
อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569
|
ความมั่นคงทางการเงินยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่มนุษย์เงินเดือนกังวลมากที่สุด จากข้อมูลของ Mercer พบว่า มีคนไทยเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ถูกเลิกจ้าง ลาออกกะทันหัน หรืออยู่ระหว่างรองานใหม่ แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงไม่มีเงินสำรองพอประคองชีวิต
นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐผลักดัน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือ Employee Welfare Fund ให้เป็นอีกหนึ่งกลไกคุ้มครองแรงงาน โดยให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าในกองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมส่วนหนึ่งกลับมาใช้เมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต
บทความนี้สรุปภาพรวมล่าสุดของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในปี 2569 ทั้งความหมาย วันเริ่มบังคับใช้ ใครต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม วิธีคำนวณ ความแตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม รวมถึงสิ่งที่ HR ควรเตรียมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569
Contents
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร? (What is Employee Welfare Fund)
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?
- ใครบ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?
- ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่?
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
- HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อน 1 ตุลาคม 2569?
- FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัปเดต 2569
- สรุป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร? (What is Employee Welfare Fund)
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน เสียชีวิต หรือกรณีอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด โดยอยู่ภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
แนวคิดหลักของกองทุนนี้คือการสร้างหลักประกันทางการเงินขั้นพื้นฐานให้ลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงานก็ยังมีเงินสะสมและเงินสมทบส่วนหนึ่งกลับมาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทันที
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะมีฐานกฎหมายมาตั้งแต่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 126 หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง จนล่าสุดกำหนดให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?
คำตอบล่าสุดคือ เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
เดิมรัฐบาลกำหนดให้เริ่มจัดเก็บวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 โดยให้เลื่อนเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจผันผวนและชะลอตัว จึงต้องการลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน
| ประเด็น | ข้อมูลล่าสุด |
| กำหนดเดิม | 1 ตุลาคม 2568 |
| กำหนดใหม่ | 1 ตุลาคม 2569 |
| อัตราเริ่มต้น | ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง |
| อัตราระยะถัดไป | ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง |
ใครบ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
หลักสำคัญที่ HR ต้องตรวจสอบคือสถานประกอบการและรายชื่อลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย โดยทั่วไปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กลุ่มที่ HR ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่
- พนักงานประจำและลูกจ้างรายเดือน
- ลูกจ้างรายวัน
- พนักงานทดลองงานที่ยังไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- พนักงานพาร์ทไทม์หรือลูกจ้างสัญญาจ้างที่มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน
- ลูกจ้างที่ปฏิเสธหรือยังไม่ได้สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท
ถ้าองค์กรมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าจะหมดหน้าที่ทันที เพราะ HR ต้องตรวจรายบุคคลว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว และใครยังไม่ได้เข้า หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้า ก็อาจต้องถูกนำมาพิจารณาในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
กรณีที่ไม่แน่ใจ เช่น ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน หรือผู้รับจ้างรายโปรเจกต์ HR ควรพิจารณาจากสถานะความเป็นลูกจ้างจริง ไม่ใช่ดูจากชื่อตำแหน่งหรือชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก คือ
- 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2573: ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25%
- ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป: ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.5%
ตัวอย่างการคำนวณในช่วงอัตรา 0.25% มีดังนี้
| ค่าจ้างต่อเดือน | เงินสะสมลูกจ้าง 0.25% | เงินสมทบนายจ้าง 0.25% | รวมเข้ากองทุนต่อเดือน |
| 12,000 บาท | 30 บาท | 30 บาท | 60 บาท |
| 15,000 บาท | 37.50 บาท | 37.50 บาท | 75 บาท |
| 20,000 บาท | 50 บาท | 50 บาท | 100 บาท |
| 30,000 บาท | 75 บาท | 75 บาท | 150 บาท |
สิ่งที่ HR ต้องระวังคือ “ค่าจ้าง” ที่นำมาคำนวณต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะเงินบางประเภทอาจเป็นค่าจ้างประจำที่ต้องนำมาคำนวณ แต่เงินบางประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำงานหรือเงินพิเศษตามเงื่อนไข อาจไม่ต้องนำมารวม ทั้งนี้ควรตรวจรายละเอียดกับประกาศและคู่มือของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนเริ่มใช้งานจริง
ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่?
โดยหลัก ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง เช่น ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยในกรณีเสียชีวิต ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถยื่นขอรับเงินแทนได้
จุดนี้ทำให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากสวัสดิการบางประเภทที่ต้องรออายุครบตามเงื่อนไข เพราะกองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเงินสำรองระยะสั้นในช่วงที่ลูกจ้างออกจากงานและต้องตั้งหลักใหม่
|
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีหน้าตาคล้ายกันตรงที่ลูกจ้างและนายจ้างต่างร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่เป้าหมายและเงื่อนไขต่างกันพอสมควร
| ประเด็น | กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ |
| เป้าหมายหลัก | เงินสำรองระยะสั้นเมื่อออกจากงาน | เงินออมระยะยาวเพื่อเกษียณ |
| ลักษณะการเข้าร่วม | เป็นหน้าที่ตามกฎหมายสำหรับกิจการ/ลูกจ้างที่อยู่ในบังคับ | เป็นสวัสดิการที่ลูกจ้างเข้าร่วมโดยสมัครใจตามเงื่อนไขกองทุน |
| อัตราเริ่มต้น | ลูกจ้าง 0.25% นายจ้าง 0.25% | มักอยู่ในช่วง 2-15% ตามข้อบังคับกองทุน |
| การลงทุน | เน้นการสงเคราะห์และหลักประกันพื้นฐาน | มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว |
| ภาษี | ยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ | ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด |
พูดง่าย ๆ คือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นตาข่ายรองรับเมื่อต้องออกจากงาน ส่วน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเครื่องมือสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคตระยะยาว องค์กรที่มีทั้งสองระบบจึงต้องจัดการข้อมูลรายบุคคลให้แม่น เพื่อไม่ให้หักเงินซ้ำหรือปล่อยให้ลูกจ้างบางกลุ่มตกหล่น
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไร ? |
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและประกันสังคมต่างช่วยสร้างความมั่นคงให้แรงงาน แต่มีคนละวัตถุประสงค์
ประกันสังคม คุ้มครองความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน โดยมีลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐร่วมจ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มุ่งสร้างเงินสำรองให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุน ไม่มีส่วนสมทบจากรัฐบาลในรูปแบบเดียวกับประกันสังคม
ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้มาแทนประกันสังคม และประกันสังคมก็ไม่ได้ทำให้หน้าที่เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหมดไป ทั้งสองระบบทำงานคนละมิติ และ HR ต้องบริหารให้สอดคล้องกัน

HR ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อน 1 ตุลาคม 2569?
แม้วันเริ่มจัดเก็บจะเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ HR ไม่ควรรอจนใกล้ถึงกำหนด เพราะงานนี้เกี่ยวข้องกับ Payroll ข้อมูลพนักงาน ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการสื่อสารภายในองค์กรโดยตรง
Checklist ที่ควรเริ่มทำมีดังนี้
- ตรวจจำนวนลูกจ้าง: รวมลูกจ้างทุกประเภท ทุกสาขา และทุกไซต์งาน เพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้าร่วมหรือไม่
- แยกสถานะรายบุคคล: ตรวจว่าใครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ใครยังไม่เข้า ใครอยู่ระหว่างทดลองงาน และใครมีสถานะพิเศษ
- ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง: แยกเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าตำแหน่ง ค่าใช้จ่าย และเงินพิเศษให้ชัด เพื่อเตรียมคำนวณ 0.25% อย่างถูกต้อง
- ปรับระบบ Payroll: เตรียมระบบให้รองรับการหักเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง พร้อมรายงานนำส่งที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
- เตรียมแบบฟอร์มและเอกสาร: ศึกษาแบบ สกล. และช่องทาง E-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้พร้อมก่อนเริ่มใช้งานจริง
- สื่อสารกับพนักงาน: อธิบายให้ชัดว่าการหักเงินนี้คืออะไร เริ่มเมื่อไหร่ หักเท่าไหร่ และลูกจ้างจะได้รับเงินคืนในกรณีใด
โดยแนวปฏิบัติที่ HR ควรเตรียมคือการนำส่งข้อมูลและเงินผ่านช่องทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดภายในรอบเวลาที่กฎหมายระบุ โดยควรตรวจคู่มือราชการฉบับล่าสุดอีกครั้งก่อนเริ่มจัดเก็บจริง เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนด้านแบบฟอร์ม วันนำส่ง และเอกสารประกอบ
FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัปเดต 2569
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเมื่อไหร่?
เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2568
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเงินเดือนเท่าไหร่?
ช่วงแรกหักเงินสะสมจากลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบอีก 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2573 จากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป ปรับเป็นฝ่ายละ 0.5%
บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วยังต้องสนใจกองทุนนี้ไหม?
ยังต้องสนใจ เพราะต้องตรวจรายบุคคลว่าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือไม่ หากยังมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้า เช่น พนักงานทดลองงานหรือคนที่ไม่สมัคร PVD อาจยังต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างลดหย่อนภาษีได้ไหม?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไม่ใช่เครื่องมือลดหย่อนภาษีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จุดประสงค์หลักคือการสร้างหลักประกันทางการเงินเมื่อลูกจ้างออกจากงาน
ถ้า HR ยังไม่พร้อมควรเริ่มจากอะไร?
ควรเริ่มจากการตรวจรายชื่อพนักงานทั้งหมด แยกสถานะการเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง และคุยกับผู้ให้บริการ Payroll เพื่อเตรียมระบบก่อนรอบเงินเดือนตุลาคม 2569
FAQ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เก็บตกทุกเรื่องที่ HR ต้องรู้ก่อนบังคับใช้จริง |
สรุป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ช่วยสร้างหลักประกันให้แรงงานไทย โดยเฉพาะลูกจ้างที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้กำหนดเริ่มจัดเก็บจะเลื่อนจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ HR และนายจ้างไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะการเตรียมข้อมูลพนักงาน ระบบ Payroll และการสื่อสารภายในต้องใช้เวลา
สิ่งที่ต้องจำให้ชัดคือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างต้องสมทบอีก 0.25% ในอัตราเดียวกัน ก่อนจะปรับเป็น 0.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2573 เป็นต้นไป
สำหรับองค์กรที่ยังไม่มั่นใจเรื่องระบบเงินเดือนหรือการจัดการสวัสดิการพนักงาน สามารถมองหาโซลูชันด้าน Payroll และ HR Services ผ่าน แพลตฟอร์ม HR Products & Services ของ HREX หรือดูหมวดบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่ ลิงก์นี้
หาก HR ต้องการตรวจสอบข้อมูลทางการเพิ่มเติม สามารถติดตามประกาศจาก Facebook ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือเว็บไซต์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อยืนยันแบบฟอร์ม ขั้นตอน และกำหนดนำส่งล่าสุดก่อนเริ่มบังคับใช้จริง
Sources: |