Search
Close this search box.

สรุปสัมมนา HR 5.0 Employee Experience “มัดใจ” พนักงานยุค HR 5.0 ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดี

HIGHLIGHT

  • การสูญเสียพนักงานแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายที่ตามมาสูงมาก แถมยังแน่ใจไม่ได้ด้วยว่าพนักงานใหม่จะมีศักยภาพเท่าเดิม ดังนั้นการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรจึงเป็นกลไกที่ HR ต้องทำให้ได้ แม้จะยากแค่ไหนก็ตาม
  • Employee Experiences สำคัญกับธุรกิจยุคนี้มาก เพราะหากทุกคนมีประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกัน องค์กรก็จะมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น, มีพลังมากขึ้น และสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม 
  • HR 5.0 คือยุคที่ HR มีหน้าที่ประยุกต์ใช้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อบริหารจัดการข้อมูลให้ดีขึ้น โดย ต้องทำคววามเข้าใจบุคลากรในทุกช่วงวัย เพื่อวางแผนการบริหารและการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมองธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
  • อีกตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์ที่ดี เช่นการให้พนักงานร่วมกำหนด OKR และ KPI ได้เอง ซึ่ง empeo พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้จะทำให้พนักงานมีแรงผลักดันในการทำงานมากขึ้น ไม่ได้มีลักษณะเหมือน Top-Down Management ที่ผู้บริหารกำหนดทิศทางให้เราทำตามโดยไม่มีปากเสียงอีกต่อไป
  • ผู้บรรยายคาดเดาถึง HR 6.0 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมองว่ามันคือรุ่นที่เราเริ่มเอา AI เข้ามาใช้มากขึ้นจน เราอาจมีเครื่องมือที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมและทำนายความน่าจะเป็นของบุคลากรหรือกระบวนการทำงานนั้น ๆ ให้เราเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย

HR 5.0 Employee Experience: วิธี “มัดใจ” พนักงานยุค HR 5.0 ยกระดับองค์กรเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแข็งแรง

ในวันที่ 30 สิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา HREX.asia ได้จัดงานสัมมนาเรื่อง HR 5.0 Employee Experience “มัดใจ” พนักงานยุค HR 5.0 ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดี ภายใต้แนวคิดว่าในยุคที่งานหายาก อยู่แล้วนั้น คนที่เหมาะกับงานกลับหายากกว่า การรักษาคนเก่งจึงเป็นสิ่งที่ HR ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม

เหตุนี้ HREX.asia จึงร่วมมือกับ empeo จัดงาน Webinar เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ดี ๆ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือความเปลี่ยนแปลงในยุค HR 5.0 ได้ดีขึ้น ผ่านกระบวนการสร้าง Employee Experience ด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีและการใช้ข้อมูลภายในขององค์กร

นอกจากนี้ ยังจะได้ความรู้เรื่องการเสริมสร้างสิทธิ์ในการเข้าถึง และใช้งานข้อมูลของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักวิธีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุค HR 5.0 เพื่อให้เข้ากับระบบการทำงานแบบ Hybrid รวมถึงการสร้างทักษะ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

วิทยากรประจำสัมมนานี้ได้แก่คุณแอร์ ชัยรัตน์ บุบผะศิริ Head of Sales, Gofive Co., Ltd. ผู้มีประสบการณ์ด้าน Enterprise Software และ HRM Platform มากกว่า 12 ปี และดำเนินรายการโดยคุณเม้ง สหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager of HREX.asia

สรุปสัมมนา

adfzz

คำว่า HR 5.0 หมายถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ (Experiences) ที่ดีที่สุดต่อพนักงาน องค์กรต้องตอบคำถามให้ชัดเจน ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถยกตัวอย่าง HR ตั้งแต่ยุคแรกได้ดังนี้

– HR 1.0 : มีลักษณะงานแบบแมนนวล เช่นงานจ่ายเงินเดือน รับคนเข้า เอาคนออก เช็คบัตร, ตอกบัตร, ออกใบเตือน โดย HR ยังไม่มีมุมมองต่อพนักงานในองค์กรว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญและต้องรักษาไว้

– HR 2.0 : ทำหน้าที่สรรหา คัดเลือก และรักษาบุคลากร ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกองค์กร โดย HR จะมีมุมมองว่าพนักงานคือทรัพยากรที่มีค่าและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร พวกเขาจะมองว่าการแข่งขันในโลกธุรกิจมีมากขึ้น จึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน

– HR 3.0 : มีหน้าที่วางแผนเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรและผู้บริหาร โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงปัจจัยภายนอกเข้ากับการบริหารงาน HR ภายในองค์กร พวกเขาจะมองว่า HR ที่ดีคือผู้ที่สามารถส่งเสริมและสามารถบริหารความเปลี่ยนแปลงได้ดี

– HR 4.0 : มีหน้าที่สื่อสารและสรรหาพนักงาน รวมถึงสนับสนุนให้พนักงานสามารถเรียนรู้และเสริมทักษะใหม่ ๆ โดยพวกเขาจะใส่ใจเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับ Digital Workplace และ Mobile Technology ซึ่งจุดนี้ทาง HR จะมีบทบาทเหมือนคู่คิดทางธุรกิจ สามารถกำหนดกลยุทธ์ให้องค์กร

– HR 5.0 : มีหน้าที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อบริหารจัดการข้อมูลให้ดีขึ้น โดย HR ยุคนี้จะต้องทำความเข้าใจบุคลากรในทุกช่วงวัย เพื่อวางแผนการบริหารและการสื่อสารที่เหมาะสม ทำให้ทุกคนขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน

Employee Experiences สำคัญกับธุรกิจยุคนี้มาก เพราะหากทุกคนมีประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกัน องค์กรก็จะมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น, มีพลังมากขึ้น และสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เช่นการสร้าง Employee’s Self-Service ให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้เลย อย่างการรู้ว่าวันลามีเหลือกี่วัน, สามารถกดลาเองได้ผ่านโทรศัพท์ ไม่จำเป็นต้องเดินไปหา HR แบบยุคก่อน เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกคล่องตัวมากขึ้น เป็นประสบการณ์แง่บวกทั้งในส่วนของพนักงานกับตัว HR แถมยังทำให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) ช่วยให้หัวหน้าทีมเลือกใช้คนได้ง่ายขึ้นด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงประสบการณ์ในที่ทำงาน ก็คือเรื่องของสวัสดิการ (Benefits) โดยผู้บรรยายอธิบายว่าหากพนักงานรู้ว่าตนมีสวัสดิการอะไรอยู่ในมือ พวกเขาก็จะรู้สึกมั่นใจในการดูแลขององค์กรน ซึ่งหากองค์กรมีสื่อกลางไว้สื่อสาร (Communication Tools) พนักงานก็จะเข้าถึงสวัสดิการใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็น พวกเขาก็จะรู้ว่าสามารถพึ่งพาองค์กรในรูปแบบใด ในที่นี้หากองค์กรมีกระบวนการเข้าถึงสวัสดิการที่เป็นส่วนตัว พนักงานก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้องค์ที่ดีต้องสามารถให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนด OKR และ KPI ได้เอง ซึ่ง empeo ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้จะทำให้พนักงานมีแรงผลักดันในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น ไม่ได้มีลักษณะเหมือน Top-Down Management ที่ผู้บริหารกำหนดทิศทางให้เราทำตามโดยไม่มีปากเสียงอีกต่อไป

และพอภาพรวมของการทำงานดีขึ้นแล้ว กระบวนการประเมินผลก็จำเป็นต้องมีแผนงานที่ดีเช่นกัน พนักงานต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่างการทำระบบประเมินแบบ 360 องศาที่พนักงานสามารถแสดงความเห็นไปถึงผู้บริหารกลับไป นอกจากนี้เราต้องเข้าใจว่า “ประสบการณ์” มีหลายมิติ เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าประสบการณ์ที่คนของเราต้องการคืออะไร ไม่มีสิ่งใดที่ถูกหรือผิดแบบ 100% อีกแล้ว

คุณแอร์ – ชัยรัตน์ ยกตัวอย่าง Employee’s Journey ของ empeo ไว้ดังนี้

ฟดฟฟฟป

คุณแอร์ทิ้งท้ายด้วยการคาดเดาถึง HR 6.0 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมองว่ามันคือรุ่นที่เราเริ่มเอา AI เข้ามาใช้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ แต่ AI กับงาน HR ยังไม่ได้เห็นมากนัก เราอาจมีเครื่องมือที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมและทำนายความน่าจะเป็นของบุคลากรหรือกระบวนการทำงานนั้น ๆ ให้เราเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย เช่นสามารถบอกได้ว่าหากพนักงานคนหนึ่งลาบ่อยเกินไป ระบบ AI จะบอกได้เลยว่าบุคคลดังกล่าวมีโอกาสหมดไฟ (Burnout) หรือร้ายแรงถึงขั้นลาออกได้เลยหรือไม่

หรือหากมองในแง่บวก AI ก็อาจเข้ามาวางแผนเรื่อง Career Path ให้เรากำหนดรูปแบบการอบรมให้ตรงจุดยิ่งขึ้น โดยผู้บรรยายเน้นย้ำว่าตราบใดที่เราบริหารจัดการทุกอย่างโดยเอาเรื่อง “คน” เป็นที่ตั้ง และมุ่งมั่นจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พวกเขาเสมอ องค์กรของคุณก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน

4 ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนของการนำ AI ยกระดับ Employee Experience

1.HR Chatbots & Virtual Assistants

ผู้ช่วย HR ที่สามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คอยตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับสวัสดิการ ระเบียบ และนโยบายต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวมถึงจัดการงานแอดมินอัตโนมัติ เช่น การลา การเบิกสวัสดิการ ทำให้พนักงานได้รับความสะดวกสบาย และทีม HR มีเวลาโฟกัสกับงานสำคัญมากขึ้น

2.AI-Powered Personalized Learning

ช่วยปฏิวัติการพัฒนาบุคลากรให้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยการวิเคราะห์ช่องว่างทักษะของพนักงานแต่ละคน แล้วแนะนำคอร์สและแผนพัฒนาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล พร้อมติดตามความก้าวหน้าแบบเรียลไทม์ ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการจริงๆ

3.Predictive Analytics for Well-being

ช่วยองค์กรดูแลสุขภาพกายใจของพนักงานได้ดีขึ้น ด้วยการวิเคราะห์และคาดการณ์พนักงานที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะ Burnout แล้วแนะนำวิธีปรับสมดุลชีวิตและการทำงานที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนดูแลทีมได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากแก้ไข

4.AI-driven Performance Feedback

สร้างวัฒนธรรมการให้และรับฟีดแบ็กที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการวิเคราะห์ผลงานและให้ข้อเสนอแนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้พนักงานเห็นทั้งจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาได้ชัดเจน นำไปสู่การเติบโตในสายอาชีพอย่างมั่นคง

ที่สำคัญที่สุด AI ไม่ได้มาแทนที่ HR แต่มาเสริมพลังให้ HR มีเวลาทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น องค์กรที่นำ AI มาประยุกต์ใช้กับงาน HRM อย่างชาญฉลาด ไม่เพียงแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังสร้าง Employee Experience ที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด

5 เหตุผลทำไมถึงควรใช้บริการ empeo

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้