
การทำงานเก่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายครั้งงานที่ดีอาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์เท่าที่ควร หากไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของมัน โดยเฉพาะงานของ HR ที่มักอยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กร หลายโปรเจกต์ช่วยพัฒนาคน สร้างระบบที่ดีขึ้น หรือแก้ปัญหาระยะยาวให้ธุรกิจ หาก HR ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญ โอกาสที่โปรเจกต์เหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนแล้วเติบโตก็จะลดลงอย่างน่าเสียดาย
ใน HREX Webinar | Winning the C-Suite Pitch: ศิลปะการสื่อสารเพื่อชนะใจผู้บริหารสำหรับ HR คุณ เจ – กฤต บัวประเสริฐ (JayKrit) CEO และผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะรุ่นใหม่ระดับแนวหน้าของประเทศไทย จึงมาถ่ายทอดแนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยให้ HR สื่อสารกับผู้บริหารได้ทรงพลังขึ้น สามารถเอาชนะใจผู้บริหาร แล้วนำมาสู่การเติบโตและความสำเร็จได้
เนื้อหาใน Webinar ครั้งนี้ต่อยอดจากบทสัมภาษณ์ “ปิดช่องว่าง The Visibility Gap ด้วยทักษะการพูดและการสร้างตัวตน” ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ HREX ไว้นั่นเอง หากใครพลาด Webinar นี้ไป HREX สรุปสาระสำคัญที่ HR ควรรู้มาไว้ในบทความนี้แล้ว
Contents
- Recap The Visibility Gap: คนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “เก่งและถูกมองเห็น”
- HR ต้องรู้จักขายตัวเองผ่าน Personal Branding
- เตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมด้วย ABC Strategy Framework
- Pitch งานให้ผู้บริหาร Say Yes ต้องเริ่มจากปัญหาที่ใหญ่พอ
- หว่านเมล็ด สร้างตัวตนให้ผู้บริหารเห็น ก่อนถึงวันที่ต้อง Pitch งาน
- สรุป Winning the C-Suite Pitch
- หาก HR ท่านใดต้องการ Slide ของ HREX Webinar | Winning the C-Suite Pitch: ศิลปะการสื่อสารเพื่อชนะใจผู้บริหารสำหรับ HR สามารถดาวน์โหลดได้ทางลิงก์นี้
Recap The Visibility Gap: คนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “เก่งและถูกมองเห็น”

เคยสงสัยไหม ทำไมหลายครั้ง HR ทำงานหนัก คิดเยอะ วางแผนละเอียด แต่เมื่อต้องเสนอโปรเจกต์ต่อผู้บริหาร กลับไม่ได้รับการอนุมัติง่ายอย่างที่คาดหวัง ? คุณเจอธิบายว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ HR มักถูกมองเป็น Supporting Role งานจำนวนมากไม่ได้สร้างรายได้ให้องค์กรโดยตรงเหมือนฝ่ายขายหรือการตลาด ทำให้ทุกโปรเจกต์ต้องอธิบายให้ชัดว่า สิ่งที่ทำมีมูลค่าอย่างไร ช่วยธุรกิจตรงไหน และคุ้มค่าพอให้ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนหรือไม่
นอกจากนั้น ความสำเร็จของคนทำงานยังไม่ได้เกิดจากการเป็นคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่เกิดจาก “การเก่งพอ และถูกมองเห็น”
“เพราะต่อให้เรามีความสามารถมากแค่ไหน หากซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ทำงานอยู่ในมุมของตัวเองโดยไม่เคยสื่อสารให้ใครรับรู้ ผลงานนั้นก็อาจไม่ส่งผลต่อโอกาสเติบโตเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น การไม่แสดงศักยภาพออกมา ยังอาจทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำได้ดีด้วย”
ปัญหานี้เกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย ๆ ที่เรามักถูกสอนให้ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน แล้วเชื่อว่าวันหนึ่งคนจะเห็นคุณค่าเอง หลายคนจึงทุ่มเทกับการพัฒนาความสามารถที่เป็น Hard Skill แต่สิ่งที่เราพยายามพัฒนา อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ผู้บริหารใช้มองศักยภาพของคนที่จะเติบโตไปอีกขั้น
ทั้งนี้ หลายคนอาจรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นคนที่ดูเสนอหน้าเก่งเติบโตเร็วกว่า ทั้งที่ฝีมืออาจไม่ได้โดดเด่นเท่า แต่หากมองอย่างไม่อคติ สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าทักษะการทำให้ผลงานถูกมองเห็น และการอยู่ในพื้นที่สำคัญขององค์กรมีผลต่อการเติบโตจริง คนที่ทำงานเก่งมากแต่ไม่สื่อสาร อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่คนที่อาจไม่ได้เก่งที่สุด แต่รู้วิธีนำเสนอคุณค่าของตัวเอง กลับมีโอกาสมากกว่า
และยิ่งช่องว่างนี้ถ่างออกไปเรื่อย ๆ สุดท้ายไม่ใช่แค่ตัวบุคคลที่เสียโอกาส แต่องค์กรเองก็อาจพลาดการใช้คนเก่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน
“การปิดทองหลังพระอาจเป็นคุณค่าที่ดี แต่ถ้าไม่มีใครเห็นเลย โอกาสเติบโตก็อาจไม่มาถึง
“ดังนั้นคนทำงานไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองเก่งที่สุดก่อนถึงจะเริ่มแสดงตัวตน แค่เก่งเพียงพอ แล้วพัฒนาทักษะการนำเสนอคุณค่าของตัวเองให้ดีขึ้น นั่นอาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ความสามารถของเราไม่ถูกซ่อนไว้ในเงามืดอีกต่อไป”
HR ต้องรู้จักขายตัวเองผ่าน Personal Branding

ผู้ก่อตั้งสถาบัน Million Speaker ยังอธิบายว่า ก่อนจะสร้าง Personal Branding ในองค์กร คนทำงานยังต้องเก่งเป็นพื้นฐานก่อน เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองเป็นอันดับหนึ่งหรือสมบูรณ์แบบที่สุดถึงจะเริ่มสื่อสารผลงานได้ ขอแค่เก่งเพียงพอ มีผลงานจริง มีคุณค่าจริง แล้วค่อยหาวิธีทำให้คนอื่นเห็นสิ่งนั้น
เพราะถ้าเราเก่งแต่ไม่มีใครรู้ คนที่รู้ก็มีแค่ตัวเราเอง คนอื่นจะไม่รู้ว่าควรชวนเราไปทำโปรเจกต์ไหน ไม่รู้ว่าเราช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ และไม่รู้ว่าเราพร้อมรับโอกาสที่ใหญ่ขึ้นแล้วหรือยัง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Personal Branding ในองค์กรมีผลต่อการเติบโตมากกว่าที่หลายคนคิด
สำหรับคนที่ไม่เคยสร้างตัวตนมาก่อน คุณเจแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรใหญ่โต งานง่ายที่สุดคือเริ่มจากผลงานที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แล้วหาวิธีสื่อสารออกไปอย่างเหมาะสม เช่น หลังทำโปรเจกต์เสร็จ อาจเข้าไปขอคำแนะนำจากผู้บริหารหรือหัวหน้าที่เกี่ยวข้องว่า “งานชิ้นนี้ยังพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง”
วิธีนี้ไม่ใช่การเข้าไปอวดผลงานตรง ๆ แต่เป็นการทำให้ผู้บริหารรับรู้ว่าเรามีส่วนในโปรเจกต์ มีความจริงจังกับงาน และยังอยากพัฒนาให้ดีขึ้น เมื่อถึงวันที่ต้องเสนอโปรเจกต์ใหม่หรือขอโอกาสสำคัญในอนาคต การพูดคุยก็จะง่ายขึ้น เพราะเขาไม่ได้เพิ่งเห็นเราเป็นครั้งแรก
การขายตัวเองให้เป็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกอย่างจริงจัง เพียงแต่การขายตัวเองที่ดีไม่ใช่การอวดเก่ง ไม่ใช่การพยายามดันตัวเองให้เด่นกว่าคนอื่นตลอดเวลา และไม่ใช่การพูดถึงตัวเองแบบไม่มีจังหวะ ต้องทำให้คนเห็น 3 อย่างพร้อมกัน ได้แก่ เห็นผลงาน เห็นคุณค่า และเห็นถูกคน
- ทำให้คนเห็นผลงาน: ต้องรู้จักเล่าให้คนรู้ว่าเราทำอะไร สำเร็จอะไร และมีบทบาทอย่างไรกับงานนั้น
- ทำให้คนเห็นคุณค่า: ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าคนฟังต้องการอะไร ผู้บริหารสนใจเรื่องไหน แล้วนำเสนอให้ตรงกับคุณค่าที่เขามองหา
- ทำให้คนเห็นถูกคน: ต้องรู้ว่าใครคือคนสำคัญต่อการเติบโตของเรา ใครมีผลต่อการตัดสินใจ ใครควรเห็นศักยภาพของเรา และหาวิธีเข้าไปอยู่ในสายตาของคนเหล่านั้นอย่างเหมาะสม
หากต้องการเติบโตหรือขึ้นตำแหน่ง คุณเจมองว่าเราควรจริงจังกับเรื่องนี้เหมือนการทำโปรเจกต์หนึ่งชิ้น ต้องวางแผนให้ชัดว่าใครบ้างมีผลต่อการตัดสินใจ ใครบ้างควรเห็นผลงานของเรา และเราจะเข้าหาคนเหล่านั้นด้วยวิธีใด
การทำให้ตัวเองถูกมองเห็นไม่จำเป็นต้องเป็นการพรีเซนต์ใหญ่ต่อหน้าห้องประชุมเสมอไป บางครั้งอาจเริ่มจากจังหวะเล็ก ๆ เช่น ได้คุยกันหลังประชุม ลงลิฟต์พร้อมกัน กินข้าวร้านเดียวกัน หรือหาโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคืออย่าทำให้ดูฝืนหรือหวังผลจนเกินไป แต่ต้องแสดงให้เห็นทั้งความจริงจัง ความจริงใจ และทัศนคติเชิงบวก
เตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมด้วย ABC Strategy Framework

เมื่อ HR ต้องนำเสนอโปรเจกต์ต่อผู้บริหาร สิ่งที่ทำให้การสื่อสารมีพลังมากขึ้นไม่ใช่แค่การพูดให้ดีหรือทำสไลด์ให้สวย แต่ต้องเริ่มจากการวางกลยุทธ์ให้ชัดตั้งแต่ก่อนเข้าห้องประชุม
CEO ของสถาบัน Million Speaker แนะนำเครื่องมือที่เรียกว่า ABC Strategy Framework เพื่อช่วยให้การนำเสนอมีทิศทางมากขึ้น โดยเริ่มจากการรู้จักผู้ฟังให้ลึกพอ เข้าใจว่าผู้ฟังต้องการอะไร กำหนดสาระสำคัญให้คม และมองให้เห็นด้วยว่า ในฐานะผู้พูด เราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการนำเสนอครั้งนี้
Audience หรือการรู้จักผู้ฟังให้มากที่สุด เพราะ Data คือพลังที่สามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธในการสื่อสารได้ HR จึงไม่ควรรู้แค่ว่าคนฟังคือผู้บริหาร แต่ควรรู้ให้ลึกกว่านั้นว่าเขาอยู่ในวัยไหน มีเป้าหมายแบบใด สนใจเรื่องอะไร ใช้ภาษาแบบไหน มีประสบการณ์อย่างไร กำลังเผชิญสถานการณ์ใด และอะไรคือเรื่องที่เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ข้อมูลเหล่านี้หาได้จากหลายทาง ตั้งแต่ Social Media สิ่งที่เขาแชร์ แนวคิดที่เขาสนใจ คนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเขา ไปจนถึงคนรอบตัวที่อาจช่วยให้เราเห็นอินไซต์มากขึ้น ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ การนำเสนอก็ยิ่งมีโอกาสเข้าใกล้ใจผู้ฟังมากขึ้นเท่านั้น
ถัดมาคือ Benefit หรือการวิเคราะห์ว่า ผู้ฟังจะได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่เรานำเสนอ และมันสอดคล้องกับประโยชน์ที่เราจะได้ไหม โดยเขาแบ่งประโยชน์ออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่
- การงาน: ช่วยให้ผลงานดีขึ้น ทำงานง่ายขึ้น หรือแก้ปัญหาที่กระทบต่อองค์กรได้
- การเงิน: ช่วยเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ใช้งบคุ้มขึ้น หรือสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้
- อารมณ์: ช่วยลดความกังวล ทำให้รู้สึกมั่นใจ สบายใจ หรือภูมิใจมากขึ้น
- สังคมและสถานะ: ช่วยให้ผู้ฟังดูดีขึ้นในสายตาทีม ผู้บริหาร หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เมื่อรู้แล้วว่าผู้ฟังต้องการประโยชน์แบบไหน ขั้นต่อมาคือ Core Message หรือสารสำคัญที่อยากให้เขาจำได้ คุณเจแนะนำว่าอย่าพยายามยัดทุกอย่างลงไปในการนำเสนอครั้งเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีเวลาจำกัด หากต้องพูดสั้น ๆ อาจเหลือเพียงข้อความเดียวที่คมที่สุด จำง่ายที่สุด และผูกกับประโยชน์ที่ผู้ฟังต้องการมากที่สุด
จากนั้นค่อยนำ Audience, Benefit และ Core Message มาประกอบกันเป็น Action หรือสิ่งที่เราต้องการให้ผู้ฟังตัดสินใจ เช่น อนุมัติโปรเจกต์ สนับสนุนงบประมาณ เปิดโอกาสให้ทดลอง หรือยอมให้ HR เดินหน้าทำบางอย่างต่อ
การใช้ Framework เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน แต่เพียงแค่เริ่มฝึก ก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้การนำเสนอชัดขึ้นมากแล้ว ยิ่งทำบ่อย ยิ่งเก็บข้อมูลมาก ยิ่งใช้เครื่องมืออย่าง AI มาช่วยคิดต่อยอด ก็ยิ่งทำให้เราเห็นมุมที่อาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน
Pitch งานให้ผู้บริหาร Say Yes ต้องเริ่มจากปัญหาที่ใหญ่พอ

เมื่อเป้าหมายของ HR คือการทำให้ผู้บริหารระดับ C-Suite หรือ Board ตอบตกลงกับโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเตรียมข้อมูลให้ครบ หรืออธิบายให้เห็นว่าโปรเจกต์นี้ดีอย่างไร แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้ฟังให้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับอะไร ต้องการผลลัพธ์แบบไหน และอะไรคือเหตุผลที่จะทำให้เขารู้สึกว่าโปรเจกต์นี้ควรได้รับการสนับสนุน
คุณเจย้ำว่า ในห้องประชุมขายงาน เราไม่ควรขายสิ่งที่เราอยากทำ แต่ต้องนำเสนอสิ่งที่เขาอยากได้ให้ได้มากที่สุด
นั่นหมายความว่า ก่อนเข้าห้องประชุม HR ต้องวางกลยุทธ์ตั้งแต่แรกว่าใครคือคนสำคัญ ใครมีผลต่อการตัดสินใจ และเราจะทำให้เขาเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้ได้อย่างไร
นอกจากนี้ การ Pitch ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาที่เรายืนพรีเซนต์หน้าห้องเท่านั้น แต่รวมถึงการสื่อสารก่อนและหลังประชุมด้วย บางครั้งเหตุผลที่ผู้บริหารจะ Say Yes อาจไม่ได้มาจากสไลด์เพียงไม่กี่หน้า แต่มาจากความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเห็นว่าโปรเจกต์นี้เชื่อมกับเป้าหมายที่เขาให้ความสำคัญจริง ๆ และการขายงานสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในลิฟต์
หนึ่งในเครื่องมือที่เขาแนะนำคือ BONCA Pitching Model ซึ่งช่วยจัดลำดับการเล่าให้การนำเสนอน่าสนใจและมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเริ่มจาก
- Big Problem – องค์กรจะยอมลงทุนเมื่อเห็นว่ามีปัญหาสำคัญรอการแก้ไขอยู่ งานของคน Pitch จึงไม่ใช่แค่บอกว่ามีปัญหาอะไร แต่ต้องเลือกให้ได้ว่าปัญหาไหนใหญ่พอ สำคัญพอ และเล่าอย่างไรให้ผู้บริหารรู้สึกว่า เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว หากเปิดด้วยปัญหาที่เล็กเกินไป หรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริหารกังวล โอกาสที่โปรเจกต์จะถูกมองข้ามก็มีสูงขึ้นทันที
- Old Solution และ New Solution – ชี้ให้เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมอาจยังใช้ได้อยู่ แต่เริ่มไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว จากนั้นจึงนำเสนอวิธีใหม่ที่ดีกว่า ชัดกว่า และเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า จุดนี้ไม่ควรพูดเหมือนกำลังตำหนิของเดิม เพราะบางอย่างอาจเคยได้ผลในอดีต เพียงแต่วันนี้องค์กรต้องการวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ช่วยให้เราพาผู้ฟังค่อย ๆ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่แค่ความอยากลองของใหม่ของ HR
- Comparison – ต้องเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากทำโปรเจกต์นี้ องค์กรจะดีขึ้นอย่างไร เช่น ลดต้นทุนได้เท่าไหร่ ทำงานเร็วขึ้นแค่ไหน ลดภาระทีมลงอย่างไร เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้นเพียงใด หรือหากไม่เปลี่ยนแปลงตอนนี้ ค่าเสียโอกาสจะสูงแค่ไหน เมื่อผู้บริหารเห็นความต่างแล้ว ส่วนนี้สำคัญมาก จะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจง่ายขึ้น
- Action – สิ่งที่เป็นรูปธรรมว่าองค์กรควรทำอะไรต่อ ขั้นตอนที่ 1 2 3 4 คืออะไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาแค่ไหน และต้องให้ใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การ Pitch ที่ดีจึงไม่ใช่แค่ทำให้คนฟังเข้าใจ แต่ต้องพาเขาไปถึงจุดที่รู้สึกว่าควรตัดสินใจตอนนี้ และรู้ทันทีว่าต้องเริ่มจากตรงไหน
ปิดช่องว่าง The Visibility Gap ด้วยทักษะการพูดและการสร้างตัวตนกับ เจ – กฤต บัวประเสริฐ |
หว่านเมล็ด สร้างตัวตนให้ผู้บริหารเห็น ก่อนถึงวันที่ต้อง Pitch งาน
การสื่อสารกับผู้บริหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่พูดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวิธีที่เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาของคนสำคัญด้วย
คุณเจอธิบายว่า การจะทำให้ผู้บริหาร Say Yes ไม่ได้เกิดจากการเดินเข้าไปคุยกับ CEO เพียงครั้งเดียวแล้วหวังให้เขาเห็นด้วยทันที ก่อนถึงวันที่ต้อง Pitch เราต้องใช้เวลาวางหมาก วางเมล็ด และสร้างความไว้ใจมาก่อน ต้องทำให้คนสำคัญเห็นว่าเรามีความสามารถ มีความจริงจัง และเป็นคนที่น่าสนับสนุน
พูดง่าย ๆ คือเราต้องมีแต้มบุญในสายตาขององค์กรมาก่อน ไม่ว่าจะมาจากการช่วยงานคนอื่น การทำงานให้เห็นผล การมีท่าทีที่ดี หรือการทำให้คนรอบข้างรู้สึกเอ็นดูและอยากสนับสนุน เมื่อถึงวันที่เราต้องเสนอโปรเจกต์ โอกาสที่คนจะเปิดใจฟังจึงมีมากขึ้น
สำหรับคนทำงานประจำที่อยากสร้าง Personal Branding ในองค์กร อย่าปล่อยให้ผลงานหายไปหลังโปรเจกต์จบ แต่ควรเก็บหลักฐานและสื่อสารสิ่งที่เราทำออกไปอย่างเหมาะสม เช่น
- Photo: เก็บรูปของตัวเองกับผลงานหรือโปรเจกต์ที่เราเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะวันที่มีการ Launch งาน หากมีผู้บริหารหรือคนสำคัญมาร่วมงาน อาจขอถ่ายรูปไว้ด้วย เพราะในฐานะคนดูแลโปรเจกต์ เรามีเหตุผลที่เหมาะสมพอจะทำเช่นนั้นได้
- Feedback: ขอความคิดเห็นจากบุคคลสำคัญที่มาร่วมงาน เพื่อให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนอยากพัฒนา และรับรู้ว่าเรามีบทบาทอะไรในโปรเจกต์นั้น
- Post: นำผลงานไปเล่าในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น LinkedIn, Facebook หรือ Internal Social Media ขององค์กร เพื่อให้คนเห็นว่าเรากำลังทำอะไร มีผลงานแบบไหน และมีส่วนช่วยองค์กรอย่างไร
- Share: ส่งต่อผลงานให้คนที่ควรรับรู้ โดยเฉพาะคนที่มีผลต่อโอกาสเติบโตของเรา หรือคนที่อาจชวนเราไปทำโปรเจกต์สำคัญในอนาคต หลายคนทุ่มเวลาไปกับการทำงานเต็มที่ แต่ไม่ได้ใช้เวลาแม้แต่นิดเดียวในการสื่อสารว่าตัวเองทำอะไรสำเร็จบ้าง สุดท้ายผลงานจึงอยู่แค่ในไฟล์ อยู่แค่ในทีม หรืออยู่แค่ในความทรงจำของคนไม่กี่คน ขณะที่คนที่สื่อสารอย่างสม่ำเสมอจะค่อย ๆ ถูกมองเห็นมากขึ้น จำได้มากขึ้น และมีโอกาสมากขึ้น
การขายงานกับการขายตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องแยกขาดจากกัน เพราะหากเราอยากให้ผลงานพาเราเติบโต เราต้องกล้าจัดพื้นที่ให้ผลงานนั้นถูกมองเห็นด้วย
สรุป Winning the C-Suite Pitch

เมื่อคนทำงานดีแต่เลือกแอบอยู่ในที่มืด สิ่งที่ถูกตัดทิ้งไปไม่ใช่แค่อนาคตของตัวเอง แต่ยังรวมถึงโอกาสที่องค์กรจะได้ใช้ศักยภาพของคนคนนั้นอย่างเต็มที่ และโอกาสที่คนรอบข้างจะได้เรียนรู้จากสิ่งที่เขาทำได้ดีด้วย
การทำงานดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป โดยเฉพาะสำหรับ HR ที่ต้องขับเคลื่อนโปรเจกต์สำคัญขององค์กรให้เกิดขึ้นจริง หากผลงาน ความคิด และคุณค่าที่เราสร้างไม่ถูกมองเห็น โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารก็อาจลดลง ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นอาจช่วยพาองค์กรไปข้างหน้าได้มากกว่าที่หลายคนคิด
การชนะใจผู้บริหารจึงไม่ได้เริ่มจากสไลด์หน้าสุดท้ายในห้องประชุม แต่เริ่มจากการรู้จักผู้ฟัง เข้าใจสิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ วางโครงเรื่องให้คม ทำให้ผลงานถูกมองเห็น และสื่อสารคุณค่าของ HR ให้เชื่อมกับเป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น เมื่อ HR กล้าก้าวออกมาจากหลังฉากอย่างเหมาะสม โอกาสของตัวเอง องค์กร และคนรอบข้างก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกันมากขึ้น
สุดท้ายนี้ หากคุณคือ HR หรือผู้นำองค์กรที่อยากพัฒนาคนให้สื่อสารได้ชัด พูดแล้วสร้างผลลัพธ์ และเติบโตได้เร็วขึ้น สามารถติดต่อ JayKrit เพื่อช่วยยกระดับทีมผ่าน Training และ Coaching ที่ออกแบบบทเรียนจากประสบการณ์จริงได้เลยที่นี่
- LINE: https://line.me/R/ti/p/@651ubdlt
- Instagram: https://www.instagram.com/jaykrit_speaker
- TikTok: www.tiktok.com/@jaymillionspeaker
หาก HR ท่านใดต้องการ Slide ของ HREX Webinar | Winning the C-Suite Pitch: ศิลปะการสื่อสารเพื่อชนะใจผู้บริหารสำหรับ HR สามารถดาวน์โหลดได้ทางลิงก์นี้ |
