KAIZEN หัวใจในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ TOYOTA

ประเด็นสำคัญ
  • หัวใจของ KAIZEN ก็คือการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
  • องค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งต้องเริ่มต้นด้วยการมีมาตรฐานที่ชัดเจน จากนั้นก็รักษามาตรฐานให้ดี และพยายามพัฒนามาตรฐานของตนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพตลอดจนศักยภาพขององค์กรเสมอ
  • หัวใจของ KAIZEN ในแบบฉบับวิถีโตโยต้า (TOYOTA WAY) คือการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร ตั้งแต่การทำงาน การนำเสนอความคิดเห็น ไปจนถึงการฉลองความสำเร็จร่วมกัน

KAIZEN หัวใจในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ TOYOTA

TOYOTA (โตโยต้า) คือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลก และถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลกเลยทีเดียว ในส่วนของ TOYOTA เองมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรตลอดจนระบบการทำงานมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งหลักการ “การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” หรือที่รู้จักกันในนามว่า KAIZEN นั้นคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ TOYOTA ที่ได้รับผลที่ดีเยี่ยม และเป็นรากฐานที่ TOYOTA ยึดถือในการบริหารองค์กรมาอย่างยาวนาน หลักการนี้ยังเป็นพื้นฐานของการทำงานของพนักงานในทุกระดับด้วยตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานในโรงงานทั่วไป

—————

KAIZEN = Change Good to Better

—————

Kaizen (ไคเซ็น) คือภาษาญี่ปุ่นคำว่า 改善 ซึ่งแปลว่า “การปรับปรุง (Improvement)” โดยคำนี้มาจากคำว่า 改 – Kai ที่แปลว่า “การเปลี่ยนแปลง” และ 善 – Zen ที่แปลว่า “ดี” แนวคิด Kaizen นี้ก็เลยหมายถึงหลักในการปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหลักการนี้กลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญที่คนญี่ปุ่นยึดถือมายาวนานนั่นเอง

ค่านิยมอันสำคัญนี้ถูกรวบรวมอยู่ใน TOYOTA WAY หรือ วิถีโตโยต้า ที่ได้มีการจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.2001 ซึ่งกรอบความคิดในหลักการนั้นมีอยู่สองเสาหลักคือ “การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” และ “การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน” อันเป็นค่านิยมองค์กรที่เป็นแนวทางปฎิบัติจนถึงปัจจุบัน หากจะพูดค่านิยมตลอดจนหลักการนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการที่จะดึงเอาศักยภาพและความสามารถของคนคนหนึ่งออกมาได้อย่างไม่สิ้นสุด องค์กรก็ต้องเข้าใจในการพัฒนาบุคลากรอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อที่จะทำให้เขาเหล่านั้นมีศักยภาพมากขึ้น และพัฒนาองค์กรให้ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยนั่นเอง

เคล็ดลับที่ทำให้ TOYOTA เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมาจนถึงทุกวันนี้

ทุกวันนี้ TOYOTA ถือเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดองค์กรหนึ่งของโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่การเป็นองค์กรยอดเยี่ยมในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น แต่ TOYOTA ยังเป็นองค์กรที่มีเชื่อเสียงตลอดจนได้รับความน่าเชื่อถือในภาพรวมสำหรับทุกประเภทธุรกิจ และเป็นหนึ่งในองค์กรที่คนทั่วโลกอยากร่วมงานมากที่สุดอีกด้วย

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ทาง TOYOTA ได้สรุปยอดขายประจำเดือนมีนาคมของปีเดียวกันนี้ ผลสรุปออกมาว่ามีรายได้ทะลุ 30 ล้านล้านเยน* (หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับว่ามากที่สุดในแวดวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเลยทีเดียว และนั่นยิ่งทำให้ TOYOTA (ประเทศญี่ปุ่น) ยังคงเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศที่เด็กจบใหม่ต้องการเข้าไปร่วมงานมากที่สุด แล้วก็รวมไปถึงการเป็นองค์กรที่คนวัยทำงานอยากย้ายเข้าไปทำงานมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่าง TOYOTA นี้มีวิธีจัดการกับการพัฒนาองค์กรอย่างไรบ้าง ลองมาติดตามกัน

*เทียบอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2562  โดยอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย : www.bot.or.th

ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

TOYOTA ถือเป็นองค์กรที่มีผลิตภาพ (Productivity) สูงมาก ทั้งในแง่ของผลผลิตไปจนถึงระบบการทำงานขององค์กร ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้มาจากการนำเอาหลักการ KAIZEN มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการปรับปรุงหลักการใหม่ให้ก้าวสู่อนาคตกับ TOYOTA WAY ในปี ค.ศ.2001 ซึ่งยังคงมี KAIZEN เป็นหนึ่งในหัวใจองค์กรอยู่เช่นเคย

KAIZEN นั้นก็คือหลักการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น จุดกำเนิดของการนำแนวความคิดนี้มาปรับใช้กับองค์กรนั้นต้องย้อนกลับไปราวปี ค.ศ.1951 (พ.ศ.2494) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงไม่นาน ในยุคที่ญี่ปุ่นต้องเร่งฟื้นตัวและผลักดันให้อุตสาหกรรมของตนขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลกให้ได้หนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จก็คือการยึดถือหลักการ KAIZEN นี้ สำหรับ TOYOTA เอง วิถีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนั้นก็คือการปรับลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นหรือสิ้นเปลืองออก โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มการลงทุนหรือซื้อเครื่องจักรใหม่ใดๆ เพื่อให้เกิดผลิตภาพในการผลิตให้มากที่สุด โดยจากข้อมูลต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ร่วมกันพบว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น องค์กรจำเป็นต้องลดการเก็บสินค้าไว้ในสต๊อก และไม่ผลิตมากจนเกินไป ซึ่งหลักการนี้เป็นรูปแบบที่อุตสหากรรมรถยนต์ของทางฝั่งตะวันตกทำกันเป็นปกติ คือผลิตรถยนต์ออกมาแบบเดียวและผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนองค์รวม

แต่สิ่งที่ TOYOTA ปรับเปลี่ยนก็คือแทนที่จะผลิตสินค้าแบบเดียวออกมาจำนวนมากๆ ก็กลายเป็นผลิตสินค้าออกมาหลากหลายรูปแบบ หลากหลายรุ่นขึ้น แต่ผลิตในจำนวนน้อยแทน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความหลากหลายและทางเลือกให้กับตลาดนั่นเอง นั่นทำให้ TOYOTA มีผลิตภาพ (Productivity) สูงขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์ในที่สุด ความสำเร็จนี้ทำให้หลักการ KAIZEN เป็นที่ยอมรับในวงกว้างของญี่ปุ่นมากขึ้น หลักการนี้เริ่มแพร่หลายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ รวมไปถึงหน่วยงานราชการ ตลอดจนกิจการขนาดเล็กในระดับท้องถิ่นด้วย ซึ่งนั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจตลอดจนอุสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้นมาทั้งประเทศเลยทีเดียว แล้วการที่องค์กรระดับย่อยมีผลิตภาพนั้นแน่นอนว่ามันส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นมีผลิตภาพเป็นอย่างมากและก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่จนทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจโลกในที่สุด

หลักการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ในองค์กรให้เพิ่มขึ้น

การสร้างผลิตภาพในองค์กรให้เพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นภาระกิจสำคัญและเป็นเป้าหมายที่ทุกคนในองค์กรควรร่วมมือกันด้วย เมื่อทุกคนมีผลิตภาพการทำงานที่ดีย่อมส่งผลให้องค์กรมีผลิตภาพตามมาด้วยเช่นกัน เราลองมาดูกันดีกว่าว่าหลักการสร้างผลิตภาพให้เกิดขึ้นในองค์กรนั้นควรเป็นอย่างไรบ้าง

1.หาให้พบว่าจุดที่ควรปรับปรุงคืออะไร

หากมี “สิ่งที่ไม่จำเป็น” ที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็ย่อมจะมี “สิ่งที่ไม่จำเป็น” ที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นกัน กรณีนี้ TOYOTA พบว่า “การเก็บสินค้าไว้ในสต๊อกเป็นจำนวนมาก” คือสิ่งที่ไม่จำเป็นที่ซ่อนอยู่ สินค้าค้างสต๊อกนั้นคือจุดบกพร่องของธุรกิจ แล้วสินค้าเหล่านั้นก็มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “สินค้าที่มีความจำเป็น” อยู่ นั่นเลยทำให้เมื่อคลังสินค้ามีจำนวนผลิตภัณฑ์ลดลงก็จะถูกผลิตสินค้าใหม่เพื่อมาเติมให้เต็มสต๊อก หลักการนี้ไม่ใช่สิ่งผิดนัก แต่หากเราคาดการณ์ปริมาณสต๊อกไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ผลิตสินค้าออกมามากเกินความจำเป็นได้ นั่นคือจุดบกพร่องที่ควรปรับปรุงและพัฒนา ทำอย่างไรจะลดต้นทุนการผลิตได้ จะบริหารสต๊อกอย่างไร และควรสต๊อกสินค้าไว้จำนวนเท่าไร เป็นโจทย์ที่ทุกคนในองค์กรจะต้องเริ่มมาปรับปรุงแก้ไขกัน และนั่นจะนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นในที่สุด

2.วิเคราะห์ปัจจุบันขณะให้ลึกซึ้งและถ่องแท้

ทุกครั้งที่หาจุดที่เราควรปรับปรุงและพัฒนาเจอแล้ว ให้ทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นให้ละเอียดรอบคอบมากที่สุด รวมถึงต้องศึกษาข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำด้วย โดยที่หลีกเลี่ยงการคาดคะเนหรือนำความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้เกิดจากการศึกษาข้อมูลอย่างแท้จริงมาปะปน ซึ่งมันอาจจะทำให้การวิเคราะห์ตลอดจนสรุปข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงได้ อาจส่งผลให้การแก้ไขหรือพัฒนาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ไม่เกิดผลิตภาพในการทำงานในที่สุด

คุณ ไทอิฉิ โอโนะ (Taiichi Ohno) ผู้ที่สร้างพื้นฐานให้กับวิถีโตโยต้า (TOYOTA WAY) เคยถูกสั่งให้ยืนในวงกลมที่เขียนขึ้นบนพื้นโรงงานเป็นเวลาหลายชั่นโมง นั่นไม่ใช่การทำโทษ แต่เป็นการฝึกฝนให้เกิดความเข้าใจถึงความสำคัญของการมองดูสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าให้ลึกซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้นั่นเอง ซึ่งการที่เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้าได้นั้นจะทำให้เราสามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งอาจเปรียบได้กับการจับคนร้ายได้แบบคาหนังคาเขา ทั้งยังทำให้เราสามารถรู้ถึงต้นตอของความผิดปกตินั่นได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งมันจะนำไปสู่การหาทางแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุด

3.พยายามหาไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ

ขั้นตอนนี้คือกระบวนการในการหาไอเดียตลอดจนแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ย่ำแย่ที่กำลังเกิดขึ้น ในขั้นตอนนี้เราต้องพยายามคิดหาไอเดียต่างๆ ตลอดจนแนวความคิดใหม่ๆ แล้วมาดูว่%