Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากงาน People Performance Conference 2026

People Performance Conference 2026

ปี 2026 อาจเป็นช่วงเวลาที่แค่ทำงานให้เก่งอย่างเดียวไม่พอแล้ว หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า คนทำงานควรใช้ชีวิตอย่างไรให้ไปต่อได้โดยไม่หมดแรงกลางทาง แนวคิด Work Life Intelligence จึงถูกพูดถึงมากขึ้นการออกแบบชีวิตและการทำงานให้ส่งเสริมกันอย่างมีจังหวะ รู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง เมื่อไรควรถอย และใช้พลังงานของตัวเองอย่างมีความหมาย

และนี่คือ Theme หลักของงาน Creative Talk: People Performance Conference 2026 งานที่เปิดโอกาสให้ HR ผู้บริหาร ผู้นำ และเจ้าของกิจการได้มาหาวิธีอยู่กับความซับซ้อนของสถานการณ์โลกให้ได้โดยไม่หลงทาง และยังชวนให้เรากลับมาคิดใหม่ว่า เราจะทำงานและใช้ชีวิตอย่างฉลาดพอได้อย่างไรในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขนาดนี้

หากใครพลาดงานนี้ไป HREX สรุปสาระสำคัญมาให้แล้วในบทความนี้

PEOPLE PERFORMANCE TRENDS 2026

“งาน กับ ชีวิต ไม่สามารถแยกจากกันได้อีกต่อไป ปี 2026 คือช่วงเวลาที่เราต้องกลับมาจัดการชีวิตไปพร้อมกับทำงานให้สำเร็จ”

คุณ สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม Founder & CEO จาก Creative Talk อธิบายว่า คนที่มารวมตัวกันในงานวันนี้ล้วนเป็นคนที่ต้องขับเคลื่อนทั้งตัวเองและองค์กรให้เดินต่อไปได้ แต่ความจริงหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ชีวิตของเราไม่ได้มีแค่เรื่องงานอย่างเดียว หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับคุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น และบางครั้งชีวิตที่ดี ก็สำคัญไม่แพ้งานที่ดี ทำให้ในยุคต่อมา การมี Work-Life Balance กลายเป็นทางออก

แต่สถานการณ์ผ่านไป การพยายามหาสมดุลระหว่าง 2 อย่างนี้ก็ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะทำให้ทุกอย่างลงตัว แนวคิดที่เขาอยากนำเสนอและยกระดับไปอีกขั้นจึงเป็นแนวคิด Work Life Intelligence การมองว่างานกับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน หรือ Work-Life งานที่ไม่บั่นทอนเรา ทำให้เรากลับบ้านไปอย่างมีพลัง แต่ขณะเดียวกัน ชีวิตที่ดีพอก็ส่งแรงกลับมาที่คุณภาพของงานเช่นกัน

เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเริ่มใช้มันช่วยคิด ช่วยทำ และบางครั้งก็ช่วยตัดสินใจ คำถามที่ถูกโยนกลับมาจึงไม่ใช่ว่าเราจะใช้ AI หรือไม่ แต่เขายังตั้งคำถามอีกว่า เมื่อเราใช้มันแล้ว เราเก่งขึ้นจริงไหม ? เพราะภาพที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ คนกลุ่มหนึ่งจะเติบโตจากเครื่องมือนี้ ขณะที่อีกกลุ่มกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความสะดวกที่ได้มา จึงแลกกับแรงกดดันรูปแบบใหม่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเขาหวังว่าการมางานนี้จะช่วยให้ HR ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการได้พบกับคำตอบที่กำลังมองหาอยู่

People Performance Conference 2026

ด้านคุณ อภิชาติ ขันธวิธิ CEO ของ QGEN ช่วยเติมมุมมองของคุณสิทธิพงศ์ว่า จากการทำงานกับองค์กรจริง เขาพบคำที่อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ได้ดี นั่นคือ Paradox หรือ “ความย้อนแย้ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึง องค์กรต้องการผลลัพธ์ ต้องการความเร็ว ต้องแข่งขันให้ชนะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลคน ต้องใส่ใจสภาพจิตใจ ต้องสร้างที่ทำงานที่ไม่ทำร้ายใครไปพร้อมกัน

ความคาดหวัง 2 ด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีทางเลือกให้ตัดสินใจง่าย ๆ เจ้าของธุรกิจเองก็อยากดูแลคนให้ดีที่สุด แต่ข้อจำกัดรอบด้านก็ทำให้ไปได้ไม่สุด ความเหนื่อยจึงไม่ได้มาจากงานอย่างเดียว แต่มาจากการต้องอยู่กับความขัดแย้งนี้ตลอดเวลา

ทางออกที่ควรเป็นจึงไม่ใช่การพยายามหาจุดกึ่งกลาง เพราะบางเรื่องไม่มีตรงกลางให้ยืน สิ่งที่ทำได้คือเปลี่ยนวิธีคิด เลิกมองว่าเราต้องเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แล้วหันมาออกแบบวิธีทำงานที่รองรับทั้ง 2 ด้านไปพร้อมกัน ตัดสินใจให้เร็วขึ้น ปรับตัวให้ไวขึ้น และสร้างระบบที่ช่วยให้คนทำงานตัดสินใจได้ดีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

“องค์กรที่ไปต่อได้ ไม่ใช่องค์กรที่มีคำตอบชัดที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ปรับตัว เข้าหาและอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบได้ที่สุดต่างหาก”

LEADING IN THE ERA OF AI

People Performance Conference 2026

คำถามที่หลายองค์กรยังหาคำตอบไม่เจอคือ ทำอย่างไรให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ไม่ใช่แค่โปรเจ็กต์ทดลองบนกระดาษ
เพื่อตอบคำถามนี้ คุณ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา Founding Partner จาก Slingshot Group ชวนย้อนดูผลสำรวจที่รวบรวมมาจากสถาบันที่น่าเชื่อถือหลายแห่งว่า มี 88% ขององค์กรพยายามเอา AI มาใช้ แต่ 33% ใช้อย่างจริงจังเท่านั้นในองค์กร

ขณะเดียวกัน มีมากกว่า 70% ของ Pilot Project ในองค์กรที่ล้มเหลว มากไปกว่านั้น มีผู้บริหาร 74% ที่รู้สึกว่าการเอา AI มาช่วยงานกลับไม่สามารถวัด ROI ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากมองลึกลงไปจะพบว่าเส้นทางการเปลี่ยนผ่านขององค์กรจำนวนมากเริ่มจากธุรกิจ ไปสู่ดิจิทัล และค่อยขยับมาที่คน ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่มักไม่เปลี่ยนตาม นั่นคือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มต้นจากคนเป็นผู้นำ พอผู้นำไม่ยอมเปลี่ยนวัฒนธรรม วิธีคิด วิธีทำงาน และการตัดสินใจย่อมไม่ต่างจากเดิม นำมาซึ่งผลลัพธ์เดิม ๆ ทำให้การนำเครื่องมือใหม่เข้ามาจึงไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้

การจะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง จึงควรเป็นการแก้ที่ผู้นำ เพราะวัฒนธรรมจะขยับได้ก็ต่อเมื่อคนที่นำองค์กรเปลี่ยนวิธีคิดก่อน

ผู้นำที่จะพาองค์กรไปต่อได้ต้องเริ่มจากการปรับมุมมองต่อ AI ให้ชัด มองมันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่งานของฝ่ายเทคโนโลยีเพียงทีมเดียว การตัดสินใจต้องอิงข้อมูลมากขึ้น และต้องกล้าเริ่มต้นโดยที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะการรอให้ทุกอย่างพร้อมมักทำให้ช้าเกินไป หลายองค์กรที่เดินหน้าได้เร็ว เลือกลงมือทำก่อน แล้วค่อยเรียนรู้และปรับให้ดีขึ้นระหว่างทาง วิธีคิดแบบนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ และส่งต่อไปยังทีมงานผ่านการลงมือทำจริง

อย่างไรก็ตาม แค่เปลี่ยนมายด์เซ็ตอย่างเดียวไม่พอ หลายองค์กรนำเครื่องมือเข้ามาโดยยังขาดความชัดเจนว่า จะเอามาใช้แก้ปัญหาอะไร สุดท้ายจึงไม่ได้สร้างคุณค่าเท่าที่คิด สิ่งที่ควรทำคือการใช้ AI อย่างมีเป้าหมาย ผู้นำต้องลงมือใช้เอง เพื่อเข้าใจข้อจำกัดและศักยภาพ ไม่ใช่เพียงสั่งให้ทีมงานลองใช้เท่านั้น

อีกประเด็นที่คุณอภิวุฒิชูขึ้นมาคือการเร่งวัดผลเกินไป คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป แล้วก็เร่งหยุดโครงการ ทั้งที่บางสิ่งต้องใช้เวลาในการสร้างผลลัพธ์ระยะยาว

ดังนั้นหากต้องการผลักดันให้องค์กรเอา AI มาสร้างการเติบโตได้ผลจริง ๆ ต้องเริ่มจากการใช้งานแบบต่างคนต่างทำ ขยับไปสู่การใช้งานร่วมกันในทีม จากนั้นจึงเริ่มเชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน และพัฒนาไปสู่การใช้งานทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ

“เราต้องรู้สถานการณ์ของตัวเองในวันนี้ก่อน เพื่อจะได้ตั้งเป้าหมายแล้วเดินไปได้ถูกทาง และไม่หลงทางกับเครื่องมือที่มีให้เลือกมากมายแต่อาจไม่ตอบโจทย์เราจริง ๆ”

“สิ่งที่เราควรทำ คือเริ่มจากปัญหาก่อน แล้วค่อยเลือก AI งานไหนที่กินเวลามากที่สุด จุดไหนที่เป็นคอขวดของทีม สิ่งเหล่านี้ควรถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถามก่อนเสมอ พร้อมกันนั้น องค์กรต้องใส่ใจคุณภาพของข้อมูล เพราะข้อมูลที่ไม่ดีจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด ต้องมีคนที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบทของงานอยู่ในกระบวนการ และต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน”

“สุดท้ายแล้ว AI อาจช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่คุณภาพและความถูกต้องยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์อยู่เสมอ” Founding Partner จาก Slingshot Group ทิ้งท้าย

HREX HR Products and Services

PEOPLE X TECHNOLOGY WITH CHALLENGES ON HR PRACTICES

People Performance Conference 2026

หากใครเคยฟังบรรยายของคุณ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กรจาก AIS มาก่อนน่าจะคุ้นเคยดีว่า เธอเป็นคนที่พูดตรง ไม่อ้อมค้อม และบนเวทีนี้ เธอก็พูดในสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบ แต่ก็ปฏิเสธไมไ่ด้ว่ามันคือเรื่องจริงนั่นคือ

“AI จะมาแทนคนโง่”

ก่อนจะมาถึงตรงนี้ เธอเล่าย้อนก่อนว่าประสบการณ์ทำงานบริหารคนในช่วงโควิด-19 ทำให้วิธีคิดเรื่องการบริหารคนของเธอ และคนจำนวนมากเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ยุคนี้ทำให้เทคโนโลยีเปิดทางให้ผู้คนหันมาใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานอย่างแพร่หลาย การทำงานไม่จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไป และทำให้เราพยายามหาว่าจะใช้มันอย่างไรให้คนทำงานได้ดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ทำงานเร็วขึ้น

สิ่งที่เธอสะท้อนออกมาน่าสนใจ เพราะหลายองค์กรกำลังใช้ AI แบบกลับด้าน หมายความว่างานที่ควรปล่อยให้ AI จัดการอย่างงานรูทีน กลับยังใช้คนทำ ขณะที่งานที่ต้องคิด วิเคราะห์ หรือตีความ กลับโยนให้ AI คิดแทน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเพิ่มศักยภาพคนทำงาน แต่กลายเป็นการเปิดทางให้ AI เข้ามาแทนที่คนกลุ่มเดิมโดยตรง เธอพูดตรง ๆ ว่า AI จะเข้ามาแทนคนกลุ่มนี้ที่ไม่พัฒนา ซึ่ง HR จำนวนมากสุ่มเสี่ยงทีเดียว

ดังนั้น ทางรอดจึงไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับ AI แต่เราต้องใช้ AI ให้ถูกตั้งแต่แรก ด้วยการปล่อยให้มันจัดการงานซ้ำ ๆ แล้วขยับตัวเองไปทำงานที่ต้องใช้การคิด การตีความ และการต่อยอดจากข้อมูลที่มีอยู่ เพิ่มความสามารถในการตั้งคำถาม ซึ่งเชื่อมโยงกับการป้อนคำสั่ง AI อย่างเลี่ยงไม่ได้

“การ Prompt กลายเป็นทักษะสำคัญ เพราะคำถามที่ดีจะนำไปสู่คำตอบที่มีคุณภาพ หากถามไม่ชัด คำตอบที่ได้ก็ยากจะนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ Garbage In, Garbage Out”

บทบาทของผู้นำก็ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน ภาพของผู้นำที่ต้องรู้ทุกเรื่องและเก่งที่สุดในห้องอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้ว่าตัวเองขาดอะไร และดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาเติมเต็มทีม ผู้นำที่ดีต้องช่วยให้ทีมเติบโตไปข้างหน้า เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง และยอมรับว่าความคิดของตัวเองอาจไม่ถูกเสมอ การสร้างทีมที่หลากหลายทางความคิดจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบ มากกว่าการหาคนที่คิดเหมือนตัวเอง

อีกด้านหนึ่ง องค์กรก็กำลัง Lean ตัวเองขึ้นในระดับ Super Lean คนที่อยู่รอดได้ต้องทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้มันตอนไหน และใช้เพื่ออะไร สิ่งที่แยกคนออกจากกันอาจไม่ใช่ตำแหน่งหรือประสบการณ์ แต่เป็นความสามารถในการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีให้ขยายศักยภาพของตัวเองนั่นเอง

UNLOCKING ENERGY AT WORK: ENERGIZING POTENTIAL FORWARD

People Performance Conference 2026

ความต้องการของคนทำงานวันนี้ พวกเขาอยากใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย อยากภูมิใจกับสิ่งที่ทำ แต่ความกดดันรอบด้านกลับดึงเราไปอีกทาง เมื่องานมากขึ้น ความคาดหวังสูงขึ้น ทำให้เราแทบไม่มีพื้นที่ให้หยุดคิดว่าเรากำลังทำสิ่งต่าง ๆ ไปเพื่ออะไร จนเหนื่อยและหมดไฟไปเอง

คุณ ประกรรษ์ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการสายงานทรัพยากรบุคคลและธุรการ กลุ่มธุรกิจ TCP ยอมรับว่า ความสมดุลในชีวิตและการทำงานกลายเป็นสิ่งที่จับต้องยากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจุดที่เรียกว่าพอดีอยู่ตรงไหน สุดท้ายหลายองค์กรและคนทำงานจึงพยายามปลดแอกด้วยแนวคิด Work-Life Integration หรือการผสานงานกับชีวิตเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งแม้จะทำให้มีอิสระมากขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความยุ่งเหยิงในอีกแบบหนึ่ง บางคนทำงานทั้งวัน บางคนทำงานทั้งคืน และหลายคนทำต่อเนื่องจนแทบไม่มีจังหวะพัก

แทนที่จะยึดติดกับเวลา คุณประกรรษ์ชวนคิดว่าเราควรหาวิธีควบคุมพลังงานในชีวิตมากกว่า เขาเปรียบเปรยว่า การพยายามรักษาสมดุลในงานและชีวิตเหมือนการตีลูกเทนนิสให้ได้นานที่สุด ซึ่งต้องแลกมากับการฝืนและเกร็งร่างกายอยู่ตลอด แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีเล่น โอนถ่ายพลังงานแบบใหม่ ด้วยการเล่นอย่างเข้าใจจังหวะ รู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง เมื่อไรควรผ่อน หากเรารู้จักจังหวะของตัวเอง เราจะใช้พลังงานไปกับการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง และยังรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ

แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้จริงผ่านการออกแบบพลังงานใน 3 ระดับ คือ

  1. Design Self เริ่มจากตัวเองที่ต้องหาความหมายของงานให้เจอ เห็นภาพว่าความสำเร็จเชื่อมโยงกับตัวเราอย่างไร
  2. Design Team ออกแบบทีมที่ช่วยกันประคองจังหวะของกันและกัน เมื่อมีใครบางคนพลังตก คนอื่น ๆ ต้องพร้อมดึงกันและกันขึ้นมา เพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
  3. Design Environment องค์กรต้องสร้างระบบที่เอื้อต่อการเติบโต มีทั้งแรงจูงใจ เครื่องมือ และโอกาสในการพัฒนาทักษะ เพื่อให้คนทำงานก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม

ประเด็นเรื่อง AI นี้เอง คุณประกรรษ์ อธิบายต่อว่า ที่ TCP ลงทุนพัฒนาคนให้ทำงานร่วมกับ AI อย่างจริงจัง มองมันเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคิด ช่วยวางแผน และช่วยตัดสินใจในหลายมิติ สิ่งสำคัญอยู่ที่การเริ่มจากการออกแบบทั้งกระบวนการโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง แล้วเอา AI มาเป็นส่วนเสริม AI จะช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น และมีเวลาไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการมากขึ้น

“พลังในการทำงานไม่ได้มาจากการฝืนตัวเองให้อยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง แต่อยู่ที่การรู้จักออกแบบจังหวะชีวิตให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการสายงานทรัพยากรบุคคลและธุรการ กลุ่มธุรกิจ TCP ทิ้งท้าย

CONFIDENT GAP: AI เปลี่ยนคนเก่งที่ไม่กล้าพูดให้ขับเคลื่อนธุรกิจได้

People Performance Conference 2026

คุณ โชติจิณณ์ วีระเสรีวัฒนะ Director of Business Development จาก ELSA Thailand เปิดเวทีด้วยการเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหลายที่บนโลก เมื่อคนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ไม่น้อยไม่ได้รับการโปรโมท ไม่ได้รับการมองเห็นมากเท่าที่คิด เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่

สิ่งที่มันทำให้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เป็นเพราะเขาไม่สามารถสื่อสารในเรื่องต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจได้ ลองคิดภาพดูว่าหากวันนี้เราต้องขึ้นมาบนเวที เพื่อบรรยายเรื่องอะไรสักอย่างโดยไม่ได้เตรียมตัว มีกี่คนกันที่จะสื่อสาร ที่จะบรรยายได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ นั่นทำให้ไม่แปลกหากมีคนที่สื่อสารได้ดีจะได้รับสปอตไลท์ไปมากกว่า

เขาเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเขาถึงประเด็นทักษะภาษาอังกฤษเอง ว่าสิ่งนี้สำคัญมากไม่แพ้กัน เพราะบ่อยครั้ง การสื่อสารภาษาอังกฤษให้ดี ด้วยความมั่นใจ คนที่สื่อสารได้ดีคือทักษะที่จะทำให้ได้รับการมองเห็น ได้เติบโต แต่ทุกวันนี้พอพูดไม่เป็น สื่อสารไม่ได้ ใน Resume สมัครงานไม่ได้ระบุถึงทักษะนี้ ก็ทำให้ Career Path ของเราหยุดชะงัก กลายเป็นคนทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานทันที

ปัญหานี้ยิ่งชัดเมื่อระบบการเรียนรู้ในองค์กรยังไม่ช่วยให้คนอยากเรียนหรือกล้านำไปใช้ หลายคนจึงต้องหาทางพัฒนาตัวเองนอกระบบ ด้วยวิธีที่ใกล้ตัวมากกว่า

ทางออกที่ควรจะเป็นไม่ใช่การเพิ่มคอร์สเรียนแบบเดิม ๆ ที่เน้นการเรียนภาษาในห้องเรียน โดยมีครูผู้สอนเพียง 1 คน ท่ามกลางผู้เรียนหลายสิบชีวิต แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีเรียนให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น จากการนั่งฟังครูอธิบาย กลายเป็นการฝึกในสถานการณ์ที่ต้องใช้จริง ปรับระดับให้เหมาะกับแต่ละคน และเชื่อมโยงกับงานที่ทำอยู่ ยกระดับการเรียนภาษาเดิม ๆ แบบท่องจำ แล้วเน้นที่แนวคิด Language Acquisition ที่ชูเรื่องการเรียนภาษาที่ได้ผล เกิดจากการคลุกคลีกับภาษานั้นในชีวิตประจำวันจริง ๆ ได้ฟัง ได้พูด ได้ลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องในทุกคำพูด

ELSA นำ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญตรงจุดนี้ เพราะช่วยให้การฝึกฝนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้เรียนสามารถลองพูด ลองใช้ภาษาในแบบของตัวเอง แล้วได้รับฟีดแบ็กทันทีโดยไม่ต้องรอครูหรือห้องเรียน การเรียนจึงไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา และไม่ต้องกังวลว่าจะพูดผิดต่อหน้าคนอื่น เมื่อฝึกซ้ำมากพอ ความมั่นใจจะค่อย ๆ สร้างขึ้น และกลายเป็นทักษะที่ต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในงานได้

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ความเก่งยังสำคัญต่อคนทำงานเสมอ แต่ความสามารถในการสื่อสารออกมาให้คนอื่นเห็น คือสิ่งที่ตัดสินว่าใครจะได้ก้าวไปข้างหน้ากว่ากัน

HREX HR Products and Services

ออฟฟิศสมานฉันท์ ย้อนแย้ง แต่ยังยิ้มได้

คุณ โน้ต – ศรัญ คุ้งบรรพต นักร้อง, อาจารย์พิเศษด้าน HR และผู้บริหารด้าน HR จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เชื่อว่าเราแทบทุกคนที่ทำงานล้วนต้องเจอกับความย้อนแย้งอยู่ตลอดเวลา บางเรื่องเรารู้ตัว บางเรื่องก็เกิดขึ้นจนชินโดยไม่ทันสังเกต เราอยากก้าวหน้า แต่อยากเหนื่อยน้อยลง อยากมีเวลาพัก แต่ก็กลัวงานไม่เดิน บางคนลาป่วย แต่กลับใช้เวลานั้นไปหางานใหม่ ความขัดแย้งเล็ก ๆ เหล่านี้สะสมอยู่ในชีวิตการทำงานของแทบทุกคน

เมื่อความย้อนแย้งกลายเป็นเรื่องปกติ คำถามคือเราจะอยู่กับมันแบบไหนให้ยังมีความสุขได้ เพื่อสร้าง “ออฟฟิศสมานฉันท์” สถานที่ที่เรายังยิ้มได้แม้จะมีเรื่องให้ต้องรับมืออยู่ตลอด

คุณศรัญเข้าใจดีว่า ชีวิตการทำงานของเราทุกวันนี้ไม่ได้เปิดทางให้เราหยุดนิ่งได้ง่าย ๆ ต่อให้เราอยากพัก โลกก็ยังเดินต่อ และความคาดหวังก็ยังเพิ่มขึ้น หากยืนอยู่เฉย ๆ ก็อาจกลายเป็นคนที่ตามไม่ทันโดยไม่รู้ตัว

ความตึงเครียดอีกด้านเกิดจากความคาดหวังที่สวนทางกัน องค์กรอยากได้ผลงานมากขึ้น แต่ข้อจำกัดทำให้ตอบแทนได้ไม่เต็มที่ ขณะที่พนักงานอยากเติบโต แต่อาจยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนวิธีทำงาน ความไม่เข้าใจกันจึงค่อย ๆ กลายเป็นการตีตรา เกิดคำด้านลบอย่าง “มนุษย์ป้า” หรือ “เด็กเจนซี” มาใช้แทนความไม่พอใจของแต่ละฝ่าย ทั้งที่ลึกลงไปแล้ว แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลและความกดดันของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของการคลี่คลายอาจไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เพียงลองสลับมุมมองกันบ้าง เช่น พนักงานลองคิดแบบคนที่ต้องบริหารองค์กร ส่วนผู้นำก็ลองมองผ่านสายตาของทีมว่าเขากำลังเจอกับอะไร เมื่อเราเข้าใจบริบทของกันและกัน ช่องว่างจะค่อย ๆ แคบลง การทำงานก็ไม่ใช่การยืนคนละฝั่งแล้วดึงกันไปมา แต่เป็นการหาทางเดินร่วมกันให้ได้

People Performance Conference 2026

บทบาทขององค์กรตอนนี้จึงสำคัญมากที่ต้องสร้างบรรยากาศที่คนกล้าพูด กล้าคิด และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า วัฒนธรรมที่เปิดกว้างไม่ได้เกิดจากคำประกาศบนกำแพง แต่เกิดจากพฤติกรรมจริงในแต่ละวัน หัวหน้าต้องทำหน้าที่เป็นสะพานที่เชื่อมทีมกับองค์กร ไม่ใช่ยืนอยู่นอกวงหรือควบคุมทุกอย่างจนทีมไม่กล้าตัดสินใจ การพูดคุยแบบ 1 on 1 ควรเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกปลอดภัย ได้พูดในสิ่งที่คิด และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงใจ ไม่ใช่พื้นที่ให้หัวหน้าได้โชว์ของจนลืมถามความรู้สึกพนักงาน

ท้ายที่สุดแล้ว คุณศรัญย้ำว่า การจะสร้างออฟฟิศสมานฉันท์ได้ เกิดจากความเป็นมืออาชีพของทุกคน

ความเป็นมืออาชีพเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดคือ ต้องมองเป้าหมายให้ชัด เลือกทุ่มแรงให้ถูกเรื่อง ใส่ใจกับคนที่ควรใส่ใจ และทำในสิ่งที่ถูกต้องไปทีละวัน ทั้งหัวหน้าและลูกทีมต่างมีหน้าที่ของตัวเอง และต่างก็เหนื่อยในแบบของตัวเองเหมือนกัน หากเรายังมองกันด้วยความเป็นมนุษย์ สวมหมวกของกันและกันบ้าง ออฟฟิศที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งก็ยังเป็นที่ที่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่ได้ แม้วันที่โลกภายนอกจะหนักหนาเพียงไหนก็ตาม

“ทุกคนคือมนุษย์ ที่ต่างมีศึกของตัวเอง ดังนั้น เรามาสมานฉันท์กันดีกว่า เติมความเป็นมนุษย์ สวมหมวกให้เห็นมุมมองของกันและกัน เพื่อให้รอยยิ้มยังอยู่ได้ ในวันที่โลกยิ้มยากเหลือเกิน” คุณศรัญกล่าวพร้อมร้องเพลงให้กำลังใจคนทำงานทุกคนปิด Session

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้