผน ดำเนินการ และตรวจสอบระเบียบบริษัท</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้องการประเมินกระบวนการทางธุรกิจ</span></li>
</ul>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้วงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1950s แต่ก็ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ดีในปัจจุบัน เพราะการทำธุรกิจ, การบริหารงาน, การจัดการทรัพยากรบุคคล หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันของเราหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับปัญหา อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">PDCA จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง </span><span style="font-weight: 400;">ผ่าน 4 ขั้นตอนง่าย ๆ แค่ วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสามารถทำซ้ำใหม่ได้เรื่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกที่ PDCA จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายองค์กรนำไปประยุกต์ใช้ กระทั่งเกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" alt="CTA in Content Website With Number.png" width="1600" height="500" title="PDCA ประโยชน์ และตัวอย่างการใช้เพื่อพัฒนาองค์กร 1365" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://hptmanualspring16.weebly.com/pdca---plan-do-check-act.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">hptmanualspring</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.mindtools.com/pages/article/newPPM_89.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">mindtools</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://kanbanize.com/lean-management/improvement/what-is-pdca-cycle" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">kanbanize</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://creately.com/blog/diagrams/deming-pdca-cycle/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">creately</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://www.siteware.co/en/methodologies/what-is-the-pdca-cycle/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">siteware</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Jun 2021 11:08:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมองค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/what-is-organizational-culture-210604/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT วัฒนธรรมองค์กร คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรเพื่อนำไปสู่ความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว และความยั่งยืนขององค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดวิถีการทำงานของคนในองค์กรให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้กับองค์กร วัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) ที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญที่จะรักษาพนักงานเก่าให้อยู่กับเราไปนาน ๆ หรือสร้างเสน่ห์ดึงดูดคนเก่งจากภายนอกให้มาสนใจ เหมือนการศึกษาของ Glassdoor ที่บอกว่า คนทำงาน 77% จะประเมินวัฒนธรรมองค์กรก่อนสมัครงาน และกว่า 56% มองว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากกว่าค่าตอบแทนด้วยซ้ำ การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดร่วมกัน สร้างร่วมกัน และใช้ร่วมกันจนกลายเป็นธรรมเนียม แต่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ต้องมีการวางแผนในการพัฒนาและรักษา ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาวต่อไป ยกตัวอย่าง วัฒนธรรมองค์กร PPT ที่มีค่านิยมว่า ‘ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมสร้าง’ นำมาซึ่งวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของธุรกิจ มองผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรและลูกค้า มีความต้องการให้ ปตท. เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และมีจิตสำนึกในการทำงานเป็นทีม เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะมีคุณค่าต่อพนักงาน และนำไปสู่ความสำเร็จตามอุดมการณ์หรือเป้าหมายขององค์กรต่อไป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>วัฒนธรรมองค์กร คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรเพื่อนำไปสู่ความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว และความยั่งยืนขององค์กร</li>
<li style="font-weight: 400;">การสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดวิถีการทำงานของคนในองค์กรให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้กับองค์กร</li>
<li style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) ที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญที่จะรักษาพนักงานเก่าให้อยู่กับเราไปนาน ๆ หรือสร้างเสน่ห์ดึงดูดคนเก่งจากภายนอกให้มาสนใจ เหมือนการศึกษาของ Glassdoor ที่บอกว่า คนทำงาน 77% จะประเมินวัฒนธรรมองค์กรก่อนสมัครงาน และกว่า 56% มองว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากกว่าค่าตอบแทนด้วยซ้ำ</li>
<li style="font-weight: 400;">การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดร่วมกัน สร้างร่วมกัน และใช้ร่วมกันจนกลายเป็นธรรมเนียม แต่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ต้องมีการวางแผนในการพัฒนาและรักษา ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาวต่อไป</li>
<li style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง วัฒนธรรมองค์กร PPT ที่มีค่านิยมว่า ‘ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมสร้าง’ นำมาซึ่งวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของธุรกิจ มองผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรและลูกค้า มีความต้องการให้ ปตท. เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และมีจิตสำนึกในการทำงานเป็นทีม</li>
<li style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะมีคุณค่าต่อพนักงาน และนำไปสู่ความสำเร็จตามอุดมการณ์หรือเป้าหมายขององค์กรต่อไป</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46281" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp" alt="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง" width="600" height="370" title="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง 1371" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-30-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้การมัดใจคนเก่งให้อยู่กับองค์กรคงไม่ใช่แค่ตำแหน่งและ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220225-how-to-create-salary-structure/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เงินเดือน</span></a><span style="font-weight: 400;">อีกต่อไป แต่คือ </span>วัฒนธรรมองค์กร หรือ วัฒนธรรมองค์การ (Organizational Culture)<span style="font-weight: 400;"> ที่จะต้องเป็นมิตรต่อจิตใจและสามารถพาเขาเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่แปลกที่คำคำนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วง </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/220207-pmat-13-performance-management/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">COVID-19</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่ทุกคนทำงานอยู่บ้านจนวัฒนธรรมองค์กรเริ่มเลือนลาง หรือกระทั่งเกิดวัฒนธรรมใหม่จาก </span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/14-reason-work-from-home/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work From Home</span></a><span style="font-weight: 400;"> เลยก็มี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources: HR) ต้องหันมาสำรวจวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทตัวเองว่า มีวัฒนธรรมอะไรที่ควรเน้นยำ เปลี่ยนแปลง หรือสร้างขึ้นมาใหม่ ก่อนที่พนักงานคนเก่งจะโบกมือลาไปอย่างน่าเสียดาย</span></p>

<h1>วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร? (What is Organizational Culture?)</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">หากวัฒนธรรมทางสังคม หมายถึง พฤติกรรมหรือสิ่งที่คนสร้างขึ้นร่วมกันเพื่อนำไปสู่เจริญงอกงาม </span><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กรก็มีความหมายไม่ต่างกัน นั่นคือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรเพื่อนำไปสู่ความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว และความยั่งยืนขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรอบดังกล่าวประกอบด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ ทัศนคติ ค่านิยม หรือแม้กระทั่งความเชื่อ ที่จะช่วยสร้างเป้าหมายองค์กรให้ทุกคนมองเห็นเป็นภาพเดียวกัน ทั้งยังเป็นตัวกำหนดวิธีการทำงานให้เป็นไปตามกลยุทธ์ธุรกิจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมองค์กรจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดร่วมกัน สร้างร่วมกัน และใช้ร่วมกันจนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับองค์กรนั้น ๆ นั่นเอง</span></p>
<h2>ทำไมวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ถึงสำคัญ?</h2>
<p>ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker)<span style="font-weight: 400;"> กูรูด้านการบริหารระดับโลกเคยกล่าวไว้ว่า </span><i>“Culture eats strategy as breakfast.”</i><span style="font-weight: 400;"> หมายถึง ต่อให้องค์กรมีกลยุทธ์ธุรกิจเจ๋งขนาดไหน ถ้าวัฒนธรรมองค์กรไปด้วยกันไม่ได้ ความสำเร็จก็ไม่มีวันเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดวิถีการทำงานของคนในองค์กรให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้กับองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ วัฒนธรรมองค์กรที่ดียังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะรักษาพนักงานเก่าให้อยู่กับเราไปนาน ๆ หรือสร้างเสน่ห์ดึงดูดคนเก่งจากภายนอกให้มาสนใจบริษัทเรา เหมือนดั่งการศึกษาคนวัยทำงานกว่า 5,000 คนของ </span><a href="https://about-content.glassdoor.com/en-us/workplace-culture-over-salary/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Glassdoor</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่บอกว่า 77% จะประเมินวัฒนธรรมองค์กรก่อนสมัครงาน และกว่า 56% มองว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากกว่าค่าตอบแทนด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาพนักงานยุคปัจจุบันอาจให้ความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าเงินเดือนและตำแหน่งทางการงานเสียอีก</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>6 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จะว่าไปแล้วมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กร ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายใน/ปัจจัยภายนอก, ปัจจัยที่มองเห็น/ปัจจัยที่มองไม่เห็น ฯลฯ โดยในที่นี้เราขออ้างอิงจากบทความของ </span><a href="https://hbr.org/2013/05/six-components-of-culture" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Harvard Business Review </span></a><span style="font-weight: 400;">ที่กล่าวถึงปัจจัยสำหรับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีทั้งหมด 6 ข้อ ดังนี้</span></p>
<h3>1. วิสัยทัศน์ (Vision)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมที่ดีเริ่มต้นที่วิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัท ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนและจุดประสงค์ในการสร้างองค์กรนั้น ๆ ให้คนอื่นรับรู้ โดยทั่วไปแล้วองค์กรมักจะตั้งวิสัยทัศน์สั้น ๆ เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ เช่น สมาคมรักษาโรคอัลไซเมอร์มีวิสัยทัศน์ว่า &#8220;โลกที่ปราศจากโรคอัลไซเมอร์” แบบนี้</span></p>
<h3>2. ค่านิยม (Values)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่านิยมองค์กรจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและทัศนคติของพนักงาน ยิ่งหากทุกคนมีค่านิยมเดียวกัน ก็จะทำให้พนักงานเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์</span></p>
<h3>3. การปฏิบัติ (Practices)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมจะไม่เกิด ถ้าไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง และมันจะเป็นวัฒนธรรมได้ก็ต่อเมื่อทุกคนปฏิบัติร่วมกันและต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนกลายเป็นเรื่องธรรมเนียมปกตินั่นเอ&#8217;</span></p>
<h3>4. ผู้คน (People)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน ซึ่งคนในที่นี้นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงพนักงานทุกคน เพราะคนคือปัจจัยสำคัญที่จะสร้าง สนับสนุน หรือไม่ก็ทำลายวัฒนธรรมได้เลย</span></p>
<h3>5. การเล่าเรื่อง (Narrative)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่สำคัญของการเล่าเรื่องหรือการสื่อสาร ก็คือเป็นปัจจัยในการสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่รุ่นต่อรุ่น เราจึงเห็นวัฒนธรรมที่ดีในองค์กรใหญ่ ๆ ยังคงยึดถือปฏิบัติกันต่อมาแม้ว่าจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม</span></p>
<h3>6. สถานที่ (Place)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้องค์กรจะไม่ใช่สถานที่ แต่สถานที่เป็นอีกปัจจัยในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเช่นกัน เพราะสถานที่ทำงานเป็นแหล่งที่ผู้คนจะมาเจอกัน การออกแบบหรือการตกแต่งที่ทำงานจึงมีผลต่อพนักงานเช่นกัน โดยเฉพาะช่วง COVID-19 ที่ทุกคนทำงานทางไกล ก็จะเกิดวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ขึ้นมาเช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><strong><em>เทรนด์วัฒนธรรมองค์กร ประจำปี 2021 โดยสถาบันวิจัย <a href="https://www.octanner.com/insights/articles/2020/10/1/_5_culture_trends_fo.html" target="_blank" rel="noopener">O.C. Tanner</a></em></strong></div>
<div>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ทุกองค์กรจะเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานทางไกล (Remote Work) ทำให้รู้ว่า วัฒนธรรมไม่ได้เกิดจากกิจกรรมในออฟฟิศอย่างเดียว องค์กรจึงต้องโฟกัสและสร้างวัฒนธรรมเชิงบวกที่สำคัญต่อองค์กรจริง ๆ เท่านั้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ผลสำรวจกว่า 77% บอกว่าการทำงานจะไม่มีวันเหมือนเดิม ทั้งยังมองว่าการ Work From Home มีประสิทธิภาพมากกว่าการมานั่งออฟฟิศทุกวันด้วยซ้ำ หลายบริษัทจึงเริ่มออกนโยบายทำงานทางไกลถาวร ฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมได้รับผลกระทบแน่นอน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สนับสนุนความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างของพนักงานมากขึ้น ทั้งในด้าน</span><a href="https://th.hrnote.asia/story/190927-interview-7peaks/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เชื้อชาติ</span></a><span style="font-weight: 400;"> วัฒนธรรม พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความบกพร่องทางร่างกาย เพศสภาพ และประสบการณ์ รวมถึงการมองเห็นคุณค่าของความแตกต่างของพนักงานภายในองค์กร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จะมีพนักงาน Generation Z เข้ามาในองค์กรมากขึ้น ซึ่งพวกเขาอาจยังไม่มุ่งหวังการไต่เต้าทางอาชีพ แต่ต้องการการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร วัฒนธรรมองค์กรใหม่จึงต้องดึงดูดให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กร</span></li>
<li>การเปลี่ยนแปลงทาง<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/how-to-cultivate-digital-culture/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ดิจิทัล</a><span style="font-weight: 400;"> (Digital Transformation) เกิดขึ้นแน่นอน เพราะ</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190115apichat2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยี</span></a><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าใจคน แถมมีนวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา การเตรียมพร้อมใช้งานเครื่องมือใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก</span></li>
</ul>
</div>
</div>
<h2>เราจะสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ได้อย่างไร?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-7613 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1032426319.jpg" alt="วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง" width="600" height="370" title="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง 1372"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว สิ่งเหล่านี้ต้องให้เวลากับมันนานพอสมควร ที่สำคัญคือต้องมีการวางแผนในการพัฒนาให้เกิดขึ้นด้วย ซึ่งหากวัฒนธรรมองค์กรเกิดขึ้นแล้ว เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาว โดยปัจจุบันเราสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ดังต่อไปนี้</span></p>
<h3>1. รับรู้ถึงความสำเร็จของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่พนักงานนับเป็นความสำคัญอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าหากรับรู้ถึงความสำเร็จในการทำงานของพนักงานนั้น ๆ ก็จะยิ่งส่งผลดีในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้บริหารควรจะมีการชื่นชมพนักงานบ้าง เพราะมีผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การชื่นชมพนักงานเป็นตัวชี้วัดต่อความผูกพัน การรักษา และการพัฒนาตัวเองของพนักงานอย่างมีนัยยะสำคัญ</span></p>
<h3>2. รับฟังเสียงพนักงานอย่างแท้จริง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับฟังความคิดเห็นของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะหากเราทำพลาดในข้อนี้ก็จะทำให้พนักงานสูญเสียกำลังใจในการทำงานได้ โดยเราสามารถรับฟังในรูปแบบแบบสอบถาม หรือการเข้าพูดคุยส่วนตัวเพื่อสังเกตอวัจนภาษาต่าง ๆ และหากเป็นการทำงานทางไกล ก็อาจเปิดกล้องเพื่อให้การท่าทางของพวกเขาได้ด้วย</span></p>
<h3>3. ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมอยู่ในมือของผู้บริหารหรือหัวหน้าทีม เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำมีส่วนสำคัญในการเป็นตัวอย่างให้กับลูกทีม ถ้าผู้นำไม่เชื่อในวัฒนธรรมองค์กร ก็คงไม่มีใครเชื่อมั่นเช่นกัน</span></p>
<h3>4. ดำเนินการตามค่านิยม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น วิสัยทัศน์เป็นตัวกำหนดภารกิจ แต่ค่านิยมจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและทัศนคติ ค่านิยมจึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวัฒนธรรม ซึ่งถ้าหากทุกคนสามารถดำเนินการตามค่านิยมได้อย่างจริงก็จะเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนทำได้จริง หาใช่คำพูดสวยหรูที่ไม่สามารถทำได้</span></p>
<h3>5. หมั่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกต่างทีม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/181224-mrapichat1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์</span></a><span style="font-weight: 400;">ให้กับพนักงานระหว่างทีมหรือระหว่างแผนก เพื่อสร้างความรู้จักกันให้มากขึ้น สายสัมพันธ์นี้จะส่งเสริมให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกใจขึ้น ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพเช่นกัน </span></p>
<h3>6. เน้นการเรียนรู้และการพัฒนา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อไหมว่าวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในองค์กร ส่งผลต่อประสิทธิภาพทางธุรกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ มีผลการศึกษาจาก Find Courses ระบุว่า บริษัทที่พนักงานให้ความสำคัญต่อการพัฒนา Soft Skill จะมีผลประกอบการที่มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลให้องค์กรต่าง ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการพัฒนาพนักงานนั่นเอง</span></p>
<h3>7. ตระหนักถึงวัฒนธรรมทุกวัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แรกเริ่มการรับพนักงานหลาย ๆ ที่จะมีการปฐมนิเทศวันเดียวแล้วปล่อยให้พนักงานลุยงานทันที แต่ทางที่ดีเราควรสร้างความตระหนักรู้ถึงวัฒนธรรมที่อยากสร้างให้พนักงานรับรู้บ้าง เนื่องจากจะทำให้พวกเขารักษาวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้สดใหม่และทำตามอยู่เสมอ</span></p>
<h3>8. ปรับแต่งให้เข้ากับประสบการณ์แต่ละคน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การยืดหยุ่นจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการบังคับ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องสำรวจความต้องการของพนักงานอยู่เสมอว่าพวกเขาต้องการหรือไม่ต้องการวัฒนธรรมแบบไหน นับเป็นความเอาใจใส่ที่จะจูงใจให้เขาปฏิบัติตามวัฒนธรรมนั่นเอง</span></p>
<h2>วิถีรักษาวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ให้อยู่ยงคงกระพัน</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-7614 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_315145430.jpg" alt="วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง" width="600" height="370" title="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง 1373"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีการสร้างวัฒนธรรมได้แล้ว ภารกิจต่อไปก็คือการรักษาวัฒนธรรมองค์กรนั้น ๆ ให้คงอยู่ แม้ว่าจะเจออุปสรรคใด ๆ ก็ตาม ซึ่งทาง </span><a href="https://www.inc.com/rhett-power/5-ways-to-maintain-your-company-culture-during-growth.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">inc.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีคำแนะนำไว้อยู่ 5 ข้อดังนี้</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> จ้างพนักงานใหม่อย่างระมัดระวัง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาวัฒนธรรมองค์กร โดยเราอาจต้องเข้มงวดมากขึ้น ตรวจสอบให้ดีว่าพวกเขาเหมาะสมกับทีมเดิมไหม เพื่อหลีกเลี่ยงอคติบางอย่างเมื่อรับเข้ามาทำงานจริง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ย้ำถึงค่านิยมบ่อย ๆ เพื่อให้พนักงานทั้งเก่าและใหม่รับรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะพูดกับพนักงานใหม่ก็จะเป็นคัดเลือกระดับหนึ่งว่าพวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรกับวัฒนธรรมองค์กรของเรา</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พัฒนาและรักษาวัฒนธรรมอยู่เสมอ กล่าวคือเป็นการสานต่อวัฒนธรรมองค์กรจากรุ่นสู่รุ่นนั่นเอง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ตระหนักถึงความสำเร็จและผลงานของพนักงานเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะช่วยมัดใจพนักงานให้มีความรู้สึกที่ดีกับองค์กรอยู่เสมอ อาจเป็นการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการชื่นชมก็เพียงพอแล้ว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนแสดงความคิดเห็น หมั่นตรวจสอบว่าพวกเขาต้องการอะไร และรับฟังคำแนะนำนั้น ๆ เป็นประจำ</span></li>
</ol>
<h2>ตัวอย่างวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ที่น่าสนใจ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีตัวอย่างมากมายที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ดีจนกลายเป็นบริษัทที่ใครก็อยากทำงานด้วย ซึ่งไม่เพียงมอบเงินเดือนหรือสวัสดิการดี ๆ แล้ว แต่ยังมีกฎระเบียบการทำงานที่ยืดหยุ่นไปกับยุคสมัย โดยเกิดจากการวางรากฐานที่มั่นคงทางวัฒนธรรม ในบทความนี้เราขอยกตัวอย่าง 3 บริษัทใหญ่ว่าพวกเขามีวัฒนธรรมอะไรบ้าง</span></p>
<div class="focused-block">
<p>วัฒนธรรมองค์กร Honda<span style="font-weight: 400;"> – เริ่มต้นด้วยบริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมองค์กรโดดเด่นมาก ๆ ซึ่งเขาได้อธิบายวัฒนธรรมองค์กรของตัวเองไว้ว่า ‘</span>ความยินดีสามประการ’ (Three Joys)<span style="font-weight: 400;"> อันหมายถึง ความยินดีในการซื้อ, ความยินดีในการขาย และความยินดีในการสร้างสรรค์ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ฮอนด้าเห็นความสำคัญนกระบวนการผลิต กระบวนการขายและความพึงพอใจของลูกค้า เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก</span></p>
<p>วัฒนธรรมองค์กร PPT<span style="font-weight: 400;"> – บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ของไทยที่ใครหลายคนอยากทำงานด้วน เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีค่านิยมผ่านคำว่า </span>‘ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมสร้าง’<span style="font-weight: 400;"> นำมาซึ่งวัฒนธรรมที่พนักงานทุกคนจะรู้สึกเป็นเจ้าของธุรกิจ มองผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรและลูกค้า มีความต้องการให้ ปตท. เป็นองคก์รแห่งนวัตกรรม และมีจิตสำนึกในการทำงานเป็นทีมโดยมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน</span></p>
<p>วัฒนธรรมองค์กร Disney <span style="font-weight: 400;">– ข้ามสายมาบริษัทบันเทิงกันบ้างซึ่งพันธกิจขององค์กรนี้คือการสร้างประสบการณ์ความสุขและความสนุกที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผ่านสินค้าและบริการหลายรูปแบบ ฉะนั้นวัฒนธรรมหลักของดิสนีย์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัย </span>วอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney)<span style="font-weight: 400;"> ยังเป็นผู้บริหารก็คือคำพูดเพียง 2 คำเท่านั้น </span>‘สร้างความสุข’ (Create happiness)<span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง</span></p>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของวัฒนธรรมองค์กรที่ยังคงสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ แล้วองค์กรของคุณล่ะ มีวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเพิ่มเติมได้ที่ </span><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Community</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของเรา</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง 1374"></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">Q: วัฒนธรรมองค์กรในอุดมคติหน้าตาเป็นแบบไหน (แต่ละบริษัทจำเป็นต้องเหมือนกันหรือเปล่า)</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็นว่าพักหลัง ๆ มีคนพูดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรค่อนข้างเยอะ อยากรู้ว่ามันมีวัฒนธรรมองค์กรไหนที่ดีที่สุด หรือเหมาะที่สุดไหม แล้วถ้าคุณเลือกได้อยากจะให้วัฒนธรรมองค์กรของคุณออกมาเป็นแบบไหน</span></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt;">A: แน่นอนว่าวัฒนธรรมไม่มีสูตรสำเร็จครับ </span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อุดมคติจึงขึ้นอยู่กับ กลยุทธ์ ค่านิยม และบริบทต่าง ๆ ในแต่ละองค์กร แต่ถ้าพูดถึง”ลักษณะ”ของวัฒนธรรมองค์กรที่ดี คือวัฒนธรรมที่ทุกที่คนเห็นภาพใหญ่เดียวกัน</span><span style="font-weight: 400;"> <a href="https://qath.hrnote.asia/questions/5?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? (Organizational Culture) ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง 1375"></a></span></p></blockquote>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><i>“Design creates culture. Culture shapes values. Values determine the future.”</i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือกล่าวของ </span>โรเบิร์ต เอล. พีเตอร์ (Robert L. Peters)<span style="font-weight: 400;"> ที่ปรึกษาทางด้านวัฒนธรรมองค์กรที่บ่งบอกถึงความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรได้ดีที่สุดแล้ว ซึ่งนอกจากจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีแล้ว เรายังต้องใส่ใจในการฝึกฝนและปฏิบัติ เพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถของบุคลากรในองค์กรอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ HR ทุกคนต้องหันมาใส่ใจวัฒนธรรมองค์กรให้มากขึ้น เพื่อสร้างค่านิยมที่มีคุณค่าต่อพนักงาน และนำไปสู่ความสำเร็จตามอุดมการณ์หรือเป้าหมายขององค์กรต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38146" title="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ 6" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/02/CTA-in-Content-Website-With-Number.png-1536x480.webp 1536w" alt="พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้" width="1600" height="500" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="focused-block">
<p><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.achievers.com/blog/organizational-culture-definition/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Achievers</span></a></li>
<li><a href="https://www.crayondata.com/design-creates-culture-culture-shapes-values-values-determine-future/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Crayondata</span></a></li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/vuca-for-leader-in-future-work-03032021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Mar 2021 10:51:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[VUCA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/vuca-for-leader-in-future-work-03032021/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT VUCA ถูกใช้ครั้งแรกสำหรับนักศึกษาทหารใน U.S. Army War College เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความผันผวน และคลุมเครือที่ยากจะอธิบาย ต่อมาคำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการอื่นๆและเริ่มแพร่หลายในวงกว้าง VUCA เป็นคำย่อที่มาจากคำ 4 คำ คือ V-Volatility ความผันผวน, U-Uncertainty ความไม่แน่นอน, C-Complexity ความซับซ้อน, A-Ambiguity ความคลุมเครือ  VUCA ทำให้ธุรกิจและองค์กรปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ผู้นำองค์กรได้ใช้ทักษะที่มีมาบริหารคน บริหารองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ได้มองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่เวิร์คสำหรับโลกปัจจุบันจริงๆ VUCA เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา นั่นอาจเป็นเพราะในปีที่ผ่านๆมา โลกของเราได้เผชิญกับเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น COVID ที่ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป , New Norm ที่ทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนแปลง และอาจกล่าวได้ว่าขณะนี้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มจะคุ้นชินกับ New Norm จนกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันไปแล้ว , การเข้ามาของ Generation ใหม่ๆ ที่ได้นำเอาความคิดใหม่ๆและวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ๆเข้ามาด้วย รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ๆ ที่ได้เข้ามา Disruption ธุรกิจบางแห่ง และเกิดการ Transformation ของบางองค์กร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div></div>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<div><strong>HIGHLIGHT</strong></div>
<ul>
<li>VUCA ถูกใช้ครั้งแรกสำหรับนักศึกษาทหารใน U.S. Army War College เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความผันผวน และคลุมเครือที่ยากจะอธิบาย ต่อมาคำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการอื่นๆและเริ่มแพร่หลายในวงกว้าง</li>
<li>VUCA เป็นคำย่อที่มาจากคำ 4 คำ คือ V-Volatility ความผันผวน, U-Uncertainty ความไม่แน่นอน, C-Complexity ความซับซ้อน, A-Ambiguity ความคลุมเครือ</li>
<li> VUCA ทำให้ธุรกิจและองค์กรปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ผู้นำองค์กรได้ใช้ทักษะที่มีมาบริหารคน บริหารองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ได้มองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่เวิร์คสำหรับโลกปัจจุบันจริงๆ</li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>VUCA เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา นั่นอาจเป็นเพราะในปีที่ผ่านๆมา โลกของเราได้เผชิญกับเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น COVID ที่ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป , New Norm ที่ทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนแปลง และอาจกล่าวได้ว่าขณะนี้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มจะคุ้นชินกับ New Norm จนกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันไปแล้ว , การเข้ามาของ Generation ใหม่ๆ ที่ได้นำเอาความคิดใหม่ๆและวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ๆเข้ามาด้วย รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ๆ ที่ได้เข้ามา Disruption ธุรกิจบางแห่ง และเกิดการ Transformation ของบางองค์กร ทำให้บางอาชีพหายไป ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นมา</p>
<p>และนั่นเองที่ทำให้เราต้องให้ความใส่ใจกับคำๆนี้กันมากขึ้น เพราะในอนาคตเราอาจไม่สามารถล่วงรู้ได้อีกแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แน่นอนว่าในอดีตเราอาจจะพอทำนายได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้า แต่ในขณะนี้เวลานี้ เราไม่อาจรู้ว่าภายในปีหน้าหรือปีนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ไปนั้นล้วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความผันผวน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มันหมายความว่า เราทั้งหมดกำลังอยู่ในโลกของ VUCA World นั่นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7270 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0303-min-scaled.jpg" alt="0303 min scaled" width="541" height="361" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1384"></p>
<h2>VUCA คืออะไร ?</h2>
<p>คำว่า VUCA นั้นถูกใช้ครั้งแรกใน U.S. Army War College ซึ่งนักศึกษาทหารได้ใช้คำย่อนี้เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ยากจะคาดเดา มีความซับซ้อนสูง และคลุมเครือเกินกว่าจะอธิบายได้ ซึ่งมันก็คำอธิบายสถานการณ์หลังจากเหตุการณ์สงครามเย็น ในปี 1991 ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีสงครามอัฟกานิสถานและอิรักนั่นเอง ซึ่งในเวลาต่อมา คำว่า VUCA ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในวงการอื่นๆด้วย เพื่อนำมาอธิบายสถานการณ์ที่ยากจะอธิบาย คาดเดาไม่ได้ และไม่แน่นอน โดยความหมายของ VUCA นั้นมาจากคำ 4 คำ คือ</p>
<div class="l-wrap section-">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: left;"><em>V- Volatility ความผันผวน ยากจะคาดเดา เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว</em></p>
<p style="text-align: left;"><em>U-Uncertainty มีความไม่แน่นอนสูง ไม่ชัดเจน ยากจะอธิบาย</em></p>
<p style="text-align: left;"><em>C-Complexity มีความซับซ้อนสูง มีปัจจัยมากมายที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ</em></p>
<p style="text-align: left;"><em>A-Ambiguity มีความคลุมเครือ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ยากจะคาดเดาผลลัพธ์ได้</em></p>
</div>
</div>
<p>ซึ่งหากนำมาพิจารณาในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากทีเดียวที่จะต้องใส่ใจ เพราะการที่องค์กรจะอยู่รอดภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำองค์กรจะต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ทบทวนตัวเอง และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7268 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0303.1-min-scaled.jpg" alt="0303.1 min scaled" width="497" height="331" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1385"></p>
<h2>VUCA มีความสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจและองค์กร ?</h2>
<p>แน่นอนว่าในโลกของการทำงานและธุรกิจ ทุกการดำเนินงานล้วนสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงโลก เศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางสังคม จะทำธุรกิจให้รอดได้ก็ต้องรู้จักการปรับตัว หากไม่เรียนรู้วิธีปรับตัวก็อาจทำให้บริษัทไม่สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางวิกฤต เช่นกันกับคนทำงานและผู้บริหาร และผู้นำองค์กร ต้องเป็นคนแรกที่มีความเข้าใจสภาวะของสถานการณ์ภายนอก ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจหรือบริษัทของตัวเอง</p>
<p>VUCA ทำให้ธุรกิจและองค์กรปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ผู้นำองค์กรได้ใช้ทักษะที่มีมาบริหารคน บริหารองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ได้มองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่เวิร์คสำหรับโลกปัจจุบันจริงๆ อะไรที่ที่ควรจะหายไปและควรเลิกทำเพราะยิ่งเป็นการเสียเวลาสำหรับสิ่งใหม่ๆที่ดียิ่งกว่า นั่นเองคือความสำคัญของ VUCA</p>
<h2>ผู้นำองค์กรจะบริหารทีมอย่างไรในโลกการทำงานยุค VUCA ?</h2>
<p>เป็นความจริงว่าคนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยชอบความเปลี่ยนแปลง หรืออะไรที่เสี่ยง คาดเดาไม่ได้หรือไม่รู้คำตอบล่วงหน้า แต่ในฐานะผู้นำองค์กร หากคุณไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ชอบอยู่ในความปลอดภัยที่สามารถคาดเดาอะไรได้ง่ายๆ มันหมายความว่าคุณยังไม่กล้าที่จะออกจาก Comfort Zone และหากยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยง มันอาจหมายความว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในโลกของ VUCA ในฐานะผู้นำองค์กรยุค VUCA จะมีวิธีรับมือหรือแนวทางในการบริหารทีมอย่างไร มาเริ่มกันที่ข้อแรก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7264 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0203.1-min-scaled.jpg" alt="0203.1 min scaled" width="591" height="394" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1386"></p>
<h3>V – Volatility สภาวะที่มีความผันผวนสูง</h3>
<p>ความผันผวน คือ ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วในโลกธุรกิจและการทำงาน ซึ่งความผันผวนนั้นมักมาคู่กับอีกปัจจัยที่สำคัญคือ Speed ซึ่งก็คือ การเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ข้อนี้ผู้นำต้องคำนึงว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในหลักวินาทีต่อวินาทีเลยทีเดียว หากองค์กรของคุณช้าไปเพียงนิดเดียว ก็อาจตามองค์กรอื่นๆไม่ทันได้ และแนวทางที่ผู้นำองค์กรสามารถนำไปใช้บริหารทีมก็คือ</p>
<h4><u>ให้พนักงานได้รับการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้และได้พัฒนาตัวเอง</u></h4>
<p>เพราะโลกการทำงานนั้นเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงผันผวน และการแข่งขันที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทักษะหรือ Skills ที่มีในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะยังจำเป็นอีกหรือไม่ในอนาคตอันใกล้ เพราะฉะนั้นในฐานะผู้นำองค์กรไม่จำเป็นต้องเชื้อเชิญให้ทุกคนต้องหมกมุ่นกับคำว่า Reskill – Upskill เพียงอย่างเดียว แต่เชื้อเชิญให้ทุกคนมาลองออกแบบชีวิตของตัวเอง เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง เพื่อจะได้พัฒนาและเพิ่มทักษะที่จำเป็นได้ โดยที่พนักงานไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้นำมาบอกว่าต้องทำอะไร หากผู้นำสามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมอบอิสรภาพและความเชื่อใจให้พนักงาน ความรับผิดชอบและกระบวนการที่ถูกต้องจะเป็นสิ่งที่ตามมาเอง เพราะวิธีที่ดีที่สุดคือการเป็นผู้นำที่ทำให้ลูกน้องคิดและทำด้วยตัวเองได้ นั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเป็นผู้นำ โดยคุณอาจปลูกฝังให้พนักงานมีวิธีการคิดโดยใช้หลักการ 3Y ซึ่งประกอบด้วย</p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<ul>
<li>Y1 คือ กรอบคิดแบบ <strong>Y Shape</strong> ที่หาง Y คือการรู้ลึก รู้จริง ส่วนหัว Y คือ “wide” หมายถึงการรู้กว้าง ไม่ได้รู้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงความรู้และบูรณาการเข้าด้วยกันได้</li>
<li>Y2 คือ “Why” <strong>Start with Why ?</strong> เริ่มต้นตั้งคำถามว่า “ทำไม” อยู่เสมอ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคำตอบหรือวิธีการนั้นเริ่มต้นมาจากคำถามที่ถูกต้อง การรู้ Why คือการรู้ Pain Point รู้ว่าทำสิ่งๆนั้นไปทำไม ซึ่งการรู้ว่าทำไปทำไมก็คือการรู้ว่าจุดยืนหรือเป้าหมายคืออะไรนั่นเอง</li>
<li>Y3 คือการ <strong>Think Widely</strong> มีความคิดนอกกรอบ โดยใช้หลัก Design Thinking เพราะการมีกระบวนการคิดเชิงออกแบบสามารถช่วยให้แก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้ และมองเห็นโอกาสในวิกฤต พลิกแพลงออกมาให้เกิดประโยชน์ได้</li>
</ul>
</div>
<h4><u>มี Learning Agility และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ </u></h4>
<p>ในการบริหารทีมท่ามกลางความผันผวน สิ่งที่สำคัญก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ และมีแผนสำรองไว้สำหรับทุกๆสถานการณ์ เพราะอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน ปัญหาและวิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทักษะที่สำคัญสำหรับผู้นำองค์กรยุคนี้ก็คือ การปรับตัวให้ได้อย่างรวดเร็ว เตรียมแผนสำรองฉุกเฉิน หา Core Value ขององค์กรให้เจอ และเรียนรู้ ทำความเข้าใจสถานการณ์และหาทางออกไปพร้อมๆกัน</p>
<p>ที่สำคัญคือการทำให้พนักงานได้ทำงานด้วย Process ใหม่ๆ เพื่อ Drive Performance และพัฒนาให้องค์กรไปต่อข้างหน้าได้ ไม่ควรยึดติดกับ Process เดิมๆเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นว่าวิธีในการทำงานใดที่ไม่เวิร์ค ไม่ได้ผล และล่าช้าก็ควรคิด Solution อื่นๆที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่า หากองค์กรของคุณยังคงใช้ขั้นตอนทำงานเดิมๆที่ใช้เวลานาน และไม่มองหาทางแก้ไขใหม่ๆ ก็อาจจะไม่ทัน ไม่ตอบโจทย์การทำงานในยุค VUCA ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7266 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0203.3-min-scaled.jpg" alt="0203.3 min scaled" width="607" height="405" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1387"></p>
<h3>U – Uncertainty สภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง</h3>
<p>สภาวะความไม่แน่นอน คือ ภาวะที่ผู้นำองค์กรไม่สามารถทำนายเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพราะล้วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความไม่แน่ใจ สิ่งที่ผู้นำองค์กรสามารถทำได้ที่สุดก็คือ การตั้งคำถามอย่างถูกต้อง เพราะหากตั้งคำถามได้ถูกต้องมันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องตามมา และแน่นอนว่าการตัดสินใจใดๆ ควรปรึกษาผู้อื่นในเรื่องที่จำเพาะเจาะจงจากผู้เชี่ยวชาญ จะยิ่งทำให้การตัดสินใจดียิ่งขึ้น โดยแนวทางที่ผู้นำควรนำมาใช้บริหารทีมก็คือ</p>
<h4><u>ใช้ Insight(ข้อมูล) มากกว่า Instinct (สัญชาตญาณ) </u></h4>
<p>ยิ่งมีความไม่แน่นอนสูงมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งต้องพึ่งพิงข้อมูลในการทำงานและตัดสินใจในแทบทุกๆเรื่องมากขึ้นเท่านั้น และเพราะว่าเรากำลังอยู่ในยุค Big Data หรือ Smart Data ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย แต่กลับมีน้อยองค์กรนักที่ตัดสินใจจาก Data Insight จริงๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดหรือสัญชาตญาณของตัวเอง ด้วยความเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายสิบปีบอกให้รู้ว่าความคิดนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย หรือที่แย่หนักไปกว่านั้นคือบางคนมีชุดข้อมูลแค่เพียงเสี้ยวเดียวแต่กลับเหมารวมว่านี่ต้องเป็น Insight ที่แท้จริงแน่ๆ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ประโยคที่ว่า <em>พี่เคยเห็นคนทำแบบนี้ หนูเคยได้ยินคนพูดแบบนี้ ฉันเคยเห็นกระทู้ในพันทิปบอกว่า&#8230;</em>  แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของข้อมูลเท่านั้น เพราะในยุคที่เต็มไปด้วยสภาวะผันผวน และความไม่แน่ไม่นอนเช่นนี้ องค์กรต้องหันมาใช้ <strong>Empirical Decision Making</strong> ตัดสินใจมากกว่าใช้ Sense หรือสัญชาตญาณ ถ้าคุณยังใช้ Instinct ตัดสินใจอยู่ มันก็จะเป็นรูปประโยคของการคิด <em>“พี่คิดว่า หนูคิดว่า ผมคิดว่า..”</em>  แต่ถ้าคุณใช้ Insight ที่มาจาก Data มันจะเป็นรูปประโยคของการรู้<em> “ ผมรู้ว่า พี่รู้ว่า หนูรู้ว่า&#8230;”</em> เพราะการคิดนั้นมาจากการคิดเองเออเอง แต่การรู้นั้นมาจากความจริงที่พิสูจน์มาแล้วนั่นเอง</p>
<h4><u>Design Thinking อย่างเดียวไม่พอ ต้องรวมกับ Data ด้วย</u></h4>
<p>เพราะ Design Thinking ไม่ใช่แค่การคิดในเชิงออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการมีความ Empathize , Deep Listening  และ Define Problem เพราะฉะนั้นการจะใช้ Design Thinking อย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องประยุกต์ใช้กับ Data ด้วย และสามารถนำ Data นั้นมา Design algorithm เพื่อแก้ปัญหาด้วยเช่นกัน เพราะบริษัทใหญ่ๆที่เติบโตสูงสุดในปัจจุบัน ต่างก็ล้วนมี Data อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ Grab, Amazon, Spotify ฯลฯ นั่นเพราะบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ Product อย่างเดียว แต่พวกเขาล้วนให้ความสำคัญกับ Data ด้วยนั่นเอง และนั่นคือเหตุผลที่องค์กรที่มี Data สามารถดำรงอยู่อย่างเฉิดฉายไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความไม่แน่นอนได้</p>
<p>อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่กำลังมาแรงในยุค VUCA ก็คือ <strong>การเลียนแบบการคิดแบบปัญญาประดิษฐ์</strong> โดยใช้ Algorithm ในการแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ที่จะใช้ Algorithm มาวิเคราะห์ data ให้เป็น โดยมีวิธีการและขั้นตอนที่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปจัดการและแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่าหน้าที่นี้คงสู้ AI ไม่ได้ เพราะ AI ทำงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำมากกว่าคน อีกทั้งยังสามารถทำงานได้แบบ 24/7 ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคนก็คือการออกแบบวงจรและระบบการทำงานโดยอิงจาก Algorithm และนำสิ่งที่ได้นั้นมาป้อนให้ AI ทำงานอีกขั้นหนึ่ง เพราะที่สุดแล้วต่อให้มี AI เข้ามาช่วยจัดการงานต่างๆ มันก็ยังต้องการ “คน” ที่มาควบคุมมันอยู่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7265 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0203.2-min-scaled.jpg" alt="0203.2 min scaled" width="640" height="427" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1388"></p>
<h3>C – Complexity สภาวะที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ</h3>
<p>ความซับซ้อน สับสน ยากจะอธิบายนั้นมักมาพร้อมกับปัจจัยมากมายหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณา ยิ่งมีปัจจัยมากเท่าไหร่ ความซับซ้อนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หน้าที่ที่ผู้นำควรทำได้ดีที่สุดคือตัดสินใจพิจารณาบางปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นต่อองค์กรจริงๆ เพราะยิ่งมีตัวเลือกมาก ก็ยิ่งก่อให้เกิดความสับสน และใช้เวลาในการตัดสินใจมาก โดยแนวทางที่ผู้นำสามารถนำไปใช้บริหารทีมได้ก็คือ</p>
<h4><u>Start With Why : ตั้งคำถามที่ทำไมแล้วกระบวนการที่ถูกต้องจะตามมา</u></h4>
<p>หากองค์กรตกอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการมีสติและควบคุมสถานการณ์ให้ได้ ซึ่งนั่นถือเป็นทักษะและความสามารถที่ผู้นำทุกคนควรมี  และที่สำคัญคือการรู้ Core Value ขององค์กร จุดยืน และคุณค่าที่องค์กรยึดถือ หากสิ่งเหล่านี้เด่นชัดและคุณมองเห็นมันอย่างชัดเจน ต่อให้สถานการณ์ซับซ้อนมากเพียงใด คุณก็ย่อมเจอหนทางที่ถูกต้องได้ ซึ่งมันก็คือการ <strong>Start With Why</strong> นั่นเอง หลายๆครั้ง เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน หรือการมีตัวเลือกเยอะกลับยิ่งทำให้ตัดสินใจลำบากมากกว่าเดิม เพราะตัวเลือกที่เยอะนั้นยิ่งทำให้ซับซ้อน</p>
<p>เปรียบไปแล้ว มันก็เหมือนกับการที่คุณไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วมีพนักงานมาแนะนำคุณมากมาย<br />
<em>คนที่ 1 บอกว่า ตอนนี้ ครัวซองต์กำลังขายดี</em><br />
<em>คนที่ 2 บอกว่า ตอนนี้ หมูสามชั้นกำลังขายดี</em><br />
<em>คนที่ 3 บอกว่า ตอนนี้ ชาไข่มุกกำลังขายดี</em><br />
<em>คนที่ 4 บอกว่า ตอนนี้ น้ำเต้าหู้กำลังขายดี</em><br />
<em>คนที่ 5 บอกว่า ตอนนี้ ผักขึ้นฉ่ายกำลังขายดี</em></p>
<p>จากนั้นคุณก็ซื้อทุกอย่างที่พนักงานแนะนำว่าดี แต่เมื่อชำระเงินเสร็จแล้ว รอบตัวคุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณซื้อสิ่งเหล่านั้นไปทำไม ไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่หากคุณซื้อมาแค่สองอย่างคือ น้ำเต้าหู้กับผักขึ้นฉ่าย คราวนี้คนอื่นจะรู้ทันทีว่าคุณน่าจะเป็นคนที่รักสุขภาพ เพราะคุณซื้อไปโดยมีจุดมุ่งหมาย มีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งมันทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมากๆอีกด้วย เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับตัวเลือกมากมายที่ไม่ได้ตอบโจทย์จุดยืนของตัวเอง</p>
<h4><u>สร้างทีมเวิร์คที่มีประสิทธิภาพ</u></h4>
<p>ยิ่งทำงานท่ามกลางสภาวะที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งจำเป็นต้องร่วมมือกัน เพราะการดำเนินการจนบรรลุเป้าหมายของทีมโดยรวมไม่ได้เกิดจากสมาชิกที่เก่งที่สุดคนเดียว แต่เป็นเพราะการเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเพราะความฉลาดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความฉลาดของทีมที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ แล้วความฉลาดของทีมคืออะไร ? มันก็คือ ความสามารถของการยกระดับความฉลาดของทีมที่มีความสามารถกลางๆออกมาใช้ได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่าการสังเกตพฤติกรรมของทีมที่บรรลุเป้าหมาย เกือบทุกทีมจะเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมได้พูดในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ให้เกิดความสมดุลและดึงความสามารถของทีมออกมาใช้ได้ ที่สำคัญผู้นำทีมจะต้องมี sense หรือก็คือความไวต่อความรู้สึก สัมผัสได้ว่าตอนนี้สมาชิกในทีมรู้สึกอย่างไรและหา Solution ที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาได้ อย่าลืมว่าความสำเร็จของใครเพียงคนเดียว และคนๆเดียวก็ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างเสมอไป เก่งในเรื่องที่ถนัดแล้วมาร่วมมือกันเพื่อทำให้ทั้งทีมเก่งขึ้นไปด้วยกันดีกว่า ยิ่งทีมแข็งแกร่งก็ยิ่งเอาชนะความซับซ้อนได้ หรือทำให้เรื่องยากๆเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7267 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0203.4-min-scaled.jpg" alt="0203.4 min scaled" width="630" height="420" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1389"></p>
<h3>A – Ambiguity สถาวะที่มีความคลุมเครือ เต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน ยากจะคาดเดาคำตอบ</h3>
<p>ความคลุมเครือมักเกิดขึ้นเมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่ชัดเจน และอาจหมายถึง ขาดการความเข้าใจซึ่งกันและกัน บางทีอาจหมายถึงการได้รับข้อมูลบางอย่างไม่ครบถ้วน ทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน หน้าที่ของผู้นำที่ดีที่สุดก็คือ สื่อสารให้ถูกต้อง เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นได้ ยิ่งสื่อสารเคลียร์ ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงความคลุมเครือและความเข้าใจผิดได้ และยิ่งทำให้การดำเนินงานเป็นไปง่ายขึ้น และไม่ต้องใช้เวลามากในการตีความ ซึ่งผู้นำองค์กรสามารถมีแนวทางในการบริหารทีมให้ชัดเจนได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้</p>
<h4><u>สื่อสารให้ชัดเจน ตรงประเด็น และเข้าใจง่าย</u></h4>
<p><strong>“The small words are best.” </strong> คำพูดที่น้อยที่สุดนั้นทรงพลังที่สุด คือคำกล่าวของ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ และมันก็ยังคงเป็นจริงเสมอ เพราะการสื่อสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากหากต้องทำงานร่วมกับคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นผู้นำ การสื่อสารที่ดีนั้นไม่ใช่การเป็นคนพูดเก่ง แต่มันคือการฟังเก่ง รู้จังหวะในการพูด และสื่อสารให้ตรงประเด็น ถ้าคุณเป็นหัวหน้าที่พูดเยอะ แต่คำพูดนั้นเต็มไปด้วยน้ำ ไม่มีเนื้อเลย และยากที่จะจับใจความได้ มันก็ทำให้คนฟังไม่ค่อยอยากฟังเพราะยากที่จะจับใจความ หรืออาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ก็จะทำให้การทำงานนั้นซ้ำซ้อน ล่าช้าและผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้น การสื่อสารที่ดีนั้นควรจะตรงประเด็น ชัดเจน ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของคำตอบ โดยที่ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องอ้อมค้อมและไม่ต้องใช้เวลามาก เพื่อเอาเวลาที่มีค่าไปโฟกัสกับงานที่สำคัญดีกว่า</p>
<h4><u>แบ่งงานอย่างเหมาะสมและให้พนักงานเข้าใจหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างถูกต้อง</u></h4>
<p>การมอบหมายงานอย่างถูกต้องนั้นไม่ใช่แค่การแบ่งงานกันทำตามหน้าที่เฉยๆ มันเริ่มต้นจากผู้นำควรทำให้การมอบหมายงานนั้นเคลียร์ก่อนว่า ต้องการให้พนักงานทำอะไร Make sure ว่าพนักงานเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำดีแค่ไหน ซึ่งผู้นำก็สามารถมีคำแนะนำที่จะ Guide พนักงานได้ว่างานที่ต้องการนั้นควรจะเป็นแบบไหน อะไรคือความคาดหวังของคุณ และสิ่งนั้นจะส่งผลต่อเป้าหมายองค์กรอย่างไร หากคุณสามารถทำให้การมอบหมายงานนั้นเคลียร์และชัดเจนตั้งแต่แรก คุณก็จะสามารถให้ความไว้วางใจในศักยภาพของพนักงานได้อย่างเต็มที่ และพนักงานเองก็จะทุ่มเทกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากๆเช่นกัน เพราะเขาได้รับความเชื่อใจจากคุณ เป็น Freedom with Responsibility มีอิสรภาพในการออกแบบการทำงานซึ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบ และหากการมอบหมายงานนั้นชัดเจนและถูกต้องแล้วก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อนและความคลุมเครือไม่ชัดเจนไปได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7271 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/03/0303.3-min-scaled.jpg" alt="0303.3 min scaled" width="601" height="401" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1390"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ท่ามกลางโลกแห่งความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกเคว้งคว้าง หรืออาจทำให้บางองค์กรไม่มั่นใจ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้จาก VUCA World ก็คือนี่คือโลกสมัยใหม่ที่เรากำลังเป็น และกำลังอยู่ เราอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นในทุกๆวันมากนัก นั่นอาจเพราะวิธีการคิดและพฤติกรรมของเราได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆเกิดขึ้นโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกตและไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่เราได้รับรู้จากโลกการทำงานยุคใหม่ในปัจจุบันนี้ก็คือ ผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้และเปิดกว้างสำหรับความท้าทายใหม่ๆอยู่เสมอนั้นจะสามารถเอาชนะความไม่แน่นอนในโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างแน่นอน!</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="VUCA ในโลกการทำงานสมัยใหม่ : 4 เทคนิครับมือความไม่แน่นอนสำหรับผู้นำยุคใหม่ 1391"></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://hbr.org/2010/11/leading-in-a-vuca-environment" target="_blank" rel="noopener">Leading in a VUCA Environment: V Is for Volatility</a></li>
<li><a href="https://hbr.org/2010/11/leading-in-a-vuca-environment-1" target="_blank" rel="noopener">Leading in a VUCA Environment: U is for Uncertainty</a></li>
<li> <a href="https://hbr.org/2011/01/leading-effectively-in-a-vuca-1" target="_blank" rel="noopener"><span class="headline--article-title">Leading Effectively in a VUCA Environment: A is for Ambiguity</span></a></li>
<li><a href="https://hbr.org/2010/12/leading-effectively-in-a-vuca" target="_blank" rel="noopener">Leading Effectively in a VUCA Environment: C is for Complexity</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/8020rule-paretoprinciple-01182021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2021 08:54:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[80/20]]></category>
		<category><![CDATA[กฎ 80 20]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/8020rule-paretoprinciple-01182021/</guid>

					<description><![CDATA[กฎ 80/20 คืออะไร ? กฎ 80:20 หรือที่รู้จักกันในชื่อ &#8220;กฎพาเรโต&#8221; (Pareto principle) หมายถึง 80 % ของผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นมาจากตัวแปร 20 % หรือ การกระทำด้วยแรงเพียงน้อยนิด 20 % แต่ได้ผลมากถึง 80 % ซึ่งบางครั้งก็อาจเรียกกฎ 80 /20 ว่าเป็น law of the vital few หรือหมายถึง ส่วนเล็ก ๆน้อย ๆ ที่สำคัญและส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุก ๆ สถานการณ์จนอาจเรียกได้ว่าเป็นกฎครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการงาน ความสัมพันธ์และการติดต่อกับผู้คน หรือแม้แต่ในเรื่องการดูแลตัวเอง เช่น การกิน การนอน การออกกำลังกาย เป็นต้น หลักการพาเรโตเป็นหลักการที่ช่วยให้มองเห็นและจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ เพียงไม่กี่อย่าง สามารถใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ากับการพัฒนาจุดแข็งและพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในเรื่องที่สำคัญมากกว่าทุมเทเวลาที่มีไปกับการพยายามแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46097" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-3.webp" alt="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น" width="600" height="370" title="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น 1397" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-3.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-3-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h1>กฎ 80/20 คืออะไร ?</h1>
<p>กฎ 80:20 หรือที่รู้จักกันในชื่อ &#8220;กฎพาเรโต&#8221; (Pareto principle) หมายถึง 80 % ของผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นมาจากตัวแปร 20 % หรือ การกระทำด้วยแรงเพียงน้อยนิด 20 % แต่ได้ผลมากถึง 80 % ซึ่งบางครั้งก็อาจเรียกกฎ 80 /20 ว่าเป็น law of the vital few หรือหมายถึง ส่วนเล็ก ๆน้อย ๆ ที่สำคัญและส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุก ๆ สถานการณ์จนอาจเรียกได้ว่าเป็นกฎครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการงาน ความสัมพันธ์และการติดต่อกับผู้คน หรือแม้แต่ในเรื่องการดูแลตัวเอง เช่น การกิน การนอน การออกกำลังกาย เป็นต้น</p>
<p>หลักการพาเรโตเป็นหลักการที่ช่วยให้มองเห็นและจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ เพียงไม่กี่อย่าง สามารถใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ากับการพัฒนาจุดแข็งและพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในเรื่องที่สำคัญมากกว่าทุมเทเวลาที่มีไปกับการพยายามแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7079 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/4.18.jpg" alt="4.18" width="307" height="409" title="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น 1398"></p>
<h2>ที่มาของกฎ 80/20 หรือหลักการพาเรโต</h2>
<p>หลักการพาเรโตเป็นเครื่องมือทางสถิติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นผลจากการสังเกตการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี นามว่า Vilfredo Pareto เมื่อปี 1906 ว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในอิตาลีมาจากประชากรจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรากฏว่าอัตราส่วน 80:20 นี้เป็นจริงในวงการอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน และยังสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>มันไม่จำเป็นว่าคุณต้องทำ 80/20 เป๊ะ ๆ ตามสถิติหรืออัตราส่วนดังกล่าว แค่เข้าใจว่ามันเป็นเพียง Indicators หรือตัววัดตัวหนึ่งเท่านั้น เพราะ Concept หลัก ๆ ของกฏ 80/20 ก็คือ หาส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้ได้ผลลัพธ์มหาศาล อาจสอดคล้องกับสำนวนไทยบ้านเราที่ว่า <em>“ยิงปืนนนัดเดียวได้นกสองตัว”</em></p>
<p>แต่หลักการพาเรโตนั้นมักถูกเข้าใจผิดว่า หมายถึง การทำงานน้อย ๆ ผลิตน้อย ๆ และใช้เวลาน้อย ๆ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการทำน้อย ๆไว้ก่อนโดยไม่ได้วางแผนการทำงาน ก็อาจจะได้งานออกมาที่มีข้อผิดพลาดมากขึ้น และสุดท้ายต้องเสียเวลามากกว่า 80 % ไปกับการแก้ไข จริง ๆ แล้วหลักการพาเรโต หมายถึงทำงานอย่างฉลาดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้เหลือเวลาไว้ไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์</p>
<h2>กฎ 80/20 มีความสำคัญอย่างไร ?</h2>
<p>สิ่งที่สำคัญที่สุดของหลักการ 80/20 ก็คือ ความสามารถในการวางเป้าหมายและทำให้ได้ แต่ขั้นตอนในการทำนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญ ว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องทำถึง  100 % หรือ 80 % แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นได้มากถึง 80-100 % ซึ่งวิธีการที่ว่าก็คือ 20% ของการทำงานนั่นเอง</p>
<blockquote>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: 14pt;"><em>&#8220;การวางแผนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับหลักการ 80/20 &#8220;</em></span></p>
</blockquote>
<p>เรียนรู้การใช้หลักการ 80/20 เพื่อเพิ่มกำไรในองค์กร เพื่อใช้เวลาอย่างถูกต้องและมีคุณค่าในทีม ทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ อะไรคือสิ่งจำเป็นในตอนนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงขององค์กรคืออะไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7080 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/1.18.jpg" alt="1.18" width="640" height="524" title="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น 1399"></p>
<h2><span style="font-size: 18pt;">ตัวอย่างหลักการพาเรโตที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ</span></h2>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<ul>
<li>80% ของปัญหามาจากโปรเจกต์เล็ก ๆ น้อยที่ไม่สำคัญเพียง 20%</li>
<li>90% ของคำบ่นและคำวิจารณ์มาจาก 10% ของผู้ใช้งานจริง</li>
<li>80% ของโครงการที่สำเร็จแล้วมาจาก 20% ของความพยายามในตอนแรก</li>
<li>85% ของข้อมูลที่สำคัญมาจากแหล่งข้อมูลเพียง 15% ไม่กี่แหล่งเท่านั้น</li>
</ul>
</div>
<p>และนี่คือเหตุผลว่าเราควรจะ<a href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-focus-at-work-01242022/">โฟกัส</a>ที่ 20 % ไม่ใช่ 80 % เพราะเราไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกอย่าง แต่เราควรเลือกทำบางอย่างที่สำคัญจริง ๆ และทำให้ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น ซึ่ง กฎ 80/20 นี้จะช่วยจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ และทำให้เราเลือกทุ่มเทและโฟกัสกับงานได้อย่างถูกจุด</p>
<h2><span style="font-size: 18pt;">ประโยชน์ของการใช้หลักการพาเรโต </span></h2>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<ul>
<li>ระบุงานที่สำคัญจริง ๆ ที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรก</li>
<li>งานไหนที่ให้ผลตอบแทนและผลลัพธ์ที่คุ่มค่ามากที่สุด</li>
<li>วางแผนการทำงาน หาวิธีหรือกระบวนการทำงานที่สามารถลดบางขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป</li>
<li>สร้างแผนการทำงานที่ทำให้ได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า ได้โฟกัสงานที่จำเป็น และไม่เสียเวลาทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือผลลัพธ์มากเท่าที่ควร</li>
</ul>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-7082 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/01/3.18.jpg" alt="3.18" width="640" height="426" title="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น 1400"></p>
<h2>6 แนวทางในการนำกฎ 80/20 (หลักการพาเรโต) ไปใช้ในองค์กรของคุณ</h2>
<h3><span style="font-size: 12pt;">1. โฟกัสงานที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด แล้วทำมันเป็นอย่างแรก</span></h3>
<p>ในองค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ก็ล้วนเต็มไปด้วยแผนการทำงาน เป้าหมายองค์กรที่ต้องการไปให้ถึง แต่บางครั้งเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นดูเหมือนจะอยู่ไกลความเป็นจริง เต็มไปด้วยงานแทรก และไม่รู้ว่างานไหนหรือกิจกรรมใดที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายช้า คนในบริษัทต้องถามตัวเองให้ได้ว่างานที่กำลังทำอยู่นี้มันส่งผลลัพธ์ต่อเป้าหมายองค์กรมากแค่ไหน</p>
<p>แล้วอะไรคือผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด เพื่อนำไปตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ วิธีนี้จะทำให้ได้โฟกัสกับงานที่สำคัญจริง ๆ และเป็นงานที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ช่วยส่งผลให้โปรเจกต์ที่กำลังทำเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานอื่น ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลต่อโปรเจกต์ที่กำลังทำมากนัก และอาจทำให้เสียเวลายิ่งกว่าเดิม</p>
<h3><span style="font-size: 12pt;">2. หาให้เจอว่ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจใด ที่ส่งผลให้องค์กรของคุณไปข้างหน้าได้ไกลกว่าเดิม</span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt;">บางครั้งองค์กรก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพื่อว่าในอนาคตองค์กรของคุณอาจจำเป็นที่จะต้องการความช่วยเหลือ หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้การดำเนินงานง่ายและสะดวกขึ้น แต่หากองค์กรของคุณรักษาความสัมพันธ์ไปกับทุก ๆ คน นั่นอาจเป็นการเสียทั้งกำลังกาย กำลังคน และเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้ หากความสัมพันธ์ทางธุรกิจนั้นไม่ได้ช่วยให้ผลกำไรขององค์กรงอกเงย </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">เพราะจริง ๆ แล้วมีเพียง 20% ของความสัมพันธ์ทางธุรกิจเท่านั้นที่ส่งผลต่อองค์กรของคุณ หรือที่ทำให้องค์กรก้าวหน้าได้จริง ๆ ฉะนั้นใช้เวลาในการโฟกัสเครือข่ายความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สำคัญต่อองค์กรของคุณ ที่ทำให้องค์กรเติบโตและก้าวหน้าและเพื่อประหยัดงบประมาณและเวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ</span></p>
<h3><span style="font-size: 12pt;">3. อะไรที่ทำให้งานไม่เดิน</span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt;">กำจัดสิ่งรบกวน 20% เพื่อโฟกัสกับงาน 80 % </span><span style="font-size: 12pt;">ปัญหาที่ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือองค์กรใหญ่ต้องเจอก็คือ พนักงานทำงานไม่ทัน บางขั้นตอนชะงักกะทันหัน หรือต้องมารีบทำตอน Deadline ใกล้จะมาถึง เสียเวลาไปเป็นจำนวนมากกับโครงการใหญ่ ๆ แต่ต้องมารีบทำตอนท้าย ๆ ส่งผลให้ผลลัพธ์ของงานบางครั้งก็ออกมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจากการเสียสมาธิไปกับสิ่งรบกวนในที่ทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถควบคุมเองได้ทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">ไม่ว่าจะเป็น เสียงพูดคุยเล็ก ๆ น้อยในที่ทำงาน พนักงานที่เดินผ่านไปมาระหว่างโต๊ะทำงาน เสียงโทรศัพท์โทรเข้าโทรออก อุณหภูมิแอร์ในที่ทำงานที่หนาวมาก หรืออาจจะเป็นสถานการณ์ที่พนักงานพบเจอ กำลังอยู่ในช่วงที่สภาพจิตใจไม่ดี เป็นต้น ลองจดรายการสิ่งที่รบกวนการทำงานหรือทำให้เสียสมาธิ แล้วดูว่าอะไรคือ 20% ของทั้งหมดที่ส่งผลต่อการทำงานของพนักงานมากที่สุด กำจัดสิ่งรบกวนนั้นเพื่อให้พนักงานได้โฟกัสกับเรื่องที่สำคัญจริง ๆ</span></p>
<div>
<h3><span style="font-size: 12pt;">4. ไม่ต้องมีเป้าหมายเยอะ มีแค่เป้าหมายเดียวแล้วบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้</span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt;">เพราะการมีเป้าหมายเยอะทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญจริง ๆ เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะสำคัญหมด แล้วเมื่อถึงขั้นตอนในการโฟกัสก็ไม่รู้ว่าจะต้องโฟกัสที่อะไรก่อน แบบนี้จะทำให้งานทุกงานไม่เสร็จและพอกพูนจนกลายเป็นงานค้างได้  สิ่งที่ควรทำก็คือตั้งเป้าหมายระยะใกล้ก่อน ซึ่งอาจเป็นเพียง 20% ของสิ่งที่สำคัญทั้งหมด แล้วโฟกัสและให้ความสนใจไปกับเป้าหมายเดียวนี้ โดยอาจจะกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการทำเพื่อให้การบรรลุเป้าหมายสำเร็จได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h3><span style="font-size: 12pt;">5. เวลาในการทำงานก็สำคัญ </span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt;">หาให้เจอว่างานอะไรที่ใช้เวลาไปกับมันเยอะบางครั้งงานที่ใช้เวลาเยอะแต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อความ Productive มากเท่าที่ควร เพราะงานนั้นอาจไม่ใช่งานที่สำคัญ เช่น ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงในการตอบทุกอีเมลล์แทนที่จะใช้เวลาเพียง 20 นาทีในการเจรจาหารือกับลูกค้าหรือที่ปรึกษา  สิ่งที่ควรทำคือแจกแจงรายการสิ่งที่ต้องทำ ว่าอะไรที่ส่งผลต่อเป้าหมายองค์กร อะไรที่ส่งผลต่อความ Productive แล้วดูว่างานไหนที่ใช้เวลาไปกับมันมากที่สุด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน และตัดสินใจว่าจะทุ่มเทให้กับงานอะไรก่อน</span></p>
<h3><span style="font-size: 12pt;">6.  งานที่ไม่ถนัด</span></h3>
<p><span style="font-size: 12pt;">อย่าลังเลที่จะมองหาความช่วยเหลือเป็นไปไม่ได้ที่คนเพียงคนเดียวจะถนัดทุกอย่าง </span><span style="font-size: 12pt;">และเป็นไปไม่ได้เช่นกันที่งานหนึ่งงานจะสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว เพราะในหนึ่งทีมย่อมประกอบไปด้วยคนหลากหลายทักษะ แต่ละคนก็มีจุดแข็งหรือความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่จำเป็นว่าต้องรับทุกอย่างมาไว้ที่ตัวคนเดียว เพราะจะยิ่งทำให้งานเสร็จช้า และเป็นการใช้เวลาและพละกำลังไปมากกว่า 80% แต่ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพอาจจะไม่ดี</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;">โดยเฉพาะหากเป็นงานเร่งด่วนจะยิ่งส่งผลให้งานนั้นเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายขึ้นด้วยหากรับผิดชอบเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นหากเป็นงานที่ไม่ถนัดอย่าลังเลที่จะมองหาความช่วยเหลือจากคนที่ถนัดหรือมีเวลามากกว่า โดยแจกจ่ายงานตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคน เพราะการร่วมมือกันนั้นส่งผลให้งานเสร็จไวขึ้นและลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่า วิธีนี้จะทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย</span></p>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>กฎ 80/20 หรือหลักการพาเรโตนี้ประโยชน์สำหรับการจัดการงานและต้องการมองหาส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กร เพื่อมุ่งเป้าหมายและทุ่มเทเวลาไปอย่างเหมาะสม และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีมีประสิทธิภาพ หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้แทบทุกวงการ และเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เพื่อใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า และลดงานที่ไม่จำเป็นหรือสิ่งรบกวนที่ส่งผลต่องานหลักที่สำคัญ เพื่อสุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงแก่นที่สำคัญจริง ๆ ซึ่งเป็นเพียง 20% ที่ส่งผลมากที่สุด สำหรับผู้ที่สามารถพบ<em> “ส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สำคัญที่สุดแต่ส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก”</em> ย่อมมีเวลามากกว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และมีความเครียดน้อยกว่าด้วยเช่นกัน</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="กฎ 80/20 คืออะไร ? 6 แนวทางที่ใช้ได้จริงเพื่อผลลัพธ์ดีขึ้น 1401"></a></p>
<div>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><strong>Sources</strong></div>
<p><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Pareto_principle" target="_blank" rel="noopener">Pareto_principle</a></p>
<p><a href="https://www.investopedia.com/terms/1/80-20-rule.asp#:~:text=The%2080%2D20%20rule%20maintains,efficiently%20to%20create%20maximum%20value." target="_blank" rel="noopener">80-20 Rule</a></p>
<p><a href="https://www.briantracy.com/blog/personal-success/how-to-use-the-80-20-rule-pareto-principle/" target="_blank" rel="noopener">The 80 20 Rule Explained</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหตุผลที่องค์กรอย่าง Netflix ไม่ต้องกลัว Work From Home</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/netflix-culture-and-remote-work/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2020 08:52:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Work from Home]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/netflix-culture-and-remote-work/</guid>

					<description><![CDATA[CEO ของ Netflix เคยกล่าวไว้ว่า &#8220;ที่ Netflix การทำงานหนัก หรือชั่วโมงการทำงานที่ยืดยาวในออฟฟิศ ไม่ได้สำคัญเท่ากับผลลัพธ์ของผลงานที่ยอดเยี่ยม เพราะเราเน้นไปที่การสร้างความรู้สึกแห่ง ความรับผิดชอบร่วมกัน ต่อความเป็นไปขององค์กร&#8221; ซึ่งหากใครเป็นสาวกของบริษัทนี้อาจจะพอรู้อยู่แล้วว่า Netflix มีวัฒนธรรมการทำงานที่แปลกจากที่อื่นอยู่ซักหน่อย แปลกแม้กระทั่งจากสายตาของบริษัทฝรั่ง ที่มองกันเองเสียด้วยซ้ำ หากจะให้สรุปออกมาเป็นคำสองคำที่ HR NOTE คิดว่าจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือคำว่า ‘Sport team’ และ ‘Autonomy’ และวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่าทำไมคุณสมบัติที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมองค์กรทั้งสองข้อนี้มันถึงไปเกี่ยวข้องกับการ Work From Home ได้ Sport team แพ้คัดออก ไม่เก่งพอก็เด้งออกไป เก็บไว้แต่ผู้เล่นที่เยี่ยมยอดเพื่อสร้างอภิมหาทีมที่ระดับ Productivity สูงเสียดฟ้า (เขาใช้คำว่า Dream team) ฟังดูเหมือนจะโหดร้าย แต่ที่นี่วิธีการสรรหาบุคคลาการของเขามีความจริงจังมาก ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ที่ฝ่าด่านเข้าไปทำงานได้ก็มักเป็นคนที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปในระดับถือว่าเป็นตัวท๊อปๆ ของวงการอยู่แล้ว ที่สำคัญคือคนเก่งที่นี่จะต้องไม่ใช่คนเก่งประเภทที่เรียกว่าเป็น ‘Brilliant jerks’ หรือคนเก่งงี่เง่า (ที่นิสัยไม่ดี) ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เขายังบอกด้วยว่าวัฒนธรรมของที่นี่เราไม่ได้มองหาพนักงานเหมือนคนในครอบครัว (ซึ่งหลายบริษัทมองแบบนี้) เหตุก็เพราะคนในครอบครัวหากทำอะไรที่ไม่ได้เรื่องออกมาเราจะมีความรู้สึกอยากให้อภัยและหยวนๆ ทนๆ กันไปได้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span class="fbPhotosPhotoCaption"><span class="hasCaption"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-5858 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/06/02B7CAA2-BC73-4532-A44E-569A2F354B51.jpeg" alt="เหตุผลที่องค์กรอย่าง Netflix ไม่ต้องกลัว Work From Home" width="1200" height="625" title="เหตุผลที่องค์กรอย่าง Netflix ไม่ต้องกลัว Work From Home 1404"></span></span></p>
<div id="id_5ed87919730097207203374" class="text_exposed_root text_exposed">
<p>CEO ของ Netflix เคยกล่าวไว้ว่า</p>
<p>&#8220;ที่ Netflix การทำงานหนัก<br />
หรือชั่วโมงการทำงานที่ยืดยาวในออฟฟิศ<br />
ไม่ได้สำคัญเท่ากับผลลัพธ์ของผลงานที่ยอดเยี่ยม<span class="text_exposed_show"><br />
เพราะเราเน้นไปที่การสร้างความรู้สึกแห่ง<br />
ความรับผิดชอบร่วมกัน<br />
ต่อความเป็นไปขององค์กร&#8221;</span></p>
<p>ซึ่งหากใครเป็นสาวกของบริษัทนี้อาจจะพอรู้อยู่แล้วว่า Netflix มีวัฒนธรรมการทำงานที่แปลกจากที่อื่นอยู่ซักหน่อย แปลกแม้กระทั่งจากสายตาของบริษัทฝรั่ง ที่มองกันเองเสียด้วยซ้ำ หากจะให้สรุปออกมาเป็นคำสองคำที่ HR NOTE คิดว่าจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือคำว่า ‘Sport team’ และ ‘Autonomy’</p>
<p>และวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่าทำไมคุณสมบัติที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมองค์กรทั้งสองข้อนี้มันถึงไปเกี่ยวข้องกับการ Work From Home ได้</p>
<h2><span class="text_exposed_show">Sport team<br />
</span></h2>
<p><span class="text_exposed_show">แพ้คัดออก ไม่เก่งพอก็เด้งออกไป เก็บไว้แต่ผู้เล่นที่เยี่ยมยอดเพื่อสร้างอภิมหาทีมที่ระดับ Productivity สูงเสียดฟ้า (เขาใช้คำว่า Dream team) ฟังดูเหมือนจะโหดร้าย แต่ที่นี่วิธีการสรรหาบุคคลาการของเขามีความจริงจังมาก ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ที่ฝ่าด่านเข้าไปทำงานได้ก็มักเป็นคนที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปในระดับถือว่าเป็นตัวท๊อปๆ ของวงการอยู่แล้ว</span></p>
<p>ที่สำคัญคือคนเก่งที่นี่จะต้องไม่ใช่คนเก่งประเภทที่เรียกว่าเป็น ‘Brilliant jerks’ หรือคนเก่งงี่เง่า (ที่นิสัยไม่ดี) ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เขายังบอกด้วยว่าวัฒนธรรมของที่นี่เราไม่ได้มองหาพนักงานเหมือนคนในครอบครัว (ซึ่งหลายบริษัทมองแบบนี้) เหตุก็เพราะคนในครอบครัวหากทำอะไรที่ไม่ได้เรื่องออกมาเราจะมีความรู้สึกอยากให้อภัยและหยวนๆ ทนๆ กันไปได้</p>
<p>ซึ่ง Netflix บอกว่าการทำแบบนั้นมีต้นทุนที่สูงขึ้นไปกว่าจะรับได้สำหรับบริษัทที่อยู่ในอุตสหกรรมเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันสูงมาก (ปัจจุบันมีเริ่มมีหลายบริษัทที่ลงมาเล่นในวงการวีดีโอสตรีมมิงมากขึ้น เช่น Disney Plus) ทำให้ธรรมชาติของเนื้องาน (Job role) ของพนักงานแต่ละคนของ Netflix จะต้องมี ‘วิวัฒนาการ’ อยู่ตลอดเวลา</p>
<p>เพื่อความเห็นภาพลองจินตนาการว่าหน้าที่ของคุณที่เขียนไว้ใน Job description ตอนสมัครงานมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกปีตามสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แบบนี้แปลว่าคนที่จะทำงานที่ Netflix ได้จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากตัวพนักงานจะต้องมีความเก่งเป็นของตัวเองแล้วจะต้องมีความสามารถที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีเปรียบเทียบได้กับนักบอลที่จะส่งรับลูกกับผู้เล่นในสนามคนอื่นๆ เพื่อทำประตู</p>
<h2><span class="text_exposed_show">Autonomy<br />
</span></h2>
<p><span class="text_exposed_show">และถึงแม้ว่า Netflix จะคาดหวังผลการทำงานของพนักงานไว้สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีวัฒนธรรมการบริหารการทำงานของทีมที่ให้อิสระที่สูงมากๆ แต่ก็ตามมาด้วยความรับผิดชอบต้องรักษาผลการทำงานเอาไว้ได้เช่นกัน (Freedom and Responsibility) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ สะท้อนปากคำของ CEO ของบริษัทดังที่เห็นว่า เขาไม่แคร์ว่าคุณจะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหน จะเข้าออฟฟิศมาทำงานกี่วัน จะเข้าออกตอนกี่โมง ตราบได้ที่ผลงานของคุณยังอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมเขาก็จะไม่มาก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของคุณ ซึ่งลักษณะการทำงานแบบนี้เรียกว่าเป็นวิธีการบริหารงานที่ยึดจากผลการทำงานเป็นหลักโดยไม่สนว่าจะใช้วิธีการแบบไหน (Result Orientation and Performance Management)</span></p>
<p>ในช่วงเวลาที่คนทำงานทั่วโลกต้องกลับไปทำงานที่บ้านเพื่อต่อสู้การแพร่ระบาดของไวรัสด้วยวิธีการอยู่ห่างกันซักพัก (Social distancing) ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าในสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ที่ไม่มีใครมานั่งจ้องการทำงานของเรา ไม่มีใครรู้ใครเห็นว่าเรากำลังใส่ชุดอะไรทำงาน ไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังโฟกัสงานด้วยความจริงจังหรือนอนดูซีรีย์ใน Netflix</p>
<p>ใช่หรือไม่ที่สิ่งเหล่านี้เป็นความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในใจของผู้ที่ยังไม่เคยชินกับการบริหารติดตามวิธีการทำงานของทีม ที่ไม่เคยได้เปิดโอกาสให้พนักงานได้มี Autonomy ของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การทำงานแบบ Remote work ของหลายๆทีมต้องประสบกับปัญหาระดับ Productivity ที่ลดต่ำลง</p>
<p>ใช่,นี่คือภาวะวิกฤติที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิด แต่ก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าองค์กรที่เคยมีวัฒนธรรมการทำงานที่ให้อิสระและยึดผลลัพธ์เป็นตัวตั้งจะปรับตัวต่อภาวะวิกฤติในครั้งนี้ได้ดีกว่าบริษัทอื่นๆ</p>
<p>เมื่อไหร่ที่เราทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกแห่งความรับผิดชอบต่อผลของาน พนักงานก็จะเชื่อมโยงงานของตัวเองเข้ากับความสำเร็จขององค์กร โดยไม่สำคัญเลยว่าเขาจะทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ที่บ้าน ร้านกาแฟ หรือริมชายหาด คำถามก็คือวันนี้คุณทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในครอบครัวที่จะทำตัวสบายๆ อย่างไรก็ได้เพราะไม่มีวันทิ้งกัน หรือคุณทำให้เขารู้สึกว่าเป็นผู้เล่นที่มีส่วนต่อผลแพ้ชนะของเกมนี้</p>
<p>ไม่มีแบบไหนถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับคือวัฒนธรรมองค์กรนั้นสำคัญมากพอที่จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนทำงานในสถานการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจคือวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการใช้คำพูดว่าฉันจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่เกิดจากการลงมือทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทุกคนในบริษัทจนมันกลายเป็นนิสัย มันเกิดจากทุกกระบวนการตั้งแต่การสรรหาจัดจ้าง การฝึกอบรม ระบบสวัสดิการ และการให้รางวัลพนักงาน</p>
<p>ทุกสิ่งจะต้องสะท้อนกลับมาที่แกนหลักของคำถามว่า เราคือใคร เราอยากให้คนในองค์กรของเราเป็นคนแบบไหน ทำไมเราต้องการคุณสมบัติเหล่านั้นในตัวพนักงานของเรา วัฒนธรรมเหล่านั้นจะไป Support โจทย์ธุรกิจในบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร</p>
<p>พนักงานของคุณกำลังนอนดู Netflix หรือตั้งใจทำงานคุณเองอาจไม่รู้ได้ แต่เราอาจต้องตระหนักเอาไว้ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหนก็เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมองค์กรที่คุณสร้างมันขึ้นมาโดยตลอด เพียงแต่วันนี้วิกฤติได้ทำการเผยมันออกมาให้เห็นได้ชัดขึ้นเท่านั้นเอง</p>
<p>เราไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าวัฒนธรรมไหนดีกว่ากัน แต่อยากชวนให้กลับมาคิดในเชิงกลยุทธ์เพื่อออกแบบวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณเอง และแน่นอนว่า HR จะเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมกับภารกิจนี้อย่างแน่นอน</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="เหตุผลที่องค์กรอย่าง Netflix ไม่ต้องกลัว Work From Home 1405" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/4-type-of-manager-gartner/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Feb 2020 06:38:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/4-type-of-manager-gartner/</guid>

					<description><![CDATA[อยากสร้างคนเก่งๆ ให้กับองค์กรซัก 3 เท่าไหมครับ เราอาจจะเริ่มจากคำถามว่าแล้วคนเก่งๆ จากองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบไหน และสุดท้ายคงจะหนีไม่พ้นว่า คนที่มีศักยภาพก็เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์ที่รอการเติบโต เหลือแค่การ รดน้ำ พรวนดิน และการเอาใจใส่ก็พร้อมที่จะงอกเงยออกมาเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่สง่างามให้ร่มเงา และบุคคลที่ว่านั้นคงจะเป็นใครไม่ได้  คนกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญอย่างมาก พวกเขาคือคนสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้กับทีม เป็นการกำหนดวัฒนธรรมในการทำงาน เป็นสาเหตุของการอยู่ต่อหรือการไปของพนักงาน ใช่แล้ว, พวกเขาคือ ผู้จัดการนั่นเอง วันนี้  HREX อยากจะนำงานวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก  Gartner ที่ได้ทำการวิเคราะห์ผู้จัดการจำนวน 7,000 กว่าคนจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเพื่อหาคำตอบว่าผู้จัดการประเภทไหนที่ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์งอกงาม และผู้จัดการแบบไหนที่สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์ดีๆ สามารถฝ่อลงไปได้ หากคิดตามหลักพาเรโต เราจะรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์กว่า 80% เกิดมาจากคนเพียง 20% ในองค์กรเท่านั้น เพื่อการยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น หากเราเอาสถิติยอดขายจากทีมขายมาดูอาจจะพบว่า ยอดการปิดการขายกว่า 80% อาจเกิดมาจากนักขายส่วนน้อยเพียง 20% เท่านั้น เท่ากับว่าคนที่เราเรียกว่าคนเก่งหรือ  High performer  เหล่านี้สร้างผลลัพธ์ที่ดีมากกว่านักขายทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด ย้อนกลับไปที่คำถามแรกว่าเราจะสร้างพนักงานที่เป็น High performer   ขึ้นมาได้อย่างไร แน่นอนว่าพนักงานเหล่านี้บางส่วนก็เป็นคนเก่งที่ทำงานตัวเองได้ดีอยู่แล้ว แต่บางส่วนก็เกิดขึ้นจากสิ่งที่คนในวงการ Human [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-5176 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/table-for-facebook-cover.png" alt="table for facebook cover" width="734" height="410" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1412"></p>
<p><span style="font-size: 24pt;">อยากสร้างคนเก่งๆ ให้กับองค์กรซัก 3 เท่าไหมครับ</span></p>
<p>เราอาจจะเริ่มจากคำถามว่าแล้วคนเก่งๆ จากองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบไหน และสุดท้ายคงจะหนีไม่พ้นว่า คนที่มีศักยภาพก็เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์ที่รอการเติบโต เหลือแค่การ รดน้ำ พรวนดิน และการเอาใจใส่ก็พร้อมที่จะงอกเงยออกมาเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่สง่างามให้ร่มเงา</p>
<p>และบุคคลที่ว่านั้นคงจะเป็นใครไม่ได้  คนกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญอย่างมาก พวกเขาคือคนสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้กับทีม เป็นการกำหนดวัฒนธรรมในการทำงาน เป็นสาเหตุของการอยู่ต่อหรือการไปของพนักงาน</p>
<p><span style="font-size: 24pt;">ใช่แล้ว, พวกเขาคือ ผู้จัดการนั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-5171 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/40.png" alt="40" width="672" height="636" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1413"></p>
<p>วันนี้  HREX อยากจะนำงานวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก  Gartner ที่ได้ทำการวิเคราะห์ผู้จัดการจำนวน 7,000 กว่าคนจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเพื่อหาคำตอบว่าผู้จัดการประเภทไหนที่ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์งอกงาม และผู้จัดการแบบไหนที่สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์ดีๆ สามารถฝ่อลงไปได้</p>
<p>หากคิดตามหลักพาเรโต เราจะรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์กว่า 80% เกิดมาจากคนเพียง 20% ในองค์กรเท่านั้น เพื่อการยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น หากเราเอาสถิติยอดขายจากทีมขายมาดูอาจจะพบว่า ยอดการปิดการขายกว่า 80% อาจเกิดมาจากนักขายส่วนน้อยเพียง 20% เท่านั้น เท่ากับว่าคนที่เราเรียกว่าคนเก่งหรือ  High performer  เหล่านี้สร้างผลลัพธ์ที่ดีมากกว่านักขายทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด</p>
<p>ย้อนกลับไปที่คำถามแรกว่าเราจะสร้างพนักงานที่เป็น High performer   ขึ้นมาได้อย่างไร แน่นอนว่าพนักงานเหล่านี้บางส่วนก็เป็นคนเก่งที่ทำงานตัวเองได้ดีอยู่แล้ว แต่บางส่วนก็เกิดขึ้นจากสิ่งที่คนในวงการ Human resource development   เรียกว่าการ ‘Coaching’  หรือใช้ภาษาไทยง่ายๆ ว่าการสอนงาน ซึ่งโดยมากเป็นหนึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้จัดการอยู่แล้ว</p>
<p>สิ่งที่รายงานจาก Gartner คือคำตอบของสมการที่ว่าเราจะต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างทีมที่มีความสุข ทีมที่คนเก่งขึ้นเรื่อยๆ ทีมที่พนักงานอยากทำงานต่อไปเรื่อยๆ และทั้งหมดของคำถามนี้ก็ซ่อนอยู่ในคุณสมบัติต่างๆ ของผู้จัดการซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ที่เรากำลังจะได้ดูกันต่อไป</p>
<p>นักวิจัยจาก Gartner ได้ทำการศึกษาพนักงานและผู้จัดการกว่า 7,300 คนในอุตสาหกรรมที่แตกต่างหลากหลาย ตามด้วยการพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายทรัพยากรบุคคลอีกหลายร้อยคน สิ่งที่ค้นพบน่าปะหลาดใจและทำลายความเชื่อเก่าๆ ที่มีต่อการพัฒนาคนไป</p>
<p>รายงานฉบับนี้ได้ทำการแบ่งประเภทของผู้จัดการออกตามวิธีการที่พวกเขาใช้ในการ Coaching พนักงานออกได้เป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-5172 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/4-TABLE.png" alt="4 TABLE" width="734" height="485" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1414"></p>
<h2>1. Teacher Managers</h2>
<p>ผู้จัดการประเภทนี้ใช้วิธีการโค๊ชจากความรู้ความถนัดของตัวเอง คอยให้คำแนะนำในลักษณะของการสอนจากสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนรู้มาก่อนเป็นการส่วนตัว โดยส่วนมากแล้วผู้จัดการกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญในความรู้ทักษะเฉพาะทางหรือเชิงเทคนิคที่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี พวกเขาทำงานได้ดี โดยอาจจะทำงานในลักษณะตัวคนเดียวมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆ ไต่ลำดับขั้นในองค์กรจนได้มาทำงานในข่ายของการบริหารในที่สุด</p>
<h2>2. Always-on Managers</h2>
<p>ผู้จัดการประเภทนี้เรียกได้ว่าดูแลใส่ใจต่อการโค๊ชพนักงานเป็นอย่างดี พวกเขาชอบให้ Feedback  กับพนักงานเป็นอย่างมาก พวกเขาพร้อมเสมอที่จะคอยสอนงานและให้คำแนะนำกับพนักงานแทบจะตลอดเวลาที่มีโอกาส จัดว่าเป็นประเภทของผู้จัดการที่ทุ่มเวลาแก่การพัฒนาพนักงานมากที่สุดในทั้งสี่ประเภทเลยทีเดียว</p>
<h2>3. Cheerleader Managers</h2>
<p>วิธีการโค๊ชของผู้จัดการกลุ่มนี้เทียบได้กับเชียร์ลีดเดอร์ คืออาจจะไม่ได้เข้าไปโค๊ชอย่างใกล้ชิดแต่จะคอยยืนให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม พวกเขาจะยืนดูอยู่ห่างๆ มองภาพกว้าง ให้ Feedback เชิงบวกและกระตุ้นให้พนักงานในทีมเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือพวกเขาก็พร้อมเสมอ เพียงแต่อาจจะไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเข้าไปโค๊ชงานโดยตรงกับพนักงานเท่าผู้จัดการประเภทอื่นๆ</p>
<h2>4. Connector Managers</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-5173 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/26.png" alt="26" width="676" height="641" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1415"></p>
<p>ผู้จัดการนักเชื่อมโยง ที่ใช้คำว่าเชื่อมโยงก็เพราะว่าผู้จัดการประเภทนี้ตระหนักดีว่าตัวเขาเองไม่ใช่ผู้รู้และเก่งในทุกอย่าง พวกเขาจึงเลือกที่จะโค๊ชพนักงงานเฉพาะในเรื่องที่ตัวเองมั่นใจว่าเชี่ยวชาญเท่านั้น จุดเด่นคือพวกเขาพยายามที่จะสร้างจุดเชื่อมโยง (Connection ) ระหว่างคนเก่งๆในองค์กรเพื่อเชื่อมโยงพนักงานในทีมตัวเองเข้ากับคนเก่งๆ เหล่านั้น ถึงแม้ว่าผู้จัดการประเภทนี้อาจจะไม่ได้ใช้เวลาโค๊ชงานกับพนักงานมากกว่าผู้จัดการประเภทอื่นๆ (เพราะเขาโอนงานนี้ไปให้กับคนในองค์กรที่เก่งในเรื่องต่างๆ กว่าตัวเขายังไงล่ะ) แต่เมื่อเทียบกับผู้จัดการทั้งสี่ประเภท พวกเขาใช้เวลามากที่สุดในการทำความเข้าใจความต้องการของพนักงาน ความสนใจ และทักษะของพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะหาทางวางแผนโค๊ชพนักงานให้ดีที่สุดโดยที่คนโค๊ชอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเขาเอง</p>
<p>ผู้จัดการแต่ละแบบก็ดูจะมีวิถีทางในการโค๊ชที่แตกต่างกันออกไปหมดเลยนะครับ ทุกแบบก็ดูดีหมดเลย ทั้งโค๊ชจากความถนัด  โค๊ชเยอะโค๊ชตลอดเวลา โค๊ชแบบให้กำลังใจ โค๊ชแบบหาคนเก่งมาโค๊ชให้  แต่ผลการศึกษาที่ออกมากลับเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามี 1 แบบที่ทำให้ทีมงานมี  Performance สูงกว่าแบบอื่นอย่างเห็นได้ชัด และมี 1 แบบที่นอกจากจะไม่ช่วยส่งเสริมแต่ยงทำให้  Performance ของพนักงงานลดต่ำลงอีกด้วย โดยผลลัพธ์เป็นไปตามกราฟด้านล่างนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-5174 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/02/GRAPTH.png" alt="GRAPTH" width="648" height="553" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1416"></p>
<p><strong><span style="text-align: center;">จากกราฟเราจะเห็นได้ว่า</span></strong></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p>1. ผู้จัดการที่เป็นผู้ชนะการแข่งขันการโค๊ชเพื่อเพิ่ม Performance ในครั้งนี้ก็คือ Connector Managers โดยสามารถเพิ่ม Employee performance ได้สูงถึง 26% โดยจะสูงกว่าผู้จัดการแบบ Teacher และ Cheerleader มากถึง 3-4 เท่า</p>
<p>2. ผู้จัดการที่นอกจากจะไม่เพิ่ม Employee performance แต่กลับทำลายให้ประสิทธิภาพลดต่ำลงถึง 8% ก็คือผู้จัดการสุดขยันที่ดูแลใส่ใจและใช้เวลาไปกับการเทรนด์พนักงานมากที่สุดที่เราเรียกว่า Always-on Managers นั่นเอง</p>
</div>
<p>จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราได้ข้อสรุปที่อาจจะขัดแย้งกับสิ่งที่เราเคยคิดเคยเชื่อกันในการพัฒนาทีมงานอยู่หลายข้อด้วยกัน เราลองมาไล่เลียงดูว่าแคยเชื่อข้อไหนอยู่บ้าง และเราจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อรู้แล้วว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่เป็นจริงอีกต่อไป</p>
<h3>1.ยิ่งผู้จัดการใช้เวลาในการโค้ชพนักงานหรือตรวจงานมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พนักงานมี  Performance ดีขึ้นมากเท่านั้น</h3>
<p>จากผลการวิจัยเราจะเห็นได้ชัดเลยว่า Connector Managers ให้ผลลัพธ์ในการโค๊ชที่ดีกว่ารูปแบบอื่นๆ 3-4 เท่าแต่เมื่อดูในข้อมูลจะพบว่าผู้จัดการประเภทนี้ไม่ได้ลงทุนด้านเวลาในการโค๊ชพนักงานมากกว่าผู้จัดการประเภทอื่นๆ เลย ในทางกลับกัน Always-on Managers ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เวลาในการโค๊ชพนักงานมากที่สุดกลับให้ผลลัพธ์ในทางลบต่อพนักงานเสียด้วยซ้ำ แบบนี้ผู้จัดการก็ไม่อาจใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลาในการโค๊ชอีกต่อไป เพราะผลลัพธ์มันขึ้นอยู่กับคุณภาพมากกว่าปริมาณ</p>
<h3>2.เราคิดว่าผู้จัดการคือคนที่น่าจะรู้ดีที่สุดว่าพนักงานในทีมควรโค้ชในทิศทางไหน เรื่องอะไร อะไรดีที่สุดสำหรับพวกเขา</h3>
<p>จากผลวิจัยพบว่ามีพนักงานแค่  18% เท่านั้นที่บอกว่าผู้จัดการเข้าใจงานของตัวเองเป็นอย่างดี ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไวและซับซ้อนขนาดนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ความรู้และทักษะของผู้จัดการอาจหมุนตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเราจะให้ผู้จัดการเป็นฝ่ายที่ควบคุมทิศทางการโค๊ชพนักงงานโดยไม่สนใจพนักงานไม่ได้อีกต่อไป ต่อจากนี้ผู้จัดการจะต้องลงมาพูดคุยรับฟังพนักงงานในทีมให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าใจแรงจูงใจ ความชอบ ความต้องการจริงๆ ของพนักงาน เพื่อที่จะได้ออกแบบการโค๊ชได้ตรงกับโจทย์การทำงานจริงมากยิ่งขึ้น</p>
<h3>3.ผู้จัดการคือศูนย์กลางในการโค้ชและให้ Feedback กับพนักงานคนเก่ง</h3>
<p>หมดยุคแล้วที่ผู้จัดการจะมั่นใจในตัวเองว่าฉันคือผู้รู้ทุกอย่าง เก่งในทุกเรื่อง ให้โค๊ชอะไรสอนอะไรก็ทำได้ไปหมด อย่างทีกล่าวไปว่าความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกทุกวันนี้รวดเร็วรุนแรงมาก เช่น วิธีการทำการตลาดดิจิตอลของปี 2020 กับเมื่อ 3 ปีที่แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย เพราะหากเราคิดดีๆ ผู้จัดการอาจไม่ใช่คนที่เก่งในด้าน  Technical  skills มากที่สุด แต่เป็นคนที่มีประสบการณ์ เห็นภาพรวม และมีความสามารถในการบริหารทีม หากผู้จัดการตระหนักในข้อนี้แล้วจะทำให้ผู้จัดการระแวดระวังมากขึ้นในการเลือกเรื่องที่จะโค๊ชพนักงาน เพราะการโค๊ชแบบผิดๆ ในเรื่องที่ตัวเองไม่เก่งอาจทำให้ Employee performance แย่ลงกว่าการไม่โค๊ชเลยเสียด้วยซ้ำ <em>จากนี้ไปผู้จัดการควรตกผลึกให้ได้ว่าตัวเองเก่งในด้านไหน และด้านไหนกำลังพัฒนาให้ดีขึ้น แล้วเลือกโค๊ชในสิ่งที่ตัวเองเก่งจริงๆ สำหรับเรื่องที่แค่พอทำได้ควรที่จะหาคนอื่นที่เก่งกว่าตัวเองมาโค๊ชให้ดีกว่า โดยอาจใช้คนในองค์กรคนอื่นๆ ผ่านการสร้าง connection  เหมือนที่  Connector manager ทำ</em></p>
<p>เมื่อมองโดยภาพรวมทั้งหมดเราจะเห็นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีเพื่อให้การโค๊ชพนักงานในทีมมีประสิธิภาพเพิ่มขึ้นคือการผลักดันให้ผู้จัดการในองค์กรเลิกทำพฤติกรรมแบบ Always on manager และเรียนรู้วิธีการโค๊ชจาก Connector manager ให้มากที่สุด สำหรับในบทความหน้าเราจะไปหาคำตอบกันว่าเพราะอะไร Connector manager ถึงสามารถสร้างคนเก่งๆให้กับองค์กรได้ และเหนือสิ่งอื่นใด เราจะสรรหาหรือสร้าง Connector manager ให้กับองค์กรได้อย่างไร</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="เพิ่มคนเก่งให้องค์กร 3 เท่าด้วยการรู้จักผู้จัดการทั้ง 4 แบบนี้ 1417" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/th-190207-10inspirereason/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jan 2020 04:18:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/th-190207-10inspirereason/</guid>

					<description><![CDATA[หัวหน้างานมักกังวัลเกี่ยวกับ แรงจูงใจ หรือ แรงบันดาลใจในการทำงาน ของลูกน้องว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาทำงานกันได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันหัวหน้างานก็มักจะไม่ค่อยรู้วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานเลย แล้วทางออกที่ดีควรทำอย่างไร เรามี 10 ไอเดียดีๆ ที่จะมาแนะนำ ซึ่งจะทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้นได้ 10 ไอเดียที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานได้มากขึ้น 1. จัดการฝึกอบรมและพัฒนา วิธีนี้เป็นวิธีอย่างหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ส่งเสริมและสนับสนุนให้พวกเขามีความรู้ ตลอดจนมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขาเกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตลอดจนพัฒนาในสายอาชีพของตน โดยการจัดการอมรมนั้นมีหลากหลายวิธีดังนี้ ฝึกอบรมการโค้ช (Coaching) : เป็นการฝึกพัฒนาตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ฝึกถึงความรับผิดชอบของตนได้ดี การฝึกอบรมภายในองค์กรและนอกองค์กร (In house and public training) : เป็นการให้พนักงานได้ฝึกอบรมต่างๆ ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร เพื่อให้พนักงานมีความรู้เพิ่มขึ้น หลากหลายขึ้น การหมุนเวียนตำแหน่งงาน (Job Rotation) : การสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือหมุนเวียนตำแหน่งงานนั้น มีประโยชน์ตรงที่ทำให้พนักงานไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน ทั้งยังได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ ในการทำงานเพิ่มขึ้น ได้ลองอะไรที่หลากหลาย ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ 2. สวัสดิการและสิทธิพิเศษอื่นๆ จาก flashfly.net [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หัวหน้างานมักกังวัลเกี่ยวกับ แรงจูงใจ หรือ แรงบันดาลใจในการทำงาน ของลูกน้องว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาทำงานกันได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันหัวหน้างานก็มักจะไม่ค่อยรู้วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานเลย แล้วทางออกที่ดีควรทำอย่างไร เรามี 10 ไอเดียดีๆ ที่จะมาแนะนำ ซึ่งจะทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้นได้</p>
<h2>10 ไอเดียที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานได้มากขึ้น</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8901 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_1166338408.jpg" alt="แรงบันดาลใจ ทำงาน" width="500" height="334" title="10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น 1423"></p>
<h3>1. จัดการฝึกอบรมและพัฒนา</h3>
<p>วิธีนี้เป็นวิธีอย่างหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ส่งเสริมและสนับสนุนให้พวกเขามีความรู้ ตลอดจนมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขาเกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตลอดจนพัฒนาในสายอาชีพของตน โดยการจัดการอมรมนั้นมีหลากหลายวิธีดังนี้</p>
<ul>
<li>ฝึกอบรมการโค้ช (Coaching) : เป็นการฝึกพัฒนาตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ฝึกถึงความรับผิดชอบของตนได้ดี</li>
<li>การฝึกอบรมภายในองค์กรและนอกองค์กร (In house and public training) : เป็นการให้พนักงานได้ฝึกอบรมต่างๆ ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร เพื่อให้พนักงานมีความรู้เพิ่มขึ้น หลากหลายขึ้น</li>
<li>การหมุนเวียนตำแหน่งงาน (Job Rotation) : การสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือหมุนเวียนตำแหน่งงานนั้น มีประโยชน์ตรงที่ทำให้พนักงานไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน ทั้งยังได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ ในการทำงานเพิ่มขึ้น ได้ลองอะไรที่หลากหลาย ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ</li>
</ul>
<h3>2. สวัสดิการและสิทธิพิเศษอื่นๆ</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-4980 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/Screen-Shot-2557-12-18-at-5.38.53-PM.png" alt="Screen Shot 2557 12 18 at 5.38.53 PM" width="664" height="331" title="10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น 1424"></p>
<p>จาก flashfly.net ดัดแปลงภาพต้นฉบับจาก thailand.googleblog.com</p>
<p>สวัสดิการและสิทธิพิเศษต่างๆ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ หัวหน้างานสามารถใช้สวัสดิการและสิทธิพิเศษที่เหมาะสมในการเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจกับลูกน้องได้ หรือองค์กรเองก็สามารถจัดสรรเรื่องนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจพนักงานได้เช่นกัน เช่น</p>
<ul>
<li>สวัสดิการด้านคอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ : การจัดให้เรียนคอร์สภาษาต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ ตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น และควรเป็นภาษาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานด้วย</li>
<li>สวัสดิการด้านสันทนาการและการผ่อนคลาย : หรืออาจเป็นสวัสดิการที่ช่วยทำให้ชีวิตผ่อนคลาย ออกกำลังกาย ตลอดจนลดความเครียดในการทำงาน ตัวอย่างเช่น คอร์สเรียนโยคะ, สมาชิกฟิตเนส, คอร์สกีฬาอื่นๆ เป็นต้น คนยุคปัจจุบันนั้นหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น การจัดสวัสดิการด้านนี้ก็อาจทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานได้ดี</li>
<li>สวัสดิการด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ : อีกตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือสวัสดิการด้านการพักผ่อนและการท่องเที่ยว อย่างเช่นการจัดทริปประจำปี การให้ตั๋วเครื่องบินท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นการให้รางวัลพนักงานที่ทำงานหนักมาทั้งปี และช่วยให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างมีความสุข เป็นการกระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว</li>
</ul>
<h3>3. ให้สิ่งตอบที่องค์กรจัดทำขึ้นพิเศษ</h3>
<p>การที่พนักงานทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพนั้นการให้คำชมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ องค์กรอาจให้สิ่งตอบแทนเพิ่มเติมที่แสดงถึงการขอบคุณจากองค์กร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ โดยของขวัญนั้นควรเป็นของพิเศษที่องค์กรจัดทำขึ้นโดยเฉพาะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เป็นการแสดงถึงการมอบของรางวัลที่ล้ำค่าให้กับพนักงานที่ตอบแทนองค์กรได้ดีด้วยเช่นกัน ความล้ำค่านี้อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่ความตั้งใจขององค์กรที่จะทำของขวัญพิเศษนั้นขึ้นมา อาทิ</p>
<ul>
<li>อุปกรณ์สำนักงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว</li>
<li>ของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการจัดทำพิเศษแบบ Limited Edition ขององค์กรโดยเฉพาะ และควรเป็นของที่มีดีไซน์น่าใช้ วัตถุดิบมีคุณภาพ เช่น เสื้อผ้า, กระเป๋า, เป็นต้น</li>
<li>รับประทานอาหารมื้อพิเศษกับผู้บริหารระดับสูง</li>
<li>จัดงานเลี้ยงสังสรรในโอกาสพิเศษต่างๆ ของพนักงาน เช่น การเลื่อนตำแหน่ง, งานวันเกิด เป็นต้น</li>
</ul>
<h3>4. การสื่อสารในเชิงบวก</h3>
<p>คำพูดเป็นเสมือนดาบสองคม บางทีอาจส่งผลในทางบวก บางทีอาจส่งผลในทางลบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกาลเทศะและสถานการณ์แต่ละครั้งได้เหมือนกัน ควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่มีความหมายในทางลบ คำพูดประชดประชัน การเหน็บแนม หรือนินทาว่าร้าย ควรพูดในเชิงบวก พูดด้วยไมตรี สุภาพ พูดบนพื้นฐานของความหวังดี ไม่พูดโกหก</p>
<p>ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงการพูดที่แสดงอำนาจเกิดความจำเป็น อย่างเช่น พูดเชิงออกคำสั่ง ดุด่าว่ากล่าว เสียงดังโดยไม่จำเป็น เป็นต้น การพูดที่ดีอีกอย่างคือลักษณะของการพูดเชิงสร้างสรรค์ อย่างการพูดให้กำลังใจ การพูดชมเชยเมื่อทำงานได้ดี และพูดปลอบโยนให้กำลังใจในยามที่ทำงานผิดพลาด ไม่ซ้ำเติม หรือให้คำปรึกษาในยามที่เกิดความกังวล ตลอดจนการพูดขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน</p>
<h3>5. สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทํางาน</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4979 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/jose-aljovin-XevnZB3CdsU-unsplash-scaled.jpg" alt="jose aljovin XevnZB3CdsU unsplash scaled" width="600" height="370" title="10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น 1425"></p>
<p>สภาพแวดล้อมในการทำงานมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่ดี กระตุ้นให้เกิดการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ลดความเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ซึ่งการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้นนั้นมีหลายวิธี เช่น</p>
<ul>
<li>ปรับเปลี่ยนรูปโฉม ตกแต่งออฟฟิศใหม่ ในที่นี้ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ อย่างเช่นการจัดโต๊ะใหม่ ปรับมุมใหม่ เปลี่ยนเก้าอี้ใหม่ ตกแต่งห้องทำงานใหม่ เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนถึงยกเครื่องตกแต่งออฟฟิศใหม่หมด เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่หมด เปลี่ยนสไตล์การตกแต่งใหม่หมด เป็นต้น</li>
<li>สร้างโซนให้พนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจ ผ่อนคลายจากการทำงาน เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องกิจกรรมบันเทิง, ห้องกีฬา, หรือแม้แต่สวนหย่อม เป็นต้น</li>
<li>จัดหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น เก้าอี้ที่ดีต่อสุขภาพ, จอคอมพิวเตอร์ที่ถนอมสายตา, โคมไฟเพื่อช่วยเพิ่มแสงสว่างให้เหมาะสม เป็นต้น</li>
<li>สร้างบรรยากาศที่สุนทรีย์ เช่น อนุญาตให้พนักงานผ่อนคลายโดยการเปิดเพลงเบาๆ</li>
<li>สร้างบรรยากาศในการทำงานเป็นทีมให้เหมาะสม เช่น จัดประชุมเพื่อกระชับความสามัคคีในการทำงาน, จัดประชุมนอกสถานที่เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย กรณีนี้เป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่เกี่ยวกับตัวบุคคลและระบบการทำงานนั่นเอง</li>
</ul>
<h3>6. เพิ่มเวลาส่วนตัวตลอดจนเวลาพักผ่อนให้พนักงานมากขึ้น</h3>
<p>การเพิ่มเวลาส่วนตัวให้พนักงาน ตลอดจนเพิ่มเวลาพักผ่อนให้กับบุคลากรในองค์กรให้ผ่อนคลายมากขึ้น ก็เป็นการสร้างพลังในการทำงานที่ดี</p>
<ul>
<li>เพิ่มเวลาในการรับประทานอาหารกลางวัน ทำให้พนักงานไม่ต้องเร่งรีบ มีเวลาเหลือที่จะทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อบ้าง</li>
<li>เลิกงานเร็วกว่าปกติ ให้พนักงานได้ใช้เวลาหลังเลิกงานไปทำธุรส่วนตัวต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น หรือพักผ่อนหย่อนใจ พบปะเพื่อนฝูง ให้พนักงานได้ผ่อนคลาย เจอสังคม เจอครอบครัว จะทำให้พนักงานเครียดหรือเบื่อหน่ายน้อยลง</li>
<li>เพิ่มวันหยุดประจำปี ให้พนักงานมีโอกาสลาหยุดได้เพิ่มขึ้น โดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ดีอีกวิธีหนึ่ง</li>
</ul>
<h3>7. สร้างแรงจูงใจส่วนบุคคลให้ถูกต้องและเหมาะสม</h3>
<p>หัวหน้างานตลอดจนฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรวิเคราะห์ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ และความต้องการของพนักงานแต่ละคนได้ แน่นอนว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน แต่เราก็ควรเรียนรู้ความเฉพาะเจาะจงของแต่ละคนให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ในการสร้างแรงจูงใจส่วนบุคคลได้แตกต่างกันด้วย วิธีการหนึ่งอาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง แต่วิธีการหนึ่งอาจจะเหมาะกับคนอีกประเภทหนึ่ง</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ควรทำความเข้าใจให้ดี และควรใช้ในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น หากรู้ว่าพนักงานคนนี้มีความกระตือรือร้นในการทำงาน เราก็อาจจะมอบหมายงานที่มีความรับผิดชอบสูงให้ ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบแทนความสำเร็จที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน หรือพนักงานบางคนชอบคิดวิเคราะห์ ละเอียดละออ ถี่ถ้วน ใช้เวลานาน ก็ควรมอบงานที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ ให้เวลาในการทำงาน ไม่ใช่ให้งานที่ต้องการความไวและรวดเร็ว เป็นต้น</p>
<h3>8. ให้เกียรติพนักงาน</h3>
<p>การให้เกียรติพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ดี แสดงความจริงใจ มีไมตรี เปิดใจ สามารถให้คำปรึกษาได้ในยามที่มีปัญหา และต้องแสดงให้พนักงานเห็นว่าทุกคนมีความสำคัญกับองค์กรเช่นกัน การพูดคุยต่อกันไม่ควรแสดงกิริยาก้าวร้าว พูดจาเอะอะโวยวาย ยกตนข่มท่าน แสดงอำนาจ เพราะจะทำให้พนักงานเกิดความหวาดกลัว หรือไม่ก็หมดศรัทธา ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ หมดกำลังใจในการทำงานได้ การให้เกียรติซึ่งกันและกันจะทำให้เคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมกำลังใจซึ่งกันและกันในการทำงานได้ด้วย</p>
<h3>9. มีความยุติธรรม</h3>
<p>องค์กรตลอดจนบุคลากรทุกคนควรมีความยุติธรรม โดยเฉพาะหัวหน้างานที่ต้องไม่ลำเอียง ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่เป็นธรรม ไม่ให้ความเท่าเทียม ตลอดจนไม่ใส่ใจคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่ละเลยใส่ใจคนใดคนหนึ่งเลยเพียงเพราะไม่ถูกใจตน หากหัวหน้างานไม่เกิดความยุติธรรม ก็ย่อมทำให้การทำงานเกิดปัญหาได้ ความสัมพันธ์ภายในทีม หรือระหว่างทีมอื่น เกิดปัญหา ตลอดจนสร้างความไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่านับถือ การมีความยุติธรรม ปฎิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันก็ย่อมสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงานได้เช่นกัน</p>
<h3>10. ทำให้บุคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร</h3>
<p>การที่องค์กรตลอดจนหัวหน้างานทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มีความสำคัญกับองค์กรเหมือนกันทุกคน ตลอดจนมีความรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กรร่วมกัน ย่อมสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้ทุกคนตั้งใจทำงานได้ ทุ่มเทและจริงใจในการทำงาน เสียสละเพื่อองค์กรและส่วนร่วม ร่วมกันพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และร่วมกันผลักดันองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ตลอดจนภูมิใจกับความสำเร็จร่วมกัน การไว้วางใจองค์กร ในขณะที่องค์กรก็ไว้วางใจบุคลากร จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้องค์กรยืนอยู่ในระยะยาวได้</p>
<h2>สรุป</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8900 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_411972601.jpg" alt="แรงบันดาลใจ ทำงาน ความสำเร็จ" width="500" height="313" title="10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น 1426"></p>
<p>ทราบเคล็ดลับกันอย่างนี้แล้ว องค์กรตลอดจนหัวหน้างานอาจจะเริ่มมีการสำรวจตนเองไปจนถึงลูกน้องในที่ทำงานมากขึ้นว่าเรามีความใส่ใจซึ่งกันและกันมากน้อยเพียงไร งานที่กำลังทำกันอยู่ประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือมีศักยภาพพอหรือเปล่าที่จะขับเคลื่อนองค์กรร่วมกัน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้ทกุคนเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานร่วมกัน และขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า พัฒนาสู่ความสำเร็จ</p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="10 ไอเดียสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งใจทํางานมากขึ้น 1427" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jan 2020 08:47:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[Psychological Safety]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/190703-psychological-safety/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT สิ่งที่โครงการศึกษาวิจัย Project Aristotle ของ Google ค้นพบก็คือ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่ง ปัจจัยที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการค้นพบครั้งนี้ก็คือ “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety)” ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทุกคนมีความกล้าที่จะคิดและแสดงออกอย่างไม่ต้องกังวลใดๆ และความคิดทุกรูปแบบจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มด้วย ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา หรือ Psychological Safety คือปัจจัยพื้นฐานที่จะต้องใส่ใจเป็นอันดับแรกสุด และให้ความสำคัญที่สุด เพราะนี่คือจุดเนิดของการสร้างปัจจัยที่เหลือให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ กุญแจสำคัญที่สุดของปัจจัย “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety)” ก็คือ “บรรทัดฐานกลุ่ม (Group Norm)” และ “ความเชื่อร่วม (Shared Belief)” ที่จะทำให้ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนสามารถสร้างเป้าหมายเดียวกัน วางแผนทิศทางเดียวกัน เพื่อร่วมกันบรรลุสู่ความสำเร็จเดียวกันในที่สุด ในยุคที่ Google ประสบความสำเร็จจนทำให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นๆ ของโลก องค์กรของ Google ก็เติบโตตามไปด้วยเช่นกัน นั่นก็ทำให้คนทั่วโลกอยากเข้ามาทำงานที่นี่และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนี้ แล้วก็แน่นอนว่าที่ Google ล้วนเต็มไปด้วยบุคลากรเก่งๆ มากมายจากทั่วทุกสารทิศเช่นกัน บางครั้งการที่ได้หัวกะทิทั้งหลายมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากนั้นก็อาจสร้างความหนักอกหนักใจมากกว่าการโล่งอกเสียอีก เพราะองค์กรก็ต้องมาคอยนั่งกังวลว่าจะใช้ศักยภาพจากพวกเขาเหล่านี้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด และจะทำอย่างไรให้คนเก่งแต่ละคนสามารถมาทำงานด้วยกันเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจะบริหารความหลากหลายของบุคลากรอย่างไรให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44603" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T143131.188.webp" alt="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google
" width="600" height="370" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1434" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T143131.188.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/HREX-Cover-by-Para-2025-03-31T143131.188-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><strong>HIGHLIGHT</strong></div>
<div>
<ul>
<li>สิ่งที่โครงการศึกษาวิจัย Project Aristotle ของ Google ค้นพบก็คือ 5 ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่ง</li>
<li>ปัจจัยที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการค้นพบครั้งนี้ก็คือ “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety)” ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทุกคนมีความกล้าที่จะคิดและแสดงออกอย่างไม่ต้องกังวลใดๆ และความคิดทุกรูปแบบจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มด้วย ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ</li>
<li>ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา หรือ Psychological Safety คือปัจจัยพื้นฐานที่จะต้องใส่ใจเป็นอันดับแรกสุด และให้ความสำคัญที่สุด เพราะนี่คือจุดเนิดของการสร้างปัจจัยที่เหลือให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li>กุญแจสำคัญที่สุดของปัจจัย “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety)” ก็คือ “บรรทัดฐานกลุ่ม (Group Norm)” และ “ความเชื่อร่วม (Shared Belief)” ที่จะทำให้ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนสามารถสร้างเป้าหมายเดียวกัน วางแผนทิศทางเดียวกัน เพื่อร่วมกันบรรลุสู่ความสำเร็จเดียวกันในที่สุด</li>
</ul>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>

<p>ในยุคที่ Google ประสบความสำเร็จจนทำให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นๆ ของโลก องค์กรของ Google ก็เติบโตตามไปด้วยเช่นกัน นั่นก็ทำให้คนทั่วโลกอยากเข้ามาทำงานที่นี่และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนี้ แล้วก็แน่นอนว่าที่ Google ล้วนเต็มไปด้วยบุคลากรเก่งๆ มากมายจากทั่วทุกสารทิศเช่นกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8987 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_319547000.jpg" alt="Psychological Safety" width="500" height="334" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1435"></p>
<p>บางครั้งการที่ได้หัวกะทิทั้งหลายมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากนั้นก็อาจสร้างความหนักอกหนักใจมากกว่าการโล่งอกเสียอีก เพราะองค์กรก็ต้องมาคอยนั่งกังวลว่าจะใช้ศักยภาพจากพวกเขาเหล่านี้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด และจะทำอย่างไรให้คนเก่งแต่ละคนสามารถมาทำงานด้วยกันเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจะบริหารความหลากหลายของบุคลากรอย่างไรให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหา รวมไปถึงจะทำอย่างไรไม่ให้พวกเขาเหล่านี้ต้องเบื่อหน่ายจนรู้สึกอยากจะลาออกจากองค์กรไปในที่สุด</p>
<h2>กำเนิด Project Aristotle กับการค้นหาความลับของความแข็งแกร่ง</h2>
<p>การรวมตัวของหัวกะทิมากมายนั้นถ้าวิเคราะห์ตามความน่าจะเป็นแล้วก็น่าจะทำให้ผลงานนั้นออกมายอดเยี่ยมที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Google กลับพบว่าผลลัพธ์นั้นไม่เป็นดั่งที่ควรจะเป็นนัก มันก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมบางทีมจึงประสบความสำเร็จในการทำงานอย่างยอดเยี่ยม แต่ทำไมบางทีมกลับทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรทั้งที่เป็นการรวมตัวกันของคนระดับหัวกะทิแท้ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2803" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_1335271274.jpg" alt="shutterstock 1335271274" width="600" height="370" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1436"></p>
<p>นั่นจึงเป็นที่มาที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ต้องลุกขึ้นมาพยายามคิดหาคำตอบว่าอะไรกันแน่คือตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จในการทำงานระบบทีม (Indicator for Team Success) แล้วทาง Google ควรสร้างระบบการทำงานอย่างไร ตลอดจนบริหารและพัฒนาบุคคลากรไปในทิศทางไหน จึงจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับทุกฝ่าย จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดจนหาวิธีพัฒนาบุคลากรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวกะทิของโลกให้มีศักยภาพยิ่งขึ้นไปอีกได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นต้นกำเนิดโครงการศึกษาวิจัยภายในที่ชื่อว่า Project Aristotle จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยบุคลากรของ Google โดยเฉพาะนั่นเอง</p>
<div class="focused-block--has-title">
<div class="__title"><strong>Project Aristotle คืออะไร?</strong></div>
<div>
<ul>
<li>Project Aristotle ก็คือแผนการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาว่าอะไรคือหัวใจหรือตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จในการทำงานระบบทีม (Indicator for Team Success) โดยโปรเจกต์นี้ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.2012 ดูแลโดย Abeer Dubey ซึ่งนั่งแท่นตำแหน่งผู้จัดการของฝ่ายวิเคราะห์บุคลากรในองค์กรของ Google (Manager of Google’s People Analytics Division) นั่นเอง</li>
<li>การวิจัยนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 2 ปี ในการเก็บข้อมูลตลอดจนสัมภาษณ์พนักงาน Google กว่า 180 ทีม และผลการวิจัยได้ค้นพบ 5 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของการทำงานระบบทีมนั่นเอง หลังจากนั้นทาง Google ก็ได้เผยแพร่องค์ความรู้ที่ค้นพบและนำมาใช้กับองค์กรได้อย่างประสบความสำเร็จนี้ผ่านสื่อต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะบทความของนิตยสาร <a href="https://www.nytimes.com/2016/02/28/magazine/what-google-learned-from-its-quest-to-build-the-perfect-team.html" target="_blank" rel="noopener">New York Times</a> ที่ตีพิมพ์ในช่วงต้นปี ค.ศ.2016 และสร้างการรับรู้และยอมรับในวงกว้าง ตลอดจนสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมไปทั่วโลกให้ทุกคนหันมาสนใจผลการวิจัยของ Google นี้ที่กลายมาเป็นองค์ความรู้ที่ดีที่ทำให้หลายองค์กรนำไปปรับใช้กับตนและสร้างผลความสำเร็จได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน</li>
<li>สำหรับที่ไปที่มาของการตั้งชื่อโครงการศึกษาวิจัยครั้งนี้ว่า Project Aristotle นั้นก็เป็นการหยิบเอาชื่อของนักปราชญ์ชาวกรีกอย่าง “อริสโตเติล (Aristotle)” ผู้โด่งดังในตำนานที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี มาตั้งเป็นชื่อโครงการนั่นเอง เหตุที่นำเอาชื่อนี้มาใช้ก็เพราะว่าทาง Google ประทับใจในโคดคำพูดอันโด่งดังของอริสโตเติลที่กล่าวไว้ว่า <em>“the whole is greater than the sum of its parts”</em> ซึ่งแปลได้ว่า <em>“ส่วนรวมหรือองค์รวมทั้งหมดมีค่ามากกว่าผลรวมของส่วนย่อยต่าง ๆ ที่มารวมกัน”</em> นั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายที่ตรงกับปณิธานของ Google ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานในระบบทีมที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่จะโฟกัสไปยังความเก่งกาจของปัจเจกบุคคล</li>
<li>แหล่งข้อมูลอ้างอิง และ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : <a href="https://rework.withgoogle.com/print/guides/5721312655835136/" target="_blank" rel="noopener">https://rework.withgoogle.com/print/guides/5721312655835136/</a></li>
</ul>
</div>
</div>
<p>อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ค้นพบ 5 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของการทำงานระบบทีม การศึกษาและวิจัยตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมาของ Project Aristotle นั้นได้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่ง และ Google ก็นำไปใช้กับองค์กรของตนได้อย่างประสบความสำเร็จ รวมถึงสร้างองค์ความรู้ที่เผยแพร่ให้องค์กรอื่นนำไปใช้สร้างความสำเร็จให้กับองค์กรของตนเองได้เช่นกัน</p>
<h2>5 ปัจจัยแห่งการสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่ง</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4913 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_380394427.jpg" alt="shutterstock 380394427" width="596" height="328" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1437"></p>
<p>ช่วงต้นปี ค.ศ.2016 ทาง Google ได้ออกมาเปิดเผยและเผยแพร่ผลวิจัยของโครงการ Project Aristotle ว่า อันที่จริงแล้วหลายคนคงคิดว่าการที่องค์กรมีแต่คนเก่งๆ มารวมตัวกันนั้นก็น่าจะเป็นสุดยอดของทีมแล้ว แต่จากผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้กลับบอกว่า “ความสามารถไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด” ปัจจัยของความสำเร็จจริงๆ แล้วมาจากการสื่อสารและสร้างบรรทัดฐาน (Norm) กันในทีมเสียมากกว่า ซึ่งการวิจัยนี้ก็สรุปผลออกมาเป็นปัจจัย 5 ข้อ ที่จะทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งของทีมขึ้นมาได้</p>
<ul>
<li>1.ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) : สมาชิกในทีมทุกคนเคารพในบรรทัดฐานเดียวกัน มีความเชื่อร่วมกัน และกล้าที่จะนำเสนอความคิดของตนต่อคนอื่นๆ ในกลุ่มโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าความคิดนั้นจะถูกวิจารณ์ ถูกมองว่าโง่ ไม่เห็นด้วย ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่มีความรู้ เป็นความคิดที่ไม่มีค่า เป็นความคิดเห็นที่ไม่น่าจะสำคัญอะไร หรือนำเสนอไปแล้วจะทำให้อับอาย</li>
<li>2.ความไว้วางใจและเชื่อมั่นระหว่างกัน (Dependability) : สมาชิกในทีมมีความไว้วางใจกัน เชื่อมั่นระหว่างกัน เชื่อมั่นในความสามารถของทุกคน เชื่อมั่นว่าจะทำงานให้สำเร็จได้ เชื่อมั่นว่าจะทันตามกำหนดเวลา เชื่อมั่นว่าจะทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จะออกมาดี</li>
<li>3.โครงสร้างและแผนการทำงานที่ชัดเจน (Structure &amp; Clarity) : ทีมมีการจัดการภายในทีมที่ดี มีการแบ่งโครงสร้างและการทำงานอย่างชัดเจน มีการวางแผนในระยะยาวที่เห็นแผนการทำงานชัดเจนตลอดจนกระบวนการที่ชัดแจ้ง  สมาชิกในทีมทุกคนเข้าใจภาระกิจและแผนงานร่วมกัน ในทิศทางเดียวกัน รู้บทบาทและหน้าที่ของตนอย่างชัดเจน และตั้งใจทำงานของตนให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของคนอื่น ตลอดจนให้ความร่วมมือหรือประสานงานระหว่างกันด้วยดี ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน และเต็มใจตลอดจนมุ่งมั่นที่จะร่วมแรงร่วมใจกันบรรลุเป้าหมายนั้น</li>
<li>4.ความหมายของงาน (Meaning of Work) : สมาชิกในทีมรักและภูมิใจในงานของตน รวมถึงรู้จักและเคารพในบทบาทและหน้าที่ทั้งของตนเองและผู้อื่นในทีม ตลอดจนเข้าใจความหมายของงานที่กำลังทำ และเข้าใจคุณค่าของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่แล้วเห็นคุณค่าของคนอื่นและงานอื่นๆ ในทีมด้วย นอกจากนี้ยังควรเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นตัวเองมีความหมายกับองค์กร เห็นทีมมีคุณค่าต่อองค์กร และเห็นองค์กรมีคุณค่า</li>
<li>5.ผลลัพธ์ของงานที่มีพลัง (Impact of Work) : สมาชิกในทีมทุกคนเชื่อมั่นว่างานที่กำลังทำอยู่มีความสำคัญ เชื่อมั่นในผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม เชื่อว่าเป็นผลลัพธ์ที่มีพลัง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และผลลัพธ์นั้นมีคุณค่าต่อการทุ่มเท รวมถึงมีศักยภาพในการสร้างคุณค่าและความสำเร็จให้กับองค์กรด้วย</li>
</ul>
<h2>ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) หัวใจของความแข็งแกร่งที่สำคัญที่สุด</h2>
<p>ผลการวิจัยที่ทาง Google สรุปมาเป็น 5 ปัจจัยสำคัญนั้นกลายเป็นบรรทัดฐานและองค์ความรู้ที่ทาง Google นำไปเป็นหลักปฎิบัติอย่างหนึ่งขององค์กรเพื่อเป็นเคล็ดลับสำคัญที่สร้างความสำเร็จ นอกจากนี้ทาง Google ยังชี้ชัดอีกว่าปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ตลอดจนเป็นพื้นฐานที่ทำให้ปัจจัยอื่นประสบความสำเร็จได้ดีเยี่ยมก็คือปัจจัยแรกสุดที่พูดถึงอย่าง “ความปลอดภัยทางจิตใจ หรือความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety)”  นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นพื้นฐานแห่งการสร้างการยอมรับระหว่างกัน ตลอดจนไว้วางใจและเชื่อมั่นในกันและกัน ซึ่งมันคือหัวใจสำคัญของการทำงานระบบทีมที่มีประสิทธิภาพ</p>
<p>ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) อาจเรียกอีกอย่างได้ว่า ความรู้สึกปลอดภัยทางใจในที่ทำงาน จะส่งผลให้คนในทีมกล้าเสนอความคิดแบบไม่รู้สึกกลัวใด ๆ บริสุทธิ์ใจที่จะแชร์ข้อมูล ตลอดจนแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระโดยไม่กลัวผลกระทบที่จะตามมา เพราะรู้ว่านี่คือการะดมสมอง (Brainstorming) เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็น ถ่ายทอดข้อมูล รวมถึงวิจารณ์บนพื้นฐานของการทำงานในภาระกิจที่ทำร่วมกันนี้ และเพื่อที่จะให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดนั่นเอง ซึ่งการมีอิสระในการแสดงความคิดแบบรู้สึกปลอดภัยในด้านจิตวิทยานี่แหละที่จะเป็นต้นกำหนดของไอเดียต่างๆ และเมื่อคนในทีมไม่มีความกังวัลหรือหวั่นวิตกใดๆ ก็จะยิ่งส่งผลให้สามารถคิดไปไกลนอกกรอบได้อย่างอิสระ ก่อกำเนิดความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2800" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_541931962.jpg" alt="shutterstock 541931962" width="600" height="370" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1438"></p>
<p>ที่สำคัญทุกคนจะรู้ว่าเมื่อแสดงความคิดเห็นออกมาแล้วคนในทีมก็จะช่วยกันตบความคิดให้เหมาะสมได้หรือหากมีการแย้งก็จะอยู่บนพื้นฐานที่มีเหตุผลรับรองที่ไม่ใช่บนพื้นฐานอคติต่อกันหรือแสดงอารมณ์ใส่กันนั่นเอง ซึ่งนั่นจะทำให้ทุกความคิดสร้างสรรค์มีคุณค่า และทุกคนอยากจะที่แชร์ความคิดสร้างสรรค์ของตนออกมา ท้ายที่สุดแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง</p>
<div class="focused-block--has-title">
<h3 class="__title">Key Factors of Psychological Safety</h3>
<div>
<p>หากได้อ่านบทความภาคภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ผลการวิจัย Project Aristotle ของ Google ในหลายๆ แหล่งจะพบว่ามีการใช้คำอธิบายเพื่อนิยามหัวใจสำคัญอย่าง Psychological Safety ได้อย่างชัดเจนดีทีเดียว และคำที่ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของหัวใจสำคัญนี้ก็คือ “บรรทัดฐาน (Norm)” และ “ความเชื่อ (Belief)” นั่นเอง</p>
<ul>
<li>บรรทัดฐาน (Norm) – ในที่นี้หมายถึงการที่ทุกคนต้องมีบรรทัดฐานร่วมกันที่หมายถึง “บรรทัดฐานกลุ่ม (Group Norm)”  ยอมรับในพื้นฐานความคิดรูปแบบเดียวกัน ตลอดจนสร้างบรรทัดฐานของความคิดและการทำงานร่วมกัน รวมถึงทุกคนต้องเคารพในบรรทัดฐานนี้อย่างเต็มใจอีกด้วย ซึ่งบรรทัดฐานจะต่างจากกฎข้อบังคับก็ตรงนี้ เพราะกฎข้อบังคับนั้นมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสิ่งปฎิบัติร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องยอมรับหรือเต็มใจที่จะชอบในกฎนี้ และบรรทัดฐานไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ทุกคนปฎิบัติตาม แต่เป็นความเชื่อร่วมกันที่จะยินยอมจะปฎิบัติในทิศทางเดียวกันด้วยความเคารพกันนั่นเอง</li>
<li>ความเชื่อ (Belief) – ความเชื่อถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากใน Psychological Safety นี้ โดยควรจะต้องเป็นความเชื่อแบบ  “ความเชื่อร่วม (Shared Belief)” เชื่อในทิศทางเดียวกัน เชื่อในสิ่งเดียวกัน ซึ่งความเชื่อนั้นจะเกิดการสร้างบรรทัดฐานร่วมกันที่ดีได้นั่นเอง การเชื่อในเรื่องหรือทิศทางเดียวกันนั้นยังก่อให้เกิดความเคารพซึ่งกันและกัน อันจะก่อให้เกิดการยอมรับกันและกัน และยอมรับในการแสดงความคิดเห็นของกันและกันอย่างตั้งใจฟังและเสนอแนะบนพื้นฐานของความหวังดีอีกด้วย</li>
</ul>
</div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p>ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานระบบทีมนั้นไม่ได้อยู่ที่การมีบุคลารกรที่เก่งและฉลาดมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ที่ดีจะมาจากการที่ทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองทำ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำหรือไม่ เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความสำเร็จ เมื่อทุกคนรู้จักเห็นคุณค่าของตนเองแล้วจะเกิดการเคารพในคุณค่าของคนอื่นตามมา</p>
<p>และการเห็นคุณค่าของคนอื่นจะสร้างความยอมรับและไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งเป็นจุดกำเนิดที่ดีในการสร้างความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) ให้กับตนเองและแก่คนอื่นในทีมซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานของปัจจัยทั้งหมดที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการทำงานระบบทีมให้ประสบผลสำเร็จ และเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีศักยภาพ และผลักดันให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมในที่สุด</p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Psychological Safety : หัวใจสำคัญของการสร้างทีมให้แข็งแกร่งในแบบฉบับ Google 1439"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนฟรีทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจาก LinkedIn</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/most-valuable-skills-2020-linkedin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 04:51:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[LinkedIn]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/most-valuable-skills-2020-linkedin/</guid>

					<description><![CDATA[สรุปมาให้แล้วเน้นๆ กับทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในปี จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลจากเว็บไซต์ Linkedin #HRควรรู้จักทักษะเหล่านี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Linkedin ใจป๋าออกมาแจกคอร์สเรียนฟรีแบบนี้ ยอมรับว่ามันคือกลยุทธ์การตลาดที่ต้องการดึงคนเข้าไปยัง Plattform ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะเอาเข้าจริงแล้วสำหรับคนไทยเองก็อาจจะมองว่าการจ่ายเงินเรียนออนไลน์ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทั้งที่ๆ เราแชร์เงินสมัคร Netflix กับเพื่อนเป็นเรื่องปกติ (ฮา) สำหรับคอร์สฟรีที่เปิดให้เรียนครั้งนี้ Linkedin ไม่ได้สุ่มเลือกมาแบบแรมดอม แต่คัดเลือกรายวิชาที่เป็น &#8216;ทักษะสำคัญประจำปี 2020&#8217; ที่ถ้ามีประดับตัวไว้มันจะทำให้เราไม่ตกยุคและมีโอกาสเอาไปใช้งานจริงได้สูงมาก (ในทางกลับกันถ้าไม่เรียนก็อาจจะตกขบวนไม่ทันยุคได้เช่นกัน) โดยคอร์สเรียนฟรีครั้งนี้จะมีทั้ง Soft skills และ Hard skills โดยลำดับจะค่อยๆ เรียงไปตามผลคะแนนที่วิเคราะห์โดยทีมงานเว็บไซต์ Linkedin นะครับ #ชอบอันไหนลงเรียนเลย #ฟรี #มีใบเซอร์ และต่อไปนี้คือทักษะที่มีมูลค่าสูงพร้อมรายชื่อคอร์สที่เปิดให้เรียนฟรี ลองไปดูกันเลย&#8230; คลิกดูคอร์สฟรี: https://bit.ly/2QWyfdf Soft skills 1. Creativity &#8211; Banish Your Inner Critic to Unleash Creativity 2. Persuasion [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8502 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_770131126-1.jpg" alt="ทักษะ skill Linkedin" width="500" height="334" title="เรียนฟรีทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจาก LinkedIn 1444"></p>
<p>สรุปมาให้แล้วเน้นๆ กับทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในปี<br />
จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลจากเว็บไซต์ Linkedin<br />
<em><strong><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">HRควรรู้จักทักษะเหล่านี้</span></span></strong></em></p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Linkedin ใจป๋าออกมาแจกคอร์สเรียนฟรีแบบนี้ ยอมรับว่ามันคือกลยุทธ์การตลาดที่ต้องการดึงคนเข้าไปยัง Plattform</p>
<p>ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะเอาเข้าจริงแล้วสำหรับคนไทยเองก็อาจจะมองว่าการจ่ายเงินเรียนออนไลน์ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทั้งที่ๆ เราแชร์เงินสมัคร <strong>Netflix</strong> กับเพื่อนเป็นเรื่องปกติ (ฮา)</p>
<p>สำหรับคอร์สฟรีที่เปิดให้เรียนครั้งนี้ <em><strong>Linkedin</strong></em> ไม่ได้สุ่มเลือกมาแบบแรมดอม แต่คัดเลือกรายวิชาที่เป็น &#8216;ทักษะสำคัญประจำปี 2020&#8217; ที่ถ้ามีประดับตัวไว้มันจะทำให้เราไม่ตกยุคและมีโอกาสเอาไปใช้งานจริงได้สูงมาก (ในทางกลับกันถ้าไม่เรียนก็อาจจะตกขบวนไม่ทันยุคได้เช่นกัน)</p>
<p>โดยคอร์สเรียนฟรีครั้งนี้จะมีทั้ง <strong>Soft skills</strong> และ <strong>Hard skills</strong> โดยลำดับจะค่อยๆ เรียงไปตามผลคะแนนที่วิเคราะห์โดยทีมงานเว็บไซต์ Linkedin นะครับ</p>
<div class="text_exposed_show">
<p><strong><em><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">ชอบอันไหนลงเรียนเลย</span></span></em></strong><br />
<strong><em><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">ฟรี</span></span></em></strong><br />
<strong><em><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">มีใบเซอร์</span></span></em></strong></p>
<p>และต่อไปนี้คือทักษะที่มีมูลค่าสูงพร้อมรายชื่อคอร์สที่เปิดให้เรียนฟรี<br />
ลองไปดูกันเลย&#8230;</p>
<p>คลิกดูคอร์สฟรี: <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fbit.ly%2F2QWyfdf%3Ffbclid%3DIwAR02-l-i8bgNGGHCW4maM4N19j2vqkgEZwZwZVDoGX6IB-uuWOFm6fTT5Ss&amp;h=AT2lp-CvYczrf4KhMG4LjIWcXKxnRZP7lo6WFT_KnirDB8xs-AtGmqtzjRFShvkSZXIajjsDSjlFxCxI7cm26Y-UZU9xQasHHFH0UFNR3QuuQ7KPPallLaE0f9241W_Q0KeOJ73tvvaUG4qGdEBVxIKhL5qqJYbXZK7Oq2ijqPI5jvjdDIIa1AuvMiU_9gcP7a3Yb3mKYXoK3Du2Db045AmTL40R2oe2ZcOVPj5xXTZNwGVkzUjAUCcfCeGuP4LrhX13xrAjABUoh3unYyrQ0iv34IzgyHSdNe_sTtfLJqTJtlI1aawwl7ZU3pgVci5g7-R9JZCO82aSpK6L1NSyR8foaIc2vebkFYL9ETRbcfs95dbdH1Jqu1AYTFFxGY3Awg6yDsXN4ZWdeTgOqp7tX42KQ83w4ZMeKy3YdJFDQGIbC-nYEtya205i-SqKOOvWVcgSdxQX-PRx03crk7Zk1r_D4-sMCorw-FcPU76LnK5rar_-hs2h81VT_oVA9aKi2XE8cqB8R687Y1Y6XtItgGH_Evf80jYzbQZmR8qD4x2pAlsHDXF2nhBE_CJYq52qyFSDYqORFytrC5wXL4_89eMfvGfEexVzCLd7PXuAB8LHZLhpRwV4uPfgbyNrgqR7" target="_blank" rel="noopener nofollow">https://bit.ly/2QWyfdf</a></p>
<h2><strong class="yellow-highlighter">Soft skills</strong></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4898 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/shutterstock_748719808.jpg" alt="shutterstock 748719808" width="527" height="343" title="เรียนฟรีทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจาก LinkedIn 1445"></p>
<p><strong>1. Creativity</strong> &#8211; Banish Your Inner Critic to Unleash Creativity<br />
<strong>2. Persuasion</strong> &#8211; Being an Effective Team Member<br />
<strong>3. Collaboration</strong> &#8211; Being an Effective Team Member<br />
<strong>4. Adaptability</strong> &#8211; Managing Stress for Positive Change<br />
<strong>5. Emotional Intelligence</strong>&#8211; Developing Your Emotional Intelligence</p>
<h2><strong class="yellow-highlighter">Hard skills</strong></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-4899 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2020/01/austin-distel-EMPZ7yRZoGw-unsplash-scaled.jpg" alt="austin distel EMPZ7yRZoGw unsplash scaled" width="562" height="375" title="เรียนฟรีทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจาก LinkedIn 1446"></p>
<p><strong>1. Blockchain</strong>&#8211; Blockchain Basics<br />
<strong>2. Cloud Computing</strong> &#8211; Learn Cloud Computing: Core Concepts<br />
<strong>3. Analytical Reasoning</strong>&#8211; Strategic Thinking<br />
<strong>4. Artificial Intelligence</strong> &#8211; Artificial Intelligence Foundations: Machine Learning<br />
<strong>5. UX Design</strong> &#8211; Business Analysis Foundations<br />
<strong>6. Business Analysis</strong>-Business Analysis Foundations<br />
<strong>7. Affiliate Marketing</strong>&#8211; Influencer Marketing Foundations<br />
<strong>8. Sales</strong>&#8211; Social Selling Foundations<br />
.<br />
<em><strong><span class="_5afx"><strong class="yellow-highlighter"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">ใครไม่ลงเรียนก็แชร์เก็บไว้ดูอ้างอิงในการพัฒนาตัวเองได้</span></strong></span></strong></em></p>
<p>คอร์สมีมากมายก็จริง ทาง <strong>HR NOTE</strong> จึงชิงลงมือยอมเอาตัวเข้าแลกไปทดลองเรียนมาแล้วหลายคอร์ส พบว่าคุณภาพของแต่ละคอร์สถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าแต่ละคอร์สมีคนไปเรียนหลักพันหลักหมื่นเลยซึ่งส่วนมากน่าจะเป็นผู้เรียนต่างประเทศ (คอร์สสอนเป็นภาษาอังกฤษและมี English subtitles ให้)</p>
<p>จุดแข็งอีกอย่างคือเราสามารถได้รับใบ<strong> Certificate</strong> ของแต่ละคอร์สหลังเรียนจบได้ด้วย แถมยังสามารถเอาไปแชร์ลงโปรไฟล์ส่วนตัวของ Linkedin เพื่อให้สาธารณะชนเห็นความสำเร็จของเรา (โดยเฉพาะฝ่ายสรรหาบุคคลที่คอยสอดส่องหาคนที่มีความรู้และทักษะอยู่บน Linkedin แทบตลอดเวลา)</p>
<p>ปล.ถ้าใครใช้ Linkedin อยู่เป็นประจำจะเห็นว่าในไทยเองก็เริ่มมี Community ในส่วนนี้แล้ว ซึ่งวัฒนธรรมการแสดงใบ Certificate ในพื้นที่ออนไลน์หรือใช้ในการสมัครงานนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับต่างประเทศในปัจจุบัน</p>
<p>พูดถึงเรื่องราคา&#8230;ค่าคอร์สก็คือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเว็บไซต์เรียนออนไลน์ระดับโลกอื่นๆ อย่าง edX, coursera โดยการคิดราคาจะเป็นไปในลักษณะรายเดือน (แบบเดียวกับ Netflix เลย)</p>
<p>ใครภาษาอังกฤษไม่เป็นปัญหา สนใจจะลองเรียนฟรีดูก่อน สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมในลิงค์นี้ได้เลยครับ <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fbit.ly%2F2QWyfdf%3Ffbclid%3DIwAR2X1BogMTQUlqRqLhrwaoVgLs3TpSYp2I4rVTfccVNIIP6QRdCX-oq3a3g&amp;h=AT3T-rsjfACYyO7vufSd-cNX_yFij85OI-2GbYG0EtwrC-WWmvLslye75w5MKHuvn1ed2MVzV3-wDETnxrw1T5AfXWnsZHq-YQQvcyNByGmLtzgzlSiEI-g2-OipXidO_udBqnwPQnCLZFQtUC9qjLg3Z83W-NHA1_A7EKAKDwy7Qp1fkPWSj9NyC_MSiztuqWb1lQHW30V1-ytcO6PWprb5sqTOgtKvp4JhOPfVpKYhuFycHb1QTQUMmg883MOKBK6eESPsgJwmNsqCOfL0MZ29WVqVtceAC6_jKsgXbRm_9QMfvKo1owTMS-__qq577wEAvncniXvbEvIvVRhUg7UK-HiEilsg_f0WoEuOSAS8IGQ0PLID8nX2xYz27VOUB09BrcJ_XJCrEafPAlDvAQlk79XfQVmDy_JISM0HlPs85QnfdjlPojsdG9kK1PRiNmfTtCdG7RMExVB0kJvlDwSsNrXaEuWaKLeZqqXd6PGXbuDtj7VQlGdIc7ec8zokgty5yRab9pdrzJQ1u93mJufTi5Ywuh1-Hl7aI9kD2-y45WnZ5EEVcvJUAvjlEcBlYrOO2v7sMaT-11HjC58KVSZ2bukRkGbekhNFQSv5hm2dpiunidjiACK-ElzspEf0" target="_blank" rel="noopener nofollow">https://bit.ly/2QWyfdf</a></p>
</div>
<div class="text_exposed_show">
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="เรียนฟรีทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดจาก LinkedIn 1447" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
