Search
Close this search box.

“ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือเพื่อนร่วมงาน” เปิดสูตร I AM Consulting ปั้น AI Strike Team พาองค์กรสู่ Autonomous Era

i-am-consulting-ai-strike-team

ในเวลาเพียงไม่กี่ปี AI พัฒนาจากเครื่องมือช่วยถาม-ตอบ ไปสู่ระบบที่สามารถช่วยวิเคราะห์ เขียนโคด ค้นหาความรู้ หรือทำงานบางขั้นตอนแทนมนุษย์ได้จริง การพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ทั้งวิถีการทำงานของคนสายเทค และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนตามไปด้วย

สำหรับ I AM Consulting บริษัทที่ปรึกษาในการทำ Digital Transformation และผู้นำในการให้บริการติดตั้งระบบ SAP Cloud ERP รวมถึง SAP SuccessFactors การจะนำ AI ไปสร้าง Value ให้ลูกค้าได้ จึงต้องเริ่มจากการทำให้คนในองค์กรพร้อมก่อน ทั้งการผลักดัน AI Adoption ผ่าน Corporate KPI,​การตั้งทีม AI Strike ภายในเพื่อทดลอง Use Case จริง และการยกระดับ AI ให้กลายเป็น Strategic Skill ในการพัฒนาพนักงาน

HREX พูดคุยกับคุณ กริช วิโรจน์สายลี Managing Director แห่ง I AM Consulting ถึงเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ว่าองค์กรของเขาเตรียมคนอย่างไร ทดลอง AI อย่างไร และทำอย่างไรให้ AI Transformation กลายเป็นคุณค่า (Value) ที่ส่งต่อไปถึงลูกค้าได้จริง

อะไรคือสัญญาณที่ทำให้ I AM Consulting มองว่าเรื่อง AI “รอไม่ได้แล้ว” ?

ChatGPT Image Sep 29 2026 01 53 29 PM

กริช: ช่วงแรก AI เป็นเหมือนที่ทุกคนเจอครับ คือเป็นการถาม-ตอบ เรา Prompt เข้าไป มันตอบกลับมา แล้วเราค่อยเอาคำตอบนั้น ๆ ไปทำงานต่อ แต่แล้วการพัฒนาของ AI มันเร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฝั่ง SAP ที่เราทำอยู่ วันนี้เขากำลังขยับไปเรื่อง Autonomous Enterprise มากขึ้น

พูดง่าย ๆ ทุกวันนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่ Generative AI ไว้ตอบคำถาม แต่ขยับไปสู่ Agentic AI ที่วิเคราะห์ ตัดสินใจ และทำงานทดแทนกระบวนการบางอย่างได้จริงแล้ว มันเริ่มเข้าใจบริบทและสามารถทำงานบางอย่างแทน User ได้แล้ว 

ในมุมคนทำงานเองก็จะเปลี่ยนจากคนที่คอยใส่ข้อมูล หรือทำ Manual Process ไปเป็นคนที่คอยตรวจสอบดูแลว่า AI ทำงานถูกต้องหรือไม่ ?

ในฐานะ Implementer พอเห็นทิศทางเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราก็ต้องขยับตามครับ เพราะหน้าที่ของเราคือเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปดำเนินการ และสร้างคุณค่าให้ลูกค้า

ฉะนั้นก่อนเราจะส่งมอบงานให้ลูกค้า เราต้องเข้าใจเองก่อนว่า AI บน SAP หรือ Enterprise Solution ทำอะไรได้-ไม่ได้ และคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับคืออะไร

เราจะไม่รอจนเทคโนโลยีสมบูรณ์แบบแล้วค่อยเข้าไปศึกษา เพราะถึงวันนั้นมันอาจสายเกินไป เราอยากเข้าไปตั้งแต่ต้นน้ำเลยครับ เรียนรู้พัฒนาการของมันไปพร้อมกัน

อะไรคือ Wake-up Call ที่ทำให้รู้ว่า I AM ต้อง Transform ตัวเองแล้ว ?

กริช: ถ้าย้อนไปยุค Digital Transformation เราเห็นหลายธุรกิจโดนดิสรัป (Disrupt) ทั้งสื่อ สิ่งพิมพ์ หรือ E-commerce แต่ตอนนั้น I AM Consulting เป็น Consulting Company เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูก Disrupt โดยตรงมากนัก

แต่ยุค AI ไม่เหมือนกันครับ,​ ถ้าเรายังทำงานแบบเดิม ธุรกิจเราจะถูก Disrupt แน่นอน เพราะสิ่งที่ลูกค้าถามหาคือประสิทธิภาพ (Productivity) ถามหาเวลาที่เร็วขึ้น และถามหาคุณภาพที่ดีขึ้น

ฉะนั้นโจทย์ของเราไม่ใช่จะเอา AI มาแทนคน แต่คือเราจะเอา AI มาช่วยคนของเราให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร 

นี่คือจุดเปลี่ยน (Trigger Point) ที่ทำให้เรารู้ว่า ก่อนจะ Transform ลูกค้า เราต้อง Transform วิธีทำงานของตัวเองก่อน

ในฐานะผู้บริหาร เราเห็นแล้วว่า AI สำคัญ แต่ทำอย่างไรให้ “คนทั้งองค์กร” เห็นแบบเดียวกัน ?

กริช: อย่างแรกคือเราต้องสื่อสารให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พูดอย่างเดียวไม่พอครับ เราเคยมีประสบการณ์ว่า พูดแล้วทุกคนก็รับฟัง แต่ถ้าไม่มีการกระทำใด ๆ ตามมา สุดท้ายก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ปีนี้เราเลยกำหนดเรื่อง AI Adoption และ Productivity เป็น Corporate KPI เลย

เพราะถ้าไม่มีเป้าหมายชัด ๆ ทุกคนก็อาจรู้สึกว่า “ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้” แต่เมื่อ AI Adoption ถูกยกระดับให้เป็น Corporate KPI เป้าหมายก็จะถูกส่งต่อจากระดับ ผู้บริหารลงไปยังแต่ละทีมอย่างเป็นรูปธรรม ว่าแต่ละคนและแต่ละทีมจะมีส่วนขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กรได้อย่างไร

บางทีมอาจเริ่มจากการผลักดัน AI Adoption ภายในทีมของตัวเอง ขณะที่บางทีมอาจนำ AI ไปต่อยอดในการ Implement Solution ให้กับลูกค้า

ฉะนั้นหัวใจสำคัญคือ Corporate KPI ต้องไม่หยุดอยู่แค่ระดับผู้บริหาร เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริงได้ ก็ต่อเมื่อคนทั้งองค์กร เห็นบทบาทของตัวเองและขยับไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากตั้งเป็น Corporate KPI แล้ว ทราบมาว่า I AM Consulting ตั้ง AI Strike Team ขึ้นมาด้วย โครงสร้างนี้เกิดขึ้นอย่างไร ?

i-am-consulting-ai-strike-team

กริช: เราตั้ง AI Strike Team ตั้งแต่ต้นปี 2026 แล้ว เพราะเรื่อง AI มันกว้างมาก ๆ  ถ้าบอกทุกคนว่า “ไปทำ AI กัน” เขาก็จะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน

เราเลยแบ่งโจทย์ออกมาเป็น 3 ทีมหลัก

ทีมแรกโฟกัสที่ SAP Joule ซึ่งเป็น AI ของ SAP โดยตรง เพื่อศึกษาว่าปัจจุบันทำอะไรได้บ้าง มีโอกาสนำไปใช้กับ Business Process ส่วนไหน และ I AM Consulting สามารถต่อยอดหรือเพิ่มคุณค่าจากที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร

ทีมที่สองโฟกัสเรื่อง Knowledge Base โดยเฉพาะงานสนับสนุน เพราะเรามีองค์ความรู้สะสมจำนวนมาก เป้าหมายคือทำให้ AI สามารถเรียนรู้จากข้อมูลเหล่านี้ เพื่อช่วยแนะนำแนวทางแก้ปัญหา คัดกรอง หรือส่งต่อเคสต่าง ๆ ไปยังทีมที่เกี่ยวข้อง และช่วยตอบปัญหาเบื้องต้นได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ทีมสนับสนุนทำงานแบบ Passive ก็สามารถขยับไปสู่การทำงานแบบ Active Mode มากขึ้น

ส่วนทีมที่สามคือ AI Coding ซึ่งเราต่อยอดให้เกิดโปรเจกต์ใหม่ เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการทำงานของทีมครับ

แต่อย่างที่บอกครับ การประกาศเป็น Policy อย่างเดียวไม่พอ เพราะต่อให้กำหนดให้ทุกคนใช้ AI แต่ถ้าคนยังไม่มีความรู้หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร นโยบายนั้นก็เกิดขึ้นจริงได้ยาก

ฉะนั้นเราจึงตั้งทีมขึ้นมาศึกษาให้ชัดว่า AI Coding ในระดับ Enterprise ต้องมี Rule, Guideline, Security และ Procedure แบบไหน เพื่อให้การนำ AI มาใช้มีมาตรฐานเดียวกัน

แต่ละทีมมีเป้าหมายต่างกัน แล้วคุณวัดผลอย่างไร ?

กริช: เราให้แต่ละทีมมีเวลา 90 วัน และต้องตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า ภายในช่วงเวลานี้ต้องการสร้างผลลัพธ์ (Output) อะไรขึ้นมา จากนั้นจึงเปิดพื้นที่ให้ทดลองในลักษณะ Sandbox โดยเลือกโปรเจกต์พอจะเกิดข้อผิดพลาดได้ และยังสามารถแก้ไขหรือปรับกลับได้ทัน

ผมไม่ได้คาดหวังให้ทุกการทดลองจะต้องประสบความสำเร็จเสมอ แต่สิ่งสำคัญคือ แต่ละทีมต้องมีผลลัพธ์และบทเรียนที่นำกลับมาต่อยอดได้

เพราะถ้าเราไม่ลงไปทดลองจริง เราจะไม่มีทางรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรยังทำไม่ได้ และอะไรคือข้อจำกัดของเทคโนโลยี  เช่น เวลาไปคุยกับลูกค้า เราก็อาจเผลอพูดว่า “ทำได้ทั้งหมด” ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีข้อจำกัดอยู่

การทดลองจริงจึงช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่า AI มี Capability แค่ไหน ยังมีช่องว่างหรือ Gap ตรงไหน และ Gap ใดที่ I AM Consulting สามารถเข้าไปต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้

นี่คือคุณค่าของการลงมือทำจริงครับ

คุณยกระดับผลลัพธ์จาก AI Strike Team ไปสู่พนักงานทั้งองค์กรได้อย่างไร ?

i-am-consulting-ai-strike-team

กริช: Corporate KPI เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ เพราะต่อให้ทุกคนรู้ว่าองค์กรกำลังขับเคลื่อนเรื่อง AI แต่ถ้าคนยังไม่มีทักษะที่จำเป็น หรือยังไม่เชื่อว่า AI จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นจริงได้ยาก

สำหรับ Consultant ของ I AM Consulting เรามี Core Skill ที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้ง Technical Skill เพื่อเข้าใจ Software หรือ Application ที่รับผิดชอบ Business Skill เพื่อเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์ของธุรกิจ และ Soft Skill ที่จำเป็นต่อการทำงานกับลูกค้าและทีม

AI ไม่ได้เข้ามาแทน Core Skill เหล่านี้ แต่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งความสามารถที่คนในองค์กรต้องมีเพิ่มขึ้น ฉะนั้นปีนี้เราจึงกำหนดให้ AI เป็น Strategic Skill ขององค์กร เพื่อให้พนักงานค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะนำ AI มาใช้ยกระดับวิธีทำงานของตัวเองได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ช่วงแรก ๆ ก็มีคนที่ยังไม่เชื่อว่า AI จะทำงานได้ดีจริงครับ

มีกรณีหนึ่งที่ Developer ลองใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในเวลางาน แต่หลังเลิกงานกลับไปเขียนโค้ดเองเพื่อเปรียบเทียบ แล้วนำผลมาให้หัวหน้าดู พร้อมบอกว่า “เห็นไหม ผมเขียนเองถูกต้องกว่า”

พอทีมเข้าไปดูจริง ๆ กลับพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI ครับ แต่อยู่ที่ Prompt หรือวิธีสั่งงานและข้อมูลที่ป้อนเข้าไปด้วย

มันก็เหมือนการบรีฟคนนั่นแหละ ถ้าเราบรีฟไม่ชัด ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ตรงกับที่ต้องการ ฉะนั้นเมื่อปรับวิธีสั่งงานให้ชัดขึ้น ผลลัพธ์ก็ใกล้เคียงกันมากขึ้น 

และเมื่อเทียบเรื่องเวลา AI กลับช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่าอย่างชัดเจน ตรงนั้นเองที่ทำให้น้องเริ่มเปิดใจมากขึ้น

ฉะนั้น การขยายการใช้งาน AI ทั้งองค์กรจึงไม่ใช่แค่การตั้ง KPI หรือสอนให้ใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องทำให้คน มีทักษะ กล้าลอง และได้เห็นผลลัพธ์จากการใช้งานจริงด้วยตัวเอง จึงจะเกิดการยอมรับและนำ AI ไปใช้จริงในวงกว้างครับ

Strategic Skill ที่ว่า ช่วยพัฒนาคนในองค์กรได้อย่างไร ?

กริช: เราเอา AI เข้าไปอยู่ใน Performance Evaluation และ Individual Development Plan หรือ IDP เลยครับ

ปกติทุกปีเราจะดูทั้ง Performance และ Skill ว่าแต่ละคนมีอะไรแล้ว ขาดอะไร และต้องพัฒนาตรงไหน

เดิมเราไม่มี AI Skill แต่ปีนี้เราเพิ่ม Strategic Skill เข้าไป เพื่อให้พนักงานเห็นชัดว่าองค์กรกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน และตัวเองต้องพัฒนาความสามารถด้านใดเพิ่ม

จะไปบอกคนว่า “คุณต้องเก่ง AI” อย่างเดียวไม่ได้ ผู้บริหารต้องสนับสนุนด้วยผ่าน Training หรือ Tool ที่ทีมอยากลองใช้

เรายอมรับด้วยว่า ผู้บริหารเองก็ไม่ได้รู้เรื่อง AI ทุกอย่างนะครับ บางทีคนใน Strike Team ศึกษาตลาดมากกว่าผู้บริหารเสียอีก หน้าที่ของเราก็คือเปิดพื้นที่และ สนับสนุนให้เขาไปทดลองครับ

ยิ่งใช้ AI มากขึ้น ก็ยิ่งมีเรื่อง Data Privacy และ Security ตามมา I AM Consulting จัดการอย่างไร ?

i-am-consulting-ai-strike-team

กริช: เรื่องนี้เราให้ความสำคัญมากครับ และกำหนดเป็น AI Policy ของบริษัทอย่างชัดเจน เพราะพนักงานของเราต้องทำงานกับข้อมูลลูกค้า หากนำข้อมูลบางประเภทไปใช้กับ Public AI โดยไม่ระวัง ก็อาจเกิดความเสี่ยงด้านข้อมูลและความปลอดภัยได้

เราจึงกำหนดให้ชัดว่า ข้อมูลแบบไหนสามารถนำไปใช้กับ AI ได้ และข้อมูลแบบไหนห้ามนำไปใช้

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเปิดให้คนใช้ AI มากขึ้น แต่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่า ควรใช้ AI อย่างไรให้ปลอดภัย และต้องระวังเรื่องข้อมูลตรงไหนบ้าง เพื่อให้การใช้งานเกิดประโยชน์ โดยไม่สร้างความเสี่ยงให้กับลูกค้าหรือองค์กรครับ

เวลานำ AI ไปใช้กับลูกค้าจริง แต่ละองค์กรมีความพร้อมต่างกันอย่างไร และ I AM Consulting รับมือกับความต่างนั้นอย่างไร ?

กริช: ลูกค้าที่เราเจอแบ่งออกได้ประมาณสามกลุ่ม

กลุ่มแรกคือ Early Adopter กลุ่มนี้ทำงานค่อนข้างง่าย เพราะลูกค้าพร้อมทดลอง เราสามารถคุยกันตั้งแต่ต้นได้ว่า วันนี้ AI ทำอะไรได้แค่ไหน และจุดไหนยังต้องมีคนช่วยตรวจสอบ ตัดสินใจ หรือกำกับการทำงาน

กลุ่มที่สองคือองค์กรที่ยังมี ความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความรู้สึกว่า AI อาจเข้ามาแทนงานของตัวเอง กลุ่มนี้ผู้บริหารต้องมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและช่วยผลักดันให้คนในองค์กรเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ส่วนกลุ่มที่สามคือองค์กรที่ พื้นฐานด้านระบบไม่พร้อม บางแห่งยังต้องจัดการระบบหลักให้ลงตัวก่อน จึงยังไม่ควรรีบข้ามไปใช้ AI ทันที

ดังนั้น หน้าที่ของเราคือดูว่าลูกค้าแต่ละองค์กรอยู่ในระดับความพร้อมแบบไหน แล้วช่วยวางพื้นฐานให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถนำ AI มาต่อยอดได้ในจังหวะที่พร้อมจริง ๆ ครับ

หลังจาก I AM Consulting ลงมือ Transform ภายในอย่างจริงจังแล้ว สิ่งเหล่านี้จะกลับไปสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างไร ?

กริช: ผมเชื่อว่าสิ่งแรกที่ลูกค้าจะได้คือ ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น ครับ

ถ้ามองไปถึง Autonomous Process จากเดิมที่ User ต้องทำงานเป็นขั้นตอน ตั้งแต่กรอกข้อมูล ส่งต่อ ไปจนถึงรออีกคนดำเนินการ ฯลฯ ระบบจะสามารถเข้ามาช่วยจัดการบางขั้นตอนแทนได้มากขึ้น ขณะที่บทบาทของคนจะขยับจากการลงมือทำงาน Manual ไปสู่การตรวจสอบ กำกับ และปรับปรุงการทำงานของระบบ

เมื่อภาระงานที่ทำซ้ำลดลง คนก็มีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น ขณะเดียวกัน กระบวนการต่าง ๆ ก็สามารถทำได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Product การสร้าง Prototype หรือการนำ Solution ใหม่ออกสู่ตลาด

ท้ายที่สุด Value ที่ลูกค้าได้รับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร บางแห่งต้องการลดเวลา บางแห่งต้องการลดต้นทุน หรือบางแห่งต้องการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนเริ่มทำ AI เราต้องกลับไปคุยกับลูกค้าให้ชัดว่า สิ่งที่กำลังทำจะช่วย Improve Business เรื่องไหน

ถ้าองค์กรอื่น ๆ อยากทำ AI Transformation ให้เกิดขึ้นจริง จากประสบการณ์ของ I AM Consulting เขาควรเริ่มจากตรงไหน ?

กริช: อย่างแรกต้องมี Management Support แต่แค่ผู้บริหารบอกว่า “องค์กรจะใช้ AI” ยังไม่พอ ผู้บริหารต้องลงไปเห็นปัญหาจริง คุยกับทีม และช่วยกันหาวิธีแก้ด้วย ต้อง Walk the Talk ครับ

โดยเฉพาะกับคนที่ยังกลัวหรือยังไม่มั่นใจเรื่อง AI เราไม่สามารถใช้วิธีสั่งหรือบังคับอย่างเดียวครับ เราต้องเข้าไปคุย ทำความเข้าใจว่าเขากังวลอะไร แล้วทำให้เขาเห็นด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยงานของเขาได้อย่างไร

อีกเรื่องที่สำคัญคือ ในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพร้อมพร้อมกันหมด เราเลือก คนที่พร้อมเปลี่ยนแปลงมาเป็น Change Agent ก่อน

อย่าง Strike Team ของเรา เราเลือกคนที่มีความสนใจ พร้อมทดลอง และพร้อม Drive เรื่องนี้ จากนั้นให้คนกลุ่มนี้กลับไปช่วยทีมอื่น ทั้งให้คำแนะนำ สนับสนุน และพิสูจน์ให้เห็นจากการทำงานจริงว่า AI สามารถสร้างผลลัพธ์ได้

เมื่อคนเริ่มเห็นจากคนรอบตัวว่า “มันทำได้จริง” การเปิดรับก็จะเกิดขึ้นง่ายกว่าการที่องค์กรประกาศจากบนลงล่างอย่างเดียวครับ

ท้ายที่สุด ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของทุกคนแล้ว  คุณอยากให้ลูกค้าจดจำ I AM Consulting อย่างไร ?

i-am-consulting-ai-strike-team

กริช: เรามีแนวคิดหลักที่ยึดมาตลอดคือ Deliver Your Success คือเราอยากส่งมอบความสำเร็จให้กับลูกค้า

ถ้าให้ผมสรุปเรื่องที่เราทำทั้งหมด ผมมองว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อมของ I AM Consulting เราใช้เวลาปรับองค์กร เรียนรู้ และทดลองว่า AI จะช่วยให้คนของเราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร

และเราเชื่อว่า ความรู้และประสบการณ์ที่เราสร้างขึ้นจากภายในวันนี้ จะทำให้เราพร้อมนำไปส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถนำ AI ไปพัฒนาธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ และแข่งขันได้ดีขึ้นในอนาคตครับ

สนใจให้ I AM Consulting ช่วยส่งมอบ AI Value ด้วย SAP SuccessFactors สามารถติดต่อใช้บริการผ่าน HREX ได้ที่นี่

ผู้เขียน

Picture of Sahatorn Petvirojchai

Sahatorn Petvirojchai

Manager of HREX.asia who works in media platforms for a long time. Interested in Global Culture, Marketing, and Self Development.

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเภท

บทความใหม่

Most Popular

Today
นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้