Search
Close this search box.

แรงงานไทย 8.7 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะโดน AI แทนที่ แล้ว HR ต้องรับมืออย่างไร ?

HIGHLIGHT

  • NESDC ส่งสัญญาณเตือนแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก Generative AI โดยตรง
  • การว่างงานระยะยาว (นานกว่า 1 ปี) เพิ่มขึ้น 27% สะท้อนว่าคนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ายากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ตัวเลข Unemployment Rate ที่ยังต่ำไม่ได้แปลว่าตลาดแรงงานแข็งแรง — HR ต้องอ่านลึกกว่านั้น
  • โจทย์ใหม่ขององค์กรไทยไม่ใช่ “จ้างคนได้ไหม” แต่คือ “จ้างคนที่ถูกต้องในบริบทที่เปลี่ยนไปแล้วได้ไหม”

risk-losing-jobs-to-ai-hr

เราเคยได้ยินกันมานานว่า “AI จะมาแย่งงาน” แต่ส่วนใหญ่มักฟังแล้วผ่านไป เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมโรงงาน หรือเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

แต่ตัวเลขที่ออกมาในสัปดาห์นี้บอกว่า อนาคตนั้นมาถึงแล้ว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) รายงานว่า แรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก Generative AI และในไตรมาสแรกของปี 2026 อัตราว่างงานไทยปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือราว 390,000 คน พร้อมกับสัญญาณที่น่ากังวลกว่านั้น คือ การว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27%

ตัวเลขเหล่านี้อาจยังดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ แต่สำหรับ HR และผู้บริหารองค์กร นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แรงงานไทย 8.7 ล้านคน เสี่ยงตกงานแค่ไหน ?

ตัวเลขที่ประเมินไว้ว่าจะมีคนตกงาน 8.7 ล้านคน ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะตกงานทันทีใน 1-2 วันนี้ แต่หมายความว่า งานที่พวกเขาทำอยู่กำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน

Generative AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงานเร็วขึ้น แต่กำลัง Redesign ว่างานบางประเภทจำเป็นต้องมีคนทำอยู่ไหม หรือต้องการคนในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

สายงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักไม่ใช่งาน Manual แต่กลับเป็นงาน Cognitive และ White-Collar เช่น

  • งานด้านการประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์รายงาน
  • งาน Back-office ที่ต้องใช้ทักษะซ้ำ ๆ
  • งานด้านการเขียน สรุปเอกสาร แปลภาษา
  • บางส่วนของงาน Customer Service, HR Operations, Finance Operations

สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายองค์กรไทยยังไม่ได้ประเมินว่า ใน Workforce ของตัวเองมีสัดส่วนงานประเภทนี้อยู่มากแค่ไหน และกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอีก 12–24 เดือนข้างหน้า

White-Collar Recession

White-Collar Recession อยากได้งานใหม่ แต่ต้องยอมลดเงินเดือน

ทำไมการว่างงานระยะยาวพุ่ง 27% จึงเป็นสัญญาณที่น่ากลัว ?

จากตัวเลข Unemployment Rate หรืออัตราว่างงานของไทย อาจปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% ดูเผิน ๆ อาจเหมือนเลขต่ำ ไม่ได้น่าหวาดหวั่นเท่าใด

แต่เมื่อมองไปที่ตัวเลขการว่างงานระยะยาว (Long-term Unemployment) ที่เพิ่มขึ้น 27% ส่งสัญญาณเตือนว่า คนที่ออกจากงานแล้ว จะกลับเข้าสู่ระบบได้ยากขึ้นมาก

ไม่ใช่เพราะขาดประสบการณ์ แต่เพราะทักษะที่มีอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการในยุคที่ AI เริ่มเข้ามาทำงานบางส่วนแทน และองค์กรหลายแห่งกำลังอยู่ในโหมด Redesign Role มากกว่าแค่ Hire to Replace

มันหมายความว่า คนที่เคยเก่งและดีพอเมื่อปี 2023 อาจไม่ได้ดีแบบเดิมอีกแล้วในปี 2026

บทเรียนสำหรับ HR และผู้บริหารองค์กรไทย

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แค่บอกว่า “ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยน” แต่กำลังบอกว่า กลยุทธ์ HR ที่องค์กรใช้อยู่ อาจถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่กำลังหายไปแล้ว

1. Skills Mapping คือสิ่งที่ต้องทำทันที

ก่อนที่ AI จะมา Disrupt จากนอกองค์กร ให้ถามตัวเองว่า คุณรู้ไหมว่าในองค์กรของคุณมีทักษะอะไรบ้าง ? ทักษะไหนที่กำลังจะล้าสมัย ? และทักษะอะไรที่องค์กรต้องการในอีก 2 ปีข้างหน้า ?

องค์กรที่ทำ Skills Mapping ได้ก่อนจะมีข้อได้เปรียบอย่างมาก ทั้งในการ Reskill คนเดิม และการ Hire คนใหม่ที่ตรงกับความต้องการจริง

2. Internal Mobility ต้องไม่ใช่แค่นโยบาย

แทนที่จะ Layoff คนที่ทักษะที่เคยมีไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป แล้วจ้างคนใหม่เข้ามาแทน องค์กรควรลงทุนกับ Internal Mobility อย่างจริงจัง ทั้งการ Reskill, Cross-functional Move และการสร้าง Career Path ใหม่สำหรับบทบาทที่ AI เข้ามาเสริม ไม่ใช่แทนที่ทั้งหมด

3. Workforce Planning ต้องมองไกลกว่า Headcount

HR ที่ยังวางแผนกำลังคนด้วยการนับจำนวนหัวและตำแหน่งงานว่างอยู่ กำลังวางแผนสำหรับโลกเก่า แต่ Workforce Planning ในยุคนี้ต้องตอบได้ว่า บทบาทไหนในองค์กรที่ AI จะเข้ามาเพิ่มคุณค่า ? บทบาทไหนที่ต้องออกแบบใหม่ ? และองค์กรต้องการ Human Capability ในรูปแบบใดเพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ?

4. อย่าอ่านตลาดแรงงานแค่จากตัวเลข Unemployment

ตัวเลขว่างงานต่ำไม่ได้แปลว่าคนหาง่าย หรือตลาดแรงงานแข็งแรง เพราะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือ Skills Mismatch หรือคนมีอยู่ แต่ทักษะไม่ตรง และคนที่มีทักษะที่ตลาดต้องการกำลังถูกแย่งตัวกันอย่างหนัก

Strength-Based Recruitment สรรหาพนักงานโดยเน้นจุดแข็ง เพื่อองค์กรที่แข็งแกร่ง

Strength-Based Recruitment คืออะไร ? ทำไมควรให้ความสำคัญกับจุดแข็ง ?

มุมมองจาก HREX

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทยไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ AI เป็นตัวเร่ง

องค์กรที่จะผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีเงินทุนมากที่สุด แต่คือองค์กรที่เตรียมคนได้เร็วที่สุด และ HR คือแนวหน้าของการเตรียมนั้น

คำถามที่ HREX อยากฝากให้คิดสำหรับสัปดาห์นี้ “ถ้า GenAI เข้ามาทำงาน 30% ในองค์กรของคุณได้ในอีก 2 ปี HR ของคุณมีแผนสำหรับ 70% ที่เหลือแล้วหรือยัง ?”

บทสรุป

ความเสี่ยงที่แรงงานไทย 8.7 ล้านคนจะตกงานคือ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีว่าถึงเวลาแล้วที่ HR ต้องก้าวจาก Operational Role ไปสู่ Strategic Role อย่างแท้จริง

การว่างงานระยะยาวที่พุ่งขึ้น 27% บอกว่าตลาดไม่ได้ไม่มีคน แต่ระบบการพัฒนาทักษะและการออกแบบงานกำลังตามไม่ทัน AI ที่เดินหน้าต่อโดยไม่รอใคร

องค์กรที่เริ่ม Workforce Planning, Skills Mapping และ HR Transformation ตั้งแต่วันนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นมาถึงเต็มตัว

หากต้องการประเมินความพร้อมขององค์กรในการรับมือกับ AI Disruption? HREX ให้บริการ Free HR Assessment สำหรับองค์กรที่สนใจเริ่มต้น HR Transformation อย่างมีทิศทาง

ติดต่อ HREX เพื่อนัด Free HR Consultation ได้เลยที่นี่

Sources:

ผู้เขียน

Picture of Sahatorn Petvirojchai

Sahatorn Petvirojchai

Manager of HREX.asia who works in media platforms for a long time. Interested in Global Culture, Marketing, and Self Development.

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้