Search
Close this search box.

ทำไม HR ต้องหักเงินพนักงานส่งประกันสังคมทุกเดือน ?

HIGHLIGHT

  • การหักเงินประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมายของ HR และนายจ้าง ไม่สามารถเลือกไม่ส่งหรือให้พนักงานปฏิเสธได้ หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา
  • เงินสมทบประกันสังคมคือหลักประกันชีวิตขั้นพื้นฐานของแรงงานไทย ครอบคลุม 7 กรณีสำคัญ ตั้งแต่เจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ไปจนถึงชราภาพและเสียชีวิต
  • แม้ประกันสังคมจะคุ้มค่าในแง่ต้นทุน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพและความยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับประกันเอกชน จึงถูกมองว่าเป็นหลักประกันขั้นต่ำ มากกว่าทางเลือก
  • บทบาท HR ไม่ควรหยุดแค่การทำตามกฎหมาย แต่ต้องสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และบริหารความเสี่ยงให้รอบด้าน พร้อมผลักดันระบบสวัสดิการที่โปร่งใสและเป็นธรรมต่อพนักงานมากขึ้น

HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย

ทุกครั้งที่ได้เงินเดือน พนักงานจำนวนมากน่าจะสงสัยเสมอว่า ทำไมต้องถูกหักเงินส่งเข้าประกันสังคมด้วย ?

สำหรับ HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงต่อพนักงานและต่อองค์กร เพราะหากหักเงินพนักงานผิด หรือไม่ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม นั่นหมายถึงจะเจอปัญหามากมายตามมา

HREX จึงขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจแก่ HR และพนักงานทุกคนว่า เบื้องหลังของเงินสมทบที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นมีความหมายอย่างไร รวมถึงประเด็นที่ว่า เราสามารถปฏิเสธ ไม่จ่ายประกันสังคมได้ไหม ในบทความนี้

Contents

ประกันสังคม คืออะไร ? ทำไมต้องมี ?

ในวันที่ชีวิตเจอวิกฤต เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน หรือถึงคราวเกษียณ ใครจะยื่นมือมาช่วยเหลือเรา ?

หลายคนอาจช่วยเหลือตัวเองได้ หรือให้ครอบครัวช่วยดูแลได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินสำรองหรือประกันส่วนตัวไว้รองรับ ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะพร้อมสนับสนุนช่วยเหลือเรื่องเงินจนยามแก่เฒ่า หากมีระบบที่ทุกคนช่วยกันออมเล็กน้อยคนละส่วนเป็นกองกลาง ไว้ช่วยเหลือใครก็ตามยามเดือดร้อน จะช่วยแบ่งเบาภาระได้

และนี่คือแนวคิดเบื้องหลังของสิ่งที่เรียกว่า ประกันสังคม

ประกันสังคม คือ ระบบสวัสดิการแห่งชาติที่ออกแบบมาเพื่อให้คนทำงานทุกคนสามารถเข้าถึงหลักประกันขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ทั้งลูกจ้าง หรือผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐร่วมจ่าย ร่วมดูแลกันด้วยการสมทบเงินเข้ากองทุนเดียวกัน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 

กฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดให้พนักงานจ่ายเงิน 5% ของเงินเดือน ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ส่วนนายจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือนพนักงาน ไม่เกิน 750 บาท/เดือนเช่นกัน และรัฐบาลก็สนับสนุนอีกส่วนหนึ่งในกรณีที่จำเป็น (แต่ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าน้อยครั้งมากที่รัฐบาลจะสมทบสนับสนุนให้เพิ่มเติม)

สำนักงานประกันสังคม ภายใต้กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานที่คอยดูแล เก็บเงินสมทบ บริหารจัดการกองทุน ไปจนถึงจ่ายสิทธิประโยชน์ในยามที่ผู้ประกันตนต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยให้สามารถตั้งหลักได้ในทุกสถานการณ์สังคม

ล่าสุด หากกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายและการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ผู้ที่มีรายได้ 17,500 บาทขึ้นไปจะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้นเป็น 850 บาทต่อเดือนในปี 2569 เป็นต้นไป แต่ก็จะได้สิทธิ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย

HR ต้องรู้ ประกันสังคมมีกี่ประเภท ?

ประกันสังคม คือ ระบบที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทำงานทุกคน แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนทำงานจะอยู่ใต้กฎหมายและการสนับสนุนจากประกันสังคมที่เหมือนกัน เพราะมีการแบ่งกลุ่มตามสถานะไว้ 3 กลุ่มหลัก ๆ ที่ต้องรู้จักดังนี้

ผู้ประกันตน มาตรา 33

หมายถึง ลูกจ้างประจำที่มีนายจ้าง คนกลุ่มนี้ HR ต้องนำพนักงานเข้าระบบประกันสังคมโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นข้อบังคับตามกฎหมายที่เคร่งครัด มีบทลงโทษหาก HR ไม่ดำเนินการส่งเรื่องประกันสังคม ไม่จ่ายเงินประกันสังคมอย่างถูกต้อง

ผู้ประกันตน มาตรา 39

ผู้ประกันตนมาตรานี้ เกี่ยวข้องกับผู้ที่เคยเป็นพนักงานประจำ แล้วลาออกจากงานมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน เคยส่งเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และยังต้องการรับสิทธิของประกันสังคมต่อ โดยหากมีความต้องการอยู่ในระบบต่อก็ต้องส่งเงินเข้าในกองทุนเองเดือนละ 432 บาท หากขาดส่งเงิน 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายใน 12 เดือนส่งไม่ครบ 9 เดือน จะสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนทันที

ผู้ประกันตน มาตรา 40

ผู้ประกันตนมาตรานี้ คือแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ คนที่ไม่เคยเป็นลูกจ้างในระบบ ตามมาตรา 33 และไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตาม มาตรา 39 รวมถึงไม่เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสมาชิกกองทุนของรัฐด้วย สามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเงินเข้าประกันสังคมเอง เดือนละ 70 บาท, 100 บาท หรือ 300 บาท โดยการจ่ายเงินแต่ละระดับ จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันด้วย

HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย

หักเงินส่งประกันสังคม HR และพนักงานได้อะไรกลับมาบ้าง ?

ในหัวข้อนี้จะขอพูดถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งครอบคลุมแรงงานที่มีนายจ้าง จะได้รับกลับไปเป็นหลัก เพราะถือเป็นฝ่ายที่ HR ต้องรับผิดชอบต่อพนักงานเต็มตัว โดยหักเงินไปแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์ครอบคลุม 7 กรณีดังต่อไปนี้

1. สวัสดิการกรณีเจ็บป่วย จาก ประกันสังคม

เมื่อลูกจ้างเจ็บป่วย สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายของประกันสังคมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

และหากจำเป็นต้องหยุดงาน จะได้รับเงินทดแทนรายได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง โดยสูงสุดไม่เกิน 90 วันต่อปี ถือเป็นหลักประกันเบื้องต้น ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินได้อย่างมากในยามเจ็บป่วย

2. สวัสดิการกรณีทุพพลภาพ จาก ประกันสังคม

หากผู้ประกันตนประสบภาวะทุพพลภาพจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนรายเดือน พร้อมทั้งสิทธิในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของร่างกาย

3. สวัสดิการกรณีเสียชีวิต จาก ประกันสังคม

ในกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมในวงเงินระหว่าง 50,000–100,000 บาท รวมถึงค่าจัดการศพ ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

4. สวัสดิการกรณีคลอดบุตร จาก ประกันสังคม

พนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์สามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการตรวจครรภ์ คลอดบุตร และรับการดูแลที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการหยุดงานในช่วงลาคลอด 90 วัน ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ซึ่งช่วยให้สามารถดูแลลูกน้อยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

5. สวัสดิการกรณีว่างงาน จาก ประกันสังคม

เมื่อผู้ประกันตนตกงานโดยไม่ใช่ความผิดของตนเอง เช่น บริษัทเลิกจ้าง หรือหมดสัญญาจ้าง จะสามารถขอรับเงินทดแทนการว่างงานได้สูงสุด 200 วัน ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ทั้งนี้ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และจดทะเบียนหางานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นการช่วยต่อชีวิตระหว่างรอหางานใหม่

6. สวัสดิการกรณีชราภาพ จาก ประกันสังคม

เมื่อผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปี และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะมีสิทธิรับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต ถือเป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้ในวัยเกษียณ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเงินออมส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

7. สวัสดิการกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน จาก ประกันสังคม

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติงาน ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ค่ารักษาพยาบาลแบบไม่จำกัดวงเงิน เงินทดแทนรายได้ 100% หากต้องหยุดงาน รวมถึงค่าชดเชยในกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง

HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย

ประกันสังคม ให้สิทธิเพียงพอไหม เมื่อเทียบกับซื้อ ประกันเอกชน ?

ข้อดีของประกันสังคม ที่หลายคนจะนึกถึงก่อนคือเรื่องความคุ้มค่าในราคาที่จ่ายไปไม่แพง เมื่อเทียบกับการซื้อประกันภาคเอกชน โดยหากลองพิจารณาในเชิงตัวเลข พนักงานที่มีเงินเดือน 15,000 บาท จะถูกหักเงินสมทบในอัตรา 5% หรือราว 750 บาทต่อเดือน คิดเป็นเพียง 9,000 บาทต่อปีเท่านั้น

กลับกัน ถ้าต้องการความคุ้มครองแบบเดียวกันผ่านช่องทางอื่น เช่น ซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และเงินออมเพื่อเกษียณด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้ง โดยอาจสูงถึง 38,000–56,000 บาทต่อปี ถือเป็นภาระที่หนักกว่าหลายเท่าตัว

ถึงจะจ่ายน้อยกว่า อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยคือ การใช้สิทธิ์ในชีวิตจริง อาจไม่ได้สะดวกหรือครอบคลุมเท่าใดนัก

  • การรักษาพยาบาลยังจำกัดโรงพยาบาลเฉพาะที่เลือกไว้เท่านั้น ไม่ยืดหยุ่นเหมือนประกันเอกชน
  • ค่าทำฟันครอบคลุมเพียง 900 บาทต่อปี ไม่พอต่อการรักษาทั่วไปในคลินิกทันตกรรม และบ่อยครั้งผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วย
  • เงินทดแทนการว่างงานและชราภาพที่จ่ายจริง อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงของผู้ประกันตน
  • ในบางกรณี เช่น การยื่นขอสิทธิ์ หรือการตามเรื่องค่าชดเชย อาจเจอขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

หากมองในมุมของหลักประกันขั้นต่ำสำหรับแรงงานที่ไม่มีทางเลือกอื่น หรือยังไม่พร้อมซื้อประกันเพิ่มเติม ประกันสังคมถือเป็นระบบที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด จ่ายน้อยที่สุด ยังมีความสำคัญในสังคมที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ

แต่ในมุมของผู้ที่ต้องการบริการที่มีคุณภาพสูง เข้าถึงง่าย หรือผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะยาว ประกันสังคมยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร และเป็นการจ่ายแบบจำยอม หลีกเลี่ยงไม่ได้มากกว่าจะเป็นการจ่ายโดยสมัครใจ เพื่อลงทุนในอนาคตอย่างแท้จริง

HR มีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้

Questions pana

Q: ทำไมถึงต้องหักเงินค่าประกันสังคมด้วย

เราควรให้พนักงานสามารถเลือกเองได้ไหมว่า อยากส่งหรือไม่อยากส่งเงินค่าประกันสังคม แต่เข้าใจว่ามันมีการระบุเป็นข้อกฎหมายไว้เลยว่าถ้าองค์กรไม่หักประกันสังคมจะมีปัญหา

A: มองในแง่การบังคับใช้ต้องประกาศเป็นกฎหมาย ถ้าพิจารณาจากเรื่องนี้ มีกฎหมายที่บังคับใช้หลายตัว ถ้ามาตั้งคำถามให้เลือกว่าควรมีหรือไม่ เชื่อได้ว่า หลายคนเห็นด้วย หลายคนไม่เห็นด้วย แต่ถ้าพิจารณาจากภาพใหญ่ มันจำเป็น เลยต้องบังคับใช้ครับ

มองในแง่หลักการส่วนตัว ผมคิดว่า ประกันสังคมเป็นสิ่งที่ดีตอนเราไม่สบาย ป่วย ต้องรักษา หลายๆบริษัทไม่มีประกันกลุ่มให้ กรณีไม่สบาย ป่วย ผ่าตัด ก็พึ่งพาประกันสังคมที่ส่งเดือนละ 750 บาท x12 เดือน ก้อไม่ถึงหมื่นบาทต่อปี ถ้าซื้อประกันกลุ่มด้วยตนเอง ก็ไม่มี ต้องซื้อประกันเอง ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมากกว่า หมื่นบาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไข OPD กี่ครั้งกี่บาทต่อปี IPD อีก กรณีเราตกงาน เกษียณอายุ เรายังมีเงินพอใช้ได้บ้าง แม้จะไม่มากมาย แต่ยังมีได้บ้าง มุมมองส่วนตัวครับ

f81fd2e4c52864042852c112ce927ae2

ความเสี่ยงที่ HR และบริษัทจะต้องเจอ หากไม่หักเงินส่ง ประกันสังคม

ไม่ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ในความคิดของผู้ประกันตน สุดท้ายแล้ว การหักเงินเดือนพนักงานเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมนั้น เป็นหน้าที่เชิงธุรการของ HR ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากบริษัทหรือนายจ้างละเลย ไม่หักส่งเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลเสียตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนี้

ผลกระทบต่อนายจ้าง หากไม่ส่ง ประกันสังคม

นายจ้างที่ไม่ส่งประกันสังคมจะเท่ากับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องเสียค่าปรับสูง 2% ต่อเดือนของยอดเงินที่ค้างส่ง และต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1.25% ต่อเดือน นั่นหมายความว่า หาก HR และองค์กรปล่อยให้เป็นไปโดยละเลย ไม่ได้หักประกันสังคมนาน ๆ ยอดรวมที่ต้องชำระก็จะเพิ่มขึ้นทบไปเรื่อย ๆ

นายจ้างยังมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังเพิกเฉยต่อเนื่อง สำนักงานประกันสังคมมีสิทธิ์ใช้มาตรการยึดทรัพย์สินของบริษัท รวมถึงพนักงานอาจใช้สิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย

จริง ๆ แล้วในยุคนี้เวลาพูดถึงสวัสดิการองค์กรที่น่าดึงดูด ประกันสังคมไม่ใช่จุดขายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะถือเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีให้พนักงานตั้งแต่แรก หากบริษัทไม่จัดการเรื่องประกันสังคมให้ถูกต้อง บ่งชี้ว่าองค์กรไม่ใส่ใจคุณค่าของคนทำงาน และอาจบั่นทอนภาพลักษณ์องค์กรในสายตาผู้สมัครงานรุ่นใหม่ ส่งผลต่อ Employer Branding โดยตรงในระยะยาว

ผลกระทบต่อลูกจ้าง ผู้ประกันตน

ไม่ใช่แค่องค์กรที่จะมีปัญหา แต่ผลเสียในฝั่งพนักงานก็มีเช่นกัน เมื่อพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมจะเสียสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานทั้งหมด เช่น การรักษาพยาบาลฟรี การได้รับเงินชดเชยเมื่อเจ็บป่วย สิทธิลาคลอด การได้รับเงินว่างงาน หรือแม้กระทั่งบำนาญในวัยเกษียณ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถให้กับองค์กร

เมื่อรู้แล้วว่า หากดำเนินการผิดพลาดจะมีผลเสียตามมามากมาย HR สามารถเลือกใช้ HR Solution หรือ Payroll System ช่วยบริหารจัดการประกันสังคมอย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการคำนวณผิดหรือส่งล่าช้า มั่นใจว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน เสริมภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นมืออาชีพ

หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใช้ Payroll System ระบบไหนดีจะตอบโจทย์ที่สุด มาค้นหาในแพลตฟอร์ม HR Products & Services ของ HREX ได้เลยทางลิงก์นี้

HR การหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่งเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมคือหน้าที่ตามกฎหมาย

อัปเดตประกันสังคมปี 2569 ปรับเพดานเงินสมทบ

ในปี 2569 นี้ สำนักงานประกันสังคม ปรับเพดานฐานค่าจ้างใหม่แบบขั้นบันได ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งนายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 ต้องนำส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

แต่การจ่ายเพิ่มครั้งนี้มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่ขยับสูงขึ้นตามฐานเงินเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน 3 ระยะต่อไปนี้

1. ปัจจุบัน (จนถึงสิ้นปี 2568)

  • เพดานค่าจ้างสูงสุด: 15,000 บาท

  • เงินสมทบที่ต้องจ่ายสูงสุด: 750 บาท/เดือน (คำนวณจาก 5% ของ 15,000 บาท)

2. ระยะที่ 1 (ปี 2569 – 2571)

  • เพดานค่าจ้างสูงสุด: ปรับเพิ่มเป็น 17,500 บาท

  • เงินสมทบที่ต้องจ่ายสูงสุด: 875 บาท/เดือน

  • สิ่งที่เปลี่ยน: หากคุณมีเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากเดิม 125 บาท/เดือน

3. ระยะที่ 2 (ปี 2572 – 2574)

  • เพดานค่าจ้างสูงสุด: ปรับเพิ่มเป็น 20,000 บาท

  • เงินสมทบที่ต้องจ่ายสูงสุด: 1,000 บาท/เดือน

  • สิ่งที่เปลี่ยน: หากคุณมีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันรวมแล้ว 250 บาท/เดือน

4. ระยะที่ 3 (ปี 2575 เป็นต้นไป)

  • เพดานค่าจ้างสูงสุด: ปรับเพิ่มเป็น 23,000 บาท

  • เงินสมทบที่ต้องจ่ายสูงสุด: 1,150 บาท/เดือน

  • สิ่งที่เปลี่ยน: หากคุณมีเงินเดือน 23,000 บาทขึ้นไป จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 400 บาท/เดือน

จ่ายเพิ่มแล้ว ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง ?

เมื่อฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณสูงขึ้น เงินทดแทนในกรณีต่าง ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

  1. เงินบำนาญชราภาพ จากเดิมสูงสุด 5,250 บาท/เดือน จะขยับขึ้นสูงสุดถึง 8,050 บาท/เดือน (เมื่อส่งครบ 25 ปี ในระยะที่ 3) ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณมั่นคงกว่าเดิม
  2. เงินทดแทนกรณีว่างงาน จากเดิมสูงสุด 7,500 บาท/เดือน จะขยับขึ้นสูงสุดถึง 11,500 บาท/เดือน (ในระยะที่ 3) ช่วยพยุงรายได้ในช่วงเปลี่ยนงานได้มากขึ้น
  3. เงินสงเคราะห์คลอดบุตร จากเดิม 22,500 บาท/ครั้ง จะขยับขึ้นสูงสุดเป็น 34,500 บาท/ครั้ง (ในระยะที่ 3)
  4. เงินชดเชยกรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนขาดรายได้ต่อวันสูงขึ้นตามฐานค่าจ้างจริง (สูงสุด 383 บาท/วัน ในระยะที่ 3)
  5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต วงเงินคุ้มครองขยับจาก 90,000 บาท เพิ่มเป็นสูงสุดถึง 138,000 บาท

การปรับเพดานครั้งนี้ แม้จะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัท (ในฐานะนายจ้างที่ต้องจ่ายสมทบอีก 5%) แต่ในมุมของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นี่คือโอกาสในการสื่อสารสวัสดิการภาครัฐที่ดีขึ้นให้กับพนักงาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความกังวลเรื่องรายได้ที่ลดลงครับ

พนักงานปฏิเสธ ไม่ยอมให้ HR หักเงินส่งประกันสังคม ได้หรือไม่ ?

หากตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ ไม่ได้ เพราะตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำพนักงานเข้าสู่ระบบ และหักเงินสมทบส่งเข้ากองทุนอย่างถูกต้อง ไม่ว่าพนักงานจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากละเลย ถือเป็นการทำผิดกฎหมายทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง

อย่างไรก็ตามในระยะหลัง เสียงสะท้อนจากผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความโปร่งใสของระบบประกันสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ของระบบอื่นที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เช่น บัตรทอง โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งในบางแง่มุมอาจให้สิทธิประโยชน์มากกว่าผู้ที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือนเสียอีก

และยังมีการร้องเรียนถึงโครงการที่ไม่จำเป็น เช่น การเอาเงินประกันสังคมมาผลิตปฏิทินกระดาษจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่ต้องการ และไม่เคยได้รับ

หรือแม้กระทั่งการเอาเงินที่ผู้ประกันตนจ่าย ไปใช้สร้างโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมเอง ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

ไม่รวมการเอาเงินของผู้ประกันตน ไปลงทุนในสิ่งต่าง ๆ แล้วขาดทุนมหาศาล รวมถึงกรณีที่เอาไปใช้ซื้อหุ้นหอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่สำนักงานประกันสังคมก็ยังคงดำเนินการต่อไป โดยไม่มีการทบทวนหรือตอบสนองต่อเสียงของผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เมื่อระบบที่บังคับให้คนจ่าย กลับไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่า สิ่งที่ได้รับคืนมาคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า จำเป็นต้องส่งเงินประกันสังคมอีกต่อไปหรือไม่ ?

นี่คือโจทย์สำคัญที่องค์กรผู้ดูแลกองทุนนี้ต้องตอบให้ได้ว่าในระยะยาว ผู้ประกันตนจะได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับความรับผิดชอบที่พวกเขาแบกรับอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่เศษเสี้ยวของสิทธิที่ควรได้รับจากเงินสมทบของตัวเอง

สรุป

การส่งเงินสมทบประกันสังคม ไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมายของ HR หรือนายจ้างเท่านั้น แต่คือกลไกของระบบสวัสดิการที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันในชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคน ทั้งในยามเจ็บป่วย ว่างงาน หรือหลังเกษียณ แม้จำนวนเงินที่หักไปในแต่ละเดือนอาจดูเล็กน้อย แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับกลับมาอาจเป็นความช่วยเหลือสำคัญในวันที่ไม่คาดคิด

อย่างไรก็ตาม การทำให้ระบบนี้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใส การเข้าถึงที่สะดวก และการรับฟังเสียงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริงด้วย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระบบสวัสดิการที่ดี ไม่ควรเป็นเพียงข้อผูกมัดที่คนทำงานจำต้องยอมรับ แต่ควรเป็นระบบที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ที่จ่ายเงินรู้สึกว่า พวกเขากำลังร่วมลงทุนในความมั่นคงของชีวิตตนเองและสังคมร่วมกัน

HR ที่เข้าใจในบทบาทนี้จึงไม่ควรหยุดแค่ทำตามหน้าที่ แต่ควรเป็นผู้นำที่ช่วยให้พนักงานมองเห็นคุณค่าของประกันสังคม พร้อมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาระบบให้ดีขึ้นไปด้วยกัน

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้