
“พนักงานคนหนึ่งควรเรียนรู้อะไร เพื่อไม่ให้ถูก AI แทนที่ ?
และมีอะไรที่องค์กรควรปรับตัว เพื่อเอาตัวรอดและสร้างการเติบโตได้จริง ?”
นี่คือคำถามที่ผู้บริหาร ผู้นำ หรือกระทั่ง HR จำนวนมาก เริ่มถามตัวเองในวันที่ความท้าทายถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉับไว และรอบด้าน
ไม่แปลกที่ทุกองค์กรจึงมองหา “การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง”
ในบริบทเช่นนี้ Skill-Based Organization จึงกลายเป็นโมเดลใหม่ของการบริหารคน ด้วยความคิดที่ว่า ‘ตำแหน่ง’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป แต่คือการมองเห็น ‘ทักษะที่แท้จริง’ ของพนักงาน
และทักษะเหล่านั้น ‘เรียนรู้’ ได้

Conicle ในฐานะผู้นำด้าน Learning Platform ของไทยเชื่อว่า การเรียนรู้ควรเริ่มจากพนักงาน เพราะพวกเขาคือคนที่อยู่หน้างาน และเข้าใจดีที่สุดว่าตัวเองต้องพัฒนาอะไรให้เท่าทัน ซึ่งนั่นคือหัวใจของ Workforce Transformation ที่ Conicle พยายามขับเคลื่อน
บทสัมภาษณ์นี้ HREX พาไปคุยกับคุณ ปูน – นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ CEO & Co-Founder และคุณ ดิน– อนพัทย์ วิมลประภาพร CTO & Co-Founder จาก Conicle เพื่อสำรวจเบื้องหลังวิสัยทัศน์ และแนวคิดการที่พวกเขาอยากส่งต่อกับธุรกิจไทย
เพราะในวันที่เทคโนโลยีก้าวไกลไปข้างหน้า สิ่งที่ Conicle เลือกพูด กลับคือเรื่องของ ‘คน’

Vision ที่ขยับจากองค์กรสู่พนักงาน
ย้อนกลับไปวันที่ Conicle ก่อตั้ง เป้าหมายของพวกเขาคือการเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรกลายเป็น Learning Organization
ครั้นก้าวเข้าสู่ปี 2025 ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ทิศทางเดิมของ Conicle ยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขยับจาก ‘การเรียนรู้ระดับองค์กร’ มาสู่ ‘การเรียนรู้ระดับบุคคล’
“Vision ของ Conicle ยังคงเหมือนเดิมครับ แต่เราขยายกว้างขึ้น จากเดิมที่มุ่งพัฒนาองค์กรให้เป็น Learning Organization แต่วันนี้เราให้ความสำคัญกับตัวพนักงานมากขึ้น” คุณปูนกล่าว “โดยเฉพาะในยุคที่ AI เปลี่ยนทั้งทักษะและอาชีพ เราจึงตั้งคำถามว่า คนทำงานพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ? พวกเขาปรับตัว พัฒนา และ Reskill ตัวเองได้หรือเปล่า ? Vision ของเราจึงขยับจากการพัฒนาองค์กรมาสู่การพัฒนาคนโดยตรงครับ”
นั่นก็เพราะประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร (Organization Capability) ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่แรก แต่เกิดจากผลรวมของความสามารถรายบุคคลในองค์กรต่างหาก
เขาเสริมถึงภาพใหม่แห่งการเรียนรู้ไม่ใช่ Top-down Learning ที่องค์กรวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นรายปี แต่คือระบบที่รองรับความต้องการเรียนรู้จาก Bottom-up เช่นกัน
“เมื่อก่อนองค์กรมีแผน Training Roadmap ระยะยาว 5 ปี บางแห่ง 3 ปี แต่เดี๋ยวนี้บางแห่งสั้นลงเหลือ 6 เดือนด้วยซ้ำ ฉะนั้นการวางแผนพัฒนาทักษะจากส่วนกลางเริ่มไม่ทัน องค์กรจึงต้องเปิดโอกาสให้พนักงานหน้างานพัฒนาด้วยตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีที่สุดครับว่าตอนนี้ตลาดเปลี่ยนยังไง และเขาต้องเก่งขึ้นอย่างไรถึงจะตามทัน”
ด้วยเหตุนี้ คุณปูนจึงตอกย้ำแนวคิดการพลิกบทบาทของระบบ Learning Management System (LMS) จากเดิมที่บริษัทบอกให้พนักงานเรียน สู่ระบบที่เปิดพื้นที่ให้พนักงานอยากเรียนด้วยตัวเอง – นี่คือการวางสมดุลระหว่างสิ่งที่องค์กรต้องการ และสิ่งที่พนักงานอยากเรียนจริง ๆ
และเมื่อพนักงานแต่ละคนเก่งขึ้น องค์กรก็จะเติบโตตามเสมอ

จาก Role-Based สู่ Skill-Based Organization
เราอาจคุ้นเคยกับโครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดที่บทบาทของแต่ละคนถูกกำหนดด้วยตำแหน่ง (Role) ทว่าโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โจทย์สำคัญขององค์กรยุคใหม่ก็เปลี่ยนจาก “ใครอยู่ตำแหน่งอะไร ?” กลายเป็น “ทักษะอะไรที่ตอบโจทย์องค์กรบ้าง ?”
สอดคล้องกับที่คุณดินมองว่า โครงสร้างองค์กรยุคใหม่ไม่ได้เริ่มจาก Job Description (JD) แล้ว แต่เริ่มจากโจทย์ทักษะที่องค์กรต้องการต่างหาก
“ทุกวันนี้เวลา Conicle รับคนใหม่ เราไม่ได้เริ่มจากตำแหน่งที่ต้องการ แต่เริ่มจากปัญหาหรือเป้าหมายที่องค์กรมี แล้วดูว่าใครมีทักษะที่ตอบโจทย์นั้นได้บ้าง” เขากล่าว “การทำงานในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อ Role แต่คือการรวมทักษะที่จำเป็นเข้ามาสร้างทีมให้ตอบสนองต่อความท้าทายได้เร็วที่สุดครับ”
แนวคิดแบบนี้เรียกว่า Skill-Based Organization ซึ่งเป็นวิธีคิดการบริหารองค์กรรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์โลกการทำงานปัจจุบัน โดยเฉพาะการมาของ Artificial Intelligence (AI) ที่เข้ามาจัดการงานซ้ำซาก คนที่เหลืออยู่จึงต้องปรับและขยับบทบาทได้ไวกว่าเดิม
คุณปูนเห็นด้วยพร้อมเสริมว่า โลกของงานกำลังแบ่งออกเป็นสองขั้ว
หนึ่ง – งานที่ AI ทำแทนได้ทั้งหมด และ สอง – งานที่มนุษย์ต้องทำร่วมกับ AI
และพื้นที่ตรงกลางนั้น คือพื้นที่ใหม่ที่มนุษย์ต้องเก่งกว่าเดิม
“เมื่อก่อนองค์กรต้องฝึกคนให้เก่งกับงานที่ทำซ้ำ ๆ เพื่อความแม่นยำและประสิทธิภาพ แต่วันนี้งานแบบนั้นกำลังถูก Automate หมดเลย คนเลยต้องขยับไปสู่บทบาทที่สร้างคุณค่าใหม่ได้”
เขายกตัวอย่างในธุรกิจค้าปลีกที่พนักงานหน้างานเคยให้บริการตามขั้นตอน ก็ต้องเปลี่ยนเป็นบทบาทตัวเองเป็นผู้ให้คำแนะนำลูกค้าแทน หรืองานสายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่เคยเป็นแค่ Admin ก็ต้องกลายเป็น HR Business Partner เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์กับผู้บริหาร
“ปัจจุบัน JD ไม่แม่นแล้วครับ บางบทบาทหายไป และบางบทบาทก็รวมกันเกิดเป็น ตำแหน่งใหม่ ถ้าองค์กรยังดูแค่จำนวนคน (Headcount) หรือติดกับโครงสร้างเดิม จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย” CEO จาก Conicle กล่าว “สุดท้าย Skill-Based Organization จะเป็นระบบที่ออกแบบทีมและองค์กรครับ โดยดูทั้งความสามารถของคนและศักยภาพของ AI รวมกันแล้ว และนั่นแหละคือ Organization Capability ยุคใหม่ครับ”
ไม่ต่างจากคุณดินที่เปรียบองค์กรยุคใหม่เหมือน ‘อะมีบา’ (Amoeba) สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว แต่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามสถานการณ์ “องค์กรที่ปรับตัวได้ต้องไม่แข็งตัวครับ เพราะโจทย์เปลี่ยนตลอดเวลา ถ้ายังยึดตำแหน่งเป็นหลัก จะฟอร์มทีมลำบากมาก”
แนวคิดนี้จึงพาเรามาถึงแก่นสำคัญของ Skill-Based Organization ที่ทักษะสำคัญกว่าตำแหน่ง

การเรียนรู้ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุน
วันนี้ทฤษฎี 70-20-10 ที่เคยถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในการพัฒนาบุคลากร ถูกนำกลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง โดยคุณปูนมองว่า ยังเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญ และเป็นกระบวนการพัฒนาที่มีจุดหมายปลายทางชัดเจน
“ผมมองว่า 70‑20‑10 เหมือน 4P ของการตลาดครับ มันเป็น Template หรือพื้นฐานที่ยังใช้ได้จริง เช่นเดียวกับใน Training โดย 10% คือเนื้อหาเชิงทฤษฎีผ่าน Lecture และ Online Course ส่วน 20% คือการเรียนรู้ผ่านการโค้ชและ Mentorship ผ่านการถกแลกเปลี่ยนเพื่อเปิดมุมมอง และ 70% คือการลงมือทำงานจริง เป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่ต้องมี Action และ Result
“AI อาจเข้ามามีบทบาท 10% หรือแม้กระทั่งช่วยเป็นเมนเทอร์เสมือนใน 20% ได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว 70% ของการเรียนรู้ยังต้องมาจากการลงมือทำของผู้เรียนเอง” เขากล่าว
นั่นคือเหตุผลที่ Conicle พยายามออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Journey) ที่พาไปถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานจริง ไล่ตั้งแต่ Online Course, การสอบ, การโค้ช, การมอบหมายภารกิจ ไปจนถึงการลงมือทำจริงในงาน และตามด้วย Assessment ที่วัดผลลัพธ์ได้จริง
ทั้งนี้ CEO ของ Conicle มองว่าการวัดผลต้องมีทั้งสองมิติ
▪️ Efficiency: วัดจากความเร็ว ต้นทุน และมาตรฐาน เช่น การ Onboard พนักงานใหม่ผ่านระบบดิจิทัล ที่ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมประสิทธิภาพที่วัดได้
▪️ Effectiveness: วัดผลในระยะยาว เช่น ทักษะการสื่อสาร การปรับตัวต่อเทคโนโลยี หรือ Soft Skill ที่ลึกซึ้งกว่าด้วยการใช้ Post‑Assessment แบบผสานผลลัพธ์จริงจาก Performance Review, Engagement Score และ Turnover Rate
“องค์กรที่ลงทุนในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เหมือนคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอครับ แม้ไม่เห็นผลทันที แต่พร้อมวิ่งเมื่อต้องวิ่ง เช่นเดียวกัน วันหนึ่งต้อง Transform หรือย้ายพนักงานไปยังบทบาทใหม่ เขาจะไม่รู้สึกว่ายากเลย เพราะเขาพร้อมอยู่แล้ว” คุณปูนย้ำ
สอดคล้องกับคุณดินที่ย้ำภาพเดียวกันว่า “ถ้าไม่พัฒนาคน องค์กรจะเสียโอกาสมหาศาล เพราะ Transformation ทุกอย่างเริ่มต้นจากคนเสมอ”
ดังนั้นสำหรับ Conicle แล้ว การเรียนรู้คือการลงทุนในรากฐานขององค์กร ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างทักษะใหม่ให้ทันยุค แต่เพื่อหล่อหลอมให้คนในองค์กร มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง
และนั่นคือผลตอบแทนของการลงทุน ที่ไม่มี ‘ตัวเลข’ ไหนตีค่าได้

AI ไม่ใช่ศัตรูของคน แต่เป็น Partner ในการเติบโต
AI เป็นอีกประเด็นที่ทุกวันนี้ผู้คนให้ความสนใจมาก เพราะเทคโนโลยีขยับเข้ามาแทนที่แรงงานในหลายมิติ หลายคนเลือกจะมอง AI ด้วยความหวาดกลัว แต่สำหรับ คุณดินมองว่า AI ไม่ใช่ผู้บุกรุก แต่คือ พาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะผลักดันให้ ‘คนธรรมดา’ กลายเป็น ‘คนที่เก่งขึ้นได้’
“AI ไม่แทนคน แต่เสริมให้คนเก่งขึ้นได้เร็วกว่าเดิม”
มุมมองนี้สะท้อนผ่านระบบการเรียนรู้ของ Conicle ที่ไม่ได้ออกแบบแค่ให้คนเรียนรู้เหมือนกันทุกคน แต่ให้เรียนในแบบที่แต่ละคนถนัด หรือที่เรียกว่า Personalized Learning
“มนุษย์แต่ละคนต่างกัน บางคนเรียนรู้จากการอ่าน บางคนเรียนจากการฟัง บางคนต้องลงมือทำ การเรียนรู้แบบเทมเพลตเดียวจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปครับ แต่เมื่อ AI เข้ามาเรียนรู้พฤติกรรมและศักยภาพของแต่ละคน มันสามารถช่วยกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับทุกคนได้ และที่สำคัญมันลดเวลาในการเรียนรู้ จากเป็นชั่วโมง ๆ เหลือแค่นาทีโดยไม่ลดคุณภาพของเนื้อหา คนที่ใช้ AI จะเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ดีกว่าเดิม และทำงานได้มากขึ้นครับ”
คุณปูน เสริมภาพใหญ่นี้ว่า “เราต้องเลือกว่า AI ตัวไหนเหมาะกับองค์กร และต้องปรับคนไปพร้อมกัน เพราะการใช้ AI ให้เวิร์ก มันไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือ แต่มันเปลี่ยนความสามารถของคนด้วย”
ดังนั้นองค์กรที่เลือกใช้ AI อย่างเข้าใจ จะไม่ใช่แค่องค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือองค์กรที่เก่งขึ้นทั้งหมด
“นี่คือความหมายที่แท้จริงของการ Transform ครับ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนซอฟต์แวร์หรืออัปเกรดระบบ แต่คือการเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต”

บทเรียนส่วนตัวจากผู้ก่อตั้ง
ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล เราถามคุณดินและคุณปูนในฐานะทั้งผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Conicle ว่า “บทบาทผู้บริหารวันนี้ มีทักษะอะไรที่คุณเพิ่งได้เรียนรู้ และรู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ?”
คำตอบไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีหรือประเด็นเครื่องมือทันสมัย
แต่กลับเรียบง่ายและลึกซึ้งอย่าง People skill
“ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ครับ” คุณปูนกล่าว “เพราะไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน คนก็ยังเป็นมนุษย์ ที่มีความรู้สึก มีแรงจูงใจ และมีความสัมพันธ์ซับซ้อนที่ต้องเข้าใจ
“AI อาจจะวิ่งไปไกล แต่คนก็ยังต้องกินข้าว ต้องพัก ต้องเข้าใจกัน และองค์กรที่ชนะ คือองค์กรที่เข้าใจพนักงานและลูกค้าได้ลึกกว่าเครื่องจักร”
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองย้ำว่า ก่อนเข้าใจคนอื่น เราต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อน
“เราจะอยู่รอดและรุ่งในยุค AI ไม่ใช่แค่เพราะเก่งเทคโนโลยี แต่เพราะรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร ฟังตัวเองเป็น และรู้จักดูแลสุขภาพใจของตัวเอง” คุณดินกล่าวเสริม
สำหรับพวกเขา การเรียนรู้ที่แท้จริงในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการตามให้ทัน แต่คือการกลับมาเข้าใจตัวเองให้ลึกขึ้น เพราะนั่นคือจุดตั้งต้นของทุกการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ยั่งยืน
“องค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่คนไม่หยุดเรียนรู้ครับ และให้ค่ากับคนธรรมดาครับ เพราะเมื่อคนธรรมดาได้รับโอกาสเรียนรู้ พวกเขาจะกลายเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงได้จริง” คุณปูนกล่าวปิดท้าย
ด้วยเหตุนี้ Conicle จึงไม่ได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อ ‘คนเก่ง’ เท่านั้น แต่สร้างพื้นที่ให้ ‘คนธรรมดา’ ได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับองค์กร ในแบบที่ไม่มีเทคโนโลยีไหนทดแทนได้นั่นเอง
| รับคำปรึกษาการสร้าง Skill-Based Organization ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/HREX_Advertorial และหากคุณไม่อยากพลาดข่าวสารจาก Conicle อย่าลืม!.. มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Conicle Community – คอมมูนิตี้สำหรับพี่ ๆ HR ได้ที่ ✅ https://www.facebook.com/groups/coniclecommunity ✅ LineOA @coniclecommunity หรือ https://lin.ee/t2FAWELW |
