
คำว่า ตกงาน, เลย์ออฟ หรือ ไล่ออก เวลาได้ยินคำเหล่านี้ทีไร หลายคนน่าจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เพราะยิ่งโลกเผชิญความผันผวนจากทั้งปัญหาการเมือง สังคม และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คิด ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าตำแหน่งงานที่เรามีอยู่วันนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และการตกงานมักหมายถึงวิกฤต รายได้หดหาย ความมั่นคงพังทลาย
แต่ในบางประเทศ การตกงานอาจไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะเมื่อระบบแรงงานแข็งแกร่งและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนจริงจัง การตกงานอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ที่นำไปสู่โอกาสใหม่ได้เช่นกัน
อย่างเช่นกรณีของ Jetstar Asia สายการบินต้นทุนต่ำที่ปิดกิจการในประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีสำคัญที่ HREX พบว่า คนตกงานล้มแล้วลุกขึ้นมายืนได้เร็วแค่ไหน เมื่อระบบรัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
Jetstar Asia ปิดตัว พนักงานกว่า 500 คนตกงาน
วันที่ 31 กรกฎาคม 2025 เป็นวันสุดท้ายของ Jetstar Asia สายการบินต้นทุนต่ำที่ดำเนินงานในสิงคโปร์มากว่า 20 ปี
การตัดสินใจปิดกิจการครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าธรรมเนียมสนามบินที่แพงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเอเชีย ทำให้บริษัทไม่สามารถบินราคาถูกที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจได้อีกต่อไป
ผลกระทบที่ตามมาคือ พนักงานมากกว่า 500 คนทั้งนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน วิศวกรการบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นต้องตกงาน โดยหลายคนทำงานกับสายการบินนี้มาหลายปี บางคนเกือบทั้งอาชีพการงาน
รัฐไม่ปล่อยให้พนักงาน Jetstar Asia ตกงานเดียวดาย
หลัง Jetstar Asia ประกาศปิดกิจการล่วงหน้าไว้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2025 แล้ว พอปิดกิจการจริง ๆ กลับไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ว่า ระบบการช่วยเหลือและสนับสนุนคนทำงานที่แข็งแกร่งสามารถช่วยคนที่ตกงาน ให้กลับมาลุกยืนได้อย่างสมเกียรติ
เนื่องจากสหภาพแห่งชาติในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการและของรัฐ (National Trades Union Congress) และสหภาพแรงงาน (Singapore Manual & Mercantile Workers’ Union) เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพนักงานทันที ไม่มีการปล่อยให้พวกเขาต้องเดินทางหางานด้วยตัวเองอย่างเดียวดาย ด้วยการจับคู่คนกับงาน (Job Matching Exercise) ช่วยหางานแบบเร่งด่วนในวันที่ 17-19 มิถุนายน 2025 โดยมีองค์กรเอกชนถึง 38 แห่ง ร่วมมือเสนองานกว่า 1,400 ตำแหน่งให้กับอดีตพนักงาน Jetstar Asia
บริษัทที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น สายการบิน Singapore Airlines ที่เปิดรับนักบินและลูกเรือมากกว่า 300 ตำแหน่ง รวมไปถึง Marina Bay Sands รีสอร์ทและคาสิโนชั้นนำ SATS บริษัทบริการภาคพื้นสนามบิน และบริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจบริการอื่น ๆ เป็นต้น
สิ่งที่ NTUC ทำยังไม่ได้มีแค่การจัดงานจับคู่ แต่ยังมี Career Coach คอยให้คำแนะนำรายบุคคล ช่วยเตรียมตัวสัมภาษณ์ วางแผนอาชีพใหม่ และปรับทักษะตามตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย
Singapore Airlines เจียระไนพนักงานต้อนรับ Singapore Girl อย่างไร ให้เป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน |
อดีตพนักงาน Jetstar Asia กว่า 90% หางานใหม่ หรือเรียกสัมภาษณ์ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2025 นาย อึ้ง จี เม้ง (Ng Chee Meng) เลขาธิการ NTUC เปิดเผยผลการจัดงานช่วยพนักงาน Jetstar Asia หางานว่า เกือบ 90% ของนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ได้งานใหม่หรือถูกเรียกไปสัมภาษณ์จากบริษัทต่าง ๆ ภายในเวลาประมาณ 3 เดือนหลังจากสายการบินปิดตัว (กรกฎาคม-กันยายน)
ทั้งนี้ มีหลายคนกลับไปทำงานในอุตสาหกรรมเดิม บางคนเปลี่ยนสายงานไปทำงานในธุรกิจบริการ หรือจัดการโลจิสติกส์ บางคนยังได้ตำแหน่งระดับผู้บริหาร ได้เงินเดือนสูงขึ้น และได้โอกาสก้าวหน้ามากกว่าเดิม
คุณ มิเชล ลิม ลี้ (Michele Lim Ly) อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกปลดจาก Jetstar Asia ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานกับสายการบิน Scoot ซึ่งเป็นสายการบินในเครือของ Singapore Airlines และกำลังจะเริ่มต้นเส้นทางใหม่บนเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner โดยเธอกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ พร้อมยอมรับว่าการได้รับการสนับสนุนจาก NTUC และการที่มีบริษัทหลายแห่งเข้ามาช่วยเปิดโอกาสทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ปัจจัยความสำเร็จ เมื่อทุกฝ่ายทำงานเป็นทีม
ความสำเร็จในการหางานใหม่ของอดีตพนักงาน Jetstar Asia ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เป็นผลจากการที่สิงคโปร์วางระบบช่วยเหลือและเยียวยาไว้ล่วงหน้าแล้ว และทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. ความร่วมมือระหว่างรัฐ-สหภาพ-เอกชน
NTUC ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) และภาคเอกชน ทำให้สามารถเชื่อมโยงแรงงานกับโอกาสใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
2. Job Matching ที่มีคุณภาพ
ไม่ใช่แค่เปิดเว็บไซต์ให้ส่ง Resume แต่เป็นการคัดสรรตำแหน่งงานที่ตรงกับทักษะและประสบการณ์ของแต่ละคน พร้อมการเตรียมความพร้อมก่อนไปสัมภาษณ์
3. Career Coach มืออาชีพ
อดีตพนักงาน Jetstar Asia ได้รับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเขียน Resume วางแผนอาชีพ หรือพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
4. โปรแกรมฝึกอบรมและเงินสนับสนุน
ผู้เป็นแรงงานสามารถเข้ารับการอบรมเพิ่มทักษะโครงการ SkillsFuture และ Union Training Assistance Programme (UTAP) โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ
5. แพ็กเกจเลิกจ้างที่เป็นธรรม
SMMWU ได้เจรจากับ Jetstar Asia เพื่อให้พนักงานได้รับค่าชำระเงินชดเชย (Retrenchment Benefits) อย่างเหมาะสม ทำให้มีเงินกันชนระหว่างหางานใหม่

บทเรียนสำหรับไทย เราทำได้แบบนั้นหรือไม่ ?
หลังเห็นกรณีศึกษาของ Jetstar Asia ได้เห็นความพยายามของหน่วยงานภาครัฐสิงคโปร์แล้ว คนไทยหลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นบ้าง ไทยเราทำแบบนี้ไหม ?
คำตอบคือ ทำได้แน่ แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าระบบแรงงานไทยยังมีจุดอ่อนหลายประการ เพราะการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่ได้เป็นระบบที่ดี และถึงจะมีระบบที่ดีไม่ได้หมายความว่า แรงงานที่ตกงานไม่ต้องทำอะไรเลย
เพราะอดีตพนักงาน Jetstar Asia ทุกคนต้องลงมือสมัครงานจริง ไม่ใช่รอให้ NTUC หางานมาส่งถึงมือ พวกเขาต้องเตรียมตัวสัมภาษณ์อย่างจริงจัง คุยกับ Career Coach แล้วเอาคำแนะนำไปใช้แล้วไม่หยุดพัฒนา อัปเดตทักษะตัวเอง ให้มีของตรงตามที่ตลาดงานต้องการ และที่สำคัญต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า หากต้องเปลี่ยนสายงานจริง ๆ ก็ต้องลดความคาดหวังเรื่องเงินเดือนชั่วคราว
ระบบที่ดีคือบันไดที่ช่วยให้คุณปีนขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่คุณต้องเป็นคนปีนเอง
สำหรับคนไทย แม้ระบบแรงงานไทยยังไม่พร้อมเท่าสิงคโปร์ และอาจไม่พร้อมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีระบบรองรับการช่วยเหลือเลย เพราะมี อาทิ
- ประกันสังคม ให้สิทธิประโยชน์ช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 33 ทดแทนกรณีว่างงาน จะมีเงินทดแทนกรณีว่างงานให้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลิกจ้าง ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญา
- กรมการจัดหางาน ภายใต้กระทรวงแรงงาน มีบริการขึ้นทะเบียนคนว่างงาน แม้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมก็ลงได้ เพื่อรับสิทธิการแนะนำงาน การฝึกอบรม หรือการเข้าร่วมโครงการจ้างงานภาครัฐ หรือบางช่วงมียังมีโครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้ว่างงานด้วย
แม้จะมีการช่วยเหลือ แต่เสียงของคนตกงานจำนวนมากกล่าวไปในทางเดียวกันว่า ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีสิทธิเหล่านี้ด้วย
มากกว่านั้นใครที่อยู่เฉย ๆ ยิ่งเผชิญกับความเสี่ยง เพราะในขณะที่รอ คนอื่นกำลังสมัครงาน 10-20 ตำแหน่ง นอกจากนั้นตลาดงานก็เปลี่ยนเร็ว ตำแหน่งดี ๆ หายไปภายในไม่กี่วัน ยิ่งว่างงานนาน ยิ่งยากที่จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ ความช่วยเหลือจากรัฐอาจมาช้า หรือไม่ตรงความต้องการ งานที่เงินเดือนสูง มีคุณภาพ มักไม่ผ่านช่องทางราชการ ถ้าจะรอเงินชดเชยจากประกันสังคมก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขมากมาย
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้ คือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เผื่อใช้กรณีตกงาน หมั่นเรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดเวลา อย่ารอให้ตกงานค่อยมาอบรม ขยันสร้างเครือข่าย ทั้งในและนอกองค์กร อัปเดต Resume และ LinkedIn เสมอ แม้ยังไม่ตกงาน และติดตามตลาดงานในสายอาชีพด้วย ให้รู้ว่าตอนนี้ทักษะอะไรเป็นที่ต้องการ
ที่สำคัญ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเปลี่ยนสายงานอาจเป็นโอกาสที่ดีกว่าเดิมก็ได้
สรุป
กรณีของ Jetstar Asia เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า หากรัฐมีระบบช่วยเหลือที่เข้มแข็งและจริงจัง เพราะเมื่อโครงสร้างรองรับดี คนที่หลุดจากระบบก็สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ทำให้พนักงานกว่า 90% ของ Jetstar Asia ได้งานใหม่ ไม่ได้เกิดจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมาจากความพยายามของแรงงานเอง ที่ลุกขึ้นสู้และปรับตัวอย่างไม่ยอมแพ้
โลกธุรกิจนับวันยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็ว มีอุตสาหกรรมเกิดใหม่และหายไปตลอดเวลา ความมั่นคงในงานแบบเดิมอาจไม่มีอีกแล้ว ถ้ารัฐลงทุนสร้างระบบแรงงานที่แข็งแรง และคนทำงานเองพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว สร้างอนาคตของตัวเองที่ดีกว่า
การตกงานจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม
