Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ควรรู้จากเวิร์กชอป AI for HR โดย Thailand Coaching Institute

ai for hr tci hrex

HR ยุคนี้ไม่ได้เหนื่อยเพราะงานยากเสมอไป แต่เหนื่อยเพราะต้องทำงานซ้ำ งานเร่ง และงานที่ต้องคิดหลายเรื่องพร้อมกัน ตั้งแต่คัดเลือกผู้สมัคร สรุปรายงานผู้บริหาร ไปจนถึงวางแผนพัฒนาคน

แล้วจะทำอย่างไรให้ HR รับมือกับงานรอบด้านได้อย่างราบรื่น ? สถาบันโค้ชไทย หรือ Thailand Coaching Institute จึงจัดเวิร์กชอป AI for HR: From Administration to Augmentation ขึ้นมาเพื่อให้ HR ได้ลองใช้งานจริง เพื่อให้เห็นว่า AI สามารถย่นระยะเวลางานจากหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน ให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีได้อย่างไร โดยยังคงความเป็นมืออาชีพ ความชัดเจน และคุณภาพของเนื้องานไว้ครบถ้วน

หาก HR ท่านใดพลาดการเข้าร่วมเวิร์กชอปนี้ไป HREX สรุปเนื้อหาที่สำคัญมาให้แล้ว

AI for HR Landscape

ai for hr tci hrex

ช่วงต้นก่อนจะเริ่มเวิร์กชอป คุณ ชลัช ลิมป์พงศ์สวัสดิ์ หรือโค้ชแฟลช กรรมการบริหาร สหพันธ์การโค้ชนานาชาติ สาขากรุงเทพ และอดีตผู้ช่วยวิจัยด้าน AI มหาวิทยาลัยโตเกียว เปิดเวทีด้วยการอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับการ Coaching ว่าแตกต่างจากการสอนทั่ว ๆ ไปอย่างไร

“การโค้ชไม่ใช่การบอกคำตอบตรง ๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้ถูกโค้ชได้คิดและค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง เพราะคำตอบที่เราตกผลึกได้เอง จะมีพลังและยั่งยืนกว่าคำตอบที่มีคนป้อนให้ทันที ซึ่งเขาจะนำมาประยุกต์ใช้กับงานในวันนี้ด้วย”

คำถามแรกที่เขาชวนทุกคนคิดก็คือ “อะไรทำให้คุณมางานในวันนี้ ?”

คำตอบที่ได้จากผู้เข้าร่วมงานทำให้เห็นภาพสถานการณ์จริงที่ HR กำลังเผชิญอย่างชัดเจน บ้างมาด้วยความกลัวว่า HR จะถูกแทนที่, บ้างอยากได้เทคนิคการใช้ AI ไปปรับใช้กับงานจริง หรือบางคนอยากเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองเพื่อไม่ให้ตกยุค

คำตอบเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับวิชาชีพ HR

โค้ชแฟลช ยังอธิบายถึง Landscape ของ AI ที่เปลี่ยนวงการ HR ไปอย่างสิ้นเชิง โดย AI อัปเดตตัวเองอยู่หลายครั้ง ปัจจุบันสามารถสร้างสรรค์ผลงานอย่างการแต่งเพลงหรือผลิตคอนเทนต์ได้ดีกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก

ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ มีเสียงส่งเสริมให้ HR นำ AI มาใช้งานด้วย เขารู้ดีว่า HR จำนวนมากอยากใช้ AI แต่ตอนนี้ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพเท่าไหร่ ผู้บริหารเองก็อยากขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มตรงไหน ส่วนพนักงานก็สับสนว่างานใดใช้ AI ทำได้บ้าง ในทางกลับหันหากใช้เยอะก็กลัวว่าจะตกงาน แล้วเอา AI มาทำงานแทนเสียอีก

ทั้งนี้ เขาเสริมว่าโลกของเรามี 3 เทรนด์สำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอนาคต เทรนด์แรกคือ The Rise of the Superworker & Superagents

จากงานวิจัยของ Deloitte พบว่า มนุษย์เราใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและผลลัพธ์ ไม่ได้มุ่งแทนที่คน ขณะเดียวกัน Superagents คือการรวม AI หลายระบบเข้าด้วยกันให้ทำงานอัตโนมัติแบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ทั้ง 2 แนวโน้มกำลังเดินคู่กัน คือมนุษย์เก่งขึ้นเพราะ AI และ AI ที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น

เทรนด์ที่ 2 คือ The Secret Cyborg Phenomenon ปรากฏการณ์ที่พนักงานจำนวนมากใช้ AI โดยไม่บอกองค์กร เพราะกลัวเสียเครดิต กลัวดูไม่เก่ง หรือกลัวถูกแทนที่ แม้จะมีความกังวล แต่นี่คือโอกาสสำคัญ หากองค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมที่เปิดเผยและมีกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพราะความเสี่ยงก็มีจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลลับของบริษัทไปใส่ในระบบ หรือการที่ AI ให้คำตอบผิดอย่างมั่นใจโดยไม่มีการตรวจสอบ

เทรนด์ที่ 3 คือ Full-Stack HR Professional HR ยุคใหม่ต้องไม่เพียงใช้ AI เป็น แต่ต้องมีทักษะรอบด้านควบคู่กัน อาทิ

  • Behavioral Science เพื่อเข้าใจพฤติกรรมคน
  • Data Analytics เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล
  • Business Acumen เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับบริบทธุรกิจ
  • Tech Fluency เพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

 

Competencies for HR

ai for hr tci hrex

การจะใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นที่ HR ต้องตระหนักก็คือ เรามีความสามารถอะไรบ้าง สิ่งนี้สำคัญกว่าประเด็นว่าควรใช้ AI Tools ตัวไหนดีจึงจะทำงานได้ดีที่สุด

สมรรถนะแรกที่ขาดไม่ได้คือ Ethical Awareness หรือความตระหนักด้านจริยธรรม เนื่องจาก AI มีอคติ และมีโอกาสให้คำตอบที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นเราควรต้องเติมความเป็นมนุษย์เข้าไปในกระบวนการ ไม่ใช้คำตอบจาก AI โดยไม่ผ่านการตรวจสอบก่อน

“หลักคิดสำคัญคือ AI Generates แต่เราคือผู้ Validate ไม่เชื่อเพราะคำตอบดูมั่นใจ และตรวจสอบที่มาของข้อมูลและความเหมาะสมกับบริบทองค์กรเสมอ” โค้ชแฟลช กล่าว

การ Verify สามารถทำได้หลายวิธี เช่น อ่านและรีวิวอย่างละเอียด ใช้ Prompt เดียวกันกับ AI อีกตัวหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบคำตอบ และตรวจสอบแหล่งอ้างอิงว่ามีอยู่จริงและถูกต้อง ไม่ได้อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่หาไม่เจอ

ถัดมาคือ Critical Thinking หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดลำดับความสำคัญ เป็นทักษะที่ทำให้การใช้ AI มีคุณภาพมากกว่าการสั่งแล้วรอคำตอบ

โค้ชแฟลชชี้ว่า AI ทำงานแบบตรงไปตรงมา หากเราสั่งกว้าง ผลลัพธ์ก็มักจะกว้างและตื้น ดังนั้นผู้ใช้ต้องมีวิธีคิดที่เป็นระบบมากกว่าตัวเครื่องมือเอง โดย Critical Thinking ในการใช้ AI สามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนหลักดังนี้

  1. การแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วค่อยทำ
    แทนที่จะสั่งกว้าง ๆ เช่น “ช่วยเขียน Job Description ให้หน่อย” HR ควรถามตัวเองก่อนว่า ตำแหน่งนี้ต้องการ Competency อะไร โครงสร้างทีมเป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรแบบไหน แล้วค่อยป้อนข้อมูลเป็นลำดับขั้นตอน
  2. ลองใช้และตรวจสอบ
    เมื่อได้คำตอบแล้ว ต้องอ่าน ทบทวน และตรวจความถูกต้อง ไม่เชื่อทันทีเพียงเพราะคำตอบดูดี หรือเขียนได้ลื่นไหล
  3. สังเคราะห์และเรียนรู้
    เราไม่ควรคาดหวังให้ AI เรียนรู้แทนเรา แต่ควรเรียนรู้จากผลลัพธ์ของมัน ปรับ Prompt ให้ชัดขึ้น ลึกขึ้น และแม่นยำขึ้นทุกครั้งที่ใช้งาน

อีกสมรรถนะสำคัญคือ Growth Mindset และ Lifelong Learning HR ต้องสร้างวัฒนธรรมที่มองการทดลองเป็นเรื่องปกติ และต้องเป็นการทดลองอย่างมีกรอบ เริ่มจากงานที่หากผิดพลาดแล้วไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง เช่น พลาดแล้วอาจเหนื่อยเพิ่มได้ แต่ไม่ควรเป็นงานที่หากผิดพลาดแล้วทำให้สูญเสียลูกค้า การเรียนรู้ต้องต่อเนื่อง เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่าง

  • Durable Skills (ทักษะรากฐาน) ที่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีคุณค่า
  • Perishable / Tool-specific Skills ที่มีอายุการใช้งานประมาณ 2–5 ปี

การโฟกัสทักษะรากฐานจะช่วยให้เราเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้เร็วขึ้นในอนาคต

สุดท้ายคือการนำ Agile Principle for HR มาใช้กับการทำงานในยุค AI โดย HR ต้องไม่วางแผนนาน ๆ เพื่อส่งมอบงานชิ้นใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ HR ควรทำงานแบบรอบสั้น ๆ ทดลอง ทำซ้ำ ปรับปรุง และส่งมอบผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ

ที่สำคัญต้องขอ Feedback จากผู้ใช้งานระหว่างทาง แล้วนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เมื่อ AI เปลี่ยนเร็ว วิธีคิดของ HR ก็ต้องเปลี่ยนเร็วเช่นกัน เพื่อใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ

 

AI Tools & Application

ai for hr tci hrex

ช่วงท้ายของเวิร์กชอป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณิชยา ศรีสุชาติ หรือโค้ชนกณิช AI Champion ของเครือ CP All เล่าว่า ทุกงาน ทุกบทบาทที่เธอเคยผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ขาด HR ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการดูแล การผลักดันให้เติบโต หรือการได้เป็นหัวหน้าที่ต้องดูแลทีม ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอมั่นใจว่า คนคือหัวใจของความสำเร็จองค์กร

ขณะที่ AI คือเครื่องมือที่ช่วยขยายศักยภาพของคนนั้นให้ไปได้ไกลขึ้น มันอาจฉลาดมากขึ้นทุกวัน แต่จะไม่มีวันเป็นนายเรา หากเราเข้าใจและรู้ทัน AI

เธอชวนมองพัฒนาการของ AI จากเดิมที่เราอาจคิดว่าเป็นพนักงานใหม่หนึ่งคน วันนี้โลก AI ขยายตัวเป็นระบบนิเวศที่มีหลายประเภท ทั้งกลุ่ม General AI เช่น ChatGPT, Gemini, Copilot กลุ่ม Creative Suite ที่ใช้สร้างสื่อหรือแต่งเพลง เช่น Suno และ Midjourney และกลุ่ม Specialist Tools อย่าง NotebookLM ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานเฉพาะทาง การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละประเภทจึงสำคัญ

เพราะเบื้องหลังการทำงานของ LLM คือการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ผ่านหน่วยคำ (token) แล้วทำนายคำถัดไปอย่างมีหลักการ กล่าวง่าย ๆ มันคือการคาดการณ์อย่างมีข้อมูลรองรับ แต่อาจไม่ใช่ความจริงที่ถูกต้องเสมอไป และหากเราลืมจุดนี้เมื่อไหร่ ความเสี่ยงผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

เพื่อให้เห็นข้อจำกัดของ AI ชัดเจนขึ้น โค้ชนกณิชให้ผู้เข้าอบรมทดลองทดสอบหรือหลอก AI ผ่านแบบฝึกหัด เช่น ตั้งเงื่อนไขให้ AI เป็น Bot รักสุขภาพที่ห้ามแนะนำอาหารไขมันสูง แล้วพยายามขอสูตรข้าวขาหมู เพื่อดูว่ามันจะตอบอย่างไร และลองทำกับ AI หลายตัว ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เห็นชัดว่า เราไม่สามารถเชื่อ AI ให้ทำงานแทนเรา 100% ได้ เพราะความเสี่ยงเรื่องการหลอน หรือให้ให้คำตอบผิด ๆ ด้วยความมั่นใจเกิดขึ้นได้เสมอ

เธอยังยกข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาที่เตือนว่า หากใช้ AI คิดแทนทุกอย่าง สมองส่วนคิดวิเคราะห์ของเราอาจทำงานลดลง ดังนั้น การใช้ AI ควรเป็นการเสริม ไม่ใช่แทนที่การคิดของมนุษย์

ในด้านการใช้งานจริง เธอแนะนำหลัก The Art of Prompting ภายใต้กรอบ CORE ซึ่งประกอบด้วย

  • C – Context: ให้บริบทที่ชัดเจน
  • O – Objective: ระบุวัตถุประสงค์
  • R – Role: กำหนดบทบาทให้ AI ว่าเป็นใคร
  • E – Expectation: บอกความคาดหวังของผลลัพธ์

นอกจากนี้ยังมีเทคนิค Few-Shot Prompting หรือการยกตัวอย่างประกอบเวลาพิมพ์ Prompt เสมอด้วย เพราะ AI เรียนรู้รูปแบบได้ดีเมื่อเห็นตัวอย่างของสิ่งที่เราต้องการ ยิ่งให้บริบทครบถ้วนและมีตัวอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ก็ยิ่งแม่นยำและใกล้เคียงความต้องการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่แพ้ทักษะการใช้งานคือ สติ เพราะ AI พัฒนาเร็วมาก แน่นอนว่าเราควรตามให้ทันเทคโนโลยี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตามเกินไป หรือเล่นมันเป็นทุกตัวจนละเลยความปลอดภัย เพราะความเสี่ยงเรื่องข้อมูล การถูกแฮ็ก หรือการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพยังมีอยู่เสมอ

“หากตามไม่ทันในบางจังหวะจริง ๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียหายเท่ากับตามทันนะ แต่ขาดความระมัดระวัง บทเรียนสำคัญคือการใช้มันอย่างรู้เท่าทัน รอบคอบ และไม่ลืมว่าคนยังคงเป็นศูนย์กลางของทุกการเปลี่ยนแปลง”

โค้ชนกณิช ชวนทุกคนกลับมาย้ำหลักคิดสำคัญว่า Keep Human in the Loop ไม่ว่า AI จะเก่งเพียงใด มนุษย์ต้องเป็นผู้กำกับทิศทางเสมอ เราต้องตรวจสอบแหล่งอ้างอิงทุกครั้ง ไม่นำข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลลับขององค์กรใส่ลงในระบบ และต้องคำนึงถึงจริยธรรมรวมถึงความยั่งยืนในทุกการใช้งาน

“เป้าหมายของการใช้ AI ไม่ใช่การแทนที่คน แต่เราต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพ สร้างองค์กรให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และยกระดับสังคมให้ดีขึ้น”

ท้ายที่สุด เธอยังทิ้งภาพอนาคตไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 กว่า 2 ใน 3 ของทักษะที่ตลาดต้องการจะเป็น Soft Skills ซึ่งหมายความว่า ความสามารถในการสื่อสาร คิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจมนุษย์ และทำงานร่วมกัน จะกลายเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่แท้จริง

“แม้บางครั้งเราจะใช้ AI ช่วยคิดหรือช่วยทำงานได้ แต่ต้องไม่ลืมเติมความเป็นมนุษย์ลงไป หากไม่ปรับตัว เราอาจเติบโตสู้คนอื่นไม่ได้ และองค์กรจะสูญเสียศักยภาพระยะยาว เพราะคนเก่งย่อมไม่อยากอยู่ในที่ที่มองไม่เห็นอนาคต”

“AI ไม่ได้มาแทนที่เรา แต่คนที่ไม่ยอมใช้และไม่ยอมพัฒนาไปพร้อม AI ต่างหาก ที่เสี่ยงจะถูกแทนที่” โค้ชนกณิชทิ้งท้าย

HREX ปรึกษา HR Solution

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้