
“หลายครั้ง คนเราแค่ต้องการคนฟัง”
หนึ่งในทักษะสำคัญของการทำงานเป็น ที่ปรึกษา (Consultant) คือการฟังให้ลึกพอจะเข้าใจว่า สิ่งที่ลูกค้าพูดออกมาเป็น “ปัญหาที่แท้จริง” หรือเป็นเพียงอาการบางอย่างของปัญหาที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ จัดระบบความคิด และหาทางออกที่เหมาะสม
ไม่ต่างอะไรกับงาน HR มากนัก เพราะทุกวันนี้พนักงานมักเดินเข้ามาพร้อมปัญหา ความกังวล หรือเรื่องที่อยากปรึกษา สิ่งที่ HR ต้องทำอาจไม่ใช่การรีบตอบหรือรีบแก้ปัญหาเสมอไป แต่คือการฟังให้เข้าใจว่า สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญจริง ๆ คืออะไร
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนเส้นทางอาชีพของ ปณิธิ ชื่นฤดีมล หรือคุณกิ๊ม Senior Human Resource Business Partner จาก World Bank Group ประเทศไทย ผู้เริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์ ก้าวเข้าสู่โลกของ Consulting ก่อนจะนำวิธีคิดแบบที่ปรึกษามาหลอมรวมกับทักษะการฟังและความเข้าอกเข้าใจในบทบาท HR
HREX จึงชวนทุกคนมาติดตามเรื่องราวของคุณกิ๊ม ตั้งแต่บทเรียนจากโลก Consulting ที่นำมาใช้กับงาน HR ไปจนถึงการดูแลคนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงขององค์กรและสถานการณ์โลก พร้อมสำรวจว่า ในแต่ละช่วงชีวิต คนที่คอยสนับสนุนการเติบโตของผู้อื่นเลือกเส้นทางการเติบโตให้ตัวเองอย่างไร
Contents
โรงเรียน Consulting: ฝึกคิดเป็น เรียนรู้เร็ว และรับมือกับโจทย์ที่ไม่คุ้นเคย

ก่อนจะก้าวมาเป็น Senior HRBP คุณปณิธิเรียนจบเศรษฐศาสตร์และเริ่มต้นในตำแหน่งเศรษฐกรที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนศึกษาต่อและเข้าสู่สายงาน Consulting ซึ่งเธอมองว่าเป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมวิธีทำงานครั้งสำคัญ
เธอย้อนถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังบูมและมีบริษัทที่ปรึกษาเข้ามามาก งานโครงการแรก ๆ ของเธอจึงเกี่ยวข้องกับบริษัทหลักทรัพย์ ต้องร่วมวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด
แม้จะเป็น Analyst ซึ่งเป็นสมาชิกระดับต้นของทีม แต่เธอได้ร่วมคิดแนวทางแก้ปัญหาและนำเสนองานต่อผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อย ประสบการณ์นั้นฝึกทั้งการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า
“เราต้องเปิดที่จะเรียนรู้ เพราะ Project มันใหม่ บางทีใหม่ทุก 3 เดือน พอ Project นี้เสร็จปุ๊บ ก็ต้องไปเริ่มใหม่ แล้วต้องเรียนรู้ใหม่ทันที สิ่งที่ต้องทำเหมือนเดิมคือเรียนรู้บริบท เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และหาวิธีทำงานที่เหมาะสม ความคุ้นเคยกับการเริ่มต้นใหม่จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีทำงาน”
คุณกิ๊มเล่าถึงความเข้มข้นของช่วงนั้นว่า เคยได้รับใบแจ้งยอดบัตรเครดิตที่ทั้งเดือนไม่มีค่าใช้จ่ายเลย เพราะใช้เวลาแทบทั้งหมดอยู่กับงานและทีม แม้จะหนัก แต่สิ่งที่ทำให้สนุกคือการได้เรียนรู้จากคนเก่งและได้ฝึกหลายทักษะพร้อมกัน
ต่อมาในช่วงที่เธอเรียกว่า Internet Boom บริษัทที่ทำงานอยู่ย้ายออกจากไทย การเปลี่ยนแปลงของงานจึงเปิดโอกาสให้เธอค่อย ๆ พบสายงานที่อยากทำต่อ นั่นคือสาย HR ซึ่งเธอมีความสนใจเรื่องคนจากโครงการก่อนหน้าเป็นทุนเดิม นำไปสู่การขยับไปทำงานสาย HR Consulting
เมื่อจังหวะชีวิตเปลี่ยน งานที่เลือกก็ต้องตอบโจทย์ชีวิตด้วย
ขณะที่เส้นทางอาชีพกำลังเดินหน้า ชีวิตส่วนตัวของคุณกิ๊มก็เปลี่ยนไปเช่นกัน หลังแต่งงาน เธอเริ่มรู้สึกว่ารูปแบบการทำงานหนักมากแบบเมื่อก่อนอาจไม่เหมาะกับชีวิตในระยะต่อไป
และเมื่อแม่ไม่สบาย เธอตัดสินใจออกจากงานประจำ แล้วเปลี่ยนมารับงานเป็นโปรเจกต์ ๆ ไปแทน
ต่อมาเมื่อมีคนชวนให้ลองทำ Corporate HR และตำแหน่งของ World Bank ในประเทศไทยเปิดขึ้นพอดี เธอจึงได้เข้าสู่งาน HR ภายในองค์กร และงานใหม่นี้เองเปิดพื้นที่ให้เธอทำงานไปพร้อมกับมีเวลาให้ครอบครัวได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเธอนิยามว่า “เป็นชีวิตที่ไม่ต้องหวือหวา”
อย่างไรก็ตาม ความเป็น Consultant ที่ชอบโจทย์ใหม่และท้าทายยังอยู่ในสายเลือด แม้งาน HR ช่วงแรก เธอต้องรับผิดชอบงานธุรการจำนวนมาก ดูแลการสรรหาไปจนถึงเตรียมรับพนักงานใหม่ แต่เธอยังอยากใช้ความสามารถในงานที่กว้างกว่านั้น องค์กรจึงปรับบทบาทเธอไปสู่การเป็น HR Business Partner และย้ายงานธุรการบางส่วนไปให้ทีมส่วนกลางรับผิดชอบ
งานนี้ทำให้เธอได้มีส่วนกับงาน Organizational Development การจัด Training และการช่วยให้พนักงานทำงานร่วมกันมากขึ้น ซึ่งตรงกับสิ่งที่เธอชอบ และยังนำทักษะ Consultant มาใช้ต่อภายในองค์กร ทั้งการทำความเข้าใจโจทย์ ออกแบบกิจกรรม และช่วยให้กระบวนการถูกนำไปใช้จริง ในจังหวะเดียวกัน งานก็ยังรองรับบทบาทแม่ที่เธอให้ความสำคัญด้วย
Workforce Planning: เมื่อการวางแผนขององค์กรต้องควบคู่ไปกับแผนของคน

การทำงานที่ World Bank มาพร้อมความท้าทายหลายประการ และในฐานะ HR งานนี้ที่นี่ทำให้เธอเห็นว่า ขอบเขตงาน HR ไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศที่ตัวเองนั่งทำงาน แม้เธอจะเป็น HR ประจำสำนักงานประเทศไทยเพียงคนเดียว แต่ ณ เวลาสัมภาษณ์ เธอต้องดูแลพนักงานทั้งในไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม โดยมีทีมส่วนกลางและหน่วยงานอื่นสนับสนุน
“เราเป็นหน้าบ้านอย่างเดียว เขาเรียกพวกเราว่า Client Service แต่ข้างหลังมีทีมช่วยเต็มไปหมด”
เธอเล่าว่าในช่วงที่เข้ามา สำนักงานของธนาคารโลกในประเทศไทยกำลังไปเป็นฐานสนับสนุนการจัดโปรแกรมในลาวและกัมพูชา ต่อมายังได้ไปช่วยเปิดสำนักงานในเมียนมา ซึ่งมีโครงการด้านไฟฟ้า ถนน และการศึกษา ก่อนที่เหตุการณ์รัฐประหารจะเปลี่ยนสถานการณ์การทำงานที่นั่น
เรื่องที่ดูเหมือนไกลจากงาน HR จึงส่งผลถึงโจทย์กำลังคนโดยตรง โครงการอยู่ที่ไหน ต้องการความเชี่ยวชาญด้านใด และควรมีคนประจำอยู่ที่ใดบ้าง ล้วนเป็นคำถามของ Workforce Planning ที่เธอมีส่วนช่วยดูแล
“ตาม Plan ตอนนี้ เราต้องมี ‘คนแบบไหน’ อยู่ที่ไหนบ้าง”
คำว่า ‘คนแบบไหน’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับภารกิจ เช่น โครงการด้านสุขภาพหรือการพัฒนาภาคการเงิน แต่การเลือกโยกย้ายกำลังคนไปที่สำนักงานต่าง ๆ ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัย การย้ายโรงเรียนของลูก และความเป็นอยู่ของครอบครัวพนักงานด้วย เธอยกตัวอย่างนโยบายการสลับหมุนเวียนคนในพื้นที่ที่มีความเครียดสูงออกนอกพื้นที่เพื่อปรับสภาพจิตใจ และการย้ายพนักงานไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุจำเป็น
“เพราะฉะนั้น Staffing ของ World Bank จึงไม่ได้ตรงไปตรงมาว่าใช้ตัวเลขหรือธุรกิจตัดสินอย่างเดียว เราใช้ Business ด้วย แต่ก็มีเรื่อง Well-being ของคนเข้ามาด้วยเช่นกัน”
อีกด้านหนึ่งคือการเติบโตในอาชีพ เธออธิบายว่าเมื่อขึ้นไปถึงระดับ Senior จะถือเป็นขั้นสุดแล้วในประเทศหนึ่ง ถ้าอยากเติบโตมากกว่าเดิม จะต้องย้ายไปเติบโตในประเทศอื่น เช่น จาก Senior Economist ไปเป็น Lead Economist ซึ่งต้องขยับสู่บทบาท International Staff
จากประสบการณ์ของเธอ มีพนักงานไทยหลายคนอยู่กับองค์กรมานานกว่า 20 ปี และเลือกอยู่ในประเทศไทยต่อ รวมถึงตัวเธอเอง ทั้งนี้ แต่ละคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่โดยส่วนมากแล้วมักเกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัว บางคนขยายขอบเขตงานไปสนับสนุนประเทศอื่น โดยยังทำงานในระดับ Senior การเติบโตจึงเกิดผ่านความรับผิดชอบที่กว้างขึ้นได้ด้วย
“แต่องค์กรก็ไม่ได้กดดันนะคะว่าทุกคนต้องโตขึ้นไป ขอเพียงแค่เรายังทำงานอย่างมีความสุขก็พอ”
Trusted Advisor: ช่วยให้คนเห็นทางเลือกที่เหมาะกับตัวเอง

การวางแผนกำลังคนอาจเริ่มจากคำถามว่า องค์กรต้องการคนแบบไหนและที่ใด แต่เมื่อกลับมามองชีวิตของพนักงาน คำถามเดียวกันอาจหมายถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องเส้นทางอาชีพ การย้ายประเทศ และชีวิตครอบครัว การช่วยให้คนมองเห็นทางเลือกจึงต้องอาศัยทั้งความเข้าใจระบบขององค์กร และความไว้วางใจที่ทำให้เขากล้าเล่าว่า ตัวเองต้องการหรือกังวลอะไรอยู่
สำหรับคุณกิ๊ม การเข้าใจคนเริ่มจากการรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน เธอเรียกบทบาทส่วนนี้ว่า “Eyes and Ears on the Ground” ตั้งแต่รับรู้ขวัญกำลังใจของพนักงาน ไปจนถึงอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน สิ่งที่ได้ยินช่วยให้เธอเข้าใจว่า ระบบและแนวทางจากส่วนกลางส่งผลต่อคนหน้างานอย่างไร และแต่ละคนมีบริบทอะไรที่ HR ต้องคำนึงถึงเมื่อให้คำปรึกษา
และยิ่งทำงานใกล้ชิดกับพนักงาน เธอยิ่งค้นพบความสุขจากการเป็น Trusted Advisor หรือคนที่พนักงานไว้ใจพอจะเดินเข้ามาปรึกษา โดยเรื่องที่พบมากคือ Career Development ตั้งแต่การเลือกอบรม การเตรียมตัวสำหรับบทบาทใหม่ ไปจนถึงวิธีคุยเรื่องอนาคตกับผู้จัดการ
“งานที่เป็นที่ปรึกษาให้พนักงาน เป็น Trusted Advisor ให้พนักงาน เป็นงานที่ชอบมาก แล้วก็ภูมิใจมากด้วยค่ะ”
เธอยกตัวอย่างพนักงานสาย Admin คนหนึ่งที่ไปสมัครงานที่อื่น และพบว่าทักษะที่สั่งสมในบริบทเฉพาะของ World Bank ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์งานมองหา ในขณะเดียวกัน ภายในองค์กรยังมีเส้นทางที่ต่อยอดประสบการณ์เหล่านั้นได้
พนักงานคนนี้ได้ลองทำ Assignment ย้ายไปสำนักงานใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ประมาณ 6 เดือน จากเดิมที่ไม่เคยคิดอยากย้ายประเทศ กลับพบว่าตัวเองสามารถใช้ชีวิตและปรับตัวเข้ากับการทำงานที่นั่นได้ เมื่อมีตำแหน่งเปิดในเวลาต่อมา จึงได้เติบโตไปเป็น Learning Specialist
“World Bank มี Assignment ให้สามารถไปลองงานได้ เขาไป DC ประมาณ 6 เดือน พอไปแล้วรู้สึกว่า ‘อ้าว อยู่ได้นี่’ จากนั้นมีตำแหน่งเปิด เขาก็ได้ตำแหน่ง ตอนนี้ก้าวหน้า กลายเป็น Learning Specialist ที่ DC”
พื้นฐานการคิดแบบ Consultant ช่วยให้เธอวิเคราะห์และจัดระบบโจทย์ ขณะที่ Empathy ช่วยให้ไม่มองข้ามความรู้สึกของคนที่กำลังเผชิญปัญหา
“คือด้าน Process ก็ไม่หลุด Analytical ก็ทำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบคุยกับคน และชอบเวลาที่ได้ดูแลเขา ตรงนี้ทำให้รู้สึกว่า งานนี้มันใช่”
อยากเติบโต ต้องมีเสียงและมีส่วนร่วมเกินกว่างานประจำ
แม้จะเป็นคนที่คอยช่วยพนักงานคิดเรื่องอนาคตก็เคยต้องปรับตัวเพื่อการเติบโตของตัวเองเช่นกัน
คุณกิ๊มเล่าว่าช่วงแรก หากรู้สึกว่าไม่มีอะไรจำเป็นต้องพูด เธอมักนั่งฟังในที่ประชุม จนหัวหน้าให้ Feedback ว่าต้องแสดงความคิดเห็นและทำให้คนอื่นเห็นตัวตนมากขึ้น
“ถ้าอยากก้าวหน้า ต้องพูดให้คนรู้ว่าเราเป็นใคร มีความเห็นอย่างไร ถ้าเงียบ ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าเรามีตัวตน ไม่รู้ว่าเราเก่ง”
เธอจึงเริ่มผลักตัวเองให้พูด ช่วงแรกถึงกับตั้งใจว่าจะเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้พูดประเด็นที่เตรียมมา ก่อนที่การออกความเห็นจะค่อย ๆ เป็นธรรมชาติมากขึ้น ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเห็นกับตัวว่า แม้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว คนเราก็ยังพัฒนาพฤติกรรมใหม่ได้
อีกโจทย์จากหัวหน้าคือการมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาค เมื่อกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของพนักงานจากหลายประเทศ เธอจึงได้เข้าไปช่วยและค่อย ๆ กลายเป็นผู้ประสานงานสำคัญ ทั้งการออกแบบการเรียนรู้และดำเนินกิจกรรม
“เราก็ได้ใช้แง่มุมของการเป็น Consultant ได้ช่วยออกแบบว่า Learning ควรเป็นอย่างไร แล้วก็ Facilitate เองด้วย สนุกดี”
ความชอบทดลองยังปรากฏในกิจกรรมที่เธอออกแบบ เช่น Photo Workshop ที่เชียงใหม่ ซึ่งชวนพนักงานจากหลายประเทศใช้ภาพถ่ายและศิลปะทำ Vision Board แล้วแลกเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตกัน เป็นวิธีชวนคนคุยที่ไปถึงความสนใจและความรู้สึกส่วนบุคคล
“แต่ละ Group ทำ Vision Board แล้วแชร์กัน ลงไปถึงระดับ Personal ว่าเป้าหมายในชีวิตตัวเองเป็นอย่างไร เรารู้สึกว่าอะไรที่ลงระดับ Personal และใช้ Art มันจะกระทบคนได้มากกว่า”
อย่างไรก็ดี การทำงานเดิมมานานก็มีช่วงที่เบื่อ คุณกิ๊มยอมรับว่าเมื่อบางงานคล้ายเดิม เธอต้องหาโอกาสใหม่ให้ตัวเอง เช่น การเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม หรือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาอนาคตประเทศไทยในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายงาน ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งธนาคารโลกจัดทำขึ้น ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เป็นต้น
สำหรับเส้นทาง Senior HR Business Partner ของเธอ หากจะขยับตำแหน่งต่อไปต้องสมัครงานที่ DC ซึ่งเธอเลือกไม่ย้าย ความมั่นคงของงานและชีวิตที่สามารถดูแลครอบครัวไปด้วยเป็นสิ่งที่เธอให้คุณค่า ขณะเดียวกันก็ยังหาพื้นที่ใช้ความสามารถในมุมใหม่
“ถ้าจะไปมากกว่านี้ต้องสมัครตำแหน่งที่ DC ซึ่งเราไม่อยากไป”
การเลือกอยู่ไทยจึงอยู่ร่วมกับความต้องการพัฒนาตัวเองได้ ผ่านบทบาทที่ขยายออกไปและประสบการณ์ที่ยังได้เรียนรู้
“เราก็จะโตในแนวข้างแทน หาอะไรที่พัฒนาตัวเองได้”
จาก HR และแม่ สู่การเรียนรู้ที่จะเป็น Coach

เมื่อ World Bank เปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาเป็น Internal Coach คุณปณิธิยกมือเข้าร่วม ทำให้ ณ เวลาสัมภาษณ์พนักงาน ก็เหมือนเธอกำลังเรียน ฝึกปฏิบัติ และเตรียมรับการประเมิน โดยบางครั้งต้องเรียนช่วงดึกเพราะต้องเรียนออนไลน์กับผู้สอนที่อยู่ต่างประเทศ
สิ่งที่ท้าทายคือการถอยออกมาจากความเคยชินเดิม ในบทบาท HR เธอมักได้รับคำถามว่าควรทำอะไรหรือคุยกับผู้จัดการอย่างไร และด้วยความอยากดูแลก็มักพร้อมให้คำแนะนำ แต่การ Coaching ทำให้ต้องเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายคิดเองมากขึ้น
“หยุด เอ็งต้องให้โอกาสเขาคิดเองบ้าง”
บทเรียนเดียวกันนี้เกิดขึ้นในชีวิตแม่ของลูก 2 คนด้วย เมื่อก่อนเธอเคยนำวิธีตั้งเป้าหมายและกำหนดความคาดหวังจากงาน HR ไปลองใช้กับลูก แต่เมื่อลูกโตขึ้น บทบาทของแม่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการรับฟังและสนับสนุนการตัดสินใจ มากกว่าคอยบอกทุกอย่าง
“ถ้าจะสรุปบทบาท HR กับแม่ ก็คือเราอยากอบอุ้มความรู้สึกคนไปตลอดเวลา แต่บางทีต้องปล่อยวาง ซึ่งมันตรงกับ Stage ชีวิตพอดี เพราะเราต้องปล่อยลูก แล้วกลายมาเป็น Coach แทนที่จะคอยบอกทุกอย่าง”
การเรียนรู้ในงานจึงย้อนกลับมาช่วยให้เธอทบทวนวิธีดูแลครอบครัว ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในบ้านก็ทำให้เห็นว่า บางครั้งคนตรงหน้าต้องการเพียงคนฟัง ไม่ได้ต้องการทางออกจากเราเสมอไป
ในมุมองค์กร เธออยากเห็นหัวหน้างานมีบทสนทนากับลูกทีมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งรับฟัง ให้ Feedback และช่วยให้พนักงานคิดต่อ แม้มีทรัพยากรจำกัดก็เริ่มจากการพัฒนาวิธีคิดและทักษะการสนทนาของผู้จัดการได้
“ถ้าเราสามารถสร้างองค์กรแบบนี้ได้ ต่อให้องค์กรเล็ก ๆ ไม่มีงบ ก็อาจทำ Training สั้น ๆ ให้ Manager คิดว่าตัวเองเป็น Coach ไม่ใช่เจ้านาย เน้นให้ Feedback และคุยกับพนักงานสม่ำเสมอ”
จาก AI ในงานประจำ สู่เศรษฐกิจโลกที่ HR ต้องมองให้ไกล

ความพร้อมเรียนรู้ที่ติดตัวมาจาก Consulting ยังถูกนำมาใช้กับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีด้วย คุณกิ๊มเล่าว่า World Bank มีบทบาทด้าน AI Adoption และมีบุคลากรบางส่วนขยับมาทำงานด้านนี้ โดยเน้นการอบรมให้พนักงานใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพการทำงาน
สำหรับตัวเธอเอง AI เข้ามาช่วยในงานที่ทำอยู่แล้ว เช่น ใช้ Copilot ใน Excel ช่วยสรุปตารางข้อมูล Workforce เตรียม Presentation และสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับ HR การมีประสบการณ์มากจึงไม่ได้ทำให้เธอหยุดหาวิธีทำงานใหม่
“เราต้องมี Report ข้อมูล Analytics ของ Workforce ว่าตอนนี้มีใครบ้าง อย่างไร ก็ใช้ Copilot ใน Excel ให้ช่วยสรุปตาราง”
เธอยังเลือกใช้เครื่องมือตามความเหมาะสมกับตัวเอง แม้จะเห็นตัวอย่างคนที่ให้ AI ช่วยจัดการอีเมลได้มากกว่า แต่ยังรู้สึกว่าบางวิธีมากเกินไปสำหรับเธอ การปรับตัวจึงเริ่มจากงานที่เห็นประโยชน์และนำมาใช้ได้จริง
ภาพนี้เชื่อมกับสิ่งที่เธอชวน HR มองในวงกว้าง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งเป็นเวทีหารือเรื่องเศรษฐกิจโลกและการพัฒนา การประชุมครั้งนี้จึงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนทำ HR โดยตรง
“HR ต้องสนใจในแง่ว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกไปทางไหน เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนต้องไปทางไหน”
เรื่องการสร้างงานและงานในอนาคตเป็นตัวอย่างที่เธออยากให้ HR ติดตาม เพื่อนำกลับมาคิดต่อว่าองค์กรกำลังต้องการทักษะอะไร และคนที่มีอยู่พร้อมรับบริบทใหม่เพียงใด ส่วนตัวเธอเองก็สนับสนุนงานเบื้องหลังการประชุมด้านกำลังคน เช่น ช่วยสัมภาษณ์บุคลากรชั่วคราวสำหรับงานลงทะเบียน โดยดูทั้งภาษา ความคล่องตัว และทักษะบริการ
“เพราะฉะนั้นคนที่เป็น HR ต้องคิดว่า เราจะ Support องค์กรอย่างไรให้แน่ใจว่าเรามีคนที่มีทักษะรองรับบริบทที่เปลี่ยนไปของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย”
จากวันที่บรรยากาศธุรกิจพาเธอไปทำโครงการ Consulting มาถึงวันที่ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคส่งผลต่อการจัดคน และวันนี้ที่ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ เรื่องระดับโลกจึงปรากฏอยู่ในงานและทางเลือกของคนคนหนึ่งตลอดมา การมองภาพกว้างช่วยให้ HR เชื่อมสิ่งเหล่านี้กลับมาสู่การเตรียมคนในองค์กรได้
ดูแลคนอื่นเต็มที่ และมีพื้นที่ดูแลตัวเอง
อีกมุมหนึ่งของคุณปณิธิคือความชื่นชอบการออกกำลังกาย ตั้งแต่เทนนิสและ Pickleball ไปจนถึงว่ายน้ำ เวทเทรนนิง และกอล์ฟ รวมถึงการลองแข่งขัน HYROX แบบ Relay กับทีม 4 คน เมื่อลูกเติบโตและออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง เธอจึงมีเวลาให้กิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น เป็นพื้นที่ดูแลสุขภาพและสนุกกับสิ่งที่ชอบ หลังจากทุ่มเทให้ทั้งงานและครอบครัวมาตลอด |
Mindset ที่ทำให้ HR ยังเติบโตไปพร้อมกับคนที่ดูแล
ก่อนจบบทสนทนา HREX ถามคุณปณิธิว่าอยากฝากอะไรถึงคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทาง HR เธอชวนกลับไปถามตัวเองถึงความสนใจในคน เพราะนั่นเป็นพื้นฐานของการอยากเรียนรู้และดูแลผู้อื่น
“คนที่จะเข้ามา HR ต้องตรวจสอบตัวเองว่า ชอบทำงานกับคนไหม? ชอบดูแลคนไหม? เพราะสุดท้ายคิดว่าสิ่งนี้สอนกันยาก ถึงแม้คนเราจะเปลี่ยนได้ก็ตาม”
เส้นทางของเธอทำให้เห็นว่าความสนใจนี้พัฒนาต่อได้ผ่านหลายประสบการณ์ ทั้งการวิเคราะห์โจทย์ธุรกิจ การรับฟังพนักงาน การออกความเห็นในที่ประชุม การลองออกแบบกิจกรรมใหม่ และการกลับมาเป็นผู้เรียนอีกครั้ง
“ถ้าเราสนใจเรื่องคน การพัฒนาคน การดูแลคน เราก็สามารถทำงานนี้ได้อย่างสนุก Technical Skill ใส่ทีหลังได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ Mindset ของการที่เราอยากดูแลคน”
สำหรับคนทำ HR การเปิดใจเรียนรู้จึงมีทั้งการมองออกไปให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และงานที่กำลังเปลี่ยน และการมองเข้ามาให้เข้าใจชีวิตของคนที่ดูแล รวมถึงชีวิตของตัวเองด้วย บางช่วงการเติบโตอาจหมายถึงการย้ายประเทศ บางช่วงคือการรับบทบาทใหม่ หรือเรียนรู้ที่จะถอยให้คนอื่นได้คิดและตัดสินใจ
ในเรื่องราวของคุณกิ๊ม งาน ครอบครัว และโลกภายนอกจึงส่งผลต่อกันอยู่เสมอ และการมองเห็นความสัมพันธ์เหล่านี้เองที่ช่วยให้เธอเป็น HR ที่เข้าใจทั้งโจทย์ขององค์กรและคนที่อยู่ในโจทย์นั้น

