Search
Close this search box.

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็น HR นายจ้าง หรือพนักงานธรรมดา ความรู้ด้านกฎหมายแรงงานคือสิ่งที่จำเป็นเสมอ เพราะการรู้กฎหมายไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ แต่ยังทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

ท่ามกลางช่องทางมากมายที่พูดถึงประเด็นกฎหมายแรงงาน Lawเคลียร์ ช่อง TikTok ที่มียอดผู้ติดตามนับแสน ดูแลโดยคุณ พลอย – วรรณชนก เจียมสมัย ได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญที่น่าเชื่อถือของคนทำงานยุคนี้ที่อยากรู้ว่า “สิทธิของฉันอยู่ตรงไหน ?” หรือ “องค์กรทำแบบนี้ถูกหรือเปล่า ?”

HREX จึงขอชวนคุณพลอยเปลี่ยนบรรยากาศการพูดคุยจากคลิปสั้น ๆ เป็นการถามตอบในรูปแบบบทความสัมภาษณ์ขนาดยาว ถึงจุดเริ่มต้นของ Lawเคลียร์ บทเรียนจากการตอบคำถามนับหมื่นข้อ แนวทางการดำเนินงานที่องค์กรควรทำ ทั้งทำอย่างเถรตรง และทำอย่างยืดหยุ่นเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายแรงงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ถ้าพร้อมแล้ว ไปติดตามกันในบทความนี้ได้เลย

ก่อนอื่น Lawเคลียร์ คืออะไร ทำไมคนทำงานไม่ว่าจะเป็น HR ลูกจ้าง รวมถึงนายจ้างถึงควรรู้จัก ?

วรรณชนก: Lawเคลียร์ คือแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้กฎหมายแรงงานเข้าถึงได้ง่าย สำหรับทุกคนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือนายจ้าง โดยเฉพาะ HR ที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารคนในองค์กร สิ่งที่เราทำคือ

  1. คลิปความรู้รายวัน เป็นคลิปสั้นให้ความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานแบบกระชับ เข้าใจง่าย เหมาะกับ HR ที่อาจไม่มีเวลามานั่งเปิดตำรา แต่อยากรู้ว่ากฎไหนใช้อย่างไรบ้าง
  2. คอร์สเรียนกฎหมายแรงงาน ทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ไม่เน้นท่องจำ แต่เน้นความเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง เหมาะสำหรับ HR ที่อยากแม่นกฎหมายแรงงานแบบลึกซึ้ง
  3. E-book สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านอะไรยืดยาว แต่อ่านน้อยแล้วได้ใจความ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย เอาไว้เปิดดูตอนทำงานได้เลย ไม่ต้องตีความซับซ้อน
  4. บริการให้คำปรึกษาองค์กร เช่น “ออกกฎแบบนี้ได้ไหม?” หรือ “เราจะเขียนข้อบังคับยังไงให้ถูกกฎหมาย?” เรามีบริการให้คำปรึกษาเป็นเคส ๆ ไปค่ะ

ก่อนจะเป็น Lawเคลียร์ ในทุกวันนี้ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสนใจกฎหมายแรงงาน ?

วรรณชนก: จริง ๆ เริ่มจากตอนอ่านกฎหมายแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย มันสนุกนะ ! เราแปลภาษากฎหมายออกมาให้ตัวเองเข้าใจได้ โดยที่มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

ย้อนกลับไปช่วงโควิด จุดเริ่มต้นจะว่ามาจากตรงนี้ก็ได้ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่มีประเด็นทั้งจากฝั่งนายจ้างและลูกจ้างเยอะมากค่ะ เมื่อนายจ้างเองไม่มีรายได้เข้ามา ส่วนลูกจ้างก็โดนลดเงินเดือน เราก็สงสัยว่าลดได้ด้วยเหรอ ? เลยเริ่มหาข้อมูลเอามาเขียนเป็นบทความก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ทำ TikTok ด้วยซ้ำ ปรากฏว่ามีคนอ่านเยอะมาก เลยรู้สึกดีใจที่เราช่วยให้คนรู้สิทธิของตัวเอง และนายจ้างเองได้รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ และก็ทำให้มีคนเข้ามาปรึกษาเรามากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันค่ะ

ทำไมคุณถึงชอบตีความกฎหมายหรือแปลให้ง่ายขึ้น มันเป็นเรื่องง่าย ?

วรรณชนก: คงเพราะคนส่วนใหญ่ไม่สนุกกับมันนั่นแหละค่ะ แต่เรากลับสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเข้าใจนะ? พอเข้าใจ มันก็เลยกลายเป็นชอบค่ะ

มันเป็นมากกว่าแค่ความชอบค่ะ พอเราเข้าใจ สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจตามได้ เรายิ่งรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มาก เลยอยากให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างรู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร จะได้ไม่โดนเอาเปรียบ เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่อ่านแล้วเข้าใจคนเดียว แต่คือการเอาความรู้นั้นไปต่อยอดให้คนอื่นเข้าใจด้วยค่ะ และทำให้ยิ่งอยากศึกษากฎหมายให้ลึกขึ้นไปอีก

ทนายฝ้าย จากคลินิกกฎหมายแรงงาน ผู้เป็นพี่สาวในวงการเลยจะชอบเล่ากรณีต่าง ๆ ให้ฟัง แชร์ประสบการณ์กันตลอด แล้วพอได้มาอ่านคำพิพากษา สิ่งที่ศาลใช้ตัดสินจริง ๆ ก็ช่วยให้เราเข้าใจการตีความกฎหมายในสถานการณ์จริงด้วย บางทีแค่อ่านตัวบทกฎหมายเฉย ๆ อาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด พอเอามาเทียบกับคำพิพากษา ถึงเห็นภาพชัดขึ้น ช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

ที่ผ่านมา ประเด็นกฎหมายแรงงานที่มีคนถาม Lawเคลียร์ เยอะที่สุดคือเรื่องอะไร ?

วรรณชนก: เรื่องค่าจ้างค่ะ โดยเฉพาะเวลานายจ้างบังคับให้หยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในช่วงโควิด แต่ตามกฎหมายแล้ว ถ้าจะหยุดโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ต้องตกลงกันทั้ง 2 ฝ่ายนะคะ ไม่ใช่นายจ้างสั่งอยู่ฝ่ายเดียว

ทีนี้หลายคนก็ถามต่อว่า แล้วเราเลือกอะไรได้บ้าง ? พลอยก็จะอธิบายว่า มันมีทางยืดหยุ่นนะ เช่น เลื่อนการจ่ายค่าจ้างเป็นแบ่งจ่าย 50% กลางเดือน แล้วอีก 50% สิ้นเดือนก็ได้ แต่ต้องตกลงกันก่อน และลูกจ้างต้องยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

ปัญหาคือ นายจ้างชอบคิดว่า “ฉันเป็นนายจ้าง จะออกคำสั่งยังไงก็ได้” เลยสั่งว่าจะจ่ายแบบนี้ ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของลูกจ้าง ทั้งที่ถ้าคุยกันตั้งแต่แรก ทุกอย่างมันจบได้ง่าย ๆ เลย

อำนาจของนายจ้าง ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย นโยบายบริษัทก็ตาม กฎภายในก็ตาม ถ้าขัดต่อกฎหมาย มันก็ไม่มีผลบังคับใช้

ลูกจ้างหลายคนเองก็จะเข้าใจว่า ในเมื่อรับเงินเดือนเขา เราก็ต้องทำตามกฎบริษัท แต่ถ้ากฎนั้นมันขัดกับกฎหมายแรงงานล่ะ ? วันหนึ่งมาเจอคลิปของพลอย หรือบทความความรู้ต่าง ๆ ก็ถึงเริ่มรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเจออยู่มันไม่ถูกต้อง เลยมีคนเข้ามาร้องทุกข์เยอะเลยค่ะ

หลายบริษัทมีเจตนาดีนะ แต่เพราะเข้าใจผิดว่าตัวเองมีอำนาจตั้งกฎอะไรก็ได้ แล้วกฎนั้นดันขัดกับกฎหมายโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายลูกจ้างก็เสียสิทธิ พอรู้ความจริงก็อาจจะไม่พอใจองค์กร หรือแย่กว่านั้นคืออาจถึงขั้นฟ้องร้อง สุดท้ายแล้วนายจ้างจะเสียทั้งภาพลักษณ์และค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ

แล้วคนที่เข้ามาถาม ขอคำปรึกษา Lawเคลียร์ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างทั่วไปหรือว่า HR ?

วรรณชนก: ส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างค่ะ นายจ้างจะไม่ค่อยถาม ส่วน HR ก็มีบ้างแต่ไม่เยอะเท่าลูกจ้างค่ะ

ที่ HR ที่ไม่ค่อยถาม Lawเคลียร์ แปลว่าเขาแม่นกฎหมายกว่าหรือเปล่า ?

คุณพลอย: ไม่เสมอไปค่ะ บางทีเขาเข้าใจในแบบของเขา หรือศึกษามาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทตัวเอง แล้วก็มักจะคิดว่า “กฎบริษัทเขียนไว้แบบนี้ไม่ใช่เหรอ ?” หรือ “ลูกจ้างเซ็นยินยอมแล้วนะ” พลอยก็จะอธิบายกลับไปว่า กฎบริษัทที่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150  ถือว่าไม่มีผล แม้ลูกจ้างจะเซ็นยินยอมไปแล้วก็ตาม

บางกรณี HR หรือคนทำงานทั่วไปเข้ามาแชร์ว่า “สิ่งนั้นสิ่งนี้ทำได้นะ” แล้วพลอยไปเช็กแล้วพบว่า โอ้ จริงด้วย! พลอยเคยพูดผิดไว้ในคลิปก่อนหน้านั้น พลอยก็รีบถ่ายคลิปใหม่เพื่อขอโทษและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องทันทีเลยค่ะ

หรือล่าสุดมีคนจากสหภาพแรงงานท่านหนึ่งเข้ามาแชร์เรื่องหนังสือรับรองการทำงาน ที่พลอยเคยบอกไว้ในคลิปว่า “ถ้านายจ้างไม่ออกให้ สามารถแจ้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้”

เขาเข้ามาแย้งว่า “ไม่ได้นะ หนังสือรับรองการทำงานไม่ได้อยู่ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ต้องไปฟ้องศาลเท่านั้น” ซึ่งจริงส่วนหนึ่งค่ะ หนังสือนี้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 ไม่ได้ระบุไว้ตรง ๆ ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

แต่พลอยก็อธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 14 บอกว่า นายจ้างต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าทที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นแปลว่า หนังสือรับรองการทำงานก็ยังอยู่ในขอบเขตที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดูแลได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องศาลเสมอไป

พออธิบายตามหลัก 1 2 3 4 คนฟังก็เข้าใจมากขึ้น คนที่มาแย้งก็ช่วยเสริมให้เนื้อหาของเราถูกต้องยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

แสดงว่า หลายคนมักจะเข้าใจกฎหมายแรงงานแบบแยกเป็นมาตราต่อมาตรา แต่จริง ๆ แล้วกฎหมายต่างเชื่อมโยงกันใช่ไหม ?

วรรณชนก: ใช่เลยค่ะ กฎหมายแรงงานไม่ได้จบแค่มาตราเดียว เวลาเราจะอธิบายอะไร เราต้องดูบริบท ดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย

พลอยมองว่าการมีคนมาแชร์ มาถกกัน มันดีมากเลยนะคะ เป็นการ Brainstorm ช่วยทำความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น ถ้าพลอยตอบผิด พลอยก็ยินดียอมรับเลยค่ะ เพราะกฎหมายมันเยอะมากจริง ๆ ไม่มีใครรู้ทุกมาตราหมดได้หรอก

แต่ถ้าตรงไหนพลอยมั่นใจว่าตอบถูก พลอยจะอธิบายเหตุและผลชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตามหลักกฎหมาย หรือตามกรณีตัวอย่างจริง ๆ ที่เราเจอกันมาเลยค่ะ

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

ทำไมนายจ้าง HR พนักงาน หรือแม้แต่สหภาพแรงงานควรต้องรู้กฎหมายแรงงาน ?

วรรณชนก: พลอยมองว่ากฎหมายแรงงานมันคือสิทธิและหน้าที่ ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตามร่วมกันค่ะ เช่น ถ้านายจ้างไม่จ่าย OT เพื่อประหยัดต้นทุน ตอนแรกอาจดูเหมือนไม่เสียอะไร แต่ในระยะยาว ลูกจ้างเขาอาจจะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ

ยุคนี้ความรู้หาง่ายมากค่ะ ไม่ใช่แค่ดูช่องพลอยนะ ช่องอื่นก็มีอีกเยอะ วันหนึ่งลูกจ้างรู้สิทธิของตัวเองขึ้นมา เขาอาจไม่ฟ้องทันที แต่เขาเก็บความรู้สึกไว้ และเราต้องไม่ลืมว่า เขามีอายุความในการฟ้องร้องถึง 2 ปี ถ้าเขารู้สึกว่าองค์กรไม่แฟร์ จะให้เขาทุ่มเทเต็มที่ก็ยากเนอะ ผลงานของคนที่รู้สึกดีกับองค์กร กับคนที่รู้สึกแย่มันต่างกัน สุดท้ายนายจ้างเองก็เสียประโยชน์ มันกระทบทั้งคุณภาพงาน ภาพลักษณ์ และรายได้ขององค์กรในอนาคต

พลอยเข้าใจว่าในโลกของธุรกิจทุกวันนี้ อาจยากในการที่จะทำตามกฎหมายแรงงานได้เป๊ะ 100% โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังต้องเร่งโต หรือเป็นลักษณะ start-up บางงานมันก็ยืดหยุ่นไม่ได้จริง ๆ

อย่างตัวพลอยเอง ตอนเริ่มทำช่องก็ทำงานจนแทบไม่ได้นอนเลยค่ะ แต่พลอยไม่ได้เรียกร้อง OT กับใคร เพราะพลอยมองว่าสิ่งที่ทำมันเป็นประโยชน์กับคนดู และทำให้เราพัฒนาไปข้างหน้า

ทีนี้ ถ้ามีลูกจ้างที่มี Mindset แบบนี้ อยากเติบโตไปกับองค์กร อยากสร้างผลงาน อยากประสบความสำเร็จ แต่กลับถูกใช้งานหนักโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม มันก็ไม่แฟร์ใช่ไหม ? ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องขอความร่วมมือ เช่น ไม่จ่ายค่า OT ไม่จ่ายค่าทำงานวันหยุด ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้มีอะไรบางอย่างแลกเปลี่ยน เช่น เพิ่มวันหยุด ปรับเวลาทำงาน หรือมีความยืดหยุ่นบางอย่างให้ตกลงกันแบบ Win-Win แทน

นายจ้างสามารถบริหารจัดการโดยไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ถ้าเราคุยกันได้ ตกลงกันอย่างยุติธรรมแล้ว กฎหมายอาจไม่จำเป็นในบางกรณี แต่ถ้าตกลงไม่ได้ การทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ดีที่สุดค่ะ ปัญหาจะไม่เกิดตามมาเลย ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ แต่ต้องไม่มัดมือชก

อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือบางบริษัทให้ทำงานแค่ 5 วัน แต่วันเสาร์-อาทิตย์ก็ยังโทรมาให้ทำงานอยู่เรื่อย ๆ ถือว่าเป็นปัญหาไหม ?

วรรณชนก: เป็นตัวอย่างที่ดีเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก และเข้าใจได้นะคะ เพราะยุคนี้ ยุคออนไลน์ งานมันเข้ามาได้ตลอดเวลา

พลอยเองทำงาน 7 วันต่อเนื่องมาน่าจะ 2 ปีแล้ว แต่ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะรู้ว่าที่ทำไปมันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เรามีเป้าหมายที่ชัด พอเห็นผลลัพธ์แล้วมันก็มีความสุข แต่พลอยเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะมีลักษณะงานหรือภาระชีวิตแบบเดียวกัน บางคนก็มีครอบครัว มีภาระที่ต้องจัดการในวันหยุด

ฉะนั้น ถ้าองค์กรไหนมีลักษณะงานที่ต้องติดต่อกันวันหยุด ควรคุยกันตั้งแต่แรกให้รู้เรื่องค่ะ เช่น ถ้ารู้ว่าเสาร์-อาทิตย์อาจจะต้องโทร ก็อาจตกลงให้ลูกจ้างเข้าสายได้ในวันธรรมดา หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ อะไรก็ได้ที่เป็นการแลกเปลี่ยนที่แฟร์ แต่ถ้าจะโทรทั้งวันจริง ๆ ก็ต้องบอกให้ชัดไปเลยว่า จะให้ค่าทำงานวันหยุดอย่างไรตั้งแต่ต้น มันมีอยู่ 2 ทางเลือกง่าย ๆ แค่นี้ค่ะ

จากที่ฟัง นอกจากปัญหาจะมาจากการไม่รู้กฎหมายแรงงาน ไม่ทำตามอย่างเคร่งครัด หรือไม่รู้จักยืดหยุ่น ปัญหายังเกิดขึ้นเพราะความไม่มีภาวะผู้นำด้วยใช่ไหม ?

วรรณชนก: ใช่เลยค่ะ เพราะยุคนี้ การจะใช้อำนาจฝ่ายเดียว มันไม่เวิร์กแล้ว หัวหน้าที่ดีต้องคุยกับลูกน้องเหมือนเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่แค่เจ้านายที่สูงส่งกว่าตลอดเวลา คุณอาจสั่งให้เขาทำงานได้ก็จริง แต่ผลงานที่ออกมาจากคนที่รู้สึกร่วมกับองค์กร กับผลงานของคนที่จำใจทำนั้นต่างกันมาก เลยนะคะ

ถ้าเราคุยกันตั้งแต่แรก วางแผนให้ทุกอย่างชัดเจน Win-Win ทั้งสองฝ่าย มันไม่ใช่แค่ลดปัญหาด้านแรงงานนะคะ แต่ยังสร้างความผูกพัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

แต่ในกรณีของคุณที่ทำงาน 7 วันไม่มีหยุด คุณไม่รู้สึกเครียดเลยเหรอ ? อะไรที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นได้ ?

วรรณชนก: พลอยไม่เคยรู้สึกดราม่ากับตัวเองเลยค่ะว่า ทำไมไม่ได้หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ แต่มองแค่ว่าสิ่งที่เราทำมันสำคัญกับคนอื่น แล้วก็สำคัญทุกวันด้วย บางวันถ้าเราไม่ได้ทำเลยจะรู้สึกผิดด้วยซ้ำ เพราะกลัวคนดูรออยู่ กลัวว่า “อ้าว วันนี้ไม่มีคลิปเหรอ?” แล้วเขาอาจจะพลาดโอกาสได้ความรู้ที่จำเป็น

อีกอย่าง พลอยเองไม่ได้ชอบเที่ยวอยู่แล้ว ชอบอยู่บ้านมากกว่า พอมาเจอยุคโซเชียล ยุคแห่งคลิปสั้น ทำให้มีความสุขกับการทำงานนี้มาก จนรู้สึกว่าการทำงานกลายเป็นการพักผ่อนไปเลย เพราะสิ่งที่ทำมีประโยชน์กับสังคม วันไหนไม่ได้ทำงาน จะรู้สึกว่าวันนี้เรายังไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ผู้อื่นเลยมากกว่าค่ะ

คุณมีวิธีบริหารจัดการเวลาชีวิตตัวเองอย่างไร ?

วรรณชนก: งานคือชีวิตพลอยไปแล้วค่ะ ไม่มีเส้นแบ่งระหว่าง Work กับ Life อีกต่อไป บางทีก็ใช้เวลากินข้าวตัดคลิปไปพร้อมกันเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนอาบน้ำก็คิดคอนเทนต์ค่ะ (หัวเราะ)

ตอนนี้แค่ลงคลิปใน TikTok วันละคลิปไม่พอแล้วเพราะ Creator เยอะมาก การแข่งขันสูงมาก พลอยต้องลงวันละอย่างน้อย 3 คลิป แล้วไม่ได้ลงทีเดียวจบ ต้องกระจายช่วงไปลงเที่ยง บ่าย เย็น หรือดึก ต้องคิดและวางแผนตลอดเวลา ถ้านอนได้ก่อนเที่ยงคืนถือว่าฟลุคมาก บางวันนอนแค่ชั่วโมงเดียว เพราะเตรียมเนื้อหาไปสอนกฎหมาย พลอยอยากให้คนที่ถามคำถามกับพลอย ได้คำตอบที่ครบถ้วนถูกต้องทุกคนค่ะ

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

พอนอนน้อยขนาดนั้น ไม่เบลอหรือมีผลกับการตอบคำถามบ้าง ?

วรรณชนก: มีผลบ้างค่ะ ถ้าไปบรรยาย จะต้องตั้งสติให้ดี ๆ ตัวช่วยสำคัญก็คือกาแฟ กับเปปทีนค่ะ เป็นเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว

แต่ถ้าต้องถ่ายรายการ วันไหนนอนน้อย รู้ตัวเลยว่าเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง พอเป็นคลิปออกมายาวเกิน เข้าใจยาก สุดท้ายต้องถ่ายใหม่อีก เหนื่อยทั้งทีมงานเลยค่ะ

จริง ๆ พลอยไม่แนะนำให้ใครทำแบบนี้นะคะ ตอนนี้ก็พยายามปรับอยู่เหมือนกัน เพราะเราจะโฟกัสที่งานอย่างเดียวไม่ได้ สุขภาพก็สำคัญ แต่ที่ผ่านมาตอนปั้นช่อง Lawเคลียร์ ใช้พลังเยอะมาก นอนน้อยจริง ๆ และพลอยเชื่อว่ามันคุ้มค่า

อยากบอกกับคนที่ติดตามพลอยในโซเชียลว่า “คุณคือคนแรกที่พลอยเจอตอนตื่นนอนและเป็นคนสุดท้ายที่พลอยเจอก่อนนอนเลยนะ” (ยิ้ม)

ในแต่ละวัน Lawเคลียร์ ได้รับคำถามเข้ามาเยอะแค่ไหน

วรรณชนก: เยอะมากค่ะ ตอบเป็นตัวเลขแน่ ๆ ไม่ได้เลย แต่ประมาณวันละ 200 คำถามขึ้นไป ถ้าเป็นคำถามพวกคอร์สเรียนเต็มหรือยัง ? จะมีน้องผู้ช่วยตอบให้ค่ะ แต่ถ้าเป็นคำถามเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสังคม OT ลาป่วย อะไรก็ตาม พลอยจะเป็นคนตอบเองเสมอ เพราะมันมีรายละเอียดและข้อกฎหมายที่เราต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าตอบไปแล้วไม่ผิด

ตอนนี้ยอมรับว่ามีคำถามที่ค้างตอบเป็นพันคำถามแล้วค่ะ ไม่สามารถไล่ตอบได้ทุกคนจริง ๆ แต่พลอยพยายามจะลงคลิปทุกวัน เพื่อตอบคำถามในเชิงภาพรวมให้ได้ บางทีสิ่งที่หลายคนถามมา พลอยเคยตอบไปในคลิปก่อน ๆ แล้วนะคะ แต่บางคนอาจจะดูไม่จบ หรือไม่ได้ดูเลยถามซ้ำ บางทีหลายคนก็ไม่มั่นใจว่ากรณีของเขาจะเข้าข่ายแบบในคลิปไหม แต่ทุกครั้งพลอยพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด และข้อมูลที่ให้ก็มาจากตัวบทกฎหมายที่เชื่อถือได้ทั้งหมดค่ะ

พลอยจะดีใจมาก ๆ เวลามีคนกลับมาบอกว่า “ดูคลิปแล้วไปใช้สิทธิ ฟ้องชนะ” หรือบางคนเดินเข้ามาทักในงานสัมมนา บอกว่า “ขอบคุณนะ คลิปของพี่ช่วยผมได้จริง ๆ” มันคือเป้าหมายของ Lawเคลียร์ เลยค่ะ

ตลอดระยะเวลาที่ Lawเคลียร์ ให้ข้อมูลเรื่องกฎหมายแรงงานมาตลอด ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือเรื่องอะไร ?

วรรณชนก: บทเรียนที่พลอยเจอบ่อยมากคือความเข้าใจผิด ว่าพลอยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค่ะ

บางคนบอกว่าพลอยเข้าข้างลูกจ้าง บางทีก็โดนบอกว่าดูเหมือนปกป้องนายจ้าง พลอยไม่โกรธเลย พลอยขอบคุณด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้กลับมาทบทวนว่าเราพูดไปชัดพอไหม ? ทำให้คนเข้าใจผิดหรือเปล่า ?

ในช่อง Lawเคลียร์ สิ่งที่พลอยเล่าคือบริบทที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละกรณี ถ้ามีคลิปที่พูดถึงลูกจ้างที่ฟ้องชนะ ก็เพราะนายจ้างทำผิดตามกฎหมาย เช่น เลิกจ้างไม่เป็นธรรม หรือไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

กลับกัน คลิปที่นายจ้างชนะก็มีเหมือนกันค่ะ อย่างกรณีลูกจ้างเอาความลับบริษัทไปเปิดเผย แบบนี้ผิดตามมาตรา 119 (2) กฎหมายให้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ คนดูบางคนจะรู้สึกว่าเข้าข้างนายจ้างอีกแล้ว ทั้งที่เราแค่ยึดตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายเท่านั้น

พลอยอยู่ข้างคนที่สุจริต และใช้สิทธิของตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ แต่พลอยเองก็ต้องแม่นยำในการเล่าเรื่องมากขึ้น ต้องชัดเจนมากขึ้นว่าบริบทแบบไหน ฝ่ายไหนผิด ฝ่ายไหนถูก ทำให้คนดูเข้าใจว่าใครกันแน่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า จุดประสงค์ของการทำ Lawเคลียร์ ไม่ใช่เพื่อให้ใครแพ้หรือชนะ แต่เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิของตัวเอง และใช้สิทธินั้นอย่างถูกต้องค่ะ

กฎหมายแรงงาน ยิ่งเข้าใจยาก ยิ่งต้องเคลียร์ ! คุยกับ Lawเคลียร์ Content Creator ผู้ถ่ายทอดสิทธิแรงงานให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

คุณพลอย – วรรณชนก ขณะบรรยายในงานเสวนา Job Connect 2025 หัวข้อ “ลางาน” ไม่ใช่เรื่องผิด มันเป็น “สิทธิของคนทำงาน”

จากกฎหมายแรงงานที่มีอยู่มากมาย มี 3 เรื่องไหนที่คุณพลอยคิดว่าสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ที่สุด ?

วรรณชนก: เลือกยากนะคะ เพราะเยอะมากจริง ๆ แต่ถ้าต้องเลือกแค่ 3 เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ พลอยขอเรียงแบบนี้เลยค่ะ

1.ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มาตรา 108 – เรื่องนี้เปรียบได้กับรัฐธรรมนูญของบริษัทค่ะ เพราะกำหนดระเบียบที่ใช้ควบคุมทั้งนายจ้างและลูกจ้างทุกอย่าง ตั้งแต่เวลาเริ่ม-เลิกงาน เวลาพัก หลักเกณฑ์การลาหยุด การจ่ายค่าจ้าง วินัย การลงโทษ ไปจนถึงการเลิกจ้างและค่าชดเชย

ถ้าบริษัทกำหนดข้อบังคับถูกต้องตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะเป็นระเบียบ และไม่มีใครมาถามว่าทำไมบริษัททำแบบนี้ มันเหมือนกับการติดกระดุม ถ้าติดผิดตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดอื่นก็ผิดตามไปหมดเลยค่ะ

2.การลากิจ ลาป่วย และวันหยุด – ทุกคนต้องรู้ เพราะไม่ว่าจะเป็นลากิจ ลาป่วย วันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณี กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามใจนายจ้างได้

บางบริษัทมีกฎว่าลาป่วยต้องมีใบรับรองแพทย์เท่านั้น ไม่งั้นหักเงิน ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับแบบนั้นเลย เรื่องนี้สะท้อนถึงการเคารพในธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องมีเวลาพัก มีเวลาให้ครอบครัว และมีสุขภาพที่ดี พลอยอยากให้ทุกองค์กรตระหนักถึงจุดนี้ เพราะกฎหมายกำหนดมาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์เลยค่ะ

ส่วนการลากิจ ลูกจ้างบางคนคิดว่าลากิจเป็นสิทธิ จะลาไปไหนก็ไม่ต้องบอกใคร แบบนี้ผิดนะคะ เพราะลากิจต่างจากลาป่วย นายจ้างมีสิทธิพิจารณาอนุมัติหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่แจ้งเหตุผลการลา นายจ้างก็ไม่สามารถพิจารณาได้ และถ้าคุณหายไปโดยไม่มีการอนุมัติ นายจ้างก็มีสิทธิออกหนังสือเตือน หรือแม้แต่หักค่าจ้างได้ตามกฎหมาย เพราะคุณขาดงาน ดังนั้นเมื่อมีสิทธิแล้วอยากได้สิทธิก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้องด้วย

3.การลาออก & การเลิกจ้าง – ต้องเข้าใจกันให้ถูกทั้ง 2 ฝ่าย

นายจ้างต้องแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด คือ 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง หรือถ้าจะให้ลูกจ้างออกเลย ก็ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินไว้ใช้ระหว่างหางานใหม่

ส่วนลูกจ้างก็ต้องแจ้งลาออกล่วงหน้า  1 งวดการจ่ายค่าจ้างเช่นกัน หรือตามระเบียบบริษัท แต่ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าเกิน 3 เดือน เพราะการลาออกไปแบบกะทันหันก็ส่งผลกระทบต่อการทำงานของบริษัทเหมือนกัน

ในเชิงกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ หากลาออกกะทันหันนะคะ ถ้าพูดตามตรงก็คือ กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้น้ำหนักกับลูกจ้างมากกว่า เพราะลูกจ้างมักเป็นฝ่ายที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่านายจ้าง

แต่พลอยก็อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นใจกันค่ะ ตอนเข้าทำงานก็คุยกันดี พอจะจากกัน อย่าแตกหักหรือทะเลาะกันเลย ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง เข้าใจสิทธิของกันและกัน และปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ความสัมพันธ์ในการทำงานก็จะดีขึ้น ไม่ต้องมีใครไปร้องเรียน ไม่ต้องฟ้อง ไม่ต้องเสียใจ

4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม

4 กฎหมายแรงงานที่ HR ควรรู้ หากต้องการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ ทำไมการรู้กฎหมายแรงงานถึงสำคัญต่อโลกการทำงาน?

คุณพลอย: กฎหมายแรงงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นนายจ้าง HR หรือพนักงานก็ตาม ต้องรู้ และทำให้ถูกต้อง

ฝั่งนายจ้าง หลายคนเข้าใจว่าตัวเองมีอำนาจออกกฎอะไรก็ได้ เพราะเป็นคนจ่ายเงินเดือน แต่ถ้าเข้าใจกฎหมายผิด แล้วออกกฎที่เกินอำนาจ สุดท้ายก็จะเกิดผลเสียตามมา เช่น เรื่องการจ่ายค่าจ้างไม่ครบ หรือจ่ายช้า ลูกจ้างสามารถฟ้องย้อนหลังได้ ดอกเบี้ย 15% ต่อปี คิดดูว่ามันจะกระทบธุรกิจขนาดไหน

ถ้านายจ้างรู้กฎหมาย จะออกกฎระเบียบที่ถูกต้องได้ ถ้าลูกจ้างทำผิดระเบียบจริง ๆ ก็มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเลยด้วยซ้ำ

สำหรับลูกจ้าง อย่าคิดว่ากฎหมายไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ตำแหน่งไหน เป็นลูกจ้างรายวันหรือรายเดือน ก็ต้องรู้สิทธิของตัวเองค่ะ บางทีคุณอาจเจอ HR หรือหัวหน้าที่พูดจาน่าเชื่อถือ แต่อ้างกฎบริษัทบางอย่างเพื่อบอกว่า คุณเป็นเด็กจบใหม่ อยู่ช่วงทดลองงาน หรือแม้แต่คุณเป็นรายวันเลยไม่ได้สิทธิลาป่วยแบบพนักงานประจำ

ถ้าคุณรู้กฎหมายตั้งแต่แรก จะไม่ถูกโน้มน้าวง่าย ๆ แบบนั้น และต่อให้ตอนนั้นคุณยังไม่สะดวกเรียกร้องสิทธิ ก็สามารถฟ้องย้อนหลังได้ภายในอายุความ 2 ปี แบบนี้คือความแฟร์

กฎหมายแรงงาน ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมค่ะ

CTA in Content Website With Number.png

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้