
เมื่อพูดถึงความสำเร็จขององค์กร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงตัวเลขผลประกอบการเป็นหลัก แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นคือ “คน” ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะฝ่าย HR ที่มีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์และผลักดันองค์กรให้เติบโตด้วย
หนึ่งในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของ HR อย่างจริงจังคือ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Central Retail) ที่ได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการบริหารคนที่ไม่ใช่แค่ดูแลพนักงาน แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้พนักงานเติบโต และองค์กรสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
เป็นอีกปีที่ HREX ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณ ปัญชลีย์ วีระธรรมวัชร์ Chief People Officer ของ Central Retail เพื่อเจาะลึกว่า HR ในแบบฉบับของ Central Retail มีแนวคิดอย่างไร และพวกเขาทำให้ HR เป็น Business Partner ที่แท้จริงได้อย่างไร

Central Retail มีแนวทางในการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) อย่างไร และคุณคิดว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรของคุณได้รับรางวัล HR Asia ?
ปัญชลีย์: เราเชื่อว่างาน HR ไม่ใช่แค่ฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง (Back Office) แต่ต้องเป็น Business Partner ที่แท้จริง ซึ่งหมายความว่า HR ต้องทำงานควบคู่ไปกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เข้าใจเป้าหมายขององค์กร และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ดูแลคน แต่ต้องช่วยพัฒนาคนให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถสนับสนุนและผลักดันธุรกิจให้เติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้
สิ่งสำคัญที่เราทำคือทำให้พนักงานเข้าใจว่า วัตถุประสงค์ขององค์กรและเป้าหมายของพวกเขาคืออะไร เมื่อพนักงานเข้าใจเป้าหมายของตนเอง พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการทำงานและสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับพนักงาน เพื่อที่จะวางกลยุทธ์แนวทางการบริหารองค์กรและบุคลากรให้เหมาะสม
หนึ่งในโมเดลสำคัญที่เรานำมาใช้คือ GROWTH (G- Guidance and Support from Managers, R – Rewarding Career Opportunities, O – Outstanding Development Programs, W – Work-Life Integration and Flexibility, T – Trust and Empowerment, and H – High-Performing Team) Model ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช่วยให้พนักงานเติบโตในสายอาชีพได้อย่างแท้จริง เราต้องการให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานที่นี่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ พัฒนา และก้าวหน้าในสายงาน ซึ่งต้องประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งการมีหัวหน้าที่ดี เพื่อนร่วมงานที่พร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน การได้รับการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ และการมีโอกาสเติบโตในองค์กร
และเมื่อพูดถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน หลายคนอาจคิดถึงคำว่า “Work-Life Balance” แต่ดิฉันมองว่ามันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะในความเป็นจริง ชีวิตส่วนตัวและการทำงานเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทุกอย่างต้อง “Integrate” เข้าหากัน
ดังนั้นสิ่งที่องค์กรสามารถทำได้คือสร้าง ความยืดหยุ่น (Flexibility) ให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะพยายามแบ่งว่าเวลานี้เป็นเวลางาน เวลานี้เป็นเวลาส่วนตัว ซึ่งในโลกของการทำงานจริง มันแทบเป็นไปไม่ได้
สิ่งสำคัญคือการทำให้พนักงานรู้สึกว่า พวกเขาได้ทำงานที่ท้าทาย สนุก และได้เรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็ยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้จริง
GROWTH Model ของเราถูกออกแบบให้เป็นมากกว่า แนวคิดหรือคำพูดที่สวยหรู แต่เป็น ความตั้งใจจริงที่เราอยากทำให้เกิดขึ้นกับพนักงานของเรา ผ่านการนำไปปฏิบัติของผู้นำทุกระดับ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Central Retail ได้รับรางวัล HR Asia ค่ะ
แนวคิดที่ว่า HR ไม่ควรเป็นแค่ฝ่ายสนับสนุน แต่ต้องเป็น Business Partner มีมานานแล้ว ซึ่ง Central Retail ทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงได้อย่างไร ?
ปัญชลีย์: แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว HR ยังคงต้องดูแลความเรียบร้อยในองค์กร แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ HR ยังต้องเป็น Business Partner ที่มีความเข้าใจทางธุรกิจเพื่อที่จะสนับสนุนในธุรกิจเดินไปข้างหน้าตามกลยุทธ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้อีกด้วย
ดังนั้นเราต้อง Transform HR ของเราเองให้ได้ก่อน ที่เซ็นทรัล รีเทล เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทักษะการบริหารงานทางด้าน HR เพื่อให้ทีมมีความเข้าใจด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ เช่น ต้องเข้าใจสถานะทางธุรกิจของบริษัท เพื่อจะได้เสนอแนวทางในการบริหาร จัดการ เรื่องต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น การปรับ เพิ่ม ลด จำนวนคน หรือ ปรับปรุงค่าตอบแทน และสวัสดิการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงของบริษัท
ที่เซ็นทรัล รีเทล เรามี CRC Academy ที่ไว้คอยเรื่องการ Upskill และ Reskill พนักงานในส่วนงานต่าง ๆ รวมทั้งทีม HR ของเราเองด้วย
เราเน้นให้ HR ของเราต้องสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรได้จริง ไม่ใช่แค่รับคำสั่งจากฝ่ายบริหารมาทำตามเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ เราพบว่า ทีมผู้บริหารให้ความสำคัญกับ HR มากขึ้น เห็นได้จากการที่ HR ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมกับทางทีมผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ
คุณใช้เวลานานแค่ไหนในการ Transform HR และทำอย่างไรให้ทุก ๆ Business Unit ยอมรับว่า HR ต้องมีบทบาทสำคัญ ?
ปัญชลีย์: เราใช้เวลาปรับโครงสร้าง HR ในช่วง 1 ปีแรก ในตอนนั้น HR ยังทำงานกันแบบ silo คือแยกกันตาม Business Unit และ ต่างคนต่างทำ เราได้ทำการ define strategy และ operating model ขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า เราต้องเป็น “One CRC, One HR Team” เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและให้ทุก ๆ Business Unit ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ เราทำ 360 Diagnostics โดยทำการพูดคุยกับคนทุกระดับในองค์กร เพื่อเข้าใจสถานการณ์และนำปัญหามาวิเคราะห์ ในการ define CRC HR Strategy ที่สอดคล้องกับธุรกิจและตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมผู้บริหารและกับทีม HR เองด้วย
หลักสำคัญคือ เราต้อง Lead by Example เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า การมีทีมHRที่แข็งแกร่งจะช่วยทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ ทั้งนี้ ทาง HR Leadership Team ต้องเห็นว่าการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ต้องเกิดจากการร่วมมือร่วมใจกันในการที่จะแก้ไขปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยกัน ไม่ใช่นึกถึงแต่ KPI ของตัวเอง ซึ่งท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ HR ที่ Central Retail เป็นทีมที่แข็งแกร่ง จนได้รับรางวัลและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบันองค์กรมีพนักงานหลายเจนเนอเรชันอยู่ร่วมกัน Central Retail มีวิธีสร้างความกลมเกลียวอย่างไร ?
ปัญชลีย์: การบริหารคนในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 50,000 คน ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมี Multi-Generation Workforce ที่มีทั้งพนักงานรุ่นใหม่และผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง
โดยธุรกิจที่มีความซับซ้อนอย่าง Retail การมีคนรุ่นใหม่ทำให้มีมุมมองและไอเดียที่สร้างสรรค์ ในขณะที่ผู้บริหารอาวุโสมีประสบการณ์และความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจ การทำให้คนทั้งสองกลุ่มสามารถทำงานร่วมกันได้จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญ
เราให้ความสำคัญกับ Diversity, Equity & Inclusion ในทุกมิติค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่อง Gender Diversity แต่รวมถึง Generation Diversity ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิด เราพยายามสนับสนุนให้คนต่างวัยสามารถเรียนรู้จากกันและกัน ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูกเสมอ เช่น ผู้บริหารควรจะต้องรับฟังแนวคิดของคนรุ่นใหม่ และในขณะเดียวกันก็สอนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า ประสบการณ์ของผู้ใหญ่นั้นมีคุณค่าและสามารถช่วยให้พวกเขาเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น ๆ ได้เช่นกัน
การสร้างความกลมเกลียวระหว่างเจนเนอเรชันต้องอาศัยการมี Open Environment ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เราจึงได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น โดยผ่านช่องทางดังนี้
- Engagement Survey เพื่อวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละ Business Unit และหาแนวทางแก้ไข
- Let’s Talk Program ที่ให้ CEO และผู้บริหารลงพื้นที่พูดคุยกับพนักงาน รับฟังปัญหา และนำไปแก้ไขจริง
- กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น เช่น Sports Day ที่ให้พนักงานและผู้บริหารได้ร่วมกิจกรรมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง สิ่งเหล่านี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย และทำให้คนต่างรุ่นเข้าใจกันมากขึ้น
แน่นอนว่าการแก้ปัญหานี้ไม่สามารถทำได้เพียงครั้งเดียวแล้วจบ มันเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องและจริงจัง ซึ่งเราต้องพยายามทำต่อไปเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ในอนาคต Generation Alpha จะเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน เราจึงต้องมี แนวทางรองรับ เราโชคดีที่องค์กรของเรามีขนาดใหญ่พอที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานในลักษณะงานที่พวกเขาสนใจและเหมาะสมกับพวกเขา เช่น ให้พนักงานรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ไปทำงานในแผนกที่ต้องการไอเดียใหม่ ๆ อย่าง TikTok Marketing หรือ E-Commerce ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความคล่องตัวและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
หลังจากที่พวกเขาทำงานมาสักระยะหนึ่ง เราพยายามทำให้พวกเขาเห็นว่า การมีอิสระในการทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การมองข้าม Career Path อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง คนรุ่นใหม่บางคนอาจไม่สนใจเรื่องการเติบโตในองค์กร แต่เมื่อพวกเขาเห็นตัวอย่างจากพี่ ๆ ที่อายุมากกว่าไม่กี่ปีได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสทางการทำงานที่ทำให้ชีวิตก้าวหน้าขึ้น ความสำเร็จเหล่านี้จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนมุมมอง และเริ่มสนใจ Career Path มากขึ้น
เราให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าการบังคับให้ใครต้องเติบโต ถ้าคนรุ่นใหม่เห็นว่าองค์กรนี้สามารถมอบโอกาสที่ดีให้เขาได้ พวกเขาจะอยู่กับเราต่อไปเอง
แสดงว่าคุณยังมอง Career Path ก็ยังจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ ?
ปัญชลีย์: สำหรับเรา ใช่ค่ะ แม้จะมีบางคนที่รู้สึกว่า “ไม่อยากเติบโตในองค์กร” หรือ “อยากทำงานแบบอิสระ” และเราไม่สามารถบังคับใครได้ แต่เราสามารถทำให้พวกเขาเห็นว่า โอกาสเติบโตในองค์กรมีอยู่จริง
เราจะสอนให้ Line Manager เข้าใจพนักงานของตัวเองว่า แต่ละคนมีเป้าหมายที่ต่างกัน ถ้าใครอยากเติบโต เราจะช่วยให้เขาเติบโตได้เร็วขึ้น ถ้าใครยังไม่พร้อม เราก็ต้องทำให้เขาเข้าใจว่า ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง รายได้และโอกาสของเขาก็อาจหยุดอยู่ที่เดิม
เราเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป คนจะเริ่มเข้าใจว่า การเติบโตในองค์กรไม่ได้หมายถึงการสูญเสียอิสระ แต่มันคือโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับพวกเขา การสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่า เขาสามารถเติบโตได้ในแบบฉบับของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง
การบริหารคนในองค์กรที่มีหลายเจนเนอเรชันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราสามารถสร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง ให้คนแต่ละรุ่นเรียนรู้จากกันและกัน องค์กรก็จะสามารถเติบโตไปได้พร้อมกับทุกเจนเนอเรชันค่ะ
อะไรคือเทรนด์ในอนาคตที่ HR ต้องให้ความสนใจ ?
ปัญชลีย์: ถ้าพูดถึงเทรนด์ HR ตอนนี้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ AI เพราะมันกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
คำถามสำคัญคือ เราจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ?
เรามองว่า AI มีสองบทบาทหลักในองค์กร คือ หนึ่ง – ช่วยให้พนักงานมีทักษะที่พร้อมสำหรับอนาคต (Future-Ready Skills) ทุกวันนี้ AI เป็นเหมือนเครื่องมือที่ทุกคนควรใช้ให้เป็น เหมือนกับที่เราใช้ Google เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น HR ต้องสอนให้พนักงานเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับงานของตัวเองได้อย่างไร
และ สอง คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ HR และองค์กร (Operational Efficiency) AI สามารถช่วยลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน เช่น การใช้ AI ร่วมกับ Automation เพื่อลดเวลาการทำงานในส่วนที่เป็น Manual Process
ขณะที่งาน HR เราไม่คิดว่า AI จะมาแทน HR เลยค่ะ แต่จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ HR ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือ HR ต้องมีทักษะ Analytical Skills เพราะคนที่ใช้ AI ได้ดี ต้องมีทักษะในการวิเคราะห์และตั้งคำถามอย่างถูกต้อง ถ้าเราใช้ AI อย่างไม่มีวิจารณญาณ เราก็อาจได้ข้อมูลที่ผิดและทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาด
ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณใช้ AI เพื่อหาคำตอบ คุณต้องมีความสามารถในการประเมินว่า AI ให้คำตอบที่ดีที่สุดหรือยัง ถ้ามันยังไม่ใช่ คุณต้องรู้ว่าควรถามอะไรเพิ่ม หรือปรับปรุงคำถามอย่างไร ดังนั้น Analytical Thinking จะเป็นทักษะที่สำคัญมากในยุคของ AI
มีหลายคนที่ยังไม่กล้าใช้ AI หรือรู้สึกว่าการใช้ AI หมายถึงพวกเขาไม่เก่งพอ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เราต้องปรับเปลี่ยน
AI ไม่ได้ทำให้เราด้อยลง แต่มันช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น งานของ HR คือการทำให้คนมีทักษะที่ถูกต้องในการใช้ AI และสร้างความคิดที่ทำให้คนในองค์กรควรจะ Embrace AI และใช้มันให้เกิดประโยชน์
คนรุ่นใหม่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ โดยเฉพาะในสายงาน HR คุณคิดว่าพวกเขาควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ?
ปัญชลีย์: HR เป็นหนึ่งในสายงานที่ท้าทายมาก ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ และก็ไม่ใช่งานที่เหมาะกับทุกคน
คนที่อยากทำงาน HR ต้องเข้าใจว่า มันไม่ใช่แค่การบริหารคน แต่เป็นการขับเคลื่อนองค์กร เราบอกกับทีม HR เสมอว่า คุณต้องมี Passion กับงาน HR เพราะงาน HR ต้องมีความพร้อมในการที่จะรับมือกับปัญหาตลอดเวลา ถ้าคุณไม่มีความรักในสิ่งที่คุณทำ คุณจะหมดพลังไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับดิฉัน HR ไม่ใช่งานที่ได้มาเพราะโชคชะตาหรือจับพลัดจับผลู แต่เป็น Chosen Career ที่ดิฉันเลือกเอง ซึ่งดิฉันมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่แรก ว่าจะเป็น HR Leader ที่ดีที่สุดคนหนึ่งและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับวงการ HR ให้ได้

แล้วอะไรคือ Passion ของคุณในการทำงาน HR ?
ปัญชลีย์: สำหรับดิฉัน Passion ของ HR คือ การสร้าง Impact ต่อชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืนค่ะ แต่การจะทำแบบนั้นได้ HR ต้องเข้าใจธุรกิจด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจเรื่อง “คน” อย่างเดียว
เราเชื่อว่าการช่วยพนักงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเป็นการช่วยที่มีความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่แค่การคิดโครงการที่ดูดีแต่ไม่มีผลในระยะยาว เช่น ถ้าจะเพิ่มสวัสดิการให้พนักงาน เราต้องแน่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่องค์กรต้องสามารถรองรับได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้แล้วอีกปีต้องยกเลิก เพราะมันกลายเป็นภาระทางการเงิน
Vision ของดิฉันคือการสร้าง องค์กรที่เป็น A Great Place to Work เพื่อที่พวกเขาจะได้สนุกและมีความสุขกับการทำงาน เพื่อที่พวกเขาจะเป็น Winning Team ให้กับองค์กร ในการที่จะผลักดันให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าและบรรลุวัตถุประสงค์ตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้
ดิฉันทำแบบนี้ในทุก ๆ องค์กรที่ร่วมงานมาด้วยเพื่อที่จะสร้าง Better Community ให้กับคนในสังคม ในส่วนที่ดิฉันสามารถทำได้
อยากฝากอะไรถึง HR รุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงานนี้ไหม ?
ปัญชลีย์: งาน HR เป็นงานที่มีคุณค่า และเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างยิ่ง เพราะเป็นงานที่มีความท้าทายสูงและไม่ใช่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าคุณอยากให้คนเห็นคุณค่าของ HR คุณต้องเป็นคนที่สร้างคุณค่านั้นขึ้นมาเอง เพราะงาน HR เป็นงานที่ไม่ค่อยได้รับคำชม แต่เป็นงานที่พอทำสำเร็จแล้วจะมีความภูมิใจ เพราะคุณได้สร้าง impact ให้กับทั้งคนและองค์กร
ถ้าคุณทำได้ คุณจะกลายเป็น HR ที่มีคุณค่า ที่องค์กรให้ความสำคัญ และคุณจะรักและภูมิใจในสิ่งที่คุณทำ
