HIGHLIGHT
|

“อเมริกาโน่ไม่หวาน” “อเมริกาโน่ ร้อน คั่วเข้ม” “ลาเต้เย็น” “มอคค่าเพิ่มช็อต”
แต่ละวันเราอาจได้ยินเพื่อนร่วมงานสั่งกาแฟต่างกัน บางคนยืนยันเมนูเดิมทุกวัน บางคนพร้อมลองเมนูใหม่ ส่วนบางคนระบุรายละเอียดตั้งแต่ระดับความหวาน จำนวนช็อต ไปจนถึงชนิดของนม
พอเห็นความแตกต่างเหล่านี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่ชอบดื่มกาแฟต่างกันจะมีบุคลิกต่างกันจริงไหม ? คนชอบกาแฟดำจะเป็นคนจริงจังหรือเปล่า ? คนชอบลาเต้จะอ่อนโยนกว่าไหม ? แล้วคนที่ปรับสูตรละเอียดทุกครั้งจะทำงานเนี้ยบเหมือนตอนสั่งกาแฟด้วยหรือไม่ ?
คำถามเหล่านี้ทำให้ HREX อยากชวนคิดต่อว่า กาแฟแก้วโปรดสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้จริงแค่ไหน ? และ HR จะใช้เรื่องใกล้ตัวอย่างกาแฟเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร ?
Contents
- กาแฟกับบุคลิกภาพเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?
- งานวิจัยเรื่อง “รสขม” กับบุคลิกภาพพบอะไร ?
- อีกเหตุผลที่เราดื่มกาแฟต่างกัน อาจอยู่ที่ “การรับรส”
- แล้ว “บุคลิก” ไม่มีผลต่อการเลือกกาแฟเลยหรือ ?
- 3 เรื่องที่ควรแยกให้ออก ก่อนใช้กาแฟทายนิสัยเพื่อนร่วมงาน
- HR ใช้เรื่องกาแฟเพื่อเข้าใจคนในทีมได้อย่างไร ?
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกาแฟกับบุคลิกภาพ
- บทสรุป Coffee & Personality
กาแฟกับบุคลิกภาพเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?
ก่อนจะตอบว่ากาแฟบอกนิสัยได้ไหม เราต้องแยกคำถามเหล่านี้ออกจากกันก่อน
- เราชอบรสชาติแบบไหน เช่น ขม หวาน เปรี้ยว หรือรสชาติที่เข้มข้น
- เราดื่มกาแฟอย่างไร เช่น ดื่มมากน้อยเพียงใด เลือกกาแฟประเภทใด หรือให้ความสำคัญกับอะไรเวลาเลือกซื้อ
- เรามีบุคลิกภาพและพฤติกรรมอย่างไร
3 เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถใช้ข้อมูลเรื่องหนึ่งแทนอีกเรื่องได้ทันที
ตัวอย่างง่าย ๆ คือพนักงาน 2 คนอาจสั่งอเมริกาโน่ไม่หวานเหมือนกัน คนแรกเลือกเพราะชอบรสชาติของกาแฟโดยไม่เติมอะไร ส่วนอีกคนอาจกำลังควบคุมปริมาณน้ำตาล
สิ่งที่เราเห็นจึงเหมือนกัน แต่เหตุผลเบื้องหลังอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง
การพบว่าความชอบรสชาติบางชนิดสัมพันธ์กับคะแนนบุคลิกภาพในงานวิจัย จึงยังไม่ตอบว่าเราสามารถมองแก้วกาแฟแล้วทายนิสัยเจ้าของได้แม่นยำแค่ไหน และยิ่งไม่สามารถสรุปต่อว่า เขาจะเป็นพนักงานหรือหัวหน้าแบบใด
งานวิจัยเรื่อง “รสขม” กับบุคลิกภาพพบอะไร ?
หนึ่งในงานวิจัยที่ถูกนำมาอ้างถึงบ่อยเมื่อพูดถึงอาหารรสขมและบุคลิกภาพ มาจาก Christina Sagioglou และ Tobias Greitemeyer จาก University of Innsbruck ซึ่งเผยแพร่ออนไลน์ในปี 2015 และตีพิมพ์ในวารสาร Appetite ปี 2016
งานวิจัยประกอบด้วยการศึกษาผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาสองกลุ่ม รวม 953 คน โดยให้ผู้เข้าร่วมรายงานความชอบต่อรสชาติต่าง ๆ พร้อมตอบแบบสอบถามด้านบุคลิกภาพ
ผลพบว่า ความชอบรสขมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับบุคลิกภาพด้านลบบางลักษณะ โดยความสัมพันธ์ที่เด่นที่สุดในงานนี้เกี่ยวข้องกับ everyday sadism หรือแนวโน้มที่จะรู้สึกพึงพอใจต่อความทุกข์ของผู้อื่น และลักษณะ psychopathy ในระดับบุคลิกภาพ
ฟังถึงตรงนี้ คนดื่มกาแฟดำอาจเริ่มมองแก้วตัวเองด้วยความกังวล
แต่สิ่งสำคัญคือ งานชิ้นนี้ศึกษา ความชอบรสขมโดยรวม ไม่ได้สร้างแบบทดสอบทายนิสัยจากเมนูกาแฟ และไม่ได้บอกว่าคนดื่มกาแฟดำทุกคนมีบุคลิกแบบเดียวกัน
สิ่งที่พบเป็น “ความสัมพันธ์ในระดับกลุ่ม” จากแบบสอบถาม ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับวินิจฉัยคนแต่ละคน
งานวิจัยต่อมาของนักวิจัยคู่เดิมศึกษาสิ่งที่เรียกว่า Benign Masochism หรือความพึงพอใจกับประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์แต่ไม่ก่ออันตรายจริง เช่น อาหารเผ็ด หนังเศร้า เครื่องเล่นหวาดเสียว การออกกำลังกายจนเหนื่อย หรืออาหารรสขม
ในการศึกษา 6 ชุด รวมผู้เข้าร่วม 2,999 คน นักวิจัยพบว่า Benign Masochism มีความสัมพันธ์กับบุคลิกบางลักษณะ และเมื่อวิเคราะห์ความชอบรสขมโดยควบคุมปัจจัยอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างรสขมกับ antisocial traits บางส่วนก็มีคำอธิบายที่ซับซ้อนขึ้น
เรื่องนี้จึงเตือนเราอีกครั้งว่า การตีขลุมว่า “ชอบขม = เป็นคนแบบนั้นแบบนี้” เป็นข้อสรุปที่อาจจะมักง่ายเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่งานวิจัยพบจริง
อีกเหตุผลที่เราดื่มกาแฟต่างกัน อาจอยู่ที่ “การรับรส”
บุคลิกภาพก็ไม่ใช่คำอธิบายเดียวว่าทำไมคนถึงดื่มกาแฟไม่เหมือนกัน เพราะร่างกายของเราเองก็อาจมีส่วนด้วย
งานวิจัยของ Jue-Sheng Ong และคณะ ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2018 ศึกษาว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้รสขมมีความสัมพันธ์กับการดื่มกาแฟ ชา และแอลกอฮอล์อย่างไร
นักวิจัยใช้การสุ่มแบบเมนเดล (Mendelian Randomization) พบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมให้รับรู้ความขมจากคาเฟอีนได้มากขึ้น มีแนวโน้มดื่มกาแฟมากขึ้นเล็กน้อย
ในทางกลับกัน ความไวต่อสารขมอีก 2 ชนิด ได้แก่ PROP (6-n-propylthiouracil) ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการวิจัยเพื่อทดสอบความไวต่อรสขม และควินิน (quinine) ซึ่งเป็นสารที่ให้รสขมและพบได้ในเครื่องดื่มอย่างน้ำโทนิค (Tonic Water) มีความสัมพันธ์กับการดื่มกาแฟน้อยลง โดยขนาดของผลที่พบค่อนข้างเล็ก
ผู้วิจัยเสนอคำอธิบายหนึ่งว่า คนที่ดื่มกาแฟอาจเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงรสชาติของคาเฟอีนกับผลที่ตามมา เช่น ความรู้สึกตื่นตัว จนความขมที่เดิมอาจไม่ได้เป็นรสชาติที่ชอบ กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยหรือพึงพอใจมากขึ้น
งานนี้ไม่ได้ศึกษาว่าคนดื่มลาเต้หรืออเมริกาโน่มีบุคลิกอย่างไร แต่ช่วยเติมคำอธิบายสำคัญว่า สิ่งที่เราเลือกดื่มอาจเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ตั้งแต่พันธุกรรม การรับรส ประสบการณ์ ความเคยชิน ไปจนถึงบริบทของชีวิต
การพยายามอธิบายทุกอย่างด้วย “นิสัย” เพียงเรื่องเดียวจึงอาจทำให้เรามองข้ามเหตุผลอื่นที่อยู่เบื้องหลังแก้วกาแฟนั้น
แล้ว “บุคลิก” ไม่มีผลต่อการเลือกกาแฟเลยหรือ ?
คำตอบคือ ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้
ทั้งนี้มีงานวิจัยที่ตั้งคำถามเรื่อง “บุคลิกกับการเลือกกาแฟ” มากขึ้น เช่น งานของ Danielle Ufer, Wen Lin และ David L. Ortega ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Food Research International ปี 2019
นักวิจัยทำ Field Experiment ในร้าน Specialty Coffee แห่งหนึ่งในรัฐมิชิแกนโดยมีผู้เข้าร่วม 134 คน และศึกษาว่าบุคลิกภาพเกี่ยวข้องกับความเต็มใจที่จะจ่ายเงินสำหรับกาแฟ Specialty ที่มาจากเกษตรกรในระบบสหกรณ์หรือไม่
ผลพบว่า ผู้ที่มีคะแนนด้าน Extraversion หรือบุคลิกแบบชอบเข้าสังคมและแสดงออก และ Conscientiousness หรือบุคลิกที่มีความรับผิดชอบ มีระเบียบ และรอบคอบ สูง มีแนวโน้มเต็มใจซื้อกาแฟที่ระบุว่าผลิตโดยเกษตรกรในสหกรณ์มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจของงานนี้คือ บุคลิกภาพอาจมีส่วนอธิบาย กระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อกาแฟบางแบบ
แต่คำว่า “บางแบบ” สำคัญมาก เพราะงานวิจัยไม่ได้พบว่า Extrovert ต้องดื่มลาเต้ หรือคน Conscientious ต้องสั่งกาแฟดำ สิ่งที่ศึกษาคือความเต็มใจจ่ายให้กับคุณลักษณะของสินค้าในบริบทเฉพาะ และกลุ่มตัวอย่างก็มีเพียง 134 คนจากร้าน Specialty Coffee แห่งเดียว
ดังนั้น เมื่อรวมหลักฐานทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราพอจะพูดได้ว่า บุคลิกภาพอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเกี่ยวกับกาแฟบางด้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานมากพอสำหรับการสรุปว่า ดื่มกาแฟเมนูนี้ = เป็นคนแบบนี้
3 เรื่องที่ควรแยกให้ออก ก่อนใช้กาแฟทายนิสัยเพื่อนร่วมงาน
1. ชอบกาแฟเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเหมือนกัน
สมมติว่าพนักงานสองคนสั่งเมนูเดิมทุกเช้า คนแรกอาจเลือกเพราะชอบรสชาตินั้นจริง ๆ ส่วนอีกคนสั่งเหมือนเดิมเพราะไม่อยากเสียเวลาตัดสินใจ
เราเห็นพฤติกรรมซ้ำเหมือนกัน แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าทั้งคู่เป็นคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกับคนที่เปลี่ยนเมนูไปเรื่อย ๆ อาจชอบทดลองสิ่งใหม่ หรืออาจเพียงเลือกตาม Promotion ของร้านในแต่ละวันก็ได้
ถ้าอยากรู้เหตุผล การถามว่า “ทำไมถึงชอบเมนูนี้ ?” อาจช่วยให้รู้เรื่องของเจ้าตัวมากกว่าการเติมคำอธิบายให้เขาเอง
2. ความละเอียดตอนสั่งกาแฟ ยังไม่ใช่หลักฐานเรื่องคุณภาพงาน
“ลาเต้เย็น หวาน 25% เปลี่ยนเป็น Oat Milk เพิ่ม Espresso Shot แล้วขอน้ำแข็งน้อย”
การรู้ว่าตัวเองต้องการกาแฟแบบไหนอย่างละเอียดไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะตรวจเอกสารรอบคอบ วางแผนโครงการเก่ง หรือส่งงานตรงเวลาโดยอัตโนมัติ
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทหนึ่งอาจไม่สามารถนำไปสรุปถึงอีกบริบทหนึ่งได้
ถ้าหัวหน้าต้องการประเมินเรื่องความละเอียดในการทำงาน ก็ควรดูจากพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานจริง เช่น วิธีตรวจข้อผิดพลาด การจัดลำดับความสำคัญ การติดตามงาน หรือการรับผิดชอบต่อกำหนดส่ง
ข้อมูลเหล่านั้นใกล้กับสิ่งที่เราต้องการประเมินมากกว่าสิ่งที่เขาพูดกับ Barista ทุกเช้า
3. ภาพจำจากกาแฟ ไม่ควรกลายเป็นความคาดหวังต่อคน
สมมติเราเชื่อว่า “คนดื่มกาแฟดำเป็นคนเด็ดขาด” เมื่อเพื่อนร่วมงานที่ดื่มอเมริกาโน่เข้ามาอยู่ในทีม เราอาจเผลอคาดหวังให้เขากล้าตัดสินใจหรือรับบทนำ ทั้งที่ยังไม่เคยถามว่าเขาถนัดหรือสบายใจกับบทบาทนั้นหรือไม่
นี่คือจุดที่เรื่องสนุก ๆ อย่างการทายนิสัยเริ่มกลายเป็นการเหมารวม (Stereotype)
สิ่งที่ HR และหัวหน้าทีมควรระวัง ไม่ให้ภาพจำเหล่านั้นมีผลต่อการประเมิน ความคาดหวัง การแบ่งงาน หรือการตัดสินใจเกี่ยวกับคน
เราอาจจำได้ว่าใครดื่มอะไร แต่ก่อนจะบอกว่าเขาเป็นคนแบบไหน ควรถามตัวเองอีกครั้งว่าข้อมูลนั้นมาจากสิ่งที่เจ้าตัวเคยพูดและทำจริง ๆ หรือเป็นเรื่องที่เราเติมเข้าไปเอง ?
HR ใช้เรื่องกาแฟเพื่อเข้าใจคนในทีมได้อย่างไร ?
ถ้ากาแฟยังไม่สามารถใช้ทายนิสัยได้แม่นยำ แล้วเรื่องนี้มีประโยชน์อะไรกับ HR ? คำตอบอาจอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีใช้มัน
แทนที่จะมองกาแฟเป็น Assessment Tool สำหรับจำแนกคน ลองใช้กาแฟเป็น Conversation Starter ที่ช่วยให้คนเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองว่า “ทำไมถึงเลือกแบบนั้น ?”
1. เริ่มจากความชอบ แล้วเปิดพื้นที่ให้เล่าเหตุผล
ในการต้อนรับสมาชิกใหม่ Team Building หรือกิจกรรมทำความรู้จักกัน HR อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น “เครื่องดื่มที่ชอบคืออะไร ?” “ทำไมถึงชอบเมนูนี้ ?” “มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่ผูกกับความทรงจำเป็นพิเศษไหม ?” “ถ้ามีเวลาพัก ชอบออกไปซื้อกาแฟกับคนอื่น หรืออยากพักเงียบ ๆ มากกว่า ?”
คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบถูกผิด และไม่จำเป็นต้องตีความว่าคำตอบหมายถึงบุคลิกแบบใด เป้าหมายคือการเปิดพื้นที่ให้พนักงาน อธิบายตัวเองด้วยคำของตัวเอง
ที่สำคัญ ควรเปิดให้คนที่ไม่ดื่มกาแฟสามารถแชร์เครื่องดื่มที่ชอบได้ด้วย ไม่ได้กีกกันใครออกไปจากสมการ
2. จากเรื่องกาแฟ ค่อยถามต่อถึงวิธีทำงาน
เมื่อบทสนทนาเริ่มต้นแล้ว HR หรือหัวหน้าทีมสามารถขยับจากความชอบส่วนตัวไปสู่คำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง เช่น “เวลารับโจทย์ใหม่ อยากได้ข้อมูลประมาณไหนถึงจะเริ่มงานได้ดี ?” “ชอบรับ Feedback แบบไหน ?” “เวลาต้องใช้สมาธิ อยากให้ทีมติดต่ออย่างไร ?” “ถ้ามีเรื่องเร่งด่วน วิธีไหนที่ติดต่อแล้วคุณเห็นเร็วที่สุด ?” “มีอะไรที่ทีมทำแล้วช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้น ?” เป็นต้น
คำตอบเหล่านี้สามารถนำไปสร้างข้อตกลงในการทำงานร่วมกันได้ เช่น บางคนอาจต้องการเอกสารก่อนประชุม บางคนคิดได้ดีจากการคุยสด หรือบางคนต้องการช่วงเวลาที่ไม่มี Notification เพื่อทำ Deep Work
สิ่งเหล่านี้บอกวิธีทำงานของเจ้าตัวได้ตรงกว่าการพยายามอนุมานจากกาแฟที่เขาถืออยู่
3. ใช้ความแตกต่างเป็นโจทย์ออกแบบ Employee Experience
กาแฟยังเป็นอุปมาที่น่าสนใจสำหรับงาน Employee Experience
ลองนึกถึงคนสิบคนเดินเข้า Coffee Shop เดียวกัน ทุกคนใช้บริการร้านเดียวกัน แต่ไม่ได้ต้องการประสบการณ์แบบเดียวกัน บางคนอยากสั่งเร็วที่สุด บางคนอยากเลือกละเอียด บางคนอยากคุยกับ Barista บางคนต้องการเพียงรับกาแฟแล้วเดินออกจากร้าน
พนักงานในองค์กรก็คล้ายกัน
แม้จะใช้ระบบ HR เดียวกัน มีนโยบายเดียวกัน หรืออยู่ภายใต้กระบวนการเดียวกัน แต่ข้อจำกัด ประสบการณ์ และความต้องการอาจแตกต่างกัน
เพราะฉะนั้น ก่อนออกแบบสวัสดิการ เปลี่ยน HRIS หรือสร้าง Employee Service ใหม่ HR ควรถามผู้ใช้จริงว่า เขากำลังเจอปัญหาอะไร ? ขั้นตอนไหนที่ทำให้เสียเวลา ? ต้องการความช่วยเหลือแบบไหน ? แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นไปออกแบบและทดลองกับผู้ใช้ที่เกี่ยวข้อง
การรู้ว่าเขาสั่งกาแฟอะไรอาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา แต่การออกแบบประสบการณ์ที่ดีต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาของเขาจริง ๆ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกาแฟกับบุคลิกภาพ
ดื่มอเมริกาโน่แปลว่าเป็นคนเด็ดขาดหรือไม่ ?
ยังไม่มีหลักฐานวิจัยเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น งานวิจัยที่พูดถึงความชอบรสขมศึกษาความสัมพันธ์ในระดับกลุ่ม และไม่ได้ทดสอบว่าผู้ดื่มอเมริกาโน่มีบุคลิกด้านความเด็ดขาดมากกว่าผู้ดื่มกาแฟประเภทอื่น
ดังนั้น ชื่อเมนูจึงยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกของแต่ละคนได้
คนที่ชอบกาแฟดำมีแนวโน้มเป็น Psychopath จริงไหม ?
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เพราะงานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่าง “ความชอบรสขมโดยรวม” กับคะแนนบุคลิกบางด้านในกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ชอบกาแฟดำมี psychopathy หรือมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
ความสัมพันธ์ทางสถิติในกลุ่มประชากรไม่สามารถนำไปใช้วินิจฉัยบุคคลจากเครื่องดื่มที่เขาเลือกได้
สามารถจับคู่เมนูกาแฟกับ DISC ได้หรือไม่ ?
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานวิจัยที่รองรับการจับคู่เมนูกาแฟกับ D, I, S หรือ C
หากองค์กรต้องการสร้างกิจกรรมในลักษณะ “กาแฟแบบไหนเหมือนสไตล์การทำงานของคุณ” ก็สามารถใช้เป็นเกมหรืออุปมาเพื่อเปิดบทสนทนาได้ แต่ควรระบุให้ชัดว่าไม่ได้เป็นแบบประเมินบุคลิกภาพ และไม่ควรนำผลไปใช้ตัดสินบุคคล
ถ้าอยากเข้าใจพนักงานมากขึ้น ควรเริ่มจากอะไร ?
เริ่มจากถามพนักงานโดยตรงเกี่ยวกับประสบการณ์ ความต้องการ และวิธีทำงานที่เหมาะกับเขา
ให้เขายกตัวอย่างจากสถานการณ์จริง และตรวจสอบความเข้าใจร่วมกันเป็นระยะ
กาแฟสามารถทำหน้าที่เป็นคำถามแรกที่ช่วยให้เริ่มบทสนทนาได้ง่ายขึ้น แต่คำตอบที่ช่วยให้ HR เข้าใจคนจริง ๆ มักเกิดขึ้นจากคำถามหลังจากนั้น
บทสรุป Coffee & Personality
สุดท้าย กาแฟแก้วโปรดบอกนิสัยได้จริงไหม ? จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน คำตอบคือ ยังไม่มากพอที่จะใช้เมนูกาแฟทายนิสัยของคนคนหนึ่งได้
งานวิจัยพบว่าความชอบรสชาติ การรับรสจากปัจจัยทางพันธุกรรม และบุคลิกภาพบางด้านอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเกี่ยวกับกาแฟ แต่การเลือกเครื่องดื่มหนึ่งแก้วยังเกิดจากอีกหลายปัจจัย ตั้งแต่สุขภาพ ความเคยชิน ราคา เวลา ประสบการณ์ ไปจนถึงเหตุผลง่าย ๆ อย่าง “วันนี้อยากดื่มแบบนี้”
สิ่งที่กาแฟบอกเราได้อย่างหนึ่งคือ คนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เดียวกันอาจมีเหตุผลในการเลือกไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกับคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน
สำหรับ HR และหัวหน้าทีม เรื่องนี้จึงอาจเป็นโอกาสทบทวนวิธีที่เราใช้ทำความรู้จักคนรอบตัว เราอาจจำเมนูโปรดของเพื่อนร่วมงานได้แม่น แต่ยังไม่รู้ว่าเขาชอบรับ Feedback แบบไหน ต้องการพื้นที่ในการทำงานอย่างไร หรือมีอะไรที่กำลังขัดขวางไม่ให้เขาทำงานได้เต็มศักยภาพ
ครั้งต่อไปที่ชวนเพื่อนร่วมงานไปซื้อกาแฟ หลังจากถามว่า “วันนี้ดื่มอะไร?” ลองถามต่ออีกนิดว่า“ช่วงนี้มีอะไรที่อยากให้ทีมช่วยบ้าง?”
เพราะคำตอบหลังจากนั้นอาจทำให้เรารู้จักเจ้าของแก้วได้มากกว่าชื่อที่เขียนอยู่ข้างแก้วเสียอีก
| Sources |