
เมื่อพูดถึง Kahoot! เชื่อว่าคนในแวดวง HR คงไม่มีใครไม่รู้จัก แม้จะไม่เคยโฆษณาในประเทศไทยมาก่อนก็ตาม เพราะนี่คือแพลตฟอร์มที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก ในฐานะเครื่องมือช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ และความพึงพอใจของพนักงาน
แต่รู้หรือไม่ว่า สาเหตุที่คนไทยรู้จักและใช้ Kahoot! นั้น ไม่ใช่เพราะ Kahoot! โฆษณาตัวเอง แต่เป็นเพราะกระแสปากต่อปากของผู้ที่เคยใช้งาน จนนำไปสู่การมียอดผู้ใช้งานในไทยมากถึง 20 ล้านคน ณ ปัจจุบัน !
ข่าวดีก็คือ และเมื่อไม่นานมานี้ Kahoot! เพิ่มบริการภาษาไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นโอกาสสำคัญของ HR ที่จะได้ใช้ฟีเจอร์แปลกใหม่ที่ช่วยพัฒนาและยกระดับองค์กรมากขึ้นด้วย
HREX ได้สัมภาษณ์พิเศษกับคุณ อาเธอร์รัม อุดดิน (Ahteram Uddin) VP Commercial APAC ของ Kahoot! ที่จะมาพูดถึงแนวทางในการนำ Kahoot! เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงวงการ HR และทำไมแผนก HR จึงควรให้ความสำคัญกับการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ในอนาคต
หากใครยังไม่เคยใช้งาน Kahoot! มาก่อน อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษนี้จบแล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนใจทันทีก็ได้นะ
ช่วยเล่าประวัติคร่าว ๆ ของ Kahoot! สำหรับผู้อ่านที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน ?
อาเธอร์รัม: Kahoot! ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 จากกลุ่มเพื่อนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำของนอร์เวย์ ที่มีแนวคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า จะทำอย่างไรให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย ซึ่งผลลัพธ์ของการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มีคุณภาพโดดเด่นอย่าง Kahoot! ก็ได้รับความนิยม เป็นไวรัลแบบปากต่อปากในระดับโลก ก่อนจะเปิดตัวแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการในปี 2013
ปัจจุบัน Kahoot! มีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 1,100 ล้านครั้งทั่วโลก และมีพนักงานกว่า 600 คนใน 10 สำนักงานทั่วโลก นอกจากนี้ Kahoot! ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ถึง 97% ของ ตั้งแต่ Nike, Netflix, Coca-Cola, P&G ไปจนถึง Disney เป็นต้น และมีมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายร้อยแห่งที่ใช้งานแพลตฟอร์มนี้
ล่าสุด Kahoot! กำลังขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญ เราเลือกที่นี่เพราะภาษาไทยเป็นภาษาท้องถิ่นที่เห็นแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้น โดยมีคนไทยมากกว่า 20 ล้านคนที่เคยใช้งานแพลตฟอร์มของเรา
Kahoot! เริ่มจากการเป็นแพลตฟอร์มด้านการศึกษา แล้วทำไมถึงได้รับความนิยมในแวดวงอื่น ๆ รวมถึงด้าน HR ด้วย ?
อาเธอร์รัม: แม้หลายคนอาจรู้จัก Kahoot! ในฐานะเครื่องมือสร้างแบบทดสอบที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้การเรียนรู้ แต่ Kahoot! เป็นมากกว่านั้นครับ มีการใช้งานในหลายบริบท ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม การเสริมทักษะ ไปจนถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในองค์กร
ปัจจุบัน 50% ของทีมงาน Kahoot! มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะยังเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทรงพลัง ทำให้ Kahoot! มีฟีเจอร์ใหม่ที่พัฒนาไปไกลกว่าเดิมเรื่อย ๆ นอกจากการสร้างคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือกแบบดั้งเดิม เวอร์ชั่นพรีเมียมของ Kahoot! ยังรองรับคำถามได้มากกว่า 15 ประเภท เช่น
- Word Cloud – ให้ผู้เล่นพิมพ์คำตอบเป็นข้อความ
- Slider – เลื่อนแถบเพื่อเลือกคำตอบ
- Drop a Pin – ปักหมุดลงบนแผนที่หรือแผนภาพ เช่น ชี้ตำแหน่งของกรุงเทพฯ บนแผนที่โลก หรือระบุอวัยวะในร่างกายในการเรียนวิชาชีววิทยาได้
นอกจากนี้ยังสามารถอัปโหลดไฟล์ เช่น PDF แล้วแปลงเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ได้ทันที หรือจะอัพโหลดวิดีโอ รูปภาพ กราฟ รวมถึงใส่ลิงก์ YouTube และ Wikipedia ลงไปก็ได้เช่นกัน
New York Times เคยกล่าวถึงเราไว้ว่า Kahoot! คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในวงการการศึกษา จนคำว่า ‘Kahooting’ ถูกใช้เป็นกริยา” สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการทำงานทั่วโลกไปแล้ว
สำหรับตลาดประเทศไทย Kahoot! กำลังวางแผนขยายการใช้งานทุกภาคส่วน ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย และองค์กรธุรกิจ โดยเน้นพัฒนาคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับบริบทของไทยมากขึ้น
Kahoot! ไม่ใช่แค่เกม หรือเครื่องมือเสริมความสนุก แต่มันคือแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งอนาคตที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกที่ ทุกเวลาครับ
จากข้อมูลที่พบว่าคนไทยใช้ Kahoot! เยอะมากถึง 20 ล้านคน คุณตีความข้อมูลนั้นอย่างไร และคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยให้คนไทยใช้ Kahoot! เยอะ ?
อาเธอร์รัม: การใช้งาน Kahoot! ในไทยไม่ได้ต่างจากที่อื่นทั่วโลกมากนัก คือใช้เพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาเป็นหลัก เพราะเป็นวิธีเรียนรู้ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสุด เราเห็นแนวโน้มการเติบโตทั้งในโรงเรียน และองค์กรธุรกิจอย่างชัดเจน
ที่น่าสนใจคือ Kahoot! ไม่เคยทำการตลาดเลย คุณจะไม่เคยเห็นโฆษณาของ Kahoot! มาก่อน เพราะเราเติบโตจากการบอกต่อในกลุ่มผู้ใช้งานจริง เมื่อมีคนใช้ Kahoot! ในห้องเรียนหรือองค์กร ก็จะรับรู้ว่ามันใช้งานง่าย ช่วยครูอาจารย์ลดภาระงานที่ต้องใช้เวลาเตรียมเอกสาร สร้างคำถาม และตรวจประเมิน เพราะระบบของเราจะจัดการให้ทั้งหมด ทำให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับนักเรียนมากขึ้น จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก
ส่วนในองค์กร ทีม HR และทีม Learning & Development (L&D) ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน Kahoot! เพราะช่วยลดเวลาสร้างคอร์สและแบบประเมินในการ Upskill และ Reskill พนักงาน ทำให้มีเวลาส่งเสริมการเติบโตพนักงานด้านอื่น ๆ มากขึ้นครับ
ที่ผ่านมาคนในแวดวง HR คุ้นเคยเรื่องการ Upskill และ Reskill กันมานานแล้ว คุณคิดว่าทำไม 2 สิ่งนี้ยังสำคัญต่อองค์กรในยุคปัจจุบัน ?
อาเธอร์รัม : ผมขอตอบคำถามนี้จากบริบทของประเทศไทยนะครับ ปัจจุบันรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งในภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายอุตสาหกรรมกำลังปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีมากขึ้น
หนึ่งในคำที่เราได้ยินบ่อยคือ Automation (ระบบอัตโนมัติ) เพราะกระบวนการทำงานหลายอย่างเริ่มถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี สิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่พนักงานว่า ทักษะที่พวกเขามีอยู่อาจล้าสมัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
มีผลสำรวจในปี 2023 พบว่า 50% ของพนักงานในไทยกังวลว่าทักษะของพวกเขาอาจล้าสมัยภายใน 5 ปี ดังนั้นองค์กรเองก็เริ่มตระหนักว่าพวกเขาจำเป็นต้อง ลงทุน Upskill และ Reskill เพื่อรักษาพนักงานที่มีความสามารถ และทำให้แน่ใจว่าความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรจะไม่สูญเปล่า แล้วสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้นแทน
เมื่อบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ พนักงานเองก็จะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการสนับสนุน ทักษะและความสามารถในการใช้ AI จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจะได้เปรียบกว่าผู้อื่นแน่นอน ลองนึกภาพว่าถ้าพนักงาน 2 คนทำงานเดียวกัน คนแรกใช้วิธีเดิมคือทำเอกสารหรือวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเอง เขาอาจต้องใช้เวลาทั้งวัน ส่วนคนที่สองใช้ AI ช่วย เขาจะทำงานเดียวกันเสร็จใน 5 นาที
หรือสมมติผมต้องสร้างแบบทดสอบสำหรับกิจกรรมของบริษัท ถ้าผมต้องทำเองทั้งหมด ผมอาจต้องใช้เวลาทั้งวันหาข้อมูล สร้างคำถาม ตรวจสอบความถูกต้อง และเรียบเรียงเนื้อหา แต่ถ้าผมใช้ AI ของ Kahoot! ผมสามารถสร้างแบบทดสอบได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการ Upskill และ Reskill จึงยังสำคัญในปัจจุบัน เพราะไม่ใช่แค่พนักงานต้องปรับตัว แต่องค์กรเองก็ต้องลงทุนในพนักงาน เพื่อให้พวกเขาพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าด้วยครับ
ในมุมมองของคุณ การ Upskill และ Reskill อะไรสำคัญกว่ากัน ?
อาเธอร์รัม : ผมคิดว่าทั้งสองอย่างสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การ Reskill สำคัญเมื่อองค์กรนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ และต้องการให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการทำงานเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการ Upskill สำคัญเมื่ออุตสาหกรรมหรือสายงานที่พนักงานอยู่ กำลังมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา และพวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อก้าวทันโลก ทั้ง 2 อย่างล้วนมีบทบาทต่อการเติบโตขององค์กรทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมและสถานการณ์ขององค์กรว่า ต้องการให้พนักงานพัฒนาไปในทิศทางไหน

คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในกระบวนการเรียนรู้ ?
อาเธอร์รัม : Kahoot! ให้ความสำคัญมากกับ AI เพื่อช่วยให้เราสร้างเนื้อหาและจัดการข้อมูลได้มีประสิทธิภาพขึ้น ขณะเดียวกัน เราก็มีจุดยืนชัดเจนว่า AI ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่กระบวนการเรียนรู้แบบดั้งเดิม เช่น ปากกา กระดาษ หนังสือ และที่สำคัญที่สุดคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
AI ควรเป็นเครื่องมือเสริม ที่ช่วยให้กระบวนการเรียนรู้และการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น แต่คนยังต้องเป็นหัวใจสำคัญเสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและองค์กร
ลองนึกภาพว่าทั้งระบบ HR ถูกแทนที่ด้วย AI ทั้งหมด พนักงานจะคุยกับ AI เพื่อแก้ปัญหาทุกเรื่องแทนที่จะคุยกับคนจริง ๆ ไหม ซึ่งนั่นไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการ การเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังสำคัญอย่างยิ่งครับ
อย่างไรก็ตาม AI สามารถช่วยแบ่งเบาภาระงานบางอย่างได้ AI ช่วยจัดการงานเอกสารเพื่อให้ HR มีเวลาโฟกัส และรับฟังเสียงของคนในองค์กรมากขึ้น
เรามักพูดถึงพนักงานที่ต้อง Upskill และ Reskill เสมอ แล้ว HR ควรพัฒนาตัวเองอย่างไร เพื่อให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต และเป็นกำลังสำคัญขององค์กร ?
อาเธอร์รัม : HR เคยเป็นสายงานที่ต้องอาศัยแรงงานและการจัดการคนเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน HR จำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเช่นกัน เพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น HR จึงควรลงทุนกับการพัฒนาทักษะด้านการบริหารคน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อนำระบบอัตโนมัติมาช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพื่อเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์และเชื่อมโยงคนในองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI หรือระบบอัตโนมัติไม่สามารถทดแทนได้
หน้าที่ของ HR คือการเป็น “มนุษย์” คนแรกที่พนักงานสามารถพูดคุย ปรึกษา และขอคำแนะนำได้ การใช้ AI หรือระบบอัตโนมัติรับฟังปัญหาอาจช่วยจัดการข้อมูลได้ดี แต่มันไม่สามารถเข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างมนุษย์ได้
องค์กรที่ดีต้องมี HR ที่แข็งแกร่ง และ HR ที่แข็งแกร่งต้องเป็นมากกว่าผู้จัดการทรัพยากรบุคคล แต่ต้องเป็นผู้นำที่เข้าใจและเชื่อมโยงคนในองค์กรเข้าด้วยกันครับ
องค์กรจะวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) จากการใช้ Kahoot! ได้อย่างไร ?
อาเธอร์รัม : หนึ่งในเหตุผลที่ Kahoot! ประสบความสำเร็จระดับโลกก็คือ องค์กรสามารถวัดผลลัพธ์ได้ง่าย ทั้งงาน HR งาน L&D งานที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน หรืองานด้าน Compliance (การปฏิบัติตามกฎระเบียบในองค์กร)
สมมติว่าองค์กรต้องการให้พนักงานเข้าใจและปฏิบัติตามนโยบายบางอย่าง ถ้าส่งเอกสารเป็นไฟล์ PDF หรือกระดาษให้พนักงานอ่าน โอกาสที่พวกเขาจะไม่อ่านเลยมีสูง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีอีเมล 500 ฉบับต้องตอบ และต้องประชุมตลอดวัน
แต่ถ้าองค์กรให้พวกเขาเรียนรู้กฎระเบียบผ่าน Kahoot! พนักงานจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ และทุกอย่างสามารถวัดผลได้ทันที รู้เลยว่าใครเรียนรู้ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ องค์กรสามารถส่ง Reminder ไปยังพนักงานที่ยังเรียนไม่จบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง แตกต่างจากการให้เอกสารที่อาจอ่านผ่านๆ โดยไม่มีการประเมิน
มีหลายองค์กรใช้เครื่องมือจากบริษัทภายนอก เพื่อประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเก็บฟีดแบ็กจากพนักงานว่าพวกเขาเข้าใจเนื้อหาดีขึ้นหรือไม่หลังจากใช้ Kahoot! ผลที่ได้คือ การรับรู้และความเข้าใจในนโยบายขององค์กรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็น ROI จากความพยายามในการพัฒนาองค์กรได้
ดังนั้น หากถามว่า Kahoot! ช่วยให้องค์กรวัด ROI ได้ไหม ? คำตอบคือ “ได้” และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเมื่อใช้ Kahoot! หรือเครื่องมือที่คล้ายกันครับ
เมื่อ Kahoot! เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการในไทย จะช่วยลดช่องว่างระหว่างไทยกับประเทศชั้นนำ เช่น สหรัฐฯ หรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างไร ?
อาเธอร์รัม : เป็นคำถามที่ดีมาก และเป็นประเด็นที่ Kahoot! ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เรามองว่าไทยเป็นตลาดหลักของเราในเอเชีย แต่ก็พบว่าอุปสรรคทางภาษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้แบบดิจิทัลยังมีข้อจำกัด ต่างจากโลกตะวันตกที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการทำงานและการเรียนรู้
ดังนั้น Kahoot! จึงให้ความสำคัญกับการปรับแพลตฟอร์มให้เข้ากับบริบทของไทย เราจะเน้นพัฒนาเนื้อหาภาษาไทย เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นทั้งในโรงเรียนและองค์กร เราร่วมมือกับพันธมิตรในไทย เช่น ผู้ผลิตเนื้อหา สำนักพิมพ์ ครู อาจารย์ และวิทยากรด้านการเรียนรู้ชั้นนำของไทย มาสร้างเนื้อหาในแพลตฟอร์ม Kahoot! เพื่อให้เข้าถึงผู้เรียนชาวไทยมากขึ้น
สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งตะวันตก ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมีข้อได้เปรียบด้านเนื้อหาการเรียนรู้ที่หลากหลาย แต่ในเอเชีย (รวมถึงไทย) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาหลัก เราจึงต้องทุ่มเทมากขึ้น เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมกับบริบทของไทย
ในอนาคตภายหน้า ทักษะอะไรจะเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับคนไทย ?
อาเธอร์รัม : ผมมองว่า 3-4 ปีข้างหน้าคือช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าทักษะที่จำเป็นในอนาคตในไทยจะคล้ายกับประเทศอื่น ๆ นั่นคือทักษะการใช้เทคโนโลยี เพราะประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่หลากหลายและกำลังเติบโต
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของ Kahoot! คือการ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ เราต้องมี แพลตฟอร์มและเนื้อหาที่รองรับภาษาไทย เราต้องสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้การเรียนรู้เป็นเรื่องธรรมชาติ และเราต้องให้บริบทและเครื่องมือที่เหมาะสมกับผู้เรียนชาวไทย
เป้าหมายของเราคือ ไม่ให้ผู้ใช้รู้สึกว่ากำลังเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่มาจากต่างประเทศ แต่ต้องรู้สึกว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ถ้าเราทำได้ จะเป็นโอกาสยิ่งใหญ่สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของไทยครับ
สุดท้ายนี้ มีโอกาสไหมที่ในอนาคต เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ 100% ?
อาเธอร์รัม : ผมหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น และผมไม่คิดว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ได้ 100% ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่มนุษย์เองก็ต้อง Upskill และ Reskill อย่างต่อเนื่องด้วยครับ
เมื่อก่อนเรามักเรียนรู้ทักษะใหม่ทุก ๆ 5 ปี แต่ปัจจุบัน รอบการเรียนรู้เร็วขึ้นมาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาเร็ว ถ้าเราไม่ปรับตัว ทักษะของเราจะล้าสมัย และจะถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทแล้วมีสิ่งที่ทำงานของพนักงาน 10 คนได้ภายใน 1 ชั่วโมง คุณก็ต้องเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอยู่แล้ว
ดังนั้น Lifelong Learning หรือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผมสังเกตเห็นว่า คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ผมเห็นผู้สูงอายุวัย 60-70 ปี หันมาเรียนรู้ทักษะใหม่ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือคอร์สออนไลน์ต่าง ๆ มากขึ้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดครับ
หากเราต้องการคงความสำคัญในโลกแห่งเทคโนโลยี เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะในขณะที่ AI สามารถทำงานที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมงให้เสร็จภายใน 5 นาที ถ้าเรายังคงทำงานแบบเดิม ๆ มันก็ไม่มีเหตุผลที่องค์กรจะเลือกมนุษย์แทนเครื่องจักร การไม่หยุดเรียนรู้คือหนทางเดียวที่เราจะก้าวนำ AI และระบบอัตโนมัติไปได้ครับ
