Search
Close this search box.

“คนเก่งหายาก” หรือ “เรามองข้ามเขาไปเอง ?” ปลดล็อกการสรรหาด้วย Skills-first Hiring

HIGHLIGHT

  • การสรรหาพนักงานยุคใหม่ต้องเลิกยึดติดกับ “วุฒิการศึกษา” หรือ “ชื่อบริษัทเดิม” แต่ต้องหันมาให้น้ำหนักกับ Skills-first Hiring หรือความสามารถที่แท้จริงที่สอดคล้องกับหน้างาน
  • 10 ปีของประสบการณ์ อาจเท่ากับ 1 ปีที่ทำซ้ำ ๆ ประวัติการทำงานบอกได้แค่ว่าเขาเคยอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้การันตีว่าเขาจะแก้ปัญหาให้องค์กรเราได้ดีเพียงใด
  • Soft Skills คือ Hard Currency ที่ต้องมี ดังนั้นองค์กรต้องมองทะลุเรซูเม่ เพื่อประเมิน “วิจารณญาณ” ความสามารถในการเรียนรู้ (Learning Agility) และความยืดหยุ่นของผู้สมัคร
  • การเปลี่ยนเกณฑ์การสรรหา HR และ Line Manager ต้องมีมาตรฐานการประเมินเดียวกัน เพื่อป้องกันการใช้ “ความรู้สึก” ตัดสิน
  • คำถามสะกิดใจ: ก่อนจะบ่นว่า “คนเก่งหายาก” ลองย้อนดูว่า ‘ตะแกรง’ ที่เราใช้คัดคน กำลังร่อนคนเก่งทิ้งไปตั้งแต่ด่านแรกหรือไม่?

Skills-first Hiring

“หาคนเก่งไม่ได้เลย”

นี่คือเสียงสะท้อนคลาสสิกที่ดังอยู่ในห้องประชุมของฝ่าย HR แทบทุกองค์กร

แต่ก่อนที่เราจะสรุปว่าตลาดแรงงานไม่มีคนที่ใช่ บางทีเราอาจต้องย้อนกลับไปมอง “ใบสมัครที่ถูกคัดทิ้ง” ลงถังขยะไปก่อนหน้านี้ว่า… เราปฏิเสธพวกเขาเพราะเขา ‘ทำงานไม่เป็น’ จริงๆ หรือแค่เพราะประวัติของเขา ‘ไม่สวยหรู’ ตรงตามขนบที่องค์กรคุ้นเคย ?

ผู้สมัครหลายคนสอบตกตั้งแต่ด่านคัดกรองใบสมัคร เพียงเพราะไม่ได้จบมหาวิทยาลัย Top Tier ไม่เคยผ่านงานบริษัทข้ามชาติ หรือมีอายุงานไม่ถึงเกณฑ์ (ที่บางทีก็ตั้งขึ้นมาลอยๆ) ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาอาจเป็นคนที่เคยผ่านสมรภูมิแก้ปัญหาแบบเดียวกับที่องค์กรคุณกำลังเผชิญ หรือมีศักยภาพล้นเหลือพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่

เมื่อประตูถูกปิดตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้โชว์ของ องค์กรเองนั่นแหละที่อาจจะกำลังพลาด “เพชรเม็ดงาม” ไปอย่างน่าเสียดาย

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของคุณ Yanhong Lin ผู้บริหารฝ่ายบุคคลของ Edelman ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ Human Resources Online ไว้อย่างน่าสนใจว่า องค์กรควรให้น้ำหนักกับ ความสามารถ ศักยภาพในการพัฒนา และความยืดหยุ่นในการปรับตัว มากกว่าการตัดสินคนจากอดีตบนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว

และนี่คือที่มาของแนวคิด Skills-first Hiring หรือการจ้างงานที่เอา “ทักษะ” นำหน้า โดยเปลี่ยนคำถามตั้งต้นจาก “คนนี้มีโปรไฟล์แบบที่เราอยากได้ไหม ?” ไปเป็น “งานนี้ต้องใช้ความสามารถอะไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาทำได้จริง ?”

Skills-first Hiring ลบเงื่อนไขเรื่องปริญญาแล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีคัดคนด้วย

Skills-first Hiring

การเอาคำว่า “วุฒิปริญญา” หรือ “สถาบันการศึกษา” ออกจาก Job Description อาจช่วยเปิดประตูรับผู้สมัครหน้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้น แต่นั่นไม่ได้แปลว่าองค์กรของคุณกำลังทำ Skills-first Hiring อย่างแท้จริง

เพราะหากเบื้องหลังด่านคัดใบสมัคร HR ยังคงแอบบวกคะแนนพิเศษให้กับ “ชื่อมหาวิทยาลัย” หากผู้สัมภาษณ์ยังตัดสินคนจากความรู้สึก หรือหัวหน้างานยังจิ้มเลือกเฉพาะคนที่มาจาก “บริษัทคู่แข่งที่คุ้นชื่อ”… ผู้สมัครก็ยังถูกตัดสินด้วยกรอบเดิม ๆ เพียงแค่กรอบนั้นไม่ได้ถูกเขียนประจานไว้ในประกาศรับสมัครเท่านั้นเอง

Skills-first Hiring ไม่ใช่การ “หลับตา” ละทิ้งประวัติการศึกษาหรือเรซูเม่ ข้อมูลเหล่านั้นยังมีประโยชน์เพื่อบอกบริบทว่าเขาเคยเรียนรู้อะไร หรือผ่านโปรเจกต์สเกลไหนมาบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่ใช้มันเป็นเครื่องการันตีความสามารถทั้งหมด” เช่น

  • คนที่เคยอยู่บริษัทใหญ่อาจเคยชินกับระบบและทีม Support ที่พรั่งพร้อม แต่ถ้าย้ายมาองค์กรเล็กที่ต้องลุยเองทุกขั้นตอน เขาอาจจะไปไม่เป็นเลยก็ได้
  • คนที่มีประสบการณ์ 10 ปี อาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญระดับ 10 ปี แต่อาจเป็นการทำงานแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลา 1 ปี… จำนวน 10 รอบต่างหาก

ในทางกลับกัน ผู้สมัครที่เติบโตมาแบบ “ข้ามสายงาน” อาจมีทักษะติดตัว (Transferable Skills) ที่แข็งแกร่งมากผ่านการแก้ปัญหาหน้างานจริง แม้สิ่งเหล่านี้จะไม่ได้ถูกประทับตราด้วยตำแหน่งหรูหรา หรือชื่อบริษัทชั้นนำก็ตาม

หัวใจสำคัญของการคัดเลือกยุคใหม่ จึงอยู่ที่การเปลี่ยนคำถามตั้งต้นจาก “โปรไฟล์เขาตรงกับสเปกที่เราคุ้นเคยไหม?” ไปเป็น “เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าเขาทำงานนี้ได้จริง ?”

เพื่อตอบคำถามนี้ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีประเมิน โดยให้ผู้สมัครแสดงฝีมือผ่านแบบทดสอบที่ใกล้เคียงกับงานจริง ใช้คำถามสัมภาษณ์ที่เจาะลึกถึงวิธีคิดและพฤติกรรมในอดีต โดยที่ HR และ Line Manager ต้องตกลง “เกณฑ์ชี้วัด” ที่ชัดเจนร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันการใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน

ท่องไว้เสมอว่า “เรซูเม่บอกได้แค่ว่า ผู้สมัครเคยอยู่ที่ไหน… แต่กระบวนการคัดเลือกที่วัดทักษะจริงต่างหาก ที่จะบอกได้ว่า เขาจะทำอะไรให้องค์กรเราได้บ้าง”

เมื่อคำตอบหาได้ง่ายขึ้น “วิจารณญาณ” ยิ่งสำคัญ

AI ในปัจจุบันช่วยค้นหาข้อมูล สรุปประเด็น และเสนอทางเลือกให้เราได้รวดเร็วทันใจ แต่การมีคำตอบอยู่ตรงหน้า ไม่ได้แปลว่าคำตอบนั้นจะถูกต้อง ครบถ้วน หรือใช้ได้จริงเสมอไป คนทำงานยังต้องอาศัยทักษะในการตรวจสอบแหล่งที่มา อุดช่องโหว่ของข้อมูล และชั่งน้ำหนักว่าทางเลือกไหนเหมาะสมกับบริบทมากที่สุด

ความสามารถในการแยกแยะ ชั่งน้ำหนัก และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล หรือ “วิจารณญาณ” จะยิ่งสำคัญมากขึ้น ในวันที่เทคโนโลยีสามารถเสกคำตอบให้เราได้เร็วกว่าเดิม

Yanhong Lin ชี้ให้เห็นว่า การใช้เทคโนโลยีต้องเดินคู่ไปกับความเข้าใจ “คน” และ “บริบทของงาน” เพราะต่อให้คำตอบจาก Data หรือ AI จะดูสมเหตุสมผลแค่ไหน แต่ในโลกการทำงานจริง มันอาจพังไม่เป็นท่าเมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางงบประมาณ ผลกระทบต่อทีมงาน หรือความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง

สำหรับ HR และ Line Manager ความท้าทายปราบเซียนคือ เราจะวัด “วิจารณญาณ” ของผู้สมัครได้อย่างไร ในเมื่อทักษะระดับสูงแบบนี้ แทบไม่มีใครเขียนเป็น Keyword ไว้ในเรซูเม่ ?

วิธีที่เวิร์กที่สุดคือการโยนโจทย์ปลายเปิดที่ตั้งใจให้ข้อมูลไม่ครบ มีข้อจำกัดรอบด้าน หรือเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว แล้วสังเกตกระบวนการคิดของผู้สมัคร

  • เขาตั้งคำถามเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ ?
  • เขาแยกแยะ “ข้อมูลสำคัญ” ออกจาก “ข้อมูลที่หลอกให้ไขว้เขว” ได้หรือเปล่า ?
  • เขามองเห็นความเสี่ยง (Trade-off) และชั่งน้ำหนักผลดี-ผลเสียของแต่ละทางเลือกอย่างไร ?

ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้สมัครงานคือ HR Recruiter ก็ลองถามเขาว่า “ถ้างบสรรหาบุคลากรถูกหั่นทิ้งครึ่งหนึ่ง แต่คุณยังต้องหาพนักงานที่ตรงสเปกให้ได้มากขึ้น คุณจะปรับแผนอย่างไร ?”

สิ่งที่ HR ควรนำมาประเมิน ไม่ใช่การจับผิดว่าคำตอบสุดท้ายคืออะไร แต่ควรดูว่า เขาเลือกตัดงบกิจกรรมไหน ? เก็บอะไรไว้ ? ใช้ Data อะไรมาสนับสนุนการตัดสินใจ ? และจะวัดผลความสำเร็จจากอะไร ?

สิ่งที่ HR ต้องมองหาไม่ใช่แค่ผู้สมัครที่ตอบคำถามได้ไหลลื่น แต่คือคนที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาคิดวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอย่างไร ประเมินความเสี่ยงตรงไหน และมีตรรกะในการตัดสินใจที่เฉียบคมเพียงพอหรือไม่ต่างหาก

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้สมัครยังพัฒนาได้อีก ?

Skills-first Hiring

Skills-first Hiring ไม่ได้จำกัดมุมมองอยู่แค่ว่า วันนี้เขาทำอะไรได้ ? แต่มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตด้วย

เพราะในยุคที่เครื่องมือ ความต้องการของตลาด และเนื้องานเปลี่ยนไวปานพายุ คนที่คู่ควรกับตำแหน่งที่สุดคือคนที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และปรับตัวได้ไว (Learning Agility) เมื่อโจทย์ขององค์กรเปลี่ยนไป

การประเมินศักยภาพของผู้สมัคร จึงไม่สามารถจบลงแค่ความรู้สึกที่ว่า “น้องคนนี้ดูมีแวว” แต่ต้องหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์ให้ได้ว่า เวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่รู้ หรือเจองานที่ไม่เคยทำ เขาพัฒนาวิธีทำงานของตัวเองอย่างไร

แทนที่จะถามแค่ว่า “คุณเคยทำงานแบบนี้มาก่อนไหม ?” HR ควรขยับไปสู่คำถามที่ขุดลึกถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ เช่น:

  • เจาะอดีต (Behavioral Question): “เล่าให้ฟังถึงครั้งที่คุณต้องรับผิดชอบโปรเจกต์ที่ไม่ถนัด หรือตอนที่ทำพลาดให้ฟังหน่อย… คุณเริ่มต้นเรียนรู้มันอย่างไร ? ไปขอความช่วยเหลือจากใคร ? ลองผิดลองถูกแบบไหน ? และเอาบทเรียนนั้นมาปรับใช้กับงานครั้งต่อไปอย่างไร ?”
  • จำลองอนาคต (Situational Question): “ถ้าคุณต้องใช้เครื่องมือใหม่ที่ไม่เคยจับมาก่อน และมีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มโปรเจกต์… คุณจะวางแผนเรียนรู้อย่างไร ? จะหาความรู้จากไหน ? ทดสอบตัวเองด้วยวิธีใด ? และจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองพร้อมทำงานจริงแล้ว ?”

สิ่งที่ผู้ประเมินต้องคอยสังเกตและเก็บคะแนน ไม่ใช่ความมั่นใจหรือบุคลิกภาพที่ดูดีระหว่างสัมภาษณ์ แต่เป็นวิธีที่เขาตั้งคำถาม กระบวนการแสวงหาความรู้ การเปิดรับ Feedback และ ความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อได้รับข้อมูลใหม่

ประสบการณ์ที่ผ่านมายังคงมีความหมาย แต่แทนที่จะมานั่งนับนิ้วว่าผู้สมัครทำงานมากี่ปี องค์กรควรตั้งคำถามใหม่ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาอัปเกรดตัวเองอย่างไร และเมื่อเจอโจทย์ที่ยากขึ้น เขามีวิธีพาตัวเองข้ามขีดจำกัดไปได้อย่างไร ? ต่างหาก

ประกาศรับสมัครต้องแยกให้ออกว่าอะไร “จำเป็น” และอะไร “ฝึกได้”

Skills-first Hiring ไม่ได้เริ่มต้นตอนที่ใบสมัครถูกส่งมาถึงมือ HR แต่เริ่มต้นตั้งแต่การร่าง Job Description

หาก JD ของคุณยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขยิบย่อยที่ไม่ได้สะท้อนเนื้องานจริง คุณอาจกำลังกางกำแพงไล่คนที่มีทักษะเหมาะสมให้ถอดใจไม่กดสมัครตั้งแต่ต้น

คุณสมบัติยอดฮิตอย่าง… ต้องจบตรงสาขาเป๊ะ, มีประสบการณ์ 5-7 ปี, เคยทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือ เชี่ยวชาญโปรแกรมได้ครบทุกตัวบนโลก มักจะเป็นมรดกตกทอดที่ถูก Copy & Paste ต่อกันมาจากประกาศรับสมัครฉบับเก่า โดยแทบไม่มีใครตั้งคำถามกลับเลยว่า สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการทำงานจริง ๆ หรือแค่ใส่ไว้ให้อุ่นใจ ?

ก่อนที่จะประกาศหาคน HR และ Line Manager ต้องมาจับเข่าคุยกันเพื่อแยกประเภทความต้องการให้ชัดเจน:

  • Must-Have (ต้องมีตั้งแต่วันแรก): ทักษะแกนหลักที่จำเป็นต้องใช้ขับเคลื่อนงานทันทีที่เริ่มทำ
  • Trainable (เรียนรู้เพิ่มเติมได้ทีหลัง): เครื่องมือเฉพาะทาง ซอฟต์แวร์ของบริษัท หรือบริบทของอุตสาหกรรมที่สามารถมาฝึกเอาดาบหน้าได้

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนสเปกแบบเหมารวมว่า “ต้องมีประสบการณ์ด้าน People Analytics 5 ปี” ลองถอยกลับมาตั้งคำถามว่า เนื้องานจริง ๆ ต้องการอะไร ? เปลี่ยนเป็นระบุให้ชัดเจนไปเลยว่า… “สามารถจัดการฐานข้อมูลได้, ตั้งสมมติฐานจาก Data เป็น, วิเคราะห์ผลลัพธ์ และสื่อสารสิ่งที่ค้นพบให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจได้” แบบนี้จะตรงจุดและเปิดกว้างกว่ามาก

เช่นเดียวกับเงื่อนไขเรื่องวุฒิการศึกษา สาขา หรืออายุงาน หากตำแหน่งนั้นไม่ได้มีข้อบังคับทางวิชาชีพเฉพาะ องค์กรต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เรากำลังใช้สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันความสามารถ หรือแค่ใช้เพื่อคาดเดาเอาเองว่าผู้สมัครน่าจะทำงานได้ ?

ยิ่งองค์กรระบุสิ่งที่งานต้องการจริง ๆ ได้คมชัดมากเท่าไร ผู้สมัครก็จะประเมินตัวเองได้แม่นยำขึ้น และทีมสรรหาก็จะมีเข็มทิศชี้วัดเดียวกันตั้งแต่ต้นว่า เรากำลังตามหาคนที่ทำอะไรได้ มากกว่าคนที่มีประวัติตรงตามแพตเทิร์นเดิม

เลิกงมเข็มในอ่างใบเดิม: ขยาย Talent Pool ให้กว้างด้วยเลนส์ “Transferable Skills”

บางตำแหน่งที่ HR บ่นว่าหาคนยาก… ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ไม่มีคนเก่งในตลาด แต่อยู่ที่องค์กรกำลังตีกรอบค้นหาคนในกลุ่มที่แคบเกินไปต่างหาก

ลองจินตนาการดูว่า หากคุณตั้งสเปกผู้สมัครไว้ว่า ต้องจบตรงสายเป๊ะ เคยผ่านอุตสาหกรรมเดียวกันเป๊ะ มาจากบริษัทไซซ์เดียวกันเป๊ะ และใช้โปรแกรมเดียวกับเราได้เป๊ะ… จำนวนคนที่ผ่านเกณฑ์ย่อมน้อยลงจนนับหัวได้ และสุดท้ายองค์กรของคุณก็ต้องลงไปห้ำหั่น แย่งชิงคนกลุ่มเล็ก ๆ นี้กับบริษัทคู่แข่ง

Skills-first Hiring ช่วยทลายกำแพงนี้ทิ้ง และชวนให้องค์กรมองหา Transferable Skills (ทักษะที่นำมาประยุกต์และต่อยอดได้) จากผู้สมัครหน้าใหม่ ๆ

  • คนจากคนละอุตสาหกรรม อาจมีทักษะการแก้ปัญหาหน้างาน หรือการบริหารโปรเจกต์ที่ยอดเยี่ยม
  • คนทำงานอิสระ (Freelance) อาจมีทักษะการเจรจาต่อรองและการบริหารเวลาที่เฉียบขาด
  • ผู้ที่เปลี่ยนสายงาน หรือ คนที่เรียนรู้ผ่านหลักสูตรระยะสั้น (Bootcamps) ก็อาจมีหลักฐานความสามารถในรูปแบบอื่นที่ตอบโจทย์งานได้ไม่แพ้คนที่เติบโตมาตามเส้นทางปกติ

ข้อควรระวังก็คือ การเปิด Talent Pool ให้กว้างขึ้นไม่ได้หมายความว่าเรากำลังลดมาตรฐานของงาน ผู้สมัครทุกคนยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีทักษะที่จำเป็น เพียงแต่องค์กรต้องเลิกตีกรอบล่วงหน้าว่า ทักษะเหล่านั้นจะต้องได้มาจากเส้นทางไหนเท่านั้นเอง

สำหรับตำแหน่งที่หาคนที่พร้อมทำงานแบบ Ready-to-use ได้ยากจริง ๆ องค์กรอาจต้องเปลี่ยนเกมมาเลือกคนที่มีพื้นฐานดี + ศักยภาพการเรียนรู้สูงเข้ามา แล้วเสริมเขี้ยวเล็บด้วยการทำ On-the-job Training, Coaching หรือส่งเรียนคอร์สเฉพาะทาง

แต่หัวใจสำคัญคือ องค์กรต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องเวลา ตัวผู้สอน และเกณฑ์การวัดผล เพราะการเปิดรับคนจากหลากหลายเส้นทางจะเกิด Impact ได้จริง ก็ต่อเมื่อองค์กรพร้อมปั้นและซัพพอร์ตพวกเขาหลังจากที่เปิดประตูรับเข้ามาแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนรู้และเติบโตตามยถากรรม

ตั้งเกณฑ์ใหม่ แต่ใช้ “ความรู้สึก” เดิม… ระบบพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม!

ต่อให้คุณออกแบบประกาศรับสมัครใหม่ซะดิบดี เปิดกว้างรับผู้สมัครจากทุกสารทิศ แต่กระบวนการทั้งหมดก็อาจไปตกม้าตายตอนจบ หากคนที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์และคัดเลือก ยังคงใช้มาตรฐานส่วนตัวไม่เหมือนกัน

เมื่อไม่มี “ไม้บรรทัด” ด้ามเดียวกันกำกับ ผู้สัมภาษณ์อาจเกิดอคติ เผลอเทใจให้คนที่คุยถูกคอ จบสถาบันเดียวกัน มาจากบริษัทคู่แข่งที่รู้จัก หรือมีบุคลิกมั่นใจพูดจาฉะฉาน แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้การันตีว่าเขาจะทำงานนั้นได้ดีก็ตาม

ทางออกของเรื่องนี้คือการใช้ Structured Interview (การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง) ผู้สมัครในตำแหน่งเดียวกัน ควรได้รับชุดคำถามหลักที่เหมือนกัน และถูกประเมินด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจนร่วมกัน คำถามต้องออกแบบมาเพื่อเจาะลึกทักษะที่ตำแหน่งนั้นต้องการ เช่น การแก้ปัญหา หรือการประสานงาน โดยกำหนดให้ชัดเลยว่า คำตอบระดับไหนถึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์

OECD เองก็เสนอแนะว่า Skills-first Hiring ต้องมุ่งประเมินจากทักษะที่ผู้สมัครแสดงให้เห็นได้จริง ผ่านระบบที่เป็นธรรม แต่ข้อควรระวังคือ การเปลี่ยนจากการดูวุฒิ มาใช้แบบทดสอบ (Assessment) ก็ไม่ได้การันตีความโปร่งใส 100% หากตัวแบบประเมินยังมีอคติแฝงอยู่

  • อคติจากขนาดองค์กร: แบบทดสอบอาจจำลองสถานการณ์ที่ต้องใช้ทรัพยากรแบบบริษัทใหญ่เท่านั้นถึงจะแก้โจทย์ได้ ทำให้คนที่มาจากบริษัทเล็กสอบตก ทั้งที่เขามีทักษะแก้ปัญหา
  • อคติจากการสื่อสาร: การให้คะแนนทักษะการสื่อสารจาก “สำเนียงภาษาอังกฤษ” หรือ “ความกล้าแสดงออก” ทั้งที่เนื้องานจริง ต้องการแค่ความสามารถในการอธิบายเรื่องซับซ้อนให้ทีมเข้าใจได้เท่านั้น

ดังนั้น แบบทดสอบที่ดีต้องจำลองมาจากงานจริง มีเกณฑ์ให้คะแนนที่อธิบายได้ ไม่ใช้เวลาทำนานจนเกินงาม และต้องพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น ๆ ไม่ใช่ใช้ผลสอบครั้งเดียวชี้ชะตาผู้สมัคร

ที่สำคัญ… งานนี้ HR ฉายเดี่ยวไม่ได้ !

หากหัวหน้างาน (Line Manager) ยังฝังหัวว่า “คนเก่งต้องมาจากบริษัทท็อป 10 เท่านั้น” หรือ “คนไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน ยังไงก็ทำไม่ได้หรอก” ต่อให้ HR พยายามแค่ไหน เกณฑ์เดิม ๆ ก็จะโผล่กลับมาในด่านตัดสินใจสุดท้ายอยู่ดี

ก่อนเริ่มเปิดรับสมัคร HR และหัวหน้างานจึงต้องตั้งโต๊ะตกลงกันให้เคลียร์

  1. ทักษะไหนต้องทำได้ทันที ? ทักษะไหนมาสอนกันทีหลังได้ ?
  2. เราจะใช้หลักฐานอะไรในการประเมินผู้สมัคร ?
  3. ผลงานระดับใดจึงจะถือว่าสอบผ่าน ?

เมื่อทุกคนในทีมสรรหาใช้ “ไม้บรรทัด” ด้ามเดียวกัน บทสนทนาในห้องประชุมหลังจบการสัมภาษณ์ จะเปลี่ยนจากการใช้ความรู้สึกที่ว่า… “พี่ว่าคนนี้คลิกเลย” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่านั่นคือ… “เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ได้ว่า คนนี้คือคนที่ใช่ที่สุดสำหรับงานเรา ?”

HR ไทยจะเริ่มต้น Skills-first Hiring อย่างไร ? (สปอยล์: ไม่ต้องรื้อทิ้งทั้งระบบ !)

Skills-first Hiring

การลุกขึ้นมารื้อกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งองค์กรในวันเดียว อาจเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินไปและสร้างแรงต้านจากหัวหน้างานได้ง่าย ๆ จุดเริ่มต้นที่น่าจะได้ผลดีที่สุดสำหรับ HR จึงเป็นการใช้กลยุทธ์ ทำ Pilot Project หรือโปรเจกต์นำร่องนั่นเอง

ลองเริ่มต้นจากบางตำแหน่งที่สามารถระบุทักษะชี้วัดผลงานได้ชัดเจน หรือเลือกตำแหน่งที่หาคนยากเหลือเกินด้วยเกณฑ์เดิม ๆ แล้วทดลองเปลี่ยนวิธีคัดเลือกดูสักรอบ

ตัวอย่างเช่น:

  • ตำแหน่ง Recruiter: อาจไม่จำเป็นต้องตีกรอบรับเฉพาะคนที่เคยอยู่แผนก HR มาก่อน หากเราเปิดกว้างรับคนจากสายงานอื่น (เช่น เซลส์, การตลาด, หรือ Customer Service) ที่มีทักษะการสื่อสารขั้นเทพ เข้าใจความต้องการของมนุษย์ และมีทักษะการเจรจาต่อรอง พวกเขาก็อาจกลายเป็นนักล่า Talent มือฉมังให้องค์กรได้
  • ตำแหน่ง People Analytics: แทนที่จะสแกนเรซูเม่หาคนที่ระบุว่ามีประสบการณ์ตรง 5 ปี ลองเปลี่ยนมาให้น้ำหนักกับคนที่เก่งเรื่องการจัดการ Data ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์เป็น และที่สำคัญคือมีทักษะการเล่าเรื่อง (Data Storytelling) อธิบายเรื่องยากให้ผู้บริหารเข้าใจได้ง่าย ๆ

แต่ช้าก่อน… การเปิดกว้างรับคนจากหลากหลายเส้นทาง ไม่ได้แปลว่า ใครก็ได้จะเข้ามาทำงานนี้ ผู้สมัครทุกคนยังคงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขามีทักษะแกนหลัก (Core Skills) ที่ตำแหน่งนั้นต้องการ หรืออย่างน้อยต้องมีศักยภาพในการเรียนรู้ (Learning Agility) มากพอที่จะเติมเต็มสิ่งที่ยังขาดอยู่

เมื่อนำร่องทดลองใช้แนวทางนี้แล้ว สิ่งที่ HR ห้ามละเลยเด็ดขาดคือการติดตามผลหลังการจ้างงาน (Post-hire Evaluation)

HR ต้องคอยมอนิเตอร์ว่า พนักงานที่ผ่านเข้ามาด้วยตะแกรงร่อนใหม่นี้ สามารถสร้างผลงานได้ตามที่คาดหวังหรือไม่? แบบทดสอบหรือคำถามสัมภาษณ์ข้อไหนที่ช่วย “ทำนาย” ความสำเร็จในการทำงานได้แม่นยำจริง? และมีเกณฑ์ไหนที่ควรปรับจูนเพิ่มเติม ?

Skills-first Hiring ไม่ใช่การปฏิวัติรื้อระบบให้วุ่นวาย แต่จะค่อย ๆ เลือกมาทีละตำแหน่ง ทบทวนแก่นแท้ของเนื้องาน ปรับวิธีวัดผลให้ตรงจุด แล้วนำข้อมูลกลับมาพัฒนาเกณฑ์การรับคนให้คมชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ท่องไว้เสมอว่า… “มาตรฐานของงานองค์กรเรายังคงสูงเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไป มีเพียงแค่ ‘หน้าตาของหลักฐาน’ ที่เราใช้ตัดสินผู้สมัครเท่านั้น”

บทสรุป Skills-first Hiring

โลกการทำงานที่หมุนเร็วกำลังตั้งคำถามสำคัญกับทีมสรรหาว่า แท้จริงแล้วองค์กรกำลังตามหา “คนที่เคยทำงานแบบนี้มาแล้ว” หรือ “คนที่พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่งานจะต้องการต่อจากนี้” กันแน่ ?

ในเมื่อตำแหน่งงานในอนาคตอาจต้องใช้ทักษะที่วันนี้ยังไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำ การยึดติดกับวุฒิการศึกษาหรือสเปกประสบการณ์แบบเดิม ๆ อาจทำให้องค์กรพลาดโอกาสได้ร่วมงานกับคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ (Learning Agility) และพร้อมจะเติบโตข้ามขีดจำกัดไปพร้อมกับธุรกิจ

ก่อนจะด่วนสรุปว่า “คนเก่งหายาก” ลองย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตะแกรงร่อนคนขององค์กรดูอีกครั้งว่า กฎเกณฑ์และอคติที่เราใช้คัดกรองผู้สมัครนั้น เป็นเครื่องการันตีความสามารถที่แท้จริง หรือเป็นเพียง ‘กำแพง’ ที่ทำให้เรามองไม่เห็นคนเก่งตั้งแต่ด่านแรก? การเปลี่ยนผ่านสู่ Skills-first Hiring ที่เน้นพิสูจน์ทักษะ วิจารณญาณ และความสามารถที่ใช้งานได้จริงต่างหาก ที่จะช่วยปลดล็อกปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้าย หากองค์กรอยากเปิดทางให้เจอผู้สมัครที่ใช่มากขึ้น และกำลังมองหา HR Solution ด้าน Recruitment เช่น Recruitment Agency ที่เหมาะกับความต้องการ สามารถค้นหาตัวช่วยผ่าน HREX ได้แล้วที่นี่

Sources

ผู้เขียน

Picture of Paranaphat Anui

Paranaphat Anui

Take Off Toward a Dream

บทความที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลคุกกี้จะถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อจดจำการเข้าชมครั้งก่อน และช่วยให้เราทราบว่าส่วนใดของเว็บไซต์ที่คุณสนใจและใช้งานบ่อย โดยสามารถอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว ได้