Search
Close this search box.

PDSA คืออะไร ? เครื่องมือแก้ปัญหายาก ๆ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ทุกปัญหามีทางออก

HIGHLIGHT

  • PDSA หรือ Plan-Do-Study-Act เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนแบบเป็นวงล้อ (Cycle) ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
  • 3P เป็นอีกทฤษฎีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้และรู้ง่ายต่อการเข้าใจมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3P ย่อมาจาก Purpose-Process-Performance 
  • ในช่วงแรกจะมีแค่โมเดล PDCA เท่านั้น แต่หลาย ๆ คนที่ใช้วิธี PDCA เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอน Check ไม่ค่อยเหมาะสมกับโปรเจกต์หรือปัญหาขององค์กรมากเท่าไหร่ จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น PDSA อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เกิดจากการแทนที่ขั้นตอน ‘Check’ ด้วยขั้นตอน ‘Study’
  • ทั้งวิธี PDSA และ PDCA ต่างก็ใช้วิธีการแบบทำทีละขั้นตอนและทำเป็นวัฏจักร กล่าวคือถ้าทดลองในครั้งแรกแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็สามารถวนกลับไปทำวิธีเดิมซ้ำตั้งแต่ต้นใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้า ซึ่งเหมาะมากสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ปัญหา
  • การทำ PDSA เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราได้รีเช็คว่าวิธีแก้ปัญหาที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้จะได้ผลจริงหรือไม่ มีส่วนไหนต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นวิธีการที่ง่าย ชัวร์ และได้ผลจริง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ 

protection concept with lock 1 scaled

คนทำงานย่อมรู้ดีหากเกิดปัญหาขึ้นในองค์กรหรือโปรเจกต์ใดก็ตามที่เรากำลังควบคุมดูแลอยู่นั้นย่อมไม่ดีแน่ บั่นทอนทั้งแรงกายและแรงใจ แต่ปัญหาก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเสียด้วย ดังนั้นคำถามคือเราควรจะทำอย่างไรให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด 

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับวิธีการง่าย ๆ แต่ช่วยนำทางให้เรามองเห็นหนทางการแก้ปัญหาได้ชัดเจน ไม่ต้องดำน้ำงมหาเข็มในมหาสมุทรกันเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วทั้งง่าย สะดวก ประหยัด และได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่าง PDSA จนต้องร้องว่า ‘รู้งี้ทำไปตั้งนานแล้ว!’

PDSA คืออะไร ? ทำความรู้จัก PDSA Cycle

PDSA หรือ Plan-Do-Study-Act เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนแบบเป็นวงล้อ (Cycle) ใช้สำหรับแก้ไขปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และยังเป็นที่รู้จักกันในนาม Deming Wheel หรือ Deming Cycle ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ 

มีคำถามสามข้อง่าย ๆ ให้ลองเช็คตัวเองก่อนจะลงมือทำ PDSA คือ ข้อแรก ปัญหาอะไรบ้างที่เราต้องการแก้ให้สำเร็จ ข้อสอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือการแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วจริง ๆ และข้อสุดท้าย เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างที่ทำให้เกิดการปรับปรุงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงธรรมดา

องค์ประกอบของ PDSA

อย่างที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นแล้วว่าวงล้อแห่งการพัฒนา PDSA ตัวนี้ ย่อมาจาก Plan-Do-Study-Act เพราะฉะนั้นขั้นตอนแรกจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Plan (การวางแผน) ซึ่งขั้นตอนแรกนี้จะเกี่ยวข้องกับการระบุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการจะแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้น การกำหนดทฤษฎี การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ และการนำแผนที่เราได้วางไว้ทั้งหมดไปปฏิบัติจริงในขั้นตอนต่อ ๆ ไป

ต่อจากนั้นเราจะมาต่อกันที่สเต็ปที่เรียกว่า Do (การลงมือทดสอบ) เป็นขั้นตอนที่จะนำส่วนประกอบของแพลนที่เราวางไว้ในสเต็ปแรกมาใช้งาน ดำเนินการตามขั้นตอนที่แพลนไว้ทุกอย่าง รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นให้ครบ  หลังจากนั้นก็ทำการบันทึกประสบการณ์ ปัญหา และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการลงมือทำนี้ด้วย

ต่อมาเป็นสเต็ปที่สาม Study (การเรียนรู้)  หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการประเมินผลของขั้นตอนที่แล้ว ในขั้นตอนนี้เราจะต้องมีการวิเคราะห์สิ่งที่เราได้ลงมือทดสอบไปในขั้นตอนก่อนหน้านี้ รวมถึงผลลัพธ์ด้วยว่าออกมาตรงตามจุดประสงค์หรือเกิดข้อผิดพลาดที่จุดไหนบ้าง ไตร่ตรองสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากขั้นตอนที่ผ่าน ๆ มา ที่สำคัญคือต้องเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้มาหลังทดสอบแล้ว กับสิ่งที่เราคาดหวังตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน จากนั้นค่อยสรุปออกมาตามข้อมูลทีได้ทำการวิเคราะห์ไปทั้งหมด

สเต็ปสุดท้ายคือขั้นที่เราเรียกว่า Act (การสรุปผล) ขั้นตอนสุดท้ายเป็นขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะมีการปรับปรุงหรือแก้ไขใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ และจะต้องจำเป็นในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ถูกใจหรือไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรกก็อาจจะต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็จะวนไปสเต็ปแรกใหม่อีกครั้ง

3P คืออะไร ทำไมถึงเรียกว่าเป็น The Simplest Model และเกี่ยวข้องอะไรกับ PDSA?

3P ก็เป็นอีกทฤษฎีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งแทบไม่ต่างจาก PDSA เลย ลดความยุ่งยากในการเรียนรู้และรู้ง่ายต่อการเข้าใจมาก สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3P ย่อมาจาก Purpose-Process-Performance หากจะอธิบายง่าย ๆ ให้เห็นภาพชัดเจนก็คือการที่เราจะทำกิจกรรมอันใดก็จะต้องมีเป้าหมายไว้ก่อนเสมอ เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็หาวิธีการหรือสิ่งที่จะทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ จากนั้นก็ดูว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ถ้าตรงตามที่ตั้งเป้าไว้ก็ดำเนินการต่อได้เลย หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป แต่ถ้ายังไม่ได้ก็นำมาตั้งเป้าหมายใหม่ หาวิธีการกันใหม่อีกครั้ง

businessman unlocking lock touch screen 1 scaled

PDSA vs PDCA

วิธีการทั้งสองอย่างนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ทางคุณภาพ ซึ่งจุดกำเนิดของโมเดลทั้งสองนี้เกิดจากด็อกเตอร์ W. Edwards Deming ซึ่งเป็นนักคิดและนักนวัตกรรมด้านการจัดการชั้นนำ ทั้งวิธี PDSA และ PDCA ต่างก็ใช้วิธีการแบบทำทีละขั้นตอนและทำเป็นวัฏจักร กล่าวคือถ้าทดลองในครั้งแรกแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็สามารถวนกลับไปทำวิธีเดิมซ้ำตั้งแต่ต้นใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้า ซึ่งเหมาะมากสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ปัญหา

Plan-Do-Study-Act (PDSA)

วงจร PDSA เป็นวิธีการ ‘ทดลองและเรียนรู้’ ที่จะช่วยให้สามารถทดสอบและประเมินแนวคิดการเปลี่ยนแปลงที่เราได้ทดลองออกมาได้อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพ เพราะเจ้าตัววัฏจักร PDSA นี้ ได้รับการออกแบบมาให้มีวิธีการเพียงสั้น ๆ แต่สามารถทำได้บ่อยครั้ง ผลลัพธ์ของการทดลองหนึ่งรอบจึงมักจะถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์แนวคิดที่ลองปรับปรุงแล้วในรอบแรก ซึ่งสามารถทดสอบในรอบใหม่ไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะพอใจ เป้าหมายของกระบวนการ PDSA ก็คือการทำซ้ำจนกว่าจะรู้สึกว่าการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาที่ต้องการ มีการประสบความสำเร็จและยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต 

Plan-Do-Check-Act (PDCA)

ส่วนโมเดล PDCA เป็นเหมือนโมเดลเริ่มแรกของตัว PDSA แต่ก็ยังเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับหลาย ๆ คน ความแตกต่างของทั้งสองวิธีการมีอยู่ขั้นตอนเดียวเลยก็คือ ขั้นตอนการตรวจสอบ (Study และ Check) ขั้นตอนนี้เป็นจุดที่ผู้ทำงานในโปรเจกต์จะต้องประเมินว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็คือจะต้องวิเคราะห์ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างหรือเหมือนกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด แล้วทำการแก้ไขต่อไปในอนาคต

ทั้งสองโมเดลเป็นความแตกต่างที่ค่อนข้างซับซ้อนกันสักหน่อย แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันมากอยู่ ดังนั้นเราจะลองมาสรุปให้ง่ายขึ้นถึงข้อเหมือนและแตกต่างของทั้งสองโมเดล ดังนี้

  • ทั้ง PDSA และ PDCA เป็นแบบจำลองสี่ขั้นตอนที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและเพื่อช่วยสร้างโครงการปรับปรุง
  • วิธีการทั้งสองแบบทำให้เราสามารถทดสอบหรือทบทวนแนวคิดของเราใหม่หลาย ๆ ครั้งว่าเห็นผลดีหรือไม่ดีอย่างไรบ้าง และทั้งสองวิธีก็มีเป้าหมายที่จะนำไปสู่แนวทางการปรับปรุงวัฒนธรรมหรือปรับปรุงทั่วทั้งองค์กร
  • ทั้งสองโมเดลจะใช้ขั้นตอน ‘Plan’ ‘Do’ และ ‘Act’ เหมือนกัน มีเพียงขั้นตอนเดียวที่ไม่เหมือนกันคือ ‘Check’ และ ‘Study’ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

PDCA พัฒนาไปสู่ PDSA ได้อย่างไร?

ในช่วงแรกจะมีแค่โมเดล PDCA เท่านั้น แต่หลาย ๆ คนที่ใช้วิธี PDCA เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอน Check ไม่ค่อยเหมาะสมกับโปรเจกต์หรือปัญหาขององค์กรมากเท่าไหร่ จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น PDSA อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เกิดจากการแทนที่ขั้นตอน ‘Check’ ด้วยขั้นตอน ‘Study’ ซึ่งหัวใจของ PDSA ก็คือการแสวงหาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป

การทำ PDSA เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราได้รีเช็คว่าวิธีแก้ปัญหาหรือวิธีพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดไว้ก่อนหน้านี้จะได้ผลจริงหรือไม่ มีส่วนไหนต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นวิธีการที่ง่าย ชัวร์ และได้ผลจริง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ยังเสริมสร้างการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบภายในองค์กร เพราะได้ใช้ตัว PDSA เป็นแบบแผนในการคิดวิธีแก้ปัญหาแบบต่าง ๆ และเมื่อทดลองไปแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้าก็จะได้เปลี่ยนวิธีใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องกลับมาวนซ้ำวิธีเดิม

ที่สำคัญ การทดลองทำก่อนลงมือทำจริงย่อมเป็นผลดีกว่า เพราะหากลงมือทำจริงไปแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ตรงตามเป้าก็จะยิ่งเสียเวลา เสียงบประมาณ และเสียกำลังใจอีกด้วย

CTA in Content Website With Number.png

Sources

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้