CSR สำคัญอย่างไร และสามารถช่วยในการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้อย่างไร ?

 

เป็นความจริงที่ค่าตอบแทนที่จูงใจสามารถเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วม (Employee engagement) และการรักษาพนักงานในองค์กรได้ (Retention) แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวอย่างแน่นอน หลายคนรวมทั้งฝ่าย HR อาจไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว การลงทุนในโปรแกรมหรือกิจกรรมการส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร หรือเรียกกันคุ้นหูว่า CSR (Corporate Social Responsibility) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับความการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงาน

ซึ่งเหตุผลทางจิตวิทยาเบื้องต้น สนับสนุนเรื่องนี้คือ มนุษย์มองตนเองในบริบทที่กว้างไกลกว่าชุมชนของตัว โดยธรรมชาติแล้วต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยเฉพาะพนักงานในกลุ่มมิลเลนเนียลส์ หรือเจนเนอเรชั่นวาย ที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการทำประโยชน์ให้กับชุมชนที่พวกเขาอยู่ โดยจากข้อมูลแล้วมิลเลนเนียลส์ร้อยละ 80 อยากทำงานให้กับบริษัทที่ใส่ใจเรื่องการทำประโยชน์ให้สังคม และมากกว่าครึ่งไม่อยากทำงานให้บริษัทที่อ่อนแอในด้านความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร

(สามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยเพิ่มเติมได้ ที่นี่ )

การมอบโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมกับชุมชนผ่าน CSR อย่างกิจกรรมสามัญเช่นการเป็นอาสาสมัคร หรือตั้งโปรแกรม workplace giving ซึ่งเป็นกิจกรรมการให้ผ่านที่ทำงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินรายเดือนร่วมกันกับองค์กร เหล่านี้พวกเขาจะรู้สึกผูกพันกับองค์กรมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนสำคัญของชุมชน อย่างไรก็ตามเราไปพบกับเหตุผลหลักทางจิตวิทยาที่สนับสนุนว่า ทำไม CSR ถึงสามารถช่วยการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรของคุณได้ ?

การมีอัตลักษณ์ร่วมกัน (Shared Identity)

แนวคิดเรื่องการมีอัตลักษณ์ร่วมกันเพื่อเพิ่มความผูกพันของพนักงานในองค์กร ได้รับการสนับสนุนจากอดัม แกรนต์ (Adam Grant) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาชื่อดังจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน (Wharton Business School) ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ “แค่รู้วิธีให้ คนรับได้เท่าไหร่ คนให้ได้มากกว่า : Give And Take” (Give and Take: A Revolutionary Approach to Success. Adam Grant, New York: Viking, 2013) ว่า CSR ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ workplace giving หรือการช่วยเหลือสังคมซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แบ่งปัน บริจาค หรืออาสา สามารถเพิ่มความผูกพันด้านความรู้สึกของพนักงาน อีกทั้งยังช่วยให้พวกเขามองตัวเองในบริบทที่เป็นบวกต่อองค์กร ทั้งนี้การศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่า พนักงานที่มีส่วนร่วมใน การให้ภายในที่ทำงาน นั้นผูกพันและใส่ใจกับองค์กรมากกว่า ซึ่งช่วยพวกเขาให้ทำผลงานในที่ทำงานได้ดีกว่า

เหตุผลทางประสาทวิทยาของการให้ (The Neuroscience Behind Giving)

นักเขียนจอห์น ดีเซตี้ (John Decety) จากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้ตีพิมพ์บทความ “วิวัฒนาการทางประสาทของการเข้าใจผู้อื่น” ในหนังสือประจำปีของสถาบันวิทยาศาสตร์นิวยอร์ก (The Neuroevolution of Empathy. Jean Decety. Annals of the New York Academy of Sciences, 2011) การศึกษานี้คล้ายงานของแกรนต์ โดยได้แสดงให้เห็นว่า การให้สามารถทำให้คนมีความสุขเพราะสมองหลั่งสารโดพามีนหรือฮอร์โมนแห่งความสุข อันเป็นสารสื่อประสาทชนิดเดียวกันที่ทำงานเวลาเราได้ผลตอบแทนทางการเงิน ซึ่งหมายถึงการให้ธรรมดาๆ ก็ทำให้เรามีความสุขได้ โดยเฉพาะเมื่อมีประโยชน์กับผู้อื่นมากกว่ากับตัวเราเอง เหมือนกับคำคมกินใจที่เคยกล่าวไว้ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Sir Winston Churchill ว่า “เราดำเนินชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่เราได้มา แต่เราทำให้ชีวิตมีความหมายได้เพียงไหนนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราให้ออกไป”

ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (The Sense of Belonging)

การศึกษาที่ระบุไว้ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับแนวคิดของพฤติกรรมเอื้อต่อสังคม (Prosocial behavior) ซึ่งสามารถนิยามได้ตามจุดประสงค์และการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ในนัยหนึ่งคือ เมื่อผู้คนได้ให้ หรือสละเวลา เงิน และแรงกายเพื่อมีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง พวกเขากำลังเสริมสร้างสังคมอยู่ เช่น บริจาคเงินส่วนตนให้องค์กรการกุศลก็ถือเป็นพฤติกรรมเอื้อสังคม เป็นต้น

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราอยู่รอดได้ในฐานะสปีชีส์ที่ผ่านการช่วยเหลือกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกันและกันผ่านการให้คำปรึกษา ลงแรงกาย มอบเงินให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าผ่านการกุศล หรือทำเรื่องเชิงบวกให้กับชุมชน โดยธรรมชาติแล้วเราต้องการเข้าใจว่าเราเป็นใครในสังคม รวมถึงอะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับเราในการช่วยพัฒนาชุมชนที่เราอยู่ นี่เป็นอีกสิ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมโปรแกรมส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร (CSR) โดยเฉพาะกิจกรรมที่พนักงานเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สามารถช่วยให้พวกเขาค้นหาความหมายของตัวเอง และการเป็นส่วนหนึ่งในบริษัท แทนที่จะชี้นำให้พวกเขาเชื่อว่า ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในภารกิจขององค์กรเพียงอย่างเดียว (Mission) กิจกรรมช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะ workplace giving ช่วยให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งขับเคลื่อนโดยคุณค่าของความยุติธรรมและเห็นใจผู้อื่น เมื่อพนักงานรู้สึกว่า พวกเขาได้ทำเรื่องดีๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพื่อบริษัท แต่เพื่อชุมชนโดยรวม พวกเขาจะพัฒนาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขึ้นไปอีก และพวกเขาจะภักดีกับบริษัทมากขึ้นเป็นการตอบแทน

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของ CSR สู่ความผูกพันของพนักงาน

จากหลักฐานที่ได้กล่าวไปก็ชัดเจนแล้วว่า องค์กรควรมีการส่งเสริมพฤติกรรมช่วยเหลือสังคมในที่ทำงาน แต่ยังไงประเด็นหลักๆ ที่ CSR ช่วยปรับปรุงได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถนำไปสู่ความความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรที่มากขึ้น ประกอบไปด้วย

1. ผลิตภาพ (Productivity)

จากการศึกษาของแกลลัพ (Gallup) พนักงานที่มีความผูกพันกับองค์กร ย่อมมีผลิตภาพที่มากกว่า ผู้ที่ไม่มีความผูกพันอย่างต่อเนื่องหรือไม่มีเลย   (อ่านรายละเอียดจากงานวิจัย Gallup ที่นี่ )โดยค้นพบอีกว่า ทีมที่ความผูกพันของพนักงานสูง นั้นมีผลิตภาพที่ดีกว่าทีมที่มีความผูกพันต่ำถึง 21% ซึ่งที่จริงแล้ว ในกลุ่มที่มีความผูกพันสูงสุดติดท๊อป 20% ยังปรากฏว่า ขาดงานน้อยลง 41% และการลาออกลดลงถึง 59% ดังนั้นกิจกรรมเพื่อสังคมภายในที่ทำงานส่งเสริมผลิตภาพได้จริง ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมและความผูกพันที่มากขึ้น

(สามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยเพิ่มเติมจาก Gallup ได้ ที่นี่ )

2. พฤติกรรมทางจริยธรรม (Ethical Behaviors)

เมื่อพนักงานร่วมสร้างพฤติกรรมสนับสนุนสังคม พวกเขาเรียนรู้ที่จะตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมทางจริยธรรมเกิดขึ้นแบบหมู่คณะ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด

3. ความรู้สึกขอบคุณ (Gratitude)

เมื่อได้โอกาสในการทำความดีเพื่อชุมชนส่วนใหญ่ พนักงานจะพัฒนาความรู้สึกขอบคุณต่อองค์กร ซึ่งช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกของพวกเขาเข้ากับองค์กร

4. ความภูมิใจ (Pride)

ความภูมิใจขององค์กรถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการมือส่วนร่วมของพนักงาน เชื่อหรือไม่ว่า การศึกษาในเฟซบุ๊กพบว่า ความภูมิใจในบริษัทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความผูกพันของพนักงาน สามารถส่งเสริมความภูมิใจในบริษัทผ่านโปรแกรม CSR และกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอื่นๆ นั่นเพราะเมื่อพนักงานตอบแทนชุมชนได้ พวกเขาก็รู้สึกภูมิใจ ไม่ใช่แค่เฉพาะต่อตัวเองแต่ต่อบริษัทด้วย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การให้และทำความดีเพื่อสังคมมีประโยชน์ต่อทั้งพนักงานและผู้ว่าจ้าง โปรแกรม workplace giving สามารถเป็นวิธีที่ทรงพลังเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงาน ซึ่งจะส่งให้ผลิตภาพดีขึ้น 13% ภายในที่ทำงาน ลดการลาออกได้ถึง 50% รวมทั้งการเติบโตของรายได้ขององค์กรที่มากขึ้นในท้ายที่สุดถึง 2.5 เท่า (อ่านเอกสารงานวิจัยประกอบ ที่นี่ )เมื่อพัฒนาวัฒนธรรมการให้และมอบช่องทางที่พนักงานสามารถร่วมกันทำเป็นทีม เพื่อโครงการที่ดีก็ย่อมสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้แก่พนักงานในองค์กรของคุณได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเพิ่มโปรแกรม workplace giving ที่มีประสิทธิภาพเข้าไปในแผน CSR ปัจจุบันขององค์กร เมื่อสำเร็จแล้ว องค์กรก็สามารถดึงดูดคนเก่งที่มีพรสวรรค์ (Talent) ในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลส์ซึ่งกำลังมองหางานที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ตอบแทนและทำประโยชน์ต่อสังคมอย่างมีคุณค่า

เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นเรื่องดีหากเราจะมีแพลทฟอร์มดีๆที่ช่วยสร้างความผูกพันต่อองค์กรให้พนักงานมากขึ้น ด้วย Solution ที่ล้ำสมัยสร้างการมีส่วนร่วมให้พนักงานแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจในเอเชียและโลก  มารู้จักแพลทฟอร์ม Workplace Giving เจ้าแรกในไทยและมาเลเซีย OmniGive

 

ด้วยวิกฤตที่ไม่อาจเลี่ยงได้ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมในที่ทำงานของพนักงานและโรคระบาดโควิด-19 ที่กระทบทั่ววงการ ผู้คนก็ยิ่งไม่ปลอดภัย แต่น้ำใจก็ยิ่งหลั่งไหลมากขึ้น หนึ่งเรื่องง่ายๆ ที่ทุกบริษัททั่วโลกช่วยได้คือ ตั้งโปรแกรมการลงทุนเพื่อช่วยเหลือสังคม ทั้งนี้กว่าหมื่นบริษัททั่วโลกได้เข้าร่วมชุมชน Workplace Giving เนื่องจากเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานได้ถึง 7.5% พร้อมผลผลิตที่สูงขึ้น 13% และอัตราการลาออกลดลง 50% ส่งให้ผลประกอบการเติบโตอย่างน้อย 2.5 เท่า โดยไม่พึ่งพาการสร้างภาพลักษณ์องค์กรเพื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยและเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของบุคลากรที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก

โปรแกรม workplace giving ของออมนี่กีฟเติมเต็มช่องว่างในภูมิภาคนี้ได้ แม้ workplace giving ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในองค์กรสากล ออมนี่กีฟก็ตั้งเป้าหมายในการยกระดับทุกธุรกิจในภูมิภาคนี้เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนและธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นไปพร้อมกัน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลทฟอร์ม Working Giving และการสร้าง CSR ภายในองค์กรได้ที่ 👉  OmniGive

 

Relation Tags

บทความที่เกี่ยวข้อง