Search
Close this search box.

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Debt) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร

การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อสูง กำลังซื้อของผู้คนน้อยลงเรื่อย ๆ เป็นตัวการสำคัญที่บีบให้เราต้องหยิบยืมเงินตัวเองจากอนาคตมาใช้บ่อย ๆ และพอยืมมาใช้มากเท่าไหร่ ก้อนหนี้ก็ยิ่งพอกพูน พอรู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถจ่ายได้ไหว กลายเป็นภาระที่กดทับจิตใจ ทำลายสมาธิ และทำให้มนุษย์เงินเดือนทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

HREX มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ อนุตม์ กรกำแหง หรือ ทนายแชมป์ ทนายมากประสบการณ์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ-ราจา ธุรกิจเพื่อสังคม จำกัด (J-raja) ผู้มีอาชีพให้คำปรึกษาด้านการเงิน รวมถึงแก้หนี้ของพนักงาน เพื่อเป็นแนวทางที่ทำให้ HR ได้ตระหนักและเข้าใจว่า ทำไมหนี้ถึงมีผลต่อ Performance ของพนักงาน และองค์กร แล้วเราควรแก้ไขอย่างไร

ถ้าพร้อมแล้ว ไปติดตามกันได้เลย

จุดเริ่มต้นของธุรกิจแก้หนี้ เจ-ราจา เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

อนุตม์: จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่ทำธุรกิจด้านกฎหมายครับ บริษัทตอนนั้นขยายไปทำธุรกิจบริหารและติดตามหนี้ ช่วงแรกเราก็ทำงานตามปกติ แต่ระหว่างทางเราเริ่มมองเห็นว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการตามทวงอย่างเดียว มันต้องมีความเข้าใจและความร่วมมือจากลูกหนี้ด้วย

เราจึงเริ่มทำโครงการ CSR เน้นช่วยเหลือและให้คำปรึกษาลูกหนี้ พูดคุยด้วยถ้อยคำสุภาพ ทำให้เขาเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง แล้วให้เขาตัดสินใจว่าจะชำระหนี้อย่างไรด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการข่มขู่หรือทำให้เขาเครียด

พอทำ CSR ไปเรื่อย ๆ เราก็เริ่มทำกิจกรรมมากขึ้น เช่น จัดอบรมให้พนักงานในองค์กร ให้ความรู้คุณครูในต่างจังหวัด หรือเกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ แต่กิจกรรมแบบนี้จะอยู่ได้ไม่นานถ้ายังต้องใช้งบจากบริษัทโดยตรง เราเลยคิดว่าควรเปลี่ยนจาก “กิจกรรม” ให้กลายเป็น “กิจการ” ที่สามารถเดินหน้าได้เองในระยะยาว เลยมาเรียนรู้เรื่อง Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคม ไปร่วมโครงการของตลาดหลักทรัพย์ ที่มีโครงการบ่มเพาะ Social Enterprise 

ที่นั่นเองเราได้พัฒนา Business Model ของ เจ-ราจา ออกมาให้ชัดเจน โดยมีฐานจาก 2 แกนหลักคือ ความรู้ทางกฎหมายที่เรามีจากการทำงานกับลูกหนี้และลูกน้องจำนวนมาก และประสบการณ์จากการทำธุรกิจบริหารหนี้ ทำให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินแต่ละแบบมีเงื่อนไขอย่างไร และเราก็ใช้ความรู้นั้นมาเป็นเครื่องมือช่วยลูกหนี้ครับ

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

จากที่เข้าใจก็คือ เจ-ราจา จะเน้นช่วยทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ให้ตกลงกันได้ใช่ไหม ?

อนุตม์: เดิมทีเราทำงานอยู่ฝั่งเจ้าหนี้ครับ แต่วันนี้เราเปลี่ยนมาอยู่ฝั่งลูกหนี้แทน ทำหน้าที่ประสาน พูดคุย เจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อหาทางออกในการชำระหนี้ให้ผ่อนหนักเป็นเบา ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดหนี้ให้หมดทุกกรณี แต่ทำให้ลูกหนี้จ่ายหนี้พอไหวในแต่ละเดือน และกลับมามีชีวิตที่มั่นคงขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นคือ พนักงานที่เคยเครียดเรื่องหนี้จะกลับมาทำงานมีความสุขขึ้น เบาใจมากขึ้น เพราะหนี้ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดแค่ร่างกาย แต่มันบั่นทอนจิตใจด้วย

จากจุดนั้น เราจึงจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ เริ่มให้บริการอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษารายบุคคล รวมถึงมีบริการพิเศษ เช่น การเป็นตัวแทนพนักงานที่ถูกฟ้องคดีหนี้ ต้องขึ้นศาลแต่ไม่สามารถลางานได้ เราเคยเจอเคสที่สถาบันการเงินฟ้องลูกหนี้เดือนละประมาณ 500 คดี หรือปีละกว่า 6,000 คดี แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่ไปศาลเพื่อเจรจา ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าไปเจรจา อาจลดภาระได้มาก เราเลยจัดทีมทนายและเจ้าหน้าที่บังคับคดีที่ทำงานกับเรา ให้เข้าไปเป็นตัวแทนลูกหนี้เพื่อช่วยดูแลเรื่องนี้โดยตรง

นอกจากนี้ เรายังมีบริการตรวจสุขภาพหนี้ เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินสถานะทางการเงินของพนักงานได้ โดยยังเคารพความเป็นส่วนตัว ข้อมูลของพนักงานจะไม่เปิดเผยกับฝ่าย HR แต่จะถูกรวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำเป็นรายงานภาพรวม เช่น เพศ อายุ ตำแหน่ง รายได้ ภาระหนี้ เงินออม เพื่อให้ HR เห็นภาพว่ามีพนักงานกลุ่มใดกำลังประสบปัญหาทางการเงินบ้าง

เราต้องเซ็น NDA (สัญญารักษาความลับ) และยืนยันกับพนักงานว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นความลับ เพื่อให้เขามั่นใจว่าจะไม่กระทบกับหน้าที่การงาน และจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม และเราก็อยากให้พนักงานตรวจสุขภาพการเงินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน เพื่อเขาจะได้รู้สถานะของตัวเอง และวางแผนอนาคตได้ดีขึ้นครับ

ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าปัญหาเรื่องหนี้เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ จนต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคม ?

อนุตม์: น่าจะเป็นช่วงที่ผมยังทำธุรกิจติดตามหนี้อยู่ครับ ช่วงนั้นผมเริ่มเห็นว่าพอร์ตหนี้มันโตขึ้นเรื่อย ๆ แบบน่าตกใจ ตอนทำงานกับสถาบันการเงินเจ้าหนึ่ง เจอพอร์ตหนี้เสียอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่ในเวลา 2-3 ปี มันเพิ่มขึ้นไปเป็น 30,000–40,000 ล้านบาท นี่แค่ของสถาบันการเงินเจ้าเดียวนะ

แล้วเมื่อพอร์ตหนี้โต ก็เริ่มสังเกตว่ามีบริษัทบริหารสินทรัพย์ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด สะท้อนให้เห็นว่านี่คืออุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต แต่พูดตรง ๆ ผมไม่ได้รู้สึกดีใจกับการเติบโตของธุรกิจนี้เลย เพราะมันหมายความว่าคนเป็นหนี้กำลังลำบากกันมากขึ้นด้วย

ผมไม่ได้บอกว่าเจ้าหนี้ผิดนะครับ เพราะระบบการเงินมันมีกลไกของมัน โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยที่เดินทุกวัน แต่ถ้าไม่จัดการแต่ต้น หนี้ก็จะยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนระเบิดเวลาที่ถ้าเราไม่ลงมืออะไรสักอย่าง มันจะระเบิดแน่นอน

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

แล้วพอหนี้พนักงานโตขึ้น ส่งผลอย่างไรกับพนักงานในองค์กรบ้าง ?

อนุตม์: ผมว่าเวลาคุยกับพนักงาน เราจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มที่สามารถจัดการหนี้ได้ กับกลุ่มที่จัดการไม่ได้

กลุ่มที่จัดการได้ คือคนที่มีเงินเดือนพอใช้ เป็นหนี้ในระดับที่ยังรับมือได้ พวกเขาจะมั่นใจว่าคุมไหว แต่ต่อให้คนกลุ่มนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องการจ่ายหนี้โดยตรง ก็ยังมีจุดที่ต้องเรียนรู้เพิ่ม เช่น เขาอาจไม่รู้เรื่องการวางแผนลงทุน การออม หรือการวางแผนทางการเงินระยะยาว 

อีกกลุ่มคือคนที่จัดการไม่ได้ ซึ่งบางครั้งไม่ได้เริ่มจากความไม่มีวินัยเสมอไปนะครับ แต่เกิดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ปัญหาครอบครัวหรือเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ผมเคยเจอน้องพนักงานที่มีวินัยดีมาก เก็บเงินได้ทุกเดือน ทั้งที่รายได้ก็ไม่ได้สูง ใช้หนี้ กยศ. ตรงเวลา แล้วจู่ ๆ ที่บ้านมีปัญหาเร่งด่วน โทรมาขอเงินก้อนใหญ่ เขาต้องเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดส่งกลับบ้านไป

ผลคือพอเงินหมด เขาเริ่มเครียด ต้องไปหยิบยืมเงินจากแหล่งอื่น ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าผิดนะครับ ผมเข้าใจว่าทุกคนอยากช่วยครอบครัว แต่ถ้าจะช่วยที่บ้านก็ต้องมีลิมิต เพราะถ้าช่วยไปแล้วตัวเองอยู่ไม่ได้ ต้องไปกู้เงินเพิ่มโดยเฉพาะบัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยสูงถึง 25% จะยิ่งสร้างปัญหาใหม่เข้ามาอีก

ที่สำคัญคือ ควรสื่อสารกับครอบครัวด้วยว่า เรามีกำลังแค่ไหน จะช่วยได้แค่ไหน ไม่ใช่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว สุดท้ายเราเองที่จะล้ม

บางคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ อาจรู้สึกว่าถ้าไม่ช่วยครอบครัวก็กลัวจะถูกมองว่าอกตัญญู เราควรจะจัดการความรู้สึกแบบนี้ แล้วจะช่วยเหลืออย่างไรจะดีที่สุด ?

อนุตม์: ถ้าเป็นเรื่องครอบครัว การช่วยเป็นเรื่องเข้าใจได้ครับ แต่เวลามีคนมาขอคำปรึกษา ผมมักจะแนะนำให้เช็กกำลังตัวเองก่อนว่าช่วยได้จริงหรือเปล่า ช่วยได้แค่ไหนแล้วจะไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ไม่ใช่ช่วยแบบหมดตัวหรือฝืนความเป็นจริง จากนั้นต้องพูดคุยกับที่บ้านอย่างตรงไปตรงมาครับ

ถ้าเราต้องไปกู้เงินต่อเพียงเพราะอยากช่วย ผมไม่แนะนำเลย มันจะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ตัวเราเอง

และเราต้องเข้าใจด้วยว่าปัญหาของคนที่บ้านไม่ต้องแก้ด้วยเงินเสมอไป บางครั้งถ้าเรากล้าถาม กล้าเปิดใจคุย เราอาจเจอวิธีแก้อื่นที่ดีกว่า แต่ถ้าเกรงใจหรือกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ ไม่กล้าพูด สุดท้ายจะทำให้ปัญหาบานปลาย

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

หากต้องแนะนำ HR ว่าควรช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำพนักงานที่มีปัญหาหนี้อย่างไร คุณจะแนะนำอย่างไรบ้าง ?

อนุตม์: ผมเคยคิดโมเดลช่วยเหลือพนักงานไว้หลายแบบครับ หนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่อง “กองทุน” ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละองค์กรว่าช่วยได้แค่ไหน แต่ในความคิดผม องค์กรควรมีกองทุนสักกองที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือพนักงานที่มีปัญหาทางการเงินโดยเฉพาะ

สิ่งสำคัญคือการออกแบบให้กองทุนนี้เกิดการมีส่วนร่วม และมีกติกาที่ชัดเจน ป้องกันปัญหาเรื่องการใช้เงินกองทุนแบบไม่รับผิดชอบ เช่น เบิกไปแล้วไม่คืน หรือไม่มีระบบติดตามผล

ถึงแม้ยังไม่มีองค์กรไหนที่ผมได้ร่วมทดลองใช้โมเดลนี้อย่างเป็นระบบจริง ๆ แต่ผมเคยดูโมเดลของธนาคารความดี ศึกษาแนวคิดที่นายจ้างให้ลูกจ้างกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งผมว่าน่าสนใจ

แต่การจะเลือกให้ใครกู้ก็ต้องมีเกณฑ์ เช่น ดูจากพฤติกรรมการทำงาน ความตรงต่อเวลา มนุษยสัมพันธ์ หรือแม้แต่ความมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กร เพราะเราไม่ได้อยากช่วยแค่ใครก็ได้ แต่ช่วยคนที่เห็นคุณค่าขององค์กรและมีจิตใจดี ซึ่งอาจจะคล้าย ๆ กับการวัดจิตพิสัยเหมือนกับตอนที่เราอยู่โรงเรียน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่คือการสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกันในองค์กรด้วยครับ

หนี้พนักงาน ส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างไรบ้าง ?

อนุตม์: จากประสบการณ์ผมพบเยอะมากครับ อย่างแรกคือพนักงานลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะเขาอยากได้เงินก้อนมาใช้จ่าย แล้วบางบริษัทมีเงื่อนไขว่า ถ้าถอนออกแล้วจะไม่สามารถกลับเข้าร่วมกองทุนได้อีก ทำให้เขาเสียโอกาสในระยะยาว

ปัญหาที่ 2 คือลาออกจากงานเลย โดยมาจาก 2 สาเหตุคือ พนักงานมีหนี้นอกระบบแล้วถูกติดตามอย่างหนัก โดนฟ้องคดี ถูกบังคับคดี จนโดนอายัดเงินเดือน

ทีนี้เมื่อเงินเดือนถูกหักไปเยอะจนไม่พอใช้ เขาก็ลาออกแล้วไปสมัครงานที่อื่น ช่วงนี้เองที่พนักงานคนนั้นจะได้รับเงินเดือนแบบเต็มจำนวน ไม่ถูกอายัด เพราะเจ้าหนี้ยังไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนงาน เพราะต้องใช้เวลาสืบทรัพย์ใหม่ อาจใช้เวลา 4-6 เดือน ถือเป็นช่วงพักหายใจของเขา แต่มันก็แค่ชั่วคราว

อีกเรื่องที่ส่งผลโดยตรงคือสุขภาพจิตครับ พนักงานหลายคนที่เป็นหนี้จะเริ่มเครียด กังวล บางคนเคยมีบ้านแต่กำลังจะโดนยึด รถผ่อนไม่ไหว หรือมีลูกต้องดูแล พอแบกทุกอย่างไว้คนเดียวก็เริ่มไม่มีสมาธิในการทำงาน

พอเครียดมาก ๆ มักทำให้พนักงานต้องหารายได้เสริม หรือหางานใหม่ที่เงินเดือนสูงขึ้นด้วยจริงไหม ?

อนุตม์: เจอบ่อยครับ บางคนไม่ได้มีแผนจัดการหนี้หรือรายจ่ายเลย พอหนี้เยอะขึ้นก็เริ่มมองหางานใหม่ที่รายได้สูงกว่าเดิม

ผมเคยเจอพนักงานบอกว่าจะย้ายไปทำงานที่ให้เงินเดือนเยอะขึ้น แต่พอตรวจสอบดู กลับเป็นบริษัทสีเทา สุดท้ายเขาถูกหลอกไปทำงานในต่างประเทศ ถูกส่งไปทำงานในคาสิโน

นี่คือผลของการตัดสินใจที่ไม่ได้วางแผนอย่างรอบคอบ เพราะเขาอยากได้เงินมาเร็ว ๆ แต่ไม่คิดว่าค่าใช้จ่ายและหนี้ที่มีอยู่จะยังอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายกลายเป็นปัญหาที่หนักกว่าเดิมครับ

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

จากประสบการณ์ของคุณ ลูกหนี้ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดเรื่องการเงินหรือการเป็นหนี้ในแง่มุมไหนมากที่สุด ?

อนุตม์: ผมคิดว่าความเข้าใจผิดมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ ๆ ครับ อย่างแรกคือ พื้นฐานความรู้ทางการเงิน ประเด็นนี้ไม่เคยถูกสอนในระบบการศึกษาบ้านเราตั้งแต่เด็ก เราไม่เคยรู้เลยว่าการใช้จ่ายเงินควรมีหลักคิดอย่างไร เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าร่างกายต้องการโปรตีน น้ำตาล ไขมันวันละเท่าไหร่ถึงจะพอดี

พอเริ่มทำงาน มีรายได้ของตัวเอง เราก็ไม่รู้ว่าแค่ไหนควรพอ ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ควรแบ่งไปลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือควรมีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน คนที่จัดการได้ดีมักเกิดจากการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสแบบนั้น

อย่างที่ 2 คือ ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่กระตุ้นการบริโภค ทุกวันนี้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้จ่ายมาก เห็นอะไรก็อยากได้ อยากซื้อ แล้วการใช้เครื่องมือทางการเงินก็ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ผ่อน 0% ฯลฯ พอไม่มีความรู้ ไม่มีวินัย ก็กลายเป็นปัญหาในที่สุด หนี้ก้อนเล็กสะสมเป็นก้อนใหญ่โดยที่เราไม่รู้ตัวครับ

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

ไม่นานมานี้ HREX พบว่าภาครัฐพยายามออกเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อย่าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ปลายปีนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในช่วงที่ออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ช่วยประคองช่วงรอยต่อระหว่างการเปลี่ยนงาน การมีเครื่องมือเยอะ ๆ แบบนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ?

อนุตม์: ผมมองว่าการมีเครื่องมือเยอะ ๆ เช่น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะจะมีทางเลือกในการดูแลพนักงานมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือวิธีการออกแบบและการใช้งานในแต่ละองค์กรมากกว่าว่าจะทำยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หรืออย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าเราอธิบายให้พนักงานฟังในมุมการวางแผนเกษียณ หลายคนอาจไม่อิน เพราะดูไกลตัว แต่ถ้าเราสื่อสารให้เขาเห็นว่า “นี่คือการลงทุนที่ดีที่สุด” ที่ได้ผลตอบแทนแน่นอน และไม่มีความเสี่ยงเท่าการลงทุนทั่วไป บางคนอาจเปลี่ยนใจเลยก็ได้

พนักงานบางคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงระยะยาว อาจเลือกอยู่กับองค์กรเพียงเพราะมีสวัสดิการแบบนี้ก็ได้นะครับ

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการสื่อสาร และการบริหารจัดการสวัสดิการ ให้น่าสนใจและเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่มีแต่ไม่รู้จะใช้อย่างไร

แต่ถ้าลองมองจากมุมของผู้ประกอบการ ก็จะมีโจทย์อีกชุดหนึ่งเหมือนกันครับ เช่น ถ้ารายได้ของธุรกิจยังไม่แข็งแรงพอ การจะจ่ายค่าสวัสดิการเพิ่มเติมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อันนี้ต้องคิดให้รอบคอบ อย่างประกันสังคม นายจ้างต้องจ่ายสมทบประมาณเดือนละ 750 บาทต่อคน รวม 1 ปีก็ราว ๆ 8,000–9,000 บาท ซึ่งเป็นภาระที่ต้องบริหารให้ดี บางครั้งพนักงานบางคนก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์ หรือเลือกใช้บัตรทองแทน ก็เลยเกิดคำถามว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่าหรือเปล่า ?

นี่คือความท้าทายของสวัสดิการแบบที่รัฐบังคับ หรือแม้แต่สวัสดิการที่องค์กรตั้งขึ้นเอง ต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างความสามารถในการจ่าย และความคุ้มค่าที่พนักงานจะได้รับจริง ๆ ครับ

จริง ๆ แล้วในแวดวง HR มี Solution ให้บริการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าแก่พนักงานด้วย คุณมองว่าบริการนี้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

อนุตม์: ผมมองว่า บริการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ มันช่วยให้พนักงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถเข้าถึงเงินของตัวเองได้ทันที โดยไม่ต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ หรือใช้บัตรกดเงินสดที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 25%

ข้อดีคือ เงินนั้นเป็นเงินของเขาเองจากการทำงานมาแล้ว เช่น ทำงานมาแล้ว 10 วัน ก็สามารถเบิกเงินค่าจ้างในส่วนนั้นออกมาใช้ก่อนได้ทันที ไม่ต้องรอถึงสิ้นเดือน เหมาะมากสำหรับคนที่มีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ

แต่ข้อเสียคือ มันอาจทำให้พนักงานหลงคิดว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่เสียอะไร ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีค่าธรรมเนียมแฝงอยู่ เช่น บางกรณีเบิก 300 บาท ต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 50 บาท ถือว่าจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมากนะ ถ้าคิดแบบนักการเงิน จะมองว่าไม่คุ้มเลย

อีกประเด็นคือ พอพนักงานเริ่มรู้สึกว่านี่คือเงินของเขาเอง เขาก็จะกล้าใช้มากขึ้น ใช้แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ใช้ไปเพื่อความบันเทิง เช่น ซื้อของ ดูคอนเสิร์ต มากกว่าจะใช้แก้ปัญหาจำเป็นจริง ๆ จนไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งกระทบกับความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ต่างจากเวลาไปกู้เงินที่ต้องคิดเรื่องดอกเบี้ย เรื่องการชำระคืน ทำให้กลไกการยับยั้งตัวเองลดลง

ผมคิดว่าการมีบริการนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องสื่อสารชัดเจนกับพนักงานให้เข้าใจว่า เงินที่เบิกมาคือล่วงหน้า ไม่ใช่รายได้ใหม่ และการใช้แพลตฟอร์มต้องมีวินัย มีความเข้าใจถึงค่าใช้จ่ายแฝงให้ดีครับ

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

วางแผนการเงิน คืออะไร ? ทำไม HR ต้องช่วยพนักงานเกษียณสำราญ

พอเป็นอย่างนี้ องค์กรควรรับมือกับปัญหาเรื่องหนี้ของพนักงานอย่างไรบ้าง ?

อนุตม์: หนี้ของพนักงานในองค์กรเป็นปัญหาใหญ่มากครับ มันมีผลต่อทั้งความรู้สึกของพนักงาน แล้วส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ในการทำงาน

เมื่อพนักงานมีความกังวลเรื่องหนี้ ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความตั้งใจในการทำงานหายไป บางกรณีที่รุนแรงกว่านั้นอาจนำไปสู่การลาออก หรือเลวร้ายที่สุดคือการทุจริตในองค์กร

ความลำบากทางการเงินไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากเปิดเผย พนักงานหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย จึงปกปิดปัญหาไว้ภายใน ยิ่งทำให้แก้ไขยากขึ้น HR อาจเข้าถึงข้อมูลพนักงานผ่านนโยบายหรือสวัสดิการต่าง ๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะเข้าใจปัญหาเชิงลึกจริง ๆ ต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม อย่างการตรวจสุขภาพการเงิน ซึ่งคล้ายกับการตรวจสุขภาพร่างกาย

เจ-ราจา เข้าไปช่วยองค์กรทำแบบประเมินสุขภาพการเงิน โดยที่พนักงานสามารถตอบแบบสอบถามโดยไม่เปิดเผยตัวตน เราไม่สนใจชื่อ สนใจแค่ข้อมูลรวมที่ได้มา ซึ่งพอทำแบบนี้ HR จะได้ภาพรวมว่า พนักงานมีหนี้ระดับไหน เช่น พบว่า 20% ของพนักงานมีปัญหาติดตัวแดง ซึ่งก่อนหน้านี้อาจไม่มีใครรู้ เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยเล่าปัญหาให้ใครฟัง

หลังได้ข้อมูลก็สามารถนำไปสู่ขั้นต่อไป เช่น จัดอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษาแบบรายบุคคล ซึ่งผมเคยทำกับองค์กรขนาดใหญ่ พบว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงานระดับล่าง แม้แต่ผู้จัดการที่มีเงินเดือนหลักแสนก็มีปัญหาหนี้ได้เหมือนกัน

การจัดการปัญหาหนี้ในองค์กรไม่ใช่เรื่องเล็ก และการใส่ใจในจุดนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อพนักงานและองค์กรได้จริงครับ

ปัญหาหนี้พนักงาน = ปัญหาขององค์กร (Employee Dept) ถอดบทเรียนล้ำค่าจากการแก้หนี้ของ ‘เจ-ราจา’ ที่ HR ควรรู้

สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรถึงพนักงานที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้อยู่ ?

อนุตม์: สิ่งที่อยากฝากคือ ให้เริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเองก่อนครับ ลองสำรวจว่า รายได้กับค่าใช้จ่ายของเราตอนนี้สมดุลกันหรือไม่ ปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ รายได้ไม่พอ หรือเราใช้จ่ายเกินตัว ?

บางคนรู้สึกว่าเงินเดือนจากองค์กรไม่พอ ซึ่งในความเป็นจริง การจ่ายค่าตอบแทนต่าง ๆ อย่างเงินเดือน โอที หรือโบนัส มักมีหลักเกณฑ์ที่อิงกับความสามารถและวินัยของพนักงาน ไม่ใช่การตัดสินใจตามอำเภอใจ

เพราะฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาคือการ Upskill ตัวเอง ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น เพื่อให้มีโอกาสสร้างรายได้ที่สูงขึ้น การเปลี่ยนงานอาจไม่ใช่คำตอบถ้ายังไม่มีความสามารถที่แข็งแรงพอ

อีกด้านคือการทบทวนค่าใช้จ่าย อะไรคือของจำเป็น อะไรคือตัวแปรที่สามารถลดได้บ้าง การลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นต้องตัดออกไปทันที แต่เปลี่ยนวิธีการใช้ เช่น ถ้าเคยกินกาแฟวันละ 2 แก้ว อาจลดเหลือ 1 แก้ว หรือเปลี่ยนจากซื้อกาแฟแก้วละ 70 บาท เป็นการชงกินเองที่บ้านแทน วิธีนี้จะทำให้ไม่รู้สึกว่าต้องละทิ้งความสุข แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเงิน

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นได้จากตัวเราเองครับ และถ้าทำได้จริงจัง ก็จะช่วยให้เราค่อย ๆ หลุดจากปัญหาหนี้ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงอีกครั้งครับ

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้