Search
Close this search box.

ไทยเปิดทางผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย โจทย์ใหม่ Workforce Planning คือการดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม

HIGHLIGHT

  • ไทยเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาสามารถทำงานถูกกฎหมายได้มากขึ้น
  • มีผู้ลี้ภัยเมียนมากว่า 5,500 คนได้งานแล้ว และนโยบายนี้อาจเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยราว 80,000 คนเข้าสู่ระบบแรงงาน
  • ปัญหาแรงงานขาดแคลนของไทยสะท้อนชัดในภาคเกษตร ก่อสร้าง โรงงาน บริการ และงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
  • สำหรับ HR ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ Workforce Planning, Legal Employment, Migrant Workforce, DEI และ ESG ด้านแรงงาน
  • องค์กรที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือแรงงาน Outsource ต้องเริ่มตรวจสอบระบบจ้างงาน เอกสาร สวัสดิการ ความปลอดภัย และการสื่อสารภายในอย่างจริงจัง

thailand-myanmar-workforce-planning

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานขาดแคลนกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของหลายองค์กรไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น โรงงาน เกษตร ก่อสร้าง โลจิสติกส์ โรงแรม ร้านอาหาร และภาคบริการ

หลายองค์กรอาจรู้สึกว่าหาคนยากขึ้น แต่เบื้องหลังของปัญหานี้อาจลึกกว่านั้น เพราะตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานไทยบางกลุ่มไม่สนใจงานบางประเภทมากเท่าเดิม ความผันผวนของแรงงานข้ามชาติ และการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานในภูมิภาค

ล่าสุด Reuters รายงานว่า หลังไทยผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการทำงานให้ผู้ลี้ภัยเมียนมา มีผู้ลี้ภัยกว่า 5,500 คนได้งานแล้ว และนโยบายนี้อาจเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยราว 80,000 คนสามารถทำงานถูกกฎหมายได้

หากมองเพียงผิวเผิน ข่าวนี้อาจเป็นเรื่องของผู้ลี้ภัยหรือแรงงานต่างชาติ แต่ในมุม HR นี่คือสัญญาณว่า Workforce Planning ขององค์กรไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงแค่การนับจำนวนพนักงานให้เพียงพอ แต่ต้องคิดถึงกฎหมาย สิทธิแรงงาน ความหลากหลาย ความเปราะบาง และความยั่งยืนของระบบแรงงานทั้งองค์กร

ไทยขาดแรงงานจริงแค่ไหน

คำตอบคือ ไทยขาดแรงงานจริง แต่ไม่ได้ขาดเท่ากันทุกอุตสาหกรรม และไม่ได้ขาดในทุกตำแหน่ง

แรงงานที่ขาดแคลนของไทยจะพบเจอเยอะในงานที่ต้องใช้แรงกาย งานที่ต้องทำเป็นกะ งานกลางแจ้ง งานโรงงาน งานก่อสร้าง งานเกษตร งานบริการ และงานที่ต้องการแรงงานจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

ปัญหานี้ทำให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยมานาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานจากเมียนมา กัมพูชา ลาว หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

มาถึงปี 2026 แรงงานต่างชาติไม่ได้เป็นเพียงแรงงานเสริม หรือแรงงานนอกระบบขององค์กรอีกต่อไป แต่ในหลายธุรกิจ พวกเขาคือส่วนหนึ่งของ Operating Model ที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้จริง

เมื่อแรงงานกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ความขัดแย้งชายแดน ปัญหาเอกสาร หรือการย้ายกลับประเทศ ธุรกิจก็อาจสะดุดทันที
ดังนั้น HR ต้องเริ่มถามคำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า องค์กรของเราพึ่งพาแรงงานต่างชาติแค่ไหน ตำแหน่งใดเสี่ยงที่สุด และถ้าแรงงานกลุ่มนี้หายไปกะทันหัน ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร เพื่อจะได้ป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้

informal-workers HREX

แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ

จากผู้ลี้ภัยเมียนมา สู่แรงงานในระบบ

การเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมายเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะคนจำนวนมากในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนอยู่ในสถานะพึ่งพาความช่วยเหลือมานานหลายปี หรือบางครอบครัวอาจอยู่มานานหลายทศวรรษ

การเปิดให้ทำงานถูกกฎหมายจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มแรงงานเข้าสู่ตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะจากผู้พึ่งพิงความช่วยเหลือ ไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในมุมเศรษฐกิจ นี่อาจช่วยบรรเทาปัญหาแรงงานขาดแคลนบางส่วน ขณะที่ในมุมสังคม อาจช่วยให้แรงงานเปราะบางมีโอกาสสร้างรายได้ ดูแลครอบครัว และลดการพึ่งพาความช่วยเหลือระยะยาว

แต่ในมุม HR นี่คือโจทย์ที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เพราะแรงงานกลุ่มนี้อาจมีข้อจำกัดมากกว่าแรงงานทั่วไป เช่น ภาษา เอกสาร ประสบการณ์ทำงานนอกค่าย ความเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงาน การเดินทาง การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานไทย

ดังนั้น การจ้างแรงงานกลุ่มนี้ไม่ควรถูกมองเป็นแค่การเติมคนให้ครบ แต่ต้องออกแบบระบบดูแลให้พร้อมตั้งแต่วันแรก

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับ HR

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ HR อย่างน้อย 5 เรื่อง

1. Workforce Planning ต้องคิดถึงความเสี่ยงของแรงงานข้ามชาติ

HR ต้องรู้ว่าองค์กรใช้แรงงานต่างชาติในตำแหน่งใดบ้าง สัดส่วนเท่าไร อยู่ในแผนกใด จังหวัดใด และเกี่ยวข้องกับ Operation สำคัญแค่ไหน

หากองค์กรไม่มีข้อมูลนี้ การวางแผนกำลังคนจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงระยะยาว

2. Legal Employment ต้องแม่นยำขึ้น

การจ้างแรงงานต่างชาติหรือแรงงานเปราะบางต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องเอกสาร สิทธิการทำงาน สัญญาจ้าง ค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด ประกันสังคม หรือสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง

ความผิดพลาดด้านเอกสารอาจไม่ใช่แค่ปัญหา HR แต่กลายเป็นความเสี่ยงด้านกฎหมาย ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นขององค์กร

3. DEI ไม่ได้มีแค่เพศ อายุ หรือเจเนอเรชัน

หลายองค์กรพูดถึง DEI ในมุมของเพศ อายุ ความหลากหลายทางความคิด หรือเจเนอเรชั่น

แต่ในองค์กรที่มีแรงงานต่างชาติ DEI ยังรวมถึงสัญชาติ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา สถานะทางสังคม และความเปราะบางของแรงงานด้วย

ถ้าองค์กรมีแรงงานหลากหลาย แต่ไม่มีระบบสื่อสารและดูแลที่เหมาะสม ความหลากหลายอาจกลายเป็นช่องว่างมากกว่าจุดแข็ง

4. Employee Experience ต้องออกแบบให้เข้าถึงแรงงานทุกกลุ่ม

แรงงานต่างชาติหรือผู้ลี้ภัยที่เข้าสู่ระบบการทำงานอาจต้องการ Onboarding ที่ต่างจากพนักงานทั่วไป

องค์กรอาจต้องมีคู่มือหลายภาษา จัดอบรมเรื่องสิทธิและหน้าที่ มีระบบบัดดี้ (Buddy System) ที่ช่วยประคับประคองกัน มีหัวหน้างานที่เข้าใจบริบทแรงงานข้ามชาติ และช่องทางแจ้งปัญหาที่แรงงานรู้สึกปลอดภัยจริง

Employee Experience ที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะกับพนักงานออฟฟิศ แต่ควรครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มที่ทำให้องค์กรเดินหน้าได้

5. ESG ด้านแรงงานจะสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

ในยุคที่องค์กรถูกตรวจสอบเรื่องสิทธิมนุษยชนและห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น การดูแลแรงงานต่างชาติและแรงงานเปราะบางไม่ใช่เรื่อง CSR อีกต่อไป

แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ESG, Human Rights Due Diligence หรือการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และความรับผิดชอบขององค์กรต่อแรงงานในระบบทั้งหมด

โดยเฉพาะธุรกิจส่งออก โรงงาน อาหาร เกษตร ก่อสร้าง โลจิสติกส์ และองค์กรที่ใช้แรงงาน Outsource จำนวนมาก หากไม่มีระบบตรวจสอบแรงงานที่ดี อาจเกิดความเสี่ยงได้ทั้งต่อธุรกิจ ลูกค้า นักลงทุน และแบรนด์นายจ้าง

HR ควรเตรียมระบบดูแลแรงงานต่างชาติ ผู้ลี้ภัยเมียนมา อย่างไร

สิ่งแรกที่ HR ควรทำคือ Workforce Risk Mapping ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรอบด้านและรู้ว่า แรงงานต่างชาติอยู่ตรงไหนของธุรกิจ มีจำนวนเท่าไร อยู่ในตำแหน่งใด ใครเป็นนายจ้างโดยตรง ใช้ Outsource หรือไม่ และมีความเสี่ยงเรื่องเอกสาร ภาษา สวัสดิการ ความปลอดภัย หรือการปฏิบัติไม่เป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน

ถัดมาคือการตรวจสอบระบบจ้างงานให้ถูกต้อง ตั้งแต่สัญญาจ้าง ค่าแรง วันหยุด ชั่วโมงการทำงาน การเข้าถึงสวัสดิการ เอกสารใบอนุญาตทำงาน และการต่ออายุเอกสารต่าง ๆ

อีกเรื่องที่สำคัญคือการสื่อสาร องค์กรควรมีข้อมูลสำคัญหลายภาษา หรืออย่างน้อยต้องมีช่องทางสื่อสารที่แรงงานเข้าใจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นกฎความปลอดภัย ขั้นตอนลา การรับค่าจ้าง ช่องทางร้องเรียน หรือแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ HR ควรอบรมหัวหน้างานให้เข้าใจวิธีบริหารทีมที่มีความต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม เพราะหัวหน้างานคือคนที่อยู่ใกล้แรงงานที่สุด และเป็นจุดที่ปัญหาหลายอย่างเริ่มต้นหรือถูกแก้ได้เร็วที่สุด

สุดท้าย องค์กรควรเชื่อมเรื่องนี้เข้ากับ ESG และ Compliance ไม่ใช่มองเป็นงานเอกสารของ HR เพียงอย่างเดียว เพราะการจ้างแรงงานอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และปลอดภัย คือส่วนหนึ่งของความยั่งยืนทางธุรกิจ

บทสรุป

ข่าวไทยเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมาย เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของตลาดแรงงานไทยยุคใหม่

ในวันที่แรงงานขาดแคลน สังคมสูงวัย และธุรกิจยังต้องการแรงงานจำนวนมาก การบริหารแรงงานต่างชาติและแรงงานเปราะบางจะกลายเป็นโจทย์สำคัญของ HR มากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่การแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนไม่ควรจบแค่การหาแรงงานเพิ่ม คำถามที่สำคัญกว่าคือ องค์กรมีระบบจ้างงานที่ถูกต้องหรือไม่ ดูแลแรงงานทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และสามารถทำให้แรงงานที่มีความหลากหลายทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีหรือไม่

เพราะองค์กรที่แข่งขันได้ในอนาคต คือองค์กรที่ดูแลแรงงานทุกกลุ่มได้ดีที่สุด ไม่ใช่องค์กรที่หาคนได้เร็วที่สุดเสมอไป

และหากองค์กรของคุณกำลังมองหาเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Recruitment, HR Outsourcing, Payroll, HR Compliance, HRIS, Workforce Management หรือระบบดูแลแรงงานต่างชาติ สามารถค้นหา HR Solution ที่เหมาะกับองค์กรผ่าน HREX ได้เลย

Sources

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้