<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>HR Lifestyle &#8211; HREX.asia</title>
	<atom:link href="https://th.hrnote.asia/category/hr-lifestyle/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<description>HREX สนับสนุนการเติบโตขององค์กรโดย HR</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Oct 2025 15:32:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://th.hrnote.asia/storage/2023/01/favicon-96x96-1.png</url>
	<title>HR Lifestyle &#8211; HREX.asia</title>
	<link>https://th.hrnote.asia</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/how-to-choose-watches-for-hr-251011/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/how-to-choose-watches-for-hr-251011/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Oct 2025 15:32:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[นาฬิกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=47193</guid>

					<description><![CDATA[นาฬิกาคือเครื่องบอกเวลาสำหรับคนทำงานออฟฟิศ เหตุผลหลักที่เราใส่นาฬิกาก็เพื่อดูเวลา ดูว่าเรากำลังจะไปทำงานสายไหม ใกล้ถึงช่วงประชุมแล้วหรือยัง เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่านาฬิกาข้อมือยังเป็นเครื่องประดับที่สื่อสารความเป็นมืออาชีพ สไตล์ส่วนตัว และทัศนคติในการทำงานของผู้สวมใส่ได้ดีอีกด้วย สำหรับคนทำงาน HR เอง หลายคนอาจบอกว่าไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องการเลือกนาฬิกา แต่จากข้อค้นพบของ HREX หาก HR เลือกนาฬิกาที่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย HREX จึงขอถือโอกาสนี้พา HR ทุกท่าน ตั้งแต่ HR ฝ่ายปฏิบัติการมือใหม่ไฟแรง, HR Manager ไปจนถึง HR Leader ผู้นำองค์กรระดับสูง ไปสำรวจแนวทางการเลือกนาฬิกาสำหรับคนทำงานในแต่ละบทบาท ว่าควรเลือกนาฬิกาแบบไหนจึงจะเหมาะสมการทำงาน ติดตามในบทความนี้ได้เลย นาฬิกาสำคัญอย่างไรกับ HR นาฬิกาข้อมือถือเป็นเครื่องประดับที่มีผลต่อชีวิตการทำงานของชาว HR หลากหลายด้าน เราสามารถแจกแจงความสำคัญของนาฬิกาที่มีต่อคนทำงาน HR ได้ดังนี้ นาฬิกาสร้างภาพลักษณ์มืออาชีพ HR สำหรับ HR ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง การแต่งกายและการเลือกเครื่องประดับล้วนสื่อสารถึงความเป็นมืออาชีพ นาฬิกาข้อมือดี ๆ สักเรือนเปรียบเสมือนคำยืนยันถึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47195" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร 6" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222031.773-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาคือเครื่องบอกเวลาสำหรับคนทำงานออฟฟิศ เหตุผลหลักที่เราใส่นาฬิกาก็เพื่อดูเวลา ดูว่าเรากำลังจะไปทำงานสายไหม ใกล้ถึงช่วงประชุมแล้วหรือยัง เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่านาฬิกาข้อมือยังเป็นเครื่องประดับที่สื่อสารความเป็นมืออาชีพ สไตล์ส่วนตัว และทัศนคติในการทำงานของผู้สวมใส่ได้ดีอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนทำงาน HR เอง หลายคนอาจบอกว่าไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องการเลือกนาฬิกา แต่จากข้อค้นพบของ HREX หาก HR เลือกนาฬิกาที่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้พา HR ทุกท่าน ตั้งแต่ HR ฝ่ายปฏิบัติการมือใหม่ไฟแรง, HR Manager ไปจนถึง HR Leader ผู้นำองค์กรระดับสูง ไปสำรวจแนวทางการเลือกนาฬิกาสำหรับคนทำงานในแต่ละบทบาท ว่าควรเลือกนาฬิกาแบบไหนจึงจะเหมาะสมการทำงาน ติดตามในบทความนี้ได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>นาฬิกาสำคัญอย่างไรกับ HR</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาข้อมือถือเป็นเครื่องประดับที่มีผลต่อชีวิตการทำงานของชาว HR หลากหลายด้าน เราสามารถแจกแจงความสำคัญของนาฬิกาที่มีต่อคนทำงาน HR ได้ดังนี้</span></p>
<h3>นาฬิกาสร้างภาพลักษณ์มืออาชีพ HR</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง การแต่งกายและการเลือกเครื่องประดับล้วนสื่อสารถึงความเป็นมืออาชีพ นาฬิกาข้อมือดี ๆ สักเรือนเปรียบเสมือนคำยืนยันถึง ความเป็น HR มืออาชีพ และความใส่ใจในรายละเอียด เป็นต้น</span></p>
<h3>ช่วยบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HR มักเต็มไปด้วยตารางนัดหมาย การประชุม การสัมภาษณ์ งานเอกสาร และปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีนาฬิกาข้อมือทำให้เราดูเวลาได้สะดวกโดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู นาฬิกาที่เชื่อถือได้ช่วยให้ HR จัดสรรเวลาและรักษาความตรงต่อเวลาในการนัดหมายต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น การเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือยังดูสุภาพกว่าการหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาในหลายสถานการณ์อีกด้วย</span></p>
<h3>นาฬิกาเสริมบุคลิก สื่อสารตัวตนและค่านิยม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาที่ HR เลือกใส่บ่งบอกตัวตน รสนิยม และค่านิยมบางอย่างของคน ๆ นั้นได้ เช่น HR ที่สวมนาฬิกาดีไซน์ล้ำสมัยอาจสื่อถึงความเป็นคนยุคใหม่ รักเทคโนโลยี คนใส่นาฬิกาสปอร์ตอาจเป็นคนขาลุย หรือหากเป็นผู้นำที่ใส่นาฬิกาแบรนด์รักษ์โลก ก็สะท้อนถึงความสนใจด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงอยู่ที่เวลาเลือกนาฬิกา เรามักเลือกจากความชอบส่วนบุคคลก่อน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายละเอียดต่าง ๆ เช่น สีหน้าปัดหรือวัสดุตัวเรือนมีผลต่อภาพลักษณ์ไม่มากก็น้อย นาฬิกาหน้าปัดสีดำให้ความรู้สึกเคร่งขรึมและมีอำนาจ เหมาะกับลุคทางการ ขณะที่หน้าปัดสีน้ำเงินให้ลุคสดใส ทันสมัยแต่ยังดูสุภาพ</span></p>
<h3>สร้างความมั่นใจในการทำงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การแต่งกายที่ดูดี รวมถึงการเลือกนาฬิกาที่เข้ากับ หรือเสริมบุคลิกความเป็น HR มืออาชีพจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับ HR ยามต้องพบปะผู้คน ความมั่นใจในภาพลักษณ์ทำให้มี Self-esteem สูงขึ้น ส่งผลให้การสื่อสารและการแสดงออกมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น นาฬิกายังทำหน้าที่คล้ายเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารเวลา ช่วยเตือนให้เราไม่ละเลยหน้าที่หรือปล่อยเวลาให้สูญเปล่า การมีวินัยด้านเวลาจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเอง และความเชื่อถือที่ผู้อื่นมีต่อเราด้วย</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47196" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222116.760.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร 7" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222116.760.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222116.760-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2>HR ใส่นาฬิกาแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับงานแต่ละระดับ ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเข้าใจแล้วว่า การเลือกนาฬิกาสำคัญต่อ HR มากกว่าที่คิด คราวนี้เรามาดูกันต่อว่าคนทำงาน HR แต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับผู้นำ ควรเลือกนาฬิกาประเภทใด รูปแบบไหน เพื่อให้เหมาะสมกับบทบาทและเสริมภาพลักษณ์การทำงานของตน</span></p>
<h3>วิธีเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับ HR Practitioner Style</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ เป็น HR สายปฏิบัติการ บ่อยครั้งอาจเป็น HR มือใหม่ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือต้องเลือกนาฬิกาที่ใช้งานได้จริง เน้นฟังก์ชันและความสะดวกสบาย ช่วยให้การทำงานประจำวันลื่นไหล ไม่สะดุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราขอแนะนำตัวเลือกนาฬิกาที่เหมาะกับชาว HR สายลุยงานจริง 2 ประเภท ดังนี้</span></p>
<h4>Smartwatch</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">HR รุ่นใหม่น่าจะคุ้นเคยกับนาฬิกา Smartwatch กันดีจาก Apple Watch, Samsung Galaxy Watch, Huawei Watch, Xiaomi Band รวมถึง Garmin เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใส่ Smartwatch ไม่ได้มีดีแค่บอกเวลา แต่ยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อแจ้งเตือนนัดหมายประชุม หรือกิจกรรมสำคัญได้แบบเรียลไทม์ เช่น เมื่อถึงเวลาประชุม Smartwatch จะสั่นเตือนบนข้อมือ ทำให้ HR ไม่พลาดการนัดหมายและสามารถบริหารตารางงานได้ราบรื่นขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้การสวมใส่ Smartwatch ยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพ เพราะเดี๋ยวนี้ทุกเจ้าล้วนขนฟังก์ชั่นมากมายมาให้ ไม่ว่าจะเป็นการวัดชีพจร การวัดอัตราการเดินในแต่ละวัน การแจ้งเตือนให้ขยับร่างกาย ยังไม่รวมการสวมใส่ Smartwatch ไปออกกำลังกายต่อหลังเลิกงานทันที ยังสะดวก ไม่ต้องพกนาฬิกาไปเปลี่ยนหลายเรือน ช่วยให้ HR รักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น </span></p>
<h4>Digital Watch</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปนาฬิกาดิจิทัลอาจไม่มีฟีเจอร์ล้ำยุคเท่า Smartwatch แต่มีข้อดีคือ ใช้ง่าย ทนทาน และแบตเตอรี่อยู่ได้นาน หลายรุ่นใส่ถ่านก้อนเดียวใช้งานได้เป็นปี ๆ โดยไม่ต้องคอยชาร์จทุกคืน เหมาะกับคนที่ต้องการสมาธิกับงานโดยไม่อยากวุ่นวายกับการชาร์จนาฬิกาบ่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นาฬิกาดิจิทัลก็มีฟังก์ชันพื้นฐานที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น การจับเวลา (Stopwatch) การตั้งปลุก (Alarm) หรือการแสดงเวลาหลายไทม์โซน ซึ่งช่วยในการบริหารจัดการกิจกรรมและตารางเวลาต่าง ๆ ได้ ในด้านความทนทาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบรนด์นาฬิกายอดนิยมมักจะเป็น G-Shock ซึ่งอยู่ใต้แบรนด์ Casio อีกที ขึ้นชื่อเรื่องความอึดถึกทน กันน้ำ กันกระแทก เหมาะกับ HR ที่ต้องทำกิจกรรมหลากหลายหรือทำงานสภาพแวดล้อมที่คล่องตัว นำโดยรุ่น GA-400, DW-5600 และ GM-2100 เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้แต่วงการผู้บริหารระดับสูงก็ยังยอมรับในความทนและความคุ้มค่าของ G-Shock จนเลือกใส่นาฬิการุ่นนี้มาทำงานได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใส่นาฬิการะดับหรูอย่าง Patek Philippe อย่างเดียว</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47198" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222619.265.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร 8" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222619.265.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222619.265-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>วิธีเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับ HR Manager Style</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก้าวสู่ระดับ HR Manager หรือตำแหน่งผู้จัดการ บทบาทการงานจะต้องติดต่อสื่อสารทั้งกับผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในทุกระดับ การมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ดูมีภูมิฐาน ในขณะเดียวกันก็ต้องดูเป็นคนเข้าถึงง่าย เป็นมิตรและอบอุ่นสำคัญต่อ HR กลุ่มนี้มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่คือแนวทางการเลือกนาฬิกาที่ HREX เห็นว่าเหมาะสมต่อ HR Manager</span></p>
<h4>เสริมความสุภาพน่าเชื่อถือด้วยนาฬิกาสไตล์คลาสสิก</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Manager ควรมีนาฬิกาสไตล์คลาสสิกเรียบหรูอย่างน้อยหนึ่งเรือนสำหรับใส่ในโอกาสทางการหรือเมื่อต้องพบผู้บริหารระดับสูง เป็นนาฬิกาแนว Dress Watch ซึ่งอาจเป็นสายหนังหรือสายสเตนเลสแบบดั้งเดิมที่มีหน้าปัดเรียบง่าย โทนสีสุภาพ (เช่น ขาว ดำ เงิน ทอง) จะช่วยเสริมลุค HR ดูดีแบบมืออาชีพให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ สุขุม และให้เกียรติคู่สนทนาได้อย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาลักษณะนี้มัก พบเจอได้ในแบรนด์ยอดนิยม อย่าง Seiko, Tissot, Orient หรือ Longines รุ่นคลาสสิกต่าง ๆ ซึ่งราคาเอื้อมถึงและมีภาพลักษณ์ดี เช่น Seiko 5 Sports Heritage, Tissot PRX, Longines Master Collection, Longines HydroConquest และ Orient Bambino RN‑AP0104S เป็นต้น</span></p>
<h4>ลุคเป็นกันเองด้วยนาฬิกาสีสันหรือดีไซน์แฟชั่น</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจคือเลือกเรือนที่มี สีหรือดีไซน์ที่สะท้อนความเป็นมิตร ของตัวเรา โดยยังดูสุภาพอยู่ เพื่อให้พนักงานทุกระดับรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับ HR Manager ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเลือกนาฬิกาแฟชั่นที่มีสีหน้าปัดหรือสายแปลกใหม่ (เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีทอง Rose Gold) จากแบรนด์ที่มีดีไซน์ทันสมัยอย่าง Michael Kors, Swatch และ Fossil จะเสริมความมีสไตล์ให้กับการแต่งกาย แต่ทั้งนี้ควรรักษาสมดุลไม่ให้นาฬิกาดูฉูดฉาดเกินไปสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานทางการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น เลือกนาฬิกาที่มีหน้าปัดสีกรมท่าหรือน้ำเงินเข้มแทนที่จะเป็นสีดำล้วน ซึ่งจะให้ภาพลักษณ์ผ่อนคลายขึ้น (หน้าปัดสีน้ำเงินให้ลุคสดชื่นแต่ยังมืออาชีพอยู่) หรือเลือกใส่นาฬิกาที่มีสายถักไนลอนลำลองในวันแต่งตัวสบาย ๆ (Casual Friday) เพื่อให้ดูเข้าถึงง่าย เวลาประชุมทีมกับพนักงานก็จะช่วยให้บรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น</span></p>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47197" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222152.680.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร 9" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222152.680.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222152.680-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></h3>
<h3>วิธีเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับ HR Leader Style</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR Leader หรือผู้นำฝ่ายบุคคลระดับสูง ในที่นี้คือ HR ในตำแหน่ง HR Director, Chief Human Resources Officer หรือ Chief People Officer นอกจากจะเป็นผู้บริหารในสายงาน HR แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้บริหารองค์กรที่ต้องวางกลยุทธ์และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำด้านอื่น ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาที่ HR Leader เลือกใส่จึงควรสะท้อนถึงภาวะผู้นำ (Leadership) และภาพลักษณ์ขององค์กรด้วย เพราะนาฬิกาบนข้อมือพวกเขาสามารถบ่งบอกถึงบุคลิก ค่านิยม ความสำเร็จ แนวทางการบริหาร และที่สำคัญคือมูลค่าของผู้นำคนนั้นได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแนวทางที่สามารถเลือกได้ มีดังนี้</span></p>
<h3>Luxury Watch</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาหรูหราแบรนด์ชั้นนำระดับโลกถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้บริหารระดับสูง เพราะนอกจากจะมีความงดงามประณีตแล้ว ยังสื่อถึงความมั่นคงและความน่าเชื่อถืออีกด้วย แบรนด์คลาสสิกอย่าง Rolex, Omega, <a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/patek-philippe-training-230106/">Patek Philippe</a> และ Audemars Piguet มักปรากฏอยู่บนข้อมือของผู้นำองค์กรใหญ่ ๆ เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างแบรนด์ Rolex มีหลายรุ่นที่เหมาะกับผู้บริหาร HR เช่น Rolex Day-Date ที่ได้ฉายาว่า President Watch จากการที่ประธานาธิบดีและผู้นำประเทศชอบใส่มาตั้งแต่ยุค 1960s, Rolex Datejust, Rolex Oyster Perpetual, Rolex Daytona รวมถึง Rolex Submariner รุ่นยอดฮิตตลอดกาลก็ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือหากสนใจ Omega รุ่นที่น่าสนใจนอกจาก Omega Speedmaster กับ Omega Automatic Watch แล้ว Omega De Ville ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยโดดเด่นที่ดีไซน์เรียบหรูขนาดพอเหมาะ วัสดุคุณภาพสูง และเป็น Dress Watch ที่มีขนาดตัวเรือนพอเหมาะ ดีไซน์สง่างาม วัสดุชั้นเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่เข้ากับการใส่ไปออฟฟิศ หรือใส่ไปเข้าสังคม HR ก็ได้อย่างสมบูรณ์แบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกแบรนด์ที่ HREX ขอแนะนำคือ Patek Philippe เป็นอีกแบรนด์สุดหรูที่ได้รับความนิยม นำโดย Patek Philippe Calatrava เรือนทองคำที่ให้ภาพลักษณ์ความหรูหราสง่างามแบบผู้บริหารระดับสูง, Patek Philippe Aquanaut และ Patek Philippe Nautilus เป็นต้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-47199" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222633.836.webp" alt="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร" width="600" height="370" title="HR ใส่นาฬิกาแบบไหนดี ? เลือกให้เหมาะกับบทบาทและภาพลักษณ์ ตั้งแต่ HR มือใหม่ถึงผู้นำองค์กร 10" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222633.836.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/10/Copy-of-HREX-Cover-by-Para-2025-10-11T222633.836-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>Premium Smartwatch</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครว่าผู้นำใส่นาฬิกาดิจิทัลแล้วไม่เข้ากับภาพลักษณ์ ทุกวันนี้ผู้นำรุ่นใหม่หลายคนเลือกสวมใส่ Smartwatch แล้วบ่งบอกถึงสถานะที่โดดเด่นแตกต่างได้แล้ว นำโดย Apple Watch Ultra ซึ่งเป็น Premium Smartwatch ที่ดีไซน์โดดเด่น สเปกทนทานสำหรับงานสมบุกสมบัน มีฟีเจอร์ล้ำหน้า ถึงราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป แต่ก็ไม่แพงเท่า Luxury Watch</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ผู้นำ HR เลือก Apple Watch รุ่นเรือธงเช่นนี้ แสดงถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่ก้าวทันเทคโนโลยี รักนวัตกรรม และพร้อมนำพาองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ชวนให้นึกถึง ทิม คุก ผู้นำสูงสุดของ Apple เองที่มักใส่ Apple Watch เป็นนาฬิกาประจำตัว สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่าใส่แล้วดี และบอกถึงความเรียบง่ายติดดินของผู้นำไอทียุคใหม่</span></p>
<h3>Sustainable Watch</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีที่องค์กรของคุณให้ความสำคัญกับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) หรือความยั่งยืน การเลือกสวมนาฬิกาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยตอกย้ำคุณค่าขององค์กรได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันมีนาฬิกาแบรนด์ที่ยึดแนวคิดความยั่งยืน หรือรุ่นพิเศษของแบรนด์ดังที่ใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต เช่น Panerai รุ่น Submersible Mike Horn Edition ที่ตัวเรือนและส่วนประกอบต่าง ๆ ทำจากวัสดุ EcoTitanium ซึ่งเป็นไทเทเนียมผสมโลหะรีไซเคิลกว่า 80% และมาพร้อมสายรัดที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือแบรนด์สัญชาติสวีเดนอย่าง Triwa “Time for Oceans” ที่ผลิตนาฬิกาจากพลาสติกรีไซเคิลที่เก็บจากท้องทะเล ทั้งหมดนี้แสดงถึงความใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อม และสื่อสารออกไปยังพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าบริษัทของเราพูดจริงทำจริงเรื่องความยั่งยืน</span></p>
<h2>ถ้า HR ไม่ใส่นาฬิกาได้ไหม ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือ ได้แน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR กับการบริหารเวลาเป็นเรื่องคู่กัน แต่การไม่ใส่นาฬิกาข้อมือไม่ได้แปลว่า HR คนนั้นไม่เคร่งครัดเรื่องเวลาหรือไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทุกวันนี้เราสามารถดูเวลาและจัดการตารางต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้ตลอดเวลาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและการตรงต่อเวลาต่างหาก ไม่ใช่ว่าจะต้องใส่นาฬิกาหรือไม่ใส่ มีตัวอย่างให้เห็นในหมู่ผู้บริหารระดับโลกบางคนที่ ไม่สวมนาฬิกาข้อมือเลย ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น เจมส์ ไดมอน CEO ของ JPMorgan Chase และ อีลอน มัสก์ จาก Tesla ที่แม้จะเป็นเจ้าของนาฬิกาหรูหลายเรือน ก็ไม่ค่อยใส่นาฬิกาเสียเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าสามารถจัดการเวลาและภารกิจต่าง ๆ ได้ผ่านการดูเวลาทางอื่นแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หาก HR สบายใจกับการไม่ใส่นาฬิกา ก็ไม่ได้ถือว่าผิดแปลกแต่อย่างใด ท้ายที่สุดแล้ว สาระสำคัญคือการบริหารเวลาและงานให้มีประสิทธิภาพ ต่อให้นาฬิกาเรือนงามราคาแพงเพียงใดก็ไม่อาจช่วยให้คุณทำงานดีขึ้นได้ หากไม่ลำดับความสำคัญและรักษาเวลาให้ดี กลับกัน ต่อให้ไม่ใส่นาฬิกา ถ้า HR ตรงต่อเวลา นัดหมายไม่เคยพลาด และส่งมอบงานได้ตามกำหนด ย่อมพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพได้เช่นกัน</span></p>
<h2>อยากบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ ? ค้นหาบริการเช็คอินเข้า–ออกงานผ่าน HREX ได้เลย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการบริหารเวลาส่วนบุคคลของ HR เองแล้ว การบริหารจัดการเวลาการทำงานของพนักงานทั้งองค์กรก็เป็นอีกเรื่องที่ท้าทายในยุคนี้ หลายองค์กรเริ่มนำระบบเช็คอิน–เช็คเอาต์แบบออนไลน์ มาใช้แทนการตอกบัตรหรือเซ็นชื่อแบบเดิม ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและแม่นยำในการบันทึกเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR กำลังมองหา Slution ที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเช็คอินเข้า–ออกงานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำงานที่ออฟฟิศหรือรีโมท HREX รวบรวมผู้ให้บริการด้าน </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16"><span style="font-weight: 400;">Leave &amp; Attendance</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือระบบลงเวลาทำงานออนไลน์ที่น่าสนใจไว้แล้ว </span><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/16"><span style="font-weight: 400;">สามารถมาค้นหาได้เลยทางแพลตฟอร์มนี้</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-39851 size-full" title="Voluntary Early Retirement ถอดรหัสโครงการเกษียณก่อนกำหนด สมัครใจลาออกหรือบีบให้ออก ? 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>สรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นาฬิกาที่ HR หรือผู้นำ HR เลือกใส่ ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาแพงหรือแบรนด์ดังเท่านั้น แต่มันคือ การบอกเล่าถึงความเป็นตัวตนและสิ่งที่อยากสื่อสารออกไปในบทบาทการทำงานของคน ๆ นั้น ทุกองค์ประกอบของนาฬิกา ตั้งแต่ดีไซน์ สี วัสดุ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่อยู่ในเรือนเวลา ล้วนส่งข้อความบางอย่างไปยังผู้พบเห็น ยามที่ HR ยื่นมือออกไปทักทายด้วยสายตาที่มองเห็นนาฬิกาบนข้อมือ ผู้คนอาจจะรับรู้ถึงรสนิยม ความเป็นมืออาชีพ หรือวิสัยทัศน์บางอย่างได้โดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ กล่าวออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเลือกสวมนาฬิกาแบบไหน (หรือไม่ใส่เลยก็ตาม) ขอเพียงจำไว้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริหารเวลาและหน้าที่ของคุณให้มีประสิทธิภาพ เพราะนั่นคือหัวใจของความเป็น HR มืออาชีพที่แท้จริง ซึ่งไม่มีนาฬิกาเรือนไหนในโลกมาทดแทนตรงจุดนี้ได้</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 99.7729%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<p><a href="https://teddybaldassarre.com/en-int/blogs/watches/mens-business-watches" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Teddy Baldassarre</span></a></p>
<p><a href="https://www.helioshr.com/blog/2018/10/pros-vs-cons-wearable-smartwatches-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">helioshr</span></a></p>
<p><a href="https://www.bobswatches.com/rolex-blog/editorial/best-business-watches-for-the-modern-executive-the-ultimate-guide.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bobswatches</span></a></p>
<p><a href="https://www.chrono24.com/magazine/top-10-business-watches-for-the-office-p_112575" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">chrono24</span></a></p>
<p><a href="https://www.chrono24.com/magazine/ceo-watches-from-patek-philippe-to-the-casio-g-shock-p_153546" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">chrono24</span></a></p>
<p><a href="https://www.strapcode.com/blogs/the-latest-watches-news/the-dawn-of-sustainable-watches-6-outstanding-eco-friendly-watch-brands" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">strapcode</span></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/how-to-choose-watches-for-hr-251011/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/formula-1-hr-250501/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/formula-1-hr-250501/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Apr 2025 17:35:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Formula 1]]></category>
		<category><![CDATA[F1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=45039</guid>

					<description><![CDATA[กีฬาที่ผู้คนฮิตกันทั่วโลก นอกจากฟุตบอลแล้ว การแข่งรถสูตร 1 หรือ F1 &#8211; Formula 1 ก็เป็นกีฬาที่มาแรงแซงทางโค้ง ช่วงชิงความนิยมมาครองมหาศาลในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เสน่ห์ของการดู F1 สดผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะดูจากหน้าจอ หรือดูในสนามแข่ง ไม่ได้อยู่แค่ความเร็วหรือความตื่นเต้นเร้าใจบนสนามแข่ง แต่ยังรวมถึงการทำงานเป็นทีมที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแม่นยำอย่างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่องานของ HR เพราะการแข่งขันในสนามแข่งแต่ละครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของนักแข่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของทีมงานนับร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ HR มีหลายเรื่องที่สามารถเรียนรู้จากโลกของ F1 มากมาย ตั้งแต่การสร้างทีมที่เป็นเลิศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและการปรับตัว HREX จึงขอพาทุกท่านไปสำรวจว่า ถ้าคนที่เป็น HR รวมถึงผู้นำในแต่ละระดับมาดูการแข่งรถที่ดุเดือดที่สุดในโลก เราจะสามารถเอาข้อคิดดี ๆ มาปรับใช้กับการทำงานจริงได้อย่างไรบ้าง Formula 1 คืออะไร ? Formula 1 คือการแข่งขันรถยนต์ระดับสูงสุดของโลก ที่จัดโดยสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) มาตั้งแต่ปี 1950 เป็นการแข่งรถประเภทล้อเปิด (Open Wheel) ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต F1 ประกอบด้วยทีมแข่ง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45042" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174448.232.webp" alt="HR และผู้นำเรียนรู้อะไรจากการดูกีฬารถแข่ง Formula 1 " width="600" height="370" title="Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู 16" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174448.232.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174448.232-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กีฬาที่ผู้คนฮิตกันทั่วโลก นอกจากฟุตบอลแล้ว </span><b>การแข่งรถสูตร 1</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ</span> <a href="https://www.formula1.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>F1 &#8211; Formula 1</b></a><span style="font-weight: 400;"> ก็เป็นกีฬาที่มาแรงแซงทางโค้ง ช่วงชิงความนิยมมาครองมหาศาลในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสน่ห์ของการ<a href="https://connect-th.beinsports.com/th/competition/formula-1" target="_blank" rel="noopener">ดู F1 สดผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะดูจากหน้าจอ</a> หรือดูในสนามแข่ง ไม่ได้อยู่แค่ความเร็วหรือความตื่นเต้นเร้าใจบนสนามแข่ง แต่ยังรวมถึงการทำงานเป็นทีมที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแม่นยำอย่างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่องานของ HR เพราะการแข่งขันในสนามแข่งแต่ละครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของนักแข่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของทีมงานนับร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มีหลายเรื่องที่สามารถเรียนรู้จากโลกของ F1 มากมาย ตั้งแต่การสร้างทีมที่เป็นเลิศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและการปรับตัว HREX จึงขอพาทุกท่านไปสำรวจว่า ถ้าคนที่เป็น HR รวมถึงผู้นำในแต่ละระดับมาดูการแข่งรถที่ดุเดือดที่สุดในโลก เราจะสามารถเอาข้อคิดดี ๆ มาปรับใช้กับการทำงานจริงได้อย่างไรบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>Formula 1 คืออะไร ?</h1>
<p><b>Formula 1 คือการแข่งขันรถยนต์ระดับสูงสุดของโลก </b><span style="font-weight: 400;">ที่จัดโดย</span><a href="https://www.fia.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) </span></a><span style="font-weight: 400;">มาตั้งแต่ปี 1950 เป็นการแข่งรถประเภทล้อเปิด (Open Wheel) ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">F1 ประกอบด้วยทีมแข่ง (หรือที่เรียกว่า Constructor) 10 ทีมแต่ละทีมมีนักแข่ง 2 คนรวมเป็น 20 คน  (ในปี 2026 จะเพิ่มเป็น 11 ทีม มีนักแข่ง 22 คน) แต่ละทีมไม่เพียงแต่แข่งขันเพื่อชิงชัยในแต่ละสนาม แต่ยังแข่งกันเพื่อสะสมคะแนนตลอดทั้งฤดูกาลเพื่อชิงแชมป์ทั้งประเภทนักแข่ง (Drivers&#8217; Championship) และประเภททีม (Constructors&#8217; Championship)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักแข่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนคนทั่วไปก็รู้จัก แม้จะไม่เคยติดตาม F1 มาก่อน ได้แก่ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก 7 สมัย เทียบเท่าสถิติของไมเคิล ชูมัคเกอร์ ตำนานนักแข่งชาวเยอรมัน นอกจากนี้ยังมีชื่อดังระดับแชมป์โลกอย่าง เฟอร์นันโด อลองโซ่, เซบาสเตียน เวทเทล, นิคกี้ เลาด้า, อแลง พรอสต์ และแอร์ตอง เซนน่า ผู้ล่วงลับที่ถือเป็นหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมา F1 ก็ถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในวงกว้างพอสมควรอยู่แล้ว แต่หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็คือ การออกอากาศซีรี่ส์สารคดีดราม่า </span><a href="https://www.netflix.com/th-en/title/80204890" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Formula 1: Drive to Survive</span></a><span style="font-weight: 400;"> ทาง Netflix ตั้งแต่ปี 2019 ซีรีส์นี้เปิดโลกเบื้องหลังการแข่งขัน F1 ให้ผู้ชมได้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขัน เรื่องราวของนักแข่ง ความท้าทายของทีม และการเมืองในวงการ ส่งผลให้กีฬาที่เคยมีแฟนเฉพาะกลุ่มกลายเป็นกระแสโลก ดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ จากทุกเพศทุกวัยและหลากหลายอาชีพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลให้หลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Grand Prix เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการที่แฟน ๆ จากทั่วโลกจะเดินทางมาชมการแข่งขัน นำเม็ดเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น สิงคโปร์ที่จัดการแข่งขันในรูปแบบสนามกลางเมือง (Street Circuit) ในเวลากลางคืนที่สวยงามตระการตา หรือญี่ปุ่นกับสนาม Suzuka International Circuit อันเป็นตำนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ</span><a href="https://www.pptvhd36.com/sport/news/245487" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทย ก็มีความพยายามในการดึงการแข่งขัน F1 มาจัดในประเทศ</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยมีการผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน และสานต่อโดยรัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร ที่มีการเจรจากับ FIA เพื่อให้ไทยได้เป็นหนึ่งในประเทศเจ้าภาพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากไทยได้เป็นเจ้าภาพจริง จะใช้สนามแข่งที่ไหน แต่มีการคาดการณ์ว่าอย่างเร็วที่สุดอาจเป็นปี 2028 ที่เราจะได้เห็นรถแข่ง F1 โลดแล่นบนสนามในประเทศไทย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45041 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-683x1024.webp" alt="HR และผู้นำเรียนรู้อะไรจากการดูกีฬารถแข่ง Formula 1 " width="683" height="1024" title="Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู 17" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-683x1024.webp 683w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-200x300.webp 200w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-768x1152.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-1024x1536.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-1365x2048.webp 1365w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29382702-scaled.webp 1707w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h2><b>ดู F1 สนุก ได้สาระเรื่องการบริหารคน</b></h2>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;รถวิ่งวนไปมา แซงกันไปมา แล้วมันสนุกตรงไหน ?&#8221;</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่านี่คือคำถามที่หลายคนมักจะสงสัยเมื่อนึกถึงการดู F1 หรือแม้กระทั่งการดูรถแข่งในภาพรวม ผู้เขียนเองก็เคยมีข้อสงสัยเช่นนั้น แต่หลังจากหลงเข้าสู่โลกแห่งการซิ่งสายฟ้าก็พบว่า เสน่ห์ของ F1 นั้นลึกซึ้งกว่าที่เห็นและมีความน่าตื่นเต้นไม่แพ้กีฬาชนิดอื่น หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการแข่งรถ F1 ไม่ได้มีแค่ลุ้นเชียร์ให้รถวิ่งเร็ว ๆ แต่มันคือ </span><b>ศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกันระหว่างความสามารถของนักแข่ง เทคโนโลยีของรถ กลยุทธ์ของทีม และการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ</b><span style="font-weight: 400;"> การดู F1 จึงเป็นเหมือนการลุ้นเกมหมากรุกที่แข่งขันภายใต้ความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของ F1 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากซีรี่ส์สารคดี Formula 1: Drive to Survive ที่พาผู้ชมไปสัมผัสกับโลกเบื้องหลังของการแข่งขันที่ไม่เคยได้เห็นในการถ่ายทอดสดปกติ ซีรี่ส์นี้เจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักแข่ง ผู้บริหารทีม เจ้าของทีม สปอนเซอร์ รวมถึงความกดดันมหาศาลที่ทุกคนต้องเผชิญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการติดตามซีรี่ส์และการแข่งขันจริง เราจะเห็นว่า</span><b> นักแข่ง F1 ไม่เพียงต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งเพื่อทนต่อแรง G และอุณหภูมิสูงในห้องโดยสาร แต่ยังต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับ</b><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220418-choke-under-pressure/"><b>ความกดดัน</b></a><b>ทั้งจากภายในและภายนอก</b><span style="font-weight: 400;"> พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงตกงานหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะในโลกของ F1 ที่เป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่ไม่มีที่ว่างสำหรับความล้มเหลว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ฝั่งทีมแข่งก็ต้องบริหารจัดการทั้งด้านเทคนิค การเงิน และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การตัดสินใจเลือกนักแข่ง การพัฒนารถ การวางกลยุทธ์การแข่งขัน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงก็ต้องรับมือกับความกดดันไม่ต่างจากนักแข่ง หากทำทีมฟอร์มไม่ดี พวกเขาก็พร้อมจะโดนเด้งได้ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังเหล่านี้ทำให้การติดตามการแข่งขัน F1 มีมิติที่ลึกซึ้งและน่าติดตามมากขึ้น ทุกการตัดสินใจบนสนามแข่ง ทุกกลยุทธ์ของทีม และทุกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ล้วนมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน และนี่คือเหตุผลที่ F1 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งรถ แต่เป็นละครชีวิตที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการองค์กรที่ HR สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้มากมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45044" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174536.326-1.webp" alt="HR และผู้นำเรียนรู้อะไรจากการดูกีฬารถแข่ง Formula 1 " width="600" height="370" title="Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู 18" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174536.326-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174536.326-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>บทเรียนสำคัญที่ HR ได้รับจากการดู F1</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจาก F1 เป็นกีฬาที่ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารคน เทคโนโลยี และกลยุทธ์เข้าด้วยกัน นั่นหมายความว่านี่ไม่ได้เป็นเพียงกีฬาท้าความเร็วที่น่าตื่นเต้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญด้านการบริหารจัดการที่ HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วบทเรียนอะไรที่ HR ควรรู้บ้าง HREX ขอสรุปดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. พลังแห่งการเปลี่ยนผู้นำ: เมื่อสไตล์การบริหารส่งผลต่อความสำเร็จ</b></h3>
<p><b>หากไม่นับเจ้าของทีม คนที่ถือเป็นผู้นำ หัวเรือใหญ่สุดก็คือตำแหน่งที่เรียกว่า Team Principal มีอำนาจในการตัดสินใจสูง</b><span style="font-weight: 400;"> ทั้งตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ จัดการความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการประสานงานให้ทุกฝ่ายในทีมทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน และนั่นทำให้นี่คือตำแหน่งมีผลชี้เป็นชี้ตายต่อองค์กรอย่างยิ่ง ว่าจะรุ่งหรือรุ่งริ่ง</span></p>
<p><a href="https://www.haasf1team.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ทีม Haas</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยน Team Principle หลังจากหลายปีภายใต้การนำของ กุนเธอร์ สไตเนอร์ ผู้นำที่มีประสบการณ์แต่มีสไตล์การบริหารที่เข้มงวด อารมณ์แปรปรวน และสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทีมจบอันดับสุดท้ายในตารางคะแนน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ อายาโอะ โคมัตสึ ขึ้นมารับตำแหน่งแทน หลายคนไม่คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะทำให้ทีมผงาดขึ้นมาได้ แต่จู่ ๆ ในเวลาไม่กี่เดือน ทีม Haas กลับมีผลงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศในทีมเปลี่ยนไปในทางที่ดี ด้วยสไตล์การบริหารที่นุ่มนวลและเข้าถึงได้ของโคมัตสึ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้ง สิ่งที่องค์กรต้องการอาจไม่ใช่ผู้นำที่เก่งกาจหรือมีประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่เป็นผู้นำที่สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของทีม</span></p>
<h3><b>2. วัฒนธรรมองค์กร: ปัจจัยชี้ขาดจะรุ่งหรือร่วง</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45043" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174515.541.webp" alt="HR และผู้นำเรียนรู้อะไรจากการดูกีฬารถแข่ง Formula 1 " width="600" height="370" title="Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู 19" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174515.541.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-2025-04-30T174515.541-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><b>เวลานักแข่งอยากลุ้นแชมป์ สิ่งที่พวกเขามักจะทำคือการย้ายไปอยู่กับทีมที่เก่งที่สุด ทีมที่ดีที่สุด ด้วยความคาดหมายว่าความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นตัวแปรสำคัญ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่บ่อยครั้ง ผลงานในวันนี้ รวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและชื่อเสียงอันโด่งดังไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคตเสมอไป หากว่าวัฒนธรรมองค์กรของทีมยังยึดติดแต่ความสำเร็จเดิม ๆ ที่มาจากแนวทางเดิม ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Ferrari ทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดใน F1 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ช่วงรุ่งเรืองที่สุดของทีมคือตอนที่ ไมเคิล ชูมัคเกอร์ คว้าแชมป์ 5 สมัยติดต่อกัน (2000-2004) ภายใต้การนำของ 2 ผู้นำสูงสุดอย่าง ฌองส์ ท็อดด์ (1994-2009) และ รอสส์ บรอว์น (1994-2006)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พอผ่านยุคนี้ไป Ferrari ไม่เคยกลับไปสู่จุดสูงสุดอีกเลย ซึ่งหลายคนมองว่าที่ Ferrari พีคสุดก็เพราะการมี 3 ประสานนี้ที่ไม่ใช่คนอิตาลี แต่พอหมดยุคนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทีมอยู่บ่อยครั้ง และมักจะเลือกใช้ Team Boss เป็นคนอิตาลีด้วยความเชื่อว่าจะเข้าใจวัฒนธรรมความเป็น Ferrari ที่สุด กลับลงเอยด้วยการไปไกลสุดเพียงแค่ที่ 2 เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือแม้กระทั่งล่าสุด Ferrari สามารถดึงตัวแชมป์โลก 7 สมัยอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน มาร่วมทีม แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาภายใต้วัฒนธรรมภายในที่ฝังรากลึก ขัดขวางความสำเร็จ สะท้อนว่า HR ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางที่ต้องการ</span></p>
<h3><b>3. ความสำเร็จส่วนบุคคลมาพร้อมกับความสำเร็จของทีม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวว่า F1 จะแข่งขันชิงแชมป์ใหญ่อยู่ 2 แบบคือ แชมป์นักแข่ง (Drivers&#8217; Championship) และแชมป์ทีม (Constructors&#8217; Championship) </span><b>แม้เราจะเห็นภาพนักแข่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของพวกเขาเพียงอย่างเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บนโพเดียม นอกจากนักแข่งจะขึ้นรับถ้วยรางวัลแล้ว ตัวแทนทีมยังได้ขึ้นรับถ้วยรางวัลด้วย สะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในทีม ตั้งแต่วิศวกร Pit Crew ที่ทำหน้าที่ดูแลรถ เปลี่ยนยาง ช่างเทคนิค ทีมกลยุทธ์ ไปจนถึงผู้บริหาร ยิ่งตอกย้ำว่าความสำเร็จส่วนบุคคลและความสำเร็จของทีมต้องไปควบคู่กันเสมอ</span></p>
<h3><b>4. ทุกการตัดสินใจของผู้นำ มีผลต่อความสำเร็จ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวินาทีที่ผ่านไปของการแข่งขัน ทุกการตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างล้วนส่งผลต่อผลการแข่งขันทั้งสิ้น ตั้งแต่การคัดเลือกนักแข่ง การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างนักแข่งดาวเด่น 2 คนในทีมเดียวกัน ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระหว่างการแข่งขัน เช่น การเลือกใช้ยางรถ หรือจังหวะการเรียกรถเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง ทุกวินาที ทุกการตัดสินใจ สามารถเปลี่ยนจากที่ 20 ให้กลายเป็นที่ 1 หรือที่ 1 ลงไปเป็นที่ 20 ได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับองค์กร </span><b>การตัดสินใจของ HR ในการรับพนักงาน การเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาบุคลากร หรือแม้แต่การจัดการความขัดแย้ง ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพและบรรยากาศการทำงาน </b><span style="font-weight: 400;">หากผู้นำและ HR ไม่ชั่งน้ำหนักผลกระทบให้รอบด้าน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ลุกลามและยากจะแก้ไขในภายหลัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45040 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-683x1024.webp" alt="HR และผู้นำเรียนรู้อะไรจากการดูกีฬารถแข่ง Formula 1 " width="683" height="1024" title="Formula 1 ทำไม HR และผู้นำควรดู 20" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-683x1024.webp 683w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-200x300.webp 200w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-768x1152.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-1024x1536.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-1366x2048.webp 1366w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/pexels-jonathanborba-29327972-scaled.webp 1707w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h3><b>5. สร้างดาวเด่นของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การเลือกคนมาเสริมแกร่งจากภายนอก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ทุกทีมที่จะมีงบประมาณมากพอที่จะซื้อตัวนักแข่งระดับแชมป์โลก ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าคือการพัฒนานักแข่งรุ่นใหม่ขึ้นมาเอง และ </span><a href="https://www.redbullracing.com/int-en" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Red Bull Racing</span></a><span style="font-weight: 400;">  โดดเด่นด้านนี้เสมอด้วยโปรแกรมพัฒนานักแข่งรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียง </span><a href="https://www.redbull.com/int-en/juniorteam" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Red Bull Junior Team</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เป็นหนึ่งในผลผลิตของโปรแกรมนี้ แม้จะมีช่วงที่เส้นทางของเขาแยกห่างจาก Red Bull ไปบ้าง แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้โอกาสกลับมาแข่งให้กับทีม Toro Rosso (ทีมรองของ Red Bull) ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นสู่ทีมหลักในปีเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ระยะหลังโปรแกรมนี้ของ Red Bull เริ่มประสบปัญหา ไม่สามารถผลิตนักแข่งที่มีความพร้อมและคงเส้นคงวาได้ จนช่วงปี 2021-2024 ต้องหันไปพึ่งนักแข่งที่มีประสบการณ์จากทีมอื่น ที่ไม่เคยเป็นลูกหม้อของ Red Bull มาก่อนอย่าง เซอร์จิโอ เปเรซ มาเป็นคู่หูให้กับนักแข่งแชมป์โลกอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแตปเพน บ่งชี้ว่า องค์กรที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาบุคลากรภายในกับการสรรหาคนที่มีประสบการณ์จากภายนอก</span></p>
<p><b>บทเรียนจาก F1 เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ HR และผู้นำองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ วงการ F1 แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งคน เทคโนโลยี กลยุทธ์ และวัฒนธรรมองค์กร </b><span style="font-weight: 400;">หากนำบทเรียนเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างเหมาะสม HR จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Formula 1 จะดูเหมือนเป็นเพียงกีฬาความเร็ว แต่ในความจริงแล้วมันคือเวทีที่สะท้อนการบริหารทีมขั้นสูงอย่างเข้มข้น ตั้งแต่บทบาทของผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการตัดสินใจภายใต้ความกดดันสูง</span><b> ทุกสนามแข่งคือแบบจำลองขององค์กรที่ต้องการความร่วมมือ ความแม่นยำ และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR หรือผู้นำองค์กร การดู F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือคลังบทเรียนที่มีชีวิตจริงให้ศึกษา F1 แสดงให้เห็นว่าผู้นำที่ดีไม่ได้แค่ตัดสินใจเก่ง แต่ต้องเข้าใจคน สร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมศักยภาพของทีม และมองเห็นความสำเร็จแบบองค์รวม HR ที่อยากขับเคลื่อนองค์กรให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ ลองเปิดใจดู F1 แล้วอาจได้แนวคิดใหม่ที่ปรับใช้ได้ทันทีในสนามทำงานจริง</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" title="SPRC – ความสำเร็จจากวัฒนธรรม &quot;One Caring Family&quot; พลังจากครอบครัว ขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคต 5" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sourced:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/leadership-hr-insights-from-formula-one-f1-racing-dave-ulrich-lg4oc/?trackingId=j9E1r7vqQeG6jwBRRXr02w%3D%3D" target="_blank" rel="noopener">Dave Ulrich</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://fluidjobs.com/blog/the-anatomy-of-an-f1-team-the-unseen-heroes-behind-the-racing-glory" target="_blank" rel="noopener">Fluid Jobs</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/from-formula-1-hr-realities-pit-stop-paradox-jyoti-singh-vvwhc/" target="_blank" rel="noopener">LinkedIn</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/formula-1-hr-250501/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Hell&#8217;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hells-kitchen-hr-lessons-250418/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hells-kitchen-hr-lessons-250418/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 02:00:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Hell's Kitchen]]></category>
		<category><![CDATA[Gordon Ramsay]]></category>
		<category><![CDATA[การสรรหาพนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=44822</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่ทุกธุรกิจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาคนทำงานขาดแคลนเหมือน ๆ กัน การหาคนทำงานเก่ง ๆ  (Talent) เข้าร่วมทีมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณคือ กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay) เชฟเจ้าของดาวมิชลิน ผู้เป๊ะในทุกจานและไม่ยอมประนีประนอมกับคุณภาพอาหาร นั่นจึงเป็นที่มาของ Hell’s Kitchen รายการเรียลลิตี้ชื่อดังของเขาเองทีเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 และยืนยันมาถึงปัจจุบันมากกว่า 20 ซีซัน จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นสนามฝึกงานสุดโหดที่เต็มไปด้วยบททดสอบรอบด้าน — ตั้งแต่ฝีมือปลายจวัก ไปจนถึงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม แม้รายการ Hell’s Kitchen จะได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์อยู่เสมอในเรื่องการใช้ถ้อยคำรุนแรง การด่าทอต่อหน้ากล้อง ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ดู Toxic ต่อผู้เข้าแข่งขัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง Hell’s Kitchen คือรายการแข่งขันที่ตั้งใจออกแบบให้เป็น ครัวนรก  อย่างตรงตัว เพื่อสะท้อนความกดดันของการทำงานในวงการระดับสูงเช่นกัน บทความนี้ HREX ไม่ได้มาถกเถียงเรื่องความ Toxic หรือข้อโต้แย้งเหล่านั้น แต่จะชวนคุณไปสำรวจ Hell’s Kitchen ในอีกแง่มุมหนึ่ง — ในฐานะสนามคัดเลือกพนักงานสุดโหดที่เปลี่ยนชีวิตหลายคน พร้อมวิเคราะห์บทบาทของเชฟกอร์ดอนในฐานะ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44827" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para.webp" alt="Hell&#039;s Kitchen: ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานตัวจริงของ Gordon Ramsay" width="600" height="370" title="Hell&#039;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay 26" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/HREX-Cover-by-Para-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ทุกธุรกิจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาคนทำงานขาดแคลนเหมือน ๆ กัน การหาคนทำงานเก่ง ๆ  (Talent) เข้าร่วมทีมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณคือ</span> <a href="https://www.gordonramsay.com/" target="_blank" rel="noopener"><b>กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay)</b></a><span style="font-weight: 400;"> เชฟเจ้าของดาวมิชลิน ผู้เป๊ะในทุกจานและไม่ยอมประนีประนอมกับคุณภาพอาหาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นจึงเป็นที่มาของ </span><a href="https://www.fox.com/hells-kitchen/" target="_blank" rel="noopener"><b>Hell’s Kitchen</b></a><span style="font-weight: 400;"> รายการเรียลลิตี้ชื่อดังของเขาเองทีเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 และยืนยันมาถึงปัจจุบันมากกว่า 20 ซีซัน จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นสนามฝึกงานสุดโหดที่เต็มไปด้วยบททดสอบรอบด้าน — ตั้งแต่ฝีมือปลายจวัก ไปจนถึงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้รายการ Hell’s Kitchen จะได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์อยู่เสมอในเรื่องการใช้ถ้อยคำรุนแรง การด่าทอต่อหน้ากล้อง ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ดู Toxic ต่อผู้เข้าแข่งขัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง Hell’s Kitchen คือรายการแข่งขันที่ตั้งใจออกแบบให้เป็น </span><b>ครัวนรก</b><span style="font-weight: 400;">  อย่างตรงตัว เพื่อสะท้อนความกดดันของการทำงานในวงการระดับสูงเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ HREX ไม่ได้มาถกเถียงเรื่องความ Toxic หรือข้อโต้แย้งเหล่านั้น แต่จะชวนคุณไปสำรวจ Hell’s Kitchen ในอีกแง่มุมหนึ่ง — ในฐานะสนามคัดเลือกพนักงานสุดโหดที่เปลี่ยนชีวิตหลายคน พร้อมวิเคราะห์บทบาทของเชฟกอร์ดอนในฐานะ “หัวหน้า” ที่ไม่ได้มีแค่เสียงตะคอก แต่ยังเต็มไปด้วยมาตรฐาน ภาวะผู้นำ และความตั้งใจจริงในการปั้นคนเก่งเข้าสู่วงการ</span></p>

<h2><b>Hell’s Kitchen รายการเรียลลิตี้ หรือกระบวนการสรรหาพนักงาน</b></h2>
<p><b>Hell’s Kitchen</b><span style="font-weight: 400;"> เริ่มต้นฉายในปี 2005 ในเวอร์ชัน US โดยมีเชฟ </span><b>กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay)</b><span style="font-weight: 400;">เป็นพิธีกรและหัวหน้าครัว เปิดตัวอย่างประสบความสำเร็จด้วยการเข้าชิงรางวัลมากมายต่อเนื่องหลายปี อาทิ Emmy Awards, People&#8217;s Choice Awards หรือ Favorite TV Chef และอีกสารพัดรางวัลที่ไล่เรียงไม่หมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่ารายการนี้เป็นเพียงเรียลลิตี้โชว์ที่มาพร้อมความดราม่า แต่ในความเป็นจริง รายการนี้คือ “สนามเวิร์กช็อป” ขนาดใหญ่ที่ใช้ทดสอบศักยภาพของเชฟอย่างเข้มข้น และ “ของจริง” มากกว่ารายการอื่น ๆ</span></p>
<p><b>กระบวนการสรรหาคนของรายการนี้ครอบคลุมทักษะหลัก ๆ ดังนี้:</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ทักษะการปรุงอาหาร:</b><span style="font-weight: 400;"> ความอร่อย ความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ทักษะการรับรส:</b><span style="font-weight: 400;"> การทดสอบ Blind Taste ปิดตาทายชื่อวัตุถดิบจากการชิม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความคิดสร้างสรรค์:</b><span style="font-weight: 400;"> การคิดเมนูใหม่ การดัดแปลงวัตถุดิบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความรู้ด้านวัตถุดิบและเทคนิค:</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น วิธีแล่ปลา การใช้มีด การซูวี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความสามารถในการรับแรงกดดัน:</b><span style="font-weight: 400;"> ทำงานในเวลาเร่งด่วน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การทำงานเป็นทีม:</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องประสานกับเพื่อนร่วมครัวให้สำเร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภาวะความเป็นผู้นำ:</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของการแข่งขัน</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผู้ชนะในแต่ละซีซันจะได้รับรางวัลเป็นตำแหน่งหัวหน้าครัวในหนึ่งในร้านอาหารของ Gordon Ramsay หรือเชนร้านอาหารในเครือของเขา ซึ่งส่วนใหญ่ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) ได้ไปทำงานต่อจริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44829" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Hells-Kitchen-Fox.webp" alt="Hell&#039;s Kitchen: ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานตัวจริงของ Gordon Ramsay" width="1000" height="563" title="Hell&#039;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay 27" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Hells-Kitchen-Fox.webp 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Hells-Kitchen-Fox-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Hells-Kitchen-Fox-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>Gordon Ramsay หัวหน้างาน Perfectionist ที่อัดแน่นไปด้วยภาวะผู้นำ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เชฟกอร์ดอน แรมซีย์ ถูกจำภาพว่าเป็นหัวหน้าที่ดุดัน เสียงดัง และพร้อมจะขว้างจานหากอาหารไม่ผ่านมาตรฐาน แต่ภายใต้ “เสียงตะคอก” เหล่านั้น กลับมีหัวใจของครูซ่อนอยู่ เพราะเขาคือคนที่ต้องการให้ทีมของเขาเติบโต แข็งแรง และพร้อมเผชิญหน้ากับความโหดร้ายในโลกแห่งความจริง</span></p>
<h3><b>ตัวอย่างภาวะผู้นำในแบบฉบับ สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับเชฟ Gordon:</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เป็น Perfectionist อย่างสุดขั้ว:</b><span style="font-weight: 400;"> เชฟแรมซีย์ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกจาน คาดหวังความเป๊ะในทุกระเบียบ ทั้งหมดนี้เพื่อสะท้อนมาตรฐานของร้านระดับมิชลิน และที่สำคัญที่เขาย้ำบ่อย ๆ คือการเสิร์ฟอาหารที่ผิดพลาด คือการไม่เคารพลูกค้า และเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่แปลกที่เขาจะสั่งปิดครัวกลางคันเพื่อคัดพนักงานออกทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ให้โอกาสในการแก้ตัว: </b><span style="font-weight: 400;">ภาพจำที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ คือการขว้างปาอาหาร พร้อมคำด่าทอแบบรุนแรง ใช่… มันรุนแรง อย่างไรก็ดี หากผู้แข่งขันคนนั้นพยายามแก้ไขและทำอาหารสำเร็จในครั้งถัดไป เขาจกล่าวชมต่อหน้าทุกคน พร้อมให้กำลังใจด้วยประโยคคลาสิกว่า “That’s how you bounce back. Well done.” นั่นแสดงให้เห็นว่า เขาให้โอกาสคนที่พยายาม แม้จะล้มเหลวก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เลือกคนจากศักยภาพที่พัฒนาได้:</b><span style="font-weight: 400;"> หลายครั้งที่เราจะเห็นคนเก่งมั่นหน้าเข้ามาแข่งขัน แต่ก็ไม่ได้ชนะหรือผ่านเข้าไปสู่รอบลึก ๆ กลับกลายเป็นเชฟธรรมดาที่ค่อย ๆ พัฒนาฝีมือ หนำซ้ำบางคนเคยเกือบถูกคัดออกด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง เชฟ</span><a href="https://www.mashed.com/332774/hells-kitchen-judge-christina-wilson-dishes-on-behind-the-scenes-plus-the-scoop-on-gordon-ramsay-exclusive/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> คริสติน่า วิลสัน (Christina Wilson)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่เริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ แต่เชฟแรมซีย์สังเกตเห็นความสม่ำเสมอ ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่น กระทั่งชนะรายการและยังดึงเธอเข้าสู่ธุรกิจจริงจัง ปัจจุบันเธอกลายเป็นหนึ่งในเชฟเมนเทอร์ที่คอยดูแลผู้เข้าแข่งขันรุ่นใหม่ ๆ เสมอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ไล่ออกทันที ถ้าไม่มีความเป็นทีม:</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะความเป็นมืออาชีพและการเคารพกันในการทำงานคือหัวใจหลัก มีผู้เข้าแข่งขันหลายที่เก่ง แต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับทีมได้ กระทั่งเพื่อน ๆ ในทีมพยายามขับไล่ออก ท้ายที่สุดเชฟกอร์ดอนมักจะถามคนอื่น ๆ ว่า “ถ้าไม่มีคนคนนี้ ทีมจะแข็งแกร่งขึ้นไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ใช่” กอร์ดอน แรมซีย์ก็จะไล่ออกทันที นั่นคือการใส่ใจความเป็นทีม มากกว่าแค่ความสามารถของตัวบุคคล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ดึงคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้นยืน: </b><span style="font-weight: 400;">อีกตัวอย่างที่น่าประทับใจคือเรื่องราวของเชฟ</span><a href="https://foodsided.com/chef-egypt-davis-hells-kitchen-season-23-interview" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> อียิปต์ (Egypt Davis)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซีซัน 23 ที่ช่วงแรก ๆ เต็มไปด้วยความกดดัน ถูกวิจารณ์จากเพื่อนร่วมทีมจนถึงขั้นอยากถอนตัวจากการแข่งขัน แต่เชฟแรมซีย์กลับเรียกเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมให้กำลังใจว่า “I belive in you”  คำพูดนั้นเปลี่ยนทุกอย่าง เชฟอียิปต์ค่แย ๆ กลับมายืนหยัด และพาตัวเองเข้ารอบ Top 3 พร้อมกลายเป็นหนึ่งในคนที่คนดูรักที่สุดของซีซัน</span></li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44824 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150-1024x682.webp" alt="Hell&#039;s Kitchen: ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานตัวจริงของ Gordon Ramsay" width="1024" height="682" title="Hell&#039;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay 28" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150-1024x682.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150-300x200.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150-768x512.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150-1536x1024.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/3150.webp 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>HR เรียนรู้อะไรได้บ้างจากรายการนี้</b></h2>
<h3><b>1. อย่าเลือกคนแค่จากเรซูเม่ แต่ดูจากสถานการณ์จริง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในรายการ Hell’s Kitchen มีหลายครั้งที่ผู้เข้าแข่งขันมาพร้อมประสบการณ์อลังการ เช่น มีดีกรีจากสถาบันชั้นนำ เคยทำงานในร้านดาวมิชลิน ทว่ากลับเอาตัวไม่รอดเมื่อต้องทำงานภายใต้แรงกดดันจริง ขณะที่บางคนไม่ได้มีดีกรีหรูหรา แต่แสดงออกถึงความยืดหยุ่น การเรียนรู้เร็ว และพลังใจที่มั่นคง จนกลายเป็นผู้เข้าแข่งขันที่เชฟแรมซีย์ไว้ใจมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นกันสำหรับ HR การคัดเลือกคนไม่ควรดูแค่คุณวุฒิหรือประวัติ แต่ควรพิจารณาจากพฤติกรรมและทัศนคติในการทำงานจริง เช่น ผ่านการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Interview), การทำ Work Simulation, หรือ Group Assessment อาจจะดีกว่า</span></p>
<h3><b>2. หัวหน้าที่ดีต้องตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ลืมให้โอกาสคนพัฒนา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สไตล์ของเชฟกอร์ดอน แรมซีย์ คือการ “พูดตรง” แบบไม่อ้อมค้อม ถ้าอาหารไม่ดี เขาจะบอกว่าไม่ดี ถ้าทีมทำงานแย่ เขาจะไม่ปล่อยผ่าน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เขาไม่เคยด่าคนเพื่อทำร้าย เขาด่าเพื่อให้ “ตื่น” และ “เติบโต” เขามีมาตรฐานสูง และต้องการให้คนที่ทำงานกับเขาเข้าใจว่าคุณภาพต้องมาก่อนทุกอย่าง ฉะนั้นการ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/"><span style="font-weight: 400;">Feedback</span></a><span style="font-weight: 400;"> ต้องตรง ชัด และทันที เพื่อให้เกิดการปรับปรุงนั่นเอง</span></p>
<h3><b>3. ความสามารถอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่รู้จักทำงานเป็นทีม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีมสำคัญมาก โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  เพราะหากไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ไม่รับฟัง ไม่ประสานงาน ไม่สื่อสาร ก็จะทำให้การบริการล้มเหลว สำหรับ HR แล้ว การประเมินศักยภาพพนักงานควรพิจารณาจาก Collaborative Skill เช่น ทักษะการฟัง การช่วยเหลือผู้อื่น การมีทัศนคติแบบ win-win และการมีวุฒิภาวะในที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะยิ่งในโลกของ Hybrid Work และ Cross-functional Team คนที่ทำงานกับคนอื่นได้ดีคือ Asset ที่แท้จริงขององค์กร</span></p>
<h3><b>4. Gordon Ramsay = Employer Branding</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในจุดแข็งที่ไม่มีใครแทนได้ของรายการ คือตัวตนของเชฟกอร์ดอน แรมซี่ (Gordon Ramsay) เขาไม่ได้เป็นแค่พิธีกรหรือกรรมการ แต่เป็นหัวใจของรายการเลย โดยเฉพาะบุคลิกของเขาทั้งด้านความเป๊ะ ความดุดัน และภาวะผู้นำที่แท้จริง กลายเป็นแม่เหล็กที่ทำให้คนดูทั่วโลก ทุกการตัดสินใจของเขามีน้ำหนัก และทำให้รายการนี้แตกต่างจากเรียลลิตี้อื่น ๆ ฉะนั้นองค์กรหรือบริษัทก็เช่นกัน เราอาจต้องมี “คน” หรือ “ผู้นำ” สักคนที่กลายมาเป็นภาพสะท้อนของแบรนด์นั้น ๆ นั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44828 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Episode_1707_thumbnail-1024x576.webp" alt="Hell&#039;s Kitchen: ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานตัวจริงของ Gordon Ramsay" width="1024" height="576" title="Hell&#039;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay 29" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Episode_1707_thumbnail-1024x576.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Episode_1707_thumbnail-300x169.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Episode_1707_thumbnail-768x432.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/04/Episode_1707_thumbnail.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>Hell&#8217;s Kitchen กระบวนการเลือกพนักงานที่แทบไม่มีใครเลียนแบบได้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้เขียนแล้ว Hell’s Kitchen จึงไม่ใช่แค่รายการเกมโชว์ธรรมดา แต่คือ “กระบวนการสรรหา” คนทำงานจริงผ่านจอโทรทัศน์ที่โหดหินที่สุดเท่าที่เคยมี ฉะนั้นหากมองในเชิงธุรกิจ Hell’s Kitchen คือตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Employer Branding, Talent Selection และ Leadership Development ในรูปแบบที่สร้างความบันเทิงได้พร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ Gordon Ramsay จะมีมิติของ “ความโหด” แต่เมื่อดูให้ลึก เราจะพบว่า เขาเป็นหัวหน้าที่ใส่ใจ พยายามสร้างทีมที่แข็งแรง และไม่ยอมให้มาตรฐานใดต่ำกว่าที่เขาเชื่อว่าลูกค้าควรได้รับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณคือเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารทีม คุณอาจไม่มีรายการทีวีของตัวเอง แต่คุณสามารถยืมโมเดลจาก Hell’s Kitchen (ในด้านที่ดีนะ) มาปรับใช้ในการคัดเลือกและพัฒนาคนเก่งของคุณเองได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ขอย้ำอีกครั้งนะว่า เอาด้านที่ดีมาใช้นะ ไม่ใช่ไปยืนตะโกนด่าพนักงานในบริษัทอย่างเดียว !</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Hell&#039;s Kitchen ศึกครัวนรกสนามคัดเลือกพนักงานของ Gordon Ramsay 30" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Reference</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Hell%27s_Kitchen_(American_TV_series)" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Wikipedia</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.tacitbase.com/post/cloud-based-recruiting-software-hells-kitchen-to-hiring-hormony" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Tacitbase</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.reddit.com/r/HellsKitchen/comments/p6z8v8/what_do_you_think_the_recruiting_process_is_like/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Quora</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.linkedin.com/pulse/what-gordon-ramsay-can-teach-you-talent-acquisition-jackie-shu/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Linkedin</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.delish.com/food-news/a45982/what-its-really-like-being-on-hells-kitchen/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Delish</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hells-kitchen-hr-lessons-250418/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hr-salary-250103/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hr-salary-250103/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jan 2025 07:49:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือน HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=42104</guid>

					<description><![CDATA[เป็นประจำทุกปี เมื่อทุกต้นปีหลายคนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือปรับบทบาทเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งหนึ่งในสายงานที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ สายงาน HR (Human Resources) HR ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม มีบทบาทตั้งแต่การสรรหาและพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการบริหารจัดการวัฒนธรรมองค์กรและสร้างความมั่นคงให้กับทีมงาน การทำงานในสาย HR จึงไม่ใช่เพียงแต่เป็นการดูแลเรื่องคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรในภาพรวม ในบทความนี้ HREX.asia จะพาคุณมาดู เงินเดือนในสายงาน HR ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับผู้บริหาร พร้อมเจาะลึกถึงอุตสาหกรรมที่ให้ค่าตอบแทนสูงสุด พร้อมแนวทางในการพัฒนาตัวเองเพื่อเติบโตในสายงานนี้ หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจหรือข้อมูลเพื่อก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงในสาย HR บทความนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น เงินเดือน HR: แต่ละตำแหน่งและระดับอาชีพควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ ? สายงาน HR มีตำแหน่งงานที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่เริ่มต้นไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีขอบเขตความรับผิดชอบและค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยเราอ้างอิงจาก 2025 Salary Guide Report from ManpowerGroup Thailand ซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละระดับที่ชัดเจน ขณะที่บทความนี้จะเป็น ค่าเฉลี่ย เท่านั้น ดังนี้  เงินเดือนระดับเริ่มต้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42106" src="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/ส่องเงินเดือน-HR-ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน.webp" alt="ส่องเงินเดือน HR ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน" width="600" height="370" title="ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด 36" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/ส่องเงินเดือน-HR-ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2025/01/ส่องเงินเดือน-HR-ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นประจำทุกปี เมื่อทุกต้นปีหลายคนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือปรับบทบาทเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งหนึ่งในสายงานที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ </span><b>สายงาน HR (Human Resources)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม มีบทบาทตั้งแต่การสรรหาและพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการบริหารจัดการวัฒนธรรมองค์กรและสร้างความมั่นคงให้กับทีมงาน การทำงานในสาย HR จึงไม่ใช่เพียงแต่เป็นการดูแลเรื่องคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรในภาพรวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ HREX.asia จะพาคุณมาดู </span><b>เงินเดือนในสายงาน HR </b><span style="font-weight: 400;">ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับผู้บริหาร พร้อมเจาะลึกถึงอุตสาหกรรมที่ให้ค่าตอบแทนสูงสุด พร้อมแนวทางในการพัฒนาตัวเองเพื่อเติบโตในสายงานนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจหรือข้อมูลเพื่อก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงในสาย HR บทความนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น</span></p>

<h2><b>เงินเดือน HR: แต่ละตำแหน่งและระดับอาชีพควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สายงาน HR มีตำแหน่งงานที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่เริ่มต้นไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีขอบเขตความรับผิดชอบและค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยเราอ้างอิงจาก </span><a href="https://www.manpowerthailand.com/salary-guide-manpowergroup-thailand" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">2025 Salary Guide Report from ManpowerGroup Thailand</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละระดับที่ชัดเจน ขณะที่บทความนี้จะเป็น</span><b> ค่าเฉลี่ย</b><span style="font-weight: 400;"> เท่านั้น ดังนี้ </span></p>
<h3><b>เงินเดือนระดับเริ่มต้น (Entry-Level)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงาน HR ตำแหน่งที่เหมาะสมจะเป็นตำแหน่งในระดับปฏิบัติการ เช่น:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HR Officer หรือ HR Executive</b><span style="font-weight: 400;">: 15,000 &#8211; 35,000 บาท/เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Recruiter หรือ HR Specialist</b><span style="font-weight: 400;">: 20,000 &#8211; 35,000 บาท/เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HRD Officer หรือ Training Specialist</b><span style="font-weight: 400;">: 18,000 &#8211; 35,000 บาท/เดือน</span></li>
</ul>
<h3><b>เงินเดือนระดับกลาง (Middle-Level)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่มีประสบการณ์ 6-10 ปีในสาย HR สามารถก้าวเข้าสู่ตำแหน่งระดับบริหารระดับกลาง เช่น:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HR Manager</b><span style="font-weight: 400;">: 50,000 &#8211; 80,000 บาท/เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Compensation and Benefits Manager</b><span style="font-weight: 400;">: 45,000 &#8211; 100,000 บาท/เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HR Business Partner (HRBP)</b><span style="font-weight: 400;">: 55,000 &#8211; 130,000 บาท/เดือน</span></li>
</ul>
<h3><b>เงินเดือนระดับสูง (High-Level)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี อยู่ในตำแหน่งระดับสูง เป็นผู้บริหาร HR มีบทบาทในการวางกลยุทธ์และกำหนดทิศทางด้านทรัพยากรบุคคลขององค์กร เช่น:</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HR Director หรือ HR Head</b><span style="font-weight: 400;">: 150,000 &#8211; 300,000 บาท/เดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>CHRO (Chief Human Resources Officer)</b><span style="font-weight: 400;">: 200,000 &#8211; 500,000 บาท/เดือน</span></li>
</ul>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>รู้หรือไหม ?</strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">สาย HR ที่มีเงินเดือนต่ำที่สุดคือ </span><b>HR Officer หรือ HR Executive</b><span style="font-weight: 400;"> เงินเดือน</span><b> 13,910 บาท/เดือน</b></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สาย HR ที่มีเงินเดือนสูงที่สุด </span><b>CHRO (Chief Human Resources Officer)</b><span style="font-weight: 400;"> เงินเดือน  </span><b>1,280,000 บาท/เดือน</b></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21332" src="https://th.hrnote.asia/storage/2018/10/american-dollars-cash-money-sack-black-table-dark-room.jpg" alt="american dollars cash money sack black table dark room" width="1000" height="667" title="ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด 37" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2018/10/american-dollars-cash-money-sack-black-table-dark-room.jpg 1000w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/10/american-dollars-cash-money-sack-black-table-dark-room-300x200.jpg 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2018/10/american-dollars-cash-money-sack-black-table-dark-room-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2><b>อุตสาหกรรมไหน HR ได้เงินเดือนสูงสุด ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลใน </span><a href="https://www.manpowerthailand.com/salary-guide-manpowergroup-thailand" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">2025 Salary Guide</span></a><span style="font-weight: 400;"> ฉบับเดียวกันพบว่า อุตสาหกรรมที่ HR ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุด ได้แก่:</span></p>
<h3><b>1. Banking and Finance</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อุตสาหกรรมการเงินและธนาคารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ HR ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุด สาเหตุหลักคือความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการเงิน และการสร้างความมั่นคงในองค์กร โดยเฉพาะเมื่อธนาคารและสถาบันการเงินต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและข้อกำหนดใหม่ ๆ เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอุตสาหกรรมนี้ HR ไม่ได้ดูแลเพียงเรื่องการสรรหาหรือพัฒนาพนักงาน แต่ยังต้องมีความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยง การจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ตำแหน่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211105-what-is-hrbp/"><b>HR Business Partner (HRBP)</b></a><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>Compensation and Benefits Manager</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือว่ามีเงินเดือนที่สูง</span></p>
<h3><b>2. FMCG และ Retail</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก (Fast-Moving Consumer Goods) เป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง และมีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อน ความท้าทายของ HR ในกลุ่มนี้คือการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีพนักงานจำนวนมากและรูปแบบการจ้างงานหลากหลาย รวมทั้ง HR เองยังต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย </span></p>
<p><b>HR Manager</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>HRBP</b><span style="font-weight: 400;"> จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างทีมงานในฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กรให้ตอบโจทย์ธุรกิจ และต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์ให้เป็น นับเป็นหนึ่งในหน้าที่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ตำแหน่ง HR ในกลุ่มนี้ได้</span></p>
<h3><b>3. Technology และ IT</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ IT จะเติบโตอย่างรวดเร็ว HR ในอุตสาหกรรมนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานสามารถรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้ส่งเสริมการคิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตำแหน่ง HR ที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมนี้ </span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210721-hris-human-resource-information-system/"><b>HRIS</b></a><b> Manager (Human Resource Information System Manager)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ต้องดูแลระบบจัดการทรัพยากรบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ </span><b>Training and Development Manager</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อพัฒนาทักษะพนักงานให้ทันกับเทรนด์และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจคือ HR ต้องมีความเข้าใจใน  วัฒนธรรมของพนักงานสายเทคโนโลยี ซึ่งแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะในเรื่องของความยืดหยุ่นในการทำงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/"><span style="font-weight: 400;">Flexible Work</span></a><span style="font-weight: 400;">) และการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/"><span style="font-weight: 400;">Work-Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่พวกเขาถามหากว่าปกติ จึงเป็นมีเทคนิคในการดูแลพวกเขาที่เฉพาะตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31616" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development6.webp" alt="Career Development6" width="600" height="370" title="ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด 38" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development6.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/Career-Development6-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>HR จะพัฒนาตัวเองในสายงาน เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งและรายได้ที่สูงขึ้นได้อย่างไร ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตในสายงาน HR ซึ่งไม่เพียงช่วยให้คุณก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณค่าและความสำคัญของคุณในองค์กร ต่อไปนี้คือแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ </span></p>
<h3><b>1. เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพิ่มทักษะเฉพาะทางจะช่วยให้คุณโดดเด่นในสายงาน HR โดยเฉพาะในด้านที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Compensation &amp; Benefits</b><span style="font-weight: 400;">: การจัดการเรื่องค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างความพึงพอใจและรักษาพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/5-hr-strategy-240809/"><b>HR Analytics</b></a><span style="font-weight: 400;">: การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนากลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>HRIS (Human Resource Information System)</b><span style="font-weight: 400;">: การใช้งานระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซับซ้อนในกระบวนการทำงาน</span></li>
</ul>
<h3><b>2.  สอบรับใบรับรองวิชาชีพ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวงการ HR มี</span><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/hr-certification-thailand/"><span style="font-weight: 400;"> ใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ</span></a><span style="font-weight: 400;"> มากมายที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในสายงาน ยกตัวอย่าง มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพกลุ่มอาชีพนักทรัพยากรมนุษย์ของ </span><b>SHRM (Society for Human Resource Management) </b><span style="font-weight: 400;">หรือ</span><b> คุณวุฒิวิชาชีพนักบริหารทรัพยากรบุคคลของสถาบัน HRCI (HR Certification Institute) </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก </span><a href="http://www.pmat.or.th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5/1712/HR%20Standard/19426/viewlink1/?contentid=37234" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (Personnel Management Association of Thailand : PMAT)</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใบรับรองเหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังสร้างโอกาสให้คุณก้าวเข้าสู่บทบาทที่ซับซ้อนและมีค่าตอบแทนสูงขึ้นนั่นเอง</span></p>
<h3><b>3. สร้างเครือข่ายในวิชาชีพ HR</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างเครือข่ายในสายงาน HR จะช่วยให้คุณมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม โดยคุณสามารถเข้าร่วมกลุ่ม HR Professionals ในหลากหลายแห่ง เช่น ชมรมหรือองค์กรที่สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ HR รวมทั้งการเข้าร่วมสัมมนาและกิจกรรม เพื่ออัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มล่าสุด และสร้างความสัมพันธ์กับคนในวงการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับ HREX.asia ที่มีแพลตฟอร์ม </span><a href="https://qath.hrnote.asia/"><span style="font-weight: 400;">HR Community</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นชุมชนออนไลน์ที่คุณสามารถเข้ามาถาม-ตอบ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ผ่านการตั้งกระทู้ รวมทั้งเรายังมีกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์เป็นประจำ สามารถติดตามผ่านทุกช่องทางของเราเลย</span></p>
<h3><b>4. พัฒนาความเข้าใจในธุรกิจและการบริหารเชิงกลยุทธ์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการทำงานในสาย HR ไม่ได้หมายถึงการดูแลคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีความเข้าใจในกลยุทธ์องค์กรและการบริหารธุรกิจด้วย ฉะนั้นเพื่อเพิ่มบทบาทในเชิงกลยุทธ์ HR จะต้องทำความเข้าใจกับเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว, เรียนรู้เกี่ยวกับงบประมาณและการบริหารจัดการทรัพยากร และร่วมทำงานกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับความสามารถของตัวเองได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-41833 size-large" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_-1024x631.webp" alt="ระบบ HR ที่ปรับแต่งได้ดั่งใจ! ทำไม ATHM ถึงเหมาะกับทุกองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่น?" width="1024" height="631" title="ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด 39" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_-1024x631.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_-300x185.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_-768x473.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_-1536x947.webp 1536w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/3-_2_.webp 1875w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h2><b>การทำงานสายงาน HR ยังน่าสนใจอยู่ไหม ?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สายงาน HR (Human Resources) ยังคงเป็นหนึ่งในสายงานที่มีบทบาทสำคัญในทุกองค์กร โดยเฉพาะในยุคที่การบริหารจัดการคนถือเป็นหัวใจของความสำเร็จทางธุรกิจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นหากคุณ </span><b>สนุกกับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้คน</b><span style="font-weight: 400;"> งาน HR จะตอบโจทย์คุณอย่างมาก คุณจะมีโอกาสได้พูดคุย รับฟัง และช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การพัฒนาทักษะ หรือการสร้างความสัมพันธ์ในทีม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ </span><b>HR ยังมีบทบาทเชิงกลยุทธ์องค์กร</b> <a href="https://th.hrnote.asia/tips/why-hr-why-240620/"><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้ทำงานเพียงแค่จัดการเอกสารหรือปฏิบัติงานซ้ำ ๆ</span></a><span style="font-weight: 400;"> เช่น การกำหนดวัฒนธรรมองค์กร การวางแผนด้านความหลากหลาย (Diversity &amp; Inclusion) และการสนับสนุนความยั่งยืน (Sustainability) แถมยังเป็น</span><b> ผู้ที่ช่วยให้พนักงานแต่ละคนประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเอง</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อที่จะเห็นพนักงานเติบโตและสร้างผลลัพธ์ต่อองค์กรต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน HR จึงยังมีโอกาสเติบโตในอาชีพสูง สามารถพัฒนาทักษะตัวเองได้หลากหลาย เช่น ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ การเจรจาต่อรอง และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน การวิเคราะห์ข้อมูล (HR Analytics) และการจัดการระบบทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างผลกระทบในเชิงบวกในองค์กรนั่นเอง</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>งาน HR เหมาะกับใคร ?</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่รักการทำงานร่วมกับผู้อื่น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่ชอบการวางแผนและแก้ปัญหา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่สนใจการพัฒนาคนและองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">คนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ได้</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดแล้ว งาน HR ยังคงเป็นสายงานที่มีความสำคัญและน่าสนใจในทุกยุคสมัย หากคุณเป็นคนที่ชอบทำงานเกี่ยวกับคน และต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีในองค์กร งานนี้จะเป็นโอกาสที่คุณสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จ ไปพร้อม ๆ กับการช่วยเหลือผู้อื่นให้เติบโตในสายอาชีพเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณกำลังมองหาอาชีพที่มั่นคงและมีความท้าทาย การเข้าสู่สายงาน HR อาจเป็นก้าวสำคัญในชีวิตการทำงาน ที่สำคัญอย่าลืมพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อคว้าโอกาสในสายงานนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่วมพัฒนาทักษะและสร้างเครือข่ายในสายงาน HR เพื่อความสำเร็จที่มั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกันกับ HREX.asia !</span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20217 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png" alt="CTA HR Community" width="1600" height="500" title="ส่องเงินเดือน HR: ตำแหน่งไหน อุตสาหกรรมใด ได้เงินเดือนสูงสุด 40" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/hr-salary-250103/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/perfume-etiquette-241209/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/perfume-etiquette-241209/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Dec 2024 01:55:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Perfume Etiquette]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=41796</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Perfume Etiquette หรือมารยาทในการฉีดน้ำหอมเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ แม้น้ำหอมจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนได้ แต่หากเลือกกลิ่นน้ำหอมที่แรงหรือไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคือง หรืออาการแพ้ในเพื่อนร่วมงาน รวมถึงสร้างความไม่สบายใจและลดประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่ตั้งใจ HR ควรกำหนดแนวทางการใช้น้ำหอมให้ชัดเจน เช่น แนะนำให้ใช้กลิ่นอ่อน หลีกเลี่ยงกลิ่นแรงในพื้นที่ส่วนรวม และจัดพื้นที่ปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free Zones) เพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ในทีม รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของน้ำหอม และการเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นหรือร่วมกำหนดนโยบาย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกสบายใจและเคารพซึ่งกันและกัน เวลาออกจากบ้านมาทำงาน ใคร ๆ ก็น่าจะอยากออกมาแบบร่างกายสะอาดสะอ้าน ดูดี มีกลิ่นหอม หลายคนนอกจากจะอาบน้ำแล้ว ยังต้องฉีด น้ำหอม อีกสัก 3-4 สเปรย์ให้ทั่วตัว มิฉะนั้นคงมาทำงานด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจ กังวลว่ากลิ่นกายอาจไปรบกวนสมาธิผู้อื่นจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ อย่างไรก็ตาม การฉีดน้ำหอม นั้นก็มีข้อปฏิบัติที่ควรรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงานในบางองค์กร HR ถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว หากสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดน้ำหอมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่าง ๆ ให้ดี อาจเกิดปัญหาหลายอย่างตามมาได้ ทำไม HR ถึงต้องให้ความสำคัญกับการฉีดน้ำหอมของพนักงานขนาดนี้ HREX.asia มีคำตอบ ติดตามได้เลยในบทความนี้ น้ำหอม อุปกรณ์เพิ่มความมั่นใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li aria-level="1">Perfume Etiquette หรือมารยาทในการฉีดน้ำหอมเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ แม้น้ำหอมจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนได้ แต่หากเลือกกลิ่นน้ำหอมที่แรงหรือไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคือง หรืออาการแพ้ในเพื่อนร่วมงาน รวมถึงสร้างความไม่สบายใจและลดประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่ตั้งใจ</li>
<li aria-level="1">HR ควรกำหนดแนวทางการใช้น้ำหอมให้ชัดเจน เช่น แนะนำให้ใช้กลิ่นอ่อน หลีกเลี่ยงกลิ่นแรงในพื้นที่ส่วนรวม และจัดพื้นที่ปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free Zones) เพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ในทีม</li>
<li aria-level="1">รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของน้ำหอม และการเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นหรือร่วมกำหนดนโยบาย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกสบายใจและเคารพซึ่งกันและกัน</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41799" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-06T152733.613.webp" alt="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 47" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-06T152733.613.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-06T152733.613-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาออกจากบ้านมาทำงาน ใคร ๆ ก็น่าจะอยากออกมาแบบร่างกายสะอาดสะอ้าน ดูดี มีกลิ่นหอม หลายคนนอกจากจะอาบน้ำแล้ว ยังต้องฉีด</span><b> น้ำหอม </b><span style="font-weight: 400;">อีกสัก 3-4 สเปรย์ให้ทั่วตัว มิฉะนั้นคงมาทำงานด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจ กังวลว่ากลิ่นกายอาจไปรบกวนสมาธิผู้อื่นจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม </span><b>การฉีดน้ำหอม </b><span style="font-weight: 400;">นั้นก็มีข้อปฏิบัติที่ควรรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงานในบางองค์กร HR ถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว หากสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดน้ำหอมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่าง ๆ ให้ดี อาจเกิดปัญหาหลายอย่างตามมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ถึงต้องให้ความสำคัญกับการฉีดน้ำหอมของพนักงานขนาดนี้ HREX.asia มีคำตอบ ติดตามได้เลยในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h1>น้ำหอม อุปกรณ์เพิ่มความมั่นใจ ที่ทำลายบรรยากาศได้</h1>
<p><b>น้ำหอม</b><span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นเครื่องประดับที่มีความหรูหรา ช่วยสร้างความมั่นใจ เสริมสร้างบุคลิกภาพ และบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้ให้กับแต่ละคนได้อย่างดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในบริบทของที่ทำงาน การใช้น้ำหอมอาจไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป หากใช้กลิ่นที่แรงหรือฉุนเกินไป อย่าลืมว่า แต่ละคนมีความชื่นชอบแตกต่างกัน น้ำหอมที่ชอบของแต่ละคนก็ย่อมต่างกันไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจชอบกลิ่นหอมสดชื่น ๆ บางคนอาจชอบกลิ่นไม้ ซึ่งกลิ่นเหล่านี้อาจไม่ได้หอมสำหรับทุกคน และมันสามารถสร้างความไม่สบายใจที่ส่งผลต่อบรรยากาศการทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยจากการใช้น้ำหอมในที่ทำงานคือ ผลกระทบต่อสุขภาพของเพื่อนร่วมงาน </span><b>นอกจากกลิ่นที่ชอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ความไวต่อกลิ่นของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันด้วย </b><span style="font-weight: 400;">บางคนอาจแพ้สารเคมีในน้ำหอม นำไปสู่อาการปวดศีรษะ ระคายเคืองตา หรือระบบทางเดินหายใจติดขัดได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพ กลิ่นน้ำหอมที่ไม่เหมาะสมยังอาจลดประสิทธิภาพการทำงาน เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในทีมได้ บางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อย่าลืมว่าเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เป็นชนวนที่สร้างปัญหาใหญ่ที่ไม่คาดคิดมาแล้วนักต่อนัก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41800" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085106.283.webp" alt="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 48" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085106.283.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085106.283-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ทำไม HR ต้องให้ความสำคัญกับการฉีดน้ำหอมของพนักงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้น้ำหอมจะเป็นตัวช่วยเสริมความมั่นใจของปัจเจกบุคคล แต่การใช้น้ำหอมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงานก็ควรต้องใช้อย่างระมัดระวังและเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR และพนักงานควรร่วมกันสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกำหนดแนวทางหรือมารยาทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้น้ำหอม เพื่อส่งเสริมให้ที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกสบายใจและสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</span></p>
<p><b>หน้าที่หนึ่งของ HR คือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทุกองค์ประกอบในที่ทำงาน </b><span style="font-weight: 400;">รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ อย่างการใช้น้ำหอมของพนักงาน ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของทีมงานได้ หากละเลยประเด็นนี้ อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ในทีม และวัฒนธรรมองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาด้านสุขภาพก็เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ HR ควรใส่ใจเรื่องการใช้น้ำหอม ดังที่กล่าวว่ามีพนักงานไม่น้อยที่แพ้สารเคมีหรือไวต่อกลิ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคืองทางเดินหายใจ หรือมีอาการแพ้เฉียบพลัน หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม องค์กรอาจเผชิญกับปัญหาความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานที่ลดลง หรือในกรณีร้ายแรงอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การจัดการเรื่องน้ำหอมยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี กลิ่นที่แรงหรือไม่เหมาะสมอาจสร้างความไม่สบายใจและลดความร่วมมือในทีมได้ HR สามารถช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการกำหนดแนวทางเกี่ยวกับมารยาทในการใช้น้ำหอม เพื่อส่งเสริมความเคารพและการอยู่ร่วมกันในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการใช้น้ำหอม ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคนในองค์กร HR ควรนำประเด็นนี้เข้าสู่นโยบายด้านสุขภาพและวัฒนธรรมองค์กร เช่น การสื่อสารเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำหอม และการจัดพื้นที่ปราศจากกลิ่น เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจในความต้องการและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างแท้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41801" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085134.623.webp" alt="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 49" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085134.623.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085134.623-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>ส่องนานาประเทศ วางมาตรการเรื่องน้ำหอมในที่ทำงานอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">น้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วโลก อาจไม่ได้มีกฎหมายหรือข้อบังคับเรื่องการใช้งานอย่างเป็นทางการ แต่รู้หรือไม่ว่าในบางประเทศมีระเบียบข้อบังคับที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดเตรียมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะให้แก่พนักงาน ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้น้ำหอมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาดูกันดีกว่าว่าประเทศไหนพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง</span></p>
<p><b>สหภาพยุโรป (European Union)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสหภาพยุโรปมีข้อบังคับ EU Strategic Framework on Health and Safety at Work 2021-2027 ที่จัดตั้งกรอบการทำงานเพื่อปกป้องพนักงานจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารอันตรายในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยรวมแล้วเอกสารนี้ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกฎการใช้น้ำหอมโดยตรง แต่แนวทางจัดการกับความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีในที่ทำงาน ก็สามารถตีความ และโยงให้เห็นถึงผลกระทบจากน้ำหอมอย่างไม่ถูกสุขอนามัยได้</span></p>
<p><b>ประเทศสหรัฐอเมริกา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทำนองเดียวกัน สหรัฐอเมริกามีแนวทางจากสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Occupational Safety and Health Administration หรือ OSHA) ที่กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสถานที่ทำงานที่ปราศจากกลิ่นน้ำหอม หากพนักงานมีความไวต่อกลิ่นหรือแพ้กลิ่นบางประเภท หรือหากกลิ่นนั้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างปลอดภัยของพนักงาน</span></p>
<p><b>ประเทศแคนาดา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของแคนาดา (Canadian Centre for Occupational Health and Safety) แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำหอมในที่ทำงาน เกิดเป็นแนวทางสำหรับนโยบายปราศจากกลิ่นน้ำหอมในสถานที่ทำงาน หากมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความไม่สบายใจของพนักงาน</span></p>
<p><b>ประเทศออสเตรเลีย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของออสเตรเลีย (Occupational Health and Safety &#8211; OHS) เคยเผยแพร่เอกสาร </span><a href="https://www.ohsrep.org.au/perfumes_and_scents_chemicals_too_j7amkvi3zjsyebw71q1xmw" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Perfumes and scents: chemicals too!</span></a><span style="font-weight: 400;"> เน้นถึงความสำคัญของการจัดการกับน้ำหอมในสถานที่ทำงานเพื่อปกป้องสุขภาพของพนักงานด้วย</span></p>
<h2><b>งานแบบไหนที่ควร / ไม่ควรฉีดน้ำหอม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากอาจไม่มีข้อห้ามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมในที่ทำงาน จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทเป็นหลักว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้กลิ่นน้ำหอมไม่สร้างความวุ่นวายแก่การทำงานของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีงานหลายประเภทที่ควรต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ฉีดน้ำหอมได้หรือไม่ ถ้าฉีดได้ควรฉีดระดับไหนจึงจะเหมาะสม โดย HREX รวบรวมข้อมูลมาให้พิจารณาแล้วดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41802" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085220.905-1.webp" alt="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 50" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085220.905-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085220.905-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3><b>งานด้านการดูแลสุขภาพ / งานบริการด้านอาหาร: โปรดหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณทำงานในสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือคลินิก ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมโดยสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการแพ้หรือไวต่อกลิ่นบางชนิด อาจทำให้อาการป่วยแย่ลงกว่าเดิมก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนงานบริการในร้านอาหาร การฉีดน้ำหอมอาจไปรบกวนกลิ่นและรสชาติของอาหารที่กำลังเตรียมอยู่ได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรเลี่ยงการใช้น้ำหอมในงานประเภทนี้จะดีที่สุด</span></p>
<h3><b>งานในออฟฟิศ / ร้านค้าปลีก: ฉีดได้ แต่เลือกกลิ่นน้ำหอมให้เหมาะสมด้วย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับงานในสำนักงานหรือร้านค้าปลีก กฎการใช้น้ำหอมจะยืดหยุ่นมากกว่างานอื่น ๆ มีอิสระในการแสดงตัวตนผ่านกลิ่นหอมมากกว่า ขอเพียงคำนึงถึงอาการแพ้หรือความชอบของเพื่อนร่วมงานอย่างถี่ถ้วนแล้วเป็นพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หากทำงานในร้านค้าปลีกที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเพื่อสร้างบรรยากาศที่ต้องการ ควรเลือกใช้น้ำหอมที่สอดคล้องกับบรรยากาศนั้น และหลีกเลี่ยงการทำให้กลิ่นของร้านเสียบรรยากาศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ หากใครตัดสินใจไม่ได้ว่าควรฉีดน้ำหอมกลิ่นอะไร แบบไหนดี ก็เริ่มจากการเลือกใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นเบาและอ่อนโยนไว้ก่อน เพราะมีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองหรือสร้างความไม่สบายใจให้ผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรง หนัก หรือหวานเกินไป รวมถึงกลิ่นที่ฉุนหรือเข้มข้นเกินไป</span></p>
<h3><b>งานกลางแจ้ง: กฎการใช้น้ำหอมที่ยืดหยุ่นกว่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น งานในไซต์ก่อสร้าง มีความยืดหยุ่นมากกว่าในการใช้น้ำหอมส่วนบุคคล เนื่องจากการไหลเวียนของอากาศที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงเกินไป อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้คนรอบข้างได้ หากกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรสอบถามความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานก่อน น่าจะเป็นทางออกที่ดี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41803" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085241.628.webp" alt="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้" width="600" height="370" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 51" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085241.628.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/12/HREX-Cover-by-Para-2024-12-09T085241.628-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h2><b>เปิดลิสต์น้ำหอมยอดนิยมสำหรับใช้ในออฟฟิศ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่กล่าวไว้ว่า น้ำหอมที่แต่ละคนชอบนั้น เป็นรสนิยมส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม HREX ไล่ย้อนดูลิสต์น้ำหอมที่มี YouTuber, Influencer หรือผู้เชี่ยวชาญพยายามแนะนำว่ามีความเหมาะสม ฉีดในที่ทำงานได้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละลิสต์นั้นจะให้ตัวเลือกที่ไม่เหมือนกันเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มีน้ำหอมอยู่จำนวนหนึ่งที่มักจะติดอยู่ในลิสต์แนะนำของ Influencer แต่ละรายด้วย HREX จึงจะขอคัดเลือกน้ำหอมสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง 3 ตัวที่ได้เสียงโหวต ซึ่งน่าจะตรงจริตของท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ดังนี้</span></p>
<h3><b>Top 3 น้ำหอมสำหรับผู้ชายในออฟฟิศ</b></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bluatlas.com/products/fragrance?srsltid=AfmBOoqu_xa2AYK3aOJrLKT4Q_gr2mXXvye0NUGGDSJqw4aEblnCiqKR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Blu Atlas Atlantis</span></a><span style="font-weight: 400;"> น้ำหอมที่มอบกลิ่นหอมสดชื่นที่ผสานกลิ่นซิตรัส (Citrus) และไม้หอมอย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ชายที่ต้องการความมั่นใจและดูมีสไตล์ในที่ทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.chanel.com/th/fragrance/men/c/7x1x2x34/bleu-de-chanel/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Blu de Chanel</span></a><span style="font-weight: 400;"> น้ำหอมที่มีกลิ่นหรูหราของไซปรัส (Cyprus) และเครื่องเทศ มอบความรู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพ เหมาะกับการฉีดในทุกโอกาสในออฟฟิศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://shop.dior.co.th/products/sauvage-eau-de-parfum" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Dior Sauvage Eau de Parfum</span></a><span style="font-weight: 400;"> น้ำหอมสุดป๊อปปูลาร์ในกลุ่มพนักงานออฟฟิศเพศชาย มีกลิ่นหอม สดชื่น ฉีดแล้วช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงานได้ดียิ่ง</span></li>
</ol>
<h3><b>Top 3 น้ำหอมสำหรับผู้หญิงในออฟฟิศ</b></h3>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.kingpower.com/th/product/giorgio-armani-si-passione-edp-100-ml" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Si Passione Giorgio Armani</span></a><span style="font-weight: 400;"> มาพร้อมกลิ่นหวานสดใสของวานิลลาและดอกไม้ ให้ความรู้สึกมั่นใจและเป็นมืออาชีพในแบบผู้หญิงยุคใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bulgari.com/en-th/42061.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Bvlgari Omnia Amethyste</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้กลิ่นหอมอ่อนโยนจากดอกไอริสและดอกกุหลาบ มอบความสดชื่นและสง่างาม เหมาะกับบรรยากาศในที่ทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.narcisorodriguezparfums.com/en/narciso-rodriguez-for-her/for-her-edp.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NARCISO RODRIGUEZ For Her Eau De Parfum</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้กลิ่นหอมอบอุ่นและละมุนของมัสก์และดอกไม้ขาว สร้างความประทับใจอย่างนุ่มนวลและเป็นมืออาชีพ</span></li>
</ol>
<h2><b>นโยบาย Workplace Fragrance Policy ที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR องค์กรไหนกำลังสนใจว่าควรออกแบบนโยบายเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมในที่ทำงาน (Workplace Fragrance Policy) อย่างไรดีจึงจะเสริมสร้างความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกสบายใจ HREX ขอแนะนำแนวทางที่ทำได้เบื้องต้นดังต่อไปนี้</span></p>
<h3><b>1. กำหนดแนวทางการใช้น้ำหอมอย่างชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรระบุถึงข้อปฏิบัติและข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมในที่ทำงาน เช่น แนะนำให้ใช้น้ำหอมกลิ่นอ่อนในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงในพื้นที่ทำงานร่วมกัน และอาจรวมถึงการระบุพื้นที่ที่เป็น &#8220;Fragrance-Free Zones&#8221; เช่น ห้องประชุม ห้องทำงานร่วมขนาดเล็ก หรือพื้นที่สำหรับผู้มีความไวต่อกลิ่น เป็นต้น</span></p>
<h3><b>2. ส่งเสริมความเข้าใจในผลกระทบของน้ำหอม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรควรให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำหอม เช่น ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากอาการแพ้กลิ่น เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคือง หรือหายใจลำบาก และผลกระทบต่อประสิทธิภาพและบรรยากาศการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอบรมหรือจัดสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับมารยาทในการใช้น้ำหอม สามารถช่วยสร้างความตระหนักรู้และการเคารพซึ่งกันและกันได้</span></p>
<h3><b>3. สร้างความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามนโยบาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่ออกมา ต้องยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะงานและอุตสาหกรรม รวมถึงบริบทด้วย เช่น หากทำงานที่เกี่ยวกับอาหาร ควรเข้มงวดเรื่องการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมก็จริง แต่ถ้าหน้าที่ของพนักงานจะอยู่แต่ในออฟฟิศเท่านั้น ก็ควรอนุญาตให้พนักงานฉีดน้ำหอมได้ด้วย</span></p>
<h3><b>4. จัดการข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จากความขัดแย้งเรื่องกลิ่นน้ำหอม HR ควรวางมาตรการให้ชัดเจนด้วยว่าจะจัดการข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นน้ำหอมอย่างไร เมื่อมีคำร้องเข้ามา ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบนานแค่ไหน มีขั้นตอนอย่างไรกว่าจะเสร็จสิ้น และที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้แจ้งปัญหากับฝ่าย HR ได้โดยไม่รู้สึกกังวลด้วย</span></p>
<h3><b>5. เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในนโยบาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะออกนโยบายเรื่องน้ำหอมหรือเรื่องอะไรก็ตาม HR ควรรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานทุกระดับ ด้วยการสำรวจความเห็นหรือพูดคุยร่วมกัน เพื่อให้นโยบายที่ออกมาสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของที่ทำงานอย่างแท้จริง</span></p>
<h2><b>บทสรุป Perfume Etiquette </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">น้ำหอมคือสิ่งที่ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพได้ แต่ก็ควรใช้อย่างเหมาะสม ไม่เลือกกลิ่นที่แรงหรือฉุนเกินไป เพราะอย่าลืมว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบกลิ่นน้ำหอมที่เราฉีดเสมอไป และมันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ในทีม และบรรยากาศการทำงานได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR จึงควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเรื่องการฉีดน้ำหอมในที่ทำงานด้วย การพัฒนานโยบาย Workplace Fragrance Policy ควรรวมถึงการให้ความรู้ การสร้างความยืดหยุ่นตามประเภทงาน เช่น หลีกเลี่ยงน้ำหอมในงานบริการสุขภาพหรืออาหาร และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในนโยบาย เพื่อให้ที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกสบายใจและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Perfume Etiquette มารยาทในการใช้น้ำหอมที่ HR ต้องรู้ 52"></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources:</b></p>
<ul>
<li aria-level="1"><a href="https://beautinow.com/perfume-stories/perfume-etiquette-at-workplace/" target="_blank" rel="noopener">Beautinow</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://askjan.org/articles/Implementing-a-Workplace-Fragrance-Policy-as-an-Accommodation.cfm" target="_blank" rel="noopener">Askjan.org</a></li>
<li aria-level="1"><a href="https://action.lung.org/site/DocServer/fragrance-free-workplace.pdf" target="_blank" rel="noopener">Action.lung.org</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/hr-lifestyle/perfume-etiquette-241209/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/</link>
					<comments>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 04:56:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/?p=40306</guid>

					<description><![CDATA[วันศุกร์สุดท้ายของเดือนทีไร นอกจากจะเป็นวันที่พนักงานต่างมีความสุขที่เงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันสุดท้ายในการทำงานของใครหลาย ๆ คนด้วยที่ตัดสินใจลาออกเพื่อก้าวไปยังเส้นทางใหม่ด้วย ซึ่งบ่อยครั้งคนเราจะไม่รู้เลยว่าใครลาออกบ้าง จนกระทั่งเห็นเขากล่าวอำลาผ่านอีเมลขององค์กร รวมถึงในกลุ่ม LINE เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจับสัญญาณได้นะ ว่าใครมีแนวโน้มจะลาออกหรือไม่ โดยดูจากการแชร์บทความ แชร์รูปคำคม รวมไปถึงการแชร์ เพลงลาออก ต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน  HREX จึงขอถือโอกาสนี้รวบรวมเพลงที่ส่งสัญญาณดังเตือนมาแต่ไกล ว่าหากเห็นพนักงานคนไหนแชร์ 5 บทเพลงนี้ล่ะก็ แนวโน้มที่พนักงานจะไปมีสูงแน่นอน มีเพลงไหนที่ตราตรึงบ้าง มาติดตามกันได้เลย !  เพลงที่ 1 ลาออก โดย บิลลี่ โอแกน เพลงเกี่ยวกับการลาออกที่ยอดฮิตที่สุดก็ว่าได้  เหมาะสำหรับคนที่อยากระบายความอัดอั้นตันใจที่ต้องทำงานท่ามกลางความทุกข์ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ด้วยความสุขแทน แต่หากใครจะแชร์ก็ระวังดี ๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดร้อน และอาจสร้างความบาดหมางเป็นการทิ้งทวนได้ (ฮา) ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa เพลงที่ 2 ไม่ไล่ก็ออก โดย คาราบาว การแชร์เพลง ลาออก ของ บิลลี่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46159" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 60" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/พนักงานแชร์เพลงแบบนี้-สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันศุกร์สุดท้ายของเดือนทีไร นอกจากจะเป็นวันที่พนักงานต่างมีความสุขที่เงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันสุดท้ายในการทำงานของใครหลาย ๆ คนด้วยที่ตัดสินใจลาออกเพื่อก้าวไปยังเส้นทางใหม่ด้วย ซึ่งบ่อยครั้งคนเราจะไม่รู้เลยว่าใครลาออกบ้าง จนกระทั่งเห็นเขากล่าวอำลาผ่านอีเมลขององค์กร รวมถึงในกลุ่ม LINE เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถจับสัญญาณได้นะ ว่าใครมีแนวโน้มจะลาออกหรือไม่ โดยดูจากการแชร์บทความ แชร์รูปคำคม รวมไปถึงการแชร์ <strong>เพลงลาออก</strong> ต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HREX จึงขอถือโอกาสนี้รวบรวมเพลงที่ส่งสัญญาณดังเตือนมาแต่ไกล ว่าหากเห็นพนักงานคนไหนแชร์ 5 บทเพลงนี้ล่ะก็ แนวโน้มที่พนักงานจะไปมีสูงแน่นอน มีเพลงไหนที่ตราตรึงบ้าง มาติดตามกันได้เลย ! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2><b>เพลงที่ 1 ลาออก โดย บิลลี่ โอแกน</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40308" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 61" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111138.725-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงเกี่ยวกับการลาออกที่ยอดฮิตที่สุดก็ว่าได้  เหมาะสำหรับคนที่อยากระบายความอัดอั้นตันใจที่ต้องทำงานท่ามกลางความทุกข์ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ด้วยความสุขแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใครจะแชร์ก็ระวังดี ๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดร้อน และอาจสร้างความบาดหมางเป็นการทิ้งทวนได้ (ฮา)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/1WXDV3n7zGA?si=XitYRVQwdi8Viloa</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 2 ไม่ไล่ก็ออก โดย คาราบาว</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40309" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 62" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111212.161-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแชร์เพลง ลาออก ของ บิลลี่ โอแกน อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ดุเดือดเกินไป แต่ถ้าใครเปลี่ยนมาใช้เพลงเพื่อชีวิตเพลงนี้ของวงคาราบาวล่ะก็ แม้ความรู้สึกจะซอฟต์ลงสัก 30% แต่ HR เห็นแล้วก็อาจไม่รอดอยู่ดีนะ !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/-Y04RGXiWJ8?si=FN8_ONTco6wAOUrT" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/-Y04RGXiWJ8?si=FN8_ONTco6wAOUrT</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 3 ลาเธอได้สักที โดย YourMOOD</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40310" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 63" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111256.341-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาของเพลงอาจไม่ได้เกี่ยวกับการลาออกจากงานเสียทีเดียว แต่มันพูดถึงการลาจากคนที่เคยรัก ซึ่งฟังแล้วชวนให้น้ำตาไหลเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครเคยไถฟีด TikTok ผ่าน ๆ ล่ะก็คงจะพบว่า มีหลายคนเอาเนื้อเพลงนี้ไปบิดใหม่ โดยเฉพาะท่อน “ลาเธอได้สักที ลาก่อน” เป็น “ลาเธอได้สักที ลาออก” หาก HR เห็นใครแชร์เพลงนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณว่าพนักงานกำลังบอกอะไรพวกเขาทางอ้อมอยู่ก็ได้นะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/TRrVrSznG7Y?si=Ho5jzZ2oSL0fyv9r" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/TRrVrSznG7Y?si=Ho5jzZ2oSL0fyv9r</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 4 คงต้องบอกลาแล้ว โดย Dept</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40311" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 64" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111325.916-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงรักขม ๆ ที่มีเนื้อหาเศร้า ๆ สื่อถึงการจากลากันที่อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ หาก HR เห็นใครแชร์เพลงนี้ล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเขาคนนั้นกำลังจะลาออกได้เช่นกัน แต่สัญญาณนั้นอาจจะซอฟต์ ๆ หน่อย อย่างน้อยก็มีแนวโน้มจะจากกันไปด้วยดีนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/ryyPJ8jdPbI?si=4u2KJdeBiDFiCQxo" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/ryyPJ8jdPbI?si=4u2KJdeBiDFiCQxo</span></a></p>
<h2><b>เพลงที่ 5 เพลงสุดท้าย โดย Clash</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40312" src="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1.webp" alt="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน !" width="600" height="370" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 65" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2024/08/HREX-Cover-by-Para-2024-08-30T111352.948-1-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงสุดท้ายจากวง Clash วงร็อคในตำนานของไทย ที่เคยใช้เพลงนี้เป็นเพลงอำลาแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานกันมานาน มักถูกใช้เป็นสัญญะสื่อว่าจะลาออกก็ได้เช่นกัน แต่อย่างน้อยหากเห็นพนักงานแชร์เพลงนี้ ก็พอจะตีความได้ว่า เขาคงผูกพันกับองค์กรมาก และอยากจากกันด้วยดีมากกว่าจากไปแบบไม่เผาผีนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังและแชร์ได้เลยทางลิงก์นี้ </span><a href="https://youtu.be/pjrhVxBXJyE?si=cfOdYUnKhYWf7mrn" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://youtu.be/pjrhVxBXJyE?si=cfOdYUnKhYWf7mrn</span></a></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="พนักงานแชร์เพลงแบบนี้ สงสัยยื่นใบลาออกแน่นอน ! 66"></a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://th.hrnote.asia/tips/songs-about-quit-the-job-240830/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230410-gambling-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2023 06:56:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Gambling Policy]]></category>
		<category><![CDATA[พนัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230410-gambling-policy/</guid>

					<description><![CDATA[ในฐานะ HR เราเองต้องวางแผน นโยบายด้านการพนัน (Gambling Policy) ให้รัดกุมที่สุด ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">HR ต้องช่วยวาง Gambling Policy หรือแผนนโยบายป้องกันและปราบปรามโดยเร็ว เพราะการเล่นพนันออนไลน์จึงเป็นปัญหาหลักที่กัดกินองค์กรจากภายใน ทั้งเพื่อปกป้องสิทธิ์ประโยชน์ขององค์กร รวมถึงเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานไม่ให้จมเข้าสู่เส้นทางที่ผิดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพและบรรยากาศงานในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเล่นพนันได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ถูกพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายบนสมาร์ทโฟนหรือเว็บไซต์ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและใช้งานได้ทั้งวัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สถิติในออสเตรเลียระบุว่ามีคนเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้นถึง 46% หลังเกิดโควิด-19 ส่วนวัยทำงานในอังกฤษมีคนเล่นพนันสูงถึง 80% ขณะที่วงการพนันออนไลน์ในเมืองไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างน้อย 20,152 ล้านบาท</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเกิดโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้การเล่นพนันเติบโตขึ้น เพราะเมื่อคนไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ ก็ต้องใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR บางคนอาจคิดว่าหากเจอพนักงานที่เล่นพนันก็แค่ไล่ออกไป แต่จริง ๆ แล้ววิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะการไล่พนักงานออกแต่ละครั้งทำให้องค์กรต้องเสียทั้งงบประมาณและเวลาในการสรรหา (Recruiting Process) การเฝ้าสังเกตและช่วยตัดไฟแต่ต้นลมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14793 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/Screenshot-2566-04-10-at-13.54.33.jpg" alt="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 67"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคงได้เห็น ข่าวคราวเกี่ยวกับการเติบโตของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งพนันบอล พนันไพ่ พนันบาคาร่า หลายคนน่าจะรู้สึกว่าการเล่นพนันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันสามารถเข้าถึงลูกหลาน, มิตรสหาย หรือแม้แต่พนักงานขององค์กรได้ในทุกโอกาส ซึ่งหากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ถือเป็นดั่งระเบิดเวลาที่รอสร้างความหายนะให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้ HREX.asia จึงขอนำเสนอบทความที่จะสะท้อนให้เห็นว่าทำไมเราควรแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว หรืออย่างน้อยก็ต้องมีแนวทางรับมือเผื่อเอาไว้  เพราะคงไม่ทันแน่หากเราจะเริ่มทุกอย่างในวันที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว  อย่าลืมว่าการพนันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่ง แต่จะส่งผลเสียในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเราเองในฐานะ HR จึงต้องวางแผน <strong>นโยบายด้านการพนัน (Gambling Policy)</strong> ให้รัดกุมที่สุด ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<h2>สถานการณ์ด้านการพนันออนไลน์ในปัจจุบัน (Gambling) เป็นอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะไปพูดถึงผลกระทบของการพนันต่อองค์กร เราขอชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ในภาพรวมกันก่อน ปัญหาเรื่องการพนันเติบโตขึ้นมากทั่วโลก โดย</span><a href="https://responsiblegambling.vic.gov.au/about-us/news-and-media/latest-edition-australian-gambling-statistics/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สถาบันสถิติแห่งชาติของออสเตรเลีย</span></a><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าคนออสเตรเลียเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้นถึง 46% ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ขณะที่คนวัยทำงานในอังกฤษ 80% </span><a href="https://www.reedinpartnership.co.uk/admin/resources/reed-in-partnership-gambling-and-employment-report.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พูดเป็นเสียงเดียวกัน</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าการพนันที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นส่งผลต่อการทำงานจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลสำคัญที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องการพนันออนไลน์ในประเทศไทยที่</span><a href="https://www.gamblingstudy-th.org/document_book/169/1/3/cgs-national-survey-2564/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน</span></a><span style="font-weight: 400;">เผยว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 20,152 ล้านบาท และเชื่อว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกมาก ยิ่งเมื่อรวมกับ</span><a href="https://hrnews.co.uk/workplace-gambling-the-new-hr-risk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">รายงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าในทุก นๆ 100 คน จะมีคนที่เล่นการพนันอยู่ 1 คน ก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมเราต้องรีบแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถาบันอาชญวิทยาแห่งออสเตรเลีย (AIC) </span><a href="https://aic.gov.au/publications/sb/sb25" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ทำให้คนใช้งานโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ประจวบเหมาะกับปัญหารายรับรายจ่ายและการปรับตัวของเว็บพนันที่เข้าถึงง่ายขี้นจึงไม่แปลกที่จะทำให้คนอยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง ทั้งนี้มี</span><a href="https://gamblinghelp.nsw.gov.au/wp-content/uploads/Problem-Gambling-and-the-Workplace.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ยืนยันว่าคนติดพนันจะมีศักยภาพในการทำงานหรือเรียนหนังสือลดลงราว 25% และมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีปัจจัยเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง</span></p>
<p>ทั้งนี้ กระแสเรื่องการพนันยังจะเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นช่วงที่มีการแข่งขันกีฬ่อีเวนต์พิเศษ เช่น ฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร โอลิมปิค เป็นต้น เป็นสิ่งที่ต้องระแวดระวังอย่างใกล้ชิด</p>
<h2>พนักงานติดพนันออนไลน์ (Gambling) ส่งผลเสียต่อองค์กรอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14583" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/shutterstock_1968117601-3-scaled.jpg" alt="shutterstock 1968117601 3 scaled" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 68"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนรู้เรื่องการสร้างสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขที่สุด อย่างไรก็ตามหากพนักงานติดพนัน ก็เหมือนกับเอาชีวิตไปวางอยู่บนเส้นด้ายที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะทำงานได้อย่างราบรื่น ปราศจากความกังวลใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกเชิงลบแบบนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานโดยตรง  และไม่ว่าองค์กรจะสร้างสรรค์สวัสดิการที่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางตอบสนองความต้องการของพนักงานได้อย่างเพียงพอ  สรุปได้ว่าพนักงานที่ติดการพนันจะทำให้บรรยากาศขององค์กรแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h3>พนักงานที่ติดพนันส่งผลเสียต่อองค์กรดังนี้</h3>
<p><b>&#8211; ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน : </b><span style="font-weight: 400;">เมื่อการพนันออนไลน์เติบโตขึ้นพนักงานก็สามารถ ทำงานกับเล่นพนันได้ในเครื่องมือเดียวกันไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กหรือโทรศัพท์มือถือที่การเข้าถึงที่ง่ายนี้เองที่ทำให้พนักงานหันไปจดจ่ออยู่กับการเล่นพนันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากกว่าการทำงานที่ได้รับมอบหมาย เรียกว่าพนักงานไม่สามารถให้เวลากับการทำงานได้อย่างที่ควร</span></p>
<p><b>&#8211; เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล : </b><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักมีอุปกรณ์ให้พนักงานนำกลับไปใช้ซึ่ง บางองค์กรจะกำหนดให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กรผ่านคอมพิวเตอร์ที่ลงทะเบียนกับบริษัทเอาไว้เท่านั้นอย่างไรก็ตามหากพนักงานเอาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งมักมีมัลแวร์หรือไวรัสแฝงตัวอยู่ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ทันตั้งตัว</span></p>
<p><b>&#8211; สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมืออาชีพ </b><span style="font-weight: 400;">: องค์กรทุกแห่งต้องการพนักงานที่ทำผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเคารพกฎข้อบังคับขององค์กร เพราะการควบคุมพนักงานให้อยู่ในระบบที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแรงอย่างไรก็ตามพนักงานที่เล่นการพนันมักจะแอบเอาเวลาทำงานออกไปพักหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามแต่เจ้ามือกำหนด โดยไม่สามารถควบคุมเวลาเล่นได้เอง ทำให้เกิดภาวะทับซ้อนในเวลางาน หมายรวมถึงการแอบเนียนพักเที่ยงให้นานยิ่งขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่แย่ต่อผู้พบเห็น แถมยังนำไปสู่การตั้งคำถามจากเพื่อนร่วมงานว่าทำไมองค์กรถึงต้องเก็บคนที่ไม่ตั้งไจทำงานเอาไว้ ซึ่งหากพนักงานดังกล่าวมีตำแหน่งสูง ก็จะส่งผลต่อเนื่องทางความคิด ให้คนรู้สึกว่าเราไม่ต้องตั้งไจทำงานก็ได้ เพราะองค์กรเองก็เลือกคนที่ไม่ได้เรื่องมาเป็นผู้นำเช่นกัน</span></p>
<p><b>&#8211; ทำให้เกิดขโมยในออฟฟิศ :</b><span style="font-weight: 400;"> การพนันกับหนี้สินเป็นของคู่กัน  หากปล่อยไว้นานวันก็ยิ่งอาจทำให้เกิดการขโมยข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่ทรัพย์สินทั้งขององค์กรและของเพื่อนร่วมงานเพื่อไปใช้หนี้พนัน หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็จะลดทอนความเชื่อมั่นของทุกฝ่ายจนบรรยากาศภายในทีมเสียหายและยากที่จะกู้คืน</span></p>
<p><b>&#8211; ทำให้เกิดการลาออกแบบไม่ทันตั้งตัว : </b><span style="font-weight: 400;">ปัญหาพนักงานลาออกเป็นเรื่องใหญ่มากในปัจจุบันตามกระแส </span><i><span style="font-weight: 400;">The Great Resignation</span></i><span style="font-weight: 400;"> แต่การลาออกเพราะเหตุผลด้านการพนันจะเลวร้ายไปอีกขั้น เพราะมักเริ่มจากการที่พนักงานไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย ส่งผลเสียกับองค์กรในภาพรวม โดยบางกรณีพนักงานอาจหายไปโดยไม่บอกกล่าว ทั้งเพราะมีความเครียด (Depression) ถูกกดดันจากปัญหาการเงิน หรือแม้แต่การหนีหนี้พนันที่จำเป็นต้องหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> เราทราบกันดีว่าการหาพนักงานใหม่แต่ละครั้งมีต้นทุนสูงมากแถมยังทำให้กระบวนการทำงานขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นหากเราต้องการให้องค์กรเติบโตขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขาวสะอาดก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รากฐานขององค์กรแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-20217 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png" alt="CTA HR Community" width="1600" height="500" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 69" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/03/Copy-of-hrexp-pc-02-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<h2>HR มีวิธีสังเกตพนักงานที่ติดพนัน (Gambling) ได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-13080" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/millennial-young-chinese-businesswoman-working-late-night-stress-out-with-project-research-problem-laptop-meeting-room-small-modern-office-asia-people-occupational-burnout-syndrome-concept-600x370.jpg" alt="ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานเล่นหุ้นในเวลางาน" width="600" height="370" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 70"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การติดพนันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันสังเกตเพื่อหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ปล่อยให้ลุกลามบานปลายเด็ดขาด เพราะการพนันเป็นเหมือนยาเสพติดที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในที่นี้ฝ่ายบุคคลต้องมองสถานการณ์อย่างเป็นกลางหากพบว่าพนักงานมีแนวโน้มติดการพนัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็ควรเข้าหาอย่างมี จริยธรรมและเป็นมืออาชีพ เพื่อให้พนักงานยอมเปิดใจรับความช่วยเหลือ และเข้าใจสาเหตุอย่างชัดเจนว่าทำไมจึงต้องเลิกพฤติกรรมดังกล่าว</span></p>
<p><strong>HR สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าพนักงานมีความเสี่ยงต่อการติดพนันหรือไม่ โดยสังเกตจากสิ่งเหล่านี้</strong></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานพูดเรื่องการพนันหรือเสี่ยงดวงมากเป็นพิเศษ หรือมีการเชิญชวนเพื่อนร่วมงานให้ร่วมเล่นพนันไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานมีปัญหาเกี่ยวกับเวลาเข้างาน เช่นมาสายบ่อย ๆ ลางานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแอบกลับบ้านเร็วกว่าปกติ รวมถึงมีพฤติกรรมหลบหนีอะไรบางอย่างตลอดเวลา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวไม่เคยมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันมาก่อน ให้คิดไว้เลยว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทได้รับโทรศัพท์ติดตามเงินโดยอ้างถึงชื่อของพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานยื่นคำร้องขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าบ่อยครั้ง หรือได้รับการร้องเรียนจากเพื่อนร่วมงานว่าถูกยืมเงิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พนักงานปิดหรือเปลี่ยนหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์แบบกระทันหันทันทีที่มีคนเดินผ่าน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมข้างต้นเป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งหากพบว่าพฤติกรรมของพนักงานคนใดเข้าข่ายที่น่าเป็นห่วง ก็ควรเรียกพูดคุยทันที ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแต่อย่างใด</span></p>
<h2>HR สามารถรับมือและช่วยเหลือพนักงานที่ติดพนันออนไลน์ (Gambling) ได้อย่างไร ?</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8064" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-2.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 71"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การพนันจะเติบโตขึ้นมาก แต่รู้ไหมว่ามีองค์กรราว 25% เท่านั้นที่มีการวางมาตรการรับมือและป้องกันอย่างจริงจัง โดยคุณโธมัส บรอฟแมน (Thomas Broffman) ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์จาก Eastern Connecticut State University กล่าวว่า “ การพนันได้รับการยอมรับมากขึ้นในช่วง 20 ถึง 30 ที่ผ่านมา แต่แม้จะมีระบบป้องกันแน่นหนาแค่ไหน  การพนันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสถิติที่น่าสนใจก็คือชาวอเมริกันในปัจจุบัน เสียเงินให้กับการเล่นพนันมากกว่าเสียเงินให้สื่อบันเทิงอื่น ๆ อย่างการดูภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ตด้วยซ้ำ” นี่คือเหตุผลที่เขามองว่า การช่วยเหลือพนักงานที่ติดพนันมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการช่วยเหลือพนักงานที่ติดเแอลกอฮอล์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขายังเสริมอีกว่าการติดพนัน (Addiction) ไม่ใช่ความพิการหรือสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ (Disability) กลับกันองค์กรสามารถเป็นกลไกที่ช่วยให้พนักงานหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม ดังนั้น HR ควรเริ่มต้นจากการจัดอบรมกลุ่มผู้นำให้มีความเข้าใจ (Understanding) และเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มากเป็นพิเศษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้คุณคีธ ไวท์ (Keith Whyte) จากสภาแห่งชาติสหรัฐอเมริกาที่ดูแลเรื่องปัญหาการพนันโดยตรงกล่าวว่าองค์กรที่ไม่เคยรับมือกับปัญหามักคิดว่าสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยแนวคิด “เจอคนเล่นพนัน ทำผิดกฎ ก็แค่ไล่ออกไป” แต่ความจริงแล้วการติดพนันสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับล่าง ระดับกลาง เรื่อยไปจนถึงระดับผู้บริหารที่สำคัญกับองค์กรมาก ๆ จึงเป็นเรื่องดีกว่าหากเราเข้าไปช่วยเหลือเพื่อดึงพวกเขาออกมาจากความหลงผิด เพราะนอกจากจะช่วยรักษาพนักงานเอาไว้ (Retention) ยังทำให้ได้คนดีกลับคืนสู่สังคม แถมยังทำให้พนักงานรักองค์กร (Loyalty) มากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<h3>HR ควรฝึกฝนพนักงานในหัวข้อเหล่านี้เพื่อรับมือกับปัญหาการพนัน</h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานเปิดใจกับบทสนทนาทุกรูปแบบ ทุกหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไป หรือเรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกแปลก ๆ  (Awkward Conversation) ต้องเข้าใจว่าปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกัน การเป็นพื้นที่ปลอดภัยจะช่วยให้พนักงานกล้าปรึกษาในประเด็นยาก ๆ ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องพนันและเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในใจ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานพูดคุยบนหลักของความเป็นจริง ไม่ใส่อารมณ์ ไม่ตัดสิน และไม่ต่อว่ากัน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน คิดว่าการช่วยให้คนรอบตัวดีขึ้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่โยนให้เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สอนให้พนักงานรับฟังปัญหาอย่างมีสมาธิ จดจ่อ และจริงจัง เพื่อให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพจนนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อ</span></li>
<li><span style="font-size: calc(14.583333px + 0.111111vw);">สอนให้พนักงานรับมือกับแรงปะทะทางอารมณ์ (Emotional Damage) ของผู้พูด ที่อาจเต็มไปด้วยความอ่อนไหวและพลังลบมากมาย เราต้องมองข้ามตรงนั้นและจับประเด็นให้ได้ว่าแก่นของปัญหาคืออะไร</span></li>
</ol>
<h2>Gambling Policy นโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันทั่วไป และการพนันออนไลน์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กฎเกณฑ์ทางสังคมจะระบุอย่างชัดเจนว่าการเล่นพนันเป็นสื่งที่ผิด และทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่าหากมีเพื่อนร่วมงานเล่นพนัน ไม่วันใดวันหนึ่งปัญหาก็ต้องเกิดกับพนักงานคนนั้นแน่ ๆ เหตุนี้นโยบายด้านการพนันจึงไม่สามารถอยู่ในรูปของ Unwritten Rules แต่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรที่ทุกฝ่ายเห็นได้อย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันต้องปกป้องทั้งส่วนของพนักงานและผลประโยชน์ขององค์กร โดยสามารถเริ่มจากการกำหนดให้พนักงานไม่สามารถใช้ทรัพย์สินขององค์กรในการเข้าถึงหรือติดตั้งแพลตฟอร์มเล่นพนัน ในที่นี้องค์กรสามารถติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบประวัติการใช้งานตามความเหมาะสมเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจก่อนว่าองค์กรทุกแห่งมีหน้าที่สร้างสังคมทำงานที่ปลอดภัยให้กับพนักงาน ซึ่งหากแผนก HR ของคุณไม่มีแนวคิดด้านนโยบายปกป้ององค์กรจากการพนันมาก่อน สามารถเริ่มต้นได้ด้วยประเด็นเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องคอยให้ความรู้กับพนักงานว่าการเล่นพนันในปัจจุบันเติบโตขึ้นอย่างไร และมาด้วยกลยุทธ์ใดบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องจัดอบรมเพื่อให้พนักงานสามารถสังเกตกันเองว่ามีใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ในที่นี้ต้องเป็นการอบรมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งวิธีสื่อสาร, วิธีโน้มน้าว ตลอดจนแนวทางรับมือหากอีกฝ่ายเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR สามารถเพิ่มสวัสดิการอื่น ๆ เข้าไปเพื่อให้พนักงานใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8211; HR ต้องชี้แจงให้พนักงานทราบว่าหากมีปัญหาเรื่องการพนันเกิดขึ้น ต้องติดต่อขอความช่วยเหลือจากใครหรือหน่วยงานใด สำหรับประเทศไทยนั้น สามารถโทรศัพท์ขอข้อมูลและเข้ารับการปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 : ปรึกษาปัญหาพนัน หรือทาง </span><a href="https://www.facebook.com/helpline1323" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Facebook 1323 ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตลอด 24 ชั่วโมง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-9757" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/11/shutterstock_1075401638.jpg" alt="Design Thinking สำหรับ HR: วิธีการใช้ Empathy และความคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงคนในองค์กร" width="500" height="334" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 72"></p>
<h2>สังคมเปลี่ยน นโยบายองค์กรก็ต้องเปลี่ยน รับมือกับทุกปัญหาได้ที่ HREX.asia<span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงงาน HR ในอุดมคติ เราย่อมนึกถึงคนที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดใหม่ ๆ กลยุทธ์ใหม่ ๆ และนโยบายใหม่ ๆ ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์และการค้นคว้ารอบด้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริษัทเติบโตไปได้ไกลกว่าใคร องค์กรที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอจึงย่อมเติบโตไปได้ไกลกว่าองค์กรที่เอาแต่ยึดมั่นในวิถีปฏิบัติแบบเดิมอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะหนึ่งที่ HR ต้องมีก็คือเรื่องของการเป็นผู้นำ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Leadership Behavior</span></a><span style="font-weight: 400;">) ที่เดิมมักถูกมองเป็นทักษะของผู้บริหารหรือคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ เท่านั้น แต่ความเป็นจริงคือ HR ต้องมีศักยภาพมากพอในการโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำตามแนวทางที่ตนวิเคราะห์เอาไว้ ตลอดจนสามารถนำปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรมาพิจารณา ประยุกต์เป็นนโยบายและบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด การค้นคว้าด้วยตัวเองอาจไม่ทันการณ์อีกต่อไป HR จึงควรหาตัวช่วยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่นบริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> จาก </span><span style="font-weight: 400;">HREX.asia</span><span style="font-weight: 400;"> ที่ครอบคลุมทุกบริบทของ HR จะงานเล็ก งานใหญ่ หรือต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน ก็เริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงได้</span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ที่นี่</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่แวดวงการพนันเติบโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้วตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่แปลกที่องค์กรทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะพนักงานที่ติดพนันจะไปลดทอนพลังสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนเข้าไปทำลายชื่อเสียงหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในองค์กร นำไปสู่ผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่จะยิ่งกระจายไปสู่วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีแนวทางรับมือหรือแก้ไขปัญหาโดยเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวเพื่อรับมือกับการพนันภายในองค์กรเป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องที่ HR ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังมีประเด็นอีกมากมายที่น่าเป็นห่วง เช่นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ, การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการและรูปแบบทำงาน ตลอดจนทัศนคติของพนักงานที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความคิดของตนเองมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ HR ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเรื่องใดสำคัญกว่า แต่ต้องคิดว่าเมื่อเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ขององค์กรและวามรู้สึกของพนักงานแล้ว เรื่องเหล่านั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Gambling Policy ออฟฟิศไม่ใช่คาสิโน ! ทำไงดี ถ้าพนักงานติดพนันออนไลน์ 73"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/230410-nap-at-work/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2023 05:59:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Nap]]></category>
		<category><![CDATA[งีบหลับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/230410-nap-at-work/</guid>

					<description><![CDATA[การงีบหลีบในที่ทำงาน (Nap at Work) มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และการอนุญาตให้พนักงานพักผ่อนจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์อะไรบ้าง HR หาคำตอบได้เลยที่บทความนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>HIGHLIGHT</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วัยทำงานส่วนใหญ่นอนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น มีวิจัยพบว่าคนไทยถึง 61% มีอัตราการนอนน้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การนอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงานจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อ HR เห็นพนักงานงีบหลับในที่ทำงาน อย่าพึ่งเข้าไปต่อว่า แต่ให้รีบพูดคุยและถามก่อนเลยว่าสาเหตุของการงีบหลับคืออะไร มีส่วนใดที่เป็นข้อผิดพลาดขององค์กรหรือไม่ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงนโยบายและวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของทุกฝ่าย ต้องคิดเสมอว่าการรับผิดชอบเรื่องสมดุลชีวิตของพนักงานเป็นหน้าที่ขององค์กรเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรหลายแห่งเริ่มอนุญาตให้พนักงานงีบหลับในที่ทำงานแล้ว แต่ต้องไม่รบกวนคนอื่น ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และเรื่องเสียงรบกวน โดยระยะเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 20 นาทีต่อวัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">องค์กรระดับโลกมีการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการนอน (Sleep Consultant) และมองว่าที่ปรึกษาด้านนี้มีราคาถูกกว่าที่ปรึกษาทางธุรกิจอื่น ๆ แต่สามารถทำให้พนักงานทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HR ต้องลบความเชื่อเดิม ๆ และเปิดรับทุกความเป็นไปได้ เพื่อหาสวัสดิการที่เหมาะสมกับพนักงาน และสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14760" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/exhausted-tired-businesswoman-sleeping-desk-table-startup-business-office-copy.jpg" alt="exhausted tired businesswoman sleeping desk table startup business office copy" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 74"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักได้ยินคนที่ประสบความสำเร็จบอกว่าการนอนหลับเยอะเกินไป เป็นรากฐานของความล้มเหลว ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็อย่าลืมว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะนำปัญหาตามมาเช่นกัน และอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพแล้ว ยังไม่มีทางเลยที่คนง่วงนอนจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้ทำให้องค์กรหลายแห่งเลือกที่จะสร้างห้องพักผ่อนขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้พนักงานได้มีพื้นที่สำหรับผ่อนคลายจากความเครียดและความเหนื่อยล้าในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานที่หนักขึ้นต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>การงีบหลีบในที่ทำงาน (Nap at Work)</strong> มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และการอนุญาตให้พนักงานพักผ่อนจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์อะไรบ้าง HR หาคำตอบได้เลยที่บทความนี้</span></p>
<h2>ทำไมเราถึงควรนอนหรืองีบหลับในออฟฟิศ</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นรากฐานของทุกเรื่อง เพราะการตื่นเช้ามาอย่างสดใส พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ตรงหน้า จะช่วยให้เราเรียนรู้และเกิดพัฒนาการได้มากกว่าวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าและอยากจะนอนต่อ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกวันที่เราจะนอนหลับได้อย่างเต็มที่ อาจด้วยปัจจัยภายในอย่างเรื่องสภาพร่างกาย ความเจ็บป่วย ความเครียด  หรือปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องงานที่หนักเกินไปจนต้องทำงานจนดึกดื่น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจของทุกองค์กรคือมนุษย์ ดังนั้นทุกคนต้องการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลชีวิต และช่วยให้ทั้งตนเองและองค์กรได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้องค์กรชั้นนำระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับห้องพักผ่อนมากขึ้น  เพราะหากดูจาก</span><a href="https://d.dailynews.co.th/it/571950/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">ล่าสุดที่ออกมาแล้ว จะพบว่าคนส่วนใหญ่ในวัยทำงานมีระดับการนอนต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น ในประเทศอังกฤษเมื่ออัตราการนอนอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 49 นาที ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 31 นาที ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 22 นาที และในเมืองไทยมีคนกว่า 61% ที่มีอัตราการนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนจึงควรมีโอกาสพักผ่อนให้มากขึ้น เพราะความง่วงไม่ใช่หลักฐานที่บอกว่าพนักงานเอาเวลาไปเที่ยวเล่นตอนดึก หรือไม่ดูแลตัวเองให้เหมาะสมกับหน้าที่ แต่ความง่วงอาจเกิดจากความเหนื่อยล้าหลังการประชุมอย่างหนักหน่วงในช่วงกลางวัน ซึ่งหากได้งีบหลับ พักสายตาสัก 20 นาที ก็จะทำให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ผลดีกว่าการมุ่งทำงานทั้งวันโดยไม่ยอมพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 424px;">
<tbody>
<tr style="height: 424px;">
<td style="width: 100%; height: 424px;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-10012" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/mohamed-nohassi-odxB5oIG_iA-unsplash.jpg" alt="20 เคล็ดลับกับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance)" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 75"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/">20 เคล็ดลับกับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การนอนน้อยส่งผลต่อการทำงานอย่างไร ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การนอนน้อยเป็นพื้นฐานสำคัญของปัญหาสุขภาพที่ต่อยอดไปเป็นอันตรายอื่น ๆ อีกมากมาย ในเบื้องต้นหากคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง, ปัญหาหัวใจ และเสียสุขภาพจิตจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้  อีกอย่างเมื่อร่างกายไม่พร้อม ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะสมองไม่สามารถสั่งงานได้ในระดับปกติ ยิ่งหากคุณทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้คุณมีโอกาสเจออุบัติเหตุซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของพัฒนาการ การนอนน้อยจะทำให้คุณไม่สามารถจำเนื้อหาที่กำลังศึกษาได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถนึกในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำได้ โดยมี</span><a href="https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0191886903003325" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เปรียบการทำงานเหมือนกับการเรียนหนังสือในโรงเรียน และพบว่าคนที่นอนน้อยมีผลการเรียน รวมถึงพัฒนาการน้อยกว่าคนที่นอนเต็มอิ่ม ขณะที่การงีบหลับเพียงไม่กี่นาทีจะช่วยให้ร่างกายของเราพร้อมรับมือกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น โดยผลวิจัยเดียวกันได้ทดลองให้คุณครูเลื่อนคลาสเรียนออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้คนที่ตื่นเช้าได้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ก่อนพบว่าช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพดีขึ้นจริง</span></p>
<p><a href="https://news.gallup.com/poll/390797/poor-sleep-linked-billion-lost-productivity.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Gallup</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่า คนที่นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ มีโอกาสขาดงานโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้าในอัตรา 2.29 วันต่อเดือน ขณะที่พนักงานทั่วไปจะมีอัตราอยู่ที่ 0.9 วันต่อเดือนเท่านั้น ที่สำคัญพนักงานที่นอนน้อยจะเกิดความเครียดเป็นพิเศษ ซึ่งจากจุดนี้อาจทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนงานได้เลย </span></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรหากเห็นพนักงานงีบหลับในออฟฟิศ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11675" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_1211071168-7-scaled.jpg" alt="shutterstock 1211071168 7 scaled" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 76"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การงีบหลับจะยังเป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร แต่หากเราพบเห็นพนักงานมีพฤติกรรมแบบนี้ ก่อนที่จะรู้สึกว่าพนักงานทำไม่ถูกต้อง หน้าที่ของเราคือการหาคำตอบให้ได้ว่าสาเหตุของการงีบหลับคืออะไร เพราะบางทีมันอาจเกิดจากการวางแผนงานที่ไม่รัดกุมขององค์กรเองก็ได้ ดังนั้นหากเรามองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่เป็นกลาง ก็อาจทำให้เราสามารถคิดค้นนโยบายใหม่ ๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของพนักงานได้ดีกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8063" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/Empathy-Skill-HR-NOTE-1.jpg" alt="Empathy Skill HR NOTE" width="500" height="334" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 77"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/">รู้จัก Empathy Skill ทักษะที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือกลยุทธ์เบื้องต้นเมื่อเห็นพนักงานงีบหลับในออฟฟิศผู้อ่านสามารถนำไปทำตามได้เลย</span></p>
<h3>พยายามหาสาเหตุด้วยความเป็นกลางที่สุด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เราจะพอคาดการณ์ได้ว่าพนักงานงีบหลับเพราะอะไร แต่สิ่งสำคัญในฐานะของคนบริหารงานบุคคลคือการไม่ด่วนสรุปเด็ดขาด เพราะหากพนักงานไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด นอกจากจะทำให้เราวางแผนงานผิดพลาดแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกแย่กับความไม่เป็นธรรมอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในที่ทำงานอาจสะท้อนให้เห็นว่าพนักงานมีปัญหาครอบครัวที่บ้าน, มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง, เจอกับสภาวะเครียดบางอย่างจนนอนไม่หลับในเวลาปกติ หรือเป็นไปได้ไหมว่าพนักงานกำลังเจอสภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) จากงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งคำถามแบบนี้จะทำให้เราย้อนกลับมาสังเกตุวิธีทำงานของตนเอง เพราะหากค้นพบว่าองค์กรมีปัญหา การรีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้พนักงานคนอื่นไม่ต้องรู้สึกแย่ตามกันไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุนี้องค์กรจึงต้องมีวัฒนธรรมของการสื่อสาร เพื่อให้พนักงานสามารถพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสบายใจ และการรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วนชัดเจนนั้นจะทำให้เราหาแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายได้โดยแท้จริง</span></p>
<h3>อย่ารีบต่อว่าหรือให้บทลงโทษโดยทันที</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์กรสามารถส่งใบเตือนได้หากเป็นความผิดครั้งแรก และร่วมพูดคุยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ให้คิดเสมอว่าหากเราทราบเหตุผลจากพนักงานแล้ว องค์กรควรจะเข้าไปสนับสนุนและช่วยหาทางออกเท่าที่ทำได้ โดยไม่เสียระบบการทำงาน เพราะหากทราบเหตุผลแล้ว แต่ไม่คิดจะแก้ไข จะทำให้พนักงานไม่เชื่อมั่น และไม่กล้าบอกความรู้สึกอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์นี้จะช่วยให้พนักงานมีความสุขและเคารพทีมมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่ว่าปัญหาคืออะไร แต่พฤติกรรมทั้งหมดของพนักงานก็ต้องสอดคล้องกับความรับผิดชอบ หากพนักงานทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่า องค์กรก็สามารถพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมได้เลย</span></p>
<h2>วิธีงีบหลับในเวลางานแบบมีมารยาท ไม่รบกวนคนอื่น</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราทราบกันแล้วว่าการพักผ่อนให้เพียงพอและการงีบหลับระหว่างวันจะช่วยให้เรามีทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะเปิดรับ หรือพร้อมปรับตัวกับการงีบหลับในที่ทำงาน พนักงานจึงต้องศึกษาวิธีที่จะทำให้ตนได้พักผ่อนแต่ไม่เสียมารยาทหรือรบกวนคนอื่นเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นหาก HR โอเคกับการงีบหลับ HREX.asia ขอเสนอสถานที่ง่าย ๆ เหมาะ ๆ ดังนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-11685" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/Sleeping-with-phone-1.jpg" alt="Sleeping with phone 1" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 78"></p>
<h3>งีบหลับในรถยนต์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในรถเป็นวิธีพื้นฐานที่มีความเป็นส่วนตัวและเป็นบริเวณที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย เนื่องจากมีความคุ้นเคยคล้ายกับบ้าน ในที่นี้ต้องแน่ใจว่ารถได้จอดอยู่ในบริเวณที่ไม่พลุกพล่าน หรือเป็นที่สังเกตของพนักงานคนอื่น ต้องตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยกับการตั้งนาฬิกาปลุกให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ออกจากออฟฟิศมานานเกินไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความชัวร์ คุณสามารถเขียนโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้บนโต๊ะทำงานว่า “ไปธุระ หากมีเรื่องด่วนให้ติดต่อ (เบอร์โทรศัพท์)” แค่นี้ก็สามารถงีบหลับได้อย่างสบายใจแล้ว </span></p>
<h3>งีบหลับในห้องประชุม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องประชุมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูง ยิ่งบางออฟฟิศจะมีห้องประชุมย่อย ๆ ให้พนักงานใช้อยู่เต็มไปหมด เราสามารถเลือกสักห้องหนึ่งเพื่องีบหลับได้เลย ในที่นี้แนะนำให้งีบใกล้กับประตู เวลามีคนเผลอเปิดหรือเคาะจะได้รู้ตัว ไม่หลับเพลินจนเสียงานเสียการ ที่สำคัญอย่าลืมเช็คตารางก่อนว่ามีพนักงานคนอื่นต้องใช้ห้องประชุมหรือไม่ หากมีก็ให้เปลี่ยนไปงีบหลับที่อื่น อย่าทำให้เพื่อนร่วมงานลำบากเด็ดขาด</span></p>
<h3>งีบหลับในห้องน้ำ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากห้องน้ำในออฟฟิศของคุณมีขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานของพนักงานหมู่มากได้ การงีบในห้องน้ำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่การงีบหลับในนี้ต้องกังวลเรื่องกลิ่น และไม่เหมาะกับคนที่นอนกรน เพราะห้องน้ำส่วนใหญ่มักมีประตูปิดเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าคอนเซปต์ของเรื่องนี้ คือเราควรหาที่งีบหลับที่เป็นส่วนตัว ให้เราสามารถใช้เวลาอันสั้นเพื่อพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องแน่ใจว่าเป็นช่วงที่ไม่มีงานอื่นซ้อนทับ และต้องเตรียมตัวเสมอหากมีเรื่องด่วนที่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไข เพราะถือว่าเป็นการพักผ่อนในเวลางาน ไม่ใช่การลาหยุดแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากองค์กรของคุณให้ความสำคัญกับการให้สวัสดิการเพื่อพักผ่อนจริง ๆ ก็สามารถนำ Nap Pod อุปกรณ์ที่ช่วยให้การงีบหลับในที่ทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้นมาใช้เหมือนเหล่าแบรนด์ระดับโลก หรือใช้วิธีที่ง่ายกว่าอย่างการจัดทำห้องสำหรับพักผ่อนโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%; height: 424px;">
<tbody>
<tr style="height: 424px;">
<td style="width: 100%; height: 424px;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-11366 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 79"></a><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>Nap Pod อุปกรณ์มาแรงที่องค์กรต้องมี (ถ้าซื้อไหว)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อุปกรณ์เครื่องนี้เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ขนาดยักษ์ที่ให้พนักงานล้มตัวลงนอนได้ในบรรยากาศที่เหมาะสม ทั้งเรื่องของแสงสว่าง, อุณหภูมิ และความเงียบ ข้อดีของมันคือจะช่วยให้พนักงานนอนหลับอย่างเต็มอิ่มในระยะเวลาที่เหมาะสม แถมในสายงานบางประเภทที่พนักงานต้องทำงานล่วงเวลา การได้นอนแบบสบาย ๆ จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง มีพลังสร้างสรรค์ แถมยังช่วยให้มีสติ ไม่เกิดอันตรายขณะทำงานอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Nap Pod ยังมีระบบตั้งเวลาปลุกที่ดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าการใช้นาฬิกาเตือนเสียงดัง ที่อาจนำให้ตกใจ ไม่ทันตั้งตัว โดยเครื่องนี้จะใช้วิธีการสั่น หรือใช้เสียงเพลงที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าจะช่วยให้คนตื่นอย่างช้า ๆ ซึ่งเสียงเพลงตรงนี้จะช่วยให้คนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะคงไม่ดีแน่หากเรามีเวลาว่างประมาณ 30 นาทีแต่ได้นอนจริง ๆ เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ใช้เครื่องมือนี้ เช่น Google, Facebook หรือแม้แต่ The National Health Service (NHS) จากสหราชอาณาจักรก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท ดังนั้นหากองค์กรอยากเริ่มมีสวัสดิการเพื่อการพักผ่อนโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือราคาสูง แต่สามารถเริ่มจากการสร้างสถานที่ง่าย ๆ ขึ้นมาให้พนักงานได้ใช้ โดยสามารถดูตัวอย่างได้จากบริษัทเหล่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-thumbnail wp-image-14764" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/04/1488893762-nap-pod.jpg" alt="1488893762 nap pod" width="600" height="370" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 80"></p>
<h2>องค์กรระดับโลกที่มีนโยบายให้พนักงานสามารถงีบหลับระหว่างวัน (Nap Time Benefit)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณยังไม่แน่ใจว่าการปล่อยให้พนักงานงีบหลับในที่ทำงานจะมีผลดีจริงหรือไม่ เราขอแนะนำเรื่องราวจากห้าองค์กรที่มีชื่อเสียงด้านสวัสดิการเพื่อการพักผ่อน รับรองว่าเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักกันดีแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะมีบริษัทไหนบ้าง ไปดูกันเลย !</span></p>
<h3>Google</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือองค์กรที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าน่าทำงานที่สุดในโลก เพราะนอกจากจะมีสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกให้พนักงานไว้ออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับมื้ออาหารแสนอร่อย และสวัสดิการอีกมากมายนับไม่ถ้วน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดอีกอย่างก็คือการงีบหลับและการพักผ่อนของพนักงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดวิด แรดคลิฟฟ์ (David Radcliffe) ซึ่งเป็น VP of Real Estate and Workplace Services ของ Google กล่าวว่า “ออฟฟิศที่ดีจะสมบูรณ์ไปไม่ได้เลยหากปราศจากสถานที่พักผ่อนให้พนักงาน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Google มีอุปกรณ์ชื่อว่า EnergyPod ที่ออกแบบโดยวิศวกรเฉพาะทางให้พนักงานสามารถใช้เวลา 20 นาทีเพื่อนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมีห้องทำสมาธิ และนิทรรศการศิลปะย่อม ๆ ให้ทุกคนได้พักผ่อนหย่อนใจเมื่อถึงเวลาที่ต้องการอีกด้วย</span></p>
<h3>Ben &amp; Jerry’s<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แบรนด์ไอศครีมชื่อดังที่มีสาขาในเมืองไทยก็ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากเช่นกัน พวกเขาอาจไม่ได้มีอุปกรณ์ทันสมัยแบบบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก แต่พวกเขาก็ได้สร้างห้องขึ้นมาเพื่อให้พนักงานพักผ่อนอย่างสบายที่สุด  โดยตัวแทนขององค์กรให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาต้องการให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เอาแต่ทำงานจนเสียสุขภาพ และเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องปกป้องพนักงานให้อยู่ไกลจากความเจ็บไข้ได้ป่วยทุกกรณี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากการให้ที่นอนแล้ว พวกเขายังมีคลาสออกกำลังกาย, คลาสโยคะ และพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงของพนักงาน ให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายเหมือนทำงานอยู่ที่บ้าน กลยุทธ์นี้เป็นหนึ่งในรากฐานที่ทำให้พวกเขากลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก</span></p>
<h3>Nike</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์กีฬา ก็ต้องสนับสนุนให้พนักงานแข็งแรงกว่าที่อื่น และที่สาขาใหญ่ของ Nike นี่มีโรงยิมขนาดใหญ่ถึง 60,000 ตารางฟุตตั้งอยู่ ไม่ว่าคุณจะอยากเล่นกีฬาแบบไหน ที่นี่ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยสอน และมีอุปกรณ์ให้ใช้งานอย่างครบครันชนิดที่ว่ามาทำงานตัวเปล่าก็สามารถเดินเข้าไปเล่นกีฬาที่ต้องการได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการงีบหลับ พวกเขามีห้องเรียกว่า Quiet Room ที่เตรียมไว้ให้พนักงานใช้พักผ่อนได้เลยโดยไม่ได้จำกัดเวลา ตราบใดที่ยังสามารถรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม</span></p>
<h3>Cisco<span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทเครือข่ายและไอทีระดับโลกได้ร่วมมือกับบริษัท MetroNap เพื่อออกแบบเครื่องมือสำหรับงีบหลับ โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึงตัวละ 13,000 ดอลลาร์ ซึ่งโครงการนี้มี “ที่ปรึกษาด้านการนอน” (Sleep Consultant) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การซื้อเครื่องมือจะต้องใช้ต้นทุนสูงมาก แต่พวกเขามองว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีราคาถูกกว่าการจ้างที่ปรึกษาในด้านอื่นด้วยซ้ำ แถมการปล่อยให้พนักงานพักผ่อนด้วยการงีบหลับจะ ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีความสุขในการทำงาน และรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากขึ้น จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h3>Aetna</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทผู้นำด้านการวางแผนประกันสุขภาพอย่างเอ็ทน่า ถือเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการนอนเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะมีที่พักให้พนักงานสามารถงีบหลับในสำนักงานใหญ่ได้แล้ว CEO อย่างคุณมาร์ก เบอร์โตลินี่ (Mark Bertolini) ยังได้ออกนโยบาย “จ่ายให้หลับ” คือถ้าพนักงานสามารถพิสูจน์ได้ว่านอนมากกว่าวันละ 7 ชั่วโมง ต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยมีหลักฐานวัดผลได้จริง (เช่นใช้ Smart Watch หรือการรับรองจากแพทย์) บริษัทจะให้เงินโบนัสวันละ 25 ดอลลาร์ สูงสุดไม่เกิน 500 ดอลลาร์ต่อปี !</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าองค์กรแต่ละแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับการนอน  และคิดว่าการงีบหลับในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องผิด กลับกันสวัสดิการเพื่อการงีบหลับอาจดูเป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะหากพนักงานมีอาการง่วงตลอดเวลา ก็อาจสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีปัญหากับการจัดสมดุลย์ชีวิต ดังนั้นเราต้องกลับมาทบทวนภาพรวมอีกครั้ง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดต่อทุกฝ่าย </span></p>
<h2>ซื้อใจพนักงานด้วย Employee Benefits สวัสดิการใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขยิ่งขึ้น</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-8953" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1450820657-1.jpg" alt="shutterstock 1450820657 1" width="500" height="307" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 81"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาสวัสดิการใหม่ ๆ คือวิธีที่ช่วยให้พนักงานมีความสุขและอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พนักงานมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าที่เคย พวกเขาก็ย่อมอยากให้องค์กรใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของตนมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน เหตุนี้หากเราเอาแต่ให้สวัสดิการแบบเดียวกับที่เคยให้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน Employee Benefits ขององค์กรเราก็คงไม่น่าดึงดูดมากพอ ทั้งกับพนักงานปัจจุบัน และพนักงานใหม่ที่ต้องโน้มน้าวใจให้เข้ามาอยู่กับองค์กรในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเราจึงอยากพาทุกคนไปดูว่าสวัสดิการเพื่อการพักผ่อนที่น่าสนใจในโลกนี้ มีอะไรแปลก ๆ สนุก ๆ อีกบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการที่เราอยากนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องของบริษัทจากสวีเดนชื่อ Erika Lust Films ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหนังผู้ใหญ่ที่มีนโยบายอยากให้พนักงานพักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีอยู่วันหนึ่ง ผู้บริหารเห็นว่าพนักงานดูเครียด ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงาน จึงไปปรึกษากับทีมแพทย์ว่ามีวิธีใดที่จะช่วยได้บ้าง จนได้ข้อสรุปว่าควรจัดทำห้องสำหรับ “ช่วยตัวเอง” เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายถึงขีดสุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีใช้งานคือพนักงานจะมีเวลา 30 นาทีต่อครั้ง ในห้องที่เต็มไปด้วยสื่อกระตุ้น โดยวิธีที่ดูแปลกประหลาดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้พนักงานกลับมาทำงานอย่างกระตือรือร้นได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่บริษัทนี้อย่างเดียว แต่ยังมีบริษัท Stripchat จากไซปรัสที่ติดตั้งแคปซูลสำหรับช่วยตัวเองในที่ทำงานโดยเฉพาะ แถมยังเปิดโอกาสให้องค์กรอื่นเช่าไปใช้งานอีกด้วย  ซึ่งไม่ว่าจะฟังแล้วดูประหลาดหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีดังกล่าวได้ช่วยให้พนักงานในองค์กรมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Employee Benefits คือสิ่งชี้วัความพึงพอใจของพนักงานในปัจจุบัน ดังนั้นหากคุณไม่รู้ว่าควรออกแบบสวัสดิการอย่างไร เราแนะนำให้ค้นหาไอเดียจาก <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มค้นหาบริการและผลิตภัณฑ์ HR ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หรือกำลังมองหาตัวช่วยแบบไหน ที่นี่มีครบ !</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือความเชื่อบางอย่างที่เราเคยมองว่าไม่ถูกต้อง สามารถกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตเราคงมองว่าพนักงานที่งีบหลับในเวลางานเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่หากเรามองเจาะลึกลงไป การงีบหลับตรงนั้นอาจสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดขององค์กรก็ได้ ดังนั้นแทนที่เราจะตัดสินคนอย่างรวดเร็ว เราควรปรึกษาพูดคุย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้นอกจากจะทำให้พนักงานมีความพร้อมในการสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ ๆ แล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงนโยบายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เรียกว่าแค่เราลองเปิดใจ องค์กรของเราก็จะก้าวไปอีกขั้นได้ง่ายกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การงีบหลับในออฟฟิศเป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งในการพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น เราสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการในรูปแบบอื่นได้ด้วย เช่นการปรับเวลาทำงานให้ยึดหยุ่นในช่วงที่พนักงานต้องทำงานเยอะเป็นพิเศษเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ไม่ยึดถือเอากฎเดียวเป็นที่ตั้ง และบังคับให้ทุกคนต้องอยู่ในกรอบเดียวกัน แนวทางแบบนี้ก็จะช่วยให้ทุกคนจัดสรรตารางชีวิตได้ง่ายขึ้น และทำให้การพักผ่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="Nap at Work : นอนหลับเรื่องใหญ่ เลิกง่วงแล้วมางีบหลับในที่ทำงานกันเถอะ 82"></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://yhoo.it/3x9V1ml" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://yhoo.it/3x9V1ml</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YF0Q6Y" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YF0Q6Y</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3YxyJ9M" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3YxyJ9M</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3RLGVkx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RLGVkx</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bit.ly/3RTonPC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RTonPC</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/cannabis-in-workplace-30112022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Paranaphat Anui]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 05:48:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[กัญชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/cannabis-in-workplace-30112022/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นยาเสพติดต้องห้ามตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เกิดเป็นกระแสเสรีกัญชาใหญ่โตที่ทุกคนให้ความสนใจ รวมถึงหน่วยงานและองค์กรจำนวนมากที่กลับมาสำรวจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเด็นนี้ แม้เสรีกัญชาจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว แต่กัญชายังได้ชื่อว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ทั้งทำให้มึนเมาไม่แพ้เหล้า แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดติดหลายชนิด เพราะจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าที่บริษัทคาดคิดได้ เมื่อกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีต NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse จึงสำรวจพบว่า พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75% บริษัทสามารถออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชาโดยเฉพาะได้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และลดความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเจอ รวมถึงลดความยุ่งยากหากเกิดปัญหาจากการบริโภคกัญชาตามมา  นับตั้งแต่ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ของ พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้ผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจว่าจะสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง  แม้กัญชาอาจไม่ใช่สารเสพติดให้โทษแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ไว้วางใจให้ เสรีกัญชา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ด้วยความตระหนักว่ายังมีโทษมากกว่าประโยชน์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นยาเสพติดต้องห้ามตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เกิดเป็นกระแสเสรีกัญชาใหญ่โตที่ทุกคนให้ความสนใจ รวมถึงหน่วยงานและองค์กรจำนวนมากที่กลับมาสำรวจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเด็นนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แม้เสรีกัญชาจะไม่ผิดกฎหมายแล้ว แต่กัญชายังได้ชื่อว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ทั้งทำให้มึนเมาไม่แพ้เหล้า แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติดติดหลายชนิด เพราะจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าที่บริษัทคาดคิดได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีต NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse จึงสำรวจพบว่า พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75%</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บริษัทสามารถออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชาโดยเฉพาะได้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และลดความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเจอ รวมถึงลดความยุ่งยากหากเกิดปัญหาจากการบริโภคกัญชาตามมา </span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13281 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-alexander-grey-3676962-1-scaled.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1110" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 87"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่ประเทศไทยปลดล็อค กัญชา ออกจากการเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ของ </span><a href="https://www.oncb.go.th/Home/DocLib3/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94/03law.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 </span></a><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้ผู้คนทั้งประเทศให้ความสนใจว่าจะสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กัญชาอาจไม่ใช่สารเสพติดให้โทษแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ไว้วางใจให้ เสรีกัญชา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ด้วยความตระหนักว่ายังมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อกฎหมายเปลี่ยนไปแล้วแบบนี้ ทุกบริษัท ทุกองค์กรก็จำเป็นต้องปรับตัวตามด้วยเช่นกัน เสรีกัญชาส่งผลต่อการทำงานในปัจจุบันอย่างไรบ้าง สามารถติดตามได้จากบทความนี้</span></p>
<h2>กัญชาคืออะไร ทำไมถึงเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กัญชา ภาษาอังกฤษคือ Marijuana เป็นพืชสกุล Cannabis ที่มีอิทธิฤทธิ์ต่อระบบประสาท และเคยได้ชื่อว่าเป็นสารเสพติดอันตราย ในผลิตภัณฑ์หลายประเภทจะมีการนำสารสกัดจากต้นกัญชาชื่อว่า THC หรือ Tetrahydrocannabinol มาใช้ ส่งผลให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย แต่หากบริโภคเข้าไปเป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความจำ ความรู้สึก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สารสกัดอีกประเภทที่ต้องรู้คือ CBD หรือ Cannabidiol มีสรรพคุณระงับอาการปวด ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ลดการอักเสบ ชักเกร็ง และคลายความกังวลได้ มีความปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า THC </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านการระงับความเจ็บปวด ทำให้ในทางการแพทย์นิยมนำกัญชามาใช้รักษาผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เพราะหากใช้อย่างถูกต้อง กัญชาจะช่วยให้ความผ่อนคลาย บรรเทาความเจ็บปวดบนร่างกายได้เป็นปลิดทิ้ง บางงานวิจัยพบว่าสามารถนำมาใช้รักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งได้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั่วโลกอาจยังไม่ได้ยอมรับในคุณค่าของกัญชามาก องค์การสหประชาชาติ เคยสำรวจเรื่องการบริโภคกัญชาทั่วโลก พบว่ามีประชากรประมาณ 4% หรือประมาณ 162 ล้านคน ณ ขณะนั้น บริโภคกัญชาทุกปี และมี 0.6% ที่บริโภคทุกวัน จนอาจกล่าวได้ว่ากัญชาคือพืชหรือสารเสพติดที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และถึงแม้ปัจจุบัน กัญชาจะปลดล็อคออกจากการเป็นสารเสพติดในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย อนุญาตให้ทุกส่วนสามารถนำมาใช้ได้อย่างเสรี ทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังกำหนดให้เน้นที่การใช้เพื่อการแพทย์ ใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก ไม่ใช้เพื่อการสันทนาการ และการใช้สารสกัดจากกัญชาที่มีค่า THC มากกว่า 0.2 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสารเสพติดเช่นเดิม และมีการรณรงค์กันอย่างกว้างขวางว่า เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรใช้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-13283" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/cbd-g73ef609f8_1920.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1113" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 88"></p>
<h2>กัญชา-กัญชง แตกต่างกันอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึง กัญชา หลายคนจะนึกถึงพืชที่คล้ายคลึงกันอย่าง กัญชง (Hemp) ด้วย ทั้ง 2 ชนิดถือเป็นพืชตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยขออธิบายโดยคร่าว ๆ ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก หากมองแบบผ่าน ๆ อาจแยกกัญชาและกัญชงไม่ออก แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าใบของกัญชงจะใหญ่กว่ากัญชา และจำนวนแฉกบนใบกัญชงจะมี 7-11 แฉก มากกว่าใบกัญชาที่มี 5-7 แฉกเท่านั้น ขณะที่สีบนใบกัญชงจะเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนสีใบกัญชาจะเป็นสีเขียวเข้ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคุณสมบัติอื่น ๆ กัญชงมักจะนำไปใช้แปรรูปทำสิ่งทอ ทำกระดาษ หรือนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำงานฝีมือเป็นหลัก ไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อประสาทมากเท่ากัญชา </span></p>
<h2>ร่างกฎหมายเสรีกัญชา ก้าวต่อไปที่ต้องจับตา</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการปลดล็อคกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษ สิ่งที่ประชาชนชาวไทยจำเป็นต้องติดตามก็คือ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชา นำโดย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. &#8230; ที่มีใจความสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้ และการควบคุมการใช้กัญชาในด้านต่าง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น การกำหนดให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ แต่ต้องทำเรื่องจดแจ้งกับหน่วยงานภาครัฐก่อน รวมถึงการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือ จำหน่ายกัญชาต้องได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ ต้องห้ามขายกัญชาเพื่อการบริโภคแก่ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี, สตรีมีครรภ์, สตรีให้นมบุตร ยกเว้นได้รับอนุญาตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันนับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว</span><a href="https://ilaw.or.th/node/6301" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา </span></a><span style="font-weight: 400;">โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวันที่ </span><a href="https://mgronline.com/politics/detail/9650000113278" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">28 พฤศจิกายน </span></a><span style="font-weight: 400;">ว่า กฎหมายกำลังจะเข้าการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในที่ประชุมสภา และคาดว่าจะทันประชุมในสมัยนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นยังต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะได้บังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ สาระสำคัญจะเปลี่ยนไปหรือไม่ และเมื่อถึงเวลาออกกฎหมายจริง จะให้ผลออกมาเช่นไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ควบคุมการบริโภคกัญชาอยู่ เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดให้การกระทำให้เกิดกลิ่นหรือควันกัญชา กัญชง หรือพืชอื่นใด เป็นเหตุรำคาญ พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2565 รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการสุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จ ในสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2565 ควบคุมไม่ให้เอาช่อดอกมาประกอบอาหาร เป็นต้น</span></p>
<h2>เปิดสถิติเสรีกัญชาน่าตกใจ เมื่อพนักงานใช้กัญชาในที่ทำงานมากกว่าที่คิด</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กัญชาก็เหมือนเครื่องดื่มอย่างเหล้า เบียร์ หากเป็นในช่วงเวลาของการทำงาน อาจไม่มีใครดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลานี้ แล้วค่อยไปจัดเต็มหลังเลิกงาน แต่รู้หรือไม่ว่า มีการสำรวจพบว่า ชาวแคนาดาที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 17.5% ยอมรับว่าเคยใช้กัญชาอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีถึง 6% เท่านั้นที่ใช้งานทุกวัน แม้กระทั่งในที่ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับ</span><a href="https://www.samhsa.gov/data/sites/default/files/NSDUH-FFR1-2016/NSDUH-FFR1-2016.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">งานวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่พบว่า เมื่อปี 2016 กัญชาคือสารเสพติดที่ตรวจพบมากที่สุดในที่ทำงาน โดยมีชาวอเมริกัน 7.2 ล้านคน อายุ 18-25 ปี ยอมว่าใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน ส่วนคนที่อายุ 26 ปีขึ้นไป ยอมรับว่าใช้กัญชามากถึง 15.2 ล้านคน </span></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา พบว่า <a href="https://www.teamblind.com/blog/index.php/2022/04/13/marijuana-cannabis-use-workplace/" target="_blank" rel="noopener">29% ของพนักงานบริษัท</a> ใช้กัญชาในระหว่างปฏิบัติงาน  และสาเหตุที่ยอดตัวเลขเพิ่มขึ้น เพราะกัญชากลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีตนั่นเอง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">และผลก็คือ การจะทำโทษพนักงานในข้อหาใช้กัญชาก็เป็นสิ่งที่ยากขึ้นตามมาด้วย เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน NIDA หรือ National Institute on Drug Abuse พบว่าเมื่อเทียบกับ พนักงานที่บริโภคกัญชาในระหว่างทำงานแล้วผลตรวจเป็นบวก จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่ใช้กัญชาถึง 55% ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 85% และจะหยุดงานมากถึง 75%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ รู้หรือไม่ว่ามีผู้บริโภคหลายคนใช้กัญชาด้วยเหตุผลว่า ทำให้ร่างกายมีแรงในการทำงานได้ เพราะหากไม่ได้บริโภคล่ะก็ จะเหมือนขาดสารอาหารและพลังงาน จนหมดเรี่ยวแรงในการทำงานทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-medium wp-image-13282 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/pexels-aphiwat-chuangchoem-2178565-1-scaled.jpg" alt="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน" width="1110" height="740" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 89"></p>
<h2>ข้อดีของกัญชา กับการทำงาน</h2>
<p>1.ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย <span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ใช่ประโยชน์ที่เกิดกับคนส่วนมาก แต่ในบางสายอาชีพ กัญชากลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับการเยียวยาดีขึ้น เช่น นักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล หรือกีฬาคนชนคนที่สามารถนำกัญชามาใช้สร้างความผ่อนคลายหลังแข่ง จนลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และรู้หรือไม่ว่า ลีกอเมริกันฟุตบอล NFL เคยแบนการใช้กัญชา และลงโทษนักกีฬาที่โด๊ปเป็นสารกระตุ้นด้วย แต่ปัจจุบัน NFL เลิกแบนแล้ว และประกาศสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านกัญชาอย่างจริงจัง โดยมีอดีตนักอเมริกันฟุตบอลระดับตำนาน แคลวิน จอห์นสัน ที่เลิกแข่งแล้วหันมาทำธุรกิจด้านกัญชาเพื่อการแพทย์โดยเฉพาะเป็นโต้โผใหญ่ในการเปลี่ยนใจ NFL ให้มองเห็นข้อดีของกัญชา </span></p>
<p>2.ช่วยรักษาโรคบางโรคได้<span style="font-weight: 400;"> ดังที่กล่าวไปว่า กัญชามีสรรพคุณสามารถรักษาโรคได้ เช่น โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง ซึ่งพบเจอได้ในคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยหักล้างว่า จริง ๆ แล้วอิทธิฤทธิ์ของกัญชาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษามะเร็งได้ จำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมรักษาด้วยจึงจะได้ผล</span></p>
<h2>ข้อเสียของกัญชากับการทำงาน</h2>
<p>1.ลดประสิทธิภาพของการทำงาน<span style="font-weight: 400;"> เป็นผลกระทบที่เห็นชัดมากที่สุด เพราะถึงแม้กัญชาจะช่วยให้ผู้ใช้เกิดความผ่อนคลาย แต่หากนำมาใช้ระหว่างการทำงาน ความผ่อนคลายเกินไปจะทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะ อาจไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ จนนำมาซึ่งอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือใช้ขณะขับขี่บนท้องถนน เป็นต้น</span></p>
<p>2.องค์กรต้องเสียเงินมากขึ้น<span style="font-weight: 400;"> หากใช้กัญชาในระดับที่พอเหมาะพอสม ย่อมไม่มีปัญหา แต่หากใช้มากกว่าที่ควรจนเกิดอุบัติเหตุ จะทำให้บริษัทสูญเสียกำลังสำคัญในการทำงาน ทำให้งานที่แต่ละคนต้องแบกรับมากขึ้น นำมาสู่ภาวะ Work ไร้ Balance จนบริษัทอาจจำเป็นต้องให้ค่าตอบแทนมากขึ้น เพื่อจูงใจพนักงานให้อยากทำงานมากกว่าเดิม ถือเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่จำเป็น </span></p>
<p>3.เกิดการหมุนเวียนของพนักงานสูง<span style="font-weight: 400;"> หากบริษัทไหนไม่ได้สนับสนุนให้พนักงานบริโภคกัญชา ก็อาจมีพนักงานตัดสินใจลาออกเพื่อไปอยู่ในบริษัทที่สนับสนุนด้านนี้มากขึ้น หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ หากมีพนักงานในบริษัทเสพกัญชาในระหว่างงานจนเกิดอุบัติเหตุและความเสียหาย เป็นผลให้โดนลงโทษมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่ส่ง</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/211029-warning-letter/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ใบเตือน </span></a><span style="font-weight: 400;">ไปจนถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220715-firing-no-guilty/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ไล่ออก</span></a><span style="font-weight: 400;">ด้วย จะทำให้บริษัทต้องเสียเวลาหาคนเข้ามาทำงานแทน และเสียเวลาฝึกอบรมใหม่ทั้งหมด</span></p>
<p>4.เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดคิด<span style="font-weight: 400;"> แม้กัญชาจะถูกกฎหมายไทยแล้ว แต่อย่าลืมว่าการใช้มากเกินไปอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน และสร้างความเสียหายต่อบุคคลภายนอก นำมาซึ่งปัญหาทางข้อกฎหมายน่าและการฟ้องร้อง เป็นคดีที่น่าปวดหัวตามมา</span></p>
<h2>องค์กรต้องออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้กัญชา และการตรวจกัญชา</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกฎหมายหลักอาจยังมีความคลุมเครือ แต่ละบริษัทเองก็จำเป็นต้องออกนโยบายเกี่ยวกับกัญชาภายในบริษัท เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ถึงแม้บริษัทจะสามารถออกกฎอะไรก็ได้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นภายในบริษัท แต่ก็มีสิ่งที่ผู้ออกนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HR ควรต้องพิจารณาเอาไว้ด้วย เพื่อไม่ให้กฎดังกล่าวกลับมาแว้งกัดในเวลาต่อมา ดังต่อไปนี้</span></p>
<p>1.ออกนโยบายที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ<span style="font-weight: 400;"> เช่น บางบริษัทอาจสั่งห้ามพนักงานไม่ให้ใช้กัญชาในทุกกรณี อาจเป็นวิธีการที่สุดโต่ง แต่ก็จะช่วยให้บริหารจัดการได้ง่าย</span></p>
<p>2.รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน<span style="font-weight: 400;"> ในโลกอุดมคติ การออกนโยบายอะไรออกมาก็ตาม ควรต้องผ่านการรับฟังเสียงของพนักงานก่อนเสมอ เพราะอาจมีพนักงานที่บริโภคกัญชาโดยที่ HR ไม่รู้ และความคิดเห็นของพนักงานเหล่านี้อาจช่วยให้นโยบายที่ออกมาสามารถใช้งานได้จริง ไม่เกิดปัญหาวุ่นวายตามมา หรือยากเกินความเข้าใจเกินไปจนต้องปรับแก้กฎอยู่บ่อยครั้ง</span></p>
<p>3.เปิดช่องให้สนับสนุนพนักงานที่มีปัญหาติดกัญชา ได้กลับตัวกลับใจ<span style="font-weight: 400;"> การช่วยพนักงานให้ได้บำบัดจากการติดกัญชา แล้วกลับมามีสุขภาพแข็งแรง ถือเป็นก้าวย่างที่ดี และจะได้ใจพนักงานจำนวนมาก เพราะพนักงานจะมองว่าบริษัทอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ปล่อยทิ้งให้เดียวดาย ปล่อยให้สู้เรื่องนี้อยู่ฝ่ายเดียว</span></p>
<p>4.จัดอบรมเรื่องกัญชาให้พนักงาน<span style="font-weight: 400;"> ท่ามกลางวิกฤติ HR อาจถือโอกาสนี้จัดอบรมพนักงาน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชาก็ได้ เพื่อจะได้มีความรู้ที่ถูกต้อง และอาจใช้โอกาสนี้ประกาศนโยบายเกี่ยวกับการบริโภคกัญชา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันด้วย</span></p>
<p>5.อย่าลืมออกระเบียบปฏิบัติกรณีเกิดอุบัติเหตุหลังใช้กัญชา <span style="font-weight: 400;">นอกจากการออกกฎข้อบังคับแล้ว อย่าลืมวางแผนตั้งรับในกรณีเลวร้ายสุดไว้ด้วยว่า</span> <span style="font-weight: 400;">หากพนักงานถูกจับหรือทำผิดกฎหมายกัญชา เช่น ใช้สาร THC มากกว่า 0.2% แล้วต้องทำอย่างไร จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตามมาได้ง่ายขึ้น</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบาย เสรีกัญชา ไม่เพียงมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป แต่บริษัทและองค์กรต่าง ๆ เองก็ควรต้องให้ความสนใจด้วยเช่นกัน เพราะมีผลต่อการดำเนินงานขององค์กรในทุกระดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าแม้การสูบหรือการบริโภคกัญชา อาจไม่ได้มีความผิดมากเท่าในอดีตแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะให้การยอมรับกัญชาเสมอไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าที่ของ HR คือการรักษาผลประโยชน์ของทั้งบริษัทและพนักงาน หากสามารถหาจุดบาลานซ์ เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ จะช่วยให้บริษัทสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งอย่างแน่นอน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="เมื่อกฎหมายปลดล็อค เสรีกัญชา บริษัทควรวางแนวทางอย่างไรไม่ให้กระทบการทำงาน 90" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources:</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bbc.com/thai/articles/crgjxk0yv89o" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BBC</span></a></li>
<li><a href="https://www.therecoveryvillage.com/cbd-addiction/how-employers-handle-use-at-work/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">The Recovery Village</span></a></li>
<li><a href="https://www.nsc.org/nsc-membership/marijuana-at-work#:~:text=According%20to%20a%20study%20reported,Decreased%20productivity" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">NSC</span></a></li>
<li><a href="https://www.shrm.org/resourcesandtools/legal-and-compliance/state-and-local-updates/pages/marijuana-laws-and-the-2022-workplace.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">SHRM</span></a></li>
<li><a href="https://www.go2hr.ca/legal/marijuana-at-work-six-things-employers-should-know" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Go 2 HR</span></a></li>
<li><a href="https://www.arda.or.th/knowledge_detail.php?id=57" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Arda</span></a></li>
<li><a href="https://dmh.go.th/news/view.asp?id=2264" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">DMH</span></a></li>
<li><a href="https://www.teamblind.com/blog/index.php/2022/04/13/marijuana-cannabis-use-workplace/" target="_blank" rel="noopener">Teamblind</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221130-hr-world-cup/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2022 19:27:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[World Cup]]></category>
		<category><![CDATA[บอลโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ดูบอล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221130-hr-world-cup/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT มหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) รวมถึงบอลยุโร (UEFA Euro) เป็นความบันเทิงที่พนักงานส่วนใหญ่ชื่นชอบ ดังนั้นแทนที่องค์กรจะมากังวลว่าการดูฟุตบอลดึก ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพงานแย่ลงหรือไม่ HR ควรกลับไปคิดว่าควรทำอย่างไรให้งานกับฟุตบอลโลกอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมากกว่า การรับชมกีฬามีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าคุณจะชอบดูหรือไม่ แต่การเชียร์กีฬาแต่ละครั้งจะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม การเชียร์กีฬาในออฟฟิศจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน, ลดความเปลี่ยวเหงา และเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการตามกระแสฟุตบอลโลกจะทำให้เรามีหัวข้อสนทนากับทีมและลูกค้ามากขึ้น เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมที่ทำให้คนใกล้ชิดกันมากกว่าการพูดเรื่องงานเพียงอย่างเดียว องค์กรที่ดีควรจัดทำนโยบายด้านการดูกีฬา (Sport Event Policy) ที่เป็นนโยบายเฉพาะกาลไว้รับมือช่วงมีมหกรรมกีฬาหรือความบันเทิงใหญ่ ๆ ที่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแฟนกีฬาอยู่เยอะมาก ดังนั้นเมื่อมีมหกรรมกีฬาระดับโลกก็ย่อมมีพนักงานบางส่วนที่ต้องนอนดึกเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันรุ่งขึ้น หน้าที่ของ HR ที่ดีจึงเป็นการวางแผนให้พนักงานสามารถมีพื้นที่ตรงกลางเพื่อรองรับการทำงานที่จริงจังควบคู่ไปกับความบันเทิงที่ชุบชูจิตใจอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าช่วงเวลาของฟุตบอลโลกหรือแม้แต่มหกรรมกีฬาใด ๆ ก็ตาม เป็นช่วงเวลาที่องค์กรต้องบริหารความสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาพักผ่อน (Work Life Balance) ให้ดีกว่าเดิม นอกจากเรื่องการบริหารเวลาแล้ว การดูกีฬายังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีทักษะด้าน Soft Skills มากขึ้นแม้ผู้ดูจะไม่ได้เป็นแฟนกีฬาหรือชอบทีมใดเป็นพิเศษก็ตาม แต่จะทำได้อย่างไรนั้น หาคำตอบได้จากบทความนี้ การเชียร์กีฬาส่งผลดีกับการทำงานอย่างไร รู้ไหมว่าหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกับการทำงานที่สุดคือการที่พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ โดยมีผลวิจัยที่ระบุว่าทุกครั้งที่เราถูกหันเหความสนใจจากเรื่องหนึ่ง เราจะต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง ซึ่งการดูกีฬาคือเคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจะช่วยฝึกทักษะให้เราสามารถจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">มหกรรมกีฬาอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) รวมถึงบอลยุโร (UEFA Euro) เป็นความบันเทิงที่พนักงานส่วนใหญ่ชื่นชอบ ดังนั้นแทนที่องค์กรจะมากังวลว่าการดูฟุตบอลดึก ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพงานแย่ลงหรือไม่ HR ควรกลับไปคิดว่าควรทำอย่างไรให้งานกับฟุตบอลโลกอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การรับชมกีฬามีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าคุณจะชอบดูหรือไม่ แต่การเชียร์กีฬาแต่ละครั้งจะช่วยให้คุณทำงานดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเชียร์กีฬาในออฟฟิศจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน, ลดความเปลี่ยวเหงา และเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการตามกระแสฟุตบอลโลกจะทำให้เรามีหัวข้อสนทนากับทีมและลูกค้ามากขึ้น เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมที่ทำให้คนใกล้ชิดกันมากกว่าการพูดเรื่องงานเพียงอย่างเดียว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่ดีควรจัดทำนโยบายด้านการดูกีฬา (Sport Event Policy) ที่เป็นนโยบายเฉพาะกาลไว้รับมือช่วงมีมหกรรมกีฬาหรือความบันเทิงใหญ่ ๆ ที่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13237 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-08.59.40.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="578" height="364" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 102"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแฟนกีฬาอยู่เยอะมาก ดังนั้นเมื่อมีมหกรรมกีฬาระดับโลกก็ย่อมมีพนักงานบางส่วนที่ต้องนอนดึกเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันรุ่งขึ้น หน้าที่ของ HR ที่ดีจึงเป็นการวางแผนให้พนักงานสามารถมีพื้นที่ตรงกลางเพื่อรองรับการทำงานที่จริงจังควบคู่ไปกับความบันเทิงที่ชุบชูจิตใจอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าช่วงเวลาของฟุตบอลโลกหรือแม้แต่มหกรรมกีฬาใด ๆ ก็ตาม เป็นช่วงเวลาที่องค์กรต้องบริหารความสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาพักผ่อน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Work Life Balance</span></a><span style="font-weight: 400;">) ให้ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเรื่องการบริหารเวลาแล้ว การดูกีฬายังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานมีทักษะด้าน Soft Skills มากขึ้นแม้ผู้ดูจะไม่ได้เป็นแฟนกีฬาหรือชอบทีมใดเป็นพิเศษก็ตาม แต่จะทำได้อย่างไรนั้น หาคำตอบได้จากบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>การเชียร์กีฬาส่งผลดีกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-13239 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.03.55.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="530" height="356" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 103"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้ไหมว่าหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกับการทำงานที่สุดคือการที่พนักงานไม่สามารถโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ โดยมี</span><a href="https://www.themuse.com/advice/this-is-nuts-it-takes-nearly-30-minutes-to-refocus-after-you-get-distracted" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าทุกครั้งที่เราถูกหันเหความสนใจจากเรื่องหนึ่ง เราจะต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง ซึ่งการดูกีฬาคือเคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจะช่วยฝึกทักษะให้เราสามารถจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเรากำลังลุ้นอยู่กับทีมโปรด เรามักลืมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น และเอาแต่เฝ้าดูว่าทีมที่เชียร์อยู่จะทำผลลัพธ์ได้ตามที่คิดหรือไม่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดูกีฬายังทำให้เรามีทัศนคติของการแข่งขัน (Competitive Mindset) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง โดยแนวคิดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการเอาชนะคู่แข่งที่เป็นตัวบุคคล แต่อาจเป็นการเอาชนะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เราจะต้องขายงานนี้ให้ผ่าน, ต้องสอบภาษาเพิ่มเติมให้ได้ หรือแม้แต่หัวข้อง่าย ๆ อย่างการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานให้ดีขึ้นก็ได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนจากคนเชียร์มาเป็นคนเล่นเองก็จะยิ่งส่งผลดีไปอีกขั้น เพราะจะเกิดประโยชน์ทางด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นไปอีก</span></p>
<p>คุณดาเนียล วานน์ <span style="font-weight: 400;">(</span><a href="https://www.murraystate.edu/academics/CollegesDepartments/CollegeOfHumanitiesAndFineArts/Psychology/Faculty/DWannFacInfo.aspx" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Daniel Wann</span></a><span style="font-weight: 400;">) ศาสตราจารย์จาก Murray State University กล่าวว่าการเป็นแฟนกีฬาถือเป็นกิจกรรมที่ “ดีต่อสุขภาพกายและใจมาก ๆ” เนื่องจากการเชียร์กีฬาจะทำให้เราดึงดูดคนที่มีความสนใจแบบเดียวกันเข้ามาในชีวิตซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย๋ในฐานะของสัตว์สังคม โดยเขาเน้นย้ำว่าคนที่เป็นแฟนกีฬาจะมี</span><a href="https://psycnet.apa.org/record/2017-22912-002" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ความมั่นใจตัวเอง</span></a><span style="font-weight: 400;"> (Self-Esteem) มากขึ้น แถมยังมีอัตราความเหงา (Loneliness) ลดลงอีกต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณสตีเว่น เรเซน (Stephen Reysen) ศาสตราจารย์จาก Texas A&amp;M University ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าการสถาปนาตัวเองเป็นแฟนกีฬาจะทำให้เรารู้สึก “</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220928-sense-of-ownership/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เป็นส่วนหนึ่ง</span></a><span style="font-weight: 400;">” ของทีมไปโดยปริยาย แม้ความจริงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม ดังนั้นจึงไม่แปลกหากเราจะรู้สึกมีความสุขตามไปด้วยเวลาเห็นทีมชนะ อย่างไรก็ตามการที่ทีมแพ้ก็ไม่ได้ส่งผลเสียมากขนาดนั้น เพราะทุกคนที่เชียร์กีฬาจะมีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าการแข่งขันทุกครั้งมีโอกาสแพ้ชนะอยู่ที่ 50/50 ดังนั้นแม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความรู้สึกที่รู้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-13240" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.04.53.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="701" height="394" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 104"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การดูกีฬายังทำให้เราเรียนรู้เรื่องความจงรักภักดี (Loyalty)  กล่าวได้ว่าแฟนกีฬาอาจไม่สนใจเรื่องผลแพ้ชนะด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาอยู่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากกว่า ดังนั้นแม้จะผลงานตกลงอย่างไรก็จะยินดีสนับสนุนเสมอ ต่างจากการทำงานหรือพฤติกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันที่เราพร้อมเปลี่ยนทันทีหากไม่สอดคล้องกับความต้องการ เช่น ถ้าร้านอาหารที่ไปทำอาหารผิดซ้ำ ๆ เราก็จะเกิดความคิดว่าควรไปสนับสนุนร้านอื่นมากกว่า</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-12527" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/Screen-Shot-2565-09-29-at-16.24.55.png" alt="HIGH-FUNCTIONING DEPRESSION : ยิ่งซึมเศร้า ยิ่งเก่ง!? ปัญหาสุขภาพจิตที่ HR ต้องช่วยดูแล" width="498" height="330" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 105"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">เปิดทริคเด็ด! วิธีเอาใจพนักงานจนรักองค์กรยิ่งชีพ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณซิลเวียร์ เวสเตอร์วิค (Silvia Westerwick) ศาสตราจารย์จาก The Ohio State University </span><a href="https://news.osu.edu/yea-team-winning-fans-see-self-esteem-boost/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;"> การดูกีฬากับเพื่อนจะทำให้เรากล้าขอความช่วยเหลือรวมถึงกล้า “แลกเปลี่ยนความรู้สึก” ทั้งในแง่บวกเมื่อทีมชนะ และในแง่ลบเมื่อทีมแพ้ แนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ดี เช่นเมื่องานเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ได้เสียงตอบรับอย่างที่ควรจะเป็น การพูดคุยเพื่อปลอบใจในกลุ่มเพื่อนจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง ซึ่งทำให้เราไม่สูญเสียความมั่นใจโดยเปล่าประโยชน์</span></p>
<h2>การดูฟุตบอลโลก (World Cup) มีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><a href="https://www.forbes.com/sites/groupthink/2014/06/25/watching-the-world-cup-will-increase-office-productivity/?sh=57f3c20a35d7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Forbes</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ติดตามวัดผลการทำงานในช่วงฟุตบอลโลกมาตลอดในช่วง 10 ปีให้หลังเพื่อหาคำตอบว่ามหกรรมฟุตบอลโลกส่งผลกับการทำงานอย่างไรบ้าง จนได้ข้อสรุปว่าหากองค์กรบริหารจัดการไม่ดี ก็มีโอกาสที่ผลประกอบการในช่วงที่มีการแข่งขันจะลดลงจริง ๆ แต่ในทางกลับกันก็มีผลสำรวจระบุว่าองค์กรที่บริหารจัดการได้อย่างเป็นมืออาชีพจะทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุข อยากมาทำงานมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมากเป็นพิเศษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในเมื่อฟุตบอลโลกเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ องค์กรก็ควรเปลี่ยนมุมมองจากการมานั่งกังวลว่าฟุตบอลโลกจะส่งผลเสียกับองค์กรอย่างไร แล้วมาตั้งคำถามว่าจะใช้ประโยชน์จากฟุตบอลโลกได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเราสามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13241 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.06.56.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="574" height="378" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 106"></p>
<h3>การดูฟุตบอลโลกช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประเทศไทยนั้นการดูฟุตบอลโลกมักเกิดขึ้นหลังเวลาทำงาน ปัญหาที่เกิดจึงมักเป็นเรื่องการพักผ่อนของพนักงานมากกว่า แต่ในบางองค์กรที่ทำงานจนถึงค่ำ การเปิดฟุตบอลระหว่างทำงานก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่เคร่งเครียดให้มีความสนุกสนานยิ่งขึ้น เพราะในสถานการณ์ปกติ พนักงานแต่ละแผนกอาจไม่มีเหตุผลให้ต้องพูดคุยหากไม่มีความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นการร่วมดูฟุตบอลในพื้นที่ส่วนกลางจะเปิดโอกาสให้พนักงานมีหัวข้อสนทนา และทำให้เราได้เห็นเพื่อนร่วมงานในอีกแง่มุมใหม่ นำไปสู่ความเชื่อใจที่ทำให้การทำงานคล่องตัวกว่าเดิม</span></p>
<h3>การดูฟุตบอลโลกช่วยให้เรามีโอกาสทางการขายมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญจาก </span><a href="http://www.getcourse.com/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">GetCourse</span> </a><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าองค์กรเคยมีพนักงานขายคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจฟุตบอลมาก่อน แต่เมื่อเห็นกระแสที่เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างพูดถึงผลการแข่งขันในช่วงที่ผ่านมาอย่างออกรส เขาก็เกิดความคิดว่าเรื่องราวของฟุตบอลโลกสามารถเป็นตัวเชื่อม (Bridge) ที่สำคัญระหว่างตนและลูกค้า เขาจึงเริ่มศึกษาฟุตบอลอย่างจริงจังและเอาไปพูดคุยระหว่างขายงาน ซึ่งก็ช่วยให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเข้าใจกระแสฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งยังช่วยให้เราสามารถทำการตลาดที่ทันสมัยเพราะเนื้อหาที่ทำออกมาจะสอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนกำลังสนใจ โดย GetCourse เผยว่าคอนเทนต์ฟุตบอลที่ทำในช่วงฟุตบอลโลกนั้น มีอัตราเข้าถึงสูงกว่าคอนเทนต์อื่น ๆ ถึง 44% มันจึงเป็นทางลัดที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้นในวงกว้าง</span></p>
<h2>HR มีวิธีช่วยให้พนักงานดูฟุตบอลโลกและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13242 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.08.50.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="521" height="356" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 107"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าจะอย่างไรเสีย พนักงานที่เป็นแฟนกีฬาก็คงเลือกดูฟุตบอลโลกอยู่ดีแม้เราจะควบคุมอย่างไรก็ตาม ดังนั้นเพื่อยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรม HR สามารถหาทางออกให้กับพนักงานด้วยวิธีต่อไปนี้</span></p>
<h3>ถ้าพนักงานอยากลางาน ก็ปล่อยให้ลาไปเลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าถ้าพนักงานขอลางานเพื่อไปเชียร์ฟุตบอลโลก สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การมองว่ามันคือเหตุผลที่ไร้สาระและปฏิเสธเพื่อให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ เพราะความจริงแล้วเมื่อพนักงานตัดสินใจลางานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การขัดขวางความต้องการมีแต่จะทำให้พนักงานมาออฟฟิศอย่างหมดใจ ได้เนื้องานที่ไม่มีประสิทธิภาพจนอาจทำให้ HR คิดว่า “รู้งี้ปล่อยให้ลางานไปตั้งแต่แรกดีกว่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ HR ควรทำคือการปล่อยให้พนักงานลาไปเลยเพราะถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจกับความต้องการและเคารพสิทธิ์ของพนักงานอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งนี้หน้าที่การบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันคือสิ่งที่หัวหน้าทีมต้องทำให้ได้ หรือหากเป็นการลาแบบกระทันหัน องค์กรก็ต้องจัดประชุมทีมเพื่อแบ่งงานตามความเหมาะสมใหม่อีกครั้ง โดยอาจเสนอตัวเลือกอื่น ๆ เช่นขอให้พนักงานทำงานในส่วนที่หยุดพักไม่ได้จริง ๆ จากที่บ้าน หรือจัดประชุมออนไลน์ในหัวข้อที่จำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหาทางออกร่วมกันจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ภายในองค์กรให้ดีกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-9912 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/pexels-vlada-karpovich-4050296-1.jpg" alt="ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working System) สำหรับองค์กรยุคอนาคต" width="600" height="370" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 108"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190808-flexible-working-system/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working System) สำหรับองค์กรยุคอนาคต</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ฉายฟุตบอลโลกในห้องประชุมไปเลย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต่างทราบดีว่าองค์กรทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานมากเป็นพิเศษ และการใช้พื้นที่ส่วนกลางให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะเวลาหลังเงินงานเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัทบางแห่งเริ่มจัดทำ “ห้องนั่งสมาธิ”​ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Meditation Room</span></a><span style="font-weight: 400;">) เพื่อเปิดคลาสโยคะหรือคลาสออกกำลังกายย่อม ๆ ให้พนักงานใช้ฆ่าเวลาเพื่อไม่ต้องไปฝ่ารถติดในท้องถนน หรือบางแห่งก็ออกนโยบาย “</span><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ดื่มในออฟฟิศ</span></a><span style="font-weight: 400;">”​ ไปเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำให้ออฟฟิศมีสถานะใกล้เคียงกับบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานคุ้นเคยตลอดระยะเวลาที่โควิด-19 ระบาด ก็จะช่วยให้องค์กรที่กำลัง​ “เปลี่ยนผ่าน” และอยู่ระหว่างการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบเต็มเวลาสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นออฟฟิศสายครีเอทีฟที่อยู่กันสบาย ๆ จนดึกดื่น หรือเป็นออฟฟิศที่จริงจังมีกำหนดเวลาชัดเจน คุณก็สามารถใช้โอกาสนี้เปลี่ยนออฟฟิศให้เป็น “พื้นที่แห่งความสบายใจ” ของพนักงานได้เลย</span></p>
<h2>รู้จักนโยบายด้านการดูกีฬา (Sporting Event Policy) เคล็ดลับที่ HR ควรใช้ตอนมีฟุตบอลโลก</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่การเติบโตของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เราสามารถเข้าถึงมหกรรมกีฬาหรือแม้แต่สื่อบันเทิงอื่น ๆ ได้มากขึ้น จึงมีโอกาสที่พนักงานจะตัดสินใจลางานเพื่อรับชมสิ่งที่พวกเขาสนใจมากกว่าในอดีตที่เรายังเข้าถึงสื่อได้อย่างจำกัด </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13243 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.11.32.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="525" height="299" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 109"></p>
<p><i>เคล็ดลับของการออกนโนยบายด้านการดูกีฬา (Sporting Event Policy) มีดังนี้</i></p>
<h3>ให้เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก องค์กรสามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานชั่วคราวโดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรวิธีทำงานได้ตามใจ ทั้งนี้องค์กรมีสิทธิ์ประเมินตามความเหมาะสมหากพนักงานไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนด อนึ่งหาก HR เห็นว่าพนักงานมีแนวโน้มที่จะลางานจำนวนมาก ก็สามารถออกนโยบาย First Come, First Serve คือการตั้งลิมิตไว้เลยว่าจะอนุญาตให้พนักงานลางานได้กี่คนเพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงาน และหากมีพนักงานลาจนครบจำนวนแล้ว ก็ถือว่าพนักงานกลุ่มนั้นสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีกว่า ส่วนคนที่เหลือก็ค่อยหาวิธีทำงานแบบอื่น ๆ ตามความเหมาะสมในลำดับต่อไป</span></p>
<h3>นโยบายการดูฟุตบอลโลกในเวลางาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือการออกกฎว่า “ทำได้หรือไม่ได้” ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน หากเป็นองค์กรที่ทำงานก่อสร้างหรือต้องอยู่กับเครื่องจักร การดูฟุตบอลโลกระหว่างทำงานก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสมเพราะอาจทำให้เกิดอันตราย แต่ถ้าเราทำงานในพื้นที่ปลอดภัย มีห้องส่วนตัวที่ไม่รบกวนคนอื่น การดูฟุตบอลโลกขณะทำงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหามากจนเกินไปนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากความปลอดภัยคือเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ตในที่ทำงาน กล่าวคือหากอินเทอร์เน็ตของคุณมีความเร็วไม่มากพอ ก็ควรให้ความสำคัญกับการใช้เพื่อทำงานก่อน แต่ถ้าการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูฟุตบอลไม่ส่งผลกระทบกับคนอื่น ก็ต้องคอยพิจารณาว่านโยบายด้านการใช้อินเทอร์เน็ตขององค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวเป็นอย่างไรและออกนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางเดิม ทั้งนี้ต้องระวังไม่ให้การดูฟุตบอลของพนักงานคนหนึ่ง สร้างความรำคาญหรือขัดขวางการทำงานของพนักงานที่นั่งใกล้กัน เป็นต้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-13244 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/11/Screenshot-2565-11-30-at-09.12.39.png" alt="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอลโลกอย่างไรให้ได้งาน" width="511" height="285" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 110"></p>
<h3>องค์กรต้องชัดเจนเรื่องการดูแลสภาพร่างกายของพนักงาน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการทำงานคือการสร้างผลงานที่ตรงกับเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นหน้าที่ของพนักงานคือการทำตัวเองให้พร้อมในฐานะกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนทีมให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ๆ ไม่ใช่แค่การปรากฏตัวในที่ทำงานโดยไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นหากพนักงานดื่มเหล้าขณะดูฟุตบอลโลก และมาทำงานด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม องค์กรสามารถออกใบเตือนหรือให้กลับบ้านได้เลย เพราะถือว่าไม่อยู่ในจุดที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อยู่ดี</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12585 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/shutterstock_569094367.jpeg" alt="Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?" width="462" height="285" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 111"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/221008-dresscode-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Dress Code Policy : กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย การแต่งกายมีผลกับการทำงานอย่างไร ?</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>นโยบายด้านการแต่งกาย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานบางคนอาจต้องการใส่เสื้อของทีมโปรดเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะหากทีมที่เขาเชียร์ประสบความสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในที่นี้ HR สามารถอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อตามต้องการได้เลยตามความเหมาะสม เช่นเมื่อไม่มีนัดหมายกับลูกค้าหรือประชุมสำคัญที่ต้องอาศัยความจริงจังเป็นพิเศษ เรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ แบบนี้จะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานผ่อนคลายขึ้น และช่วยให้พนักงานก้าวผ่านเนื้องานที่เคร่งเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร หรือมีมหกรรมขนาดใหญ่แค่ไหนเกิดขึ้น โลกธุรกิจก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ดังนั้นแทนที่เราจะขัดขวางกระแสที่เกิดขึ้น เราควรเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้นและหาทางใช้ประโยชน์กับมันให้มากที่สุดต่างหาก และช่วงเวลาของฟุตบอลโลกก็ถือเป็นช่วงเวลาที่องค์กรจะได้พิสูจน์ว่าโครงสร้างบริษัทที่มีอยู๋นั้นแข็งแรงแค่ไหน สามารถตอบสนองความต้องการของพนักงานได้มากเพียงใด คำตอบตรงนี้จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายและสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ให้สามารถนำบริบทต่าง ๆ มาผลักดันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะองค์กรที่ดีไม่ใช่องค์กรที่สนใจแต่เรื่องงาน แต่หมายถึงองค์กรที่พร้อมปรับตัวตลอดเวลาต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรับตัวให้ทัน ! ทำงานให้คล่อง ! ด้วยตัวช่วยที่จะเปลี่ยนโลก HR ของคุณไปตลอดกาล กับ </span><a href="http://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Products &amp; Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> สุดยอดแพลตฟอร์มแห่งแรกของไทยที่รวบรวมบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้ในที่เดียวมากกว่า 100 อย่าง รับรองว่าแค่คลิก ก็เหมือนธุรกิจของคุณได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วล่ะ !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/22?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-34407 size-full" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp" alt="CTA Employee Engagement" width="1600" height="500" title="HR FOR WORLD CUP : ดูฟุตบอล (บอลโลก, บอลยูโร) อย่างไรให้ได้งาน 112" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/CTA-Employee-Engagement-1536x480.webp 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">Sources</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://cnb.cx/3u6RaVR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://cnb.cx/3u6RaVR</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ASojs1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ASojs1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Fbp81J" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Fbp81J</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3XJrR9C" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3XJrR9C</a></span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/partner-content/5-book-for-hr-221014/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Oct 2022 11:02:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Partner Content]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/5-book-for-hr-221014/</guid>

					<description><![CDATA[Highlight 5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR ประกอบด้วย องค์กรไม่กลัว (Fearless Organization), ที่ (น่า) ทำงาน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างที่ทำงานชั้นยอด (The Best Place to Work), Designing Your Work Life: คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking, วิชาสานสัมพันธ์: เคล็ดลับการสื่อสาร-สร้างสัมพันธ์ในโลกธุรกิจและชีวิตส่วนตัว (Connect: Building Exceptional Relationships with Family, Friends and Colleagues) และตำรับด่วนซ่อมใจ (The Instant Mood Fix) เป็นเรื่องดีหากผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมมือกันคิดหานโยบายที่จะช่วยบ่มเพาะความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาในองค์กร เพื่อให้องค์กรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และความสำเร็จอย่างแท้จริง ที่ทำงานไม่ควรเป็นแค่สถานที่ แต่ที่ทำงานที่ดีหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของคนทำงาน  คนทำงาน HR สามารถนำวิธีการและแนวคิด Design Thinking ไปปรับใช้เพื่อช่วยให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านการทำงานต่าง ๆ ของพนักงานได้ งาน HR [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Highlight</strong></p>
<ul>
<li>5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR ประกอบด้วย องค์กรไม่กลัว (Fearless Organization), ที่ (น่า) ทำงาน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างที่ทำงานชั้นยอด (The Best Place to Work), Designing Your Work Life: คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking, วิชาสานสัมพันธ์: เคล็ดลับการสื่อสาร-สร้างสัมพันธ์ในโลกธุรกิจและชีวิตส่วนตัว (Connect: Building Exceptional Relationships with Family, Friends and Colleagues) และตำรับด่วนซ่อมใจ (The Instant Mood Fix)</li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องดีหากผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมมือกันคิดหานโยบายที่จะช่วยบ่มเพาะความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาในองค์กร เพื่อให้องค์กรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และความสำเร็จอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ที่ทำงานไม่ควรเป็นแค่สถานที่ แต่ที่ทำงานที่ดีหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของคนทำงาน </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนทำงาน HR สามารถนำวิธีการและแนวคิด Design Thinking ไปปรับใช้เพื่อช่วยให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านการทำงานต่าง ๆ ของพนักงานได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">งาน HR เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะการสื่อสารสูงมาก จึงต้องมีเทคนิคด้านการสื่อสารในระดับต่างๆ รวมถึงการสื่อสารในการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รักษาความสัมพันธ์ และเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญในองค์กรยุคใหม่ การที่องค์กรมีนโยบายที่ช่วยดูแลใส่ใจพนักงานในด้านสุขภาพจิต ย่อมส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาว</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-12673 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/hrnote_cover_template-600x370.png" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="600" height="370" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 120"></p>
<p dir="auto">กลับมาอีกครั้งกับงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 มหกรรมที่คนรักการอ่านไม่ควรพลาด โดยจัดขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2567</p>
<p dir="auto">หาก HR ท่านไหนไปงานนี้ แต่ไม่รู้จะซื้อหนังสืออะไรดีล่ะก็ HREX ขอแนะนำหนังสือ 5 เล่มจากสำนักพิมพ์ Bookscape มาให้อ่านกัน แต่ละเล่มที่เลือกมานี้ล้วนตอบโจทย์เรื่องการทำงานที่ HR ควรรู้ในด้านใดด้านหนึ่งเสมอ รับรองว่าอ่านแล้ว จะสามารถนำไปยกระดับองค์กรให้ดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้นได้แน่นอน</p>
<h2><span style="font-weight: 400;">1. องค์กรไม่กลัว (Fearless Organization)</span></h2>
<p><a href="https://bookscape.co/books/intelligent-lifestyle/fearless-organization" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12678 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/32ce09c701417e62d05ac3efa918bbb3-504x740.jpg" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="504" height="740" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 121"></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Amy C. Edmondson</span><span style="font-weight: 400;"> เขียน, ทิพย์นภา หวนสุริยา แปล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คำโปรยปก</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกที่ผันผวน</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่แน่นอน</span> <span style="font-weight: 400;">ซับซ้อน</span> <span style="font-weight: 400;">และคลุมเครือ</span><span style="font-weight: 400;"> (VUCA) </span><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้องการความกล้าหาญที่จะฝ่าคลื่นลมยิ่งกว่ายุคไหน ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ทว่าแม้จะจ้างคนมีพรสวรรค์มามากเพียงใด</span> <span style="font-weight: 400;">ความเก่งก็ไม่อาจฉายแสงหากถูก</span> <span style="font-weight: 400;">“ความกลัว”</span> <span style="font-weight: 400;">บดบัง</span> <span style="font-weight: 400;">แนวคิดชั้นเลิศกลับถูกแช่แข็ง</span> <span style="font-weight: 400;">และหายนะอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้วัฒนธรรมความกลัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอมี</span> <span style="font-weight: 400;">ซี.</span> <span style="font-weight: 400;">เอ็ดมอนด์สัน</span> <span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด</span> <span style="font-weight: 400;">และผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดแห่งปี</span><span style="font-weight: 400;"> 2021 </span><span style="font-weight: 400;">โดย</span><span style="font-weight: 400;"> Thinkers50 </span><span style="font-weight: 400;">กลั่นกรองประสบการณ์วิจัยกว่า</span> 30 ปี สู่แนวคิด “ความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา” <span style="font-weight: 400;">เพื่อแนะแนวทางก้าวข้ามความกลัวที่คอยฉุดรั้งประสิทธิภาพขององค์กร</span> <span style="font-weight: 400;">และเปิดพื้นที่ให้คนทำงานได้เติบโตอย่างสร้างสรรค์</span> <span style="font-weight: 400;">ผ่านองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ทำได้จริง</span> <span style="font-weight: 400;">อาทิ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แนวทางสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดรับความเห็นต่าง</span> <span style="font-weight: 400;">ข้อผิดพลาด</span> <span style="font-weight: 400;">และไอเดียนอกกรอบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">“ชุดเครื่องมือของผู้นำ“</span> <span style="font-weight: 400;">และวิธีตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ต่อความคิดเห็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมผ่าน</span><span style="font-weight: 400;"> “</span><span style="font-weight: 400;">เสรีภาพที่จะล้มเหลว”</span> <span style="font-weight: 400;">และการกระตุ้นความล้มเหลวที่ชาญฉลาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บทเรียนจากกรณีศึกษาหลากหลายแวดวง</span> <span style="font-weight: 400;">ทั้งพิกซาร์</span> <span style="font-weight: 400;">กูเกิลเอ็กซ์</span> <span style="font-weight: 400;">นาซา</span> <span style="font-weight: 400;">ไปจนถึงภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">มาเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า</span> <span style="font-weight: 400;">เปลี่ยนความเงียบเป็นความเห็น</span> <span style="font-weight: 400;">และเปลี่ยนความล้มเหลวเป็นความสำเร็จ</span> <span style="font-weight: 400;">นี่คือคู่มือชั้นยอดสำหรับสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งจากภายใน</span> <span style="font-weight: 400;">และส่งเสริมให้คนทำงานซึ่งเป็น</span> <span style="font-weight: 400;">“หัวใจ”</span> <span style="font-weight: 400;">ขององค์กร</span> <span style="font-weight: 400;">เรียนรู้และเติบโตได้โดยปราศจากความกลัว</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ควรอ่าน?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมความกลัว ไม่ว่าจะกลัวความผิดพลาด กลัวล้มเหลว กลัวเห็นต่าง ฯลฯ เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จขององค์กร และขัดขวางการเติบโตของพนักงาน จึงเป็นเรื่องดีหากผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมมือกันคิดหานโยบายที่จะช่วยบ่มเพาะความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาในองค์กร เพื่อให้องค์กรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และความสำเร็จอย่างแท้จริง</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">2. ที่ (น่า) ทำงาน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างที่ทำงานชั้นยอด (The Best Place to Work)</span></h2>
<p><a href="https://bookscape.co/books/intelligent-lifestyle/the-best-place-to-work" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12677 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/32ce09c701417e62d05ac3efa918bbb3-504x740.png" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="504" height="740" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 122"></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Ron Friedman </span><span style="font-weight: 400;">เขียน, นรา สุภัคโรจน์ แปล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คำโปรยปก</span></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทำไมที่ทำงานชั้นยอดถึงยอมจ้างคุณมา ‘เล่น’</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราจะออกแบบออฟฟิศอย่างไรให้ ‘ใส่ใจทุกรายละเอียด’ และ ‘ส่งเสริมพลังสร้างสรรค์’ ไปพร้อมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทำไมบริษัทที่ประสบ ‘ความสำเร็จ’ ถึงให้รางวัลกับ ‘ความล้มเหลว’</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">กลวิธีเปลี่ยน ‘กลุ่มคนแปลกหน้า’ ให้กลายเป็น ‘ชุมชน’ ต้องทำอย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ที่ทำงานสมัยใหม่ก้าวข้ามปัญหา ‘</span><span style="font-weight: 400;">work-life balance’ </span><span style="font-weight: 400;">แล้วผสมผสานงาน ชีวิตส่วนตัว และครอบครัว เข้าด้วยกันอย่างลงตัวได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ทำไมพนักงานที่มี ‘ความสุข’ หมายถึง ‘กำไร’ ที่มากขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คาสิโน โลกวิดีโอเกม และนักเจรจาต่อรองกับคนร้าย สอนอะไรเรา เรื่องงานและที่ทำงาน</span></li>
</ul>
<p>The Best Place to Work <span style="font-weight: 400;">โดย รอน ฟรีดแมน นักจิตวิทยาสังคม ผู้สนใจศึกษาแรงจูงใจของมนุษย์และพฤติกรรมองค์การ ตอบโจทย์ท้าทายเรื่อง ‘</span>ศาสตร์และศิลป์แห่งการสร้างที่ทำงานชั้นยอด’ <span style="font-weight: 400;">ในโลกยุคใหม่ ผ่านข้อค้นพบล่าสุดจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม การบริหารจัดการ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ร่วมด้วยกลเม็ดเคล็ดลับจากบริษัทชั้นนำ เช่น กูเกิล แอมะซอน และสตาร์บัคส์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้เสนอคำตอบสำหรับผู้บริหารและว่าที่ผู้นำแห่งอนาคต เพื่อออกแบบและลงแรงสร้าง </span><span style="font-weight: 400;">‘</span>ที่ (น่า) ทำงาน’ <span style="font-weight: 400;">ในฝัน ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ นวัตกรรม ความสุข ความรู้สึกผูกพันและมีส่วนร่วม ผลงานที่น่าภาคภูมิ และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงานทุกคน</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ควรอ่าน?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ทำงานไม่ควรเป็นแค่สถานที่ แต่ที่ทำงานที่ดีหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของคนทำงาน หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการทำงานส่งผลต่อคนทำงานได้มากเพียงใด และเราจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงานให้คนทำงานผ่านการสร้าง “ที่ (น่า) ทำงาน” ได้อย่างไร</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">3. Designing Your Work Life: คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking</span></h2>
<p style="text-align: center;"><a href="https://bookscape.co/books/intelligent-lifestyle/designing-your-work-life" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12676 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/f60b95775f97fc2d032b633794b7b4b6-1-503x740.png" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="503" height="740" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 123"></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Bill Burnett </span><span style="font-weight: 400;">และ </span><span style="font-weight: 400;">Dave Evans </span><span style="font-weight: 400;">เขียน, นรา สุภัคโรจน์ แปล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คำโปรยปก</span></h3>
<ul>
<li>“งาน” <span style="font-weight: 400;">คือองค์ประกอบสำคัญในชีวิตมนุษย์ คนเราทำงานเฉลี่ยอย่างน้อย </span><span style="font-weight: 400;">80,000 </span><span style="font-weight: 400;">ชั่วโมงตลอดทั้งชีวิต ทว่าสถิติคนทำงานทั่วโลกที่ทำงานอย่าง “ไร้สุข” กลับสูงถึง </span><span style="font-weight: 400;">85 </span><span style="font-weight: 400;">เปอร์เซ็นต์!</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณเป็นหนึ่งใน </span><span style="font-weight: 400;">85 </span><span style="font-weight: 400;">เปอร์เซ็นต์นี้ใช่หรือไม่</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณเฝ้ารอให้ถึงวันศุกร์ และเกลียดวันจันทร์เป็นที่สุดใช่ไหม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณไม่มีความสุขกับงาน เหลือทนกับเจ้านาย รู้สึกว่างานไร้ความหมาย และคิดว่าการลาออกคือคำตอบอยู่หรือเปล่า</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้จะบอกคุณว่า อย่าเพิ่งลาออก มาออกแบบงานกันใหม่ดีกว่า!</span></li>
</ul>
<p>Designing Your Work Life ผลงานเล่มล่าสุดจากผู้เขียน Designing Your Life ชวนมาออกแบบชีวิต-การงานที่ปรารถนา ด้วยวิธีคิดอย่างนักออกแบบ หรือ Design Thinking <span style="font-weight: 400;">พร้อมเจาะลึกแนวทางรับมือกับปัญหาสารพันของคนทำงาน อาทิ เราควรเลือกเงินหรือความหมาย ทำอย่างไรเมื่องานท่วมจนรับไม่ไหว เราจะใช้ประโยชน์จากการเมืองในที่ทำงานได้หรือไม่ และอะไรคือทักษะสำคัญของการงานแห่งอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก</span><span style="font-weight: 400;"> Designing Your Life </span><span style="font-weight: 400;">คือเรื่องของจินตนาการและการออกแบบอนาคตที่วาดฝัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Designing Your Work Life </span><span style="font-weight: 400;">ก็คือการลงมือสร้างจินตนาการและอนาคตเหล่านั้นให้เป็นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมจะออกแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> “</span><span style="font-weight: 400;">ชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ”</span> <span style="font-weight: 400;">กันหรือยัง</span><span style="font-weight: 400;">?</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ควรอ่าน?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้จะพาไปประยุกต์ใช้ </span><span style="font-weight: 400;">Design Thinking </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อช่วยออกแบบชีวิตการทำงาน ซึ่งนอกจากจะใช้ออกแบบการทำงานของคนทำงานเองแล้ว คนทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">HR </span><span style="font-weight: 400;">สามารถนำวิธีการและแนวคิดในเล่มไปปรับใช้เพื่อช่วยให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านการทำงานต่าง ๆ ของพนักงานได้ เช่น หากพนักงานคิดจะลาออก จะช่วยออกแบบงานใหม่ให้ดีขึ้นได้อย่างไรเพื่อรักษาพนักงานไว้</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">4. วิชาสานสัมพันธ์: เคล็ดลับการสื่อสาร-สร้างสัมพันธ์ในโลกธุรกิจและชีวิตส่วนตัว (Connect: Building Exceptional Relationships with Family, Friends and Colleagues)</span></h2>
<p><a href="https://bookscape.co/books/intelligent-lifestyle/connect" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12675 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/f60b95775f97fc2d032b633794b7b4b6-504x740.png" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="504" height="740" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 124"></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">David L. Bradford </span><span style="font-weight: 400;">และ</span><span style="font-weight: 400;"> Carole Robin </span><span style="font-weight: 400;">เขียน, สานุช ณ ถลาง แปล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คำโปรยปก</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากคอร์สเรียนยอดนิยมตลอดกาลของหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สู่คู่มือเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งและทรงพลัง!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ที่ดีคือกุญแจของชีวิตที่ประสบความสำเร็จทั้งในโลกการทำงานและชีวิตส่วนตัว และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็คือหัวใจของทุกความสัมพันธ์</span> <span style="font-weight: 400;">เดวิด แบรดฟอร์ด</span> <span style="font-weight: 400;">และ</span> <span style="font-weight: 400;">แคโรล โรบิน</span> <span style="font-weight: 400;">ผู้พัฒนาวิชา </span><span style="font-weight: 400;">Interpersonal Dynamics </span><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><span style="font-weight: 400;">Touchy-Feely </span><span style="font-weight: 400;">ร่วมกันสกัดแก่นวิชาอันทรงพลัง ผสมผสานองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มาเป็นหลักการสื่อสารอย่างมี </span><span style="font-weight: 400;">IQ – EQ </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อฝ่าทางตันและพิชิตยอดเขาแห่งความสัมพันธ์ ด้วยหลากหลายเคล็ดลับที่ใช้ได้จริง เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีเปิดเผยตัวตนและความเปราะบางด้วย “กฎ </span><span style="font-weight: 400;">15 </span><span style="font-weight: 400;">เปอร์เซ็นต์”</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การให้ฟีดแบ็กแบบ “ไม่ข้ามเส้น” และ “เจาะจงพฤติกรรม”</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เทคนิคกะเทาะเปลือก “ความขัดแย้ง” เพื่อแก้ปัญหาฝังลึก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีใช้ “อารมณ์” อย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หนทางรักษา “สมดุล” และ “ขีดเส้น” ความสัมพันธ์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะทุกความสำเร็จมีรากฐานจากความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก เพื่อนร่วมงาน เจ้านายลูกน้อง หรือผู้บริหารธุรกิจ</span> วิชาสานสัมพันธ์ <span style="font-weight: 400;">จะพาคุณไปเรียนรู้วิธีรักษา ต่อยอด เติมเต็มความสัมพันธ์ “แบบพิเศษ” เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์จากผิวเผินเป็นผูกพัน จากง่อนแง่นเป็นแข็งแกร่ง จากคู่แข่งเป็นคู่คิด และเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่มุ่งสู่เป้าหมายได้ด้วยการสื่อสารที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ควรอ่าน?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน </span><span style="font-weight: 400;">HR </span><span style="font-weight: 400;">เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะการสื่อสารสูงมาก หนังสือเล่มนี้คือคู่มือชั้นยอดที่ให้เทคนิคด้านการสื่อสารในระดับต่างๆ รวมถึงการสื่อสารในการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รักษาความสัมพันธ์ และเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง เช่น การให้ฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมาและไม่ล้ำเส้น การสื่อสารเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง เป็นต้น</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">5. ตำรับด่วนซ่อมใจ (The Instant Mood Fix)</span></h2>
<p><a href="https://bookscape.co/books/intelligent-lifestyle/the-instant-mood-fix" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12674 size-medium" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/IMF-spread-final-front-1-512x740.png" alt="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR โดย Bookscape" width="512" height="740" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 125"></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Dr. Olivia Remes </span><span style="font-weight: 400;">เขียน, สุญญาตา เมี้ยนละม้าย</span> <span style="font-weight: 400;">แปล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คำโปรยปก</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เครียด ตระหนก วิตก ลังเลใจ อารมณ์อะไรก็ซ่อมได้!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะดีแค่ไหนถ้ามียาขนานพิเศษที่ช่วยบรรเทาสารพัดอาการทางใจได้เหมือนที่เรากินยาแก้เจ็บป่วยทางกาย</span> <span style="font-weight: 400;">ดร.โอลิเวีย รีมส์</span> <span style="font-weight: 400;">ระบุอารมณ์เชิงลบ </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">ประเภท ที่ปิดกั้นศักยภาพและกัดกร่อนจิตใจหากปล่อยให้เรื้อรัง ตั้งแต่ความรู้สึกถูกปฏิเสธ เหงา สิ้นหวัง กังวล ขาดแรงจูงใจ หรือรู้สึกท่วมท้นจนเกินรับไหว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ วินาทีที่อารมณ์ถั่งโถมเข้าใส่</span> ตำรับด่วนซ่อมใจ <span style="font-weight: 400;">เล่มนี้ช่วยคุณได้ด้วย “ยาฉุกเฉิน” ชนิดอ่านจบในสองนาทีเพื่อกอบกู้ในกรณีวิกฤต สอดแทรกข้อมูลวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสารพัดอารมณ์ พร้อมกลยุทธ์ระยะยาวที่เป็นดั่ง “วัคซีน” เพื่อรับมือและสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคตด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง เช่น ประโยชน์ของการ “ทำชุ่ยๆ” ไปก่อน วิธีกอบกู้ตัวเองผ่านการเขียน ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเราต่างมีวันที่หลงทาง หมดไฟ และใจพัง หนังสือเล่มนี้จะเป็นเสมือน “กล่องยาสามัญประจำใจ” ที่จะช่วยประคองคุณออกจากพายุทางอารมณ์ และพร้อมลุกขึ้นใหม่ด้วยใจที่แข็งแรงอีกครั้ง</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไม HR ควรอ่าน?</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญในองค์กรยุคใหม่ เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนตำรับด่วนที่ให้เทคนิคเยียวยาจิตใจ ซึ่งหลายปัญหาในเล่มเป็นสิ่งที่คนทำงานน่าจะประสบพบเจอกันบ่อยครั้ง เช่น งานท่วมท้นจนรับมือไม่ไหว ตัดสินใจไม่ได้เด็ดขาด หรือภาวะหมดไฟขาดแรงจูงใจที่พบบ่อยในยุคนี้ การที่องค์กรมีนโยบายที่ช่วยดูแลใส่ใจพนักงานในด้านสุขภาพจิต ย่อมส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาว หนังสือเล่มนี้จึงนับเหมาะทั้งกับคนทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">HR </span><span style="font-weight: 400;">รวมถึงเหมาะจะมีไว้ติดชั้นหนังสือในออฟฟิศด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 หนังสือแนะนำสำหรับคนทำงาน HR 126"></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/221008-power-of-reading/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Oct 2022 03:06:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[READING]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/221008-power-of-reading/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT พลังของการอ่านหนังสือ (Power of Reading) มีประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ทั้งช่วยพัฒนาสมอง,​ ช่วยให้เข้าใจความแตกต่าง และช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัจจุบันมนุษย์อ่านหนังสือน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับการอ่านเนื้อหาสั้น ๆ ที่สรุปมาแล้ว ซึ่งแม้จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาภาพกว้างได้ดี แต่ก็ลดทอนความละเอียดของเนื้อหาไปอย่างมีนัยสำคัญ มีผลวิจัยที่ระบุว่าการอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาที จะช่วยให้มีอายุยาวขึ้นถึง 2 ปี และการอ่านหนังสือถือเป็นวิธีลดความเครียดที่ให้ผลดีกว่าการฟังเพลง หรือเล่นวีดีโอเกม องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างพื้นที่อ่านหนังสือส่วนกลาง หรือจัดทำห้องสมุด (Office Library) ที่ถือเป็นสวัสดิการใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม หากเลือกได้ หนังสือแบบตัวเล่มมีประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพราะทำให้ผู้อ่านได้ใช้ประสาทสัมผัสมากกว่า, ไม่ถูกดึงความสนใจจากเครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่น และกลิ่นของหนังสือยังช่วยสร้างความรู้สึกน่าดึงดูดคล้ายกับการฉีดน้ำหอมอีกด้วย การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เราผูกพันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านการ์ตูน, การอ่านนิยาย หรือแม้แต่การอ่านหนังสือเรียน แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านได้ลดความสำคัญลงไปมาก เพราะการเติบโตของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบและลดบทบาทจากการอ่านหนังสือเล่มโตมาเป็นการอ่านสั้น ๆ ที่แม้จะตั้งอยู่ในบริบทของตัวอักษรเหมือนกัน แต่ก็มีความลึกซึ้งน้อยกว่าจนนับเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ในด้านการทำงาน วัฒนธรรมการอ่านคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งด้านการบริหารองค์กร, การบริหารพนักงาน และการต่อยอดสิ่งที่มีไปสู่จุดที่ดีกว่า ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้จริง แถมยังใช้งบประมาณน้อยมากหากเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ  ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานมีอะไรบ้าง  หาคำตอบได้ในบทความนี้ Power [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li>พลังของการอ่านหนังสือ (Power of Reading) มีประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ทั้งช่วยพัฒนาสมอง,​ ช่วยให้เข้าใจความแตกต่าง และช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
<li>แต่ปัจจุบันมนุษย์อ่านหนังสือน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับการอ่านเนื้อหาสั้น ๆ ที่สรุปมาแล้ว ซึ่งแม้จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาภาพกว้างได้ดี แต่ก็ลดทอนความละเอียดของเนื้อหาไปอย่างมีนัยสำคัญ</li>
<li>มีผลวิจัยที่ระบุว่าการอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาที จะช่วยให้มีอายุยาวขึ้นถึง 2 ปี และการอ่านหนังสือถือเป็นวิธีลดความเครียดที่ให้ผลดีกว่าการฟังเพลง หรือเล่นวีดีโอเกม</li>
<li>องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างพื้นที่อ่านหนังสือส่วนกลาง หรือจัดทำห้องสมุด (Office Library) ที่ถือเป็นสวัสดิการใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม</li>
<li>หากเลือกได้ หนังสือแบบตัวเล่มมีประโยชน์กับผู้อ่านมากกว่าหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพราะทำให้ผู้อ่านได้ใช้ประสาทสัมผัสมากกว่า, ไม่ถูกดึงความสนใจจากเครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่น และกลิ่นของหนังสือยังช่วยสร้างความรู้สึกน่าดึงดูดคล้ายกับการฉีดน้ำหอมอีกด้วย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12591 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/istockphoto-1165926191-612x612-3.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="495" height="330" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 142"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่เราผูกพันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านการ์ตูน, การอ่านนิยาย หรือแม้แต่การอ่านหนังสือเรียน แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านได้ลดความสำคัญลงไปมาก เพราะการเติบโตของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบและลดบทบาทจากการอ่านหนังสือเล่มโตมาเป็นการอ่านสั้น ๆ ที่แม้จะตั้งอยู่ในบริบทของตัวอักษรเหมือนกัน แต่ก็มีความลึกซึ้งน้อยกว่าจนนับเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านการทำงาน วัฒนธรรมการอ่านคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งด้านการบริหารองค์กร, การบริหารพนักงาน และการต่อยอดสิ่งที่มีไปสู่จุดที่ดีกว่า ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้จริง แถมยังใช้งบประมาณน้อยมากหากเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานมีอะไรบ้าง  หาคำตอบได้ในบทความนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>Power of Reading การอ่านหนังสือมีประโยชน์กับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12592 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/61891689-young-focused-smart-man-in-the-office-studying-and-reading-a-book-shelves-on-background.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 143"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือคือวิธีเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย เพราะนอกเหนือจากความบันเทิงที่ทำให้ให้เราได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายแล้ว การอ่านหนังสือยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ผู้อ่านได้เห็นโลกนอกเหนือไปจากการทำงานที่ถือเป็นเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ช่วยให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างไกลขึ้น นำไปสู่นวัตกรรมหรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากเอาแต่จมอยู่กับบริบทเดิม ๆ โดยปราศจากมิติของการเรียนรู้ ดังนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นวิธีที่ง่าย ราคาถูก แถมยังเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเราสามารถอธิบายประโยชน์ของหนังสือกับการทำงานออกมาเป็น 5 หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือจะทำให้เราได้เห็นความหลากหลายของตัวละครทั้งด้านของรูปลักษณ์, เชื้อชาติ, ทัศนคติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมิติของความหลากหลาย (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Diversity</span></a><span style="font-weight: 400;">) ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรที่ไม่ได้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากนัก หนังสือจะเป็นใบเบิกทางให้รู้ว่าคนในแต่ละรูปแบบมีค่านิยมอย่างไร, มีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งหากเรานำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ก็จะช่วยให้เรามองผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจมากกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน </span><a href="https://www.jstor.org/stable/25835489" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Psychological Science</span></a><span style="font-weight: 400;"> เผยว่าการสัมผัสเรื่องราวของคนอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องแต่งก็มีผลกับความคิดของเราทั้งสิ้น ความเห็นอกเห็นใจ (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Empathy</span></a><span style="font-weight: 400;">) จะนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190509-team-work/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Team Unity</span></a><span style="font-weight: 400;">), สร้างการมีส่วนร่วม (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) ตลอดจนช่วยสร้างความจงรักภักดี (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/hrd/220729-loyalty-tips/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Loyalty</span></a><span style="font-weight: 400;">) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไป (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190326-employee-retention/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Retention</span></a><span style="font-weight: 400;">)</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เรามีคลังคำศัพท์มากขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12593 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/writing_speaking-570c31395f9b5814083a9784.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="451" height="278" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 144"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าคนที่มีทักษะการพูดจะดูโดดเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งทักษะนี้สามารถฝึกได้ด้วยการอ่านหนังสือให้มาก เพราะการอ่านจะทำให้เราได้รู้จักคำศัพท์ใหม่ ๆ รู้จักวิธีเรียงประโยค, การเลือกใช้คำในแต่ละสถานการณ์ เหตุนี้คนที่อ่านหนังสือเยอะจึงสามารถสื่อสารได้ดี (</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/210902-hr-communication/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Communication Skill</span></a><span style="font-weight: 400;">) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการอ่านหนังสือจะทำให้เราเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ในทุกหน้ากระดาษที่เราเปิด แถมยังไม่ใช่แค่การอ่านความหมายเหมือนกับในพจนานุกรม เพราะจะได้รู้วิธีและผลกระทบของการใช้คำนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ เช่นรู้ว่าคำไหนช่วยโน้มน้าวคน, คำไหนช่วยสร้างบรรยากาศสนุกนาน หรือคำไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ ทั้งนี้ มีผลวิจัยระบุว่ากลุ่มคนที่อ่านหนังสือมีคลังคำศัพท์มากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 26%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกใช้วิธีสื่อสาร (Communication Method) อย่างเหมาะสมจะทำให้เนื้อหาของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่นเราควรใช้คำศัพท์ที่ดูยกย่องให้เกียรติหากต้องนำเสนองานกับผู้บริหาร และใช้คำศัพท์ที่เรียบง่าย ไม่ต้องกระเทาะหากพูดกับพนักงานรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ ให้คิดเสมอว่าการสื่อสารที่ดีคือการอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุด และการอ่านหนังสือก็สามารถช่วยเรื่องนี้โดยตรง</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220609-taking-note/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11569 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/asian-business-woman-signing-contract-document-making-deal-5-scaled.jpg" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 145"></a><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/220609-taking-note/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา</a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น (Creativity Skills)</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือคือการเปิดประตูใบใหม่ให้กับเรา หากเราอ่านนิยาย เราก็จะได้พาความคิดของตัวเองไปสู่จินตนาการของผู้เขียน หรือหากเราอ่านหนังสือความรู้ เราก็จะได้เห็นวิธีแก้ปัญหาของคนที่เก่งและมีความคิดสร้างสรรค์กว่า มุมมองเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านคิดว่า “ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้” และกล้านำเสนอจินตนาการของตนออกมามากขึ้นซึ่งอาจประยุกต์เป็นวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ โดย </span><a href="https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/10400419.2013.783735" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Creativity Research Journal</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าคนที่อ่านนวนิยายหรือเรื่องสั้นเป็นประจำจะเป็นคนที่เปิดใจรับฟังความเห็นจากเพื่อนร่วมงานได้ดีกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการทำงาน เช่น ถ้าคุณต้องไล่พนักงานออก คุณก็จะเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการความรู้สึกของทุกฝ่าย, หากคุณต้องเสนองานแข่งกับลูกค้า คุณก็ต้องคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน หรือหากคุณต้องออกแบบที่ทำงานใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ก็จะช่วยให้คุณใช้พื้นที่ได้อย่างสวยงามและเกิดประโยชน์ที่สุด ยังไม่รวมถึงการคิดแคมเปญโฆษณาใหม่ ๆ ที่ต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างชัดเจน </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10776 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-08-at-16.56.57.png" alt="Screen Shot 2565 03 08 at 16.56.57" width="689" height="386" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 146"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/220308-how-to-lay-off-gracefully/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR ต้องสื่อสารอย่างไร เพื่อรักษาใจพนักงานที่ต้องจ้างออก (Layoff)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งเมื่อเจองานหนัก ๆ เราก็อยากจะหนีความจริงออกไปให้เร็วที่สุด ดังนั้นคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการหยิบหนังสือสักเล่ม และกระโจนเข้าสู่โลกของจินตนาการไปเลย ! การพาตัวเองออกจากความเครียด (Stress Distraction) จะทำให้เรากลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าการฝืนทำงานอย่างไม่มีความสุข และการอ่านหนังสือก่อนที่จะต้องลุยงานหนักยังถือเป็นอีกเคล็ดลับที่ช่วยให้เรารับมือกับงานยาก ๆ ได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">University of Sussex ได้</span><a href="https://www.theargus.co.uk/news/4245076.reading-can-help-reduce-stress-according-to-university-of-sussex-research/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศึกษาเรื่องวิธีลดความเครียด</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยเปรียบเทียบระหว่างการอ่านหนังสือ, การฟังเพลง, การดื่มของอุ่น ๆ , การเล่นวีดีโอเกม และได้คำตอบว่าการอ่านหนังสือช่วยลดความเครียดได้ดีที่สุด แถมการอ่านหนังสือเพียง 6 นาทีจะช่วยลดความเครียดของกล้ามเนื้อ ตลอดจนช่วยให้การเต้นของหัวใจกลับมาสมดุล</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือช่วยให้เราจริงจังกับงานมากขึ้น</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12594 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-08-at-09.58.42.png" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 147"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ (Development) ของตัวละครซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความสำเร็จ, ความล้มเหลว, ความสุข, ความผิดหวัง และผลของการกระทำต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งความเข้าใจตรงนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากประสบความสำเร็จกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มคิดว่าตนมีสถานการณ์ตัวอย่าง (Case Study) มากมายไว้อ้างอิงแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวขาญกล่าวว่าการอ่านหนังสือต้องใช้ความจดจ่อ (Commitment) ซึ่งแตกต่างจากการเล่นสื่อโซเชียลบนโทรศัพท์ที่เป็นการเรียนรู้ระยะสั้น (Micro Learning) ดังนั้นการอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะไปปรับพฤติกรรมของผู้อ่านให้สนใจเนื้องานได้นานขึ้นซึ่งสำคัญมากกับการทำงานในยุคที่คนถูกดึงความสนใจออกไปได้ตลอดเวลาและกระแสโลกเปลี่ยน (Transform) ไวกว่าที่เคย</span></p>
<h3>หนังสือแบบเล่มกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) แบบใดมีประโยชน์มากกว่า</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12596 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/ebookreaders-2048px-9581.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="569" height="379" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 148"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นนี้ เราขออธิบายก่อนว่าการอ่านหนังสือไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ย่อมดีกว่าการไม่อ่านหนังสือเลย และการอ่านทั้งสองแบบมีจุดเด่น &#8211; จุดด้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้อ่าน เช่นคนที่มีปัญหาสายตาก็เหมาะกับการอ่านหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์เพราะสามารถปรับรูปแบบตัวหนังสือ (Font), ขนาด รวมถึงความสว่างของหน้าจอได้ตามใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามมีการ</span><a href="https://diymfa.com/reading/e-books-versus-print-retain-better" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ระบุว่าการอ่านแบบตัวเล่มจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่า (Reading Comprehension) และการได้จับรูปเล่มยังให้ความรู้สึกผูกพันกับเรื่องมากกว่าการถืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถกดปิดเพื่อสลับไปอ่านเรื่องอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดายจนผู้อ่านไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาได้อย่างที่ควรจะเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัยยังกล่าวอีกว่าเมื่อสำรวจกับเด็กอายุระหว่าง 3-5 ปีก็พบว่าเด็กที่ฟังนิทานจากผู้ปกครองที่อ่านหนังสือแบบเล่ม จะเข้าใจเนื้อหามากกว่าเด็กที่ฟังนิทานจากผู้ปกครองที่อ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะเป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกดึงความสนใจจากเนื้อหาไปสู่ความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่สามารถเกิดจากอุปกรณ์ชิ้นนั้น และผลวิจัยเดียวกันยังสรุปว่าเด็กนักเรียนที่อ่านหนังสือแบบรูปเล่มสามารถจำเนื้อหาได้ดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การอ่านหนังสือแบบเล่มยังช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น ต่างจากการอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการอ่านหนังสือแบบเล่มจะทำให้ประสาทสัมผัสของมนุษย์ (Sense) ทำงาน และเราจะรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าหนังสือที่เราอ่านค่อย ๆ ลดปริมาณหน้าที่เหลือลงทีละนิด ขณะที่การอ่านจากอุปกรณ์จะทำให้สายตาต้องสู้กับแสงสีฟ้าที่ส่งผลต่อการหลั่งสารเซเรโทนิน (Seretonin) ซึ่งส่งผลกับความสุขและการนอนหลับโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.howlifeunfolds.com/learning-education/7-scientific-benefits-reading-printed-books" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากประเทศสโลวาเกียยังเผยอีกว่า</span><b>กลิ่นของหนังสือ</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถสร้างความสุขต่อผู้อ่านได้ไม่ต่างจากการฉีดน้ำหอม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นหากคุณมีโอกาสเลือกระหว่างหนังสือทั้งสองรูปแบบ ให้เลือกหนังสือที่เป็นตัวเล่ม แต่หากคุณไม่ชอบอ่านแบบตัวเล่มจริง ๆ ก็ขอให้เลือกแบบที่ถนัด ขอเพียงให้มีวัฒนธรรมการอ่านติดตัวอยู่ก็พอ </span></p>
<h2>การอ่านหนังสือมีประโยชน์กับสุขภาพกายและสุขภาพใจอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12603 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Reading-parents-1132x670-600x370-1.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="477" height="294" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 149"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของการอ่านหนังสือถูกเรียกว่าเป็น </span><b>“ความรู้ตลอดชีวิต”​ </b><span style="font-weight: 400;">(Lifetime Knownledge) เพราะสิ่งที่เรารู้จากหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก สามารถฝังอยู่ในหัวของเราได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทั้งนี้เพราะการอ่านหนังสือส่งผลต่อสมองโดยตรง จึงก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ อธิบายให้ชัดเจนขึ้นได้ดังนี้</span></p>
<h3>การอ่านช่วยให้สมองแข็งแรงขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการ</span><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4128180/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้วิธีตรวจ MRI กับสมองควบคู่ไปกับการอ่านหนังสือ และพบว่าสมองมีกลไกทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งเนื้อหาในเรื่องพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งปรับตัวให้พร้อมรับมือมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะสมองที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Somatosensory Cortex) และยังคงพัฒนาต่อเนื่องแม้จะอ่านหนังสือจบแล้วก็ตาม</span></p>
<h3>การอ่านหนังสือเพียงวันละ 30 นาทีช่วยให้อายุยืนขึ้น</h3>
<p><b>Yale University School of Public Health </b><span style="font-weight: 400;">ได้ทำการวิจัยกับคนจำนวน 3,635 คนนานถึง 12 ปีจนได้ข้อสรุปว่าคนที่อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาทีจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือราว 2 ปี เพราะการอ่านทำให้สมองถูกใช้งานเพื่อวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ ขณะที่ Rush University Medical Center จากชิคาโก้ยืนยันว่าการอ่านจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม (Alzheimer) ได้  อนึ่งผลวิจัยนี้อ้างอิงจากผู้ที่อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ไม่ใช่นิตยสารหรือบทความทั่วไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12597 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/istockphoto-914940408-612x612-2.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="426" height="284" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 150"></p>
<h2>ยกระดับการทำงานด้วยการสร้างห้องสมุด (Office Library)</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ HR ทั่วโลกกำลังหาสวัสดิการใหม่ ๆ มาโน้มน้าวให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ หรือพยายามสร้างบรรยากาศขององค์กรให้สนุกสนาน ผ่อนคลายจนสามารถใช้ชีวิตเทียบเคียงกับการทำงานอยู่บ้านได้อย่างไร้รอยต่อ การปรับพื้นที่ในออฟฟิศจึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีการสร้างบาร์เครื่องดื่มเป็นสวัสดิการพิเศษ แต่ในที่นี้เราขอแนะนำสวัสดิการที่เหมาะกับพนักงานทุกระดับ นั่นก็คือการสร้างห้องสมุดให้พนักงานได้ใช้พักผ่อนระหว่างวัน หรือยืมหนังสือที่ชอบกลับไปอ่านได้เลย </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/#_Organizational_Culture-2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7612 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/06/shutterstock_1212195505-26-scaled.jpg" alt="shutterstock 1212195505 26 scaled" width="600" height="370" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 151"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/what-is-organizational-culture-210604/#_Organizational_Culture-2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วัฒนธรรมองค์กร คืออะไร ? 6 ปัจจัยที่ช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>ประโยชน์ของ Office Library มีดังนี้</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12595 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/Screen-Shot-2565-10-08-at-09.58.34.png" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="490" height="302" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 152"></p>
<p><b>1. ช่วยลดงบประมาณ : </b><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะซื้อหนังสือที่คิดว่ามีประโยชน์ให้กับพนักงานทุกคน องค์กรสามารถซื้อหนังสือดังกล่าวมาไว้ในห้องสมุดเพื่อแบ่งกันอ่านอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ที่มีราคาสูงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังเรื่องการคัดลอกเอกสารหรือละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย</span></p>
<p><b>2. ช่วยให้มุมมองของพนักงานใกล้เคียงกัน : </b><span style="font-weight: 400;">การหาข้อมูล (Research) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เป็นเรื่องดีหากพนักงานทุกคนพยายามค้นคว้าจนทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่อย่าลืมว่าแม้ความรู้ที่ได้มาจะมีค่าแค่ไหน แต่หากเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ การพูดคุยก็ไม่นำไปสู่อะไรอยู่ดี ดังนั้นเราจึงต้องสร้างภาษากลาง (Mutual Language) ให้ทุกคนมีรากฐานใกล้เคียงกันก่อน แล้วค่อยแยกย้ายกันไปหาข้อมูลที่จำเป็นมาอ้างอิง ซึ่งกลไกนี้เริ่มได้ง่าย ๆ จากการใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน การมีห้องสมุดกลางจึงช่วยได้มาก</span></p>
<p><b>3. ช่วยให้พนักงานเห็นว่าองค์กรมีมาตรฐานอย่างไร : </b><span style="font-weight: 400;">จริง ๆ ไม่ต้องถึงกับเป็นห้องสมุดก็ได้ ขอเพียงมีชั้นหนังสือหรือพื้นที่ส่วนกลางให้คนเข้าถึงหนังสือได้อย่างเป็นระบบก็พอ กลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความรู้ให้กับพนักงานแล้ว ยังสะท้อนมุมมองให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการอ่าน และหากต้องการประสบความสำเร็จที่นี่ การอ่านหนังสือให้มาก เรียนรู้ให้เยอะก็เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพนักงานเข้าใจบริบทนี้ ก็จะพากันยกระดับตัวเองขึ้นมา ส่งผลดีต่อบริษัทในภาพรวม</span></p>
<h3>บริษัทมีวิธีโน้มน้าวให้พนักงานอ่านหนังสือได้อย่างไร ?</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบอ่านหนังสือ แต่ในเมื่อองค์กรอยากเพิ่มวัฒนธรรมการอ่าน (Reading Cultures) ให้กับพนักงาน HR ก็ต้องคิดต่อว่าเราจะใช้กลยุทธ์ใดเพื่อทำให้พนักงานหันมาสนใจหนังสือโดยไม่รู้สึกกดดันเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีแรกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการซื้อหนังสือแบบเฉพาะเจาะจงให้พนักงานไปเลย โดยอ้างอิงจากลักษณะนิสัยหรือความชอบที่เราสังเกตเห็น ไม่จำเป็นต้องเลือกแต่หนังสือความรู้เท่านั้น เช่นถ้าเราเห็นพนักงานชอบเรื่องฟุตบอล เราก็อาจซื้อหนังสือชีวประวัติของทีมฟุตบอลนั้น ๆ และพอพนักงานเริ่มเปิดใจให้กับการอ่านมากขึ้น ก็ค่อยเพิ่มความเข้มข้นเข้าไป ทั้งนี้หากพนักงานคนดังกล่าวเริ่มสนใจหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ องค์กรก็สามารถสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายตามสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราสร้างวัฒนธรรมการอ่านเบื้องต้นภายในองค์กรได้แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาก็คือการสร้างชุมชนการอ่าน (Book Club) เพื่อให้นักอ่านมีพื้นที่ตรงกลางให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน วิธีนี้จะทำให้คนรู้สึกว่าความรู้ใหม่ที่ตนได้มามีประโยชน์ แถมการได้ฟังเรื่องราวสนุก ๆ จากหนังสือที่เพื่อนร่วมงานอ่านก็จะยิ่งโน้มน้าวให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหลักการสุดท้ายคือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Lead by Example) ลองนึกดูว่าหากองค์กรต้องการให้พนักงานอ่านหนังสือ แต่ตัวผู้นำกลับไม่สนใจการอ่านหนังสือเลย พนักงานก็จะคิดตามว่าทีมของตนไม่ได้มองการอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ถ้าหัวหน้าทีมให้ความสำคัญกับการอ่าน และแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ที่น่าสนใจทั้งหลายเกิดจากการเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือ พนักงานก็จะเกิดความเชื่อมั่น จนอยากทำตามในที่สุด</span></p>
<blockquote>
<h4><span id="HR">HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 153"></p>
<p><strong>Q: พนักงานไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบหาความรู้เพิ่มเติม จะทำอย่างไรดี</strong></p>
<p>พนักงานทำหน้าที่ได้ดีก็จริง แต่ขาดความกระตือรือร้นที่จะหาความรู้ใหม่ ๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือ คิดว่าทำแต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็พอแล้ว นานเข้าเราก็กลัวว่าจะเป็นคนล้าสมัย ไม่สามารถออกความเห็นหรือคิดค้นอะไรใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้ เราอยากสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในองค์กร มีคำแนะนำอย่างไรบ้างคะ ?</p>
<p><strong>A: ลองสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เช่นจัด Knowledge sharing</strong></p>
<p>เริ่มจากเริ่มที่คนกำลังสนใจเช่น เชิญคนเก่งที่พอมีชื่อเสียง มาเล่าเรื่องการสร้าง Tiktok ให้น่าสนใจทำยังไง เป็นต้น เรื่องการเรียนรู้ สามารถเรียนได้มากมายหลากหลายมุม สร้างบรรยากาศแล้ว ต้องสร้างความท้าทายด้วยการสะสมชั่วโมงการเรียนรู้ผ่านระบบ HR ใครสูงสุดภายในเวลา X จะได้รับของรางวัลจาก CEO CHRO เป็นต้น ก้อน่าจะสร้างบรรยากาศของการเริ่มต้นได้ดีครับ แต่ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ต่อเนื่อง</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1385?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 154"></a></p></blockquote>
<h2>บทสรุป Power of Reading</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12598 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/10/PZnhTOtr5D3rd9ocJN4w7sIc7tKMXugRALRxqjLqy2dSpU1.jpeg" alt="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน" width="526" height="296" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 155"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึง</span><b>การสร้างวัฒนธรรมการอ่าน</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การถามว่าเราควรอ่านอะไร ด้วยเครื่องมือแบบไหน แต่เป็นการถามอย่างตรงไปตรงมาว่าเราจะทำให้คนหันมาสนใจหนังสือในยุคที่มีสื่อมากมายมาดึงความสนใจได้อย่างไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้การอ่านหนังสือเองจะให้มุมมองและความรู้ที่เข้มข้นกว่าการอ่านสรุปหรือดูคลิปวีดีโอสั้น ๆ ตามกระแสนิยม แต่คนส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติว่าความรู้แค่เท่านั้น “เพียงพอแล้ว” จนปิดกั้นตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter">“นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร” </strong>ถ้อยคำจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงศักดิ์สิทธิ์และใช้ได้เสมอ หากเราไม่ต้องการให้องค์กรล้าหลังจนก้าวไม่ทันโลก ก็ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหาร, HR และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/categories/27?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32835" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 2" width="1600" height="500" title="POWER OF READING : นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร ประโยชน์ของหนังสือกับการทำงาน 156" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-2-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b>Sources </b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ry1Vz4" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ry1Vz4</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3M5LEe9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3M5LEe9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ruz3rq" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ruz3rq</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/2QCnYo8" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/2QCnYo8</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3ygZLYp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3ygZLYp</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220902-rain-productivity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2022 01:16:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Rainy Day]]></category>
		<category><![CDATA[ฝนตก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220902-rain-productivity/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT หน้าฝน (Rainy Day) เป็นช่วงที่คนวัยทำงานเกลียดที่สุด เพราะสภาพอากาศวันนี้ สร้างความยากลำบากในการเดินทาง และบรรยากาศที่หมองหม่นเป็นพิเศษ แต่รู้ไหมว่ามีบริษัทชั้นนำมากมายที่ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อช่วยสร้างประสิทธิภาพให้องค์กรได้ คนส่วนใหญ่ดูพยากรณ์อากาศ แล้วอาจคิดว่าสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งเหมาะกับการทำงานมากที่สุด แต่นักวิจัยพบว่าการทำงานหน้าฝน ท่ามกลางสายฝนช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าฝนคือเสียงฝนตก ถือเป็นเสียงสีขาว (White Noise) หมายถึงเสียงที่สามารถตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ ออกไปและช่วยให้สมองจดจ่ออยู่กับงานได้ดีขึ้น HR ควรปรับนโยบายการทำงานให้สอดคล้องกับหน้าฝนฝน ทั้งด้านเวลาการเข้างาน, เครื่องแต่งกาย, ความปลอดภัย รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ที่ช่วยให้พนักงานใช้ชีวิตง่ายขึ้น HR ควรชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำงานตอนฝนตกหน้าฝน อาจได้ผลลัพธ์ไม่เร็วเท่าเดิม แต่ทุกคนควรยอมรับและหาทางแก้ไขโดยเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ไม่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด สภาพอากาศในฤดูฝนแบบนี้ จะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นว่าเดินทางยาก, บรรยากาศชวนนอน อยากอยู่บ้านมากกว่า ! แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถลางานได้ตามใจ และการเดินทางไปทำงานในหน้าฝนก็เป็นสิ่งที่ต้องทำตามนโยบายของบริษัทให้ได้ อย่างไรก็ตาม HR ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่เอาเพียงผลประโยชน์เป็นที่ตั้งจนมองข้ามเรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน เพราะท้ายสุดหาก HR สามารถดูแลบุคลากรได้ดี ก็จะเกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด สภาพอากาศ สายฝน และแสงแดด มีทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่คนเข้าใจผิด ส่วนจะมีอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">หน้าฝน (Rainy Day) เป็นช่วงที่คนวัยทำงานเกลียดที่สุด เพราะสภาพอากาศวันนี้ สร้างความยากลำบากในการเดินทาง และบรรยากาศที่หมองหม่นเป็นพิเศษ แต่รู้ไหมว่ามีบริษัทชั้นนำมากมายที่ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อช่วยสร้างประสิทธิภาพให้องค์กรได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่ดูพยากรณ์อากาศ แล้วอาจคิดว่าสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งเหมาะกับการทำงานมากที่สุด แต่นักวิจัยพบว่าการทำงานหน้าฝน ท่ามกลางสายฝนช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าฝนคือเสียงฝนตก ถือเป็นเสียงสีขาว (White Noise) หมายถึงเสียงที่สามารถตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ ออกไปและช่วยให้สมองจดจ่ออยู่กับงานได้ดีขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ควรปรับนโยบายการทำงานให้สอดคล้องกับหน้าฝนฝน ทั้งด้านเวลาการเข้างาน, เครื่องแต่งกาย, ความปลอดภัย รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ที่ช่วยให้พนักงานใช้ชีวิตง่ายขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">HR ควรชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าการทำงานตอนฝนตกหน้าฝน อาจได้ผลลัพธ์ไม่เร็วเท่าเดิม แต่ทุกคนควรยอมรับและหาทางแก้ไขโดยเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ไม่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12193 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/shutterstock_1301653144.jpg" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 167"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศในฤดูฝนแบบนี้ จะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นว่าเดินทางยาก, บรรยากาศชวนนอน อยากอยู่บ้านมากกว่า ! แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถลางานได้ตามใจ และการเดินทางไปทำงานในหน้าฝนก็เป็นสิ่งที่ต้องทำตามนโยบายของบริษัทให้ได้ อย่างไรก็ตาม HR ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่เอาเพียงผลประโยชน์เป็นที่ตั้งจนมองข้ามเรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน เพราะท้ายสุดหาก HR สามารถดูแลบุคลากรได้ดี ก็จะเกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศ สายฝน และแสงแดด มีทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่คนเข้าใจผิด ส่วนจะมีอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่</span></p>
<h2>สภาพอากาศในวันฝนตก (Rainy Day) หรือแดดออก มีผลต่ออารมณ์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศมีผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของคนโดยตรง เราสัมผัสเรื่องนี้ได้ชัดเจนมาก เช่นในวันฝนตกที่ทำให้เรารู้สึกเศร้าหมองกว่าปกติ หรือวันแดดออกที่ทำให้เรารู้สึกสดใสมองเห็นแสงสว่างตามไปด้วย ซึ่งนักจิตวิทยาทั่วโลกได้ศึกษาเรื่องนี้และพบความสัมพันธ์ของสภาพอากาศกับมนุษย์ในหลายแง่มุมที่น่าสนใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างงาน</span><a href="http://www.sciencedaily.com/releases/2013/01/130128081950.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของ</span>นิโคลัส เกแก็ง (Nicholas Guéguen) <span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ทดลองจีบผู้หญิงทางโทรศัพท์ในวันที่สภาพอากาศแตกต่างกัน และได้ข้อสรุปว่าการจีบสาวในวันฝนตกมีอัตราสำเร็จอยู่ที่ 14% และการจีบสาวในวันที่อากาศปรอดโปร่งมีอัตราสำเร็จอยู่ที่ 22% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากสภาพอากาศแล้ว อุณหภูมิก็เป็นสิ่งที่ส่งผลต่ออารมณ์เช่นกัน กล่าวคือยิ่งอากาศร้อนคนก็ยิ่งอารมณ์เสียง่ายขึ้น อ้างอิงจากการ</span><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15205436.2012.677091" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ศึกษา</span></a><span style="font-weight: 400;">ข่าวของมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปีค.ศ. 2008 ที่พบว่าข่าวกีฬาที่แข่งขันกลางแจ้งมีการใช้คำศัพท์ในแง่ลบมากกว่ากีฬาที่แข่งในร่มอย่างมีนัยสำคัญ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้</span>คุณแมทธิว เคลเลอร์ (Matthew Keller) <span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน</span><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/15205436.2012.677091" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">ผลของสภาพอากาศจะส่งผลกับมนุษย์โดยตรงต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวอยู่กลางแจ้งมากกว่า 30 นาทีเท่านั้น และอากาศดี ๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสุขเสมอไป เช่น ตอนเราทำงานอย่างเคร่งเครียดในออฟฟิศ แต่พอมองไปนอกหน้าต่างกลับเห็นบรรยากาศที่สวยงาม ใจของเราก็จะเรียกร้องอยากออกไปข้างนอกบ้างทันที และพอทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของการทำงาน ความต้องการดังกล่าวก็จะเปลี่ยนเป็นความผิดหวังจนนำไปสู่ความรู้สึกในแง่ลบแทน</span></p>
<h2>สภาพอากาศมีผลกับการทำงานอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12194 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/168962267064b5988e616d8.png" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 168"></p>
<p>1. สภาพอากาศที่มีแดดส่งผลทั้งดีและร้าย : แสงแดดจะทำให้สมองตื่นตัว และกระตุ้นให้เราอยากทำงานเสร็จไว ๆ เพื่อออกไปใช้ชีวิตตามความต้องการโดยเร็วที่สุด แต่ <a href="https://qz.com/750567/theres-a-scientific-excuse-for-why-summer-makes-you-so-lazy/" target="_blank" rel="noopener">Quartz</a> รายงานเพิ่มว่ายิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น หมายความว่างานบางอย่างที่เคยทำได้ง่าย ๆ ก็จะยากขึ้นแค่เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยความยากลำบากนี้จะหายไปในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นเวลาที่มนุษย์ใช้ปรับตัว</p>
<p>2. สภาพอากาศที่อึมครึมช่วยให้สมองได้พักผ่อน : ไม่แปลกที่เรามักรู้สึกง่วงในวันที่บรรยากาศเป็นแบบนี้ ความคิดว่าอีกไม่นานฝนก็คงตก จะทำให้สมองไม่อยากออกไปเสี่ยงกับความเปียกแฉะข้างนอกและคิดว่าทำงานไปอีกสักนิดดีกว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว !</p>
<p>ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดบริษัทควรแน่ใจว่ามีการติดตั้งแสงไฟเพียงพอสำหรับวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจด้วย เพราะหากสถานการณ์ข้างนอกไม่เป็นใจ และสถานการณ์ภายในก็ไม่เอื้อต่อการทำงาน ความรู้สึก “เสียเวลา” จะเกิดขึ้นตามมาทันที</p>
<p>3. สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก น้ำท่วม ฟ้าผ่า อาจทำให้คนหมดไฟ : หากพื้นที่ในออฟฟิศไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูฝน หรือที่ตั้งของออฟฟิศต้องจมอยู่กับน้ำท่วมจนไม่รู้ว่าจะกลับบ้านอย่างไร สถานการณ์นี้จะแตกต่างจากวันที่ท้องฟ้าอึมครึมทันที เพราะพนักงานจะหันไปคิดเรื่องวิธีกลับบ้านให้ปลอดภัยมากกว่าการทำงานต่อจนเสร็จเพื่อรอเวลา ดังนั้นองค์กรควรคิดหาแนวทางช่วยเหลือพนักงานเพื่อให้พวกเขาคิดว่าฝนตกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว พอฝนซาก็กลับบ้านได้แล้ว</p>
<p>นอกจากนี้วันฝนตกยังมีภาษาเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า ‘Bed Weather’ (ล้อเลียนกับคำว่า Bad Weather &#8211; สภาพอากาศเลวร้าย) คือเป็นสภาพอากาศที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน ลืมวันลืมคืน เพราะขาดเซโรโทนินจากแสงแดด โดย <a href="https://www.careerbuilder.com" target="_blank" rel="noopener">Career Builder </a>เคยเผยผลสำรวจออกมาว่ามีพนักงานบริษัทถึง 21% ที่ยอมรับว่าแกล้งป่วยเพราะไม่อยากตื่นมาทำงานในวันที่ฝนตก</p>
<h2>สภาพอากาศที่เลวร้ายช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่มักมองว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายมีแต่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่จริง ๆ แล้วมีผลวิจัยจาก </span>Harvard Business School<span style="font-weight: 400;"> ที่พบว่าการทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายกลับช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลคือเมื่ออากาศดี พนักงานจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นนอกที่ทำงานมากเป็นพิเศษ ขณะที่พอสภาพอากาศไม่เป็นใจ (ฝนตก, หิมะตก) สมองจะทำงานในแง่จิตวิทยาทันทีว่าเราไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกได้ และหันมาจดจ่อกับงานตรงหน้ามากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยใช้วิธีศึกษาจากธนาคารขนาดกลางในประเทศญี่ปุ่น โดยให้พนักงานคัดลอกเอกสารจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งและพบว่าการทำงานในวันฝนตกเสร็จเร็วขึ้นจริง  อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าพนักงานของเราจะไม่ถูกดึงความสนใจไปจากงานด้วยบริบทอื่น ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแม้การทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่หากไม่แน่ใจว่าพนักงานมีศักยภาพมากพอไหม ก็ให้สั่งงานในลักษณะที่เน้นความชำนาญและไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก โดยหลีกเลี่ยงงานที่มีผลกับความเป็นความตายของบริษัท วิธีนี้จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศได้ดีที่สุด</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title" style="font-style: italic;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 169"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อิทธิพลของเสียงรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยา</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>เสียงฝนตก คือ White Noise เสียงรบกวนอันไพเราะที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้น</h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เคยคิดไหมว่าทำไมบางคนถึงชอบไปทำงานที่คาเฟ่ หรือชอบทำงานท่ามกลางธรรมชาติโดยมีเสียงนก เสียงฝน โปรยปรายในฉากหลังมากกว่านั่งทำงานเงียบ ๆ อยู่ในห้อง ? </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือสิ่งที่เรียกว่า </span>“เสียงสีขาว”​<span style="font-weight: 400;"> (White Noise) ซึ่งเป็นรูปแบบเสียงที่ช่วยให้เราจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น โดยนักวิจัยจาก </span>University of Illinois <span style="font-weight: 400;">กล่าวว่าการทำงานท่ามกลางเสียงประมาณ 70 เดซิเบลจะช่วยให้เรามีสมาธิกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ประกอบของ White Noise คือการผสมผสานของเสียงทุกรูปแบบทั้ง</span>สูง กลาง ต่ำ <span style="font-weight: 400;">ซึ่งหาฟังได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่นเสียงคลื่น, เสียงฝน, เสียงผืนป่า, เสียงถ่านไหม้, เสียงโทรทัศน์จากที่ไกล, เสียงน้ำเดือด รวมถึงเสียงฝน และ เสียงรถยนต์ที่แล่นห่างไปประมาณ 10 เมตร เป็นต้น </span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div class="__title"></div>
<div>
<p><iframe title="Brain Power White Noise | Focus or Study | 10 Hours" width="800" height="450" src="https://www.youtube.com/embed/e35DRU2R53E?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></p>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">White Noise ทำงานอย่างไร ? </span><span style="font-weight: 400;">เราอยากให้ทุกคนนึกถึงวันที่เรานั่งอยู่ในออฟฟิศกับเพื่อนร่วมงาน 2-3 คน และได้ยินเสียงทั้งคู่พูดคุยกันตลอดเวลาจนเริ่มอารมณ์เสีย เสียงพูดคุยเหล่านี้ถือเป็น</span>เสียงรบกวน (Disturbing Sound)<span style="font-weight: 400;"> แม้จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องงานก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นให้คิดต่อว่าเกิดฝนตกหนักอยู่ที่ด้านนอก และเสียงฝนได้เข้ามาแทรกบทสนทนาดังกล่าวและค่อย ๆ เปลี่ยนเสียงรบกวนให้กลายเป็น</span>เสียงบรรยากาศ (Ambient Sound)<span style="font-weight: 400;"> ที่แค่ได้ยินและผ่านไปเราจึงสามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม ยิ่งในโลกหลังโควิด-19 ที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์อันเต็มไปด้วยสื่อล่อตาล่อใจ White Noise ได้กลายเป็นสิ่งที่พนักงานออฟฟิศขาดไม่ได้ไปแล้ว</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8826 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="300" height="300" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 170"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: </span><span style="font-size: 14pt;">ขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนเวลาเข้างาน ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่แน่นอน</span></p>
<p>ตอนนี้การทำเวลาเข้างานแบบ Flexible Time ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก แต่ได้ยินมาว่าในฐานะ HR เราจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องเอกสารบางอย่างเพื่อให้พนักงานรับทราบและมีการเซ็นยินยอมด้วย เลยอยากทราบว่ามันเกี่ยวข้องกับกฎหมายตัวไหน หรือมีรายละเอียดส่วนใดที่ต้องระมัดระวังบ้าง</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: ปัจจุบันการทำ Flexible Time เหมาะสมมาก และองค์กรควรนำมาใช้</span></p>
<p>การปรับเวลาการทำงาน Flexible Time เป็นวิธีที่มีการทำมานานแล้วในหลาย ๆ องค์กร ดังนั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องมีการประกาศรายละเอียด เงื่อนไขการทำงาน เงื่อนไขการวัดประสิทธิภาพให้ชัดเจน โดยแบ่งไปเลยว่าตำแหน่งใดบ้างที่เลือกการทำงานแบบ Flexible Time ได้ การปรับตัวขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ หากไม่ต้องการตามหลังผู้อื่น</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/986?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8819 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/08/8e9v.png" alt="Q&amp;A HR Board" width="352" height="76" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 171"></span></a></p></blockquote>
<h3>แค่นึกถึงสภาพอากาศดี ๆ ก็ส่งผลเสียได้เช่นกัน</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12196 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/site//3/7.png" alt="พลังหน้าฝน : สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 172"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่สภาพอากาศจริง ๆ เท่านั้นที่ส่งผลกับการทำงาน แต่ภาพถ่าย, เพลง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราไปนึกถึงสภาพอากาศอีกแบบหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดปัญหาตามมาได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัย </span>Harvard<span style="font-weight: 400;"> ที่ทดลองให้นักศึกษาทำงานในวันที่ฝนตกและแดดออก โดยให้ผู้ร่วมทดลองบางส่วนดูภาพกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมพูดประโยคที่ดึงดูดให้รู้สึกสนใจเป็นพิเศษ และได้ข้อสรุปออกมาว่า</span>คนที่ทำงานในวันแดดออกเสร็จช้าที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มที่่ทำงานตอนฝนตกและถูกกระตุ้นด้วยภาพถ่าย โดยกลุ่มที่ทำงานเร็วที่สุดคือกลุ่มที่ทำงานตอนฝนตกและไม่มีปัจจัยอื่นมารบกวน<span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากพนักงานของเราไม่นิ่งพอ การพูดถึงกิจกรรมสนุก ๆ ประเภท </span><i><span style="font-weight: 400;">“ถ้าฝนไม่ตกนะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวที่ (&#8230;)”</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คนที่เป็นผู้นำควรพูดอ้อม ๆ หรือพูดหัวข้ออื่นเพื่อปรับความคิดของพนักงานที่ยังติดฝนอยู่ในออฟฟิศมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรอยู่ที่ออฟฟิศเพิ่มประมาณ 30 นาทีหลังฝนหยุดตก เพราะสมองยังอยู่ในโหมดที่จดจ่ออยู่กับการทำงาน ข้อดีของเรื่องนี้คือเราจะมีเวลาเหลือมากขึ้นในวันที่อากาศดี และหัวหน้างานก็ต้องให้เกียรติเวลาทำงานของพนักงานอย่างเคร่งครัด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเลยเวลางานแล้ว แม้พนักงานจะติดฝนอยู่ในออฟฟิศก็ไม่ควรบังคับให้ทำงานต่อโดยปราศจากความสมัครใจ ควรทำเพียงพูดคุยเรื่องสบาย ๆ หรือเปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความเห็นของตนเองออกมามากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะระมัดระวังท่าทีเมื่ออยู่ในเวลาทำงาน ไม่กล้าพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ฉลาด แต่การพูดคุยด้วยท่าทีสบาย ๆ หลังเลิกงานจะทำให้องค์กรได้ข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อน ช่วยให้ทีมสนิทสนมกันมากขึ้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม</span></p>
<h2>HR ควรบริหารจัดการบุคลากรในสภาพอากาศหน้าฝนอย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12197 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/09/795.png" alt="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ?" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 173"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สภาพอากาศที่เลวร้ายอาจดูเป็นปัญหาสำหรับหลาย ๆ คน แต่รู้ไหมว่าองค์กรสามารถพลิกวิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสได้เลย เพราะหาก HR ทำให้พนักงานเห็นว่าองค์กรพร้อมช่วยเหลือพนักงานทุกคนทั้งด้านการเดินทาง, ความปลอดภัย ตลอดจนสวัสดิการอื่น ๆ พนักงานก็จะเชื่อมั่นและอยากอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว ถือเป็นแนวทาง</span> Employees Retention<span style="font-weight: 400;"> ที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง</span></p>
<h3>HR สามารถช่วยเหลือพนักงานได้สภาพอากาศหน้าฝนได้อย่างไร</h3>
<p>1. HR ต้องเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานใช้ชีวิตได้ตามปกติ : สวัสดิการพื้นฐานที่บริษัทสามารถมอบให้กับพนักงานประกอบไปด้วยสวัสดิการด้านการเดินทาง, สวัสดิการด้านการเข้างาน และสวัสดิการด้านการใช้ชีวิตภายในองค์กร กล่าวคือไม่ใช่พนักงานทุกคนที่มีรถยนต์ส่วนตัว</p>
<p>ดังนั้นเมื่อฝนตก พนักงานก็ต้องหาอะไรทำในออฟฟิศเพื่อรอให้การคมนาคมกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ดังนั้นองค์กรสามารถจัดรถรับ &#8211; ส่งจากที่ทำงานไปสู่สถานีขนส่งสาธารณะในช่วงหน้าฝน รวมถึงอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านและให้มาสายได้หากเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วน</p>
<p>HR ยังต้องประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ให้เรียบร้อย เช่นออฟฟิศบางแห่งใช้ระบบเครื่องปรับอากาศรวมซึ่งจะตัดการทำงานทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน บริษัทควรจัดการตรงนี้เพื่อให้พนักงานสามารถนั่งอยู่ในออฟฟิศต่อได้อย่างสบายใจ ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนเกินด้วยบริบทของสภาพอากาศที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11407 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/snip.png" alt="วิทยาศาสตร์ชี้ การดื่มในออฟฟิศช่วยให้คิดงานดีขึ้น" width="600" height="370" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 174"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/officedrinking-220524/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">วิทยาศาสตร์ชี้ การดื่มในออฟฟิศช่วยให้คิดงานดีขึ้น</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>2. HR ควรเพิ่มสวัสดิการพิเศษให้พนักงาน : แค่ใช้ชีวิตได้ปกติยังไม่พอ แต่องค์กรสามารถใช้ “เวลาติดฝน” ให้เป็นเวลากระชับมิตรระหว่างพนักงานแต่ละแผนก โดยสามารถเปิดอบรมสัมมนาหรือเวิร์คช็อปหลังเลิกงานเพื่อเพิ่มความรู้ให้พนักงาน รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิต เช่นการเล่นโยคะ, คลาสออกกำลังกาย, คลาสศิลปะ, คลาสทำสมาธิ ฯลฯ</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มเปิดมินิบาร์ย่อม ๆ ในพื้นที่ส่วนกลาง สอดคล้องกับการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ที่เผยว่าการดื่้มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่ง HR สามารถเริ่มวางแผนด้วยการทำแบบสอบถามกับพนักงานโดยตรง</p>
<p>3. HR ควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่มากเป็นพิเศษ : ปกติแล้วเราไม่สามารถหยุดทำงานในช่วงหน้าฝนได้แม้สภาพอากาศจะเลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นสิ่งที่ HR ต้องทำก็คือการค้นหาวิธีที่ดีที่สุดมาดูแลความปลอดภัยให้กับพนักงานเสมอ โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและไข้หวัดมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้จุดที่องค์กรต้องให้ความสำคัญประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>HR ต้องจัดเตรียมเครื่องป้องกันให้เพียงพอกับการใช้งาน และมีการตรวจเช็คความเรียบร้อยอยู่เสมอ</li>
<li>HR ต้องเพิ่มเวลาพักระหว่างวันให้มากขึ้น และจัดเตรียมพื้นที่ในร่มให้เพียงพอต่อพนักงานทุกคน นอกจากนี้ยังควรหาโอกาสให้พนักงานได้เปลี่ยนมาใส่ชุดใหม่ที่แห้ง เพื่อป้องกันความเจ็บป่วย</li>
<li>HR ต้องจัดอบรมเรื่องความปลอดภัยให้กับพนักงานทุกคน และมีการซ้อมเป็นระยะ</li>
<li>HR ควรมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องการทำงานนอกสถานที่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายโดยตรงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงเพื่อประสานงานกับทาง HR เพื่อปรับปรุงพัฒนานโยบายให้สอดคล้องกับการทำงานที่สุด</li>
<li>HR ต้องทบทวนเป้าหมายให้เหมาะสมอีกครั้ง  เพราะบางครั้งฤดูมรสุมก็มานอกเหนือจากตอนหน้าฝน ดังนั้นหากมีข้อมูลแล้วว่าสภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง HR ต้องประสานงานกับหัวหน้าทีมต่าง ๆ ก่อนว่าประสิทธิภาพการทำงานในช่วงดังกล่าวอาจลดลงตามสมควรจนกว่าสภาพอากาศจะกลับมาเป็นปกติ การที่องค์กรฝืนให้พนักงานทำหน้าที่ด้วยความเสี่ยงแม้อาจผ่านไปด้วยดี แต่ก็ไม่คุ้มหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง</li>
</ul>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-9014" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/31c645beecd0aaff571d487a89f6ae36.jpg" alt="การฝึกอบรมแบบระบบห้องเรียน Classroom Training" width="648" height="272" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 175"></a><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220701-training-methods/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HR มีวิธีเลือกรูปแบบการฝึกอบรมพนักงานให้ดีที่สุดอย่างไร</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองในภาพรวม สภาพอากาศเป็นสิ่งที่เราต้องเจอเป็นประจำทุกปี ดังนั้นไม่ว่าองค์กรจะเจอผลกระทบแบบใด สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และหาทางใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีที่สุด ไม่ใช่จมอยู่กับปัญหาจนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น </span></p>
<p>ประโยชน์ของสายฝน <span style="font-weight: 400;">ยังสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้น HR จึงมีหน้าที่หาข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและนำมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์กับองค์กรในลำดับต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็สามารถใช้บริการ </span><span style="font-weight: 400;">HREX</span><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ HR เอาไว้มากที่สุดในไทย จะเจอกับสถานการณ์ไหน องค์กรของคุณก็ผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ แน่นอน !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="พลังหน้าฝน Rainy Day: สภาพอากาศในวันฝนตกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ? 176" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://bit.ly/3RmMOn1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RmMOn1</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3CNLSUC" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CNLSUC</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3RmhPIh" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RmhPIh</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3R8kfdb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3R8kfdb</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3cBnZF7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3cBnZF7</span></a></li>
<li><a href="https://bit.ly/3Qe00d2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Qe00d2</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220831-the-power-of-art/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 06:00:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220831-the-power-of-art/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ศิลปะคือสิ่งที่ทรงพลัง (The Power of Art) การดูงานศิลปะ (Art) ดี ๆ จะช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้คนอารมณ์ดีขึ้น, ลดความวิตกกังวล และลดความเครียดซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงาน เมื่อเราชอบงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง สมองของเราจะเข้าสู่สภาวะ Default Mode Network ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสั่งการได้แบบออโตไพล็อต (Autopilot) แบบเดียวกับการขับเครื่องบิน ทำให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีผิดพลาด เป้าหมายของการใช้ศิลปะในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการและช่วยปรับอารมณ์ให้พนักงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะดี ๆ เข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ Company Outing ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปค้างคืนในสถานที่แพง ๆ แต่สามารถพาไปเที่ยวหอศิลป์ซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างกัน การเลือกงานศิลปะมาไว้ในออฟฟิศต้องอาศัยความรู้ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าทดลองด้วยตัวเอง เพราะการเลือกงานศิลปะที่ผิดพลาดจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าที่คิด “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars Longa, Vita Brevis) คือหนึ่งในประโยคเกี่ยวกับศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย ประโยคนี้พยายามเปรียบเปรยให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่นาน แต่ศิลปะคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกแง่มุมของชีวิตหากต้องการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีศิลปะมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ศิลปะคือสิ่งที่ทรงพลัง (The Power of Art) การดูงานศิลปะ (Art) ดี ๆ จะช่วยให้สมองหลั่งสารโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้คนอารมณ์ดีขึ้น, ลดความวิตกกังวล และลดความเครียดซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราชอบงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง สมองของเราจะเข้าสู่สภาวะ Default Mode Network ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสั่งการได้แบบออโตไพล็อต (Autopilot) แบบเดียวกับการขับเครื่องบิน ทำให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีผิดพลาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการใช้ศิลปะในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างจินตนาการและช่วยปรับอารมณ์ให้พนักงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะดี ๆ เข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Company Outing ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปค้างคืนในสถานที่แพง ๆ แต่สามารถพาไปเที่ยวหอศิลป์ซึ่งให้ประโยชน์ไม่ต่างกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลือกงานศิลปะมาไว้ในออฟฟิศต้องอาศัยความรู้ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าทดลองด้วยตัวเอง เพราะการเลือกงานศิลปะที่ผิดพลาดจะส่งผลเสียต่อองค์กรมากกว่าที่คิด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42375" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93.webp" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 192" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93.webp 600w, https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/HREX-Cover-by-Para-93-300x185.webp 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><em>“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars Longa, Vita Brevis)</em> <span style="font-weight: 400;">คือหนึ่งในประโยคเกี่ยวกับศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย ประโยคนี้พยายามเปรียบเปรยให้เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่นาน แต่ศิลปะคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกแง่มุมของชีวิตหากต้องการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีศิลปะมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะจะช่วยเปลี่ยนทุกสถานการณ์ให้มีแง่งาม เกิดความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ถือเป็นบริบทสำคัญของการทำงานทุกชนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างไร ? หาคำตอบได้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>พลังของศิลปะ (The Power of Art) ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12178 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/s.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 193"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่เราจะไปเจาะประเด็นเรื่องของศิลปะกับการทำงาน เราต้องอธิบายเรื่องศิลปะกับชีวิตให้เห็นภาพชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมองว่าศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าถึงได้ยากจนตัดสินใจมองข้ามการดูงานศิลปะไปโดยปริยาย ทั้งที่การศึกษาศิลปะไม่จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายขนาดนั้น เพราะเป้าหมายของงานศิลปะไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงาม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  ดังนั้นขอเพียงเปิดใจดูก็จะได้ประโยชน์บางอย่างกลับไปแน่นอน </span></p>
<h3>ประโยชน์เบื้องต้นของการดูงานศิลปะ</h3>
<p>ความสุขจากการดูงานศิลปะ งดงามเหมือนการตกหลุมรัก : ศาสตราจารย์ซาเมียร์ เซกี (Semir Zeki) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจาก University College of London กล่าวว่าเมื่อเราดูงานศิลปะดี ๆ สมองของเราจะทำงานแบบเดียวกับตอนที่ตกหลุมรักคือการหลั่งสารสร้างความสุขอย่างโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเกิดขึ้นขณะฟังเพลงดี ๆ ได้เช่นกัน</p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 194"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>1. ศิลปะช่วยเยียวยาและรักษาจิตใจ</strong> : งานศิลปะช่วยลดความเครียดได้โดยตรง และเป็นตัวแทนของ 3 องค์ประกอบสำคัญในชีวิต ได้แก่ความผ่อนคลาย, ความพึงพอใจ และการนำเสนอตัวตน ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจสำหรับคนที่มีปัญหาทางจิตหรือแม้แต่คนทั่วไปที่อยากพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การรักษาโดยใช้ศิลปะ (Arts Therapy) ถูกใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ยุค &#8217;70 เป็นต้นมา</p>
<p><strong>2. ความสวยงามของศิลปะจะช่วยให้มีความสุข</strong> : หลักการง่าย ๆ ของความสุขคือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีแต่ความสวยงาม ทั้งนี้รสนิยมความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน รูปแบบของงานศิลปะที่ทำให้อิ่มเอมใจจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การดูงานศิลปะมีประโยชน์กับชีวิตมากขึ้น เราควรเก็บข้อมูลและหาคำตอบว่างานศิลปะแบบไหนที่ส่งผลต่อหัวใจมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้เราหาเครื่องประดับ, รูปภาพ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ดีกว่าแค่ดูงานและมีความสุขไปวัน ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12186 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Maslows-Hierarchy-of-Needs.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="544" height="286" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 195"></p>
<p><strong>3. งานศิลปะช่วยยืนยันว่าชีวิตของเรามีคุณค่ามากพอหรือไม่</strong> : ทฤษฎีลําดับขั้นความต้องการมาสโลว์ (Maslow&#8217;s Hierarchy of needs) ของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) กล่าวว่ามนุษย์จะแบ่งลำดับความต้องการออกเป็นขั้น ๆ ตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) เรื่อยไปจนถึงความต้องการเพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-Actualization) ในรูปแบบของพีระมิด</p>
<p>โดยที่มนุษย์จะยกระดับความต้องการขึ้นไปต่อเมื่อความต้องการในระดับล่าวกว่าถูกเติมเต็มเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ซึ่งความพอใจในศิลปะจัดอยู่ในลำดับสูงสุด นี่คือสาเหตุว่าทำไมมนุษย์แต่ละคนจึงมีความพอใจในงานศิลปะแตกต่างกัน ทั้งนี้ความพอใจดังกล่าวจะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุหรือขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถตอบสนองความต้องการของชีวิตได้มากแค่ไหน</p>
<p><strong>4. ศิลปะทำให้เราเข้าใจตัวเองดีขึ้น</strong> : เรื่องบางเรื่องไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือหรือคำพูด ดังนั้นงานศิลปะจะเปิดโอกาสให้เราตีความสิ่งตรงหน้าให้สอดคล้องกับมุมมองของชีวิตแต่ละช่วง กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้เราถ่ายทอดความคิดออกมาได้ง่ายขึ้น การตีความตรงนี้มีลักษณะของความเป็นส่วนตัว (Personal Experiences) ที่ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งนี้หมายรวมถึงงานศิลปะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นจิตกรรม, ประติมากรรม, บทกวี, นาฏยศิลป์ หรือบทเพลงก็ตาม</p>
<h2>ทำไมพนักงานบริษัทถึงควรทำงานศิลปะ แม้จะไม่มีฝีมือก็ตาม</h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12180 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/t.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 196">มีวิจัยจากปี ค.ศ. 2014 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร </span><a href="http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0101035" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PLOS ONE</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการทำงานศิลปะส่งผลโดยตรงต่อ</span>สมองส่วนเครือข่ายอัตโนมัติที่ทำงานเมื่อมีการพักผ่อน (Default Mode Network)<span style="font-weight: 400;"> สมองส่วนนี้จะทำงานในลักษณะเหมือนออโต้ไพล็อต (Autopilot) ช่วยให้เราทำงานที่คุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีผิดพลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยนัก</span><a href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3874727/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิทยาศาสตร์บอกว่า</span></a><span style="font-weight: 400;">สมองส่วนนี้จะพัฒนาเมื่อเรากำลังนอนหลับหรือนั่งเหม่อ เฟ้อฝัน (Daydreaming) และตอนที่เรา</span>รู้สึกประทับใจกับงานศิลปะ <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่างานศิลปะมีอิทธิพลกับจิตใจของมนุษย์ได้จริง ๆ ทั้งนี้แม้การเสพย์งานศิลปะจะให้ประโยชน์มาก แต่การลงมือทำด้วยตนเองแม้จะไม่ได้มีทักษะอะไรเป็นพิเศษกลับให้ผลดียิ่งขึ้นไปอีก</span></p>
<p><a href="http://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/07421656.2016.1166832" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Journal Art Therapy </span></a><span style="font-weight: 400;">ยืนยันถึงข้อมูลดังกล่าว โดยบอกว่าการลงมือทำงานศิลปะเพียง 45 นาทีจะช่วยให้ร่างกายลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisal) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากสมองที่ทำให้เกิดโรคเครียดและวิตกกังวล รวมถึงมี</span><a href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26222010" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ให้นักศึกษาปีหนึ่งทำงานศิลปะก่อนเข้าสอบ 30 นาทีและพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12179 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/b.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 197"></p>
<p><a href="http://www.jenniferedrake.com/uploads/7/0/5/5/7055907/drake_winner_2012_paca.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Psychology of Aesthetics, Creativity, and the Arts</span></a><span style="font-weight: 400;"> ยังเผยว่าการทำงานศิลปะจะช่วยคลายความเศร้าของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการวิจัยใช้วิธีเปิดภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเศร้าหมองให้ผู้ร่วมวิจัยดู จากนั้นแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยอ้างอิงจากเนื้อหาที่เพิ่งชม (เพื่อสะท้อนถึงการระบายอารมณ์เมื่อมีความเศร้า), กลุ่มที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับอะไรเลย (เพื่อลดความเกี่ยวเนื่องของศิลปะกับบริบทอื่น) และกลุ่มสุดท้ายที่ให้นั่งเฉย ๆ เพื่อจัดการอารมณ์อย่างเงียบ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่าคนที่ทำงานศิลปะโดยไม่อ้างอิงกับบริบทใดสามารถจัดการความรู้สึกได้ดีที่สุด ดังนั้นเราสามารถนำผลลัพธ์นี้ไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาภายในองค์กรได้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าเป้าหมายของการทำงานศิลปะภายในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางเพื่อกระตุ้นสมองและความรู้สึกนึกคิดบางอย่างมากกว่า เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็อาจถึงเวลาที่ HR จะเปลี่ยนการอบรมพนักงานแบบเดิม ๆ มาเป็นการอบรมเชิงศิลปะดูก็ได้ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยยกระดับองค์กรให้พัฒนาไปอีกขั้นโดยไม่ทันรู้ตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12175 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/long-narrow-painting-art-exhibition.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 198"></p>
<h2>ศิลปะ (Art) ในที่ทำงานมีประโยชน์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันองค์กรแทบทุกแห่งพยายามหาสวัสดิการและเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงาน และมีหลายครั้งที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่ามีวิธีการอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่ทุกบริษัทสามารถทำได้และมีหลักฐานยืนยันว่ามีประโยชน์กับการทำงานจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งคำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำก็คือการใช้ “ศิลปะ” เพราะเป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์รอบด้าน ทั้งในแง่ของการตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม เรื่อยไปจนถึงการทำงานกับความรู้สึกของมนุษย์ซึ่งถือเป็นรากฐานที่คอยผลักดันให้คนทำตามเป้าหมายอย่างมีพลังใจมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12181 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/site//3/14.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="609" height="276" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 199"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถแบ่งประโยชน์ของการใช้ศิลปะในที่ทำงานออกมาได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1. ศิลปะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์</strong> : เมื่อเราต้องสร้างงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง องค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแรงบันดาลใจ ดังนั้นการล้อมรอบตัวเองด้วยงานศิลปะที่สวยงาม ลึกซึ้งจะเปิดโอกาสให้พนักงานได้ตีความซึ่งจะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นหากเทียบกับภาพทั่วไปที่ไม่มีมิติอะไรเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>2. ศิลปะทำให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น (First Impression)</strong>: ลองนึกดูว่าครั้งสุดท้ายที่คุณสนใจกำแพงออฟฟิศเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? บางคนอาจตอบคำถามนี้ไม่ได้เพราะกำแพงออฟฟิศส่วนใหญ่มักเป็นเพียงผนังสีขาว ๆ สะอาดตาปราศจากการตกแต่งใด ๆ ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากเราเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้มีคุณค่ามากขึ้นทั้งกับตัวพนักงานและลูกค้าที่ผ่านเข้ามาเห็น</p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานศิลปะที่ดียังช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น เช่น หากเราอยู่ในห้องประชุมที่เคร่งเครียด งานศิลปะที่ดูสงบก็จะช่วยปรับอารมณ์ของเรา หรือหากเราติดภาพที่ดุดันในห้องสำหรับพักผ่อน ผู้พบเห็นก็อาจปรับอารมณ์ตามไม่ทันจนรู้สึกสับสน การเลือกงานศิลปะสักอย่างจึงจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเสมอ</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11662 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_2108951951-4-scaled.jpg" alt="สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 200"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220622-colors-psychology/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">สีมงคลของ HR : เลือกสีเสื้อ ใช้สีห้องอย่างไรให้ถูกใจคนทำงาน สายมูต้องอ่าน !</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><strong>3. ศิลปะทำให้การพักสายตาของคนมีประโยชน์มากขึ้น</strong> : การทำงานทุกอย่างจะต้องมีเวลาพักผ่อน หรืออย่างน้อยก็พักสายตาสักระยะ ดังนั้นแทนที่เราจะปล่อยให้เวลาสั้น ๆ ตรงนั้นผ่านไปอย่างสูญเปล่า ถ้าเราเพิ่มงานศิลปะเข้าไปให้มันมีความหมายมากขึ้น ก็จะเป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพงานอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยให้พนักงานจดจ่อกับงานและสร้างความสดใหม่ในหัวสมอง วิธีนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า Necessary Distraction (การถูกหันเหความสนใจที่จำเป็น)</p>
<p>ผล<a href="https://www.exeter.ac.uk/news/featurednews/title_98638_en.html" target="_blank" rel="noopener">วิจัย</a>จาก ดร.เคร็ก ไนท์ (Dr.Craig Knight) จาก University of Exeter กล่าวว่าการเพิ่มงานศิลปะเข้าไปในที่ทำงานจะช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จไวขึ้น 15% และมีศักยภาพมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับการทำงานในออฟฟิศโล่ง ๆ</p>
<p>ทั้งนี้เพราะวัยทำงานส่วนใหญ่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันในที่ทำงาน และบรรยากาศปกติในออฟฟิศที่เรามักพบเจอก็คือกองเอกสาร, ข้าวของเครื่องใช้ที่เหมือนจะคอยย้ำให้เห็นว่าสถานที่ดังกล่าวคือขั้วตรงข้ามกับคำว่าสะดวกสบายจริง ๆ ดังนั้นงานศิลปะจะเข้ามาปรับอารมณ์ของพนักงานให้รู้สึกถึงความอบอุ่นหัวใจและใกล้เคียงกับการอยู่บ้าน (Feels Like Home) มากกว่าที่เคยเป็น</p>
<h2>การเลือกงานศิลปะมาตกแต่งที่ทำงานมีเคล็ดลับอย่างไร ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกตกแต่งที่ทำงานด้วยงานศิลปะตามรสนิยมไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเราเลือกได้ทั้งงานที่ถูกจริตและงานที่ทำให้งานดีขึ้นได้จริงก็คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งงานศิลปะที่ใช้ในที่ทำงานส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน </span>เนื้อหา, ขนาด, การจัดวาง และรูปแบบของงาน</p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมักเป็นงานที่สร้างความรู้สึกในแง่บวก (Positive-Mood) เช่นภาพของวิวทิวทัศน์สีเขียวขจี, ต้นไม้ใบหญ้าที่ปลอดโปร่งจนผู้พบเห็นรู้สึกอยากจะไปเดินเล่นในสวนนั้นดูบ้าง หรือไม่ก็เป็นภาพของแม่น้ำไหลเชี่ยวไม่หยุดนิ่งที่มักถูกใช้เพื่อความสวยงามและเพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อตามขนบธรรมเนียม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากต้องการให้มีประโยชน์มากขึ้นก็ควรเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกสักนิดหนึ่ง เช่นให้เป็นภาพในลักษณะของการ</span>มองจากที่สูงไปที่ต่ำ <span style="font-weight: 400;">เพราะภาพแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกเหมือนการมองย้อนกลับไปสู่อดีต ทำให้สมองคิดว่าเราผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงหน้าได้ดีขึ้น เปรียบได้ว่าภาพลักษณะดังกล่าวไปกระตุ้น </span>“ความมีอายุ” (Old-Timer) <span style="font-weight: 400;">ในจิตใต้สำนึกเหมือนคนแก่ที่ชอบย้อนกลับมาตกตะก่อนประสบการณ์ในอดีต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-12182 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Poppy-Field-in-a-Valley-near-Giverny.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="450" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 201"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณไม่อยากให้พนักงานรู้สึกเครียด และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ก็ควรติดตั้งง</span>านศิลปะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย เช่น ภาพของคนที่ดูแลประคับประคอง หรือรูปปั้นของคนกอดกัน<span style="font-weight: 400;"> งานลักษณะนี้จะไปย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นย้อนกลับไปนึกถึงตอนที่ตนเป็นที่รักของใครสักคน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความเครียดหรือภาวะกดดันทั้งหลายขณะทำงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานศิลปะที่นำมาใช้ต้องไม่วุ่นวายเกินไป </span>ให้คิดว่างานศิลปะบางอย่างอาจเหมาะกับการเอาไว้ที่หอศิลป์มากกว่า <span style="font-weight: 400;">แต่ในที่นี้เรากำลังเลือกงานที่นำมาไว้ในที่ทำงานและต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนวิวทิวทัศน์ที่คนต้องเห็นทุกวัน ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวนถึงความเหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งในแง่ของความสวยงาม รวมถึงความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้องค์กรควรเลือกใช้งานศิลปะที่ทำให้คนดูแล้วมีความสุข ตีความได้หลากหลาย มากกว่างานที่มีเนื้อหาแบบเฉพาะเจาะจงและแสดงถึงความหดหู่ เคร่งเครียด หรือน่ากลัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกร็ดเล็กน้อยก็คือองค์กรบางแห่งมักตกแต่งสถานที่โดยอ้างอิงจากโลโก้บริษัท ซึ่งหากมองกันตามตรงจะเห็นว่าวิธีการออกแบบโลโก้ในปัจจุบันมักมีความสุดโต่ง คือไม่มินิมอลไปเลย ก็โดดเด่นสีสันรุนแรงไปเลย ซึ่งถ้าเราเอามาใช้ตกแต่งโดยปราศจากความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการใช้สีก็จะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ ดังนั้นหากคุณไม่รู้ว่าควรเลือกงานศิลปะในที่ทำงานแบบใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า</span></p>
<h2>พาทีมไปหอศิลป์ ! เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยศิลปะ</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12183 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/74sk.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="600" height="370" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 202"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงคำว่า Company Outing คนมักนึกถึงการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นหมู่คณะและการวางแผนของทีม HR ที่ใช้เวลานานกว่าจะออกมาเป็นทริปบริษัทสนุก ๆ สักครั้งหนึ่ง แต่เคยคิดไหมว่าหากเราเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีงบประมาณหรือผลกำไรมากมาย การไปทริปหรูหราเปลี่ยนบรรยากาศคือสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากมี Company Outing ที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์บ้าง จะต้องทำอย่างไร ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มี</span><a href="https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/17439760.2021.2016911" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ตีพิมพ์ในวารสาร </span>Journal of Positive Psychology<span style="font-weight: 400;"> บอกว่าหากเรามองในแง่คอนเซปต์แล้ว การไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมาก เพราะพนักงานจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน ดังนั้นถ้าองค์กรหรือแผนกใดต้องการพาพนักงานไปเปลี่ยนบรรยากาศ การรวมกลุ่มไปเที่ยวหอศิลป์ใกล้ ๆ ออฟฟิศก็ถือเป็นทางเลือกที่แหวกแนว ใช้ทุนน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ดีในเวลาอันรวดเร็ว</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190919-company-outings/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-9340 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/09/shutterstock_1028899078-1.jpg" alt="Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร" width="500" height="334" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 203"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190919-company-outings/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Company Outings : เสียเวลา เปลืองงบ หรือ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าขององค์กร</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแคทเธอรีน ค็อตเตอร์ (Katherine Cotter) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania กล่าวว่าเราสามารถสรุปข้อดีของการไปเที่ยวหอศิลป์ออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือการได้ความรู้และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานตามปกติ, การลดความเครียด และสำคัญที่สุดคือการไปหอศิลป์จะช่วยให้เรารู้สึกถึงการมีคุณค่า โดยเฉพาะกับคนที่ชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว (Isolate) การไปหอศิลป์บ่อย ๆ จะช่วยให้คนแบบนี้เข้าใจความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธออธิบายเพิ่มเติมในบทสัมภาษณ์หัวข้อ </span><a href="https://therapytips.org/interviews/is-art-the-answer-to-our-mental-health-problems" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Is art the answer to our mental health problems?</span></a><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 เอาไว้ว่าการไปหอศิลป์เป็นเหมือนก</span>ารพาคนหลุดไปสู่อีกโลกหนึ่ง <span style="font-weight: 400;">เพราะการไปพิพิธภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์หรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ไปเยี่ยมชมกันบ่อยนัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นทุกอย่างที่พบเห็นจึงเป็น </span>“ของใหม่” <span style="font-weight: 400;">ที่หาไม่ได้จากที่อื่นจนพาลคิดไปว่าเราถูกล้อมรอบด้วยบริบทของสังคมที่แตกต่างไปจากเดิม ความตื่นตาตื่นใจหรือแม้แต่ความสงสัย (ของคนที่ไม่ได้ชอบศิลปะอะไรนัก) จะทำให้เราจมอยู่กับชิ้นงานจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอาการที่หาได้ยากในชีวิตการทำงานตามปกติ ดังนั้นหากวันไหนที่เราเจอความกดดันหนักจนไม่รู้จะรับมือหรือหลีกหนีไปอย่างไร การไปหอศิลป์สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12184 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/Screenshot-2022-08-31-124843.png" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="640" height="503" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 204"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการไปหอศิลป์สามารถช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความแตกต่างและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Diversity &amp; Belonging) ได้มากขึ้น เพราะเมื่อพนักงานต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิม การเข้าใจสังคมที่หลากหลายก็ถือเป็นเรื่องยาก ยิ่งหากพนักงานบางคนมีนิสัยไม่ชอบเข้าสังคม การสัมผัสถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นการไปหอศิลป์จะช่วยทำให้คนเห็นว่าโลกของเรามีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่รู้จัก ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้พนักงานพร้อมเปิดใจรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคล็ดลับสุดท้ายในการไปหอศิลป์ก็คือ</span> “อย่าคิดเยอะไป” <span style="font-weight: 400;">เพราะบางคนมักเลือกตีความผลงานจนอาจเข้าใจในแง่มุมที่แตกต่างจากตัวศิลปินด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นเมื่อเราไปหอศิลป์ ให้ดูงานศิลปะและตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า</span>เราชอบงานศิลปะตรงหน้าหรือไม่, เพราะอะไร, งานศิลปะดังกล่าวทำให้นึกถึงเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะดูมาจากสาเหตุใด ? <span style="font-weight: 400;">การตอบคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ให้ได้เพียงพอแล้วที่จะพัฒนาจิตวิญญาณและทัศนคติของพนักงานแบบองค์รวม</span></p>
<h2>บทสรุป The Power of Art</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-12185 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/08/ars-scaled.jpg" alt="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน" width="620" height="408" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 205"></p>
<p><em>“ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต”</em><span style="font-weight: 400;"> นี่คือประโยคของ<strong>ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี</strong> อาจารย์และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรที่สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าใจศิลปะนั้นทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับการทำงาน แต่รวมถึงแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เราได้ยินคำว่าศิลปะในการพูด, ศิลปะในการฟัง, ศิลปะในการกิน และอีกมากมายอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ลองถามตัวเองว่าเรากระทำสิ่งนั้นอย่างมีศิลปะดีแล้วหรือยัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะและการทำงานเพิ่มเติม ปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายที่จัดอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ HR สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อที่ต้องการ หรือใช้บริการ </span><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HREX</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มแรกของประเทศไทยที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการ HR เอาไว้แบบครบวงจร จะองค์กรเล็กหรือใหญ่ ก็เลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ได้เลย !</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="The Power of Art ประโยชน์ของศิลปะกับการทำงาน 206" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3pTidl9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3pTidl9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3CHCaD1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3CHCaD1</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3RpEGSR" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3RpEGSR</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Q2za7g" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Q2za7g</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3Tr21Fp" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3Tr21Fp</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/220725-music-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2022 02:44:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR OD]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียงเพลง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220725-music-policy/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเสียงเพลงสามารถช่วยให้คนทำงานดีขึ้นได้จริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการทำให้หายเครียดและช่วยให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ได้ดีขึ้น ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการใช้ดนตรีมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผู้ฟังก็คือจังหวะ โดยผลวิจัยระบุว่าจังหวะที่เหมาะกับการทำงานคือราว 60-70 บีทต่อวินาที อิทธิพลของเสียงเพลงเปลี่ยนไปตามนิสัยและพฤติกรรมของคนด้วย เช่น Extrovert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนทำงานได้ดีขึ้น แต่ Introvert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนจดจ่อกับงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ HR ในการสำรวจว่านิสัยของพนักงานในองค์กรเป็นอย่างไร และวางนโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลเหล่านั้น การเปิดเพลงดังนอกจากจะรบกวนพนักงานท่านอื่นแล้ว ยังมีผลต่อโครงสร้างอาคารอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่หูฟังก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะจะไปลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน และอาจทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในกรณีฉุกเฉิน เสียงเพลงมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าองค์กรจะนำมาใช้อย่างไร หากวางแผนได้ดี นอกจากจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นแล้ว ยังสามารถประยุกต์เป็นสวัสดิการใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร ให้ดูจากเพลงที่เขาฟัง ประโยคสวยหรูแบบนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์ในฐานะตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบร่างออกมาเป็นนิสัยใจคอของแต่ละคน เสียงเพลงหลากหลายแนวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ นั่นหมายความว่าหากเรารู้วิธีนำเสียงเพลงมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึกในแง่บวก เสียงเพลงก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้พนักงานมีความพร้อมในการทำงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามแม้บางคนจะชอบฟังเพลงในชีวิตประจำวัน แต่การฟังเพลงในที่ทำงานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะพนักงานแต่ละคนมีรสนิยมต่างกัน แถมมีความหลากหลายในรูปแบบการทำงาน ดังนั้นเสียงเพลงที่เหมาะกับแผนกหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนกอื่น ๆ ก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสมกับองค์กรต่อไปตามสมควร วิทยาศาสตร์อธิบายอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์อย่างไร เสียงเพลงไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น ๆ อีกมากโดยการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>HIGHLIGHT</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเสียงเพลงสามารถช่วยให้คนทำงานดีขึ้นได้จริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการทำให้หายเครียดและช่วยให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ได้ดีขึ้น ผลวิจัยยังระบุอีกว่าการใช้ดนตรีมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผู้ฟังก็คือจังหวะ โดยผลวิจัยระบุว่าจังหวะที่เหมาะกับการทำงานคือราว 60-70 บีทต่อวินาที</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อิทธิพลของเสียงเพลงเปลี่ยนไปตามนิสัยและพฤติกรรมของคนด้วย เช่น Extrovert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนทำงานได้ดีขึ้น แต่ Introvert อาจมองว่าเสียงเพลงทำให้ตนจดจ่อกับงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ HR ในการสำรวจว่านิสัยของพนักงานในองค์กรเป็นอย่างไร และวางนโยบายโดยอ้างอิงจากข้อมูลเหล่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเปิดเพลงดังนอกจากจะรบกวนพนักงานท่านอื่นแล้ว ยังมีผลต่อโครงสร้างอาคารอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่หูฟังก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะจะไปลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน และอาจทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในกรณีฉุกเฉิน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าองค์กรจะนำมาใช้อย่างไร หากวางแผนได้ดี นอกจากจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดีขึ้นแล้ว ยังสามารถประยุกต์เป็นสวัสดิการใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11872 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/07/happy-businessman-listening-music-headphones-having-fun-while-working-computer-office.jpg" alt="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 217"></p>
<p>ถ้าอยากรู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร ให้ดูจากเพลงที่เขาฟัง <span style="font-weight: 400;">ประโยคสวยหรูแบบนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์ในฐานะตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบร่างออกมาเป็นนิสัยใจคอของแต่ละคน เสียงเพลงหลากหลายแนวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ นั่นหมายความว่าหากเรารู้วิธีนำเสียงเพลงมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึกในแง่บวก เสียงเพลงก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้พนักงานมีความพร้อมในการทำงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามแม้บางคนจะชอบฟังเพลงในชีวิตประจำวัน แต่การฟังเพลงในที่ทำงานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะพนักงานแต่ละคนมีรสนิยมต่างกัน แถมมีความหลากหลายในรูปแบบการทำงาน ดังนั้นเสียงเพลงที่เหมาะกับแผนกหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนกอื่น ๆ ก็ได้ จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสมกับองค์กรต่อไปตามสมควร</span></p>

<h2>วิทยาศาสตร์อธิบายอิทธิพลของเสียงเพลงต่อมนุษย์อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น ๆ อีกมากโดยการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้</span></p>
<h3>เสียงเพลงทำให้มนุษย์อารมณ์ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การ</span><a href="https://www.cell.com/trends/cognitive-sciences/fulltext/S1364-6613(13)00049-1" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก Trends in Cognitive รายงานว่าเสียงเพลงมีประสิทธิภาพในการรักษาโรควิตกกังวลได้ดีกว่าการใช้ยารักษาด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยจัดทำขึ้นด้วยการแบ่งผู้ป่วยที่กำลังเตรียมตัวผ่าตัดออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกช่วยลดการวิตกกังวลด้วยการใช้ยา กลุ่มที่สองช่วยลดการวิตกกังวลด้วยการฟังเพลง ผลที่ได้คือผู้ป่วยกลุ่มที่สองมีอัตราการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าหากเราไม่เครียด ศักยภาพในการทำงานของเราก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</span></p>
<h3>เสียงเพลงทำให้มนุษย์ทนทำงานแบบเดิม ๆ ได้มากขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">JAMA Network ทำการ</span><a href="https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2790186" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สำรวจ</span></a><span style="font-weight: 400;">กับศัลยแพทย์ที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ในห้องตรวจนอกเหนือจากการผ่าตัด เช่นการค้นคว้าวิจัย, งานเอกสาร เป็นต้น และผลวิจัยได้ข้อสรุปออกมาว่าศัลยแพทย์ที่ฟังเพลงไปทำงานไปมีผลงานที่ดีขึ้นจริง ซึ่งผู้วิจัยให้เหตุผลว่าเสียงเพลงจะช่วยลดความน่าเบื่อระหว่าง ซึ่งเป็นปัญหาหลักของงานประจำที่ไม่มีความน่าตื่นเต้นหลงเหลืออีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณดาเนียล เลวิทีน (Daniel Levitin) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง This Is Your Brain on Music และได้ศึกษาเรื่องอิทธิพลของเสียงกับสมองของมนุษย์มานานก็เน้นย้ำถึงข้อสรุปนี้ โดยกล่าวว่าเสียงเพลงทำให้บรรยากาศสนุกสนานขึ้น และถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่ต้องอยู่กับงานในรูปแบบเดิมทุกวัน อนึ่งรูปแบบเพลงแต่ละแบบก็ให้ความรู้สึกต่างกัน ดังนั้น HR ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าพนักงานในองค์กรเหมาะกับเสียงเพลงแบบใด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10959 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.04.17.png" alt="Screen Shot 2565 03 21 at 21.04.17" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 218"></p>
<h3>การฟังเพลงในช่วงพักช่วยให้เราจดจ่อกับงานต่อไปได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วารสาร Psychology of Music ได้ทำการสำรวจกับกลุ่มนักเรียนและพบว่าผู้ที่ฟังเพลงระหว่างพักเบรกจะมีความพร้อมในการรับเนื้อหาต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จดจ่ออยู่การเรียนได้นานขึ้น อย่างไรก็ตามผลสำรวจจาก </span><a href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/acp.3532" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Applied Cognitive Psychology Journal</span></a><span style="font-weight: 400;"> ในปี 1997 ได้เสริมต่อว่าผลของการฟังเพลงจะเปลี่ยนไปตามลักษณะนิสัยของแต่ละคน เช่นคนที่เป็น Extroverts จะมีความจำทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาวดีขึ้น แต่สำหรับคนที่เป็น Introverts เสียงเพลงจะเข้าไปทำลายความจำของเจ้าตัวทันที คนแบบนี้เหมาะกับการทำงานอยู่เงียบ ๆ คนเดียวมากกว่า</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายทั่วโลก ซึ่งบางครั้งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน ดังนั้น HR ต้องทำการสำรวจกับพนักงานในบริษัทโดยตรงอีกครั้งว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามภายใต้ความขัดแย้งมีสิ่งที่ทุกการวิจัยให้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน ประกอบไปด้วย</span></i></p>
<h3>เลือกเพลงที่จะไม่ทำให้คุณเสียสมาธิ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงบรรเลงจะข่วยให้จิตใจคุณนิ่งและจดจ่อกับงานได้มากขึ้น ถ้าอยากฟังเพลงแบบมีเนื้อร้อง ให้เลือกเพลงต่างประเทศ หรือใช้ภาษาที่เราไม่สามารถเข้าใจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สมองไปอยู่กับเพลงมากเกินไป (สังเกตได้ว่าเพลงไหนที่เราคุ้นเคย เราจะเผลอร้องตามโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้จะไปดึงความสนใจของเราออกจากงาน)</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-11366 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/05/group-people-doing-meditation-exercise-mat.jpg" alt="group people doing meditation exercise mat" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 219"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/news/meditationroom-220520/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทชั้นนำ</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>อย่าคิดว่าเพลงเร็วจะทำให้คุณตื่นตัว หันไปสนใจเนื้อร้องซะก่อน !</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดก็คือเพลงช้าจะทำให้เราเศร้า และเพลงเร็วจะทำให้เราตื่นตัว แต่รู้ไหมว่าสิ่งที่มีอิทธิพลกับการทำงานมากกว่าจังหวะของเพลงก็คือเนื้อร้อง เพราะเนื้อร้องที่เป็นแง่ลบจะทำให้จิตใจของผู้ฟังหมองลงตามไปด้วย และที่สำคัญเพลงเร็วมากมายก็มักมีเนื้อหาที่เศร้าสวนทางกับจังหวะสนุก ๆ ดังนั้นก่อนจะเลือกเพลงมาเปิดในที่ทำงานสักเพลง ต้องมองให้รอบด้านที่สุด</span></p>
<h3>ปรับความดังของเพลงให้เหมาะสม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.fastcompany.com/3051835/how-background-noise-affects-the-way-you-work" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก</span> <span style="font-weight: 400;">University of Illinois ระบุว่าความดังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการทำงาน เพลงบรรเลงที่เปิดดังเกินไป ก็จะไม่ได้ทำหน้าที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่กลายเป็นน่ารำคาญ ขณะที่เพลงร็อคบางเพลงที่ดูวุ่นวายหนวกหู แต่หากเปิดดัง ๆ ในสถานการณ์ที่เหมาะสม ก็อาจช่วยกลบเสียงอื่น ๆ ที่น่ารำคาญกว่าได้เช่นกัน ไม่มีกฎตายตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ผลวิจัยยังมีข้อมูลที่น่าสนใจบอกว่าการเปิดเพลงคลอเบา ๆ จะช่วยให้คนโฟกับงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเปิดเพลงให้ดังขึ้นมาในระดับกลาง ไม่ดังเกินไป ก็จะช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ดีขึ้น แต่ท้ายสุดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรว่าเมื่อนำวิธีเหล่านี้ไปใช้แล้วเกิดผลดีตามมาหรือไม่ หากไม่ก็ควรหาทางเลือกอื่นมาช่วยพัฒนาการทำงานดีกว่า</span></p>
<h2>เสียงเพลงมีผลต่อการทำงานอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ดนตรีทำงานกับมนุษย์และมีผลต่อการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมก็คือเสียงเพลงช่วยเพิ่มอัตราการหลังสารโดพามีน (Dopamine) ในสมอง ซึ่งสารนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผนบริหารจัดการ, การควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงาน นอกจากนี้ดนตรียังช่วยสร้างประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงช่วยให้เราเรียกสมาธิกลับมาง่ายขึ้น : <span style="font-weight: 400;">ออฟฟิศคือศูนย์รวมของความวุ่นวาย แต่ด็อกเตอร์ เอมิท ซูด (Dr.Amit Sood) จาก </span><a href="https://www.mayoclinic.org/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Mayo Clinic</span></a><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่าการฟังเพลงจะช่วยดึงสมาธิของเรากลับมาได้ โดยใช้เวลาเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น : <span style="font-weight: 400;">เปรียบง่าย ๆ ว่าการฟังเพลงจะทำให้เราตกอยู่ในภวังค์ เคยไหมที่คุณฟังเพลงโปรดแล้วร้องตามไปเรื่อยจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการ</span><a href="https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/15677103/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของคุณ J.G. Fox และ E.D. Embrey ได้พิสูจน์แล้วว่าเสียงเพลงช่วยให้การทำงานซ้ำ ๆ มีประสิทธิภาพขึ้นจริง เพราะจะทำให้ร่างกายเปิดโหมด auto-pilot ขยับไปอย่างอัตโนมัติ</span></p>
<p>&#8211; เสียงเพลงมีผลกับพฤติกรรมของมนุษย์ : <span style="font-weight: 400;">เคยสังเกตไหมว่าเสียงเพลงในร้านอาหารอย่างเคเอฟซีหรือแม็คโดนัลด์จะเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุก ๆ และเสียงเพลงในห้างสรรพสินค้าจะเป็นเพลงสบาย ๆ ฟังได้ต่อเนื่อง เหตุผลก็คือมีการวิจัยที่พบว่าเสียงเพลงสนุก ๆ จะช่วยให้คนซื้อของกินมากขึ้น ขณะที่เพลงจังหวะกลาง ๆ จะช่วยให้คนเดินเลือกสินค้านานขึ้น สอดคล้องกับทฤษฎีที่บอกว่ายิ่งคนใช้เวลาในห้างสรรพสินค้ามากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันจึงมีบริษัทมากมายที่รับผลิตเพลงให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละบริษัทเพื่อช่วยให้พนักงานมีวิสัยทัศน์ตรงกับวัฒนธรรมขององค์กรมากยิ่งขึ้น</span></p>
<h2>เสียงเพลงมีผลต่อการทำงานทำงานแบบไฮบริด (Work From Home) อย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการทำงานอยู่ที่บ้านคือการเสียสมาธิจากบรรยากาศที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทำงานตั้งแต่ต้น ดังนั้นคนมากมายจึงไม่สามารถจดต่ออยู่กับงานได้อย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หน้าที่ของเสียงเพลงสำหรับผู้ที่ Work From Home จึงเป็นการใช้เพื่อช่วยให้จดจ่ออยู่กับงานได้ดีและนานขึ้น โดยมีผลวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงจนได้คำตอบดังต่อไปนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10746 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/shutterstock_2077578058-1.jpg" alt="ptt digital hr tech for hybrid for hybrid workplace" width="500" height="299" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 220"></p>
<h3>การฟังเพลงคลาสสิคจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสที่ระบุว่านักเรียนที่ฟังเพลงคลาสสิคระหว่างเรียนในคลาสความยาว 1 ชั่วโมงสามารถทำคะแนนสอบได้ดีกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนท่ามกลางความเงียบ นอกจากนี้ดนตรีคลาสสิคยังมีผลกับอารมณ์ของผู้ฟังโดยตรง อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพลงคลาสสิคทุกชนิดจะมีประโยชน์ ควรเป็นเพลงที่ฟังแล้วผ่อนคลาย ไม่มีความซับซ้อนของดนตรีมากเดินไป เพราะจะกลายเป็นการรบกวนไปเสียแทน</span></p>
<h3>จังหวะเพลงดี สมาธิก็ดีตาม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการ</span><a href="https://www.seek.com.au/learning/studying/study-tips/songs-to-study-to" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากนักจิตวิทยาคลินิกและ Spotify ที่ระบุว่าสิ่งสำคัญของเพลงต่อการทำงานไม่ใช่เรื่องประเภทของเพลง แต่เป็นเรื่องจังหวะต่างหาก โดยบีทที่เหมาะกับการทำงานอยู่ที่ 60-70 บีทต่อวินาที เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังมีความตื่นตัวและจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะไปหาเพลงที่มีความเร็วระดับที่ว่าได้อย่างไร สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือการเปิดเสียงธรรมชาติทดแทนไปเลย เพราะการนึกถึงเสียงของสถานที่สุดโปรดจะทำให้จิตใจสงบ ทำให้เกิดสมาธิได้เช่นกัน</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div class="__title"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10864 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/hrnote_cover_template.png" alt="พักก่อน !!! ถ้าไม่อยากเป็นโรค Work From Home Burnout" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 221"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/work-from-home-burnout/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">พักก่อน !!! ถ้าไม่อยากเป็นโรค Work From Home Burnout</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h3>เพลงแจ๊สช่วยลดความเครียดจากการจ้องหน้าจอนาน ๆ ได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงแจ๊สมักถูกคนบอกว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” แต่รู้ไหมว่ามีผลสำรวจที่ระบุว่ามันช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยในเรื่องความจำกับช่วยหลั่งสารแห่งความสุขอีกด้วย ดังนั้นหากเรารู้สึกว่าการทำงานอยู่บ้านนั้นน่าเบื่อ ซ้ำซากจำเจ บางทีเพลงแจ๊สก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีของคุณ แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าผลวิจัยก็คือการทดลองกับตัวเองว่าเพลงแบบไหนที่ชอบที่สุด เปิดฟังแล้วกระตุ้นต่อมทำงานได้ดีที่สุด โดยอ้างอิงกับผลลัพธ์ไม่ใช่การคิดไปเอง เพราะบางครั้งหลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว การอยู่เงียบ ๆ คนเดียวก็อาจเหมาะกับรูปแบบการทำงานของเรามากกว่าด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าการวิจัยต่าง ๆ ทำขึ้นโดยตั้งธงว่าการ Work From Home จะนำไปสู่ความเครียดอันเกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แตกต่างออกไป ดังนั้นคงตอบไม่ได้ว่าเพลงแบบไหนที่จะช่วยให้การทำงานแบบไฮบริดมีประสิทธิภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการเลือกใช้เสียงเพลงตามรสนิยมและวัตถุประสงค์ที่ต้องการต่างหาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุดนี้เราขอแนะนำวิธีที่เรียกว่า</span> Iso Princicle<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นวิธีที่นักจิตบำบัดใช้เพื่อปรับอารมณ์ของคนไข้ด้วยการเปลี่ยนเพลงไปเรื่อย ๆ ใช้อิทธิพลของเสียงมาปลุกเร้าให้คนไข้รู้สึกตามที่ต้องการ โดยมีหลักการง่าย ๆ ว่าเราไม่ควรรีบเปิดเพลงโดยมุ่งหวังว่าจะไปกระตุ้นให้คนทำงานหนักทันที กลับกันเราควรเริ่มแค่การปรับอารมณ์แบบสบาย ๆ ให้ผู้ฟังพร้อมทำงานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นหากเราตื่นเช้ามาอย่างอารมณ์เสีย เราก็ควรคิดเรื่องการเปลี่ยนตัวเองให้อารมณ์ดีก่อน ไม่ใช่ดันทุรังให้ทำงานด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวแบบนั้น</span></p>
<h2>ตัวอย่างเพลงที่ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ว่าช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้จริง</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร. เดวิด ลูอิส ฮอดจ์สัน (Dr.David Lewis Hodgson) จาก </span><a href="https://themindlab.co.uk/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">MindLab International </span></a><span style="font-weight: 400;">ได้ทำการวิจัยโดยให้กลุ่มตัวอย่างแก้โจทย์ของตัวต่อพัซเซิลและเปลี่ยนเพลงไปเรื่อย ๆ จากนั้นค่อยวัดผลว่าเสียงเพลงช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลได้อย่างไร อ้างอิงจากอัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงที่นักประสาทวิทยาแนะนำให้ฟังก็คือเพลง </span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=UfcAVejslrU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Weightless</span></a><span style="font-weight: 400;"> ของ Marconi Union ที่ผู้แต่งร่วมมือกับนักบำบัดทางจิตเพื่อเลือกใช้เสียงที่มีประโยชน์ที่สุด เพลงนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเครียดและทำให้ร่างกายกลับมาสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง โดยมีข้อสรุปว่าเพลงนี้ช่วยลดระดับความวิตกกังวลของผู้ฟังลงได้ถึง 65% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่วิเศษมาก ๆ เพราะผล</span><a href="https://www.gsb.stanford.edu/insights/why-your-workplace-might-be-killing-you" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่าง Harvard และ Stanford University ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนว่าความเครียดจากการทำงานส่งผลเสียต่อชีวิตมากกว่าโรคอัลไซเมอร์, เบาหวาน หรือไข้หวัดใหญ่ทุก ๆ สายพันธุ์ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสรุปได้ว่าหากเราอยากให้ร่างกายพร้อมสำหรับการทำงานหนัก สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือการพักผ่อน และคงไม่มีการพักผ่อนแบบไหนที่ทำได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ดีเท่ากับการฟังเพลงอีกแล้ว</span></p>
<h3>และนี่คือ 10 เพลงที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฟัง</h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">We Can Fly โดย Rue du Soleil (Café Del Mar)</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Canzonetta Sull&#8217;aria โดย Mozart</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Someone Like You โดย Adele</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Pure Shores โดย All Saints</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Please Don&#8217;t Go โดย Barcelona</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Strawberry Swing โดย Coldplay</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Watermark โดย Enya</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Mellomaniac (Chill Out Mix) โดย DJ Shah</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Electra โดย Airstream</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> Weightless โดย Marconi Union</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเน้นย้ำว่ารายชื่อข้างต้นเป็นไปตามการวิเคราะห์ตามทฤษฎีของนักประสาทวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงเท่านั้น ผู้อ่านสามารถพิจารณาเองว่าเพลงเหล่านี้ตรงกับรสนิยมของตนหรือไม่ และค่อย ๆ ปรับปรุงให้ได้เพลย์ลิสต์ในฝันของตนเองสำหรับการทำงานโดยเร็วที่สุด</span></p>
<h2>HR ควรบริหารจัดการเรื่องเสียงเพลงในออฟฟิศอย่างไร</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในแง่บวกต่อการฟังเพลงในที่ทำงานมากแค่ไหน แต่ HR ไม่ควรด่วนตัดสินใจโดยปราศจากความเข้าใจต่อโครงสร้างในองค์กรของตน เพราะเป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนขอบฟังเพลง ก็ต้องมีคนที่อยากทำงานแบบเงียบ ๆ มากกว่า ซึ่งมีการ</span><a href="https://www.roberthalf.com/blog/salaries-and-skills/listening-to-music-at-work-how-to-avoid-annoying-others" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">จาก Robert Half กับพนักงานในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,000 คนและพบว่ามีพนักงานราว 15% ที่ปฏิเสธการฟังเพลงในที่ทำงาน และแม้คนที่เห็นด้วยจะสูงถึง 85% แต่อย่าลืมว่าคนที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นสมาชิกของบริษัทที่ต้องให้ความสำคัญแบบเดียวกัน</span></p>
<blockquote>
<h4>HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/Questions-pana.png" width="312" height="312" alt="Questions pana" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 222"></p>
<p><span style="font-size: 14pt;">Q: อยากทราบวิธีสำรวจบรรยากาศในที่ทำงานแบบง่าย ๆ แต่ได้ผล</span></p>
<p>องค์กรมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารจึงอยากทราบว่าพนักงานรู้สึกอย่างไร มีความสุขกับงานหรือไม่ โดยมีระยะเวลาสำรวจ 1 เดือนแบบไม่มีงบประมาณให้</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">A: วิธีแก้ไขเรื่องนี้แบบง่ายที่สุดคือการทำ Stay Interview</span></p>
<p>หมายถึงการพูดคุยกับพนักงานแบบส่วนตัวโดยหัวหน้างาน แต่เป็นการพูดคุยที่เน้นสำหรับการรับฟังปัญหา ฟังคำแนะนำ และแสดงความห่วงใยกลับไปหาพนักงานโดยตรง ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ สามารถทำได้ในบรรยากาศสบาย ๆ เช่นระหว่างเดินซื้อของ, นั่งดื่มกาแฟ ฯลฯ ทั้งนี้ไม่ควรใช้การพูดคุยแบบจริงจังอย่างการพูดในที่ประชุม เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกกดดันจนไม่กล้าพูดความจริงออกมา</p>
<p>,,, <em>(คลิกดูคำตอบทั้งหมด👇)</em></p>
<p><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/1278?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2.png" alt="f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2" width="370" height="80" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 223"></span></a></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ผล</span><a href="https://www.researchgate.net/publication/230131098_The_Effect_of_Background_Music_and_Noise_on_the_Cognitive_Test_Performance_of_Introverts_and_Extraverts" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิจัย</span></a><span style="font-weight: 400;">ของนักจิตวิทยาจาก University College London กล่าวว่าเสียงเพลงเป็นปฏิปักษ์กับคนที่ชอบเก็บตัว คนกลุ่มนี้มองว่าเสียงเพลงคือตัวทำลายสมาธิและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตนลดลง ดังนั้นหาก HR มองข้ามข้อเท็จจริงตรงนี้ ก็ไม่มีทางที่สร้างองค์กรในฝันของพนักงานได้เลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเริ่มต้น HR ควรค่อย ๆ เพิ่มเสียงเพลงเข้ามาในระหว่างวันทีละนิด เช่นเริ่มใช้เพลงเมื่อมีการเฉลิมฉลองในเทศกาลสำคัญ (เช่นช่วงคริสมาสต์ก็เปิดเพลงสร้างบรรยากาศควบคู่กับการตกแต่งสถานที่เพื่อไม่ให้แปลกแยก) หรือเปิดเฉพาะในเวลาพักแล้วเอาเสียงตอบรับจากพนักงานมาเป็นแนวทางพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นโดยใช้วิธีการดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11570 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/close-up-hand-writing-notebook-top-view-scaled.jpg" alt="ประโยชน์ของการจดบันทึก เคล็ดลับความสำเร็จที่ใช้แค่สมุดและปากกา" width="600" height="370" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 224"></p>
<h3>เขียนกฎให้ชัดเจน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กฎที่ครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญมากที่ HR ต้องเข้ามาบริหารจัดการ เพราะไม่ใช่แค่จังหวะทำนองที่มีผลต่อการทำงาน แต่เนื้อเพลงมากมายในปัจจุบันมักมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ, ศาสนา, การเมือง, ชาติพันธุ์ หรืออีกมากมายที่อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับพนักงานบางท่าน ดังนั้นบริษัทต้องระบุเลยว่าเนื้อหาแบบใดบ้างที่ต้องห้ามในบริษัท </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยหากเกิดการโต้เถียงหรือลงโทษ กฎที่รับรู้ร่วมกันนี้เองที่จะเป็นศูนย์รวมในการตัดสินใจ วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือหากเรารู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงอาจทำให้คนรู้สึกไม่ดี ก็ตีไปเลยว่าเพลงนั้นไม่ควรเปิด ให้เลือกเพลงที่เราเองก็รู้สึกสบายใจเท่านั้น </span></p>
<h3>ข้อบังคับเรื่องการใช้หูฟัง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของการฟังเพลงไม่ใช่แค่เสียงรบกวนเท่านั้น แต่ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว เสียงเพลงที่ดังเกินกำหนดจะมีผลต่อโครงสร้างอาคาร ดังนั้นการใส่หูฟังจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนที่อยากฟังเพลงในที่ทำงาน แต่การใส่หูฟังก็มีโทษเช่นกันเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธสถานการณ์รอบตัว และอาจทำให้ไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยในเวลาฉุกเฉิน ทั้งนี้ HR สามารถแบ่งกฎให้พนักงานแต่ละแผนกก็ได้ เช่นแผนกที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นบ่อย ๆ แต่กับบางสายงานเช่นครีเอทีฟที่ต้องใช้ความคิดและหาไอเดียตลอดเวลา บริษัทก็สามารถผ่อนปรนได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น</span></p>
<h3>ให้ความสำคัญกับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">HR มักคิดว่าเมื่อพนักงานมาอยู่ร่วมกันมากหน้าหลายตาแล้วก็จำเป็นต้องมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าปกติ ทั้งที่จริง ๆ ทุกคนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการทำงานอย่างสบายใจด้วยกันทั้งสิ้น HR ต้องไม่มองว่าพนักงานจริงจังเกินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะเสียงเพลงทำหน้าที่กับจิตใจของคนในบริบทที่แตกต่างกันเสมอ และเมื่อแก้ไขปัญหาแล้ว HR ควรนำเหตุการณ์นั้นไปเป็นบรรทัดฐานเพื่อบังคับใช้ต่อไป ห้ามปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันบ่อย ๆ เด็ดขาด</span></p>
<h3>ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พนักงานทั่วไปมักมองหัวหน้าหรือผู้คุมกฎเป็นตัวอ้างอิงว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ดังนั้นหากบริษัทที่ตั้งใจวางนโยบายด้านเสียงเพลงแทบตายมีหัวหน้าที่เปิดเพลงหยาบคายและเสียงดังจนรบกวนคนอื่น ก็ไม่มีทางที่พนักงานจะทำตามกฎที่ HR ตั้งไว้ ผู้นำต้องคิดว่าความชอบและรสนิยมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีของทุกคนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายด้านการฟังเพลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่ HR จะให้ความสำคัญ เพราะเสียงเพลงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน การเข้ามาบริหารจัดการให้เป็นระบบขึ้นก็จะช่วยให้เราก้าวข้ามความผิดพลาดและสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8932 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_1443609116.jpg" alt="พี่เลี้ยง (Mentor) HR" width="500" height="282" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 225"></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงถูกใช้ในหลากหลายธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร, ละคร, ภาพยนตร์ ฯลฯ ความหลากหลายตรงนี้เองที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าดนตรีมีผลกับความรู้สึกของคนได้จริง ซึ่งหากองค์กรนำมาใช้อย่างถูกวิธีภายใต้การบริหารจัดการที่เหมาะสม เสียงเพลงก็จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับการทำงานได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกนโยบายเรื่องเสียงเพลงยังสะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ HR และคนที่เป็นผู้นำ เพราะจะช่วยให้เรารู้ว่าพนักงานต้องการอะไรหรือต่อต้านแนวทางแบบใด นอกจากนี้เสียงเพลงยังแสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรและบรรยากาศในภาพรวมที่ส่งผลต่อกระบวนการ HR Recruitment ขณะเดียวกันหากพบว่าเสียงเพลงช่วยให้การทำงานในองค์กรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ HR ก็สามารถนำไปคิดสวัสดิการสนุก ๆ เช่นให้หูฟังเป็นของขวัญ, ดูคอนเสิร์ตยกแผนก, ห้องคาราโอเกะ ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หากคุณไม่รู้ว่าควรออกนโยบายหรือนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไร เราแนะนำให้ใช้บริการ <a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">HREX</a> แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ HR ที่ดีที่สุดในไทย จะมีวิสัยทัศน์แบบไหนก็จัดการได้ในคลิกเดียว</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="WHERE WORDS FAIL, MUSIC SPEAKS : ประโยชน์ของเสียงเพลงในที่ทำงาน 226" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><strong>Sources</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3v29EaU" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3v29EaU</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3PGZkNg" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3PGZkNg</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3OpqWVW" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3OpqWVW</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3B2NWat" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3B2NWat</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;"><a href="https://bit.ly/3znqt2s" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bit.ly/3znqt2s</span></a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/240622-social-detox/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jun 2022 06:26:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Social Detox]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/240622-social-detox/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT Detox แปลว่า ขบวนการขับสารพิษ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical ส่วน Social Detox คือการล้างพิษจากเจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้าย ที่ส่งสารพิษต่อจิตใจมนุษย์ นอกจากอาการติดโซเชียลขนาดหนัก ยังมีอาการที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป  Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย สวัสดีค่ะ หมอดู HREX ขอทำนายดวงวันนี้ของคุณว่า สิ่งแรกที่คุณทำหลังลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า และก่อนหลับตาลงนอนในคืนนี้ คือเล่นโทรศัพท์ค่ะ ความจริงแล้วไม่ต้องถามหมอดูที่ไหน เพราะใคร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Detox แปลว่า ขบวนการขับสารพิษ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical ส่วน Social Detox คือการล้างพิษจากเจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้าย ที่ส่งสารพิษต่อจิตใจมนุษย์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">นอกจากอาการติดโซเชียลขนาดหนัก ยังมีอาการที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11682 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/woman-with-migraine-looking-at-phone.jpeg" alt="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 232"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดีค่ะ หมอดู HREX ขอทำนายดวงวันนี้ของคุณว่า สิ่งแรกที่คุณทำหลังลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า และก่อนหลับตาลงนอนในคืนนี้ คือเล่นโทรศัพท์ค่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความจริงแล้วไม่ต้องถามหมอดูที่ไหน เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าคนเราทุกวันนี้ติดการเล่นโซเชียลมีเดียมากถึงมากที่สุด ทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า และสิ่งสุดท้ายก่อนนอน แถมระหว่างวันก็ยังต้องเข้าไปเช็คว่าวันนี้มีเทรนด์อะไร มีเรื่องอะไรอัพเดท หรือคนกดไลค์รูปล่าสุดของเรากี่คนแล้วหนอ ไม่ว่าจะทำอะไร ๆ ก็จะต้องแชร์ ต้องคอนเทนต์ ต้องมีอัพเดทลงโซเชียลตลอดเวลา ไปกินข้าวก็ไม่ได้กิน เพราะกล้องโทรศัพท์กินจนหมด ไปออกกำลังกายถ้ายังไม่มีคอนเทนต์ลงก็ยังออกไม่ได้ ถ่ายจนกว่าจะได้ลง และสารพัดสารเพซึ่งเป็นโรคที่หลายคนเป็นอยู่ตอนนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากการติดโซเชียลไม่ได้กระทบร่างกายและจิตใจ ก็คงจะดีอยู่หรอก แต่มันดันกระทบอย่างมากเลยทีเดียว มากกว่าที่เราจะคาดคิดด้วยซ้ำไป หลายคนชีวิตดีมีความสุขอยู่แล้ว แต่ติดโซเชียลแล้วเห็นคนนั้นโพสต์นู่นที คนนี้โพสต์นี่ที กลายเป็นมองตัวเองชีวิตแย่ ไม่มีความสุขไปเสียแล้ว ทั้งที่เราก็มีทุกอย่าง แค่ไม่มีเหมือนเขา และเมื่อยิ่งจิตตก ย่ำอยู่กับความคิดลบ ๆ ก็จะยิ่งกระทบกับการใช้ชีวิตและโดยเฉพาะส่งผลชีวิตการทำงานด้วย เห็นท่าไม่ดีแบบนี้แล้วเรารีบหยุดมันไว้ก่อนดีกว่า HR NOTE จะพาเรียนรู้วิธีหยุดติดโซเชียลด้วยการทำ <strong class="yellow-highlighter">Social Detox </strong>กันค่ะ</span></p>

<h1>Social Detox คืออะไร?</h1>
<p><span style="font-weight: 400;">ติดโซเชียลจนไม่ได้การ พังทั้งชีวิตส่วนตัวทั้งชีวิตการทำงานแบบนี้ไม่ดีแน่ ใครรู้ตัวรีบแก้ก่อนจะสาย ด้วย <strong class="green-highlighter">‘Social Detox’ </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักคำว่า ‘Detox’ ซึ่งแปลว่า ‘ขบวนการขับสารพิษ’ โดยมากจะใช้กับการล้างพิษร่างกายและกระบวนการทาง Physical แต่เจ้าโซเชียลมีเดียตัวร้ายที่เราติดกันอยู่ทุกวันก็คือสารพิษต่อจิตใจมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นรีบล้างพิษให้ใจเราบ้างดีกว่า <strong class="cyan-highlighter">Social Detox ก็คือการบำบัดอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของมนุษย์เรา จนเกิดความทุกข์</strong> ความเครียด ทำให้ทำงานไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้เลยก็มี เราเลยต้องหันมาบำบัดอาการเหล่านี้เพื่อให้สภาพจิตใจกลับมาสดใส สดชื่น และพาตัวเองออกห่างจากสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์เพื่อเป็นการพักใจ และเรียกความเป็นตัวเองกลับมา </span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10034 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/tired-businesswoman-covering-her-eyes-with-drawn-eyes-paper-1.jpg" alt="Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 233"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211223-digital-fatigue/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>ผลดีของ Social Detox คืออะไร ทำไมคนยุคนี้ต้องทำ?</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคนี้หลายคนมีอาการติดโซเชียลขนาดหนัก และยังมีอาการที่เรียกว่า </span><a href="https://www.prosoft.co.th/Article/Detail/109980" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">FOMO (Fear Of Missing Out)</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่ง FOMO คือชื่อเรียกของกลุ่มคนที่มีอาการกลัวว่าจะตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่ทัน กลัวพลาดข่าวอัพเดทในแต่ละวัน จนทำให้นำไปสู่พฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป นอกจากนี้หลายคนชอบเปรียบเทียบชีวิตของคนอื่นกับชีวิตตัวเอง อยากมี อยากเป็น อยากได้ จนเกิดกิเลสมากมายและยิ่งทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ทั้งที่ในความเป็นจริงชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้เป็นทุกข์ บางคนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็มี ชีวิตการทำงานในโลกทุกวันนี้เครียดมากพอแล้ว การที่เราเอาตัวเองไปสู่สุดที่ทำให้เครียดกว่าเดิมก็ยิ่งทำร้ายสภาพจิตใจตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก Social Detox จะช่วยลดอาการติดโซเชียลมีเดียลงและลดอาการ FOMO ได้แล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย เพราะในทุก ๆ วันที่เราจ้องแต่จอมือถือ ไอแพด หรือคอม ก็เป็นการทำร้ายสายตาของเราไปทีละน้อย ยิ่งบางคนเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนในห้องมืด ก็ยิ่งทำให้ตาทำงานหนักขึ้นมากไปอีก การทำ Social Detox จึงมีอีกข้อดีต่อร่างกายคือช่วยลดการปวดคอบ่าไหล่ ปวดมือ แล้วก็สายตาเสียด้วย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div class="__title" style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/general-personnel/220616-death-in-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11587 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/shutterstock_515665393-4-scaled.jpg" alt="อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 234"></a></div>
<div class="__title" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/general-personnel/220616-death-in-office/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อยากตาย ไม่อยากทำงาน : HR ควรทำอย่างไรเมื่อพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตหรือคิดฆ่าตัวตาย</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>Guideline: วิธีทำ Social Detox คือแบบไหนที่เรียกว่าได้ผล?</h2>
<h3>หางานอดิเรกอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาที่คนเราเล่นโทรศัพท์กันเยอะและนานที่สุดน่าจะเป็นช่วงระหว่างรอ หรือช่วงระยะเวลาของการเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ตอนเข้าห้องน้ำ หรือตอนกินข้าวก็มี ลองเปลี่ยนจากหยิบโทรศัพท์มาเป็นหนังสือคู่ใจสักเล่ม ถึงจะใช้สายตาเหมือนกันแต่อย่างน้อยหนังสือก็ไม่มีแสงสีฟ้าออกมาทำร้ายตาเรา และยังพาเราหลุดไปในโลกอีกใบที่จะไม่มีใครตามเจอ และเราก็จะมองไม่เห็ฯใครนอกจากตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองนาน ๆ ดีจะตายไป</span></p>
<h3>ปิด Notification</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำ Social Detox แล้ว ก็คือการปิดแจ้งเตือนที่หน้าจอมือถือของเรา โดยเฉพาะพวกโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่ไม่ได้จำเป็น เพราะพอเราเห็นมันเด้งขึ้นมาก็เหมือนเป็นการล่อตาล่อใจให้กดเข้าไปเช็คทันที </span></p>
<h3>ตั้งเวลาใช้งานแอพพลิเคชั่น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสามารถตั้งค่า Screen time ได้ เลือกได้ว่าจะใช้แอพไหนวันละกี่ชั่วโมง เมื่อใช้ครบแล้วแอพก็จะล็อค ไม่สามารถเข้าใจงานได้จนถึงอีกวันหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีหักดิบที่ดีสำหรับคนที่อยากเลิกติดโซเชียลจริง ๆ</span></p>
<div class="focused-block">
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="cyan-highlighter">รู้จัก “บูโจ” ทำ Social Detox ด้วยการเขียน</strong></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บูโจ หรือ ‘Bullet Journal’ เกิดขึ้นโดย ไรเดอร์ แคร์รอล (Ryder Carroll) นักออกแบบและนักเขียนชาวอเมริกัน เป็นวิธีการจดบันทึกบนหน้ากระดาษที่จะทำให้เราสามารถวางแผนชีวิตที่ทั้ง productive และ healthy ได้อย่างไม่จำเจ โดยเริ่มต้นมาจากแพลนเนอร์ธรรมดา ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี บูโจไม่มีหลักการตายตัว แล้วแต่ใครจะเขียนยังไงตามชอบใจ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter">ทำความรู้จักการเขียนบูโจให้มากขึ้นที่นี่</strong> </span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/" target="_blank" rel="noopener">https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/</a></span></p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11685 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/06/Sleeping-with-phone-1.jpg" alt="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก" width="600" height="370" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 235"></p>
<h2>HR ควรทำอย่างไรหากพนักติดโซเชียลจนชีวิตพัง งานเสีย? Social Detox คือตัวช่วยชั้นหนึ่ง!</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าในบริษัทมีพนักงานติดโซเชียลหนัก ๆ บอกเลยว่าไม่ดีแน่ HR ต้องพยายามหานโยบายมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ อาจจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้ามากระทบงานเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์บริษัทขึ้นมาทันที การดูแลพนักงานถือเป็นเรื่องของ HR อยู่แล้ว การสอดส่องดูพฤติกรรมของพนักงานก็เป็นหน้าที่ HR เช่นกัน หรือหากบริษัทใหญ่มาก ๆ ก็อนุมาณไปเลยว่ายังไงก็ต้องมีคนที่ติดโซเชียลอยู่แน่ ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการง่าย ๆ คือเสนอให้บริษัทคิดกิจกรรมให้พนักงานได้ relax ขึ้นมา เช่น เข้าคลาสออกกำลังกายตอนเย็น หรือหาคลาสเรียนงานอดิเรกต่าง ๆ มาให้พนักงานได้ลองเข้าไปเรียน เพราะเพื่อนพนักงานอาจจะได้เจอสิ่งที่ตัวเองชอบ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปแต่ละวีค เช่น คลาสเรียนร้องเพลง ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ถักโครเชต์ ฯลฯ นอกจากนี้อาจจะเพิ่มสวัสดิการน่ารัก ๆ ให้พนักงาน เช่น โควต้าซื้อหนังสือได้เดือนละหนึ่งเล่ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นนโยบายที่อาจจะต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงานที่ดี จะยิ่งช่วยให้พนักงานรักในตัวองค์กรและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น มีเรื่องน่าตื่นเต้นแปลกใหม่ให้ทำ ก็จะได้ไม่ขลุกอยู่แต่กับการเล่นโซเชียล</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นคนนำเทรนด์ หรือชอบที่จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่เราต้องควบคุมการเล่นโซเชียลให้ได้ ปล่อยไปตามอารมณ์ ตามอำเภอใจ นอกจากเสียสุขภาพกายและจิตแล้ว ยังเสียเวลาทำสิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ไปมหาศาล เพราะเวลาก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน ที่สำคัญคือการที่เรารู้สึกเป็นทุกข์เพราะไม่ได้ ไม่มี ในสิ่งที่เราเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่า เป็นเพียงแต่ปัจจัยภายนอกในชีวิตเท่านั้น และเป็นสิ่งที่เห็นเพียงแค่เปลือกนอก แต่กลับทำให้เราต้องจมกับความทุกข์ ซึ่งไม่ควรเลย หันกลับมาใช้ชีวิตที่เรามีให้ความสุขดีกว่า</span></p>
<p><a href="https://expth.hrnote.asia/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=CTA"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32836" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png" alt="สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3" width="1600" height="500" title="Social Detox คืออะไร? รู้จักตัวช่วยเมื่อพนักงานติดโซเชียลหนักมาก 236" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3.png 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-300x94.png 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1024x320.png 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-768x240.png 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/09/สำหรับแก้แบ่งตาม-CATE-3-1536x480.png 1536w" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" /></a></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<h2>ที่มา</h2>
<ul>
<li><a href="https://hipowershot.com/5-step-to-social-detox/" target="_blank" rel="noopener">Hipowershot</a></li>
<li><a href="https://tips.thaiware.com/1729.html" target="_blank" rel="noopener">Thaiware</a></li>
<li><a href="https://www.muangthai.co.th/th/article/social-detox" target="_blank" rel="noopener">Muangthai</a></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/220321-positivity-podcasts/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[HREX.asia]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2022 03:25:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/220321-positivity-podcasts/</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อว่าหลายคนคงมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่สบายทางจิตใจและอารมณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ยิ่งโดยเฉพาะเป็นวัยทำงานด้วยแล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องให้เครียดให้คิดกังวลแตกต่างกันออกไป ยิ่งในยุคที่โลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไวมาก แถมการแข่งขันกันในสังคมการทำงานก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเหมือนถูกบีบบังคับอย่างกลาย ๆ ให้ใช้ชีวิตกดดันมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้ แต่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ไหลตามไปกับกระแสสังคม และมีความสุขได้ง่าย ๆ แค่เพียงวิธีเดียว ซึ่งก็คือ ‘การเปลี่ยนความคิด’ “เราเปลี่ยนใครไม่ได้แต่เราปรับที่ตัวเองได้” หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้แค่อาจจะหลงลืมมันไปแล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านลองตั้งสติขึ้นมาใหม่ แค่เราเปลี่ยนความคิด โลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่คำถามคือเราจะมีวิธีคิดใหม่ ๆ หรือแนวคิดอย่างไรที่ทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ HREX จะพาไปรู้จักกับพอดแคสต์ดี ๆ ที่จะมาช่วยปรับแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ให้เหมือนเรามีเพื่อนที่เชี่ยวชาญและไม่ตัดสินคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ แนวคิดและความรู้ที่ได้ก็สามารถนำไปพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อีกด้วย Positivity Podcasts #1 &#8211; ความสุขโดยสังเกต จาก Roundfinger Channel &#160; แชนแนลนี้เป็นอันดับแรกที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเลยอยากยกมาเป็นข้อแรก เชื่อว่าแทบทุกคนต้องรู้จัก ‘นิ้วกลม’ นักเขียนแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองชื่อดัง ซึ่งในพอดแคสต์นี้ เหมือนกับว่านิ้วกลมได้ยกหนังสือของเขามาทำเป็นแบบฉบับของพอดแคสต์ เนื้อหามีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สอดแทรกทั้ง Fact หลักการทางวิทยาศาสตร์ และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมาไว้ในพอดแคสต์ด้วย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10960 size-thumbnail" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/Screen-Shot-2565-03-21-at-21.03.42.png" alt="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา" width="600" height="370" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 244"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าหลายคนคงมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่สบายทางจิตใจและอารมณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ยิ่งโดยเฉพาะเป็นวัยทำงานด้วยแล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องให้เครียดให้คิดกังวลแตกต่างกันออกไป ยิ่งในยุคที่โลกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไวมาก แถมการแข่งขันกันในสังคมการทำงานก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเหมือนถูกบีบบังคับอย่างกลาย ๆ ให้ใช้ชีวิตกดดันมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้ แต่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ไหลตามไปกับกระแสสังคม และมีความสุขได้ง่าย ๆ แค่เพียงวิธีเดียว ซึ่งก็คือ <strong class="green-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">‘การเปลี่ยนความคิด’</strong></strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter"><strong class="cyan-highlighter">“เราเปลี่ยนใครไม่ได้แต่เราปรับที่ตัวเองได้”</strong></strong></strong> หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้แค่อาจจะหลงลืมมันไปแล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านลองตั้งสติขึ้นมาใหม่ แค่เราเปลี่ยนความคิด โลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่คำถามคือเราจะมีวิธีคิดใหม่ ๆ หรือแนวคิดอย่างไรที่ทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ HREX จะพาไปรู้จักกับพอดแคสต์ดี ๆ ที่จะมาช่วยปรับแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ให้เหมือนเรามีเพื่อนที่เชี่ยวชาญและไม่ตัดสินคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ แนวคิดและความรู้ที่ได้ก็สามารถนำไป<strong class="green-highlighter"><strong class="yellow-highlighter">พัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพขึ้น</strong></strong>ได้อีกด้วย</span></p>

<h2>Positivity Podcasts #1 &#8211; ความสุขโดยสังเกต จาก Roundfinger Channel</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11173" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/logo-happiness.jpeg" alt="logo happiness" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 245"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แชนแนลนี้เป็นอันดับแรกที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดเลยอยากยกมาเป็นข้อแรก เชื่อว่าแทบทุกคนต้องรู้จัก ‘นิ้วกลม’ นักเขียนแนวจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองชื่อดัง ซึ่งในพอดแคสต์นี้ เหมือนกับว่านิ้วกลมได้ยกหนังสือของเขามาทำเป็นแบบฉบับของพอดแคสต์ เนื้อหามีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สอดแทรกทั้ง Fact หลักการทางวิทยาศาสตร์ และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมาไว้ในพอดแคสต์ด้วย เมื่อฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าได้คิดตามเป็นสเต็ป ๆ มีอะไรให้น่าติดตามต่อเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่หัวข้อของ <strong class="yellow-highlighter"><strong class="green-highlighter">‘ความสุขโดยสังเกต’</strong></strong> ก็จะมี </span><i><span style="font-weight: 400;">“ตั้งแต่พฤติกรรมในแต่ละวัน มุมมอง วิธีคิด วิธีฝึกฝนจิตใจ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ไล่เลยไปถึงบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง แล้วท่องเที่ยวไปในอาณาจักรความสุขด้วยแว่นที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้จะถูกเรียบเรียงเป็นพอดแคสต์ที่เข้าใจง่าย ฟังสบาย ๆ และจบลงด้วยความสุข”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง </span><a href="https://open.spotify.com/show/6Sq8FnI3IgO812Q0q1AO60?si=77322130b8d9447e" target="_blank" rel="noopener"><b>ความสุขโดยสังเกต </b></a><span style="font-weight: 400;">ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">​​</span><a href="https://open.spotify.com/episode/5CSKgpOIvm1ouVuM2LZFFQ?si=0402710a742d440a" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ค่อยๆ ก้าวออกจากหลุมความคิดลบ</span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/1miQOrtCPNx8t9EgmDL6Dz?si=cb1bde22634340f2" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">โลกนี้มีคนมีความสุขง่ายกับคนมีความสุขยาก ทั้งสองคนนี้อยู่ในตัวคุณ</span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #2 &#8211; 5 Minutes Podcast จาก Mission To The Moon Media</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11172" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/artworks-000640933153-9ikppl-t500x500.jpeg" alt="artworks 000640933153 9ikppl" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 246"></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong class="green-highlighter"><strong>5 Minutes Podcast</strong></strong> มีสโลแกนคือเปรียบเสมือนช่วงเวลาดี ๆ 5 นาทีในชีวิตประจำวัน ซึ่ง host จะนำบทความน่าสนใจหลากหลายหัวข้อมาเล่าให้ฟัง ทั้งเพิ่มความรู้ เสริมสร้างกำลังใจ ทำให้เราปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ผู้เขียนมองว่าเป็นพอดแคสต์สำหรับคนทำงานโดยตรงเลย ฟัง 5 นาทีแล้วนำไปปรับใช้ได้ทันที </span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง </span><a href="https://open.spotify.com/show/5HXfBCcUDcBxpm5hgiqjMm?si=dbe0e517bd3a435c" target="_blank" rel="noopener"><b>5 Minutes Podcast </b></a><span style="font-weight: 400;">ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/61il2Uv0tCaiLS30y9xSFN?si=fc931dbb48a84022" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อยากมีสุขภาพจิตที่ดีต้องทำอย่างไร </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/71097OQJHzTfLjIrNTzJ2W?si=8935165dbe7b4b14" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์อะไรบ้างที่ช่วยพิชิตเป้าหมายให้สำเร็จ </span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #3 &#8211; R U OK จาก The Standard Podcast</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11171" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/LOGO-RU-OK-NEW-01-600x600-1.jpeg" alt="LOGO RU OK NEW 01 600x600 1" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 247"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนน่าจะรู้จักพอดแคสต์นี้ดี เพราะเป็นพอดแคสต์ที่มีประโยชน์มากสำหรับคนในยุคปัจจุบัน เราอาจจะรู้สึก lost ในบางที ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร หรือรู้สึกอะไรอยู่ พอดแคสต์ ‘<strong><strong class="green-highlighter">R U OK</strong></strong>’ จะทำให้เรารู้จักใจตัวเองมากขึ้น ด้วยการพาไปสำรวจก้นบึ้งของความคิด และสำรวจสุขภาพจิตของตัวเราเองในหลากหลายพแง่มุมของพฤติกรรมชวนสงสัยในชีวิตประจำวัน </span><i><span style="font-weight: 400;">“ว่าแบบนี้คนอื่นเขาก็เป็นกัน หรือว่าต้องขอความช่วยเหลือจากหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ หากป่วยจะได้รักษาอย่างทันท่วงที และเพื่อสุดท้าย เราจะได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/6Xbi9rBfFf4WVW7pafySM2?si=2554ba00c16d42f4" target="_blank" rel="noopener"><strong>R U OK</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ </strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/5UkjePVpoqAJcOwNmmFIYL?si=212bc56d83f94b82" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">เรียนไม่เก่ง งานไม่มั่นคง ไม่รวย ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/3260h2lapUtdMGcH1Cp9Ow?si=f2d94ae5b1f54d88" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Emotional Support เป็นที่พึ่งทางความรู้สึกให้คนใกล้ตัว แบบไม่ตัดสิน </span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #4 &#8211; Moody Podcast จาก Brandthink Podcast</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10946" src="https://th.hrnote.asia/storage/2022/03/145135410_105548204898590_7317587119618095947_n_a96s38.jpeg" alt="145135410 105548204898590 7317587119618095947 n a96s38" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 248"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพอดแคสต์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งแชนแนลที่ผู้เขียนชอบฟังและรู้สึกประทับใจ ประเด็นที่ host นำมาพูดถึงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจ ทำให้เราเข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ฟังแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนคอยเข้าใจความรู้สึกเรา คอยแนะนำและพูดให้กำลังใจ รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว นอกจากนี้ยังมีการใช้งานวิจัยมาอธิบายเพื่อซัพพอร์ตประเด็นต่าง ๆ ทำให้ดูน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากขึ้น ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เป็นกันเองและเข้าถึงง่าย</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/5lMNRC8E2hCI10PfuuZe30?si=0d43d874ef5e4b7b" target="_blank" rel="noopener"><strong>Moody Podcast</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/6S1uWgSUvXIPyuvmBDtpyb?si=818cbf2e7c144384" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ฉันทำได้! ประโยคสั้น ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนชะตาชีวิต</span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/1iM4Axd5q55xIv2lPa6Ta0?si=5e9fea8e05514afb" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องกลัวที่จะแปลก เพราะจริง ๆ แล้วอาจไม่มีใครปกติ</span></a></p>
</div>
<h2>Positivity Podcasts #5 &#8211; วันนี้เป็นยังไงบ้าง PODCAST จาก เสียงที่ไม่ได้ยิน</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11175" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/12/download.jpg" alt="download" width="300" height="300" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 249"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่นอนไม่หลับฟังพอดแคสต์นี้แล้วน่าจะถูกใจ เพราะทั้งน้ำเสียงและคำพูดของ host ทำให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนเรามีเพื่อนมาเล่าเรื่องต่าง ๆ และคอยเตือนสติให้เราได้คิดว่าสิ่งที่เราทำหรือคิดในเรื่องต่าง ๆ มันเกิดจากอะไร ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง บั่นทอนสุขภาพจิตตัวเองหรือเปล่า เป็นพอดแคสต์ที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">“ทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต มีความสุขง่ายขึ้น และไม่เหงาอีกต่อไป”</span></i></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ฟัง <a href="https://open.spotify.com/show/0VKhuiEo69GLmasPBJ9AOS?si=64cbe138cef14d93" target="_blank" rel="noopener"><strong>วันนี้เป็นยังไงบ้าง PODCAST</strong></a> ได้ที่นี่</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong class="pink-highlighter">ตอนที่แนะนำ</strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/6SgdbgXdRq9wnY3I4EkOs3?si=159a2fbf6265466a" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">วิธีเพิ่มพลังบวกให้กับชีวิต </span></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://open.spotify.com/episode/2p43aMh1JsRqMkKQrph6QT?si=7898599b053f43fd" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">อิคิไค ความหมายของการมีชีวิต</span></a></p>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาที่เราเกิดความรู้สึกที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็น เบื่อ เหงา เศร้า นอย อึดอัด เครียด หรืออะไรก็แล้วแต่ หลายคนคงมีวิธีแตกต่างกันออกไปที่จะจัดการความรู้สึกนั้น แต่ความจริงแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการที่เรามีใครสักคนคอยรับฟัง เข้าใจ และทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งการฟังพอดแคสต์ดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีประสบการณ์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีมากในยุคแห่งการเร่งรีบและแข่งขันแบบนี้ นอกจากนี้การฟังพอดแคสต์สามารถทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ และศึกษาหาข้อมูลที่ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากการอ่านหนังสือเลย แต่เรายังสามารถทำอย่างอื่นไปด้วยได้ขณะฟัง ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างดีทีเดียว</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 Positivity Podcasts ช่วยชีวิต เปลี่ยน mindset ให้คิดบวก มีความสุขได้ในวันธรรมดา 250"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-10-podcasts-hr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Dec 2021 04:38:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-10-podcasts-hr/</guid>

					<description><![CDATA[Podcasts เป็นอีกหนึ่งรูปแบบสื่อที่กำลังมาแรงในศตวรรษนี้ องค์กรสื่อ ธุรกิจหรือแม้กระทั่งตัวบุคคลหลายเจ้าก็หันมาผลิตกันมากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่ผลิตได้ง่าย เนื้อหาหลากหลาย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมฟังควบคู่กับทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย ในวงการ HR ก็เช่นกัน เราก็มีรายการพอดแคสต์ดี ๆ มากมายทั้งไทยและต่างประเทศให้รับฟัง โดยในวันนี้ HREX.asia ขอทำหน้าที่รวบรวมแบบจุก ๆ กับ 10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง มีอะไรบ้าง อ่านได้จากบทความนี้เลย 5 Podcasts ไทย ที่ HR ต้องฟัง 1. PODCAST HR TALK ประเดิมลิสต์ด้วยพอดแคสต์จากเว็บบล็อกยอดนิยม prakal.com โดยคุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท Think People Consulting ผู้มีประสบการณ์ทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล อาทิ การวางระบบบริหารค่าตอบแทน การวางระบบบริหารผลงาน การจัดทำตัวชี้วัดผลงาน การจัดทำการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน นอกเหนือจากบล็อกที่มีเนื้อหาอัดแน่นและมีคุณภาพ เขายังได้สร้างช่อง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">Podcasts เป็นอีกหนึ่งรูปแบบสื่อที่กำลังมาแรงในศตวรรษนี้ องค์กรสื่อ ธุรกิจหรือแม้กระทั่งตัวบุคคลหลายเจ้าก็หันมาผลิตกันมากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่ผลิตได้ง่าย เนื้อหาหลากหลาย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมฟังควบคู่กับทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวงการ HR ก็เช่นกัน เราก็มีรายการพอดแคสต์ดี ๆ มากมายทั้งไทยและต่างประเทศให้รับฟัง โดยในวันนี้ HREX.asia ขอทำหน้าที่รวบรวมแบบจุก ๆ กับ <strong class="yellow-highlighter">10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง</strong> มีอะไรบ้าง อ่านได้จากบทความนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>5 Podcasts ไทย ที่ HR ต้องฟัง</h2>
<h3>1. PODCAST HR TALK</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10115 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1200x600wp.png" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="425" height="370" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 262"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเดิมลิสต์ด้วยพอดแคสต์จากเว็บบล็อกยอดนิยม</span><a href="https://prakal.com/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">prakal.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดยคุณ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท Think People Consulting ผู้มีประสบการณ์ทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล อาทิ การวางระบบ</span><a href="https://qath.hrnote.asia/questions/tags/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">บริหารค่าตอบแทน</span></a><span style="font-weight: 400;"> การวางระบบบริหารผลงาน การจัดทำตัวชี้วัดผลงาน การจัดทำการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบริหารทรัพยากรบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากบล็อกที่มีเนื้อหาอัดแน่นและมีคุณภาพ เขายังได้สร้างช่อง YouTube ที่มีทั้งพอดแคสต์ให้ฟังและวิดีโอให้รับชม โดนพูดถึงกระบวนการทำงานของ HR ในแง่มุมต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ความยาวพอดแคสต์แต่ละตอนประมาณ 10 นาที ฟังง่าย ได้ความรู้ แต่มีประโยชน์จริง</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://www.youtube.com/playlist?list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8" target="_blank" rel="noopener"> PODCAST HR TALK</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=9b6lDih2AiY&amp;list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8&amp;index=17" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">เครื่องมือการพัฒนาพนักงานที่องค์กรนิยมใช้กัน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=5-UKEco9Ie0&amp;list=PLM4LtlAVB94_FSR_kH9ZjzBO0HGjJm3O8&amp;index=49" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ความเชื่อที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ในการบริหารคน</span></a></p>
</div>
<h3>2. HR The Next Gen Channel</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-10124 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/wS2iggkO_400x400.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="360" height="333" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 263"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเพจ HR ชื่อดังในชื่อเดียวกัน ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน HR The Next Gen ของคุณ<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/reskill-of-hr/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">อภิชาติ ขันธวิธิ</a> กรรมการผู้จัดการบริษัท คิว เจน คอนซัลแทนท์ จำกัด (QGEN) ที่ได้เปิดช่อง Youtube และทยอยจัดรายการใหม่ขึ้นมาบ้าง เช่น HR- Hear (for) Real จริงครับเฮีย รายการที่จะอัพเดทพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เทรนด์การบริหารคนและกระบวนการจัดการองค์กรที่ทั้งผู้บริหาร เจ้าของกิจการ Leader ทุกระดับ HR และคนทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะอัพเนื้อหาไม่บ่อย แต่เนื้อหาอร่อยแน่ กับประเด็นที่เกี่ยวข้อง HR อย่างเข้มข้น ผ่านประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี ทำให้มีแง่มุมที่น่าสนใจ แตกต่าง และเจาะลึกอย่างมีชั้นเชิง ทั้งยังอัพรายการเป็นวิดีโอ จะเปิดฟังแบบพอดแคสต์หรือจะชมภาพเคลื่อนไหวก็ได้ ได้อรรถรสไปอีกแบบ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://www.youtube.com/channel/UCnVXbrfqB1P1WcVsQkEOgjw/featured" target="_blank" rel="noopener"> HR The Next Gen Channel</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=FMxS4oiH2Zs" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Human Capital Index ตัวชี้วัดที่น่าสนใจในการบริหารคน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Enc83DqkCWs" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Top 3 ปัญหาการเงินของคนทำงานที่ผู้บริหารและ HR ต้องใส่ใจ</span></a></p>
</div>
<h3>3. ออฟฟิศ 0.4</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10122 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/OFFICE04TH.png" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="386" height="386" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 264"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก HR อยากเข้าใจความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของพนักงานออฟฟิศ เราขอแนะนำพอดแคสต์ ออฟฟิศ 0.4 รายการที่จะพูดถึงมนุษย์เงินเดือนที่มีความฝัน แต่ก็ยังไปไม่ถึงสักที ดำเนินรายการโดย พรี่หนอม TAXBugnoms และคุณโอมศิริ วีระกุล ที่เล่าประสบการณ์การทำงานผ่านมุมมองของมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ และคนทำงานประจำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสนุกของพอดแคสต์นี้คือความโบ๊ะบ๊ะของสองพิธีกร ที่จะสร้างเสียงหัวเราะพร้อมแง่คิดดี ๆ ภายใต้บรรยากาศกันเองแบบไร้เซ็นเซอร์ คล้ายเพื่อนคุยกันแต่ก็มีสาระจริงจัง นอกจากนี้ยังช่อง</span><a href="https://www.youtube.com/channel/UCxPAJDPDsoEroLQFh4RhP_A/featured" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">YouTube</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://office04.org/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">บล็อกบทความ</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่สามารถติดตามเพิ่มเติม</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> ออฟฟิศ 0.4</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/04-ss2-ep08?in=theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ความเหงาของคนวัยทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://soundcloud.com/theworldgoesfarfar/04-ss5-ep18?in=theworldgoesfarfar/sets/office-04" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">ลาพัก ลาออก ลาก่อน</span></a></p>
</div>
<h3>4. The ORGANICE</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10118 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/artworks-IPU7bXLKRzZ88zve-ifijzQ-t500x500.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="429" height="429" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 265"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในรายการยอดนิยมของ CREATIVE TALK เป็นพอดแคสต์ที่จะมาพูดคุยเรื่องการจัดการต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการจัดการองค์กร พร้อมแง่มุมที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ดำเนินรายการโดยคุณโจ้ ฉวีวรรณ คงโชคสมัย Managing Director RGB72 ผ่านน้ำเสียงอ่อนโยนชวนเคลิบเคลิ้ม เป็นพอดแคสต์ที่ฟังละมุนที่สุดแล้วในลิสต์นี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความโดดเด่นของพอดแคสต์นี้คือการหยิบประเด็นเล็ก ๆ มาขยายพูดคุยผ่านมุมมองเชิงบวก พร้อมแชร์เทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่ง HR สามารถนำมาใช้ในการจัดการตัวเอง หรือต่อยอดมาจัดการองค์กรได้ เพื่อรับมือเรื่องเหล่านั้นอย่างมืออาชีพ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง<a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> The ORGANICE</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/organice-42?in=creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">พบรักในที่ทำงาน จัดการอย่างไรดี</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ รับมือกับ</span><a href="https://soundcloud.com/creativetalkpodcast/organice-195-toxic-positivity?in=creativetalkpodcast/sets/the-organice" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Toxic Positivity คิดบวกจนเป็นพิษ</span></a></p>
</div>
<h3>5. HR Talk by Tamrongsak</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10116 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/1200x1200bb.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="421" height="421" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 266"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายพอดแคสต์เก่าแต่เนื้อหายังมีประโยชน์อยู่ กับ HR Talk by Tamrongsak ดำเนินรายการโดยคุณ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR บริษัท ทีอาร์เอ็นคอนซัลแทนท์ จำกัด ที่มีประสบการณ์มากกว่า 38 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละตอนความยาวไม่เกิน 10 นาที สั้น กระชับ เหมาะสำหรับการฟังในช่วงเวลาจำกัด มีเนื้อหาจากประสบการณ์ส่วนตัว ความรู้ ข้อคิดและแรงบันดาลใจดี ๆ เกี่ยวกับการบริหารคน โดยสามารถเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ตัวพอดแคสต์จะหยุดการผลิตไปแล้วตั้งแต่สิ้นปี 2563 แต่บล็อกให้ความรู้ของเขาก็ยัง active อยู่ สามารเข้าไปอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่</span><a href="http://tamrongsakk.blogspot.com" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">tamrongsakk.blogspot.com</span></a></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw==" target="_blank" rel="noopener"> HR Talk by Tamrongsak</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw/episode/NWIxMzFmMDItM2NiYi00ZDExLTlkOTMtOTIyNWI2Yjg3ZDA5?sa=X&amp;ved=0CAUQkfYCahcKEwiw1MDFkIv1AhUAAAAAHQAAAAAQAQ" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Burnout Syndrome หมดไฟและหมดใจในการทำงานทำไงดี</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://podcasts.google.com/feed/aHR0cHM6Ly9hbmNob3IuZm0vcy8xYzZhOWU1OC9wb2RjYXN0L3Jzcw/episode/NTM5MmEyMjctNWQzMy00ZmRmLTk3NTEtNDY2OTJkOTg1ZTE3?sa=X&amp;ved=0CAUQkfYCahcKEwiw1MDFkIv1AhUAAAAAHQAAAAAQAQ" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">การกำหนดเงินเดือนผู้สมัครงานไม่ควรดูแค่อายุงานกับตำแหน่ง</span></a></p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2>5 Podcasts ต่างประเทศ ที่ HR ต้องฟัง</h2>
<h3>1. #Worktrends</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10123 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/TALCUL-WorkTrends-Icon-v1-11_2.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="454" height="454" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 267"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">#Worktrends เป็นพอดแคสต์ของ เมแกน เอ็มซ บีโร (Meghan M. Biro) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ TalentCulture เว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหา HR มุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน การทำงาน การเรียนรู้และการพัฒนา การทำธุรกิจ และเทคนิคต่าง ๆ ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์นี้จะกล่าวถึงข่าวสารและเทรนด์การทำงานในปัจจุบัน มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่าง ๆ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสรรหา การวางแผนกลยุทธ์ ไปจนถึงนวัตกรรม ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้แล้ว ยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปอีกด้วย เช่น ตอนที่พูดถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190701-recruitment-hr-digital/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">อนาคตของการสรรหา</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ใครที่อยากพูดคุยกับเมแกนโดยตรง ใน Twitter ของเธอยังมีการเปิดประเด็นทุกพุธสุดท้ายทุกเดือน เพื่อให้ทุกคนเข้ามาร่วมพูดคุยกับเธออีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ที่ไม่ใช่แค่ใฟ้ฟัง แต่ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของรายการได้</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://talentculture.com/worktrends-podcast/" target="_blank" rel="noopener"> #Worktrends</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://talentculture.com/the-future-of-recruiting/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">The Future of Recruiting</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://talentculture.com/best-practices-legal-requirements-respectful-workplace-culture/" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Best Practices, Legal Requirements, and Respectful Workplace Culture</span></a></p>
</div>
<h3>2. DriveThruHR</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10117 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/84266343-bffa-4fe6-9ebc-28d61b1fe69b_twitter_dthr.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="364" height="364" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 268"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์ชื่อดังในวงการ HR ที่มีมานานมากกว่า 10 ปี ดำเนินรายการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลถึง 4 คน ที่จะร่วมวงกันพูดคุยเกี่ยวการทำงานในหลากหลายแง่มุมทั้ง </span><a href="https://th.hrnote.asia/hrtech/hr-mini-software-evaluation-guide-by-asap-project/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">HR Tech</span></a><span style="font-weight: 400;"> การสรรหา การจัดการ ความเป็นผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร หรือ HR กลยุทธ์ต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของ DriveThruHR คือบรรยากาศที่เหมือนเพื่อนมานั่งเม้าท์กันช่วงพักกลางวัน มีเนื้อหาที่ย่อยง่าย ไม่ทางการมาก คุณภาพเสียงอาจไม่เพอร์เฟ็ค แต่เนื้อหามีคุณภาพ เพราะแต่ละตอนมีความยาวไม่ต่ำกว่า 30 นาที และบางตอนก็มีแขกรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวงเพิ่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ในตำนานที่ยังผลิตผลงานต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr" target="_blank" rel="noopener"> DriveThruHR</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr/2021/08/17/workforce-agility-2021-version-w-tammy-browning-of-kellyocg" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Workforce Agility: 2021 Version</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.blogtalkradio.com/drivethruhr/2021/09/08/improvising-your-way-to-failure-with-erin-diehl-ceo-of-improve-it" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Improvising Your Way to Failure with Erin Diehl, CEO of Improve It!</span></a></p>
</div>
<h3>3. My HR Future</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10119 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/digital-HR-leaders-1280x1280-c-default-740x740-1.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="338" height="338" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 269"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ พอดแคสต์นี้จึงนำเสนอข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการรับมืออนาคตในวงการ HR โดยเฉพาะการผลักดันด้านดิจิทัลและการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรและเปลี่ยนแปลงตนเองให้พร้อมต่ออนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">My HR Future ไม่ได้มีแค่พอดแคสต์นี้ แต่ยังมีการถอดเทปเป็นตัวหนังสือให้อ่าน ดำเนินรายการโดย เดวิด กรีน (David Green) ที่จะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ไม่พ้นเรื่องทักษะอนาคตทที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ My HR Future ยังมีคอร์สเรียนต่าง ๆ และข้อมูล case study ที่น่าสนใจสารพัด แต่บริการเหล่านี้ต้องเสียเงินเพิ่มนะ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast" target="_blank" rel="noopener"> My HR Future</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast/how-can-you-reduce-collaborative-overload" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">How Can You Reduce Collaborative Overload?</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.myhrfuture.com/digital-hr-leaders-podcast/2021/6/8/why-employee-experience-and-performance-management-are-two-sides-of-the-same-coin" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Why Employee Experience And Performance Management Are Two Sides Of The Same Coin</span></a></p>
</div>
<h3>4. How I Built This with Guy Raz</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-10121 " src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/npr_hibt_podcasttile_sq-98320b282169a8cea04a406530e6e7b957665b3f.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="432" height="432" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 270"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์คุณภาพดีจาก กาย ราซ (Guy Raz) สื่อมวลชนและนักจัดรายการวิทยุชื่อดังจาก National Public Radio ที่มียอดดาวน์โหลด 19.2 ล้านครั้งต่อเดือน จน The New York Times เรียกว่าเป็นหนึ่งในพอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งในประเทศเองก็ยังมีชื่อเสียงและได้รับการแนะนำจากหลาย ๆ สำนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นของ How I Built This คือการไปสัมภาษณ์เบื้องลึกเบื้องหลังของการก่อตั้งบริษัทและธุรกิจชื่อดัง โดยฟังจากปากของเจ้าของ ผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการด้วยตัวเอง ที่จะมาเผยความในใจ ที่มาที่ไป กระบวนการคิด ไปจนถึงเส้นทางธุรกิจที่อาจไม่สวยหรูเท่าไหร่นัก สิ่งที่ HR สามารถหยิบได้คือแนวคิดทางธุรกิจ และวางแผนการบริหารคนในองค์กรต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครฟังพอดแคสต์ไม่จุใจ สามารถหาหนังสือ How I Built This: The Unexpected Paths to Success From the World&#8217;s Most Inspiring Entrepreneurs มาอ่านเพิ่มเติมได้ มีขายในไทยด้วยนะ</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.npr.org/podcasts/510313/how-i-built-this" target="_blank" rel="noopener"> How I Built This</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.npr.org/2021/06/11/1005526927/expedia-zillow-rich-barton" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Expedia &amp; Zillow: Rich Barton</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.npr.org/2021/02/26/971813519/canva-melanie-perkins-2019" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Canva: Melanie Perkins (2019)</span></a></p>
</div>
<h3>5. The Culture First Podcast</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10120 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/e0ff1affb103bf7fff96f77748f6befa6de0ed3b.jpeg" alt="10 Podcasts ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง" width="308" height="308" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 271"></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายลิสต์ด้วยพอดแคสต์ที่คาดหวังให้โลกแห่งการทำงานดีขึ้นผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ HR มาก ๆ อย่าง Diversity &amp; Inclusion, Employee Development, Employee Engagement, Employee Experience และ Performance Management</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอดแคสต์เหมาะมากสำหรับผู้ฟังที่ต้องการพัฒนาคนในองค์กร หลงใหลในการบริหารคน และอยากเชี่ยวชาญในสายทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น ดำเนินรายการโดย ดาม่อน คลอทส์ (Damon Klotz) นักพูดชื่อดังในสายวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ละตอนมีความยาวค่อนข้างมาก แต่รูปแบบรายการกลับชวนให้เราฟังได้เรื่อย ๆ ฟังสนุก และได้รับความรู้จากแขกรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยจริง เป็นอีกหนึ่งพอดแคสต์ที่ควรจัดเก็บไว้ในลิตส์</span></p>
<div class="focused-block--is-bold-border">
<p style="text-align: center;"><strong>สามารถรับฟัง Podcasts<a href="https://www.cultureamp.com/podcast" target="_blank" rel="noopener"> The Culture First Podcast</a> ได้ที่นี่</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างตอนที่น่าสนใจ</span><a href="https://www.cultureamp.com/podcast/how-to-learn-unlearn-stay-curious-at-work-with-chip-conley" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">How to learn, unlearn &amp; stay curious at work, with Chip Conley</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://www.cultureamp.com/podcast/trust-in-the-workplace" target="_blank" rel="noopener"> <span style="font-weight: 400;">Rethinking trust at work with Rachel Botsman</span></a></p>
</div>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เป็นเพียงลิสต์สั้น ๆ ท่ามกลางโลกของพอดแคสต์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ยังมีพอดแคสต์อีกหลายช่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการทำงานของ HR หรือกระทั่งการใช้ชีวิตส่วนตัว ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้นั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมีพอดแคสต์เกี่ยวกับ HR อะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติม สามารถทักมาบอกเราเพิ่มเติมได้เลย</span><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="10 Podcasts ไทยและเทศ ที่ HR ต้องฟัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 272"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 04:08:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-5-movie-for-hr-part-2/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT การดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&#38;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน องค์กรที่คนหลากหลายรูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่าง หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้ Creative Recruitment คือการสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ Employee Engagement ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด ต่อเนื่องกันเลยกับ 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ที่เรายังคงคัดเลือกหนังคุณภาพที่สามารถนำมาประยุกต์กับการทำงานของ HR ได้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ข้างล่างนี้เลย 1. The Pursuit of Happyness (2006) เรื่องย่อ สร้างจากเรื่องจริงของการไล่ล่าหาความสุขของคุณพ่อลูกติด “คริส การ์ดเนอร์” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&amp;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">องค์กรที่คนหลากหลายรูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่าง หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Creative Recruitment คือการสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ Employee Engagement ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อเนื่องกันเลยกับ 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ที่เรายังคงคัดเลือกหนังคุณภาพที่สามารถนำมาประยุกต์กับการทำงานของ HR ได้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ข้างล่างนี้เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. The Pursuit of Happyness (2006)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10094 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/e838cf82693163582482ea26d0875d24.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 280"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สร้างจากเรื่องจริงของการไล่ล่าหาความสุขของคุณพ่อลูกติด “คริส การ์ดเนอร์” ที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในซานฟรานซิสโก ทั้งสองต้องเจอมรสุมชีวิตสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการโดนไล่ออกจากอพาร์ทเมนท์ ตกงาน ไม่มีเงิน กระทั่งกลายเป็นคนไร้บ้านในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สุดท้ายเขาก็ค่อย ๆ ผ่านความยากลำบาก จากการมองโลกในแง่ดี การไม่ยอมแพ้ และการหมั่นเรียนรู้ ฝึกงานในบริษัทนายหน้าค้าหุ้น จนสามารถตั้งบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นของตัวเองได้ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังลำบาก</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะชีวิตไม่มีคำว่าสิ้นหวัง การมองโลกในแง่ดีจึงเป็นสิ่งที่โอบอุ้มคนคนหนึ่งให้ก้าวพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และไม่ว่าเขาจะเจอปัญหาอุปสรรคอะไร การ์ดเนอร์จะเชื่ออยู่เสมอว่า “ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเสมอ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">The Pursuit of Happyness เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นสุดยอดหนังให้แรงบันดาลใจที่ทุกคนควรดู เพราะหนังจะปลุกเร้าให้ผู้ชมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค อดทน และหมั่นเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ให้ตัวเอง โดย HR สามารถชมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกให้กับองค์กรได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">HR สามารถส่งเสริมการสร้างความสุขในการทำงานได้ผ่านปัจจัยมากมาย ไม่ว่าการมีเจ้านายที่ดี การมี</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190725-work-life-balance/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ชีวิตและการทำงานที่สมดุล</span></a><span style="font-weight: 400;"> การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กร รวมไปถึงมอบผลตอบแทนและ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/employeebenefits/190515-attractive-employee-benefit/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">สวัสดิการ</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าการดึงศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<h2>2. The Intern (2015)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10093 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/dc7ad15a6d99f68865e9b452eb9a4655.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 281"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของ “เบ็น วิทเทเกอร์” หนุ่ยใหญ่วัย 70 ปี ผู้ไม่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้หมดไปวัน ๆ เขาจึงมาสมัครเป็นพนักงานฝึกหัดในบริษัทเว็บไซต์ด้านแฟชั่นที่ก่อตั้งและบริหารโดย “จูลส์ ออสติน” เบ็นได้รับมอบหมายให้เป็นเด็กฝึกงานในทีมของจูลส์ เจ้าของบริษัทสาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่แทบจะไม่มีเวลาว่างเลย การได้กลับมาทำงาน ทำให้เขาได้พบกับสังคมการทำงานรูปแบบใหม่ของคนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี แต่เบ็นยังคงเป็นผู้ใหญ่โลว์เทคในสายตาของคนในออฟฟิศ ทำให้จูลส์ยืนกรานว่าไม่ต้องการพนักงานฝึกงานอาวุโสมาเป็นผู้ช่วยของเธอ แต่สุดท้ายเรื่องราวสุดประทับใจก็เกิดขึ้น</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“Old dog learning new tricks” คือคอนเซปต์ของภาพยนตร์ที่ชัดเจน ผ่านตัวละครรุ่นใหญ่ที่เข้ามาทำหน้าที่พื้นฐานสุด ๆ ในบริษัทอย่างการฝึกงาน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/211013-growth-mindset/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Growth Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือแนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถของทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผ่านความพยายาม ไม่ยอมแพ้ และการเรียนรู้ และไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือสิ่งที่ HR สามารถนำไปใช้วางแผนฝึกทักษะให้กับพนักงานรุ่นใหญ่ในองค์กร สร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/hrinsight/learning-mindset-to-build-workforce-agility-pmat-08262021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Learning Mindset</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้กับพนักงานทุกคน โดยเฉพาะช่วง New Normal มาพร้อมกับ New Challenge</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การเรียนรู้ต้องคู่กับการพัฒนา L&amp;D จึงเป็นเรื่องที่องค์กรควรนำมาใช้ และเป็นเครื่องมือที่ HR ควรสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กรและเกิดกับพนักงานทุกคน การเรียนรู้และการพัฒนาจึงเป็นความท้าทายของงานด้านทรัพยากรบุคคลทั้งปัจจุบันและอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และขอให้คิดไว้เสมอว่า การเรียนรู้เป็น input ที่ดี เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนา องค์กรก็จะได้ output ที่ดีเช่นกัน</span></p>
<h2>3. Remember the Titans (2000)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10091 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/be3d203382df9852b02d0758faf83d51-1-scaled.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 282"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางสีผิวในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง แม้ภาครัฐจะออกนโยบายรวมชาติไม่แบ่งแยกคนขาวและคนดำก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยโรงเรียนแห่งหนึ่งในเวอร์จิเนีย กำลังสร้างทีมอเมริกันฟุตบอล Titans ถูกบังคับให้เกิดการรวมตัวของนักเรียนผิวขาวและผิวสีมาเรียนด้วยกันเพื่อเป็นต้นแบบในการรวมเชื้อชาติ ทั้งยังแต่งตั้งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ “เฮอร์แมน บูน” ที่เป็นคนผิวสีมาแทนคนเก่าที่เป็นคนขาว ทำให้เกิดเหตุการณ์คนขาวท้องถิ่นไม่ยอมรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บูนจึงพยามสร้างความสามัคคีภายในทีมด้วยการไปเข้าแคมป์ละลายพฤติกรรม ทำความรู้จัก และให้เกียรติซึ่งกันและกัน จนเกิดมิตรภาพที่ไม่มีเรื่องสีผิวและเชื้อชาติมาขัดขวางอีกต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยากของหัวหน้างานคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นในทีม โดยเฉพาะทีมที่มีความขัดแย้งคุกรุ่นอยู่ภายใน แต่ด้วยสไตล์การบริหารทีมที่เน้นการโค้ชชิ่ง มากกว่าการบังคับ ทำให้เฮอร์แมน บูน ได้รับความไว้วางใจจากทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้จึงเน้นไปที่การสร้าง</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190430-team-building/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Team Building</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือทีมสัมพันธ์ให้องค์กรแข็งแกร่ง เนื่องจากความสามัคคีจะทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ ผ่านกระบวนการรที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นร่วมกันอย่างเท่าเทียม และยอมรับซึ่งกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างอะไรกับองค์กรที่</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คนหลากหลาย</span></a><span style="font-weight: 400;">รูปแบบมาร่วมกลุ่มกันเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ หากคนหลากหลายรูปแบบเหล่านั้นไม่มีการทำงานที่มีระบบร่วมกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะทำให้องค์กรนั้นล้มเหลวได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นกระบวนการการสร้างทีมสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่หลายองค์กรให้ความสนใจในการนำมาใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมมือกัน สร้างเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนร่วมกันทำให้เกิดความสำเร็จ และทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพนั่นเอง</span></p>
<h2>4. The Social Network (2010)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10092 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/7b4c635ed8dee75fcaa5df8357c31379.jpg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 283"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> ภาพยนตร์ดราม่าที่สร้างจากชีวประวัติของ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ผู้ให้กำเนิด Facebook และกลายมาเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุดในโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาร์คสร้างเว็บไซต์เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างเพื่อนฝูงจนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่สวนทางกับแนวคิดนี้ก็คือ เขากลับเป็นคนขาดความมีมนุษยสัมพันธ์ ปล่อยปะละเลยเพื่อนสนิทที่สุดของเขา จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือประเด็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดในเชิงธุรกิจ หนึ่งในสิ่งสำคัญของเรื่องคือการรวมทีมพนักงานกลุ่มแรกในการก่อตั้ง Facebook เมื่อมาร์คคัดสรรเฉพาะผู้ที่มีความสามารถระดับสูงเข้ามาร่วมทีมตั้งแต่แรก ทำให้ Facebook สร้างนวัตกรรมที่โดดเด่นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นดังกล่าว HR สามารถนำไปประยุกต์ในกระบวนการสรรหาพนักงานที่มีความสามารถ ซึ่งบางครั้งเราก็สามารถสกีนได้ตั้งแต่การ</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/7-seconds-resume/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">คัดเลือก Resume ภายใน 7 วินาที</span></a><span style="font-weight: 400;"> มองหาดาวเด่นที่สามารถเป็นพนักงานคุณภาพในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือกระทั่งวางแผน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190923-creative-recruitment/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Creative Recruitment</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างสรรค์การคัดสรรเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีพรสวรรค์ ซึ่งจะช่วยดึงดูดใจคนเก่งและมีความสามารถให้มาสมัครงานกับองค์กรได้เพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรมีตัวเลือกมากขึ้น และช่วยให้องค์กรได้พนักงานที่มีศักยภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อองค์กรได้คนที่มีความสามารถและศักยภาพมาร่วมงานแล้ว โอกาสที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามมาเช่นกัน</span></p>
<h2>5. The Upside (2017)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10095 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/the-upside-tiff-2.jpeg" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 284"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้ายลิสต์ด้วยภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง (อีกแล้ว) โดยเป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่าง “ฟิลลิป ลาแคส” เศรษฐีที่เป็นอัมพาตทั้งตัว และอดีตผู้ต้องขัง “เดลล์ สก๊อทท์” ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เนื่องจากเขายังคงต้องรับภาคทัณฑ์ทำให้การหางานนั้นยากลำบาก อย่างไรก็ดีฟิลลิปกลับชอบในตัวเขา และต้องการให้เดลล์มาเป็นผู้ดูแล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองต่างได้เรียนรู้จากประสบการณ์ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เชื่อมความสัมพันธ์ด้วยความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในทุกมิติ ทำให้เขาได้เรียนรู้ความคิดใหม่ แลแง่คิดของการใช้ชีวิต</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพยนตร์เรื่องนี้คือตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ดีของนายจ้างและลูกจ้างในแบบที่ควรจะเป็น หากเป็นองค์กรก็เปรียบเสมือน</span><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/crm-candidate-relationship-management-210702/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Candidate Relationship Management (CRM)</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สมัครงาน ซึ่งก็คือ กลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับผู้สมัครงาน เพื่อสรรหาวิธีสร้างความพึงพอใจที่จะนำไปสู่ความจงรักภักดีต่อองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นเกิดจากมีส่วนร่วมและผูกพันของบุคคลากร หรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บุคคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สัมผัสได้ว่าองค์กรใส่ใจดูแลพนักงานเป็นอย่างดี นั่นทำให้บุคลากรอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรได้ในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การสร้าง Employee Engagement นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของแผนกใดแผนกหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กรที่ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้องค์กรประสบความสำเร็จ ซึ่งการมี Employee Engagement ที่ดีมีส่วนอย่างยิ่งที่จะเป็นพลังสำคัญในการทำงานของทุกคน และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับองค์กรได้ รวมถึงสร้างพลังขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่และมีประสิทธิภาพที่จะผลักดันองค์กรให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนในที่สุดด้วย</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">“ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา” นี่คือคำขวัญของหอภาพยนตร์ไทยที่มุ่งเน้นเผยแพร่ภาพยนตร์ในฐานะสื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็เชื่อเช่นนั้น เพราะนอกเหนือจากความสนุก ความสุข หรือความตื่นเต้นที่ได้จากการรับชมแล้ว หนังเรื่องหนึ่งยังสามารถให้ความรู้และสร้างบันดาลใจในชีวิตจริงได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">10 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทั้ง 2 พาร์ทนั้น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ที่ HREX.asia อยากให้ HR หรือคนทำงานทุกคนไปค้นหา แล้วสังเคราะห์นำเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกนี้ยังมีภาพยนตร์อีกมากมายที่รอให้ HR ไปค้นพบ มีเรื่องไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง ทักมาบอกเราได้นะ</span></p>
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10080 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/f38a9d59e73e0fe8985ae24aec1000d5.png" alt="วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 285"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 286"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 03:54:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/211229-5-movie-for-hr-part-1/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT บทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง คือการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย การมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล ถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์ วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงานทุกคน เพราะภาพยนตร์เป็นมากกว่าความบันเทิง หนังเรื่องหนึ่งสามารถเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ได้ ผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาตรง ๆ หรือเป็นเพียงนัยยะแฝงที่สอดแทรกเข้ามาให้คนดูตีความ บ้างเป็นบทเรียนชีวิต บ้างเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่เราสามารถนำมาประยุกต์ได้จริง กระทั่งมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่าง ๆ ก็ยังใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อการเรียนการสอนเลย หนังจึงสามารถแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต การเป็นผู้นำ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การจัดการ การบริหาร หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น วันนี้ HREX จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน  1. Up in [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">บทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง คือการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงานทุกคน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะภาพยนตร์เป็นมากกว่าความบันเทิง หนังเรื่องหนึ่งสามารถเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ได้ ผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาตรง ๆ หรือเป็นเพียงนัยยะแฝงที่สอดแทรกเข้ามาให้คนดูตีความ บ้างเป็นบทเรียนชีวิต บ้างเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่เราสามารถนำมาประยุกต์ได้จริง กระทั่งมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่าง ๆ ก็ยังใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อการเรียนการสอนเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังจึงสามารถแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต การเป็นผู้นำ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การจัดการ การบริหาร หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HREX จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. Up in the Air (2009)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10086 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/upintheair4.jpeg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="340" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 294"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเดิมเรื่องแรกกับภาพยนตร์ที่ไม่อยู่ในลิสต์นี้ไม่ได้ กับ Up in the Air (2009) เรื่องราวของ “ไรอัน” หนุ่มโสดผู้ทำอาชีพไล่คนออกจากบริษัท โดยเขาจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังบริษัทลูกค้าที่ไม่กล้าไล่ลูกจ้างด้วยตัวเอง ไรอันจึงรับหน้าที่เปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างบริษัทกับลูกจ้างในการไล่คนออกนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันเขาก็ต้องรับมือกับพนักงานสาวรุ่นใหม่ “นาตาลี” ที่พยายามผลักดันให้บริษัทเปลี่ยนรูปแบบเป็นการไล่คนออกผ่านระบบวิดีโอคอลออนไลน์แทน ไรอันจึงต้องทำให้เธอเห็นว่า การไล่ออกนั้นมีความละเอียดอ่อนและผลกระทบมากกว่าที่เธอคิด</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HR การ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/how-to-manage-layoffs-with-compassion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">ไล่พนักงานออก</span></a><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องยากเสมอ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ยิ่งปัจจุบันที่ทุกคนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะลดขนาดองค์กรลง เราจึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องแจ้งพนักงานถึงการเลิกจ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากความสนุกของเรื่องราว ประเด็นความสัมพันธ์ของตัวละคร และความยอดเยี่ยมของหนังที่เข้าชิง 6 สาขารางวัลออสการ์ Up in the Air ยังแสดงให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการประกาศเลิกจ้าง เน้นย้ำถึงการสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าอกเข้าใจ และเอาใจใส่พนักงานที่เป็นมนุษย์ มิใช่การบอกเลิกจ้างผ่านออนไลน์แบบไร้เยื้อใย เพราะการถูกเลิกจ้างส่งผลกระทบมหาศาลต่อจิตใจพนักงาน พลันให้นึกถึงข่าวดังช่วงต้นเดือนธันวาคม 2021 เมื่อผู้บริหารบริษัทสินเชื่อที่พักอาศัยในสหรัฐฯ ไล่พนักงานออกรวดเดียว 900 คน ผ่าน Zoom ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดหนังยังสะท้อนประโยคคลาสสิกที่บอกกว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงาน แต่ลาออกเพราะคน เนื่องจากพวกเขาอาจไม่พึงใจต่อเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน มิใช่ไม่ใช่พอใจองค์กรนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Up in the Air จึงเป็นหนังน้ำดีที่คนทำงานไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ควรดู</span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<h2>2. Moneyball (2011)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10083 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/d9eec892aa9b273088cf4e53be3e252e.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 295"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ “บิลลี่ บีน” ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ช่วงปี 2002 เมื่อลูกทีมคนเก่งเริ่มทยอยลาออกไปอยู่กับทีมใหญ่เงินหนา พร้อม ๆ กับการถูกบังคับให้สร้างทีมใหม่ด้วยงบประมาณอันน้อยนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าบีนได้รับความช่วยเหลือจาก “ปีเตอร์ แบรนด์” นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มจากเยลที่เสนอวิธีการจัดหาผู้เล่นด้วยรูปแบบใหม่ ด้วยการนำสถิติแบบที่วงการเบสบอลไม่เคยนำมาใช้มาก่อน เช่น ไม่ได้ผู้เล่นที่ตีดีที่สุด แต่หาผู้เล่นที่เรียกฟาวล์ได้มากที่สุด ฯลฯ เกิดเป็นทีมเบสบอลที่รวมพลคนแปลก แต่ค่าตัวถูก ซึ่งถึงแม้จะเป็นทีมที่เล่นไม่เพอร์เฟ็ค แต่ก็ได้สร้างสถิติชนะ 20 เกมต่อเนื่องกันใน Major league สมัยนั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนวิธีการคัดตัวผู้เล่นใหม่ตลอดกาล</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ภายนอกจะดูเป็นหนังกีฬามันส์ ๆ แต่จริง ๆ แล้ว Moneyball โฟกัสไปที่วิธีการสร้างทีมให้ประสิทธิภาพสูงผ่านการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างแยบยล แทนที่จะพึ่งพาสัญชาตญาณของมนุษย์เป็นหลัก จะเห็นว่าบิลลี่ บีน ได้ท้าทายวิธีการจัดทีมแบบดั้งเดิม แล้วเชื่อพลังของข้อมูลเพื่อรวบรวมนักแข่งในแบบที่เขาต้องการเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR หรือองค์กรนำไปประยุกต์ใช้ระหว่างสรรหาพนักงานใหม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ากระบวนการสรรหาพนักงานใหม่ล้วนต้องใช้เงินและเวลาเป็นอย่างมาก หากแต่ปัจจุบันเราสามารถสรรหาพนักงานรูปแบบใหม่ได้ผ่าน HR Tech ที่ตอบโจทย์กว่า เช่น</span><a href="https://www.sourcedout.asia/client" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;"> SourcedOut</span></a><span style="font-weight: 400;"> แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมบริษัทกับนักสรรหามืออาชีพโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสรรหากว่า 30% – 50% เมื่อเทียบกับบริษัทจัดหางานทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้หนังยังตอกย้ำถึงความสำคัญของข้อมูลในการทำ </span><a href="https://www.facebook.com/244484636222006/videos/346717979907006" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">HR Analytics</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ สามารถนำมาทำแผนกลยุทธ์ด้าน HR ให้สอดคล้องกับองค์กร ผ่านเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดในอนาคต และการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการมีความรู้ด้าน Big Data ก็จะช่วยให้ HR ตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจในยุคดิจิทัล</span></p>
<h2>3. Invictus (2009)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10081 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/c3676f7a098ac6e40ffea26ad39c7174.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 296"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งหนังเกี่ยวกับกีฬาที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากกว่าการแข่งขัน สร้างจากเรื่องจริงของ “เนลสัน แมนเดล่า” อดีตนักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวคนสำคัญ ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมานาน 27 ปีจากความขัดแย้งการแบ่งชนชั้นทางสีผิว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้นถึงการเลือกตั้ง แมนเดล่าได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจนได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีผิวสีคนแรกแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทำให้เขาเริ่มดำเนินการรวมชาติ ขจัดความขัดแย้งทางสีผิว ผ่านนโยบายและการกระทำต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการสร้างนำทีมกีฬารักบี้ (ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมหมู่คนขาว) เข้าแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกที่ตัวเองเจ้าภาพ ด้วยความหวังว่าชัยชนะของทีมก็คือชัยชนะของประเทศ ที่จะขจัดทุกความขัดแย้งลงได้</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงไม่ต้องดูผ่านภาพยนตร์ หลายคนก็คงรู้จักเนลสัน แมนเดล่า กันมาบ้างแล้ว ในฐานะสุดยอดผู้นำที่สามารถพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งจากการแบ่งแยกสีผิวมาได้ด้วยความสันติ นับเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีที่ใครต่อใครต่างชื่นชม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะขยาย</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190605-leadership/"><span style="font-weight: 400;">ทักษะความเป็นผู้นำ</span></a><span style="font-weight: 400;">ในการรับมือกับความขัดแย้งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งท่าทีบุคลิก การมองโลกในแง่ดี การวางตัว และการตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในองค์กรก็เช่นกัน เหล่าผู้นำ ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่ง HR ก็มักเป็นตำแหน่งที่ต้องเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งหากเราเลือกวิธีการที่ผิดพลาดก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นเราต้องเทคนิคในการสื่อสารภายใน และสร้างการมีส่วนรวมของพนักงานให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญคือต้องมองโลกในแง่ดี เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นถ้าผู้นำเข้มแข็ง องค์กรก็จะเผชิญหน้ากับทุกความขัดแย้งได้ทุกสถานการณ์เลย</span></p>
<h2>4. Apollo 13 (1995)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10084 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/065883c2d65a31f0a58a9a718b8cf9cd.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 297"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังคงเลือกภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงมาอยู่ในลิสต์ กับเหตุการณ์ของกลุ่มนักบินอวกาศบนยาน Apollo 13 ที่ประสบกับชะตากรรมวิกฤตหลังปล่อยตัว เมื่อถังออกซิเจนเกิดประกายไฟจนเกิดระเบิด ทำให้ชีวิตของเหล่านักบินอวกาศตกอยู่ในสถานการณ์คอขาดบาดตาย แถมยังต้องประหยัดพลังงานด้วยการปิดอุปกรณ์เกือบทุกระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ ลูกเรือต้องขับเคลื่อนยานหลักโดยใช้แรงดึงดูดของดวงจันทร์​ เหวี่ยงยานกลับมาสู่โลก โดยต้องเปิดการทำงานเครื่องยนต์เป็นระยะเวลา 14 วินาที ไม่ขาดไม่เกิน ห้ามผิดพลาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิต</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ทว่าสิ่งที่จะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือวิสัยทัศน์และการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ยาน Apollo 13 ที่ความเป็นความตายเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกการทำงานก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงเวลาปัจจุบันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจะเห็นว่ามีหลายองค์กรที่รอดพ้นมาได้ และหลายองค์กรที่ล้มหายตายจากไป สิ่งนี้เกิดจากไหวพริบและการตัดสินใจอย่างรวดเร็วของผู้นำในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ยาน Apollo 13 ยังรอดพ้นมาได้เพราะการทำงานร่วมกันของทีม เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ไม่มีใครกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ทว่ากลับช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันแทน นำมาซึ่งการรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนี่ เพราะทุกคนมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันก็คือ การกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยนั่นเอง</span></p>
<h2>5. Office Space (1999)</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10085 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/04055718b7320ed0dc6d6e77a8ece1da.jpg" alt=" วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน" width="600" height="296" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 298"></p>
<h3>เรื่องย่อ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิดท้าย Part 1 ด้วยภาพยนตร์คอเมดี้เบาสมองที่น่าจะบันเทิงที่สุดในลิสต์ ว่าด้วยเรื่องชีวิตพนักงานออฟฟิศที่เกลียดงานตัวเองแบบเข้าไส้ หลังจากบริษัทปลดพนักงานออก ทำให้ “ปีเตอร์” ไม่พอใจกับการตัดสินใจครั้งนั้น เขาจึงรวมหัวกับสองโปรแกรมเมอร์ ปล่อยไวรัสเพื่อดูดเศษเงินบริษัททีละนิด ๆ ก่อนจะเจอสถานการณ์พลิกผันที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวายมากขึ้น</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดูหนังเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์รวมสิ่งที่พนักงานออฟฟิศรังเกียจ หาดูได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/work-culture-for-good-talent-11012021/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">วัฒนธรรมองค์กร</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ไม่เอาไหน สภาพแวดล้อมออฟฟิศที่ไร้ระเบียบ อุปกรณ์สำนักงานที่ไม่อำนวย หรือกระบวนการทำงานที่บั่นทอนจิตใจ ฯลฯ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ นี่คือภาพยนตร์ที่ HR ควรดูแล้วไม่ควรทำตาม หรือปล่อยให้เกิดขึ้นในบริษัทของตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นที่พนักงานเกลียดงานตัวเองหรือ</span><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210723-lost-passion/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"> <span style="font-weight: 400;">หมด Passion</span></a><span style="font-weight: 400;"> HR ก็ควรเข้ามาสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในเทคนิคที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ก็คือ Employee Recognition หรือการให้ความสำคัญพนักงาน แต่กลับให้ผลลัพธ์ทางจิตใจแบบประเมินค่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Employee Recognition มีได้ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกล่าวขอบคุณ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการประกาศรางวัล แต่สิ่งหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันก็คือ มันได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานครั้งยิ่งใหญ่ให้กับพนักงาน เพราะเมื่อพนักงานรับรู้ได้ถึงคุณค่า พวกเขาก็จะมีส่วนร่วม มีแรงจูงใจ และมีแนวโน้มทุ่มเทการทำงานให้กับบริษัทมากขึ้น แล้วพนักงานทุกคนก็จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างพร้อมเพรียงกัน</span></p>
<h2>บทสรุป</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่น่าสนใจสำหรับ HR ที่เราได้รวบรวมมา ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ควรค่าแก่รับชม ซึ่งเราจะพูดถึงใน 5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ต่อไป</span></p>
<div class="focused-block--has-title-point">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-10090 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/12/32c1a6e5c76cb32ee4c1a8073133112f.png" alt="5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)" width="600" height="370" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 299"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/211229-5-movie-for-hr-part-2/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">5 หนัง ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</span></a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<div><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 หนังที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 300"></a></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 04:21:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[TED Talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210730-5-ted-talk-for-hr-part2/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT จงนำความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดากลับคืนสู่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล พนักงานทุกคนต่างมีแรงจูงใจเป็นของตัวเอง เรียนรู้และใช้แรงจูงใจนั้นให้เป็นประโยชน์ แรงจูงใจภายในทั้งความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และเป้าหมาย มีสร้างผลประโยชน์ได้ดีกว่าแรงจูงใจภายนอก เช่น เงินรางวัล อุปสรรคใหญ่ในการทำงานที่ออฟฟิศคือผู้จัดการและการประชุมที่บ่อยเกินไป ความหลากหลายในการจ้างงานเป็นเรื่องจำเป็น ต่อเนื่องจากบทความ 5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) เรามาดูอีก 5 TED Talk ที่น่าสนใจที่เราคัดสรรมาให้ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาตัวเองของพนักงานทุกคน 5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) ​​1. Putting the human back into human resources TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร หลายครั้งที่พูดถึงทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) เรามักนึกถึงฝ่ายที่จัดการเอกสารหรือกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับคนในองค์กร แต่ในความคิดของ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">จงนำความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดากลับคืนสู่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พนักงานทุกคนต่างมีแรงจูงใจเป็นของตัวเอง เรียนรู้และใช้แรงจูงใจนั้นให้เป็นประโยชน์</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">แรงจูงใจภายในทั้งความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และเป้าหมาย มีสร้างผลประโยชน์ได้ดีกว่าแรงจูงใจภายนอก เช่น เงินรางวัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อุปสรรคใหญ่ในการทำงานที่ออฟฟิศคือผู้จัดการและการประชุมที่บ่อยเกินไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความหลากหลายในการจ้างงานเป็นเรื่องจำเป็น</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อเนื่องจากบทความ 5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) เรามาดูอีก 5 TED Talk ที่น่าสนใจที่เราคัดสรรมาให้ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาตัวเองของพนักงานทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<div class="focused-block--has-title check">
<div style="text-align: center;">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part1/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8352 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-Cover.jpg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 313"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part1/">5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<h2>​​1. Putting the human back into human resources</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8354 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-1-1.jpeg" alt="TED Talk for HR " width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 314"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งที่พูดถึงทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) เรามักนึกถึงฝ่ายที่จัดการเอกสารหรือกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับคนในองค์กร แต่ในความคิดของ Mary Schaefer บนเวที TEDxWilmington ได้กล่าวว่า เราต้องนำความเป็นมนุษย์มาใส่ในกระบวนการทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใส่ความเป็นมนุษยไม่ใช่แค่คำว่า Humanely (มนุษยธรรม) ซึ่งหมายถึงการให้พนักงานมีเบรกเข้าห้องน้ำหรือมีการตั้งน้ำสำหรับดื่ม แต่สำหรับเธอต้องให้ความสำคัญกับ Humanly (ความเป็นมนุษย์ปุถุชน) ด้วย อันหมายถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งที่พนักงานต้องการ เช่น ความต้องการได้รับการชื่นชม ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายต่อการสร้างประสิทธิภาพขององค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอยกตัวอย่างกรณีทำงานเกี่ยวกับซอร์ฟแวร์ SAP ในโรงงานเคมีแห่งหนึ่ง เธอได้ให้โอกาสพนักงานในทีมตัวเองเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง เธอพบว่า 3 ใน 4 คนในทีมของเธอมีการเติบโตที่ก้าวกระโดด คนหนึ่งเดินทางรอบโลกในฐานะที่ปรึกษา SAP อีกคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และอีกคนกลายเป็นพนักงานที่มีคุณค่า ซึ่งก่อนหน้านี้คนดังกล่าวเป็นเพียงพนักงานกวาดห้องเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ Mary Schaefer ทำไม่ได้พิเศษอะไรเลย เพียงแค่เชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงานว่าพวกเขามีความสามารถในการพัฒนาตัวเอง และพวกเขาก็ทำได้จริง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ TED Talk นี้เน้นให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของพนักงาน (</span><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span><span style="font-weight: 400;">) โดยเธอใช้สถิติของ Gallup ในปี 2013 ที่บอกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานในสหรัฐฯ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วมกับองค์กร และ 20 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกไม่มีส่วนร่วมโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ทำให้สหรัฐฯ​ เสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 550 พันล้านดอลลาร์ต่อปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอจึงเน้นย้ำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีวิธีปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นมนุษย์ปุถุชนมากขึ้น เพื่อชื่นชมผลงานในเชิงบวก และจุดประกายการมีส่วนร่วม ซึ่งนั่นนำมาซึ่งวัฒนธรรมการทำงานที่ดีขึ้น</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.youtube.com/watch?v=0Mq2TiJmqCI" target="_blank" rel="noopener"> <b>Putting the human back into human resources</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<p><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3053" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/07/shutterstock_671288839.jpg" alt="shutterstock 671288839" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 315"></a></p>
</div>
<h2>2. Stop Trying to Motivate Your Employees</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8355 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-2-1.jpeg" alt="TED Talk for HR " width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 316"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลายองค์กรที่ถามตัวเองว่า เราจะสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กรได้อย่างไร แต่ก่อนที่จะสร้างการมีส่วนร่วม องค์กรต้องเข้าใจก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งทำงานเพื่อองค์กรของเรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นก็คือแรงจูงใจ (Motivation)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Kerry Goyette ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาองค์กรได้กล่าวถึงแรงจูงใจใน TEDxCosmoPark ว่า นี่คือองค์ประกอบของความสำเร็จ ซึ่งส่วนใหญ่มีแรงจูงใจเชิงบวกที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน และแรงจูงใจเชิงลบที่จะลดประสิทธิภาพในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอยกตัวอย่างคนที่มีศักยภาพในการทำงาน ทว่ามีแรงจูงใจที่ไม่ดี เช่น ติดยา มั่วผู้หญิง ขี้โม้ ซึ่งนั่นทำให้เกิดบรรยากาศ toxic ในการทำงานได้ เพราะไม่ว่าใครก็ตามล้วนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับการทดลองทางประสาทวิทยาที่บอกว่า มนุษย์จะใช้ศักยภาพเต็มที่ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ดี (Healthy group) ซึ่งถ้าหากในกลุ่มมีคนที่มีแรงจูงใจไม่ดีอยู่ ก็จะดึงคนที่มีแรงจูงใจดีให้ต่ำลงมาด้วยเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นทำให้ทรัพยากรบุคคลไม่ควรเลือกคนที่มีแรงจูงใจไม่ดีเข้าเสริมทัพองค์กร กระบวนการคัดเลือกและสัมภาษณ์งานจึงต้องทำอย่างเข้มข้นมากขึ้น</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นความเข้าใจผิดที่องค์กรสามารถจูงใจพนักงานของคุณได้ เพราะจริง ๆ แล้ว พนักงานทุกคนล้วนมีแรงจูงใจเป็นของตัวเอง Kerry Goyette ยกตัวอย่างคนสองคนที่มีแรงจูงใจต่างกัน คือ แมรี่มีแรงจูงใจด้านความทะเยอทะยาน ส่วนบ็อบมีแรงจูงใจไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเกิดองค์กรสร้างโปรเจกต์ในการหาลูกค้าใหม่ แมรี่จะมีแรงจูงใจมากกว่าบ็อบ ซึ่งบ็อบไม่ได้ผิดอะไร เนื่องจากเขาไม่ได้มีแรงจูงในการหาสิ่งใหม่ ฉะนั้นสิ่งที่องค์กรต้องบอกบ็อบก็คือ </span><i><span style="font-weight: 400;">“เราจะทำอย่างไรไม่ให้องค์กรสูญเสียลูกค้าเก่า</span></i><span style="font-weight: 400;">” แล้วบ็อบก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ เราไม่สามารถสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวแล้วใช้กับพนักงานทุกคน กุญแจสำคัญก็คือการปลดปล่อยแรงจูงใจของพวกเขากลายเป็นความจริง ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า หรือแรงจูงในการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้น HR จะต้องเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจตรงกับเป้าหมายองค์กร ผ่านการสัมภาษณ์งานที่เข้มข้นนั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block">
<p><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.youtube.com/watch?v=7lhVUedc1a4" target="_blank" rel="noopener"> <b>Stop Trying to Motivate Your Employees</b></a></p>
</div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/190307-hr-hire-job/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-6615 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/7CF56300-B3CC-4705-BFB8-5DB8E31C713B.jpeg" alt="7CF56300 B3CC 4705 BFB8 5DB8E31C713B" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 317"></a></div>
<div style="text-align: center;"></div>
</div>
<h2>3. The Puzzle of Motivation</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8356 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-3-1.jpeg" alt="TED Talk for HR " width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 318"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์ด้านอาชีพ Dan Pink ได้ศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งแรงจูงใจของมนุษย์ โดยเฉพาะสิ่งจูงใจภายนอกและสิ่งจูงใจภายในพบว่า การให้รางวัลกับการลงโทษ ซึ่งใช้การได้ดีสำหรับงานในยุคศตวรรษที่ 20 แต่สำหรับงานยุคศตวรรษที่ 21 การใช้รางวัลและบทลงโทษไม่ได้ผลอีกต่อไป แถมยังให้ผลเสียอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขายกตัวอย่าง การทดลองของนักเศรษฐศาสตร์ที่เสนอรางวัลเป็นค่าตอบแทนผลงาน มีรางวัลสามระดับ คือรางวัลเล็ก รางวัลปานกลาง และรางวัลใหญ่ ผลปรากฏว่ารางวัลที่ใหญ่กว่าส่งผลให้ผลงานแย่ลง สอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์ LSD ที่ดูงานวิจัย 51 ชิ้นเกี่ยวกับแผนการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานในบริษัทต่าง ๆ พบว่า สิ่งจูงใจทางการเงินสามารถส่งผลเชิงลบต่อผลงานโดยรวม โดยจะทำให้ความคิดทื่อลงและปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้นงานในศตวรรษที่ 21 จะต้องมีแรงจูงใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าควรเป็นสิ่งจูงใจภายใน โดยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และเป้าหมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง สภาพการทำงานเน้นผลลัพธ์หรือ Results Only Work Environment (ROWE) ที่พนักงานไม่มีตาราง พวกเขามาทำงานเมื่อไหร่หรือที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ได้ ขอแค่ต้องทำงานที่รับผิดชอบให้เสร็จ ผลลัพธ์ก็คือผลิตภาพสูงขึ้น พนักงานมีความผูกพันกับบริษัทเพิ่มขึ้น มีความพึงพอใจในงานมากขึ้น และอัตราการเปลี่ยนงานลดลง</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งที่องค์กรมักให้ความสำคัญกับแรงจูงใจภายนอก เช่น เงินเดือน/โบนัส มากกว่าแรงจูงใจภายใน ทั้ง ๆ ที่แรงจูงใจสร้างประโยชน์มากกว่า ส่วนแรงจูงใจภายนอกนั้นสามารถใช้การได้เฉพาะบางสถานการณ์ ซึ่งบางครั้งก็มักจะทำลายความคิดสร้างสรรค์ด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปก็คือ ความลับในการสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมจึงไม่ใช่รางวัล แต่เป็นแรงขับจากภายในที่มองไม่เห็น เป็นแรงขับที่เราอยากทำ หรือทำเพราะมีความหมายนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นถ้าองค์กรนำแนวคิดเรื่องแรงจูงใจมาใช้ในศตวรรษที่ 21 โดยก้าวพ้นเรื่องรางวัลและการลงโทษ แต่หันมาโฟกัสที่แรงจูงใจภายในอย่างความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และเป้าหมาย องค์กรก็จะสามารถทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งกว่าเดิม</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/dan_pink_the_puzzle_of_motivation" target="_blank" rel="noopener"> <b>The Puzzle of Motivation</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1494 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/03/shutterstock_583771270.png" alt="shutterstock 583771270" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 319"></div>
</div>
<h2><b>4. Why Work Doesn’t Happen At Work</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-8357 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-4-1.jpeg" alt="TED Talk for HR " width="480" height="271" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 320"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Jason Fried นักพัฒนาซอร์ฟแวร์ Basecamp เริ่มต้นตั้งคำถามว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;คุณไปที่ไหนเวลาที่คุณต้องการทำงานให้เสร็จ?&#8221; </span></i><span style="font-weight: 400;">เขาได้รับคำตอบหลากหลายตั้งแต่ระเบียง ดาดฟ้า ห้องครัว ร้านกาแฟ ห้องสมุด รถไฟ เครื่องบิน รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งแทบไม่มีคำตอบว่าเป็นออฟฟิศเท่าไหร่เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วทำไมพวกเขาไม่ทำงานที่ออฟฟิศกันล่ะ?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบก็คือ เพราะการทำงานที่ออฟฟิศเต็มไปด้วย การ ‘ถูกขัดจังหวะ’ มากมาย ทำให้พวกเขาถูกดึงจากสภาวะการทำงาน โดยเฉพาะคนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ นักเขียนโปรแกรม นักเขียน วิศวกร หรือนักคิด คนเหล่านี้ต้องการช่วงเวลาทำงานนาน ๆ โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ เพื่อทำงานให้เสร็จสมบูรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ Jason Fried กล่าวถึงปัญหาที่แท้จริงว่าคือ ปัญหา M&amp;M ประกอบไปด้วย Manager (ผู้จัดการ) และ Meeting (การประชุม) การขัดจังหวะจากผู้จัดการเกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่ได้ลงมือทำงานเอง ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องมั่นใจให้ได้ว่าคนอื่นกำลังทำงาน เช่น การเข้ามาถามว่า “เป็นยังไงบ้าง? ขอดูหน่อยว่าทำถึงไหนแล้ว&#8221; ซึ่งมักจะชอบขัดในจังหวะที่ผิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนกรณีการประชุมเป็น toxic ของการทำงานอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ขัดจังหวะคนที่ทำงานอยู่อย่างรุนแรง เพราะมันคือการสั่งให้หยุดทำงานทันที แล้วไปรวมตัวในห้องประชุมเพื่อพูดคุยประเด็นเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การประชุม 1 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียเวลา 1 ชั่วโมง เพราะถ้ามีคนประชุม 10 คน เท่ากับองค์กรกำลังการสูญเสียชั่วโมงการทำงาน 10 ชั่วโมง จากคน 10 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือปัญหาของสำนักงานสมัยใหม่ที่ทุกองค์กรควรจัดการ เพื่อสร้างช่วงเวลาการทำงานโดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การบังคับให้ทุกคนมาทำงานที่ออฟฟิศอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะออฟฟิศคือแหล่งสร้างการขัดจังหวะที่มากที่สุด ทั้งนี้ Jason Fried แนะนำว่า ลองหาสักวันหนึ่งที่ทุกคนในออฟฟิศไม่ต้องคุยกัน มีแต่ความเงียบเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับงานอย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์คือ พวกเขาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล เมื่อไม่มีใครคุยกัน ไม่มีใครรบกวน และไม่มีใครมาขัดจังหวะ เช่น การให้เวลา 4 ชั่วโมงแห่งความเงียบสงบที่ทำงาน เป็นสิ่งที่จะมีมูลค่าสูงอย่างเหลือเชื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมาคือการเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจากเชิงรุกที่ต้องมาเจอหน้ากัน ทักทายคน หรือนัดประชุม เปลี่ยนมาเป็นการสื่อสารเชิงตั้งรับ เช่น การส่งอีเมลและเมสเสจ เนื่องจากการสื่อสารเหล่านี้พนักงานสามารถเลือกเปิด/ปิดการขัดจังหวะได้เอง ทำให้พนักงานสามารถมุ่งมั่นมีสมาธิทำงาน ก่อนเปิดเช็คอีเมลภายหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย Jason Fried แนะนำว่า ให้ยกเลิกการประชุม ไม่ใช่แค่เลื่อน แต่คือลบออกจากความจำไปเลย สิ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลพอสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้จัดการ เจ้านาย เจ้าของธุรกิจ หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลคนเพื่อให้พนักงานทุกคนปล่อยวาง และมีเวลาทำงานให้สำเร็จมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับองค์กร</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/jason_fried_why_work_doesn_t_happen_at_work" target="_blank" rel="noopener"> <b>Why Work Doesn’t Happen At Work</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3253" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_769335463.jpg" alt="shutterstock 769335463" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 321"></div>
</div>
<h2>5. Three Lessons On Success From An Arab Businesswoman</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8358 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-5-1.jpeg" alt="TED Talk for HR " width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 322"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">TED Talk นี้เป็นประสบการณ์ของ Leila Hoteit หญิงสาวชาวเลบานอนที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมที่เข้มงวด ในฐานะผู้หญิงอาหรับและในฐานะคุณแม่ ทำให้เธอเต็มไปด้วยแรงกดดันสังคมโดยเฉพาะการกดขี่จากผู้ชาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอได้รับบทเรียนสำคัญคือ การเปลี่ยนคำพูดบั่นทอนจิตใจมาเป็นกำลังใจ เพราะเธอเคยโดนสบประมาทจากเพื่อนร่วมงานผู้ชายว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ผู้หญิงเมื่อมีลูกก็ควรอยู่ที่บ้าน”</span></i><span style="font-weight: 400;"> แต่เธอก็แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีลูกแล้วสามารถทำอะไรได้บ้าง และนำบทเรียนนี้มาปรับใช้กับชีวิตส่วนตัว ซึ่งทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอยังเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิตตัวเองให้อยู่รอดใน 2 บาทบาททั้งผู้หญิงทำงานและคุณแม่ โดยแบ่งเวลาทุกวันทำงานประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง จาก 19.00 น. ถึง 20.30 น. สำหรับช่วงเวลาแห่งครอบครัว เป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เวลากับลูก ๆ เพื่อตรวจทานการบ้าน อ่านนิทานก่อนนอน หรือหอมและโอบกอดพวกเขาให้มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด Leila Hoteit กล่าวว่า ผู้หญิงอาหรับจากที่เคยเผชิญกับสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ พวกเธอพบว่าการช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย กุญแจสู่ความสำเร็จของผู้หญิงจึงเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผ่านการรวมพลังโดยไม่ชิงดีชิงเด่นกันเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และผู้หญิงทั่วโลกก็ยังคงเดินหน้าต่อไปในโลกใบนี้ ถึงจะไม่เร็วมากพอ แต่ทุกคนกำลังดำเนินการในแบบฉบับของตัวเอง</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้ TED Talk นี้จะไม่ได้พูดถึงประเด็น HR โดยตรง แต่เป็นการพูดถึงความสำคัญของความหลากหลายของพนักงานที่อยู่ในทีม โดยมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งผู้หญิงในฐานะแม่ที่จะต้องจัดระเบียบชีวิต 2 ด้านทั้งการทำงานและความเป็นครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างอะไรจากกรณีของ Leila Hoteit ที่เป็นผู้หญิงอาหรับที่เข้มแข็ง ไม่ยอมจำนนต่อสายตาคนอื่น และผลักดันขอบเขตจำกัดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนคำพูดบั่นทอนจิตใจมาเป็นกำลังใจ จัดการชีวิตเพื่อนำงานให้ออกจากชีวิต และรวมพลังไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรให้ความหลากหลายของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ผิวสี หรือเรื่องอื่น โดยมุ่งหวังไปที่คุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่านั่นเอง</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/leila_hoteit_3_lessons_on_success_from_an_arab_businesswoman" target="_blank" rel="noopener"> <b>Three Lessons On Success From An Arab Businesswoman</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190820-workforce-diversity/"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3386" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_427346791.jpg" alt="shutterstock 427346791" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 323"></a></div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายรูปแบบ การรับชม TED Talk ก็เป็นหนึ่งช่องทางที่ได้รับทั้งความรู้และได้รับแรงบันดาลอย่างเต็มที่ สำหรับ HR แล้ว ทั้ง 10 TED Talk ที่เราคัดสรรมานั้นล้วนเป็นประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อนำสิ่งที่ได้ไปพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กร รวมไปถึงการสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งพนักงานและลูกค้าของเราต่อไป</span></p>
<p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) 324"></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1)</title>
		<link>https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sahatorn Petvirojchai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 04:20:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[HR Tips]]></category>
		<category><![CDATA[HR Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[TED Talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://th.hrnote.asia/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88/210730-5-ted-talk-for-hr-part1/</guid>

					<description><![CDATA[HIGHLIGHT เราต้องปฏิบัติต่อพนักงานให้เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อลูกค้าของเรา การเลือกซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร อย่าเลือกพนักงานจากเรซูเม่ที่สมบูรณ์แบบ ความสุขในการทำงานเกิดจากการคิดในเชิงบวก ผู้นำที่ดี คือคนที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแก่พนักงาน TED Talk เป็นเวทีระดับโลกที่เต็มไปด้วยคนเก่งมากมายที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านมาให้ความรู้บนเวที จากการพูดเชิงสร้างสรรค์ความยาวประมาณ 18 นาทีที่อัดแน่นไปด้วยไอเดียสุดว้าวและเรื่องราวสุดเจ๋ง ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังในแง่มุมต่าง ๆ หนึ่งในหัวข้อการพูดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหนีไปพ้นการทำงานหรือการบริหารงานในองค์กรซึ่งกลายเป็น Hot Topic ประจำเวทีทุกปี ซึ่งทุกบริษัทสามารถนำไปปฏิบัติตามเพื่อเปลี่ยนจากสถานที่ทำงานธรรมดาให้กลายเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 TED Talk ที่น่าสนใจเพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน 1. Why we need to treat our employees as thoughtfully as our customers TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร ทุกวันนี้องค์กรต่าง ๆ ล้วน ‘เข้าใจ’ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ความต้องการ หรือแม้กระทั่งความหลงใหลผ่านการทำ Customer Journey อย่างจริงจัง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="focused-block--is-bold-border">
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;"><b><strong class="yellow-highlighter">HIGHLIGHT</strong></b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เราต้องปฏิบัติต่อพนักงานให้เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อลูกค้าของเรา</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การเลือกซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">อย่าเลือกพนักงานจากเรซูเม่ที่สมบูรณ์แบบ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ความสุขในการทำงานเกิดจากการคิดในเชิงบวก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ผู้นำที่ดี คือคนที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแก่พนักงาน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-weight: 400;">TED Talk เป็นเวทีระดับโลกที่เต็มไปด้วยคนเก่งมากมายที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านมาให้ความรู้บนเวที จากการพูดเชิงสร้างสรรค์ความยาวประมาณ 18 นาทีที่อัดแน่นไปด้วยไอเดียสุดว้าวและเรื่องราวสุดเจ๋ง ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังในแง่มุมต่าง ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในหัวข้อการพูดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหนีไปพ้นการทำงานหรือการบริหารงานในองค์กรซึ่งกลายเป็น Hot Topic ประจำเวทีทุกปี ซึ่งทุกบริษัทสามารถนำไปปฏิบัติตามเพื่อเปลี่ยนจากสถานที่ทำงานธรรมดาให้กลายเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ HR NOTE.asia จึงได้รวบรวม 5 TED Talk ที่น่าสนใจเพื่อเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาให้ชมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"></span></p>
<h2>1. Why we need to treat our employees as thoughtfully as our customers</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-8346 size-thumbnail aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-1.jpeg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 337"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้องค์กรต่าง ๆ ล้วน ‘เข้าใจ’ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ความต้องการ หรือแม้กระทั่งความหลงใหลผ่านการทำ Customer Journey อย่างจริงจัง ส่งผลให้เกิดการสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อ Diana Dosik ผู้บรรยายถามถึงความเข้าใจในความต้องการของพนักงานบริษัทคืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบที่ได้คือความว่างเปล่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Diana Dosik เล่าถึงประสบการณ์ที่ถามหัวหน้าทางการตลาดบริษัทต่าง ๆ ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“อะไรที่ทำให้การเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าง่ายขึ้นหรือยากขึ้น”</span></i><span style="font-weight: 400;"> คำตอบที่ได้ยาวนานกว่า 20 นาทีถึงการแบ่งลูกค้าทางการตลาด ขณะเดียวเธอได้ถามกลับถึงหัวหน้าทุกแผนกในบริษัทเดียวกันว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“แล้วอะไรที่ทำให้พนักงานใช้ชีวิตในบริษัทได้ง่ายหรือยากขึ้น”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอกลับไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอน และเมื่อถามว่าพวกเขาใช้เวลาเท่าไรในการทำความเข้าใจพนักงาน พวกเขากล่าวว่า ‘น้อยกว่า 5%’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าองค์กรไม่ได้ใส่ใจพนักงานหรอกนะ ทุกองค์กรใส่ใจผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190722-employee-engagement/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;">) สารพัด เพียงแต่ว่าทุกองค์กรมีเครื่องมือที่ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์ของลูกค้า แต่พวกเขากลับไม่ได้ใช้เครื่องมือเหล่านั้นในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของพนักงาน (</span><a href="https://th.hrnote.asia/personnel-management/190802-employee-experience/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">Employee Experience</span></a><span style="font-weight: 400;">) เท่านั้น</span></p>
<h3><b>ทำไม HR ต้องดู</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Diana Dosik ต้องการย้ำความสำคัญของ Employee Experience ที่ไม่ใช่แค่การสร้าง Employee Engagement อย่างเดียว ด้วยการใช้เครื่องมือ เทคนิค และทฤษฎีต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจลูกค้า มาเรียนรู้และสร้างพฤติกรรมที่ดีของพนักงานในองค์กรบ้าง ซึ่งนั่นจะทำให้พนักงานมีแรงจูงใจ มีความภักดี และมีจินตนาการมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้นถ้าองค์กรของคุณมีวิธีที่จะเรียนรู้และเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ ทำไมไม่นำมาใช้เรียนรู้และเข้าใจพนักงานในองค์กรบ้าง เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพนักงานทั้งหมดดีขึ้น</span><b></b></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/diana_dosik_why_we_need_to_treat_our_employees_as_thoughtfully_as_our_customers" target="_blank" rel="noopener"> <b>Why we need to treat our employees as thoughtfully as our customers</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3203" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/08/shutterstock_1462667183.jpg" alt="shutterstock 1462667183" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 338"></div>
</div>
<h2><b>2. Forget The Pecking Order At Work</b><b></b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8348 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-2.jpeg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 339"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักชีววิทยาวิวัฒนาการได้ศึกษากลุ่มของไก่ว่า อะไรจะทำให้ไก่มีความสามารถในการผลิตมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเลือกฝูงไก่ธรรมดา ๆ ที่ปล่อยให้อย่ร่วมกันปกติ 6 รุ่น ส่วนอีกกลุ่มคัดเลือกไก่ที่ออกไข่เก่งที่สุดหรือซูเปอร์ไก่ แล้วปล่อยให้อยู่ร่วมกัน 6 รุ่นเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการทดลองพบว่า กลุ่มไก่ธรรมดาอยู่สุขสบายดี ทุกตัวล้วนอ้วนพี ขนดก และผลผลิตไข่เพิ่มขึ้นเยอะมาก ขณะที่กลุ่มซูเปอร์เหลือสามตัว เพราะพวกมันจิกตัวอื่นจนตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับการบริหารขององค์กรส่วนใหญ่ที่ใช้โมเดลซูเปอร์ไก่เพื่อเลือกซูเปอร์สตาร์คนเก่งมาเสริมทัพในองค์กรให้ได้มากที่สุด ทว่าสิ่งนั้นกลับต้องแลกมาการเผชิญหน้ากับการชิงดีชิงเด่น การแข่งขัน การทำงานที่บกพร่อง และการสูญเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการสร้างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จคือ</span></p>
<p>1. สมาชิกจะต้องมีระดับความใส่ใจทางสังคมต่อกันและกันสูง วัดได้จากความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (<a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/empathy-skill-210714/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">Empathy</a>) และกลุ่มที่มีคะแนนส่วนนี้สูงจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า</p>
<p>2. กลุ่มที่ประสบความสำเร็จจะให้เวลาสมาชิกแต่ละคนเท่า ๆ กัน ไม่มีใครที่ครอบงำคนอื่น และไม่มีใครนิ่งเฉย</p>
<p>3. กลุ่มที่ประสบความสำเร็จจะมีผู้หญิงมากกว่า ถึงแม้ยังไม่มีการวินิจฉัยที่แน่ชัด แต่คาดการ์ได้ว่าเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากกว่า หรือเพราะผู้หญิงนำมุมมองที่หลากหลายเข้ามาในกลุ่มนั่นเอง</p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งการคัดเลือกพนักงานเข้ามาเสริมทัพ องค์กรมักเลือกเฉพาะคนเก่งเข้ามาทำงาน แต่นั่นอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่บั่นทอนความสำเร็จของคนอื่นได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกคนเก่งอย่างเดียว แต่คือการสร้างบรรยากาศทำงานร่วมกันให้ทุกคนรู้จัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งเราอาจสั่งให้หยุดทำงานเพื่อให้พนักงานรู้จักกัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแรงขับเคลื่อนให้องค์กรอย่างแท้จริง เช่น ชาวสวีเดนกิจกรรมที่เรียกว่า ฟิกา (fika) ซึ่งหมายถึงการมากกว่านั่งพักกินกาแฟ แต่คือการฟื้นพลังร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนมาพูดคุยกันบริเวณเครื่องชงกาแฟ มากกว่านั่งกินอยู่คนเดียวที่โต๊ะทำงาน หรือแม้กระทั่ง</span><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/eat-lunch-together/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน</a>ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ 10%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะตัวองค์กรไม่มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากคนต่างหาก และสิ่งที่สร้างแรงจูงใจระหว่างกันคือความผูกพัน ความซื่อสัตย์ และไว้วางใจที่สร้างขึ้นระหว่างกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ผู้บรรยายบอกว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่สำคัญคือปูนที่เชื่อมประสานกัน ไม่ใช่ก้อนอิฐหรือคนแต่ละคน”</span></i></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/margaret_heffernan_forget_the_pecking_order_at_work/transcript" target="_blank" rel="noopener"> <b>Forget The Pecking Order At Work</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/181210-thengagement/"><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/site//3/600shutterstock_511304944.jpg" alt="600shutterstock 511304944" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 340"></a></div>
<h2>3. Why the Best Hire Might Not Have the Perfect Resume</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8349 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-3.jpeg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="360" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 341"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Regina Hartley ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลพูดถึงการเลือกผู้สมัครงานโดยดูจากเรซูเม่ ซึ่งเธอแบ่งกลุ่มผู้สมัครออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มช้อนเงิน (Silver Spoon) ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จดหมายสมัครงานดูดีไร้ที่ติ มีการรับรองมาเป็นอย่างดี เป็นบุคคลที่ดูดีไปหมดเสียทุกอย่าง และกลุ่มนักสู้ (Scrapper) ที่เรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาล เปลี่ยนงานมาเยอะพอสมควร เเละทำงานจิปาถะ เช่น พนักงานเก็บเงินหรือพนักงานเสิร์ฟ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองคนมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตำแหน่ง คำถามสำคัญก็คือ </span><i><span style="font-weight: 400;">“คุณจะเลือกใคร”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Regina Hartley แนะนำว่า HR ควรเรียกกลุ่มนักสู้มาสัมภาษณ์มากกว่า เพราะมีการศึกษาพบว่า กลุ่มเด็ก 698 คนที่มีการเติบโตหลังบาดแผลความเจ็บปวด (Post Traumatic Growth) 1 ใน 3 จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับประวัตินักธุรกิจหรือผู้นำที่มีอิทธิพลส่วนใหญ่จะมีลักษณะเหมือนกันคือการเคยผ่านประสบการณ์ความยากลำบากมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การถูกทอดทิ้ง สูญเสียครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก ไปจนถึงความพิการทางการเรียนรู้ ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างรอยเเผลที่นำพาความเจ็บปวดมาให้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นทำให้พวกเขากลายเป็น ‘นักสู้’ ที่พร้อมเผชิญหน้ากับทุกความยากลำบากนั่นเอง</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งที่ HR มักเลือกผู้สมัครจาก</span><a href="https://th.hrnote.asia/qaarticle/online-certificate-for-recruiter/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">เรซูเม่</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่สมบูรณ์แบบ โดยมองข้ามเหล่านักสู้ที่ผู้บรรยายพูดถึง ทำให้องค์กรมีแต่คนเก่งที่อาจไม่พร้อมเผชิญหน้ากับความยากลำบาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการศึกษาหนึ่งพบว่า เมื่อองค์กรให้พนักงานรับผิดชอบงานชั่วคราวที่ต้องใช้แรงงานซึ่งต่ำกว่าวุฒิความสามารถเพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำงานได้ดีขึ้น กลุ่มช้อนเงินกลับกลุ่มที่ลาออกก่อนใคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นก็เพราะกลุ่มนักสู้ถูกผลักดันด้วยความเชื่อมั่นมากกว่า เมื่อมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น พวกนักสู้ถามตัวเองว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;อะไรที่ฉันควรทำให้แตกต่าง เพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้น&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกนักสู้จะมีมุมมองต่อเป้าหมายที่ทำให้เขาไม่ยอมล้มเลิกกับตัวเอง ชนิดที่ว่า ถ้าพวกเขารอดตายจากความยากจน ครอบครัวที่คุ้มคลั่ง และการถูกปล้นหลายต่อหลายครั้ง ความท้าทายทางธุรกิจก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นองค์กรต้องให้ความหลากหลายในการจ้างงาน ไม่ใช่เลือกเฉพาะคนเก่งอย่างเดียว</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/regina_hartley_why_the_best_hire_might_not_have_the_perfect_resume" target="_blank" rel="noopener"> <b>Why the Best Hire Might Not Have the Perfect Resume</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check" style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/recruit/th-190114-stepsofrecruiting/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8330 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/01/3bf71ab53194ab65424506c787b17119.jpg" alt="3bf71ab53194ab65424506c787b17119" width="500" height="334" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 342"></a></div>
<h2>4. The happy secret to better work</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8350 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-4.jpeg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 343"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักจิตวิทยา Shawn Achor ได้ศึกษาคนที่อยู่เหนือค่าเฉลี่ยพบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จในงานนั้นมาจากเลนส์ในการมองโลก ไม่ว่าโลกภายนอกจะเลวร้ายอย่างไร ถ้าเราเปลี่ยนเลนส์นั้นได้ ก็จะมีความสุขและความสำเร็จในเวลาเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเล่าว่า สภาพแวดล้อมภายนอกสามารถทำนายความสุขระยะยาวได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ของความสุขระยะยาวมาจากวิธีที่สมองประมวลสิ่งต่าง ๆ ต่างหาก เช่นเดียวกับสูตรความสุขและความสำเร็จที่พบว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จทางการงานนั้นคาดการณ์ได้จากไอคิว อีก 75 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จนั้นคาดการณ์ได้จากระดับความคิดเชิงบวก การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการมองความกดดันให้เป็นความท้าทาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากแต่ก่อนที่เราคิดว่า สูตรความสำเร็จเกิดจากการทำงานที่หนักขึ้นเพื่อประสบความสำเร็จแล้วมีความสุข แต่ความจริงแล้วมันผิดหลักวิทยาศาสตร์ เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้สมองเปลี่ยนบรรทัดฐานความสำเร็จทุกครั้งที่ทำสำเร็จ เช่น เคยทำคะแนนได้ดีก็จะยิ่งคาดหวังให้คะแนนสูงกว่าเดิม เคยทำยอดขายถึงเป้าหมายก็จะตั้งเป้าหมายใหม่ขึ้นมา นั่นทำให้สมองผลักดันความสุขที่แท้จริงออกไปเรื่อย ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ถ้าสมองทำงานตรงกันข้ามคือการเพิ่มระดับความคิดเชิงบวกแล้วสัมผัสได้ถึงผลประโยชน์ของความสุข สมองก็จะทำงานได้ดีกว่าปกติ มีประสิทธิภาพ ทำงานได้หนักขึ้น เร็วขึ้น และชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้นจงกลับสูตรของความสุขมาที่การคิดเชิงบวกมากขึ้น แล้วเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วสมองเราสามารถทำอะไรได้บ้าง</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งที่องค์กรมุ่งหวังความสำเร็จมากเกินไปจนสร้างบรรยากาศในการทำงานที่เคร่งเครียด กดดัน จนสร้างเกิดความคิดเชิงลบในสมอง </span><span style="font-weight: 400;">TED Talk นี้จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริหารหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลกลับมาให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Shawn Achor ยังได้แนะนำวิธีที่คุณสามารถฝึกสมองให้สามารถคิดเชิงบวกง่าย ๆ เพียงใช้เวลาแค่ 2 นาที ทำติดต่อกัน 21 วันเพื่อจัดระบบสมองของคุณใหม่ คือ การให้พนักงานเขียน 3 สิ่งที่รู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ ฝึกสมาธิ และการเขียนข้อความอีเมลในแง่บวก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การฝึกสมองก็เหมือนการฝึกร่างกาย ถ้าเราสามารถกลับสูตรแห่งความสุขมากที่ความคิดเชิงบวกมากขึ้น ความสุขและความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลจากองค์กรแล้ว</span></p>
<div class="focused-block"><b>รับชม TED Talk นี้ได้ที่</b><a href="https://www.ted.com/talks/shawn_achor_the_happy_secret_to_better_work" target="_blank" rel="noopener"> <b>The happy secret to better work</b></a></div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-thumbnail wp-image-8001 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/5f29f2d61948de66933a991f1881831c.jpg" alt="ความสุขในการทำงาน Workplace Happiness" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 344"></a></div>
</div>
<h2>5. Why good leaders make you feel safe</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8351 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-5.jpeg" alt="TED Talk for HR 5" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 345"></p>
<h3>TED Talk นี้เกี่ยวกับอะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางการทหาร เรามอบเหรียญกล้าหาญแก่คนที่ยินดีเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น แต่ในวงการธุรกิจ เราให้โบนัสแก่คนที่ยอมทำร้ายคนอื่น (ทางธุรกิจ) เพื่อผลประโยชน์ต่อตัวเอง และเมื่อถามเหล่าทหารว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">“ทำไมพวกเขาถึงกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่น”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบที่ได้รับก็คือ </span><i><span style="font-weight: 400;">“เพราะถ้าเป็นเขา เขาก็จะทำอย่างนี้เพื่อฉันเหมือนกัน”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือการเริ่มต้น TED Talk ของ Simon Sinek ที่สำรวจว่าภาวะผู้นำเกิดจากอะไร สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ ภาวะผู้นำเกิดจากสิ่งแวดล้อมต่างหาก ถ้าเราสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี พวกเราทุกคนต่างมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเล่าว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย เพราะเรามีวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์สังคม สิ่งนี้เกิดจากความไว้วางใจและการร่วมมือที่เต็มไปด้วยประโยชน์มหาศาล เช่น ในช่วงเวลากลางคืน เราต้องไว้ใจคนในเผ่าที่เฝ้าระวังภัยให้ ถ้าเราไม่ไว้วางใจกัน ก็จะเป็นระบบที่แย่มากต่อการอยู่รอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานในองค์กรก็เช่นกัน ทุกวันนี้ความอันตรายต่อธุรกิจมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ เช่น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้องค์กรของคุณล้าสมัยในชั่วข้ามคืน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรให้รู้สึกปลอดภัยในการทำงานนั่นเอง</span></p>
<h3>ทำไม HR ต้องดู</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ Simon Sinek แล้ว เขามองว่าผู้นำคือผู้สร้างบรรยากาศในองค์กร โดยเฉพาะการสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการทำงาน และสร้างความเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรให้เกิดขึ้นให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขายกตัวอย่างกรณี พนักงานสายการบินที่ด่าทอผู้โดยสารที่ต่อแถวขึ้นเครื่องก่อนคิวตัวเอง นั่นก็เพราะพนักงานสายการบินคนนั้นรู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้าเกิดไม่ทำตามกฎจะทำให้ตัวเองถูกไล่ออก และนี่ก็คือความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการทำงานนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างใน</span><a href="https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190703-psychological-safety/?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text"><span style="font-weight: 400;">การสร้างความปลอดภัยในการทำงาน</span></a><span style="font-weight: 400;">คือ บริษัทเทคโนโลยี เน็กซ์ จัมพ์ ในนิว ยอร์ค ที่ไม่มีนโยบายไล่คนออก โดยจะจ้างงานตลอดชีวิต ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องงาน บริษัทก็จะฝึก สอน และให้การสนับสนุนพนักงาน และนั่นได้สร้างความปลอดภัยแก่พนักงาน ผ่านการสร้างความเชื่อใจและการให้ความร่วมมือนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดเขากล่าวว่า การเป็นผู้นำคือทางเลือก ไม่ใช่ตำแหน่ง หลายคนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในองค์การ แต่ไม่ได้มีความเป็นผู้นำเลย มีเพียงอำนาจที่สั่งให้คนอื่นทำตาม ซึ่งนั่นทำให้คนอื่นไม่อยากเดินตาม ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่อยู่ตำแหน่งล่าง ๆ ไม่มีอำนาจ แต่มีความเป็นผู้นำ เพราะเขาเลือกที่จะดูแลคนที่อยู่ทางซ้ายและคนที่อยู่ทางขวาของเขา นั่นแหละคือภาวะผู้นำ</span></p>
<div class="focused-block">
<p><strong>รับชม TED Talk นี้ได้ที่<a href="https://www.ted.com/talks/simon_sinek_why_good_leaders_make_you_feel_safe" target="_blank" rel="noopener"> Why good leaders make you feel safe</a></strong></p>
</div>
<div class="focused-block--has-title check">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2387" src="https://th.hrnote.asia/storage/2019/06/shutterstock_437867614.png" alt="shutterstock 437867614" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 346"></div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>บทสรุป</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นส่วนหนึ่งของ TED Talk</span><span style="font-weight: 400;"> ที่น่าสนใจสำหรับ HR ที่เราได้รวบรวมมาให้ชมกัน ลองสละเวลาดูสักนิด คุณจะพบมุมมองที่น่าสนใจหลากหลาย สำหรับผู้อ่านสนใจสามารถติดตาม 5 Ted Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2) ได้ต่อไป</span></p>
<table style="border-collapse: collapse; width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 100%;">
<div><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Pic"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-thumbnail wp-image-8359 aligncenter" src="https://th.hrnote.asia/storage/2021/07/TED-Talk-for-HR-Cover-1.jpg" alt="TED Talk for HR" width="600" height="370" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 347"></a></div>
<div style="text-align: center;"><a href="https://th.hrnote.asia/tips/210730-5-ted-talk-for-hr-part2?utm_source=HR+Content&amp;utm_medium=Text">5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 2)</a></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div class="l-wrap section-">
<div class="focused-block--has-title check"><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfb3Il1k_zvdCo0DyvMuEyDVhdzzJIpI0oPbS0eWYQEN2SdIg/viewform" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39851" src="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp" sizes="(max-width: 1600px) 100vw, 1600px" srcset="https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500.webp 1600w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-300x94.webp 300w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1024x320.webp 1024w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-768x240.webp 768w, https://th.hrnote.asia/storage/2023/10/CTA-in-Content-Website-1600-x-500-1536x480.webp 1536w" alt="CTA in Content Website 1600 x 500" width="1600" height="500" title="5 TED Talk ที่ HR ควรดู เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง (Part 1) 348"></a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
