Search
Close this search box.

Leadership Words ผู้นำพูดเก่งไม่พอ แต่ต้องพูดเป็นด้วย

HIGHLIGHT

  • Leadership Words คำพูดของผู้นำมีพลังมาก ผู้นำจะพูดเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรู้ว่าควรพูดอะไร ในเวลาไหน และต้องรู้จักใช้คำให้กระชับ ชัดเจน สื่อสารครบถ้วนในเวลาที่เหมาะสม กล่าวคือ​ “คำพูดของผู้นำต้องศักดิ์สิทธิ์”
  • John Baldoni นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำกล่าวว่า สิ่งที่ผู้นำต้องสื่อสารให้เป็น คือการบอกว่าเขาต้องการอะไร, เชื่ออะไร และต้องเป็นคนพูดแทนลูกทีมในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา 
  • ผู้ตามมักอยากรู้ว่าผู้นำทำสิ่งต่าง ๆ ได้เพราะอะไร ผู้นำจึงต้องมีทักษะในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่านวาทะศิลป์จนผู้ฟังอยากทำตาม ไม่ควรพูดโม้หรือโอ้อวดความสำเร็จจนเกินงาม
  • หัวข้อที่ผู้นำควรพูดได้แก่จุดเริ่มต้น, วิสัยทัศน์, อุปสรรค, ลูกค้า และผลกระทบต่อโลก การเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้จะทำให้พนักงานเห้นคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่ รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจว่าหากผู้นำทำได้ เขาก็อาจทำได้เช่นกัน

leadership words

เวลาเราได้ยินคำว่า “ผู้นำต้องพูดเก่ง”​ เราเคยสงสัยไหมว่าพูดเก่งในที่นี้หมายถึงการพูดเรื่องอะไร เพราะด้วยเวลาที่มีจำกัดในแต่ละวัน การเสียเวลาพูดเรื่องที่เปล่าประโยชน์ คงเป็นเรื่องเสียเวลาของทุกฝ่าย ดังนั้นบทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าผู้นำต้องพูดเรื่องไหน ถึงจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงคุณค่าของการทำงาน และเกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าจนยึดถือเป็นแบบอย่าง (Role Model) เพราะหากสมาชิกในทีมสัมผัสถึงการเรียนรู้ระหว่างกันได้ บรรยากาศของงานก็จะเป็นบวก นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ที่โดดเด่นกว่าองค์กรที่ไม่มีแรงผลักดันในเรื่องนี้

Leadership Words ส่งผลกับการทำงานอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมกับ HREX ได้เลย

Leadership Words สำคัญกับผู้นำอย่างไร ?

การใช้คำให้ถูกต้อง เป็นรากฐานความสำเร็จของผู้นำในทุกสายงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าว, การปฎิเสธ หรือการออกคำสั่งแบบใดก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมีวาทะศิลป์เพื่อสื่อสารทั้งสิ้น ผู้นำจะไม่สามารถพูดตามใจ ไม่ว่าสิ่งที่พูดจะเป็นเรื่องถูกก็ตาม เพราะหากเราเอ่ยปากโดยไม่คำนึงผู้ฟังแล้ว ก็อาจเกิดผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่หวัง จนส่งผลต่อการบริหารทีม หรือเกิดปัญหาต่อบริบทของงานในภาพรวมได้เลย เหตุนี้หากคุณก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับทักษะการบริหาร คือการหาคำตอบว่าทักษะสื่อสารของตนมีปัญหาหรือไม่ และจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร

John Baldoni นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำกล่าวว่า สิ่งที่ผู้นำต้องสื่อสารให้เป็น คือการบอกว่าเขาต้องการอะไร, เชื่ออะไร และต้องเป็นคนพูดแทนลูกทีมในเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา โดยอธิบายภาพรวมของการพูดให้เห็นดังนี้

  • คำพูดมีพลังในการสอน และบอกว่าเราต้องเรียนเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม
  • คำพูดมีพลังในการสร้างบาดแผลให้กับผู้ฟัง
  • คำพูดสามารถช่วยเยียวยาคนจากความทุกข์เศร้า และทำให้ความเจ็บปวดหายไป
  • คำพูดมีพลังในการออกคำสั่ง และทำให้ทุกคนหันไปในทิศทางเดียวกัน
  • คำพูดสามารถหลอมรวมมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

จากมุมมองข้างต้น เราสามารถพูดได้ว่าในฐานะผู้นำ เราต้องทำให้ทุกคำพูดออกมามีความหมาย สะท้อนออกมาได้ว่าเราคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรและจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร ภาษาของผู้นำเปรียบเสมือนเครื่องดนตรีที่คอยบรรเลงออกมาให้ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ฟัง ผู้นำมีสิทธิ์ใช้คำพูดเพื่อแสดงอำนาจ เพื่อผลักดันคนในทีมไปสู่เป้าหมายที่ต้องรับผิดชอบได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความเข้าอกเข้าใจ ไม่หลงผิด หรือเอาแต่เล่าเรื่องตัวเองโดยไม่สนใจคนอื่น เพราะคำพูดที่ผู้นำเอ่ยออกไปแต่ผู้ฟังไม่อยากทำตาม จะยิ่งทำให้ภาวะผู้นำถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ ยิ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวโมโห คำพูดของผู้นำก็จะผิดประเด็น (Mislead) และไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้กับใครได้เลย

“คำพูดผู้นำต้องศักดิ์สิทธิ์” คือคำที่ไม่เกินจริงแต่อย่างใด หากเราเป็นผู้นำที่ไม่มีคนตาม เราต้องตั้งคำถามแล้วว่าวิธีสื่อสารที่ทำมาตลอดมีข้อผิดพลาดหรือไม่ เพราะท้ายสุดแล้ว ผู้นำมีหน้าที่เป็นแบบอย่าง (Lead by Example) ที่จะช่วยให้การสื่อสารของคนในทีมดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

Leadership Words ช่วยสร้าง Role Model ได้อย่างไร ?

ก่อนที่เราจะไปดูว่าผู้นำควรใช้คำและควรพูดเรื่องอะไรบ้าง Fluency Leadership แพลตฟอร์ม ด้านการพัฒนาผู้นำกล่าวว่า เมื่อเราก้าวมาอยู่ในจุดที่มีผู้ตามแล้วvคนเหล่านั้นจะจับตาดูเราเสมอ เปรียบดั่งมีกล้องส่องมาที่ตัวตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ระบุไว้ใน Job Description แต่เป็นเรื่องที่ผู้นำทุกคนต้องเจอ 

เราต้องตระหนักว่าเราอาจเป็นตัวอย่างในด้านดีหรือไม่ดีก็ได้ เช่นหากหากเราเป็นคนที่ชอบส่งงานให้ลูกทีมในช่วงห้าทุ่ม เราก็จะเป็นแบบอย่างในด้านลบ แต่หากเราเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจ คอยสนับสนุนการทำงานของลูกทีมเสมอ เราก็จะเป็นแบบอย่างในด้านบวก ทำให้ลูกทีมอยากส่งมอบความสุขไปยังผู้อื่นต่อไป

โดยปกติแล้วการเป็นแบบอย่างของผู้นำนั้น มักเกิดขึ้นจากการอ้างถึงผลงานความสำเร็จในอดีต ผู้นำต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้ตามอยากเห็น ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่งเงินเดือน หรือภาพรวมว่าผู้นำกำลังทำอะไร (What they did) แต่คือการรู้ว่าเขาทำสิ่งนั้นได้อย่างไรต่างหาก (How they did) นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้นำที่ดีต้องรู้จักเล่าเรื่องของตัวเองออกมาในแง่มุมที่เหมาะสม ไม่โอ้อวด หรือทำให้อีกฝ่ายหมันไส้มากกว่าอยากทำตาม

HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง

HR ต้องรู้จักวงจรของความคิดเห็น (Feedback Loop) เพื่อเข้าใจองค์กรและเข้าใจตัวเอง 

5 เรื่องที่ผู้นำควรพูดให้ลูกทีมฟัง

การเป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน นอกจากจะต้องทำให้ลูกทีมเห็นถึง “แก่น” (Core) ของการทำงานแล้ว ยังทำให้พนักงานเห็นคุณค่าขององค์กรมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นรากฐาน (Foundation) ของการเป็นแบบอย่างที่ดีคือการที่ผู้นำต้องมีทักษะของการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่้อทำให้พนักงานสัมผัสถึงแนวคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (Deeper Level) มีประสบการณ์ทำงานที่ดีขึ้น 

เมื่อเราก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ ก็คือทำให้ผู้ฟังรู้ว่าพวกเขาควรอยู่ตรงจุดไหนของบทสนทนา และคำพูดของเราต้องสะท้อนความเป็นผู้นำออกมาให้ชัดเจน ต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ ต้องเด็ดขาด โดยผู้นำต้องไม่พูดเยอะ แต่สามารถเลือกใช้คำได้เหมาะสม สามารถถ่ายทอดทุกความต้องการออกมา ไม่ปล่อยให้ใครตีความผิดพลาด

สิ่งนี้เรียกว่า Executive Voice หมายถึงความเข้าใจในบริบทของเนื้อหาที่กำลังพูดคุย และมีความสามารถในการอ่านสถานการณ์จนรู้ว่าต้องใช้วาทะศิลป์อย่างไร โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องพูดเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร นี่คือทักษะสำคัญของผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leader) ซึ่งเป็นรูปแบบของผู้นำแห่งอนาคตที่ทุกองค์กรต้องมี

หัวข้อที่ผู้นำควรพูดให้พนักงานฟังมีดังนี้

เล่าจุดเริ่มต้น (The Origin Story)

กว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำทุกคนย่อมมีจุดเริ่มต้นเหมือนพนักงานทั่วไปทั้งสิ้น ยิ่งถ้าเราสามารถเล่าเรื่องที่ส่วนตัวละเอียดลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้พนักงานเห็นถึงการเปิดใจ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่คนมักนำมาพูดถึงก็คือเรื่องของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ที่พัฒนามาจากการทำโปรเจ็คในหอพัก จนกลายมาเป็นผู้นำด้านโซเชียลมีเดียระดับโลก กล่าวคือแนวคิดแบบ “From Zero to Hero” คือวิธีพูดแบบหนึ่งที่จะทำให้คนประทับใจ

การเล่าเรื่องส่วนตัวให้พนักงานฟัง ยังเป็นดั่งการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในโลกของเรามากขึ้น พนักงานจะรู้สึกว่าคนที่เป็นหัวหน้าตอนนี้ก็เคยอยู่ในจุดเดียวกัน เคยผ่านสถานการณ์คล้าย ๆ กัน ซึ่งหากเรื่องที่เราเล่าตรงกับปัญหาที่กำลังเผชิญ พวกเขาก็จะกล้าเข้ามาปรึกษาเราในฐานะของผู้มีประสบการณ์ร่วม ยิ่งหากเราได้สะท้อนถึงความเสี่ยง (Risk), ความยากลำบาก (Struggles) และความน่าจะเป็นอื่น ๆ ที่พนักงานยังไม่รู้ตัว คำพูดของผู้นำแบบนี้ก็จะยิ่งมีความหมาย เป็นประโยชน์ นำไปสู่ความเชื่อใจ (Trust) และจงรักภักดี (Loyalty)

การเล่าเรื่องที่ดีจะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับผู้นำ (Relatability) จึงเห็น Career Path ชัดเจนขึ้น และพอพนักงานคนหนึ่งมีความคิดแบบนี้ คนอื่นก็จะเชื่อมั่นต่อยอดกันไปเรื่อย ๆ

เล่าเรื่องวิสัยทัศน์ (Vision Story)

Gallup ได้ทำวิจัยและพบว่ามีพนักงานเพียง 20% เท่านั้นที่บอกว่าผู้นำของตนสามารถอธิบายเรื่องวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ความแน่วแน่ของเป้าหมายถือเป็นตัวนำทาง (North Star) ที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้พนักงานรู้ว่าต้องพยายามเพื่ออะไร เป็นผลดีต่อผู้รับอย่างไร

ตัวอย่างผู้นำที่เล่าเรื่องวิสัยทัศน์ออกมาได้ดีที่สุดก็เช่น Steve Jobs ผู้นำแห่งอาณาจักร Apple ที่การปรากฎตัวแต่ละครั้ง มักจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอันใหญ่หลวงต่อโลกธุรกิจเสมอ ด้วยแนวคิดที่มุ่งไปสู่อนาคต (Future-Centric) ควบคู่ไปกับการนำเสนอนวัตกรรมที่ทันสมัย สามารถเปลี่ยนเรื่องที่เคยอยู่แต่ในจินตนาการให้กลายเป็นความจริง วิสัยทัศน์แบบนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกประทับใจ อยากติดตามไปเรื่อย ๆ เพราะต้องการเรียนรู้จากคนเก่ง

ซึ่งท้ายสุดแล้วจะทำให้เกิด “ความฝันร่วมกัน” (Shared Dream) อันถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการผลักดันให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership)

เล่าเรื่องอุปสรรคที่เคยเจอ (Obstacle Story)

ไม่ว่าจะธุรกิจใดก็ต้องพบเจอกับปัญหา ดังนั้นหากผู้นำสามารถนำประสบการณ์มาแชร์ได้ว่าเขาเคยเจอปัญหาเล็ก – ใหญ่อย่างไรบ้าง และสามารถผ่านมาได้อย่างไร ก็จะยิ่งทำให้มีคนอยากฟังมากขึ้น การเล่าเรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้พนักงานเห็นวิธีแก้ปัญหา (Solution) ที่ดีแล้ว ยังทำให้ผู้นำได้เน้นย้ำถึงลักษณะนิสัย (Character) ที่โดดเด่นของตน ไม่ว่าจะเรื่องของความอดทนอดกลั้น (Resilience), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หรือแม้แต่เรื่องของการทำงานเป็นทีม (Teamwork)

ยกตัวอย่างกรณีของ Jeff Bezos ผู้นำของอาณาจักร Amazon ที่เคยเผชิญภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอม (Dotcom Bubble) ที่เป็นภาวะเก็งกำไรเกินควรของตลาดหลักทรัพย์ภาคเทคโนโลยีในช่วงปี 1995-2000 ทำให้ Amazon ขาดทุนกว่า 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เขาก็สามารถออกกลยุทธ์ที่หนักแน่นหลายข้อ เช่นการปิดกิจการที่ไม่ทำกำไรทันที และพยายามนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาต่ำที่สุด

จนสุดท้ายก็ทำให้ Amazon มีเงินสดในมือมากมาย ธุรกิจเติบโตจากเดิมกว่า 100 เท่า นี่คือตัวอย่างเรื่องราวที่เราควรนำมาประยุกต์เข้ากับบริบทของบริษัท เพื่อทำให้พนักงานเห็นภาพว่าแม้จะเจอความยากลำบากแค่ไหน แต่เราก็จะผ่านไปได้ “เหมือนกับที่ผู้นำของเราเคยผ่านมาก่อน” นั่นเอง

เล่าเรื่องของลูกค้า (Customer Story)

เป้าหมายของธุรกิจเกือบทุกประเภท คือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค การเล่าเรื่องของลูกค้าที่แตกต่างกัน คือภาพสะท้อนว่าผู้นำของเรามีประสบการณ์ที่กว้างขวาง ไม่ใช่คนโลกแคบ นอกจากนี้เรายังสามารถนำลักษณะของลูกค้าแต่ละประเภท มาอ้างอิง เพื่อเทียบกับลักษณะของลูกค้าที่เจอในปัจจุบันได้เลย ว่าควรรับมือกับคนเหล่านั้นด้วยวิธีไหน ขณะเดียวกัน การเล่าให้พนักงานเห็นว่าลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไปใช้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็จะยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่าความพยายามของตนไม่สูญเปล่า

ตัวอย่างที่ Forbes ยกขึ้นมาก็คือกรณีของ Bill Gates จาก Microsoft ที่เคยออกมาเล่าว่าการทำให้คนเข้าถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้เปลี่ยนโลกของการศึกษาให้ดีขึ้นได้อย่างไร, เทคโนโลยีได้ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างไร เป็นต้น เมื่อพนักงานได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ ก็จะรู้สึกว่ามีแรงใจ (Motivation) ได้รับรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าองค์กรของเราคงอยู่เพื่ออะไร

เล่าเรื่องผลกระทบต่อโลก (Impact Story)

เรื่องสุดท้ายที่สำคัญก็คือการเล่าว่าสิ่งที่องค์กรทำได้สร้างความเปลี่ยนต่อโลกใบนี้อย่างไร ซึ่งเป็นการสรุปรวมเรื่องของวิสัยทัศน์, ค่านิยม, และกระบวนการทำงาน ตัวอย่างที่โดดเด่นก็คือเรื่องของ Elon Musk ที่ไม่ว่าเราจะชอบหรือเกลียดเขา แต่สิ่งที่

เขาคิดค้นขึ้นมานั้น ได้เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโครงการพามนุษย์ออกไปท่องอวกาศอย่าง SpaceX หรือการให้กำเนิดรถไฟฟ้าอย่าง Tesla หากองค์กรของคุณมีเรื่องลักษณะนี้ (ไม่จำเป็นต้องใหญ่เท่า) ก็อย่าลืมแชร์ให้คนอื่นได้รับรู้ด้วยล่ะ !

90% ของชีวิตเราถูกกำหนดโดย “เสียง” และ “การพูด” จริงหรือไม่? 

90% ของชีวิตเราถูกกำหนดโดย “เสียง” และ “การพูด” จริงหรือไม่? 

บทสรุป

ทักษะของการเล่าเรื่องที่ดีไม่ได้แค่ช่วยยกระดับการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างแรงบันดาลใจ, สร้างแพสชั่น รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมให้ลึกซึ้งแนบแน่นขึ้น

ไม่ว่าองค์กรของเราจะเติบโตแค่ไหน สิ่งที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องของการสื่อสารระหว่างคนในทีม ผู้นำต้องกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทั้งในทีมของเราเอง ตลอดจนคนที่อยู่ต่างแผนก ขณะเดียวกันก็ควรมีการสื่อสารจากบนลงล่าง และล่างขึ้นบนอย่างสบายใจ นอกจากนี้ยังต้องมีวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนความเห็น (Feedback Culture) รวมถึงรู้จักใช้ช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย (Multi-Communication Tools)

ซึ่งเราสรุปได้ว่าผู้นำที่ดี ไม่ใช่คนที่ “พูดเก่ง” แต่ต้องเป็นคนที่รู้ว่าควร “พูดอะไร” และจะ “พูดไปทำไม” ต่างหาก

หากคุณไม่รู้ว่าจะอบรมทักษะของผู้นำให้สามารถเล่าเรื่อง (Storytelling) ดีขึ้นได้อย่างไร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ Training & Coaching จาก HR Products & Services แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ด้านทรัพยากรบุคคลไว้มากที่สุดในเมืองไทย จะฝึกฝนหัวหน้า หรือยกระดับพนักงานแบบไหน ที่นี่มีทุกตัวช่วยให้คุณ

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

Sources

ผู้เขียน

Picture of HREX.asia

HREX.asia

Connect People to the Best HR Solution เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรผ่านผู้คน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้