
หากพูดถึง Digital Transformation หลายคนอาจนึกถึงภาคธุรกิจ แต่ความจริงแล้ว ภาครัฐคืออีกกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างทรงพลัง เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้างได้อย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับ กลุ่มบริษัทซีดีจี ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบดิจิทัลระดับประเทศมานานกว่า 56 ปี ในฐานะ System Integrator รายใหญ่ ผู้สร้างโซลูชันสำคัญอย่าง Digital Citizen Service Smart City ไปจนถึงโซลูชันสำคัญเบื้องหลังของประเทศ เพื่อให้บริการภาครัฐเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น
ด้วยหัวใจของแบรนด์ คือ Technology for a Better Society พวกเขาจึงไม่ได้มองหาแค่ ‘เทคโนโลยีใหม่’ แต่ยังต้องการ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่จะมาร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมร่วมกัน ผ่านเวที CDG Hackathon 2025 x 3 พระจอม ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างดี ด้วยการเปิดโอกาสให้น้อง ๆ นักศึกษาทั้งสามสถาบัน (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ) ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และเชื่อมโลกไอเดียเข้ากับโลกจริง
ในบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์นี้ เราได้พูดคุยกับ ดร. มณีนุช ทรวงสุรัตนกุล Executive Vice President – Human Resources แห่งกลุ่มบริษัทซีดีจี ถึงเบื้องหลังวัฒนธรรมองค์กร และการมีคนเป็นศูนย์กลางของการเติบโต
ต่อจากนี้ Success Story ของ CDG ในฐานะบริษัทเทคที่เชื่อในความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทราบมาว่า ดร. มณีนุช ผ่านงาน HR มาหลากหลายอุตสาหกรรม การเป็น HR Director ในองค์กรเทคโนโลยีอย่าง CDG มีความพิเศษหรือต่างจากองค์กรทั่วไปอย่างไร ?
ดร. มณีนุช: ใช่ค่ะ ผ่านมาหลายอุตสาหกรรม ทั้ง Retail, Telecom, FMCG รวมถึง Startup ซึ่งแต่ละที่ก็มีบริบทของการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง แต่พอเข้ามาอยู่ในบริษัทเทคอย่าง CDG ความเข้มข้นเพิ่มคูณสองเลยค่ะ เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น วันนี้พนักงานเขียนโค้ดแบบหนึ่ง อีกไม่กี่เดือนอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว หรือกระทั่ง AI ก็สามารถมาเขียนแทนได้เลย เราจึงต้องพัฒนาคนให้มีทั้ง Business Mindset และความสามารถในการอัปเดตความรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่พิเศษกว่าคือ CDG มีเป้าหมายร่วมในการสร้าง Impact ต่อสังคม ด้วยแนวทางอย่าง Technology for a Better Society ฉะนั้นทุก ๆ โซลูชันที่ทำจึงไม่ได้จบแค่ลูกค้าสั่ง แต่เราคิดต่อเสมอว่า มันจะต่อยอดให้คนในสังคมได้อย่างไร ?
นี่คือสิ่งที่ทำให้การทำงานใน CDG มีความหมาย และท้าทายมากในฐานะ HR ที่จะต้องสร้างคนให้พร้อม ในเชิงเทคโนโลยีและเชิงคุณค่าทางสังคม
อะไรคือความท้าทายเฉพาะตัวของการทำ HR ในองค์กรเทคขนาดใหญ่แบบ CDG ?
ดร. มณีนุช: ทุกที่มีความท้าทายต่างกันค่ะ แต่สิ่งที่เจอในทุกที่เหมือนกันคือ การสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้เกิดขึ้น
หนึ่งคือการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาผู้บริหาร ว่า HR จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กรอย่างไรบ้าง และสองคือการสร้างความเชื่อมั่นกับพนักงาน ว่าเราจะยืนเคียงข้างเขายังไง – HR จึงต้องบาลานซ์สองบทบาทสำคัญนี้ให้ได้
สำหรับ CDG ความท้าทายคือเราเป็นองค์กรเทคที่ต้องเคลื่อนที่เร็ว ขณะเดียวกันก็ยังเป็นองค์กรที่มีหัวใจ เพราะการที่เราเป็นบริษัทเทคของไทยที่อยู่มาได้กว่า 56 ปี นั้น เราเชื่อว่าความสำเร็จทางเทคโนโลยีควรควบคู่กับความเข้าใจและการดูแลคนค่ะ
เราจึงไม่หยุดแค่การสร้างโซลูชันให้ลูกค้า แต่ยังเชื่อว่า สิ่งที่ทำต้องส่งต่อประโยชน์ให้สังคมได้จริง และนั่นคือที่มาของการปรับ Core Values ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น ภายใต้ชื่อ DOPE
- DRIVEN – ไม่หยุดก้าว มุ่งหน้าเติบโต
- OPTIMISTIC – คิดบวก สร้างแรงบันดาลใจ
- PERSISTENT – มุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่ย่อท้อ
- EMPATHY – เข้าใจ ใส่ใจ เปิดกว้าง
เราพยายามสร้างวัฒนธรรมให้พนักงานมีเสียง และผู้บริหารต้องพร้อมฟังเสมอ เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเราพัฒนาคนไปพร้อม ๆ กันด้วย
หลาย ๆ องค์กรมักมี Core Value ด้าน Productivity เป็นหลัก แต่ทำไม CDG ถึงเลือกคำว่า Optimistic และ Empathy ใส่ใน Core Values ด้วย ?
ดร. มณีนุช: เพราะเราไม่ต้องการแค่ทำงานให้เสร็จ แต่ต้องการสร้างงานที่ส่งต่อคุณค่าได้ด้วยค่ะ
คำว่า Optimistic สำหรับเราแปลว่าการ เปิดใจ รับฟัง และไม่ตัดสินใครก่อน ขณะที่ Empathy หมายถึง เปิดใจ รับฟัง เข้าใจคนรอบข้าง และใส่ใจในฐานะเพื่อนร่วมทาง
การใส่ Core Value ที่มิติความมนุษย์เหล่านี้สำคัญมาก เพราะคนในสายเทคหลายคนโตมากับความคิดแบบมีโครงสร้าง เป็นระบบ 1+1 = 2 ซึ่งเก่งเรื่องตรรกะ (Logic) แต่เรื่อง Soft skill อื่น ๆ เช่น การสื่อสาร หรือการสร้างแรงบันดาลใจ ยังเป็นสิ่งที่เราสามารถต่อยอดและเสริมสร้างให้แข็งแรงขึ้น เพื่อให้การทำงานร่วมกันราบรื่นยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าอยากสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากการมีส่วนร่วม เราต้องมีพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์ ได้ฟัง และไม่ตัดสินกันก่อน ซึ่งนั่นแหละคือเหตุผลที่ Optimistic และ Empathy จำเป็นต้องใส่เข้าไปในวัฒนธรรมองค์กรค่ะ
อีกเรื่องคือ ตอนนี้พนักงานบางส่วนยังทำงานแบบ Hybrid หรือ Work from Home อยู่ค่ะ การมี Empathy จะทำให้เพื่อนร่วมงานสนิทกันมากขึ้น คอยถามไถ่ซึ่งกันและกัน และรู้สึกเป็นห่วงกันจริง ๆ
นอกจากนี้ เรายังจัดกิจกรรมภายในออฟฟิศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้เจอกันและสร้างช่วงเวลาที่ดี (Moment) ร่วมกัน
กิจกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้จะสร้างความรู้สึกผูกพันในหมู่เพื่อนร่วมงาน และในมุมธุรกิจ มันคือรากฐานของทีมที่ไว้ใจกันได้ ทำงานร่วมกัน และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน
“เพราะงานที่ดีไม่ได้เกิดจากแค่คนเก่ง แต่มาจากคนที่เข้าใจกันด้วยค่ะ”

การสร้างวัฒนธรรมแบบนั้นที่บริษัทตั้งใจปลูกฝัง ท้าทายอย่างไรบ้าง ?
ดร. มณีนุช: เราไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมจากการประกาศนโยบายได้ มันต้องเกิดจากความรู้สึกร่วมของคนทุกคนจริง ๆ ซึ่งในยุค Work from Anywhere และทีมที่มีหลายเจนฯ ความรู้สึกร่วมนั้นมันกระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อย ๆ
เราอยู่ในองค์กรเทคที่ทุกคนโฟกัสกับงานหน้าจอ และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ การมีนโยบาย Work from Anywhere บางทีก็จำเป็น เพราะเราต้องแข่งขันดึงคนเก่งในตลาด แต่การจะให้เขารู้สึกผูกพันกับองค์กรในรูปแบบเดิม มันไม่ง่ายเลย
เราต้องตอบให้ได้ว่า เขากลับมาแล้ว จะมีอะไรรอเขาอยู่ และเราพยายามที่จะทำให้เขาอยากกลับมาออฟฟิศ อยากมาพบปะ มาแลกเปลี่ยน และมาสร้างผลงานร่วมกัน ยกตัวอย่าง เราจัดกิจกรรมที่ทำให้คนแต่ละเจนฯ เข้าใจกันผ่าน Workshop ข้ามรุ่น หรือ Sharing Session ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้ดังเท่ากัน เพื่อสื่อสารแบบให้เราเข้าใจเขาจริง ๆ
ความท้าทายที่สุดของการสร้างวัฒนธรรมในยุคนี้คือการบาลานซ์สองอย่างค่ะ ‘ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง’ กับ ‘หัวใจของคน’ ให้เดินไปพร้อมกันได้ในจังหวะเดียวกัน นั่นแหละคือโจทย์ของ HR ยุคนี้
อย่างที่บอกไป เพราะเราเชื่อว่า วัฒนธรรมองค์กรที่ดีต้องเกิดจากคนที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันจริง ๆ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น Baby Boomer หรือ Gen Z เราอยากให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า เสียงของเขามีคุณค่า และเขามีพื้นที่ที่เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน
CDG มองหาศักยภาพของคนรุ่นใหม่แบบใด และองค์กรเตรียมตัวอย่างไรในการพัฒนาให้พวกเขาเติบโต ?
ดร. มณีนุช: แน่นอนว่าเราคือองค์กรเทค เราจำเป็นต้องการคนที่เก่งด้านเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน แต่แค่นั้นไม่พอค่ะ วันนี้ CDG ต้องการคนที่มีมุมมองทางธุรกิจ และไกลกว่านั้นคือต้องมองเห็นผลกระทบต่อสังคมด้วย น้อง ๆ ที่เรามองหา คือต้องคิดต่อว่าโซลูชันที่เราทำนั้นจะช่วยสังคมอย่างไรได้อีกบ้าง
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปล่อยให้น้อง ๆ คิดคนเดียว CDG มีโปรแกรมพัฒนาน้อง ๆ รุ่นใหม่ที่เราเลือกเข้ามาโดยเฉพาะ ผ่านโปรเจกต์ Key Changer ที่ใช้เวลานานถึง 7 เดือน เรามีทั้ง Mentoring, Coaching และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลาหลายสถาบันมาให้คำแนะนำในทุกขั้นตอน พร้อมกับพี่ ๆ ที่คอยประกบด้วย เราพยายามคุยกันทุก 2 สัปดาห์ ให้น้อง ๆ ค่อย ๆ พัฒนาไอเดียจริงขณะที่ยังทำงานประจำควบคู่ไปด้วย
ท้ายที่สุด เมื่อโครงการใกล้จบ เราจะมีวันที่ให้เขาเล่านั้นมาปล่อยของ (Sharing)โดยให้แต่ละทีมได้นำเสนอผลงานต่อผู้บริหารระดับสูง ทั้ง President ของแต่ละบริษัท และ CEO ปิดท้ายด้วยการเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนาน และแฝงไปด้วยความอบอุ่น
เราอยากให้เขารู้ว่า ทุกไอเดีย ทุกความพยายาม มีความหมายจริง ๆ และ CDG เห็นคุณค่าของมัน
มีตัวอย่างคนในองค์กรที่เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แล้วเติบโตจนกลายเป็นกำลังสำคัญของ CDG ไหม ?
ดร. มณีนุช: มีค่ะ และเป็นเรื่องที่เราภูมิใจมาก หนึ่งในตัวอย่างคือคุณ ทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี ปัจจุบันเป็น President ของ Control Data Thailand (บริษัทในเครือ CDG Group) เขาทำงานเริ่มต้นจากการเป็น System Engineer สาย Dev แท้ ๆ ที่นั่งเขียนโค้ดอยู่หลังบ้าน แต่เขาเติบโตด้วยความสามารถ และความมุ่งมั่นแบบไม่หยุดพัฒนา พอเริ่มสนใจสาย Operation ก็ได้เปลี่ยนสายงานมาเป็น System Support และขึ้นเป็น Technical Operation Manager จากนั้นก็ข้ามมาเรียนรู้ด้าน Sales & Marketing ซึ่งต้องใช้ทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จนเขากลายเป็นผู้บริหารที่มองได้ทั้งมุมเทคและมุมธุรกิจ ซึ่งหายากมากในสายงานนี้ค่ะ
หรือฝั่ง GIS (Geographic Information System หรือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) เรามีน้อง ๆ ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่มี Potential พี่ ๆ เห็นแววเลยสนับสนุนเต็มที่ ล่าสุดเราส่งน้องกลุ่มนี้ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาเกือบเดือน และยังมีอีกหลายคนที่ได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาพนักงานที่ดี ไม่ควรจำกัดแค่ในห้องประชุมค่ะ
CDG เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ต้องได้เปิดโลกกว้าง ได้เห็นงานจริง และได้ถูกมองเห็น วันนี้เราจึงมีระบบคัดเลือกและดูแล Talent อย่างจริงจัง และพร้อมสนับสนุนให้เขาเติบโต

สนใจคำว่า Potential อยากรู้ว่าในมุมมองของคุณครอบคลุมมิติไหนบ้าง ?
ดร. มณีนุช: Potential ไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียวค่ะ แน่นอนการวัดผล เราวัดที่ Performance เป็นพื้นฐานที่ต้องมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งไปได้ไกลคือ Soft Skill และความสามารถในการเป็นผู้นำ ซึ่ง CDG เรามองผ่าน Leadership Competency 4 ด้าน คือ
- มุมมองด้านการทำงาน – เริ่มจากการทำงานของตัวเองให้สำเร็จ และขยายผลไปถึงทีม และองค์กร
- มุมมองด้านคน – เริ่มจากการสร้าง Relation กับเพื่อนร่วมงาน และขยายผลไปถึงการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา
- มุมมองด้านการเปลี่ยนแปลง – ปรับตัวได้ ยืดหยุ่น พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
- มุมมองด้านธุรกิจ – คิดเชิงกลยุทธ์ เข้าใจเป้าหมายขององค์กร
พนักงานทุกคน ต้องมี 4 ด้านนี้ และ เรายังปลูกฝังกับน้องๆ จบใหม่ด้วย เริ่มจากตัวเอง และขยายผลไปยังทีม และองค์กร เราใช้ 4 ด้านนี้เป็น Framework หลักในการดู Soft skill และวัด Potential ของแต่ละคนว่าพร้อมจะเติบโตไปอีกขั้นหรือไม่ ?
นอกจาก Competency แล้ว เราให้ความสำคัญกับทัศนคติและการมีสัมพันธ์ที่ดีด้วย เพราะคนจะโตได้ต้องมีคนรักและอยากร่วมงานด้วย เก่งอย่างเดียวไม่พอค่ะ ต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจคน และได้รับการยอมรับจากทีม เขาถึงจะพัฒนาไปสู่บทบาทที่ใหญ่ขึ้นได้จริง
เรามี Behavior Indicator ชัดเจนในแต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับ Staff ไปจนถึง Senior Manager เพื่อให้รู้ว่าแต่ละด้านต้องแสดงพฤติกรรมแบบไหน สอนให้พนักงานรู้จัก สังเกตพฤติกรรมและ Feedback อย่างสร้างสรรค์
นอกจากนี้ เรายังใช้ระบบประเมิน 360 องศา (360-degree Feedback) ให้คนในทีม หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานช่วยกันประเมิน เพื่อให้มองเห็นภาพรวมที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่คำตัดสินจากคนเดียว ซึ่งจริง ๆ ต้องยกเครดิตให้ HR รุ่นก่อนด้วยค่ะ เพราะระบบ Co-Evaluator ที่นี่เขาใช้มานานแล้ว โดยเฉพาะเวลารีวิวงานที่มีหลายโปรเจกต์ ตอนนี้เราก็เอาแนวคิดนั้นมาต่อยอดใน Broader Scale เพื่อให้การประเมินศักยภาพเป็นธรรม และสะท้อนจริงถึงพฤติกรรมของแต่ละคน
CDG มีการจัดงาน Hackathon ร่วมกับ 3 พระจอม คุณมองเห็นโอกาสแบบไหนในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเยาวชนผ่านเวทีนี้ ?
ดร. มณีนุช: เด็กยุคนี้เก่งและเข้าใจเทคโนโลยีเร็วมาก แต่ยังขาดคือเวทีที่ให้เขาได้ปล่อยของในโลกจริง
Hackathon จึงไม่ใช่แค่สนามแข่ง แต่คือโอกาสให้น้อง ๆ ได้สัมผัสโจทย์ธุรกิจ ได้เรียนรู้การทำงานจริง ทั้งจาก Mentor และกระบวนการคิดที่ต้องคำนึงถึงผู้ใช้และสังคม
หลายทีมมีแนวคิดดี เช่น แอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องไปต่อคิวที่โรงพยาบาลตอนตี 4 เพราะอยากช่วยเหลือคนข้างบ้านหรือคนรอบตัว ซึ่งมันอาจต่อยอดเป็นสิ่งที่เปลี่ยนสังคมได้จริง
ฉะนั้นเราไม่ได้จัด Hackathon เพื่อหาคนมาทำงานกับ CDG แต่หวังว่าโปรเจกต์ที่น้อง ๆ คิด จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Better Society ในอนาคตค่ะ
คาดหวังว่า Hackathon จะช่วยปลดล็อกหรือเปิดประตูอะไรให้กับเด็กรุ่นใหม่บ้าง ?
ดร. มณีนุช: อยากให้น้อง ๆ มองไกลกว่าการส่งโปรเจกต์เพื่อเกรดหรือโชว์ฝีมือ แต่ให้เห็นว่าไอเดียหนึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แม้เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ เพราะน้อง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องคิดเปลี่ยนสังคมระดับโลก แค่คิดเพื่อคนรอบตัวก็เพียงพอแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นในการสร้าง Better Society ตามแนวทางของเรา
Hackathon จึงเป็นเวทีที่เราอยากให้เขากล้าคิด กล้าโค้ด และกล้าเสนอ เพราะเรามี Mentor และทีมที่พร้อมสนับสนุนเสมอ
สุดท้าย เราอยากให้น้องมีทัศนคติว่า Can Do Great Together เพราะนวัตกรรมที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจากคนที่อยากสร้างประโยชน์ร่วมกันค่ะ

เสียงจากผู้ชนะ AcsAgent ทีมจาก KMUTT กับไอเดียระบบยืนยันตัวตนด้วย คลื่นหัวใจ (ECG)HREX มีโอกาสได้พูดคุยกับทีม AcsAgent ประกอบด้วยคุณ อ้วน – มโนธรรม ดำเนิน,คุณ ลูกน้ำ – ธิดารัตน์ สิทธิเดช และคุณ เจ – พัฒนพล แซ่หลิ่ม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวที CDG Hackathon 2025 x 3 พระจอม ด้วยไอเดียระบบยืนยันตัวตนด้วย คลื่นหัวใจ (ECG) เพื่อป้องกัน Deepfake และการปลอมแปลงข้อมูล ดังนี้ อ้วน – มโนธรรม ดำเนิน (ดูแลการรีเสิร์ช)“ทุกวันนี้คนเริ่มถูกลดเหลือแค่ตัวเลขหรือสถิติในระบบ แล้วเรากำลังปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนเราไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว ผมไม่อยากให้อนาคตกลายเป็นแบบนั้น ผมอยากให้เทคโนโลยียังมีพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ‘เราเป็นมนุษย์อยู่’ Hackathon นี้คือจุดที่ทำให้เราลองถามตัวเองว่า เราจะสร้างอะไรที่ทำให้คนยังรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองได้ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ผู้ควบคุมครับ” ลูกน้ำ – ธิดารัตน์ สิทธิเดช (ดูแล UX/UI)“หนูคิดว่าเทคโนโลยีไม่ควรทำให้เรารู้สึกห่างกันมากขึ้น แต่ควรทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นต่างหาก อย่างตอนที่คิด UX/UI หนูพยายามออกแบบให้เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะเราอยากให้คนทุกวัยสามารถใช้งานได้ โดยไม่ต้องกลัวหรือรู้สึกว่าเทคโนโลยีมันยากไปสำหรับเขา หนูยังฝันว่าในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำลายกำแพงภาษา ให้คนเข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศตัวเอง แต่เข้าใจโลกทั้งใบเลยค่ะ” เจ – พัฒนพล แซ่หลิ่ม (สายเทคนิค / ผู้ริเริ่มทีม)“ผมอยากให้ AI ถูกพัฒนาไปในทางที่มีจริยธรรม ไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกสบายหรือมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนได้ใช้ชีวิตในแบบที่เขารัก ไม่ใช่ให้ AI ทำทุกอย่างแทน Hackathon ทำให้ผมเห็นเลยว่า ถ้าเรามีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คิดจริง ลงมือทำจริง เราจะค้นพบว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่เราคิด อาจจะช่วยคนอีกหลายคนได้จริง ๆ ครับ” |
