
เมื่อองค์กรต้องการหาพนักงานใหม่ มักมีทางเลือกอยู่ไม่กี่วิธี วิธีแรกคือการสรรหาด้วยตนเอง โดยประกาศรับสมัครผ่านช่องทางต่าง ๆ แล้วรอให้ผู้สมัครส่งประวัติเข้ามา วิธีที่สองคือการทำเชิงรุก ด้วยการค้นหาผู้สมัครที่มีศักยภาพตาม Job Board หรือเว็บไซต์หางานต่าง ๆ และวิธีสุดท้ายคือการใช้บริการ Recruitment Agency
อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรมักประสบปัญหาเรื่อง ค่าบริการ (Recruitment Agency Fees) ที่ค่อนข้างสูง จนบางครั้งต้องยอมเลือกสรรหาพนักงานด้วยตนเอง
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ค่าบริการแพง และการใช้บริการนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่? มาหาคำตอบไปพร้อมกันได้ในบทความนี้
Contents
ค่าบริการ Recruitment Agency Fees คืออะไร ?
ค่าบริการ Recruiting Agency Fees คือค่าใช้จ่ายที่องค์กรจ่ายให้กับ Recruitment Agency หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากร เพื่อช่วยค้นหาและคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้น ๆ ตั้งแต่ตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างพนักงานทั่วไป ไปจนถึงตำแหน่งใหญ่ในระดับผู้บริหาร
โดยบริการของ Recruitment Agency จะครอบคลุมขั้นตอนสำคัญหลายส่วน อาทิ
- สรรหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ (Sourcing)
- คัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้น (Screening)
- ประเมินความสามารถ (Assessments)
- สัมภาษณ์ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก (Interviewing)
- ช่วยออฟเฟอร์งาน ต่อรองเงินเดือน เจราจากับผู้สมัคร
- ให้คำปรึกษาเรื่องตลาดงาน
การสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านอย่างละเอียด ทั้งปัจจัยที่วัดค่าได้ชัดเจน เช่น ประสบการณ์และทักษะตามที่ระบุในคำบรรยายลักษณะงาน ต้นทุนแฝงหรือต้นทุนคงที่ และปัจจัยที่จับต้องได้ยาก ได้แก่ บุคลิกภาพ ทัศนคติ และความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร การสรรหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้และความเข้าใจเชิงลึกในความต้องการของทั้งองค์กรและผู้สมัคร เพื่อสร้างการจับคู่ (Matching) ที่ลงตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย
ด้วยความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของกระบวนการเหล่านี้ คือเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้ค่าบริการของ Recruitment Agency สูงนั่นเอง

ปัจจัยแฝงอื่น ๆ ที่ทำให้ Recruitment Agency Fees มีราคาแพง
มีหลายปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการกำหนดราคาของบริษัทจัดหางาน การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรเจรจาต่อรองได้ดีขึ้น บริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ และมั่นใจได้ว่าได้รับความคุ้มค่าจากการใช้บริการ ดังนี้
1. ต้นทุนแฝงของ Recruitment Agency
Recruitment Agency มีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ต้องแบกรับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ต้นทุนเหล่านี้รวมถึงค่าจ้างทีม Recruiter ที่มีฝีมือ เพราะ Recruitment Agency ต้องลงทุนกับการหาทีมสรรหาทีมที่ดีที่สุด ดังนั้นยิ่งลงทุนกับทรัพยากรในการหาคนมาก ก็ทำให้ค่าบริการสูงขึ้นด้วย
นอกจากนั้นยังมีค่าสำนักงาน ค่าเทคโนโลยีจากการลงทุนในเครื่องมือค้นหาและบริหารจัดการผู้สมัคร เช่น ซอฟต์แวร์และระบบจัดการอย่าง CRM ที่สามารถเก็บฐานข้อมูลผู้สมัครขนาดใหญ่ได้, ซอฟต์แวร์ Applicant Tracking Systems (ATS) ไปจนถึงแพลตฟอร์ม Job Board ซึ่งทุกอย่างล้วนมีผลให้กระบวนการสรรหามีประสิทธิภาพที่สุด
2. ความเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม
ค่าบริการมักแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น การเงิน เทคโนโลยี และสุขภาพ ค่าบริการจะสูงเพราะบริษัทจัดหางานมีเครือข่ายผู้สมัครเฉพาะทาง (Niche Talent Pool) และเข้าใจความต้องการของตำแหน่งงานอย่างลึกซึ้ง
3. ความยากในการหาผู้สมัคร
ตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูงหรือตำแหน่งผู้บริหาร มักใช้เวลาสรรหานานเพราะมีผู้สมัครที่เหมาะสมน้อย ทำให้ค่าบริการสูงขึ้น ในทางกลับกัน ตำแหน่งที่มีผู้สมัครเหมาะสมจำนวนมาก อาจมีค่าบริการที่ต่ำกว่าเพราะหาคนได้ง่ายกว่า
4. ความเร่งด่วนในการจ้างงาน
การสรรหาแบบเร่งด่วนมักมีค่าบริการสูงขึ้น เพราะต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มและอาจต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้ผู้สมัครทันตามกำหนด
5. ทำเลที่ตั้ง
บริษัทจัดหางานในเมืองใหญ่หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจมักคิดค่าบริการสูงกว่า เนื่องจากค่าครองชีพและความต้องการแรงงานสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ หากบริษัทไหนต้องการผู้สมัครจากต่างประเทศด้วย จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสูงขึ้น
6. ชื่อเสียงของบริษัทจัดหางาน
ค่าบริการของ Recruitment Agency มักสะท้อนถึงชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยบริษัทที่มีประวัติยาวนานหรือเชี่ยวชาญเฉพาะทางมักคิดค่าบริการสูงกว่า เพราะมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและเข้าถึงผู้สมัครคุณภาพสูงได้ดี
หากบริษัทไหนมีผลงานที่จับต้องได้เยอะ พิสูจน์แล้วว่าสรรหาพนักงานให้เมื่อไหร่ จะเจอแต่เพชรเม็ดงาม ย่อมได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำและสามารถเรียกค่าบริการในระดับสูงได้ สมกับคุณค่าที่มอบให้ในกระบวนการสรรหา
ประเภทของ Recruiting Agency Fees มีอะไรบ้าง ?
Recruitment Agency คิดค่าบริการหลากหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มีดังต่อไปนี้
Contingency Fees
เป็นรูปแบบค่าบริการที่พบเจอได้ใน Recruitment Agency ส่วนใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น Reeracoen Recruitment เป็นต้น โดยบริษัทจัดหางานจะได้รับค่าบริการเมื่อสามารถหาผู้สมัครที่เหมาะสมและการจ้างงานประสบความสำเร็จตามที่องค์กรต้องการ
โดยทั่วไป ค่าบริการจะอยู่ที่ 15% – 25% ของเงินเดือนรายปีของพนักงานใหม่ อัตรานี้จะแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ประเภทอุตสาหกรรม ระดับตำแหน่งงาน และชื่อเสียงของบริษัทจัดหางาน
ข้อดีของ Contingency Fee
- ไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า องค์กรลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายเงินก่อน
- สร้างแรงจูงใจให้บริษัทจัดหางานหาคนให้ได้ เนื่องจากจะได้รับค่าบริการเมื่อหาผู้สมัครได้สำเร็จเท่านั้น ทำให้บริษัทจัดหางานต้องยิ่งทุ่มเทในการสรรหาผู้สมัครที่เหมาะสม
- มี Pool คนสมัครงานอยู่แล้ว ซึ่งอาจตอบโจทย์ความต้องการก่อน ทำให้ไม่ต้องสรรหาใหม่ตั้งแต่แรก
ข้อเสียของ Contingency Fee
- ยิ่งต้องหาพนักงานตำแหน่งระดับสูง และหายากขึ้นเท่าไหร่ ค่าบริการก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
- คนเก่งย่อมเป็นที่หมายปองของทุกบริษัท ทำให้บ่อยครั้ง Recruitment Agency มักจะเจอคู่แข่งเพ่งเล็งผู้สมัครคนเดียวกันพอดี ทำให้การแข่งขันแย่งชิงดุเดือดขึ้น โอกาสจะได้ตัวก็จะยากขึ้นตามไปด้วย
Retainer Fees
รูปแบบนี้มักใช้ในการสรรหาผู้บริหารระดับสูง หรือตำแหน่งที่หาผู้สมัครได้ยาก โดยองค์กรจะต้องจ่ายค่าบริการส่วนหนึ่งล่วงหน้า (เพื่อให้เป็นสัญญาแบบผูกขาด) และค่าบริการส่วนที่เหลือจะแบ่งจ่ายเป็นงวดตามขั้นตอนสำคัญ เช่น การคัดเลือกผู้สมัครรอบสุดท้าย (Shortlisting) หรือเมื่อการจ้างงานสำเร็จ
การสรรหาด้วยระบบ Retainer Fee มักใช้เวลานานและมีขั้นตอนละเอียดกว่า เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด โดยค่าบริการรวมมักอยู่ที่ 15-25% ของเงินเดือนปีแรก แต่บางกรณีอาจสูงถึง 25-40%
ข้อดีของ Retainer Fee
- องค์กรจะได้รับบริการสรรหาที่ออกแบบมาเฉพาะ ช่วยลดความเสี่ยงในการจ้างผู้สมัครที่ไม่เหมาะสม
- การจ่ายเงินล่วงหน้าจะช่วยให้บริษัทจัดหางานจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระบวนการสรรหามีคุณภาพสูงสุด
ข้อเสียของ Retainer Fee
- สิ่งที่เป็นข้อดีของ Recruitment Agency ก็คือข้อเสียของฝั่งองค์กรเองที่ต้องจ่ายเงินตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะสรรหาสำเร็จหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับองค์กรที่มีงบประมาณจำกัด
- ยิ่งกระบวนการละเอียดมากเท่าไหร่ ก็อาจไม่เหมาะกับองค์กรที่ต้องการจ้างงานเร่งด่วนมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ Headhunting เพราะกระบวนการนี้จะต้องการผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงจนแทบจะชี้ได้เลยว่าเป็นใครในอุตสาหกรรม การ Headhunt มีโอกาสว่าอาจล่าตัวมาไม่ได้ด้วย หากผู้ที่ถูกหมายตาไม่ได้ต้องการหางานใหม่แต่แรก
Exclusive/Engaged Fees
เป็นรูปแบบผสมระหว่าง Contingency และ Retainer โดยบริษัทจัดหางานจะได้สิทธิ์ผูกขาดในการสรรหา (Exclusive Rights) เมื่อองค์กรมอบสิทธิ์ในการสรรหาพนักงานสำหรับตำแหน่งที่กำหนดให้กับ Recruitment Agency เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น หมายความว่า Recruitment Agency อื่น ๆ จะไม่มีสิทธิ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหาผู้สมัครสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ
ทั้งนี้จะไม่ต้องจ่ายค่าบริการทั้งหมดล่วงหน้า แต่องค์กรจะจ่ายเงินบางส่วนเพื่อเริ่มต้นการค้นหา และจ่ายส่วนที่เหลือเมื่อจ้างงานสำเร็จ
ข้อดีของ Exclusive/Engaged Fees
- การจ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้บริษัทจัดหางาน ขณะที่การจ่ายตามผลงานช่วยรักษาแรงจูงใจในการหาคนที่เหมาะสม
- ด้วยสิทธิ์ผูกขาด ไม่มีการแข่งขันระหว่างบริษัทจัดหางาน บริษัทจัดหางานสามารถทุ่มเทเพื่อหาผู้สมัครที่ดีที่สุดได้อย่างเต็มที่
ข้อเสียของ Exclusive/Engaged Fees
- แม้จะจ่ายเงินล่วงหน้าน้อยกว่าแบบ Retainer แต่ก็ยังมีความเสี่ยงสำหรับองค์กรที่ไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่อาจได้รับ
- แม้จะเป็นทางเลือกที่สมดุล แต่ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าการใช้ Contingency เพียงอย่างเดียว
- ถ้าใช้ Recruitment Agency เจ้าเดียวในการสรรหา มีความเสี่ยงเยอะมากว่าจะไม่สามารถหาคนได้ตามเวลาที่เราต้องการ ยิ่งหากหาคนในปริมาณมากเท่าไหร่ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มมากเท่านั้น
Flat Fees
รูปแบบนี้คิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายต่อการจ้างงานหนึ่งตำแหน่ง มักใช้กับตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) หรือการจ้างงานจำนวนมาก (Bulk Hiring)
การคิดแบบเหมาจ่ายมีราคาที่แน่นอน ทำให้วางแผนงบประมาณได้ง่าย แต่อาจไม่สามารถปรับแต่งบริการให้ตรงกับความต้องการเฉพาะขององค์กรเหมือนแบบ Contingency หรือ Retainer ได้ ทำให้ราคาอาจแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งงานและความซับซ้อนของการสรรหา
ข้อดีของ Flat Fee
- เหมาะกับองค์กรที่มีงบประมาณตายตัว เมื่อค่าบริการที่ชัดเจนช่วยให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี
- ต้นทุนต่ำกว่ารูปแบบอื่น มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องจ้างพนักงานจำนวนมาก
ข้อเสียของ Flat Fee
- กระบวนการอาจไม่ละเอียด บริการมักไม่ครอบคลุมความต้องการเฉพาะขององค์กร
- ขาดความยืดหยุ่น ลูกค้าอาจไม่ได้รับบริการเชิงลึก เช่น การหาผู้สมัครเฉพาะทางหรือการประเมินอย่างละเอียด เป็นผลให้ได้พนักงานที่ไม่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง
Hourly Fees
การคิดค่าบริการตามเวลาที่ใช้ในการสรรหาผู้สมัคร รูปแบบนี้เหมาะกับการจ้างพนักงานชั่วคราว (Temporary Workers) หรือพนักงานสัญญาจ้าง (Contract Workers) มากกว่า และเหมาะกับองค์กรที่มีความต้องการเฉพาะในระยะสั้นหรือมีงบจำกัด เพราะสามารถเลือกใช้บริการเฉพาะส่วน เช่น การค้นหาผู้สมัคร การคัดกรอง หรือการสัมภาษณ์ ทั้งแบบครั้งเดียวหรือต่อเนื่อง โดยอัตราค่าบริการต่อชั่วโมงจะกำหนดไว้ล่วงหน้า
ข้อดีของ Hourly Fees
- ต้นทุนอาจต่ำกว่า เพราะคิดตามเวลาที่ใช้จริง แทนการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
- เหมาะกับงานเฉพาะทาง ตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ
- ความเสี่ยงทางการเงินต่ำ จ่ายตามการใช้งานจริง ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้า
ข้อเสียของ Hourly Fees
- ค่าใช้จ่ายอาจบานปลาย หากใช้เวลานานกว่าที่คาด หรือหาคนไม่ได้ตามเป้า
- ไม่รับประกันผลลัพธ์ การจ่ายตามเวลาไม่ได้หมายความว่าจะได้คนที่เหมาะสมแน่นอน
Contract Placement Fees
บริษัทจัดหางานจะจ้างผู้สมัครเข้าระบบบัญชีเงินเดือนของบริษัทเอง (Internal Payroll) แล้วปล่อยให้พนักงานไปทำงานในองค์กรลูกค้า แล้วจากนั้นลูกค้าค่อยจ่ายค่าบริการให้บริษัทจัดหางานภายหลัง
ค่าบริการมักคิดเป็นส่วนเพิ่มจากค่าแรงรายชั่วโมงของพนักงาน เช่น 1.5 เท่าของค่าแรงต่อชั่วโมง ถ้าพนักงานได้ค่าแรง 40 บาทต่อชั่วโมง บริษัทจัดหางานอาจคิด 80 บาทต่อชั่วโมง เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ
ข้อดีของ Contract Placement Fees
- องค์กรสามารถทดลองความสามารถและความเหมาะสมของพนักงานได้ก่อนตัดสินใจจ้างถาวร ช่วยลดความเสี่ยงในการจ้างพนักงานที่ไม่เหมาะสม
- ตอบโจทย์งานระยะสั้นและความต้องการเร่งด่วน
- องค์กรไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ การผูกพันระยะยาว หรือการฝึกอบรมพนักงาน
ข้อเสียของ Contract Placement Fees
- อัตราการลาออกสูง เพราะพนักงานที่จ้างในลักษณะนี้อาจมีความผูกพันกับองค์กรน้อยกว่า ทำให้อาจเกิดการลาออกบ่อย ส่งผลให้เกิดต้นทุนในการจ้างงานและฝึกอบรมใหม่ซ้ำ ๆ
- การทำงานเป็นทีมอาจมีปัญหา เพราะพนักงานถูกจ้างในรูปแบบสัญญาอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงานร่วมกับทีมได้ไม่เต็มที่อย่างที่ควร
- ค่าใช้จ่ายในระยะยาว หากองค์กรต้องเปลี่ยนพนักงานบ่อยครั้ง ต้นทุนที่ประหยัดได้ในช่วงแรกอาจถูกลบล้างด้วยต้นทุนการจ้างและฝึกอบรมใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

อยากใช้บริการ Recruitment Agency ให้คุ้มค่า ควรพิจารณาอะไรบ้าง
การเลือกใช้บริการ Recruitment Agency ให้คุ้มค่า ไม่เพียงแค่เลือกจากชื่อเสียงหรือบริการที่มีให้ แต่ควรพิจารณาปัจจัยหลายอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณขององค์กร ต่อไปนี้คือคำแนะนำสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้
1. สำรวจราคาตลาดก่อน
องค์กรควรเริ่มต้นด้วยการศึกษามาตรฐานค่าบริการในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งในด้าน ช่วงค่าบริการทั่วไปในตลาด และ ค่าบริการในพื้นที่ที่คุณอยู่ รวมถึง ตำแหน่งงานที่ต้องการจ้าง การขอใบเสนอราคาจาก Recruitment Agency หรือที่ปรึกษาหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดได้ดีขึ้น
การเปรียบเทียบค่าบริการระหว่าง Agency ต่าง ๆ ไม่เพียงช่วยให้องค์กรทราบถึงช่วงราคาที่เหมาะสม แต่ยังทำให้การเจรจาต่อรองง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด
2. กำหนดให้ชัดเจนว่า มีงบประมาณเท่าไหร่
การมีงบประมาณชัดเจนช่วยให้องค์กรสื่อสารข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายกับ Recruitment Agency ได้ตรงประเด็น นอกจากนี้ การระบุประเภทของตำแหน่งงานที่ต้องการ เช่น พนักงานชั่วคราว พนักงานประจำ ตำแหน่งงานเฉพาะทาง จะช่วยให้ Recruitment Agency สามารถปรับบริการหรือเสนอแนะโครงสร้างค่าบริการที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้
3. เจรจาโครงสร้างค่าบริการและการชำระเงิน
องค์กรควรพิจารณาโครงสร้างค่าบริการที่เหมาะสมกับทั้ง ตำแหน่งงาน และ งบประมาณการสรรหา เช่น ค่าบริการเหมาจ่าย อาจเหมาะกับองค์กรที่ไม่สามารถจ่ายค่าบริการตามเปอร์เซ็นต์เงินเดือน 15-25% ได้ ส่วน Contingency Fee เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยง
เมื่อ Recruitment Agency เสนอค่าบริการ ยังสามารถเจรจาเงื่อนไขการชำระเงินได้ เช่น แบ่งชำระเป็นงวด หรือการขอชำระเงินในภายหลัง หรืออีกหนึ่งวิธีในการต่อรองคือ จำกัดขอบเขตของบริการ เช่น การลดจำนวนรอบการประเมินผล (Assessments) หรือจำนวนการสัมภาษณ์เพื่อลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น
4. ลองขอส่วนลดสำหรับการจ้างงานหลายตำแหน่งได้นะ
หากองค์กรของคุณต้องการจ้างงานหลายตำแหน่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ควรลองเจรจาขอส่วนลดจาก Recruitment Agency ดูได้ มี Recruitment Agency ไม่น้อยยินดีลดค่าบริการ หากองค์กรมีความต้องการจ้างงานหลายตำแหน่งผ่านบริการของพวกเขา
วิธีนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและระยะยาวด้วย
5. เพิ่มเงื่อนไขการคืนเงิน
เพิ่มไว้เผื่อมีกรณีที่การจ้างงานไม่สำเร็จ เงื่อนไขนี้อาจรวมถึงการหาผู้สมัครทดแทน (Replacement Candidate) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้องค์กร หากผู้สมัครที่ได้รับการว่าจ้างไม่สามารถทำงานได้ตามที่คาดหวัง
6. เสนอข้อตกลงระยะยาวและค่าบริการตามผลลัพธ์
หากองค์กรต้องการใช้บริการของ Recruitment Agency อย่างต่อเนื่อง การทำสัญญาระยะยาวสามารถช่วยเจรจาลดค่าบริการได้
นอกจากนั้น องค์กรสามารถเสนอให้ใช้โครงสร้างค่าบริการตามผลลัพธ์ เช่น ชำระค่าบริการเริ่มต้นในอัตราที่ต่ำ และจ่ายโบนัสเพิ่มเติมเมื่อผู้สมัครที่จ้างสามารถทำงานได้สำเร็จและอยู่ในตำแหน่งงานนั้นในช่วงระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้ช่วยให้ Recruitment Agency มีแรงจูงใจในการหาผู้สมัครที่มีคุณภาพและเหมาะสมที่สุด
7. ประเมินประวัติผลงานของ Recruitment Agency
ก่อนจะเจรจาค่าบริการ ควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของ Recruitment Agency ที่กำลังพิจารณาด้วย หากเจอบริษัทที่มีชื่อเสียงดี มีผลงานการสรรหาที่ประสบความสำเร็จบ่อย ๆ การมีผลงานเชิงประจักษ์ยิ่งทำให้ Recruiment Agency มีแต้มต่อรองในการคิดค่าบริการที่สูงขึ้น ซึ่งแลกมากับบริการที่ดีขึ้น
แต่หากเจอบริษัทที่ยังใหม่ในตลาด บริษัทนั้นก็อาจมีอำนาจในการต่อรองค่าบริการที่ต่ำลงได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ามีความเสี่ยงเช่นกันที่อาจจะได้พนักงานที่คุณภาพไม่ตรงกับที่ใจต้องการ
กังวลเรื่องราคาใช่ไหม ? ลองใช้ SourcedOut ซึ่งราคาถูกกว่า Recruitment Agency ได้นะ
เป็นที่ทราบกันดีว่าค่าบริการของ Recruitment Agency มักจะสูง เนื่องจากต้นทุนคงที่ที่บริษัทเหล่านี้ต้องแบกรับ เช่น ค่าจ้างพนักงานประจำ ค่าสำนักงาน และค่าเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการข้อมูลผู้สมัคร ทั้งหมดนี้ถูกสะท้อนออกมาในค่าบริการที่องค์กรต้องจ่าย ทำให้หลายบริษัทกังวลเรื่องต้นทุนการจ้างงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ไม่ได้ต้องการความซับซ้อนมากนัก
หากใครกำลังกังวลล่ะก็ ลองพิจารณา SourcedOut ดูได้ซึ่งนำเสนอโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง โดยใช้ Freelance Recruiter กว่า 1,100 คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม แทนการมีทีมงานประจำ ลดภาระต้นทุนคงที่ที่บริษัทจัดหางานทั่วไปต้องแบกรับ ส่งผลให้ SourcedOut สามารถเสนอค่าบริการที่ต่ำกว่า 30-60% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในตลาด โดยยังคงมาตรฐานการคัดกรองผู้สมัครที่มีคุณภาพสูง
ทั้งนี้ ด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่กว้างขวาง SourcedOut สามารถสรรหาผู้สมัครได้ตรงความต้องการและในเวลาที่รวดเร็ว
นอกจากต้นทุนที่ต่ำลง บริการของ SourcedOut ยังปรับแต่งได้ตามความต้องการขององค์กร (Customized Hiring Service) ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ต้องการความเฉพาะเจาะจงหรือการกำหนด “ระยะเวลาการันตี” ที่เหมาะสม จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับบริษัทที่ต้องการควบคุมงบประมาณการจ้างงาน โดยไม่ลดทอนคุณภาพการสรรหา หากคุณกำลังกังวลเรื่องค่าบริการที่สูงเกินไป SourcedOut คือทางเลือกที่ให้ทั้งความคุ้มค่าและความเชื่อมั่นในบริการที่ไม่แพ้ใคร
ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับบริการของ SourcedOut ผ่าน HREX ได้เลยทางลิงก์นี้
บทสรุป
ค่าบริการของ Recruitment Agency อาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่หลายองค์กรจะจ่ายไหว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับเป้าหมายและงบประมาณ รวมถึงการเข้าใจโครงสร้างค่าบริการประเภทต่าง ๆ จะช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ การเลือก Recruitment Agency ที่ใช่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าบริการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของบริการ ความเข้าใจในความต้องการขององค์กร และความสามารถในการส่งมอบผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้บริการเจ้าไหนก็ตาม อย่าลืมประเมินปัจจัยทั้งหมดให้รอบคอบ เพื่อให้การลงทุนในบริการสรรหาพนักงานสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรของคุณด้วยนะ
| Sourced: |


