Search
Close this search box.

ปิดช่องว่าง The Visibility Gap ด้วยทักษะการพูดและการสร้างตัวตนกับ เจ – กฤต บัวประเสริฐ (JayKrit)

Jay Krit HREX The Visibility Gap

“ต่อให้คุณเก่งระดับ 9 เต็ม 10 แต่ถ้าคนอื่นไม่เคยมองเห็น คุณก็เก่งแค่ระดับ 2 ในสายตาเขา”

มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า ตัวเองทำงานหนัก มีผลงานจริง แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงในองค์กร ไม่ได้ถูกเลือกให้รับผิดชอบโปรเจกต์สำคัญ และชื่อไม่เคยอยู่ในลิสต์ว่าเป็นคนที่พร้อมเติบโต ทั้งที่ศักยภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร

การโดนมองข้ามแบบนี้ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่เก่ง แต่กำลังสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “The Visibility Gap” ช่องว่างระหว่างคนที่มีความสามารถ กับคนที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับว่ามีผลงานเชิงประจักษ์

และช่องว่างนี้เองที่กำลังตัดสินว่าใครจะได้เติบโตในองค์กร

เจ – กฤต บัวประเสริฐ หรือ JayKrit CEO และผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะรุ่นใหม่ระดับแนวหน้าของประเทศไทย เจ้าของรางวัลการพูดระดับประเทศและเอเชีย มองว่าช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถที่แตกต่างกัน แต่เกิดจากการที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีสื่อสารความเก่งของตัวเองออกมาให้คนอื่นมองเห็นได้

HREX มีโอกาสได้คุยกับคุณกฤตถึงช่องว่างนี้ว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น HR และผู้บริหารจะช่วยปิดช่องว่างนี้ให้กับองค์กรได้อย่างไร เพื่อทำให้คนที่เก่งจริงได้เปล่งประกายในแบบที่ควรจะเป็นจริง ๆ

จากคนที่เคยไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง

Jay Krit HREX The Visibility Gap

ทุกวันนี้หลายคนรู้จัก JayKrit ในฐานะ Public Speaking Coach ช่วยถ่ายทอดวิธีพูด และวิธีการสร้างตัวตนผ่านการพูดให้กับผู้บริหารและคนทำงานหลากหลายองค์กร แต่กว่าที่เขาจะพูดเก่ง เอาประเด็นนี้มาสอน และช่วยเหลือคนจนเติบโต รู้หรือไม่ว่าเขาเคยเป็นเด็กที่ไม่ชอบเสียงของตัวเองมาก่อน และโดนเพื่อนล้อเรื่องการพูดมาตลอด

“ช่วงประถมผมเสียงเหมือนเป็ด เสียงแบนมาก รู้สึกไม่ชอบเสียงตัวเองเลย จำได้เลยว่าเพื่อนล้อผมเรื่องเสียงประหลาดหนักมาก ผมเลยไปถามครูสอนดนตรีว่าควรแก้เสียงตัวเองตอนพูดยังไงดี คุณครูให้คำแนะนำว่า ลองพูดให้นุ่มขึ้น ใช้เสียงต่ำ ๆ ในคอแทน จะช่วยให้น่าฟังขึ้นเยอะ”

นั่นคือครั้งแรกที่เขาเริ่มฝึกเสียงของตัวเอง

ตอนนั้นเขารู้วิธีทำให้เสียงของตัวเองน่าฟังขึ้นแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนพูดเก่งอย่างทุกวันนี้แต่อย่างใด จุดเปลี่ยนที่ทำให้สนใจการฝึกพูดให้เก่งจริง ๆ เกิดช่วงที่เขาเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลตอนอายุ 17 ปี เขาบังเอิญได้ดูคลิปกล่าวสุนทรพจน์ใน YouTube ของ มาร์ติน ชีน (Martin Sheen) นักแสดงชื่อดัง และนักรณรงค์ตัวยงด้านสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ เขาขึ้นพูดในงาน WE Day ต่อหน้าผู้ฟังกว่า 20,000 คน แล้วพบว่าการเลือกใช้คำพูดของเขามันทรงพลังมาก ๆ

“พอจบสุนทรพจน์นั้นปุ๊บ ทุกคนในฮอลล์ก็ลุกขึ้นปรบมือให้เขาอย่างกึกก้อง โห เขาเท่มากเลยครับ และเก่งมากที่ทำให้คนเป็นหมื่นลุกขึ้นมาปรบมือให้ได้ ผมเลยตั้งเป้าตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากเท่ให้ได้แบบนี้ อยากพูดเก่งให้ได้แบบนี้บ้าง”

พอได้แรงบันดาลใจจนไฟลุก คุณกฤตจึงฝึกใช้เสียงและฝึกพูดอย่างไม่ลดละ พอยิ่งฝึก เขาก็ยิ่งอยากเรียนรู้ อยากปล่อยของออกมาให้ทุกคนได้เห็น เขาหาโอกาสขึ้นเวทีแล้วใช้เสียงของตัวเองผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอด ไม่ว่าจะร้องเพลง อ่านพระคัมภีร์ต่อหน้าคนจำนวนมาก หรือการออกไปพูดในที่สาธารณะ แม้จะโดนเพื่อนแซวกลับมาประจำเสมอก็ไม่ย่อท้อ

“ทุกครั้งที่โดนคอมเมนต์ ผมจะเอาฟีดแบ็กที่ได้มาปรับกับการพูด ตอนนั้นพอแก้เรื่องหนึ่งได้ ก็จะมีเรื่องใหม่ให้แก้งอกขึ้นมาอีก ผมก็แก้ไปเรื่อย ๆ อีก จนสุดท้ายเสียงวิจารณ์ก็เงียบลง เพราะพัฒนาจนเพื่อนไม่มีอะไรให้คอมเมนต์แล้ว

“ถ้าอยากพูดเก่ง มีวิธีเดียวจริง ๆ ครับคือต้องฝึกพูดเท่านั้น ฝึกให้มากพอ ฟังฟีดแบ็คให้มากพอ ไม่มีทางลัด”

พูดเก่งอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เวลาพูดถึงการหาโอกาสฝึกพูดและใช้เสียงในช่วงวัยรุ่นวัยเรียน อีกวิธีที่เขาใช้คือการไปออดิชั่นเป็นนักร้องในเวทีประกวดชื่อดังอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่เคยผ่านเข้ารอบลึก ๆ เลย

อย่างไรก็ตาม พอไปประกวดพูดเวทีหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 จัดขึ้น เขากลับได้เข้ารอบลึก ๆ ซึ่งนำเขาไปสู่การอบรมเป็นผู้ประกาศข่าว แล้วได้พบกับองค์ความรู้เรื่องการพูด การใช้เสียงที่น่าสนใจ ทำให้เขาตระหนักว่าเอาดีด้านนี้น่าจะไปได้รุ่งกว่า และหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาได้งานแรกอย่างเป็นทางการในสถานีโทรทัศน์ชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง

ที่นี่ เขาเจออุปสรรคที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“หน้าที่ของผมตอนนั้นคือประกาศข่าวอย่างเดียวเลยจริง ๆ ช่วงนั้นเข้าออฟฟิศทุกวัน แม้กระทั่งวันที่ไม่มีออนแอร์ก็ตาม ตอนนั้นอึดอัดมากครับ รู้สึกว่าถ้าเรายังอยู่ที่นี่ เราจะกลวง ไม่ได้เก่งขึ้นแน่นอน

“ถ้าถามว่าตอนนั้นได้ฝึกพูดไหม ได้ฝึกครับ แต่ผมคิดว่าการพูดเก่งอย่างเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว เราต้องมีของข้างใน ทำงานด้านอื่นเก่งด้วย คิดเป็น สื่อสารเป็น เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ถ้าเราเก่งแค่พูดอย่างเดียว แล้วไม่มีอย่างอื่นเลย สุดท้ายคนจะไม่ไว้ใจเรา ไม่เชื่อเรา เพราะว่าเนื้อในเราไม่มีผลงานที่จับต้องได้ให้เขาเห็น”

หลังเป็นผู้ประกาศอยู่ 1 ปี เขาก็ลาออกมาสมัครเป็นพนักงานขายให้บริษัทรับจัด Team Building ให้กับองค์กรต่างชาติในไทย

ที่นี่เขาได้ใช้ทักษะการพูด สร้างความสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์ และทำความเข้าใจความต้องการของพวกเขาไปพร้อมกัน พอพูดแล้วสนุก ทำให้ลูกชื่นชอบและไว้ใจได้ ก็นำไปสู่การปิดดีลสำคัญกับ Shopee ซึ่งถือเป็นลูกค้ารายสำคัญได้

และแค่งานนั้นงานเดียว ทำให้เขาได้ค่าคอมมิชชั่นหลักแสนเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ครั้งนั้นทำให้ตระหนักเลยครับว่า ความสามารถในการทำงาน และการพูดของเราสร้างผลงานและนำเงินเป็นแสนให้ได้เลยเหรอ ตอนนั้นเลยเริ่มมั่นใจจริง ๆ ครับว่าการพูดสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ขนาดไหน”

พอเขาตระหนักว่าการพูดแล้วสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็พยายามเพิ่มของในตัวเสมอ แต่บ่อยครั้งความสามารถในการพูดและสร้างผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะเขาได้เห็นหลายตัวอย่างในโลกการทำงานจริงว่า มีคนเก่งอีกมากที่ทำงานหนัก มีผลงาน แต่กลับไม่ได้รับโอกาสในการเติบโต

ไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดความสามารถ แต่เพราะไม่มีใครมองเห็นความสามารถที่พวกเขามี

และสิ่งนั้นก็คือ The Visibility Gap

ลด Visibility Gap ได้ ต้องวางกลยุทธ์ก่อนพูด

Jay Krit HREX The Visibility Gap

ปัจจุบันมีคนทำงานไม่น้อยกำลังตกอยู่ใน Visibility Gap แม้จะทำงานหนัก มีผลงานจริง เก่งจริง แต่กลับไม่ค่อยถูกเลือกให้รับผิดชอบโปรเจกต์สำคัญ กลับกันคนที่อาจไม่ได้เก่งเท่า กลับได้โอกาสฉายแสงมากกว่า

คุณกฤตถอดบทเรียนแล้วค้นพบว่า มันเกิดจากการสื่อสารความเก่งออกมาได้ไม่ชัดพอ เมื่อเทียบกับอีกคน

“หลายครั้งเราจะเห็นคนที่นำเสนอเก่ง พูดลื่น ฟังเพลิน แต่สุดท้ายไอเดียไม่ถูกหยิบไปใช้ ขณะที่บางคนอาจไม่ได้พูดหวือหวา แต่พอพูดแล้วคนฟังตัดสินใจทันที ความต่างไม่ได้อยู่ที่คำพูดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลยุทธ์การพูดด้วย เขาวางแผนมาก่อนว่าจะสื่อสารเรื่องอะไร จะพูดยังไงเพื่อนำไปสู่โอกาส ปิดดีลได้ หรือการเติบโตในสายอาชีพ

“ถ้าเราไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพูดครั้งนี้ไปเพื่ออะไร ? เราจะเลือกเรื่องมาพูดกับคนที่อยู่ตรงหน้าเราไม่ถูก และสุดท้ายบทสนทนานั้นก็จะจบลงแบบไม่เกิดอะไรตามมา”

เขายกตัวอย่างว่า เซลส์จำนวนมากเวลาจะไปเจอลูกค้าช่วงปีใหม่ คิดแค่ว่าหิ้วกระเช้าไปให้ลูกค้า ให้เขาจดจำหน้าได้ก็พอ แต่จริง ๆ ควรต้องคิดตั้งแต่ก่อนไปว่า เราอยากได้อะไรจากการหิ้วกระเช้าไปให้ในครั้งนี้

“คนที่วางแผนจะเริ่มจากการคิดว่า ลูกค้าคนนี้กำลังเจออะไรอยู่ ต้องการอะไรในปีนี้ และเรามีอะไรที่เชื่อมโยงกับเขาได้บ้าง จากนั้นจึงเลือกประเด็นที่จะคุยให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

“ถ้าเรารู้ว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร เราสามารถเตรียมข้อมูลหรือไอเดียที่เกี่ยวข้องไปคุยได้เลย แบบนี้การคุยจะมีทิศทาง ไม่เสียเวลา และคนที่วางแผนพร้อมจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน”

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากทุ่มเวลาไปกับการพัฒนาทักษะในการทำงาน แต่กลับไม่เคยสื่อสารความเก่งของตัวเองออกไป

ขณะให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ เขาก็ยกมือปิดตาตัวเองข้างหนึ่ง

“เมื่อผมปิดตาข้างหนึ่ง ผมจะเห็นฝั่งที่ตาเปิดอยู่ได้ชัด แต่ฝั่งที่ปิดเอาไว้ ไม่ว่ามันจะดีแค่ไหน จะสวยแค่ไหน ผมก็จะมองไม่เห็น และไม่มีทางรู้เลยว่ามีสิ่งเหล่านั้นอยู่

“ก็เหมือนความสามารถของเรา ถ้าเราไม่โชว์ออกไป มันก็เหมือนตาข้างที่ถูกปิดเอาไว้ คนอื่นย่อมไม่รู้ว่าเรามี ไม่รู้ว่าเราเก่ง

“ดังนั้น ถ้าคุณอยาก ปิดช่องว่าง The Visibility Gap หน้าที่ของคุณตอนนี้อาจไม่ใช่พัฒนาความเก่งให้มากขึ้น แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการสร้างการมองเห็นต่างหาก

“เราไม่ต้องเก่งติด Top 1% ก็ได้ แต่ถ้าเราพูดได้ดี สื่อสารเก่งจริง ๆ คู่แข่งในทีมเราที่มีคนเก่งใกล้เคียงกัน 20 คน อาจจะเหลืออยู่แค่ 2 คนเท่านั้น และโอกาสที่จะได้โปรโมทก็จะเพิ่มขึ้นทันทีครับ”

กล้าแสดงศักยภาพ และหาแสงให้เป็น

Jay Krit HREX The Visibility Gap

การเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้รับการมองเห็น เหมือนจะทำได้ไม่ยาก แต่หลายคนพอตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ย่อมกังวลว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองถูกมองเห็น โดยไม่ดูพยายามหาแสงมากเกินไป

คุณกฤตอธิบายว่าสิ่งที่จะทำให้สมการนี้คือถ้วนคือ มีผลงาน + มีการมองเห็น + มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราวางแผนเอาไว้แล้ว

“เราต้องรู้ก่อนว่าเราควรไปอยู่ในสายตาใครบ้างที่มีผลกับเรา แล้วก็ดูว่าจะมีใครที่ได้รับผลกระทบหากตัวเราได้แสงสปอทไลท์สาดส่องมา แต่ไม่ใช่ทุกเสียงที่เราต้องใส่ใจครับ หากมีคนไม่พอใจกับการเติบโตของเรา แต่ถ้าเขาคนนั้นไม่ได้มีผลต่อการได้เลื่อนขั้นของเรา ก็ไม่ต้องเก็บมาคิดมาก”

คนที่มีอิทธิพลต่อโอกาสเติบโตในเส้นทางของเราต่างหาก ที่เราต้องบริหารความสัมพันธ์ไปพร้อมกันให้ดี

“คนที่เติบโตได้จริง มักมีแรงสนับสนุนจากคนรอบตัว ถ้าหัวหน้าทีมอื่นรู้จัก จดจำเราได้ รู้ว่าเราเก่งจริง รวมถึงรู้สึกดีกับเรา เวลาจะโปรโมทใคร เขาก็พร้อมไฟเขียว พร้อมพูดแทนช่วยเรา เพราะการเลื่อนตำแหน่งมันต้องผ่านหลายคน ไม่ใช่แค่หัวหน้า”

คุณกฤตยังยกตัวอย่างจริงของลูกศิษย์ซึ่งเป็น HR สาย L&D จากองค์กรการเงินแห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งมาระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่เขาแนะนำเธอคือการป่าวประกาศสิ่งที่ตัวเองทำบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LinkedIn เพื่อโปรโมทตัวเองให้ HR ในเครือข่ายได้เห็น

“LinkedIn เป็นแหล่งที่ Recruiter กับ Headhunter เข้าไปหาคนเก่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างตัวตนของเราด้วย ถ้าเราพูดเรื่องที่เราทำอย่างต่อเนื่องให้กลุ่ม HR ที่เรามีคอนเนคชั่นมองเห็น เราจะโดดเด่นขึ้นมาทันที เมื่อเทียบกับคนในตำแหน่งเดียวกันอีกเป็นพันคนที่อาจจะเก่งจริง แต่ไม่ได้สื่อสารความเก่งออกมาเลย”

ผลปรากฏว่า หลังจากให้คำแนะนำไป แล้วลูกศิษย์ก็หมั่นโพสต์ใน LinkedIn เพื่อทำให้ความสามารถของเธอเป็นที่รู้จักในกลุ่มเครือข่าย เป็นผลให้เธอได้งานใหม่เป็น HR Manager ในอีกองค์กรจนได้

สร้างตัวตนเป็น เห็นข้อดีเยอะกว่าข้อเสีย

Jay Krit HREX The Visibility Gap

การรู้จักสื่อสารความเก่ง สร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักเพิ่มโอกาสได้งานใหม่ และเติบโตแน่นอน แต่สำหรับ HR หลาย ๆ คน อาจกลัวว่าถ้าส่งเสริมให้พนักงานสร้าง Personal Brand ของตัวเอง จะเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรอื่นมาชิงตัว แล้วเสียคนที่ใช่ไปหรือเปล่า ?

คุณกฤตมองเรื่องนี้ต่างออกไป

“ลองคิดดูว่า ถ้า Manager ในองค์กรของเราเกิดมีชื่อเสียงขึ้นมา มันจะช่วยสร้าง Employer Branding ได้ขนาดไหน ชื่อเสียงของคนในองค์กรจะดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเขาคนนั้นคือคนที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วยอยู่แล้ว

“และบางที เราอาจจะได้ลูกค้า ได้พาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ เพราะเห็นพนักงานในองค์กรแชร์เรื่องที่กำลังทำในบริษัทอยู่ก็เป็นได้ครับ มันคือการทำการตลาดให้องค์กรอีกทางหนึ่งด้วยโดยที่องค์กรเองอาจไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย”

ในอีกด้านหนึ่ง เขามองว่าหากพนักงานสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้นจริง องค์กรก็ควรตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อ

“ถ้าเขาเก่งจริง ขอเงินเดือนเพิ่ม 30% แต่เขาสร้างคุณค่าให้องค์กรเพิ่มถึง 50% ผมคิดว่าการจ่ายเงินให้เขาถือเป็นการลงทุนในคนที่คุ้มค่านะ แบบนี้การพัฒนาคนจะไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการเติบโตไปด้วยกันครับ”

HREX Webinar | Winning the C-Suite Pitch

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จาก HREX Webinar | Winning the C-Suite Pitch: ศิลปะการสื่อสารเพื่อชนะใจผู้บริหารสำหรับ HR

การสื่อสารของผู้นำ คือจุดตัดสินความเชื่อมั่นของทั้งองค์กร

ในทุกองค์กร คนที่มีบทบาทต่อการสื่อสารมากที่สุดคงหนีไม่พ้นผู้นำ คำพูดของพวกเขาไม่ได้สะท้อนภาพของตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมขององค์กรในสายตาของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงาน นักลงทุน และลูกค้า

ในฐานะผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker เขายกตัวอย่างที่เห็นด้วยตาตัวเองว่า เขารู้จัก CEO ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความสามารถในการบริหารงานสูงมาก แต่ทุกครั้งที่ต้องสื่อสารกับบอร์ดหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เขาสื่อสารได้ไม่ดี เสียงของเขาขาดความมั่นใจ พูดตะกุกตะกัก ผู้ถือหุ้นที่ฟังอยู่เลยเกิดความสงสัยในความถูกต้องของข้อมูล ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง และกระทบต่อราคาหุ้นโดยตรง

“มีคนอยากให้เขาไม่ต้องออกสื่อเลย แต่ด้วยบทบาทของ CEO บริษัทจดทะเบียน มันเป็นไปไม่ได้” เจ้าของรางวัลด้านการพูดจากหลายสถาบันอธิบาย

“ทุกครั้งที่เขาออกมาพูด มันคือโอกาส แต่จะเป็นโอกาสที่ดีขึ้นหรือแย่ลง อยู่ที่ว่าเขาพูดอย่างไร”

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ในระดับผู้นำ การสื่อสารไม่ใช่แค่ทักษะเสริม แต่มีผลโดยตรงต่อองค์กร ผู้นำที่สื่อสารได้ดีจะกลายเป็นหน้าตาขององค์กรทันที ดึงความเชื่อมั่น ลูกค้า และคนเก่งเข้ามาได้ แต่ในทางกลับกัน ก็สามารถทำลายสิ่งเหล่านั้นได้จากการสื่อสารเพียงไม่กี่ครั้งเช่นกัน

“ถ้ามีผู้บริหาร 2 คนเก่งเท่ากัน แต่คนหนึ่งสื่อสารได้ดี เป็นตัวแทนองค์กรได้ ยังไงคนก็พร้อมเลือกและสนับสนุนผู้บริหารที่สื่อสารได้ดีมากกว่าแน่นอน”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณกฤตมองว่า HR มีบทบาทสำคัญในการช่วยปลดล็อคจุดนี้ ไม่ใช่การรอให้ผู้นำเป็นฝ่ายขอพัฒนาตัวเองก่อน แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การพัฒนาทักษะการสื่อสาร และเพิ่ม Visibility เป็นส่วนหนึ่งของ Leadership Development อย่างเป็นระบบ

“ผู้นำหลายคนอยากพัฒนา แต่เขาไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ฝึก งานของ HR คือการสร้างพื้นที่นั้น ให้เขาได้ลองผิดลองถูกในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก่อน ก่อนที่จะออกไปสื่อสารในสเกลที่ใหญ่กว่า

“ในโลกธุรกิจ ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากผลงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่คนรับรู้และรู้สึกผ่านการสื่อสารของผู้นำในทุกครั้งที่เขาออกมาพูดครับ”

อย่ารอให้พร้อม เพราะคนที่เริ่มก่อน จะไปไกลกว่า

Jay Krit HREX The Visibility Gap

ก่อนจบบทสนทนา ผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker ทิ้งความคิดหนึ่งที่เหมือนเป็นบทสรุปของเส้นทางทั้งหมดไว้

ช่วงหนึ่งในชีวิต เขาพยายามค้นหาคาแรคเตอร์ที่ใช่ของตัวเอง เพราะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่คนในวงการต้องมี

“ช่วงหนึ่งผมเคยทำงานเป็นผู้ประกาศให้กับสถานีโทรทัศน์อีกแห่ง มีคนบอกว่าผมต้องหาคาแรคเตอร์ให้เจอ ผมก็พยายามหามันอยู่นาน ทั้งไปถามเพื่อนว่าพอนึกถึงเราแล้ว เราเป็นคนยังไง คำตอบก็ออกมาประมาณว่า สดใส พลังงานดี ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือภาพของพิธีกรแทบทุกคน”

แต่สุดท้ายเขาก็เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เองว่า บางทีคาแรคเตอร์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องหา แต่เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกสร้างขึ้นมาต่างหาก

“คาแรคเตอร์ในอดีตคือสิ่งที่เราเป็นมา แต่อนาคตคือสิ่งที่เราเลือกได้ว่าอยากเป็นแบบไหน ถ้าเลือกแล้ว วางแผน วางกลยุทธ์แล้ว ก็เริ่มทำพฤติกรรมแบบนั้นทุกวัน แล้วเดี๋ยวมันจะกลายเป็นเราเองครับ เช่นเดียวกับการสร้าง Personal Brand นั่นเอง”

ทั้งนี้ มีคนจำนวนมากที่รู้ว่าทักษะการพูดสำคัญ แต่ยังไม่เริ่มเพราะกำลังรอให้ตัวเองพร้อมก่อน และนี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนยังก้าวไปไม่ถึงไหน

“ถ้ารอให้พร้อม มันจะไม่มีวันนั้นครับ ในขณะที่คนหนึ่งยังลังเล อีกคนเริ่มฝึกไปแล้ว และในอีก 3–5 ปี ความต่างจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คนที่ฝึกพูด ฝึกสื่อสาร และคนที่พยายามทำให้ตัวเองเป็นที่มองเห็น เป็นที่รู้จัก จะเริ่มมีบทบาทในที่ประชุมมากขึ้น มีโอกาสได้อธิบายไอเดีย ได้นำเสนองาน และได้รับการนึกถึงในจังหวะสำคัญ ในขณะที่อีกคนอาจยังทำงานเก่งเหมือนเดิม แต่ยังคงไม่ได้ถูกเรียก”

JayKrit ยอมรับตรง ๆ ว่า เขาไม่เคยมีช่วงที่อยากหยุดพูด หรือหยุดสื่อสารเลย

“มันเป็นงานที่ผมชอบมากครับ แต่สำหรับคนทำงานทั่วไป ผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องรักการพูด แค่ต้องเข้าใจว่ามันคือทักษะที่ยิ่งฝึก ยิ่งได้เปรียบ และยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเห็นผลเร็ว”

และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาไม่ได้อยากบอกเทคนิคอะไรกับตัวเองเลย แต่อยากบอกเพียงแค่ว่า

“อย่าเสียเวลากับการรอให้ทุกอย่างชัดเจน เพราะความชัดเจน จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างที่เราลงมือทำ”

Jay Krit HREX The Visibility Gap

3 สิ่งที่เริ่มทำได้เลยวันนี้ เพื่อปิด Visibility Gap ของคุณ

1. ย้อนกลับไปดูตัวเองพูด วิธีพัฒนาทักษะการพูดที่ง่ายที่สุด

ทุกครั้งที่ต้องพูดหรือนำเสนองาน ลองอัดวิดีโอหรือเสียงเก็บไว้ แล้วกลับมาดูซ้ำด้วยสายตาของคนฟัง ไม่ใช่คนพูด สังเกตว่าน้ำเสียง ท่าทาง และการเลือกคำส่งสารได้ตรงกับที่ตั้งใจไหม วิธีนี้ไม่ต้องรอให้ใครมาให้ฟีดแบ็ก เพราะคุณคือกรรมการที่ดีที่สุดของตัวเอง

2. สร้างตัวตนในพื้นที่ที่คนในวงการของคุณมองอยู่

นอกจากใช้ LinkedIn ในการสร้างตัวตนด้วยการโพสต์สิ่งที่คุณทำ สิ่งที่คุณเรียนรู้ หรือมุมมองที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณอย่างสม่ำเสมอ เรายังสามารถสร้างตัวตนในองคืกรผ่านงานอีเวนต์ ผ่านการ Networking ในงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกองค์กร ซึ่งจะทำให้คุณโดดเด่นขึ้นทันทีในกลุ่มคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้สื่อสารออกมา

3. สร้างความสัมพันธ์กับคนที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของคุณ

การเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวหน้าตรงคนเดียว แต่มักต้องผ่านความเห็นของหลายคน ดังนั้นจงระบุให้ได้ว่าใครบ้างที่มีส่วนในการตัดสินใจนั้น แล้วลงทุนสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะผ่านงาน หรือชวนไปออกกำลังกาย ไปคาเฟ่ ไปช้อปปิ้ง การหมั่นผูกมิตรจะทำให้เขาจดจำคุณได้ และเขาจะกลายเป็นคนที่มีผลต่อการเติบโตของคุณในวันที่สำคัญที่สุด

หากคุณคือ HR หรือผู้นำองค์กรที่อยากพัฒนาคนให้สื่อสารได้ชัด พูดแล้วสร้างผลลัพธ์ และเติบโตได้เร็วขึ้น สามารถติดต่อ JayKrit เพื่อช่วยยกระดับทีมผ่าน Training และ Coaching ที่ออกแบบบทเรียนจากประสบการณ์จริงได้เลยที่นี่

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้