Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

อาจกล่าวได้ว่า HR คือฮีโร่ขององค์กร ไม่ใช่เพราะพวกเขามีอำนาจหรืออยู่แถวหน้าขององค์กร แต่เพราะ HR คือผู้ดูแลหัวใจของคนทำงานทุกคน ฮีโร่ตัวจริงในองค์กรอาจไม่ได้ใส่ผ้าคลุม แต่เป็นคนที่คอยฟัง คอยเข้าใจ และคอยผลักดันให้ทีมเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

และยิ่งยุคนี้ ยุคที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานของโลก HR ยิ่งต้องเป็นผู้รับบทผู้นำการเปลี่ยนผ่าน แล้วสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับหัวใจมนุษย์ให้ได้

นี่เหตุผลที่เกิดงาน HR Hero Summit 2025 ขึ้นอีกครั้ง ให้เป็นเวทีที่รวมเหล่าผู้นำด้านการบริหารคน เพื่อร่วมกันนิยามบทบาทใหม่ของ HR ในยุค AI พบกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ที่จะเผยทั้งโอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์สำคัญในการนำ AI มาใช้อย่างมีหัวใจ ตั้งแต่การ Reskill ทีม HR ให้พร้อมสำหรับอนาคต ไปจนถึงการดูแล Well-being ของคนทำงานในโลกที่สมดุลชีวิตเริ่มเลือนหาย

หาก HR ท่านใดพลาดงานนี้ไป HREX สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจของงานนี้มาให้แล้ว อ่านรายละเอียดได้ในบทความนี้

1) Opening Keynote: Future by AI, Shaped by People

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ สหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager จาก HREX.asia กล่าวเปิดงานในครั้งนี้ ถึงความกังวลว่าคนจำนวนมากกลัวว่า “AI กำลังมาแย่งงานเราไหม ?” “เราจะตกงานกันหมดหรือเปล่า ?” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใน HR Hero Summit 2025 ปีนี้

คุณสหธร ยืนยันว่างานในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อขจัดความกลัวให้ HR เห็นโอกาสใหม่ในการอยู่ร่วมกับ AI อย่างชาญฉลาด เพราะแท้จริงแล้ว งานของ HR คือหนึ่งในไม่กี่งานที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ 100% เพราะมันต้องการสิ่งสำคัญนั่นคือ หัวใจของมนุษย์

สำหรับโจทย์ใหญ่ของปีนี้จะครอบคลุมอย่างรอบด้านทั้งเรื่อง HR & AI ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นการผสมผสานระหว่างสมองกล และความเป็นมนุษย์ ที่ผ่านมา AI มักถูกพูดถึงในแวดวงเทคโนโลยีหรือการตลาด แต่สำหรับ HR แล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือ Human Touch การเข้าใจคน และการใช้ AI เพื่อเสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ งานนี้จึงเปิดพื้นที่ให้พูดถึงการใช้ AI เพื่อพัฒนาคน เสริมทักษะ และเตรียมผู้นำทุกเจเนอเรชันให้พร้อมก้าวไปด้วยกัน

อีกหนึ่งจุดน่าสนใจคือการพูดถึง Best Practice ในการนำ AI มาบริหารคน ทั้งในแง่ความสำเร็จและข้อผิดพลาด รวมถึงการพูดถึงเทรนด์ใหม่อย่าง Agentic AI ระบบ AI ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และลงมือทำงานบางส่วนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งกำลังกลายเป็นเทคโนโลยีที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกจับตามอง

พร้อมกันนั้น คุณสหธรยังย้ำว่า HR เองก็ต้อง Reskill ตัวเอง เพื่อทำงานข้ามสาย ข้ามฝ่าย และรับมือกับความซับซ้อนในองค์กร โดยไม่ลืมดูแลจิตใจของตนเอง เพราะฮีโร่ที่ดี ย่อมต้องรู้จักเยียวยาตัวเองด้วยเช่นกัน

เพราะหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกับ AI คือการมี AI Readiness หรือองค์กรต้องมีความพร้อม 5 มิติ ได้แก่

  1. Strategy Readiness องค์กรต้องมีแผน มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน และมีทิศทาง
  2. People Readiness คนในองค์กรต้องมีความพร้อม เพื่อใช้ AI อย่างเข้าใจ และเกิดประโยชน์
  3. Data Readiness ข้อมูลขององค์กรต้องมีคุณภาพเพียงพอให้ AI เรียนรู้
  4. Tech Readiness โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรต้องมั่นคง ปลอดภัยในการใช้งาน AI
  5. Governance Readiness แม้จะใช้ AI แต่ก็ต้องกำกับดูแลให้โปร่งใส ใช้อย่างมีธรรมาภิบาล

ทั้ง 5 มิตินี้จะเป็นแกนหลักที่เชื่อมโยงอยู่ในทุก Session ของงาน เพื่อให้ทุกคนได้มองเห็นภาพชัดว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ต้องเริ่มจากการเตรียมคนก่อนเทคโนโลยีเสมอ

ท้ายที่สุด คุณสหธรได้ทิ้งข้อความทรงพลังไว้ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนว่า คนที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกการทำงานได้ HR คือหนึ่งในนั้น เพราะ HR คือฮีโร่ขององค์กร ผู้มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเอง อนาคตของการทำงานอาจขับเคลื่อนด้วย AI แต่โลกนี้จะถูก “Shaped by People” เสมอ และฮีโร่ตัวจริงในเรื่องนี้ก็คือคุณ

 

2) Breaking Communication Barriers: How AI-Powered English Training Drives Organizational Growth

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ โชติจิณณ์ วีระเสรีวัฒนะ Business Development, Director จาก ELSA อธิบายว่าภาษาอังกฤษคือกุญแจที่เปิดประตูสู่โอกาสในโลกการทำงาน แต่ความเป็นจริง ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับ 106 ในเอเชีย ซึ่งต่ำจนน่าตกใจ และยิ่งไปกว่านั้นกว่า 2 ใน 3 ขององค์กรไทย ยังประสบปัญหาในการหาคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจริง ๆ จนต้องพึ่งพาบุคลากรที่จบจากต่างประเทศ ทำให้พนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องกว่า 40% มีโอกาสก้าวหน้าในองค์กรข้ามชาติมากกว่า

การเรียนภาษาอังกฤษในองค์กรกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ ความยากในการวัดผล และรูปแบบการสอนที่ยังคงซ้ำเดิม ไม่สอดคล้องกับลักษณะงานจริง หลายบริษัทมักมองว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่กลยุทธ์ระยะยาวขององค์กร ทำให้การอบรมมักเป็นเพียงโครงการสั้น ๆ ที่ผู้เรียนเรียนแต่ไม่ใช้ และเมื่อไม่ได้ใช้งานจริง ทักษะก็เลือนหายไปตามเวลา

นั่นทำให้หลายองค์กรมองว่า การเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องจำเป็น หลายองค์กรจึงไม่ได้ต้องการขับเน้นเรื่องนี้ เพราะมองไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในแง่ Business Impact ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารภาษาอังกฤษที่ดีสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจได้มหาศาล ตัวอย่างในธุรกิจโรงแรม พนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีสามารถสร้างความประทับใจให้แขกต่างชาติ ส่งผลต่อรีวิวที่ดีขึ้น บริการที่ดีขึ้น และยอดจองที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อตอบโจทย์นี้ ELSA ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยปฏิวัติการเรียนภาษาอังกฤษในองค์กร ด้วยระบบที่สามารถฟังเสียงจริงของมนุษย์ และวิเคราะห์การออกเสียงได้อย่างละเอียด แตกต่างจากโปรแกรมทั่วไปที่เพียงแปลงเสียงเป็นตัวอักษรแล้วอ่านกลับ ระบบของ ELSA สามารถบอกได้ว่าผู้เรียนออกเสียงถูกหรือไม่ ผิดตรงไหน และควรปรับอย่างไร เพื่อให้พูดได้คล่องและเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา

การเรียนภาษาอังกฤษด้วย AI จึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้ภาษา แต่คือการลงทุนในศักยภาพของคน เพราะเมื่อคนในองค์กรสื่อสารได้ดีขึ้น ประตูสู่โอกาสทางธุรกิจก็เปิดกว้างขึ้นตามไปด้วย 

การสื่อสารที่ดี ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีที่เราพูดกับคนอื่น แต่เปลี่ยนวิธีที่เราเติบโตไปด้วยกันในองค์กรด้วยเช่นกัน

All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ

 

3) Humanizing AI in Action

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ ชุติมา สีบำรุงสาสน์ อดีต CHRO จาก Microsoft Thailand และคุณ ชญานิษฐ์ โพธิครูประเสริฐ CEO และ Co-Founder ของ Shipnity พาผู้ฟังมามองอีกมุมหนึ่งที่พูดถึง การทำให้ AI เป็นมนุษย์มากขึ้น (Humanizing AI) ซึ่งหมายถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างคนกับเทคโนโลยีอย่างสมดุล เพื่อให้ทั้งสองขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน

คุณชุติมาเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความจริงว่า AI วันนี้มาแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว องค์กรที่ไม่ปรับตัวก็อาจอยู่รอดได้ยาก เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามาเร็วขึ้นทุกวัน ขณะที่หลายองค์กรยังคงทำงานด้วยกระดาษหรือระบบเดิม ๆ คำถามสำคัญคือ เราจะเพิ่ม Productivity ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งหัวใจของคน ? เพราะแม้ AI จะทำงานได้เร็วและแม่นยำ แต่หากขาดความเข้าใจในมนุษย์ องค์กรก็จะสูญเสียจิตวิญญาณในการเติบโตไป

คุณชุติมาเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยี แต่คือการมีคนที่พร้อมใช้มัน ถ้าคนไม่พร้อมเทคโนโลยีก็จะเป็นแค่ของตกแต่ง ดังนั้นผู้นำองค์กรต้องช่วยให้คนเปลี่ยนจากความกลัว เป็นความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ AI ในฐานะเพื่อนร่วมงานคนใหม่ ไม่ใช่คู่แข่ง

ด้านคุณชญานิษฐ์ เสริมว่า ปัจจุบันคนหันมาใช้ AI Tools มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ให้เป็น เพราะหากพึ่งพา AI โดยไม่คิด ไม่ตรวจสอบ ก็อาจกลายเป็นกับดักของความสะดวกได้ เธอยกตัวอย่างจากโลกของ Tech Startup ที่ใช้ AI มาช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และดูแลลูกค้า แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ หัด Relearn และ Unlearn เพราะสิ่งที่เราเคยเชื่อว่า AI ทำไม่ได้ วันนี้มันอาจทำได้ดีกว่าที่คิด

ในมุมของผู้ประกอบการขนาดเล็กอย่าง Shipnity ยังมองว่า AI คือเครื่องมือสำคัญที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเล็กเข้าถึงทรัพยากรเดียวกับองค์กรใหญ่ สามารถใช้ AI Framework เดียวกับบริษัทระดับโลกได้ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งช่วยให้แข่งขันและเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนคุณชุติมาเสริมว่า สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องช่องว่างทักษะ (Skill Gap) และความระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยี แต่องค์กรต้องชัดเจนก่อนว่า เราจะใช้ AI เพื่ออะไร ? เพราะการใช้ AI โดยไร้ทิศทาง อาจไม่ต่างจากการขับเรือโดยไม่มีเข็มทิศ องค์กรควรกำหนดนโยบายให้ชัดว่าจะใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือยกระดับประสบการณ์พนักงาน เพื่อให้กลยุทธ์และเทคโนโลยีเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เธอยังแนะให้มอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่เป็น Digital Workforce ที่ต้องได้รับการบริหาร จัดการ และพัฒนาเหมือนคนในองค์กร องค์กรต้องหาวิธีทำให้ Human Workforce กับ Digital Workforce เชื่อมโยงกันให้ได้

องค์กรที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI เป็นเพียงผู้ช่วย แต่คือองค์กรที่สร้างระบบให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างแท้จริง AI จึงไม่ได้มาแย่งงาน แถมยังช่วยให้มนุษย์ทำงานที่มีคุณค่าและใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

สุดท้าย คุณชญานิษฐ์ฝากมุมมองที่น่าสนใจว่า การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้คือกุญแจสำคัญ ก่อนที่องค์กรจะสั่งให้พนักงานใช้ AI ควรสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากเรียนรู้ การเห็นเพื่อนร่วมงานใช้ AI แล้วได้ผลดี จะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเมื่อพนักงานรู้สึกว่า AI ทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้น พวกเขาจะเปิดใจ ใช้อย่างเข้าใจ และเติบโตไปพร้อมกัน

สุดท้ายแล้ว นั่นคือการพัฒนา Critical Thinking และภาวะผู้นำในแบบที่เทคโนโลยีไม่อาจแทนที่ได้

 

4) IMPACT Leadership: Leading People Beyond AI

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ Partner ของ Slingshot Group นำ Insight จากการพูดคุยกับผู้นำองค์กรทั้งในไทยและระดับโลกมาถ่ายทอดให้ฟังในหัวข้อนี้ โดยย้ำว่า ไม่ว่าจะในวงการไหน ผู้นำทั่วโลกต่างกำลังคิดเรื่องเดียวกัน คือเราจะนำคนให้ไปได้ไกลกว่าเดิมได้อย่างไร เมื่อ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทุกด้าน

เพราะหัวใจของความสำเร็จในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่อยู่ที่ผู้นำที่พร้อมนำคนข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลง

ดร.สุทธิโสพรรณชี้ว่า กลุ่มทักษะของผู้นำยุคใหม่ต้องใช้จุดแข็งของความเป็นมนุษย์ มาผสานกับเทคโนโลยีให้เกิดความได้เปรียบ ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยแรงกดดันจากสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และแน่นอนว่า AI เองก็เข้ามาเขย่าโครงสร้างงานของหลายอุตสาหกรรม แต่แทนที่เราจะมอง AI เป็นภัยคุกคาม เธอเชื่อว่า AI อาจเป็นทางออก หากผู้นำรู้วิธีใช้มันเพื่อเสริมศักยภาพของคนในองค์กร

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดร.สุทธิโสพรรณได้อ้างอิงมุมมองจาก Top 3 Global Leadership Trends ที่พูดตรงกันว่า ผู้นำต้องรู้จัก Transform ร่วมกับ AI ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างองค์กรให้คนและ AI ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับเทคโนโลยี ไปจนถึงการวางบทบาทใหม่ให้แต่ละทีมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีโดยไร้รอยต่อ

Slingshot Group ยังได้ศึกษามุมมองของ AI ต่อผู้นำมนุษย์ พบว่า AI เองก็มีความกังวลว่า มนุษย์มักไม่มองการณ์ไกล และอาจทำร้ายผู้อื่น แต่ในอีกมุมหนึ่ง AI ก็ชื่นชมความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ และความสงสัยใฝ่รู้ของมนุษย์ ซึ่งคือคุณสมบัติที่ไม่มีเครื่องจักรใดลอกเลียนได้

คุณสมบัติเหล่านี้คือหัวใจของสิ่งที่ Slingshot Group เรียกว่า I.M.P.A.C.T. Leadership Factor ประกอบด้วย

  • I – Initiator: นักริเริ่มที่มองการณ์ไกล
  • M – Mobilizer: นักขับเคลื่อนที่จุดพลังทีม
  • P – Prover: ผู้สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการลงมือทำ
  • A – Aggregator: ผู้ผนึกกำลังและเชื่อมความหลากหลาย
  • C – Challenger: ผู้ท้าทายสิ่งเดิมและไม่ยอมแพ้ง่าย
  • T – Transformer: ผู้เปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน

ผู้นำที่มี 6 คุณลักษณะนี้ จะสามารถใช้ศักยภาพของคน และ AI ร่วมกันอย่างสมดุล พร้อมพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

อีกประเด็นสำคัญที่ ดร.สุทธิโสพรรณ กล่าวถึง คือเรื่อง Leadership Culture เธอย้ำว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าอยากไปได้ไกลกว่านั้น เราต้องสร้างวัฒนธรรมผู้นำ ที่ทุกระดับสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้จริง ผู้นำที่ดีไม่ควรเป็นเพียงคนตัดสินใจคนเดียว แต่ต้องรู้จักสร้าง Interdependent Leadership Culture ที่เปิดให้ทุกฝ่ายตัดสินใจโดยยึดเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน ใช้ข้อมูลร่วมกัน แบ่งปันความเสี่ยง เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่กลัวความขัดแย้ง เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรเติบโตได้ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ท้ายที่สุด ดร.สุทธิโสพรรณฝากไว้ว่า อย่าพัฒนาทักษะอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนา Mindset ด้วย เพราะทักษะอาจพาเราไปได้ไกลในวันนี้ แต่ Mindset ที่เติบโตจะพาเราไกลกว่านั้นในวันหน้า

ผู้นำที่กล้าลองผิด ลองถูก และเปิดใจเรียนรู้จากทุกประสบการณ์ จะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นพอจะนำทีมฝ่าความไม่แน่นอนของโลกยุค AI ได้อย่างแท้จริง

All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ

 

5) Lead People Before AI

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ ปราโมทย์ พวงสำลี Chief People Officer จาก CardX เปิดเรื่องราวว่า SCB ตั้งเป้าอย่างชัดเจนว่าภายในปี 2027 องค์กรจะกลายเป็น AI First Organization อย่างเต็มรูปแบบ ไม่เพียงแต่ใช้ AI เพื่อเพิ่มกำไรหรือลดกระบวนการทำงาน แต่ยังต้องมี AI Talent อยู่ในองค์กรถึง 15% ซึ่งแนวทางนี้ขยายผลไปยังบริษัทลูกทั้งหมดในเครือ SCB ด้วยจุดมุ่งหมายคือการใช้เทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ พร้อมให้คนทำงานร่วมกับ AI อย่างมีคุณค่า

เพราะหัวใจของ AI คือข้อมูล หรือ Data เขาเชื่อว่าการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าองค์กรไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ และการใช้ AI และ Automation ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องเริ่มจากการวางระบบข้อมูลที่แข็งแรง เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างราบรื่น และสามารถขยายตัวได้ในระยะยาว เพื่อให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่สร้างผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่โดดเด่นให้กับลูกค้า

สำหรับที่ CardX เองใช้โมเดลที่เรียกว่า 3×3 AI Model เพื่ออธิบายประโยชน์หลักของ AI ต่อคนทำงาน

  1. AI Makes Us Smarter – ช่วยให้เราตัดสินใจแม่นยำขึ้น
  2. AI Works With Us – เป็นผู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงานซ้ำซ้อน
  3. AI Helps Us Learn Deeper – ทำให้เราเข้าใจข้อมูลเชิงลึกและซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม

AI จึงไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์ แต่เป็น Partner ที่ทำให้คนทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และพร้อมสร้างผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าเดิม

ผลลัพธ์ของการนำ AI เข้ามาปรับใช้ใน CardX นั้นชัดเจนมาก นั่นคือองค์กรสามารถลดเวลาการ Onboarding ลูกค้าได้กว่า 100,000 ชั่วโมง และลดชั่วโมงงานด้านปฏิบัติการ (Operations) ได้มากกว่า 44,800 ชั่วโมง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะพนักงานของ CardX หรือ Xiers รู้จักใช้ AI อย่างถูกวิธี เข้าใจว่า AI จะช่วยพวกเขาให้ทำงานดีขึ้น ไม่ใช่แทนที่พวกเขา นี่คือวัฒนธรรมที่ CardX พยายามปลูกฝัง ให้คนกล้าเรียนรู้ ทดลอง และเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

แต่การจะสร้างวัฒนธรรม AI-Driven ให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องเริ่มจากการวางรากฐานใหม่ทั้งองค์กร HR ต้องช่วยวาง People Strategy ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัด Workforce Planning การสร้าง Talent Pipeline ที่พร้อมรองรับทักษะด้านข้อมูลและ AI รวมถึงการปรับกระบวนการ Talent Acquisition ให้สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีและพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา

เพราะ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือ แต่เปลี่ยนวิธีที่คนทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะขับเคลื่อนไม่ได้เลย หากคนไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง คุณปราโมทย์เน้นย้ำว่า ความสำเร็จขององค์กร ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลักนี้

  1. คนที่แข็งแรง (Strong People) – มีทักษะ เข้าใจเทคโนโลยี และเปิดใจเรียนรู้
  2. ข้อมูลที่แข็งแรง (Strong Data) – มีคุณภาพ ปลอดภัย และเชื่อมโยงได้จริง
  3. การกำกับดูแลที่แข็งแรง (Strong Governance) – ใช้ AI อย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม

CardX ลงทุนสร้างความพร้อมทั้ง 3 ด้านนี้ พร้อมเปิดคอร์สสอนการใช้งาน AI และการ Prompt อย่างเหมาะสมให้พนักงาน เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจในระดับปฏิบัติได้จริง

ท้ายที่สุด คุณปราโมทย์ฝากแนวคิดสำคัญไว้ว่า AI มีคุณค่า แต่คุณค่าจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนมองเห็นมัน

องค์กรที่อยากเติบโตในยุค AI ต้องไม่เพียงแค่ติดตั้งระบบ แต่ต้องติดตั้งความเข้าใจให้กับคนในองค์กรด้วย เพราะเทคโนโลยีจะสร้าง Impact ได้ก็ต่อเมื่อคนพร้อมจะนำมันไปใช้ และเมื่อผู้นำรู้จัก Lead People Before AI เท่านั้นที่องค์กรจะสามารถสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนได้จริง

 

6) Unlocking Human Potential with Agentic AI: The Future of People & Work

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

เมื่อ AI เข้ามาในองค์กร คำถามที่ HR หลายคนกำลังหาคำตอบคือ เราจะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ 100% ได้อย่างไร ?

คุณ อภินันท์ รุดดิษฐ์ Co-founder และ MD ของ SETech ชวนคิดในอีกมุมว่า ในความเป็นจริง กว่า 57% ของเวลาของ HR หมดไปกับงานแอดมิน และพนักงานใช้เวลาถึง 40% แค่ค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งเราทุกคนคงคุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้ดี การทำงานรูทีนซ้ำ ๆ การตอบคำถามเดิม ๆ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและเสียเวลา แม้แต่การตามหาไฟล์ล่าสุดไม่เจอสักที สิ่งเหล่านี้คือตัวดูดพลังงานของคนทำงานที่แท้จริง

นี่คือจุดที่ AI เข้ามาช่วยปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ ให้กลับมาทำงานที่มีความหมายอีกครั้ง

สิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่แค่ AI ทั่วไป แต่คือ Agentic AI หรือ AI ที่ คิด วางแผน และลงมือทำงาน ได้เองตามโจทย์ที่ได้รับจากมนุษย์ มันไม่ใช่แค่ Chatbot ตอบคำถาม แต่คือเอเจนต์อัจฉริยะ ที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูล เครื่องมือ หรือระบบใด เพื่อแก้ปัญหาและส่งมอบผลลัพธ์ได้จริง Agentic AI จะทำงานแทนมนุษย์ในงานที่กินเวลาและพลัง เพื่อให้เรามีโอกาสกลับไปทำงานของมนุษย์อีกครั้ง อาทิ งานที่ต้องใช้ความคิด ความเข้าใจ และหัวใจ 

AI จึงไม่ใช่เจ้านายของเรา แต่คือผู้ช่วยคนใหม่ที่อยู่ข้างเราเสมอ

และเมื่อมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างถูกจังหวะ ผลลัพธ์ยิ่งมหาศาลกว่าเดิม เพราะจากเดิมที่ HR ต้องตอบคำถามพนักงานซ้ำ ๆ ทุกวัน Agentic AI จะเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล ตอบคำถามทันทีอย่างถูกต้อง และลดภาระงานเหล่านั้นลง ทำให้ HR มีเวลาไปดูแลคนจริง ๆ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่ทำงาน

อีกสิ่งสำคัญคือต้องวัดให้ได้ว่า AI ที่เราใช้สร้างคุณค่าได้จริงไหม คุณอภินันท์เสนอ 5 ตัวชี้วัดใหม่ของการใช้ Agentic AI ที่ไม่ได้ดูแค่ประสิทธิภาพ แต่ดูสัญญาใจระหว่างคนกับเทคโนโลยี ดังนี้

  1. Speed – ทำงานเร็วขึ้น เพื่อให้คนรู้สึกว่าระบบตอบสนองทันใจ
  2. Accuracy – ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  3. Adoption – คนเลือกใช้เพราะมันช่วยได้จริง ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง
  4. Experience – ยิ่งบริการดี ความไว้วางใจยิ่งเพิ่ม
  5. Business Impact – ตัวเลขธุรกิจดีขึ้น เพราะคนได้กลับไปทำงานที่มีคุณค่า

นั่นคือภาพขององค์กรที่ใช้ AI อย่างมีหัวใจ หาใช่แค่ใช้ให้ทันกระแส

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอยู่ภายใต้จริยธรรมและความรับผิดชอบ คุณอภินันท์เน้นย้ำว่า ข้อมูลทุกอย่างต้อง ปลอดภัย มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และผ่านการตรวจสอบก่อนส่งออก

AI จะช่วยให้โลกของการทำงานยุติธรรมขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนยังคงมีบทบาทในการกำกับดูแลมันอยู่

เมื่อมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล งานจะไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องทำ แต่จะกลับมามีความหมายอีกครั้ง

สุดท้าย คุณอภินันท์ทิ้งประโยคทรงพลังไว้ว่า เมื่อคนปลดล็อกศักยภาพด้วย AI งานจะมีความหมายมากขึ้น เราจะทำงานได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำให้มากขึ้น แต่เพื่อมีเวลาคุยกันมากขึ้นเพราะข้อมูลทำให้เสียงของทุกคนดังขึ้น ถูกได้ยิน และได้รับความยุติธรรมในองค์กร

AI จะยกงานซ้ำซากออกไป เพื่อให้มนุษย์ได้ทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุด นั่นคือการคิด สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงหัวใจกันและกัน

 

7) Reskilling HR for the AI Age

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ ปฤณ จำเริญพานิช ผู้ก่อตั้งและ CEO จาก AEIOU Solution Co.,Ltd ตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ AI มีอยู่เต็มไปหมด แต่เราควรใช้ตัวไหนดี ? – คำตอบก็คือ AI ที่เราควรมองข้าม คือ AI ที่ไม่ทำให้เกิด Productivity เพราะไม่ใช่ทุกเทคโนโลยีจะมีคุณค่ากับองค์กร และไม่ใช่ทุกการใช้ AI จะสร้างประสิทธิภาพจริง ๆ การเข้าใจว่า AI ตัวไหนเหมาะกับงานเรา

นี่คือจุดเริ่มต้นของการ Reskill HR ให้พร้อมสำหรับยุค AI อย่างแท้จริง

คุณปฤณชี้ว่า คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ AI Sleeper หรือคนที่ใช้ AI แค่แปลภาษา หรือสรุปข้อมูล ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่การใช้ AI อย่างมีศักยภาพจริง ต้องพัฒนาไปอีกหลายขั้น ได้แก่

  1. AI Player – มอง AI เป็นเพื่อนร่วมงาน ใช้หลายเครื่องมือผสมกันเพื่อทำงาน
  2. AI Integrator – รู้ว่า AI ตัวไหนเหมาะกับ Task ไหน เพราะ “ไม่มี AI ที่ดีที่สุด มีแต่ AI ที่เหมาะที่สุด”
  3. AI Transformer – ใช้ AI เพื่อวางกลยุทธ์และออกแบบแนวทางการทำงานขององค์กร
  4. AI Futurizer – อันนี้คือขั้นที่ 5 แต่มันเป็นเรื่องของอนาคตที่เรายังไม่ต้องคิดถึง ขอแค่ให้ไปถึงขั้น AI Transformer ก็เพียงพอแล้ว

การไต่ระดับเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า คนที่ใช้ AI เป็นต่างจากคนที่แค่ลองใช้อย่างสิ้นเชิง และนั่นคือเหตุผลที่คุณปฤณย้ำว่า ไม่ต้องกลัวโดน AI แทนที่ แต่จงกลัวคนที่ใช้ AI เป็น

อันที่จริง AI ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตหรือ Excel ในวันวาน มันคือเครื่องมือที่จะแย่งงานคนที่ไม่รู้จักใช้มัน ไม่ใช่เครื่องจักรที่มาทำลายอาชีพของเรา การใช้ AI บ่อยขึ้นไม่ได้ทำให้คนโง่ลง แต่กลับทำให้คนเก่งขึ้น เพราะเราต้องคิดให้ลึกกว่า AI ที่ตอบเพียงค่าเฉลี่ยของข้อมูล

หน้าที่ของมนุษย์จึงคือการใช้ AI ให้ฉลาดกว่าเดิม ผลักจากระดับ B ให้เป็น A+ ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจที่เครื่องจักรทำไม่ได้

AI ยังมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ คุณปฤณได้แนะนำเครื่องมือยอดนิยมที่คนทำงานควรรู้จัก เช่น

  1. Claude – ตัวช่วยการเขียนที่ให้ภาษาสวย เรียบหรู เหมาะกับงานเขียน
  2. Perplexity – เก่งเรื่องการรีเสิร์ชข้อมูล
  3. Gemini – ช่วยอ่านเอกสารและวิเคราะห์ได้ดี
  4. Copilot – เหมาะกับงานใน Microsoft
  5. ChatGPT – โดยเฉพาะรุ่น GPT-5 ที่มีศักยภาพระดับ Director ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือสายครีเอทีฟอย่าง Canva, Sora, Hedra, Suno และ Napkin เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างภาพ วิดีโอ และอินโฟกราฟิกได้อย่างทรงพลัง จุดสำคัญไม่ใช่การใช้ทั้งหมด แต่ต้องเลือกใช้ให้ถูกงาน โดยแยก Job ออกเป็น Task แล้วคัดว่า Task ไหนที่ควรใช้ AI ช่วย เพื่อให้เกิด Productivity สูงสุด

คุณปฤณยังให้เทคนิคง่าย ๆ สำหรับการใช้ AI อย่างชาญฉลาดในชีวิตจริงไว้ว่า

  1. ให้แยกห้องแชทคุยเรื่องเดียวต่อห้อง เพื่อไม่ให้ AI สับสนบริบท
  2. คุยให้มากก่อนสั่ง เพื่อให้เข้าใจเจตนาเรา
  3. อย่าเพิ่งรีบเชื่อคำตอบแรก เพราะ AI อาจสร้างได้ แต่คนต้องตรวจสอบ
  4. ตั้งคำถามให้ชัด เคลียร์ และครบถ้วน คือหัวใจของ Prompt ที่ดี

และยิ่งคุยลึกในหัวข้อเดิม (Deep Conversation) AI ก็จะยิ่งเรียนรู้และตอบได้ตรงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือเหตุผลที่การพูดคุยกับ AI อย่างต่อเนื่องคือการฝึกสมองมนุษย์ไปในตัว

อีกสิ่งที่คุณปฤณฝากไว้ก็คือ ยุคนี้ HR ต้องไม่ใช่แค่ใช้ แต่ต้องสร้าง AI เป็น เราควรมีทักษะในการสร้าง AI Agent หรือผู้ช่วยส่วนตัวเฉพาะด้าน ที่เข้าใจงานของเราอย่างแท้จริง นี่คือทักษะใหม่ของ HR ยุค AI ไม่ใช่เพียงคนที่ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นคนที่ออกแบบให้เทคโนโลยีทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ดีที่สุด

เพราะในวันที่เครื่องจักรเก่งขึ้น สิ่งที่จะสร้างความต่างให้คนเก่งกว่าเดิม ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำกว่า แต่คือสมองและหัวใจที่ใช้มันอย่างเข้าใจ

 

8) Empowering the Human Touch in the age of Gen AI

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ จุติพันธุ์ มงคลสุธี CEO ของ Gofive ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า คนคือหัวใจสำคัญในการเติบโตของทุกองค์กร ไม่ว่าจะมี AI เก่งแค่ไหน AI ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้นกี่เท่า ความสำเร็จยังเริ่มจากมนุษย์ที่เข้าใจมนุษย์เสมอ องค์กรต้องไม่ลืมใส่ใจในงาน HR เพื่อดูแลคนให้รู้สึกว่าการทำงานของเขามีความหมายด้วย

ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มมีคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z เข้ามาเป็นกำลังสำคัญ คนกลุ่มนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีและการเรียนรู้ออนไลน์ พวกเขามีมุมมองการทำงานต่างจากเดิม และเลือกองค์กรที่สอดคล้องกับตัวตน เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับความคิดเห็น การใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระงาน หรือการมีพื้นที่ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงจูงใจใหม่ที่ HR ต้องเข้าใจและออกแบบประสบการณ์ให้ตอบโจทย์

และ Employee Engagement คือหัวใจของการรักษาคนในองค์กร

คุณจุติพันธุ์อธิบายว่า Engagement ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจ แต่คือ Commitment และ Passion ที่ทำให้พนักงานเต็มใจทุ่มเทมากกว่าที่จำเป็น เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน เมื่อคนไม่รู้สึกผูกพันกับงานหรือองค์กร สัญญาณเตือนจะเริ่มชัดจากความเฉื่อย ความไม่รับผิดชอบ ไปจนถึงการลาออก ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นต้นทุนที่องค์กรต้องจ่ายแพงที่สุด

การวัด Engagement จึงไม่ควรเกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง แต่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่อาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้ HR และผู้นำเห็นความรู้สึกของคนในองค์กรได้เร็วขึ้น และลงมือปรับเปลี่ยนได้ทันก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย ไม่ว่าจะผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม การสังเกตพฤติกรรมในแต่ละวัน หรือแม้แต่สัญญาณเล็ก ๆ ที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าของพนักงาน

เทคโนโลยีที่ดีควรทำให้มนุษย์เข้าใจกันได้ดีขึ้น ไม่ใช่ผลักให้เราห่างออกไป

สุดท้าย เขาแนะนำวิธีสร้าง Engagement ให้สนุกและจับต้องได้ด้วย Gamification การออกแบบประสบการณ์ทำงานให้เหมือนเกม เช่น การเก็บแต้ม ปลดล็อกภารกิจ หรือรับรางวัลเมื่อบรรลุเป้าหมาย วิธีนี้ทำให้พนักงานรู้สึกสนุกกับการทำงาน และยังสร้างแรงจูงใจให้อยากมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แล้วองค์กรก็จะเติบโตไปพร้อมกัน

เพราะสุดท้าย ไม่ว่า AI จะล้ำแค่ไหน ความอบอุ่นของหัวใจมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้แก่องค์กรได้เสมอ

 

9) Generation AI: Chaos or Collaboration

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ พงศธร ธนบดีภัทร CEO ของ XPONENTIAL ENTERPRISE และ President จาก eddu Group เล่าว่า เส้นทางการบริหารธุรกิจนั้นแบ่งได้ตั้งแต่การทำงานคนเดียว การเริ่มร่วมมือกับเพื่อนหรือครอบครัว ไปจนถึงการเป็นองค์กรมืออาชีพเต็มตัว และขั้นนำมืออาชีพจากภายนอกมาบริหารให้ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของความเป็นองค์กรที่เติบโตจริง

แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่รู้ว่าอยู่ขั้นไหน แต่เป็นจะพัฒนาอย่างไรให้ข้ามขั้นได้ ถือเป็นความท้าทายของผู้นำในยุค AI อย่างแท้จริง

จากประสบการณ์เขาที่ได้ศึกษาด้านการบริหารที่ Harvard สิ่งที่ได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ศาสตร์ทางธุรกิจ แต่คือศาสตร์การเข้าใจคน โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาและแรงจูงใจ เขาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ต่อให้บริษัทหนึ่งจะมีกฎหมายแรงงานและระบบเอกสารที่รัดกุมเพียงใด หากในองค์กรเต็มไปด้วยพนักงานที่ไม่อยากร่วมมือ ย่อมสู้บริษัทที่คนทำงานด้วยหัวใจเดียวกันไม่ได้

สิ่งนี้พิสูจน์ว่า การบริหารคนอาจสำคัญกว่ากฎหมายที่เขียนไว้อย่างสมบูรณ์เสียอีก

ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในสเตจไหน ล้วนต้องยึดสามเหลี่ยมหลักของการเติบโตไว้ให้มั่น ประกอบด้วย

  1.  Resources (ทรัพยากร)
  2.  Processes (กระบวนการ)
  3.  Profit Formula (สูตรในการทำกำไร)

ในความเป็นจริง ข้อ 2 และ 3 มักไม่เปลี่ยนบ่อย แต่ทรัพยากรหรือคนนี่แหละที่เปลี่ยนตลอดเวลา การขยายธุรกิจจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนพนักงานอย่างเดียว เพราะการเพิ่มคนไม่ได้หมายถึงการเพิ่มรายรับเสมอไป แต่หมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น การบริหารที่แท้จริงคือการทำให้สามเหลี่ยมนี้ขยายอย่างสมดุลทุกด้านพร้อมกัน ไม่เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

จากมุมมองของคุณพงศธร โลกของการบริหารคนกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่เขาเรียกว่า HR 6.0 ยุคของ Mix Workforce ที่คนและ AI ต้องทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ต่างคนต่างใช้ เขาชี้ว่าตอนนี้ทุกองค์กรมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้นคือ

  1. สนับสนุนให้พนักงานใช้ AI อย่างจริงจัง
  2. หรือปล่อยให้พนักงานเรียนรู้เองแบบไร้ทิศทาง

ซึ่งอย่างหลังจะทำให้ AI ในองค์กรไม่ถูกเชื่อมโยงกัน หรือไม่เกิด Centralized AI System และ ผู้ที่ต้องรับบทเป็นผู้นำการรวมศูนย์ AI ไม่ใช่ฝ่ายเทคโนโลยี แต่คือ HR

นอกจากบทบาทด้านเทคโนโลยีแล้ว คุณพงศธรยังย้ำว่า HR ต้องยกระดับบทบาทของตัวเองจากฝ่ายสนับสนุนไปสู่การเป็น Strategic Enabler ผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์สำคัญขององค์กร HR ต้องเป็นคนถีบในเชิงบวก กล่าวคือ ถีบคนให้เก่งขึ้น และถีบผู้นำให้ตื่นตัว เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าโลกของการทำงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อ HR กล้าขยับก่อน และกล้าที่จะเป็นแรงผลักให้ทั้งองค์กรก้าวไปข้างหน้า

เพื่อให้องค์กรยุค AI ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง คุณพงศธรเสนอโมเดลการทำงานใหม่ที่ประกอบด้วย 3 สติปัญญาหลัก (The New Intelligence Triangle)

  1. Human Intelligence – คนที่ฉลาดในการใช้ AI และเข้าใจบทบาทของตัวเอง
  2. Machine Intelligence – ระบบที่มีประสิทธิภาพซึ่งเกิดจากการทำ Digital Transformation อย่างแท้จริง
  3. Collective Intelligence – พลังของการร่วมมือจากภายนอก เช่น Outsource, Freelance และ Partner ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เมื่อทั้ง 3 ด้านนี้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมดุล จะเกิดองค์กรที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และฉลาดขึ้นจากการร่วมมือระหว่างคนกับเทคโนโลยี

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารองค์กรไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีแต่อย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นมนุษย์ได้อย่างลงตัว

 

10) Well-Being in the Age of No Balance

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR Hero Summit 2025: Future by AI, Shaped by People

คุณ ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Chief Business Resources ของ Siam Piwat ผู้เคยขึ้นเวที HR Hero Summit 2024 เพื่อบรรยายเรื่อง HR Next Move with Al to Win Workforce Development คราวนี้เขาเปลี่ยนหัวข้อมาเพื่อบรรยายว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่ม Productivity ได้มหาศาล แต่หากพนักงานไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และแรงจูงใจ ผลลัพธ์ของ AI ก็ไม่อาจขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างแท้จริง

เพราะสุดท้าย คนคือตัวแปรสำคัญที่สุดของความสำเร็จ

ในฐานะองค์กรธุรกิจบริการ Siam Piwat ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักเมื่อ AI เข้ามาในกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะพนักงานในศูนย์การค้า ที่ต้องปรับตัวกับเครื่องมือใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่ากว่า 70% ของพนักงานใช้ AI แล้ว ส่วนใหญ่ใช้เพื่อแปลภาษา หรือเขียนเอกสารในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่เลว แต่ในขณะเดียวกันยังมี 7% ที่ไม่เคยใช้เลย

เพื่อรับมือกับช่องว่างนี้ Siam Piwat จึงตั้งทีม AI Champion ทำงานร่วมกับฝ่าย IT และผู้บริหารเพื่อพัฒนา AI Center of Excellence ที่สร้าง Use Case ให้ทุกสายงานใช้ AI ได้จริงในระดับองค์กร ไม่ปล่อยให้มีคนที่ไม่รู้จัก แล้วใช้งานไม่เป็น ตามโลกไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าคนจะรู้สึกสมดุลมากขึ้น พนักงานหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อใช้ AI แล้ว จะตกงานไหม ? HR จึงต้องออกแบบงานใหม่ ปรับ Career Path ให้เหมาะกับยุคดิจิทัล และช่วยพนักงานมองเห็นโอกาสในการเติบโต ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลง เหนือสิ่งอื่นใด HR ต้องไม่ลืมหัวใจของการดูแลคน เพราะการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ต้องใช้พลังงานมหาศาล และคนไม่อาจสร้างนวัตกรรมได้ หากสุขภาพและจิตใจไม่พร้อม

Siam Piwat จึงวาง Well-Being Framework ภายใต้แนวคิด เก่ง ดี มี สุข ดังนี้

  • เก่ง — พัฒนาทักษะ เติบโตในอาชีพ
  • ดี — ทำงานในวัฒนธรรมที่ดี ไม่ Toxic
  • มี — มีความมั่นคงทางการเงิน ดูแลครอบครัวได้
  • สุข — สุขกาย สุขใจ มีพลังในการใช้ชีวิต

องค์กรใช้กรอบนี้วิเคราะห์พนักงานแต่ละช่วงวัย เพื่อดูว่าแต่ละกลุ่มมี Pain Point อะไร และควรได้รับการสนับสนุนแบบไหน พร้อมติดตามข้อมูลสุขภาพ เช่น สถิติการเข้าโรงพยาบาล และสัญญาณความเครียดของพนักงาน เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญจริง ๆ ซึ่งคุณณัฐวุฒิเล่าว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่พนักงานเผชิญมากที่สุดคือความเครียด ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี แรงกดดันจาก KPI และความคาดหวังในการสร้างนวัตกรรมใหม่ เป็นต้น

Siam Piwat จึงนำ AI มาช่วยวิเคราะห์เส้นทางอาชีพและให้คำแนะนำด้านพัฒนา แต่ก็ยังเปิดพื้นที่แห่งความสุขเล็ก ๆ เช่น ซุ้มดูดวง (ที่ได้รับความนิยมอย่างไม่คาดคิด), เวิร์กช็อปงานคราฟต์ของขวัญวันแม่, และโซน Community ที่ให้พนักงานมาสร้างสัมพันธ์ข้ามแผนก

องค์กรยังส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียม (Diversity & Inclusion) ทั้งด้านเพศ วัย และผู้พิการ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัยในการเติบโต

แต่ในขณะที่ HR ทุ่มเทดูแลพนักงาน คำถามสำคัญก็คือ แล้วใครล่ะดูแล HR ?

HR เองเหนื่อยไม่แพ้ใคร ทั้งปัญหาเรื่องระบบ การร้องเรียน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และแรงกดดันจากทุกทิศทาง เขาเองยอมรับว่าแม้จะเป็นผู้บริหาร แต่ก็เคยต้องเข้ารับการรักษาทางจิตใจ เพราะความเครียดสะสมจากการดูแลทุกคนจนลืมดูแลตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฝากข้อคิด 5 ข้อถึง HR ทุกคนว่าเป็นสิ่งที่ต้องมี เพื่อรับมือกับการทำงาน และรับมือกับสุขภาพกายใจที่สั่นคลอน

  • จงเป็น Strategic HR — เลือกทำในสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ตรงตามกลยุทธ์ที่เหมาะสม อย่าลืมว่าเราทำทุกเรื่องไม่ได้
  • มีสติ (Mindfulness) — อย่าร้อนรน ให้เวลาตัวเองได้คิด
  • อย่าลืมดูแลตัวเอง (Self-care) — อย่าดูแลคนอื่นจนลืมใจตัวเอง
  • มี Growth Mindset — เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้จากมัน
  • Focus & Prioritise — เลือกสิ่งสำคัญ ปล่อยบางอย่างที่ไม่จำเป็นได้บ้าง

AI จะพาองค์กรเดินหน้าได้จริง ก็ต่อเมื่อคนในองค์กรไม่หลงทางไปก่อน และหาก HR คงสติไว้ได้ คือสิ่งเดียวที่ช่วยให้ทั้งคนและองค์กร เดินต่อไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

CTA in Content Website 1600 x 500

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้