
กีฬาที่ผู้คนฮิตกันทั่วโลก นอกจากฟุตบอลแล้ว การแข่งรถสูตร 1 หรือ F1 – Formula 1 ก็เป็นกีฬาที่มาแรงแซงทางโค้ง ช่วงชิงความนิยมมาครองมหาศาลในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เสน่ห์ของการดู F1 สดผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะดูจากหน้าจอ หรือดูในสนามแข่ง ไม่ได้อยู่แค่ความเร็วหรือความตื่นเต้นเร้าใจบนสนามแข่ง แต่ยังรวมถึงการทำงานเป็นทีมที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแม่นยำอย่างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่องานของ HR เพราะการแข่งขันในสนามแข่งแต่ละครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของนักแข่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของทีมงานนับร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
HR มีหลายเรื่องที่สามารถเรียนรู้จากโลกของ F1 มากมาย ตั้งแต่การสร้างทีมที่เป็นเลิศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและการปรับตัว HREX จึงขอพาทุกท่านไปสำรวจว่า ถ้าคนที่เป็น HR รวมถึงผู้นำในแต่ละระดับมาดูการแข่งรถที่ดุเดือดที่สุดในโลก เราจะสามารถเอาข้อคิดดี ๆ มาปรับใช้กับการทำงานจริงได้อย่างไรบ้าง
Formula 1 คืออะไร ?
Formula 1 คือการแข่งขันรถยนต์ระดับสูงสุดของโลก ที่จัดโดยสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) มาตั้งแต่ปี 1950 เป็นการแข่งรถประเภทล้อเปิด (Open Wheel) ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต
F1 ประกอบด้วยทีมแข่ง (หรือที่เรียกว่า Constructor) 10 ทีมแต่ละทีมมีนักแข่ง 2 คนรวมเป็น 20 คน (ในปี 2026 จะเพิ่มเป็น 11 ทีม มีนักแข่ง 22 คน) แต่ละทีมไม่เพียงแต่แข่งขันเพื่อชิงชัยในแต่ละสนาม แต่ยังแข่งกันเพื่อสะสมคะแนนตลอดทั้งฤดูกาลเพื่อชิงแชมป์ทั้งประเภทนักแข่ง (Drivers’ Championship) และประเภททีม (Constructors’ Championship)
สำหรับนักแข่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนคนทั่วไปก็รู้จัก แม้จะไม่เคยติดตาม F1 มาก่อน ได้แก่ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก 7 สมัย เทียบเท่าสถิติของไมเคิล ชูมัคเกอร์ ตำนานนักแข่งชาวเยอรมัน นอกจากนี้ยังมีชื่อดังระดับแชมป์โลกอย่าง เฟอร์นันโด อลองโซ่, เซบาสเตียน เวทเทล, นิคกี้ เลาด้า, อแลง พรอสต์ และแอร์ตอง เซนน่า ผู้ล่วงลับที่ถือเป็นหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ
ที่ผ่านมา F1 ก็ถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในวงกว้างพอสมควรอยู่แล้ว แต่หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็คือ การออกอากาศซีรี่ส์สารคดีดราม่า Formula 1: Drive to Survive ทาง Netflix ตั้งแต่ปี 2019 ซีรีส์นี้เปิดโลกเบื้องหลังการแข่งขัน F1 ให้ผู้ชมได้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขัน เรื่องราวของนักแข่ง ความท้าทายของทีม และการเมืองในวงการ ส่งผลให้กีฬาที่เคยมีแฟนเฉพาะกลุ่มกลายเป็นกระแสโลก ดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ จากทุกเพศทุกวัยและหลากหลายอาชีพ
ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลให้หลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Grand Prix เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการที่แฟน ๆ จากทั่วโลกจะเดินทางมาชมการแข่งขัน นำเม็ดเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น สิงคโปร์ที่จัดการแข่งขันในรูปแบบสนามกลางเมือง (Street Circuit) ในเวลากลางคืนที่สวยงามตระการตา หรือญี่ปุ่นกับสนาม Suzuka International Circuit อันเป็นตำนาน
สำหรับประเทศไทย ก็มีความพยายามในการดึงการแข่งขัน F1 มาจัดในประเทศ โดยมีการผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน และสานต่อโดยรัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร ที่มีการเจรจากับ FIA เพื่อให้ไทยได้เป็นหนึ่งในประเทศเจ้าภาพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากไทยได้เป็นเจ้าภาพจริง จะใช้สนามแข่งที่ไหน แต่มีการคาดการณ์ว่าอย่างเร็วที่สุดอาจเป็นปี 2028 ที่เราจะได้เห็นรถแข่ง F1 โลดแล่นบนสนามในประเทศไทย

ดู F1 สนุก ได้สาระเรื่องการบริหารคน
“รถวิ่งวนไปมา แซงกันไปมา แล้วมันสนุกตรงไหน ?”
เชื่อว่านี่คือคำถามที่หลายคนมักจะสงสัยเมื่อนึกถึงการดู F1 หรือแม้กระทั่งการดูรถแข่งในภาพรวม ผู้เขียนเองก็เคยมีข้อสงสัยเช่นนั้น แต่หลังจากหลงเข้าสู่โลกแห่งการซิ่งสายฟ้าก็พบว่า เสน่ห์ของ F1 นั้นลึกซึ้งกว่าที่เห็นและมีความน่าตื่นเต้นไม่แพ้กีฬาชนิดอื่น หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
เพราะการแข่งรถ F1 ไม่ได้มีแค่ลุ้นเชียร์ให้รถวิ่งเร็ว ๆ แต่มันคือ ศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกันระหว่างความสามารถของนักแข่ง เทคโนโลยีของรถ กลยุทธ์ของทีม และการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ การดู F1 จึงเป็นเหมือนการลุ้นเกมหมากรุกที่แข่งขันภายใต้ความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของ F1 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากซีรี่ส์สารคดี Formula 1: Drive to Survive ที่พาผู้ชมไปสัมผัสกับโลกเบื้องหลังของการแข่งขันที่ไม่เคยได้เห็นในการถ่ายทอดสดปกติ ซีรี่ส์นี้เจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักแข่ง ผู้บริหารทีม เจ้าของทีม สปอนเซอร์ รวมถึงความกดดันมหาศาลที่ทุกคนต้องเผชิญ
จากการติดตามซีรี่ส์และการแข่งขันจริง เราจะเห็นว่า นักแข่ง F1 ไม่เพียงต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งเพื่อทนต่อแรง G และอุณหภูมิสูงในห้องโดยสาร แต่ยังต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับความกดดันทั้งจากภายในและภายนอก พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงตกงานหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะในโลกของ F1 ที่เป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่ไม่มีที่ว่างสำหรับความล้มเหลว
ขณะเดียวกัน ฝั่งทีมแข่งก็ต้องบริหารจัดการทั้งด้านเทคนิค การเงิน และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การตัดสินใจเลือกนักแข่ง การพัฒนารถ การวางกลยุทธ์การแข่งขัน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงก็ต้องรับมือกับความกดดันไม่ต่างจากนักแข่ง หากทำทีมฟอร์มไม่ดี พวกเขาก็พร้อมจะโดนเด้งได้ตลอดเวลา
การเรียนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังเหล่านี้ทำให้การติดตามการแข่งขัน F1 มีมิติที่ลึกซึ้งและน่าติดตามมากขึ้น ทุกการตัดสินใจบนสนามแข่ง ทุกกลยุทธ์ของทีม และทุกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ล้วนมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน และนี่คือเหตุผลที่ F1 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งรถ แต่เป็นละครชีวิตที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการองค์กรที่ HR สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้มากมาย

บทเรียนสำคัญที่ HR ได้รับจากการดู F1
เนื่องจาก F1 เป็นกีฬาที่ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารคน เทคโนโลยี และกลยุทธ์เข้าด้วยกัน นั่นหมายความว่านี่ไม่ได้เป็นเพียงกีฬาท้าความเร็วที่น่าตื่นเต้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญด้านการบริหารจัดการที่ HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แล้วบทเรียนอะไรที่ HR ควรรู้บ้าง HREX ขอสรุปดังต่อไปนี้
1. พลังแห่งการเปลี่ยนผู้นำ: เมื่อสไตล์การบริหารส่งผลต่อความสำเร็จ
หากไม่นับเจ้าของทีม คนที่ถือเป็นผู้นำ หัวเรือใหญ่สุดก็คือตำแหน่งที่เรียกว่า Team Principal มีอำนาจในการตัดสินใจสูง ทั้งตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ จัดการความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการประสานงานให้ทุกฝ่ายในทีมทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน และนั่นทำให้นี่คือตำแหน่งมีผลชี้เป็นชี้ตายต่อองค์กรอย่างยิ่ง ว่าจะรุ่งหรือรุ่งริ่ง
ทีม Haas คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยน Team Principle หลังจากหลายปีภายใต้การนำของ กุนเธอร์ สไตเนอร์ ผู้นำที่มีประสบการณ์แต่มีสไตล์การบริหารที่เข้มงวด อารมณ์แปรปรวน และสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทีมจบอันดับสุดท้ายในตารางคะแนน
เมื่อ อายาโอะ โคมัตสึ ขึ้นมารับตำแหน่งแทน หลายคนไม่คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะทำให้ทีมผงาดขึ้นมาได้ แต่จู่ ๆ ในเวลาไม่กี่เดือน ทีม Haas กลับมีผลงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศในทีมเปลี่ยนไปในทางที่ดี ด้วยสไตล์การบริหารที่นุ่มนวลและเข้าถึงได้ของโคมัตสึ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้ง สิ่งที่องค์กรต้องการอาจไม่ใช่ผู้นำที่เก่งกาจหรือมีประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่เป็นผู้นำที่สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของทีม
2. วัฒนธรรมองค์กร: ปัจจัยชี้ขาดจะรุ่งหรือร่วง

เวลานักแข่งอยากลุ้นแชมป์ สิ่งที่พวกเขามักจะทำคือการย้ายไปอยู่กับทีมที่เก่งที่สุด ทีมที่ดีที่สุด ด้วยความคาดหมายว่าความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นตัวแปรสำคัญ
แต่บ่อยครั้ง ผลงานในวันนี้ รวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและชื่อเสียงอันโด่งดังไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคตเสมอไป หากว่าวัฒนธรรมองค์กรของทีมยังยึดติดแต่ความสำเร็จเดิม ๆ ที่มาจากแนวทางเดิม ๆ
Ferrari ทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดใน F1 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ช่วงรุ่งเรืองที่สุดของทีมคือตอนที่ ไมเคิล ชูมัคเกอร์ คว้าแชมป์ 5 สมัยติดต่อกัน (2000-2004) ภายใต้การนำของ 2 ผู้นำสูงสุดอย่าง ฌองส์ ท็อดด์ (1994-2009) และ รอสส์ บรอว์น (1994-2006)
แต่พอผ่านยุคนี้ไป Ferrari ไม่เคยกลับไปสู่จุดสูงสุดอีกเลย ซึ่งหลายคนมองว่าที่ Ferrari พีคสุดก็เพราะการมี 3 ประสานนี้ที่ไม่ใช่คนอิตาลี แต่พอหมดยุคนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทีมอยู่บ่อยครั้ง และมักจะเลือกใช้ Team Boss เป็นคนอิตาลีด้วยความเชื่อว่าจะเข้าใจวัฒนธรรมความเป็น Ferrari ที่สุด กลับลงเอยด้วยการไปไกลสุดเพียงแค่ที่ 2 เท่านั้น
หรือแม้กระทั่งล่าสุด Ferrari สามารถดึงตัวแชมป์โลก 7 สมัยอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน มาร่วมทีม แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาภายใต้วัฒนธรรมภายในที่ฝังรากลึก ขัดขวางความสำเร็จ สะท้อนว่า HR ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางที่ต้องการ
3. ความสำเร็จส่วนบุคคลมาพร้อมกับความสำเร็จของทีม
ดังที่กล่าวว่า F1 จะแข่งขันชิงแชมป์ใหญ่อยู่ 2 แบบคือ แชมป์นักแข่ง (Drivers’ Championship) และแชมป์ทีม (Constructors’ Championship) แม้เราจะเห็นภาพนักแข่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของพวกเขาเพียงอย่างเดียว
บนโพเดียม นอกจากนักแข่งจะขึ้นรับถ้วยรางวัลแล้ว ตัวแทนทีมยังได้ขึ้นรับถ้วยรางวัลด้วย สะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในทีม ตั้งแต่วิศวกร Pit Crew ที่ทำหน้าที่ดูแลรถ เปลี่ยนยาง ช่างเทคนิค ทีมกลยุทธ์ ไปจนถึงผู้บริหาร ยิ่งตอกย้ำว่าความสำเร็จส่วนบุคคลและความสำเร็จของทีมต้องไปควบคู่กันเสมอ
4. ทุกการตัดสินใจของผู้นำ มีผลต่อความสำเร็จ
ทุกวินาทีที่ผ่านไปของการแข่งขัน ทุกการตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างล้วนส่งผลต่อผลการแข่งขันทั้งสิ้น ตั้งแต่การคัดเลือกนักแข่ง การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างนักแข่งดาวเด่น 2 คนในทีมเดียวกัน ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระหว่างการแข่งขัน เช่น การเลือกใช้ยางรถ หรือจังหวะการเรียกรถเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง ทุกวินาที ทุกการตัดสินใจ สามารถเปลี่ยนจากที่ 20 ให้กลายเป็นที่ 1 หรือที่ 1 ลงไปเป็นที่ 20 ได้ทันที
เช่นเดียวกับองค์กร การตัดสินใจของ HR ในการรับพนักงาน การเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาบุคลากร หรือแม้แต่การจัดการความขัดแย้ง ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพและบรรยากาศการทำงาน หากผู้นำและ HR ไม่ชั่งน้ำหนักผลกระทบให้รอบด้าน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ลุกลามและยากจะแก้ไขในภายหลัง

5. สร้างดาวเด่นของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การเลือกคนมาเสริมแกร่งจากภายนอก
ไม่ใช่ทุกทีมที่จะมีงบประมาณมากพอที่จะซื้อตัวนักแข่งระดับแชมป์โลก ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าคือการพัฒนานักแข่งรุ่นใหม่ขึ้นมาเอง และ Red Bull Racing โดดเด่นด้านนี้เสมอด้วยโปรแกรมพัฒนานักแข่งรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียง Red Bull Junior Team
อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เป็นหนึ่งในผลผลิตของโปรแกรมนี้ แม้จะมีช่วงที่เส้นทางของเขาแยกห่างจาก Red Bull ไปบ้าง แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้โอกาสกลับมาแข่งให้กับทีม Toro Rosso (ทีมรองของ Red Bull) ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นสู่ทีมหลักในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังโปรแกรมนี้ของ Red Bull เริ่มประสบปัญหา ไม่สามารถผลิตนักแข่งที่มีความพร้อมและคงเส้นคงวาได้ จนช่วงปี 2021-2024 ต้องหันไปพึ่งนักแข่งที่มีประสบการณ์จากทีมอื่น ที่ไม่เคยเป็นลูกหม้อของ Red Bull มาก่อนอย่าง เซอร์จิโอ เปเรซ มาเป็นคู่หูให้กับนักแข่งแชมป์โลกอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแตปเพน บ่งชี้ว่า องค์กรที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาบุคลากรภายในกับการสรรหาคนที่มีประสบการณ์จากภายนอก
บทเรียนจาก F1 เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ HR และผู้นำองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ วงการ F1 แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งคน เทคโนโลยี กลยุทธ์ และวัฒนธรรมองค์กร หากนำบทเรียนเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างเหมาะสม HR จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
บทสรุป
แม้ Formula 1 จะดูเหมือนเป็นเพียงกีฬาความเร็ว แต่ในความจริงแล้วมันคือเวทีที่สะท้อนการบริหารทีมขั้นสูงอย่างเข้มข้น ตั้งแต่บทบาทของผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการตัดสินใจภายใต้ความกดดันสูง ทุกสนามแข่งคือแบบจำลองขององค์กรที่ต้องการความร่วมมือ ความแม่นยำ และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ HR หรือผู้นำองค์กร การดู F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือคลังบทเรียนที่มีชีวิตจริงให้ศึกษา F1 แสดงให้เห็นว่าผู้นำที่ดีไม่ได้แค่ตัดสินใจเก่ง แต่ต้องเข้าใจคน สร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมศักยภาพของทีม และมองเห็นความสำเร็จแบบองค์รวม HR ที่อยากขับเคลื่อนองค์กรให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ ลองเปิดใจดู F1 แล้วอาจได้แนวคิดใหม่ที่ปรับใช้ได้ทันทีในสนามทำงานจริง
| Sourced: |