|
HIGHLIGHT
|

Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบ คือกระบวนการแก้ปัญหาที่เริ่มจากการทำความเข้าใจมนุษย์หรือผู้ใช้จริง แล้วจึงกำหนดปัญหา ระดมแนวคิด สร้างต้นแบบ และทดสอบกับผู้ใช้ เพื่อนำข้อมูลย้อนกลับมาปรับปรุงคำตอบให้ตรงความต้องการมากขึ้น
กระบวนการนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test แต่ไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงเสมอไป ทีมสามารถย้อนกลับไปทบทวนปัญหาหรือสร้างต้นแบบใหม่ได้เมื่อพบข้อมูลเพิ่มเติม
ทำไมองค์กรต้องเรียนรู้เรื่อง Design หรือ “การออกแบบ” ทั้ง ๆ ที่องค์กรไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับความสร้างสรรค์, ศิลปะ, ผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่ด้านสถาปัตยกรรมเลยแม้แต่น้อย ความคิดเหล่านั้นเป็นความคิดดั้งเดิมแบบยุคเก่าที่ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องของ “การออกแบบ” ใหม่
เพราะในยุคนี้การออกแบบหรือ Design นั้นเป็นได้มากกว่าแค่การคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้ออกมาเป็นวัตถุจับต้องได้ แต่การออกแบบจริง ๆ แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว
การออกแบบที่กำลังถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางกับองค์กรต่าง ๆ นั้นก็คือ Design Thinking หรือ “กระบวนการคิดในเชิงออกแบบ” นั่นเอง กระบวนการคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรตลอดจนปลูกฝังระบบวิธีคิดรูปแบบนี้ให้กับบุคลากรในองค์กรที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานของตนเองได้ด้วย ซึ่งกระบวนการคิดในรูปแบบนี้มีลักษณะและกระบวนการที่สร้างสรรค์ขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ช่วยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างดีทีเดียว
Contents
- Design Thinking คืออะไร?
- ทำไมการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) จึงมีความสำคัญกับองค์กรในยุคปัจจุบัน
- ประโยชน์ของระบบการคิดเชิงออกแบบ
- กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) 5 ขั้นตอน
- ตัวอย่าง Design Thinking ในงาน HR: ปรับปรุงกระบวนการ Onboarding
- เครื่องมือ Design Thinking ที่องค์กรนำไปใช้ได้
- ใช้ AI ร่วมกับ Design Thinking อย่างไรให้ได้ประโยชน์
- ข้อจำกัดและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ Design Thinking
- Design Thinking ต่างจาก Lean และ PDCA อย่างไร?
- โมเดลเพชรคู่ (Double Diamond) กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) ที่นำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้อย่างเหมาะสม
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Design Thinking
- บทสรุป
Design Thinking คืออะไร?
กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) คือ กระบวนการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ให้ถูกจุด ตลอดจนพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ที่ตั้งไว้ เพื่อที่จะหาวิถีทางที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด การแก้ปัญหาบนพื้นฐานกระบวนการนี้จะเน้นยึดไปที่หลักของผู้ใช้/ผู้บริโภค (User-centered) เป็นหลัก โดยมีเจตนาในการสร้างผลลัพธ์ในอนาคตที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ตอบโจทย์ตลอดจนแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย
Design Thinking 5 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง?
| ขั้นตอน | คำถามสำคัญ | เครื่องมือที่ใช้ได้ | ผลลัพธ์ที่ควรได้ |
|---|---|---|---|
| 1. Empathize | ผู้ใช้กำลังพบปัญหาอะไรในบริบทจริง? | สัมภาษณ์ สังเกตการณ์ Empathy Map | ข้อมูลเชิงลึกและความต้องการของผู้ใช้ |
| 2. Define | ปัญหาที่ควรแก้จริงคืออะไร? | Affinity Map, Persona, Journey Map | โจทย์ปัญหาที่ชัดเจนและยึดผู้ใช้เป็นหลัก |
| 3. Ideate | มีวิธีแก้ปัญหาแบบใดได้บ้าง? | Brainstorming, Brainwriting, How Might We | แนวคิดหลายทางเลือกก่อนคัดเลือก |
| 4. Prototype | จะทำให้แนวคิดมองเห็นและทดลองได้อย่างไร? | Storyboard, Role Play, Mockup, Pilot | ต้นแบบต้นทุนต่ำที่พร้อมให้ผู้ใช้ทดลอง |
| 5. Test | ต้นแบบตอบโจทย์ผู้ใช้จริงหรือไม่? | Usability Test, สัมภาษณ์, แบบสังเกต | หลักฐาน ข้อเสนอแนะ และประเด็นที่ต้องปรับ |
ข้อควรรู้: Stanford d.school เรียกทั้งห้าส่วนนี้ว่า “modes” เพื่อย้ำว่าสามารถสลับลำดับหรือย้อนกลับได้ตามสิ่งที่เรียนรู้ ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ต้องทำตามแบบตายตัว
ทำไมการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) จึงมีความสำคัญกับองค์กรในยุคปัจจุบัน
การนำเอากระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) นั้นอาจจะเห็นผลชัดเจนและเข้าใจได้แจ่มแจ้งกว่าสำหรับกระบวนการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคตลอดจนตอบโจทย์ที่ผู้บริโภคต้องการ รวมไปถึงสามารถผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาเพื่ออุดรูรั่วของตลาดนั้น ๆ ตลอดจนสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้
ซึ่งการคิดโดยนำเอากระบวนการคิดเชิงออกแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์นี้จะทำให้เราเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ และผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบโจทย์ตลาดตลอดจนแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

สำหรับการบริหารองค์กรเองนั้น การประยุกต์เอารูปแบบกระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) มาใช้อาจทำให้เรารู้จักคิดวิเคราะห์ในปัญหาที่เกิดขึ้นมากขึ้น รู้อย่างถี่ถ้วน ถ่องแท้ ละเอียด ซึ่งบางครั้งทำให้เราอาจรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ได้ก็เป็นได้ นั่นทำให้เราจับจุดปัญหาได้ถูก และมีวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นลำดับ มีการคิดวิเคราะห์วิธีแก้ไขอย่างถี่ถ้วน และรอบด้าน
นั่นทำให้เราสามารถมองวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้รอบมุม หลากหลายมุมมอง และทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือไม่ก็สามารถหาทางแก้อื่นสำรองได้ทันท่วงทีหากทางแก้ที่เลือกไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเราได้ลองมองทุกมุมมาแล้ว
นอกจากนั้นกระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) ยังก่อให้เกิดการคิดแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะนำมาคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา พยายามหาหนทางที่มากกว่าสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย ตลอดจนสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งก็รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการบริหารองค์กรได้ด้วยเช่นกัน

ในยุคที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงนี้ใคร ๆ ต่างก็ขวนขวายที่จะหาทางคิดผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ตลอดจนคิดหาวิธีทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ยอดเยี่ยมที่สุด
นั่นเลยทำให้หลายองค์กรมีการนำเอาการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) นี้มาใช้ในธุรกิจของตน รวมไปถึงองค์กรใหญ่ระดับโลกอย่าง Google, Apple หรือแม้แต่ Airbnb ที่นำเอากระบวนการคิดรูปแบบนี้ไปใช้ในองค์กรจนประสบความสำเร็จมาแล้ว และนั่นก็ทำให้หลายองค์กรต่างนำมาใช้กับองค์กรของตนบ้าง และสร้างความสำเร็จได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว
HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้
Q: แนวทางการพัฒนางานด้านแรงงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบัน
แนวทางการพัฒนางานด้านแรงงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบัน สามารถมีออกแบบแนวทางไหนบ้างคะ
A: ก่อนอื่นเราต้องรู้จักวิเคราะห์พนักงานท่านนั้นก่อน
อาจจะใช้วิธีการถาม แต่ต้องถามในลักษณะที่เป็นเชิงบวกนะครับ เราต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเขาก่อน หลังจากนั้นก็มองหาเครื่องมือมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของเขา โดยอาจใช้หลักการใช้ง่าย ๆ โดยการตั้งเป้าหมาย SMART GOAL ดังนี้,,, (คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)
ประโยชน์ของระบบการคิดเชิงออกแบบ

การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) มีประโยชน์มากมาย ทั้งต่อบุคลากรไปจนถึงองค์กรเลยทีเดียว ซึ่งประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นั้นมีดังนี้
- ฝึกกระบวนการแก้ไขปัญหาตลอดจนหาทางออกที่เป็นลำดับขั้นตอน : ปกติเราอาจจะมีการหาทางแก้ปัญหาแบบสะเปะสะปะ ไม่มีการหาสาเหตุ หรือไม่มีการมองรอบด้าน กระบวนการนี้จะทำให้เรามองอย่างรอบคอบและละเอียดมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจปัญหาได้อย่างถ่องแท้ และแก้ไขได้ตรงจุด
- มีทางเลือกที่หลากหลาย : การคิดบนพื้นฐานข้อมูลที่มีหลากหลาย ตลอดจนพยายามคิดหาวิถีทางหรือแชร์ไอเดียที่ดีออกมาหลากหลายรูปแบบ ทำให้เรามองเห็นอะไรรอบด้าน และมีตัวเลือกที่ดีที่สุด ก่อนนำไปใช้แก้ปัญหาจริง หรือนำไปปฏิบัติจริง
- มีตัวเลือกที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด : เมื่อเรามีตัวเลือกหลากหลายเราก็จะรู้จักคิดวิเคราะห์ และการคิดวิเคราะห์นี้เองจะทำให้เราสามารถเลือกทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุดได้ มีประสิทธิภาพมากกว่า
- ฝึกความคิดสร้างสรรค์ : การแชร์ไอเดีย ตลอดจนระดมความคิดนั้น จะทำให้สมองเราฝึกคิดหลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธีการ หลากหลายมุมมอง และทำให้เรารู้จักหาวิธีแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ที่เป็นพื้นฐานที่ดีในการแก้ปัญหา ตลอดจนการบริหารจัดการเช่นกัน
- เกิดกระบวนการใหม่ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ : มีการคิดมากมายหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนแชร์ไอเดียดี ๆ มากมาย การที่เราได้พยายามฝึกคิดจะทำให้เรามักค้นพบวิธีใหม่ ๆ เสมอ หรือเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เช่นกัน
- มีแผนสำรองในการแก้ปัญหา : การคิดที่หลากหลายวิธีนอกจากจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์เลือกวิธีที่ดีที่สุดได้แล้วนั้นก็ยังทำให้เรามีตัวเลือกสำรองไปในตัวโดยผ่านกระบวนการลำดับความสำคัญมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้เราสามารถเลือกใช้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีหากวิธีการที่เลือกไม่ประสบความสำเร็จ
- องค์กรมีการทำงานอย่างเป็นระบบ : เมื่อบุคลากรถูกฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบแบบแผนแล้วจะปลูกฝังระบบการทำงานที่ดี นั่นย่อมส่งผลให้องค์กรมีการทำงานอย่างเป็นระบบ และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรและองค์กรไปในตัว
กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) 5 ขั้นตอน
การทำความเข้าใจในขั้นตอนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) จะสามารถทำให้เราลำดับการปฏิบัติการ ตลอดจนรู้วิธีคิดและกระบวนการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปจนถึงสามารถสร้างนวัตกรรมหรือผลลัพธ์เพื่อมาตอบโจทย์ที่ต้องการได้ ซึ่งกระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) ในรูปแบบสากลนั้นมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจและเป็นขั้นตอนดังนี้

1. Empathize – เข้าใจปัญหา
ขั้นแรกต้องทำความเข้าใจกับปัญหาให้ถ่องแท้ในทุกมุมมองเสียก่อน ตลอดจนเข้าใจผู้ใช้กลุ่มเป้าหมาย หรือเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการแก้ไขนี้เพื่อหาหนทางที่เหมาะสมและดีที่สุดให้ได้ การเข้าใจคำถามอาจเริ่มตั้งด้วยการตั้งคำถาม สร้างสมมติฐาน กระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีได้ ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาให้ถ้วนถี่ เพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนให้ได้ การเข้าใจในปัญหาอย่างลึกซึ้งถูกต้องนั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นและได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม
2. Define – กำหนดปัญหาให้ชัดเจน
เมื่อเรารู้ถึงข้อมูลปัญหาที่ชัดเจน ตลอดจนวิเคราะห์อย่างรอบด้านแล้ว ให้นำเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อที่จะคัดกรองให้เป็นปัญหาที่แท้จริง กำหนดหรือบ่งชี้ปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติการต่อไป รวมถึงมีแก่นยึดในการแก้ไขปัญหาอย่างมีทิศทาง
3. Ideate – ระดมความคิด
การระดมความคิดนี้คือการนำเสนอแนวความคิดตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไม่มีกรอบจำกัด ควรระดมความคิดในหลากหลายมุมมอง หลากหลายวิธีการ ออกมาให้มากที่สุด เพื่อที่จะเป็นฐานข้อมูลในการที่เราจะนำไปประเมินผลเพื่อสรุปเป็นความคิดที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากความคิดเดียว หรือเลือกความคิดเดียว
แต่เป็นการผสมผสานหลากหลายความคิดให้ออกมาเป็นแนวทางสุดท้ายที่ชัดเจนก็ได้ การระดมความคิดนี้ยังช่วยให้เรามองปัญหาได้อย่างรอบด้านและละเอียดขึ้นด้วย รวมถึงหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างรอบคอบได้ด้วยเช่นกัน
4. Prototype – สร้างต้นแบบที่เลือก
หากเป็นเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมขั้น Prototype นี้ก็คือการสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบจริงก่อนที่จะนำไปผลิตจริง สำหรับในด้านอื่นๆ ขั้นนี้ก็คือการลงมือปฏิบัติหรือทดลองทำจริงตามแนวทางที่ได้เลือกแล้ว ตลอดจนสร้างต้นแบบของปฏิบัติการที่เราต้องการจะนำไปใช้จริง
5. Test – ทดสอบ
ทดลองนำต้นแบบหรือข้อสรุปที่จะนำไปใช้จริงมาปฏิบัติก่อน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ ตลอดจนประเมินผล เสร็จแล้วก็นำเอาปัญหาหรือข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำไปใช้จริงอีกครั้งนั่นเอง
HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้
Q: กิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Design Thinking ของพนักงานที่น่าสนใจ ?
การสร้างทัศนคติให้พนักงานมี Design Thinking นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรมมากนัก และวัดผลได้ยาก โดยเฉพาะเรื่อง Soft Skill ใครมีแนวทางหรือวิธีการที่น่าสนใจ ทำได้แล้วได้ผลไหมคะA: Design Thinking แปลตรง ๆ ก็คือ การคิดเชิงออกแบบ
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ความคิดจะออกแบบได้อย่างไร เรื่องความคิดเป็น Soft Skill ความคิดมาจากสมองของคน ยิ่งคิดยิ่งใช้สมอง ระบบการคิดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น,,, (คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)
ตัวอย่าง Design Thinking ในงาน HR: ปรับปรุงกระบวนการ Onboarding
สมมติว่าองค์กรพบว่าพนักงานใหม่ใช้เวลานานกว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และหลายคนรู้สึกสับสนในช่วงเดือนแรก ทีม HR สามารถใช้ Design Thinking เพื่อค้นหาสาเหตุและทดลองทางออกได้ดังนี้
| ขั้นตอน | ตัวอย่างการลงมือทำ |
|---|---|
| Empathize | สัมภาษณ์พนักงานใหม่ หัวหน้างาน และ Buddy พร้อมสังเกตประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานถึงครบ 30 วัน |
| Define | สรุปโจทย์ เช่น “พนักงานใหม่ต้องการรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ต้องทำอะไรและควรถามใคร เพื่อเริ่มงานได้อย่างมั่นใจ” |
| Ideate | ระดมแนวคิด เช่น Checklist รายสัปดาห์ ระบบ Buddy คู่มือแบบสั้น วิดีโอแนะนำ และแผน 30-60-90 วัน |
| Prototype | สร้างชุด Onboarding ฉบับทดลองและนำไปใช้กับหนึ่งแผนกเป็นเวลา 4 สัปดาห์ |
| Test | เก็บความคิดเห็นและวัดระยะเวลาที่พนักงานเริ่มทำงานได้เอง ความพึงพอใจ ข้อผิดพลาด และการลาออกช่วงทดลองงาน ก่อนปรับรอบถัดไป |
หัวใจของตัวอย่างนี้ไม่ใช่การรีบผลิตคู่มือให้สวยที่สุด แต่คือการพิสูจน์ก่อนว่าองค์กรเข้าใจปัญหาของพนักงานใหม่ถูกต้องหรือไม่ และทางออกช่วยให้ประสบการณ์ดีขึ้นจริงเพียงใด
เครื่องมือ Design Thinking ที่องค์กรนำไปใช้ได้
- Interview และ Observation: ฟังสิ่งที่ผู้ใช้พูดควบคู่กับการดูพฤติกรรมจริง เพื่อไม่สรุปจากสมมติฐานของทีมเพียงด้านเดียว
- Persona: สรุปลักษณะ เป้าหมาย และข้อจำกัดของกลุ่มผู้ใช้โดยอิงข้อมูลวิจัย ไม่ใช่สร้างตัวละครจากความรู้สึก
- Customer หรือ Employee Journey Map: มองประสบการณ์ตลอดเส้นทางและระบุจุดติดขัดที่ควรแก้ก่อน
- How Might We: เปลี่ยนปัญหาเป็นคำถามปลายเปิด เช่น “เราจะช่วยให้พนักงานใหม่ขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นอย่างไร”
- Brainwriting และ Crazy 8s: เปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอแนวคิด ลดการที่เสียงของคนบางคนครอบงำวงประชุม
- Prototype และ Pilot: ทดลองด้วยต้นทุนต่ำก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ เช่น แบบร่าง Storyboard Role Play หรือโครงการนำร่อง
ใช้ AI ร่วมกับ Design Thinking อย่างไรให้ได้ประโยชน์
AI ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทนเสียงของผู้ใช้จริง โดยสามารถนำมาช่วยในแต่ละช่วงได้ดังนี้
- Empathize: ถอดเสียงและสรุปบทสัมภาษณ์เบื้องต้น โดยผู้วิจัยต้องตรวจความถูกต้องและรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล
- Define: ช่วยจัดกลุ่มประเด็นหรือค้นหารูปแบบจากข้อมูลจำนวนมาก แต่ทีมต้องย้อนกลับไปตรวจหลักฐานต้นทาง
- Ideate: ช่วยเสนอทางเลือก เปรียบเทียบสถานการณ์ และตั้งคำถามเพิ่มเติม เพื่อขยายความคิดของทีม
- Prototype: ช่วยสร้างข้อความ Storyboard Mockup หรือบทสนทนาจำลองสำหรับการทดลองอย่างรวดเร็ว
- Test: ช่วยจัดหมวดหมู่ Feedback และสรุปประเด็นซ้ำ แต่การตัดสินใจควรอาศัยข้อมูลจริงและมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ
ข้อควรระวัง: ไม่ควรป้อนข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลพนักงาน หรือความลับทางธุรกิจลงในเครื่องมือที่องค์กรไม่ได้อนุมัติ และต้องตรวจอคติ ข้อมูลที่ AI แต่งขึ้น รวมถึงกำหนดผู้รับผิดชอบในการทบทวนผลลัพธ์ แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลและ Human Oversight ในกรอบ AI Risk Management Framework ของ NIST
ข้อจำกัดและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ Design Thinking
- เริ่มจากคำตอบก่อนฟังผู้ใช้: ทำให้ขั้น Empathize กลายเป็นเพียงการหาข้อมูลมายืนยันความคิดเดิม
- เก็บข้อมูลจากกลุ่มที่แคบเกินไป: ผลลัพธ์อาจตอบโจทย์คนกลุ่มหนึ่ง แต่สร้างอุปสรรคให้ผู้ใช้อีกกลุ่ม
- ระดมความคิดแล้วไม่ทดลอง: Workshop ที่มี Post-it จำนวนมากไม่ได้แปลว่าเกิดนวัตกรรม หากไม่มี Prototype และ Test
- มองข้ามความเป็นไปได้ทางธุรกิจ: ทางออกต้องตอบโจทย์มนุษย์ พร้อมพิจารณาเทคโนโลยี งบประมาณ กฎหมาย และความสามารถในการดำเนินงาน
- ใช้กระบวนการเป็นเส้นตรงเกินไป: เมื่อผลทดสอบไม่ตอบโจทย์ ทีมควรย้อนกลับไปนิยามปัญหาหรือหาแนวคิดใหม่
- ไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ: ควรกำหนดทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพิสูจน์ว่าทางออกสร้างผลลัพธ์จริง
Design Thinking ต่างจาก Lean และ PDCA อย่างไร?
| แนวคิด | จุดเน้น | เหมาะกับสถานการณ์ |
|---|---|---|
| Design Thinking | เข้าใจมนุษย์ ค้นหาปัญหาที่ควรแก้ และทดลองทางออก | ปัญหาที่ยังไม่ชัด ต้องการนวัตกรรมหรือประสบการณ์ใหม่ |
| Lean | สร้างคุณค่าและลดความสูญเปล่าในกระบวนการ | ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน เวลา หรือต้นทุน |
| PDCA | วางแผน ลงมือ ตรวจสอบ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง | มีเป้าหมายหรือกระบวนการแล้ว และต้องการพัฒนาอย่างเป็นระบบ |
ทั้งสามแนวคิดสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น ใช้ Design Thinking เพื่อหาโจทย์และออกแบบทางออก ใช้ Lean เพื่อลดความสูญเปล่า และใช้ PDCA เพื่อติดตามผลและปรับปรุงหลังนำไปใช้งาน
โมเดลเพชรคู่ (Double Diamond) กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) ที่นำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้อย่างเหมาะสม
กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) นั้นมีการนำมาประยุกต์ใช้และสร้างเป็นโมเดลขึ้นหลายรูปแบบ และหนึ่งในโมเดลที่นิยมนำมาใช้กับงานบริหารจัดการตลอดจนสร้างสรรค์การทำงานให้กับองค์กรก็คือโมเดลเพชรคู่ หรือ Double Diamond ที่ได้รับความนิยมในระดับสากลนั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนที่เรียกง่าย ๆ ว่า 4D ดังนี้

แหล่งอ้างอิง : Design Council
- 1.Discover – ทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อมองเห็นถึงปัญหา
- 2.Define – คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการจะแก้ไข
- 3.Develop – ระดมไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา
- 4.Deliver – นำไอเดียที่ดีที่สุดไปพัฒนาต่อ และทดลองใช้
ขั้นตอนที่ 1 : ค้นพบ – Discover
ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการการคิดเชิงออกแบบทุกครั้งเรามักหยิบเอาปัญหามาเป็นโจทย์สำคัญในการเริ่มต้น ในขั้นตอนแรกนี้ก็คือการค้นพบปัญหาแล้วทำความเข้าใจกับปัญหาให้ลึกซึ้งมากที่สุด หลากหลายมิติที่สุด เพื่อที่จะนำไปสู่การหาทางออกที่ดีและตอบโจทย์มากที่สุด
ขั้นตอนที่ 2 : บ่งชี้ / กำหนด – Define
หลังจากที่เรามองปัญหาอย่างรอบด้านแล้ว ให้นำเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อที่จะคัดกรองให้เป็นปัญหาที่แท้จริง กำหนดหรือบ่งชี้ว่าเป็นปัญหาอะไร ประเภทไหน เพื่อให้เข้าใจลักษณะของปัญหาให้ได้ชัดเจนที่สุดเพียงประเด็นเดียว เพื่อที่จะได้มีจุดหมายในการหาทางแก้ไขได้อย่างตรงประเด็น มีทิศทางชัดเจน
ขั้นตอนที่ 3 : พัฒนา – Develop
หลังจากที่เรามีแก่นของปัญหาที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนของการพัฒนานี้ก็คือการระดมสมองเพื่อ แชร์ไอเดีย เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ นานา ทั้งในกรอบและนอกกรอบ โดยคิดให้รอบด้านที่สุด ถ้าเปรียบกับการออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แล้วขึ้นตอนนี้ก็คือการหาไอเดียเพื่อที่จะออกแบบไปในทิศทางต่างๆ หลากหลายรูปแบบเพื่อนำมาเลือกไอเดียที่ดีที่สุดไปผลิตนั่นเอง
ขั้นตอนที่ 4 : นำไปปฏิบัติจริง – Deliver
ขั้นตอนนี้เราจะเลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาจริง ปฏิบัติจริง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่เราตั้งไว้ นำไปทดลองหรือทดสอบจริงว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ตลอดจนเก็บข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผลด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Design Thinking
Design Thinking ย่อมาจากอะไร?
Design Thinking ไม่ใช่คำย่อ แต่แปลได้ว่า “การคิดเชิงออกแบบ” หมายถึงการนำวิธีคิดและเครื่องมือของนักออกแบบมาใช้แก้ปัญหา โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์ การทดลอง และการเรียนรู้จาก Feedback
Design Thinking มีกี่ขั้นตอน?
กรอบที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายของ Stanford d.school มี 5 ขั้นตอนหรือ 5 modes ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test อย่างไรก็ตาม กระบวนการสามารถย้อนกลับหรือทำซ้ำได้
Design Thinking ใช้กับงานอะไรได้บ้าง?
ใช้ได้ทั้งการออกแบบสินค้า บริการ ประสบการณ์ลูกค้า กระบวนการทำงาน นโยบาย และงาน HR เช่น Recruitment, Onboarding, Learning & Development และ Employee Experience
Design Thinking ต้องใช้เวลานานหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโจทย์ ทีมสามารถเริ่มด้วย Design Sprint หรือโครงการนำร่องขนาดเล็กได้ แต่ไม่ควรลดขั้นตอนจนเหลือเพียงการระดมความคิดโดยไม่มีข้อมูลผู้ใช้และการทดสอบ
Prototype จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้นแบบอาจเป็นภาพร่าง Storyboard แบบฟอร์ม Role Play ขั้นตอนบริการ หรือโครงการนำร่อง เป้าหมายคือทำให้แนวคิดทดลองได้ก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ
Design Thinking ใช้ AI แทนการสัมภาษณ์ผู้ใช้ได้หรือไม่?
ไม่ควรใช้แทนทั้งหมด AI สามารถช่วยเตรียมคำถาม สรุป และจัดกลุ่มข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถแทนบริบท อารมณ์ และประสบการณ์จริงของผู้ใช้ รวมถึงอาจสร้างข้อมูลผิดหรือมีอคติได้
บทสรุป

การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) เป็นการประยุกต์วิธีการออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ ๆ มาสู่การทำงานในส่วนต่าง ๆ ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) จะเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการทำงานที่จะช่วยให้บุคลากรมีระบบความคิดที่ดีและพร้อมในการหาวิธีการแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่พัฒนาอยู่เสมอด้วย ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการตอบโจทย์ที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร หรือสร้างแนวทางใดให้ไปสู่ความสำเร็จ
Sources
สำหรับองค์กรที่ต้องการขยายผลจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุดไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภาพรวม สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การพัฒนาองค์กร (Organization Development) และ Employee Engagement ได้ |



