HIGHLIGHT
|

Recruiter vs. Recruitment Consultant vs. Headhunter คืออะไร แตกต่างกันยังไง ?
ทั้ง 3 คำที่กล่าวมาข้างต้น ทำหน้าที่เหมือนกันคือ “การสรรหาบุคลากร” เพื่อมาทำงาน ณ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ส่วนเรื่องของกระบวนการ (Process) วิธีการได้มาซึ่งแคนดิเดตอาจจะต่างกันเล็กน้อย แต่ความคาดหวังและความกดดันต่างกันมาก
จริง ๆ แล้วคนที่ทำ 1 ใน 3 นี้โดยทั่วไปก็แนะนำตัวเองคร่าว ๆ ว่าเป็น Recruiter มาจากบริษัท ABC กันทั้งนั้น เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้แบบเข้าใจง่าย ๆ เวลาไปพบปะผู้คนด้านนอก หรือไปงานสัมมนาที่มีเวลาแนะนำตัวสั้น ๆ
แต่ในแวดวง HR กันเองจะค่อนข้างเจาะจงตัวเองไปเลยว่า เราเป็น HR เป็น Recruiter เป็น HRBP (Business Partner) เป็น C&B (Compensation and Benefits) หรือเป็น Recruitment Consultant
และเรื่องที่จะเอามาเล่ามาแชร์ในวันนี้ เป็นในมุมมองในแบบที่เจาะจง และเล่าในฐานะคนที่มีประสบการณ์ทั้ง 3 แบบมาแล้ว เพราะเคยอยู่ทั้งแบบ Corporate, Agency, และเป็น Outsource ให้บริษัทลูกค้าด้วย
1. Recruiter คืออะไร ?
Recruiter หรือ Corporate Recruiter เป็นส่วนหนึ่งของ HR Department ที่จะ Represent บริษัทที่เราสังกัดอยู่ เราสรรหาพนักงานเพื่อมาเป็นครอบครัวเดียวกับเรา และได้ทำงานค่อนข้างหลากหลาย
ตั้งแต่สรรหาเอง จัดทำเอกสาร ทำของพรีเมียม ออกอีเวนต์ Job Fair ทำ Employer Branding ยาวไปจนถึงพนักงาน Onboarding โดยมากมักจะรับ Requirement มาว่า แผนกไหนของบริษัทต้องการพนักงานใหม่ หรือต้องการหาคนมาแทนที่ตำแหน่งเดิม
การสัมภาษณ์งานเบื้องต้นไม่ลึกมาก ถ้าผ่านรอบนี้ก็จะส่งต่อเข้าไปสัมภาษณ์กับคนอื่นที่เป็น Technical หรือ Business Unit หรือ Manager ต่อไป
ข้อดีของ Recruiter
- ได้ทำงานหลากหลายส่วน รู้จักคนในบริษัทเยอะเพราะต้องคอยประสานงานในการสัมภาษณ์ทุกครั้งที่มีแคนดิเดตมาสัมภาษณ์ ตั้งแต่ Reception ไปจนถึง Manager
- ไม่เครียดหรือกดดันเท่าตำแหน่งอื่น ถ้าใครไม่สนใจหางานใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ สามารถยกหูกดเบอร์หาแคนดิเดตคนต่อไปแบบไม่คิดมาก
ข้อเสียของ Recruiter
- ต่อให้เราสรรหาบุคคลได้มากขึ้น ก็ไม่มีค่าคอมมิชชั่นใด ๆ
- อาจต้องทำงาน Admin จิปาถะหรือทำงานร่วมกับแผนกอื่น ๆ ด้วย ถ้าใครไม่ชอบงานเอกสาร หรือ Multitasking ไม่ดีพอ ชีวิตจะวุ่นวายมาก
- เป็นคน Represent หรือเรียกว่าเป็น Brand Ambassador ของบริษัท ความประทับใจแรกอยู่ที่ Recruiter นี่แหละ ถ้าเผลอวีนหรือให้แคนดิเดตมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ไม่ดี แคนดิเดตมีสิทธิ์ที่จะเอาไปเมาท์ลงพันทิปหรือแบนสินค้าบริษัทได้เลย

2. Recruitment Consultant คืออะไร ?
เป็น 1 ในอาชีพที่มาแรงที่สุดของเด็กจบใหม่ เพราะเรียนจบอะไรก็สามารถเป็นได้และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน โดย Recruitment Consultant (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า RC) หรืออีกชื่อคือ Career Advisor ที่ทำงานอยู่ใน Recruitment Agency จะไม่ใช่ HR แต่จะทำงานร่วมกับ HR แต่ละบริษัทซึ่งถือเป็นลูกค้า
สรุปว่า RC หรือ CA เป็นตัวกลางที่ช่วยหาคนให้กับบริษัทลูกค้าและหางานให้กับแคนดิเดต โดยที่ RC/CA จะเจ๊าะแจ๊ะกับแคนดิเดตค่อนข้างเยอะ
“เยอะ” นี่หมายถึงจำนวนแคนดิเดตที่เยอะและคำถามเยอะ เพื่อเก็บ Record และโทรไปนำเสนองานต่าง ๆ ทีหลังที่เห็นว่าเหมาะสมกับประสบการณ์หรือสิ่งที่แคนดิเดตมองหา ซึ่งอาจจะตรงมากหรือตรงน้อยกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการก็ได้
มีความยืดหยุ่นสูงกว่า Headhunter เนื่องจาก RC/CA สามารถติดต่อได้ทั้งแคนดิเดตที่กำลังมองหางานอยู่และไม่ได้มองหางาน ตั้งแต่เลเวลเด็กจบใหม่เงินเดือนหนึ่งหมื่นบาทไปจนถึงเลเวลเงินเดือนหลักแสนทีเดียว
ข้อดีของ RC/CA
- ได้ทำหลาย Skill นอกจาก People Skill แบบที่ HR จะมีได้แล้วอีก Skill หนึ่งที่จำเป็นมาก ๆ คือ Sales Skill เพราะ Key ของประเภทนี้คือ ขาย Job ยังไงให้น่าสนใจ ให้แคนดิเดตอยากสมัคร อยากไปลองสัมภาษณ์ ในขณะเดียวกันต้องขายแคนดิเดตให้กับลูกค้าว่า ทำแคนดิเดตของคนนี้เหมาะกับงานนี้ บริษัทนี้ เราจะเป็นคนเขียน Recommendation และดึงศักยภาพของแคนดิเดตคนนึงให้ออกมามากที่สุดเพื่อที่ทำให้เขาได้งาน ลูกค้าได้คน และเราก็ได้เงิน เย้ !
- ถ้าสามารถปิดแคนดิเดตหรือสรรหาสำเร็จเราจะรู้สึก Happy มาก ที่ช่วยคนมีงานทำ มีเงินใช้ อัตราการว่างงานลดลง เศรษฐกิจสังคมดีขึ้น (ขนาดนั้นเลย !) และเราจะได้ค่าตอบแทนเพิ่ม (ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของแต่ละ Agency)
- Career Path ไปได้ทั้ง HR และ Sales
ข้อเสียของ RC/CA
- มียอด อาจจะเครียดได้ แต่ไม่เยอะเท่า Headhunter
- อาจหงุดหงิดกับแคนดิเดตหรือลูกค้าบ้าง การรอ feedback เป็นอะไรที่ทรมาน ต่อให้ได้ Offer แต่ถ้าแคนดี้ที่พยายามด้วยกันมาไม่เอานี่แทบจะร้องไห้ บางเคสการต่อรองเรียกได้ว่าหน้าแหกหลายรอบแล้ว 555+

3. Headhunter คืออะไร ?
Headhunter หรือ Executive Search Recruiter ปกติตำแหน่งนี้มักจะสรรหาบุคคลให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมเฉพาะ คือจะเป็น Specialize ใน Industry หนึ่ง ๆ โดยที่คุณสมบัติหรือ Requirement ที่ให้มาจะไม่ใช่คุณสมบัติตามท้องตลาด โดยมากจะเป็นระดับ Manager เงินเดือนห้าหลักปลาย ๆ ขึ้นไปจนถึงหลายแสน
ปกติจะต้องติดต่อแคนดิเดตที่ High Profile มีงานอยู่แล้ว ไม่ได้มองหางานใหม่ ดังนั้นการเป็น Headhunter มันยากตั้งแต่การได้มาซึ่งแคนดิเดตแล้ว ! เพราะคนเหล่านี้ไม่โพสต์เบอร์โทรศัพท์พร่ำเพรื่อ (เพราะส่วนมากเป็น C-level ที่ปกติงานยุ่งอยู่แล้ว) และไม่แอคทีฟใน Platform หางานทั่วไป (เพราะส่วนใหญ่ก็อยู่บริษัทดี ๆ ดัง ๆ ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน)
ดังนั้นต้องทำการบ้านมาดีมาก ๆ ๆ ๆ ถ้าย้ายมาชีวิตเขาจะดีขึ้นกว่าที่บริษัทที่เขาทำอยู่ตอนนี้ยังไงบ้าง ถ้าสมมุติเราเจอคนที่ตรงกับที่ลูกค้าต้องการมาก ๆ เราจะเป็นประเภทหนึ่งที่ยกหูหาเบอร์ต่อไปไม่ได้ทันที ต้องหาวิธี Convince แค่นี้ก็ Challenge สุด ๆ บางทีอาจต้องบุกถึงบริษัท นัดทานข้าว ตีกอล์ฟ เลี้ยงเหล้า ไปหาตามงานอีเวนต์สัมมนาหรือวิธีอะไรก็ได้ที่จะหา Contact หรือพยายาม Connect Relationship กับเขา
Headhunter ต่างจาก Recruiter อย่างไร ?
ข้อดีของ Headhunter
- เราสามารถเป็นเจ้าของตลาดได้ ถ้าเรามี Connection และความน่าเชื่อถือมากพอ พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นงานและมีประสบการณ์กันทั้งนั้น เราไม่ต้องคุยเจ๊าะแจ๊ะเยอะแบบ RC/CA (เพราะบางคนคุยแล้วเสียเวลา)
- ถ้าปิดได้ ยิ่งแคนดิเดตเงินเดือนเยอะยิ่งดี โดย Headhunter ส่วนใหญ่ค่าคอมมิชชั่นจะอยู่ที่ 10% ต่อตำแหน่ง (หรือบางบริษัทขึ้นกับยอดต่อ quarter)สมมติเราสามารถปิดแคนดิเดตเงินเดือน 200,000 ได้ 1 คน เราจะได้เงินเพิ่มอีก 20,000 โดยไม่รวมกับเงินเดือน แล้วเราจะปิดกี่สิบคนก็ได้ ! ฉันต้องรวย !
- หลาย ๆ Headhunt เป็นบริษัทต่างชาติ จะใช้ภาษาอังกฤษบ่อย ถ้าเราทำยอดได้ดีมีโอกาส Relocate ไปทำในสำนักงานต่างประเทศ
ข้อเสียของ Headhunter
- เครียดมากกกกกก กดดันสุด ๆ จนปัญญาหลายรอบ เพราะยอดเยอะ (ประมาณ x3 เท่าของ RC/CA) ถ้าเราไม่ปิดหรือไม่มี Achievement เลย Team Manager หรือ HQ อาจเรียกคุยได้
- จะไปสาย Corporate ยากกว่าแบบ Recruiter และ RC/CA ที่จะไปบริษัทไหนก็ได้ แต่ Headhunter อาจจะไปได้เฉพาะใน Industry ที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งก็หนีไม่พ้นคนในวงการแวดวงนั้น ๆ

