Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน HR FUTURE SUMMIT 2025

HR FUTURE SUMMIT 2025

การเปลี่ยนแปลงไม่เคยรอให้ใครพร้อม เมื่อโลกการทำงานกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และสิ่งที่เคยได้ผลดีเมื่อวาน อาจกลายเป็นอุปสรรคของวันพรุ่งนี้ได้เสมอ ดังจะเห็นได้จากเทคโนโลยี วิถีการทำงาน และพฤติกรรมของคนทำงานรุ่นใหม่กำลังเขย่าแนวคิดแบบเดิมของการบริหารคนอย่างสิ้นเชิง

HR จึงไม่ใช่แค่ฝ่ายสนับสนุนองค์กรอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป แต่คือหัวใจสำคัญของการปรับองค์กรให้รอดและรุ่งในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง และนั่นจึงเป็นที่มาของงาน HR FUTURE SUMMIT 2025 ที่จัดโดย Globish ที่รวบรวมผู้นำความคิดจากหลากหลายวงการ มาร่วมเปิดมุมมอง ถอดรหัสอนาคต และวางเข็มทิศใหม่ให้กับวงการทรัพยากรมนุษย์ไทยอย่างมีวิสัยทัศน์

หากใครพลาดงานนี้ไป HREX ในฐานะ Media Partner สรุปเนื้อหามาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้

Contents

Thrive Through Disruption: Trend การเกลี่ยนแปลงของโลกและ Disruption Trend 

HR FUTURE SUMMIT 2025

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่คุณ ธกานต์ อานันโทไทย CEO แห่ง Globish ชวนให้คิดเวทีเปิดของ HR FUTURE SUMMIT 2025 กลับไม่ได้เน้นแค่เทคโนโลยี แต่ขยายมุมมองไปถึงโครงสร้างและทัศนคติ ที่หลายครั้งกลายเป็นกำแพงสำคัญในการปรับตัวให้ทันโลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องภาษาอังกฤษ ทักษะพื้นฐานที่ยังเป็นจุดอ่อนของคนไทยจำนวนมากในต่างจังหวัด

จากประสบการณ์ตรงของเขาที่ลงพื้นที่พัฒนาโปรแกรมการเรียนภาษาในโรงเรียนต่างจังหวัด เคยพบแรงต้านจากระบบการศึกษาเอง ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นจากระบบราชการ หรือทัศนคติที่ยังไม่เห็นความจำเป็นของภาษาอังกฤษในชีวิตจริง ทั้งที่โลกปัจจุบันไม่ได้มีพรมแดนอีกต่อไปแล้ว การเข้าถึงโอกาสจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการเข้าถึงภาษา ถ้าภาษาอังกฤษคือกุญแจ การที่เรายังไม่มีหรือใช้มันไม่ได้ เท่ากับเราถูกล็อกไม่ให้เข้าไปสู่โอกาสเหล่านั้นตั้งแต่ต้น

แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในแวดวงการเรียนรู้ แต่คนยังต้องการเรียนภาษาอังกฤษกับคนอยู่ เพราะภาษาคือทักษะที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก บริบท และการสื่อสารระหว่างคน ขณะเดียวกันตลาดการเรียนรู้ก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการแข่งขันจากผู้เล่นระดับโลก แต่ผู้เล่นเหล่านั้นยังขาดความเข้าใจในความเป็นท้องถิ่นของคน และการทำงานร่วมกับ HR ที่เข้าใจคนในองค์กรอย่างแท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Globish ต้องการเป็นตัวกลางเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน

โลกของการเรียนรู้ในอดีตอาจแยกส่วนระหว่างเรียนเพื่อสอบ กับเรียนเพื่อใช้จริง แต่โลกปัจจุบันไม่มีเส้นแบ่งนั้นอีกต่อไปแล้ว การพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริงจึงต้องกลายเป็นแกนกลางของทั้งการรีครูท การรีเทน ไปจนถึงการเติบโตขององค์กร ซึ่งคุณธกานต์ชี้ว่า หนึ่งในช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเห็นในวันนี้ คือระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้ช่องว่างนั้นเล็กลง ขณะที่โลกก็ซับซ้อนขึ้น ไม่แน่นอนขึ้น และไม่อาจรอพึ่งพาแต่ภาครัฐได้

สุดท้าย เขาฝากความหวังไว้กับงาน HR FUTURE SUMMIT 2025 ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ช่วยจุดประกายให้ผู้นำองค์กร และ HR กลับมาให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานอย่างภาษาอังกฤษในฐานะเครื่องมือ ไม่ใช่แค่การศึกษา แต่เป็นโอกาสในการสร้างความเท่าเทียม เสริมศักยภาพ และลดช่องว่างทางสังคมในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

 

Reimagine People and Leadership For a Deblobalized World 

HR FUTURE SUMMIT 2025

ความเปลี่ยนแปลงไม่เคยรอให้ใครพร้อม โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงคนและองค์กรที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทุกวัน คุณ ปิยะนุช ลิมาภรณ์วณิชย์ Group CPO จาก Bitkub และคุณ นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ CEO จาก Conicle ชวนคิดว่าเราจะปรับเปลี่ยนการบริหารคนและภาวะผู้นำอย่างไรให้เท่าทันโลกที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

คุณนกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับตัวชั่วคราว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายตำแหน่งถูกแทนที่โดยเทคโนโลยี และองค์กรก็ไม่สามารถวางแผนระยะยาวแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะทั้งคนและองค์กรต่างก็ไม่คิดว่าจะอยู่ที่เดิมไปจนถึงวันสุดท้าย

คุณปิยะนุชมองว่า ความท้าทายที่แท้จริงของ HR คือการเข้าใจทั้งบริบทของโลกและธุรกิจ แล้วแปลงความท้าทายนั้นให้กลายเป็นสัญญาณเตือน ที่กระตุ้นให้พนักงานเตรียมตัวพร้อมกัน HR ต้องไม่รอคำสั่งจากผู้บริหาร แต่ต้องกล้าเปลี่ยน กล้าออกแบบตำแหน่งงานใหม่ ๆ เพื่อให้คนสามารถทำงานควบคู่กับ AI ได้ โดยไม่ถูกทดแทน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่คุณปิยะนุชฝากไว้คือ HR ต้องปฏิบัติต่อคนให้เป็นคน เพราะการฟัง การพูดคุย และการเข้าใจความรู้สึกของพนักงาน คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารคนอย่างแท้จริง การพูดคุยกับ Stakeholder ไม่ใช่เรื่องของกระบวนการ แต่คือหัวใจของการสร้างความไว้วางใจ เมื่อเราเข้าใจว่าเขาคาดหวังอะไรจาก HR เราก็สามารถออกแบบสิ่งที่ตอบโจทย์ได้จริง

คำถามที่ชวนคิดต่อจากเวทีนี้ คือ องค์กรของเราอยู่ในเฟสไหน ? พนักงานอยากให้องค์กรเป็นเหมือน iPhone 17 ที่ล้ำหน้าและกล้าลงทุน หรือเป็นแค่ Blackberry ที่ไม่ปรับตัว จนส่งผลต่อการอยู่รอด ? มุมมองนี้ทำให้เห็นว่าหลายองค์กรยังประสบปัญหา HR กับผู้บริหารมองคนละจุดจึงเดินไปคนละทิศ และพลาดโอกาสสำคัญที่จะปรับองค์กรให้เติบโตได้จริง

สุดท้าย ทั้งสองผู้นำเห็นพ้องกันว่า HR จะไม่ใช่ Back Office อีกต่อไป แต่ต้องกล้าก้าวมาอยู่แถวหน้า ทำงานเคียงข้างผู้บริหาร เข้าใจธรรมชาติของคน และผลักดันให้พนักงานได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในฐานะเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่ผู้ถูกสั่ง

เพราะในวันที่ AI ทำงานแทนคนได้ คนที่ยังอยู่รอดได้ คือคนที่เข้าใจโลก เปลี่ยนแปลงเป็น และสื่อสารได้อย่างมีคุณค่า และนั่นคือภารกิจใหม่ของ HR ในโลกยุคปัจจุบัน

 

Training Roadmap Canvas: เข้าใจเครื่องมือเพื่อออกแบบแผนการพัฒนาคนอย่างมีทิศทาง

HR FUTURE SUMMIT 2025

คุณ ศิรประภา มีรัตน์, Director of Corporate Learning Solutions, Globish อธิบายว่า HR อาจไม่ได้เป็นคนเคลื่อนองค์กรไปสร้างรายได้โดยตรง แต่ HR คือคนที่สร้างคนที่ใช่ให้เขาไปทำสิ่งนั้นแทนเรา

จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรทั่วประเทศ คุณศิรประภาและทีม Globish พัฒนา Training Roadmap Canvas เครื่องมือที่จะช่วยให้ HR และผู้นำสามารถวางแผนการพัฒนาบุคลากรได้อย่างเป็นระบบ เห็นภาพชัด และเชื่อมโยงกับทิศทางขององค์กรจริง ๆ โดยเครื่องมือนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ดังนี้

Company Direction เข็มทิศขององค์กรที่ต้องชัดก่อนจะเริ่มเดิน

องค์กรจำเป็นต้องระบุให้ชัดว่า เราพัฒนาเพื่ออะไร ? และทำไมต้องพัฒนาเรื่องนี้ ? เพราะหากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็อาจเผลอพัฒนาเพียงเพราะเป็นกระแส โดยไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของธุรกิจเลย การตั้งต้นให้ถูกทิศจะช่วยให้พัฒนาได้อย่างตรงจุด และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

Human Capabilities พลังขับเคลื่อนที่ต้องรู้ก่อนว่าจะเสริม-ลด-สร้างอะไร

ประเด็นนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขององค์กร เราต้องประเมินให้ได้ว่าบุคลากรของเราตอนนี้มีศักยภาพแบบใด และต้องเพิ่มเติมอะไรเพื่อให้พาองค์กรไปถึงเป้าหมาย การเข้าใจสิ่งที่คนมีอยู่ และขาดอยู่ คือหัวใจของการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์

Training Roadmap เส้นทางที่เชื่อมจากวันนี้ ไปสู่ศักยภาพในอนาคต

การออกแบบ Training Roadmap ต้องเริ่มจากคำถามว่า หลังการอบรม เราอยากให้เขาเปลี่ยนไปอย่างไร ? ไม่ใช่แค่จัดคอร์สแล้วจบ แต่ต้องเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น ทักษะที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมที่เปลี่ยน หรือผลงานที่จับต้องได้ พร้อมกำหนดไทม์ไลน์อย่างเหมาะสม เพื่อให้การเรียนรู้มีทิศทางและวัดผลได้

Engagement & Motivation เพราะถ้าคนไม่รู้สึกมีส่วนร่วม การเรียนรู้ก็ไม่เกิดผล

แม้เนื้อหาจะดีแค่ไหน แต่ถ้าพนักงานไม่มีแรงจูงใจหรือรู้สึกไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนรู้ การพัฒนาเหล่านั้นก็อาจไม่เกิดผลใด ๆ เลย ดังนั้น จึงต้องเติม “เชื้อเพลิง” ให้เต็มถังด้วย A-F Model ที่ Globish พัฒนาเพื่อสร้างพลังการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

คุณศิรประภา ยังแจกโมเดลการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้ Training Roadmap Canvas นำไปสู่ความสำเร็จได้จริง นั่นคือ A-F Model ที่เปรียบเหมือนเชื้อเพลิง 6 ด้าน เติมเต็มการเรียนรู้ให้ลุกติดไฟ ดังนี้

  • Adaptive Training Program เนื้อหาต้องมีความหมายกับผู้เรียน ทำให้เขารู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตหรือบทบาทของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความรู้ที่จับต้องไม่ได้

  • Blended Learning Approaches เปิดโอกาสให้คนเรียนในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ออนไลน์ ผสมเวิร์กช็อป หรือโค้ชชิ่ง เพื่อให้เขาเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
  • Continuous Learning Culture ผู้นำและ HR ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง สร้างวัฒนธรรมอยากเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่บอกว่า อย่าหยุดพัฒนา
  • Driving Recognition & Rewards รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นของใหญ่โต บางครั้งคำชมเล็ก ๆ ก็มีพลังมากพอให้คนจดจำ และอยากพัฒนาตัวเองต่อโดยไม่ต้องบังคับ
  • Engagement Activities การเรียนรู้ไม่ควรน่าเบื่อ ต้องมีความสนุก มีการมีส่วนร่วม ให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์เพื่อใช้จริงในงาน
  • Feedback-Driven Improvement ขอฟีดแบ็กบ่อย ๆ และให้ฟีดแบ็กอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอถึงจบโปรแกรม เพราะการปรับปรุงระหว่างทางจะทำให้โปรแกรมเทรนนิ่งมีชีวิต

Training Roadmap Canvas ไม่ใช่แค่แผนพัฒนาคน แต่คือเครื่องมือที่เชื่อมคนเข้ากับเป้าหมายองค์กรอย่างแท้จริง และทำให้การเรียนรู้ในองค์กรไปได้จริงและไปได้ไกล

 

Harnessing Agentic AI For the Future HR & Organization

HR FUTURE SUMMIT 2025

เมื่อพูดถึง AI หลายคนอาจนึกถึงการทำงานแบบอัตโนมัติ หรือ Generative AI ที่ช่วยสร้างเนื้อหาตามคำสั่ง แต่เวทีเสวนาหัวข้อนี้ได้พาเราไปไกลกว่านั้น ด้วยแนวคิดของ Agentic AI เทคโนโลยีที่ไม่ได้แค่รับคำสั่งแล้วทำ แต่สามารถคิดต่อและดำเนินการต่อได้ด้วยตัวเอง ซึ่งกำลังจะเข้ามามีบทบาทในองค์กรมากขึ้นในเวลาอันใกล้ เพราะมันทำให้เรามีเวลามากขึ้นสำหรับการทำงานที่มีคุณค่าและใช้ศักยภาพมนุษย์อย่างแท้จริง และเป็นหน้าที่ของ HR ในการปลดล็อกศักยภาพของคนในองค์กรสู่อีกระดับ

ดร.ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์ Deputy Director Chulakongkorn School of Integrated Innovation (CSII) อธิบายว่า Agentic AI คือระดับถัดไปของ AI Agent เช่น ChatGPT หรือระบบที่ทำงานเป็นผู้ช่วยรายบุคคล แต่สิ่งที่ทำให้ Agentic AI ก้าวหน้าไปอีกขั้น คือมันรวมหลาย Agent ให้ทำงานร่วมกัน แก้ปัญหาแบบเป็นระบบ คิด วิเคราะห์ และแม้แต่ตัดสินใจได้ด้วยตนเอง กลายเป็นระบบที่ทรงพลังมากขึ้น และพร้อมจะทำหน้าที่แทนมนุษย์ในบางบทบาท

คุณ สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ Founder & CEO ของ Novituz และอดีต COO จาก Microsoft เสริมว่าความพิเศษของ Agentic AI คือเพียงแค่พร้อมพ์เดียว ก็สามารถทำงานเป็นขั้นตอนต่อเนื่องได้ เช่น หากต้องการรับพนักงานใหม่ เราสามารถสั่งให้ Agentic AI ค้นหา คัดกรอง ดูความเหมาะสมกับทีม นัดสัมภาษณ์ และสรุปผลให้โดยอัตโนมัติ หรือในด้าน HR เราสามารถให้มันวิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน สร้าง Learning Journey ส่วนบุคคล หรือใช้เป็น Chatbot ตอบคำถามต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์

อีกมุมที่น่าสนใจคือการใช้ Agentic AI ในการพัฒนาหัวหน้างาน เช่น ให้เป็นโค้ชส่วนตัว ช่วยเพิ่ม Empathy เสนอแนวทางการสื่อสารกับทีม ปรับปรุง Performance ของหัวหน้าแบบรายบุคคล รวมถึงใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของพนักงาน เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ เช่น สวัสดิการที่เหมาะกับคนอยู่ไกล-ใกล้ออฟฟิศ หรือการจัดกลุ่มการเรียนรู้เฉพาะบุคคลในองค์กรใหญ่ที่มีคนกระจายตัวหลายแห่ง

เมื่อถามถึงข้อควรระวังของ Agentic AI คุณ Tareef Jafferi Founder และ CEO จาก Hapily.AI ยืนยันว่าแม้ Agentic AI จะทรงพลัง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างและการควบคุมที่รัดกุม เพราะมันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น ยังไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ต่อเนื่องแบบมนุษย์ และการตัดสินใจที่ได้ มักอยู่ในระดับเฉลี่ย ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์เฉพาะทาง ดังนั้น อย่าคาดหวังให้มันคิดแทนโดยไม่ตรวจสอบ และอย่าลืมว่า AI ยังไม่มีสัญชาตญาณหรือความรู้สึกเหมือนมนุษย์

สุดท้าย ทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันว่า เราต้องใช้ Agentic AI อย่างมี จริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายยังตามไม่ทันเทคโนโลยี สิ่งที่สำคัญคือองค์กรต้องออกแบบ AI Governance อย่างจริงจัง เช่น การระบุแหล่งข้อมูล การแจ้งให้พนักงานรู้ว่าระบบ AI เข้ามาช่วยอะไรบ้าง รวมถึงการฝึกทักษะให้คนเข้าใจการใช้ AI อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดอคติ ความไม่แม่นยำ หรือผลกระทบทางสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“อย่าทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าเราเอา AI มาใช้ แล้วเขาจะตกงานหรือเปล่า” คุณสุภาณีทิ้งท้าย

 

Agentic AI in Action: Practical Use Cases for HR and Organization

HR FUTURE SUMMIT 2025

ใน Session สุดท้ายของงานนี้ คุณ ธีรกร อานันโทไทย Managing Director จาก The Moment เปิดมุมมองเกี่ยวกับ Productivity ในยุค AI ว่า แม้แต่คนที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยียังรู้สึกว่าตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เขายอมรับว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วเกินความสามารถในการปรับตัวของใครหลายคน แต่อยากให้ทุกคนโฟกัสสิ่งที่สำคัญกว่าความเร็ว นั่นคือความหวัง และความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ยังมีคุณค่าเสมอ ถ้าเราปรับตัวอยู่ตลอด เราจะยังเป็นผู้สร้างคุณค่า และเป็นผู้ชนะได้

คำถามคือ องค์กรควรปรับคนให้ทันเทคโนโลยี หรือปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับคน ?

แม้ AI จะล้ำหน้าขึ้นทุกวัน แต่มนุษย์ก็ยังต้องการพื้นที่ในการเรียนรู้ ปรับตัว และเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน คุณธีรกรเตือนว่า อย่าปล่อยให้องค์กรทำงานแบบแยกส่วน หรือเน้นเทคโนโลยีจนลืมบริบทของคน เพราะสุดท้ายแล้วความเข้าใจและวัฒนธรรมร่วมต่างหากคือรากฐานที่ทำให้ทีมเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

หากองค์กรไหนอยากเริ่มต้นใช้ Agentic AI อย่างมีประสิทธิภาพ คุณธีรกรแนะนำให้เริ่มจาก 5 ขั้นตอนนี้

1. ผู้นำต้องปรับตัวก่อน

เพราะความสำเร็จเริ่มที่จุดบนสุดขององค์กร ผู้นำต้องมีภาพปลายทางชัดเจน มีความสามารถ แรงจูงใจ และทรัพยากรที่พร้อม ไม่ใช่แค่สั่งให้ทีม “ลองใช้ AI” แต่ต้องลงมือขับเคลื่อนและสร้างแรงผลักดันด้วยตัวเอง

2.กำหนดเป้าหมายและแผนงานชัดเจน

วางแผนให้ชัดว่า ภายใน 60 วัน จะใช้ AI เพื่ออะไร เช่น ใช้ในงานเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยในกระบวนการ HR เพื่อให้มีเป้าหมายที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ทดลองเล่น

3.เลือก AI ที่เหมาะกับโจทย์ ไม่ใช่เลือกตามกระแส

เพราะไม่มี AI ตัวไหนที่เก่งรอบด้าน ทุกระบบถูกออกแบบมาเพื่อบางจุดประสงค์ เราต้องเลือกให้ตรงกับปัญหา ไม่ใช่เลือกตามกระแส

4.ใช้เพื่อเพิ่ม Productivity

หากใช้ถูกที่ถูกเวลา AI จะช่วยให้ทีมเพิ่มประสิทธิภาพได้มากถึง 25% เช่น งานที่ซ้ำซาก งานที่ต้องจัดการข้อมูลปริมาณมาก หรือช่วยตอบลูกค้าแบบอัตโนมัติ

5.อย่าลืมวัดผลการทำงาน 

ใน 60 วันแรกต้องวัดผลให้ชัดโดยคำนึงถึง 3 มิตินี้

  • Efficiency: งานเร็วขึ้น ง่ายขึ้น หรือไม่ ?
  • Experience: ผู้ใช้งานรู้สึกดีขึ้น มีความพึงพอใจมากขึ้นหรือเปล่า ?
  • Error Handling: ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มความแม่นยำได้จริงไหม ?

AI ไม่ใช่ผู้วิเศษ มันคือน้องฝึกงานที่ต้องมีคนคอยฝึก สอนงาน ดูแล และคอยตรวจสอบ เพราะมันไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ต่อเนื่องแบบมนุษย์ ไม่สามารถตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณได้เอง อย่าลืมว่าแนวโน้มให้คำตอบที่มันให้จะอยู่ในระดับเฉลี่ยซึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะบริบทที่ละเอียดอ่อนเสมอ

All HR Solutions! มาค้นหา HR Products and Services กับ HREX กันเถอะ

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้