|
HIGHLIGHT
|

แนวคิดและทฤษฎีด้านการบริหารจัดการ (Management Concept) คือกรอบความคิดที่ช่วยให้องค์กรออกแบบการทำงาน ใช้ทรัพยากร และประสานความร่วมมือของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
ศาสตร์ด้านการบริหารเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อระบบโรงงานและการผลิตขยายตัวจนต้องอาศัยโครงสร้าง กฎเกณฑ์ และวิธีทำงานที่ชัดเจน ต่อมา นักวิชาการเริ่มให้ความสำคัญกับแรงจูงใจ ความสัมพันธ์ของคน และสภาพแวดล้อมภายนอกมากขึ้น จึงเกิดทฤษฎีการบริหารหลายสำนักที่ยังมีอิทธิพลต่อการจัดการองค์กรในปัจจุบัน
Contents
- ทบทวนอีกครั้ง การจัดการ คืออะไร?
- ทฤษฎีและแนวคิดด้านการบริหารจัดการ (Management Concept) มีอะไรบ้าง?
- 1. ทฤษฎีและแนวคิดแบบดั้งเดิม (Classical Theory)
- 2. ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations)
- 3. ทฤษฎีและแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ (Modern Organization Theory)
- ตารางเปรียบเทียบทฤษฎีการบริหารแต่ละกลุ่ม
- เลือกใช้ทฤษฎีการบริหารอย่างไรให้เหมาะกับองค์กร?
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทฤษฎีการบริหารจัดการ (Management Concept)
- บทสรุป
![]() การจัดการคืออะไร? สิ่งที่ HR ควรรู้ |
ทบทวนอีกครั้ง การจัดการ คืออะไร?
การจัดการ (Management) คือกระบวนการวางแผน จัดองค์กร จัดสรรทรัพยากร นำทีม และควบคุมการดำเนินงาน เพื่อให้คนในองค์กรทำงานร่วมกันและบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนทฤษฎีการบริหารคือกรอบที่ใช้อธิบายและออกแบบกระบวนการเหล่านี้ เช่น ควรแบ่งงานอย่างไร อำนาจตัดสินใจควรอยู่ที่ใคร จะสร้างแรงจูงใจอย่างไร และองค์กรควรปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงแบบใด
ทฤษฎีและแนวคิดด้านการบริหารจัดการ (Management Concept) มีอะไรบ้าง?
การจัดกลุ่มทฤษฎีอาจแตกต่างกันตามตำรา แต่โดยทั่วไปสามารถมองพัฒนาการเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แนวคิดแบบดั้งเดิม แนวคิดมนุษยสัมพันธ์ และแนวคิดสมัยใหม่ การแบ่งเช่นนี้ช่วยให้เห็นว่า จุดสนใจของการบริหารค่อยๆ ขยายจากประสิทธิภาพของงาน ไปสู่ความสำคัญของคน และต่อยอดไปสู่การมององค์กรเป็นระบบที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์
1. ทฤษฎีและแนวคิดแบบดั้งเดิม (Classical Theory)
แนวคิดแบบดั้งเดิมพัฒนาขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อรองรับระบบโรงงานและองค์กรขนาดใหญ่ จุดเน้นสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพ กำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน และสร้างโครงสร้างที่ทำให้งานจำนวนมากดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
แนวคิดกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงการควบคุมพนักงานระดับปฏิบัติการ แต่ยังครอบคลุมหลักการบริหารสำหรับผู้จัดการและแนวคิดเรื่องระบบราชการด้วย ตามการจัดหมวดหมู่ในตำราการบริหารสมัยใหม่ เช่น OpenStax: Administrative and Bureaucratic Management
1.1 การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
การจัดการแบบวิทยาศาสตร์มุ่งค้นหา “วิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพ” ด้วยการสังเกต เก็บข้อมูล แยกขั้นตอน และกำหนดมาตรฐานการทำงาน แทนการอาศัยความเคยชินหรือการลองผิดลองถูกเพียงอย่างเดียว
- Frederick Winslow Taylor: เสนอให้ศึกษาวิธีทำงานอย่างเป็นระบบ คัดเลือกและฝึกอบรมคนให้เหมาะกับงาน ตลอดจนแบ่งความรับผิดชอบระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงานอย่างชัดเจน แนวคิดนี้ช่วยวางรากฐานเรื่องมาตรฐานงานและการวัดผลผลิต แต่หากใช้แบบแข็งตัวเกินไป อาจลดทอนความเป็นมนุษย์และอิสระในการทำงานได้
1.2 หลักการบริหาร (Administrative Management)
แนวคิดนี้มองการบริหารในระดับองค์กร โดยสนใจหน้าที่ของผู้บริหาร การแบ่งงาน สายบังคับบัญชา การประสานงาน และการควบคุม เพื่อให้ส่วนต่างๆ ทำงานสอดคล้องกัน
- Henri Fayol: เป็นนักคิดในกลุ่ม Classical Theory ที่เสนอหลักการบริหารและหน้าที่สำคัญของผู้บริหาร ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์กร การสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม แนวคิดของเขาเป็นรากฐานของงานบริหารในเวลาต่อมา
- Luther Gulick และ Lyndall Urwick: มีบทบาทสำคัญต่อการรวบรวมและพัฒนาหลักการบริหาร โดย Gulick เสนอกรอบ POSDCORB ในบทความที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ Papers on the Science of Administration เมื่อปี ค.ศ. 1937 ไม่ใช่ผลงานที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองตามที่มักมีการอ้างต่อกันมา
POSDCORB สรุปหน้าที่ของฝ่ายบริหารไว้ 7 ด้าน ได้แก่
- P – Planning: การกำหนดเป้าหมายและวางแผนงาน
- O – Organizing: การจัดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบ
- S – Staffing: การวางแผนอัตรากำลัง สรรหา พัฒนา และดูแลบุคลากร
- D – Directing: การสั่งการ มอบหมายงาน และนำทีม
- Co – Coordinating: การประสานงานระหว่างส่วนต่างๆ
- R – Reporting: การรายงาน ติดตาม และสื่อสารผลการดำเนินงาน
- B – Budgeting: การวางแผนและควบคุมงบประมาณ
1.3 แนวคิดระบบราชการ (Bureaucratic Management)
Max Weber อธิบายองค์กรแบบราชการที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ การแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ ลำดับชั้นอำนาจ การตัดสินใจอย่างเป็นทางการ และการคัดเลือกบุคลากรตามคุณสมบัติ ระบบนี้ช่วยสร้างมาตรฐาน ความต่อเนื่อง และความเป็นธรรมในองค์กรขนาดใหญ่ แต่หากมีกฎมากเกินไป อาจทำให้งานล่าช้าและปรับตัวได้ยาก
2. ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations)
เมื่อการบริหารแบบดั้งเดิมให้ความสำคัญกับโครงสร้างและผลผลิตมาก นักวิชาการในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 จึงเริ่มศึกษาปัจจัยด้านจิตวิทยา สังคม กลุ่มไม่เป็นทางการ การสื่อสาร และแรงจูงใจของคนในที่ทำงาน แนวคิดกลุ่มนี้ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นว่า ประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับขั้นตอนและค่าจ้างเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ การยอมรับ และประสบการณ์ของพนักงานด้วย

- Elton Mayo และการศึกษา Hawthorne: งานศึกษาที่โรงงาน Hawthorne ของ Western Electric ช่วยกระตุ้นความสนใจต่อกลุ่มทางสังคม การสื่อสาร และทัศนคติของพนักงาน อย่างไรก็ดี การตีความผลการศึกษาเหล่านี้มีข้อถกเถียง และไม่ควรสรุปง่ายๆ ว่าการได้รับความสนใจเพียงอย่างเดียวทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
- Abraham Maslow: เสนอทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ ตั้งแต่ความต้องการพื้นฐาน ความปลอดภัย การเป็นส่วนหนึ่ง การได้รับการยอมรับ ไปจนถึงการเติมเต็มศักยภาพ แนวคิดนี้ช่วยเปิดมุมมองเรื่องแรงจูงใจ แต่ผู้บริหารไม่ควรใช้ลำดับขั้นเป็นสูตรตายตัว เพราะความต้องการของแต่ละคนและแต่ละวัฒนธรรมแตกต่างกัน
- Hugo Munsterberg: เป็นผู้บุกเบิกจิตวิทยาอุตสาหกรรม โดยนำหลักจิตวิทยามาใช้กับการคัดเลือกบุคลากร การออกแบบงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพัฒนาการของแนวคิดกลุ่มนี้ได้จาก OpenStax: Human Relations Movement
![]() แนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation Concept) |
3. ทฤษฎีและแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ (Modern Organization Theory)
องค์กรสมัยใหม่ต้องรับมือกับเทคโนโลยี คู่แข่ง ความต้องการของลูกค้า กฎหมาย ตลาดแรงงาน และความไม่แน่นอนที่เปลี่ยนอยู่เสมอ แนวคิดการบริหารจึงขยายจากการมองเฉพาะโครงสร้างภายใน ไปสู่การมองความเชื่อมโยงของทั้งระบบและเลือกวิธีบริหารให้เหมาะกับสถานการณ์
3.1 ทฤษฎีระบบ (Systems Theory)
ทฤษฎีระบบมององค์กรเป็นระบบเปิดที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ซึ่งพึ่งพากัน เช่น คน กระบวนการ เทคโนโลยี การเงิน และวัฒนธรรม องค์กรรับทรัพยากรและข้อมูลจากภายนอก นำมาผ่านกระบวนการ แล้วสร้างผลลัพธ์กลับสู่สภาพแวดล้อม
ข้อคิดสำคัญคือ การแก้ปัญหาจุดหนึ่งอาจกระทบอีกจุดหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยลดต้นทุนระยะสั้น แต่เพิ่มภาระงาน ลดคุณภาพบริการ และทำให้คนเก่งลาออกในระยะยาว ผู้บริหารจึงต้องมองความสัมพันธ์ทั้งระบบ ไม่ใช่ปรับตัวเลขเพียงจุดเดียว
3.2 ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)
ทฤษฎีตามสถานการณ์เสนอว่า ไม่มีโครงสร้างหรือวิธีบริหารแบบเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี กลยุทธ์ ขนาดองค์กร และความสามารถของทีม
องค์กรที่ทำงานภายใต้กฎความปลอดภัยเข้มงวดอาจต้องมีมาตรฐานและการควบคุมที่ชัดเจน ขณะที่ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อาจต้องการการตัดสินใจแบบกระจายอำนาจและพื้นที่สำหรับทดลอง แนวคิดนี้จึงช่วยให้ผู้บริหารเลือกใช้ Classical Theory หรือ Human Relations ได้ตามบริบท แทนการยึดติดกับแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
3.3 การจัดการเชิงปริมาณและการตัดสินใจด้วยข้อมูล
การจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative Management) ใช้ข้อมูล สถิติ แบบจำลอง และการวิเคราะห์เพื่อช่วยวางแผนทรัพยากร คาดการณ์ และตัดสินใจ ปัจจุบันแนวคิดนี้ต่อยอดสู่ People Analytics, Business Intelligence และการใช้ AI สนับสนุนการบริหาร
อย่างไรก็ดี ข้อมูลและ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ผู้บริหารยังต้องตรวจสอบคุณภาพข้อมูล อคติ ความเป็นส่วนตัว ผลกระทบต่อคน และใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจ
3.4 การบริหารคุณภาพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
W. Edwards Deming มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดการบริหารคุณภาพและการเรียนรู้จากกระบวนการ วงจร PDSA (Plan-Do-Study-Act) เน้นการวางแผน ทดลอง ศึกษาผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วน PDCA (Plan-Do-Check-Act) เป็นกรอบที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในงานพัฒนาคุณภาพ
หัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจจับความผิดพลาดปลายทาง แต่คือการออกแบบระบบให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง และใช้ข้อมูลจากการทำงานจริงมาพัฒนากระบวนการอย่างสม่ำเสมอ
3.5 การบริหารบนหลักฐาน (Evidence-Based Management)
การบริหารบนหลักฐานหมายถึงการตัดสินใจโดยพิจารณาข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ทั้งงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลภายในองค์กร ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจตามกระแสหรือความเชื่อส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว
แนวคิด Systems Theory, Contingency Theory และ Evidence-Based Management เป็นส่วนสำคัญของการบริหารร่วมสมัย สามารถอ่านภาพรวมเพิ่มเติมได้จาก OpenStax: Contingency and System Management
ตารางเปรียบเทียบทฤษฎีการบริหารแต่ละกลุ่ม
| กลุ่มทฤษฎี | จุดเน้น | จุดแข็ง | ข้อควรระวัง | ตัวอย่างการนำไปใช้ |
|---|---|---|---|---|
| Classical Theory | ประสิทธิภาพ โครงสร้าง มาตรฐาน และบทบาทหน้าที่ | งานชัด ควบคุมคุณภาพและขยายขนาดได้ง่าย | อาจแข็งตัวและมองข้ามความต้องการของคน | งานปฏิบัติการ งานที่มีกฎความปลอดภัย หรือกระบวนการซ้ำ |
| Human Relations | แรงจูงใจ ความสัมพันธ์ การสื่อสาร และกลุ่ม | เพิ่มความผูกพันและความร่วมมือของพนักงาน | ความพึงพอใจไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีขึ้นเสมอ | การบริหารทีม ภาวะผู้นำ และ Employee Experience |
| Systems Theory | ความเชื่อมโยงของส่วนต่างๆ และสภาพแวดล้อม | ช่วยเห็นผลกระทบข้ามฝ่ายและปัญหาเชิงระบบ | วิเคราะห์ได้ซับซ้อนและต้องใช้ข้อมูลหลายด้าน | การเปลี่ยนองค์กร ออกแบบ HR System และวางกลยุทธ์ |
| Contingency Theory | เลือกวิธีบริหารให้เหมาะกับสถานการณ์ | ยืดหยุ่นและใช้ได้กับบริบทที่แตกต่างกัน | ต้องวินิจฉัยสถานการณ์ให้ถูกก่อนเลือกแนวทาง | องค์กรที่เผชิญความไม่แน่นอนหรือมีหลายรูปแบบงาน |
| Evidence-Based Management | ข้อมูล หลักฐาน และการทดลอง | ลดการตัดสินใจตามความรู้สึกและตรวจสอบผลได้ | ต้องระวังข้อมูลคุณภาพต่ำ อคติ และการตีความผิด | People Analytics การทดลองนโยบาย และการวัดผล |
เลือกใช้ทฤษฎีการบริหารอย่างไรให้เหมาะกับองค์กร?
การเลือกทฤษฎีควรเริ่มจากปัญหาและบริบทจริงขององค์กร ไม่ใช่เริ่มจากชื่อทฤษฎีที่กำลังได้รับความนิยม โดยใช้คำถามต่อไปนี้ช่วยวิเคราะห์ได้
- เป้าหมายคืออะไร? หากต้องการลดความผิดพลาดและสร้างมาตรฐาน อาจเริ่มจากแนวคิดแบบดั้งเดิมหรือการบริหารคุณภาพ แต่หากต้องการสร้างนวัตกรรม อาจต้องเพิ่มความยืดหยุ่นและกระจายอำนาจ
- งานมีลักษณะแบบใด? งานที่ทำซ้ำและมีความเสี่ยงสูงต้องการขั้นตอนชัดเจน ส่วนงานสร้างสรรค์ต้องการอิสระ การแลกเปลี่ยนความคิด และการทดลอง
- คนและวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร? ระบบที่ดีบนกระดาษอาจใช้ไม่ได้ผล หากไม่สอดคล้องกับทักษะ แรงจูงใจ และค่านิยมของคนในองค์กร
- สภาพแวดล้อมเปลี่ยนเร็วเพียงใด? ตลาดที่ผันผวนต้องอาศัยข้อมูลปัจจุบัน วงจรการตัดสินใจที่สั้น และโครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้
- จะวัดผลและทบทวนอย่างไร? กำหนดตัวชี้วัดทั้งด้านผลงาน คุณภาพ ต้นทุน และผลกระทบต่อพนักงาน จากนั้นทดลองในวงเล็ก เรียนรู้ และปรับปรุงก่อนขยายผล
ในทางปฏิบัติ องค์กรส่วนใหญ่มักต้องผสมผสานหลายแนวคิด เช่น ใช้มาตรฐานแบบ Classical Theory กับงานที่ต้องการความแม่นยำ ใช้ Human Relations เพื่อบริหารทีม และใช้ Systems กับ Contingency Theory เมื่อต้องตัดสินใจในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน
![]() THE HISTORY OF HR: ประวัติศาสตร์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ |
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทฤษฎีการบริหารจัดการ (Management Concept)
ทฤษฎีการบริหาร คืออะไร?
ทฤษฎีการบริหารคือกรอบความคิดที่ใช้อธิบายและออกแบบวิธีวางแผน จัดองค์กร บริหารคน ตัดสินใจ และควบคุมการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ทฤษฎีการบริหารมีกี่กลุ่ม?
การแบ่งกลุ่มอาจต่างกันตามตำรา แต่บทความนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการได้ง่าย ได้แก่ Classical Theory, Human Relations และ Modern Organization Theory ซึ่งครอบคลุม Systems Theory, Contingency Theory และการบริหารบนหลักฐาน
POSDCORB คืออะไร?
POSDCORB คือกรอบหน้าที่ของฝ่ายบริหาร 7 ด้าน ได้แก่ Planning, Organizing, Staffing, Directing, Coordinating, Reporting และ Budgeting โดย Luther Gulick นำเสนอไว้ในหนังสือ Papers on the Science of Administration ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1937
องค์กรควรใช้ทฤษฎีใดดีที่สุด?
ไม่มีทฤษฎีเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ลักษณะงาน คน เทคโนโลยี ขนาดองค์กร และสภาพแวดล้อม ผู้บริหารจึงควรเลือกใช้หลายแนวคิดร่วมกันและวัดผลจากการนำไปใช้จริง
บทสรุป

พัฒนาการของทฤษฎีการบริหารสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการที่ดีไม่ใช่เพียงการกำหนดกฎหรือเร่งผลผลิต แต่ต้องเข้าใจทั้งโครงสร้าง กระบวนการ คน ข้อมูล และสภาพแวดล้อม แนวคิดแบบดั้งเดิมยังมีประโยชน์กับงานที่ต้องการมาตรฐาน ขณะที่แนวคิดมนุษยสัมพันธ์ช่วยให้องค์กรเข้าใจแรงจูงใจและความร่วมมือ ส่วนทฤษฎีสมัยใหม่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นความเชื่อมโยงและเลือกแนวทางตามสถานการณ์
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือก “ทฤษฎีที่ดีที่สุด” แต่คือการวิเคราะห์บริบท ทดลองใช้ วัดผล และปรับระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งผลงานขององค์กรและประสบการณ์ของพนักงานพัฒนาไปพร้อมกัน
| Sources: |


