
โลกการทำงานกำลังเผชิญพายุลูกใหญ่จากความไม่แน่นอนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจที่ผันผวน หรือความคาดหวังของคนทำงานที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป องค์กรที่ต้องการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ไม่เพียงต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถเติบโตท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในมิติของการบริหารคน ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของอนาคตธุรกิจ
Future Trends Ahead Summit 2026 คืองานสัมมนาที่รวบรวมเทรนด์โลกและกลยุทธ์สำคัญ เพื่อช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมก้าวข้ามความไม่แน่นอนในปีข้างหน้า อีกทั้งยังถือเป็นงาน Summit แรกหลังการเลือกตั้งปี 2026 ที่มุ่งถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างรอบด้าน
และหากใครพลาดงานนี้ไป HR ได้สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นด้านการบริหารคน มาให้ติดตามกันแล้วในบทความนี้
Contents
1. Opening Remarks: Future Trends Ahead Summit 2026 & Overture 2026: Thriving Beyond the Storm
“ประเทศไทยกำลังถูกมองว่าเป็น Sick Man of Asia”
คุณ ธนโชติ วิสุทธิสมาน CEO จาก Like Me Co., Ltd. (Future Trends) กล่าวเปิดงานบนเวทีวันนี้ด้วยจากนำประเด็นใหญ่ที่ Financial Times ประเมินประเทศไทยที่กำลังเจอเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอ การบริโภคในประเทศที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูง โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไม่อยากมีลูก ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และตลาดทุนไทยที่รั้งท้ายในระดับโลก สัญญาณเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่าธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
และประเทศไทยไม่ได้แค่ป่วย แต่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำจากทุกทิศทาง ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสภาพอากาศ ไปจนถึงการมาถึงของ AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว ภาพรวมทั้งหมดทำให้ธุรกิจและคนทำงานต่างเผชิญคลื่นลมซัดสาดอย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่มีช่วงเวลาพักหายใจ และเวลาของการปรับตัวกำลังเหลือน้อยลงทุกที
แต่ท่ามกลางความเปราะบางนี้เอง Future Trends มองว่า ทุกวิกฤตซ่อนโอกาสอยู่เสมอ ประวัติศาสตร์โลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกครั้งที่เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ จะมีผู้เล่นหน้าใหม่และแนวคิดใหม่ถือกำเนิดขึ้น ผู้ที่มองเห็นสัญญาณก่อน เข้าใจบริบทก่อน และเตรียมตัวก่อน ย่อมได้เปรียบในการฟื้นตัวและกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นี่คือเหตุผลที่ Future Trends ต้องการทำให้สิ่งที่ดูเหมือนคาดเดาไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ ผ่านการถอดรหัส Mega Trends และ Business Trends เพื่อนำไปสู่การเตรียมกลยุทธ์เชิงรุก (Strategic Preparation)

แนวคิดดังกล่าวถูกขยายความต่อโดยคุณ ณัฐกร เวียงอินทร์ Head of Content & Branding ของ Future Trends และ aomMONEY (The Money Trends) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การเติบโตในอนาคตไม่ควรถูกวัดด้วยตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตเชิงปริมาณอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางในระยะยาว สิ่งที่องค์กรควรมองหา คือการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางพายุ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม คนทำงาน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม
คุณณัฐกรอธิบายว่า 2 ปีที่ก่อน Future Trends จัดทำหนังสือเพื่อคาดการณ์เทรนด์ทั้ง 2 เล่มที่ล้วนทำหน้าที่สำรวจอนาคตในมิติต่าง ๆ ขณะที่หนังสือของปีนี้โฟกัสชัดเจนที่การมองหาโอกาสภายใต้ความไม่แน่นอน จากปัจจัยเสี่ยงรอบโลก ตั้งแต่การเลือกตั้งทั้งในไทยและสหรัฐฯ นโยบายเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร ไปจนถึงภัยธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก
และด้วยความร่วมมือกับ 16 พันธมิตรในการทำหนังสือ นำไปสู่การสกัดออกมาเป็น 12 เทรนด์สำคัญ ซึ่งถูกนำมาขยายความบนเวทีวันนี้ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการชวนทุกคนเติบโตทางความคิด เพื่อปลดล็อกการเติบโตทางธุรกิจอย่างแท้จริง แม้ต้องเดินฝ่าพายุที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม
2. The CEO Algorithm: Health, Decisions, and Leadership 2026

“Health is the Foundation”
นพ.ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ V Precision Clinic อธิบายว่า สุขภาพคือรากฐานของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการทำงาน การตัดสินใจ หรือความยั่งยืนในระยะยาว
แต่ด้วยความท้าทาย อุปสรรค และความเปลี่ยนแปลงมากมาย เป็นผลให้คนทำงานยุคใหม่ทำงานหนักขึ้นแต่กลับดูแลร่างกายน้อยลง ส่งผลให้การเจ็บป่วยเรื้อรังกลายเป็นต้นทุนแฝงของทั้งชีวิตและองค์กร
จากข้อค้นพบของเขา หนึ่งในเทรนด์สุขภาพที่มาแรงที่สุดของปี 2026 คือแนวคิดเรื่อง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กลุ่มประชากรขนาดใหญ่คือคนอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือ Silver Age ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานมากกว่าการมีอายุยืนเพียงตัวเลข แนวคิดนี้ทำให้การดูแลสุขภาพไม่จำกัดอยู่แค่การรักษาโรคหรือการเตรียมตัวเข้าสู่บ้านผู้สูงอายุ แต่เป็นการออกแบบชีวิตให้แข็งแรงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย และทุกบริบทของการทำงาน
หัวใจสำคัญของ Longevity คือการเปลี่ยนมุมมองจากอายุจริง ไปสู่อายุทางชีวภาพ (Biological Age) เพราะตัวเลขบนบัตรประชาชนไม่สามารถสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงได้อีกต่อไป วิทยาศาสตร์และสรีรวิทยาเข้ามามีบทบาทในการประเมินความเสี่ยงในอนาคต โดยข้อมูลชี้ว่า ทุก ๆ 1 ปีที่อายุชีวภาพเพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตถึง 9% และสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ภาวะถดถอยของสมรรถภาพร่างกาย และโรคอัลไซเมอร์ เป้าหมายของการดูแลสุขภาพยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ชะลอความแก่ แต่เพื่อทำให้อายุชีวภาพถอยหลังลงให้ได้มากที่สุด
อีกประเด็นที่ถูกเน้นอย่างมากคือเรื่องการนอน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง การนอนเพียง 6 ชั่วโมงต่อวันส่งผลเสียต่อร่างกายไม่ต่างจากการอดนอนทั้งคืน และการอดนอนสะสมจะก่อให้เกิดภาวะ Sleep Debt หรือการกู้เวลาจากสุขภาพในอนาคตมาใช้ก่อน แต่เรากลับมองข้ามปัญหาที่น่ากังวลไปนั่นคือ มนุษย์มักประเมินความเหนื่อยล้าของตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ
นอกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลต่อระดับฮอร์โมน Cortisol ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจ แม้ผู้หญิงจะไม่พบว่าความเครียดนำมาสู่พฤติกรรมการตัดสินใจเสี่ยง ๆ เมื่อเทียบกับผู้ชาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิด
จากทั้งหมดทั้งมวล เทรนด์สุขภาพแห่งอนาคตกำลังมุ่งไปสู่การดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) การใช้ข้อมูลสุขภาพของตัวเองเป็นศูนย์กลาง และการมีเครื่องมือวัดสุขภาพที่เข้าถึงได้มากขึ้น ขณะที่แนวทางพื้นฐานที่ทุกคนควรเริ่มต้นทันที คือการแก้ปัญหาการนอน การฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง และการทำสมาธิเพื่อลดความเครียด
สุดท้ายแล้ว ความมั่งคั่งที่แท้จริงในปี 2026 ไม่ได้วัดจากทรัพย์สินหรือรายได้ แต่วัดจากความยั่งยืนของชีวิตและศักยภาพของร่างกายในการพาเราไปต่อได้ในระยะยาว
3. AI Trends: Vision 2026 for the Intelligent Future

คุณ เรืองโรจน์ พูนผล หรือคุณ กระทิง ประธานกลุ่มบริษัท KBTG ชวนผู้ฟังมองภาพอนาคตของ AI ผ่านเลนส์ที่ไกลกว่าคำว่าเทคโนโลยีไปแล้ว โดยอ้างอิง Insight จากเวที World Economic Forum ว่า โลกได้ผ่านจุดหักศอกแรกของยุค AI มาแล้ว แม้ระยะถัดไปจะเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจดูเหมือนทำให้ AI ชะลอความสำคัญลง แต่แท้จริงแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่องค์กรควรให้ความสนใจกับ AI มากที่สุด เพราะจุดหักศอกครั้งใหญ่ถัดไปกำลังรออยู่ในปี 2030 เมื่อ Quantum Computing เข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างถาวร องค์กรที่ยังเพิกเฉยอาจต้องเผชิญต้นทุนมหาศาลในภายหลัง
AI ไม่ใช่แค่การตัดสินใจด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่กระทบทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ทรัพยากร พลังงาน ไปจนถึงอำนาจการแข่งขันของประเทศ หากประเทศใดหรือองค์กรใดเสียเอกราชด้าน AI สุดท้ายจะเหลือสถานะเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากผู้อื่น ขณะที่หลายคนเชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center จะสร้างงานจำนวนมาก ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะการจ้างงานโดยตรงมีจำกัด แต่กลับใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่จากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ในเชิงองค์กร ปี 2026 คือปีที่การทดลองต้องจบลงและผลลัพธ์ต้องเริ่มชัดเจน ข้อมูลสะท้อนว่า 74% ของ IT Leader ระบุว่าต้นทุนของ AI ในปัจจุบันเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าที่ได้รับ โดยองค์กรโดยเฉลี่ยใช้ AI อย่างน้อย 3.1 โมเดล และกว่า 1 ใน 3 ขององค์กรที่ใช้ซอฟต์แวร์จำนวนมาก เริ่มใช้ AI เขียนโค้ด ซึ่งกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ปีนี้จึงเป็นปีที่ต้องวัด ROI อย่างจริงจัง จากเดิมที่ปีก่อนเป็นเพียงช่วงทดลอง และมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ขององค์กรเท่านั้นที่สามารถสเกล AI แล้วเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
บทบาทของ CIO และ CTO จึงถูกยกระดับขึ้นอย่างมาก พวกเขากลายเป็นฮีโร่ที่แบกรับแรงกดดันมหาศาลในการสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจจาก AI พร้อมกับต้องบริหารความเสี่ยงที่ตามมา โดยเฉพาะเมื่อ Agentic AI เริ่มเข้ามาอยู่ใน Core Operation ขององค์กร แนวคิดเรื่อง AI Value Management จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของปีนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างประสิทธิภาพ แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่อาจกระทบลูกค้า ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องมี Empathy ต่อทีมเทคโนโลยีที่ต้องรับภาระทั้งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกัน
แม้ AI จะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณกระทิงย้ำชัดว่า Human Lead AI ยังเป็นหลักการที่จำเป็นอย่างยิ่ง
“อย่างน้อยในระยะใกล้นี้ มนุษย์ยังต้องกำกับดูแล AI เพราะคำถามง่าย ๆ คือ เราจะไว้ใจให้ AI สอนลูกเรา ? หรือควบคุมระบบนิวเคลียร์แทนมนุษย์ไหม ? คำตอบย่อมชัดเจนว่าไม่”
นี่คือเหตุผลที่ Trust และ Governance จะกลายเป็นแกนกลางของการพัฒนา AI เพราะ Large Language Model จะไม่มีวันสำเร็จได้ หากขาด Large Human Model ที่มีวิจารณญาณและจริยธรรมกำกับอยู่เบื้องหลัง
สุดท้าย โลกธุรกิจได้ก้าวข้ามยุค Digital Business ไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุค AI Business, Agentic Enterprise และในปี 2030 จะพัฒนาไปสู่ Autonomous Business รับเทรนด์ใหม่อย่าง World Model ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำให้ AI เข้าใจโลกจริงและปฏิสัมพันธ์กับโลกได้อย่างลึกซึ้ง มันอาจกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่มาแทน LLM ในอนาคต
หากมนุษย์ไม่ใส่ใจเรื่องการกำกับดูแล โลกอาจเผชิญความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น ท่ามกลางความหวังที่ AI มอบให้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการไม่หลงคิดว่า Hope is a strategy
“เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเราไม่ใช่แค่ใช้ AI ให้เก่ง แต่เราต้องเป็น Master of AI เพื่อคงความเป็น Master of Humanity เอาไว้ให้ได้”
4. Leadership Trends for Tomorrow: Leading in the Age of AI

ดร.สุทธิโสพรณ ช่วยวงศ์ญาติ Partner จาก Slingshot Group นำอินไซต์จากการทำงานใกล้ชิดกับผู้นำไทยกว่า 200 คน มาอธิบายภาพรวมความท้าทายของภาวะผู้นำในยุค AI ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ผู้นำวันนี้ไม่ได้กังวลเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากตลาด คน และโครงสร้างองค์กรที่ต้องปรับตัวพร้อมกัน
จากการสำรวจ พบว่า 4 ประเด็นหลักที่ผู้นำไทยให้ความสำคัญสูงสุด ได้แก่
- การแข่งขันในตลาด (65.5%) ซึ่งเป็นแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งคู่แข่ง ลูกค้า และความไม่แน่นอนที่อาจกระทบธุรกิจได้ตลอดเวลา
- วัฒนธรรมและการบริหารจัดการ (63.6%) เพราะผู้นำไม่สามารถมองแต่โลกภายนอกได้ หากไม่จัดการข้างในองค์กรให้แข็งแรง โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อใจต่อผู้นำ
- คนและกำลังแรงงาน (61.1%) ซึ่งในปีนี้ ผู้นำให้ความสำคัญกับแรงบันดาลใจและพลังในการทำงาน มากกว่า Skillset
- การปรับใช้เทคโนโลยี (61.1%) โดยเฉพาะ AI อย่างไรก็ตาม ผู้นำจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า องค์กรและพนักงานยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างแท้จริง
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI ภาวะผู้นำจึงต้องเปลี่ยนไป โดยองค์กรให้ความสำคัญกับทักษะการนำคน 5 ด้านหลัก
- Lead with Strategic Foresight ผู้นำต้องมองเห็นโอกาสและความเสี่ยงล่วงหน้า การเข้าใจเทรนด์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถจับสัญญาณก่อนที่เทรนด์จะเกิด เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์และชนะในเกมการแข่งขัน
- Make Culture the Operating System of the AI Era วัฒนธรรมองค์กรต้องถูกฝังอยู่ในระบบปฏิบัติการขององค์กร ไม่ใช่แค่การประกาศใช้งาน AI แต่ต้องรู้ว่า AI เก่งเรื่องอะไร และมนุษย์ควรโฟกัสเรื่องใด
- Orchestrate Human x AI Leadership ผู้นำต้องทำให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ทิ้งจุดแข็งของกันและกัน โดยเฉพาะจุดแข็งของมนุษย์ หากผู้นำสามารถเชื่อมพลังของสองสิ่งนี้ได้ องค์กรจะสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน
- Anchor Decisions in Strategic Judgement & Critical Thinking ในวันที่ AI ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ผู้นำยิ่งต้องกระตุ้นให้คนคิด ตั้งคำถาม และกล้าท้าทายคำตอบของ AI เพราะ AI ไม่ติดคุก แต่ผู้นำที่ตัดสินใจผิด โดยเฉพาะในพื้นที่สีเทา อาจต้องรับผลลัพธ์ทางกฎหมาย
- Lead with Empathy ผู้นำต้องสร้าง Psychological Safety ให้คนรู้สึกปลอดภัย กล้าคิด กล้าพูด และกล้าลองสิ่งใหม่
“ในประเด็นสุดท้ายนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้เด็ก หรือคนรุ่นใหม่เท่านั้นที่รู้สึกปลอดภัย แต่รวมถึงพนักงานที่อยู่ในวัยเกษียณด้วย เพราะพวกเขาเองก็ยังมีคุณค่า พร้อมเรียนรู้ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับองค์กรและประเทศได้เช่นกันค่ะ” ดร.สุทธิโสพรณ ทิ้งท้าย
5. Co-Piloting the Future, Unlocking Potential Through Learning

คุณ โอชวิน จิรโสตติกุล CEO และ Founder ของ FutureSkill เริ่มต้นด้วยการสะท้อนความรู้สึกร่วมของคนทำงานไทยในยุคที่ปัจจัยภายนอกรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอาชีพ หลายคนแม้กระท้่งคนที่พัฒนาตัวเองตลอด เริ่มตั้งคำถามว่า เราจะไปยืนอยู่ตรงไหน ? และ มีอะไรที่เราทำได้ แต่ AI ทำไม่ได้อีกบ้าง ?
“ความกลัวไม่ใช่เรื่องแปลกครับ แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดการเติบโตของตัวเอง แม้เราจะควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้เสมอคือ การอัปเดตตัวเองให้เป็นเวอร์ชันใหม่อยู่ตลอดเวลา”
มีข้อมูลสะท้อนว่า 1 ใน 3 ของทักษะที่จำเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้ล้าสมัยไปแล้ว ซึ่งถือเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและเยอะมาก นี่จึงทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่สุดของคนทำงานยุค AI
สำหรับทักษะแห่งอนาคต คุณโอชวินเสนอ 3 Core Skills สำคัญดังนี้
- Advanced Thinking Skills หรือทักษะการคิดขั้นสูง ที่ผสานการวิเคราะห์เชิงลึกกับความคิดสร้างสรรค์ (Analytical Creativity) การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ คิดเชิงระบบ ทำงานเป็นทีม เรียนรู้ตลอดชีวิต และมี Resilience เพื่อรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
- Build and Use Technology & Digital Skills ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่คนสายเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ด้วย AI ตั้งแต่การทดลองเขียนโค้ดไปจนถึงการพัฒนาไอเดียใหม่ ๆ
- Connect and Inspire ทักษะการเชื่อมโยงผู้คน การเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ และการบริหารคนให้ดึงศักยภาพออกมาได้สูงสุด
เมื่อหลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มพัฒนาตัวเองจากจุดไหน คุณโอชวินแนะนำให้กลับไปตั้งคำถามพื้นฐานกับตัวเองก่อนว่า เป้าหมายของเราคืออะไร ? Passion คืออะไร ? อาชีพและเทรนด์ใดที่เราสนใจ ? แล้วค่อย ๆ ลงมือทำทีละก้าว
เพราะเทคโนโลยีจะเปลี่ยนอาชีพของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่แค่ทักษะ แต่เรายังต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ จากที่เคยถามว่า AI จะมาแทนเราไหม ? ต้องถามว่า เราจะใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพของเราได้ 10 เท่าอย่างไร ?
ในยุค AI บทบาทของมนุษย์กำลังเปลี่ยนจาก Solo Player ไปสู่ Conductor หรือ Editor คุณโอชวินยกตัวอย่างแนวคิดการทำงานใหม่ เช่น Sandwich Workflow ที่มนุษย์ทำงานก่อน ให้ AI ตรวจสอบ และมนุษย์ตรวจทานอีกครั้ง การเปลี่ยนจาก Creator เป็น Editor-in-Chief ที่กำกับงานของตัวเอง รวมถึงการทำงานกับ Hybrid Team ที่มีทั้งคนจริงและทีมที่มองไม่เห็นอย่าง AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการทำงานได้
สุดท้าย การลองแล้วพลาดไม่ผิด แต่การไม่ก้าวไปไหนและไม่ยอมปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวันต่างหาก เป็นความเสี่ยงที่ทำให้เราติดอยู่ในโลกเดิม แล้วปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ไม่ทัน
6.Business Trends Through the Lens of Thailand’s Leaders

ดร.วาสนา อินทะแสง ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ BioActive และคุณ จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง มากุโระ กรุ๊ป มาร่วมสะท้อนภาพการทำธุรกิจไทยผ่านมุมมองของ 2 ผู้นำจากต่างอุตสาหกรรม
ทั้งคู่ต่างเห็นตรงกันว่า โลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องราคา แต่แข่งกันด้วยคุณค่า ประสบการณ์ และความสามารถในการปรับตัวให้เร็วพอ
ดร.วาสนา เล่าจุดเปลี่ยนสำคัญจากประสบการณ์ในธุรกิจโรงงาน เคยอยู่ในเกมต้นทุนต่ำ ราคาไม่แพง เพื่อให้ขายได้และมีกำไร ซึ่งมักนำไปสู่การลดสเปกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้เธอเลือกปฏิวัติแนวคิดใหม่ด้วยการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง และยอมให้ลูกค้าจ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับสิ่งที่ดีกว่า โดยหัวใจสำคัญคือการสื่อสารอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น แม้ต้องเผชิญการแข่งขันใน Red Ocean สูงก็ตาม
ฝั่งธุรกิจอาหาร คุณจักรกฤติอธิบายว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ธุรกิจ F&B ยังไม่แตก Segment ลึกเหมือนวันนี้ แต่ปัจจุบันตลาดขยายและแยกย่อยอย่างรวดเร็ว มากุโระ จึงเลือกโฟกัสกลุ่ม Premium Mass ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณภาพอาหารเป็นอันดับแรก ราคาเป็นเรื่องรอง หากวัตถุดิบดี รสชาติประณีต และประสบการณ์ตอบโจทย์ กลุ่มนี้พร้อมจ่าย
ดังนั้นเทรนด์สำคัญในปี 2026 ที่เขามองเห็นก็คือ อาหารจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการกินเร็ว กินง่าย ไปจนถึงการกินเพื่อประสบการณ์ ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คนให้ได้มากขึ้นด้วย
ทั้งสองธุรกิจเห็นตรงกันว่าประเด็นเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ผู้บริโภคตั้งคำถามกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบ Supply Chain มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมไหม ไปจนถึงพลาสติกที่ใช้แล้วจัดการอย่างไร ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกลายเป็นตัวเร่งประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหาร ตั้งแต่ความเร็วในการสั่ง การรออาหาร ไปจนถึงการชำระเงิน ทุกอย่างต้องลื่นไหล โดยเทคโนโลยีต้องช่วย ไม่ใช่กดดันผู้บริโภคเกินไป
ในมิติของ AI ทั้งสององค์กรใช้ในแบบที่แตกต่างตามบริบทธุรกิจ BioActive ใช้ AI อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การทำ AEO หรือ AI SEO ไปจนถึงการใช้ AI สร้างคอนเทนต์รูปแบบต่าง ๆ นำโดยวิดีโอที่ประหยัดต้นทุนและทำได้รวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก หากตั้ง Prompt ดี เข้าใจสินค้า เข้าใจลูกค้า AI จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ให้ทางเลือกหลากหลาย และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล
ขณะที่มากุโระใช้ AI อย่างระมัดระวังและเน้นผลลัพธ์จริง โดยเฉพาะงานหลังบ้าน เช่น การรีเสิร์ชเทรนด์อาหารต่างประเทศ วิเคราะห์ Social Voice และหา Way to Win ทางธุรกิจ ช่วยให้งานที่เคยใช้เวลาหลายวัน สามารถย่อเหลือเพียงวันเดียว
AI และเทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจโตได้จริง หากใช้เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดความสูญเปล่า และรักษาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้จนสูญเสียตัวตน และคุณค่าของแบรนด์



