
เจ้าของกิจการ SME หลายคนบอกตรงกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การหาลูกค้าใหม่ แต่คือการรักษาทีมงานให้เดินต่อไปได้ ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินคาด
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้งาน Digital SME Conference Thailand 2025 สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับ HR จากองค์กรขนาดเล็กและกลาง ที่ต้องการเครื่องมือและแนวคิดใหม่ ๆ ในการบริหารคน พร้อมชี้ให้เห็นแนวทางการบริหารคน บริหารธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อให้ SME ไทยก้าวผ่านความท้าทาย พร้อมสู้ทุกอุปสรรค
ถ้า HR ท่านใดพลาดงานนี้ไป สามารถอ่านสรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ในบทความนี้ได้เลย
Contents
Shortcut Special Talk by SME One ID

คุณ วรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อธิบายภาพความเป็นจริงของโลกธุรกิจทุกวันนี้ว่า ไม่อาจนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เพราะปัจจัยอย่างเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ภาวะโลกร้อนที่บีบให้ทุกธุรกิจต้องหันสู่แนวทางธุรกิจสีเขียว ไปจนถึงการมาถึงของ AI ล้วนกลายเป็นแรงกดดันและแรงขับเคลื่อนในเวลาเดียวกัน
ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และต้องพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ภาระเหล่านี้ทำให้ SME จำนวนไม่น้อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและกังวลกับต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน คุณวรพจน์จึงชี้ว่าบทบาทของภาครัฐยิ่งทวีความสำคัญขึ้น รัฐต้องหาวิธีช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะในด้านทรัพยากร เครื่องมือ หรือระบบสนับสนุน เพื่อให้พวกเขามีกำลังฝ่าฟันความท้าทายและสามารถพัฒนาองค์กรได้อย่างยั่งยืน
หนึ่งในแนวทางที่ สสว. ย้ำคือการผลักดันให้ SME ไทยเข้ามาขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับ สสว. ผ่านระบบ SME One ID ซึ่งจะช่วยเปิดประตูให้เข้าถึงบริการของรัฐได้สะดวกและครบวงจรยิ่งขึ้น ตั้งแต่การติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐในจุดเดียว ไปจนถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง SME Connext, SME Academy 365, BDS Market รวมถึง SME Coach ที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาธุรกิจ และสร้างทางลัดสู่การเติบโตที่มั่นคง
การยกระดับ SME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น เพราะสถิติชี้ชัดว่า SME คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจไทย หาก SME อ่อนแอ ประเทศก็อ่อนแอตามไปด้วย ดังนั้น การทำให้ SME ไทยแข็งแรงจึงเป็นเป้าหมายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐก็ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
The Invisible Power of Marketing Psychology

คุณ มัณฑิตา จินดา ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Digital Tips Academy ชี้ว่า จิตวิทยาไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นทักษะสำคัญที่คนทำงานทุกสายควรทำความเข้าใจให้ดี เพราะเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เราจะสามารถคาดเดาความต้องการ จัดการความคาดหวัง และสร้างการสื่อสารที่เชื่อมถึงใจคนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เธอยกตัวอย่างแนวคิดจิตวิทยาเด่น ๆ เช่น อคติที่เกิดขึ้นกับทุกคน หรือ Confirmation Bias ซึ่งทำให้เรามักจะเลือกฟังหรือมองหาข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อเดิมของตัวเอง การเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยให้คนทำงาน อาทิ นักการตลาดออกแบบคอนเทนต์และแคมเปญที่พูดภาษาลูกค้าได้ตรงใจมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม
เพราะเมื่อลูกค้ารู้สึกได้รับความเข้าอกเข้าใจ และทำให้เขาย่อมเปิดใจให้กับแบรนด์มากกว่า
คุณมัณฑิตายังอธิบายอีกว่า การเข้าใจจิตวิทยาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ ทุก Touchpoint ได้ ตัวอย่างเช่น หลักการตอบแทน (Reciprocity) ที่บอกว่าเมื่อเราให้สิ่งใดกับใคร คนมักอยากตอบแทนกลับ ในเชิงธุรกิจ นี่อาจเริ่มจากการให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าฟรี เพื่อสร้างความผูกพันและความรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ตั้งแต่แรกเห็น
อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ Labour Illusion หรือการทำให้ลูกค้าเห็นความพยายามเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ หากเราสามารถเล่าเรื่องราวให้ลูกค้ารับรู้ว่า กว่าที่สินค้าจะออกสู่ตลาดต้องผ่านการคิด วิเคราะห์ และทุ่มเทแค่ไหน ลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่มากกว่าตัวสินค้า และเกิดความเชื่อใจพร้อมสนับสนุนแบรนด์มากยิ่งขึ้น
จิตวิทยาไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เป็นเครื่องมือที่สนุกและทรงพลัง หากเราเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งเตรียมตัวอย่างรอบคอบ เราจะได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหวัง ทั้งในมุมของการสื่อสาร การตลาด และการสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับคนของเรา
Exploring Possible Future: How to Keep Your Business Ahead of the Curve

ยิ่งโลกธุรกิจผันผวน หัวใจสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมคือ หัวใจและความรู้สึกของคน
คุณ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร The Standard มองว่าแม้ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทาย แต่ภายใต้ความยากลำบากก็ยังซ่อนโอกาสเอาไว้เสมอ เพียงแค่เราต้องปรับมุมมองให้กว้างขึ้น เช่น มองสังคมผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสของ Longevity Economy หรือการมอง ESG ว่าเป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ไม่ใช่มองว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเพียงเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคนี้คือการยอมรับว่าโลกยังคงเหมือนเดิม แต่หมุนเร็วกว่าที่เคย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากลับมาอย่างไม่แน่นอน ทุกเดือนมีธุรกิจปิดตัว แต่ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจใหม่เกิด เติบโต และทำกำไรมหาศาล ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Flash Express, iberry, สุกี้ตี๋น้อย, Srichand, Chiva-som, 4U2 และ Her Hyness ที่เติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจที่หลายคนมองว่าไม่สดใสได้อย่างน่าสนใจ
คุณนครินทร์อธิบายปัจจัยแห่งความสำเร็จไว้ 4 ประการ คือ
- มองหาและเกาะให้ทันเทรนด์ เพราะการสวนกระแสแทบไม่เปิดโอกาสให้เติบโต
- ใช้คุณค่าและวัตถุดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่แพ้ใคร
- ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนที่โลกกำลังจับตามอง
- ใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าใครเป็นนักการตลาดแต่ยังไม่ใช้ AI ย่อมเสียเปรียบอย่างยิ่ง
อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของ Consumer Brand Disruption Cycle โดยเฉพาะในประเทศจีนที่เคยเป็นภาพจำของแบรนด์ราคาถูก แต่วันนี้กลับก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ระดับโลก ด้วยการผสาน Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ การสร้างแบรนด์ที่สร้างสรรค์ และกลยุทธ์ด้านราคา ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ไม่ได้ติดกับภาพแบรนด์ใหญ่เหมือนอดีต แต่กลับผูกพันกับแบรนด์เล็ก ๆ ที่มีความเฉพาะทางและสร้างวัฒนธรรมของตัวเอง
นั่นทำให้ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องตระหนักว่า ไม่มี Mass ไม่มี Niche แต่มีแค่ Community หมายความว่าการสร้างแบรนด์ไม่จำเป็นต้องครองใจทุกคน แต่ต้องครองใจชนเผ่าของเราให้ได้ เราไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านใหญ่โต แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์นี้ เป็นของเขาจริง ๆ
ผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะทดลองแม้จะยังไม่พร้อม ต้องหาตัวตนที่ชัดเจน เข้าใจชุมชนและความเชื่อของพวกเขา พูดให้ได้ใจคน ไม่ใช่แค่ได้ยอด และเรียนรู้จากแบรนด์จีนที่ทำสำเร็จแล้ว ไม่มองแค่ว่าเขาเป็นคู่แข่ง และหาโอกาสว่าเราสามารถทำอะไรร่วมกับเขาได้บ้าง
ท้ายที่สุด คุณนครินทร์ฝากไว้ว่ามี 4 สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรยึดถือ ได้แก่ เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง ฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง และหาพันธมิตร เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน
Wisdom Panel: The Fighter Game Spirit

คุณ พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ จาก PTG Energy ถ่ายทอดประสบการณ์การนำพาองค์กรฝ่าฟันวิกฤติในธุรกิจน้ำมัน ที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญการปรับโครงสร้างหนี้และภาวะขาดทุนหนัก แต่ด้วยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวในตอนนั้น แม้จะอาศัย Gut Feeling เป็นหลัก ก็สามารถพลิกฟื้นธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่กำลังอยู่ในขาลงให้กลับมาเติบโตได้ ทุกวันนี้ PTG ไม่ได้พึ่งเพียงสัญชาตญาณ แต่มีข้อมูลจำนวนมากเพื่อรู้จักและใกล้ชิดลูกค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สิ่งที่ PTG ยึดเป็นหลักคือการทำ SWOT Analysis ทุกวัน ทุกโครงการ และทุกการตัดสินใจ เพื่อมองให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ แม้การมองคู่แข่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการโฟกัสตัวเอง ทำสิ่งดี ๆ และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากขึ้นในทุกปี เพราะหากไม่ใส่ใจคุณภาพตั้งแต่แรก ธุรกิจก็ไม่มีวันเติบโตได้จริง
สำหรับ PTG วิกฤติไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่คือโอกาสที่ต้องเรียนรู้และใช้ให้เกิดประโยชน์ คุณพิทักษ์เน้นว่า “อย่า Waste Crisis” ทุกความท้าทายคือการฝึกฝน เมื่อเจอวิกฤติซ้ำ ๆ จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น และเรียนรู้การแก้ปัญหาหลายด้านพร้อมกัน เป้าหมายของ PTG จึงไม่ใช่เพียงการอยู่รอด แต่คือการสร้าง New High ในทุกปี เพื่อยกระดับองค์กรขึ้นไปอีกขั้น
เขายังสะท้อนว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต สิ่งที่เคยพาองค์กรก้าวไกลเมื่อวานนี้ อาจกลายเป็นอุปสรรคในวันนี้ หากมัวแต่พึ่งพาความสำเร็จเดิม ๆ ก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ นั่นจึงทำให้ PTG ให้ความสำคัญกับ การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรง เพราะเมื่อแบรนด์มีคุณภาพและมีจุดยืน ลูกค้าจะซื้อด้วยความเชื่อมั่น ยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น และพร้อมให้อภัยเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
เบื้องหลังความสำเร็จของ PTG ไม่ได้เกิดจากผู้บริหารเพียงคนเดียว แต่เกิดจากพนักงานทุกคนที่ทุ่มเทและทำงานอย่างจริงจัง คุณพิทักษ์มองว่าพนักงานคือลูกและน้องที่ต้องให้โอกาสในการเรียนรู้ การแก้ตัว และการเติบโตไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้ PTG ไม่ใช่แค่สถานที่ทำงาน แต่เป็นดินแดนแห่งโอกาส ที่คนทำงานสามารถเติบโตและสร้างอนาคตของตัวเองได้
สุดท้าย เขายืนยันว่าการทำงานของเขาไม่ใช่การทำเพียงเพื่อหน้าที่ แต่คือการเดินทางไปสู่ความฝันที่ตั้งไว้ทุกวัน เขามาออฟฟิศเพื่อดูว่า ความฝันที่วางไว้ใกล้ความจริงมากขึ้นแค่ไหน และสิ่งใดที่ยังอาจเป็นอุปสรรคก็ต้องรีบแก้ไข การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแรงศรัทธาที่ไม่ย่อท้อ คือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ PTG เติบโตจากวันแห่งวิกฤติ สู่วันที่มั่นคงและเข้มแข็งในวันนี้
How to Win Any Business Negotiation: Use Case & Strategy

การเจรจาต่อรองไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจใหญ่โต แต่คือทักษะที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การประชุมในทีม ไปจนถึงการต่อรองกับลูกค้า ครูกรีน หรือคุณ นิธิวัชร์ ตันติภัสร์สิริ Co-Founder จาก The Modern Melody Studio ได้มาเล่าถึงศิลปะในการเจรจา ที่ถ้าใช้เป็น จะทำให้เราได้ทั้งดีล และได้ทั้งใจ
การเจรจามีหลายรูปแบบ ได้แก่ การแข่งขันที่มุ่งเอาชนะ, การร่วมมือที่หาทางออกแบบ Win-Win, การประนีประนอมที่พบกันครึ่งทาง, การยอมให้ที่เน้นความสัมพันธ์มากกว่าผลลัพธ์ และการหลีกเลี่ยงที่เลือกไม่เผชิญหน้า การรู้ว่าตัวเองและอีกฝ่ายกำลังใช้วิธีไหนอยู่ ช่วยให้เราปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะสมได้
แต่สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ Win-Win ไม่ได้แปลว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ทุกอย่างที่อยากได้ ความจริงแล้วต้องมีการยอมแลกบ้างเสมอ ปัญหาคือหลายคนยอมคุยแค่เรื่องผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่ไม่กล้าคุยเรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง จึงทำให้การเจรจาติดขัด ครูกรีนจึงเน้นว่า การสื่อสารตรงไปตรงมาและจริงใจ เป็นพื้นฐานสำคัญของ Win-Win ที่แท้จริง
เขาแนะนำ 4 เครื่องมือ ที่ช่วยให้การเจรจามีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่
- การเล่าสถานการณ์ของตัวเองให้ชัดว่าทำไมถึงต้องการสิ่งนั้น
- การให้เหตุผลในการทำข้อตกลง
- การสืบหาความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่าย
- การช่วยคิดหาทางออกให้คู่เจรจาไปต่อได้ สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ง่าย โดยเฉพาะข้อ 3 และ 4 ที่มักมีผลประโยชน์ขัดกัน แต่หากทำได้ก็จะช่วยรักษาสายสัมพันธ์ระยะยาว
การเจรจาชนะไม่ใช่หมายถึงแค่การทำข้อตกลงได้ตามความต้องการของเราเอง แต่คือการชนะใจคู่เจรจาด้วย ซึ่งทำได้ด้วยหลัก 3ส. ได้แก่ สังเกต ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรหรือกำลังกลัวอะไร, ใส่ใจ ในการฟังจริง ๆ และ สะท้อน หรือสื่อสารในแง่มุมใหม่อย่างมีศิลปะ
การเจรจาที่มาพร้อมความเข้าใจและการช่วยเหลือกัน จะทำให้เราได้ทั้งผลลัพธ์ทางธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในระยะยาว
Insight-Driven Business พลิกเกมธุรกิจส่งด่วนด้วย Data & Insight

ธุรกิจส่งด่วนในปัจจุบันแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้เล่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ได้มีแค่ความเร็ว แต่ยังมองหาความเข้าใจ ความสะดวก และความไว้วางใจที่จะทำให้พวกเขาอยากกลับมาใช้บริการต่อเนื่อง
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ CEO ของไปรษณีย์ไทย ชี้ว่าความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งคืออาวุธลับที่ทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ สามารถสู้กับรายใหญ่ได้ และนี่คือหัวใจของ Insight-Driven Business
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บุรุษไปรษณีย์ ที่เป็นแข็งสำคัญของแบรนด์ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่คนส่งของ แต่รู้จักลูกค้าทุกบ้าน รู้ว่าถ้าลูกค้าไม่อยู่ จะไปเจอเขาที่ไหน และพร้อมส่งของให้ถึงมือ ความสัมพันธ์ที่สร้างผ่านการเจอหน้าทุกวันกลายเป็นความไว้วางใจที่ยากจะหาได้จากคู่แข่งรายอื่น นี่คือคุณค่าที่มากกว่าแค่ระบบ CRM เพราะมันคือความสัมพันธ์จริง ๆ ที่ต่อยอดทางธุรกิจได้
แม้ระบบการทำงานของไปรษณีย์ไทยไม่ได้ถูกออกแบบด้วยการ Optimize ขั้นสูงเหมือนหลายบริษัท แต่สิ่งที่มีคือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก การค้นหาเส้นทางการส่งของที่ดีที่สุด และความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กรเพราะงานมั่นคง สิ่งเหล่านี้สะท้อนเป็นความจริงใจที่ลูกค้ารับรู้ได้ และเป็นจุดขายที่ทำให้ลูกค้ายังคงเลือกใช้บริการ เพราะง่าย สะดวก ราคาดี และเชื่อมั่นได้ว่าของไม่หาย ไม่พัง
ดร.ดนันท์ ยังย้ำว่า Data is Value เพราะข้อมูลมหาศาลที่ไปรษณีย์ไทยมีอยู่ สามารถยกระดับการดำเนินงานด้วย AI ไปสู่การเป็น Data Infrastructure ของประเทศได้ แต่การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเสมอไป สำหรับ SME มี 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง, ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ, สังเกตพฤติกรรม, ดึง Insight มาใช้ และวัดผลเพื่อต่อยอดในรอบถัดไป
ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจส่งของ แต่คือเครือข่ายที่สร้างคุณค่า ผ่านความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และการดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ระบบหลังบ้าน ทีมขายที่ให้คำปรึกษา ไปจนถึง Customer Care ที่ดูแลลูกค้าของ SME โดยตรง สิ่งเหล่านี้คือการผสมผสานระหว่างข้อมูล และความเข้าใจลูกค้า ที่จะทำให้ไปรษณีย์ไทยยังคงยืนหยัดได้ในสมรภูมิการแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
Adopt or Die? How Business are Using AI to Stay Competitive

“Adopt or Die” ฟังดูเหมือนคำพูดที่แรงเกินไป แต่คุณ พชร อารยะการ CEO จาก Bluebik Group PCL มองว่านี่คือภาพจริงของโลกธุรกิจในปัจจุบัน เพราะ AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ใครยึดติดพิมพ์ดีดแล้วไม่ยอมใช้คอมพิวเตอร์ก็ต้องแพ้ไปในที่สุด
และทุกวันนี้ AI ไม่ได้เก่งแค่เฉพาะด้าน มันพัฒนาก้าวไกลจนช่วยได้สารพัด ตั้งแต่เขียนอีเมล สรุปเอกสาร ไปจนถึงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การไม่ใช้เครื่องมือนี้เท่ากับส่งมอบงานได้ช้ากว่าคู่แข่ง และเสี่ยงต่อการดับในเกมธุรกิจ
คุณพชรอธิบายว่า องค์กรจะใช้ AI สร้างผลลัพธ์เหนือคู่แข่งได้ก็ต่อเมื่อองค์กรปรับตัวใน 3 มิติหลักคือ
- ปรับมายด์เซ็ตและทักษะคน ให้สื่อสารกับ AI อย่างรู้จริง ถาม-สั่งการอย่างละเอียดเพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำ
- เตรียมความพร้อมของข้อมูล เพราะข้อมูลคือทรัพยากรสำคัญที่ทำให้เรามีสิ่งเหนือกว่าคู่แข่ง
- ปรับระบบและกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงคิดเรื่องความปลอดภัยและการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ถึงแม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้ AI ทำงานแทนทุกอย่าง องค์กรยังต้องมีระบบตรวจสอบและกำกับ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสร้างความเข้าใจและวัฒนธรรมใหม่ในการอยู่ร่วมกับ AI ใช้มันเพื่อเสริมศักยภาพ ไม่ใช่มองว่าเป็นภัยที่จะเข้ามาแย่งงาน
สำหรับ SME แม้จะไม่มีข้อมูลขนาดใหญ่เหมือนองค์กรใหญ่ แต่ข้อได้เปรียบคือมีความคล่องตัวสูงกว่า ปรับกระบวนการได้ไวกว่า หากรู้จักเลือกโฟกัสว่าจะใช้งบจำกัดกับงานที่สร้างผลลัพธ์จริงและมี Impact สูง ธุรกิจเล็กก็สามารถใช้ AI เพื่อแซงหน้ารายใหญ่ได้เช่นกัน ฉะนั้นอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ SME ต้องคิดให้ชัด
ท้ายที่สุด คุณพชรฝากถึงทุกธุรกิจว่า อย่ารอให้ AI เข้ามาเปลี่ยนก่อนแล้วค่อยปรับ แต่ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ เข้าใจงานที่ทำ รู้จักเครื่องมือที่อัปเดตอยู่เสมอ เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และให้ผู้บริหารระดับสูงลงมาเข้าใจการใช้ AI อย่างจริงจัง เพื่อรีดีไซน์กระบวนการทำงานใหม่ให้เหมาะสม
และเมื่อถึงวันที่ AI เข้ามามีบทบาทเต็มรูปแบบ ธุรกิจที่พร้อมย่อมอยู่รอดและโต
