Search
Close this search box.

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

จัดขึ้นเป็นวันที่ 2 แล้วกับงาน Supalai Presents: Creative Talk Conference 2025 ภายใต้ธีม The Future is Worth a Thousand Words และทั้งงานยังมีหัวข้อเสวนามากมายที่เน้นไปทาง การตลาด นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่คนทำงานทุกคนควรรู้ รวมถึง HR ด้วย

หากถามว่าทำไมคนในสายงาน HR และผู้นำองค์กรถึงต้องรู้และเข้าใจเรื่องการตลาด นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพราะการจะเข้าใจเรื่องการขายของได้ เราต้องเข้าใจศาสตร์แห่งการเข้าใจคน ซึ่งตรงกันอย่างดีกับภารกิจของ HR ที่ต้องบริหารความสัมพันธ์ ทัศนคติ และแรงจูงใจของคนในองค์กรให้กลมกลืนกับเป้าหมายธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ HR ล้วนสามารถพลิกแพลงมาใช้กับการดูแลพนักงานได้อย่างน่าสนใจ 

ดังนั้นชาว HR และผู้สนใจการบริหารคนในยุคใหม่ ห้ามพลาดบทความนี้เด็ดขาด เพราะ HREX สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกันแล้ว สามารถนำสิ่งดี ๆ ที่ได้ไปปรับใช้แล้วยกระดับองค์กรได้เลย

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

Decoded: พลิกเกมการตลาดจากสิ่งที่ลูกค้าไม่เคยพูด Data ไม่เคยบอกคุณ

ท่ามกลางโลกของข้อมูลที่ท่วมท้นด้วยกราฟ ตัวเลข และ Dashboard ต่าง ๆ คุณ บังอร สุวรรณมงคล CEO & Founder จาก Hummingbirds Consulting ชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่นักการตลาดหลายคนมองข้ามคือ Insight หรือ ความจริงลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในหัวของลูกค้า การเข้าใจแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของพฤติกรรมผู้บริโภค รู้ Root Cause หรือแรงจูงใจที่แท้จริง จะช่วยป้องกันการตลาดที่ไร้ทิศทาง จนสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปอย่างน่าเสียดาย

คุณบังอรบอกว่า แม้เราจะมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลมากมาย แต่ก็มีจุดบอดอีกหลายจุดที่ Data เข้าไม่ถึง หากเราทำการตลาดโดยขับเคลื่อนด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า Rich Data, Poor Insight นั่นคือเรารู้ทุกตัวเลข แต่ไม่รู้ว่าอะไรผลักดันให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจริง ๆ

เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องออกจากหน้าจอ ไปคุยกับลูกค้าจริงๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เขาไม่เคยพูด หรือไม่สามารถบอกเราได้ตรง ๆ ด้วยคำพูดด้วย

เพื่อให้เข้าใจ Insight อย่างแท้จริง คุณบังอรเสนอโมเดลที่ช่วยให้นักการตลาดจับภาพอินไซต์ที่ซ่อนอยู่ได้ ผ่านตัวย่อ INSIGHT ที่ประกอบด้วย:

  • I – Invisible Truths: ความจริงที่ไม่ถูกพูดถึง
  • N – Needs They Can’t Name: ความต้องการที่ลูกค้าไม่รู้จะอธิบายยังไง
  • S – Subconscious Driver: แรงผลักดันที่อยู่ใต้จิตสำนึก
  • I – Intuition for Future: อินไซต์ที่ช่วยทำนายอนาคตได้ดีกว่า Data
  • G – Gap in the Market: ช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครจับจอง
  • H – Human-Centered Innovation: นวัตกรรมต้องเริ่มจากปัญหาที่ลูกค้าแคร์
  • T – Truth that Transforms Strategy: อินไซต์ที่เปลี่ยนกลยุทธ์ได้จริง

เมื่อเข้าใจ Insight ถ่องแท้แล้ว วิธีการสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ก็ต้องเปลี่ยนตาม ถ้าของดีอยู่แล้ว ก็จงผลักดันให้มันดีที่สุดในโลกใบนี้ แต่ถ้าโปรดักต์ยังธรรมดา จงแก้ที่ประสบการณ์หรือวิธีการสื่อสาร เช่น การเปลี่ยนจากการขายฟีเจอร์ มาเน้นขายภาพลักษณ์หรือไลฟ์สไตล์ บางครั้งแบรนด์ที่ขายหน้าตาท่ามกลางคู่แข่งที่ขายสเปก จุดต่างเล็ก ๆ อาจกลายเป็นชัยชนะใหญ่ในใจผู้บริโภคได้

อีกประเด็นสำคัญคือ การตลาดยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเจาะกลุ่มใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการเข้าหา Super Consumer หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เสียงทรงพลัง มีอิทธิพลต่อความคิดคนจำนวนมาก เมื่อพวกเขาเชื่อ ใช้ และพูดถึงแบรนด์เรา จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Ripple Effect แผ่ขยายไปยังผู้บริโภคกลุ่มอื่นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ความสำเร็จในโลกของการตลาดยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเทคโนโลยีล้ำกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครเข้าใจมนุษย์ได้ลึกซึ้งกว่ากัน Insight ไม่ใช่แค่เครื่องมือการตลาด แต่คือตัวเปลี่ยนเกมกลยุทธ์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ และยกระดับแบรนด์ให้ไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

Empower B2B with Relationship Management Strategy กลยุทธ์มัดใจลูกค้ารัก ลูกน้องหลง

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูงเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้การทำธุรกิจ B2B ยากขึ้นเข้าไปด้วย

คุณ ณรงค์ยศ มหิทธิวาณิชชา Co-Founder และ Head of Growth จาก TWF Agency และคุณ วีร์ สิรสุนทร CEO จาก Primo World เห็นตรงกันว่าปี 2024-2025 เป็นปีที่ยากและท้าทายยิ่งกว่าช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 เสียอีก

พอภาพรวมเศรษฐกิจซบเซาและมีแต่ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ต้องใช้ไหวพริบในการปรับตัวให้ทัน พร้อมกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะในงานเอเจนซี่ที่ต้องบาลานซ์ทั้งความต้องการของลูกค้าและความเป็นอยู่ของทีม 

กล่าวคือ ต้องไม่แลกสุขภาพจิตของลูกน้องกับความพึงพอใจของลูกค้าเพียงฝ่ายเดียว

การวางแผนองค์กรในสภาวะที่มองยังไงก็มองไม่เห็นเส้นชัยจึงเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายทีเดียว โดยเฉพาะกับองค์กรที่เพิ่งผ่านการขยายทีมครั้งใหญ่ ซึ่งต้องบริหารทั้งทรัพยากร บุคลากร และภาระงานอย่างรอบคอบ ด้วยเป้าหมายเดียวคือรักษาความเชื่อมั่นทั้งจากฝั่ง ลูกค้า และ พนักงาน ให้คงอยู่ไปพร้อมกัน

เพื่อรับมือกับความซับซ้อนของกระบวนการตัดสินใจใน B2B คุณณรงค์ยศได้เสนอโมเดล MAN ที่ช่วยให้ทีมขายและการตลาดเข้าใจว่า คนถืองบคือใคร (Money) ใครคือผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Authority) และใครคือผู้มีความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการโดยตรง (Needs) ถ้าเข้าใจทั้ง 3 บทบาทนี้ การนำเสนอจะแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น ไม่เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ไม่เพียงแค่รู้จักลูกค้าเท่านั้น การรักษาความสัมพันธ์กับทีมงานก็สำคัญไม่แพ้กัน โมเดล CTC ถูกเสนอเป็นแนวคิดในการดูแลลูกค้าและขยายความสัมพันธ์แบบยั่งยืน

  • C – Current Client Trust: สร้างความเชื่อใจจากลูกค้าปัจจุบัน
  • T – Tell Stories: สื่อสารด้วยเรื่องราวที่เชื่อมโยงใจ
  • C – Connect Right Partner: เชื่อมโยงกับพันธมิตรที่ใช่ เพิ่มพลังเครือข่าย

ธุรกิจ B2B ไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่โปรดักต์หรือราคา แต่อยู่ที่ประสบการณ์ร่วม และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งทาง Primo เองมีระบบติดตามภาระงานของทีมและการประเมินความพร้อมของโปรเจ็กต์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างทาง การมีเครื่องมือที่วัดได้จริง ช่วยให้ผู้บริหารเข้าไปซัพพอร์ตได้ทันท่วงที แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ ต้องบริหารความสัมพันธ์เชิงรุก ไม่ใช่รอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้

สุดท้าย ณรงค์ยศได้นำเสนอแนวคิด TEAM ที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง แบ่งได้เป็น

  • T – Trust: ความเชื่อใจคือรากฐาน
  • E – Empathy: เห็นใจ เข้าใจ และเคารพความต่าง
  • A – Accountability: รับผิดชอบในหน้าที่และเป้าหมายร่วมกัน
  • M – Memes: การหยอกล้อ แชร์มุกขำๆ สื่อถึงความสัมพันธ์ที่ผ่อนคลาย มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

สิ่งที่คุณณรงค์เน้นย้ำคือตัว M หากวันไหนแม้งานจะหนักหนา แต่ทีมยังสื่อสารกัน ส่งภาพตลก มีมตลกให้กันและกัน ยังเป็นสัญญาณว่าทุกคนพร้อมจะลุย แต่หากเมื่อไหร่ที่ทีมเงียบหาย ไม่สื่อสารกัน ไม่ส่งมีมตลก ๆ ให้กันแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าความเชื่อใจ ไว้ใจกันในทีมเริ่มสั่นคลอนแล้วก็ได้

How Young Leader Reshape the Working Culture: ผู้นำรุ่นใหม่นำการเปลี่ยนแปลงสู่การทำงานได้อย่างไร

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

สำหรับหลายคน ชื่อของ เฌอปราง อารีย์กุล อาจเป็นที่รู้จักจากการไอดอลวง BNK48 แถมเป็นกัปตันวงที่หลายคนเรียกว่า “แคปเฌอ” ซะด้วย

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องรับบทการเป็นผู้นำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอผ่านบทบาทผู้นำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนที่ชอบรวมกลุ่มเพื่อนทำกิจกรรม ไปจนถึงการเป็นผู้จัดการวงที่ต้องประสานงานระหว่างเมมเบอร์รุ่นน้องและทีมผู้บริหาร

อย่างไรก็ตาม เธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองกำลังเป็นผู้นำ แต่เป็นเป็นแค่คนประสานงาน ประสานสิ่งต่าง ๆ ระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ให้ลงตัวเท่านั้นเอง จนพอทำหน้าที่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็เริ่มตั้งคำถามว่าหรือจริง ๆ แล้วเธอจะถนัดด้านการบริหารจัดการ ? จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอตัดสินใจไปเรียนต่อด้าน MBA ที่ต่างประเทศในอนาคตอันใกล้

บทบาทผู้นำรุ่นใหม่ที่คุณเฌอปรางเคยทำมา ไม่ได้มีแค่การวางแผนหรือสั่งการ แต่เป็นการเรียนรู้วิธีประสานคน 2 กลุ่ม 2 รุ่น 2 วัย 2 บทบาทให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เธอเล่าว่าช่วงแรกของการเป็นกัปตันวง เธอใช้สไตล์คุยงานแบบแมน ๆ คุยแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นแบบที่เธอคุ้นเคยเมื่อต้องทำงานกับเพื่อนผู้ชายสมัยเรียน แต่พอเข้าสู่วงการไอดอลที่มีน้อง ๆ ผู้หญิงรุ่นใหม่ ที่ไม่ชินกับแนวทางดังกล่าว ทำให้เธอเริ่มเรียนรู้ว่าวิธีเข้าหาคนคือหัวใจสำคัญ การทำงานที่ดีไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ แต่ต้องทำให้ทีมรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อใจ

บางครั้ง เธอเรียนรู้ที่จะประนีประนอม ถอยคนละก้าว เพื่อให้ทั้งเป้าหมายของผู้บริหารและความสบายใจของทีมเดินไปด้วยกันได้

สำหรับคำแนะนำที่คุณเฌอปรางอยากมอบให้กับว่าที่ผู้บริหาร หรือผู้นำยุคใหม่ก็คือ จงตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไร ? และเราชัดเจนกับตัวเองแค่ไหน ? เพราะหากเราไม่ชัดในสิ่งที่เชื่อ ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เราก็จะไม่มีทางเป็นผู้นำที่มั่นคงได้

อีกสิ่งที่เธอฝากถึงคนรุ่นใหม่ก็คือ จงมั่นใจเมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ และหาคำตอบให้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากเรา หากยังไม่รู้ ก็จงถามให้รู้ และเมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้ว ก็จงลุยไปให้เต็มที่ เมื่อเรารู้สึกเป็นเจ้าของผลงาน เราจะอินกับมัน และอยากผลักดันให้งานนั้นออกมาดีที่สุด

หากเราได้ทำเต็มที่แล้วภายใต้ข้อจำกัดที่มี ก็ต้องรู้จักปล่อยวาง และไว้ใจในผลลัพธ์ด้วย

และนั่นแหละ คือหัวใจของการทำงานในแบบผู้นำยุคใหม่

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 1

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 1

“Likeable” ทักษะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ในยุค AI

คุณ ธนา เธียรอัจฉริยะ นักธุรกิจมากความสามารถ มาให้ทัศนะเกี่ยวกับการทำงานในยุคที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวันว่า การเป็นมนุษย์ที่น่าร่วมงานด้วย (Likeable) นี่แหละ จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ผู้คนอยากทำงานกับเรา อยากร่วมงานกับเรา

ที่ผ่านมา เรามักจะพูดกันถึงการปลูกฝังทักษะ การสอนให้คนเก่งด้านต่าง ๆ แบบเชิงลึก (Hard Skill) แต่จริง ๆ แล้วอีกสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และมีความเป็นมนุษย์ (Human Element) ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่ใช่คนที่คนรอบข้างอยากทำงานด้วย

อย่าลืมว่าการเป็นคนเก่ง เราอาจออกวิ่งได้เร็ว แต่เราจะไปได้ไกลต้องมีคนสนับสนุนระหว่างทาง คำว่า Likable ไม่ใช่แค่ความใจดีหรือยิ้มเก่ง แต่คือการเข้าใจคนอื่น เห็นใจผู้อื่น และรู้จักทำมากกว่าที่คาดหวัง เช่น หัวหน้าที่ดีไม่ใช่แค่ให้คำสั่ง แต่ต้องมีความชัดเจนในเป้าหมาย ให้พื้นที่ทีม และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ เป็น Tight–Loose–Tight คือ แน่นตอนตั้งต้น ให้อิสระในการลงมือ แล้วแน่นอีกครั้งเมื่อวัดผลงาน

เขาย้ำว่าผู้นำที่น่ารัก รวมถึงคนที่น่าทำงานด้วยจำนวนมาก เป็นคนที่มีศิลปะของการเสียเปรียบ หมายถึงบางครั้งเราต้องให้มากกว่ารับ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและความไว้วางใจในระยะยาว แต่ เขาก็เตือนด้วยว่าเราต้องรู้จักสำรวจตัวเองว่าเป็น Giver หรือ Taker เพราะในสังคมที่ Givers มารวมตัวกันนั้น ความสำเร็จจะงอกงามร่วมกัน แต่ถ้ามี Taker เข้ามา บรรยากาศแห่งความร่วมมือก็จะพังทลายลงในที่สุด

ทักษะเล็ก ๆ อย่างการฟัง และอยู่กับปัจจุบัน ก็เป็นหัวใจของการเป็นคนที่น่าร่วมงานด้วย คุณธนาบอกว่า เวลาลูกน้องมาขอคำปรึกษา เราอย่าคิดถึงประชุมถัดไป หรือจับมือถือในมือ แต่จงใส่ใจกับคนตรงหน้า เพราะนั่นคือวิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืน การมี Empathy + Humility คือส่วนผสมลับของคนที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงานด้วย

เขาทิ้งท้ายด้วยคำที่ชวนให้ฉุกคิดว่า “You are what you post” หมายถึงเราต้องรู้จักใช้พื้นที่ในโซเชียลมีเดียในด้านบวก เราไม่ใช้เป็นแค่พื้นที่โชว์ตัว แต่คือพื้นที่สร้างตัวตน สร้างพลังบวก เราใช้มันเพื่อชมคนอื่นอย่างจริงใจ ส่งพลังบวกในเวลาที่คนอื่นต้องการมันมากที่สุด เพื่อย้ำกับตัวเองทุกวันว่าเรากำลังเป็นมนุษย์ที่น่าอยู่ด้วยในโลกที่กำลังถูกแวดล้อมด้วย AI

How Actions Today Shape a Meaningful Tomorrow งานปัจจุบันจะสร้างความหมายของอนาคตได้อย่างไร

สรุปทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้จากงาน Creative Talk Conference 2025 Day 2

คุณ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ มาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานภาครัฐที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องคนและระบบว่า แม้โครงสร้างของราชการจะคล้ายบริษัทเอกชนในเรื่องการแบ่งสายงาน แต่ราชการจะถูกกฎหมายและระเบียบผูกมัดการตัดสินใจไว้แน่นหนา หลายครั้งแนวคิดดี ๆ ถูกจำกัดด้วยสิ่งที่ทำไม่ได้ตามกฎหมาย ทำให้เวลาอยากทำอะไรก็อาจทำไมไ่ด้ หรือทำได้ไม่เต็มที่

แต่ถึงแม้จะอยู่ในระบบราชการ คุณศานนท์ก็เลือกที่จะทำงานใต้มุมมองแบบองค์กรเอกชน เน้นว่าการลงมือทำสำคัญกว่าแค่ตั้งนโยบาย การตั้งคำถามว่าเราจะทำอะไร ? สำคัญก็จริง แต่เราจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ? เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะแม้จะมีนโยบายดีแค่ไหน ถ้าไม่เข้าใจข้อจำกัดทางกฎหมายและไม่รู้วิธีเดินเกมอย่างชาญฉลาด สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่พูดถึงมากคือระบบ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) แพลตฟอร์มที่เปิดให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ของตัวเองได้โดยตรง เช่น ไฟดับ ถนนพัง ขยะล้น ฯลฯ สิ่งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลของจริงจากประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบราชการแบบเรียลไทม์ ทำให้การจัดการของเมืองมีทิศทางและความชัดเจนมากขึ้น

และที่สำคัญคือ ทำให้อำนาจบางส่วนกลับมาอยู่ในมือประชาชน พวกเขาสามารถส่งเสียงในสิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริง

คุณศานนท์ยังยอมรับตรง ๆ ว่างานราชการนั้นล้าหลังมาก แต่ข้อดีคือพอมาตรฐานต่ำอยู๋แล้ว หมายความว่าถ้าทำสิ่งดี ๆ มันย่อมพัฒนาอย่างเห็นผลได้แน่นอน หากมีแรงขับจากคนรุ่นใหม่และภาคประชาชนที่พร้อมหนุน ระบบใดๆ ก็สามารถขยับไปข้างหน้าได้ ทุกการกระทำในวันนี้ แม้ดูเล็กน้อย ก็สามารถเป็น Input ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างมีความหมาย

เพราะการเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่หน้าที่ของผู้ว่าฯ หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องการพลังจากประชาชนทุกคน หาก Traffy Fondue ถูกใช้อย่างแพร่หลาย มันไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียน แต่มันคือสัญญาณว่า เมืองนี้เปลี่ยนได้ ด้วยเสียงของทุกคน และสักวันหนึ่ง เมืองในฝันของทุกคนก็อาจไม่ไกลเกินจริง

พนักงานจะเกษียณสำราญ (Retire Rich) ในวันหน้า HR ต้องช่วยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้