Search
Close this search box.

Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย

HIGHLIGHT

  • Digital Fatigue คือความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจที่เกิดจากการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลหลายอย่างมากเกินไป ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้
  • สาเหตุหลักของ Digital Fatigue คือการมองจอที่ส่งผลกระทบไปยังสมอง แสงสีฟ้าที่ทำร้ายดวงตา ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม ความรู้สึกต้องทำงานตลอดเวลา และการถูกรบกวนทางดิจิทัล
  • วิธีการจัดการ Digital Fatigue ที่พื้นฐานที่สุดคือพักจากหน้าจอบ้าง กินอาหารที่ดี สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย และสนับสนุนจิตใจซึ่งกันและกัน

Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย

หลังจากที่ทุกคนทำงาน Work From Home ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เชื่อได้ว่าหลายคนต้องตื่นเช้าขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ประชุม และหาความบันเทิงผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดอาการ Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ขึ้นมาได้

Digital Fatigue จึงเป็นปัญหาสำคัญที่พนักงานหลายคนกำลังประสบ ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก ฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือ HR จึงมีความจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจภาวะนี้ เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานคนเก่งของเรากลับมาสดใสพร้อมทำงาน

HREX.asia จึงจะมาทำความรู้จัก Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ให้มากขึ้น

 

Digital Fatigue คืออะไร 

Digital Fatigue คือความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจที่เกิดจากการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลหลายอย่างมากเกินไป เช่น เปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัว เปิดหน้าจอหลายจอ หรือทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้

สภาวะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพียงแต่ว่าช่วงเวลาที่ทุกคนทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้หลายคนต้องเผชิญหน้ากับ Digital Fatigue มากขึ้น เนื่องจากพนักงานหลายต้องกักตัวทำงานอยู่บ้าน ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตที่บ้าน ไร้ซึ่งช่วงเวลาพักผ่อน

สอดคล้องกับงานวิจัยช่วงเดือนพฤษภาคม 2021 ของสถาบัน O.C. Tanner ที่บอกว่า 52% ของชาวแคนาดารู้สึกเหนื่อยล้าทางร่างกายหรือทางอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่จาก COVID-19 แต่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี “ปัจจุบันชาวแคนาดา 37% กล่าวว่าการแฮงเอาท์ผ่านวิดีโอคอลทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อย, 29% กล่าวว่าจำนวนแอพมากมายที่พวกเขาใช้งานนั้นขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน และ 38% กล่าวว่ายากมากที่จะตัดการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีที่ใช้ทำงาน”

ลองคิดเล่น ๆ ว่า ทุกวันนี้ตื่นมาเราก็ต้องใช้ชีวิตออนไลน์ทั้งวัน ทำงาน ประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ รวมไปการหาความบันเทิงผ่าน YouTube หรือ Netflix ผ่าน iPad โดยไถฟีดผ่านโทรศัพท์ในมือตลอดเวลา ไหนจะ LINE งานที่เด้งข้อความแทบทั้งวัน ไม่แปลกที่จิตใจและร่างกายของเราจะเกิดความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล

เช็คอาการทั่วไปของ Digital Fatique

 

สาเหตุของ Digital Fatigue

Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย

การมองจอส่งผลกระทบไปยังสมอง

ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมนุษย์มีวิวัฒนาการเป็นสัตว์สังคม ทำให้สมองส่วนใหญ่สามารถอ่านสัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดผ่านสัญชาตญาณระหว่างการโต้ตอบทางสังคม เช่น ภาษากาย การแสดงออกทางสีหน้า และอื่น ๆ ผ่านการมองเห็น ทว่าการมองสัญญาณเหล่านี้ผ่านจอสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ก็จะทำให้สมองของเราต้องเพ่งสมาธิจดจ่อมากขึ้น เพื่อค้นหาสัญญาณทางร่างกายที่มองไม่เห็นเหล่านั้น กล่าวคือสมองของเราจะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักเป็นพิเศษ นี่จึงเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของสมองที่ทำให้มนุษย์เกิดอาการเหนื่อยล้าได้

แสงสีฟ้าที่ทำร้ายดวงตา

แสงสีฟ้าหรือสีน้ำเงินธรรมชาติเป็นหนึ่งในแสงที่มีอยู่ในแสงแดด ซึ่งถึงแม้ว่าแสงดังกล่าวจะมีประโยชน์ แต่ก็มีอันตรายเช่นกันเมื่อดวงตาเราเปิดรับแสงมากเกินไป โดยเฉพาะเหล่าอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมไปถึงโทรทัศน์ ที่จะปล่อยแสงสีฟ้าออกมา โดยมีคุณสมบัติความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูง จึงกระจายได้ง่ายกว่าแสงอื่น ๆ จึงสามารถทำลายเซลล์ผิวกระจกตาและเยื่อบุตา บวกกับการสั่นกระพริบของหน้าจอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนักมากขึ้นในการปรับโฟกัสภาพ ทำให้ต้องเพ่งมากขึ้น กะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตาแบบดิจิทัลนั่นเอง

ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม

เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งทำงานทั้งวัน แต่สภาพความเป็นจริงเรากลับต้องนั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง นี่ยังไม่นับช่วง Work From Home ที่แทบจะนั่งทั้งวัน ยกเว้นแค่เวลานอน และเมื่อเรามีกิจกรรมทางร่างกายที่น้อยลง ไม่เพียงต่อผลต่อสุขภาพทางกายเรื่องปวดหลัง ข้อเข่าเสื่อม แต่ยังทำให้ร่างกายไม่หลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือฮอร์โมนประโยชน์อื่น ๆ ที่มาจากการออกกำลังกาย แน่นอนว่าการขาดสารเหล่านี้ส่งผลต่อระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น ฉะนั้นการนั่งนานเกินไปจึงส่งผลต่อสุขภาพจิตมากกว่าที่คิด

รู้สึกต้องทำงานตลอดเวลา

Always-on mindset กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพจิตของพนักงานมากที่สุด เมื่อเส้นแบ่งเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่ชัดเจน ทำให้พนักงานที่ทำงานทางไกลรู้สึกว่าระยะเวลาทำงานเพิ่มขึ้นกว่าที่อยู่ออฟฟิศ จนเกิดแรงกดดันที่มากขึ้นและรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น

การถูกรบกวนทางดิจิทัล

มีสถิติจาก Gartner บอกว่า พนักงานที่ทำงานทางไกลจะประสบปัญหาการรบกวนทางดิจิทัลมากกว่าพนักงานที่ออฟฟิศ 2.54 เท่า โดยเฉพาะการแจ้งเตือนที่จะเด้งตลอดเวลา ทำให้สูญเสียสมาธิจดจ่อในการทำงานนั่นเอง

Screen Shot 2564 12 21 at 11.30.57

วิธีจัดการ Digital Fatigue ของตัวเอง

Digital Fatigue ภาวะเหนื่อยล้าจากดิจิทัล และวิถีการช่วยเหลือพนักงานให้หายเหนื่อย

ก่อนที่จะพูดถึงวิธีการป้องกัน Digital Fatigue ให้กับพนักงาน เราเชื่อว่าผู้บริหาร หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง HR เองก็ต้องเผชิญหน้ากับสภาวะนี้ไม่ต่างกัน ซึ่งหากตัวเราเองยังจัดการไม่ได้แล้ว แล้วเราจะช่วยใครได้ ฉะนั้นมาจัดการภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลของตัวเองกันก่อน

  • ทำงานประจำวันให้เสร็จทีละอย่าง: ความเหนื่อยล้าทำให้เราไม่มีสมาธิและฟุ้งซ่าน เราจึงต้องทำสิ่งที่ต้องทำและจัดการทีละรายการเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหนื่อยเกินไป
  • ลดแสงสีฟ้า: ทุกวันนี้อุปกรณ์ดิจิทัลส่วนใหญ่มีการตั้งค่าเพื่อปรับหรือเปิดตัวกรองแสงสีน้ำเงิน รวมไปถึงแว่นตาที่มีเลนส์ลดแสง ก็จะทำให้เราเครียดน้อยลงได้
  • จัดท่านั่งและวางตำแหน่งจอภาพให้เหมาะสม: พยายามหลีกเลี่ยงท่านั่งที่โค้งงอคอและหลัง โดยวางจอภาพอยู่ในระดับสายตา
  • พักหน้าจอ: บางครั้งการหยุดพักก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือบางคนก็ทำงานจนหลงลืมเวลา การพักสัก 5-10 นาทีระหว่างชั่วโมงจะช่วยให้เราผ่อนคลายขึ้น
  • ออกไปข้างนอก: การสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ร่างกายจะทำให้เรากลับมากระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะรีเฟรสสมองของเรา
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: เรื่องพื้นฐานที่ใครหลายคนมองข้ามคือการเติมพลังงานด้วยอาหารที่สมดุล
  • ปิดกล้อง: ไม่ใช่ทุกการสื่อสารจะต้องเป็นแฮงเอาท์ผ่านวิดีโอคอล ถ้าเป็นไปได้ให้จัดการประชุมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปิดกล้อง ยืน กินกาแฟ หรือแม้กระทั่งขณะที่เดินเล่น
  • จดบันทึกด้วยการเขียน: เป็นวิถีดั้งเดิมที่มีประโยชน์ เนื่องจากการจดปากกาและกระดาษทำให้เรามีสมาธิจดจ่อมากขึ้น
  • หมั่นโทรหาเพื่อนร่วมงาน: การสื่อสารระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงกักตัว แค่โทรหาเพื่อทักทายหรือพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนช่วยชุบชูใจได้บ้าง
  • กำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน: เมื่อเส้นแบ่งระหว่างบ้านกับที่ทำงานไม่ชัดเจน มันง่ายมากที่เราจะทำงานจนเกิดเวลาทำงานจริง ฉะนั้นควรรู้ตัวเสมอว่าเวลาไหนควรปิดคอมพิวเตอร์แล้วทำอย่างอื่น
  • ลดการใช้หน้าจอหลังเลิกงาน: ออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำอาหาร ฯลฯ เพราะทุกครั้งที่อยู่ห่างจากหน้าจอจะเป็นช่วงเวลาที่ดีเสมอ

5 วิธีช่วยพนักงานไม่ให้เกิดภาวะ Digital Fatigue

ประสบการณ์ทำงานยังสำคัญอยู่ไหม เมื่อคนรุ่นใหม่ทำงานไม่กี่ปีก็ลาออก

1. เริ่มดำเนินการกลับเข้าออฟฟิศบ้าง

ช่วงเวลาการทำงานทางไกลที่ผ่านมาอาจเหมาะสมกับพนักงานบางกลุ่ม และอาจเป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายสำหรับพนักงานบางกลุ่ม นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ HR จะต้องเข้าใจกระบวนการทำงานและความรู้สึกนึกคิดของพนักงานในองค์กร HR จะต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่าพนักงานกลุ่มไหนหรืองานแบบไหนที่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ และกลุ่มไหนที่สามารถเปลี่ยนเป็นการทำงานแบบไฮบริดได้ เพราะการเข้ามาออฟฟิศบ้างจะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมต่อไป

2. ลงทุนในเครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับการทำงานทางไกล

ไม่ใช่ทุกองค์กรจะพร้อมสำหรับการทำงานทางไกล บางครั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีที่พนักงานมีอยู่ก็อาจไม่ตอบโจทย์การทำงานไกล HR จึงต้องอุดรอยรั่วตรงนี้ผ่านการปรับหรือสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการทำงานทางไกล นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการตรวจสอบให้แน่ใจว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งค่าความปลอดภัยเรียบร้อย ที่สำคัญอย่าลืมสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลทั้งในและนอกสถานที่ด้วย

3. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีช่วงเวลาชัดเจน

องค์กรจำเป็นต้องให้พนักงานพูดคุยกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ออฟฟิศ ทำงานแบบไฮบริด หรือทำงานทางไกล ซึ่งจะต้องมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ทั้งนี้หลายองค์กรกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างหนึ่ง เมื่อช่วงแรกทำติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นไปด้วยดี แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปการส่งข้อความบ่อย ๆ การประชุมนาน ๆ ก็จะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าได้ พนักงานจึงคงรสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญ และมีช่วงเวลาเฉพาะสำหรับการคุย

4. สร้างพฤติกรรมการทำงานออนไลน์ให้ดี

กรณีนี้หมายถึงการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และการหยุดพักเป็นประจำ ยกตัวอย่าง การประชุมออนไลน์ที่ไม่ได้จำเป็นต้องให้ทุกคนในแผนกเข้าร่วมทุกครั้ง ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการและเลือกเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น ๆ มากที่สุด เช็คให้แน่ใจว่าทุกคนทราบบทบาทของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. พัฒนาประสบการณ์ของพนักงาน

ถึงทุกวันนี้พนักงานเริ่มคุ้นชินกับประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อผ่านชีวิตส่วนตัวกันแล้ว จนสามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องพัฒนาประสบการณ์พนักงาน (Employee Experience) ให้ตรงตามความคาดหวัง เช่น ความยืดหยุ่นในการทำงาน การควบคุมตรวจสอบการทำงาน ฯลฯ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ฉะนั้น HR จำเป็นต้องตระหนักว่าพนักงานมีความรู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และองค์กรสามารถช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมได้อย่างไรนั่นเอง

การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience)

บทสรุป

Workation ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย

“พักหน้าจอ กินอาหารที่ดี สูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย และสนับสนุนซึ่งกันและกัน” นี่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนทำได้กับตัวเองรวมไปถึงแนะนำคนอื่น เพื่อเอาชนะกับ Digital Fatigue หรือภาวะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลให้ได้

แน่นอนว่าโลกยังต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกนาน และดูเหมือนโลกการทำงานจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งถึงแม้การทำงานแบบไฮบริดจะได้การอนุมัติมากขึ้นในหลายบริษัท แต่นั่นก็มาพร้อมความเสี่ยงที่พนักงานจะเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัลมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนต้องรับมือกับสภาวนี้ให้ได้ เพื่อที่ว่าทุกคนจะยังคงรักษาประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนเดิม

สำหรับแก้แบ่งตาม CATE 3

ที่มา

ผู้เขียน

Picture of Sahatorn Petvirojchai

Sahatorn Petvirojchai

Manager of HREX.asia who works in media platforms for a long time. Interested in Global Culture, Marketing, and Self Development.

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้