Search
Close this search box.

13 มิติของ Performance Management ที่จะถูกกดปุ่มรีเซ็ตในโลกยุคหลัง COVID-19

13 มิติของ Performance Management ที่จะถูกกดปุ่มรีเซ็ตในโลกยุคหลัง COVID-19

“What gets measured gets managed” 

– Peter Drucker –

นั่นคือวลีอันโด่งดังที่ผู้ได้รับการขานนามว่าเป็นบิดาของการบริหารจัดการสมัยใหม่ได้เคยกล่าวไว้ “สิ่งใดที่สามารถวัดผลได้ สิ่งนั้นย่อมสามารถถูกบริหารจัดการ (ให้ดีขึ้นได้)” ผ่านไปนานหลายทศวรรษนับแต่ Peter Drucker ได้พูดประโยคนั้น ศาสตร์แห่งการวัดผลและประเมินผลได้กลายมาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ แทบทุกองค์กรไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็กล้วนมีการนำการวัดผลไปใช้ในการบริหารคนทำงาน

สำหรับบทความชิ้นนี้ เราไม่ได้เริ่มจากคำถามที่ว่า “การวัดผลสำคัญหรือไม่” เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็น “การวัดผลต่อจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และ Next action ต่อไปของเราควรเป็นอะไร” ในวันที่องค์กรและคนทำงานผ่าน COVID-19 มาสองปีเต็ม เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ HREX.asia ได้รับรับเกียรติในฐานะ Media partner ร่วมงานกับสมาคมบริหารงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ให้เข้าไปร่วมฟัง Session พิเศษในงานสัมมนายิ่งใหญ่ส่งท้ายปีกับงาน HR DAY 2021 ที่มีชื่อว่า Rethinking & Reset performance management In practices for the post-COVID era บรรยายโดย ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์ อาจารย์สาขาวิชาบริหารการปฏิบัติการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการวัดผลอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

เพื่อที่จะทำนายอนาคต เราจึงเริ่มจากทำความเข้าใจอดีตและปัจจุบันของการวัดผลเสียก่อน

ระบบเดิม VS ระบบใหม่ ของการวัดผล

  1. การวัดผลการปฎิบัติงาน (Performance measurement) ไม่เพียงพออีกต่อไป ปัจจุบันเราต้องมีการทำการจัดการหรือบริหารการปฎิบัติงาน(Performance management) ซึ่งเป็นการต่อยอดในการนำสิ่งที่เราวัดได้ไปคิดและวางแผนเพื่อทำให้ผลผลการปฎิบัติงานดีขึ้นได้

2. ในอดีต (Old system) จะเน้นไปที่การตอบคำถามว่าเราจะวัด ประเมิน หรือจัดการปฎิบัติงานงานอย่างไร เพราะถ้าไม่วัด ก็จะไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี เราก็ไม่รู้ว่าจะ Optimize ตรงไหนให้ดีขึ้นได้บ้าง นอกจากนี้การวัดผลยังสามารถช่วยให้ทุกคนแน่ใจว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของการบริหารธุรกิจในขณะนั้น ๆ

3. การวัดผลอาจะไม่จำเป็นสำหรับองค์กรเล็ก เพราะการสื่อสารยังคงทั่วถึง อาจจะยังไม่จำเป็นต้องมีการสร้างระบบอะไรขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว แต่เมื่ององค์กรใหญ่ขึ้น จึงต้องมีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อให้คน “เข้าใจร่วมกัน” ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น การตั้ง Key performance indicator (KPI) เพื่อให้ตัวเขาและคนอื่น ๆ “เข้าใจความคาดหวังขององค์กร” ทำให้การทำงานของคนในองค์กร “สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร”

4. โดยรวมระบบนี้จะทำหน้าที่ ควบคุมหรือชี้แนะให้พนักงานทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

5. How it work ในโลกยุคปัจจุบัน: หนึ่ง Set expectation ตอนต้นปี สอง Set target ที่เป็นตัวเลข สาม พนักงานหาวิธีที่จะ Achieve target  ปลายปีถูกเรียกมาประเมินโดยแต่ละที่อาจจะใช้ระบบที่แตกต่างกันไปเช่น KPI, Competency สี่ ระบบรางวัลผ่านการขึ้นเงินเดือน โบนัส หรือการเลื่อนขั้น

เมื่อเราเข้าใจภาพกว้างของการวัดผลในปัจจุบันแล้ว ต่อไปเราจะมาดูกันว่าการประเมินผลที่เปลี่ยนไปทั้ง 13 มิติในยุค Post-COVID era จะมีเรื่องอะไรบ้าง เพื่อทำความเข้าใจและปรับตัวได้ทันท่วงที

1. Remote work: การทำงานทางไกลจะมีมากขึ้น

บริบท

  • งานวิจัยของ Gartner บอกว่า 48% ของพนักงานจะทำงานแบบทางไกล เทียบกับก่อนโควิคที่ 30% เท่านั้น
  • งานของบางฝ่ายงานจะกลายเป็น Remote work อาจารย์นพดลเล่าจากประสบการณ์ตรงในการพูดคุยกับหลายองค์กรใหญ่ว่าบางตำแหน่งงานของหลายองค์กรใหญ่ไม่มีโต๊ะประจำอีกแล้ว แต่เปลี่ยนเป็น Hot seat ที่ต้องแจ้งวันเวลาที่จะเข้ามาทำงานในออฟฟิศก่อนล่วงหน้า

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป:

เดิม: วัดได้หลากหลายเพราะเห็นหน้าเห็นตากัน ทั้งการวัดกระบวนการ เช่น วัดความตั้งใจในการทำงาน ความสม่ำเสมอในการเข้างาน สถิติการขาดลามาสาย

ใหม่: การวัดกระบวนการทำได้ยากลำบากขึ้นเพราะเป็นการทำงานทางไกล แม้ว่าเทคโนโลยีจะพอช่วยทำได้บ้าง แต่ทำมากไม่ได้เพราะจะกลายเป็นการ Demotivate แรงจูงใจของพนักงาน ทำให้การแนวโน้มวัดผลแบบใหม่สำหรับองค์กรที่จะมีการทำงานทางไกลมากขึ้นจะมีการให้อิสระมากขึ้นและเน้นไปที่การ ‘วัดผลลัพธ์’ มากกว่าวัดกระบวนการ

ข้อดีข้อเสีย

ข้อดี: การวัดผลแบบใหม่อาจจะทำให้พนักงานมีอิสระและมีความสุขมากขึ้นเพราะระบบการวัดผลที่มีความยืดหยุ่นและเน้นดูที่ผลลัพธ์มากกว่า

ข้อเสีย: การวัดผลแบบวัดผลลัพธ์จะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาส่งผลกระทบ และอาจทำให้พนักงานทำไม่ได้ตามเป้าหมาย และเนื่องจากการวัดตามกระบวนการมีน้อยลงทำให้พนักงานอาจจะต้องรับผลการประเมินที่แย่ลงหากปัจจัยภายนอกไม่เป็นใจ

คำแนะนำ 

งานอะไรที่วัดผลลัพธ์ได้ง่าย ๆ ให้ใช้การวัดผลลัพธ์แต่สำหรับงานที่ปัจจัยภายนอกเข้ามาส่งผลกระทบได้เยอะ ๆ อาจจะคิดหาวิธีหรือหาเทคโนโลยีบางอย่างที่สอดคล้องกับการทำงานทางไกล

2. บทบาทของการใช้ข้อมูลจะมีมากขึ้น

บริบท

การที่พนักงานมีการทำงานทางไกลมากขึ้นทำให้บริษัทมีการใช้เทคโนโลยีและช่องทางดิจิตอลในการเป็นช่องทางการสื่อสารหลักในการทำงาน ผลที่ตามมาคือการเกิด Transaction ของข้อมูลต่าง ๆ บนดิจิตอลที่จะถูกจัดเก็บไว้โดยอัตโนมัติ เมื่อเกิด Data เหล่านี้มากขึ้น เช่น คุณเข้าประชุมตรงเวลาไหม, คุณมีการประชุมกับลูกค้ากี่ Session ข้อมูลหลาย ๆ อย่างที่ในอดีตไม่ได้มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบก็จะถูกจัดเก็บและสามารถถูกนำมาวิเคราะห์ (Data analytic) เพื่อหา Insight บางอย่างที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลในหลาย ๆ มีติในการทำงานของพนักงาน เราสามารถที่จะหา Corelation หรือความสัมพันธ์ของชุดข้อมูลที่แตกต่างกันได้ เช่น เราสามารถที่จะหาคำตอบว่า พนักงานขายที่เข้างานตรงเวลา (ข้อมูลชุดที่ 1) จะมียอดขาย (ข้อมูลชุดที่ 2) สูงกว่าหรือไม่  โดยการทำ Data analytic จะทำให้เราเห็นว่าอะไรคือ Critical success factor ที่จะ Drive performance ของพนักงานให้สูงขึ้นได้ นี่แค่เรื่องเดียวแต่จริง ๆ แล้วยังสามารถใช้ในแง่มุมอื่นในการบริหารงานบุคคลเช่นการวัด Engagement

ในอนาคตการใช้ Data analytics หรือ AI จะกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำ Performance management ซึ่งจะมาช่วย Solve ปัญหาการประเมินผลทิศทางเดียวที่มาจากหัวหน้างานที่อาจมีความลำเอียงปะปนอยู่ได้

3. พนักงาน ‘ไม่ประจำ’ จะมีมากขึ้น

บริบท 

ความท้าทายที่เกิดจาก COVID-19 ทำให้หลาย ๆ องค์กรจำเป็นที่จะต้องลดต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่หลาย ๆ ที่ทำคือการลดจำนวนพนักงานประจำลง และเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานแบบไม่ประจำมากยิ่งขึ้น เช่น รูปแบบ Freelance

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงโควิคที่อัตราส่วนของรูปแบบการจ้างคนในองค์กรเปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้องค์กรเริ่มค้นพบว่าจริง ๆ แล้วการลดจำนวนพนักงานประจำลง ซึ่งจะมีข้อดีในเรื่องของความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการบริหาร Workload ที่บริษัทต้องแบกรับในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน สามารถปรับปริมาณการจ้างงานให้มากน้อยได้สอดคล้องกับปริมาณงานที่มีอยู่จริงได้ฉับไว และเห็นว่าจริง ๆ แล้วรูปแบบการจ้างงานแบบ ‘ไม่ประจำ’ ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งในวิธีการเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจได้มากขึ้น

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อรูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป การประเมินผลพนักงานประจำและไม่ประจำย่อมมีความแตกต่างกัน โดยรูปแบบการประเมินของพนักงานไม่ประจำจะคล้ายกับรูปแบบการประเมินผลงานจ้างทำ (Contract-based) โดยมีการกำหนด Outcome ชัดเจน โดยสิ่งที่ควรระวังจะต้องมีการศึกษากฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิการที่พนักงานควรที่จะได้รับที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในรายละเอียด

4. สังคมของพนักงานจะมีความสำคัญมากขึ้น

บริบท

เมื่อ Face to face interaction ขาดหายไปหรือลดลงจากการทำงาน ทำให้ความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างแง่มุมด้านการเข้าสังคมก็ถูกลดทอนไปอย่างมาก โดยกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษคือคนที่มีบุคคลิคภาพแบบ Extrovert (ชอบเข้าสังคม) เสียงสะท้อนที่ฝั่งนายจ้างหรือบริษัทได้รับระหว่างการทำงานแบบทางไกลของพนักงานทำให้เราเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าความสุดโต่ง (Extreme) อย่างการเข้าออฟฟิศทุกวันหรือการทำงานที่บ้านทุกวัน อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเมื่อมองจากมุมของความต้องการขั้นพื้นฐานทางสังคม ภาพใหม่เหล่านี้กำลังฉายให้เราเห็นว่า “การทำงานไม่ได้ตอบโจทย์เราในเรื่องของรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น”

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

ต่อไปนี้เราอาจจะต้องมา Rethink กันใหม่ว่าระบบ Performance management อาจจะไม่ใช่การคิดแต่เรื่องของการจ่ายเงินเดือนหรือรางวัลในรูปแบบตัวเงินที่เป็นแรงจูงใจภายนอกอย่างเดียว (Extrinsic motivation) แต่เราต้องเข้าใจว่าแรงจูงใจภายใน (Intrinsic motivation) อย่างเรื่องของการได้รับการยอมรับ, การได้รับอิสระในการทำงาน, การได้รับ Feedback เชิงบวกในการทำงานว่าเก่งเรื่องอะไร น่าจะต่อยอดไปด้านใดได้บ้าง, ทำให้พนักงานรู้ว่างานของเค้าจะมีความหมายกับองค์กรได้อย่างไร โดยสรุปคือองค์กรจะต้องเริ่มมาคิดเรื่องของการสร้างแรงจูงใจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเงินมากขึ้นกว่าที่เคย

Self determination theory ได้อธิบายไว้ว่าแรงจูงใจจากปัจจัยภายในเกิดขึ้นได้จากปัจจัย 3 อย่าง

1. การเปิดอิสระ (Autonomy) ให้พนักงานมีโอกาสได้เลือกวิธีการทำงานที่ตัวเองถนัด เช่น การเพิ่มตัวเลือกให้พนักงานสามารถทำงานทางไกลได้

2. ความรู้ความสามารถ (Competence) ทำอย่างไรให้พนักงานรู้ว่าเค้ามี Gap อยู่ตรงไหน ทำยังไงให้เสริมจุดแข็งที่พนักงานอยากพัฒนา

3. ความเชื่อมโยง (Relateness) ทำยังไงให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทำให้พนักงานรู้ว่างานของเขาช่วยเหลือองค์กรได้อย่างไร

5. ความรู้กว้าง

บริบท

ในช่วงโควิคทำให้เกิดการเบลอระหว่างบทบาทหน้าที่ของตัวเองกับผู้อื่น ทำให้พนักงานหลาย ๆ คนได้ค้นพบกับศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ อีกทั้งความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงทำให้การรู้กว้างมีความสำคัญมากขึ้น ความรู้แบบ T-shape skills หรือการที่คนหนึ่งคนรู้ทั้งกว้าง (หัวตัว T) และรู้ลึก (หางตัว T) กลายมาเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบให้กับคนที่อยากจะพัฒนาตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโตในสภาวะแวดล้อมของการทำงานในโลกปัจจุบัน

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

อาจจะต้องมีการเพิ่มความสามารถทางด้าน Generalization เข้าไปมากขึ้น เช่น คนที่เป็นวิศวะ อาจจะต้องเข้าใจ ธุรกิจ การตลาด Product design  ความต้องการของลูกค้า ให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้เข้าใจคนอื่น พัฒนาการทำงานเป็นทีม และมีทักษะที่เป็น Soft skills มากยิ่งขึ้น

6. ความไม่เท่าเทียมในเรื่องการ Work online กับ Work onsite

บริบท

โควิคทำให้หลายองค์กรมีรูปแบบการทำงานในลักษณะที่เราเรียกกันว่า Hybrid คือมีการผสมกันระหว่างฝ่ายงานที่ Work online และ Work onsite

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

จากบริบทด้านบนที่กล่าวมาทำให้องค์กรต้องเริ่มกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรกับระบบ Performance management ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะหากพนักงานมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไป ก็ย่อมมีรูปแบบการวัดผลการทำงานที่แตกต่างกัน โจทย์ท้าทายที่ผู้บริหารและ HR จะต้องกลับไปคิดว่า “จะแตกต่างอย่างไรให้มีความเท่าเทียม”

โจทย์ที่จะต้องไปคิดต่อ

จะทำอย่างไรให้พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งงานเดียวกัน แต่บริษัทเสนอทางเลือกว่าจะทำงานแบบ Online หรือ Onsite ก็ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรให้ระบบการวัดผลมีความยืดหยุ่นเพียงพอ ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นหากระบบที่มีไม่สอดคล้องกับการทำงานจริงของพนักงานเช่น พนักงานบางคนอาจจะได้คะแนนไม่สูงในหมวดการวัดผลที่เน้นกระบวนการเนื่องจากการทำงานแบบ Online เป็นปัจจัยจำกัดที่อาจทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี ทั้ง ๆ ที่พนักงานคนนั้นอาจจะได้คะแนนในหมวดที่เน้นผลลัพธ์ยอดเยี่ยม โดยอาจารย์นพดลคาดการณ์ว่าเทรนด์จะวิ่งไปทางการวัดผลที่เน้นผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น

7. ความโปร่งใสจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น

บริบท

Covid ทำให้บริษัทจำนวนมากมีพนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid work ผสมกันทั้ง Online และ Onsite

เมื่อมองเข้าไปในสภาพแวดล้อมการทำงานเราจะพบว่า ฝ่ายงานแต่ละฝ่ายมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไปหมด ทีม A อาจจะต้องมา Onsite แทบทุกวันเพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต ในขณะที่ทีม B อาจจะเป็นแบบให้เลือกได้ว่าจะเป็นแบบ Online หรือ Onsite เพราะเนื้องานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เช่น ทีมนักเขียนดิจิตอล

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อมีการผสานรวมของทีมงานที่มีรูปแบบการทำงานและการวัดผลที่ผสมปนเปแบบนี้ สิ่งที่อาจตามมาได้คือความเข้าใจผิดกัน การบริการความรู้สึกต่อความเท่าเทียม บริษัทจะต้องเราต้องการมีการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้นว่าพนักงานภาคส่วนไหมมีการทำงานในรูปแบบใด เข้าออฟฟิศอย่างเดียว ทำงานที่บ้านอย่างเดียว หรือสามารถเลือกได้ และทีมงานแต่ละฝ่ายจะเจอกับการวัดผลรูปแบบใด เพราะอะไรถึงวัดผลเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลที่การวัดผลการทำงานจะต้องมีความชัดเจนโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ความหมายก็คือต้องตอบได้ว่าแต่ละคนถูกวัดจากมาตรวัดอะไร และการประเมินผลต้องลดการประเมินแบบ Subjective ที่ขึ้นอยู่กับความเห็นของหัวหน้าหรือคนไม่กี่คน ไปสู่การประเมินผลที่มีหลักฐานของ Performance สนับสนุนด้วย

คำแนะนำ

อาจมีการส่งเสริมและจัดเทรนพนักงานในระดับผู้จัดการให้มี Judgment ที่ดีและมีความสามารถในการประเมินที่ใช้หลักฐานสนับสนุน ซึ่งจะนำมาสู่ความโปร่งใสและชัดเจนในการประเมินผลพนักงานในสภาพแวดล้อมที่เป็น Hybrid workplace

8. สมรรถนะที่สำคัญของพนักงานจะเปลี่ยนไป

บริบท

นิยามความเก่งย่อมเปลี่ยนไปเมื่อสภาวะแวดล้อมนั้นเปลี่ยนแปลง และคนแบบไหนที่เราเรียกว่าคนเก่งในโลกยุคหลังโควิค เมื่อก่อนนิยามคนเก่งอาจ  หมายถึงคนที่ทำงานเก่ง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อวิกฤตการณ์ ความไม่แน่นอน หรือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทำให้เรารู้ว่าความสามารถที่เป็นในลักษณะของ Hardskills เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เราพบว่าสมรรถนะหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ “ความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับสถานการณ์ที่เลวร้าย” หรือที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Resilience” เพราะเราจะเห็นแล้วว่าบริษัทที่จะอยู่รอดมาได้ต้องมีความร่วมมือร่วมใจและความเชื่อรวมถึงความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวเพื่ออยู่รอดได้

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

จากนี้ไปบริษัทต้องมาคิดเพิ่มมากขึ้นว่าระบบ Performance management จะต้องมีการสะท้อนถึงคุณสมบัติเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง จะมีมาตรวัดตัวไหนที่จะสะท้อนสมรรถนะใหม่ ๆ ที่ท่านได้ค้นพบแล้วว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จขององค์กรในภาวะวิกฤติเช่นนี้

9. องค์กรซับซ้อนมากกว่าที่เคย

บริบท

จากทุกข้อที่กล่าวมาขมวดปมให้เราเห็นว่าการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเรื่องของการประเมินผลงานจะไม่ได้ตรงไปตรงมาและเป็น Standard เดียวกันทั้งองค์กรเสมอไป

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

องค์กรจะต้องไป Rethink เรื่องความความยืดหยุ่นของระบบ Performance เช่น มีความยืดหยุ่นเพียงพอไหมที่จะบอกว่าตำแหน่งงานเดียวกันจะมีระบบการวัดผลที่แตกต่างกัน, การทำงาน Online อาจจะไม่ได้ถูกวัดและประเมินผลแบบการทำงาน Onsite ในขณะเดียวกันก็พิจารณาเพื่อหาสมดุลระหว่างเรื่องความยืดหยุ่นและความเท่าเทียมไปพร้อม ๆ กันด้วย

10. สุขอนามัยจะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

บริบท

ต่อจากนี้มุมมองของคนทำงานที่มีต่อเรื่องของสุขอนามัยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความหวาดกลัวที่ก่อกำเนิดขึ้นระหว่างช่วง COVID จะยกระดับ ‘ความคาดหวัง’ ที่คนทำงานมีต่อบริษัทให้สูงขึ้นไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและจะคงอยู่อย่างนั้นแม้ว่าสถานการณ์โควิคอาจจะซาลงไปแล้วก็ตาม โดยอาจารย์นพดลได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณี 9/11 ที่สหรัฐอเมริกาว่าทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยในการขึ้นเครื่องบินโดยสารสูงขึ้นมาก ต้องมีการตรวจค้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นการขึ้นเครื่องบินเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ไปซับซ้อน

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

ในฟากฝั่งองค์กรจะต้องมาคิดกันมากขึ้นว่าจะเริ่มมีการปรับ Performance management เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขอนามัยอย่างไรได้บ้าง ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของกฎระเบียบหรือการลงโทษเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการด้านสุขอนามัยบางอย่าง เช่นประกันสุขภาพ  ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานมองหาจากนายจ้าง

11. พนักงานจะมีการ Reskills มากยิ่งขึ้น

บริบท

โลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นหลังโควิค ทำให้ Skills เดิม ๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เราอาจจะเริ่มจากการลองลิสต์ออกมาว่าทักษะเดิม ๆ ในปัจจุบันที่เราถือว่าเป็นทักษะสำคัญที่ต้องการคืออะไร แล้วลองเอาไปเปรียบเทียบกับทักษะที่พนักงานของเราควรจะมีหรือต้องมีหลังจากนี้ไปโดยอ้างอิงมาจากประสบการณ์ที่เราได้รับมาจากในช่วงโควิค แล้วดูว่ามี Gap ตรงนี้หรือไม่ ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของระบบ Performance management ว่าจะสามารถชี้ให้เห็นถึงจุดนี้ได้หรือไม่

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

เราจะไม่ได้วัดแต่ “สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอีกต่อไป แต่เราจะต้องประเมินถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย” โดย Performance management จะมีเรื่องการ Reskills มากยิ่งขึ้น และการประเมินผลจะไม่ได้มีแค่เรื่องของ Past performance อย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับ Potential ของพนักงานมากขึ้นว่าทักษะอะไรที่พนักงานยังขาดและจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อก้าวหน้าเติบโตและก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อไป

12. กฎระเบียบเปลี่ยนไป

องค์กรจะมีการรื้อกฎระเบียบที่ไม่ทันสมัยออกไปเอกสารหลายอ่างอาจจะไม่ต้องทำอีกต่อไป Performance managment  จะปรับงานที่เป็นเอกสารให้ลดลง เพราะเข้าสู่ digital มากขึ้น

13. ระบบการให้รางวัลจะมีรูปแบบเฉพาะตัวมากขึ้น

บริบท

พอรูปแบบการทำงานมีความซับซ้อนมากขึ้น รูปแบบการประเมินผลจึงมีการปรับตัวตามไป สิ่งที่จะติดตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือระบบการให้รางวัลพนักงานก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป

รูปแบบการให้รางวัลแบบ Standardized หรือ One size fit all จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น Personalized มากยิ่งขึ้น หมายความว่ารางวัลที่จะตอบโจทย์พนักงานแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยจะถูกปรับให้เข้ากับโจทย์ชีวิตและความต้องการของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น

สรุป

จาก 13 ข้อที่กล่าวมาน่าจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพกว้าง ๆ แล้วว่ามีแง่มุมไหนบ้างของการประเมินผลที่จะเปลี่ยนไปแต่ความเข้าใจตรงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ลำดับต่อไปจึงเป็นโจทย์ที่แต่ละองค์กรที่จะต้องมองเข้าไปภายในตัวเองเพื่อวิเคราะห์ว่าเรายืนอยู่ที่จุดไหนบนเส้นทางการวัดผล มีแง่มุมไหนที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว มีเรื่องไหนที่เรายังไม่แม้แต่จะเริ่มคิดถึงมัน แน่นอนว่า “What gets measured gets managed” และจุดเวลานี้เองของประวัติศาสตร์ที่องค์กรอาจจะต้องกลับมา Rethink & Reset เรื่องการวัดผลอย่างจริงจัง เนื่องจากสิ่งที่เราต้องวัดผล (What) ก็ไม่เหมือนเดิม และวิธีการบริหารผลการปฎิบัติงาน (Managment) ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป

HREX ปรึกษา HR Solution

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้