HIGHLIGHT
|

เมื่อพูดถึงกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อน Supply Chain ในภาคการผลิต หลายคนอาจนึกถึงพนักงานประจำในโรงงานหรือแรงงานหน้าไลน์ผลิต แต่ยังมีคนทำงานอีกกลุ่มที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” ซึ่งรับชิ้นงานจากบริษัทไปดำเนินการ เช่น ประกอบสินค้า ตัดเย็บเสื้อผ้า หรือบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยได้รับค่าตอบแทนตามปริมาณงานที่ทำสำเร็จ
แม้คนกลุ่มนี้จะมีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิต แต่กลับเป็นแรงงานที่มักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้อยู่ในโครงสร้างพนักงานประจำของบริษัท จึงเกิดคำถามว่า หากพวกเขาทำงานเสร็จและส่งมอบตามที่ตกลงแล้ว แต่ผู้จ้างงานกลับไม่จ่ายค่าตอบแทน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ?
นี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่กระทรวงแรงงานกำลังพยายามแก้ไข โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งมุ่งขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานมากขึ้น เพิ่มความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทน และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย
สำหรับ HR และองค์กรที่มีการจ้างงานภายนอก ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการบริหารสัญญา การส่งมอบงาน และการจ่ายค่าตอบแทนอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 จึงต้องติดตามรายละเอียดก่อนนำมาตรการใหม่ไปใช้เป็นแนวปฏิบัติขององค์กร
Contents
- ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ต่างจากพนักงาน WFH อย่างไร ?
- ทำไมไทยต้องแก้กฎหมายผู้รับงานไปทำที่บ้าน ?
- กรณีที่ 1: รับงานไปผลิตหรือประกอบสินค้าที่บ้าน — เข้าข่ายตามกฎหมาย
- กรณีที่ 2: พนักงานประจำทำงานจากบ้าน (WFH) — ไม่เข้าข่ายตามกฎหมายเฉพาะ
- กรณีที่ 3: Freelance หรือผู้ให้บริการอิสระ — โดยทั่วไปไม่เข้าข่ายตามกฎหมายปัจจุบัน
- กรณีที่ 4: Outsourcing ผ่านบริษัทผู้ให้บริการ — ไม่ใช่การจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านโดยตรง
- 5 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายใหม่ที่ HR ควรรู้
- ลดความเสี่ยงค้างจ่าย ด้วยการจัดการระบบภายในที่ไม่ชัดเจน
- HR และองค์กรควรเตรียมตัวอย่างไร ก่อนร่างกฎหมายมีผลใช้บังคับ ?
- บทสรุป
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ต่างจากพนักงาน WFH อย่างไร ?
ก่อนทำความเข้าใจรายละเอียดของร่างกฎหมาย HR ต้องแยกความหมายของคำว่า “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” ออกจาก “พนักงานที่ทำงานจากบ้าน” ให้ได้ก่อน
แม้ทั้ง 2 กลุ่มจะทำงานนอกสำนักงานเหมือนกัน แต่มีรูปแบบความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ที่รับงานจากผู้จ้างงานไปดำเนินการนอกสถานประกอบกิจการ โดยกฎหมายเดิมให้ความสำคัญกับงานในกิจการอุตสาหกรรมและงานอื่นตามที่กำหนด
ส่วนร่างแก้ไขปี 2569 เสนอปรับนิยามให้ชัดเจนขึ้น โดยระบุว่า ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นนิติบุคคลซึ่งตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานที่เข้าลักษณะตามกฎหมาย และระบุชัดว่าไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งนำงานไปทำนอกสถานประกอบกิจการของนายจ้าง
แรงงานนอกระบบ: เมื่อคนที่สร้างคุณค่าให้องค์กร ไม่ได้มีแค่พนักงานประจำ |
ทำไมไทยต้องแก้กฎหมายผู้รับงานไปทำที่บ้าน ?
เนื่องจากกฎหมายเดิมมุ่งคุ้มครองผู้รับงานในกิจการอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะงานผลิตหรือประกอบสินค้าที่สามารถกระจายให้บุคคลหรือกลุ่มคนรับไปดำเนินการนอกสถานประกอบการ แต่ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจมีความหลากหลายมากขึ้น การกระจายงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบเดิมอีกต่อไป
ธุรกิจสามารถแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็นส่วนย่อย มอบหมายงานให้ผู้ปฏิบัติงานภายนอก และประสานงานผ่านระบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้รับงานบางกลุ่มอาจมีอำนาจต่อรองต่ำ และเผชิญความเสี่ยงทั้งเรื่องค่าตอบแทน การส่งมอบงาน และความปลอดภัยจากอุปกรณ์หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการทำงาน
ร่างกฎหมายฉบับใหม่จึงเสนอ ขยายขอบเขตการคุ้มครองให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป โดยเปิดทางให้ครอบคลุมงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ ตามหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดในพระราชกฤษฎีกา
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ทำงานด้านบริการทุกประเภทจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ทันที เพราะต้องพิจารณาว่าเป็นงานประเภทที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ มีลักษณะเป็นการรับงานไปทำนอกสถานประกอบการเพื่อรับค่าตอบแทนโดยไม่ใช่การจ้างแรงงานหรือไม่ รวมถึงต้องเป็นงานที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่แล้ว และมีความจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติม
สำหรับ HR การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าองค์กรควรกลับมาทบทวนรูปแบบการจ้างงานภายนอกให้รอบด้านมากขึ้น ทั้งลักษณะงาน ความสัมพันธ์ในการจ้าง และสิทธิของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การบริหารแรงงานสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
HREX ขอยกตัวอย่าง 4 รูปแบบการทำงาน เพื่อให้ HR เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า กรณีใดเข้าข่ายและกรณีใดไม่เข้าข่ายการเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านตามกฎหมาย
กรณีที่ 1: รับงานไปผลิตหรือประกอบสินค้าที่บ้าน — เข้าข่ายตามกฎหมาย
บริษัทมอบหมายงานประกอบผลิตภัณฑ์ให้บุคคลหรือกลุ่มคนรับไปทำที่บ้าน เช่น รับชิ้นส่วนไปประกอบสินค้า หรือตัดเย็บเสื้อผ้าตามจำนวนที่ตกลงกัน ก่อนส่งมอบผลงานเพื่อรับค่าตอบแทนตามชิ้นงาน
กรณีนี้เข้าข่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 หากเป็นงานและมีลักษณะความสัมพันธ์ตรงตามนิยามที่กฎหมายกำหนด เพราะเป็นการรับงานจากผู้จ้างงานไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการ ไม่ใช่การทำงานในฐานะลูกจ้างประจำของบริษัท
กรณีที่ 2: พนักงานประจำทำงานจากบ้าน (WFH) — ไม่เข้าข่ายตามกฎหมายเฉพาะ
เช่น พนักงาน Marketing ของบริษัทได้รับอนุญาตให้ Work from Home สัปดาห์ละ 3 วัน โดยยังได้รับเงินเดือนตามปกติ อยู่ภายใต้สัญญาจ้างแรงงาน และมีนายจ้างควบคุมการทำงานเช่นเดิม
กรณีนี้ไม่ถือเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านตามกฎหมายเฉพาะ เพราะยังมีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่ทำงานจากสำนักงานมาเป็นบ้านเท่านั้น จึงอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานตามปกติ
กรณีที่ 3: Freelance หรือผู้ให้บริการอิสระ — โดยทั่วไปไม่เข้าข่ายตามกฎหมายปัจจุบัน
เช่น บริษัทจ้าง Freelance ให้ออกแบบกราฟิก ทำเว็บไซต์ หรือให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราว โดยผู้รับจ้างเลือกทำงานจากบ้านและส่งมอบผลงานตามที่ตกลงกัน
กรณีตัวอย่างนี้โดยทั่วไปไม่เข้าข่ายผู้รับงานไปทำที่บ้านตามกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากลักษณะงานไม่ได้เป็นการรับงานในกิจการอุตสาหกรรมไปผลิตหรือประกอบตามขอบเขตหลักของกฎหมายเดิม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Freelance ทุกประเภทจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องพิจารณาลักษณะงานและความสัมพันธ์ในการจ้างงานจริงประกอบด้วย
กรณีที่ 4: Outsourcing ผ่านบริษัทผู้ให้บริการ — ไม่ใช่การจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านโดยตรง
เช่น บริษัทว่าจ้าง Vendor ให้รับผิดชอบงานบางส่วน โดย Vendor เป็นผู้จัดหาหรือบริหารบุคลากร และส่งมอบงานหรือบริการตามสัญญาระหว่างสองบริษัท
กรณีนี้ไม่ใช่การจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านโดยตรงตามลักษณะตัวอย่าง เพราะองค์กรทำสัญญากับบริษัทผู้ให้บริการ ไม่ได้ตกลงจ้างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้รับงานไปทำที่บ้านโดยตรง
อย่างไรก็ตาม หาก Vendor มีการกระจายงานต่อให้บุคคลภายนอกรับไปทำที่บ้าน ก็ต้องพิจารณาความสัมพันธ์และหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายเพิ่มเติม
สรุปคือ การทำงานจากบ้านไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” ตามกฎหมายเสมอไป
สิ่งที่ HR ต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงสถานที่ทำงาน แต่รวมถึงลักษณะงาน สถานะของผู้ปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์กับผู้จ้างงานด้วย เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าการทำงานแต่ละรูปแบบอยู่ภายใต้กฎหมายใด
5 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายใหม่ที่ HR ควรรู้
1. ขยายขอบเขตการคุ้มครองสู่รูปแบบงานที่หลากหลายขึ้น
ร่างกฎหมายเสนอขยายขอบเขตจากงานอุตสาหกรรม ไปยังงานพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อรองรับลักษณะการรับงานไปทำที่บ้านที่หลากหลายขึ้น
ผลที่ HR ควรเตรียมรับมือคือการทบทวนว่าธุรกิจมีการกระจายงานหรือมอบหมายงานให้ผู้ปฏิบัติงานภายนอกประเภทใดบ้าง และความสัมพันธ์แต่ละรูปแบบอาจอยู่ภายใต้กฎหมายใด
โดยเฉพาะองค์กรที่มี Supply Chain หลายระดับ การรู้ว่าใครเป็นคู่สัญญาและใครเป็นผู้ปฏิบัติงานจริงจะช่วยให้บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
2. เพิ่มความชัดเจนเรื่องค่าตอบแทน
ร่างกฎหมายเสนอหลักเกณฑ์ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนในระดับที่เป็นธรรม โดยกรณีงานมีลักษณะเหมือนกับงานที่ทำในสถานประกอบการ กำหนดให้ค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายในรูปแบบอื่นที่ร่างกฎหมายเปิดทางไว้
ในมุม HR และ Payroll ประเด็นนี้สำคัญเพราะองค์กรควรมีวิธีคำนวณค่าตอบแทนที่ชัดเจน เช่น คิดตามจำนวนชิ้นงาน ปริมาณงาน หรือหลักเกณฑ์อื่นที่ตกลงกันไว้ พร้อมมีข้อมูลยืนยันว่าแต่ละรอบควรจ่ายเงินจำนวนเท่าไร
หากค่าตอบแทนไม่มีเกณฑ์ชัดเจน หรือมีข้อพิพาทเรื่องจำนวนชิ้นงานที่ตรวจรับ ความเสี่ยงเรื่องการค้างจ่ายก็อาจเพิ่มขึ้น
3. เสนอดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี
หนึ่งในมาตรการสำคัญของร่างกฎหมายคือการกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี สำหรับกรณีผู้จ้างงานไม่จ่ายเงินบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าตอบแทน การคืนหลักประกัน หรือเงินบางรายการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน
ประเด็นนี้ทำให้การจ่ายค่าตอบแทนล่าช้าอาจมีต้นทุนเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของกฎหมาย หากร่างดังกล่าวได้รับการประกาศใช้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม HR ไม่ควรนำอัตราที่อยู่ในร่างกฎหมายไปสื่อสารว่าเป็นข้อกำหนดใหม่ที่มีผลใช้บังคับแล้วในปัจจุบัน
4. เพิ่มมาตรการสำหรับการจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
นอกเหนือจากดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี ร่างกฎหมายยังเสนอให้กรณีผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นระยะเวลา 7 วัน ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นี่เป็นมาตรการที่แตกต่างจากดอกเบี้ยผิดนัดทั่วไป เพราะมุ่งจัดการพฤติกรรมจงใจค้างจ่าย
สำหรับองค์กร สิ่งสำคัญคือการมีหลักฐานว่ามีการรับงาน ส่งมอบ ตรวจรับ และอนุมัติการจ่ายเงินเมื่อไร รวมถึงกรณีที่ยังจ่ายเงินไม่ได้เกิดจากสาเหตุใด
ร่างกฎหมายยังเสนอช่องทางสำหรับกรณีผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ โดยให้ผู้จ้างงานนำเงินไปวางไว้ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่ม
รายละเอียดดังกล่าวสะท้อนว่าร่างกฎหมายพยายามสร้างทั้งมาตรการป้องกันการค้างจ่ายและกลไกสำหรับสถานการณ์ที่มีปัญหาในการส่งมอบเงิน
5. เพิ่มความเข้มงวดเรื่องงานอันตรายและแรงงานกลุ่มเปราะบาง
อีกเรื่องสำคัญคือมาตรการคุ้มครองเด็กและหญิงมีครรภ์จากงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย
ร่างกฎหมายเสนอห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเพิ่มความคุ้มครองสำหรับงานอันตราย โดยกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและหญิงมีครรภ์
ในกรณีฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องงานอันตรายจนเกิดอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิตตามเงื่อนไขกฎหมาย ร่างกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท
ตัวเลข 2 ล้านบาทนี้เป็นโทษสำหรับความผิดด้านความปลอดภัยที่มีองค์ประกอบเฉพาะ ไม่ใช่โทษปรับทั่วไปสำหรับทุกกรณีที่ค้างจ่ายค่าตอบแทน
สำหรับองค์กรที่กระจายงานไปยังชุมชนหรือผู้รับงานภายนอก ความปลอดภัยควรถูกพิจารณาตั้งแต่ขั้นกำหนดลักษณะงาน อุปกรณ์ วัตถุดิบ และบุคคลที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม
ลดความเสี่ยงค้างจ่าย ด้วยการจัดการระบบภายในที่ไม่ชัดเจน

แม้ร่างกฎหมายจะให้ความสำคัญกับการจงใจค้างจ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าอาจเกิดจากกระบวนการบริหารงานที่ไม่ชัดเจนได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น องค์กรส่งงานให้ผู้รับงานภายนอกโดยไม่มีเอกสารระบุจำนวนหรือค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ ผู้รับงานส่งงานเสร็จแล้วแต่ไม่มีหลักฐานตรวจรับ ฝ่าย Operations ยืนยันปริมาณงานช้า ขณะที่ Finance ไม่สามารถอนุมัติการจ่ายเงินได้เพราะข้อมูลไม่ครบ
อีกกรณีคือองค์กรจ่ายเงินผ่านคนกลาง แต่ไม่มีระบบติดตามว่าผู้ปฏิบัติงานปลายทางได้รับเงินตามที่ควรหรือไม่ โดยความรับผิดทางกฎหมายในแต่ละกรณีต้องพิจารณาตามโครงสร้างการจ้างและข้อเท็จจริง
ความเสี่ยงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Compliance ไม่ได้เป็นหน้าที่ของ HR หรือฝ่ายกฎหมายเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่าง Operations, Procurement, Finance, Payroll และ Legal ด้วย
องค์กรควรสามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้มอบหมายงาน ใครเป็นผู้ตรวจรับ ใครอนุมัติค่าตอบแทน ใครเป็นผู้จ่ายเงิน และหากเกิดปัญหาจะมีขั้นตอนแก้ไขอย่างไร
เพราะเมื่อข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายแผนก ความเสี่ยงเรื่องค่าตอบแทนและข้อพิพาทก็อาจเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
ปัญหาการจ้างงานแฝง (Deemed Employee) กับความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ HR ต้องระวัง |
HR และองค์กรควรเตรียมตัวอย่างไร ก่อนร่างกฎหมายมีผลใช้บังคับ ?
แม้ร่างแก้ไขฉบับนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการนิติบัญญัติ แต่ HR สามารถเริ่มทบทวนระบบบริหารงานภายนอกที่มีอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายประกาศใช้
1. สำรวจรูปแบบการจ้างงานภายนอกทั้งหมด
เริ่มจากรวบรวมข้อมูลว่าองค์กรใช้ Freelance, Outsourcing, ผู้รับเหมา หรือผู้รับงานไปทำที่บ้านในลักษณะใดบ้าง
จากนั้นแยกตามประเภทคู่สัญญา ลักษณะงาน และความสัมพันธ์ทางกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงการเหมารวมทุกกลุ่มว่าเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน
2. ทบทวนสัญญาและหลักเกณฑ์ค่าตอบแทน
ตรวจสอบว่าสัญญาระบุขอบเขตงาน วิธีคำนวณค่าตอบแทน ระยะเวลาส่งมอบ การตรวจรับ และเงื่อนไขการจ่ายเงินชัดเจนหรือไม่
หากเป็นงานที่คิดตามชิ้น ควรมีหลักฐานจำนวนงานที่รับ จำนวนงานที่ส่ง และหลักเกณฑ์ตรวจรับที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
3. ทำ Payment Tracking ให้เห็นยอดค้างจ่ายจริง
HR, Finance และ Operations ควรมีข้อมูลที่ทำให้รู้ว่ามีงานใดถึงกำหนดจ่ายแล้ว งานใดรอตรวจรับ และงานใดมีข้อพิพาทเรื่องจำนวนหรือคุณภาพ
การมองเห็นข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แก้ไขความล่าช้าได้ก่อนกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้น
4. ประเมินความปลอดภัยของงานที่ส่งออกไปทำภายนอก
องค์กรควรทบทวนว่างานประเภทใดมีความเสี่ยงจากอุปกรณ์ วัตถุดิบ สารเคมี เครื่องมือ หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องมีมาตรการควบคุมหรือข้อจำกัดด้านผู้ปฏิบัติงานอย่างไร
โดยเฉพาะงานที่อาจเกี่ยวข้องกับเด็กหรือหญิงมีครรภ์ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและข้อกำหนดที่ใช้บังคับ
5. กำหนด Owner ของ Compliance ให้ชัด
หลายองค์กรอาจมีฝ่าย Procurement เป็นผู้จัดหาผู้รับงาน ฝ่าย Operations เป็นผู้มอบหมายงาน ฝ่าย Finance ดูแลการจ่ายเงิน และ HR ดูแลนโยบายแรงงาน
หากไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน ความเสี่ยงอาจเกิดจากช่องว่างระหว่างหน่วยงาน
องค์กรจึงควรกำหนดความรับผิดชอบในการตรวจสอบสัญญา การอนุมัติค่าตอบแทน การติดตามยอดค้างจ่าย และการจัดการข้อร้องเรียนให้ชัดเจน
6. ติดตามสถานะกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากร่างแก้ไขยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา รายละเอียดบางส่วนอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนประกาศใช้
HR ควรติดตามทั้งข้อความกฎหมายฉบับสุดท้าย วันมีผลใช้บังคับ และกฎหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรายละเอียดการขยายขอบเขตงานไปยังธุรกิจประเภทต่าง ๆ
บทสรุป

ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปี 2569 สะท้อนความพยายามยกระดับการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานนอกสถานประกอบการตามนิยามกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับขอบเขตความคุ้มครอง ค่าตอบแทน การป้องกันการค้างจ่าย และความปลอดภัยในการทำงาน
สำหรับองค์กร การเปลี่ยนแปลงนี้อาจมีผลต่อการบริหารงานภายนอกในบางรูปแบบ โดยเฉพาะการกำหนดค่าตอบแทน การทำเอกสาร การติดตามการจ่ายเงิน และการประเมินความเสี่ยงด้านแรงงาน
แม้ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา แต่ HR สามารถเริ่มเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านการสำรวจรูปแบบการจ้างงาน ทบทวนสัญญา และทำให้ Payment Workflow สามารถตรวจสอบได้
เพราะความยืดหยุ่นในการจ้างงานควรมาพร้อมกับความชัดเจนด้านสิทธิ ความรับผิดชอบ และค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย
หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานภายนอกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถค้นหา HR Solution ผ่าน HREX ไม่ว่าจะเป็น HR Consulting เพื่อขอคำปรึกษาในการวางแผนและพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้เหมาะสมกับรูปแบบการจ้างงาน หรือ HR Outsourcing เพื่อช่วยบริหารจัดการงาน HR บางส่วน ลดภาระงานภายในองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำจากข้อมูลร่างกฎหมายและแหล่งข่าวที่เผยแพร่ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และควรติดตามข้อความกฎหมายฉบับประกาศใช้ก่อนนำไปกำหนดแนวปฏิบัติที่มีผลทางกฎหมาย

