
สุขภาพจิตในที่ทำงาน (Workplace Mental Health) กลายเป็นประเด็นที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องของสวัสดิภาพพนักงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของธุรกิจ
ล่าสุดจากรายงาน Workplace Wellbeing 360 Report 2025 โดย Intellect ที่รวบรวมข้อมูลจากพนักงานกว่า 50,000 คนใน 182 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดเผยแนวโน้มที่สะท้อนชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สุขภาพจิต” ในที่ทำงานกับ “ประสิทธิภาพการทำงาน”
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ การเพิ่มขึ้นของ Presenteeism หรือการที่พนักงานมาทำงานทั้งที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่พร้อม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8% ภายในปีเดียว ขณะที่ทักษะในการจัดการความเครียดของพนักงานกลับลดลง 2%
แนวโน้มเหล่านี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง
Contents
Presenteeism: ภัยเงียบที่องค์กรไม่ควรมองข้าม
เป็นกันไหม? ถึงแม้องค์กรของคุณจะมีสถิติการลาของพนักงานที่น้อยลง แต่กลับมีสัญญาณของ Presenteeism หรือ ภาวะฝืนทำงาน คือการมาทำงานโดยที่พนักงานไม่มีสมาธิและขาดพลัง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
จากรายงานเป็นเรื่องน่าตกใจว่า อัตรา Presenteeism เพิ่มขึ้นจาก 38.2% ในปี 2023 เป็น 41.2% ในปี 2024 โดย Presenteeism มีต้นทุนแฝงที่สูงกว่าการขาดงานถึง 3 เท่า ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
นับเป็นปัญหาที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

สุขภาพจิต: ปัจจัยขับเคลื่อนประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งที่สุด
หนึ่งในผลการศึกษาเดียวกันยืนยันว่า สุขภาพจิตของพนักงานเป็นตัวขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานที่สำคัญที่สุด มากกว่าปัจจัยที่เคยให้ความสำคัญกัน เช่น Growth Mindset หรือเป้าหมายการทำงาน (Goal Orientation) ด้วยซ้ำ
นั่นก็เพราะการลงทุนในสุขภาพจิต ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพลังให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความผูกพัน และเพิ่มความสามารถในการผลิตของทีมในภาพรวมอีกด้วย
ทักษะการจัดการความเครียดลดลง ทักษะที่องค์กรควรมี
เราจะเห็นว่า ทักษะเรื่องอื่น ๆ เช่น ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง (self-efficacy), เป้าหมายในชีวิต และการมองโลกในแง่ดี กลายเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ
แต่รายงานกลับพบว่า ทักษะในการจัดการความเครียดของพนักงานทั่วโลกลดลง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มีอัตราการลดลงถึง 2% จาก 60% ในปี 2023 เหลือเพียง 58% ในปี 2024
การลดลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและความเครียดอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้นำองค์กรคือ การเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัว มาเป็นหนึ่งใน กลยุทธ์หลัก โดยเฉพาะการลงทุน ได้แก่:
- โครงการสุขภาพจิตในที่ทำงาน
- ระบบสนับสนุนภายในองค์กร
- โปรแกรมพัฒนาทักษะการจัดการความเครียด
การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีพลังในการทำงาน และเพิ่มผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงทั้งในด้านการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร

บทสรุป: สุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานขององค์กรที่ยั่งยืน
เมื่อสุขภาพจิตส่งผลโดยตรงต่อทั้ง Productivity และ Engagement ของพนักงาน เหตุไฉนองค์กรจึงยังมองข้ามสัญญาณอันตรายเยี่ยงนี้
ฉะนั้น Presenteeism จะทำให้พนักงานมาทำงานโดยที่ไม่มีแรงใจ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรที่เปิดอยู่แต่ไม่ทำงาน ท้ายที่สุดแล้วส่งผลเสียต่อองค์กรในแบบที่มองไม่เห็นแต่หนักหนากว่าที่คิด
การสร้างระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “กลยุทธ์หลัก” ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาพนักงาน สร้างทีมที่เข้มแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในระยะยาว
มาหาโซลูชันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตในองค์กรของคุณ ได้ที่ HREX.asia
